พล นิกร กิมหงวน 007 : ล่าผี

ขณะที่ ๔ สหายของเราพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักร้อนร่ำสุรากันอยู่ในเรือนต้นไม้ ในตอนบ่ายวันนั้น รถยนต์เก๋งสีองุ่นคันหนึ่งก็คลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างอ้อยอิ่งและสง่าผ่าเผย

เจ้าแห้วทำหน้าที่คนขับนั่งอยู่ตอนหน้ารถตามลำพัง สวมเชิ้ตแขนยาวสีฟ้า ผูกเน็คไทตาหมากรุกดำแดง หวีผมแปร้ สวมแว่นตาแม็คอาเธ่อร ท่าทางราวกับลูกชายท่านเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่คนหนึ่ง

"แวนการ์ด" ใหม่เอี่ยม คลานมาตามถนนโรยกรวด และหยุดนิ่งที่หน้าเรือนต้นไม้ เจ้าแห้วหรือนายศักดิ์แห้ว โหระพากุล ถือกระเป๋าเอกสารหนังจรเข้เปิดประตูก้าวลงมาจากรถ มองเข้าไปในเรือนต้นไม้ แล้วยิ้มให้เจ้านายของเขา

เพราะเจ้าแห้วแต่งตัวโก้หร่านผิดปกติ มิหนำซ้ำสวมแวนตาแม็คอาเธ่อร เสี่ยหงวนแลเห็นเข้าก็ไม่ทันพิจารณา นึกว่าเป็นแขกมาหาท่านเจ้าคุณหรือคุณหญิงประสิทธิ์ฯ อาเสี่ยจึงรีบลุกขึ้นยืนและพูดกับเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"เชิญครับ คุณต้องการพบใครครับ"

เจ้าแห้วสะดุ้งแล้วหัวเราะ ดึงแว่นตาแม็คอาเธ่อรออก

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมครับไม่ใช่ใครอื่น"

ทุกคนหันขวับมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก เมื่อเจ้าแห้วเดินเข้ามาในเรือนต้นไม้

"อ้ายแห้ว" อาเสี่ยอุทานออกมาดังๆ "นี่มึงหรือ"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานก็ผมน่ะซีครับ"

ดร. ดิเรกหัวเราะงอหาย

"มายก๊อด วันนี้พระสังข์ถอดเงาะโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งชอบใจ หน็อยแน่ไม่เลวเลยอ้ายแห้ว เดาะกางเกงช๊ากสกินแบ็มบูซะด้วย"

พลมองดูคนใช้แก่นแก้วของเขาอย่างปลงอนิจจัง

"เสือกไปเอารถใครเขามาขี่ล่ะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานถามเสียใหม่ครับ รับประทานควรถามว่าซื้อมาเท่าไรดีกว่า"

พลหัวเราะหึๆ

"เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง หน้าอย่างแกจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อรถยนต์วะ"

เจ้าแห้วหันมายักคิ้วกับนิกร ซึ่งนั่งยกศอกยันคางมองดูเจ้าแห้ว อย่างสนใจแกมสังเวชใจ

"รับประทานฟังซีครับ เป็นชายรับประทานหมิ่นชาย"

กระดิ่งทองถอนหายใจหนักๆ เลื่อนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งออกมา

"เชิญนั่งครับ คุณศักดิ์แห้ว นั่งๆๆ อย่านั่งบนพื้นเลย กางเกงช๊ากสกินจะเปื้อนฝุ่นละออง มึงน่ะแต่งตัวโก้กว่าพวกข้าแล้วจะบอกให้ อีกหน่อยมึงก็คงมีเงินสามารถซื้อตึกหลังใหญ่นี้ได้"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ ๔ สหาย แล้วนั่งลงบนเก้าอี้เหล็ก สำรวมกิริยามารยาทให้เรียบร้อย

"รับประทานขออภัยครับ วันนี้รับประทานผมโก้ไปหน่อย แต่ก็จำเป็นจริงๆ ครับ รับประทานกลัวถูกพวกคุณเตะเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ มองดูเจ้าแห้วจากศีรษะตลอดปลายเท้า

"แกไปไหนมาวะ หายไปตั้งแต่สาย คุณหญิงท่านบอกว่าแกลาไปธุระส่วนตัว"

เจ้าแห้วยิ้มอย่างพากภูมิ ผายมือไปที่รถ "แวนการ์ด" เก๋งสีองุ่นซึ่งจอดอยู่หน้าเรือนต้นไม้

"รับระทานกระผมไปที่อู่ครับ"

"อู่ไหน" เจ้าคุณถาม

"รับประทานอู่ขายรถยนต์คันนี้น่ะซีครับ"

พลยกเท้าเตะหน้าแข้งเจ้าแห้วดังโป๊ก

"อย่าทะลึ่งให้มากนักอ้ายแห้ว เจ้าคุณอาไม่ใช่เพื่อนเล่นของมึง"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วแกควรจะรู้ด้วยว่า คนหัวล้านน่ะใจน้อยพูดไม่ถูกหู ท่านจะเตะปากเอ็งง่ายๆ จะว่าข้าไม่บอก"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น ค่อยๆ หันหน้ามองดูเสี่ยหงวน แล้วเค้นหัวเราะ

"ฮึ เดี๋ยวฉันก็จะเตะแกเข้าให้เท่านั้นเอง วันหนึ่งๆ ถ้าไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับกระบาลของฉันละก้อ เห็นจะลงแดงตายแน่"

กิมหงวนยักคิ้ว

"ครับ ได้พูดเสียหน่อยแล้วสบายใจ"

พลจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งยิ้มกริ่มมองดูรถเก๋งคันใหม่เอี่ยมอย่างพากภูมิ เขาเข้าใจว่าเจ้าแห้งคงจะขอยืมใครคนหนึ่งแถวนี้เอามาขับเล่น เพราะเพื่อนบ้านของพลที่มีรถยนต์ เคยวานให้เจ้าแห้วช่วยแก้รถให้ หรือวานให้เอารถลองมาขับดู

"อ้ายแห้ว รถใครวะ ของคุณกฤชซื้อใหม่ใช่ไหม"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"โธ่-รับประทานเชื่อเถอะครับ รถคันนี้ของผมเอง รับประทานให้ดิ้นตายซีครับ นี่-นี่ รับประทานทะเบียนรถอยู่นี่" แล้วเจ้าแห้วก็เปิดกระเป๋าเอกสารหนังจรเข้หยิบสมุดทะเบียนรถยนต์ออกมาวางบนโต๊ะ "รับประทานนี่ไงครับ"

ดร. ดิเรกทำหน้าฉงน มองดูเจ้าแห้วด้วยความแปลกใจอย่างล้นเหลือ คว้าสมุดทะเบียนรถเปิดออก แลเห็นชื่อเจ้าของคือบริษัทที่ขายรถคันนี้ ดิเรกหัวเราะก้าก

"อ้ายเปรต รถนี่ของแกเมื่อไหร่ ชื่อบริษัทเป็นเจ้าของรถ"

"อ้าว" เจ้าแห้วอุทาน "รับประทาน ก็ผมซื้ออินสตอลเม๊นท์นี่ครับ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้มและพยักหน้า

"ออไรน์ แล้วยูวางเงินสดให้เขาเท่าไร"

"รับประทาน ๒๕,๐๐๐ ครับ"

เหมือนกับได้ฟังเรื่องชวนหัวที่น่าขบขัน ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นิกรกล่าวกับพ่อตาของเขา

"เชื่อผมเถอะคุณพ่อ อ้ายแห้วไปเสียแล้ว อากาศร้อนอย่างนี้เวลาจะไปจะไม่รู้สึกตัว อีกหน่อยอ้ายแห้วมันก็ต้องไปอยู่กับตาใยที่ตลาดบางลำพูหรอกครับ เดินด่าคนเล่นตลอดทั้งวัน"

เจ้าแห้วทำหน้าจะร้องไห้

"รับประทานนี่ไม่มีใครเชื่อหรือครับว่า รับประทานคนอย่างอ้ายแห้วมีเงินพอที่จะซื้อรถยนต์ขี่ได้ รับประทานผมยอมให้กระทืบแบนเลย ให้พระแก้วพระกาฬหักคอผมซีครับ รับประทานของผมจริงๆ โธ่-เดี๋ยวร้องไห้เลย"

จากคำพูดและสีหน้าอันขึงขังของเจ้าแห้ว ทำให้ ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักเลื่อมใส แต่ก็แปลกใจอย่างที่สุด

"เอ็งเอาเงินสดมาจากไหนวะตั้ง ๒๕,๐๐๐ บาท แล้วต่อไปเมื่อครบเดือน เอ็งจะเอาเงินที่ไหนให้อู่เขา"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทานเงินของผมที่เก็บหอมรอมริบไว้นะซีครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"เงินเดือนแกเท่าไรวะ ๓๐๐ บาทเท่านั้น ให้แกเก็บไว้จนหนวดหงอก ก็ซื้อรถยนต์ขี่ไม่ได้"

เจ้าแห้วค้อนขวับ

"รับประทานถ้ายังงั้นพวกข้าราชการ ที่เงินเดือนไม่เท่าไร รับประทานทำไมถึงขี่รถเก๋งได้ล่ะครับ"

"หน็อยแน่" กิมหงวนหัวเราะ "แกจะเอาอย่างเขาได้เรอะ นั่นเขามีทางคอรัปชั่นนี้หว่า ถ้าเขาคอรัปชั่นไม่ได้ ต่อให้เป็นข้าราชการชั้นเอก จ้างก็ไม่มีเงินพอที่จะซื้อรถยนต์ เพราะรายจ่ายในบ้านก็แทบจะไม่พอแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมก็มีทางขอรับประทานเหมือนกันนี่ครับ เจ้าแห้วพูดเสียงอ่อยๆ

"รับประทานพวกคุณใช้ให้ไปซื้ออะไร ผมก็ทำเป็นลืมทอนบ้าง ซื้อถูกบอกว่าแพงบ้าง เวลาอาเสี่ยเมารับประทานเคยควักเงินให้ผมเป็นขยุ้มๆ บ้าง บางที่ตั้ง ๒,๐๐๐ ก็เคย รับประทานผมก็เก็บหอมรอมริบไว้พอได้ ๒๕,๐๐๐ บาท ก็รีบไปซื้อรถยนต์คันนี้มาโดยวิธีผ่อนส่ง รับประทานผมต้องส่งอีกเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทจนกว่าจะหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"แล้วแกจะเอาเงินที่ไหนส่งเขา เดือนหนึ่งตั้ง ๒,๐๐๐"

"รับประทานปัญหาเรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลาขอรับ ถ้าไม่มีจริงๆ กระผมก็จะขอให้เจ้านายทั้ง ๔ คนนี้รับซื้อไว้กู้หน้ากระผม รับประทานกระผมขอเป็นเจ้าของเดือนเดียวเท่านั้น เท่าที่ซื้อก็เพื่อต้องการเอาชนะคนครับ"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ดีเหมือนกัน คนแถวนี้เขาจะได้รู้ว่า คนใช้ที่นี่มีรถเก๋งขี่"

"รับประทานก็ผมเป็นคนใช้เศรษฐีทั้งนั้นนี่ครับ รับประทานที่ผมมีรถ ก็เป็นการเชิดหน้าชูตาพวกคุณ โดยเฉพาะอาเสี่ยของผม"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถูก เอ็งพูดถูก เอาเถอะ เมื่อถึงคราวอู่เขามาเก็บเงินข้าจะช่วยบ้าง"

นิกรพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เอา พยายามยอมันเข้าซีอ้ายแห้ว อ้ายหงวนมันบ้ายอ ประเดี๋ยวมันก็เขียนเช็คให้แกเอาเงินที่ยังเหลืออยู่ไปให้อู่เขา แกจะได้เป็นเจ้าของรถคันนี้โดยสมบูรณ์"

กิมหงวนสะดุ้ง

"บอกให้รู้ยังงี้แล้วยอไม่ขึ้นโว้ย"

ดร. ดิเรก ผสมวิสกี้โซดาส่งให้เจ้าแห้วแก้วหนึ่ง

"ดื่ม อ้ายแห้ว วันนี้ฉันให้สิทธิ์แกเป็นเพื่อนของฉัน เพื่อฉลองรถคันใหม่ของแก ดื่มซีไม่ต้องเกรงใจ"

เจ้าแห้วยกมือไหว้

"รับประทานไม่ดื่มละครับ รับประทานผมยังรู้คิดว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เท่าที่คุณนิกรกรุณาให้นั่งเก้าอี้ รับประทานก็เป็นบุญหนักหนาแล้ว"

ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ พลทั้งหมั่นไสทั้งขบขัน เขารูดีว่าอำนาจของกัญชาที่เจ้าแห้วเสพย์ติด ทำให้เจ้าแห้วไม่สู้จะเต็มเต็งนัก

"เมื่อกี้แกบอกว่าแกซื้อรถคันนี้ด้วยความเจ็บใจน่ะ เจ็บใจใครวะ" พลถามยิ้มๆ

"รับประทาน เจ็บใจแม่ยายในอนาคตของผมครับ"

"ใครวะ" อาเสี่ยถาม

"ชื่อยายสุ่นครับ ปากยังกะม้าลากรถ ด่าเป็นไฟแลบเลย รับประทานลูกสาวสวยครับ รับประทานอยู่หลังตลาดสามย่านนี่เอง"

ดร. ดิเรกชักสนใจ

"เล่าเรื่องของแกให้ฉันฟังหน่อยซี เจ็บใจยังไงวะ"

เจ้าแห้วมองดูเจ้านายทั้ง ๔ ของเขา

"รับประทานเรื่องมันก็มีอยู่ว่า รับประทานผมติดเนื้อต้องใจแม่ผัน ลูกสาวยายสุ่นปากม้าครับ รับประทานผมไปนั่งรับประทานกาแฟที่สามย่านแทบทุกคืน พอแม่ผันออกมาหาบน้ำประปารับประทานผมก็จีบ รับประทานเลยรู้จักกัน รับประทานผมโกหกว่าเป็นลูกคุณพระ"

นิกรหัวเราะลั่น

"พระเศวตคชดิลกใช่ไหม"

เจ้าแห้วสะดุ้ง

"รับประทานนั่นช้างนี่ครับ ผมไม่ได้บอกว่าคุณพ่อผมเป็นคุณพระอะไร รับประทานบอกแต่เพียงว่าคุณพระเท่านั้น รับประทานยายแม่เค็มยิ่งกว่าเกลือครับ รับประทานแกบอกว่า หน้าตาอย่างผมไม่บอกว่าเป็นลูกคุณพระเลย ดูเถอะครับ ดูถูกผมถึงเพียงนี้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เล่าต่อไปโว้ย กำลังสนุก มีบู๊บ้างหรือเปล่า"

"รับประทานไม่มีครับ รับประทานเป็นนิยายชีวิตจริงๆ รับประทานยายปากม้าแกไม่ชอบผมครับ แกบอกว่า ถ้าผมเป็นลูกคุณพระจริงๆ ก็คงมีรถยนต์ขี่ รับประทานผมบอกว่า ผมจะซื้อคันหนึ่งแล้วขี่ไปอวดแก รับประทานยายสุ่นหัวเราะเยาะ บอกว่าถ้ามีรถยนต์จริงๆ แกจะอนุญาตให้แม่ผันไปเที่ยวรถยนต์กับผมครับ"

๔ สหายหัวเราะลั่น ชอบอกชอบใจไปตามกัน

"แล้วแกขี่ไปอวดหรือยัง" เสี่ยหงวนถาม

"รับประทานไปแล้วครับ พอเห็น "แวนการ์ด" เข้า ยายแม่กลับหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ รับประทานเลี้ยงข้าวเหนียวมะม่วงผม รับประทานให้ลูกสาววิ่งออกไปซื้อน้ำส้มโอเลี้ยง ต้อนรับขับสู้เต็มที่ มิหนำซ้ำรับประทานทำตาหวานให้ท่าผมซะด้วยครับ ชวนผมไปเที่ยวบางปูตัวต่อตัว รับประทานให้ดิ้นตายเถอะครับ ทำกระดิ๊กๆๆ ยังกะสาวรุ่นๆ หูตากระชดกระช้อยคุณแห้วคะคุณแห้วขา"

กิมหงวนอมยิ้ม

"ทำไมแกไม่ฉลองศรัทธาเสียละ เทครัวเลย"

"รับประทานไม่ไหวครับ รับประทานรูปร่างเหมือนรถถังตำรวจ เวลาแกนอนเล่นรับประทานมองเหมือนคนตายแล้ว ๗ วัน จ้ำม่ำเหลือเกินครับ หน้าอกเกือบเท่าหมอนข้าง รับประทานฟาดกระบาลผมทีเดียวแย่เลย มหึมาเหลือเกินครับ รับประทานผมตัวเท่านี้จะไปครณาอะไร รับประทานแกเข้าใจว่าผมร่ำรวยเลยซูฮกใหญ่ อนุญาตให้แม่ผันไปนั่งรถเที่ยวกับผมในคืนนี้ เสร็จผมแน่"

นิกรถามขึ้นบ้าง

"แม่ผันน่ะสวยไหมวะ"

"อ๊ะ รับประทานไม่เลวครับ เพิ่ง ๑๗ ขวบเท่านั้น รับประทานขบดังเพาะเลย รับประทานทั้งอวบทั้งอัด เสียอย่างเดียวเท่านั้น"

"ทำไม" ดิเรกถามอย่างสนใจ

"รับประทานขาเป๋ครับ รับประทานยายแม่บอกว่าเมื่อเล็กๆ ถูกรถรางทับ"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"รถรางทับขาก็ขาดซีวะ"

"รับประทานครูดไปครับ ไม่ทันทับ ขาเลยลีบไปข้างหนึ่ง แต่ก็ไม่เลวครับ ยายแม่บอกว่าหัวหน้าระบำจ้ำบ๊ะรับประทาน เคยมาทาบทามจ้างแม่ผันไปแสดงหลายครั้งแล้ว แต่ยายสุ่นแกไม่เอา แกบอกว่ารับประทานพวกจ้ำบ๊ะชอบทำปิดๆ เปิดๆ ให้คนดูเสียวไส้ รับประทานยายสุ่นแกไม่ต้องการให้ลูกสาวของแกไปเที่ยวโยกเชฟอวดใครต่อใคร เพราะของที่จะอวดรับประทานไม่ควรจะอวด ดีไม่ดีรับประทานแสดงรอบพิเศษถูกโปลิศจับ หนังสือพิมพ์ลงขายหน้าเขา ถึงแม้จะให้ค่าจ้างแพงแกก็ไม่เอา"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกสนุกสนานมาก ในการคุยกับเจ้าแห้วในวันนี้

"แกรักแม่ผันจริงๆ หรืออ้ายแห้ว" พลถาม

"รับประทานยังไม่แน่ครับ ถ้าหากว่าหล่อนเป็นคนดี รับประทานผมก็จะเลี้ยงเป็นลูกเป็นเมีย ถึงขาเป๋ก็ไม่รังเกียจ รับประทานชำรุดไปนิดหน่อยเท่านั้น รับประทานเวลาเดินถ้าไม่สังเกตจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าข้อเสือหัก รับประทานแม่ผันไม่เลวหร็อกครับ ปากนิดจมูกหน่อย ข้อมือนิดข้อเท้าหน่อย รับประทานพอพาไปฟังเทศน์ได้"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ประเดี๋ยวคุณอาหญิงกลับมาจากธุระ แกจะบอกท่านไหมว่าแกซื้อรถ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานขืนบอก ผมก็ถูกด่า ๕ วัน ๕ คืน หรือม่ายก็ด่าไปจนกว่าจะเข้าพรรษา" แล้วเจ้าแห้วก็หันมายกมือไหว้เสี่ยหงวน "รับประทานอาเสี่ยต้องช่วยผมนะครับ ถ้าท่านถามผมจะเรียนว่ารถของอาเสี่ย"

"ชะ ชะ " กิมหงวนอุทาน "จะมายุให้ข้าโกหกผู้ใหญ่ละซี"

"รับประทานไม่ต้องยุครับ อาเสี่ยเคยโกหกท่านมานานแล้ว"

"เออ เอา-ตกลง ข้าสงสารเอ็งโว้ยอ้ายแห้ว มีลูกมีเมียเสียทีก็ดี อายุมากแล้ว ประเดี๋ยวฮิสทีเรียมันจะเล่นงานแกเข้า"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"อ้าว ไปไหนล่ะ" ดร. ดิเรกถาม

"รับประทานขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวก่อนครับ รับประทานขืนแต่งอย่างนี้ ท่านกลับมาเห็นเข้าบรรลัยแน่ รับประทานพวกคุณต้องการกับแกล้มเพิ่มบ้างไหมครับ"

นิกรพยักหน้า

"หาอะไรเปรี้ยวๆ มากินหน่อยเถอะวะ ไปถามยายอิ่มก็แล้วกัน มะดันกับกะปิก็ได้ หรือถ้าไม่มีอะไร เอามะอึกกับเกลือป่นมาให้ข้า เลือกเอาที่สุกๆ หน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกแก้วเหล้าสาดหน้านิกรทันที

"นี่แน่ มะอึก"

๔ สหายหัวเราะลั่น เจ้าแห้วเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกไปจากเรือนต้นไม้ เสี่ยหงวนชวนเพื่อนเกลอของเขาออกไปขับรถเก๋งของเจ้าแห้ว และตั้งใจจะลองขับเล่นภายในบริเวณบ้านนี้

ด้วยความช่วยเหลือและสนับสนุนของ ๔ สหาย เจ้าแห้วจึงมีโอกาสหลบมุมไปหาผู้หญิงที่เขารักในตอนหัวค่ำ แต่งกายอย่างหรูหราขับ "แวนการ์ด" ออกไปในราว ๑๙.๐๐ น. เศษ

"สมัยนี้เป็นยุคปรมาณู" เสี่ยหงวนกระซิบกระซาบให้โอวาทเจ้าแห้วก่อนไปจากบ้าน "การจีบผู้หญิงถ้าเอ็งมัวแต่โอ้เอ้ล่าช้าเป็นอดแน่ มันต้องรวบรัดตัดความปากว่ามือถึงเลย ลงนั่งรถไปเที่ยวกับแกในเวลาค่ำคืนสองต่อสองละก้อ แกมีหวัง ๙๐ เปอร์เซนต์แล้ว ยังไงๆ คืนนี้อย่าให้หลุดมือไปได้ โจมตีแบบสายฟ้าแลบเลย"

"รับประทานผมควรจะพาไปที่ไหนดีล่ะครับ"

"โน่น-บางปูซิวะ เอ้า-เอาเงินไป ๒๐๐ บาท ข้าสนับสนุนเอ็งเต็มที่ ที่บางปู สายลม ท้องฟ้า กลิ่นโอโซน ขี้เมฆและขี้แมว คงจะช่วยให้แม่ผันเกิดอาการเกร็งขึ้น เมื่อเอ็งแสดงบทโรมานซ์กับหล่อน ไปเถอะ ๒ ยามค่อยกลับ"

"แวนการ์ด" พาเจ้าแห้วสะอิ้งออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" รวดเร็วฉับพลันพากภูมิและสง่าสมเกียรติของมัน พริ้วไปที่สามย่านเหมือนจับเหวี่ยง เจ้าแห้วโลดแล่นลงจากรถ ผยองเหมือนราชสีห์หนุ่มวัยคนอง หลังจากเจรจากับแม่ยายในอนาคตสักครู่ เจ้าแห้วก็พาสาวรักของเขามุ่งตรงไปยังบางปู สถานตากอากาศที่ช่วยให้หญิงชายได้เสียเป็นเมียผัวกันมามากต่อมาก

๒๐.๐๐ น. เศษ

บ้าน "พัชราภรณ์" อยู่ในความสงบเงียบ บ่อนไพ่บรรดาศักดิ์กำลังเป็นไปอย่างคึกคัก ในห้องชั้นบนของตัวตึก ซึ่งมีแสงไฟสว่างจ้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด กับแม่งามทั้ง ๔ โจ้กันตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ๔ สหายนั่งคุยกันอยู่ทางหน้าตึก ความร้อนอบอ้าวของอากาศเดือนพฤษภาคม ทำให้ทุกคนต้องนอนดึก และรู้สึกเบื่อหน่ายไปตามกัน

สาวใช้คนหนึ่งเดินออกมาจากห้องโถง ตรงเข้ามาหา ๔ สหายแล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า รายงานให้พล พัชราภรณ์ทราบ

"คุณพลคะ ทางโรงพยาบาลกลางจะพูดโทรศัพท์ด้วยค่ะ"

พลหน้าตื่น

"หา ใครพูดมา"

"นายแพทย์เวรค่ะ"

"เอ๊ะ ที่นั่นฉันไม่เคยรู้จักหมอเลยนี่นา ยังไงเสียแล้ว หรืออ้ายแห้วขับรถไปบวกกับใครเข้า"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"ถ้าจะจริงโว้ย รถใหม่ๆ และมีผู้หญิงนั่งละก็โดยมากมักจะขับกัน ราวกับจะเย้ยท่านพีระให้ได้อาย แกรีบไปพูดโทรศัพท์ไต่ถามหมอเขาดูซิ"

พลรีบลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปในห้องโถง เลี้ยวซ้ายมือเข้าไปในห้องสมุด ตรงไปที่เครื่องโทรศัพท์ ซึ่งหูฟังของมันวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ นายพัชราภรณ์หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นพูดทันที

"ฮัลโหล นี่พล พัชราภรณ์ พูดครับ"

มีเสียงพูดมาตามสาย

"อ้อ ดีแล้วครับ ผมนายแพทย์มานิตแห่งโรงพยาบาลกลาง ผมเสียใจที่จะเรียนให้คุณทราบว่า นายแห้วคนของคุณ ได้รับอุบัติเหตุรถคว่ำที่โค้งผีตายทางไปบางปู อาการค่อนข้างสาหัสครับ ส่วนผู้หญิงที่ไปด้วยบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจสมุทรปราการเขาส่งมาโรงพยาบาลเมื่อสักครู่นี้เอง นายแห้วขอร้องผมให้โทรศัพท์บอกคุณ"

ใบหน้าของพลซีดเผือด เต็มไปด้วยความเป็นห่วงคนของเขา

"ครับ ครับ ขอบคุณมาก ผมจะไปโรงพยาบาลกลางเดี๋ยวนี้ เลิกกันนะครับ"

นายพัชราภรณ์นึกฉิวเจ้าแห้ว เพราะเชื่อว่าเจ้าแห้วคงจะขับรถเร็วเกินควร ซึ่งเป็นการขับอย่างประมาท และนักขับรถโดยมากคิดว่าโก้เก๋ ถ้าหากว่าเขาสามารถขับรถได้เร็วกว่าคนอื่น โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของคนเดินถนนหรือชีวิตของตัวเอง พลวางโทรศัพท์ไว้กับเครื่องของมันตามเดิม รีบออกมาจากห้องสมุด และพาตัวมาพบกับเพื่อนเกลอทั้ง ๓ ของเขาที่หน้าตึก

"อ้ายแห้วทำเรื่องเดือดร้อนให้เราแล้ว" เขาพูดเสียงหนักๆ

๓ สหายมองดูนายพัชราภรณ์เป็นตาเดียว

"มีอะไรเกิดขึ้น" ดร. ดิเรกถามเร็วปรื๋อ

พลถอนหายใจหนักๆ มองดูเพื่อนเกลอทั้ง ๓

"อ้ายแห้วแอ็คมากไปหน่อย พาผู้หญิงไปเที่ยวบางปู รถคว่ำที่โค้งผีสิงบาดเจ็บสาหัส ตำรวจที่นั่นเขาส่งเจ้าแห้วมาโรงพยาบาลกลางเมื่อสักครู่นี้"

กิมหงวนหน้าตื่น นิ่งอึ้งไปสักครูจึงพูดขึ้น

"แย่มัน รถคงบรรลัยหมดแล้ว ถามหมอเขาหรือเปล่าว่าผู้หญิงที่ไปด้วยเป็นยังไงบ้าง"

"เขาบอกมาว่าบาดเจ็บเล็กน้อย ไปโรงพยาบาลกลางกันเถอะวะพวกเรา อ้ายแห้วชะตาจะถึงฆาตในคราวนี้ก็ไม่รู้ เห็นหน้าตาของมันผ่องแผ้วผิดปรกติมาตั้งแต่เช้าแล้ว ดูมีสง่าราศรีขึ้นกว่าวันอื่นๆ "

นิกรจุ๊ปาก

"อย่าเพิ่งแช่งมันเลยโว้ย ถ้าอ้ายแห้วตายพวกเราก็คงขาดคนใช้ที่น่ากระทืบไปคนหนึ่ง ไปโว้ย ไปดูมันหน่อยอ้ายเปรตนี่หาเรื่องเดือดร้อนแท้ๆ "

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ๔ สหายก็มาถึงโรงพยาบาลกลางโดยรถ บูอิคเก๋งของ ดร. ดิเรก ทั้ง ๔ คนต่างก็ปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ กลัวว่าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดจะซ้ำเติมเจ้าแห้ว พลกำชับอนงค์สาวใช้ ที่เป็นผู้รับโทรศัพท์ไม่ให้พูดเรื่องนี้ให้ใครรู้ จนกว่าเขาจะเปิดเผยเอง

๔ สหายลงจากรถหน้าประตูรั้วของโรงพยาบาลกลางพอดี ดร. ดิเรก เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้ง ๓ เข้าไปข้างใน และขึ้นไปบนตึกปฐมพยาบาล ซึ่งในห้องขวามือมีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง แสดงว่านายแพทย์เวรกำลังทำงาน

มันเป็นการบังเอิญแท้ๆ ที่นายแพทย์มานิต นายแพทย์เวรเคยเป็นลูกศิษย์ของ ดร. ดิเรก เมื่อ ๒ ปีที่แล้วมา ซึ่งในปีนั้น ดร. ดิเรก เป็นอาจารย์สอนวิชาศัลยกรรมแก่นักเรียนแพทย์ปีที่ ๔ เมื่อ ดร. ดิเรกพาเพื่อนของเขาเข้ามาในห้องปฐมพยาบาล นายแพทย์มานิตเจ้าของร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อยาวสีขาวแลเห็นเข้า เขาก็มองดู ดร. ดิเรกอย่างตื่นๆ แล้วยกมือไหว้

"สวัสดีครับอาจารย์ อาจารย์มาทำไมครับนี่"

ดิเรกรับไหว้ปราดเข้ามาจับมือลูกศิษย์ของเขา

"เด็กของผมได้รับอุบัติเหตุรถคว่ำ อ้อ-โน่น-อยู่โน่น"

๔ สหายพากันมองไปที่เตียงผ่าตัด เจ้าแห้วนอนลืมตานิ่งเฉยไม่ไหวติง ที่ศีรษะและแขนมีผ้าพันแผล นายแพทย์เวรได้ชะล้างบาดแผลและเย็บแผลให้เรียบร้อย เมื่อสักครู่นี้เอง

"นายแห้วคนของอาจารย์หรือครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋น์ นี่เพื่อนของผมทั้ง ๓ คน เราอยู่บ้านเดียวกัน ขอแนะนำให้คุณรู้จักไว้ คนนี้ พล พัชราภรณ์ นั่นอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีผู้มีสติไม่สมบูรณ์นัก คนที่ยืนนัยน์ตาปรือเหมือนเจ๊กขี้ยาชื่อนิกร การุณวงศ์ ผมชื่อด๊อกเตอร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์เรืองนาม"

นายแพทย์เวรหัวเราะ

"สำหรับอาจารย์ผมรู้จักแล้วครับ เพราะเคยเป็นอาจารย์ของผม"

ดร. ดิเรกเอียงคออมยิ้ม

"แต่ลูกศิษย์โดยมาก เขาไม่พยายามจดจำชื่ออาจารย์หรอกนะคุณ เพราะเขาถือว่าอาจารย์คือเรือจ้าง"

"นั่นแน่" นิกรกระเซ้า "คำคมซะด้วย"

นายแพทย์เวรกับ ๓ สหายได้ทักทายกันเป็นอย่างดี แล้วนายแพทย์เวรก็พามาที่เตียงผ่าตัด เจ้าแห้วแลเห็นหน้าเจ้านายเข้า ก็ทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้ ดร. ดิเรกยกมือเกาศีรษะอย่างหัวเสีย

"เลวมากอ้ายแห้ว แกขับรถอย่างบ้าบิ่นใช่ไหมล่ะ ถึงต้องได้รับบาดเจ็บอย่างนี้ ผู้หญิงคู่รักแกไปไหนเสียล่ะ"

นายแพทย์เวรตอบแทนเจ้าแห้ว

"ผมทำบาดแผลให้เรียบร้อย และส่งขึ้นตึกคนไข้แล้วครับ เธอได้รับบาดเจ็บไม่มากมายอะไรนัก อาจารย์ต้องการพบ..."

"โนๆๆๆๆ ไอไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาเขาเลย รู้แต่ว่าขาเป๋เพราะเจ้าแห้วมันบอกไอ" แล้วดิเรกก็หัวเราะ "อาการของเจ้าแห้วเป็นยังไงบ้างคุณ"

"ศีรษะแตกสองแห่งครับ แขนขวาหัก ศีรษะแตกเย็บถึง ๖ เข็ม อีก ๒-๓ วันผมจะเอ๊กสเรย์ดู เข้าใจว่าซี่โครงคงจะหักหลายซี่ ม้ามและตับหรือผ้าขี้ริ้วก็คงจะชำรุดบ้าง"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โธ่-รับประทานคุณหมอเห็นผมเป็นวัวไปแล้ว รับประทานคนมีผ้าขี้ริ้วด้วยหรือครับ"

ดร. ดิเรกตวาดแว๊ด

"ทำไมจะไม่มี อย่ารู้ดีกว่าหมอหน่อยเลย ในตัวแกน่ะมีทั้งไส้อ่อน ดอกจอก ตับ ม้าม หัวใจ และกรุบๆ อ่อนๆ เหนียวๆ เป็นยังไง...ทำไมถึงขับรถสวี๊ทสว๊าทนัก"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานคุณหมออย่าเพิ่งปรักปรำผมซีครับ รับประทานผมขับรถราวกับย่อง ชั่วโมงละ ๓๐ กิโลเมตรเท่านั้น รับประทานกำลังพร่ำพรอดรักกับแม่งามของผม พอรถถึงโค้งผีสิง....อื๊ยย์....ขนลุก....ปรื๊อวส์...."

พลเม้มปากแน่น

"เล่าต่อไปอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะหลับตาปี๋

"เล่าไม่ได้หรอกครับ รับประทานผมกลัว..."

อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"กลัวตะหวักตะบวยอะไรวะ"

"รับประทานไม่ได้กลัวตะหวักตะบวยหรอกครับ แต่ว่ากลัวผี....โอ๊ย....นะโม ตัสสะ ภควโต...เจ้าประคุณเอ๋ย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยพบเห็นอย่างนี้เลย รับประทานดุอะไรอย่างนี้"

นิกรมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดๆ ยกมือปิดก้นตัวเอง เขยิบเข้ามายืนกลางกลุ่มคณะพรรคของเขาและแพทย์เวร

"เอ็งถูกผีหลอกจริงๆ หรือวะ อ้ายแห้ว"

"รับประทานจริงๆ ครับ ตั้ง ๓-๔ คนนัยน์ตากลวงโบ๋ยืนขวางถนนตรงมุมเลี้ยวพอดี รับประทานผมเห็นถนัด รับประทานพอแน่ใจว่าเป็นผีผมก็เหยียบคันเร่งเต็มที่ รับประทานพุ่งเข้าชนเลย รับประทานอ้ายพวกผีไม่เป็นอะไรเลย ชวนกันไล่กวดผมและหัวเราะลั่น รับประทานผมเหยียบคันน้ำมันเกือบมิด พวกผีไล่กวดติดๆ มา แม่ยอดรักของผมรับประทานร้องวี๊ดตกใจเป็นลมสิ้นสติ เมื่ออ้ายผีตัวหนึ่งวิ่งมาขนานกับรถเอื้อมมือเข้ามาในรถ รับประทานผมตกใจปล่อยมือจากพวงมาลัย รับประทานรถก็เลยตกถนนพลิกคว่ำ เพิ่งมารู้สึกตัวเมื่อครู่ใหญ่ๆ นี้เองแหละครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็หลับตา แสดงท่าทีเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เส้นผมบนศีรษะเจ้าแห้วตั้งเด่

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นายพัชราภรณ์ค่อยๆ หันหลังมาทางนายแพทย์เวร แล้วกล่าวถามอย่างสุภาพ

"เจ้าแห้วเล่าให้คุณหมอฟังอย่างนี้หรือเปล่า"

"เล่าครับ เขากับผู้หญิงที่ไปด้วยเล่าเป็นเสียงเดียวกัน ว่าปีศาจที่โค้งผีตายหลอกหลอนยืนขวางหน้ารถ ตามที่นายแห้วเล่าให้ฟังนี่แหละครับ รู้สึกว่าผู้หญิงที่ไปด้วยกับนายแห้วเกรงกลัวผีปีศาจมาก ผมต้องขอให้นางพยาบาลขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อน"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ผี...อิส อิท ผี โน...อิมพอสิเบิล ผีไม่มีน่า อ้ายแห้วกับแม่ผันคงตาฝาดเห็นไปเอง"

เจ้าแห้วชักฉิว

"รับประทานให้ผมรากเลือดลงแดงตาย ให้ผมออกลูกตายซีครับ"

"เฮ้ย" นิกรดุ "แกเป็นลูกผู้ชายออกลูกได้เรอะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานเอาไปสาบาลที่ไหนก็ได้ครับ ผมถูกผีหลอกจริงๆ รับประทานทั้งแม่ผันกับผมต่างแลเห็นด้วยกัน ไม่ใช่ตาฝาด บรื๊อว์....ดูซิครับ พูดแล้วขนลุกซู่เลย โอย....น่ากลัวอะไรอย่างนั้น"

ดร. ดิเรกมีกิริยากระสับกระส่าย

"ผีที่แกเห็นน่ะ หน้าตามันยังไงวะ"

"รับประทานรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนธรรมดาครับ รับประทาน ๒ ตัวเป็นร่างโครงกระดูก อีก ๒ ตัวหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว อ้วนพุงพลุ้ย แต่วิ่งเร็วเท่ารถยนต์ รับประทานคิดดูเถอะครับ มนุษย์อย่างเราใครบ้างจะวิ่งเร็วเท่ารถยนต์"

"อือ เป็นแปลก...." ดร. ดิเรกคราง "มันเป็นแปลกมาก" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับเพื่อนเกลอทั้ง ๓ "เมื่อครั้งกันอยู่อินเดีย กันเคยเห็นผีหนหนึ่ง ในวังของท่านมหาราชาสิงหระปุระนันทภควดี"

กิมหงวนยักคิ้วกับนายจอมทะเล้น

"มหาราชามาอีกแล้ว"

"ออไร้น์" ดิเรกพูด "มันเป็นความจริงไม่ใช่โกหก ท่านมหาราชาได้เลี้ยงลิงไว้ตัวหนึ่ง"

"หน้าเหมือนอ้ายหงวน" นิกรเสริม

"เหมือนมึง" อาเสี่ยเอ็ดตะโร

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"อย่าทะเลาะกัน ฟังกันเล่าเสียก่อน ตะกี้นี้กันเล่าให้แกฟังว่า ท่านมหาราชาได้เลี้ยงลิงไว้ตัวหนึ่ง ซึ่งพระองค์ดักเอามาได้จากการล่าสิงห์โต ประจำปีของพระองค์วันหนึ่ง กันเดินเข้าไปทางหลังตำหนักที่มีอ้ายจ๋อตัวนั้นผูกอยู่กับแป้นโคนไม้ บา-มันเป็นน่ากลัวมาก"

พลหัวเราะหึๆ

"เล่าต่อไปเถอะน่า กันจะพยายามกลัวให้มากที่สุดสำหรับเรื่องนี้"

"ออไร๋น์ ยูต้องกลัว เพราะว่ากันได้เห็นปีศาจแขกตนหนึ่ง กำลังจับเจ้าลิงตัวนั้นฉีกกินเป็นอาหาร มายก๊อด กันได้เห็นกับตาจริงๆ ผีตัวนั้นผิวกายดำเหมือนหมึกใบหน้าสี่เหลี่ยม นัยน์ตาโปนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ผมหยิกหน้าผากกว้าง ฟันเขยิน พอกันเห็นมันเข้ากันก็ร้องสุดเสียง รีบวิ่งขึ้นตำหนักทันที พาพวกมหาดเล็กของพระองค์ถือตะเกียง ไม้พลองกระบองสั้นลงไปดูอีก แต่ปีศาจตนนั้นหายไปเสียแล้ว นี่แหละเป็นเรื่องที่กันได้เห็นมากับตาเอง"

"ว้า...." เจ้าแห้วคราง "อย่าเล่าซีครับ รับประทานเดี๋ยวพวกคุณกลับบ้าน รับประทานผมอยู่คนเดียวกลัวตายห่า"

เสี่ยหงวนมองดูเจ้าแห้วและอดหัวเราะไม่ได้

"แกเคราะห์ร้ายมาก อ้ายแห้ว รถซื้อมาวันเดียวพังแล้ว นอกจากนี้แกยังเจ็บตัวและจะต้องนอนอยู่ที่นี่ไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน แกจะให้ฉันช่วยอะไรแกบ้างว่ามาซิ"

เจ้าแห้งฝืนยิ้ม

"รับประทานช่วยบอกให้อ้ายมั่น ไปเอารถของผมกลับมาด้วยนะครับ รับประทานไม่ถึงกับพังยับเยินหรอกครับ รับประทานพอซ่อมแซมได้"

อาเสี่ยพยักหน้า

"พรุ่งนี้ฉันจะจัดการเรื่องรถของแกให้เรียบร้อย ให้ช่างฟิตที่อู่เขาเอารถจี๊ปใหญ่ไปฉุดเอามาก็แล้วกัน อาการของแกเป็นยังไงบ้าง"

"รับประทานรู้สึกเหมือน กับถูกรถบดถนนทับครับ รับประทานปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว รับประทานกระดูกกระเดี้ยวปวดไปหมด"

"นิกรว่า "ปวดกระดูกน่ะเป็นเพราะโรคเก่าของแก ไม่ใช่ปวดเพราะขัดยอก จากอุบัติเหตุรถคว่ำหรอก"

"ก็ยังงั้นน่ะซีครับ รับประทานผมไปว่าอะไรล่ะ"

๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร. ดิเรกหันมาทางนายแพทย์เวร ซึ่งยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ เขา แล้วดิเรกก็ยกมือตบบ่าลูกศิษย์เขาเบาๆ

"คุณช่วยเอาใจใส่หน่อยนะ คุณมานิต ส่งเจ้าแห้วขึ้นไปอยู่ห้องคนไข้พิเศษ แผนกศัลยกรรมก็แล้วกัน เรื่องเงินค่าห้องพัก และอาหารพวกเรารับรองจะจ่ายให้ไม่เป็นไรหรอกคุณ อ้ายแห้วเป็นเด็กของเรา"

"ครับ ผมจะเอาใจใส่นายแห้วเป็นพิเศษ ผมจะสั่งหมอศัลย์ให้เขาทราบ ว่านายแห้วเป็นเด็กของอาจารย์ หมอฉลองยังไงล่ะครับ เป็นหมอศัลยกรรม"

"อ้อ ดีแล้ว บอกเขาด้วยว่าผมยังนึกถึงเขาอยู่เสมอ"

กิมหงวนเอียงหน้าเข้ามากระซิบถามนายแพทย์เวร

"ที่นี่มีนางพยาบาลสวยๆ บ้างไหมครับ"

หมอหัวเราะ

"มีครับ แต่โดยมากมีเจ้าของแล้ว"

"อ้อ ที่ยังไม่มีเจ้าของเห็นจะหายาก"

"ถูกละครับ สาวสมัยนี้พออายุ ๑๔ ก็มีคู่รักแล้ว ผมเองต้องอยู่เป็นโสดทุกวันนี้ ก็เพราะหาคู่รักไม่ได้ พอนึกจะชอบใครแม่มีคู่รักเสียแล้ว"

ดร. ดิเรกยกมือตบหลังนายแพทย์เวรอย่างสัพยอก

"ยูเป็นชายโสด และเป็นนายแพทย์ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีเกียรติ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีผู้หญิงรักยู ฮ่ะ ฮ่ะ ถมเถไป" แล้วดิเรกก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา "ดึกมากแล้ว อาจารย์จะต้องกลับเสียที"

นายแพทย์เวรยกมือไหว้

"ครับ เชิญครับ"

๔ สหายเข้ามายืนรวมกลุ่มข้างเตียงผ่าตัด เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ นายพัชราภรณ์มองดูด้วยความสงสาร

"ข้ากลับละนะแห้ว"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานแล้วมาเยี่ยมผมบ้างนะครับ"

นิกรพูดแทนพล

"เออ-ถ้าหากว่าทางการเขาไม่ส่งตัวแกไปบางขวาง วันหลังพวกเราจะมาเยี่ยมแกอีก อย่าเศร้าโศกเสียใจให้มากเลยวะ นึกเสียว่ามันเป็นกรรมของแก แกเคยทำกับเขาอย่างไร ผลกรรมนั้นมันก็ตามมา สนองแก"

"อ้าว" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทานนี่โรงพยาบาลนะครับ ไม่ใช่ลหุโทษ ว้า....คุณพูดราวกับว่าผมติดตะรางยังงั้นแหละ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ข้าลองซ้อมพูดดู เผื่ออ้ายหงวนมันติดคุก ข้าไปเยี่ยมมันข้าจะได้พูดอย่างนี้ ไปละโว้ยอ้ายแห้ว ขอให้เอ็งหายวันหายคืนนะ"

๔ สหายสนทนากับเจ้าแห้วอีกสักครู ก็ลานายแพทย์เวร แล้วพากันเดินออกไปจากห้องปฐมพยาบาล

หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ ต่างเสนอข่าวรายละเอียดรถเก๋งคว่ำที่โค้งผีสิง ทางไปบางปู

...."แวนการ์ด" เก๋งสีองุ่นคันใหม่เอี่ยมเพิ่งออกจากอู่ได้วันเดียว พุ่งปราดราวกับลูกธนู แล่นฝ่าความมืดจากพระนคร สู่บางปูอย่างรีบรุด ผู้ขับคือนายศักดิ์แห้ว โหระพากุล เจ้าของรถ ผู้ที่นั่งเคียงคู่คือนางสาวบัวผัน ดาวรุ่งหลังตลาดสามย่าน หนุ่มสาวรีบเร่งไปสูดโอโซนที่บางปูในตอนหัวค่ำ พอถึงโค้งผีสิง "แวนการ์ดแสตนดาร์ด" ก็เลี้ยวแบบสวิ๊ทสว๊าทเสียหลักพุ่งลงจากทางหลวงพลิกคว่ำหลายทอด

ผลของการประลองความเร็วปรากฏว่า "แวนการ์ด" พังยับเยิน หน้าหม้อบุบบู้บี้ กระจกหน้ารถแหลกละเอียด นายแห้ว โหระพากุล บาดเจ็บสาหัสหมอบอยู่ในรถเก๋งคันงามของเขา ส่วนนางสาวบัวผันได้รับบาดเจ็บ ส่งมากองตำรวจภูธรสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำส่งโรงพยาบาลกลางโดยด่วน

พล พัชราภรณ์ ได้สั่งให้ช่างฟิตเขารีบนำรถจี๊ปไปฉุด "แวนการ์ด" นำมากรุงเทพฯ ด้วยความลำบากยากเย็นเพราะรถชำรุดเสียหายมาก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยแม่เสือทั้ง ๔ รีบไปเยี่ยมเจ้าแห้วที่โรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น หลังที่ทราบข่าวนี้จากพล

คุณหญิงตั้งใจจะด่าเจ้าแห้วให้สาสม แต่แล้วพอเจ้าแห้วเรียนให้ท่านทราบว่า เขาถูกผีตายโหงที่โค้งผีสิงหลอกหลอนเขาทำให้รถคว่ำ คุณหญิงก็หายโกรธเจ้าแห้ว นั่งซักไซ้ไล่เรียงเจ้าแห้วอยู่ตั้ง ๒ ชั่วโมง

อิทธิฤทธิ์ของปีศาจทำให้ ดร. ดิเรกสนใจ ตลอดเวลา ๓ วันที่ผ่านมานี้ นายแพทย์หนุ่มได้มาเยี่ยมเจ้าแห้วทุกเย็น และพยายามไต่ถามเรื่องปีศาจที่เจ้าแห้วแลเห็น นอกจากนี้ดิเรกยังได้เยี่ยมบัวผันสาวรักของเจ้าแห้วด้วย ทั้งบัวผันและเจ้าแห้วต่างเล่าเหตุการณ์ตรงกัน บัวผันหวาดกลัวภูติผีปีศาจจนกระทั่งป่วยเป็นไข้

ดร. ดิเรกเชื่อแล้วว่า เจ้าแห้วถูกผีหลอกจริง เป็นอันว่าผีไม่ใช่ของเหลวไหล ผีมีจริงๆ

"เราต้องพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้" ดร. ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้ง ๓ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในตอนเย็นวันนั้น "ไปโว้ย พวกเราคืนนี้เอารถบึ่งไปโค้งผีสิง"

"ไปทำไม" อาเสี่ยถาม

"ไปจับผี"

"จับอะไรนะ"

"จับผีโว้ย ผ. สระอี...ผี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องกับ ดร. ดิเรก

"ดีทีเดียวดิเรก พ่อคิดอยู่เหมือนกันว่า เราควรจะไปดูให้เห็นเท็จจริง ถ้าผีที่ยั่นมีจริงตามที่อ้ายแห้วมันเล่าให้ฟัง อย่างไรเสียเราก็ต้องได้เห็นตัวมันและได้ผจญกับมัน"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ออไร๋น์ ผีก็ผีเถอะครับ ฝรั่งสู้ยิบตาเลย ถ้าหากว่าผีมีจริง ผีก็ไม่ใช่สสาร อย่างไรเสียมันก็สู้เราไม่ได้ ว่าไงอ้ายเสี่ย คืนนี้ไปดูผีด้วยกันนะ"

กิมหงวนพยักหน้า

"โอ. เค. ซิกาแร็ต กันน่ะเป็นช้างเท้าหลัง จะไปดูผีหรือจะไปให้ผีมันหลอกก็แล้วแต่แก"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางนายจอมทะเล้น

"เฮ้-นั่งสัปปะหงกอีกแล้ว คืนนี้พวกเราจะไปดูผีที่โค้งผีสิง แกต้องไปด้วยนะ ถ้ายังไงจะได้ปะทะกับมัน"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ปะทะกับผีน่ะเรอะ"

"ออไร๋น์"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รับประทานละโว้ย อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องให้ผีมันหลอก จะได้จับไข้หัวโกร๋นเหมือนคุณพ่อไปตามกัน เล่นกะใครไม่เล่น เล่นกะผี"

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"ไปน่า อย่าขี้ขลาดนักเลยวะอ้ายกร"

"เปล่า....คนอย่างกันไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่ว่ากันก็ไม่ใช่คนกล้า ถ้าเผชิญกับมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ กันไม่กลัว ถ้าเผชิญกับผีแล้วผีตายโหงเสียด้วยกันไม่เอา"

กิมหงวนยอมือทุบหน้าอกตัวเองดังบึก

"ถ้าหากว่าผีมันเก่งกว่าคน โลกนี้ก็ต้องกลายเป็นโลกของปีศาจ ไม่ต้องกลัวอ้ายกร เอาปืนพกและไฟฉายติดตัวไปด้วย"

นิกรยิ้มอย่างฝืดเคืองเต็มทน

"ยิงผีน่ะมันเข้าหรือวะ"

"เถอะน่า เข้าไม่เข้าก็ลองดู" อาเสี่ยพูดเสียงดัง "อาเสี่ยกิมหงวนไม่เคยกลัวอะไรเลย เคยผจญกับหมีมาแล้ว ผีกับหมีมันก็คงเหมือนๆ กัน"

พลมองดูกิมหงวนแล้วสั่นศีรษะช้าๆ

"พูดอะไรไม่เห็นเข้าเรื่องเข้าราว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เขาเรียกว่า มีปากก็พูดพล่อยๆ พูดแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แก ๔ คนฟังทางนี้"

นิกรยกมือใส่ปากเป่าเปี้ยว

"ฟังโว้ย ผู้เชียวชาญในการจับผีจะแสดงสุนทรพจน์"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ย์ปาก

"แหม-ทะลึ่งเด็ดขาดเลยอ้ายนี่"

นายจอมทะเล้นยักคิ้ว แล้วร้องยี่เกเสียงแจ๋วลั่นห้องโถง

ผีเอ๋ยหรือว่าเผยอี๋

ถ้าหากว่าเราเห็นผีต้องว่าคาถา

จะเป็นผีโขมดหรือผีกระสือ

ร่ายคาถาเร็วปรื๋อยืนหลับตา

ขึ้นนะโมตั้งสติอิติปิโสภควา...

เสี่ยหงวนเอื้อมมือเขกศีรษะนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ขอเขกกระบาลทีเถอะวะ หมั่นไส้เหลือเกิน คุณอาท่านกำลังจะพูดกับพวกเรา แกคอยชักใบให้เรือเสียซะเรื่อย แก่ร้องยี่เกเสียจริงเชียวอ้ายนี่ เดี๋ยวพ่อส่งไปอยู่กับนายหอมหวล วิกตลาดทุเรียนเสียหรอก"

นิกรร้องยี่เกอีก

ส่งไปน้องก็ไม่ว่า

กระดิ่งทองกุมาราอยากเล่นยี่เก

"เฮ้ย" พลตวาดแว๊ด "มากไปโว้ย นั่งเฉยๆ เถอะอย่าเล่นตลกเลยวะ ไม่เห็นขันสักนิด"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่ขันก็เอามือจี้บันเอวเข้าซี ตลกแล้วไม่มีใครหัวเราะก็อายตายห่า" แล้วนิกรก็ยิ้มกับพ่อตาของเขา ซึ่งนั่งวางหน้าบอกบุญไม่รับ "พูดซีครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ฟังทางนี้ ง่า...คืนนี้ ๔ ทุ่มครึ่ง เราทั้ง ๕ คนจะออกเดินทางมุ่งตรงไปยังโค้งผีสิง เพื่อพิสูจน์ในเรื่องปีศาจรายนี้"

นิกรหัวเราะแล้วชูมือขวาขึ้น

"ผมขอถอนตัวครับคุณพ่อ พูดอย่างลูกผู้ชายนะครับ เรื่องผีผมกลัวเหลือเกิน ให้ผมคอยฟังข่าวอยู่ทางบ้านดีกว่าครับ"

ดร. ดิเรกมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ไม่ได้ แกต้องไป"

"อุวะ จะมาบังคับกันได้รึ"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

"ไปน่า อ้ายกร เราเพื่อนกันโว้ยตายก็ตายด้วยกัน คืนนี้กันจะแสดงการจับผีอย่างพิสดารให้แกดู ไม่ยากเลย ค่อยๆ เปิดขึ้นแล้วตะครุบมัน"

นิกรลืมตาโพลง

"ผีน่ะเรอะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"จิ้งหรีดโว้ย ไม่ใช่ผี"

๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พลกับกิมหงวนช่วยกันอ้อนวอนนิกร จนกระทั่งนิกรปลอบใจตนเองให้เข็มแข็ง แล้วพูดกับเพื่อนด้วยเสียงหนักแน่น

"โอ. เค. ตกลงโว้ย เอาวะ คืนนี้ตีกับผีซะทีให้มันรู้ดีรู้ชั่ว ยังไงก็ต้องแหลกกันไปข้างหนึ่งละ กันจะเอาปืนพก สนับมือ และมีดพกไปด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"เออ ให้มันรู้จักกล้าหาญกับเขาบ้างซี"

นายจอมทะเล้นยกมือขวาลูบอก

"คนเราบทมันกล้า ไม่ต้องมีการปลุกใจเสือป่าหรอกครับ มันกล้าขึ้นมาเอง ขณะนี้จิตใจของผมนักสู้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ผมจะต้องจับผีรายนี้ให้ได้ เตะด้วยเท้าซ้าย ตามด้วยหมัดสวิงขวา โน้มคอตีเข่า กระแทกด้วยศอกสั้น เท่านี้ก็หงิกแดก มันจะเป็นผีตายโหง ผีกระสือ ผีโขมด หรือผีกระหังก็ตาม ขอให้คุณนิกรเจอหน่อยเถอะวะ "

ดร. ดิเรกโบกมือห้าม

"พอ-พอ-พอแล้ว โอเว่อร์ไปหน่อย"

นิกรหัวเราะ เอื้อมมือไปหยิบแอ๊บเปิลในพานผลไม้ ขึ้นมาใส่ปากกัดเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้ว ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้

ตอนหัวค่ำวันนั้นเอง

ในราว ๑๙.๓๐ น. คณะจับผี คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล กิมหงวน ดร. ดิเรก กำลังยืนจับกลุ่มกันอยู่หน้าโรงรถ เตรียมตัวที่จะออกเดินทางไปโค้งผีสิงที่สมุทรปราการ ขณะนี้กำลังรอคอยนิกรอยู่

คณะจับผีมีปืนพกคู่มือเป็นอาวุธ ท่านเจ้าคุณกำลังอธิบายแผนการต่อสู้กับพวกผีให้ ๓ สหายฟัง

"อย่าลืมว่า จิตใจของเราย่อมสำคัญที่สุด" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ อย่ายอมเสียขวัญเป็นอันขาด ถ้าหากว่าเราเห็นมันเข้า"

กิมหงวนยิ้มแหยๆ

"ก็ถ้าเผื่อมันควักไส้ออกมาโชว์เราล่ะครับ"

"ช่างมัน เรายืนดูมันเฉยๆ นึกเสียว่าเราดูวิจิตรทัศนา เมื่อผีมันรู้สึกว่าเราไม่กลัวมัน มันก็ต้องอายเราเท่านั้นเอง จำไว้ว่าอย่าวิ่งหนีเป็นอันขาด ถ้าเสียขวัญวิ่งหนี เป็นต้องจับไข้หัวโกร๋นแน่"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"คุณอาเมื่อเล็กๆ ถ้าจะถูกผีหลอกกระมังครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"มันล้านมาแต่กำเนิดโว้ย ไม่ใช่ถูกผีหลอกจับไข้หัวโกร๋น"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร นิกรของเราก็ปรากฏตัวขึ้น นายจอมทะเล้นแต่งกายเหมือนกับทหาร สะพายดาบเล่มเบ้อเริ่ม มีปืนพกอยู่ในซองหนังคาดบันเอว มีมีดพกห้อยตุ๊กติ๊ก มีถุงย่ามคล้องคอ นุ่งกางเกงเวสปอยท์สวมท๊อบบู๊ทครึ่งแข้ง สวมเชิ้ตแขนยาวสีกากีพับแขน

อาเสี่ยเห็นเข้าก็หัวเราะชอบใจ

"อ้ายกร แกแต่งตัวรุ่มร่ามอย่างนี้จะไปไหนวะ"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"ก็ไปจับผีน่ะซี"

"อ๋อ ยังงั้นเรอะ นึกว่าแกจะไปเกาหลีเสียอีก สิ้นเคราะห์ไปที โธ่-อ้ายกรเอ๊ย อนิจจังทุกขัง ดูแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าซี จะบ้าก็ไม่บ้าทำคุ้มดีคุ้มร้ายเหมือนกับถุย...แต่งรุ่มร่ามอย่างนี้น่ะ พอเห็นผีแกก็หกล้มก้นกระแทก เพราะมันหนักเครื่องสนามของแก"

"ช่างกัน เรื่องของกันโว้ย กันไม่ใช่เตี่ยแกหรอก อย่ามาสนใจกับกันเลย นี่จะไปกันหรือยังล่ะ ถ้าไม่ไปกันจะได้ขึ้นไปนอน ง่วงนอนเต็มทนแล้ว วันนี้ไม่ได้นอนกลางวันเสียด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"เอา-ได้ฤกษ์แล้วพวกเรา ขึ้นรถได้ เจ้าพลเป็นคนขับก็แล้วกัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ให้ผมขับดีกว่า"

"ถ้าแกขับ ฝรั่งไม่ยอมไปกับแกแน่ ประเดี๋ยวแกนั่งหลับ รถคว่ำเราต้องไปนอนโรงพยาบาลเท่านั้นเอง"

"เถอะน่า" นิกรเอ็ดตะโร "อย่างมากก็ตายเท่านั้น"

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปในโรงรถ ต่างขึ้นนั่งบนรถบูอิคเก๋ง พล พัชราภรณ์ประจำที่คนขับ นั่งคู่กับ ดร. ดิเรก ส่วนนิกรกับกิมหงวนและท่านเจ้าคุณนั่งตอนหลังรถ บูอิคเก๋งสีฟ้าถูกสต๊าทเครื่องแล้ว ไฟหน้าและท้ายส่องสว่างจ้า นายพัชราภรณ์ นำรถแล่นออกมาจากโรงของมัน เลี้ยวขวามือคลานออกไปจากบ้านพัชราภรณ์อย่างแช่มช้า

จากกรุงเทพฯ มาสมุทรปราการ รถวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น บูอิคเก๋งมาถึงทางแยกไปบางปูเมื่อเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. เลี้ยวซ้ายที่ทางแยกตรงไปยังโค้งผีสิง

ความมืดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้าระยิบระยับด้วยดวงดาว แสงไฟคู่หน้ารถพุ่งสว่างไปข้างหน้า ไม่มียวดยานพาหนะ หรือผู้คนสัญจรไปมาบนทางหลวงสายนี้เลย สักครู่หนึ่งก็มาถึงโค้งมรณะที่เรียกกันว่า โค้งผีตาย หรือโค้งผีสิง บางคนก็เรียกโค้งผีตายโหง

จากแสงไฟหน้ารถ มองแลเห็นหมู่ต้นสนทางซ้ายมือ และตระหง่านสูงลิ่วคล้ายกับพวกเปรต คอยหลอกหลอนผู้คนที่ผ่านไปมา

"ถึงแล้วโว้ย" พลอุทาน "ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"จอดรถ อ้ายพล ให้อ้ายกรลงไปประกาศท้าทายให้อ้ายพวกผีตายโหงเหล่านี้ มาต่อสู้กับพวกเรา"

นิกรสะดุ้งเฮือก เย็นวาบไปหมดทั้งตัว พูดเสียงสั่นเครือ

"อย่าให้กันหักหน้าพวกเราเลยวะ ใครมีอาวุโสที่สุดในที่นี่ลงไปท้าทายผีก็แล้วกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ เมื่อมาถึงถิ่นปีศาจเช่นนี้ ท่านก็รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย

"ไม่จำเป็นจะต้องลงไปท้าทายมันหรอก" ท่านเจ้าคุณพูดอย่างไว้เหลี่ยม "จอดรถใต้ต้นสน แล้วก็นั่งสังเกตการดีกว่า ถ้ายังไงละก็จะได้รับมือกับมัน จอดตรงนี้แหละโว้ยพล"

บูอิคเก๋ง ถูกห้ามล้อหยุดนิ่งเกือบชิดขอบทาง นายพัชราภรณ์ปิดไฟหน้าท้ายรถแล้วดับเครื่อง ทันใดนั้นความเงียบสงัดก็ปกคลุมไปทั่วอาณาเขต ได้ยินแต่เสียงกิ่งสนคราวหวิวเพราะถูกลมพัด ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้พูดอะไรกันเลย ต่างสอดส่ายตามองไปรอบๆ เพื่อค้นหาปีศาจ

นิกรสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงสุนัขหอนดังแว่วมาตามลม ตัวหนึ่งหอนขึ้น แล้วอีกหลายตัวก็หอนรับ นายจอมทะเล้นใจคอไม่เป็นปรกติแล้ว รู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างไรชอบกล ซึ่งตามปรกติเขาเป็นคนกลัวผีขนาดหนัก

"ไม่รู้ว่าจะหอนหาหอกอะไรโว้ย หมาระยำ"

เสี่ยหงวนกระซิบกระซาบกับนิกร

"มันหอนเพราะมันเห็นผี อดใจรอหน่อยประเดี๋ยวคงได้พัดกับผีแน่ๆ ผีมันคงป้วนเปี้ยนอยู่ทางที่หมาหอนนั่นแหละ"

นายการุณวงศ์ก้มตัวลงหยิบขวดวิสกี้ตราขาว และยกถ้วยแก้วขึ้นมา แล้วเขาก็พูดกับคณะพรรคของเขา

"กันต้องกินเหล้านิดหน่อย ใจมันจะได้กล้า พวกเราใครดื่มบ้างโว้ย"

"เฮ้" อาเสี่ยร้องลั่น "ปู้โธ่-นั่งเปรี้ยวปากอยู่นานแล้วไม่ยักบอกว่ามีเหล้า ไหน-รินให้ก๊งเถอะวะ"

นิกรรินเหล้าประมาณ ๒ เป๊กแล้วยกขึ้นดื่มเสียก่อน จึงรินวิสกี้ส่งให้เสี่ยหงวน ในที่สุดทุกคนก็ดื่มเหล้าคนละแก้ว ดื่มเพียวๆ โดยไม่ต้องปนโซดา นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบห่อกุ้งแห้งออกมาแจกจ่ายให้เพื่อนๆ วิสกี้ถูกรินออกจากขวดอีก คนโน้นนิด คนนี้หน่อย ดื่มเหล้าพลางคุยกันพลาง สักครู่เดียววิสกี้ตราขาวก็หมดขวด นิกรตัดใจล้วงกระเป๋า หยิบมะม่วงพิมเสนออกมา ใช้มีดพับเล็กๆ ปอกแจกให้เพื่อเกลอทั้ง ๓ และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อือ ดีนี่หว่า" เจ้าคุณอุทาน "ยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย ขอเหล้าให้พ่ออีกแก้วเถอะวะ มานั่งกินยังงี้อร่อยดีเหมือนกัน"

นิกรพูดเสียงอ้อแอ้ เนื่องจากลิ้นไก่เริ่มหดสั้นเข้าไป

"หมดแล้วครับ เอารถย้อนกลับไปซื้อที่ปากน้ำอีกสัก ๒ ขวดดีไหมครับ ซื้อกับแกล้มมาด้วย มานั่งกินกันที่นี่ รอคอยเวลาจนกว่าผีมันจะออกมาปะทะกับพวกเรา"

พลว่า "อย่าไปเลยวะ เสียเวลาเปล่าๆ กินกันแต่พอหมอปากหอมคอเถอะ แกชักมึนๆ แล้วละซี ดื่มเพียวๆ ไม่ได้เติมโซดาสักนิด"

ดร. ดิเรกนัยน์ตาปรือ ใบหน้าแดงกล่ำเพราะแอลกอฮอล์ เขาครางเพลงฝรั่งหงิงๆ เขารำพันถึงท่านมหาราชา บางทีก็พูดภาษาแขก เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อยแอลกอฮอล์ทวีความมึนเมาขึ้นอีก ๔ สหาย กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งตาปรืองอกแง่กอยู่ในรถ

เงาดำตะคุ่มๆ เหมือนกับคน ๓-๔ คน ปรากฏขึ้นข้างหน้าห่างจากรถประมาณ ๓๐ เมตร เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเข้าก็ลืมตาโพลง หันมากระซิบกระซาบกับ ๔ สหาย

"เฮ้ย มันมาโน่นแล้ว"

พลถามเสียงอ้อแอ้

"อะไรมาครับ"

"ผีโว้ย"

กิมหงวนอมยิ้ม ยกมือตบบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้ายน้องชาย คนอย่างอั๊วไม่เคยกลัวอะไรเลยในโลกนี้ ตลอดจนโลกพระอังคารโลกพระพุธ... เอื๊อก...แหม-เมาฉิบหายเลยโว้ยกู ผีเรอะ...ผีหรือหมีไม่มีความหมายสำหรับอาเสี่ยกิมหงวน ฮา...เราเป็นคนไม่ใช่ผี เราไม่ต้องกลัวผี ผีมันเป็นผีมันก็ต้องหลอกเราตามประสาผี...หรือไงเพื่อน...เอ...กระบาลลื้อทำไมถึงไม่มีผมเลยโว้ย ชอบกล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวถีบเปรี้ยงตกรถเลย มึงเมาจริงๆ หรือแกล้งเมาวะ"

อาเสี่ยพูดเสียงอ้อแอ้

"แกล้งหาหอกอะไรเล่า กินเข้าไปตั้ง ๖ ก๊ง โอย....เมาจริงๆ ครับ ไม่ได้แกล้งเมา ผมนับ ๑๐ ไม่ถูกแล้ว หนึ่ง-สอง-เก้า-หก-สี่ เอ๊ะ...มันอะไรก่อนอะไรหลังโว้ย"

ท่านเจ้าคุณยิ้มออกมาได้ หันมาพูดกับ ดร. ดิเรก

"เออ มันเมาจริงๆ อ้ายหงวนวันนี้แย่ ล่อวิสกี้เพียวๆ โน่น-ดิเรก เห็นอะไรยืนอยู่โน่นไหม เหมือนกับคนสามสี่คนยืนจับกลุ่มมองดูเราอยู่"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ผมกำลังมองดูอยู่แล้วครับ เฮ้-พลโว้ย เปิดไฟหน้ารถดูซิ"

นายพัชราภรณ์เปิดสวิทไฟหน้ารถทันที แสงไฟสว่างจ้าพุ่งไปไกล ชายฉกรรจ์ ๔ คนในเครื่องแต่งกายชุดดำ ยืนเด่นอยู่ริมถนนข้างต้นสน

"ผี-ผีโว้ย" อาเสี่ยร้องลั่นรถ "เอามันพวกเรา บุกมันเลย ดับไฟโว้ยอ้ายพล"

อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้นิกรกล้าหาญชาญชัยผิดปรกติ เหมือนกับคนเมาทั้งหลาย ที่คิดว่าตนเก่งกว่าใครๆ เสมอ

"พี่น้องทั้งหลายฟังนี่" นายจอมทะเล้นพูดลิ้นไก่พันกันแทบไม่เป็นภาษา "บัดนี้เราได้มาเห็นผีแล้ว ข้าพเจ้านายนิกรลูกเขยพระยาปัจจนึกฯ จะแสดงลวดลายการจับผีให้ท่านชมเป็นขวัญตา"

เสียงตบมือดังลั่นรถเก๋ง พร้อมกับเสียงเฮฮาตามประสาคนเมา เสี่ยหงวนยกมือตบหลังนายจอมทะเล้นแล้วกล่าวว่า

"เอายังงี้ดีกว่า กันร่วมมือกับแกด้วย ส่วนคนอื่นนั่งดูอยู่ในรถนี้"

นิกรนั่งโยกตัวมองดูเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"แล้วมึงเป็นใครวะ"

"ปู้โธ่....อ้ายกร....อึ๊ก นี่เอ็งเมาจนจำเพื่อนไม่ได้เชียวเรอะ เอื๊อก...นักเลงกินเหล้าชั้นเราแล้ว เมาก็อย่าให้เสียสติ อ้ายกร...ดูหน้าข้าซิ ไฟในรถนี่มันสว่างพอที่จะให้แกได้พิจารณาใบหน้าอันสวยเก๋ และคมขำของข้า แล้วแกก็จะรู้เองว่ากันเป็นใคร"

นิกรมองดูเสี่ยหงวนแล้วนิ่งนึก ผิวปากเบาๆ

"อ๋อ นึกได้แล้ว โธ่-เจ้าสัวกิมเบ๊นี่เอง ขอโทษนะครับเจ้าสัว ไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว ผมจำไม่ได้จริงๆ อ้ายหงวนลูกชายเจ้าสัวอยู่กับผมครับ เราเป็นเพื่อนกันและรักกันมาก"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นรถ อาเสี่ยกิมหงวนทำหน้าชอบกล แล้วเขาก็กล่าวกับนิกร

"เจ้าสัวกิมเบ๊น่ะเตี่ยกูโว้ย นี่อาเสี่ยกิมหงวนลูกชาย มึงเมายังไงวะ มองเห็นคนหนุ่มเป็นคนแก่ไปได้"

นิกรหัวเราะ

"ก็คนเมานี่หว่า หูตามันก็ต้องฝ้าฟาง" พูดจบนิกรก็หันมาทางพ่อตาของเขาอีก "อ้าว-เฮ้ย ลื้อเป็นใครวะมานั่งป๋อบนรถอั๊ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"พ่อตามึง"

"มึงไหน"

"ก็มึงที่กำลังพูดนี่ยังไงล่ะ"

"โน-ซอรี่ นี่คุณนิกรไม่ใช่มึง"

ดร. ดิเรกเอ็ดตะโรลั่นรถ

"แด็ม....ท๊อคโก ท๊อคคัม น้อท ฟอลดาวน์ คุยว่าจะลงไปจับผี แต่นั่งสวดอยู่เรื่อย ไป-อ้ายกร ไปจับผีมาให้ฝรั่งดูสักตัวซิวะ อ้ายหงวนด้วย ยูกับอ้ายกรไปด้วยกัน เดี๋ยวจะได้กลับบ้าน แต่หมายความว่าเราจะต้องจับผีให้ได้สักตัวหนึ่ง"

นิกรชักฉิวดิเรก เขาเปิดประตูผลุนผลันลงจากรถ เสี่ยหงวนติดตามลงมาด้วย ๒ สหายต่างล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วเดินตุปัดตุเป๋ตรงไปข้างหน้า

ร่างอันดำตะคุ่มของคน ๔ คน หรือปีศาจ ๔ ตัว ยงยืนจับกลุ่มกันอยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อสองสหายเข้ามาใกล้ก็ได้ยินเสียงพูดกันพึมพัม นิกรยกมือจับแขนกิมหงวนไว้

"เตรียมพร้อม อ้ายเสี่ย"

"เอายังไงล่ะ"

"กันนับ หนึ่ง-สอง-สาม วิ่งเข้าประจัญบานกับมันเลย"

"วิธีนี้เสียเลือดโดยไม่จำเป็น เลือดกันหมู่นี้ยิ่งไม่ใคร่มีอยู่ด้วย เอายังงี้ดีกว่า ค่อยๆ ย่องเข้าไปเอาปืนขู่มัน เท่านี้ก็เป็นผู้พิชิตผีอย่างงดงาม"

นิกรยิ้มแป้น

"โอ. เค. แกนำหน้า"

๒ สหายพากันเดินเข้าไปยังร่างทั้ง ๔ นั้น อาเสี่ยเปิดไฟฟ้าเดินทางฉายกราดเข้าไป แต่แล้ว ๒ สหายก็หยุดชะงักยืนจังงังแทบจะหายเมา กิมหงวนกับนิกรได้เผชิญกับปีศาจโค้งผีสิงแล้ว พบหน้าของคนทั้ง ๔ เป็นหน้าของหัวกะโหลก นัยน์ตากลวงโบ๋ เสี่ยหงวนรีบปิดไฟฟ้าเดินทางทันที หันมากระซิบกับนิกร

"เห็นไหม"

"หะ-หะ-เห็น-ละ-แล้ว"

"จะสู้หรือจะถอยตามหลักยุทธศาสตร์"

นิกรตอบว่า "ถอยดีกว่า แต่ว่าถอยตามหลักยุทธศาสตร์น่ะถอยยังไง บอกให้กันรู้ก่อน"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ถอยตามหลักยุทธศาสตร์ก็คือ ต่างคนต่างวิ่งกลับไปที่รถของเราในทำนองตัวใครตัวมัน เฮ้ย-มันเดินเข้ามาหาเราแล้วโว้ย ถอย-อ้ายเสือถอย"

๒ เสือล่าถอยแบบยุทธศาสตร์ ต่างหมุนตัวกลับใส่ตีนหมาโกยอ้าวมาที่รถ นิกรถึงแม้จะตัวเล็กกว่ากิมหงวนและขาสั้นกว่า แต่ความกลัวผีของเขามากกว่ากิมหงวน นายจอมทะเล้นจึงสามารถเร่งฝีเท้าวิ่งขึ้นหน้าอาเสี่ยได้ กิมหงวนเห็นนิกรขึ้นหน้าก็เสียขวัญ รีบยกมือตีก้นตนเอง เร่งขาให้วิ่งเร็วขึ้นอีก ทั้ง ๒ เหมือนม้าแข่งที่ใกล้จะถึงหลักชัย ปล่อยกันเต็มฝีเท้า

พลได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่ง เขาก็เอื้อมมือเปิดสวิทไฟหน้ารถทันที แสงไฟหน้ารถส่องสว่างจ้า ร่างของปีศาจทั้ง ๔ ตัวหายไปแล้ว กิมหงวนกับนิกรวิ่งมาถึงรถก็รีบพรวดพราดขึ้นมานั่งตอนหลังรถอย่างเหนื่อยหอบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามทันที

"ไง-ทำไมถึงวิ่งหน้าตื่นกลับมาล่ะ"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่วิ่งซีครับจะได้ถูกมันหักคอตาย เอ้อเฮอ-นัยน์ตากลวงโบ๋แลเห็นถนัดเลยครับ แหม-ผมวิ่งเสียอกแทบแตก แต่อ้ายกรกลับวิ่งเร็วกว่าผม"

นิกรฝืนหัวเราะ

"พูดแล้วจะว่าคุย กันไม่เคยเป็นนักวิ่งเร็วก็จริงอยู่ แต่ถ้ากันได้เห็นผีละก้อ เจสสี โอเวล นักวิ่งเร็วแชมเปี้ยนโลกก็ยังแพ้กัน"

ดร. ดิเรกชักสงสัย ก็กล่าวถามกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเห็นผีจริงๆ น่ะหรือ"

"ก็ผีน่ะซี ปู้โธ่...ไม่เชื่อถามอ้ายกรดูก็ได้ รูปร่างเหมือนคนธรรมดาเรานี่แหละ แต่หน้ามันเป็นหน้าหัวกะโหลก โอย...ไม่เอาแล้วโว้ย ใครอยากแสดงลวดลายจับผีก็เชิญ"

ดร. ดิเรก หัวเราะ

"แก ๒ คนมันก็ขี้ขลาดตาขาวอยู่นั่นเอง เอาละกันกับอ้ายพลจะแสดงการจับผีให้แกดูบ้าง รับรองว่ากันจะจับให้ได้ ไปโว้ยพล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"พ่อลงไปด้วยดิเรก เรื่องผีพ่อไม่กลัวมันหรอก"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ลงไปหมดทั้ง ๓ คน ทิ้งให้ผมอยู่กับอ้ายหงวน ๒ คนเท่านั้นหรือครับ เดี๋ยวผีมันย้อนเข้าโจมตีผม ผมมิแย่หรือ อ้ายเสี่ย-ลงรถโว้ย ตามเขาไปดีกว่า ว้า...นอนอยู่บ้านดีๆ ไม่ว่าดี ไม่รู้จะมาหาหอกอะไรกัน เดี๋ยวพ่อบ้าขึ้นมาไปเข้าอยู่กับพวกผีเลย ใครผ่านมาทางนี้หลอกให้หัวล้าน-เอ๊ย-หัวโกร๋นไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเขกกระบาลนิกรดังสนั่น แล้ว ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณก็พากันลงจากรถ ทุกคนมีปืนพกคนละกระบอก เดินเป็นแถวหน้ากระดานเต็มถนนตรงไปข้างหน้า ดร. ดิเรก เปิดไฟฟ้าเดินทางส่องหาผี แต่ไม่ปรากฏว่าได้พบผีหรือหมีแม้แต่ตัวเดียว

เสียงสุนัขหอนขึ้นอีก นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ดร. ดิเรกกราดไฟไปทั่ว แล้วเขาก็เห็นชายฉกรรจ์ ๔ คน ยืนซุ่มซ่อนตัวอยู่ข้างพุ่มไม้ทางซ้ายมือ

"โอ๊ย" นิกรอุทาน "อยู่นั่นเอง อิติปิโส ภควา"

ดร. ดิเรกหัวเราะ ไม่ยอมเปลี่ยนไฟฉายไปทางอื่นทุกคนได้แลเห็นปีศาจทั้ง ๔ ยืนจังก้าจ้องมองมาทางคณะพรรค ๔ สหาย ใบหน้าของปีศาจเป็นหน้ากะโหลกผี มันแต่งกายชุดดำล้วน และเจ้าคนหนึ่งถือดาบเล่มใหญ่

พล พัชราภรณ์ ปราดเข้าไปยังกลุ่มปีศาจทั้ง ๔ ทันที เขารู้ดีว่ามันเป็นคนไม่ใช่ผี อ้ายเสือรูปหล่อถือปืน ๙ ม.ม. อยู่ในมือขวา เตรียมพร้อมที่จะปล่อยกระสุนออกจากลำกล้อง ดร.ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตามพลมาในระยะใกล้ชิด เตรียมช่วยเหลือเต็มที่ถ้าหากว่ามีการปะทะกันขึ้น ส่วนกิมหงวนกับนิกรยืนกอดกันกลมดิก สวดมนต์ภาวนาเสียงลั่น

"เฮ้-ยกมือขึ้น" พลตวาดลั่น

ชายฉกรรจ์ทั้ง ๔ ยืนตลึง แล้วปฏิบัติตามคำสั่งของนายพัชราภรณ์ ดร. ดิเรกปราดเข้ามาเอื้อมมือกระชากหน้ากากกะโหลกผีออกทีละคน แล้วเขาก็ตบหน้าเจ้าหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งดังฉาด

"แกเป็นใคร หา ทำไมถึงริอ่านระยำอย่างนี้ ทำเป็นผีคอยหลอกคนเดินทาง เพื่อหวังจะโจรกรรมใช่ไหมวะ บอกมาตามตรง ม่ายพ่อยิงตายห่าเลย"

ผู้ถูกถามตัวสั่นงันงก

"โธ่-นาย พวกผมไม่ใช่คนร้ายนะครับ ผมเป็นคนบางปิ้งนี่เอง แล้วก็มีสัมมาอาชีพ"

พลว่า "อย่าโกหก แกต้องเป็นคนร้ายแน่นอน แกสวมหน้ากากผีปลอมตัวเป็นผีมานานแล้วใช่ไหม"

เจ้าคนที่ถือดาบพูดขึ้นอย่างนอบน้อม

"เพิ่งวันนี้เองแหละครับ ผมสาบานได้ พวกผมไม่ใช่พวกนักจี้หรือพวกคนร้ายหรอกคุณ ไม่เชื่อไปบ้านผมซิครับ ผมจะให้ดูหลักฐานบ้านช่องของผม เจ้า ๓ คนนี่เป็นลูกจ้างทำนาของผมทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามขึ้นบ้าง

"แล้วแกมีความประสงค์อะไรที่แต่งตัวเป็นผีอย่างนี้ อยากเป็นผีหรือ ฉันจะได้ช่วยส่งแกทั้ง ๔ คนไปเมืองผีด้วยลูกตะกั่วนี้"

"โอ๊ย ผมกลัวแล้วครับ อย่ายิงผมเลย ถ้าสงสัยว่าผมเป็นคนร้ายละก้อ เอาตัวผมและพวกผมและพวกผมส่งไปให้ตำรวจเถอะครับ นายตำรวจที่ปากน้ำรู้จักผมดี ผมชื่อแก้วครับ ลูกชายกำนันกลิ่น"

เสี่ยหงวนได้ยินเสียงผีกับคณะพรรคของเขาเจรจาโต้ตอบกัน ก็กล่าวกับนิกร

"เฮ้ย เข้าไปดูหน้ามันซิ ผี ๔ ตัวนี่มันคงไม่ดุหรอกพอพูดกันรู้เรื่อง มันกำลังบอกพวกเราว่ามันเป็นผีไม่มีกลิ่น"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แหม-ใจไม่ดีเลยโว้ย กลัวมันหักคอ อย่าเพิ่งไปไว้ใจนัก มันอาจแกล้งทำเป็นญาติดีกับพวกเราก็ได้ พอเราตายใจมันก็หักคอพวกเราเลย โบราณท่านกล่าวไว้ว่าอย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจผี ผีสมัยนี้มันหรอกเก่ง ลูกไม่มันมากพอๆ กับนักการเมืองที่หลอกเก่งๆ ทีเดียว"

กิมหงวนฉุดมือนายการุณวงศ์เดินเข้ามาหาพรรคพวกของเขา ส่องไฟฟ้าเดินทางไปที่กลุ่มปีศาจปลอมทั้ง ๔

"เฮ้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "พวกแกเป็นผีชนิดไหนวะ มาจากวัดไหน"

ผีตนหนึ่งหัวเราะ

"ไม่ใช่ผีหรอกครับ ผมเป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกับคุณนั่นแหละ"

"อ้าว" นิกรอุทาน "เมื่อกี้นี้หน้าแกเป็นหัวกะโหลกนี่หว่า ทำไมถึงเปลี่ยนหน้าเป็นคนไปแล้ว"

ดร. ดิเรกหัวเราะ ชี้มือลงไปบนพื้นดินแล้วพูดกับนิกร

"ไอถอดทิ้งหมดแล้ว อ้าย ๔ คนนี่มันสวมหน้ากากผี"

"อือ" นิกรคราง "มนุษย์เรานี่ทำไมถึงชอบสวมหน้ากากหลอกกันนะ ให้ดิ้นตาย พวกแกเป็นคนดีๆ ไม่ชอบ อยากเป็นผียังงั้นรึ"

นายแก้วลูกกำนันกลิ่นพูดกับนิกรอย่างนอบน้อม

"เรา ๔ คนเป็นผีด้วยเหตุผลบางประการครับ พวกคุณไม่เปิดโอกาสให้ผมบ้างเลย แล้วจะทราบข้อเท็จจริงได้อย่างไรกันครับ ว่าเพราะเหตุไรผมกับคนของผม จึงได้ปลอมแปลงตัวเป็นผี"

พลพยักหน้าช้าๆ

"จริงโว้ย ถ้ายังงั้นแกพูดมา ฉันต้องการทราบเหตุผล แต่ถ้าเหตุผลของแกเป็นเหตุผลของคนร้ายที่แก้ตัวอาตัวรอด ฉันจะจับพวกแกไปส่งตำรวจที่ปากน้ำให้จัดการกับพวกแกต่อไป"

นายแก้วหัวเราะ

"ผมยินดีเรียนให้ทราบตามความจริง ผมไม่ใช่คนร้ายหรอกครับ แต่ว่าผมกำลังจะฉุดผู้หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นคู่รักของผม แต่พ่อแม่ผู้หญิงเขาเกลียดผม ต้องการให้ลูกสาวของเขาแต่งงานกับพ่อหม้ายเจ๊กเจ้าของโรงสีทางปากน้ำ"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ออไร๋น์ เหตุผลของแกน่าฟัง แต่ว่าทำไมแกถึงต้องปลอมแปลงตัวเป็นผีด้วย"

นายแก้วตอบอย่างนอบน้อม

"ปลอมเป็นผีก็เพราะ ตาพ่อกับยายแม่เป็นคนกลัวผีขนาดหนักเชียวครับ ทั้งๆ ที่ตาพ่อเป็นนักเลงโตประจำตำบลนี้ ถ้าผมไม่ปลอมเป็นผี ผมอาจจะถูกตาพ่อฟันตาย ก่อนที่ผมจะพาสาวรักของผมหนีไปได้"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ฮื้อ ไม่อยากเชื่อเลยโว้ย ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกแกเป็นโจร ทำเป็นผีคอยหลอกคนเดินทาง เพื่องานโจรกรรมของแก"

ลูกชายกำนันหัวเราะ

"ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า ผมไม่ใช่คนจนและไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเป็นโจร นี่ครับ โปรดดูแหวนเพชรที่นิ้วผมนี่ ราคาตั้ง ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าผมเป็นคนร้ายผมคงไม่มีแหวนอย่างนี้ใส่"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูแหวนเพชรที่นิ้วนางมือซ้ายของนายแก้ว มันต้องแสงไฟฟ้าเดินทางเป็นประกายรุ่งโรจน์

พล พัชราภรณ์ จุ๊ย์ปาก ยกมือตบบ่าลูกชายกำนัน

"น้องชาย กันเชื่อแล้วว่าแกเป็นคนดีไม่ใช่คนร้าย บ้านผู้หญิงสาวคนรักของแกอยู่ตรงไหนล่ะ"

นายแก้วชี้มือไปข้างหน้า

"โน่นครับ กระท่อมที่มีแสงตะเกียงรุบหรู่นั่นแหละครับ บ้านของสารภีสาวรักของผม ผมนัดหมายกับหล่อนไว้ ๒ ทุ่มครึ่ง แต่ผมมาก่อนเวลาก็เลยหยุดพักกันอยู่ที่นี่ พอดีเผชิญหน้ากับพวกคุณ ที่แรกผมตกใจคิดว่าเป็นตำรวจเสียอีก"

ดร. ดิเรกกล่าวถามลูกชายกำนัน

"น้องชาย แถวนี้น่ะเคยปรากฏว่ามีผีบ้างไหม"

นายแก้วหัวเราะอย่างขบขัน

"ผีจริงๆ หรือครับ ไม่มีเลยคุณ ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ถึงแม้ว่ามีรถคว่ำคนตายบ่อยๆ ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครถูกผีหลอก และพวกเราเดินหาปลาอยู่ตามริมคลอง หรือไปเที่ยวในเมืองกลับมาดึกๆ ดื่นๆ ไม่เคยเห็นผีหรือถูกผีหลอกเลยครับ"

นิกรถอนหายใจโล่งอก หมดความหวาดกลัวในเรื่องภูติผีปีศาจแล้วยืดตัวขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย พูดเสริมขึ้น

"เห็นเขาโจษกันว่า โค้งผีสิงน่ะผีตายโหงดุมาก พวกเราก็ต้องการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ จึงขับรถมาที่นี่ ปู้โธ่-นึกว่ามีผีจริงๆ กันจะได้แสดงลวดลายการจับผีเล่นสนุกๆ "

พลยกมือผลักหน้านิกรเต็มแรง

"อย่าโม้เลยโว้ย ยืนเฉยๆ เถอะ"

ดร. ดิเรกแกล้งร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย อะไรมาข้างหลัง อ้ายกร"

นายจอมทะเล้นร้องวิ๊ด กระโดดเข้ากอดพ่อตาของเขาไว้ ใช้เท้าทั้งสองหนีบเอวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ ท่านเจ้าคุณทานน้ำหนักตัวนิกรไม่ได้ ก็ล้มลงทั้งนิกรและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล กิมหงวน ดร. ดิเรก หัวเราะงอหาย พวกผีปลอมก็อดหัวเราะไม่ได้ ท่านเจ้าคุณด่าโขมงโฉงเฉง เมื่อนิกรประคองท่านลุกขึ้น

"อ้ายเปรต ปากละดีนัก แต่ความจริงขี้ขลาดตาขาวที่สุดในโลก เพียงแต่ดิเรกมันกระเซ้านิดเดียวเท่านั้น กลัวเสียจนขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวสมอง" แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หัวเราะหึๆ

พลกล่าวถามนายแก้ว เมื่อเขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"แกจะไปฉุดสาวหรือยังล่ะ น้องชาย ๒ ทุ่มครึ่งแล้ว"

"ไปซีครับ ผมต้องกราบลาพวกคุณละครับ"

"เดี๋ยวๆๆๆ " กิมหงวนขัดขึ้น "ให้กันไปด้วยคนเถอะวะ กันยินดีจะร่วมมือกับแกฉุดผู้หญิงให้แก ถ้าพ่อตาขัดขืนเอะอะกันยิงคว่ำเลย"

นิกรพูดขึ้นบ้าง

"เออ เอาโว้ยสนุกดี กันร่วมมือด้วย คุณพ่อกับอ้ายพล หมอไปรอที่รถก่อน หรือไม่จะไปช่วยกันก็เอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ" แล้วท่านก็ถามนายแก้ว "หรือยังไง อ้ายหลานชาย พวกเราทั้ง ๕ คนนี่จะช่วยแกฉุดผู้หญิง"

นายแก้วยกมือไหว้ปะหลกๆ

"แหม ก็ดีซีครับ ถ้ายังไงติดตะรางเราจะได้ติดด้วยกัน"

"โอ. เค. " ดิเรกร้องลั่น "พวกเราตั้งใจมาดูผี เมื่อไม่เห็นผีก็ต้องร่วมสนุกกับพวกแก ไป-อ้ายน้องชาย แกจะฉุดเอาไปไว้บ้านหรือยังไง"

"เปล่าครับ ผมจะเอาไปฝากไว้ที่บ้านเพื่อนของผมที่บางปู"

"อื้อฮือ" กิมหงวนคราง "แกเดินไหวหรือ"

เจ้าหนุ่มลูกทุ่งหัวเราะ

๑๐ กิโลเท่านั้นทำไมจะเดินไม่ไหวครับ กรุงเทพฯ ร่วม ๓๐ กิโลผมยังเดินไปเที่ยวบ่อยๆ เฮ้ยเก็บหัวกะโหลกขึ้นมาโว้ยพวกเรา"

พรรคพวกของนายแก้ว ต่างก้มลงหยิบหัวกะโหลกผีจำลองขึ้นมาสวมหน้าตามเดิม นิกรถอยหลังกรูด แล้วหัวเราะก้าก

"แหม-ดูเผินๆ ยังกะผีไม่มีผิด ไป-แกนำทางซี พวกเรายินดีช่วยเหลือแกให้ได้เมียในคืนวันนี้ แม่สาวสารภีสวยไหมน้องชาย"

"อ๋อ สวยมากครับ คณะกรรมการจังหวัดเคยมาทาบทาม จะเอาเข้าประกวดนางสาวไทยเมื่อปี กลายนี้แล้ว แต่เขาติว่าตาเหล่ไปข้างหนึ่ง เขาเลยไม่เอาครับ"

๔ สหายหัวเราะลั่น ต่อจากนั้น คณะพรรค ๔ สหายกับพวกผีปลอม ก็พากันเดินขึ้นมาบททางหลวง ข้ามถนนเข้าทุ่งนา ตรงไปยังกระท่อมหลังหนึ่งในท้องนา ซึ่งมองแลเห็นไฟตะเกียงลิบๆ

ความมืดและความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผืนนาอันเวิ้งว้างมีแต่ซังข้าว ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ลมพัดโชยเฉื่อยตลอดเวลา ทั้ง ๙ คนเดินใกล้จุดหมายเข้ามาทุกทีแล้ว ลูกน้องของนายแก้วคนหนึ่ง ทำเสียงหมาหอนได้อย่างแนบเนียน เขาแหงนหน้าขึ้นดูท้องฟ้าแล้วหอนเสียงโอดครวญ เป็นสัญญาณลับให้แม่สาวสารภีรู้ว่า นายแก้วมารับตัวแล้ว

นิกรย่องมายกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นหมาดังผับ

"เฮ้-พอทีโว้ย อั๊วขนลุกไปหมดแล้ว แกหอนได้เด็ดขาดเหลือเกิน หอนเพราะกว่าหมาเสียอีก ลูกคอสำคัญมาก แต่ว่าอย่าหอนอีกเลย กันเกลียดเสียงหมาหอนโว้ย ฟังแล้วเยือกเย็นเข้าไปในตับไตไส้พุง"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะ

"ผมเกิดทาในท่ามกลางฝูงสัตว์ต่างๆ ครับ พ่อผมเป็นพนักงานสวนสัตว์ ผมก็เลยทำเสียงสัตว์ได้ทุกชนิด เสียงนกกา เสียงเสือช้างหมาแมววัวควายได้ทั้งนั้น"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ไหนลองร้องเสียงเหี้ยซิ กันเกิดมาไม่เคยได้ยินเลยโว้ย"

เจ้าหมอนั่นทำคอย่น

"อ้ายตัวพรรค์นั้นมันไม่ร้องหรอกครับ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ทุกคนเดินเข้าหยุดยืนรวมกลุ่มกันที่ใต้ต้นแค จ้องมองไปยังกระท่อมหลังใหญ่ อันเป็นบ้านของสารภีแม่สาวน้อย

"แกนัดกับหล่อนไว้อย่างไร" กิมหงวนกระซิบถาม

"ผมเขียนหนังสือมานัดครับ ฝากน้องชายของหล่อนที่เป็นนักเรียนประชาบาลมาให้ บอกกับสารภีว่าคืนนี้ ๒ ทุ่มครึ่งให้เตรียมห่อเสื้อผ้าไว้ และให้คอยผมข้างกอไผ่ที่เห็นตะคุ่มๆ นั่น"

มีเสียงใครคนหนึ่งร้องเพลงฉ่อยลั่นกระท่อม เสียงที่ร้องอยู่ค่อนข้างจะอ้อแอ้ ทุกคนรู้ดีว่าเป็นเสียงของตาพ่อแน่นอน นายแก้วบอกว่า บิดาของสารภีชื่อจวง เป็นนักเลงที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง เคยฆ่าคนมาหลายศพแล้วมีอาชีพเป็นนักเลงการพนัน

โองโงงโงย ชะโอ๊งโง้งโง้ย

ลูกสาวของข้าเลี้ยงมาแต่น้อย

จะเอาไว้ใช้สอยเมื่อมันโตใหญ่

ถ้าหากใครมาเกี้ยวอีสารภี

กูจะฆ่าให้เป็นผีทันใด

นิกรยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก แล้วพูดกับนายแก้ว

"เฮ้ย แก้ว กันร้องตอบตาจวงนะ"

แก้วใจหายวาบ

"อย่านะครับ ลุงจวงแกดุยิ่งกว่าหมาเฝ้าสวนอีก ถ้าแกรู้ว่าพวกเราบุกเข้ามาทีนี่ แกต้องตอนรับพวกเราด้วยปืนลูกซองแน่ ง่า-เอายังงี้ดีกว่าครับ ผมกับพวกผม ๔ คน จะทำเป็นผีย่องเข้าไปหน้ากระท่อม ร้องเสียงโอดครวญให้เหมือนผี แล้วคุณกับคุณสูงโย่งโก๊ะคนนี้ ช่วยอ้อมไปทางกอไผ่ ฉุดสาวรักมาให้ผม สวนลุงจวงถ้าแกเห็นพวกผมเข้า แกก็ต้องตกใจนึกว่าผีจริงๆ รีบวิ่งเข้าห้องนอนคลุมโปง กอดยายหอมไม่มีวันปล่อย ๒ คนผัวเมียกลัวผีมากเชียวครับ"

กิมหงวนพยักหน้าช้าๆ

"เอา กันกับอ้ายกรจะไปฉุดสารภีมาให้แก แล้วเอามาพบกันที่นี่นะ"

"ครับ ถูกแล้ว มารวมพลกันที่นี่"

นิกรว่า "เผื่อผู้หญิงเขาร้องเอะอะล่ะ เขาไม่รู้จักกันเขาจะยอมมาหรือ"

"มาซิครับ มันมืดอย่างนี้มองหน้ากันเห็นเมื่อไร สารภีคงคิดว่าคุณสองคนเป็นลูกจ้างทำนาของผม เรานัดกันไว้เรียบร้อยแล้ว"

เป็นอันว่า พล พัชราภรณ์ กับ ดร. ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้ง ๓ คนเป็นทัพหนุน ยืนยึดที่มั่นอยู่ใต้ต้นแค นายแก้วกับคนของเขาเริ่มต้นแสดงบทบาทเป็นผี บุกเข้าไปทางหน้ากระท่อมของนายจวง นักเลงใหญ่สมุทรปราการ ส่วนกิมหงวนกับนิกรอ้อมไปทางกอไผ่ เพื่อนำตัวสารภีมาให้นายแก้ว

คณะพรรค ๔ สหายรู้สึกสนุกสนานร่าเริงไปตามกัน เสี่ยหงวนกับนิกรเดินจูงมือกันมาทางกอไผ่ แต่แล้วก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงคนร้องครวญครางอย่างโหยหวน ระคนกับเสียงหมาหอน

นิกรกอดกิมหงวนแน่น

"เฮ้ยๆๆ "

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ พรรคพวกของเจ้าแก้วมันทำเสียงผีหลอกตาจวงต่างหาก"

"อ้อ" นิกรคราง "นึกว่าผีจริงๆ อีก แหมอ้ายหอกคนไหนนะ มันครางเสียงผีแน่ไปเลย นี่ถ้ากันไม่รู้ว่าผีปลอมกันเปิดแล้ว"

มีเสียคนในกระท่อมร้องอุทาน ขึ้นด้วยความตกใจ และวิ่งตึงตังโครมครามสักครู่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงลมพัด และหมาปลอมหอนวิเวกวังเวง บางทีก็ไอแค็กๆ เพราะหอนหนักเข้าแสบคอหอย

"เสร็จ" กิมหงวนพูดกับนิกร "ตาจวงกับเมียของแกคงเห็นผีปลอมเข้าแล้ว ป่านนี้คงนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก ด้วยความสำคัญผิดคิดว่าผีจริงๆ เจ้าแก้วนี่ลูกไม้สำคัญนัก"

สองสหายตรงมาที่กอไผ่ นิกรหยุดชะงักห้ามล้อพรืด เมื่อแลเห็นร่างตะคุ่มๆ ของใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างบ่อน้ำใต้กอไผ่

"เฮ้ย...นั่นผีหรือคนโว้ย" นายจอมทะเล้นกระซิบถามเสี่ยหงวนด้วยเสียงสั่นเครือ

กิมหงวนทำหน้าชอบกล ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ

"พยายามลดความกลัวผีลงบ้างซีโว้ย ว๊า...อ้ายเวรนี่ทำไมถึงตาแหกยังงี้นะ คนโว้ยไม่ใช่ผี ยืนอยู่นั่นน่ะต้องเป็นสารภีแน่ๆ "

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอายังงี้ดีกว่า กันยืนอยู่นี่แหละ แกเข้าไปฉุดสารภีมาก็แล้วกัน ถ้าหากว่าเป็นผีไม่ใช่สารภีกันจะได้มีโอกาสวิ่งหนีไปก่อน เพราะขาของกันสั้นกว่าของแกมาก"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้ เขาเดินตรงไปยังร่างอันดำตะคุ่มๆ นั้น พอเข้ามาใกล้อาเสี่ยก็รู้ว่าเป็นผู้หญิง และต้องเป็นสารภีแน่นอน หล่อนถือห่อผ้าห่อหนึ่ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่กลืนกับความมืด มีผ้าคลุมศีรษะป้องกันน้ำค้าง เสี่ยหงวนปราดเข้าจับมือหล่อนแล้วพูดเบาๆ

"ไปเถอะสารภี แก้วให้ฉันมารับเธอ"

หล่อนพยักหน้า มองไปที่กระท่อมอย่างตื่นๆ ขลาดกลัว กิมหงวนจูงมือหล่อนพามาหานิกร ต่อจากนั้นสองสหายก็รีบกลับไปยังจุดนัดพบ คือใต้ต้นแคหน้ากระท่อมโรงนาของนายจวง

พวกสุนัขปลอมยังคงเห่าหอนเยือกเย็น พวกผีปลอมก็ครวญครางน่ากลัว บรรยากาศในทุ่งนาเย็นเยียบ ไม่เหมาะสำหรับคนกลัวผีเช่นนิกรของเรา กิมหงวนพาแม่สาวงามเข้ามารวมกลุ่มกับพรรคพวกของเขา ในเวลาเดียวกัน นายแก้วกับสมุนร่วมใจก็พากันเข้ามา

นิกรยกมือตบก้นแม่สาวน้อยเบาๆ

"ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้วสารภี เป็นอันว่าคืนนี้เธอมีหวัง มีผัว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์"

นายแก้วปราดเข้ามากอดสาวรักของเขา

"สารภีจ๋า รีบไปกันเถอะ เอ๊ะ "

ลูกชายกำนันคลายมือที่กอดสารภีออก เพราะเขาได้กลิ่นน้ำหมาก เหมือนกับกระโถนที่ไม่ได้ล้างหลายวัน ชายหนุ่มรีบเปิดไฟฟ้าเดินทางส่องหน้าสาวรักของเขาทันที แทนที่จะเป็นสารภีแม่สาวงาม กับกลายเป็นยายหอมเมียของนายจวง ซึ่งมีหน้าตาเหี่ยวย่นเพราะความชรา

"ไอ๊ย่า" อาเสี่ยตะโกนลั่น "นึกว่าสารภี กลายเป็นคางคกตายซากไปแล้ว"

ยายหอมแสยะยิ้ม

"อ้ายแก้ว หน็อย-มึงพาพวกมาจะฉุดลูกกู นึกว่ากูไม่รู้เท่าทันมึง จดหมายที่มึงฝากอ้ายเปียกมาน่ะ มันเอามาให้พี่จวง ไม่ได้เอามาให้สารภีหร็อก ขอกูตีกระบาลมึงทีเถอะวะ" พูดจบหญิงชราก็เงื้อตะบันหมากขึ้นฟาดลงกลางกระบาลเจ้าแก้วดังโป๊ก ปากก็ร้องตะโกนเรียกผัวของแก "พี่จวง อ้ายแก้วอยู่นี่"

เสียงนายจวงหัวเราะลั่นกระท่อม นักเลงใหญ่ถือปืนลูกซองวิ่งออกมา ขณะที่เมียของเขากำลังตะลุมบอนเจ้าแก้วด้วยตะบันหมาก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงหลง

"อ้ายเสือถอย"

คราวนี้คณะพรรค ถ สหาย วิ่งไปจากที่นั้นทันที เจ้าแก้วถูกตะบันหมากหลายทีหัวน่วมไปหมด เขาผลักยายหอมหกล้ม แล้วพาพรรคพวกวิ่งหนี ยายหอมลุกขึ้นเงื้อตะบันหมากขว้างมาเต็มแรง ตะบันหมากวิเศษลอยละลิ่วถูกกระบาลเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังโป๊ก

ที่หน้ากระท่อม ประกายไฟวูบขึ้นจากปากกระบอกปืนแฝด พร้อมกับเสียงระเบิดของกระสุน นายจวงยิงมาอย่างเดาสุ่มทั้งๆ ไม่เห็นที่หมาย เสียงปืนทำให้พวกที่หลบหนีภัยวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

อีกสักครูหนึ่ง ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็มาถึงรถเก๋ง ส่วนนายแก้วพาพรรคพวกหลบไปทางหนึ่ง

"มา-มาฉุดลูกสาวกูซีโว้ย" เสียงนายจวงตะโกนโหวกๆ

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณรีบขึ้นรถอย่างเหน็ดเหนื่อย ต่างมองดูหน้ากันหัวเราะกันอย่างขบขัน

บูอิคเก๋งถูกสต๊าทเครื่องแล้วไฟหน้ารถเปิดสว่างจ้า นายพัชราภรณ์จัดแจงกลับรถ แล้วบังคับเก๋งคันงาม ย้อนมาทางสมุทรปราการ ดร. ดิเรกนั่งหัวเราะงอหาย.

จบบริบูรณ์