พล นิกร กิมหงวน 156 : สามเกลอเจอดารา เล่ม ๑

ใหญ่กว่า โอ่โถงกว่า สบายกว่า และดีกว่า คือโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตร มองแลเห็นเด่นเป็นสง่างามในย่านบางกะปิ ริมถนนสุขุมวิท

เจ้าของโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่โตทันสมัยที่สุด คือคณะพรรคสี่สหายของเรานั่นเอง โดยมีอาเสี่ย กิมหงวนเป็นหุ้นส่วนใหญ่ถือหุ้น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการเฉลิมมิตร

จุดประสงค์ที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ร่วมมือกันสร้างโรงภาพยนตร์แห่งนี้ขึ้น ก็เพราะเห็นว่าโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งในพระนครกลายเป็นโรงภาพยนตร์ที่อยู่ข้างจะล้าสมัยไปเสียแล้ว เพราะขนาดของโรงแคบเกินไป จอเล็กเกินไป ถึงแม้บางโรงฉายภาพยนตร์ขนาด ๗๐ ได้แต่จอที่ฉายก็ยังไม่เข้ามาตราฐานของภาพยนตร์ขนาดนี้อยู่นั่นเอง นอกจากนี้ยังจุคนดูได้น้อย การจัดชั้นที่นั่งยังไม่ดี ผู้ที่มีสตางค์น้อยนั่งดูในชั้นที่นั่งราคาต่ำที่สุด ก็ต้องแหงนหน้าดู พอหนังเลิกก้มหน้าไม่ลง เนื่องจากเส้นประสาทเคยชินต้องเดินแหงนหน้ากลับบ้าน ถูกรถยนตร์ชนตายไปหลายคน ผู้ที่มีสตางค์ดูชั้นสูง คือชั้นบนก็ไม่สะดวกในการอิงแอบหรือซบกันหรือนั่งตักกัน และประการสำคัญที่สุดที่คณะพรรคสี่สหายได้ทุ่มเทเงินเกือบ ๔๐ ล้านสร้างโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรขึ้น ก็เพื่อหวังจะโอบอุ้มช่วยเหลือภาพยนตร์ไทยให้มีโรงฉาย เพราะตามธรรมดาหนังไทยที่ถ่ายทำเสร็จแล้ว หาโรงเข้าฉายได้ยาก ต้องไปกราบมือกราบตีนผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ บางทีก็ต้องจิ้มก้องกันตามธรรมเนียม ซื้อตู้เย็นขนาด ๘ คิว ไปให้สักตู้ โทรทัศน์ขนาด ๒๑ นิ้วสักเครื่อง หรือไม่ก็แหวนเพชรสักหมื่นบาทไปให้คุณนายผู้จัดการ หรือมิฉะนั้นก็มีการตกลงกันเป็นพิเศษในเรื่องเงินส่วนแบ่งจากโรงหนังไทยเรื่องนั้นจึงได้เข้าฉาย มิหนำซ้ำได้ฉายในระยะต้นเดือนเสียอีก แต่พอฉายเสร็จได้เงินล้านแบ่งกับโรงคนละครึ่ง เจ้าของหนังเหลือ ๕ แสน จ่ายพิเศษให้ผู้จัดการโรงไป ๕๐,๐๐๐ บาท เสียค่าโฆษณาไป ๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นอันว่าเจ้าของหนังต้องขายบ้าน ขายที่ดิน ขาย รถยนตร์ชำระหนี้ บางคนต้องขายลูกขายเมียไปด้วย

เฉลิมมิตร เป็นโรงภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมกว่าโรงภาพยนตร์ทุกแห่งในกรุงเทพฯ และเจ้าของเป็นคนไทยมีนโยบายที่จะช่วยเหลืออุตสาหกรรมหนังไทย และศิลปินไทยให้รุ่งโรจน์ เฉลิมมิตรสง่างามโอ่โถงอย่างยิ่ง เพียงแต่ใครเห็นหน้าโรง ก็อยากซื้อตั๋วเข้าไปนั่งดูทันที มีที่จอดรถโดยรอบเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มตลอดจนห้างจำหน่ายสรรพสินค้าต่างๆ มีมากมายพอๆ กับถนนเกสร และมีโรงแรมที่สงบเงียบอยู่ทางหลังโรงภาพยนตร์ด้วย ขณะนี้ร้านค้าต่างๆ ได้เริ่มดำเนินกิจการแล้ว แต่ เฉลิมมิตรยังไม่เปิดฉายภาพยนตร์ เพราะการตกแต่งสถานที่ภายในยังไม่เสร็จเรียบร้อย อย่างไรก็ตามแผนกโฆษณาของเฉลิมมิตรได้ทุ่มเทเงินแสนโฆษณาไปแล้ว เฉลิมมิตรจะเปิดโรงฉายเป็นปฐมฤกษ์ด้วยภาพยนตร์ไทยชั้นยอดและเยี่ยม คือเรื่อง "สองร้อยตะลุมบอน" ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้พระเอก ๒๐๐ คน และผู้ร้ายประมาณ ๑,๕๐๐ คน ส่วนนางเอกใช้เพียง ๑๐ คนเท่านั้น นิกร การุณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรได้โฆษณาว่า หนังไทยที่ไม่เข้าขั้นมาตราฐาน เพราะอืดอาดล่าช้า แต่หนังไทยเรื่อง "สองร้อยตะลุมบอน" เป็นเรื่องบู๊ที่รวดเร็วทันใจที่สุด พอเริ่มเรื่องก็ชกกันอุดตลุด และยิงกันสะบั้นจนกระทั่งข่าววร ตลอดเรื่องไม่มีบทพูด มีแต่ชกกันและยิงกันเท่านั้น จึงเหมาะแก่แฟนหนังไทยทั้งหลายที่นิยมเรื่องบู๊

ภาพยนตร์ไทยของบริษัทสุกเอาเผากิน เรื่อง "สองร้อยตะลุมบอน" เข้ารอบปฐมทัศน์ หรือรอบคุณตาตีเมียในคืนวันศุกร์ที่ ๓ พฤษภาคมนี้ เวลา ๑๙.๓๐ น. มีดนตรีประชัน ๕๖ วง นักร้องทุกรุ่นทุกวัยมาร่วมรายการนี้ ละครย่อยและละครยืดของศิลปินชื่อดังแห่งยุค รวมดาราหญิงชายถึง ๘,๕๐๐ คน แจกข้าวห่อผู้ดูทุกชั้น โอเลี้ยงอีกคนละกระป๋อง พากษ์โดย ม.ล. รุจิเรข มนุษย์ ๔๐ เสียง คือทำเสียงได้มากกว่า ม.ล. รุจิราหลายเท่า

อย่างไรก็ตามปรากฏว่ารอบคุณตาตีเมีย หรือรอบปฐมทัศน์อันเป็นการเบิกโรงของโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรมีคนดูเพียง ๒๔ คนเท่านั้น คือ ๒ โหลพอดี ทั้งนี้ไม่รวมเด็กเดินตั๋ว รุ่งขึ้นจากวันนั้นเจ้าของภาพยนตร์เรื่อง "สองร้อยตะลุมบอน" ก็ยิงตัวตายที่บ้านพักของเขา ข้างโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาธนบุรี เป็นอันว่าหนังไทยเรื่อง "สองร้อยตะลุมบอน" คงฉายได้เพียงรอบปฐมทัศน์รอบเดียวเท่านั้น พวก นักดนตรี นักร้องและศิลปินทั้งหลายไม่มีใครได้เงินค่าตัวหรือค่าแสดง เพราะเจ้าของหนังมีธุระไปเที่ยวเมืองผีเสียแล้ว จึงเป็นอันว่าทุกคนแสดงแบบช่วยกาชาดหรือการกุศล

ศาลาเฉลิมมิตรปิดชั่วคราว แผนกโฆษณาของโรงได้ลงแจ้งความในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เสียงและแสงยังไม่ดีพอ ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ อนึ่งเครื่องส่งกลิ่นหอมก็ยังขัดข้อง ถ้าโรงเปิดฉายเมื่อใดผู้ดูที่นั่งชมภาพยนตร์จะได้กลิ่นหอมชื่นของดอกไม้ตลอดเวลา กลิ่นบุหรี่หรือกลิ่นที่ไม่น่าดม จะมีเครื่องดูดและถ่ายออกไปนอกโรง นอกจากนี้ผู้ที่พาแฟนไปชม ถ้าเสียค่าดูชั้น ๕๐ บาท จะมีห้องมิดชิด มีช่องเฉพาะมองดูภาพยนตร์เท่านั้น ในห้องมีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย มีโทรศัพท์สำหรับสั่งเครื่องดื่มและไอสครีม ซึ่งจะส่งขึ้นมาให้ตามท่อพิเศษข้างที่นั่ง แต่มีเก้าอี้นวมสำหรับนั่งดูเพียงตัวเดียว เพื่อเปิดโอกาสหรือสนับสนุนให้แฟนของท่านนั่งตักท่านดูภาพยนตร์ จะช่วยให้การดูมีรสชาติยิ่งขึ้น ห้องพิเศษนี้อยู่ข้างโรงด้านละ ๑๐ ห้อง

พวกเจ้าของโรงได้เปิดการประชุมด่วน ที่สำนักงานชั้นบนของโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมมิตรในตอนบ่ายวันหนึ่ง ผู้เข้าประชุมโต๊ะแบน ก็คือหุ้นส่วนทั้งหลายนั่นเอง คือ พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด นันทา นวลลออ ประภา และประไพ ส่วนเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการรับใช้เสิฟเครื่องดื่ม และบุหรี่ให้พวกเจ้านายของเขาตลอดเวลา

"เราจะเอายังไงกันต่อไปดีพ่อหงวน" คุณหญิงวาดกล่าวกับผู้อำนวยการบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ อย่างเป็นงานเป็นการ "โรงหนังตวักตะบวยอะไรกันใหญ่โตหรูหราออกอย่างนี้ ฉายหนังได้เพียงคืนเดียวปิดโรงเสียแล้ว อาคิดว่าถ้ามันไปไม่รอด ดัดแปลงโรงหนังของเราให้เป็นโรงแรม หรือไนท์คลับ ดีกว่า หาผู้หญิงสวยๆ มาเป็นพ๊าทเนอร์พวกวัยร็อควัยรุ่นขี้คร้านจะหลั่งไหลกันมาเนืองแน่น มีกำไรดีกว่าทำโรงหนังมากมายนัก"

ผู้อำนวยการกิมหงวนยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ใจเย็นๆ ครับคุณอา ผมถูกเจ้าของหนังมันต้มผมเสียสุก เอาหนังไม่เป็นสับปะรดมาฉาย มีอย่างหรือครับมันชกกันและยิงกันทั้งเรื่อง ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมมันถึงยิงกันหรือชกกัน ตำรวจก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนกับว่ากรุงเทพฯ เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ทำหนังแบบนี้มันดูหมิ่นคนดูเขานี่ครับ เหมือนกับว่าคนดูมาจากป่าเป็นคนโง่เขลาอยากจะดูแต่ยิงกันและชกกันเท่านั้น"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ การสร้างภาพยนตร์ก็ต้องสร้างด้วยเหตุผลไม่ว่าจะเป็นเรื่องบู๊หรือหนังชีวิต อ้ายหนังกำพร้าเรื่อง "สองร้อยตะลุมบอน" มันไม่มีการลงทุนเสียเลย จ้างใครที่ไหนมาเล่นก็ไม่รู้ หาศิลปินร่วมแสดงสักคนเดียวก็ไม่มี ฉากก็ใช้ป่าและทุ่งนาทั้งเรื่อง" แล้วเขาก็มองดูหน้าสี่นางซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้าม "คุณอย่าพึ่งวิตกหรือคิดว่าโรงหนังของเราจะม้วนเสื่อไขก๊อกกลายเป็นโรงละครลิงหรืออู่เก็บรถยนตร์ไป ผมกับเพื่อนๆ ได้ปรึกษากันแล้วเมื่อตอนเที่ยงวันนี้"

"หมอจะแก้ไขอย่างไรคะ" นันทาถามยิ้มๆ

"เราจะสร้างหนังไทยขึ้นสักเรื่องหนึ่ง"

ประภาทำท่าเหมือนกับปวดศีรษะอย่างรุนแรง

"เอาแล้ว ดิเรกกับพวกคุณๆ เหล่านี้ไม่มีความชำนาญจะไปทำได้อย่างไร"

เสี่ยหงวนพูดอย่างภาคภูมิใจ

"การทำหนังมันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ปอกทุเรียนกินยังยากกว่ามาก มีเงินเป็นร้อยๆ ล้านจะไปกลัวอะไร ความสำเร็จของงานน่ะมันอยู่ที่เงิน ผมจะอธิบายให้คุณฟังสั้นๆ คุณภา หนังดีคือเรื่องสนุก ผู้แสดงนำเป็นดาราชื่อดังถ่ายได้สวยงามชัดเจน ทุ่มเงินล้านในการสร้าง ผมคิดกันแล้ว เราจะซื้อเรื่องของนักเขียนที่กำลังมีชื่อเป็นต้นว่า สันต์ เทวรักษ์ หรือ อิงอ่อน"

ประไพหัวเราะคิ๊ก

"อิงอรค่ะอาเสี่ยไม่ใช่อิงอ่อน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ครับ ผมพูดผิดไป เรื่องชีวิตที่เป็นคติธรรมและมีตลกแฝงอยู่ด้วยก็ต้อง สันต์ เทวรักษ์ ถ้าเรื่องรัก หวานๆ ระคนเศร้าเหมือนเอาน้ำผึ้งทาลงไปบนฟิล์มหนัง ดูแล้วสะเทือนใจเก็บไปคิดอีกหลายปีจนลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาว แบบเรื่องดรรชนีนางก็ต้องคุณอิงอร"

"ถ้าเรื่องบู๊แบบบู๊ล้างผลาญล่ะ" พลถามอย่างจริงจัง

"ก็ต้องอรวรรณซีวะถึงจะแน่" แล้วเขาก็หันไปทางคุณหญิงวาด "ต้องเรียกหุ้นอีกคนละสองล้านบาทครับสำหรับภาพยนตร์ที่เราจะทำนี้"

"ว้าย" คุณหญิงวาดร้องเหมือนสาวทีนเอจ "ว่ายังไงนะพ่อหงวนเรียกหุ้นอีกคนละเท่าไหร่นะ"

"คนละสองล้านครับ" พ.อ. กิมหงวนพูดหน้าตาเฉย

"โอ๊ย ฉันตายแน่ เอาไปทำอหิวาต์อะไรกันโว้ยคนละสองล้าน หนังไทยเรื่องหนึ่งเขาลงทุนอย่างมากก็เพียงห้าแสนเท่านั้น เอาแบ๊งค์ใบละบาทพันหัวเจ้าคุณสองใบเอาไหมล่ะ" แล้วคุณหญิงก็หัวเราะชอบใจ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับประเหลือก

"ทำไมคุณหญิงจะต้องวกมาพูดถึงเรื่องศีรษะผมด้วยนะแปลกจริงๆ เชียว เรากำลังประชุมกันเป็นงานเป็นการนะจะบอกให้ ที่อ้ายหงวนมันว่าต้องเรียกหุ้นจากพวกเรารวมสิบคนนี่อีกคนละสองล้านบาทนะไม่ใช่พูดเล่นๆ มันพูดจริงๆ "

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของสี่นางดังขึ้นทันที ประภากล่าวถามอาเสี่ยกิมหงวนประธานกรรมการบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ด้วยความสนใจยิ่ง

"เราจะต้องลงทุนสร้างหนังไทยเรื่องนี้ถึง ๒๐ ล้านเชียวหรือคะอาเสี่ย"

กิมหงวนจุ๊ปากหันมาทางนายพลดิเรก

"แกอธิบายให้พวกหุ้นส่วนฟังหน่อยเถอะวะว่าทำไมเราถึงต้องลงทุนมากมายอย่างนี้"

ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ฟังนะครับ ทุกคนโปรดฟังผม หนังไทยที่เราจะสร้างขึ้นเป็นภาพยนตร์พิเศษขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตร"

ประไพทำหน้าชอบกล

"นั่นมันขนาดเนื้อเค็มที่เขาวางขายตามตลาดนี่คะ ๑๔๐ น่ะมันกว้างเกือบคืบแล้ว หมอจะไปเอาฟิล์มที่ไหนและเอากล้องที่ไหนมาถ่าย"

นายพลดิเรกหน้าเครียดทันที

"คุณถ้าจะลืมไปว่าศาสตราจารย์ดิเรกพี่เขยของคุณเป็นจอมวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ เป็นนักประดิษฐ์ที่ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งเงินเหรียญบาทที่ออกใหม่ กล้องสำหรับถ่ายหนังขนาด ๑๔๐ ยังไม่มีและฟิล์มก็ไม่มีประเทศไหนจำหน่าย เพราะขนาดของมันโตกว่าสายพานโรงเลื่อยอ้ายหงวน แต่ว่า ผมจะสร้างมันขึ้นทั้งกล้องและฟิล์มโดยใช้งบประมาณใน ๒๐ ล้านบาทนี้"

พลพูดสนับสนุน ดร. ดิเรก

"เรื่องเล็กสำหรับดิเรกครับ ระเบิดปรมาณูมันยังทำได้แล้วทำไมมันจะทำกล้องถ่ายหนังและ ฟิล์มสี ๑๔๐ มิลลิเมตรไม่ได้ หนังไทยเรื่องนี้ทั่วโลกจะต้องตื่นเต้น เพราะเมื่อนำออกฉายจะต้องใช้จอถึงสามด้าน ตัวละครที่กำลังแสดงจะปรากฏในจอใหญ่เบื้องหน้าคนดู แต่ภาพวิวซึ่งเป็นเอ๊าท์ดอร์จะเห็นที่จอสองด้านของโรงหรือถ้าเป็นฉากอินดอร์ก็จะเห็นด้านข้างของห้องนั้นๆ ทำให้คนดูมีความรู้สึกเหมือนกับว่าได้เข้าไปอยู่ในฉากของหนังเรื่องนั้นด้วยตลอดเวลา ส่วนแสงและเสียงเราก็รู้กันดีแล้วว่าดิเรกมีความชำนาญมาก หนังของเราจะมีเสียงดังรอบโลกแต่ไม่ดังหนวกหู คือดังเท่าเสียงที่เป็นจริง เป็นต้นว่าเสียงพัดลม เสียงน้ำไหล" พูดจบเขาก็มือผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง "ตื่นเสียทีซีอ้ายเวร นั่งสัปหงกอยู่ได้"

นิกรลืมตาโพลง แล้วกล่าวขึ้นทันที

"ขอให้ที่ประชุมลงมติในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าง่วงนอนเต็มทนแล้ว"

นันทามองดูน้องชายของหล่อนอย่างหมั่นไส้

"ลงมติยังไงกัน เรียกหุ้นทำหนังอีกคนละสองล้านมันน้อยอยู่หรือ หมายความว่าเรียกคนละสี่ล้านนั่นแหละ เพราะผัวเมียก็คือคนเดียวกัน"

นวลลออกล่าวกับ ดร. ดิเรกว่า

"ลงทุนไปแล้ว เราจะได้คืนหรือคะหมอ"

"ออไร๋ ได้คืนแน่ เพราะเราจะส่งหนังของเราไปฉายทั่วโลก และอัดเสียงภาษาอังกฤษลงไปในฟิล์มเป็นหนังพูด หนัง ๑๔๐ มองเห็นสามด้านของโรงฉาย ใครๆ ก็อยากดู เราอาจจะได้กำไรตั้งร้อยล้านก็ได้"

นิกรทำหน้าเบ้ พูดโพล่งขึ้นทันที

"ตั้งร้อยล้านก็เหม็นเขียวแย่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าแก้วทับกระดาษบนโต๊ะขว้างหน้านิกรทันที แต่นายจอมทะเล้นหลบเสียทัน แก้วทับกระดาษขนาดย่อมอันนั้นจึงเฉียดศีรษะนิกรไปอย่างหวุดหวิด แล้วกระทบหน้าอกเจ้าแห้ว ซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่ข้างหน้าต่างห้องเสียงดังตุ้บ

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียงท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหายและ สี่นาง

ท่านเจ้าคุณยกมือชี้หน้าเขยเล็กของท่าน

"ระวังให้ดีนะ นั่งสัปหงกอยู่ก็เงียบดีหรอก พอตื่นขึ้นมาก็เริ่มทะลึ่งทีเดียว"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"ทีนี้คำว่าล้านอย่าพูดเลยวะ ใช้คำว่าแสนแทนดีกว่า เป็นต้นว่า แกจะให้พวกเราลงทุนสร้างหนังคนละสองล้าน แกก็ต้องพูดว่าคนละยี่สิบแสน"

"ออไร๋ ถ้าล้านเดียวไอก็ต้องว่าสิบแสน"

"ใช่ ถ้าครึ่งล้านก็ต้องบอกว่าห้าแสน ทำให้มันเป็นมาตราแสนเสียจะได้หมดเรื่อง บางทีเราเผลอพูดคำว่าล้านโดยที่เราไม่มีเจตนาเลย คุณอาท่านก็โมโห เลิกพูดเสียทีก็ดีคำว่าโกร๋น เตียน โล่ง ก็ไม่ควรพูด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"ใครอยากจะประชุมกันก็เชิญ ฉันเลิก กลับบ้านดีกว่า"

คุณหญิงวาดคว้าแขนเจ้าคุณไว้

"ใจเย็นๆ ค่ะเจ้าคุณขา เจ้าคุณเป็นรองประธานกรรมการบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ของเรา นะคะ นั่งลงเถอะค่ะ ถ้าใครพูดล่วงเกินเจ้าคุณอีก ดิฉันจะจัดการกับมันเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเป็นคนใจน้อยตามตำราทรุดตัวลงนั่งตามเดิม คุณหญิงวาดยกมือชี้หน้าคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"อย่านะ ห้ามพูดอะไรที่เกี่ยวกับหัวล้านอย่างเด็ดขาด ลูกมะอึก นกตะกรุม พูดไม่ได้ทั้งนั้น ใครพูดจะเอามะพร้าวห้าวยัดปากเข้าไจ๋"

นิกรอมยิ้ม

"มะพร้าวห้าวน่ะปอกเปลือกหรือเปล่าครับ"

"ไม่ปอกโว้ย" คุณหญิงตวาดแว๊ด

นายจอมทะเล้นทำหน้าเบ้ หันมามองดูหน้ากิมหงวนเพื่อนเกลอของเขา

"ไม่ปอกอั๊วไม่กล้าพูดว่ะ ใบมันใหญ่เหลือเกิน ปากคอบัลลัยหมด"

การประชุมโต๊ะแบนของคณะกรรมการบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ได้ดำเนินต่อไปอย่างกันเอง นายพลดิเรกได้กล่าวกับที่ประชุมว่า

"ขอให้ทุกคนเชื่อความสามารถของผมที่จะสร้างภาพยนตร์สีธรรมชาติขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตรขึ้น ตามแผนของเรา แต่การสร้างจะสำเร็จเรียบร้อยได้ เราก็ต้องมีเงินงบประมาณค่าใช้จ่าย ๒๐ ล้านบาท หมายความว่าพวกเราจะต้องออกเงินทุนกันคนละสองล้านพอดี"

ประไพเสียดายเงิน จึงไม่เห็นด้วย

"เท่าที่หมอและอาเสี่ยชี้แจงให้พวกเราฟังก็น่าเลื่อมใสหรอกค่ะ แต่ว่าถ้าต่างประเทศไม่ต้องการหนังของเรา เรามิแย่หรือคะ ฉายที่เฉลิมมิตรโรงเดียว ได้เงินอย่างมากก็ในราวสิบแสนเศษ ที่ดิฉันพูดมาตราแสนก็เพราะกลัวคุณหญิงท่านจะเอามะพร้าวห้าวยัดปาก"

ที่ประชุมตบมือกราว เว้นแต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ คนเดียวที่นั่งหน้าตูมอยู่ ดร. ดิเรกยิ้มให้น้องเมียของเขา

"ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก ผมจะให้ชื่อหนัง ๑๔๐ ของเราว่า ดิเรกราม่า และจะส่งโฆษณาไปทั่วโลก เท่านี้โรงหนังต่างประเทศที่มีจอยักษ์ฉายหนังเทคนิคราม่าได้ ก็จะต้องติดต่อขอเช่าหนังของเราไปฉาย เพียงแต่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ก็คงทำเงินได้ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยแสนบาท ว้า เรียกเป็นแสนลำบากจริง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นวลลออพูดเสริมขึ้นว่า

"มันจะเป็นการเสี่ยงเกินไปกระมังคะหมอ การเล็งผลเลิศ หรือหวังอะไรมากเกินไป มักจะผิดหวังเสมอ หนังไทยหลายเรื่องคว่ำไปตามกัน ก็เพราะนายทุนหวังรวยมากไป ดิฉันไม่อยากจะให้พวกเราต้องเสียเงินไปคนละยี่สิบแสน เพราะมันไม่ใช่เงินเล็กน้อย หนังไทยควรจะทำแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว ลงทุน น้อยๆ "

ประไพเห็นพ้องด้วย

"ก็นั่นน่ะซีคะ ขนาดหนัง ๑๖ ที่เขาทำกันก็ดีถมไปแล้ว หรือเราจะลองทำหนัง ๘ สักเรื่องก็ได้"

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ประไพชักฉิว

"เอ๊ะ ดิฉันพูดอะไรขบขันหรือคะนี่"

"โน" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "แต่คุณไม่มีความเข้าใจในเรื่องภาพยนตร์หนัง ๘ มิลลิเมตรน่ะ เขาไม่ทำกันหรอกคุณ"

"ฟิล์มมันเล็กเกินไป ยังงั้นหรือคะ"

"มิได้ครับ ถ้าถ่ายทำได้ดีมันก็ชัดเจนดีเหมือนกัน แต่ต้องฉายตามบ้านและแอบฉาย คนดูก็ต้องคอยวิ่งหนีตำรวจ จริงอยู่ลงทุนน้อยกำไรงาม แต่ว่าตำรวจเขาไม่ยอมให้ฉาย"

ประไพขมวดคิ้วย่น

"ก็ทำไมไม่ส่งไปให้เจ้าหน้าที่พิจารณาภาพยนตร์เขาเซ็นเซ่อร์เสียก่อน"

นิกรพูดโพล่งขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ขืนส่งไปเซ็นเซ่อร์ เจ้าของหนังก็ถูกรวบตัวไว้ก่อนเท่านั้น ไพไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า รู้ไว้แต่เพียงว่าบริษัทของเราจะไม่ถ่ายทำหนัง ๘ ไม่มีศิลปินคนไหนเขายอมแสดงหรอก"

"ถ้ายังงั้นไพแสดงเองก็ได้" ประไพพูดตามประสาซื่อ

เสียงหัวเราะของสี่สหายดังขึ้นอีก นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง ดร. ดิเรก โบกมือขอร้องให้ทุกคนสงบปากเสียงแล้วเขาก็ให้กิมหงวนประธานกรรมการของบริษัทพูดสรุปความ อาเสี่ยกล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาลว่า

"ขอให้พวกเรายอมสละเงินคนละสองล้าน เพื่อสร้างหนังดิเรกราม่าให้ชาวโลก โดยเฉพาะชาวฮอลลี่วู้ดตื่นเต้นในความสามารถของเรา ต่อไปถ้างานสร้างภาพยนตร์ของเราได้ผล เราอาจจะเลิกธุรกิจต่างๆ มุ่งหน้าสร้างภาพยนตร์กันอย่างเดียวเท่านั้น ดิเรกรับรองว่ากล้องถ่ายและฟิล์มสีขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตร หรือ ๑๔ เซนติเมตรนี้มันทำได้แน่ๆ และไม่มีนักประดิษฐ์คนใดในโลกนี้ที่จะทำได้"

นันทาว่า "ก็ถ้าเผื่อภายหลังฝรั่งหรือญี่ปุ่นเขาทำได้ล่ะคะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ถ้าเขาทำได้ โดยเลียนแบบเราจากฟิล์มภาพยนตร์ที่เขาเช่าไปฉาย ผมก็จะสร้างขึ้นใหม่ให้โต กว่าเก่า คราวนี้เอาขนาดกว้างหนึ่งเมตร ไม่ใช่ ๑๔๐ ม.ม. ผมอยากจะดูซิว่านักวิทยาศาสตร์หรือนักประดิษฐ์คนไหนที่มันจะเลียนแบบผมได้อีก"

พลมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างขบขัน

"ถ้าแกทำหนังกว้างหนึ่งเมตร หนังของแกก็เห็นจะต้องทำเป็นพับๆ เหมือนผ้าตัดเสื้อ"

นิกรว่า "กว้างหนึ่งเมตรเห็นจะต้องฉายที่สนามหลวงว่ะ อย่างน้อยต้องใช้จอกว้าง ๑๕๐ เมตร และจอด้านข้างทั้งสองข้าง ก็ต้องใหญ่ยาวมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้ว ท่านพูดตัดบทว่า

"อย่าพูดให้มันนอกเรื่องนอกราวเลย ลงมติกันเสียทีก็ดี ถ้าเราเชื่อความสามารถของดิเรก เงินสองล้านเราก็ไม่น่าจะเสียดาย"

"เอา-ตกลงค่ะ" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "ดิฉันก็ใกล้จะลงโลงเต็มทนแล้ว มีเงินอยู่ตั้งเยอะแยะเอาเงินมาถลุงเล่นเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน"

ที่ประชุมลงมติ พลได้จดบันทึกการประชุมไว้ตลอดเวลา ซึ่งเขาเป็นกรรมการและเลขานุการของบริษัทอีกตำแหน่งหนึ่ง

ประธานกรรมการลุกขึ้นยืนก้มศีรษะโค้งคำนับกรรมการและหุ้นส่วนทั้งหลาย

"ขอบคุณครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ตกลงออกทุนคนละยี่สิบแสนสร้างภาพยนตร์ดิเรกราม่า โปรดตบมือให้ผมหน่อยครับ"

เสียงตบมือดังขึ้นเปาะแปะอย่างเสียไม่ได้ กิมหงวนยิ้มแห้งๆ พอเขาทรุดตัวนั่งนิกรก็กระตุกเก้าอี้ออก อาเสี่ยจึงนั่งลงไปบนอากาศแล้วก็เสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นดังโครม ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสี่นางและคุณหญิงวาด กิมหงวนลุกขึ้นสูดปากเบาๆ แล้วยกมือเขกศีรษะนิกรเต็มแรงเกิด

"นี่น่ะ เล่นภาษาส้นมือยังงี้ใช้ได้เรอะ ถ้าก้นกบฉันหักไปแกจะว่ายังไง"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก้นกบหักก็เปลี่ยนเอาก้นเขียดใส่ซีวะ"

อาเสี่ยลากเก้าอี้เข้ามาทรุดตัวลงนั่งตามเดิมบ่นพึมพำโมโหนิกรที่แกล้งเขา คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ว่ายังไงท่านประธาน เป็นอันว่าพวกเรายอมออกเงินคนละสองล้านเพื่อสร้างหนังไทยแบบดิเรกราม่าแล้วทีนี้อาอยากจะรู้ว่าแกจะซื้อบทประพันธ์ของใครมาทำหนังไทยพิเศษสุดเรื่องนี้"

เสี่ยหงวนนิ่งคิด

"ผมคิดว่าผมแต่งเองดีไหมครับจะได้ทุ่นเงินค่าเรื่อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลงและพูดเสริมขึ้น

"ถ้าแกแต่งเองฉันไม่ยอมเข้าหุ้นด้วยแน่นอน แกเป็นพ่อค้าไม่ใช่นักเขียน เราได้ตกลงกันแล้วว่าเราจะทำหนังแบบฮอลลี่วู้ด คือซื้อเรื่องจากนักเขียนที่มีชื่อเสียง จ้างศิลปินชั้นยอดมาแสดง จ้างผู้กำกับที่ชำนาญงานกำกับหนัง ไม่ใช่ว่าพวกเราถือว่าเป็นนายทุนก็ทำเอาเองทุกอย่าง ถ้าอย่างนี้มันมีหวังเจ๊ง"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"ผมพูดเล่นน่ะครับคุณอา สำหรับบทประพันธ์ ผมจะติดต่อขอซื้อเรื่องจากนักเขียนใหญ่คนใดคนหนึ่งในสามท่านนี้คือ อรวรรณ สันต์ เทวรักษ์ และอิงอร"

นันทาว่า "ได้อย่างนี้ก็ดีสิคะอาเสี่ย แล้วตัวละครล่ะคะ จะได้ใครมาเป็นคู่พระนาง"

"เรื่องนี้ต้องเลือกเฟ้นให้เต็มที่ครับ แต่ผมจะเชิญดาราหนังไทยและศิลปินทุกรุ่นทุกวัยมาร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้แต่เพียงตัวประกอบก็จะใช้ศิลปินที่มีชื่อเสียง มีแฟนนิยมแล้วเราจะไม่ทำแบบสุกเอาเผารับประทาน ผมจะเชิญศิลปินทั้งหมดมาพบเพื่อขอความร่วมมือกับเขา ผมไม่อยากใช้คำว่าจ้างเขาเล่นเพราะรู้สึกว่าเราจะไม่ได้ยกย่องให้เกียรติเขาเลย ผมจะขอใช้คำว่าเชิญเขามาแสดงแต่แล้วเราก็ต้องตอบแทนค่าเหนื่อยเขาให้คุ้มเท่าที่จะตกลงกัน บริษัทของเราจะทำงานอย่างมีระเบียบเรียบร้อย เรื่องกาชาดหรือเล่นแล้วไม่ได้อัฐไม่มีแน่ หนังของเราจะรวมศิลปินให้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดก็คือเราจะถ่ายทำเป็นหนังพูดไม่ใช่หนังเงียบแล้วมาพากย์เอา"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เข้าทีดี อาอยากเห็นพ่อชนะและพ่อล้อต๊อก ดูซิว่าตัวจริงจะเป็นอย่างไร"

นิกรว่า "ผมอยากเห็นเพชรากับภาวนาครับ แล้วก็รวงทองอีกคน ได้ฟังเสียงคุณรวงทองทีไรผมสะท้อนถอนใจทุกที"

ประไพทำตาเขียวกับ พ.อ. นิกร

"เดี๋ยวก็เจอแก้วทับกระดาษเท่านั้นเอง"

"แล้วกัน" พ.อ.นิกรอุทาน "ไม่ใช่ยังงั้นกรเพียงแต่ชอบเสียงร้องของเธอเท่านั้นเธอร้องเพราะ จริงๆ นี่นะทีไพชอบฟังชรินทร์ร้องเพลงกรไม่เคยว่าอะไรเลย คืนไหนชรินทร์ออก ทีวี. ไพนั่งอยู่หน้าตู้ตลอดเวลา เอียงคอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทำหูตากระชดกระช้อย"

"ทำไมล่ะ ก็ไพชอบนี่"

"แล้วนายล้อต๊อกไง๋ไม่ชอบล่ะ"

"พอโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "อย่าให้การประชุมของกรรมการและหุ้นส่วนกลายเป็นการวิวาทเลย ตามความคิดของอ้ายหงวนที่จะเชิญศิลปินทุกรุ่นทุกวัยมาร่วมแสดง อาเห็นชอบด้วย หนังของเราเรื่องนี้จะได้รวมดาราจริงๆ หรือเรียกว่าเป็นหนังที่แสดงโดย "ดาราไทย" ล้วนๆ "

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋ เวอรี่กู๊ด เมื่อแสดงโดย "ดาราไทย" ล้วนๆ ก็ควรจะเชิญคุณสุรัสน์ พุกกะเวส เจ้าของและบรรณาธิการ "ดาราไทย" มาร่วมปรึกษางานด้วย เพราะคุณสุรัสน์มีส่วนสนับสนุนพวกศิลปินทั้งหลายไม่ใช่น้อยจากกิจการนิตยสาร "ดาราไทย" และ "สุภาพสตรี" ของเขา"

พลแกล้งขัดคอศาสตราจารย์ดิเรก

"ได้ค่าโฆษณาเท่าไหร่วะ"

"โน" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโร "เรากำลังปรึกษากันอย่างเป็นงานเป็นการไอก็พูดความจริง ไอเห็นด้วยที่อ้ายหงวนจะเชิญศิลปินทุกรุ่นทุกวัยมาร่วมแสดงหนังดิเรกราม่าเรื่องนี้ แต่เราก็ต้องเชิญบุคคลสำคัญอีกหลายท่านที่เกี่ยวกับวงการศิลปินมาปรึกษาหารือด้วยเพื่อให้หนังของเราเป็นหนังไทยที่ดีเยี่ยมในประวัติการณ์ของภาพยนตร์ไทย"

คุณหญิงวาดมองดูเสี่ยหงวนประธานอำนวยการของบริษัทแล้วออกความเห็นว่า

"แกอย่าลืมว่าหนังของเราจะต้องแซกบทตลกคือให้ศิลปินตลกร่วมแสดงด้วย"

"แน่นอนครับคุณอา หนังไทยไม่ใช่หนังฝรั่ง เราต้องทำหนังแบบไทยนิยมไม่ใช่ฝรั่งนิยม ถ้าไม่ตลกแซกก็จืดชืดไป"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว มันต้องรักโศกตลกโปกฮา หรือฮาแต่ไม่โปกก็ยังดี คือหัวเราะนิดหน่อยไม่ถึงกับหัวเราะจนคนดูหล่นลงมาจากเก้าอี้ชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากเพราะหัวเราะมากเกินไป เราควรจะเชิญล้อต๊อกตลกเอก แล้วก็สมพงษ์, ชูศรี แล้วก็จำรูญ หนวดจิ๋ม อีกสักคนก็ได้"

กิมหงวนหันมายิ้มให้นิกร

"กันรับรองว่ากันจะเชิญตลกเอกที่แกพูดถึงมาร่วมงานกับเรา หนังดิเรกราม่าเรื่องนี้ต้องดีแน่ เราจะเริ่มงานกันตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ขั้นแรกก็คือติดต่อซื้อบทประพันธ์แล้วก็จ้างผู้เชี่ยวชาญในการทำบทภาพยนตร์ให้เขาทำสคริปต์ให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"แกทำเสียเองไม่ดีหรือ แล้วก็เป็นผู้กำกับเอง คนเดียวทำทุกอย่างเหมือนหนังไทยบางบริษัทที่ ผู้อำนวยการหรือเจ้าของทำเองตั้งแต่เขียนสคริปต์, ถ่ายหนัง, กำกับการแสดง"

อาเสี่ยว่า "ผมทำก็ได้แต่เจ๊ง"

ใครคนหนึ่งพาตัวเดินขึ้นบันไดมา แต่หยุดยืนโผล่แต่ส่วนศีรษะขึ้นมาหน่อยเดียวเท่านั้นระหว่างที่คณะกรรมการของบริษัทและหุ้นส่วนประชุมปรึกษาหารือกัน เจ้าแห้วผู้เชี่ยวชาญในการรับใช้รีบเดินเข้าไปหา สุภาพบุรุษในวัยกลางคนผู้นั้นรูปร่างค่อนข้างเล็ก ผิวดำผมหยิกหยักศกตามธรรมชาติ รูปร่างค่อนข้างเล็กไว้หนวดนิดหน่อยช่วยให้หน้าเข้ม แต่งสากลชุดสีเทาอ่อน มือถือกระเป๋าเอกสารใบหนึ่ง เขายิ้มให้เจ้าแห้วแล้วกระซิบถามว่า

"ผมจะพบผู้อำนวยการได้ไหมน้องชาย"

เจ้าแห้วมองไปทางโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวแล้วหันมาตอบอย่างนอบน้อม

"ท่านกำลังประชุมนี่ครับ"

"ผมรู้แล้ว แต่ผมมีเรื่องเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านกำลังประชุมกันนี่แหละคุณช่วยไปเรียนผู้อำนวยการหน่อยซีนะ ผม จำรูญ หนวดจิ๋ม จะขอพบท่าน"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"โอ้โฮ คุณนี่หรือจำรูญ หนวดจิ๋ม ผมนึกว่าพวกนายห้างเพื่อนของอาเสี่ยเสียอีก เวลาเล่นหนังหรือเล่น ทีวี. แต่งตัวไม่หล่ออย่างนี้เลยนี่ครับ"

เสียงของเจ้าแห้วทำให้พวกกรรมการและหุ้นส่วนหันมาทางบันไดขึ้นลง เสี่ยหงวนกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"ใครมาวะแห้ว"

"รับประทานคุณจำรูญ หนวดจิ๋มครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างตื่นเต้นไปตามกันที่ได้มีโอกาสเห็นตัวจริงของศิลปินจอมตลกผู้นี้

"จำรูญ หนวดจิ๋ม" พ.อ. กิมหงวนมหาเศรษฐีประธานกรรมการของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ร้องขึ้นดังๆ "เชิญเขาขึ้นมาซีอ้ายแห้ว"

เมื่อเจ้าแห้วรับคำสั่งและหันไปเชิญสุภาพบุรุษในวัยกลางคนเจ้าของนาม จำรูญ หนวดจิ๋มก็ขึ้นมาพ้นขั้นบันได เจ้าแห้วพาตรงเข้ามาที่โต๊ะประชุมซึ่งเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวแบบทันสมัยนั่งได้ถึง ๑๒ คน

พ.อ. กิมหงวนลุกขึ้นยืนต้อนรับ ตลกเอกวางกระเป๋าเอกสารลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งแล้วยกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อมซึ่งอาเสี่ยก็รีบไหว้เขาทันทีและยื่นมือให้จับแสดงอัธยาศัยไมตรีจิตไม่ได้เต๊ะท่าว่าเป็นมหาเศรษฐี

"สวัสดีครับเสี่ย ผมมาทำความรบกวนให้อาเสี่ยหรือเปล่าครับ"

"เปล่าเลยคุณจำรูญ ตรงกันข้ามพวกเราทุกคนยินดีมากที่ได้พบคุณ ก่อนอื่นรู้จักกับพรรคพวกของผมเสียก่อนซีนะ"

เขาถูกกิมหงวนแนะนำให้รู้จักกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด สี่นาง และพล, นิกร กับศาสตราจารย์ดิเรก ทุกคนได้โอภาปราศรัยกับจำรูญเป็นอย่างดี นิกรหยิบกระเป๋าเอกสารของจำรูญขึ้นวางบนโต๊ะแล้วเชิญให้นั่ง เมื่อตลกเอกทรุดตัวนั่งเรียบร้อย เจ้าแห้วก็รีบนำเครื่องดื่มน้ำอัดลมแช่เย็นมาเสิฟให้เขา

จำรูญคว้ากระเป๋าเอกสารมาวางบนตักของเขาและนั่งสำรวมกิริยาท่าทางสุภาพเรียบร้อย

"ในกระเป๋านี่อะไรครับ" นิกรถามยิ้มๆ

"อ๋อ เอกสารครับ บทโทรทัศน์ก็มี สัญญาที่ผมทำกับบริษัทหนังก็มีแต่ส่วนมากเป็นตำราโหราศาสตร์ครับ"

นวลลออมองดูจำรูญอย่างชื่นชม

"คุณจำรูญเป็นโหรหรือคะ"

"สมัครเล่นน่ะครับ อยู่ว่างๆ ก็ลองหัดโหรเล่นเรื่อยๆ ไปช่วยพยากรณ์ให้เพื่อนฝูงบ้างพยากรณ์ให้ตัวเองหรือผู้ที่เคารพนับถือบ้าง ที่ผมมานี่ก็เพราะกุมารทองที่ผมเลี้ยงไว้มันกระซิบบอกผมว่าอาเสี่ยกับพวกคุณๆ เหล่านี้กำลังประชุมวางแผนกันที่จะสร้างหนังขนาด ๑๔๐ แบบดิเรกราม่าขึ้น ผมก็รีบมาหาเพื่อขอสมัครเข้าร่วมแสดงหนังเรื่องนี้สักคนครับ หนังที่ลงทุนสร้างตั้ง ๒๐ ล้านในเมืองไทยเราเห็นจะไม่มีใครกล้าทำแน่ ผมก็รู้สึกตื่นเต้นอยากเล่นมาก แต่ว่าอย่าคิดว่าผมจะขอรับตำแหน่งเป็นพระเอกนะครับ สำหรับผมเป็นตัวอะไรก็ได้"

ทุกคนพากันมองดูจำรูญ หนวดจิ๋มเป็นตาเดียว คุณหญิงวาดกล่าวถามทันที

"คุณเลี้ยงผีด้วยหรือคะคุณจำรูญ"

จำรูญหันมามองดูคุณหญิงวาด

"ครับผม ผมเลี้ยงไว้ดูเล่นสามสี่ตัวครับ"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล

"ผีน่ะหรือคะที่คุณว่าเลี้ยงไว้ดูเล่น"

"ครับผม ผมเรียนทางวิปัสสนามาก่อนก็ต้องเลี้ยงผีไว้บ้าง สำหรับไว้ใช้สอยมันครับ ช่วยกวาดบ้านถูเรือนให้ผม ช่วยไปซื้อกาแฟซื้อก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวผัดไปจ่ายตลาด ใช้ให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น อยู่ว่างๆ กุมารทองและโหงพรายที่ผมเลี้ยงไว้มันก็ออกเที่ยวกัน ใครเขาสร้างหนังหรือทำละครมันรู้เข้ามันก็รีบมาบอกผม เด็กๆ ของผมที่เลี้ยงไว้ขยันดีครับคุณหญิง แล้วก็ว่านอนสอนง่าย"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วนี่คุณพามันมาด้วยหรือเปล่า"

"เอาครับผม แต่รออยู่ข้างล่างครับ"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อย อ้ายเรื่องผีกับฉันไม่ใคร่จะลงรอยกันหรอกค่ะคุณ พ่อดิเรกเขาว่าผีไม่ใช่สสาร ไม่มีน้ำหนักและไม่ต้องการที่อยู่ ถึงยังงั้นฉันก็กลัวมันอยู่นั่นเอง"

อาเสี่ยกิมหงวนมองดูจำรูญ หนวดจิ๋มด้วยความแปลกใจยิ่ง

"เป็นอันว่าคุณมาหาผมเพราะกุมารทองที่คุณเลี้ยงไว้มันบอกคุณว่าผมกับพรรคพวกกำลังประชุมกันวางแผนทำหนังดิเรกราม่าขนาด ๑๔๐"

"ครับ นอกจากนี้มันยังบอกด้วยว่าอาเสี่ยกับพรรคพวกได้ลงทุนถึง ๒๐ ล้านบาท และจะเชิญศิลปินทุกรุ่นทุกวัยมาร่วมแสดงหนังเรื่องนี้"

พล พัชราภรณ์ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณเป็นมนุษย์วิเศษเสียแล้วครับคุณจำรูญ คนเราลองเลี้ยงผีมีพรายคอยกระซิบบอกก็ได้เปรียบคนอื่น ใครจะคิดร้ายต่อเราเราก็รู้"

"แต่ก็ต้องคอยระวังเอาใจใส่กับมันเหมือนกันแหละครับ"

พลยิ้มให้ตลกเอก

"คุณหมายถึงโหงพรายและกุมารทองที่คุณเลี้ยงไว้ใช่ไหม"

"ใช่ครับ สำคัญที่สุดถึงเวลากินผมต้องให้มันกิน ถ้าลืมเป็นเกิดเรื่อง"

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"ลืมแล้วเป็นยังไงครับ คุยกับคุณสนุกจังแฮะ"

จำรูญหันมาทางนิกร

"ถ้าลืมให้มันกินมันก็กินผมน่ะซีครับ ตับไตไส้พุงม้ามหัวใจผ้าขี้ริ้วดอกจอกหรือ ๓๐ กลีบของผมเป็นไม่เหลือแน่ เลี้ยงแล้วเลิกเลี้ยงก็ไม่ได้ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเบ้

"แย่จริง แต่มันก็ให้ประโยชน์แก่คุณมากไม่ใช่หรือ เด็กๆ ของคุณกินอาหารเหมือนอย่างเราๆ นี่หรือ"

"ครับผม รับประทานอย่างเรานี้แหละครับ น้ำพริก, ผักต้ม ผัดหรือแกงต่างๆ แต่ผีบางตัวที่ผมเลี้ยงไว้ไปคบกับผีฝรั่งก็ชักจะเลียนแบบฝรั่ง ชอบรับประทานแซนวิช ฮ็อดด็อก บางทีก็ร้องเพลงร๊อคเต้นทวิสต์กันโครมครามหนวกหูทั้งวันแหละครับ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลกระซิบกระซาบกับประธานกรรมการบริษัทว่า

"แกลองให้คุณจำรูญช่วยพยากรณ์ให้เราหน่อยดีไหม ดูซิว่ากิจการสร้างภาพยนตร์ระบบ ๑๔๐ ของเราจะได้ผลหรืออย่างไร ความจริงโหราศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย เขามองดูจำรูญ หนวดจิ๋มอย่างเกรงใจแล้วถามว่า

"ขอโทษนะครับคุณจำรูญ คุณช่วยพยากรณ์โชคชะตาให้เราหน่อยได้ไหมครับ"

"อ๋อ ได้ซีครับ ผมมานี่ก็เพื่อจะช่วยตรวจดูโชคชะตาให้ คนเราทำอะไรมันอยู่ที่ดวงหรือชะตาทั้งนั้น ถ้าชะตาจู๋หรือดวงไม่ดีจะคิดจะทำอะไรมันก็ไม่เกิดลาภผล ต้องมีเรื่องขัดข้องจนได้ ถ้าดวงดีชะตาพุ่งทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง"

อาเสี่ยยิ้มให้

"คุณคิดค่าดูเท่าไรล่ะครับ"

"ไม่ครับ ผมเป็นโหรเมเจ้อร ดูให้ฟรีครับและแถมช่วยทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ด้วย ค่ายกครูหรือค่ารถผมไม่คิดแม้แต่บาทเดียว"

นันทาพูดยิ้มๆ ว่า

"คุณจำรูญคงจะเตรียมตัวเป็นหมอดูอาชีพเมื่อคุณเลิกอาชีพศิลปินแล้วใช่ไหมคะ"

จำรูญยิ้มอายๆ

"ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้นแหละครับ แต่ว่าหมอดูเดี๋ยวนี้หาทำเลยาก แถวโคนต้นมะขามสนามหลวงเขาก็จับ จะเช่าตึกหรือค่าแป๊ะเจี๊ยะห้องหนึ่งอย่างน้อยก็ตั้งสามหมื่น เดี๋ยวนี้การทำมาหารับประทานไม่ใคร่คล่องเหมือนแต่ก่อนครับ" พูดจบเขาก็เปิดกระเป๋าเอกสารของเขาหยิบกระดานชนวนขนาดเล็กแผ่นหนึ่งพร้อมด้วยดินสอพองสำหรับเขียนกระดานชนวนออกมาวางบนโต๊ะ แล้วหันมามองดูเสี่ยหงวน "อาเสี่ยเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทภาพยนตร์นี้ใช่ไหมครับ"

"ครับ ผมเป็นหุ้นส่วนใหญ่และเป็นผู้อำนวยการด้วย"

"ดีแล้วครับ ถ้ายังงั้นดูอาเสี่ยคนเดียวพอแล้ว ทันโทษเกิดปีอะไรครับ"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ แล้วหันมาถามนิกร

"กันเกิดปีอะไรวะ"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโร "ฉันไม่ใช่เตี่ยแกนี่นา ตัวของแกเองเกิดปีอะไรไม่รู้ฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร ฉันเองวันเดือนปีเกิดของฉันฉันยังจำไม่ได้"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตาไปที่นวลลออเมียรักของเขา

"เฮียเกิดปีอะไรจ๊ะนวล ดูเหมือนปีงูใช่ไหม"

นวลลอออดหัวเราะไม่ได้ แทนที่จะบอกกิมหงวนหล่อนกลับพูดกับตลกเอก ซึ่งกำลังอยู่ในบทบาทของโหราจารย์คนหนึ่ง

"เฮียเกิดปีมะโรงค่ะ"

จำรูญเขียนหางไส้เดือนสามสี่ตัวลงบนกระดานชนวนของเขา

"วันอะไรครับ"

"วันอาทิตย์ค่ะ"

จำรูญเขียนหางไส้เดือนลงไปอีกแล้วพูดพึมพำ

"ปีมะโรงวันอาทิตย์ เสพสุราเป็นนิจจะตายด้วยโรคตับแข็ง ถึงร่ำรวยมีเงินล้านฝากแบ็งค์ตายก็เอาไปไม่ได้ ปีมะโรงตกที่นั่งเทวดาขี่เบ็นซ์ แล้วเดือนอะไรครับ"

นวลลออพูดเสียงหัวเราะ

"เดือนยี่ค่ะ"

"เดือนยี่คือเดือนสองหรือเดือนมกราคม มกรหมายถึงมังกร มังกรตัวนี้เป็นมังกรที่มีทรัพย์หรือมังกรทอง ชอบเลื้อย "

"เปล่าๆๆ " กิมหงวนพูดขัดขึ้น "ผมเป็นมังกรที่ชอบสงบไม่ชอบเลื้อยไปไหน"

จำรูญเขียนไส้เดือนตัวเล็กๆ ลงเต็มแผ่นกระดานชนวนแล้วขีดเส้นหลายเส้น นิกรอดรนทนไม่ได้ก็กล่าวถาม

"ขอโทษเถอะครับคุณจำรูญ เลขที่คุณเขียนนี่น่ะอ่านว่ายังไงครับ"

จำรูญขมวดคิ้วย่น

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็กำลังถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าผมควรจะอ่านมันว่าอย่างไรดี แต่ว่าผมก็ต้องพยายามอ่านมันจนได้ เอาละครับ ผมจะขอให้คำพยากรณ์อย่างตรงไปตรงมา" แล้วเขาก็มองหน้ากิมหงวน "ถามได้แล้วครับ ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตถามได้เลย"

กิมหงวนว่า "อย่าหาว่าผมดูถูกคุณเลยนะ คุณเรียนวิชาโหราศาสตร์มาจากไหน"

"เรียนหลายครูครับ แต่ว่าผมเรียนตำราเดียวกับภิเษกจอมโหราศาสตร์ที่เป็นแว่นแก้วของพระราม"

"โอ้โฮ" อาเสี่ยร้องลั่น "ก๊อวิเศษน่ะซีครับ เอาเลยคุณจำรูญที่รัก ทายให้แม่นๆ หน่อยนะครับ"

"รับรองว่าแม่นเป๋งเลยครับ แต่ว่าอาเสี่ยต้องรับรองก่อนว่าจะไม่โกรธเคืองผมถ้าผมพยากรณ์อย่างตรงไปตรงมา ผมไม่ชอบพูดอ้อมค้อมครับ"

"ก็ยังงั้นซีครับ หมอดูชั้นดีจะต้องทายอย่างตรงไปตรงมาเสมอ บอกผมตามตรงหรือพยากรณ์แบบเปิดอกเถอะครับ ผมชอบ"

"ถ้าเช่นนั้นเชิญอาเสี่ยถามผมดีกว่า ถามมาเถอะครับ ผมจะให้คำตอบตามตัวเลขเท่าที่ผมคำนวณได้"

มหาเศรษฐีเจ้าของโรงหนังเฉลิมมิตรมองดูจอมตลกหนวดจิ๋มด้วยความเลื่อมใสแล้วกล่าวชมว่า

"ผมยอมรับว่าคุณเป็นศิลปินเอกคนหนึ่ง ให้ฟ้าผ่าคุณซีเอ้า ตัวตลกที่มีชื่อเสียงก็มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่แสดงได้ทุกบท เป็นต้นว่าบทพระเอกหรือพระรอง บทตัวพ่อหรือตัวสำคัญที่ไม่มีบทตลกแทรกอยู่เลย ผมเป็นแควนของคุณมานมนานแล้วครับ ครั้งหนึ่งคุณแสดงเป็นพระรองและเป็นนายทหารมียศเป็นพันโทตำแหน่งผู้บังคับกองพัน จอก ดอกจันทร์ เขาเป็นพระเอก ความจริง คุณกับเขามีบทเท่าๆ กันจะเรียกว่าละครเรื่องนั้นมีพระเอกสองคนก็ได้ คุณแสดงได้ดีจริงๆ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง คุณแสดงเป็นนักโทษ ให้ดิ้นตายเถอะครับ ผมดูแล้วเคลิบเคลิ้มคิดว่าคุณเป็นนักโทษจริงๆ เสียอีก นอกจากคุณเป็นนักแสดงผู้เชี่ยวชาญแสดงได้ทุกบทแล้ว คุณยังเป่าทรัมโบนได้หยดย้อยเสียด้วย

คุณหญิงวาดชักสงสัยก็ถามขึ้นเบาๆ

"อ้ายที่แกว่าน่ะมันเครื่องดนตรีแบบไหนวะกิมหงวน"

อาเสี่ยยิ้มให้คุณหญิงวาดซึ่งเปรียบเหมือนญาติผู้ใหญ่หรือแม่บังเกิดเกล้าของเขาก็ได้

"แตรยังไงล่ะครับคุณอา เขาเรียกว่าทรัมโบนหรือสไล้ท์ เวลาเป่าชักเข้าชักออกเสียงดังเพราะดีเหมือนกันครับ"

"ฮื้อ น่าเกลียด นึกออกแล้วละ แตรวงทหารเขาก็มีอ้ายอย่างว่านี่ แตรมันยาวตั้งห้าหกวา คนเป่าเอามือดึงชักเข้าชักออกจนตาเหล่ ฟังมันแหบๆ โหยๆ ยังไงชอบกล อาชอบนิ้งหน่องมากกว่า แตรวงทั้งวงนิ้งหน่องยังมีเสียงดังลอดออกมา เสียงมันเพราะมาก" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้จำรูญ หนวดจิ๋ม "คุณตีนิ้งหน่องได้ไหมคะ"

"ได้ครับผม แต่ "

"ไม่ชำนาญหรือคะ"

"มิได้ครับคุณหญิง กระผมพอตีได้แต่ว่าไม่เป็นเพลงครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกเลื่อมใสจอมตลกเอกไม่น้อย ท่าทางของเขาเมื่ออยู่นอกเวทีไม่มีอะไรที่บอกว่าเขาเป็นจอมตลกหรือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่เลย ที่ท่านสนใจที่สุดก็คือจำรูญเป็นนักดนตรีด้วย

"แตรทรัมโบนนี่ต้องใช้เวลาหัดนานไหมคุณจำรูญ"

"ก็ไม่นานนักหรอกครับใต้เท้า ในราว ๒๐ ปีก็พอเป่าเข้าวงกับเขาได้ แต่ถ้าเป่าฟังเล่นคนเดียวพอซื้อมาก็เป่าได้เลย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมไม่มีหัวในทางดนตรีเลย ถ้าจะหัดผมก็คงหัดตีกลองอเมริกันมากนึกสนุกขึ้นมาก็ตีเล่นครึ้มดีเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ยุติคุยเรื่องอื่นไว้ก่อนเถอะพวกเรา ขอให้คุณจำรูญแกพยากรณ์โชคชะตาให้กันก่อน" แล้วอาเสี่ยก็หันมายิ้มให้โหรสมัครเล่น "เอาละครับผมจะเริ่มถามคุณเกี่ยวกับกิจการสร้างภาพยนตร์ไทยของเราซึ่งเราจะถ่ายทำแบบดิเรกราม่าถ่ายด้วยฟิล์ม ๑๔๐ มิลลิเมตร คุณบอกผมซิว่าภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของเราเมื่อทำเสร็จและนำออกฉายแล้วจะได้ผลอย่างไร"

จำรูญมองดูตัวเลขบนกระดานชนวนของเขา นิกรเอื้อมมือดึงกระดานชนวนมาถือไว้

"อย่าดูเลยครับ ถึงดูคุณก็ดูไม่รู้เรื่อง"

"นั่นน่ะซีครับผมก็ว่าอย่างนั้น" แล้วจำรูญก็หลับตานั่งนิ่งเฉย

คุณหญิงวาดกระซิบกระซาบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถ้าแกคงดูทางยกเมฆหรือพรายกระซิบนะคะถึงได้หลับตาดู"

จอมตลกค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วยกมือขวาปิดปากหาวมีเสียงดังอยู่ในฝ่ามือ

"เปล่าขอรับ กระผมง่วงเต็มทนนัยน์ตามันหลับไปเอง เมื่อคืนถ่ายตั้งหลายหน กว่าจะเรียบร้อยเกือบรุ่งสว่าง"

นวลลออหัวเราะคิ๊ก

"ท้องเสียหรือคะ"

จำรูญสะดุ้งโหยง

"มิได้ครับ ถ่ายหนังน่ะครับไม่ใช่ถ่ายท้อง" แล้วเขาก็ยิ้มให้กิมหงวน "ผมขอให้คำพยากรณ์อย่างเปิดอกนะครับ คือทำนายอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อม ดวงของอาเสี่ยยังไม่ดีครับ คนเกิดปีมะโรงในรอบปีนี้ชะตาค่อนข้างจู๋ ถึงแม้จะร่ำรวยมากมายเพียงใดก็มีเรื่องวุ่นวายใจร้อนใจตลอดเวลา การทำ ๑๔๐ แบบดิเรกราม่าจะเกิดเป็นปากเสียงกันในระหว่างหุ้นส่วน หนังไทยเรื่องนี้จะสร้างเสร็จอย่างผะอืดผะอมเต็มทน"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"ขอบคุณมากคุณจำรูญ เมื่อคุณพยากรณ์อย่างนี้พวกเราก็จะพยายามอดกลั้นไม่ทะเลาะวิวาทกัน"

"ครับ นั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดจะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบา ผมเรียนอาเสี่ยแล้วว่าอาเสี่ยตกที่นั่งเทวดาขี่เบ็นซ์ จะต้องไปโน่นไปนี่มีเรื่องยุ่งยากเดือดร้อนระหว่างที่ถ่ายทำหนัง"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ นิ่งอึ้งไปสักครู่จึงถามว่า

"คุณจะบอกผมได้ไหมคุณจำรูญว่า ภาพยนตร์ไทย ๑๔๐ เมตร เอ๊ย ๑๔๐ มิลลิเมตรเรื่องแรกของเราจะทำเงินได้สักสองล้านบาทได้ไหม"

โหรสมัครเล่นตอบโดยไม่ต้องคิด

"ตามดวงมันไม่ถึงสองล้านนี่ครับ พูดกันโดยทั่วๆ ไปแล้วจำนวนคนดูหนังไทยเราก็อยู่ในวงจำกัดครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ถ้าเช่นนั้นก็คงตกในราวล้านบาทกระมังครับเฉพาะฉายที่เฉลิมมิตรนี่"

"ตัวเลขที่ผมมองเห็นไม่ถึงล้าน"

กิมหงวนจุ๊ปาก

"ถ้าเช่นนั้นคุณบอกผมมาตามตรงดีกว่า หนังไทยดิเรกราม่าเรื่องแรกของเราจะเก็บเงินได้เท่าใด"

"ได้ ๒,๐๐๐ บาทครับอาเสี่ย"

"โอ๊ย" กิมหงวนร้องเสียงลั่นห้องประชุม "อะไรกันครับคุณจำรูญหนังดิเรกราม่าเป็นหนังขนาดยักษ์ใช้จอถึงสามจอดูด้านตรงก็ได้ด้านข้างก็ได้มีเสียงรอบโรงแม้กระทั่งตามใต้เก้าอี้ก็มีเสียงเป็นบางตอน สีสวยสดแจ่มใสมองเห็นทั้งลึกและกว้างใหญ่เป็นหนังพิเศษสุด ไง๋เก็บเงินได้ขนาดหนังตะลุงเท่านั้น หนังตะลุงฝีมือคนพากย์ดีๆ ทางปักษ์ใต้ยังเก็บเงินได้คืนหนึ่งตั้งสามสี่พันบาท ผมว่าคุณคำนวณตัวเลขผิดเสียแล้ว"

โหรสมัครเล่นยิ้มเล็กน้อย

"ถ้าผมพยากรณ์ผิดผมเผาตำราเลิกเป็นหมอดูกันที ตั้งแต่ผมเป็นโหรมาก็หลายปีแล้ว จำได้ว่าผมไม่เคยพยากรณ์ผิดพลาด คนไข้เข้าขั้นโคม่าผมทายว่าตายไม่มีใครรอดสักราย ดวงของอาเสี่ยเป็นอย่างนี้ฝืนไม่ได้หรอกครับ ทุกท่านช่วยกันจำไว้เถอะครับ หนังไทยดิเรกราม่าเรื่องนี้เก็บเงินได้ ๒,๐๐๐ บาทถ้วนๆ ไม่ขาดไม่เกิน"

คุณหญิงวาดทำท่าเหนื่อยอ่อนใจ

"พวกเราก๊อแย่น่ะซีคะคุณจำรูญ เราตั้งใจลงทุนสร้างถึง ๒๐ ล้านบาท และจะเชิญศิลปินทุกรุ่นทุกวัยมาแสดงหนังเรื่องนี้"

จำรูญหันไปมองดูคุณหญิงวาด

"ต่อให้ลงทุนร้อยล้านและเชิญศิลปินทุกคนมาเล่นก็ไปไม่รอดครับ มันอยู่ที่ดวงของอาเสี่ย คนเราฝืนพรหมลิขิตไปไม่ได้ หนังไทยบางเรื่องลงทุนไม่กี่บาทแต่เจ้าของหนังดวงกำลังขึ้นตกที่นั่งเทวดานับเงินเลยเก็บเงินได้ตั้งล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณช่วยทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ได้ไหมล่ะ"

"สะเดาะเคราะห์ " จำรูญทวนคำเบาๆ "ประเดี๋ยวครับใต้เท้า ขอให้กระผมปรึกษากับเด็กๆ ของกระผมเสียก่อน" แล้วจำรูญก็นั่งนิ่งเฉยสักครู่เขาก็พูดกับตัวเองเบาๆ "ว่าไงนะ ไม่ไหว ก็ช่วยท่านหน่อยไม่ได้หรือ พ่อจะได้เล่นหนังเรื่องนี้ด้วย หนังไม่มีคนดูนอกจากเจ้าของหนัง แย่แล้วศิลปินที่แสดงยังเสียชื่อด้วย ว่ายังไงลูกพ่อ สักแปดแสนก็ยังดี หนังของท่านหนังพิเศษนะโว้ยไม่ใช่หนังตะลุงหรือหนังกิโล หา ว่ายังไงนะ พูดกับพ่อให้มันเข้มแข็งหน่อยซีน่ากุมารทอง อ้อ งั้นเรอะ อ้าว ดันหยอกกันเสียแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกอดรนทนนิ่งต่อไปไม่ไหวก็พูดโพล่งขึ้นทันที

"คุณจำรูญ คุณจำรูญครับ คุณตอบผมหน่อยเถอะ ฝรั่งงงเต็มทนแล้ว"

จอมตลกโบกมือเป็นความหมายให้ ดร. ดิเรก สงบเงียบแล้ว เขาก็พูดกับลมๆ แล้งๆ ต่อไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"เจ้าจะให้พ่อเรียนอาเสี่ยให้เลิกล้มความคิดที่จะทำหนัง ๑๔๐ แนะนำท่านให้ทำหนัง ๘ เอ๊ย ๑๖ ดีมากกุมารทอง พาน้องๆ ลงไปคอยพ่อข้างล่างเถอะลูก หา วะ ก็จ่ายให้เมื่อตอนเช้าร้อยบาทหมดแล้วเรอะ เป็นผีเป็นสางอย่าพยายามใช้เงินเปลืองอย่างมนุษย์ซีลูก ไปเถอะเหลือ ๕ บาท ก็กินโอเลี้ยงกันคนละแก้ว" พูดจบเขาก็หันมายกมือไหว้นายพลดิเรก "ประทานโทษคุณหมอ เมื่อกี้นี้คุณหมอจะพูดอะไรกับผมครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรก ถอนหายใจดังปู้ด

"ผมสงสัยเต็มกลั้นเลยคุณจำรูญ ฝรั่งงงไปหมดแล้ว คุณบอกผมหน่อยเถอะครับว่าคุณพูด กับใคร อ้า-คุณสบายดีหรือครับ ท้องไส้เป็นปกติหรือเปล่า"

จอมตลกทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยตามแบบของเขา

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไง๋คุณหมอเข้าใจผมไปอย่างนั้น ผมไม่ได้พูดคนเดียวนะครับ คนเราถ้าพูดคนเดียวก็ไปแน่"

"ออไร๋ แล้วคุณพูดกับใคร"

นิกรหัวเราะก้าก แล้วพูดเสริมขึ้น

"พูดกับผีที่คุณจำรูญแกเลี้ยงไว้โว้ย"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือก

"พูดกับผี "

จำรูญยิ้มให้จอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

"ถูกแล้วครับคุณหมอ ผมก็เรียนให้ทราบในตอนแรกแล้วนี่ครับว่าผมเลี้ยงภูตผีโหงพราย และกุมารทองไว้หลายตัว ผีมันมีหูทิพย์ตาทิพย์รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะกุมารทองมันบอกผมว่าอาเสี่ยกับพรรคพวกกำลังประชุมกัน เพื่อเรียกหุ้นคนละสองล้านสร้างหนังไทยแบบดิเรกราม่าผมก็รีบมาหา นอกจากผมขอสมัครร่วมแสดงภาพยนตร์กับบริษัทนี้ด้วยแล้ว ผมยังปวารณาตัวให้ใช้ด้วยครับ งานใหญ่ๆ ทำกันจริงจังผมชอบครับคุณหมอ เรื่องเงินไม่สำคัญครับ ให้ก็เอาไม่ให้ก็เอา"

นายพลดิเรก มองดูหน้าจำรูญอย่างแปลกใจ

"เป็นอันว่าคุณเป็นมนุษย์พิเศษ สามารถเลี้ยงผีได้"

"ครับ คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์คงไม่เชื่อ เพราะนักวิทยาศาสตร์เห็นว่าเป็นของเหลวไหล"

"ออไร๋ มันควรจะเป็นเรื่องของคนฉลาดที่หลอกลวง ผีไม่ใช่สสาร เพราะผีเป็นแต่เพียงวิญญาณที่ล่องลอยไปไม่มีน้ำหนักที่อยู่"

จำรูญยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ทีแรกผมก็เข้าใจอย่างคุณหมอเหมือนกันแหละครับ แต่แล้วพอผมได้เล่าเรียนวิปัสสนาชั้นสูง ผมก็ได้รู้ความจริงว่าผีมีจริง บนโลกเรานี่น่ะพวกผีมันเดินกันยั้วเยี้ยเชียวนะครับ คนที่มีความรู้ทางวิปัสสนาอย่างผมเท่านั้นจึงจะมองเห็นผีด้วยตาเปล่า แล้วผมก็เลือกผีที่มีนิสัยดีๆ มาเลี้ยงไว้หลายตัว ส่วนผีเด็กก็เลือกแต่กุมารทองที่รูปร่างหน้าตาน่ารักมีสกุลดี คุณหมออยากเห็นผีที่ผมเลี้ยงไว้ไหมล่ะครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"อยากเห็นซีคุณ คุณจะทำให้มันปรากฏร่างให้เราเห็นหรืออย่างไร"

"ถูกแล้วครับ ผมจะเรียกภูตผีโหงพรายและกุมารทองของผมทั้งแปดตัว ให้สำแดงร่างให้ทุกคนได้เห็นมันเดี๋ยวนี้ แต่ก็มีเงื่อนไขนิดหน่อย ซึ่งไม่ยากลำบากอะไร"

พลถามตลกเอกด้วยเสียงหัวเราะ

"เงื่อนไขอย่างไงครับคุณจำรูญ"

"เงื่อนไขก็คือว่า ขณะนี้เป็นเวลากลางวันมีแสงสว่าง ตามธรรมดาผีไม่ว่าจะเป็นผีชนิดไหนประเภทใด ย่อมไม่ปรากฏร่างให้ใครเห็นในตอนกลางวันใช่ไหมล่ะครับคุณพล ฉะนั้นถ้าใครอยากจะเห็นผีที่ผมเลี้ยงไว้ ก็ต้องลุกขึ้นยืนโก้งโค้งแล้วมองลอดขาทั้งสองของตัวเอง จึงจะเห็น"

นายพลดิเรกเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"ออไร๋ ผมขอดูผีของคุณหน่อยเถอะ ผมจะยืนโก้งโค้งมองลอดขาของผมตามคำแนะนำของคุณ แต่ต้องเห็นจริงๆ นะ"

"รับรองครับคุณหมอ ผมก็มีอายุ ๔๐ กว่าขวบแล้ว จะพูดโกหกพกลม เที่ยวหลอกลวงใครๆ เล่น ผมย่อมละอายใจทำไม่ได้ คุณหมอจะดูคนเดียวหรือครับ"

พลลุกขึ้นยืนอีกคนหนึ่ง

"ผมดูด้วยคนคุณจำรูญ"

จอมตลกเอกยิ้มเล็กน้อย

"ใครจะดูผีของผมกรุณาลุกขึ้นยืนครับ แล้วไปยืนเรียงกันที่ผนังตึก หันหน้าเข้าฝาผนัง พอผมเรียกผีมา ผมบอกให้ดูก็โก้งโค้งมองดูได้เลย ถ้าใครไม่เห็นผีผมยินดีให้ชี้หน้าด่าผมได้ ผมให้ดูก็เพื่อจะให้ทุกท่านเชื่อว่าผมเลี้ยงผีจริงๆ "

นิกรกับเสี่ยหงวนต่างลุกขึ้นยืน และหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นบ้างแล้วกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"ดูกับเขาเสียหน่อยก็ดี แต่วิธีดูผีของคุณจำรูญค่อนข้างจะแหวกแนว ประดักประเดิดสักหน่อย ดูเฉยๆ ก็ไม่ได้ต้องโก้งโค้งดู"

จำรูญว่า "ก็เหมือนกับผู้เถ้าผู้แก่ดูตัวสงกรานต์ และขบวนแห่นางสงกรานต์แหละครับใต้เท้า ต้องออกไปยืนกลางแจ้งในวันสงกรานต์ พอพายุมาก็รีบโก้งโค้งมองดู แลเห็นถนัดเชียวครับ ผมเคยดูเมื่อปีกลายนี้ นางสงกรานต์สวยมาก หน้าตาจุ๋มจิ๋มเข้าทีครับ" แล้วตลกเอกชื่อดังตลอดกาลก็มองดูสี่นางกับคุณหญิงวาด "คุณหญิงกับคุณผู้หญิงลองดูผีของผมสักหน่อยซีครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ฉันยอมรับว่าฉันเป็นคนกลัวผีขนาดหนักทีเดียวคุณจำรูญ"

"โอ-ไม่ต้องกลัวครับคุณหญิง กระผมรับรองว่าผีหรือเด็กๆ ที่กระผมเลี้ยงไว้ จะไม่หลอกหลอนคุณหญิงและพวกท่านเหล่านี้เลย เว้นแต่ผมจะออกคำสั่งให้หลอกใครหรือหักคอใคร มันก็จะทำตามคำสั่งของผม เด็กของผมว่านอนสอนง่ายครับ ผีกุมารทองของผมเป็นเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงรวมสองคนด้วยกัน นอกนั้นเป็นพวกโหงพราย คำว่าโหงพรายก็คือผีที่หมอผีเขาเลี้ยงไว้นั่นแหละครับ อย่างขุนแผนแกก็เลี้ยงโหงพราย และกุมารทองเหมือนกัน ไปไหนก็ขี่คอผี ส่วนผมผีมันไม่ยอมให้ขี่คอมัน มันได้แต่ขี่คอผม โหงพรายของผมหกตัวรูปร่างหน้าตาแปลกๆ ครับ ตัวหนึ่งก็แบบหนึ่งหรือสไตล์หนึ่ง เป็นปีศาจโครงกระดูกก็มี คอยืดคอยาวแบบห่านก็มี ตัวเดียวแต่มีสองหัวก็มี หัวโตเท่าตุ่มน้ำ ตัวเล็กนิดเดียวก็มี"

คุณหญิงวาดชักเลื่อมใส ก็หันมาทางสี่นาง

"ดูผีกันเถอะวะพวกเรา"

นันทาสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวละค่ะคุณอา มันน่าเกลียดเต็มทนที่พวกเราจะต้องยืนโก้งโค้งมองดูผี"

คุณหญิงวาดลุกขึ้นยืน

"พวกเธอสี่คนไม่ดูฉันดูคนเดียว ยืนโก้งโค้งไม่เห็นจะเสียหาย หรือน่าอับอายอะไร"

ประไพเมียรักของนิกรลุกขึ้นบ้าง แล้วกล่าวกับคุณหญิงวาดในท่าทีตื่นเต้น อยากจะเห็นผี

"ไพดูด้วยค่ะคุณอา อยากจะรู้เท็จจริงว่ามันจะเป็นไปได้หรือที่คุณจำรูญแกเลี้ยงผีไว้ ถ้าลงทุนโก้งโค้งแล้วไม่เห็นผี เราก็ช่วยกันบ้อมคุณจำรูญก็แล้วกัน"

หมอผีสมัครเล่นทำคอย่นแล้วฝืนหัวเราะ

"ตกลงครับ ลองต้มกันอย่างนี้ก็จะเอาผมไว้ทำไม เป็นอันว่าคุณนันทากับคุณนวลลออและคุณ อ้า คุณประภาไม่อยากดูผีของผมนะครับ"

นวลลออลุกขึ้นยืนอย่างอิดเอื้อน

"ดูก็ดูค่ะ"

คราวนี้ประภาเมียรักของศาสตราจารย์ดิเรกลุกขึ้นทันที

"ทุกคนสมัครใจดูผี ดิฉันก็ต้องดูบ้าง" หล่อนพูดกับนวลลออแล้วหัวเราะชอบใจ

จำรูญ หนวดจิ๋มลุกขึ้นยืน ตอนนี้ท่าทางของเขาเคร่งขรึมเหมือนหมอผี ก่อนที่เขาจะพูดหรือทำอะไรเจ้าแห้วก็เดินเข้ามา

"รับประทานผมดูด้วยคนนะครับคุณจำรูญ"

"อ๋อ ได้ซีน้องชาย ผีของฉันให้ดูฟรีไม่ต้องเสียอัฐเสียฬศ รับรองปลอดภัยด้วย เพียงแต่ว่าต้องโก้งโค้งมองดูระหว่างขาของตัวเองเท่านั้น" แล้วจำรูญก็กล่าวกับทุกๆ คนอย่างนอบน้อม "กรุณาไปยืนรวมกันที่ผนังห้องทางซ้ายมือนั่นครับ แล้วก็ยืนห่างจากผนังราวหนึ่งเมตรหันหน้าเข้าผนัง เมื่อผมร้องบอกให้ดูได้ก็รีบโก้งโค้งมองลอดใต้ขาทันที เห็นผีเดินขึ้นบันไดมาอย่าตกใจนะครับ ใครกลัวยืดตัวขึ้น ภาพที่มองเห็นก็จะหายไปเอง"

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกับเจ้าแห้วต่างปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอผีสมัครเล่นโดยดี ดร. ดิเรกบ่นพึมพำเบาๆ

"เป็นแปลกมาก อิท อิส วันเด้อรฟูล ทำไมต้องยืนโก้งโค้งมองลอดใต้ขาของตัวเองจึงจะมองเห็นผี ทฤษฎีนี้จะว่าเกี่ยวกับวิชาแสงก็ไม่ใช่ ฝรั่งเป็นงงเต็มทนว่ะ"

จำรูญเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้องแล้วพูดขึ้นเบาๆ

"กุมารทอง ไปพาน้องและพรรคพวกของเจ้าขึ้นมาบนนี้เถอะลูก สั่งทุกคนว่าอย่าแหกหูแหกตาหรือควักไส้ออกมาอวดพวกท่านเหล่านี้เป็นอันขาด ไปซี หา ใครกำลังกินก๋วยเตี๋ยว ว้า ไปบอกให้มันขึ้นมาก่อน ก๋วยเตี๋ยวเมื่อไหร่กินก็ได้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ กิมหงวนอึดอัดใจอยากเห็นผีเต็มทน ก็ก้มตัวลงในท่าโก้งโค้งทันที แล้วมองลอดใต้ขาของเขาจ้องมองดูจำรูญ หนวดจิ๋ม

"ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ"

"ยัง" จำรูญดุ "อย่าพึ่งโก้งโค้งซีครับให้ผมบอกเสียก่อน"

เสี่ยหงวนยืดตัวขึ้น จำรูญเดินไปที่บันไดหน้าห้องประชุม แล้วกวักมือร้องเรียกทำให้ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน

"มา ขึ้นมาซีลูก ตามกุมารทองขึ้นมาซีโว้ย เอาอาวุธขึ้นมาทำไมนะเกะกะเปล่าๆ อ้าว-ไม่ต้องเสียเวลาย้อนลงไปอีกหรอก เอามาแล้วก็ถือติดมือไว้ พวกแกนี่ไม่ใคร่จะมีปฏิภาณเสียเลยโว้ย" แล้วจำรูญก็เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังพวกเจ้าของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ และเจ้าแห้วรวม ๑๑ คนด้วยกัน "เอาละครับโก้งโค้งได้ พวกเด็กๆ ของผมกำลังขึ้นบันไดมาแล้วครับ"

ทุกคนต่างยืนถ่างขาเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เมื่อจอมตลกบอกให้โก้งโค้งก็โก้งโค้งทันที

จำรูญออกคำสั่งต่อไป

"กรุณาแลบลิ้นด้วยครับ"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "ทีแรกไม่ได้ตกลงกันอย่างนี้นี่นา คุณบอกว่ายืนโก้งโค้งแล้วมองลอดขาตัวเองเท่านั้น ผมแก่จวนจะเข้าโรงแล้วยังจะให้เล่นแลบลิ้นเหมือนเด็กๆ อีกหรืออย่างไร"

จำรูญยกมือไหว้ประหลก

"ทันโทษครับใต้เท้าและทุกๆ คน เรื่องแลบลิ้นผมลืมเรียนให้ทราบครับ มันเป็นวิธีการณ์หรือเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เห็นผี กรุณาแลบลิ้นเถอะครับ เด็กๆ ของผมขึ้นมาถึงขั้นพักบันไดแล้ว"

ทุกคนต่างแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย คุณหญิงวาดบ่นเสียงดัง

"แย่จริง จะดูผีซักทีคนดูก็ทำท่าเหมือนกับผีไปตามกัน ยังงี้ถ้าพวกเราขืนไปยืนโก้งโค้งตามที่เปลี่ยวๆ ในตอนกลางคืน ใครเขาเห็นเข้าก็คงคิดว่าพวกเราเป็นผีวิ่งตูดแป้นไปตามกัน ว้า....ยืนโก้งโค้งนานๆ เวียนหัวโว้ย"

จำรูญยิ้มให้คุณหญิงวาด

"แลบลิ้นเถอะครับ เด็กๆ ของผมมันหยุดชะงักไม่ยอมขึ้นมา จนกว่าคุณหญิงจะแลบลิ้น ถ้าคุณหญิงจะพูดอะไรก็แลบลิ้นเสียก่อนเถอะครับ"

คุณหญิงวาดค้อนปะหลับปะเหลือกทั้งๆ ที่ท่านยืนโก้งโค้งอยู่

"แลบลิ้นออกมาแล้วจะพูดได้อย่างไรล่ะคะคุณ"

เสียงพูดสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คุณหญิงวาดอยากดูผีก็ยอมแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย นิกรยืนอยู่ข้างคุณหญิงเขาก็อดพูดไม่ได้

"ผมพึ่งรู้วันนี้เองว่าคุณอาลิ้นดำ อย่างนี้งูกัดไม่ตายครับ เชื่อผมเถอะ"

คุณหญิงวาดชำเลืองหางตามองดูนายจอมทะเล้นหลานชายของท่าน

"ลิ้นดำเพราะฉันกินหมากโว้ยพ่อกร ไม่ใช่ดำมาแต่กำเนิด"

"อ้อ หรือครับ แลบออกมาอีกสักนิดซิครับ ผมว่าดำตามธรรมชาติมากกว่า คุณอาอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่าคุณอาลิ้นดำ แลบออกมาให้ผมดูอีกสักสองสามคืบซีครับ"

"แลบยังไงกันวะ" คุณหญิงเอ็ดตะโร "เพียงแค่นี้ก็ตึงลิ้นไก่เต็มทนแล้ว ขืนแลบออกมาอีกลิ้นไก่ก็หลุดตามออกมาเท่านั้นเอง"

"ฮี้" กิมหงวนร้องเหมือนกับม้าตอนโมโหเพื่อนม้าด้วยกัน "แกจะชวนคุณอาพูดทำไมวะอ้ายกร ลิ้นดำลิ้นแดง เอาไว้ดูผีแล้วค่อยวิจารณ์กันก็ได้ เมื่อยคอจนคอจะหลุดแล้ว หุบปากเสียทีโว้ย"

นิกรหันมายิ้มให้อาเสี่ย

"มันเคยปากว่ะ"

เมื่อทุกคนแลบลิ้นและยืนโก้งโค้งนิ่งเฉย คณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกับเจ้าแห้วต่างก็ตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว ทุกคนแลเห็นกุมารทองและโหงพรายพากันเดินขึ้นบันไดมา นำหน้าด้วยกุมารทองหญิงชาย ซึ่งเป็นทารกในวัยสามสี่ขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแต่งกายคล้ายๆ กับละครรำ ติดตามด้วยปีศาจร้าย หรือโหงพรายที่จำรูญเลี้ยงเอาไว้ หมอผีชั้นดีปราดเข้าไปรับเด็กๆ ของเขา

"เดินไปทางนี้แล้วหยุดยืนรวมกลุ่มให้ท่านดู แล้วไม่ต้องแสดงฤทธิ์เดชให้ท่านตกอกตกใจนะ ห้ามไม่เชื่อพ่อจับใส่ปี๊บถ่วงน้ำเลย"

กุมารทองทั้งสองนำหน้าขบวนผี ๖ ตัวตรงมาหยุดตั้งแถวเบื้องหน้านักดูผีทั้ง ๑๑ คน ปีศาจตัวหนึ่งเป็นปีศาจโครงกระดูกเดินสะบัดก้นเหมือนเต้นทวิสต์ นัยน์ตาของมันกลวงโบ๋น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง ตัวที่สองศีรษะใหญ่เท่าโอ่งน้ำ คอยาวเกือบหนึ่งเมตรตัวเล็กนิดเดียว ใบหน้าของมันคือดวงหน้าของ อสูรกายนั่นเอง ผมหยิกหยองเหมือนก้นหอย แต่หยาบหนาเหมือนเส้นเชือก นัยน์ตาทั้งสองข้างโปนถลนและห้อยร่องแร่งเหมือนกับจะหลุด จมูกใหญ่บานและรั้น ริมฝีปากแบะแลเห็นฟันสีดำซี่ใหญ่ยื่นออกมานอกปากรวม ๔ ซีก ตัวที่สามคอยาวเหมือนคอห่านมี ๒ คอ และ ๒ ศีรษะ ซึ่งศีรษะของมันเล็กมาก ตัวเตี้ยตะแหมะแขะ เดินย้ายก้นเหมือนเป็ด ตัวที่สี่เป็นผีดิบตัวแข็งทื่อ รูปร่างสูงใหญ่ผิดมนุษย์ธรรมดา นัยน์ตาของมันไม่มีแวว ตัดผมเกรียน หวีผมตอนหน้าลงมาปิดหน้าผาก ปากเม้มสนิท มันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีดำ คือกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำ ที่คอมีห่วงเหล็กห่วงหนึ่งสวมรอบคอ ตัวที่ห้าเป็นผีดิบแบบเดียวกัน แต่กำลังขึ้นอื้ดทึ่ด นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียว เนื้อหนังบวมฉุแตกปริ น้ำเหลืองไหลเยิ้ม เนื้อหนังบางส่วนที่ใบหน้าหายไป และตัวสุดท้ายคือตัวที่หกเป็นผีดิบๆ สุกๆ มีแต่ตัวหัวไม่มี รูปร่างผอมกระหร่อง สูงตั้ง ๘ ฟิต เดินกระเดาะวัตถุกลมๆ คล้ายผลมะพร้าว คือศีรษะของมันนั่นเอง เมื่อมันเดินเข้ามารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เรียบร้อย มันก็ยกศีรษะของมันขึ้นติดตั้งบนคอของมันตามเดิม มิหนำซ้ำยังหมุนเล่นรอบๆ คอตั้งหลายรอบ

ถึงแม้เป็นเวลากลางวันแสกๆ คุณหญิงวาดกับนิกรและเจ้าแห้วก็รู้สึกหวาดหวั่นขนาดขนพองสยองเกล้าด้วยความเกรงกลัวโหงพรายของจอมตลกที่เลี้ยงเอาไว้ ผีกุมารทองเท่านั้นที่ไม่มีอะไรน่ากลัว นอกนั้นทั้ง ๖ ตัวทำให้คุณหญิงวาดกับนิกร และเจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน เจ้าแห้วร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง แล้วยืดตัวขึ้นวิ่งจู๊ดไปทางมุมห้องด้านนอกถนนใหญ่ คุณหญิงวาดกับนิกรต่างกระทำตามเจ้าแห้วเช่นเดียวกัน ต่อจากนั้นสี่นางก็ยืดตัวขึ้น แล้ววิ่งเข้ามาหาคุณหญิงวาดกับนิกร แต่ไม่มีใครมองเห็นผีปีศาจอีกแล้ว เพราะไม่ได้โก้งโค้งมองดูมัน

กุมารทองและโหงพรายรวม ๘ ตัว ยืนโชว์ตัวอยู่เช่นนั้น พวกโหงพราย นอกจากมีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวแล้วยังถืออาวุธต่างๆ กัน บ้างก็ถือง้าว บ้างก็ถือลูกตุ้มเหล็ก ดาบใหญ่ หรือตะบองเหล็กมีหนามรอบๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อยคอเต็มทนก็เงยหน้าขึ้น แล้วยกมือขวาบีบนวดท้ายทอยของท่าน ในเวลาไล่ๆ กัน พลกับกิมหงวนก็ยืดตัวขึ้นยืน

ศาสตราจารย์ดิเรกเมื่อยคอแทบหลุด แต่ก็ไม่ยอมยืนในท่าธรรมดา เขายืนโก้งโค้งแลบลิ้นยาวตั้งคืบ จ้องตาเขม็งมองดูกุมารทองและโหงพรายของจำรูญ แต่คนอื่นๆ ซึ่งไปยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางด้านหน้าอาคาร มองไม่เห็นผีปีศาจแล้ว

จำรูญเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านายพลดิเรก

"ยังไงครับคุณหมอ คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก คุณหมอเชื่อหรือยังครับว่าผีมี จริงๆ และคนดีมีวิชาอย่างผมสามารถเอาผีมาเลี้ยงได้"

"ออไร๋ ออไร๋ ผมยอมรับสารภาพว่าในชีวิตของผม ผมไม่เคยตื่นเต้นมหัศจรรย์เหมือนครั้งนี้เลย ขอให้ผมพูดกับผีของคุณสักหน่อยได้ไหมครับ"

"ได้ครับคุณหมอ เชิญซีครับ คุณหมอจะพูดกับใครก็ได้"

ดร. ดิเรก เมื่อยคอจนทนไม่ไหว ก็เผลอตัวยืดตัวขึ้นยืนตรงหมุนตัวกลับมาทางจำรูญ หนวดจิ๋ม แต่แล้วนายแพทย์หนุ่มก็สะดุ้งเฮือกแล้วร้องลั่น

"มายก็อด ผีหายไปไหนหมด"

จอมตลกเอกหัวเราะเบาๆ

"ก็คุณหมอยืดตัวขึ้น คุณหมอก็มองไม่เห็นน่ะซีครับ เด็กๆ ของผมลงบันไดไปหมดแล้ว"

นายพลดิเรกจุ๊ปากลั่น สายตาของเขาจ้องมองดูจำรูญอย่างชื่นชม

"ผมเชื่อแล้วคุณจำรูญ ผมเชื่อว่าคนเราตายไปแล้วก็ต้องเป็นผี ผมโง่มานานทีเดียว วิญญาณของพ่อและแม่ผมในปรโลกคงจะอดอยากลำบากมาก ต่อนี้ไปผมจะทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้ ผีที่คุณเลี้ยงไว้ช่วยให้ผมมีความรู้ใหม่เกี่ยวกับเรื่องปีศาจและวิญญาณ คนเราควรจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายของเราที่ล่วงลับไปแล้ว"

"ใช่ครับคุณหมอ ถึงแม้พ่อแม่ของเรายังมีชีวิตอยู่เราก็ควรประกอบการบุญกุศล เพราะการทำบุญก็เท่ากับว่าเราสะสมเสบียงอาหารไว้ให้แก่ตัวเราในภพหน้านั่นเอง"

"ออไร๋ ท่านมหาพูดถูกแล้วครับ"

จำรูญอ้าปากหวอ

"ไม่-ไม่เคยเป็นท่านมหาหรอกครับคุณหมอ"

ทุกคนค่อยๆ ย่องกันกลับมานั่งที่โต๊ะประชุมตามเดิม เว้นแต่ศาสตราจารย์ดิเรกกับจำรูญยังยืนสนทนากันอยู่ คุณหญิงวาดสั่งเจ้าแห้วให้ลงไปจัดเครื่องดื่มขึ้นมาอีก

"คุณเล่นเลี้ยงผีมาตั้งแต่เมื่อไรครับ" นายพลดิเรกถามยิ้มๆ แล้วยกมือจับแขนตลกเอกพาเดินมาที่โต๊ะ

"ตั้งแต่ผมบวชครับ"

"ออไร๋ ยูบวชที่วัดไหน"

"วัดเล่งเน่ยยี่ครับ"

ดร. ดิเรก ทำหน้าชอบกล เขาเชิญให้จำรูญนั่งบนเก้าอี้ตัวเก่า แล้วเขาก็อ้อมไปนั่งยังที่ของเขา คุณหญิงวาดยกมือขวาชูขึ้นเหนือศีรษะของท่านแล้วกล่าวว่า

"ในฐานที่คุณจำรูญเป็นศิลปินเอก เป็นโหรชั้นดีและเป็นหมอผี ข้าพเจ้าขอเสนอต่อที่ประชุมให้รับคุณจำรูญไว้เป็นที่ปรึกษาของเรา และข้าพเจ้าจะขอให้คุณจำรูญแสดงเป็นตัวละครสำคัญใน ภาพยนตร์ดิเรกราม่าเรื่องแรกของเราด้วย ใครเห็นพ้องกับข้าพเจ้าโปรดยกมือขึ้น"

ทุกคนรวมทั้งจำรูญ ต่างยกมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน เสี่ยหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วกล่าวสรุป

"เห็นจะปิดประชุมกันได้แล้วครับ ถึงแม้คุณจำรูญพยากรณ์ว่าหนังดิเรกราม่าเรื่องแรกของเราไม่ได้ความ จะเก็บเงินได้เพียง ๒,๐๐๐ บาท การสร้างหนังของเราจะมีแต่เรื่องร้อนใจตลอดเวลา เพราะผมกำลังชะตาจู๋ พวกเราก็อย่าท้อถอย เรื่องที่สองที่สามและเรื่องต่อไป คนไทยอาจจะนิยมมากขึ้น ตีหนังฝรั่งญี่ปุ่นหรือหนังแขกคว่ำไปเลย เท่านี้เงินทองก็จะไหลมาเทมาเข้าสู่กระเป๋าของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนโว้ยอ้ายหงวน อย่าพึ่งปิดประชุม เฉพาะการถ่ายทำดิเรกราม่าเรื่องแรกของอาขอถอนหุ้นโว้ย เอาไว้เข้าหุ้นเรื่องที่สองดีกว่า"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ ดิฉันก็ถอนเหมือนกัน เมื่อหมอดูทำนายทายทักอย่างนี้ ดิฉันก็ไม่กล้าเอาเงินตั้งสองล้านมาลงทุน ถ้าเรื่องที่สองและเรื่องต่อไปดิฉันเอาแน่"

ประภายิ้มให้เสี่ยหงวน

"ดิฉันก็ขอถอนหุ้นเหมือนกันค่ะ"

ประไพว่า "ดิฉันกับนิกรด้วยนะคะ"

แทนที่จะโกรธ อาเสี่ยกลับยิ้มแป้น

"ถ้าเช่นนั้นผมยินดีให้พวกเราทุกคนถอนหุ้นครับ" เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด "เงินเพียง ๒๐ ล้าน ขนหน้าแข้งไม่ล่วงผมลงทุนเอง ผมจะเริ่มงานตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะเชิญศิลปินที่มีชื่อเสียงทุกรุ่นทุกวัยมาพบกับผมปรึกษาหารือกันและเชิญเขาเล่นหนังเรื่องแรกนี้ พรุ่งนี้ผมจะวิ่งเต้นหาซื้อบทประพันธ์ให้ได้ ต่อจากนั้นก็จะมีหนังสือเชิญพวกศิลปินเป็นรุ่นๆ ไป" พูดจบเขาก็หันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก "แกก็คงถอนหุ้นเหมือนกันใช่ไหมล่ะ"

"ออไร๋ กันเชื่อคุณจำรูญว่ะ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว แกลงมือสร้างกล้องถ่ายหนังและสร้างฟิล์ม ๑๔๐ เถอะหมอ ต้องการเงินเท่าไรกันจ่าย ไม่มีอั้น แกจะยักยอกเอาไว้ใช้ส่วนตัวบ้างก็ตามใจแล้วกัน จะจ้างแกถ่ายหนังเรื่องนี้ กันจะโฆษณาให้ครึกโครมว่าเสี่ยหงวนลงทุนสร้างหนังไทยเรื่องแรก ๒๐ ล้านบาท เท่านี้บริษัทหนังไทยเล็กๆ ก็ตาแหกไปตามกันแล้ว" แล้วเขาก็ยิ้มให้ตลกเอก "คุณต้องเป็นที่ปรึกษาของเรานะครับ"

"ตกลงครับอาเสี่ย"

กิมหงวนยื่นมือให้จำรูญจับ

"นอกจากคุณเป็นหมอดู เป็นนักดนตรี และศิลปินแล้วคุณมีความรู้พิเศษอะไรบ้างครับ"

จำรูญนิ่งคิด

"เล่นไพ่ผมก็แน่เหมือนกัน"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ความรู้ที่เกี่ยวกับการงานน่ะครับ"

"อ๋อ ผมก็พอรู้บ้างครับ เป็นช่างตัดผมก็ได้ ช่างไม้ผมก็ชำนาญ ทำปล่องโรงสีก็ถนัด ทำไร่ไถนา ขี่ม้ายิงปืนขับรถยนตร์ชกมวยฟันดาบ ผมคิดว่าถ้าผมได้รับการฝึกอบรมโดยถูกต้องผมอาจจะทำได้ แต่ว่าความรู้พิเศษไม่สำคัญหรอกครับอาเสี่ย สำคัญที่ว่าผมเป็นคนทำอะไรทำจริงเท่านั้น"

"ดีมากครับ ขอให้คุณเริ่มมาทำงานกับผมตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ส่วนผลประโยชน์ "

ตลกเอกพูดขัดขึ้นทันที

"เรื่องผลประโยชน์อย่าพูดครับ พูดกันเป็นเงินเดือนดีกว่า"

เสี่ยหงวนแยกเขี้ยว

"ผมให้เงินเดือนคุณขั้นแรก ๔,๐๐๐ บาทดีไหมครับ"

จำรูญสั่นศีรษะช้าๆ แล้วพูดเสียงอ่อย

"ตกลงครับ"

"ตกลงพรุ่งนี้คุณมาทำงานได้เลย แต่กรุณาอย่าเอาเด็กๆ ของคุณมาด้วยนะครับ เรื่องผีผมน่ะ ไม่กลัวแต่ว่ามันก็หวาดๆ เหมือนกัน" แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา "เป็นอันว่าเราเลิกประชุมกันเพียงแค่นี้ ผมไม่โกรธหรอกที่พรรคพวกถอนหุ้น คอยดูก็แล้วกัน ผมจะสร้างดิเรกราม่าเรื่องแรกให้หนัง "เบ็นฮอร์" ของฮอลลี่วู้ดเป็นหนังเล็กๆ ไปทีเดียว ใครจะเป็นพระเอกนางเอกผมจะเลือกเฟ้นอย่างดีที่สุดแต่ผมจะต้องเชิญศิลปินที่มีชื่อเสียงทุกคนมาพบกับผมแน่นอน ขอให้ผมซื้อเรื่องได้เสียก่อน"

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนแล้วพากันเดินรวมกลุ่มลงบันไดไปสวนทางกับเจ้าแห้วซึ่งถือถาดไม้ใบใหญ่ใส่แก้วน้ำอัดลมแช่เย็นเดินขึ้นบันไดมา ไม่มีใครสนใจกับเจ้าแห้วเว้นแต่นิกรคนเดียวที่หยุดยืนบนขั้นพักบันไดและดื่มน้ำผลส้มแช่เย็นเสียหนึ่งแก้ว

คนมีเงินมักจะใจร้อน และคนมีเงินย่อมทำอะไรสำเร็จผลอย่างง่ายดายเสมอ อาเสี่ยวิ่งเต้นซื้อบทประพันธ์จากนักเขียนชื่อดังตามที่ตั้งใจไว้ วิ่งไปหา "อิงอร" ที่กรมประชาสงเคราะห์ ขอซื้อเรื่องประพันธ์กรผู้ใช้น้ำผึ้งต่างน้ำหมึก ชี้แจงว่าเรื่องเก่าๆ ที่มีอยู่มีบริษัทสร้างภาพยนตร์ซื้อไปหมดแล้ว ถ้ากิมหงวนต้องการก็จะต้องเขียนใหม่ แต่จำเป็นต้องใช้เวลาเขียนอย่างน้อยหนึ่งเดือน

"ไม่ไหวละครับ" เสี่ยหงวนได้กล่าวกับอิงอรอย่างกระสับกระส่าย "เขียนอะไรกันครับตั้งเดือน โปรดเขียนให้ผมวันนี้ได้ไหมครับ เขียนเช้าได้เย็น แล้วเย็นๆ ผมจะมารับต้นฉบับ คุณจะเอาเงินเท่าไรทำใบรับเงินไว้เลย"

"ขอบคุณครับเสี่ย คุณมาซื้อเรื่องผมหรือมาจ้างผมเขียนฎีกาแผ่กุศลแน่ เขียนเช้าได้เย็นน่ะพวกฎีกาหรือข้อความที่จะเอาไปพิมพ์ในบัตรแต่งงานหรือบัตรเชิญเผาศพนะครับ"

เมื่อไม่สำเร็จทางอิงอร กิมหงวนก็ขับรถคาดิลแล็คเก๋งบึ่งไปหา "อรวรรณ" นักเขียนอาวุโสที่บ้านริมถนนเพชรเกษม ธนบุรี แต่แล้วเขาก็ผิดหวังอีก อรวรรณบินไปฮ่องกงเสียแล้ว คนที่บ้านบอกว่าจะไปพักผ่อนอยู่ที่ฮ่องกงราว ๒ สัปดาห์ เสี่ยหงวนเป็นคนใจร้อนราวกับไฟไม่อาจจะรอคอยได้ จึงบุกบั่นไป สันต์ เทวรักษ์ ที่บ้านวงเวียนใหญ่ ธนบุรี ซึ่งอาเสี่ยก็ได้รับการต้อนรับจากประพันธ์กรชั้นครูเป็นอย่างดี และพอเห็นหน้า สันต์ เทวรักษ์ก็ทราบว่ากิมหงวนคือ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ มหาเศรษฐีหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย

"อาเสี่ยมีธุระอะไรกับผมหรือครับ" สุภาพบุรุษในวัยสูงอายุแต่ยังหนุ่มและสม๊าทถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"เปล่าครับ ไม่ใช่ธุระ แต่ผมมาซื้อเรื่องของคุณ" เสี่ยหงวนพูดเร็วปรื๋อ "ผมต้องการนิยายชีวิตของคุณเรื่องหนึ่งเพื่อจะเอาไปทำหนัง"

"อ้อ เอาไปทำหนัง "

"ว้า-ไม่ต้องอ้อไม่ต้องซักอะไรหรอกครับ กรุณาไปหยิบต้นฉบับมาให้ผมก็แล้วกัน ผมจะเอาไปให้เขาเขียนสคริปต์เดี๋ยวนี้ เราจะทำหนังไทยขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตร คุณอย่าพึ่งถามรายละเอียดเลยครับ"

สันต์ เทวรักษ์ รู้สึกขบขันในความร้อนรนของมหาเศรษฐีอย่างยิ่ง

"ถ้าผมไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบทประพันธ์ของผม ผมก็เสียใจครับเสี่ย ผมขายเรื่องของผมให้อาเสี่ยไม่ได้"

"แต่ผมให้ค่าลิขสิทธิ์ห้าหมื่นนะครับ"

"ถึงเช่นนั้นผมก็ไม่ขายครับ เว้นแต่อาเสี่ยจะกรุณาชี้แจงให้ผมทราบและเราจะต้องทำสัญญาซื้อขายกันเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ก็เพราะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บางท่านซื้อเรื่องของนักเขียนไปแล้วก็เอาไปดัดแปลงแก้ไขต่อเติมเอาเองตามความพอใจ จนกระทั่งผู้ประพันธ์จำไม่ได้ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องของเขา คำพูดของตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบเจ้าของหนังแต่งเอาใหม่ทั้งนั้น ถ้ายังงี้ก็ควรแต่งเอาเองไม่ควรซื้อให้เสียเงิน ป. อินทรปาลิต เพื่อนของผมเคยโดนมาแล้ว ขายเรื่องให้เขาไปทำหนัง ถูกทำลายเสียทั้งเรื่อง"

"แต่ผมขอรับรองด้วยเกียรติว่าผมไม่ทำอย่างนั้น ผมมาขอซื้อเรื่องของคุณก็เพราะผมแต่งเอง ไม่ได้ ครั้นจะขโมยเรื่องของคุณไปดัดแปลงก็รู้สึกบัดสีใจเต็มทน เท่ากับผมเป็นโจรปล้นสมองคุณ เอายังงี้ดีไหมครับ ผมตกลงซื้อเรื่องของคุณหนึ่งเรื่องคือนิยายชีวิตที่มีคติธรรม แล้วก็ผมให้คุณเขียนสคริปต์ให้เสร็จ เวลาถ่ายทำถ้ามีการแก้ไขสคริปต์ ผมจะขอความเห็นชอบจากคุณก่อน"

"ถ้ายังงี้ตกลงครับเสี่ย"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณมากคุณสันต์ คุณจะเอาค่าลิขสิทธิ์และค่าทำสคริปต์เท่าไรพูดมาเลย เรื่องเงินเป็นเรื่องเล็กสำหรับผม"

สันต์ เทวรักษ์ ยิ้มเล็กน้อย

"ผมคิดค่าเขียนสคริปต์เพียง ๕๐๐ บาท ส่วนบทประพันธ์ของผมผมให้อาเสี่ยฟรี"

"อ๊ะ ไง๋ยังงั้นล่ะ"

เจ้าของเรื่อง "เศรษฐีอนาถา" หัวเราะเบาๆ

"ผมก็เหมือนกับพวกนักเขียนทุกๆ คนแหละครับ ถ้าถูกใจและพอใจแล้วเรื่องเงินไม่สำคัญ ผมพอใจที่อาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐี เป็นนายทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าแข่งขัน แต่อาเสี่ยมีความเข้าใจในงานของพวกเราถึงได้พูดว่า ถ้าตกลงซื้อเรื่องผมและมีการแก้ไขบทจะขอความเห็นชอบจากผมเสียก่อน เมื่ออาเสี่ยมีน้ำใจกว้างขวางอย่างนี้ ผมก็ยินดีช่วยเหลือหนังดิเรกราม่าเรื่องแรกของอาเสี่ยตามที่เป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ ในระหว่างนี้ ผมให้ฟรีครับ ส่วนค่าเขียนสคริปต์จากเรื่องของผมคิดเพียง ๕๐๐ บาท"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น จ้องตาเขม็งมองดูประพันธกรอาวุโส

"คุณสันต์ นี่ผมไม่ได้ฝันไปหรอกหรือคุณ คุณใจดีถึงกับให้เรื่องผมฟรีๆ เชียวหรือครับ"

"ครับ เรื่องของผมผลิตออกมาจากสมองไม่มีการลงทุนอะไรนี่ครับ ผมพอใจอาเสี่ยผมก็ให้ฟรี ถ้าไม่พอใจซื้อผมเท่าไหร่ผมก็ไม่ขาย"

"พวกคุณพวกนักเขียนมีความรู้สึกเหมือนๆ กันอย่างนี้หรือครับ"

"เข้าใจว่าเหมือนกันครับ"

กิมหงวนยื่นมือให้สันต์ เทวรักษ์จับ

"ผมพึ่งรู้จักคุณก็จริง แต่ผมรักคุณจังเลยให้ดิ้นตาย ขอบคุณมากครับที่คุณมีใจเอื้อเฟื้อผม แต่คนอย่างอาเสี่ยกิมหงวนไม่เคยรู้มากเอาเปรียบใคร ถึงคุณให้ผมได้แล้ว คุณจะให้เรื่องอะไรผมก็สุดแล้วแต่คุณจะเห็นสมควร คุณเขียนเป็นสคริปต์เรียบร้อยก็แล้วกัน ส่วนค่าเขียนบทผมให้คุณแสนบาท"

ประพันธกรอาวุโสสั่นศีรษะ

"ผมขอเพียง ๕๐๐ บาทเท่านั้น"

"ถ้ายังงั้นผมต่ออีกคำ ผมให้แปดหมื่นเอ้า"

"ไม่ครับ"

"ห้าหมื่นเอ้า" เสี่ยหงวนพูดเสียงค่อนข้างดัง

"ผมเรียนอาเสี่ยไปแล้วว่า ๕๐๐ ผมก็ต้องการเพียง ๕๐๐ แสนบาทมากเกินไป ผมมีเงินตั้งแสนก็ไม่ทราบว่าจะเอามันมาทำอะไร ผมยินดีร่วมงานกับบริษัทเฉลิมก๊กภาพยนตร์ครับ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"เฉลิมมิตรนะครับไม่ใช่เฉลิมก๊ก แล้วกันคุณสันต์ เฉลิมก๊กน่ะมันโรงหนังเล็กๆ คนดูนั่งขยุกขยิกตลอดเวลาเพราะถูกเลือดกัด อ้าเย็นนี้ผมจะมารับบทภาพยนตร์เรื่องที่คุณจะให้ผมนะครับ"

สันต์ เทวรักษ์ทำหน้าชอบกล เขามองดูมหาเศรษฐีด้วยความแปลกใจ

"อาเสี่ยว่ายังไงนะครับ จะมารับสคริปต์เย็นนี้"

"ครับ" แล้วกิมหงวนก็ยกนาฬิกาข้อมือเรือนทองฝังเพชรขึ้นดูเวลา "นี่พึ่ง ๑๑ โมงเท่านั้น คุณมีเวลาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้ง ๖ ชั่วโมงทันถมไปไม่ใช่หรือครับ"

สันต์ เทวรักษ์ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"ได้ครับ แต่หนังของอาเสี่ยต้องเป็นหนังที่มีขนาดยาวเพียง ๑๐ ฟุตเป็นอย่างมาก"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"นั่นมันงูหลามนี่คุณสันต์ไม่ใช่หนังของผม แล้วกัน ยาว ๑๐ ฟุต ไม่ต้องมีไตเติล พระเอกนางเอกโผล่ออกมากอดกันและจูบกันก็ข่าววอพอดี"

"การทำสคริปต์บทภาพยนตร์ไม่ใช่งานง่ายๆ ครับอาเสี่ย เป็นงานที่ต้องใช้ความรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน เพราะผมจะต้องเขียนไปและคิดไปว่าผมเป็นทั้งตัวละครและช่างถ่ายหนัง เป็นผู้กำกับการแสดงด้วย ในสคริปต์จะต้องบอกให้ละเอียดว่าฉากที่เท่าใด เป็นฉากอะไรตกแต่งฉากอย่างไร ตัวละครมีใครบ้าง ใครเดินออกมาทางไหนเข้าทางไหน อิริยาบถของตัวละครและบทพูด บอกให้กล้องรู้ด้วยว่าถ่ายเป็นลองช็อทหรือมีเดียมลอง มีเดียมโคลสอัปหรือโคลสอัป ทำบทภาพยนตร์ไม่ใช่บทหนังตะลุงนะครับ"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อย

"ถ้าเช่นนั้นคุณจะใช้เวลาสักกี่วัน"

"ราว ๒๐ วันครับ"

"โอ้โฮ ไง๋ช้านักล่ะครับ สักสองวันไม่ได้หรือคุณ"

"ไม่มีใครเขียนบทภาพยนตร์ได้โดยใช้เวลาเพียงสองวันหรอกครับอาเสี่ย"

"ก็เขียนชุ่ยๆ แบบสุกเอาเผารับประทานซีครับ คุณเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขียนเฮงซวยยังไงก็ได้"

"อย่าพยายามให้ผมทำลายตัวของผมเองเลยครับ ผมสร้างชื่อเสียงของผมมาเป็นเวลาไม่ใช่น้อย" สันต์พูดยิ้มๆ

กิมหงวนพยายามอ้อนวอนประพันธกรอาวุโสขอให้สร้างบทภาพยนตร์หรือที่เรียกว่าสคริปต์ให้เสร็จก่อนค่ำวันนี้หรืออย่างช้าพรุ่งนี้เย็น สันต์ เทวรักษ์ มองดูผู้อำนวยการสร้างอย่างขบขันยิ่งแล้วชี้แจงให้ฟังว่าไม่มีใครสามารถสร้างตึกให้เสร็จในวันเดียว การเขียนบทภาพยนตร์ก็เช่นเดียวกัน

เพราะกิมหงวนเป็นมหาเศรษฐีเขาจึงมีอารมณ์ร้อนแรงฉุนเฉียว เมื่อสันต์ไม่สามารถจะสร้างบทภาพยนตร์ให้ได้ เขาก็กล่าวขึ้นอย่างเคืองๆ

"ยังงั้นผมแต่งเองดีกว่า การแต่งเรื่องหนังมันคงไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก ผมจะสร้างเกียรติประวัติของผมไว้ในวงการภาพยนตร์ไทย คือเป็นนายทุนเป็นผู้อำนวยการสร้าง เป็นนักประพันธ์เขียนเรื่องและทำบทภาพยนตร์เอง"

สันต์ว่า "อาเสี่ยควรจะถ่ายเองและกำกับการแสดงด้วยซีครับถึงจะแน่ อาเสี่ยควรจะทำได้"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"คุณพูดด้วยใจจริงหรือพูดรับประทานผม"

"ผมพูดจริงๆ ครับ โดยมากนายทุนล้วนแต่มีความสามารถด้วยกันทั้งนั้น คือทำได้ทุกอย่างคือทำเองทั้งหมดแม้กระทั่งออกแบบเครื่องแต่งกายตัวละคร นายทุนที่เก่งๆ ถึงกับจัดฉากเองเชียวครับ"

"เข้าที เข้าทีแฮะคุณสันต์ ถ้าผมแต่งเองและกำกับเอง หนังดิเรกราม่าเรื่องแรกของเฉลิมมิตรภาพยนตร์คงจะสร้างชื่อเสียงให้ผมมาก ประเดี๋ยวผมกลับไปบ้านผมจะรีบเขียนบทให้เสร็จก่อนค่ำวันนี้ พรุ่งนี้ผมจะเชิญพวกศิลปินมาพบกับผม ขอบคุณมากครับคุณสันต์เท่าที่ให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดีและช่วยให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ผม ฮ่ะ ฮ่ะ ผมคงมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการภาพยนตร์ในคราวนี้ บางทีผมจะถ่ายหนังเรื่องนี้เอง"

"ครับ ถ้าอาเสี่ยทำได้เป็นเจริญแน่ๆ "

อาเสี่ยสนทนากับประพันธกรอาวุโสอีกสักครู่ก็ลากลับด้วยความภาคภูมิใจ และครึ้มใจที่เขาจะเป็นผู้ประพันธ์เรื่องและกำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ และเขาจะสร้างเป็นภาพยนตร์ประเภทบู๊ล้างผลาญ เขาเชื่อว่าเขาสามารถแต่งเรื่องประเภทนี้ได้เพราะมีใจรักอยู่แล้ว

ในที่สุด หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ก็ส่งแจ้งความสั้นๆ ไปลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันและนิตยสารรายสัปดาห์ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และโทรทัศน์

"สามเสือเหี้ยม"

ภาพยนตร์ไทยสีธรรมชาติขนาด ๑๔๐ มม. ระบบดิเรกราม่า จอยักษ์เต็มโรงและด้านข้างอีก ๒ จอ แสดงนำโดยคู่พระนางที่ท่านชอบ พร้อมด้วยศิลปินชื่อดังทุกรุ่นทุกวัย

กว้างกว่า ใหญ่กว่า ดีกว่า เป็นฟองกว่า และซุเปอรหนังคือ "สามเสือเหี้ยม" ของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์จำกัด

บทภาพยนตร์ "สามเสือเหี้ยม" โดยนักเขียนมหาเศรษฐีเสร็จเรียบร้อยแล้วซึ่งกิมหงวนใช้เวลาเขียนถึง ๓ วัน ๓ คืนโดยไม่ได้หลับนอนเลย เขียนเสร็จก็สั่งพิมพ์โรเนียวโดยด่วนรวม ๑,๐๐๐ ชุดเพื่อแจกจ่ายตัวละครและเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ ที่ร่วมงานสร้างภาพยนตร์ดิเรกราม่าเรื่องนี้

บริเวณที่ว่างหลังบ้าน "พัชราภรณ์" กำลังสร้างเป็นโรงถ่ายภาพยนตร์อย่างรีบเร่งโดยบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่งซึ่งต้องทำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมงเพื่อให้แล้วเสร็จ ซึ่งระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเท็คนิคของโรงภาพยนตร์เฉลิมมิตรก็ระดมกำลังกันสร้างจอยักษ์ติดตั้งด้านตรงหนึ่งจอเป็นจอที่ใหญ่โตมโหฬารยิ่ง ด้านข้างคือด้านซ้ายและด้านขวาของที่นั่งคนดูอีกด้านละจอ เป็นจอที่มีขนาดใหญ่และยาวเช่นเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์จำกัด คือนิกร การุณวงศ์ ได้เพิ่มงานโฆษณาให้กว้างขวางขึ้นทุกๆ วัน จนกระทั่งจ้างเครื่องบินของกองทัพอากาศประดับไฟฟ้าใต้ปีกเป็นตัวอักษรบินเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ และธนบุรีในตอนหัวค่ำติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว

"สามเสือเหี้ยม" ภาพยนตร์สีธรรมชาติแบบดิเรกราม่าแสดงโดยดาราชั้นนำล้วนๆ ก.ง. ไทยแท้ ประพันธ์บท อำนวยการสร้าง และกำกับการแสดง กำหนดฉายที่ศาลาเฉลิมมิตรในเร็ววันนี้

จดหมายเชิญศิลปินอาวุโสคือนักแสดงรุ่นลายครามถูกส่งไปทั่วเท่าที่จะส่งไปได้ ดังนั้นในตอนสายวันนั้นอาเสี่ยกิมหงวนกับเพื่อนเกลอของเขาจึงได้ให้การต้อนรับศิลปินรุ่นอาวุโสภายในห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งคนแรกที่มาพบกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในวัยดึกใกล้จะ ๖๐ ขวบแล้ว แต่ท่าทางยังสม๊าทแข็งแรงแต่งกายภาคภูมิและแหวกแนวนิดหน่อย สวมกางเกงสักหลาดอ่อนสีนวล สวมท็อปบู๊ทครึ่งแข้งสีน้ำตาล สวมเชิ้ทแขนยาวสีเขียวผูกโบว์หูกระต่ายสีดำ สวมหมวกแก๊ปแบบหมวกกันฝนแต่ทำด้วยสักหลาดสีดำ สวมแว่นกันแดดสีชาแบบทันสมัย ใบหน้าของเขายังมีเค้าแห่งความหล่อเหลาเมื่อครั้งอดีตปรากฏอยู่ เจ้าแห้วเป็นคนต้อนรับสุภาพบุรุษวัยดึกผู้นี้และเชิญเข้ามานั่งในห้องรับแขก ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็รีบไปรายงานให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบ พล, นิกร, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรกและท่านเจ้าคุณจึงรีบมาต้อนรับศิลปินอาวุโสด้วยความยินดี

คณะพรรคสี่สหายนั่งรวมกันบนโซฟาใหญ่ตัวเดียวกัน ท่านเจ้าคุณนั่งบนเก้าอี้นวมตรงกันข้ามกับศิลปินอาวุโส

"ขอบคุณมากครับที่คุณสละเวลามาพบเราตามจดหมายเชิญ" กิมหงวนผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" พูดยิ้มๆ "อ้า-ประทานโทษเถอะครับ คุณเป็นใครไม่ทราบผมนึกไม่ออกจริงๆ "

ชายผู้นั้นยิ้มเล็กน้อยในท่าทางไว้ตัว

"ก็คุณล่ะเป็นใคร" เขาย้อนถาม

"ผม กิมหงวน ไทยแท้ ผู้อำนวยการบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องสามเสือเหี้ยมครับ"

"อ๊ะ เมื่อคืนนี้ผมเห็นชื่อใต้ปีกเครื่องบินที่บินวนเวียนอยู่ทั่วเมืองตั้งหลายรอบไม่ใช่ชื่อสามเสือเหี้ยมนี่ครับ ชื่อน่าเกลียดเต็มทน คำว่าเหี้ยม ม.ม้าไม่มี"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"ถูกแล้วครับ นักบินเขาบอกว่าไฟฟ้าตัว ม. เกิดเสียอย่างกระทันหัน ผมทราบตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่คืนนี้และคืนต่อๆ ไป ไฟฟ้าใต้ปีกเครื่องบินจะปรากฏว่า "สามเสือเหี้ยม" แน่นอน ขืนไม่มี ม. ม้าผมก็ไม่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ อ้า-ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำคุณให้รู้จักกับหุ้นส่วนของบริษัทซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของผมด้วยครับ ท่านที่นั่งตรงกันข้ามกับคุณคือ พลเอก พระยาปัจจนึกพินาศ นั่งทางขวาผมนี่พันเอกนิกร การุณวงศ์ ถัดไปพลตรีศาสตราจารย์ด็อคเต้อรดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ผู้สร้างกล้องถ่ายระบบดิเรกราม่า ทางซ้ายผมนี่พันเอกพล พัชราภรณ์ครับ"

ศิลปินเก่าก้มศีรษะเล็กน้อย

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ คน ผมน่ะหันหลังให้เวทีและกล้องหนังมานมนานแล้ว พวกนายทุนเคยไปติดต่อจ้างผมเล่น ทีวี. หรือเล่นหนังเสมอแต่ผมไม่เอาครับผมแก่แล้วให้โอกาสเด็กๆ เขาดีกว่า อย่างไรก็ตามหนังไทยแบบดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตรทำให้ผมสนใจและอยากเล่นมาก ผมยินดีบอกนามของผมให้พวกคุณได้ทราบไว้ ผมคือจำรัส สุวคนธ์ยังไงล่ะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆ กันแล้วหันมามองหน้ากัน นิกรเอียงหน้าเข้ามากระซิบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"เห็นแต่งตัวแบบตีกอล์ฟกันก็นึกสงสัยแต่ทีแรกแล้วว่ะ ยังงี้น่ากลัวนะโว้ย ตอนแรกก็พูดคุยกันรู้เรื่อง แต่พอเป็นขึ้นมาฆ่าคนได้ง่ายๆ "

อาเสี่ยโบกมือห้ามให้นิกรหยุดพูด ขณะนี้ผู้ที่อ้างตัวว่าเขาคือจำรัส สุวคนธ์ กำลังจ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างสนใจ

"ใต้เท้าเคยดูหนังศรีกรุงที่ผมแสดงเป็นพระเอกหรือเปล่าครับ"

เจ้าคุณยิ้มแห้งๆ กลัวว่าผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นจำรัส สุวคนธ์ จะเกิดอาละวาดขึ้น

"ครับ ผมเคยดูเรื่องเมืองแม่ม่าย เรือบินที่คุณขับไปตกที่เมืองลับแลหรือเมืองแม่ม่าย ผมยังจำได้ว่าเรื่องนั้นคุณมานี สุมนัส เป็นนางเอก คุณแสดงบทรักได้ดีทีเดียว"

"แล้วเรื่องอื่นๆ ใต้เท้าดูหรือเปล่า"

"เปล่าครับ ตามธรรมดาผมไม่ใคร่ชอบดูหนัง"

เขาจุ๊ปาก

"น่าเสียดาย บทบาทของศิลปินรุ่นนี้น่ะไม่ได้ความหรอกครับใต้เท้า ผมดูแล้วปวดท้อง ศิลปินรุ่นผมมันถึงจะแน่" แล้วเขาก็หันมายักคิ้วให้ศาสตราจารย์ดิเรก "หรือคุณหมอว่ายังไง"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ผมน่ะไม่ว่าอะไรหรอกครับนอกจากผมกำลังสงสัยว่าคุณก็ตายไปนานแล้วไง๋มาคุยกับพวกเราได้"

ชายผู้นั้นลืมตาโพลง

"ใครตาย คุณหมอก็เหมือนกับคนโง่ๆ อีกเยอะแยะที่เข้าใจว่าผมตายใช่ไหมล่ะ ฮะ ฮะ จำรัส สุวคนธ์ยังอยู่ ยังไม่ตาย ผมเพียงแต่หนีความเอิกเกริกวุ่นวายของนครหลวงไปหาความสงบเงียบตามป่าดงพงไพร ผมไปเป็นทาร์ซานอยู่ในป่าลึกของกาญจนบุรีทางขุนเขาตะเนาศรีอยู่หลายปีครับ"

นิกรเผลอตัวหัวเราะก้าก

"เอ เรื่องของคุณสนุกแฮะ แล้วยังไงครับ"

"แล้วผมก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ น่ะซีครับ ทางฮอลลี่วู้ดรู้เขารู้เข้า เขาส่งผู้อำนวยการสร้างชื่อดังคนหนึ่งบินมาหาผม"

"ใครครับ" พลถามเสียงหัวเราะ

หนุ่มในวัยดึกนิ่งคิด

"เขาชื่ออะไรผมชักจะเลือนๆ เสียแล้ว อะไรนะ อัลเฟรดกิ๊กป๊อค หรืออัลเฟรด ติ๊กต๊อกอะไรนี่แหละครับ เขาจะจ้างผมไปแสดงหนังเรื่องลึกลับตื่นเต้น ให้ค่าจ้างผมห้าแสนดอลล่า ผมเรียกแปดแสนดอลล่าเลยไม่ตกลง หมอนั่นเลยบินกลับอเมริกาแล้วดูเหมือนขึ้นจรวดไปโลกพระจันทร์แล้วตามข่าวที่ผมทราบมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ตลอดเวลา

"ผมสงสัยว่าท้องคุณผูกมาหลายวันแล้ว"

"ไม่ครับ หมอประจำตัวผมเขาเอาใจใส่ดีในเรื่องนี้ ใต้เท้าผ่านไปทางบ้านผมที่ลาดหญ้าแวะเยี่ยมผมบ้างซีครับ ผมอยู่คฤหาสน์ใหญ่คือคฤหาสน์ "สมเด็จเจ้าพระยา" เพื่อนฝูงผมทั้งนั้น เจ้าชายเจ้าหญิงก็มี พระเจ้าแผ่นดินก็มี นักปราชญ์ราชบัณฑิตเยอะแยะครับ แต่ศิลปินมีผมคนเดียว ช่วยแถลงข่าวให้ประชาชนทราบหน่อยเถอะครับว่าจำรัส สุวคนธ์ ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"สุ้มเสียงของคุณยังดีอยู่หรือครับ"

คราวนี้เขายิ้มเอียงอาย

"ผมพูดแล้วคุณก็จะหาว่าผมคุย เสียงผมดีกว่าเก่าหลายเท่า ผมก็พวกบิง ครอสบี้แหละครับ ยิ่งมีอายุมากเสียงก็ยิ่งเพราะ คุณหมอแกบอกว่าเสียงผมเป็นเสียงเทเน่อร เปรียบเหมือนเสียงกำมะหยี่ที่ขยี้ในชามกะละมัง นุ่มนวล เพราะกว่า มากกว่า เป็นฟองกว่า ขวดเดียวกินได้ทั้งครอบครัวครับ ขวดใหญ่บรรจุน้ำถึง ๒๐ ลิตร ขวดเดียวสลึงเดียว ผมพูดกับฝรั่งช่างกลแล้ว มันดันขึ้นไปกินเลี้ยงกันบนยอดภูเขาทองแล้วตีลังกากลับหลังร้องโห่รีเรเสียอีก"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครงโดยเฉพาะศาสตราจารย์ดิเรกว่าเสียงอหาย แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับผู้ที่อ้างตัวว่าเขาคือ จำรัส สุวคนธ์

"คุณจำรัสที่รัก กรุณาร้องเพลงจากหนังศรีกรุงที่คุณแสดงให้พวกเราฟังสักเพลงได้ไหมครับ"

"อ๋อ ได้ซีครับ หมู่นี้ผมเทรนเสียงของผมเสมอ เมื่อคืนนี้สุเทพกับชรินทร์ก็ไปหัดร้องเพลงจากผม อ้ายพวกฝรั่งมันยุ่งครับ มันทำอะไรหนวกหู ฝังสงฝังเสา หางสงหางเสือ ก้านแดงก้านดำ น้ำร้อนน้ำชา เขาปั้นเขาทำเครื่องยนตร์กลไกตะเข้บกจิ้งจกป่า ทำกันไปทั้งวัน ยิ่งคิดผมก็ยิ่งเจ็บใจ พี่น้องผมเขาหาว่าผมเป็นบ้า" แล้วเขาก็พูดเสียงลั่นห้อง "เมียผมแท้ๆ ก็ยังหาว่าผมเป็นบ้าลูกของผมมันก็ว่าอย่างนั้น ฮึ ฮึๆ ฮึๆๆ ตีกอล์ฟดีกว่าตีกบแน่ๆ เพราะตีกบต้องขี่ควาย อย่างเพลงที่เขาร้อง ค่ำคืนเดือนหงายพม่าขี่ควายว่าจะไปแทงกบนั่นแหละครับ ผมจะร้องเพลงอมตให้คุณฟัง เพลงศรีกรุงไม่มีตายหรอกครับ หายไปพักหนึ่งแล้วกลับหิดขึ้นมาอีกเหมือนอย่างเพลงบัวขาวเป็นต้น"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"ร้องเถอะครับอย่าพึ่งอธิบายเลย ผมอยากฟังเสียงเทเน่อรของคุณจำรัสใจจะขาดแล้ว"

เจ้าหนุ่มวัยดึกมองซ้ายมองขวาแล้วยกมือชี้หน้ากิมหงวน

"คุณฟังแล้วอย่าบอกใครเชียวนา"

"ครับ ไม่บอกหรอกครับ"

ผู้ที่อ้างตัวว่าเขาคือจำรัส สุวคนธ์ นั่งทรงตัวตรงยกมือขวาจับหนังคอใต้ลูกกระเดือกดึงเข้าดึงออกลองเสียงของเขาเหมือนเทียบสายซอ

"แอ่แอ แอ่แอ อ๋อย เอาละครับ คอยฟังนะ แต่ว่าอย่าบอกใครนะครับ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วศิลปินแห่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาก็เริ่มต้นร้องเพลงในภาพยนตร์เสียงศรีกรุงด้วยเสียงแหบเครือน่าสงสาร

ดูซิดูโน่นซี

สุริย์ศรีไม่ทันยอแสง

พระจันทร์อวดกำแหง

ส่องแสงแข่งกับสุริยา

พระอาทิตย์โกรธา

ชักรถกลับมาไม่ยอมตกดิน

ผู้คนไม่มีข้าวกิน

พระอินทร์ต้องเหาะลงมา

ลมพัด...สบัดช่อจำปีจำปา

มองไปมองมา

มีแต่คนบ้า นอกจากผมคนเดียว

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้องรับแขก หนุ่มใหญ่ในวัยค่อนรุ่งลุกขึ้นก้มศีรษะโค้งคำนับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่ตบมือให้เกียรติเขา แล้วเขาก็ร้องเพลงต่อไป

"พิมพ์ จ๋าพิมพ์ พิมพ์ของชื่น จนดึกจนดื่นชื่นมาลอยคอคอยช่างหนาวน้อยอยู่เมื่อไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามแล้วกล่าวกับผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นจำรัส สุวคนธ์ ด้วยเสียงหัวเราะ

"พอแล้วครับคุณจำรัส ได้ฟังคุณร้องเท่านี้เราก็รู้แล้วว่าเสียงของคุณเพราะกว่า มากกว่า และเป็นฟองกว่า"

"แหม ขอให้ผมร้องให้ฟังอีกสัก ๒๐๐ เพลงไม่ได้หรือครับ ผมร้องเพลงทีไรมันมันเขี้ยวครับไม่อยากจะหยุดร้องง่ายๆ เลย เป็นอันว่าบริษัทตกลงรับผมไว้แสดงเป็นพระเอกเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" แล้วใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณกลั้นหัวเราะแทบแย่ ท่านพยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"ว่าไงผู้อำนวยการ"

อาเสี่ยมองดูหน้าหนุ่มใหญ่ในวัยดึกอย่างขบขัน

"ไม่มีปัญหาอะไรครับ ถ้าเราไม่รับคุณไว้บริษัทก็โง่เต็มทน ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่รุ่นลายครามอย่างคุณต้องทำเงินล้านแน่ๆ ผมจะให้คุณแสดงหนังเรื่องพิเศษของเราเป็นหนังชีวิตที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

จอมศิลปินแห่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยายิ้มแป้น

"เรื่องอะไรครับ"

กิมหงวนตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

"เรื่องความรักทำให้ตาแฉะ"

ศิลปินเอกขมวดคิ้วย่น

"ไง๋ยังงั้น มีแต่ว่าความรักทำให้ตาบอด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ที่ตาแฉะก็เพราะพวกฝรั่งมันไม่สนใจดันขึ้นไปกินเลี้ยงกันบนเสากระโดงเรือผมเข้าใจคุณดี ทีเดียวครับ ก้านแดงก้านดำ น้ำร้อนน้ำชาสาระพาเฮโลแล้วก็เดินสะบัดเชปกระตุกเอาๆ สามเที่ยวสี่เที่ยวมีแต่หัวกับหาง"

ศิลปินเอกยิ้มให้นิกร

"ใช่ครับ อ้ายผมอดโมโหไม่ได้เลยเอามีดควั่นหัวตัวเองถึงสี่รอบ ฝรั่งกลับมาอีก อีแหม่มมันด่าผม มันว่าหน้าตาผมคล้ายนะโปเลียน แล้วผมจะฝังสงฝังเสาได้อย่างไง มีดมันเรียกว่าพร้า โอ๊ย น่าขัน"

นิกรหันมามองดูหน้าเสี่ยหงวน พอขยับจะพูดอาเสี่ยก็รีบยกมืออุดปากนายจอมทะเล้นไว้

"อย่า อ้ายกร ถึงเข้าต้นฤดูฝนอากาศมันก็ยังร้อนอ้าว แกเสือกทำเล่นๆ เป็นไปจริงๆ แกจะลำบาก ดิเรกมันก็ไม่เชี่ยวชาญในการรักษาคนไข้โรคจิต กันขี้เกียจไปเยี่ยมแกโว้ย บ้านเรากับโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน"

นิกรว่า "เรื่องมันเป็นยังงี้ แดดจะร้อนยังไงขอให้ประเทศไทยเราเจริญก็แล้วกัน ฟังกันว่าเถอะเพื่อน น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว เต่าจะเต้นทวิสต์ ดอกอุดตะพิดจะกลายเป็นหน้าวัว คนชั่วจะกลายเป็นคนดี จิ๊กกี๋จะกลายเป็นจิ๊กโก๋"

"เฮ้ย" กิมหงวนตวาดแว๊ด "แกทำเล่นๆ หรือไปจริงๆ วะ"

ทันใดนั้นเอง จำรูญ หนวดจิ๋ม ที่ปรึกษาของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ก็พาตัวเดินเข้ามาในห้อง เขาพึ่งมาจากบ้านของเขา เพื่อมาปฏิบัติงานในหน้าที่ของที่ปรึกษาของงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" นี้ โหรสมัครเล่นผู้เป็นจอมตลกชื่อดังทุกยุคทุกสมัย แต่งสากลชุดสีเทาอ่อน ผูกเน็คไทค์เงื่อนกะลาสีสีแดงพาดขาว มือขวาถือกระเป๋าเอกสารคือกระเป๋าซิปรูด

พอแลเห็นผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นจำรัส สุวคนธ์ จำรูญก็หยุดชะงักแล้วหันมามองดูสี่สหายคล้ายกับจะถามว่าเขาเป็นใคร ดร. ดิเรกกล่าวกับจำรูญทันที

"จำรัส สุวคนธ์ ยังไงล่ะคุณจำรูญ"

ตลกเอกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ถ้ายังงั้นได้เรื่องละครับ รถพยาบาลของโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" บุรุษพยาบาลเขาบอกผมว่า คนไข้คนหนึ่งที่พยายามเชื่อว่าเขาคือจำรัส สุวคนธ์ได้หลบหนีมานี่เพื่อมาสมัครเล่นหนังกับเรา"

พลถามว่า "เขากำลังจะเข้ามาในบ้านเราหรือครับ"

"ครับ มากันหลายคน คนหนึ่งคงเป็นหมอ" พูดจบจำรูญก็หันไปมองดูศิลปินหลังคาแดง

หนุ่มใหญ่วัยดึกยกมือชี้หน้าจำรูญ แล้วหัวเราะลั่น

"โอ-คุณหลวง คุณหลวงหรือครับนี่"

จำรูญยิ้มแห้งๆ

"ไม่ใช่คุณหลวงหรอกครับ แม้แต่ท่านขุนผมก็ไม่เคยเป็น"

"ปู้โธ่ ทำงานสร้างหนังเสียงศรีกรุงมาด้วยกัน คุณหลวงจำผมไม่ได้ เมื่อเดือนก่อนเรายังไปล่าช้างน้ำด้วยกัน ได้ไข่ช้างมาตั้ง ๒๐ กว่าฟอง"

จำรูญนึกสนุกขึ้นมา ก็เออออห่อหมกด้วย

"อ๋อ จริงแหละครับคุณจำรัส ขอโทษทีครับที่ผมเกือบจะจำคุณไม่ได้ หมู่นี้งานผมมากความ ทรงจำของผมไม่ดี ไข่ช้างที่เราได้มาคุณฟักเป็นตัวเมื่อไร อย่าลืมแบ่งให้ผมบ้างนะครับ"

"ครับ ก็เราตกลงกันไว้แล้วว่าเราจะแบ่งกันคนละครึ่ง ฮ่ะ ฮ่ะ เมื่อวานพวกฝรั่งมันเอากลองขึ้นไปตีบนหลังคาบ้านผม"

"หรือครับ บ้านผมมันก็ไป ปีนขึ้นไปบนหลังคายั้วเยี้ยไปหมด โยนข้าวเม่าทอดลงมาให้ผมสองแพ"

"คุณจำรูญ" นายพลดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง "มานั่งนี่เถอะครับ ประเดี๋ยวหมอและบุรุษพยาบาลเข้ามา เขาก็จะเอาคุณไปด้วย คุณจำรัสแกชักยุ่งแล้ว ตอนแรกๆ ก็พอคุยกันรู้เรื่อง"

ตลกเอกเดินหัวเราะหึๆ มานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งริมผนังห้อง ในเวลาเดียวกับที่เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องรับแขก แล้วก้มลงกระซิบกระซาบกับพล

"รับประทานหมอโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยากับคนงานอีกสามคนเขาเข้ามาในบ้านเราครับ เขาขออนุญาตรับตัวคนไข้ที่อ้างตัวว่าเป็นจำรัส สุวคนธ์กลับไปอยู่ปากคลองสานตามเดิม"

พลมองดูคนไข้โรคจิตด้วยความเศร้าใจ

"แกหลอกพาเขาออกไปหาหมอหน่อยซี น่าสงสารเขาโว้ย" พลกระซิบกับเจ้าแห้วเช่นเดียวกัน "เขาคงเป็นคนมีความรู้และมีตระกูลดี"

เจ้าแห้วเดินย่องเข้าไปหาคนไข้โรคจิต แล้วก้มศีรษะโค้งคำนับ

"คุณจำรัสครับ เชิญไปลองเข้าหน้ากล้องสักนิดหน่อยเถอะครับ"

เขากำลังนั่งตาปรือได้ยินเจ้าแห้วพูดเช่นนี้ ก็ลืมตาโพลง

"โอ-ยินดีทีเดียว นี่คุณพระใช่ไหม"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"ใช่ครับ"

หนุ่มวัยดึกผุดลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือให้เจ้าแห้วจับ

"ไม่ได้พบคุณพระหลายปีทีเดียว รู้สึกว่าคุณพระหนุ่มขึ้นมาก ผมเองตั้งแต่ฝรั่งมันขึ้นไปกินเลี้ยงกันบนหลังคาบ้านผมก็รู้สึกว่าสีมันเขียวเกินไปไม่เหมาะ ตามสูตรเขาให้เอาหนวดเต่า, เขากระต่าย, น้ำลายยุงผสมกันเข้ามันจะมีเสียงดังวี๊ดๆๆ เข้าทีไหมคุณพระ"

"เข้าทีครับ เชิญคุณจำรัสไปลองเข้ากล้องดูสักม้วนเถอะครับ พวกฝรั่งเขาคอยกันอยู่ในโรงถ่ายแล้ว"

"งั้นเรอะ เอารำมะนามาด้วยหรือเปล่า"

"เปล่าครับ เอามาแต่เครื่องปี่พาทย์นางหงส์"

"อ๊ะ ไม่เลว เท่งทึงๆๆๆ อ๋อยแอ ไปซีครับ โอ๊ย...วันนี้ผมสบายใจเหลือเกินได้พบปะเพื่อนเก่าๆ "

เจ้าแห้วดึงตัวคนไข้โรคจิตออกไปจากห้องรับแขก พอพ้นประตูห้อง นายแพทย์กับบุรุษพยาบาลก็ปราดเข้าควบคุมตัวเขาทันที คนไข้ตัวสั่นงันงกถึงจะมีจิตไร้สำนึกแต่ก็กลัวหมอ นายแพทย์ในวัยกลางคนสั่งให้บุรุษพยาบาล และคนขับรถช่วยกันพาคนไข้ออกไปขึ้นรถของโรงพยาบาล แล้วเขาก็เข้ามาในห้องรับแขก เพื่อพบปะกับศาสตราจารย์ดิเรก นายแพทย์อาวุโสซึ่งเขาเคารพนับถือเหมือนกับว่าเขาเป็นอาจารย์ของเขาคนหนึ่ง

หมอศิริยกมือไหว้นายพลดิเรกอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับอาจารย์"

ดร. ดิเรกรับไหว้ และทำหน้าตื่นๆ

"คุณศิริหรอกหรือ นั่งซีหมอ"

"ขอบคุณครับ ผมจะรีบนำนายเลอพงศ์ไปโรงพยาบาลครับ เพราะใกล้เวลาที่เขาจะอาละวาดแล้ว ตอน ๑๑ น. ถึงเที่ยง เขาอาจจะฆ่าใครได้ง่ายๆ เขากลัวแต่ผมคนเดียวเท่านั้น"

"เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนหมอ ประวัติของเขาเป็นมาอย่างไร"

"ประวัติหรือครับ เขาทำปริญญาโทอยู่ที่อเมริกาครับ บังเอิญได้รับอุบัติเหตุ ถูกรถยนต์ชนประสาทสมองเสีย ต้องกลับเมืองไทย แล้วก็ป่วยเป็นโรคจิตมาเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว เป็นบ้างหายบ้าง คุ้มดีคุ้มร้ายเรื่อยมา ในระยะสามปีนี้มีอาการคลุ้มคลั่งอาละวาดในตอนกลางวันครับ ดังที่ผมเรียนให้อาจารย์ทราบ แกมาอยู่โรงพยาบาลได้สองปีแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"น่าสงสารมาก หมอรีบพาเขาไปเถอะ ว่างๆ ผมจะไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล บางทีผมอาจจะช่วยเขาได้ด้วยการผ่าตัดสมองเอาสมองคนตายใส่เข้าไปแทน"

หมอศิริยกมือไหว้ ดร. ดิเรกอีกครั้งหนึ่ง

"ผมลาละครับอาจารย์"

นายพลดิเรกรับไหว้ทันที หมอศิริพาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขก คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และจำรูญต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องคนไข้โรคจิต ด้วยความสงสารและเห็นอกเห็นใจเขา นายแพทย์หนุ่มอธิบายให้ฟังว่า คนไข้โรคจิต ถ้าคิดว่าตัวเขาเป็นอะไรแล้ว เขาก็จะเชื่อเอาจริงๆ จังๆ ว่าเขาเป็นคนคนนั้นจริงๆ บางคนก็คิดว่าตัวเป็นกษัตริย์ เป็นเจ้า เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นพระเอกยี่เก ส่วนมากจิตแพทย์สามารถบำบัดให้หายป่วยได้ แต่บางรายไม่มีทางจะรักษาให้หาย

ในที่สุดเรื่องที่สนทนากันก็เปลี่ยนมาพูดเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" จอมตลกหนวดจิ๋มได้ถามเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"มีศิลปินอาวุโสคนใดมาพบอาเสี่ยบ้างครับ ผมต้องขอโทษที่ผมมาช้าไปหน่อย พวกเด็กๆ มันทะเลาะกันชกต่อยกัน ผมก็ต้องเสียเวลาตัดสิน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"กุมารทอง และโหงพรายที่คุณเลี้ยงไว้น่ะหรือครับ"

"โอ๊ะ ไม่ใช่ครับ เด็กลูกหลานผมน่ะครับ"

"อ๋อ" เสี่ยหงวนพูดยานคาง "คุณหมายถึงคนที่ยังมีชีวิต"

"ใช่ครับ ต่อยกันเสียปากคอปลิ้นเป็นครุฑ ก็หลานๆ ผมทั้งนั้นแหละครับ ผมโมโหเต็มทนเลยเฆี่ยนกินแถวคนละ ๖ ที อ้ายตัวก่อเรื่องผมเกือบจะเอาไปถ่วงน้ำเสียแล้ว"

"หา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "คุณพูดยังไงคุณจำรูญ คุณว่าหลานๆ ของคุณเป็นคน ไง๋จะเอาไปถ่วงน้ำ"

จำรูญหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"คนก็ถ่วงน้ำได้เหมือนกันนี่ครับใต้เท้า สำหรับผีผมจับใส่หม้อใหม่ เอาผ้ายันต์ปิดปากหม้อแล้วเอาไปถ่วง แต่ถ้าเป็นคนก็ต้องจับใส่กระสอบ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นับตั้งแต่จำรูญได้มารับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ ทำให้คณะพรรคสี่สหายครึกครื้นรื่นเริงกันขึ้นอีก เพราะจอมตลกคนนี้เป็นผู้ที่มีอารมณ์ขันเช่นเดียวกัน และพูดอะไรขำๆ แบบหน้าตาย

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับจำรูญว่า

"ยังไม่มีศิลปินอาวุโสคนใดมาหาผมเลยคุณจำรูญ คุณหลวงภรตฯ ท่านโทรศัพท์มาถึงผมชอบใจผมและบอกว่าวันนี้ท่านติดธุระ ต้องไปช่วยงานบวชนาคหลานชายของท่านคนหนึ่ง พรุ่งนี้ท่านจะมาคุยกับผม พวกศิลปินรุ่นอาวุโสที่เราพอจะเชิญมาร่วมงานด้วยก็มีไม่กี่คน เพราะแก่เถ้าร่วงโรยไปตามกัน บางคนก็ตายไปแล้ว เช่นเฉลิม บุณยเกียรติ หรือ แจ๋วดอกจิก ที่มีชีวิตอยู่และยังสามารถที่จะแสดงภาพยนตร์ได้ก็เห็นจะมีคุณเกษม มิลินทจินดา คุณมานี สุมนัส คุณเขียน ไกรกุล แล้วก็พวกที่มาจากละครร้องโดยตรง เช่นพี่ชะม้อย คุณสีนวล พี่ละม้าย พี่บุนนาค แม่สงวน พี่มาลี ผมเชิญทั้งนั้น ผมถือว่าพวกนี้เป็นศิลปินอาวุโสและเป็นศิลปินจริงๆ นอกจากนี้ผมก็เชิญพี่อบ บุญติด สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม ทองถม ปากลำโพง กับใครต่อใครอีกเยอะแยะ วันนี้เป็นวันที่เราจะต้อนรับเฉพาะศิลปินอาวุโสเท่านั้น"

ดร. ดิเรกชี้มือไปนอกประตูห้องรับแขก

"คุณอบมาแล้ว"

เจ้าแห้วพนักงานรับใช้ผู้เชี่ยวชาญเดินนำหน้าพาสุภาพบุรุษผู้สูงอายุในวัยดึกคนหนึ่งเข้ามาในห้องรับแขก เขาคือยอดศิลปินผู้เจนจัดในการแสดงนับตั้งแต่จำอวด, ละครย่อย, ละครใหญ่คือ ละครชายจริงหญิงแท้ ตลอดจนกระทั่งการแสดงภาพยนตร์ และเป็นนักแสดงกลที่สามารถคนหนึ่ง

นามของเขา นับตั้งแต่รัฐมนตรีจนกระทั่งกรรมกรกวาดถนนย่อมรู้จักดีเขาคืออบ บุญติด ผู้ที่ศิลปินทั้งหลายยกย่องเคารพนับถือเขาเป็นครูบาอาจารย์ เรียกเขาว่าตา, ลุง, อา และพี่

ยิ้มเสมอ ร่าเริงเสมอ เอื้อเฟื้อศิลปินรุ่นเด็ก สุภาพนอบน้อมต่อบุคคลทุกชั้นทุกวัยคือศิลปินผู้สูงอายุผู้นี้ เขาแต่งกายครึ่งชุดใหญ่ สวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เชิ้ทแขนยาวสีขาวผูกโบว์หูกระต่าย มือขวาถือกระเป๋าเอกสารใบหนึ่ง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้จักคุ้นเคยกับอบมาแต่ก่อนแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงไหว้กันและทักทายกันอย่างสนิทสนม ส่วนจำรูญ หนวดจิ๋มเปรียบเหมือนญาติของศิลปินผู้สูงอายุคนนี้ก็ว่าได้ เพราะเคยร่วมงานศิลปินกันมาตั้งแต่ครั้ง "เสมาทอง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้องรับแขก พล พัชราภรณ์ เชิญให้อบนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง หลังจากสี่สหายได้ไต่ถามทุกข์สุขของเขาตามสมควร และเสี่ยหงวนได้กล่าวขอบคุณอบ บุญติดที่สละเวลามาพบตามคำเชิญแล้ว จอมศิลปินผู้ผ่านการแสดงมาเป็นเวลานับครึ่งศตวรรษก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"กระผมไม่ได้พบใต้เท้านานแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าใต้เท้าสบายดีนี่ครับดูเหมือนใต้เท้าเป็นหนุ่มขึ้น"

"หนุ่มในวัยใกล้รุ่งน่ะซีคุณ คุณกับผมมันรุ่นเดียวกัน ความเป็นหนุ่มของเราน่ะมันไม่เหลืออยู่อีกแล้ว ความจริงคุณยังแข็งแรงสดชื่นกว่าผม หมู่นี้ไม่ค่อยเห็นเล่นทีวี"

อบหัวเราะเบาๆ

"เล่นบ่อยนักคนดูเขาก็เบื่อหน้าครับ มันจะกลายเป็นดาราโหลไป แล้วกระก็ยมแก่แล้ว ทำอะไรก็ต้องมัชฌิมา" พูดจบก็หันมายิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก "เฮาว์ ดู ยู ดู ด็อคเต้อร"

"ไคว้ เวล แท้งคิว เวอรี่ แกล๊ด ทู ซี ยู"

อบยิ้มแล้วพูดเร็วปรื๋อ

"ทู บี เค็พท์ ฟอร์ อินสเป็คชั่น ออร์ แฟร์ มัสต์ บี เป๊ด โอเว่อร อเกน"

ศาสตราจารย์ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"ว๊อท ดู ยู มีน"

"ข้อความในตัวรถรางรุ่นเก่ายังไงล่ะคุณหมอ"

เท่านี้เองเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นลั่นห้องรับแขก พลสบตากับอบเขาก็พูดพลางหัวเราะพลาง

"พี่อบไม่เคยมีทุกข์โศกหรือหง็อยเหงากับใครเลย เห็นหน้าพี่ได้คุยกับพี่แล้ว สบายใจจริงๆ ครับ"

อบพยักหน้า

"ออไร๋ บียอน ดิส ป๊อยท์ อิส เอ๊าท์ ออฟ บาว"

พลขมวดคิ้วย่น

"พี่อบหมายถึงอะไรครับ"

"อ้าว ก็ตอนสงครามเลิกทหารพันธมิตรเดินกันเกลื่อนถนน ตรอกไหนซอยไหนที่มันไม่เหมาะสารวัตรทหารฝรั่งก็เอาป้าย บียอน ดิส ป๊อยท์ อิส เอ๊าท์ ออฟ บาว ไปติดตั้ง ทหารเดินเลยป้ายเข้าไปก็ถูกเอ็ม.พี. รวบ จำไม่ได้หรือครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ถูกละครับ ผมนึกออกแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ ผมเคยเห็นทหารนิโกรอเมริกัน มันช่วยกันแบกป้ายไปทิ้งเพราะมันอยากหาความสุขอย่างว่า พี่อบนี่จำเรื่องเก่าๆ ได้ดีนี่ครับ"

"พี่อบรู้ไหมว่าอาเสี่ยจะให้พี่อบเป็นพระเอกเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" "

อบลืมตาโพลง

"อ๋อ ยังได้นะพ่อรูญ แรนด๊อฟ สก็อต ก็รุ่นราวคราวเดียวกับฉัน พี่แกยังเล่นเป็นพระเอกนี่นา"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ผมอยากให้พี่อบแสดงเป็นตัวพ่อมากกว่าครับ"

"ผมยินดีร่วมงานกับเสี่ยครับ เพราะเราชอบพอกันเป็นส่วนตัวมานานแล้ว แล้วก็หนัง ๑๔๐ เป็นหนังที่พิเศษที่สุดในโลกแม้แต่ฝรั่งก็ยังทำไม่ได้ ผมก็อยากจะเล่นเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของเสี่ยมาก"

นิกรลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปนั่งเก้าอี้นวมตัวหนึ่งข้างศิลปินผู้สูงอายุ

"พี่อบเล่นกลอยู่หรือเปล่าครับ"

"ก็ซ้อมมืออยู่เสมอแหละครับคุณนิกร"

นิกรยกมือไหว้อบทันที

"แสดงให้ผมดูหน่อยเถอะครับ"

"เอ๊ะ นี่เรียกผมมาปรึกษาหารือเรื่องทำหนังหรือมาให้ผมแสดงกลให้ดู"

"ทั้งสองอย่างแหละครับ" พ.อ. นิกรพูดยิ้มๆ "ผมยังจำได้อย่างไม่มีวันลืม ตอนสงครามไม่มีหนังฉาย พี่อบกับพรรคพวกรวมทั้งคุณจำรูญ หนวดเฟิ้มได้แสดงละครย่อยและวิทยากลที่เฉลิมบุรี"

จำรูญพูดเสริมขึ้น

"หนวดจิ๋มนะครับไม่ใช่หนวดเฟิ้ม"

อบ บุญติด เปิดกระเป๋าซิบรูดที่วางอยู่บนขาของเขา ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าแพรผืนหนึ่งและค้อนเหล็กขนาดเล็กอันหนึ่งออกมา เขาคลี่ผ้าวางลงบนโต๊ะแล้ววางค้อนด้ามยาวเพียงหนึ่งคืบลงบนผ้า ต่อจากนั้นก็เอาผ้าปิดค้อนและห่อไว้ เขาแบมือทั้งสองให้ทุกคนดูตามแบบฉบับของมายากลทั้งหลาย แล้วอบก็ยกมุมผ้าเช็ดหน้าชูขึ้นปรากฏว่า ค้อนอันนั้นหายไปแล้ว

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะ และตบมือเกรียวกราว ศาสตราจารย์ดิเรกตื่นเต้นสนใจไม่น้อย เขารีบลุกขึ้นเดินมานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งซึ่งอยู่ทางซ้ายของอบบุญติด

"พี่ทำอย่างไรพี่อบ ค้อนหายไปไหนครับ"

อบหัวเราะชอบใจ

"ไม่หายหรอกครับ คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์ย่อมทราบดีแล้วว่าสสารไม่หายไปไหน ผมจะบอกให้ มันอยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาของคุณหมอนั่นแหละ"

ดร. ดิเรกสะดุ้งโหยง

"ฮ้า อิมพอสิเบิล"

"แต่มันเป็นไปแล้วครับ"

นายแพทย์หนุ่มล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงของเขาแล้วนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นเมื่อมือของเขาสัมผัสค้อนเล็กเล่มนั้น

"มายก็อด อิท อิส วันเด้อรฟุล" แล้วเขาก็ดึงค้อนออกมาส่งให้อบ "โอ-เวอรี่ ฟันนี่"

อบ บุญติด ถอดนาฬิกาข้อมือเรือนทองที่ข้อมือข้างซ้ายของเขาออกมาแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าหุ้มห่อนาฬิกาเรือนนั้น เสร็จแล้วเขาก็วางลงบนโต๊ะยกค้อนเหล็กกระหน่ำลงไปหลายที จนกระทั่งทุกคนรู้สึกว่านาฬิกาแตกแหลกละเอียด

"คุณหมอค่อยๆ แก้ผ้าเช็ดหน้าออกดูซีครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกรีบทำตามคำสั่งของมายากรสมัครเล่นทันที คือแก้ผ้าเช็ดหน้าออกทีละชั้น เสียงพึมพำดังขึ้นเมื่อทุกคนแลเห็นนาฬิกาเรือนทองเรือนนั้นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เรือนทองของมันบุบบู้บี้ กระจกหน้าปัดแหลก สายใยตัวจักรและส่วนประกอบขนาดจิ๋วกองอยู่เกลื่อน

"โอ-เป็นแปลกมาก นี่หมายความว่าพี่อบสามารถที่จะทำให้นาฬิกาข้อมือของพี่กลับคืนดีได้ตามเดิมยังงั้นหรือ"

"ครับ คุณหมอโปรดห่อมันไว้ตามเดิม ผมจะไม่แตะต้องผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นอีกเลย เพื่อให้ทุกท่านตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจในความสามารถของผม วิธีนี้ผมเรียนมาจากเชฟาโรราชามายากรผู้สิ้นชีวิตไปแล้วครับ"

นายพลดิเรกรีบห่อเศษนาฬิกาข้อมือไว้ตามเดิมจนเป็นห่อเล็กๆ แล้ววางลงบนโต๊ะข้างหน้า อบส่งค้อนเหล็กอันเล็กให้

"คุณหมอเอาค้อนอันนี้วนเวียนไปมารอบๆ ห่อ เพียงสามครั้งแล้วแก้ห่อออก เท่านี้นาฬิกาของผมก็จะกลับคืนดีตามเดิม ลองดูซีครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ไม่น่าเชื่อเลย แต่ว่าวิทยากลก็คือการแสดงที่โกหกนั่นเอง"

"ใช่ครับ อาศัยความว่องไวและความชำนาญเท่านั้น"

"ออไร๋ ตั้งแต่พี่อบแสดงมาเคยผิดพลาดบ้างไหมครับ"

"เคยครั้งเดียวครับ ผมแสดงการเลื่อยตัวผู้หญิงให้ขาดออกเป็นสองท่อน ผมจำได้ว่าวันนั้นเราเล่นที่เฉลิมกรุง เป็นวันที่ผมมีอารมณ์หงุดหงิด ผมเลยเลื่อยเด็กผู้หญิงของผมขาดเป็นสองท่อนจริงๆ "

นายพลดิเรกทำตาโต

"ก๊อตายน่าซีครับ"

"ไม่ทันตายหรอกครับ ผมรีบส่งไปโรงพยาบาลให้หมอเขาช่วยติดต่อให้ แต่ก็ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลไปแยะ เอาซีครับคุณหมอ ยกค้อนขึ้นวนเวียนรอบห่อเศษนาฬิกา ประเดี๋ยวคุณหมอและคุณๆ เหล่านี้นอกจากจำรูญจะตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน"

กิมหงวนกล่าวถามจำรูญเบาๆ

"คุณคงแสดงกลได้เช่นเดียวกับพี่อบ"

"ก็พอได้ครับ แต่เรียนมาคนละทาง ผมถนัดเอาถุงคลุมหน้าแล้วขับรถยนตร์ไปตามถนนสาย ต่างๆ "

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"แล้วไปถึงที่หมายหรือเปล่า"

"ไม่ถึงหรอกครับ บางทีก็ลงไปอยู่ในคลอง บางทีก็ปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้า หรือมุดเข้าไปในห้องแถวตึกแถว"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร. ดิเรก ยกค้อนขึ้นวนเวียนไปมารอบๆ ห่อนาฬิกาสามสี่ครั้งแล้ววางค้อนลงบนโต๊ะ จัดแจงแก้ผ้าเช็ดหน้าออก ทุกคนตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว เศษนาฬิกาข้อมือเรือนทองกลับกลายเป็นนาฬิกาทั้งเรือนตามเดิมพร้อมด้วยสายทองยึดได้ของมัน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตบมือให้เกียรติอบ บุญติด

"คุณยังแน่อยู่นะคุณอบ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวชมด้วยความจริงใจ "คุณแสดงวิทยากลได้ดีเหมือนเมื่อก่อน"

อบ บุญติด เอื้อมมือรับนาฬิกาข้อมือเรือนทองและสายทองที่ ดร. ดิเรก ยื่นมือให้เขามาผูกนาฬิกาที่ข้อมือเขาตามเดิม ตอนนี้เองศาสตราจารย์ดิเรกได้ถอดแว่นตาสายตาสั้นของเขาออกมาอย่างรวดเร็ววางลงบนผ้าเช็ดหน้า เอาผ้าห่อให้เรียบร้อย หยิบค้อนเหล็กของศิลปินอาวุโสยกขึ้นเคาะลงไปบนห่อแว่นตาเสียงโครมครามสามสี่ทีติดๆ กัน อบมองดูนายพลดิเรกอย่างตื่นๆ

"คุณหมอ "

นายแพทย์หนุ่มยิ้มละไม ขณะนี้นัยน์ตาของเขาที่ปราศจากแว่น มองเห็นสิ่งต่างๆ เลือนลางเต็มทน

"ผมอยากจะดูความสามารถของพี่อบอีกครั้งหนึ่ง เลยเอาแว่นห่อผ้าเช็ดหน้าเอาค้อนทุบบัลลัยไปแล้ว" พูดจบเขาก็แก้ห่อออก ก้มหน้ามองดูเศษแว่นตาของเขาแล้วหัวเราะชอบใจ "ฮ่ะ ฮ่ะ กระจกสองข้างแหลกละเอียด กรอบที่พังยู่ยี่ยับเยิน ผมจะห่อมันแล้วพี่อบช่วยทำให้คืนดีตามเดิมนะ"

ศิลปินผู้เถ้ากลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง จำรูญ หนวดจิ๋ม กลั้นหัวเราะไม่ไหวก็ปล่อยก้ากออกมา อบมองดูนายพลดิเรกด้วยความสงสาร

"คุณหมอ ผมเสียใจเหลือเกินครับ ถ้าจะทุบแว่นให้ละเอียดก็ต้องให้ผมเป็นคนห่อและทุบเอง ผมทำให้คืนดีไม่ได้หรอกครับ"

"อ้าว" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "ทีนาฬิกาทำไมพี่อบทำได้"

อบหัวเราะเบาๆ

"ผมมีนาฬิกาปลอมสำหรับทุบอยู่เรือนหนึ่งซึ่งคล้ายๆ กับนาฬิกาของผม วิทยากลมันก็ต้องใช้วิธีลวงตาผู้ดูหรือทำให้ผู้ดูหลงเชื่อแหละครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แล้วทำยังไง แว่นผมแตกแล้ว"

"ซื้อใหม่ซีครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง เจ้าแห้วยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ทางประตูที่ติดต่อกับห้องโถง พลแลเห็นเข้าก็กวักมือเรียกแล้วหันมาร้องถามนายแพทย์หนุ่ม

"แว่นสำรองของแกอยู่ในห้องวิทยาศาสตร์หรืออยู่ในห้องนอนข้างบน"

ดร. ดิเรกพยายามจ้วงมองดูหน้าพลและเจ้าแห้ว

"นั่นอ้ายแห้วใช่ไหม"

"รับประทานใช่ครับ"

"ดีแล้ว ไปเอาแว่นในลิ้นชักโต๊ะทำงานห้องแล็ปมาให้ทีโว้ย เอาซองแว่นสีน้ำตาลนะ" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้อบ บุญติด "เคราะห์ดีที่ผมมีแว่นสำรองอยู่สองโหล "เรื่องแว่นนี่สำคัญมาก ผมถอดแว่นออกแล้วผมก็เหมือนอ้ายบอด แค่นี้ผมยังมองเห็นหน้าพี่อบไม่ชัด"

"ก็คุณหมอไม่ควรไปทุบมันนี่ครับ" อบพูดยิ้มๆ แล้วเปลี่ยนสายตามาที่ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ "สามเสือเหี้ยม" "เราเริ่มพูดกันเรื่องงานได้แล้วนี่ครับอาเสี่ย"

กิมหงวนยิ้มให้ศิลปินอาวุโส

"ก็ไม่มีอะไรครับพี่อบ นอกจากว่าผมขอเชิญพี่ให้ร่วมแสดงเป็นตัวพ่อในเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" หนังไทยแบบดิเรกราม่าเรื่องแรกของเรา ส่วนค่าตัวของพี่ผมให้สามหมื่นบาท"

อบ บุญติด นิ่งคิด

"น้อยไปหน่อยครับอาเสี่ย หนังเรื่องนี้เป็นหนังพิเศษ ๑๔๐ จะส่งไปฉายทั่วโลก ไม่ใช่หนัง ๑๖ หรือหนัง ๘"

"ถ้ายังงั้นพี่อบจะต้องการสักเท่าใดว่ามาเลยครับ เราหุ้นส่วนจะได้ปรึกษากันเดี๋ยวนี้ไม่ต้องให้เสียเวลา"

"ผมขอหมื่นบาท" อบพูดหน้าตาเฉย

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ถ้ายังงั้นก็แพงไป ผมให้พี่อบสองหมื่นห้าพันก็แล้วกัน"

อบพยักหน้าช้าๆ

"เอา ตกลงครับ"

"ขอบคุณครับพี่อบ วันจันทร์ที่ ๓ ตอนสายๆ กรุณามาพบผมอีกครั้งเพื่อเซ็นสัญญากันและผมจะจ่ายเงินค่าตัวให้พี่ครึ่งหนึ่งก่อน ศิลปินทุกคนที่จะร่วมแสดงหนังเรื่องนี้ก็จะมาเซ็นสัญญาและรับเงินล่วงหน้าในวันจันทร์เช่นเดียวกัน แล้วผมจะมอบบทให้ไปท่องด้วย จะบอกให้ทราบโดยละเอียดว่าใครเป็นอะไร"

"เอ๊ะ มีสคริปต์แจกตัวละครด้วยหรือครับนี่ ผมเล่นหนังมาหลายเรื่องไม่เห็นเขาแจก บางเรื่องก็ไม่มีบท ก่อนจะถ่ายก็เล่าเรื่องให้ฟังแล้วตัวละครออกไปเล่นกันเอาเอง"

เจ้าแห้วเดินตัวปลิวเข้ามาในห้องรับแขก ตรงเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม และส่งซองแว่นตาสี น้ำตาลให้ศาสตราจารย์ดิเรกอย่างนอบน้อม พอได้ยินเสียงรถยนตร์แล่นเข้ามาในบ้าน เจ้าแห้วก็รีบออกไปทางเฉลียงหน้าตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์"

ก่อนที่อบ บุญติด จะลากลับ เจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพาสุภาพบุรุษในวัยกลางคนรูปร่างทึบๆ ผิวคล้ำใบหน้ารูปไข่จะละเม็ดคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขก เขาแต่งกายง่ายๆ ไม่หรูหราอะไรนัก ท่าทางของเขาสงบเสงี่ยมเหมือนผู้หญิง เมื่อเขาเดินผ่านธรณีประตู เท้าซ้ายของเขาก็สะดุดขอบธรณีประตู ทำให้เขาเสียหลักวิ่งหัวซุนเข้ามาเกือบจะหกล้ม

"คุณต๊อก" นิกรร้องขึ้นดังๆ

ต๊อก หรือล้อต๊อกทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้นในท่าทางเอียงอายเหมือนกับสาวแรกรุ่น เขารู้จักคุ้นเคยกับสี่สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาแต่ก่อนแล้ว เขากระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนแรกแล้วก็ไหว้อบกับจำรูญและสี่สหาย

"สวัสดีคะรับ ผ่มพึ่งมาจากไร่ของผมเดี๋ยวนี้เอง"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"นั่งข้างบนซีครับคุณต๊อก"

ล้อต๊อกค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินกระโผลกกระเผลกไปทางอบ บุญติด

"พี่มานานแล้วหรือครับ"

"มาสักครู่นี้เอง เป็นอะไรไปล่ะน้องชายรู้สึกว่าเดินเหินไม่ใคร่ถนัด"

"ฝ่นมันตกครับพี่ โรคเก่ามันก็เลยกำเริบ อากาศเย็นๆ ผ่มไม่ใคร่ชอบเลย ขอให้ผ่มนั่งด้วยคนนะครับ" พูดจบเขาก็นั่งลงบนตักศิลปินอาวุโส

"เฮ้ย" อบร้องเอ็ดตะโร "เก้าอี้ว่างอีกตั้งหลายตัว"

ล้อต๊อกค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง จ้องตาเขม็งมองดูศีรษะท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้เจ้าคุณชักโมโห

"อย่าน่าล้อต๊อก อย่ามองผมยังงี้น่าผมไม่ชอบ"

ล้อต๊อกประนมมือไว้ระหว่างอก

"กระผ่มมองด้วยความนับถือครับ"

"นับถือก็มองหน้าซี ไง๋มองกบาลผมล่ะ ประเดี๋ยวผมจดหมายไปฟ้องสมจิตรคุณจะเดือดร้อนนะ เมื่อสองสามวันคุณขับรถจี๊ปพาทีนเอจคนหนึ่งไปกับคุณผ่านหน้าสำนักงานผลประโยชน์ของผม"

ล้อต๊อกสะดุ้งเฮือก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่มีอะไรหรอกครับใต้เท้า เราคบกันแบบพลาโตนิค เฟรนชิป หรือที่เขาเรียกว่าพร้าโต้ครับ" แล้วเสี่ยล้อต๊อกเจ้าของไร่อ้อยชลบุรีก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ผ่มขอบคุณมากครับที่มีหนังสือไปเชิญผม"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"แต่วันนี้ไม่ใช่วันนัดนี่คุณ วันนี้ผมนัดเฉพาะศิลปินอาวุโสรุ่นสูงอายุเท่านั้น ศิลปินรุ่นกลางคือพวกคุณผมนัดไว้พรุ่งนี้แล้วก็มะรืนนี้ศิลปินรุ่นเล็กคือรุ่นหลังสุด"

นิกรว่า "คุณกลับไปเสียก่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่"

"แหม-นี่ไล่ผ่มหรือครับนี่ เมืองชลกับกรุงเทพฯ ตั้งร้อยกว่ากิโลไม่ใช่ใกล้นะครับ ไหนๆ ผ่มก็มาแล้วก็ควรจะตกลงรับผมเป็นพระเอกเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ไม่น่าจะให้ผมต้องเสียเวลา"

จำรูญพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ให้คุณเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้คงตั๋วหมดทุกรอบ"

ล้อต๊อกค้อนขวับ

"อย่ามาพูดเยาะเย้ยถากถางผมหน่อยเลย คุณน่ะเป็นที่ปรึกษาของบริษัทมีเงินเดือนรับประทานเดือนละหลายพันสบายแล้ว" แล้วเขาก็หันมามองดูกิมหงวน "ว่าไงครับเสี่ย ตกลงให้ผมเป็นพระเอกไหมครับ"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้

"อยากจะตกลงเหมือนกัน แต่หนังเรื่องนี้เป็นหนังประเภทบู๊ดุเดือดไม่ใช่หนังตลก"

"บู๊ผมก็ถนัดครับ"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"รอไว้เรื่องหลังดีกว่าครับคุณต๊อก เรื่องหลังผมจะสร้างหนังชีวิตแล้วให้คุณเป็นพระเอกแน่นอน"

เสี่ยล้อต๊อกยิ้มเอียงอาย

"ประทานโทษ แล้วใครเป็นนางเอกแสดงคู่กับผมล่ะครับ"

เสี่ยหงวนตอบโดยไม่ต้องคิด

"ผมคิดว่าถ้าไม่ใช่หม่อมชั้นก็คงเป็นมาลี เวชประเสริฐ"

ล้อต๊อกกลืนน้ำลายเอื๊อก เขายิ้มให้คณะพรรคสี่สหายแล้วพูดด้วยเสียงปกติ

"ผมนั่งรถผ่านมาก็แวะมาเที่ยวเท่านั้นแหละครับ อยากจะพบศิลปินรุ่นอาวุโสจะได้พูดคุยไต่ถามทุกข์สุขกันบ้าง" พูดจบเขาก็หันมาทางอบ บุญติด "ยังไม่มีใครมาหรือครับพี่อบ"

"ก็ไม่มีใครนอกจากผมคนเดียว ผมอาจจะมาก่อนใครเขาก็ได้ อ้า-เป็นยังไงน้องชาย ได้ข่าวว่าทำหนังเรื่อง "ใจเดียว" กำไรดีเรอะ"

เสี่ยล้อต๊อกสั่นศีรษะ

"แย่หน่อยครับพี่อบ กำไรสองล้านกว่าๆ เท่านั้น"

"ฮ้า" ศิลปินผู้สูงอายุอุทานเสียงลั่น "ตั้งสองล้านเชียวเรอะ"

"ครับ เมื่อคืนนี้ฝนตกงอกไปล้านกว่า"

"เงินน่ะเรอะ" อบพูดเกือบเป็นเสียงตะโกน

"เม็ดมะขามครับ" ล้อต๊อกพูดหน้าตายตามแบบฉบับของเขา

อบ บุญติด ขบกรามกรอดมองดูหน้าเสี่ยล้อต๊อก แล้วยกฝ่ามือข้างขวาขึ้นทำท่าเฉือนคอตลกเอกล้อต๊อกพลางร้องออกมาดังๆ เหมือนเสียงยางรถรั่ว

"พี๊ชช์ช์"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาในห้องรับแขกอีกครั้งหนึ่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เขาตรงเข้ามาหาผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" คืออาเสี่ยกิมหงวนของเราแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทานศิลปินอาวุโสมาอีกสามคนครับอาเสี่ย ผู้ชายสองคนแล้วก็ผู้หญิงคนหนึ่งครับ รับประทานผมจำได้สองคนครับ"

"ใครวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

เจ้าแห้วหันมาทางท่านเจ้าคุณแล้วตอบนอบน้อม

"รับประทานผู้หญิงชื่อสีนวล แก้วบัวสายที่อยู่ช่อง ๗ ยังไงล่ะครับ เมื่อสองสามวัน ยังแสดงเป็นตัวสาวสังคมร้องเพลงฆ่าๆๆ ให้ตายดีกว่า"

"แล้วผู้ชายที่มาด้วยสองคนล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"รับประทานคนหนึ่งสุคนธ์ คิ้วดกครับ"

"คิ้วเหลี่ยมโว้ย" นิกรดุ "สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยมไม่ใช่คิ้วดก"

"รับประทานนั่นแหละครับ เห็นลงจากรถผมก็ขันแล้ว รับประทานหน้าตูมๆ เหมือนกระต่าย อีกคนผมไม่รู้จักครับ รับประทานรูปร่างคล้ายอึ่งอ่างแต่ท่าทางใจดีเห็นยิ้มแป้น"

พล พัชราภรณ์โบกมือไล่เจ้าแห้ว

"รีบไปเชิญเขาเข้ามาซี"

จำรูญ หนวดจิ๋มยิ้มให้อบ บุญติดแล้วกล่าวว่า

"ผมชักสนุกเสียแล้วซีพี่อบ วันนี้ได้เห็นหน้าศิลปินเก่าๆ ซึ่งบางคนก็ไม่ได้พบปะกันตั้งนาน พวกเราต่างก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไป อย่างผมกับพี่อบก็ดูเหมือนว่าเราไม่ได้พบกันสองปีแล้ว"

"ใช่ สองปีกับสามเดือนแล้วก็สิบเอ็ดวันทั้งวันนี้ ผมแก่ไปมากไหมน้องชาย"

จำรูญพยักหน้า

"นิดหน่อยครับ เป็นธรรมดาอยู่เองที่เราไม่อาจจะเหนี่ยวรั้งสังขารของเราไว้ได้ พี่อบปีนี้ถึงกับสั่นหน้าไปมาแล้วนะ"

อบหยุดสั่นหน้าทันที

"เปล่า ผมสั่นเล่นสนุกๆ น่ะ ซ้อมไว้เมื่อถึงคราวหน้ามันสั่นขนาดแก่หง่อมจะได้เคยชิน เห็นหน้าพวกเราแล้วชื่นใจมาก"

เจ้าแห้วพาสุภาพบุรุษผู้สูงอายุสองคน และสุภาพสตรีในวัย ๕๐ ปีคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" สุภาพบุรุษทั้งสองคนคือสุคนธ์ คิ้วเหลี่ยมจอมตลกรุ่นอาวุโสหรือรุ่นครูบาอาจารย์ อีกคนคือสนิท เกษธนัง ศิลปินรุ่นลายครามคนหนึ่ง ซึ่งบัดนี้มีฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคงก็ไม่ใคร่จะได้แสดงบ่อยนัก ส่วนสุภาพสตรีร่างบอบบางก็คือสีนวลศิลปินหญิงผู้ยิ่งใหญ่ ในอดีตสีนวลคือพระรองของละครร้อง แม่บุนนาคบางครั้งก็แสดงเป็นพระเอกเอง เสียงร้องเพลงไทยเดิมคือเพลงละครร้องของ สีนวลย่อมเปรียบได้กับเสียงนกการเวก นกในตำนานปรัมปราที่กล่าวกันว่าเสียงอันไพเราะของนกการเวกนั้นย่อมทำให้สัตว์ทั้งหลายในป่าดงพงไพรตะลึงงัน แม้กระทั่งพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจะตะครุบนางเนื้อก็ลืมนึกถึงเหยื่อ เมื่อได้ยินเสียงการเวก นักดูละครรุ่นเก่ายังจำบทบาทอันยอดเยี่ยมและเสียงเสน่ห์ของสีนวลได้ดี ถึงแม้สีนวลจะเข้าสู่วัยดึกแต่สีนวลก็ยังแสดง ทีวี. ได้ดีเกินความคาดหมาย

อบ บุญติด เสี่ยล้อต๊อก กับ จำรูญ หนวดจิ๋ม ต่างทักทายสุคนธ์กับสนิทและสีนวลอย่างสนิทสนมในวงศิลปินนั้นย่อมรู้จักคุ้นเคยกันและเคยร่วมงานด้วยกันมาแล้ว ถ้ารุ่นราวคราวเดียวกันก็เป็นเพื่อนกัน ถ้าคนละรุ่นก็เคารพนับถือกันเหมือนญาติ เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องรับแขกจนฟังไม่ได้ศัพท์ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เคยรู้จักกับศิลปินทั้งสามคนนี้มาก่อนแล้วจึงให้การต้อนรับอย่างกันเอง และต่างฝ่ายต่างก็ไต่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน

"ขอบคุณมากครับคุณสีนวล" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "ขอบคุณพี่คนธ์ และคุณสนิทด้วยที่ได้ให้เกียรติมาพบเราตามจดหมายเชิญ เชิญนั่งตามสบายครับและขอให้ถือว่าเป็นกันเอง"

เจ้าแห้วเดินเลี่ยงออกไปทางหน้าตึก เพื่อคอยรับศิลปินอาวุโส ในเวลาเดียวกันนี้เองสาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" รวมสองคนก็นำเครื่องดื่มมาเสิฟให้ทุกคนโดยทั่วหน้ากัน

การสนทนาได้เป็นไปในฉันมิตร เมื่อพล พัชราภรณ์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับสีนวล เขาก็ถามว่า

"ทำไมไม่พามนัสมาด้วยล่ะครับ"

"มนัสแกจะพบพวกคุณพรุ่งนี้ยังไงล่ะคะ"

"อ้อ จริงแหละครับ ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ผมคงได้พบมนัสเป็นแน่ คุณก็คงทราบแล้วว่ามนัสน่ะเปรียบเหมือนหลานสาวของผม"

"ค่ะ เขาเคยพูดถึงคุณบ่อยๆ " สีนวลพูดนอบน้อมตามนิสัยของเธอ

พลหันขวับไปทางสนิท เกษธนัง ซึ่งกำลังสนทนากับจำรูญถึงเรื่องกล้วยไม้ด้วยเสียงอันดัง

"ราคามันตกมากคุณจำรูญ พวกหวายและมาดามคุณอย่าเล่นเลยครับ ของผมโละไปหมดแล้ว ได้ข่าวว่าคุณมีกล้วยไม้ต่างประเทศตั้งยี่สิบกว่าต้นไม่ใช่หรือ ผมพบคุณสาหัสเขาที่ตลาดนัดสนามหลวงริมคลองหลอด เขาเล่าให้ผมฟัง ขอให้ผมไปชมบ้างซี"

"ก็ไม่มีมากมายอะไรนักหรอกครับ ผมสั่งจากอังกฤษ เขาส่งมาให้ทางเครื่องบิน มีอยู่ต้นเดียวที่แปลกหน่อยและในเมืองไทยไม่มี มันชื่อมาดามออสตินครับ"

"โอ้โฮ" สนิทร้องลั่น "ชื่อยังกะรถยนตร์"

"ครับ ผมสั่งมา ๑๕,๐๐๐ บาทรวมทั้งค่าขนส่งและค่าภาษี"

"กี่เข่งครับ" สนิทถาม

"ต้นเดียว" จำรูญเอ็ดตะโร "ต้นละ ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ใช่เข่งละ ๑๕,๐๐๐ บาท มาดามออสติน ของผมเป็นกล้วยไม้ที่แปลกที่สุดในเมืองไทยครับ ดอกสีแดงเหมือนกำมะหยี่"

"เอ๊ะ สีแดงกำมะหยี่ถมเถไปนี่นะคุณไม่เห็นจะแปลกอะไร"

"อ้าว ฟังผมก่อนซี ที่แปลกคือมันออกลูกเป็นองุ่น ไปดูที่บ้านผมซีครับพวงเบ้อเริ่มทีเดียว รสชาติก็เหมือนองุ่น ตั้งแต่ออกลูกผมถูกล็อตเตอรี่แทบทุกงวด ๒,๐๐๐ บาทบ้าง เลขท้าย ๕๐๐ หรือ ๒๐๐ บ้าง คุณอยากได้ผมจะตอนให้เอาไหมล่ะ เราเพื่อนฝูงกัน"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง อบ บุญติด กับสุคนธ์ คิ้วเหลี่ยมก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนกเขาชวาที่ต่างฝ่ายต่างก็เลี้ยงเอาไว้คนละหลายตัว

"อ้ายขันธ์ทองของผมมันดีวันดีคืนเชียวนะคุณสุคนธ์ ตัวเสียงใหญ่ของผมยังไงล่ะ แหม-มันขยันขันเสียจริงๆ สามวันมาแล้วขันไม่หยุดไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ กลางคืนก็ไม่นอน ขันตลอดรุ่ง ผมสงสารมันถึงกับแกล้งเขย่ากรงให้มันตกใจ แต่มันก็ไม่ยอมหยุดขัน"

สุคนธ์ทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"เจ้ากรวิกของผมก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไรเล่า" เขาพูดเสียงดังฟังชัด "ถามล้อต๊อกเขาดูซี เมื่อสองสามวันเขาไปที่บ้านผมนั่งฟังกรวิกมันขันตั้งแต่เช้าจนเย็นข้าวปลาไม่ยอมกิน โอเลี้ยงก็ไม่เอาตั้งหน้าตั้งตาขันตะพึด บางทีก็ว้อหรือขบฟันกรอดๆ ต๊อกเขาจะหักคอขอซื้อผมสามหมื่นผมไม่ขายเลยเคืองผม"

อบ บุญติด หันมาทางเสี่ยล้อต๊อก

"ใจป้ำกล้าซื้อนกเขาของคุณสุคนธ์ตั้งสามหมื่นเชียวหรือคุณต๊อก"

อาเสี่ยล้อต๊อกซึ่งไม่ใช่เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ผมก็ต่อเล่นโก้ๆ ไปยังงั้นเอง ถ้าพี่คนธ์แกให้ผมก็ไม่เอา เรื่องนกเขาผมไม่สนใจครับ มือชั้นผมไม่เล่นนกเขา มันนกชั้นเลว"

"แล้วคุณเล่นนกอะไร" อบถาม

"ผมเลี้ยงอีกาครับ ตอนนี้กำลังนึกอยากเลี้ยงอีแร้ง"

อีกด้านหนึ่งของห้องรับแขก จำรูญ หนวดจิ๋ม กับสนิท เกษธนังกำลังคุยกันเรื่องกล้วยไม้อย่างสนุกสนาน งานอดิเรกของพวกดาราหรือศิลปินโดยมากก็มักจะเป็นนกเขา หรือกล้วยไม้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสีนวล แก้วบัวสายนั่งนิ่งเฉย ฟังนักเลงกล้วยไม้กับนักเลงนกเขาพูดคุยกันหัวเราะกันเสียงครื้นเครง

เจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องรับแขกอีกครั้งหนึ่ง และตรงเข้ามาหาอาเสี่ยกิมหงวนอย่างร้อนรน

"รับประทานมากันอีกแล้วครับ วันนี้ชุมนุมดาราไทยรุ่นอาวุโส ศิลปินหญิงวัยดึกสองคนกำลังลงจากแท๊กซี่หน้าโรงรถครับ"

"ใครวะ" เสี่ยหงวนถาม

"รับประทานผมรู้จักคนเดียวที่เคยเล่น ที.วี. เป็นตัวแม่ครับ รับประทานชื่อมาลี เวชประสิทธิ์ครับ อีกคนท่าทางเหมือนผู้ชายครับ รูปร่างสูงใหญ่นึกชื่อไม่ออก รับประทานชื่อติดอยู่ที่ริมฝีปากผมนี่เอง"

"ชื่อหนวดใช่ไหมล่ะ" นิกรพูดโพล่งขึ้น

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานผู้หญิงชื่อหนวดมีหรือครับ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก็แกบอกว่าชื่อติดอยู่ที่ริมฝีปาก ไปเชิญเขาเข้ามาซี ฉันรู้แล้วละพี่หอมมากับสงวน สุนทราชุน ศิลปินหญิงชื่อดังไม่ยิ่งหย่อนกว่าคุณสีนวล"

เจ้าแห้วรีบออกไปจากห้องรับแขก ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกกล่าวถามนิกรเบาๆ

"สงวนไหนวะ"

"ก็สงวนพระรองละครแม่เลื่อนยังไงล่ะแกจำไม่ได้หรือ สมัยที่แม่เลื่อนยังมีชีวิตอยู่ ในยุคที่ละครแม่เลื่อนกำลังเฟื่อง และละครบุนนาคก็กำลังเฟื่องเช่นเดียวกัน ตอนนั้นพวกเรายังหนุ่มมาก อ้ายพลพาเราไปเที่ยวหลังโรงละครแม่เลื่อนแทบทุกคืน ที่เวิ้งนครเกษมบ้าง, วิกตรอกซุงหรือวิกวัดช่างแสงบ้าง บางทีก็บุศยพรรณ หรือศรีย่าน, บางกระบือ"

"โอ-ออไร๋ ไอนึกออกแล้ว พระเอกหนังไทยรูปหล่อและชื่อดังคนหนึ่งยังเป็นเด็กชายเล็กๆ หน้าตาน่าเอ็นดูวิ่งเล่นอยู่หลังโรงละครกับน้องสาวของเขา แกลองบอกไอซิว่าสองพี่น้องคู่นี้คือใคร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เอ-นึกไม่ออกโว้ย"

พล พัชราภรณ์พูดเสริมขึ้นทันที

"ชนะ ศรีอุบล กับ แขไข สุริยา ยังไงล่ะ แขไขตอนเป็นเด็กติดกันแจทีเดียว กันเคยอุ้มบ่อยๆ หน้าตาเหมือนเชอรี่ เท็มเปิล แต่เดี๋ยวนี้คงจำกันไม่ได้เสียแล้วเพราะไม่ได้พบกันมานาน ชนะเมื่อเป็นเด็กก็น่ารักมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพลเบาๆ

"แล้วแขไข เทวิณล่ะ"

"อ๋อ เธอเป็นนักเขียนครับไม่ใช่ศิลปิน น่าเสียดายมากที่เธอถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุยังน้อย งานเขียนของเธอยากที่จะหานักเขียนสตรีคนใดเปรียบเทียบได้ ถึงผมไม่รู้จักกับเธอ แต่ผมก็ติดตามบทประพันธ์ของแขไขเสมอ"

"ที่แกพูดถึงแขไขบ่อยๆ ก็คือแขไขน้องสาวชนะน่ะซี"

"ครับ แกเคยรักผมเหมือนกับพี่ชายของแกคนหนึ่ง เด็กคนนี้อ่อนหวานน่ารักจริงๆ ครับ"

เจ้าแห้วพาศิลปินหญิงอาวุโส ซึ่งเป็นสุภาพสตรีในวัยดึกเดินเข้ามาในห้องรับแขกในท่าทางสงบเสงี่ยม คนหนึ่งคือ มาลี เวชประสิทธิ์ หรือในวงศิลปินเรียกกันว่าพี่หอม มาลีสวมกระโปรงพลีซสีแดงเลือดนก เสื้อคอปกแขนสามส่วนสีเทา ถึงแม้จะมีอายุมากแล้วก็ไม่ยอมปล่อยตัวให้ร่วงโรย แต่งหน้าทำผมเรียบร้อยและแต่งกายทันสมัยเสมอ อีกคนหนึ่งคือสงวน สุนทราชุน อายุในวัย ๕๐ ปี แต่ยังแข็งแรง และสามารถเตะปากหรือชกหน้าใครต่อใครที่มีเรื่องกับเธอได้ สงวนเข้มแข็งเหมือนกับชายชาตรีคนหนึ่ง เมื่ออดีตเคยขี่จักรยานแฮนเดิลเสือหมอบซึ่งเป็นรถสปอรทแข่งกับพวกผู้ชายมาแล้ว แต่งกายเป็นชายตลอดเวลา จนกระทั่งครั้งหนึ่งสมัยนั้น สงวนเตะฟุตบอลกับเพื่อนผู้ชายอยู่ในสนามฟุตบอลของโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ในตอนเย็น พอฟุตบอลเลิกเดินออกไปนอกสนาม หลวงพี่องค์หนึ่งได้ตบศีรษะสงวนและชมว่าสงวนเล่นฟุตบอลได้ดีมาก แต่พอสงวนบอกว่า "ผมเป็นผู้หญิงนะครับหลวงพี่" หลวงพี่ก็หน้าเสียรีบไปไต่ถามใครต่อใคร และเมื่อเพื่อนผู้ชายของสงวนยืนยันว่าสงวนเป็นหญิงจริงๆ หลวงพี่องค์นั้นก็ต้องรีบกลับไปปลงอาบัติ

สี่สหายของเรากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้จักคุ้นเคยกับสงวนมาแต่ก่อนแล้ว ส่วนมาลียังไม่รู้จักกัน พล นิกร กิมหงวน กับ ดร. ดิเคก และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรับไหว้สงวนและทักทายสงวนอย่างกันเอง สงวนแนะนำเพื่อนศิลปินอาวุโสของเธอให้รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกันด้วยไมตรีจิต เสี่ยหงวนเชิญให้นั่งและให้เลือกนั่งตามสบายซึ่งห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" ใหญ่โตกว้างขวางกว่าบ้านของคนจนทั้งหลัง มีโซฟาขนาดใหญ่ถึง ๓ ตัว ตัวหนึ่งนั่งได้ตั้ง ๑๐ คน นอกจากนี้ยังมีเก้าอี้นวมตั้งไว้เรียงรายรอบห้องพร้อมด้วยโต๊ะเล็กๆ แบบทันสมัย สงวนกับมาลีต่างนั่งลงบนเก้าอี้นวมคนละตัว สาวใช้หน้าตาหมดจดคนหนึ่งรีบนำเครื่องดื่มมาเสิฟให้ สีนวลลุกขึ้นเดินก้มตัวมานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนศิลปินของเธอ พวกศิลปินชายทักทายกับสงวน และมาลีเพียงสองสามคำเพราะพบปะกันอยู่เสมอ การอภิปรายเรื่องกล้วยไม้และนกเขายังเป็นไปอย่างครึกครื้นระหว่าง สนิทกับจำรูญคู่หนึ่ง และอบ กับ สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยมอีกคู่หนึ่ง

เสี่ยหงวนกล่าวกับมาลีอย่างยิ้มแย้มว่า

"ขอบคุณนะครับพี่หอมที่กรุณามาตามจดหมายเชิญของผม"

"ไม่เป็นไรมิได้คะ" มาลีพูดยิ้มๆ "อะฮั้นเป็นศิลปิน เมื่อนายทุนเงินล้านขนาดอาเสี่ยเชิญ อะฮั้นก็ต้องมาซิฮะ ส่วนเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" อะฮั้นต้องขอตัวนะคะ อย่าให้อะฮั้นเป็นนางเอกเลยค่ะ ขอให้อะฮั้นเป็นตัวแม่ดีกว่า"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"ตกลงครับ พี่หอมต้องเป็นตัวแม่แน่นอน" แล้วเขาก็ยักคิ้วให้สงวนซึ่งมีความสนิทสนมกับเขาในฐานเพื่อน "ยังไงวันนี้หงวนต่อหงวนเจอหน้ากันเข้าแล้ว คุณทำไมไม่ไปแข่งจักรยานที่มลายาล่ะ"

สงวนหัวเราะเสียงแหบๆ ตามแบบฉบับของเขา

"อาเสี่ยพูดอะไรก็ไม่รู้ ผมแก่แล้วจะไปแข่งกับเขาได้อย่างไร ถ้าเป็นสมัย ๓๐ ปีที่แล้วมาผมเอาแน่" สงวนพูด "ผม" เหมือนอย่างที่เขาพูดกับทุกๆ คนและไม่เคยพูดคำว่า "ดิฉัน" กับใครเลย "อาเสี่ยจะให้ผมเล่นเป็นตัวอะไรละครับ สำหรับหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" นี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก บอกตามตรงว่าหนังพูดและหนังใหญ่ขนาด ๑๔๐ นี้ผมอยากเล่นจริงๆ มันได้ชื่อเสียงและคนดูเขามีโอกาสได้ฟังเสียงจริงๆ ของผม"

อาเสี่ยหันมายิ้มให้พล

"เราจะให้สงวนเป็นตัวอะไรดีล่ะ ว้า-หนวกหูพวกนกเขาและกล้วยไม้จังแฮะ"

"ปล่อยเขาตามเรื่องเถอะ" พลพูดเสียงหัวเราะ "เขากำลังคุยกันถูกคอ สำหรับคุณสงวนให้แสดงเป็นเมียเจ้าของบาร์ในเรื่องนี้ก็แล้วกัน"

"แล้วดิฉันล่ะคะ" สีนวลพูดเสริมขึ้น

กิมหงวนเปลี่ยนสายตามาที่อดีตพระรองผู้ยิ่งใหญ่

"เราจะปรึกษากันก่อนครับ สำหรับคุณเราอาจจะมอบบทสำคัญให้ซึ่งมีการร้องเพลงแบบไทยเดิมด้วย เพราะคุณเท่านั้นที่ร้องเพลงแบบไทยเดิมได้ถูกต้องไม่ใช่ร้องแบบนักร้องเพลงไทยสากล ร้องเพลงไทยเดิมเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" สนุกแน่ครับ เป็นเรื่องประเภทบู๊สะบัด ทั้งชกทั้งต่อยและยิงกันอุตลุดรักโศกตลกโปกฮา แทรกด้วยคติธรรมพร้อม ผมแต่งเรื่องนี้ตั้งใจจะหักหน้านักเขียนใหญ่ๆ อย่าง สันต์ เทวรักษ์ อิงอ่อน....เอ๊ย อิงอร หรือ อรวรรณ เรียมเอง อะไรเหล่านี้ การแต่งเรื่องไม่ยาก ทำสคริปต์หรือบทภาพยนตร์ก็ยิ่งง่ายใหญ่ เรื่องนี้ผมจะทำให้วงการหนังไทยตื่นเต้นไปตามกัน ฉายวันไหนศาลาเฉลิมมิตรต้องพังแน่ เพราะผมแต่งเรื่องเองเขียนบทเองกำกับการแสดงเองกำกับศิลปเอง ผมทำเองทั้งนั้นเว้นแต่ถ่ายให้เป็นหน้าที่ของดิเรกเขา"

เสี่ยล้อต๊อกพูดเสริมขึ้น

"ดีแน่ครับเสี่ย นายทุนชั้นดีต้องทำเองทุกอย่างครับ ให้คนอื่นทำก็คงสู้เราไม่ได้ ผมคิดว่า "สามเสือเหี้ยม" คงได้เงินอย่างน้อยๆ ก็สิบล้านขึ้นไป ฉายจนโรงผุยังเอาออกโปรแกรมไม่ได้"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"อย่างไรก็ตาม หนังดีก็ต้องประกอบด้วยหลัก ๕ ประการ คือลงทุนมาก เรื่องดี กำกับดี ตัวแสดงดี และถ่ายทำได้ดี สำหรับการถ่ายผมรับรองว่าดีแน่ เพราะดิเรกเป็นคนถ่ายด้วยกล้องถ่ายหนังพิเศษของเขา หนังของเราจะเป็นภาพยนตร์สีธรรมชาติมองเห็นลึกซึ้งใช้จอยักษ์ถึงสามจอคือด้านตรงจอหนึ่ง และข้างโรงอีกด้านละจอ"

"แล้วอาเสี่ยจะให้ใครเป็นพระเอก และนางเอกครับ" สงวนถามด้วยความสนใจ

"ยังไม่แน่ครับ ต้องเชิญมาพบกับพวกเราก่อน เท่าที่เราฟอร์มตัวไว้ พระเอกก็มีสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์, มิตร ชัยบัญชา, อดุลย์ หรือชนะ ส่วนนางเอกก็เมตตาหรือเพชราหรืออาจจะเป็น " แล้วเขาก็หันมาถามนิกร "ใครวะ"

"หม่อมชั้นยังไงล่ะ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก เปลี่ยนสายตามาที่ศิลปินหญิงทั้งสามคน

"ผมยังเรียนให้พวกคุณทราบไม่ได้หรอกครับ จนกว่าผมจะได้พบกับศิลปินเหล่านี้เสียก่อน พรุ่งนี้ผมเชิญศิลปินรุ่นกลางมาพบกับผม คือพวกรุ่นพี่ของรุ่นปัจจุบันนี้ แล้วมะรืนนี้ผมจะเชิญศิลปินรุ่นหลังสุด ถ้าหากว่าบรรดาศิลปินทั้งหลายยินดีร่วมมือกับผมแล้ว "สามเสือเหี้ยม" ต้องดีกว่า "เบ็นเฮอร์" ของฮอลลี่วู้ดแน่นอน อย่าลืมนะครับว่าเราจะบันทึกเสียงภาษาอังกฤษในฟิล์มเพื่อส่งไปฉายทั่วโลก ผมใคร่จะขอร้องว่า สำหรับศิลปินรุ่นอาวุโส ถ้าหากว่าท่านผู้ใดมีบทน้อยไปหน่อยก็อย่านึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรเลยครับ"

มาลียิ้มเล็กน้อย

"อะฮั้นหรือพวกเราไม่นึกถึงเรื่องนี้หรอกฮ่ะ เราไม่ได้แต่งเรื่องเองนี่ฮะ เขาให้บทแค่ไหนเราก็เล่นแค่นั้น แต่แสดงบทของเราให้ดีก็แล้วกัน ตัวประกอบก็มีหวังได้ตุ๊กตาทองเหมือนกันนี่ฮะ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกหรือนางเอก"

"ใช่ครับ" เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย "ผมกับเพื่อนๆ ได้ดูพี่หอมแสดงทีวี. มาหลายเรื่องแล้ว รู้สึกว่าพี่แสดงได้ดีจริงๆ คือเล่นได้สมบทบาท"

"อุ๊ยตาย" มาลีร้องเสียงแหลม "เล่นมาป้อยออะฮั้น ซึ่งๆ หน้ายังงี้อะฮั้นก็อายแย่ ศิลปินแก่ๆ วัยดึกอย่างพวกเราไม่มีความหมายอะไรหรอกค่ะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มละไม

"ไม่จริงหรอกครับ ศิลปินอาวุโสนี่แหละครับมักจะเป็นตัวเมนของเรื่อง ลำพังศิลปินหนุ่มสาวถ้าไม่มีศิลปินผู้สูงอายุร่วมแสดงด้วยจะเล่นกันไปได้อย่างไร"

"แหม อะฮั้นฟังแล้วชื่นใจจังค่ะคุณหมอที่คุณหมอเห็นความสำคัญของพวกเราเหล่าวัยดึก บางคนก็จวนจะใกล้รุ่งเต็มทนแล้ว พวกเรากำลังลงบันไดค่ะ แต่พวกเด็กๆ เขากำลังขึ้นบันได" พูดจบมาลีก็หันมายกมือขวาจี้สีข้างๆ ซ้ายของสีนวลแล้วร้องขึ้นดังๆ "ใช่ไหมคุณสีนวล"

"ตาเถรหัวล้าน" สีนวลเผยอตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจ

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย โดยเฉพาะอาเสี่ยกับนิกรว่าเสียงสหายนักนิยมนกเขากับนักนิยมกล้วยไม้ต่างหยุดวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนกเขาและกล้วยไม้ เมื่อความสงบเงียบเกิดขึ้น สนิท เกษธนังก็กล่าวกับกิมหงวนว่า

"สำหรับผมอาเสี่ยจะให้ผมแสดงเป็นตัวอะไรได้ทั้งนั้นแหละครับ แต่ถ้าจะให้ผมเป็นพระเอกก็ต้องขอเวลาให้ผมคิดดูก่อนอย่างน้อยสัก ๑๐ วัน เรื่องค่าตัวไม่สำคัญครับ ถ้าได้มากก็ดี ผมเห็นจะต้องลาอาเสี่ยกับทุกๆ คนละครับ คุณจำรูญเขาจะพาผมไปดูมาดามออสตินกล้วยไม้ชั้นเยี่ยมของเขาที่ออกลูกเป็นองุ่นแดง"

อบ บุญติดพูดเสริมขึ้น

"ผมก็เห็นจะต้องกราบลาเหมือนกัน สุคนธ์เขาจะขายเหมานกเขาชวาของเขาให้ผมครับ"

กิมหงวนยิ้มให้อบ

"เหมากันยังไงครับ"

"ก็เหมาหมด ๒๕ ตัวน่ะซีครับทั้งกรงพร้อม ทีแรกเขาเอาหกหมื่น ต่อกันไปต่อกันมาเขาเห็นใจผมที่เคยร่วมงานกันมาเลยลดให้เหลือ ๓๐ บาท ผมเห็นว่ามันถูกเหมือนได้เปล่าก็เลยตกลงรับเลหลังนกเขาของเขา"

พลมองดูหน้าสุคนธ์แล้วถามขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณถ้าจะเบื่อแล้ว"

"ครับ เลี้ยงมาหลายปีแล้วโชคไม่ใคร่ดีทางเลี้ยงนกเขาครับ บางตัวมันขันเป็นไก่แจ้ไปก็มี อ้ายที่ขันเป็นนกถึดทือก็มี บ้างก็ไม่ขันแต่หัวเราะร่วนทั้งวัน มีตัวเดียวเท่านั้นแหละครับที่มันขันโก๊ละกงแบบนกเขาชวา แต่มันไม่ยอมหยุดขัน เอาไม้กระทุ้งกรงก็แล้ว เอา ดีดีที. ฉีดเข้าไปในกรงก็แล้ว ไม่ยอมหยุดครับ ผมตัดใจขายให้คุณอบเขาดีกว่า"

เมื่อสนิทกับจำรูญและอบกับสุคนธ์ลากลับ ศิลปินหญิงทั้งสามคนก็ถือโอกาสลากลับด้วย เสี่ยหงวนนัดให้ทุกคนมาพบในวันจันทร์อีกครั้งหนึ่งเพื่อจะมอบบทภาพยนตร์และจ่ายเงินค่าตัวให้ครึ่งหนึ่งตามสัญญาที่จะได้เซ็นกันในวันจันทร์หน้า

ล้อต๊อกลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า

"ใครๆ เขากลับกันหมดแล้วผมก็เห็นจะต้องลาละครับ พรุ่งนี้ถึงรุ่นของผมผมต้องมาแน่ๆ " แล้วเสี่ยล้อต๊อกก็ยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหาย

เพื่อแสดงไมตรีจิตต่อตลกเอกผู้นี้เสี่ยหงวนได้ลุกขึ้นเดินออกไปส่งหน้าตึก สักครู่ก็กลับเข้ามาและสั่งเจ้าแห้วให้คอยต้อนรับศิลปินอาวุโสที่หน้าตึก พล พัชราภรณ์ ได้บันทึกไว้ในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ว่าศิลปินอาวุโสคนไหนได้มาพบตามจดหมายเชิญบ้าง แล้วเขาก็กล่าวกับกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เข้าใจว่าผู้ที่ยังไม่มาอาจจะติดธุระแต่ก็คงมาในตอนบ่าย เช่นคุณประทุม ประทีปเสน คุณ ทองถมและคุณแส แล้วก็คุณมานี สุมนัส คุณเกษม มิลินทจินดา ท่านนายพลหม่อมหลวงขาบ ใครต่อใครอีกหลายคน"

นิกรว่า "กันอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้และมะรืนนี้ อย่างไรเสียพรุ่งนี้กันก็คงได้เห็นหน้าคุณรวงทองเสียงน้ำเซาะหัวใจ กันได้ฟังเสียงคุณรวงทองจากวิทยุในตอนเช้าแล้วกันมีความสุขไปทั้งวัน พับผ่าเถอะวะ ถ้าพรุ่งนี้มาพบกับเรากันต้องถามดูให้รู้แน่ว่าคุณรวงทองกินอะไรจึงร้องเสียงเพราะอย่างนั้น แล้ววันมะรืนนี้กันจะได้เห็นนางเอกหน้าตาจุ๋มจิ๋มที่ยังไม่ขึ้นสนิมอีกหลายคน แต่ละคนทั้งสวย ทั้งน่ารัก มีหวังได้รู้จักและได้คุยกันแน่ โดยเฉพาะกันอยากเห็นตัวจริงเมตตาจังเลย ไม่ใช่เล่นหนังเก่งอย่างเดียว รำสวยเสียด้วยซี เทพนม, ประถม, พรหมสี่หน้า, สอดสร้อย, มาลา, เฉิดฉิน กวางเดินดงอีแร้งบิน "

"เฮ้ยๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุ "ชักบ้าน้ำลายแล้วละซี ตอนที่พวกศิลปินเขาอยู่ไม่เห็นแกพูดอะไรเลย"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"นักปราชญ์ชอบฟังมากกว่าพูดครับ"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แต่ตอนนี้นักปราชญ์กำลังบ้าน้ำลายใช่ไหมล่ะ พอแขกไปก็พล่ามทันที"

นิกรหัวเราะเบาๆ แล้วร้องเพลงเล่น

"อ้ายทุยอยู่ไหน เสียงใครมากู่ๆ "

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้น

"ลำบากนักก็อย่าร้องเลยวะ ประเดี๋ยวชาวบ้านเขาไม่รู้เขาจะคิดว่าบ้านเราเลี้ยงวัว"

"แหม" นิกรคราง "เสียงฉันใกล้เคียงกับเสียงวัวหรือนี่ สุเทพยังชมฉันว่า เสียงพี่กรเหมือนเสียงกำมะหยี่ขยี้ในชามกาลมัง"

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาในห้องรับแขกแล้วหยุดยืนกลางห้อง รายงานให้เจ้านายของเขาทราบ

"รับประทานมาอีกคนแล้วครับ ตัวเบ้อเริ่มเลยครับ รับประทานทั้งสูงทั้งใหญ่ อย่างผมสูงแค่สะดือเขาเท่านั้น"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ออกไปรับเขาและเชิญเขาเข้ามาซี"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้อง คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากันแล้วพลก็กล่าวขึ้น

"ศิลปินรุ่นอาวุโสตัวสูงใหญ่ก็ไม่เห็นมีใครนี่หว่า"

เสี่ยหงวนว่า "บางคนเราไม่รู้จักตำบลที่อยู่ของเขาก็ไม่ได้ส่งจดหมายไป และเขาอาจจะมีแก่ใจมาเองก็ได้ เพราะขณะนี้ในวงศิลปินต่างรู้กันทั่วไปว่าบริษัทภาพยนตร์ของเราได้จดหมายเชิญศิลปินทุกรุ่นทุกวัยมาพบกับเราที่นี่วันละรุ่นนับแต่วันนี้เป็นต้นไป"

ศาสตราจารย์ดิเรกออกความเห็นอย่างหมอ

"ศิลปินเก่าๆ ที่มีอายุ ถ้านั่งๆ นอนๆ ร่างกายจะอ้วนใหญ่ผิดไปกว่าเดิม อาจจะเป็นคุณ ท้วม ทระนงก็ได้"

พลเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"แกชอบท้วมจนนึกถึงเขาตลอดเวลาเหมือนอ้ายกรชอบนึกถึงรวงทอง ท้วมอายุยังไม่ถึง ๕๐ โว้ย พรุ่งนี้เขาถึงจะมา"

"ออไร๋ แต่เขาเป็นคนดีมาก กันขอชมที่เขากระทำตัวเป็นสุภาพบุรุษนอกเวที เห็นใครยิ้มแย้ม แจ่มใสพูดจาสุภาพนอบน้อมน่าฟัง เด็กๆ ล้อเลียนแกก็ไม่โกรธ"

กิมหงวนว่า "กันเคยเห็นท้วมวิ่งเล่นอยู่แถวหน้าบ้านกันที่พาหุรัดตั้งแต่เขายังเป็นเด็กว่ะ แต่ไม่รู้จักกันหรอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "คนนี้ก็น่ารัก ชื่ออะไรนะที่โฆษณาบุหรี่กรุงทองบ่อยๆ อ้อ นึกได้แล้ว รำมะนาด ช่ำชองยุทธ"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วหัวเราะก้าก

"คุณอาเปลี่ยนชื่อเขาเสียโก้ไปเลย รำมะนาดน่ะมันแมงกินฟัน เขาชื่อสนิทครับ"

"เออ นั่นแหละ เคยเห็นเดินจ๋องๆ ไม่เต๊ะท่าเลย แต่แกเป็นโฆษกไม่ใช่ศิลปิน"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าแห้วพาฝรั่งชาวอเมริกันรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขก เขามีอายุในวัย ๕๐ เศษ แต่ลักษณะท่าทางยังแข็งแรง สี่สหายตกตะลึงไปตามกัน ต่างร้องออกมาพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"จอน เวนย์"

สุภาพบุรุษชาวอเมริกันผู้ที่ถูกระบุชื่อว่า จอน เวนย์ ยิ้มแป้น เขาแต่งสากลชุดสีเทา ผูกเน็กไทเงื่อนกะลาสีตาหมากรุกสีแดงสลับเทา มือขวาถือหมวกสานสีขาวและกระเป๋าเอกสารใบกะทัดรัดใบหนึ่ง

"ครับ ถูกแล้วครับผมคือ จอนเวนย์ ดาราใหญ่ของฮอลลี่วู๊ดหรือของโลกนี้ก็ว่าได้" เขาพูดไทยอย่างชัดเจนเหมือนกับว่าเขาเป็นคนไทยชั้นปัญญาชนคนหนึ่ง

ความตื่นเต้นดีใจที่พบกับดาราใหญ่ ทำให้เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นยืนเดินปรี่เข้าไปยื่นมือให้ จอน เวนย์ สัมผัส

"ไอ แอ็ม เวอรี่ แกล๊ด ทู ซี ยู"

จอน เวนย์หัวเราะ

"ลำบากนักพูดไทยกับผมก็ได้ครับ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"ผมไม่ได้ฝันไปหรอกหรือคุณ เท่าที่คุณมาหาพวกเราและคุณพูดภาษาของเราได้ดีเช่นนี้"

"เป็นความจริงครับไม่ใช่ความฝัน ผมอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อตอนเช้าเห็นประกาศของ บริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ จำกัด เชิญศิลปินรุ่นอาวุโสมาพบที่บ้าน "พัชราภรณ์" วันนี้เพื่อเชิญแสดงภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ผมก็ถือโอกาสมากับเขาบ้าง"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"แต่เราเชิญเฉพาะดาราไทยนี่ครับคุณ"

"แล้วกัน เป็นการเสียเกียรติหรือครับถ้าหากว่าผมจะขอเล่นหนังเรื่องนี้ด้วยคน ผมอยู่ฮอลลี่วู้ดน่ะค่าตัวของผมเรื่องละหกล้านบาทหรือสามแสนดอลล่านะครับ ถ้าผมเล่นหนังให้คุณผมยินดีแสดงให้ฟรีค่าตัวไม่คิด ผมรับรองว่าหนังของคุณส่งไปฉายได้ทั่วโลกและจะทำเงินรายได้ให้บริษัทของคุณอย่างมากมายทีเดียว"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"โอ วิเศษมากครับคุณจอน เวนย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเป็นเจ้าท่านโปรดผมแล้ว คุณไปยังไงมายังไงครับ"

จอน เวนย์หัวเราะร่าเริง

"ผมมาจากโตเกียวเมื่อเย็นวานนี้เอง"

"แล้วพักอยู่ที่โรงแรมไหนครับ"

"เอ ผมจำชื่อไม่ได้ แถวหน้าสถานีหัวลำโพงแหละครับ"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"คุณเป็นดาราใหญ่ไง๋ไปพักอย่างนั้น"

"แต่ผมเป็นชาวอเมริกันนี่ครับ พวกเรามีเสรีภาพกินง่ายนอนง่าย ผมตั้งใจจะมาเที่ยวเมืองไทยสักสองเดือน และอยากจะดูสวนสนามของกองทัพภาคีซีโต้ในวันที่ ๒๓ มิถุนายนนี้ด้วย"

เสี่ยหงวนยกมือจับแขน จอน เวนย์ ดาราใหญ่พามาหาคณะพรรคของเขาแล้วแนะนำให้รู้จักกับพล, นิกร, ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรก กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อนายแพทย์หนุ่มพูดภาษาอังกฤษกับเขาเขาก็ขอร้องให้พูดภาษาไทย และคุยว่าเขาอ่านเขียนเรียนภาษาไทยอยู่ที่ฮอลลี่วู้ดมา ๕ ปีแล้ว ขณะนี้ชาวอเมริกันเป็นส่วนมากล้วนแต่เรียนภาษาไทย

แล้วเสี่ยหงวนกับ จอน เวนย์ ก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว พล, นิกร, กิมหงวน, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นสนใจกับ จอน เวนย์มากแต่ ดร. ดิเรกหายตื่นแล้ว เขารู้สึกว่า จอน เวนย์คนนี้หูเล็กกว่า จอน เวนย์ ในหนังเรื่อง "ฮาตาริ" จมูกก็โด่งน้อยกว่า แต่ใบหูทั้งสองข้างใหญ่กว่า และมีอะไรบางอย่างที่บอกให้รู้ จอน เวนย์คนนี้ไม่ใช่ชาวอเมริกันแน่นอน คงเป็นคนชาติหนึ่งที่มีผืนแผ่นดินเล็กๆ อยู่ในกลุ่มอาหรับมากกว่า ยิ่งคิดก็นึกออกว่าเขาเคยเห็นดาราใหญ่ผู้นี้เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวท้องสนามหลวงบ่อยๆ แต่งกายซอมซ่อสวมกางเกงเวสป๊อยท์ และเชิ้ทแขนยาวเก่าๆ

อย่างไรก็ตาม นายพลดิเรกก็สงบเงียบเสียงปล่อยให้เพื่อนๆ ของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เห่อดาราใหญ่กันต่อไป

"บริษัทของเรายินดีเชิญคุณแสดงเป็นพระเอกหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของเราครับ แต่ว่าทำไมคุณไม่เอาค่าตัวของคุณ" กิมหงวนถาม

จอน เวนย์ยิ้มเล็กน้อย

"ผมชอบเมืองไทยและคนไทยครับ แล้วก็เงินนิดหน่อยผมไม่อยากได้ ผมร่ำรวยมาพอแล้ว ถ้าผมเรียกค่าตัวบริษัทของคุณก็คงไม่สู้ ฉะนั้นผมเล่นให้ฟรี แต่ผมขอค่าพาหนะสำหรับผมเพียงแสนเดียวเท่านั้น ผมหมายถึงแสนบาท"

กิมหงวนตกลงทันที

"ในฐานะที่ผมเป็นผู้อำนวยการสร้าง ผมให้ค่าพาหนะคุณสองแสนบาท"

"มากไปครับขอเพียงแสนเดียวเท่านั้น"

"ตกลงครับ ตกลงแน่นอน ผมจะจ่ายเช็คให้คุณก่อนที่คุณจะลากลับและจะมอบสคริปต์ให้คุณไปท่องด้วย เรื่องนี้ผมจะให้คุณเป็นพระเอก เป็นเรื่องบู๊ดุเดือดเหมือนเรื่องที่คุณเล่นกับสจ๊วต เกรนเย่อร์ คุณคงพอใจแน่นอนเมื่อคุณได้อ่านบทของเราแล้ว"

ดร. ดิเรกกวักมือเรียกเจ้าแห้วให้มาหาเขาแล้วแกล้งพูดดังๆ

"เฮ้ย โทรศัพท์ไปที่โรงพักเดี๋ยวนี้ บอกนายร้อยเวรว่าฉันขอให้ส่งตำรวจมาที่นี่คนหนึ่งเพื่อมาจับ จอน เวนย์ ดาราใหญ่เอาไปในฐานะหลอกลวงพวกเรา"

กิมหงวนหันมาทำตาเขียวกับนายแพทย์หนุ่ม

"เกิดบ้าอะไรขึ้นมาล่ะหมอ"

"โน ไอไม่บ้า แต่แกกับอ้ายพลและอ้ายกรตลอดจนคุณพ่อกำลังหลงเชื่อนายฝรั่งดองคนนี้ ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับจอน เวนย์ กันรับรองได้ว่าเขาไม่ใช่ จอน เวนย์แน่นอน กันเคยเห็นอ้ายหมอนี่เดินแทะมะม่วงอกร่องอยู่แถวสนามหลวง พึ่งนึกออกเดี๋ยวนี้เอง เขาไม่ใช่ฝรั่งแท้ๆ แต่เขาเป็นฝรั่งดองหรือฝรั่งแช่ชะเอม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้า พล.ต. ดิเรกอย่างฉงน

"ก็หน้าตาเขามันผิดกว่า จอน เวนย์ตรงไหนล่ะ นี่แหละจอน เวนย์ แกก็ดูหนังเขาเล่นตั้งหลายเรื่องแล้วจำไม่ได้รึ"

นายแพทย์หนุ่มเค้นหัวเราะ

"คุณพ่อสังเกตให้ดี หูเขายานและยาวกว่าจอน เวนย์เป็นกอง จมูกก็เล็กกว่า พูดอังกฤษก็ไม่เก่งถึงไม่ยอมพูดอังกฤษกับพวกเรา หมอนี่อยู่เมืองไทยมานานแล้ว ขนาดมีเมียคนไทย รู้จักกินน้ำพริกหรือปลาร้า ถ้าอ้ายหงวนหลงเชื่อจ่ายค่าพาหนะไปให้เขาแสนบาท อ้ายหงวนก็สูญเงินไปเปล่าๆ "

เศษฝรั่งที่สมมุติตัวว่าเขาเป็นจอน เวนย์แกล้งทำเป็นโกรธศาสตราจารย์ดิเรก เขายกมือชี้หน้านายแพทย์หนุ่มแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"คุณดูหมิ่นผม ผมจะให้ทนายจัดการกับคุณ"

นายพลดิเรกหันมาทางเจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเขา

"เร็ว โทรศัพท์บอกตำรวจเดี๋ยวนี้"

จอน เวนย์คว้าหมวกและกระเป๋าเอกสารรีบลุกขึ้นยืน

"ไม่ต้องครับ ไม่ต้อง เมื่อไม่เชื่อว่าผมเป็นจอน เวนย์ ผมก็ลาก่อนอย่าให้ตำรวจเขาต้องเสียเวลามาที่นี่เลย คุณไม่ให้ผมเล่นหนังไทยบริษัทอื่นเขาก็คงให้ผมเล่น"

ดร. ดิเรกหัวเราะลั่น

"ไปเล่นหนังตะลุงเถอะโว้ย ลื้อน่ะขืนปลิ้นปล้อนตลบแตลงอย่างนี้ ไม่ช้าก็ต้องมีธุระไปติดตะรางเท่านั้นเอง อั๊วรู้ดีว่าลื้อเป็นคนชาติไทย แต่ลื้อไม่ใช่อังกฤษหรืออเมริกันแน่ๆ ถ้าใช่ก็ลองมาคุยกับอั๊วเป็นภาษาอังกฤษสักสองสามนาทีเอาไหมล่ะ ลื้ออย่าคิดว่ารูปร่างหน้าตาของลื้อคล้าย จอน เวนย์แล้วลื้อจะเที่ยวหลอกลวงเขากินง่ายๆ ดาราใหญ่ตวักตะบวยอะไรวะเช่าโรงแรมอยู่หน้าสถานีหัวลำโพง โรงแรมแถวนั้นอยู่ไหวเรอะ เลือดตัวโตเท่าหัวแม่ตีน ฝามีรูเท่ากระป๋องบุหรี่" แล้ว ดร. ดิเรกก็เอ็ดตะโรลั่น "เก๊ท เอ๊าท์"

ฝรั่งดองรีบผลุนผลันออกไปจากห้องรับแขกโดยเร็ว คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากันแล้วพากันหัวเราะลั่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่าเสียงอหาย ทั้งขบขันทั้งแปลกใจที่ฝรั่งเก๊คนนี้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับจอน เวนย์ ดาราใหญ่

ตอนสายวันต่อมา บ้าน "พัชราภรณ์" ก็กลายเป็นที่ชุมนุมดาราหรือศิลปินรุ่นกลางไม่น้อยกว่า ๕๐ คน นับตั้งแต่ดาราชั้นนำที่เคยได้ตุ๊กตาทอง ดาราที่มีชื่อเสียงทั้งดังและทั้งโด่งหรือดังแต่ไม่โด่งหรือโด่งแต่ไม่ดัง ที่เรียกว่ารุ่นกลางไม่ได้หมายความมีอายุในวัยกลางคน บางคนยังหนุ่มฟ้อและยังสาวสวยสดก็ยังมี รุ่นกลางหมายถึงศิลปินก่อนรุ่นปัจจุบันนี้ แต่ไม่ใช่รุ่นอาวุโส คือรุ่นวัยดึกหรือวัยใส่ฟันปลอมใส่แว่นตาอ่านหนังสือ

ประธานกรรมการบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ จำกัด หรือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ดิเรกราม่า ขนาด ๑๔๐ มม. เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ได้มีจดหมายเชิญศิลปินเหล่านี้มาพบปะสังสรรค์กัน แต่จุดประสงค์อันสำคัญของอาเสี่ยกิมหงวนก็คือ เชิญมาเพื่อคัดเลือกศิลปินเหล่านี้แสดงหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ให้เขานั่นเอง

ศิลปินรุ่นกลางเหล่านี้มีความสนิทสนมกันและได้ติดต่อพบปะกันอยู่เสมอ มีอายุแตกต่างกัน คือต่ำกว่า ๕๐ ขวบลงมา แต่อย่างน้อยก็ในราว ๓๐ ขวบ ทยอยๆ กันมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" เป็นพวกๆ นับตั้งแต่ ๙.๐๐ น. ใครมีรถส่วนตัวก็แวะรับเพื่อนฝูงติดรถมาด้วย ห้องรับแขกอันกว้างขวางของบ้าน "พัชราภรณ์" คับแคบไปเสียแล้ว คณะพรรคสี่สหายจึงต้อนรับศิลปินรุ่นกลางที่โรงถ่ายหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเป็นโรงถ่ายที่กว้างขวางทันสมัย สร้างเสร็จรวดเร็วทันใจเหมือนเนรมิตด้วยอำนาจเงินของอาเสี่ยกิมหงวนนั่นเอง นันทา, ประภา, นวลลออ, และประไพ ได้ช่วยกันต้อนรับศิลปินเหล่านี้ด้วยความยินดี เพราะได้มีโอกาสได้พูดจาวิสาสะกันอย่างใกล้ชิด ศิลปินที่มาประชุมกันในวันนี้มีทั้งนักร้อง, นักแสดงบนเวที, นักแสดงภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์ หลายคนเป็นนาฏศิลป์ที่มีชื่อเสียง

การทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเกี่ยวกับเตรียมการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" นี้ ทำให้กิมหงวนเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจอย่างยิ่ง เขามีปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา เขาต้องตอบคำถามจากเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ ของโรงถ่าย ต้องสั่งงานอย่างรวดเร็วฉับพลัน ดังนั้นเสี่ยหงวนจึงแทบจะไม่ได้สนใจในเรื่องการกินและการนอน อย่างไรก็ตามตลกเอกจำรูญ หนวดจิ๋ม ที่ปรึกษาของบริษัทก็มีส่วนช่วยเหลืออาเสี่ยไม่น้อย เพราะผ่านงานแสดงภาพยนตร์ และได้พบเห็นกิจการสร้างภาพยนตร์มามากต่อมากนั่นเอง

ศิลปินรุ่นกลางที่ได้รับเชิญมาพร้อมกันก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. พล, นิกร กับสี่นางได้ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ บริการเครื่องดื่มและบุหรี่โดยทั่วหน้า จัดเก้าอี้ที่นั่งให้พวกศิลปินได้คุยกันเป็นกลุ่มๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าที่เป็นช่างภาพถ่ายภาพนิ่ง ปรากฏว่าท่านเจ้าคุณรู้จักคุ้นเคยกับศิลปินเหล่านี้มาแต่ก่อนแล้วเป็นส่วนมาก บางคนเรียกท่านว่าคุณป๋า บ้างก็เรียกคุณลุงและคุณอา

พอได้เวลา ๑๐.๐๐ น. ตรง จำรูญก็ขึ้นมาบนตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อเข้ามาใน ห้องโถงตลกเอกก็แลเห็นท่านผู้อำนวยการนอนแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้นอนริมห้อง เขาแต่งสากลชุดสีเทาเรียบร้อย ใบหน้าของกิมหงวนร่วงโรยเพราะอดนอนและเพราะตรากตรำทำงานมากเกินไป

"อาเสี่ย เชิญไปที่โรงถ่ายเถอะครับ สี่โมงแล้ว พวกศิลปินเขามากันพร้อมแล้ว" พูดจบจำรูญก็นั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

เสี่ยหงวนนอนเหม่อนัยน์ตาลอย เขาพยายามรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง แล้วมองดูที่ปรึกษาของเขาอย่างท้อแท้ใจ

"คุณจำรูญ"

"ครับ"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"ผมเหนื่อยและอ่อนเพลียจนบอกไม่ถูกแล้ว"

"นั่นน่ะซีครับ คุณนวลบอกผมว่าเมื่อคืนนี้อาเสี่ยไม่ได้นอนแม้แต่งีบเดียว"

"ใช่ ผมต้องเตรียมงานทุกอย่างไว้สำหรับสร้างหนังดิเรกราม่าเรื่องนี้ อ้า อย่าว่ายังโง้นยังงี้เลยนะคุณ คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม"

"อ้าว ก็ผมกินเงินเดือนของอาเสี่ยนี่ครับ มีอะไรก็ใช้ผมซีครับ"

"คุณพูดยังงี้ชื่นใจหน่อย คุณโกหกเป็นไหม"

"ก็พอตัวครับ"

"คุณช่วยไปบอกพวกศิลปินหน่อยนะครับ บอกเขาว่าผมหัวใจวายตายเสียแล้ว นอนตายอยู่ในห้องนอนข้างบน"

ตลกเอกทำหน้าชอบกล

"เอ๊ะ ก็อาเสี่ยยังไม่ตายนี่ครับ ท่าทางของคนใกล้จะตายก็ยังไม่มี เส้นมรณะก็ไม่มี โกหกน่ะผมพอจะโกหกเขาได้ แต่เขาจะไม่เชื่อน่ะซีครับ เขาจับได้ผมก็เสียคนเท่านั้น"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ผมอยากตายเสียแล้วซี" แล้วเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนพกคู่มือของเขาออกมาส่งให้ตลกเอก "วานหน่อยเถอะครับ คุณช่วยยิงผมที"

จำรูญกลืนน้ำลายเอื๊อก ยกมือขวาปัดกระบอกปืนพกของกิมหงวนที่ยื่นเข้ามาใกล้ตัวเขา

"เก็บเสียเถอะครับเสี่ย ถ้าผมช่วยอาเสี่ยผมก็ต้องย้ายบ้านไปอยู่บางขวาง อย่างน้อยก็เห็นจะไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี"

อาเสี่ยเก็บปืนพกไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม

"ผมไม่ควรอุตหริทำหนังกับเขาเลยคุณจำรูญ ผมบอกไม่ถูกว่าผมได้รับความเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากใจสักเพียงไหน เพียงแต่ขั้นเตรียมงานเท่านั้น ผมมีโรงสี ๑๐ โรง โรงเลื่อย ๑๐ โรง บริษัทการค้าอีก ๕ บริษัท โรงจำนำ ๔ โรง ธนาคารหนึ่งแห่ง โรงแรมที่ทันสมัยที่สุดอีกหนึ่งแห่ง มีอู่เรือและเรือเดินทะเลชายฝั่ง มีกิจการค้าอีกหลายอย่างผมไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอย่างนี้เลยครับ เพราะงานของผมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญประจำทำงาน แต่อ้ายหนังนี่ผมไม่มีความรู้ผมมีแต่เงิน"

จำรูญขมวดคิ้วย่น แต่แล้วเขาก็ยิ้มออกมาได้

"ลักษณะของผู้นำ หรือคนใหญ่คนโตมักจะเป็นอย่างอาเสี่ยนี่แหละครับ ทำงานเหน็ดเหนื่อยหน่อยก็มีอารมณ์วู่วาม แต่ว่าผมรู้ดีว่าคนอย่างอาเสี่ยลงเดินหน้าแล้วไม่มีหยุดหรือถอยหลังมีแต่เดินหน้าตะพึด เพราะมือชั้นอาเสี่ยถึงไม่มีความชำนาญ อาเสี่ยก็เป็นคนเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เป็นนักธุรกิจ ชั้นนำ ขณะนี้พวกนักสร้างหนังกำลังเตรียมตัวม้วนเสื่อไขก๊อกไปตามๆ กันแล้วครับ ใครๆ ก็ว่าเรามีทุนสามสี่แสนจะไปสู้เสี่ยหงวนได้อย่างไร เขามีเงินเป็นร้อยๆ ล้าน หนังดิเรกราม่าของเขาออกมาเมื่อไร หนังไทยบริษัทกระจอกงอกง่อยก็อย่าทำออกมาอีกเลย หนังญี่ปุ่นหนังแขกหรือแม้กระทั่งหนังฝรั่งก็ต้องย่ำแย่ไปตามกัน ไปฟังพวกศิลปินเขาวิจารณ์กันที่โรงถ่ายซีครับ ใครๆ ก็ว่าอาเสี่ยทำหนังคราวนี้ อาเสี่ยจะต้องกลายเป็นราชาหนังอย่างไม่ต้องสงสัย คนดูจะดูแต่หนังดิเรกราม่าของอาเสี่ยเท่านั้น หนังอื่นๆ เจ๊งหมด แม้กระทั่งหนังตะลุงก็ต้องเจ๊งในคราวนี้ ประทานโทษ เส้นวาสนาที่หน้าผากอาเสี่ยตอนแรกเห็นนิดเดียว วันนี้ยาวเต็มหน้าผาก เส้นวาสนาเห็นถนัดอย่างนี้ล้านคนถึงจะมีสักคนนะครับ"

เสี่ยหงวนได้กินยาหอมตรา "หนวดจิ๋ม" ก็หายเหนื่อยราวกับปลิดทิ้ง เขาผุดลุกขึ้นยืนในท่าทางกระปรี้กระเปร่าผิดปรกติ พอจำรูญลุกขึ้นอาเสี่ยก็ล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบธนบัตรใบละร้อยบาท ๕ ปึกเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ออกมาส่งให้จำรูญ

"คุณเอาเงินนี่ไว้กินกาแฟซีนะ"

จำรูญถอยหลังกรูด

"ช่างเถอะครับเสี่ย ขอบคุณครับ จ่ายเงินให้ผมคล่องๆ ทำให้ผมเคยตัวเปล่าๆ "

ผู้อำนวยการเดินเข้ามาหา ยัดธนบัตร ๕,๐๐๐ บาท เข้าไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ทของจำรูญ

"เอาไว้ใช้น่าไม่ต้องเกรงใจ"

"ครับ ดีเหมือนกัน" จำรูญพูดเสียงอ่อย "ไปที่โรงถ่ายเถอะครับ พวกศิลปินเขากำลังอยากพบอาเสี่ย เจ้าคุณท่านให้ผมมาตาม"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ปลื้มใจที่โหรประจำตัวของเขาบอกว่าเส้นวาสนาของเขากำลังปูดออกมา เขาจะได้เป็นราชาหนังในอนาคตอันใกล้นี้

"ใครมากันบ้างล่ะ"

"โอ๊ย เยอะแยะครับ สุรสิทธิ์, รัตนาภรณ์, อมรา, พันคำ, รวงทอง, สุเทพ, ชรินทร์, มนัส บุณยเกียรติ, เชาว์ แคล่วคล่อง, เสี่ยล้อต๊อก, ฉลอง, กันทรีย์, วิไลวรรณ, อดุลย์, สมจิตร ทรัพย์สำรวย, งามตา, ทัต เอกทัต, ท้วม ทระนง, ชนะ ศรีอุบล, สาหัส แหม เต็มโรงถ่ายผมนึกไม่ออกว่ามีใครอีกบ้าง ที่เชิญไปมีไม่มาคนเดียวครับ ผมลืมเรียนให้ทราบว่าบุรุษไปรษณีย์เขาส่งจดหมายคืนมา และมีใบหมายเหตุของกรมไปรษณีย์เขียนติดกับซองจดหมายว่า ที่อยู่ลำบากมากไป ส่งไม่ถึง"

อาเสี่ยหน้าตื่น

"ใครล่ะ"

"ปรีชา บุณยเกียรติ น้องชายมนัสยังไงล่ะครับ"

กิมหงวนอ้าปากหวอ

"ก็แกตายไปแล้วนี่นา"

"นั่นน่ะซีครับ ทางกรมไปรษณีย์เขาส่งจดหมายของอาเสี่ยกลับคืนมา แล้วแทงหมายเหตุว่าส่งไม่ถึง ไปโรงถ่ายเถอะครับ"

"เดี๋ยวๆๆ มีใครมาอีก ผมปลื้มใจจังเลยเท่าที่คุณบอกรายชื่อศิลปินที่มาพบกับผมในวันนี้ให้ผมทราบ"

ตลกเอกนิ่งคิด

"สมควร กระจ่างศาสตร์ก็มาครับ แล้วก็สถาพร มุกดาประกร, พูลสวัสดิ์ ธีมากร"

"แล้วคุณเกชากับคุณลือชัย "

"สองคนนี่ติดธุระมาไม่ได้ครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มละไม

"ผมชื่นใจเหลือเกินที่พวกศิลปินได้ให้เกียรติสละเวลามาพบกับผม ตัวตลกมีใครมาบ้าง"

"ผมยังไงล่ะครับ"

"รู้แล้ว" กิมหงวนตวาดแว๊ด

ครั้นแล้วผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ดิเรกราม่าเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ก็พาจำรูญ หนวดจิ๋มออกไปทางหลังตึก ตรงไปยังโรงถ่ายภาพยนตร์ของคณะพรรคสี่สหาย

เมื่อเสี่ยหงวนกับจำรูญพากันเข้ามาในโรงถ่าย เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่าศิลปินทั้งหลายก็สงบเงียบลงทันที ภายในลานซีเมนต์อันกว้างใหญ่มีเก้าอี้เหล็กและโต๊ะเหล็กตั้งอยู่เป็นหมู่ บรรดาศิลปินรุ่นกลางต่างแต่งกายเฉิดฉันนั่งอยู่เป็นหมู่ๆ ปะปนกับนันทา, นวลลออ, ประภา และประไพ ส่วน พล นิกร กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามต้อนรับพวกศิลปินเหล่านี้โดยทั่วหน้า พวกนายทุนขาดไป ๒ คน คือคุณหญิงวาดซึ่งท่านรู้สึกวิงเวียนศีรษะไม่ใคร่สบาย ให้สาวใช้นวดอยู่ในห้องนอนชั้นบนของตัวตึก อีกคนหนึ่งคือ นายพลศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เขากำลังรีบเร่งสร้างกล้องถ่ายภาพยนตร์แบบดิเรกราม่าของเขา ขณะนี้ฟิล์มสีธรรมชาติ ๑๔๐ มม. ได้สร้างเตรียมไว้เพียงพอแก่การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" แล้ว แต่กล้องถ่ายยังไม่เรียบร้อย เพราะกลไกอัตโนมัติบางชิ้นต้องแก้ไขให้คล่องแคล่ว อย่างไรก็ตาม พล.ต. ดิเรก จอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้รับรองกับเสี่ยหงวนว่า กล้องถ่ายภาพยนตร์จะถ่ายทดลองได้ภายใน ๓ วันนี้ ฟิล์มที่ถ่ายแล้ว ดร. ดิเรกจะล้างเองซึ่งเขามีความชำนาญในการล้างฟิล์มสีดีกว่าช่างล้างฟิล์มต่างประเทศเสียอีก

กิมหงวนประนมมือไว้ระหว่างอกขณะที่พวกศิลปินพากันแสดงความเคารพเขา ใบหน้าของผู้อำนวยการยิ้มแย้มแจ่มใสผิดปกติ เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาลว่า

"ก่อนอื่นขอได้รับความขอบคุณจากผมนะครับ เท่าที่พวกคุณได้ให้เกียรติผมยอมสละเวลามาพบตามจดหมายเชิญ ขอบคุณมากครับและผมจะภูมิใจมากถ้าทุกคนจะกรุณาเรียกผมว่านายห้าง อ้า-กรุณาให้ผมได้ทักทายกับศิลปินที่รักใคร่คุ้นเคยกับผมมาแต่ก่อนสักนิดหน่อยนะครับแล้วเราค่อยคุยกัน"

เสียงพึมพำดังขึ้นอีก พวกศิลปินที่พึ่งรู้จักกับเสี่ยหงวนต่างชมเปราะว่า นายห้างท่าทางใจดี บุคลิกสมกับเป็นมหาเศรษฐีมีเงินเป็นร้อยล้าน กิมหงวนเดินเข้ามายังกลุ่มศิลปินกลุ่มหนึ่ง และหยุดยืนจ้องมองดูหน้าชายหนุ่มร่างสม๊าทแบบชายชาตรีคนหนึ่ง ซึ่งกำลังมองดูเขาและยิ้มให้เขา

"จำผมได้ไหมคุณชัยชนะ"

"จำได้ครับ" พระเอกนักกล้ามหรือชนะ ศรีอุบล ตอบนอบน้อม "แต่ผมชื่อชนะเฉยๆ นะครับเฮีย"

กิมหงวนปราดเข้าสัมผัสมือทันที เขาบีบมือชนะแน่นแล้วก็หวนนึกถึงวันคืนที่ผ่านมา

"ผมนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็กชายเล็กๆ ที่น่ารักเคยวิ่งเล่นอยู่หลังโรงละครแม่เลื่อนจะกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ พระเอกรูปหล่อที่มีแฟนทั่วประเทศ คุณเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มขึ้น ส่วนผมก็เฒ่าชะแรแก่ชราลงไปทุกวัน โอย คุณเอ๊ย ปีนี้ผมร่วงโรยไปมาก ฟันฟางก็โยกไม่กล้าเลี้ยงแมวตัวผู้ กินขนมครกก็เคี้ยวไม่ไหว"

ชนะกับพวกศิลปินกลุ่มนั้นต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน สาวสวยคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"นายห้างยังไม่แก่หรอกค่ะ ยังหล่อและยังสม๊าทเหมือนคนหนุ่มๆ จริงๆ นะคะ"

กิมหงวนหันขวับมาทางศิลปินสาวสวยซึ่งอยู่ในชุดสีฟ้าเย็นตา หัวใจของเขาพองโตคับซี่โครงเมื่อถูกเรียกว่านายห้าง ความจริงเขาเป็นเจ้าของบริษัทห้างร้านหลายแห่ง แต่ใครๆ เรียกเขาว่าเสี่ยหรือ อาเสี่ยทั้งนั้น เขาจึงอยากเป็นนายห้างบ้าง

เสี่ยหงวนจ้องมองดูสาวสวยอย่างตกตะลึง และแล้วเขาก็ร้องออกมาดังๆ

"คุณอมรา คุณอมราหรือครับนี่"

"ค่ะ อมเอง ขอบคุณนะคะที่นายห้างกรุณาเชิญอมมาร่วมสังสรรค์กันในวันนี้"

อาเสี่ยยกมือไหว้ศิลปินหญิงเจ้าแห่งบทบาททันที

"ผมต่างหากครับที่จะต้องเป็นฝ่ายขอบคุณคุณ อ้า-ผมพึ่งเห็นตัวจริงของคุณวันนี้เอง อย่าหาว่าผมยกยอปอปั้นเลยครับ คุณสวยกว่าในจอเงินหรือในจอแก้วมาก"

เสียงใครคนหนึ่งกระแอมขึ้นดังๆ เสี่ยหงวนจึงหันไปดูผู้กระแอมคือเสี่ยล้อต๊อกนั่นเอง

"กระแอมทำไมคุณต๊อก"

"เตือนอาเสี่ยให้คุยกับผมบ้างน่ะซีครับ"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"เดี๋ยวครับ ขอให้ผมทักทายคนอื่นๆ จริงๆ ที่โรงถ่ายของผมเต็มไปด้วยศิลปินผู้มีเกียรติมากมายเช่นนี้" แล้วเขาก็หันมาทางพระเอกนักกล้าม "เราไม่ได้พบกันนานทีเดียวนะคุณชนะ แต่ผมก็ดูหนังที่คุณเล่นเสมอ คุณเป็นพระเอกที่ยิ่งเล่นก็ยิ่งดีขึ้น มีแควนมากขึ้น เมียผมเขาชอบคุณมากจนเกือบจะมีเรื่องกับผม หนังเรื่องไหนคุณเล่นเป็นพระเอก นวลไปดูทุกรอบบ่าย ดูได้ดูดีจนคนเดินตั๋วจำหน้าได้"

ชนะยิ้มเล็กน้อย

"พี่ผู้หญิงเอ็นดูผมเหมือนอย่างน้องน่ะครับเพราะเคยเห็นผมมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนกัน"

ผู้อำนวยการสร้างยกมือขวาตบบ่าชนะเบาๆ

"หุ่นคุณเท่ดีจริง หน้าตาคุณก็หล่อ ผมเองเมื่อผมมีอายุเท่าคุณผมว่าผมหล่อแล้วยังสู้คุณไม่ได้ เพราะผมหล่อแบบคอนกรีต เออ-คุณเล็กน้องสาวคุณเป็นยังไงแกสบายดีหรือ"

"แขไขหรือครับ สบายครับเฮีย ถ้าพบกับผมเราคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ เล็กมักจะพูดถึงเฮียเสมอ ในสมัยละครแม่เลื่อนเฮียกับพี่พล, พี่กรและพี่หมอกับพวกพี่ผู้หญิงทั้งสี่คนมักจะไปเที่ยวโรงละครแทบ ทุกคืน ตอนนั้นเล็กอายุได้ห้าหกขวบเท่านั้น เฮียกรักแกมากและเล็กก็ติดเฮียแจ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"ถ้าคุณได้พบคุณเล็กอีกก็ช่วยบอกแกด้วยว่าผมยังนึกถึงและยังไม่ลืม สำหรับคุณผมก็ถือว่าคุณเป็นน้องชายของผมคนหนึ่งเช่นเดียวกับสุรสิทธิ์ซึ่งเคยเที่ยวเตร่กับผมและมีความสัมพันธ์กับผมมามาก เราอย่าพึ่งคุยกันเลยนะคุณชนะ ผมจะต้องทักทายใครต่อใครให้ทั่วเสียก่อน"

"ครับ เชิญเฮียตามสบายเถอะครับ"

กิมหงวนปลาบปลื้มใจตลอดเวลา เขาเดินเข้าไปทักทายอมราดาราสาวเจ้าของตุ๊กตาทอง ไต่ถามถึงงานภาพยนตร์และ ทีวี. การสนทนาเป็นไปด้วยสันถวไมตรีอันดียิ่ง ต่อจากนั้นเสี่ยหงวนก็ปราดไปที่ศิลปินอีกกลุ่มหนึ่ง

สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ดาราใหญ่แห่งจอเงินผุดลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากิมหงวนแล้วประนมมือไหว้ อาเสี่ยรับไหว้และจับมือสุรสิทธิ์บีบแน่น

"คุณไม่เปลี่ยนแปลงเลยคุณสุรสิทธิ์ ยังหนุ่มและภาคภูมิเหมือนแต่ก่อน สบายดีหรือน้องชาย"

"ขอบคุณครับเฮีย สบายครับ แต่ถึงอย่างไรก็สบายสู้เฮียไม่ได้"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"หมู่นี้รู้สึกว่าคุณไม่ใคร่จะได้เล่นหนัง"

"ครับ ผมมัวแต่ทำงานอื่นครับเฮีย แล้วก็ไม่อยากจะเล่นบ่อยนัก"

"แต่เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของผมคุณจะต้องเล่นเป็นตัวเสือใดเสือหนึ่งในสามเสือซึ่งมีบทบาทเท่าๆ กัน หรือมีพระเอกสามตัว ตกลงนะ"

"ผมยังรับปากกับเฮียไม่ได้หรอกครับจนกว่าผมจะได้ดูสคริปต์ก่อน"

"คุณไม่เชื่อมือผมยังงั้นหรือ ผมไม่เคยแต่งเรื่องก็จริง แต่การเป็นนักประพันธ์ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร ใครๆ ก็แต่งได้ เรื่องนี้รับรองว่าเป็นเรื่องบู๊ดุเดือดที่ผมเขียนได้ดีสุด เอาเถอะครับเราประชุมกันเสร็จแล้วผมจะแจกบทให้ศิลปินทุกคนเอาไปพิจารณาคนละชุด"

"ก็ดีสิครับเฮีย เฮียจะให้ใครร่วมแสดงบ้างก็ตกลงกันเสียให้เรียบร้อยในวันนี้เลย พวกเราจำเป็นต้องขอดูบทก่อนที่จะทำสัญญากับเฮียครับ ถ้าบทไม่ถูกกับนิสัยก็ไม่อาจจะเล่นได้"

อาเสี่ยปล่อยมือสุรสิทธิ์ออก แล้วมองดูดาราใหญ่ซึ่งอยู่ในเครื่องแต่งกายสากลชุดสีน้ำตาล ต่างคนต่างยิ้มให้กัน ต่อจากนั้นเสี่ยหงวนก็เดินเข้าไปหาสุภาพบุรุษศิลปินสองคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กัน

"สวัสดีครับคุณทัต คุณสมควร ไม่ได้พบกันนานทีเดียวนะเรา"

สมควร กระจ่างศาสตร์หัวเราะร่าเริงตามเคย

"ผมพบกับเฮียที่ห้องรับประทานอาหารของโรงแรมสี่สหายเมื่อสองสามวันนี่เอง"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"อ้อ จริงแหละครับ อ้า เรียกผมว่านายห้างเถอะคุณ ไหนๆ ผมเป็นผู้อำนวยการสร้างหนัง ๑๔๐ ขอให้ผมได้เป็นนายห้างสักทีเถอะครับ"

"ครับ ผมและพวกเราจะเรียกเฮียว่านายห้าง"

กิมหงวน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งแล้วหันมาทางทัต เอกทัต

"สบายดีหรือครับ"

"สบายครับนายห้าง"

อาเสี่ยยิ้มอายๆ

"คุณเรียกผมว่านายห้างชัดถ้อยชัดคำดีเหลือเกิน คุณกับคุณสมควรนี่เกิดมาเป็นศิลปินแท้ๆ แสดงได้เหมือนจริงเหมือนจัง หมู่นี้เล่น ทีวี เสมอนะครับ"

"ครับ มันเป็นอาชีพก็ต้องเล่นเรื่อยไปครับนายห้าง"

"คุณคงไม่รังเกียจที่จะร่วมแสดงหนัง ๘ ของผม"

ทัตลืมตาโพลง

"๘ หรือ ๑๔๐ แน่ครับ"

กิมหงวนทำคอย่นนึกฉิวตัวเองที่พูดเผลอไป

"ขอโทษที ขอโทษทีครับหนัง ๑๔๐ ไม่ใช่หนัง ๘"

ทัตถอนหายใจโล่งอก

"ผมนึกว่านายห้างจะชวนผมให้เล่นหนัง ๘ ผมจะได้ลากลับ"

สมควรพูดเสริมขึ้น

"ผมก็เห็นจะต้องกราบลานายห้างเหมือนกัน ผมเคยเล่นแต่หนัง ๑๖ หนัง ๘ ฟิล์มนิดเดียวผม ไม่ชอบหรอกครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ เขาสั่นศีรษะแล้วบ่นพึมพำพาตัวเดินข้ามลานคอนกรีตเข้าไปหาศิลปินหมู่หนึ่งมี สาหัส บุญหลง, พูลสวัสดิ์, ท้วม ทระนง และฉลอง สิมะเสถียร ทั้ง ๔ คนนี้มีท้วมคนเดียวที่ยังไม่รู้จักกับกิมหงวน แต่อาเสี่ยก็เคยเห็นตัวบ่อยๆ และพึงพอใจในความสุภาพนอบน้อมของท้วมมากซึ่งท้วมได้แสดงตนเป็นมิตรที่ดีต่อทุกๆ คนแม้กระทั่งเด็ก

นายห้าง หรือผู้อำนวยการสร้างประนมมือไหว้ศิลปินกลุ่มนี้อย่างยิ้มแย้ม

"สวัสดีมากครับ ทุกๆ คน ดีใจจริงๆ ที่ผมได้รู้จักกับคุณท้วมในวันนี้ แล้วก็ขอบคุณที่กรุณามาพบผมตามจดหมายเชิญ"

ท้วมยิ้มแห้งๆ ท่าทางของเขานอบน้อมผิดกว่าเวลาที่เขาแสดงในจอแก้วเป็นคนละคน

"ผมชื่อท้วมครับนายห้าง"

"ครับ ผมทราบแล้ว แต่เขาพูดกันว่าชื่อจริงของคุณชื่อถ้วม"

"ท้วมครับ ชื่อจริงก็ท้วม นามแฝงของผมก็ท้วม ถ้วมมันไม่มีคำแปลนี่ครับนายห้าง"

เสี่ยหงวนนั่งลงในหมู่ศิลปินกลุ่มนี้ แล้วยิ้มให้ศิลปินอาวุโสคือสาหัส บุญหลง

"ผมจำได้ว่าเราพบกันครั้งสุดท้ายเมื่องานประกวดนกเขาในเขาดินเป็นยังไงบ้างครับ"

สาหัสยิ้มเศร้าๆ

"แย่หน่อยครับ เป็นหวัดมาเกือบอาทิตย์แล้ว ข้าวเปลือกข้าวผสมไม่ได้กินสักเม็ดเดียว"

"คุณน่ะหรือครับ"

"นกครับไม่ใช่ผม กลุ้มใจจริงๆ ไม่รู้จะทำยังไง เสียงมันแน่เหลือเกินนายห้าง คุณเอื้อเขาให้ผมหมื่นห้าผมยังไม่ยอมขาย คุณเอื้อสุนทราภรณ์ยังไงล่ะครับ เจ้า "ขวัญใจ" เป็นหวัดมาหลายวันผมกลุ้มใจจนบอกไม่ถูก"

นายห้างทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"แล้วตัวคุณล่ะครับสุขสบายดีหรือ"

"ปู้โธ่ นายห้างก็ นกผมไม่สบาย ตัวผมจะสบายได้อย่างไร"

"ลองซื้อยาแก้หวัด จำพวกท็อฟฟี่ให้มันอมดูบ้างซีคุณ แล้วก็เอายูคาลิพตัสทาผ้าเช็ดหน้าพันคอมันไว้ อย่าตามใจมันนัก กลางค่ำกลางคืนไม่ควรปล่อยให้มันไปเที่ยว มันไม่กินข้าวเปลือกหรือข้าวผสมก็ลองเปลี่ยนอาหารดูบ้าง เช้าๆ ไข่ดาวหมูแฮมกาแฟสักถ้วย"

"นั่นน่ะซีครับนายห้างผมกำลังคิดอยู่เหมือนกัน พาผมไปชมนกของนายห้างหน่อยซีครับ ฉลองเขาบอกผมว่านายห้างมีนกดีๆ หลายตัว"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาไว้เลิกประชุมก่อนนะครับผมจะพาไปชมนกของผม ขยันขันกันทุกตัวขันจนรำคาญต้องเอาไม้กระทุ้งกรงยังไม่ยอมหยุดขัน" พูดจบเขาก็หันมาทางฉลอง สิมะเสถียรศิลปินชื่อดังผู้มีกิริยามารยาทนุ่มนวลเหมือนผู้หญิง "สบายดีหรือคุณ"

"สบายครับเฮีย"

เสี่ยหงวนหยุดยิ้มทันที

"เรียกผมว่านายห้างดีกว่า" แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน "ขอโทษนะครับทางกลุ่มโน้นเขาเรียกผมแล้ว"

เสี่ยหงวนโบกมือให้นิกร ซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มศิลปินสาวและร้องเรียกเขาด้วยเสียงอันดัง พ.อ. นิกร การุณวงศ์แต่งสากลชุดสีทรายนั่งอยู่ข้างรวงทอง ทองลั่นทมนักร้องสาวผู้มีเสียงอาถรรพณ์สะกดผู้ฟังให้เคลิบเคลิ้มและคนึงถึงเสียงเพลงอันเจื้อยแจ้วของเธอ จนกระทั่งได้รับสมญาว่าเสียงน้ำเซาะหิน โดยเฉพาะนิกรเขาพึงพอใจเสียงทองของรวงทองมากกว่าเสียงของนักร้องทุกๆ คนที่เขาชอบ ศิลปินหนุ่มสาวนั่งอยู่รอบๆ นิกรก็คือมนัส บุณยเกียรติ, กันทรีย์ และเลื่อนน้อยคือลูกสาวแม่เลื่อนที่วายชนม์ไป นอกจากนี้ก็มีเชาว์ แคล่วคล่อง และพูลสวัสดิ์ ธีมากร ตลกเอกซึ่งมีลีลาการแสดงแหวกแนวและทันสมัยไม่ซ้ำแบบใคร

"หงวนโว้ย" นิกรพูดยิ้มๆ "คุณรวงทองตกลงรับกันไปเลี้ยงเป็นอ้ายทุยแล้วว่ะ ที่เธอเคยร้องว่าอ้ายทุยอยู่ไหนน่ะความจริงนั่งอยู่นี่คือตัวกัน คุณรวงทองพึ่งตามมาพบ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ศิลปินในกลุ่มนี้ แล้วกล่าวทักรวงทองเป็นคนแรก

"ขอบคุณมากครับ ที่กรุณามาร่วมประชุมกันในวันนี้ตามจดหมายเชิญของผม"

รวงทองยิ้มอ่อนหวาน

"ดิฉันขอบคุณนายห้างเช่นเดียวกันค่ะที่ให้เกียรติดิฉัน ความจริงดิฉันชำนาญแต่การร้องเพลงเท่านั้นนี่คะ"

กิมหงวนทรุดตัวลงนั่ง

"ถูกแล้วครับ หนังของเราดิเรกราม่า ๑๔๐ ฟุตเรื่องนี้"

นิกรพูดขัดขึ้น

"๑๔๐ มิลลิเมตรโว้ยไม่ใช่ ๑๔๐ ฟุต" แล้วนิกรก็หัวเราะ "๑๔๐ ฟุตน่ะมันกว้างเท่ากับความกว้างของโรงถ่ายนี้ แกจะเอากล้องที่ไหนถ่าย และเอาเครื่องที่ไหนฉาย"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ กล่าวกับรวงทองอย่างเป็นงานเป็นการ

"หนังของเราดิเรกราม่าเป็นหนังสีธรรมชาติ ๑๔๐ มิลลิเมตรและเป็นหนังพูด เรื่องนี้ผมเขียนบทมีนักร้องหลายคนครับ จำเป็นจะต้องเชิญคุณกับคุณสุเทพ และคุณชรินทร์เข้าร่วมแสดงด้วย"

"หรือคะ นายห้างนิกรก็บอกดิฉันอย่างนี้"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"อ้ายนี่น่ะหรือครับเป็นนายห้าง"

"ค่ะ" รวงทองตอบยิ้มๆ "นายห้างนิกรบอกดิฉันว่ามีห้างอยู่ที่เมืองกาญจน์ฯ ค่ะ"

อาเสี่ยหันมาทางนายจอมทะเล้น

"ห้างอะไรของแกวะ"

"ก็ห้างยิงเสือในป่ายังไงล่ะ ที่เมืองกาญจน์กันมีตั้งสองห้าง บ่อน้ำมันหมู และบ่อน้ำมันหม่องของกันก็มี"

นายห้างหรือผู้อำนวยการสร้างหัวเราะก้าก กล่าวกับรวงทองว่า

"คุณอย่าไปเชื่อมันเลยครับ นายนิกรเพื่อนผมคนนี้เป็นนายกของสมาคมโกหกแห่งประเทศไทย ไม่มีห้างมีหอกับใครหรอกครับ มีแต่หุ้นส่วนตามบริษัทต่างๆ แล้วก็มีที่ดินอาคารบ้านเรือนให้เขาเช่า ถึงเป็นเจ้าของรถประจำทางสามสี่สายก็เรียกว่านายห้างไม่ได้" แล้วกิมหงวนก็ชะโงกหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับรวงทองเบาๆ "อย่าหาว่าผมล่วงเกินคุณเลยนะครับ ผมถามจริงๆ เถอะ คุณกินอะไรนะครับเสียงของคุณถึงไพเราะขนาดกล่อมโลกให้สงบได้เช่นนี้"

รวงทองหัวเราะเบาๆ

"ดิฉันทานน้ำค้างค่ะ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"นั่นน่ะซี ผมก็ว่าอย่างนั้น" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่ศิลปินหนุ่มผิวคล้ำผมหยักศกใบหน้าเข้มและคม "เป็นยังไงครับคุณเชาว์ คุณนี่เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ การแสดงในจอเงินของคุณก็แน่ ฝีมือดนตรีโดยเฉพาะกีต้าฮาไวก็ยอดเยี่ยมและใหญ่ยิ่งไม่ยืดยาด คุณเป็นทั้งนายวงดนตรี เป็นนักดนตรี เป็นศิลปิน แล้วก็เป็นอะไรอีก เป็นมิตรที่น่ารักของเพื่อนฝูง เกาหลีสนุกไหมคุณเชาว์ มีอะไรบ้างครับ"

เชาว์อมยิ้ม

"เกาหลีหรือครับ เงียบเหงาไม่เห็นมีอะไรนอกจากเกาเหลียงกินกับเกาเหลา กินแล้วกลับมานอนเกาหลังที่แค็มป์"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เกามากๆ เป็นเม็ดเห่อออกมาคุณจะทำยังไง"

"ก๊อฉีดยาสิครับเฮีย" เชาว์พูดด้วยอารมณ์ขันตามนิสัยของเขาซึ่งไม่เคยมีความทุกข์กับใคร

ผู้อำนวยการสร้างเปลี่ยนสายตามาที่พูลสวัสดิ์ซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างคาบซิก้ามวนใหญ่พ่นควันโขมง จอมตลกหนุ่มรูปหล่อผู้นี้แต่งสากลชุดสีกรมท่า ผูกโบว์หูกระต่ายสีเหลืองอ่อน จุดดำเหมือนไข่ปลา เสี่ยหงวนยกมือตบขาพูลสวัสดิ์เบาๆ

"ไงครับเสี่ย"

พูลสวัสดิ์สะดุ้งโหยงแล้วไอแค็กๆ รีบดึงซิก้าออกจากปากทำท่าผะอืดผะอมเต็มทน

"อย่าเรียกผมว่าเสี่ยเลยครับเฮีย....เอ๊ย....นายห้าง ผมเป็นเสี่ยแต่ในจอเงินหรือจอแก้วเท่านั้น"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ผมขอเชิญคุณเข้าร่วมแสดงหนังดิเรกราม่า "สามเสือเหี้ยม" ของเราด้วยนะ หรือไม่คุณก็จะต้องเป็นช่างถ่ายคือเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ดิเรก ผมทราบว่าคุณถ่ายหนังได้ดีมาก หนัง ๑๔๐ นี้คุณคิดว่าถ่ายยากไหมครับ"

พูลสวัสดิ์นิ่งคิด

"จะว่ายากก็ไม่ยากครับ เอาฟิล์มใส่เข้าไปในกล้องให้เรียบร้อย ตั้งระยะแล้ววัดแสงตั้งหน้ากล้อง มองดูในเฟรมแล้วลั่นกล้อง แต่จะติดหรือไม่ติด จะโอเว่อร, อันเด้อรหรือมืดตื๋อเหมือนอยู่ในถ้ำภูเขาทองก็แล้วแต่เท็คนิคของคนถ่าย"

"ไม่ใช่อย่างนั้น ผมหมายถึงตัวคุณ"

"อ๋อ ผมถ่ายคล่องครับ ถ้าถ่ายทุกวันหรือถ่ายเช้าถ่ายเย็นความชำนาญก็เกิดขึ้นเอง"

กิมหงวนแยกเขี้ยว

"คุณพูดถึงถ่ายหนังหรือถ่ายท้อง"

"ทั้งสองอย่างแหละครับนายห้าง" พูดจบเขาก็ไอแค็กๆ แล้วโยนซิก้าลงบนพื้นคอนกรีต

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"คุณสูบไม่เป็นคุณจะสูบมันทำไม ซิก้ามันเหมาะสำหรับคนแก่ ผมเองสูบมวนหนึ่งเมาไปตั้ง ๕ เดือน"

พูลสวัสดิ์พูดพลางไอพลาง

"เจ้าคุณท่านให้ผมสูบครับ ท่านว่าศิลปินที่ดีต้องหัดสูบซิก้าไว้เผื่อแสดงเป็นตัวพ่อจะได้แสดงได้แนบเนียน แอ๊ะ แอ๊ะ โอย "

เสี่ยหงวนหันมาทางกัณทรีย์ศิลปินหญิงผู้มีบทบาทยอดเยี่ยมคนหนึ่ง

"สบายดีหรือครับ คุณกัณ"

"ขอบคุณค่ะ สบายดีค่ะ" กัณทรีย์ตอบยิ้มๆ ท่าทางที่เก่งกล้า ก๋ากั่นในจอเงินหรือจอแก้วไม่มีเหลืออยู่อีกเลย เธอเป็นศิลปินหญิงที่สุภาพนุ่มนวลคนหนึ่งเมื่ออยู่นอกเวลาแสดง"

ก่อนที่กิมหงวนจะพูดอะไร สาวใหญ่เจ้าของร่างค่อนข้างอ้วนซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังกัณทรีย์ได้กล่าวขึ้นว่า

"เห็นหนูหรือเปล่าคะน้าหงวน"

เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นยืน เดินอ้อมมาข้างหลังกัณทรีย์แล้วยกมือจับศีรษะศิลปินหญิงเจ้าของนามมนัส บุณยเกียรติ

"ทำไมจะไม่เห็น แต่เจ้าเปรียบเหมือนหลานแท้ๆ ของน้าก็ต้องทักทายทีหลัง เห็นหน้าเจ้าแล้วน้าก็นึกถึงคุณพ่อและคุณแม่ของเจ้า คุณเฉลิมเป็นเพื่อนที่ดีของน้าคนหนึ่ง แม่ของเจ้าก็เปรียบเหมือนกับ พี่สาวของน้าก็ว่าได้ อายุของเขาสั้นเกินไป ปรีชาน้องชายของเจ้าก็เช่นเดียวกัน ไม่น่าจะตายเลย"

มนัสยิ้มเศร้าๆ

"พ่อกับแม่และน้องสบายแล้วค่ะ ยังอยู่หนูซีคะที่ต้องผจญโลกต่อไป"

"ทำยังไงได้หลานเอ๋ย คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องต่อสู้ ความจริงเจ้าเก่งมากที่หาเลี้ยงตัวได้เองเพราะได้วิชาความรู้มาจากแม่เลื่อนเขา"

มนัสหันมามองดูศิลปินหญิงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ แล้วมองดูเสี่ยหงวน

"น้าจำโอภาสไม่ได้หรือคะ" มนัสหมายถึงเลื่อนน้อยลูกสาวของแม่เลื่อน

กิมหงวนลืมตาโพลง จ้องมองดูโอภาสนักพากย์และศิลปินหญิงที่มีความสัมพันธ์ต่อเขาเหมือนอย่างลูกหลาน แต่ไม่ได้พบกันมา ๑๐ กว่าปีแล้ว

"ปาน" อาเสี่ยร้องเรียกชื่อเล่นๆ ของโอภาส "โอ น้าจำเจ้าเกือบไม่ได้" แล้วเขาก็ยกมือตบศีรษะศิลปินหญิงวัยเดียวกับมนัสด้วยความเมตตาสงสาร อาเสี่ยทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ "เห็นหน้าเจ้าแล้วก็อดนึกถึงแม่เจ้าไม่ได้ แล้วก็ต้องนึกถึงพ่อของเจ้าคือบรมครูของนักพากย์" อาเสี่ยหมายถึง "ทิดเขียว" นั่นเอง "สบายดีหรือหลาน ทำไมไม่มาเยี่ยมน้าบ้าง"

"สบายค่ะน้า หนูไม่ใคร่ได้อยู่กรุงเทพฯ หรอกค่ะ ออกไปพากย์หนังตามต่างจังหวัดเสมอ"

"เออ ขอให้สุขสบายตลอดไปเถอะแม่คุณ อย่ามีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนกับแม่ของเจ้าเลย น้าจะให้เจ้าร่วมแสดงหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของน้าด้วย เจ้าก็เป็นศิลปินและมีเลือดศิลปินโดยแท้ อย่าพึ่งหันหลังให้มัน"

"ถ้าเป็นงานของน้าหนูยินดีมารับใช้เสมอค่ะ สำหรับหนูกับพี่มนัสไม่มีปัญหาอะไร"

อาเสี่ยก้มลงกระซิบบอกศิลปินหญิงทั้งสองคน

"เลิกประชุมแล้วเจ้าสองคนอย่าพึ่งไปไหนนะ น้าจะให้เงินเอาไปใช้คนละปี๊บ"

"ปี๊บใหญ่หรือปี๊บเล็กคะ" มนัสถามแผ่วเบา

"เถอะน่า" เสี่ยหงวนดุ "คนละปี๊บก็แล้วกันไม่ต้องถามว่าปี๊บใหญ่หรือปี๊บเล็กหรอก" แล้วเขาก็หันมาทางกัณทรีย์ "คุณคงทราบแล้วว่าเด็กสองคนนี่หลานผมเอง"

"ค่ะ ดิฉันทราบมานานแล้ว"

อาเสี่ยผละจากศิลปินกลุ่มนี้เดินข้ามลานคอนกรีต ตรงเข้าไปหาศิลปินกลุ่มใหญ่ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่หลายคนด้วยกัน สุเทพ วงศ์กำแหง, พันคำ, ชรินทร์ นันทนาคร, วิไลวรรณ, รัตนาภรณ์, สมจิตร ทรัพย์สำรวย, งามตาและสุภาพบุรุษอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างหลังเพื่อนห่างจากกลุ่ม คืออดุลย์ ดุลยรัตน์ พระเอกรูปหล่อและนักกีฬาชั้นดี โดยเฉพาะเล่นฟุตบอลได้เก่งมาก

กิมหงวนประนมมือไว้ที่หน้าอกของเขาและยืนอยู่เบื้องหน้าศิลปินกลุ่มนี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกคนทั้งที่ผมเคยรู้จักมาแล้วและพึ่งรู้จักวันนี้" แล้วกิมหงวนก็นั่งลงระหว่าง สุเทพกับชรินทร์และพันคำ สุภาพบุรุษศิลปินที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของเลื่อนน้อย เขากล่าวทักพันคำเป็นคนแรก "เป็นยังไงครับ ยังไปที่นั่นอีกหรือเปล่า"

"ไม่ไหวครับ สู้มันไม่ได้ ผมเลิกมานานแล้ว"

"โชคไม่ดีหรือครับ"

"มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับเสี่ย เล่ห์เหลี่ยมมันมาก เรามันไม่ทันเขา"

สุเทพสบตากับกิมหงวนก็กล่าวถามด้วยเสียงหัวเราะ

"นายห้างคุยกับคุณพร้อมเรื่องอะไรครับ"

"เถอะน่า ผมรู้เรื่องกันก็แล้วกัน เรื่องลับเฉพาะ" แล้วกิมหงวนก็ยื่นมือให้สุเทพจับ "เสียงคุณไม่ตกเลยนะคุณสุเทพ นักร้องผู้ชายที่นำหน้าเพื่อนก็เห็นมีคุณกับคุณชรินทร์สองคนเท่านั้น เสียงคุณคือเสียงกำมะหยี่ขยี้ในฟองเบียร์ แล้วก็เสียงคุณชรินทร์เหมือนฟองเบียร์เดือดในผ้ากำมะหยี่ ผมฟังคุณสองคนร้องเพลงแล้วอิจฉาคุณจังให้ดิ้นตาย เมื่อผมอายุเท่าคุณเสียงผมก็แน่เหมือนกัน ขนาดระฆังเงินร้าวๆ ทีเดียว" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้เจ้าหนุ่มผู้มีบุคลิกเหมือนจะเด็ดของ "ยาขอบ" ประพันธกรอาวุโสผู้ ล่วงลับไปแล้ว "จำได้ว่าพบกันที่ไน้ท์คลับเมื่อเดือนก่อน ผมเมามากไปหน่อย ดูเหมือนผมท้าใครต่อยกับผมคุณจำได้ไหมครับ"

ชรินทร์หัวเราะในลำคอ

"ไม่ได้ท้าใครหรอกครับ แต่นายห้างท้าเสาไฟฟ้าต่อย หาว่ามันเกะกะรถนายห้าง"

เสี่ยหงวนทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"นิสัยของผมมันชอบกล เวลาเมาสุรามักจะอาละวาด คุณกับคุณสุเทพต้องร่วมแสดงเป็นนักร้องในเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของผมนะครับ"

ชรินทร์ว่า "ขอให้ผมได้ดูบทเสียก่อนเถอะครับ"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"เอ-พวกคุณนี่มีความรู้สึกเหมือนกันทั้งนั้น แทนที่จะพูดเรื่องเงินกลับขอดูบทก่อน"

สุเทพเสริมขึ้นว่า "ถูกแล้วครับนายห้าง บทน้อยหรือบทมากไม่สำคัญ แต่ก็ต้องขอให้เราได้พิจารณาบทที่เราจะแสดงเสียก่อน"

ผู้อำนวยการพยักหน้ารับทราบ เปลี่ยนสายตามาที่พันคำ

"สำหรับคุณ ผมอาจจะให้คุณเป็นเสือร้ายคนหนึ่งในสามคน คุณต้องขออ่านบทก่อนใช่ไหม"

"ครับ"

"เอา-ตกลง แล้วผมจะจ่ายบทให้คนละชุดสำหรับผู้ที่มีบทสำคัญ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตัวประกอบผมก็จะขอเชิญศิลปินเหล่านี้ร่วมแสดงเพื่อให้หนังดิเรกราม่าเรื่องแรกของเราเป็นภาพยนตร์ที่ใหญ่ยิ่งและยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างน้อยฮอลลี่วู้ดก็ต้องตกใจขนาดเสียขวัญ" พูดจบกิมหงวนก็ลุกขึ้นยืนเดินไปทางด้านหลัง แล้วทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าศิลปินสาวทั้ง ๔ คน คือวิไลวรรณ, รัตนาภรณ์, สมจิตร และงามตา "ขอบคุณมากครับที่กรุณามาพบผมในวันนี้"

สมจิตรกล่าวแทนเพื่อนๆ ของเธอด้วยเสียงอ่อนหวานน่าฟัง

"พวกเรายินดีร่วมงานกับนายห้างค่ะ เพราะหนัง ๑๔๐ เป็นหนังพิเศษ ใครแสดงก็ได้ชื่อ"

"ขอบคุณครับ สำหรับคุณผมคิดว่าผมจะให้เป็นพี่สาวนางเอก ส่วนคุณรัตนาภรณ์ คุณวิไลวรรณ และคุณงามตา ประเดี๋ยวประชุมกันผมจะกะตัวเลย คุณทั้งสี่คนเป็นศิลปินหญิงรุ่นกลางที่มีชื่อเสียงและมีคนนิยมมาก ถึงแม้คุณงามตาไม่ใคร่แสดงหนังบ่อยนักชื่อเสียงของคุณก็ยังเป็นที่นิยมแก่แฟนหนังอยู่เสมอ"

งามตายิ้มอ่อนหวาน

"ชื่อเสียงของดิฉันอาจจะด้อยไปแล้วก็ได้ค่ะนายห้าง"

"โอ-ไม่จริงหรอกครับคุณงามตา คุณเป็นศิลปินชั้นแนวหน้าคนหนึ่ง เพชรน่ะถึงเก็บไว้นานๆ เอาออกมาใช้ก็เป็นเพชรที่มีประกายวาววับสดุดตา แต่ถ้าเป็นพลอยแล้วใช้บ่อยๆ มันก็มีค่าเสมอพลอยนั่นเอง ในทัศนะของผมคุณก็คือ เพชรน้ำหนึ่ง หรือเป็นดวงดาวที่แจ่มใสในจักรวาลของศิลปินดวงหนึ่ง เช่นเดียวกับคุณแดงทั้งสองแดงนี้คือคุณรัตนาภรณ์กับคุณวิไลวรรณ ส่วนคุณสมจิตรน่ะผมยอมยกให้ละ"

วิไลวรรณพูดยิ้มๆ ว่า

"อย่าชมแดงให้มากนักเลยค่ะ นายห้าง หนังพิเศษ ๑๔๐ มิลลิเมตร แดงอาจจะแสดงไม่ได้ดีก็ได้นะคะ แล้วก็เป็นหนังพูดด้วย แดงคงประหม่าและตื่นเต้นไม่น้อย"

กิมหงวนหันไปมองดูอดุลย์ซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ไกลกลุ่มแล้วยักคิ้วให้

"มานั่งคุยกันที่นี่เถอะครับ"

อดุลย์ยิ้มให้แต่ไม่ยอมลุกขึ้น เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตามาที่รัตนาภรณ์

"ไม่ได้พบกันดูเหมือนสองปีแล้วคุณยังไม่เปลี่ยนแปลง ผมเป็นแฟนของคุณคนหนึ่งนะครับ ทุกเรื่องที่คุณเล่นผมดูเสมอ"

"ขอบคุณค่ะ" รัตนาภรณ์พูดเบาๆ

เสี่ยหงวนนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ผมจะให้คุณเป็นนางสิงห์ในเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" คุณถนัดในเรื่องบู๊และขี่ม้ายิงปืนไม่ใช่หรือครับ"

"ก็พอแสดงได้ค่ะ" รัตนาภรณ์พูดถ่อมตัวตามนิสัยของเธอที่ไม่เคยโอ้อวดหรือยกตนข่มท่าน "แต่ว่ากรุณาให้หนูดูบทเสียก่อนนะคะนายห้าง"

"ดูบทอีกแล้ว ผมสงสัยว่าพวกคุณไม่เชื่อฝีมือการประพันธ์ของผมแน่นอน ผมเป็นนักเขียนหน้าใหม่ก็จริง แต่รับรองว่าขนาดอรวรรณหรืออิงอร หรือสันต์ เทวรักษ์ ต้องสั่นหัวแน่ๆ เรื่องของผมเข้มข้นเผ็ดร้อนมีพร้อมทุกรส ดำเนินเรื่องรวดเร็วทันใจ ผมเขียนบทเองกำกับเองอำนวยการสร้างเอง ทำเองทั้งนั้น ผมสร้างหนังเรื่องนี้เพื่อเอาชื่อ"

วิไลวรรณว่า "แต่ก็ต้องกรุณาให้พวกเราอ่านบทก่อนค่ะ ไม่ใช่ไม่เชื่อมือนะคะ ที่ขอตรวจบทก็เพราะเกรงว่าบทยากเกินไปเล่นไม่ได้ หรือนิสัยไม่ถูกกับบทที่ให้ไว้ก็ไม่สามารถจะแสดงได้ค่ะ"

"ตกลงครับ" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนพาตัวเดินเข้าไปหาอดุลย์ "ผมดูคุณเล่น ทีวี. เรื่องโป๊โป้จังแล้วผมนึกรักคุณขึ้นอีก"

อดุลย์ทำตาปริบๆ

"โจ๊โจ้ซังนะครับ"

"หา ไม่ใช่โป๊โป้จังหรอกหรือ"

อดุลย์หัวเราะ

"เรื่องอย่างนี้ผมไม่เล่นหรอกครับ โป๊โป้จังผมคงไม่ได้แต่งเครื่องแบบทหารเรือ อย่างดีก็นุ่งกางเกงในตัวเดียว"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากทรุดตัวลงนั่งข้างอดุลย์

"หมู่นี้เล่นฟุตบอลบ้างหรือเปล่า"

"ไม่มีเวลาเลยครับนายห้าง ยุ่งอยู่กับหนังและ ทีวี."

"นั่นน่ะซี รู้สึกว่าพุงกระทิคุณยื่นออกมาผิดปกติ หรือกำลังท้อง"

อดุลย์อดหัวเราะไม่ได้

"ราว ๔ เดือนแล้วครับ ผมกำลังลดไขมันที่หน้าท้อง"

"ก็ไปยกลูกเหล็กที่บ้านคุณชนะเขาซี เห็นไหมล่ะ คุณชนะแกเล่นเหล็กเสมอกล้ามแกถึงสวย ผมเองลองเล่นดูเมื่อเดือนก่อน เล่นไปเล่นมากล้ามชักหลบในเลยเลิกเล่น อ้า-ขอบคุณมากครับที่คุณสละเวลามาพบผม ประเดี๋ยวเราประชุมกัน ผมจะกะตัวผู้แสดงให้เรียบร้อย บางทีคุณจะได้เป็นเสือหนึ่งในสามเสือ เล่นให้ผมสักเรื่องนะคุณอดุลย์"

อดุลย์ว่า "นายห้างอย่าพึ่งให้ผมรับปากเลยครับ กรุณาให้ผมได้ดูบทของผมก่อน แล้วผมจะเรียนให้นายห้างทราบ"

เสี่ยหงวนเอียงคอมองดูพระเอกรูปหล่อด้วยความพอใจ

"คุณนี่ยิ่งมองยิ่งหล่อแฮะ ถ้าหากว่าผมเป็นผู้หญิง น่ากลัวผมอดรักคุณไม่ได้ คุณติ๋มเสียด้วยซี ผมเห็นคุณไปดูฟุตบอลบ่อยๆ จะตะโกนเรียกก็อยู่ไกลกันมาก วันทีมรวมอังกฤษกับทีมรวมทหารของเราคุณไปดูหรือเปล่า"

"ดูครับ"

"ไม่ได้ความนะ เราต้อนเขามากเกินไป"

"ครับ แต่ปีกขวาและเซ็นเต้อรฮาบเขาแน่จริงๆ เสี่ยยังเล่นฟุตบอลอีกหรือเปล่า"

กิมหงวนจุ๊ปาก

"เรียกนายห้างดีแล้ว อย่าเรียกผมว่าเสี่ยเหมือนแต่ก่อนเลยคุณ ฟุตบอลหรือครับ เมื่ออาทิตย์ก่อนผมลองเล่นกับพวกทีมธนาคารดู"

"ยังเล่นได้ดีหรือครับ"

"ครับ เล่นได้สองนาทีผมก็คลานออกมาจากสนาม" แล้วเสี่ยหงวนก็ลุกขึ้นยืน "เราอย่าพึ่งคุยกันเลยนะคุณอดุลย์ ให้ผมโอภาปราศรัยกับพวกศิลปินผู้มีเกียรติเหล่านี้ให้ทั่วหน้าเสียก่อน นั่น-คนของผมเขาบริการเบียร์และกับแกล้มแล้ว วันนี้ผมมีความสุขจริงๆ ที่ได้เห็นพวกคุณมาประชุมพร้อมกันมากมายเช่นนี้"

ผู้อำนวยการสร้างเดินข้ามไปหาพวกศิลปินอีกกลุ่มหนึ่ง เขาได้สนทนาวิสาสะกับทุกๆ คนโดยทั่วหน้ากัน ความเป็นกันเองของกิมหงวนทำให้พวกศิลปินรักใคร่พอใจเขา ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง พล, นิกร กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่นางก็ให้การต้อนรับบรรดาศิลปินทั้งหลายอย่างดีที่สุด

อาเสี่ยกิมหงวนได้เปิดการประชุมในเวลา ๑๑.๓๐ น. อธิบายถึงการสร้างภาพยนตร์ดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตรให้ฟัง และเชิญชวนศิลปินทั้งหลายเข้าร่วมงานด้วยโดยสรุปความว่า

"คุณๆ ศิลปินที่เคารพรักทั้งหลาย ขอได้โปรดทราบว่าภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของผมซึ่งจะถ่ายทำในระบบดิเรกราม่าใช้ฟิล์มสีธรรมชาติขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตรนี้จะเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ชาวโลกตื่นเต้นสนใจที่สุด เพราะไม่เคยปรากฏว่ามีใครเคยสร้างภาพยนตร์ขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ ฉะนั้นผมขอร้องให้พวกคุณทุกๆ คนร่วมงานกับผมคือร่วมแสดง และขออย่าได้คิดว่าใครมีบทน้อยบทมากกว่ากัน ผมขอเชิญศิลปินทุกท่านกรุณาสละเวลามาพบกับผมอีกครั้งในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งเราจะได้เซ็นสัญญากันเป็นหลักฐานและในวันนั้นผมจะเรียนให้ทราบว่าใครเป็น พระเอก นางเอก หรือรับบทเป็นตัวอะไร สำหรับวันนี้ก็เพียงแต่เราได้มาพบปะสนทนาวิสาสะกัน ผมจะแจกบทภาพยนตร์ให้ทุกท่านคนละชุดเพื่อให้ไปอ่านดูก่อน พวก

โปรดติดตามอ่านเล่ม ๒