พล นิกร กิมหงวน 103 : แสงมหาพินาศ

เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบิน ดังกึกก้องเหนือน่านฟ้าแห่งนครหลวง ประชาชนชาวพระนครต่างพากันแหงนหน้ามองดูด้วยความแปลกใจ มันเป็นเวลาที่อากาศแจ่มใส จึงแลเห็นฝูงเครื่องบินเหล่านี้อย่างถนัด

ตามปกติเราเคยเห็นเครื่องบินกันอยู่ แทบไม่เว้นวัน แต่ฝูงเครื่องบินสามฝูงที่กำลังบินอยู่เหนือกรุงเทพฯ ในระยะต่ำ เป็นเครื่องบินขนาดยักษ์ หกเครื่องยนต์ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย รูปลักษณะของมันคล้ายกับป้อมบิน บี.๒๙ ของกองทัพอากาศอเมริกา แต่ไม่มีเครื่องหมายแสดงสัญชาติที่ปีก และเสียงของมันดังมาก จนกระทั่งพื้นแผ่นดินสั่นสะเทือนไปหมด

สงครามเกิดขึ้นแล้วหรือ ฝูงป้อมบินยักษ์เหล่านี้เป็นเครื่องบินของข้าศึกกระมัง

ชาวพระนครและธนบุรีต่างพากันแตกตื่นมองดูฝูงเครื่องบินยักษ์ซึ่งเกาะหมู่บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ แต่แล้วสักครู่หนึ่งก็บินกลับมาอีก คราวนี้บินในระยะต่ำมาก ในราว ๒๐๐ เมตรเท่านั้น เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามจนแสบแก้วหู และแล้ว....ฝูงเครื่องบินเหล่านี้ก็บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศใต้

ฝูงป้อมบินยักษ์ที่ไม่ปรากฏสัญชาติ ได้บินไปมาเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ ในระยะต่างๆ กัน บางทีก็บินต่ำมาก บางทีก็บินสูงลิบ ตั้งแต่ ๑๑.๐๐ น. จนกระทั่ง ๑๓.๐๐ น. ฝูงเครื่องบินเหล่านี้ยังคงบินวนเวียนไปมา

ที่บ้าน 'พัชราภรณ์'

คณะพรรคสี่สหายนั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถง พร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม และเมียๆ ของเขา ต่างกำลังวิจารณ์กันถึงเรื่องเครื่องบินยักษ์เหล่านี้ซึ่ง ดร.ดิเรก ยืนยันว่าไม่ใช่เครื่องบินของกองทัพอากาศอเมริกาแน่นอน และไม่อาจจะทราบได้ว่าเป็นเครื่องบินของชาติใด นายแพทย์หนุ่มได้ใช้กล้องส่องทางไกลมองดูฝูงเครื่องบินเหล่านี้อย่างพิจารณาแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายบอกสัญชาติติดอยู่ใต้ปีกของมัน และฝูงเครื่องบินเหล่านี้ได้สร้างเลียนแบบป้อมบินอเมริกา แต่มีหกเครื่องยนต์ บินเร็วกว่าป้อมบินอเมริกา นายแพทย์หนุ่มคิดคำนวณแล้ว ประมาณว่าป้อมบินยักษ์ที่ไม่ปรากฏสัญชาตินี้บินได้เร็วถึงชั่วโมงละ ๖๐๐ ไมล์

คุณหญิงวาดเริ่มอกสั่นขวัญแขวนหมดความสุข ตามปกติท่านกลัวตายมาก โดยเฉพาะภัยทางอากาศคือลูกระเบิดที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบิน คุณหญิงวาดกลัวที่สุด คณะพรรคสี่สหายจำได้ดี เมื่อสงครามอาเซียบูรพาที่แล้วมา ทุกครั้งที่หวอครวญครางขึ้น คุณหญิงวาดจะต้องตระหนกตกใจถึงกับเป็นลม และถ้าหากว่าไม่เป็นลม ท่านก็กะป้ำกะเป๋อ หมดสติหยิบอะไรไม่ถูก

นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับพ่อตาของเขาอย่างเป็นการเป็นงาน

"ผมเชื่อว่าสถานะการณ์ของประเทศไทยเรา ยังไม่ปลอดภัยเสียแล้วละครับ เครื่องบินเหล่านี้ต้องเป็นเครื่องบินของประเทศมหาอำนาจที่เป็นศัตรูของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีข้าศึกอาจจะส่งฝูงเครื่องบินมาบินเหนือกรุงเทพฯ เพื่อเป็นการทดลองบินทางไกลก็ได้ และบางทีป้อมบินยักษ์เหล่านี้ อาจจะไม่มีคนขับหรือเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบิน"

คุณหญิงวาดหน้าจ๋อย

"ไม่มีนักบินขับมันจะบินได้อย่างไรคะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"บินได้ซีครับคุณหญิง สมัยนี้วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปไกล เครื่องบินเหล่านี้อาจจะบังคับด้วยกระแสวิทยุให้บินไปไหนต่อไหนได้ และสามารถปฏิบัติการรบได้เหมือนกับมีนักบิน และเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบิน"

คุณหญิงวาดหน้าซีดเผือด หันมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ซึ่งนั่งอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา

"อพยพหรือเจ้าคุณ"

"ไปไหน" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามเสียงยานคาง

"ก็ไปให้พ้นกรุงเทพฯ น่ะซีคะ ไปอยู่ตามชนบทที่ไม่มีจุดยุทธศาสตร์ รีบเก็บข้าวเก็บของออกเดินทางกันเถอะค่ะ ขึ้นรถยนต์ของเราบึ่งไปหาพี่เชยที่นครสวรรค์ ยังดีกว่าที่เราจะอยู่เสี่ยงภัยในกรุงเทพฯ เช่นนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณอาขืนไปอยู่ที่โกรกพระที่บ้านลุงเชย เป็นเจอลูกระเบิดแน่นอน"

คุณหญิงวาดหันขวับมาทางหลานชายของท่าน

"หา? ที่นั่นมีอะไรเป็นจุดยุทธศาสตร์ยังงั้นหรือ"

"ก็กองฟืนของลุงเชยอย่างไรล่ะครับ คุณลุงเอาฟืนกองไว้ที่ท่าน้ำริมแม่น้ำมากมายกายกอง ราวกับภูเขา ฟืนเหล่านี้เป็นกำลังของกองทัพ ใช้หุงข้าวก็ได้ ใช้แพ่นกะบานข้าศึกยังได้ นักบินข้าศึกมันเห็นเข้า มันต้องทิ้งบอมบ์ตัดกำลังทันที"

"ว้า...." คุณหญิงคราง "แล้วข้าจะอพยพไปอยู่ที่ไหนล่ะ โอ๊ย-เสียงเครื่องบินกระหึ่มมาอีกแล้ว"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"คุณแม่อย่าตื่นเต้นตกใจไปเลยครับ สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเขาต้องการรบ และไม่ใช่เราเท่านั้นที่จะได้รับความเดือดร้อนจากภัยสงคราม มันก็ด้วยกันทั้งชาติ เครื่องบินเหล่านี้จะเป็นของชาติใดก็ตาม แต่ผมเชื่อว่ามันคงไม่ทิ้งลูกระเบิดลงมาหรอกครับ ถ้าทิ้งมันก็ทิ้งแล้ว ไม่มาวนเวียนให้เสียเวลาอย่างนี้หรอกครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"เออ-พูดให้กำลังใจแม่อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย"

เสี่ยหงวนกล่าวกับนิกรด้วยเสียงหนักๆ

"กันว่าที่มันยังไม่ทิ้งระเบิดลงมา มันอาจจะรอคอยฝูงเครื่องบินอีกหลายพันที่จะเดินทางมาสมทบกันที่นี่ เมื่อมาถึงพร้อมกันแล้ว มันจะต้องปล่อยลูกระเบิดลงมาราวกับห่าฝน คอยดูเถอะ เป็นตายยับกันทีเดียว เลือดจะท่วมหลังช้างในคราวนี้ พี่น้องชาวไทยของเราจะต้องเป็นเหยื่อลูกระเบิดเพลิง, ลูกระเบิดทำลาย, ลูกระเบิดสังหาร และลูกระเบิดปรมาณู คงหัวขาดตีนขาดขาขาดคอขาดไปตามกัน พูดแล้วใจไม่ดีเลยโว้ย"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ มองดูอาเสี่ยอย่างโมโห

"แกอย่าพูดทำลายขวัญอาอย่างนี้หน่อยเลยวะ เจ้าหงวน รู้แล้วว่าอ้ายเรายิ่งกลัวอยู่"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"กลัวทำไมครับ ความตายใครจะหลีกเลี่ยงพ้น วันนี้พวกเราอย่าออกจากบ้านไปไหนเป็นอันขาด เราจะได้ตายพร้อมๆ กันอย่างสง่าผ่าเผย และภาคภูมิที่เราเกิดมาไม่เสียชาติเกิด เวลาตายก็ให้สัปเหร่อลำบากต้องเที่ยวเก็บแขนขาหรือคอของเรา"

คุณหญิงวาดตวาดลั่น

"อย่าพูดโว้ยใจไม่ดี"

การสนทนาหยุดชะงักลงเพียงชั่วขณะ ฝูงป้อมบินยักษ์บินผ่านบ้าน 'พัชราภรณ์' ไปในระยะต่ำมาก จนกระทั่งตัวตึกสั่นสะเทือน คุณหญิงวาดหลับตาประณมมือว่าคาถาพึมพำเบาๆ ในลำคอ พอเครื่องบินผ่านพ้นไปท่านก็ถอนหายใจโล่งอก ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วซึ่งออกไปสังเกตการณ์หน้าถนนใหญ่ ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' ขึ้นบันไดตรงเข้ามาห้องโถงอย่างร้อนลน

"รับประทานรบกันแล้วครับ โอ-สงคราม...สงครามเกิดขึ้นแล้ว สงครามย่อมหมายถึงความพินาศ รับประทานบัดนี้อสูรสงครามได้ยืนหยัดอยู่เหนือราชอาณาจักรไทยแล้ว"

พลจุ๊ยปากด้วยความหมั่นไส้เจ้าแห้ว

"โธ่-เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง แกพยายามพูดภาษาไทยอย่างที่คนเขาพูดกันเถอะวะ อสูรสงครามน่ะหน้าตามันเป็นอย่างไร บอกข้าซิ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน ผมพูดแบบนักประพันธ์ผู้มีจินตนาการอันสดใสขอรับ รับประทานขณะนี้ที่หน้าบ้านเรามีทหารเรียงรายเต็มไปหมด รับประทานนายทหารบอกว่าเราถูกรุกรานแล้ว"

คุณหญิงวาดใจหายวาบ พูดกับเจ้าคุณของท่านทันที

"เร็ว-อพยพเถอะค่ะเจ้าคุณ ดิฉันว่าแล้วไหมล่ะ อ้ายเรือบินที่บินอยู่นี่น่ะต้องเป็นเรือบินข้าศึก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โบกมือแล้วกล่าวถามเจ้าแห้วต่อไป

"ทหารเขามารักษาการณ์ยังงั้นหรือ"

"รับประทานไม่ได้มารักษาการณ์หรอกขอรับ รับประทานขนปืนกลลงมาตั้งริมถนน แล้วกระจายกำลังกันหมอบอยู่ตามที่กำบังต่างๆ รับประทานผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีเข้าบ้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น ตะแคงหูฟังเสียงเครื่องยนต์แล้วท่านก็พูดขึ้นเปรยๆ

"รถถังมาแล้ว น่ากลัวว่าประเทศไทยเราคงถูกบุก เหมือนครั้งที่ญี่ปุ่นรุกรานเรา เอ-ไม่ได้การเสียแล้วเจ้าคุณ รีบเตรียมตัวอพยพกันเถอะ ถ้าอย่างไรเราก็หนีลงทางใต้ซึ่งปลอดภัยกว่าทางอื่น"

ดร.ดิเรก ผลุดลุกขึ้นเดินไปที่เครื่องรับวิทยุขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตู้สูงแค่หน้าอก มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงพร้อม เครื่องรับวิทยุ ๑๑ หลอดเครื่องนี้นายแพทย์หนุ่มได้ประกอบขึ้นเอง และจ้างช่างไม้ชาวเซี่ยงไฮ้ต่อตู้พ่นแล็คเกอร์สวยงามมาก นายแพทย์หนุ่มจัดแจงรับวิทยุสถานีกรมประชาสัมพันธ์ทันที เพราะตรงกับเวลาส่งกระจายเสียง

ครั้นแล้ว ทุกคนก็ได้ยินเสียงโฆษกประจำสถานีวิทยุ ประกาศแถลงการณ์ด้วยเสียงกังวานหนักแน่น ทำให้คณะพรรคสี่สหายตื่นเต้นไปตามกัน

พี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย พี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย บัดนี้ประเทศไทยที่รักของเราถูกประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งรุกรานเราแล้ว ข้าศึกได้ส่งฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้ามาวนเวียนเหนือจังหวัดพระนคร และจังหวัดใกล้เคียงประมาณห้าสิบเครื่อง ขณะนี้ข้าศึกจำนวนหนึ่งได้ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ตำรวจของเราได้ทำการต้านทานอย่างทรหด และกำลังส่วนใหญ่ของพรรคนาวิกโยธินที่สัตตหีบ ได้เดินทางไปปะทะกับข้าศึกแล้ว ขณะนี้ฝูงบินนาวีกำลังโจมตีกองทหารข้าศึกอย่างดุเดือด ขอให้พี่น้องชาวไทย และชนต่างด้าวทั้งหลาย เตรียมตัวอพยพออกจากจังหวัดพระนครได้แล้ว และเตรียมให้ฟังคำสั่งของทางการจากวิทยุกระจายเสียง ของสถานีกรมประชาสัมพันธ์ สถานี ๑ ปณ. สถานีสื่อสารทหารบก สถานีกรมการรักษาดินแดน และสถานีพิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งสถานีวิทยุเหล่านี้จะเปิดการส่งกระจายเสียงตลอดเวลา ขอให้พี่น้องทั้งหลายอย่าได้ตื่นตกใจจนเกินควร และโปรดอย่าออกจากเคหะสถานของท่านในเวลานี้ เพราะฝูงเครื่องบินประจัญบานของกองทัพอากาศเราได้เริ่มปฏิบัติงานป้องกันประเทศชาติแล้ว ทหารบก, ทหารเรือ, ทหารอากาศและตำรวจทุกคนพร้อมแล้วที่จะร่วมมือร่วมใจกัน ต่อต้านราชศัตรูจนวินาทีสุดท้าย

จบคำแถลงการณ์ เสียงแผ่นเสียงในทำนองเพลง 'สยามานุสติ' ในจังหวะมาร์ชก็กังวานขึ้นทันที นิกรพรวดพราดลุกขึ้นยืน กิริยาท่าทางของเขาคึกคักเข้มแข็ง ใบหน้าเหี้ยมเกรียม นัยน์ตาขวางและกรอกไปมา เขายกกำปั้นทั้งสองทุบหน้าอกตัวเองสามสี่ทีแล้วร้องตะโกนลั่น

"ไทย.... คนไทยทั้งชาติยอมตายด้วยอิสรภาพดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อิสรภาพ ไทยทุกคนจะสู้ตายในคราวนี้ ไทยๆๆๆ จะใหญ่ ไชโย ฮิ้ว"

ดร.ดิเรก ร้องเพลงมาร์ชสยามานุสติแข่งกับวิทยุทันที เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วก็พลอยร้องตามไปด้วย

ใครรานใครรุกด้าว แดนไทย

ไทยรบจนสุดใจ ขาดดิ้น

เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล ยอมสละ สิ้นแล

เสียชีพไป่เสียสิ้น ชื่อก้องเกียรติงาม

หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤๅ

เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้นสกุลไทย

แล้วนิกรกับกิมหงวนก็เดินเคียงคู่กัน ตบเท้าพึบๆ แบบทหารวนเวียนไปมารอบห้องโถง สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

"เฮ้ย-อะไรกันวะหา"

สองสหายหยุดชะงัก แล้วเสี่ยหงวนก็พูดกับท่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ปลุกใจเสือป่านิดหน่อยครับ ผมขอลาพวกเราทุกคนไปก่อน ถ้าชีวิตยังอยู่ก็คงจะได้กลับมาพบกันอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูอาเสี่ยอย่างแปลกใจ

"แกจะไปอาสารบกับข้าศึกยังงั้นหรือ"

"เปล่าครับ"

"แล้วแกจะไปไหนวะ"

"ผมจะรีบไปกว้านซื้อโซดาร์ไฟ, สบู่, ตะปู, ยารักษาโรคแล้วก็บุหรี่ไม่ขีดไฟ เอามาตุนไว้ขายเอากำไรครับ สงครามย่อมหมายถึงความร่ำรวยอย่างมหาศาลของผม รบกันผมก็เซ็งลี้เรื่อยไป"

ดร.ดิเรก ถอนหายใจหนักๆ

"คัมมอน มานั่งนี่เถอะยู ไอหมั่นไส้ยูเต็มทนแล้ว"

เสี่ยหงวนกับนิกรเดินมานั่งบนเก้าอี้นวมตามเดิม โฆษกของสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้พูดแถลงการณ์อีก เหมือนอย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ คณะพรรคสี่สหายต่างปรึกษาหารือกันเป็นการเป็นงาน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วยที่จะอพยพลงไปทางใต้ ซึ่งปลอดภัยดีกว่าทางเหนือหรือทางตะวันออก

เสียงครางกระหึ่มของเครื่องบินยักษ์ดังแว่วขึ้นอีกแล้ว และใกล้เข้ามาตามลำดับ คณะพรรคสี่สหายต่างลุกขึ้นพากันวิ่งเหยาะๆ ออกไปจากห้องโถง ลงมายืนริมถนนหน้าตึกแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วทุกคนก็แลเห็นฝูงป้อมบินยักษ์หกเครื่องยนต์ฝูงละ ๙ เครื่อง รวม ๘ ฝูงกำลังบ่ายโฉมหน้าตรงเข้ามาในระยะสูงไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ เมตร

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฝูงเครื่องบินประจันบานของกองทัพอากาศไทยประมาณ ๑๐ ฝูง ได้บินมาจากทิศต่างๆ ในระยะสูงมาก และปรี่เข้าใส่ฝูงบินทิ้งระเบิดหกเครื่องยนต์ของข้าศึก ที่ไม่ปรากฏสัญชาติทันที

สงครามเวหาซึ่งไม่ได้ประกาศเป็นทางการ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว 'หมีแมว' ของกองทัพอากาศซึ่งขับโดยนักบินไทยผู้รักชาติต่างแปรขบวนออกจากกัน แล้วเข้าประจัญบานเครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึกที่ไม่ปรากฏสัญชาติ เสียงปืนกลอากาศดังกึกก้องเหนือน่านฟ้า ฝูงบินประจัญบานของกองทัพอากาศได้สกัดกั้น และพ่นกระสุนปืนกลอากาศไปยังเครื่องบินข้าศึกเหล่านั้น ซึ่งกำลังบินเกาะหมู่บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันออกด้วยความเร็วสูง

ไม่ปรากฏว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึกได้ใช้ปืนกลยิงโต้ตอบ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องบินหกเครื่องยนต์เหล่านี้ราวกับเครื่องบินปีศาจ นักบินไทยได้ระดมยิงถูกมันอย่างจังๆ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความชำรุดเสียหาย

เสืออากาศของเราคนหนึ่ง ตัดสินใจเด็ดขาดนำแบร์แคทของเขาพุ่งเข้าชนเครื่องบินทิ้งระเบิดเครื่องหนึ่งแบบประสานงา

"โครม"

ท่ามกลางความตกตลึงพรึงเพริดของประชาชนชาวพระนครและธนบุรี ซึ่งกำลังแหงนหน้ามองดูการสู้รบ ทุกคนใจหายวาบเมื่อได้ประสบเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นหวาดเสียวเช่นนี้

'หมีแมว' แหลกละเอียดปีกหางและลำตัวหลุดกระเด็นออกไปเป็นท่อนๆ ส่วนเครื่องบินยักษ์เครื่องนั้นได้รับความเสียหายพังยับเช่นเดียวกัน เครื่องยนต์ทั้งหกเครื่องหยุดทำงานแล้ว เจ้ายักษ์ใหญ่ร่องลงมาสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว

ฝูงเครื่องบินประจัญบานของกองทัพอากาศ ไล่ติดตามระดมยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึกออกไปจนพ้นเขตพระนคร ทันใดนั้นฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดบางฝูงก็ย้อนกลับมาอีก

ป.ต.อ. ภาคพื้นดินเริ่มส่งกระสุนเหล็กขึ้นไปบนอากาศ เสียงคำรามของ ป.ต.อ. ดังสนั่นหวั่นไหว แต่แล้ว ป.ต.อ. เหล่านั้นก็ต้องหยุดยิงเมื่อฝูงเครื่องบินขับไล่ของเราดาหน้ากันเข้ารับมือข้าศึก

บรรดานักบินไทยแปลกใจไปตามกัน ที่นักบินข้าศึกไม่ได้ยิงโต้ตอบเลย ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันออกหมดแล้ว และไม่ได้ย้อนกลับมาอีก

พระนครและธนบุรี เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน ประชาชนเริ่มอพยพหลบหนีภัยอย่างโกลาหล รถยนต์ทหารวิ่งขวักไขว่ไปมาอยู่ตลอดเวลา ทหารและตำรวจเข้ารักษาการณ์ตามจุดยุทธศาสตร์ทุกแห่ง และตามสี่แยกต่างๆ รถถังแบบใหม่ของเราตั้งจังก้า

เย็นวันนั้นเอง ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่ว นักบินไทยผู้กล้าหาญ ซึ่งนำเครื่องบินของตนเข้าชนกับป้อมบินยักษ์ของข้าศึกนั้นคือ เรืออากาศเอก สำราญ สรกิจ เขาจบชีวิตของเขาอย่างสมเกียรติของชายชาติทหาร ป้อมบินยักษ์หกเครื่องยนต์เครื่องนั้น ตกลงลงมาในบริเวณที่ว่างเปล่าของคหบดีคนหนึ่งทางพญาไท เครื่องบินพังยับ เจ้าหน้าที่ทหารได้ช่วยกันตรวจค้นเครื่องบินยักษ์เครื่องนั้น แต่ไม่ได้พบศพนักบินและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินแม้แต่ศพเดียว

จากคำแถลงการณ์ของรัฐบาล โดยสถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์มีข้อความว่า ประเทศไทยถูกข้าศึกที่ไม่ปรากฏสัญชาติรุกราน เพื่อเป็นการหยั่งกำลังรบของเรา ป้อมบินยักษ์ของข้าศึกที่เข้ามาวนเวียนเหนือพระนครและจังหวัดใกล้เคียงเมื่อตอนกลางวัน เป็นเครื่องบินที่ใช้บังคับด้วยวิทยุเรดาห์ ไม่มีนักบินและคนประจำเครื่องควบคุมมา ทางราชการได้เตรียมพร้อมต้อนรับสถานะการณ์อันฉุกเฉิน ทหารข้าศึกประมาณ ๒,๐๐๐ คน ซึ่งยกพลขึ้นบกที่ชายทะเลจังหวัดตราดและจันทบุรีนั้น ถูกกองพันพรรคนาวิกโยธินและตำรวจต้านทานอย่างทรหด ล่าถอยลงทะเลไป ทิ้งศพไว้เกลื่อนกลาดชายหาด ขณะนี้กองทัพเรือแห่งราชนาวีของเรา ได้ร่วมมือกับกองทัพอากาศทำการลาดตระเวนอ่าวไทยอย่างแข็งแรง

เพราะสถานะการณ์ไม่เป็นที่ปลอดภัย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติภาวะคับขัน กองทหารและตำรวจได้เข้ารักษาสถานที่ทำการและจุดยุทธศาสตร์ รถถังทั้งถังเล็กถังใหญ่ วิ่งพล่านไปมาตามถนนสายต่างๆ ตำรวจและทหารแต่เครื่องสนามครบครัน

สภาการป้องกันพระราชอาณาจักร ได้เรียกสมาชิกประชุมด่วนที่กระทรวงกลาโหมในวันรุ่งขึ้น ในตอนสาย ๔ สหายของเรา และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกเชิญมาประชุมด้วย ในฐานที่เป็นกรรมการของสภานี้

ภายในห้องประชุมเคร่งเครียด คณะกรรมการของสภาฯ ประมาณ ๔๐ ท่านกำลังนิ่งฟังท่านประธานชี้แจงให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

" เป็นอันเชื่อได้ว่า ในอนาคตใกล้นี้ ประเทศไทยจะต้องถูกข้าศึกใช้กำลังมากมายมหาศาลรุกรานเราอย่างไม่ต้องสงสัย" ท่านเจ้าคุณตลุมบอนอริพ่าย ประธานกรรมการกล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน "บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะช่วยร่วมมือกัน ป้องกันประเทศชาติที่รักของเราให้พ้นภัยจากราชศัตรู"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วนิกรทำจมูกยู่ยี่ จามขึ้นดังๆ ลุกขึ้นยืนแถลงต่อที่ประชุม

"ข้าแต่ท่านประธานสภาและคณะกรรมการ ตลอดจนสมาชิกทั้งหลาย ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราทุกคนที่ถูกเชิญมาประชุมในวันนี้ไม่มีเวลาเตรียมตัว ที่จะกล่าวความคิดเห็นหรือให้คำแนะนำเป็นสาระประโยชน์แก่สภานี้ได้ ข้าพเจ้าเห็นสมควรว่า ควรยุติการประชุมเพียงเท่านี้"

"แล้วกัน..." ท่านประธานพูดขึ้นดังๆ "พอผมเริ่มเปิดประชุม ยังไม่ทันจะรู้เรื่องอะไรกันดี คุณก็เสนอให้ปิดการประชุมเสียแล้ว"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ ก้มศีรษะคำนับท่านประธาน

"ข้าพเจ้าหมายความว่า ให้นัดประชุมใหม่ในตอนหัวค่ำคืนวันนี้ ส่วนสถานที่ประชุมจะเป็นโรงแรมรัตนโกสินทร์ หรือห้อยเทียนเหลาหรือสามแยกใหม่ยังได้ ขอให้มีการเลี้ยงโต๊ะจีนกันเสียก่อนตามระเบียบ หลังจากนั้นเราก็จะได้ปรึกษาหารือกันต่อไป"

ท่านประธานชักฉิว

"รู้สึกว่าท่านแก่กินมากไปหน่อย...."

"ครับ" นิกรรับสารภาพ "มนุษย์เราทุกคนยังชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยการกินและการนอนเท่านั้น การประชุมที่ดีต้องมีการกินเลี้ยงด้วย"

คณะกรรมการต่างถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหน้าดำหน้าแดง เสียงข้างมากเห็นสมควรว่าควรจะมีการเลี้ยงโต๊ะจีนและประชุมตามความเห็นของนิกรกรรมการผู้มีเกียรติ

ท่านประธานยกกำปั้นทุบโต๊ะค่อนข้างแรง

"ประเทศชาติของเรากำลังจะพินาศอยู่แล้ว ยังจะเห็นแก่กินกันอยู่อีกหรือ แล้วก็ท่านทั้งหลายทราบหรือเปล่าว่า เท่าที่เรามีการเลี้ยงโต๊ะจีนกันบ่อยๆ นั้น ข้าพเจ้ายังไม่สามารถจะหาเงินมาชำระค่าอาหารที่เลี้ยงกันได้ ข้าพเจ้าตั้งใบเบิกไปทางรัฐบาล กระทรวงการคลังก็ขัดข้อง เจ๊กที่ภัตตาคารมันก็มาทวงแทบทุกวัน เก่ายังไม่ได้ใช้ จะไปกินของเขาอีก ใครเขาจะไปยอม"

นิกรว่า "อย่างนี้มันต้องเห็นแก่ชาติครับ ถ้าประเทศไทยถูกรุกราน พวกชาวจีนก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย ผมจะลองติดต่อกับเขาเอง เพื่อให้ภัตตาคารเปิดเครดิตให้เรา"

ท่านนายพลผู้สูงอายุคนหนึ่งมองดูนิกรอย่างชื่นชม

"ความจริงเป็ดย่างไฟแดงที่ใต้เตี๊ยะ ไม่เลวนาคุณนิกร"

ท่านนายพลร่างอ้วนใหญ่อีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"ผมว่าไข่นกพิราบตุ๋นที่สามแยกใหม่ก็ไม่เลวเหมือนกัน"

ดร.ดิเรก หัวเราะก้าก

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ ถ้าจะให้ดีแล้ว ผมคิดว่าเราควรนัดเปิดประชุมกันที่ภัตตาคารชาวอินเดียหลังศาลาเฉลิมกรุงเป็นดีแน่ ผมอยากจะให้ท่านกรรมการผู้มีเกียรติเหล่านี้ลองรับประทานอาหารแขกกันบ้าง ผมเชื่อเหลือเกินว่าแม้แต่ท่านประธานกรรมการก็คงจะชอบใจ"

เจ้าคุณตลุมบอนฯ ประธานกรรมการโมโหจนปากสั่น ส่งเสียงตวาดลั่นห้อง

"ผมไม่กิน"

นายแพทย์หนุ่มก้มศีรษะเล็กน้อย

"อาหารแขกอาจจะไม่ถูกปากใต้เท้า หรือบางทีใต้เท้าไม่เคยรับประทานก็คิดว่าไม่อร่อย แต่ที่ไหนได้ อาหารแขกย่อมให้แครอรี่แก่ร่างกายอย่างมากมาย ล้วนแต่มีคุณประโยชน์ เป็นต้นว่า กูรูหม่าไก่ มัสหมั่นแพะ และข้าวบุหรี่ แม้กระทั่งโรตี กระผมเป็นนายแพทย์ กระผมย่อมเข้าใจดี"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่างไรก็ตาม อาหารแขกย่อยยากสักหน่อย ข้าพเจ้าคิดว่าอาหารจีนนั่นแหละเหมาะสำหรับการบริโภคอย่างยิ่ง เพราะอาหารจีนประกอบขึ้นด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ เราอาจจะได้โปรตีนจากหูฉลาม ฟอสฟอรัสจากปลาจารเม็ด และวิตามิน เอ, บี, ซี ดี, จากเนื้อไก่, หมู และเนื้อวัว ผมเห็นว่าเราควรจะลงมติเปิดการกินเลี้ยงกันในตอนค่ำวันนี้ที่ภัตตาคาร 'ยองยองเหลา' ของผมซึ่งผมยินดีเปิดเครดิตให้ และคิดค่าอาหารเพียงห้าสิบเปอร์เซนต์เท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณตลุมบอนฯ คว้ากระเป๋าเอกสารผลุดลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย

"ถ้าเช่นนั้นเชิญประชุมกันต่อไปเถอะครับท่านสมาชิก ประเทศชาติของเรากำลังจะแย่อยู่แล้ว แต่พวกท่านแทนที่จะสนใจ กลับวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องการกิน ผมขอลาออกจากตำแหน่งประธานนับแต่บัดนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย ลุกขึ้นวิ่งออกไปหาเจ้าคุณตลุมบอนฯ แล้วยกมือจับแขน พามานั่งเก้าอี้ในตำแหน่งประธานตามเดิม เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับเพื่อนเก่าของท่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"หัวลื้อก็ไม่ล้านเหมือนอย่างอั๊ว อย่าทำใจน้อยไปหน่อยเลย พวกกรรมการเหล่านี้พูดเล่นหัวกันบ้างก็เพื่อให้บรรยากาศในที่ประชุมคลายความเคร่งเครียดลงบ้าง ความจริงเราทุกคนพร้อมแล้วที่จะร่วมมือกัน ป้องกันประเทศชาติของเรา งานทุกสิ่งถ้าเราทำกันอย่างจริงๆ จังๆ เคร่งเครียดกับงานจนเกินไป เราย่อมทำดีไม่ได้ แต่เราทำด้วยอารมณ์ขัน ความยากลำบากของงานนั้นก็จะกลายเป็นง่ายเข้า พวกเรารู้กันดีแล้วว่าที่ลื้อเรียกประชุมก็เกี่ยวกับเรื่องประเทศมหาอำนาจที่ไม่ปรากฏชาติ ส่งฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้ามาวนเวียนเหนือนครหลวง และส่งทหารรบประมาณสองกองพัน ขึ้นบกที่จังหวัดตราดและจันทบุรี เอาละ...ลื้อเปิดการประชุมได้ จะเอายังไงก็เอากัน กรรมการทุกคนพร้อมแล้วที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติที่รักของเรา"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เรื่องเลี้ยงโต๊ะจีนเอาไว้อภิปรายกันเสียให้เรียบร้อย แล้วค่อยตกลงกันนะครับ"

เจ้าคุณตลุมบอนฯ มีใบหน้าชุ่มชื่นขึ้นเล็กน้อย ท่านลุกขึ้นยืนกล่าวกับกรรมการ และสมาชิกทั้งหลายด้วยเสียงกังวานเป็นสง่า

"ข้าพเจ้าขอเรียนถามคณะกรรมการ และสมาชิกทุกคนว่า ควรจะวางแผนการณ์ป้องกันประเทศของเราอย่างไร ถ้าหากว่าเราถูกข้าศึกโจมตีทางอากาศอย่างฉับพลัน"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้อง ดร.ดิเรกลุกขึ้นกล่าวกับที่ประชุมอย่างยิ้มแย้ม

"ปัญหาหญ้าปากคอกเช่นนี้ ข้าพเจ้าด๊อกเตอร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ จะเป็นผู้แก้ไขเอง ข้าพเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก ซึ่งท่านทั้งหลายแลเห็นความสามารถของข้าพเจ้ามาแล้ว ข้าพเจ้ารับรองว่าต่อไปถ้าข้าศึกส่งเครื่องบินเข้ามาอีก ข้าพเจ้าจะใช้วิชาวิทยาศาสตร์ของข้าพเจ้า บังคับให้เครื่องบินเหล่านั้นร่อนลงที่สนามบินของเรา"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอชวนท่านให้ตบมือให้เกียรติยศแก่ด๊อกเตอร์ดิเรกตามระเบียบ"

เสียงตบมือดังขึ้นกะพร่องกะแพร่ง โดยไม่สู้เต็มใจเท่าใดนัก เจ้าคุณตลุมบอนฯ กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ท่านทราบหรือเปล่าว่า เครื่องบินของข้าศึกเป็นเครื่องบินที่ไม่มีนักบินขับ และไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินเลย ข้าศึกใช้บังคับด้วยวิทยุและเรดาห์"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ข้าพเจ้าทราบดีท่านประธาน เพราะรัฐบาลได้เสนอข่าวแล้วว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดเครื่องหนึ่งของข้าศึกที่ถูกเครื่องบินขับไล่ของเราชนตกลงมาที่พญาไทนั้น ไม่มีพลประจำเครื่องบินเลย"

เจ้าคุณตลุมบอนฯ ยิ้มเล็กน้อย

"นี่แหละเป็นปัญหาสำคัญยิ่ง นักบินขับไล่ของเราจะต่อสู้ขัดขวางมันได้อย่างไร ในเมื่อป้อมบินเหล่านั้นมีสภาพเหมือนกับเครื่องบินปีศาจ"

นายแพทย์หนุ่มพูดหน้าตาเฉย

"ข้าพเจ้าจะจัดการเอง ข้าพเจ้าจะใช้อำนาจกระแสคลื่นวิทยุของข้าพเจ้า บังคับให้เครื่องบินที่ไม่มีคนขับหมดประสิทธิภาพ และจะให้ร่อนลงที่สนามบินของเราแต่โดยดี"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"นอกจากบังคับให้ร่อนลงสนามแล้ว ด๊อกเตอร์ดิเรกเพื่อนของข้าพเจ้า อาจจะบังคับให้เครื่องบินเหล่านั้นแล่นเข้าไปจอดในโรงเก็บอย่างเรียบร้อย"

ที่ประชุมตบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวให้เกียรตินายแพทย์หนุ่ม เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องประชุม ส่วนมากเชื่อว่า ดร.ดิเรกคงจะทำได้เช่นนี้ แต่กรรมการและสมาชิกบางคนสงสัยว่าจะเป็นไปไม่ได้ สภาได้เปิดการอภิปรายและถกเถียงกันสักครู่ ดร.ดิเรก ก็พูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"ท่านผู้มีเกียรติ ขอให้ท่านมั่นใจเถอะว่าข้าพเจ้าด๊อกเตอร์ดิเรกไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ เท่าที่ข้าศึกส่งเครื่องบินไม่มีนักบิน เข้ามาบินวนเวียนในประเทศเราเมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้วิตกอะไรเลย ข้าพเจ้ารู้ดีว่าเครื่องบินเหล่านั้นมันบินมาอย่างไร และข้าพเจ้าควรจะจัดการกับมันอย่างไร ขณะนี้กองทัพของเราทั้งสามทัพก็มีกระสุนปืนปรมาณูใช้แล้ว ซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้ประดิษฐ์คิดขึ้น ข้าพเจ้าเคยคิดจรวดหรือพาหนะกาศเดินทางไปโลกพระจันทร์ และโลกพระอังคารมาแล้ว ข้าพเจ้าเคยคิดหุ่นยนต์เคลื่อนไหวและพูดได้เหมือนกับมนุษย์ธรรมดา ข้าพเจ้าเคยทำตัวของข้าพเจ้าให้ล่องหนหายตัวได้ด้วยวิชาแพทย์และวิทยาศาสตร์ชั้นสูง จากผลงานต่างๆ ของข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายย่อมทราบดี การบังคับเครื่องบินของข้าศึกให้ร่อนลงมาหรือให้เครื่องยนต์หยุดทำงานนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าทำได้ง่ายดายเหลือเกิน คล้ายกับคิดเลขในใจตามโจทย์ที่ว่าสองบวกสองเป็นเท่าไร"

คราวนี้คณะกรรมการและสมาชิกของสภาต่างเชื่อถือนายแพทย์หนุ่ม เมื่อนึกถึงผลงานของเขาที่ ดร.ดิเรกได้ประดิษฐ์คิดค้นอะไรต่ออะไรต่างๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในโลกนี้น้อยคนนักที่จะทำได้ ต่อจากนั้นสภาก็ประชุมกันต่อไปเกี่ยวกับการป้องกันประเทศชาติ ดร.ดิเรกเสนอว่า เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับบังคับอากาศยานไว้นานแล้ว ซึ่งเขาได้ปกปิดเป็นความลับที่สุด นอกจากนี้นายแพทย์หนุ่มยังได้ประดิษฐ์แสงมหาพินาศไว้ด้วย ดิเรกอธิบายให้ที่ประชุมฟังว่า แสงมหาพินาศของเขาจะสามารถทำให้ เครื่องบินที่บินอยู่ในอากาศเกิดเพลิงไหม้ขึ้นทันที นอกจากนี้ยังสามารถทำลายชีวิตมนุษย์ตลอดจนวัตถุต่างๆ ให้ไหม้ละลายด้วยความร้อนสูง ซึ่งเกิดจากแสงอาทิตย์นั่นเอง แต่แสงมหาพินาศที่กล่าวนี้จะใช้ประโยชน์ได้เฉพาะเวลากลางวัน ที่แลเห็นแสงอาทิตย์แจ่มใสเท่านั้น นายแพทย์หนุ่มได้บรรยายถึงหลักการต่างๆ ของวิทยาศาสตร์ ทำให้ที่ประชุมนั่งอ้าปากหวอไปตามๆ กันเพราะฟังไม่รู้เรื่อง และแม้แต่ตัวเขาเองก็ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

เป็นอันว่า ดร.ดิเรก จะเป็นผู้ป้องกันประเทศชาติในด้านทางฟ้า ส่วนด้านพื้นดินและทางทะเลนั้นคณะกรรมการได้ประชุมปรึกษาหารือกันอยู่นาน ในที่สุดก็ใช้แผนการณ์เดิมที่ได้ทำไว้

นาฬิกาปารีสเรือนใหญ่ในห้องประชุมตีบอกเวลา ๑๒.๐๐ น. เจ้าคุณตลุมบอนฯ เห็นว่าสาระสำคัญในการประชุมสำหรับวันนี้ไม่มีอะไรแล้ว ท่านก็ลุกขึ้นยืนพูดปิดการประชุม

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอปิดการประชุมแต่เพียงเท่านี้ และขอให้ท่านเตรียมตัวประชุมในครั้งต่อไป ซึ่งข้าพเจ้าจะใช้ให้ทหารนำหนังสือนัดประชุมไปให้ที่บ้าน"

นิกรลุกขึ้นยืน ก้มศีรษะคำนับท่านประธานแล้วกล่าวว่า

"ข้าแต่ท่านประธาน บัดนี้ได้ศุภฤกษ์ตรงกับเวลาเที่ยงพอดี อันเป็นเวลาอาหารกลางวันของเรา ข้าพเจ้าขอให้ท่านถือโอกาสนี้เลี้ยงอาหารกลางวันแก่กรรมการ และสมาชิกทั้งหลายโดยทุนส่วนตัวของท่าน"

เสียงตบมือและโห่ร้องดังขึ้นลั่นห้อง สมาชิกทุกคนร้องสนับสนุนนิกร ท่านประธานยิ้มแห้งๆ ทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล

"ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเสียใจที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าขอผลัดเลี้ยงท่านในโอกาสหลัง เพราะว่าวันนี้คุณหญิงได้ให้เงินข้าพเจ้ามาเพียงห้าบาทเท่านั้น"

นิกรพูดขึ้นอีก

"ข้าแต่ท่านประธาน ท่านเป็นนายพลมีตำแหน่งสำคัญมาก ท่านอาจจะเลี้ยงพวกเราที่สโมสร และเซ็นชื่อไว้ก่อนได้ ขอท่านอย่าได้ผลัดวันประกันพรุ่งเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับท่านประธานสภา

"เลี้ยงเขาหน่อยเถอะวะ อย่างมากก็ห้าหกร้อยเท่านั้น ลื้อเซ็นได้ไม่ใช่หรือ"

เจ้าคุณตลุมบอนฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดกับที่ประชุม

"เป็นอันตกลงท่านผู้มีเกียรติ ข้าพเจ้าขอเชิญท่านไปที่สโมสรเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ายินดีจะเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ท่าน"

นิกรร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"ขอให้ท่านประธานสภาจงเจริญ ไชโย"

ครั้นแล้วเสียงไชโยก็ดังเซ็งแซร่ทั่วห้อง ท่านประธานพาคณะกรรมการและสมาชิกออกไปจากห้องประชุมด้วยหัวใจอันแห้งแล้ง

ตลอดเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทางการยังคงประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน ประชาชนชาวพระนครและธนบุรีได้มีการอพยพกันบ้าง แต่มักจะเป็นคนมีฐานะดี ส่วนคนจนสงครามไม่มีความหมายอะไร จะรบหรือไม่รบก็ต้องดินรนกระเสือกกระสนหาเช้ากินค่ำเรื่อยไป

หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ ได้ลงข่าวกล่าวขวัญถึง ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้เรืองนามแห่งประเทศไทย นายแพทย์หนุ่มได้ให้สัมภาษณ์ ต่อผู้แทนหนังสือพิมพ์ว่า ในฐานะที่เขาเป็นกรรมการสภาการป้องกันพระราชอาณาจักรคนหนึ่ง เขาได้เตรียมการรับมือกับข้าศึกไว้แล้วอย่างพร้อมเพรียง ถ้าหากว่าเครื่องบินของข้าศึกที่ไม่ปรากฏสัญชาติบินล่วงล้ำเข้ามาอีก เขาจะบังคับให้ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านั้น ร่อนลงสนามบินของเราด้วยเครื่องมือพิเศษของเขา ขอให้พี่นองชาวไทยทั้งหลายจงตั้งมั่นอยู่ในความสงบ อย่าได้ตื่นตระหนกตกใจจนเกินควร

ทางการทหารและตำรวจยังอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมตลอดเวลา กำลังทหารตามพรมแดนของเรา ได้ชุมนุมกันอย่างคึกคักหนาแน่น ถ้าหากว่าข้าศึกล่วงล้ำเข้ามาเมื่อไร ก็จะได้จัดการรับมือกับข้าศึกทันที

ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จนกระทั้งตอนบ่ายวันพฤหัสฯ นั้น มันเป็นเวลา ๑๔.๐๐ น. เศษ ดร.ดิเรกกับเพื่อนเกลอทั้งสามพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ชุมนุมกันอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่บ้าน 'พัชราภรณ์'

บนโต๊ะสี่เหลี่ยมใหญ่กลางห้องมีเครื่องวิทยุขนาดใหญ่ตั้งอยู่ นายแพทย์หนุ่มกำลังอธิบายให้คณะพรรคของเขาทราบว่า มันคือเครื่องมือพิเศษที่เขาจะใช้บังคับเครื่องบินของข้าศึกให้บินสู่สนามบินของเรา ส่วนหีบๆ หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ เครื่องวิทยุนั้นคือแสงมหาพินาศ เต็มไปด้วยเครื่องยนต์กลไก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชั้นดีอย่าง ดร.ดิเรกเท่านั้นจึงจะดูรู้เรื่อง แต่บางทีในเวลาหัวเสีย ก็ดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

เท่าที่นายแพทย์หนุ่มอธิบายให้คณะพรรคสี่สหายฟัง มันไม่ผิดอะไรกับสีซอให้ควายฟังเลย เพราะสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ต่างคนต่างฟังกันอย่างส่งเดช พะยักหน้าหงึกๆ ไปตามเรื่อง

เสียงกริ่งโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างดังกังวานขึ้น นายแพทย์หนุ่มรีบเดินไปที่เครื่องโทรศัพท์นั้น แล้วยกหูฟังขึ้น

"ฮัลโหล...ที่ไหน...นี่ด๊อกเตอร์ดิเรกพูด"

มีเสียงพูดมาตามสาย

"นี่สถานียามอากาศด้าน ๖๕ ขอรับ ท่านผู้บังคับกองพันให้ผมรายงานให้ท่านทราบว่า ขณะนี้มีเครื่องบินทิ้งระเบิดหกเครื่องยนต์จำนวน ๖ เครื่องกำลังเดินทางผ่านจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาแล้ว"

ดร.ดิเรกใจเต้นระทึก เขามีโอกาสที่จะแสดงเครื่องมือพิเศษของเขาในวันนี้แล้ว

"ขอบคุณมากครับ อ้า-นั่นใครพูด"

"ร้อยโทสนิท ทวีพร ครับ...ยามอากาศด้านเชียงใหม่ ส่งวิทยุแจ้งข่าวมาเดี๋ยวนี้เอง เลิกกันนะครับ"

ดิเรกรีบวางหูโทรศัพท์ทันที หันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"อ้ายแห้ว เอารถตรวจการคันใหญ่ของเราออกจากโรงเดี๋ยวนี้ แล่นมาจอดที่หน้าตึก"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานเอาออกมาทำไมครับ"

นายแพทย์หนุ่มจุ๊ย์ปาก

"ไม่ใช่เรื่องของแกที่จะถามฉันเลย ฉันสั่งให้แกทำอะไร แกทำตามคำสั่งฉันก็แล้วกัน"

"รับประทาน คนใช้ที่รอบคอบก็ต้องเรียนถามเสียก่อนซีครับ รับประทานถ้าคุณหมอต้องการใช้รถเดินทางไปไกลๆ เช่นไปต่างจังหวัด ผมก็จะได้รับประทานเติมน้ำมันเบ็นซินให้เต็มถัง"

เสี่ยหงวนยกมือเขกกระบานเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"นี่แน่ะ ปัญหามากนัก"

เจ้าแห้วสูดปากลั่น ยกมือคลำศีรษะแล้วพาตัวเดิน ออกจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ยามอากาศเขาบอกว่าเครื่องบินหกเครื่องยนต์ ซึ่งไม่ปรากฏสัญชาติจำนวน ๖ เครื่องได้ล่วงล้ำเข้ามาในประเทศอีกแล้ว ขณะนี้กำลังผ่านจังหวัดเชียงใหม่" พูดจบ ดร.ดิเรกก็ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เข็มนาฬิกาบอกเวลา ๑๔.๑๐ น. แล้วดิเรกก็กล่าวกับคณะพรรคของเขาต่อไปอย่างเป็นงานเป็นการ "ถ้าเครื่องบินข้าศึกเดินทางมากรุงเทพฯ ก็หมายความว่าจะถึงกรุงเทพฯ ในราว ๑๕.๐๐ น. เป็นอย่างช้า จากเชียงใหม่มานี่ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น เตรียมตัวเถอะพวกเรา กันรับรองว่ากันจะทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดยักษ์ทั้ง ๖ เครื่องนี้ให้ได้ ช่วยกันขนตู้วิทยุและหีบแสงมหาพินาศของกันไปขึ้นรถสเตชั่นของเราเถอะ กันจะไปจอดรถในที่กว้างๆ สักแห่งหนึ่ง"

คณะพรรคสี่สหายตื่นเต้นไปตามกัน ทุกคนยินดีช่วยเหลือ ดร.ดิเรกเต็มที่ ประดิษฐกรรมอันวิเศษของนายแพทย์หนุ่มถูกลำเลียงออกไปจากห้องทดลองทันที ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ดร.ดิเรกสั่งให้ทุกคนปกปิดเป็นความลับ ไม่ยอมให้บอกคุณหญิงวาดและสี่นางว่าขณะนี้เครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึก กำลังบ่ายหน้าเข้ามา เพราะเกรงว่าคุณหญิงวาดกับสี่นางจะตระหนกตกใจ

เครื่องมืออันวิเศษของนายแพทย์หนุ่ม ซึ่งมีค่าควรเมืองถูกนำขึ้นบรรทุกรถเชฟโรเล็ทแบบตรวจการแล้ว คณะพรรคสี่สหายต่างก็ขึ้นไปนั่งบนรถคันนี้ โดยมีเจ้าแห้วเป็นคนขับคู่กับนายแพทย์หนุ่ม

ดร.ดิเรกยกมือตบบ่าเจ้าแห้วเบาๆ

"ไป-เจ้าแห้ว พาพวกเราเลี้ยวซ้ายไปทางพระโขนง"

เชฟโรเล็ท ถูกสต๊าร์ทเครื่องทันที เจ้าแห้วบังคับรถตรวจการคันใหญ่แล่นออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' เลี้ยวซ้ายมือตรงไปทางพระโขนง ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียว นายแพทย์หนุ่มก็สั่งให้เจ้าแห้วหยุดรถริมถนน เขารีบเตรียมเครื่องมือของเขาทันที

พล พัชราภรณ์มองดูหีบแสงมหาพินาศของ ดร.ดิเรกแล้วกล่าวถามยิ้มๆ

"นี่น่ะหรือหมอ แสงมหาพินาศของแก"

ดร.ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ออไร๋น์ ถ้าหากว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึกบินผ่านกรุงเทพฯ ละก็ กันจะใช้แสงมหาพินาศของกันเผาป้อมบินยักษ์ให้ดูเป็นขวัญตา"

พลหัวเราะหึๆ

"กันรู้สึกว่าแกสร้างเครื่องมือชิ้นนี้แบบเฮงซวยนี่หว่า ไม่เห็นว่ามีอะไร นอกจากแว่นขยายไม่กี่อัน แล้วก็สายลวดโยงเกะกะมองดูคล้ายๆ กับของเด็กเล่น"

คราวนี้ ดร.ดิเรกชักฉิว

"กันทำใช้ ไม่ได้ทำขาย ความสวยงามไม่จำเป็นอะไร"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"ถามจริงๆ เถอะวะหมอ แสงมหาพินาศเครื่องนี้น่ะแกลงทุนไปเท่าใด"

ดร.ดิเรกนิ่งคิดแล้วตอบเสียงหนักแน่น

"ก็ไม่มากมายอะไรนัก ในราวสองสามร้อยบาทเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"มองดูคล้ายๆ ตู้ถ้ำมอง ที่พวกเด็กๆ มันทำเล่นกัน แล้วก็...เครื่องวิทยุเครื่องนี้ล่ะ แกลงทุนไปเท่าไร"

ดร.ดิเรกพูดหน้าตาเฉย

"เครื่องนี้แพงครับ ผมหมดเงินไปเกือบพันบาท"

นายจอมทะเล้นแหกปากหัวเราะลั่นรถ

"แกเก่งมากหมอ แกเก่งเกินมนุษย์ เครื่องมือวิเศษอย่างนี้น่ะ ถ้าหากเป็นประดิษฐกรรมที่นักวิทยาศาสตร์เมืองนอกเขาคิดขึ้นละก็ เครื่องหนึ่งๆ จะต้องสิ้นเงินค่าใช้จ่ายนับร้อยล้านทีเดียว"

นายแพทย์หนุ่มทำตาเขียวกับนิกร

"แกก็รู้ดีอยู่แล้วว่าฝรั่งน่ะมักจะทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นงานใหญ่โตเสมอ เครื่องมือของกันที่ลงทุนน้อยก็เพราะว่าส่วนประกอบต่างๆ โดยมากกันทำได้เอง ไม่ต้องซื้อเขา กันรู้สึกว่าขณะนี้พวกเราไม่ใคร่จะเลื่อมใสในความสามารถของกัน แต่คอยดูเถอะ พวกแกจะต้องตกตะลึงอ้าปากค้างไปตามกัน เมื่อได้เห็นป้อมบินยักษ์ตกเป็นเหยื่อพระเพลิงด้วยอำนาจแสงมหาพินาศของกัน"

พล นิกร กิมหงวนมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน นายแพทย์หนุ่มค้อนปะหลับปะเหลือก แล้วก็ยุ่งอยู่กับเครื่องมือของเขา

ในราว ๑๔.๓๐ น. เศษ ฝูงเครื่องบินประจัญบานกองทัพอากาศไทยสามสี่ฝูง ได้บินวนเวียนไปมาในระยะสูงมาก เตรียมพร้อมที่จะประจัญบานกับฝูงป้อมบินยักษ์ของข้าศึกที่ไม่ปรากฏสัญชาติ ซึ่งขณะนี้กำลังบ่ายโฉมหน้าตรงเข้ามายังจังหวัดพระนคร และผ่านจังหวัดลพบุรีเข้ามาแล้ว

ก่อนเวลา ๑๕.๐๐ น. เล็กน้อย เสียงหวูดสัญญาณภัยทางอากาศก็ดังครวญครางก้องพระนครหลวง ทางการได้ประกาศให้ประชาชนทราบหลายวันแล้วว่า ทางราชการทหารได้ติดตั้งหวูดสัญญาณภัยทางอากาศไว้หลายแห่ง ให้ประชาชนพลเมืองทราบทั่วกันว่า ถ้าหวูดสัญญาณภัยดังขึ้นเมื่อไร ก็หมายความว่ามีเครื่องบินของข้าศึกล่วงล้ำเข้ามา เสียงสัญญาณนี้ทำให้ประชาชนทั่วทั้งจังหวัดพระนครและธนบุรี ตระหนกตกใจไปตามกัน หลังจากสงครามมหาอาเซียบูรพา เราเพิ่งได้ยินเสียงหวอในวันนี้ ประชาชนต่างเชื่อว่าฝูงป้อมบินยักษ์ของข้าศึก จะต้องโจมตีด้วยลูกระเบิดอย่างแน่นอน

ในห้านาทีนั้นเอง การคมนาคมก็หยุดชะงัก ถนนทุกสายเงียบเชียบ ยวดยานพาหนะจอดนิ่งริมถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ต้องทำหน้าที่ของเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย

ฝูงป้อมบินยักษ์รวมหกเครื่องปรากฏตัวขึ้นแล้ว บินรวมหมู่กันมาจากทิศเหนือ พอเข้าชานพระนคร ป.ต.อ. ของเราก็เปิดฉากการยิงอย่างดุเดือด แต่ไม่ปรากฏผลอะไรแลเห็นแต่กลุ่มควันสีดำแตกระเบิดรอบๆ ฝูงป้อมบินยักษ์ฝูงนี้ ซึ่งบินสูงประมาณ ๑,๕๐๐ เมตร

ลูกระเบิดทำลายถูกทิ้งลงมาจากเครื่องบิน ทิ้งระเบิดมองดูเป็นสาย และแล้วเพียงครู่เดียวเสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ปราศจากนักบินได้ทิ้งระเบิดด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ จึงเป็นการทิ้งอย่างเปะปะเดาสุ่ม ไม่มีจุดหมายอะไร

เมื่อฝูงเครื่องบินยักษ์ผ่านมาทางย่านบางกะปิ ดร.ดิเรกก็เริ่มปฏิบัติงานสำคัญของเขา คือสังหารเครื่องบินด้วยแสงมหาพินาศ

"คอยดู" นายแพทย์หนุ่มร้องตะโกนลั่น "คอยดูนะ กันจะเผาเครื่องบินลำหน้าซึ่งเป็นผู้นำฝูงของมัน"

คณะพรรคสี่สหายต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ครั้นแล้วความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจอย่างใหญ่หลวงก็บังเกิดขึ้นแก่ พล-นิกร-กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ได้เป็นไปแล้ว

ป้อมบินยักษ์ลำที่อยู่หน้าเพื่อน บังเกิดเพลิงไหม้ลุกโพลงไปทั่วลำ นายแพทย์หนุ่มดีดมือแป๊ะ แล้วหัวเราะเสียงลั่น

"เวล้ล-เวล-เหว่ล! เห็นไหม เห็นความสามารถของกันหรือยัง" ดร.ดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง "อย่าว่าแต่มาเพียงหกเครื่องเท่านี้เลย ต่อให้บินมาเป็นแมลงปอเต็มท้องฟ้ากัน กันก็เผามันให้หมด ฮ่ะ-ฮ่ะ กันบอกแล้วว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ด๊อกเตอร์ดิเรกทำไม่ได้"

ป้อมบินยักษ์เครื่องนั้นละลิ่วลงสู่พื้นดินโดยเร็ว เพียงครู่เดียวก็กระทบกับพื้นดินระเบิดเสียงลั่น กลุ่มควันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

กิมหงวนยกมือตบบ่า ดร.ดิเรกเบาๆ ส่วนสายตามองดูฝูงป้อมบินยักษ์ซึ่งเหลืออยู่อีกเพียงห้าเครื่อง และกำลังบินเกาะหมู่บ่ายโฉมหน้าเข้าสู่ใจกลางพระนคร

"ไม่เลวโว้ยหมอ แกนี่ถ้าไม่ใช่เซียนก็ต้องเป็นเต้าหยิน คราวนี้ถ้ามันบินมาทางนี้อีกแกต้องเผามันให้หมดนะหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"กันจะเผาให้ดูอีกสองเครื่อง เหลืออีกสามเครื่องกันจะใช้กระแสคลื่นวิทยุของกัน บังคับมันให้ไปลงสนามบินดอนเมือง"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เลี้ยวเข้าไปจอดในโรงเก็บเลย"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือก

"มากไป เอาแต่เพียงให้มันร่อนลงสนามบินได้ก็วิเศษแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "อย่าเลย ดิเรก ใช้แสงมหาพินาศเผามันให้หมดดีกว่า ถ้าแกบังคับให้มันไปลงดอนเมือง เคราะห์หามยามร้ายลูกระเบิดที่มันบรรทุกมาเกิดระเบิดขึ้น ก็จะทำให้เครื่องบินของกองทัพอากาศเราต้องเสียหาย พ่อคิดว่าเผามันด้วยแสงมหาพินาศดีกว่า ง่ายดี พ่อยอมรับสารภาพว่า พ่อกำลังตื่นเต้นในความสามรถของแกอย่างยิ่ง"

พลพูดเสริมขึ้น

"เป็นความจริงหมอ กันเชื่อว่าแกเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ต่อนี้ไปประชาชนคนไทยคงจะนอนตาหลับ ไม่ต้องหวาดกลัวภัยทางอากาศ"

ดร.ดิเรก พยักหน้ารับรอง

"ออไร๋น์ แสงมหาพินาศของกันนอกจากจะทำลายเครื่องบินของข้าศึกแล้ว ยังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วย เป็นต้นว่า เรือรบ, รถถัง, รถไฟ, รถยนต์ และอื่นๆ ทหารทั้งกองทัพที่เคลื่อนเข้ามา กันจะฉายแสงมหาพินาศเผาให้เป็นเถ้าถ่านในพริบตาเดียว"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปากลั่น มองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความเลื่อมใส

"แหม-รับประทานคุณหมอเก่งอะไรอย่างนี้ อ้า-รับประทานลองเผาตึกใหญ่สีฟ้าหลังนั้นให้ผมดูเป็นขวัญตาหน่อยได้ไหมครับ"

ดร.ดิเรก ทำคอย่น

"เผาของเขาได้เรอะ เครื่องมือของข้าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อประหัตประหาร หรือทำลายชาติไทยด้วยกัน ข้าสร้างขึ้นเพื่อทำลายล้างศัตรูผู้รุกรานเราเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูลูกเขยของท่านด้วยความเลื่อมใส

"แกเป็นคนที่มีประโยชน์ประเทศชาติของเรามากทีเดียว พ่อเชื่อว่าถ้าแกล้มหายตายไปรัฐบาลเขาคงจะสร้างอนุสาวรีย์ของแกขึ้น"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแก้มแทบแตก

"ออไร๋น์ ควรจะเป็นอย่างนี้ ท่านมหาราชาจันทรกุมารเคยรับสั่งอ้อนวอนผม ขอให้โอนชาติเป็นแขก พระองค์จะให้ผมรับราชการเป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ในประเทศอินเดีย และจะให้เงินเดือนผมเดือนละหมื่นรูปี แต่ผมไม่เอา"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เมื่อเสียงครางกระหึ่มของเครื่องบินข้าศึกดังแว่วมาอีก ดร.ดิเรก เข้าประจำเครื่องมือวิเศษของเขาทันที เตรียมพร้อมที่จะเผาเครื่องบินข้าศึกด้วยแสงมหาพินาศของเขา

เจ้าแห้วรีบชีมือบอก

"โน่นครับ คุณหมอ รับประทานมาโน่นแล้ว เอาซีครับ รับประทานปล่อยแสงเฮ้ากวงเลย..."

นายแพทย์หนุ่มมองตามสายตาเจ้าแห้วแล้วทำคอย่น

"นั่นมันเครื่องบินขับไล่ของเราโว้ย ฉายได้เรอะ"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"อ้อ จริงแหละครับ พวกเดียวกัน"

ฝูงเครื่องบินสะกัดกั้น ของกองทัพอากาศหลายฝูงบินผ่านไปในระยะสูง แต่แล้วอีกสักครู่หนึ่งเครื่องบินทิ้งระเบิดยักษ์ของข้าศึกไม่ปรากฏชาติรวม ๕ เครื่อง ก็บินเกาะหมู่ผ่านมาจากทิศตะวันออกในระยะสูงไม่เกิน ๑,๒๐๐ เมตร และอยู่ห่างจาก ดร.ดิเรก ประมาณ ๕ กิโลเมตร เครื่องมือพิเศษของนายแพทย์หนุ่ม บอกระยะความสูงของเครื่องบินได้ถูกต้องแม่นยำ

เมื่อฝูงป้อมบินยักษ์เข้ามาในระยะอันสมควรแล้ว ดร.ดิเรกก็จัดแจงสังหารหมู่เครื่องบินเหล่านี้ด้วยแสงมหาพินาศของเขา

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างรู้สึกว่าแสงวิเศษของนายแพทย์หนุ่ม ซึ่งเปิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึงวินาที มีความร้อนและมีประกายแรงกล้ามาก จนกระทั่งทำให้หน้ามืดไปชั่วขณะ

ป้อมบินยักษ์ทั้ง ๕ เครื่อง บังเกิดเพลิงไหม้ขึ้นทีละลำจนครบ ๕ ลำ ในเวลาเดียวกับที่ฝูงบินประจัญบานของเรากำลังแปรขบวนกันจะเข้าโจมตี

ประชาชนพลเมืองแลเห็นเครื่องบินข้าศึกตกเป็นเหยื่อพระเพลิง ก็กระโดดโลดเต้นส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วพระนครหลวง เครื่องบินยักษ์ทั้ง ๕ เครื่องปักหัวลงสู่พื้นดินในที่ต่างๆ กัน และบังเอิญอย่างที่สุดที่เครื่องบินยักษ์ตกลงมาในบริเวณทุ่งนาหลังหมู่บ้านบางกะปิ จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ แก่บ้านเรือนและเคหะสถานของประชาชนพลเมือง

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดู ดร.ดิเรกด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว นายพัชราภรณ์พูดโพล่งออกมาทันที

"ถ้ากันไม่ได้เห็นประจักษ์แก่ตาของกันแล้ว กันจะไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาดว่า เครื่องมือแสงมหาพินาศของแกจะสามารถเผาผลาญเครื่องบินยักษ์ได้อย่างง่ายดาย กันขอกล่าวด้วยความจริงใจว่าแกเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ

"พูดแล้วจะว่าคุย เครื่องมือปราบอากาศยานของกันยังมีอีก นอกจากแสงมหาพินาศและวิทยุ มันคือจานผีที่กันเคยปล่อยไปทั่วโลก และชาวโลกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเครื่องบินแบบใหม่ และบ้างก็เข้าใจว่าเป็นพาหนะกาศที่เดินทางมาจากโลกอื่น ความจริงมันเป็นเครื่องมือปราบอากาศยานของกันที่กันประดิษฐ์คิดขึ้นเท่านั้น จานผีของกันซึ่งใช้เครื่องวิทยุและเรดาห์บังคับ มีความเร็วสูงถึงชั่วโมงละ ๑,๕๐๐ ไมล์ มันจะพุ่งเข้าชนเครื่องบินข้าศึกแหลกละเอียด โดยตัวของมันเองจะไม่บุบสลายเลย นอกจากจะเสียการทรงตัวไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็บินไล่ชนเครื่องบินข้าศึกลำอื่นๆ ต่อไปอีก สุดแล้วแต่เราจะบังคับมันโดยทางวิทยุโทรภาพ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"ความสามารถของแกที่ทำลายป้อมบินยักษ์ได้ด้วยเครื่องมืออันวิเศษนี้ จะทำให้ข้าศึกต้องเลิกล้มความคิดที่จะรุกรานเราอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้ย่อมนับว่าคนไทยทั้งชาติ ตลอดจนคนต่างด้าวที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในประเทศไทย ได้เป็นหนี้บุญคุณแกอย่างมากมายทีเดียว"

ดร.ดิเรก หัวเราะชอบใจ ต่อจากนั้นเขาก็ยกเครื่องวิทยุสนามขึ้นพูดติดต่อไปยังกองบัญชาการ นายแพทย์หนุ่มได้แจ้งให้ทราบว่า บัดนี้เขาได้ใช้แสงมหาพินาศทำลายเครื่องบินยักษ์ของข้าศึกจนหมดสิ้นแล้ว เมื่อ ดร.ดิเรกได้ไต่ถามถึงจำนวนเครื่องบินข้าศึก ก็ทราบว่าข้าศึกได้ส่งป้อมบินยักษ์เข้ามาเพียงหกเครื่องเท่านั้น

ดร.ดิเรกจัดการเก็บเครื่องวิทยุเรียบร้อย แล้วยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว

"ไปโว้ย กลับบ้านเรา เสร็จหน้าที่ของกันแล้ว"

เชฟโรเล็ท แบบตรวจการถูกสต๊าร์ทเครื่องเข้าเกียร์กลับรถตามถนนแล้วแล่นย้อนมาทางบ้าน 'พัชราภรณ์' นายแพทย์หนุ่มภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เขาได้ทำงานสำคัญป้องกันประเทศชาติให้รอดพ้นจากการรุกรานทางอากาศของข้าศึกไม่ปรากฏชาติ

หนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับได้ลงข่าวกล่าวขวัญสดุดี ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์อย่างมากมาย นายแพทย์หนุ่มได้ใช้เครื่องมือพิเศษหรือแสงมหาพินาศทำลายล้างป้อมบินยักษ์ของข้าศึกทั้ง ๖ เครื่องเป็นเถ้าถ่านไปชั่วพริบตาเดียว บัดนี้ นายแพทย์หนุ่มได้มอบแสงมหาพินาศและเครื่องมือบังคับเครื่องบินให้แก่ทางราชการทหารแล้ว และได้อบรมสั่งสอนให้นายทหารคณะหนึ่ง รู้จักวิธีใช้เครื่องมือของเขาจนชำนาญ

วันคืนผ่านไปอีก ทางราชการได้ประกาศเลิกใช้พระราชบัญญัติภาวะคับขันแล้ว ทหารและตำรวจเลิกเตรียมพร้อมแล้ว สถานะการณ์เข้าสู่ขั้นปกติ ประชาชนทั้งประเทศ เชื่อว่า เท่าที่ข้าศึกไม่กล้าส่งฝูงเครื่องบินล่วงล้ำเข้ามาในประเทศเราอีก ก็เพราะกลัวว่าจะถูกทำลายด้วยแสงมหาพินาศ

ดร.ดิเรก ได้ใช้เวลาว่างประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือพิเศษอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องฟังเสียงอากาศยานในระยะห่างไกล ในรัศมีถึง ๕๐๐ ไมล์ นายแพทย์หนุ่มได้ทุ่มเทเวลาของเขา เท่าที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ทางราชการได้จัดส่งตำรวจสองคนมาเฝ้าบ้าน 'พัชราภรณ์' เพื่อคุ้มครองป้องกันภัยให้นายแพทย์หนุ่มผู้นี้

เย็นวันนั้น

นิกร การุณวงศ์นั่งพักผ่อนอยู่ตามลำพังบนเก้าอี้ชิงช้าริมสนามหน้าตึก เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเข้ามาใกล้ นายจอมทะเล้นก็เงยหน้าขึ้นมองดู แล้วเขาก็แลเห็น ดร.ดิเรกกำลังเดินตรงมาทางเขา นายแพทย์หนุ่มแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย ชุดสีขาวสะอาดตา มือขวาถือกระเป๋ายาและเครื่องเวชภัณฑ์

"ไปไหนมาหมอ" นิกรถามยิ้มๆ

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วตอบว่า

"ไปเยี่ยมไข้หน่อย เจ้าคุณวิศาลฯ ให้คนโทรศัพท์มาตามกัน บอกว่าท่านไม่สบาย มีอาการปวดท้องมาตั้งแต่เช้า"

นิกรลุกขึ้นยืน

"ติดรถไปด้วยคนเถอะวะ กันจะไปเฝ้ารถให้ อยู่บ้านเงียบเหงาเหลือเกิน เจ้าหงวนกับเจ้าพลไม่รู้ว่าหายหน้าไปไหนตั้งแต่บ่าย"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าและยิ้มเล็กน้อย

"ไปซี ดีแล้ว แกจะได้ช่วยเฝ้ารถให้ แล้วขากลับเลยไปหาข้าวกินกัน"

นิกรลืมตาโพลง

"อื้อฮือ แจ๋วไปเลย เรื่องกินละก้อกันไม่เคยรังเกียจรังงอนเลย สาบานให้ก็ได้"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ไม่ต้องสาบานหรอก กันเชื่อ" แล้วเขาก็ยกมือจับแขนนายจอมทะเล้น พาเดินตรงไปยังโรงเก็บรถยนต์

สักครู่หนึ่ง 'บูอิค' เก๋งสีฟ้าของนายแพทย์หนุ่มก็คลานออกมาจากโรงเก็บของมัน นิกรทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งเคียงคู่กับ ดร.ดิเรก 'บูอิค' เก๋งแล่นออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า เลี้ยวขวามือไปตามถนนสายกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ดิเรกบอกนิกรว่าบ้านท่านเจ้าคุณวิศาลฯ คนไข้ประจำของเขาอยู่ทางตลาดหมอชิต ถนนพหลโยธิน

สองสหายหารู้ไม่ว่า เก๋งดำคันหนึ่งได้แล่นติดตามมาในระยะกระชั้นชิด หลังจาก 'บูอิค' เก๋งออกมาจากบ้าน 'พัชราภรณ์' ภายในเก๋งดำคันนี้มีชายฉกรรจ์ ๔ คน ตละคนหน้าตาเหี้ยมเกรียมบอกให้รู้ว่าเป็นอาชญากร ดร.ดิเรกได้ถูกคนร้ายโทรศัพท์มาลวงเขา ความจริงเจ้าคุณวิศาลฯ ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลย และขณะนี้ท่านเจ้าคุณก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ พาครอบครัวของท่านอพยพไปอยู่ต่างจังหวัด นับแต่วันที่ฝูงป้อมบินยักษ์ของข้าศึกไม่ปรากฏชาติได้บินล่วงล้ำเข้ามา จนกระทั่งบัดนี้เจ้าคุณวิศาลฯ ก็ยังไม่กลับ

'บูอิค' เก๋งแล่นมาถึงสี่แยกราชประสงค์ก็เลี้ยวขวา ตรงมาทางประตูน้ำปทุมวันด้วยความเร็วในราวชั่วโมงละ ๔๐ ไมล์ซึ่งค่อนข้างเร็วสักหน่อย เก๋งดำคงแล่นกวดติดๆ มา

อีกสักครู่หนึ่งก็มาถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 'บูอิค' เก๋งเลี้ยวอ้อมอนุสาวรีย์ตัดเข้าถนนพหลโยธิน ตรงไปยังจุดหมายปลายทาง เก๋งดำคงติดตามมาในระยะกระชั้นชิด

ก่อนจะถึงซอยลือชาเลยสนามเป้าไปไม่กี่มากน้อย เก๋งดำก็กดแตรขอทาง นิกรบังคับรถแล่นชิดขอบถนนทางซ้าย เปิดทางให้ด้วยสัญญาณมือ แล้วก็คุยกับนายแพทย์หนุ่มถึงเรื่องที่ผู้ชายหนุ่มๆ ชอบคุยกัน ต่างหัวเราะต่อกระซิกกันมาตลอดทาง ทั้งนิกรและ ดร.ดิเรกหารู้ไม่ว่าตนกำลังจะได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวง

เก๋งดำซึ่งเป็นรถไครสเลอร์แบบใหม่ แต่ใช้หมายเลขทะเบียนปลอมพุ่งปราดขึ้นมาทางขวาด้วยความเร็วสูง พอทันกันชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งก็ร้องตะโกนเรียก ดร.ดิเรกด้วยเสียงอันดัง

"คุณหมอ-คุณหมอครับ"

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้ามองดู ชายผู้นั้นยกมือไหว้ ดร.ดิเรกอย่างนอบน้อม แล้วตะโกนมาดังๆ

"หยุดเดี๋ยวครับ คุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางนิกร

"หยุด-หยุดเดี๋ยวโว้ย นึกไม่ออกว่าใคร เขาอาจจะเคยเป็นคนไข้ของกันก็ได้"

นิกรบังคับรถให้หยุดนิ่งข้างทาง ส่วนเก๋งดำจอดอยู่ข้างหน้าห่างจากรถ 'บูอิค' เก๋งประมาณ ๑๕ เมตร ชายฉกรรจ์สองคนแต่งกายภูมิฐานก้าวลงมาจากเก๋งดำคันนั้น แล้วพากันเดินตรงมาที่รถ 'บูอิค' เก๋งอย่างรีบร้อน แต่ใบหน้าของคนทั้งสองยิ้มแย้มแจ่มใส คล้ายกับว่ารู้จักคุ้นเคยกับนายแพทย์หนุ่มเป็นอย่างดี ความจริงเขาคืออาชญากรขนาดดาวร้าย ที่เป็นลูกมือของชาวต่างประเทศคณะหนึ่ง เจ้าของลัทธิที่เป็นศัตรูสำคัญของประเทศไทย

ชายร่างใหญ่ยิ้มให้ ดร.ดิเรก

"ผมอยากพบคุณหมอมานานแล้ว นี่คุณหมอกำลังจะไปไหนครับ"

ดร.ดิเรกทำหน้าตื่นๆ นึกไม่ออกว่าเขาเคยรู้จักกับชายทั้งสองคนนี้ตั้งแต่เมื่อไร ดิเรกยิ้มแห้งๆ และตอบอ้อมแอ้ม

"ผมจะรีบไปเยี่ยมไข้ทางตลาดหมอชิตครับ"

"อ้อ.." ชายร่างใหญ่อุทาน "ถ้าอย่างนั้นเราไปทางเดียวกัน ให้ผมกับเพื่อนติดรถไปด้วยเถอะครับ ผมอยากจะปรึกษาหารือกับคุณหมอถึงเรื่องอาการป่วยของเมียผม คุณหมอเคยบอกผมว่า แกจะป่วยด้วยโรคนั้นอีกก็เป็นความจริง"

ดร.ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"เชิญสิครับ เชิญขึ้นทางหลังรถ"

ชายฉกรรจ์ทั้งสองต่างเปิดประตูก้าวขึ้นมานั่งตอนหลัง 'บูอิค' เก๋ง นิกรเข้าเกียร์นำ 'บูอิค' แล่นต่อไป พอผ่านเก๋งดำ ชายร่างใหญ่ก็พยักพะเยิดกับคนขับรถ ซึ่งนั่งอยู่กับสมุนของเขาคนหนึ่ง ให้ขับเก๋งดำตามมา

เท่านี้เอง ดร.ดิเรกก็ตกเป็นเชลยของเหล่าร้ายคณะนี้ ชายร่างใหญ่ล้วงกระเป๋ากางเกงดึงรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ออกมา นายจอมทะเล้นมองแลเห็นในกระจกมองหลังก็สะดุ้งเฮือก เขาพูดกับนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"เฮ้ย-เราเสียท่าเขาเสียแล้วละหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหันขวับไปทางข้างหลัง พอแลเห็นปืนพกก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"เฮ้-อย่าล้อเล่นน่าคุณ พลาดพลังลั่นตูมตามออกมาผมจะลำบาก เมื่อผมอยู่ประเทศอินเดีย ท่านมหาราชาจันทรกุมารเคยล้อผม ด้วยพระแสงปืนครั้งหนึ่งแล้ว ลั่นโป้งออกมาเฉียดใบหูผมไปอย่างหวุดหวิด" แล้วดิเรกก็ฝืนหัวเราะ "เอาเก็บใส่กระเป๋าเสียเถอะคุณ ผมจะได้คลับคล้ายคลับคลาว่าคุณเป็นนายตำรวจ"

ชายร่างใหญ่หัวเราะก้าก

"มิได้คุณหมอ"

"อ้าว-คุณเป็นอะไรล่ะครับ"

ชายร่างใหญ่ยักคิ้วแล้วตอบอย่างองอาจ

"ผมเป็นผู้ร้าย"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือก

"คุณเป็นผู้ร้าย... ถ้าอย่างนั้นคุณจะเอายังไงกับผม ถ้าคุณจะจี้ผมละก็ ผมมีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงสามร้อยกว่าบาทเท่านั้น ผมยินดีสละให้คุณตามธรรมเนียมของเจ้าทรัพย์ที่ดี เพื่อไม่ให้คุณต้องเสียลูกปืน"

เจ้าหมอนั้นยิ้มแสยะ

"สิ่งที่ผมต้องการคือตัวคุณหมอ คุณหมออย่าเอะอะไปเลยครับ แล้วก็อย่าพยายามขัดขืนผม อ้ายผมน่ะนิสัยเสียมานานแล้ว ยิงคนทิ้งอย่างง่ายดายที่สุด"

ดร.ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ เป็นอันว่าผมยอมจำนนคุณแล้ว โดยไม่มีเงื่อนไขอะไร"

นิกรถอนเท้าขวาจากคันน้ำมัน เปลี่ยนมาเหยียบห้ามล้อเบาๆ ทันใดนั้นเองชายร่างใหญ่ก็ยกรีวอลเว่อร์ขึ้นจ่อท้ายทอยนายจอมทะเล้นทันที

"ขับต่อไปพี่ชาย ถ้าแกไม่อยากตาย"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วฝืนหัวเราะปลอบใจตัวเอง

"ความสัมพันธ์ระหว่างลื้อกับหมอดิเรก อั๊วไม่เคยมีส่วนรู้เห็นด้วยเลย ปล่อยให้อั๊วกลับไปบ้านดีกว่า แล้วก็ลื้อขับรถไปก็แล้วกัน ลื้อจะจัดการกับหมออย่างไรเป็นเรื่องของลื้อ สำหรับอั๊วธุระไม่ใช่"

ชายร่างใหญ่คำรามเบาๆ ในลำคอ

"อยากตายเรอะ" เขาตวาดลั่น

"ใครบอกแกล่ะ" นิกรตวาดให้บ้าง แล้วเข้าเกียร์นำรถแล่นต่อไป

ด้วยอำนาจปืนพกและระเบิดมือซึ่งอยู่ในมือของเพื่อนชายร่างใหญ่ นิกรขับ 'บูอิค' เก๋งไปตามถนนพหลโยธินจนกระทั่งเกือบถึงบางเขน ชายร่างใหญ่ก็บังคับให้นิกรนำรถเลี้ยวเข้าไปในคฤหาสน์หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ มีบริเวณบ้านกว้างขวางมาก และมีรั้วรอบขอบชิด ตัวตึกใหญ่โตทันสมัย บ้านนี้แหละคือสำนักงานใหญ่ของประเทศมหาอำนาจที่ส่งฝูงเครื่องบินปีศาจเข้ามารุกรานเรา นายแพทย์หนุ่มรู้ทันทีว่าชายร่างใหญ่กับพรรคพวกจับกุมเขามาให้ชาวต่างประเทศเจ้าของบ้านนี้ ซึ่งดิเรกแลเห็นชาวยุโรปคนหนึ่งแต่งกายเรียบร้อยยืนเด่นอยู่หน้าตึก

นิกรถูกบังคับให้หยุดรถห่างตึกใหญ่เล็กน้อย เก๋งสีดำติดตามมาด้วยและหยุดใกล้ๆ กัน นายแพมย์หนุ่มกับนิกรถูกบังคับให้ลงจากรถ และเดินขึ้นไปบนตึก เมื่อเข้ามาในห้องโถง สองสหายก็แลเห็นชาวต่างประเทศไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน นั่งอยู่เรียงรายรอบห้องโถงนั้น

ชาวต่างประเทศรูปร่างผอมสูงคนหนึ่ง เดินเข้ามายื่นมือให้ ดร.ดิเรกจับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"สายัณสวัสดิ์หมอ ข้าพเจ้าพันตรี แบลนคอฟ ขอแนะนำตัวให้ท่านรู้จัก ข้าพเจ้าเสียใจมากที่คนของข้าพเจ้าได้เชิญท่านมาพบกับพวกเราด้วยการขู่บังคับ"

นายแพทย์หนุ่มไม่ยอมสัมผัสมือด้วย เขาพยายามวางท่าให้สง่าผ่าเผย

"บอกความประสงค์ของท่านมาให้ข้าพเจ้าทราบเถอะ" นายแพทย์หนุ่มไก้โต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน

พ.ต. แบลนคอฟก้มศีรษะเล็กน้อย

"ความประสงค์ของเราก็คือ เราจะเชิญท่านไปเป็นประธานสภาการวิทยาศาสตร์แห่งประเทศเรา ซึ่งรัฐบาลของเราจะจ่ายเงินให้ท่านปีละห้าแสนดอลล่า"

นิกรพอฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ก็รีบกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"ตกลงโว้ยหมอ ห้าแสนดอลล่าคิดเป็นเงินไทยเกือบสิบล้านบาทเชียวนะ ทำกับเขาสักห้าหกปีแกกลับมาเมืองไทยแกก็มีเงินพอๆ กับอ้ายเสี่ย"

ดิเรกทำตาเขียวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ตกลงยังไงกันวะ แกรู้หรือเปล่าเจ้าพวกนี้แหละ ที่ส่งเครื่องบินเข้ามารุกรานเรา แกจะให้กันขายชาติยังงั้นหรือ" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็พูดกับนายทหารต่างด้าว "ข้าพเจ้าไม่อาจจะร่วมมือกับรัฐบาลของท่านได้ ถึงจะจ้างข้าพเจ้า ด้วยจำนวนเงินมากมายเพียงใด ข้าพเจ้าก็ขอปฏิเสธ"

พ.ต. แบลนคอฟหัวเราะเบาๆ

"ท่านจะตกลงหรือปฏิเสธก็ตาม แต่ท่านจะต้องเดินทางไปประเทศเราอย่างแน่นอน คืนวันนี้เราจะพาท่านกับเพื่อนของท่านคนนี้ เดินทางไปบางปู ลงเรือยนต์ไปกลางทะเล ซึ่งจะมีเรือดำน้ำมาคอยรับท่านเดินทางไปประเทศเรา"

นิกรหน้าจ๋อย เขากล่าวกับชาวยุโรปซึ่งเป็นนายทหารต่างด้าวว่า

"ท่านนายพันตรี ข้าพเจ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ และไม่มีวิชาความรู้มากมายอะไร ข้าพเจ้าคิดว่าอย่าเอาตัวข้าพเจ้าไปเลย เงินค่าจ้างปีละห้าแสนดอลล่า สำหรับข้าพเจ้าน่ะ มันอาจจะแพงเกินไป"

พ.ต.แบลนคอฟกับพรรคพวกของเขา พากันหัวเราะลั่นห้องโถง แบลนด์คอฟยกมือตบบ่านิกรค่อนข้างแรง

"สหายเอ๋ย สำหรับท่านปีละห้าสิบดอลล่าเราก็เห็นว่าแพงเกินไปเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"แล้วท่านจะเอาข้าพเจ้าไปทำไมล่ะ"

"เราต้องการให้ท่านไปเป็นเพื่อน ด๊อกเตอร์ดิเรก แต่ว่าเราจะหางานให้ท่านทำอย่างสมเกียรติทีเดียว อย่างน้อยที่สุดเราก็จะให้ท่านเป็นชาวนาผู้มีเกียรติของเรา"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านอย่างยิ่งที่จะให้เกียรติข้าพเจ้าเป็นถึงชาวนา นี่แน่ะท่านนายพันตรีที่นี่มีโทรศัพท์หรือเปล่า"

"ท่านจะพูดไปถึงใคร"

"พูดไปถึงนายร้อยเวรที่กองปราบปรามสามยอด ให้เขามาพบกับข้าพเจ้าที่นี่สักหน่อย ท่านจะขัดข้องไหม"

พ.ต.แบลนคอฟหัวเราะชอบใจ หันมาทางชายร่างใหญ่กับสมุนอีกสามคนซึ่งยืนอยู่ข้างประดู สั่งให้นำ ดร.ดิเรกกับนิกรขึ้นไปคุมขังไว้ในห้องข้างบน

สองสหายหมดอิสระภาพแล้ว นายแพทย์หนุ่มกับนิกรถูกนำตัวขึ้นมาข้างบนและตรงไปที่ห้องๆ หนึ่ง ชายร่างใหญ่กับเพื่อนร่วมใจทั้งสามพาสองสหายเข้าไปในห้องซึ่งจัดเป็นห้องคุมขัง หน้าต่างและประตูเป็นลูกกรงเหล็ก ภายในปราศจากเข้าข้องที่มีค่า มีแต่เตียงนอนเก่าๆ อยู่สองเตียง และโต๊ะเก้าอี้เลวๆ อีกหนึ่งชุด ชายร่างใหญ่พูดกับนายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"ขอโทษนะครับคุณหมอ เท่าที่ผมได้รุนแรงกับคุณหมอไปบ้าง ถ้าหากว่าผมไม่ใช้ปืนขู่แล้ว คุณหมอกับเพื่อนของคุณหมอก็คงจะไม่ยอมมากับเราโดยดี"

ดร.ดิเรกมองดูชายร่างใหญ่อย่างเดือดดาล

"อ้ายน้องชาย แกเกิดมาเป็นคนไทยเสียชาติเกิด แกไม่นาจะยอมตัวมาเป็นเครื่องมือของคนต่างด้าว ที่เป็นศัตรูของประเทศเราเลย"

ชายร่างใหญ่หัวเราะ

"เงินน่ะมันไม่เข้าใครออกใครหรอกครับ ผมทำงานอยู่ที่นี่ ผมได้เงินเดือนถึงเดือนละหมื่นบาท นั่งกินนอนกินไม่ต้องทำอะไร นานๆ ถึงจะมีงานทำสักอย่าง อ้า-ส่งกระเป๋ามาให้ผมเก็บไว้เถอะครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"อย่ายุ่งกับของของกันเลย ในนี้ไม่มีอะไรหรอกนอกจากหยูกยาและเครื่องเวชภัณฑ์เท่านั้น"

ชายร่างใหญ่อมยิ้ม

"แต่คุณหมออาจจะมีปืนพกไว้ในกระเป๋ายาก็ได้ เปิดออกให้ผมดูหน่อยเถอะครับ"

ดร.ดิเรกบ่นพึมพำ วางกระเป๋ายาของเขาลงบนโต๊ะแล้วเปิดออก ชายร่างใหญ่มองดู เมื่อไม่เห็นมีอาวุธสิ่งใด เขาก็พูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"เอาละครับ กระเป๋ายานี่ผมไม่เอาไปทำอะไรหรอก คุณหมอเก็บไว้เถอะ" พูดจบเขาก็พาพรรคพวกของเขาเดินออกไปจากห้อง จัดแจงปิดประตูลั่นกุญแจ เรียบร้อยแล้วพวกเหล่าร้ายก็เดินไปจากหน้าห้องขัง

ดร. ดิเรกกับนายจอมทะเล้นมองดูหน้ากันและยักคิ้วให้กัน

"ยังไงหมอ ในที่สุดเราก็เสียทีมันอย่างง่ายดายที่สุด กันเข้าใจแผนการณ์ของอ้ายพวกนี้เป็นอย่างดี มันเป็นความผิดของแกเองที่เสือกไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คุยโม้ว่าแกเป็นผู้ประดิษฐ์คิดแสงมหาพินาศ และเครื่องมือปราบอากาศยานอีกหลายอย่าง อ้ายพวกนี้มันมีความประสงค์จะเก็บตัวแก และล่งตัวแกไปประเทศของมัน ซึ่งทำให้กันต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย"

ดร.ดิเรกหยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"ไม่มีเวลาเตรียมตัวเลย ลูกเมียก็ไม่ได้บอกเล่าเก้าสิบให้รู้ เสื้อผ้าก็ไม่ได้เตรียม หนังสือเดินทางก็ยังไม่ได้ขอ"

นิกรแยกเขี้ยวแล้วพูดเสียงลั่น

"ไม่ต้องมีหนังสือเดินทางหรอกโว้ย มันส่งเราไปทางเรือดำน้ำ เข้าใจว่าเมื่อไปถึงทะเลจีนคงมีเรือบินทะเลรับเราไปอีกทอดหนึ่ง"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"แกอยากไปเที่ยวเมืองนอกไหมล่ะ"

นิกรทำคอย่นแล้วสั่นศีรษะ

"ไปหาหอกอะไรเล่า เราต้องไปในฐานะอยู่ในอำนาจของมัน"

ดร.ดิเรกมองดูกระเป๋ายาของเขาแล้วหัวเราะชอบใจ ยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมารอบห้องขัง ใบหน้าเคร่งเครียดเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส

"อ้ายพวกนี้มันเห็นว่ากันเป็นกำลังของประเทศไทย และนอกจากนี้กันยังมีวิชาความรู้ในทางวิทยาศาสตร์อย่างยอดเยี่ยม มันจึงต้องการตัวกันเพื่อจะให้เป็นประโยชน์แก่มันต่อไป แต่..." แล้วดิเรกก็หัวเราะก้าก "คนอย่างด๊อกเตอร์ดิเรกยอมตายดีกว่าที่จะเป็นคนขายชาติ อ้ายกร ห้องขังเพียงนี้ไม่สามารถที่จะคุมขังแกกับกันได้หรอก"

นิกรหัวเราะ

"อย่าคุยหน่อยเลยวะหมอ ซี่ลูกกรงหน้าต่างอันหนึ่งไม่ใช่เล็ก ถึงอย่างไรเราก็ไม่มีหวังที่จะหนีไปจากห้องขังนี้ได้"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองไปทางประตูห้องแล้วกระซิบกระซาบกับนิกร

"ในกระเป๋าเครื่องเวชภัณฑ์ของกัน กันมียาฉีดที่จะทำให้เราล่องหนติดมาด้วยสามสี่หลอด เข็มฉีดยาก็มีอยู่พร้อม เพียงแต่เราฉีดยานี้เข้าไปในร่างกายของเราคนละเข็มเราก็หายตัวได้"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ก็วิเศษน่ะซีโว้ย" เขาพูดเสียงลั่น

ดร.ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"อย่าเอ็ดไป ประเดี๋ยวพวกมันจะได้ยินเข้า แผนการณ์หลบหนีของเราจะไม่สำเร็จ อย่าร่ำไรเลยกันจะฉีดยาให้แกเดี๋ยวนี้ แล้วก็แกฉีดให้กันหนึ่งเข็ม ภายในห้านาทีนี้เราก็จะกลายเป็นล่องหน"

นิกรยิ้มแป้น มองดูนายแพทย์หนุ่มซึ่งกำลังเปิดกระเป๋ายาของเขาขึ้น

"หมอโว้ย ถ้าแม้ว่าเราหายตัวได้ ร่างกายของเราก็ไม่ได้สูญหายไปไหน มันเป็นเพียงวัตถุโปร่งแสงเท่านั้น เราจะออกไปจากห้องขังนี้ได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้หายตัวแบบคาถาอาคม"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อเราหายตัวได้ เราก็ต้องมีหวังที่จะออกไปจากห้องขังนี้ได้ หลังจากร่างกายของเรากลายเป็นวัตถุโปร่งแสง อ้ายพวกเหล่าร้ายผ่านมาทางห้องขังมองไม่เห็นเรา ก็จะเกิดเอะอะขึ้นไขกุญแจห้องขังเขามาตรวจดูร่องรอยต่างๆ เท่านี้เองเราก็เดินออไปจากห้องนี้อย่างสบาย"

นิกรหัวเราะลั่น ดีใจที่จะได้รับอิสรภาพ ต่อจากนั้นสองสหายก็ช่วยกันฉีดยาให้กันคนละเข็ม และเพียงครู่เดียวร่างกายของคนทั้งสองก็กลายเป็นล่องหนแลเห็นแต่เสื้อกางเกงและรองเท้าเท่านั้น

นายแพทย์หนุ่มกับนิกรต่างเปลื้องเสือผ้าของตนตลอดจนกางเกงในถุงเท้ารองเท้าออก และโยนออกไปนอกหน้าต่างลูกกรงเหล็กซึ่งอยู่ทางหลังตึก

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ล่องหนทั้งสองนั่งสนทนากันเงียบๆ อยู่บนเตียงนอน นิกรยกมือกอดอกและบ่นพึมพำ

"ว้า...ไม่ได้นุ่งผ้านุ่งผ่อน ลมพัดหนาวเหลือเกิน กันกำลังวิตกว่า ถ้าเราหลบหนีไปได้และยาของแกเกิดเสื่อมคุณภาพขึ้นกลางทาง ทำให้เราคืนร่างขึ้น เราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"กันรับรอง ยานี้จะทำให้เราล่องหนได้เป็นเวลา ๖ ชั่วโมง แต่ถ้าเราประสงค์จะคื่นร่างกันก็มียาฉีดอีกขนานหนึ่งอยู่ที่บ้านของเรา เมื่อฉีดเข้าไปแล้วเราก็จะกลับคืนร่างภายในสองสามนาที"

การสนทนาหยุดชะงักเมื่อสองสหายได้ยินเสียฝีเท้าคนเดินอยู่หน้าห้อง ชายร่างใหญ่ที่จับกุมสองสหายมานั่นเอง เขาหยุดยืนหน้าห้องคุมขังและมองเข้ามาในห้อง เมื่อไม่เห็นสองสหายเขาก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เข้าใจว่า ดร.ดิเรกกับนิกรคงหลบหนีไปแล้ว แต่อาจอยู่บนเพดานตึกก็ได้

ชายร่างใหญ่รีบไขกุญแจเปิดประตูห้องขังออก พาตัวเดินเข้ามาในห้อง นิกรลุกขึ้นยืนเดินย่างสามขุมเข้ามาหา โดยที่ชายร่างใหญ่ไม่มีโอกาสที่จะมองเห็นเขาได้เลย แล้วนิกรก็ลั่นหมัดขวาชกถูกปลายคางเจ้าหมอนั่นเต็มแรงเกิด เสียงดังพล๊อก

ชายร่างใหญ่เซถลาไปปะทะกำแพงห้อง ล้มลงก้นกระแทกพื้น ดร.ดิเรกกระโจนเข้าไปกระทืบซ้ำเต็มรัก

"นี่แน่ะ ต้องเอามึงอย่างนี้ มึงทรยศต่อชาติ"

ชายร่างใหญ่นอนนิ่งเฉยสิ้นสติสมประดี สองสหายพากันเดินออกมาจากห้องอย่างสบายใจ นิกรยกมือเกาก้นแล้วผิวปากเบาๆ พานายแพทย์หนุ่มเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง มันเป็นห้องสำหรับส่งวิทยุ มีเครื่องรับส่งวิทยุขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมกลางห้อง ชาวต่างประเทศสองคนในวัยหนุ่มฉกรรจ์กำลังทำหน้าที่ของเขา คือรับและส่งวิทยุ นิกรพยักพะเยิดกับ ดร.ดิเรกแล้วเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ ยกมือเขกกะบานพนักงานวิทยุคนที่นั่งอยู่ทางซ้ายเสียงดังโป๊ก

เจ้าหมอนั่นสะดุ้งเฮือก หันขวับมามองเพื่อนของมัน แล้วเอ็ดตะโรลั่นเป็นภาษาเขา

"ทำไมคุณทะลึ่งกับผมอย่างนี้ล่ะ ผมไม่เคยเล่นกับคุณอย่างรุนแรงถึงกับเขกกะบานคุณเลย"

พนักงานที่นั่งอยู่ทางขวาทำหน้าชอบกล

"เอ๊ะ ผมเปล่านาคุณร้อยเอก"

"ยังจะแก้ตัวอีก เราอยู่กันเพียงสองคนเท่านี้"

นิกรเผลอตัวหัวเราะออกมาเสียงลั่นห้อง พนักงานวิทยุทั้งสองตกใจรีบลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเองนายแพทย์หนุ่มก็คว้าปืนพกในลิ้นชักโต๊ะของพนักงานวิทยุออกมา แล้วยกด้ามปืนฟาดกะบานเจ้าหนุ่มผิวขาวทั้งสองคน คนละที พนักงานวิทยุทั้งสองคนยืนโงนเงนอยู่สักครู่ก็ล้มลงกลางห้อง

สองสหายช่วยกันทำลายเครื่องรับส่งวิทยุ จนกระทั่งเสียหายหมด ไม่อาจซ่อมแซมได้อีก แล้วก็พากันเดินออกไปจากห้องรับส่งวิทยุนั้น

ดร.ดิเรก กับนิกรช่วยกันสำรวจตึกหลังนี้ทีละห้อง สักครู่หนึ่งสองสหายก็ได้พบอาวุธปืนและกระสุนดินดำมากมายอยู่ในห้องๆ หนึ่ง มีปืนกลมือคล้ายกับแบบเมตเสน ลูกระเบิดมือแบบที่มีก้านสำหรับจับขว้าง ปืนพกแบบเมาเซอร์ถึงสี่ลังใหญ่ๆ กระสุนปืนหลายหีบ ลังฉำฉาทางขวามีลูกระเบิดมือบรรจุอยู่เต็มหลายลัง มีปืนปราบรถถังอยู่สามกระบอก เครื่องยิงระเบิดอีกสองเครื่อง และมีดินระเบิดอย่างร้ายแรงอยู่หลายถัง

นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงหนักๆ

"กันคิดว่าอ้ายพวกนี้ต้องเตรียมก่อวินาศกรรมอย่างแน่นอน ถ้าอาวุธทั้งหมดนี่ถูกจ่ายแจกไปยังพวกของมันแล้ว รัฐบาลของเราคงจะปราบปรามได้โดยยาก"

นิกรว่า "ระเบิดคลังแสงของมันเสียเลยเป็นยังไง สายชนวนระเบิดก็มีอยู่แล้ว เอาสายชนวนจ่อเข้าไปในถังดินระเบิด จุดมันขึ้นแล้วเราก็รีบหนีออกไปจากบ้าน คงมีเวลาหนีออกไปทันถมไป"

นายแพทย์หนุ่มไม่เห็นพ้องด้วย

"อย่าดีกว่า อาวุธเหล่านี้เราควรจะให้เป็นสมบัติของตำรวจและทหารไว้ใช้ต่อไป กันคิดว่าเราโทรศัพท์ไปที่กองปราบดีกว่า บอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยกกำลังมาที่นี่ ทะลายซ่องอ้ายพวกนี้ ตำรวจก็คงจะได้ตัวพวกเหล่าร้ายพร้อมด้วยหลักฐานต่างๆ ตลอดจนแผนการณ์ของมันที่จะทำลายล้าง หรือยึดครองประเทศไทย"

สองสหายพากันเดินออกไปจากห้องอาวุธ และลงบันไดมาข้างล่าง บุกเข้าไปในห้องๆ หนึ่งทางขวามือ มีเครื่องโทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะทำงานโต๊ะหนึ่ง นิกรจูงมือดิเรกเข้ามาที่เครื่องโทรศัพท์นี้ ยกหูฟังขึ้นหมุนเลขอัตโนมัติต่อตรงไปยังกองกำกับการกองปราบที่สามยอด

นิกรใช้เวลาพูดโทรศัพท์กับนายร้อยเวรเกือบสิบนาที เขาได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง และบอกให้ทราบว่าขณะนี้เขากับ ดร.ดิเรกอยู่ในบ้านหลังนี้ในสภาพของล่องหน ขอให้เจ้าหน้าที่กองปราบรีบยกกำลังมาโดยเร็วที่สุด

สองสหายพากันออกไปทางเฉลียงหลังตึก ชาวต่างประเทศในวัยกลางคนสองคน นั่งสนทนากันอยู่บนม้ายาว นิกรย่องเข้ามายกมือทั้งสองจับศีรษะของชาวต่างประเทศทั้งสองคนกระแทกกันดังโป๊ก แล้วเขาก็หัวเราะลั่น

ชาวต่างประเทศทั้งสองตกใจรีบลุกขึ้น นัยน์ตาเหลือลาน มองไปรอบๆ บริเวณนั้น แล้วเจ้าคนหนึ่งก็ร้องขึ้นดังๆ

"โว้ย ผีหลอกกลางวันโว้ย"

ต่างพากันวิ่งหนีล่องหนเข้าไปในห้องกลาง นายแพทย์หนุ่มหัวเราะงอหาย ชอบอกชอบใจ หลังจากนั้นก็ชวนกันเข้าไปในห้องโถงหรือห้องกลางชั้นล่างนั่นเอง

ชาวต่างประเทศคณะก่อการร้ายกำลังกำลังประชุมปรึกษาหารือกันวางแผนการณ์ที่จะก่อวินาศกรรมตามกำหนดเวลาในไม่ช้านี้ ที่ผนังตึกมีแผนที่จังหวัดพระนครขนาดใหญ่ บอกถนนหนทางและสถานที่ต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน พันตรีแบลนคอฟถือหวายถืออันเล็กๆ กำลังบรรยายแผนการณ์วินาศกรรมให้สมาชิกฟัง ล่องหนทั้งสองเดินไปนั่งที่โซฟาร์ตัวหนึ่ง ต่างไม่สามารถที่จะฟังถ้อยคำของ พ.ต.แบลนคอฟได้ เพราะเขาพูดภาษาของเขา

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง เสียงไซเลนท์ของรถจี๊ปตำรวจก็ดังแว่วมาแต่ไกล และใกล้เข้ามาตามลำดับ สองล่องหนรีบลุกขึ้นพากันเดินออกไปหน้าตึก คอยต้อนรับเจ้าพนักงาน บรรดาพวกก่อการร้ายไม่มีใครระแวงสงสัยอะไร เข้าใจว่าเป็นรถคนเจ็บของโรงพยาบาลภูมิพล

สักครู่หนึ่ง รถจี๊ปตำรวจนครบาลกองปราบสามคันก็เลี้ยวเข้ามาในซ่องจารกรรมอย่างรวดเร็ว มีรถสเตชั่นสองคัน บรรทุกตำรวจแน่นขนัดติดตามเข้ามาด้วย

พอรถหยุด เจ้าพนักงานก็เผ่นแผล็วลงจากรถพร้อมด้วยอาวุธปืนคู่มือ แยกย้ายกันเข้าล้อมตึกหลังนี้

บรรดาพวกเหล่าร้ายแตกฮือวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบน แต่กำลังตำรวจไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน วิ่งขึ้นมาบนตึกในเวลารวดเร็วฉับพลัน เจ้าพนักงานช่วยกันจับพวกเหล่าร้ายไว้ได้โดยไม่มีการต่อสู้เลย ทั้งนี้ก็เพราะล่องหนทั้งสองได้เอากุญแจใส่ห้องอาวุธเสียแล้ว เจ้าพนักงานต่างแยกย้ายกันเข้าค้นห้องต่างๆ ในความควบคุมของ นายร้อยตำรวจเอกร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง

ทั้งตำรวจและเหล่าร้ายหารู้ไม่ว่า ตลอดเวลาที่จับกุมกันนี้ นิกรกับ ดร.ดิเรกได้เดินเพ่นพ่านไปมารอบๆ ตัวตึก และไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงานแต่อย่างใด เพราะพวกคนร้ายยอมจำนนโดยดี ไม่มีใครต่อสู้ขัดขืน

สองล่องหนพากันเดินเข้ามาหา ร.ต.อ.มานพ นิกรกิจ อัศวินหนุ่มรูปหล่อร่างสูงใหญ่ ซึ่งยืนอยู่หน้าห้องคลังกระสุนของฝ่ายเหล่าร้าย มีตำรวจห้าหกคนยืนอยู่ด้วย ดร.ดิเรกรู้จักกับนายตำรวจหนุ่มผู้นี้ดี เพราะเคยเป็นคนไข้ของเขา นอกจากนี้พี่ชายของ ร.ต.อ.มานพ ยังเป็นเพื่อนเกลอของ ดร.ดิเรก เนื่องจากเป็นนักเรียนนอกรุ่นเดียวกัน

นายแพทย์หนุ่มกล่าวแก่อัศวินร่างใหญ่เบาๆ

"สวัสดีคุณมานพ ผมอยู่นี่แล้ว"

อัศวินหนุ่มกับพวกตำรวจสะดุ้งเฮือกไปตามกัน แล้วพากันถอยหลังกรูด ดร.ดิเรกหัวเราะก้ากใหญ่

"อย่าแปลกใจอะไรเลยพวกเรา ผมกับนิกรเพื่อนของผมกำลังอยู่ในสภาพล่องหน ไม่มีใครที่จะมองเห็นตัวเราได้"

ร.ต.อ.มานพ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว

"คุณหมอ" เขาอุทานออกดังๆ

"ครับ-ผมเอง" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "ช่วยกันพังประตูห้องนี้เข้าไปเถอะครับ แล้วคุณจะได้พบอาวุธและกระสุนดินดำมากมาย ซึ่งพวกเหล่าร้ายสะสมไว้ ผมไปละครับ หมดหน้าที่ของผมแล้ว"

ร.ต.อ.มานพรีบพูดขึ้นทันที

"เดี๋ยว-เดี๋ยวครับคุณหมอ อย่าเพิ่งไป ผมต้องขอเชิญคุณหมอและเพื่อนของคุณหมอไปที่โรงพักด้วย ในฐานที่เป็นเจ้าทุกข์ ถูกพวกคนร้ายเอาตัวมากักขังไว้"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"เอาเถอะครับ ให้ผมกับดิเรกไปบ้านจัดการคืนร่างเสียก่อน แล้วผมจะไปที่โรงพักสามยอด ผมแก้ผ้าตัวล่อนจ้อนอย่างนี้ รำคาญเต็มทนแล้ว ขอให้เราได้กลับไปนุ่งผ้านุ่งผ่อนให้เป็นผู้เป็นคนกับเขาเสียก่อน"

สองล่องหนพากันลงบันไดไปชั้นล่างอย่างสง่าผ่าเผย ร.ต.อ.มานพกับพวกตำรวจยืนตลึงพรึงเพริดไปตามกัน ได้ยินแต่เสียงนิกรกับนายแพทย์หนุ่มสนทนากันและหัวเราะต่อกระซิกกัน แต่ไม่มีใครมองเห็นตัว

เจ้าพนักงานตำรวจเกือบ ๓๐ คนกำลังนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดขึ้นรถสเตชั่น บรรดาพวกเหล่าร้ายหน้าตาซีดเผือดมีกิริยาท่าทางเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ นายแพทย์หนุ่มพานิกรเดินเข้ามาที่รถตรวจการคันใหญ่ แลเห็น พ.ต.แบลนคอฟนั่งอยู่ในรถ ก็ยกมือตบบ่านายทหารต่างด้าวค่อนข้างแรงแล้วพูดขึ้นดังๆ

"ยังไงท่านนายพันตรี ท่านวางแผนการณ์จับข้าพเจ้าแต่แล้วท่านกับพรรคพวกของท่านก็เสียทีเรา ขณะนี้ข้าพเจ้ากับเพื่อนของข้าพเจ้ากลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปแล้ว ท่านลองดูซิว่าข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน"

บรรดาผู้ต้องหาและตำรวจผู้ควบคุมต่างตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว สอดสายตามองหา ดร.ดิเรกและนิกร แต่ก็ไม่มีใครมองเห็น นิกรกล่าวกับนายร้อยโทคนหนึ่งซึงยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงสามก้าว

"ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจหรอกครับหมวด อย่าพยายามมองดูผมกับดิเรกเลย ถึงอย่างไรก็มองไม่เห็น"

นายแพทย์หนุ่มจูงมือล่องหนนิกรพาเดินไปที่รถ 'บูอิค' เก๋งของเขา บรรดาผู้ต้องหาซึ่งนั่งอยู่ในรถต่างมองดูหน้ากัน และพูดกันเสียงแซ่ดไปหมด พ.ต.แบลนคอฟกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"มายก๊อด...ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกนี้ที่เก่งกาจไปกว่าด๊อกเตอร์ดิเรกแห่งประเทศไทย แผนของพวกเราพินาศเสียแล้ว เพราะความสามารถ ของด๊อกเตอร์ดิเรกหายตัวหนีออกจากห้องขังของเราได้ เป็นอันว่าพวกเราทั้งหมดนี่จะต้องได้รับโทษถูกยิงเป้าอย่างไม่มีปัญหา"

'บูอิค' เก๋งคันงามถูกสต๊าร์ทเครื่องแล่นผ่านมาทางรถตำรวจ บรรดาผู้ต้องหาและเจ้าพนักงานตำรวจอ้าปากหวอไปตามกัน 'บูอิค' เก่งคันงามแล่นออกไปจากซ่องเหล่าร้ายโดยไม่มีคนขับ แต่มีเสียงหัวเราะเสียงพูดคุยกันเอ็ดตะโร

แผนการณ์อันสำคัญของพวกเหล่าร้ายที่จะจับกุม ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ของเราได้ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง.

จบ