พล นิกร กิมหงวน 099 : สามกษัตริย์

นวลลออวิ่งเหยาะๆ ลงบันไดมาจากชั้นบนของตัวตึก ใบหน้าของหล่อนเคร่งเครียดอารมณ์เสียแต่เช้า แม่เสือหยุดยืนบนขั้นพักบันไดมองลงมาข้างล่าง แลเห็น นันทา, ประภาและประไพนั่งอยู่ในห้องโถงก็ร้องเรียก

"ขึ้นมาดูอะไรข้างบนหน่อยซีคะพวกเรา"

สามนางเงยหน้าขึ้นมองดูนวลลออเป็นตาเดียว

"อะไรนะ" ประไพถามยิ้มๆ "หรือจะเปิดบ่อนไพ่แต่เช้า"

นวลลออฝืนหัวเราะ

"ไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉันมีภาพน่าทุเรศที่จะให้พวกเราดู ขึ้นมาสิคะ เห็นแล้วจะต้องปลงอนิจจัง"

สามนางต่างลุกขึ้นเดินขึ้นบันได มาหาแม่เสือนวลลออ แล้วพากันขึ้นไปชั้นบนของตัวตึก นวลลออเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของหล่อนเข้าไปในห้องแคบๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องเก็บข้าวของสัมภาระเหลือใช้ มีเก้าอี้เก่าๆ เขากวาง เครื่องหุงต้มไฟฟ้าที่ชำรุดแล้ว พรมเก่าๆ อีกหลายผืน

แล้ว ๔ นางก็แลเห็นผัวๆ ของหล่อนสุมกันอยู่อย่างสบายใจ ทุกคนกำลังหลับสนิท

"ต๊าย-ตาย" ประไพอุทาน "นอนสุมกันเหมือนยังกะลูกหมาหน้าหนาว ดี-สมน้ำหน้า อยากเที่ยวดึกพวกเราเลยแกล้งไม่เปิดประตูให้ ก็ต้องนอนกันอย่างทุเรศอย่างนี้"

นันทาถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกสังเวชใจใน ๔ สหายนุ่งกางเกงขาก๊วยคนละตัว ถอดเสื้อกางเกงกองสุมกันไว้ กลิ่นแอลกอฮอล์ยังคลุ้งอยู่ราวกับโรงต้มกลั่น เนื่องจากเมื่อคืนนี้ ๔ สหายเมาเหล้ากันจนสุดเหวี่ยง จากงานรื่นเริงของสมาคมแห่งหนึ่ง

ประภาพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าหากว่าเราขืนปล่อยให้ผัวเราเที่ยวสำมะเลเทเมา อย่างหามรุ่งหามค่ำเช่นนี้ ไม่ช้าผัวๆ เราก็คงจะเสียคนอย่างไม่มีปัญหา"

นวลลออเห็นพ้องด้วย

"ก็นั่นน่ะซีคะ พูดดีก็แล้วพูดร้ายก็แล้วไม่ผิดอะไรกับตักน้ำรดศีรษะไม้ตีพริก หรือเหมือนกับสีซอให้ควายตัวผู้ฟัง"

ประไพหัวเราะคิ๊ก

"ทำไมถึงเฉพาะควายตัวผู้ล่ะคะ คุณนวล"

"อ้าว คุณไพน่ะไม่รู้อะไร ควายตัวเมียน่ะมันว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อดึงเหมือนควายตัวผู้หรอกค่ะ"

ประไพขมวดคิ้วย่นแสดงท่าทีฉงน หันมาถามพี่ผัวเสียงอ่อยๆ

"ควายตัวผู้กับควายตัวเมียมันมีเขาเหมือนกัน ไม่ใช่หรือคะพี่นัน"

นันทาอดหัวเราะไม่ได้

"แหม โง่อะไรก็ไม่รู้ มันก็มีเขาเหมือนกันน่ะซี ม่ายงั้นเขาจะเรียกว่าควายหรือ ไม่น่าจะเซ่อยังงี้เลย"

"แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ ว่าตัวไหนตัวผู้ ตัวไหนตัวเมีย"

ประภาถอนหายใจหนักๆ

"อย่าไปสนใจเรื่องควายเลยประไพ สนใจกับเรื่องผัวของเราดีกว่า เราจะทำอย่างไรกันดีถึงจะให้ผัวของเราหยุดเที่ยวเตร่อย่างเด็ดขาด"

คราวนี้สามนางเห็นพ้องกับเมียรักของ ดร. ดิเรก

นวลลออว่า "เรื่องมันก็ต้องใช้วิธีเด็ดขาดกับผัวของเราน่ะซีคะ ถ้าเขาขืนเอาแต่เที่ยวเตร่อย่างนี้ เราก็ควรหย่ากับเขาเสีย เรา ๔ คน ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไร หาเช่าบ้านเข้าสักหลังหนึ่ง รูปร่างของเราก็ยังสวยอยู่ ร่างกายก็แข็งแรง"

นันทานัยน์ตาเหลือก

"ตายแล้ว....จะหากินอย่างนั้นหรือคุณนวล"

นวลลออสะดุ้งโหยง

"ใครบอกคุณล่ะ ดิฉันหมายความว่าเรายังไม่แก่จนเกินไป จะประกอบอาชีพในทางใดก็ได้ เช่นตั้งร้านดัดผม, หรือประกอบอาชีพอื่นใดที่เป็นสัมมาอาชีพ อย่างเลวตัดเสื้อ"

"วัดตัว...." ประไพพูดต่อเบาๆ

"ไม่วัด" นันทาตวาดแว๊ด "พูดเซี้ยวๆ อะไรก็ไม่รู้เด็กคนนี้"

ทันใดนั้นเสี่ยหงวนก็แหกปากเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"หนวกหูโว้ย ปู้โธ่-คนกำลังนอนหลับไม่รู้ว่าจะมาต่อล้อต่อเถียงอะไรกันข้างๆ หู ไม่เกรงอกเกรงใจกันบ้างเลย"

คราวนี้ ๔ นางเงียบกริบ นวลลออเดินมาที่ริมห้อง หยิบไม้ตะพดอันหนึ่งขึ้นมาถือ แล้วปราดเข้ามาหาผัวรักของหล่อน เงื้อไม้ตะพดขึ้นฟาดลงกลางกระบานอาเสีย ค่อนข้างแรง ๒ ทีซ้อนๆ

"โป๊ก-โป๊ก"

"โอ๊ย " กิมหงวนร้องลั่นตกใจตื่นพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ลืมตาขึ้นมองดูโลก พอแลเห็นหน้าแม่เสือนวลลออเสี่ยหงวนก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว "แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีจ๊ะแม่จ๋า"

นวลลออขบกรามกรอด

"ลุกขึ้น ไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเดี๋ยวนี้"

เหมือนกับเด็กที่ว่านอนสอนง่าย กิมหงวนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก้มตัวออกไปจากห้องเก็บของโดยดี ประภาก้มลงจับหูขวาของ ดร. ดิเรกดึงขึ้น แล้วบิดโดยแรง นายแพทย์หนุ่มตกใจตื่นร้องเสียงหลง

"เฮ้-เวทเอมินิต....อ๋อย.... น้ำลงจ้ะ"

"น้ำลงรึ" ประภาพูดพลางดึงหู ดร. ดิเรกให้ต่ำลงมา

"โอ๊ย...กลัวแล้วจ้ะเมียจ๋า ฝรั่งกลัวแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มตะลีตะลาน ลุกขึ้นยืนทำหน้าแหยๆ ชอบกล ประภายกมือขวาตบหน้าหนุ่มหัวนอกดังเพียะ

"เที่ยวเก่งนัก กลับบ้านตั้งตี ๓ ไม่รู้ว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน"

ดร. ดิเรก ยกมือลูบคลำแก้ม

"ดาลิ่ง ไอเสียใจ ที่หลังไอไม่เที่ยวอีกละ" พูดจบดิเรกก็พาตัวเดินคอตกไปจากห้อง เหมือนกับนักเรียนที่ถูกครูลงโทษ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายพัชราภรณ์ก็ตกใจตื่น พอแลเห็น ๔ นางยืนอยู่เบื้องหน้าเขา พลก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน แต่แล้วเขาก็ใจหายเมื่อถูกนันทามองดูเขาด้วยแววตาถมึงทึงน่ากลัว

"พลกับนันเห็นจะต้องแยกทางกันเสียแล้ว" นันทาพูดขึ้นด้วยความน้อยอกน้อยใจ "นันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ถึงเอาแต่เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาอย่างนี้ ถ้ารักจะเที่ยวเราก็เลิกกัน พี่จะได้เที่ยวตามสบายไม่มีใครขัดขวาง"

อ้ายเสือรูปหล่อฝืนยิ้ม ทำใจดีสู้เสือ

"โธ่-นัน ฟังพี่ก่อน เมื่อคืนพี่อยู่ที่สวนอัมพรตลอดเวลา"

"อย่ามาแก้ตัวเลย กล่องอ้ายนั่นตกอยู่ข้างเสื้อนอกน่ะเห็นไหม เป็นพยานอยู่ทนโท่อย่างนี้แล้วจะยังตอแหลอีก"

นายพัชราภรณ์สะดุ้งเฮือก ก้มลงมองกล่องอ้ายนั่นแล้วยิ้มแห้งๆ

"เอ-ว่าโยนทิ้งแล้ว ไง๋ติดกระเป๋ามาได้ ชอบกล" แล้วพลก็เดินอมยิ้ม ออกไปจากห้องเก็บของ

คงเหลือนิกรคนเดียวที่กำลังนอนหลับอย่างสบายใจ นายจอมทะเล้นกรนเสียงสูงต่ำสลับกันไป

"คร่อก ฟี๊ด คร่อก ฟี๊ด "

ประไพมองซ้ายมองขวา ก้มลงหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกับกล่องไม้ขีดไพขึ้นมา คลี่หนังสือพิมพ์ออก

"จะทำอะไรคะคุณไพ" นวลลออถามยิ้มๆ

"ฌาปนกิจนิกรค่ะ เผาเสียทั้งเป็นเลย" พูดพลางวางกระดาษหนังสือพิมพ์ ลงบนร่างของนายจอมทะเล้น แล้วก้มตัวลงขีดไม้ขีดจุดริมกระดาษ

ทันใดนั้น กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ติดไพขึ้น

"ตาย ตาย ตายจริง" ประภาร้องลั่น "ดูซี ไหม้ถึงตัวแล้วยังไม่รู้สึก คนอะไรพันนี้ก็ไม่รู้ขี้เซาเหลือเกิน"

นันทาโบกมือ

"ช่าง ปล่อยมันเถอะค่ะ ดิฉันอยากจะรู้นักว่าอ้ายกรมันจะขี้เซาสักเพียงไหน นั่น-ไหม้เสื้อแล้ว"

นิกรยกมือปัดเปลวไฟที่กำลังไหม้เสื้อเชิ้ตเขา แล้วหลับต่อไปอีก คราวนี้ ๔ นางช่วยกันดับไฟให้ เนื้อหนังนิกรถูกไฟไหม้ถลอกปอกเปิกหลายแห่ง ประไพฉุดกระชากลากผัวรักของหล่อนให้ลุกขึ้นนั่ง นิกรนั่งหลับต่อไปอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร นวลลออกับประภาช่วยกันฉุดนายจอมทะเล้นให้ลุกขึ้นยืน นิกรยืนสับประหงกหงึกๆ ประไพหมั่นไส้เต็มทนก็ลั่นหมัดขวาชกโครมเข้าให้ คราวนี้อ้ายเสือมือกาวก็เซถลาไปทางมุมห้อง ล้มลงก้นกระแทกพื้นตกใจตื่นลืมตาโพลง

แล้วเขาก็ยิ้มหวานจ๋อย ร้องยี่เกขึ้นทันที

แสงทองส่องโลก

ไก่กระชั้นขันกระโชกแม่เอ๋ยช่างเพราะหู

กลิ่นผกาหอมหวลยวนใจ

หรือจะเปรียบได้กลิ่นโฉมตรู

เพิ่งมาจากเวียงเหนือผิวเนื้อแม่น่าดู....

ประไพเค้นหัวเราะ

"ใคร ลูกน้องนังหนอมใช่ไหมล่ะ"

นิกรยักคิ้วให้เมียของเขา

"ฮื่อ จ้ำม่ำแน่ไปเลย"

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นกรกับไพเลิกกันดีกว่า ไปอยู่กับนังคนนั้นก็แล้วกัน ลงออกจากบ้านกลางคืนละก้อเป็นต้องแวะหานังหนอม ยาน่ะฉีดเข้าไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเข็มแล้ว"

นิกรอมยิ้ม

"นั่นน่ะซี ทีนี้เห็นจะต้องลองยาต้มดูบ้าง กินกันเป็นปี๊บๆ เลย"

นันทาพูดขึ้นเบาๆ

"คนอะไร้ หน้าด้านไม่เคยเห็น"

นายการุณวงศ์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แลบลิ้นหลอกพี่สาวของเขา แต่พอนันทาปราดเข้ามานิกรก็รีบยกมือไหว้ประหลกๆ

"กลัวแล้วจ้ะ เจ๊จ๋า"

"อย่ามาเรียกฉันเจ๊นะ" หล่อนพูดครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง "ฉันไม่ใช่เจ๊ก"

"น่า ชาติจีนชาติไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" แล้วนิกรก็ก้มลงมองดูตัวเอง พูดขึ้นเปรยๆ "แหม-นอนไม่กางมุ้ง ยุงกัดเป็นผื่นไปหมดทั้งตัวเลย"

ประไพค้อนขวับ

"ผื่นน่ะมันผื่นซากุระ ไม่ต้องมาไก๋ว่ายุงกัดหร็อก"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"รู้แล้วพูดหาตะหวักตะบวยอะไรล่ะ"

"อย่าอวดดีนะ" ประไพแหวขึ้น "ไพน่ะไม่ต้องการอยู่ร่วมกับกรอีกแล้วพึงรู้ไว้เถอะ ผัวพันยังงี้ป่วยการหาใหม่ดีกว่า มีผัวแขกยามยังสบายกว่านี้เป็นไหนๆ "

"หน็อยแน่ หมายความว่าคิดจะเลิกกับพี่ ใจป้ำจะมีผัวแขก"

"ย่ะ "

"ไม่แน่เหมือนกินข้าวหร็อกน้า เลิกกันซีพี่จะได้เป็นโสดผู้หญิงตอมหึ่งสบายอุราไปเลย ไปไหนไม่ต้องกลัวเมียจะว่า นึกจะจีบผู้หญิงคนไหนก็ได้"

ประไพทำตาถลน

"จริงนะ ใครพูดแล้วคืนคำไม่ใช่คน"

นิกรยักคิ้วแผล็บ เดินย่างสามขุมในท่ายี่เกออกไปจากห้อง ๔ นางพากันมองดูจนลับตาแล้วก็หันมามองดูหน้ากัน

ตอนสายวันนั้นเอง นันทา, ประภา, ประไพ และนวลลออก็พากันไปพบท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓ คือเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้ง ๔ นางเรียนให้ท่านผู้ใหญ่ทราบว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะอยู่ร่วมทุกข์สุขกับผัวๆ ของตนต่อไปแล้ว จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอหย่าขาดจากกันโดยเร็วที่สุด

ประมุขแห่งบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้ง ๒ ท่านและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกใจมากรีบกล่าวห้ามแม่เสือทั้ง ๔ ให้ระงับความคิดนี้ไว้ก่อน แล้วคุณหญิงวาดก็ใช้ให้เจ้าแห้วขึ้นไปตามตัว ๔ สหายลงมาพบในห้องรับแขก

พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกแต่งตัวใหม่เอี่ยมพากันเดินเข้ามาในห้องสมุดอย่างสงบเสงี่ยม เจ้าแห้วติดตามเข้ามาด้วย ๔ สหายทำหน้ากะเรี่ยกะราดไปตามกัน นั่งลงบนเก้าอี้นวมคนละตัว สำรวมกิริยาราวกับพระบวชใหม่ ภายในห้องสมุดเงียบกริบอยู่สักครู่ คุณหญิงวาดก็เริ่มบทบาทของท่าน คือด่ากราด ๔ สหายโดยไม่ไว้หน้า

"พวกแก ๔ คนมันเหมือนกับช้างเหลือขอ ฉันอยากจะรู้นักว่า ทำไมถึงไม่รู้จักคิดอ่านตั้งเนื้อตั้งตัวกับเขาบ้าง เอาแต่เที่ยวเตร่กันไม่เว้นตละวัน จนกระทั่งเมียๆ ของพวกแกเขาสุดแสนที่จะระอาแล้ว"

นิกรเอื้อมมือหยิกแขนเสี่ยหงวน แล้วพูดเบาๆ

"แกเชียว ชวนไปบ้านเจ๊หนอม นี่แน่ะ หยิกซะหน่อยเถอะ"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียว

"ออกไปนั่งห่างๆ ไว้ เดี๋ยวจะถูกถีบ หน็อย-ตัวเองเป็นคนชวนเขาไป พอเอะอะก็เอาตัวรอดก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องเถียงกัน รวมความแล้วแกทั้ง ๔ คนต่างไปเที่ยวมาด้วยกันใช่ไหมล่ะ"

ดร. ดิเรกรับสารภาพอย่างลูกผู้ชาย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ผมได้คู่กับแม่เพ็ญศรีครับคุณพ่อ เจ้าพลกับพิศมัย อ้ายกรกับแม่ฟองจันทร์ อ้ายหงวนกับเจ๊หนอม ผมเกิดมาเป็นลูกผู้ชายเมื่อทำผิดแล้วต้องสารภาพผิด" ดร. ดิเรกพูดหน้าตาขึงขัง "ท่านมหาราชาสัมปุรนะหิรัญวาศรีทันดอนเคยสอนผมว่า ลูกผู้ชายยอมรับผิดเมื่อทำผิด แต่สู้เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีผิด ถ้าหากว่าเราบริสุทธิ์"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เดี๋ยวนี้เมียๆ ของพวกแก เขาเหลือรับประทานพวกแกแล้ว"

นิกรอมยิ้ม ยักคิ้วให้อาเขยของเขาราวกับว่าเป็นเพื่อนกัน

"แต่ผมยังรับประทานของผมได้นี่ครับ"

ประไพค้อนขวับ

"จ้างฉันก็ไม่ให้นายรับประทานอีกแล้ว"

"อ๋อ อย่างแคร์ คนอย่างนายนิกรหารับประทานที่ไหนก็ได้ ผิดนักก็ให้ดิเรกมันฉีดยาให้ เพนิซิลิน, นีโอ เดี๋ยวนี้ราคาถูกมากแล้ว หาซื้อก็ง่าย"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับหลานชายจอมทะเล้นของท่าน

"แกอย่าพูดเล่นนะกร ประไพจะฟ้องหย่าแกจริงๆ ให้ตายซีเอ้า"

นิกรสะดุ้งโหยงเหมือนถูกเข็มแทง หันขวับมาทางเมียรักของเขา พูดเสียงอ่อยทันที

"จริงๆ น่ะเหรอ ไพ"

"ค่ะ ถูกแล้ว เรา ๔ คนตัดสินใจเด็ดขาดแล้วที่จะหย่ากับพวกคุณ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก มองดูนวลลออทันที

"อย่าล้อเล่นน่า นวล"

"อ๋อ ไม่ล้อหรอกค่ะ คราวนี้แหละสิ้นชาติวาสนากันที นวลทนขมขื่นใจมานานแล้ว" พูดจบหล่อนก็ร้องไห้ "มีอย่างที่ไหน ไม่เคยสนใจในทุกข์สุขของเมียเลย เอาแต่เที่ยวหาความสุขนอกบ้าน เห็นผู้หญิงโสเภณีดีกว่าแม่"

"ว้า..." อาเสี่ยคราง หันขวับมาทางเพื่อนเกลอของเขา "เอาละวะเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว"

พล พัชราภรณ์กล่าวกับแม่เสือทั้ง ๔

"เราผัวเมียกัน ผิดพลั้งอย่างไรค่อยพูดค่อยจากันเถอะครับ"

ประไพเอ็ดตะโรพลทันที

"ไม่มีประโยชน์ค่ะ เคยกราบไหว้วิงวอนขอร้องกันมามากแล้ว จะอยู่กันทำไมคะเมื่อเราไม่มีความรักใคร่กัน แยกทางกันดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"กลุ้มใจโว้ย ปวดกะบานเหลือเกิน พวกแก ๔ คนความจริงมันก็เหลวไหลเอาแต่เที่ยวเตร่ ธรรมดาผู้ชายที่ดีน่ะ เขาต้องเห็นบ้านเป็นสวรรค์"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แต่สิ่งแวดล้อมมันทำให้บ้านเป็นนรกนี่ครับคุณพ่อ พอแหกขี้ตาขึ้นมาได้ยินเสียงคุณอาหญิง ด่าคนโน้นด่าคนนี้วุ่นไปหมด ไม่รู้จะด่าใครด่าหมาก็ยังได้ หาว่าอ้ายบ๊อบ ย่ำโคลนขึ้นมาบนตึก ด่าเสียเป็นวรรคเป็นเวร วานนี้ก็เทศแต่เช้า หาว่าคุณอาผู้ชายเข้าหานังม่อม เรื่องไม่เป็นเรื่องก็ด่า ใครๆ ก็รู้ว่าท่านชอบแอบไปหานังม่อม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โบกมือห้าม

"เฮ้ย เบาๆ หน่อย ขายหน้าชาวบ้านเขา"

"โอ๊ย ไม่ต้องขายครับ ในเมื่อคุณอาเข้าหานังม่อมจริงๆ "

"โธ่-เดี๋ยวพ่อเตะเลยอ้ายนี่ มึงเห็นรึ"

นิกรหัวเราะ

"ไม่เห็นหรอกครับ แต่ผมพบผ้าขาวม้าไหม ก้นซิการ์ของคุณอาในห้องนังม่อม หรือไม่จริง อย่าหน่อยเลยน่า กิ๊ป กิ๊ป"

"ข้าให้มันซักให้โว้ย"

นิกรหัวเราะก้าก

"แล้วก้นซิการ์ล่ะครับ"

"ข้าฝากนังม่อมให้มันเก็บไว้โว้ย ซิการ์มันแพง" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตะโกนราวกับช้างร้อง "อ้ายนี่ปรักปรำใส่ร้ายโดยไม่มีเหตุผล"

คุณหญิงวาด ยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าคุณผัวของท่านเต็มแรง

"อย่ามาพูดกลบเกลื่อนไปหน่อยเลย หมั่นไส้ นี่แหละเขาว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ระวังตัวขี้ก้อนใหญ่ให้เด็กเห็น แล้วคนอย่างอ้ายกรน่ะ ปากมันยังกะฆ้องปากแตก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าทะแม่งๆ ชอบกล

"ก็เด็กมันสอดรู้สอดเห็นนี่นา คนในบ้านนี้น่ะไม่ว่าจะทำอะไรอ้ายกรมันแอบดูทั้งนั้น ฉันจะบอกให้ แม้แต่คุณหญิงอาบน้ำ อ้ายกรมันก็เคยแอบดู"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ หันขวับมาทางหลานชายแก่นแก้วของท่าน

"เป็นความจริงรึอ้ายกร แกเคยดูฉันแก้ผ้าอาบน้ำรึ"

นิกรยิ้มแห้งๆ พูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

"เคยหนเดียวเท่านั้นแหละครับ อ้ายหงวนมันชวนผม"

อาเสี่ยสะดุ้งสุดตัว

"เฮ้ย เอ๊...อ้ายนี่ ใครชวนใครวะ แกต่างหากที่ชวนกัน"

"โอ้ย" คุณหญิงวาดคราง "อกฉันจะแตกคราวนี้ โธ่-เจ้ากรนะ แกนี่มันทะลึ่งอย่างหมาไม่กินทีเดียว แกดูฉันอาบน้ำน่ะฉันถามจริงๆ เถอะแกเห็นอะไรบ้างหา บอกมาซิ แกจะดูเอาประโยชน์อะไร ฉันแก่และเหี่ยวย่นหมดทั้งตัวแล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ดูแพล๊บเดียวเท่านั้นแหละครับ ที่แรกคิดว่าคุณประภา แต่พอเห็นเป็นคุณอาผมก็เลยขี้เกียจดู เพราะหาส่วนเว้าส่วนโค้งไม่ได้"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น ชำเลืองมองดูนิกรกับอาเสี่ยกิมหงวนอย่างเคืองๆ

"ยูสองคนถ้าจะแอบดูเมียกันอาบน้ำบ่อยๆ "

นิกรสารภาพอย่างลูกผู้ชาย

"ฮื่อ กันชอบดูโว้ย ดูทุกคนแม้กระทั่งคุณพ่ออาบน้ำกันยังดู"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น พูดเสียงหัวเราะ

"อ้ายเวร แกดูฉันจะได้ประโยชน์อะไร"

"ได้ซีครับ เวลาคุณพ่อแก้ผ้าอาบน้ำมองดูแล้วคล้ายกับอึ่งอ่างเล่นน้ำฝน ที่ก้นข้างขวาของคุณพ่อมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มเชียว ไม่เชื่อเปิดออกดูเดี๋ยวนี้ก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย

"อ้ายอัปรีย์ ระวังตาจะเป็นกุ้งยิง ต่อไปน่ากลัวจะต้องสร้างห้องน้ำใหม่ จัดทำให้แข็งแรงมั่นคง"

๔ สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูหน้า พล, นิกร, กิมหงวน และดร. ดิเรก แล้วท่านก็พูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกแกทั้ง ๔ คนจะว่ายังไงก็ว่ามา เมียๆ ของพวกแกตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ที่จะฟ้องหย่าพวกแกในวันสองวันนี้"

พลว่า "ผมไม่ยอมหย่าหรอกครับ ความผิดเพียงแต่เที่ยวกลางคืน ถึงกับจะหย่ากันไม่มีเหตุผลสมควรเลยคุณพ่อ"

นันทาแหวขึ้นทันที

"ทำไมจะไม่สมควร พลไปเที่ยวสำมะเลเทเมาคบผู้หญิงงามเมือง ไม่สนใจกับทุกข์สุขของลูกเมีย ไม่ใช่เหตุผลหรือคะ ประพฤติตัวมาอย่างนี้กี่ปีแล้ว"

อ้ายเสือรูปหล่อยิ้มให้เมียของเขา

"โธ่-นันจ๋า พี่ทำงานเหน็ดเหนื่อยก็ต้องให้พี่พักผ่อนหย่อนใจบ้างซี"

"พักผ่อน ต้องไปพักที่ซ่องอีนังหนอมด้วยเรอะ" หล่อนพูดเสียงสั่นเครือทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ "ที่เที่ยวหย่อนใจถมไปทำไมไม่ไป"

นิกรพูดเสริม

"กินข้าวเย็นกับน้ำพริกทุกวันๆ มันก็ต้องเปลี่ยนรสอาหารบ้าง"

ประไพร้องไห้โฮ ฟ้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ได้ยินไหมคะคุณพ่อ กรเขาว่าไพเป็นข้าวเย็น โฮๆๆ ไม่ยอมไม่ยอมแล้ว ดูถูกกันอย่างนี้ ดูถูกอย่างร้ายกาจ"

นวลลออพูดขึ้นบ้าง

"ป่วยการมาต่อล้อต่อเถียงกันค่ะ พวกหนู ๔ คนพร้อมแล้วที่จะหลีกทางให้พ่อเทวดาทั้ง ๔ คนนี้ เขาจะได้ลิงโลดไปตามความปรารถนาของเขา เลิกกันเสียทีก็ดีหนูยังไม่แก่เกินไปหรอกค่ะ ไม่กี่วันก็หาผัวได้อีก"

คราวนี้อาเสี่ยกิมหงวนมองดูเมียรักของเขาอย่างเดือดดาล

"ลองดูซี พ่อไม่เอามีดโกนปาดหน้าให้เสียโฉมทั้ง ๒ คนก้อย่ามาเรียกว่าเฮียหงวน หน็อย-จะมีผัวใหม่ ไม่ทันถึงกับเป็นผัวหร็อก เพียงแต่จีบกันให้เห็น พ่อฆ่าตายห่าเลย"

"บ้า" นวลลออเอ็ดตะโร "คนบ้า คนเห็นแก่ตัว ทีตัวละก็รู้จักหึง"

อาเสี่ยลอยหน้าลอยตาตอบ

"หึงซี เมียสวยๆ อย่างนี้หาได้ง่ายๆ หรือ ตายแล้วเกิดใหม่ก็หาไม่ได้" แล้วอาเสี่ยก็พูดเสียงอ่อยน่าสงสาร "นวลจ๋า....ขันจอหว่อ...เห็นใจบ้าง"

นวลลออค้อนขวับ

"อย่ามาตลกเลย ไม่ขันหรอกย่ะ"

"ไม่ขันก็ช่วยเอามือจี้บันเอวหน่อยซีจ๊ะ"

นวลลออเอื้อมมือคว้าถ้วยแก้วใบหนึ่งขึ้นมาถือ คุณหญิงวาดรีบคว้าข้อมือแม่เสือไว้ แล้วกล่าวห้าม

"อย่า แม่คุณ พูดกันแต่ปากดีกว่า เจอถ้วยแก้วเข้าละก้อ หน้าตาพ่อหงวนคงไม่ผิดอะไรกับถูกหมาฟัด ง่า-แม่ ๔ คนนี่น่ะฟังทางนี้ การเลิกร้างกันน่ะมันไม่ยากเย็นอะไรหรอก แต่ขอให้คิดดูให้ดี ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา มันเป็นเวลาน้อยอยู่หรือ สมมุติว่าพ่อหงวนหรือพ่อดิเรก หรือเจ้าพล หรืออ้ายกรจะใช้ช๊อคขีดข้างฝาวันละขีด ป่านนี้รอยช๊อคที่ขีดไว้ก็คงเต็มห้องแล้ว มันไม่ใช่เวลาเพียงเล็กน้อยเลย ลูกเต้าก็มีด้วยกันแล้ว อาเห็นว่าเรื่องนี้พอมีทางที่จะปราณีปรานอมกันได้ อย่าให้ถึงกับแตกร้าวกันเลย อายเขาเปล่าๆ "

นันทาว่า "ไม่อายหรอกค่ะคุณอา เมื่อพลเอาแต่เที่ยวเตร่จนไม่สนใจกับนัน แล้วนันจะอยู่กับเขาทำไม นันจะกลับไปอยู่บ้านถนนเพชรบุรี คิดอ่านทำมาหากินต่อไป"

ประไพพูดโพล่งขึ้น

"หาบเต้าทึงขายยังได้ ไม่เห็นต้องง้อเรื่องลูกผัว เราก็มีมือมีตีนเหมือนกัน วิชาความรู้ก็มี อย่างเลวๆ ก็สำเร็จอักษรศาสตร์มาแล้ว เป็นครูสอนเด็กก็ได้ หรือจะขี่สามล้อก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามลูกสาวคนเล็กของท่าน

"ลำบากนักก็นั่งเฉยๆ เถอะวะ อย่าพูดอะไรเลย ฟังแกพูดแล้วชักเขม่น ผู้หญิงตะหวักตะบวยอะไรกันวะหาบเต้าทึงขาย....ขี่สามล้อ คนโดยสารมันจะได้หลอกไปเจี๊ยะพรึบเสียปะไร ไม่เชื่อก็ลองดู"

ประไพลอยหน้าลอยตาพูด

"อ๋อ อย่างแคร์นี่ มันอยากเจี๊ยะก็ให้มันเจี๊ยะซีคะ เป็นหม้ายไร้ทางเป็นอะไรไป ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ของเซ็คกันแฮนด์แล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แกมันเก่งยิ่งกว่าอูลี่จูเสียอีกประไพ ฟังคุณอาหญิงของแกพูดและใคร่ครวญกันดูให้ดี อย่าถึงให้กับหย่าร้างกันเลยน่า"

นวลลออร้องไห้กระซิกๆ ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา

"หนูเบื่อเต็มทนแล้วค่ะคุณอาขา ถ้าจะให้อยู่ร่วมกันต่อไป ต้องทำทัณฑ์บนให้หนู ม่ายยังงั้นก็ต้องเลิกกัน"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้ ถอนหายใจโล่งอก

"ทัณฑ์บนยังไงจ๊ะเมียจ๋า บอกผัวซิ จะให้ผัวทำยังไงว่ามา หรือจะลงโทษผัวให้เอาหัวเดินต่างตีนสักสามวันก็ยังได้"

นวลลออสะอื้น

"เฮียจะต้องรับรองให้คำมั่นสัญญาคุณอาทั้ง ๓ ว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึง ๖ เดือนข้างหน้าเฮียจะไม่ไปเที่ยวไหนเลย ๙.๐๐ น. ออกจากบ้านไปทำงาน ๑๖.๐๐ น. จะต้องกลับมาถึงบ้าน หนังละครงดดูอย่างเด็ดขาด เฮียจะต้องอยู่บ้าน แล้วเฮียจะกินเหล้า จะสนุกสนานหัวหกก้นขวิดอย่างไรก็ตามใจ แต่ต้องสนุกอยู่ในบ้านเท่านั้น ทำอย่างนี้ได้ไหมคะ ถ้าไม่ได้ก็เลิกกัน"

กิมหงวนพยักหน้าช้าๆ

"หมายความถึงอ้าย ๓ ตัวนี้ด้วยยังงั้นหรือ"

"ค่ะถูกแล้ว ลองปรึกษากันดูก็แล้วกัน เมื่อไม่ตกลงเราก็หย่ากันเสียป่วยการอยู่ร่วมกัน เพราะรสนิยมของเรามันแตกต่างกันเสียแล้ว"

อาเสี่ยหันมาทางคณะพรรคของเขา เจ้าแห้วคลานเข้ามานั่งข้างๆ เสี่ยหงวน แล้วพูดขึ้นเบาๆ

"รับประทานควรจะยอมตามเงื่อนไขนี้เถอะครับ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว ผลักหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง

"ไม่ได้ขอความเห็นมึงโว้ย" กิมหงวนตะโกนลั่น "ข้าต้องการความเห็นของเพื่อนๆ ข้า ยังไงโว้ยพรรคพวก เราจะยอมตามเงื่อนไขแห่งการสงบศึกนี้หรือไม่ยอม แต่คิดแล้วเราควรยอมเขาดีกว่า"

นิกรถอนหายใจหนักๆ

" ๖ เดือนมันเป็นเวลาไม่ใช่น้อย ให้แกร่วอยู่กับบ้านตั้งครึ่งปี กันคิดว่าเราไปอยู่ในคุกยังจะครึกครื้นดีกว่า จะได้ไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวัน"

ดร. ดิเรกพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ไอคิดว่ายอมเถอะ ๖ เดือนไม่เป็นไรน่า เราชวนเพื่อนๆ ของเรามากินเหล้ากันที่บ้านเราก็แล้วกัน จะเล่นรำทำเพลงกันยังไงก็ได้ หรือจะโทรศัพท์ให้เจ๊หนอมส่งลูกน้องมาปรนนิบัติเราก็คงจะได้"

ประภาเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"ข้อนี้ห้ามเด็ดขาด จะเอาผู้หญิงมาเกี่ยวข้องในบ้านนี้ไม่ได้ เว้นแต่เพื่อนหญิงของพวกเรา หน็อย...ลองดูซี แม่ไม่จามกระบานด้วยปังตอก็อย่านับถือ"

พลยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ทางเมียเสนอมา

"ตกลงโว้ยพวกเรา อยู่บ้านกันสักพักเถอะวะ กินเหล้ากันให้หงำเหงือก ร้องเพลงกันบ้าง ทำอะไรต่ออะไรให้มันหนวกหูบ้าง เมียเรารำคาญหนักเข้า ก็ไล่ให้เราไปเที่ยวเอง"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ สุภาษิตอินเดียบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า...บารากันรูปีนา บารากันกาโฮ้ ปูนาสาระพาเฮโล แปลว่า จงเอาชนะเมียด้วยการก่อรำคาญให้เจ้าหล่อน"

นิกรยกมือเขกกระบาน ดร. ดิเรกดังโป๊ก

"แก่ภาษิตนัก นี่แน่ะ"

คราวนี้ทุกคนหัวเราะลั่นห้อง ต่อจากนั้นท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓ ก็ร่วมมือกันทำการไกล่เกลี่ยกรณีย์พิพาทของ ๔ หนุ่ม ๔ นาง พล, นิกร, กิมหงวน กับ ดร.ดิเรก ต่างยอมปฏิบัติตามเงื่อนไข คือจะงดการเที่ยวเตร่เป็นเวลา ๖ เดือน ทุกคนจะออกจากบ้านไปทำงานในเวลา ๙.๐๐ น. ตรง และจะต้องกลับมาถึงบ้าน ๑๖.๓๐ น. วันอาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็จะอยู่บ้านไม่ไปไหน แต่มีข้อแม้ว่า ๔ สหายย่อมมีสิทธิอิสระในอันที่จะดื่มเหล้าหรือทำอะไรต่ออะไรได้ทุกอย่าง ตามความพอใจของตน ๔ นางไม่ขัดข้อง ดังนั้นกรณีย์พิพาทก็สิ้นสุดลงด้วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวสรุปความ

"เอาละ เป็นอันว่าเจ้า ๔ คนนี่รับรองที่จะปฏิบัติตนตามเงื่อนไขที่พวกเจ้าขอมา ต่อไปนี้ก็ขอให้ปรองดองกันเสีย"

นวลลออว่า "ถ้าหากว่าผิดสัญญาชวนกันไปเที่ยวไหนอีกละก้อ เป็นเลิกกันนะคะคุณอา หนูจะไม่ยอมให้ผิดสัญญาเป็นอันขาดแม้แต่หนเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"อย่าแก่เลิกนักเลยละ นวลลออ เอะอะก็ชวนอ้ายหงวนเลิก สงสารมันบ้างเถอะน่า อะไร้ พูดราวกับว่าการเลิกกันนั้นง่ายเต็มทน"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"เขายังงั้นแหละครับ ทีผมชวนเลิกไม่ยอมเลิก ครั้นผมไม่เลิกก็จะเลิก เลิกกันบ่อยๆ ผมก็แย่"

"เฮ้ย " คุณหญิงวาดตะโกนลั่น "อย่าเอาสำนวนสะวิงมาใช้หน่อยเลยวะฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อพวกแกกับเมียๆ ของแกปรองดองกันได้อาก็ดีใจ แต่ว่าเวลา ๖ เดือนน่ะมันจะทำให้พวกแกกลุ้มใจแทบเป็นบ้า ทีเดียวนะจะบอกให้"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่กลุ้มหรอกครับ ผมจะหาสิ่งที่เพลิดเพลินให้ตัวของผม"

คุณหญิงวาดยิ้มเล็กน้อย

"ดีเหมือนกัน อย่างน้อยแกควรเลี้ยงไก่"

"โอ๊ย ไม่เอาละครับ ผมมีแต่เชือดคอไก่ ไก่คุณอา ๕ ตัว ผมแกงกินหมดแล้ว"

"แล้วแกจะทำอะไรในเวลาว่างของแก เล่นกล้วยไม้"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ไม่ไหวครับ กล้วยไม้เป็นเรื่องของคนแก่ ผมต้องคิดดูก่อนครับ บางทีผมอาจจะซื้อกัญชามาสูบ สูบแล้วอารมณ์จะได้แจ่มใสนั่งหัวเราะเล่น ไม่นึกอยากไปเที่ยวนอกบ้าน ขลุกอยู่กับบ้องกัญชาเปรมไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"วิเศษจริงพ่อมหาจำเริญ กว่าจะครบ ๖ เดือนก็พอดีแกติดกัญชางอมแงม"

"ก็ช่างมันปะไรครับ เมียเขาอยากห้ามไม่ให้เที่ยวผมก็ต้องหาความสุขสำราญ หาทางออกให้ตัวเอง ม่ายงั้นกลุ้มใจตายห่า ใครจะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนได้"

ประไพพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ดีเหมือนกัน กรติดกัญชาเสียได้ไพจะได้สบายใจ เพราะคนสูบกัญชาน่ะไม่ชอบเที่ยว ผู้หญิงยิงเรือก็ไม่สนใจ"

นิกรพยักหน้า

"ตกลง พี่สูบกัญชาเด็ดขาด" แล้วนิกรก็หันมาทางเสี่ยหงวน "แกล่ะ อ้ายเสี่ย แกจะใช้เวลาว่างทำอะไร"

กิมหงวนนิ่งคิดอยู่สักครู่ ก็ตอบเสียงหนักแน่น

"สูบฝิ่นเป็นยังไงวะ แกสูบกัญชากันสูบฝิ่น"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าอุตริเลยพ่อหงวน เตี่ยของเธอกับเจ้าสัวกิมไซลุงของเธอ ผอมเห็นซีโครงเป็นกะไดภูเขาทอง ไม่เพราะสูบฝิ่นหรือ"

นวลลออว่า "ให้สูบเถอะค่ะคุณอา คนสูบฝิ่นไม่ชอบออกจากบ้านไปไหน นอนกอดแต่แม่ทองคำเท่านั้น หนูไม่ว่าหรอกค่ะ อยากให้เฮียสูบฝิ่นมานานแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ถ้ายังงั้นเอาแน่ เกิดมาเป็นลูกผู้ชายถ้าสูบฝิ่นไม่เป็นก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เฮียจะซื้อกล้องตะเกียงมาไว้ นอนสูบฝิ่นให้ตัวเหลืองเป็นปลาดุกย่าง"

นวลลอออมยิ้ม

"ก็สูบไปซีใครเขาไปว่าอะไรล่ะ นวลยินดีสนับสนุนค่ะ ขออย่าให้เที่ยวสำมะเลเทเมาเท่านั้น"

กิมหงวนพยักหน้าหงึกๆ หันมาทาง ดร. ดิเรก

"แกล่ะหมอ แกจะทำอะไรในเมื่อมีเวลาว่างอย่างเหลือเฟือ เท็นนิสหรือก๊อลฟ์แกก็ไปเล่นไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องออกไปนอกบ้านผิดสัญญา"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ

"ไอเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไอก็ต้องใช้เวลาว่างคิดค้นอะไรต่ออะไรไปตามเรื่อง อันที่จริงก็ดีเหมือนกัน บางทีกันจะผลิตถ่านและหมูเทียมขึ้น เพราะขณะนี้คนจนกำลังเดือดร้อน ในเรื่องราคาถ่านหุงข้าวที่แพงขึ้นทุกวัน พ่อค้าบอกว่าน้ำท่วมเผาถ่านไม่ได้ ราคาถ่านจึงถึงปี๊บละ ๔ บาท พอหน้าแล้งพ่อค้าก็ชี้แจงว่า น้ำน้อยเรือถ่านมาไม่ได้ ส่วนเนื้อหมูนอกจากจะแพงดับไปแล้วยังหาซื้อไม่ใคร่ได้ เพราะพ่อค้ามีวิธีทำเนื้อหมูล่องหนได้ กันจะพยายามทำถ่านหุงข้าวเทียม และเนื้อหมูเทียม ประชาชนจะได้มีใช้ในราคาถูก ปัดเป่าความเดือดร้อนของราษฎร"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะชอบใจ

"ความคิดของแกอาเห็นด้วยดิเรก แต่ความคิดของเจ้าหงวนกับกรใช้ไม่ได้ ถ้าแกทำถ่านหุงข้าวเทียมและหมูเทียมได้สำเร็จ ประชาชนพลเมืองก็คงจะพากันแซ่ซ้องสรรเสริญแก เพราะแกสามารถกว่ารัฐบาล ช่วยลดค่าครองชีพให้เขา"

นิกรหันมาพยักหน้ากับพล

"แกจะใช้เวลาว่างทำอะไรวะ"

อ้ายเสือรูปหล่ออมยิ้ม

"กินเหล้าโว้ย กินให้เมาแล้วอาละวาด จนกระทั่งเมียรำคาญไล่ให้ไปเที่ยว เท่านี้เราก็ได้ออกจากบ้านท่องเที่ยวไปตามความพอใจของเรา"

นันทาหัวเราะ

"อย่าเข้าเลย จ้างก็ไม่ไล่ พลจะทานเหล้าสักเท่าไรนันก็ไม่ว่าค่ะ ขอให้ทานในบ้านเราก็แล้วกัน นันยินดีจะหากับแกล้มดีๆ ไว้ให้ และจะซื้อตราขาวให้วันละ ๒ ขวด"

คุณหญิงวาดผลุดลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับทุกๆ คน

"เอาละ ปิดประชุมกันที ตกลงกันได้เรียบร้อยอย่างนี้แล้วก็โล่งใจไป-ไปพักผ่อนกันเถอะ ใครมีงานอะไรจะต้องทำก็ทำไป"

คณะพรรค ๔ สหาย และท่านผู้ใหญ่ต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องสมุด เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังแซ่ดไปหมด เจ้าแห้วดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่นิกรมาเข้าร่วมเป็นสมาชิก สูบกัญชากับเขา ซึ่งจะช่วยให้เขาได้สูบกัญชาได้โดยเสรี ไม่ต้องลักสูบขโมยสูบเหมือนแต่ก่อน

ในกติกาสัญญาที่ให้ไว้ต่อเมียรัก ๔ สหายของเรา ต้องมีสภาพเช่นเดียวกับนกที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง ตื่นเช้ากินข้าวแล้วออกจากบ้านไปทำงาน พอตกเย็นก็รีบกลับมาบ้านนั่งจับกลุ่มสนทนากันอย่างหงอยเหงา บากทีก็หยอกกับหมาบ้างแมวบ้าง

ทุกคนเคยเที่ยวเตร่อย่างหัวราน้ำ เมื่อขลุกอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ย่างกรายไปเที่ยวไหน เพียงสัปดาห์เดียวก็พากันอึดอัดใจแทบจะเป็นบ้า

ในที่สุด ๔ สหายก็ช่วยตัวเองเพื่อให้รื่นเริงสดชื่น ลืมนึกว่าตนถูกกักกันอยู่ในบ้าน "พัชราภรณ์" มีเนื้อที่จำกัดเพียง ๔ ไร่เศษเท่านั้น

"ไม่ไหวโว้ย" อาเสี่ยแหกปากร้องตะโกนลั่นในตอนเย็นวันหนึ่ง "จะเป็นบ้าแล้วโว้ย เหงาใจจนพูดไม่ถูกแล้ว เมื่อไรจะปล่อยให้พวกปีศาจไปเที่ยวทีโว้ย"

แล้วกิมหงวนก็ปรึกษากับเพื่อนเกลอของเขา หาวิธีช่วยตัวเองให้ได้รับความสุขสนุกสนาน ในที่สุด ดร. ดิเรกก็เสนอความคิดว่า ควรจะตั้งสโมสรน้อยๆ ขึ้นในบ้านสำหรับให้สมาชิกได้รื่นเริงกัน ที่ประชุมเห็นพ้องด้วย คณะพรรค ๔ สหายเลือกได้บังกาโลหลังเล็กทางท้ายสวนเป็นสโมสรของเขา ให้ชื่อว่า สโมสร ๔ สหาย มีการทำพิธีเปิดป้ายโดยท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวใจหายไปแล้ว ทุกเวลาเย็นจนกระทั่งดึกดื่นเที่ยงคืน เสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลา บางทีก็มีเสียงปลุกปล้ำกัน เสียงข้าวของแตกหักเสียหาย เสียงตะโกนด่ากัน แล้วก็เสียงหัวเราะ

อาเสี่ยริอ่านสูบยาฝิ่น ซื้อกล้องตะเกียงอย่างดีมาหนึ่งชุด ส่วนฝิ่นก็ใช้ให้เจ้าแห้วไปซื้อมาจากโรงยาฝิ่นนั่นเอง นิกรหัดสูบกัญชาโดยเรียนจากเจ้าแห้ว ส่วนพลกับ ดร. ดิเรก ชอบนั่งกินเหล้าและเบียร์ สนทนากันเงียบๆ บางทีก็เล่นไพ่กัน

เย็นวันนั้น

ที่สโมสร ๔ สหาย พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกอยู่กันพร้อมหน้า อาเสี่ยนอนสูบฝิ่นอย่างสบายใจ นิกรกับเจ้าแห้วนั่งสูบกัญชาอยู่ข้างๆ พลกับ ดร. ดิเรกจิบวิสกี้พลางคุยกันพลาง จานกับแกล้ม ห่อฝรั่งดองมะยมดอง ขนมต่างๆ แม้กระทั่งเม็ดกวยจี๊วางอยู่เกลื่อนกลาด ภายในห้องแคบๆ สกปรกรกรุงรัง แต่ ๔ สหายก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจอะไร

สุรา-กัญชา-ยาฝิ่น นักเลงเรียกว่า "สามกษัตริย์" เมื่อ ๓ กษัตริย์พบกันเข้า ก็มีอารมณ์แตกต่างกันเหมือนขาวกับดำ สุราทำให้เลือดร้อนฉุนเฉียวใจกล้าไม่กลัวใคร กัญชาอารมณ์ดีหัวเราะร่วนแต่ขี้ขลาด และมักจะเกิดอุปาทานแห่งความกลัวเสมอ เป็นต้นว่าเห็นเส้นเชือกเป็นงู เห็นสุนัขเป็นเสืออะไรเหล่านี้ ส่วนยาฝิ่นทำให้สุขุม พูดจามีเหตุผลน่าฟัง

๔ สหายต่างอยู่ในสภาพมึนเมา พลกับ ดร.ดิเรกเมาเหล้า เสี่ยหงวนเมายาฝิ่น นิกรกับเจ้าแห้วเมากัญชา

นายจอมทะเล้นมีศิลปะในการสูบกัญชาเท่ากับเจ้าแห้วแล้ว

"รับประทานรวดเดียวนะครับ กลืนควันให้หมดเลย" เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง หยิบกัญชายัดลงในบ้องไม่ไผ่ แล้วเอาธูปจุดลงตรงกลางรูสำหรับสูบ นิกรดูดควันเริ่มต้นด้วยเบาๆ และแรงขึ้นทีละน้อย

"เฮ้อ-สบาย" กระดิ่งทองพูดเสียงหัวเราะ แล้วร้องเพลงที่จำเอามาจากเจ้าแห้วเสียงลั่น เป็นเพลงกราวนอก

พลช้างขี่ช้างไม่มีงา

พลม้าขี่ม้าทำหน้าแหย

พลหอกถือหอกร้องไห้แง

พลดาบแยงแย่เดินหลังโกง

เจ้าแห้วใช้ปากทำดนตรีรับ

"ตุม ตุม มะตุมๆ ตะละล้า"

พล พัชราภรณ์ ยกกำปั้นชกฝาห้องดังโครมด้วยฤทธิ์เมา แล้วเอ็ดตะโรนายจอมทะเล้นกับเจ้าแห้ว

"หยุดโว้ย เอาเพลงตะหวักตะบวยอะไรมาร้องวะ"

นิกรหน้าถอดสีเพราะความหวาดกลัว ตามธรรมดาของคนสูบกัญชาที่ไม่คิดจะสู้ใคร

"ก็เพลงกราวนอกยังไงล่ะ พี่พล"

อ้ายเสือรูปหล่อโบกมือ

"เนื้อร้องมันไม่ได้ความนี่หว่า มีอย่างหรือวะ พลช้างขี่ช้างไม่มีงา อึ๊ก...แล้วจะขี่หาหอกอะไรกัน"

นิกรมองดูพลอย่างประจบ

"โธ่-เฮียก็....ช้างตัวเมียมันมีงาเมื่อไหร่เล่า"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นอย่างดุดัน

"ไม่ได้สติโว้ย ไม่มีเหตุผล พลม้าทำไมถึงต้องทำหน้าแหย"

นิกรนิ่งคิด เจ้าแห้วตอบแทนนิกรทันที

"รับประทานทหารใหม่ครับ ยังขี่ม้าไม่เป็นเลยทำหน้าแหยเพราะกลัวตกม้า"

คราวนี้พลหัวเราะก้าก

"อือ-ปฏิภาณเอ็งดีมากอ้ายแห้ว เอาละเป็นอันว่าพลช้างขี่ช้างตัวเมีย พลม้าขี่ม้าไม่เป็น ตานี้พลหอกล่ะโว้ย ถือหอกร้องไห้แงทำไม"

เจ้าแห้วตอบโดยไม่ต้องคิด

"รับประทานจากลูกเมียไปรบ รับประทานก็ต้องร้องไห้คิดถึงลูกเมียบ้างซีครับ"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ยูเข้าใจอธิบายดีมาก แล้วพลดาบล่ะ ทำไมถึงแยงแย่เดินหลังโกง อธิบายให้ฝรั่งฟังหน่อยซิ"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ นิ่งคิดอยู่สักครู่ ก็ตอบนายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานคงหนักเครื่องหลังกระมังครับ หรือม่ายก็คงรับประทานเป็นฝีที่โคนขา เลยต้องเดินหลังโกง"

อาเสี่ยกิมหงวน ชะโงกหน้าขึ้นมาจากกล้องตะเกียง มองดูเพื่อนเกลอของเขาแล้วพูดช้าๆ เสียงยานคางค่อนข้างเบา ตามธรรมดาของคนสูบฝิ่น ส่วนมือก็เกาขาแกร็กๆ

"จะเล่นจะหัวอะไรกัน ให้มันเป็นเรื่องเป็นราวกันดีกว่าวะ เล่นยี่เกกันเถอะพวกเรา หัดเอาไว้เผื่อบางทีปีหน้าเรามีโอกาส เราจะได้ส่งคณะยี่เกของเราเข้าประกวดชิงถ้วยทองคำ ของพณฯ ท่านนายกทางวิทยุกระจายเสียง"

พูดถึงยี่เก นิกรก็เห็นพ้องด้วย

"เอา-เอาโว้ย เล่นยี่เกกัน แต่ว่าเราจะเล่นเรื่องอะไรล่ะ ใครจะเป็นคนเตี๊ยมเรื่อง สำหรับกันได้แต่เล่น แต่งเรื่องไม่เป็นหรอกนะ"

เสี่ยหงวนผลุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงไม้เก่าๆ

"เล่นเรื่องจันทโครพก็แล้วกัน เรื่องนี้ถึงแม้จะเป็นเรื่องเก่า ประชาชนก็ยังนิยมอยู่เสมอ เล่นง่ายด้วย ตัวละครก็ไม่กี่คน"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นกะตัวได้แล้ว กันเป็นจันทโครพเอง"

"จันทโครพอะไรกันวะ หน้าตาเหมือนผีกะสือ"

นายจอมทะเล้นค้อนขวับ

"หน้าตาไม่สำคัญหรอกโว้ย สำคัญที่บทบาทมากกว่า กันเป็นจันทโครพเหมาะแล้ว เพราะบทหนักมาก อย่างไรเสียพวกแกก็คงเล่นบทนี้ไม่ได้"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "แล้วใครจะเป็นนางโมรา"

"ก็อ้ายเสี่ยนะซี"

กิมหงวนใจหายวาบ รีบปฏิเสธทันที

"หน้ากันไม่เหมือนผู้หญิงหรอกโว้ย โมราอะไรกันสูงชลูดเหมือนต้นตาลอย่างนี้"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปรากฏตัวขึ้น นิกรเห็นพ่อตาของเขาก็สะดุ้งโหยง แต่แล้วก็ฝืนยิ้ม

"อ้าว-ได้การแล้ว" พล พัชราภรณ์ ร้องขึ้นดังๆ "ขอร้องให้คุณอาท่านเป็นฤาษีชีไพร เลี้ยงจันทโครพพระกุมารไว้ จนเล่าเรียนสำเร็จศิลปศาสตร์"

ท่านเจ้าคุณหยุดชะงักกลางห้อง แล้วกล่าวถามเปรยๆ

"จะเล่นยี่เกกันยังงั้นหรือ"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"ครับ เล่นเรื่องจันทโครพครับคุณพ่อ ขอแรงเป็นฤาษีหน่อยนะครับ หัวล้านยังงี้ท่าให้เป็นฤาษีชะมัดเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋

"เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ทะลึ่งบรรลัยโลกเลยอ้ายนี่ ไม่เล่นโว้ย ข้าไม่เกี่ยว"

ความเมาและอำนาจแอลกอฮอล์ทำให้ ดร. ดิเรกเดือดดาลพ่อตาของเขา นายแพทย์หนุ่มปราดเข้ามายกมือเท้าสะเอว จ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยนัยน์ตาแดงกล่ำ แล้วเขาก็พูดกับท่านอย่างอ้อแอ้

"ในยามนี้ชาติไทยเรากำลังคับขัน คนไทยต้องมีความสามัคคีต่อกัน ไม่เล่นไม่ได้ คุณพ่อต้องเล่นกับพวกเราเข้าใจไหม"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก ในเวลาเดียวกันกิมหงวนก็วิ่งมาที่ประตูห้อง จัดแจงปิดประตูใส่กลอน

"เอาโว้ยพวกเรา ปิดประตูตีแมว"

นายจอมทะเล้นคว้าบ้องกัญชากรากเข้ามาหาพ่อตาของเขา

"จะเล่นหรือไม่เล่น เราจะแสดงยี่เกเรื่องจันทโครพและให้คุณพ่อเป็นตัวฤาษี ถ้าไม่เล่นผมตีกระบานแบะเลยเลือกเอา ถ้าคุณพ่อปฏิเสธเราจำเป็นจะต้องใช้กำลังจัดการกับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอยหลังกรูด กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดโกนเล่มหนึ่งออกมาง้างออก สบัดพรื่ด แลเห็นคมมีดน่ากลัว ท่านเจ้าคุณนึกเสียวลูกกระเดือกทันที ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"อ้ายพวกนี้ยังไงกันโว้ย โธ่-ล้วนแต่อบายมุขทั้งนั้น สูบฝิ่นกินเหล้าสูบกัญชา พวกแกจะเหลวแหลกกันไปถึงไหนวะ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ก็เมียเขาไม่ให้ไปเที่ยวนอกบ้าน ผมก็ต้องหาทางออกน่ะซีครับ ว่าไง คุณอาจะเล่นหรือไม่เล่น ถ้าไม่เล่นวันนี้เป็นวาระสุดท้ายของชีวิตคุณอา พับผ่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องไห้เมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนขยับมีดโกน ทำท่าเหมือนกับจะเชือดคอหอยท่าน ท่านรู้สึกหวาดเสียวอย่างบอกไม่ถูก

"เล่นยังไงเล่า ข้าเล่นไม่เป็น"

"อื้อ " ดร. ดิเรกคราง "มันจะยากอะไรนะครับ อ้ายแห้ว ผสมวิสกี้โซดามาให้คุณพ่อ ๑ แก้วเร็ว วันนี้เป็นวันมหาสนุกของพวกผมรู้ไหม ฮา ใครขัดขวางต้องตาย ผม...ด๊อกเตอร์ดิเรกไม่กลัวใครทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"โธ่-ดิเรกแกไม่เคยเมาเหล้าเหมือนอย่างนี้เลยนี่นา กินเข้าไปมากๆ ประเดี๋ยวเส้นโลหิตแตกตายห่าหรอก"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ไม่แตก ผมเป็นหมอผมรู้ดี"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาส่งแก้ววิสกี้โซดาให้นายแพทย์หนุ่ม ฟองโซดากำลังเดือดพล่าน ดร. ดิเรกส่งแก้วน้ำสีเหลืองให้พ่อตาของเขา

"ดื่มเสียหน่อยครับคุณพ่อ เราไม่ใช่คนอื่น คุณพ่อเปรียบเหมือนพ่อของผม วันนี้เป็นวันสนุกของพวกเรา คุณพ่อต้องร่วมสนุกด้วย"

นายพัชราภรณ์พูดเสริมขึ้น

"ดื่มเถอะครับคุณอา ประเดี๋ยวเราจะมีการแสดงยี่เกเรื่องจันทโครพ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ไม่เอาๆ อาหยุดดื่มมาเกือบปีแล้ว ขอทีเถอะวะอ้ายหลานชาย"

กิมหงวนเงื้อคมมีดโกนขึ้นจ่อลูกกระเดือกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"พูดดีๆ ไม่ชอบต้องปลอบด้วยมีดโกน ถ้าไม่ดื่มลูกกระเดือกคุณอาต้องหลุดจากคอหอย ให้ดิ้นตาย.."

"โอ๊ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง "ดื่ม...เอ้าดื่ม เอามีดโกนออกไปก่อนซีโว้ย เล่นตะหวักตะบวยอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ มันเสียวคอหอยไม่ใช่รึ" แล้วเจ้าคุณก็เอื้อมมือรับแก้ววิสกี้มาจาก ดร.ดิเรก ยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

นิกรหัวเราะลั่น ประคองพ่อตาของเขาพาไปนั่งบนเตียงไม้เก่าๆ แล้วก้มลงกราบบนตักของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่อครับ ร่วมสนุกกับพวกผมสักวันเถอะครับ คุณพ่อดื่มเหล้าไปแล้ว ๑ แก้ว ประเดี๋ยวจิตใจก็คงจะครึกครื้นอย่างพวกผม แต่อารมณ์คุณพ่อยังไม่แจ่มใสพอ ต้องสูบกัญชาสัก ๑ บ้อง แล้วคุณพ่อจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันแสนที่จะสดชื่น" พูดจบนิกรก็พยักหน้าเรียกเจ้าแห้วเข้ามาส่งบ้องกัญชาให้ พยักพะเยิดให้เจ้าแห้วบรรจุกัญชาลงในบ้อง เพื่อให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ สูบ

ท่านเจ้าคุณทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"แย่ละโว้ย นี่พวกแกจะทำให้พ่อเสียผู้ใหญ่ยังงั้นหรืออ้ายกร เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ฉันไม่เคยสูบกัญชาเลย"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"อย่าพูดมากน่า เดี๋ยวจะเจ็บตัวเปล่าๆ "

"เอ๊ะ" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น "นี่มึงจะใช้อำนาจบังคับกูยังงั้นหรือนี่"

"อ้าวๆๆๆ พูดกูพูดมึงหยาบคายจริงเชียว เอ-ตาลุงคนนี้นี่เคราะห์จะร้ายเสียแล้วไหมล่ะ"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนราวกับช้างร้อง

"ใครเป็นลุงมึง หา"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ไม่สำคัญหรอกครับ คุณพ่อจะเป็นลุงผมหรือให้ผมเป็นลุงคุณพ่อยังได้"

"ปู้โธ่ เมาซะจนไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว อ้ายเปรตดูซีตละคนยืนแทบไม่อยู่ อ้ายพวกนี้เสียคนแน่"

พลหัวเราะทำหน้าเป็น แต่นัยน์ตาปรือ

"ความจริงมันเสียมานานแล้วครับ"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาส่งบ้องกัญชาให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างพินอบพิเทา

"รับประทานลอง รับประทานสักบ้องสิครับ รับรองว่าผมผสมให้อย่างที่เด็ดทีเดียว สูบเข้าไปแล้วเป็นรับประทานโลกนี้เป็นของท่าน หนึ่งบ้องนงนุช สองบ้องผรุสวาจา สามบ้องแกล้วกล้า สี่บ้องแลเห็นหมาวิ่งหนีเลย"

ท่านเจ้าคุณยกเท้าถีบเจ้าแห้วปั๋งเข้าให้ เซถลาออกไปไกล

"ทะลึ่งฉิบหายเลยอ้ายเปรต" แล้วท่านก็มองดูบ้องกัญชาที่ถืออยู่ในมือท่าน "ว้า-ใครจะสูบเข้าไปได้โว้ย บ้องเบ่อเริ่มคับปากคับคอ"

นิกรพยักหน้า

"สูบเถอะครับ เชื่อผมเถอะคุณพ่อ มีความสุขความเจริญแน่ๆ ผมเองเพิ่งได้รู้ความจริงว่า กัญชาช่วยให้จิตใจเราผ่องแผ้ว มองเห็นโลกนี้เต็มไปด้วยความขบขัน ใครด่าเราก็ไม่โกรธ อารมณ์เย็นดีนัก ไม่ต้องถือขันติขันตีอะไร ล่อเข้าไปบ้องเดียวคุณพ่อจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก"

ท่านเจ้าคุณชักเลื่อมใส

"จริงๆ น่ะเรอะ"

"ให้รากเลือดออกมาเป็นถังๆ ซีครับ" นิกรพูดหน้าตาเฉย "คุณพ่อคิดดูซีครับ อ้ายแห้วน่ะมันทำงานตลอดวัน หัวไม่วางหางไม่เว้น ลืมตาขึ้นมองดูโลกใครๆ ก็เรียกใช้ โดยเฉพาะพวกผม อ้ายแห้วต้องรับใช้เหนื่อยสายตัวขาดไปวันละสายสองสาย บางวันขาดถึง ๑๐ สายก็ยังเคย ต้องให้ดิเรกต่อให้บ่อยๆ ถ้าอ้ายแห้วเป็นคนอื่นมันคงจะฆ่าตัวตายไปนานแล้ว แต่นี่อ้ายแห้วมีเครื่องชุบชะโลมใจให้ผ่องแผ้ว คือกัญชานี่เอง สูบเข้าไปแล้วหายเมื่อยขบขัดยอก แก้โรคผอมแห้งแรงน้อย อยู่ไฟไม่ได้ แก้กะษัยกร่อนกะษัยลงฝัก มุตกิตมุตตะคาด ระงับกองลมต่างๆ ให้ปวดเมื่อย ทำให้เป็นพรรดึกพรรหัวค่ำ บางทีก็พรรสว่าง แก้ตาลม ตาเจ็บ ตาแดง ตาต้อ แก้ลมสันดาน จุกเสียด เจริญอาหาร ควบคุมเครื่องย่อยอาหารให้ทำงานตามปกติ แก้โรคบุรุษเข้าข้อออกดอก แผลฝี โดยเฉพาะน้ำในบ้องกัญชาแก้โรคอหิวาต์ได้เด็ดขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"พอแล้ว ไม่ต้องอธิบายสรรพคุณหรอก พ่อจะลองสูบดูสักบ้อง"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เฮ้อ....เหนื่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ เมื่อก้มลงอมบ้องกัญชา ทุกคนพากันมองดูท่านเจ้าคุณเป็นตาเดียว นิกรเอื้อมมือหยิบไม้ขีดขึ้นมาจุดให้ท่าน

"เอา ดูดเข้าไปครับ ค่อยๆ ดูดเดี๋ยวจะสำลัก นั่น-ยังงั้นแหม-คุณพ่อนี่ดูดกัญชาแน่ไปเลย อ้าว-ดันพ่นน้ำออกมาแล้ว หมด-ดับเลย"

๔ สหายกับเจ้าแห้วหัวเราะงอหาย ท่านเจ้าคุณทำหน้าปั้นยากที่สุด เกิดมาในชีวิตก็เพิ่งอุตริสูบกัญชาในครั้งนี้

"เป็นยังไงบ้างครับ" พลถามพลางหัวเราะพลาง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เคี้ยวปากจั๊บๆ

"ก็ไม่เห็นเป็นยังไงนี่หว่า ทีแรกนึกว่ามันจะฉุนเสียอีก ที่แท้จืด"

เจ้าแห้วอธิบายให้ท่านเจ้าคุณทราบทันที

"รับประทานไม่ใช่ยาสูบขอรับ กัญชาคือดอกหญ้าชนิดหนึ่ง ที่สวรรค์ประทานไว้สำหรับคนฉลาดโดยเฉพาะ รับประทานคนโง่มักจะเข้าใจว่ากัญชาเป็นยาเสพย์ติด รับประทานให้โทษยังโง้นยังงี้ นั่นเพราะเขาเข้าใจในเรื่องสรรพคุณของกัญชาน้อยเกิดไป รับประทานใต้เท้าสูบสักเดือนเดียวเท่านั้น ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งหน้าตามีเลือดฝาดกว่านี้ เพราะกัญชาช่วยให้รับประทานอาหารได้มาก"

เจ้าคุณพยักหน้าหงึกๆ

"แต่การแพทย์และสังคมเขาว่าเป็นยาเสพย์ติดนี่หว่า"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้าพูดถึงยาเสพติด มันก็เสพย์ติดกันทั้งนั้นแหละครับ เป็นต้นว่าข้าวก็เป็นยาเสพย์ติดเหมือนกัน เพราะเรากินมันทุกวัน น้ำก็เป็นยาเสพย์ติด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หมดท่าก็ได้แต่พยักหน้ารับทราบ อาเสี่ยกิมหงวนถือแก้วเหล้าเต็มแก้ว เดินเข้ามาส่งให้ท่านเจ้าคุณและกล่าวว่า

"อีกแก้วเถอะครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวละโว้ย พอแล้ว ประเดี๋ยวเมาตายห่า ทั้งเหล้า ทั้งกัญชา"

กิมหงวนหัวเราะ

"ต้องให้ครบสามกษัตริย์ครับ จะได้เหมือนๆ กับพวกเรา สูบกัญชาแล้วก็กินเหล้าแถมฝิ่นสักครึ่งหลอด เท่านี้โลกก็จะเป็นของคุณอาอย่างไม่ต้องสงสัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปัดมืออาเสี่ยที่ยื่นแก้วน้ำสีเหลืองมาให้ท่าน

"ไม่เอาน่า พอแล้ว"

เสี่ยหงวนดึงมีดโกนออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต สลัดพรืดแล้วนั่งลงบนเตียงข้างท่านเจ้าคุณ เงื้อมีดโกนทำท่าเหมือนกับจะเฉือนลูกกระเดือกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถ้าคุณอาไม่ยอมดื่มเหล้า ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย เรื่องมันก็ต้องเชือดคอกันเท่านั้น เมื่อคุณอาอยากตายก็เอา คนอย่างผมพูดจริงทำจริงนะครับ"

ท่านเจ้าคุณโมโหจนปากซีด

"อ้ายหงวน นี่แกจะใช้อำนาจบังคับให้ฉันกินเหล้ายังงั้นหรือ"

กิมหงวนพยักหน้า

"ครับ เพื่อความสุขของพวกเรา ดื่มหน่อยเถอะครับ คนดี๊-คนดี"

คราวนี้ท่านเจ้าคุณก็อดหัวเราะไม่ได้ ท่านเอื้อมมือรักแก้ววิสกี้จากเสี่ยหงวน มองดูหน้าพรรค ๔ สหาย แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"เอาวะ วันนี้ปล่อยแก่เสียที สนุกกับพวกแกสักวัน"

"นั่น มันต้องยังงั้น" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "ขอให้เจ้าคุณอาที่เคารพรักของพวกเราจงเจริญ ไชโย "

ทุกคนต่างเปล่งเสียงไชโยลั่นห้อง ท่านเจ้าคุณยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นชูเหนือศีรษะ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วท่านก็ดื่มวิสกี้อย่างเต็มใจ จิตใจของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มครึกครื้นขึ้นบ้างแล้ว

"เฮ้อ-แย่มันโว้ย อ้ายพวกแกพยายามทำให้ฉันกลายเป็นเด็กเสมอ"

เสี่ยหงวนยกมือขวากอดคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เราเพื่อนกันน่า กินเหล้าก็ต้องกินด้วยกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ ยกศอกขวากระแทกหน้าอกอาเสี่ยดังพลั่ก

"อ้ายเปรต ทะลึ่งมากไปแล้วมึง"

กิมหงวนหัวเราะก๊าก กราบลงบนตักเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อย่าถือโทษโกรธผมเลยครับ คุณอาก็ทราบดีแล้วว่าผมมันบ้าๆ บอๆ ไม่เต็มเต็ง สติสตังมันไม่เหมือนกับคนอื่นเขา ถึงทะลึ่งก็สุภาพเรียบร้อยน่ารักน่าเอ็นดูนะครับ " พูดจบกิมหงวนก็ประคองให้ท่านเจ้าคุณนอนลงบนเตียง

"เฮ้ย แกจะทำไมฉันนี่"

"ว้า" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "คนเยอะๆ ยังงี้ผมจะไปทำอะไรคุณอาได้ นอนเถอะครับ นอนตะแคงอย่างสบายใจ ไม่ต้องคิดอะไร ทำตามคำสั่งผมก็แล้วกัน"

ท่านเจ้าคุณรู้สึกมึนศีรษะเพราะอำนาจกัญชา จึงนอนตะแคงนิ่งเฉย แล้วฤทธิ์กัญชาก็ทำให้ประสาทของท่านเปลี่ยนแปลงไป อารมณ์ขันเกิดขึ้นแก่เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว ท่านมองดูจิ้งจกตัวหนึ่งซึ่งเกาะอยู่ข้างฝาห่างจากท่านเพียงเล็กน้อย แล้วท่านก็หัวเราะหึๆ พุงกระเพื่อม หนักเข้าก็หัวเราะคิ๊ก

เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยเขนนายพัชราภรณ์

พลแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ เขาก็อดหัวเราะไม่ได้

"หัวเราะอะไรครับ คุณอา"

ท่านเจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

"จิ้งจกโว้ย แกดูซีพล จิ้งจกทำไมถึงมีหางก็ไม่รู้ กระดุกกระดิกได้ซะด้วย ฮ่ะ ฮ่ะ ขันฉิบหายเลย ฮู่ ฮู่ ฮู่ แปลกจริงโว้ย-โอ๊ย-เดี๋ยวหัวเราะตายเลย"

คราวนี้ ๔ สหายกับเจ้าแห้วหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนจัดแจงยกกล้องตะเกียงยาฝิ่นเอามาวางบนเตียง เขาจัดแจงบรรจุฝิ่นไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นบุหรี่หลวงก็ตกใจสะดุ้งเฮือก หันมาถามอาเสี่ย

"เฮ้ย อะไรกันนี่ อ้ายหงวน"

"น่า ไม่ต้องพูดน่า คุณอานอนเฉยๆ ก็แล้วกัน ผมบอกให้ทำอะไรก็ทำตามเท่านี้ก็สิ้นเรื่อง อย่าซักถามให้เสียเวลาเลยครับ ต่อไปข้างหน้าสนุกกันยิ่งกว่านี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"ก็นี่มันกล้องยาฝิ่นนี่หว่า แกจะให้ฉันสูบฝิ่นฉันไม่เอาหรอก มีอย่างที่ไหนวะเป็นถึงเจ้าคุณริอ่านสูบฝิ่น ใครเขารู้เข้าฉันอายเขาแย่"

เสี่ยหงวนชักฉิว

""วั่ทโธ่-พูดกันดีๆ ไม่ชอบ จะให้เป็นเรื่องฆาตกรรมอีกแล้วไหมล่ะ เร็ว-อมกล้องเข้าหันไปทางตะเกียง เอาหัวกล้องลนตะเกียงแล้วดูด ว่าง่ายๆ น่า โตแล้วทำเป็นเด็กอมมือไปได้ อ้ายแห้ว-ไปเอาไม้เรียวมา กิ่งยี่โถก็ได้ ตีซะหน่อยเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โมโหจนสุดขีดลุกขึ้นนั่ง

"ต่อให้แกฆ่าฉันก็ไม่ยอมสูบ พวกแกอยากจะเหลวแหลกยังไงก็เชิญซี ทำไมจะต้องมาบังคับฉันให้ชั่วไปกับแกด้วย"

นิกรกระชากมีดซุยออกมาจากใต้ขอบกางเกง ขว้างมีดเปรี้ยงติดกับผนังห้องทันที ทุกคนสะดุ้งเฮือกมองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว แล้วนิกรก็ขู่พ่อตาของเขา

"ให้มันรู้ไปว่าไม่สูบ มีอย่างที่ไหน คุณพ่อเข้ามาเห็นความลับของพวกเรา รู้ว่าพวกเราสูบกัญชายาฝิ่น เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามซีครับ"

ท่านเจ้าคุณชำเลืองมองดูมีดซุย ซึ่งปักอยู่ห่างจากท่านราววาเดียวเท่านั้น นายจอมทะเล้นเดินเข้าไปกระชากมันออกมาจากฝา

"อ้ายกร เมื่อแกจะฆ่าฉันก็ตามใจ หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่ยอมสูบฝิ่น แกต้องนึกถึงเกียรติของฉันบ้างซี ฉันเป็นพระยาพานทองจะให้สูบฝิ่นมีอย่างที่ไหน"

"ปู้โธ่ " นิกรเอ็ดตะโร "ที่นี่พวกเราทั้งนั้น ไม่มีใครรู้เห็นหรอกครับ พระยาที่สูบฝิ่นจนติดงอมแงมถมไป อาเสี่ยใหญ่ๆ คนสำคัญๆ โดนมากสูบฝิ่นทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"แกควรจะคิดดูบ้าง ฉันแก่แล้ว ถ้าให้ฉันสูบฝิ่นก็คงผอมแห้งตายในไม่ช้า"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"คุณอาอย่าเข้าใจผิดครับ ฝิ่นเป็นยาอายุวัฒนะซื้อง่ายขายคล่องที่สุด สูบเข้าไปแล้วสมองเฉียบแหลม ที่อัดอั้นตันปัญญาคิดไม่ออกมาหลายเดือนก็คิดออก ที่คิดออกแล้วก็คิดตลอดปลอดโปร่งไปอีก เอาน่า ลองสักทีเถอะครับคุณอา นึกว่าเห็นแก่ผม"

พลพูดเสริมขึ้น

"ลองเถอะครับ จะได้เหมือนๆ กับพวกเรา ผมเองล่อเข้าไป ๒ หลอดแล้ว ความคิดคล่องแคล่วสุขุมดีมาก ถ้าหากว่าฝิ่นเป็นของชั่ว คนเราก็คงไม่กลายเป็นเศรษฐีอย่างรวดเร็ว เพราะการค้าฝิ่นเถื่อนหรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่นในทีท่าตรึกตรอง

"เอาก็เอาวะ"

๔ สหายกับเจ้าแห้วหัวเราะกันครืน แล้วกิมหงวนก็ช่วยเหลือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ทดลองสูบบุหรี่หลวงเป็นครั้งแรกในชีวิตของท่าน ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็สนุกสนานรื่นเริงกันอย่างสุดเหวี่ยง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร่วมวงด้วย ท่านได้ดื่มเหล้าและสูบกัญชาอีก เมื่อครบ "สามกษัตริย์" อารมณ์ของท่านเจ้าคุณก็รื่นเริงสำราญเหมือนดอกไม้บานยามเช้า

หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสียงเอะอะเฮฮาก็ดังลั่นเรือนบังกาโล ได้ยินไปถึงตึกใหญ่ ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและแม่เสือทั้ง ๔ กำลังสนทนากันอยู่ในห้องโถง

"เอ๊ะ เสียงไชโยอะไรกันคะ" คุณหญิงวาดกล่าวถามสามีของท่าน "หรือเกิดปฏิวัติอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"ไม่ใช่หรอกน่าคุณหญิง ตื่นไปได้ อ้ายลิง ๔ ตัวมันไม่ได้ไปเที่ยวไหนก็สุมหัวกันกินเหล้า สนุกสนานกันตามประสาของมัน"

แม่เสือทั้ง ๔ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

"ดีแล้วค่ะ คราวนี้เห็นจะอยู่ติดบ้านได้" นวลลออพูดยิ้มๆ "เหล้าน่ะจะทานเท่าไรก็เชิญ อย่างมาก ๔ คนก็วันละ ๒ ขวดเท่านั้น ดีกว่าปล่อยให้ไปเที่ยวสำมะเลเทเมาที่อื่น"

คุณหญิงวาดถอนหายใจเฮือกใหญ่

"มันก็ดีอย่างเสียอย่างนา แม่นวล เจ้า ๔ คนไม่ได้กินแต่เหล้าอย่างเดียว อุตริสูบฝิ่นสูบกัญชากันอีกด้วย อีกหน่อยก็ติดฝิ่นกันงอมแง็มเท่านั้น"

นันทาพูดเสริมขึ้น

"นันรับรองค่ะ คุณอาคะ ถึงอย่างไรก็ไม่ติด แกล้งสูบกันไปยังงั้นเองแหละค่ะ พวกเรารำคาญกลัวจะติดก็จะได้เลิกสัญญา อนุญาตให้ไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดกันอีก"

ประไพกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแล้วกล่าวขึ้น

"คุณพ่อหายไปไหนก็ไม่รู้ น่ากลัวจะไปสนุกอยู่ที่บังกาโลหลังนั้นกับเขาด้วย เฮ้อ-กลุ้มใจเหลือเกิน มีพ่ออยู่กับเขาคนหนึ่ง ก็ไม่รู้จักโตกับเขาสักที เป็นเด็กซะเรื่อย"

ประภายกฝ่ามือผลักหน้าน้องสาวของหล่อนค่อนข้างแรง แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"แม่แก่เอ๊ย แก่น่ะมันแก่แดดเหลือเกินรู้ไหม พูดราวกับว่าคุณพ่อน่ะท่านเป็นลูกแกยังงั้นแหละ ท่านจะสนุกสนานของท่านบ้างก็ช่างปะไร เธอน่ะไม่เข้าใจอะไรเลย เท่าที่คุณพ่อท่านทำตัวเป็นเด็กๆ ชอบสนุกสนานกับผัวๆ ของพวกเรา ทำให้ท่านมีอายุยืนรู้ไหม คือจิตใจของท่านร่าเริงอยู่เสมอ คนแก่ที่นึกว่าตัวเองแก่แล้ว สงบเงียบอยู่ตลอดวันคืนไม่ช้าก็ตาย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รู้สึกพอใจมากเมื่อได้ยินประภาพูดอย่างนี้

"เออ จริงของแกโว้ยหลานสาว ถ้ายังงั้นอาต้องไปสนุกกับอ้ายพวก ๔ คนนั้นบ้าง หมู่นี้จิตใจเหี่ยวแห้งไม่ฟิตเลย" พูดจบเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ลุกขึ้นยืน "ไปที่บังกาโลไหมล่ะคุณหญิง นั่น-ดูเหมือนเล่นยี่เกกันแล้ว"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"ไปซีคะ ไป-แม่พวกนี้ไปด้วย ไปดูมันเสียหน่อย"

ทุกคนต่างลุกขึ้น แล้วพากันเดินตามประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านออกไปทางหลังตึก

ที่บังกาโลกำลังครึกครื้นกันเต็มที่

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินนำหน้าพาคุณหญิงของท่าน กับแม่เสือทั้ง ๔ ขึ้นมาบนเรือน แล้วเคาะประตูเรียกคนข้างในให้เปิดรับ

"ใครโว้ย นักเลงเรอะ" เสียงกิมหงวนตวาดลั่น

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิว

"กูเองโว้ย"

"กูน่ะใครเล่า" อาเสี่ยตะคอกถามอีก

"พระยาประสิทธิ์ฯ "

เสียงถอดกลอนประตูดังแกร๊ก แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออกทันที เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาคุณหญิงวาดกับ ๔ นางบุกเข้ามาในห้อง ทุกคนแลเห็น ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังถกเถียงกันเอะอะเอ็ดตะโร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายแบบฤาษี มีผ้าหนังเสือสะพายบ่า ไม่ได้สวมเสื้อและไม่ได้ใส่หัวฤาษี นิกรแต่งกายนายโรงยี่เก นุ่งผ้าจูงกระเบน สวมถุงเท้ายาวสีขาว แต่ไม่ได้สวมรองเท้า สวมเสื้อกั๊กลงยันต์สีแดง มีผ้าแพรคาดหน้าผาก ปักขนนก มือขวาถือพระขรรค์ เจ้าแห้วแต่งเป็นสาวชาวฮาไว ใช้ผมปลอมคลุมศีรษะทาปากเขียนคิ้ว นุ่งกระโปรงสั้นทำด้วยฟาง สวมเสื้อยกทรง หน้าตาคล้ายกับพวกกะเทยนักรำวง พล พัชราภรณ์แต่งยี่เกแบบนิกร ดร. ดิเรกสวมเสื้อเกราะนักรบสมัยโรมัน มือถือดาบเล่มเบ้อเริ่ม ส่วนกิมหงวนแต่งเป็นงิ้วตำแหน่งนายทหารชั้นแม่ทัพ มือถือง้าวกระดาษที่ลูกชายของเขา ซื้อมาจากงานภูเขาทองปีกลายและทิ้งไว้

การโต้เถียงสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ เมื่อทุกคนแลเห็นประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" และเมียๆ ของเขา

คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย

"นี่จะเล่นเรื่องอะไรกันคะเจ้าคุณ" ท่านถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณยิ้มแหยๆ

"จันทโครพครับคุณหญิง ผมเป็นฤาษี อ้ายพวกนี้มันขอร้องผม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะก้าก

"ทำไมถึงแต่งตัวไปคนละเรื่องล่ะครับ ดิเรกมันควรจะแสดงเรื่องมารคอันโตนี อ้ายหงวนก็น่าจะเล่นเรื่องซิยินกุ้ยมกากว่า"

นิกรยกมือเกาศีรษะแกร๊กๆ

"ก็บอกแล้วไม่เชื่อนี่นา เราเล่นยี่เกก็ต้องแต่งเป็นยี่เก เสือกแต่งเป็นงิ้วเป็นทหารโบราณหาหอกอะไรกันก็ไม่รู้"

กิมหงวนส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"ก็เครื่องแต่งตัวมันไม่มีนี่หว่า เราเล่นกันเองแต่งไงก็ได้"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ อย่าให้เสียเรื่องก็แล้วกัน ฝรั่งรับอาสาจะเป็นพระอินทร์เอง รับรองเล่นเต็มที่เลย อย่าทะเลาะกันเลยน่า ชาติไทยต้องสามัคคีกันไว้"

นายจอมทะเล้นหัวเราะหึๆ

"พระอินทร์อะไรกันวะสวมเสื้อเกราะ"

"เถอะน่า ติ๊งต่างว่าพระอินทร์ฝรั่งยังไงล่ะ"

อาเสี่ยหยิบบ้องกัญชา ถือเดินเข้ามาหาคุณหญิงวาด แล้วพูดเสียงแผ่วเบา

"คุณอาหญิงลองดูสักบ้องสิครับ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"แกจะให้ฉันสูบกัญชา"

"ครับ ลองดูหน่อยสิครับไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าเป็นกันเองเถอะครับ บ้องกัญชาบ้องนี้แต่งเต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อย่างหรูเลย ผมซื้อมา ๕๐๐ บาท สูบแล้วสมองใสสบายหัวครับ เอาน่า เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ"

คุณหญิงอมยิ้ม

"โธ่-เดี๋ยวแม่เตะปากแตกเลยอ้ายนี่ หน็อยจะให้เราสูบกัญชา เพียงแต่ยากาแร็ตฉันยังไม่เคยสูบ บ้ากันใหญ่แล้วพวกนี้ อุตริกันสิ้นดี"

กิมหงวนยื่นบ้องกัญชาส่งให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"คุณอาลองดูบ้างซีครับ"

"ไม่เอา" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอ็ดตะโรด้วยเสียงหัวเราะ "อ้ายเวรนี่จะให้ข้าเสียผู้ใหญ่แล้วไหมล่ะ ขืนสูบเข้าไปข้าก็เสียคนเท่านั้น"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ไม่เสียหรอกครับ เจ้าคุณอาปัจจนึกฯ ล่อเข้าไปตั้ง ๕ บ้อง นัยน์ตาปรือหัวเราะร่วนตลอดเวลา เอา-เอานิดเถอะครับ เพื่อความสามัคคีในหมู่คณะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอื้อมมือรับบ้องกัญชามาจากกิมหงวน ท่านพิจารณาดูความงดงามของมันซึ่งมีเหรียญตราต่างๆ ประดับไว้มากมาย ตลอดจนกระทั่งเข็มข้าหลวงเดิม เหรียญหมั่นเรียน และเหรียญเรี่ยไรซื้อเรือพระร่วงในสมัยโน้น

"อือ สวยมากทีเดียว"

กิมหงวนพยักหน้ารับรอง

"ครับ ผมอ้อนวอนขอซื้อมาจากก๊วนกัญชาที่บางลำพู เจ้าของเขาจะเอาตั้ง ๗๐๐ บาท ต่อกันไปต่อกันมาเลยได้ ๕๐๐ บาท ถูกเหมือนกับได้เปล่า"

ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" เค้นหัวเราะ

"ฮื่อดีมาก ริอ่านเจริญรอยตามอ้ายสัตว์แห้ว"

เจ้าแห้วซึ่งยังเป็นคนอยู่เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทานกระผมไม่ได้ชวนหรอกขอรับ พวกคุณๆ ริกันขึ้นเอง รับประทานกระผมเพียงแต่ให้ขอยืมเขียงและมีดหันกัญชาเท่านั้น เป็นการเอื้อเฟื้อกันนิดหน่อย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดู ๔ สหายอย่างเคืองๆ สิ้นสุดสายตาที่ใบหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเกลอของท่าน

"เจ้าคุณก็ล่อกัญชากับอ้ายพวกนี้เหมือนกันหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังเมากัญชาก๋หัวเราะร่วน

"ครับ ทีแรกก็ผะอืดผะอมนิดหน่อย แต่พอบ้องสามบ้องสี่ครึ้มไปเลย ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เจ้าคุณ ฮิ ฮิ ฮิ"

แม่เสือทั้ง ๔ ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าชอบกล แต่แล้วก็ฝืนยิ้ม พยักหน้ากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"หัวอกอันเดียวกันแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น พูดพลางหัวเราะพลาง

"มาเล่นหัวล้านชนกันเอาไหมล่ะเจ้าคุณ หรือจะร่วมเล่นยี่เกเรื่องจันทโครพกับพวกเราก็เอา วันนี้สนุกกันสักวันเถอะครับ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ดิฉันกับเจ้าคุณสมัครเป็นคนดูก็แล้วกันค่ะ ลงโรงกันหรือยังล่ะคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางนายจอมทะเล้น

"ว่าไงโว้ยโต้โผ คนดูเขามาพร้อมแล้วเล่นหรือยังล่ะ"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"น่ากลัวจะเล่นไม่ไหวครับ โรงยี่เกแคบนิดเดียวคนดูตั้งล้าน แล้วยังคนเล่นอีกตั้งล้าน รวมทั้งคนดูและคนเล่นตั้ง ๒ ล้าน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ปราดเข้ามาหานิกร เงื้อบ้องกัญชาขึ้นสุดแขน ฟาดลงกลางกระบานนิกรดังสนั่นหวั่นไหว

"โพล๊ะ"

โต้โผยี่เกยืนขาเป๋ โงนเงนเหมือนกับจะล้มลง ณ ที่นั้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เหวี่ยงบ้องกัญชาออกไปนอกหน้าต่าง แล้วท่านก็กล่าวกับ ๔ สหายด้วยเสียงหนักแน่น

"ต่อไปนี้ ฉันเห็นใครสูบกัญชาอีกเป็นกระบานแบะละ แต่สำหรับฝิ่นฉันไม่ห้ามใครจะสูบก็เชิญ เมื่ออยากจะเป็นอ้ายขี้ยา"

นิกรชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ ร้องประกาศก้อง

"โปรดเงียบ ต่อจากนี้ไปคณะยี่เกนายนิกรจะได้แสดงเรื่องจันทโครพ จับตอนจันทโครพเรียนสำเร็จวิชา ศิลปศาสตร์ลาพระฤาษีเดินทางกลับบ้านกลับเมือง เอา-พิณพาทย์โหมโรงหน่อยโว้ย"

"เดี๋ยวๆๆๆ " พลขัดขึ้น "ยี่เกมันก็ต้องออกแขกก่อนตามธรรมเนียมไม่ใช่เรอะ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า

"เออ จริงโว้ย ใครเป็นแขกดีวะ อ้อ-คุณอาหญิงก็แล้วกัน ช่วยออกแขกหน่อยครับ เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ ท่าทางคุณอาหญิงทะมัดทะแมงดีมาก"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"แขกน่ะเขาใช้ผู้ชายโว้ย มีอย่างที่ไหนให้ผู้หญิงออกแขก"

"ก็เป็นเมียแขกยังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งเฮือก

"ข้าไม่ใช่แขกโว้ย ข้าเป็นไทย หนอย-ดันพูดออกมาได้ว่าเมียแขก หรือคุณหญิงแอบไปกะหลีกะหลอกับแขกที่ไหน ให้อ้ายกรมันเห็นมันถึงเอามาพูด"

"ว่าเข้านั่น" คุณหญิงวาดพูดอย่างเคืองๆ "เดี๋ยวเจ้าคุณกับดิฉันได้ฉะปากกันเท่านั้น" แล้วท่านก็หันมาทาง ดร. ดิเรก "ดิเรก แกเป็นแขกหน่อยซี"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ผมแสดงเป็นแขกเอง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ กิมหงวนผู้จัดการใหญ่ ต้อนคนดูไปรวมกันทางมุมห้อง นิกรใช้ปากบรรเลงเพลงทันที

"เต็งเต็งเต็งตูเร้งเต็งเต่งเต้ง เต็งเตรงเตรง ตะเล้งเต๊งเต็งเต็งเตร่ง ตุมๆๆๆๆๆๆ ตั้มๆๆๆๆๆๆ แขกออกได้แล้ว"

ดร. ดิเรก ฟิตจัดกว่าทุกวันเพราะสูบทั้งฝิ่น กินทั้งเหล้า มิหนำซ้ำยังสูบกัญชาเข้าไปอีกหลายบ้อง สิ่งเหล่านี้ทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนหน้าด้าน นายแพทย์หนุ่มซึ่งตามปรกติสุภาพเรียบร้อย ก็กลายเป็นคนหน้าหนาไปทันที ดร. ดิเรกรำบทแขกกระโดดหย็องแหย็ง ชูหัวแม่มือข้างขวาขึ้นไว้ระหว่างหน้าอก พอจบดนตรีก็ร้องเพลง

ซาลามมาน้า

ฮัดฉาไม่กินสาเก

กระดุกๆ กระดิก

หมูผัดพริกแขก โน.เค.

สูบฝิ่นสูบกัญชา

แล้วกินสุราดีเฮ

ฮัลเล้วังก้า

ประภาจ๋าขอจูบที

ประภาขบกรามกรอด

"อุ๊ย รากจะแตกดูไม่ได้แล้วค่ะคุณอาคะ คนดีๆ แท้ๆ กลายเป็นคนหน้าด้านไปได้ นี่แหละ พอเหล้าเข้าปากก็เป็นอย่างนี้ หนูกลับละค่ะ" พูดจบประภาก็หมุนตัวกลับ เดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจากห้องกลางของเรือนบังกาโลหลังนี้

ดร. ดิเรกทำหน้าชอบกล หันมาถามกิมหงวนผู้จัดการใหญ่

"แล้วยังไงอีกล่ะ"

กิมหงวนหัวเราะลั่น

"ก็เจรจากับคนดูซีโว้ย บอกให้เขารู้ว่าเราจะแสดงเรื่องอะไร ยี่เกของเราชื่ออะไร มีใครแสดงบ้าง โธ่-อ้ายหอก อยู่อังกฤษไม่เคยดูยี่เกบ้างรึ"

นายแพทย์หนุ่มก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างงดงาม แล้วพูดฉาดฉาน

"เลดี้ส์ แอนด์ เย็นเติลแมน "

"เฮ้ย" พลเอ็ดตะโรลั่น "แขกพูดโว้ย ไม่ใช่พูดฝรั่ง พูดสำเนียงแขกพูดไทยน่ะเข้าใจไหม"

ดร. ดิเรกทำตาปริบๆ ยิ้มให้คนดู คือเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด กับนันทา ประไพ นวลลออ แล้วเขาก็กล่าวบทเจรจา

"ซาล้ามน่ะ อีนี่วันนี้คณะยี่เก๋นายนิกรน่ะมาแสดงร่วงจันทาโคร๊บคะร๊าบ มีผู้แสดงรวม ๖ ตัวน่ะนาย พระยาปัจจนึกแสดงเป็นฤาษีน่ะ อ้ายกรเป็นจันทะโครบ อีนี่อ้ายแห้วเป็นโมรา ผมเป็นพระอินทร์น่ะ อ้ายพลเป็นโจรหัวหน้าใหญ่คะร๊าบ อ้ายหงวนเป็นผู้ช่วยหัวหน้าโจรน่ะ"

แล้ว ดร. ดิเรกก็ร้องเพลงแขกอีก

เห่เฮ เฮเฮ้

เฮเห่เฮ เฮเฮเห้

จำปีจำปากระดังงาอุตตะพิด

คอมมิวนิสต์มีพิษเหลือใจ

ถ้ารุกเข้ามาเมื่อไร

เป็นต้องได้ไฟ้ท์กับพวกยี่เก

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม หันมาพูดกับคุณหญิงของท่าน

"ไปเถอะรึเรา"

"รีบไปไหนล่ะคะ"

"ไปเหอะ ดูยี่เกโรงนี้แล้วมันหนาวๆ ร้อนๆ ตะครั่นตะครออย่างไรชอบกล ขืนช้าอยู่ประเดี๋ยวจะอ้วก"

คุณหญิงวาดพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ถ้ายังงั้นก็ไปบนตึกเถอะค่ะ ดิฉันเองก็ทนดูไม่ไหวเหมือนกัน" พูดจบท่านก็หันมาทางแม่เสือทั้ง ๓ "อาสองคนไปก่อนละนะ พวกแกอยากดูก็ดูกันไปเถอะ"

นันทาว่า "นันก็ไม่ดูค่ะ มันคลื่นไส้ผะอืดผะอมยังไงไม่รู้"

ประไพพูดขึ้นบ้าง

"ไพก็ไม่ดูเหมือนกัน ดูยี่เกวงนี้ดูหมากัดกันยังสนุกกว่า" แล้วประไพก็สะดุ้งโหยง รีบยกมือไหว้ พล, กิมหงวน, ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ดิฉันหมายถึงตัวยี่เกที่ชื่อนิกรคนเดียวเท่านั้นนะคะ เดี๋ยวจะเกิดการเข้าใจผิด"

นิกรค้อนขวับ

"หนอย ยี่เกชั้นดีอย่างนี้ไม่ดู จะไปดูที่ไหนก็เชิญไป-ไปให้พ้น"

ประไพค้อนบ้าง

"บ้า ประเดี๋ยวแม่สะไตร๊ค์ไม่ยอมให้เข้ามุ้งเลย คืนนี้นอนนอกห้องเถอะ"

นิกรอมยิ้ม ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"เปล่าน่า ล้อเล่นน่ะ หมู่นี้ฝนตกทุกคืนนอนนอกมุ้งหนาวตายห่า ไพจ๋า ลองสูบฝิ่นดูสักหลอดไหมล่ะ"

นันทาพูดเสริมกับน้องสะใภ้ของหล่อน

"อย่าพูดกับคนบ้าเลยน้องไพ เสียเวลาเปล่าๆ เราไปคุยกันบนตึกดีกว่า"

ครั้นแล้ว ๓ นาง ก็พากันเดินตามประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านออกไปจากห้อง คณะยี่เกบรรดาศักดิ์ต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน นิกรกล่าวกับพ่อตาของเขา

"เราเล่นของเราต่อไปเถอะครับ คุณพ่อออกโรงได้แล้ว"

ท่านเจ้าคุณนิ่งนึก

"แกเป็นจันทโครพ แกต้องออกก่อนซีวะ แล้วประเดี๋ยวถึงจะถึงบทพระฤาษี"

นิกรหัวเราะ

"ขี้เกียจเล่นแล้วครับ นั่งกินเหล้ากันดีกว่า"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ เรื่องยี่เกฝรั่งไม่ถนัดเลย" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา ส่งให้เจ้าแห้ว "เฮ้ย ไปซื้อกับแกล้มที่ร้านเจ๊กโกเอามาอีก โซดาในตู้เย็นบนตึกมีเท่าไรไปขนเอามาให้หมด"

เจ้าแห้วก้มลงมองดูตัวเอง แล้วกล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"รับประทาน จะให้ผมออกไปร้านเจ๊กโกทั้งๆ ที่แต่งเครื่องแบบนางโมรายังงี้ รับประทานก็ถูกหมาฟัดตายเท่านั้นเอง"

ดร. ดิเรกหัวเราะคิก

"อ้ายเซ่อ ก็ใช้ให้ละม่อมหรือใครก็ได้ออกไปแทนแกซีวะ เอาเงินนี่ไปให้เขา ไป-รีบไปเอามา วันนี้ฝรั่งจะกินเหล้าให้เมาเป๋ทีเดียว เจ็บใจนัก เมียมันไม่ให้เราไปเที่ยว เราต้องกินเหล้า"

เสี่ยหงวนพูดสนับสนุน

"ถูกแล้ว เราต้องเอาชนะเมียเราด้วยการประพฤติชั่ว คือสูบฝิ่นสูบกัญชาและกินเหล้า พรุ่งนี้กันจะหาหมูมาให้แกสูบอีกอย่างหนึ่ง ล่อกันให้ครบ ๔ กษัตริย์เลย"

ดร. ดิเรกทำหน้าตื่น อุทานขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"หมู "

"ไม่รู้จักหรือ ฝิ่นทาใบพลูยังไงล่ะ ตากแดดให้แห้งแล้วหั่นเป็นฝอยอย่างกัญชา สูบวิเศษกว่ากัญชาเป็นไหนๆ แล้วพรุ่งนี้กันจะให้แกทดลองดู"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย พูดเสริมขึ้น

"จริงครับ รับประทานแจ๋วกว่ากัญชาหลายเท่าครับ สูบแล้วเห็นสวรรค์ไรๆ เลย มีทุกข์มีโศกมีโรคมีภัยลืมหมด ลืมแม้กระทั่งตัวของเราเอง"

นายพัชราภรณ์ ยกมือผลักหน้าคนใช้จอมแก่นของเขาเบาๆ

"พอแล้ว ไม่ต้องอธิบาย รีบไปเอาโซดามาก่อน แล้วมอบเงินให้ใครออกไปซื้อกับแกล้มเอามาให้เร็ว บอกคุณนันทาด้วยว่า เย็นนี้พวกข้าไม่กินข้าวละ จะกินเหล้าแทนข้าวเข้าใจไหม"

"ครับผม" เจ้าแห้วรับคำเสียงหนักแน่น เดินลอยหน้าเฉิบๆ ออกจากห้อง

จากพลบค่ำจนกระทั่ง ๒๑.๐๐ น.

คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างร้องรำทำเพลงสนุกสนานกันเต็มที่ อยู่ที่เรือนบังกาโลนั่นเอง คุณหญิงวาดสั่งให้สาวใช้จัดอาหารเย็นมาให้ และแอบมาดูอีก ๒ ครั้ง ทุกคนมึนเมาแทบจะครองสติไม่ได้ ภายในห้องแคบๆ สกปรกเต็มไปด้วยเปลือกผลไม้ เศษอาหาร เหล้าและโซดาหกเรี่ยราด นิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมามากเกินไป ถึงกับชกปากกันล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน แต่พลกับ ดร.ดิเรกห้ามไว้ และชี้แจงให้ทราบว่าเป็นพวกเดียวกัน ทั้งสองจึงจับมือกันและกอดคอกินเหล้ากันอย่างลูกผู้ชาย

หลังจาก ๒๑.๐๐ น. ผ่านไปแล้ว เสียงเอะอะเอ็ดตะโรก็ค่อยๆ เงียบกริบ ๔ นางพากันมาดูความเคลื่อนไหวของผัวๆ หล่อนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนันทาพาเพื่อนทั้ง ๓ เข้ามาในบังกาโล ทุกคนก็แลเห็น ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนอนสุมอยู่บนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่ นิกรกรนเสียงสนั่นหวั่นไหว มีเปลือกกล้วยหอมผลหนึ่งวางอยู่ศีรษะเขา ส่วน ดร. ดิเรกถูกใครคนหนึ่งใช้ปากกาหมึกซึม เขียนหนวดเสียจนเฟิ้มเหมือนกับหนวดสตาลินจอมบงการแห่งคอมมิวนิสต์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาข้างขวาเขียวปั้ดขนาดขนมครก เพราะถูกหมัดหลงของนิกรขณะที่เกิดปะทะกันขึ้นตอนสองทุ่มเศษ

"โถ-อนิจจังทุกขัง" ประไพปลงอนิจจังเบาๆ "ดูผัวๆ ของเราสิคะ ดูได้หรือ นี่แหละคนเราพอเมาเหล้าก็ไร้สติสัมปชัญญะ ช่วยกันบังสกุลเป็นให้หน่อยดีไหมคะ อนิจจา วตสังขารา...."

"เฮ้ย" ประภาเอ็ดตะโรลั่น "มีอย่างหรือคนยังไม่ทันตายเลยบังสกุลแล้ว ช่วยกันปลุกไปนอนเถอะ โธ่-ไม่รู้ว่าจะกินเข้าไปทำไม"

๔ นางพากันเดินเข้ามาหาผัวรักของหล่อน นันทาก้มลงเขย่าร่างนายพัชราภรณ์ และร้องเรียกผัวรักของหล่อนด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"พลคะ พล-ลุกขึ้นไปนอนบนตึกเถอะค่ะ ๓ ทุ่มครึ่งแล้ว"

พลลืมตาขึ้นแล้วโบกมือ พูดเสียงอ้อแอ้ลิ้นไก่สั้นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

"ไม่เอาน่า พี่จะนอนที่นี่แหละ ไม่ต้องมาสนใจกับพี่"

นันทาเค้นหัวเราะ

"ดีเหมือนกัน เมื่อทนยุงกัดได้ก็ตามใจ แล้วอย่าตามไปบนตึกนะ"

นวลลออนั่งลงข้างๆ เสี่ยหงวน ยกมือลูบผมอาเสี่ยด้วยความสงสาร แล้วพูดขึ้นเปรยๆ คล้ายกับปรารภกับตัวเอง

"โถ นี่แหละเขาเรียกว่ากินเผื่อหมา เหม็นเหล้าหึ่งไปทั่วห้อง ราวกับว่าที่นี่เป็นโรงต้มกลั่นบางยี่ขัน เฮียขา เฮียเจ้าขา ลุกขึ้นไปนอนห้องเราเถอะค่ะ"

อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"ว้า-เป็นผู้หญิงยิงเรือ หน้าด้านชวนผู้ชายไปนอนมีอย่างที่ไหน ไป-ไม่เอา เมียเมอไม่เอาทั้งนั้น เฮียจะนอนอยู่ที่เรือนนี่แหละ ไปโว้ย หมั่นไส้"

แม่เสือนวลลออกำหมัดขวากระแทกหน้าเสี่ยหงวนปั๋งเข้าให้

"นี่แน่ะ คนอย่างเฮียน่ะปราณีไม่ได้ หนอย-หาว่าเราชวนไปอ้ายพรรค์อย่างว่า เดี๋ยวแม่ล่อเสียอานไปเลย"

ประไพเอื้อมมือรวบผมผัวรักของหล่อน แล้วกระตุกขึ้นลง ปากก็เรียกนิกร

"กร กรเอ๊ย ไปนอนเถอะดึกแล้ว"

นิกรค่อยๆ ลืมตาขึ้น พอแลเห็นเมียรัก กระดิ่งทองก็ยิ้มแป้น ร้องยี่เกขึ้นทันที

น้องเอยน้องรัก

ผิวพักตร์เพียงจันทร์ยามเมื่อลั่นป้อ

ปากแก้มคิ้วคางช่างงามสม

โอ้ว่าแม่เอวกลมน้องช่างแสนฮ้อ

น้องลงมาจากเวียงเหนือเพื่อให้พี่พนอ....

ประไพขบกรามกรอด ยกหลังมือขวาตบหน้านายจอมทะเล้นเสียงดังฉาด

"นี่แน่ะ แหกตาดูเสียก่อนซิว่าใครแน่ แหม--ติดใจลูกน้องอีหนอม ถึงกับเอามาเพ้อฝัน เดี๋ยวแม่เตะยกล้อเลย ดีละ นอนอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน" แล้วหล่อนก็ลุกขึ้นยืนเท้าเอว จ้องมองดูนายจอมทะเล้นผัวรักของหล่อน อย่างเดือดดาล

ประภาปลุก ดร. ดิเรกเบาๆ

"ดิเรก ดิเรกคะ ลุกขึ้นเถอะค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาขึ้นมองดูโลก แล้วดุเมียของเขา

"อย่ายุ่งกับไอน่า พวกไอตกลงกันแล้วว่า นับตั้งแต่วันนี้ไปเราจะนอนอยู่ที่เรือนหลังนี้ จนกว่าจะครบ ๖ เดือน ยูอวดดีเชิญไปนอนสปัสซั่มไปคนเดียวเถอะ"

"จริงนะ แล้วดึกๆ อย่าไปเรียกนะ"

"โน ดึกๆ น่ะไม่ไปเรียกหรอก แต่ว่าตอนรุ่งสว่างว่าไม่ถูก อีตอนนั้นสำคัญหน่อย อากาศมันค่อนข้างหนาว ทำให้เกิดอาการเกร็ง"

ประภาขยับมาทางท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนอนงอก่องอขิงน่าสงสาร ท่านนุ่งกางเกงชั้นในตัวเดียว เท่านั้น เสื้อก็ไม่ได้ใส่ ประภาเอื้อมมือเขย่าท่านเบาๆ

"คุณพ่อคะ"

"อย่ายุ่งโว้ย" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น "พวกแกไม่ต้องมาสนใจกับพวกฉัน ที่นี่เป็นสวรรค์ของพวกเรารู้ไหม"

ประภาลอบค้อนท่านเจ้าคุณ แล้วลุกขึ้นพยักหน้ากับเพื่อนๆ ของหล่อน

"ปล่อยตามเรื่องเถอะค่ะ ไม่ใช่ตัวตนอะไรของเรา เมื่อสมัครจะนอนตากยุงที่นี่ก็ตามใจ"

๔ นางไม่พูดอะไรอีก ต่างพากันเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนอนสุมกันต่อไปด้วยความสุข.

จบบริบูรณ์