พล นิกร กิมหงวน 052 : เที่ยวงานรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๕

พอตกค่ำ ท้องฟ้าทางด้านสวนลุมพินีก็สว่างนวลด้วยแสงไฟฟ้าจากบริเวณงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นงานมหกรรมอันมโหฬารยิ่งของชาติไทย

จากถนนหลายสายที่ผ่านมาทางลุมพินี ยวดยานพาหนะแล่นตามกันเป็นทิวแถว ประชาชนทุกชาติทุกภาษาทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ตลอดจนคนชรา พากันหลั่งไหลตรงไปยังสวนลุมพินีราวกับกระแสคลื่นในมหาสมุทร มองไปทางไหนลานตาไปหมด ที่ประตูทางเข้าด้านหลังพระบรมรูปพระมหาธีรราชเจ้า ถึงกับเบียดเสียดเยียดยัดกัน เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูต้องทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย มีทั้งสารวัตรทหาร, ตำรวจและลูกเสือเก็บบัตรและรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันพวกนักเบ่งและนักแซ้งก์

แสงไฟสว่างไสวราวกับกลางวัน บริเวณงานกว้างขวางมาก แต่ถึงกระนั้นประชาชนก็ยังเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่นั่นเอง จนกระทั่งรู้สึกว่าสวนลุมพินีคับแคบเกินไปเสียแล้ว ทั้งนี้เพราะจำนวนพลเมืองในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นทุกวันและวันหนึ่งหลายพันคน ล้วนแต่หลั่งไหลมาจากชนบทต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในกรุงเทพฯ เมืองเงินเมืองทอง

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จแปรพระราชฐานจากพระราชวังจิตรลดารโหฐานไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพร ทางการจึงให้จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญในปีนี้ขึ้นที่สวนลุมพินี มีกำหนด ๙ คืน นับตั้งแต่คืนวันที่ ๘ ถึงคืนวันที่ ๑๖ ธันวาคมนี้ คุณหนุ่มและคุณสาวตื่นเต้นดีใจไปตามกัน เตรียมตัดเครื่องแต่งตัวไว้คนละหลายๆ ชุด ซ้อมรัมบ้า, แซมบ้า, เตรียมไว้โชว์ลวดลาย พวกที่เข้าประกวดนางสาวไทยก็ฟิตตัวกันเต็มที่ แก้ไขทรวดทรง ปรับปรุงส่วนเว้าส่วนโค้ง ที่ไหนตึงเกินไปก็ทำให้หย่อนลงเสียบ้าง ที่ไหนหย่อนไปก็ทำให้ตึง มีการนวดหน้าอบผิว ตัดเนื้อที่น่องมาปะแก้มให้หายแก้มตอบ ที่น่องทู่เกินไปก็ให้ศัลยแพทย์ตัดแต่งให้น่องเรียวงาม บางคนลงทุนอาบน้ำนมสดวันละสองสามถังเพื่อให้ผิวสวย อาบเสร็จแล้วให้คนใช้เอานมกรอกใส่ขวดไปขายถูกๆ

ระหว่างงานฉลองรัฐธรรมนูญนี้ ประชาชนไม่เป็นอันทำอะไรได้ เพราะสนใจแต่การเที่ยวเตร่ อยากจะให้ค่ำเร็วๆ พวกสาวๆ ที่มีแฟนก็เขียนจดหมายหรือโทรศัพท์นัดแฟนให้ยุ่งไป แต่แฟนพาไปเที่ยวคืนเดียวก็เข็ดเพราะหล่อนพาเพื่อนไปด้วยตั้งห้าหกคน บุกเข้าไปในร้านไหนแฟนทำหน้าเหมือนไก่ต้ม

เอาละครับ เริ่มเรื่องพ่อเทวดาทั้ง ๔ ของเราเสียที ท่านผู้อ่านคงทราบดีแล้วว่าคณะพรรคสี่สหายของท่านได้เที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญอย่างหัวหกก้นขวิดมาทุกๆ ปี ในปีนี้ก็คงเที่ยวร่วมกันอีกตามเคย

คืนวันนั้น ถ้าไม่ใช่คืนวันที่ ๑๐ ก็คงเป็นคืนวันที่ ๑๑ ธันวาคม

ในราว ๑๙.๐๐ น. เศษ บูอิคเก๋งคันใหญ่แล่นผ่านสี่แยกราชประสงค์ตรงมายังสวนลุมพินีในอัตราความเร็วปานกลาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับ ดร. ดิเรกเขยใหญ่ของท่าน ส่วนพล, นิกร, กิมหงวนนั่งอยู่ตอนหลังรถ ทุกคนแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย

รถยนตร์แบบต่างๆ แล่นตามกันเป็นทิวแถว ตำรวจจราจรเปิดให้รถเดินทางเดียวไม่ยอมให้แล่นย้อนไปทางสี่แยกราชประสงค์ ส่วนรถสามล้อหรือรถอื่นๆ ห้ามเข้าอย่างเด็ดขาด พวกคนจนที่มารถเมล์หรือสามล้อต้องลงเดินตั้งแต่สี่แยกราชประสงค์บ่นพึมพำไปตามกัน มิหนำซ้ำหวุดหวิดจะถูกรถยนตร์ทับเพราะประชาชนล้นหลามถึงกับต้องเดินบนถนน รถเก๋งบางคันขับราวกับรถแข่งคล้ายกับจะรีบไปเข้าตะรางหรือม่ายก็รีบไปรับหมอเพราะบิดาของเจ้าของรถกำลังเจ็บหนัก

"ป๋า ระวังคนหน่อยนะครับ" ดิเรกเตือนด้วยความหวังดี

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ไม่เป็นไร พ่อขับ ๒๐ ไมล์ เท่านั้น แล้วก็มือชั้นนี้แล้ว ไว้ใจได้"

พูดขาดคำ ยายแก่คนหนึ่งก็วิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกใจเหยียบห้ามล้อเต็มแรง พล, นิกร, กิมหงวนเสียหลักพุ่งมาข้างหน้า อาเสี่ยหล่นพลักลงไปบนที่วางเท้า

นิกรมองดูหญิงชราอย่างเดือดดาล เขาร้องตะโกนลั่น

"อยากตายหรือป้าวิ่งตัดหน้ารถใกล้ๆ อย่างนี้ได้เรอะ"

คุณยายยกมือเท้าสะเอว

"แล้วมึงทับกูหรือเปล่าหา? อ้ายเวร เมื่อมึงไม่ได้ชนกูมึงจะมาว่ากูทำไม หน็อย....ไม่ใช่ขี้ปากของใครนะโว้ย ถุย อ้ายชิงหมาเกิด"

นิกรเปิดประตูรถออก กิมหงวนคว้าข้อมือไว้

"ไปไหนวะ"

"ขอตบยายแก่นี่เสียทีเถอะวะ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"อย่า แกแก่แล้ว"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"แก่กว่านี้ยังตบนี่หว่า"

พลกระชากแขนนิกรให้นั่งลงบนรถตามเดิม

"ลำบากนักก็อย่าแอ๊คเลยวะ ขืนลงไปคุณยายแกไม่ด่ายับก็ลองดู ข้อสำคัญบรรพบุรุษของแกของกันเหมือนกันเสียด้วย ปู่ย่าตายายของเราท่านตายไปนานแล้วอย่าให้ท่านเดือดร้อนเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ขับบูอิคเก๋งแล่นต่อไป หญิงชราผู้นั้นตะโกนด่าโหวกๆ แกเป็นคนวิกลจริตที่ชอบวิ่งตัดหน้ารถยนตร์เล่น และหลายคืนมาแล้วที่แกป้วนเปี้ยนอยู่ตามถนนสายนี้ ทำให้คนขับรถยนตร์หลายต่อหลายคนเบรคจนตัวโก่ง และถ้าหากว่าใครต่อว่าแกก็มักจะถูกด่าญาติโยมป่นปี้

บูอิคเก๋งของคณะพรรค ๔ สหายแล่นข้ามสะพานหน้าการประปาสวนลุมพินีแล้ว ด้านซ้ายมือมีคลองกั้นคือบริเวณงาน มองแลเห็นประชาชนเดินเบียดเสียดเยียดยัดกันอย่างล้นหลาม บนรถไฟขบวนเล็กมีประชาชนแน่นขนัด แสงไฟต่างๆ สีเจิดจ้าตระการตา บูอิคเก๋งแล่นๆ หยุดๆ ตามขบวนรถ พอถึงสี่แยกศาลาแดงก็เลี้ยวซ้ายมือมาทางถนนวิทยุ พ้นจากสี่แยกมาเล็กน้อยเจ้าหนุ่มเคาบอยคนหนึ่งก็ปราดออกมาขวางหน้ารถบูอิค

"ฝากรถไหมครับท่าน มีที่จอดรถสบายครับ"

ท่านเจ้าคุณเหยียบห้ามล้อ ยุวชนเคาบอยวิ่งนำหน้าชี้ไปที่ริมคลองให้จอด เจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าเกียร์หนึ่งบังคับรถแล่นเข้าริมถนนและจอดชิดขอบคลองลุมพินีด้านถนนพระราม ๔

"ค่าฝากเท่าไหร่วะ" เจ้าคุณถามยิ้มๆ

ยุวชนเคาบอยยักไหล่และบ้วนน้ำลายปริ๊ด

"เราคนไทยด้วยกัน คิดราคาพอสมควรครับท่าน เอา ๑๐ บาท เท่านั้น"

"โน" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโร "ยูคิด ๑๐ บาท ก็แพงเกินไป เท่ากับค่าฝากรถที่ ร.ส.พ. ๕ บาท ก็แล้วกัน"

เจ้าหนุ่มผู้ซ่อนร่างอยู่ในกางเกงทรงจิ้งเหลนหัวเราะเบาๆ

"๑๐ บาท น่ะผมรับรองถึงความปลอดภัยของรถด้วยนะครับ รับรองว่าจะไม่มีใครกล้าเอาก้อนอิฐก้อนหินมาขีดตัวถังรถให้เป็นรอยหรือเอาตะปูมาวางยาง รับรองกระทั่งฝาดุมลูกล้อทั้ง ๔ ล้อ ถ้าหายหรือชำรุดกระทืบผมเลย"

กิมหงวนว่า "ให้มันเถอะครับคุณอา ถึงทีเขาแล้ว"

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันลงมาจากรถ พลแปลกใจเมื่อเห็นนิกรถือถุงกระดาษสีน้ำตาลห่อเบ้อเริ่ม

"เฮ้ย นั่นห่ออะไรวะอ้ายกร? "

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ห่อผ้าผวย ตอนดึกมันหนาวมากกันจะได้ห่มเดินเที่ยวงาน"

นายพัชราภรณ์ทำคอย่น

"เอาเก็บไว้ในรถ โธ่...อ้ายเวรนี่รุ่มร่ามเหลือเกินมีอย่างหรือวะแต่งสากลห่มผ้าผวย คนเขาก็ว่าแกไม่สบายเท่านั้นเอง"

"น่า...ผืนนิดเดียวเท่านั้นเอง แกก็รู้ดีแล้วว่ากันเป็นโรคขี้หนาว นี่อากาศมันก็ชักจะหนาวขึ้นทุกที"

"ไม่เอาโว้ย" พลพูดเสียงหัวเราะ

นิกรบ่นพึมพำเหวี่ยงผ้าห่มเข้าไปในรถ ดร. ดิเรกกับเสี่ยหงวนช่วยกันหมุนกระจกขึ้น และใส่กุญแจประตูรถเสร็จเรียบร้อย ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็เดินนำหน้าพา ๔ สหายย้อนไปทางประตูใหญ่ด้านหลังพระบรมรูปสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

นายจอมทะเล้นล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมาแล้วพูดกับพรรคพวกของเขา

"กันออกเองค่าผ่านประตู วันนี้คุณนิกรจะแสดงน้ำใจอันกว้างขวางออกค่าผ่านประตูให้พรรคพวก"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"จริงซิ คนละสองบาทเท่านั้นนี่ เอายังงี้ดีไหมล่ะ กันจะออกค่าผ่านประตูแล้วแกออกค่าเหล้าค่าอาหารที่เราจะเข้าไปกินกันตามร้านต่างๆ

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"น่าเกลียด เอายังงี้ดีกว่า กันจะออกค่าผ่านประตู ค่าโดยสารรถไฟเล็ก นอกนั้นคนอื่นๆ ช่วยกันออก" พูดจบนิกรก็เดินผิวปากเบาๆ ตรงไปที่ช่องขายตั๋ว

หลังจากนิกรซื้อบัตรผ่านประตูได้แล้ว คณะพรรค ๔ สหายก็เบียดเสียดกับประชาชนผ่านประตูเข้าไปด้วยความยากลำบาก บรรดานักแซ้งก์ทั้งหลายต่างอ่อยอิ่งไม่ใคร่จะยอมผ่านประตูเข้าไปได้เลย จนกระทั่งนายโปลิศยกมือชี้หน้าจึงรีบเข้าไป

พอพ้นประตูเข้ามาในบริเวณงานได้ คณะพรรค ๔ สหายก็ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน เสื้อกางเกงสากลยับยู่ยี่ต้องเอามือดึงให้เรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือจับกระเป๋ากางเกงของท่านแล้วสะดุ้งเฮือกเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"เฮ้อ...ฉิบหายแล้ว..." ท่านอุทานเสียงลั่นจนกระทั่งใครต่อใครพากันเหลียวมามองดูเป็นตาเดียว

"อะไรครับคุณอา? " พลถาม

ใบหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซีดเผือด

"โดนนักเลงดีล้วงเอากระเป๋าไปเสียแล้ว โอย...แย่มันเงินตั้ง ๑,๐๐๐ บาท กระเป๋าหนังจรเข้ก็เพิ่งซื้อเมื่อวานนี้เอง"

นิกรจุ๊ย์ปาก ส่งซองหนังจรเข้ให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อนี่ทำเป็นเจ๊กตื่นไฟไปได้ ผมล้วงเอามาเก็บไว้เองไม่ใช่นักแซ้งก์ มีอย่างหรือครับคนเบียดเสียดกันก็ต้องเอาซองธนบัตรใส่กระเป๋าในข้างบนของเสื้อสากล นี่ใส่กระเป๋ากางเกงไว้ อ้ายหมอก็เหมือนกัน" พูดจบเขาก็ส่งซองธนบัตรสีดำคืนให้นายแพทย์หนุ่ม "เอ้า...เอาไป"

ดร. ดิเรกอ้าปากหวอตื้นเต้นพิศวงในความสามารถของนิกรเหลือที่จะกล่าว ทั้งๆ ที่เขาเองระวังกระเป๋าอยู่ตลอดเวลาที่เบียดคนผ่านประตูเข้ามา นิกรยังสามารถล้วงเอาไปได้

"มายก๊อด..." ดิเรกคราง "แกแน่เหลือเกินโว้ย"

นิกรอมยิ้ม

"ไป...เดินต่อไปเถอะโว้ยอย่าหยุดยืนอยู่กลางถนนอย่างนี้เลย คืนนี้เราจะเที่ยวกันสักกี่ทุ่ม"

อาเสี่ยว่า "เพียง ๕ ทุ่ม ก็ดีแล้ว ออกจากนี่จะได้ไปแวะเยี่ยมเจ๊หนอมนานแล้วไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนเลย ได้ข่าวว่าเจ๊หนอมได้ตัวอ่อนๆ มาจากเหนืออีกหลายคน ล้วนแต่ ๑๔ กว่าๆ ๑๕ หย่อนๆ ทั้งนั้น ผิดนักคืนนี้เรานอนค้างเสียที่บ้านเจ๊หนอม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พา ๔ สหายออกเดินต่อไป ทางซ้ายมือคือโรงงานยาสูบของกรมสรรพสามิต ๔ สหายปรึกษาหารือกัน และตกลงกันว่าควรจะขึ้นรถไฟเล็กนั่งชมบริเวณงานเล่นก่อนอื่น เพราะเมื่อคืนที่แล้วมาตั้งใจจะขึ้นก็ไม่ได้ขึ้น เนื่องจากประชาชนมากมายล้นหลามถึงกับตะลุมบอนกันตอนแย่งที่นั่งกันบนรถไฟ เด็กเล็กร้องไห้กระจองอแง

ร้านค้าของบริษัททั้งร้านทางด้านรถไฟตกแต่งอย่างงามหรู ด้านซ้ายมือมีบริษัทน้ำมันตราหอยแครง ร้านอาหารของญี่ปุ่นตกแต่งตามแบบญี่ปุ่น ม้าหมุนสำหรับเด็กๆ ด้านขวามีร้าน อจส. และร้านขายอาหารเครื่องอุปโภคบริโภคอีกหลายร้าน ถนนตอนนี้แคบมาก ผู้คนเบียดเสียดเยียดยัดกันอีก บางแห่งแสงไฟสลัวลางเต็มทน พวกกุ๊ยหรือพวกเคาบอยอุ่นหนาฝาคั่ง ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวรวนผู้หญิงหาเศษหาเลยไปตามเรื่อง บ้างก็ถือโอกาสล้วงกระเป๋าตัดสายสร้อยตามอัธยาศัย

สุภาพสตรีกลุ่มหนึ่งเดินสวนทางมา นิกรยิ้มให้แม่สาวงามเจ้าของรูปร่างสูงโปร่งในชุดกระโปรงราตรีสีฟ้าแล้วเขาก็ยกมือไหว้หล่อน

"สวัสดีครับ"

หล่อนรีบรับไหว้เขา

"สวัสดีค่ะ สบายดีหรือคะ"

"ครับ ขอบคุณ สบายดีครับ"

ต่างคนต่างแยกกันไปไม่สามารถจะหยุดสนทนากันได้เพราะคนแน่นเกินไป พลหันมามองดูแม่สาวงามเจ้าของใบหน้าอันแฉล่มแช่มช้อย ซึ่งเขาจำได้ว่าเคยเห็นภาพถ่ายของหล่อนปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ความงามของหล่อนทำให้พลสนใจไม่น้อย

"ใครวะกร? "

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รู้หรอก"

"อ้าว แล้วเสือกไหว้เขาทักทายเขาเสียอย่างดี"

นิกรหัวเราะ

"กันเห็นหล่อนสวยกันก็ทักเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง"

"ว้า" ดิเรกคราง "แกนี่ทำไมถึงหน้าด้านอย่างนี้"

"เป็นมานานแล้ว ปู้โธ่ เพิ่งรู้หรือนี่ ทักให้ดูอีกคนเอาไหมล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"เออ ดีโว้ย โน่น...แม่คนแต่งชุดสีเขียวคนนั้นลองดูซิ หล่อนเดินตรงมาทางเราแล้ว"

นิกรแลบลิ้นออกมา เอานิ้วแตะลิ้นแล้วยกมือขึ้นแตะผมให้เรียบร้อย พอแม่สาวงามชุดสีเขียวฝรั่งเดินมาเกือบถึงตัวเขา นายจอมทะเล้นก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณมาเที่ยวเหมือนกัน"

หล่อนค้อนควับและกล่าวตอบนิกรด้วยเสียงหนักแน่น

"ทะลึ่ง"

นิกรทำคอย่นและรีบจูงมือนายแพทย์หนุ่มเดินไปจากที่นั้นทันที นายแพทย์หนุ่มหัวเราะงอหาย ทันใดนั้นเองกิมหงวนก็เกิดเรื่องขึ้นกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งคว้ามืออาเสี่ยไว้และร้องบอกกล่าวว่าเสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเขา

ประชาชนเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อม ตำรวจและสารวัตรทหารวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุ ผู้ที่จับข้อมือกิมหงวนไว้รีบกล่าวโทษกิมหงวนทันที

"นายคนนี้ล้วงกระเป๋าผมครับคุณ พอผมเหลียวมาดู รีบส่งกระเป๋าเงินของผมให้เพื่อนอีกคนหนึ่งหลบไปแล้ว"

เสี่ยหงวนโกรธจนตัวสั่นหน้าแดงกล่ำจนพูดอะไรไม่ออก ประชาชนพากันประณามกิมหงวนด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นมงคล

"นี่แหละ อ้ายหมอนี่แหละผมเห็นยืนอยู่ท้ายรถรางที่บางลำพูบ่อยๆ ชะ ชะ วันนี้แต่งสากลเสียหรูหราทำเป็นผู้ดีชั้นสูง จำหน้าไว้เถอะพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเสียจนเสียดท้อง ท่านมองดูหน้าเจ้าทรัพย์อย่างขบขัน ท่าทางของเจ้าทรัพย์เหมือนกับทิดสึกใหม่ ตัดผมเกรียนเหมือนทรงมดแดงชะเง้อ นุ่งกางเกงทรงทรมานโชว์ลายถุงเท้ารัดก้นจนฟิตเป๋ง สวมแจ๊กเก็ตสีกรมท่า

"พ่อหลานชาย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางหัวเราะพลาง "เธอแน่ใจละหรือว่า ชายผู้นี้ล้วงกระเป๋าเธอ"

เจ้าหนุ่มทรงจิ้งเหลนพยักหน้า

"ก็ผมคว้ามือไว้ได้นี่ครับ"

พลตำรวจคนหนึ่งเอื้อมมือจับแขนกิมหงวน

"ไป...ไปกองรักษาการณ์ พวกลื้อนี่มันก่อกวนความสงบสุขของประชาชน ถือโอกาสดีนัก รูปร่างหน้าตาก็เข้าทีไม่น่าจะเป็นนักแซ้งก์เลย"

อาเสี่ยโมโหจนหัวเราะ ทันใดนั้นเองนายร้อยตำรวจในเครื่องแบบนายพันตำรวจตรีคนหนึ่ง ติดโบว์กรรมการงามหรูได้เดินแหวกกลุ่มประชาชนเข้ามาเขาคือ พ.ต.ต. สาณิตอัศวินแหวนเพชรแห่งกองสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของนวลลออ และมีศักดิ์เป็นน้องชายของนวลลออ

พ.ต.ต. สาณิตแลเห็นเสี่ยหงวนเขาทำหน้าตื่น พอสบตากันเขาก็ยกมือวันทยาหัตถ์แสดงความเคารพอาเสี่ย

"สวัสดีครับเฮีย มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ อ้อ...สวัสดีครับคุณอา" แล้วเขาก็ยิ้มให้ ๓ สหายกล่าวทักทายโดยทั่วหน้า

อาเสี่ยถอนหายใจโล่งอก

"เฮียถูกนายคนนี้เขาหาว่าเฮียล้วงกระเป๋าเขา" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ

พ.ต.ต. สาณิตหัวเราะก้ากหันควับมาทางเจ้าหนุ่มทรงทรมาน

"น้องชายเข้าใจผิดเสียแล้วหรือม่ายก็ผิดตัว สุภาพบุรุษผู้นี้คืออาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยไม่ใช่นักแซ้งก์ดังที่เธอเข้าใจหร็อก"

นายทิดสึกใหม่ทำหน้าเหรอ

"เอ ถ้ายังงั้นผมก็เข้าใจผิดน่ะซีครับ แฮ่ะ แฮ่ะ" แล้วเขาก็รีบยกมือไหว้กิมหงวน "ขอโทษเถอะครับ ผมเข้าใจผิดจริงๆ "

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที สายตาที่มองดูกิมหงวนอย่างดูหมิ่นกลายเป็นความชื่นชม เพราะทุกคนเคยได้ยินชื่อเสียงของเสี่ยหงวนมานานแล้ว ต่างรู้ดีว่าผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยคืออาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ เศรษฐีใหญ่ที่กล้าฉีกแบ๊งก์เล่นคราวละพันสองพัน

กิมหงวนมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น

"น้องชาย เงินของลื้อที่ถูกล้วงเอาไปมีอยู่เท่าไร"

ชายหนุ่มนิ่งนึก

"๕ บาท ๒ สลึง ครับ ล๊อตเตอรี่อีกหนึ่งเสี้ยว ตั๋วจำนำ ๒ ใบ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ผ้าเช็ดหน้าของอั๊วผืนเดียวก็มากกว่าเงินของลื๊อที่ถูกล้วงเอาไปเสียแล้ว" พูดจบอาเสี่ยก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยปึกเบ้อเริ่มออกมาชูอวด "อ้ายน้องชายแกอาจจะไม่เชื่อว่ากันเป็นมหาเศรษฐีจริงๆ ฉะนั้นกันจะแสดงการฉีกแบ๊งก์ให้แกชมเล่นเป็นขวัญตา ซึ่งกันรับรองได้ว่า ไม่มีเศรษฐีคนใดในประเทศไทยกล้าทำอย่างกันได้"

ท่ามกลางความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของประชาชนที่ห้อมล้อมอยู่ เสี่ยหงวนได้ฉีกธนบัตรปึกนั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างหน้าตาเฉยแล้วโปรยลงบนพื้นดิน คราวนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังแซ่ดไปหมด พวกสาวๆ ต่างเบียดเสียดเข้ามายืนชิดกิมหงวนทันที บางคนก็ทำหูตากระชดกระช้อย

พ.ต.ต. สาณิตกล่าวทักทายกับคณะพรรค ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในฐานะผู้รู้จักคุ้นเคยกันมา

"มากันนานแล้วหรือครับ"

อาเสี่ยตอบแทนเพื่อนของเขา

"เพิ่งเข้ามาสักครู่นี้เอง พอเดินมาถึงนี่ก็ถูกหาว่าล้วงกระเป๋า เคราะห์ดีแท้ๆ ที่เฮียพบเธอ ม่ายยังงั้นถูกจับไปกองรักษาการณ์เสียเวลาเปล่าๆ อ้าว...ตำรวจหายไปไหนหมดแล้ว"

อัศวินหนุ่มรูปหล่อหัวเราะเบาๆ

"คนแน่นอย่างนี้พวกนักแซ้งก์มักจะถือโอกาสล้วงกระเป๋าคนที่มาเที่ยวงานครับ เฮียก็ควรระวังตัวบ้างเพราะพกเงินมามากๆ "

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"เปล่า วันนี้เอาเงินติดกระเป๋ามาเพียงสองหมื่นเท่านั้นเอง"

"ง่า...ผมลาละครับเฮีย ลาละครับทุกๆ คน" พ.ต.ต. สาณิตกล่าวอำลา

คณะพรรค ๔ สหายต่างรับไหว้อัศวินหนุ่ม แล้วต่างก็แยกทางกันไป อาเสี่ยบ่นพึมพำที่เจ้าหนุ่มทรงทรมานทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าคนอื่นเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบอกชอบใจกระเซ้ากิมหงวนอย่างสนุกสนาน

ท่านเจ้าคุณพา ๔ สหายเข้ามายังสถานีรถไฟเล็ก แล้วท่านก็หันมาพูดกับนายจอมทะเล้นลูกเขยแก่นแก้วของท่าน

"เฮ้ย ซื้อตั๋วซี"

นิกรอมยิ้ม

"เอาซีครับ คนละ ๕ บาท เป็นอะไรไป ประเดี๋ยวลงรถไฟเล็กแล้วจะได้ไปกินเหล้ากินอาหารกัน ขึ้นรถไฟให้ท้องมันพร่องเสียก่อน" พูดจบนิกรก็เดินไปที่ห้องขายตั๋ว ล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมาสอดเข้าไปในห้องตั๋วรวม ๓๐ บาท "๕ ใบ ครับ ขอที่นั่งแถวหลังๆ หน่อยครับ"

พนักงานขายตั๋วหัวเราะหึๆ หยิบตั๋วส่งให้ตามจำนวนที่ซื้อพร้อมด้วยเงินทอนอีก ๕ บาท แล้วพูดกับนิกร

"เราไม่ได้ขายตั๋วมีหมายเลขที่นั่งตามแบบโรงหนังหรอกครับ รถไฟเล็กใครขึ้นได้ขึ้นเอา ขึ้นก่อนได้นั่งขึ้นทีหลังก็ต้องยืน"

นิกรพยักหน้า

"ครับ ขอบคุณมาก แฮ่ะ แฮ่ะ ขอโทษ พริกติดฟันคุณชิ้นเบ้อเริ่มเชียวครับ แคะออกเสียเถอะคุณน่าเกลียด"

นายจอมทะเล้นเดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา ครั้นแล้วต่างก็พากันเดินรวมกลุ่มขึ้นไปบนชานชาลา ประชาชนที่จะโดยสารรถไฟหลายร้อยคนต่างก็ยืนเบียดเสียดกันรอคอยขึ้นรถไฟ ซึ่งรถไฟขบวนหนึ่งเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลาแล้ว อีกขบวนหนึ่งกำลังคลานเอื่อยๆ เข้ามาเทียบรับคนโดยสาร

พอรถหยุด การตลุมบอนก็เกิดขึ้น บรรดาผู้โดยสารต่างขึ้นเข่าลงศอกทุบถองกันแย่งที่นั่ง ไม่มีวัฒนธรรมใดๆ เหลืออยู่แล้ว เพราะถ้าใครขืนมีวัฒนธรรมก็หมายความว่าหมดหวังที่จะได้นั่งรถไฟ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, กิมหงวนและดร. ดิเรกใช้ความว่องไวช่วยตัวเองเลือกที่นั่งได้อย่างสบาย นิกรไม่ฟังอีร้าค่าอีรม นั่งลงไปบนตักของสุภาพสตรีกลางคน รูปร่างอ้วนจ่ำม้ำเหมือนตุ่มสามโคกคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ คุณผัวผอมกะหร่องเอวเล็กเอวบางของหล่อน

ผู้โดยสารเกือบร้อยคนต้องอดใจรอรถขบวนหลัง เขาพากันมองดูนายจอมทะเล้นและหัวเราะกันคิกคัก แม่โอ่งสามโคกทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกลเต็มไปด้วยความกระดากอาย ส่วนผัวของหล่อนนั่งหลับตาคอง่อกแง่กเพราะความเมาไม่สนใจกับใครทั้งนั้น

"คุณ...คุณคะ" หล่อนพูดกับนิกรเบาๆ "ประทานโทษ คุณกำลังนั่งอยู่บนตักดิฉัน"

นายจอมทะเล้นหันมายิ้มกับหล่อน

"ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ"

"อ้าว...ก็ดิฉันถือนี่คะ ตักดิฉันไม่ใช่เก้าอี้รถไฟหรือม้านั่งสาธารณะ"

"แล้วกัน ผมไม่มีที่นั่งนี่ครับ เก้าอี้แถวหนึ่งนั่งได้ถึง ๕ คน แถวเรานั่ง ๔ คน เท่านั้น มันเป็นความผิดของคุณต่างหากที่คุณโอ่โถงจนเกินไป"

"เสียงระฆังครั้งแรกดังกังวานขึ้นแล้ว นิกรคงนั่งนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แม่อึ่งอ่างหันมายกมือเขย่าแขนสามีของหล่อน

"คุณ คุณคะ"

ชายร่างเล็กจอมขี้เมาในเครื่องแต่งกายแบบสากลค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก

"หือ? ว่าไงสมร"

แม่ตุ่มขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"คุณดูซิคะ นายคนนี้เขามานั่งตักดิฉัน"

จอมขี้เมาหรี่ตามองดูนิกรแล้วหัวเราะพลางโบกมือ หลับตาต่อไป

"นิดๆ หน่อยๆ น่าสมร เราคนไทยด้วยกันต้องเอื้อเฟื้อกัน ให้เขานั่งเถอะ...อึก" แล้วก็ลืมตาขึ้นยิ้มให้นิกร "เชิญครับ เชิญนั่งตามสบาย แต่กรุณาอย่าขย่มหรือเขย่าเมียผมนะครับ นั่งเฉยๆ ก็แล้วกัน"

แม่อึ่งอ่างโมโหจนตัวสั่น ยกกำปั้นทุบหลังนายจอมทะเล้นเต็มแรงเกิด แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"นี่แน่ะ อวดดียังไง"

นิกรหลังแอ้ เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ใครต่อใครพากันหัวเราะอย่างครื้นเครง นิกรบ่นพึมพำแล้วนั่งลงบนตักเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งอยู่ด้านตรงกันข้ามกับแม่อึ่งอ่าง

"เฮ้ย" เจ้าคุณเอ็ดตะโร "ลุกขึ้นโว้ย ไม่มีที่นั่งก็ยืนไปซี ตูดแหลมยังกะเข็ม"

นิกรจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก

"ให้ผมนั่งด้วยคนซีครับ แล้วกัน"

กิมหงวนเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรแล้วพูดเสริมขึ้น

"มานั่งตักกันเถอะวะ อ้ายกร"

นายการุณวงศ์ยิ้มออกมาได้ลุกขึ้นจากตักเจ้าคุณปัจจนึกฯ มานั่งตักเสี่ยหงวน พอดีการ์ดรถมาหนีบตั๋วนิกรก็ส่งตั๋วให้หนีบ และถือโอกาสโอภาปราศรัยด้วยอย่างสนิทสนม ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาก็เพิ่งเห็นการ์ดรถคนนี้

"เป็นไงครับ ถ้าจะเหนื่อยมาก"

การ์ดรถยิ้มให้นิกร

"ครับ แย่หน่อย ไม่มีเวลาพักผ่อนเลย"

"โถ...อุตส่าห์เข้าเถอะนะครับ นี่ก็สิ้นปีแล้ว คุณอาจจะได้สองขั้นก็ได้ อ้ายที่หนีบตั๋วนี่ผมขอได้ไหมครับ"

การ์ดรถหัวเราะ

"คุณจะเอาไปทำไมครับ"

"ไหนครับ เอาไว้หนีบหูคนเล่นครับ"

การ์ดรถทำหน้าชอบกล พอเขาก้าวลงจากรถเสียงระฆังครั้งสองก็ดังขึ้น ขบวนรถไฟเล็กค่อยๆ เคลื่อนออกจากสถานีทีละน้อย เสี่ยหงวนโบกมือให้ใครต่อใครวุ่นไปหมด ดร. ดิเรกนั่งอมยิ้มชอบอกชอบใจ

ขบวนรถไฟเล็กผ่านหน้าลุมพินีรมย์ ผ่านร้านอาหารของชาวจีนและร้านหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ตัดออกบริเวณลานกว้างทางด้านหลังร้านเหล่านั้น สักครู่ก็ผ่านเวทีประกวดนางงาม คณะพรรค ๔ สหายของเราไม่เคยมีใครสนใจในเรื่องการประกวดนางงาม จึงนั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน

สักครู่รถไฟเล็กก็ลอดถ้ำขุนตานจำลอง ประชาชนผู้โดยสารสนุกสนานไปตามกันส่งเสียงเฮฮากันตลอดเวลา

"ผี! ผีโว้ย! ผีหลอก! " ใครคนหนึ่งตะโกนลั่น

ด้านซ้ายของถ้ำมีร่างโครงกระดูกของศพ ๒ ศพ ยืนต่องแต่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟอันสลัวลาง ซึ่งการรถไฟได้ทำขึ้นไว้ให้คนโดยสารได้รับความรื่นเริงบันเทิงใจภายในถ้ำมืดตึ๊ดตื๊อ

พอขบวนรถไฟออกมาจากถ้ำข้ามสะพานแม่อึ่งอ่างก็ร้องเอะอะโวยวายขึ้น

"ตาย! ตายแล้ว ผัวดิฉันคงตกรถไฟในถ้ำ โอ๊ย! ทำยังไงดีล่ะคะ ช่วยฉันด้วย"

ดร. ดิเรกยิ้มให้หล่อนแล้วชี้มือลงไปบนพื้นรถ

"อยู่ครับ อยู่นั่น"

แม่อึ่งอ่างสะดุ้งเฮือก แลเห็นผัวขี้เมาของหล่อนนั่งหลับตาอยู่บนพื้นรถ หล่อนยิ้มออกมาได้ก้มลงดึงหูสามีของหล่อนให้ลุกขึ้นมาแล้วขบกรามพูด

"นั่งลง ฮึ่ม...คอยดูนะ กลับไปถึงบ้านแม่จะซ้อมให้หมอบทีเดียว รู้อยู่แล้วว่าจะมาเที่ยวงานดันกินเหล้าตั้งสองขวดสามขวด"

ขบวนรถไฟเล็กผ่านด้านนอกบริเวณงานค่อยๆ ลัดเข้าทางในได้แลเห็นร้านรวงต่างๆ อย่างใกล้ชิดอีก แสงไฟสว่างไสวไปทั่ว ร้านของธนาคารนครหลวงร้านของราชการต่างๆ บริษัทศรียนต์เรื่อยไปจนกระทั่งร้านของกรมตำรวจ เสียงแตรวงบรรเลงอย่างครื้นเครงระคนกับเสียงปืนที่ดังปึงปังอยู่ตลอดเวลา

ในที่สุด ขบวนรถไฟเล็กก็กลับมาถึงสถานีของมัน คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้นพากันลงจากรถเดินปะปนกับผู้โดยสารออกไปจากสถานี

กิมหงวนพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"อุ่นเครื่องกันเสียก่อนเถอะวะพวกเรา อากาศมันหนาวจัดขึ้นทุกทีแล้ว ล่อเหล้าเล่นกับแกล้มกันเสียก่อน"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"ตกลง กันกำลังจะบอกแกอยู่ทีเดียว ไปกินกันร้านไหนดีล่ะ"

เสี่ยหงวนยกมือชี้ท้ายทอยเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ร้านนี้เป็นยังไง"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น

"ไม่ไหวโว้ย ร้านนี้เตียนโล่งไปหมด ไม่มีอะไรขายหรอก"

เจ้าคุณหันควับมาทางนายจอมทะเล้น

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง"

พลจุ๊ย์ปากบอกเพื่อนเกลอของเขาและพูดขึ้นดังๆ

"เฮ้ยๆ ดูโน่นโว้ยพวกเรา"

๓ สหายกับท่านเจ้าคุณต่างมองตามสายตานายพัชราภรณ์ แล้วทุกคนก็แลเห็นเจ้าแห้วเดินควงหญิงสาวหน้าแฉล้มสองนางออกมาจากเกาะลอย เจ้าแห้วแต่งชุดสากลช๊ากสกินแบมบูสีไข่ไก่กระดุมสองแถวผูกเนคไทอเมริกันงามหรู เสื้อกางเกงรีดเป็นมันกลีบโง้ง ปากคาบกล้องยาเส้นท่าทางราวกับลูกเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เดินกางแขนยืดหน้าอกทำคอกระดุ๊บๆ เหมือนหนุ่มหัวนอกทั้งหลาย ส่วนสุภาพสตรีทั้งสองแต่งเสื้อกระโปรงราตรีหน้าแฉล้มแช่มช้อย

"อ้ายแห้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "อ้ายแห้วนี่หว่า ฮ่ะ ฮ่ะ วันนี้อ้ายแห้วเต็มยศใหญ่เลย ไม่เลวโว้ยควงถึงสองคน"

พลอดหัวเราะไม่ได้ เขาพูดกับพรรคพวกของเขา

"ไปกระเซ้าอ้ายแห้วเล่นเถอะวะพวกเรา ต่อหน้าผู้หญิงอย่างนี้เราต้องซูฮกมันหน่อย ปล่อยให้มันเบ่งตามเรื่อง"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเข้าไปหาเจ้าแห้ว ซึ่งกำลังซื้อล๊อตเตอรี่ที่จะออกในคืนนี้ให้แฟนสาวทั้งสอง เสียงของเจ้าแห้วที่พูดกับคนขายสลากกินแบ่งนั้นกังวานมีสง่า

แล้วเจ้าแห้วก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว เมื่อแลเห็นคณะพรรค ๔ สหายเดินตรงเข้ามาหา พล, นิกร, กิมหงวนและดร. ดิเรกแกล้งทำเป็นยกมือไหว้เจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"สวัสดีคร๊าบ คุณศักดิ์แห้ว" เสี่ยหงวนพูดนอบน้อมที่สุด

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอกรู้แล้วว่าเจ้านายสนับสนุนเขาเพื่อให้เขาเบ่งอวดผู้หญิงอย่างเต็มที่ เจ้าแห้วรับไหว้และกล่าวทัก

"สวัสดีครับทุกๆ คน มานานแล้วหรือครับ"

นิกรก้มศีรษะเล็กน้อย

"เพิ่งมาสักครู่ใหญ่ๆ นี้เองแหละครับ ผมพบท่านก็ดีแล้ว ผมอยากจะเรียนถามท่านว่าที่ดินทางบางกะปิที่ท่านดูไว้ท่านจะว่าอย่างไรครับ"

เจ้าแห้วยกมือเท้าสะเอว ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งแล้วพูดช้าๆ ทำเสียงขึ้นนาสิกเล็กน้อย

"ถ้าราคาห้าแสนละก้อตกลง"

หญิงสาวทั้งสองต่างรีบยกมือจับแขนเจ้าแห้วคนละข้างเมื่อได้ยินคำว่าห้าแสน

นิกรกลั้นหัวเราะแทบแย่

"โธ่...อีกหกหมื่นบาทท่านไม่น่าจะเกี่ยงเลย ที่ตั้งสามไร่ครึ่งอยู่ริมถนนใหญ่เสียด้วย"

เจ้าแห้วพยักหน้าหงึกๆ

"เอาเถอะ ผมจะคิดดูก่อน ถ้ายังไงผมจะให้ผู้จัดการผลประโยชน์ของผมไปติดต่อกับคุณในเรื่องนี้ พวกคุณถ้าจะมาเที่ยวทุกคืนสินะ"

พลยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ครับ ทุกคืนแหละครับ งานนี้เป็นงานสำคัญของชาติ ปีหนึ่งมีครั้งเดียวผมก็ต้องมาเที่ยวทุกคืน ง่า...ผมได้ข่าวว่าคุณจะเดินทางไปตรวจตลาดการค้าที่อเมริกาไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าแห้วทำหน้ากะเรี่ยกะลาดชอบกล

"เห็นจะไม่ไปละครับ เรื่องดร๊าฟมันยุ่งยากมาก ได้ข่าวว่าซื้อดร๊าฟที่เมืองเราไปขึ้นเงินทางโน่นไม่ใคร่จะสะดวก ต้องหาคนรับรองที่ทางธนาคารเขาเชื่อถือ ผมกลัวจะขลุกขลักเลยไม่ยอมไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นบ้าง

"ผมทราบว่าคุณจะทำป่าไม้เป็นการใหญ่ไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"ครับ...ถูกแล้ว ตั้งใจไว้เช่นนั้นแหละครับ ผมจะทำป่าไม้กวาดและป่าไม้จิ้มฟัน เพราะไม้สองชนิดที่กล่าวนี้ประชาชนต้องการมาก"

คณะพรรค ๔ สหายกลั้นหัวเราะแทบแย่ เสี่ยหงวนกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา เขม่นหน้าแข้งเต็มทนแล้ว ง่า...ผมลาละครับคุณศักดิ์แห้ว เมื่อสักครู่ผมพบเจ้าคุณพ่อของคุณเดินเข้าไปในร้านนครหลวงกับท่านรัฐมนตรีคนหนึ่ง"

เจ้าแห้วยิ้มแหยๆ

"อ้อ...ท่านมาเหมือนกันหรือครับ เห็นบอกผมว่าคืนนี้ท่านจะไปคุยกับท่านนายก ง่า...สวัสดีครับทุกๆ คน"

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินไปจากที่นั้น ทุกคนหัวเราะกันอย่างไม่อั้น ต่างนึกขบขันเจ้าแห้วที่วางตัวเป็นลูกชายเศรษฐีใหญ่ได้เหมาะสม

ที่ร้าน ร.อ. อร่าม เสรีเริงฤทธิ์

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ใช้เวลาเกือบชั่วโมงดื่มเหล้าและกินอาหารว่างกันที่โต๊ะริมน้ำ มีตราขาวหนึ่งขวด แหนม ๓ จาน เมี่ยงลาว ๒ จาน ซุปเนื้อวัว ๕ ชาม อาเสี่ยกิมหงวนเป็นคนชำระบิล อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้หายหนาวและมึนเมาไปตามกัน

ออกจากร้านอาหาร คณะพรรค ๔ สหายก็เดินเที่ยวเตร่ชมบริเวณงานกันต่อไป ผ่านร้านของกองทัพเรือและยิงเป้ากันคนละชุดสองชุด แต่ไม่มีใครยิงถูกเป้าแม้แต่นัดเดียว

เดินมาตามถนนสายกลางจนกระทั่งถึงร้านของกองทัพบกซึ่งตกแต่งเป็นค่ายโบราณสวยงามมาก โต๊ะอาหารหลายสิบโต๊ะหาที่ว่างไม่ได้เลย ดนตรีของกองทัพบกกำลังบรรเลงเพลงอันไพเราะ

นิกรกระซิบกับพลเบาๆ

"กินร้านนี้อีกเรอะ"

นายพัชราภรณ์ทำตาปริบๆ มองดูเพื่อนเกลอของเขา

"เพิ่งออกมาจากร้านอาหารไม่ถึง ๑๐ นาที จะกินอีกแล้ว"

"โธ่...ก็มันกินไม่อิ่มนี่หว่า"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เที่ยวงานอย่างนี้ เขากินกันนิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอเท่านั้น"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"กินอีกก็เอา จะได้นั่งฟังดนตรีเล่นเพลินๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "มีโต๊ะว่างที่ไหนเล่า อยากจะนั่งฟังดนตรีไปร้านกองทัพอากาศดีกว่า โน่น...เห็นไหมมีโต๊ะว่างอีกหลายโต๊ะหรือเราจะไปดูการแสดงกิจการต่างๆ ของกองทัพอากาศเสียก่อนก็ดีเหมือนกัน"

ทุกคนเห็นพ้องกับท่านเจ้าคุณ ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็พากันเดินรวมกลุ่มตรงไปยังร้านของกองทัพอากาศ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา ๔ สหายเข้าไปในร้านอันกว้างใหญ่

กองทัพอากาศได้แสดงภาพถ่ายทิวทัศน์ต่างๆ ทางอากาศไว้ให้ชม นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องบินตลอดจนปืนกลอากาศทุกขนาด ลูกระเบิดสังหาร ระเบิดทำลาย เครื่องมือเครื่องใช้ในการบิน ล้วนแต่เป็นความรู้ที่น่าดูน่าชม มีเจ้าหน้าที่ทหารอากาศคอยอธิบายให้ทราบ

ดร. ดิเรกตาไว แลเห็นสุภาพสตรีกลุ่มหนึ่งกำลังยืนดูอาวุธปืนกลอากาศ ก็รีบบอกเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้! โน่นเมียๆ ของพวกเราโว้ย"

ทุกคนสะดุ้งโหยงมองตามสายตานายแพทย์หนุ่มต่างแลเห็นนันทา, ประภา, นวลลออและประไพกำลังยืนอยู่ในกลุ่มประชาชน ๔ นางแต่งเสื้อกระโปรงราตรีชุดสีชมพูเหมือนกันราวกับลูกฝาแฝด ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ และบางคนก็กำลังจีบเมียๆ ของ ๔ สหาย

"ไปหาเมียเราเถอะวะ" อาเสี่ยพูดขึ้น

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ออไร๋ ชวนหล่อนไปเที่ยวกับพวกเราก็แล้วกัน มีเมียควงคนละคนเข้าทีดีเหมือนกัน"

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินเข้าไปหาเมียๆ ของเขาและหยุดยืนอยู่ข้างหลัง ได้กลิ่นน้ำหอมหอมฟุ้ง

ประไพกล่าวถามนายทหารอากาศคนหนึ่ง

"นี่ปืนอะไรกันคะคุณทำไมถึงใหญ่โตนัก"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างๆ นวลลออรีบอธิบายให้หล่อนทราบทันทีทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่สำหรับอธิบายให้ประชาชนทราบ

"อย่างนี้เป็นปืน ๑๐ ม.ม. สำหรับเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ครับ คุณคงจำได้เมื่อตอนสงคราม ป้อมบินของพันธมิตรได้บินเข้าโจมตีกรุงเทพฯ และยิงปืนกลแบบนี้ลงมาข้างล่าง"

กิมหงวนสอดขึ้นทันที

"สำคัญนักนะ รู้ดีนัก ประเดี๋ยวได้แจกหมากกันบ้างหรอก"

เจ้าหนุ่มร่างสมาร์ทหันควับมาทางกิมหงวนทันที อาเสี่ยถอดแว่นตาขอบกระออกส่งให้นายแพทย์หนุ่ม

"มึงเก็บแว่นไว้อ้ายหมอ กูลงหึงละก้ออย่าว่าแต่คนเลยวะ หมากูก็สู้" พูดจบก็เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าชายหนุ่มรูปหล่อผู้นั้น

๔ นางแลเห็นคณะพรรค ๔ สหายแล้วแต่ทำเป็นไม่สนใจและไม่ยอมทักทายด้วย ทั้งนี้ก็เพราะเจ็บใจที่ผัวๆ ของหล่อนพากันมาเที่ยวโดยไม่ชวนหล่อนมาด้วย

นวลลออแกล้งฉอเลาะเจ้าหนุ่มหน้ามลต่อไป

"คุณถ้าจะเคยเป็นนักบินมาแล้วนะคะ"

"อ๋อ เปล่าครับ แต่ผมสนใจในเรื่องเกี่ยวกับการบินมาก ง่า...ถ้าคุณไม่รังเกียจละก้อ ไปเดินเล่นกับผมเถอะครับหรือคุณอยากจะฟังดนตรีเพราะๆ ออกไปนั่งในสนามหน้าร้านสั่งอาหารร่วมวงรับประทานกันและฟังดนตรีกันไปพลางๆ คุณคงสนุกและเพลิดเพลินมาก"

อาเสี่ยเอื้อมมือเขี่ยแขนชายหนุ่มผู้นั้น พอเจ้าหนุ่มรูปหล่อหันมาสบตากิมหงวนก็ยักคิ้วให้และพูดหน้าตาเฉย

"หัว ๒๐ แผล ตัวต่างหาก"

จอมเจ้าชู้ทำหน้าชอบกล

"เอ๊ะ คุณหมายถึงอะไรไม่ทราบ"

"หมายถึงกบาลของคุณยังไงล่ะครับ ถ้าคุณขืนจีบผู้หญิงคนนี้อีก ผมรับรองว่าคืนนี้คุณมีหวังไปนอนรับลมหนาวแห่งเหมันต์ ที่โรงพยาบาลกลางแน่นอน"

นวลลออยกมือจับแขนชายหนุ่มรูปหล่อแล้วกล่าวขึ้น

"ออกไปหาอะไรรับประทานกันเถอะค่ะ ดิฉันรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในหมู่คนพาลเสียแล้ว งานออกอย่างนี้ไม่น่าจะมีคนเลวๆ เลยนะคะ"

เจ้าหมอนั่นพาซื่อยิ้มให้นวลลอออย่างอ่อนหวาน ก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างสเปน

"จริงครับคุณ ผมรู้สึกว่างานฉลองรัฐธรรมนูญปีนี้มีพวกกุ๊ยหรือพวกเคาบอยมากทีเดียว บางคนก็แต่งสากลภูมิฐาน ที่แท้ล้วนแต่เป็นพวกนักแซ้งก์หรือพวกอันธพาล"

ครั้นแล้วเจ้าหนุ่มรูปหล่อก็พา ๔ นางออกไปจากร้านการแสดงของกองทัพอากาศ อาเสี่ยกิมหงวนขบกรามกรอด หันมาพูดกับดร. ดิเรก

"หมอ หน้าหนาวยังงี้คนที่ติดคุกไม่ถึงกับหนาวตายไม่ใช่หรือ"

"ออไร๋ ทางบ้านอาจจะส่งผ้าห่มไปให้ได้"

กิมหงวนเค้นหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นกันจะยอมติดคุกสัก ๒๐ ปี ในฐานเจตนาฆ่าคนตาย ฮึ่ม อ้ายหอกนั่นมันกำลังเกี้ยวเมียกันแกก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ปล่อยเขาตามเรื่องเถอะวะ กันกล้ารับรองได้ว่าเมียแกน่ะหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมนอกใจแก"

"เหตุผล " กิมหงวนคราง

"เหตุผลก็คือว่าแกมีเงินตั้งมากมายก่ายกอง ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกวะ ที่จะกล้าทรยศต่อผัวของหล่อนในเมื่อผัวของหล่อนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอย่างนี้ ไม่มีอะไรหรอก คุณนวลและเมียๆ ของพวกเราเขาแกล้งเล่นตลกกับเราอย่างนั้นเองเพื่อยั่วให้เราหึงหวงเขา"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นไม่หึงโว้ย เดี๋ยวนะกันจะไปกระเซ้าเมียกันหน่อย"

อาเสี่ยวิ่งตามนวลลออกับประไพ ประภาและนันทาไปทันที ใครต่อใครพากันมองดูเขาเป็นตาเดียว กิมหงวนยกมือจับแขนเมียรักของเขา นวลลออเข้าใจว่าชายอื่นลวนลามหล่อนก็หันมายกมือตบหน้าเสี่ยหงวนดังฉาด แต่แล้วหล่อนก็สะดุ้งโหยง

"อุ๊ยตาย"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ตายหรอก อย่างมากก็หน้าบวมไปเท่านั้น"

เจ้าหนุ่มรูปงามปราดเข้ามายืนเผชิญหน้ากิมหงวน

"คุณเป็นใคร ทำไมมายื้อยุดฉุดมือสุภาพสตรีผู้นี้"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยครางแล้วยกมือเกาศีรษะอย่างโมโห "อย่าว่าแต่จับมือถือแขนเลยคุณ ผมอาจจะบอกคุณได้ถูกต้องว่าสุภาพสตรีผู้นี้มีตำหนิตรงไหนบ้าง มีไฝหรือขี้แมลงวันกี่เม็ด" แล้วกิมหงวนก็ยกมือตบบ่าชายผู้นั้น "พาไปควงเถอะครับ เมียผมเองผมอนุญาติ ถ้ายังไงช่วยพาไปส่งบ้านด้วยก็แล้วกัน"

ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเจ้าหนุ่มหล่อ กิมหงวนหมุนตัวกลับยักคิ้วให้ ๔ นางแล้วพาตัวกลับไปหาคณะพรรคของเขา

ปรากฎว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นรีบพาเพื่อนหลบหนีไปทันที นวลลออนำพรรคพวกของหล่อนเข้ามาหา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ๔ นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

"ยังไงย่ะพ่อชายโสด" ประไพสัพยอกผัวรักของหล่อน

นิกรอมยิ้ม

"ก็งั้นแหละจ้ะแม่หญิงโสด"

พลยกมือจับแขนนันทาแล้วมองดูหล่อนอย่างชื่นชม

"นันแต่งชุดนี้สวยมากทีเดียว"

นวลลออพูดเสริมขึ้นทันที

"แหม...ไม่เห็นชมดิฉันบ้างเลย"

นายพัชราภรณ์หันมาทางแม่เสือของเสี่ยหงวน

"สำหรับคุณไม่ต้องชมหรอกครับ ใครๆ ก็รู้ว่าคุณสวย ถึงคุณจะแต่งชุดไหนหรือแต่งอย่างไรคุณก็สวยเสมอ ๓๐ กว่าแล้วผู้ชายยังมองตาเป็นมัน"

กิมหงวนยกศอกกระทุ้งหน้าอกพลเบาๆ

"พอโว้ย อย่าพูดพล่ามทำเพลงมากนัก"

พลจุ๊ย์ปาก

"หวงไปได้ เดี๋ยวพ่อพาคุณนวลไปเที่ยวเสียเลย"

"อ๋อ ก็ลองดูซี แกไม่เจอมีดโกนก็อย่านับถือ เมื่อเพื่อนเราจะเผาเรือนก็ให้มันรู้ไป"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ เดินเข้ามาหาเมียรักของเขา

"ดาลิ่ง ไปเที่ยวกับไอเถอะ"

ประภาค้อนควับ

"อย่ามาชวนเลย ภาเที่ยวกับน้องและเพื่อนๆ ก็ได้ ทีอยู่บ้านไม่เห็นชวน ยูเที่ยวได้ไอก็เที่ยวได้ไม่เห็นแปลกอะไร"

นันทาพูดเสริมขึ้น

"เราไปเที่ยวกันเถอะค่ะอย่ายืนอยู่เลย คนเขาเดินไปเดินมาเกะกะเขา"

๔ นางสิ้นสุดความสนใจกับผัวๆ ของหล่อนเพียงเท่านี้ พากันเดินไปทางร้านกองทัพบก แต่แล้วประไพก็วิ่งเหยาะๆ กลับมาตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่อ ขอตังหนูบ้างซีคะ"

เจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ขอผัวแกซี มีลูกมีผัวแล้วจะมาขอพ่อมีอย่างหรือ"

นายจอมทะเล้นชักฉิว พยักหน้าเรียกเมียของเขา

"มานี่ไพ เอาที่พี่ดีกว่า มีอย่างหรือขอสตางค์คุณพ่อ ทำอย่างงี้พี่ก็ขายหน้าเขาแย่น่ะซี อะไร้ ใครเขาไม่รู้จะนึกว่าผัวของไพน่ะยากจนเต็มทน"

ประไพเดินยิ้มเข้ามาหานิกรแล้วแบมือขวาออก

"ไพจะไปซื้อผ้าตัดเสื้อที่ร้านโลคาโนค่ะ ผ้าที่ร้านสวยมากทีเดียว"

นิกรผิวปากเพลงชาติเบาๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่งแล้วส่งธนบัตรใบละ ๕ บาท ให้หล่อนหนึ่งฉบับ

"เอ้า ขากลับซื้อเกาลัดฝากพี่สักสองชั่งนะจ๊ะ ข้าวหลามสัก ๔ กระบอก"

เสี่ยหงวนยกเท้าเตะก้นนิกรดังพั่บ

"โธ่...อ้ายเวร เห็นเมียเป็นเด็กทารกไปได้ ให้สตางค์เมีย ๕ บาท มีอย่างหรือวะ มิหนำซ้ำจะแดกเกาลัดเสียอีก เกาลัด ๒ ชั่ง น่ะเพียงแต่เปลือกมันก็ซื้อไม่ได้แล้ว ให้เงินไป ๕ บาท เท่านั้นจะกินเกาลัด"

นิกรหัวเราะ ส่งธนบัตรใบละร้อยปึกหนึ่งให้ประไพ

"เอ้า เอาไปใช้ให้หมดเถอะน้อง ไม่เป็นไรหร็อก ฉิบหายก็เงินของผัวไม่ใช่เงินของไพ"

ประไพหัวเราะ ยกมือจิ้มหน้าผากนายจอมทะเล้น

"กรน่ะยุ่ยสำหรับคนอื่นกับลูกกับเมียแล้วกระดูกขัดมันทีเดียว ผู้ชายละก้อเป็นอย่างนี้แหละ คืนนี้ต้องกลับไปนอนบ้านนะจะบอกให้ ขืนไปนอนค้างที่บ้านนางหนอมละก้อคอยดูซี" พูดจบหล่อนก็เดินไปจากที่นั่น

นิกรเอียงคอไปมามองดูเมียของเขาอย่างชื่นชม

"อือ ประไพนี่ดูๆ ก็สวยไม่ใช่เล่นนา คืนนี้กลับไปนอนบ้านดีกว่าว่ะ ร้อยชู้หรือจะสู้เนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้พระแม่ได้"

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินต่อไป อ้อมด้านหลังร้านกองทัพบก ผ่านร้านช่างแสงซึ่งมีการประลองการขว้างลูกระเบิด เสียงปืนกลปืนเล็กยาวและเสียงลูกระเบิดดังอยู่ตลอดเวลา

พอถึงสะพานข้ามไปทางด้านเวทีประกวดนางงาม เจ้าแห้วก็วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาหาเจ้านายของเขา ยกมือไหว้ ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"รับประทานยกโทษให้ผมเถอะนะครับ เท่าที่ผมได้ล่วงเกินไปบ้างที่ทางเข้าเกาะลอย รับประทานมันจำเป็นต้องเบ่งอวดผู้หญิงครับ"

๔ สหายหัวเราะลั่น

"แล้วแฟนของแกหายไปไหนเสียแล้วล่ะ" พลถามเสียงหัวเราะ

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานผมทิ้งเสียแล้วครับ"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน "เกิดขัดใจกันขึ้นหรือ"

"เปล่าครับ แต่ว่ารับประทานหล่อนตั้งหน้าตั้งตาถลุงเงินของผมมากเกินไป มีอย่างหรือครับ รับประทานผมพาไปเลี้ยง แม่ล่อไก่ย่างคนละ ๒ ตัว สุกี้ยากี้ ๒ กระทะ หูฉลามตุ๋นอะไรต่ออะไรอีก สั่งมาจนเต็มโต๊ะรับประทานราวกับว่าอดข้าวมาตั้งห้าหกปี รับประทานกินอยู่มูมมามยกขาไก่กัดหน้าตาเฉย รับประทานผมต้องจ่ายค่าอาหารร้อยกว่าบาท แล้วก็พาเข้าไปในร้านอินเดีย รับประทานแม่ซื้อผ้าห่มคนละผืน รับประทานผืนละ ๑๕๐ บาท รับประทานผมได้ทีวิ่งหนีเลย"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"ผู้หญิงที่ไหนวะ อ้ายแห้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"รับประทานลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่ทราบครับ รับประทานผมเห็นเดินเที่ยวกันตามลำพังก็ลองจีบดู โอ๊ย...เยอะแยะไปครับ เดินกันให้หน้าสลอน ล้วนแต่มาเสี่ยงโชคหาคู่หาเจ้ามือทั้งนั้นแหละครับ"

นิกรถามขึ้นเบาๆ

"แฟนของแกคนดีหรือ"

"ครับ รับประทานคนดีแน่ แต่ว่ารับประทานล้มทับเก่งเหลือเกิน เห็นอะไรก็ออดอ้อนให้ผมซื้อให้ รับประทานผมพาเที่ยว ๒ ชั่วโมง โดนเข้าไป ๓๐๐ กว่าบาท จนไปเลย อย่างนี้ต้องเอาเงินใส่กระเป๋าแบกมา ไม่ไหวครับ เวลากินอะไรเคี้ยวดังจับๆ เหมือนหมู รับประทานหน้าตาก็สวยดีหร็อกแต่ไม่มีมารยาทเลย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก

"แล้วนี่แกเที่ยวเดินตามหาพวกเราหรือ" ดร. ดิเรกถามยิ้มๆ

"ครับ ผมเดินเรื่อยเปื่อยออกมายังงั้นเอง รับประทานผมเที่ยวกับพวกคุณดีกว่า"

นิกรฉุดแขนเจ้าแห้วพาเดินไปที่ริมรั้วของร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายแห้ว ข้าถามเอ็งหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานถามจริงๆ หรือถามเล่นๆ ครับ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า

"ถามจริงๆ ง่า...เอ็งน่ะรักข้าไหมวะ"

"ปู้โธ่ รับประทานไม่น่าจะถามอย่างนี้เลยครับ รับประทานคุณเป็นเจ้านายของผม ผมก็ต้องรักและซื่อสัตย์กตัญญูซีครับ"

นิกรหัวเราะยกมือตบบ่าเจ้าแห้วเบาๆ

"เอายังงี้ก็แล้วกัน ถ้าเอ็งรักข้าเอ็งต้องพาพวกข้าไปเลี้ยงสักหนึ่งอิ่ม ร้านไหนก็ได้ วิธีนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีทีเดียว"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล นิ่งอึ้งไปสักครู่ก็พูดอ้อมแอ้ม

"รับประทานพิสูจน์โดยวิธีอื่นไม่ดีกว่าหรือครับ แฮ่ะ แหะ ทรัพย์ผมเหลืออีกห้าหกบาทเท่านั้น"

นิกรอมยิ้ม

"อย่ามาเหลี่ยมกับข้าหน่อยเลยวะ เมื่อคืนวันที่ ๘ เอ็งถูกล๊อตเตอรี่ประจำคืน เลข ๔ ตัว ข้ารู้นี่หว่า"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะเสียงปร่าชอบกล

"เอา เอาครับ รับประทานเลี้ยงก็เลี้ยง รับประทานไปที่ร้านโลคาโนก็แล้วกัน"

นิกรจูงมือเจ้าแห้วกลับมาหาคณะพรรคของเขาแล้วพูดกับเพื่อนๆ

"เฮ้ย อ้ายแห้วมันจะเลี้ยงพวกเราโว้ย"

ทุกคนมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว อาเสี่ยกิมหงวนแสดงทีท่าแปลกใจอย่างใหญ่หลวง แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าแห้ว

"เอ็งไปร่ำรวยอะไรมาวะ อ้ายแห้ว"

"รับประทานผมถูกสลากกินแบ่งเลข ๔ ตัวครับ ง่า-เชิญซีครับ คืนนี้รับประทานผมเลี้ยงเต็มที่ ตราขาว ๒ ขวดก็ได้"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"ฮือ ไม่เลวโว้ยอ้ายแห้ว เพิ่งเห็นใจเอ็งวันนี้แหละ"

เจ้าแห้วหัวเราะ ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เชิญซีครับ รับประทานให้ผมได้มีโอกาสสนองพระเดชพระคุณบ้าง"

เจ้าคุณยิ้มเจื่อนๆ หันมาทางนายพัชราภรณ์

"ว่ายังไงอ้ายหลานชาย เรากินของอ้ายแห้วมันลงหรือ"

พลว่า "ไม่เป็นไรหรอกครับ เมื่อมันมีศรัทธาจะเลี้ยงเราก็เอามัน เราเป็นนักประชาธิปไตยครับ นอกเวลางานแล้วผมก็ถือว่าเจ้าแห้วเป็นเพื่อนของผมคนหนึ่ง ไป-พวกเรา กันต้องกินเต็มที่ละ"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็พากันออกเดินต่อไป อากาศเพิ่มความหนาวเย็นขึ้นตามลำดับและประชาชนที่พากันมาเที่ยวชมงานก็ล้นหลามมากขึ้น ร้านอาหารต่างๆ หาโต๊ะว่างไม่ได้เลย เว้นแต่ร้านอาหารของชาวจีนซึ่งเจ้าของร้านและลูกจ้างนั่งแมลงวันตอมขาหาวหวอดๆ ไปตามกัน เนื่องจากคนกินเข็ดขยาดเพราะอาเฮียคิดค่าหอยแมลงภู่ทอดหรือเซ่งจี้ชามละ ๒๐ บาท เบียร์ขวดละ ๒๔ บาท เสียงลือเสียงเล่าอ้างทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปกินตามร้านอาหารของชาวจีนเหล่านี้ คงจะขาดทุนย่อยยับไปตามกัน

ในราว ๒๓.๐๐ น. เศษ คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้มาปรากฎตัวขึ้นที่ร้านของนครหลวง ซึ่งสร้างขึ้นตามแบบศิลปไทยเดิม ทุกคนหน้าแดงกล่ำ โดยเฉพาะเสี่ยหงวนถึงกับเดินตุปัดตุเป๋ไม่ตรงทาง อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้มึนเมาไปตามกัน

"เฮ้ย" อาเสี่ยพูดเสียงอ้อแอ้ "เราเข้าไปเล่นตีกอล์ฟกันคนละเกมเป็นไง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เออเข้าทีดีโว้ย ตีกอล์ฟแก้หนาว ปะเหมาะเคราะห์ดีได้ถ้วยชนะเลิศประจำคืนเอาไปอวดเมียเรา อึ๊ก ไชโยหน่อยโว้ยพวกเรา หนึ่ง สอง สาม ไชโยนะ"

ดร. ดิเรกซึ่งเมาน้อยกว่าเพื่อนเอื้อมมือจับแขนนายจอมทะเล้น

"ร้องทำไมวะ"

นายจอมทะเล้นโบกมือ

"เถอะน่า...อึ๊ก...ไม่ต้องถามเหตุผลหรอก เอา...หนึ่ง...สอง...สาม โย...ไชโย...ไชโย"

ไม่มีใครร้องเว้นแต่นิกรคนเดียว ใครต่อใครพากันมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขันและรู้ดีว่านิกรคงจะมึนเมามาก เสี่ยหงวนเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเข้าไปในร้านของนครหลวงประกันชีวิต

สุภาพบุรุษท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งปราดเข้ามาต้อนรับ

"เชิญครับ ท่านจะประกันชีวิตหรือครับ ที่นี่เราให้ความสะดวกแก่ท่านเสมอ"

อาเสี่ยทำคอย่นเหมือนกับจะอ้วก

"ผมไม่ต้องประกันหรอกคุณ เพราะคนอย่างผมแม้แต่ยมพบาลท่านก็ไม่ต้องการ"

"แต่ความตายเป็นของไม่แน่นะครับ ท่านควรจะประกันไว้"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ครับ ครับ ถ้ายังไงวันหลังผมไปติดต่อที่บริษัทดีกว่า ผม...อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย ถ้าหากว่าจะประกันชีวิตแล้วก็ต้องเอาเงินประกันอย่างน้อย ๑๐ ล้าน หรือมากกว่านั้น ง่าเขาตีกอล์ฟกันที่ไหนล่ะคุณ"

"โน่นครับ เชิญทางหลังร้านเถอะครับ นอกจากกอล์ฟแล้วยังมีอาหารและเครื่องดื่มในราคาย่อมเยาว์ไว้ต้อนรับท่านอีก"

นิกรเดินเปะปะเข้าไปหาหญิงสาวหน้าแฉล้มคนหนึ่งซึ่งนั่งอมยิ้มอยู่ที่โต๊ะ

"ขอโทษ กี่ทุ่มแล้วครับ" นิกรพูดเสียงอ้อแอ้

หล่อนหัวเราะมองดูนาฬิกาข้อมือของนิกรซึ่งแลบออกมาจากข้อมือเสื้อสากลของเขา

"นาฬิกาของคุณก็มีนี่คะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ครับ แต่ว่ามันไม่มีเข็มครับเลยดูไม่รู้เรื่อง"

หญิงสาวหัวเราะคิ๊กยกนาฬิกาข้อมือของหล่อนขึ้นมองดูเวลาแล้วยิ้มตอบเขา

"๕ ทุ่มค่ะ"

"อ้อ ขอบคุณนะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมคิดว่าถ้าคุณเข้าประกวดนางสาวไทยละก้อ อย่างไรก็ต้องได้สวมมงกุฎเป็นแน่ ง่า...ลาละครับ นายคนนั้นแกทำตาเขียวเข้าใส่ผมแล้ว ถ้าจะหวงคุณ"

แล้วนิกรก็เดินตามพรรคพวกของเขาออกไปทางหลังร้าน ซึ่งเป็นบริเวณกว้างมีสนามกอล์ฟวิบากอยู่สองสนาม ช่วยให้ความครึกครื้นแก่ประชาชนที่มาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างดี

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เลี่ยงเข้าไปในมุมมืดแห่งหนึ่งทำคอขย้อนร้องเสียงโอ้กอ้าก เสี่ยหงวนปราดเข้าไปลูบหลังพลางจุ๊ย์ปาก

"แข็งใจกลืนเข้าไปครับ อย่าให้ออกมาขายหน้าเขา ว้า...คุณอาไม่เคยเมาเหมือนวันนี้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจโล่งอก น้ำตาไหลคลอหน้าตาแดงกล่ำ ท่านล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหน้าและซับเหงื่อที่หัวล้านของท่าน

"ไม่ไหวโว้ย เมาฉิบหายเลย โอย...ขอให้อานั่งพักหน่อยเถอะว่ะ แกอยากจะตีกอล์ฟตีกบกันก็เชิญ อานั่งดูดีกว่า พื้นแผ่นดินกำลังโคลงเคลงไปหมดแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะ ประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ มานั่งที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วให้มานั่งเป็นเพื่อนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และให้สั่งอาหารหรือเครื่องดื่มตามความพอใจ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกรได้เดินเข้าไปหาหญิงสาว ๒ คน ที่เป็นพนักงานขายบัตรเล่นกอล์ฟ

"คนละเท่าไรครับคุณ"

"๕ บาท"

"๕ บาท น่ะกี่หลุมครับ"

"๙ หลุม ค่ะ"

"หลุมเล็กหรือหลุมใหญ่ครับ ตียากไหมครับ"

"ยังไงไม่ทราบ คุณลองตีดูก็แล้วกัน"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"แหม...ถามนิดเดียวเท่านั้นแหละโกรธ คนไทยด้วยกันแท้ๆ ง่า...ซื้อ ๔ บัตรเถอะครับ" พูดจบก็ส่งเงินให้หล่อน ๑๕ บาท

แม่สาวงามอดหัวเราะไม่ได้

"๔ คน ก็ ๒๐ บาท ซีคะ คุณให้มา ๑๕ บาท เท่านั้น"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ

"ไม่ใช่ ๓ คน แถม ๑ คน หรือครับ"

"กอล์ฟสนามนี้ไม่มีแถมค่ะ"

"อ้อ ผมไม่ทราบ ผมเล่นสนามอื่นเคยได้แถมเสมอ" พูดพลางส่งธนบัตรใบละ ๕ บาท ให้หล่อนอีก ๑ ฉบับ แล้วรับบัตรมาถือไว้เดินกลับไปหาพรรคพวกของเขา ซึ่งกำลังเลือกไม้ตีกอล์ฟจากลุงแก่ๆ คนหนึ่ง

เด็กรุ่นสาวคนหนึ่งเข้ามาต้อนรับ ๔ สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ขอบัตรหนูเถอะค่ะ แล้วก็เชิญทางโน่นค่ะ ตีหลุมหนึ่งก่อน"

อาเสี่ยยิ้มให้เด็กสาว

"หนูชื่ออะไรจ๊ะ"

"หนูชื่อแอ๋วค่ะ"

"แหม คล้องกะฉันเปี๊ยบ ฉันชื่อกิมหงวน หน้าตาของหนูกระจุ๋มกระจิ๋มดีเหมือนกัน หนูอายุเท่าไรจ๊ะ"

"๑๓ ค่ะ"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก

"๑๕ ไม่ได้หรือหนู"

เด็กสาวหัวเราะคิ๊ก

"ก็หนูเพิ่งอายุ ๑๓ เท่านั้นนี่ค่ะ คุณถามอายุหนูทำไม"

อาเสี่ยยิ้มอายๆ

"เอาละ ไม่ต้องพูดอะไรหรอกหนู อายุ ๑๓ อย่ามายุ่งกับน้าเลย น้าขี้เกียจย้ายบ้าน อยู่นอกคุกสบายดีแล้ว"

เด็กสาวพา ๔ สหายไปตีกอล์ฟที่หลุมหนึ่ง พลตีก่อนเป็นคนแรก เขาตี ๔ ทีถึงลงหลุม นิกรตีเป็นคนที่สอง ตีผิดลูกทั้ง ๕ ครั้ง อาเสี่ยตีเป็นคนที่สามหวดเสียเต็มเหนี่ยวไม้ตีกอล์ฟกระทบดินหักสะบั้น

"ว้า ไม่เอาละโว้ย ไม่เห็นสนุกสักนิด"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ เขาเป็นนักตีกอล์ฟชั้นดีของสโมสรกอล์ฟดุสิตในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งดิเรกกับประภาแอบไปเล่นเสมอเมื่อมีเวลาว่าง

ท่าทางของนายแพทย์หนุ่มทะมัดทะแมงดีกว่าเพื่อน ดิเรกขยับไม้ไปมา สายตามองดูกอล์ฟและหลุมกอล์ฟซึ่งอยู่ไกลเขาประมาณ ๖ เมตร และมีไม้ตั้งเป็นที่กีดขวาง ซึ่งเรียกว่ากอล์ฟมหาวิบาก

สามสหายจ้องตาเป๋งมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างเลื่อมใส ดิเรกยกไม้ตีกอล์ฟเพียงเบาๆ ลูกกอล์ฟวิ่งไปตามพื้นดินและตรงไปลงหลุมแม่นยำราวกับจับวาง พลส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่เลวโว้ยหมอ ทำไมแกตีได้แม่นอย่างนี้"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"การตีกอล์ฟแบบนี้ไม่ยากเย็นอะไร ที่อินเดียยากกว่านี่มาก หลุมอยู่ไกลจนมองไม่เห็นหลุมกันยังตีลงหลุมได้ ท่านมหาราชาจันทรกุมารถึงกับทรงยกย่องกันว่า กันเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่นที่ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด ครั้งหนึ่งที่สนามกอล์ฟในเมืองอาลาฮาบัด"

"พอแล้ว" เสี่ยหงวนตวาดแว๊ด "ไม่ต้องเล่า"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ เด็กสาวกล่าวกับดร. ดิเรก

"คุณได้รางวัลด้วยค่ะ ตีเสร็จแล้วไปรับรางวัลได้ ถ้าตีทีเดียวลงหลุมเป็นได้รางวัลทุกครั้งไป"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"อ้อมีการให้รางวัลด้วยหรือ ออไร๋ ออไร๋ ประเดี๋ยวจะแสดงให้ดูอีก"

เด็กสาวพา ๔ สหายไปยังหลุมที่สองซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันนั้นเอง หลุมนี้เป็นทางคดเคี้ยวตีลำบากสักหน่อย

"หลุมนี้กันตีก่อนโว้ย" อาเสี่ยพูดขึ้นดังๆ รับลูกกอล์ฟมาจากเด็กสาววางลงบนเส้นสำหรับเริ่มต้น เด็กสาวพูดยิ้มๆ

"ระวังหน่อยนะคะ ประเดี๋ยวไม้จะหักอีก ทีนี้หนูต้องเอาใช้แน่ๆ ไม้อันหนึ่งไม่ใช่สองสามสตางค์"

เสี่ยหงวนหัวเราะ ขยับไม้อยู่สักครู่แล้วหวดลงไปทรายและดินปลิวว่อน ลูกกอล์ฟนอนนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน อาเสี่ยโยนไม้ทิ้งทันที

"เลิกโว้ย เล่นลำบากจะตายโหง ไปนั่งกินเหล้ากับคุณอาดีกว่า" พูดจบกิมหงวนก็เดินเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

นายพัชราภรณ์เริ่มตีกอล์ฟต่อไป เขาตีถึง ๕ ที ยังไม่เข้าหลุม นิกรตีบ้างและมันเป็นการบังเอิญอย่างที่สุด พอตีทีแรกลูกก็วิ่งลงหลุมทำให้นิกรยิ้มอย่างภาคภูมิยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ไง...หมอ เห็นหรือยังว่ากรุงศรีอยุธยาย่อมไม่สิ้นคนดี มา...แกกับกันมาสู้กันให้รู้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ"

พลพูดเสริมขึ้น

"เออ เล่นกันไป ๒ คนก็แล้วกัน กันขี้เกียจเล่นแล้วกีฬาแบบนี้กันไม่มีความรู้ความชำนาญหรอก แล้วก็ไม่นึกสนุกด้วย กันคิดว่ากอล์ฟน่ะเหมาะสำหรับคนแก่มากกว่าคนหนุ่มๆ อย่างพวกเรา"

พลเดินไปจากที่นั้น ดร. ดิเรกรับลูกกอล์ฟมาจากเด็กสาวแล้ววางลงบนพื้นดิน เขาขยับไม้อยู่สักครู่ก็หวดควับลงไปเบาๆ ลูกกอล์ฟวิ่งไปทางหลุมและหมอบนิ่งอยู่ห่างจากหลุมราว ๒ ฟิต ดร. ดิเรกเดินมาที่หลุมกอล์ฟตีอีกทีหนึ่งลูกกอล์ฟจึงลงหลุม

นายจอมทะเล้นยกมือตบหลังเด็กสาวเบาๆ

"หนู น้าตีทีเดียวลงหลุมนะอย่าลืมจดลงไปล่ะ ประเดี๋ยวน้าจะอดรางวัล แฮ่ะ แฮ่ะ หนูเล่นกอล์ฟกับน้าไหมล่ะ น้าจะซื้อบัตรให้"

เด็กสาวยิ้มอายๆ

"หนูเล่นไม่ได้หรอกค่ะ เพราะหนูต้องทำงานในหน้าที่ของหนู"

"น่า แอบเล่นไม่มีใครรู้หรอกหนู หนูจะได้ช่วยสอนน้าบ้างว่าตียังไงถึงจะลงหลุมอย่างที่เรียกว่าพล๊อกได้ๆ "

หล่อนหัวเราะ

"หนูตีไม่เป็นหรอกค่ะ"

"แล้วกัน นึกว่าหนูเล่นเก่งเสียอีก"

หล่อนชี้มือไปที่หญิงสาวเจ้าของร่างสคราญตาคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเสื้อกระโปรงชุดสีเหลือง

"คนนั้นซีคะเก่ง ชื่อคุณพวงทิพย์หรือชื่ออะไรหนูก็จำไม่ได้เสียแล้ว ได้ถ้วยชนะเลิศทุกคืนแหละค่ะ"

นิกรมองดูแม่สาวงามซึ่งกำลังเล่นกอล์ฟอยู่ทางสนามด้านขวาอย่างเพลิดเพลิน นายจอมทะเล้นถอนหายใจหนักๆ หันมาทางดร. ดิเรก

"หมอ หมอโว้ย ดูนั่นซี เทพธิดาว่างามยังแพ้หล่อนหลุดลุ่ย สวยเหลือเกินทูนหัว"

ดิเรกหัวเราะหึๆ

"อย่าไปสนใจกับเขาเลยวะ มีแข้งคุ้มกันมาด้วยเห็นไหมล่ะ ดีไม่ดีจะเจ็บตัวเปล่าๆ ไปตีหลุมสามเถอะ เหลือแกกับกันตัวต่อตัวเท่านั้น"

นิกรสั่นศีรษะแล้วส่งไม้ตีกอล์ฟให้เด็กสาว

"เอาไปเก็บเถอะหนู น้าเลิกแล้ว"

"อ้าว" ดิเรกอุทาน "ทำไมล่ะ"

นิกรยักไหล่แล้วแบมือ

"ไม่ได้ความโว้ย ตีไปแล้วก็เดินไปเมื่อยขาเปล่าๆ แกเล่นคนเดียวก็แล้วกัน"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ

"เล่นคนเดียวก็บ้าน่ะซี"

"ก็ช่างแกประไรเล่า กันไปนั่งกินเบียร์เล่นเย็นๆ ใจดีกว่า" พูดจบนิกรก็ยกมือจับแขนเด็กสาว "ไป...หนู ไปหาอะไรกินกับน้า"

เด็กสาวดึงมือเขาออก

"ไม่ได้หรอกค่ะ หนูกำลังทำงาน"

"น่า ไม่เป็นไรน่า อย่างมากก็ถูกไล่ออกเท่านั้น ไปนั่งคุยกับน้าเถอะ น้าเห็นหน้าหนูแล้วอดเอ็นดูไม่ได้ อีก ๒ ปีหนูก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว"

"ปู้โธ่" ดิเรกคราง "ดูแกพยายามเสียจริงนะ อ้ายกร"

นิกรหัวเราะพาตัวเดินออกไปจากที่นั่น ดร. ดิเรกส่งไม้ตีกอล์ฟให้เด็กสาวแล้วเดินตาม ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างร่วมโต๊ะกันดื่มเบียร์และกินกับแกล้มกันอีกครั้งหนึ่ง

ยิ่งดึกก็ยิ่งสนุก ออกจากร้านนครหลวงประกันชีวิต ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันเดินตระเวณชมงานด้านนอก ซึ่งมีร้านของกระทรวงทบวงกรมและห้างร้านต่างๆ มากมาย

ก่อนเวลา ๒๔.๐๐ น. เล็กน้อย คณะพรรค ๔ สหายได้พากันเข้ามาเที่ยวที่เกาะลอย โดยอาศัยสลากล๊อตเตอรี่ประจำคืนที่มีอยู่เป็นบัตรผ่านประตูเข้าไป

ที่เกาะลอยมีการแสดงดนตรี, จำอวด, ลำตัดและเพลงฉ่อย นอกจากนี้กองสลากได้แสดงกิจการพิมพ์และการถ่ายรูป ดร. ดิเรกสนใจกับลำตัดคณะคารมศิลป์มาก เขาแปลกใจและตื่นเต้นมากเมื่อแลเห็นผู้หญิงสาวใหญ่ ๒ นาง กำลังรำป้อว่าลำตัดอย่างฉาดฉาน

นายแพทย์หนุ่มจุ๊ย์ปากลั่น

"เก่งมาก อย่างนี้เขาว่ากลอนสดหรือครับป๋า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ถูกแล้ว เขาว่ากลอนสด คนแต่งสีเขียวนั่นแหละคือแม่จรูญนักลำตัดหญิงฝีมือเยี่ยมแห่งประเทศไทย อาเคยดูหลายครั้งหลายหนแล้ว"

ดิเรกจ้องตาเขม็งมองดูอย่างชื่นชม สักครู่หนึ่งเขาก็หันมาทางนิกร

"ยูเล่นลำตัดได้ไม่ใช่หรือกร"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ไม่ยากอะไรหรอกหมอ กันเป็นศิลปินกันเล่นได้ทั้งนั้น ยี่เก, ลำตัด, เพลงฉ่อย, ละคร, จำอวด ร้องให้ฟังก็ได้" แล้วนิกรก็หันมาทางเจ้าแห้วกับเสี่ยหงวน "เฮ้ย แกสองคนช่วยรับลูกคู่หน่อยโว้ย"

ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้นิกรรำป้อและร้องเสียงแจ๋ว ทำให้ใครต่อใครพากันมองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว

"ตะละไฮวันลา เอ๊าว่า วันดีนะแม่ศรีวันลา มีเรือนก็เปรียบเหมือนมีวัง เราหากินไกลวังก็ต้องระวังกายา"

เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วรับลูกคู่เสียงลั่น ประชาชนเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อม พวกลำตัดที่กำลังแสดงอยู่บนเวทีจำต้องหยุดแสดงกลางคันและพากันมองดูคณะพรรค ๔ สหายด้วยความแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

พอลูกคู่รับจบนิกรก็ร้องลั่น

"ผมจะกล่าวสุนทร เป็นกลอนลำตัด แต่ผมไม่เจนจัด จึงต้องขอวันทา สิบนิ้วประนม ก้มกราบท่านผู้ฟัง ถ้าหากว่าผมผิดพลั้ง กระผมหวังในกรุณา ว่าให้ฟังนิดหน่อย เหมือนเครื่องย่อยอาหาร ถ้าหากว่าท่านรำคาญ ขอท่านจงเมตตา เป๊กพ่อ...."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและ ดร. ดิเรกรู้สึกขายหน้าเขาก็รีบพากันเดินเลี่ยงไปทางอื่น กิมหงวนกับเจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็รีบตามไป นิกรยืนอมยิ้มทำตาปริบๆ มองดูประชาชนเกือบร้อยคนที่ห้อมล้อมเขาอยู่

ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นดังๆ

"ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาครับ เคยเห็นหน้าแกที่โรงพยาบาลโรคจิต น่ากลัวจะหนีหมอมาเที่ยวงานรัฐธรรมนูญ"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง มองดูผู้วิจารณ์เขาแล้วหัวเราะ

"เปล่าครับ คุณเข้าใจผิดแน่ๆ ผมไม่เคยไปกล้ำกลายที่โรงพยาบาลนั่นเลยครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมก๊งมากไปหน่อยก็เลยสนุกสนานมากเกินไป สวัสดีครับทุกๆ คน" พูดจบนิกรก็รีบเดินฝ่ากลุ่มประชาชนไปจากที่นั้น

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินออกมาจากบริเวณเกาะลอยทางด้านสถานีรถไฟเล็ก ต่างคนต่างเดินตุปัดตุเป๋ไม่ตรงทาง เสียงที่พูดคุยกันอ้อแอ้ลิ้นไก่สั้น ขณะนี้ประชาชนส่วนมากกำลังหลั่งไหลกันกลับบ้านเพราะดึกมากแล้ว

พลยกนาฬิกาขึ้นมองดูเวลาแล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"กลับบ้านกันเถอะรึพวกเรา เกือบสองยามแล้ว"

อาเสี่ยโบกมือ

"ไม่กลับโว้ย เรื่องบ้านไม่ยอมกลับเด็ดขาด ออกจากนี่เราจะเลยไปบ้านเจ๊หนอม ไปนอนค้างที่นั่นตามที่เราตกลงกันไว้"

"ตกลง" นิกรร้องลั่น "คืนนี้เราต้องเที่ยวกันให้ยันป้าย เราไม่ได้มีราชการงานเมืองอะไร เที่ยวกันให้ถึงพริกถึงขิงอย่างไรก็ได้ ง่า...ไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะวะ"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แกเอาท้องที่ไหนใส่วะ กินมาหยกๆ เมื่อสักครู่นี้เอง ชวนกินอีกแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ เดินรวมกลุ่มกับพรรคพวกของเขาต่อไป ผ่านหน้าร้าน อจส. ซึ่งประชาชนเบียดเสียดเยียดยัดกันแน่นเพราะถนนแคบกว่าตอนอื่น เจ้าหนุ่มสวมแจ๊กเก็ตสีน้ำตาลไหม้คนหนึ่งเดินสวนทางมากระแทกไหล่ดร. ดิเรกอย่างจัง นายแพทย์หนุ่มหันไปมองอย่างเดือดดาล แล้วก็ยกมือคลำกระเป๋ากางเกงข้างขวา ดร. ดิเรกใจหายวาบ ซองธนบัตรของเขาอันตรธานไปเสียแล้ว

ดร. ดิเรกรีบบอกนิกรทันที

"อ้ายกร กันถูกล้วงกระเป๋า"

นิกรลืมตาโพลง

"เดี๋ยวนี้หรือ"

"อือ กันสงสัยอ้ายหนุ่มผมยาวที่สวมแจ๊กเก็ตสีน้ำตาลไหม้คนนั้นแหละ เห็นไหมล่ะ กำลังเดินตามผู้หญิงกลุ่มนั้น มันกระแทกไหล่กันเต็มแรง พอกันนึกเฉลียวใจเอามือคลำกระเป๋ากางเกงซองธนบัตรของกันก็หายไปเสียแล้ว"

นิกรจุ๊ย์ปาก ใบหน้าเคร่งขรึมทันที

"ดีแล้ว ย้อนกลับไปโว้ยพวกเรา กันต้องเอาเงินดิเรกคืนมาให้ได้ หนอยแน่ะล้วงคองูเห่า ถุย"

"เฮ้ย" อาเสี่ยร้องลั่น "ดันถุยออกมาจริงๆ อ้ายเวร หมด...หน้าตากูเลอะเทอะน้ำลายหมด"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็เดินย้อนกลับไปตามทางเก่า สักครู่เดียวก็ตามมาทันเจ้าหนุ่มนักแซ้งก์ นิกรรีบแซงขึ้นหน้า เลยไปประมาณห้าหกวาเขาก็หมุนตัวกลับเดินย้อนกลับมา

ในทำนองเดียวกัน นิกรกระแทกไหล่เจ้าหนุ่มนักแซ้งก์เต็มแรงแล้วก็ยิ้มให้

"ขอโทษเถอะครับคุณ"

จอมนักแซ้งก์หัวเราะ

"ไม่เป็นไรครับ คนมันแน่นก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง"

นายจอมทะเล้นเดินกลับมาหาพรรคพวกของเขา แล้วพูดขึ้นโดยเร็ว

"ไปโว้ย เรียบร้อยแล้ว กันได้กระเป๋าเงินของดิเรกคืนมาแล้ว แล้วก็กระเป๋าเงินของอ้ายหมอนั่นก็พลอยติดอุ้งมือกันมาด้วย" พูดจบเขาก็ส่งซองธนบัตรของดร. ดิเรกคืนให้นายแพทย์หนุ่ม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่ไหวโว้ยอ้ายกร แกนี่ว่องไวผิดมนุษย์ มีความสามารถในการล้วงกระเป๋ายากที่จะหาใครเปรียบเหมือน"

นิกรอมยิ้ม เปิดซองธนบัตรของนักแซ้งก์ที่เขาล้วงมาได้ ดึงธนบัตรออกมานับแล้วพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เป็นอันว่าผมได้ใช้เงินฟรี ๓๐๐ กว่าบาท ป่านนี้เจ้านักแซ้งก์คนนั้นคงตีอกชกหัวตัวเองเพราะความเสียดายเงิน" แล้วนิกรก็เก็บซองธนบัตรใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงของเขาอย่างหน้าตาเฉย

คณะพรรค ๔ สหายเดินออกทางประตูด้านพระบรมรูปพระมหาธีรราชเจ้า ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็แลเห็นชายชราร่างผอมกระหร่องคนหนึ่งแต่งชุดสากลสีเทาแก่ เดินควงแขนกับผู้หญิงสาวในวัยแรกรุ่นคนหนึ่ง

เจ้าแห้วเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ ทำให้ ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว เจ้าแห้วยกมือกดท้องว่าเสียงอหายลงลูกคอเอิ๊กๆ

"หัวเราะอะไรวะ" พลถามเสียงดุๆ

เจ้าแห้วชี้มือไปข้างหน้าแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"รับประทานอาแป๊ะแกควงเด็กๆ ครับ"

ทุกคนมองตามสายตาเจ้าแห้วทันที ต่างแลเห็นเจ้าสัวกิมไซผู้เป็นลุงของเสี่ยหงวนอย่างถนัด อาเสี่ยลืมตาโพลง หยุดชะงักยกมือทาบอก

"ตาย อกอีแป้นแตกแน่ อาแป๊ะพายายสายสวาทมาควง ฮ่ะ ฮ่ะ มิน่าล่ะกันนึกสงสัยมานานแล้ว แม่สายสวาทเงินเดือน ๒๕๐ บาท ตำแหน่งพนักงานขายของ อาแป๊ะเลื่อนพรวดเดียวให้เป็นผู้ช่วยสมุหบัญชีให้เงินเดือนตั้ง ๑,๐๐๐ บาท ยังงี้เอง"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"เข้าไปกระเซ้าเล่นเถอะวะ ดูซิแกจะตีหน้าอย่างไร"

คณะพรรค ๔ สหายรีบสาวเท้าเดินเข้าไป จนกระทั่งมาทันเจ้าสัวกิมไซกับสายสวาทพนักงานขายของห้างศิวิลัยซ์พานิช หล่อนสวมเสื้อกระโปรงราตรีชุดสีกุหลาบ แต่งหน้าและผมอย่างประณีต ทำให้หล่อนสวยสดชื่นขึ้นอีก สายสวาทคนนี้แหละที่กิมหงวนเคยทาบทามขอร้องหล่อนให้เข้าประกวดนางสาวไทย ซึ่งเขาจะส่งเข้าประกวดในนามของบริษัทไทยนาวิกจำกัด ซึ่งเสี่ยหงวนเป็นเจ้าของและผู้อำนวยการ แต่สายสวาทไม่ตกลง หล่อนสารภาพว่าหล่อนไม่กล้าพอที่จะขึ้นไปอวดรูปโฉมบนเวทีประกวดนางงามได้

กิมหงวนกับนิกรเดินเข้ามาจนเกือบชิดตัวเจ้าสัวกิมไซ แล้วอาเสี่ยก็ร้องเพลงรำวงขึ้นเบาๆ นิกรช่วยตบมือเป็นจังหวะ

ตาแก่อยากมีเมียสาว

ถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน

ที่นี่เขามีอะไรกัน เอ้าว้า....

ที่นี่เขามีอะไรกัน

อ้อแม่สุวรรณเขาก็มีรำวง เป้กพ่อ

เจ้าสัวกับสายสวาทต่างหันควับมาทางสองสหาย หญิงสาวตกใจหน้าซีดเผือด เมื่อได้เผชิญหน้ากับอาเสี่ยกิมหงวนนายจ้างของหล่อน เจ้าสัวกิมไซสะดุ้งเฮือกสุดตัวทำหน้าปูเลี่ยนๆ ชอบกล

สายสวาทปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ฝืนใจยกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีค่ะ อาเสี่ยก็มาเที่ยวเหมือนกันหรือคะ"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"จ้ะ อยากจะดูตาแก่ควงกับเด็กๆ ก็เลยแอบมาเที่ยวกับเขา ยังไงหนู ไหนบอกว่าจะไม่เที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญยังไงล่ะ"

เจ้าสัวกิมไซอดรนทนไม่ได้ก็พูดเสริมขึ้น

"เรื่องของคงโว้ย หมาม่ายต้องเกี่ยว เที่ยวม่ายเที่ยวม่ายช่ายกงการอะไรของลื๊อ อย่ามาทำจองหองกะฉันนะจะบอกให้"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก หันมาพยักหน้ากับนิกร

"ดูแกสิวะ หนุ่มสาวคู่นี้สมกันไหม"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"สมกันมากทีเดียว เหมือนกับกิ่งทองกับใบทองหลาง"

เจ้าสัวกิมไซค้อนนิกรแล้วทำปากขมุบขมิบ พอดีเจ้าคุณปัจจนึกฯ พานายพัชราภรณ์กับดร. ดิเรกและเจ้าแห้วเดินเข้ามาหา เจ้าสัวฝืนแสดงสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และรับไหว้ดร. ดิเรกกับพลและเจ้าแห้ว

"ซาหวัดลีคับเจ้าคุงม่ายล่ายพบกันนางเลี้ยว เป็งยังงาย สิบายลีหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือขวาให้เจ้าสัวกิมไซสัมผัส

"สบายดีเจ้าสัว วันนี้ปล่อยแก่เชียวนะ สำคัญนักแต่งตัวชุดนี้ดูเจ้าสัวเป็นหนุ่มแน่นขึ้นเป็นกอง"

เจ้าสัวยิ้มอายๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ งางลีๆ ก็ต้องแต่งตัวให้ลีหน่อย" แล้วเจ้าสัวก็แนะนำแฟนสาวของแก "อาหลูโอ้ย นี่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ญาติผู้ใหญ่ของอาหงวนเขา"

หญิงสาวกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม เสี่ยหงวนแนะนำหล่อนให้รู้จักกับเพื่อนเกลอทั้ง ๓ ของเขาทีละคน แล้วกิมหงวนก็กระเซ้าลุงของเขา

"อาแป๊ะนี่ยังงี้เอง แอบพาสายสวาทมาเที่ยว"

เจ้าสัวค้อนควับ

"ม่ายล่ายแอบมาโว้ย มาอย่างเปิดเผย ขาก...."

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง ทำตาเขียวกับเจ้าสัวกิมไซ

"ขากอีกแล้ว ปู้โธ่ ทำเป็นเจ๊กลากรถไปได้ แต่งสากลออกผึ่งผายแต่ขากเศลษม์"

เจ้าสัวหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

"ขากแต่ม่ายล่ายถุยออกมานี่หว่า ช่างว่าลีนัก ชั้งน่ะไม่อยากจะพบหน้าแกเลยจะบอกให้ เห็งหน้าเลี้ยวก็มีเรื่องว่าเสียเรื่อยเชียว คนจังไรม่ายรู้จักพี่ป้าน้าอา"

อาเสี่ยหัวเราะลั่น

"อาแป๊ะจะกลับล่ะหรือ? "

"ช่างข้าเถอะ ม่ายช่ายเรื่องของเอ็ง" แล้วเจ้าสัวก็หันมายิ้มกับ ๓ สหาย "เป็งยังงายเที่ยวสนุกไหม"

ดร. ดิเรกตอบยิ้มๆ

"สนุกดีเหมือนกันครับ"

เจ้าสัวกิมไซสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สักครู่ก็ชวนสายสวาทลาไป ทั้งสองรีบเดินออกไปจากประตูสวนลุมพินีอย่างร้อนรน ๔ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจับกลุ่มมองดูประชาชนที่ผ่านไปมา

"ว่าไงโว้ย จะไปไหนกันอีกก็ว่ามา" พลพูดขึ้นเปรยๆ

นิกรถอนหายใจหนักๆ

"ก่อนที่จะไปไหน มาช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นแก่กันหน่อยเถอะวะ กันควรจะจัดการแก่ตัวเองอย่างไรดี"

"ทำไมล่ะ" พลถาม

นิกรยิ้มแหยๆ

"ท้องกันทำพิษเสียแล้ว กำลังเต็มฟัดทีเดียว"

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น

"ก็ทำไมจะไม่ทำพิษล่ะ ตั้งแต่หัวค่ำกินสารพัด อดใจหน่อยเถอะวะ ไปส้วมที่บ้านเจ๊หนอมก็แล้วกัน"

นายจอมทะเล้นเม้มปากแน่น

"ไม่ไหวโว้ย มันใกล้จะคลอดเต็มทนแล้ว"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ

"ยูรุ่มร่ามในเรื่องนี้เสมอ ไป...ออกไปข้างนอกแล้วหาที่มืดๆ ทำธุระเสียให้เสร็จเรียบร้อย"

นิกรสูดปากเบาๆ ขนลุกซู่ คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินออกไปจากประตูทางเข้าออกด้านหลังพระบรมรูปพระมหาธีรราชเจ้า อากาศทวีความหนาวเยือกเย็นขึ้นตามลำดับ เสี่ยหงวนเดินนำหน้าตามถนนข้างพระบรมรูปมีขอทานนั่งอยู่เรียงราย

กระทาชายคนหนึ่งยกมือไหว้อาเสี่ยและพูดครวญครางน่าสงสาร

"ทำทานคนง่อยเปลี้ยเสียขาเถอะคร๊าบ"

กิมหงวนหยุดชะงักมองดูแล้วหัวเราะ

"แข้งขาแกยังดีอยู่แท้ๆ ดันบอกได้ว่าง่อยเปลี้ยเสียขา"

ชายขอทานอมยิ้ม

"โธ่...ผมไม่ครวญอย่างนี้ใครจะให้ทานผมล่ะครับ กรุณาทำทานผมเถอะคร๊าบ ผมอดข้าวมา ๗ วัน แล้ว"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"อด ๗ วัน แกก็ม่องเท่งไปแล้ว อย่ามาโกหกหน่อยเลยวะ"

"ไม่ได้โกหกหรอกครับ ผมอดข้าวจริงๆ แต่ผมกินก๋วยเตี๋ยวต่างข้าวคะร๊าบ เจ้าประคู้น นายใจศีลใจทาน"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มออกมา แต่เป็นธนบัตรใบละร้อยบาทล้วนๆ

"ว้า...ฉันตั้งใจจะให้แกสัก ๑๐ บาท แต่บังเอิญไม่มีธนบัตรย่อยมีแต่ใบละร้อยบาททั้งนั้น"

ชายขอทานยิ้มอ่อนหวาน

"ไม่เป็นไรครับ ผมมีทอน"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"แกมีทอนร้อยบาท แกจะมานั่งขอทานเอาตะหวักตะบวยอะไรกัน"

ชายขอทานหัวเราะ

"โธ่....คุณก้อ....ผมไม่ใช่ขอทานสมัครเล่นนี่ครับ ผมเป็นขอทานมืออาชีพถึงจะมีเงินสักเท่าไรผมก็ต้องขอทาน"

กิมหงวนหันมายักคิ้วกับเพื่อนเกลอของเขา

"เป็นไง เจอขอทานบรรดาศักดิ์เข้าให้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังอยากเห็นหน้าเจ๊หนอมก็พูดตัดบท

"จะให้เขาเท่าไรก็ให้ไปเถอะ"

อาเสี่ยส่งธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับให้ชายขอทาน

"เอ้า....ฉันให้แก ๑๐ บาท ทอนมาให้ฉัน ๙๐"

ชายขอทานล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มออกมานับเงินได้ ๙๐ บาท ส่งให้เสี่ยหงวน

"นี่ครับ ขอให้คุณมีอายุวรรโณสุขังพลังเถิดนะคร๊าบ เจ้าประคุณเอ๋ย ใจดีอะไรอย่างนี้ ให้ขอทานทีหนึ่งตั้ง ๑๐ บาท ขอให้คุณอายุมั่นขวัญยืนเงินทองไหลมาเทมา คิดเงินให้ได้เงิน คิดทองให้ได้ทอง ความเจ็บอย่ารู้ได้ ความไข้อย่ารู้มี ให้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีเป็นเจ้าคนนายคนนะคร้าบ"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ พาคณะพรรคของเขาเดินไปจากที่นั้นเลี้ยวซ้ายมือตรงไปยังที่จอดรถ สักครู่ก็มาถึงรถบูอิคเก๋ง ยุวชนเคาบอยผู้รักษารถรีบเข้ามาต้อนรับ

ดร. ดิเรกแลเห็นฝาดุมลูกล้อหน้าข้างหนึ่งหายไปก็ร้องเอะอะขึ้น

"เฮ้...ฝาลูกล้อหายไปหนึ่งอัน"

เจ้าหนุ่มนักเฝ้ารถตอบอย่างหน้าตาเฉย

"ของมันหายกันได้นี่ครับ หายเพียงอันเดียวไม่เป็นไรครับ บางคันหายถึง ๔ ล้อ"

กิมหงวนเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นไม่จ่ายอัฐค่าเฝ้ารถโว้ย เฝ้าเฮงซวยอย่างนี้ใช้ได้หรือ ว้า ไหนคุยว่าไม่มีอะไรหายยังไงล่ะ"

นักเฝ้ารถยิ้มแห้งๆ

"ผมเผลอไปครับ นอนหลับไปงีบเดียวถูกนักเลงดีแอบมาขโมยฝาลูกล้อไปตั้งหลายคัน เมื่อจะไม่จ่ายทรัพย์ให้ผมก็ตามใจเถอะครับ แต่ท่านก็น่าจะเมตตาสงสารผมบ้าง"

อาเสี่ยส่งธนบัตรใบละ ๑๐ บาท หนึ่งฉบับให้เด็กเฝ้ารถ

"เอ้า เอาไป"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันขึ้นรถ พล พัชราภรณ์ทำหน้าที่เป็นคนขับ บูอิคเก๋งถอยหลังออกมากลางถนนแล่นไปทางสี่แยกวิทยุ เลี้ยวซ้ายมือตัดตรงไปยังสำนักนางโลมของเจ๊หนอมที่บางกะปิ

งานฉลองรัฐธรรมนูญยังมีอีกหลายคืน ๔ สหายของเราคงจะมาเที่ยวอีกอย่างไม่ต้องสงสัย.

อวสาน