พล นิกร กิมหงวน 207 : สมิงเขาใหญ่

แท็กซี่ออสตินแวนคันนั้นแล่นมาหยุดหน้าประตูรั้วบ้าน 'พัชราภรณ์' ริมถนนสุขุมวิท ผู้ที่ก้าวลงมาจากตอนหลังรถเป็นหนุ่มใหญ่ในวัย ๓๐ เศษ รูปร่างสูงโปร่งลักษณะท่าทางคล้ายกับพวกพระเอกหนัง ใบหน้าหล่อไม่เลว ผมหยิกหยักศกตามธรรมชาติ ไม่ใช่ดัดตามร้านตัดผม เขา

แต่งกายแบบสุภาพชน กางเกงขายาวสีน้ำทะเล เชิ้ทฮาไวสีเทาอ่อนสลับเหลืองอ่อน มือขวาของเขาถือกระเป๋าผ้าใบ

เขาส่งธนบัตรย่อยรวม ๑๐ บาทให้คนขับรถ แล้วถือกระเป๋าผ้าใบพาตัวเดินเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' ชายหนุ่มผู้นี้ มีนามว่าสมิต สุวพงษ์ เกษตรศาสตร์บัณฑิต ผู้จัดการฟาร์ม 'สี่สหาย' ที่เขาใหญ่ในดงพญาเย็น ลึกเข้าไปจากถนนมิตรภาพเกือบ ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งที่นั่นคณะพรรคสี่

สหายของเรากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ไปขอจับจองที่ดินหักร้างถางพงเป็นเนื้อที่ ๒๐๐ ไร่ จัดตั้งฟาร์มเลี้ยงโค ทำไร่กาแฟและละหุ่ง โดยมอบให้สมิต สุวพงษ์ เป็นผู้จัดการมีหน้าที่บริหารงาน ควบคุมดูแลพวกกรรมกร และมีอำนาจเต็มที่คล้ายกับว่าสมิตเป็นเจ้าของฟาร์มเอง และ

คณะพรรคสี่สหายก็ไม่ใคร่จะได้สนใจกับกิจการของฟาร์มนี้เท่าใดนัก ที่ตั้งฟาร์มขึ้นก็เพราะเห็นว่าคนมีเงินเขาทำฟาร์มกัน ก็เอาอย่างเขาบ้าง อย่างไรก็ตามสมิตก็ตั้งอกตั้งใจบริหารงานให้คณะพรรคสี่สหายของเราด้วยความขยันขันแข็งและซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งมีเหตุการณ์ร้าย

แรงเกิดขึ้น ทำให้เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ตก สมิตจึงเดินทางมากรุงเทพฯ ตัดสินใจมาลาออกจากงานแล้วเขาก็จะหางานทำอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อไป

ชายหนุ่มรู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก ที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้เป็นนายจ้างของเขา เมื่อเขาเดินผ่านหน้าเรือนต้นไม้สมิตก็หยุดชะงัก เพราะได้ยินเสียงคณะพรรคสี่สหายพูดคุยอันเอะอะเอ็ดตะโร ซึ่งเวลาเย็นเช่นนี้ เป็นเวลาที่สี่สหายพักผ่อนการงานและดื่ม

เหล้าสรวลเสเฮฮากันตามประสาคนมีเงินอย่างล้นเหลือ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตาไวแลเห็นผู้จัดการฟาร์มสี่สหายก่อนเพื่อน ท่านร้องออกมาดังๆ

"เฮ้...สมิตหรือนั่น คุณสมิต...เข้ามาซี"

สี่สหายซึ่งนั่งร่วมโต๊ะกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูสมิตเป็นตาเดียว เกษตรศาสตร์บัณฑิตหนุ่ม พาตัวเดินเข้ามาในเรือนต้นไม้อย่างสงบเสงี่ยม เจ้าแห้วยืนอ้าปากหวอมองดูเขา สมิตกระพุ่มมือไหว้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทั่วหน้ากัน แล้วรับไหว้เจ้า

แห้วซึ่งไหว้เขาอย่างนอบน้อม

"ไปยังไงมายังไงกันคุณสมิต" เสี่ยหงวนกล่าวทักอย่างกันเอง "นั่งซี"

สมิตทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง

"ผมมารถโดยสารครับอาเสี่ย ลงรถที่สถานีขนส่งสายเหนือ แล้วก็ขึ้นแท็กซี่มาที่นี่ อาเสี่ยกับ

คุณๆ สบายดีหรือครับ"

พลตอบแทนเพื่อนๆ ของเขา

"ครับ สบายดี ตั้งใจว่ากลางเดือนนี้เราจะไปเที่ยวฟาร์มทีเดียว เพราะเข้าหน้าร้อนแล้ว" แล้วพลก็รีบผสมวิสกี้โซดาให้ผู้จัดการฟาร์มของเขา

สมิตหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ใต้เท้าคงสบายดีนะครับ"

เจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ใต้เท้าไม่สบายหรอกคุณ กำลังเป็นแผลเหยียบเอาตะปูเข้า แต่หลังเท้าเป็นปกติดี"

นิกรยกมือทั้งสองข้างจี้เอวตัวเอง แล้วหัวเราะงอไปงอมา

""โอ๊ย ขันว่ะ ตลกก็ไม่ยักบอก ฮ่ะ ฮ่ะ"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียวกับนิกร นายจอมทะเล้นหยุดหัวเราะทันที พลส่งแก้วเหล้าให้สมิต ต่อจากนั้นสี่สหายก็ซักถามทุกข์สุขและกิจการของฟาร์มสี่สหาย สมิตจึงตอบว่า

"สำหรับผมไม่สบายหรอกครับ มีเรื่องยุ่งยากเดือดร้อนเกิดขึ้นที่ฟาร์มของเราครับ ผมแก้ไขอะไรไม่ได้เพราะหมดความสามารถ ที่ผมมาหาก็เพื่อจะขอลาออกจากงาน นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกไปตามกัน เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทาน อย่าครับคุณสมิต รับประทานอย่าออกเป็นอันขาด ถ้าคุณลาออกเจ้านายอาจส่งผมไปเป็นผู้จัดการฟาร์มแทนคุณก็ได้"

"ถุย" ดร.ดิเรกร้องลั่น แล้วหัวเราะลั่น "แกมีความรู้อะไรในเรื่องฟาร์มวะ แกสำเร็จเกษตรรุ่นไหน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ นิกรกล่าวกับสมิตอย่างเป็นงานเป็นการ

"มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เล่าให้พวกเราฟังหน่อยซีครับ เรื่องลาออกน่ะคุณอย่าคิดเลย เราไม่ยอมให้คุณลาออกอย่างเด็ดขาด ถึงคุณจะทิ้งงานไปอยู่บ้านทุ่งมหาเมฆ เราก็จะบังคับให้คุณพ่อคุณส่งตัวคุณไปทำงานที่ฟาร์มตามเดิม อย่าลืมว่าคุณพ่อของคุณเป็นสมุห์บัญชีอยู่ที่โรงแรมสี่สหาย

ของเรา เรื่องยุ่งยากที่เกิดขึ้น ถ้าคุณแก้ไม่ได้ พวกเราจะแก้ให้"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดสนับสนุนนายจอมทะเล้น

"ออไร๋ พวกเราจะแก้ไขเอง และจะไม่ถือว่าเป็นความผิดหรือความบกพร่องของคุณ พวกกรรมกรสะไตร๊ค์หรืออย่าไร"

"มิได้ครับคุณหมอ เรื่องที่เกิดขึ้นก็คือว่าวัวที่ฟาร์มถูกขโมยบ่อยๆ ครับ จับมือใครดมไม่ได้ แต่รู้ว่าพวกชาวบ้านป่าขโมยเอาไปเชือดกิน สองสามวันหายไปตัวหนึ่ง วัวที่ฟาร์มหายไป ๑๕ ตัวแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะแล้วพูดตัดบท

"กินเหล้า กินเหล้าเถอะคุณ ประเดี๋ยวพวกเราจะพาคุณไปกินข้างนอกบ้าน เที่ยวบาร์หาความสุขกันสักคืน วัวหายเรื่องเล็กน่า ของมันหายกันได้ ช้างตัวใหญ่กว่าวัวเป็นกองยังหาย ที่เชียงใหม่ช้างหายทีเดียวตั้ง ๓๐๐ ตัว ตำรวจเที่ยวหาช้างจนตาเหล่ ในที่สุดได้คืนมา แต่งวงช้างหรือ

หางช้างเทานั้น"

สมิตขมวดคิ้วเข้าหากัน

"แล้วตัวช้างหายไปไหนล่ะครับ"

"ก็ไม่รู้เหมือนกัน ช้างที่เชียงใหม่หายบ่อยๆ บางทีก็ขโมยเอาไปซ่อนไว้ในเพดานหลังคาบ้าน ซ่อนไว้ตามลิ้นชักตู้บ้าง"

สมิตยิ้มแห้งๆ

"อาเสี่ยกำลังพูดถึงช้างไม้ใช่ไหมครับ"

"ใช่ ช้างจริงๆ ใครจะกล้าขโมยมันล่ะคุณ มันจะได้เหยียบแบนเป็นกล้วยทับไปเท่านั้น ผมพูดถึงช้างที่เขาแกะด้วยไม้รูปร่างเหมือนช้างจริงๆ ราคาก็แพงเหมือนกันนะคุณ ทำใจให้สบายน่ะสุวิทย์"

สมิตสะดุ้งเฮือก

"ผมชื่อสมิตครับ สุวิทย์น่ะพ่อผม"

"อ้อ ขอโทษที ลืมไป" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "แต่พวกเราได้พบปะและพูดคุยกับคุณสุวิทย์บ่อยๆ เมื่อเราไปตรวจงานที่โรงแรมของเรา คุณพ่อคุณซื่อสัตย์และทำงานดีมาก เสียอย่างเดียว แต่งตัวเหมือนลุงอ้ายพลที่ตายไปแล้ว"

ผู้จัดการฟาร์มสี่สหายหัวเราะหึๆ

"คุณลุงเชยน่ะหรือครับ"

"ถูกแล้ว คุณไม่รู้จักหรอก คงได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น ที่ใครๆ เขาใช้คำว่าเชยก็มาจากลุงเชยของอ้ายพลนี่แหละ อ้า...นอกจากเรื่องวัวที่ฟาร์มถูกขโมย มีเรื่องยุ่งยากอะไรอีกละ คุณสมิต"

สมิตถอนหายใจหนักๆ

"ผมกำลังจะเรียนให้อาเสี่ยและพวกคุณๆ ทราบเดี๋ยวนี้เชียวครับ มันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมเดินทางมากรุงเทพฯ และตัดสินใจลาออกจากงานครับ ผมเป็นผู้จัดการไร่ ผมปกครองดูแลพวกกรรมกรตั้ง ๕๐ กว่าคน แต่ผมให้ความปลอดภัยแก่เขาและครอบครัวของเขาไม่ได้ เสือลาย

พาดกลอนขนาดแปดศอกตัวหนึ่ง ได้บุกเข้ามาในฟาร์มคาบเอาคนงานของเราไปกินสองคนครับ แม่ยายคนงานคนหนึ่ง แล้วก็ลูกคนงานอายุ ๖ ขวบอีกคนหนึ่ง รวม ๔ คนแล้ว โดยเฉพาะแม่ยายคนงานมันเข้ามาคาบกลางวันแสกๆ ครับ คาบไปต่อหน้าต่อตาพวกเรา ขณะนี้คนงาน

ต่างหวาดกลัว อ้ายลายพาดกลอนตัวนั้นอย่างที่สุด"

คราวนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที เจ้าแห้วยืนฟังอยู่ห่างๆ เปรี๊ยวปากอยากจะซักรายละเอียดในเรื่องนี้เต็มทน ก็ไม่กล้าซักเพราะกลัวจะถูกพลเตะ

ดูเหมือน ดร.ดิเรกมีความสนใจมากกว่าเพื่อน เมื่อเขาสบตากับสมิต เขาก็ถามผู้จัดการฟาร์มสี่สหายทันที

"ทำไมคุณไม่ยิงมัน เรามอบปืนไรเฟิลให้คุณเอาไว้ใช้ตั้งสามกระบอก"

"ผมยิงมันแล้วครับคุณหมอ ตอนที่มันเข้ามาคาบเอาเด็กลูกคนงานไปกินในเวลาพลบค่ำ ผมยิงมันถูกอย่างจังด้วยกระสุนยิงช้าง อ้ายลาดพาดกลอนถึงกับทรุด แต่แล้วมันก็คาบลูกชายนายผันวิ่งหนีไป"

"คุณพาพวกคนงานติดตามหรือเปล่า" พลซัก

"ตามครับ พรานป่าคนหนึ่งและคนงานอีก ๕ คน เราตามไปทันมันที่เชิงเขาในเวลาสองทุ่ม และเดือนกำลังหงาย พรานชุบได้ยิงมันด้วยปืนแก๊ปในระยะ ๔๐ หลา อ้ายลายพาดกลอนร้องลั่นป่า กระโดดตัวลอยแล้ววิ่งหนีไป ทิ้งแต่เด็กไว้ ซึ่งมันกินไปเกือบหมดตัวแล้ว พรานชุบยืนยัน

ว่าแกยิงถูกแสกหน้าแน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่น

"แล้วทำไมมันไม่ตาย"

สมิตนิ่งอึ้งไปสักครู่

"พรานชุบแกบอกว่า อ้ายลายพาดกลอนตัวนั้นมันเป็นเสือสมิงครับ"

"เสือสมิง" นิกรอุทานขึ้นดังๆ "หมายความว่ามันกินคนมามาก และปีศาจมนุษย์สิงอยู่ในตัวมันใช่ไหม"

"ใช่ครับ เสือตัวนี้ใหญ่มาก พวกพรานเรียกมันว่าอ้ายบอด เพราะนัยน์ตาข้างซ้ายของมันบอดครับ มันอาศัยอยู่ในถ้ำเขาใหญ่ แรงปีศาจทำให้มันแปลงเป็นคนได้ พรานและพวกชาวบ้านป่ากลัวมันมากครับ เพราะปืนยิงมันไม่เข้า อาวุธทุกชนิดก็ทำอะไรไม่ได้"

ดร.ดิเรกพูดขัดขึ้นทันที

"อิมพอสิเบิล คุณเป็นปัญญาชนเป็นบัณฑิต ไม่น่าจะเชื่อ ในสิ่งที่เชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหลเช่นนี้ อิทธิฤทธิ์ของผีสางมันมีที่ไหนกัน เสือตัวนี้มันเป็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง ยิงมันไม่ถูกก็หาว่ายิงมันไม่เข้า ฮ่ะ ฮ่ะ คุณไม่ต้องวิตกอะไรสมิต คืนนี้นอนเสียที่นี่ พรุ่งนี้ผมจะให้อ้ายแห้วไปที่ฟาร์ม

ของเรากับคุณ ผมเชื่อว่าอ้ายแห้วคงปราบเสือลายพาดกลอนตัวนี้ได้โดยไม่ยากนัก แล้วอ้ายแห้วก็คงจะเอาหัวและหนังของมันมาปูห้อง"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทาน คุณหมอว่ายังไงนะครับ"

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"ฉันจะส่งแกไปยิงเสือโคร่งตัวนี้ คนงานที่ฟาร์มของเราจะได้ปลอดภัย"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานไม่สำเร็จครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ขืนให้ผมไปปราบมัน มันก็คาบเอาผมไปรับประทานเสียเท่านั้น"

"แกกลัวมันด้วยหรือ"

"อ้าว รับประทานเป็นเสือนะครับไม่ใช่หมา แล้วก็เสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ตั้ง ๘ ศอก ถ้าเป็นเสือปลาผมก็พอจะสู้"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ หันมาพูดกับสมิต

"ขอให้คุณทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฟาร์มขอเราต่อไปนะครับ พวกเราจะจัดการกับเสือสมิงตัวนี้เอง พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปฟาร์มเขาใหญ่พร้อมด้วยคุณ เราจะไปพักอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะสังหารอ้ายบอดได้ เสือมันจะทนลูกปืนได้ก็ให้รู้ไป ผมเคยล่าเสือโคร่งมาแล้วเมื่อผมไปเที่ยวอินเดีย

เคยยิงเสือขนาด ๒๐ ศอกตายคาที่ในระยะเผาขน"

อาเสี่ยเกือบสำลักเหล้าเมื่อได้ยินนายแพทย์หนุ่มพูดเช่นนี้

"ขนาด ๒๐ ศอกเชียวหรือหมอ"

"ออไร๋ ๕ ตัวต่อกันโว้ย" แล้วดิเรกก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา "พรุ่งนี้เราต้องไปฟาร์มของเรา เอาจี๊ปใหญ่ไป และออกเดินทางแต่เช้า เราต้องร่วมมือกันปราบเสือสมิงตัวนี้ให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ถูกละ เราต้องยอมเสียเวลาไปอยู่ที่ฟาร์มของเรา นอกจากปราบเสือโคร่งตัวนี้ เราจะต้องสืบหาคนร้ายที่ขโมยวัวด้วย" พูดจบท่านก็หันมาทางสมิต "คุณพอจะรู้เบาะแสบ้างไหม ว่าใครขโมยวัวของเรา"

"ก็พอมองเห็นครับใต้เท้า แต่ไม่มีพยานหลักฐาน พวกหนองกระจับแหละครับ เพราะอยู่ใกล้กับไร่เรา และอ้ายหนุ่มๆ ชาวบ้านป่าเหล่านั้น ส่วนมากไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร มีคดีติดตัวก็หลายคน ความจริงผมก็เคยเอื้อเฟื้ออ้ายพวกนี้ มาขอยา ขออาหารผมก็ให้ ไม่น่าจะมาขโมยวัว

ของเราเลย พวกคนงานของเราก็กลัวมันครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ถ้ายังงั้นต้องปราบไอ้พวกหนองกระจับให้ราบคาบ"

ผู้จัดการฟาร์มมองดูกิมหงวนอย่างเป็นห่วง

"อาเสี่ยอย่าคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ นะครับ พวกหนองกระจับเหมือนกับพวกนอกกฎหมาย จิตใจโหดเหี้ยมป่าเถื่อน หลายคนเป็นอาชญากรชั้นเสือร้าย มีเสือเทียนเป็นตัวการ เสือเทียนแหกคุกหนีมาจากโคราช พวกหนองกระจับแต่งเคาบอยพกปืนแทบทุกคนครับ"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ก๊อดีซีคุณสมิต ผมก็ได้ชื่อว่าเป็นเสือปืนเร็วคนหนึ่ง เรื่องนักเลงปืนผมชอบ ใครดีใครอยู่ ใครพลาดก็เน่า ผมปราบมือปืนชั้นดีมาหลายคนแล้ว เสือปืนเร็วขนาดชักปืนยิงถูกลูกนัยน์ตาแมลงวันที่บินอยู่บนหัวยังถูกผมส่งไปนรก" แล้วเขาก็หันมาทางนิกร "สนุกแน่อ้ายกร พวกเรามี

โอกาสแสดงบทเสือปืนเร็วอีกแล้ว"

นิกรทำหน้าเบ้

"อากาศมันหนาวอย่างนี้ กลัวว่าจะชักปืนไม่ออกน่ะซีโว้ย ซองปืนมันอาจจะหด แต่ว่า...เอาก็เอา เรื่องยิงฟันกันชอบ ล่อกันจนเหงือกแห้งยังได้"

สมิตมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นแล้ว

"ตกลงผมไม่ลาออกละครับ ผมจะเป็นผู้จัดการฟาร์มสี่สหายรับใช้พวกคุณต่อไป แล้วก็ผมอยากจะดูพวกคุณปราบสมิงเขาใหญ่ครับ ซึ่งผมหมายถึงเสือเทียนและพวกดาวร้ายที่หนองกระจับด้วย สำหรับพวกเดนมนุษย์เหล่านี้ ผมยอมรับสารภาพว่า ผมกลัวมันครับ เสือเทียนมาที่ไร่ มัน

ยิงปืนอวดผมหรือข่มขู่ขวัญทุกที มันแม่นจริงๆ ครับ แล้วก็ชักปืนไวที่สุด"

นิกรว่า "แต่ผมไวกว่า...แม่นกว่า...มากกว่า แล้วก็ดีกว่า..."

ศาสตราจารย์ดิเรกเลื่อนจานแหนมและไส้กรอกให้สมิต

"กับแกล้มนี่ยังไงคุณสมิต ประเดี๋ยวไปเที่ยวกันนะ ผมเลี้ยงดูปูเสื่อเสร็จ คืนนี้ไปนอนบังกะโลทุ่งมหาเมฆยังได้ พาพ๊าทเน่อรไปป็นเพื่อนคุยกันคนละคน"

"ครับ ขอบคุณครับคุณหมอ ขอให้ผมขึ้นไปกราบคุณหญิงและเยี่ยมคุณๆ ผู้หญิงหน่อยเถอะครับ"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือ

"อย่าขึ้นไปเลยคุณ คุณอากับเมียๆ ของเราไปบ้านสวนตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับก็ค่ำ เพราะเอาเรือยนต์ลำใหญ่ไป จ่ายกับข้าวไปเยอะแยะ"

พลหันมาทางเจ้าแห้ว

"ไปที่โรงครัว เอากับแกล้มมาอีก ขอโซดาด้วย"

เจ้าแห้วเดินลอยหน้าออกไปจากเรือนต้นไม้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพูดคุยกับผู้จัดการฟาร์มสี่สหายอย่างสนิทสนม ไต่ถามรายละเอียดในเรื่องเสือสมิง และพวกดาวร้ายที่หนองกระจับ สมิตปลื้มใจมากที่พวกนายจ้างได้ต้อนรับเขาด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตเช่นนี้.

โดยรถจี๊ปใหญ่ ซึ่งเหมาะแก่การเดินทางในภูมิประเทศอันทุรกันดาร คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ สมิต และเจ้าแห้วก็มาถึงฟาร์มสี่สหายในตอนบ่าย ๑๔.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น

รถคันนี้บรรทุกข้าวของสัมภาระมาไม่น้อย มีเหล้า, โซดา, เครื่องกระป๋อง, ของใช้ในการเดินป่า ยารักษาโรค ปืนพกและปืนยาว, เครื่องแต่งกายแบบเคาบอยรวม ๖ ชุด นอกจากนี้ก็มีกล้องถ่านรูป เชือกบ่วงบาศ วิทยุทรานซิสเตอร์ ของใช้ที่จำเป็นและไม่จำเป็นอีกหลายอย่าง

พวกกรรมกรต่างตื่นเต้นดีใจไปตามกัน เมื่อทราบว่าพวกเจ้านายมาปราบเสือสมิง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว พักอยู่ที่บังกะโลใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้กับไร่กาแฟ มองแลเห็นเขาใหญ่สูงตระหง่านเงื้อม ภูมิประเทศโดยรอบฟาร์มเป็นป่าโปร่ง มีลำธารใหญ่สายหนึ่งไหล

ผ่านเข้ามาในฟาร์มนี้ พวกกรรมกรและวัวประมาณ ๒๕๐ ตัว ได้อาศัยน้ำในลำธารนี้อาบกิน และมีน้ำตลอดปี

ฟาร์มสี่สหายคลายต่างประเทศ มีสำนักงาน บ้านพักคนงาน คอกวัวอันกว้างใหญ่ โรงรีดนมโค โรงเก็บพืชไร่ บ้านพักผู้จัดการ มีถังน้ำขนาดใหญ่อยู่บนหอสูงถึงสองแห่ง มีโรงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและสูบน้ำ สิ่งที่ปลูกสร้างเป็นระเบียบเรียบร้อยงามตา โดยเฉพาะโรงม้าสวยงามมาก มี

ม้าถึง ๑๕ ตัว เป็นม้าเทศลูกผสมถึง ๘ ตัว

พอมาถึงยังไม่ทันจะได้พักผ่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ใช้ให้คนงานไปตามบุตรภรรยา หรือบิดามารดาของผู้เคราะห์ร้าย ที่ถูกเสือลายพาดกลอนคาบเอาไปกินมาพบ ท่านเจ้าคุณได้แสดงความเสียใจ และจ่ายเงินให้ครอบครัวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเสือรายละ ๑,๐๐๐ บาท ทำให้คนเหล่านี้

ซาบซึ้งใจไปตามกัน

เย็นวันนั้นเอง

หลังจากสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่เรียบร้อยแล้ว สมิตก็พาชายกลางคนอายุในราว ๔๐ เศษคนหนึ่งมาพบกับเจ้านายของเขาตามความประสงค์ ชายผู้นี้ชื่อชุบ วงศ์สูงเนิน รูปร่างผอมเกร็ง ลักษณะท่าทางบอกความทรหดอดทน มีอาชีพ

เป็นพรานไพรมา ๑๕ ปีแล้ว ชำนาญภูมิประเทศในดงพญาเย็นทุกแห่ง

นายชุบหรือพรานชุบแต่งกายแบบชาวพื้นเมือง กางเกงผ้าฝ้ายสีดำขายาวคลุมหัวเข่า สวมเสื้อคล้ายเสื้อกุยเฮงสีเดียวกัน มีผ้าขาวม้าคาดพุงผืนหนึ่ง เมื่อขึ้นบันไดมาบนเรือน สมิตก็และเห็นเจ้านายของเขาสนทนาสนทนากันเงียบๆ อยู่ในห้องรับแขก เขาพาพรานชุบบุกเข้าไปใน

ห้องรับแขกทันที นายสมิตยิ้มให้คณะพรรคสี่สหายแล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ส่วนนายพรานนั่งบนพื้น

"นี่น่ะเรอะพรานชุบ" กิมหงวนถามสมิต

"ครับ นี่แหละครับ พรานใหญ่ของดงพญาเย็น รักใคร่ชอบพอกับผมมาก" แล้วเขาก็ยิ้มให้นายพราน "พี่ชุบ รู้จักกับเจ้านายของฉันเสียซีนะ สามท่านที่นั่งอยู่บนโซฟาร์ คนซ้ายคือนายพลตรี ศาสตราจารย์ดิเรก คนกลางคุณนิกร การุณวงศ์ คนขวาอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่ง

ประเทศไทย อ้า..ท่านที่นั่งริมหน้าต่างคือ พลเอกพระยาปัจจนึกพินาศ และคุณคนนั้นคือคุณพล พัชราภรณ์ ที่นั่งพับเพียบอยู่ข้างประตูคือนายแห้ว คนใช้ของท่าน"

นายพรานยกมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนบนอบ แล้วต่างก็เริ่มต้นสนทนาวิสาสะกัน พรานชุบบอกว่าเขาเพิ่งรู้จักกับสมิตได้สามสี่เดือน แต่เขารักใคร่เคารพนับถือผู้จัดการฟาร์มสี่สหายมาก ที่รู้จักกันก็เพราะสมิตไปเที่ยวที่หมู่บ้านของเขา หาซื้อไก่และไข่ ต่อมาพราน

ชุบป่วยเป็นไข้ป่า คือมาเลเรียนั่นเอง สมิตได้นำยาไปฉีดให้เพียง ๓ เข็มก็หาย พรานชุบจึงสำนึกในบุญคุณของสมิต ไปมาหาสู่สมิตบ่อยๆ หมู่บ้านของเขาอยู่ทางทิศใต้ของฟาร์มนี้

เมื่อพล พัชราภรณ์ไต่ถามถึงเรื่องเสือลาดพาดกลอน ที่อุกอาจมาคาบเอาคนงานไปกิน พรานชุบก็เล่ารายละเอียดให้ฟังและยืนยันว่า อ้ายบอดเป็นเสือสมิงอย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังอธิบายให้ฟังด้วยว่า เพราะอะไรเจ้าลายพาดกลอนตัวนี้จึงกลายเป็นเสือสมิงไป

"เจ้านายเป็นคนมีความรู้ เป็นคนทันสมัย คงไม่เชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจ แต่ว่าในป่าดงพงไพรอย่างนี้มันมีจริงขอรับ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล พวกผมหากินอยู่ในป่าต้องสักการะเคารพเจ้าป่า ซึ่งเป็นนายผี เราต้องมีเวทย์มนต์คาถาป้องกันตัว ผีป่าน่ะมันดุร้ายไม่ใช่เล่นครับ ถ้าไม่ตายก็

จับไข้หัวโกร๋น"

นิกรหันมามองดูพ่อตาของเขา

"คุณพ่อเคยถูกผีหลอกกระมังครับ"

"ทะลึ่ง" เจ้าคุณตวาดแว๊ด

ศาสตราจารย์ดิเรกชักสนใจในเรื่องนี้ ก็กล่าวกับนายพรานอย่างเป็นงานเป็นการ

"ที่อ้ายลายพาดกลอนไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืน ก็เพราะแรงปีศาจในตัวมันช่วยป้องกันมันยังงั้นหรือ"

"ถูกแล้วครับเจ้านาย ผมยิงถูกแสกหน้ามันอย่างจัง แต่มันไม่เป็นอะไรเลย เชื่อผมเถอะครับ มันคือเสือสมิง พวกเขาใหญ่รู้ดีว่าอ้ายบอดเป็นเสือสมิง และมันได้กินคนบ่อยๆ "

"ออไร๋ อิท อิส เอ ดีวิล ไทเกอร์.. เวอรี่ วันเดอรฟูล แล้วทำยังไงเราถึงจะฆ่ามันได้ล่ะพรานชุบ"

นายพรานสั่นศีรษะ

"ไม่มีทางครับ เพราะปืนยิงไม่เข้า เอาหอกแทงเอามีดฟันมันก็ไม่ตาย เอาจั่นดักมัน มันก็รู้ไม่ยอมเข้าไปติดจั่น เอายาพิษทาเนื้อควายแขวนล่อมันมันก็ไม่กิน ปีศาจมันคอยบอกอ้ายบอดครับ"

พลว่า "คุยกับฉันบ้างพรานชุบ คืนนี้ขึ้น ๑๔ ค่ำเดือนหงาย แกนำทางพาพวกเราออกล่าเสือสมิงตัวนี้ได้ไหมล่ะ"

พรานชุบยิ้มแห้งๆ

"โอ้โฮ เจ้านายจะให้ผมไปพบกับความตายหรือครับ"

เสี่ยหงวนโยนธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งลงบนขานายพราน

"นี่คือค่านำทางของแก ดูเหมือนพันบาท หนึ่งทุ่มตรงพวกเราจะออกจากฟาร์ม ตกลงนะพรานชุบ ถ้าไม่ตกลงก็หยิบเงินส่งให้ฉัน"

นายพรานตอบอาเสี่ยทันที

"ตกลงครับเจ้านาย ตายก็ตายครับผมยอม ชีวิตผมมีค่าไม่ถึงพันบาทหรอกครับ" แล้วเขาก็หยิบธนบัตรปึกนั้นขึ้นมาถือ "ผมจะเอาไปให้เมียผมเขาเก็บไว้ ถ้าผมเพลี่ยงพล้ำถูกอ้ายบอดฆ่าตายหรือคาบเอาไปกิน เมียผมจะได้ไม่เดือดร้อน"

"ดีมาก" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "อย่าเหลวหรือหลบมุมนะโว้ย ถ้าแกเล่นตลกกับกันละก็ เราเป็นยิงทิ้งแกอย่างเด็ดขาด"

"โธ่-ผมสาบานให้ก็ได้ครับเจ้านาย คนอย่างผมไม่ใช่คนเหลวไหลหรอกครับ ถึงจะยากจนก็ต้องมีสัจจะ ผมจะมาพบท่านก่อนหนึ่งทุ่มครับ"

กิมหงวนพยักหน้า

"ขอบใจ แกคิดว่าแกสามารถที่จะพาพวกเรา ติดตามไปจนพบเสือสมิงตัวนี้ไหมพรานชุบ"

"ไม่แน่ใจครับเจ้านาย ป่าดงพญาเย็นมันกว้างใหญ่มาก"

"แต่แกต้องพยายาม ถ้าแกพาพวกเราไปพบมัน ฉันจะให้รางวัลแกอีกพันบาท"

นายพรานลืมตาโพลง

"พันบาทก็ต้องพบซีครับ ผมพลิดแผ่นดินหาเลย"

นิกรหัวเราะก้าก

"แกคงชอบเงินกว่าอย่างอื่น ใช่ไหมพรานชุบ"

นายพรานยิ้มอายๆ

"ก็ไม่ชอบเท่าไรหรอกครับ แต่อยากมีติดกระเป๋าบ้าง แฮ่ะ แฮ่ะ ผมกลับละครับเจ้านาย จะต้องรีบไปเตรียมตัว และทำพิธีเบิกไพรเสียให้เรียบร้อยก่อนตะวันตกดิน แต่กรุณาให้ผมเตือนพวกเจ้านายหน่อยนะครับ การติดตามล่าเสือสมิงในตอนกลางคืนย่อมมีอันตรายรอบข้าง เสือ

สมิงมันปลอมตัวเป็นคนได้ หรือเป็นผีปีศาจหลอกหลอนเราก็ได้"

นิกรพูดตัดบท

"ไปเถอะ แกจะไปไหนก็ไป อย่าพูดให้ใจเสียหน่อยเลยวะ แกควรจะรู้ว่าฉันกลัวผีที่สุดในโลก ฟังแกพูดฉันก็ชักเสียวๆ แล้ว"

พรานชุบหันมาพูดกับผู้จัดการฟาร์มสี่สหาย

"คืนนี้คุณจะติดตามเจ้านายไปด้วยไหมครับ"

สมิตสะดุ้งเฮือก

"ไม่ไปละพี่ชุบ ผีป่าน่ะฉันไม่กลัว แต่ฉันกลัวเสือ ดีไม่ดีอ้ายบอดคาบเอาฉันไปกินก็เสร็จมันเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้น

"อ้ายเสือนี่นิสัยชั่ว สัตว์ป่ามีถมไปไม่กิน ชอบกินคน"

นายพรานลุกขึ้นยืนและเดินก้มตัวออกไปจากห้องรับแขก ถึงแม้พรานชุบอยู่ในป่าดงพงไพร ไม่เคยได้รับการศึกษา แต่เขาก็มีกิริยามารยาทดีมาก ซึ่งความสุภาพนอบน้อมนี้เกิดขึ้นจากกมลสันดานของเขาเอง

พอชิงพลบ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสมิตก็ได้ร่วมรับประทานอาหารกันที่เฉลี่ยงหลังเรือนบังกะโลใหญ่หลังนั้น และในราว ๑๘.๓๐ น. พรานชุบก็มาพบกับคณะพรรคสี่สหายตามที่นัดหมายกันไว้ นายพรานมีย่ามสะพายบ่าหนึ่งใบ และปืนแก๊ปคู่มือของเขาหนึ่ง

กระบอก เป็นปืนแบบเก่าล้าสมัยยิงได้ทีละนัด ต้องบรรจุลูกปืนและดินปืน และใช้แส้กระทุ้งกว่าจะยิงได้แต่ละนัดก็เสียเวลามาก อย่างไรก็ตามพรานชุบถนัดปืนแบบนี้กว่าปืนไรเฟิลแบบทันสมัย เขาเป็นพรานไพรที่ได้ชื่อว่ายิงปืนแม่นราวกับจับวาง ออกล่าสัตว์ป่าในคืนใดจะต้องได้

กวางหรืออีเก้งกลับมาบ้านเสมอ เนื้อสัตว์ป่าที่เหลือจากบริโภค พรานชุบส่งไปจำหน่ายที่ตลาดพอมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ

การรับประทานอาหารค่ำสิ้นสุดลงในเวลาก่อน ๑๙.๐๐ น. เล็กน้อย พรานชุบกับเจ้าแห้วนั่งคุยกันอยู่บนเตียงไม้ที่เฉลียงหลังเรือนอย่างเงียบๆ ส่วนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และผู้จัดการฟาร์มสี่สหาย นั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร สูบบุหรี่และสนทนากันถึงเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการ

ของฟาร์ม อาเสี่ยกิมหงวนของเรายังคงดื่มเหล้าเรื่อยๆ พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายแบบเดินป่าเรียบร้อยแล้ว กางเกงขาสั้นสีกากี เชิ๊ทแบบตรวจการแขนสั้นสีเดียวกัน คาดเข็มขัดปืนพกมีปืนพกคนละ ๒ กระบอก ส่วนพรานชุบกับเจ้าแห้วแต่ง

กายแบบชาวพื้นเมืองในชุดสีดำ

ทันใดนั้นเอง เสียงคนงานหลายคนก็ร้องเอะอะขึ้นดังแว่วมา บ้างก็กู่ตะโกนเรียกหากัน บ้างก็ร้องอุทานเป็นเสียงขับไล่ บ้างก็ตีปี๊บเคาะไม้หรือทำให้เกิดเสียงดัง เมื่อเงี่ยหูฟังดู คณะพรรคสี่สหายก็รู้ว่าอ้ายลายพาดกลอนบุกเข้ามาในไร่อย่างทะนงองอาจ

เสียงตะโกนของพวกคนงาน เสียงคำรามของพยัฆร้ายทำให้สีสหายตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ กรรมกรหนุ่มคนหนึ่งวิ่งขึ้นมาทางบันไดหลังเรือน และร้องเอะอะเอ็ดตะโรด้วยสำเนียงชาวอีสาน

"นาย นายครับ มันมาอีกแล้ว"

กิมหงวนพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง จ้องมองดูชายหนุ่มผู้นั้น

"ใครมาอ้ายน้องชาย" เขาแกล้งถามทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าที่กรรมกรหนุ่มผู้นี้พูดถึงคือเสือสมิง หรืออ้ายลายพาดกลอน

"เสียครับนาย" เขาพูดคำว่าเสือไม่ชัด

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"เสียหรือเสือ"

"เสียครับ ตัวเท่าม้ามีลายตามตัวหางยาวเฟื้อยเชียวครับ"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ

"นั่นมันเสือไม่ใช่เสีย"

"ครับ แต่ผมพูดคำว่าเสือไม่ชัด เร็วเข้าเถอะครับ เสือสมิงตัวนั้นมันป้วนเปี้ยนอยู่ทางโรงรีดนมวัวครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"มันอยากกินนมวัวละกระมัง แกช่วยหานมวัวไปให้มันสักถังซี มันกินอิ่มแล้วมันจะได้กลับไป"

พล ภัชราภรณ์ดุเพื่อนของเขา

"อย่าพูดเล่นหน่อยเลยวะอ้ายกร แกสองคนมักจะพูดเล่นเสมอ" แล้วเขาก็หันมาทางนายพราน "พรานชุบ แกลงไปก่อน แล้วพวกเราจะติดตามไปในนาทีนี้ ถ้าแกสังหารเสือตัวนี้ได้ ฉันจะให้รางวัลแก

๓,๐๐๐ บาท"

พรานชุบคว้าปืนแก๊ปที่พิงไว้ข้างฝาห้องลุกขึ้นยืน ก้มลงหยิบย่ามสะพายบ่าแล้วชวนกรรมกรหนุ่ม ซึ่งเป็นกรรมกรทำไร่ลงบันไดหลังเรือนพักไปอย่างรีบร้อน ด้วยความหวังที่จะได้เงินรางวัล ๓,๐๐๐ บาทจากพล

ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นทั่วบริเวณฟาร์มสี่สหายแล้ว พวกกรรมกรและบุตรภรรยาของเขา ส่วนมากหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักและช่วยกันตีปี๊บตีเกราะเคาะไม้ หรือส่งเสียงตะโกนหรือโห่ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน เพื่อให้อ้ายลายพาดกลอนตกใจหลบหนีออกไปจากฟาร์มนี้ พวก

กรรมกรที่มีหน้าที่เลี้ยงวัวหรือพวกโคบาลราว ๑๐ คน ใช้ปืนลูกซองยิงขึ้นฟ้าขับไล่เสือ เคาบอยประจำฟาร์มชุมนุมกำลังกันอยู่ที่คอกวัว คอยป้องกันไม่ให้อ้ายบอดมาคาบเอาวัวไปกิน เพราะเสือโคร่ง ๘ ศอกขนาดอ้ายบอดย่อมสามารถลากเอาวัวตัวใหญ่ๆ ไปกินอย่างสบาย

ขณะนี้เดือนหงายแจ่มกระจ่าง อากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่พวกกรรมกรและครอบครัวของเขากลัวเสือสมิง จึงรู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปตามกัน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถือปืนไรเฟิลคู่มือคนละกระบอก เดินลงมาจากบังกาโลใหญ่หลังนั้น ทิ้งให้นายสมิตอยู่เฝ้าบ้าน ซึ่งสมิตมีความหวาดกลัวเสือสมิงมาก เขารีบปิดประตูหน้าต่างทุกบาน นั่งตัวสั่นงันงกอยู่ในห้องๆ หนึ่ง

แสงจันทร์ช่วยให้คณะพรรคสี่สหายมองเห็นสิ่งต่างๆ โดยรอบฟาร์ม ทุกคนเดินตรงไปยังโรงรีดนมวัวซึ่งสร้างคล้ายกับโรงนา หลังคามุงสังกะสี มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการรีดนมแม่โคอย่างทันสมัย โคพันธุ์นมราคาแพงของฟาร์มนี้มีอยู่ประมาณ ๔๐ ตัว นมที่รีดได้ส่งไปจำหน่ายที่

จังหวัดนครราชสีมา และปรากฏว่าขายดีมาก เพราะนมโคของฟาร์มนี้มีโคโก้ผสมอยู่ในตัวของมัน นอกจากนี้ยังมีรสหวานจัดไม่ต้องเติมน้ำหวาน

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ซึ่งเป็นปืนแก๊ปของพรานชุบนั่นเอง คณะพรรคสี่สหายหยุดชะงัก และกระจายกำลังกันออกไป เตรียมพร้อมที่จะสังหารอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น แต่แล้วทุกคนก็แลเห็นพรานชุบถือปืนแก๊ปคู่มือวิ่งปุเรงๆ ตรงเข้ามาหา

พรานชุบหยุดเผชิญหน้าคณะพรรคสี่สหาย แล้วพูดระล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"เจ้านายครับ เสือสมิงมันป้วนเปี้ยนอยู่ที่เรือนพักพวกคนงานครับ"

"แกยิงถูกมันไหม" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเร็วปรื๋อ

"ถูกครับ ถูกแน่ๆ ผมยิงมันในระยะห่างเพียง ๖ วาเท่านั้นเอง มันกำลังตบประตูห้องเรียกคนงานให้เปิดรับมันครับ ผมแอบดูมันอยู่ตั้งนาน มันเที่ยวตบประตูห้องโน้นห้องนี้แล้วขู่คำรามเบาๆ บางทีก็ยกขาหน้าขึ้นตะเกียดตะกายประตู ท่าทางของมันบอกว่ามันหิวและดุร้ายมากเชียว

ครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"มันแต่งตังยังไง"

พรานชุบขมวดคิ้วย่น

"เปล่าครับ มันแก้ผ้าไม่ได้ใส่เสื้อหรือนุ่งกางเกงหรอกครับ ผมยิงถูกมันอย่างจัง แต่มันไม่เป็นอะไรเลย"

"แล้วทำไมแกไม่ยิงซ้ำ" กิมหงวนถาม

"โธ่-ยิงยังไงล่ะครับ ปืนของผมจะยิงทีหนึ่ง ก็ต้องใส่ลูกปืนใส่ดินปืนแล้วเอาแส้กระทุ้งดินปืนให้แน่นเสียก่อน มัวแต่กระทุ้งดินปืนเสือมันก็คงตะครุบเอาผมไปกิน เจ้านายรีบไปยิงมันเถอะครับ ผมอยากจะดูฝีมือแม่นปืนของพวกเจ้านายเหมือนกัน"

เสียงเจ้าลายพาดกลอนร้องคำรามลั่น เสียงของมันดังจนกระทั่งคณะพรรคสี่สหายรู้สึกว่าแผ่นดินสั่นสะเทือน นิกรทำท่าจะวิ่งหนีแต่พลคว้าคอไว้

"จะไปไหนอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"กลับไปกินยาลมโว้ย อื้อฮือ... พอได้ยินเสียงมันเท่านั้น หัวใจแทบหยุดเต้น โอย แข้งขาอ่อนปวกเปียกไปหมดแล้ว" พูดจบเขาก็หันมามองดูหน้าพรานชุบ "อ้ายบอดตัวมันใหญ่ไหม พรานชุบ"

"ก็ไม่ใหญ่อะไรนักหรอกครับ ขนาดม้าเทศแต่ขามันสั้นกว่าเท่านั้น"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ถ้ายังงั้นมันคงคาบฉันไปกินอย่างสบายซินะ"

"ครับ อย่างคุณมันคาบสะบัดไว้บนหลังแล้วพาวิ่งไปอย่างสบายเลย"

ดร.ดิเรกพูดตัดบทว่า

"อย่ามัววิจารณ์อะไรกันเลยวะพวกเรา ไปที่บ้านพักพวกคนงานเถอะ เราจะต้องร่วมมือกันฆ่าอ้ายลายพาดกลอนตัวนี้ให้ได้ ก่อนที่มันจะคาบเอาคุณพ่อไปกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"อ้าว ทำไมจะต้องมาคาบฉันด้วย คนอื่นมีถมไป"

ศาสตราจารย์ดิเรกอมยิ้ม

"แต่คุณพ่ออ้วนท้วนมีเนื้อหนังและไขมันมากกว่าพวกเรานี่ครับ อย่างนี้เสือมันชอบ เสือที่อินเดียนิยมกินแต่คนอ้วนๆ เท่านั้น"

พรานชุบรู้สึกสนใจก็กล่าวถามขึ้นอย่างพินิบพิเทา

"เสือเมืองแขกตัวใหญ่มากใช่ไหมครับ"

นายพลดิเรกนิ่งคิด "ก็พอดูเหมือนกัน ขนาดคาบช้างสะบัดขึ้นบ่าแล้วพากลับไปถ้ำที่อยู่ของมันอย่างหน้าตาเฉย ฉันเคยเห็นขนาด ๑๒ ศอกมาแล้ว"

พรานชุบขมวดคิ้วย่น

"ประทานโทษ เสือหรืองูเหลือมครับ"

ก่อนที่นายแพทย์หนุ่มจะตอบว่ากระไร เสียงเจ้าลายพาดกลอนก็ดังขึ้นอีกในระยะใกล้ เจ้าแห้วเส้นผมบนศีรษะตั้งชัน เขาชี้มือไปข้างหน้า แล้วพูดเสียงสั่นแต่ดังมาก

"อ๋อย...มัน...มาโน่นแหล่ว "

ท่ามกลางแสงจันทร์ ทุกคนต่างแลเห็นเสือสมิง หรือเจ้าลายพาดกลอนขนาดมหึมาตัวนั้นกำลังวิ่งดุ่มๆ ตรงเข้ามา เจ้าแห้วกลัวจนตัวสั่นเหมือนลูกนก ความกลัวทำให้เจ้าแห้วแกล้งถามกิมหงวนว่า

"รับประทานนั่นหมาใช่ไหมครับ"

อาเสี่ยเค้นหวัเราะ มองดูอ้ายลายพาดกลอน ซึ่งหยุดยืนจังก้าอยู่ข้างต้นไม้

"โฮ้วโว้ย ไม่ใช่เก๊า"

พรานชุบกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"เตรียมยิงซีครับเจ้านาย ผมไปก่อนละครับ ผมจะไปรอฟังข่าวที่บ้านพักของท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าคอนายพรานไว้

"ยังไงกันโว้ย แกเป็นพรานทำไมถึงหนีเสือ"

"แล้วแต่จะโปรดเถอะครับ ผมเป็นพรานกระต่ายครับ ไม่ใช่พรานเสือ ผมชำนาญล่ากระต่ายหรืออีเก้งเท่านั้นแหละครับ" พูดจบพรานชุบก็ถือปืนแก๊ปคู่มือของเขาวิ่งอ้าวไปจากที่นั้น

ความจริงถ้าอ้ายลายพาดกลอนตัวนี้เป็นเสือธรรมดา พรานชุบก็จะไม่เกรงกลัวมันเลย แต่นี่มันเป็นเสือสมิง ซึ่งพรานป่าและชาวบ้านป่าทั้งหลายล้วนแต่หวาดกลัวผีปีศาจที่สิงอยู่ในตัวของมัน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยืนรวมกลุ่ม หันหน้าไปทางอ้ายบอดและยกไรเฟิลขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง เพียงแต่กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนเท่านั้น กระสุนปืนสำหรับใช้ยิงสัตว์ใหญ่เช่นเสือช้างหรือแรดก็จะระเบิดขึ้นทันที แต่อ้ายลายพาดกลอนเฉลียวฉลาดเกินกว่า

เสือทั้งหลาย มันแอบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น และนานๆ ก็ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาดูแลเห็นนัยน์ตาเขียวปั้ดน่ากลัว

"อย่าเสียขวัญพวกเรา" พลกล่าวกับทุกคน "มันจะเป็นเสือสมิงหรือเสือกระบากอะไรก็ตามเถอะ ปืนของพวกเราทั้ง ๖ กระบอกนี้ คงจะส่งมันไปนรกได้อย่างไม่ต้องสงสัย อย่างน้อยก็ต้องถูก ๒ นัด อ้าว...เฮ้ย อ้ายกรประทับปืนให้มันถูกต้องหน่อยซีโว้ย"

นิกรมองดูปืนเล็กยาวของเขาแล้วสะดุ้งเฮือก ความตกใจทำให้เขาเอาปากกระบอกปืนแนบไว้ท่าบ่า แล้วเอาพานท้ายปืนยื่นออกไปในท่าเตรียมยิง นายจอมทะเล้นรีบกลับปืนประทับใหม่ให้ถูกต้อง คือยื่นปากกระบอกปืนออกไปแล้วกล่าวกับพลว่า

"ขอบใจโว้ยที่ช่วยเตือน ถ้าแกไม่บอกกันเหนี่ยวไกตูมเดียวบ่าขวาของกันก็ทะลุ คนเราเวลาตกใจปอดลอยมักจะทำอะไรพลาดๆ อย่างนี้เสมอ กันหายปอดแล้ว แกดูซี เสือมันค่อยๆ โผล่ออกมาจากต้นไม้มองดูพวกเราว่ะ อ้ายลายพาดกลอนตัวนี้ฉลาดพอดู"

พลหันมาทางคนใช้แก่นแก้วของเขา

"แกค่อยๆ อ้อมไปข้างหลังเสืออ้ายแห้ว พยายามยิงมันในระยะเผาขน"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทานคุณนึกว่าผมกล้าหาญเสียเต็มทนยังงั้นหรือครับ ขณะนี้อุจจาระขึ้นไปอยู่บนหัวขมองผมแล้ว รับประทานที่ออกมาเลอะกางเกงก็มี รับประทานเพียงแต่ลมพัดได้กลิ่นสาบเสือผมก็จะช็อคตายอยู่แล้ว"

ทันใดนั้นเอง อ้ายลายพาดกลอนได้รุกคืบหน้ามาอย่างรวดเร็ว วิ่งมาจากต้นไม้ต้นนั้น มายึดต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่ง ห่างจากคณะพรรคสี่สหายเพียง ๑๐ เมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นระยะเผาขน หรือระยะอันตราย

"ระวังโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เตือน "แค่นี้มันกระโจนพรวดเดียวถึงพวกเรา ถ้าเรายิงมันผิด มันอาจจะคาบพวกเราคนใดคนหนึ่งเอาไปกินได้ เอ๊ะ-เสียงอะไรจ๊อกๆ เหมือนใครเปิดน้ำก๊อก"

(ข้อความต้นฉบับน่าจะขาดหายไป)

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"แกรู้ได้ยังไง"

"ฟังดูซีครับ เสียงมันดังจ๊อกๆ จังหวะเดียวติดต่อกันไปไม่มีหยุด ถ้าตัวเมียก็ต้องมีปิดจังหวะบ้างเป็นครั้งคราว และไม่ดังจ๊อกๆ อย่างนี้"

"แล้วดังยังไง..." เจ้าคุณถามด้วยความอยากรู้

อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ

"สิบสี่....สี่สิบ...สี่สิบ.. ถ้าเป็นเสือตัวเมียแก่ๆ ก็อาจจะดัง.. ห้าสิบห้า อย่างนี้มันเป็นความรู้รอบตัวครับ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม คนกับเสือก็มีเสียงดังเหมือนกัน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แต่แล้วอ้ายลายพาดกลอนก็ร้องคำรามขึ้น ดร.ดิเรกส่งปืนเล็กยาวคู่มือของเขาให้เจ้าแห้วถือไว้ แล้วกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"ยืนคุมเชิงกันอย่างนี้เสียเวลาเปล่า กันจะจัดการกับเสือสมิงตัวนี้เอง"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทานคุณหมอจะสู้กับมันด้วยมือเปล่า แบบทาร์ซานหรือครับ"

นายพลดิเรกทำคอย่น

"โน-มือเปล่าสู้มันไหวเรอะ มันจะได้ขย้ำหัวกันปะไร" พูดจบนายแพทย์หนุ่มซึ่งมียศทหารเป็นพลตรีของกองทัพบกก็ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบวัตถุก้อนกลมๆ สีดำมะเมื่อมก้อนหนึ่งออกมา

"หมอ" พลอุทานขึ้น "แกจะใช้ระเบิดฆ่าเสือตัวนี้หรือ"

"โน-ไม่ใช่ระเบิดสังหาร กันจะจับเสือตัวนี้นำมันไปกรุงเทพฯ มอบให้สวนสัตว์เขาดิน เพื่อให้คนได้ดูความใหญ่โตของมัน เสือขนาด ๘ ศอกอย่างนี้ในป่าเมืองไทยไม่ใคร่ปรากฏ ทางเทือกเขาตะนาวศรีเคยมีขนาด ๗ ศอกเท่านั้น"

พลว่า "ก็แล้วมันไม่ตายหรือ ถ้ามันถูกชิ้นระเบิดของระเบิดมือลูกนี้"

ศาสตราจารย์สั่นศีรษะ

"โน-นี่คือระเบิดมือแบบพิเศษ เทียร์แก๊ส ปนกับลาฟแก๊สอย่างละครึ่ง อำนาจควันของมันจะทำให้น้ำตาไหลลืมตาไม่ขึ้น แล้วเกิดอารมณ์ขันนั่งหัวเราะงอไปงอมาแทบจะขาดใจตาย ยอมให้เราจับกุมโดยดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"เสือมันหัวเราะเป็นหรือวะดิเรก"

"ออไร๋ สัตว์หรือมนุษย์ก็ตาม ถ้าถูกควันเคมีของผมที่บรรจุอยู่ในลูกระเบิดนี้ น้ำตาจะไหลพราก และเส้นหัวเราะก็จะถูกบังคับให้ทำงานเต็มที่ เสือก็มีหัวใจเหมือนกัน ทำไมจะหัวเราะไม่ได้ แต่ความยุ่งยากในการดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เลว ทำให้มันมีอารมณ์ขุ่นมัวไม่ใคร่จะยิ้ม

หรือหัวเราะ เสือที่หัวเราะและยิ้มเสมอ คือเสือละครสัตว์ เพราะมันอยู่ดีกินดี เสือบางตัวหน้าทะเล้นเหมือนอ้ายกรขี้หัวเราะครับ คนเลี้ยงพูดอะไรนิดหน่อยก็หัวเราะ เป็นการประจบคนเลี้ยงไปในตัว ก็เหมือนกับคนเราแหละครับ เจ้านายพูดเรื่องที่ไม่น่าขันสักนิดแล้วหัวเราะ พวก

ลูกน้องก็พลอยหัวเราะไปด้วย ที่เส้นลึกก็แอบเอามือจี้เอว"

เสี่ยหงวนกล่าวกับนาพลดิเรกทันที

"เอาเลยหมอ กันอยากดูอำนาจระเบิดมือแบบนี้ของแก ไม่ยักรู้ว่าแกเอาติดตัวมาด้วย"

นายแพทย์หนุ่มตรวจดูกระแสลม ให้แน่ใจว่าลมกำลังพัดจากเขา ไปทางอ้ายลายพาดกลอน เขาดึงโซ่สลักนิภัยลูกระเบิดออก แล้วขว้างระเบิดมือแบบพิเศษอันเป็นประดิษฐ์กรรมของเขา ไปยังเสือสมิงตัวนั้น

"ตุ้บ"

ระเบิดน้ำตาและระเบิดหัวเราะ ตกลงห่างจากอ้ายลายพาดกลอนเพียง ๒ เมตร แล้วกลิ้งขลุกๆ เข้ามาหามัน อ้ายบอดรีบลุกขึ้นหมุนตัวกลับ ยืนหันหลังให้ลูกระเบิด แล้วยกขาหลังข้างขวา ดีดลูกระเบิดมือเต็มเหนี่ยว แรงเหนี่ยวของเท้าเสือทำให้ระเบิดมือลูกนั้น ลอยละลิ่วมาตกใน

กลุ่มคณะพรรคสี่สหาย เจ้าแห้วได้ยินเสียงดังตุ้บก็ก้มหน้ามองดู พอแลเห็นระเบิดมือลูกนั้นก็ตกใจร้องเสียงหลง

"โอ๊ย รับประทานเสือมันขว้างกลับมาครับ อ๋อย...ตายแน่"

ทุกคนยืนตะลึง แต่พลสติดีกว่าเพื่อน เขารีบก้มตัวคว้าระเบิดมือขว้างไปทางอ้ายลายพาดกลอนโดยเร็ว

"ปู๊ด" เสียงระเบิดมือระเบิดเบามากพอได้ยิน แล้วกลุ่มควันสีขาวก็กระจายไปทั่วบริเวณนั้น อ้ายลายพาดกลอนสูดควันเข้าไปเต็มปอด

นิกรมองดูหน้านายแพทย์หนุ่มด้วยความแปลกใจ

"เฮ้ย เสียงระเบิดของแกมันดังน่าเกลียดจังว่ะ ไง๋ยังงั้น ลูกระเบิดมือมีแต่ดังตูม นี่ดังปู๊ดเสียง

สั้นๆ แต่หนักแน่น"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มอยางภาคภูมิ

"ออไร๋ กันใส่ดินเระเบิดเขาไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น ต้องการให้ระเบิดเปลือกลูกระเบิดออก ไม่ต้องการทำลายชีวิตมนุษย์หรือวัตถุ ระเบิดแบบนี้สำหรับใช้ เมื่อต้องการจับเป็น ถ้าจับตาย หรือต้องการสังหารข้าศึก ก็ใช้ระเบิดมือแบบธรรมดา"

ทุกคนลดปืนเล็กยาวลงจากท่ายืนเตรียมยิง สะพายปืนไว้บนบ่าตามเดิม และทอดสายตามองไปยังต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า อันเป็นที่มั่นของอ้ายลายพาดกลอน ทันใดนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายก็ได้ยินเสียงเจ้าป่าไอแค๊กๆ ไอแบบสำลัก ทุกคนยิ้มออกมาได้

"เสร็จกันแล้ว" นายพลดิเรกพูดเสียงหัวเราะ "เสือสมิงตัวนี้หมดฤทธิ์แน่น เข้าไปดูกันเถอะ"

นิกรว่า "รออีกสักสองสามชั่วโมงค่อยเข้าไปไม่ดีหรือ เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา"

นายแพทย์หนุ่มค้อนปะหลับปะเหลือก

"ยูขี้ขลาดมาก เชื่อมือไอเถอะวะ ระเบิดของกันได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อให้ช้างตัวโตๆ ก็อยู่ ควันที่มันสูดเข้าไปจะทำให้เส้นหัวเราะของมันทำงานอย่างรวดเร็วผิดปกติ และเมื่อควันเข้าตา นัยน์ตาของมันก็จะปวดแสบปวดร้อนจนลืมไม่ขึ้น"

ครั้นแล้วนายพลดิเรกก็เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปหาอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น ทั้ง ๖ คนยืนห้อมล้อมมองดูเสือโคร่งในระยะใกล้ชิด อ้ายลายพาดกลอนนั่งหลับตา น้ำตาไหลพราก มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครเอาพริกขี้หนูตำให้ละเอียด แล้ว

ยัดเข้าไปในนัยน์ตาของมัน แต่มันมีตาข้างขวาเพียงข้างเดียวเท่านั้น ส่วนนัยน์ตาซ้ายบอด มีข่าวว่าอ้ายลายพาดกลอนเคยถูกยิงด้วยปืนลูกซองหลายปีมาแล้ว กระสุนลูกปรายนัดหนึ่งถูกนัยน์ตาข้างซ้ายของมัน เมื่อพวกเสือด้วยกันไม่มีใครเป็นจักษุแพทย์ อ้ายลายพาดกลอนก็ต้อง

เสียตาไปข้างหนึ่ง แต่ความดุร้ายของอ้ายบอดก็เป็นที่เกรงกลัวของพวกพรานป่า และพวกชาวบ้านป่าโดยทั่วไป มันคาบชาวบ้านป่า นายพราน หรือสัตว์พาหนะ เอาไปกินบ่อยๆ ถ้าไม่มีอะไรจะกินมันก็กินช้าง ฝูงสัตว์ป่าได้ยินเสียงอ้ายบอดเป็นต้องวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง

ณ บัดนี้ มันกำลังได้รับความทุกข์ทรมานจากควันน้ำตาอย่างยิ่ง และแล้วเมื่อเส้นหัวเราะของมันถูกควันเคมีบังคับให้ทำงานอย่างหนักที่สุด อ้ายลายพาดกลอนก็หัวเราะงอหาย เสียงหัวเราะของมันดังกึกก้อง สมิงเขาใหญ่นั่งพิงต้นไม้หัวเราะงอไปงอมา ทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้า

คุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ฮ่ะ ฮ่ะ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็เพิ่งเคยเห็นวันนี้แหละโว้ย เสือหัวเราะได้ ชอบกลแท้ๆ " ท่านเจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

อ้ายบอดหัวเราะแทบจะขาดใจตาย เสียงลงลูกคอเอิ๊กอ้าก ในที่สุดมันก็หมดแรงถึงกับล้มตัวลงนอนหัวเราะ บางทีก็หัวเราะคิกๆ เบาๆ บางทีก็ปล่อยเสียก้ากใหญ่

ดร.ดิเรกหันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ็-ยูไปตามคนงานมาสิบคน ให้เขาเตรียมเชือกและหาไม้มาหามอ้ายลายพาดกลอนไปใส่กรงขังไว้"

"รับประทานกรงสำหรับขังเสือหรือหมีของเราไม่มีนี่ครับ มีแต่กรงขังสัตว์ป่าขนาดเล็ก"

"ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีกรงขัง กันจะฉีดยาให้มันนอนหลับไปสัก ๒๔ ชั่วโมง แล้วพรุ่งนี้จะให้พวกคนงานช่วยกันสร้างกรงขึ้นอย่างมั่นคงแข็งแรง เสือโคร่งตัวนี้ถ้าไปอยู่เขาดิน ผู้คนคงแตกตื่นมาดูอย่างล้นหลาม เพราะตัวมันใหญ่มาก"

เจ้าแห้วรีบพาตัวเดินไปจากที่นั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน เมื่อแลเห็นเสือลายพาดกลอนหัวเราะได้เหมือนคน อ้าปากหัวเราะงอหาย บางทีก็เหน็ดเหนื่อยหอบแฮ่กๆ ทำท่าเหมือนจะขาดใจตาย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เสือสมิงก็ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่โรงเก็บพืช มันถูกมัดมือมัดตีนอย่างแน่นหนา มันยังหัวเราะเอิ้กอ้ากตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนที่คนงานช่วยกันมัดมัน มือของคนงานถูกฝ่าตีนของมันเข้า เจ้าลายพาดกลอนก็ดิ้นกระแด่วๆ แล้วหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล

มันถูกฉีดยานอนหลับ และหลับไปในเวลา ๒๐.๐๐ น.

พวกกรรมกรฟาร์มสี่สหายต่างสดุดียกย่องคณะพรรคสี่สหายไปตามกัน เท่าที่ปราบเสือสมิงได้อย่างง่ายดาย โดยใช้ลูกระเบิดแก๊สน้ำตา และแก๊สหัวเราะรวมกัน พรานชุบหายหัวไปแล้วด้วยความอับอายขายหน้า ทั้งนี้ เพราะเขาเป็นพราน แต่ปราบเสือลายพาดกลอนไม่ได้ คนงาน

หลายคนแลเห็นพรานชุบยิงเสือเมื่อคืนนี้ แล้วก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าววิ่งหนีอ้ายลายพาดกลอนอย่างไม่คิดชีวิต

คณะพรรคสี่สหายตื่นนอนแต่เช้าผิดปกติ ทั้งๆ ที่หมอกยังปกคลุมไปทั่วบริเวณฟาร์มอันกว้างใหญ่ ทุกคนรีบไปดูเสือสมิง อ้ายลายพาดกลอนยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนกองฟาง ภายในโรงเก็บพืชไร่ มือตีนถูกมัดเหมือนหมู อำนาจยาฉีดของนายแพทย์หนุ่มทำให้มันนอนหลับเป็นตาย

ดร.ดิเรกสั่งสมิตผู้จัดการฟาร์มให้จัดการระดมคนงานที่มีความรู้ในการช่างไม้ สร้างกรงขังอ้ายลายพาดกลอนโดยด่วน สมิตรับรองว่ากรงเสือโคร่งจะเสร็จในเวลา ๑๔.๐๐ น. เพราะไม้และเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ มีอยู่ในคลังพัสดุเรียบร้อยแล้ว ช่างไม้ที่ชำนาญงานก็มีอยู่หลายคน แต่ละ

คนเก่งมาก นับตั้งแต่เลื่อยไม้ ไสไม้ เข้าไม้ และขโมยไม้ หรือลักลอบตัดไม้ในป่า

ตอนสายวันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็อยู่ในเครื่องแต่งกายแบบเคาบอยตะวันตกในหนังฮอลลี่วู้ด ทุกคนคาดเข็มขัดปืนพกแบบเสือปืนเร็ว คือสายเข็มขัดทางขวาหย่อนลงไปเกือบถึงหัวเข่า มีเชือกหนังรัดซองปืนข้างขวาพันรอบขา เว้นแต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

กับศาสตราจารย์ดิเรกเท่านั้น ที่คาดเข็มขัดปืนตามธรรมดา

ม้าเทศลูกผสมทั้ง ๖ ตัวพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปจากฟาร์มในเวลา ๑๑.๐๐ น. เศษ ท่ามกลางความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ที่ช่วยขับไล่ความหนาวในตอนกลางคืน และตอนเช้ามืดให้คลายไป ขณะนี้ปลายฤดูหนาวแล้ว แต่อากาศในดงพญาเย็นยังเยือกเย็น

จับใจ เฉพาะตอนใกล้รุ่งอรุณปรอทลงถึง ๖ ดีกรีเซนติเกรด

ม้าทั้ง ๖ ตัววิ่งมาตามทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้าง มองแลเห็นวัวของฟาร์มสี่สหายไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ตัวเกลื่อนกลาดไปหมด บ้างก็กินหญ้า บ้างก็กินน้ำในลำธารใหญ่ บ้างก็นั่งหรือนอนพักผ่อนสนทนาวิสาสะกันตามประสาวัว ที่มีสันดานขี้เกียจก็แอบไปนอนหลับเงียบๆ ตามลำพัง พวกเคาบอย

หลายคนนั่งอยู่บนหลังม้า ตามใต้ต้นไม้ใหญ่คอยดูแลฝูงวัวเหล่านี้

คณะพรรคสี่สหายหยุดทักทายกับโคบาลหนุ่มคนหนึ่ง

"เป็นยังไงน้องชาย" กิมหงวนถามยิ้มๆ "เลี้ยงวัวหนักใจไหม"

"ไม่ครับเจ้านาย ตระกูลผมมีอาชีพเลี้ยงวัวทั้งนั้นแหละครับ พ่อผมก็เป็นโคบาลเลี้ยงวัว ปู่และทวดผมก็เลี้ยงวัว"

"ดีมาก เป็นอันว่าแกสืบตระกูลวัวโดยสายเลือด"

เจ้าหมอนั่นสะดุ้งเฮือก

"ตระกูลเลี้ยงวัวครับ ไม่ใช่ตระกูลวัว อ้า-เจ้านายจะไปไหนครับ"

นิกรตอบอย่างหน้าตาย

"ไปยิงกับเสือเทียนเล่นแก้กลุ้ม มันใช้ให้ลูกน้องของมันมาขโมยวัวเราไปเชือดกินหลายหนแล้ว เราจำเป็นต้องเก็บเสือเทียนเสีย วัวของเราจะได้อยู่เย็นเป็นสุข"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่หน้าซีดเผือด มองดูนิกรและคณะพรรคสี่สหายด้วยความเป็นห่วงยิ่ง

"โอ้-เจ้านายครับ อย่าไปเลยครับ ที่ดงกระจับมีแต่พรรคพวกของเสือเทียนทั้งนั้น ขืนไปพวกเจ้านานเป็นเท่งทึงแน่ๆ อ้ายเทียนมันยิงปืนแม่นและชักปืนเร็วที่สุดครับ"

นิกรยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้ายและเก๊กหน้าให้เหมือนกับเสือปืนเร็วชั้นดี

"แม่นมากเชียวรึน้องชาย" พูดจบเสือกรก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา ยกขึ้นยิงผีเสื้อตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังบินอยู่เหนือศีรษะเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเล็ง

"ปัง"

ผีเสื้อตัวนั้นร่วงผล็อยลงสู่พื้นดินทันที เจ้าหนุ่มโคบาลร่างใหญ่นัยน์ตาเหลือก เขาเกือบจะคิดว่าเขาฝันไป เขามองดูผีเสื้อสีเหลืองตัวนั้น แล้วมองดูนิกรซึ่งกำลังยกปากกระบอกปืนขึ้นเป่าควันอย่างหน้าตาเฉย

"โอ้โฮ ทำไมคุณยิงแม่นยังงี้ล่ะครับ ในชีวิตผม ผมไม่เคยเห็นมือปืนหรือตีนปืนคนไหนยิงแม่นได้อย่างนี้"

นิกรชักฉิว

"พูดหยาบคายเดี๋ยวถีบตกม้าเลย ตีนปืนมีที่ไหนกันวะ"

"มีซีครับ เพื่อนผมเอง แขนมันด้วนทั้งสองข้างครับ เมื่อเด็กๆ ถูกรถรางทับมือขาดทั้งสองข้าง พอเป็นหนุ่มกลายเป็นมือปืนรับจ้าง แต่มันใช้เท้ายิงปืนครับเจ้านาย ใครๆ ก็เลยเรียกอ้ายเดชว่าตีนปืน"

"แล้วเดี๋ยวนี้เพื่อนแกอยู่ที่ไหน"

"อยู่บ้านที่ลพบุรีครับ"

"เลิกเป็นตีนปืนแล้ว"

"ครับ มันเคราะห์ร้ายถูกรถไฟทับขาขาดอีกสองข้าง ทั้งมือทั้งเท้าเลยด้วนหมด ไปไหนไม่ได้ นั่งอยู่กับบ้านเหมือนตุ๊กตาล้มลุก"

พล พัชราภรณ์ พาคณะพรรคของเขาควบขับม้า เดินทางผ่านทุ่งหญ้าต่อไป ตัดตรงไปยังขุนเขาใหญ่ที่มองแลเห็นอยู่ที่ชายทุ่ง และใกล้เข้ามาตามลำดับ จนกระทั้งมองเห็นต้นไม้ใหญ่น้อยบนภูเขาอย่างถนัดชัดเจน ม้าทั้ง ๖ ตัววิ่งเร็วมากเพราะเป็นม้าแข่งลูกผสมที่คณะพรรคสี่สหายซื้อ

เลหลังมา เนื่องจากมาฝีเท้าเลวลงและขาดความสมบูรณ์ แต่เมื่อถูกส่งมาอยู่ที่ฟาร์มมันได้อาหารดีอากาศดี และมีแฟนพลอดรักกันจู๋จี๋กันบ้าง มันก็สมบูรณ์ขึ้นถึงกับม้าบางคู่ ลักลอบได้เสียกันมีลูกมีเต้าด้วยกัน แต่ผู้จัดการฟาร์มก็ไม่ได้ดุด่าอะไร เนื่องจากเห็นใจม้าเหล่านี้ เขาเองก็

แอบไปยุ่งๆ กับสาวๆ ชาวบ้านป่าเสมอ จนกระทั้งหมู่บ้านของชาวบ้านป่าแห่งหนึ่ง หน้าตาเหมือนกับสมิตมาก แต่สมิตปฏิเสธว่าไม่ใช่ลูกของเขา แม่ของเด็กคนนั้นชอบจ้องมองดูเขาก็เลยมีครรภ์ขึ้นเอง ซึ่งเขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็มาถึงหมู่บ้านหนองกระจับ ที่นี่ไม่มีหนองน้ำและไม่มีกระจับแม้แต่ต้นเดียว แต่เรียกกันมานมนานแล้วว่าหนองกระจับ เช่นเดียวกับบางกระบือที่กรุงเทพฯ หาควายทำยาสักตัวเดียวก็ไม่มี

หมู่บ้านหนองกระจับมีบ้านเล็กเรือนน้อยไม่เกิน ๓๐ หลังคาเรือน สภาพของบ้านเหล่านี้คล้าวกระท่อมขนาดใหญ่ ชาวหนองกระจับทำมาหารับประทานกันตามอัธยาศัย บางคนก็เก็บของป่าขาย บางคนก็เก็บของของตนที่มีอยู่ขาย บ้างก็เก็บของของคนอื่นขาย พลเมืองดีก็มีพลเมือง

เสียก็มี แต่ส่วนมากเป็นพลเมืองเสีย เป็นต้นว่านักโทษในคดีอุกฉกรรจ์หลบหนีมาจากเรือนจำ ด้วยการแหกหรือแหวกคุกเช่นเสือเทียนอาชญากรและฆาตกรโหดในวัย ๔๐ เศษ รูปร่างสูงใหญ่เสียงดังฟังชัดแบบเสียงสเตอรีโอโฟนิค ชอบฆ่าคนเป็นงานอดิเรก สมุนแต่ละคนก็

ล้วนแต่เป็นมือปืน และอาชญากรชั้นดาวร้าย มีเวลาอยู่ในคุกมากกว่านอกคุก พวกนี้มักจะมีธุระไปติดตะรางบ่อยๆ แต่บัดนี้มาชุมนุมกันอยู่ที่เชิงเขาใหญ่หมู่บ้านหนองกระจับ มั่วสุมเล่นการพนันกัน ถ้ามีโอกาสเสือเทียนก็พาพรรคพวกไปปล้นตามหมู่บ้านใกล้เคียง ในป่านี้ไม่มี

ตำรวจ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ หรือกำนันผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มี ถ้ามีคดีฆ่ากันตายเกิดขึ้นกว่าเจ้าหน้าที่จะมาชันสูตรพลิกศพ ศพก็ขึ้นอึ้ดทึ้ดแล้ว พนักงานสอบสวนกลัวผีแลเห็นศพเข้าก็เปิดแน่บ แล้วลงรายงานว่าชันสูตรศพแล้ว ด้วยเหตุนี้เสือเทียนจึงเป็นผู้ใหญ่ยิ่ง เป็นเจ้าพ่อเขาใหญ่

ไม่ชอบใจใครก็ยิงฟันเอาด้วยการใช้อำนาจเป็นธรรม

ม้าทั้ง ๖ ตัววิ่งสะบัดย่างผ่านถนนดินหรือทางเกวียนแคบๆ ตรงเข้ามาในเขตหมู่บ้านแล้ว สภาพของหมู่บ้านนี้ก็คล้ายๆ กับหมู่บ้านในหนังเคาบอย มีโรงแรมร้านเหล้า ร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ ร้านตัดผม โรงช่างเหล็ก แต่ไม่มีโบสถ์ หรือที่ว่าการอำเภอ ตลอดจนธนาคาร

คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูป้ายแผ่นหนึ่ง ซึ่งปักไว้ริมถนนหน้าหมู่บ้านมีข้อความว่า

ชาวหนองกระจับยินดีต้อนรับท่าน

แต่ตายไม่รับรอง

พล พัชราภรณ์ซึ่งอยู่ในเครื่องแบบเคาบอยชุดสีดำ และมีบุคลิกคล้ายกับเสือปืนเร็วที่น่าเกรงขาม ขับม้านำหน้าพรรคพวกของเขาตรงมาหยุดที่หน้าโรงเหล้า และร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า

เขาใหญ่โภชนา

ทุกคนต่างก้าวลงจากหลังม้าคู่ขาและผูกม้าไว้ยังที่ผูกม้าหน้าร้านเหล้านี้ เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมคนหนึ่งเดินเข้ามากล่าวถามเสียหงวนด้วยสำนวนไทยเดิม

"เฮ้ย มึงจะจ้างกูดูม้าให้พวกมึงไหมล่ะ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แกพูดให้น่าฟังกว่านี้สักหน่อยได้ไหมอ้ายน้องชาย"

"ไม่ได้ เสียศักดิ์ศรีนักเลง กูไม่เคยพูดกับใครเพราะๆ "

กิมหงวนดึงธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาจากกระเป๋าเสื้อหนึ่งฉบับแล้วชูอวด

"ถ้าแกใช้กิริยาวาจาอย่างที่สุภาพชนเขาพูดกัน กันจะให้เงินแกไว้ดูเล่นสักร้อยบาท"

เจ้าหมอนั่นนัยน์ตาลุก เขาก็เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายที่เห็นเงินแล้วตาโต เพราะเงินมันเป็นแก้วสารพัดนึก เจ้าเอี่ยมหนุ่มหน้าปลาจวดเปลี่ยนท่าทีเป็นคนละคน เขาถอดหมวกฟางเก่าๆ ออกแล้วประนมมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อม

"กระผมขอฝากตัวเป็นเด็กของเจ้านายสักคนนะครับ กระผมยินดีบริการม้าของท่านทั้งหกตัว หาหญ้าหาข้าวหาน้ำให้มันกิน กระผมหวังอย่างยิ่งว่าเจ้านายคงกรุณาให้กระผมได้มีโอกาสรับใช้ท่านสักครั้ง กระผมชื่อเอี่ยมครับ เอี่ยม ไอยราครับผม"

เสี่ยหงวนส่งเงินร้อยบาทให้

"เอ้า เอาไป คำว่ามึงกูน่ะเขาพูดกันในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เดี๋ยวนี้เขาเลิกแล้ว แกพูดเพราะๆ ก็ได้นี่นา"

"ครับผม เจ้านายพาพรรคพวกมาที่นี่ทำไมครับ"

นิกรตอบแทนอาเสี่ย

"มาท้ายิงกับเสือเทียน เราเสือปืนเร็วทั้ง ๖ คน ต้องการพิสูจน์ความจริงว่าเสือเทียนกับพวกเราใครจะแน่กว่ากัน"

เจ้าเอี่ยมมองดูหน้านิการอย่างเศร้าใจยิ่ง

"เจ้านายครับ..." เอี่ยมพูดเสียงเครือ "ถ้าจะยิงกับพี่เทียนละก้อ กลับไปสั่งเสียลูกเมียของคุณให้เรียบร้อยก่อนเถอะครับ โอ้โฮ...พี่เทียนน่ะแกยอดมือปืนจริงๆ ครับ ใครยิงกับแกเด้งทุกราย มีเสือปืนเร็วมาจากท้องถิ่นต่างๆ หลายคนแล้วเพื่อมาลองดีกับพี่เทียน แต่แล้วพี่เทียนก็ต้อง

เสียงเงินจ้างสัปเหร่อฝังศพมือปืนต่างถิ่น"

นิกรชักเสียขวัญ จึงหันมาพยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขา

"ถ้ายังงั้นกลับไร่เราดีกว่า เรื่องวัวของเราเสือเทียนมันก็เอามาเชือดกินแล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรสักนิด ที่เราจะต้องมาแก้แค้นแทนวัวของเรา"

พลทำตาเขียวกับนิกร

"แกรักตัวกลัวตายก็กลับไปเถอะอ้ายกร สำหรับกันไม่กลับแน่ กันจะเจรจากับเสือเทียนอย่างสันติวิธี ขอร้องไม่ให้เขาบุกรุกเข้าไปขโมยวัวในเขตฟาร์มของเรา ถ้าพูดกันโดยดีไม่ยอมเชื่อฟังก็ยิงกัน" แล้วพลก็กล่าวถามเจ้าเอี่ยม ซึ่งมีอาชีพด้วยการรีดและไถ แต่มีวิธีการครึ่งไถครึ่ง

ขอทาน "เฮ้-น้องชาย ช่วยบอกกันหน่อยเถอะเพื่อน เราจะพบกับเสือเทียนได้ที่ไหน"

"ในร้านเหล้านี่แหละครับ พี่เทียนกำลังนั่งคุยกับสมุนของเขา"

"ดีแล้ว ขอบใจมากเอี่ยม"

พลก้าวขึ้นบันไดเดินเข้าไปในร้าน 'เขาใหญ่โภชนา' ทุกคนรีบติดตามพลเข้าไป เมื่อคณะพรรคสี่สหายปรากฏตัวขึ้น เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็เงียบกริบลงทันที สายตาของพวกอันธพาลไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ซึ่งนั่งเรียงรายอยู่ตามโต๊ะอาหารและล้วนแต่เป็นสมุนของเสือเทียน ต่างมองดู

คณะพรรคสี่สหายเป็นตาเดียว อาเสี่ยกิมหงวนทำปากเบี้ยวเดินตรงไปที่เคาเต้อรแล้วหมุนตัวกลับ กระชากปืนพกทั้งสองกระบอกออกมาจ้องในท่าทางขึงขัง แทนที่พวกอันธพาลหนองกระจับจะสะดุ้งสะเทือนหรือเกรงกลัว ต่างหัวเราะงอหายไปตามกัน เว้นแต่เสือเทียนคนเดียวที่

เพียงแต่ยิ้มไม่ยอมหัวเราะ เขาเป็นชายกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมไว้หนวดเครารุงรัง แต่งกายแบบเคาบอยชุดสีดำแบบเดียวกับพล คาดเข็มขัดกระสุนปืนพกแบบมือปืน พกปืนสองกระบอก เสื้อกางเกงของเขายับยู่ยี่และเหม็นสาบ ที่ไหล่ซ้ายมีรอยปะและเย็บไว้

เสี่ยหงวนจ้องปืนพก และค่อยๆ หมุนตัวไปรอบๆ แล้วร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ใครต้องการดวลปืนเรียงหน้าเข้ามา เสี่ยหงวนเสือปืนเร็วมาแล้วโว้ย อยากเจอมือปืนที่นี่ ไม่มีใครสู้เรอะ ฮี่โธ่...นึกว่าจะแน่"

ใครคนหนึ่งบอกกับเพื่อนร่วมโต๊ะของเขา

"อ้ายหมอนี่ไม่สบายแน่ ถ้าท้องไม่ผูก น็อตในตัวก็คงหลวมไปหลายตัว อยู่ดีๆ มาท้าพวกเรายิง มันก็คนบ้าไม่ใช่คนดี"

เสือหงวนรีบเก็บปืนพกยัดใส่ซองปืน แล้วเดินเข้าไปหาคณะพรรคของเขา ซึ่งพากันไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง คนรับใช้ในวัยสูงอายุคนหนึ่ง ปราดเข้ามาหา

"ต้องการอะไรบ้างครับ มือปืน"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"เอาเหล้ามากิน อาหารกลางวันมื้อนี้มีอะไรบ้าง"

"มีข้าวเหนียว ลาบ และไก่ย่างเท่านั้นแหละครับ"

"อาหารฝรั่งเป็นชุดไม่มีหรือ"

คนรับใช้ทำหน้าชอบกล

"ถ้าคุณจะกิน ผมก็พอจะหาให้คุณกินได้ มีสเต๊กเนื้อช้าง สตูลิ้นหมา แล้วก็ซุปงูหลาม จักจั่นทอดกรอบ..."

อาเสี่ยโบกมือห้าม

"พอแล้ว เพียงแต่แกบรรยายให้ฟัง ฉันก็จะอ้วกแตกอยู่แล้ว ไปเอาเหล้าและลาบกับไก่ย่างมา"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กาแฟมีไหม"

"มีครับ"

"ออไร๋ ขอกาแฟร้อนให้ฉันหนึ่งแก้ว"

"ครับ เอาน้ำหรือเอาแห้ง"

นายพลดิเรกอ้าปากหวอ

"กาแฟนะโว้ย"

"ก็กาแฟน่ะซีครับ กาแฟที่นี่มีทั้งน้ำและแห้ง อย่างแห้งใส่ถั่วงอก ใส่เต้าหู้ ถั่วลิสง น้ำตาล น้ำปลา บีบมะนาวนิดหน่อย อย่างน้ำใส่หมูบะช่อ ผักชีใบหอม และพริกดองครับ ลองดูสักจานคุณจะติดใจ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำตาปริบๆ

"คนที่นี่เขากินกาแฟกันแบบนี้หรือ"

"ครับ อ้ายที่ใส่ถุงชงใส่นม ใส่น้ำตาล เขาเลิกกันมานานแล้ว นัเลงกาแฟต้องกินกาแฟน้ำหรือกาแฟแห้งแบบนี้"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น

"ถ้ายังงั้นลองเอากาแฟแห้งมาให้กินสักจานนะ" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณพ่อลองดูสักจานไหมล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ไม่ละโว้ย สงสัยว่ากินเข้าไปแล้วมีหวังเป็นอหิวาต์ แกกินเถอะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันเอาด้วยโว้ยหมอ" แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูคนรับใช้ เจ้าของร่างผอมกะหร่องหน้าตาเหมือนผีดิบคืนชีพ "พี่ชาย ขอกาแฟต้มยำสักจานนะ เอาถั่วงอกมากๆ แล้วก็ขอตับกับไส้อ่อนมากๆ "

คนรับใช้รับคำสั่ง พอเขาจะเดินกลับไป พลก็คว้าข้อมือไว้แล้วกล่าวถาม

"ขอโทษพี่ชาย ช่วยบอกกันหน่อยเถอะว่า เสีอเทียนน่ะคนไหน กันมีธุระอยากจะพบกับเขา"

"พี่เทียนหรือครับ โน่นครับ นั่งอยู่โต๊ะริมสุดทางซ้ายมือนั่น คนที่แต่งชุดดำหน้าทะลุ่มๆ ไว้หนวดไว้เครานั่นแหละครับ"

พลยิ้มให้คนรับใช้

"ขอบใจนะพี่ชาย" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา "กันจะไปพบกับเสือเทียน และเจรจากับเขาในเรื่องวัวของเรา แต่กันจะพูดกับเขาอย่างดีที่สุด"

นิกรว่า "ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องพูดอะไรกันนี่หว่า ให้กันไปท้ายิงกับเสือเทียนตัวต่อตัวก็หมดเรื่อง"

"เออ จริงโว้ย ดีเหมือนกัน ไปซีอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ แล้วพูดยานคาง

"พูดเล่น แกดูหน้าเสือเทียนซิ หน้ามันยังกะหมาบูลด็อก กันยิงกับมัน กันก็ม่องเท่งเท่านั้น แกเถอะ พูดกับมันดีๆ นะ อย่าให้มีเรื่อง พวกเรามันล้วนแต่มือปืนจำเป็น ท่าดีแต่ทีเหลว แฮ่ะ แฮ่ะ"

พลอดหัวเราะไม่ได้ เขาพาตัวเดินผ่านโต๊ะอาหารหลายต่อหลายโต๊ะ ตรงเข้าไปหาเจ้าถิ่นเขาใหญ่ ซึ่งกำลังจ้องมองดูพลอ้ายเสือรูปหล่อของเรา ส่วนสมุนของเสือเทียนทั้งสองคน อยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของลูกพี่

พลหยุดยืนเผชิญหน้าเสือเทียนในระยะใกล้ชิด แล้วยิ้มให้ดาวร้าย

"สวัสดีเพื่อน กันชื่อพล พัชราภรณ์ เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของฟาร์มสี่สหาย"

เสือเทียนยิ้มแค่นๆ

"สวัสดีครับ ยินดีครับที่ได้รู้จักกับคุณ ผมทราบข่าวจากเด็กของผมแล้วว่า พวกคุณมาจากกรุงเทพฯ เมื่อบ่ายวานนี้ และเมื่อเมื่อคืนนี้ พวกคุณได้จับเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ได้ในฟาร์มของคุณ ผมชื่อเทียนครับ"

พลถือวิสาสะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเสือเทียน

"กันและพรรคพวกเราตั้งใจมาพบแก เพื่อขอร้องแกในบางสิ่งบางอย่าง"

"เรื่องอะไรครับ" เสือเทียนถามและแสยะยิ้ม

"เรื่องที่แกใช้ให้สมุนของแกไปขโมยวัวของเรามาฆ่ากิน กันขอร้องแก ขออย่าได้ทำเช่นนั้นอีก แกควรจะเห็นใจพวกเราบ้าง"

เสือเทียนเริ่มรวนทันที

"ผมเสียใจคุณพล ผมช่วยอะไรไม่ได้ วัวที่ผมเอามาเชือดแบ่งกันกิน เราจับได้นอกเขตฟาร์มของคุณ"

"แต่แกย่อมรู้ดีแล้วว่า มันเป็นวัวของฟาร์มเรา"

"ผมไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องสอบสวนว่าเป็นวัวของใคร เมื่อเด็กของผมพบมันในป่า หรือตามละเมาะ มันก็จับเอามาเชือดแบ่งกันกิน ถ้าคุณไม่อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ก็ให้คนของคุณระมัดระวังวัวของคุณไว้ให้ดี อย่าให้ออกมาเพ่นพ่านนอกเขตฟาร์มซีคุณ ผมมันเสือ

เห็นวัวก็อยากกินเป็นของธรรมดา"

พลยิ้มเล็กน้อย

"พูดยังงี้ เราก็เป็นมิตรกันไม่ได้"

"ผมไม่สนใจครับ เรื่องเล็ก คุณจะเป็นมิตรกับผมก็ได้ หรือจะเป็นศัตรูกับผมก็ได้เหมือนกัน"

"แต่เราน่าจะเป็นมิตรกันมากกว่าเป็นศัตรูกันนะเทียน เราก็เปรียบเหมือนเพื่อนบ้านกัน แกขาดเหลืออะไรก็ไปเอาที่ฟาร์มกันได้ หยูกยาหรือเสบียงอาหาร...กันจะสั่งผู้จัดการฟาร์มให้เขาจ่ายให้แก"

"โธ่...คุณก้อ...ผมเอาวัวมาเชือดกินนานๆ สักตัว จะเป็นไรไปนะครับ เท่าที่ผมทราบ พวกคุณก็ล้วนแต่เป็นเศรษฐี วัวตัวหนึ่งคุณไม่รู้สึกอะไรหรอกครับ"

"ใช่ ราคาของวัวไม่สำคัญ แต่การกระทำของแกมันทำให้กันและเพื่อนๆ รู้สึกว่าแกข่มเหงเราด้วยวิธีใช้อำนาจเป็นธรรม"

"แล้วจะเอายังไงกับผม" เสือเทียนพูดสรุปเพื่อจะเอาเรื่อง

"ก็ขอร้องแกน่ะซี ขอร้องแกไม่ให้ไปขโมยวัวของเราอีก"

เสือเทียนหัวเราะก้าก

"ถ้าผมไม่ปฏิบัติตามคำขอร้องของคุณ จะมีอะไรเกิดขึ้น"

พลยิ้มอย่างใจเย็น

"ก็ยิงกันซีเพื่อน"

เสือเทียนเลิกคิ้ว

"คุณท้าดวลปืน โอ้โฮ... ใจคุณเด็ดมาก อย่างนี้เรียกว่าลูกผู้ชายครับ แต่คุณรู้จักผมน้อยเกินไป คุณกลับไปนั่งกินเหล้ากับพรรคพวกของคุณ และลองสัมภาษณ์กับคนที่นี่สักคนเถอะครับ ว่าเสือเทียนน่ะชักปืนไว และยิงได้แม่นยำเพียงใด คุณเป็นเศรษฐี เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่มือปืน

หรืออาชญากรอย่างผม ผมไม่อยากฆ่าคุณหรอกครับ แต่ถ้าคุณเป็นคนดะดับเดียวกับผม ผมยิงคุณดับไปแล้ว ให้ดิ้นตาย"

พลพยักหน้าช้าๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"อย่างไรก็ตาม กันไม่กลัวแกหรอกเสือเทียน กันตั้งใจมาจากฟาร์มแล้วว่า ถ้ากันมาพูดขอร้องแกไม่สำเร็จ กันจะต้องยิงกับแกตัวต่อตัว กันรู้ดีว่าแกเป็นเสือปืนเร็วที่น่าเกรงขามมาก แต่กันก็พร้อมแล้วที่จะดวลปืนกับแก เรื่องตายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกอะไร เพราะคนเราเกิดมาแล้ว

ก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ลุกขึ้นซีเสือเทียน ให้เกียรติกันหน่อยเถอะเพื่อน ออกไปยิงกับกันหน้าโรเหล้า คนอื่นจะได้ไม่ต้องรับเคราะห์จากกระสุนปืนของเรา"

เสือเทียนนั่งนิ่งเฉย เขาจ้องมองดูนายพัชราภรณ์ด้วยความประหลาดใจยิ่ง นึกไม่ถึงว่าพลจะกล้าท้าดวลปืนกับเขา ในที่สุดเสือเทียนก็ลุกขึ้น แล้วยิ้มให้พล

"ผมขอชมน้ำใจของคุณครับคุณพล คุณแน่จริงๆ คุณอาจจะเป็นเสือซ่อนเล็บมีฝีมือยิงปืนดีกว่าผมก็ได้"

"เปล่า กันไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอกเพื่อน ก็พอยิงปืนเป็นเท่านั้น แต่ก็คิดว่า ถ้าโชคเข้าข้างกัน กันก็อาจจะชนะแกได้"

"ถ้ายังงั้นตกลงครับ" พูดจบเสือเทียนก็ร้องประกาศลั่น "เฮ้ย... เจ้าของฟาร์มท้ากูดวลปืนตัวต่อตัวโว้ย ใครอยากดูออกไปข้างนอก"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที บรรดาสมุนของเสือเทียนต่างผุดลุกขึ้น และวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด พล พัชราภรณ์ ในบทบาทของเสือปืนเร็ว เดินนำหน้าพาเสือเทียนออกไปจากร้าน 'เขาใหญ่โภชนา' โดยไม่สนใจกับคณะพรรคของเขา ซึ่งทุกคนล้วนแต่เป็นห่วงพลอย่างยิ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนิกร กิมหงวน และศาสตราจารย์ดิเรกอย่างระล่ำละลัก

"ไปโว้ยพวกเรา ออกไปให้กำลังใจอ้ายพลมัน สงสัยว่าอ้ายพลเป็นรองเสือเทียนแน่ สมมุติว่าอ้ายพลเพลี่ยงพล้ำถูกยิงตาย เราจะทำอย่างไรกัน"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ก็ช่วยกันขุดหลุมฝังน่ะซีครับ จะยากอะไร"

เจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก

"พูดภาษาส้นมือ"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างรีบลุกขึ้น พากันออกไปจากร้านเหล้าอย่างรีบร้อน ปะปนกับพวกสมุนของเสือเทียน ซึ่งต่างก็กระหายที่จะชมการดวลปืนระหว่างเจ้าถิ่น กับเสือปืนเร็วเจ้าของฟาร์มผู้มาจากกรุงเทพฯ

เสือเทียนกับพลยืนเด่นอยู่บนถนน และกำลังตกลงกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"คุณบอกผมมาเถอะครับ จะเอาเงื่อนไขยังไงได้ทั้งนั้น มือปืนอย่างผมไม่เคยเอารัดเอาเปรียบคู่ต่อสู้ และการต่อสู้กันอย่างซึ่งๆ หน้าแบบลูกผู้ชายอย่างนี้ผมชอบมาก โดยเฉพาะผมรักน้ำใจคุณเหลือเกิน คุณกำลังจะดวลปืนกับผม แต่คุณไม่ได้ตื่นเต้นแม้แต่น้อย"

พลหัวเราะเบาๆ

"ก็เพราะกันปลงตกแล้ว กันพลาดกันก็ไปเมืองผี ไม่มีเงื่อนไขอะไรหรอกแกเดินไปยืนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่โน่น และกันจะไปยืนที่ข้างเกวียนเล่มนั้น ต่อจากนั้นเราก็จะเดินเข้ามาหากัน จนเข้าระยะแม่นยำ ใครจะยิงใครก่อนเกี่ยวกับความว่องไวและโชคของคนนั้น เข้าใจดีแล้วนะ"

"ครับ เข้าใจดีแล้ว"

ต่างคนต่างผละจากกัน เสียง ดร.ดิเรกตะโกนลั่น

"เฮ้-ระวังให้ดีพล พยายามยิงให้ถูกหัวใจเสือเทียน อย่าไปยิงหน้าแข้งหรือที่อื่น"

เจ้าแห้วร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"รับประทานใจเย็นๆ ครับ"

ความเงียบเกิดขึ้นแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับบรรดาสมุนของเสือเทียน และพวกชาวบ้านหนองกระจับซึ่งยืนจับกลุ่มมองดูการดวลปืน ต่างยืนนิ่งเฉยมี่ใครปริปากพูดอะไรเลย ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกันเมื่อมือปืนทั้งสองเดินไปถึงจุดหมาย เสือเทียนยืนอยู่ข้างต้นกระแบบใหญ่

และพลยืนอยู่ข้างเกวียนเล่มหนึ่ง ทั้งสองอยู่ห่างกัน ๕๐ เมตรซึ่งเป็นระยะที่ขาดความแม่นยำสำหรับปืนพก

เมื่อพลย่างเท้าก้าวเดิน เสือเทียนก็ออกเดินบ้าง ต่างฝ่ายต่างเดินเข้ามาหากันและใกล้จะถึงตัวกันทุกวินาที ระยะ ๕๐ เมตรร่นเข้ามาเป็น ๔๐ เมตร ๓๐ เมตร ๒๐ เมตร จนกระทั่ง ๑๐ เมตร

แล้วสองเสือก็หยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะนี้ ต่างฝ่ายต่างจ้องมองดูหน้ากัน และแล้วต่างก็เอื้อมมือขวากุมด้ามปืนพกในเวลาเดียวกัน กระชากออกมาจากซองปืน

"ปัง"

กระสุนรีวอลเว่อรของพลระเบิดขึ้นก่อน เสือเทียนสะดุ้งเฮือกสุดตัว ปล่อยปืนพกหลุดจากมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศ ร่างอันสูงใหญ่ของเจ้าพ่อเขาใหญ่ยืนโงนเงนอยู่สักครู่ก็ล้มฮวบลงสิ้นใจตาย

เสียงไชโยโห่ร้องของคณะพรรคสี่สหายดังขึ้นทันที นิกร, เสี่ยหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันวิ่งเข้ามาหาพลด้วยความปิติยินดีเหลือที่จะกล่าว ทุกคนแย่งกันจับมือกับพล ส่วนสมุนของเสือเทียน และพวกชาวบ้านหนองกระจับเงียบกริบไปตามกัน ไม่มีใคร

คาดหมายว่าเสือเทียนจะต้องปราชัยมือปืนหน้าใหม่คนนี้

พลเก็บปืนพกไว้ในซองปืนแล้วเดินเข้าไปหาสมุนของเสือเทียน ทุกคนต่างถอยกรูด และรู้สึกเกรงกลัวอ้ายเสือรูปหล่อ พลยิ้มให้อาชญากรเหล่านี้แล้วกล่าวว่า

"กันเสียใจที่กันจำเป็นต้องฆ่าลูกพี่ของแก แต่ว่าเราก็ได้ต่อสู้กันอย่างลูกผู้ชายแล้ว ขอให้ช่วยกันจัดการกับศพเสือเทียนเถอะ และจำไว้ด้วยว่า มือปืนทั้งหลายนั้นมีชีวิตอยู่เพื่อรอให้มือปืนที่มีฝีมือเหนือกว่ามาฆ่าเขา เช่นเดียวกับนักมวยแชมเปี้ยนโลกที่ครองตำแหน่งแชมเปี้ยน

เพื่อรอการปราชัย กันไม่ใช่มือปืนหรือดาวร้ายหรอกพื่อน กันเป็นนักธุรกิจ และเป็นพลเมืองดี กันตั้งใจเจรจากับเสือเทียนด้วยสันติวิธี แต่เมื่อเขาไม่ยอมเป็นมิตรไมตรีต่อกัน เราก็ต้องดวลปืนกัน" พูดจบพลก็มองดูหน้าคนรับใช้ที่เสิฟโต๊ะเขา "มาเอาเงินซีพี่ชาย โต๊ะของกันค่า

เหล้าค่าอาหารเท่าไร"

ชายผู้นั้นยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ไม่ต้องครับ กินฟรีครับ เจ้าของร้านเขากระซิบสั่งผมเมื่อตอนที่คุณเดินเข้ามาพวกเราว่า ให้พวกคุณกินฟรีครับ"

"ขอบใจมาก ถ้าเช่นนั้นกันลาก่อนละนะ สวัสดีทุกๆ คน กันขอบอกกล่าวไว้ด้วยว่า ถ้าใครขโมยวัวของเราที่ฟาร์มอีก คนนั้นจะถูกยิงทิ้ง แต่ผู้จัดการฟาร์มยินดีจะให้ความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือพวกแกทุกๆ คน ใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ถ้าต้องการหยูกยาหรืออาหารก็ไปหาเถอะเพื่อน"

พลหมุนตัวกลับเดินเข้ามาหาคณะพรรคของเขา ท่าทางของพลราวกับเสือปืนเร็วที่น่าเกรงขาม เขายิ้มให้เพื่อนเกลอของเขาแล้วกล่าวว่า

"ไปโว้ยพวกเรา กลับไปไร่เราเถอะ หมดเรื่องของเราแล้ว เราได้ปราบทั้งเสือจริงๆ และเสือคนราบคาบไปแล้ว พรุ่งนี้พวกเราเดินทางกลับบ้านได้"

ท่ามกลางเสียงพึมพำของพวกดาวร้าย และชาวบ้านหนองกระจับ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ตรงมาที่ม้าเทศลูกผสมทั้ง ๖ ตัว ซึ่งเจ้าหนุ่มผอมกระหร่องยืนเฝ้าอยู่ ทุกคนต่างแก้สายบังเหียนที่ผูกไว้กับเสาผูกม้าออก แล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน ต่อจาก

นั้นม้าทั้ง ๖ ตัวก็วิ่งสะบัดย่าง พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางกลับฟาร์ม

อวสาน