พล นิกร กิมหงวน 199 : คลีโอพัตรา

นายยูซุป นักธุรกิจชาวอียิปต์ ซึ่งได้เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทยเป็นเวลาประมาณ ๒๐ ปี และตั้งห้างจำหน่ายสินค้าต่างๆ อยู่ทางบางรักได้เป็นลูกหนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยเซ็นเช็คล่วงหน้าจ่ายให้ไว้เป็นประกันตามแบบเจ้าหนี้ที่เฉลียวฉลาดทั้งหลาย

เพราะการกู้หนี้แบบนี้ลูกหนี้ได้เอาขาข้างหนึ่งแหย่เข้าไปในคุกแล้ว ถ้าครบกำหนดสัญญาไม่ชำระเงินให้ เจ้าหนี้ก็เพียงนำเช็คไม่มีเงินไปแจ้งความให้ตำรวจรับทราบ ลูกหนี้ก็มีหวังได้เข้าไปอยู่ในคุกเต็มตัว

ความจริงแขกทั้งหลายหรือขึ้นชื่อว่าแขกนั้น จะเป็นแขกซิก แขกฮินดู แขกปาทาน แขกตุรกี แขกอียิปต์หรือแขกตี้ แขกอะไรก็ตามล้วนแต่ตระหนี่ถี่เหนียวทั้งสิ้น คือรู้จักหาเงินแต่ไม่ชอบใช้เงิน แม้กระทั่งแขกยามเงินเดือน ๔๐๐ บาท ยังมีเงินให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยกู้เป็นพันๆ

แต่ในยามนี้อยู่ในสภาวะเงินฝืด เศรษฐกิจตกต่ำถึงที่สุด การค้าทั้งหลายแม้กระทั่งหาบน้ำประปาขาย ก็ขาดทุนร้องโอ๊กไปตามกัน ยูซุปถึงจะกระดูกขัดมันสักเพียงไหน กิจการค้าของเขาก็ประสบการขาดทุนเรื่อยมา ในที่สุดเขาก็กู้เงินเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวที่เขาตั้ง

ห้างทำการค้าอยู่ทุกวันนี้ โดยมีสัญญาชำระเงินต้นภายในกำหนดหนี่งปี ส่วนดอกเบี้ยซึ่งคิดตามกฎหมายจะต้องชำระทุกเดือนไป

วันเวลาของผู้ที่จะต้องชำระดอกเบี้ย หรือเงินกู้ให้เจ้าหนี้เขานั้นมันรวดเร็วเหลือเกิน ยูซุปพยายามปรับปรุงกิจการค้าให้ดีขึ้น ลดราคาสินค้าให้ถูกลงไป เปิดบริการเงินผ่อนและด้วยวิธีการอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้ผล ผู้คนสมัยนี้ไม่ยอมควักกระเป๋าซื้ออะไร นอกจากดูหนังอย่างเดียวเท่านั้น

พวกพ่อค้าทั้งหลายหน้าแห้งไปตามกัน คนขายของตามห้างร้านนั่งแมลงวันตอมขาตลอดวัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยด้วยแล้ว วันหนึ่งๆ แทบจะขายไม่ได้เลย ยูซุปหมุนเงินไม่ทันใช้หนี้ เพียงแต่มีส่งดอกเบี้ยเท่านั้น เมื่อใกล้จะครบกำหนดสัญญาทนายความของเจ้าคุณปัจ

จนึกฯ ก็ส่งจดหมายเตือนให้ทราบตามคำสั่งของท่านเจ้าคุณเป็นการยื่นโนติสกลายๆ

ยูซุปกลุ้มใจอย่างยิ่ง วิธีรอดพ้นจากหนี้สินมีอยู่ทางเดียว คือเลิกล้มกิจการค้าและมอบให้บริษัทเลหลังทำการเลหลังสินค้าที่ห้างเขารวบรวมเงินใช้หนี้ นอกจากนี้ก็ต้องขายบ้าน ขายรถยนต์ ขายเครื่องเพชรของเมียอีกจึงจะได้เงินครบ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่นั่นก็หมายความว่า เขาจะต้อง

สิ้นเนื้อประดาตัว อับอายขายหน้ามิตรสหายทั้งหลายอย่างที่เรียกว่า ต้องเดินเอาปี๊บคลุมหัวดูหน้าใครอีกไม่ได้ เพราะม้วนเสื่อไขก๊อกแล้ว

ดังนั้น อีกสองวันที่จะครบกำหนดสัญญากู้ นายยูซุปก็โทรศัพท์มาถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่บ้านพัชราภรณ์ขอเชิญท่านเจ้าคุณไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านของเขาในวันนั้นโดยไม่บอกเหตุผลอะไร เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกว่าท่านจะพาสี่สหายไปด้วย นายยูซุปก็ไม่ขัดข้องมิหนำซ้ำบอก

มาว่า เขาจะเตรียมอาหารไว้ต้อนรับอย่างเหลือเฟือแต่เสียใจที่เขาไม่อาจจะเลี้ยงเหล้าได้ เพราะขัดต่อหลักศาสนาของเขา

ก่อนพลบค่ำเย็นวันนั้นเอง คาดิลแล๊คเก๋งคันใหญ่และค่อนข้างใหม่ ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่บ้านยูซุปเจ้าของห้างโคโรภัณฑ์ ซึ่งบ้านนี้อยู่ในซอยศาลาแดงเป็นตึกเล็กๆ สองชั้น ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินไม่ถึงไร่มีรั้วรอบขอบชิด

นายยูซุปได้ต้อนรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างดีที่สุด หลังจากได้โอภาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขกันตามสมควรแล้ว ยูซุปก็พาทุกคนขึ้นไปบนตึกและเข้าไปในห้องกลางชั้นล่างซึ่งตนแต่งห้องแบบอียิปต์ มีพรมอิหร่านผืนใหญ่และหนาปูเต็มห้อง มีโต๊ะเตี้ยๆ ตั้งกลางพรมนั้นและมี

หมอนแพรวางรอบๆ โต๊ะหลายใบ

เจ้าของบ้านซึ่งเป็นสุภาพบุรุษในวัย ๕๐ เศษ รูปร่างผอมสูง แต่งกายเรียบร้อย สวมหมวกกลมๆ ไม่มีแก๊ปได้ยกมือขวาขึ้นสะลาม พร้อมกับก้มศีรษะโค้งคำนับทุกๆ คน แล้วกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อมด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ

"เชิญนั่งขอรับ ผมขอต้อนรับเจ้าคุณกับพวกท่านแบบชาวอียิปต์คือนั่งกับพื้น"

ทุกคนต่างกระจายกันออกไปห้อมล้อมโต๊ะ แล้วทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ เจ้าแห้วกล่าวถามยูซุปเบาๆ

"ตามธรรมเนียมแขกเขาก็ต้องนำกัญชามาเลี้ยงแขกด้วยไม่ใช่หรือครับนายห้าง"

ยูซุปทำหน้าเบ้

"คุณหมายถึงมอระกู่ใช่ไหม"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"ครับ ถูกแล้ว"

"ถ้าที่นี่เป็นอียิปต์ ผมคงมีมอระกู่ต้อนรับเจ้าคุณและพวกคุณ แต่เมืองไทยกฎหมายห้ามสูบมอระกู่หรือกัญชาผมก็เสียใจที่ไม่มีต้อนรับ"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"บ้านห่างๆ กันอย่างนี้ไม่มีใครรู้หรอกครับนายห้าง"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดเจ้าแห้วเสียงลั่น "นายห้างเขาบอกว่าไม่มีแล้วยังจะพิรี้พิไรรบกวนเขาอีก"

ยูซุปหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ผมขอบคุณมาก ที่เจ้าคุณพาลูกเขยและหลานชายของเจ้าคุณมาร่วมรับประทานอาหารกับผมในค่ำวันนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ไม่เห็นมีอาหารอะไรสักหน่อยนายห้าง มีแต่โต๊ะตัวเดียว"

ยูซุปกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ประเดี๋ยวซีครับ อาหารจะยกมาก็ต่อเมื่อเราได้สนทนากันเสียก่อนตามประเพณีของอียิปต์เป็นอย่างนี้ครับ"

นิกรว่า "เอาประเพณีไทยดีกว่าครับนายห้าง รับประทานให้อิ่มเสียก่อนแล้วค่อยคุยกัน ยังไม่ได้กินคุยกันมักไม่สนุก บางทีโมโหหิวพูดผิดหูนิดเดียวเกิดแจกหมากแจกมีดแจกไม้กันขึ้น คนเราถ้าลงอิ่มแล้วก็ใจเย็น ใครจะด่าว่าอย่างไรก็ไม่โกรธ"

ยูซุปหัวเราะลั่น ดีใจที่นิกรแสดงความเป็นกันเองกับเขา

"ถ้ายังงั้นรับประทานกันไปพลาง คุยกันไปพลางดีกว่านะครับ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกันนายห้าง การคุยที่ออกรสก็ต้องคุยกันไปขบเคี้ยวไปอย่าให้ปากว่างได้"

ยูซุปตบมือขั้นดังๆ สามครั้ง ทันใดนั้นเองคนใช้ของเขาที่แต่งกายแบบชาวอียิปต์คนหนึ่งก็เดินปราดออกมาแล้วยืนฟังคำสั่ง ยูซุปพูดภาษาอียิปต์สั่งให้ยกเครื่องดื่มและอาหารมาให้ หัวหน้าคนใช้รับคำสั่งแล้วออกไปทางหลังตึก ต่อจากนั้นสักครู่คนใช้วัยหนุ่มร่วม ๓ คนก็ยกอาหาร

ทยอยกันเข้ามา

ท่านเจ้าคุณกับสี่สหาย และเจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือกเมื่อได้เห็นอาหารมากมายก่ายกอง มีไก่ย่างเต็มถาดทองเหลืองประมาณ ๑๐ ตัว ข้าวบุหรี่หนึ่งหม้อ มัสมั่นเนื้อวัว ๑ หม้อ, กุรุหม่าแพะ, โลตี, และอาหารแปลกๆ อีกหลายชนิดเหมือนกับจะเลี้ยงคนสักร้อยคน นอกจากนี้ยังมีพานผลไม้

อีกสามสี่พาน น้ำอัดลมแช่เย็นสองสามโหล น้ำแข็งและน้ำชา ถ้วยชามช้อนส้อมเหลือเฟือ

"เรากินกันกี่คนครับนายห้าง" พลถามยิ้มๆ

"อ๋อ เท่านี้เองคุณ"

พลทำหน้าเบ้

"อย่างนี้เลี้ยงทหารได้หนึ่งกองร้อยพอดี นายห้างทำมามากมายเหลือเฟือเหลือเกิน"

ยูซุปหัวเราะชอบใจ

"ธรรมเนียมแขก ถ้าอาหารไม่พอให้แขกรับประทานจะขายหน้าไปจนวันตาย ถ้าอาหารเหลือก็เป็นที่ภูมิใจไปจนวันตายเหมือนกัน เรื่องกินแล้วพวกผมไม่ยอมน้อยหน้าชาติอื่น วันนี้ผมสั่งเขาเชือดไก่ถึง ๑๐๐ ตัว"

นิกรสะดุ้งเฮือก หันมากระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วทันที

"เฮ้ย...เอ็งรีบเอารถบึ่งไปบ้านโว้ย"

"รับประทานไปทำไมครับ"

"ไปเอาถังเปลหรือชามกะละมังใหญ่ๆ มาสักสองใบ ข้าจะถ่ายอาหารที่เหลือเอาไปบ้านให้แม่ครัวอุ่นไว้กินพรุ่งนี้"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่นแล้วกระซิบตอบ

"รับประทานอย่าเลยครับขายหน้าเขา เขาจะว่าเราเป็นแขกดอย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ถ้ายังงั้นก็ไม่ต้องไปเอา"

หลายต่อหลายเที่ยวที่คนของนายยูซุปช่วยกันยกอาหารมาเสิฟ อาหารเหล่านี้วางเรียงรายกลางวง ส่วนบนโต๊ะวางผลไม้และเครื่องดื่ม นายยูซุปได้กล่าวกับทุกๆ คนอย่างยิ้มแย้มว่า

"เชิญครับ เชิญรับประทานได้ ผมจะดีใจมากถ้าทุกท่านจะเป็นกันเองกับผม การกินเลี้ยงในวันนี้ไม่มีอะไร นอกจากผมนึกถึงพระคุณของเจ้าคุณที่กรุณาให้เงินผมกู้ เชิญครับเจ้าคุณ"

ทุกคนต่างโจมตีไก่ย่างก่อนอื่น หยิบขึ้นมาคนละชิ้นแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย กินพลางสนทนากันไปพลาง เมื่อท่านเจ้าคุณถามถึงเรื่องการค้า นายยูซุปก็บ่นว่านับวันการค้าทรุดโทรมลง อาเสี่ยกิมหงวนเห็นพ้องด้วย แต่ดร.ดิเรกว่า รายได้จากการประกอบโรคศิลปะของเขาดีขึ้น

เพราะพลเมืองยิ่งมากจำนวนคนป่วยก็ทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว ต่างสนทนากันเกี่ยวกับธุรกิจทั้งสิ้น แล้วนิกรก็ชมไก่ย่างของนายยูซุปว่ามีรสดีมาก

ดิเรกก็กระซิบถามนายยูซุป

"อ้า...นายห้างครับ การกินเลี้ยงวันนี้มีระบำอียิปต์ให้พวกเราชมเป็นขวัญตาบ้างหรือเปล่า

ยูซุปลืมตาโพลงแล้วหัวเราะก้าก

"ไม่มีคุณหมอ ที่นี่ไม่ใช่ฮาเร็มครับ ผมอยู่กับเมียตามลำพังเท่านั้น"

นิกรว่า "ก็ให้เมียนายห้างเต้นระบำอียิปต์โชว์พวกเราหน่อยไม่ได้หรือ"

ยูซุปกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พวกคุณก็รู้แล้วว่าเมียผมเป็นคนไทย ไม่ใช่แขกอียิปต์"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นให้เธอเต้นจ้ำบ๊ะให้พวกเราดูก็ได้นี่ครับ"

นายยูซุปร้องเหมือนถูกปืน

"โอ๊ย...เมียผมอ้วนจ้ำม่ำเหมือนหมูตกน้ำตาย น้ำหนัก ๗๒ กิโล เต้นไม่ไหวหรอกครับ พอยกขาก็หกล้ม"

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วต่างหัวร่องอหาย ความจริงเป็นเช่นนั้น ภรรยาของนายยูซุปมีรูปร่างอ้วนใหญ่มาก การรับประทานอาหารได้เป็นไปอย่างกันเอง และพูดคุยกันตลอดเวลา เจ้าแห้วเป็นแขกผสมดุยล่อไก่ย่างเรื่อยๆ นายยูซุปตักข้าวบุหรี่แจกทุกคนคนละจาน เขาคุย

อวดว่าวันนี้เขาเข้าครัวทำกับข้าวเอง ซึ่งฝีมือทำอาหารอิสลามของเขานั้นย่อมเป็นที่เลื่องลือในหมู่มิตรสหาย น้องชายของเขาขณะนี้เป็นพ่อครัวรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งของสาธารณรัฐอาหรับ

แสงไฟฟ้าในห้องโถงส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน กลิ่นกำยานและธูปแขกหอมกรุ่น เสียงเพลงอาหรับในห้องๆ หนึ่งซึ่งอยู่ทางหลังตึกดังแว่วตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศในห้องนี้เหมือนกับคฤหาสน์หลังหนึ่งในกรุงไคโร สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้รับประทานอาหารอิส

ลามกันจนอิ่มแปร้

จนกระทั่ง ๑๙.๐๐ น. การรับประทานอาหารก็สิ้นสุดลง

นายยูซุปตบมือขึ้น 3 ครั้ง คนของเขาต่างพากันเดินออกมาเก็บถาดและจานอาหารไปทางหลังตึก คงเหลือแต่ผลไม้เครื่องดื่มและบุหรี่ควันละเอียด นิกรขยายเข็มขัดออกมาสองรูและนั่งเซ่อทำหน้าตาปริบๆ ไม่พูดไม่จากับใคร เจ้าของบ้านชื่นอกชื่นใจมากที่แขกของเขาได้รับ

ประทานอาหารกันเต็มที่ โดยถือวิสาสะอย่างกันเองจริงๆ เขายิ้มให้ทุกๆ คนแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"คุณถ้าจะไม่อิ่มกระมังครับ"

นายจอมทะเล้นยิ้มซีดๆ

"ตรงกันข้ามนายห้าง ผมจำได้ว่าตั้งแต่ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็วันนี้แหละที่ผมกินมากที่สุด อ้าช่วยบอกให้คนใช้ของนายห้างเอาไม้กวาดดอกหญ้ามาให้ผมสักอันได้ไหมครับ"

นายยูซุปทำหน้าตื่น

"คุณจะเอามาทำอะไร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เอาด้ามมันกระทุ้งคอหอย ผมอึดอัดจะตายอยู่แล้ว ผมกินไก่ย่างคนเดียวสัก ๕ ตัวเห็นจะได้"

นายยูซุปหัวเราะชอบใจ

"ยังงี้สิครับถึงจะเรียกว่ารักนับถือกันจริงๆ ลองกล้วยหอมสักลูกซีครับ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวนายห้าง กระเพาะผมเพียงเท่านี้ แต่ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวกลับบ้านผมจะเอาใส่กระเป๋าไปกินในรถ"

"อ๋อยินดีครับผมสั่งเด็กเอาปิ่นโตมาใส่ให้ไปดีกว่า"

เสี่ยหงวนหมั่นไส้นิกรเต็มทน ก็ยกมือเขกกบาลดังโป๊ก

"อย่าแสดงความตะกละตะกรามให้มากนัก ขายหน้านายห้างแกบ้าง"

นายยูซุปหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ลูกเขยเจ้าคุณกับอาเสี่ยกิมหงวนเป็นคนสนุกดีนะครับ" แล้วเขาก็เริ่มจุดประสงค์อันสำคัญของเขา "เจ้าคุณครับ เท่าที่ผมเชิญเจ้าคุณละท่านๆ เหล่านี้มารับประทานอาหารในวันนี้ นอกจากจะเป็นการตอบแทนความกรุณาของเจ้าคุณที่มีต่อผมแล้ว ผมยังต้องการจะเจรจากับเจ้าคุณ

ด้วยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ได้ซีนายห้าง จะเจรจาอะไรกับฉันได้ทั้งนั้น เว้นแต่เรื่องขอประนอมหนี้"

นายยูซุปทำคอย่นทันที

"ไม่ขอผ่อนผันกำหนดชำระเงินกู้หรอกครับ แต่จะขอชำระเงินกู้ด้วยของอันมีค่าควรเมือง"

ท่านเจ้าคุณทำท่าแปลกใจ

"หมายถึงเพชรนิลจินดาหรือนายห้าง"

"ไม่ใช่ครับเจ้าคุณ มันมีค่ามากกว่าเพชรมากมายนัก ผมเองรักสมบัติชิ้นนี้ยิ่งกว่าชีวิต แต่จำต้องเสียสละให้เจ้าคุณเพื่อช่วยให้ผมได้รอดพ้นจากหนี้สิน อย่าเพิ่งตกใจนะครับถ้าผมจะบอกเจ้าคุณและคุณๆ ว่าสิ่งที่ผมจะและเปลี่ยนกับเงินกู้ห้าแสนบาทก็คือ..."

"คืออะไรนายห้าง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"มัมมี่อดีตกษัตรีของไอยคุปต์ครับ" ยูซุปพูดช้าๆ หน้าตาขึงขัง "เจ้าคุณกับคุณๆ เหล่านี้คงทราบเรื่องราวของพระนางคลีโอพัตราดีแล้ว มหาเทวีแห่งอียิปต์"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันเหมือนตกอยู่ในโลกแห่งความฝันแล้วดร.ดิเรกก็กล่าวถามนายยูซุปทันที

"นายห้างผมงงไปหมดแล้ว นายห้างกำลังจะบออกพวกเราใช่ไหมว่านายห้างมีศพมัมมี่ ของพระนางคลีโอพัตราอยู่ในความครอบครอง และนายห้างจะมอบมัมมี่ของพระนางผู้เลอโฉมให้พ่อตาของผมแทนเงินกู้ห้าแสนบาท"

"ถูกแล้วคุณหมอ คุณหมอเข้าใจถูกต้องดีแล้ว"

ดิเรกหัวเราะงอหาย

"นายห้างเป็นคนมีอารมณ์ขันดีเหมือนกัน ฮ่ะ ฮ่ะอย่างนี้เขาเรียกว่าตลกหน้าตาย"

นายห้างไคโรภัณฑ์ขมวดคิ้วเข้าหากัน

"ผมพูดจริงๆ ผมไม่กล่าวเท็จ ขอให้พระอัลลาจงลงโทษผมโกหก ผมสาบานก็ได้ว่าพระศพของพระนางคลีโอพัตรา ซึ่งทำเป็นมัมมี่ได้อยู่ในความครอบครองของผม อันเป็นมรดกตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว นับตั้งแต่ทวดของปู่ทวดของทวดผม ตระกูลของผมล้วนแต่เป็นเศรษฐี

อยู่ในประเทศอียิปต์มาช้านาน พระศพของพระนางคลีโอพัตรานี้ พิพิธภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกาเคยทาบทามขอซื้อจากปู่ของผม โดยให้ราคาถึงแสนดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยก็สองล้านบาท แต่ปู่ผมไม่ขายเพราะเป็นของที่ควรเคารพบูชามากกว่าการซื้อขาย ปู่ผมตาย พ่อผมก็ได้รับ

มรดกจากปู่ และพอพ่อผมตาย ผมก็ได้รับพระศพของพระนางมาจากพ่อของผม เดี๋ยวครับ...อย่าเพิ่งพูดอะไรให้ผมเล่าจบเสียก่อน บิดาของผมเป็นนักธุรกิจคนสำคัญอยู่ที่อียิปต์ครับ ตอนสงครามโลกครั้งที่สองบิดาของผมดำเนินการค้าผิดพลาดจนขาดทุนย่อยยับ สงครามเลิกได้ไม่

นานท่านก็ล้มเจ็บและถึงแก่กรรม"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แล้วมีใครทำมัมมี่ไว้หรือเปล่า"

นายยูซุปสะดุ้งเล็กน้อย

"ใครจะไปทำได้ครับสมัยนี้ ฝรั่งว่าเก่งทางวิทยาศาสตร์ทำดาวเทียมดาวไถได้สารพัด ยังทำมัมมี่ไม่ได้ ที่อเมริกามีบริษัทรับทำมัมมี่ได้ก็จริง แต่ไม่รับรองว่าศพจะไม่เปลี่ยนแปลงรูปหรือคงทนอยู่ได้นับพันปีหรือหมื่นปี ชาวไอยคุปต์หรือชาวอียิปต์พวกผมแน่ที่สุดครับ ฝรั่งเองยังยอม

รับนับถือในความรู้อันสูงเรื่องนี้"

นิกรว่า "เล่าสั้นๆ ดีกว่า เอาแต่เนื้ออย่าเอาน้ำเลย"

นายยูซุปยิ้มแห้งๆ

"ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรครับ นอกจากบิดาผมเจ็บหนักโทรเลขมาจากไคโรให้ผมไปหาเขา ผมก็รับขึ้นเรือบินไป ตอนนั้นสงครามเลิกแล้วราว ๗ ปี พอผมไปถึงไม่กี่วันพ่อผมก็ตายครับ ก่อนจะตายสั่งผมไว้ให้นำมัมมี่ของพระนางคลีโอพัตรามาเมืองไทย ผมต้องเสียเงินไปสองแสนกว่า

เฉพาะการขนพระศพเดินทางจากอียิปต์มากรุงเทพฯเพราะต้องถ่ายเรือหลายครั้ง หลบหลีกเจ้าหนี้ศุลกากรตามเมืองต่างๆ มาถึงสิงคโปร์ ก็จ้างเรือใบลำเลียงพระศพมุ่งเข้าประเทศไทย ติดต่อกับพรรคพวกในกรุงเทพฯไว้เรียบร้อย เราลำเลียงพระศพพระนางคลีโอพัตราขึ้นจากเรือ

ใบที่หัวหิน แล้วนำเข้ากรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์ ซึ่งผมไม่ยอมเปิดเผยให้ใครรู้ความจริงในเรื่องนี้เลย เว้นแต่เมียของผมและคนใช้ของผมเท่านั้น แต่ทุกคนผมไว้ใจ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นายยูซุปหันมาทางเจ้าคุณแล้วกล่าวต่อไป

"ผมรักและเสียดายมัมมี่ พระนางคลีโอพัตราอย่างที่สุด แต่ผมไม่มีปัญญาหาเงินมาชำระหนี้ให้เจ้าคุณได้ จึงตัดสินใจขอชำระหนี้ด้วยมัมมี่อันค่ามิได้นี้ เจ้าคุณจะตกลงไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"เอ...นายห้าง มัมมี่มันชำระหนี้ไม่ได้ตามกฎหมายนี่นะ เว้นแต่ธนบัตรเท่านั้น"

ยูซุปโบกมือ

"เจ้าคุณอย่าเพิ่งปฏิเสธครับ ผมจะเชิญเจ้าคุณและคุณๆ ทั้งหมดนี้ไปชมพระศพของพระนางคลีโอพัตราเดี๋ยวนี้ รับรองว่าถ้าท่านเจ้าคุณได้เห็นพระศพแล้ว เจ้าคุณจะตกลงทันที มหาเทวีแห่งไอยคุปต์สวยที่สุด แต่งกายแบบโบราณในสมัยสองพันกว่าปีที่แล้วมา เนื้อหนังเหมือนกับ

ผู้หญิงสาวๆ เหมือนกับคนนอนหลับครับ มัมมี่นี้เป็นอดีต กษัตริย์เขาทำเป็นพิเศษไม่มีผ้าพันตัว นอนสงบอยู่ในโลงแก้ว ซึ่งอยู่ในหีบเหล็กอีกทีหนึ่ง เชิญไปชมซีครับ"

คราวนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างรู้สึกตื่นเต้นไปตามกัน ทุกคนเชื่อว่านายยูซุปมีมัมมี่ไว้ในครอบครองจริงๆ แต่ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นพระศพของมหาเทวีคลีโอพัตราจอมเสน่หาผู้ใช้ความงามของพระองค์ต่อสู้กับศัตรูผู้รุกราน

"พระศพอยู่ที่ไหน" พลถามโดยเร็ว

"อยู่ในห้องใต้ดินครับ ผมสร้างห้องใต้ดินเก็บพระศพไว้อย่างมิดชิด และเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ผมหวงแหนที่สุด ไปซีครับ อยู่ในห้องขวามือนั่น"

นิกรกับเจ้าแห้วต่างมองดูหน้ากัน

"ว่าไง ลงไปดูกับเขาไหมล่ะ" นิกรถาม

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานมัมมี่น่ะผีดิบไม่ใช่หรือครับ เพราะตายแล้วแต่ยังไม่ได้เผา เรื่องผีสางรับประทานผมไม่ใคร่ชอบดูซะด้วย"

นายจอมทะเล้นปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

"เอาน่า เราเกิดมาไม่เคยเห็นมัมมี่เลย ถ้าเป็นมัมมี่พระนางคลีโอพัตราจริงๆ ก็นับว่าเป็นบุญตาของเรา เพราะพระองค์ตายไปตั้งเป็นพันๆ ปีแล้ว"

ทุกคนต่างลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจ นายยูซุปเดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นห้องทำงานส่วนตัวของเขา ภายในห้องมีแสงไฟส่องสว่าง มันเป็นห้องแคบๆ ขนาดกว้างเพียง ๔ เมตรและ ๖ เมตร ปูพรมเต็มห้องแต่เป็น

พรมขนาดเลวและค่อนข้างเก่า นายยูซุปเลิกริมพรมด้านหนึ่งขึ้น มองแลเห็นช่องกระดานที่เจาะไว้และมีห่วงเหล็กวงกลมสำหรับดึงช่องนั้น เขาก้มตัวลงเปิดช่องกระดานขึ้น

นายยูซุปเดินลงบันไดไปก่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามไปเป็นคนที่สอง แล้วก็พล กิมหงวน ดร.ดิเรก นิกรและเจ้าแห้วลงไปเป็นคนสุดท้าย ห้องใต้ดินลึกจากระดับพื้นราว ๔ เมตร สร้างไว้ตอนกลางตึกหลังนี้มีขนาดเท่ากับห้องที่ลงมา ผนังทั้งสี่ด้านเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมั่นคง

แข็งแรง แสงไฟฟ้าหลายดวงตามผนังห้องส่องสว่าง และเครื่องปรับอากาศที่นายยูซุปเปิดสวิชข้างบนห้องที่ลงมาเริ่มทำงานถ่ายเทอากาศแล้ว

ทุกคนยืนรวมกลุ่มอยู่กันข้างบันได และจ้องตาเขม็งมองไปที่หีบศพใบหนึ่ง ซึ่งทำด้วยเหล็กบางๆ ลักษณะคล้ายโลงจำปาที่ใส่ศพชาวจีนที่มีฐานะดี เพียงแต่เห็นหีบศพและลวดลายต่างๆ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รู้ว่าหีบศพใบนี้เป็นของเก่าแก่มีฝีมือประณีตสวยงามมาก หีบศพตั้ง

อยู่บนเตียงไม้เตี้ยๆ รอบๆ และด้านหลังหีบศพมีโบราณวัตถุหลายชิ้น ล้วนแต่เครื่องเคลือบและเครื่องดินเผาแบบไอยคุปต์ ซึ่งในปัจจุบันนี้หาได้ยากเต็มทน มีแจกันขนาดใหญ่อันหนึ่ง สูงประมาณ ๔ ฟุต

นายยูซุปเดินตรงไปหยุดยืนหน้าหีบศพ แล้วหันมาก้มศีรษะให้คณะพรรคสี่สหาย

"เชิญซีครับ ผมจะเปิดหีบศพชั้นนอกให้ชมพระศพในโลงแก้ว"

นิกรกระซิบข้างหูพ่อตาของเขา

"ถ้าจะไม่ดีเสียแล้วละคุณพ่อ"

"ทำไมวะ"

"ผมได้กลิ่นตุ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ยกเท้าขวาเตะหน้าแข้งนิกรดังโป๊ก นายจอมทะเล้นร้องสุดเสียงยกขาซ้ายขึ้นลูบคลำด้วยความเจ็บปวด ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วเข้าไปหยุดยืนหน้าหีบพระศพของมหาเทวีผู้มีชีวประวัติขจรขจายไปทั่วโลก ก็ยังไม่มีใคร

ลืมพระนามของ พระนางคลีโอพัตราได้

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยืนนิ่งเฉยแทบจะไม่หายใจ เมื่อนายยูซุปค่อยๆ ดึงฝาโลงออกด้วยวิธีผลักออกไปให้พ้นตัว ซึ่งฝาหีบหรือฝาโลงนี้มีลิ้นประกบข้างในช่วยให้การปิดเปิดได้คล่อง โดยไม่ต้องออกแรงเท่าใด

ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ต่างจ้องตาเขม็งมองดูภาพหญิงสาวร่างสะคราญคนหนึ่ง ซึ่งนอนสงบเงียบอยู่ในโลงแก้วสีขาว แต่ท่อนบนไม่มีฝาปิด โลงแก้วนี้ก็คือโลงชั้นในนั่นเอง รูปร่างลักษณะของโลงแก้วเป็นครึ่งวงกลม พื้นล่างของโลงแก้วรองด้วยฟูกทิพย์เย็บแบบที่นอน

เล็กๆ กว้างยาวเต็มโลงแก้ว ใช้ผ้าสีทองขนาดหนามีลวดลายอียิปต์ มีตัวอักษรเป็นรูปสัตว์ รูปตาชั่ง รูปคน และต้นไม้ ซึ่งผ้าแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้

ยอดหญิงไอยคุปต์เมื่อครั้งกระโน้น ผู้ทรงพระนามว่าคลีโอพัตรา ทรงฉลองพระองค์แพรบางสีขาวปนเทาแนบเนื้อ พระพักตร์อิ่มเอิบผุดผ่อง เป็นดวงหน้าของหญิงสาวที่สวยที่สุด พระเนตรหลับพริ้ม พระนาสิกโด่งน้อยๆ รับกับพระโอษฐ์อันจิ้มลิ้มแดงระเรื่อ พระเกศาดำสยายยาว บน

พระนลาดทรงเครื่องประดับชนิดหนึ่งรัดเกล้าเหมือนเข็มขัดทำด้วยทองคำเป็นรูปงูกำลังแผ่แม่เบี้ย

ยิ่งมองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็ยิ่งตะลึงลานในความงามของมหาเทวีคลีโอพัตรา พระฉวียังสดชื่นเปล่งปลั่งเหมือนกับคนนอนหลับ ส่วนเว้าและส่วนโค้งคือส่วนของเจ้าแม่วีนัส พระองค์โสภิตราวกับหยาดฟ้ามาดิน พระวรกายทุกสัดทุกส่วนงามพร้อม และขาวผ่อง

ปราศจากไฝฝ้าราคี

นิกรเผลอตัวร้องยี่เกชมโฉมพระนางออกมาเบาๆ

อุแม่เอ๋ยงามจริง

งามยิ่งหญิงใดในแหล่งหล้า

เหมือนยังมีชีวิตและจิตใจ

โอ้ช่างแสนอาลัยคลีโอพัตรา

ถ้าพระองค์พลิกฟื้นคืนชีวา

เราคงเข่นฆ่ากันวายปราณ

นายยูซุปรีบปิดหีบฝาชั้นนอกทันที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูหน้านายยูซุป แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน

"ทำไมจึงรีบปิดนักล่ะ นายห้าง" เจ้าคุณตัดพ้อ "ขอให้พวกเราชมอีกสักครู่ซี"

พลพูดเสริมขึ้น

"ผมขอยอมรับว่า ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนในโลกที่จะสวยอย่างนี้เลยครับ ให้ดิ้นตายเถอะ ผมเชื่อแล้วว่าพระศพนี้คือพระนางคลีโอพัตราแน่นอน ผิวพรรณของพระองค์บอกว่าเป็นเจ้า และพระองค์สวยที่สุด มีเสน่ห์ที่สุด ผมอยากคิดว่าพระองค์บรรทมหลับมากกว่า"

นายยูซุปหัวเราะชอบใจ

"แต่พระองค์ตายไปตั้งสองพันปีแล้วครับ ที่ร่างกายยังคงรูปไม่เน่าเปื่อยก็เพราะความสามารถอันยอดเยี่ยมของชาวอียิปต์ในสมัยนั้น" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ว่ายังไงครับเจ้าคุณ เจ้าคุณเต็มใจที่จะให้ผมใช้หนี้เงินห้าแสนด้วยพระศพของคลีโอพัตราไหมครับ"

อาเสี่ยกล่าวกับท่านเจ้าคุณทันที

"ถ้าคุณอาไม่ต้องการ ผมจะใช้หนี้ห้าแสนให้คุณอาแทนนายห้าง แล้วผมจะเอามัมมี่นี้ไปเป็นสมบัติของผม"

"โน" ดร.ดิเรกร้องลั่น "ไอต้องการพระศพนี้เป็นตายอย่างไรก็ต้องเป็นของกัน"

พลโบกมือห้ามเพื่อนทั้งสอง

"อย่าเถียงกันเลยวะ กันจะตัดสินให้ พระศพนี้เป็นของกันดีกว่า กันจะชำนะหนี้แทนนายห้างเอง เงินห้าแสนกันมีให้" แล้วเขาก็หันมาทางนิกร "หรือแกจะเอาก็ประมูลราคาแย่งกัน"

นิกรสั่นศีษะ

"ไม่ไหว เงินตั้งห้าแสน เอาไปก็ได้แต่เปิดฝาโลงมองไปมองมาเท่านั้น ห้าแสนซื้อผู้หญิงสวยๆ ที่ยังเป็นๆ ได้หลายคน"

พลว่า "แต่นี่ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา พระองค์เป็นวีรกษัตรีในประวัติศาสตร์ของไอยคุปต์หรืออียิปต์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"อย่างไรก็ตาม ศพมัมมี่นี้ต้องเป็นของอาซึ่งได้เป็นคู่สัญญาของนายห้าง คนอื่นไม่เกี่ยวโว้ย อาต้องการเก็บไว้เป็นสมบัติอันมีค่าของอา" แล้วท่านก็ยกมือตบบ่านายยูซุปค่อนข้างแรง "ตกลงนายห้าง ฉันยอมให้นายห้างชำระหนี้ห้าแสนด้วยพระศพของพระนางคลีโอพัตรา"

"โอ ขอบคุณครับเจ้าคุณ ต่อไปถ้าผมมีเงินผมจะไปขอซื้อคืนและจะคิดกำไรให้เจ้าคุณตามสมควร"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"ฉันคงไม่ยอมขายคืนแน่ ฉันอยากได้ศพมัมมี่มานานแล้ว มีคนเคยเสนอขายฉันเหมือนกัน มันเป็นศพอัศวินไอยคุปต์คนหนึ่ง ชื่ออะไรฉันก็จำไม่ได้ แต่ในประวัติศาสตร์ไม่มีใครกล่าวถึง ส่วนคลีโอพัตราใครๆ ก็รู้จักประวัติของพระองค์ มหาราชินีแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ อ้า...ไหนๆ

พระศพนี้ก็จะเป็นของฉันแล้ว เปิดฝาหีบชั้นนอกให้เราดูอีกหน่อยเถอะ แล้วอธิบายให้เราฟังด้วยว่าคลีโอพัตราได้ให้งูเห่ากัดพระองค์ที่ตรงไหน ในการปลงพระชนม์ตัวเอง"

นายยูซุปก้มตัวลงผลักฝาหีบเหล็กออก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมุงดูมหาเทวีผู้เลอโฉม กิมหงวนยื่นมือลงไปในโลงแก้วจะจับพระองค์ ยูซุปร้องเอ็ดตะโรลั่น

"อย่า อย่าจับซีครับแล้วกัน ถ้าอาเสี่ยถูกพระศพเข้าเนื้อหนังก็จะหลุดออก"

ท่านเจ้าคุณยกมือเขกศีรษะอาเสี่ยเต็มเหนี่ยว

"ดูของโบราณน่ะ เขาให้ดูแต่ตาไม่ให้แตะต้องรู้ไหม"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ผมน่ะเห็นว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นสู้เอามือลูบคลำไม่ได้ ผมอยากคลำพระองค์นิดเดียวเท่านั้น ดูซิว่าพระองค์ทรงจั๊กจี้ไหม"

ยูซุปชี้มือไปที่พระหัตถ์ซ้ายแล้วกล่าวว่า

"เห็นไหมครับ จุดแดงๆ สองจุดบนหลังข้อมืออันขาวผ่องคือเขี้ยวพิษงู พระองค์มีผิวเนื้อบริสุทธิ์ทั้งตัวหาแผลเป็นไม่ได้"

นิกรยิ้มให้นายยูซุป

"แล้วพระองค์ปลูกฝีที่ไหนล่ะ"

ดร.ดิเรกหันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"โน...สมัยนั้นไม่มีการปลูกฝีโว้ย หมอก็มีแต่หมอโบราณรักษาด้วยเวทมนต์คาถาเป็นส่วนมาก"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"สมัยนั้นแกไปอยู่ที่อียิปต์คงรวยทีเดียว"

"ไอยังไม่เกิด" นายแพทย์หนุ่มพูดยานคาง

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทุกคนต่างจ้องมองดูพระนางคลีโอพัตราในโลงแก้ว แล้วก็นึกชมพระศิริโฉมอันเลอเลิศของนางพญาเจ้าเสน่ห์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าของมัมมี่อย่างเป็นงานเป็นการ

"นายห้าง พวกฉันจะกลับไปบ้านก่อน ๔ ทุ่ม เราจะเอารถของเรามาบรรทุกพระศพออกไปจากที่นี่ และจะเอาสัญญากู้เงินมาคืนให้แบบยื่นหมูยื่นแมวกัน ตกลงกันยังงี้นะ"

"ครับ ครับ ได้ครับ แต่ว่าเจ้าคุณจะไปจ้างรถที่ไหนมาบรรทุกศพ ถ้าคนขับรถเขาสงสัยว่าเป็นศพเขาคงไม่ยอมบรรทุกแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"ไม่ยากอะไร ที่บริษัทรถประจำทางของลูกเขยฉันมีรถบรรทุกอยู่คันหนึ่ง เราจะใช้ให้อ้ายแห้วไปเอารถคันนั้นมาบรรทุกศพ เอาผ้าใบคลุมหลังคาให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ตำรวจสงสัย เอาเถอะ เรื่องนี้เป็นเรื่องของฉัน" แล้วเจ้าคุณก็หันมาทางสี่สหาย "ไปโว้ยพวกเรารีบกลับไปบ้าน

เตรียมที่เตรียมทางไว้ให้เรียบร้อย เราจะเชิญพระศพนี้ไปไว้ในห้องพิพิธภัณฑ์ที่บ้านเรา ขณะนี้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงและเมียๆ ของพวกแกไปเที่ยวหาดเจ้าสำราญกันหมด เหมาะทีเดียว"

กิมหงวนว่า "แล้วติ๋งต่างว่าวันหลังคุณอาหญิงเข้าไปเห็นพระศพเข้ามิร้องบ้านแตกหรือครับ"

"เถอะน่า แล้วอาจะค่อยๆ พูดหว่านล้อมบอกท่านเอง ศพมัมมี่อย่างนี้เหมือนกับคนนอนหลับไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ให้ผมลงไปนอนในโลงด้วยก็ไม่กลัว"

นายยูซุปเดินเข้ามาหานิกรแล้วกล่าวกับเขาด้วยเสียงหนักๆ

"อย่าทำเป็นพูดเล่นไปนะครับ มัมมี่น่ะโดยมากไม่มีฤทธิ์เดชอะไร แต่บางรายดุร้ายมาก เอาถึงตายเชียวครับ มัมมี่ของฟาโรห์พระองค์หนึ่งตายแล้วพันกว่าปี เจ้าของเป็นเพื่อนของบิดาผมอยู่ที่อียิปต์ วันหนึ่งเจ้าของมัมมี่ยากจนลงจึงปิดหีบศพออก ถอดแหวนและทับทิมห้อยคอฟาโรห์

เอาไปขายได้เงินมาร่วมแสน คืนวันนั้นเอง เขาก็ถูกฟาโรห์เล่นงานถึงตาย"

นิกรกับเจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไปข้างบนเถิดนายห้าง ใต้ดินนี่อากาศมันอับๆ ยังไงชอบกล"

เจ้าแห้วกระซิบบอกนิกรด้วยเสียงสั่นๆ

"รับประทานช่วยดูทีซีครับ ดูเหมือนตาผมฝาดไป รับประทานผมเห็นพระนางลืมตาเมื่อกี้นี้"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขาเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"แล้วมึงเสือกบอกกูทำไม เรื่องไม่น่าจะบอกก็เสือกบอก เห็นก็เฉยๆ เสียซี"

นายยูซุปจัดแจงปิดฝาหีบชั้นนอกไว้ตามเดิม ต่อจากนั้นเขาก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นบันไดไปชั้นบน ท่าทางของนายยูซุปสดชื่นรื่นเริงมาก เขาดีใจที่เขาปลดเปลื้องหนี้สินในครั้งนี้

คืนวันนั้นเอง ในราว ๒๒.๐๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายก็นั่งรถคาดิลแล็คเก๋งมาที่บ้านนายยูซุป นักธุรกิจชาวอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีเจ้าแห้วขับรถเชฟโรเลทบรรทุกติดตามมาด้วย

เมื่อนายยูซุปพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณ และเจ้าแห้วลงมาที่ห้องใต้ดิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็คืนสัญญาเงินกู้ที่เซ็นจ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ล่วงหน้าโดยไม่มีเงินในธนาคารให้นายยูซุปทันที ต่อจากนั้นนายยูซุปก็เปิดฝาหีบชั้นนอกออก เพื่อให้เจ้าคุณตรวจมัมมี่พระนางคลีโอพัตรา

ในโลงแก้ว ซึ่งปรากฏว่ายังอยู่เรียบร้อยแล้วเขาก็ปิดฝาหีบ ใส่กุญแจดอกใหญ่ ซึ่งเขาทำสายยูติดไว้เสร็จ แล้วก็ส่งลูกกุญแจให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

นายยูซุปขึ้นไปตามคนใช้ชาวอียิปต์ของเขา รวมสี่คนลงมาช่วยคณะพรรคสี่สหายยกศพมัมมี่ขึ้นไปข้างบน นำลงจากตึกไปขึ้นรถบรรทุก ต่อจากนั้นมัมมี่มหาเทวีแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ก็ถูกนำไปยังบ้านพัชราภรณ์

ศพอาบยาหรือมัมมี่ตกเป็นสมบัติอันมีค่า และหวงแหนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วศพนั้นก็ถูกเชิญไปไว้ในห้องพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นห้องอันกว้างขวาง มีโบราณวัตถุของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ภาคภูมิใจมากที่ท่านได้เป็นเจ้าของพระวรกายอันโศภิต แห่งอดีตมหาราชินีแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์

คืนนั้น กิมหงวนนอนไม่หลับ เขารู้สึกหลงใหลในพระศิริโฉมอันสะคราญตาของพระนางคลีโอพัตราอย่างยิ่งถึงแม้รู้ว่า พระองค์มีแต่พระวรกาย อาเสี่ยก็อยากจะเห็นพระพักตร์ให้ชื่นใจ

สี่นางติดตามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ละคุณหญิงวาดไปหาดเจ้าสำราญ และจะไปนอนค้างที่โรงแรมที่นั่นสามคืน เสี่ยหงวนนั่งดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ อยู่ในห้องนอนของเขาตามลำพัง จนกระทั่ง ๑.๐๐ น. ของวันใหม่ก็ยังไม่ง่วงนอน

ในที่สุดอาเสี่ยก็ลุกขึ้นยืน เดินเรื่อยเปื่อยออกไปนอกห้องยืนรับลมที่เฉลียงหลังตึก นึกมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่ชาวอียิปต์สมัยโน้น มีวิชาความรู้สูงสามารถทำศพไม่ให้เน่าเปื่อยคงรูปอยู่ได้เหมือนกับคนนอนหลับ

"นั่นใครวะ" มีเสียงถามขึ้นเบาๆ

กิมหงวนหันไปมองดู แล้วย้อนถาม

"ก็นั่นใครล่ะ"

"อุวะ" ผู้ถามทีแรกดุ "ก็แล้วแกเป็นใครที่ถามฉันว่าก็นั่นใครล่ะ เมื่อฉันถามนั่นใครวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"อย่าพูดวนไปเวียนมาเลยวะอ้ายกร ไฟฟ้าออกสว่างยังงี้ยังเสือกถามได้ว่า นั่นใครวะ"

นายจอมทะเล้นเดินเข้ามาหา

"ยังไม่นอนอีกเรอะ"

"อือ...นอนไม่หลับว่ะ คิดถึงเรื่องมัมมี่คลีโอพัตราตลอดเวลา"

"เออ...เหมือนกันโว้ย กันก็เหมือนกัน ชักจะนึกรักพระองค์เสียแล้วละซี ให้ดิ้นตายเถอะวะไฉไลเป็นบ้า เราสองคนแอบลงไปดูเรอะ ป่านนี้คุณพ่อคงหลับสนิทแล้ว"

เสี่ยหงวนหายใจเฮือกใหญ่

"ดูกะลิงอะไรล่ะ หีบศพใส่กุญแจดอกเบ้อเริ่ม"

นิกรพยักหน้า

"ลงไปเถอะ กุญแจเรื่องเล็ก กันมีลวดอยู่ในกระเป๋ากางเกง กุญแจพันนั้นไขแกร๊กเดียวก็ออก"

"งั้นเรอะ ไปโว้ย คืนนี้เราอย่านอนเลยวะ ดูพระศพคลีโอพัตราจนสว่างก็แล้วกัน กันอยากถูกพระองค์สักนิด ถึงตายแล้วให้กันจูบก็ยังไหว สวยกว่าเมียกันตั้งพันเท่า เมียกันเหมือนศพที่ไม่ได้อาบยาว่ะ"

สองสหายต่างหัวเราะคิกคัก พากันเดินไปตามเฉลียงหลังตึกลงบันไดไปชั้นล่าง ท่ามกลางความสงบเงียบ ซึ่งในยามที่คนในบ้านพัชราภรณ์หลับนอนกันหมดแล้ว

ภายในห้องโถงมีแสงไฟสลัวลาง เสี่ยหงวนกับนิกรเดินตรงมาที่ห้องพิพิธภัณฑ์ ประตูห้องปิดใส่กุญแจ ซึ่งตามธรรมดาเพียงแต่ปิดไว้เฉยๆ อาเสี่ยยกมือเกาศีรษะบ่นกับนิกรเบาๆ

"ดูซีวะ คุณอากระดูกจัง ใส่กุญแจห้องเสียแล้วคล้ายกับกลัวว่าเราจะขโมยมัมมี่ของท่าน แกลองแสดงความสามารถเปิดห้องดูซิ อ้ายกร"

นิกรล้วงกระเป๋าหยิบลวดขนาดต่างๆ ออกมาพวงหนึ่ง เขาเอื้อมมือจับลูกบิดลองหมุนดู เมื่อรู้สึกว่าประตูถูกใส่กุญแจนิกรก็ใช้ลวดเหล็กอันหนึ่ง ซึ่งดัดปลายไว้งอนเหมือนไม้ตีกอล์ฟ แยงเข้าไปในช่องรูกุญแจ ลองบิดซ้ายขวาสักครู่ กลไกกุญแจก็หลุดออกดังกริ๊ก นิกรดึงลวดออกมา

แล้วยิ้มให้อาเสี่ย

"พูดแล้วจะว่าคุย อย่าว่ากุญแจประตูอย่างนี้เลย กุญแจเซฟกันก็ไขได้" พูดจบเขาก็จับลูกบิดหมุนแล้วดึงบานประตูออก

บานประตูบานซ้ายเปิดออกอย่างง่ายดาย อาเสี่ยอยากเห็นพระพักตร์พระนางคลีโอพัตราใจแทบขาด ก็รีบเดินเข้าไปในห้องพิพิธภัณฑ์ ส่วนนิกรยืนอยู่ที่ประตู ภายในห้องมืดสนิทราวกับอยู่ในถ้ำ แต่กิมหงวนรู้ดีว่าสวิชไฟดวงกลางห้องอยู่ที่ผนังตึกด้านซ้าย เขาค่อยๆ เดินมาที่ผนัง

ตึกยกมือซ้ายขึ้นหาสวิชไฟ พอสัมผัสมันก็เปิดสวิชทันที

ไฟร้อยแรงเทียนบนเพดานกลางห้องในโป๊ะครอบสีขาวสว่างจ้าทันที ทำให้สองสหายแลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องพิพิธภัณฑ์อย่างถนัด

กิมหงวนกับนิกรตกใจแทบช๊อค ต่างคนต่างเย็นวาบไปหมดทั้งตัวขนลุกซู่เส้นผมศีรษะตั้งชัน ใบหน้าซีดเผือดอ้าปากหวอ นัยน์ตาเหลือกลานอกสั่นขวัญแขวน

สองสหายแลเห็นพระนางคลีโอพัตราประทับไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้นวมสีทองตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเก้าอี้ของอดีตกษัตริย์อันเป็นของเก่าที่มีค่า มหาเทวียิ้มให้เสี่ยหงวนกับนิกร และพยักพระพักตร์เล็กน้อย

"โอ๊...เอากูแล้ว" นิกรร้องแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ แล้วหมุนตัวกลับวิ่งอ้าวไปจากที่นั้นอย่างไม่คิดชีวิต

ความตกใจทำให้อาเสี่ยดับสวิชไฟทันที เขาเผ่นแผล็วออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ และติดตามนิกรขึ้นบันไดไปข้างบน เมื่อขึ้นมาที่เฉลียงหลังตึก เสี่ยหงวนก็บุกเข้าไปในห้องนอนของนายจอมทะเล้น เขาและเห็นนิกรนั่งประนมมือตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียง

กิมหงวนรีบปิดประตูใส่กลอนทันที นิกรมีขวัญดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อแลเห็นเพื่อน เขาชี้มือไปที่ตู้ใบหนึ่งแล้วพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ขะ...ขวด...ละ...เหล้า...อยู่บน หลังตู้หยิบ...ลงมา กิน...กะ กัน"

อาเสี่ยยอมรับว่า เขากลัวปีศาจพระนางคลีโอพัตราอย่างที่สุด แต่ยังควบคุมสติไว้ได้บ้าง ไม่เหมือนกับนิกร กิมหงวนเดินไปหยิบขวดวิสกี้ตราขาวขนาดกลาง ลงมาจากหลังตู้ถือเดินมานั่งที่เตียงข้างๆ นิกร เปิดจุกออกยกขึ้นดื่มเสียก่อนสองสามอึก จึงส่งให้นายจอมทะเล้น

พอเหล้าตกถึงท้อง นิกรก็มีท่าทางดีขึ้นเล็กน้อย

"เป็นยังไง" อาเสี่ยถาม

"เรื่องเล็กว่ะ" นิกรพูดเสียงลั่นคุยโตตามเคย "เรื่องผีไม่ได้แอ้มกันหรอกเพราะกันวิ่งเร็วแกก็เห็นเต็มตาไม่ใช่หรือ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"อือ บอกไม่ถูกว่ากันออกมาจากห้องพิพิธภัณฑ์และขึ้นมาบนนี้ได้อย่างไร คืนนี้นอนด้วยคนเถอะวะ แกยังพยายามที่จะลงไปเฝ้าพระนางอีกหรืออย่างไร"

นิกรทำท่าขนพองสยองเกล้า

"ไม่ ไม่รับประทานแล้วที่ชอบๆ เถิดพ่ะย่ะค่ะ เกล้ากระหม่อมเห็นยังงี้อีกทีเดียวเป็นตายแน่ บรื๊อว์... อิติปิโส ภควา อรหังสัมมา...พรุ่งนี้ต้องบอกให้คุณพ่อเอาไปคืนนายห้างโว้ย ขืนไว้ที่นี่ พวกเรามีหวังดีฝ่อตาย หรือไม่ก็จับไข้หัวโกร๋นไปตามกัน" แล้วนิกรก็สะดุ้งเฮือก "โอ๊ยหมามัน

หอนว่ะ"

กิมหงวนฝืนยิ้ม

"ช่างปะไรเล่า"

นิกรหน้าซีดเผือด

"เขาว่ามันเห็นอย่างว่าไม่ใช่รึ ไม่เอาละโว้ยคลุมโปงดีกว่า"

นายจอมทะเล้นผู้กลัวผีอย่างหนักหยิบผ้าห่มขนสัตว์สีฟ้าผืนใหญ่คลี่ออก ล้มลงบนเตียงแล้วคลุมโปงจากศีรษะตลอดปลายเท้า อาเสี่ยยกขวดเหล้าขึ้นดื่มพยายามปลอบใจตนเองว่า ภาพที่เห็นในห้องพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นภาพลวงตาหรือนัยน์ตาฝาดไป

เสียงสุนัขหอนเยือกเย็นจับใจ และรับกันเป็นทอดๆ กิมหงวนขบกรามกรอด นั่งนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็พรวดพราดลุกขึ้น

"อยู่นี่นะอ้ายกร กันจะลงไปหาคลีโอพัตราอีก" แล้วอาเสี่ยก็เดินไปที่ประตูห้อง หยุดชะงักแค่ประตูนั้น

นิกรโผล่หน้าออกมาจากโปง

"ไปซี อ้ายหงวน"

อาเสี่ยเดินกลับมาหาเพื่อนเกลอของเขา นั่งลงบนเตียงตามเดิม

"ใจมันกล้าโว้ย แต่ขามันไม่ยอมเดิม และมือมันก็ไม่ยอมถอดกลอน เอ...ไงดุยังงี้หว่า"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"อย่าวิจารณ์เลยวะ คุยเรื่องอื่นดีกว่า เล่านิทานให้กันฟังก็ได้แก้ง่วงดีเหมือนกัน"

"นิทานกันไม่ถนัด เล่าเรื่องผีดีกว่า"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"ปู้โธ่ๆๆ อ้ายเราก็พยายามจะลืมแกก็พูดซะเรื่อย"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ เอนตัวลงนอนข้างนายจอมทะเล้น ลมพัดเฉื่อยเข้ามาในหน้าต่างห้องนอน นิกรพยายามจะหลับ แต่ก็ต้องตกใจเมื่ออาเสี่ยแย่งผ้าห่ม ในที่สุดต่างก็คลุมโปงด้วยกัน และกระซิบกระซาบกันในโปง

"อยู่ในโปงปลอดภัยหรือ"

"เออ" นิกรรับรอง "แต่อย่ายื่นมือหรือตีนออกไป"

"ว้า...แย่โว้ย ผ้าห่มแกมันสั้น ตีนกันโผล่ออกไปเกือบฟุต"

"งอขาเสียหน่อยแล้วหดเข้ามาซี"

เสี่ยหงวนรีบปฏิบัติตามคำแนะนำของนายจอมทะเล้นทันที แล้วกระซิบบอกนิกร

"ตะกี้กันได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลงแขก ดังมาจากข้างล่างว่ะ เลยรีบแย่งผ้าห่มแก"

นิกรยกมือทั้งสองทุบ และหยิกข่วนอาเสี่ยโดยไม่นับครั้งพลางส่งเสียงร้องเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"มึงจะมาบอกทำไมล่ะ ข้าได้ยินข้ายังไม่พูดอุตส่าห์เอามืออุดหู ได้ยินหรือเห็นอะไรพรุ่งนี้ค่อยเล่าซีปู้โธ่"

ความเงียบเกิดขึ้นอีก สองสหายนอนคลุมโปงเบียดเสียดกันนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก สักครู่อาเสี่ยก็ยกมือขึ้นสะกิดแขนเพื่อนเกลอของเขาเบาๆ นิกรสะดุ้งสุดตัวกระซิบเสียงสั่น

"ทำไม"

"แกจุดกำยานทิ้งไว้หรือเปล่า"

นิกรแทบช็อค เสพูดว่า

"กลิ่นผ้าห่มน่ะ ประไพเขาพับเก็บไว้ในตู้ เอาการบูรแท่งใส่ไว้เพิ่งเอาออกมาเมื่อคืนฝนตกหนัก ฮี่...ดมดูซี"

"ไม่ใช่ กลิ่นการบูรกับกำยานมันเหมือนกันเมื่อไรเล่า กันได้กลิ่นกำยานจริงๆ ปนกับกลิ่นธูปแขก"

นิกรร้องไห้โฮ

"โธ่..แล้วมึงมาบอกกูทำไม ฮือ...ฮือ...กันได้กลิ่นตั้งนานแล้ว กลัวจนขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวสมองแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"นิ่งๆๆ อ้ายหนูอย่าร้องไห้"

นิกรหัวเราะทั้งน้ำตา ทันใดนั้นเองสองสหายก็สะดุ้งเฮือกและเผ่นพรวดลุกขึ้นนั่งพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เพราะประตูห้องนอนถูกเคาะติดๆ กันหลายครั้ง

"นิกร คุณนิกรคะ"

นิกรกับกิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้ ต่างจำเสียงละม่อมสาวใช้เก่าแก่ในวัยกลางคนได้ดี แต่ก็แปลกใจที่ละม่อมขึ้นมาเรียกดึกดื่นเช่นนี้ หล่อนนอนอยู่ในห้องเล็กๆ ข้างบันไดขึ้นชั้นบน ที่ละม่อมนอนบนตึก ก็เพราะมีหน้าที่ปิดและเปิดตึก

"ถ้าจะเล่นงานละม่อมแน่" เสี่ยหงวนพูดเสียงสั่น

นิกรทำตาเขียว

"บอกว่าอย่าพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้"

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก นิกรลงจากเตียงเดินไปที่ประตูถอดกลอนเปิดประตูออก ละม่อมถลาเข้ามากอดนิกรทันที

"คุณขา ผะ...ผี...หลอกดิฉัน" หล่อนพูดแล้วร้องไห้

นิกรดึงละม่อมเข้ามาให้พ้นประตู รีบปิดประตูใส่กลอนตามเดิม แล้วหันมาทางสาวใช้ซึ่งยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆ

"ผีสางที่ไหนกัน เหลวไหลไม่เข้าเรื่อง" นิกรทำไก๋พูด แต่เสียงที่พูดสั่นเครือ

"ผีจริงๆ ค่ะ คุณนิกร"

อาเสี่ยลุกขึ้นจากเตียงเดินเข้ามาหา

"มันหลอกยังไง เล่าให้ฟังซิ แกมันฝันไปกระมัง"

"ไม่ใช่ฝันค่ะ ดิฉันตื่นนี่คะไม่ได้หลับ ดิฉันได้ยินเสียงกุกกักในห้องโถงก็ลุกขึ้น เข้าใจว่าขโมยเข้าบ้านดิฉันเปิดประตูห้องออกไป ดิฉันแลเห็นผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งค่ะ สวยอย่างบอกไม่ถูก หล่อนนั่งอยู่บนโซฟาร์ปล่อยผมสยายยาว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าบางๆ อย่างผู้หญิงแขกสมัย

โบราณแหละค่ะ ที่หน้าผากมีอะไรคาดก็ไม่ทราบ ทำเป็นรูปงูแผ่แม่เบี้ยค่ะ"

"ใช่แน่" สองสหายร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

ละม่อมทำหน้าตื่น

"อะไรคะ ใช่แน่"

นิกรรีบพูดกลบเกลื่อน

"ก็ผีน่ะซี"

"อุ๊ย...ดิฉันขนลุกขึ้นอีกแล้ว ดิฉันไม่ได้นึกว่าหล่อนเป็นผีสางหรอกค่ะ เข้าใจว่าเป็นคนธรรมดาเดินเข้าไปหาหล่อนก็หายวับไป ดิฉันตกใจกลัวจนถึงขีดสุดเลยร้องไม่ออก รีบวิ่งขึ้นมาบนนี้ โอย...ดิฉันไม่กล้าลงไปห้องดิฉันอีกแล้ว ขอนอนด้วยคนนะคะ"

นิกรพยักหน้าช้าๆ

"ได้ นอนบนเตียงรวมกันทั้งสามคนนี่แหละ แกนอนกลางก็แล้วกัน หรือถ้าไม่ยอมนอนเบียดเบียนกันให้อ้ายหงวนกลับไปนอนห้องมัน แกนอนกับฉันบนเตียงก็ได้เห็นจะไม่อึดอัด"

ละม่อมทำหน้าชอบกล

"ดิฉันนอนบนโซฟาร์นั่นดีกว่าค่ะ คุณกับอาเสี่ยนอนบนเตียงเถอะค่ะ"

นิกรหันมาทางอาเสี่ย

"เฮ้...แกจะไปนอนห้องแกก็ได้นะ กันมีคนนอนเป็นเพื่อนแล้ว"

ต่างคนต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน แต่พอได้ยินเสียงสุนัขหอน นิกรกับกิมหงวนก็รีบวิ่งไปที่เตียงนอนกระโจนขึ้นไปบนเตียงคลี่ผ้าห่มออกคลุมโปง ละม่อมยืนตัวสั่นงันงกอยู่สักครู่ก็เดินไปนั่งบนโซฟาร์ หล่อนไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าปีศาจที่ปรากฏร่างให้หล่อนเห็นนั้นมาจากไหน

เพราะบ้านพัชราภรณ์ไม่เคยมีใครตาย และไม่เคยปรากฏว่ามีผี

ตอนรับประทานอาหารเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อนิกรกับกิมหงวนเล่าให้พล ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนดึก ท่านเจ้าคุณกับพลและนายแพทย์หนุ่มก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง หาว่าอาเสี่ยกับนิกรกุเรื่องขึ้นปั้นน้ำเป็นตัว ทำให้สองสหายเดือดดาลอย่างยิ่ง

กิมหงวนถูกกล่าวหาว่าโกหกก็โกรธจนหน้าเขียว

"ให้ดิ้นตายซีวะพล" เขาเอ็ดตะโรลั่น "กันกับอ้ายกรเผชิญหน้ากับปีศาจคลีโอพัตราจริงๆ และละม่อมก็โดนหลอก ไม่เชื่อเรียกละม่อมมาถามดูเดี๋ยวนี้ก็ได้"

พลหัวเราะหึๆ แต่ไม่พูดอะไร เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"นังม่อมมันกะล่อนขนาดตุ๊กตาทองเชียวโว้ยเรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงแม้แต่นิดเดียว ละม่อมมันพูดให้เป็นเรื่องจริงยังได้ และเรื่องที่เป็นจริงละม่อมมันยังสามารถพูดให้เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แกสองคนอย่ามาโกหกหน่อยเลยวะ"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น แล้วพูดเสริมขึ้น

"ผีสางมันมีที่ไหนกัน สำหรับพระนางคลีโอพัตราพระองค์ก็มีแต่ร่างเท่านั้น ตายมาตั้งพันๆ ปี"

นิกรค้อนนายแพทย์หนุ่ม

"เออ ไม่เชื่อก็แล้วไป"

เจ้าแห้ววิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ใบหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ พลเห็นเข้าก็เอ็ดตะโรคนใช้จอมแก่นของเขาด้วยเสียงอันดัง

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือวะอ้ายแห้ว เสือกวิ่งเข้ามาทำไม"

"รับประทานผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้น" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นเครือผิดปกติ "รับประทานเจ้าคุณท่านใช้ให้ผมเข้าไปเปิดห้องพิพิธภัณฑ์ และทำความสะอาด พอเข้าไปในห้องนั้นรับประทาน ผมได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลงแขกเบาๆ รับประทานผมก็เลยโกยอ้าววิ่ง

มานี่อย่างไม่คิดชีวิต"

เสี่ยหงวนกับนิกรมองดูหน้ากัน ต่างคนต่างขนลุกซู่

"เอาละโว้ย" อาเสี่ยพูดเบาๆ "ลงหลอกกลางวันละก้อเห็นจะอยู่บ้านนี้ไม่ได้ละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูกิมหงวนกับนิกรอย่างขบขัน

"แกสองคนรู้อยู่แล้วว่า อ้ายแห้วน่ะมันมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก มันจอมกะล่อนพูดอะไรเชื่อถือไม่ได้ ไม่มีอะไรหรอก นอกจากมันขี้เกียจกวาดห้องพิพิธภัณฑ์ ก็เลยแกล้งแสดงบทบาทว่าถูกผีพระนางคลีโอพัตราเล่นงานมัน"

คราวนี้เจ้าแหวชักฉิว

"ปู้โธ่...ให้ผมรากเลือดออกมาสองสามปี๊บซีครับ รับประทานผมได้ยินเสียงร้องเพลงแขกจริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"ถ้าแกได้ยินจริงๆ ก็เกิดจากอุปาทานของแก ซึ่งแกหวาดกลัวผีมากเกินไป เพราะตามปกติแกก็เป็นสมาชิกของสมาคมกลัวผีแห่งประเทศไทยอยู่แล้วด้วย โดยเฉพาะอ้ายกรเป็นนายกสมาคม แม้แต่เพียงได้ยินสียงหมาหอนก็นอนคลุมโปง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็หมาหอนเพราะมันเห็นผีนี่ครับ ถ้ามันเห่าด้วยและหอนด้วยเขาว่ามันเห็นเปรต"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"ธรรมชาติของหมามันก็ต้องหอน ที่มันหอนหมายความว่ามันเรียกหาคู่ โดยเฉพาะพวกออร์เหลนทั้งหลาย ซึ่งตามธรรมดาไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้วคงหอนเสียงโหยหวนน่าฟังมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"ไปที่ห้องพิพิธภัณฑ์กันเถอะ ฉันจะเปิดพระศพให้พวกเราชมกัน และมัมมี่คลีโอพัตราเป็นของเราแล้ว เราจะนั่งดูกันทั้งวันดูส่วนเว้าส่วนโค้งตรงไหนก็ได้ แต่ห้ามแตะต้องพระองค์เป็นอันขาด ถึงอาบยาไว้เนื้อหนังก็คงจะเปื่อยแล้ว ไม่ถูกเข้าอาจจะหลุดออกมาเสียดายตาย อย่าลืมว่า

มัมมี่อดีตนางพญาองค์นี้ราคาห้าแสน ไม่ใช่เงินเล็กน้อย"

กิมหงวนกล่าวขึ้นเบาๆ

"ห้าแสนก็ตกลงครึ่งล้านเข้าไปแล้ว"

นิกรเสริมขึ้น

"ขนาดง่ามถ่อยังไม่เต็มล้าน"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ย์ปาก

"เดี๋ยวพ่อขว้างด้วยจานไข่ดาวหน้าตาแหกเลย ขอเสียทีเถอะวะอ้ายเรื่องกบาลของฉันน่ะ มันจะล้านเลี่ยนเตียนโล่งอย่างไรก็ไม่ได้หนักหัวแกสองคนแม้แต่น้อย"

ครั้นแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายก็พากันลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหาร พากันเดินออกไปจากห้องนั้น เจ้าแห้วติดตามไปด้วย กิมหงวนกับนิกรใจเต้นระทึกไปตามกัน ท่านเจ้าคุณพาคณะพรรคสี่สหายเข้ามาในห้องพิพิธภัณฑ์อันมีค่า ดร.ดิเรกกับนิกรช่วยกันเปิดหน้าต่างห้อง

เพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามา

"ข้าไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าแห้ว

"รับประทานผมสาบานได้ครับ ตอนที่ผมเปิดห้องพอเดินเข้าไปจะเปิดหน้าต่างรับประทานผมได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลงแขกจริงๆ "

"เหลว" พลพูดเสียงหัวเราะ "แกมันตาแหกตลอดศก กลางวันแสกๆ อย่างนี้ผีหลอกมีที่ไหนวะ"

ท่านเจ้าคุณล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจออกมาแล้วเดินไปที่หีบพระศพ สี่สหายกับเจ้าแห้วตามมายืนรวมกลุ่มมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไขกุญแจกดอกใหญ่ออก

"ทีหลังไม่ต้องใส่กุญแจไม่ได้หรือครับคุณอา" อาเสี่ยถามยิ้มๆ

"ไม่ได้ ฉันไม่ไว้ใจแกกับอ้ายกร ประเดี๋ยวฉันเผลอแกแอบลงมาเฝ้าพระนาง ดูเฉยๆ น่ะฉันไม่ว่า แต่ฉันกลัวแกจะลูบคลำพระองค์เข้า เมื่อแกลืมตัวไปคิดว่าคลีโอพัตรานอนหลับ"

นิกรว่า "เปิดหีบเถอะครับผมอยากดูเต็มฟัดแล้ว เมื่อคืนนอนนึกถึงพระองค์จนสว่าง ถ้าคลีโอพัตรา ยังมีชีวิตอยู่ผมคิดว่าผู้ชายคงฆ่ากันตายเยอะแยะ เพราะชิงรักสวาทกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มตัวลงผลักหีบฝาชั้นนอกไปข่างหน้าซึ่งมันก็เปิดออกอย่างง่ายดาย แต่แล้วทุกคนก็สะดุ้งเฮือกแกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน เมื่อได้เห็นอุบัติการณ์ที่ไมน่าจะเป็นไปได้

พระศพของคลีโอพัตรา ซึ่งนอนหันพระเศียรไปตามหัวหีบศพตามรูปลักษณะของหีบศพ ได้กลับเป็นตรงกันข้ามคือ หันพระเศียรไปทางซ้ายของหีบศพ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก่อนจะเชิญพระศพมาจากบ้านนายยูซุปก็ได้ตรวจตราดูเรียบร้อยแล้ว ด้านหัวของหีบศพสูงและใหญ่

กว่าด้านท้าย นอกจากนี้ยังมีรูปแกะสลักที่ฝาหีบเป็นรูปผู้หญิงนอนบนแท่น หันหัวไปทางด้านหัวของหีบศพนี้

เจ้าแห้วหน้าซีดตัวสั่น ค่อยๆ ยกขาก้าวยาวๆ ล่าถอยออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ พอพ้นประตูห้องก็โกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต เสี่ยหงวนกับนิกรขนพองสยองเกล้าไปตามกัน ถึงแม้เป็นเวลากลางวันสองสหายก็นึกหวาดกลัวนางพญาผู้เลอโฉมอยู่นั่นเอง

ดร.ดิเรก มองดูพลและพ่อตาของเขาอย่างประหลาดใจ

"อิท อิส วันเดอฟุล...ทำไมมันเป็นอย่างนี้ไปได้" นายแพทย์หนุ่มคราง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"พ่องงไปหมดแล้วดิเรก ศพนี้จะกลับหัวกลับเท้าไม่ได้เว้นแต่จะมีคนอุ้มพระศพออกมา แต่พ่อใส่กุญแจหีบศพไว้อย่างมั่นคงแข็งแรง เรื่องมันชักยุ่งเสียแล้ว

นิกรพูดเสียงสั่นเครือ

"ไม่ใช่เรื่องยุ่งครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องหวาดเสียวสยดสยองและตื่นเต้น"

ต่างคนต่างมองดูพระศพในโลงแก้ว ซึ่งนอนหลับตาพริ้ม พระนางคลีโอพัตราเต็มๆ ไปด้วยความงามทุกสัดทุกส่วน ยิ่งมองก็เหมือนกับว่าพระองค์มีชีวิตจิตใจ และคล้ายกับว่ามัมมี่นี้มีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย นัยน์ตาที่หลับขยับได้พอสังเกต ดร.ดิเรกต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงใน

เรื่องนี้ เขาค่อยๆ หันมาทางอาเสี่ยและนิกรแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"เรื่องที่แกสองคนเล่าให้ฟังเห็นจะมาใช่เรื่องเหลวไหลแน่"

อาเสี่ยยกมือลูบเส้นผมของเขาที่ตั้งชันทั้งศีรษะให้ราบลงไปตามเดิม

"ก็กันถึงกับลงทุนสาบาน แกกับอ้ายพลและคุณอายังหาว่าปั้นน้ำเป็นตัว เมื่อคืนนี้กันกับอ้ายกรแทบจะช็อคตายทีเดียว...นั่น...บนเก้าอี้ทองตัวนั้น เราสองคนแลเห็นพระนางคลีโอพัตราประทับไขว่ห้างอย่างสบาย พอเปิดไฟก็แลเห็นเต็มตา พระองค์ทรงแย้มพระสรวล และพยักหน้า

เรียกเรา กันกับอ้ายกรโกยอ้าวออกไปจากห้องนี้"

พลฝืนหัวเราะ

"ใครออกไปก่อน"

"อ้ายกรน่ะซี กันรีบปิดสวิชไฟ แล้วจึงวิ่งตามอ้ายกรขึ้นไปชั้นบน หลังจากนั้นละม่อมก็ถูกพระนางคลีโอพัตราเล่นงานรีบวิ่งกระหืดกระหอบ ขึ้นไปเคาะประตูห้อง อ้ายกรเราก็เปิดประตูรับ ละม่อมเล่าว่าเห็นพระนางประทับนั่งอยู่บนโซฟาร์ในห้องโถง พอเดินเข้าไปใกล้พระนางก็หาย

ไป"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูมัมมี่ของมหาเทวีอย่างพิจารณา ยิ่งมองก็ยิ่งตะลึงลานในความงามของพระองค์ อดีตยอดนารีไอยคุปต์ สักครู่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ดึงฝาหีบศพปิดเข้ามาตามเดิม แล้วท่านก็กล่าวกับสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าจะเอาเรื่องโว้ย เห็นจะต้องนิมนต์พระมาสวดปัดรังควาน ขับไล่ภูตผีปีศาจหรือพระวิญญาณของพระองค์ เราจะบวงสรวงขอให้พระวิญญาณเสด็จไปจากพระวรกาย ซึ่งเราจะทูลว่าเราจะเก็บพระศพไว้เพื่อสักการะบูชา และเราจะตั้งเครื่องบูชาถวายให้สมพระเกียรติ"

พลเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกันครับคุณอา จัดการเสียพรุ่งนี้เลยครับ"

เจ้าคุณปัจนึกฯยิ้มเล็กน้อย

"ถ้ายังงั้นบ่ายๆ ให้เจ้าแห้วไปนิมนต์พระได้เลย เอาเงินไปวางประจำท่านได้ด้วย เย็นวันนี้ให้ท่านมาสวดมนต์เย็น พรุ่งนี้ฉันเช้าและใส่บาตร"

ดร.ดิเรกบ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษแล้วก้มตัวลงผลักหีบฝาชั้นนอกออกไป ซึ่งมันก็เปิดออกอย่างง่ายดาย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสะดุ้งเฮือกไปตามกัน นิกรร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ แสดงความตกใจถึงขีดสุด อาเสี่ยกิมหงวนแทบช็อค เจ้าคุณปัจจนึกฯ

กับพลยืนตะลึง นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ เส้นผมบนศีรษะตั้งชันด้วยความรู้สึกขนพองสยองเกล้า

พระศพคลีโอพัตรากลับพระเศียร และพระบาทได้เองอย่างน่าประหลาดยิ่ง คือกลับไปตามเดิมส่วนของหีบศพ

"อ๋อย" อาเสี่ยคราง "ปิดเร็วหมอ"

นายแพทย์หนุ่มดึงฝาหีบเข้าปิดทันที ทุกคนต่างล่าถอยออกจากห้องพิพิธภัณฑ์นั้น พอออกมายืนรวมกลุ่มกันในห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ส่งกุญแจให้นายจอทะเล้นลูกเขยคนเล็กของท่านแล้วพูดเสียงเครือ

"แก...ชะ...ช่วย...ปะ...ไปใส่กุญแจหีบพระศพทีเถอะวะ"

นายแพทย์หนุ่มรับกุญแจมาจากพ่อตาของเขาแล้วเดินเข้าไปในห้องโถง เขาจัดแจงใส่กุญแจหีบพระศพเรียบร้อยจึงกลับออกมา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆ ในเรื่องอิทธิฤทธิ์ของศพมัมมี่นางพญาผู้เลอโฉม

"เอาเรื่องโว้ย" พลพูดเบาๆ "หรือพระองค์ไม่สมัครใจที่จะอยู่กับเรา เพราะเราไม่ใช่ชาวอียิปต์เหมือนกับนายยูซุป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าช้าๆ

"อาจจะเป็นไปได้อย่างที่แกว่า แต่เมื่อเป็นกรมมสิทธิ์ของอาแล้ว อาก็ต้องพิทักษ์รักษามัมมี่นี้ตลอดไปและจะต้องหาทางแก้ไขปัดรังควานอัญเชิญวิญญาณของพระนางไปเสียให้พ้น"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมชักสงสัยแล้วคุณพ่อ"

"สงสัยยังไง"

"สงสัยว่าศพนี้ คงเป็นศพลูกสาวนักเล่นกลชาวไอยคุปต์มากกว่าศพของพระนางคลีโอพัตรา มีอย่างหรือครับชั่วเวลาที่ปิดหีบศพเดี๋ยวเดียว พอเปิดดูอีกทีกลับหัวกลับหางได้แล้ว"

เจ้าคุณลืมตาโพลง

"ไม่ใช่เล่นกล อิทธิฤทธิ์ของวิญญาณโว้ย และที่อยู่ในโลงแก้วเป็นศพไม่ใช่มนุษย์จะเคลื่อนไหวได้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่างไรก็ตาม ผมหลงเสน่ห์พระนางเสียแล้วละครับคุณพ่อ"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน "ถ้ายังงั้นแกหามศพกันไปทิ้งเสียก่อน กันตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว คืนนี้กันจะลงมานอนในห้องพิพิธภัณฑ์ถ้าคลีโอพัตราสำแดงร่างให้กันเห็นจะฝากรักกับพระองค์ กันมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่บอกให้กันรู้ว่า เมื่อชาติก่อนนี้กันคือ มาร์ค อันโทนี ชู้รักของ

พระองค์"

นิกรทำปากแบะยื่น

"ถ้ายังงั้นกันเป็นยูเลียต ซีซาร์"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ดีแล้ว กันเสียสละให้แก"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"เสียสละให้กัน กันก็ไม่เอา หล่อนสวยหยาดฟ้ามาดินก็จริงแต่หล่อนเป็นมัมมี่โว้ย ดีไม่ดีแม่หลอกตายห่า เพียงแต่ออกมานั่งโชว์เชฟให้เราเห็น เมื่อคืนนี้ก็แทบจะช็อคตายอยู่แล้ว แกพิสมัยหล่อนก็เชิญเถอะ"

เย็นวันนั้นเอง พระภิกษุสงฆ์จากวัดหนึ่งรวม ๗ รูป ก็ได้มาสวดมนต์เย็นที่บ้านพัชราภรณ์ตามความปรารถนาของเจ้าคุณปัจจนึกฯ พระคุณเจ้าวัยชราภาพองค์หนึ่งได้ทำน้ำมนต์ประพรมทั่วบ้านและทั่วทุกห้อง การสวดมนต์เย็นผ่านพ้นไปโดยเรียบร้อย และเช้าวันพรุ่งนี้ก็จะมีการทำ

บุญฉันเช้า และใส่บาตรแก่พระภิกษุทั้ง ๗ รูปนี้

เมื่อแมวไม่อยู่หนูทั้งหลายก็ระเริง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง และกลับมาถึงบ้านพัชราภรณ์ในเวลา ๒๑.๐๐ น. ด้วยความมึนเมา โดยเฉพาะอาเสี่ยของเราแทบจะครองสติไม่ได้ ถึงกับพลต้องช่วยประคองจากรถลากถูลู่ถูกังขึ้นตึก และพาไปนั่งบนโซฟาร์ในห้องโถง

อาเสี่ยนั่งสะลึมสะลืออยู่บนโซฟาร์ตัวนั้น พล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนมองดูกิมหงวนอย่างอนาถใจ

"ว่าไง ไม่ขึ้นข้างบนหรือ" พลถามยิ้มๆ เสี่ยหงวนโบกมือ

"ไม่ขึ้น คืนนี้กันจะนอนในห้องพิพิธภัณฑ์ อ้า...คุณอาครับ ช่วยไขกุญแจเปิดประตูห้องหน่อยซีครับ มาร์ค อันโทนี จะพลอดรักกับชู้รักในคืนวันนี้...อึ๊ก แหม...นี่กูหรือใครหว่า...เมาชิบหายเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"เพื่อความปลอดภัยของแก อาขอแนะนำแกด้วยความหวังดี อ้ายหงวนไปนอนข้างบนเถอะ"

"แล้วกัน" อาเสี่ยดุ "ผมบอกให้ไขกุญแจห้องพิพิธภัณฑ์ก็ไขซีครับ ไม่น่ามีปัญหาอะไรเลย"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ไม่ไขโว้ย"

"ไม่ไขไม่เป็นไร ผมถีบทีเดียวทวารพังเหมือนองคตถีบประตูเมืองลงกา แล้วผมจะอาละวาดให้สุดเหวี่ยง ข้าวของในห้องพิพิธภัณฑ์ผมจะพังให้หมด ผมจะอุ้มพระศพคลีโอพัตราออกจากในโลงแก้ว ปลุกพระองค์ให้ตื่นขั้นมาคุยกับผม หรือม่ายผมก็จะลงไปนอนในโลงแก้วกับพระองค์

ยอมเป็นมัมมี่ด้วย ถ้าคุณอาเปิดห้องให้ผมโดยดี ผมรับรองว่าผมจะไม่ทำอะไรให้เสียหายแม้แต่น้อย ผมจะนั่งกินเหล้าอยู่ในห้องนั้น และปิดประตูขังตัวเอง"

พลเห็นจะไม่เป็นการ ก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ไขกุญแจห้องให้มันเถอะครับ ถ้าอ้ายหงวนอาละวาดข้าวของมีค่าในนั้นบรรลัยหมด คุณอาก็ทราบดีแล้วว่าคนอย่างอ้ายเสี่ยเวลาเมามันร้ายกาจเพียงไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"แกจะเข้าไปอยู่กับอ้ายหงวนไหมล่ะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ละครับ ผมน่ะอยากจะขึ้นไปข้างบนเต็มทนแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินไปที่ประตูห้องพิพิธภัณฑ์ ไขกุญแจและเปิดประตูออก ภายในห้องนั้นมือตื๋อ ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็พาพล, นิกร, และนายแพทย์หนุ่มเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ดร.ดิเรกหันมาโบกมือให้อาเสี่ย

"กู๊ดไนท์ อ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มให้

"กุดนี้โว้ย" พูดพลางชี้มือไปที่ห้องพิพิธภัณฑ์และนั่งหลับตาทำคองอกแงกตามประสาคนเมา

จนกระทั่งเจ้าแห้วค่อยๆ ย่องเข้ามาในห้องโถง พอแลเห็นอาเสี่ยนั่งอยู่คนเดียวเจ้าแห้วก็เดินตรงเข้ามาหา

"รับประทานไปไหนกันมาครับ"

เสี่ยหงวนทำตาปรือมองดูเจ้าแห้ว

"ข้าก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าไปไหนมา แกช่วยเดินเข้าไปเปิดไฟในห้องพิพิธภัณฑ์หน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานน่าเกลียดครับ มืดๆ ยังงี้รับประทานบุกเข้าไปดีไม่ดีรับประทานเจอทีเด็ดเข้าวิ่งไม่รู้ทางไป"

"อ้ายขี้ขลาด" อาเสี่ยพูดเสียงอ้อแอ้ "ถ้ายังงั้นไปเอาเหล้ามาให้ข้าหนึ่งขวด ถ้วยแก้วหนึ่งใบโซดาไม่ต้อง คืนนี้ข้าจะนั่งกินเหล้ากับชู้รักของข้า"

เจ้าแห้วหน้าตื่น

"รับประทานใครครับชู้รักของอาเสี่ย"

"อ้าว..ก็พระนางคลีโอพัตราน่ะซี เร็ว...ข้าคิดถึงยอดดวงใจของข้าจะตายอยู่แล้ว อ้าองค์มหาเทวีเอย พระองค์ช่างเลอโฉมประโลมใจอะไรอย่างนั้น ข้าบาทหมอบอยู่แทบเบื้องพระบาทของมหาเทวีแล้ว"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกลแล้วรำพึงเบาๆ

"เอ...เมื่อตอนเย็นก็ยังพูดกันรู้เรื่องนี่หว่า ไปเสียแล้ว" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินออกไปทางหลังตึก

กิมหงวนลุกขึ้นเดินโซเซเข้าไปในห้องพิพิธภัณฑ์ เขาเอื้อมมือเปิดไฟฟ้ากลางห้องแสงไฟในโป๊ะครอบสีขาวกลางเพดานส่องสว่างจ้าไปทั่วห้อง ช่วยให้เห็นสิ่งต่างๆ ภายในห้องพิพิธภัณฑ์อย่างชัดเจน อาเสี่ยเดินไปนั่งบนโซฟาร์ตัวหนี่ง ล้วงกระเป๋ากางเกงออกล้วงซองบุหรี่ไม้ขีดไฟ

ออกมาจุดสูบ แล้วจองมองดูหีบศพมัมมี่มหาเทวีคลีโอพัตรา ซึ่งทำให้จิตใจของเขาหลงใหลใฝ่ฝันด้วยความเสน่หา

"คลีโอ...คลีโอพัตรา" เสี่ยหงวนพูดแผ่วเบา "มาร์ค อันโทนี กลับชาติมาเกิดเป็นตัวพี่ มาหาพี่เถิดคลีโอถึงแม้วันคืนจะผ่านมาตั้งพันๆ ปี สวาทน้องก็ยังไม่สิ้น ยอดรัก...ยอดชีวิต...ยอดบูชา...พี่รักเธอเสมอ ใจพี่เชียวนะ คลีโอ พี่จะยกทัพกลับโรมแล้ว จงให้เห็นหน้าเธออีกครั้ง" แล้วกิม

หงวนก็ตะโกนลั่น "คลีโอพัตรา เธออยู่ที่ไหน พระพายจงนำเสียงข้าไปบอกเธอเถิด"

เจ้าแห้วถือถาดใส่ขวดเหล้าและแก้วเหล้าเดินเข้ามาหยุดยืนที่ประตูห้อง อาเสี่ยเลื่อนตัวจากโซฟาร์ลงนั่งคุกเข่าหันมาทางเจ้าแห้ว พลางยกมือทั้งสองยื่นออกมาในท่าขอความรัก

"คลีโอจ๋า มาร์ค อันโทนี จะตายเพราะหลงรักเธออยู่แล้ว"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วฝืนหัวเราะ

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมคลีแห้วครับ ไม่ใช่คลีโอ"

กิมหงวนสะดุ้งโหยงรีบลุกขึ้นด้วยความกระดากอายเจ้าแห้ว

"ข้าซ้อมบทบาทของข้าโว้ย ถ้าพระนางสำแดงร่างให้ข้าเห็น ข้าจะขอความรักจากพระนางและพูดกับเธออย่างนี้ เข้ามาซี"

เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่เดินลอยหน้าเฉิบๆ เข้ามาในห้อง วางถาดลงบนโต๊ะหยิบขวดวิสกี้ตราขาวและแก้วเปล่าออกจากถาด

"รับประทานอย่าคิดอะไรให้ฟุ้งซ่านเลยครับ อาเสี่ย"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ไป...ไปๆ ออกไป ไม่ต้องมาสั่งสอนข้า เรื่องของข้า ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง ข้าจะเป็นตายอย่างไรก็ช่างข้า เพราะเอ็งไม่ใช่ลูกข้า และข้าก็ไม่ใช่พ่อเอ็ง เข้าใจไหมล่ะ"

"อ๋อ" เจ้าแห้วพูดยานคาง "รับประทานถ้ายังงี้ละก้อเชิญตามสบายเถอะครับ สวัสดีและโชคดีนะครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็ถือถาดออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์อย่างโมโหเดือด

กิมหงวนร้องตะโกนลั่น

"ปิดประตูให้ด้วยโว้ย

เจ้าแห้วห้ามล้อพรืดหันมายิ้มให้อาเสี่ยแล้วปิดประตูให้ตามคำสั่ง กิมหงวนหยิบขวดตราขาวเปิดจุกออกรินใส่แก้วประมาณครึ่งแก้วแล้วยกดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

พล นิกร นายแพทย์หนุ่มนั่งสนทนากันอยู่ในห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งท่านเจ้าคุณได้ร่วมวงสนทนากับสามสหายด้วย ขณะนี้เป็นเวลา ๒๓.๐๐ น. แล้ว บ้านพัชราภรณ์สงบเงียบ

เสียงใครคนหนึ่ง เดินอยู่ที่เฉลียงหลังตึกหน้าห้องนอน หลังจากนั้นอาเสี่ยกิมหงวนก็ปรากฏตัวขึ้น เขาแต่งกายแบบนักรบโรมัน โดยใช้เสื้อเกราะในห้องพิพิธภัณฑ์นั่นเอง ท่าทางของอาเสี่ยสง่าผ่าเผย มือขวาถือดาบใหญ่ อาเสี่ยหยุดยืนระหว่างประตูห้อง จ้องตาเขม็งมองดูเจ้าคุณปัจ

จนึกฯ กับเพื่อนเกลอทั้งสามด้วยแววตาแข็งกร้าวผิดปกติ

"ขุนศึกทั้งหลายจงฟังเรา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ว่าเข้าให้นั่น ไปเสียแล้วกระมังหมอ"

"ออไร๋ ไอกำลังสงสัย" นายแพทย์หนุ่มพูดเบาๆ "ฟังมันต่อไป"

กิมหงวนเดินเข้ามาในท่าทางผยองเหมือนจอมทัพในสมัยโน้น

"ขุนศึกทั้งหลายจงฟังเรา บัดนี้ปถพีฟาร์โรห์แห่งคลีโอพัตราเป็นของข้าแล้ว ตัวข้าคือยอดขุนพลผู้พิชิต จงสั่งทแกล้วทหารทั้งหลายให้งดเว้นการข่มเหงรังแกชาวเมือง เพราะพระนางเป็นยอดดวงใจแห่งข้าแล้ว"

นิกรรีบลุกขึ้นยืนตรง

"ข้าแต่ท่านแม่ทัพใหญ่ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พวกเราใคร่จะเชิญท่านแม่ทัพให้ไปเยี่ยมโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ทางจังหวัดธนบุรี เพื่อเป็นเกียรติแก่โรงพยาบาลที่กล่าวนี้"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่นเดินส่ายไปมารอบๆ ห้อง

"โรงพยาบาลอะไรท่านนายกอง"

"โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ท่านมาร์ค อันโทนี"

ดร.ดิเรกรีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสริมขึ้น

"บรรดาขุนศึกทั้งหลายได้จัดที่พักแรมอันสมเกียรติไว้ให้ท่านที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเรียบร้อยแล้ว ท่านแม่ทัพโปรดอย่าให้พวกเราเสียความตั้งใจเลย"

อาเสี่ยยิ้มอย่างสง่า แต่นัยน์ตาขวางผิดปกติ ซึ่งแววตาของเขาบอกให้ดร.ดิเรกรู้ดีว่าเสี่ยหงวนป่วยเป็นโรคจิตไปแล้ว

"ที่นั่นมีบริการดีหรือท่านขุนพล"

"ออไร๋ มีนายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มียานัตถุ์และเสื้อเกราะ สำหรับช่วยอารมณ์อันเคร่งเครียดของท่านแม่ทัพ มีอินซูลินช็อคสำหรับฉีดให้ท่านแม่ทัพนึกถึงความหลังอันสดชื่น มีบ้านพักเล็กๆ สำหรับอยู่อาศัย มีดอกไม้งามๆ "

กิมหงวนลืมตาโพลง

"โอ...ดีมากท่านนายกอง ทั้งกองใหญ่และกองเล็ก ข้ายินดีที่จะไปพักที่โรงพยาบาลนั้น จงเร่งพาข้าไปเถอะ" พูดจบ มาร์ค อันโทนีก็ชูดาบขึ้นเหนือศีรษะ แล้วตะโกนสุดเสียง "ไชโย...แดดจะร้อนอย่างไรขอให้ประเทศไทยจงเจริญก็แล้วกัน ไชโย...กูคือบุรุษเหล็กแห่งอาณาจักรโรมัน

กูคือผู้พิชิตโลก กูบุกเข้าที่ไหน รุ่งขึ้นก็ต้องฉีดยา ฮ่ะ ฮ่ะ เขาปั้นเขาทำเครื่องยนต์กลไก ถุย...ไม่ได้ความ ฝังสงฝังเสาหางสงหางเสือ ก้านแดงก้านดำ น้ำร้อนน้ำชา ตะเข้บก จิ้งจกป่า ใครวะแน่ กูซีวะ เอ้า...เฮ้" แล้วกิมหงวนก็หมดแรงล้มลงนั่งเหยียดเท้ากลางห้อง

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันอย่างตื่นๆ เจ้าแห้วค่อยๆ โผล่หน้าเข้ามา พลกวักมือเรียกเข้ามาหา

"อ้ายหงวนมันเป็นยังไงบ้าง แกอยู่ข้างล่างไม่ใช่หรือ?"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"ครับ รับประทานผมกับพวกคนใช้ยืนดูอยู่ในห้องโถงอยู่พักหนึ่งครับ อาเสี่ยแกว่าแกเป็นจอมทัพโรมัน"

พลหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ว่ายังไงหมอ"

ดร.ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"ร้อยเปอร์เซ็นต์ อ้ายเสี่ยไปเสียแล้ว" ดร.ดิเรกพูดเสียงเครือ "เตรียมตัวเอาไปส่งโรงพยาบาลสมเด็จฯ เถอะ กันจะโทรศัพท์ไปติดต่อกับแพทย์เวรเอง ถึงกันไม่รู้จักเขาแต่เขาก็ต้องรู้จักกัน ขอให้เขารับอ้ายเสี่ยไว้เป็นคนไข้พิเศษของโรงพยาบาล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รอไว้พรุ่งนี้ไปตามหมอผีมารักษาไม่ดีหรือ ดิเรก พ่อสงสัยว่าที่อ้ายหงวนเป็นอย่างนี้ ก็เพราะแรงปีศาจของพระนางคลีโอพัตรา"

"โน" ดร.ดิเรกพูดตัดบท "ต้องให้นายแพทย์โรคจิตรักษา เชื่อผมเถอะครับ ผมเป็นหมอ ผมย่อมรู้ดี ผมวินิจฉัยอาการอ้ายเสี่ยจากแววตา คนไข้โรคจิตกับคนธรรมดาแววตามันผิดกัน" พูดจบนายแพทย์ก็หันมากระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ "เครื่องแฟนซีผู้หญิงแขกของแกยังอยู่ไม่

ใช่หรือ"

นิกรนิ่งคิดแล้วพยักหน้า

"ยังอยู่ ทำไมล่ะ"

"ดีแล้ว แกรีบกลับไปห้องแก แล้วแต่งตัวปลอมเป็นคลีโอพัตรามาล่ออ้ายหงวนพาไปส่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันคงไม่ยอมขึ้นรถเพราะจิตสำนึกของอ้ายหงวนยังมีอยู่บ้าง"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"ว้า...แล้วกันถ้าเผื่อกันไปโรงพยาบาลหมอเขาเห็นกันแต่งตัวเป็นผู้หญิงแขก เขากักตัวกันไว้ไม่ยอมให้กันกลับบ้านจะทำอย่างไร อยู่ที่นั่นคนดีๆ ไม่เป็นบ้า ก็พลอยเป็นบ้าไปด้วย"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"กันไปด้วยแกไม่ต้องวิตก แล้วก็อย่าเรียกว่าคนบ้าโว้ย เขาเรียกว่าคนไข้โรคจิต เรียกเสียให้ถูก"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "โรคจิตหรือบ้ามันก็เหมือนกันนั่นแหละ เช่นเดียวกับคำว่ากินหรือรับประทาน พูดให้เพราะหูหน่อยก็ใช้รับประทาน" พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องนอนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

นิกรกับนายแพทย์หนุ่ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเศร้าใจไปตามกัน อาเสี่ยนั่งเหยียดเทาทำตาขวาง ใบหน้าเหี้ยมเกรียมน่ากลัว พอสบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขากล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ตอบอั๊วหน่อยซีน้องชาย คำพังเพยของชาวโรมันประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร...สหัสดาราเอกะจันโท สหัสไสยาเอกะยงโย่ สหัสจ๊องหน่อง เอกะป๊องหึ่ง สหัสพรึดผลึ่งเอกะรำมะนา"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"ไม่ทราบหรอกครับ ท่านแม่ทัพ"

เสี่ยหงวนยกมือชี้หน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โง่มาก อย่างนี้ต้องถอดยศเป็นทหารเลว ไม่น่าเป็นอัศวินเลย จนใจว่าออกรบมาจนหัวโกร๋น ฟังนี่...สหัสดาราเอกะจันโท เขาแปลว่าดวงดาวพันดวงย่อมสู้พระจันทร์ดวงเดียวไม่ได้ สหัสไสยาเอกะยงโย่ แปลว่า คนนอนหลับพันคนย่อมสู้คนนั่งยงโย่ยงหยกคนเดียวไม่ได้ สหัสจ๊อง

หน่องเอกะป๊องหึ่ง หมายถึงจ๊องหน่องพันอันย่อมสู้ฆ้องใบเดียวไม่ได้ เพราะเสียงฆ้องมันดังกว่ากัน"

นายแพทย์หนุ่มกลั้นหัวเราะแทบแย่

"จ๊องหน่องเป็นยังไงท่านแม่ทัพ"

"อ๋อ จ๊องหน่องคือเครื่องดนตรีที่ทำด้วยไม้ไผ่ ใช้ปากคาบแล้วดีดด้วยมือ ให้เกิดความสั่นสะเทือน ดังเป็นสียงดนตรีเบาๆ อ้า...สหัสพรึ่ดผึ่งเอการำมะนา ก็หมายความถึงโทนเล็กๆ พันใบย่อมสู้กลองรำมะนาใบเดียวไม่ได้"

"รำมะนาเป็นยังไงมาร์ค อันโทนี" ดร.ดิเรกถาม

"แล้วกัน ก็ที่เขาใช้เล่นลำตัดยังไงล่ะ" พูดจบเสี่ยหงวนก็ลุกขึ้นยืน ยกมือทั้งสองข้างรำพลางร้องลำตัดเสียงแจ๋ว

"หญ้าไซแม่หนูเอยหญ้าปล้อง เอ่อ...เฮอ หญ้าไซแม่หนูเอยหญ้าปล้อง หญ้าไซหญ้าปล้องเอย หญ้าปล้องหญ้าไซ เปร๊ะๆ พรึ่มๆ เปร๊ะๆ พรึ่มๆ พรึ่มๆ โพละ นี่แหละเสียงรำมะนา"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"แล้วทำไมถึงโพล๊ะล่ะ"

"กลองมันเก่าโว้ย ไม่ได้เอาออกมาตีนานแล้วเลยแตก โอ๊ย...คลีโอพัตราจ๋า มาหาพี่หน่อย พี่ตื่นก็เพ้อพี่หลับก็ฝัน" แล้วอาเสี่ยก็ยกมือทั้งสองปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น

พลเศร้าใจเหลือที่จะกล่าว ทีแรกเขาก็นึกขัน แต่แล้วก็สงสารเพื่อน กิมหงวนพูดพล่ามจับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะจิตไร้สำนึก อาเสี่ยเดินโซเซมานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ความร้อนระอุจากเสื้อเกราะทำให้ใบหน้าของกิมหงวนมีเหงื่อไหลโทรม ดร.ดิเรกบุ้ยใบ้ให้พลกับเจ้าคุณปัจจนึก

ฯ และเจ้าแห้วลุกขึ้นยืน นายแพทย์หนุ่มเดินเข้าไปก้มศีรษะโค้งคำนับเสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"ข้าแต่ท่านแม่ทัพใหญ่ ขอเชิญท่านลงไปขึ้นรถได้แล้ว เราจะพาท่านไปพักที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"รถอะไร"

"คาดิลแล็คเก๋งท่านแม่ทัพ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"อย่า...อย่าหน่อยเลยวะ ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้ากำลังจะหลอกเอาตัวข้าป่างยังโรงพยาบาลปากคลองสาน ข้าไม่บ้านะโว้ย จอมทัพโรมันถ้าจะบ้าก็บ้ารักคลีโอพัตราเท่านั้น ข้าไม่ไป เว้นแต่ว่าคลีโอพัตราจะไปกับข้า"

ทันใดนั้นเอง นิกรก็เดินนวยนาดเข้ามาในห้อง นายจอมทะเล้นแต่งกายแบบสาวอียิปต์ในสมัยโบราณ ผัดหน้าขาวผ่อง มีผ้าแพรคลุมศีรษะผูกชายผ้าไว้ใต้คาง แลเห็นส่วนใบหน้า กิริยาท่าทางกระตุ้งกระติ้ง เขาหยุดยืนอายเหนียมอยู่ข้างประตู พลแลเห็นเข้าก็ทำคอขย้อนเหมือน

กับจะอ้วก ดร.ดิเรกกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"ข้าแต่ท่านแม่ทัพ บัดนี้มหาเทวีคลีโอพัตราได้ให้เกียรติเสด็จมารับท่านไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาแล้ว"

เสี่ยหงวนหันไปมองดูนายจอมทะเล้น แล้วยกมือขยี้ตา

"โอ๊ย...คลีโอหรือนั่น"

นิกรย่อหลังลงเล็กน้อย

"เพคะ หม่อมฉันเอง"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ตายแล้ว ยอดสุดที่รักแห่งข้าเอ๋ย เมื่ออยู่ในโลงแก้วเธองามราวกับเทพธิดา ออกมาจากโลงทำไมชำรุดอย่างนี้ ใบหน้าอันโสภิตมองดูคล้ายๆ กับเกี๊ยะญี่ปุ่น คลีโอพัตรา อะไรทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปจนผิดรูป กลิ่นจั๊กกะแร้เธอก็แรงเหลือเกิน"

นิกรทำท่าอายเหนียม

"แหม...มาว่าเค้า เค้าอายไม่ใช่เหรอ บรรยากาศนอกโลงกับในโลงมันต่างกันนี่เพคะ เข้าไปอยู่ในโลงแล้วหม่อมฉันก็สวยสดชื่นตามเดิม ไปเถิดเพคะหม่อมฉันกับเหล่าอัศวินจะพาเสด็จพี่ไปส่งหลังคาแดง ปากคลองสานพักผ่อนเสียให้สบาย"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ไปสิจ๊ะ คลีโอพัตรา ที่ไหนมีเธอที่นั่นต้องมีฉัน"

ดร.ดิเรกกระซิบบอกเจ้าแห้วทันที

"เร็ว...ลงไปข้างล่างเอารถออกจากโรงมาจอดคอยที่หน้าตึก เราต้องส่งอ้ายหงวนไปโรงพยาบาลโรคจิตให้ได้ในคืนวันนี้"

เจ้าแห้วรับคำสั่งวิ่งตื๋อออกไปจากห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรเดินเข้ามาหากิมหงวน เขายกมือร่ายรำทำท่าระบำอียิปต์ กิมหงวนลุกขึ้นยืน นิกรยั่วให้ตามออกไปจากห้อง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรกพร้อมด้วยนิกรกับเจ้าแห้วก็พาเสี่ยหงวนส่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาโดยเรียบร้อย แพทย์เวรได้รับมาร์ค อันโทนี ไว้เป็นคนไข้พิเศษของโรงพยาบาลและรับไว้เป็นพิเศษจริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่ ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์

คืนวันนั้นเอง

หลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายและเจ้าแห้วก็นั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ทุกคนต่างปรารภกันถึงเสี่ยหงวนด้วยความสงสาร ขณะนี้ประตูห้องพิพิธภัณฑ์ปิดใส่กุญแจแล้ว

มันเป็นเวลาประมาณ ๑.๐๐ น. เศษ แต่ไม่มีใครรู้สึกง่วงนอนเลย ทุกคนต่างมีความประหวั่นพรั่นใจนึกเกรงกลัวอิทธิฤทธิ์ดวงวิญญาณหรือปีศาจของคลีโอพัตราเป็นอย่างยิ่ง อาเสี่ยกิมหงวนมีอันเป็นไปคนหนึ่งแล้ว ตลอดเวลาที่นั่งรถคาดิลแล็คเก๋งไปรงพยาบาล กิมหงวนหัวเราะ

และร้องไห้สลับกันไป

ครั้งหนึ่ง เมื่อการสนทนาสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ ทุกคนต่างสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เพราะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของผู้หญิงคนหนึ่งร้องเพลงอียิปต์ในจังหวะช้าๆ ดังแว่วออกมาจากห้องพิพิธภัณฑ์นั้น

นิกรกับเจ้าแห้วขนลุกซู่ ผมบนศีรษะค่อยๆ ตั้งชันจนเป็นเส้นตรง เจ้าแห้วนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นเขยิบเข้ามานั่งข้างนิกรและยื่นแขนขวาให้นิกรดู

"รับประทานดูซีครับ ขนลุกซู่เลย"

นิกรแยกเขี้ยว

"แล้วมึงมาบอกหาอะไรวะ"

เสียงเพลงนั้นไม่ใช่เสียงที่เกิดจากแผ่นเสียงแน่นอน ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น เขาพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้วกล่าวกับพ่อตาของเขา

"ขอกุญแจห้องให้ผมเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"อย่า...ดิเรก ถ้าแกขืนบุกเข้าไปแกจะต้องตามไปอยู่กับอ้ายหงวนที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาอีกคนหนึ่ง ทางที่ดีเราขึ้นไปข้างบนดีกว่า หลับนอนกันเสียที นี่มันก็ดึกแล้ว"

"โน" นายแพทย์หนุ่มร้องขึ้นดังๆ "ผมต้องการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ ถึงหลอกผม ผมก็ไม่กลัว ขอกุญแจให้ผมเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋ากางเกงขาสั้นของท่าน หยิบพวงกุญแจออกมาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม ครั้นแล้วดร.ดิเรกก็พรวดพราดลุกขึ้นพาตัวเดินไปหยุดยืนหน้าห้องพิพิธภัณฑ์ เขาไขกุญแจล็อคออกและเปิดประตูออกในท่าทีอันร้อนรน จิตใจของเขาเข้มแข็งผิดปกติ เมื่อดึงบาน

ประตูบานซ้ายออกนายแพทย์หนุ่มก็บุกเข้าไปในห้องนั้นแล้วเปิดสวิชไฟขึ้น

เสียงเพลงสงบเงียบลง เมื่อประตูถูกเปิดออกภายในห้องมีแสงไฟสว่างจ้า แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ พลชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นพากันเข่าไปในห้องนั้นด้วยความห่วงใยนายแพทย์หนุ่ม นิกรกับเจ้าแห้วนั่งอยู่ในห้องโถงอันกว้างขวางเพียงสองคนก็ชักปอดลอย จึงลุกขึ้นติดตามเข้าไป

ในห้องพิพิธภัณฑ์บ้าง

นายแพทย์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ

"ช่วยกันสำรวจดูให้ทั่วห้องโว้ยพวกเรา"

ค่างคนต่างแยกย้ายกันไปรอบๆ ห้อง แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครแอบซ่อนอยู่ในห้องนี้ ลำโพงขยายเสียงก็ไม่มี หน้าต่างทุกบานลงกลอนแน่นหนาเรียบร้อย ในที่สุดทุกคนก็มายืนรวมกันที่หน้าหีบศพพระนางคลีโอพัตรา

"ลองไขกุญแจเปิดดูพระศพอีกทีซีครับคุณอา" พลกล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขอพวงกุญแจจากดร.ดิเรก ท่านก้มลงไขกุญแจดอกใหญ่ออก แล้วผลักฝาหีบศพชั้นนอกเลื่อนออกไปทางด้านหัวของมัน แสงไฟฟ้ากลางเพดานส่องเข้ามาในหีบศพ และโลงแก้วอย่างถนัดชัดเจน ท่านเจ้าคุณกับสามสหายและเจ้าแห้วตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะ

กล่าว

มัมมี่อันสวยสดชื่นของมหาเทวีแห่งไอยคุปต์กลายเป็นซากศพอันเหี่ยวย่นของหญิงชราคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าเหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัวอย่างยิ่ง เหมือนกับคนที่มีอายุพันปี เนื้อหนังเหี่ยวติดกระดูก ส่วนโค้งและส่วนนูนไม่มี ศพนี้แต่งกายในชุดของพระนางคลีโอพัตรา สวมรัดเกล้า

ซึ่งทำเป็นรูปงูแผ่แม่เบี้ย

"อ๋อย" นิกรคราง "นี่มันอีแร้งไม่ใช่พระนางนี่หว่า" นิกรพูดเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "โอ๊ย น่าเกลียดน่ากลัวอะไรอย่างนี้"

พลหน้าซีดเผือด เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ปิดฝาหีบเถอะครับ ผมใจไม่ดีแล้ว"

ท่านเจ้าคุณก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับพล ท่านรีบดึงฝาปิดไว้ตามเดิม แล้วพาสามสหายกับเจ้าแห้วล่าถอยออกจากห้องพิพิธภัณฑ์โดยไม่ต้องใส่กุญแจหีบพระศพ ดร.ดิเรกมีกำลังใจเข้มแข็งกว่าเพื่อน เขาช่วยปิดไฟฟ้าในห้อง และออกมาเป็นคนสุดท้ายปิดประตู ห้องใส่กุญแจเรียบ

ร้อย ทุกคนยืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางห้องโถง อกเต้นระทึกไปตามกัน

"ไง...หมอ" นิกรกล่าวกับดร.ดิเรก "แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ แกช่วยอธิบายหน่อยเถอะวะ ทำไมศพพระนางคลีโอพัตราถึงกลายเป็นยายแก่แร้งทึ้งนั่นไปได้ กันงงไปหมดแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไอพูดไม่ถูก ไออธิบายไม่ได้ เหมือนกับว่าไอตกอยู่ในความฝัน ไอปวดกบาลเต็มทนแล้ว"

นิกรกล่าวกับพ่อตาของเขาด้วยเสียงสั่นเครือ

"ผมคิดว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่าคืนให้นายยูซุปไปเถอะครับ ขืนเอาไว้พวกเราอาจถูกหลอกหลอนตายหมดบ้านและมัมมี่ก็กลายเป็นยายแก่แร้งทึ้งไปแล้วยังงี้ อย่าว่าแต่ห้าแสน ขายให้ผมศพละสองสลึงผมก็ไม่ซื้อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าช้าๆ

"ต้องคืนแน่ แต่หมายความว่าพ่อต้องสูญเงินไปห้าแสน" ท่านเจ้าคุณพูดอย่างละห้อยละเหี่ย "แต่ช่างมันเถอะวะ ชีวิตของเราสำคัญกว่า ขืนเอาไว้ที่นี่พวกเราแย่จริงๆ คุณหญิงกับเมียๆ ของพวกแกกลับมาจากหาดเจ้าสำราญเป็นเจอดีแน่ พรุ่งนี้ต้องรีบติดต่อให้นายยูซุปมารับเอาไป"

พลกล่าวสรุปว่า

"ขึ้นนอนกันเสียทีเถอะพวกเรา ช่วยกันปิดประตูหน้าต่างตึกด้วย ละม่อมมันหลับไปนานแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ไปหานายยูซุปนักธุรกิจชาวอียิปต์ที่ห้างไคโรภัณฑ์ในตอนสายวันรุ่งขึ้นขอคืนมัมมี่พระนางคลีโอพัตรา แล้วท่านก็เล่ารายละเอียดถึงอิทธิฤทธิ์ของวิญญาณมหาเทวีให้ฟัง ทำให้นายยูซุปตื่นเต้นแปลกใจมาก เขาแปลกใจที่สุด ก็คือว่าพระวรกายของพระนางได้กลับ

กลายเป็นยายแก่ ที่มีร่างกายเหี่ยวย่นซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะเท่าที่เขาทราบการทำมัมมี่นั้นศพจะอยู่ในสภาพเดิม ไมซูบซีดเน่าเปื่อยเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ปี

นายยูซุปดีใจมากที่เขาได้มัมมี่กลับคืนมาเป็นสมบัติของเขา แต่เขาก็ได้แสดงน้ำใจอันกว้างขวางน่าคบมาก เขาสัญญาว่าเขาจะจ่ายเงินสดให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แสนบาท ในคืนวันนี้เมื่อเขาไปเอาศพอาบยาพระนางคลีโอพัตราที่บ้านพัชราภรณ์

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้น

ในราว ๒๐.๐๐ น. นายยูซุปก็นำรถบรรทุกคันหนึ่งมาที่บ้านพัชราภรณ์ ซึ่งรถคันนี้เป็นรถพรรคพวกของเขาไว้ใจได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล นิกร และดร.ดิเรก ได้ให้การต้อนรับนายยูซุปเป็นอย่างดี

นักธุรกิจชาวอียิปต์มอบเงินสดแสนบาทให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามคำมั่นสัญญาของเขาแล้วกล่าวว่า

"ผมอยากจะชำระเงินให้เจ้าคุณทั้งห้าแสนด้วยซ้ำไป แต่การค้าแย่เต็มทนจึงขอให้คุณเพียงแสนบาท"

"ขอบใจนายห้าง ขอบใจมาก เชิญไปที่ห้องพิพิธภัณฑ์เถอะจะได้รับศพคลีโอพัตราเอาไปเสียเลย เรียกคนของนายห้างเข้ามาในนี้ซีไม่ต้องเกรงใจ"

นายยูซุปร้องตะโกนเป็นภาษาอียิปต์เรียกคนใช้ของเขารวมสามคนให้เข้ามาในห้องโถง ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พานายยูซุปกับสามสหายและเจ้าแห้วเข้าไปในห้องพิพิธภัณฑ์ ซึ่งคนใช้ชาวอียิปต์ของนายยูซุปได้ติดตามเข้าไปด้วย

ทุกคนเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มกันข้างหีบศพมัมมี่นั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อนฝาหีบศพชั้นนอกออกทันที นายยูซุปกับคนของเขาต่างอุทานขึ้นเป็นภาษาอียิปต์หรือภาษาอาหรับแสดงท่าทีตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน เมื่อเห็นมัมมี่ของมหาเทวีผู้เลอโฉมกลายเป็นยายแก่เนื้อหนังเหี่ยวย่น

มีใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

"อัลลา..." นายยูซุปคราง "ทำไมถึงเป็นไปได้อย่างนี้ ผมไม่เข้าใจเลยครับเจ้าคุณ"

นิกรตอบแทนพ่อตาของเขา

"พวกผมก็งงเหมือนกันนายห้าง พระนางคลีโอพัตราในสภาพนี้เหมือนพระนางอัสชา ในเรื่องสาวสองพันปีคืนชีพที่สวยสดชื่นด้วยการอาบไฟอมตะ แต่แล้วเมื่อจิตใจไม่บริสุทธิ์การอาบไฟก็ไม่เป็นผล ร่างกายก็เหี่ยวย่นเหมือนคนแก่อายุพันปีเช่นเดียวกับศพนี้"

นายยูซุปมองดูศพมัมมี่อย่างเศร้าใจ

"เอาเถอะครับ ถึงมัมมี่นี้หมดความสวยงามผมก็จะเอาไปเก็บรักษา เพราะนี่คือองค์คลีโอพัตราอันแท้จริง น่าสงสารอาเสี่ยกิมหงวนมาก เขาต้องเป็นบ้าเป็นหลังไปก็เพราะความงามของพระนาง เป็นอย่างไรบ้างครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เห็นจะไม่เป็นไร ตอนบ่ายพวกผมไปเยี่ยม หมอเขาบอกว่ากิมหงวนมีอาการไม่หนักมากนัก รักษาตัวราวสองสัปดาห์ก็หาย เรื่องโรคจิตก็เหมือนกับโรคอื่นๆ แหละนายห้าง อาจจะเกิดได้แก่ทุกคน"

ยูซุปหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมจะนำศพไปขึ้นรถเดี๋ยวนี้แหละครับ"

เจ้าคุณพยักหน้า"

"ก็เอาซีนายห้าง" แล้วท่านก็ดึงฝาหีบศพเข้ามาปิดไว้เรียบร้อย

การลำเลียงมัมมี่ไปขึ้นรถบรรทุกไม่ยากลำบากอะไร พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วต่างช่วยเหลือคนใช้ของนายยูซุปอย่างแข็งแรง ทุกคนอยากจะให้ศพนี้ออกไปจากบ้านพัชราภรณ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เมื่อศพอาบยาถูกนำขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว นายยูซุปก็ลากลับ สามสหาย

กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันที่หน้าตึก พอรถบรรทุกมัมมี่ออกไปพ้นประตูบ้านพัชราภรณ์ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

"หมดเรื่องยุ่งยากกันที เสียเงินไปห้าแสนนึกว่าฟาดเคราะห์" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับสามสหาย

"เงินทองของนอกกายช่างมันเถอะครับ ชีวิตของเราสำคัญกว่า" นิกรพูดยิ้มๆ "ผมนอนไม่หลับมาสองคืนแล้ว คืนนี้คงนอนหลับสบาย"

ดร.ดิเรกยิ้มให้นิกร

"เมื่อคืนแกนอนกับพลใช่ไหม"

"เปล่า นอนคนเดียว ในราวตี ๒ ละม่อมไปเคาะประตูเรียกกัน บอกว่าถูกผีนางคลีโอพัตราหลอกอีก กันสงสารเลยให้ละม่อมนอนด้วย"

"นอนที่ไหน" พลกล่าวถามอย่างสนใจ

"ก็นอนบนเตียงกันน่ะซี เอาหมอนข้างกั้นกลางพอหมาหอนก็นอนคลุมโปงด้วยกันกลัวผีแทบตาย"

ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผีน่ะไม่ต้องกลัว ระวังลูกผีก็แล้วกัน มิน่าล่ะวันนี้เห็นม่อมมันยิ้มแย้มแจ่มใส ร้องเพลงร็อคตลอดวัน ประไพรู้เข้าแกจะโดนเหยียบอก และละม่อมอาจจะไม่ได้อยู่ในบ้านนี้"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วนั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถงเสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในห้องสมุดสักครู่เขาก็กลับออกมาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเรียนให้ท่านเจ้าคุณทราบ

"รับประทานนายยูซุปโทรศัพท์มาหาท่านครับ"

"วะ เสร็จเรื่องไปแล้วอะไรกันอีกล่ะ" เจ้าคุณบ่นพึมพำแล้วลุกขึ้นเดินไปในห้องสมุด

พล, นิกร, ดร.ดิเรกยังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องปีศาจพระนางคลีโอพัตรา ซึ่งเจ้าแห้วก็พลอยผสมโรงคุยกับเจ้านายด้วย เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินออกมาจากห้องสมุดมนท่าทางอันร้อนรนการสนทนาก็สิ้นสุดลงทันที

"เฮ้ย...มีเรื่องมหัศจรรย์เกี่ยวกับพระศพคลีโอพัตราเกิดขึ้นอีกแล้ว" ท่านเจ้าคุณพูดเร็วปรื๋อ

"ทำไมครับ" พลถาม

"ยูซุปเขาโทรศัพท์มาบอกว่าเขาได้นำพระศพไปถึงบ้านเขาโดยเรียบร้อย และเชิญพระศพไปไว้ที่ห้องใต้ดินตามเดิม บังเอิญเขาอยากดูพระศพมัมมี่เขาก็เปิดหีบพระศพออกดู"

เจ้าแห้วปราดเข้ามากอดขาดร.ดิเรก

"รับประทานแล้วยังไงครับ" ถามเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว

เจ้าคุณว่า "นายยูซุปเขาบอกว่า มัมมี่นั้นกลายเป็นพระนางคลีโอพัตราที่สาวและสวยสดชื่นเหมือนเดิมไม่ใช่ยายแก่แร้งทึ้งนั่นหรอก เขาบอกให้เรารีบไปที่บ้านเขาเดี๋ยวนี้เพื่อดูให้เห็นเท็จจริงเขาสาบานว่าเขาไม่ได้โกหก"

สามสหายนิ่งเฉยอ้าปากหวอไปตามกัน

"เป็นไปได้หรือครับ" พลคราง

"ก็เขาบอกมาอย่างนั้น"

ดร.ดิเรกเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"ไปโว้ยพวกเราไปดูให้เห็นข้อเท็จจริงกันงงไปหมดแล้ว กันอาจจะไปอยู่โรงพยาบาลโรคจิตกับอ้ายหงวนในไม่ช้านี้ก็ได้ เรื่องมัมมี่ทำให้กันปวดกบาลมีความรู้สึกบอกไม่ถูก"

ทุกคนต่างลุกขึ้น และพากันออกไปจากห้องโถงเจ้าแห้ววิ่งตื๋อไปที่โรงรถ เพื่อนำรถมารับเจ้านายของเขา

๒๑.๐๐ น. เศษ

คาดิลแล็คเก๋งคันงามได้พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสามสหายมีที่บ้านนายยูซุปนักธุรกิจชาวอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าแห้วขับรถเข้ามาในบ้าน นายยูซุปก็รีบออกมาต้อนรับส่วนภรรยาของเขาคงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องชั้นบนของตัวตึก เพราะนายยูซุปหึงและหวงหล่อนมากจึงไม่เปิด

โอกาสให้หล่อนได้คบค้าสมาคมกับใครเลย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายและเจ้าแห้วต่างพากันลงจากรถ

"เชิญครับ เชิญบนตึกเลย ผมตื่นเต้นดีใจจนบอกไม่ถูกแล้วที่พระศพมัมมี่ของพระนางคลีโอพัตรากลายเป็นสาวสวยสดชื่นเหมือนเดิมซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้"

ทุกคนเดินขึ้นมาบนตึก ดร.ดิเรกกล่าวกับนายยูซุปทันที

"พาเราไปดูเถอะนายห้างพวกผมก็ตื่นเต้นแปลกใจไม่น้อย มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย"

"แต่ก็เป็นไปแล้วนี่ครับ"

นักธุรกิจชาวอียิปต์พาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในห้องกลาง และเลี้ยวเข้าไปในห้องเล็กๆ ซึ่งช่องลงสู่ห้องใต้ดินได้เปิดไว้แล้ว นายยูซุปพาทุกคนลงบันไดไปห้องใต้ดิน ท่านเจ้าคุณกับสามสหายและเจ้าแห้วต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน นายยูซุปก้มตัวลงผลักฝาหีบศพไป

ข้างหน้าซึ่งมันก็เลื่อนเปิดออกอย่างง่ายดาย

จากแสงไฟอันสว่างไสว เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วต่างจ้องมองดูพระศพของนางพญาผู้เลอโฉมอย่างตะลึงลาน เป็นเรือนร่างของจอมนารีผู้โสภิตองค์เดิม ไม่ใช่ยายแก่แร้งทึ้งที่เหี่ยวย่นเหมือนคางคกตายซาก

"มายก็อด..." ดร.ดิเรกครางเบาๆ "อิท อิส วันเดอร์ฟุล ฝรั่งงงไปหมดแล้วว่ะ"

นิกรว่า "คนไทยก็งงเหมือนกัน พระองค์คงไม่สมัครใจอยู่กับเราเป็นแน่ จึงสำแดงอิทธิฤทธิ์กลายเป็นยายแก่ที่มีแต่หนังเหี่ยวย่นหุ้มกระดูก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงของแกอ้ายกร วิญญาณของพระองค์ที่สิงอยู่ในร่างคงไม่โปรดพวกเรา สงสัยเหลือเกิดว่าอ้ายหงวนคงจะไปลูบคลำส่วนที่หวงแหนของพระองค์เข้าเป็นแน่ อ้ายหงวนเลยมีสติวิปลาสไป"

นิกรสั่นศีรษะ

"เปล่าครับคุณพ่อใส่กุญแจหีบศพไว้นี่ครับ ถ้าเปิดดูเราก็ยืนดูอยู่ด้วยกัน แปลกมาก ผมงงไปหมดแล้ว ผมว่าความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของปีศาจแน่ๆ อ้า...ผมกับอ้ายแห้วขึ้นไปรออยู่ข้างบนก่อนนะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ อยู่ห้องนี้มันเสียวๆ ยังไงชอบกล"

ยูซุปปิดฝาหีบพระศพชั้นนอกเลื่อนเข้ามาหากันตามเดิม

"ผมเองก็แปลกใจจนบอกไม่ถูกครับ แต่อภินิหารของมัมมี่เคยปรากฏเสมอที่ปิรามิดในอียิปต์มัมมี่ของฟาโรห์บางองค์เคยลืมเนตรขึ้นเมื่อพวกฝรั่งนักท่องเที่ยวกำลังมุงดู ผรั่งและแหม่มโกยอ้าวไปตามกัน เชิญไปคุยกันข้างบนเถอะครับ ผมสั่งคนของผมให้จัดน้ำชาและขนมไว้ต้อน

รับแล้ว"

ครั้นแล้ว เจ้าของมัมมี่คลีโอพัตราก็พาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นจากห้องใต้ดินทุกคนต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ โดยเฉพาะดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ ภาพของมหาเทวีที่งามเฉิดและภาพของยายแก่แร้งทึ้ง ซึ่งนอนสงบเงียบอยู่ในโลงแก้วจะเป็นภาพ

ประทับใจของนายแพทย์หนุ่มไปอีกนานนัก ความลึกลับมหัศจรรย์ของศพมัมมี่ และอภินิหารของมัมมี่ที่เล่ากันมานั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระเลย ซึ่งเขากับเพื่อนๆ ได้ผจญกับมัมมี่หรือศพอาบยาในครั้งนี้

อวสาน