พล นิกร กิมหงวน 213 : ซุปเปอร์แมนดาวพระศุกร์

ทุกฤดูกาล ทุกวันเวลาที่ผ่านไปคนมีเงินย่อมมีความสมบูรณ์พูนสุขมากกว่าคนจน เป็นธรรมดาอยู่เอง ในฤดูฝนท่านเศรษฐีผู้มีทรัพย์ก็นั่งอยู่ในรถเก๋งอันโอ่อ่า ไม่สนใจกับลมพายุหรือสายฝนที่กระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว ในฤดูหนาวท่านผู้ดีมีเงินก็อบอุ่นอยู่ในเครื่องห่อหุ้มร่างกายที่ทำด้วยขนสัตว์หรือสักหลาด และในฤดูร้อนอันแสนอบอ้าวคนมีเงินก็มีโอกาสหลบร้อนไปแสวงหาความสุขตามชายทะเล เข้าป่าล่าสัตว์พักผ่อนการงานยามว่าง กรรมเก่าใครทำไว้ดีชาตินี้ก็ได้รับความสุขตอบสนอง เรื่องของความยากดีมีจนนั้นเป็นเรื่องของโชควาสนาหรือพรหมลิขิตนั่นเอง

คณะพรรคสี่สหายของเรามั่งมีเงินทองอย่างล้นเหลือ ก็คงจะเป็นเพราะเมื่อชาติก่อนได้สร้างบุญกุศลร่วมกันไว้มากมาย แทบจะกล่าวได้ว่า ทุกคนได้ลากถุงเงินออกมาจากครรภ์มารดาด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนของเราเรียกว่านั่งอยู่บนกองเงินกองทองแต่อ้อนแต่ออกทีเดียว

คนจนที่มีความคิดย่อมไม่เกลียดชังอิจฉาริษยาพวกเศรษฐี และเช่นเดียวกันท่านที่มั่งมีทั้งหลาย ที่เป็นคนดีก็ย่อมไม่รังเกียจ เหยียดหยามคนจน ดังเช่น คณะพรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและสี่นาง ซึ่งเป็นที่เคารพรักของเพื่อนบ้าน และบรรดาผู้ที่รู้จักคุ้นเคยทั่วไป

คืนนั้น ร้อนเป็นบ้า

อาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน หลังจากอาหารค่ำได้ผ่านไปแล้ว สี่สหายกับสี่นางก็ชวนท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นไปบนดาดฟ้าของตึกใหญ่นอนพักผ่อนสนทนากันบนเก้าอี้ผ้าใบ ลมพัดเย็นเหมือนกลางแจ้ง เพราะอยู่กลางเจ้งและอยู่ในที่สูง

นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพ นั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบริมขอบลูกกรงด้านซ้ายของตัวตึก ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามนอนสนทนากันทางบันไดขึ้นลง ส่วนสี่สหายอยู่อีกทางหนึ่ง ตั้งเก้าอี้ผ้าใบล้อมรอบโต๊ะหิน บนโต๊ะนั้นมีกาแฟวางอยู่สี่ถ้วย บุหรี่กระป๋อง ไม้ขีดไฟ และที่เขี่ยบุหรี่ ถั่วอ้าปากคั่วของนิกรอีกหนึ่งห่อ

ตอนกลางของดาดฟ้ามีอ่างใหญ่สร้างเป็นภูเขาเล็กๆ สวยงามมาก มีน้ำพุเล็กๆ พุ่งเป็นสายตลอดเวลาและมีแสงไฟส่องสลัวลางเพียงดวงเดียว คืนนี้เป็นคืนขึ้น ๙ ค่ำ พระจันทร์ครึ่งดวงส่องสว่าง บนดาดฟ้าตึก ลมโชยเฉื่อยเย็นสบาย แต่ถึงกระนั้นเสี่ยหงวนก็บ่นบ่อยๆ ว่า "ร้อนเป็นบ้า" อยู่นั่นเอง

"ว้า โลกมันจะแตกหรือยังไงฮิ" อาเสี่ยพูดขึ้นอย่างรำคาญ "ทำไมมันถึงร้อนเป็นบ้าอย่างนี้ ประเดี๋ยวพ่อก็ถอดเสื้อกางเกงออกหมดเลย"

พลหัวเราะหึๆ "อยากเป็นเปรตก็เอาซี เชปของแกถ้าเปลือยกายล่อนจ้อนก็คงเหมือนเปรตไม่มีผิด"

เสี่ยหงวนเป่าปากแล้วสั่นศรีษะช้าๆ "อยากไปอยู่ขั้วโลกเหนือจังวะ กันเกลียดความร้อนเหลือเกิน มันร้อนจนทำงานทำการอะไรไม่ได้"

นิกรมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน แล้วกล่าวอย่างปรัชญาว่า

"ร้อนหรือหนาวมันอยู่ที่กำลังใจโว้ย อ้ายหงวน ถ้าใจมัวแต่นึกว่าร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไปมันก็รู้สึกร้อนหรือหนาวเกินไปจนแทบจะทนไม่ได้ คนรวยน่ะมักจะดัดจริตหรือสนิมสร้อยมากเกินไป ความจริงอากาศวันนี้ก็ไม่ร้อนจนเกินไปนัก ปรอทขึ้นเพียง ๓๔ ดีกรีเซ็นติเกรดเท่านั้น พวกกรรมกรที่เขาทำงานกลางแดด ขุดดินฟันหญ้า ขี่สามล้อ หรือพวกชาวนาที่อยู่กลางนาตากแดดหัวแดงแจ๋ทั้งวัน ทำไมเขาไม่มีอันเป็นล้มตายไป"

เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้ยๆ อย่าเอาข้าสองคนไปเกี่ยวข้องนะโว้ย ลงแดงแจ๋เดี๋ยวก็มีรายการเตะปากกันเท่านั้น"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างพอใจ "อือ ตั้งแต่คบกันมาเป็นเพื่อน รู้สึกว่าวันนี้แกพูดจาเป็นหลักเป็นฐานน่าฟังมาก ให้ดิ้นตายเถอะวะ แกพูดถูกทีเดียว ร้อนหรือหนาวมันก็อยู่ที่กำลังใจของเราเท่านั้น"

นิกรวางท่าให้ผึ่งผายเหมือนกับปรัชญาคนหนึ่ง

"ก็นั่นน่ะซี มันจะร้อนอย่างไรเมื่อมนุษย์ทั้งหลายเขาทนได้ แกก็ควรจะทนได้ ถึงความหนาวก็เช่นกัน"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ โยคีหรือโยคะที่อินเดียนั่งทรมานสังขารกลางแดดกลางฝนเป็นปีๆ หน้าร้อนปรอทขึ้นตั้ง ๔๒ องศาเซ็นติเกรด แกก็นั่งอยู่กลางแดดหน้าตาเฉย กันเคยถามโยคีองค์หนึ่งว่าร้อนไหม แกว่าหนาวแทบชักไม่ร้อนหรอก พอหน้าหนาวเข้าจริงๆ โยคีนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวลงแช่น้ำในแม่น้ำพาราณสีตั้งแต่เช้าจนค่ำ กันถามแกแกบอกว่ามันร้อนจนทนไม่ไหว อ้ายกรมันพูดถูกของมัน กำลังใจของคนเราสำคัญกว่าอย่างอื่น"

อาเสี่ยกิมหงวนเม้มปากแน่น เขามองดูหน้าพลแล้วกล่าวว่า

"กันต้องปรับปรุงจิตใจใหม่ คือทำใจให้เข้มแข็งเอาชนะธรรมชาติ"

พลว่า "ถ้าทำได้ แกมีหวังได้เป็นผู้วิเศษ"

กิมหงวนก้มตัวลงมองดูตัวเองแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า "ไม่ร้อนโว้ย เราต้องหนาว" แล้วเขาก็เรียกเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้างน้ำพุให้มาหาเขา

"อ้ายแห้ว เอ็งลงไปห้องข้า เอาแจ็คเก็ตหนังมาให้ข้าที หนาวเหลือเกินโว้ย"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก "รับประทาน อาเสี่ยจะใส่แจ็คเก็ตหนัง"

"เออ"

"รับประทานตายทั้งกลมนะครับ รับประทานอาเสี่ยสวมเสื้อยืดแขนสั้นคอมกลมบางๆ ก็เหงื่อไหลชุ่มไปทั้งตัวแล้ว รับประทานขืนใส่แจ็คเก็ตหนังละก็ ไม่ผิดอะไรกับอยู่ไฟเตาถ่านสมัยคุณยายผมคลอดลูกเชียวครับ"

ทันใดนั้นเอง สี่นางก็ส่งเสียงเอะอะและชี้มือไปทางท้องฟ้าทิศตะวันออก ประไพหันมาร้องตะโกนบอกนิกรด้วยเสียงอันดัง

"กร กรคะ จานผีค่ะ"

ทุกคนต่างแลเห็นไฟดวงหนึ่งวิ่งผ่านท้องฟ้าในระยะสูง จากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ลูกไฟดวงนี้มีสีนวลผิดปรกติ ขนาดผลส้มโอและมีเปลวเพลิงแลบไปข้างหลังเป็นทางยาว มันวิ่งเร็วมากชั่วเวลาครู่เดียวก็ลับขอบฟ้าไป และแล้วหลังจากนั้นสักครู่หนึ่งทุกคนก็ได้ยินเสียงเหมือนกับเสียงเครื่องบินไอพ่นดังเฟี้ยวฟ้าวจนแสบแก้วหู เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาและผ่านไปค่อยๆ เบาลง จนสิ้นเสียง

ท่านผู้ใหญ่กับสี่นางต่างเข้ามาหาสี่สหาย และวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด คุณหญิงวาดกล่าวถามลูกชายของท่านทันที

"จานผีหรือไงลูก"

พลว่า "ผมคิดว่าคงเป็นดาวตกน่ะครับ"

"โน" ดร.ดิเรกร้องขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "ไม่ใช่ดาวตกแน่นอน เสียงที่เราได้ยินคือเครื่องยนต์ของวัตถุประหลาดที่เราแลเห็น แต่มันบินเร็วกว่าเสียงหลายเท่า เสียงจึงดังตามหลังมัน และมันผ่านไปแล้วตั้งนานจึงได้ยินเสียง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกตื่นเต้นสนใจไม่น้อย

"ถ้าเช่นนั้นก็คงเป็นจรวดข้ามทวีปของอเมริกาหรือรัสเซียเป็นแน่ อาจจะมีการทดลองยิงข้ามประเทศต่างๆ ก็ได้"

"อิมพอสสิเบิ้ล" นายแพทย์หนุ่มพูดอย่างเป็นงานเป็นการ ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปรกติ "วัตถุที่เราเห็นเมื่อกี้ไม่ใช่อยู่ในระดับต่ำ อย่างน้อยสูงจากโลกประมาณ ๒๐๐ ไมล์ และความเร็วของมันก็คงไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละหมื่นไมล์หรือมากกว่านั้น ผมคิดว่ามนุษย์โลกไม่ปลอดภัยเสียแล้วล่ะครับ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ "เธอหมายความว่ากระไร" คุณหญิงวาดถามเสียงสั่น "เธอเข้าใจว่ามันคือจานผีที่เดินทางมาจากดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งใช่ไหม"

"ออไร๋ ความเข้าใจของผมคงจะถูกต้อง เสียงเครื่องยนต์ของมันไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์ของโลกมนุษย์ มันดังเป็นห้วงๆ จังหวะห่างและเสียงแหลมเล็กผิดปรกติ เชื่อผมเถอะครับ มันคือยานอวกาศที่มาจากดวงดาวดวงใดดวงหนึ่งแน่นอน"

ประไพตัวสั่นงันงก

"ตายแล้ว ทำอย่างไรดีล่ะพวกเรา ถ้ามนุษย์โลกอื่นรุกรานพวกเรา เราจะสู้เขาได้หรือหมอ เขาเดินทางมาโลกเราได้ก็แสดงว่าเขามีความรู้เหนือกว่ามนุษย์โลกเรามาก เพราะพวกเราเพียงแค่ดวงจันทร์ยังไปไม่ถึง เราไปได้สูง ๓๐๐ ไมล์เท่านั้น ผู้ที่เดินทางไปเป็นลิงบ้าง หมาบ้างไม่ใช่คน"

"แกคิดมากไปละกระมังดิเรก ลูกอุกาบาตบางที่มีขนาดใหญ่และตกในระยะใกล้ๆ ก็มีเสียงเหมือนกัน อาจำได้ว่ายี่สิบกว่าปีมาแล้วสมัยมวยสวนเจ้าเชตุ อาไปนั่งดูมวยกับเพื่อนๆ ของอาหลายคน วันนั้นจำได้ว่ามวยคู่เอกคือ ผล พระประแดง เจ้าตำหรับศอกกลับ กับประเสริฐ ส.ส. นายขนมต้นก่อนที่มวยจะชกกันในราวทุ่มครึ่ง มีลูกอุกาบาตลูกหนึ่งผ่านสนามมวยไปในระยะต่ำมาก และมีเสียงดงซู่ซ่าน่ากลัวแล้วมันก็กลับไปทางทิศตะวันตก"

ดร.ดิเรกสั่นศรีษะช้าๆ

"ผมเคยเรียนดาราศาสตร์มาบ้างเหมือนกัน ลักษณะของลูกอุกาบาตไม่ใช่อย่างนี้ครับ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมพอจะรู้ว่ามันคือยานอวกาศจากโลกอื่นที่เดินทางมาโลกเรา แต่จะมาดีหรือมาร้ายยังรู้ไม่ได้ ขณะนี้ยานอวกาศคงจะบินรอบโลกเพื่อลดความเร็วลง ทั่วโลกคงจะเห็นลูกไฟดวงนี้ซึ่งความจริงไม่ใช่ลูกไฟ แต่บรรยากาศของโลกเราที่เสียดสีมันทำให้เกิดความร้อนอย่างไรก็ตามวัตถุที่สร้างยานอวกาศต้องเป็นวัตถุหรือโลหะที่ผสมพิเศษสามารถทนไฟได้ ถึงถูกบรรยากาศของโลกเสียดสีก็ไม่ไหม้เป็นจุลเหมือนพวกสะเก็ดดาว"

"ว้า" ประไพคราง "ฟังไม่รู้เรื่อง"

นายแพทย์หนุ่มหันไปมองดูน้องเมียของเขา

"ผมอธิบายอย่างง่ายที่สุดแล้ว ไม่ได้ใช้หลักวิทยาศาสตร์เลย"

"โอ๊ย รับประทาน มาอีกแล้วครับ โน่น ทีนี้มา ๕ ดวงครับ รับประทานบินตามกันมาซะด้วย รับประทานจานผีบุกเราแน่"

ทุกคนต่างจ้องมองดูลูกไฟสีเขียวนวลทั้ง ๕ ดวงซึ่งวิ่งเกาะหมู่กันมาทางทิศตะวันออกด้วยความเร็วสูงสุด เร็วกว่าเครื่องบินประจัญบานหลายเท่า ส่วนท้ายของมันมีเปลวไฟเป็นทางยาวเหมือนหยดน้ำตา ขณะที่มันบินผ่านมานั้นพื้นดินสว่างจ้าเป็นสีเขียวนวลไปทั่ว หลังจากนั้นเพียงครู่เดียววัตถุประหลาดปรากฏการณ์อันน่าตื่นเต้นก็หายลับไปทางทิศตะวันตก ดร.ดิเรกยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นจนกระทั่งเขาได้ยินเสียงกึกก้องของเครื่องยนต์ดังเฟี้ยวฟ้าว คล้ายกับเครื่องบินไอพ่นสักร้อยเครื่องบินผ่านหลังคาในระยะต่ำ

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก " นายแพทย์หนุ่มกล่าวขึ้นอย่างมั่นใจ "มันคือยานอวกาศของโลกอื่นที่เดินทางมาโลกเรา"

นวลลออถามขึ้นว่า "ก็ไหนนักดาราศาสตร์ยืนยันว่าดาวนพเคราะห์ดวงอื่นๆ ไม่มีสิ่งมีชีวิตยังไงล่ะคะ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"นักดาราศาสตร์ก็ได้แต่สันนิษฐานเอาตามความคาดคะเนเท่านั้นคุณนวล กล้องดูดาวถึงจะใหญ่โตมโหฬารสักเพียงไหน ก็จะมองดาวนพเคราะห์ให้ชัดเจนได้ นอกจากเห็นใกล้เข้าทาอีกดีกว่าดูด้วยตาเปล่าเท่านั้น เมื่อโลกเรามีพืช, สัตว์และมนุษย์ ดาวนพเคราะห์ดวงอื่นๆ ทำไมจะมีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ผมนึกอยู่เสมอ มนุษย์โลกอื่นอาจจะเฉลียวฉลาดกว่ามนุษย์โลกเราด้วยซ้ำไป"

สาวใช้คนหนึ่งวิ่งขึ้นมาบนดาดฟ้าในท่าทางตื่นๆ หล่อนตรงเข้ามาหา ดร.ดิเรก แล้วกล่าวกับเขาอย่างนอบน้อม

"คุณหมอคะ ท่านผู้บัญชาการจะพูดโทรศัพท์กับคุณหมอค่ะ"

ดร.ดิเรกรู้ทันทีว่า พณฯท่านผู้บัญชาการต้องการทราบความจริงในเรื่องวัตถุประหลาดจากเขา นายแพทย์หนุ่มรีบลงไปจากดาดฟ้าทันที สามสหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ต่างถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ นาทีวัตถุประหลาดก็ปรากฏขึ้นทางขอบฟ้าทิศใต้รวม ๖ ดวงด้วยกัน

คราวนี้มันลดความเร็วลงมาก แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่ต่ำกว่า ๓, ๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ความคาดคะเนของนายแพทย์หนุ่มถูกต้องแล้ว วัตถุที่แลเห็นนี้คือยานอวกาศของโลกพระศุกร์ ที่เดินทางมาสำรวจโลกเราเพื่อให้รู้แน่ว่าโลกราหูนี้มีพืช, สัตว์และมนุษย์เช่นเดียวกับโลกพระศุกร์หรือเปล่า นักวิทยาศาสตร์ชาวโลกพระศุกร์ได้ใช้เวลาเกือบ ๕๐ ปีคิดสร้างยานฟ้าด้วยความรู้ความสามารถของเขาจนสำเร็จผล และบัดนี้ยานอวกาศซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายลูกตอร์ปิโดรวม ๖ เครื่องกำลังบินสำรวจโลกมนุษย์เริ่มต้นด้วยทวีปอาเซียและประเทศไทยก่อนอื่น เพราะขบวนยานอวกาศได้พุ่งตรงมาเหนือดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศไทยเรา

ทางราชการทหารกำลังเข้าใจผิดว่า ประเทศไทยกำลังถูกโจมตีด้วยจรวดข้ามทวีป ดังนั้นท่านผู้บัญชาการจึงโทรศัพท์ไต่ถามมา ดร.ดิเรก ในฐานะที่นายแพทย์หนุ่มเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นกรรมการแห่งสภาป้องกันพระราชอาณาจักร เป็นบุคคลสำคัญยิ่งในกองทัพทั้งสามทัพ เมื่อ ดร.ดิเรกเรียนให้ท่านผู้บัญชาการทราบว่า เขามั่นใจว่าวัตถุที่แลเห็นเป็นยานอวกาศที่เดินทางมาจากนอกโลก ท่านผู้บัญชาการก็ตื่นเต้นแปลกใจมาก และเชื่อว่าอาจจะเป็นไปได้

ฝูงบินยานอวกาศของโลกพระศุกร์ บินผ่านจังหวัดพระนครธนบุรีและจังหวัดอื่นๆ อีกหลายจังหวัดชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย ชาวเมืองนครปฐม, ราชบุรี, เพชรบุรีต่างได้เห็นยานอวกาศเช่นเดียวกัน มันบินเกาะหมู่ผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร ในระยะสูงไม่ต่ำกว่าร้อยไมล์และความเร็ว ๓๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วก็บินข้ามอ่าวตัดตรงไปจังหวัดตราด ล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของประเทศกัมพูชา ผ่านจันทบุรี, ระยอง ตัดเข้าสมุทรปราการเข้ามาวนเวียนเหนือจังหวัดพระนคร อีกในเวลา ๒๑.๐๐ น.เศษประชาชนทั่วทั้งกรุงเทพฯแตกตื่นไปตามกัน

จากการสำรวจโลกราหูด้วยกล้องส่องทางไกลพิเศษประจำยานอวกาศ ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนและอยู่สูงเกือบร้อยไมล์ นักบินชาวโลกพระศุกร์ก็ได้รู้ความจริงว่าโลกราหูนี้มีพืช, สัตว์และมนุษย์เช่นเดียวกับโลกของเขา นอกจากนี้ยังมีไฟฟ้าและมีนีออนใช้เช่นเดียวกัน ผู้บังคับฝูงบินได้สั่งให้ยานอวกาศ ๕ เครื่องเดินทางกลับไปดาวพระศุกร์ได้ ที่ไม่สั่งให้ยานอวกาศลงสู่พื้นดินก็เพราะเกรงว่าจะเกิดการสู้รบกันขึ้น ชาวโลกพระศุกร์มีกำลังไม่กี่คน ถึงจะมีอาวุธวิเศษและมีกำลังเข้มแข็งกว่าชาวโลกราหู ก็คงจะสู้ชาวโลกราหูไม่ได้ เพราะน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเป็นธรรมดา

ตอนดึกสงัดคืนวันนั้นเอง ยานอวกาศของชาวโลกพระศุกร์ซึ่งเหลืออยู่เพียงลำเดียวก็บินเอื่อยๆ อยู่เหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ ในระยะต่ำกว่าประมาณ ๑, ๐๐๐ เมตรเท่านั้น มันบินไปได้ด้วยแก๊สชนิดหนึ่ง แบบเดียวกับโพยมยานนาวา ความเร็วประมาณ ๑๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมงและเงียบกริบ ไม่มีใครได้ยินเสียงของมันเลยแต่ ถ้าหากว่ามันใช้เครื่องยนต์ของมันแล้ว เสียงเครื่องยนต์ซึ่งมีกำลังถึง ๑๐, ๐๐๐ แรงช้าง ก็จะดังสะเทือนเลื่อนลั่นจนแสบแก้วหู

ยานอวกาศลอยผ่านพระนครหลวงไปทางทิศเหนือ นักบินและนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันชมพระนครในยามราตรี ซึ่งสว่างไสวด้วยไฟโดยเฉพาะย่านเยาวราช และพากันชมเปาะว่าโลกมนุษย์มีความสนุกสนานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโลกพระศุกร์เลย ยานอวกาศค่อยๆ เลี้ยวเป็นวงกว้างบินชมพระนครเรื่อยไป ในที่สุดมันก็บินอยู่เหนือบางกะปิ ทันใดนั้นเองประตูด้านซ้ายของจรวดยานก็ค่อยเปิดออกโดยเครื่องอัตโนมัติ ร่างของชาวโลกพระศุกร์คนหนึ่งพุ่งหลาวออกมาจากประตูในท่าที่ไม่สู้จะสวยงามนักคล้ายถูกถีบออกมา เขาลอยละลิ่วลงมาสู่พื้นโลกอย่างรวดเร็ว

แต่แล้วเขาก็เหาะไปได้เหมือนนกทั้งๆ ที่เขาไม่มีปีก เขาเหาะได้เร็วมาก เขาสวมกางเกงสักหลาดสีแดงแนบเนื้อแบบกางเกงอาบน้ำทะเล สวมเสื้อคอกลมแขนยาว หน้าอกเสื้อมีตราอาร์มและมีตัวอักษร "เอส" อยู่ในตราอาร์มนั้น มีผ้าห่มสีดำผูกคอผืนหนึ่ง เขาก็คือซุปเปอร์แมนเราดีๆ นี่เอง ซุปเปอร์แมนหรือมนุษย์อภินิหารชาวโลกพระศุกร์มีรูปร่างสูงไม่ถึง ๖ ฟุต แต่ล่ำสันใหญ่โตมาก กล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ ผิวเนื้อดำเป็นขนาดโอยัวะ แต่ไม่ถึงนิโกรหรือแขกดำในอาฟริกา

ท่ามกลางราตรีที่มีดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่องแสง สลัวลางไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์ต่างพิภพจะเหาะไปไหน ท่าทางที่เขาเหาะสม๊าทมาก

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันรุ่งขึ้นหลายฉบับต่างลงข่าว ปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าเมื่อคืนนี้ แต่ไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนยืนยันว่ามันคืออะไรแน่ บ้างก็ว่าเป็นอุกาบาต บ้างก็ว่าจานผีซึ่งเดินทางมาจากนอกโลก บางฉบับก็ให้ความเห็นว่าเป็นอาวุธจรวดข้ามทวีปที่ประเทศมหาอำนาจกำลังทดลองแข่งขันกัน

เป็นอันว่าไม่มีใครรู้ความจริงว่า ณ บัดนี้มนุษย์ชาวโลกพระศุกร์คนหนึ่งได้ลงมาป้วนเปี้ยนอยู่ในโลกมนุษย์ ในจังหวัดพระนคร ตำบลบางกะปิของประเทศไทย

ตอนสายวันนั้นเอง ขณะที่พรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสามรวม ๑๑ คน กำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ในห้องรับประทานอาหาร เสียงปืนกลมือก็ดังระรัวขึ้นสองสามชุดจากบ้านตรงกันข้าม แล้วก็มีเสียงปืนพกเล็กยาวดังขึ้นอีกหลายนัดติดๆ กัน

คุณหญิงวาดหน้าตื่น ตามธรรมดาท่านเป็นคนขี้ขลาดในเหตุการณ์ เสียงปืนย่อมหมายถึงการเสียชีวิตและเลือดเนื้อ หมายถึงการปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์หรือตำรวจต่อสู้กับโจร คุณหญิงวาดหันขวับมาทางเจ้าแห้วซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่ข้างหน้าต่าง

"อ้ายแห้ว ออกไปดูซิ เสียงปืนดังมาจากบ้านคุณพระพิศาลฯ เร็ว ไปดูให้รู้แน่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น"

เสียงปืนกลมือดังขึ้นอีก คราวนี้ดูเหมือนจะสองหรือสามกระบอกยิงขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง แล้วเรียนให้คุณหญิงทราบอย่างเปิดอก

"รับประทานขืนออกไปดูตอนนี้ รับประทานดีไม่ดีเจอลูกหลงเข้าเสร็จแน่ครับ แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานขอให้ผมได้มีโอกาสได้รับใช้ท่านไปอีกนานๆ เถอะครับ"

พลลุกจากเก้าอี้เดินมาที่หน้าต่างข้างตึก โผล่หน้าไปมองทางหน้าบ้าน พลแลเห็นคนทำสวนวิ่งกระหือกระหอบมาจากบ้านเขาก็ร้องตะโกนเรียก

"เรื่องอะไรกัน" พลถามลุงมากชายชรา

ลุงมากทรุดตัวนั่งลงคุกเข่า

"เขาพูดกันว่าคนร้ายมันไปแอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านคุณพระครับ เข้าไปซ่อนอยู่ในเรือนพักร้อนหลังตึก คุณพระท่านให้คนไปตามตำรวจที่ตู้ยามนอกถนนมาจับผู้ร้าย มันฆ่าตำรวจตายครับ ตำรวจเลยยกกันมาทั้งโรงพัก กำลังล้อมเรือนหลังนั้นและยิงต่อสู้กัน"

พลพยักหน้ารับทราบ ก่อนที่เขาจะพูดว่ากระไร เขาก็แลเห็นสุภาพบุรุษผู้สูงอายุท่าทางภาคภูมิแต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้านคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" พลจำได้ดีว่าท่านผู้นี้คือพระพิศาลวิทยา ข้าราชบำนาญสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรักใคร่ชอบพอกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดมาก คุณพระมีอายุ ๖๕ ปีแล้ว แต่ยังกระชุ่มกระชวยและมีเมียอีหนูเล็กๆ ได้อีก

พลหลบหน้าเข้ามาและรีบรายงานให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดทราบ

"ผู้ร้ายมันเข้าไปในบ้านคุณอาพระครับ คุณแม่ คุณอาพระกำลังมาหาคุณพ่อและคุณแม่ วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในบ้านเราครับ"

คุณหญิงวาดเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ผู้ร้ายมันไล่ยิงคุณพระเข้ามากระมัง"

พลหัวเราะ "เปล่าครับ ท่านวิ่งมาคนเดียว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับลูกชายของท่าน

"เรายังกินข้าวกันไม่อิ่มนี่หว่า เพิ่งลงมือกินกันเดี๋ยวนี้เอง แกไปเชิญคุณพระมาในห้องกินข้าวเถอะ จะได้ชวนท่านกินข้าวกับเราด้วย"

พลรับคำแล้วออกไปจากห้องรับประทานอาหารอย่างรีบร้อน เสียงปืนกลมือดังอยู่เช่นนั้น แล้วก็มีเสียงแตรไซเรนจากรถตำรวจที่ถูกส่งกำลังเข้ามาเพิ่มเติมเรื่อยๆ สี่นางอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน ส่วนนิกรไม่สนใจอะไรเลย เขาก้มหน้าก้มตาทำธุระกับอาหารเช้าทั้งๆ ที่เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว

สักครู่พลก็พาพระพิศาลฯ เพื่อนบ้านที่ดีของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร คุณพระยกมือไหว้ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน โดยไม่ได้สนใจกับใครอื่นเลย ท่าทางของท่านเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจใบหน้าซีดเผือด

"ผู้ร้ายที่ไหนมันเข้าไปซ่อนในบ้านคุณพระคะ" คุณหญิงวาดถามระล่ำระลักแล้วสะดุ้งเฮือกๆ เป็นระยะเมื่อได้ยินเสียงปืนกลมือดังขึ้น

พระพิศาลฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ทีแรกผมก็คิดว่ามันเป็นคนร้าย แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นอื่นไปแล้วคุณหญิง"

"เป็นอะไรล่ะคะ"

"ซุปเปอร์แมนครับ" ทุกคนสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน และมองดูหน้ากันอย่างตื่นๆ กิมหงวนกระซิบกับนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"เมื่อวาน เราพบท่านที่ชมซุ่ยฮงตอนบ่าย ท่านก็ยังดีๆ อยู่นี่หว่า"

พระพิศาลฯ เห็นคุณหญิงนั่งนิ่งเฉย ท่านก็กล่าวกับคุณหญิงวาดต่อไป

"คุณหญิงเคยดูหนังเรื่องซุปเปอร์แมนหรือเปล่าครับ"

คุณหญิงวาดนิ่งคิดสักครู่แล้วยิ้มแห้งๆ

"เคยดูในโทรทัศน์ค่ะ นั่งซีคะ คุณพระ"

"ไม่นั่งหรอกครับ ผมจะมาขอความช่วยเหลือจากดิเรกเขาแล้วจะรีบกลับไปบ้าน อ้า _ มนุษย์ประหลาดที่บุกรุกเข้าไปในบ้านผม รูปร่างล่ำสันใหญ่โตมากครับ ผิวเนื้อค่อนข้างดำกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แต่งตัวเหมือนซุปเปอร์แมนอย่างในหนังแหละครับ หน้าตามันยังไงชอบกลอยู่ เรี่ยวแรงยิ่งกว่าช้างสาร ปืนยิงไม่เข้าครับ มันยืนแอ่นอกให้ตำรวจยิงแล้วก็ฆ่าตำรวจตายไปสามคนแล้ว คนแรกมันจับขาแกว่งรอบๆ ตัวมัน แล้วขว้างไปบนหลังคาตึกบ้านผม หล่นลงมาตาย คนที่สองมันยกขึ้นทุ่มลงบนพื้นดิน แล้วจับแขนเหวี่ยงเบาๆ ตัวลอยไปไกลตั้ง ๕๐ เมตรตายอีกเหมือนกัน คนที่สามเป็นนายสิบตำรวจโท มันจับหนีบรักแร้ล็อคทีเดียว หัว กะโหลกแตกเละนัยน์ตาสองข้างหลุดออกมานอกเบ้า"

ทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

"ทำไมถึงเก่งกาจอย่างนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม "เนื้อหนังมันทำด้วยเหล็กหรือคุณพระ ปืนจึงยิงไม่เข้า"

พระพิศาลฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมเรียนใต้เท้าไม่ถูก มันน่าจะเป็นความฝันมากกว่าความจริงนะขอรับ ขณะนี้มันหลบอยู่ในเรือนพักร้อนของผม แต่ตำรวจล้อมไว้อย่างแน่นหนา" พูดจบพระพิศาลฯ ก็หันมาทาง ดร.ดิเรก "อามานี่ก็เพื่อเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังและอยากจะให้เธอช่วยเหลือปราบปรามซุปเปอร์แมนด้วย เธอมีอาวุธวิเศษพอที่จะสังหารมันไม่ใช่หรือ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"พอมีครับ ผมมีปืนกลมือแบบพิเศษใช้กระสุนเจาะเกราะและปืนไฟฟ้าของผมก็มี"

"ดีแล้ว ไปช่วยปราบมันหน่อยเถอะหลานชาย อาแปลกใจเหลือเกินที่มันอยู่ยงคงกระพันปืนยิงไม่เข้า"

ดร.ดิเรกสนใจอย่างยิ่ง

"คุณอานั่งก่อนซีครับ ให้ผมเรียนถามรายละเอียดสักหน่อย บางทีใครๆ อาจจะคิดว่าผมบ้าถ้าผมจะพูดว่ามนุษย์คนนี้อาจจะเป็นมนุษย์ต่างพิภพคือไม่ใช่มนุษย์โลกเรา"

ทุกคนพากันมองดูนายแพทย์หนุ่มเป็นตาเดียว พลหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า

"แกคิดมากไปแล้วหมอ ดูแกมั่นใจเอาจริงๆ ว่าปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าเมื่อคืนนี้คือยานอวกาศของมนุษย์ที่มาจากดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง"

ดร.ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ออไร๋ มันเป็นความจริงเช่นนั้น กันยินดีจะเปิดเผยให้พวกเราได้รู้ว่าเมื่อคืนนี้กันได้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของยานอวกาศจากจอเรด้าของกันอยู่จนดึกดื่นตามลำพัง กันแลเห็นยานอวกาศนอกพิภพลำหนึ่งบินอยู่ในระยะต่ำและบินช้าขนาดเครื่องบินสปอร์ต มนุษย์อภินิหารหรือซุปเปอร์แมนที่อาละวาดอยู่ในบ้านคุณอาพระคงถูกส่งมาปฏิบัติการในโลกเรา เพราะเขาเป็นมนุษย์ต่างโลกจึงมีกำลังอันมหาศาล และอยู่ยงคงกระพันทนจนกระทั่งปืนยิงไม่เข้า"

คราวนี้พระพิศาลฯ เห็นพ้องด้วย

"เห็นจะจริงดิเรก เมื่อเช้านี้วิทยุภาคเช้าอ่านข่าวออกอากาศเกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์ในท้องฟ้าเมื่อคืนนี้ และทางการตั้งข้อสันนิษฐานเป็นสองข้อ คือฝูงอุกาบาตขนาดใหญ่หรือยานอวกาศของเพื่อนต่างโลกที่เดินทางมาจากดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง เจ้าซุปเปอร์แมนคนนี้หน้าตาชอบกลมาก ล่ำสันใหญ่โตผิดปกติ ถึงแม้ว่ามีส่วนสูงขนาดมนุษย์ในโลกเราก็ตาม อาเชื่อเธอดิเรก เธอไม่เคยคาดการณ์อะไรผิดพลาด เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้สูง อย่าร่ำไรเลยหลานชาย รีบไปช่วยตำรวจปราบซุปเปอร์แมนเถอะ อาคิดว่าลำพังตำรวจคงสู้มันไม่ได้"

"มันมีอาวุธอะไรบ้างหรือเปล่าคุณพระ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามเสียงหนักๆ

พระพิศาลฯ เดินมานั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งแล้วโบกมือเมื่อนันทาส่งถ้วยกาแฟให้ท่าน

"มีครับใต้เท้า มันคาดเข็มขัดที่เอวแล้วมีอาวุธเหน็บอยู่ข้างซ้าย อาวุธของมันชอบกลครับ เป็นโลหะชนิดหนึ่ง คล้ายลำกล้องปืนกลหนักแต่เล็กกว่า ยาวประมาณหนึ่งฟุตเห็นจะได้ แต่มันยังไม่ได้นำอาวุธของมันออกมาใช้ เพียงแต่ใช้กำลังของมันตำรวจก็ตายไปตั้งสามคนแล้ว"

ดร.ดิเรกผุดลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไปโว้ย ลองเผชิญกับซุปเปอร์แมนดูหน่อย พวกแกรออยู่ที่นี่นะ กันจะไปเอาปืนของกันก่อน"

ณ บัดนี้ตำรวจได้ปิดการจราจรบนถนนสุขุมวิทแล้ว ยวดยานพาหนะติดกันยาวเหยียด บรรดาชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุต่างตื่นตระหนกไปตามๆ กัน ตำรวจเรียงรายไปทั่วบริเวณนั้น ทั้งแต่งเครื่องแบบ แต่งนอกฟอร์มและแต่งครึ่งท่อน เจ้าหน้าที่ได้ขอร้องให้เพื่อนบ้านของพระพิศาลฯ อพยพจากบ้านเรือนของตนโดยด่วน ทำให้เกิดการสับสนอลหม่านไปทั่ว

ดร.ดิเรกถือปืนไฟฟ้าซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายกับปืนกลมือวิ่งนำหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามออกจากบ้าน"พัชราภรณ์" ข้ามถนนใหญ่ตรงไปยังบ้านคุณพระพิศาลฯโดยมีคุณพระติดตามมาพวกตำรวจเห็นนายแพทย์หนุ่มและพลถือปืนก็เข้าใจว่าเป็นนายตำรวจนอกเครื่องแบบ จึงไม่มีใครขัดขวางห้ามปรามปล่อยให้ผ่านประตูรั้วเหล็กเข้าไปในบ้านของพระพิศาลฯ

สี่สหายอ้อมไปทางหลังตึกใหญ่แล้วก็แลเห็นตำรวจหลายสิบคนโอบล้อมบังกะโลหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นเรือนพักร้อนของคุณพระปลูกอยู่ทางหลังบ้าน นายพันตำรวจเอกในเครื่องแบบคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับคณะพรรคสี่สหายของเรารีบวิ่งเข้ามาหาสี่สหายทันที

"เฮ้ _ หมอกันกำลังคิดจะให้ตำรวจไปตามแกมาทีเดียว"

พล, นิกร, กิมหงวนและนายแพทย์หนุ่มทักทายกับรองผู้บัญชาการอย่างสนิทสนม ดร.ดิเรกบอกว่าพระพิศาลฯไปตามเขาที่บ้าน แล้วก็ไต่ถาม พ.ต.อ.ยุทธพงศ์ถึงเรื่องซุปเปอร์แมน

"มันหลบอยู่บนเรือนหลังนี้หรือยุทธ"

"เออ ตำรวจถูกมันฆ่าตายไปสามคนแล้ว เรี่ยวแรงมันยิ่งกว่าช้างสาร มันจับตำรวจเหวี่ยงไปไกลตั้งเส้น อีกคนหนึ่งถูกจับทุ่มและจับเหวี่ยงกระดูกกระเดี้ยวเหลวหมด นายสิบตำรวจเจ้าของท้องที่ถูกมันล็อกคอเบาๆ หัวสมองแหลกเหลวเหมือนถูกรถยนต์ทับ เราจนปัญญาแล้วได้แต่เรียกกำลังมาเพิ่มเติมและโทรศัพท์ไปขอกำลังทหารมาช่วยแล้ว ปืนกลมือและปืนเล็กยาวหรือปืนพกยาวยิงมันไม่เข้า มันเดินลงมากจากเรือนแอ่นอกให้พวกเรายิง"

"มันสวมเกราะกระมังยุทธ" พลพูดกับรองผู้บังคับการ

"เปล่ามันสวมเสื้อยืดแขนยาว กันให้ตำรวจเอาบาเร็ตต้ายิงขาและยิงหัวมันตั้งหลายชุด ไม่เห็นมันเป็นอะไร"

นิกรพูดเสียงอ่อนหวานยานคางแบบยี่เก

"ชะรอยซุปเปอร์แมนคนนี้คงจะเป็นกายเพชรเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลยเพื่อความปลอดภัยของพวกเราหนีกลับไปบ้านดีกว่า" เสี่ยหงวนคว้าคอเสื้อนิกรไว้

"จะหนีไปไหนวะ เราต้องร่วมมือกันช่วยเจ้าพนักงานจับกุมปราบปรามซุปเปอร์แมน"

นิกรหัวเราะ ขณะนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนลูกซองเดินนำหน้าพาเจ้าแห้วเดินตรงเข้ามา พ.ต.อ.ยุทธพงศ์แลเห็นเข้าก็ชิดเท้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์ท่านเจ้าคุณ

"สวัสดีครับ คุณอา"

"อ้อ-ยุทธพงศ์หรือหลานชาย ว่าไง ยังปราบมันไม่ได้หรือ"

"ครับ ปืนยิงมันไม่เข้า พวกเราก็ได้แต่ล้อมมันไว้อย่างนี้ รอให้ทหารมาช่วยเพื่อให้เขาใช้เครื่องพ่นไฟหรือบาซูก้าเล่นงานมัน"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กันจัดการเองยุทธพงศ์ กันจะฆ่ามันด้วยปืนไฟฟ้าของกัน ถึงมันจะอยู่ยงคงทนอย่างไรถูกปืนไฟฟ้าของกันเข้า ร่างของมันจะละลายเป็นจุลไปในพริบตาเดียว"

พูดจบเขาก็หันมาทางพลซึ่งถือปืนกลแบบพิเศษ ใช้กระสุนเจาะเกราะอยู่ในมือขวา

"ยิงกราดเข้าไปในเรือนหลังนั้น พลยั่วมันให้ออกมาแล้วกันจะฆ่ามันเอง ลงฆ่าเจ้าพนักงานก็ปล่อยเอาไว้ไม่ได้"

พลยกปืนกลมือขึ้นประทับบ่าในท่าเตรียมยิงแล้วเขาก็เหนี่ยวไกปืนส่งกระสุนออกจากลำกล้อง เสียงปืนกลมือดังสนั่นหวั่นไหว ฝาห้องทะลุปรุพรุนไปหลายรู มองแลเห็นได้ถนัด ทันใดนั้นเองซุปเปอร์แมนหรือมนุษย์อภินิหารชาวโลกพระศุกร์ก็เดินออกมาจากห้องซ้ายมืออย่างอาจหาญ

พ.ต.อ.ยุทธพงศ์ร้องตะโกนบอกให้ตำรวจระดมยิงทันที พลเล็งศูนย์ปืนหมายระดับหน้าอกซุปเปอร์แมนแล้วเหนี่ยวไกยิงกระสุนเจาะเกราะถูกหน้าอกซุปเปอร์แมนหลายต่อหลายนัด และกระสุนปืนของตำรวจก็ถูกร่างของมนุษย์อภินิหารทั่วทั้งตัว แต่ซุปเปอร์แมนยืนเท้าเอวนิ่งเฉย

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง เขาจ้องตาเขม็งมองชาวโลกพระศุกร์ด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าของซุปเปอร์แมนเป็นใบหน้าสี่เหลี่ยม ริมฝีปากค่อนข้างหนา จมูกใหญ่ หน้าผากกว้างและผมสั้นหยิกเหมือนก้นหอย หูเล็กเหมือนหูลิง อย่างไรก็ตามเขาก็มีอวัยวะต่างๆ เหมือนกับมนุษย์ในโลกนี้ นายแพทย์หนุ่มมัวแต่มองชาวโลกพระศุกร์จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเตือน

"ยิงมันซีโว้ย ดิเรก" ดร.ดิเรกได้สติก็ยกปืนไฟฟ้าขึ้นประทับบ่าเหนี่ยวไกยิงทันที มีเสียงกัมปะนาทราวกับฟ้าผ่าประกายไฟฟ้าสีเขียวแสบตาแลบออกจากปากกระบอกปืนเป็นทางยาวพุ่งไปโดนตัวมนุษย์อภินิหารอย่างจัง แต่เจ้ากายเพชรยืนนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่มีทีท่าสะดุ้งสะเทือน หรือได้รับความเจ็บปวดแม้แต่น้อย

ในที่สุดมันก็เดินลงบันไดมา คราวนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แตกฮือวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง พ.ต.อ.ยุทธพงศ์วิ่งตูดแป้นอ้อมไปทางหน้าตึก พวกตำรวจล่าถอยอย่างสับสน ทุกคนต่างเสียขวัญแสดงความเกรงกลัวซุปเปอร์แมนผู้มาจากดวงดาวอันไกลโพ้น

ด้วยเจตน์จำนงของชาวโลกพระศุกร์ นั้นมีความปรารถนาที่จะสำรวจพิภพราหู เพื่อพิสูจน์ดูให้รู้แน่ว่ามีมนุษย์ พืชหรือสัตว์เช่นเดียวกับโลกของเขาหรือไม่ ถ้าหากว่ามีมนุษย์ชาวโลกพระศุกร์ก็จะหาทางสร้างความเป็นมิตรไมตรีกับสหายต่างโลก ดังนั้น ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่หรือจอมอัศวินแห่งดาวพระศุกร์คือซุปเปอร์แมนผู้นี้จึงถูกส่งลงมาสังเกตการณ์และเพื่อหาทางติดต่อกับมนุษย์โลก แต่เมื่อชาวโลกราหูได้ต้อนรับเขาด้วยกระสุนปืน เขาจึงประกาศตนเป็นศัตรูตอบ ร่างของเขาอยู่ยงคงทนก็ด้วยการอาบน้ำยาเคมีชนิดหนึ่ง และพลังกำลังอันมากมายยิ่งกว่าช้างสารก็เกิดขึ้นจากความสามารถของนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ชาวโลกพระศุกร์นั่นเอง ซึ่งประชากรชาวโลกพระศุกร์นั้นมีความเจริญกว่ามนุษย์โลกเราหลายพันเท่า เพียงแต่เด็กอายุสามสี่ขวบกสามารถทำระเบิดปรมาณูได้แล้ว

ซุปเปอร์แมน ถูกดร.ดิเรกยิงด้วยปืนไฟฟ้าเขาก็เดือดดาล อยากจะแผลงฤทธิ์ให้ชาวโลกมนุษย์ได้เห็นฤทธิ์เดชของเขาบ้าง เขากระชากอาวุธวิเศษซึ่งมีรูปร่างคล้ายท่อนไฟฉายออกมาจากเอวของเขาแล้วยกขึ้นชี้ไปทางกลุ่มตำรวจกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งหนีเขา ทันใดนั้นเองเปลวเพลิงอันร้อนแรงก็พุ่งออกจากลำกล้อง ถูกตำรวจทั้ง ๔ คนไหม้ละลายไปในพริบตาเดียว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เสียขวัญถึงกับกระโจนลงไปซ่อนตัวอยู่ในคูตื้นๆ ริมรั้วบ้านคุณพระพิศาลฯ ส่วนตำรวจทั้งกองปราบและเจ้าของท้องที่ทั้งนายสิบและพลตำรวจต่างรักตัวกลัวตายพากันหลบหนีภัยอันตรายจากซุปเปอร์แมน อย่างไม่คิดชีวิต

พ.ต.อ.ยุทธพงศ์ กระโจนลงมาในคูที่คณะพรรคสี่สหายซ่อนตัวอยู่อีกคนหนึ่ง มือขวาของรองผู้บัญชาการถือปืนพกแต่ปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม.ย่อมจะไม่มีความหมายอะไร พ.ต.อ.ยุทธพงศ์เดินลุยน้ำแค่เอวเข้ามาหาสี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วด้วยความประหวั่นพรั่นใจ นิกรแลเห็นเข้าก็กระซิบถาม

"เป็นตำรวจกลัวตายด้วยหรือวะยุทธพงศ์"

รองผู้บัญชาการยิ้มแห้งๆ

"กลัวซีโว้ย ตำรวจก็คนเหมือนกันนี่หว่า ตำรวจ ๕ คนถูกมันสังหารด้วยปืนวิเศษทำให้กันจะช็อคตายอยู่แล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตัวสั่นงันงก ท่านโบกมือห้าม พ.ต.อ. ยุทธพงศ์ แล้วกระซิบกระซาบ

"อย่าพูดเดี๋ยวมันได้ยินเข้า มันอยู่ห่างจากพวกเรา ๓๐ เมตรเท่านั้น ถ้ามันเห็นเราต้องเผาเราเป็นจุลด้วยปืนวิเศษของมันแน่นอน"

รองผู้บังคับการเก็บปืนพกไว้ในซองปืนแล้วลุยน้ำเข้ามายืนระหว่างพลกับ ดร.ดิเรกซึ่งสองสหายกำลังจ้องตาเขม็งมองดูซุปเปอร์แมน มันแผลงฤทธิ์กระโดดจากพื้นดินขึ้นไปเกาะกิ่งมะขามใหญ่ซึ่งสูงจากพื้นดินไม่ต่ำกว่า ๕ เมตร ท่าทางที่กระโดดเหมือนกับว่ามันไม่ได้ออกแรงอะไรเลย ซุปเปอร์แมน คว้ากิ่งมะขามกิ่งนั้นแล้วแสดงท่าห้อยโหนแบบบาร์เดี่ยวในท่าต่างๆ ปล่อยตัวลอยละลิ่วลงมาสู่พื้นดินในท่าทิ้งย่อ

สี่สหายนัยน์ตาเหลือก ค่อยๆ หันมามองดูหน้ากัน

"ทำไมเก่งอย่างนี้หนอ" รองผู้บังคับการกระซิบถามนายแพทย์หนุ่ม "มนุษย์ธรรมดากระโดดได้สูงอย่างนี้มี เหรอวะ เผ่นทีเดียวเกือบถึงยอดมะขามนี่มันคนหรือปีศาจกันแน่"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น

"อย่าตกใจยุทธพงศ์ ไอจะบอกให้ยูรู้ อ้ายหมอนี่ไม่ใช่มนุษย์ในโลกเรา มันมาจากดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง เมื่อคืนนี้ แกคงจะเห็นปรากฏการณ์อันประหลาดบนท้องฟ้าแล้วไม่ใช่หรือ"

รองผู้บังคับการหน้าตื่น "เห็นแล้ว แกหมายความว่ามันลงมาจากยายอวกาศอย่างนั้นหรือ"

"ออไร๋ ตำรวจไม่ควรยิงมันเลย"

"ไม่ยิงได้ยังไง ตำรวจตู้ยามเข้าไปจับมันบนเรือนบังกะโลในข้อหาบุกรุก มันจับตำรวจยามเหวี่ยงออกมาทำให้ตำรวจต้องเสียชีวิต เมื่อมันต่อสู้ทำร้ายเจ้าพนักงานถึงตายกันก็ต้องสั่งให้ตำรวจจับตาย เพราะมันไม่ยอมให้จับเป็น"

ดร.ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แต่ซุปเปอร์แมนจะทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายอีกมาก โดยเฉพาะตำรวจและทหาร พระนครหลวงจะเกิดโกลาหนอลหม่าน การดำเนินชีวิตประจำวันจะสิ้นสุดลง จะไม่มีใครปราบมันได้ง่ายๆ ปืนหรือเครื่องพ่นไฟหรืออาวุธอื่นๆ ไม่มีความหมายอะไรเลย มันอาจจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่กีดหน้าขวางตามัน อาคารบ้านช่องมนุษย์หรือสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชรา และพวกมันจะถูกส่งลงมายังโลกมนุษย์อีก"

พ.ต.อ. ยุทธพงศ์หน้าสลด

"ว้า ประเดี๋ยวกันกลับไปกองบังคับการ ยื่นใบลาออกจากราชการดีกว่าโว้ย พาลูกเมียหนีไปเสียก่อนจะได้ปลอดภัย ลงปืนยิงไม่เข้าใครจะสู้มันได้"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ซุปเปอร์แมน หรือมนุษย์อภินิหารได้สำแดงเดช ให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และรองผู้บังคับการกับเจ้าแห้ว ให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของมันอีกวาระหนึ่ง

มันเดินเข้าไปที่โคนต้นมะขามต้นนั้น แล้วก้มตัวลงยกแขนทั้งสองข้าง โอบกอดลำต้นซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองฟุต และแล้วซุปเปอร์แมนก็ออกกำลังเพียงเล็กน้อย ถอนต้นมะขามที่ใหญ่โตมโหฬารขึ้นมาจากพื้นดินทั้งรากทั้งโคน เสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นบ้าน มนุษย์ผู้ทรงกำลังยิ่งกว่าเฮอร์คิวลิสยกต้นมะขามใหญ่ชูขึ้นเหนือศรีษะ แล้วทุ่มมายังท้องร่องที่คณะพรรคสี่สหายซ่อนตัวอยู่

ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนหมอบนิ่งเฉย ต้นมะขามข้ามท้องร่องเลยไป หล่นพลั่กลงมายังพื้นดินทำให้พันธุ์ไม้ดอกของพระพิศาลฯ ราบไปทั้งแถบและน้ำหนักของต้นมะขามรวมทั้งกิ่งก้านของมันทำให้พื้นดินสะเทือน

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ ทำท่าเหมือนจะเป็นลม ทุกคนตัวสั่นงันงก รองผู้บัญชาการกอดดร.ดิเรกแน่น

"ทำอย่างไรดี ดิเรก" พ.ต.อ.ยุทธพงศ์พูดเสียงสั่น

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ "ไม่ต้องทำอะไรหรอกนอกจากแอบซ่อนอยู่ในท้องร่องนี้ จนกว่ามันจะเลี่ยงไปทางอื่น"

อาเสี่ยหันมามองดู ดร.ดิเรก

"ซิยิ่นกุ้ยว่าแข็งแรงแล้วยังสู้อ้ายหมอนี่ไม่ได้ มิน่าเล่าตำรวจจึงถูกมันล็อกหัวกะโหลกเหลว"

"อย่าพูด" เจ้าแห้วตวาดเสี่ยหงวนอย่างโมโห "ปู้โธ่ รับประทานไม่รู้จะพูดหาหอกอะไร ประเดี๋ยวมันได้ยินเข้าก็ตายแหง๋แก๋ไปตามกันเท่านั้น"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน ทำไมต้องดุด้วยวะ ประเดี๋ยวพ่อแกล้งร้องตะโกนเรียก ซุปเปอร์แมน เท่านั้นเอง"

"เฮ้ยๆๆ " รองผู้บังคับการขัดขึ้น "อย่านะ อ้ายเสี่ย ถ้าแกตะโกนขึ้นไม่ตายแต่เพียงอ้ายแห้วคนเดียวหรอก แกและพวกเราทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ซุปเปอร์แมน แห่งดาวพระศุกร์เดินวนเวียนไปมาทั่วบริเวณสวนหลังบ้าน แล้วตรงมายังคูริมรั้วที่คณะพรรคสี่สหายแอบซ่อนตัวอยู่ เจ้าแห้วตกใจจนตาเหลือก รีบยกมือขวาขึ้นอุดปากตัวเอง กลัวว่าจะเผลอตัวร้องออกมาด้วยความตกใจ มนุษย์อภินิหารเดินใกล้เข้ามาตามลำดับ จ้องนัยน์ตาอันคมวาวมองมาที่คูนี้คล้ายกับรู้ว่ามีคนแอบซ่อนในคู

แต่แล้วมีเหตุสุดวิสัยมาขัดขวาง

สุนัขอัลเซเชี่ยนของพระพิศาลฯ สองตัวที่คนใช้ของคุณพระช่วยกันจับขังกรงไว้ ก่อนจะล่าถอยออกจากบ่านได้ พยายามดันประตูกรงหลุดออกมาได้แล้ววิ่งลงมาทางหลังตึก เมื่อมันเห็นซุปเปอร์แมนอัลเซเซียลสองตัวผัวเมียก็เห่าขรม แล้ววิ่งเข้าประจัญบานด้วยความดุร้ายของมัน

เสียงหมาเห่าทำให้มนุษย์อภินิหารหยุดชะงักแล้วหมุนตัวกลับ อัลเซเชียลทั้งสองตัวกระโจนเข้าใส่ซุปเปอร์แมนทันที มนุษย์ดาวพระศุกร์ยืนนิ่งเฉย ปล่อยให้สุนัขสองตัวกัดและฟัดเขา สักครู่เขาก็จับขาหลังตัวผู้ ยกตัวมันกวัดแกว่งแล้วโยนตัวมันลอยละลิ่วออกไปนอกถนนใหญ่ นางตัวเมียถูกเขาเตะด้วยเท้าขวาเต็มแรง ลอยขึ้นไปตกบนต้นจามจุรีแล้วหล่นมายังพื้นดิน

ซุปเปอร์แมน ยกกำปั้นทั้งสองทุบหน้าอกตัวเองพลางหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาแหลมเล็กชอบกล

ในเวลาเดียวกันนั้นเองกำลังทหารราบส่วนหนึ่งประมาณสองกองร้อยก็ยกมาถึง รถบรรทุกทหาร ๑๐ ล้อรวมกัน ๔ คันเลี้ยวเข้ามาในบ้านคุณพระพิศาลฯ พอรถหยุดพวกทหารก็รีบลงจากรถ หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวทหารและตำรวจก็รวมกำลังกันเคลื่อนที่เข้ามาทางหลังตึก เตรียมต่อสู้กับมนุษย์อภินิหาร

ปืนกลหนักและบาซูก้าเข้าที่ตั้งยิงอย่างรวดเร็วฉับพลัน หน่วยพ่นไฟเตรียมพร้อมที่จะพ่นไฟสังหาร ซุปเปอร์แมน ซึ่งขณะนี้มนุษย์อภินิหารยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นตะแบกต้นหนึ่งอย่างสง่าผ่าเผย เขาไม่ได้เกรงกลัวชาวโลกราหูเลย

เมื่อ ซุปเปอร์แมน เดินออกมาจากต้นตะแบกต้นนั้น ผู้บังคับหมวดทหารก็สั่งปืนกลหนักระดมยิงอย่างจังๆ แต่ก็เดินทื่อเข้าไปหาปืนกลหนักกระบอกนั้น คราวนี้ผู้บังคับการกองร้อยสั่งให้ทหารทุกคนช่วยกันและให้ใช้ลูกระเบิดมือเครื่องพ่นไฟสังหารมนุษย์อภินิหาร

สิบโทร่างใหญ่คนหนึ่งขว้างลูกระเบิดมือ ไปข้างๆ ซุปเปอร์แมน เสียงระเบิดดังจนพื้นดินสั่นสะเทือนแต่ ซุปเปอร์แมนหาเป็นอันตรายไม่ พลทหารคนหนึ่งถือเครื่องพ่นไฟรี่เข้าไปหาซุปเปอร์แมน แล้วปล่อยเปลวเพลิงอันร้อนแรงออกจากหม้อไฟที่อยู่ข้างหลัง

อัศวินแห่งดาวพระศุกร์ยืนนิ่งเฉย ทหารและตำรวจทุกคนแลเห็นร่างของซุปเปอร์แมน ถูกเปลวเพลิงอย่างถนัด จนกระทั่งเครื่องพ่นไฟหมดฤทธิ์ แต่ซุปเปอร์แมนหัวเราะลั่น คราวนี้ทหารและตำรวจต่างล่าถอยไปตามกัน

มนุษย์ดาวพระศุกร์ดึงอาวุธวิเศษที่เหน็บไว้ในซองข้างเอวออกมายกขึ้นส่องไปทางทหารและตำรวจต กระแสไฟฟ้าอันร้อนแรงพุ่งปราดออกจากปืนวิเศษของเขา เผาทหารและตำรวจวอดวายเป็นเถ้าถ่านไปหลายสิบคน ภายในพริบตาเดียวปืนกลหนักและบาซูก้าถูกเผาไหม้ละลายไปด้วย ทั้งทหารและตำรวจวิ่งแข่งกันออกไปจากบ้านพระพิศาลฯ

ตลอดเวลาที่หน่วยทหารสู้รบกับซุปเปอร์แมน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ.ต.อ. ยุทธพงศ์และเจ้าแห้วคงแอบอยู่ในคูริมรั้วบ้านนั่นเอง ทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจ มนุษย์ชาวโลกพระศุกร์เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์มีกำลังอันมหาศาล และอยู่ยงคงกระพัน เขาถูกยิงด้วยกระสุนบาซูก้าอย่างจังๆ แต่ไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งอำนาจของกระสุนบาซูก้านั้นแม้แต่รถถังคันใหญ่ๆ ก็พังทลายราบได้

ขณะนั้นมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บินมาสังเกตการณ์ในระยะต่ำเครื่องหนึ่ง นักบินบังคับเครื่องบินเป็นวงกลมกว้างเหนือบ้านพระพิศาลฯ ในระยะสูงประมาณร้อยเมตร มองแลเห็นนักบินผู้โดยสารผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นนายทหารบกชั้นผู้ใหญ่มียศเป็นนายทหาร

มนุษย์อภินิหาร เงยหน้าขึ้นมองดูเครื่องบินแมลงปออย่างสนใจ แล้วเขาก็กระโดดโลดเต้นร้องตะโกนลั่น

"ยิปปี้... ยิปปี้..."

ซุปเปอร์แมน แผลงฤทธิ์เหาะขึ้นสู่อากาศทันที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ.ต.อ.ยุทธพงศ์และเจ้าแห้วต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

"รับประทานมันเหาะได้" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง

นิกรหันมามองดูเจ้าแห้ว

"ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร ลองมันแต่งตัวเลียนแบบ ซุปเปอร์แมน มันก็ต้องแข็งแรงผิดมนุษย์และเหาะเหินเดินอากาศได้"

พ.ต.อ.ยุทธพงศ์ยกมือเขย่าแขนนายแพทย์หนุ่ม

"มันคงเล่นงานเฮลิคอปเตอร์แน่นอน แย่ละโว้ยหมอ นักบินคงตายแน่"

ทุกคนต่างจ้องตาเขม็งมองดู ซุปเปอร์แมนซึ่งเหาะเข้าไปหาเครื่องบินแมลงปอเครื่องนั้น มันเหาะเข้าชนใบพัดหักสะบั้น และจับเฮลิคอปเตอร์ยกชูขึ้นเหนือศรีษะ ทุ่มลงมาจากอากาศลอยละลิ่วลงสู่พื้นดิน ประชาชนนับหมื่นคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ตอนนี้ ต่างอกสั่นขวัญแขวนเต็มไปด้วยความเกรงกลัวซุปเปอร์แมนอย่างยิ่ง อัศวินแห่งโลกดาวพระศุกร์เหาะขึ้นสู่ระยะสูงแล้วบินเข้ามายังใจกลางพระนคร ผ่านไปทางไหนประชาชนก็แตกตื่นมองดูซุปเปอร์แมน การจราจรทุกถนนหยุดชะงัก คนขับรถประจำทางคนขับรถรางต่างหยุดรถกระโดดลงจากรถดูซุปเปอร์แมน ใครๆ ก็ขนานนามชาวโลกพระศุกร์ว่าซุปเปอร์แมนทั้งสิ้น เขาเหาะวนเวียนรอบกรุงเทพฯ เขาถูก พ.ต.อ.ระดมยิงหลายนัด แต่กระสุนไม่ได้ทำให้อัศวินแห่งดาวพระศุกร์ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลก็ประกาศภาวะอันคับขันทั่วราชอาณาจักร วิทยุกระจายเสียงทุกสถานีได้ทำการกระจายเสียงเป็นพิเศษ เพื่อประกาศภาวะคับขัน และอ่านคำแถลงการณ์ของรัฐบาล

จากคำแถลงการณ์ฉบับแรก รัฐบาลได้ประกาศว่ายานอวกาศจากดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งได้เดินทางมาถึงโลกเราเมื่อคืนนี้ และผ่านประเทศไทยหลายจังหวัดในระดับต่ำ มนุษย์ต่างพิภพได้ส่งคนของเขามาปฏิบัติงานในพระนครอย่างน้อยหนึ่งคน ชาวโลกนั้นแต่งกายแบบซุปเปอร์แมนในภาพยนตร์ มีกำลังแข็งแรงยิ่งกว่าช้างสาร เหาะเหินเดินอากาศได้ มนุษย์ต่างพิภพได้บุกรุกเข้าไปในบ้านคหบดีคนหนึ่งทางบางกะปิ ฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารตายไปเกือบ ๕๐ คน ด้วยการใช้กำลังกายและอาวุธพิเศษประจำตัวของเขา ซุปเปอร์แมน ผู้นี้ถูกทหารและตำรวจยิงอย่างจังๆ แต่ปืนยิงไม่เข้า ในที่สุดซุปเปอร์แมนได้เหาะขึ้นสู่อากาศทำลายเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ได้หนึ่งเครื่อง นักบินและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ชั้นนายพลอีกคนหนึ่งต้องเสียชีวิต หลังจากนั้นซุปเปอร์แมน ก็เหาะวนเวียนอยู่เหนือกรุงเทพฯ

ในเวลา ๑๑.๐๐ น. รัฐบาลก็ออกแถลงการณ์ฉบับที่สองมีความสำคัญว่า รัฐบาลไม่ถือว่ามนุษย์ต่างพิภพเป็นอาชญากรหรือเป็นศัตรูของเรา ได้สั่งให้ตำรวจและทหาร งดใช้อาวุธต่อต้านซุปเปอร์แมนแล้ว เว้นแต่จำเป็นต้องใช้เพื่อป้องกันตัว รัฐบาลจะพยายามจะหาทางเจรจากับซุปเปอร์แมนโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในการที่มนุษย์เราจะเดินทางไปยังดาวดวงนั้น หรือชาวโลกนั้นจะเดินทางมายังโลกเรา ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีได้มอบงานสำคัญนี้ให้ ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์กับคณะติดตามค้นหาซุปเปอร์แมน ทั่วพระนครแล้ว สิ้นสุดของแถลงการณ์ฉบับนั้น รัฐบาลขอร้องไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำร้ายมนุษย์อภินิหารหรือซุปเปอร์แมนเป็นอันขาด ถ้า ซุปเปอร์แมน ปรากฏตัวอยู่ ณ ที่ใด ก็แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของท้องที่ทราบ

แถลงการณ์ของรัฐบาลฉบับที่ ๓ ซึ่งออกอากาศในเวลา ๑๑.๓๐ น. มีความว่า ขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นเต้นตระหนกตกใจจนเกินควร ในเรื่องภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากซุปเปอร์แมนผู้มาจากดวงดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง ให้พ่อค้าทั้งหลายเปิดร้านค้าทำการค้าต่อไปตามปกติ ขณะนี้ตำรวจและทหารได้กระจายกำลังกันรักษาการทั่วทุกแห่งเพื่อคอยช่วยเหลือประชาชนอยู่

อย่างไรก็ตามชาวพระนครและธนบุรีเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ เกรงกลัวซุปเปอร์แมนอย่างยิ่ง

ตามถนนหนทางสงบเงียบปราศจากยวดยานพาหนะ คนขับรถประจำทางคนขับรถรางต่างทิ้งงานรีบกลับไปหาบุตรภรรยาของเขา พวกข้าราชการเสมียนพนักงานบริษัทห้างร้านต่างๆ กระโดดร่มหนีกลับบ้านยอมถูกไล่ออกหรือตัดเงินเดือน ทุกคนมีแต่ความห่วงใยบุตรภรรยาของตน เพราะเสียงลือกันทั่วไปว่า ชาวโลกพระศุกร์จะยกกองทัพมาบุกโลกเราในวันนี้ และกองทหารซุปเปอร์แมนอันเกรียงไกรจะเข้ายึดกรุงเทพฯ ข่าวนี้ออกจากโรงยาฝิ่นก่อน แล้วก็แพร่ลุกลามไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว

กรุงเทพฯ เงียบกริบเหมือนเมืองร้าง นักเรียนทุกโรงเรียนถูกปล่อยกลับบ้าน ดังนั้นในราว ๑๓.๐๐ น. ล่วงแล้ว พระนครจึงมีแต่ทหารและตำรวจเฝ้าตามจุดยุทธศาสตร์และจัตุรัส นานๆ จึงจะมีรถทหารหรือตำรวจแล่นไปตามถนนสายต่างๆ โดยเฉพาะตามย่านชุมนุมชนของชาวจีนเงียบกริบ ประตูหน้าต่างปิดหมด ลูกเต้าของใครก็เรียกเข้าบ้าน ถนนทุกสายมีแต่ความว่างเปล่า ยานพาหนะจอดทิ้งอยู่ริมถนนโดยไม่มีใครสนใจ ตำรวจจราจรยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตามสี่แยก เพราะสบายใจที่ไม่มีงานจะต้องทำ

ซุปเปอร์แมนมนุษย์โลกพระศุกร์ซึ่งวนเวียนอยู่เหนือน่านฟ้าพระนครและธนบุรี หายเงียบไปประมาณสองชั่วโมงแล้ว ก็ปรากฏตัวขึ้นอีก คราวนี้เขาเหาะช้าๆ ในระยะต่ำมากวนเวียนอยู่ใจกลางนครหลวง ผู้คนต่างพากันมองดูในเคหสถานของตน ในที่สุด มนุษย์อภินิหารก็เหาะลงที่แพร่งสรรพศาสตร์ ทำให้เด็กๆ ของเจ๊โน่น เจ๊นี่ และน้าอะไรต่อน้าอะไรร้องวี๊ดว๊ายกระตู้วู้วิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน

กำลังตำรวจและทหารรุดมาล้อมบริเวณแพร่งสรรพศาสตร์ทันที นายทหารและนายตำรวจสั่งลูกน้องของเขาไม่ให้ใช้อาวุธปืนยิงซุปเปอร์แมน เว้นไว้แต่เป็นการป้องกันตัวซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็โทรศัพท์ไปที่บ้าน"พัชราภรณ์" แจ้งข่าวซุปเปอร์แมนให้ดร.ดิเรกทราบ

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งคันหนึ่งได้วิ่งมาตามถนนราชดำเนินด้วยความเร็วสูง รถคันนี้ปักธงสีขาวหน้ารถแสดงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีสิทธิ์ผ่านเข้าเขตหวงห้ามได้ทุกแห่ง เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ สี่สหายนั่งอยู่ตอนหลังรถ โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนแต่งกายแบบซุปเปอร์แมนชุดสีดำ กางเกงยืดแบบกางเกงอาบน้ำสีดำเสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำ ที่หน้าอกมีเส้นวงกลมยาวสีดำ ที่หน้าอกมีเส้นวงกลมสีขาวปักตัว วี. สีขาว ณ บัดนี้เสี่ยหงวนของเราได้เปลี่ยนวิถีชีวิตจิตใจใหม่เป็นคนละคนไปแล้ว ด้วยอำนาจยาฉีดซึ่งเป็นยามหากำลัง กิมหงวนของเราได้กลายเป็นมนุษย์อภินิหารไปแล้ว เช่นเดียวกับซุปเปอร์แมนแห่งดาวพระศุกร์ ถึงแม้อาเสี่ยจะเหาะเหินเดินอากาศไม่ได้เขาก็มีกำลังไม่ต่ำกว่าช้าง ๑, ๐๐๐ ตัว หรือเรียกว่า ๑, ๐๐๐ แรงช้าง มีเรี่ยวแรงอันมหาศาลกว่าเห้งเจีย, ซิยิ่นกุ้ย, หนุมาน, เฮอคิวลิสหรือซุปเปอร์แมน ดร.ดิเรกได้ฉีดยามหากำลังให้กิมหงวนถึง ๑๐ เข็มและได้ทำการทดลองกำลังของอาเสี่ยดูแล้ว กิมหงวนสามารถยกรถคาดิลแล็คเก๋งคันนี้ชูขึ้นเหนือศรีษะอย่างสบาย โดยออกแรงเพียงเล็กน้อยแล้วค่อยๆ วางลงบนพื้นตามเดิม นอกจากนี้อาเสี่ยยังแสดงการถอนต้นประดู่ใหญ่ในบ้าน "พัชราภรณ์"

อีกหนึ่งต้นเขาเพียงดึงมันขึ้นมาเบาๆ ต้นประดู่เก่าแก่ขนาดอ้อมแขน ก็ถอนรากถอนโคนหลุดขึ้นมาจากพื้นดิน ทำให้คณะพรรคสี่นางต่างตื่นเต้นอัศจรรย์ใจไปตามกัน

ก่อนจะออกจากบ้าน นายแพทย์หนุ่มได้โทรศัพท์ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว เรียนให้ทราบถึงเรื่องที่เขาทำให้กิมหงวนมีกำลังอันมหาศาลพอๆ กับซุปเปอร์แมนที่มาจากนอกโลก แล้วเขาก็โทรศัพท์เรียนให้ท่านผู้บัญชากรทหารบกทราบด้วยว่าเขาจะพยายามเจรจากับซุปเปอร์แมนด้วยสันติวิธี ถ้าหากว่ามนุษย์ต่างพิภพไม่ยอมเป็นมิตรไมตรีด้วย เขากับเพื่อนๆ ก็จะใช้วิธีจับเป็นด้วยระเบิดน้ำตา และด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์บางอย่างตามความรู้ความสามารถของเขา ขออย่าให้ทหารหรือตำรวจใช้ปืนยิงซุปเปอร์แมนเป็นอันขาด เขากับคณะพรรคจะจัดการเอง

เมื่อถึงสี่แยก อ.ส.จ. หรือสี่แยกคอกวัว คาดิลแล็คเก๋งก็ลดความเร็วลงเล็กน้อย เจ้าแห้วหักพวงมาลัยรถเลี้ยวซ้ายมือบังคับรถเก๋งคันงามตรงมาทางถนนบ้านตะนาวอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวรถก็มาถึงแพร่งสรรพศาสตร์ ซึ่งเจ้าแห้วรู้จักดีเพราะเคยพาเจ้านายของเขามาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ่อยๆ

คาดิลแล็คเก๋งเลี้ยวขวามือเข้าไปในซอยอันมีความหมายยิ่งแก่คนหนุ่มทั้งหลาย ตำรวจและทหารเรียงรายอยู่ในตรอกนี้ ดร.ดิเรกบอกให้เจ้าแห้วหยุดรถที่ทางแยกแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นทุกคนก็พากันลงมาจากรถอย่างร้อนรน เสี่ยหงวนยืมสะลึมสะลือเหมือนกับง่วงนอนด้วยอำนาจยาฉีด นายทหารและตำรวจหลายคนต่างเข้ามาห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหาย นายทหารซึ่งมียศเป็นนายร้อยเอกคนหนึ่งที่รู้จักนายแพทย์หนุ่มเป็นอย่างดีเพราะ ดร.ดิเรกเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาวิทยาศาสตร์โรงเรียนนายร้อย จปร. ในสมันที่ผู้บังคบกองคนนี้ยังเป็นนักเรียนนายร้อยปีสุดท้าย เขายกมือวันทยาหัตถ์ ดร.ดิเรกแล้วกล่าวทักอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับอาจารย์ ผมทราบจากวิทยุสนามว่าอาจารย์กับคณะกำลังเดินทางมานี่ ผมก็คอยต้อนรับ"

ดร.ดิเรกก้มศรีษะและยิ้มให้

"ขอบคุณมาก บอกผมสิคุณ ซุปเปอร์แมน อยู่ที่ไหน"

"อยู่ในบ้านสีเขียวหลังนั้นครับ บ้านสองชั้นนั่นแหละครับ ฉุดผู้หญิงเข้าไปไว้ในห้องคนหนึ่ง แต่มันจะทำไมหรือไม่ผมไม่ทราบ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อยเสี่ยหงวนกล่าวกับผู้บังคับการกองทหารราบว่า

"นี่เพื่อนผม เขาจะเป็นผู้ปราบ ซุปเปอร์แมน"

ร.อ.สมบัติ ศุภศิริ มองดูเสี่ยหงวนอย่างตื่นๆ แถมขบขัน อาเสี่ยสูงชะลูดและผอมกะหร่อง แขนลีบเพราะกล้ามเนื้อหลบในหมด หน้าตาซูบซีดเหมือนกับคนอมโรค เนื่องจากหมู่นี้อากาศร้อนจัด กิมหงวนกินไม่ใคร่ได้และนอนไม่ใคร่หลับ ร.อ.สมบัติเผลอตัวหัวเราะคิ๊กแล้วกล่าวกับ ดร.ดิเรก

"อาจารย์ไปรับมาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาหรือครับ"

อาเสี่ยขบกรามพูดเบาๆ

"ถ้าไม่อยากตาย ก็อย่าพูดดูหมิ่นผม"

ดร.ดิเรกรีบยืนขวางกลางก็กิมหงวนจะฟัดนายทหารหนุ่ม เพราะเพียงแต่กิมหงวนยกมือผลักเบาๆ เท่านั้น ร.อ.สมบัติก็คงจะต้องล้มลงศรีษะฟาดพื้นตายคาที่อันเนื่องจากกำลังอันมหาศาลของกิมหงวนซึ่งเกิดจากอำนาจยาวิเศษของเขา

"เปล่าๆ คุณสมบัติ เพื่อนผมเป็นปกติดีไม่ใช่คนบ้า"

ร.อ.สมบัติกลั้นหัวเราะแทบแย่ "ผอมกะหร่องขี้โครงพะเยิบพะยาบอย่างนี้จะสู้ซุปเปอร์แมนได้อย่างไรครับ"

ทันใดนั้นเอง รถยนต์บรรทุกถ่านคันหนึ่งได้แล่นเข้ามาในตรอก ตำรวจคนหนึ่งวิ่งตามมาร้องตะโกนให้รถหยุด ซึ่งคนขับคันนี้ไม่ทันเห็นป้ายห้ามรถที่หน้าปากซอย เขาขับรถเข้ามาเพื่อนำถ่านกระสอบมาส่งขาประจำที่มีเคหสถานอยู่ในซอยนี้ เมื่อรถเชฟโรเล็ทบรรทุกถ่านผ่านมา เสี่ยหงวนก็ปราดเข้ายืนขวางหน้าและโบกมือห้าม คนขับรถตกใจเหยียบเบรคทันที กันชนหน้ารถอยู่ห่างจากเสี่ยหงวนเพียงศอกเดียว อาเสี่ยมองดูคนขับรถบรรทุกถ่านแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ทำไมถึงฝ่าฝืนป้ายจราจร ที่ปากซอยเขามีป้ายห้ามรถทุกชนิดเข้าซอยนี้"

คนขับรถซึ่งมีอารมณ์ขันหัวเราะก้ากใหญ่

"พี่ชาย อากาศท่าจะร้อนจัดกระมังครับ ถึงได้แต่งตัวเป็นซุปเปอร์แมน ฮ่ะ ฮ่ะหนีมาจากหลังคาแดงได้อย่างไรครับ"

กิมหงวนโกรธจนตัวสั่น เขาก้มลงใช้มือขวาจับกันชนหน้ารถแล้วยกหน้ารถขึ้นเหนือศรีษะทำให้ผู้หญิงสองคนและเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในรถร้องเอะอะ กระโจนลงจากรถด้วยความรักตัวกลัวตาย ส่วนคนขับรถอกสั่นขวัญแขวนกอดพวงมาลัยรถแน่น รถบรรทุกขนาดใหญ่ถูกยกขึ้นสูงจนกระทั่งล้อหน้าทั้งสองล้อพ้นจากพื้นดิน นายตำรวจนายทหารกลุ่มนั้นหน้าซีดนัยน์ตาเหลือกไปตามกัน ไม่มีใครคาดหมายว่าเสี่ยหงวนจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้ ท่าทางที่เขายกรถไม่ได้ออกแรงเท่าไรเลย

ดร.ดิเรกยิ้มแป้นแล้วกล่าวห้ามกิมหงวน

"อย่า-อ้ายหงวน อย่าไปทำเขา ทำผู้ที่อ่อนแอและไม่มีทางสู้เราย่อมไร้เกียรติ"

กิมหงวนถอยหลังออกมาและปล่อยรถบรรทุกหล่นลงมาดังโครม เขายกมือกอดอกในท่าเบ่งทำปากเบี้ยวเล็กน้อยและกลอกนัยน์ตาไปมา คนขับรถซึ่งเป็นชายกลางคนแต่งกายขมุกขมอมรีบลงจากรถวิ่งเข้ามาหาเสี่ยหงวนด้วยความเคารพเกรงกลัว ร่างของคนรถสั่นเหมือนลูกนกเปียกฝน

"ได้โปรดเถอะครับ" เขาพูดระล่ำระลัก "ผมไม่รู้เลยว่าท่านคือผู้ทรงพลัง เห็นแต่งตัวอย่างนี้นึกว่าคนบ้าหนีมาจากปากคลองสานเสียอีก กรุณายกโทษให้ผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ถ้าไม่คิดนิดหนึ่งว่าแกไม่มีทางสู้กัน กันผลักรถไปทีเดียวก็จะคว่ำครอบแกตาย ฮึ่ม-ดูหน้ากันและจำไว้ นี่แหละซุปเปอร์แมนหงวนละ"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"บ้าน่ะไม่บ้าหรอก พี่ชาย เพียงแต่คุ้มดีคุ้มร้ายเท่านั้น"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวและยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้นทันที

"แดดกำลังร้อนอย่ากระเซ้านะโว้ย ฉันอาจจะจับแกโยนขึ้นไปบนหลังคาบ้านใครให้หล่นลงมาคอหักตายก็ได้"

พลจุ๊ย์ปากแล้วยกมือตบบ่าเสี่ย

"เราเป็น ซุปเปอร์แมน ต้องใจเย็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ หันมาทางกลุ่มนายทหารและตำรวจซึ่งทุกคนนอนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นและอ้าปากหวอไปตามๆ กัน

"ยังไงคุณ ตื่นเต้นเอามากเชียวหรือ อย่าแปลกใจอะไรเลยเท่าที่กิมหงวนกลายเป็นผู้ทรงพลังยิ่งกว่าเฮอร์คิวลิสก็เพราะความสามารถของดิเรกนั่นเอง"

นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวกับอย่างเลื่อมใสศรัทธา

"โอ-อาจารย์เก่งเหลือเกินครับ อาจารย์ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เสมอ ผมได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์มานานแล้วตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนชั้นประถม ผมรู้สึกว่าอาจารย์ไม่ใช่คนแน่ๆ "

"แล้วกัน..." ดิเรกอุทาน

"เดี๋ยวครับ โปรดอย่าเข้าใจผิด ผมหมายถึงเทวดาน่ะครับ"

"อ๋อ ออไร๋ ออไร๋"

พวกนายทหารตำรวจต่างพากันแสดงความชื่นชมที่เสี่ยหงวนมีกำลังวังชาอันมหาศาลเช่นนี้ ร.อ.สมบัติกล่าวกับอาเสี่ยว่า...

"ที่ผมพูดล่วงเกินไปบ้างขอโทษนะครับ ตอนแรกผมคิดว่าคุณมาจากปากคลองสานจริงๆ แม้กระทั่งคนขับรถก็เข้าใจเช่นนี้"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะแล้วประคองคนขับรถขึ้น "เร็ว-รีบพาพวกแกไปขึ้นรถแล้วรีบขับรถออกไป"

คนขับรถบรรทุกยกมือไหว้ปลกๆ กวักมือเรียกพรรคพวกของเขาพาไปขึ้นรถ ต่อจากนั้นรถบรรทุกถ่านคันใหญ่ก็แล่นออกไปทะลุออกทางถนนอัษฎางค์ พวกตำรวจและทหารซึ่งยืนเรียงรายบริเวณนั้นพากันจ้องตาเขม็งมองดูอาเสี่ยกิมหงวนตลอดเวลา

ดร.ดิเรกเริ่มงานของเขาทันที เขาพาเพื่อนเกลอของเขากับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงไปที่เรือนปั้นหยาสองชั้นซึ่งเป็นซ่องโสเภณี เรือนหลังนี้ไม่มีรั้วกั้นเป็นบริเวณสภาพของบ้านเก่าแล้วแต่เพิ่งทาสีและเจ้าสำนักพยายามติดม่านหน้าต่างบังตาให้สวยงาม บนเรือนหลังนี้เงียบกริบ แม่เล้าและพวกผู้หญิงหลบหน้าหนีไปหมด แต่หญิงสาวคนหนึ่งถูกซุปเปอร์แมนฉุดเข้าไปในห้องๆ หนึ่งซึ่งอยู่ชั้นบน

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบหลังกิมหงวนเบาๆ

"จิตใจของแกคึกคักเข้มแข็งดีหรือ"

"อือ แต่กันชักง่วงนอนอย่างไรชอบกล "

"นึกอยากต่อสู้กับซุปเปอร์แมนหรือเปล่า"

"เฉยๆ ว่ะ อยากสู้กับผู้หญิงบ้านนี้มากกว่า"

"บ๊ะแล้ว" ดิเรกครางแล้วหัวเราะ "แกกับฉันบุกขึ้นไปบนเรือน อ้ายพลกับอ้ายกรและคุณพ่อและอ้ายแห้วสังเกตการณ์อยู่ข้างล่าง กันจะพยายามใช้จิตวิทยาเจราจรกับซุปเปอร์แมนด้วยภาษาใบ้ซึ่งไม่ว่าชาติใดภาษาใดหรือมนุษย์โลกไหนย่อมฟังภาษาใบ้รู้เรื่องทั้งนั้น ถ้าซุปเปอร์แมนยอมเป็นมิตรกับเรา เราก็จะรับเขาไปบ้านเราให้เขาพักอาศัยอยู่ที่บ้าน และถ้าเป็นไปได้เช่นนี้เราจะได้รับประโยชน์ในทางดาราศาสตร์อย่างมากมายเหลือคณนาทีเดียว พวกเราจะเป็นคณะแรกที่จะได้มีโอกาสไปเที่ยวดาวนพเคราะห์ดวงนั้น ซึ่งซุปเปอร์แมนเดินทางมา

พลว่า "ถ้าการเจรจาไม่เป็นผล ซุปเปอร์แมน มันทำร้ายแกล่ะ"

"กันก็ให้อ้ายหงวนปราบมัน"

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นทันทีแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง "ที่แค็บปิตอลฉายเรื่องซุปเปอร์แมนปราบจานผี แต่โรงนี้ฉายเรื่องเสี่ยหงวนปราบซุปเปอร์แมน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น "อย่าชะล่าใจ อ้ายหงวน อย่าลืมว่าซุปเปอร์แมนมันมีอาวุธวิเศษ ถ้ามันใช้ปืนวิเศษยิงแกก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตาเดียว"

แทนที่จะนึกกลัว เสี่ยหงวนกลับหัวเราะ "ดีซีครับ เมียผมจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อโลงและค่าใช้จ่ายในการทำศพ เพื่อนฝูงญาติมิตรก็ไม่ต้องเผาให้เสียเวลา"

ดร.ดิเรกหันมายกมือตบบ่าพลกับนิกร "แกสองคนตัดสินใจให้ดี ถ้ากันกับอ้ายหงวนถูกซุปเปอร์แมนฆ่าตาย แกต้องเอาลูกระเบิดไอพิษขว้างไปบนเรือนหลังนั้น และอ้ายกรต้องยิงมันด้วยปืนกลมือพิเศษของกัน ถึงแม้ยิงไม่เข้ากระสุนปืนระเบิดถูกเนื้อหนังมันเข้าก็จะเกิดเป็นพิษทำให้ ซุปเปอร์แมน ต้องเสียชีวิตภายใน ๑๐ นาที เป็นอย่างมาก เราต้องร่วมมือกันเพื่อความสงบสุขของประชาชนพลเมืองและด้วยความหวังที่จะผูกมิตรกับสหายต่างโลก"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น "รับประทานคุณหมอระวังตัวหน่อยนะครับ ถ้าอย่างไรก็พูดกับมันดีๆ อย่าให้มันโมโหได้"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบแล้วเดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนเดินตรงไปที่เรือนปั้นหยาสองชั้นหลังนั้น พวกตำรวจและทหารที่โอบล้อมสำนักโสเภณีต่างพากันมองดูนายแพทย์หนุ่มและเสี่ยหงวนด้วยความห่วงใย ภายในบริเวณแพร่งสรรพศาสตร์เงียบกริบ บรรดานางงามทั้งหลายประมาณร้อยคนได้ล่าถอยไปชุมนุมกำลังกันริมคลองหลอด แล้วก็นึกแช่งชักหักกระดูกซุปเปอร์แมน ที่มาทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากเดือดร้อนโกลาหลวุ่นวายกันทั้งเมือง

สองสหายบุกขึ้นมาชั้นบน เมื่อเดินผ่านระเบียงหน้าห้อง ดร.ดิเรกก็โบกมือให้พล, นิกร ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาหยุดยืนหน้าห้องนอนห้องหนึ่งแล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยกมือเคาะประตูห้องติดๆ กันสามสี่ครั้ง

เสียงแจ๋วๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น

"มาเคาะห้องหาอะไรนะ บ้าหรือดีน่ะ ทีใครก็ทีใครซีโว้ย"

ดร.ดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ หันมาดูซุปเปอร์แมนหงวนแล้วกล่าวเสียงละห้อยเบาๆ

"แม่คนนี้ใจเติบว่ะ คงโอ.เค.กับซุปเปอร์แมนแล้ว" อาเสี่ยอมยิ้ม "เงินคงหนาโว้ย ม่ายก็จ่ายเป็นเพชร"

ดร.ดิเรกยกมือทุบประตูอีก สักครู่หนึ่งบานประตูก็ถูกถอดกลอนเปิดออก ผู้เปิดประตูเป็นผู้หญิงสาวในวัย ๒๐ ปี รูปร่างอวบอัดสวยขนาดพาไปวัดได้ในตอนพลบๆ หล่อนหยุดยืนเท้าสะเอวมองดูสองสหายอย่างไม่พอใจ แต่ดร.ดิเรกกับกิมหงวนไม่สนใจกับหล่อน ทั้งสองกำลังจ้องมองดูซุปเปอร์แมนซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้บุนวมตัวหนึ่ง

"หมายความว่ากระไรกันนี่" แม่สาวงามพูดเสียงกร้าว

ดร.ดิเรกทำตาเขียวกับหล่อนทันที "ฉันเป็นเจ้าพนักงาน อย่าขัดขวางการกระทำของฉัน ไป-ลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้"

กะหรี่สาวหน้าซีดเผือด เข้าใจว่า ดร.ดิเรกเป็นนายตำรวจใหญ่ หล่อนไม่กล้าโต้ตอบอะไรอีกเดินก้มหน้าพาตัวผ่านระเบียงหน้าห้องลงไปข้างล่าง นายแพทย์หนุ่มยิ้มออกมาได้ เขาพยักหน้ากับเสี่ยหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"ไป เข้าไปหาซุปเปอร์แมน มันคงสบายใจแล้ว"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม "แกเข้าไปคนเดียวไม่ดีหรือ ชักปอดลอยเสียแล้วว่ะ"

ดร.ดิเรก ขมวดคิ้วย่น "แกมีกำลังมากกว่า ทำไมต้องไปกลัวมัน"

อาเสี่ยว่า "กำลังน่ะมากก็จริง แต่ใจมันไม่สู้นี่หว่า"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวิสกี้ขวดเล็กออกมาขวดหนึ่งส่งให้เพื่อนเกลอของเขา

"เอ้า ดื่มนี่เสียหน่อยจะได้ใจกล้า"

กิมหงวนยิ้มแป้น "เออ ถ้ายังงี้ละก็มาเถอะวะ ต่อให้พ่อซุปเปอร์แมนกันก็ไม่กลัว ลงได้กินเหล้าแล้วกันไม่เคยกลัวอะไรนอกจากเมียกันคนเดียวเท่านั้น" พูดจบอาเสี่ยก็เปิดจุกออก แล้วยกขึ้นดื่มอั้กๆ รวดเดียวหมด เขาขว้างขวดออกไปนอกบ้าน ขวดวิสกี้ลอยละลิ่วหายไปในอากาศและอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าครึ่งไมล์กว่าขวดจะตกลงสู่พื้นดิน ทังนี้ด้วยกำลังอันมหาศาลของเสี่ยหงวนนั่นเอง

พอเหล้าตกถึงท้องความกล้าอย่างบ้าบิ่นก็บังเกิดกับเสี่ยหงวนทันที ซุปเปอร์แมน หงวนเดินนำหน้าพานายแพทย์หนุ่มบุกเข้าไปในห้องนั้นซึ่งเป็นห้องแคบๆ และไม่มีเครื่องตบแต่งห้องมากมายอะไรนัก

มนุษย์ดาวพระศุกร์คงนั่งนิ่งเฉยมองดูชาวโลกราหูทั้งสองอย่างไม่พรั่น ดร.ดิเรกเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าแล้วยิ้มให้ แต่ซุปเปอร์แมนหายิ้มตอบไม่คงนั่งหน้าตายอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น

ดร.ดิเรกทำภาษาใบ้ชี้มือไปบนฟ้าแล้วชี้ลงบนห้อง พลางพยักหน้าและยิ้มให้อัศวินแห่งดาวพระศุกร์เจ้าหมอนั่นนั่งทื่อเหมือนไม้ตีพริก นายแพทย์หนุ่มพยายามใช้ภาษาใบ้เจรจาไต่ถามไปในราว ๑๐ นาทีก็ไม่เป็นผล เขารู้สึกลำบากยากใจอย่างยิ่งที่พูดกันไม่รู้เรื่อง ครั้นจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางก็ไม่ได้เพราะบนดาวนพเคราะห์ต่างๆ ไม่มีการสอนภาษาอังกฤษ หมดท่าเข้า ดร.ดิเรกก็ลองด่าดู

"อ้ายงั่ง พูดมั่งซีโว้ย แกมาจากดาวดวงไหน"

คราวนี้ซุปเปอร์แมนยิ้มออกมาได้ เขาพยักหน้าหงึกๆ แล้วชี้มือไปที่กระเป๋าเสื้อดร.ดิเรก นายแพทย์หนุ่มรีบปลดปากกาออกมาส่งให้ ซุปเปอร์แมนทันที แล้วเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งหยิบสมุดเขียนจดหมายเล่มหนึ่งเอามาให้ซุปเปอร์แมน

มนุษย์ดาวพระศุกร์เขียนรูปพระอาทิตย์กับดาวนพเคราะห์ลงบนกระดาษเขียนจดหมายแผ่นแรก การเขียนของเขาคล่องแคล่วสวยงามมาก แต่อักษรนั้นอ่านไม่ออก อย่างไรก็ตาม นายแพทย์หนุ่มก็พอจะรู้ว่าดาวนพเคราะห์ดวงไหนคือดาวอะไร เพราะเคยศึกษามาแล้ว

ดร.ดิเรกชี้มือลงที่ดาวพระอังคารแล้วถามซุปเปอร์แมน "แกมาจากโลกนี้ใช่ไหม"

ซุปเปอร์แมน สั่นศรีษะ ชี้มือลงที่ดาวพระศุกร์แล้วพูดภาษาชาวโลกพระศุกร์ ซึ่งดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนฟังไม่ออก รู้แต่ว่าเป็นคำหนักๆ คล้ายกับภาษาเยอรมัน

"อึ๊ดช่ะอาตึ้ด อาฮึดตาปี๊ด อึ้ดทึ่ด"

"นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก ค่อยๆ หันมาทางกิมหงวน "ช่วยแปลหน่อยเถอะวะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ "แปลกะผีอะไรล่ะ เพียงแต่ฟังมันพูดก็อึดอัดแทนมันจะตายอยู่แล้ว ฟังออกแต่ อึ๊ดทึ่ด คำเดียว"

ดร.ดิเรกยื่นมือขวาให้มนุษย์ต่างพิภพสัมผัส ซุปเปอร์แมนเข้าใจว่านายแพทย์หนุ่มทวงปากกาคืนก็รีบคืนปากกาให้โดยดี ต่อจากนั้นดิเรกกับเสี่ยหงวนก็พยายามพูดภาษาใบ้เจรจากับซุปเปอร์แมนอีกแต่ก็ไม่เป็นผล เจ้าหมอนั่นเอาแต่สั่นศรีษะคล้ายกับจะบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น

"ว้า" ดิเรกคราง "ทำยังไงถึงจะให้มันเข้าใจว่าเราเป็นมิตรของมัน และเราจะเชิญมันไปพักที่บ้านของเรา แกลองเจรจากับมันหน่อยเถอะวะ"

ซุปเปอร์แมนหงวนพยักหน้า เมื่อดร.ดิเรกถอยออกมาเขาก็เข้ามายืนเผชิญหน้ากับอัศิวนผิวดำแห่งโลกพระศุกร์แล้วยิ้มให้

"ไง อ้ายดำสบายดีเรอะ"

ซุปเปอร์แมน มองดูเสี่ยหงวนด้วยแววตาขุ่นๆ นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์น่ากลัว คิ้วทั้งสองข้างดกดำและพุ่งขึ้นข้างบนแบบคิ้วกังฉิน

"พูดซีโว้ย" เสี่ยหงวนดุ

"นั่งเป็นเบื้ออยู่ได้ รู้ไหมพวกเราเป็นมิตรที่ดีของแก เราเอารถมารับแกแล้ว ไปพักที่บ้านเถอะ บ้านกันอยู่ใกล้ๆ ซอยกลาง แถวนั้นไฉไลกว่าแพร่งสรรพศาสตร์มากนะ แล้วกันจะพาแกเที่ยวบาร์ เที่ยวชมกรุงเทพฯ และประเทศไทยให้ทั่ว แกจะเที่ยวซ่องไหนหรือจะดูระบำโป๊แถวเยาวราชก็ได้"

ดร.ดิเรกเอื้อมมือเขี่ยเอวกิมหงวนแล้วกล่าวว่า "พอแล้ว พอแล้ว แกพูดเสียเป็นคุ้งเป็นแควมันฟังภาษาไทยหรือภาษาที่ใช้ในโลกมนุษย์ของเราไม่ออกหรอก ใช้ภาษาใบ้ซีโว้ย"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ "ภาษาใบ้กันก็ไม่เป็นภาษาเสียด้วย เห็นทีจะต้องพึ่งอ้ายกร กันจำได้ว่าเมื่อครั้งบ้านเรายังอยู่ถนนพญาไทอ้ายกรเคยเกี้ยวผู้หญิงใบ้คนหนึ่ง แกนึกออกไหมล่ะหมอ หล่อนชื่อสีดายังไงล่ะ สวยขนาดสีดาเมียพระรามทีเดียว พวกเรายังพูดกันเสมอว่าน่าสงสารที่หล่อนเป็นใบ้ แต่แล้วอ้ายกรก็ใช้ภาษาใบ้จีบหล่อนจนเสร็จอ้ายกร"

ดร.ดิเรกนึกขึ้นได้ เขาหัวเราะชอบใจแล้วดีดมือแป๊ะ

"ออไร๋ ออไร๋ สำเร็จแน่ ลืมนึกไปว่าอ้ายกรมันมีความสามารถเป็นพิเศษ สิ่งใดที่พวกเราทำไม่ได้อ้ายกรมันมักจะทำได้ " พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็รีบเดินออกไปจากห้อง เขาหยุดยืนที่ระเบียงเล็กๆ ซึ่งตามเวลาดังที่กล่าวนี้ พล, นิกร กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว และพวกทหารกับตำรวจกำลังคอยฟังผลเจรจาระหว่างสองสหายกับมนุษย์ต่างพิภพด้วยความเร่าร้อนใจ

พอแลเห็นดิเรก พลก็ร้องถามทันที "ว่ายังไงโว้ยหมอ ได้ความว่ายังไงบ้าง"

ดร.ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือ ร้องตะโกนลงมา

"พูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ว่า ซุปเปอร์แมน ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูต่อเรา มันนั่งนิ่งเฉยฟังเราพูด พวกเราขึ้นมาข้างบนกันเถอะ มันไม่ทำไมหรอก กันพอจะรู้ว่าถ้าเราไม่แสดงท่าทีคุกคามมันก่อนหรือเอาปืนยิงมันก่อน มันก็ไม่ทำอะไรเรา"

พลหันมาทางนิกร "ไป-อ้ายกร ขึ้นไปดูหน้ามันเถอะ"

นิกรฝืนยิ้ม "อย่าเลยวะ ดีไม่ดีมันจับฟัดตาย"

นายพัชราภรณ์ชักฉิว "อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะ ตายก็ตายด้วยกัน แล้วอ้ายหงวนมันก็แข็งแรงผิดมนุษย์ อย่างไรมันก็ต้องช่วยเรา ถ้าหากว่าซุปเปอร์แมนมันจะเล่นงานเรา"

ครั้นแล้วพลก็พานิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วบุกขึ้นไปบนเรือนปั้นหยาสองชั้นหลังนั้นซึ่งอยู่ในความสงบเงียบ บรรดาเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงต่างๆ อพยพหลบหนีไปหมดแล้ว เพราะเกรงมนุษย์ต่างพิภพ เมื่อพลกับนิกร, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นมาที่ระเบียงชั้นบน ดร.ดิเรกก็เดินเข้าไปหา

"แกช่วยเป็นล่ามเจรจาภาษาใบ้กับซุปเปอร์แมนทีเถอะวะไอ้กร" นายแพทย์หนุ่มพูดอย่างเป็นงานเป็นการ "กันกับอ้ายเสี่ยหมดปัญญาแล้ว เท่าที่เราเจรจาได้กันคงรู้เพียงแต่ว่ามันมาจากดาวพระศุกร์"

"ดาวพระศุกร์" พลอุทานขึ้นดังๆ

"ออไร๋ มันเขียนรูปพระอาทิตย์กับดาวนพเคราะห์ให้กันดูแล้วก็ชี้ที่ดาวพระศุกร์เป็นความหมายให้กันเข้าใจว่ามันเดินทางมาจากดาวพระศุกร์ซึ่งอยู่ใกล้โลกมากกว่าดาวพระอังคาร แต่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลกเรา ซุปเปอร์แมน ถึงตัวดำและผมหยิกอย่างนั้น อย่างไรก็ตามท่วงท่าของมันบอกว่ามันเป็นคนฉลาดทีเดียว ไป-เข้าไปในห้องนอนเถอะ เอาปืนสะพายบ่าออกเสียก่อนอ้ายกร อ้า-ให้อ้ายแห้วถือไว้ดีกว่า พวกเราต้องยิ้มแย้มแจ่มใสกับมันให้มันรู้ว่าเราเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู"

แล้วดิเรกก็พาพรรคพวกของเขาเข้าไปในห้องนั้น อาเสี่ยกิมหงวนกำลังเจรจาภาษาใบ้ถามชื่อซุปเปอร์แมนแต่พูดกันไม่รู้เรื่อง พอดี ดร.ดิเรกพาพล, นิกร, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้ามา เสี่ยหงวนก็ถอนหายใจเฮือก

"มา-อ้ายกร ช่วยเป็นล่ามส่งภาษาใบ้หน่อยแกคิดว่าแกมีความสามารถพอที่จะพูดภาษาใบ้กับอ้ายหมอนี่พอรู้เรื่องไม่ใช่หรือ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย "ต้องลองดูก่อน ท่าทางมันใจดีนี่หว่า หน้าตาชอบกลโว้ย หูเล็กเหมือนหูลิงว่ะ นัยน์ตากลมเหมือนตาแมว จมูกใหญ่ไปหน่อย ยังงี้เอาตัวไว้ออกงานภูเขาทองปีนี้ได้เงินจมไปเลย"

"เฮ้" ดิเรกดุนิกร

"อย่าพูดนอกเรื่องนอกราวให้เสียเวลาเลยวะ พยายามชวนอ้ายเงาะไปบ้านเราให้ได้ ถ้าสำเร็จเราจะได้รับประโยชน์จากซุปเปอร์แมนอย่างมากมายก่ายกองทีเดียว"

นิกรผิวปากเบาๆ เดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาซุปเปอร์แมน เจ้าแห้วช่วยยกเก้าอี้ให้นายจอมทะเล้น นิกรทรุดตัวนั่งข้างๆ อัศวินดาวพระศุกร์ ต่างคนต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ "ไม่เลวโว้ย อ้ายกรมันแน่ รู้สึกว่า ซุปเปอร์แมน มันชอบมากกว่าพวกเรา"

ซุปเปอร์แมน เงยหน้าขึ้นมองดู เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที มนุษย์ต่างพิภพทำหน้าตื่นๆ จ้องมองอยู่สักครู่ก็หัวเราะงอหาย ชี้มือไปที่ศรีษะอันล้านเลี่ยนของท่าน สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นอย่างครื้นเครง ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋แล้วกล่าวขึ้นอย่างโมโห "ข้าลงไปคอยข้างล่างโว้ย ขืนอยู่นี่ประเดี๋ยวได้เกิดเตะปากกันเท่านั้นเอง " พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เกินออกจากห้องนั้นอย่างร้อนรน

"ลูกมะอึก" เสี่ยหงวนแกล้งบีบเสียงแหลมเล็ก ร้องขึ้นดังๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับ

"ใครวะ ใครร้องลูกมะอึก"

กิมหงวนกับนิกรต่างชี้มือไปที่ ซุปเปอร์แมน เจ้าหมอนั่นไม่รู้เรื่องก็ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพยักหน้าเหมือนกับว่าเขาเป็นคนร้องว่า ลูกมะอึกเอง ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น แล้วกล่าวกับ ดร.ดิเรก

"มันพูดไทยได้นี่หว่า"

นายแพทย์หนุ่มกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ไม่ได้หรอกครับ คำว่าลูกมะอึกเป็นภาษาโลกพระศุกร์ซึ่งแปลว่าอย่างอื่น ไม่ได้แปลว่าลูกมะอึกที่มีขนรอบๆ เหมือนคนหัวล้าน"

"พอแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ดแล้วรีบเดินผ่านประตูห้องออกไปอย่างหัวเสีย

นิกรกับซุปเปอร์แมนต่างมองดูกันและยิ้มให้กันไปมาอยู่เกือบ ๕ นาที ในที่สุดนิกรก็เจรจาเป็นภาษาใบ้ซึ่งเขามีความชำนาญเป็นพิเศษ เขาพูดพลางยกมือยกไม้ประกอบคำพูดไปด้วย

"แบ๊ะๆ แอ๊ะๆๆ แอ๊...อู๊ๆ แอ๊ะแออูแบ๊ะ แอ๊ะ แอ้...แอๆ แบ๊ะแอ๊ะ แบๆ แบ๊ะแอ"

ซุปเปอร์แมน ยื่นมือให้นิกรจับทันที ต่างคนต่างมองดูกันด้วยความเป็นมิตรไมตรีอันสนิทสนมสามสหายกับเจ้าแห้วตื่นเต้นในความสามารถของนิกรเหลือที่จะกล่าว

อัศวินแห่งโลกพระศุกร์เลื่อนเก้าอี้เข้ามาชิดนิกรแล้วคุยกับนิกรเป็นภาษาใบ้เช่นเดียวกัน เสียงแอ๊ะๆ แบ๊ะ ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกันอย่างคล่องแคล่ว เมื่อคนหนึ่งพูดอีกคนหนึ่งก็ตั้งอกตั้งใจฟัง บางทีก็ถามสอดขึ้นล้วนแต่ใช้ภาษาใบ้ แต่ทั้งสองก็รู้เรื่องและเข้าอกเข้าใจกันดี

ตลอดเวลาที่ ซุปเปอร์แมน กับนายจอมทะเล้นสนทนากัน พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วต่างยืนทำตาปริบๆ และมองดูกันบ่อยๆ ในที่สุด ๑๕ นาทีผ่านพ้นไป นิกรก็สัมผัสกับชาวโลกพระศุกร์อีกแล้วลุกขึ้นยืน

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา "ว่าไงอ้ายกร คุยกันตั้งนานแล้วได้ความว่ายังไงบ้าง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น "ถ้าแกตอบว่าไม่รู้เรื่อง กันจะจับแกโยนไปจากเรือนหลังนี้เดี๋ยวนี้"

นิกรหัวเราะชอบใจ" รู้ซีวะ ภาษาใบ้น่ะใช้ได้ทุกคนทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโลกนี้หรือโลกไหน นายคนนี้เขาบอกว่าเขาเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งดาวพระศุกร์"

ดร.ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้ "เขาทำใบ้ยังไงวะ แกถึงรู้ว่าเขาบอกว่าเขาเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งดาวพระศุกร์"

นิกรชักฉิว "แล้วกัน แกไม่สังเกตกิริยาเขานี่หว่า เขาทำท่าหันดาบก็หมายความว่ารบกัน เขาชี้หน้าอกตัวเองแล้วชูหัวแม่มือข้างขวาขึ้น ก็หมายความว่าเขาเป็นขุนศึกฝีมือเยี่ยม"

นายแพทย์หนุ่มจุ๊ย์ปาก "ออไร๋ ยูตีภาษาใบ้ได้เก่งมาก แล้วเขาว่ายังไงอีก"

"เขาบอกว่า เขาเดินทางมาโลกเราเพื่อสำรวจดูว่าโลกเรามีมนุษย์, พืชและสัตว์เหมือนดาวพระศุกร์หรือเปล่า เขาเหาะลงมาจากยานอวกาศตอนดึก เมื่อคืนนี้และบุกเข้าไปในบ้านคุณอาพิศาลฯ เขาว่า เขาฆ่าตำรวจเพราะเขากลัวถูกจับ และเมื่อตำรวจกับทหารจะยิงเขา เขาก็ต้องใช้ปืนวิเศษของเขาต่อสู้ เขาคุยว่าทหารทั้งกองทัพก็สู้เขาไม่ได้ ร่างกายเขาอาบน้ำยาเคมีแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร เขาเหาะได้และมีกำลังอันมหาศาลก็ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ ในที่สุดเขาว่าเขายินดีมากที่พวกเราแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเขา ชาวโลกพระศุกร์ต้องการเป็นมิตรกับชาวโลกอื่นๆ เสมอ"

ดร.ดิเรกพอใจมาก "ดีมากกร พูดกับเขาต่อไปเถอะเพื่อน ชวนเขาไปพักบ้านเรา บอกเขาด้วยว่ารัฐบาลและประชาชนคนไทยไม่ได้ถือว่าเขาเป็นศัตรู ถ้าเขาไปพักกับเรา เราจะต้อนรับเขาอย่างดีที่สุด"

นิกรทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม ส่งภาษาใบ้กับซุปเปอร์แมนอีก ทั้งสองสนทนากันอย่างสนิทสนมโต้ตอบกันเกือบ ๑๐ นาที นายจอมทะเล้นก็ลุกขึ้น

"เขาขอบใจพวกเราโว้ย แต่เขาบอกว่าเขาเสียใจที่เขาไม่อาจไปพักกับพวกเราได้ เขาจะอยู่ในโลกเราได้เฉพาะกลางวันเท่านั้น เขาทนความหนาวจากโลกเราไม่ได้ อุณหภูมิขนาดนี้เขาบอกว่า ถ้าเขาไม่ได้กินยาช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เขาก็คงหนาวสั่นจนทนไม่ไหว"

เสี่ยหงวนนัยน์ตาเหลือก

"หนาว...ร้อนจนเป็นบ้าอย่างนี้น่ะรึหนาว"

ดร.ดิเรกตอบแทนนิกร "ดาวพระศุกร์อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าโลกของเรา อากาศคงร้อนกว่าอาฟริการาว ๑๐ เท่า อย่างพวกเราไปอยู่ก็คงตาย แต่ชาวโลกพระศุกร์เคยชินกับดินฟ้าอากาศของเขา เขามาโลกเราจึงรู้สึกว่าหนาวจนแทบจะทนไม่ไหว นี่ถ้าเขาไปลงที่ขั้วโลกเหนือเขาก็คงตายแหงแก๋แล้ว แล้วเขาว่ายังไงอีกวะกร"

"เขาบอกว่า เย็นวันนี้ยานอวกาศจะมารับเขาที่จุดๆ หนึ่งตามที่นัดกันไว้ เมื่อใกล้เวลานัดพบเขาจะเหาะไป เพื่อเดินทางกลับดาวพระศุกร์อีกในราวสองเดือนเขาจะมาอีก คราวนี้จะมากันเป็นคณะและยานอวกาศจะร่อนลงในบริเวณทุ่งนาแห่งใดแห่งหนึ่ง นอกพระนคร เขาจะเอาข้าวของในโลกพระศุกร์มาแจกชาวโลกนี้ เขาขอร้องให้เราช่วยเจรจากับรัฐบาลให้ต้อนรับเขาในฐานะมิตร เขาบอกว่าถ้าเขาอยู่ในโลกเราจนค่ำ ในตอนกลางคืนเขาก็ต้องตายเพราะทนอากาศหนาวในโลกเราไม่ได้"

ดร.ดิเรกยิ้มให้ซุปเปอร์แมนแล้วกล่าวกับนิกร "บอกเขาอ้ายกร เวลาที่เหลืออยู่นี้ก่อนที่ยานอวกาศจะมารับเขา ขอให้เขาไปพักผ่อนที่บ้านเรา เรามีผู้หญิงสวยๆ ไว้ต้อนรับเขา"

นิกรขมวดคิ้วย่น "แกจะให้เมียๆ ของพวกเราบริการซุปเปอร์แมนยังงั้นหรือ ไม่เอานะโว้ย เป็นตายอย่างไรกันไม่ยอม" นายแพทย์หนุ่มยกมือเกาศรีษะอย่างโมโห "โกหกมันโว้ย หลอกให้มันไปบ้านเราจะได้ถ่ายรูปถ่ายหนังไว้ แหม-เซ่อจริงอ้ายนี่"

"อ๋อ โกหกเหรอ เรื่องโกหกกันถนัดมาก" แล้วนิกรก็หนมาเจรจาภาษาใบ้กับซุปเปอร์แมน พูดตอบโต้กันในราว ๑๐ นาที นิกรก็ลุกขึ้น "ไม่สำเร็จ หมอ อ้ายเวรนี่มันสมัครใจอยู่บ้านนี้ มันบอกว่ามันชอบใจพวกเรามาก แต่มันสมัครใจที่จะพักอยู่ที่นี่ เพราะอีก ๔ ชั่วโมงมันก็จะเหาะไปพบกับยานอวกาศที่มารับมันแล้ว"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ "อ้อนวอนมันหน่อยเถอะวะกร"

ล่ามหันมามองดูพลแล้วสั่นศรีษะ "ไม่สำเร็จ รู้สึกว่ามันติดอกติดใจบ้านนี้มาก"

ดร.ดิเรกมองดู ซุปเปอร์แมน ซึ่งกำลังนั่งกระดิกเท้าฮัมเพลงอย่างสบายใจ และทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที

"เราต้องเอาตัวซุปเปอร์แมนไปให้ได้ กันจะเอาไปกักขังไว้ที่บ้านเรา ไม่ยอมให้มันกลับไปโลกพระศุกร์ เพื่อประโยชน์ในวิชาดาราศาสตร์และการสร้างจรวดยาน ตลอดจนมนุษย์วิทยาเอาขังไว้ในห้องที่มีความเย็นขนาด ๒๐ เซ็นติเกรต หมอนี่ก็หมดฤทธิ์และคอยให้ความร้อนไว้อย่าให้มันตาย อาวุธวิเศษมันก็จะยึดเอาไว้ เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของกัน"

"แล้วกัน" พลอุทาน "ไหงคิดร้ายกับเขาล่ะเพื่อน"

"เปล่า เราจะกักตัวเขาไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น กันจะสร้างยานอวกาศพาเขาไปส่งโลกพระศุกร์ระห่างที่เขาอยู่ในความควบคุมของเรา เราจะเลี้ยงดูเขาอย่างดีที่สุด หาผู้หญิงสวยๆ แถวซอยกลางมาบริการเขาคืนละคน ไม่ให้รู้สึกว่าเขาเป็นนักโทษของเรา"

พลพยักหน้ารับทราบ "แล้วแกจะเอาตัวหมอนี่ไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ยอมไปกับเรา"

นายแพทย์หนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบแท่งยาดมอันหนึ่งออกมาส่งให้นิกร แล้วกล่าวว่า "แกพยายามล่อลวงให้ซุปเปอร์แมนดมยาสลบนี้ให้ได้กลิ่นของมันหอมชื่นใจที่สุด แต่เมื่อสูดดมเข้าไปเดี๋ยวเดียวซุปเปอร์แมนก็จะสิ้นสติ แล้วเราก็จะให้อ้ายหงวนอุ้มไปขึ้นรถพาไปบ้านเรา"

นิกรนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม อัศวินดาวพระศุกร์หันมายิ้มให้นิกรแล้วเจรจาภาษาใบ้กันอีก สักครู่นิกรก็ส่งยาสลบให้เป็นประดิษฐกรรมของ ดร.ดิเรก ซุปเปอร์แมน หมุนเกลียวออกยกขึ้นสูดดมทันที แล้วปิดฝาเกลียวส่งคืนให้นิกร พลางชมว่ายาดมโลกราหูหอมมาก ส่วนยาดมที่โลกพระศุกร์นั้นกลิ่นไม่หอมชื่นใจอย่างนี้เลย นิกรว่าต่อไป ถ้ามีเมล์อากาศระหว่างโลกราหูกับดาวพระศุกร์ ซุปเปอร์แมน รับรองว่าเขาจะให้ความช่วยเหลือเต็มที่

เวลาผ่านพ้นไปเพียงครู่เดียว มนุษย์อภินิหารก็เริ่มมีท่าทางสะลึมสะลือ กิมหงวนถือโอกาสย่องเข้าไปหลังซุปเปอร์แมน ค่อยๆ ดึงปืนวิเศษออกมาจากซองปืน โดยซุปเปอร์แมนไม่รู้สึกตัว แล้วย่องกลับมาส่งให้พลเก็บรักษาไว้ ซึ่งพลยัดใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงทันที

อย่างไรก็ตามซุปเปอร์แมนเป็นคนเฉลียวฉลาดมาก เมื่อเขารู้สึกตัวว่าอยู่ในสภาพมึนงง ก็รู้ทันทีว่ายาดมที่มีกลิ่นหอมนั้นคือยาสลบ เขาก้มลงมองดูอาวุธวิเศษประจำตัวของเขา เมื่อไม่เห็นปืนวิเศษเขาก็แสดงกิริยาโกรธแค้น พรวดพราดลุกขึ้นยืน พลกับนิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วรีบถอยออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้เสี่ยหงวนเผชิญหน้ากับซุปเปอร์แมนตามลำพัง

อัศวินดาวพระศุกร์ยกมือชี้หน้าซุปเปอร์แมนหงวนแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"อึดตะปือนัง ฮึกชะพึด"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"พูดภาษาไทยซีโว้ย"

ซุปเปอร์แมนโกรธจนตัวสั่น กระโจนเข้าบีบคอเสี่ยหงวนทันที แต่กิมหงวนของเราก็เป็นซุปเปอร์แมนเช่นเดียวกัน อาเสี่ยจึงต่อสู้กับมนุษย์ชาวโลกพระศุกร์อย่างดุเดือด เสียงตึงตังโครมครามลั่นห้อง เสี่ยหงวนชกด้วยศอกสั้น ถูกหน้าซุปเปอร์แมนผงะไป มนุษย์อภินิหารมีศิลปการต่อสู้แบบมวยปล้ำส่วนเสี่ยหงวนใช้ศิลปมวยไทย หมัดขวาของเสี่ยหงวนชกถูกหน้าซุปเปอร์แมนอย่างจัง ถ้าเป็นคนธรรดาก็ตายแล้ว แรงเหวี่ยงของน้ำหนักหมัดกิมหงวนเหมือนลูกตุ้มของปั้นจั่นยักษ์ ที่ตอกเสาเข็มคอนกรีตสร้างอาคารใหญ่ๆ ซุปเปอร์แมนของเราเซถลาออกไปนอกประตูและชนราวลูกระเบียงหน้าห้องหักสะบั้น ร่างของชาวโลกพระศุกร์ลอยละลิ่วหล่นลงไปข้างล่าง เสี่ยหงวนวิ่งตามออกมาแล้วกระโจนลงไปสู่พื้นดินอย่างอาจหาญ

สองซุปเปอร์แมนต่อสู้กันอย่างดุเดือด อัศวินดาวพระศุกร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเดินย่างสามขุมเข้ามาหา ขยับมือทั้งสองข้างในท่ามวยปล้ำ ซุปเปอร์แมนหงวนยกเท้าขวาเหวี่ยงไปเต็มเหนี่ยว ถูกใบหน้าซีกซ้ายของชาวโลกพระศุกร์อย่างจัง ซุปเปอร์แมนนอกพิภพล้มฮวบลงทันทีและนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติไป สมประดีไม่สามารถจะลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีก

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงเข้ามาห้อมล้อมกิมหงวนและแสดงความดีใจในชัยชนะของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตบบ่าอาเสี่ยเบาๆ

"แกแน่เหลือเกินอ้ายหงวน แกสามารถจะปราบซุปเปอร์แมนได้โดยไม่ลำบากอะไรนัก"

กิมหงวนนึกสนุกขึ้นมา ก็ก้มตัวลงจับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูขึ้นเหนือศรีษะของเขาแล้วหมุนไปรอบๆ ท่านเจ้าคุณดิ้นกระแด่วๆ อย่างน่าสงสาร พวกตำรวจและทหารหัวเราะชอบใจไปตามๆ กัน นิกรร้องบอกเสี่ยหงวนด้วยเสียงหัวเราะ

"ทุ่มไปบนหลังคาบ้านโน้นโว้ย อ้ายหงวน เอาเลย"

"อย่าเล่น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง "กลัวแล้ว พ่อหงวนจ๋า"

อาเสี่ยค่อยๆ วางเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบนพื้นดินตามเดิม ท่านเจ้าคุณถอนหายใจอย่างโล่งอก

"เล่นเป็นบ้าไปได้ เยี่ยวแทบราด"

"กลัวตายด้วยหรือครับ"

"กลัวซีวะ" เจ้าคุณพูดเสียงสั่น

ดร.ดิเรกเดินเข้ามาหาซุปเปอร์แมนหงวน

"อุ้มซุปเปอร์แมนไปขึ้นรถเราโว้ยหงวน รีบพามันไปบ้านเรา"

กิมหงวนก้มลงอุ้มอัศวินโลกพระศุกร์ โดยไม่ได้ออกแรงอะไรเลย เขาพาไปที่รถคาดิลแล็คเก๋ง สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามไปด้วย

ก่อน ๑๕.๐๐ น. วันนั้นเองวิทยุกระจายเสียงทุกสถานีก็ได้ประกาศคำแถลงการณ์ของรัฐบาลฉบับที่ ๕ ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายมีความสำคัญว่า ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์กับคณะได้สามารถจับกุมตัวซุปเปอร์แมนและนำไปควบคุมตัวไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" บางกะปิ จัดให้อยู่ในห้องที่มีอากาศเย็นทำให้ซุปเปอร์แมนหมดฤทธิ์หมดกำลัง

คณะรัฐมนตรี, บุคคลสำคัญในวงการรัฐบาล ผู้แทนหนังสือพิมพ์ และช่างภาพได้รุดไปยังบ้าน "พัชราภรณ์" เพื่อชมโฉมหน้าซุปเปอร์แมนผู้มาจากดาวพระศุกร์ ผู้ที่ได้เห็นซุปเปอร์แมนต่างรู้สึกตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน อัศวินดาวพระศุกร์นอนพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้นอนแบบเก้าอี้นวมภายในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์" ซี่งห้องนั้นมีเครื่องทำความเย็นสองเครื่อง และเครื่องทำไออุ่น ด้วยความเย็นของอุณหภูมิทำให้ซุปเปอร์แมนอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรงร่างของเขาสั่นสะท้านด้วยความหนาว

ที่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ประชาชนนับหมื่นได้หลั่งไหลมาจากทิศทางต่างๆ ทั่วทุกมุมเมืองเพื่อมาดูซุปเปอร์แมน แต่ตำรวจกับสารวัตรไม่ยอมให้เข้ามาในบ้าน ดร.ดิเรกได้ติดเครื่องเสียงไว้ที่ประตูบ้านประกาศให้ประชาชนได้ทราบว่า ขณะนี้ซุปเปอร์แมนกำลังได้รับความบอบช้ำจากการต่อสู้กับเสี่ยหงวนในแพร่งสรรพศาสตร์ ขอให้ประชาชนกลับไปก่อน พรุ่งนี้เช้าตั้งแต่ เวลา ๘.๐๐ น. เป็นต้นไปจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมซุปเปอร์แมนโดยไม่เก็บเงินค่าผ่านประตู เมื่อได้ทราบประกาศเช่นนี้ บรรดาไทยมุงทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความผิดหวัง

ในราว ๑๗.๐๐ น. เศษรัฐมนตรีบางท่านและนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่มาชมซุปเปอร์แมนได้กลับไปหมดแล้ว สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ได้พากันเข้ามาเยี่ยมจอมอัศวินแห่งดาวพระศุกร์ในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเจ้าแห้วนั่งเฝ้าอยู่ตลอดเวลาในฐานะเป็นพี่เลี้ยง

"รับประทานแย่แล้วครับ คุณหมอ" เจ้าแห้วรายงานให้นายแพทย์หนุ่มทราบ "ซุปเปอร์แมน ทำท่าเหมือนคนใกล้จะตายครับ รับประทานตัวสั่นเหมือนเป็นตะพั้น"

คุณหญิงวาดดุเจ้าแห้วทันที

"คนโว้ย ไม่ใช่ลูกเป็ด จะได้เป็นตะพั้น มันหนาวมันตัวมันก็สั่นน่ะซี โถน่าสงสาร ให้ผ้าห่มก็เหวี่ยงทิ้งไม่ยอมห่ม โลกพระศุกร์คงไม่มีผ้าห่มเป็นแน่"

ทุกคนพากันมองดูมนุษย์อภินิหารซึ่งนอนตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้นอน นายแพทย์หนุ่มเดินไปที่หน้าต่างผ่อนเครื่องทำความเย็นให้ลดลง ขณะนี้ปรอทประจำเครื่องปรับอากาศบอกให้รู้ว่าภายในนี้อุณหภูมิ ๒๔ องศาเซ็นติเกรด แต่อากาศภายนอก ๓๔ องศาเซ็นติเกรด ดร.ดิเรกเดินไปที่เครื่องทำความร้อน และเปิดไออุ่นให้ ดังนั้นเพียงครู่เดียวอากาศในห้องก็เปลี่ยนจากความเย็นเป็นความร้อน และค่อยๆ ทวีความร้อนขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งคณะพรรคสี่สหายและเมียๆ ของเขาบ่นพึมพำไปตามๆ กัน แต่อาการของซุปเปอร์แมนกระปี้กระเปร่าดีขึ้นทันที เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง และยิ้มออกมาได้ ความสดชื่นแข็งแรงบังเกิดขึ้นแก่เขาทีละน้อย เขามองดูทุกๆ คนแล้วยิ้มให้

"โถ" คุณหญิงอุทาน "ยิ้มออกแล้วพ่อคุณ ถึงแม้จะอยู่คนละโลก มันก็มนุษย์เหมือนกัน มีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกัน" แล้วท่านก็หันมาทางดิเรก "อาไม่เข้าใจเลย ที่เธอทรมานเขาด้วยการปล่อยเครื่องเย็นจนเขาทนแทบไม่ได้ เธอบอกอาว่าชาวโลกพระศุกร์เขาอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าโลกเรา อากาศและแสงอาทิตย์ที่โลกนั้นร้อนกว่าโลกเราหลายเท่า ทำไมเธอ ไม่ปรับอากาศในห้องสมุดให้ร้อนมากๆ เขาจะได้สบาย"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ถ้าเขาได้รับความร้อน เขาก็มีกำลังแข็งแรงเหมือนเดิม แล้วเขาก็จะหนีเราไปน่ะซีตรับ เพื่อประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ผมจำเป็นจะต้องกักตัวเขาไว้ก่อน และความเย็นเท่านั้นที่จะทำให้เขาอ่อนแอหมดกำลังวังชา"

"อาไม่เห็นด้วยเลย เราได้ความรู้หรือได้ประโยชน์จากความทุกข์ยาก หรือความเดือดร้อนจากคนอื่นน่ะ มันสมควรที่จะทำหรือดิเรก ลองคิดดูในด้านมุมกลับถ้าเธอเป็นซุปเปอร์แมน เธอจะรู้สึกอย่างไร"

"นักวิทยาศาสตร์จะมัวคำนึงถึงศีลธรรม หรือความเมตตาสงสารไม่ได้หรอกครับคุณอา"

คุณหญิงค้อนปะหลับปะเหลือก "ก็เพราะอย่างงั้นน่ะซี ถึงได้ปล่อยหมา, ปล่อยหนูและลิงออกไปนอกโลก แล้วมันก็ต้องเสียชีวิตไปตามกัน นี่ก็ได้ข่าวว่าเขาจะปล่อยช้างไปกับดาวเทียมในเร็วๆ นี้ไม่ใช่หรือ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก "หมูครับ ไม่ใช่ช้าง ถ้าปล่อยช้างขึ้นไปก็ต้องสร้างดาวเทียมให้ใหญ่โตมโหฬารมาก"

คุณหญิงว่า "ทำไมไม่เอาลูกเมียหรือปู่ย่าตายายคนคิดใส่ไปในจรวดหรือดาวเทียมล่ะ เฮ้อ เดี๋ยวนี้บาปกรรมเขาไม่คิดกันแล้ว ทำอะไรก็มุ่งเอาแต่ได้เอาแต่ประโยชน์ของตนอย่างฉันยังงี้ ยุงมันกัดยังปล่อยให้มันกินเลือดจนอิ่มไม่ยอมตีมัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น "อีกหน่อยคุณอาก็เป็นมาลาเรียตาย"

คุณหญิงหันมาทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"ตายก็ช่างกู"

"ก็ช่างน่ะซีตรับ ผมไม่ได้ตายด้วยนี่"

"มึงอย่ายั่วสิงห์โตนะอ้ายกร เออ-ประเดี๋ยวแม่ด่าแหลกเลย"

นันทายกมือจับหูซ้ายนิกรบิดเต็มแรงจนนิกรร้องลั่นห้องแล้วหล่อนก็ปล่อยมือออก เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง ซุปเปอร์แมนไม่รู้ว่าเขาพูดคุยอะไรกันก็พลอยหัวเราะกับเขาด้วย ดร.ดิเรกกล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกพูดภาษาใบ้กับเขาหน่อยซีกร ถามเขาซิว่าหิวหรือยัง"

นิกรส่งภาษาใบ้ทันที คุณหญิงวาดชอบใจหัวเราะลั่น ซุปเปอร์แมนสนทนาภาษาใบ้กับนิกรอย่างยิ้มแย้มแล้วนิกรก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"เขาบอกว่าเขาไม่หิวเลย เพราะอาหารสำเร็จที่เขากินมาจากยานอวกาศของเขานั้น จะอิ่มไปได้หนึ่งสัปดาห์ เขารู้สึกหนาวและอ่อนเพลียเท่านั้น เขาว่านี่ก็ใกล้เวลาที่ยานอวกาศจะมารับเขาที่จุดนับพบแล้ว เขาขอร้องให้ปล่อยเขาไปและรับรองว่า เดือนหน้าเขาจะมาโลกมนุษย์ และเขาจะมาเยี่ยมเราแน่นอน"

"โถ-น่าสงสาร" คุณหญิงวาดพูดเปรยๆ "ปล่อยเขาไปเถอะ เขาจะได้เดินทางกลับไปหาลูกเมียเขา"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศรีษะ

"โน-ปล่อยไม่ได้ครับคุณอา ผมเรียนคุณอาแล้วว่าผมจะกักตัวเขาไว้ เพื่อประโยชน์อันใหญ่ยิ่งในวิชาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผมจะคิดค้นยาฉีดชนิดหนึ่งเพื่อบังคับจิตใจเขาให้อยู่ในอำนาจผม แล้วผมจะพาเขาไปเที่ยวรอบโลก นำออกแสดงตามประเทศต่างๆ ใครๆ ก็ต้องตื่นเต้นอยากดูมนุษย์โลกพระศุกร์"

คุณหญิงวาดบ่นพึมพำ

"ทุกขโตทุกถานัง ก่อกรรมทำเข็ญเขาอย่างไร ผลกรรมก็จะตามมาสนองเธอเอง อยู่ดีๆ เอาเขามากักขังไว้แล้วยังจะฉีดยาบังคับจิตใจเขา เรื่องนี้อาไม่สนับสนุนแน่นอน" พูดจบคุณหญิงก็ชวนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินออกไปจากห้อง

สี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจับกลุ่มสนทนากันอยู่สักครู่ก็ออกไปจากห้องสมุด ก่อนจะออกไปจากห้อง นายแพทย์หนุ่มได้ปิดไออุ่นและเปิดเครื่องทำความเย็นต่อไป เมื่ออากาศในห้องเปลี่ยนเป็นเย็น ซุปเปอร์แมนก็เริ่มจะหนาวสะท้าน กำลังวังชาหมดไปทันที เขานอนคู้ตัวอยู่บนเก้าอี้นอนตัวนั้นแล้วก็นึกในใจว่าอีกครึ่งชั่วโมงยานอวกาศจะมารับเขาตามที่นัดหมายกันไว้

คุณหญิงคอยๆ เปิดประตูเข้ามาในห้องสมุดในเวลา ๑๗.๓๐ น. พอเข้ามาพ้นตัวท่านก็ปิดประตูตามเดิม เจ้าแห้วกำลังนั่งอ่านหนังสือวรรณคดีฝรั่งเศสเล่มหนึ่ง เขาตั้งอกตั้งใจอ่านทั้งๆ ที่เขาอ่านไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว

"อ้ายแห้ว" คุณหญิงร้องเรียกเบาๆ

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกรีบปิดหนังสือเล่มใหญ่แล้วลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหาคุณหญิง

"รบประทานมีธุระอะไรจะใช้ผมหรือครับ"

คุณหญิงวาดส่งธนบัตรใบละร้อยบาทให้กับเจ้าแห้วหนึ่งฉบับ

"แกไปประตูน้ำให้ข้าหน่อยเถอะวะ ไปหาซื้อผลไม้ดีๆ มาสักสามสี่อย่าง ข้าจะให้ซุปเปอร์แมนกิน รีบขึ้นแท็กซี่ไปมานะ ไปเถอะข้าจะนั่งเฝ้าซุปเปอร์แมนให้เอง"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วเดินออกไปจากห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์" คุณหญิงวาดถอนหายใจหนักๆ ทำหน้าเลิกลั่กมองซ้ายมองขวา แล้วก็มองซุปเปอร์แมนด้วยความเมตตาสงสาร

"โถ-อากาศเย็นขนาดในโรงหนังเท่านั้น ความจริงพวกข้าก็เพียงแต่รู้สึกเย็นสบาย แต่แกงอก่องอขิงทนไม่ไหว ฉันสงสารแกเหลือเกิน มนุษยธรรมของฉันทำให้ฉันดูดายต่อไปไม่ได้ แกก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับฉัน ชาวโลกพระศุกร์ก็มีหัวใจเหมือนกับฉัน จะปล่อยให้เขากักขังแกทรมานแกไม่ได้หรอก ฉันจำเป็นต้องช่วยให้แกได้รับอิสรภาพได้กลับไปโลกของแก"

ซุปเปอร์แมน เป็นคนฉลาดขนาดแม่ทัพ เขาฟังภาษาไทยหรือภาษาของโลกมนุษย์ไม่ออก แต่เขาก็พอจะรู้ว่าคุณหญิงวาดกำลังจะช่วยเหลือเขา มนุษย์อภินิหารค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งและประนมมือไหว้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานด้วยความดีใจ "รู้จักไหว้ด้วยพ่อคุณ ฮิ ฮิ น่ารักเหลือเกิน เอ็งชื่ออะไรวะ อ้ายหนู"

"หนู..." ซุปเปอร์แมน ทวนคำ

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง "ชื่อหนูเรอะ เอ๊ะ-เอ็งพูดไทยได้เหมือนกันนี่หว่า ข้าจะช่วยปล่อยเอ็งกลับไปโลกพระศุกร์ แล้วจดหมายมาถึงข้าบ้างนา"

ซุปเปอร์แมน พยักหน้าหงึกๆ คุณหญิงวาดวิ่งเหยาะๆ ไปที่เครื่องทำความเย็นยกมือปิดสวิทช์เครื่องทันที แล้วท่านก้เปิดเครื่องทำความร้อน ซึ่งการใช้เครื่องทำความเย็นหรือทำความร้อนนี้ไม่ยากอะไรเลย คุณหญิงวาดปล่อยความร้อนจนถึงขีดสุด เสียงเครื่องทำไฟฟ้าครางกระหึ่ม พัดลงในเครื่องเป่าไอระเหยของความร้อนค่อยๆ กระจายไปทั่วห้อง ปรอทวัดอุณหภูมิสูงขึ้นทีละน้อย ซุปเปอร์แมน สดชื่นขึ้นตามลำดับเมื่ออากาศในห้องสมุดเท่ากับอากาศภายนอก ซุปเปอร์แมนลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหาคุณหญิงวาด

สายตาของเขาที่มองดูคุณหญิงนั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจและขอบคุณอย่างสูง ความร้อนช่วยให้กำลังอันมหาศาลและอิทธิฤทธิ์ของเขาเกิดขึ้นตามเดิม เขามีเวลาพอที่จะเหาะไปพบกับยานอวกาศที่จุดนัดพบ

ซุปเปอร์แมน ยกมือไหว้คุณหญิงวาดอีกครั้งแล้วกล่าวคำอำลาเป็นภาษาของเขา ซึ่งคุณหญิงวาดยังจดจำได้จนทุกวันนี้

"ฮึ๊ดซึ่ ฮือซึ่"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ไปเถอะลูก แล้วอย่าย้อนกลับมาให้เขาจับอีกล่ะ ดิเรกน่ะมันเก่งผิดมนุษย์ โน่น-เปิดหน้าต่างออก แล้วเหาะไปเหาะไปไหวไหมล่ะ ถ้าเหาะไม่ขึ้นมันก็เป็นกรรมของเอ็ง ข้าช่วยอะไรเอ็งไม่ได้อีกแล้ว"

ทันใดนั้นเองประตูห้องสมุดก็เปิดออกเต็มแรง ดร.ดิเรกถลันเข้าในห้องอย่างร้อนรนเขารีบเข้ามาในห้องนี้ เพราะสาวใช้คนหนึ่งบอกเขาว่าเจ้าแห้วออกไปนอกบ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อดิเรกกระทบความร้อนของอากาศในห้องเขาก็รู้ว่าคุณหญิงวาดมีเจตนาช่วยเหลือซุปเปอร์แมนให้หนีไป นายแพทย์หนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนออกมาแล้วร้องลั่น

"เฮ้-ซุปเปอร์แมน อย่าหนีนะ"

ซุปเปอร์แมน ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่มแล้วหมุนตัวกลับเขาวิ่งหนีไปที่หน้าต่างห้อง แล้วพุ่งตัวชนหน้าต่างกระจกฝ้าแตกละเอียดเสียงดังเพล้ง ดร.ดิเรกโกรธคุณหญิงวาดจนหน้าเขียว

"คุณอาช่วยเหลือมันใช่ไหมครับ"

คุณหญิงวาดยอมรับอย่างลูกผู้หญิง

"เออ-ทำไมวะ แกจะยิงฉันเรอะ หนอยแน่ะ อ้ายคนใจร้าย คนเหมือนกันกับเขาเอามาหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพทนทุกข์ทรมาน นึกถึงอกเขาอกเราบ้างซีโว้ย"

ดร.ดิเรกหมุนตัวกลับไป เขาวิ่งไปจากห้องสมุด คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างร้องตะโกนบอกกันเมื่อเห็นซุปเปอร์แมนวิ่งไปทางหน้าตึก พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันอยู่ที่เฉลียงหน้าตึก รีบลุกขึ้นวิ่งผ่านห้องโถงออกมาทางหน้าตึก ทุกคนแลเห็นซุปเปอร์แมนยืนเด่นอยู่กลางสนามและกำลังโบกมืออำลาคณะพรรคสี่สหาย สี่นางกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยืนเบียดเสียดมองดูอยู่ที่หน้ามุขชั้นบนของตัวตึก คุณหญิงวาดหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องสมุดไม่กล้าออกมา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับกิมหงวนอย่างระล่ำระลัก

"เร็ว-ไปจับมันให้ได้ อ้ายหงวน"

อาเสี่ยทำคอย่น

"จับกะผีอะไรล่ะครับ ฤทธิ์ยามหากำลังเสื่อมเมื่อตอน ๔ โมงเย็นนี่เอง ขืนเข้าไปจับมัน ผมก็ตายเท่านั้น

พลหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ทำไมมันถึงหนีออกมาได้หมอ"

ดร.ดิเรกขบกรามกรอด

"ทำไมล่ะ คุณอาหญิงช่วยมันน่ะซี หลอกให้อ้ายแห้วออกไปนอกบ้านแล้วปิดเครื่องทำความเย็น เปิดไออุ่นปรับอากาศให้เท่ากับภายนอกมันก็มีเรี่ยวแรง กันเข้าไปในห้องแลเห็นมันยืนคุยอยู่กับท่าน แล้วมันก็พุ่งตัวชนกระจกหน้าต่างห้องสมุดออกไป"

นิกรกวักมือร้องตะโกนเรียกซุปเปอร์แมน

"เฮ้-กลับมาก่อนโว้ย คืนนี้กันจะพาแกไปเที่ยวซ่องเจ๊หนอม"

ซุปเปอร์แมน หัวเราะลั่น เขากระโดดโลดเต้นร้อง "ยิปปี้" สองสามครั้งแล้วเหาะขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็วท่ามกลางความตื่นตะลึงของคณะพรรคสี่สหายและคนในบ้าน "พัชราภรณ์" บรรดาประชาชนชาวบางกะปิต่างแลเห็นซุปเปอร์แมนเหาะอยู่ในอากาศอีกครั้งหนึ่ง ผู้คนแตกตื่นชะเง้อคอมองดูมนุษย์อภินิหาร ดร.ดิเรกเสียใจเหลือที่จะกล่าว

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ชาวพระนครและธนบุรีก็แลเห็นยานอวกาศของชาวโลกพระศุกร์ลำหนึ่งบินผ่านมาในระยะสูงประมาณ ๓, ๐๐๐ เมตร มันบินเร็วประมาณ ๑, ๕๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ก็เร็วกว่าเครื่องบินไอพ่นประจัญบานที่บินเร็วกว่าเสียง เร็วกว่าซุปเปอร์เซเบ้อร์หรือมิค รูปร่างของมันคล้ายตอร์ปิโดร์ ลำตัวสีบรอนเงินต้องแสงแดดวาววับ เมื่อมันบินผ่านไปสักครู่เสียงเครื่องยนต์ของในจึงดังขึ้นเฟี้ยวฟ้าวแสบแก้วหู จนกระทั่งพื้นดินสั่นสะเทือน

ยานอวกาศบินลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันออก แต่แล้วสักครู่หนึ่งก็หวนกลับมาอีก คราวนี้มันบินช้ามาก ความเร็ว ๑๐๐ ไมล์เศษและบินในระยะสูงประมาณพันเมตร มันไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ของมันมันเคลื่อนไปได้ด้วยกำลังแก๊สชนิดหนึ่ง จึงเงียบเสียง

ประชาชนหลายหมื่นคนต่างแลเห็นซุปเปอร์แมนหรือมนุษย์อภินิหารเหาะเข้าไปหายานอวกาศเครื่องนั้น ซึ่งเป็นภาพที่ตื่นเต้นอย่างยิ่ง ประตูด้านขวาของยานอวกาศเปิดออกแล้ว ซุปเปอร์แมนขุนศึกแห่งดาวพระศุกร์เหาะผ่านประตูหายเข้าไปในยานอวกาศ หลังจากนั้นช่องประตูก็ค่อยๆ เลื่อนปิดตามเดิม

เสียงเครื่องยนต์ของยานฟ้าครางกระหื่มลั่นกระเบื้องหลังคาบ้าน กระจกประตูหน้าต่างตามบ้านเรือนต่างๆ หลายตำบลแตกร้าว ยานอวกาศแล่นบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศเหนือและสูงขึ้นทุกที ความเร็วทวีขึ้นตามลำดับ ประชาชนทั่วเมืองแตกตื่นไปตามกัน

ในชั่วโมงนั้นเองข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่ว ซุปเปอร์แมน ชาวโลกพระศุกร์ที่ ดร.ดิเรกและคณะจับกุมตัวไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ได้หลบหนีไปแล้ว ในวงการนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ต่างพากันเสียดายไปตามกัน ท่านผู้ใหญ่หลายคนได้โทรศัพท์มาไต่ถามนายแพทย์หนุ่มถึงการหลบหนีของซุปเปอร์แมน ดร.ดิเรกไม่กล้าบอกความจริง จึงโกหกว่าซุปเปอร์แมนหลบหนีไปได้เพราะเขาให้อุณหภูมิความร้อนมากเกินไป จึงทำให้มนุษย์อภินิหารมีพละกำลังพังหน้าต่างหนีไปได้

ดร.ดิเรกเชื่อว่าอีกนานนักกว่าชาวโลกพระศุกร์จะเดินทางมาเยี่ยมโลกเราอีก เพราะจะต้องคิดแก้ไขในเรื่องการต่อต้านกับสภาพของดินฟ้าอากาศในโลกเราให้ได้เสียก่อน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ดร.ดิเรกตั้งใจจะเสนอโครงการสร้างยานอวกาศของเขาต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อของบประมาณ ถ้าได้รับอนุมัติเงินสักสองพันล้าน เขาก็จะสร้างยานอวกาศเดินทางไปดาวพระศุกร์ให้จงได้.

จบบริบูรณ์