พล นิกร กิมหงวน 003 : เจ้าพ่อเชย

ขณะที่เจ้าแห้วกำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบหน้าโรงรถของบ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนเย็นวันหนึ่ง กระทาชายนายหนึ่ง แต่งกายรุ่มร่ามท่าทางบอกว่าเป็นชาวชนบท ก็เดินเข้ามาหยุดยืนห่างจากเจ้าแห้วเพียงเล็กน้อย ชายผู้นี้มีอายุในราว ๓๕ ปี รูปร่างล่ำสันบึกบึน สวมกางเกงขายาวสีกากีทรงจิ้งเหลนฟิตเปรียะ สวมเชิ๊ตตรวจการแขนยาวสีเดียวกัน แต่ปล่อยชายเสื้อไว้นอกกางเกง ผูกเน็คไทเงื่อนกลาสี สวมหมวกกะโล่เก่าๆ สีขาว เท้าทั้งสองข้างไม่ได้สวมรองเท้า มือขวาถือชะลอมขนาดใหญ่หนึ่งชะลอม มือซ้ายถือกระเป๋าเสื้อผ้าซึ่งสานด้วยหวาย

เจ้าแห้วแลเห็นเข้า ก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่ง แล้วมองดูอย่างตื่นๆ

"บุกเข้ามาทำไมพี่ทิด ประเดี๋ยวหมาฟัดตายไม่รู้นะ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ

กระทาชายผู้นั้นวางชะลอม และกระเป๋าเสื้อผ้าลงบนถนนคอนกรีต

"จำฉั่นไม่ได้หรือพ่อแห้ว" เขาพูดแบบเสียงเหน่อๆ

คราวนี้เจ้าแห้วลืมตาโพลง รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ผ้าใบทันที เขาจ้องตามองดูชายผู้นั้น แล้วเจ้าแห้วก็ร้องขึ้นดังๆ

"ทิดมี ทิดมีหรือนี่ ตายห่า.... ฉันเกือบจำไม่ได้แน่ะ ทีแรกนึกว่าทหารกุระข่าหลุดเข้ามาในบ้านเสียอีก นี่ไปสงครามเกาหลีกลับมาหรืออย่างไร"

ทิดมี อดีตลูกจ้างผู้ซื่อสัตย์ของลุงเชย พัชราภรณ์ผู้ล่วงลับไปแล้วทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"เปล่าหรอก ฉั่นไม่ได้ไปเกาหลีเกาหลังอะไรกับเขาหรอก ฉั่นเพิ่งมาจากปากน้ำโพ ลงรถไฟที่สะเตแช่น ก็นั่งรถแท็กซี่ตรงมานี่"

เจ้าแห้วเดินเข้ามายื่นมือให้ทิดมีจับ

"ไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว สบายดีหรือ"

"ก็เรื่อยๆ พ่อแห้ว ทุกข์บ้างสุขบ้างตามประสาคนบ้านนอกคอกนา"

"ทิดมีดำเนินกิจการขายฟืนแทนคุณลุง คงจะรำรวยซีนะ"

ทิดมีหัวเราะ

"มันจะรวยได้ยังไงพ่อแห้วเอ๊ย เดี๋ยวนี้เรือไฟมันมีน้อย เขาขนส่งกันทางรถยนต์โดยมาก ฉั่นขายนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น แต่ฉั่นเปิดร้านค้าขึ้นที่นั่น"

"อ้อ, ขายอะไรบ้างล่ะ"

"ก็ขายมันทุกอย่างแหละพ่อแห้ว กะปิ น้ำปลา ข้าวสาร ถ่าน เครื่องเค็ม ของแห้ง เครื่องครัว ครกกะบากสากกะเบือ ขายทั้งนั้น"

"โอ้โฮ" เจ้าแห้วคราง "เรียกเสียเต็มยศเชียวนะ ทิดมีมาเยี่ยมเจ้านายหรือ หรือว่ามาธุระ"

"ทั้งสองอย่างแหละพ่อแห้ว เจ้าคุณทั้งสองกับคุณหญิงท่านอยู่หรือเปล่าล่ะ แล้วก็พวกคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิง "

"อยู่จ้าทิดมี แต่คุณผู้หญิงไปดูหนังรอบเย็น เพิ่งออกไปจากบ้านเมื่อครู่นี้เอง ไปซีขึ้นไปบนตึก เราไม่ได้พบกันนานทีเดียวนะ ส่งชะลอมมาให้ฉันเถอะทิดมี"

ทิดมียิ้มให้เจ้าแห้ว

"ไม่ต้องหรอก ฉั่นถือเองไม่หนักหนาอะไรหรอก แหม! ฉั่นเห็นบ้านของท่านแล้ว มันเหมือนกับสวรรค์จริงๆ นะพ่อแห้ว ให้ดิ้นตาย ใหญ่โตหรูหราอะไรอย่างนี้ ถ้าไปปลูกที่โกรกพระ คงจะถูกโจรปล้นวันละหลายร้อยหน บ้านฉั่น บ้านใคร หลังคามุงกระเบื้องก็ถูกปล้นแล้ว"

"แล้วหลังคาบ้านทิดมีล่ะ"

"อ๋อ, ฉั่นมุงสั่งกะสี่จ้ะ ถึงอย่างนั้น พวกโจรมันก็จ้องจะปล้นเหมือนกัน แต่ท่านปลัดรักใคร่ชอบพอกับฉั่น คนมันก็เลยเกรง"

เจ้าแห้วพาทิดมีเดินตรงมายังที่ตึกใหญ่ แล้วพาขึ้นไปบนตึก ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณประสิทธ์ฯ คุณหญิงวาด กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยสี่สหายของเรา กำลังนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง เมื่อเจ้าแห้วพาทิดมีเข้ามาในห้อง ท่านผู้ใหญ่กับสี่สหายก็พากันมองดูเป็นตาเดียว เจ้าแห้วกับทิดมีต่างทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพื้น ทิดมีรีบตะลีตะลานถอดหมวกออก แล้วยกมือไหวท่านผู้ใหญ่กับสี่สหาย โดยทั่วหน้ากัน

"สวัสดีคะร๊าบ ผ่มมากราบเท้าเยี่ยมเยียนเจ้านายครับ"

ไม่มีใครจำได้ว่าชายผู้นี้คือทิดมี อาเสี่ยมองดูอย่างขบขัน แล้วหัวเราะอย่างขบขัน แล้วหัวเราะหึๆ

"จะไปเล่นกระตั้วแทงเสือที่ไหนหรือพรรคพวก"

ทิดมีสะดุ้งโหยง

"อาเสี่ยกับเจ้านายคงจำผ่มไม่ได้แน่ ผ่ม...ทิดมี ลูกจ้างลุงเชยพี่ชายของท่านเจ้าคุณอย่างไรล่ะครับ"

คราวนี้ทุกคนก็นึกออกว่าทิดมีเป็นใคร

"โอ... ทิดมี" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องขึ้นดังๆ "เราไม่ได้พบกันนานโขทีเดียว ทิดมีแปลกไปมากฉันเลยจำไม่ได้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"เมื่อก่อนตัวสูงกว่านี้เป็นกอง เดี๋ยวนี้ทำไมถึงเตี้ยลงไปล่ะ"

ทิดมีกลืนน้ำลายเอื๊อก

"หมู่นี้ฝนมันตกชุก อากาศมันเย็นครับคุณหญิง ร่างกายของผ่มมันก็หดลง แต่น่าร้อนสูงกว่านี้ขอรับ เจ้าคุณทั้งสองกับคุณหญิงสบายดีหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"พวกเราสบายดีทิดมี แล้วทิดมีล่ะการค้าขายเป็นอย่างไร จำได้ว่าเมื่อปีกลายนี้ฉันได้รับจดหมายจากทิดมีฉบับหนึ่ง ได้เล่าให้ฟังว่าได้เปิดร้านค้าขึ้นที่ร้านฟืนของพี่เชย ได้ผลกำไรดีหรือ"

"ก็ยังงั้นแหละขอรับ พอเลี้ยงตัวไปได้" ทิดมีตอบนอมน้อมแล้วหันมาทางสี่สหาย "พวกคุณๆ คงสบายดีนะครับ"

พลยิ้มให้ทิดมี

"จ้ะ สบายดี ทางนครสวรรค์เป็นยังไง ได้ข่าวว่าน้ำท่วม"

"ถูกแล้วครับ พอน้ำลดผ่มก็มา ทางโกรกพระก็ท่วมเหมือนกันครับ แต่ไม่มากมายอะไรนัก อ้า... ผ่มมีของเล็กๆ น้อยๆ มาฝากพวกเจ้านายขอรับ ตามธรรมเนียมของคนบ้านนอก มีปลาแห้งกับปลาตะเพียนแห้งมาหนึ่งชะลอมครับ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ไม่ควรจะหอบมาเลยทิดมี นี่แกตั้งใจมาเยี่ยมพวกเรา หรือว่ามีธุระอะไรด้วย"

ทิดมียิ้มอายๆ

"มีธุระสำมะคัญด้วยขอรับคุณหญิงฯ ผ่มเองปีนี้ก็อายุอานามปาเข้าไปตั้ง ๓๖ ขวบแล้ว อยู่ตัวคนเดียวมันอาร้าอาหร่ามครับ อย่างที่นักประพันธ์เขาว่า มีอารมณ์เปลี่ยว แฮ่ะ...แฮ่ะ... ผ่มอยากจะแต่งงานครับ คืออยากมีเมียนั่นเอง"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ทิดมีลงมาหาเมียที่กรุงเทพฯ ยังงั้นหรือ เอาซีพวกเราจะหาให้ สาวๆ ที่บางกอกถมเถไป"

ทิดมีรีบโบกมือปฏิเสธ

"เห่นจะไม่รับประทานละครับอาเสีย ผู้หญิงบางกอกไม่เหมาะกับคนบ้านนอกขอกตื้อ อย่างผ่มครับ ผ่มอยู่โกรกพระก็อยากได้ผู้หญิงที่นั่น ขณะนี้ผมรักใคร่ชอบพออยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งไว้แล้ว เขาเป็นลูกผู้ใหญ่บ้านขอรับ ฐานะก็พอไปได้ มีวิชาความรู้สูงซะด้วย สำเร็จประชาบาลวัดราษฎร์ลิงจ๋อ ที่โกรกพระนั่นแหละครับ แต่ผู้ใหญ่บ้านพ่อของนังมะลิเขาขอให้ผมจัดผู้ใหญ่ ที่มีเกียรติมาสู่ขอ เขาว่าเขาต้องการเกียรติเท่านั้น เงินทองเขาไม่เรียกร้องอะไรเลย ผ่มมาบางกอกก็เพื่อมากราบเท้าท่านเจ้าคุณและคุณหญิง เพื่อขอให้ท่านเดินทางไปโกรกพระ ไปสู่ขอนังมะลิให้ผ่มครับ ชาวโกรกพระมันจะได้ตื่นเต้นกัน เดี๋ยวนี้ใครๆ มันก็ดูหมิ่นผมครับ ไม่มีใครเชื่อว่าผ่มจะหาผู้ใหญ่ที่มีเกียรติไปสู่ขอนังมะลิได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเกลอของท่าน

"ว่าไงเจ้าคุณ ทิดมีก็เหมือนกับญาติของเราคนหนึ่ง เมื่อบากหน้ามาหาเราขอให้เราไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอผู้หญิงให้ เราก็ควรจะช่วยเหลือเขาไม่ใช่หรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ถูกละเจ้าคุณ เราควรจะช่วยเหลือทิดมีเขาได้มีครอบครัว สมความปรารถนาของเขา"

"แต่ว่าผมมันไม่สบาย เจ้าคุณก็รู้อยู่แล้วว่าไอ้โรคเบาหวานของผม มันทำให้ผมไม่กล้าเดินทางไกลๆ เพราะต้องอยู่ใกล้หมอ และต้องให้ประภาฉีดอินซูลินให้ทุกเช้า ผมอยากจะให้เจ้าคุณไปเป็นเถ้าแก่แทนผม ขนาดพลโท พระยาปัจจนึกพินาศ ไปสู่ขอลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายผู้หญิงคงดีใจจนเนื้อเต้น"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ เจ้าคุณของดิฉันสุขภาพท่านไม่ใคร่ดีเลย เป็นโรคเรื้อรังประจำตัว ดิฉันคิดว่าท่านจะอยู่ได้ก็ไม่เกินสิ้นปีนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งเฮือก

"คุณหญิงน่ะซีตาย หน็อยแน่ อยู่ดีๆ มาแช่งผัวมีอย่างที่ไหน"

คุณหญิงวาดค้อนขวับ

"ดิฉันแช่งเมื่อไหร่ล่ะคะ ดิฉันพูดตามเหตุผลต่างหาก เจ้าคุณน่ะหมู่นี้ขี้เป็นลมบ่อยๆ เมื่อวานนี้ซ้อมเตะปี๊บอยู่หลังบ้าน เตะได้สองสามทีลงนั่งหอบแฮ่กๆ หน้าเขียวต้องรีบเอายาดมให้ดม" แล้วท่านก็หันหลังมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เจ้าคุณไปแทนดิฉันกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็แล้วกันนะคะ ชวนพ่อเทวดาทั้งสี่คนนี่ไปด้วย"

อาเสียกิมหงวนพูดขึ้นทันที

"ตกลงครับ ผมจะจัดเตรียมเรือปิคนิคไว้ให้เรียบร้อย เกือบ ๑๐ ปีแล้วไม่ได้ไปเที่ยวโกรกพระนับแต่คุณลุงตาย เคยผ่านนครสวรรค์ก็ไม่ได้แวะโกรกพระ ป่านนี้ที่นั่นคงเจริญขึ้นมาก"

ทิดมีสั่นศีรษะ

"ยังไงก็ยังงั้นแหละครับ มีบ้านเรือนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ผู้คนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แล้วก็ล้วนลูกหลานบ้านนั้น" พูดจบทิดมีก็กระพุ่มมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ "กรุณาไปสู่ขอนังมะลิให้ผ่มเถอะนะครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ได้ซีทิดมี ฉันยินดีช่วยเหลือเต็มที่ ทิดมีก็เหมือนกับลูกหลานของฉัน"

ทิดมีก้มลงกราบเจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงความเคารพอย่างสูงสุด

"ขอบพระคุณครับ ผ่มจะไม่ลืมพระเดชพระคุณของเจ้าคุณเลย อ้ายพวกโกรกพระมันคงจะตื่นเต้นไปตามกัน ถ้าเจ้าคุณกับคุณๆ ไปโกรกพระเพื่อสู่ขอเมียให้ผ่ม คนที่นั่นบางคนมันดูถูกผ่มครับ มันว่าอย่างเจ้าคุณหรือคุณหญิง ท่านคงไม่ยอมไปโกรกพระให้เสียเวลา ฮ่ะ...ฮ่ะ เจ้าพ่อท่านแนะนำผ่มให้รีบลงมาบางกอก ท่านรับรองว่า เจ้าคุณกับคุณหญิงและคุณๆ จะต้องกรุณาผ่มแน่นอน"

ท่านผู้ใหญ่กับสี่สหายทำหน้าตื่นไปตามกัน

"เจ้าพ่อ " คุณหญิงวาดคราง "เจ้าพ่ออะไรทิดมี"

ทิดมียิ้มแป้น

"ก็เจ้าพ่อเชยน่ะซีครับ คุณลุงท่านตายไป ท่านได้เป็นเจ้า ชาวบ้านโกรกพระปลูกศาลให้ท่าน และเคารพนับถือท่านมาก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อ้าปากหวอ

"พี่เชยน่ะเรอะเป็นเจ้าพ่อ"

"ครับ ท่านศักดิ์สิทธิ์และเฮี้ยนชะมัดญาติเชียวครับ บอกเลขท้ายสามตัวให้คนโกรกพระร่ำรวยไปหลายคนแล้ว อ้ายสอนลูกทิดแย้มรวยถึงห้าหมื่น"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ทิดมีรู้ได้อย่างไรว่าลุงฉันเป็นเจ้าพ่อ"

ทิดมีหันมาทางสี่สหายซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโซฟา

"ท่านมาเข้าฝันกำนันเผือกครับ บอกว่าท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพ่อโกรกพระ ต่อมาเจ้าพ่อก็เข้าทรงลุงแบนครับ"

"ลุงอะไรนะ" นิกรถาม

"ลุงแบนครับ"

"อ้อ ตัวแกคงแบน" นิกรพูดยิ้มๆ

"อ้ายเวรเอ๊ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "คนบ้านนอกเขาก็ชื่ออย่างนั้นซีโว้ย ชื่อพยางค์เดียว เป็นคำง่ายๆ ไม่ต้องแปล"

นิกรพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวกับทิดมี

"แล้วไงทิดมี เรื่องนี้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเสียแล้ว"

"ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ เจ้าพ่อเชยท่านมาเข้าทรงทิดแบนเพื่อนเก่าของแก บอกกินรวบให้หลานชายทิดแบนรวยร่วมหมื่น ต่อจากนั้นลุงแบนแกก็เลยเป็นคนทรงเจ้าพ่อครับ ที่โกรกพระมีการทรงเจ้าพ่อเชยเสมอ แม้แต่นายอำเภอ ท่านปลัดก็เลื่อมใสนับถือครับ ใครเจ็บไข้ได้ป่วยเจ้าพ่อท่านก็บอกยากลางบ้านให้ เมื่อตอนอหิวาต์ระบาด พวกโกรกพระกินน้ำบรเพ็ดต้มกันคนละถ้วย ไม่มีใครเป็นอหิวาต์เลย คุณนายเมียนายอำเภอเป็นไข้ทับฤดูนอนซมอยู่หลายวัน เอาน้ำมนต์ของเจ้าพ่อเชยไปดื่มแก้วเดียวหายราวปลิดทิ้ง ถึงกับตั้งสังเวยหมูเห็ดเป็ดไก่ นายอำเภอไปตามพวกปล้นหนีไปทางหลังเขา เจ้าพ่อท่านบอกให้ว่าพวกโจรมันไปซ่อนอยู่ที่หนองปรือ นายอำเภอกับท่านปลัดพาตำรวจไปจับพวกโจร ได้ตามที่เจ้าพ่อบอก เดี๋ยวนี้คนขึ้นท่านมากครับ ที่ปากน้ำโพมีคนลงเรือเมล์หรือจ้างเหมาเรือหางยาว มาที่โกรกพระทุกวัน ถ้าหน้าแล้งก็มารถเมล์กันเป็นแถว"

ดร. ดิเรกสนใจอย่างยิ่ง

"แล้วคนทรงเรียกเงินค่าป่วยการ จากคนที่มาเฝ้าเจ้าพ่อหรือเปล่า"

"เปล่าเลยครับคุณหมอ ลุงแบนแกมีฐานะดีครับ เป็นพ่อค้าข้าวหลักฐานมั่นคง แกไม่เคยเรียกร้องค่าป่วยการอะไรเลยครับ ใครให้ก็ไม่เอา"

สี่สหายต่างมองดูหน้ากัน นิกรยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"แกเชื่อไหมหมอในเรื่องผีเข้าเจ้าทรง"

ดร. ดิเรกนิ่งคิด

"ก็เชื่อเหมือนกัน เรื่องวิญญาณในอังกฤษและอเมริกา ยังมีคนเชื่อถืออยู่ไม่น้อย แปลกมากที่คุณลุงของเราตายไปแล้วได้เป็นเจ้าพ่อ"

"นั่นน่ะซี" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ดูเหมือนแกไม่ได้ประกอบการบุญกุศลอะไรเลย ตระหนี่ถี่เหนียวที่สุดตั้งหน้าตั้งตาแต่เก็บเงิน อย่างไรก็ตามเราก็ควรดีใจที่ลุงของเราได้เป็นเจ้าพ่อ พวกเราไปโกรกพระคราวนี้คงจะได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณลุงบ้าง และเราคงจะได้รู้เท็จจริงในเรื่องนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันซักถามรายละเอียดและอภินิหารของเจ้าพ่อเชย ปรากฏว่าเจ้าพ่อองค์นี้ ชาวโกรกพระศรัทธาเลื่อมใสมาก มีงานสมโภชเป็นประจำทุกปี ศาลเจ้าพ่อเชยปลูกอยู่ใต้ตนไทรใหญ่ หลังบ้านเก่าของลุงเชยนั่นเอง ซึ่งบัดนี้บ้านนั้นทิดมีได้ขอซื้อจาก พล พัชราภรณ์ไปแล้ว พร้อมด้วยที่ดินริมแม่น้ำอีกราวสองไร่ครึ่ง

ในที่สุด คุณหญิงวาดก็กล่าวกับทิดมีด้วยความปรานี

"เป็นอันว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านจะเดินทางไปโกรกพระพร้อมกับทิดมีในวันสองวันนี้ เพื่อสู่ขอผู้หญิงให้ทิดมีตามความประสงค์ อ้า-ไปพักผ่อนอาบน้ำอาบท่าให้สบายเสียก่อนเถิดนะ พักอยู่ที่ห้องเจ้าแห้วก็แล้วกัน"

ทิดมียกมือไหว้คุณหญิงวาดอย่างเคารพนบนอบ

"ขอบพระคุณคะรับ แต่ว่าผ่มไม่อยากจะทำความรบกวนคุณหญิงเลย ลงมาบางกอกคราวนี้ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปพักโรงแรม จะได้เที่ยวเตร่ออกหาซื้อข้าวซื้อของบ้าง เขาว่ากางเกงฝรั่งที่บางกอกราคาตัวละ ๖๐ บาทก็มี อยากซื้อไว้นุ่งสักสองสามตัวครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"พักอยู่เสียที่นี่เถอะ ทำไมจะต้องไปพักตามโรงแรมให้เสียเงิน"

"ผ่มตั้งใจว่าจะไปพักโรงแรมเอราวัณครับเจ้าคุณ ได้ยินเขาโจษกันว่าเป็นโรงแรมที่ทันสมัย ก็อยากจะลองพักดูสักคืนสองคืน คืนหนึ่งสัก ๒๐ บาทก็ไม่เป็นไร"

สี่สหายต่างกลืนน้ำลายเอื้อกพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วกล่าวกับทิดมีด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"วันละ ๓๕๐ บาทโว้ยทิดมี ไม่ใช่วันละ ๒๐ บาท"

"หา.. ตายห่า ยังงั้นฉั่นพักอยู่ที่นี่ดีกว่า โอโฮพักวันเดียวซื้อควายได้หนึ่งตัวแล้ว ไม่ไหว เขาสร้างให้ใครพักกันพ่อแห้ว"

"ฝรั่งแล้วก็คนไทยที่เป็นเศรษฐี สำหรับทิดมีถ้าจะไปพักที่เอราวัณจริงๆ ก็ได้ แต่ต้องอยู่ห้องบ๋อยไม่ต้องเสียเงิน ฉันมีเพื่อนเป็นบ๋อยที่เอราวัณสองสามคน"

ทิดมีสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละ แหม เจ็บใจอ้ายทิดลอยนัก มันมาบางกอกกลับไปคุยโม้ว่ามันมาพักอยู่ห้องเดอร์ลุกซ์ โรงแรมเอราวัณ เสียวันละ ๒๐ บาท ฉั่นไม่รู้ก็อยากจะมาพักบ้าง"

สี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นก็พาทิดมีลุกขึ้นเดินออกไปทางหลังตึก เจ้าหนุ่มชาวโกรกพระหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าของเขาไปด้วย ส่วนชะลอมปลาแห้งคงทิ้งไว้ในห้องโถงนั่นเอง

วิมานลอยสีขาวโพลนลำนั้นชื่อ "นางนวล" เป็นเรือสำราญสำหรับท่องเที่ยว พักแรมตามแม่น้ำ มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางมาก ชั้นบนคือดาดฟ้าของเรือมีห้องนอนถึงสามห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องรับประทานอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำและสุขา ให้ความสุขสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน เรือยนต์ลำนี้ต่อที่อู่ต่อเรือของอาเสี่ยกิมหงวนนั่นเอง ใช้เครื่องยนต์ดีเซลซึ่งมีกำลังมาก มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อใช้ทั้งกำลังและแสงสว่าง "นางนวล" พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และทิดมี ออกจากท่าของอู่เรือที่สามเสนในตอนเช้าวันศุกร์ โดยมีเจ้าแห้วเป็นนายท้าย มีช่างกลและลูกเรืออีก ๕ คน ภายในเรือมีเสบียงอาหาร ผลไม้ บุหรี่ เหล้า และอาหารสดมากมาย มีโทรทัศน์ วิทยุ พร้อมด้วยจานเสียง

คณะพรรคสี่สหายได้แวะชมเขื่อนเจ้าพระยา ในตอนใกล้เที่ยงวันเสาร์ และเย็นวันนั้นเอง "นางนวล" ก็มาถึงจุดหมายปลายทางคืออำเภอโกรกพระ ดินแดนส่วนหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์

เจ้าแห้วนั่งถือท้าย วางท่าราวกับว่าเขาเป็นผู้บังคับการเรือรบลำหนึ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ในห้องถือท้ายซึ่งเป็นห้องนั่งเล่น ทิดมียืนอยู่ข้างเจ้าแห้ว ทอดสายตามองดูหมู่บ้านโกรกพระที่มองแลเห็นอยู่ทางซ้ายมือเบื้องหน้าของเขา อย่างชื่นชม เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งเท่าที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เดินทางมาโกรกพระ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเขา

ณ บัดนี้ ชาวบ้านโกรกพระที่อยู่ริมแม่น้ำกำลังจับกลุ่มมองดูเรือ "นางนวล" อยู่ริมฝั่งแม่น้ำไม่ต่ำกว่าร้อยคน ทิดมียิ้มให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"กระตุกแกรหน่อยได้ไหมพ่อแห้ว กระตุกให้เป็นเสียงสั้นๆ สักห้าหกที พวกนั้นจะได้รู้ว่าฉั่นพาเจ้านายมา คนที่มันดูถูกฉั่นมันจะได้ทำหน้าแห้งไปตามกัน"

เจ้าแห้วเอื้อมมือกระตุกสายแตรลมเหนือศีรษะของเขา เสียงแตรลมดังสั้นยาวติดๆ กันหลายครั้ง ลูกจ้างและพรรคพวกของทิดมี ต่างกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน "นางนวล" ค่อยๆ เหหัวเข้าหาฝั่ง โกรกพระอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา มีหมู่บ้านไม่มากมายอะไรนัก มีที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจภูธร และตลาดเล็กๆ เป็นตำบลที่สงบเงียบตามสภาพของชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญ

เจ้าแห้วเชื่อว่ามือแน่ จึงไม่ยอมลดความเร็วของเรือ เขาขับแล่นเรือทวนน้ำตรงมายังท่าน้ำแห่งหนึ่งข้างบ้อนของทิดมี ท่าน้ำที่กล่าวนี้คล้ายกับศาลาวัดปลูกยื่นออกมาในแม่น้ำ เมื่อเรือแล่นมาเกือบจะถึงท่าน้ำ เจ้าแห้วก็ส่งสัญญาณไปที่ห้องเครื่อง ให้หยุดเครื่องและเดินเครื่องถอยหลัง แล้วให้สัญญาณหยุดเครื่อง

การถือท้ายหรือขับเรืออย่างประมาท เป็นเหตุให้หัวเรือพุ่งเข้าชนศาลาท่าน้ำค่อนข้างแรง

"โครม"

เจ้าหนุ่มและอีสาวหลายคนพลัดตกลงไปในน้ำร้องเอ็ดตะโรลั่น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหาเจ้าแห้ว เรือ "นางนวล" หยุดลอยลำแล้ว แต่ศีรษะมังกรที่หัวเรือราคานับพัน กระแทกกับเสาศาลาน้ำหักสะบั้นหล่นลงไปในน้ำ เนื่องจากความประมาทของเจ้าแห้ว อาเสี่ยกิมหงวนอ้าปากหวอ มองดูคนเรือคนหนึ่งซึ่งถือเชือกมนิลาเส้นใหญ่กระโดดขึ้นไปเรือ ศาลาท่าน้ำพังยุบไปครึ่งหนึ่ง ผู้ที่ตกน้ำตะเกียดตะกายขึ้นมาบนฝั่ง เปียกน้ำมอมแมมไปตามกัน

กิมหงวนมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"มึงขับเรือภาษาตวักตะบวยอะไรกันวะ" อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น "หมด-ฉิบหายหมด ศาลาเขาพังไปแล้วต้องทำใช้ให้เขา รูปมังกรที่หัวเรือก็หักสะบั้น นี่ถ้าเรือของข้าจมจะว่าอย่างไร ราคาเรือลำนี้เกือบเท่าศีรษะคุณอามึงรู้ไหม"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นกิมหงวนดังพลั่ก

"ทำไมต้องเปรียบเทียบกับกบาลของข้า"

เสี่ยหงวนหัวเราหึๆ เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ ที่เขาขับเรืออย่างคึกคนองบ้าบิ่นเช่นนี้ก็เพราะเหล้านั่นเอง ดร. ดิเรกเอาเหล้ามาให้เขาดื่มถึงสองแก้ว เจ้าแห้วตึงหน้าเข้าไปก็เกิดฟิต แต่พอรู้ว่าเรือชนศาลาท่าน้ำเจ้าแห้วก็หายเมาราวกับปลิดทิ้ง

เจ้าแห้วเลื่อนตัวจากเก้าอี้นายท้ายทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพื้นเรือ ก้มลงกราบแทบเท้าอาเสี่ย

กิมหงวน แล้วพูดเสียงเครือน่าสงสาร

"ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเถอะครับ ผมผิดไปแล้ว ผมขับเรือด้วยความประมาททำให้เรือชนศาลารับประทานโขนหัวเรือชนเสาหักตกน้ำไป โทษของผมถึงตายฆ่าผมเสียเถอะครับ ขอให้เป็นไปตามกฎพระอัยการ"

พล, นิกร กับ ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"อ้ายแห้ว มึงท้องผูกหรือเปล่า" อาเสี่ยถามเสียงหนักๆ

"รับประทานเปล่าครับ"

"แล้วมึงเอาอะไรมาพูด ชะชะ ทำหัวมังกรหักจะให้ฉันฆ่าแก ฉันจะฆ่าแกได้อย่างไร"

เจ้าแห้วน้ำตาคลอหน่วย กราบลงที่เท้ากิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง

"รับประทานฆ่าผมเถอะครับ ผมยินดีตายเช่นเดียวกับพันท้ายนรสิงห์ ผู้เป็นปู่ทวดของปู่ทวดผม อย่าให้คนรุ่นหลังเอาเยี่ยงอย่างเลยครับ"

ดร. ดิเรกหัวเราะงอหาย

"อ้ายแห้วมันเมาแน่ ไอสงสารมันเห็นมันนั่งถือท้ายมาตลอดวัน เมื่อกี้นี้เอาเหล้าให้มันกินก็เลยฟุ้งซ่านใหญ่"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานไม่เมาครับ ผมเป็นนายท้ายเมื่อเรือชนก็ต้องได้รับโทษถูกประหารชีวิต"

นิกรมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"เอาเถอะ เราจะยกโทษให้แกสักครั้ง ประเดี๋ยวขึ้นไปบนบกข้าจะสั่งให้คนของทิดมี หาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปแกแล้วเอาดาบตัดคอ"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"ไม่ยอมครับ รับประทานอย่างนั้นไม่ถูก ต้องฆ่าผม"

พล พัชราภรณ์ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบรีวอลเว่อร ๙ มม. ออกมาควงเล่น แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"ถ้ายังงั้น ฉันจะจัดการส่งแกไปนรก ตามความปรารถนาของแก เงยหน้าขึ้นซีฉันจะยิงแกแล้วถีบลงน้ำไปเลย ศพแกคงไปลอยขึ้นอึ้ดทึ่ดระหว่างหัวแด่นหรือคุ้งสำเภาโน่น"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกแล้วหัวเราะ

"รับประทานเอาปืนยิงไม่เอาครับเสียวไส้" พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นยืนยกมือกอดอกหันหลังให้เสี่ยหงวน ผู้เป็นเจ้าของเรือ "รับประทานเตะผมสักป้าบเถอะครับ ในฐานที่ผมทำมังกรหัวเรือหัก"

อาเสียหัวเราะหึๆ

"ข้ายกโทษให้ แต่ทีหลังขับเรือประมาทอย่างนี้เป็นโดนกระทืบแน่"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้ ต่อจากนั้นทิดมีก็เชิญสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นบ้านของเขา ชาวโกรกพระโจษจรรย์กันแซ่ดไปหมด คนเก่าๆ หลายคนเคยรู้จักคณะพรรคสี่สหายของเราเป็นอย่างดี เมื่อพล, นิกร, กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นมาจากเรือ ก็ได้รับการทักทายจากชาวโกรกพระเป็นส่วนมาก สี่สหายกับท่านเจ้าคุณก็โอภาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขโดยทั่วหน้ากัน

ชายชราอายุประมาณ ๗๐ เศษคนหนึ่ง เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย แล้วยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายอย่างพินอบพิเทาด้วยเสียงสั่นเล็กน้อยตามธรรมดาคนแก่

"สวัสดีขอรับ ท่านเจ้าคุณกับพวกคุณๆ จำผ่มได้ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"โอ-จำได้ซีพี่ เออแน่ แก่เฒ่าร่วงโรยลงไปอีกเยอะ" ท่านร้องเอ็ดตะโรแล้วถามเบาๆ "พี่ชื่ออะไรนะ"

ชายชราเจ้าของร่างผอมสูงกลืนน้ำลายเอื้อก

"ก็ไหนว่าจำผ่มได้ยังไงล่ะครับ" แกพูดพลางหัวเราพลาง "ผ่มชื่อแบนยังไงล่ะครับ เพื่อนเกลอของอ้ายเชยที่ล่วงลับไปแล้ว"

ท่านเจ้าคุณยื่นมือขวาให้จับ

"นึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกันว่า พี่คือพี่แบน ดีใจมากที่ได้พบกัน สบายดีหรือพี่"

ทิดแบนหรือลุงแบนชายชรายิ้มแป้น ภาคภูมิใจที่ได้สัมผัสมือกับผู้ที่เป็นเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ต่อหน้าชาวโกรกพระทั้งหลาย

"ขอบคุณคะร๊าบ เวลามีอัฐฬศเงินทองใช้ไม่เจ็บไม่ไข้มันก็สบายดี เวลาไม่มีเงินก็แย่หน่อยครับ ถึงร่างกายแข็งแรงจิตใจมันก็ไม่สบาย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงท่านไม่มาหรอกหรือครับ"

"เจ้าคุณท่านไม่ใคร่สบาย เป็นโรคเบาหวานมานานแล้ว ท่านมาไม่ได้"

"เบาหวานหรือครับ เบาหวานก็ต้องกินผักขมต้มกระเพาะหมู กินหอยแคลงลวกบ่อยๆ แล้วก็น้ำผึ้งเดือน ๕ ก่อนนอนเพียงถ้วยตะไลเดียว อย่างช้าเดือนเดียวก็หาย" พูดจบลุงแบนก็ยิ้มแหยๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ดร. ดิเรกเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ปริญญาต่างประเทศ ชายชราค่อยๆ หันมาทางสี่สหายกับเจ้าแห้ว แล้วกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มว่า "ยากลางบ้านแบบไทยๆ เราที่ผ่มว่าเขายืนยันว่า รักษาโรคเบาหวานได้เด็ดขาด ใช่ไหมครับคุณหมอ"

นายแพทย์หัวเราะ สั่นศีรษะช้าๆ

"เบาหวานไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้ นอกจากทำให้น้ำตาลในเลือดน้อยลงด้วยการฉีดอินซูลิน หรือกินยา ถ้าจะให้หายก็ต้องผ่าตัดใหญ่ เปลี่ยนตับใหม่"

ลุงแบนทำหน้าฉงน

"ทิดเอี่ยมลูกชายเจ้าของโรงสี มันเป็นเบาหวาน เดี๋ยวนี้มันหายแล้วครับคุณหมอ มันกินผักขมต้มกระเพาะหมู แล้วกินน้ำผึ้งอยู่เดือนเดียว"

ดิเรกว่า "ถ้าหายก็ไม่ใช่โรคเบาหวาน เชื่อผมเถอะลุง คนไข้เบาหวานจะต้องรักษาตัวไปจนตาย แต่เดี๋ยวนี้ยาดีๆ จากเยอรมันและอเมริกามีมาก เป็นเบาหวานกินยาวันละสองเม็ดก็เหมือนกับไม่เป็นอะไร อ้า-คุณอาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ท่านไม่เลื่อมใสยาสำเร็จรูป ท่านชอบฉีดอินซูลิน เมียผมฉีดให้ทุกเช้า"

"อ้อ-ถ้าเจ้าคุณท่านล้มหายตายจากไปเมื่อไร เวลาเผาศพท่านต้องบอกให้ผ่มรู้บ้างนะครับ จะได้ไปเผาท่าน"

พลสะดุ้งโหยง

"แล้วกัน ทำไมลุงแช่งคุณพ่อผมล่ะครับ"

ลุงแบนหน้าตื่น

"โอ๊ย-ผ่มไม่ได้แช่ง ผ่มพูดตามตรง เจ้าคุณท่านก็แก่เฒ่าแล้วเปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ผ่มเองและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เหมือนกัน อาจจะล้มห่ายตายโห่งในวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน กิมหงวนกล่าวถามลุงแบนว่า

"ผมทราบจากทิดมีว่า คุณลุงเชยของพวกเราท่านได้เป็นเจ้าพ่อที่นี่ และลุงเป็นคนทรงเจ้าพ่อใช่ไหมครับ"

"ครับ ครับ ถูกแล้ว ผ่มเป็นคนทรงนายเชยท่านกลายเป็นเจ้าพ่อไปแล้ว คนทั้งโกรกพระเคารพนับถือมาก ผู้ที่อยู่ไกลๆ ทางหัวแด่น, ย่านมัทรี, คุ้งสำเภาก็นับถือครับ มากราบไหว้บนบานสารกล่าวเจ้าพ่อเสมอ ท่านให้กินรวบแน่มากขอรับ"

นิกรว่า "พาพวกเราไปที่ศาลหน่อยซีครับ เราเป็นลูกหลานมาถึงนี่ก็ควรจะกราบไหว้ท่านก่อน"

ลุงแบนหันมาทางทิดมี ซึ่งกำลังคุยโม้อวดกับพรรคพวก ว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ คือเถ้าแก่ของเขา ทำให้เจ้าหนุ่มโกรกพระชื่นชมไปตามกัน

"อ้ายทิด อ้ายทิดมี"

เจ้าหนุ่มใหญ่หันมาทางชายชรา

"ว่าไงลุง"

"เอ็งพาเจ้าคุณกับคุณๆ ไปที่ศาลเจ้าพ่อหน่อยซี ข้าจะรีบไปหาท่านพระครู"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"เดี๋ยวก่อนลุง พวกผมอยากให้ลุงเข้าทรงเจ้าพ่อ"

ลุงแบนนิ่งคิด

"ได้ครับ แต่ขอให้เป็นหัวค่ำ ตอนนี้เจ้าพ่อท่านไม่อยู่หรอกครับ"

"ท่านไปไหนล่ะพี่แบน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"ไปเก็บเงินที่พวกผีมันกู้ท่านไปครับ ท่านบ่นกับผ่มว่า มนุษย์เราว่าเหลวไหลแล้ว พวกผียังเหลวไหลยิ่งกว่าคนไปไหนๆ ให้กู้ไปแล้วไม่ใคร่จะได้คืน มันหลบหน้ากันเก่งครับ เพราะมันหายตัวได้และปลอมแปลงตัวได้ต่างๆ นานา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหยเกไปตามกัน ท่านเจ้าคุณยกมือตบบ่าชายชราคนทรงเจ้าพ่อแล้วกล่าวว่า

"คืนนี้ตอนหัวค่ำเชิญพี่แบนมาที่เรือเราหน่อย จะได้ทรงเจ้าพ่อให้พวกเราดู ฉันและพวกเด็กๆ อยากจะเฝ้าท่านและคุยกับท่าน คงจะตื่นเต้นมากทีเดียว มาให้ได้นะพี่แบน มากินข้าวกับพวกเราด้วย"

"ได้ครับ ค่ำๆ ผ่มจะมาที่เรือ ผ่มต้องไปธุระละครับ ท่านพระครูท่านจะแต่งผ่มเป็นกรรมการงานวัด ฉลองศาลาฟังธรรมที่เพิ่งสร้างเสร็จ" พูดจบชายชราก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น

ทิดมีพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหาย และเจ้าแห้วตรงไปยังศาลเจ้าพ่อเชย ซึ่งกำลังเป็นที่สักการะเคารพของชาวโกรกพระทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งข้าราชการของอำเภอนี้ ศาลเจ้าพ่อเชยอยู่ในบริเวณเนื้อที่ดินของทิดมีนั่นเอง เป็นเรือนชั้นเดียวขนาดเล็ก พื้นสูงจากพื้นดินเพียงฟุตเดียว มีประตูหน้าต่างสวยงาม หลังคามุงสังกะสี ซึ่งพรรคพวกของลุงแบนและทิดมีช่วยกันสละทุนทรัพย์สร้างเรือนหลังนี้ขึ้น ในราคา ๕,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องเสียค่าจ้างแรงงาน ศาลนี้มั่นคงแข็งแรงมาก ใช้ไม้จริงทั้งสิ้น ปลูกอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ บรรยากาศมืดครึ้มวังเวง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินตามทิดมีเข้าไปในศาลเงียบกริบ มีโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวตั้งตระหง่าน บนโต๊ะมีรูปถ่ายของลุงเชยตั้งแต่ครั้งสมัยอู่ทอง บรรจุอยู่ในกรอบไม้สักเก่าคร่ำคร่า เป็นรูปขยายขนาด ๑๒ นิ้ว ลุงเชยซึ่งครั้งนั้นเป็นกำนัน อายุในวัย ๔๐ เศษ แต่งกายภูมิฐานนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน ติดตราราชสีห์อมยิ้ม ถ่ายเต็มตัว นั่งบนเก้าอี้ ขาสองข้างติดกันนั่งทรงตัวตรง วางมือลงบนขาและกางนิ้วมือออกทั้ง ๑๐ นิ้ว แทบเท้าของรูปนั้นมีสุนัขจำลองตัวหนึ่ง ภาพนี้เก่าแก่มาก มีรอยขาดชำรุดหลายแห่ง ถ่ายจากร้านฉายาขงเบ้ง บ้านหม้อ ซึ่งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาไปถ่ายและออกเงินให้ด้วย

รูปถ่ายหรือฉายาลักษณ์ของเจ้าพ่อเชยตั้งเด่นอยู่บนโต๊ะ ท่ามกลางพานดอกไม้และเครื่องบูชาสารพัด ช้างม้าตุ๊กตาตัวเล็กๆ นอกจากนี้ ยังมีหัวจระเข้ขนาดสองศอกหนึ่งหัว โต๊ะนี้คลุมด้วยผ้าสีแดง ภายในศาลมีเสื่อสีขาวปูต่อกันหลายผืน เบื้องหน้าโต๊ะมีกระถางธูปและที่ปักเทียน พร้อมด้วยกระบอกติ้ว ไม้คว่ำหงายเสี่ยงทายลักษณะคล้ายกลีบส้มโอ ด้านซ้ายของห้องมีโต๊ะหนึ่งโต๊ะ บนโต๊ะมีหีบไม้ใส่เงินค่าบำรุงศาล ค่าน้ำมันตะเกียงสุดแล้วแต่จะศรัทธา มีใบเซียมซีวางอยู่เป็นปึกๆ หลายแถว เจ้าหนุ่มวัยเบญจเพศคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหลานปู่ของลุงแบนเป็นซำปอกง หรือผู้ดูแลทำความสะอาดศาลนี้ พอพลบค่ำก็ปิดศาลกลับไปนอนบ้าน

"อ้ายแก้ว" ทิดมีกล่าวทักหลานชายลุงแบนอย่างสนิทสนม "กูพาเจ้านายมาจากบางกอกว่ะ ท่านจะมาไหว้เจ้าพ่อ"

อ้ายหนุ่มร่างใหญ่ รีบเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายและเจ้าแห้วทันที แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"เชิญขอรับ เชิญเจ้านายนั่งซีครับ"

พลยิ้มให้เจ้าแก้ว

"ขอบใจน้องชาย เธอเป็นคนดูแลศาลเคยได้ลาภผลจากเจ้าพ่อบ้างหรือเปล่า"

"ได้บ่อยๆ ครับ งวดวันที่ ๕ ผมก็ได้ตั้ง ๕,๐๐๐ เจ้ามือที่ปากน้ำโพถึงกับแปลกใจว่าทำไมพวกโกรกพระถูกกินรวบบ่อยๆ "

เสี่ยหงวนหัวเราหึๆ

"เล่นกินรวบไม่กลัวนายอำเภอจับหรือ"

แก้วหันมาทางอาเสี่ยแล้วยิ้มให้

"นายอำเภอกับผู้บังคับกองตำรวจ ฝากผมไปแทงที่ตลาดปากน้ำโพทุกงวดแหละครับ เดือนที่แล้วผู้กองถูกกินรวบตั้งหมื่น ตั้งเครื่องสังเวยเจ้าพ่อเต็มศาลไปเลยครับ ท่านปลัดและผู้หมวดก็เคยถูก ที่นี่เล่นกินรวบกันทุกบ้านแหละครับ ตอน ๕ โมงเช้าปู่ผมเข้าทรงเจ้าพ่อที่นี่ผู้คนยัดเยียดเบียดเสียดกันจนไม่มีที่จะนั่ง นายอำเภอกับคุณนาย ผู้กองกับคุณนาย ท่านปลัดกับแม่ยาย ผู้หมวด สรรพสามิต สรรพากรอำเภอ มากันแน่นไปหมดครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน ต่อจากนั้นทุกคนก็พากันไปนั่งเบื้องหน้าโต๊ะบูชา เจ้าแก้วรีบจักธูปเทียนมาแจกคนละชุด นิกรถามขึ้นว่า

"ให้ฟรีหรือน้องชาย"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ชุดละ ๒๐ บาทเท่านั้นแหละครับ"

นิกรสะดุ้งสุดตัวเขาร้องขึ้นดังๆ

"โอ้โฮ แถวนี้ดอกไม้ธูปเทียนหาไม่ใคร่ได้หรือ ถึงแพงอย่างนี้"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"มันจะขูดเลือดกันมากไปแล้วพรรคพวก ดอกไม้ธูปเทียนที่ตลาดโกรกพระเยอะแยะไป"

เจ้าแก้วยิ้มแห้งๆ

"ถูกแล้วพี่แห้ว ดอกไม้ธูปเทียนที่นี่มีแยะ แต่เศรษฐีอย่างเจ้านายของพี่แห้วนานๆ ถึงจะมาโกรกพระสักคนหนึ่ง"

"น่าฟัง" เจ้าแห้วคราง "แล้วก็น่าเตะด้วย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างจุดธูปเทียนสักการะดวงวิญญาณของนายเชย พัชราภรณ์ เจ้าแห้วกับเจ้าแก้วนังพับเพียบเรียบร้อยอยู่ทางหนึ่ง ทุกคนได้อธิษฐานขอให้วิญญาณของนายเชยได้เสวยสุขอยู่ในที่สุขคติภพ โดยเฉพาะพลมีความตั้งอกตั้งใจกราบไหว้วิญญาณ ของลุงเชยมากกว่าคนอื่น

ดอกไม้ธูปเทียนถูกนำไปวางและปักไว้ยังที่ของมัน เสี่ยหงวนหยิบกระบอกติ้วอันหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู แล้วกล่าวกับเพื่อนของเขา

"สั่นติ้วกันเถอะวะพวกเรา เอาไหมหมอ"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน ไอไม่ใคร่เลื่อมใสนักในเรื่องนี้ ไอเชื่อว่าโชคชะตานั้นอยู่ที่การกระทำของคนเราต่างหาก ถ้าเราขยันหมั่นทำงานหรือทำมาหากินมันก็มีลาภมีผล ถ้าขี้เกียจมันก็แย่"

กิมหงวนมองดูรูปถ่ายของเจ้าพ่อเชยแล้วกล่าวว่า

"คุณลุงครับ คุณลุงช่วยกรุณาชี้โชคชะตาให้ผมด้วยนะครับ หมู่นี้การค้าของผมแย่เต็มทน ขาดทุนไปเกือบเท่าศีรษะคุณอาแล้ว"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ทำไมจะต้องมาเปรียบเทียบกับกบาลของข้าด้วย"

เสี่ยหงวนหัวเราะ ยกกระบอกติ้วขึ้นเขย่าเสียงลั่น สักครู่ไม้ติ้วอันหนึ่งก็หลุดออกมาจากกระบอก กิมหงวนหยิบขึ้นมาดูหมายเลขแล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแก้ว คนดูแลศาล

"เบอร์ ๕ โว้ยน้องชาย ดีไหม"

เจ้าหนุ่มผู้เป็นหลานชายของลุงแบนนิ่งคิด

"ไม่ใคร่ดีหรอกครับ" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะใบเซียมซี สักครู่ก็ถือใบเซียมซีฉบับหนึ่งตรงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างกิมหงวน แล้วส่งให้อย่างนอบน้อม

อาเสี่ยรับใบเซียมซีมาพิจารณาดู แล้วเขาก็อ่านข้อความในนั้นดังๆ

ใบที่ ๕ บ้าเห่อเจอเรื่องยุ่ง

เมียให้นอนนอกมุ้งทนยุงกัด

เพราะเมาเหล้าเที่ยวอย่างว่าบ้าชัดๆ

อ้ายหมาวัดหลานกูผู้มั่งมี

จงฟังคำลุงว่าอย่าเหลวไหล

อันเหล้ายาพาให้เสียศักดิ์ศรี

สำมะเลเทเมาไม่เข้าที

ลุงห่วงใยเจ้าทั้งสี่ทุกวันเอย.

"โอ้โฮ" นิกรร้องลั่น "เซียมซีนี่วิเศษจริงเว้ย คุณลุงเราศักดิ์สิทธิ์มาก ส่งกระบอกติ้วมาให้กันซิอ้ายหงวน กันลองดูบ้าง ตามปรกติกันไม่เลื่อมใสใบเซียมซีหรอก แต่เซียมซีเจ้าพ่อคุณลุงของเราแน่มาก"

กิมหงวนส่งกระบอกติ้วให้นายจอมทะเล้น

"ลองดูอ้ายกร"

นิกรมองดูรูปถ่ายของเจ้าพ่อเชย แล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"คุณลุงครับ ผมอยากรู้ว่าโชคชะตาของผมเป็นยังไง เมื่อไรผมจะมีลาภ เมื่อไรจะพบเนื้อคู่ แล้วก็พ่อตาของผมคนนี้เป็นยังไงบ้างครับ พอพึ่งพาอาศัยได้บ้างไหม คุณลุงกรุณาบอกผมให้ละเอียดนะครับ"

นิกรยกกระบอกติ้วขึ้นเขย่าทันที ไม้ติ้วหลุดออกมาทั้งกระบอก พลหัวเราะลั่น

"อย่าเอียงกระบอกให้มากนักซีอ้ายกร เอียงนิดเดียวเท่านั้น"

นายจอมทะเล้นบ่นพึมพำ เก็บไม้ติ้วใส่กระบอกแล้วเขย่าใหม่ คราวนี้พยายามเขย่ากระบอกติ้วอย่างตั้งใจ สักครู่หนึ่งไม้ติ้วอันหนึ่งก็หลุดกระเด็นออกมาจากกระบอกของมัน

ดร. ดิเรกเอื้อมมือตะครุบหยิบมันขึ้นมาดู นิกรกล่าวถามทันที

"เบอร์อะไรหมอ"

"เบอร์ ๑๓ ว่ะ"

"แย่โว้ย ถ้าจะไม่ดีแน่" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าหนุ่มลูกโกรกพระ "ขอเบอร์ ๑๓ ให้กันใบเถอะน้องชาย"

เจ้าแก้วลุกขึ้นพาตัวเดินไปที่โต๊ะใบเซียมซี ยืนเลือกอยู่เพียงครู่เดียวก็หยิบใบเซียมซีสีแดงฉบับหนึ่ง เดินเข้ามาหานิกร เขาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบข้างนายจอมทะเล้น ส่งใบเซียมซีให้แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม

"ตั้งแต่สร้างศาลมา ไม่เคยมีใครเสี่ยงได้เบอร์ ๕ กับเบอร์ ๑๓ เลยครับ แปลกแท้ๆ "

นิกรยิ้มให้นายแก้ว เขามองดูข้อความในใบเซียมซีนั้นแล้วอ่านดังๆ

ใบสิบสามถามหาลาภได้ลาบเนื้อ

กินกับเหล้าวิเศษเหลือแซ่บอีหลี

ถามหาคู่มีอยู่แล้วอ้ายอัปรีย์

ถามถึงโรคโรคก็มีต้องฉีดยา

ถามพ่อตาว่าดีวิเศษนัก

ถึงหัวล้านก็น่ารักเป็นหนักหนา

มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เป็นพระยา

ได้พ่อตาคนนี้ดีนักเอย.

เสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหายดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากระเรียกะราดชอบกล ท่านมองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านแล้วกล่าวว่า

"สงสัยว่าแกคิดกลอนสดอ่านเอาเอง มีอย่างที่ไหนกันวะใบเซียมซีจะบอกได้ถูกต้องอย่างนี้"

นิกรส่งใบเซียมซีฉบับนั้นให้พ่อตาของเขา แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"คุณพ่ออ่านดูซีครับ ปู้โธ่....เห็นผมเป็นสุนทรภู่ไปได้จะได้ว่ากลอนสด"

ท่านเจ้าคุณมองดูคำกลอนในใบเซียมซีและอ่านดูแล้ว ท่านก็ตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว คำกลอนในใบเซียมซีตรงกับที่นิกรอ่านทุกประการ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่นค่อยๆ หันมาทางเจ้าแก้วแล้วถามว่า

"ใบเซียมซีนี่ใครแต่งวะ"

เจ้าแก้วยิ้มแห้งๆ

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมรู้แต่ว่าปู่แกไปจ้างเขาพิมพ์ที่โรงพิมพ์ปากน้ำโพ"

ท่านเจ้าคุณมีความสนใจกับใบเซียมซีอย่างยิ่ง ท่านเปลี่ยนสายตาไปที่เสี่ยหงวน

"ขอใบเซียมซีของแกให้อาดูหน่อยเถอะวะ"

อาเสี่ยส่งให้โดยดี

"ดูซีครับ เจ้าพ่อลุงเชยของเราแน่จริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คลี่ออกอ่านข้อความในนั้น อ่านจบท่านก็หัวเราะหึๆ เต็มไปด้วความศรัทธาเลื่อมใส ท่านส่งใบเซียมซีคืนให้กิมหงวน แล้วกล่าวว่า

"อาจะลองเสี่ยงเซียมซีดูบ้าง"

นิกรรีบส่งกระบอกติ้วให้พ่อตาของเขาทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกกระบอกติ้วเหนือศีรษะอธิษฐานในใจทำปากขมุบขมิบอยู่สักครู่ ท่านก็ลดกระบอกติ้วลง แล้วเขย่าเสียงดังกร๊อกแกร๊กๆ สี่สหายต่างมองดูหน้าแล้วยิ้มให้กัน เจ้าแก้วรีบลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะใบเซียมซี เลือกหาใบเซียมซีฉบับหนึ่ง แล้วถือกลับมาทรุดนั่งข้างเจ้าแห้วตามเดิม พอดีไม้ติ้วกระบอกที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เขย่าได้กระเด็นออกมาจากกระบอกหนึ่งอัน

"เบอร์ ๑๕ ใช่ไหมครับเจ้าคุณ" เจ้าแก้วถาม

ท่านเจ้าคุณมองดูหมายเลขที่ไม้ติ้วแล้วหันมาทางเจ้าแก้ว

"ทำไมแกรู้ล่ะ"

เจ้าแก้วหัวเราะ

"รู้ซีครับ อย่างไรเจ้าคุณก็ต้องได้เบอร์นี้ ยังไม่มีใครได้เบอร์นี้หรอกครับตั้งแต่ตั้งศาลมา" พูดจบเจ้าแก้วก็คลานเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วส่งใบเซียมซีหมายเลข ๑๕ ให้

ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้น

"แกนี่เดาใจเจ้าพ่อถูกโว้ย ฉันเสี่ยงได้เบอร์ ๑๕ จริงๆ " แล้วท่านก็ส่งใบเซียมซีแผ่นนั้นให้นิกร "เอ้า...แกช่วยอ่านหน่อยซิ"

นายจอมทะเล้นมองดูข้อความในใบเซียมซีนั้น แล้วเขาก็อ่านเสียงแจ๋วๆ เหมือนกับเด็กนักเรียนอ่านหนังสือ

ที่สิบห้าตกที่นั่งขุนช้างแน่

ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่มีผม

มีแต่เงินไร้เกษาน่านิยม

ยาปลูกผมไม่ยากเลยเฉลยความ

เคี่ยวขี้ไก่ให้เป็นมันคั้นให้ข้น

ทาวันละกี่หนก็ไม่ห้าม

ยาผีบอกไม่ใช่หลอกให้ทำตาม

จบเนื้อความใบเซียมซีเท่านี้เอย.

พอนิกรอ่านจบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบกระชากใบเซียมซีมาจากมือนิกรทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหาย ท่านเจ้าคุณอ่านดูข้อความในนั้นแล้วท่านก็ทำหน้าตาเหยเกชอบกล

"อือ, แปลกโว้ย เซียมซีที่นี่คล้ายกับทำไว้เฉพาะคนหนึ่งๆ " แล้วท่านก็หันมาทางนายแก้ว เจ้าหนุ่มลูกโกรกพระ "ถามจริงๆ เถอะวะนายแก้ว มีใครเคยเสี่ยงเซียมซีได้ใบ ๑๕ บ้างหรือเปล่า"

เจ้าหนุ่มแก้วกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ไม่เคยปรากฏว่าใครได้ใบนี้ครับ"

นิกรขอให้พลกับ ดร. ดิเรกเสี่ยงใบเซียมซี แต่สองสหายปฏิเสธ ขณะนั้นมีหญิงชายชาวชนบทกลุ่มหนึ่งรวม ๕ คน พากันเดินเข้ามาในศาลอลย่างสงบเงียบ คนเหล่านี้มีอายุมากแล้ว เดินทางมาจากตำบลใกล้เคียงด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเจ้าพ่อเชย เจ้าแก้วรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปต้อนรับเพื่อขายดอกไม้ธูปเทียน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนสี่สหายกลับ

"กลับเรือเราเถอะโว้ย ไปพักผ่อนอาบน้ำอาบท่ากันเสียที คืนนี้เรานัดพี่แบนไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าพี่เชยมาเข้าทรงพี่แบนคงสนุกแน่"

ทุกคนต่างก้มลงกราบเจ้าพ่อเชย ทิดมีปราดเข้ามาประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"เจ้าคุณครับ ผ่มอยากจะขอความกรุณาเจ้าคุณ ให้ไปบ้านท่านผู้ใหญ่เสียเดี๋ยวนี้ไม่ดีหรือครับ ผ่มจะได้โล่งใจและสบายใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"แกจะให้ฉันไปสู่ขอลูกสาวเขา ให้แกเดี๋ยวนี้ ยังงั้นหรือ"

"ครับ ผ่มใจร้อนจริงๆ ขอรับ นึกว่าเจ้าคุณเอ็นดูสัตว์ผู้ยากเถอะครับ ผู้ใหญ่มิ่งเขาคงต้อนรับเจ้าคุณเต็มที่"

ท่านเจ้าคุณมองดูทิดมีอย่างเห็นใจ

"เอา....ไปเดี๋ยวนี้ก็ได้" แล้วท่านก็หันมาทางสี่สหาย "พวกแกกลับไปเรือก็แล้วกัน ประเดี๋ยวก็ถึงเวลากินเหล้ากันแล้ว อาจะไปบ้านผู้ใหญ่บ้านกับทิดมีเขา พูดสู่ขอเสียให้เสร็จเรื่อง ถ้าฝ่ายหญิงเขาไม่ขัดข้อง ก็ให้แต่งกันวันสองวันนี่แหละ พวกเราจะได้อยู่ช่วยงานทิดมีให้เต็มที่"

ทุกคนต่างลุกขึ้นเดินออกไปจากศาล เจ้าแก้วติดตามออกไปทันที แล้วทวงเงินค่าดอกไม้ธูปเทียน เสี่ยหงวนส่งธนบัตรใบละร้อยให้รวมสองฉบับ เจ้าแก้วยกมือไหว้ประหลกๆ ให้ศีลให้พรอาเสียกิมหงวนมากมาย สี่สหายกับเจ้าแห้วพากันกลับไปที่เรือ "นางนวล" ส่วนทิดมีเจ้าหนุ่มใหญ่พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปบ้านผู้ใหญ่บ้านมิ่ง ผู้เป็นบิดาของสาวรัก

ก่อนค่ำวันนั้นเอง ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วตลาดโกรกพระ ผู้ใหญ่มิ่งตกลงยกธิดาคนเล็กของเขาให้ทิดมีเจ้าหนุ่มใหญ่ ซึ่งเถ้าแก่ของทิดมีนั้นคือ พล.ท. พระยาปัจจนึกฯ นายทหารชั้นผู้ใหญ่นอกราชการ และคหบดีผู้มั่งคั่ง มีความสัมพันธ์รักใคร่กับเจ้าพ่อเชยเหมือนกับญาติสนิท บรรดาเพื่อนฝูงของทิดมีต่างพากันมาหาทิดมี และแสดงความยินดีอย่างจริงใจ ส่วนพิธีมงคลสมรสนั้น ผู้ใหญ่มิ่งบิดาของมะลิขอผลัดไปอีก ๓ เดือน แต่ทิดมีกับมะลิจะหมั้นกันในตอนสายวันมะรืนนี้ และพรุ่งนี้ทิดมีจะไปตลาดปากน้ำโพเพื่อหาซื้อแหวนหมั้นสักวงหนึ่ง ในราคาไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ตามคำแนะนำของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้ใหญ่มิ่งไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย เขาตื่นเต้นมากเท่าที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นเถ้าแก่ของฝ่ายทิดมี

ค่ำวันนั้น บนดาดฟ้าของเรือยนต์ "นางนวล" มีการเลี้ยงกันอย่างมโหฬาร แสงไฟฟ้าส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน ทิดมีกับคนของเขาได้จัดอาหารค่ำอย่างดีที่สุดหลายอย่าง มาเลี้ยงสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร. ดิเรกสั่งให้คนเรือ ยกเครื่องรับโทรทัศน์ขนาด ๒๔ นิ้วไปตั้งท้ายเรือ เปิดให้ชาวโกรกพระชม บนตลิ่งจึงเต็มไปด้วยชาวบ้านเกือบ ๒๐๐ คน นั่งดูโทรทัศน์กันสลอน ส่วนมากในชีวิตของเขาก็เพิ่งได้เห็นโทรทัศน์ในครั้งนี้

ทิดมีกับลุงแบน ได้มาร่วมรับประทานอาหารกับคณะพรรคสี่สหายด้วย ทิดมีคุยจ้อตลอดเวลา ชมว่ามะลิของเขาเป็นกุหลาบดอกงามของโกรกพระ หนุ่มๆ หลายคนต่างชิงรักหักสวาทกัน แต่เขาเป็นผู้ที่มีโชคดีกว่าเพื่อนมะลิจึงรับรักเขา ไม่รังเกียจว่าเขามีอายุแก่กว่าหล่อนตั้ง ๑๕ ปี มิหนำซ้ำผู้ใหญ่มิ่งบิดาของหล่อนยังรักใคร่พอใจเขา เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนเอางานเอาการ ตั้งอกตั้งใจทำมาหากิน ไม่เคยมีความประพฤติเสียหายมาแต่ก่อน เขาอวดว่ามะลิของเขามีทรวดทรงเหมือน โซเฟีย ลอเร็น ส่วนเว้าส่วนโค้งใกล้เคียงกันมาก ซึ่งเขาเคยดูจากภาพยนตร์ของรถขายยาบริษัทหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาโกรกพระเมื่อปีกลายนี้

การดื่มเหล้าและรับประทานสิ้นสุดลงในเวลา ๑๙.๓๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยากดูการเข้าทรงเจ้าพ่อเชยมาก จึงเรียกเจ้าแห้วกับพวกลูกเรือให้มาช่วยกันเก็บจานอาหาร ขวดเหล้า ขวดโซดา ออกไปจากห้องนั้น ต่อจากนั้นลุงแบนก็เริ่มเตรียมตัวทรงเจ้าพ่อ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว นั่งขัดสมาธิบนพื้นเรือห้อมล้อมคนทรง ซึ่งกำลังจุดธูปเทียนบูชาเจ้าพ่อ สักครู่ชายชราก็ปักธูปเทียนไว้ในกระถางธูปเล็กๆ และเชิงเทียนที่ตั้งไว้ข้างหน้า

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"เข้าหรือยังลุงแบน"

"ยังครับ"

"ว้า-เข้าเร็วๆ หน่อยซีลุง"

ชายชรายิ้มให้นายจอมทะเล้น

"อดใจรออีกสัก ๑๐ นาทีเถอะครับ ผมรับรองว่าอีกสักครู่พวกคุณจะต้องได้คุยกับเจ้าพ่อแน่ๆ ใครจะไต่ถามโชคชะตาราศี หรือใครจะขอเลขท้ายสามตัวก็เตรียมไว้เถอะครับ แต่ผมขอเตือนไว้เสียก่อน อย่าไปพูดล้อเล่นท่านให้เหมือนเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นะครับ เจ้าพ่อท่านพูดอะไรเป็นงานเป็นการ ถ้าใครขัดใจท่านหรือทำให้ท่านโกรธเคืองแล้ว ท่านจะออกไปจากร่างทรงผมทันที"

ดร. ดิเรกมีท่าทีกระสับกระส่าย

"อ๋อไร ออไร๋ ลงมือเชิญเจ้าพ่อเถอะลุง ฝรั่งตื่นเต้นมาก อยากจะเห็นเท็จจริงในเรื่องนี้"

ลุงแบนนั่งขัดสมาธิ ขยับผ้าขาวม้าที่ห่มสะพายเฉียงให้เรียบร้อย แล้วหลับตาประนมมือนิ่งเฉย สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากและโบกมือห้ามไม่ให้พูดอะไร เวลาผ่านพ้นไปในราว ๕ นาที ลุงแบนก็มีอันเป็นอย่างน่าประหลาด ชายชราหงายหลังผลึ่ง ศีรษะตอนท้ายทอยฟาดพื้นเรือดังโครม ลุงแบนชักพลาดๆ ทำปากเบี้ยวปากบูดหลังแอ่น ตัวเนื้อเกร็งไปหมด นิกรตกใจลืมตาโพลง หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ช่วยซีโว้ยอ้ายหมอ ฮิสทีเรียเล่นงานลุงแบนแน่ ลงตัวเกร็งมือตีนเหยียดยังงี้ร้อยทั้งร้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับนิกร

"นั่งเฉยๆ อ้ายกร พี่แบนแกไม่ได้เป็นอะไรหรอก เจ้าพ่อกำลังเข้าแก"

กิมหงวนกระซิบกระซาบกับนายจอมทะเล้น

"ดูคล้ายๆ กับหมาถูกยาเบื่อว่ะ"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"อย่าพูดเดี๋ยวเจ้าหักคอ"

"ฮ้า ขืนหักคอก๊อชกปากกันเท่านั้นแหละ เจ้าก็เจ้าเถอะวะ" อาเสี่ยพูดเสียงกระซิบ

ในสองสามนาทีนั้นเอง ชายชราซึ่งนอนชักดิ้นชักงอเหมือนกับคนที่ถูกเจ้าเข้าก็แน่นิ่งไป และแล้วลุงแบนก็ผลุนผลันลุกขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิ ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ นัยน์ตาลืมโพลงแทบจะโปนถลนออกมานอกเบ้า ใบหน้าลุงแบนถมึงทึงน่ากลัว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกรีบร้องบอกเจ้านายของเขาด้วยเสียงสั่นเครือ

"รับประทานเข้าแล้วครับ เจ้าพ่อเข้าแล้ว"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และทิดมีต่างก้มลงกราบเจ้าพ่อเชยพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้ ณ บัดนี้วิญญาณของนายเชย พัชราภรณ์ ผู้เป็นลุงของพลได้เข้าสิงในร่างของลุงแบนแล้ว ท่าทางของลุกแบนผิดแผกไปเป็นคนละคน

"ฮะฮ้า นึกว่าใครที่ไหน" เสียงลุงแบนกล่าวขึ้น แต่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลแะเจ้าแห้วตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน ทุกคนจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของลุงเชย" "อ้ายหม่าพลหลานข้า อ้ายหมากร อ้ายหมาหงวน อ้ายหมาหมอ อ้ายหมาแห้ว แล้วก็เจ้าคุณปัจจนึกฯ น้องชายกบาลเหน่งของข้า ยังไง สบายกันดีหรือ ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้คนทรง

"สบายดีพี่เชย ถึงแม้ว่าพี่เชยตายไปนานแล้ว ฉันกับลูกหลานก็ยังนึกถึงพี่เชยเสมอ ยินดีมากที่ทราบว่าพี่เชยได้เป็นเจ้าพ่อที่โกรกพระนี่"

คนทรงหัวเราะเสียงกังวาน เสียงหัวเราะนั้นก็คือเสียงของลุงเชยอีกนั่นแหละ

"ผ่มไม่เคยมีบาปกรรมกับใคร ตายมาอยู่เมืองผีจึงได้เป็นเจ้า เดี๋ยวนี้ผ่มสบายมากเจ้าคุณ"

กิมหงวนกล่าวถามขึ้นทันที

"คุณลุงอยู่สวรรค์หรือนรกแน่ครับ ช่วยบอกพวกเราหน่อยเถอะครับ"

คนทรงสะดุ้งโหยง

"ไม่ใช่สวรรค์แล้วก็ไม่ใช่นรก ข้ายังอยู่ร่วมโลกกับพวกเอ็ง แต่ข้าเป็นผีพวกเอ็งจึงไม่มีโอกาสเห็นตัวข้า ยังไงวะอ้ายหมาหงวน เอ็งยังฉีกแบ๊งค์เล่นอยู่อีกหรือเปล่า ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าเคยเล่าเรื่องของเอ็งให้ยมบาลท่านฟัง ท่านหัวเราะงอห่ายไปเลย ท่านบอกว่าคนอย่างเอ็งคงไม่เต็มเต็งแน่ๆ "

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"เมื่อไรคุณลุงจะได้ไปเกิดเสียทีครับ ตายมาหลายปีแล้ว"

คนทรงลืมตาโพลง

"อ้ายหมา การเกิดคือความทุกข์ เกิดเป็นคนมีแต่เรื่องยุ่งยากสู้เป็นผีอย่างข้าไม่ได้ ในปรโลกข้าสบายดี ผ้าผ่อนไม่ต้องนุ่งก็ได้ นึกอยากจะหายตัวเล่นหรือแปลงตัวเป็นอะไรก็ทำได้ ข้าวปลาอาหารไม่เดือดร้อน มีก็กินไม่มีก็ไม่กิน เป็นมนุษย์แสนจะลำบาก ถึงแม้จะร่ำรวยมีเงินเป็นล้านอย่างเอ็งก็ต้องเหน็ดเหนื่อย"

พล พัชราภรณ์ ยกมือไหวคนทรงแล้วถามว่า

"คุณลุงครับ ผมอยากจะทราบว่าคุณพ่อผมที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเรื้อรัง ท่านจะเป็นยังไงบ้างครับ ผมรู้สึกว่าปีนี้คุณพ่อทรุดโทรมลงไปบ้าง"

เจ้าพ่อเชยหน้าเศร้าทันที

"พ่อของเอ็งหรืออ้ายหมา ลุงคิดว่าอย่างมากก็อยู่ได้เพียงปีหน้าเท่านั้น ความจริงเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พ่อของเอ็ง ซึ่งเป็นน้องชายของข้าก็มีอายุมากแล้ว คนปูนนี้ย่อมเปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ถึงเขาล้มหายตายจากไปเอ็งก็ไม่น่าจะเสียใจ"

ดร. ดิเรก พูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณลุงครับ ผมอยากไปเที่ยวเมืองนรกบ้าง คุณลุงช่วยพาผมไปทัศนาจรเมืองนรกหน่อยได้ไหมครับ ผมอยากรู้อยากเห็น เพื่อประโยชน์ในวิชาวิทยาศาสตร์"

เจ้าพ่อเชยอ้าปากหวอแล้วหัวเราะ

"อ้ายหมาหมอ ขณะนี้เจ้ายังไปไม่ได้หรอก แต่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเจ้าต้อมมีโอกาสได้ไปเที่ยวเมืองนรกอย่างแน่นอน ทุกคนก็จะได้ไปเที่ยวด้วยกันทั้งนั้น ข้าเองตอนที่ข้าตายข้าได้ไปอยู่เมืองนรกเกือบปี มีบาปกรรมเล็กๆ น้อยๆ ข้อก็ไปใช้กรรมที่ทำไว้จนหมดสิ้น พวกเอ็งทุกคนจงจำไว้นรกน่ะมีแน่ๆ มีทั้งในมนุษยโลกและปรโลก นรกในมนุษยโลกก็คือคุกตารางนั่นเอง"

นิกรยิ้มให้เจ้าพ่อเชยแล้วถามว่า

"คุณลุงเคยพบคุณพ่อของผม กับเตี่ยอ้ายหงวนบ้างหรือเปล่าครับ"

เจ้าพ่อเชยนิ่งคิด

"เจ้าคุณวิจิตรฯ พ่อของเอ็งน่ะหรือ ขณะนี้ไปเป็นเจ้าพ่ออยู่ที่เขาถนนธงไชย ว่างๆ เอ็งไปหาท่านบ้างซี เขาถนนธงไชยน่ะกั้นเขตแดนเมืองไทยกับพม่า"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละครับท่านอยู่ไกลเหลือเกิน เมื่อท่านไม่ได้ตกนรกผมก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องห่วงใยท่าน"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ แล้วพูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วเตี่ยผมล่ะครับ"

เจ้าพ่อเชยยิ้มเล็กน้อย

"อ้ายหมาหงวน เอ็งอย่าเสียใจถ้าข้าจะบอกเอ็งว่า เตี่ยของเอ็งกำลังรับโทษทัณฑ์อยู่ที่เมืองนรก ความผิดของเขาก็ไม่มากมายอะไรหรอกนอกจากสูบฝิ่น"

กิมหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"ผมนึกอะไรไม่ผิด เมื่อเตี่ยยังมีชีวิตอยู่ผมเคยห้ามปรามขอร้องแกเสมอ ให้เลิกสูบฝิ่นแกก็ไม่เชื่อ ตามธรรมดาพ่อที่ดีเขาต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของลูก เตี่ยผมแกไม่ยอมเชื่อผมเลย มิหนำซ้ำยังชวนพี่ชายของแกไปสูบฝิ่นด้วยกัน สองคนพี่น้องนอนเขลงอยู่ที่โรงยาฝิ่นบ้านหม้อ แล้วยังงี้ทำไมจะไม่ตกนรกล่ะครับ เคราะห์ดีนะที่เตี่ยกับอาแป๊ะชิงตายไปเสียก่อน ที่รัฐบาลเขาห้ามสูบฝิ่น ม่ายก็คงลงแดงโอ้กอ้ากไปตามกัน ไปกว่าจะตาย แล้วอาแป๊ะของผมล่ะครับคุณลุง คงอยู่กับเตี่ยที่เมืองนรกซีครับ"

เจ้าพ่อเชยพยักหน้า

"ถูกแล้ว แต่ไม่ลำบากยากเย็นอะไรหรอก ข้าฝากฝังยมบาลท่านไว้แล้ว และเตี่ยเอ็งกับลุงของเอ็งก็ร่ำรวย ได้ข่าวว่าให้เงินเดือนยมบาลเดือนหนึ่งตั้งสองหมื่น มีชีวิตอยู่ที่เมืองนรกอย่างสุขสบาย ฝิ่นก็มีสูบเหลือเฟือ เพราะที่นรกเขาไม่ห้ามสูบฝิ่น มันเป็นเมืองนรกจึงมีอบายมุขทุกอย่างให้สมกับที่เป็นเมืองนรก"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าหนุ่มใหญ่หรือทิดมีเห็นเป็นโอกาสอันเหมาะ ก็คลานเข้าไปกราบแทบเท้าคนทรงแล้วกล่าวว่า

"เจ้าพ่อครับ ผ่มอยากจะรบกวนเจ้าพ่อบ้าง"

"เออ ว่ายังไงอ้ายมี มึงก็คงไม่ถามอะไรนอกจากเรื่องนังมะลิของมึงใช่ไหมล่ะ"

ทิดมียิ้มแห้งๆ

"ถูกแล้วครับ ผ่มอยากจะถามเจ้าพ่อว่า ผ่มกับมะลิจะได้อยู่ร่วมชีวิต ร่วมทุกข์สุขกันไปจนวันตายไหมครับ"

เจ้าพ่อเชยนิ่งอึ้งไปนาน คนทรงหรือเจ้าพ่อหลับตานิ่งเฉยเหมือนกับจะมองดูอนาคตด้วยญาณวิถี สักครู่หนึ่งเจ้าพ่อเชยก็ลืมตาขึ้น แล้วกล่าวกับทิดมีด้วยเสียงหนักๆ

"อ้ายทิด พรหมลิขิตนั้นเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าคิดว่าเอ็งคงจะเสียใจมากถ้าข้าจะบอกเอ็งตามตรง เอ็งกล้าพอที่จะฟังไหมล่ะอ้ายทิด"

ทิดมีใจหาบวาบ

"กล้าครับเจ้าพ่อ เจ้าพ่อโปรดบอกผมเถอะครับ ความรักระหว่างผ่มกับมะลิจะมีอุปสรรคขัดขวางหรือครับ หรือว่าผู้ใหญ่มิ่งจะเปลี่ยนความคิด ไม่ยอมให้มะลิหมั้นหรือแต่งงานกับผ่มตามที่ตกลงกัน ถ้าเป็นเช่นนี้ละก็ ผู้ใหญ่มิ่งกับผ่มต้องเป็นศัตรูกันแน่"

"อ้ายหลานชาย" เจ้าพ่อพูดเสียงหนักๆ "อุปสรรคของเอ็งไม่ได้เกิดขึ้นจากฝ่ายผู้หญิง แต่เกิดจากคู่แข็งของมึง อย่าลืมว่าอีมะลิคนนี้มันมีแควนอยู่ด้วยกันหลายคน เมื่อมึงมีโอกาสดีกว่ามันก็ต้องอิจฉาริษยามึง แต่กูเป็นเจ้า อย่าให้กูพูดอะไรมากกว่านี้เลย จำไว้ก็แล้วกันว่าในชั่วโมงนี้มึงจะได้รับข่าวร้าย จากสาวรักของมึง กูขอบอกมึงตามตรงว่า มึงกับนางมะลิไม่มีหวังอยู่ร่วมกันหรอกอ้ายมีเอ๋ย แล้วเหตุการณ์จะบอกให้มึงรู้เอง มึงจะได้รับความเสียใจอย่างยิ่งเพราะนางผู้หญิงคนนี้ แต่ชาวโกรกพระเขาจะเห็นใจมึงและสงสารมึง"

ทิดมีหน้าซีดเผือด เขายกมือไหว้เจ้าพ่อเชยปะหลกๆ

"เจ้าพ่อครับ เจ้าพ่อกรุณาช่วยผ่ม ช่วยปัดเป่าให้ร้ายกลายเป็นดีได้ไหมครับ"

เจ้าพ่อเชยสั่นศีรษะ

"ข้าบอกเอ็งแล้วอ้ายทิด ไม่มีใครที่จะฝืนพรหมลิขิตได้ ทุกคนต้องเป็นไปตามโชคชะตาหรือกรรมเวร"

ทิดมีทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ถ้าเช่นนั้นเจ้าพ่อช่วยบอกผ่มตามตรงเถอะครับ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นแก่ผ่มหรือคนรักของผ่ม"

เจ้าพ่อเชยนิ่งตรึกตรอง ในที่สุดก็ตัดสินใจบอกทิดมี

"อ้ายทิด เอ็งรีบไปที่บ้านผู้ใหญ่มิ่งเดี๋ยวนี้ แล้วเอ็งก็จะรู้ว่านังมะลิของเอ็ง ถูกอ้ายผันกับพรรคพวกของมันฉุดเอาไปจากบ้านเมื่อกี้นี้เอง"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"จริงๆ หรือครับพี่เชย" ท่านเจ้าคุณกล่าวถามอย่างร้อนรน "พี่เชยรู้ได้อย่างไรครับ"

เจ้าพ่อเชยหัวเราะเสียงกังวาน

"ผ่มเป็นผีเจ้าคุณ ธรรมดาผีทั้งหลายย่อมมีหูทิพย์ตาทิพย์ โดยเฉพาะผีเจ้าด้วยแล้วก็ต้องมีญาณวิเศษ ผ่มอยู่ที่นี่แต่ผ่มก็สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ทั้งที่มันเกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิดขึ้น"

กิมหงวนกล่าวปลอบใจทิดมีเบาๆ

"ใจเย็นๆ น่าทิดมี คุณลุงแกอาจจะยกเมฆหรือพูดเล่นสนุกๆ ก็ได้"

เจ้าพ่อเชยเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"ข้าพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น เมื่อไม่เชื่อก็แล้วไป"

ทิดมีอกใจเต้นระทึก เต็มไปด้วยความห่วงใยสาวรักของเขา เขาก้มลงกราบเจ้าพ่อเชยแล้วถามระล่ำระลัก

"เจ้าพ่อครับ อ้ายผันมันฉุดมะลิของผ่มไปทางไหนครับ"

"ออกไปทางทุ่งหลังหมู่บ้าน และคงจะเข้าป่า ข้าจะไม่แนะนำไปฆ่ามันหรอกอ้ายทิด เอ็งจะจัดการอย่างไร จะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรก็เป็นเรื่องของเอ็ง"

แล้วคนทรงหรือลุงแบนก็หงายหลังตึงชักพราดๆ เหมือนตอนเจ้าเข้า สักครู่หนึ่งชายชราก็นอนลืมตานิ่งเฉย แสดงว่าเจ้าพ่อเชยออกไปจากร่างของแกแล้ว

เจ้าหนุ่มใหญ่เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนเดินออกไปจากห้องหัวเรืออย่างร้อนรน เพื่อรีบไปบ้านผู้ใหญ่มิ่งบิดาสาวรักของเขา ดร. ดิเรกกับพลช่วยกันประคองคนทรงให้ลุกขึ้น ลุงแบนมีท่าทางงงๆ พอสบตากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณก็กล่าวว่า

"เจ้าไปแล้วพี่แบน ไปเดี๋ยวนี้เอง"

"หรือครับ เอ๊ะ วันนี้ทำไมถึงไปเร็วนักล่ะครับ ทุกที่ท่านเข้าทรงผมอย่างน้อยชั่วโมงครึ่งถึงออก"

นายแพทย์หนุ่มพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ท่านจะรีบไปเฝ้าพระอิศวรกระมัง"

"นั่นน่ะซีครับ อาจเป็นไปได้ แล้วนี่ทิดมีมันไปไหนเสียล่ะครับ"

พลยิ้มให้คนทรงแล้วกล่าวว่า

"เจ้าพ่อท่านบอกว่าแม่มะลิคนรักของทิดมี ถูกเจ้าผันกับกับพรรคพวกฉุดเอาตัวไปเมื่อกี้นี้ พอรู้เข้าทิดมีก็รีบไปจากนี่ ตอนที่เจ้าพ่อออกจากร่างลุง"

ลุงแบนหน้าตื่น

"อ้ายผันฉุดอีมะลิ....อ้ายนี่อาละวาดอีกแล้ว อ้ายผันเคยเป็นนักเลงอันธพาลครับ แต่ตอนทางราชการเขากวาดล้างนักเลง พ่อมันพาไปหาหานายอำเภอ รับรองกับนายอำเภอว่า อ้ายผันเป็นคนดี เลิกเกะกะระราน เลิกกินเหล้าเมายาแล้ว นายอำเภอท่านบอกว่าเมื่อรับรองว่าเป็นคนดีท่านก็ไม่จับ แต่ถ้ามีเรื่องทะเลาะวิวาทหรือข่มเหงรังแกใครท่านจะต้องจับแน่นอน เพราะสมัยนี้คนที่เป็นนักเลงจะมาลอยนวลอยู่นอกคุกไม่ได้ ต้องอยู่ในคุก เอ ถ้ามันจะยุ่งกันใหญ่ละครับ อ้ายมีมันก็มีพรรคพวกอยู่ไม่ใช่น้อย อาจจะเกิดศึกนองเลือดก็ได้"

ดร. ดิเรกสนใจในเรื่องการเข้าทรงมากกว่าเรื่องอื่น เขากล่าวถามชายชราว่า

"ลุงครับ ผมสนใจในเรื่องวิญญาณและการเข้าทรงมาก พรุ่งนี้กลางวันผมอยากจะให้คุณลุงเข้าทรงเจ้าพ่อเชยอีกจะขัดข้องไหมครับ"

"อ๋อ, ได้ซีครับคุณหมอ ผ่มคิดว่าคุณหมอเป็นคนทันสมัย คงไม่ใคร่เลื่อมใสเท่าใดนัก ใช่ไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มสารภาพตามตรง

"ออไร๋ ผมจะเชื่อก็ต่อเจ้าพ่อแสดงอิทธิฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ให้ผมเห็น อย่างน้อยก็ต้องมีการอมถ่านไฟร้อนๆ เอามีดเฉือนลิ้นให้ขาด หรือทำในสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาทำแล้วจะเกิดอันตราย"

ลุงแบนหัวเราะ

"ตกลงครับ พรุ่งนี้ผ่มจะเข้าทรงเจ้าพ่อและแสดงปาฏิหาริย์ให้ดู เป็นต้นว่า เอามีดโกนเฉือนลูกกระเดือก ให้คุณหมอและพวกคุณๆ เอาดาบฟันผ่ม จะได้รู้ว่าเจ้าพ่อเข้าทรงผ่มจริงๆ ไม่ใช่แกล้งทำ เจ้าพ่อท่านเคยแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ใครๆ ดูมามากต่อมากแล้วครับ แต่เมื่อท่านออกจากตัวผ่ม ผ่มไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสนทนากับชายชราในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหารของเจ้าพ่อเชยอีกมากมาย ลุงแบนรับรองว่าพรุ่งนี้ก่อนเพลจะมาที่เรือ "นางนวล" เพื่อเข้าทรงเจ้าพ่ออีกครั้งหนึ่ง แล้วชายชราก็ลากลับบ้าน อาเสี่ยกิมหงวนยัดเยียดให้เงินค่าป่วยการไป ๓๐๐ บาท ซึ่งในตอนแรกลุงแบนปฏิเสธอย่างแข็งแรง แต่เมื่อถูกขะยั้นคะยอหนักเข้าแกก็ยอมรับ

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นจากเรือ "นางนวล" ไปสนทนากับพวกชาวบ้านโกรกพระด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ทิดมีเจ้าหนุ่มใหญ่ก็บุกเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

ใบหน้าของทิดมีเคร่งเครียด นัยน์ตาวาวโรจน์ผิดปรกติ ท่าทางของเขาบอกให้รู้ว่า เขาได้รับความโกรธแค้นความเจ็บช้ำน้ำใจเหลือที่จะกล่าว

"ว่ายังไงทิดมี" พลกล่าวถามทันที

ทิดมียิ้มแค่นๆ

"เจ้าพ่อพูดไม่ผิดเลยครับ" เขาพูดเสียงหนักๆ "พอผ่มไปถึงบ้านผู้ใหญ่มิ่ง ท่านผู้ใหญ่ก็บอกผ่มว่า อ้ายผันกับพรรคพวกห้าหกคน ฉุดมะลิไปจากบ้านอย่างอุกอาจ แล้วท่านผู้ใหญ่ก็ชวนผ่มไปหานายอำเภอ แจ้งเรื่องราวให้ท่านทราบ เสร็จแล้วผ่มก็รีบมาบอกท่านปลัดอีกคน"

กิมหงวนกล่าวถามทิดมีอย่างสนใจ

"แล้วนายอำเภอเขาว่ายังไง"

ทิดมียิ้มแค่นๆ

"นายอำเภอท่านก็รับแจ้งความน่ะซีครับ ท่านชวนผู้บังคับหมวดและตำรวจสามสี่คนติดตามอ้ายผันแล้ว ท่านบอกว่าอ้ายผันมันอุกอาจมาก ทำราวกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ท่านจะพยายามล่าตัวอ้ายผันกับพรรคพวกให้ได้ในคืนวันนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"มะลิของแกคงยับเยินแน่ ถึงได้ตัวกลับมาก็เสียไปแล้ว"

ทิดมีขบกรามกรอด

"ถ้ามันข่มเหงมะลิ อ้ายผันกับผ่มก็ต้องตายจากกันไปข้างหนึ่ง ผ่มกลับมานี่ก็เพื่อจะมาบอกคุณว่า ผ่มจะไปตามอ้ายผันครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่เห็นด้วย ท่านกล่าวคัดค้านทันที

"อย่าวู่วามทิดมี ปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครองเขาเถอะ ถ้าแกไปตามอ้ายผันและบังเอิญพบกันเข้า ก็ต้องต่อสู้กันแน่นอน"

"ผ่มจะเอาปืนไปด้วยครับ เจ้าคุณ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ใจเย็นๆ ทิดมี แก่ฆ่าเขาตายแกต้องมีความผิดตามกฎหมาย เชื่อฉันเถอะ อย่างไรเสียนายอำเภอเขาก็ต้องตามจับอ้ายผันได้ และมันจะต้องติดคุกตรางตามความผิดของมัน"

ดร. ดิเรกกล่าวสนับสนุนพ่อตาของเขา

"ออไร๋ คุณพ่อพูดด้วยเหตุผลน่าฟัง สำหรับมะลิคนรักของแกนั้น คงจะยับเยินแน่ๆ มันพาไปในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ และพรรคพวกมันตั้งหลายคน หลอนคงรักษาตัวไว้ไม่ได้ อย่างไรก็ตามอ้ายผันจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย สมัยนี้ไม่มีใครที่ทำความผิดแล้วหลบหนีคดีอาญาไปได้ หนีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่พ้นมือเจ้าพนักงาน"

ทิดมีทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขามองดูหน้าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"ผ่มเจ็บใจอ้ายผันเหลือเกินครับ มีคนบอกผ่มว่าอ้ายผันได้ประกาศตัวเป็นเสือแล้ว มันจะพาพรรคพวกของมันหนีเข้าป่า เอามะลิไปเป็นเมียมัน และมันจะไม่กลับมาโกรกพระอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามทิดมีอย่างเป็นงานเป็นการ

"พ่อแม่มันอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ"

"ครับ พ่ออ้ายผันชื่อลุงเกลี้ยงครับ ผ่มรู้จักดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"ชื่อน่าเตะเหลือเกิน ชื่ออื่นๆ ที่เพราะๆ ถมไปไม่ชื่อ เสือกชื่อเกลี้ยง"

สี่สหายกับเจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน พล พัชราภรณ์ยกมือขวาตบบ่าทิดมีแล้วกล่าวปลอบใจเขา

"ทิดมี อย่าเพิ่งคิดติดตามอ้ายผันเลยน้องชาย ไปนอนพักผ่อนเสียเถอะ ถ้าหากว่านายอำเภอตามหาอ้ายผันไม่พบ พวกเราจะร่วมมือกับแกติดตามหาตัวอ้ายผันให้ได้ เราต้องช่วยแกแน่นอน"

ทิดมีมองดูพลอย่างซาบซึ้งใจแล้วยกมือไหว้เขา

"ขอบคุณครับ ผ่มจะไม่ลืมความกรุณาของพวกเจ้านายเลย"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างซักถามรายละเอียดในเรื่องนี้ เจ้าหนุ่มใหญ่ก็เล่าให้ฟังเท่าที่เขาทราบจากผู้ใหญ่บ้านมิ่ง ทิดมีสนทนากับสี่สหายสักครู่ก็ลากลับบ้านไปบ้านเขาในท่าทีกลุ่มใจ เต็มไปด้วยความเป็นห่วงคนรัก

ผัน เจ้าหนุ่มอันธพาล ได้ฉุดลูกสาวคนเล็กของผู้ใหญ่มิ่งไปจากบ้านอย่างองอาจ และประกาศตนเป็นเสือ ได้กลายเป็นอาชญากรขั้นเสือร้ายไปจริงๆ แล้ว ในพฤติการณ์ที่ทำให้ชาวโกรกพระสั่นสะเทือนไปตามกัน

ผันกับเพื่อนร่วมใจ ๕ คน พามะลิออกนอกทุ่งตัดตรงไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ครั้นในราว ๒๒.๐๐ น. เศษ นายยงยุทธ ทิพย์เนตร นายอำเภอโกรกพระพร้อมด้วย ร.ต.ต. เอิบ แสงสีฟ้า กับตำรวจภูธรนอกเครื่องแบบอีก ๓ นาย ได้ติดตามไปที่หมู่บ้านนั้น ผันกับพรรคพวกใช้อาวุธปืนลูกซองและปืนพกยิงเจ้าพนักงานก่อน จึงเกิดยิงกันขึ้นอย่างดุเดือด นายยงยุทธถูกยิงตายคาที่ ส่วนร.ต.ต.เอิบ ถูกกระสุนปืนบาดเจ็บสาหัส เจ้าผันพามะลิกับพรรคพวกหลบหนีต่อไป ตำรวจภูธรทั้งสามคนช่วยกันนำ ร.ต.ต. เอิบ ผู้บังคับหมวดของเขากลับมาโกรกพระ ส่วนศพนายอำเภอคงทิ้งไว้ที่หมู่บ้านนั้นก่อน

ข่าวแพร่ไปทั่วโกรกพระอย่างรวดเร็ว ลูกชายของนายเกลี้ยงกลายเป็นเสือร้ายไปแล้ว ปลัดอำเภอกับผู้บังคับกองตำรวจ ได้พาเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจติดตามล่าเสือผันทันที แยกย้ายกันเป็นพวกๆ ซึ่งเจ้าพนักงานตั้งใจจะจับตายเสือผัน มากกว่าจับเป็น เพราะการฆ่านายอำเภอและยิงผู้บังคับหมวดตำรวจภูธรบาดเจ็บสาหัสนั้น เป็นการกระทำที่อุกอาจยิ่ง

ตอนสายวันนั้นเอง ทิดมีได้มาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายที่เรือ "นางนวล" ทิดมีแต่งกายแบบเจ้าหนุ่มลูกทุ่ง เสื้อกางเกงชุดสีดำ เสื้อคล้ายเสื้อกุยเฮง กางเกงขายาวแค่หัวเข่า มีผ้าขาวม้าคาดเอวหนึ่งผืน ใต้ผ้าขาวม้าเหน็บปืนพกแลเห็นด้ามปืนโผล่ออกมาเล็กน้อย ไหล่ซ้ายของเขาสะพายดาบหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นดาบคู่มือของเขา

"พวกเจ้านายคงทราบเรื่องนายอำเภอถูกอ้ายผันมันยิงตายแล้วนะครับ" ทิดมีกล่าวกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"รู้แล้ว คนของแกจัดอาหารเช้ามาให้เรา ได้เล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง และพวกชาวบ้านอีกหลายคนก็นำข่าวนี้มาบอก"

ทิดมีว่า "อ้ายผันมันได้เป็นเสือสมใจมันแล้วครับ ขณะนี้ผู้บังคับกองกับท่านปลัด กำลังติดตามจับอ้ายผันกับพรรคพวก แต่ผ่มคิดว่า เมื่อมันหลบเข้าป่าบริเวณเขาหลวง การจับกุมอ้ายผันก็คงจะยากมาก อ้า..ผ่มมานี่ก็เพื่อมากราบลาพวดเจ้านายครับ ผ่มจะไปตามอ้ายผัน จนกว่าผ่มจะฆ่ามันได้ผ่มจึงจะกลับมาโกรกพระ เจ้านายไม่ต้องเป็นห่วงผ่มหรอกครับ"

พลยิ้มให้ทิดมีแล้วกล่าวขึ้นทันที

"พวกเราจะไปกับแกด้วยทิดมี"

เจ้าหนุ่มใหญ่ลืมตาโพลง

"เจ้านายพูดจริงๆ หรือครับนี่"

"ถูกแล้ว เรากำลังปรึกษากันอยู่ทีเดียว ฉันได้รับปากกับแกเมื่อคืนนี้แล้วว่า ถ้านายอำเภอติดตามอ้ายผันไม่เป็นผล พวกเราก็ยินดีจะไปกับแกเพื่อตามสังหารอ้ายผัน"

ทิดมีซาบซึ้งใจเหลือที่จะกล่าว

"ผ่มปลื้มใจเหลือเกินครับ ถ้าเจ้านายไปด้วยอ้ายผันต้องเสร็จผ่มแน่ ผ่มพอจะรู้ดีครับว่ามันหลบหนีไปทางไหน"

พลมองดูคณะพรรคของเขา

"เตรียมตัวโว้ยพวกเรา ไปกับทิดมีเถอะ" แล้วเขาก็กล่าวถามท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาไปด้วยไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"พวกแกไปกันหมด อาอยู่เรือคนเดียวก็เหงาแย่ ไปซีอาไปด้วย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมไปด้วยนะครับ"

พลไม่สนใจกับเจ้าแห้ว เขากล่าวกับทิดมีว่า

"ขอเวลาให้พวกเราแต่งตัวสัก ๑๐ นาทีเถอะนะทิดมี นั่งฟังวิทยุไปพลางๆ ซี หรือจะเปิดแผ่นเสียงฟังเพลงร็อคเล่นบ้างก็ตามใจ"

ทิดมีกับสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ขึ้นจากเรือ "นางนวล" ในเวลาประมาณ ๙.๐๐ น. เศษ คณะพรรคสี่สหายแต่งกายแบบนักกีฬา สะพายปืนเล็กยาวคนละกระบอก เจ้าหนุ่มใหญ่ผู้ได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจจากเจ้าผันคู่อริ พาคณะพรรคสี่สหายซึ่งเปรียบเหมือนกับเจ้านายของเขา ผ่านหมู่บ้าน ผ่านโรงสีและลัดออกนอกทุ่งหลังบ้าน มุ่งตรงไปยังขุนเขาใหญ่ ที่มองเห็นเบื้องหน้าโน้น

การติดตามค้นหาสาวรักของทิดมีไม่เป็นผล เจ้าหนุ่มใหญ่พาคณะสี่สหาย ไปยังตำบลต่างๆ ในท้องที่อำเภอโกรกพระถึง ๔ ตำบล ซึ่งเขาเข้าใจว่าเจ้าผันคงจะพามะลิมาหลบซ่อนอยู่ ในตำบลใดตำบลหนึ่ง แต่แล้วก็คว้าน้ำเหลว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว บ่นว่าเมื่อยขาไปตามกัน

หลังจากแวะรับประทานอาหารกลางวัน ที่ตลาดเล็กของหมู่บ้านหนองปลาไหลในตอนเที่ยง ทิดมีก็พาคณะพรรคสี่สหายออกเดินทางต่อไป ซึ่งคราวนี้เป็นการติดตามอย่างคาดคะเนหรือเดาสุ่ม

"ไปให้ถึงปากน้ำโพก็แล้วกันนะครับ อีกในราว ๕ กิโลเมตรก็ถึงตัวจังหวัดแล้ว และเลยจากตัวจังหวัดอีกสองสามกิโลก็ถึงตลาดปากน้ำโพ ขากลับเราเช่าเรือหางยาวกลับโกรกพระ" ทิดมีกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในศาลาร้างริมป่าละเมาะแห่งหนึ่ง

ท่านเจ้าคุณกล่าวกับทิดมีว่า

"แกมั่นใจหรือว่า อ้ายผันกับพรรคพวกของมันจะพามะลิไปปากน้ำโพ"

ทิดมียิ้มแห้งๆ

"ไม่มันใจหรอกขอรับเจ้าคุณ แต่ผ่มรู้ว่าอ้ายผันมีพรรคพวกอยู่ปากน้ำโพหลายคน"

"ถ้าไม่แน่ใจก็อย่าไปตามเลย เสียเวลาเปล่าๆ ปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจและอำเภอเถอะ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีทิดมี ฉันน่ะเมื่อยขาจนแทบจะหลุดแล้ว บุกทุ่งนา เข้าป่าออกจากป่า ผ่านทุ่งนา แล้วก็เข้าป่า ทะลุป่าออกนอกทุ่งอีก ไม่รู้ว่ากี่ทุ่งแล้ว ถ้าจะตามไปปากน้ำโพ ก็กลับไปที่เรือเอาเรือเราไปดีกว่าสะดวกสบายดี อ้ายเดินย่ำต๊อกกันทั้งวันยังงี้ฉันไม่ชอบหรอกบอกตรงๆ ถ้านั่งรถนั่งเรือแล้วถึงไหนถึงกัน"

ทันใดนั้นเอง อาเสี่ยกิมหงวนซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิพิงเสาศาลา ได้มีอาการชักกระตุก ปากเบี้ยวปากบูดผิดปรกติ ดร. ดิเรกเห็นแลเห็นเข้าก็ใจหาย

"เฮ้...ยูเป็นอะไรไปอ้ายหงวน"

อาเสี่ยหลับตาพริ้มเม้มปากแน่น ใบหน้าแดงกล่ำ ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ มือทั้งสองกำแน่น ทิดมีตกใจนัยน์ตาเหลือก

"โอ้ย....เจ้าพ่อ... เจ้าพ่อเชยเข้าทรงอาเสี่ยแล้วครับ" แล้วเขาก็ก้มลงกราบ แสดงความเคารพนับถืออย่างสูง "เจ้าพ่อ....เจ้าพ่อครับ"

กิมหงวนค่อยๆ ลืมตาขึ้น พล, นิกร, ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยกมือไห้วทันที แล้วนิกรก็ยกมือตบขาเสี่ยหงวน

"พอแล้วครับเจ้าพ่อ หยุดสั่นเสียทีเถอะครับ คุณลุงติดตามพวกเรามาหรือครับ"

"เออหว่า" เสียงเสี่ยหงวนพูดเหมือนเสียงของลุงเชยเมื่อครั้งที่แกยังมีชีวิตอยู่ "ข้าเพิ่งมาจากศาลเดี๋ยวนี้เอง"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ทำไมคุณลุงตามเรามาทันล่ะครับ หรือว่ามาเครื่องบินไอพ่น"

"ช่ะ ช่ะ ข้าเป็นผีสางเว้ยอ้ายหมากร จากศาลโกรกพระมานี่ข้ามาลัดนิ้วมือเดียว อย่างที่เขาเรียกว่าชั่วช้างกระดิกหูเท่านั้น" พูดจบก็หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหัวเราะร่า "ไง...เจ้าคุณ อุตสาห์มากับเขาด้วย แดดมันร้อนเหงื่อหัวล้านไหลโชกไปเลย"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น หันหน้ามากระซิบถามพล

"เจ้าพ่อเชยเข้าจริงๆ หรืออ้ายหงวนมันแกล้งทำวะ"

พลกระซิบตอบ

"จริงครับ เสียงเหมือนคุณลุงผมมาก พูดเหน่อๆ อย่างนี้แหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อม

"พี่เชย พี่รู้เรื่องอ้ายผันฉุดนังมะลิไปแล้วไม่ใช่หรือ"

"อ๋อ...ผ่มเป็นเจ้าพ่อนี่นะเจ้าคุณ เรื่องเกิดในท้องที่ผ่มทำไมผ่มจะไม่รู้"

"เจ้าพ่อ! " ทิดมีอุทานขึ้นดังๆ "เจ้าพ่อครับ กรุณาบอกผ่มหน่อยได้ไหมครับว่า ขณะนี้อ้ายผันมันพาแควนผ่มไปอยู่ที่ไหน่ แล้วก็มะลิของผ่มถูกอ้ายผันมันรุกล้ำที่ดินหรือยังครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น ทำปากยานๆ เหมือนคนแก่

"อ้ายทิด ข้ารีบจรดลมาก็เพื่อบอกเอ็ง แต่ข้าไม่รู้จะบอกยังไงก็ต้องเข้าทรงอ้ายหมากิมหงวน อาศัยปากมันพูด เอ็งไม่ต้องตกใจอ้ายทิด นังมะลิแควนของเอ็งยังไม่เสียเนื้อเสียตัวให้อ้ายผันหรอก อ้ายผันมันฆ่านายอำเภอแล้ว จิตใจมันก็หวาดหวั่นกลัวคุกตราง อ้ายเรื่องอย่างว่ามันเลยไม่ได้คิด"

ทิดมียิ้มออกมาได้

"ถ้าเช่นนั้น เจ้าพ่อบอกลูกช้างหน่อยเถอะครับว่า อ้ายผันกับพรรคพวกมันอยู่ที่ไหน"

ขาทั้งสองข้างของกิมหงวนสั่นอีก

"โน่น... มันพานังมะลิของเอ็งไปซ่อนอยู่ที่กระท่อมร้างในป่าละเมาะ ระหว่างต้นตาลสองต้นนั่นแหละ ละเมาะนั้นติดต่อกับป่าใหญ่ รีบติดตามไปเถอะลูกหลานของข้าคงช่วยเอ็งเต็มที่"

อาเสี่ยกิมหงวนหงายหลังตึง ดิ้นตึงตังโครมครามอยู่บนศาลานั้นอยู่สักครู่ ก็นอนหลับตานิ่งเฉย เจ้าแห้วประนมมือลงกราบแทบเท้าอาเสี่ย แล้วพูดพำพึมเบาๆ

"เจ้าประคู้น เจ้าพ่อกรุณาให้ลูกช้างถูกกินรวบงวดนี้สัก ๑๐๐ บาทเถอะครับ จะได้แก้จนสักที"

กิมหงวนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก ดร. ดิเรกช่วยประคองให้ลุกขึ้นนั่ง อาเสี่ยทำท่างงๆ แล้วกล่าวถามนายแพทย์หนุ่ม

"กันเป็นลมไปหรือหมอ"

"โน... ยูไม่ได้เป็นลมหรอก แต่เจ้าพ่อลุงเชยของเรามาเข้าแก"

เสี่ยหงวนหน้าตื่น

"ฮ้า... จริงหรือหมอ"

"ออไร๋" ดร. ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ

ทิดมีว่า "เจ้าพ่อลุงเชยมาเข้าทรงอาเสี่ยจริงๆ ครับ ท่านบอกผ่มว่าอ้ายผันมันพาแควนของผ่มหลบหนีเข้าไปในป่าละเมาะทางต้นตาล ๒ ต้น ข้างหน้าเรานั่นแหละครับ ซ่อนอยู่ในกระท่อมร้างกลางป่า"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"อือ ชอบกลแฮะ เมื่อกี้ฉันรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะหนึ่ง เห็นจะเป็นตอนที่เจ้าพ่อเข้าทรงนั่นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"พี่เชยก็เฮี้ยนพอดูทีเดียว ทีแรกอานึกว่าแกแกล้งทำเสียอีก อย่าร่ำไรเลยพวกเรารีบติดตามไปเถอะ ขืนชักช้ามะลิของทิดมี คงจะเหลือแต่ก้าน อ้ายผันกำลังฟิตเหมือนลูกวัวหนุ่ม"

ทิดมีพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไปเถอะครับ ผ่มจะไปตัดคออ้ายผัน ผ่มต้องเอาหัวอ้ายผันไปอวดพวกโกรกพระให้ได้ บัดนี้มันเป็นคนร้ายชั้นเสือ ผ่มฆ่ามันตายคงไม่มีความผิดอะไร"

นิกรสนับสนุนเต็มที่

"เอาเลยทิดมี แกต้องกู้เกียรติลูกผู้ชายของแก อ้ายผันมันทำอย่างนี้มันดูหมิ่นเหยียดหยามแกมาก"

ทุกคนต่างพากันลงมาจากศาลาหลังนั้น แล้วเดินรวมกลุ่มไปยังป่าละเมาะเบื้องหลังต้นตาล ๒ ต้น ดร. ดิเรกถือโอกาสกระซิบอาเสี่ยกิมหงวนเบาๆ

"ถามจริงๆ เถอะวะอ้ายเสี่ย แกแกล้งทำเป็นเจ้าเข้าหรือเปล่า"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"กันไม่รู้ตัวเลยว่ากันเป็นอะไรไป ไม่ได้แกล้งทำหรอกหมอ"

"โอ เป็นแปลกมาก ในเรื่องผีเข้าเจ้าทรงไอจะต้องพยายามศึกษาหาความรู้ให้ได้"

สักครู่หนึ่ง ทิดมีกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็บุกเข้าไปในป่าละเมาะนั้น ทุกคนต่างเริ่มระมัดระวังตัว เพราะรู้ดีว่าขณะนี้ทิดผันเป็นเสือร้าย เขากับพรรคพวกของเขามีอาวุธปืน ทิดมีกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมว่า

"เอาอย่างนี้ดีไหมครับเจ้าคุณ ผ่มจะเดินล่วงหน้าไปก่อน ถ้าผ่มพบกระท่อมหลังใดหลังหนึ่ง ผ่มจะรีบกลับมาบอก"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน แต่แกต้องระวังตัวให้มากทิดมี อ้ายผันมันเห็นแกก่อนมันต้องยิงแกทันที"

ทิดมียิ้มแค่นๆ

"ไม่เป็นไรครับเจ้าคุณ ผ่มก็หนึ่งในโกรกพระเหมือนกัน เมื่อปีกลายนี้งานวัดกระบุงทะลุ ผ่มเคยถูกอ้ายหนุ่มแปลกหน้า ยิงผ่มด้วยคอลท์ตราควายในระยะเผาขน ต่อหน้าผู้คนที่กำลังก่อพระเจดีย์ทราย และกำลังดูยี่เกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"งั้นเรอะ แล้วเป็นยังไง"

"ก็ไม่เห็นเป็นยังไงนี่ครับ เจ็บๆ คันๆ เหมือนมดกัด หลวงพ่อกริ่งคลองตะเคียนของผ่ม ท่านช่วยคุ้มครองผ่มไว้ได้ อ้ายสัตว์นั่นวิ่งหางจุกตูดไปเลยครับ ผู้คนมันมากผ่มไล่กวดไม่ทัน ตั้งแต่นั้นเขาก็รู้กันทั่วโกรกพระว่าผมเป็นยอด"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"ไหน ขอดูหลวงพ่อกริ่งคลองตะเคียน ของแกซิทิดมี"

ทิดมีล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขา เพื่อจะหยิบห่อผ้าประเจียดและพระเครื่องลางออกมา แต่แล้วเจ้าหนุ่มใหญ่ก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"โอ๊ยโย่ แย่ละครับ ผ่มลืมไว้ที่หน้ากระจกที่บ้าน ตายแน่ มัวแต่รีบร้อนเลยลืมหลวงพ่อสำคัญเสียด้วย"

เจ้าแห้วถอดสร้อยเงินที่คล้องคอ ขนาดเกือบเท่าสายโซ่ออกมา สร้อยเงินเส้นนี้มีพระเครื่องลางองค์ใหญ่ๆ หลายองค์ บางองค์เป็นแผ่นใหญ่ บางองค์ก็ยาวตั้งคืบ เจ้าแห้วส่งสร้อยเงินของเขาให้ทิดมีแล้วกล่าวว่า

"เอาของฉันไปใช้ก่อนทิดมีฉันให้ขอยืม รับรองว่าหลวงพ่อของฉันเหล่านี้แน่ที่สุด สวมคอเข้าไปแล้วก็เหมือนกับเกราะกำบังหน้าอกแกนั่นแหละ"

เจ้าหนุ่มใหญ่ยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ขอบใจมากแห้ว ฉั่นจะไม่ลืมบุญคุณของนายแห้วเลย" พูดจบทิดมีก็เอื้อมมือรับสร้อยเงิน กับพระเครื่องลางจากเจ้าแห้ว ประนมมือไหว้พระเสียก่อนจึงยกสร้อยขึ้นสวมคอ

ทิดมีถือดาบคู่มือกระชับมั่น เดินล่วงหน้าไปก่อน สักครู่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ติดตามไปห่างๆ บริเวณป่าละเมาะสงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงลมพัดและเสียงนกร้อง

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง ขณะที่พรรคสี่สหายกำลังชมนกชมไม้ เสียงปืนเล็กยาวนัดหนึ่งก็ดังขึ้นใกล้ๆ ทุกคนหยุดชะงัก ปลดปืนออกจากบ่าเลื่อนลูกขึ้นลำทันที ทิดมีวิ่งกระหืดกระหอบมาหาคณะพรรคสี่สหาย ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งหนี แต่หลวงพ่อโกยของเจ้าแห้ว ดลจิตใจให้เขาวิ่งกลับมาเอง

"พบกระท่อมหลังนั้นแล้วครับ" ทิดมีพูดระล่ำระลัก "อยู่ใกล้ๆ นี่เอง อ้ายผันมันยิงเฉียดหูผ่มไปนิดเดียวเท่านั้น เคราะห์ดีที่ผ่มหลบเสียทันม่ายก็ตายแล้ว พวกเจ้านายช่วยผมเถอะครับ ช่วยกันล้อมกระท่อม"

พลยิ้มให้ทิดมี

"ไป พาพวกเราเข้าไป ทำใจเย็นๆ น่าทิดมี อ้ายผันมีพรรคพวกเพียง ๓ คนเท่านั้น ถึงมีปืนก็เป็นปืนแบบเก่า สู้พวกเราไม่ได้ ถ้ามันไม่ยอมให้เราจับเป็น เราก็จะยิงมันทิ้งเสีย เป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานปราบผู้ร้ายสำคัญที่ฆ่านายอำเภอ และยิงตำรวจบาดเจ็บ"

ทิดมีถือดาบเดินนำหน้า มือซ้ายถือปืนพก เขาพาคณะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้าไปสักครู่ ก็แลเห็นกระท่อมหลังหนึ่ง ปรากฏอยู่ข้างหน้า พลสั่งให้พรรคพวกของเขาเข้าโอบล้อมกระท่อมทันที และสั่งให้ทุกคนระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าจะยิงถูกฝ่ายเดียวกันเข้า

ทันใดนั้นเอง เจ้าผันกับเพื่อนร่วมใจทั้งสามคน ก็ใช้ปืนแก๊ปและคอลท์ตราควายยิงคณะพรรคสี่สหายทันที เสียงปืนดังกึกก้องทั่วบริเวณป่าละเมาะ พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างวิ่งก้มตัวไปตามพุ่มไม้ใบบัง และหมอบลงยิงโต้ตอบ แต่เป็นการยิงขู่มากกว่า

นิกรแสดงความกล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อ เขาถือปืนเล็กยาวของเขา วิ่งก้มตัว ตรงเข้าไปทางหลังกระท่อมอย่างอาจหาญ ล้มตัวลงนอนราบริมกระท่อมแล้วล้วงกระเป๋าหยิบไม้ขีดไฟออกมา ทำการวางเพลิงกระท่อมหลังนั้น

กิมหงวนร้องเอ็ดตะโรลั่น

"อย่า อ้ายกร ความผิดวางเพลิงระหว่างใช้กฎอัยการศึกประหารชีวิตนะโว้ย"

นิกรยิ้มเล็กน้อย ขณะที่เขากำลังจุดไม้ขีดเผาฝากระท่อมซึ่งทำด้วยหญ้าคา ประตูหลังกระท่อมได้ถูกเปิดออกโดยเจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นสมุนของเจ้าผัน เจ้านั่นแลเห็นนิกรก็สะดุ้งสุดตัว แล้วยกคอลท์ตราควายขึ้นจะยิงนายจอมทะเล้น แต่นิกรรีบดีดลูกซ่นด้วยเท้าขวา ถูกปลายคางสมุนของเจ้าผันดังพล๊อก เท่านี้เอง เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็ผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาว อยู่ข้างประตูกระท่อมนั่นเอง

ไฟลุกลามไหม้หญ้าคาแห้งอย่างรวดเร็ว นิกรถือปืนเล็กยาวล่าถอยออกไป เสียงปืนในกระท่อมสงบเงียบลงแล้ว หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาทางหน้ากระท่อม หล่อนคือมะลิคนรักของทิดมีนั่นเอง หล่อนถูกปล่อยตัวก็เพราะเจ้าผันเห็นว่า ฐานะของเขากำลังคับขัน เจ้าผันเข้าใจผิดคิดว่าคณะพรรคสี่สหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

มะลิสาวร่างอวบอัดวิ่งเข้าหาทิดมี แล้วร้องตะโกนเรียกเขาด้วยความดีใจ

"พี่ทิด พี่ทิดจ๋า"

ต่างคนต่างโผเข้ากอดกัน อันเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่ง ขณะนี้ไฟติดหลังคากระท่อมแล้ว เจ้าผันกับพรรคพวกอีกสองคนวิ่งพล่านอยู่ในกระท่อม ถึงมีปืนก็ไม่กล้ายิง

"มะลิเอ๋ย อะไรๆ ในตัวของเอ็งยังอยู่ครบถ้วนไม่ใช่หรือ" ทิดมีถามเสียงสั่น

"จ้ะ ถึงจะถูกบุกรุกบ้างก็ไม่เสียหายอะไร"

พล พัชราภรณ์ ถือปืนเล็กยาวยืนกำบังตัวอยู่ใต้ต้นไม่ใหญ่ต้นหนึ่งทางด้านหลังกระท่อม ตามเวลาที่กล่าวนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว และ ดร.ดิเรกซึ่งยึดมั่นอยู่ทางหน้ากระท่อม กำลังช่วยกันยิงกราดเข้าไปในกระท่อม เพื่อบังคับให้เจ้าผันกับพรรคพวกยอมจำนน ส่วนพลกับนิกรและเสี่ยหงวนกระจายกำลังอยู่ทางด้านหลัง

"อ้ายผัน" พลร้องตะโกนลั่น "วางอาวุธและพาพรรคพวกของแกออกมาให้เราจับกุมเสียโดยดี"

กิมหงวนป้องปากร้องตะโกนบ้าง

"วันนี้ท่านข้าหลวงมาจับเองนะโว้ย ออกมาเสียดีๆ "

ในนาทีนั้นเอง เจ้าผันก็เดินชูมือออกจากกระท่อมหลังนั้น เพื่อนของเขาสองคนติดตามออกมาด้วย พลปราดออกมายกปืนเล็กยาวขึ้นประทับ ในท่าเตรียมยิง แล้วตะโกนบอกเจ้าผัน

"ช่วยลากเพื่อนของแกซึ่งนอนสลบอยู่นั่นออกมาด้วยซี"

เจ้าผันปฏิบัติตามคำสั่ง ก้มตัวลงลากเพื่อนเกลอของเขาที่ถูกนิกรเตะออกไปจากกระท่อมหลังนั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างเข้ามารวมกลุ่มกัน และควบคุมตัวเจ้าผันกับพรรคพวกไว้ด้วยอำนาจปืน ทิดมีประคองพาสาวรักของเขาติดตามมา พอแลเห็นหน้าเจ้าผัน ทิดมีก้ควงดาบปรี่เข้าจะฟันเจ้าผันให้สมแค้น แต่พลรีบขวางไว้ทัน

"อย่า ทิดมี"

ทิดมีขบกรามกรอด

"มันปล้ำจูบมะลิตั้งหลายที่ครับ ผ่มเองรักกันมานานแล้ว ไม่เคยได้จูบมะลิสักที ขอให้ผมฆ่าอ้ายผันเถอะครับ"

พลยิ้มให้ทิดมี

"เขาไม่มีอาวุธและไม่มีทางที่จะต่อสู้กับแก เมื่อเขาทำผิดกฎหมาย ก็ให้เป็นหน้าที่ของศาลพิจารณาตัดสินลงโทษเขา อย่าใช้อำนาจโดยพลการ มันยังไม่สายเกินไปไม่ใช่หรือ"

ทิดมียกดาบชี้หน้าเจ้าผัน

"มึงหยามน้ำหน้ากูมากอ้ายผัน คนบ้านเดียวเห็นหน้ากันทุกวัน มึงไม่น่าจะทำกูอย่างนี้เลย"

เจ้าผันยิ้มแสยะแล้วสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อกระท่อมหลังนั้นพังโครมลงมา แล้วเขาก็กล่าวกับทิดมีอย่างทรนง

"กูหลงรักมะลิมานานแล้วอ้ายมี รักเท่าๆ กับมึงรักหล่อนนั่นแหละ แต่ฐานะของมึงดีกว่ากู ผู้ใหญ่เขาชอบมึงเขาเกลียดกู เมื่อกูหมดหวังมะลิกูก็ต้องใช้วิธีฉุดคร่า เคราะห์มึงดีมากอ้ายมีที่กูยิงมึงผิด ม่ายมึงก็เป็นศพไปแล้ว จะเอายังไงกับกูก็เอา"

นิกรหันไปยกมือวันทยาหัตถ์พ่อตาของเขา แล้วกล่าวว่า

"ท่านข้าหลวงครับ ผมขออนุญาตยิงเป้าผู้ต้องหานะครับ ในฐานฆ่านายอำเภอและต่อสู้เจ้าพนักงาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ข้าหลวงตวักตะบวยที่ไหนกันวะ" ท่านพูดพลางหัวเราะพลาง แล้วท่านก็กล่าวกับเจ้าผัน "นายผัน พวกเราไม่ใช่เจ้าพนักงานหรอก ฉันคือพระยาปัจจนึกฯ เถ้าแก่ของทิดมีเขา เจ้าหนุ่มๆ สามสี่คนนี่ก็ล้วนแต่ลูกหลานของฉันทั้งนั้น แต่เรากำลังทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือเจ้าพนักงานจับกุมแก"

เจ้าผันยิ้มแสยะ ในเวลาเดียวกันเพื่อนของเขาที่ถูกนิกรดีดลูกไขว้สลบไปก็ฟื้นขึ้นมา โงเงลุกขึ้นอย่างงงๆ เจ้าผันกัมตัวลงกระชากเจ้าช่วยให้ลุกขึ้น พลหันมาพูดกับทิดมีเบาๆ

"ทิดมี เราจะนำตัวนายผัน กับพรรคพวก ๓ คนกลับโกรกพระเดี๋ยวนี้ แต่ระหว่าที่ควบคุมตัวไป เขาอาจจะหลบหนีได้ แกช่วยหาเส้นเถาวัลย์มาสักสามสี่เส้นซี มัดมืออ้ายพวกนี้"

ทิดมีหัวเราะชอบใจ

"ได้ครับ ในป่านี้มีเส้นเถาวัลย์ถมไป ผมจะหามาให้เดี๋ยวนี้"

เจ้าผันพูดเสริมขึ้นทันที

"อ้ายมี อย่าเพิ่งไป กูอยากจะพูดอะไรกับมึงสักนิด เป็นการขอร้องมึงอย่างลูกผู้ชาย"

ทิดมีมองดูคู่อริของเขา

"ได้ซีเพื่อน จะพูดอะไรก็ว่ามา"

เจ้าผันมองดูมะลิ ซึ่งยืนข้างๆ ทิดมีด้วยความพิศวาส แล้วเขาก็กล่าวว่า

"อ้ายเพื่อนเกลอ ไหนๆ ก็จะต้องเป็นจำเลยในคดีอุกฉกรรจ์แล้ว กูอยากจะตกลงกับมึงอย่างลูกผู้ชาย"

ทิดมีพยักหน้า

"มึงจะเอายังไง"

เจ้าผันฝืนหัวเราะ

"กูอยากดวลมีดกับมึงตัวต่อตัว พวกเจ้านายของมึงคงจะไม่ขัดข้อง ถ้ามึงกล้าพอที่จะรับคำท้าของกู ถ้ากูพลาดมึงก็ฆ่ากูเสีย ถ้ามึงพลาดกูก็ฆ่ามึง กูบอกตามตรงว่ากูไม่อยากให้มะลิเป็นของมึง"

ทิดมีส่งดาบคู่มือของเขาให้เจ้าแห้ว แล้วสอดใส่ปืนพกไว้ใต้เข็มขัด เขากล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"แกมีมีดพกไม่ใช่หรือแห้ว ขอยืมให้กันหน่อยซี"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น รีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกสปริงเล่มใหญ่ออกมาส่งให้ทิดมีทันที ในเวลาเดียวกัน เจ้าผันก็กระชากมีดพกที่เหน็บไว้ใต้ผ้าขาวม้าออกมาถือเตรียมพร้อม เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"ให้โอกาสผมเถอะครับเจ้าคุณ"

ท่านเจ้าคุณหันมามองดูทิดมีเสียก่อน เมื่อเห็นทิดมีคึกคักเข็มแข็ง ท่านก็บอกกับเจ้าผันว่า

"ได้ ฉันยินดีเปิดโอกาสให้แกต่อสู้กับทิดมีคนของฉันตัวต่อตัว แต่ระหว่างที่ต่อสู้กันถ้าพวกแกหลบหนี จะถูกยิงทันที ยืนดูได้แต่วิ่งหนีไม่ได้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถอยออกไปยืนล้อมวงห่างๆ ทิดมีกับเจ้าผันไม่มีการพูดพล่ามทำเพลงอีก ต่างคนต่างเดินย่างสามขุมเข้าหากัน สาวน้อยอกสั่นขวัญแขวน นิกรถือโอกาสเดินเข้ามายืนข้างมะลิ แล้วโอบกอดหล่อนไว้

"อย่าตกใจหนู ทิดมีต้องชนะแน่ๆ "

ทิดมีหันมาเห็นเข้าก็ร้องห้าม

"อย่ากอดแควนผมซีครับคุณนิกร ไม่ดีหรอกครับน่าเกลียด"

นิกรรีบคลายมืออกแล้วยิ้มแห้งๆ ทันใดนั้นเองเจ้าผันก็กระโดดเข้าแทงทิดมีเต็มรัก แต่ทิดมีเอี้ยวตัวหลบทำให้อ้ายผันเสียหลักซวนเซไป แล้วทิดมีก็กระโจนเข้าใส่คู่ต่อสู้ของเขา

การต่อสู้ด้วยมีดสั้น เป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ต่างคนต่างมีชั้นเชิงพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ทิดมีถูกแทงเฉี่ยวเสื้อขาดไปดังแคว่ก แต่ทิดมีก็รุกประชิดติดพันไม่ยอมถอย ครั้งหนึ่งเจ้าผันจ้วงแทงเต็มเหนี่ยว ทิดมียกมือซ้ายจับข้อมือขวาของเจ้าผันไว้ได้ และแทงตอบ แต่เจ้าผันก็จับข้อมือทิดมีได้เช่นเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างใช้กำลังกายปลุกปล้ำกัน ทิดมีแรงปะทะเหนือกว่า ยกเข่ากระแทกถูกลิ้นปี่เจ้าผันดังอั้ก เจ้าผันจุกแน่นก็ปล่อยมือซ้ายที่จับข้อมือขวาของทิดมีออก เท่านี้เองอับเปอรคัทซ้ายของทิดมี ก็ลั่นออกไปถูกลิ้นปี่เจ้าผันอีกทีหนึ่ง เจ้าผันยืนตัวงอ ปล่อยมีดหลุดจากมือ ทิดมีโยนมีดทิ้งลั่นหมัดฮุกขวาถูกขาตะไกรซ้ายของเจ้าผันดังกร๊อบ วายร้ายโกรกพระล้มลงนอนหงายเหยียดยาว ไม่กระดุกกระดิก

มะลิโผเข้ากอดสุดที่รักของหล่อน

"โอ พี่ทิดหมัดหนักยังกะสมเดช เก่งอะไรอย่างนี้"

ทิดมียิ้มแป้น เขากล่าวกับเจ้านายของเขาว่า

"ชั้นเชิงมวยของอ้ายผันมันมวยวัดครับ ถึงแม้ว่ามันจะหนุ่มกว่าผ่ม แต่ผ่มก็เคยเป็นนักมวยมาก่อน ผ่มจะไปหาเถาวัลย์มามัดอ้ายพวกนี้นะครับ จะได้รีบพากลับโกรกพระมอบให้ตำรวจจัดการต่อไป"

พลยิ้มให้ทิดมี

"แกแน่โว้ยทิดมี ให้ดิ้นตายเถอะวะ ชั้นเชิงแกไม่เลวเลย"

ชาวโกรกพระต่างตื่นเต้นไปตามกัน เมื่อทิดมีกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว สามารถจับกุมเจ้าผันกับพรรคพวกอีกสามคนได้โดยละม่อม คณะพรรคสี่สหายนำผู้ต้องหามาถึงโกรกพระก่อนพรบค่ำเล็กน้อย และพาผู้ต้องหาไปมอบให้ผู้บังคับกองตำรวจภูธรอำเภอโกรกพระ

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วตลาดโกรกพระอย่างรวดเร็ว ทิดมีกลายเป็นฮีโร่ไปแล้ว ผู้ใหญ่บ้านมิ่งได้รับขวัญลูกสาวของเขาด้วยความปิติยินดีจนน้ำตาไหล ใครต่อใครต่างก็พากันมาเยี่ยมมะลิจนแน่นบ้าน

เป็นอันว่าคณะพรรคสี่สหายของเรา ยังกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้เพราะเกี่ยวกับคดีเจ้าผัน นอกจากนี้ยังจะต้องประกอบพิธีหมั้นให้ทิดมีกับมะลิด้วย ชาวโกรกพระทราบข่าวว่าเจ้าผันกับพรรคพวกถูกจับ ก็ชื่นชมไปตามกัน ทั้งนี้ก็เพราะเจ้าผันเป็นดาวร้ายในถิ่นนี้

คืนนั้น มีการเข้าทรงเจ้าพ่อเชยที่เรือ "นางนวล" อีกครั้งหนึ่ง โดยลุงแบนเป็นคนทรงตามเคย เจ้าพ่อบอกว่าคดีของเจ้าผันนั้น ศาลทหารจังหวัดนครสวรรค์จะต้องพิพากษาประหารชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย คณะพรรคสี่สหายได้เลี้ยงเหล้าเจ้าพ่อ และร่วมกินเหล้ากับเจ้าพ่ออยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน.

จบบริบูรณ์