พล นิกร กิมหงวน 203 : เมียผี

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้น ตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" สว่างไสวด้วยแสงไฟฟ้าเหมือนเช่นเคย แต่ตึกเล็กซึ่งเป็นที่อยู่ของลูกชายสี่สหายมีแสงไฟที่หน้าตึกเพียงดวงเดียวเท่านั้น ประตูหน้าต่างทั้งชั้นบน และชั้นล่างปิดหมด ร.ท. พนัส, ร.ท. นพ, ร.ท. สมนึก และศาสตราจารย์ ร.ท. ดำรง

ถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ราชการแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน เกี่ยวกับอาวุธปล่อยจรวดต่อสู้อากาศยานแบบ "ดิเรก ๔"

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๙.๓๐ น.

เจ้าแห้วปรากฎตัวในสวนหลัง "บ้านพัชราภรณ์" เขานั่งยองๆ อยู่ที่โคนต้นมะขามใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นมะขามเก่าแก่มีอายุร่วมร้อยปีแล้ว ขณะที่เจ้าแห้วกำลังจะจุดธูปเทียนกราบไหว้ รุกขเทวดาหรือนางไม้ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นมะขามต้นนี้เจ้าแห้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกสุดตัว

เมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้น

"ทำอะไรน้าแห้ว"

เจ้าแห้วหันไปมองดู แสงจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำช่วยให้เจ้าแห้วมองเห็นเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ คนสวนคนหนึ่งของ "บ้านพัชราภรณ์" ยืนอยู่ข้างหลังเขา

"แหม....ใจกูหายหมดเลยอ้ายเลื่อน นึกว่าผีเสียอีก"

เด็กหนุ่มชาวร้อยเอ็ดหัวเราะชอบใจ

"น้าแห้วกลัวผีด้วยเรอะ"

"อ้าว ก็กลัวน่ะซี ข้ากำลังนึกถึงนางไม้หรือรุกขเทวดาที่อาศัยที่ต้นมะขามต้นนี้อยู่ทีเดียว"

เจ้าเลื่อนชักสนใจ จึงนั่งลงข้างเจ้าแห้ว

"น้าแห้วรู้ได้อย่างไรว่า ต้นมะขามต้นนี้มีรุกขเทวดาหรือนางไม้"

"ลุงชุมแกบอกข้าโว้ย" เจ้าแห้วหมายถึงชายชราคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในซอยประสิทธินิติศาสตร์หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ลุงชุมแกว่าต้นไม้ใหญ่ทุกต้นจะต้องมีเทวดาหรือนางไม้อาศัยอยู่ เช่น ต้นมะขามต้นนี้"

"ฮือ ก็อาจจะเป็นได้เหมือนกันนะน้าแห้ว น้าแห้วกำลังจะบนบานขอเลขท้ายสามตัวหรืออย่างไร"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก แต่ลุงชุมแกบอกว่า ถ้าหมั่นกราบไหว้เซ่นสังเวยรุกขเทวดาหรือนางไม้ ก็จะช่วยให้เกิดลาภผลอย่างไม่น่าจะเป็นได้ ข้าอยากรวยโว้ย อ้ายเลื่อน ข้าเซ่นสังเวยท่านมาหลายวันแล้ว ในตอนหัวค่ำ ข้าก็มาสักการะกราบไหว้ท่านอีก"

เจ้าเลื่อนยิ้มเล็กน้อย

"แต่ฉันรู้สึกว่า ต้นมะขามต้นนี้ มีนางไม้อาศัยไม่ใช่รุกขเทวดา"

"หา ใครเคยบอกเอ็งว่า นางไม้สิงอยู่ตามต้นมะขาม"

"ไม่มีใครบอกหรอกน้าแห้ว ฉันเคยเห็นผู้หญิงสาวสวยยืนอยู่ที่ต้นมะขามต้นนี้ในตอนกลางคืนหลายหนแล้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"ให้มึงเป็นอหิวาห์ตาย..."

เลื่อนหัวเราะ

"อย่าให้ฉันสบถสาบานเลย น้าแห้วรู้ดีแล้วว่า คนอย่างฉันไม่เคยพูดโกหกใคร พวกเจ้านายท่านยังชมฉันเสมอในเรื่องนี้"

เจ้าแห้วมองดูต้นมะขามอย่างหวาดๆ

"เดี๋ยว มึงอย่าพึ่งไปนะ ให้กูจุดธูปเทียนกราบไหว้ท่านเสียก่อน แล้วไปพร้อมๆ กัน แต่ว่า....มึงเคยเห็นนางไม้ที่ต้นมะขามต้นนี้จริงๆ นะ"

"จ้ะ ฉันน่ะไม่กลัวผีหลอกน้าแห้ว เคยถูกผีหลอกมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่อยู่ร้อยเอ็ด มันหลอกก็หลอกไป เราไม่กลัวมันมันก็หายไปเอง สำหรับนางไม้ที่รักษาต้นมะขามใหญ่ต้นนี้ ก็เหมือนกับผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อฉันเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ก็หายไป ทางอีสานบ้านฉัน

ต้นไม้ใหญ่ๆ มีนางไม้รักษา มีคนเคยเห็นเสมอ บางทีก็มาเข้าฝันขออาหารกิน"

"พอแล้วอ้ายเลื่อน หยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ถ้ากูเห็นนางไม้ กูคงชักแน่ เรื่องผีกูยอมรับแบบชายชาติทหารว่า กูกลัวโว้ย"

"แต่ผีบางชนิดเช่นผีกะสือ น้าแห้วคงไม่กลัว"

"โอ๊ย ชนิดไหนกูกลัวทั้งนั้น"

แล้วเจ้าแห้ว ก็ขีดไม้ขีดจุดธูปเทียนเสร็จแล้วประนมมือไหว้ และปักธูปเทียนไว้บนพื้นดินข้างต้นมะขาม พอเจ้าเลื่อนลุกขึ้นเดินไปจากที่นั้น เจ้าแห้วก็ร้องเรียกเสียงหลงรีบลุกขึ้นวิ่งตามไปด้วยความกลัวผีปีศาจ

โดยคำสั่งของนันทาผู้เป็นแม่บ้าน สั่งให้เจ้าแห้วนอนเฝ้าตึกใหม่หรือตึกหลังเล็ก จนกว่าลูกชายของสี่สหายจะกลับมาจากอีสาน ดังนั้นเจ้าแห้วจึงขึ้นมานอนในห้องรับแขกเหมือนคืนที่แล้วมา โดยอาศัยโซฟาร์ตัวใหญ่เป็นที่นอน และจุดยากันยุงไว้ตลอดคืน

เจ้าแห้วนึกหวาดระแวงในเรื่องผีจนนอนไม่หลับจนกระทั่งดึกดื่นเที่ยงคืน เมื่อได้ยินหมาหอนก็ขนลุกซู่ รีบคลี่ผ้าห่มคลุมโปงทันที ในราว ๑.๐๐ น. เศษ ฝนก็เริ่มตกพรำ และมีท่าทีเหมือนจะตกจนสว่าง

แสงไฟในห้องรับแขก ส่องสลัวลางเจ้าแห้วเปิดไฟไว้ดวงเดียวภายในโป๊ะรูปกรวยที่ผนังตึก เขาพยายามนับหนึ่งสองสามสี่ห้าหกและเรื่อยไปเพื่อจะให้หลับ แต่นับได้ ๓๐๐ กว่าแล้วยังไม่หลับ

ในที่สุด เจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องรับแขกทางด้านหน้าตึกถูกเคาะเบาๆ เจ้าแห้วดึงผ้าห่มที่คลุมร่างเขาออก และรีบลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปที่ประตูนั้น สักครู่เสียงเคาะประตูขึ้นอีก เจ้าแห้วพยายามบังคับใจตนเองให้เข้มแข็งร้องถามขึ้นด้วยเสียงอัน

ดัง

"ใคร"

"ฉันเอง" มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตอบ

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก เสียงนี้ไม่ใช่เสียงสาวใช้ในบ้าน หรือเสียงเจ้านายผู้หญิงของเขาแน่นอน เจ้าแห้วจำเสียงคนในบ้านได้ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพราะได้ยินเสียงพูดอยู่ทุกวัน

"ฉันเองน่ะผีหรือคน" เจ้าแห้วแข็งใจถาม

"ผีจ้ะ"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วเผลอตัวร้องออกมาร่างของเจ้าแห้วสั่นเทิ้มใบหน้าซีดเผือดราวกับแผ่นกระดาษ ความรักตัวกลัวผีบังเกิดขึ้นแก่เขาเหลือที่จะกล่าว เจ้าแห้วผุดลุกขึ้นยืน เดินย่องไปที่เครื่องโทรศัพท์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมริมหน้าต่างรวมสองเครื่อง เป็นเครื่องขององค์การ

โทรศัพท์เครื่องหนึ่ง และอีกเครื่องหนึ่งเป็นโทรศัพท์ใช้ภายในบ้าน

เจ้าแห้วยกหูโทรศัพท์เครื่องภายในขึ้นมาจากเครื่องของมัน แล้วหมุนหมายเลขตั้งใจจะต่อไปที่ห้องนอนของ พ.อ. พล พัชราภรณ์ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเขากำลังถูกผีหลอก ขอให้พลมาช่วยเขา แต่ความกลัวผีทำให้เจ้าแห้วหมุนหมายเลขต่อไปที่ห้องนิกร

เขาได้ยินนิกรพูดมาตามสาย

"ว่ายังไง นั่นใครพูด ดึกดื่นแล้วโทรมาหาหอกอะไรวะ"

เจ้าแห้วมองไปทางประตูหน้าห้องรับแขกเสียก่อนจึงกล่าวกับนิกร

"รับประทานขอโทษเถอะครับ ผมตั้งใจจะต่อไปที่ห้องคุณพลแต่หมุนเลขผิด"

"มีเรื่องอะไร แกนอนอยู่ที่ตึกเล็กใช่ไหม อ้ายแห้ว"

"ครับ มีเรื่องนิดหน่อยครับ คุณกรุณามาหาผมหน่อยได้ไหมครับ"

"ขโมยเข้าบ้านเรอะ" เสียงนิกรถาม

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทาน ไม่ใช่ขโมยหรอกครับ รับประทานมีคนมาเคาะประตูห้องรับแขกที่ผมนอนอยู่ครับ ผมถามว่าใคร มีเสียงผู้หญิงตอบผมว่า ฉันเอง ผมถามว่าผีหรือคนรับประทานหล่อนตอบผมว่า ผีครับ"

"อ๋อย แล้วแกมาบอกฉันทำไม แกก็รู้อยู่แล้วว่า ฉันกับผีไม่ถูกโรคกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เลิกกันโว้ย เรื่องนี้ฉันไม่เกี่ยว"

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น เขาวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม ตั้งใจจะต่อไปที่ห้องนอนของพล

แต่แล้วเสียงประตูห้องก็ถูกเคาะอีกทำให้เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน

"พี่แห้วจ๋า พี่แห้ว เปิดประตูรับฉันหน่อยซี ถ้าไม่เปิด ฉันมุดเข้าทางรูกุญแจนะจะบอกให้"

เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมค่อยๆ วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่อง

"เจ้าประคุณเอ๋ย ไปที่ชอบๆ เถอะแล้วฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้" เจ้าแห้วพูดพลางมองไปที่ประตูห้องด้วยความรักตัวกลัวผี

"ฉันไม่ได้มาหลอกหลอนพี่แห้วนี่นะ ฉันคือนางไม้ที่สิงอยู่ที่ต้นมะขามใหญ่ ฉันมาขอบคุณพี่แห้ว ในฐานที่พี่แห้วเมตตาฉัน จัดหาอาหารคาวหวานไปให้ฉันกินหลายวันแล้ว เปิดประตูหน่อยซีจ๊ะ ฉันมีเงินมาให้พี่แห้วแสนบาท แล้วก็เป็นเงินสดไม่ใช่เช็ค"

เจ้าแห้วใจเต้นระทึก

"ฉันไม่เอาหรอกคนสวย" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นเครือ "ถ้ามีแก่ใจจะให้เงินฉันละก้อ เอาไว้ตอนกลางวันพบกับฉันที่ต้นมะขามดีกว่า"

"โธ่...พี่แห้วจ๋า ฉันเป็นผี ฉันจะปรากฎตัวให้พี่เห็นในตอนกลางวันได้อย่างไร ผีกลัวแสงอาทิตย์และเวลากลางวัน จะปรากฎตัวให้ใครเห็นได้ก็เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เปิดประตูซีจ๊ะ รับรองว่าถ้าพี่แห้วเห็นฉันแล้ว พี่แห้วจะไม่กลัวฉันเลย เงินสดตั้งแสนบาท พี่แห้ว

ไม่ต้องการหรือ แล้วก็นางไม้ที่จำแลงเป็นสาวสวย พี่แห้วไม่ชอบหรือจ๊ะ"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"เธออย่าหลอกให้พี่เปิดประตูรับแล้วหักคอพี่นะ หรือถ้าพี่เห็นเธอมีใบหน้าเป็นหัวกระโหลกนัยน์ตากลวงโบ๋ พี่ก็คงชักตายแน่"

มีเสียงหัวเราะกังวานหวานฉ่ำ

"พี่แห้วจ๋า ฉันไม่หลอกหลอนพี่หรอก พี่เป็นคนแรกที่เมตตากรุณาฉัน หาอาหารหวานคาวให้ฉันกินและจุดธูปเทียนเคารพบูชาฉันด้วย เปิดประตูซีจ๊ะ"

เจ้าแห้วนึกถึงลุงชุมทันที ชายชราพูดถูกต้องแล้ว ต้นไม้ใหญ่ๆ จะต้องมีรุกขเทวดาหรือนางไม้รักษา ถ้าใครเซ่นกราบไหว้เคารพบูชา รุกขเทวดาหรือนางไม้ก็จะดลบันดาลให้เกิดลาภผล หรือมีโชคทำมาค้าขึ้นถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่หนึ่งหรือได้เงินก้อนโดยไม่

คาดหมาย

ความกลัวผีปีศาจค่อยๆ หายไป เจ้าแห้วพาตัวเดินมาที่ประตูหน้าห้องรับแขกยืนลังเลใจอยู่สักครู่ ก็เปิดล็อคหมุนลูกบิดประตูแล้วถอยออกห่างประตูอย่างหวั่นหวาด

ร่างของสาวสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง หล่อนแต่งกายแบบไทยเดิม นุ่งซิ่นยกสีดำเชิงทองเป็นลายกนก สวมเสื้อแขนยาวสีทับทิม เรือนผมของหล่อนปล่อยสยายยาวประบ่า ใบหน้ารูปไข่งามแฉล้ม มีช่อดอกไม้สีขาวเสียบแซมข้างหูซ้าย ร่างของหล่อนหอมกรุ่นด้วย

กระแจะจันทร์

มือขวาของหล่อนหิ้วห่อผ้าแดงห่อหนึ่ง หล่อนเดินเข้ามาหาเจ้าแห้วด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น ทำให้เจ้าแห้วหายหวาดกลัวหล่อน สาวสวยหรือนางไม้ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเบื้องหน้าเจ้าแห้ว แล้วก้มลงกราบเจ้าแห้วแสดงความเคารพรักอย่างสูง

"ข้าเป็นคนโบราณและเป็นคนหัวเก่า ใครมีพระคุณต่อข้าเพียงเล็กน้อย ข้าก็จะต้องจารึกพระคุณของเขาไว้ในดวงใจของข้าตลอดไป พี่แห้วได้เมตตากรุณาข้ามาก ข้าอดอยากหมากแห้งมานานแล้ว พึ่งจะได้กินอาหารที่พี่แห้วจัดเซ่นไหว้ข้าในระหว่างนี้ ข้ากราบขอบคุณ

จ๊ะพี่" แล้วหล่อนก็ส่งผ้าแดงให้เขา "พี่จ๋า ข้าขอมอบเงินสดแสนบาทให้พี่ไว้ใช้ พี่จะได้สุขสบายขึ้นและถ้าพี่จะต้องการเงินอีกสักเท่าใด ข้าจะให้พี่ตามความประสงค์"

เจ้าแห้วตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เขามองดูห่อผ้าแดง ซึ่งมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าหนึ่งกิโลกรัมแล้ว ก็ถอยไปที่โต๊ะรับแขกวางห่อลงบนโต๊ะ แก้ห่อออกโดยเร็ว สาวสวยคือนางไม้ลุกขึ้นเดินมาหาเขา

พอแลเห็นเงินสด ซึ่งเป็นธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมปึกเบ้อเร่อสูงตั้งคืบอยู่ในห่อผ้าแดงนั้น เจ้าแห้วก็ลืมตาโพลง

"โอ้ย...นี่ฉันอยู่ในแดนสนธยาหรือว่าฉันกำลังตกอยู่ในความฝัน มันจะเป็นไปได้หรือนี่ ที่เธอผู้เป็นนางไม้นำเงินสดแสนบาทมาให้ฉัน..."

หล่อนยิ้มให้เขา

"อย่าแปลกใจอะไรเลยจ้ะพี่แห้ว ข้าเป็นผีเป็นนางไม้ การหาเงินแสนบาทมาตอบแทนพระคุณของพี่แห้วไม่ยากลำบากอะไร" พูดจบหล่อนก็กอดเจ้าแห้ว "พี่แห้วจ๋า ข้ารักพี่แห้วและข้าพร้อมแล้วที่จะเป็นของพี่แห้ว"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"เดี๋ยวๆ เอามือที่กอดคอฉันออกเสียก่อน มือเธอเย็นยังกะแช่น้ำแข็ง อย่ากอดฉันเลย"

"ก็ข้าเป็นผีนี่นะพี่ ตัวข้าก็ต้องเย็นอย่างนี้"

"ถอยออกไปห่างๆ เถอะ ฉันอาจจะช็อคตายง่ายๆ รู้ไหม เท่าที่ฉันกล้าเผชิญหน้ากับเธออย่างนี้ก็นับว่าฉันเข้มแข็งพอดูแล้ว ขอบคุณมากน้องสาวที่เอาเงินมาให้ฉํนตั้งแสนบาท นั่งซีจ๊ะ นั่งคุยกัน"

เจ้าแห้วเลื่อนตัวลงไป นั่งบนโซฟาร์ ส่วนนางไม้แทนที่จะนั่งบนเก้าอี้นวม กลับเดินมานั่งตักเจ้าแห้ว ให้ความสนิทสนมกับเจ้าแห้ว ราวกับว่าเจ้าแห้วเป็นแฟนของหล่อน

"พี่แห้วจ๋า ข้าจะเป็นเมียที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีของพี่"

"ว้า ไม่เอาแล้ว ผีกับคนจะเป็นผัวเมียกันได้อย่างไร"

"เป็นได้ซีคะ ถ้าเรามีใจตรงกันคือรักกันและพร้อมที่จะเป็นของกันและกัน"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่ไหว ประเดี๋ยวเธอยัวะขึ้นมาเธอก็หักคอฉันเสียเท่านั้น หรือม่ายก็ควักตับไตไส้พุงม้ามหัวใจขอบกระด้งผ้าขี้ริ้วดอกจอกมาอวดฉัน ทำคอยืดคอยาวหลอกฉัน ฉันก็ชักดิ้นชักงอขาดใจตายไปเท่านั้นเอง ลงจากตักฉันเถอะนะคนดี ตัวเธอเย็นเหมือนพึ่งเดินออกจากตู้เย็น"

หล่อนหัวเราะเสียงใส

"แต่ข้าก็สวยไม่ใช่หรือพี่แห้ว"

"จ้ะ สวยน่ะสวย แต่ว่ามองดูแล้วมันเสียว เธออาจจะเปลี่ยนหน้าเป็นหัวกระโหลกผี นัยน์ตากลวงโบ๋หรือจำแลงแปลงตัวให้น่ากลัวอย่างไร เธอก็ทำได้ ลงจากตักฉันดีกว่า หัวใจมันจะหยุดทำงานอยู่แล้ว ถ้าเธอกับฉันจะโอ.เค. ซิกาแร็ตกัน เราก็ต้องตกลงกันให้เรียบร้อย"

หล่อนเลื่อนตัวลงจากตักเจ้าแห้วและเผลอตัวดึงศีรษะออกจากบ่าของหล่อนส่งให้เจ้าแห้ว

"ถือไว้ให้ข้าสักประเดี๋ยวเถอะ พี่แห้วฝนตกพรำๆ อย่างนี้ อากาศร้อนอ้าวน่ารำคาญเหลือเกินหน้าต่างก็ปิดหมด ข้าจะเปิดหน้าต่างออกสักบานนะพี่นะ"

เจ้าแห้วก้มลงดูศีรษะของนางไม้ซึ่งวางอยู่บนตักเขา พอแลเห็นเข้า เจ้าแห้วก็โยนทิ้งแล้วร้องขึ้นด้วยความตกใจ

"โอ๊ย ตายแล้วกู"

แล้วเจ้าแห้วก็เป็นลมลงนอนบนโซฟาร์ตัวนั้นหนุนตักนางไม้ พอดีนางปีศาจหยิบศีรษะของหล่อนสวมติดบ่าตามติดแล้วยิ้มให้เจ้าแห้ว

"โถ...พ่อคุณ กลัวกระทั่งผี อ้ายเราก็เผลอตัวไม่ทันคิด ทำให้พี่แห้วตกใจถึงกับลมใส่ เห็นจะอีกนานกว่าจะคุ้นเคยกัน"

คืนวันนั้นเอง เจ้าแห้วกับนางไม้ผู้น่ารักก็ได้เสียเป็นสามีภรรยากันและพร่ำพรอดกันจนใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่หล่อนจึงหายไป แต่สัญญากับเจ้าแห้วว่าหล่อนจะมาหาเจ้าแห้วอีกในตอนดึก นางไม้ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นมะขามใหญ่บอกเจ้าแห้วว่าหล่อนชื่อสุจิตรา หล่อนตายมา

ร้อยกว่าปีแล้ว ที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิดต้องมาอาศัยอยู่ที่ต้นมะขามใหญ่ต้นนั้น ก็เพราะกรรมเก่าของหล่อนยังไม่สิ้น หล่อนบอกว่าหล่อนรักเจ้าแห้วมากที่รักเขาก็เพราะมีแก่ใจนำข้าวปลาอาหารไปเซ่นไหว้หล่อนนั่นเอง

เจ้าแห้วคว้าห่อเงินแสนบาทลงจากตึกใหม่ในเวลา ๖.๐๐ เศษ ขณะที่แม่ครัวและคนใช้ชายหญิงตื่นนอนแล้ว เมื่อเจ้าแห้วเดินขึ้นไปบนเรือนพักคนใช้ พวกคนใช้ชายหญิงหลายคนได้แลเห็นเขา แต่เจ้าแห้วไม่ยอมปริปากทักใคร เพราะกลัวว่าพวกคนใช้จะซักถามถึง

ห่อผ้าแดงที่หิ้วมา

ในราว ๗.๐๐ น. หลังจากเจ้าแห้วอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่เรียบร้อยเขาก็ออกจากที่พักของเขารีบมาที่ตึกใหญ่เตรียมรับใช้พวกเจ้านาย ส่วนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เขาซ่อนไว้อย่างมิดชิดใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าซุกไว้ใต้เตียงนอนของเขา กิริยาท่าทางของเจ้าแห้ว

สดชื่นรื่นเริงผิดปรกติ เป็นธรรมดาของคนจนบังเอิญมีโชคดีมีเงินตั้งแสนบาท เจ้าแห้วตั้งใจว่า วันอาทิตย์นี้เป็นวันหยุดงานเขาจะออกเที่ยวเตร่หาความสุขสำราญกินอาหารดีๆ ตามเหลา ซื้อข้าวของเครื่องใช้เท่าที่เขานึกอยากจะได้มัน และเขาจะซื้อรถจักรยานยนต์ราคาแพงๆ สัก

คันหนึ่งไว้ขี่เล่นอวดเพื่อนบ้านแถวนี้ ตลอดจนเพื่อนฝูงของเขา ถ้าหากว่าสุจิตราเมียผีของเขาหาเงินมาให้เขาอีก เขาก็จะลาออกจากงานไปจาก "บ้านพัชราภรณ์" ตั้งหลักฐานเป็นนักธุรกิจการค้า เป็นเจ้าของไน้ท์คลับหรือสถานนวดอบอาบสักแห่งหนึ่ง แล้วก็เปิดภัตตาคารชั้นดีขึ้น

สักแห่งหนึ่ง โฮเต็ลที่ชานเมืองอีกสักสองสามแห่ง เท่านี้เขาก็จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการนักธุรกิจได้

เจ้าแห้วพาตัวเดินขึ้นมาบนหลังตึกอย่างสบายใจ สุจิตราเมียผีของเขาเต็มไปด้วยความน่ารักบูชาอย่างยิ่ง เขาหายกลัวหล่อนแล้ว เพราะหล่อนอยู่ในสภาพของหญิงสาวหรือมนุษย์ธรรมดาตลอดเวลา ไม่ได้สำแดงเดชหลอกหลอนเขาแม้แต่น้อย กิริยามารยาทของหล่อนนุ่ม

นวลอ่อนหวานมาก

เมื่อเจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องโถงเขาก็หยุดชะงักทันที เจ้าแห้วแลเห็นคณะพรรคสี่สหาย กับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดยืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางห้อง

"อ้อ อ้ายแห้วมาพอดี" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้น

ทุกคนหันไปมองเจ้าแห้ว คุณหญิงวาดเดินเข้ามาและหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าแห้วด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ และเรียนถามท่านว่า

"รับประทานมีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"

คุณหญิงวาดเค้นหัวเราะ

"เงินของพ่อหงวนหายไปแสนบาทเมื่อคืนนี้"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง ค่อยๆ หันหน้าไปมองดูเสี่ยหงวน

"รับประทานเงินอาเสี่ยหาย"

"เออ เมื่อวานเบิกเงินมาจากแบ็งค์แสนบาท จะเอาไปจ่ายค่าแรงคนงานตามโรงเลื่อยและโรงสี ใส่ไว้ในตู้ยืนในห้อง ก่อนจะนอน ยังเห็นเงินวางอยู่บนลิ้นชักในตู้เรียบร้อย พอตื่นนอนเงินหายไปแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ฉันสงสัยว่าแกขโมยเงินอ้ายหงวนไป เมื่อคืนตอนตีหนึ่ง แกโทรมาถึงฉันแกโกหกฉันว่า ผีมันมาเคาะประตูห้องเรียกแก ที่แท้เป็นแผนของแกที่จะขโมยเงินอ้ายหงวน เพราะเมื่อวานตอนที่อ้ายหงวนไปเบิกเงินธนาคารของเรา แกเป็นคนขับรถพาอ้ายหงวนไปจาก

โรงแรม "สี่สหาย" ถ้าขโมยก็รับสารภาพเสียตามตรงและไปเอาเงินมาคืนเสียเดี๋ยวนี้ แกไม่มีโอกาสที่จะใช้เงินนี้ได้หรอก เพราะอ้ายหงวนมันจดหมายเลขในธนบัตรไว้และหมายเลขเรียงกัน ขืนเอาไปใช้แกก็ถูกตำรวจรวบ"

เจ้าแห้วยืนตะลึงอ้าปากหวอเหมือนถูกสะกดจิต สักครู่เขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานผมตกที่นั่งพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกเสียแล้วล่ะครับ โธ่....ผมอยากตายเสียแล้ว"

"แกหมายความว่ากระไร" คุณหญิงวาดถาม

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานลาภผลของผมที่ได้มามันกลายเป็นทุกขลาภไปแล้วครับ สุจิตราเมียผมหล่อนเอาเงินมาให้ผมแสนบาทเมื่อตอนดึกคืนวันนี้"

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองจ้องมองดูเจ้าแห้วอย่างแปลกใจ นันทากล่าวถามขึ้นทันที

"สุจิตราบ้าบอที่ไหนกันวะ"

เจ้าแห้วยกหลังมือเช็ดน้ำตาแล้วพูดพลางร้องไห้

"รับประทานหล่อนเป็นผีครับ ไม่ใช่คน"

นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"เมียแกเป็นผี "

"แกบ้าหรือดีวะอ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดพูดเสียงกร้าว "แกเอาเรื่องเหลวไหลอะไรมาพูด แกมีเมียผีมันจะเป็นไปได้อย่างไร"

เจ้าแห้วยกมือไหว้คุณหญิงวาด

"รับประทานมันเป็นไปแล้วครับ ผมอยากร่ำรวยมีโชคลาภ ผมก็นำอาหารคาวหวานไปเซ่นไหว้ต้นมะขามใหญ่หลังบ้าน ซึ่งผมเข้าใจว่าคงจะมีรุกขเทวดาหรือนางไม้อาศัยอยู่"

"แล้วยังไง" คุณหญิงวาดซัก

"รับประทานผมนำเครื่องสังเวยไปเซ่นตอนกลางวันในราวห้าหกวันก็ได้เรื่องครับ เมื่อคืนนี้นางไม้ประจำต้นมะขามต้นนั้นได้ไปหาผมบนตึกเล็ก รับประทานเคาะประตูห้องเรียกผม ผมก็เปิดประตูรับ หล่อนเป็นผู้หญิงสาวสวยครับ สุจิตรานำเงินสดห่อผ้าแดงมาให้ผมแสน

บาท แล้วเราก็ได้เสียกัน จนกระทั่งใกล้รุ่งสว่าง สุจิตราก็หายไปรับประทานผมพอจะเข้าใจแล้วครับ หล่อนคงขโมยเงินอาเสี่ยมาให้ผมแน่ๆ "

เสียงจ้อแกแจ้กจอแจดังขึ้นทุกที ทุกคนต่างผลัดกันซักถามรายละเอียดจากเจ้าแห้ว และคอยจับพิรุธสงสัยในตัวเจ้าแห้วสี่นางกับคุณหญิงวาดเริ่มหวาดกลัวผีปีศาจแล้ว ส่วนนิกรก็รู้สึกหวาดๆ เช่นเดียวกันในที่สุดท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายแห้วคงไม่กล้าโกหกเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้ ต้องเป็นความจริงแน่ๆ ที่อ้ายแห้วได้นางไม้เป็นเมีย และนางไม้ขโมยเงินอ้ายหงวนมาให้อ้ายแห้วด้วยความจงรักภักดีนั่นเอง เรื่องคนมีเมียผีเคยมีตัวอย่างมาแล้ว"

นิกรเลื่อนตัวเข้ามาชิดพ่อตาของเขา

"เล่าซีครับ คุณพ่อตื่นเต้นดีครับ ตอนกลางวันอย่างนี้ไม่ใคร่หวาดเสียวเหมือนกลางคืน คุณพ่อเคยมีเมียผีหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ใครบอกแกล่ะ คนอื่นโว้ยไม่ใช่ฉัน เรื่องมันเกิดขึ้นประมาณ ๓๐ ปีที่แล้วมานี้ พลตำรวจคนหนึ่งชื่อจรูญหรือจำรูญนี่แหละประจำอยู่โรงเรียนพลตำรวจ ซึ่งสมัยนั้นโรงเรียนพลตำรวจตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจเดี๋ยวนี้นั่นเอง บ้านเมืองยังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ นักเรียน

โรงเรียนพลตำรวจถูกจ่ายออกไปยืนยามตามถนนในท้องที่อำเภอปทุมวัน อีตาพลจรูญแกไปยืนยามอยู่ที่สะพานช้างสามหัว ถนนพญาไทข้างวังสมเด็จพระมาตุจฉา"

"ว้า" กิมหงวนเอ็ดตะโร "เล่าเร็วๆ หน่อยซีครับ คุณอา พูดยืดยาดไม่ทันใจผมเลย แล้วยังไงครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"แกจะให้คนแก่อย่างอาพูดคล่องปรี๊ด ที่เรียกว่าน้ำไหลไฟดับเหมือนพวกขายยา พวกศิลปิน ตลกบางคนหรือพวกนักจัดรายการวิทยุยังงั้นเรอะ" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้สี่นางกับคุณหญิงวาดซึ่งกำลังตั้งอกตั้งใจฟัง "พลจรูญต้องเข้ายามสะพานหัวช้างตอนตีสองถึงตีสี่คืนละ ๒

ชั่วโมง คืนวันหนึ่งมีผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งมาหาเขาและพูดคุยกับเขา พลจรูญไม่รู้ว่าเป็นผีก็หลงรักตามธรรมดาของคนหนุ่มๆ ที่ยังเป็นโสด ทั้งสองได้พบได้คุยกันทุกคืนจนรักใคร่กัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นั่งพลอดรักกันที่สะพานหัวขุนช้าง"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิก มองดูหน้าหลานชายของท่านอย่างขบขัน

"สะพานหัวช้างโว้ย ไม่ใช่สะพานหัวขุนช้าง"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียวกับนิกร

"พอเริ่มต้นเช้าวันใหม่แกก็กระเซ้าฉัน อย่างนี้เขาเรียกว่าแกว่งปากหาเท้า"

เสี่ยหงวนยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้านิกรเต็มแรงแล้วกล่าวกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความสนใจในเรื่องตำรวจมีเมียผี

"ต่อมาพลตำรวจคนนั้นได้ผีเป็นเมียหรือครับ"

"ใช่ รับไปอยู่บ้านหรือห้องแถวไม้ชั้นเดียวในโรงเรียนพลตำรวจ แต่ก็น่าประหลาดที่ว่า พอรุ่งเช้าเมียผีของพลตำรวจจรูญก็หายไป ตอนดึกจึงจะมาหา หล่อนเอาเงินเอาทองมาให้ผัวของหล่อนมากมายจนกระทั่งพวกเพื่อนๆ และผู้บังคับบัญชาแปลกใจที่พลจรูญมีเงินใช้

อย่างฟุ่มเฟือย ต่อมาพลจรูญแอบไปติดพันกับน้องสาวนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งนายตำรวจคนนั้นเป็นผู้บังคับหมวดของตน เมียผีของพลจรูญรู้เข้าก็หึงหวงและหักคอพลจรูญตาย อันเป็นเรื่องอื้อฉาวครึกโครมในโรงเรียนพลตำรวจสมัยนั้น"

"ต๊าย ตาย" ประไพอุทาน "เป็นผีก็ยังรู้จักหึงหวง"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ผีมันก็มีหัวใจเหมือนกันนี่นะแม่ไพ" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว "แกไปเอาเงินแสนบาทมาคืนพ่อหงวนเดี๋ยวนี้ ไม่มีปัญหาอะไรอีก นางผีที่เป็นเมียแกขโมยเงินพ่อหงวนไปให้แกแน่ๆ เงินหายไปโดยที่ประตูห้องนอนของพ่อหงวนไม่ได้ถูกเจาะหรืองัดแงะ

หน้าต่างห้องทุกบานก็ติดเหล็กดัด เมียแกเป็นผีจึงเข้าไปในห้องพ่อหงวนได้ ไป...ไปเอาคืนมา และถ้าแกได้พบกับแม่สุจิตราเมียของแกอีก ก็บอกมันเถอะว่าการขโมยเงินเจ้านายของแกเอาไปให้แกนั้นมันไม่ถูกเรื่อง แกอาจจะถูกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายก็ได้ ถ้าจะช่วยให้แกร่ำรวย

แล้ว ก็ควรขโมญเงินตามธนาคาร หรือที่กระทรวงการคลังเอามาให้แก"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"รับประทานจริงครับ ผมจะไปเอามาคืนอาเสี่ยเดี๋ยวนี้ ผมไม่เสียดายหรอกครับ เมื่อทราบว่าเป็นเงินของเจ้านาย สุจิตราคงจะหาเงินจากที่อื่นมาให้ผมอีก" แล้วเจ้าแห้วก็กล่าวกับอาเสี่ยอย่างนอบน้อม "รับประทานอาเสี่ยว่า อาเสี่ยจำเบอร์ในธนบัตรได้ใช่ไหมครับ"

"เออ ถ้าเงินแสนบาทที่นางผีให้แกหมายเลขไม่ตรงกับเงินของฉันที่เบิกมาจากธนาคาร ฉันก็จะมอบให้แก เพราะมันไม่ใช่เงินของฉัน ไปเอามาเร็ว"

เจ้าแห้วพาตัวเดินออกไปจากห้องโถง พลกล่าวกับนายพลดิเรกทันที

"ว่าไงหมอ แกสนใจเรื่องอ้ายแห้วมีเมียผีบ้างไหม"

"ออไร๋ สนใจมาก ท่าทางของอ้ายแห้วแสดงว่ามันพูดความจริง ไม่ได้โกหกเรา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันก็ว่าอย่างนั้น ตอนตีหนึ่ง อ้ายแห้วมันโทรถึงกัน บอกว่าผีเคาะประตูเรียกให้กันไปหามันที่ตึกใหม่แล้วมันเรื่องอะไรที่กันจะยุ่งด้วย อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องจับไข้หัวโกร๋น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปาก

"เดี๋ยวก็ยันตูมเข้าให้กระเด็นออกไปหน้าตึกเลย"

ศาสตราจารย์ดิเรก โบกมือห้ามพ่อตาของเขา

"อย่าพึ่งยั๊วะครับ คุณพ่อ ฟังผมดีกว่า เรื่องอ้ายแห้วมีเมียผี มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ควรเป็นเรื่องหนังไทยที่เขาสร้างขึ้น ให้ดูสนุกๆ มากกว่าเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ของผีปีศาจ ผมจะต้องพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ให้ได้"

ทุกคนต่างมองดูหน้าจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นตาเดียว

"หมอจะทำยังไงคะ" นวลลออถาม

"ไม่ยากหรอกครับคุณนวล" นายพลดิเรกตอบอย่างภาคภูมิ "แต่ว่าพวกเราต้องปกปิดเป็นความลับอย่าให้อ้ายแห้วรู้เป็นอันขาด วันนี้ผมจะยอมหยุดงานครึ่งวันเพื่อนำกล้องถ่ายโทรทัศน์ขนาดจิ๋วและเป็นกล้องอัตโนมัติไปติดตั้งไว้ในห้องรับแขกที่ตึกใหม่กล้องของผมจะ

เริ่มถ่ายภาพเมื่อได้ยินเสียงพูดของใครคนหนึ่ง เสียงที่พูดออกมาจะบังคับกล้องให้บันทึกภาพในห้องรับแขกทันทีและกล้องโทรทัศน์ของผมจะบันทึกภาพได้ทั่วห้อง พวกเราจะเห็นเหตุการณ์และได้ยินเสียงพูดอย่างถนัดชัดเจนจากเครื่องรับโทรทัศน์พิเศษขนาดจอกว้าง ๖ นิ้วของผม

เท่านี้เราก็จะได้เห็นตัวนางไม้ผู้มีนามว่า สุจิตราและเป็นเมียของเจ้าแห้ว"

ทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หรือหัวเราะคิกคักไปตามกัน นันทาสบตากับศาสตราจารย์ดิเรก หล่อนก็กล่าวว่า

"คงจะตื่นเต้นน่าดูมากทีเดียวค่ะหมอ แต่ว่า....กล้องโทรทัศน์จะถ่ายผีติดหรือคะ"

"ออไร๋ ออไร๋ จะเป็นผีหรือหมีหรือชนิดไหน ถ่ายติดทั้งนั้นถ้านางไม้สำแดงร่างให้เจ้าแห้วเห็น กล้องของผมก็ถ่ายติด รับรองว่าภาพที่ปรากฎในเครื่องรับขนาดเล็กของผมนอกจากจะชัดเจนแจ๋มใสแล้วยังเป็นสีธรรมชาติดด้วย คือออกสีตามที่เป็นจริง ทั้งกล้องถ่ายและกล้อง

รับของผมนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นเคยมาติดต่อขอซื้อผม ให้ราคาถึงแสนดอลล่าร์อเมริกา ผมยังไม่สนใจ เมื่อสองสามวันผู้แทนการค้าของรัฐบาลลาวมาดูสถานที่ออกร้านการแสดงสินค้านานาชาติที่หัวหมาก ได้มาเยี่ยมผมที่นี่และทาบทามขอซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ และกล้องถ่าย

โทรทัศน์ชุดนี้ เสนอราคาถึงห้าล้าน ผมยังไม่สนใจ"

"โอ้โฮ" นิกรเอ็ดตะโร "ห้าล้านดอลล่าร์น่ะเรอะ"

"ห้าล้านกีบโว้ย" นายพลดิเรกพูดหน้าตาเฉย "ล้านกีบเท่ากับสี่หมื่นสองพันบาท หรือสองพันหนึ่งร้อยดอลล่า อยู่เมืองลาวซื้อรถเก๋งคันหนึ่งต้องเอาเงินใส่เข่งบรรทุกรถโกดังไป"

ทุกคนวิจาร์กันถึงเรื่องปีศาจนางไม้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดเชื่อว่าเป็นจริง คือเป็นไปได้ที่ว่า ต้นไม้ใหญ่ๆ มีรุกขเทวดาหรือนางไม้สิงสถิตอยู่แล้วคุณหญิงวาดก็กล่าวกับทุกๆ คนว่า ท่านจะเรียกอาจารย์ไสยศาสตร์มาทำพิธีขับไล่นางไม้แล้ว ท่านก็จะให้พวกคน

สวนช่วยกันโค่นต้นมะขามใหญ่ต้นนั้นเสีย"

"จะโค่นมันทิ้งเสียทำไมล่ะครับคุณแม่" พลคัดค้าน "เพียงแต่ให้หมอผีเขามาทำพิธีขับไล่นางไม้ไปจากต้นมะขามและไปจากบ้านเราก็ดีแล้ว มะขามต้นนั้นใหญ่มากและคงมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ปล่อยมันไว้เถอะครับร่มเย็นดี นกกาก็จะได้มาเกาะอาศัย"

"ไม่ได้หรอกลูก นางไม้ถูกไล่ไปมันอาจจะย้อนกลับมาอีก แล้วอาจจะพาเพื่อนสาวๆ ของมันมาด้วย แม่กลัวว่ามันจะยุ่งกับหลานๆ ของแม่ทั้งสี่คน แม่ไม่ยอมมีหลานสะใภ้เป็นผีอย่างเด็ดขาด ผีก็อยู่ส่วนผี และคนก็อยู่ส่วนคน สำหรับพวกเจ้าถ้าอยากจะมีอนุเป็นนางไม้หรือ

เป็นผีก็ตามใจแม่ไม่ว่า"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่รับประทานละครับคุณอา ตอนที่มันแปลงตัวเป็นหญิงสาวก็น่ารักดีหรอก แต่แม่โกรธขึ้นมากลายตัวเป็นปีศาจ ผมก็คงวิ่งหนีไม่รู้ทางไป แต่อ้ายกรอาจจะชอบก็ได้"

"มะเหงกนี่แน่ะ" นิกรร้องลั่นห้อง "เรื่องผีกับฉันแกก็รู้ดีอยู่แล้วว่า ไม่ถูกโรคกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผีกะสือหรือผีกระหังผีกองกอย ขึ้นชื่ว่าผีแล้ว ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันชื่นใจเลย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าแห้วหิ้วห่อผ้าแดงเดินเข้ามาในห้องโถง เขาตรงเข้ามาหาเสี่ยหงวนและส่งห่อผ้าแดงให้ด้วยความเสียดายที่เขาหมดหวังเป็นเจ้าของเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ บาท

อาเสี่ยไม่ยอมรับห่อเงิน

"แกแก้ออกดูอ้ายแห้ว เงินของฉันเป็นธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมเรียงหมายเลขติดต่อกันไป เพื่อความยุติธรรมฉันจะบอกแกก่อน เงินของฉันหมวด เอส.๓๒ จากหมายเลข ๘๔๐๐๐๑ และเรื่อยไป"

เจ้าแห้วถอยไปวางห่อผ้าแดงลงบนโต๊ะและแก้เงื่อนที่ผูกไว้ออก ทุกคนแลเห็นธนบัตรใบละร้อยบาทตั้งใหญ่วางอยู่ในห่อผ้า ทางธนาคาร "สี่สหาย" นับมาเรียบร้อยมีกระดาษสีขาวคาดเป็นปึกๆ ปึกหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐บาท รวม ๑๐ ปึก

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยเมื่อแลเห็นเลขหมายประจำธนบัตรใบแรกตรงกับที่กิมหงวนบอกเขา

"ว่ายังไงอ้ายแห้ว" พลถาม "เบอร์ตรงกันไหม"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานตรงตามที่อาเสี่ยบอกครับ รับประทานเรียงเบอร์กันไปเลย สุจิตราขโมยเงินอาเสี่ย

กิมหงวนให้ผมแน่ๆ "

ทุกคนเดินเข้ามาห้อมล้อมโต๊ะมองดูเงินแสนบาทที่วางอยู่บนผ้าแดง นายพลดิเรกรู้สึกฉงนสนเท่ห์ใจไม่น้อย

"เป็นเรื่องที่น่าประหลาดมาก ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย กันพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าผีมีอิทธิฤทธิ์มีอภินิหารถึงเช่นนี้"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"แกเอาเงินขึ้นไปเก็บทีซี เอาไปวางไว้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก็ได้ลงมาเอากระป๋องบุหรี่มาด้วย"

เจ้าแห้วรับคำสั่งจัดแจงหยิบปึกธนบัตรมาซ้อนกัน แล้วเจ้าแห้วก็ร้องขึ้นดังๆ

"รับประทานหายไปไหนปึกหนึ่งล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าลูกเขยจอมทะเล้นของท่านทันที

"อ้ายกร อย่าเล่นอัฐเย็นโว้ย คืนให้เขาเสีย"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "คุณพ่อหยิบเอาไปแล้วยังมาหาเรื่องผมอีก"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ใครหยิบวะ คนอย่างฉันน่ะรึจะต้องขโมยเงินเขาใช้"

"ก็เงินมันอยู่ในกระเป๋าเสื้อกุยเฮงคุณพ่อมองเห็นทนโท่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทงก้มลงมองดูตัวเอง พอแลเห็นธนบัตรใบละร้อยปึกหนึ่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อกุยเฮงของท่านและโผล่ส่วนบนออกมาพ้นกระเป๋า ท่านก็ใจหายรีบหยิบออกมาวางลงบนโต๊ะทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสี่นางและคุณหญิงวาด ท่าน

เจ้าคุณมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"เสือกหยิบมาใส่กระเป๋าฉันแล้วหาเรื่องฉัน แกนี่ไวยิ่งกว่าจิ้งจก ให้ดิ้นตายเถอะวะ"

นายพลดิเรกยิ้มให้นิกร

"งานแสดงสินค้านานาชาติที่หัวหมากคราวนี้แกคงจะหาเงินได้มากทีเดียวเข้าใจว่าผู้คนคงเบียดเสียดเยียดยัดกันทุกคืนแต่ระวังหน่อยนะ ได้ข่าวว่าตำรวจนอกเครื่องแบบนับพันจะปะปนอยู่ในกลุ่มประชาชน"

"อือ" นิกรคราง "นี่แกคิดว่ากันเป็นนักแซ้งอาชีพยังงั้นเรอะหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปนั่งตามโซฟาร์และเก้าอี้นวมรอบห้องโถงใหญ่พิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องที่เจ้าแห้วได้นางไม้หรือนางปีศาจต้นมะขามใหญ่เป็นเมีย นิกรยอมรับว่าเรื่องนี้เป็น

เรื่องตื่นเต้นโลดโผนลึกลับซับซ้อนและเรื่องรักระคนเศร้ารันทดใจสั่นสะเทือนขวัญตลกโปกฮาพร้อม ถ้าถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ไทย เจ้าของหนังหรือผู้อำนวยการสร้างมีหวังเป็นหนี้เขาจมไปเลย

วันนั้น นายพลดิเรกยอมหยุดงานครึ่งวัน แต่งานของเขาก็ไม่มีอะไรมากนัก นอกจากช่วยเพื่อนเกลอของเขาบริหารกิจการโรงแรม "สี่สหาย" ซึ่งขณะนี้อาคารใหญ่หลังใหม่ได้เปิดอีกหลังหนึ่งแล้ว ทางด้านเหนือของโรงแรมแต่ไม่ได้ทำพิธีเปิดระหว่างนี้ ธุรกิจด้านโรงแรม

มีมากกว่าอย่างอื่น เนื่องจากโรงแรม "สี่สหาย" มีรายได้สูงขึ้นทุกวันนับตั้งแต่ค่าเหล้าค่าเครื่องดื่มและอาหาร ห้องพักไม่มีว่าง มีชาวต่างประเทศโทรเลขจองห้องพักทุกวันเพื่อมาดูงานแสดงสินค้านานาชาติและการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์

ศาสตราจารย์ดิเรกใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมงเตรียมงานถ่ายโทรทัศน์จากห้องรับแขกที่ตึกหลังใหม่ในคืนนี้ด้วยกล้องถ่ายโทรทัศน์ขนาดจิ๋วแบบพิเศษของเขา เขาได้ปกปิดเป็นความลับ ไม่ยอมให้คนใช้ชายหญิงคนใดรู้เรื่องนี้เลย นายพลดิเรกขลุกอยู่ที่ตึกหลังใหม่อย่าง

เงียบๆ ก่อนเที่ยงทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย และแล้วนายพลดิเรกก็แต่งตัวออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังโรงแรม "สี่สหาย" ให้นายสมานขับรถเบ็นซ์เก๋งพาเขาไปส่งที่โรงแรม

ทุกนาทีที่ผ่านไป เจ้าแห้วใจจดใจจ่อกับสุจิตราเมียผีของเขาด้วยความหลงรักหล่อนจนลืมนึกไปว่าหล่อนเป็นผีปีศาจ ตามปรกตินั้นเจ้าแห้วกลัวผีพอฟัดพอเหวี่ยงกับนิกร แต่ก็น่าประหลาดใจยิ่งที่เจ้าแห้วไม่ได้นึกเกรงกลัวนางไม้แห่งต้นมะขามใหญ่หลัง "บ้านพัชราภรณ์"

เลย เจ้าแห้วอยากจะให้ค่ำมืดเร็วๆ เพื่อเขาจะได้พบกับเมียผีของเขา ได้พลอดรักกับหล่อนและต่อว่าหล่อนในเรื่องเงินแสนที่หล่อนขโมยเสี่ยหงวนเอามาให้เขา

ในราว ๑๖.๓๐ น. สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เลิกงานพากันกลับบ้าน เมื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำแต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้าน แล้วคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณก็นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ที่ศาลาพักร้อนหลังตึกใหญ่ มีการดื่มเบียร์กันเล็กน้อย โดยมีข้าวตังหน้า

ตั้งเป็นเครื่องกับแกล้ม

พอดวงอาทิตย์ลับฟ้า เจ้าแห้วก็มีชีวิตชีวากระปรี้กระเปร่าผิดปรกติ ระหว่างที่เจ้านายของเขาร่วมรับประทานอาหารค่ำกันอยู่ในห้องรับประทานอาหารที่ตึกใหญ่เจ้าแห้วได้ถือโอกาสแอบไปที่ต้นมะขามใหญ่หลังบ้าน อาหารค่ำมื้อนี้เขาไม่ได้เป็นเวรรับใช้ เจ้าแห้วจึงมีเวลา

ว่างได้เป็นตัวของตัวเอง

เจ้าแห้วยืนกอดและจูบต้นมะขามใหญ่ต้นนั้น ปากก็พร่ำรำพันอย่างน่าสงสาร

"สุจิตราจ๋า ออกมาหาพี่เถอะช่องทางออกของเธออยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ พี่มองหาตั้งนานแล้วก็หาไม่พบ ออกมาซีจ๊ะสุดที่รัก พี่คิดถึงเธอใจจะขาดแล้ว ถึงเธอเป็นผีพี่ก็รัก"

ท่ามกลางแสงเดือนอันสลัวลางเจ้าแห้วแลเห็นมือผู้หญิงสองข้างยื่นออกมาจากต้นมะขามทีละน้อย ทำให้เจ้าแห้วตกใจถอยหลังหนี แต่มือผีนางไม้ค่อยๆ ยื่นมาหาเจ้าแห้วและยาวข้างหนึ่งตั้ง ๓ เมตร

"อุ๊ย อย่าล้อพี่อย่างนี้ซีสุจิตรา พี่ช็อคตายง่ายๆ นะจะบอกให้ หดมือเข้าไปเสียเถอะที่รัก มือของเธอมันยาวเกินไปออกมาหาพี่ทั้งตัวดีกว่า เล่นยังงี้ไม่สนุกแน่"

มือผีหดปรู๊ดเข้าไปในต้นมะขามใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับมีสปริง เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วยื่นมือทั้งสองไปข้างหน้า

"สุจิตรา เธอคือยอดพิศมัยของพี่ เธอคือผู้โสภาราวกับอัปสรสวรรค์ พี่จะรักเธอจนกว่าจะสิ้นดินฟ้า จนกว่าโลกจะถล่มหรือฟ้าจะทลาย"

มีเสียงหัวเราะหึๆ ดังขึ้นข้างหลังเขา

"อ้ายแห้ว....ไปเสียแล้วหรือมึงเมื่อตอนเย็นก็ยังดีๆ อยู่ที่หว่า"

เจ้าแห้วเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนและหันมามองดูเจ้าของเสียงที่พูดกับเขา ลุงจอนชายชราหัวหน้าคนสวนของ "บ้านพัชราภรณ์" ซึ่งเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง

"แฮ่ะ แฮ่ะ นึกว่าใครเสียอีก ลุงหรอกเรอะ"

ลุงจอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เอ็งสบายดีหรือวะอ้ายแห้ว"

"ก็ยังงั้นแหละลุง"

"อ๋อ ถ่ายหยูกถ่ายยาเสียบ้างซีวะ คนเราปล่อยให้ท้องผูกมากๆ มันก็เผลอไปบ้างเหมือนกัน ข้ากำลังจะเดินไปกระท่อมของข้า แลเห็นเอ็งแสดงบทรักพูดพล่ามอยู่คนเดียวก็อดแปลกใจไม่ได้"

เจ้าแห้ว ไม่อยากให้ลุงจอนรู้เรื่องที่เขามีเมียผีจึงพูดกลบเกลื่อน

"ฉันซ้อมบทเตรียมเข้ากล้องวันอังคารนี้น่ะลุง"

"หา เอ็งเล่นหนังด้วยเรอะ"

"ใช่ คุณ ส. อาสนจินดา เขาติดต่ออ้อนวอนฉันให้เซ้นสัญญาเป็นพระเอกของเขาแทน มิตร ชัยบัญชา อ้ายฉันน่ะไม่สนใจเท่าไรนักหรอกในเรื่องหนัง แต่เขาให้ค่าตัวตั้งครึ่งแสน ก็เลยตกลง"

"ถุย" ลุงจอนร้องขึ้นดังๆ

"อ้าว ไหงถุยรดหัวฉันล่ะ นี่ถ้าเป็นพวกคนใช้หรือเด็กคนสวนโดนฉันเตะแล้วนะจะบอกให้"

ลุงจอนหัวเราะ

"มึงอยากจะเตะกูก็ได้นี่นะอ้ายแห้ว"

"อ๋อ อย่างลุงไม่ต้องเตะหรอก เพียงแต่ใช้สันมือฟันคาราเต้เฉียดก้านคอนิดเดียวก็คอขาด"

ชายชรามองดูเจ้าแห้วอย่างเศร้าใจ

"อนิจจังทุกขังเอ๊ย หน้ามึงยังกะเกี๊ยะญี่ปุ่น อย่าว่าแต่พระเอกเลยวะ ตัวเดินถนนยังไม่มีใครจ้างมึงเล่น พระเอกมันต้องรูปหล่ออย่างคุณพนัสหรือคุณนพโว้ย"

"แหม หล่อจะตายละ คุณพนัสน่ะเรอะหล่อ หน้ายังกะลิงศาลพระกาฬ"

ลุงจอนลืมตาโพลง

"ดีแล้ว คุณพนัสกลับมาจากอีสานกูจะฟ้อง"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"อย่านะลุง ฉันพูดเล่นสนุกๆ ขืนฟ้องฉันก็ถูกกระทืบเท่านั้น มือไวตีนไวเหมือนคุณพลไม่มีผิด คุณนพค่อยยังชั่วหน่อย"

ลุงจอนหัวเราะหึๆ แล้วพาตัวเดินฝ่าความมืดไปจากที่นั้น เจ้าแห้วมองดูต้นมะขามใหญ่แล้วถอนหายใจยาว

๒๒.๐๐ น. คืนวันนั้นเอง

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างคอยชมโทรทัศน์สถานีพิเศษของนายพลดิเรกประตูหน้าต่างชั้นล่างปิดหมดแล้ว เจ้าแห้วได้รับอนุญาตให้ไปพักผ่อนก่อนเวลา ๒๒.๐๐ น. เล็กน้อย

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังเตรียมชม โทรทัศน์สถานีพิเศษส่งรายการพิเศษ เครื่องรับโทรทัศน์ขนาดจิ๋วจอกว้างเพียง ๖ นิ้วตั้งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมกลางห้อง และศาสตราจารย์ดิเรกได้เปิดเครื่องรับแล้ว แต่ที่จอไม่มีอะไร มีแต่ลูกน้ำหลายแสนตัว

เต้นยุบยิบไปหมด

"เมื่อไรจะเห็นภาพเสียทีล่ะพ่อดิเรก" คุณหญิงวาดถาม

นายพลดิเรกยิ้มให้ท่าน

"ยังครับ ผมเรียนคุณอาแล้วยังไงว่ากล้องอัตโนมัติจะทำงานด้วยระบบเสียง ถ้าไม่มีเสียงคนพูดในห้องรับแขกที่ตึกเล็กกล้องก็จะไม่ถ่ายภาพ แต่ถ้ามีเสียงคนพูดไม่ว่าจะเป็นเสียงเจ้าแห้วหรือเสียงใครก็ตาม กล้องจะเริ่มบันทึกภาพทันที ขณะนี้เจ้าแห้วคงยังไม่ได้ขึ้นไปบน

ตึกใหม่ หรือถ้าขึ้นไปอยู่ห้องนั้นแล้วก็อยู่เงียบๆ เพราะไม่รู้จะพูดกับใคร คนเราอยู่ลำพังก็เฉยๆ ครับ

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"ก็ทีเฮียของดิฉันอยู่คนเดียว ทำไมถึงพูดพล่ามล่ะคะ"

"คนไข้โรคจิตเป็นอย่างนี้แหละครับ"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วมองดูศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเคืองๆ

"มึงนะซีเป็นบ้า"

นวลลออทำตาเขียวกับสามีของหล่อน

"หยาบคายจริงเชียวเฮียนี่แหละ แก่จนป่านนี้แล้วยังพูดมึงพูดกู"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"เพื่อนที่รักกันสนิทจริงๆ เขาก็พูดกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละนวล"

ทันใดนั้นเอง เสียงเพลง "ลาวดวงเดือน" ซึ่งเจ้าแห้วเป็นคนขับร้อง ก็ดังขึ้นจากเครื่องรับโทรทัศน์ขนาดจิ๋ว แล้วภาพในจอโทรทัศน์ก็ปรากฎขึ้นทันที มันเป็นภาพสีธรรมชาติ แลเห็นห้องรับแขกอันหรูหราของตึกหลังใหม่ และเห็นตัวเจ้าแห้วเป็นภาพครึ่งตัวนั่งพิงพนักโซฟาร์ร้อง

เพลงไทยเดิมที่ชื่อว่า "ลาวดวงเดือน" แต่เจ้าแห้วได้แต่งเนื้อร้องขึ้นใหม่

"โอ้ละหนอ สุจิตราเอย ถึงน้องเป็นผีพี่ก็รักจับใจ อย่าหลอนหลอกพี่ ชื่นชีวีมาไวๆ รักล้นฤทัยยอดดวงใจของแห้วเอย

พี่ขอร้อง....นวลน้องจงฟัง....อย่ามาทำตาโบ๋ ขวัญใจเรียม จะหาไหนมาเทียมนางไม้ของพี่เอย

หอมกลิ่นแป้งรำ ปนกับน้ำเหลืองผี กลิ่มหอมอย่างนี้ทำให้พี่ชักหวาดระแวง ล้อพี่อย่างนี้ตัวพี่ชักจะแหยง นวลน้องอย่าแกล้งพี่จะช็อคตายเอย"

แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะบ่นพึมพำกับตัวเอง

"ไม่ได้ความโว้ย เสียงเหมือนวัวเป็นหวัด"

ทุกคนต่างได้เห็นภาพเจ้าแห้ว และห้องรับแขกเป็นสีธรรมชาติอย่างถนัดชัดเจน เจ้าแห้วสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลไหม้ เชิ้ทแขนสั้นคอปกสีฟ้าอ่อนแบบทันสมัย ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่พลให้ไปเพราะเขาใส่คับไปหน่อย และแขนสั้นเกินไป ท่าทางของเจ้าแห้วสดชื่นรื่นเริงผิด

ปกติ เจ้าแห้วเอื้อมมือหยิบซองบุหรี่ และเครื่องขีดไฟบนโต๊ะข้างโซฟาร์ขึ้นมาแล้วจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่ง

และแล้วทุกคนที่กำลังดูโทรทัศน์ก็สะดุ้งเฮือกเพร้อมๆ กัน เมื่อแลเห็นนางไม้หรือนางปีศาจผู้มีนามว่า สุจิตรา ปรากฎตัวขึ้นหล่อนเดินเข้ามาในห้องรับแขกด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น หล่อนอยู่ในเรือนร่างของมนุษย์ผู้หญิงที่สวยสคราญตายิ่ง นุ่งซิ่นยกสีชมพูเชิงทอง ห่มสะไบสี

เดียวกัน ปลายสะไบปิดไว้บนไหล่ซ้าย ผมของหล่อนดำขลับปล่อยสยายยาวประบ่า มีดอกเยอบีร่าสีชมพูดอกหนึ่งเสียบแซมผมข้างหูซ้าย

กิมหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"ไปแย่งอ้ายแห้วดีกว่าโว้ย สวยอย่างนี้ผีก็ผีเถอวะ"

นวลลออยกมือชี้หน้าอาเสี่ย

"นั่งลง หล่อนเป็นเมียเจ้าแห้วแล้วรู้ไหม จะแย่งเมียคนใช้ยังงั้นเรอะ"

"ก็เฮียจะไปขอเซ้งอ้ายแห้ว สักห้าหกหมื่น โอโฮ สวยอะไรอย่างนี้ เกิดมาไม่เคยพบ"

นวลลออตวาดแว็ด

"บอกให้นั่งได้ยินไหม ประเดี๋ยวแม่ "

เสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งตามเดิม และมองดูภาพในจอโทรทัศน์ด้วยความอิจฉาเจ้าแห้ว เจ้าแห้วร้องเรียก สุจิตรา และลุกขึ้นเดินเข้าไปหาหล่อน ต่างคนต่างโผเข้ากอดกัน

แต่ สุจิตรา เป็นผี จึงมีหูทิพย์ ตาทิพย์ และมีญาณวิถีสามารถรู้ว่า ศาสตราจารย์ดิเรกได้แอบตั้งกล้องถ่ายโทรทัศน์ไว้บนหลังตู้ใบหนึ่ง โดยใส่ไว้ในกล่องกระดาษแข็ง เจาะรูไว้เฉพาะนางไม้คลายมือที่กอดเจ้าแห้วออกทันที ความโกรธทำให้หล่อนกลายร่างเป็นปีศาจร้ายมี

รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัว นัยน์ตาโปนออกมานอกเบ้าเปลือยกายล่อนจ้อน อ้วนใหญ่เหมือนกับผีตายที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ด เจ้าแห้วร้องขึ้นสุดเสียงแล้ววิ่งหนีออกไปจากห้องรับแขกอย่างไม่คิดชีวิต

นางปีศาจเดินตรงไปที่ตู้ใบนั้นแล้วเอื้อมมือหยิบกล่องบรรจุกล้องโทรทัศน์ อันมีค่าลงจากตู้ทุ่มโครมลงบนพื้น

ภาพที่ปรากฎในจอโทรทัศน์ขนาดจิ๋วหายไปทันทีเพรากล้องถ่ายชำรุดเสียหายไม่สามารถจะทำงานได้อีก นิกรนั่งตัวแข็งขนพองสยองเกล้า พอภาพในจอโทรทัศน์เลือนหายไปนิกรก็ฉุดแขนประไพให้ลุกขึ้น

"ขึ้นไปบนห้องเราเถอะไพ ขืนชักช้าเมียอ้ายแห้วมาที่นี่ กรเห็นมันเข้ากรอาจจะชักดิ้นชักงอตายก็ได้ ป่านนี้อ้ายแห้วก็คงจะถูกมันหักคอตายแล้ว"

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างลุกขึ้น คุณหญิงวาดกล่าวกับลูกชายของท่านด้วยความหวาดกลัวปีศาจนางไม้

"แม่ขึ้นไปอยู่ข้างบนนะพล พวกแกจะคิดยังไงหรือจะเอายังไง ก็ตามใจเถอะลูก แต่พรุ่งนี้แม่จะต้องโค่นต้นมะขามใหญ่ต้นนั้นแน่ๆ "

แล้วคุณหญิงวาดก็พาสี่นางกับนิกรเดินผ่านห้องโถงขึ้นไปชั้นบนอย่างรีบร้อน พลร้องตะโกนเรียกนายจอมทะเล้นเสียงลั่น

"อ้ายกร ลงมาก่อนโว้ย"

นิกรหันมาโบกมือแล้วทำหน้าเหยเก

"ไม่เอาแล้ว เพียงแต่เห็นในโทรทัศน์ก็อกสั่นขวัญกระเจิงแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายพลดิเรกด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"น่าตื่นเต้นอัศจรรรย์ใจมาก แกรู้สึกอย่างไรดิเรก"

นายพลดิเรกยักไหล่ แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ผมอธิบายไม่ถูกครับว่าผมรู้สึกไง แต่ว่าภาพที่เราเห็นจากจอโทรทัศน์ก็เป็นภาพจริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตา ผมเชื่อแล้วว่าผีมีจริง และมีอิทธิฤทธิ์จำแลงแปลงกายได้ นางไม้เมียอ้ายแห้วมันพังกล้องถ่ายโทรทัศน์ของผมก็เพราะมันโกรธที่ผมเอากล้องไปแอบถ่ายมัน แต่ไม่

ทราบว่ามันรู้ได้อย่างไร"

เสี่ยหงวนว่า "ผีมันหูทิพย์ตาทิพย์ว่ะ ปรึกษากันเสียก่อน ถ้ามันบุกเข้ามาเราจะว่ายังไง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้น

"ตัวใครตัวมันโว้ย"

อาเสี่ยสะดุ้งเล็กน้อย

"เป็นยังงั้นไป ผมสามคนน่ะว่องไวปราดเปรียวกว่าคุณอานะครับ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เสียงลูกบิดประตูห้องโถงทางด้านหลังตึกก็ถูกกระชากโครมคราม อาเสี่ยอ้าปากหวอเส้นผมบนศีรษะตั้งชัน

"เอาเข้าแล้วซี เผ่นเถอะโว้ยพวกเราขึ้นไปอยู่ข้างบนปลอดภัยกว่า"

มีเสียงเจ้าแห้วร้องตะโกนลั่น

"รับประทาน เปิดประตูรับผมหน่อยครับเร็วครับ"

พลลุกขึ้นเดินไปถอดกลอนประตูรับ เจ้าแห้วพรวดพราดเข้ามาในห้องและรีบปิดประตูใส่กลอน ท่าทางของเจ้าแห้วเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวผี ใบหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ฟัก

"โอย" เจ้าแห้วร้องคราง "รับประทานคุณไม่ควรเอากล้องโทรทัศน์ไปตั้งไว้ในห้องรับแขก สุจิตราแลเห็นเข้าก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รับประทานกลายเป็นปีศาจร้าย ทำให้ผมต้องเผ่นลงจากตึกใหม่แทบไม่ทัน โอย....ใจคอหายหมด ประเดี๋ยว สุจิตรา คงมาที่นี่แน่นอน"

นายพลดิเรกเกิดความกล้าขึ้นมาทันที เขาบอกตัวเองว่าเขาเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นจอมนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกนี้ เขาผุดลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเจ้าแห้ว

"ไปกับกันอ้ายแห้ว พากันไปพบกับเมียแกที่ตึกใหม่หน่อยเถอะวะ กันจะพูดกับสุจิตราให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไง และกันจะตรวจดูความเสียหายของกล้องโทรทัศน์ของกันด้วย"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทาน ไม่....ไม่ไปละครับ คุณหมอไปเองเถอะครับ"

พลพูดเสริมขึ้นดังๆ

"กันไปด้วยหมอ ให้มันรู้ไปทีเถอะวะ ผีมันหักคอเราตาย ถ้าเราสู้ผีไม่ได้เราตายเสียก็ดีเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนแสยะยิ้ม

"ใช่ ผีมันจะเก่งกว่าคนเป็นไปได้เรอะ ไป...พวกเรา ลองดีกับนางไม้เมียอ้ายแห้วหน่อยเถอะว่า"

ทันใดนั้นเอง นิกรก็เดินยิ้มกริ่มลงบันไดมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเข้าก็อดหัวเราะไม่ได้

"เสือกลงมาทำไมล่ะ"

นิกรตรงเข้ามาหา คณะพรรคสี่สหายของเขาซึ่งพล กิมหงวน และท่านเจ้าคุณกำลังลุกขึ้นยืน แล้วนิกรก็กล่าวกับพ่อตาด้วยเสียงหัวเราะ

"เมียเขานอนคลุมโปงอยู่บนเตียงครับ ผมจะเข้าโปงด้วยเขาก็ไม่ยอม ผมก็เลยลงมาข้างล่างหายกลัวผีแล้ว จิตใจของผมชอบกลครับ บางทีก็กลัวจนเสียขวัญ บางทีกล้า เมื่อคิดว่าผีมีแต่วิญญาณหรือภาพลวงตา"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นิกร

"ถ้าเช่นนั้นไปตึกใหม่ด้วยกัน พวกเรากำลังจะไปเผชิญหน้ากับปีศาจนางไม้ แม่อ้ายแห้ว"

"รับประทานเมียนะครับ ไม่ใช่แม่"

"เอาเถอะน่า เมียดีก็เหมือนแม่ โบราณเขาว่าอย่างนี้"

สี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันออกไปทางหลังตึกลงบันไดตึกมุ่งตรงไปที่ตึกใหม่ แต่แล้วทุกคนก็หยุดชะงักรวมกลุ่มกัน เมื่อแลเห็นร่างของปีศาจร้ายหรืออสุรกายตัวหนึ่งยืนเด่นอยู่ที่หน้าตึกร่างนั้นเป็นโครงกระดูกแต่สูงใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดา

นัยน์ตากลวงโบ๋ของมันแดงแจ๋เหมือนสีทับทิม ปีศาจร้ายค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าหา ดูคล้ายกับว่าตัวมันลอยขึ้นจากพื้นดินเล็กน้อย

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"หน่วยลาดตะเวนล่าถอยแบบตัวใครตัวมัน โดยไม่ต้องแบ่งกำลังยิงคุ้มกันถอยโว้ย ใครไม่ถอยกูเปิดก่อนละ"

เมื่อนิกรหมุนตัวกลับวิ่งย้อนกลับมาที่ตึกใหญ่ ทุกคนก็พากันขวัญเสียวิ่งตามนิกร ปีศาจโครงกระดูกหัวเราะลั่น เสียงของมันเป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่กังวานไปทั่ว "บ้านพัชราภรณ์"

ก่อนเที่ยงวันต่อมาซึ่งตรงกับวันเสาร์

พิธีขับไล่โดยหมอไสยศาสตร์ชั้นดีคนหนึ่งได้เริ่มต้นในเวลา ๑๑.๐๐ น. ที่บริเวณโคนต้นมะขามใหญ่ต้นนั้น หมอผีคนนี้อยู่ในซอยใหญ่ตรงข้ามบ้าน "พัชราภรณ์" ชื่อหมอโพล้งอายุในราว ๖๐ ขวบ รูปร่างผอมบางแต่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ เชี่ยวชาญในการขับไล่ผีปีศาจ รุ้

จักรักใคร่กับลุงจอนหัวหน้าคนสวนของคุณหญิงวาดมานานแล้ว เคยไปมาหาสู่ลุงจอนบ่อยๆ เมื่อคุณหญิงวาดใช้ให้ลุงจอนไปตามมาหมอโพล้งก็รีบมารับใช้คุณหญิงวาดอย่างเต็มใจ เพราะแน่ใจว่าอย่างน้อยก็ต้องได้ค่าป่วยการ ๑๐๐ บาท

คาวมจริง พิธีของหมอโพล้งไม่ยากเย็นอะไร แต่หมอโพล้งแกล้งทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดอยู่กันพร้อม เมื่อหมอโพล้งใช้หวายอันศักดิ์สิทธิ์ของเขาเฆี่ยนต้นมะขามต้นนั้น เจ้าแห้วก็ร้องไห้โฮ เพราะความสงสารเมียผีของเขา ทุกคนตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง

โหยหวนดังออกมาจากต้นมะขามได้ยินถนัด

"โอ๊ย กลัวแล้วจ้ะ หมอจ๋า อย่าเฆี่ยนฉันเลย"

"มึงจะไปหรือไม่ไป" หมอโพล้งขู่ตะคอก

"ไปแล้วจ้ะ ไปเดี๋ยวนี้"

"ไปแล้วอย่าเข้ามาในเขตบ้านนี้อีกนะ"

"จ้ะ"

"ถ้ามึงกลับมาอีก กูจะจับมึงใส่เข่ง เอ๊ย ใส่หม้อเอาไปถ่วงน้ำไม่ให้มึงไปเกิดอีกไป....ไปให้พ้น ไปอยู่ตามป่าดงพงไพร กรุงเทพฯ ไม่มีผีมีแต่จิ้งจกหรือจิ้งเหลน"

การขับไล่ผีสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คุณหญิงวาดจ่ายเงินให้หมอผี ๒๐๐ บาท และพอหมอโพล้งลากลับท่านก็เรียกลุงจอนมาพบกับท่าน

"จัดการได้เลยตาจอน เรียกระดมพวกคนสวนทั้งหมดโค่นต้นมะขามต้นนี้ลงได้ และถ้าแกจะขายให้ใครเขาไปเลื่อยทำเขียงก็เป็นลำไพ่ของแก โค่นเสียทีพวกเราจะได้อยู่เย็นเป็นสุข"

ตอนบ่ายวันนั้นเอง ในราว ๑๖.๐๐ น. ต้นมะขามใหญ่ก็พังครืนด้วยฝีมือของพวกคนสวน ที่ช่วยกันใช้ขวานฟันและเอาเชือกมนิลาเส้นใหญ่ดึงยอดล้มลงมา

-จบ-