พล นิกร กิมหงวน 107 : เศรษฐีวันเดียว

เมื่อเจ้าแห้วผ่านประตูด้านหลังตึกใหญ่เข้ามาในห้องโถง เขาก็แลเห็นสี่สหายกับสี่นางและลูกชายหนุ่มทั้งสี่คน พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดนั่งเรียงรายอยู่รอบห้อง เจ้าแห้วรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่สายตาของพวกเจ้านายพากันมองดูเขาด้วยความไม่พอใจ เขาเดินก้มตัวตรงเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อยเบื้องหน้าโซฟาตัวใหญ่ซึ่ง พล นิกร กิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกนั่งอยู่ด้วยกัน แล้วเจ้าแห้วก็กล่าวถาม พ.อ.พลอย่างนอบน้อม

"คุณให้หาผมเรื่องอะไรครับ"

พลยิ้มให้เจ้าแห้ว

"พวกเรากำลังพิจารณาบำเหน็จรางวัลความดีความชอบของแก"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อยแล้วฝืนหัวเราะเสียงปร่า

"รับประทานเห็นจะไม่ใช่กระมังครับ"

พลว่า "ถ้ายังงั้นแกอาจจะทายใจเราถูก"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"แกน่ะรู้ตัวไหมว่าแกเป็นคนเลวมาก เลวยิ่งกว่าหมา"

เจ้าแห้วทำคอย่น ค่อยๆหันหน้าไปมองดูคุณหญิงวาดซึ่งนั่งเคียงคู่อยู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บนโซฟาใหญ่อีกตัวหนึ่ง

"รับประทานผมทำผิดอะไรหรือครับ"

"แกนินทาว่าร้ายพวกเราน่ะซี หรือแกจะปฏิเสธ วานนี้แกนั่งคุยกับนายจอนในสวนหลังบ้านตอนเย็น แกนินทาพวกเราให้นายจอนฟังตั้งเกือบชั่วโมง คนอย่างแกเห็นจะเลี้ยงไม่ได้"

เจ้าแห้วประณมมือไว้ระหว่างอก

"รับประทานผมสาบานได้ครับว่าผมไม่ได้นินทาว่าร้ายพวกเจ้านายเลย ไม่เชื่อเรียกลุงจอนมาถามดูซีครับ ผมคุยเรื่องเจ้านายก็จริง แต่ไม่ได้นินทานะครับ รับประทานผมพูดถึงบุญวาสนาของเจ้านายเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"อย่าปฏิเสธอ้ายแห้ว เรามีหลักฐาน"

เจ้าแห้วชักฉิว

"รับประทานเอาซีครับ มีใครได้ยินผมพูดนินทาเจ้านาย เรียกตัวมายืนยันกันต่อหน้าผมเลยครับ โธ่-รับประทานบนเรือน ผมไม่ถ่ายอุจจาระบนหลังคาหรอกครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ปากแข็งต้องเตะปาก หรือม่ายก็เอาเหล็กที่เขาใส่ปากม้าใส่ปากแก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมก็เลยกลายเป็นม้าไป ผมไม่ได้นินทาว่าร้ายพวกเจ้านายหรอกนะครับ เอาไปสาบานหน้าหลวงพ่อแก้วเดี๋ยวนี้ยังได้ วันนี้วันอาทิตย์โบสถ์หลวงพ่อเปิดด้วย รับประทานใครมาฟ้องผมหรือครับ"

เสี่ยหงวนสบตาเจ้าแห้วก็กล่าวขึ้น

"แกมันผู้ร้ายใจแข็ง พวกเราไม่ใช่คนหูเบาจะได้เชื่อคนง่ายๆ ไม่มีใครเขาฟ้องแกหรอกแต่เรามีหลักฐานโว้ย"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานหลักฐานอะไรครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้าให้ลูกชายของเขาซึ่งนั่งรวมกันกับพนัส นพ และสมนึกบนโซฟาข้างห้องสมุด

"เปิดเทปบันทึกให้อ้ายแห้วมันฟังหน่อยซิลูก อ้ายแห้วมันจะได้ยอมจำนนต่อหลักฐาน"

ร.ท.ดำรงลุกขึ้นพาตัวเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยม ซึ่งบนโต๊ะนั้นมีเครื่องบันทึกเทปอย่างดีที่สุดวางอยู่ในกระเป๋า และเปิดฝาไว้เรียบร้อย เครื่องบันทึกเทปเครื่องนี้ศาสตราจารย์ดำรงได้สร้างมันขึ้นไว้ใช้ มีคุณภาพดีกว่าเครื่องบันทึกเสียงที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ไมโครโฟนขนาดเล็กที่ดักเสียงหรือบันทึกเสียงต่างๆนั้นมีความไวมาก แม้แต่เสียงกระซิบกระซาบกันในระยะห่างไมโครโฟนเพียง ๒ เมตรก็จะถูกบันทึกลงในเทป และเมื่อเปิดออกฟัง เสียงจะดังชัดเจนแจ่มใสด้วยระบบเสียงพิเศษ

ศาสตราจารย์ดำรงหันมาทางเจ้าแห้วแล้วพูดยิ้มๆ

"เมื่อเย็นวานนี้ ฉันลองเครื่องบันทึกเสียงของฉันที่พึ่งสร้างเสร็จ อ้ายนพนำไมโครโฟนแอบไปหย่อนไว้บนกิ่งไม้ข้างหลังม้าหินอ่อน ซึ่งแกกับลุงจอนนั่งกินเหล้าและคุยกัน นี่แหละทำให้เราได้รู้ว่าแกได้นินทาว่าร้ายพวกเราเกือบทุกคน"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม

"โอ๊ย-รับประทานเล่นเอาไมโครโฟนดักผมเหมือนอย่างในหนังเรื่องพยัคฆ์ร้ายต่างๆ รับประทานยังงี้ผมก็แย่น่ะซีครับ"

ศาสตราจารย์ดำรงเปิดเครื่องบันทึกเสียงทันที เสียงของเจ้าแห้วและเสียงของลุงจอนหัวหน้าคนสวนดังกังวานทั่วห้องโถงได้ยินถนัด ตอนแรกๆก็พูดคุยกันถึงเรื่องเงินทองไม่ใคร่จะพอใช้ หนักเข้าเจ้าแห้วก็เริ่มต้นนินทาเจ้านาย ซึ่งต่อไปนี้เป็นเสียงเจ้าแห้วกับเสียงลุงจอนพูดกัน

"คุณหญิงท่านไม่ยอมขึ้นเงินเดือนให้ฉันหลายปีแล้ว ก็เพราะท่านทราบว่าฉันได้ทิปจากพวกเจ้านายเดือนหนึ่งร่วมพันบาท"

"ก็ดีแล้วนี่หว่า เอ็งเป็นคนของท่าน เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่าน เจ็บไข้ได้ป่วยท่านก็เอาใจใส่ ท่านไม่ได้เลี้ยงเอ็งอย่างบ่าวไพร่นะโว้ย ท่านเลี้ยงเอ็งเหมือนกับลูกหลานของท่าน ถึงปีท่านก็ให้รางวัลคล้ายกับโบนัสคนในบ้านทุกคน ท่านน่ะเหมือนกับแม่บังเกิดเกล้าของพวกเรา เป็นเจ้านายที่ดีที่สุดของพวกเรา"

"ใช่ แต่ท่านแก่ด่าไปหน่อย ยิ่งอายุมากยิ่งด่าเก่ง พอตื่นเช้าก็โผล่เฉลียงตึกทำปากเหมือนหนังตะลุง เล่นงานไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม ฮ่ะ ฮ่ะ เสียงท่านยังกะเครื่องขยายเสียง ๑๐ หลอด แจ๊ดๆๆๆๆใส่คะแนนไม่ทัน อาหารเช้าตั้งโต๊ะหรือยังวะ เริ่มซักผ้ากันหรือยัง อ้ายพวกคนสวนเมื่อไรจะลงมือทำงาน ใครมีหน้าที่ทำความสะอาดล้างรถกันแล้วหรือยัง จับกลุ่มยืนคุยกันหาตวักตะบวยอะไรวะ อ้ายแห้วหายหัวไปไหน ขึ้นมาให้เห็นหน้าบ้างซี นังแจ๋วทำไมไม่ขึ้นไปอยู่บนตึกใหม่ หลานๆข้าเขาตื่นนอนแล้ว พวกแกจะให้ฉันบ่นว่าไปถึงไหน"

"มึงนี่ล้อเลียนกระทั่งเจ้านาย ดัดทำเสียงให้เหมือนคุณหญิงท่านแล้วก็ทำได้เหมือนเสียด้วย ถ้าข้าฟ้องท่านละก้อถูกตบดิ้นเชียวนะจะบอกให้"

เสียงเจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"ฉันถือว่าท่านด่าฉันมากเท่าไรก็แสดงว่าท่านรักและกรุณาฉันเท่านั้น ฉันไม่เคยโกรธเคืองท่านหรอก แต่สำหรับคุณผู้หญิงบางทีฉันยัวะเหมือนกันถ้าด่าฉันผิดๆถูกๆไม่รู้ข้างขึ้นข้างแรม วันพระก็ด่า อย่างคุณประไพยังงี้ ไม่เคยทิปฉันเลยลุง ขี้เหนียวอย่างที่เรียกว่าเข้าห้องส้วมต้องถือคีมติดมือเข้าไปด้วย ใช้ไปซื้อของเงินทอนบาทเดียวก็เรียกคืน กระดูกทั้งผัวทั้งเมีย ดีแต่ใช้แล้วก็ด่า"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ยกมือไหว้ศาสตราจารย์ดำรงแล้วพูดขึ้น

"ปิดเครื่องเถอะครับ รับประทานขืนเปิดต่อไปเดี๋ยวผมถูกกระทืบแน่นอน"

แทนที่ ร.ท.ดำรงจะปิดสวิตช์เครื่องบันทึกเสียง เขากลับเดินมานั่งกับเพื่อนเกลอของเขา

เสียงเครื่องบันทึกเทปดังกังวานต่อไป

"อย่านินทาว่าร้ายท่านเลยวะอ้ายแห้ว ถึงอย่างไรเราก็พึ่งบุญบารมีของท่าน จะหาว่าท่านกระดูกยังไง ในเมื่อเอ็งมีเงินเดือนอยู่แล้ว จะต้องให้ท่านทิปเอ็ง ให้รางวัลเอ็งอีกหรือ"

"ไม่ใช่นินทา ฉันเล่าให้ลุงฟัง เจ้านายของเราแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก คุณนวลละออใจดีเหมือนอาเสี่ย คุณประไพกระดูกขัดมันเหมือนคุณนิกร คุณนันทาดุเหมือนเสือ วันดีคืนดีจึงจะยิ้มให้ฉัน คุณประภาปากหวานแต่ไม่ใคร่ทิป สู้คุณหมอไม่ได้ ถึงทิปทีละสิบบาทยี่สิบบาทก็ทิปบ่อยๆ"

"แล้วพวกเจ้านายผู้ชายล่ะ"

"เจ้านายผู้ชายหรือลุง ท่านเจ้าคุณใจดีเหมือนกัน ท่านเคยทิปฉันทีละร้อยบ่อยๆ แต่ท่านขี้โมโหตามแบบคนหัวล้าน บางทีเราไม่ได้ตั้งใจพูดเกี่ยวกับศีรษะของท่าน เผลอพูดคำว่า ลื่น โกร๋น เลี่ยน เตียน โล่ง ท่านก็พาลเตะฉันหรือเขกกบาลฉัน"

"เอ็งต้องระวังซีวะ อยู่ต่อหน้าท่านก็ไม่ควรพูดอะไรที่ทำให้ท่านต้องโกรธ"

"มันก็ต้องเผลอบ้างแหละลุง เลื่อนขวดเหล้าเข้ามาให้ฉันหน่อยซี แหม-วันนี้กินเหล่าอร่อยจังแฮะ นานๆกินเหล้าฝรั่งทีมันชื่นใจจริงๆ"

"อาเสี่ยท่านรู้ว่าเอ็งขโมยตราขาวของท่านมาเลี้ยงข้า เอ็งจะเดือดร้อนนะโว้ย แล้วข้าก็อาจจะเดือดร้อนไปด้วย"

"ไม่มีวันที่จะรู้หรอกลุง คนอย่างอาเสี่ยอีลุ่ยฉุยแฉก ฉันแอบขโมยเหล้ากินตั้งหลายขวดแล้ว ท่านไม่รู้หรอกว่าเหล้าของท่านมีเหลือกี่ขวด ยิ่งตอนนี้เข้าพรรษาพวกเจ้านายอดเหล้า อาเสี่ยท่านไม่สนใจกับเหล้าของท่านหรอก อ้า-ความจริงอาเสี่ยท่านสปอร์ทและใจดีมาก คุณพลเจ้านายโดยตรงของฉันท่านก็ดีต่อฉัน เสียอย่างเดียวเวลาท่านยัวะขึ้นมาท่านเตะเอาจริงๆ"

"คุณหมอกับคุณนิกรเป็นยังไง"

"คุณหมอดีมาก อารมณ์เย็นไม่ใคร่ดุ ส่วนคุณนิกรคือจอมกระดูกหรือมหากระดูก อย่างที่เรียกว่าหมาไม่กิน"

นิกรกล่าวกับศาสตราจารย์ดำรงทันที

"เฮ้ย ดำรง ปิดเครื่องหยุดพักช่วยกันกระทืบอ้ายแห้วเสียก่อนดีไหม"

ดำรงหัวเราะหึๆ

"ฟังต่อไปเถอะครับน้ากร"

เสียงเทปบันทึกซึ่งเป็นเสียงเจ้าแห้วและลุงจอนคงดังต่อไป

"พูดยังงี้มันก็ไม่ถูกโว้ยอ้ายแห้ว ข้าเคยเห็นคุณนิกรให้เงินเอ็งใช้ตั้งหลายหน เสื้อกางเกงของท่านที่ท่านตัดมาหรือซื้อมา ท่านไม่ชอบท่านก็ให้เอ็ง"

"ก็ให้ตามประสาคนกระดูกนั่นแหละลุง ลูกชายท่านก็เหมือนกัน กระดูกเหมือนพ่อไม่มีผิด แล้วก็พูดยวนๆยังไงชอบกล คนไทยแท้ๆทำเป็นญวนย่าเหลไปได้ จนใจว่าเป็นลูกเจ้านาย ม่ายงั้นคงโดนฉันเตะนานแล้ว"

"ก็ลองดูซีอ้ายแห้ว มึงเตะคุณนพเมื่อไรคุณหญิงท่านก็คงเอาเลือดหัวมึงออกเท่านั้น"

"ไม่ได้เตะ ฉันพูดให้ฟังว่าฉันไม่กล้าทำอะไรเพราะเป็นลูกเจ้านาย คุณสมนึกกับคุณดำรงซีดี คุณสมนึกแกใจสปอร์ทเหมือนอาเสี่ยไม่มีผิด เสียอย่างเดียวบ้าๆบอๆไม่ใคร่จะเต็มเต็ง คุณดำรงเรียบร้อยใจดีไม่พูดพล่ามบ้าน้ำลายเหมือนคุณนพ"

"แล้วคุณพนัสล่ะ"

"คุณพนัสออกจะเต๊ะมากไปหน่อย วันดีคืนดีถึงทิปสักครั้ง แต่ก็ดีเหมือนกัน คือดีกว่าคุณนพ เฮ้อ-พวกเจ้านายของเราล้วนแต่มีบุญวาสนานั่งอยู่บนกองเงินสุขสบายตลอดชาติ นึกอยากจะได้อะไรก็ได้ มีเงินก็เหมือนมีแก้วสารพัดนึก ดูอย่างคุณหญิงเจ้านายของเราเถอะลุง ท่านแสนที่จะสบาย อยู่ในบ้านมีบ่าวไพร่ห้อมล้อมคอยปรนนิบัติรับใช้ มีทั้งเงินมีทั้งอำนาจ ถ้าฉันเป็นอย่างท่านฉันคงจะมีความสุขที่สุด หรือยังไงลุง"

"ก็ไม่แน่โว้ย ท่านต้องปกครองคนไม่น้อย ต้องสนใจกับลูกหลานของท่าน ข้าคิดว่าคุณหญิงท่านคงไม่มีความสุขเท่าใดนักหรอก บางทีลูกหลานของท่านถูกส่งไปราชการชายแดน ท่านก็เฝ้าแต่เป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงแม้ท่านร่ำรวยเพียงใด ท่านก็แก่เฒ่าร่วงโรยร่างกายไม่ใคร่จะแข็งแรง สามวันดีสี่วันไข้ แล้วมึงจะว่าท่านสุขสบายอย่างไร"

"แต่ท่านก็สบายกว่าเรามากนัก ยิ่งอาเสี่ยด้วยแล้ว พูดแล้วฉันอดอิจฉาท่านไม่ได้ มีเงินตั้งร้อยล้านพันล้าน กิจการค้ามากมาย เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทย ถ้าหากว่าฉันเป็นอาเสี่ยคือมีเงินอย่างท่าน โอ๊ย....สบายตายห่าเลยลุง แต่ว่าคนอย่างฉันชาตินี้ทั้งชาติก็คงเป็นขี้ข้าท่านตลอดไป ไม่รู้ว่าอาเสี่ยท่านทำบุญอะไรไว้ในชาติก่อน ชาตินี้จึงมั่งมีศรีสุขอย่างล้นเหลือ ใช้เงินโครมๆเหมือนพิมพ์แบงก์ได้เอง งานการก็ไม่เห็นต้องทำอะไร มีคนทำให้ทั้งนั้น เพียงแต่เซ็นชื่อแกร็กๆ"

"นั่นแหละมึง เป็นเรื่องที่อาเสี่ยท่านต้องหนักใจไม่ใช่น้อย เอ็งคิดว่าท่านสบายหรืออ้ายแห้ว ท่านยิ่งรวยท่านยิ่งเหนื่อยเอ็งรู้ไหม พวกเศรษฐีน่ะเหนื่อยกว่าคนจนๆอย่างพวกเรามากมายนัก เพราะกิจการงานของท่านมีมากเกินไป อาเสี่ยท่านนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งจนดึกดื่นเที่ยงคืนเอ็งรู้หรือเปล่า ส่วนเอ็งพอสามทุ่มก็เข้านอนไม่มีอะไรเป็นพันธะ เพราะมีข้าวกินมีบ้านอยู่และมีเงินเดือนใช้ อาเสี่ยท่านต้องรับผิดชอบบริษัทห้างร้านหรือกิจการค้าของท่านน้อยอยู่หรือ คนของท่านที่กินเงินเดือนนับพันคน ทั้งอู่เรือ โรงเลื่อย โรงสี โรงรับจำนำ ห้างหุ้นส่วนบริษัทต่างๆ ตลอดจนธนาคารและโรงแรม ท่านเคยบ่นกับข้าว่าท่านทำงานเหนื่อยมากอยากจะยิงตัวตายเสียให้พ้นทุกข์พ้นร้อน"

"ปู้โธ่ ลุงเอ๊ย งานกล้วยๆ เซ็นต์ชื่อแกร็กๆหรือดุด่าลูกน้องให้ฉันทำก็ได้ ไม่เห็นจะเหน็ดเหนื่อยอะไร อาเสี่ยน่ะท่านสบายออกจะตายไป เที่ยวกับคุณพล คุณนิกรและคุณหมอ ไปนวดตัวอาบน้ำ เที่ยวไนต์คลับ กินอาหารตามเหลามื้อละสามสี่ร้อยบาท ใช้เงินอย่างไม่เสียดาย เพราะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ถ้าฉันเป็นอาเสี่ย โลกนี้มันก็ต้องเป็นของฉันอย่างไม่เป็นปัญหา เจ้าประคุณเอ๋ย ท่านช่างสบายเสียจริงๆ ฉันถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งสองใบก็สบายสู้ท่านไม่ได้ เพราะมีเงินเพียงล้านเดียว คิดแล้วน่าอิจฉาท่าน พับผ่า"

"เอ็งมันบ้า อิจฉากระทั่งเจ้านาย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าอาเสี่ยท่านจะสุขสบายอย่างเอ็งพูด ท่านต้องทำงานสารพัด"

"งานที่เป็นนายเขามันจะยากอะไรลุง โดยมากเป็นงานเซ็นต์ชื่อในหนังสือ มีลูกน้องทำให้เรียบร้อย ถ้าผิดพลาดก็ไล่เบี้ยลูกน้อง ตบหน้า ตัดเงินเดือนและไล่ออก คนที่ทำงานให้อาเสี่ยเขาก็ต้องระมัดระวังไม่ให้งานผิดพลาด แหม-พูดแล้วฉันอยากเป็นอาเสี่ย ฉันคงสบายที่สุดในโลก"

"เอ็งไม่ได้เป็นท่านเอ็งก็พูดอย่างนี้ คุยกันเรื่องอื่นเถอะวะ เรื่องนินทาเจ้านายหรือเอาตัวเราเข้าไปเปรียบเทียบกับเจ้านายข้าไม่ชอบ ข้าถือว่าเราเป็นคนของท่าน เราก็ต้องซื่อสัตย์กตัญญูเคารพนับถือท่าน เอ็งน่ะควรจะภูมิใจแล้วที่เอ็งใกล้ชิดเจ้านายคือคุณผู้ชายทั้งสี่คน"

"โธ่-เหนื่อยจะตายห่าลุง ใช้หัวไม่วางหางไม่เว้น"

"ก็ทำไมเอ็งไม่ลาออกไปอยู่ที่อื่นล่ะ ไปหางานทำที่สบายๆและมีเงินเดือนแพงๆซีวะ"

"ไปให้โง่น่ะซี อยู่ที่ไหนจะสุขสบายกว่านี้"

"แล้วมึงทำไมว่าเหนื่อยจะตาย"

"นั่นน่ะซี ฉันมีปากฉันก็พูดไปยังงั้นแหละลุง พูดถึงอาเสี่ยแล้วฉันอิจฉาท่านจังเลย นั่งอยู่บนกองเงินกองทองตลอดเวลา จ่ายเงินแสนสองแสนทำหน้าตาเฉยเหมือนกับฉันจ่ายไปสองสลึง แต่ว่าคุณนึกลูกชายของท่านก็ถลุงเงินอาเสี่ยไม่ใช่น้อย ลูกล้างลูกผลาญ ไม่รู้จักเสียดายเงินของพ่อแม่ ถ้าฉันเป็นอาเสี่ย ฉันเตะดิ้นไปนานแล้ว"

เทปบันทึกเสียงสนทนาระหว่างหัวหน้าคนสวนกับเจ้าแห้วสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ดำรงลุกขึ้นไปปิดสวิตช์ ทุกคนพากันมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาลแกมขบขัน เจ้าแห้วทำหน้าเหยเกชอบกลแล้วร้องไห้โฮ

เสี่ยตี๋ยิ้มให้เจ้าแห้ว

"มาซี มาเตะฉันอ้ายแห้ว"

นพพูดเสริมขึ้น

"แกว่าฉันเป็นยวนย่าเหล แกอยากเตะฉันใช่ไหม"

"อ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดพูดเสียงหัวเราะ "มึงตายแน่วันนี้ มึงว่ากูทำปากเหมือนหนังตะลุงด่าไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หรือหน้าพรหม"

ลูกชายของพลกล่าวขึ้นบ้างด้วยเสียงหัวเราะ

"แกว่าฉันเต๊ะท่าเย่อหยิ่งไว้ตัวใช่ไหม"

นิกรยิ้มให้เจ้าแห้วที่กำลังสะอื้น

"แต่ฉันไม่โกรธแกหรอก ที่แกว่าฉันกระดูกขัดมัน เป็นความจริงว่ะ ฉันน่ะไม่ใช่คนกระดูก แต่ฉันเสียดายเงิน ไม่ชอบจ่ายเงิน"

ประไพหัวเราะอย่างขบขัน

"ฉันก็เหมือนกันตาแห้ว ฉันไม่โกรธแกหรอก คนเราน่ะไม่มีใครที่จะรอดพ้นถูกนินทาไปได้ นี่ถ้าหากว่าพ่อดำรงไม่แอบบันทึกเสียงของแกไว้ เราก็ไม่มีโอกาสได้รู้ว่าแกนินทาพวกเรา ฉันถือเสียว่า....นินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน คนจำพวกแกเป็นยังงี้แหละ ชอบนินทาเจ้านาย แกว่าฉันกับนิกรกระดูกขัดมัน แกสาบานได้ไหมว่าฉันไม่เคยให้เงินอก เมื่อสองสามวันแกขอเงินฉันไปตัดกางเกง ฉันก็ให้ไป ๒๐๐ บาท เดือนก่อน แกไปช่วยงานบวชนาคเพื่อนแก แกบ่นว่าไม่มีสตางค์ ฉันก็ให้ไป ๑๐๐ บาท"

นพยกมือชี้หน้าเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"แกว่าฉันกระดูกเหมือนพ่อ ฮึ่ม....เจ็บใจนัก แกรู้ว่าฉันกระดูกเหมือนพ่อแล้วแกพูดให้ลุงจอนฟังทำไมวะ ฉันกระดูกเพราะฉันจำเป็นต้องกระดูก พ่อฉันให้เงินฉันใช้ทีละ ๒๐ บาทอย่างมาก ฉันก็ต้องกระดูกน่ะซีโว้ย"

เจ้าแห้วก้มลงกราบคณะพรรคสี่สหาย แล้วหันไปกราบเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาด ต่อจากนั้นก็หันมากราบเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนเป็นการรับผิดและขอโทษ

"รับประทานเอาเลยครับ ผมยอมให้เจ้านายตบตีหรือกระทืบผมตามสะดวก รับประทานผมผิดไปแล้วครับ ที่แอบนินทาเจ้านาย ถ้าทราบว่าคุณดำรงเอาไมโครโฟนไปไว้ใกล้ๆ อัดเทปเอาไว้ ผมก็คงไม่กล้าพูดอะไร" เจ้าแห้วพูดพลางร้องไห้พลางและคลานเข้าไปหาสี่สหาย เงยหน้าขึ้นมองดูนายพลดิเรก "คุณหมอครับ...."

"ว่ายังไง" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสียงกร้าว

"รับประทานช่วยตัดลิ้นไก่ผมออกทีได้ไหมครับ ผมจะได้เป็นใบ้ไม่ต้องพูดอะไรอีก"

คราวนี้เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครงลั่นห้องโถง แล้วคุณหญิงวาดก็กล่าวกับเจ้าแห้ว

"ถ้าต่อไปแกนินทาพวกเราอีก ฉันจะตบหน้าแก คราวนี้ยกโทษให้"

เจ้าแห้วคลานเข้าไปหาคุณหญิงวาด และก้มลงกราบแทบเท้าท่าน

"ขอบพระคุณครับ รับประทานผมเข็ดแล้วครับ ผมจะไม่นินทาท่านและพวกเจ้านายอีกละครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"เดี๋ยวแม่เตะคางหักเลยพับผ่า ฟังดูจากเสียงที่บันทึกไว้ก็รู้สึกว่า นายจอนมันเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์กตัญญู คอยห้ามปรามแกไม่ให้พูดล่วงเกินเรา แต่แกมันใช้ไม่ได้ เสือกทำเสียงล้อเลียนฉันเสียอีก นี่ถ้าไม่คิดว่าฉันเลี้ยงแกไว้แต่เล็กแต่น้อย ฉันไล่แกไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"คนที่นินทาว่าร้ายเจ้านายของตัวน่ะมันใช้ไม่ได้รู้ไหม ถ้าเราเกลียดเขาไม่ชอบเขาก็ลาออกจากงานไปอยู่ที่อื่นได้ ไม่ใช่ว่าเรากินเงินเดือนของเขาแล้วนินทาว่าเขาไม่ดี แกมันปากเสีย"

เสี่ยหงวนมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"มานี่ซิอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่ละครับ ผมไม่กล้าเข้าไปใกล้ๆรัศมีเท้าคุณพลหรอกครับ ประเดี๋ยวเส้นกระตุกวัดโผงผางเอาผมเข้า รับประทานผมก็เจ็บตัวเท่านั้น"

พลหัวเราะหึๆ

"มานี่อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกคลานเข้าไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหาย และเตรียมตัวคอยป้องปัดเท้าของพล อาเสี่ยกล่าวกับเจ้าแห้วต่อไป

"ถามจริงๆเถอะวะอ้ายแห้ว แกคิดว่าฉันมีความสุขอย่างล้นเหลือเพราะฉันมั่งมีใช่ไหม"

เจ้าแห้วยิ้มทั้งน้ำตา

"ใช่ครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นฉันจะให้แกเป็นตัวฉันนับตั้งแต่มะรืนนี้เป็นต้นไป เพื่อฉันจะได้หยุดงานพักผ่อน แกจะต้องทำงานแทนฉันทั้งหมดเข้าใจไหม และแกมีสิทธิ์ที่จะใช้จ่ายเงินของฉันตามความพอใจของแก แกจะซื้อเสื้อผ้าของใช้ของแต่งตัวหรือซื้ออะไรต่ออะไรได้ทั้งนั้น เว้นแต่บ้านหรือที่ดินและรถยนต์ แกจะจ่ายให้เพื่อนฝูงแกเท่าใดก็ตามใจ แต่แกจะต้องบริหารธุรกิจการค้าทั้งหมดแทนฉัน ตกลงนะ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานอาเสี่ยพูดจริงๆหรือครับนี่"

"เออ แกจะได้เลิกอิจฉาฉันเสียที ในเมื่อแกเป็นตัวฉัน ใช้ชีวิตอย่างฉัน แกจะมีอำนาจเหมือนอย่างฉันในกิจการงานของฉันทุกอย่าง คนของฉันทุกคนจะต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งของแก แกจะต้องการเงินใช้จ่ายสักเท่าใด เซ็นต์เช็คในสมุดเช็คของฉัน แล้วเบิกเงินได้จากธนาคาร 'สี่สหาย' ฉันจะประกาศแต่งตั้งให้แกเป็นผู้แทนของฉันและมีอำนาจเต็มที่ แกมีสิทธิ์ปลดเสมียนพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของฉันได้ทั้งนั้น แต่สิ่งเดียวที่แกจะแตะต้องไม่ได้ก็คือลูกเมียฉัน นอกนั้นแกทำได้ทุกอย่างตามอำนาจและสิทธิ์ของฉัน"

เจ้าแห้วใจเต้นระทึกมองดูหน้าเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"รับประทานอาเสี่ยสบายดีหรือครับ"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"สบายดีโว้ย"

"รับประทานหรือผมฝันไป"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ไม่ได้ฝันหรอกอ้ายแห้ว อ้ายหงวนต้องการให้แกมีความสุข ได้รู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของมันนั้นเป็นอย่างไร รับปากกับเขาเสียซีว่า แกจะเป็นเขานับตั้งแต่มะรืนนี้เป็นต้นไป แกจะได้นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง ถลุงเงินเล่นตามความพอใจของแก"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่นแล้วมองดูหน้าอาเสี่ย

"รับประทาน ผมต้องทำงานแทนอาเสี่ยด้วยหรือครับ"

"ถูกละ ทำเหมือนอย่างที่ฉันทำทุกวันนี้ และฉันจะสมมุติตัวเป็นเลขานุการของแก วันอังคารตอนสายไปทำงานที่โรงแรม 'สี่สหาย' ในฐานะที่แกเป็นผู้อำนวยการโรงแรม ตอนบ่ายไปบัญชางานที่ธนาคาร 'สี่สหาย' ราวบ่ายสามโมงไปตรวจงานโรงเลื่อย โรงสี โรงรับจำนำ ห้างขายทอง ห้างขายเพชร และห้างของฉันอีกหลายแห่ง"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทาน ผมสั่งงานบริหารงานแทนอาเสี่ย"

"ใช่ อำนาจสูงสุดเป็นของแก เงินทองของฉันแกมีสิทธิ์ใช้ได้ไม่ต้องอั้น"

"โอ้โฮ" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทาน ผมก็ไม่ใช่คนน่ะซีครับ คราวนี้ผมเป็นเทวดาแน่ๆ อาเสี่ยให้ผมเป็นตัวแทนอาเสี่ย มอบอำนาจให้ผม และผมมีสิทธิ์ใช้จ่ายเงินของอาเสี่ย รับประทาน เนื่องในงานอะไรครับอาเสี่ยถึงใจดีอย่างนี้"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ฉันอยากให้แกได้รับความสุขสุดยอดและเป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวกับธุรกิจการค้าของฉัน ตกลงนะอ้ายแห้ว ฉันจะได้พักผ่อนให้สบายเสียที"

"รับประทานตั้งแต่มะรืนนี้หรือครับ"

"ใช่ ตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป พรุ่งนี้วันจันทร์ฉันจะได้ออกคำสั่งให้คนของฉันทุกแห่งได้ทราบว่า ฉันให้แกเป็นตัวแทนฉันและมีอำนาจในการบริหารงานเท่าฉัน และฉันจะเป็นเลขานุการของแก"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานอาเสี่ยคิดยังไงครับนี่ อยู่ดีๆเอาราชรถมาเกยผม ผมก็สบายแฮไปเท่านั้น"

เสี่ยหงวนซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ฉันต้องการพักผ่อนโว้ย งานของฉันน่ะไม่ยากลำบากอะไรหรอก เพียงแต่นั่งชี้นิ้วเซ็นต์ชื่อแกร็กๆ คราวนี้แหละแกจะได้รับความสุขสบายที่สุดในชีวิตของแก"

เจ้าแห้วตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว

"อาเสี่ยจะให้ผมเป็นตัวแทนอาเสี่ยสักกี่วันดีครับ"

"สุดแล้วแต่แก เป็นจนกว่าแกจะเบื่อหน่าย ตกลงนะ"

"ครับ ตกลง รับประทานผมเอาแน่ จะได้ใช้เงินให้สบาย ซื้อสร้อยคอ ซื้อนาฬิกาข้อมือ ตัดเสื้อกางเกงสักห้าหกร้อยตัว รับประทานอาหารตามเหลา"

"ได้-แกทำได้ทุกอย่างเท่ากับว่าแกเป็นตัวฉันนั่นแหละ พรุ่งนี้แกต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อม ตัดผมตัดเผ้าเสียให้เรียบร้อย จะได้สมกับที่แกเป็นนายธนาคาร เป็นผู้อำนวยการบริษัท เป็นนายห้าง"

"โอย....ดีใจจังครับ รับประทานขอเบิกเงินให้ผมซื้อชุดสากลสักสามสี่ชุดไม่ได้หรือครับ ซื้อรองเท้าสวยๆด้วย"

"ตกลง ฉันเตรียมเงินไว้ให้แกแล้ว" พูดจบเสี่ยหงวนก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่ม ซึ่งเป็นธนบัตรใบละร้อยบาทล้วนๆออกมาส่งให้เจ้าแห้ว "เอ้า-ฉันให้แกหมื่นบาท รีบไปซื้อชุดสากลสำเร็จรูปเสียวันนี้ ตามห้างใหญ่ๆมีขายถมไป แกจะต้องแต่งตัวให้สง่าภาคภูมิ ใช้ไปให้หมด ไม่ต้องเสียดาย"

เจ้าแห้วยกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วรับเงินมาถือไว้

"รับประทานขอบคุณครับ แต่ผมสงสัยเหลือเกิน อาเสี่ยจะมาไม้ไหนกับผมไม่ทราบ อยู่ดีๆก็จะให้ผมเป็นตัวแทนอาเสี่ย"

"เอาเถอะน่า ไม่มีลูกไม้อะไรหรอก แกไปได้แล้ว จะไปซื้อเสื้อผ้าหรือรองเท้าอะไรก็ตามใจ เช้าวันอังคารนี้แกจะเริ่มต้นเป็นตัวแทนของฉันแล้ว"

พวกคนใช้ชายหญิงและคนสวนของบ้าน 'พัชราภรณ์' ต่างแปลกใจไปตามกัน เมื่อทราบว่าอาเสี่ยกิมหงวนจะให้เจ้าแห้วเป็นตัวแทนเขา มีอำนาจสูงสุดบริหารงานในด้านธุรกิจการค้า และมีสิทธิ์ใช้เงินของเขาโดยไม่อั้น ไม่มีใครเข้าใจว่าเพราะอะไรอาเสี่ยถึงทำเช่นนี้

ตลอดวันจันทร์คือวันวานนี้ เจ้าแห้วเริ่มทำตัวเป็นเศรษฐีใหญ่แล้ว เขาได้รับอนุญาตจากคุณหญิงวาดให้พ้นจากหน้าที่คนใช้ชั่วคราว เพื่อเตรียมตัวเป็นตัวแทนอาเสี่ยกิมหงวนในวันรุ่งขึ้น

"แกเป็นตัวของแกเองอย่างเต็มที่เจ้าแห้ว" คุณหญิงวาดได้กล่าวกับเขาเช่นนี้ "นับแต่นี้ต่อไปแกไม่ใช่คนของฉันแล้ว แกคือตัวแทนของพ่อหงวน ฉันและลูกหลานของฉันจะไม่ใช้สอยแก เราจะปล่อยให้แกได้รับความสุขสบายเท่าที่แกจะกอบโกยได้จากเงินและอำนาจของพ่อหงวน ถ้าแกเลิกเป็นตัวแทนของพ่อหงวนเมื่อไร แกก็จะเป็นอ้ายแห้วคนเก่าตามเดิม"

เจ้าแห้วออกท่องเที่ยวทั้งวัน มีเงินติดตัวไป ๑๐,๐๐๐ บาท เขากลับมาบ้าน 'พัชราภรณ์' ในตอนบ่ายพร้อมด้วยข้าวของมากมาย นับตั้งแต่ชุดสากล ๓ ชุด รองเท้าหนังนอก ๒ คู่ นอกจากนี้ยังมีเชิ้ตฮาไว เสื้อยืดแบบทันสมัย และของใช้ที่หรูหราอีกสารพัด ผู้คนในซอย 'ประสิทธ์นิติศาสตร์' หลังบ้าน 'พัชราภรณ์' และในซอยใหญ่ข้างบ้านรู้เรื่องเจ้าแห้วแล้ว เพราะเจ้าแห้วได้โฆษณาตัวเองคุยโขมงโฉงเฉง จนกระทั่งใครต่อใครหลายคนขอฝากตัวเป็นลูกน้องหรือเป็นคนของเจ้าแห้ว

"ไม่ใช่คุยโม้นะโว้ย" เจ้าแห้วกล่าวกับพวกหนุ่มๆและวัยกลางคนหลายคนที่มีฐานะยากจน "ตั้งแต่พรุ่งนี้กันคือมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่ง กันจะแจกเงินพวกแกคนละพันบาทหรือหมื่นบาทอย่างหน้าตาเฉย ใครๆเคยเรียกกันว่าอ้ายแห้วหรือนายแห้ว จะต้องเรียกกันว่าท่านหรือคุณแห้ว ไม่เชื่อคอยดู ฮ่ะ ฮ่ะ โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้จะเป็นของกัน กันจะไปญี่ปุ่นกินซูกียากี้สักชาม แล้วบินไปกินไอสครีมที่อเมริกา เสร็จแล้วบินกลับกรุงเทพฯ ใช้เงินให้สนุก มีเมียสักห้าหกร้อยคน ชีวิตของกันจะสุขสบายที่สุด ใครไม่เชื่อพรุ่งนี้คอยดูก็แล้วกัน"

แล้ววันอังคารซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งของเจ้าแห้วก็ผ่านมาถึง

เจ้าแห้วตื่นนอนแต่เช้าตรู่เหมือนเช่นเคย เมื่อเขาอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย เขาก็สวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลใหม่เอี่ยม สวมเชิ้ตแขนยาวสีขาวใหม่ถอดด้าม แล้วก็สวมถุงเท้ารองเท้าใหม่เอี่ยมเช่นเดียวกัน เขาส่องกระจกหวีผมใส่น้ำมันพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เสร็จแล้วผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี พิจารณาดูใบหน้าของตัวเอง ต่อจากนั้นเขาก็พาตัวออกจากห้องพักของเขาที่เรือนคนใช้

เมื่อเจ้าแห้วลงบันไดมาข้างล่าง ลุงจอนหัวหน้าคนสวนกับสะอาดสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาด ซึ่งยืนสนทนากันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็หันมาเห็นเข้า ทั้งสองรีบสำรวมกิริยาให้เรียบร้อย ประสานมือไว้ข้างหน้า ยิ้มให้เจ้าแห้วและมองดูเจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทา

"สวัสดีครับผม" ลุงจอนกล่าวทักเหมือนกับทักเจ้านาย

เจ้าแห้วหยุดชะงักลืมตาโพลง ก่อนที่เขาจะพูดอะไรสะอาดก็กล่าวขึ้นบ้าง

"สวัสดีค่ะ มีอะไรที่จะให้ดิฉันรับใช้คุณบ้างไหมคะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอากันแล้วหรือนี่"

"คุณว่ากระไรนะครับ" ลุงจอนถามแผ่วเบา น้ำเสียงของชายชราแสดงความเคารพนอบน้อม

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"ลุงจอน ฉันไม่ใช่คนเหมือนอย่างลุงหรืออย่างไร"

"ครับผม คุณไม่ใช่คนหรอกครับ"

"อ้าว-เป็นยังงั้นไป แล้วฉันเป็นอะไร"

"เป็นเจ้านายของผมและของคนใช้ในบ้านนี้ทุกๆคนน่ะซีครับ"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆรำพึงกับตัวเอง

"เอ-จะว่าฝันไปมันก็สว่างแล้ว"

แล้วเจ้าแห้วก็เดินไปจากหน้าเรือนพักคนใช้ ผ่านมาทางตึกโรงครัว ซึ่งเป็นตึกชั้นเดียวแต่กว้างขวาง มีห้องครัวอันทันสมัย ใช้เตาแก๊สสามสี่เตา มีตู้เย็นและตู้แช่พร้อมด้วยของใช้ประจำครัวครบถ้วน

เจ้าแห้วแวะมาที่โรงครัว แต่หยุดยืนเพียงแค่ประตู มองดูแม่ครัวสามสี่คนซึ่งกำลังช่วยกันประกอบอาหารเช้าสำหรับเจ้านายและคนในบ้าน หัวหน้าแม่ครัวแลเห็นเจ้าแห้ว หล่อนก็ร้องขึ้นดังๆ

"อุ๊ยตาย คุณแห้วมา"

แม่ครัวทั้ง ๓ มองดูเขาอย่างนอบน้อมยำเกรง

"สวัสดีค่ะ คุณชาย" ถมหัวหน้าแม่ครัววัย ๕๐ เศษกล่าวทักเจ้าแห้ว

"เรียกฉันว่าคุณชายชักคันกบาลขึ้นมาทันที นึกยังไงขึ้นมาล่ะพี่ถม เรียกฉันว่านายแห้วตามเดิมเถอะ"

"โอ-ไม่ได้หรอกค่ะ พวกเราย่อมทราบดีว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คุณชายมาที่โรงครัวทำไมคะ"

เจ้าแห้วทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ไม่มีธุระอะไรหรอกพี่ถม ผ่านมาก็แวะมาดูเหมือนเช่นเคย"

จันทร์ผู้ช่วยแม่ครัววัย ๔๐ เศษ กล่าวกับเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"เชิญคุณชายไปอยู่บนตึกเถอะเจ้าค่ะ อาหารเช้าวันนี้คุณหญิงท่านสั่งให้ทำอาหารฝรั่งเจ้าค่ะ คุณชายคงจะชอบ"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "แม่จันทร์ก็พลอยเป็นไปกับพี่ถมด้วย เหามันจะขึ้นกบาลฉันนะจะบอกให้ คุณชายน่ะเขาเรียกหม่อมราชวงศ์ชาย ขอเสียทีเถอะน่า เรียกฉันว่านายแห้วเหมือนอย่างที่เคยเรียกดีกว่า"

ผู้ช่วยแม่ครัวอีกคนหนึ่งผู้มีนามว่าสายและอายุน้อยที่สุด มีวัยไม่ถึง ๔๐ ปี กล่าวกับเจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทา

"สายและพวกเราฝากตัวกับท่านด้วยนะคะ เราทุกคนตื่นเต้นยินดีในบุญวาสนาของท่านอย่างยิ่งเชียวค่ะ คุณชายจะเริ่มบริหารงานธุรกิจตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมเจ้าคะ"

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น

"อย่าคุยกันดีกว่า ฉันไปละ มันเรื่องอะไร อยู่ดีๆมาเคารพนบนอบฉันและเรียกฉันว่าคุณชาย" พูดจบเจ้าแห้วก็พาตัวเดินออกไปจากที่นั้น

ข้างศาลาไทยหรือศาลาพักร้อนหลังตึกใหญ่ พวกคนสวนหนุ่มๆหลายคน และคนใช้อีกสองสามคนยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ เมื่อเจ้าแห้วเดินผ่านมา เจ้าเปล่งคนสวนซึ่งค่อนข้างจะทะลึ่งสักหน่อยก็ร้องขึ้นดังๆ

"ทั้งหมด ตรง"

ทุกคนยืนตัวตรงแบบทหาร เจ้าแห้วหยุดชะงักจ้องมองดูหน้าเปล่งอย่างเคืองๆ

"เนื่องในงานอะไรวะถึงได้มายกย่องข้าอย่างนี้"

เจ้าเปล่งว่า "ท่านไม่ใช่พี่แห้วคนก่อนนี่ครับ ท่านคือเจ้านายของพวกเรา คุณหญิงท่านออกคำสั่งให้คนในบ้านทุกคนเคารพยำเกรงท่าน"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"อ้อ ยังงี้เอง มิน่าล่ะ ลุงจอนเคยเรียกข้าว่าอ้ายแห้ว กลับเรียกข้าว่าคุณ สะอาดกับพวกแม่ครัวก็เคารพนบนอบข้าอย่างไม่น่าเป็นไปได้ สงสัยพวกเจ้านายวางแผนเล่นงานข้าเสียแล้ว"

เจ้าแห้วเดินตรงไปที่ตึกใหญ่ หยุดยืนรีรออยู่ที่บันไดหลังตึกจนกระทั่งเจ้าหนุ่มรูปหล่อลูกชายของสี่สหายทั้งสี่คนพากันเดินออกมาจากห้องโถง พอแลเห็นเจ้าแห้ว พนัส นพ สมนึกและศาสตราจารย์ดำรงต่างยกมือไหว้เจ้าแห้วพร้อมๆกันทำให้เจ้าแห้วใจหายวาบ

"โอ๊ย พวกคุณไหว้ผมทำไมครับ รับประทานผมขี้ข้าพวกคุณนะครับ"

พนัสก้มศีรษะเล็กน้อย

"แต่วันนี้ไม่ใช่วานนี้ครับคุณศักดิ์แห้ว คุณคือตัวแทนอากิมหงวนซึ่งเท่ากับว่าคุณเป็นมหาเศรษฐีคนสำคัญคนหนึ่ง เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประเทศไทย พวกผมจำต้องเคารพนับถือยกย่องให้เกียรติคุณ"

นพว่า "คุณไม่ใช่คนเหมือนอย่างพวกเรานะครับคุณศักดิ์แห้ว รู้สึกว่าคุณมีสง่าราศีผิดธรรมดาเพราะบุญวาสนาของคุณ"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้เจ้าแห้วแล้วพูดเสริมขึ้น

"เป็นความจริงครับ คิ้วของคุณเหมือนคิ้วมังกร จมูกเหมือนจมูกสิงห์ นัยน์ตาก็นัยน์ตาสิงห์ เสียอย่างเดียวปากแบะคล้ายหมาบุลด๊อก แต่ไม่ช้าก็คงจะหายแบะไปเอง"

ดำรงกล่าวขึ้นบ้าง

"เชิญบนตึกกระหม่อม"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"อ้าว-รับประทานอย่างนี้เหาเล่นงานผมแน่ๆ ผมไม่ใช่เจ้านะครับคุณดำรง พวกแม่ครัวเขาเรียกผมว่าคุณชายผมก็แย่แล้ว" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินขึ้นบันไดมาบนตึก "ผมคืออ้ายแห้วสำหรับพวกคุณและเจ้านายทุกๆคนครับ"

พนัสว่า "ไม่ได้หรอกครับ ตอนนี้ท่านไม่ใช่คนอย่างพวกเรา"

เสี่ยตี๋ก้มศีรษะโค้งคำนับ

"เชิญในห้องโถงเถอะครับใต้เท้า"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "ใต้เท้าน่ะเขาเรียกรัฐมนตรีหรือเจ้าคุณพานทองนะครับ เอ-รับประทานชักยังไงเสียแล้ว หรือพวกเจ้านายจะทำให้ผมเป็นบ้า"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร สี่นางก็พากันเดินออกมาจากห้องโถง พอแลเห็นเจ้าแห้ว นันทา นวลละออ ประภาและประไพก็หยุดยืนรวมกลุ่มกันและยิ้มให้เจ้าแห้วในท่าทางที่ยกย่องให้เกียรติ

"สวัสดีค่ะคุณแห้ว" นันทากล่าวทัก

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานพวกเจ้านายจะฆ่าผมหรืออย่างไรครับ" เขาพูดเสียงเครือ

"หมายความว่ากระไรคะท่าน" ประไพถามยิ้มๆ

"ท่านอีกแล้ว" เจ้าแห้วคราง "โธ่-ผมเป็นขี้ข้าพวกคุณนะครับ รับประทานหรือเห็นผมแต่งตัวโก้ๆ เจ้านายก็แกล้งพูดแดกดันผม"

นวลละออหัวเราะคิก

"ใครจะกล้าแดกดันท่านเจ้าคะ ท่านคือคุณศักดิ์แห้วตัวแทนของมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ เราก็ต้องยกย่องให้เกียรติท่านตามสมควร เชิญเข้าไปในห้องโถงเถอะเจ้าค่ะ"

"โอย-รับประทานผมอยากผูกคอตายเสียแล้วซี"

ประภาซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ท่านกำลังมีความสมบูรณ์พูนสุขอย่างเหลือล้นเช่นนี้ ท่านจะตายทำไมคะ อีกสองสามชั่วโมงท่านก็จะเริ่มต้นเป็นผู้อำนวยการบริษัทตั้งหลายบริษัท เป็นเจ้าของห้างอีกหลายห้าง โรงเลื่อยโรงสีโรงรับจำนำอีกมากมาย"

เจ้าแห้วยืนนิ่งคิดสักครู่จึงกล่าวขึ้น

"ไม่เอาละครับ รับประทานผมเลิกดีกว่า ไม่เป็นละครับตัวแทนอาเสี่ย รับประทานผมรู้สึกว่ามันชักยังไงๆเสียแล้ว"

พนัสกล่าวขึ้นทันที

"เลิกไม่ได้ อากิมหงวนได้ออกคำสั่งไปยังบริษัทต่างๆของท่านทั่วแล้ว ในเรื่องที่ท่านแต่งตั้งให้แกเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจเต็ม ถ้าเลิกโดนกระทืบ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานพวกเจ้านายอย่าเคารพนบนอบผมอย่างนี้ซีครับ รับประทานผมสะบัดร้อนสะบัดหนาวเต็มทนแล้ว ถึงผมเป็นตัวแทนของอาเสี่ย ก็ควรให้ผมเป็นอ้ายแห้วของเจ้านายเหมือนอย่างเดิม"

ประไพว่า "ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ พวกเราต้องยกย่องให้เกียรติคุณ คนในบ้านหรือคนอื่นจะได้ทำตามเรา เชิญในห้องโถงเถอะเจ้าค่ะ"

"ว้า-รับประทานพูดเจ้าค่ะกับผมเชียวหรือครับ"

"ก็ท่านไม่ใช่คนธรรมดานี่เจ้าคะ" ประไพยั่ว

เสี่ยตี๋ยกมือขวาจับแขนซ้ายเจ้าแห้วลากตัวเข้าไปในห้องโถง สี่นางกับ พนัส นพและศาสตราจารย์ดำรงติดตามเข้ามาด้วย ทุกคนแลเห็นคณะพรรคสี่สหายนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน พล นิกร กิมหงวน และนายพลดิเรกได้พาลูกเมียของเขาออกไปตักบาตรแก่พระคุณเจ้ารวม ๕๐ รูปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน 'พัชราภรณ์' เมื่อสักครู่นี้ เสร็จแล้วก็กลับมานั่งพักผ่อนสนทนากัน

พอแลเห็นเจ้าแห้ว คณะพรรคสี่สหายก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ ต่างคนต่างยิ้มให้เจ้าแห้วและประสานมือไว้ข้างหน้าตอนใต้สะดือเป็นการยกย่องให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่ง

"สวัสดีครับคุณแห้ว" พลกล่าวทักอย่างยิ้มแย้มโดยไม่ได้ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย

ไม่มีใครอธิบายได้ถูกว่าเจ้าแห้วตีหน้าอย่างไร นิกรก้มศีรษะให้และกล่าวทักเจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทา

"เชิญประทับฝ่าบาท"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาเข้าให้นั่น รับประทานผมคืออ้ายแห้วนะครับ ไม่เคยมีเชื้อเจ้า มีแต่เชื้ออย่างอื่น ว้า....เล่นยังงี้ผมแย่ครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"ไม่ใช่เป็นการแสดงละครนะครับท่าน ท่านคือตัวแทนของผมจริงๆ ผมได้วางมือจากกิจการงานทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ท่านทำแทนผมทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ท่านจะเห็นสมควร ขณะนี้ท่านคือมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่" พูดจบกิมหงวนก็เดินเข้ามาหาเจ้าแห้วและส่งสมุดเช็คให้ "นี่ครับสมุดเช็ค เงินของผมที่ผมฝากไว้ในธนาคาร 'สี่สหาย' ของเรามีอยู่ในราว ๒๐ ล้าน ท่านต้องการใช้ส่วนตัวเท่าใดก็เซ็นต์เบิกเอามา ถ้าเงินหมดผมจะให้ถอนเงินจากธนาคารอื่นๆมาใช้อีก ท่านจะฉีกทิ้ง จะเผาไฟเล่นหรือแจกใคร จะซื้อข้าวของเครื่องใช้ก็สุดแล้วแต่เถอะครับ มีเงื่อนไขแต่เพียงว่าห้ามซื้อบ้านและที่ดิน ห้ามซื้อรถยนต์และเครื่องเพชรเท่านั้น"

เจ้าแห้วเอื้อมมือรับสมุดเช็คมาถือไว้อย่างงงๆ เขายืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็กล่าวถามนิกรเบาๆ

"รับประทานผมเป็นบ้าหรือเปล่าครับคุณนิกร"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ใต้เท้าไม่บ้าหรอกครับ แต่อ้ายหงวนมันบ้า เพราะไม่มีใครเขาเล่นอุตริวิตถารอย่างนี้ เชิญใต้เท้านั่งซีครับ"

"ใต้เท้าอีกแล้ว" เจ้าแห้วพูดออกมาอย่างโมโห "โธ่-รับประทานพวกเจ้านายพูดกับผมอย่างแต่ก่อนเถอะครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก

"ปัญญาชนอย่างพวกเราจะทำอะไรก็ต้องรู้จักกาละเทศะครับ ขณะนี้คุณคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทยแลนด์ เราก็ต้องยกย่องให้เกียรติเป็นธรรมดา"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เอา-รับประทานเอายังไงก็เอา ผมไม่สบายใจเสียแล้วละครับ รู้สึกคล้ายกับว่าที่นี่เป็นแดนสนธยา" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

สี่สหายทรุดตัวนั่งบนโซฟาตามเดิม สี่นางนั่งรวมกันบนโซฟาอีกตัวหนึ่ง ลูกๆของสี่สหายเลือกนั่งบนเก้าอี้นวมรอบห้องโถงตามความพอใจ ภายในห้องโถงอันกว้างขวางหรูหรานี้มีเก้าอี้นวมถึง ๑๐ ตัวและโซฟาขนาดใหญ่ ๓ ตัว ขนาดของห้องโตกว่าบ้านของคนจนๆทั้งหลัง และเครื่องแต่งห้องแต่ละชิ้นคนจนไม่มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของได้ เพียงแต่เครื่องรับโทรทัศน์ก็ราคาสองหมื่นเศษแล้ว รับได้ทั้งโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วบ้านฟังนิ่มนวลเพราะหู

ทุกคนได้กล่าวแสดงความยินดีในโชควาสนาของเจ้าแห้ว แต่เจ้าแห้วนั่งกระสับกระส่ายตลอดเวลา เมื่อเขาบอกเสี่ยหงวนว่าเขาขอเลิกความคิดที่จะเป็นตัวแทนของอาเสี่ย พลก็ยื่นคำขาดทันที

"ถ้าเลิก แกก็ต้องโดนพวกเรารุมกระทืบแกอย่างไม่มีปัญหา อ้ายหงวนเขาออกคำสั่งไปตามบริษัทห้างร้านของเขาแล้ว ในเรื่องที่เขาให้แกเป็นตัวแทนเขานับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แกอิจฉาความสุขของอ้ายหงวนที่นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง แกก็ลองเป็นตัวมันบ้าง แกจะได้รู้ว่าคนชั้นมหาเศรษฐีน่ะ มันสุขสบายแค่ไหน"

ก่อนที่เจ้าแห้วจะพูดอะไร คุณหญิงวาดก็เดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบันไดมาข้างล่าง

"อุ๊ย-นั่นท่านแห้วนี่คะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ใช่ครับ ท่าทางท่านภาคภูมิองอาจผึ่งผายจนแทบจะจำไม่ได้ สง่ากว่าอ้ายหงวนเป็นไหนๆ"

ทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน แต่เจ้าแห้วทำหน้าเหยเกอย่างบอกไม่ถูก คุณหญิงวาดพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบันไดตรงเข้ามาหาเจ้าแห้ว แล้วคุณหญิงก็กล่าวทักเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"สวัสดีค่ะคุณแห้วขา ตื่นนอนนานแล้วหรือคะ"

เจ้าแห้วทำปากแบะแล้วร้องไห้

"โธ่-รับประทานท่านจะให้ผมอายุสั้นตายเร็วๆหรือครับ รับประทานผมเป็นขี้ข้าของท่านนะครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"มิได้ค่ะ ท่านคือคุณศักดิ์แห้วตัวแทนผู้มีอำนาจเต็มของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ท่านไม่ใช่คนของดิฉันแล้ว แหม-ท่านสง่าภูมิฐานจังค่ะ วันนี้ท่านมีสง่าราศีจริงๆ ทำเอาพ่อหงวนด้อยไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ขอให้ผมถือโอกาสนี้ แสดงความยินดีกับคุณด้วยนะครับคุณแห้ว"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานอย่าพูดกับผมยังงี้เลยครับ ฮือๆ รับประทานเจ้านายจะมาไม้ไหนกับผมไม่ทราบ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"จะร้องไห้ทำไมคะคุณแห้ว ทำใจให้สบายเถอะค่ะ วันนี้เป็นวันตาย....เอ๊ย....เป็นวันที่คุณเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว"

ท่านเจ้าคุณล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกล้องยาเส้นแบบทันสมัยราคาแพงหนึ่งกล้องพร้อมด้วยถุงยางใส่ยาเส้นและเครื่องขีดไฟที่ใช้แก๊สออกมาส่งให้เจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"ผมมอบให้คุณครับคุณศักดิ์แห้ว เป็นเศรษฐีใหญ่หรือเสี่ยใหญ่ต้องเต๊ะท่าให้สมกับเป็นคนมั่งมี คาบกล้องตลอดเวลา จะพูดกับใครต้องทำเสียงขึ้นนาสิก เวลาเดินก็ต้องทำคอกระดุ๊บๆแบบหัวนอกคือเอาหัวไปก่อน พูดเสียงดังฟังชัดม่ายลูกน้องหรือผู้คนก็ไม่ยำเกรง คนมีเงินต้องทำตัวให้แตกต่างกว่าคนจนทุกอย่างเข้าใจไหมครับ ทำอะไรต้องมีพิธีรีตองให้มากเรื่อง โดยเฉพาะต้องเต๊ะท่าตลอดเวลา"

"รับประทานอาเสี่ยไม่เคยเต๊ะท่าให้ผิดธรรมดาอะไรนี่ครับ" เจ้าแห้วพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"แต่คุณจะทำตัวอย่างอ้ายหงวนไม่ได้ เชื่อผมเถอะครับใต้เท้า"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องลั่นเหมือนกับถูกเข็มแทง "รับประทานอย่าเรียกผมว่าใต้เท้าเลยครับ ขี้กลากขึ้นหลังผมแล้ว เมื่อกี้รับประทานคุณนิกรเรียกผมว่าฝ่าบาท แล้วก็พวกแม่ครัวเรียกผมว่าคุณชาย ยังงี้ผมอายุสั้นตายเร็วแน่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูกๆ ตลอดจนท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างสนุกสนานกันเต็มที่ เท่าที่เจ้าแห้วเป็นตัวแทนของอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีคนสำคัญของประเทศไทย

เจ้าแห้วหรือคุณแห้วได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับพวกเจ้านายของเขาด้วยความจำใจ ซึ่งทุกคนต่างแกล้งยกย่องให้เกียรติเจ้าแห้ว และแสดงกิริยาพินอบพิเทาจนเจ้าแห้วรู้สึกกระดากใจแทบจะฆ่าตัวตาย

ตอนสายวันนั้นเอง ก่อนเวลา ๙.๐๐ น.เล็กน้อย อาเสี่ยกิมหงวนก็พาเจ้าแห้วนั่งรถคาดิแล็คเก๋งซึ่งนายสมานคนรถของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่เป็นคนขับออกจากบ้าน 'พัชราภรณ์' มุ่งตรงไปยังธนาคาร 'สี่สหาย' ส่วน พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึก นั่งรถปอนเตี๊ยกสีครีมไปประจำทำงานและควบคุมดูแลโรงแรม 'สี่สหาย' ซึ่งเป็นโรงแรมชั้นเยี่ยมในภาคตะวันออก และทำเงินรายได้ให้แก่คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างมากมาย

เมื่อคาดิแล็คเก๋งเลี้ยวเข้ามาในบริเวณของธนาคาร 'สี่สหาย' คือด้านซ้ายของอาคารสามชั้นริมถนนเยาวราชและแล่นมาจอดเทียบบันไดข้างตึกใหญ่ เจ้าแห้วรู้สึกใจเต้นระทึกผิดปกติ เขาบอกตัวเองว่าเขากำลังทำหน้าที่เป็นนายธนาคารเป็นประทานอำนวยการ คือผู้อำนวยการหรือหุ้นส่วนใหญ่ของธนาคารนี้

นายสมานผู้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าแห้วอดีตคนขับรถยนต์หลวง รีบลงมาเปิดประตูตอนหลังรถให้อาเสี่ยและเจ้าแห้วในท่าทางสุภาพนอบน้อมตามนิสัยของเขา เสี่ยหงวนก้าวลงมาจากรถก่อน มือขวาถือกระเป๋าเอกสาร อาเสี่ยก้มศีรษะให้เจ้าแห้วและยิ้มให้

"เชิญครับใต้เท้า"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"รับประทานใต้เท้าอีกแล้ว โธ่-เรียกผมเหมือนอย่างที่เคยเถอะครับ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับ ผมจะต้องยกย่องให้เกียรติคุณเพื่อให้สมกับที่คุณเป็นมหาเศรษฐี"

เจ้าแห้วพาตัวลงมาจากรถ เขาแต่งสากลชุดสีน้ำตาลอย่างสง่างาม ส่วนอาเสี่ยแต่งชุดเล็กผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสีแต่ไม่สวมเสื้อนอก อย่างไรก็ตามบุคลิกลักษณะของเสี่ยหงวนใครเห็นเข้าก็รู้ว่าเป็นเศรษฐีใหญ่ ส่วนเจ้าแห้วมองดูทั้งวันก็คือลาคลุมหนังราชสีห์นั่นเอง

บันไดด้านข้างเป็นทางขึ้นลงของพนักงานโดยเฉพาะ เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านระเบียงข้างตึกก็เข้าไปในห้องโถงใหญ่อันกว้างขวาง อันเป็นที่ทำงานของเสมียนพนักงานธนาคาร มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย ด้านหน้าเป็นช่องรับจ่ายเงิน มีเจ้าหน้าที่สาวสวยรับตำแหน่งประชาสัมพันธ์คอยติดต่อให้ความสะดวกต่อประชาชนที่มีกิจธุระเกี่ยวกับกิจการของธนาคารนี้ เจ้าหน้าที่ของธนาคาร 'สี่สหาย' ส่วนมากเป็นหญิงสาวและได้เงินเดือนขึ้นบ่อยๆทั้งๆที่โดดร่มเก่งมาทำงานสาย ทั้งนี้เพราะนายธนาคารคือเสี่ยหงวนมีนิสัยเจ้าชู้ชอบชีกอ ใครอยากได้เงินเดือนขึ้นก็ทำตาหวานออเซาะฉอเลาะกับผู้อำนวยการบ่อยๆ หรือยอมไปรับประทานอาหารกลางวันด้วย

เมื่อเสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วปรากฏตัวขึ้นในห้องโถง เสมียนพนักงานเกือบ ๒๐ คนต่างก็วางมือจากการงาน รีบลุกขึ้นยืนก้มศีรษะโค้งคำนับเจ้าแห้วไปตามกัน ผู้จัดการธนาคาร 'สี่สหาย' วัย ๕๐ เศษ เจ้าของร่างค่อนข้างอ้วนใหญ่ ได้พาตัวเดินเข้ามาหาเจ้าแห้วอย่างรีบร้อนและรายงานให้เจ้าแห้วทราบ

"กระผม....นายประสาน สรศักดิ์ เป็นสมุหบัญชีใหญ่ และรักษาการแทนในตำแหน่งผู้จัดการธนาคาร 'สี่สหาย' ครับผม"

เจ้าแห้วยิ้มให้ ปากของเขาคาบกล้องยาเส้น

"อือ ยินดีที่ได้รู้จักกับคุณ มีเรื่องอะไรที่จะเสนอผมบ้างล่ะ"

"มีมากมายเชียวครับ เพราะหนังสือเสนอเซ็นต์ค้างไว้ตั้งแต่วันศุกร์และวานนี้ พวกเราทุกคนขอต้อนรับท่านผู้อำนวยการเจ้านายคนใหม่ของเราครับ" แล้วเขากล่าวกับเสี่ยหงวน "ขอโทษครับ ห้องนี้บุคคลภายนอกเข้ามาไม่ได้ กรุณาออกไปนอกห้องครับ"

เจ้าแห้วจุปากและโบกมือห้าม

"อาเสี่ยเป็นเลขานุการส่วนตัวของผมเอง"

"โอ-ผมขอประทานโทษครับ ผมไม่ทราบ"

เจ้าแห้วเคยมาที่นี่หลายร้อยครั้งแล้ว เสมียนพนักงานธนาคารส่วนมากรู้จักคุ้นเคยกับเขา เจ้าแห้วยิ้มให้ทุกๆคนที่กำลังยืนสำรวมกิริยาอย่างนอบน้อมให้การต้อนรับเขา แล้วเจ้าแห้วก็เต๊ะท่าเป็นนายธนาคารกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ทุกคนทำงานกันต่อไป ข้าพเจ้าขอให้คำมั่นสัญญาว่า ข้าพเจ้าจะบริหารกิจการของธนาคารเราให้ดีที่สุด ข้าพเจ้าหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะร่วมมือร่วมใจกับข้าพเจ้า ในการสร้างสรรความเจริญให้แก่ธนาคาร 'สี่สหาย'"

แล้วเจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนออกไปจากห้องโถงใหญ่ เลี้ยวซ้ายมือขึ้นบันไดไปชั้นบนตรงไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการ แขกยามที่เชิงบันไดในเครื่องแบบเรียบร้อยรีบลุกขึ้นยืนคำนับเจ้าแห้วอย่างแข็งแรง

"อีนี้สะลามคะรับเจ้านาย"

เจ้าแห้วยิ้มให้

"ดีมาก อย่าให้บุคคลภายนอกขึ้นไปรบกวนฉันนะ ฉันจะต้องตรวจสอบบัญชีของธนาคารตลอดวันนี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแต่ไม่พูดอะไร ถือกระเป๋าเอกสารเดินตามเจ้าแห้วขึ้นบันไดไปชั้นบนตรงไปยังห้องทำงานของประธานอำนวยการธนาคาร

พอเข้ามาในห้อง เจ้าแห้วก็รู้สึกภาคภูมิใจ ลืมตัวไปชั่วขณะ เข้าใจว่าเขาเป็นนายธนาคารและเป็นมหาเศรษฐีจริงๆ เสี่ยหงวนเชิญให้เจ้าแห้วนั่งโต๊ะทำงานของเขาซึ่งเป็นโต๊ะขนาดใหญ่แบบหรูหราสวยงามราคาแพงมาก เบื้องหลังมีตู้เหล็กเก็บเอกสาร ทางซ้ายของห้องเป็นตู้หนังสือต่างประเทศเกี่ยวกับประวัติและกิจการธนาคารที่สำคัญต่างๆทั่วโลก ด้านหนึ่งของห้องมีโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกสำหรับต้อนรับแขกผู้มีเกียรติของผู้อำนวยการ ห้องนี้มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบายตลอดเวลา พอ ๘.๓๐ น. ภารโรงประจำห้องก็จะเปิดเครื่องแอร์คอนดิชั่น

เจ้าแห้วถอดเสื้อสากลออกแขวนไว้ ณ ที่แขวนเสื้อ แล้วนั่งประจำโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการ เสี่ยหงวนเดินไปนั่งโต๊ะเล็กๆข้างประตูห้อง ทำหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวของเจ้าแห้ว

"รับประทานผมจะต้องทำอะไรบ้างครับอาเสี่ย" เจ้าแห้วถามในท่าทีกระดากกระเดื่องเล็กน้อย

กิมหงวนซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ก็ทำทุกอย่างที่ผู้อำนวยการธนาคารเขาทำกัน"

"รับประทานนั่นน่ะซีครับมีอะไรบ้าง ผมเองมีความรู้สำเร็จโรงเรียนประชาบาลเท่านั้น เอกสารในกระบะนี้ล้วนแต่เป็นภาษาอังกฤษ รับประทานผมไม่รู้เรื่องหรอกครับ ผมอยากจะเบิกเงินสักสองสามแสนแล้วพาอาเสี่ยไปนั่งรถเที่ยวเล่นหาความสุข"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับใต้เท้า ถ้าจะเที่ยวก็ต้องทำงานให้เสร็จเสียก่อน ผมเองก็ประพฤติมาอย่างนี้ ไม่เคยทิ้งงานให้คั่งค้างเอาแต่เที่ยวเตร่หาความสุข ใต้เท้าเป็นตัวแทนของผม ก็ต้องพยายามบริหารงานในด้านธุรกิจและปกครองคนของเราให้ดีที่สุด ทำงานเสียก่อนครับ เสาร์ อาทิตย์และวันจันทร์คือวานนี้ มีงานค้างอยู่มาก รีบเร่งทำสักครึ่งวัน แล้วตอนบ่ายผมจะพาใต้เท้าไปตรวจงานที่โรงแรมของเรา สำหรับโรงเลื่อยโรงสีและบริษัทของเราอีกหลายแห่ง วันหลังค่อยไปตรวจ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมคงทำงานให้อาเสี่ยไม่ได้หรอกครับ"

"ทำไปเถอะครับใต้เท้า"

"ว้า-รับประทานอย่าเรียกผมว่าใต้เท้าเลยครับอาเสี่ย ผมจั๊กจี้ใจเหลือเกิน"

มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เจ้าแห้วร้องอนุญาต นายประสานสมุหบัญชีใหญ่หอบแฟ้มเอกสารไม่น้อยกว่า ๑๐ แฟ้มพาตัวเดินเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานของเจ้าแห้ว แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"ท่านครับ ผมนำงานที่ค้างไว้มาเสนอท่าน แล้วก็....ท่านจะตรวจบัญชีของเราไหมล่ะครับ ผมจะได้ให้เจ้าหน้าที่แผนกบัญชีขนบัญชีขึ้นมาให้ท่าน"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"ไม่ต้องตรวจหรอกครับ ถึงตรวจผมก็ดูไม่รู้เรื่อง งานที่คุณหอบมาให้ผมนี่ผมก็ทำไม่ได้"

"ท่านเป็นผู้อำนวยการนะครับ"

"ใช่ อาเสี่ยตั้งผมให้เป็นตัวแทนของท่าน ผมก็เป็นอย่างส่งเดช ไม่ผิดอะไรกับจับเอาลิงมานั่งแป้น ผมชักกลุ้มใจเสียแล้วซีครับ คุณช่วยผมทำงานบ้างได้ไหมครับ"

นายประสานหัวเราะเบาๆ

"ตำแหน่งของผมเป็นแต่เพียงสมุหบัญชีใหญ่และรักษาการแทนผู้จัดการธนาคารที่กำลังป่วยรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะบริหารงานของธนาคารหรอกครับ เพราะผมไม่ใช่คณะกรรมการบริหารงาน"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เรื่องมันยุ่งแน่"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"ทำไปเถอะครับใต้เท้า ตามความคิดความเห็นของใต้เท้า"

"โธ่-ก็ผมไม่รู้อะไรเลยนี่ครับ ดูซี ภาษาฝรั่งทั้งนั้น ไม่ใคร่จะมีภาษาไทยเลย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เราติดต่อกับเมืองนอกหรือชาวต่างประเทศ ในนี้ก็จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษครับพระเดชพระคุณ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานเรียกผมว่าพระเดชพระคุณเชียวหรือครับ"

"ครับผม เชิญใต้เท้าทำงานเถอะครับ"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ นายประสานก้มศีรษะคำนับเขาแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องผู้อำนวยการ เจ้าแห้วเปิดแฟ้มออกดูเอกสารเหล่านั้น ส่วนมากเป็นหนังสือร่างหรือหนังสือที่ประชาชนมีมาติดต่อกับผู้จัดการธนาคาร นายประสานเสนอมาเพื่อให้ผู้อำนวยการรับทราบ หรือให้สั่งงานเป็นบันทึกท้ายจดหมาย เจ้าแห้วไม่มีความรู้เกี่ยวกับกิจการธนาคารแม้แต่น้อย ถึงแม้เอกสารบางฉบับเป็นภาษาไทย เจ้าแห้วก็อ่านไม่เข้าใจคือไม่รู้นั่นเอง โดยเฉพาะตัวเลขเป็นเงินแสนหรือล้าน ยิ่งมองดูยิ่งเวียนหัว

ในที่สุดเจ้าแห้วก็กดปุ่มโทรศัพท์พิเศษใช้พูดกับภารโรงที่นั่งพักอยู่ในห้องเล็กๆใกล้กับห้องทำงานโดยไม่ต้องใช้หูฟังที่มีลำโพงพูด

"ฮัลโหล ได้ยินไหม ฉันเรียก"

"ได้ยินแล้วครับ ท่านต้องการอะไรครับ"

"หาบุหรี่ควันละเอียดมาให้สักกระป๋อง แล้วก็เครื่องดื่มเย็นๆ สำหรับฉันกับเลขานุการของฉันด้วย"

"ครับผม"

เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงวนแล้วยิ้มให้

"รับประทานผมเต๊ะท่าเป็นนายธนาคารได้ดีหรือยังครับ"

"ดีมากครับใต้เท้า ท่วงท่าของท่านสง่างามกว่าผมมาก แล้วใต้เท้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือครับ พนักงานธนาคารนี้ทุกคนล้วนแต่เคารพนบนอบใต้เท้าทั้งนั้น เชิญเถอะครับ เชิญทำงานตามสบาย ผมจะลงไปพักผ่อนข้างล่าง"

"อ้าว แล้วผมจะปรึกษาใครล่ะครับ"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ไม่จำเป็นต้องปรึกษาครับพระเดชพระคุณ อำนาจสูงสุดในการบริหารงานเป็นของใต้เท้าโดยเด็ดขาด พิจารณาและเซ็นต์สั่งงานไปตามเรื่องเถอะครับ อย่างมากแบงก์ของเราก็เจ๊ง แต่ผมเชื่อความสามารถของท่าน" พูดจบอาเสี่ยก็ลุกขึ้นยืนพาตัวเดินไปที่ประตูห้อง เปิดประตูเดินออกไปด้วยความขบขันเจ้าแห้ว

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ของธนาคารทั้งหญิงชายหลายต่อหลายคนได้ขึ้นมาพบกับเจ้าแห้วพร้อมด้วยปัญหาต่างๆ ซึ่งแต่ละปัญหาเกี่ยวกับกิจการธนาคารนั้น เจ้าแห้วไม่รู้เรื่องเลย เจ้าแห้วสั่งงานอย่างส่งเดช บางทีก็กักเรื่องไว้พิจารณาก่อน ความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจบังเกิดขึ้นแก่เจ้าแห้วตามลำดับ เขาโทรศัพท์เรียกสาวสวยแผนกบัญชี ๒ คน ขึ้นมาช่วยเขาทำงาน อย่างไรก็ตามงานที่ประเดเข้ามามากมายก่ายกองทำให้เจ้าแห้วหัวเสีย เขาเซ็นต์ชื่อจนเมื่อยมือ เซ็นต์ไปส่งเดช ใครขอให้เซ็นต์ก็เซ็นต์ เขาได้รู้ความจริงแล้วว่า อาเสี่ยกิมหงวนต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยและต้องทำงานอย่างรวดเร็วด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด ด้วยความรอบรู้งานสารพัด

เจ้าแห้วเหนื่อยใจหนักเข้าเขาก็นั่งทำงานพลางร้องไห้พลาง เสมียนพนักงานธนาคารที่ยืนห้อมล้อมโต๊ะเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน เมื่อเจ้าแห้ววุ่นวายใจถึงที่สุดเขาก็เกิดอารมณ์ยัวะขึ้นมาทันที

"โว้ย พอแล้ว" เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น "ทุกคนออกไปจากห้องผมเดี๋ยวนี้ ออกไปให้หมด ผมปวดกบาลจะตายอยู่แล้ว"

"กรุณาเซ็นต์ชื่อในหนังสือนี้ให้หนูอีกหน่อยเถอะค่ะ"

"บอกให้ออกไปไม่ได้ยินหรือ หนูหรือแมวออกไปให้หมด โธ่-ผมจะเป็นบ้าตายอยู่แล้วรู้ไหม"

พวกเสมียนพนักงานต่างรีบออกไปจากห้อง หลังจากนั้นสักครู่เสี่ยหงวนก็เปิดประตูห้องเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เขาหัวเราะก้ากเมื่อแลเห็นเจ้าแห้วร้องไห้กระซิกๆ

"ขบขันอะไรหรือครับใต้เท้า หัวเราะร่วนเชียว หรือว่าสมองปลอดโปร่งทำงานได้คล่อง"

เจ้าแห้วสะอื้นดังๆ

"รับประทานร้องไห้ครับไม่ได้หัวเราะ ฮือ ฮือ อาเสี่ยมานั่งโต๊ะอาเสี่ยตามเดิมเถอะครับ ผมไม่ยอมเป็นตัวแทนอาเสี่ยอีกแล้ว รับประทานปวดกบาลจนบอกไม่ถูก ผมเป็นอ้ายแห้วมีความสุขกว่าตั้งพันเท่าครับ เพราะผมรู้งานของผม ทำงานเสร็จก็สบายใจ"

"แต่ใต้เท้าต้องเป็นตัวแทนของผมต่อไป"

"อ๋อย ไม่เอาละครับ เชิญมานั่งโต๊ะผู้อำนวยการซีครับ รับประทานผมนั่งไม่ถึงสองชั่วโมงขี้กลากรับประทานก้นผมแล้ว"

"เลิกไม่ได้ แกอิจฉาริษยาฉัน เข้าใจว่ามหาเศรษฐีอย่างฉันมีความสุขอย่างล้นเหลือ แกก็ลองเป็นฉันดูบ้าง แกอยากใช้จ่ายเงินเท่าใดก็เบิกเอาซี เขียนเช็คเข้า โทรศัพท์เรียกคนข้างล่างขึ้นมาเอาเช็คและให้เขาเอาเงินมาให้แก เลิกงานประจำวันแล้ว แกจะได้เที่ยวเตร่แบบมหาเศรษฐี"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละครับ รับประทานผมกลุ้มใจเต็มทนแล้ว" พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นยืน

อาเสี่ยยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"นั่งลงถ้าไม่อยากถูกเตะ ทำงานในหน้าที่ผู้อำนวยการธนาคารต่อไปตามความรู้ความสามารถของแก"

"โธ่-ผมอายเขานี่ครับ รับประทานเขาซักถามอะไร ผมตอบไม่ได้หรือพูดไปคนละเรื่อง"

"ไม่สำคัญ ทุกคนในธนาคารนี้อยู่ในอำนาจของแก"

"รับประทานให้ผมทำงานแทนอาเสี่ย ธนาคารเจ๊งอย่ามาว่าผมนะครับ"

"เออ เจ๊งก็เจ๊ง ฉันเป็นหุ้นใหญ่ถือหุ้นถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นหุ้นของคุณอากับอ้ายพลอ้ายกรและอ้ายหมอ ถ้าเจ๊งฉันรับผิดชอบเอง"

เจ้าแห้วสะอื้นทรุดตัวลงนั่งตามเดิมแล้วบ่นเบาๆ

"รับประทานผมบอกว่าผมไม่เป็นก็ยังบังคับให้ผมเป็นอีก ฮือๆ ไม่รู้เรื่องอะไรสักนิด ล้วนแต่เกี่ยวกับเรื่องเงินปอนด์ เงินดอลลาร์ เข้าบัญชีโอนบัญชี เช็คเด้งเช็คสปริงยุ่งไปหมด รับประทานหนังสือแผ่นเดียวอ่านตั้งโกฏิเที่ยวยังไม่เอาไหน"

"อย่าบ่นโว้ย ทำงานไป ตอนเที่ยงไปกินข้าวกัน แกจะเบิกเงินไปใช้สักเท่าไรก็ได้"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทานค่อยยังชั่วหน่อย ผมอยากซื้อสร้อยคอหนัก ๕๐ บาทสักเส้นครับ"

"ก็เอาซี โตขนาดโซ่ผูกลิงเห็นจะได้ แกรักแกชอบผู้หญิงที่ไหนซื้อไปแจกเขาบ้างก็ได้ แต่แกจะต้องทำงานแทนฉัน"

"ครับ น่ากลัวผมคงตายในสามสี่วันนี่แหละครับ รับประทานตายเพราะอึดอัดใจและกลุ้มใจ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเดินไปนั่งที่โต๊ะเลขานุการนั่งดูเจ้าแห้วทำงานต่อไป สาวสวย ๒ คนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเจ้าแห้วได้ช่วยเจ้าแห้วทำงานอย่างดีที่สุด แต่ก็ทำตามคำสั่งของเจ้าแห้วซึ่งเป็นคำสั่งที่ผิดๆตามสมองขี้เลื่อยของเจ้าแห้ว

ตอนเที่ยงวันนั้นเอง เจ้าแห้วได้ถอนเงินสดจากธนาคารไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท พาเสี่ยหงวนนั่งรถคาดิแล็คเก๋งไปรับประทานอาหารกลางวันที่ห้อยเทียนเหลาและแสดงบทบาทเป็นเศรษฐีใหญ่ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว เจ้าแห้วก็ชวนอาเสี่ยซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่ถนนเยาวราช ซื้อสร้อยคอทองคำหนึ่งเส้นหนัก ๑๐ บาทที่ห้างขายทองของอาเสี่ยนั่นเอง ซื้อนาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือนราคา ๖,๐๐๐ บาท ซื้อกล้องถ่ายรูปอย่างดี ๑๒,๐๐๐ บาท ซื้อเสื้อเชิ้ต เสื้อยืด กางเกงแพร ของใช้ประเภทฟุ่มเฟือย เป็นต้นว่า น้ำหอมราคาขวดละ ๘๐๐ บาท เสี่ยหงวนไม่ได้คัดค้านเจ้าแห้วเลยในการที่เจ้าแห้วเอาเงินของเขามาถลุงเล่น ทั้งนี้เพราะเงินแสนเป็นเงินเพียงเล็กน้อยสำหรับอาเสี่ย และอาเสี่ยมีเจตนาตอบแทนคุณงามความดีของเจ้าแห้วที่รับใช้เขากับลูกเมียของเขามาด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี ที่ให้เจ้าแห้วเป็นตัวแทน เขาก็ทำไปเล่นๆ ซึ่งคนของอาเสี่ยทุกคนก็ร่วมแสดงละครด้วยตามคำสั่งของเสี่ยหงวน

เจ้าแห้วแสดงน้ำใจกว้างขวางให้เงินนายสมาน ๑,๐๐๐ บาทขณะที่เขากับเสี่ยหงวนขึ้นรถหน้าบริษัทใต้ฟ้าสี่แยกราชวงศ์เพื่อเดินทางไปโรงแรม 'สี่สหาย'

"เอ้า-อั๊วให้เงินลื้อใช้พันบาท ลื้อจะเอาไปใช้อะไรก็ตามใจ"

นายสมานคนขับรถที่สุภาพอ่อนน้อมมองดูเจ้าแห้วอย่างตื่นๆ

"เงินนี่พิมพ์จากเขมรหรือครับพี่แห้ว"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"เงินของรัฐบาลไทยโว้ย แล้วกัน....พึ่งเบิกมาจากธนาคารของเจ้านายเมื่อตอนเที่ยง"

สมานกระพุ่มมือไหว้เจ้าแห้วอย่างนอบน้อมและรับเงินมาถือไว้

"ขอบพระคุณครับใต้เท้า"

"อุ๊ย เรียกใต้เท้าอีกคนหนึ่งแล้ว ว้า-อย่าพยายามให้เหาขึ้นกบาลกันหน่อยเลยวะ ลื้อกับอั๊วน่ะตามธรรมดาอั๊วไม่ใคร่ชอบหน้าลื้อหรอก เพราะคุณนัส คุณนพ คุณนึกและคุณดำรงโปรดปรานลื้อมาก ทำให้อั๊วอดอิจฉาลื้อไม่ได้ แต่ตอนนี้อั๊วไม่อิจฉาลื้อแล้ว เพราะอั๊วเป็นมหาเศรษฐี ฮ่ะ ฮ่ะ ไปโว้ย พาเราไปโรงแรม 'สี่สหาย' อั๊วจะไปบริหารที่นั่นในฐานะที่อั๊วเป็นผู้อำนวยการโรงแรม เป็นตัวแทนของอาเสี่ยท่าน"

ในกระเป๋าใหม่เอี่ยมขนาดกลางใบนั้นบรรจุเงินสดประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาทวางอยู่บนตักเจ้าแห้ว ตลอดทางที่นั่งรถมาโรงแรม 'สี่สหาย' เจ้าแห้วนึกกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่แล้วพอนึกถึงธุรกิจการค้าของอาเสี่ยที่เขาจะต้องทำแทน เจ้าแห้วก็หมดความสุข เขาเข้าใจผิดคิดว่าที่เขาได้เป็นตัวแทนของอาเสี่ยนั้นเขาจะไม่ต้องทำงานอะไร ใช้เวลาให้หมดไปกับการท่องเที่ยวหาความสุขความสำราญ แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

คาดิแล็คเก๋งคันงามพาอาเสี่ยกับเจ้าแห้วมาถึงโรงแรม 'สี่สหาย' ในเวลา ๑๔.๐๐ น.เศษ

นายสมานนำรถแล่นมาจอดหน้าตึกใหม่คืออาคาร ๖ ชั้น ซึ่งตึกหลังนี้เป็นที่ทำงานของกองจัดการโรงแรม และเป็นที่ทำงานของผู้อำนวยการกับคณะด้วย ส่วนตึกเก่านั้น ชั้นบนเป็นห้องพัก ชั้นล่างเป็นร้านค้าจำหน่ายสรรพสินค้าต่างๆของโรงแรมและที่ทำการไปรษณีย์ย่อย

เมื่ออาเสี่ยกับเจ้าแห้วพากันลงมาจากตอนหลังรถ เสี่ยหงวนก็กล่าวกับเจ้าแห้วด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"เชิญซีครับใต้เท้า"

"ว้า-รับประทานใต้เท้ากับผมอีกแล้ว บอกก็ไม่เชื่อว่าเหามันจะรับประทานศีรษะผม"

เจ้าแห้วหิ้วกระเป๋าใส่เงินแบบฟลิ้นท์จอมพิฆาตเดินนำหน้าอาเสี่ยขึ้นบันไดไปบนโรงแรม พอเข้ามาในห้องโถงซึ่งมีเคาน์เตอร์ยาวสำหรับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์และเสมียนโรงแรม เจ้าแห้วก็หยุดชะงักทำหน้าเหยเกอย่างบอกไม่ถูก

นายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรมและพนักงานโรงแรมประมาณ ๑๐ คน ได้ยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวอยู่ทางซ้ายมือคือทางด้านลิฟต์ขึ้นสู่ชั้นบนของอาคาร นายทวนกับพนักงานโรงแรมต่างก้มศีรษะโค้งคำนับเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม แล้วนายทวนก็เดินเข้ามารายงานตัวกับเจ้าแห้ว

"กระผม....นายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' ขอรายงานตัวและขอแสดงความยินดีที่พระเดชพระคุณได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงแรมนี้แทนอาเสี่ยขอรับ พวกเราทุกคนพร้อมแล้วที่จะรับใช้สนองพระเดชพระคุณใต้เท้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ค่อยๆหันหน้ามาทางกิมหงวน

"เลิกเถอะครับอาเสี่ย รับประทานอาเสี่ยเป็นตัวของตัวเองต่อไปเถอะครับ ผมเป็นอ้ายแห้วดีกว่า รับประทานมันสะบัดร้อนสะบัดหนาวอย่างไรชอบกล ผมไม่เอาละครับ ผมได้รู้ความจริงแล้วว่าการที่เราเป็นตัวของเรานั้นดีที่สุด"

"เลิกไม่ได้" อาเสี่ยพูดเสียงกร้าว "แกต้องแสดงเป็นตัวฉันต่อไป แกจะได้มีความสุขจากเงินของฉัน ไปซี ไปห้องทำงานผู้อำนวยการ แกจะได้ทำงานในหน้าที่ของฉัน"

เจ้าแห้วทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้ แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปจากที่นั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของพวกพนักงานโรงแรม เสี่ยหงวนยิ้มให้นายทวนแล้วกล่าวว่า

"ปล่อยให้อ้ายแห้วมันใหญ่สักพักนะคุณทวน พลคงจะบอกคุณแล้วว่า ถ้าอ้ายแห้วมันมาถึงโรงแรมให้คุณทำอะไรบ้าง"

"ครับ คุณพล คุณนิกร คุณหมอและท่านเจ้าคุณท่านสั่งผมไว้เรียบร้อยแล้ว"

อาเสี่ยเดินตามเจ้าแห้วไป พนักงานรับใช้หรือเจ้าหน้าที่โรงแรมทุกคนที่แลเห็นเจ้าแห้ว ต่างก็หยุดยืนก้มศีรษะทำความเคารพอย่างพินอบพิเทา ทำให้เจ้าแห้วรู้สึกกระดากใจไม่น้อย

เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของผู้อำนวยการ พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งประจำทำงานตามโต๊ะ ต่างก็รีบลุกขึ้นยืนก้มศีรษะคำนับเจ้าแห้วอย่างพร้อมเพรียงกัน นิกรกล่าวทักเจ้าแห้วอย่างยิ้มแย้ม

"สวัสดีครับใต้เท้า"

เจ้าแห้วร้องไห้ไม่ยอมพูดอะไร พลกล่าวกับอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกเรากำลังรอคอยพบท่านผู้อำนวยการคนใหม่อยู่ทีเดียว แกพาท่านไปไหนมาด้วย ถึงได้มาถึงนี่ตั้งบ่ายสองโมง"

เสี่ยหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ท่านไปซื้อของใช้ว่ะ ท่านเบิกเงินที่ธนาคารเราแสนบาท แล้วไปกินข้าวกับกัน ต่อจากนั้นก็ไปซื้อของหลายอย่างทางเยาวราช" พูดจบอาเสี่ยก็ยกมือจับแขนเจ้าแห้วพาเดินไปที่โต๊ะทำงานของเขา "เชิญใต้เท้านั่งและเริ่มงานได้แล้วครับ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละครับ รับประทานผมไม่เป็นอาเสี่ยแล้ว ผมอึดอัดใจจะเป็นบ้าอยู่แล้วครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ไม่งั้นเป็นโดนเตะ นั่งลงอ้ายแห้ว เต๊ะท่าให้สมกับที่แกเป็นผู้อำนวยการโรงแรมชั้นเยี่ยมในภาคตะวันออก วางตัวให้สมกับที่แกเป็นมหาเศรษฐี แกมีอำนาจและสิทธิทุกอย่างเท่ากับอ้ายหงวนแล้ว ได้ยินไหม ฉันบอกให้นั่งลง หรือจะให้ลงมือลงตีน"

เจ้าแห้ววางกระเป๋าใส่เงินสด ๗๐,๐๐๐ บาทลงบนโต๊ะแล้วถอดเสื้อสากลออกแขวน ต่อจากนั้นเขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หมุนซึ่งเป็นเก้าอี้บุนวมอย่างดี บนโต๊ะมีเอกสารวางกองซ้อนกันเป็นระเบียบเรียบร้อยและอยู่ในสมุดเสนอเซ็นต์อีก

พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนั่งลงตามเดิม เสี่ยหงวนเดินมานั่งหน้าโต๊ะทำงานของนายพลดิเรก

"เป็นยังไงบ้าง" ศาสตราจารย์ดิเรกถามยิ้มๆ "ท่านแห้วทำงานที่ธนาคารได้ดีหรือ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ดีมาก อย่างช้าอีกสามสี่วันธนาคารของเราก็คงเจ๊ง"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก

"ออไร๋ โรงแรมนี้ก็คงเจ๊งเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน เมื่อเห็นเจ้าแห้วนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นท่านก็กล่าวว่า

"ท่านครับ ลงมือทำงานเสียทีซีครับท่าน กรุณาเซ็นต์หนังสือเสียก่อนเถอะครับ กองจัดการเขาเสนอมาตั้งแต่ตอนสายแล้ว"

เจ้าแห้วยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"รับประทานผมเซ็นต์ส่งเดชนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะคิก

"ก็สุดแล้วแต่พระเดชพระคุณ"

เจ้าแห้วเปิดสมุดเล่มใหญ่ ซึ่งในนั้นมีเอกสารสำคัญของโรงแรมติดต่อกับบุคคลหรือบริษัทห้างร้านหลายแห่ง จดหมายเหล่านี้ส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเจ้าแห้วอ่านไม่ออก เจ้าแห้วเซ็นต์ชื่อส่งเดช คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน โดยเฉพาะศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะงอไปงอมาตลอดเวลา

เสียงใครคนหนึ่งเคาะประตูห้องเบาๆ เมื่อพลร้องอนุญาต ประตูกระจกฝ้าก็ถูกเปิดออก ผู้จัดการโรงแรมพาตัวเดินเข้ามาหาและตรงเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะเจ้าแห้ว

"ท่านครับ"

"ว่าไง" เจ้าแห้วตวาด

"มีนักทัศนาจรชาวอเมริกันคนหนึ่งจะขอพบท่านครับ"

เจ้าแห้วพยักหน้ารับทราบ

"พาเขาเข้ามาซี"

"ครับผม" นายทวนรับคำและรีบออกไปจากห้องทำงานของผู้อำนวยการ

เจ้าแห้วนึกขึ้นได้ว่าเขาพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นก็ใจหาย รีบกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"รับประทานตอนนี้อาเสี่ยมาเป็นผู้อำนวยการเถอะครับ ผมพูดฝรั่งไม่เป็น"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่หน้าที่ของผมครับใต้เท้า เขาต้องการพบผู้อำนวยการ ใต้เท้าเป็นผู้อำนวยการก็ต้องต้อนรับเขา"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานแล้วจะพูดกันรู้เรื่องหรือครับ ผมพูดอังกฤษได้นิดๆหน่อยๆแบบสะเน้คๆฟิชๆเท่านั้น"

"ช่วยไม่ได้" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

เจ้าแห้วหันไปทางนิกร

"รับประทานคุณนิกรช่วยเป็นล่ามให้ผมหน่อยซีครับ"

นิกรหัวเราะ

"ฉันถนัดแต่ภาษาไหหลำ เวลาฉันพูดอังกฤษ เสียงของฉันเหมือนกับจีนไหหลำไม่มีผิด แกพูดเองเถอะ"

"โธ่-ผมพูดไม่เป็นนี่ครับ รับประทานคุณหมอเคยสอนให้ในประโยคง่ายๆเท่านั้น"

พลยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"อย่าให้เสียชื่อโรงแรมเรานะโว้ย พูดไม่เป็นก็พูดให้มันน้อยหน่อย พยักหน้าสั่นศีรษะหรือเยสโนไปตามเรื่อง หรือม่ายก็ร้อง ฮื่อฮึ ไอซี อะไรเหล่านี้"

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น

"เอาครับ รับประทานลองคุยกับฝรั่งเสียที"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน เจ้าแห้วรีบหยิบกล้องยาเส้นขึ้นมาบรรจุยาเส้นแล้วจุดสูบ เพื่อช่วยให้ตัวเองสง่าผ่าเผยขึ้น ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกล่องแว่นตาออกมาเปิดออกหยิบแว่นตาในกล่องขึ้นมาสวม ซึ่งเป็นแว่นกันแดดสีฟ้าอ่อนแบบทันสมัยราคา ๓๕๐ บาท พึ่งซื้อมาเมื่อตอนเที่ยง

"เออ ไม่เลวนี่หว่า" นิกรกล่าวชม "แกสวมแว่นคาบกล้องอย่างนี้ทำให้แกภาคภูมิขึ้นอีก มองดูคล้ายๆหมาคาบกระดูก"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"เป็นยังงั้นไป" แล้วเจ้าแห้วก็ฝืนหัวเราะ "รับประทานผมมันคนชั้นขี้ข้านี่ครับ รับประทานจะให้น่าดูชมเหมือนพวกเจ้านายนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้"

พลหัวเราะหึๆ

"อะไรของมึงวะ น่าดูชม"

"รับประทานเขาพูดกันอย่างนั้นนี่ครับ"

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นอีก เจ้าแห้วยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วร้องอนุญาตเป็นภาษาอังกฤษ

"ขมิ้น"

ประตูกระจกฝ้าที่ใช้ระบบลูกปืนถูกผลักออกเบาๆ นายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' พาชาวอเมริกันในวัย ๔๐ ปีรูปร่างสูงชะลูดเกือบ ๗ ฟุตเดินเข้ามา สุภาพบุรุษผู้นี้แต่งกายตามใจชอบ สวมกางเกงขายาวสีเทาและเชิ้ตฮาไว เขาเป็นลูกชายของเจ้าของโรงงานสร้างรถยนต์แห่งหนึ่งในอเมริกา

นายทวนพาหนุ่มใหญ่ผู้สูงกว่าเสี่ยหงวนไม่ต่ำกว่า ๗ นิ้วตรงเข้ามาหาเจ้าแห้ว ในเวลาเดียวกันเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นยืน ผู้จัดการโรงแรมเป็นผู้แนะนำลูกชายเจ้าของโรงงานสร้างรถยนต์ให้รู้จักกับเจ้าแห้ว ซึ่งนายทวนพูดภาษาอังกฤษได้ดีเหมือนกับภาษาไทย

มิสเตอร์ชาร์ล วาร์เร็น ยื่นมือให้เจ้าแห้วจับแล้วกล่าวทัก

"เฮา ดู ยู ดู"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"เอา-ดูก็ดูกัน"

นายทวนกลั้นหัวเราะแทบแย่กล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"สุภาพบุรุษผู้นี้ชื่อ ชาร์ล วาร์เร็น ครับ เขามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อสามวันมานี้และพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เขาทราบว่าโรงแรมของเรามีห้องพักสวยงามและมีบริการแบบโรงแรมชั้นหนึ่งของสวิสเซอร์แลนด์ เขาก็อยากจะย้ายมาพักที่โรงแรมของเรา แต่เขาจะขอตกลงกับใต้เท้าในเรื่องค่าเช่าห้องพักพิเศษเสียก่อน เพราะเขาจะเช่าอยู่เป็นเดือนและต้องการให้ลดให้เขา"

เจ้าแห้วพยักหน้ารับทราบแล้วพูดภาษาฝรั่งกับผู้จัดการโรงแรม

"ออไร๋ ออไร๋ ยู แคน โก"

คราวนี้นายทวนเผลอตัวหัวเราะก้ากทำให้เจ้าแห้วเกิดอารมณ์ยัวะขึ้นมาทันที ผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' รีบพาตัวเดินออกไปจากห้อง เจ้าแห้วพยายามบังคับจิตใจของเขาให้เข้มแข็งเมื่อได้เผชิญหน้ากับฝรั่ง เขายิ้มให้ ชาร์ล วาร์เร็น แล้วพูดยิ้มๆ

"ซิท ดาว์น พลีส"

หนุ่มอเมริกันกล่าวคำขอบใจและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเจ้าแห้วและเริ่มเจรจากับเจ้าแห้วในภาษาของเขา

"โรงแรมของคุณสวยสง่าและทันสมัยมีห้องพักถูกใจผมมากเชียวครับ"

เจ้าแห้วยิ้มละไม

"เยส"

"ผมมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อตอนเช้าวันเสาร์ที่แล้วและได้ไปพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งทางย่านชุมนุมชน ที่นั่นหนวกหูมาก บริการไม่ดี โดนเฉพาะมีทหารนิโกรอเมริกันพักอยู่หลายคนซึ่งผมไม่ชอบ ผมได้โทรศัพท์ไปถามสถานทูตของผม เขาแนะนำให้ผมมาพักที่นี่"

"โน" เจ้าแห้วพูดสั้นๆเพราะฟังไม่รู้เรื่อง

ฝรั่งขมวดคิ้วย่น

"ห้องพักไม่ว่างหรือครับ"

"เยส" เจ้าแห้วตอบ

"แต่ผู้จัดการบอกผมว่าห้องพักชั้นหนึ่ง อัตราค่าเช่าที่พักวันละ ๒๕ ดอลลาร์มีว่างอยู่ ๓ ห้อง"

"โนๆๆๆ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ

"เต็มแล้วหรือครับ"

"เยส"

"ถ้ายังงั้นทำยังไงผมถึงจะได้พักที่โรงแรมนี้ ผมจะเช่าเป็นเดือนนะครับ"

"โน ซอรี่"

"อีกกี่วันถึงจะมีห้องว่างครับ"

"เยส แท้งคิว เวอรี่ มัช"

ฝรั่งกลืนน้ำลายเอื๊อกเขาจ้องมองดูเจ้าแห้วอย่างแปลกใจ

"ท่านเป็นปกติดีหรือครับ"

"โนๆๆ ไม่เยสก็โนละโว้ย ไอ แคน สปี๊ค อิงลิช เวอรี่ แบ๊ดลี่"

คราวนี้ นายชาร์ล วาร์เร็น พูดภาษาไทยเสียงแจ๋วและชัดเจน

"ปู้โธ่ แล้วก็ไม่บอกผมเสียแต่ทีแรกว่าคุณพูดอังกฤษไม่เป็น อ้ายผมก็หลงคุยกับคุณตั้งนาน คุณพูดเพียงแต่เยสกับโนเท่านั้น อย่างนี้ ท้อค โก ท้อค คัม น็อต ฟอลดาวน์ แน่ๆ"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยง กล่าวถามฝรั่งทันที

"ขอโทษครับ คุณหมายความว่ากระไร คำว่า ท้อค โก ท้อค คัม น็อต ฟอลดาวน์ ผมเองเรียนภาษาอังกฤษมามากต่อมากพึ่งได้ยินประโยคนี้วันนี้ กรุณาแปลเป็นไทยให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ"

ชาร์ล วาร์เร็น หันมายิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ก็แปลตรงตัวนั่นแหละครับ ท้อค โก ท้อค คัม น็อต ฟอลดาวน์ พูดไปพูดมาไม่ตกลง แบบเดียวกับ กู๊ด วอเต้อร์ ฟิช ซึ่งแปลว่าน้ำปลาดี หรือ ด๊อคแอ๊ดแปลว่าแดดออก"

คราวนี้เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินมานั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งข้างหน้า นายชาร์ล วาร์เร็น แล้วแนะนำตัวให้รู้จัก

"ผมคือพันเอกกิมหงวนเจ้าของโรงแรมนี้ครับ คุณติดต่อกับผมดีกว่า เรายินดีรับใช้คุณเต็มที่ ห้องพักชั้นหนึ่งยังมีว่างครับ"

"โอ-ดีทีเดียวครับผู้การ ผมจะขอเช่าเป็นรายเดือน ผู้การจะลดค่าเช่าให้ผมได้เท่าใด"

"ค่าเช่าห้องวันละ ๒๕ ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทย ๕๐๐ บาทครับ ถ้าคุณเช่าเป็นรายเดือนเราลดให้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์"

"ขอบคุณครับ แล้วการชำระเงิน...."

"ชำระล่วงหน้าทุกสัปดาห์ครับ"

"ยุติธรรมมาก ถ้ายังงั้นผมตกลงเช่าห้องพักที่นี่ ผมจะออกไปพบกับผู้จัดการเพื่อเลือกห้องพักเดี๋ยวนี้ และผมจะขนกระเป๋าเสื้อผ้ามาอยู่ที่นี่ก่อน ๑๖ นาฬิกา"

"ได้ครับ เราจะบริการคุณอย่างดีที่สุด"

ชาร์ล วาร์เร็น ลุกขึ้นสัมผัสมือกับเจ้าแห้วและกิมหงวน แล้วเขาก็พาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะผู้อำนวยการดังขึ้นซึ่งเป็นโทรศัพท์เครื่องภายนอกสถานที่ขององค์การโทรศัพท์วางคู่กับโทรศัพท์เครื่องภายใน นิกรพยักพเยิดกับเจ้าแห้ว

"รับโทรศัพท์ซีครับใต้เท้า"

เจ้าแห้วยิ้มเจื่อนๆ เอื้อมมือยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูด

"ฮัลโหล นี่ห้องผู้อำนวยการโรงแรมสี่สหายครับ"

มีเสียงฝรั่งพูดมาตามสาย

"โรแยล ไทย แอร์ ฟอร์ซ เฮด ควอเตอร์"

เจ้าแห้วทำคอย่น แล้วมองดูเสี่ยหงวนพลางยื่นหูโทรศัพท์ให้

"รับประทานฝรั่งพูดโทรศัพท์มาครับ แอร์ๆฝอดๆอะไรก็ไม่ทราบ"

อาเสี่ยเดาทันทีว่านายทหารอเมริกันพูดมาจากกองบัญชาการกองทัพอากาศที่ดอนเมือง เขาเอื้อมมือรับหูโทรศัพท์จากเจ้าแห้วแล้วพูดโต้ตอบกับนายทหารอเมริกันซึ่งขอเช่าห้องพักพิเศษสำหรับเพื่อนของเขาคนหนึ่ง ซึ่งจะเดินทางมาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ก่อนค่ำวันนี้ เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆฟังเสี่ยหงวนพูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว สักครู่อาเสี่ยก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม แล้วหันไปยิ้มกับเพื่อนเกลอของเขา"

"นาวาอากาศเอกสมิท ฮัดสัน เขาโทรมาจองห้องพักให้เพื่อนของเขา"

นิกรว่า "น้องชาย ร็อค ฮัดสัน กระมัง"

"ไม่ใช่โว้ย นามสกุลมันเหมือนกัน ฝรั่งมันก็เหมือนคนไทยเรานั่นแหละ ใช้นามสกุลเดียวกันแต่ไม่ใช่พี่น้องกัน และไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาแต่ก่อนเลย" พูดจบเสี่ยหงวนก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

พลกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหัวเราะ

"ทำงานซีครับใต้เท้าอย่านั่งเฉยๆ งานที่นี่ล้วนแต่เป็นงานด่วนทั้งนั้น"

เจ้าแห้วทำหน้าเบ้

"รับประทานผมไม่รู้เรื่องนี่ครับ ผมถนัดแต่งานรับใช้ รับประทานผมเลิกเป็นตัวแทนอาเสี่ยละครับ เป็นตัวของผมสบายกว่า"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ยังเลิกไม่ได้ เป็นต่อไปอ้ายแห้ว"

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นอีก เมื่อนิกรร้องอนุญาต นายทวนผู้จัดการโรงแรมก็พาเจ้าหน้าที่กองจัดการโรงแรมรวม ๔ คนเข้ามาในห้อง ทุกคนถือแฟ้มเอกสารติดมือมาด้วย ผู้จัดการโรงแรมกับเจ้าหน้าที่กองจัดการตรงเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าเจ้าแห้วแล้วไต่ถามปัญหาต่างๆเพื่อขอให้เจ้าแห้วเป็นผู้วินิจฉัยหรือสั่งงาน แต่ละเรื่องล้วนแต่เป็นเรื่องที่เจ้าแห้วไม่เข้าอกเข้าใจอะไรเลย"

"ว้า....ผมไม่รู้เรื่อง" เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น "พวกคุณจะเอายังไงจะทำยังไงก็ตามใจเถอะครับ ผมน่ะเหมือนกับลิงนั่งแป้น อาเสี่ยท่านให้ผมเป็นตัวแทนท่านผมก็ต้องเป็น อุ๊ย....โทรศัพท์มาอีกแล้ว"

เจ้าแห้วยกหูโทรศัพท์เครื่องภายนอกสถานที่ขึ้นพูด

"ฮัลโหล นี่แห้วพูดครับ นั่นที่ไหน"

"เสี่ยแห้วหรือครับ ผม....โค้วพูดครับ"

เจ้าแห้วรู้แล้วว่าผู้ที่กำลังพูดกับเขาคือนายโค้ว ผู้จัดการห้าง 'กิมหงวนอัญมณี' ที่สำเพ็งหัวเม็ด

"ว่ายังไงครับเฮียโค้ว"

"คุณหญิงผกาลูกค้าประจำของเราท่านซื้อแหวนเพชรลูกราคาสามหมื่นบาทครับ แต่ท่านชำระเช็คล่วงหน้า ๑๐ วันให้เรา แล้วก็เป็นเช็คของคนอื่นไม่ใช่เช็คของท่าน จะให้ผมรับไว้หรืออย่างไรครับ"

"วู้" เจ้าแห้วครางอย่างหัวเสีย "ผมไม่รู้เรื่องอะไรหรอครับเฮีย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช็คเลย"

"อ้าว-ก็ท่านเป็นตัวแทนอาเสี่ยเท่ากับเป็นเจ้าของห้าง โปรดสั่งมาซีครับจะให้ผมทำยังไง"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"ทำยังไงก็ตามใจผมไม่รับรู้ไม่รับผิดชอบ ผมกำลังจะฆ่าตัวตายในชั่วโมงนี้" พูดจบเจ้าแห้วก็วางหูโทรศัพท์ดังโครม

เจ้าแห้วตะเพิดนายทวนกับพนักงานโรงแรมไปจากห้อง ท่าทางของเขาคล้ายกับคนบ้า เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นอีก หลงจู๊โรงสี 'กิมหงวน ๕' โทรศัพท์มาถามเขาเกี่ยวกับการขนข้าวสารลงเรือเอี้ยมจุ๊น เจ้าแห้วรีบวางหูโทรศัพท์ ในนาทีนั้นเองหลงจู๊โรงรับจำนำของเสี่ยหงวนโรงหนึ่งก็โทรศัพท์มาถึงเจ้าแห้ว แจ้งให้ทราบว่าตำรวจพาคนร้ายไปที่โรงรับจำนำ คนร้ายขโมยเครื่องรับโทรทัศน์ไปจำนำไว้ ขอให้เจ้าแห้วรีบไปโรงพักเพื่อติดต่อกับตำรวจในเรื่องนี้

"หลงจู๊ยอมติดตะรางก็แล้วกัน ผมไม่ยุ่งไม่เกี่ยว" เจ้าแห้วพูดตัดบทแล้วกระแทกหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันอย่างเดือดดาล

พนักงานกองจัดการโรงแรมคนหนึ่งมาเคาะประตูเรียก เมื่อได้รับคำอนุญาตเขาก็เปิดประตูพาตัวเดินเข้ามาหาเจ้าแห้วและขอหนังสือเสนอเซ็น ในเวลาเดียวกันสาวสวยคนหนึ่งก็เข้ามาพบเจ้าแห้วไต่ถามเจ้าแห้วว่า ฝรั่งผู้มาพักคนหนึ่งจะขอแลกเงินดอลลาร์ ๒,๐๐๐ ดอลลาร์ แต่เงินสดมีไม่พอจะให้ทำอย่างไร เพราะวันนี้ให้แลกไปแสนกว่าบาทแล้ว

เจ้าแห้วนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น เขาไม่ยอมปริปากพูดอะไรทั้งนั้น เขาปวดหัวจนแทบจะว่าศีรษะของเขาจะระเบิดเพราะความกลุ้มใจ เมื่อเจ้าแห้วไม่ยอมพูดด้วยเสี่ยหงวนก็ต้องสั่งงานแทน

ตลอดเวลาชั่วโมงนั้นมีคนมาพบเจ้าแห้วอีกหลายคนทั้งฝรั่งและคนไทย นอกจากนี้เจ้าแห้วต้องพูดโทรศัพท์กับคนของเสี่ยหงวนอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะพนักงานของโรงแรม 'สี่สหาย' ได้ผลัดเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาพบเจ้าแห้วพร้อมด้วยปัญหาต่างๆนี่เอง ทำให้เจ้าแห้วหงุดหงิดใจจนแทบเป็นบ้า

ในที่สุดเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นเดินมาหากิมหงวนที่โต๊ะทำงานของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเจ้าแห้วก็ประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม

"กรุณาให้ผมเป็นตัวของผมตามเดิมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"แกไม่อยากสุขสบายเหมือนอย่างเหมือนอย่างฉันหรือ"

"โธ่-ไม่เห็นจะสบายตรงไหนเลยครับ รับประทานมีงานจุกจิกกวนใจตลอดเวลา ผมเข้าใจผิดคิดว่าอาเสี่ยนั่งเฉยๆแล้วเงินทองก็ไหลมาเทมาเองโดยไม่ต้องทำอะไร รับประทานที่ไหนได้ อาเสี่ยของผมทำงานหนักที่สุด เพียงแต่รับโทรศัพท์ที่คนโน้นคนนี้โทรมาก็แย่แล้ว"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"ทำต่อไปอ้ายแห้ว อย่างน้อยแกต้องเป็นตัวฉันให้ได้ตลอดวันนี้"

"โอ๊ย รับประทานตายแน่ครับ"

เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นอีก แต่เป็นเครื่องภายในสถานที่ เจ้าแห้วจำใจต้องยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูด

"ฮัลโหล ว่ายังไง"

"กระผม....ผู้จัดการพูดครับ ขอเชิญใต้เท้ามาที่กองจัดการหน่อยครับ มีเรื่องยุ่งยากหลายอย่าง"

"ว้า-ผมไม่รู้ละ"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่รู้ไม่ได้ ในฐานะที่แกเป็นผู้อำนวยการของโรงแรมนี้ แกต้องไปดูงานและตรวจงานที่กองจัดการ นอกจากนี้แกจะต้องตรวจดูห้องพักต่างๆด้วย งานบางอย่างเกินอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการเขา ไปซี....จงใช้สติปัญญาและความรู้ความสามารถของแกปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการให้ดีที่สุด ความจริงก็ไม่ยากอะไร พวกเราทำหน้าที่แทนอ้ายหงวนได้ทุกคน"

"รับประทาน ผม ก.ข. ไม่กระดิกหูนี่ครับ อะไรๆก็ไม่รู้สักอย่าง รับประทานผมขายหน้าเขาเต็มทนแล้ว"

"เอาเถอะน่า ถึงคราวหน้าด้านก็ต้องหน้าด้าน คนบางคนมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตไม่รู้งานเลยก็มี แต่เขาวางมาตรหรือเต๊ะท่าเก่ง รู้จักสงวนท่าทีทำเหมือนว่าเขามีความรู้สูง แกก็ควรจะทำอย่างนั้น ไป-ไปดูงานให้เรียบร้อย ควรจะสั่งอะไรก็สั่ง"

เจ้าแห้วทำตาละห้อย

"รับประทานผมสั่งได้แต่ขี้มูกครับ"

นิกรหัวเราะ

"เดี๋ยวกูก็เตะผู้อำนวยการเข้าให้เท่านั้นเอง บอกให้ออกไปยังไม่ไปอีก หรือจะให้ลงมือลงตีน ลุกขึ้นสวมเสื้อเข้าให้เรียบร้อย เดินคาบกล้องเต๊ะท่าแบบหัวนอก ใครเห็นจะได้เกรงขาม"

เจ้าแห้วบ่นพึมพำ เขาลุกขึ้นหยิบเสื้อสากลขึ้นสวม เสร็จแล้วอัดยาเส้นบรรจุกล้องสูบ คาบกล้องยืนเท้าสะเอวให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเขา

"รับประทานสง่าหรือยังครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ไม่เลวโว้ย ท่าทางแกสง่ากว่าอ้ายหงวนเสียอีก"

"ปู้โธ่ รับประทานอย่าแกล้งยอผมหน่อยเลยครับ หน้าตาผมมันไม่เป็นสับปะรด ถึงจะแต่งตัวโก้ยังไงหุ่นมันก็ไม่ให้ อาเสี่ยนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวยังสง่ากว่าผมเป็นไหนๆ"

เจ้าแห้วพาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของผู้อำนวยการท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"อ้ายแห้วเข็ดแน่ มันอึดอัดใจและขายหน้าเขานั่นเอง"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ประเดี๋ยวมันคงปวดกบาลยิ่งกว่านี้ คุณทวนกับพวกพนักงานโรงแรมคงจะช่วยกันกระเซ้าอ้ายแห้วอย่างสนุกสนาน คราวนี้แหละอ้ายแห้วมันจะได้รู้ว่ามหาเศรษฐีอย่างกันไม่ได้สุขสบายเลย ต้องตรากตรำทำงานตลอดวัน และเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบรอบรู้ในธุรกิจการค้าสารพัด"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย กันยอมรับนับถือแกให้ดิ้นตายซีเอ้า ปีหนึ่งบริษัทต่างๆของพวกเรามีกำไรไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะโรงแรมนี้ ปีกลายมีกำไรตั้ง ๒๘ ล้าน ธนาคารยังได้กำไรไม่ถึง ๒๐ ล้าน ถ้าแกขาดความสามารถบริหารงานไม่ดีก็คงขาดทุนป่นปี้ พวกเรามีเงินใช้ฟุ่มเฟือยก็เพราะได้ร่วมหุ้นค้าขายกับแก"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"พูดแล้วจะว่าคุย ธุรกิจการค้าน่ะ กันไม่ได้เรียนมาจากไหนหรอก กันก็เหมือนกับพวกพ่อค้าจีนนั่นแหละ ไม่มีใครมีปริญญาพาณิชย์ แต่ก็เป็นนายห้างนายหอมีเงินแสนเงินล้านไปตามกัน ความชำนาญหรือความเจนจัดในการงานมันดีกว่าความรู้ พวกอาเสี่ยหรือเจ้าสัวทั้งหลายก็เริ่มต้นจากการค้าเล็กๆน้อยๆมาก่อน"

นิกรมองดูหน้าอาเสี่ยอย่างเลื่อมใสศรัทธา

"แกใช้สมองมากๆแต่แกไม่ยักหัวล้านเหมือนคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"ทะลึ่งแล้วอ้ายกร คุยไปคุยมาก็วกมาพูดเรื่องกบาลของฉัน"

นิกรอมยิ้ม

"ก็จริงๆนี่ครับ เท่าที่ผมสังเกตมา คนที่ใช้ความคิดมากๆล้วนแต่หัวล้านทั้งนั้น"

นายพลดิเรกขัดขึ้น

"โน-หัวล้านไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใช้ความคิดมาก เกี่ยวกับรากผมมันเสื่อมคุณภาพ ทำให้ผมร่วงจนโกร๋นไปแล้วไม่ขึ้นอีก"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แล้วทำไมหัวถึงแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึก อธิบายให้ฟังหน่อยเถอะวะหมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวักมือเรียกลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"อยากรู้มานั่งนี่ซีจะอธิบายให้ฟัง"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ม่ายละครับขี้เกียจเจ็บตัว"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของเขา ยกโทรศัพท์ขึ้นพูดติดต่อการงานตามบริษัทห้างร้านของเขาสามสี่แห่ง ล้วนแต่เกี่ยวกับกิจการค้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล นิกร และศาสตราจารย์ดิเรกทำงานกันต่อไป

ในราวครึ่งชั่วโมงนั้นเอง ประตูกระจกฝ้าก็ถูกเคาะค่อนข้างแรงติดๆกันสามสี่ครั้ง ท่านเจ้าคุณเงยหน้ามองไปที่ประตูและกล่าวคำอนุญาต

"เข้ามา"

ผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' พาตัวเข้ามาในห้องในท่าทางตื่นตระหนกตกใจ

"แย่แล้วครับ นายแห้วผูกคอตายในห้องน้ำของกองจัดการครับ เจ้านายรีบไปดูซีครับ"

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆกัน

"เจ้าแห้วผูกคอตาย" พลถามอย่างร้อนรน

"ครับ ถูกพวกผมแสดงความเคารพนบนอบมากเกินไปก็กระดากอายทำเป็นไก๋เข้าห้องน้ำ แล้วเอาเชือกผูกม่านในห้องน้ำผูกคอครับ"

"ตายแล้วหรือ" นิกรถาม

"ยังครับ นายแห้วผูกคอแบบแหวกแนวครับ เท้าทั้งสองข้างอยู่บนพื้นและร้องให้พวกผมช่วย บ๋อยช่วยกันพังประตูเข้าไป"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ถ้ายังงั้นก็ช่างเถอะคุณทวน ผมนึกว่าอ้ายแห้วเท่งทึงเสียแล้ว จะได้โทรศัพท์เรียกปอเต๊กตึ๊งให้มารับศพไป คุณช่วยไปแนะนำมันหน่อยซี วิธีผูกคอตายน่ะเขาเอาเงื่อนไว้ข้างหลังและเท้าทั้งสองต้องสูงจากพื้น"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ไปเถอะคุณทวน ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ผมรู้ดีว่าคนอย่างอ้ายแห้วมันไม่โง่ถึงกับตัดสินใจฆ่าตัวตายหรอก เพราะมันไม่ใช่หนุ่มๆสาวๆที่โง่เขลาและฆ่าตัวตายหนีความทุกข์ ความจริงความทุกข์ก็คือกรรมเก่าซึ่งไม่มีใครหนีพ้น"

"ครับ ท่านมหาพูดถูกแล้ว"

"อ้าว" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องลั่น "นี่ผมกลายเป็นท่านมหาไปแล้วหรือคุณทวน"

ผู้จัดการโรงแรมยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษครับ ผมเผลอไปคิดว่ากำลังคุยกับท่านมหาสอนหัวหน้าพัสดุของเรา" พูดจบเขาก็ยกมือไหว้นายพลดิเรกอย่างนอบน้อมแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้อง

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"เลิกให้อ้ายแห้วเป็นตัวแทนแกเสียทีเถอะ" พลพูดพลางหัวเราะ "อ้ายแห้วมันกลุ้มใจเต็มทนแล้ว งานของแกและของเราก็ต้องหยุดชะงักโอ้เอ้ล่าช้าโดยไม่จำเป็น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ให้กันเป็นแกดีกว่าอ้ายหงวน กันรับรองว่ากันจะทำทุกสิ่งทุกอย่างแทนแกให้ดีที่สุด"

"ไม่ต้อง" อาเสี่ยตวาดแว้ด "ให้แกเป็นตัวแทนกันแกก็สบายไปเท่านั้น เงินทองของกันมีเท่าไรแกถอนมาใช้หมด หรือม่ายก็โอนเข้าบัญชีของแก อ้ายแห้วน่ะมันไม่รู้ประสีประสาอะไรหรอก"

ท่านเจ้าคุณนึกถึงเจ้าแห้วท่านก็หัวเราะงอหาย

"คนเราที่ไม่เคยเป็นนายคนก็อยากเป็นนายคนหรือเป็นใหญ่เป็นโต พอให้เป็นจริงๆก็เป็นไปไม่ได้ เลยรู้ว่าเป็นตัวของตัวเองดีกว่าเป็นคนอื่น เหมือนกับคนที่อิจฉาริษยาคนที่เขาเป็นใหญ่เป็นโต ไม่ได้นึกว่าเขามีความสามารถ มีคุณวุฒิ เขาถึงเป็นได้"

ประตูห้องทำงานถูกเปิดออกโดยไม่มีเสียงเคาะ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันไปมองดู เจ้าแห้วสะพายเสื้อสากลไว้บนบ่าเดินตุปัดตุเป๋เข้ามาในห้องด้วยใบหน้าหม่นหมอง พนักงานรับใช้ ๒ คนประคองเจ้าแห้วพามาส่งหน้าห้องแต่ไม่กล้าเข้ามาในห้องเจ้านาย

"เป็นไงอ้ายแห้ว" กิมหงวนถามอย่างขบขัน

เจ้าแห้วตรงมาที่โต๊ะอาเสี่ยแล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพื้นห้อง ก้มลงกราบแทบเท้ากิมหงวน

"รับประทานอาเสี่ยจะเตะผมหรือกระทืบผมผมก็ไม่ยอมเป็นตัวแทนอาเสี่ยอีกแล้วครับ ขอเวนคืนหน้าที่และความเป็นมหาเศรษฐีให้อาเสี่ยตามเดิมครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

"แล้วเงินในกระเป๋าเจ็ดหมื่นนั่นล่ะ"

"รับประทานผมคืนให้อาเสี่ยครับ"

เสี่ยหงวนยกมือตบศีรษะเจ้าแห้วด้วยความรักและกรุณา

"ไม่ต้องคืน ฉันให้แกไว้ใช้หรือเอาเข้าบัญชีไว้ที่ธนาคารของเราในนามของแก เอาไว้ใช้เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน ฮ่ะ ฮ่ะ แกเป็นตัวแทนฉันได้ยังไม่ถึงวันพอแล้วหรือ"

เจ้าแห้วก้มลงกราบอีกครั้งหนึ่ง

"พอแล้วครับ รับประทานเข็ดจนตาย" พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นยืนแก้เน็คไทออกเก็บใส่กระเป๋า หยิบกระเป๋าเงินบนโต๊ะมาถือไว้ "รับประทานผมไปอยู่ที่รถนะครับ ให้นายสมานเขากลับบ้าน รับประทานเป็นคนใช้และเป็นคนรถให้เจ้านายสบายกว่าเป็นอาเสี่ยมากมายนัก"

แล้วเจ้าแห้วก็เดินบ่นพึมพำออกไปจากห้องทำงานของพวกเจ้าของโรงแรม 'สี่สหาย'

จบตอน