พล นิกร กิมหงวน 123 : จรวจถล่มเมือง

รัฐบาลที่รักของเราย่อมตระหนักดีว่า ภัยอันร้าย แรงยิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติของเรานั้น ก็คือภัย จากคอมมิวนิสต์ ซึ่งกำลังพยายามครองโลก สถาน-การณ์จากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงบางประเทศมีท่าทีว่าคอมมิวนิสต์ จะจุดชนวนสงครามหรือทำให้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๓ และถ้าเป็นไปได้เช่นนี้แล้วประเทศไทยก็อาจจะเป็นสมรภูมิส่วนหนึ่งจากการรุกราน ของคอมมิวนิสต์

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท กองทัพไทยทั้งสาม ทัพจึงอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมตลอดเวลา มีการประ-ลองยุทธโดยใช้กระสุนจริงร่วมมือกับกองทหารต่างด้าว ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกซีอาโต้ด้วยกันทั้งทางบก เรือ และ อากาศ ฝึกการรบในภูมิประเทศป่าเขาลำเนาไพรด้วย ยุทธวิธี และอาวุธแผนใหม่ กองทัพไทยจึงมีสมรรถภาพเข้มแข็งขึ้นทั้งสามทัพ

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ฝ่ายศัตรูก็ยังทำงานใต้ดินเรื่อยมา ตำรวจของเราได้ร่วมมือกับทหารบกและทหาร-เรือทลายรังคอมมิวนิสต์ได้หลายแห่ง จับกุมบุคคลผู้ เป็นภัยต่อประเทศชาติได้หลายสิบคน พร้อมด้วยเครื่องมือสื่อสาร อาวุธร้าย และเอกสารหลักฐานต่างๆ แผนกสืบ ราชการลับของกระทรวงกลาโหมได้กระจายกำลังกันไปทั่ว ประเทศคอยรายงานการเคลื่อนไหวของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ให้ผู้บังคับบัญชาทราบตลอดมา

ในที่สุดทางราชการทหารก็สืบทราบมาแน่นอนว่าคอม-มิวนิสต์ในกรุงเทพฯ จะรวมกำลังกันก่อวินาศกรรม เพื่อ ประชาชนชาวพระนครหลวงได้รับความระส่ำระสายไม่เป็น อันประกอบอาชีพ อันเป็นเหตุให้เกิดการจลาจลอลหม่านยาก ที่กองทหารรัฐบาลจะปราบปรามได้ กระทรวงกลาโหมได้เรียก ประชุมนายทหารชั้นหัวกะทิทั้งสามทัพเป็นการด่วนเพื่อ ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ บรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างลง มติเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจัดเตรียมกำลังรักษาพระนครไว้ สำหรับต่อสู้ และปราบปรามกวาดล้างพวกคอมมิวนิสต์ กระทรวงกลาโหมจึงมีคำสั่งลับจัดตั้งกองบัญชาการรักษา พระนครขึ้นทันที โดยให้ พล.อ. หลวงชาญตะลุมบอน เป็น ผู้บัญชาการป้องกันพระนคร มีผู้ช่วย ๓ คนคือ พล.อ.ท. หลวงอุตลุดเวลา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศฝ่ายยุทธการ พล.ร.ท. หลวงตอร์ปิโดคำราม รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธ-การ และเจ้ากรมมนุษย์กบ อีกท่านหนึ่งคือนายตำรวจใหญ่ พล.ต.ท. หลวงโปลิศการเจนรบ เสนาธิการกรมตำรวจ กอง-บัญชาการป้องกันพระนครตั้งอยู่ในเขตทหารแห่งหนึ่งทาง บางซื่อ มีกำลังรบทั้ง บก, เรือ, อากาศ และตำรวจอย่าง เข้มแข็ง ทหารของกองบัญชาการป้องกันพระนครจะออกจาก ที่ตั้งได้ภายใน ๕ นาที เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการ

บ่ายวันนั้น

ภายในเขตทหารแห่งหนึ่งอันเป็นที่ตั้งของกองพันต่อ สู้อากาศยานกองพันหนึ่ง ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนคร พร้อมด้วยผู้ช่วยของท่านทั้ง ๓ คน กำลังยืนอยู่ในวงล้อมของพวกนายทหารเสนาธิการ และนายทหารปืนใหญ่หลายคน ใต้ต้นประดู่ใหญ่ต้นหนึ่งหน้าโรงทหารซึ่งเป็นตึกสองชั้นแบบ เก่า กลางสนามอันกว้างใหญ่หน้าโรงทหารนั้น มีปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานขนาด ๓ นิ้วหนึ่งกระบอกตั้งอยู่อย่างสง่า ผ้าคลุมปืนและหนังปิดลำกล้องถูกถอดออกแล้ว เครื่องคำนวณและ เครื่องประกอบในการยิงติดไว้ครบถ้วน

ทางกองบังคับการกองพัน ปตอ. ได้กำหนดการไว้ว่า ๑๕.๐๐ น. ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญของกองทัพไทย กับผู้ช่วยของเขาจะมาฝึกสอนนายทหาร ปตอ.กองพันนี้ให้รู้จักใช้กระสุน ปตอ. ปรมาณูอันเป็นประดิษฐ-กรรมของนายแพทย์หนุ่ม ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนคร กับผู้ช่วยของท่านได้ถือโอกาสมาชมการฝึกสอนของ ดร. ดิเรก ด้วย ซึ่งนายแพทย์หนุ่มยืนยันว่า กระสุน ปตอ. ปรมาณูของเขานั้นจะทำลายเครื่องบินทั้งฝูงให้แหลกละเอียดเป็นจุลไปใน พริบตาเดียว ถึงกระสุนจะระเบิดห่างจากหมู่เครื่องบินในระยะไกลตั้งสามสี่ร้อยเมตรก็ตาม

ขณะนี้เลยเวลาไป ๑๐ นาทีแล้ว หลวงชาญตะลุมบอนยกนาฬิกาข้อมือดูเวลาแล้วกล่าวขึ้นเปรยๆ ว่า

"เอ-ท่านศาสตราจารย์ควรจะมาถึงนี่แล้วนี่นา เมื่อสักครู่ทางบ้านก็โทรศัพท์บอกมาแล้วว่าท่านกับคณะออกมาจากบ้านแล้ว"

นายทหารเสนาธิการคนหนึ่งยกมือวันทยหัตถ์แล้วกล่าวว่า

"บางทีรถอาจจะเสียกลางทางก็ได้ขอรับ"

ท่านผู้บัญชาการพยักหน้ารับทราบ

"ก็จักรยานยนต์สารวัตรทหารตามมาตั้ง ๑๐ คัน ถ้ารถ ของศาสตราจาร์ดิเรกเสียสารวัตรก็คงจะวิทยุบอกมา" พูดจบ หลวงชาญตะลุมบอนก็เดินเข้าไปที่เต๊นท์ทหารสื่อสาร ซึ่ง นายสิบทหารสื่อสารคนหนึ่งกำลังพูดวิทยุติดต่อกับนายทหาร สารวัตรคนหนึ่งที่ทำหน้าที่คุ้มกัน ดร. ดิเรกกับคณะเพราะนาย แพทย์หนุ่มได้นำกระสุน ปตอ. ปรมาณูอันร้ายแรงมาด้วยจึงต้อง มีขบวนรถจักรยานยนต์ของสารวัตรทหารติดตามมา

เมื่อสิบโททหารสื่อสารวางหูวิทยุโทรศัพท์ลง ท่านนาย พลผู้บัญชาการป้องกันพระนครก็กล่าวถามทันที

"ว่าไง สารวัตรส่งข่าวมาหรือ"

สิบโทร่างใหญ่รีบลุกขึ้นยืนตรงแล้วตอบท่านนายพล อย่างฉาดฉาน

"ครับ ผู้หมวดสารวัตรพูดวิทยุมาว่าขณะนี้มาถึงสะพาน แดงแล้วครับผม ที่มาช้าไปเพราะคุณนิกรสั่งให้จอดรถหยุด รับประทานเย็นตาโฟที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขอรับ"

ท่านผู้บัญชาการทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง เดินกลับไปหา กลุ่มนายทหาร หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวคาดิลแล็คเก๋งก็แล่น ผ่านประตูกองพันทหารเข้ามา โดยมีรถจักรยานยนต์สารวัตรทหาร ๒ คันแล่นนำหน้า และติดตามมาอีก ๘ คัน เสียงเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ครางกระหึ่มไปทั่ว

คาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้ว พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล่นมาหยุดหน้าโรงทหารที่กล่าวนี้ เจ้าแห้วรีบลงมาเปิดประตูรถให้เจ้านายของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งสากลชุดสีขาว ส่วน พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก สวมเสื้อ กางเกงติดกันสีขาว อันเป็นเครื่องแบบของนายช่างเท็คนิค และสวมหมวกแก๊ป นายแพทย์หนุ่มถือแฟ้มเอกสารหนึ่งแฟ้ม

หลวงชาญฯ ผู้บัญชาการป้องกันพระนครพาผู้ช่วยของท่านพักพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปที่รถคาดิลแล็คเก๋ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายรู้จักท่านผู้บัญชาการกับผู้ช่วยของท่านเป็นอย่างดี ต่างฝ่ายต่างกระทำความเคารพกันและทักทายกัน หลวงชาญฯ แนะนำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรค สี่สหายรู้จักกับนายทหาร ปตอ.และนายทหารเสนาธิการทีละคนทุกคนตื่นเต้นยินดีไปตามกันที่ได้เห็นหน้านักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยเรา และของโลกนี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับหลวงชาญฯ ซึ่งเคยเป็นนายทหารอยู่ในบังคับบัญชาของท่าน ตั้งแต่ครั้งท่านผู้บัญชาการ เป็นร้อยโทนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์

"เรามาล่าไปหน่อยคุณหลวง ผมต้องขอโทษ เจ้ากรลูกเขยของผมช่วยดิเรกทำงานเกี่ยวกับกระสุนปรมาณูจนลืมกินข้าวกลางวัน นั่งรถมานี่หิวข้าวทำท่าจะเป็นลม พอเห็นหาบเย็นตาโฟเลยต้องหยุดรถขอกินเย็นตาโฟล่อเสีย ๔ ชาม"

ท่านผู้บัญชาการหัวเราะชอบใจ ท่านมองดูนิกรอย่างขบขัน พอแลเห็นฝาจุกเบียร์ที่หน้าอกเสื้อของนายจอมทะเล้น หลวงชาญฯ ก็กล่าวอย่างแปลกใจ

"อะไรน่ะคุณนิกร เหรียญกล้าหาญ...?"

"ไม่ใช่หรอกครับคุณหลวง ผมไม่มีเหรียญจะติดก็เลย เอาฝาเบียร์มาติดเล่นโก้ๆ "

พวกนายทหารผู้ใหญ่อมยิ้มไปตามกัน ท่านนายพลเรือหลวงตอร์ปิโดคำรามยิ้มให้เสี่ยหงวน แล้วกล่าวกับอาเสี่ยอย่างกันเองว่า

"อาเสี่ยแต่งตัวอย่างนี้เข้าทีดีนะครับ รัดกุมดีมาก"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ครับ เข้าทีมากครับ เสียอย่างเดียวเวลาท้องเสียอย่างปัจจุบันทันด่วนถอดเสื้อกางเกงไม่ใคร่ทันครับ ซิบข้างหลังมัน คอยขบกัน แฮ่ะ แฮ่ะ"

ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครกับผู้ช่วยของท่านและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ต่างสนทนาปราศรัยกับ ดร. ดิเรก และ คณะด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต สักครู่หนึ่งนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับกลุ่มนายทหารปืนใหญ่ทั้ง ๔ คน ซึ่งมีผู้บังคับกองพันคน หนึ่งและผู้บังคับกองร้อยอีก ๓ คน

"เชิญไปที่ปืนเถอะครับ ผมจะเริ่มแนะนำวิธีใช้กระสุน ปตอ. ปรมาณูและแสดงส่วนประกอบต่างๆ ของมัน"

พ.ท. สินาดผู้บังคับกองพัน ปตอ. ยิ้มให้เขาและถามว่า

"ท่านศาสตราจารย์เอากระสุนมากี่นัดครับ"

ดร. ดิเรกหันมาทางนิกร

"เอามา ๔ ผล" นิกรพูดยิ้มๆ "สองผลเป็นกระสุน ซ้อมยิง อีกสองผลเป็นกระสุนจริง"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก พวกนายทหารยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน เสี่ยหงวนดุนิกรด้วยความอับอายขายหน้า

"เขานับเป็นนัดโว้ยไม่ใช่ผล ไป-ไปช่วยกันขนลูกปืน จากรถ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันเดินไปทางท้ายรถคาดิลแล็คเก๋ง เจ้าแห้วเปิดท้ายรถขึ้น พล นิกร กิมหงวน ต่างช่วยกันยกลังบรรจุกระสุน ปตอ. ใบหนึ่งออก มาจากท้ายรถ กระสุน ปตอ. ที่บรรจุอยู่ในลังนี้มีอยู่ ๔ ลูก ลูกหนึ่งยาวประมาณฟุตเศษ และมีน้ำหนักมาก สามสหายยกกระสุน ปตอ. เข้าไปในสนามหน้ากองพัน คณะนายทหารติด ตามมาด้วย ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นไปตามกันเมื่อได้เห็นกระสุน ปรมาณูเป็นครั้งแรก เมื่อ พล นิกร กิมหงวนวางลังกระสุน ปืนใหญ่ลงข้าง ปตอ. กระบอกนั้นเรียบร้อย ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครก็กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มด้วยสีหน้าเคร่ง เครียด

"บอกผมหน่อยซิท่านศาสตราจารย์ กระสุนนัดไหนที่ เป็นกระสุนจริงและนัดไหนเป็นกระสุนซ้อมยิง"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"สองนัดที่ทาสีแดง คือกระสุนปรมาณูครับคุณหลวง

และสองนัดที่ทาสีขาวคือกระสุนซ้อมยิงใช้ยิงได้เหมือนกระสุนจริงและยิงได้ในระยะไกลหรือระยะสูงเท่ากับกระสุนจริงๆ แต่มันไม่แตกระเบิด"

ท่านนายพลตำรวจโท หลวงโปลิศการเจนจบ ซึ่งมีลูกถึง ๑๑ คน กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

"ท่านศาสตราจารย์มั่นใจหรือว่ากระสุนปรมาณูมันจะไม่ระเบิดตูมตามขึ้น ติ๋งต่างว่ามันระเบิดขึ้นพวกเราทั้งหมดนี่จะ เป็นยังไงไหมครับ"

ดร. ดิเรกมองกระสุนปืนของเขาแล้วพูดแบบหน้าตาย

"ถ้ามันระเบิดขึ้นพวกเราทั้งหมดนี่ก็จะกลายเป็นผุยผง ไปคือหาศพไม่พบ ตึกใหญ่ที่พักทหารหลังนี้ก็จะพังราบไปหมดตลอดจนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใกล้เคียง อำนาจของมันเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ๑๐ ตันครับ อย่างไรก็ตามมันจะระเบิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่ตั้งชนวนระเบิด ถึงเราจะจับมันโยนทิ้งทำให้ มันได้รับความกระเทือนอย่างไรมันก็ไม่ระเบิด"

พวกนายทหารต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ต่อจากนั้น ดร. ดิเรกก็เริ่มอธิบายถึงอำนาจของปรมาณู และการตั้งระยะระเบิดด้วยเครื่องมือพิเศษ เป็นเกลียวติดอยู่กับปลอกกระสุนบอกระยะเป็นตัวเลข

กลุ่มเมฆที่ปิดบังดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา ช่วยให้ บริเวณสนามหน้ากองพันอันกว้างใหญ่ร่มเย็น พวกนายทหาร ปตอ. ต่างได้รับการอบรมจาก ดร. ดิเรกจนเข้าใจดี ปรากฏว่า ทุกคนได้ซักถามอย่างอะเอียดถี่ถ้วนเพราะกระสุน ปตอ.ปรมาณูเป็นกระสุนที่มีค่าและอันตรายมาก

"เอาละครับ เมื่อพวกคุณเข้าใจกันดีแล้วผมกับผู้ช่วยของผมก็จะแสดงการตั้งระยะ การบรรจุและยิงเครื่องบินให้ดู ด้วยกระสุนซ้อมยิง เท็คนิคของการใช้กระสุนปรมาณูไม่ยาก ลำบากอะไรเลย เกี่ยวกับความรอบคอบเท่านั้น"

ดร. ดิเรก ขอร้องให้พวกนายทหารทุกคนถอยออกไป แล้วเรียก พล นิกร กิมหงวน มายืนประจำ ปตอ. กระบอก นั้น ช่างภาพของกองทัพบกเตรียมถ่ายภาพสำคัญตอนนี้ไว้ นายแพทย์หนุ่มวางท่าทางให้ผึ่งผายแล้วร้องออกคำสั่งเหมือน เหมือนกับว่าเขาเป็นผู้บังคับหมวดทหารปืนใหญ่

"เครื่องบินข้าศึกสามลำทางทิศตะวันออก เตรียมยิง"

เสี่ยหงวนยกมือป้องหน้าผากแหงนหน้ามองไปทางทิศตะวันออกแล้วหัวเราะหึๆ

"เครื่องบินที่ไหนกันวะ อีแร้งเห็นอยู่ทนโท่"

ดร. ดิเรกจุ๊ปากแล้วตวาดลั่น

"คำสั่งสมมุติโว้ย ประเดี๋ยวพ่อสั่งขังตะรางเสียหรอก อ้ายนี่ ประจำปืนต่อสู้อากาศยาน"

สามสหายต่างเข้าประจำที่อย่างรวดเร็วฉับพลัน กิม หงวนหมุนปืนไปทางอีแร้งสามตัว ซึ่งกำลังบ่ายโฉมหน้าเข้า มา พลทำหน้าที่คำนวณระยะจากกล้องของปืนกระบอกนั้น ส่วนนิกรเป็นผู้บรรจุกระสุนและตั้งระยะกระสุนระเบิด

"เครื่องบิน ๓ เครื่องอยู่ในระยะสูง ๓,๒๐๐ เมตร ความ เร็วชั่วโมงละ ๘๐๐ ไมล์" พลรายงานอย่างเข้มแข็ง

ดร. ดิเรกสั่งบรรจุกระสุนและสั่งยิงทันที ถึงแม้ว่า กระสุนนัดนั้นเป็นกระสุนซ้อมยิง แต่มันก็บรรจุดินปืน สามารถขับหัวกระสุนออกไปจากลำกล้องของ ปตอ. กระบอก นั้น

"บึม"

เสียงกระสุน ปตอ. ดังกึกก้องไปทั่วกองพันทหาร นายทหารหลายคนยกมืออุดหูไปตามกัน กระสุนซ้อมยิงนัดนั้น บรรจุดินปืนน้อยเกินไปจึงค่อยๆ เลื้อยออกจากปากกระบอก อย่างแช่มช้าแล้วหล่นตุ้บลงมายังพื้นดิน

เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย พวกนายทหารหน้าตื่นไปตาม กัน ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น สามสหายอ้าปากหวอมองดู กระสุนซ้อมยิงนั้น ซึ่งนอนกลิ้งอยู่บนสนามหญ้าและมีควัน บางๆ ระเหยออกมาจากหัวกระสุน ดร. ดิเรกยกมือเกาศีรษะ ในเวลาเดียวกันนี้เองหลวงชาญตะลุมบอน ผู้บัญชาการป้อง กันพระนครก็ต้องร้องขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"กระสุนซ้อมยิงของท่านศาสตราจารย์ ทำไมถึงป้อแป้นักล่ะครับ หลุดออกไปพ้นปากกระบอกได้คืบเดียวเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มรู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี

"ผมไว้ใจผู้ช่วยของผมมากเกินไปครับ คุณหลวง" แล้วเขาก็หันมาทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน "แกเป็นคนบรรจุ ดินปืนกระสุนซ้อมยิงใช่ไหม"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ใช่"

"แกดูสูตรที่กันให้แกหรือเปล่า"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่ได้ดูหรอก กันเห็นว่ามันเป็นกระสุนซ้อม ยิงเลยเอาดินปืนใส่ไปเพียงช้อนกาแฟเดียวเท่านั้น"

ดร. ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"มายก๊อด...ใส่ดินปืนช้อนกาแฟเดียว...บัดซบมาก นี่มันกระสุนปืนใหญ่ไม่ใช่ปืนแก็ปหรือปืนนกสับคาบศิลาโว้ย"

พวกนายทหารต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน ดร. ดิเรกสั่งยิงด้วยกระสุนซ้อมยิงอีกหนึ่งนัด พลประจำปืน คือ พล นิกร กิมหงวน ต่างทำงานอย่างคล่องแคล่ว เช่นเดียวกับทหาร ปตอ. เมื่อสิ้นคำสั่งยิงเสียงกระสุน ปตอ. ๓ นิ้วก็แผดคำรามลั่น มันถือกระสุนส่องวิถีจึงมองแลเห็นถนัด กระสุนนัดนั้นพุ่งขึ้นไปในอากาศด้วยความเร็วสูง แต่ไม่มีการแตกระเบิด เมื่อถึงระยะที่ตั้งไว้หัวกระสุนก็เริ่มโค้งลงสู่พื้นดิน และคงจะตกในบริเวณทุ่งนาด้านตะวันออกของย่านสถานี บางซื่อ

หลวงชาญฯ พาผู้ช่วยของท่านกับคณะนายทหารเข้ามาห้อมล้อมสี่สหายทุกคนต่างแสดงความยินดีไปตามกัน ต่อจาก นั้น ดร. ดิเรกก็อธิบายถึงคุณภาพของกระสุน ปตอ. ปรมาณู ของเขาให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนวิธีเก็บรักษาโดยปลอด ภัยคือถอดชนวนดินปืนออก นายแพทย์หนุ่มได้ยกกระสุน ปตอ. ขึ้นมาตั้งบนโต๊ะเล็กๆ ตัวหนึ่งข้างปืนใหญ่กระบอกนั้น แสดงการถอดและใส่ชนวน และการตั้งชนวนกะระยะระเบิด ซึ่งกระสุนนี้นอกจากจะทำลายเครื่องบินได้เป็นฝูงๆ แล้ว ยัง ทำลายทหารราบได้ทีละมากๆ หรือทำลายอาคารบ้านเรือนได้อย่างสบาย ยิงได้ระยะสูง ๙,๐๐๐ เมตรยิงได้ไกล ๑๕ กิโลเมตรหรือ ๑๕,๐๐๐ เมตร

ขณะที่ ดร. ดิเรกกำลังอธิบายให้นายทหาร ปตอ. ฟัง ร้อยตรีทหารสื่อสารคนหนึ่งได้วิ่งเข้ามายังกลุ่มคณะนายทหาร และปราดเข้ามาชิดเท้าตรงกระทำวันทยหัตถ์ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครอย่างแข็งแรง

"ท่านผู้บัญชาการครับ กระผมได้รับแจ้งทางโทรศัพท์สนามจากศูนย์รวมข่าวว่า มีเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกลไม่ ปรากฏชาติเครื่องหนึ่งได้ล่วงล้ำเข้ามาในแดนเราทางจังหวัดสมุทรปราการครับ"

หลวงชาญฯ ยกมือวันทยหัตถ์รับความเคารพและพยักหน้ารับทราบ ท่านนายพลหันมาทาง พล.อ.ท. หลวงอุตลุดเวหาแล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"หลายครั้งแล้วที่เครื่องบินของข้าศึกไม่ปรากฏสัญชาติได้ละเมิดอธิปไตยของเราบินผ่านกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ เพื่อหวังจะให้ประชาชนคนไทยได้เห็นไอพ่นยักษ์ เครื่องยนต์ของมัน เราต้องจัดการในขั้นเด็ดขาดแล้วคุณหลวง"

หลวงอุตลุดฯ เห็นพ้องด้วย

"ครับ ผมจะสั่งให้ฝูงไอพ่นประจัญบานของเราขึ้นสกัด-กั้นทำลายมันเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ผมเองคุณหลวง เป็นโอกาสอันดีของผมแล้วที่ผมจะทำลายเครื่องบินยักษ์เครื่องนั้นด้วยกระสุนปรมาณูของเรา ท่านผู้บัญชาการและนายทหารทุกคนตลอดจนประชาชนพลเมืองจะได้เห็นว่า เครื่องบินยักษ์ของข้าศึกที่ไม่ปรากฏสัญชาติจะแตกละเอียดเป็นผุยผงไปในอากาศ"

หลวงชาญฯ เห็นพ้องด้วย

"ตกลงครับท่านศาสตราจารย์ ฝ่ายศัตรูจะได้เข็ดขยาดเมื่อรู้ว่าเรามีกระสุน ปตอ. ปรมาณู"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางผู้บังคับกองพัน ปตอ.

"ผู้กองพันครับ โปรดสั่งทหารนำปืนต่อสู้อากาศยาน ออกมาเข้าที่ตั้งยิงสักสามสี่กระบอก ถ้าเครื่องบินข้าศึกบินต่ำ กว่า ๒,๐๐๐ เมตร กระสุนปรมาณูของผมไม่อาจจะยิงมันได้ เพราะจะทำให้อาคารบ้านช่องได้รับความเสียหาย ต้องให้ ปตอ.ช่วยกันยิงขับไล่ให้มันขึ้นสูงกว่าระยะ ๒๕,๐๐๐ เมตร"

หลวงชาญฯ ยกมือขวาตบหลังผู้บังคับกองพันค่อน ข้างแรง

"เร็ว-จัดการเดี๋ยวนี้ สินาด เราจะต้องทำลายเครื่องบินข้าศึกให้ได้"

ในนาทีนั้นเอง เสียงแตรเดี่ยวก็ดังกังวานขึ้นทั่วบริเวณกองพัน เป็นสัญญาณเรียกประชุม ปตอ. กองร้อยที่หนึ่ง โดยเฉพาะ หลังจากนั้น ปตอ. แบบทันสมัยรวม ๔ กระบอก ก็ถูกนำออกมาจากโรงเก็บของมันอย่างรวดเร็วฉับพลัน และ เข้าที่ตั้งยิงในสนามใหญ่เป็นแถวเรียงเดี่ยวทั้งสี่กระบอก

เครื่องบินข้าศึกที่ไม่ปรากฏสัญชาติบินมาแล้วในระยะสูงประมาณ ๑,๘๐๐ เมตร มันคือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกลใช้เครื่องยนต์ไอพ่น ๖ เครื่อง มีรูปร่างใหญ่กว่าบี ๒๙ ของ กองทัพอากาศอเมริกามาก ปีกและลำตัวของมันเป็นโลหะสีเงินต้องแสงแดดวาววับ ความเร็วของมันไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง มันทิ้งวัตถุก้อนกลมๆ รูปลักษณะคล้ายกับถังไม้ลอย ละลิ่วลงมายังเบื้องล่าง เมื่อใกล้จะถึงพื้นดินราว ๑๐๐ เมตรก็แตกระเบิดออก แผ่นกระดาษสีขาวกระจายและปลิวว่อนไปทั่ว

ไม่มีปัญหาอะไรอีก เครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกลเครื่องนี้ได้นำใบปลิวมาทิ้งนั่นเอง และข้อความในใบปลิวนั้นก็คงเป็น ข้อความที่มุ่งร้ายต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราอย่างแน่นอน

เครื่องบินยักษ์เครื่องนั้นบินผ่านกองพันทหาร ปตอ. แล้ว พ.ท. สินาด แฟนโสภิต ผู้บังคับกองพันรูปหล่อ สั่ง ปตอ. ทั้ง ๔ กระบอกระดมยิงทันที กระสุนปืนใหญ่ ๓ นิ้ว แตกระเบิดเป็นกลุ่มควันสีดำรอบๆ เครื่องบินยักษ์ลำนั้น แลเห็นถนัด มันบินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปทางทิศตะวันตก และเลี้ยวซ้ายเข้ามาในพระนครอีกเพื่อทิ้งใบปลิวต่อไป คราวนี้ป้อมบินยักษ์ของข้าศึกไม่ปรากฏสัญชาติบินสูงเกือบ ๓,๐๐๐ เมตร ปตอ. จากเรือรบต่างๆ ได้ช่วยกันระดมยิงเสียงกึกก้อง ทั่วเมือง ประชาชนชาวพระนครหลวงแตกตื่นไปตามกัน พวกข้าราชการและเสมียนพนักงานบริษัทห้างร้านต่างๆ เลย ถือโอกาสเลี่ยงกลับบ้าน

เมื่อป้อมบินยักษ์บ่ายโฉมหน้ากลับมามองแลเห็นลิบๆ ดร. ดิเรกก็สั่งเตรียมยิงและสั่งบรรจุกระสุน ปตอ. ปรมาณูทันที หลวงชาญฯ เดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ นายแพทย์หนุ่มในท่าทีประหวั่นพรั่นใจแล้วกล่าวถามอย่างเกรงใจว่า

"ศาสตราจารย์ครับ กระสุนปรมาณูนัดนี้ใส่ดินปืนกี่ช้อน"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ผมทำกับมือผมเองคุณหลวง ทำตามสูตรของผม และด้วยความระมัดระวัง"

ท่านผู้บัญชาการถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อยอย่าให้มันเลื้อยออกมาพ้นปากกระบอกแล้วหล่นตุ้บลงมาในสนามเหมือนกระสุนซ้อมยิงนะครับ วิ่งกันอกแตกเชียว ผมแก่แล้ววิ่งไม่ไหว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามายืนข้างหลังหลวงชาญฯ

"เชื่อมือดิเรกเถอะคุณหลวง ถอยไปยืนดูทางกลุ่มนายทหารดีกว่า"

เครื่องบินยักษ์ใกล้เข้ามาตามลำดับ พอเข้าระยะที่คำนวณไว้นายแพทย์หนุ่มก็สั่งยิงทันที

"บึม"

เสียงกระสุน ปตอ. ดังสนั่นหวั่นไหว เปลวไฟแลบออก จากกระบอกปืนแลเห็นถนัด กระสุนมหาประลัยซึ่งเป็นกระสุน ส่องวิถีในตัวพุ่งไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างจ้องตาเขม็งมองดูผลการยิง ต่างคนต่างยืนนิ่งเฉยแทบจะไม่หายใจ

กระสุนนัดนั้นแตกระเบิดห่างจากป้อมบินยักษ์ ไม่เกิน ๒๐ เมตร เสียงระเบิดทำให้พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือนกระเบื้อง หลังคาโรงทหารและกระจกหน้าต่างแตกร้าวไปตามกัน ชาว พระนครเกือบครึ่งหนึ่งต่างมีโอกาสแลเห็นอภินิหารของกระสุน ปตอ. ปรมาณูนัดนี้ พอมันระเบิดออกป้อมบินยักษ์ ๖ เครื่องยนต์ก็แหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวว่อนอยู่ในอากาศ และลอยไปตามทิศต่างๆ

เจ้าแห้วกระโดดตัวลอยร้องตะโกนสุดเสียง

"โอ้โฮ รับประทานแม่นจังครับ"

ทหาร ปตอ. ทั้งกองพันต่างเปล่งเสียงไชโยลั่น หลวง ชาญฯ พานายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้ามาหา ดร. ดิเรกด้วยความตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครยื่น มือให้นายแพทย์หนุ่มสัมผัส

"เหมือนกับความฝันครับท่านศาสตราจารย์ ผมยอมรับว่าพวกผมตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก กระสุน ปตอ. ของท่านศาสตรา จารย์วิเศษมาก"

ดร. ดิเรกแย้มแก้มแทบแตก

"ผมกล้ารับรองได้ว่า ฝูงเครื่องบินข้าศึกที่เดินทางเข้ามาโจมตีเราจะไม่มีโอกาสกลับไปได้แม้แต่ลำเดียวครับ ผมจะรีบ เร่งสร้างกระสุน ปตอ. แบบนี้ให้มากที่สุด สำหรับกองทัพบก และกองทัพเรือของเรา ขณะนี้ผมส่งไปให้กรมสรรพาวุธเกือบ ๑๐๐ นัดแล้ว ที่เหลืออยู่อีกหนึ่งนัดผมจะต้องนำกลับไปไว้ที่ บ้านของผมก่อน"

ใบปลิวที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบิน กระจายเกลื่อนฟ้า กรุงเทพฯ และหล่นลงแทบทุกตำบล ใบปลิวกลุ่มหนึ่งลอยต่ำลงมาในเขตกองพันทหาร ปตอ. พ.ท. สินาด ร้องตะโกนบอก ทหารคนหนึ่งให้วิ่งไปเก็บใบปลิวมาให้ หลังจากนั้นสักครู่พลทหารผู้นั้นก็ถือใบปลิวสามสี่ฉบับวิ่งเข้ามายังกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่

ใบปลิวนี้พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์สีขาวอย่างดี ตัวอักษรภาษาไทยขนาดต่างๆ เรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย และการ พิมพ์ประณีตมาก ข้อความในใบปลิวเป็นการคุกคามข่มขวัญประชาชนพลเมืองชาวพระนครหลวงให้เกิดความตื่นเต้นระส่ำ ระสาย พล.อ. หลวงชาญตะลุมบอนท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครอ่านดูข้อความในใบปลิวนั้นอย่างเดือดดาล แล้วท่าน ก็ส่งให้นิกร

"อ่านดูคุณนิกร ฝ่ายศัตรูกำลังใช้วิธีข่มขวัญชาวพระนครของเรา" ท่านผู้บัญชาการพูดเสียงหนักๆ

นิกรมองดูข้อความในใบปลิวฉบับนั้น แล้วอ่านให้คณะพรรคของเขาฟังด้วยเสียงฉาดฉาน

สารจากมิตรต่างแดน

พี่น้องชาวไทยและชาวต่างประเทศทุกคนที่อยู่ในจังหวัดพระนครและธนบุรี โปรดทราบ

บัดนี้ กองทัพอันมหาศาลของเราได้ยาตราเข้าสู่พรมแดนตอนหนึ่งของประเทศไทยแล้ว เหตุผลที่ฝ่ายเราจำเป็นต้องใช้ กำลังทหารเข้าบุกประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงกับประเทศไทยนั้นท่านทั้งหลายย่อมทราบดีแล้ว

เรามีความเสียใจที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ก่อนที่กอง ทัพของเราจะเคลื่อนพลเข้าบุกประเทศไทยนั้น เราจำเป็นจะ ต้องทำลายจุดยุทธศาสตร์ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ แก่กองทัพไทยเสียให้สิ้นเชิง ฉะนั้น ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๐๒) เวลา ๑๒.๐๐ น. ตรงเราจะถล่มพระนครให้ทลายราบด้วยอาวุธจรวดข้ามทวีปติดระเบิดปรมาณูจรวดขนาดยักษ์ของเราเพียงหนึ่งลูกจะตกลงในย่านกลางพระนครในเวลา ๑๒.๐๐ น. ตรง หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ นาทีระเบิดปรมาณูที่จรวดก็จะระเบิดขึ้น กรุงเทพฯ จะมีสภาพเช่นเดียวกับเมือง ฮิโรชิมาของญี่ปุ่นที่ถูกระเบิดปรมาณูของอเมริกา

ขอให้พี่น้องชาวไทยและชาวต่างประเทศทุกคนจงรีบ อพยพหลบหนีความตายออกไปให้พ้นจากจังหวัดพระนครและ ธนบุรีโดยเร็วที่สุด ถ้าท่านคิดว่าสารนี้เป็นคำขู่ ท่านและ ครอบครัวของท่านก็จะต้องเสียชีวิตจากอาวุธจรวดข้ามทวีป ของเรา จงรีบอพยพหลบหนีความตายไปเสียให้พ้น เราเตือนท่านด้วยมนุษยธรรมและด้วยความปรารถนาดี

กองบัญชาการกองทัพแดง

๓ กันยายน ๒๕๐๒

พอนิกรอ่านจบ พวกนายทหารก็พูดกันพึมพำเบาๆ พลกล่าวถามท่านผู้บัญชาการอย่างนอบน้อมว่า

"ท่านคิดว่าฝ่ายศัตรูของเราจะกล้าทำตามใบปลิวนี้ ไหมครับ"

หลวงชาญฯ ต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"มันอาจจะทำจริงก็ได้ เพราะสงครามสมัยนี้ผู้ที่เริ่มรบก่อนย่อมได้เปรียบ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ป่านนี้ผู้คน ในกรุงเทพฯ และธนบุรีคงจะตื่นเต้นหวาดกลัวไปตามกัน และการอพยพจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เราไม่สามารถจะบังคับ ประชาชนได้ถ้าเขาสมัครใจจะอพยพคือโยกย้ายที่อยู่ ถึงแม้เรา ยังใช้กฎอัยการศึก แต่ประชาชนก็ย่อมมีเสรีภาพทำอะไรได้ทุก อย่างที่ไม่ผิดกฎหมาย เราจะทำได้อย่างเดียวคือ รีบออกคำแถลงการณ์ขอร้องให้ประชาชนตั้งมั่นอยู่ในความสงบ ไม่ควร หวาดกลัวคำขู่ของฝ่ายศัตรู"

ท่านนายพลเรือหลวงตอร์ปิโดฯ กล่าวขึ้นว่า

"ถ้าหากว่าเราออกคำแถลงการณ์ประกาศทางวิทยุทุก สถานี และประกาศ ที.วี. ทั้งสองช่องขอร้องไม่ให้ประชาชน อพยพ ถ้าประชาชนเชื่อถือคำแถลงการณ์ของเรา พรุ่งนี้ตอน เที่ยงกรุงเทพฯ ถูกยิงด้วยจรวดปรมาณูล่ะครับเรามิต้องรับผิดชอบหรือคุณหลวง เพราะผู้คนจะต้องเสียชีวิตนับแสน"

หลวงชาญฯ ถอนหายใจหนักๆ ค่อยๆ หันหน้ามา ทาง ดร. ดิเรก

"ความปลอดภัยของประเทศชาติอาจจะขึ้นอยู่กับความสามารถของท่านศาสตราจารย์ก็ได้ครับ หรือท่านศาสตราจารย์ว่าอย่างไร"

นายแพทย์หนุ่มรู้สึกว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่ทุกคนมีท่าทีกระสับกระส่ายอยากฟังคำตอบของเขา เขายิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

"เรื่องเล็กครับคุณหลวง"

หลวงชาญฯ หน้าตื่น

"เรื่องจรวดถล่มเมืองที่ข้าศึกจะทำลายกรุงเทพฯ ในตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้น่ะหรือครับที่ท่านศาสตราจารย์เห็นว่าเป็นเรื่อง เล็ก"

"ออไร๋ เรื่องเล็กนิดเดียวถ้ามันยิงจรวดติดระเบิดปรมาณูมาตกกลางกรุงเทพฯ และเกิดการระเบิดขึ้น เราก็ตายกันหมดทั้งเมือง กรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นท้องทุ่งอันเวิ้งว้างกว้างขวาง"

พวกนายทหารทำหน้าเบ้ไปตามกัน หลวงอุตลุดเวหา ฝืนยิ้มให้ ดร. ดิเรกแล้วกล่าวว่า

"ท่านศาสตราจารย์ไม่มีทางแก้ไขอะไรหรือครับ"

"อ๋อ-เรื่องเล็กอีกครับคุณหลวง"

"ว้า" หลวงอุตลุดคราง "ท่านศาสตราจารย์กรุณาพูด ให้แจ่มแจ้งเถอะครับ"

คราวนี้ ดร. ดิเรกหัวเราะลั่น

"ไม่มีอะไรที่คุณหลวงหรือใครๆ จะต้องวิตก ให้มันยิงมาเถอะครับจรวดข้าทวีปติดระเบิดปรมาณูของมันนั้นเป็นระเบิดเวลา ผมมีเครื่องมือพิเศษของผมที่จะบังคับให้ชนวนระเบิด หยุดทำงานโดยใช้กระแสคลื่นวิทยุบังคับ เพียงแต่มันบินเข้ามา ยังไม่ถึงชานพระนครเครื่องกลไกของลูกระเบิดปรมาณูที่จรวด ก็จะหยุดทำงานทันที ผมขอรับรองว่าระเบิดปรมาณูหรือระเบิด ไฮโดรเจ็นของฝ่ายศัตรู จะไม่มีความหมายอะไรสำหรับเราเลยผมสร้างเครื่องมือพิเศษของผมไว้นานแล้วและได้ทดลองเรียบร้อยแล้ว"

ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครกับพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

"ท่านศาสตราจารย์รับรองอย่างนี้ ค่อยสบายใจหน่อย" หลวงโปลิศการเจนรบพูดยิ้มๆ "ผมเองขอเรียนท่านศาสตรา-จารย์ตามตรงว่าผมมีลูกตั้ง ๑๑ คนและผู้ชายทั้งนั้น แย่หน่อยครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ท่านเป็นคนมีโชคครับ มีลูกชาย ๑๑ คนตั้งทีมฟุตบอลได้หนึ่งทีม พยายามอีก ๔ ซีครับ จะได้เล่นได้ทั้งรักบี้และ ฟุตบอล"

ท่านนายตำรวจยิ้มอายๆ

"ผมแก่แล้วอาเสี่ย ๑๑ คนพอแล้ว"

ดร. ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"กลับบ้านกันเสียทีเถอะหรือเรา"

นิกรบุ้ยใบ้ให้มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งกำลังคุยจ้อกับ พวกนายทหารเสนาธิการและนายทหารปืนใหญ่

"ปล่อยคุณพ่อก่อนเถอะวะ ท่านกำลังฝอย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"ไม่ได้ฝอยโว้ย พ่อคุยถึงอดีตของกองทัพไทย"

หลวงชาญฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ใต้เท้าแปลกใจมากไม่ใช่หรือครับ ที่กองทัพของเรามีความเจริญก้าวหน้าอย่างรีบรุดเช่นนี้"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ครับ เป็นความจริง ในสมัยผมเป็นผู้บัญชาการกองพลเรามีปืนใหญ่ขนาดเจ็ดจุดเจ็ดเท่านั้น ปตอ. ไม่มีใช้ ใช้ปืนกล หนักต่อสู้อากาศยาน ยานยนต์รถถังไม่มีทั้งนั้น เครื่องมือ สื่อสารก็มีเพียงแต่โทรศัพท์สนาม เดี๋ยวนี้กองทัพไทยมีสมรรถ ภาพเข้มแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"จริงครับ ต่อให้กองทัพแดงหรือกองทัพเขียวยกมาตั้งล้านเราก็ไม่กลัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ พวกนายทหารต่างอมยิ้มไปตามกัน อาเสี่ยทำไก๋หันมาทางพลกับนิกร

"เฮ้ย-ช่วยกันยกลูกปืนไปใส่หลังรถโว้ย เหลืออยู่ลูกเดียวก็จริง แต่มันเป็นกระสุนปรมาณูต้องช่วยกันยกประคอง ไป ดีไม่ดีหล่นลงดินระเบิดตูมตัวเละเป็นหมูบะช่อ"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ให้อ้ายแห้วยกไปคนเดียวก็ได้ กันถอดชนวนออกแล้ว รับรองว่าเอาขวานทุบหรือจะทำอย่างไรก็ไม่ระเบิด"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาที่โต๊ะเล็กๆ อุ้มกระสุน ปตอ. ปรมาณูขนาด ๓ นิ้ว พาออกไปจากสนามและตรงไปที่รถคาดิลแล็ค เก๋ง ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครได้กล่าวเตือน ดร. ดิเรก ด้วยความหวังดี

"ระหว่างนี้ท่านศาสตราจารย์ต้องระวังตัวให้มากนะครับ ถึงแม้ผมได้จัดส่งกำลังสารวัตรและตำรวจไปรักษาการที่บ้านถึงหนึ่งหมวดแต่ก็อย่าชะล่าใจนัก ผมทราบดีว่าศัตรูของเรามี แผนการที่จะสังหารท่านศาสตราจารย์มานานแล้วตามที่ผมเคยเรียนให้ทราบแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ขอบคุณครับคุณหลวง ผมระวังตัวเสมอ เพื่อนของ ผมสามคนคือมือปืนประจำตัวผม"

สี่สหายกันท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ สนทนากับท่านผู้บัญชาการและนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกสักครู่ก็ลากลับ สารวัตรทหารบก ๑๐ นายขี่จักรยานยนต์ติดตามคุ้มกันไปด้วยดร.ดิเรกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เขาสามารถทำลายป้อมบินยักษ์ของข้าศึกได้ด้วยกระ-สุน ปตอ. ปรมาณูของเขา ซึ่งคืนวันนี้รัฐบาลจะได้ออกคำ แถลงการณ์ให้ประชาชนทราบ

อย่างไรก็ตาม ชาวพระนครและธนบุรีหลายร้อยครอบ ครัวเริ่มอพยพแล้ว ส่วนมากเป็นผู้ที่มีเงิน ส่วนคนจนหรือผู้ที่ หาเช้ากินค่ำไม่สนใจกับข้อความในใบปลิวของศัตรู ต่างคนต่างคิดว่าตายเสียได้เป็นดีจะได้พ้นทุกข์พ้นร้อน

วันต่อมา

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ เครื่องบินไอพ่นประจัญบาน ของกองทัพอากาศก็ออกเดินทางไปยังพรมแดน เพื่อลาดตระ-เวนดูการเคลื่อนไหวของข้าศึก นักบินกลับมารายงานว่า ชาย แดนทุกด้านไม่ปรากฏว่ามีทหารข้าศึกเลย

ตำรวจชายแดนของเราได้กระจายกำลังกันไปทั่ว มีการติดต่อกับค่ายทหารทางวิทยุตลอดเวลา ไอพ่นประจัญบาน และเฮลิคอปเตอร์ของเราบินฉวัดเฉวียนไปมาระหว่างพรมแดน ด้านนั้น

ในกรุงเทพฯ ร้านค้าเล็กๆ ส่วนมากปิด พวกนักเรียน ที่ขี้เกียจเรียนหาช่องไม่ไปโรงเรียนอยู่แล้ว เลยถือโอกาสหยุดโรงเรียน โดยให้เหตุผลว่ากลัวจรวดปรมาณูของข้าศึก บาง คนก็ยุยงผู้ปกครองให้อพยพไปต่างจังหวัดจะได้หยุดโรงเรียน หลายๆ วัน

ตามเส้นทางสายถนนพหลโยธิน ถนนสุขุมวิท และถนนเพชรเกษม ประชาชนที่มีสตางค์และรักตัวกลัวตาย ต่างหลั่ง ไหลออกจากพระนครหลวง โดยรถส่วนตัว รถประจำทาง และแท๊กซี่ ตำรวจจราจรต้องทำงานอย่างหนัก ขบวนอพยพเหล่า นี้ต้องการไปให้พ้นจากกรุงเทพฯ ก่อนเวลาเที่ยงวันเท่านั้น ทั่วทั้งพระนครและธนบุรีมีการเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ แต่ ทหารทุกหน่วยทุกเหล่าคงสงบเงียบอยู่ในที่ตั้งของตน กอง ดับเพลิงทุกแห่งได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อม ตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายกำลังกันไปทั่วเพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของฝ่าย คอมมิวนิสต์ในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจจะถือโอกาสก่อวินาศกรรม ขึ้น สถานที่ทำงานของรัฐบาลทุกแห่งและจุดยุทธศาสตร์มี ตำรวจรักษาการณ์อย่างแข็งแรง

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ยิ่งใกล้เที่ยงผู้คนก็รู้สึกใจเต้นระทึกไปตามกัน และหลังจาก ๑๑.๐๐ น. ล่วงแล้วถนนหน ทางทุกแห่งก็เงียบกริบ มีแต่รถรางและรถประจำทางซึ่งปราศ-จากผู้โดยสาร ประชาชนต่างหลบอยู่ในบ้านเรือนของตน และ ในราว ๑๑.๓๐ น. ฝูงบินไอพ่นประจัญบาน เอฟ. ๘๔ ของเราก็ปรากฏอยู่เหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ ในระยะต่ำดังเสียงเฟี้ยว ฟ้าวน่ากลัว เครื่องบิน ๔ เครื่องนี้กำลังบ่ายโฉมหน้าไปทางสมุทรปราการ เพื่อการลาดตระเวนอ่าวไทย โดยประสานงาน กับกองทัพเรือ

ตามเวลาที่กล่าวนี้ คาดิลแล็คเก๋งของอาเสี่ยกิมหงวน กำลังแล่นสังเกตการณ์ไปรอบพระนคร รถคันนี้ติดแผ่น เครื่องหมายตราสามทัพไว้ที่กระจกหน้ารถ มีสิทธิพิเศษเข้า เขตหวงห้ามหรือเขตทหารสถานที่ราชการได้ทุกแห่ง เจ้าแห้ว ทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนพล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกนั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ ทุก คนแต่งเครื่องแบบคล้ายทหารยานเกราะในชุดสีกรมท่า สวม หมวกบาเร่ต์ มีตราเครื่องหมายเช่นเดียวกับหน้าหมวกทหารบก แต่ที่อินทรธนูและที่คอเสื้อไม่มีเครื่องหมายยศหรือเครื่องหมาย สังกัด

ภายในรถคันนี้ มีเครื่องรับส่งวิทยุชนิดพิเศษหนึ่งเครื่อง มีขนาดเท่ากับเครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วเท่านั้น ใช้แบตตารี่ ๖ โวลท์ แต่สามารถรับส่งได้ไกลในรัศมีถึง ๑๐๐ กิโลเมตร เสียงดังฟังชัดไม่มีเสียงอากาศรบกวน

ขณะนี้ ดิร. ดิเรก กำลังยกวิทยุโทรศัพท์พูดติดต่อกับศูนย์รวมข่าวจากกองบัญชาการป้องกันพระนคร นายแพทย์หนุ่มได้รายงานให้ผู้บัญชาการทราบว่า ถามถนนหนทางต่างๆ เงียบ เหงา รู้สึกว่าประชาชนกำลังรอคอยชั่วโมงมัจจุราชคือเวลา ๑๒.๐๐น. หรือเที่ยงตรงอย่างไรก็ตามเมื่อหลวงชาญตะลุมบอนได้พูดวิทยุกับเขา ดร. ดิเรกได้เรียนให้ท่านผู้บัญชาการทราบอีกครั้งหนึ่งว่า บัดนี้เขาได้ส่งกระแสคลื่นวิทยุจากสถานีพิเศษของ เขาที่บ้าน "พัชราภรณ์" กระจายไปทั่วอากาศแล้ว อำนาจของกระแสคลื่นวิทยุจะทำลายกลไกของระเบิดปรมาณูให้หยุดทำงานทั้งหมด ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะต้องวิตกถึง แม้ว่าฝ่ายศัตรูจะยิงจรวดข้ามทวีปบรรจุหัวปรมาณูมาตกกลางพระนคร

ตามสี่แยกทุกแห่งมีตำรวจและสารวัตรทหารรักษาการณ์อย่างเข้มแข็ง ยวดยานที่แล่นไปมาส่วนมากเป็นรถของทหาร หรือตำรวจ นอกนั้นก็เป็นรถประจำทาง ความจริงเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ปิดการจราจร แต่ประชาชนไม่ยอมออกจากบ้าน แม้ กระทั่งนักขับแท็กซี่และสามล้อก็หยุดประกอบอาชีพชั่วขณะ เพราะเป็นห่วงบุตรภรรยาและครอบครัวของเขา

เข็มนาฬิกาในรถคาดิลแล็คเก๋งบอกเวลา ๑๒.๐๐ น. ตรงเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"เที่ยวแล้วโว้ย"

นิกรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วร้องเอะอะยื่นมือซ้ายให้พล

"เฮ้ย-นาฬิกาของกันซื้อมาตั้ง ๔,๐๐๐ ใช้อาทิตย์เดียวเสียแล้วว่ะ เข็มหลุดหายไปหนึ่งเข็ม"

พลมองดูนาฬิกาข้อมือของนิกร

"มันซ้อนกันโว้ยไม่หายไปไหนหรอก เวลาเที่ยงพอดี"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ ดร. ดิเรกมองไปสองฟากถนนขณะนี้รถคาดิลแล็คเก๋งแล่นอยู่บนถนนพระราม ๑ ตอนใกล้จะถึงสะพานกษัตริย์ศึก นายแพทย์หนุ่มชะโงกหน้ายกมือตบบ่าเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"หยุดรถที่ปั๊มน้ำมันซ้ายมือนั่นแหละอ้ายแห้ว เราจะคอย ฟังข่าวจากศูนย์รวมข่าวจนกว่าจะถึงบ่ายโมง"

เจ้าแห้วนำรถเก๋งคันงามแล่นข้ามรางรถรางเข้าไปจอดในบริเวณตอนหน้าปั๊มน้ำมันปั๊มนั้น เครื่องปรับอากาศในรถช่วยให้ทุกคนเย็นสบายเหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์

ดร. ดิเรกพูดวิทยุกับกองบัญชาการอีก

"ฮัลโลศูนย์รวมข่าว...ที่นี่รถตรวจการหมายเลข ๑๖ ดิเรกพูดครับ ครับ ทราบแล้ว ถ้าจรวดตกที่ไหนกรุณาแจ้งให้ทราบทันที...เลิกกันนะครับ"

แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ส่งหูวิทยุโทรศัพท์ให้เจ้าแห้วถือไว้เขากล่าวกับคณะพรรคพวกของเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า

"ยามอากาศด้านอรัญประเทศ พบจรวดลูกหนึ่งบินอยู่ในระยะสูงมากและกำลังบ่ายโฉมหน้าเข้ากรุงเทพฯเมื่อสักครู่นี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ตายละวะ นึกว่ามันขู่เราที่แท้มันเอาจริงโว้ย"

เสี่ยหงวนว่า "มันต้องเอาจริงซีครับ เพราะเมื่อวานเรา ยิงเครื่องบินมันแหลกละเอียดไปลำหนึ่ง แต่ว่าจรวดข้ามทวีป ติดระเบิดปรมาณูของมันก็คงมีความหมายขนาดไม้ตีพริกบินได้เท่านั้นเอง ผมเชื่อเหลือเกินว่าดิเรกของเราแน่กว่า"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"การใช้กระแสคลื่นวิทยุบังคับกลไกระเบิดปรมาณูนั้นไม่ยากลำบากอะไร นักวิทยาศาสตร์อย่างกันไม่มีอะไรที่กันทำไม่ ได้"

พล พัชราภรณ์ เปิดประตูก้าวลงไปจากรถ นิกรติด ตามลงไปด้วย ขณะที่แสงแดดกำลังร้อนแรงกล้า ท้องฟ้า แจ่มใสปราศจากเมฆ พลแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าค้นหา จรวดข้ามทวีปหรืออาวุธมหาประลัยฝ่ายศัตรู นิกรสอดส่าย ตามองหาหาบขนม พอแลเห็นชาวอินโดนีเซียคนหนึ่ง หาบเนื้อสะเต๊ะเดินผ่านมา นิกรก็ร้องเรียกเสียงลั่น

"บัง บัง มานี่แน่ะ"

ชายชราชาวชวาหรืออินโดนีเซียโบกมือปฏิเสธ

"ไม่ขายคะร๊าบ ผมต้องรีบกลับไปบ้าน ลูกผมทิ้งไว้ ๖ คน"

"ว้า-ไม่มีอะไรน่าบังฉันรับรอง แวะก่อนซี ฉันเหมา หมดหาบ"

ชาวอินโดนีเซียหาบเนื้อสะเต๊ะผ่านปั๊มน้ำมันไปโดยไม่ สนใจกับนิกร นายจอมทะเล้นยกมือเกาศีรษะ พอดีจีนหนุ่ม คนหนึ่งหาบตือฮวนผ่านมาในท่าทีอันร้อนรน

"เฮ้ย...ตือฮวน มานี่ๆๆ "

เจ้าหนุ่มจากลุ่มน้ำแยงซีเกียงสั่นศีรษะ

"ไม่ขายน่อ ลูกลาเบิกอีจาลงอยู่เลี้ยว มัวขายลื้อบ้างอั๊วพังฉิกหายหมก อั๊วต้องรีบไป"

ทันใดนั้นเอง พลก็ร้องบอกนิกรด้วยเสียงอันดัง

"กรโว้ย โน่นๆ จรวดมาโน่นแล้ว"

เสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์ ดังเหนือน่านฟ้า กรุงเทพฯ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วรีบผลุน ผลันลงมาจากคาดิลแล็คเก๋งทิ้งให้ ดร. ดิเรกพูดวิทยุติดต่อ กับกองบัญชาการป้องกันพระนครตามลำพัง

จรวดข้ามทวีปปักหัวต่ำลงอย่างรวดเร็ว เหมือนกับว่า มันจะตกลงมาแถวบริเวณสะพานกษัตริย์ศึก พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างจ้องมองดูจรวด มหาประลัยด้วยความตื่นเต้น ทุกคนแลเห็นมันพุ่งลงสู่พื้นดิน อย่างรวดเร็ว และไม่มีเสียงระเบิด ส่วนเสียงเครื่องยนต์ของ มันนั้นเงียบไปแล้ว

พลยกมือจับแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วถามเบาๆ

"คุณอาลองกะดูซิครับว่าจรวดตกที่ไหน"

"อาคิดว่าแถวๆ โรงเลี้ยงเด็กนี่แหละ มันหายวูบลงไป เลยโรงหนังเฉลิมเขตร์ไปเล็กน้อย อาจจะตกแถวสวนมะลิ หรือโรงเลี้ยงเด็ก"

ดร. ดิเรกโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถ

"เฮ้-ขึ้นรถโว้ยพวกเรา กองบัญชาการบอกว่าจรวดติดหัวระเบิดปรมาณูลงตรงกลางสี่แยกแม้นศรีพอดี ส่วนลำตัว ของจรวดเบียดซุ้มไฟจราจรกลางสี่แยกพังไปแล้ว รีบไปสี่แยก แม้นศรีเถอะ เราจะต้องรีบปลดระเบิดปรมาณูออกจากจรวดนั้นให้ได้โดยเร็วที่สุด"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก ยกมือทั้งสองกดท้องพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"เอ-ชักปวดท้องเสียแล้วละโว้ยหมอ กันกลับไปส้วม ที่บ้านก่อนได้ไหม"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ มองดูนิกรอย่างขบขัน

"กลัวตายหรือวะอ้ายกร"

นิกรฝืนยิ้ม

"อ้ายตายน่ะไม่กลัวหรอก แต่กลัวร่างกายของกันจะ กลายเป็นละอองผงชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากกว่า แคะไปแคะมา เกิดระเบิดตูมตามขึ้นเราก็ม่องเท่งไปตามกันเท่านั้นเอง"

พลยกมือตบหลังนิกรค่อนข้างแรง

"จงสังวรในตำแหน่งอันมีเกียรติของเราบ้าง ขณะนี้แก คือผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธคนหนึ่งของกองทัพไทย และที่พวก เราได้รับตำแหน่งนี้ ก็เพราะเราเป็นผู้ช่วยของดิเรกนั่นเอง"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งแล้วตะโกนขึ้นดังๆ

"ตกลง ตัวตายดีกว่าชาติตาย ขึ้นรถโว้ยพวกเรา รีบไป แกะระเบิดปรมาณูออก เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาว พระนคร และเพื่อให้กรุงเทพฯ รอดพ้นจากความพินาศจาก ระเบิดมหาประลัยนี้"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพา กันขึ้นไปนั่งบนรถคาดิลแล็คเก๋ง ต่อจากนั้นแห้วก็ขับรถ คันงามบ่ายโฉมหน้าไปทางสะพานกษัตริย์ศึก เมื่อรถผ่าน สี่แยกโรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ คณะพรรคสี่สหายต่างแล เห็นฝูงชนอันมากมายนับหมื่น กำลังเคลื่อนที่มาตามถนน บำรุงเมือง ทุกคนวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน ต่างอุ้มลูก จูงหลาน มีกระเป๋าเสื้อผ้า หรือสัมภาระติดตัวมาเท่าที่จะเอา มาได้ ประชาชนเหล่านี้ล้วนแต่มีบ้านช่องอยู่ในบริเวณสี่แยก แม้นศรี พอรู้ว่าจรวดข้ามทวีปติดหัวปรมาณูตกลงกลางสี่แยกแม้นศรี เขาก็พากันออกจากบ้านเรือนของเขา เพื่อหลบหนี ไปให้ไกลที่สุดที่จะเร็วได้ แน่นอนละ ชีวิตของใครใครก็ต้อง รักเป็นธรรมดาอยู่เอง

ผู้คนเต็มถนนไปหมดจนกระทั่งรถรางและรถประจำทาง เดินไม่ได้ เจ้าแห้วต้องเปิดแตรไซเร็นท์ขอทาง รถสารวัตร ทหารบกคันหนึ่ง ซึ่งเป็นรถดอดจ์แบบตรวจการเลี้ยวมาจากมุมถนนพลับพลาไชย พอแลเห็นคาดิลแล็คเก๋งนายทหารสารวัตร ก็สั่งคนขับรถให้ติดตามมาคุ้มกัน ดร. ดิเรกกับคณะพรรคของ เขา ขณะนี้ป้ายเลขทะเบียน ก.ท. ของรถคาดิลแล็คเก๋ง ได้ เปลี่ยนเป็นป้ายพิเศษชนิดหนึ่งของกองทัพบก ซึ่งทางราชการ ทหารเพิ่งเริ่มใช้ในตอนเช้าวันนี้

ที่สี่แยกแม้นศรี ตำรวจและทหารได้กันคนและยวดยาน พาหนะทั้งสี่ด้าน ไม่ยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดเว้นแต่เจ้าหน้าที่ผ่านเข้า ไปในย่านอันตราย แต่ไม่ปรากฏว่าบริเวณสี่แยกแม้นศรีมี ประชาชนแม้แต่คนเดียว ร้านค้าต่างๆ ปิดหมด พนักงาน ประปา พนักงานรถรางต่างเผ่นหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต ผู้คนหลั่งไหลไปทางสำราญราษฎร์ วรจักร ยศเส และนางเลิ้งทิ้งบ้านช่องและร้านค้าหรือสำนักงานของเขาด้วยความกลัว จรวดปรมาณูของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่กำลังจะถล่มทลายกรุงเทพฯ ให้ราบเป็นหน้ากอง แต่หลายคนไม่รู้เรื่อง วิ่งกะเร่อ กะร่ามาทางสี่แยกสะพานแม้นศรี พอแลเห็นส่วนหางของจรวด ตั้งตระหง่านอยู่กลางสี่แยก ก็หมุนตัวกลับห้อแน่บไปอย่างไม่คิดชีวิต

คาดิลแล็คเก๋งคลานเหมือนเต่า เพราะสวนกับประชาชนที่วิ่งมาเต็มถนน ไม่มีใครสนใจกับแตรไซเร็นท์ ในที่สุด ดร. ดิเรกก็ร้องบอกเจ้าแห้ว

"เปิดแตรพิเศษซีโว้ย"

เจ้าแห้วกดปุ่มแตรพิเศษทันที ทันใดนั้นเองลำโพงในหน้าหม้อรถก็ส่งเสียงกังวานลั่นถนน

"หลีกหน่อยครับ หลีกทางหน่อยครับ นี่รถเจ้าหน้าที่ คุณป้า คุณน้า คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณหนูเล็กๆ หลบหน่อยรถเจ้าหน้าที่จะไปปฏิบัติการ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ หันมาถามนายแพทย์หนุ่ม

"ใครเป็นคนอัดเสียงนี้วะดิเรก"

"อ้ายกรครับ" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ

คาดิลแล็คเก๋งผ่านหน้าสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยไปแล้ว ถนนตอนนี้ว่างเปล่าเหมือนกับเมืองร้าง สี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างแลเห็นอาวุธจรวดข้ามทวีปขนาดใหญ่โตมโหฬารปรากฏอยู่ที่สี่แยกแม้นศรีอย่างถนัดตา ส่วนตัวของจรวดยักษ์จมลงไปในดิน แต่ถึงกระนั้นส่วนกลาง ลำตัว และส่วนหัวของมันที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินเป็นมุม ๖๐องศา ก็มีความยาวไม่ต่ำกว่า ๔ เมตร หางของมันทาสีแดง สะดุดตา

"โอ้โฮ" นิกรส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นรถ "แดงแจ๋เชียวโว้ย น่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน ชักมีกลิ่นเสียด้วยซี"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว มองดูหน้าลูกเขยจอม ทะเล้นของท่านอย่างเดือดดาล

"อ้ายกร อย่าลืมนะว่าฉันพก ๑๑ มม. ประเดี๋ยวจะเกิดยิงกันขึ้นกลางถนน"

ดร. ดิเรก สั่งให้เจ้าแห้วหยุดรถนั้นหลีกรถรางพอดี ขณะนี้การเดินรถรางสายหัวลำโพงได้หยุดชะงักลงชั่วขณะ คาดิล-แล็คเก๋งจอดห่างจากสี่แยกประมาณ ๓๐ เมตร คณะพรรคสี่สหายต่างพากันลงมาจากรถอย่างแคล่วคล่องว่องไว เจ้าแห้วถือกระเป๋าเครื่องมือของนายแพทย์หนุ่มลงมาด้วย บริเวณสี่แยกมีตำรวจและสารวัตรทหารบกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าที่ทำการประปาซึ่งตำรวจและสารวัตรทหารล้วนแต่มีท่าทีหวาดหวั่น แต่ก็ต้อง ยืนยามรักษาการณ์ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตามหน้าที่ของเขา และทางด้านฝั่งตรงกันข้ามคือหน้าออฟฟิศรถราง ทหารสื่อสารสามคนนั่งอยู่บนรถจิ๊ปวิลลี่คันหนึ่ง นายทหารซึ่งมียศเป็นร้อยโทกำลังพูดวิทยุติดต่อกับกองบัญชาการป้องกันพระนคร

พวกตำรวจและทหารแลเห็น ดร. ดิเรกกับคณะเดินเข้าไปยังจรวดยักษ์ลูกนั้น ทุกคนก็มีสีหน้าชุ่มชื่นมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น นายแพทย์หนุ่มกวักมือเรียกสารวัตรทหารคนหนึ่งเข้า มาหาเขาแล้วถามว่า

"คุณกับตำรวจทั้งหมดนี่ได้รับคำสั่งให้รักษาการณ์อยู่ที่ สี่แยกนี้ใช่ไหม"

สิบตรีทหารสารวัตรชิดเท้าตรงกระทำวันทยหัตถ์นายแพทย์หนุ่ม

"ถูกแล้วครับ"

"ดีแล้ว กลับไปบอกพวกคุณเถอะว่าเรื่องตายเป็นเรื่อง เล็กซึ่งเมื่อถึงเวลาตายแล้วทุกคนย่อมหนีความตายไม่พ้น ผมกับผู้ช่วยของผมจะช่วยกันปลดระเบิดปรมาณูออกจากจรวดนี้"

นายสิบสารวัตรหน้าซีดเผือด

"มันอยู่ที่ไหนล่ะครับท่านศาสตราจารย์" เขาถามเสียงสั่นเครือ

"นั่นน่ะซี ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันอยู่ที่ไหนแน่ อาจจะติดอยู่กับหัวจรวด หรือติดอยู่ตามลำตัวจรวดก็ได้ ซึ่ง ผมจะตรวจดูก่อนและรีบแคะมันออก แต่การแกะหรือแคะมัน อาจจะเกิดระเบิดตูมตามขึ้น"

นายสิบสารวัตรสะดุ้งโหยงเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ถ้ายังงั้นผมเห็นจะต้องเปิดละครับ"

"ฮ้า ขณะนี้ใช้กฎอัยการศึก ละทิ้งหน้าที่ขึ้นศาลทหาร นะคุณ"

"ขึ้นศาลก็ยังดีกว่าร่างกายผมแหลกละเอียดเป็นหมูบะช่อครับ โธ่-ลูกผมตั้ง ๓ คนครับท่านอาจารย์"

เสี่หงวนหัวเราะลั่น

"ท่านศาสตราจารย์ท่านล้อคุณเล่นหรอกหมู่ มือชั้นศาสตราจารย์ดิเรกแล้วขอให้หมู่ไว้ใจเถอะ ขณะนี้ลูกระเบิด ปรมาณูที่ติดอยู่กับจรวดนี้หมดอำนาจแล้ว เพราะถูกกระแส คลื่นวิทยุบังคับ"

ดร. ดิเรกยิ้มให้นายสิบสารวัตร

"ล้อเล่นนิดเดียวปอดลอยไปได้ คุณไปบอกพวกคุณ และตำรวจให้คอยกั้นประชาชนและยวดยานไว้อย่ายอมให้ผ่านมาทางสี่แยกนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ"

นายสิบสารวัตรยิ้มออกมาได้

"ไม่ต้องคอยกั้นให้เสียเวลาหรอกครับท่านศาสตราจารย์ผู้คนหลบหนีไปเกลี้ยงแล้ว หาคนทำยาสักคนเดียวก็ไม่มี รถ ก็ไม่มีครับ" พูดจบนายสิบสารวัตรทหารก็ยกมือวันทยหัตถ์ อีกครั้งหนึ่งแล้ววิ่งกลับไปหาพรรคพวกของเขา

ดร. ดิเรกไม่ได้แสดงท่าทีประหวั่นพรั่นใจแม้แต่น้อย เขาเดินตรงเข้าไปที่จรวดยักษ์และก้มลงพิจารณาดูส่วนประกอบต่างๆ พลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ ตามเข้าไปยืนข้างหลัง นายแพทย์หนุ่ม อาเสี่ยกับนิกรและเจ้าแห้วครึ่งกลัวครึ่งกล้า ทั้งสามคนยืนนิ่งเฉยจนกระทั่ง ดร. ดิเรกหันมาร้องเรียก

"มาซีโว้ย มาช่วยกัน"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ ชี้มือไปที่จรวดแล้วถามว่า

"ไม่ทำนะ"

"เออ รับรองว่าไม่มีการระเบิด"

อาเสี่ยหันมาทางเจ้าแห้ว

"แกเข้าไปก่อนซี"

เจ้าแห้วเอียงคออมยิ้ม

"ไม่เอาละครับ รับประทานมันเกิดระเบิดตูมตามขึ้นผม ก็ม่องเท่งเท่านั้น"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ถ้ามันระเบิดขึ้นจริงๆ แกอยู่ที่ไหนแกก็ไม่รอดเพราะ อำนาจระเบิดปรมาณูเพียงลูกเดียวจะถล่มกรุงเทพฯ ให้ราบไปในพริบตาเดียว และทุกคนต้องตายหมด"

นิกรถอนหายใจหนักๆ

"ใจดีสู้เสือโว้ยพวกเรา ไป-ไปช่วยกันแกะระเบิดออก เถอะ กรุงเทพฯ และประชาชนทั้งกรุงเทพฯ จะได้ปลอดภัย"

แล้วนิกรก็พากิมหงวนกับเจ้าแห้วเดินเข้าไปหยุดยืนข้างๆ จรวดอย่างปอดๆนายแพทย์หนุ่มพยายามใช้ความรู้ความสามารถของเขาสำรวจลำตัวและส่วนหางของจรวดอย่างพิจารณา เขาสั่งให้เจ้าแห้วแก้ถุงเครื่องมือออกวางบนถนนในถุงหนังสีดำซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายกระเป๋าเอกสารขนาดใหญ่นั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือใช้สำหรับช่างกลเท่าที่จำเป็น นับตั้งแต่คีมเหล็ก กุญแจปากตาย กุญแจชุดสำหรับไขและขันน็อต กุญแจเลื่อนหลายขนาด สกรูไล หรือเหล็กไขควง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือพิเศษสำหรับเครื่องยนต์อีกหลายชิ้น รวมทั้งน้ำมัน หยอดเครื่อง ค้อนและเหล็กสกัด

ดร. ดิเรกก้มลงหยิบค้อนอันหนึ่งขึ้นมาถือ เขาขมวด คิ้วย่นจ้องมองดูลำตัวของจรวดข้ามทวีปอันเป็นอาวุธร้ายแรง ของฝ่ายศัตรู แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยกค้อนขึ้นหวดลงบนลำตัว ของจรวดนั้นเสียงดังเหมือนแผ่นเหล็กที่ถูกแขกยามเคาะบอก ชั่วโมงในตอนกลางคืน

"เป๊งๆ เป๊งๆ เป๊งๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบ ท่านวิ่งอ้าวไปทางวัด สระเกศด้านถนนบำรุงเมืองอย่างไม่คิดชีวิต พล นิกร กิมหงวน และเจ้าแห้วพลอยเสียขวัญเผ่นหนีไปตามกัน ตำรวจและสารวัตรทหารเห็นผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธวิ่งหนีก็ห้อ แน่บไปคนละทาง

ดร. ดิเรกโยนค้อนทิ้งดังโครม ยกมือเท้าสะเอวร้อง ตะโกนเรียกคณะพรรคของเขาด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้....คัมแบ็ค กลับมาโว้ยไม่มีอะไร ปู้โธ่....เอาค้อน เคาะจรวดดูหน่อยเดียวเท่านั้นใส่ตีนหมาโกยอ้าวไปตามกัน"

สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วหยุดยืน รวมกลุ่มกันที่หน้าร้านขายเครื่องเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ทุก คนหันกลับมามองดูจรวดข้ามทวีปอย่างหวาดหวั่น เมื่อมอง ดูหน้ากันต่างก็อดหัวเราะไม่ได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลาง หวเราะพลาง

"พวกแกมันกระต่ายตื่นตูมแท้ๆ "

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ก็คุณพ่อวิ่งตูดแป้นมาก่อน ผมจะอยู่เอาสวรรค์วิมาน อะไรล่ะ เมื่อวิ่งก็วิ่งด้วยกัน"

กิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่นถนน

"ดิเรกมันเสือก เอาค้อนเคาะทำลายขวัญพวกเรานี่หว่า กันเองไม่ตั้งใจจะวิ่งหรอก ขามันพาตัวกันมาเอง"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมก็เหมือนกันครับ พอเห็นเจ้านายวิ่ง ผมก็ปล่อยเสียเต็มสตีม ทำเวลา ๑๐๐ เมตรเพียง ๑๐ วินาทีเท่านั้น วิ่งเร็วขนาดนี้ไปโอลิมปิคก็หวาน"

ต่างพากันเดินกลับไปที่สี่แยก ตำรวจกับสารวัตรทหารค่อยๆ โผล่ออกมาตามมุมและตามซอกต่างๆ ทุกคนหายใจไม่ใคร่จะทั่วท้อง ซึ่งใครๆ ก็รู้ดีว่าอำนาจของระเบิดปรมาณูนั้น มันร้ายแรงเพียงใด เมืองใหญ่ๆ ขนาดนางาซากิตูมเดียว ทั้ง อาคารบ้านเรือนและผู้คนไม่มีอะไรเหลือ

เมื่อสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเดินเข้า มาหา ดร. ดิเรก นายแพทย์หนุ่มก็หัวเราะชอบอาชอบใจ เขามองดูพ่อตาและเพื่อนเกลอของเขาอย่างขบขัน แล้วพูด พลางหัวเราะพลาง

"ชีวิตของไอไอก็ต้องรัก เชื่อภูมิกันบ้างซีวะ ระเบิด ปรมาณูน่ะไม่ใช่ประทัดลมได้รับความกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยก็ระเบิดเปรี้ยงปร้าง เมื่อเครื่องกลไกของมันไม่ทำงานถึง จะเอาค้อนทุบมันสักร้อยทีมันก็ไม่ระเบิด"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาเถอะ ถึงมันไม่ระเบิดแกก็อย่าทำอะไรให้หวาดเสียวเลย จะแกะหรือจะแคะมันออกก็ค่อยๆ ทำดีกว่า"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะช้าๆ พลางหัวเราหึๆ

"พวกยูขี้ขลาดมาก เท่าที่กันเอาค้อนทุบตัวจรวดก็เพื่อตรวจค้นห้องที่บรรจุระเบิดปรมาณู ช่วยกันค้นหาเถอะ มันจะต้องมีช่องใดช่องหนึ่งที่ลำตัวจรวดนี้" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ ก้มลงหยิบค้อนขึ้นมาอีก

ทุกคนถอยหลังกรูด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที "เฮ้ยๆๆ แกจะเคาะอีกหรือดิเรก"

"ออไร๋ ต้องเคาะดูครับ"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานวิธีที่น่ารักกว่านี้ไม่ มีหรือครับ" นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้เจ้าแห้ว

"กันมีความรู้และเข้าใจในเรื่องอาร์ต็อมมิบ็อมบ์เป็น อย่างดี อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ"

แล้ว ดร. ดิเรกก็ใช้ค้อนเคาะลำตัวจรวดอีก สามสหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนกระสับกระส่ายไปตามกัน สักครู่หนึ่งนายแพทย์หนุ่มก็หยุดเคาะแล้วโยนค้อนทิ้ง ใบหน้า ของดร. ดิเรกยิ้มระยื่นผิดปกติ เขาชี้มือลงที่จุดๆ หนึ่งบน ลำตัวด้านขวาของจรวดนั้นแล้วกล่าวว่า

"อยู่ที่นี่แน่นอน มาดูซี มันสร้างห้องบรรจุระเบิดปรมาณูไว้เรียบร้อยดีมาก แต่ไม่เกิน ๑๐ นาทีกันจะระเบิด ช่องนี้เอาลูกระเบิดมหาประลัยออกมาได้ อ้ายแห้วขนเครื่อง มือมานี่ พลไปบนรถพูดวิทยุบอกไปที่กองบัญชาการหน่อย โว้ย บอกว่าเราพบตำแหน่งระเบิดปรมาณูที่จรวดข้ามทวีปแล้ว เรากำลังจะนำมันออกจากจรวด ให้กองบัญชาการรีบออกคำ แถลงการณ์ประกาศวิทยุทุกสถานีโดยเร็วที่สุดว่าพระนครและประชาชนชาวพระนครปลอดภัยแล้ว"

พลรีบเดินไปที่รถคาดิลแล็คเก๋ง เจ้าแห้วเดินไปยกห่อ เครื่องมือเอามาวางบนถนนข้างหน้านายแพทย์หนุ่ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเสี่ยหงวนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ต่อ จากนั้น ดร. ดิเรกก็ลงมือเปิดซองบรรจุระเบิดปรมาณูด้วยเครื่องมือของเขา โดยมีท่านเจ้าคุณกับนิกรและเสี่ยหงวนเป็น ผู้ช่วย ส่วนเจ้าแห้วคอยส่งเครื่องมือให้ หลังจากนั้นสักครู่ พลก็กลับมาช่วยเหลืออีกคนหนึ่ง

ในที่สุดช่องสี่เหลี่ยมกว้างหนึ่งฟุตและยาวสองฟุตก็ถูกเปิดออกด้วยความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ดร. ดิเรกทำงานอย่างใจเย็น ฮัมเพลงฝรั่งไปตลอดเวลา เขาเอื้อมมือเข้าไปในช่องนั้นใช้เครื่องมือของเขาถอดชนวนเวลาออกโดย ใช้เวลาอีกเพียง ๕ นาทีเป็นอย่างมาก พอถอดชนวนเวลา ออกมาได้นายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"อ๋อไร๋ ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ อ้า-อ้ายหงวนช่วย อุ้มระเบิดออกมาหน่อยเถอะวะ น้ำหนักของมันไม่เกิน ๒๐ กิโลกรัม คงไม่หนักเท่าใดนัก มันวางอยู่ในที่บังคับ แต่กัน ถอดแกนที่บังคับออกแล้ว ขอแรงหน่อยเพื่อน"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"เดี๋ยวโว้ย ถามหน่อย...ถ้ากันควักมันออกมาและบังเอิญพลาดพลั้งพลัดตกจากมือกันมันจะระเบิดไหมหมอ"

"โน" ดร. ดิเรกร้องลั่น แล้วชูชนวนลูกระเบิดให้ดู "ชนวนของมันที่จะทำให้ระเบิดอยู่ที่นี่"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"อย่าล้อเล่นนะโว้ย ตูมเดียวกรุงเทพฯ เตียนโล่งไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเสี่ยหงวนดังพลั่ก

"นี่แน่ะเตียนโล่ง"

อาเสี่ยสูดปากลั่นแล้วหัวเราะหึๆ ดร. ดิเรกกล่าวกับกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าร่ำไรโว้ย"

อาเสี่ยล้วงมือทั้งสองเข้าไปในช่องลำตัวของจรวดหาง แดง นึกสนุกขึ้นมาเขาก็ร้องสุดเสียงแล้วกระชากมือออกมา โดยเร็ว ดร. ดิเรกกับ พล นิกร เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้า แห้วกระโดดถอยหลังเผ่นไปคนละทาง อาเสี่ยหัวเราะงอหาย คราวนี้ ดร. ดิเรกรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่งที่เขาตกใจไม่ทัน ระวังตัว

"ยังไงหมอ ล้อเล่นนิดเดียวอกสั่นขวัญแขวนเชียวรึ"

ทุกคนเดินเข้ามาหาเสี่ยหงวน นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"เล่นภาษาส้นเท้าอะไรก็ไม่รู้ มันตกใจไม่ใช่หรือ อื้อฮือ... ใจหายหมดเลย นึกว่าระเบิดตูมตามขึ้นแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"เปล่า ไม่มีอะไรหรอก" เขาพูดพลางหัวเราะพลาง "พอกันยื่นมือเข้าไปลูกระเบิดมันงับมือกันว่ะ เลยตกใจรีบดึงมือออกมา"

อาเสี่ยล้วงมือทั้งสองเข้าไปในช่องนั้นอีก พลบุ้ยใบ้กับ ดร. ดิเรกและนิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเขาก็ย่องเข้ามาข้างหลังกิมหงวน ยกมือทั้งสองตะครุบเอวอาเสี่ยไว้พลางร้อง ขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ตูม"

"ว้าย" กิมหงวนร้องสุดเสียงกระชากมือออกมาจากช่องนั้นยืนตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจ พอได้สติเขาก็ปราดเข้าเตะ พลเต็มแรง แต่พลปิดไว้ได้ "เล่นยังงี้ได้รึอ้ายเปรต แล้วกัน ซีโว้ย...นึกว่าตายเสียแล้ว"

คราวนี้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่าเสียงอหาย พลเห็นกิม หงวนโกรธเขาจริงๆ ก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอโทษทีโว้ แกกลัวด้วยรึ"

"ก็กลัวน่ะซี" เสี่ยหงวนตวาดลั่นแต่แล้วก็ยิ้มออกมาได้

สักครู่หนึ่งอาเสี่ยก็ล้วงระเบิดมหาประลัยออกมาจากช่องลำตัวของจรวดนั้น รูปลักษณะของมันเหมือนกระบอกไม้ไผ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ นิ้ว และยาว ๒ ฟุต แต่วัตถุสิ่งนี้แหละสามารถที่จะถล่มทลายเมืองใหญ่ๆ ให้ราบเป็นหน้ากลองและสังหารมนุษย์นับแสนชั่วพริบตาเดียว อาเสี่ยค่อยๆ วางระเบิดปรมาณูลงบนพื้นถนนแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก

ดร. ดิเรกมองดูระเบิดปรมาณูของฝ่ายศัตรูอย่างสนใจ สักครู่หนึ่งเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-ฉันให้แกเก็บไว้เป็นที่ระลึก เอาไปเก็บไว้ที่ห้องนอนแกก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานไม่สำเร็จหรอกครับ ทั้งๆ ที่ทราบว่า คุณหมอเอาชนวนมันออกแล้ว ผมเห็นมันเข้าขนลุกซู่"

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"แกจะจัดการกับระเบิดปรมาณูลูกนี้อย่างไรต่อไป"

ดร. ดิเรกหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"เอามันไปกองบัญชาการก่อนครับ ไปให้ท่านผู้บัญชา การและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ดู บางทีก็จะให้หนังสือพิมพ์ถ่ายรูปไปลง หลังจากนั้นผมจะเอาไปบ้านเพื่อศึกษาหาความรู้จาก ระเบิดปรมาณูของข้าศึก เปรียบเทียบกันดูว่าระเบิดปรมาณู ของผมกับของศัตรูของใครจะมีอานุภาพร้ายแรงกว่ากัน และ เขามีวิธีสร้างเครื่องกลไกบังคับอย่างไร ซึ่งเท่าที่มองเห็นก็รู้สึกว่าแตกต่างกว่าของผม"

พลมองดูจรวดยักษ์แล้วถามว่า

"แล้วจรวดนี้ล่ะ"

ดิเรกว่า "กันจะขอให้ท่านผู้บัญชาการสั่งให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธมาขุดมันเอาไปไว้ที่เขตทหารแห่งใดแห่งหนึ่ง จรวด ข้ามทวีปนี้มีประโยชน์แก่กันมากทีเดียว แต่กันจะไม่สร้างจรวดแบบนี้ กันจะสร้างจรวดขนาดเล็กใช้วิทยุบังคับสำหรับทำลายเรือรบหรือเครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึก จรวดข้ามทวีปเป็น อาวุธสำหรับรุกราน ซึ่งประเทศไทยเราไม่เคยคิดที่จะรุกราน ใคร นอกจากป้องกันตัวเราเมื่อถูกเขารุกราน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของ ประเทศไทยเราโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ยังไม่ปลอดภัยนัก เราอาจ จะถูกโจมตีด้วยอาวุธจรวดอีก"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ แน่นอนเหลือเกินครับ เมื่อจรวดติดระเบิด ปรมาณูใช้การไม่ได้ผล ฝ่ายศัตรูอาจจะส่งจรวดนี้ใช้หัวของ มันเป็นระเบิดทำลายขนาดใหญ่มาบ็อมบ์เราก็ได้ หรือถ้าหัว จรวดเป็นระเบิดเพลิงเราก็แย่เหมือนกัน"

พลพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"อุ้มระเบิดไปที่รถเราโว้ยอ้ายแห้ว

เจ้าแห้วมองไปที่รถคาดิลแล็คเก๋งซึ่งจอดอยู่ในหลีกรถ รางสายหัวลำโพง

"แหม-รับประทานกว่าจะอุ้มไปถึงรถก็คงลิ้นห้อยเหมือนกันครับ รับประทานผมไปเอารถมาที่นี่ดีกว่า" พูดจบเจ้าแห้วก็วิ่งเหยาะๆ ตรงไปที่รถเก๋งราคาสองแสนของอาเสี่ยกิม หงวน

ในชั่วโมงนั้นเอง สถานีวิทยุทุกแห่งก็ออกอากาศอ่าน คำแถลงการณ์ของกองบัญชาการป้องกันพระนครมีใจความ สำคัญว่า เมื่อเวลา ๑๒.๐๐ น. ตรง ฝ่ายศัตรูได้ยิงอาวุธจรวด ข้ามทวีปติดระเบิดปรมาณูผ่านเหนือน่านฟ้าอรัญประเทศเข้ามายังจังหวัดพระนคร จรวดยักษ์ของข้าศึกได้ตกลงกลางสี่แยก แม้นศรีและส่วนหัวของจรวดจมลงไปในดิน ๒ เมตรเศษ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญของกองทัพไทยกับผู้ช่วยของเขาได้รุดไปยังที่จรวดตกและรีบปลดระเบิด ปรมาณูออกจากลำตัวจรวดนั้นได้ กองบัญชาการป้องกัน พระนครได้ขอร้องให้ประชาชนชาวพระนครและธนบุรี ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ และรับรองว่า อาวุธจรวดข้ามทวีปติดระเบิดปรมาณูของศัตรูนั้นได้ถูกกระแสคลื่นวิทยุพิเศษของ ดร. ดิเรก บังคับทำให้กลไกชนวนระเบิดหยุดทำงานไม่มีโอกาสที่จะระเบิดได้ รัฐบาลของเราจะจัดการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไรนั้นให้ ประชาชนคอยฟังคำแถลงการณ์ของรัฐบาลจากวิทยุกระจายเสียงต่อไป

จันทร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๐๒

บ้าน 'พัชราภรณ์ ' มีทหารพลุกพล่านผิดปกติ กำลัง สารวัตรทหารบกหนึ่งหมวดทำหน้าที่เฝ้าบ้านคุ้มครองจอม นักวิทยาศาสตร์ของเราโดยร่วมมือกับตำรวจอีกหนึ่งหมวด ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีรถถัง เอ็ม. ๒๔ อีกหนึ่งคันจอดจังก้าอยู่ ในสนามหน้าตึกของบ้าน 'พัชราภรณ์ ' ทางราชการได้จัดการป้องกันแข็งแรงเช่นนี้ก็เพราะแผนกสืบ ราชการลับของกระทรวงกลาโหมได้สืบทราบมาว่าฝ่ายศัตรูได้ จ้างคนมาฆ่า ดร. ดิเรกด้วยจำนวนเงินล้าน ทั้งนี้ก็เพราะ นายแพทย์หนุ่มของเราเป็นบุคคลสำคัญยิ่ง ในการป้องกัน ประเทศชาติและสร้างอาวุธให้แก่กองทัพไทย

คุณหญิงวาดและสี่นางได้เอาใจใส่เลี้ยงดูพวกทหารและตำรวจอย่างดีที่สุด จัดหาหนังสือพิมพ์และนวนิยายมาให้อ่าน อนุญาตให้สารวัตรทหารและตำรวจเล่นเปียนโนเปิดวิทยุหรือ เล่นแผ่นเสียงกันตามสบาย

ดร. ดิเรกกับเพื่อนเกลอของเขาขลุกอยู่ในห้องทดลอง วิทยาศาสตร์ตลอดวัน ซึ่งภายในห้องนี้มีทหารสื่อสาร ๒ คนประจำอยู่ด้วยทำการติดต่อกับกองบัญชาการป้องกันพระนคร โดยทางวิทยุโทรศัพท์และโทรศัพท์สนาม ทหารสื่อสารที่เป็น เวรจะต้องรายงานให้กองบัญชาการทราบทุกระยะ ๑๕ นาที ว่า ดร. ดิเรกกับผู้ช่วยของเขาปลอดภัย ระหว่างนี้คณะพรรค สี่สหายได้รับการขอร้องจากท่านผู้บัญชาการไม่ให้ออกจากบ้านไปไหน เพราะเหตุการณ์กำลังอยู่ในระหว่างคับขัน ดร. ดิเรก กับผู้ช่วยของเขาอาจจะถูกทำร้าย หรือมิฉะนั้นสงครามอาจจะเกิดขึ้นในนาทีใดนาทีหนึ่งก็ได้

นายแพทย์หนุ่มกำลังใช้ความรู้ความสามารถของเขา เพื่อสร้างเครื่องมือบังคับจรวดที่กำลังบินอยู่ในท้องฟ้าให้ เครื่องยนต์หยุดทำงาน ดร. ดิเรกมั่นใจว่า เขาอาจจะทำได้สำเร็จในไม่ช้านี้ และถ้าทำได้อาวุธจรวดของข้าศึกก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย

มันเป็นเวลา ๑๖.๐๐ น.

ดร. ดิเรก ง่วนอยู่กับเครื่องกลไกไฟฟ้าของเขาทางด้าน ขวาของห้องทดลองตามลำพัง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล นิกร กิมหงวน นั่งเล่นไพ่ต่อแต้มกันอยู่ที่โต๊ะริมประตูห้อง ส่วน เจ้าแห้วนั่งสนทนากับนายสิบทหารสื่อสาร ๒ คน ซึ่งเพิ่งมารับเวรเมื่อ ๑๖.๐๐ น. นี้จากเพื่อนของเขา

เมื่อเสียงสัญญาณโทรศัพท์สนามดังขึ้น สิบตรีร่างใหญ่ ซึ่งกำลังสนทนากับเจ้าแห้วก็รีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นทันที

"ฮัลโล...บ้านท่านศาสตราจารย์ครับ"

เขาพูดโต้ตอบกับทหารสื่อสารของกองบัญชาการเพียงครู่เดียวก็รีบวางหูโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เหล็ก เดินตรง เข้าไปหา ดร. ดิเรก พอผ่านโต๊ะสามสหายสิบตรีผู้นั้นก็บอกให้ทราบ

"ข้าศึกยิงจรวดมาอีกแล้วครับ"

พล นิกร กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างทิ้งไพ่ลง บนโต๊ะแล้วเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ส.ต. เล็ก เอี่ยมอ่อง ปราดเข้า ไปหยุดยืนเบื้องหน้านายแพทย์หนุ่มแล้วรายงานให้เขาทราบ

"ท่านศาสตราจารย์ครับ กองบัญชาการโทรศัพท์มาให้ เรียนท่านว่า จรวดขนาดเล็กของข้าศึกหนึ่งลูกกำลังบินผ่าน จังหวัดปราจีนบุรี ในระยะสูงบ่ายหน้าตรงมายังกรุงเทพฯ ครับ"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่นแล้วพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ ออไร๋ คุณโทรไปที่กองบัญชาการเดี๋ยวนี้ให้เขา เรียนท่านผู้บัญชาการว่า ผมได้ปล่อยกระแสคลื่นวิทยุพิเศษแล้วถ้าเป็นจรวดติดระเบิดปรมาณูก็ไม่มีความหมายอะไร"

ส.ต. เล็กรับคำสั่งแล้วหมุนตัวกลับวิ่งเหยาะๆ กลับไปที่โทรศัพท์สนามและเครื่องรับส่งวิทยุ นายแพทย์หนุ่มผุดลุกขึ้น ยืน เลื่อนตัวไปที่เครื่องวิทยุพิเศษของเขา จัดแจงเปิดกระแสคลื่นทันที

แต่จรวดของฝ่ายศัตรู ซึ่งเป็นจรวดขนาดเล็กเป็นจรวด ระเบิดเพลิง หัวของจรวดนั้นคือลูกระเบิดเพลิงขนาดใหญ่ ดัง นั้นกระแสคลื่นวิทยุของ ดร. ดิเรกที่ส่งออกไปนั้นจึงไม่ก่อให้ เกิดประโยชน์อะไร

เสียงจรวดครางกระหึ่มเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ แล้วเสียงของมันดังคล้ายกับเครื่องบินไอพ่น จรวดระเบิดเพลิงบินอยู่ใน ระยะสูงเกือบ ๓,๐๐๐ เมตร ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมงและกำลังบ่ายหน้าเข้าสู่กลางพระนครด้วยการคำนวณอันแม่นยำของฝ่ายศัตรู

เมื่อเสียงเครื่องยนต์ของจรวดเงียบหายไป สามสหายก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหา ดร. ดิเรก แล้วนิกรก็กล่าวขึ้นว่า

"ว่าไงโว้ยหมอ แกกำลังจะพาพวกเราไปแคะระเบิด ปรมาณูที่จรวดอีกใช่ไหม"

"ถ้าเป็นจรวดติดหัวระเบิดปรมาณูเราก็ต้องไป แต่มัน อาจจะเป็นจรวดระเบิดทำลายหรือระเบิดเพลิงก็ได้ คอยฟังข่าว จากศูนย์รวมข่าวเดี๋ยวก็รู้"

ดร.ดิเรกเดินนำหน้าพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯไปหาทหารสื่อสารทั้งสองคนซึ่งเจ้าแห้วนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นด้วย ขณะ นี้ ส.ต. เล็ก กำลังติดต่อกับกองบัญชาการแต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยกหูโทรศัพท์สนามแนบไว้กับหูของเขา ส่วนนายสิบ อีกคนหนึ่งนั่งประจำเครื่องรับส่งวิทยุขนาดเล็กเตรียมไว้ใช้เมื่อ โทรศัพท์สนามขัดข้องหรือถูกตัดสาย

สักครู่หนึ่ง ส.ต. เล็ก เอี่ยมอ่อง ก็เงยหน้าขึ้นมองดู นายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"ท่านศาสตราจารย์ครับ กองบัญชาการแจ้งมาว่า จรวดตกในบริเวณสนามม้าราชตฤณมัยสมาคมครับ และเป็น จรวดระเบิดเพลิงอย่างร้ายแรง"

"มายก๊อด " ดร. ดิเรกคราง "เล่นสกปรกมาก อย่างนี้เป็นการลอบทำร้ายกันชัดๆ มันจะเผากรุงเทพฯ ด้วยอาวุธจรวด"

พลหน้าสลดเต็มไปด้วยความเป็นห่วงพี่น้องร่วมชาติ ที่จะต้องได้รับภัยพิบัติจากสงครามที่ไม่ประกาศ

"เราไม่มีทางแก้ไขอะไรหรือหมอ ถ้ามันยิงมาอีกสัก ๒๐ ลูกเราจะทำอย่างไร กรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นทะเลเพลิง ไปเท่านั้น"

ดร. ดิเรกผิวปากหวือ

"การแก้ไขจะทำได้โดยวิธีเดียวคือใช้เครื่องบินประ-จัญบานของเราสกัดกั้นยิงจรวด ให้ระเบิดเสียก่อนที่มันจะ เข้าถึงกรุงเทพฯ แต่ถ้าจรวดมีความเร็วกว่าเครื่องบินก็เห็น จะทำอะไรมันไม่ได้ ฉันคิดว่าป่านนี้ฝูงบินไอพ่นประจัญบาน ของเราคงเตรียมพร้อมแล้ว เพราะอย่างไรข้าศึกก็คงจะยิง จรวดมาอีกในชั่วโมงนี้หรือในสองสามนาทีนี้"

เสียงสัญญาณโทรศัพท์สนามดังขึ้นอีก ส.ต. เล็กรีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูดกับศูนย์รวมข่าวของกองบัญชาการ สักครู่เขา ก็วางหูโทรศัพท์แล้วเงยหน้าขึ้นมองดู ดร. ดิเรก

"ท่านครับ ยานอากาศรายงานมาอีกแล้ว จรวดขนาด เล็ก ๓ ลูกกำลังผ่านอรัญประเทศมุ่งตรงมากรุงเทพฯ "

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"สงครามเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่ง เขาต้องการรบเรา" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหนักๆ "ขึ้นไป บนดาดฟ้าเถอะพวกเรา บางทีเราอาจจะได้เห็นไฟไหม้หรือ ได้เห็นเครื่องบินประจัญบานของเราไล่ยิงจรวด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่านายสิบทหารสื่อสาร

"หลานชาย ถ้ามีคำสั่งถึงดิเรกเธอโน้ตไว้นะ และถ้า ท่านผู้บัญชาการต้องการพูดโทรศัพท์กับดิเรก ก็ขึ้นไปตามบน ดาดฟ้า พวกเราจะขึ้นไปสังเกตการณ์ข้างบน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันออกไปจากห้อง ทดลองวิทยาศาสตร์อย่างร้อนรน เจ้าแห้วผุดลุกขึ้นติดตาม ไปด้วย เมื่อเข้ามาในห้องโถงชั้นล่างคณะพรรคสี่สลายก็แล เห็นท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด และสี่นางยืน รวมกลุ่มกันอยู่ในห้องโถง คุณหญิงวาดงันงกตกประหม่า อกสั่นขวัญแขวนตามธรรมเนียมของคนมีเงินที่กลัวตาย

"พ่อดิเรก" คุณวาดร้องลั่น "ทหารรถถังเขาขึ้นมา บอกเมื่อกี้นี้ว่าข้าศึกมันยิงจรวดมาอีกหนึ่งตัวใช่ไหม"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ออไร๋ กองบัญชาการบอกมาแล้วครับ จรวดตก ที่สนามม้านางเลิ้ง เป็นระเบิดเพลิงอย่างร้ายแรง ขณะนี้ จรวดอีก ๓ ลูกกำลังผ่านอรัญประเทศตรงมากรุงเทพฯ "

คุณหญิงวาดทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ตายแล้ว เธอคิดว่ามันจะตกลงมาที่บ้านเราไหม"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ใจเย็นๆ เถอะครับคุณอา บ้านในกรุงเทพฯ มีตั้งหลายแสนหลังคาเรือน ถ้ามันลงบ้านเราก็ซวยเต็มทน"

นิกรยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ว่าคาถาซีครับคุณอา นะมะพะทะ แค่นี้แหละผม รับรองว่าแคล้วคลาดแน่ๆ "

"อุ๊ย ฉันไม่เชื่อแกหรอก อ้ายมะกอกสามตะกร้า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตบหลังเมียรักของท่าน

"คนเราเรื่องมันจะตายทำอย่างไรมันก็หนีความตายไปไม่พ้น ดูแต่พระข้างบ้านเราก็แล้วกัน อ้วนท้วนแข็งแรงออก อย่างนั้น แลเห็นหลานสาวคนเล็กรำละครให้ดู หัวเราะ ชอบอกชอบใจว่าเสียงอหายเลยขาดใจตายไปเลย อนิจจังไม่เที่ยงคุณหญิง"

นันทาพูดเสริมขึ้น "คุณอาอย่ากลัวจนเกินไปซีคะ พยายามคุมสติไว้บ้าง พอทหารรถถังเขาขึ้นมาบอกว่าข้าศึก ยิงจรวดมาอีกคุณอาทำอะไรไม่ถูกตัวซีด ตัวสั่น ยังงี้ก็แย่ซีคะ"

นวลลออพูดปลอบใจคุณหญิงวาด

"อยู่ในบ้านเราปลอดภัยค่ะเพราะเราอยู่นอกเมือง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เป็นความจริงคุณหญิง บ้านเราที่นี่ปลอดภัยแน่ ขึ้น ไปดูจรวดบนดาดฟ้าเถอะครับ อีกสักครู่จรวด ๓ ลูกคงจะผ่านมาและไปตกกลางเมือง"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"ไม่ละค่ะ ใครอยากดูก็ขึ้นไปดูเถอะ"

ประไพว่า "คุณอาอยู่ข้างล่างถ้าจรวดมันเลื้อยเข้ามาในบ้านเราคุณอาจจะทำอย่างไรคะ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งสุดตัว แล้วทำตาเขียวกับหลานสะใภ้ ของท่าน

"พูดเป็นบ้า จรวดมันเป็นงูหรืออย่างไรจะได้เลื้อยเพ่น พ่านไปมา มันหล่นลงมาจากอากาศมันก็ระเบิด อาพอจะรู้หรอกน่า"

ประภาดุน้องสาวของหล่อน

"รู้ว่าคุณอาท่านกลัวไพก็ชอบพูดทำลายขวัญท่าน ตัวอยากจะขึ้นไปบนดาดฟ้าก็ไปซี พี่จะอยู่เป็นเพื่อนคุณอาท่าน สงสารท่านออก"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันขึ้น บันไดไปชั้นบน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาคุณหญิงวาดไปนั่งบน โซฟา นันทา, นวลลออ, ประภา และประไพนั่งร่วมวง สนทนาด้วย

จรวดระเบิดเพลิงสามลูกซึ่งข้าศึกยิงมาจากฐานจรวดนอกประเทศไทยแห่งหนึ่ง ได้บินมาถึงชานพระนครแล้ว เสียงเครื่องยนต์ของจรวดครางเฟี้ยวฟ้าวสั่นสะเทือนขวัญ มันบินเรียงกันมาเป็นแถวเรียงเดี่ยว และบินรักษาระยะได้ดีเหมือน กับมีคนบังคับ

ระยะนี้เอง เอฟ. ๔๘ ไอพ่นประจัญบานของเรารวม ๙ เครื่อง ซึ่งบินเกาะหมู่กันมาในระยะสูงลิบจนแทบจะมองไม่เห็นลำ ได้แตกแยกออกจากหมู่ดำดิ่งลงมาสกัดกั้นจรวดระเบิดเพลิงของฝ่ายแดงทันที ประชาชนที่อยู่นอกเมืองทางทิศตะวันออกต่างแลเห็นเครื่องบินรบของเราพ่นกระสุนปืนกลอากาศ เข้าใส่จรวดทั้ง ๓ ลูกอย่างน่าตื่นเต้น

จรวดลูกแรกถูกยิงระเบิดกลางอากาศ หลังจากนั้นจรวด ลูกที่สองและลูกที่สามก็ถูกยิงระเบิดเช่นเดียวกัน ประชาชน ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ต่างกระโดดโลดเต้นไชโยโห่ร้องดีอกดีใจไปตามกัน ไอพ่นประจัญบานซึ่งมีเครื่องหมายธงไตรรงค์ ต่างบินเกาะหมู่กันบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อทำหน้าที่คอยสกัดกั้นทำลายอาวุธจรวดของข้าศึกต่อไป

"เว้ล-เวล-เหว่ล" ดร. ดิเรกครางออกมาด้วยความ พอใจ "ชาวพระนครโชคทีที่กองทัพอากาศของเรามีเครื่องบิน รบที่ทันสมัยเช่นนี้ ประกอบด้วยนักบินของเรามีสมรรถภาพ อย่างสูง ถ้าเรามีเครื่องบินที่ช้ากว่าจรวดป่านนี้กรุงเทพฯ ก็ คงเกิดไฟไหม้ถึง ๓ แห่ง ผู้คนนับหมื่นจะไม่มีที่อยู่ ทรัพย์ สมบัติจะเสียหายเป็นร้อยล้าน"

พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ออไร๋ ไม่ปลอดภัยแน่นอน ข้าศึกคงจะโจมตีเราด้วย อาวุธจรวดอีก ไอคิดว่ารัฐบาลคงจะสั่งให้ประชาชนอพยพ เหตุการณ์เช่นนี้เข้าขั้นสงครามแล้ว อีกสักสามวันกำลังรบของ ส.ป.อ. คงจะมาถึงกรุงเทพฯ สงครามโลกครั้งที่ ๓ เห็นจะ หลีกเลี่ยงไม่ได้ และประเทศไทยเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งของ สนามรบ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"รบกันดีโว้ย กว่าสงครามเลิกคงได้กำไรจากการเซ็งลี้หลายล้าน ขายเหล็ก ขายตะปู ขายโซดาไฟ อะไรๆ ล้วนแต่ เป็นเงินทั้งนั้น"

ส.ต. เล็ก เอี่ยมอ่อง ทหารสื่อสารเดินขึ้นบันไดมาบน ดาดฟ้าหลังคาตึกบ้าน "พัชราภรณ์" ดร. ดิเรกแลเห็นเข้าก็ โบกมือให้

"ฮัลโล ว่าไงน้องชาย"

ส.ต. เล็กเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรงเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

"พลอากาศโท หลวงอุตลุดเวหา ผู้ช่วยผู้บัญชาการป้องกันพระนคร โทรศัพท์มาสั่งให้เรียนท่านศาสตราจารย์กับผู้ช่วยของท่านทุกคนว่าท่านมีราชการด่วนมากจะมาพบครับ ขณะนี้ท่านออกเดินทางจากกองบัญชาการมานี่แล้ว"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ขอบใจมากหมู่ เราจะลงไปคอยต้อนรับท่านเดี๋ยวนี้ หมู่บอกพวกสารวัตรและทหารรถถังให้รู้ตัวเสียด้วยซี ว่าเจ้านายจะมา"

ส.ต. เล็กยิ้มให้ ดร. ดิเรกแล้วพาตัวลงไปจากดาดฟ้า นายแพทย์หนุ่มพาคณะพรรคของเขาติดตามไป

นาฬิกาเรือนใหญ่ในห้องโถงบอกเวลา ๑๖.๔๐ น.

โอลสโมบิลเก๋งคันใหญ่มีแผ่นป้ายเครื่องหมายพิเศษของกองทัพบกโดยเฉพาะคันหนึ่งได้เลี้ยวเข้ามาในบ้าน "พัชรา-ภรณ์" อย่างแช่มช้า มีรถแบบตรวจการบรรทุกสารวัตรทหาร บก ๖ คนติดตามมาด้วยอย่างใกล้ชิด

บรรดาตำรวจและสารวัตรซึ่งทำหน้าที่คุ้มกัน ดร. ดิเรก ต่างยืนเรียงรายสองฟากถนนคอนกรีตกระทำความเคารพท่าน รองผู้บัญชาการป้องกันพระนครอย่างแข็งแรง ส่วนทหารรถถัง เอ็ม ๒๔ รวม ๕ คน ยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวกระทำความ เคารพอยู่ข้างรถถังคนนั้น

โอลสโมบิลคลานเอื่อยๆ นำหน้าพรรคตรวจการแล่นมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึกพอดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน สิบเอกคนขับรถโอลสโมบิลรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังให้ท่านนายพลอากาศหลวงอุตลุดฯ เสืออากาศรุ่นลายครามพาร่างอันบอบบางก้าวลงมาจากรถอย่าง สง่าผ่าเผย ในเครื่องแบบสีเทาของนายพลอากาศ สี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างก้มศีรษะทำความเคารพท่านรองบัญชาการอย่างพร้อมเพรียงกัน หลวงอุตลุดฯ ชิดเท้าตรงวันทยหัตถ์รับความเคารพอย่างยิ้มแย้มแล้วเดินขึ้นบันไดไปบนตึกยื่นมือ ให้ทุกคนจับ

"ท่านศาสตราจารย์เห็นไอพ่นประจัญบานของเรายิง ทำลายจรวดของข้าศึกหรือเปล่าครับ" หลวงอุตลุดถามยิ้มๆ แล้วถอดหมวกแก๊ปออกหนีบรักแร้ไว้

"เห็นครับ เห็นถนัดทีเดียว นักบินของเรามีสมรรถภาพเข้มแข็งน่าชมมาก"

หลวงอุตลุดฯ ยิ้มแก้มแทบแตก

"เด็กๆ ของผมทั้งนั้น แล้วก็เป็นนายทหารหนุ่มๆ ที่ กำลังห้าวหาญไม่กลัวตาย นี่ดีว่าเป็นจรวดนะครับ ถ้าเป็น เครื่องบินข้าศึกท่านศาสตราจารย์กับเจ้าคุณ และพวกคุณๆ เหล่านี้ก็คงจะเห็นนักบินในบังคับบัญชาของผมบินผาดแผลงอย่างน่าดู ในเรื่องการฝึกผมเข้มงวดมากครับ นักบินกองบิน ยุทธการทุกคนต้องบินหงายท้องจากดอนเมืองไปเชียงใหม่กลับไปกลับมาได้อย่างสบาย พอถึงดอนเมืองพลิกกลับกางฐานลูกล้อลงสนามได้เลย"

พลยิ้มให้ท่านรองผู้บัญชาการแล้วผายมือไปทางห้อง รับแขก

"เชิญคุณหลวงในห้องรับแขกเถอะครับ"

"ขอบคุณมากคุณพล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายพาท่านนายพลอากาศเข้าไปในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าคุณ ปัจจนึกฯ กับหลวงอุตลุดฯ ต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวม คนละตัว ส่วน พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก นั่งบน โซฟาใหญ่ตัวเดียวกัน เจ้าแห้วนำเครื่องดื่มกับบุหรี่เข้ามาเสิร์ฟทันที แล้วถอยออกไปยืนรวมกลุ่มกับพวกสารวัตรทหารที่หน้า ห้องรับแขก

หลวงอุตลุดฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวานว่า

"ท่านผู้บัญชาการได้ปรึกษากับผม และผู้ช่วยของท่าน อีกสองคนเมื่อสักครู่นี้ถึงเรื่องข้าศึกใช้อาวุธจรวดโจมตีเรา เรา ต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าฝ่ายศัตรูไม่สามารถที่จะให้ คนของเขาที่ทำงานใต้ดินอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อวินาศกรรมได้ เนื่องจากทหารและตำรวจของเราระมัดระวังตัวเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ศัตรูจึงใช้อาวุธจรวดโจมตีเราด้วยเจตนาจะเผากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนต้องประสบอัคคีภัยได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนอัน จะเป็นเหตุให้เกิดจลาจลอลหม่าน เกิดการปล้นสะดมแย่งชิง กับรบราฆ่าฟันกันเอง เราไม่เชื่อว่าฝ่ายศัตรูจะใช้กำลังทหารรุกรานเราขณะนี้ เพราะเรามีกองทัพภาคีซีโต้คอยช่วยเหลือ เรา นอกจากนี้ข้าศึกยังไม่พร้อมที่จะรบ แต่ข้าศึกจะหาทาง ทำลายประเทศชาติของเราทุกวิถีทาง เพียงแต่ยิงจรวดระเบิด เพลิงหรือระเบิดทำลายมาตกในกรุงเทพฯ วันละสองสามลูก ประชาชนก็จะต้องหยุดประกอบอาชีพ และทำให้เราได้รับความเสียหายมากมาย บ้านเรือนพังพินาศหรือถูกไฟไหม้ ผู้คน บาดเจ็บล้มตาย เท่าที่ข้าศึกปล่อยจรวดระเบิดเพลิงมาวันนี้ ถึงแม้นักบินของเราทำลายจรวดได้เสียก่อน แต่ก็ทำให้ชาว พระนครตื่นเต้นหวาดกลัวมาก ผู้คนกำลังอพยพกันเรื่อยๆ แต่ทางการจะยังไม่สั่งให้อพยพ เพราะเศรษฐกิจของเรากำลังแย่ อยู่แล้ว ถ้าสั่งอพยพประชาชนออกจากกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ ของเราก็จะทรุดหนักลงอีก อย่างไรก็ตามเมื่อเราไม่สั่งอพยพเรา ก็ต้องรีบหาทางป้องกัน และแก้ไขในเรื่องอาวุธจรวดของข้าศึก อ้าว....คุณนิกรหลับแล้ว ไม่ได้ฟังผมพูดหรอกหรือ"

นิกรลืมตาขึ้นแล้วยิ้มเจื่อนๆ

"คุณหลวงพูดมีแต่น้ำนี่ครับ เนื้อไม่ใคร่มีเลย จะเอา ยังไงจะให้พวกผมทำอะไรก็ว่ามาดีกว่าครับ"

หลวงอุตลุดฯ แทนที่จะโกรธกลับหัวเราะ

"จริงซีนะผมพูดมากไปหน่อย ทีนี้เอาเนื้อล้วนๆ ฟังผม คุณนิกร ผมจะขอร้องให้ท่านศาสตราจารย์กับพวกคุณทำงาน เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเพื่อประเทศชาติของเรา คือขึ้นเครื่องบิน พิเศษที่ผมจะจัดให้เดินทางไปค้นฐานทัพจรวดของข้าศึก แล้ว เราก็จะส่งหน่วยกล้าตายของเราเล็ดลอดออกไปนอกประเทศ ไปทำลายสถานีจรวดของข้าศึกเสีย"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ตกลงครับคุณหลวง โธ่...เรื่องเล็กนิดเดียวคุณหลวง พูดเสียตั้งเป็นนาน"

ท่านนายพลอากาศยิ้มแห้งๆ ท่านหันมาทางนายแพทย์ หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"ท่านศาสตราจารย์เคยเล่าให้ผมฟังว่าท่านมีกล้องถ่ายรูปพิเศษอยู่กล้องหนึ่ง สามารถถ่ายภาพคนในระยะไกลสามสี่ไมล์ให้เห็นใกล้ๆ เห็นรูปร่างหน้าตาอย่างถนัดใช่ไหมล่ะครับ"

"ออไร๋ ผมใช้เล็นซ์เทเลโฟโต้พิเศษครับคุณหลวงแม้แต่มดตัวเล็กๆ อยู่ห่างจากผมตั้งครึ่งไมล์ยังถ่ายได้ชัดแลเห็นเขี้ยวเห็นหนวดแจ๋วไปเลย ผมรับรองว่ากล้องของผมถ้าถ่ายบน เครื่องบินสูงหมื่นฟิตจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องล่างเหมือนอยู่ใกล้ๆ เรา"

หลวงอุตลุดฯ จุ๊ปาก

"วิเศษเลยครับท่านศาสตราจารย์ ผมหวังว่าท่านกับ ผู้ช่วยของท่านคงยินดีทำงานให้ทางราชการทหารคือเดินทางไปค้นสถานีปล่อยจรวดของข้าศึกและถ่ายรูปเอามา ท่านศาสตรา-จารย์คงไม่ขัดข้อง"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"เพื่อประเทศชาติที่รักของเราแล้ว ไม่มีอะไรที่ผมจะ ขัดข้องเลยครับคุณหลวง จะให้พวกเราไปเมื่อไรล่ะ"

ผมอยากจะให้ไปโดยเร็วที่สุดครับท่านศาสตราจารย์ ผมจะจัดเครื่องบินพิเศษไว้ให้ และเลือกนักบินมือเยี่ยมที่สุดเท่า ที่ผมจะหาได้จากกองบินยุทธการ คือ เลือกจากผู้ที่ทำเครื่อง-บินตกน้อยครั้งที่สุด"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาชนิดที่ไม่เคยทำเครื่องบินตกเลยไม่ได้หรือครับคุณหลวง"

รองผู้บัญชาการนิ่งคิด

"เห็นจะยากหน่อยครับอาเสี่ย ช่างทาสีที่มือไม่เปื้อนสีก็ไม่ใช่ช่างทาสีที่ชำนาญ นักบินที่ไม่เคยทำเครื่องบินตกเลยจะ เป็นนักบินชั้นเสืออากาศอย่างไรได้ อย่างผมยังงี้กว่าจะเป็นนายพลทำเครื่องบินตกรวมทั้งหมด ๙๙ ครั้งแล้ว ผมขับ เครื่องบินตั้งแต่สมัยโบราณ สปัท, นิโอปอร์, เบรเก กระทั่ง แอร์โร่ ฮ็อคพับฐาน ฮ็อคหุ้มฐาน, คอร์แซ, มาร์ติน เรื่อย มาจนกระทั่งเครื่องบินยุคใหม่ เอ. ที. ๖ สปิตไฟร์, แบร์แค็ตแล้วก็ไอพ่นที่บินเฟี้ยวฟ้าวอยู่ทุกวันนี้ผมขับมาแล้วทั้งนั้นแหละครับ บินสูง บินต่ำ บินคว่ำ บินตะแคง บินหงายท้องเฉี่ยว หลังคาโรงเก็บลอดสะพานพุทธผมเคยมาแล้ว เสืออากาศรุ่น ผมตายไปหมดเหลือผมอีกคนเดียว เดี๋ยวนี้ผมเลิกบินแล้ว แต่ถ้าวันไหนทะเลาะกับเมียผมก็บินเหมือนกัน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"ความจริงคุณหลวงยังหนุ่มมาก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "ปีนี้อายุเท่าไหร่ครับ"

"๖๓ ครับใต้ครับ อีกสองปีก็ครบเกษียณอายุแล้ว"

"โอ้โฮ" นิกรร้องขึ้นดังๆ "๖๓ หรือครับ ผมคิดว่า สัก ๔๐ เสียอีก คุณหลวงยังหนุ่มฟ้อทีเดียว"

หลวงอุตลุดฯ ค่อยๆ ยืดหน้าอกขึ้นวางท่าให้ผึ่งผาย เหมือนคนหนุ่ม

"พวกนายเรืออากาศหญิงหลายคนเขาก็ว่าอย่างนี้แหละครับ อาศัยที่ผมมีอนามัยดี ชอบเล่นเทนนิสเลยไม่ใคร่ อ้า-

เป็นอันว่าท่านศาสตราจารย์กับคุณๆ จะเดินทางไปค้นหาฐานทัพจรวดของข้าศึกแน่นอนนะครับ"

"ออไร๋ เราจะออกเดินทางพรุ่งนี้ครับคุณหลวง พวกผม จะไปถึงดอนเมืองในเวลา ๙.๐๐ น."

"ดีทีเดียวครับ ผมจะคอยต้อนรับที่ดอนเมือง"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ท่านรองผู้บัญชาการแล้วถามว่า

"การเดินทางเข้าไปในดินแดนข้าศึกเราอาจจะถูกเครื่อง-บินประจัญบานของข้าศึกโจมตีเราได้ไม่ใช่หรือครับ"

หลวงอุตลุดฯ หัวเราะเบาๆ

"พวกคุณทำงานเพื่อประเทศชาติก็ต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตแหละครับ แต่เครื่องบินของเราจะบินในระยะสูง เครื่องบิน ประจัญบานของข้าศึกอาจจะเตรียมตัวไม่ทัน สำหรับ ปตอ. ถ้าเราอยู่ในระยะสูงความแม่นยำก็หาได้ยากอย่างไรก็ตามเครื่องบินที่จะนำท่านศาสตราจารย์และพวกคุณไปนั้นเป็นป้อมบิน บี. ๒๔ มีอาวุธรอบตัวสามารถที่จะต่อสู้ป้องกันตัวได้ ผมจะไป ดอนเมืองก่อนค่ำวันนี้ เพื่อจัดเตรียมเครื่องบินและนักบินกับ เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินไว้ให้พร้อม ซึ่งเรื่องนี้เราจะปกปิดเป็นความลับเฉพาะ แม้กระทั่งนักบินและพลประจำเครื่องบิน ผมก็จะไม่บอกให้รู้ นอกจากจะสั่งให้เตรียมพร้อมเพื่อทำการ บินในวันพรุ่งนี้เท่านั้น ก่อนออกเดินทางผมจึงจะบอกเขา"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ ผมและพวกเราจะปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่งอย่างดีที่สุด"

นิกรว่า "พวกเรายอมสละเลือดเนื้อ ตลอดจนกระดูกกระเดี้ยวของเราให้แก่ประเทศชาติที่รักของเราได้เสมอแหละ ครับ เพราะเราถือว่าตัวตายดีกว่าชาติตาย ขี่ควายดีกว่าขี่วัว ชาติ เกียรติ วินัย กล้าหาญ แดดจะร้อนอย่างไรขอให้ประ-เทศไทยเจริญก็แล้วกัน ไชโย"

ท่านนายพลอากาศสะดุ้งเล็กน้อยแล้วยิ้มแห้งๆ

"เอ-ผมเห็นจะต้องลากลับเสียทีละครับ คุณนิกรจะได้ นอนพักผ่อนหรือได้อยู่สงบเงียบตามลำพัง ลาละครับ" แล้ว ท่านนายพลก็ยกมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งทุกคนก็รีบรับไหว้ท่านทันที

หลวงอุตลุดฯ หยิบหมวกแก๊ปที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือ ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก สี่สหายกับท่านเจ้าคุณตาม ออกไปส่งหน้าตึก ยืนจับกลุ่มมองดูจนกระทั่งรองผู้บัญชาการป้องกันพระนครนั่งรถโอลสโมบิลออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์ ' โดยมีรถตรวจการของสารวัตรทหารบกติดตามไปในระยะใกล้ ชิดทำหน้าที่คุ้มกันท่าน

ตอนสายวันต่อมา

ก่อนเวลา ๙.๐๐ น. เล็กน้อยคาดิลแล็คเก๋งพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผ่านกองรักษาการณ์เข้ามาในเขตกองทัพอากาศที่สนามบินดอนเมืองอย่างสง่าผ่าเผยซึ่งทหารยามที่ประตูแลเห็นป้ายเครื่องหมายหน้ารถก็เปิดทางให้โดยดี ทั้งกองทัพอากาศต่างทราบกันทั่วไปแล้วว่า ดร. ดิเรกกับคณะของเขาจะขึ้นเครื่องบินพิเศษไปสำรวจฐานทัพจรวดของฝ่ายศัตรู ขณะนี้ทางกองบินยุทธการได้จัดเครื่องบินไว้เรียบร้อย บี. ๒๔ ลำ หนึ่งจอดอยู่บนทางวิ่งด้านนอกใกล้กับถนนสายใหญ่ พล.อ.ท. หลวงอุตลุดเวหา กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งยืนสนทนา กันอยู่ใต้ปีกเครื่องบินลำนี้ และใต้ปีกอีกด้านหนึ่งนักบินกับ เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินรวม ๘ คนยืนอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง บี. ๒๔ เครื่องนี้ติดอาวุธครบตามอัตราศึกมีพลประจำปืนพร้อม

รถจิ๊ปของทหารอากาศคันหนึ่งแล่นนำหน้าพาคาดิลแล็คเก๋งและรถตรวจการของสารวัตรทหารบกตรงมายังเครื่องบิน ลำนี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายแบบนักบิน สวม เสื้อกางเกงติดกันชุดสีเทาแต่ไม่ได้สวมหมวก ส่วนเจ้าแห้วซึ่ง ทำหน้าที่เป็นคนขับรถแต่งเครื่องแบบสีกากีแกมเขียวคล้ายกับทหารบก ใบหน้าของเจ้าแห้วเศร้าหมองเพราะเสียใจที่ไม่ได้มีโอกาสติดตามเจ้านายไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสำคัญในครั้งนี้

รถยนต์ทั้งสามคันแล่นมาหยุดริมถนนห่างจาก บี. ๒๔ ประมาณ ๒๐ เมตร ท่านรองผู้บัญชาการป้องกันพระนครพา นายทหารอากาศในบังคับบัญชาของท่านเข้ามาที่รถคาดิลแล็ค เก๋งด้วยการให้เกียรติคณะพรรคสี่สหายเป็นอย่างสูง

พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลงมาจากรถเก๋งคันงามและก้มศีรษะกระทำ ความเคารพท่านรอง หลวงอุดลุตฯ วันทยหัตถ์คำนับตอบ กล่าวทักทายอย่างสนิทสนมแล้วแนะนำให้ ดร. ดิเรกกับคณะ รู้จักกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่แห่งกองบินยุทธการ ทั้งสองฝ่าย ได้ปฏิสันถารกันอย่างสุภาพ มีการยกยอปอปั้นกันตามอัธยาศัยปราศจากการขัดคอซึ่งกันและกัน

เมื่อได้สนทนากันสักครู่ หลวงอุตลุดฯ ก็กล่าวกับ ดร. ดิเรกอย่างยิ้มแย้มว่า

"เชิญท่านศาสตราจารย์กับคณะไปที่เครื่องบินเถอะครับเหลือเวลาอีก ๕ นาที ก็จะออกเดินทางแล้ว"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น หันมาทางเจ้าแห้วเอื้อมมือรับกระเป๋าซิบรูดขนาดกลางซึ่งบรรจุกล้องถ่ายรูปและเล็นซ์พิเศษของเขา จากเจ้าแห้ว

"ไม่ต้องเสียใจอ้ายแห้ว ยูเอารถกลับไปบ้านได้ เมื่อเรากลับมาจากลาดตระเวนเราจะกลับบ้านโดยรถของกองทัพอากาศ"

เจ้าแห้วทำปากแบะยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตา

"รับประทานเอาผมไปด้วยคนไม่ได้หรือครับ รับประ-ทานผมอยากขี่เรือบินครับ"

หลวงอุตลุดฯ มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขันแล้วพูดเสริม ขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อยากขี่เรือบินหรือนายแห้ว โน่น....ไอพ่นประจัญบาน จอดอยู่กลางสนามเกือบ ๓๐ เครื่อง เธออยากขี่ลำไหนก็ไป เถอะ ฉันอนุญาต"

เจ้าแห้วยิ้มทั้งน้ำตา

"รับประทานไม่ไหวครับ ขืนให้ผมขับไอพ่นรับประทาน เยี่ยวแตกแน่ ดีไม่ดี รับประทานโหม่งโลกม่องเท่งไปเลย"

พลยกมือตบบ่าเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"ไป-เอารถกลับบ้าน ขับตามรถสารวัตรไป"

ท่านนายพลกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตรงไปที่ป้อมบินยักษ์ บี. ๒๔ ขณะนี้นักบินกับพลประจำเครื่องบินได้เข้าแถวเรียงเดี่ยวยืนนิ่งเฉยในท่าตรง เตรียมต้อนรับ ดร. ดิเรกกับคณะ

รองผู้บัญชาการป้องกันพระนครพาพรรคสี่สหายมาหยุดยืนเบื้องหน้าแถวนักบินและพลประจำเครื่องบินทั้ง ๘ คน แล้วท่านก็กล่าวแนะนำนักบินเป็นคนแรก

"นี่คือเรืออากาศเอกเวหน เชี่ยวเวหา นักบินประจำ เครื่องบินพิเศษเครื่องนี้ครับ"

ดร. ดิเรกยื่นมือให้นักบินสัมผัส แล้วหันมาทางท่านนายพล

"กรุณาให้ผมทราบประวัตินักบินผู้นี้สักเล็กน้อยเถอะครับ"

หลวงอุตลุดฯ ยิ้มละไม

"ประวัติของเรืออากาศเอกเวหนสำเร็จจากโรงเรียนนาย-ร้อย จปร. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ แล้วมาเรียนการบินต่อ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

เราตองการทราบแต่เพียงว่าคุณเวหนเคยทำเครื่องบิน ตกกี่ครั้งเท่านั้นแหละครับ"

"อ๋อ คุณเวหนเป็นนักบินชั้นดีที่มีความรู้ความสามารถ ในการบังคับเครื่องบินอย่างที่เรียกว่านักบินมือหนึ่งครับคุณ นิกร เคยพังเครื่องบินมาเพียง ๔๕ เครื่องเท่านั้น แต่ทุกครั้ง ที่เครื่องบินตก คุณเวหนกับผู้โดยสารไม่เคยได้รับบาดเจ็บแม้ แต่น้อย นายทหารอากาศทุกคนต่างยอมรับว่า คุณเวหน สามารถนำเครื่องบินที่เสียหรือเกิดเพลิงไหม้ลงดินได้ดีที่สุด คือ ใจเย็นนั่นเอง"

เสี่ยหงวนมองดู ร.อ. เวหนอย่างพอใจในรูปร่างอันสูงใหญ่และใบหน้าอันสวยเก๋ของเขา

"คุณนักบินครับ แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าหาว่าผมดูถูกเลยนะ ผมถามจริงๆ เถอะ คุณเคยขับเครื่องบินเครื่องนี้หรือเปล่า"

ร.อ. เวหนตอบอาเสี่ยอย่างฉาดฉาน

"ยังเลยครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น หันขวับมาทางรองผู้บัญชาการ ป้องกันพระนคร "จะขัดข้องไหมครับเลือกเอานักบินที่เคยขับเครื่องบินลำนี้มาแล้ว"

หลวงอุตลุดฯ หัวเราะ

"เชื่อมือเด็กของผมเถอะน่าเสี่ย คุณเวหนแน่ที่สุด เครื่องบินก็เหมือนรถยนต์ เราขับรถยี่ห้อหนึ่งได้ก็ขับรถยี่ห้ออื่นได้ ผมรับรองว่าเด็กของผมคนนี้เป็นนักบินมือเยี่ยมจริงๆ คุณเวหนอาจจะบังคับป้อมบินเครื่องนี้ให้บินผาดแผลงแบบเครื่องบิน ขับไล่ก็ได้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เห็นจะไม่ดีแน่คุณหลวง เครื่องบินยักษ์ขนาดนี้ ถ้าบิน หกคะเมนก็คงโหม่งโลก บินกันอย่างเครื่องบินโดยสารดีกว่า ครับ กรุณากำชับนักบินด้วยว่าขอให้บินโดยไม่มีการผาดแผลง แต่บุคลิกลักษณะของคุณเวหนผมพอใจมาก อย่างนี้แหละครับ สมกับเป็นลูกผู้ชาย ท่าทางสม๊าทไม่เลวเลย"

นักบินยิ้มแก้มแทบแตก ต่อจากนั้นท่านนายพลก็แนะ นำให้สี่สหายรู้จักกับนักบินผู้ช่วย พนักงานวิทยุและพลประจำ ปืนกับช่างอากาศ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกเอ็นดูพลประจำปืน คนหนึ่ง ซึ่งเป็นจ่าอากาศโทและมีรูปร่างอ้วนเตี้ยคล้ายๆ ท่าน ไว้หนวดจิ๋มหน้าตาคล้ายกระต่าย ท่านเจ้าคุณยกมือตบบ่าเขา แล้วกล่าวทักทายอย่างกันเอง

"หลานชาย ถ้าเครื่องบินข้าศึกมันเล่นงานเราเธอต้องสู้ตายนะ"

"ครับผม เป็นได้ยิงกันยับแหละครับ"

"ดีมาก เธอชื่ออะไรหลานชาย"

"จ่าอากาศโทเกลี้ยง กลิ่นวิปริต ครับ"

เสี่ยหงวนกับนิกรหัวเราะก้าก ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น ทำตาปริบๆ มองดูจ่าอากาศโทเกลี้ยงอย่างไม่พอใจ ความรกใคร่เอ็นดูสิ้นสุดลงแล้ว

"เธอน่าจะขออนุญาตทางการเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเสียใหม่ ชื่อเพราะๆ กว่านี่มีถมไป"

"เปลี่ยนไม่ได้หรอกครับ พ่อแม่ตั้งให้ผม"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนี่นะ คุณเกลี้ยง เติมชื่อข้างหน้าเข้าสักคำซีครับ เป็นต้นว่าศักดิ์เกลี้ยงหรือศรีเกลี้ยงอะไรก็ได้"

หลวงอุตลุดฯ กับพวกนายทหารต่างกลั้นหัวเราะไปตามกัน ร.อ. เวหนกล่าวกับ ดร. ดิเรกอย่างนอบน้อม

"ได้เวลาแล้วครับ ขอเชิญท่านศาสตราจารย์กับคณะขึ้นเครื่องบินได้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างร่ำลาท่านรองผู้บัญชา-การและนายทหารอากาศกลุ่มนั้น นักบินกับเจ้าหน้าที่ประจำ เครื่องบินรีบขึ้นไปบนเครื่องบิน เพื่อประจำหน้าที่ของตน ดร. ดิเรกพาท่านเจ้าคุณกับเพื่อนเกลอของเขาติดตามขึ้นไป เจ้าหน้าที่ประจำสนามบินได้ปลดไม้กันลูกล้อและเข็นบันไดออกไป หลวงอุตลุดฯ พาพวกนายทหารถอยออกไปยืนที่ถนน หลังจากนั้นเครื่องยนต์ของป้อมบินก็ถูกสต๊าทขึ้นทีละเครื่องจนครบ ๔ เครื่อง นักบินติดต่อขอทางขึ้นจากหอสัญญาณโดย ทางวิทยุ เมื่อได้รับอนุญาตให้นำเครื่องบินขึ้นได้ ป้องบิน บี. ๒๔ ก็เคลื่อนออกจากที่อย่างแช่มช้าแล่นไปทางเหนือของสนามผ่านท่าอากาศยานดอนเมืองเลี้ยวขวาเข้าสู่ลานบิน จอดตั้งลำอยู่สักครู่นักบินก็บังคับป้อมบินวิ่งไปตามทางของมันอย่างรวดเร็ว บี. ๒๔ ลอยขึ้นอากาศทีละน้อย ฐานลูกล้อถูกหดพับเก็บ เข้ามาเครื่องอัตโนมัติ

เพราะเครื่องบินเครื่องนี้เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกล จึงไม่มีที่นั่งสวยงามเหมือนเครื่องบินโดยสาร สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนม้ายาวในห้องแคบๆ ด้านหลังห้องนักบิน เจ้าหน้าที่ของเครื่องบินลำนี้ต่างประจำทำงานตามหน้าที่ของตน บี. ๒๔ บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันออก ร.อ. เวหนนำ เครื่องบินขึ้นสู่ระยะสูงตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมา บางขณะ ป้อมบินบินผ่านกลุ่มเมฆฝนอันหนาทึบ ยามอากาศของเราทุกแห่งได้รับแจ้งให้ทราบทั่วกันแล้วว่า บี. ๒๔ เครื่องที่ขึ้นเป็นเครื่องบินของเราที่กำลังจะบินไปปฏิบัติงานนอกเขตประเทศไทย

เนื่องจากเครื่องบินบินสูง ทุกคนจึงรู้สึกหนาวเย็นผิด ปกติ เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวิสกี้ตราขาวขวดกลางออกมาหนึ่งขวดแล้วชูอวดเพื่อนๆ

"ต้องดื่มอุ่นเครื่องเสียหน่อย นึกแล้วว่าบนนี้มันหนาว จึงเอาเหล้าติดกระเป๋ามา"

แล้วอาเสี่ยก็เปิดจุกออกยกขึ้นดื่มอั้กๆ เหมือนกับดื่มน้ำ เขาส่งขวดเหล้าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ ปฏิเสธ กิมหงวนส่งให้นายแพทย์หนุ่มแล้วพูดขึ้นดังๆ

"เอาเสียหน่อยซีวะ หมอ"

"โน เวลาทำงานไม่ใช่เวลากินเหล้า ขณะนี้เรากำลัง ปฏิบัติหน้าที่ราชการสำคัญของเรา"

"อ้าว ก็เพราะยังงั้นน่ะซี เราถึงต้องกินเหล้าให้ใจป้ำไว้ เมื่อพ้นเขตประเทศเราแล้วอาจจะเจอะกระสุน ปตอ. และ เครื่องบินขับไล่ของข้าศึก เชื่อกันเถอะวะหมอ ไม่มีอะไรใน โลกนี้ที่จะทำให้จิตใจเราเข้มแข็งองอาจ เหี้ยมหาญ มือไวใจกล้าหน้าด้านพร้อมได้ดีกว่าเหล้า คนไม่กินเหล้าจะไปสู้กับหมาที่ไหนวะ เอาไหม อ้ายกร"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เอาโว้ย กันชอบกินกับมากกว่าเหล้า แอร์โฮสเตส หายหัวไปไหนหมดวะ ไม่เห็นเอาอาหารหรือเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ"

พลหัวเราะหึๆ ยกมือขวาเขกกบาลนิกรเบาๆ

"นี่มันเครื่องบินทิ้งระเบิดโว้ย ไม่ใช่เครื่องบินโดยสาร"

"อ้อ-นั่นน่ะซี ที่นั่งคล้ายๆ กับโรงละครลิงสมัยก่อน ดูอะไรๆ มันรกรุงรังทั้งนั้น" พูดจบนิกรก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาคลี่ออกยื่นให้กิมหงวน "เอ้า-เอาฝรั่งดองไปแกล้มเหล้าเสียหน่อยแก้บาดคอ"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายเปรตนี่ มักจะมีอาหารและขนมติดตัวอยู่เสมอ ฝรั่งดองเคี้ยวไม่ไหวโว้ย ฟันล่างเจ็บอยู่ซีกหนึ่ง"

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบห่อกระดาษแก้วห่อหนึ่งออกมา ส่งให้เสี่ยหงวน

"ยังงั้นก็เอาไส้กรอกไปกิน"

"กิมหงวนลืมตาโพลง

"โอ้โฮ แน่จริงโว้ย อ้ายกร ไปไหนกับแกไม่อด" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาดื่มเสียนิดนะครับ เราขึ้นมาสูงหนาวมาก คุณอาแก่แล้วประเดี๋ยวจะเป็นตะพ้าน"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเล็กน้อย

"แล้วกัน ฉันไม่ใช่ลูกเป็ดนี่หว่าจะได้เป็นตะพั้น"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เขาเรียกตะพ้านหรือตะพั้นครับ"

"ตะพั้นโว้ย เป็นโรคชนิดหนึ่งของเด็กอ่อน แล้วก็ลูก เป็ดตัวเล็กๆ มีอาการชักกระตุก"

กิมหงวนยื่นขวดวิสกี้ให้ท่านเจ้าคุณ

"เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ ดื่มกันคนละนิดดีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ อาเสี่ยชะโงกหน้ามองดู นายพัชราภรณ์

"แกเอาไหมล่ะ"

พลโบกมือแต่ไม่พูดว่ากระไร กิมหงวนนั่งกินไส้กรอก กระป๋องอย่างเอร็ดอร่อย สักครู่เขาก็ลุกขึ้นยืนถือขวดเหล้า และห่อไส้กรอกกระป๋องเดินไปที่ประตูกั้นห้องนักบิน พลแล เห็นเข้าก็ดุกิมหงวน

"เฮ้ย อย่าไปยุ่งกับนักบินเขาโว้ย"

อาเสี่ยหันมายิ้ม

"เปล่า จะให้เขาดื่มเหล้านิดหน่อยเท่านั้น เรามาเรือ ลำเดียวกัน ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน ประเดี๋ยวก็จะพ้นเขต แดนเราแล้ว"

พลว่า "เขากำลังทำงานอยู่ในหน้าที่ของเขา จะดื่มเหล้า ได้อย่างไร อย่าบ้าไปหน่อยเลยวะ อ้ายหงวน"

"ปูโธ่ จะเป็นอะไรไปวะ เมื่อตอนสงครามอินโดจีน เราเป็นนักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ ทุกครั้งที่เราออกโจมตี ข้าศึกกันกินเหล้าเมาแป๋ทุกที ทำไมกันขับเครื่องบินได้และทำ การรบได้ ไล่ยิงเครื่องบินฝรั่งเศสวิ่งหนีหางจุกตูดไปตามกัน นักบินผู้มีสมญาว่าเปรตเวหาในครั้งนั้นน่ะ ไม่ใช่เรืออากาศโทกิมหงวนคนนี้หรอกหรือ" พูดจบอาเสี่ยก็ยกมือเคาะประตูห้องนักบิน

บานประตูห้องนั้นถูกเปิดออกโดยเรืออากาศโทคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักบินผู้ช่วยคือ ร.ท. ผาด บินแผลง นักบินชั้นดี คนหนึ่งของกองทัพอากาศ ความจริงความสามารถในการบิน ของเขาดีกว่า ร.อ. เวหนมาก เป็นนักบินมาก่อน ร.อ. เวหน ถึง ๕ ปี และได้ไปเรียนการบินต่อที่อเมริกา ๒ ปีเพิ่งกลับ เมื่อปีกลายนี้ เขาควรจะเป็นนาวาอากาศตรีแล้ว แต่เขาดื่มเหล้าเหมือนน้ำประปาและกินเหล้าได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ยศ ของเขาจึงติดอยู่แค่เรืออากาศโท

"อ้อ-เชิญซีครับ อาเสี่ย" นักบินผู้ช่วยกล่าวทัก กิมหงวนอย่างนอบน้อม แล้วมองดูขวดตราขาวในมือกิมหงวน "นั่นน้ำชาหรือครับ"

อาเสี่ยยักคิ้วแล้วพูดเสียงกระซิบ

"เหล้าครับ ไม่ใช่น้ำชา"

ร.ท. ผาดเม้มปากแน่นแลบลิ้นเลียริมฝีปาก แล้วกล่าวว่า

"เชิญในห้องนักบินเถอะครับ"

กิมหงวนเดินตามนักบินผู้ช่วยตรงไปหา ร.อ. เวหน ซึ่ง กำลังนั่งขับป้อมบินยักษ์ในท่าทางเอางานเอาการ

"ฮัลโล สวัสดีครับ คุณเวหน ผมมีอะไรมาให้คุณดื่ม นิดหน่อย"

นักบินเงยหน้ามองดูอาเสี่ยและขวดวิสกี้ที่เขายื่นมาให้

"ขอบคุณครับ อาเสี่ย ผมกำลังขับเครื่องบิน ผมดื่มไม่ได้หรอกครับ"

"น่า นิดเดียวน่าคุณเวหน อึกสองอึกไม่ถึงกับเมาหรอก ครับ ดื่มเพื่อให้จิตใจคึกคักเข้มแข็งเป็นการปลุกใจเสือป่า ผม กราบละครับ ดื่มเพื่อมิตรภาพระหว่างเรา ขณะนี้ชีวิตของพวก ผมมอบไว้ให้แก่คุณแล้ว ผมรักคุณมาก ให้ดิ้นตายเถอะครับ คุณเป็นนายทหารอากาศที่สง่างามมาก นักบินบางคนมองดู จ๋องเต็มทนไม่ภาคภูมิอย่างคุณเลย ดื่มสักนิดเถอะครับ เชื่อ ผมเถอะครับ คุณจะได้มีความสุขความเจริญ"

ร.อ. เวหนไม่ใช่นักดื่ม แต่เขาบ้ายอคือชอบให้คนยกยอ ปอปั้นเขา ถ้าใครยอเขาแล้วเขาก็ยินดีถลกหนังหัวให้ผู้นั้นได้ เขายิ้มแห้งๆ แล้วหันมาทางนักบินผู้ช่วยซึ่งกำลังนั่งลงข้างๆ เขา

"ผมไม่อาจจะปฏิเสธไมตรีจิตของอาเสี่ยได้ พี่ผาดอย่า รายงานผมนะ"

ร.ท. ผาดหัวเราะเบาๆ

"โอ.เค. ดื่มเลยน้องชาย คนอย่างผมไม่เคยฟ้องใคร หรอกครับ คุณก็รู้อยู่แล้วว่าจิตใจของผมเป็นอย่างไร"

ร.อ. เวหนรับขวดวิสกี้มาจากกิมหงวน แล้วเปิดจุกออก ยกดื่มประมาณสองเป๊ก เสร็จแล้วเขาก็ส่งขวดมาคืนให้อาเสี่ยแล้วยกมือไหว้กิมหงวน

"ขอบคุณมากครับ อาเสี่ย ผมจะไม่ลืมไมตรีจิตของ อาเสี่ยเลย แต่กรุณาอย่าให้ผมดื่มมากกว่านี้นะครับ ผมดื่มไม่ เป็นหรอกครับ ดื่มมากเกิดเมาขึ้นผมอาจจะขับเครื่องบินชน แผ่นดินโดยไม่รู้ตัวก็ได้"

อาเสี่ยหยุดยิ้มทันที

"ถ้ายังงั้นคุณดื่มเท่านี้พอแล้ว" พูดจบเขาก็ส่งขวดเหล้าให้เสืออากาศจอมขี้เมา "เอาหน่อยครับ คุณผาด คุณดื่มเป็น หรือเปล่า"

ร.ท. ผาดน้ำลายสอ เขายิ้มอย่างกระดากกระเดื่อง

"ดื่มได้นิดๆ หน่อยๆ ครับ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างด้านเครื่องบิน ขณะนี้ บี. ๒๔ กำลังบินผ่านภูเขาลูกหนึ่ง ทรรศนะวิสัยปลอดโปร่งมองเห็นในระยะไกล นักบินเงยหน้า ขึ้นมองดูอาเสี่ย แล้วชี้มือไปที่ขุนเขาใหญ่ที่มองแลเห็นลิบๆ เบื้องหน้าโน้น

"อาเสี่ยเห็นเขาใหญ่ลูกนั้นไหมครับ"

"เห็นแล้วครับ"

"นั่นแหละครับคือพรมแดนของเราทางด้านนี้ พอข้าม เขาไปแล้วก็จะพ้นเขตประเทศไทย สักครู่เครื่องบินของเราจะ บินข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง บางทีการค้นหาฐานทัพจรวดของฝ่ายแดง เราคงจะได้รับการต้อนรับจากกระสุน ปตอ. บ้าง"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยแอลกอฮอล์

"สำหรับ ปตอ. ผมเฉยๆ ครับ คุณเวหน แต่เครื่อง บินขับไล่น่ะซีครับ รู้สึกเสียวๆ อย่างไรชอบกล"

นักบินว่า "ถ้ามันรุมเล่นงานเราสักสองสามลำผมรับรอง ว่าเราสู้มันได้แน่ แต่ถ้ามันแห่กันมาสัก ๓๐ เครื่อง เราก็คง เสร็จมันเหมือนกัน อาเสี่ยกรุณากลับไปเรียนท่านศาสตราจารย์ให้เตรียมติดกล้องถ่ายภาพได้แล้วครับ อีก ๕ นาทีเราจะพ้นเขตแดนของเรา"

กิมหงวนหันมาทางนักบินผู้ช่วยซึ่งกำลังยกขวดเหล้าที่ปราศจากน้ำสีเหลืองขึ้นพิจารณาดูด้วยแววตาเศร้าๆ กิมหงวน สะดุ้งเฮือกสุดตัวแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"คุณผาด....แล้วกันซีครับ ทำไมถึงเอาเหล้าผมเททิ้ง หมด โอ้โย....เหล้าตั้งครึ่งค่อนขวด"

ร.ท. ผาดยิ้มแห้งๆ พูดเสียงยานคางน่าสงสาร

"ไม่ได้เทหรอกครับ อาเสี่ย ผมกินหมด"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ตายแล้ว...คุณกินหมด ไม่เมาแย่หรือครับ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ น้อยไปครับ ตามปกติผมกินละวันละสองขวดเป็นอย่างน้อย ถ้าเหล้าฝรั่งอย่างนี้ ๓ ขวดก็ยังไหว"

อาเสี่ยค่อยๆ หันหน้ามาทาง ร.อ. เวหน นักบินยิ้มให้ เขากล่าวว่า

"พี่ผาดแกแน่ครับในเรื่องเหล้า พวกนักบินด้วยกันไม่มี ใครสู้พี่ผาดได้ อาหารเช้าของพี่ผาดคือเหล้า ๒ กั๊ก กับขนม ปังทาเนย ๒ แผ่น ไข่ลวก ๒ ฟอง แกดื่มเหล้าต่างกาแฟครับ"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตามาที่นักบินผู้ช่วย

"ผมว่าผมเก่งกล้าแล้วยังสู้คุณผาดไม่ได้ คุณดื่มมากๆ อย่างนี้ไม่กลัวเป็นโรคตับแข็งหรือครับ"

ร.ท. ผาดหัวเราะชอบใจ เหล้าทำให้เขามีอารมณ์ครึก ครื้นรื่นเริงขึ้นมาแล้ว

"ตับผมหรืออาเสี่ย หมอว่าตับของผมแข็งเหมือนก้อน หินและแข็งมาหลายปีแล้ว ไม่เห็นมันเป็นอะไร โรคพิษสุรา เรื้อรังผมก็ไม่เป็น ยิ่งกินเหล้ามากสุขภาพของผมก็ยิ่งดี"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"คุณเคยกินเหล้าขณะที่คุณกำลังขับเครื่องบินไหมครับ ผมหมายถึงเครื่องบินไอพ่นประจัญบาน ไม่ใช่ป้อมบินยักษ์ อย่างนี้"

ร.ท. ผาดยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ผมต้องดื่มเหล้าทุกครั้ง ก่อนที่จะผมขึ้นเครื่องบินครับ เจ้านายท่านก็ทราบดี"

"อือ-แล้วคุณขับได้ดี "

"ก็พอไปได้ครับ เพราะผมไม่ได้เป็นผู้บังคับฝูงผมเพียง แต่บินเกาะหมู่ไปเท่านั้น แต่โดยมากผมจะหลงเพราะนั่งหลับ บางทีบินฝึกแถวอยุธยา ลพบุรี ผมผ่าไปถึงสงขลา ต้องย้อนกลับมาลงประจวบน้ำมันหมดพอดี"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เลยได้ขึ้นเงินเดือนสองขั้น"

"ปู้โธ่ ตะรางน่ะซีครับ พอกลับมาดอนเมืองก็เข้าห้อง ขัง เพื่อนผมรุ่นเดียวกันเป็นนาวาโทไปก็มี คุณเวหนนี่น่ะ เป็นนักบินรุ่นน้องผมนะครับ รุ่นหลังผมหลายปี แต่เขาไม่ กินเหล้าเขาก็ได้เป็นเรืออากาศเอก ความจริงไม่ใช่ความผิด ของผมเลยที่ผมกินเหล้า มันเป็นความผิดของรัฐบาลต่างหาก ที่ทำเหล้าขาย ถ้ารัฐบาลไม่ทำเหล้าขายอย่างเด็ดขาด ผมและ นักสุราทั้งหลายจะไปเอาเหล้าที่ไหนกินล่ะครับ"

นักบินหันมายิ้มกับผู้ช่วยของเขา

"คุยมากไปแล้ว พี่ผาด เรากำลังจะข้ามพรมแดนอยู่แล้วครับ เตรียมตัวเถอะพี่ ถ้าผมถูกยิงตาย พี่ผาดต้องเอาเครื่องบินกลับไปฐานทัพของเราให้ได้ อย่าลืมว่าท่านศาสตราจารย์ดิเรก เป็นบุคคลสำคัญยิ่งคนหนึ่งของประเทศชาติเราในเวลานี้ ถ้า เราถูกเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายแดงโจมตี เราก็ต้องต่อสู้จน กระสุนนัดสุดท้าย" พูดจบเขาก็มองดูหน้ากิมหงวน "เชิญ อาเสี่ยเถอะครับ แล้วกรุณาปิดประตูห้องให้ผมด้วย"

เสี่ยหงวนพาตัวเดินออกไปจากห้องนักบินและปิดประตูห้องให้เรียบร้อย ขณะนี้ ดร. ดิเรกกำลังติดตั้งกล้องถ่ายรูป พิเศษของเขา ใช้เลนซ์เทเลโฟโต้ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมของ เขาครอบเล็นซ์หน้ากล้องอีกทีหนึ่งเล็นซ์พิเศษนี้เปรียบเหมือน กล้องส่องทางไกลที่มีคุณภาพอย่างดีเยี่ยม พล นิกรกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ ยืนจับกลุ่มอยู่ข้างๆ นายแพทย์หนุ่มและช่วยเหลือ ดร. ดิเรกเท่าที่จะช่วยได้ เสี่ยหงวนเดินเข้ามายกมือกอดพล กับนิกรไว้คนละข้าง

"เฮ้ย นักบินเขาบอกว่าอีก ๕ นาที เครื่องบินเราจะ ข้ามพรมแดนเราแล้วโว้ย เตรียมตัวตายได้"

"ฮ้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานลั่น "นักบินเขาให้มา บอกยังงี้หรือ"

"เปล่าครับ ที่ว่าเตรียมตัวตายผมพูดเอง เขาสั่งให้มา บอกดิเรกเตรียมกล้องถ่ายรูปครับ"

เจ้าคุณค้อนขวับ "ถอยไปห่างๆ โว้ยเหม็นเหล้า"

"โธ่-คุณอาก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนกันผมยังทนได้"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"เดี๋ยวก็เกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง"

นายแพทย์หนุ่มติดตั้งกล้องถ่ายภาพพิเศษของเขาเสร็จ เรียบร้อยแล้ว เขาหันมายิ้มกับเพื่อนเกลอของเขาแล้วกล่าวว่า

"ถ้าพบสถานีหรือฐานทัพจรวดของพวกแดง กันจะ บันทึกภาพลงในฟิล์มให้ละเอียด เพื่อเราจะได้ส่งหน่วยกล้าตายมาทำลายให้ราบคาบ"

พลว่า "ฉันรู้สึกว่าขณะนี้เครื่องบินของเราบินสูงมาก มองแลเห็นภูมิประเทศเบื้องล่างเลือนลางเต็มทน แม่น้ำคดเคี้ยว ไปมามองเห็นกว้างนิดเดียวเท่านั้น กล้องของแกจะถ่ายได้ ชัดเจนหรือหมอ"

"ออไร๋ มันเป็นกล้องพิเศษไม่ใช่กล้องธรรมดา เล็นซ์ เทเลโฟโต้นอกจากจะดูดภาพเข้ามาใกล้แล้ว ยังขยายภาพให้ใหญ่โตกว่าเดิมอีก ก้นบุหรี่ที่ทิ้งอยู่บนพื้นดินในเวลานี้ ถ้า กันถ่ายภาพมันไว้ก้นบุหรี่นั้นจะโตขนาดต้นตาล"

"ไม่เลวโว้ย" นิกรพูดยิ้มๆ "ตั้งใจถ่ายให้ดีก็แล้วกัน ใส่ฟิล์มแล้วหรือยังล่ะ"

"ใส่แล้ว" ดร. ดิเรกตวาดแว๊ด

เสียงเครื่องขยายเสียงดังขึ้นทั่วห้อง

"ฮัลโล ท่านศาสตราจารย์ครับ เครื่องบินของเราข้าม พรมแดนประเทศไทยออกมาแล้ว ผมจะนำเครื่องบินวนเวียน ค้นหาสถานีจรวดของข้าศึก ฮัลโล...พลประจำปืนทุกคนเตรียม พร้อม ช่วยกันมองหาเครื่องบินข้าศึก ระวังจะถูกโจมตีโดยไม่ รู้ตัว พนักงานวิทยุรายงานไปเดี๋ยวนี้ เครื่องบินของเราบินอยู่เหนือดินแดนข้าศึกแล้ว และกำลังค้นหาสถานีจรวดของ ข้าศึก"

บี. ๒๔ คงบินเรื่อยไปตามปกติ นักบินได้ใช้กล้อง สำรวจภูมิประเทศเบื้องล่างค้นหาฐานทัพจรวดของฝ่ายศัตรู อย่างตั้งใจ เครื่องบินกำลังจะผ่านเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง

เมื่อเครื่องบินเข้าถึงชานเมืองนั้น บี. ๒๔ ก็สั่นสะเทือน โคลงเคลงไปทั้งลำ อาการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นตลอดเวลา นัก บินได้พูดกระจายเสียงแจ้งให้ทราบ

"ฮัลโล ทุกคนโปรดฟัง เครื่องบินของเรากำลังถูก ปตอ. ระดมยิงอย่างหนัก ท่านศาสตราจารย์ครับ ผมมองเห็นฐานทัพ จรวดแล้ว อยู่ทางทิศเหนือของเมืองนี้ เตรียมถ่ายรูปได้"

ร.อ. เวหน บังคับป้อมบินฝ่ากระสุน ปตอ. อันหนาแน่น มุ่งตรงไปยังสถานีปล่อยจรวดซึ่งมองแลเห็นอย่างถนัดด้วย กล้องประจำเครื่องบิน มันตั้งอยู่ในบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง เครื่องยิงจรวดทั้งสี่เครื่องตั้งเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานมีรถ บรรทุกหลายคันจอดอยู่เป็นแถว มีโรงทหารและโรงเก็บจรวด นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างอีกหลายแห่ง

ดร. ดิเรกเริ่มต้นบันทึกภาพด้วยกล้องพิเศษของเขาทัน ที ป้อมบินกำลังเลี้ยวขวาเป็นวงกว้างเพื่อย้อนกลับไปยังสถานีจรวดของฝ่ายแดงอีก ปตอ. ภาคพื้นดินหยุดยิงแล้ว

พนักงานวิทยุประจำป้อมบินยักษ์ได้ติดต่อกับกองทัพ อากาศที่ดอนเมืองตลอดเวลา ขณะนี้นักบินต้องทำงานหนัก ที่สุด

ระหว่างที่นายแพทย์หนุ่มกำลังถ่ายภาพ เสียงเครื่อง กระจายเสียงก็ดังขึ้น

"เครื่องบินไอพ่นประจัญบานของข้าศึกทางขวารวม ๕ เครื่อง กำลังบินตรงเข้ามา เตรียมต่อสู้เครื่องบินข้าศึก"

นิกรอกสั่นขวัญแขวน หยิบพระเครื่องรางที่คอวางลง บนฝ่ามือแล้วประนมมืออาราธนาพระเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"พุทธังอาราธนานัง ธรรมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธ นานัง เพี้ยง...พุทธแคล้วคลาด ธาแคล้วคลาด ยะแคล้ว คลาด"

ไอพ่นประจัญบานของฝ่ายศัตรู ซึ่งเป็นเครื่องบินรบ แบบทันสมัย และมีความเร็วสูงบินเกาะหมู่กันเข้ามารวม ๕ เครื่องในระยะสูงมาก เมื่อใกล้จะถึงป้อมบินยักษ์ บี. ๒๔ ผู้บังคับฝูงก็ออกคำสั่งทางวิทยุให้นักบินเปิดฉากโจมตีป้อมบิน ยักษ์ทันที ไอพ่นขับไล่ทั้ง ๕ เครื่องต่างแตกแยกออกจากหมู่ ของมันและดำดิ่งลงมารัวกระสุนปืนกลอากาศเข้าใส่ บี. ๒๔ ของเรา ในเวลาเดียวกันนี้เองปืนทุกกระบอกของ บี. ๒๔ ก็ ส่งกระสุนออกจากลำกล้องเป็นการต่อสู้ป้องกันตัว

ร.อ. เวหน เชี่ยวเวหา ต้องทำงานอย่างหนักในการ บังคับเครื่องบินและยิงต่อสู้เครื่องบินประจัญบาน ของข้าศึกซึ่ง กำลังรุมล้อม นอกจากนี้ยังต้องติดต่อกับพลปืนประจำป้อมปืน ต่างๆ โดยทางวิทยุกระจายเสียง

เสียงปืนกลอากาศและเสียงเครื่องยนต์ไอพ่นดังกึกก้อง การรบบนเวหาเป็นไปอย่างดุเดือดตื่นเต้น ไอพ่นประจัญบาน เครื่องหนึ่งถูกยิงระเบิดกลางอากาศ ซึ่งทำให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไชโยโห่ร้องและกระโดดโลดเต้นไปตามกัน บี. ๒๔ สู้พลางหนีพลาง ไอพ่นประจัญบานทั้ง ๔ เครื่องติดตามโจมตี ไม่ลดละ พลประจำปืนของเราคนหนึ่งถูกยิงตายคาปืน ป้อม บินถูกกระสุนปืนกลทะลุปรุพรุนไปหลายแห่ง กระสุนปืนกล นัดหนึ่งถูกหน้าอกเสี่ยหงวนอย่างจังถึงกับล้มลงด้วยความแรง ของกระสุนปืน แต่ช่างน่าประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่ง อาเสี่ย หาได้รับอันตรายไม่ เขาก้มลงมองดูหน้าอกของเขา เมื่อไม่เห็น รอยกระสุนปืนเสี่ยหงวนก็ลืมตาโพลงรีบผลุนผลันลุกขึ้นยืน

"ไม่เข้าโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ นึกว่าม่องเท่งเสียแล้ว"

ดร. ดิเรกแหวกหน้าอกเสื้อกิมหงวนออกดู แล้วเขาก็ แลเห็นรอยผื่นแดงเล็กน้อยปรากฏอยู่ที่หน้าอกเบื้องซ้ายของ อาเสี่ยอย่างถนัดนายแพทย์หนุ่มตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

"โอ-ยูเหนียวโว้ย"

อาเสี่ยยิ้มแป้น ดึงสร้อยคอและพระเครื่องรางหลายองค์ออกมาอวด ดร. ดิเรก

"เพียงแต่หลวงพ่อสมเด็จวัดระฆังองค์เดียว ก็แน่พอแล้ว กันมีหลวงพ่อชั้นนำถึง ๖ องค์ กริ่งปวเรศวร์, ท้ายย่าน, ท่ากระดาน, นางพญา, หลวงพ่อแก้ว และสมเด็จวัดระฆัง"

"ออไร๋ ออไร๋ กลับไปนี่กันจะต้องหาพระดีๆ ไว้ป้อง กันตัวบ้าง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้าจะให้แน่จริงต้องหลวงพ่อใบขนุนซีวะหมอ องค์ ใหญ่และแบนยาวประมาณหนึ่งศอกปิดหน้าอกพอดี รับรองว่า ปืนยิงไม่เข้าเหมือนเกราะป้องกันตัวเรา"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อกระสุนปืนกลอากาศชุดหนึ่ง ทะลุเข้ามาในห้อง และเฉียดร่างสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปอย่างหวุดหวิด ท่านเจ้าคุณยืนนิ่งเฉยทำตาปริบๆ ไม่ยอม พูดอะไรกับใครเลย พยายามทำจิตใจให้มั่นคง นึกถึงคุณพระ คุณเจ้าเป็นที่พึ่ง การต่อสู้ระหว่าง บี. ๒๔ กับเครื่องบิน ประจัญบานทั้ง ๔ เครื่องยังเป็นไปอย่างไม่ลดละ เครื่องบิน ประจัญบานอีกครื่องหนึ่งถูกปืนท้ายยิงไฟลุกโพลงทั้งลำ นัก บินข้าศึกกระโดดร่มหนีเอาตัวรอด

ร.อ. เวหน สั่งงานทางวิทยุตลอดเวลา เขาบังคับป้อม บินเดินทางกลับเข้าเขตประเทศไทยโดยด่วน ขณะนี้เจ้าหน้าที่วิทยุยังคงส่งรายงานการสู้รบแจ้งไปให้กองทัพอากาศทราบทุก นาที

ถึงแม้ว่าป้อมบิน บี. ๒๔ ถูกยิงทะลุปรุพรุนเกือบทั่วลำ ได้รับความเสียหายไม่น้อย นักบินกับผู้ช่วยของเขาก็สามารถ พามันกลับเข้าสู่ดินแดนของประเทศไทยได้ ไอพ่นประจัญบาน ของข้าศึกทั้ง ๓ เครื่องติดตามล่วงล้ำเข้ามาในแดนไทยอย่าง องอาจ แต่แล้วเมื่อแลเห็นฝูงเครื่องบินเอฟ. ๘๔ ของเรารวม ๙ เครื่องกำลังบินตรงเข้ามาในระยะไกล เครื่องบินขับไล่ของ ข้าศึกก็ผละจากการรบบินหนีกลับไปทันที

เสียงนักบินประกาศเครื่องกระจายเสียงดังไปทั่วทุกห้อง

"เลิกรบ ให้พลปืนไปดูอาการของจ่าอากาศโทสมบัติ ที่ห้องปืนท้าย ขณะนี้เราปลอดภัยแล้ว ท่านศาสตราจารย์กับ คณะจะเข้ามาคุยกับผมที่ห้องนักบินก็ได้ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจโล่งอก

"สิ้นเคราะห์ไปทีนึกว่าเสร็จมันเสียแล้ว เป็นครั้งแรก ในชีวิตที่อาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้"

พลยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"คุณอานั่งพักผ่อนเสียเถอะครับ เครื่องบินประจัญบาน ของเรามาช่วยเราแล้ว บินผ่านเราไปเดี๋ยวนี้เอง"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้าช้าๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบยาดมขึ้นมาดม นิกรแลเห็นเข้าก็หัวเราะชอบใจ

"คุณพ่อแก่แล้วยังกลัวตายอีกหรือครับ"

จบตอนหนึ่ง

ตอนสอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูลูกเขยของท่านอย่างเคืองๆ

" ใครบอกแกว่าฉันกลัวตาย แต่ฉันต้องการนอนตายบนเตียงนอนมากกว่า ที่จะมาถูกยิงตายกลางอากาศอย่างนี้" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทรุดตัวลงนั่งบนม้ายาวและยกยาดม ขึ้นสูดดม

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน เสี่ยหงวนเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาไปที่ห้องนักบินและผู้ช่วยเพื่อแสดงความยินดีในความสามารถของ ร.อ. เวหน เชี่ยวเวหา

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง บี. ๒๔ ก็กลับมาถึงสนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ และมีฝูงบินไอพ่นประจัญบานติดตามคุ้มกันมาด้วย ทางดอนเมืองรู้ข่าวการปะทะกันระหว่าง บี. ๒๔กับเครื่องบินประจัญบานของข้าศึกแล้ว เมื่อป้อมบิน บี. ๒๔ ลงสู่สนามบินจึงปรากฏว่ามีนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่และ ผู้น้อยมาคอยต้อนรับมากมาย ดร. ดิเรกสามารถทำงานอันสำคัญได้สำเร็จผลด้วยการเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศต้องช่วยกันหาม ร.ท. ผาด บินแผลง ลงมาจากเครื่องบิน เปล่า เขาไม่ได้ถูกปืน แต่เขาเมาเหล้าจนหมดสติ วิสกี้ของเสี่ยหงวนที่เขาดื่มเข้าไปตั้งค่อนขวดนั่นเอง ทำให้เขามึนเมาจนหมด

ความรู้สึก ท่านนายพลอากาศ หลวงอุตลุดฯ สั่งให้หามนักบินผู้ช่วยไปไว้ที่ห้องขังนายทหารสัญญาบัตร และปรารภกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งว่า ต่อไปท่านจะย้าย ร.ท. ผาด ไปอยู่กองยานพาหนะไม่ยอมให้บินอีก

พฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๐๒

เวลา ๘.๐๐ น. เศษ ฝ่ายศัตรูได้ใช้จรวดข้ามทวีปบรรจุระเบิดทำลายยิงจากฐานทัพจรวดของเมืองนั้นมาตกใจกลางกรุงเทพฯ รวมสามลูก จรวดลูกแรกตกที่ถนนเจริญกรุงตอนหนึ่ง ทำให้อาคารพังราบไปและประชาชนหญิงชายต้องเสียชีวิตในราว ๒๐ คน จรวดลูกที่สองตกที่ซอยกลางทางบางกะปิ สำนักนางโลมอันมีชื่อพังทลายไปสองหลัง มีผู้เสียชีวิต ๘ คน บาดเจ็บอีกหลายคน จรวดลูกที่สามตกที่ราชวงศ์ทำให้อาคารร้านค้าใหญ่แห่งหนึ่งพังพินาศและเกิดเพลิงไหม้คุกคามอย่างรวดเร็วมีผู้เสียชีวิตเกือบ ๓๐ คน บาดเจ็บอีก ๒๐ คนล้วนแต่เป็นชาวจีนทั้งนั้น กองดับเพลิงของเราสามารถดับเพลิงได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

คณะรัฐมนตรีได้ประชุมด่วนเพื่อปรึกษาหารือกันใน เรื่องนี้ จริงอยู่เราได้ค้นพบสถานีจรวดหรือฐานทัพจรวดของฝ่ายศัตรูแล้ว ซึ่งภาพถ่ายของ ดร. ดิเรกย่อมเป็นพยานหลัก ฐานยืนยัน แต่ทุกประเทศย่อมมีสถานีหรือฐานทัพจรวดด้วย กันทั้งนั้น เรื่องนี้รัฐบาลของเราได้ยื่นประท้วงไปแล้ว แต่ ศัตรูได้แก้ว่าเขาไม่เคยปล่อยอาวุธจรวดเข้ามาในประเทศไทย สถานีจรวดที่สร้างไว้ก็เพื่อป้องกันการรุกรานเท่านั้น

ชาวพระนครและธนบุรีบางตาไปมาก ตามถนนหนทางเงียบเหงา ผู้คนต่างอพยพหนีภัยไปอยู่ต่างจังหวัดหรือตามสวนลึกๆ ถึงแม้รัฐบาลไม่ได้สั่งอพยพแต่รัฐบาลก็ได้สั่งให้คณะ-กรรมการจังหวัดใกล้เคียง ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่อพยพหนีภัยไปเป็นอย่างดี ที่ไม่มีที่พักก็จัดหาที่พักให้

ผู้แทนภาคีสมาชิก ส.ป.อ. จากประเทศต่างๆ ได้เดินทางมากรุงเทพฯ อย่างรีบรุด เพื่อปรึกษาหารือกับรัฐบาลของเราในเรื่องนี้ กองทัพของประเทศสมาชิกจะส่งกำลังทั้ง บก, เรือ, อากาศ มาช่วยทันทีเมื่อประเทศไทยถูกรุกราน ส.ป.อ. จะได้ร่วมมือกันหาทางป้องกันแก้ไขในเรื่องอาวุธจรวดข้ามทวีปที่ลอบยิงกรุงเทพฯ อย่างเร็วที่สุด และให้รัฐบาลไทยจัดการไป เท่าที่เห็นสมควร

นับว่าเป็นโชคดีของไทยเราอย่างยิ่งที่เราได้เข้าเป็นสมาชิกของซีโต้ มิฉะนั้นแล้วไทยก็คงจะถูกบุกรุกรานราบไปนานแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญยิ่ง มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เหมาะที่จะตั้งเป็นฐานทัพทั้งสามทัพ นโยบายของรัฐบาลที่เข้าเป็นสมาชิก ส.ป.อ. จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง ช่วยให้ประเทศไทยดำรงคงเอกราชอยู่ได้เพราะข้าศึกหวั่นเกรงกองทัพอันมหาศาลของซีโต้นั่นเอง

บ่ายวันนั้น

กองบัญชาการป้องกันพระนครได้เรียกประชุมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งสามทัพ พร้อมด้วยนายตำรวจใหญ่อีกหลายคน ซึ่ง ดร. ดิเรกกับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เข้าร่วม ประชุมในครั้งนี้ด้วย

บรรยากาศในห้องประชุมเคร่งเครียด พล.อ. หลวงชาญตะลุมบอน ผู้บัญชาการป้องกันพระนคร ประธานในที่ประชุม

ได้ชี้แจงให้ทราบถึงผลของความเสียหายจากอาวุธจรวดข้ามทวีปเมื่อตอนสายวันนี้คิดเป็นเงินประมาณ ๕๐ ล้านบาท มีคนตาย ๕๖ คน บาดเจ็บ ๓๘ คน ข้าศึกมีเจตนาข่มขู่ทำลายขวัญทำลายชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจของชาติ

แล้วหลวงชาญฯ ก็ยกกำปั้นข้างขวาทุบโต๊ะดังโครม

"มันเหลือที่เราจะอดทนแล้ว" คุณหลวงร้องตะโกนสุดเสียง "ข่มเหงกันอย่างนี้ใครจะไปทนได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องตอบแทนมัน"

หลวงอุตลุดเวลายกกำปั้นทุบโต๊ะบ้างและสะบัดมือเร่าๆ

"จริงครับ เราต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง ยิงจรวดข้ามทวีปของเราไปถล่มเมืองมันบ้าน มันยิงมาหนึ่งใบเรายิงไปสองใบ มันยิงมาสามใบเรายิงไปหกใบ คือเอาสองคูณ"

ท่านนายพลเรือหลวงตอร์ปิโดคำรามพูดขัดขึ้น

"เขานับเป็นลูกครับหลวงอุตลุดฯ เขาไม่นับเป็นใบหรอกครับ"

หลวงอุตลุดฯ ยิ้มแค่นๆ

"ใบหรือลูกก็เหมือนกันแหละคุณหลวง ผมคิดว่าเรา ควรจะตอบแทนมัน อย่างนี้ใครจะเห็นเป็นอย่างไร"

ดร. ดิเรกลุกขึ้นยืนแล้วแถลงต่อที่ประชุม

"วิธีนี้เป็นการตอบแทนที่ดีมาก แต่เมื่อนึกถึงด้าน ศีลธรรมและมนุษยธรรมแล้วเราจะทำได้หรือครับ พลเมืองของเขานอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น เรายิงจรวดไปตกระเบิดก็จะพากันบาดเจ็บล้มตายไปตามกัน เด็กๆ ผู้หญิง คนแก่ ผมเห็นว่าทหารของข้าศึกเท่านั้น ที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ทรุดตัวลงนั่ง

หลวงตอร์ปิโดฯ กล่าวขึ้นว่า

"ถ้าเช่นนั้นเราควรจะส่งฝูงบินทิ้งระเบิดของเราจำนวนหนึ่งเดินทางไปบอมบ์ฐานทัพจรวดของข้าศึกให้พินาศในคืน วันนี้ก่อนที่มันจะส่งจรวดข้ามทวีปมาโจมตีกรุงเทพฯ อีก โจมตีแค่ระลอกเดียวเท่านั้นฐานทัพจรวดก็คงราบเลี่ยนเตียนโล่งไม่มีอะไรเหลือ"

สี่สหายมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหัวเราะหึๆ ไปตามกัน ท่านเจ้าคุณกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ท่านนายพลเรือครับ ผมขอร้องให้ถอนคำพูดที่ว่าราบเลี่ยนเตียนโล่ง ฟังดูรู้สึกขัดหูอย่างไรชอบกล"

หลวงตอร์ปิโดฯ สะดุ้งเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่าท่านไม่ควรพูดเช่นนี้ เพราะเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ

"ผมขอถอนคำพูดครับ ผมหมายความว่าฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดของเราจะทำลายฐานทัพของข้าศึกให้พังพินาศไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"เออ-คุณหลวงพูดยังงี้เข้าทีหน่อย"

ที่ประชุมต่างเปิดอภิปรายกันในเรื่องนี้ นายทหารเสนาธิการของกองทัพอากาศคนหนึ่งได้ลุกขึ้นยืนแถลงต่อที่ประชุมว่า

"การส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปบอมบ์ฐานทัพจรวดของข้าศึกนั้นไม่ยาก แต่เมื่อข้าศึกปฏิเสธไม่ยอมรับว่าเขาใช้อาวุธจรวดโจมตีเราและถ้าเราใช้กำลังทางอากาศทลายฐานทัพจรวดของข้าศึกมันก็อาจจะเป็นชนวนสงครามโลกครั้งที่ ๓ ก็ได้ ซึ่งฝ่ายศัตรู จะถือโอกาสปรักปรำกล่าวโทษเราว่าเป็นฝ่ายรุกรานโจมตีเขาก่อน ฉะนั้นผมขอเสนอความเห็นต่อที่ประชุมว่า เราควรจะส่งคนของเราเล็ดลอดเข้าไปในดินแดนข้าศึก และใช้ความสามารถของตนทำลายฐานทัพจรวดของศัตรูให้ได้ เมื่อฐานทัพจรวดถูกทำลายไปแล้ว กรุงเทพฯ ก็จะปลอดภัยได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าข้าศึกจะสร้างฐานทัพจรวดขึ้นใหม่แล้วเราก็จะส่งคนของเราไปทำลายอีก"

คราวนี้ที่ประชุมส่วนมากต่างเห็นชอบด้วย ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครยิ้มให้นาวาอากาศโทผู้นั้น แล้วกล่าวว่า

"ความเห็นของคุณเป็นความเห็นที่น่าฟัง แต่เท่าที่เราสืบทราบมาโดยทางลับ สถานีจรวดหรือฐานทัพจรวดของข้าศึกนี้มีการป้องกันอย่างแข็งแรง มีทหารไม่ต่ำกว่าหนึ่งกองพล หน่วยกล้าตายของเราที่ส่งไปปฏิบัติงานถึงจะกล้าหาญสักเพียงใด ก็คงบุกเข้าไปไม่ถึงที่ปล่อยจรวด ผมคิดว่าท่านศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะเท่านั้น ที่จะทำงานสำคัญนี้ได้สำเร็จเพราะท่านศาสตาจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลกสามารถล่องหนหายตัวได้ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์อย่างสูง ถ้าหาก ว่าท่านศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะรับทำงานนี้ ฐานทัพจรวดของข้าศึกก็คงจะถูกทำลายราบในเร็ววันนี้"

ดร. ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พอสบตากับหลวงชาญฯ เขาก็กล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิ

"เรื่องเล็กครับท่านผู้บัญชาการ พวกผมพร้อมแล้วที่จะรับทำงานสำคัญนี้เพื่อประเทศชาติที่รักของเรา"

หลวงชาญฯ กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง

"ขอให้ที่ประชุมตบมือให้เกียรแก่ท่านศาสตราจารย์ดิเรกและคณะของท่านหน่อยครับ"

เสียงตบมือดังขึ้นทั่วห้องประชุม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าบานไปตามกัน หลวงชาญฯ กล่าวปิดประชุมทันที

"เมื่อที่ประชุมเห็นสมควรเช่นนี้ และไม่มีใครคัดค้านผมก็จะรีบส่งท่านศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะเดินทางไปฐานทัพจรวดของข้าศึกโดยเร็วที่สุด ปิดการประชุมได้"

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน ก้มศีรษะคำนับท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนคร บรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างทยอยๆ กันออกไปจากห้องหลวงชาญฯ เดินเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง

"ท่านศาสตราจารย์จะเอายังไงโปรดบอกผมให้เฮลิค็อป-เตอร์ไปส่งที่ชายแดนแล้ว ท่านกับคณะของท่านเล็ดลอดเข้า ไปในดินแดนข้าศึกยังงั้นหรือครับ"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน-ผมยังไม่ได้ตัดสินใจครับ โปรดให้ผมถามเพื่อนๆ ดูก่อน" แล้วเขาก็หันมาทางเพื่อนร่วมชีวิตทั้งสามคน "ไอคิด ว่าถ้าเราใหเฮลิค็อปเต้อร์ไปส่งเราที่ชายแดน หน่วยจารกรรมของข้าศึกอาจจะแลเห็นการเคลื่อนไหวของเราเสียก่อนและรีบส่งข่าวไปให้พวกมันรู้ ทางที่ดีเราควรเดินทางไปในตอนกลางคืนโดยเครื่องบินลำเลียง แล้วโดดร่มลงในบริเวณทัพจรวดของข้าศึก เมื่อถึงพื้นดินแล้วก็เป็นเรื่องที่เราต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปทำลายฐานทัพจรวดของข้าศึกให้ได้"

หลวงชาญฯ พยักหน้ารับทราบ

"เป็นความคิดที่แยบคายมากเชียวครับ แต่ว่าท่านเจ้าคุณจะกระโดดร่มไหวหรือ เพราะแก่แล้ว แล้วน้ำหนักตัวตั้งเกือบ ๘๐ กิโล ถ้าร่มไม่กางหรือร่มกางแต่ร่มขาดใต้เท้าก็คงแย่" ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ไม่เพียงแต่แย่หรอกครับคุณหลวง เรื่องมันกระดูกออกนอกเนื้อถึงตายทีเดียว"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ แล้วพูดขึ้น

"ผมคิดว่า คอคงย่นลงไปรวมกับตาตุ่มถ้าหากว่าร่มไม่กางหรือร่มขาด หรือคุณอาจะไม่ไปกับพวกเราก็ตามใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืดหน้าอกขึ้นวางท่าทางให้ผึ่งผาย

"ตายเพื่อประเทศชาติเป็นการตายที่น่าภูมิใจไม่ใช่หรืออ้ายหงวน"

อาเสี่ยอมยิ้ม

" จริงครับ ถ้าเช่นนั้นเราไปเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตด้วยกัน ไปไหนขาดคุณอาไปเสียคนหนึ่งก็เหมือนกับกินน้ำพริกไม่ได้ ใส่ลูกมะอึก ขาดรสชาติไป"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋ สี่สหายยิ้มแป้นไปตามกัน ดร. ดิเรกปรึกษาหารือกับเพื่อนเกลอของเขาสักครู่ก็หันมาทาง ผู้บัญชาการป้องกันพระนคร

"เอาละครับคุณหลวง เป็นอันว่าพวกผมจะเดินทางไปโดดร่มในบริเวณสถานีจรวดของข้าศึกในคืนวันนี้ และผมจะเอาเจ้าแห้วคนใช้คนสนิทของพวกเราไปด้วย"

"ได้ครับ ท่านศาสตราจารย์จะเลือกเอาใครไปปฏิบัติการบ้างก็สุดแล้วแต่ท่าน ผมไม่ขัดข้องหรอกครับผม ผมหน้าที่แต่อำนวยความสะดวกให้เท่านั้น ผมจะจัดเครื่องบินไว้ให้ก่อนค่ำวันนี้ หลวงอุตลุดฯ คงจัดการให้เรียบร้อยและท่านคงพอใจไม่ใช่หรือครับ ถ้าผมจะให้เรืออากาศเอกเวหนเป็นนักบินนำท่านและคณะเดินทางไป"

"ออไร๋ ออไร๋ คุณเวหนเป็นนักบินมือแน่จริงๆ ครับคุณหลวง เขากล้าหาญเยือกเย็นมาก"

หลวงชาญฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา แล้วกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ้มแย้ม

"บ่าย ๓ โมงแล้ว เชิญไปที่ตึกสโมสรนายทหารเถอะ ครับ ผมขอถือโอกาสนี้เลี้ยงน้ำชาท่านศาสตราจารย์กับคณะและเราจะได้ปรึกษาหารือกัน"

นิกรผุดลุกขึ้นยืน

" ไปซีครับ ผมกำลังจะเรียนคุณหลวงอยู่ทีเดียวว่าผมหิวแล้ว ทานน้ำชาเสียให้เสร็จพวกผมจะได้รีบกลับไปเตรียมตัวที่บ้าน สั่งเสียลูกเมียให้เรียบร้อย"

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนตวาดนิกร "เราต้องไม่ตายเราต้องทำงานสำเร็จและกลับมาโดยปลอดภัย อย่าพูดเป็นลาง ซี โว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"อ้ายกรมันปากเสียมานานแล้ว ผู้ที่ไม่กลับมาก็เห็นจะเป็นอ้ายกรนั่นแหละ"

ทุกคนต่างพากันลุกขึ้น ท่านนายพล หลวงชาญตะลุม-บอนเดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายออกไปจากห้องประชุม พอออกมาพ้นห้องประชุม ร้อยตรีร่างสูงใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าเดินข่าวประจำกองบัญชาการทหารสูงสุดได้ปราดเข้ามาหาท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนคร แล้วหยุดชิดเท้าตรงยกมือวันทยหัตถ์อย่างแข็งแรง

"กระผมนำหนังสือด่วนของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเสนอท่านครับ"

หลวงชาญฯ วันทยหัตถ์ตอบ รับซองยาวพับสี่ตรา กองทัพบกมาจากนายทหารหนุ่ม แล้วเซ็นรับให้เรียบร้อย หัวหน้าเดินข่าวชิดเท้าตรงวันทยหัตถ์ท่านนายพลอีกครั้งหนึ่ง แล้วลงบันไดไปที่รถจี๊ปของเขา

"เดี๋ยวนะครับ ขอเวลาผมอ่านหนังสือด่วนมากสักครู่" ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายและค่อยๆ ฉีกริมซองดึงกระดาษในซองออกมาคลี่อ่านข้อความ ในนั้น สารของพณฯ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีมาถึงท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครเป็นข่าวดีสำหรับสี่สหายและเจ้าแห้ว เมื่อหลวงชาญฯ อ่านจบท่านก็มองดูหน้าสี่สหายด้วยความปลื้มใจแล้วกล่าวว่า

"ท่านศาสตราจารย์ครับ ทางกองบญชาการทหารสูงสุดได้ขอพระราชทานยศนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ท่านกับคณะ และบัดนี้คำสั่งตกมาแล้ว ท่านศาสตราจารย์ได้เป็นพันเอก คุณพล คุณนิกร และอาเสี่ยกิมหงวนได้เป็นพันตรี นายแห้วได้เป็นสิบเอก ส่วนเจ้าคุณทางราชการอนุมัติให้แต่งเครื่องแบบพลโทได้ทุกโอกาส"

สี่สหายยืนตะลึงไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนขมวดคิ้วย่นค่อยๆ หันหน้ามาถามนิกรเบาๆ

"เฮ้ย-กันฝันไปหรือเปล่า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้ฝันหรอก มันเป็นความจริง เราได้ทำงานเสียสละเพื่อประเทศชาติมามาก กองทัพบกจึงตอบแทนคุณงามความดีของเรา"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย เขาถามหลวงชาญฯ เบาๆ

"พันเอกน่ะ ดาวสามดวงมงกุฎครอบใช่ไหมครับ คุณหลวง"

หลวงชาญฯ หัวเราะ

"ถูกแล้วครับ ท่านศาสตราจารย์ ผมรู้สึกว่าท่านไม่ใคร่จะตื่นเต้นยินดีเท่าใดเลย"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ

"เรื่องลาภยศไม่สนใจเท่าใด งานของชาติสำคัญกว่า ตราบใดผมมีชีวิตอยู่ ผมก็จะทำงานรับใช้ประเทศชาติของเราเรื่อยไปตามคำสั่ง เรามีสิทธิแต่งเครื่องแบบนายทหารตามยศของเราได้ตั้งแต่บัดนี้ไม่ใช่หรือครับ"

"ครับ แต่งได้เลย" พูดจบหลวงชาญฯ ก็ส่งคำสั่งให้ ดร. ดิเรก

สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรุมกันอ่านคำสั่งของ พณฯ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีมาถึงผู้บัญชาการป้องกันพระนครมีใจความสำคัญว่า บัดนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ดร. ดิเรก ณรงฤทธิ์ เป็นพันเอก ให้นายพล พัชราภรณ์ นายนิกร การุณวงศ์ และนายกิมหงวน ไทยแท้ เป็นพันตรี และโดยคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้นายแห้ว โหระพากุล เป็นสิบเอก นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป และให้สังกัดอยู่ในกองบัญชาการป้องกันพระนคร ตอนท้ายคำสั่งปรากฏว่าอนุมัติให้ พล.ท. พระยาปัจจนึกพินาศ นายทหารนอกราชการแต่งเครื่องแบบได้ทุกเวลาและทุกโอกาสเป็นพิเศษ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีที่ได้ทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตและเสียสละเพื่อประเทศชาติ

ณ บัดนี้ สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบสีกากีแกมเขียวคล้ายกับเครื่องแบบนายทหารบก แต่ไม่มีเครื่องหมายยศและเครื่องหมายสังกัด นิกรส่งคำสั่งของ พณฯ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดคืนให้หลวงชาญฯ แล้วล้วงกระเป๋า กางเกงหยิบกล่องกระดาษแข็งกล่องหนึ่งออกมาเปิดออก ภายในกล่องมีดาวทองเครื่องหมายยศนายทหารและเครื่องหมายกองบัญชาการป้องกันพระนครอยู่มากมายเต็มกล่องนั้น ซึ่งนิกรซื้อเตรียมไว้นานแล้ว

หลวงชาญฯ อ้าปากหวอเมื่อแลเห็นนิกรแจกดาว และเครื่องหมายให้เพื่อนๆ ของเขา แจกมงกุฎครอบดาวให้ ดร. ดิเรก และดาวอีกสองดวง นอกนั้นมงกุฎครอบและดาวคนละดวง ส่วนเครื่องหมายที่คอเสื้อก็เป็นเครื่องหมายที่ถูกต้อง คือ เครื่องหมายสามเหล่า บก, เรือ และอากาศ

"สำคัญมากคุณนิกร" ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครพูดยิ้มๆ "ถึงกับเตรียมเครื่องหมายยศไว้ล่วงหน้าเชียวรึครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"ผมมั่นใจครับว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องได้รับพระราชทานยศเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่"

หลวงชาญฯ ขมวดคิ้วย่นเมื่อเห็นนิกรติดดาวถึงข้างละ ๒ ดวง

"อ้าว-มากไปคุณนิกร คุณเป็นพันตรีเท่านั้นติดข้างละดวงพอแล้ว ๒ ดวงมงกุฎครอบน่ะพันโท"

นิกรหัวเราะ

"ติดเผื่อไว้ปีหน้าไม่ได้หรือครับ ปีหน้าผมอาจจะได้เป็นพันโท"

"ไม่ได้ๆๆๆ ติดเผื่อก็ต้องติดคุกเผื่อเหมือนกัน"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งโหยง รีบปลดออกจากบ่าทันที คง เหลือไว้ข้างละดวงเท่านั้น เมื่อสี่สหายติดดาวเรียบร้อยแล้วต่างก็ชิดเท้าตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพหลวงชาญฯ อย่างแข็งแรง ท่านนายพลก้มศีรษะคำนับตอบ

"ผมขอแสดงความยินดีด้วยใจจริง" ท่านผู้บัญชาการฯ พูดยิ้มๆ และยื่นมือให้สัมผัสทีละคน "บัดนี้ท่านศาสตราจารย์กับคุณทั้งสามได้เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพบกแล้ว"

เสี่ยหงวนคึกคักเข้มแข็งผิดปกติ

"คราวนี้แหละครับผมเบ่งอกแตกไปเลย เมียผมก็กินข้าวร่วมโต๊ะกับผมไม่ได้ ต้องกินทีหลังผม อ้า-คุณหลวงมาแลกเครื่องหมายที่บ่ากับผมดีไหมครับ ผมชอบช่อชัยพฤกษ์ทหารคำนับแข็งแรงดีกว่ามงกุฎครอบ สารวัตรชั้นนายร้อยนายพันเห็นเลี่ยงไปเลย"

หลวงชาญฯ หัวเราะชอบใจ

"ไปทานน้ำชากันเถอะครับ พวกนายทหารที่สโมสรแลเห็นพวกคุณแต่งเครื่องแบบนายทหารชั้นผู้ใหญ่เช่นนี้คงจะ ตื่นเต้นดีใจไปตามกัน ทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านศาสตราจารย์กับคณะจะต้องได้รับพระราชทานยศนายทหารแน่นอน เพราะทำงานให้แก่กองทัพของเราและล้วนแต่งานสำคัญๆ ทั้งนั้น"

ท่านนายพลพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินลงบันไดตึกหน้าห้องประชุมตรงไปยังสโมสร อาเสี่ยกับนิกรเดินอกตั้ง และมองดูดาวมงกุฎครอบบนอินทรธนูทั้งสองข้างตลอดเวลา จนกระทั่งสะดุดเท้าตนเอง

คืนวันนั้น

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ออกเดินทางโดยเครื่องบินลำเลียงเครื่องหนึ่งจากสนามบินดอนเมืองในเวลา ๒๐.๐๐ น. ตรง อย่างเงียบๆ ซึ่งนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่ทราบเรื่องนี้เพียงไม่กี่คน หลวงชาญตะลุมบอน และหลวงอุตลุดเวหา ได้มาส่งคณะพรรคสี่สหายด้วยความห่วงใย ท่านทั้งสองได้กล่าวคำอวยพรให้สวัสดีมีชัย และทำงานสำเร็จผลสมความมุ่งหมาย

ในเครื่องแบบทหารพลร่ม ซึ่งไม่มีเครื่องหมายยศและหน่วยสังกัด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งสนทนากันอยู่ในห้องโดยสารอย่างครื้นเครง ทุกคนมีย่ามและข้าวของสัมภาระติดตัวมารุงรัง มีปืนกลมือแบบท็อมป์สันเป็นอาวุธ นอกจากนี้ยังมีปืนพกและมีดใหญ่สำหรับพลร่ม การเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในคราวนี้ย่อมเป็นการเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย ดร. ดิเรกได้ตกลงกับท่านผู้บัญชาการป้องกันพระ-นครแล้ว เขากับคณะของเขาจะพยายามอย่างยิ่งเพื่อทำลายฐานทัพ หรือสถานีจรวดของฝ่ายศัตรูให้จงได้ ต่อจากนั้นก็จะปลอมแปลงตัวเป็นชาวพื้นเมืองท่องเที่ยวอยู่ในดินแดนข้าศึก หรือจังหวัดชายแดนของเราทำการสืบสวนการเคลื่อนไหวของข้าศึก คณะพรรคสี่สหายจะใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการทำงานสำคัญนี้

ท่ามกลางความมืดในยามราตรี เครื่องบินลำเลียงสองเครื่องยนต์บินอยู่ในระยะสูง ผ่านกลุ่มเมฆเป็นแห่งๆ เครื่อง บินเครื่องนี้ไม่ได้เปิดไฟที่ใต้ปีกเหมือนเครื่องบินโดยสาร เมื่อ มันบินใกล้พรมแดน ร.อ.เวหน เชี่ยวเวหา นักบินประจำเครื่อง บินลำนี้ก็พูดกระจายเสียงบอกให้ทราบ

"ฮัลโล ท่านศาสตราจารย์ครับ ขณะนี้เรากำลังจะผ่านเขตแดนของเราออกไปแล้ว โปรดเตรียมตัวได้แต่ไม่ต้องรีบ ร้อนอะไรนัก เพราะมีเวลาอีกในราว ๑๐ นาที จึงจะถึงฐานทัพจรวดของข้าศึก"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นเตรียมตัว แสงไฟฟ้าในห้องโดยสารส่องสว่างแลเห็นหน้ากันถนัด ใบหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซีดเผือด อาเสี่ยผิวปากปลอบใจตัวเองเบาๆ แต่ไม่เป็นเพลง นิกรครวญเพลงรักเพลงหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นเพลงเช่นเดียวกัน ส่วนพลกับ ดร. ดิเรกพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็ง เพราะการกระโดดร่มชูชีพโดยวิธีเกี่ยวขอกับราวลวดในเครื่องบินนั้น ร่มชูชีพทุกร่มจะต้องกางเสมอ

ทุกคนรู้สึกว่าเครื่องบินบินต่ำลงทุกที ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็ได้ยินเสียงนักบินพูดกระจายเสียง

"เตรียมพร้อมได้แล้วครับ ถ้าได้ยินเสียงกริ่งสัญญาณให้เกี่ยวขอร่มทันที"

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวประตูด้านขวาของลำตัวเครื่อง-บินก็จะเลื่อนออกโดยอัตโนมัติ เครื่องบินลำเลียงเครื่อง นี้เป็นเครื่องบินแบบใหม่ที่สุดที่ทัพอากาศเพิ่งได้รับจากสหรัฐ-อเมริกาสามารถบรรทุกพลร่มได้ถึง ๔๐ คน แต่ขณะนี้มีพล ร่มที่จะลงปฏิบัติการเพียง ๖ คนเท่านั้น เท่าที่ตกลงกันไว้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะกระโดดลงไปจากเครื่องบินเป็นคนแรก คนที่สองคือ ดร. ดิเรก หลังจากนั้นก็เสี่ยหงวน นิกร เจ้าแห้ว และพลเป็นคนสุดท้าย

เครื่องบินลำเลียงเข้าเขตฐานทัพจรวดของข้าศึกแล้ว และบินต่ำมาก นักบินสามารถมองแลเห็นดวงไฟระยิบระยับ จากค่ายทหารเบื้องล่าง แต่แล้วดวงไฟเหล่านั้นก็ดับพรึ่บ เหมือนกับมีสัญญาณภัยทางอากาศ

เสียงออดสัญญาณโดดร่มดังขึ้นทันที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวและเกี่ยวขอร่มไว้กับสายลวดกลางลำเครื่องบิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่หน้าประตู เมื่อนักบินออกคำสั่งให้กระโดด ท่านเจ้าคุณก็เงอะงะ ลังเลใจ ดร. ดิเรกดุพ่อตาของเขา

"โดดซีครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"เสียวไส้จังว่ะ"

"เสียวไส้ก็ต้องโดด ไม่โดดผมผลักนะ"

ทันใดนั้นเองไฟฉายสามสี่ดวงได้ฉายกราดมาทางเครื่องบินลำเลียงเครื่องนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หลับหูหลับตากระโดด ออกไปจากช่องประตู ร่างอันอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยของท่านลอย ละลิ่วลงสู่เบื้องล่างในท่าต่างๆ ท่านเจ้าคุณร้องโวยวายลั่น แต่แล้วร่มชูชีพก็กางพรึ่บทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แกว่งโตงเตง ไปมาอยู่กลางอากาศ

ดร. ดิเรกกระโดดออกไปจากเครื่องบินทันที เสี่ยหงวนติดตามไปด้วยอย่างองอาจในท่าทิ้งมะพร้าวห้าว นิกรหันมายัก คิ้วให้พล แล้วทำท่ายี่เกเหาะกระโดดออกไปจากเครื่องบิน อย่างสวยงาม เจ้าแห้วยืนหน้าแหยอยู่ข้างประตูไม่กล้ากระโดด

"โดดซีโว้ย" พลเอ็ดตะโร

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานเสียวไส้จังครับ"

พลไม่มีเวลาพอที่จะพูดอะไรอีก เขายกเท้าถีบเจ้าแห้วโครม เท่านี้เอง ส.อ. แห้วก็ลอยละลิ่วออกไปจากประตูเครื่อง-บินและร้องแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ พลรีบกระโดดตาม เจ้าแห้วไปทันที

ภูมิประเทศเบื้องล่างเป็นที่ราบและบางแห่งก็เป็นละเมาะ ขณะนี้ไฟฉายดวงหนึ่งได้จับร่างหน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนได้แล้ว ซึ่งกำลังลอยต่ำลงไปทุกที และไฟฉายอีก ๓ ดวง จับเครื่องบินลำเลียงได้ เสียง ปตอ. ดังกึกก้อง ร.อ. เวหน เชี่ยวเวหา นำเครื่องบินเลี้ยวกลับฝ่ากระสุน ปตอ. อันหนา แน่นและบังคับเครื่องบินขึ้นสูงหลบหนี ปตอ. กลับเข้าสู่ดิน-แดนประเทศไทยโดยเร็ว ทิ้งให้คณะพรรคสี่สหายเผชิญกับ ชะตากรรมต่อไป ฝ่ายศัตรูรู้แล้วว่าเราส่งพลร่มจำนวนหนึ่งลงปฏิบัติการ การค้นหาพลร่มคงจะกระทำกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ร่มของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้างอยู่บนยอดไม้ ท่านเจ้าคุณแขวนต่องแต่งอยู่สูงจากพื้นดินราว ๒ เมตร นอกนั้นลงสู่พื้น ดินโดยสวัสดิภาพ ทุกคนติดต่อกันด้วยสัญญาณไฟฟ้าเดินทางขนาดเล็กปิดเปิดเป็นโค้ต เมื่อปลดร่มออกและซ่อนร่มไว้ตามสุมทุมพุ่มไม้แล้ว พลก็เรียกพรรคพวกของเขาให้มารวมกำลัง กัน นิกรตะโพกครากไปแถบหนึ่ง

"คุณอาหายไปไหนโว้ย" พลกล่าวขึ้นอย่างห่วงใย

เสียงเจ้าคุณร้องตะโกนมาจากต้นไม้ต้นนั้น

"ช่วยด้วยโว้ย อาติดอยู่บนต้นไม้"

จากไฟฟ้าเดินทาง ซึ่งปิดเปิดเป็นโค้ตในมือของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้สี่สหายกับเจ้าแห้ววิ่งเข้าไปหาท่านเจ้าคุณทัน ที เมื่อนิกรแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของพ่อตาแขวนโตงเตงอยู่ บนต้นไม้เขาก็หัวเราะงอหาย

"อยู่นั่นแหละครับคุณพ่อ พวกเราต้องรีบ ไปละครับ ข้าศึกมันรู้แล้วว่าเรากระโดดร่มลงแถวนี้ ขืนอยู่ชักช้าเป็น ตายแน่"

"อ๋อย ช่วยด้วยซีโว้ย"

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พลหันมาพูดกับ เสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราต้องรีบหนีไปจากนี่โดยเร็วที่สุด แกนั่งลงอ้ายเสี่ย เข้ามานั่งตรงนี้ กันจะขึ้นไปยืนบนบ่าแกแล้วแกพากันลุกขึ้น กันจะเอามีดตัดเชือกร่มช่วยเอาคุณอาลงมา"

เสี่ยหงวนมองดูท่านเจ้าคุณอย่างขบขัน

"ไม่น่าช่วยเลยโว้ย แก่แล้วไม่รู้จะตามพวกเรามาทำไม"

อาเสี่ยเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้พลก้าวขึ้นไปยืนบนบ่าเขา นิกรช่วยจับพลไว้ กิมหงวนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พลใช้มีดตัดสายร่มออกร่มอันอ้วนใหญ่ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลอยละลิ่วมาสู่พื้นดินดังตุ้บ

"โอ๊ย"

ดร. ดิเรก หัวเราะชอบใจ ประคองพ่อตาของเขาลุกขึ้น ยืน ทันใดนั้นเองทุกคนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์สาม สี่คันดังขึ้น พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที

"ทหารข้าศึกตามมาเล่นงานเราแล้ว หนีไปทางนี้ต้อง อาศัยป่าทึบเป็นที่กำบังตัว เปิดโว้ยพวกเรา ถ้าไม่จำเป็นอย่า ใช้ปืนเป็นอันขาด"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันล่าถอยทันที ขณะนี้เป็นเวลา ๒๐.๔๕ น. ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ทหารแดงหนึ่งกองร้อยกำลังกระจายกำลังกันไปทั่ว ค้นหาพลร่มของเราในบริเวณพื้นที่ทุกแห่ง ร่มชูชีพทั้ง ๖ ร่ม ถูกค้นพบแล้ว พวกข้าศึกแยกย้ายกันเป็นหมู่ๆ มีการติดต่อ ประสานงานกันโดยทางวิทยุสนาม สุนัขอัลเซเชียลหลายตัวเห่าขรม หมาเหล่านี้ได้รับการฝึกมาแล้วอย่างชำนิชำนาญ ดุร้ายเฉลียวฉลาดและแกะรอยเก่งมาก เป็นสุนัขประจำกองทัพแดง สุนัขเหล่านี้ปล่อยให้เป็นอิสระไม่ต้องให้ทหารจูงมัน มัน วิ่งนำหน้าทหารและเห่าลั่น แต่ละตัวสูงใหญ่และชอบกัดคอ หอยมากกว่าที่อื่น

ขณะนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแอบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้อันหนาทึบแห่งหนึ่ง เมื่อเสียงสุนัขสองสามตัวเห่าใกล้เข้ามา ทุกคนก็ยกปืนกลมือขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง แต่นิกรกล่าวห้ามไว้

"อย่ายิงโว้ย กันจะลองใช้ความสามารถของกันเจรจากับมันดก่อน"

ดร. ดิเรกอ้าปากหวอ

"เจรจากับหมาน่ะหรือ"

"เออ-พอจะพูดกันได้ หมาน่ะต่อให้ดุแสนดุมันไม่เคยกัดกันเลย ถ้าเราพูดกับมันให้รู้เรื่อง"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"แกไปเรียนภาษาหมาจากไหนวะ"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหัวเราะ

"เปล่า ไม่ได้เรียนหรอก อาศัยที่กันรักหมาและช่างสังเกตอากัปกิริยาของมัน ตลอดจนพยายามเรียนรู้นิสัยใจคอของมัน หมาที่มันกัดคนน่ะเพราะคนไม่พยายามเข้าใจมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เอาละ พ่อเชื่อว่าแกอาจจะเจรจากับหมาพอรู้เรื่องกันได้ แต่ทหารข้าศึกที่มันจูงหมามามันจะไม่ยอมเจรจากับแกน่ะซี"

นิกรอมยิ้ม

"ผมคิดว่าหมาพวกนี้ มันกำลังค้นหาเราโดยนำหน้าพวกทหารหมาครับ เสียงที่มันเห่าแสดงว่ามันเคลื่อนที่เร็วมากคือ วิ่งมา ถ้าทหารจูงมันมาทหารก็คงวิ่งไม่ทันมัน"

ทันใดนั้นเองอัลเซเชียลตัวหนึ่งก็ปราดเข้ามาในพุ่มไม้และส่งเสียงคำรามทำท่าเหมือนกับจะกระโจนเข้ามากัดคอหอยคณะพรรคสี่สหายคนใดคนหนึ่ง นิกรคลานสี่ตีนเข้าไปหามันทันที เขาส่งเสียงร้องอี๊ดๆ แสดงอัธยาศัยไมตรีจิต เจ้าอัลเซ-เชียลยืนงงอยู่สักครู่ จนกระทั่งนิกรคลานเข้ามาแล้ว แลบลิ้นเลียหน้าเลียตามัน คราวนี้เจ้าอัลเซเชียลก็แสดงกิริยาเป็นมิตร กับนิกรทันที มันกระดิกหางให้แล้วเลียหน้านิกรตอบ นาย จอมทะเล้นหันมามองดูพรรคพวกของเขา

"ไง-เห็นหรือยังว่าหมากับคนก็เป็นมิตรกันได้ มันอยู่ที่ไมตรีที่เรายื่นให้มันโว้ย กันคลานสี่ตีนเหมือนอย่างมันก็ทำให้มันรู้สึกหยิ่ง และภาคภูมิใจที่กันให้เกียรติมันอย่างสูง นอกจากนี้กันยังร้องอี๊ดๆ และเลียหน้าเลียตามันด้วย" พูดจบนิกรก็นั่งขัดสมาธิสวมกอดเจ้าอัลเซเชียลตัวนั้น เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบห่อแซนวิชไส้กรอกออกมาแก้ออก และป้อนเจ้าอัลเซเชียล

เจ้าอัลเซเชียลเคยกินแต่น้ำข้าวหรือเศษอาหาร เมื่อได้กินแซนวิชไส้กรอก มันก็แสดงความจงรักภักดีต่อนิกรจนออกนอกหน้า ทำให้สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน

"อือ" อาเสี่ยคราง "อ้ายกรมันแน่โว้ย มันรู้ภาษาหมา ดีนี่หว่า สงสัยว่ามันคงเป็นหมากลับชาติมาเกิดเป็นแน่"

นิกรทำคอย่นหันมาทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"ไม่ใช่โว้ย กันเป็นคนแต่กันเข้าใจถึงจิตใจของหมา คนที่ถูกหมาเห่าหรือหมากัดก็เพราะไม่พยายามผูกมิตรกับมัน"

สุนัขอัลเซเชียลอีก ๓ ตัว วิ่งพรวดพราดเข้ามายังที่คณะพรรคสี่สหายหลบซ่อนตัวอยู่ ต่างส่งเสียงคำรามด้วยความดุร้ายแต่เจ้าตัวแรกที่ได้กินแซนวิชของนิกรรีบเดินเข้าไปหาเจรจา กันด้วยภาษาหมาสักครู่ก็เข้าใจกันดี มันพาเพื่อนของมันทั้งสามตัวเข้ามาหานิกร นายจอมทะเล้นรีบแบ่งแซนวิชแจกจ่ายทีละตัวจนครบ อัลเซเชียลต่างกระดิกหางแสดงกิริยาเป็นมิตรด้วย นิกรตบศีรษะมันกอดจูบลูบคลำมันอย่างสนิทสนม เจ้าตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมานอนบนตักนิกรราวกับว่ารู้จักคุ้นเคยกันมานาน นับปี

นิกรล้วงมือลงไปในย่ามหยิบห่อเค็กออกมาแก้ออกแล้วป้อนหมาอีก เขากินไปด้วยและป้อนไปด้วย มีการหยอกล้อ อัลเซเชียลทั้ง ๔ ตัวตลอดเวลา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล กิมหงวน ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วต่างยอมรับนับถือ ว่านิกร เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถเป็นพิเศษผิดมนุษย์ธรรมดาเสมอ มักจะแก้ไขเหตุการณ์คับขันที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ดีกว่าคนอื่น

ทหารข้าศึกติดตามมาแล้วไฟฉายหลายดวงฉายกราดไปทั่วและมีเสียงกู่ตะโกนเรียกหากัน นิกรรีบยัดขนมใส่ปาก อัลเซเชียลทั้ง ๔ ตัวแล้วยุให้มันไล่กัดพวกทหารแดง

"ชู้ว์ ชู้ว์ เอาเลยอ้ายน้องชาย กัดมันเลยแล้วไม่ต้องกลับมาหาข้าอีก"

เจ้าอัลเซเชียลทั้ง ๔ ตัว วิ่งปราดออกจากพุ่มไม้ส่งเสียงเห่าลั่น เมื่อทหารข้าศึกวิ่งเข้ามา เจ้าอัลเซเชียลก็กระโจนเข้าใส่และไล่กัดเป็นพัลวัน ทหารแดงตกใจร้องเอะอะนึกไม่ถึงว่าหมาของเขาจะทรยศต่อเขา ไม่มีใครกล้าใช้ปืนยิงหมาหรือใช้ ดาบปลายปืนแทง ทุกคนได้แต่วิ่งหนีเอาตัวรอดกระจัดกระจายไปคนละทางสองทาง อัลเซเชียลทั้ง ๔ ตัวไล่กัดทั้งนายทหารและพลทหารวิ่งปุเลงๆ ไปตามกัน

นิกรคลานกลับมาหาคณะพรรคของเขา แล้วยิ้มให้ทุกๆ คน

"เราปลอดภัยแล้ว เชื่อหรือยังว่ากันเข้าถึงจิตใจหมา"

ดร. ดิเรกมองดูนิกรอย่างเลื่อมใส

"ออไร๋ ออไร๋ แต่กันไม่เข้าใจเลย ธรรมดาหมาย่อม ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของหรือพรรคพวกของเจ้าของ ทำไมมันถึงไล่ กัดทหารแดงซึ่งเป็นคนเลี้ยงและเป็นเจ้าของมัน"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรแน่ แม้แต่หมาก็เนรคุณเจ้าของเอาแบบอย่างมนุษย์เรา ใครให้มันกินมันก็รักคนนั้น และถ้าคน อื่นให้มันกินดีกว่ามันก็รักคนอื่นมากกว่า หมาสมัยก่อนซื่อสัตย์กตัญญูจริง แต่สมัยนี้มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์โลกเรามันเข้ายุคเสื่อมแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"ฟังเป็นคติดีเหมือนกัน" แล้วท่านก็หันมาพูดกับพล ซึ่งขณะนี้เขากำลังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยกล้าตายโดยปริยาย "เอายังไงกันต่อไปอ้ายหลานชาย เราจะซ่อนอยู่ที่นี่ก่อนหรือจะเคลื่อนที่ต่อไปอีก"

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา

"แอบอยู่ที่นี่อีกสักครู่เถอะครับ จนกว่าเราจะแน่ใจว่า เราปลอดภัย ถ้าพวกทหารข้าศึกล่าถอยกลับไปเราก็คงจะได้ยินเสียงรถยนต์ของมัน เราคงอยู่ห่างจากถนนไม่ไกลเท่าใดนัก"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ นิกรล้วงมือลงไปในย่ามหยิบขวดขวดหนึ่งออกมาแล้วส่งให้ ดร. ดิเรก

"ดื่มกาแฟเสียหน่อยซีหมอ แบ่งกันดื่มคนละหน่อยจะ ได้ตาสว่าง"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โน-ไองดดื่มกาแฟมาหลายวันแล้ว ดื่มโอวัลตินแทน"

นายจอมทะเล้นล้วงมือลงไปในย่ามอีก หยิบขวดขนาดกะทัดรัดอีกใบหนึ่งออกมาส่งให้ ดร. ดิเรก

"เอ้า-โอวัลตินร้อน มีติดมาหนึ่งขวด"

ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน ต่อจากนั้นสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ดื่มกาแฟกันและสนทนากันเงียบๆ

ในราว ๒๒.๐๐ น. เศษ ท้องฟ้ามืดครึ้มไปทั่วทุกทิศ มีลมพายุพัดผ่านมาบ้างเป็นครั้งคราว หลังจากนั้นฝนก็ตกพรำลงมา หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คน ต่างเคลื่อนที่บ่ายโฉมหน้าบุก เข้าไปยังฐานทัพจรวดของฝ่ายศัตรูด้วยความระมัดระวังตัว ทุกคนถือปืนกลมือกระชับมั่น ที่หน้าอกเสื้อมีลูกระเบิดติดอยู่ คนละสามสี่ลูก

จากแสงฟ้าแลบ คณะพรรคสี่สหายซึ่งยืนรวมกลุ่มอยู่ในละเมาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง ต่างมองแลเห็นโรงทหารและสิ่งปลูก สร้างหลายแห่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าในบริเวณที่ราบ นั่นคือสถานีจรวดของข้าศึกอย่างไม่มีปัญหา ตามเวลาที่กล่าวนี้ทหารข้าศึกได้เพิ่มยามรักษาการณ์อีกสองเท่า ทำหน้าที่ป้องกันสถานีจรวดอย่างเข้มแข็งที่สุด มีการวางยามไว้เป็นระยะๆ ทหาร ข้าศึกจำนวนหนึ่งยังกำลังติดตามค้นหาหน่วยจู่โจมของเรา ตามหมู่บ้านหลายแห่ง โดยเข้าใจว่าคณะพรรคสี่สหายคงจะ หลบซ่อนตัวอยู่ตามหมู่บ้านเหล่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะชาวพื้นเมืองส่วนมากไม่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะผู้ที่นับถือพุทธ-ศาสนา แต่ประชาชนเหล่านี้มักจะถูกทหารแดงฆ่าตายหรือกระทำทารุณบ่อยๆ อย่างไรก็ตามทหารแดงก็ถูกชาวบ้านลอบฆ่าตาย มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน

อาศัยแสงฟ้าแลบ ดร. ดิเรกพยายามสังเกตสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในบริเวณรั้วลวดหนามเบื้องหน้า สักครู่เขาก็หัน มาพูดกับเพื่อนร่วมตายของเขาเบาๆ

"ถึงแม้ความหวังของเราที่จะระเบิดฐานทัพจรวดของ ข้าศึกด้วยระเบิดเวลามีอยู่น้อยเต็มทน ก็ต้องยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต เคลื่อนที่ต่อไปเถอะเพื่อน เราจะต้องตัดลวดหนามบุก เข้าไปให้ได้"

พลนำหน้าพาทุกๆ คนวิ่งก้มผ่านดงหญ้าคาอันหนาทึบ สูงท่วมหัว ตรงไปยังรั้วลวดหนามด้านตะวันตกและแล้วทุกคน ก็หมอบราบลงในกอหญ้าคานั้น พลกกมือตบบ่าเสี่ยหงวนแล้ว กระซิบบอก

"ฝนกำลังพรำอย่างนี้โชคของเราแล้ว อ้ายหงวนคลานเข้าไปตัดลวดหนามเส้นล่างสุดออกสักสองเส้นโดยเร็ว"

"ครับผม" เสี่ยหงวนรับคำสั่งอย่างแข็งแรงแล้วคลาน เข้าไปยังรั้วลวดหนามนั้น

เมื่อไฟฉายบนหอคอยสูงถูกเปิดขึ้นและฉายกราดไป รอบๆ บริเวณคณะพรรคสี่สหายก็หมอบนิ่งเฉย ยามบนหอ คอยกราดไฟฉายไปตามริวรั้วทุกๆ ด้าน พลปืนกลหนักหัน ปากกระบอกปืนกลตามไฟฉายไปด้วย ในราว ๕ นาที ไฟฉาย ดวงนั้นก็ดับมืด

อาเสี่ยยกคีมตัดลวดขึ้นตัดลวดหนาม แต่พอคีมเหล็ก สัมผัสกับเส้นลวดหนามเส้นนั้น เสี่ยหงวนก็สะดุ้งเฮือกรีบ กระชากมือที่ถือคีมออกมาทันที เคราะห์ดีที่เขาไม่ได้ส่งเสียง ร้อง กิมหงวนคลานถอยกลับมาหาคณะพรรคของเขาแล้วบอก ให้ทราบ

"ลวดหนามนั่นมีไฟฟ้าว่ะ พลถูกเข้าเท่านั้นไฟฟ้าแล่น เข้าตัวกันเลย ใจหายหมดนึกว่าเสร็จเสียแล้ว"

ดร. ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"กันจัดการเอง ส่งคีมตัดลวดมาให้กันเถอะ"

อาเสี่ยส่งคีมให้นายแพทย์หนุ่ม ดร. ดิเรกค่อยๆ คลาน เข้าไปที่รั้วลวดหนาม เขาล้วงมือลงไปในย่ามของเขาหยิบ เครื่องมือชิ้นเล็กๆ ออกมาสองสามชิ้น เขาใช้ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ของเขา ทำให้กระแสไฟที่ปล่อยไว้ตามลวดหนาม ช็อต แล้ว ดร. ดิเรกก็ตัดลวดหนามทีละเสนอย่างสบาย

จากแสงฟ้าแลบทุกคนแลเห็น ดร. ดิเรก โบกมือเป็นสัญญาณให้คลานเข้าไปหาเขา พลมุดเข้าไปในบริเวณสถานีจรวดของข้าศึกเป็นคนแรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ คลานตามเข้าไปเป็นคนที่สอง ต่อจากนั้น ดร. ดิเรก กับนิกร อาเสี่ยกิมหงวน กับเจ้าแห้ว ก็มุดรั้วลวดหนามเข้าไปอย่างระมัดระวังตัว ทั้ง ๖ คนวิ่งก้มตัวไปยึดกระท่อมเล็กหลังหนึ่งเป็นที่กำบัง เจ้าแห้ว ยกมือขวาจับหน้าอกข้างซ้ายของเขาแล้วพูดเบาๆ

"ขวัญเอ๊ย ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัวนะขวัญนะ เฮ้อ-ใจ คอหายหมดเลย รับประทานทีแรกผมนึกว่าเล่นหนัง แต่พอ คิดว่านี่มันเรื่องจริงเลยชักปอด"

พลจุ๊ปาก

"อย่าพูดดังไป อาจจะมียามอยู่หน้ากระท่อมหลังนี้ก็ได้ อ้ายหงวนย่องไปดูซิ"

อาเสี่ยค่อยๆ ย่องไปตามริมกระท่อมและโผล่หน้าออกมองดู พอดีไฟฉายบนหอคอยเปิดสว่างจ้าและฉายกราดไปมา อีก กิมหงวนหมุนตัวกลับวิ่งเหยาะๆ กลับมาหาคณะพรรค ของเขา

"ไม่มีใครโว้ย สงสัยว่ากระท่อมหลังนี้คงเป็นส้วมทหาร"

ดร. ดิเรกสะดุ้งเล็กน้อย

"นั่นน่ะซี กันได้กลิ่นตั้งแต่แรกแล้ว อ้า-เราต้องแบ่ง หน้าที่กันทำงานโว้ย อ้ายหงวนกับอ้ายกรพยายามขึ้นไปยึด ไฟฉายและปืนกลบนหอคอยให้ได้ จัดการกับทหารข้าศึกที่อยู่บนหอคอยเสียแล้วทำหน้าที่แทน ในราว ๕ นาทีก็ฉายไฟสัก ครั้ง พวกข้าศึกจะได้ไม่เฉลียวใจ กันกับอ้ายพลจะเอาระเบิดเวลาไปวางที่ปล่อยจรวด และอาคารต่างๆ ให้ทั่วบริเวณนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แล้วพ่อกับอ้ายแห้วแกจะให้ทำอะไร"

ดร. ดิเรกหันมาทางพ่อตาของเขา

"คุณพ่อกับอ้ายแห้ววิ่งไปแอบที่บริเวณกองฟืนใหญ่ใต้ หอคอยนั้นคอยช่วยเหลืออ้ายหงวนกับอ้ายกร และคอยช่วยผม กับอ้ายพลด้วย ยามรอบๆ ค่ายไม่สำคัญ แต่ยามบนหอคอย สำคัญมากเพราะมันมีไฟฉายและมันอยู่ในที่สูง"

คณะพรรคสี่สหายต่างปรึกษาหารือกันสักครู่จนกระทั่ง ทุกคนเข้าใจดี ในที่สุด ดร. ดิเรกก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็น งานเป็นการ

"แกกับอ้ายกรไปยึดหอคอยนั้นได้ ขอให้โชคดีเพื่อนรัก จงสังหารยามบนหอคอยด้วยมีดพกอย่าใช้ปืนเป็นอันขาด และอย่าลืมว่าแกสองคนจะต้องสวมรอยทำหน้าที่เป็นยามประจำหอคอย ๕ นาทีฉายไฟครั้งหนึ่ง กราดไฟไปรอบๆ ค่อยราว ๒ นาทีก็ดับไฟ ถ้ากันกับพลปะทะกับข้าศึกแกสองคนจะต้องพยายามใช้ปืนกลบนหอคอยสังหารข้าศึกให้มากที่สุดที่จะมากได้ไปเถอะเพื่อน สถานีจรวดจะพินาศย่อยยับหรือไม่นั้นอยู่ที่ ความสามารถของพวกเรา"

เสี่ยหงวนหันมายิ้มให้นิกร ทันใดนั้นเองไฟฉายบนหอคอยได้ถูกเปิดขึ้นอีก ทหารยามของข้าศึกกราดไฟฉายไปรอบๆ ค่ายตามหน้าที่ของเขา ส่วนพลปืนกลหนักก็พร้อมที่จะเหนี่ยว ไกยิง ถ้าแลเห็นเป้าหมายคือผู้ที่เล็ดลอดเข้ามาในฐานทัพจรวด

พอไฟฉายดับกิมหงวนกับนิกรก็พากันวิ่งปราดไปยังหอ-คอยนั้น สายฝนที่กำลังตกพรำช่วยกลบเสียงฝีเท้าของสองสหาย พล ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนมองดูอย่าง ห่วงใย

อาเสี่ยกับนิกรวิ่งเข้ามาหยุดยืนใต้หอคอยนั้นแล้ว หอคอยนี้สร้างด้วยไม้สูงประมาณ ๔ เมตรอย่างมาก ตอนบน มีหลังคามุงจาก และมีที่สำหรับทหารยามสองคนทำหน้าที่ รักษาการณ์พร้อมด้วยปืนกลหนักหนึ่งกระบอกและไฟฉายดวงใหญ่ซึ่งใช้กระแสไฟตรงจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้า หลังที่พักทหาร มีบันไดไม้ทอดเป็น ๓ ระยะขึ้นสู่ยอดหอคอย นั้น

กิมหงวนพยักพเยิดกับนายจอมทะเล้นแล้วกระซิบเบาๆ

"กันยกให้แกเป็นลูกพี่กัน แกขึ้นไปก่อนซี"

นิกรเอียงคออมยิ้มแล้วกระซิบตอบ

"ตัวกันเท่าลูกหมาเท่านั้นเป็นลูกพี่แกไม่ได้หรอก ขืนโผล่ขึ้นไปข้าศึกมันถีบเปรี้ยงเดียวหล่นลงมาคอหักตาย แกขึ้น ไปก่อนดีกว่า ลักษณะของแกเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม"

"น่า-อย่าเกี่ยงกันเลยวะ แกขึ้นไปเถอะแล้วกันจะตาม ขึ้นไป"

นิกรสั่นศีรษะ

"น่าเกลียดน่า กันไม่ชอบทำอะไรหักหน้าเพื่อนหรอก ให้ดิ้นตายเถอะวะ"

"ว้า" อาเสี่ยครางแล้วล้วงกระเป๋าหยิบกล่องไม้ขีดไฟออกมา "เพื่อความยุติธรรมจับไม้สั้นไม้ยาวก็แล้วกัน"

เสี่ยหงวนดึงก้านไม้ขีดไฟออกมาสองก้านแล้วเก็บกลัก ไม้ขีดไฟไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม เขาหักก้านไม้ขีดก้านหนึ่งออกทิ้งเสียครึ่งหนึ่งต่อหน้านิกร แล้วกำไม้ขีดทั้งสองก้านไว้ ยื่นให้นิกรจับ

"ใครได้อันสั้นต้องขึ้นไปก่อนใช่ไหม" นิกรกระซิบถาม

" ก็ยังงั้นน่ะซี เร็ว...อย่าชักช้า"

นิกรถอนหายใจลึกๆ หยิบไม้ขีดดึงออกมาอันหนึ่งแล้ว ยกมือปิดปากหัวเราะชอบใจ ปรากฏว่ากิมหงวนได้อันสั้น อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก เขาปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็งแล้วปีน ขึ้นไปบนหอคอยอย่างระมัดระวังตัว นิกรติดตามไปด้วย สองสหายสะพายปืนกลไว้บนบ่า ต่างถือมีดพลร่มกระชับมั่นไว้ในมือ

ตามเวลาที่กล่าวนี้ ทหารยามข้าศึกทั้งสองกำลังยืนสน-ทนาปรารภถึงความเดือดร้อนของตนที่ไม่ได้รับจ่ายเบี้ยเลี้ยง และเงินเดือนมาหลายเดือนแล้ว ได้กินแต่อาหารเลวๆ วัน ละสองมื้อและต้องทำงานราวกับวัวควาย จะลากลับไปเยี่ยม บ้านบ้างก็ไม่ได้ พลทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนยืนเกาะราว ลูกกรงหันหลังให้ช่องทางขึ้นลง หารู้ไม่ว่าหน่วยกล้าตายของ กองทัพไทยสองคนได้ย่องขึ้นมาบนหอคอยแล้ว

สองสหายยืนจังก้าอยู่ห่างจากทหารข้าศึกราว ๓ เมตร อาเสี่ยกระซิบกับนิกรเบาๆ ว่า

"กันจะแทงอ้ายคนสูงแกแทงคนเตี้ย ย่องเข้าไปตวัดคอ มันแล้วแทงเลย"

นิกรทำหน้าเบ้

"อย่าฆ่ามันเลยวะสงสารมัน เอาด้ามปืนพกฟาดกบาลมันคนละทีดีกว่า"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน แล้วก็แทงคนข้างหลังซึ่งไม่มีโอกาสต่อสู้ รู้สึกกระดากใจจริงๆ "

สองสหายต่างเก็บมีดพกไว้ในซองมีดตามเดิม กิมหงวนกับนิกรดึงปืนพกในซองปืนออกมา ถือปากกระบอกปืน กำแน่นเดินย่องเข้าไปหาทหารยามข้าศึกซึ่งกำลังปรับทุกข์กัน อย่างน่าสงสาร

กิมหงวนยกมือขวาตบหลังพลทหารยามร่างสูงโปร่งแล้ว จุ๊ ปากเบาๆ เจ้าหมอนั่นคงเข้าใจว่านายร้อยมาตรวจก็รีบหัน ขวับมาดู อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ขอโทษนะน้องชาย" เขาพูดอย่างสุภาพและยกด้ามปืน พกขึ้นฟาดกบาลทหารยามผู้นั้นเสียงดังโป๊ก

ในเวลาเดียวกัน นิกรซึ่งไม่ยอมพูดพล่ามทำเพลงก็ยกด้ามปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม. ฟาดกบาลทหารยามอีกคนหนึ่งค่อนข้างแรง พลทหารประจำหอคอยทั้งสองคนสะดุ้งเฮือก ยืนนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาอยู่สักครู่ก็ล้มลงนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นหอคอยนั้น

นิกรมองดูอย่างเศร้าใจแล้วกล่าวว่า

"น่าสงสารว่ะแต่ช่วยอะไรไม่ได้ แกเข้าประจำไฟฉายซี กันจะประจำปืนกลหนัก ส่งสัญญาณไปให้ดิเรกและพวกเรารู้ ก่อนว่าเรายึดหอคอยนี้ได้แล้ว"

กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบไฟฉายขนาดจิ๋วออกมาปิดเปิดสั้นยาวเป็นความหมาย ดร. ดิเรกกับพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯกับเจ้าแห้วต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน พลกล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"เร็วครับ คุณอาพาอ้ายแห้วไปยึดกองฟืนข้างหอคอย นั่น ผมกับดิเรกจะบุกเข้าไปที่สถานีจรวดก่อนอื่น"

ไฟฉายบนหอคอยถูกเปิดขึ้นแล้ว และฉายกราดไปรอบๆ ค่ายทหาร แต่ไม่ยอมฉายมาทางพรรคพวกของตน อาเสี่ย ทำหน้าที่ฉายไฟได้ดีเหมือนทหาร ข้าศึกพวกทหารยามตามที่ต่างๆ ไม่มีใครเฉลียวใจหรือระแวงสงสัยอะไรเลยเมื่อเสี่ยหงวนฉายไฟกราดไปตามรั้วและรอบๆ ค่ายประมาณสองนาทีเขาก็ดับไฟ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ ไปที่กองฟืน ทันทีเพื่อคอยคุ้มกันกิมหงวนกับนิกรและคอยช่วยเหลือพลกับนายแพทย์หนุ่ม ถ้าหากว่าเกิดการปะทะกับข้าศึก

ดร. ดิเรกยิ้มละไม เขายื่นมือให้พลจับแล้วกล่าวเป็นงานเป็นการ

"เพื่อนรัก แกกับกันกำลังเสี่ยงชีวิตร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน แกเข้มแข็งดีหรือพล"

นายพัชราภรณ์พยักหน้า

"เพื่อประเทศชาติที่รักของเรา เพื่อความปลอดภัยของประชาชนคนไทย กันพร้อมแล้วที่จะเสียสละเลือดเนื้อและ ชีวิตของกันทำงานสำคัญนี้ กันพลาดกันก็ยอมตาย"

"ออไร๋ ออไร๋ ไอก็เช่นเดียวกัน ไป บุกไปทางโรงทหารโน่น ฝนหนาเม็ดขึ้นอีกคงจะช่วยให้เราทำงานสะดวกขึ้น แต่ฟ้าแลบบ่อยๆ ไม่สู้จะดีนัก"

ด้วยเลือดรักชาติอย่างแรงกล้า สองสหายหน่วยกล้าตายของกองทัพไทยต่างถือปืนกลมือวิ่งปราดไปยังต้นไม้ใหญ่ต้น หนึ่งด้วยความระมัดระวัง การเคลื่อนที่ไม่อาจจะทำได้อย่าง รวดเร็วเพราะทหารยามข้าศึกย่อมมีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะบริเวณที่ตั้งยิงของจรวดซึ่งสำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตามจากแสงไฟฉายบนหอคอยที่เสี่ยหงวน หรือ พ.ต. กิมหงวนฉายลงมาช่วยให้พลกับนายแพทย์หนุ่มมองแล เห็นที่ตั้งยิงของจรวดแล้ว มันตั้งอยู่บนฐานคอนกรีตอันกว้าง ใหญ่มีขนาดเกือบเท่าสนามฟุตบอล ด้านหนึ่งเป็นเรือนโรงสองสามหลัง พลกับ ดร. ดิเรกพยายามคลานคืบไปตามพื้นดิน และหาที่กำบังเท่าที่จะหาได้ เคลื่อนที่เข้ามายังที่ยิงจรวดซึ่งมีอยู่ ๔ เครื่องด้วยกัน เครื่องหนึ่งสูงตระหง่านใหญ่โตมาก สำหรับยิงจรวดข้ามทวีปติดระเบิดปรมาณูสามารถยิงจรวดได้ไกลถึง ๔,๐๐๐ไมล์ และบังคับให้จรวดวิ่งไปได้ในระยะทางเท่าที่ต้อง การเช่นเดียวกับกระสุนปืนใหญ่ แต่จรวดยิงได้ไกลกว่าและมีอานุภาพมากกว่ากระสุนปืนใหญ่

ในที่สุดสองสหายผู้กล้าหาญก็เข้ามาหมอบอยู่เบื้องหลังพุ่มไม้เล็กๆ แห่งหนึ่งริมลานคอนกรีตอันกว้างใหญ่ ห่างจากที่ยิงจรวดอันแรกราว ๑๐ เมตรเท่านั้น จากแสงฟ้าแลบ ดร. ดิเรกกับพลต่างแลเห็นทหารยามของข้าศึกสวมเสื้อฝน สวมหมวกเหล็กถือปืนเล็กสวมดาบยืนประจำที่ยิงจรวดแห่งละคน รวม ๔ คน ด้านหลังมีกระโจมกองรักษาการณ์ ในกระโจมมีแสงไฟฟ้าอยู่หนึ่งดวง มองแลเห็นทหารประมาณหนึ่งหมวด นั่งหลบฝนอยู่ในนั้น

ดร. ดิเรก ล้วงมือลงไปในย่ามแล้วหยิบกล่องกระดาษ สี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัดออกมา เขาชูอวดพลแล้วกล่าวว่า

"ระเบิดนี้เป็นระเบิดขนาดเล็ก แต่อำนาจของมันร้าย แรงที่สุด เพราะมีส่วนผสมคล้ายคลึงกับระเบิดปรมาณูซึ่งกัน ใช้เวลาคิดค้นอยู่หลายปี เราต้องเสี่ยงภัย พลคลานเข้าไปเถอะแกพยายามรัดคอและฆ่าทหารยามด้วยมีดสั้นให้ได้ เอาทีเดียวให้ตาย ถ้ามันส่งเสียงร้องขึ้น เราก็ถูกยิงตายแน่นอน กันจะเอาระเบิดเวลาไปวางที่ฐานยิงจรวด อำนาจระเบิดของมันจะ ทำให้ฐานยิงจรวดอีก ๓ อันพังทลายเสียหายหมด และหมาย ถึงเรือนโรงที่อยู่รอบสนามด้วย ลูกระเบิดนี้เท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ไม่น้อยกว่า ๕ ตัน"

พลว่า "กันเข้าไปคนเดียวดีกว่าหมอ แกอยู่นี่คอยยิงคุ้มกันให้กัน ถ้าหากว่ากันเพลี่ยงพล้ำ"

"โน-เครื่องกลไกของระเบิดเวลาแกไม่เข้าใจ และกันไม่มีเวลาพอที่จะนำแกไปด้วย ไปกันเถอะเพื่อน ถ้าข้าศึกมันเห็นเราและเกิดต่อสู้กันขึ้น กันจะทำให้ระเบิดลูกนี้ระเบิดขึ้นเพื่อทลายฐานทัพจรวดให้ราบ แต่เราสองคนก็ต้องสละชีพเพื่อชาติ"

พลยกมือขวากอดนายแพทย์หนุ่มด้วยความรัก ตามปกติ ดร. ดิเรกไม่เก่งกาจอะไรและไม่ใช่นักสู้ แต่เมื่อเขาทำ งานเพื่อชาติแล้วเขากล้าหาญชาญชัยอย่างผิดมนุษย์

"ตกลงหมอ เราสองชีวิตแลกกับฐานทัพจรวดของข้าศึกยุติธรรมดีแล้ว"

ดร. ดิเรกยกปืนกลมือขึ้นสะพายบ่าแล้วกล่าวกับพล

"กันนำหน้าแกคลานตามกันไปและเตรียมใช้ปืนกลมือให้เป็นประโยชน์ ถ้าข้าศึกเห็นเราและยิงเราก่อนแกต้องยิงทันที กันจะได้มีเวลาบังคับลูกระเบิดให้มันระเบิดขึ้นก่อนที่เราจะถูก ยิงตาย"

สองสหายต่างมีกำลังใจเข้มแข็งอย่างน่าประหลาด ดร. ดิเรก คลานนำหน้าพาพลไปตามลานคอนกรีต สายฝนซึ่ง กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ช่วยเป็นฉากกำบังตัวสองสหาย แต่แล้วทันใดนั้นเองไฟฉายบนหอคอยสูงกลางค่ายทหารก็ฉายไป ทั่วบริเวณค่าย คราวนี้นิกรเป็นคนฉายไฟเอง เมื่อนิกรฉายมาทางลานคอนกรีต ลำไฟฉายก็จับร่างพลกับนายแพทย์หนุ่มซึ่งนอนหมอบเคียงอยู่บนพื้น นิกรยิ้มแป้นไม่ยอมเปลี่ยนไฟฉาย ไปทางอื่น เขาร้องบอกกิมหงวนด้วยความดีใจ

"เฮ้ย ดูซิวะ อ้ายพลกับอ้ายหมอมันกล้าเหลือเกิน หมอบอยู่นั่นเห็นไหม ฮ่ะ ฮ่ะ"

กิมหงวนนัยน์ตาเหลือก รีบตะครุบไฟฉายหันไปทางอื่นทันทีแล้วยกมือขวาเขกกบาลนิกรเต็มแรงเกิด

"กราดเรื่อยๆ ไป ทหารยามมันเห็นเข้ามันก็ยิงเพื่อน เราม่องเท่งเท่านั้น"

นิกรใจหายวาบ

"โอ๊ยโย่-ลืมไปโว้ย ไม่ทันคิด ขอโทษที"

พลกับ ดร. ดิเรก นึกแช่งด่านิกรกับเสี่ยหงวนในใจ แต่เคราะห์ดีที่ทหารยามไม่ทันเห็น เมื่อไฟฉายเคลื่อนพ้นไปแล้ว สองสหายก็ค่อยๆ คลานคืบเข้าไปอย่างระมัดระวังตัว ดร. ดิเรก จุ๊ปากจิ๊กจั๊กที่น้ำฝนถูกกระจกแว่นตาสายตาสั้นของเขา ทำให้ต้องถอดออกมาเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ด เขาบ่นพึมพำว่าต่อไปเขาจะ สร้างเครื่องปัดน้ำฝนขนาดจิ๋วติดกระจกแว่นตาของเขาแบบ เดียวกับที่ปัดน้ำฝนหน้ากระจกรถยนต์ แล้วสองสหายก็คลาน ต่อไปจนกระทั่งถึงที่ปล่อยจรวดอันสุดท้าย

ถึงแม้ฝนกำลังตกหนักทหารยามก็ยืนถ่างขาในท่าตรงด้วยวินัยอันแข็งแรง แต่เจ้ายามผู้เคราะห์ร้ายยืนหันหลังให้สองสหาย พลวางปืนกลมือลงบนพื้นคอนกรีตแล้วดึงมีดสั้นออกมา พอได้โอกาสเขาก็ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปยกแขนซ้ายตวัดรัดคอทหาร ยามไว้ มือขวาจ้วงมีดลงที่ท้องและหน้าอกสองสามครั้ง พลล็อคคอนิ่งเฉยอยู่เกือบนาทีจึงปล่อยออก ร่างของทหารยามค่อยๆ ล้มฮวบลงบนพื้นสิ้นใจตาย

โดยไม่รอช้าพลวิ่งปราดไปหยิบปืนกลมือของเขาขึ้น สะพายบ่าแล้วย้อนกลับมาที่ศพเปลื้องเสื้อฝนทหารยามออก ในนาทีนั้นเองพลก็ทำหน้าที่ยืนยามแทนทหารยามผู้นั้น มือขวาของเขาถือปืนเล็กยาวสวมดาบพร้อม ดร. ดิเรกลากศพทหารยามผู้เคราะห์ร้ายเข้าไปซ่อนใต้ฐานปล่อยจรวด หลังจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็เริ่มลงมือตั้งชนวนลูกระเบิดพิเศษของเขา ซึ่งหน้าปัดของมันเป็นหน้าปัดพรายน้ำทั้งสิ้นช่วยให้ ดร. ดิเรก มองเห็นอย่างถนัด เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา เข็ม นาฬิกาพรายน้ำบอกเวลา ๒๒.๕๐ น. ดร. ดิเรกตั้งชนวนระเบิดในเวลา ๒๓.๒๐ น. คือหมายความว่า ลูกระเบิดมหาประลัยจะระเบิดขึ้นใน ๓๐ นาทีข้างหน้า เขาทำงานอย่างละเอียดถี่ถ้วนและใจเย็น นายแพทย์หนุ่มยิ้มออกมาได้เมื่อแลเห็นเข็มวินาทีของนาฬิกาชนวนระเบิดเวลาเริ่มทำงาน เขาซ่อนกล่องระเบิด ไว้ใต้ฐานจรวดอย่างมิดชิด ซึ่งยากที่จะค้นหาพบได้ ขณะนี้ นายทหารข้าศึกชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งได้โผล่หน้าต่างห้องพักออก มาและฉายไฟฉายขนาด ๕ ท่อน ส่องไปตามฐานปล่อยจรวด ทีละแห่งเหมือนกับจะตรวจดูว่ามียามอยู่หรือเปล่า ดร. ดิเรก หมอบนิ่งอยู่ข้างฐานจรวดนั้น พลยืนนิ่งเฉยในท่ายืนยาม ไฟฉายดวงนั้นจับที่ร่างของเขาสักครู่ก็ฉายไปทางอื่น พลถอนหาย ใจโล่งอก ดร. ดิเรกลุกขึ้นปลดปืนกลมือออกจากบ่าแล้ววิ่งเข้า มาหาพล

"แกรอบคอบดีมากพล ถ้าแกไม่ยืนยามแทนทหารยามที่แกฆ่าตาย นายทหารที่ฉายไฟมาจากเรือนใหญ่นั้นก็คงจะเอะอะเมื่อยามประจำฐานยิงจรวดนี้หายไป เปิดเถอะโว้ยเรา เรามีเวลา ๒๐ นาทีเท่านั้น แต่ก่อนจะล่าถอยเราจะต้องวางระเบิดอีก ๒ แห่ง เพราะกันเอาลูกระเบิดมา ๓ ลูก"

สองสหายคลานออกไปจากลานคอนกรีต สายฟ้าแลบเป็นทางยาวและผ่าเปรี้ยง พลกับ ดร. ดิเรกวิ่งก้มตัวฝ่าสายฝนตรงไปยังเรือนหลังหนึ่ง และจากแสงสว่างของไฟฟ้าหน้าเรือนโรงขนาดใหญ่เตี้ยๆ หลังนั้นสองสหายต่างแลเห็นทหารยามของข้าศึกสองคนถือปืนยืนยามอยู่หน้าเรือนโรงหลังนั้น

พลพา ดร. ดิเรกบุกมาถึงข้างโรงเรือน ฝาโรงและหลังคาเป็นสังกะสีและค่อนข้างใหม่ หน้าโรงมีรถแทร็กเตอร์และรถ พ่วงจอดอยู่หลายคัน เรือนโรงนี้อยู่ห่างจากฐานยิงจรวดราว ๑๐๐ เมตร ดร. ดิเรกพิจารณาดูสภาพของเรือนโรงสักครู่เขาก็ดีดมือแป๊ะ

"โชคของเราแล้วพล นี่คือคลังอาวุธจรวดของข้าศึก แน่นอน เพราะมีรถบรรทุกจรวดและรถแทร็กเตอร์สำหรับจูง ลากจอดอยู่หลายคัน"

พลยิ้มออกมาได้

"งัดสังกะสีออกและบุกเข้าไปวางระเบิด เราอยู่ด้านข้างอย่างนี้ยามมันไม่เห็นเราหรอก"

"โน-ไม่จำเป็นต้องเสียเวลางัดสังกะสีเลย วางระเบิดเวลาไว้ตรงนี้ก็ใช้ได้ แรงระเบิดจะทำให้เรือนโรงและจรวดที่ เก็บไว้แหลกละเอียดไม่มีอะไรเหลือ แกคอยระวังทหารยามไว้ นะ กันจะรีบตั้งชนวนระเบิดโดยเร็วที่สุด"

พลค่อยๆ โผล่หน้ามองดูทหารยามสองคน ซึ่งยืนยามอยู่ด้านหน้า ดร. ดิเรกล้วงย่ามของเขาหยิบระเบิดพิเศษ ซึ่งบรรจุในกล่องกระดาษแข็งออกมาอีกหนึ่งลูกแล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ จัดแจงตั้งชนวนเวลาอย่างรวดเร็วฉับพลัน แต่ก็ทำอย่างรอบ คอบเรียบร้อย เขาตั้งเวลาระเบิด ๒๓.๒๐ น. เช่นเดียวกันโดยตั้งตามนาฬิกาข้อมือของเขาซึ่งเที่ยงตรงที่สุด นายแพทย์หนุ่มวางระเบิดมหาประลัยไว้ริมฝาเรือนโรงนั้นถอนหญ้าใกล้ๆ ตัว ปกคลุมมันให้เรียบร้อยเสร็จแล้วก็คว้าปืนกลมือลุกขึ้นยืน

"ไปโว้ย เหลือลูกสุดท้ายกันจะระเบิดที่พักทหาร"

ไฟฉายบนหอคอยสูงฉายกราดมาอีก สองสหายวิ่งฝ่าฝนและความมืดบุกไปทางด้านหลังโรงทหาร ซึ่งปลูกแบบโรงนา รวม ๑๐ โรง หันหน้าเข้าหากัน ขณะนี้ฝนซาลงบ้างแล้วฟ้าแลบแปลบปลาบ พลกับ ดร. ดิเรกพยายามแฝงตัวเข้าไปทางด้าน หลังที่พักทหารโรงหนึ่ง นายแพทย์หนุ่มรีบล้วงระเบิดมหา-ประลัยลูกสุดท้ายออกมาจากย่ามของเขาทันที เขาทรุดตัวนั่งยองๆ ตั้งชนวนเวลาอย่างใจเย็น พอเสร็จเรียบร้อยก็วางมันลงชิดกับฝาผนังโรงทหาร แล้วคว้าปืนกลมือลุกขึ้น

"เรียบร้อยแล้วพล กลับไปที่หอคอยเถอะ คราวนี้ถึงเราจะถูกยามยิงตายเราก็ทำงานของเราได้ผลแล้ว" พูดจบเขาก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "เร็วโว้ย เรามีเวลาอีก ๑๑ นาทีเท่านั้น"

สองสหายล่าถอยทันที ต่างวิ่งผ่านบริเวณลานกว้างตรงไปยังหอคอยสูงที่มองแลเห็นข้างหน้า จากแสงฟ้าแลบทหาร ยามหมู่หนึ่งรวม ๕ คน ซึ่งมีหน้าที่เดินรักษาการณ์รอบค่ายได้ แลเห็นพลกับ ดร. ดิเรกในระยะห่างเพียง ๓๐ เมตร นายทหาร ข้าศึกร้องตะโกนลั่น

"นั่นใครหยุด ไม่หยุดยิงนะ"

พลกับนายแพทย์หนุ่มโกยอ้าวไม่ยอมหยุด เสียงปืนกล และปืนเล็กยาวดังขึ้นทันที สองสหายพุ่งตัวลงนอนราบกับพื้น ดินและกลิ้งตัวเข้าไปหาต้นไม้ใหญ่ยกปืนกลมือยิงกราดทหาร ยามที่กำลังวิ่งประดาหน้าเข้ามา ทหารยาม ๒ คน ถูกทอมป์สันล้มกลิ้งตายคาที่ นอกนั้นหมอบราบลงกับพื้น

เสียงปืนที่ยิงต่อสู้กันปลุกให้พวกทหารลุกขึ้นด้วยความตกใจ กองรักษาการณ์ที่ประตูค่ายและที่ฐานยิงจรวดได้พากัน วิ่งมายังที่เกิดเหตุ ทันใดนั้นเองไฟฉายบนหอคอยก็ฉายกราดลงมาข้างล่างแต่ฉายไปทางทหารข้าศึก นิกรเข้าประจำปืนกลหนักปล่อยกระสุนออกจากลำกล้องราวกับห่าฝน ทหารรักษาการณ์ ของข้าศึกถูกปืนล้มกลิ้งไปตามกัน ในเวลาเดียวกันนี้เอง พวกทหารที่อยู่ในที่พักก็คว้าปืนวิ่งออกมาทั้งๆ ที่แต่งกายครึ่งท่อน บางคนก็นุ่งกางเกงขาก๊วยเพียงตัวเดียว พลกับ ดร. ดิเรกล่าถอยมาทางพรรคพวกของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วช่วยกันระดมยิงกราดข้าศึกด้วยทอมป์สัน นิกรกับเสี่ยหงวนใช้ระเบิด มือขว้างลงมาจากหอคอยสองสามลูก เสียงระเบิดมือดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฐานทัพจรวดของข้าศึก

ในที่สุดพลกับนายแพทย์หนุ่มก็ล่าถอยมารวมกำลังกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางห่า กระสุนอันหนาแน่นที่ข้าศึกระดมยิงมา ดร. ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาอีก เหลือเวลาอีกเพียง ๕ นาทีเท่านั้น

"อ้ายแห้ว" นายแพทย์หนุ่มออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด "วิ่งไปที่รั้วลวดหนามตัดลวดหนามออกให้หมดทั้งแถบ เราจะต้องหนีออกจากค่ายโดยเร็ว อีก ๕ นาทีระเบิดเวลาของเราที่วางไว้จะระเบิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าหนีไม่ทันเราอาจจะตายหมด"

เจ้าแห้วใจหายวาบรีบวิ่งตื๋อไปยังรั้วลวดหนามทันที พล ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างช่วยกันยิงกราดทหารข้าศึกไว้ ซึ่งขณะนี้ทหารแดงได้กำลังเพิ่มเติมมากขึ้นทุกขณะและกำลังตีโอบเข้ามา อย่างไรก็ตาม พลปืนหนักบนหอคอยได้ทำการยิงอย่างดุเดือดที่สุด ช่วยตรึงข้าศึกไว้ได้ นิกรยิงจนหมดกระสุนแล้วร้องตะโกนบอก

"โว้ย หมดลูกปืนแล้วโว้ย"

พลตะโกนสุดเสียง

"ลงมา ลงมาเร็ว พวกเรากำลังจะล่าถอยเดี๋ยวนี้"

ทหารข้าศึกใช้เครื่องยิงระเบิดยิงมาตกเบื้องหน้ากองฟืนใหญ่หนึ่งลูก เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ในเวลาเดียวกันนี้เองนิกรกับกิมหงวนก็ปีนลงมาตามบันไดหอคอยอย่างแคล่ว คล่องว่องไว เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้พลกับ ดร. ดิเรกถอยออก ไปก่อนเมื่อได้ยินเสียงเจ้าแห้วตะโกนโหวกๆ ว่าตัดรั้วลวดหนามออกแล้ว ท่านเจ้าคุณได้แสดงลวดลายของเสือเฒ่าทำการสู้รบอย่างอาจหาญด้วยปืนกลมือของท่าน นิกรกับกิมหงวนลงมาจากหอคอยก็ช่วยกันยิงกราดทหารข้าศึกด้วยปืนกลมือแล้ววิ่งมาทางกองหิน ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากิมหงวน กับนิกร ล่า ถอย พอถอนตัวจากที่นั่นลูกระเบิดจากเครื่องยิงระเบิดก็ตกลงระหว่างหลังกองฟืนนั้นระเบิดเปรี้ยง คณะพรรคสี่สหายใช้ ระเบิดมือขว้างทำลายขวัญข้าศึกและพากันล่าถอยออกจากฐานทัพจรวดอย่างรวดเร็ว

ฝนซึ่งตกพรำอยู่ตลอดเวลาได้ตกหนักอีก มีลมพายุพัดผ่านอย่างรุนแรง ทหารข้าศึกสองกองร้อยได้รับคำสั่งให้ติดตามหน่วยกล้าตายทันที และแล้วผู้บังคับทหารก็สั่งให้ทหารช่วย กันค้นหาวัตถุระเบิด เพราะแน่ใจว่าหน่วยกล้าตายจะต้องวางระเบิดเวลาไว้ เพื่อทำลายค่ายทหารและฐานที่ตั้งจรวด

ระหว่างที่ทหารแดงกำลังตรวจค้นค่ายโดยรอบบริเวณ นาทีมรณะก็ผ่านมาถึง

๒๓.๒๐ น. ตรง

เสียงดังราวกับคลังแสงขนาดใหญ่ระเบิดขึ้น ลูกระเบิด พิเศษของนายแพทย์หนุ่มได้ระเบิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินสั่นสะเทือน โรงทหารพังทลายราบ ฐาน ยิงจรวดชำรุดเสียหายพังพินาศซ่อมแซมไม่ได้ คลังอาวุธจรวดกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยแรงระเบิด ทหารแดงต้องเสีย ชีวิตนับร้อยและบาดเจ็ดอีกหลายร้อยคน คลังน้ำมันเชื้อเพลิงและคลังกระสุนระเบิดติดต่อกันไปเกิดเพลิงไหม้ลุกลามไม่มีโอกาสที่จะดับได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่าพันล้าน เพราะเพียงแต่จรวดข้ามทวีปลูกหนึ่งก็มีค่านับสิบล้านแล้ว

ฝ่ายศัตรูย่อมทราบแก่ใจดีว่า ความพินาศย่อยยับอย่างใหญ่หลวงของฐานทัพจรวดและค่ายทหารนี้ เกิดจากน้ำมือของหน่วยกล้าตายแห่งกองทัพไทยไม่กี่คนที่กระโดดร่มลงมา ปฏิบัติการเมื่อตอน ๐๒.๓๐ น. แต่เป็นเรื่องที่เขาพูดไม่ออกเพราะไม่มีหลักฐานยืนยันเช่นเดียวกับที่เขาปฏิเสธว่า เขาไม่ได้ทำลายพระนครหลวงด้วยอาวุธจรวดของเขา

อย่างไรก็ตาม ทหารข้าศึกได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาชั้นผู้ใหญ่ว่า ถ้าติดตามจับหน่วยกล้าตายของไทยได้ให้ยิงทิ้ง ทันที ทางกองบังคับการได้วิทยุไปทางพรมแดนสั่งสกัดกั้น คณะพรรคสี่สหายของเราไม่ให้หนีกลับเข้าแดนไทยและสั่งให้ ค้นตามหมู่บ้านทุกแห่ง ซึ่งฝ่ายข้าศึกมั่นใจว่าคงจะได้ตัวก่อน รุ่งสว่างเพราะฐานทัพจรวดอยู่ห่างจากเส้นพรมแดนเกือบ ๕๐ กิโลเมตร จะหลบหนีรวดเร็วอย่างไรก็ไปไม่พ้น

คณะพรรคสี่สหายบุกไปตามป่าละเมาะ บ่ายหน้าไปยัง พรมแดนไทยอย่างเร่งร้อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากมาย เป็นต้นว่าไม่ให้เดินตามทางหลวงซึ่งจะถูกทหารตรวจค้น ไม่ให้พักอาศัยตามหมู่บ้านเพราะถ้าชาวบ้านเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็จะถูกจับกุม หรือถูกยิงตาย

ฝนหยุดขาดเม็ดและท้องฟ้าแจ่มใสแลเห็นดาวในเวลา ๑.๐๐ น. ของวันใหม่ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจำเป็นต้องเดินทางอย่างรีบร้อน โดยอาศัยเข็มทิศของ ดร. ดิเรกเป็นเครื่องนำทาง ทุกคนหนาวเหน็บและอ่อนระโหยโรยแรง ไปตามกัน ท่านเจ้าคุณถึงกับล้มลุกคลุกคลานน่าสงสาร ส่วนนิกรเดินหลับตาชนต้นไม้บ่อยๆ

เมื่อออกจากป่าละเมาะถึงชายทุ่งนาแห่งหนึ่ง คณะพรรคสี่สหายก็แลเห็นศาลาเล็กๆ หลังหนึ่งปลูกอยู่ข้างซุ้มไผ่

"โอย-พักสักครู่เถอะวะพวกเรา" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงละห้อย "มันเมื่อยจนลูกสะบ้าหลุดหายไปเมื่อไรก็ไม่รู้ เรามาจากฐานทัพจรวด ๑๐ กิโลเห็นจะได้"

ดร. ดิเรกถอนหายใจลึกๆ

"แต่อย่างน้อย ๕๐ กิโลนะครับกว่าจะถึงแดนของเรา พรุ่งนี้เราจะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตตลอดวัน จนกว่าเราจะไปถึงเขตแดนของเรา เอา-หยุดพักกันสักครู่ก็ดีเหมือนกัน"

ต่างเดินเปะปะเข้ามานั่งรวมกันที่ศาลาหลังนั้น นิกรส่งเงินให้เจ้าแห้ว ๑๐๐ บาทแล้วพูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

"ไหว้ละวะเจ้าแห้ว ไปหาซื้ออะไรมากินกันสักหน่อยเถอะวะ ก๋วยเตี๋ยวผัดคนละห่อก็ยังดี กาแฟคนละกระป๋องเหล้าสักขวด"

เจ้าแห้วหัวเราะอย่างแค้นใจ

"เฮอะ เฮอะ นี่มันไม่ใช่เมืองไทยนะครับ แล้วก็รับประทานตั้งตีหนึ่งตีสองแล้ว รับประทานผมจะไปซื้อที่ไหน"

นิกรยิ้มแห้งๆ เก็บใบละร้อยใส่กระเป๋าเสื้อตามเดิม ทุกคนนั่งกอดเข่าเบียดเสียดกันในศาลา เสื้อฟอร์มซึ่งชุ่มโชกด้วย น้ำฝนทำให้หนาวสั่นมือและเท้าเป็นเหน็บ นิกรยกมือตบขา ซ้ายอาเสี่ยเบาๆ โดยเข้าใจผิดคิดว่าขาของเขา พยายามจะถอดท็อปบู๊ทออก กิมหงวนชักรำคาญก็เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย-ฮื้อ แกจะมาถอดรองเท้ากันออกทำไมวะ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"อ้าว-ตีนแกหรอกรึนึกว่าตีนกันเสียอีก แล้วขาขวากันหายไปไหนล่ะ อ้อ-ห้อยอยู่ข้างล่าง ว้า-แย่โว้ย หนาวก็หนาวเมื่อยก็เมื่อยง่วงก็ง่วงหิวก็หิวแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวปลอบใจลูกเขยของท่าน

"อย่าบ่นหน่อยเลยวะอ้ายกร เรามาทำงานเพื่อประเทศชาติของเรา เราต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าที่เราระเบิด ฐานทัพจรวดของศัตรูได้ก็เป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง เรา จะกลายเป็นวีรบุรุษในครั้งนี้"

นิกรยิ้มออกมาได้ เขายกมือขวาตบหน้าอกตัวเองแล้วกล่าวขึ้นอย่างคึกคักเข้มแข็ง

"เพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ เพื่อประเทศที่รักของ เรา เราต้องอดทน ฮั่นแน่..." แล้วเขาก็อ้าปากหาวขึ้นดังๆ

"เอิ้ว-ง่วงจังว่ะ"

พลล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ออกมาแจกจ่ายเพื่อนๆ ของเขา และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว ต่างคนต่างนั่งสูบบุหรี่และสนทนากันเงียบๆ ขณะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ความเงียบปก-คลุมไปทั่วท้องทุ่งนาอันเวิ้งว้าง นิกรกับเจ้าแห้วนั่งหันหลังพิง กันและม่อยหลับไป สักครู่พลก็เอื้อมมือเขย่าปลุกให้รู้สึกตัวทั้งสองคน

"เดินทางต่อไปโว้ย เราหยุดพักเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว"

นิกรมองดูพลอย่างเคืองๆ

"ใครอยากไปไหนก็ไปเถอะ กันนอนที่นี่แหละ พอรุ่งสว่างกันจะตามไป"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ดีเหมือนกัน ถ้าเช่นนั้นพวกเราออกเดินทางกันต่อไป ทิ้งอ้ายกรไว้ที่นี่ ประเดี๋ยวทหารข้าศึกก็คงผ่านมาทางนี้ และ ยิงมันตาย"

นิกรสดุ้งโหยง

"อย่าล้อเล่นโว้ย มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน ดาวลูกข่อยขึ้นสูงมากแล้ว ไปก็ไป"

เจ้าแห้วแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าด้วยความซื่อ

"รับประทานดวงไหนครับดาวลูกข่อย"

นายจอมทะเล้นชี้มือไปที่ดาวดวงหนึ่ง

"โน่นยังไงล่ะ ตรงหัวเราพอดี"

เจ้าแห้วอยากรู้ว่าดาวลูกข่อยมีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร ก็แหงนหน้าขึ้นมองดู นิกรยกหมัดขวาชกเสยถูกใต้คางเจ้าแห้วดังพล๊อก

"นี่แหละดาวลูกข่อย"

เจ้าแห้วสูดปากลั่น

"ว้า-รับประทานดาวลูกข่อยก๊อต่อยลูกคางน่ะซีครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อยากดูดาวลูกเขะไหมล่ะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ไม่รับประทานครับ ทีนี้หมูไหวตัวแล้ว"

ทุกคนต่างลุกขึ้นและพากันเดินทางต่อไป โดยบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คราวนี้ต้องเดินข้ามท้องทุ่งนาอันเวิ้งว้างและอาศัยเดินตามแนวคันนา อาเสี่ยกิมหงวนเมื่อยเต็มทน ก็ถอยลงมาเดินข้างหน้าเจ้าแห้ว และกระซิบกระซาบถามเจ้า แห้ว

"อ้ายแห้ว ให้กันขี่หลังแกไปได้ไหมวะ กันให้ค่าป่วย การกิโลละร้อยบาท หรือคิดเป็นชั่วโมงก็ได้ เอ้าชั่วโมงละ ๓๐๐ บาทก็แล้วกัน จ่ายเงินสดทันทีไม่มีการติดค้าง"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานตัวเองผมก็จะตายอยู่แล้ว อาเสี่ยขี่หลังผมรับประทานผมก็คงตายอยู่แถวนี้ ชั่วโมงละหมื่นบาทก็ไม่ไหว ขณะนี้เงินไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ เราต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียพอๆ กัน"

ดูเหมือนว่าการสนทนาจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ต่างคน เดินตามกันเป็นแถวเรียงเดี่ยว อากาศตอนดึกทวีความหนาว เย็นขึ้นอีก เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ การเดินทางผ่านทุ่งนา มีการหยุดพักกันบ้างตามสมควร อาศัยน้ำในกระติกดื่มแก้กระ หายน้ำ และสูบบุหรี่ช่วยบรรเทาความหนาวไปได้บ้าง บางแห่งที่คันนาขาดทุกคนก็ต้องลุยลงไปในโคลนผ่านกอข้าวซึ่ง กำลังแตกรวงสูงแค่เอว

ในราว ๕.๐๐ น. มีพายุและเมฆฝนผ่านมาอีก หลังจากนั้นฝนก็ตกพรำ คราวนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้า แห้วต่างรู้สึกหนาวสั่นจนแทบทนไม่ได้ ทุกคนอ่อนเพลีย อย่างยิ่ง

จากแสงฟ้าแลบ ทุกคนแลเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งปรากฏอยู่กลางทุ่งแวดล้อมด้วยกอไผ่สีสุก และต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้ม แสงไฟตะเกียงจากบ้านของชาวนาบางหลังส่องแสงแวววาม มันเป็นเวลาที่พวกชาวนาตื่นนอนกันแล้วถึงไม่ได้ออกนอกทุ่ง ก็มีงานที่จะต้องทำ ดร. ดิเรกมองไปที่หมู่บ้าน แล้วกล่าวกับ คณะพรรคของเขา

"เราไปไม่รอดแน่ เสื้อฟอร์มของเราถูกฝนชุ่มโชกมา หลายชั่วโมงแล้ว กันคิดว่าเราควรแวะเข้าไปที่หมู่บ้านขอซื้อ เสื้อผ้าพวกชาวนามาผลัดเปลี่ยน และหาไฟผิงเพื่อให้ร่างกายได้รับความอบอุ่น ขืนเดินทางกันต่อไปเราก็คงตายอยู่ในทุ่งนี้ แน่นอน"

ทุกคนหยุดชะงักมองไปที่หมู่บ้านของชาวนาเป็นตาเดียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เรามีเงินพอที่จะซื้อเสื้อผ้า หรือให้รางวัลพวกชาวนา ที่เขาช่วยเหลือเรา แต่ว่าถ้าพวกชาวนาเหล่านี้เป็นพวกแดงเรา มิพาตัวเข้าไปติดกับหรือ คิดดูให้ดีดิเรก"

สี่สหายต่างปรึกษาหารือกันก่อนที่จะตัดสินใจ พลเสนอความเห็นอย่างแยบคายว่า

"คุณอาพูดมีเหตุผลน่าฟังทีเดียวครับ แต่เรากำลังต้อง การความช่วยเหลือจากพวกชาวนาที่นี่ เมื่อเร็วๆ หนังสือลง ข่าวว่าทหารคอมมิวนิสต์ในเมืองนี้ได้ถืออำนาจยึดข้าวในยุ้งฉางของพวกชาวนาไปเกือบหมดสิ้น ทำให้ชาวนาโกรธแค้นมาก เท่าที่เราทราบประชาชนของประเทศนี้ก็มีส่วนน้อยที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ บางทีพวกกสิกรอาจจะเป็นปรปักษ์กับพวกแดง ก็ได้ แต่เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา ผมคิดว่าพวกเราคน ใดคนหนึ่งควรเข้าไปที่หมู่บ้านก่อน เมื่อพวกชาวนาเกลียดชังคอมมิวนิสต์ เขาก็คงให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี แล้วค่อยมารับพวกเราเข้าไปที่หมู่บ้าน เท่านี้เราก็จะได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ได้ผิงไฟได้ที่พักอาศัยและได้กินอาหารตามสมควร และเขาคง จะช่วยเหลือเราในการเดินทางกลับบ้านด้วย ตามธรรมดาคน ที่นี่กับคนไทยก็เหมือนกับพี่น้องกัน ส่วนมากเขาพูดภาษาไทย ได้ทั้งนั้น เอายังงี้ดีไหมครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เข้าทีดีเหมือนกัน แต่ใครจะเป็นคนเข้าไปในหมู่บ้าน ล่ะ"

นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วกล่าวขึ้นทันที

"ผมไม่เอานะครับ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว

"แล้วเสือกยกมือทำไมวะ"

"ก็ยกเพื่อรีบปฏิเสธยังไงล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เพื่อความยุติธรรมจับไม้สั้นไม้ยาวกันดีกว่า เพราะคนที่เข้าไปต้องเสี่ยงชีวิต อาจจะถูกพวกชาวนาจับหรือฆ่าตายก็ได้ ถ้าหากว่าเขาเป็นพวกแดง เอายังงี้นะพล อาจะเป็นคนให้จับ ไม้สั้นไม้ยาวเอง รับรองว่ายุติธรรมที่สุด"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"รับประทานยกเว้นผมสักคนหนึ่งได้ไหมครับ"

"ไม่ได้" ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด "ต้องเสมอภาคกัน ใครจับได้ไม้สั้นคนนั้นต้องเข้าไปในหมู่บ้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกล่องไม้ขีดไฟซึ่งเปียกฝนโชกออกมา แล้วหยิบก้านไม้ขีดออกมา ๖ ก้าน ท่านหักก้านหนึ่งออกเสียครึ่งหนึ่ง เสร็จแล้วเอาไม้ขีดทั้ง ๖ ก้านกำไว้ในมือ ยื่นให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้ว

"เอ้า-จับโว้ย มีไม้สั้นอยู่อันเดียว"

เสี่ยหงวนใช้แขนทั้งสองข้างแหวกเพื่อนๆ เซออกไป

"ขอโทษทีให้กันจับก่อนเถอะวะ จับทีหลังเหลืออันเดียวซวยตายห่า กันไม่เคยเอาเปรียบเพื่อนเลยแต่คราวนี้ชักปอดๆ ต้องเอาเปรียบเพื่อนสักที"

นิกรยกมือไหว้ท่วมหัว

"เจ้าประคู้น เจ้าแม่โพสพ ขอให้อ้ายหงวนได้ไม้สั้นที เถิดเจ้าประคู้น กลับไปถึงกรุงเทพฯ ลูกช้างจะบนหัวหมู ๒ หัว ไก่ ๕ ตัว"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"อย่าเล่นแช่งซีโว้ย" แล้วอาเสี่ยก็ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะ "เจ้าประคู้นเจ้าทุ่งเจ้าป่าเจ้าเขาผีสางนางไม้ช่วยดลบัน-ดาลให้ลูกช้างจับได้ไม้ยาวเถอะคะร๊าบ ลูกช้างจะบนโต๊ะจีน หนึ่งโต๊ะตราขาวสองขวด แถมหมูหันหนึ่งตัว"

แล้วเสี่ยหงวนก็ดึงไม้ขีดออกมาจากมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ หนึ่งก้าน ซึ่งตลอดเวลานี้ ดร. ดิเรกได้ใช้ไฟฉายดวงเล็กฉายสังเกตการณ์อยู่ทุกคนจึงเห็นถนัด

"ไม้สั้น" หลายต่อหลายคนร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

เสี่ยหงวนหน้าซีดเหมือนไก่ฟัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ แบ มือออกและส่องไฟฉายดวงเล็กลงบนมือของท่าน

"เห็นไหมอ้ายหงวน ไม้ขีดที่เหลืออยู่ในมืออาอีก ๕ อัน ล้วนแต่ยาวทั้งนั้น เป็นอันว่าคนอื่นไม่ต้องจับ แกเป็นคนมีเกียรติที่จะได้เข้าไปในหมู่บ้าน"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"มีเกียรติหรือมีหวังเน่าก็ยังไม่รู้ แต่ว่าเอาเถอะครับ ผมมันคิดเอาเปรียบเพื่อนก็เลยรับเคราะห์แทนเพื่อน ผมจะเข้าไป ที่หมู่บ้านนั้นเอง พวกชาวนาเขาตื่นนอนกันแล้วแลเห็นไฟ ตะเกียงเคลื่อนที่ผ่านไปมา ถ้าภายในครึ่งชั่วโมงนี้ผมไม่กลับมา ก็หมายความว่าผมถูกพวกชาวนาจับหรือถูกฆ่าตาย เป็นอันว่าพวกเราหนีเอาตัวรอดต่อไปไม่ต้องสนใจกับศพของผม เขาจะเผาจะฝังหรือจะโยนให้อีแร้งกินก็ช่างมัน ตายเพื่อประเทศชาติ ผมพอใจแล้ว"

ดร. ดิเรกยื่นมือให้อาเสี่ยจับ

"โชคดีอ้ายหงวน ถ้าพวกชาวนาเป็นพวกคอมมิวนิสต์และจะเล่นงานแกแกก็ควรจะใช้ปืนกลมือหรือปืนพกของแกให้เป็นประโยชน์ และพยายามล่าถอยออกมา ไปเถอะเพื่อน คุณพ่อท่านคงจะหนาวและอ่อนเพลียมาก ท่านแก่แล้วสงสารท่านเถอะวะ"

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นให้ผึ่งผาย เขาปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งแล้วพาตัวเดินดุ่มๆ ฝ่าความมืดตรงเข้าไปยังหมู่บ้านนั้น

ความจริงพวกชาวนาเหล่านี้แอนตี้คอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น เขาเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนา เขารู้ดีว่าลัทธิคอม-มิวนิสต์นั้นคือระบบทาส ประชาชนย่อมไร้อิสระเสรีมีสภาพเหมือนทาสหรือนักโทษของรัฐบาล ดังนั้นกสิกรทั้งหลายจึงไม่ มีใครนิยมลัทธิแดง

เสี่ยหงวนหายไปในราว ๒๐ นาที เขาก็วิ่งเหยาะๆ ออก มาจากหมู่บ้านแล้วร้องตะโกนลั่น

"โว้ย-มาโว้ย พวกชาวนาพวกเราทั้งนั้น มาเหอะ"

ทุกคนตื่นเต้นดีใจไปตามกัน ต่างพากันลุกขึ้นเดินตรง เข้าไปยังหมู่บ้าน นิกรสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น เขาเดินอกตั้ง นำหน้าเพื่อนแล้วหยุดชะงักหันมามองดูคณะพรรคของเขา

"ยิงปืนคนละชุด แล้วร้องอ้ายเสือเอาวานิดหน่อยดีไหม พวกเรา"

ท่านเจ้าคุณยกมือเขกกบาลลูกเขยจอมทะเล้นของท่านค่อนข้างแรง

"ขืนยิงปืนและร้องอ้ายเสือเอาวาพวกชาวนาก็คงต้อนรับเราด้วยลูกตะกั่วเท่านั้น"

ขณะนี้ท้องฟ้าเริ่มสางแล้ว ขับไล่ความมืดขมุกขมัวทางทิศตะวันออกให้หายไปปรากฏแสงเงินแสงทองเรื่อเรือง พวกชาวนาหญิงชายไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน ยืนจับกลุ่มอยู่ข้างหมู่บ้านพากันมองดูหน่วยกล้าตายด้วยความสนใจยิ่ง กสิกรเหล่านี้พูดภาษาไทยได้แทบทุกคน ถึงแม้ว่าเสียงของเขาจะแปร่งหรือเพื้ยนไปบ้าง ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของเขาก็คล้ายๆ กับคนไทย มีความสัมพันธ์กับคนไทยราวกับญาติสนิทมานานแล้ว เมื่อเสี่ยหงวนได้พบกับผู้ใหญ่บ้าน และเล่าให้ฟังตามตรง ว่า เขาเป็นทหารไทยที่กระโดดร่มลงมาปฏิบัติงานสำคัญ คือทำลายฐานทัพจรวดของฝ่ายศัตรู ผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้านก็ดีอก ดีใจไปตามกัน ทุกคนเล่าว่าเขาได้ยินเสียงระเบิดเมื่อตอน ๕ ทุ่ม และมองเห็นท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือแดงฉาน ด้วยแสงเพลิง เสี่ยหงวนบอกผู้ใหญ่บ้านว่า เขากับเพื่อนร่วม ตายอีก ๕ คนได้หลบหนีทหารแดงมาทางนี้ เหน็ดเหนื่อยอ่อน เพลียไปตามกัน เสื้อฟอร์มเปียกฝนชุ่มโชก อยากจะขอพักซุ่มซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ผู้ใหญ่บ้านกับพวกลูกบ้านก็เต็มใจให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นกิมหงวนจึงรีบออกไปตามพรรคพวกของเขา

พวกชาวนาต่างเข้ามาห้อมล้อมหน่วยกล้าตาย เสี่ยหงวนได้แนะนำให้คณะพรรคของเขาให้รู้จักกับชายชราซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านของตำบลนี้ ดร. ดิเรกยื่นมือให้ชายชราจับ และกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ

"พวกเราเหน็ดเหนื่อยและหนาวแทบจะขาดใจตายอยู่แล้วครับคุณลุง หวังว่าคุณลุงกับพวกลูกบ้านคงจะเอื้อเฟื้อเราบ้าง"

ชายชราบีบมือนายแพทย์หนุ่มแน่น

"ไปที่บ้านผมเถอะครับ ผมจะหาเสื้อผ้าให้ผลัดเปลี่ยนคนละชุด และจะให้ผิงไฟแก้หนาว เหล้าของผมก็มี และผมจะรีบหุงข้าวต้มเลี้ยงพวกคุณโดยเร็วที่สุด ยินดีมากครับที่ได้พบทหารไทย คนไทยกับพวกเราก็คือพี่น้องกันนั่นเอง"

ผู้ใหญ่บ้านพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงไปยังบ้านพักของเขา ลูกบ้านหลายคนติดตามมาด้วย บ้านของชายชราผู้ใจดีปลูกเป็นเรือนชั้นเดียวไม่ใหญ่โตอะไรนัก ยกพื้นสูงจากพื้นดินเพียง ๕๐ เซ็นติเมตร หลังคามุงแฝกหรือหญ้าคา ฝาทำด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะ สภาพของบ้านหลังนี้คล้ายกับกระท่อมใหญ่ๆ หลังหนึ่งและมีห้องโล่งตลอดเพียงห้องเดียวซึ่งด้านหลังเป็นครัวไฟ ชายชราผู้ใหญ่บ้านผู้มีอาชีพทำนา ส่วนภรรยาของเขาปลูกเพิงเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ บ้านจำหน่ายของ แห้งของใช้เครื่องอุปโภคบริโภคบางอย่างและเสื้อผ้าราคาถูกๆ ซื้อขายกันในละแวกบ้านนี้ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน บางทีก็มีชาวนาจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาซื้อข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ เช่นน้ำมันก๊าด เสื้อกางเกงสำเร็จรูป ผ้าขาวม้า บุหรี่ ไม้ ขีดไฟ

ด้วยความช่วยเหลือของผู้ใหญ่บ้านที่มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ หน่วยกล้าตายจึงได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยถอดเครื่องแบบพลร่มที่เปียกฝนและเปื้อนโคลนออก แล้วแต่งกาย ด้วยเสื้อกางเกงสีดำแบบกสิกร ซึ่งเสื้อกางเกงเหล่านี้ผู้ใหญ่บ้านได้นำมาจากร้านภรรยาของเขานั่นเอง

ทุกคนออกมานั่งผิงไฟใต้ต้นมะขามเทศหน้าบ้านของชายชรา พวกลูกบ้านหลายคนนั่งห้อมล้อมไต่ถามพฤติการณ์อันกล้าหาญของหน่วยกล้าตาย กิมหงวนกับนิกรต่างเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนาน จริงบ้างฝอยบ้างซึ่งส่วนมากมักจะใส่ฝอยในตอนโลดโผน

ตอนหนึ่งนิกรได้เล่าให้พวกชาวนาฟัง โดยออกท่าออก ทางประกอบ

"ทหารข้าศึกกลุ่มหนึ่งถือปืนสวมดาบวิ่งเข้ามาหาฉัน ฉันกระโดดเตะด้วยเท้าซ้ายถูกเจ้าคนหนึ่งล้มลงไป แล้วเอี้ยวตัวหลบดาบปลายปืนที่ทหารคนหนึ่งแทงฉันอย่างหวุดหวิด ฉัน ใช้ความว่องไวยกเข่ากระแทกเจ้าหมอนั่นล้มลงไปจุกแอ้ดๆ อีกคนวิ่งเข้ามา ฉันหมุนตัวกลับดีดลูกซ่นพล๊อกถูกปลายคางอย่างถนัดใจลงไปนอนแอ้งแม้ง ฉันชกซ้ายทีขวาที ถูกทหาร ข้าศึกกระเด็นไปคนละทางสองทาง เพียงครู่เดียวทหารกลุ่มนั้น ก็ถูกฉันปราบเรียบ ฉันถือปืนกลมือวิ่งไปช่วยเพื่อนฉันที่กำลัง ถูกข้าศึกล้อม ข้าศึกใช้ปืนกลหนักระดมยิงฉันอย่างดุเดือด ฉันหลบกระสุนปืนกลหวุดหวิดๆ วิ่งเข้าไปกระโดดเตะพลปืนกลสลบเหมือดไปเลย อีกคนหนึ่งคว้าปืนเล็กยาวลุกขึ้นจะเล่นงาน ฉันแต่ฉันปราดเข้าชิดตัวมันเสียก่อน ทิ้งด้วยหมัดขวาตูมเดียว ง่อยกระรอกไป แล้วฉันก็เข้าไปช่วยเพื่อนๆ ตีฝ่าวงล้อมหนี ออกมา"

พวกชาวนาพึมพำกันแซ่ดไปหมด ชายกลางคนคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

"คุณเก่งยังกะซุปเปอร์แมนเชียวนะครับ เรื่องของคุณ ตื่นเต้นน่าฟังมาก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ฉันเองก็ได้ต่อสู้กับทหารข้าศึกแบบชายชาติเสือ จำได้ ว่าตอนที่ฉันกับอ้ายกรปีนลงมาจากหอคอย ทหารแดงเกือบ ๒๐ คนวิ่งเฮโลเข้ามาจะเล่นงานเรา ฉันบอกให้เจ้ากรวิ่งหนีไปทางพวกเรา ฉันต่อสู้อย่างดุเดือด ข้าศึกเอาพานท้ายปืนตีฉัน และเอาดาบปลายปืนแทงฉันนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เข้า ในที่สุดฉัน ร้องตวาดทีเดียวทหารข้าศึกตกใจล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน แล้วฉันก็เข้าไปรวมกำลังกับพรรคพวกล่าถอยมาได้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลมองดูพวกชาวนาที่ห้อม ล้อมอยู่แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เท่าที่อ้ายสองคนเล่าให้ฟัง พวกเธอเชื่อไหมว่าเป็น ความจริง"

เจ้าหนุ่มรุ่นกระทงคนหนึ่งยิ้มเล็กน้อย

"ไม่เชื่อหรอกครับ แต่ฟังเล่นสนุกดีเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าหนุ่มผู้นั้น

"ถ้าไม่เชื่อก็นับว่าเธอเป็นคนฉลาดพอใช้ คนเราถ้าลงเก่ง อย่างนี้มันก็ไม่ใช่คน ความจริงพวกเราก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรจนเกินไปหรอก ที่ระเบิดฐานทัพจรวดของข้าศึกได้ก็เพราะเรา ยอมเสี่ยงชีวิตและเพราะโชคช่วยเรานั่นเอง หากเมื่อคืนตอน นั้นฝนไม่ตกหนัก พวกเราทั้ง ๖ คนอาจจะถูกข้าศึกยิงตายหมดแล้วก็ได้"

ดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว ผู้ใหญ่บ้าน พาภรรยาของเขา ซึ่งมีวัยใกล้เคียงกันและมีรูปร่างบอบบางเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

สองสามีภรรยาทรุดตัวลงนั่งเคียงคู่กัน สี่สหายต่างยิ้มให้และกล่าวคำยกบุญยอคุณอีกมากมาย เท่าที่ผู้ใหญ่บ้านให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีเช่นนี้

"เราจะไม่ลืมบุญคุณของคุณลุงเลยครับ" พลพูดยิ้มๆ "ผมและคนไทยทั้งหลายคิดอยู่เสมอว่าเราสองชาติเปรียบเหมือนพี่น้องกัน อ้า...นี่คุณป้าภรรยาของคุณลุงใช่ไหมครับ"

ผู้ใหญ่บ้านมีท่าทางกระดากกระเดื่องเล็กน้อย

"ถูกแล้วครับ เมียผมเอง ผมขอแนะนะให้พวกคุณและเจ้าคุณรู้จักไว้ด้วย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยกมือไหว้หญิงชราอย่างนอบน้อม ซึ่งภรรยาของท่านผู้ใหญ่บ้านก็รีบรับไหว้ทันที

"คุณลุงยังไม่ได้กรุณาบอกพวกเราเลยว่า คุณลุงชื่ออะไร"

นิกรถามชายชราอย่างสนิทสนม

"ผมชื่อเหียกครับ" ผู้ใหญ่บ้านพูดนอบน้อม

หน่วยกล้าตายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"คุณลุงชื่ออะไรนะครับ" อาเสี่ยถามเสียงลั่น

"เหียกครับ สระ เอ ห. สระ อี ย. ยักษ์ ก. ไก่ สะกด อ่านว่าเหียกครับ"

"โถ" เจ้าแห้วคราง "รับประทานคุณลุงน่าจะเปลี่ยน ชื่อเสียใหม่ให้เพราะกว่านี้ และสมกับที่คุณลุงเป็นผู้ใหญ่บ้าน" ชายชราหัวเราะ

"เป็นภาษาของผมครับ ไม่ใช่ภาษาไทย เหียกเป็นคำโบราณของเรา แปลว่า เจริญ, ดี, งาม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลั้นหัวเราะแทบแย่ แต่ไม่กล้าหัวเราะท่านยิ้มให้ผู้ใหญ่เหียกแล้วกล่าวว่า

"ภรรยาของผู้ใหญ่ล่ะ ชื่ออะไร"

ท่านผู้ใหญ่หันมาทางศรีภรรยาของเขา ซึ่งเป็นคนธัมมะ-ธัมโมเคร่งในศาสนา ฝักใฝ่ในการบุญกุศล

"บอกท่านหน่อยซิว่า แกชื่ออะไร"

หญิงชรายิ้มอายๆ

"ดิฉันหรือคะ ชื่อเพราะค่ะ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ก็นั่นน่ะซี น้องสาวชื่ออะไรล่ะจ๊ะ"

"ก็ชื่อเพราะน่ะซีคะ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"ชื่อแม่เพราะ..."

"ค่ะ"

คณะพรรคยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน พลกล่าวกับหญิงชราว่า

"ยินดีมากครับ ที่พวกเราได้รู้จักกับคุณป้าและคุณลุงตลอดจนพวกชาวนาที่นี่ ความเมตตากรุณาของคุณลุงและคุณป้า พวกเราจะจำไว้จนวันตาย ผมชื่อพลครับคุณป้า นี่เพื่อน คนนี้ชื่อกิมหงวน คนนั้นชื่อดิเรกเป็นหมอ เจ้านั่นชื่อนิกร ท่านผู้นี้เป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา ท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ชื่อพระยาปัจจนึกฯ คนที่นั่งข้างผมนี่ชื่อแห้วเป็นคนใช้ของ ผม เราทั้งหมดเป็นหน่วยกล้าตายครับ"

ลุงเหียกกับป้าเพราะมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างชื่นชมแล้วท่านผู้ใหญ่บ้านก็กล่าวว่า

"ไปรับประทานข้าวต้มที่ร้านภรรยาผมเถอะครับ ทาน แล้วจะได้นอนหลับพักผ่อนกัน เสื้อฟอร์มของพวกคุณ ภรรยาของผมเขาจะช่วยซักให้"

ดร. ดิเรกกล่าวกับหญิงชราทันที

"ไม่ต้องซักครับ คุณป้า เราจะไม่แต่งมันอีกแล้ว การหลบหนีกลับเมืองไทย เราจะต้องปลอมตัวเป็นชาวพื้นเมือง คุณลุงกับคุณป้าช่วยเอาเสื้อฟอร์ม หมวกเหล็ก ท็อปบู๊ท มีดดาบและเครื่องใช้ประจำตัวพลร่มไปฝังให้เราด้วยนะครับ อย่าเก็บเอาไว้ ทหารข้าศึกมาเห็นเข้าคุณลุงกับคุณป้าจะถูกยิงเป้าในฐานช่วยเหลือศัตรู"

ลุงเหียกเห็นพ้องด้วย

"ได้ครับ ถ้าเช่นนั้นผมจะจัดการฝังให้เรียบร้อยไม่ให้มี อะไรเหลือไว้เป็นหลักฐาน แต่ปืนกลมือและปืนพกพวกคุณคง จะเอาไว้ใช้ไม่ใช่หรือครับ"

"ออไร๋ เราต้องมีอาวุธติดตัวซีครับ คุณลุง พวกเรา หวังอย่างยิ่งว่า คุณลุงกับพวกลูกบ้านคงจะคิดหาทางช่วยเหลือพวกเราให้เดินทางกลับบ้านโดยปลอดภัย"

ชายชรายิ้มเศร้าๆ

"แน่ละครับ ผมกับลูกบ้านของผมต้องช่วยพวกคุณจน สุดความสามารถ แต่วันนี้ขอให้พักอยู่ที่นี่เสียก่อน เข้าใจว่าปลอดภัยครับ เพราะที่หมู่บ้านของผมทหารข้าศึกเคยยกมาหนเดียว กวาดข้าวเปลือกในยุ้งฉางของเราไปหมด ซึ่งพวกผม ได้สาปแช่งมันอยู่ทุกวันนี้ เราทำนาเหนื่อยยากแทบเลือดตา กระเด็น มีข้าวเก็บไว้ขายไว้กินมันถืออำนาจยึดเอาไป เชิญไป รับประทานข้าวต้มเถอะครับทานข้าวเสียจะได้มีเรี่ยวแรง พวก คุณตรากตรำกันมาตลอดคืนแล้ว รอดตายมาได้ก็เป็นบุญนัก หนา คุณพระคุณเจ้าท่านช่วยคุ้มครองนั่นเอง"

นิกรกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ไปโว้ยไปกินข้าว อย่าให้คุณลุงคุณป้าต้องเตือนบ่อยๆ เพราะเช้าๆ อย่างนี้ล่อข้าวต้มวิเศษนัก"

กิมหงวนขบกรามกรอด เอียงหน้าเข้ามากระซิบด่านิกร

"ตะกละนักอ้ายเปรต ขายหน้าเขาบ้างซีโว้ย"

สองสามีภรรยากับหน่วยกล้าตายต่างลุกขึ้นจากข้างกองไฟ ผู้ใหญ่เหียกซึ่งชื่อไม่เพราะแต่ใจดี เดินนำหน้าพาทุกคนไปที่ร้านคาของภรรยาเขา

หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กลับมาที่บ้านพักของท่านผู้ใหญ่ ทุกคนมอบข้าว ของให้ชายชรากับลูกบ้านสองสามคนนำไปฝัง แม้กระทั่งซอง ปืนพก คงเหลือแต่ทอมป์สันคนละกระบอก กระสุนคนละ ๓ แม็คกาซีน กับปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. อีกคนละกระบอก บรรจุกระสุนกระบอกละ ๖ นัด ส่วนระเบิดมือใช้ไปหมดแล้ว ในการต่อสู้กับกองทหารข้าศึกเมื่อคืนนี้ ป้าเพราะได้หารองเท้าผ้าใบพื้นยางมาให้หน่วยกล้าตายใส่คนละคู่ ลูกบ้านคนหนึ่งหาผ้าขาวม้ามาแจกคนละผืน

ภายในเรือนหลังนั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างนอนหลับสนิทเหมือนตายอยู่บนเสื่อกกสามสี่ผืนซึ่งปู อยู่กลางห้อง ทุกคนหลับไปด้วยความง่วงและอ่อนระโหยโรย แรง หลานชายของผู้ใหญ่เหียกซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ในวัยเบญจเพสนั่งเฝ้าอยู่ ตามเวลาที่กล่าวนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว พวกชาวนาต่างทำงานอยู่ตามบ้านเรือนของตน วัวควายได้รับการพักผ่อนจน กว่าจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวคือ อีกสามสี่เดือนข้างหน้า พื้นนาอัน เวิ้งว้างกว้างขวางมองแลเห็นต้นข้าวชูรวงเขียวชอุ่มไปทั่ว

ขณะที่หน่วยกล้าตายกำลังนอนหลับสนิท ผู้ใหญ่บ้าน เหียกก็วิ่งกระหืดกระหอบตรงมาที่บ้านพักของเขา ในท่าทีอัน ร้อนรนผิดปกติ หลานชายของเขาทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืนแล้ว กล่าวถามทันที

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือ ลุง"

"ฉิบหายแล้ว อ้ายหนู" ชายชราพูดเร็วปรื๋อ "ทหารแดงในราว ๓๐ คน กำลังมุ่งตรงมาที่หมู่บ้านของเรา ข้าคิดว่ามันจะต้องมาค้นหาพวกหน่วยกล้าตายแน่นอน"

เจ้าหนุ่มหลานชายของผู้ใหญ่บ้านหน้าซีดเผือด

"ปลุกเขาซีลุง ให้เขาหลบซ่อนตัวเสีย เข้าไปซ่อนตาม กอไผ่หรือลงไปซ่อนในบ่อน้ำก็ได้ ผักบุ้งผักกระเฉดและหญ้า ขึ้นเต็มไปหมด พวกทหารมันคงหาไม่พบหรอก"

ชายชราว่า "แต่ถ้ามันค้นพบ ข้าก็ต้องตายด้วยในฐาน ให้ความช่วยเหลือศัตรู"

ผู้ใหญ่เหียกก้าวขึ้นไปบนเรือนของแกแล้วร้องเรียกคณะพรรคสี่สหาย พลกับดร. ดิเรกได้ยินเสียงเรียกก็ลุกขึ้นนั่งทันที ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

ชายชราปราดเข้ามานั่งข้างคณะพรรคสี่สหาย

"คุณครับ เหตุการณ์คับขันเสียแล้ว ทหารแดงไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน กำลังเดินตรงมาที่หมู่บ้านของเรา ขณะนี้อยู่ห่างจาก หมู่บ้านในราวครึ่งกิโลเมตรครับ มันเดินตามกันมาเป็นแถว"

"ไอ้ย่า" อาเสี่ยครางด้วยภาษาบรรพบุรุษของเขาแล้ว มองดูหน้าพลกับนายแพทย์หนุ่ม "ทำยังไงโว้ย"

พลยิ้มเล็กน้อย

"สู้มันซีวะ เรา ๖ คนปืนกลมือคนละกระบอกทหารแดงเพียง ๓๐ คนเท่านั้น พอที่เราจะปราบมันได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามไม่เห็นพ้องด้วย

"อย่าลืมว่าทหารแดงมันก็มีปืนกลเหมือนกัน มันมีจำนวนมากกว่าเรา ปืนกลเบาและระเบิดมือก็อาจจะมีมาด้วย ขืนรบกับมันเราอาจจะถูกยิงตายหมด หรือถ้าหากว่าเราหลบหนีไปได้ผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้านทั้งตำบลนี้ก็จะได้รับเคราะห์กรรมแทนเรา อาคิดว่าเรารีบหลบซ่อนตัวเสียดีกว่า อย่าทำอะไรให้ผู้ใหญ่กับพวกลูกบ้านได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจพวกเราเลย"

ดร. ดิเรกหันไปมองดูนิกร ซึ่งกำลังนอนหงายกรนลั่น บ้าน นายแพทย์หนุ่มยกเท้าขวาถีบเพื่อนเกลอของเขาเต็มแรง

"เฮ้ย ลุกขึ้น"

นิกรค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลกเคี้ยวปากจั๊บๆ แล้วยิ้ม เล็กน้อย

"เที่ยงแล้วเรอะ วะ-ถึงเวลากินข้าวกลางวัน เร็วจริง โว้ย"

ดร. ดิเรกแยกเขี้ยว

"กินลูกปืนโว้ยไม่ใช่กินข้าว ทหารแดงหนึ่งหมวดกำลังเดินทางมาที่หมู่บ้านนี้"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียง สั่นเครือ

"รับประทานลุกขึ้นเถอะครับ ขืนชักช้าเป็นเน่าแน่"

นายจอมทะเล้นผลุนผลันลุกขึ้น พลกล่าวกับผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นงานเป็นการ

"ช่วยพาพวกเราไปหลบซ่อนตัวในที่ที่ปลอดภัยเถอะครับ คุณลุง ถ้าหากว่าทหารแดงค้นพวกเรา เราก็จะต่อสู้จนกระสุนนัดสุดท้าย"

ชายชรามีท่าทีหวาดหวั่นไม่น้อย

"ไปซีครับ รีบไปเถอะครับ ทหารมันมาเกือบจะถึงหมู่ บ้านเราแล้ว"

หน่วยกล้าตายลุกขึ้นเดินไปที่เตียงไม้ทางขวามือ ปืนกลมือแบบทอมป์สัน ๖ กระบอก พร้อมด้วยแม็คกาซีน ๑๘ ตลับ และปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. รวม ๖ กระบอกวางรวมกันอยู่ บนเตียงนั้น มีผ้าใบเก่าๆ ผืนหนึ่งคลุมไว้ พลกระชากผ้าใบออกทุกคนต่างคว้าปืนกลมือและปืนพกขึ้นมาอย่างรีบร้อน ต่อจาก นั้นก็รีบสวมรองเท้ายางโดยไม่ต้องผูกเชือก ผู้ใหญ่บ้านเหียก ยืนกระสับกระส่ายตลอดเวลาแล้วก็พาหน่วยกล้าตายออกไปจากบ้านพักของเขา

พวกชาวนาทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจแต่ทุกคนคงทำงานหรือพักผ่อนอยู่บนเรือนของตนอย่างปกติ เพื่อไม่ให้ทหารแดงพิรุธสงสัย ผู้ใหญ่บ้านพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้าไปในกอไผ่อันหนาทึบแห่งหนึ่ง

"ซ่อนอยู่ที่นี่แหละครับ" ชายชราพูดเสียงสั่นเล็กน้อย "ผมจะออกไปรับหน้าพวกมัน เข้าใจว่าทหารแดงคงจะค้นบ้านทุกหลัง และถ้ามันพบเห็นข้าวของเงินทองที่ต้องใจมันก็จะ หยิบติดมือเอาไป"

พลจับแขนผู้ใหญ่บ้านไว้

"เดี๋ยวก่อนครับ คุณลุง ผมขอบอกคุณลุงไว้ก่อนว่า ถ้าทหารแดงบุกเข้ามาพบที่ซ่อนของเรา เป็นยิงกันแหลกนะ ครับ เพราะอย่างไรมันก็คงไม่ยอมจับเป็นพวกเรา"

ชายชราพยักหน้าช้าๆ

"ครับ เมื่อจนมุมก็ต้องสู้ แต่ผมคิดว่ามันคงไม่บุกเข้ามาหรอกครับ ขอให้ทุกคนโชคดีและปลอดภัยนะครับ" พูดจบผู้ใหญ่บ้านเหียกก็หมุนตัวกลับ และเดินออกไปจากกอไผ่อัน หนาทึบ และเป็นที่รกร้างเต็มไปด้วยหญ้าคาตลอดจนต้นไม้ เล็กๆ ขึ้นระเกะระกะไปหมด

ทหารแดงเข้ามาในหมู่บ้านชาวนาแล้ว ทหารหมวดนี้อยู่ในบังคับบัญชาของร้อยโทคนหนึ่ง พวกทหารแต่งกายซอมซ่อ ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนมากไม่สวมรองเท้า ลักษณะท่าทางโง่เขลาแต่โหดเหี้ยมไร้การศึกษามีปืนเล็กยาวเป็นอาวุธ บางคนที่เป็นนายสิบสะพายปืนกลมือ และมีปืนกลเบามา ๒ กระบอก ทหารหมวดนี้ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้เดินทางมาที่หมู่บ้านกลางทุ่งนี้ เพื่อค้นหาหน่วยกล้าตายของกองทัพไทย ซึ่งฝ่ายศัตรูคิดว่าอาจจะหลบซ่อนตัวอยู่โดยได้รับความช่วยเหลือจากพวกชาวนา

ผู้ใหญ่บ้านเหียกเต็มไปด้วยความเกรงกลัวอิทธิพลและความเหี้ยมโหดของทหารแดง ซึ่งอาจจะยิงใครตายได้ง่ายๆ โดยมีเหตุผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเหตุผลก็ตาม ท่านผู้ใหญ่รีบเดินเข้าไปหานายทหารหนุ่มเจ้าของร่างสูงใหญ่แล้วแนะนำตัวเอง ให้ทราบ

"ผมชื่อเหียกเป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่ครับนาย ผมยินดีต้อน รับทหารและให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้"

ผู้บังคับหมวดควงปืนพกเล่นอย่างคล่องแคล่ว จ้องตาเขม็งมองดูชายชราคล้ายจะจับพิรุธ แต่ผู้ใหญ่เหียกเคยเป็น เจ้ามือจั้บยี่กีมาแล้ว จึงตีหน้าตายได้อย่างสนิทสนมคือทำเหมือนกับว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

"ถ้าแกรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ต้องพูดความจริงกับฉัน" นายทหารหนุ่มพูดพลางยิ้มแสยะ

"นายหมายความว่ากระไรครับ"

"ไม่ต้องไขสือ มีทหารไทยจำนวนหนึ่งได้กระโดดร่มลง ที่ฐานทัพจรวด และระเบิดฐานทัพจรวดของเราย่อยยับไปเมื่อ คืนนี้ แล้วก็หลบหนีมาทางนี้ เราทราบว่าทหารไทยหน่วยกล้า ตายห้าหกคนนี้ หลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านของแก บอกมา เดี๋ยวนี้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน"

อดีตเจ้ามือจั้บยี่กีทำหน้าตื่นๆ แล้วฝืนหัวเราะ

"ทหารไทย...อะไรกันครับนาย ผมไม่เข้าใจเลย ผมไม่รู้เรื่องสักนิด ผมสาบานได้ว่าผมและลูกบ้านของผมไม่มีใครรู้ เรื่องหรือมีการเกี่ยวข้องกับทหารไทยเลย ให้ดิ้นตายซีครับ เชิญนายสั่งทหารค้นหมู่บ้านของเราได้ ถ้าพบทหารไทยละก้อจับ ผมยิงเป้าเลย"

คราวนี้นายทหารหนุ่มเริ่มเชื่อถือว่าผู้ใหญ่บ้านเหียกไม่ ได้กล่าวเท็จกับเขา อย่างไรก็ตามพวกลูกบ้านหลายคนที่ยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ตามที่ต่างๆ ทำให้นายทหารแดงอดเฉลียวใจไม่ได้ เขายกมือที่ถือปืนชี้หน้าชายชราแล้วกล่าวคุกคามว่า

"ดีแล้วนายเหียก ฉันจะให้ทหารค้นหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ ถ้าจับได้ว่าทหารไทยหลบซ่อนอยู่ในหมู่บ้านแกต้องตายและลูกบ้านทุกคนจะต้องถูกจับกุมตัวไปขังคุก ในฐานให้ความช่วยเหลือ ฝ่ายศัตรู" พูดจบนายร้อยหนุ่มก็หันมาทางทหารของเขา "เฮ้ย-

แยกย้ายกันค้นบ้านโว้ย ถ้าพบทหารไทยยิงมันทิ้งเลย ข้าวของเงินทองของพวกชาวนาใครจะหยิบติดมือไป อย่าบอกให้ข้ารู้นะโว้ย ข้าจะทำเป็นไม่รู้"

พวกทหารแดงต่างส่งเสียงเอะอะเฮฮาอย่างขาดวินัย ผู้บังคับหมู่ต่างพาทหารในหมู่ของตนค้นบ้านเรือนของพวก ชาวนาทีละหลัง และค้นตามบริเวณรอบๆ บ้าน ปืนกลเบา ๒ กระบอกได้รับคำสั่งจากผู้บังคับหมวด ให้เข้าที่ตั้งยิงเป็นการข่มขู่ขวัญพวกชาวนา ร้อยโทคอมมิวนิสต์คุมตัวผู้ใหญ่เหียกไว้

อีกครั้งหนึ่งที่พวกชาวนาพากันสาปแช่งทหารแดงที่ใช้ อำนาจเป็นธรรมยึดข้าวของอันมีค่าและเงินทองเอาไป หญิงสาวหลายคนถูกลวนลามไขว่คว้าอย่างหยาบคาย ทหารแดง หัวเราะชอบใจเมื่อถูกลำดับญาติโยมทางฝ่ายบิดามารดาของเขา

การตรวจค้นผ่านพ้นไปในราว ๒๐ นาที ทหารแดงกลุ่มหนึ่งก็พากันมาหาผู้บังคับหมวดอย่างรีบร้อน นายสิบผู้บังคับ หมู่ถือย่ามของพลร่มมาหนึ่งใบ มีดพลร่มหนึ่งเล่ม ทหารกลุ่มนี้จับเจ้าหนุ่มชาวนามาคนหนึ่ง

สิบตรีร่างเล็กเข้ามาหยุดยืนตรงเบื้องหน้าผู้บังคับหมวดของเขาแล้วรายงานให้ทราบ

"ผู้หมวดครับ ผมกับทหารในหมู่ของผมได้เข้าไปค้น บ้านอ้ายหนุ่มคนนี้ พบย่ามกับมีดของพลร่มซ่อนอยู่ใต้เตียง นอนครับ ของที่อยู่ในย่ามล้วนแต่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็น ของใช้ของพลร่มทั้งสิ้น"

ร้อยโทร่างใหญ่ชำเลืองหางตามองดูผู้ใหญ่บ้านอดีตเจ้ามือจั้บยี่กีซึ่งบัดนี้เริ่มเสียขวัญเสียกำลังใจแล้ว ใบหน้าของชายชราซีดเผือด เขามองดูเจ้าหนุ่มชาวนาอย่างเดือดดาล ลุกเหียกพอจะรู้ว่าเจ้าหนุ่มคราวลูกหลานของเขา ซึ่งช่วยเขานำเสื้อฟอร์มและของใช้ของหน่วยกล้าตายไปฝังดินในละเมาะหลังหมู่บ้านคงจะยักยอกมีดพกและย่ามไว้เพื่อไว้ใช้ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากหลักฐานพยานวัตถุนี้

ผู้บังคับหมวดทหารแดงกล่าวกับนายสิบของเขาด้วยเสียงหนักๆ

"เทขอในย่ามลงบนพื้นซิผู้หมู่"

สิบตรีผู้นั้นปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับหมวดทันที เขาเทของที่อยู่ในย่ามลงบนพื้นดิน มีเครื่องกระป๋องสามสี่กระป๋อง ไฟฉายขนาดเล็กหนึ่งดวง คีมตัดลวดหนาม เชือกมนิลาหนึ่ง ขด เข็มทิศ บุหรี่โรแยล แสตนดาดหนึ่งกระป๋อง เครื่องขีดไฟ หนึ่งอัน ขนมปังขนาดเล็กหนึ่งหีบ และแผนที่ของจังหวัดนี้ หนึ่งแผ่น ภาพถ่ายฐานทัพจรวดจากเครื่องบินขนาดโปสการ์ดครึ่งโหล นอกจากนี้ยังมีของใช้กระจุกกระจิกที่เป็นของจำเป็น สำหรับพลร่มอีกหลายชิ้น ย่ามใบนี้เป็นของ พ.ต. พล พัชรา-ภรณ์ นั่นเอง ส่วนมีดพกเป็นมีดของกิมหงวน

อารมณ์ของนายทหารแดงเดือดพล่าน เขายกเท้าเตะของ เหล่านั้นกระจายไป แล้วหันมาจ้องมองดูผู้ใหญ่บ้านด้วยแววตาถมึงทึง

"อ้ายเหียก อ้ายแก่ผู้ทรยศ มึงกับลูกบ้านได้ช่วยทหาร ไทยซึ่งเป็นศัตรูของเรา บอกมาตามตรงเดี๋ยวนี้ว่าทหารไทย หลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ถ้าไม่บอกมึงต้องตาย"

ผู้ใหญ่บ้านตัวสั่นงันงก

"อ้า-ได้โปรดเถอะครับ ทหารไทย ๖ คนมาที่หมู่บ้าน ตอนรุ่งสว่าง"

"แล้วยังไง" ผู้บังคับหมวดตวาดลั่น

"เขาขอพักผ่อนเพียงชั่วโมงเดียวก็เดินทางต่อไป ออก ไปทางทุ่งนาทิศตะวันตกครับ ผมกับพวกลูกบ้านไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไร และเขาก็ไม่ได้ขอร้องให้ช่วย เขามาก่อไฟผิง กันที่หน้าบ้านผม ผมจะขัดขวางหรือขับไล่เขาอย่างไรครับเมื่อ เขามีปืน"

ผู้บังคับหมวดยกหลังมือซ้ายตบหน้าชายชราดังฉาด

"โกหก มึงโกหก พวกมึงจะต้องรู้เห็นเป็นใจหรือให้ ความช่วยเหลือพวกทหารไทย ทำไมทีแรกมึงไม่บอกกูอย่างนี้ มึงปฏิเสธสบถสาบานว่าไม่รู้ไม่เห็น พอทหารของกูได้หลักฐาน มายืนยันมึงแก้ตัวอย่างเฉลียวฉลาด พวกมึงช่วยเหลือให้พวกทหารไทยปลอมตัวเป็นชาวนาหลบหนีไปแล้วใช่ไหมล่ะ"

ชายชราอกสั่นขวัญแขวน เป็นไปด้วยความรักตัวกลัว ตาย ทหารแดงล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบนกหวีดออกมาเป่า เป็นสัญญาณเสียงสั้นยาว ทหารของเขาซึ่งกำลังตรวจค้นบ้าน ของชาวนาได้ยินเสียงนกหวีด ก็พากันวิ่งมาหาเขา ซึ่งสัญญาณนกหวีดนั้นคือสัญญาณเรียกทหารมารวมกันนั่นเอง

ร.ท. หนุ่มร่างใหญ่ออกคำสั่งกับ ส.ท. คนหนึ่งให้เรียงแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว แล้วเขาก็เดินเข้าไปหาเจ้าหนุ่ม ชาวนา ซึ่งตกอยู่ในความควบคุมของพลทหารสองคน

"มึงเป็นใคร" นายทหารแดงพูดเสียงกร้าว

"ผมชื่อเขียวครับ" นายทหารแดงยิ้มแค่นๆ

"ชื่อแกเหมือนคนไทย บอกฉันซิแกได้ย่ามและมีดพล ร่มมาจากไหน"

นายเขียวเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย มีทีท่าเหมือน กับจะเป็นลม

"ผมเห็นมันตกอยู่ที่โคนต้นไม้หน้าบ้านผมครับ ผมเก็บเอาไว้ใช้"

"โกหก พวกทหารไทยคงจะจ้างหรือวานแกให้เอาเครื่องแบบไปฝัง แต่แกอยากได้ย่ามกับมีดก็เก็บเอาไว้ใช่ไหมล่ะ แกต้องตายนายเขียว แกกับนายเหียกต้องตาย ส่วนพวกชาวนาที่ นี่ฉันจะให้ทหารจับกุมตัวส่งไปค่ายกักกันในฐานให้ความช่วยเหลือศัตรู" พูดจบเขาก็ร้องเรียกสิบเอกคนหนึ่งเข้ามาหาเขา "หมู่-เตรียมการยิงเป้าชาวนาสองคนนี้ เรียกทหารในหมู่ของ แกออกมาเอาตัวนายเหียกกับนายเขียวไปมัดไว้ที่ต้นไม้ ๒ ต้น นั่นแล้วเอาผ้าปิดตาเสีย ฉันจะสั่งทหารทั้งหมวดยิงผู้ต้องหาเอง"

สิบเอกรับคำสั่ง ร้องเรียกทหารในหมู่ของเขาออกมาจากแถว ผู้ใหญ่บ้านเหียกกับเจ้าหนุ่มเขียวอ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว

พวกทหารแดงฉุดกระชากลากตัวไปที่ต้นนุ่นใหญ่ทั้งสองต้น อย่างไม่ปรานี หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้าน ผู้เคราะห์ร้ายก็ถูกมัดติดกับต้นนุ่น

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าเยื่อหลานชายของผู้ใหญ่เหียก ก็ปรากฏตัวขึ้นในบริเวณกอไผ่อันหนาทึบ ที่คณะพรรคสี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซุ่มซ่อนตัวอยู่ หน่วยกล้าตาย ได้ยินเสียงฝีเท้าสวบสาบ ก็รีบยกปืนกลมือขึ้นเตรียมยิง แต่พอแลเห็นหลานชายของผู้ใหญ่บ้านต่างก็ลดมือลง

เยื่อวิ่งเข้ามาทรุดตัวนั่งแล้วรายงานให้ทราบ

"คุณครับ ทหารแดงมันจับหลักฐานได้ว่าพวกคุณเข้ามา ในหมู่บ้านนี้ครับ มันค้นพบย่ามใบหนึ่งและมีดอีกเล่มหนึ่ง ที่บ้านอ้ายเขียวเพื่อนของผม ขณะนี้นายทหารมันจับลุงของผมและอ้ายเขียวมัดไว้กับต้นนุ่นกลางหมู่บ้านครับ"

ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน พลกล่าวกับพรรคพวก ของเขาทันที

"เร็ว-เราต้องไปช่วยชีวิตลุงเหียกและเพื่อนชาวนาของ เราไว้ให้ได้ ฆ่ามันให้หมด ทหารเพียงหมวดเดียวเราบุกเข้า ไปยิงมันอย่างเผาขน พวกมันคงไม่ทันได้ต่อสู้เรา"

หน่วยกล้าตายต่างลุกขึ้น เยื่อนำทางพาลัดออกไปกลางหมู่บ้าน พลทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยกล้าตาย ทุกคนวิ่งก้ม ตัวลัดเลาะมาตามสุมทุมพุ่มไม้ สักครู่ก็ออกมาถึงแถวทหารซึ่ง ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวอยู่บนลานดิน ผู้บังคับหมวดใจ เหี้ยม แลเห็นลุงเหียกกับนายเขียวขยับเขยื้อนตัวหมุนไปรอบๆ ต้นนุ่นได้ก็สั่งให้ทหารผูกมัดผู้ต้องหาใหม่ คราวนี้พวกทหาร ช่วยกันมัดผู้ใหญ่บ้านกับนายเขียวจนกระดิกไม่ได้

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแอบอยู่เบื้องหลังตรงข้ามกับแถวทหาร ลุงเหียกกับนายเขียวถูกมัดอยู่ใกล้ๆ กันมองแลเห็นถนัด พลสั่งงานอย่างรวดเร็วฉับพลัน

"อ้ายกร แกอ้อมไปทางซ้ายสังหารพลปืนกลเบาที่ตั้งยิงอยู่บนโคกสูงนั่นให้ได้ อ้ายเสี่ยไปทางขวา ปืนกลเบาอีกกระบอกหนึ่งตั้งยิงอยู่บนแคร่ใต้ต้นมะม่วงเห็นไหม แกต้องฆ่าทหาร ประจำปืนกลกระบอกนั้น และใช้ปืนกลเบาของมันยิงกราด ทหารในแถวเมื่อมันร้องตะโกนให้ยิง กันกับคุณอาและดิเรก กับอ้ายแห้วจะยิงกราดทางด้านนี้ เร็วทำงานอย่าให้พลาดได้"

นิกรกับเสี่ยหงวนต่างรับคำสั่งของพลอย่างจริงจัง แล้วสองสหายก็แยกกันไป

ร.ท. ทหารแดงมองดูผู้ต้องหาทั้งสองด้วยความพอใจยิ่งเขาถอยออกไปยืนที่หัวแถวแล้วตะโกนออกคำสั่ง

"แถว...ตรง"

ทหารคอมมิวนิสต์ต่างชิดเท้าตรง แต่ไม่สู้จะพร้อมเพรียงกันนัก เพราะส่วนมากเป็นทหารแบบเฮงซวยคือถูกบังคับให้ มาเป็นทหารก็เป็นทหารอย่างเสียไม่ได้ ทำหน้าที่ให้รอดพ้น ตะรางไปวันๆ

พลพยักพเยิดกับนายแพทย์หนุ่มและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างคนต่างยกทอมป์สันขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง พลรู้สึกใจเต้นระทึกผิดปกติ เขาไม่สั่งยิงจนกระทั่งนายทหารข้าศึกร้องบอกแถวด้วยเสียงอันดัง

"ยืน...เตรียมยิง"

ทหารทั้งหมวดต่างปฏิบัติตามคำสั่ง ยกปืนเล็กยาวที่สวมดาบปลายปืนขึ้นในท่ายืนเตรียมยิง ทันใดนั้นเองหัวหน้าหน่วยกล้าตายก็ร้องตะโกนขึ้น

"หน่วยกล้าตาย ยิง"

เสียงปืนกลมือแผดคำรามขึ้นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหมู่บ้าน ทหารคอมมิวนิสต์ถูกยิงในระยะห่างเพียง ๓๐ เมตร โดย ไม่รู้ตัวก็ล้มระเนระนาดไปตามกัน บ้างก็วิ่งหนีออกจากแถว ในเวลาเดียวกันนี้เองกิมหงวนกับนิกรก็สังหารพลปืนเบาของทหารแดงได้อย่างง่ายดายด้วยทอมป์สันคู่มือของเขา สองสหายเข้าประจำปืนกลเบาทันที ใช้ปืนกลเบายิงกราดทหารแดงล้มตายเกลื่อนกลาด ผู้บังคับหมวดวิ่งเข้าไปนั่งกำบังต้นไม้ใหญ่ต้น หนึ่ง แต่แล้วก็ถูกนิกรกระหน่ำด้วยปืนกลเบาผงะหงายล้มลง ชักดิ้นชักงอสิ้นใจตาย

พล พัชราภรณ์ พาพวกออกจากที่ซ่อนแยกย้ายกระจายกำลังกันกวาดล้างสังหารแดง ซึ่งรอดชีวิตอยู่เพียงห้าหกคน เท่านั้น พวกชาวนาทั้งหมู่บ้านกระโดดโลดเต้นโห่ร้องกันเกรียวกราวดีใจที่ทหารแดงถูกหน่วยกล้าตายสังหารแบบตายหมู่ ศพทหารแดงนอนตายเกลื่อนบริเวณลานกว้างนั้น ที่ได้รับบาด-เจ็บนอนร้องครวญครางก็ถูกพวกชาวนาใช้ไม้พลองกระบอง สั้นส่งไปนรก

หน่วยกล้าตายจำเป็นต้องฆ่าทหารแดงให้หมดสิ้นโดยไม่ ยอมให้ทหารคนหนึ่งคนใดหนีกลับไปได้ ผู้ใหญ่บ้านกับนายเขียวได้รับอิสรภาพแล้ว ลูกบ้านหลายคนได้มาช่วยแก้มัดออก ขณะนี้คณะพรรคสี่สหายยังทำการกวาดล้างข้าศึกอยู่ ทหารแดง ๓ คนหนีออกนอกทุ่งแต่แล้วก็ถูกปืนของหน่วยกล้าตายล้มคว่ำ ไปตามกัน

ทหารแดงหนึ่งหมวดถูกฆ่าตายหมด ปรากฏว่าทหารแดงคนหนึ่งซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ถูกเจ้าหนุ่มชาวนาคนหนึ่ง พุ่งด้วยฉมวกตายคาที่ หลังจากกวาดล้างข้าศึกเรียบร้อย หน่วยกล้าตายก็กลับมารวมกำลังที่บริเวณลานดินกลางหมู่บ้าน พวกชาวนานับร้อยคนต่างเข้ามาห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหายแสดงความชื่นชมยินดีไปตามกัน ป้าเพราะเมียรักของท่านผู้ใหญ่ถึงกับโผเข้ากอดพลแล้วร้องไห้

"คุณขา ถ้าพวกคุณไม่ช่วยไว้พี่เหียกก็คงถูกมันยิงตายไปแล้ว อ้ายพวกนี้โหดเหี้ยมทารุณเหลือเกินคุณ"

พลยิ้มให้หญิงชรา "เราจะปล่อยให้คุณลุงถูกยิงเป้าได้อย่างไรครับ และพวกเราจำเป็นต้องฆ่ามันให้หมด ทหารหมวดนี้จะเป็นทหารหายสาบสูญไป แต่ทุกคนจะต้องช่วยกันฝังศพ ทหารหรือเผามันให้หมด"

ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมมีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ครับคุณพล ไม่นึกเลยว่าพวกคุณจะมาช่วยชีวิตผมกับอ้ายเขียว ความจริงน่ากระทืบอ้ายเขียวเหลือเกิน" แล้วลุงเหียกก็ยกมือชี้หน้าชายหนุ่มที่เกือบจะถูกยิงเป้าพร้อมๆ กับเขา "มึงนะมึง" เสือกยักเอา ย่ามและมีดไว้เลยเป็นเรื่อง ถ้าพวกมันไม่พบหลักฐานอะไรมัน ก็คงพากันกลับไปแล้ว เห็นแก่ได้เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างนี้ แหละ"

เจ้าเขียวยิ้มแห้งๆ

"ด่าฉันเถอะลุง ฉันผิดไปแล้ว ใครจะไปนึกว่าพวกทหารมันจะแห่กันมาที่นี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าผู้ใหญ่ "ฉันคิดว่าอย่ามัววิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เลย เรื่องศพทหารสำคัญมาก เรียกระดมลูกบ้านทั้งหมด ให้ช่วยกันจัดการกับศพทหารเหล่านี้เถอะ จะเอายังไงดีผู้ใหญ่"

ชายชรานิ่งคิดสักครู่

"ก็ต้องฌาปนกิจน่ะสิครับเจ้าคุณ ขืนฝังไม่ไหวครับ เหม็นแย่ตั้งเกือบ ๓๐ คน และการฝังไม่ปลอดภัยนัก พวกมันเกิดสงสัยมาตามหาที่นี่ อาจจะขุดพบกระดูกเข้าพวกผมก็ถูกจับยิงเป้าหมดเท่านั้น ผมจะขอแรงพวกลูกบ้านให้ช่วยกันขนศพทหารไปรวมกันทางหลังหมู่บ้านแล้วเผามันให้หมด ไม่ยาก หรอกครับฟืนของเรามีถมเถไป"

พลกล่าวกับผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราต้องทำลายหลักฐานต่างๆ ให้หมดนะครับคุณลุง ต้นไม้ต้นไหนถูกกระสุนปืนก็โค่นมันทำฟืนเสีย ฝาเรือนบ้าน ใครที่ถูกกระสุนปืนก็ต้องรีบเปลี่ยนใหม่ ไม่ช้าอาจจะมีทหารคอมมิวนิสต์มาที่นี่อีกเพื่อสืบสวนในเรื่องที่ทหารหมวดนี้หาย ไปโดยไม่มีร่องรอย"

ป้าเพราะกล่าวเสริมขึ้นว่า

"เชิญพวกคุณกลับไปทานอาหารกลางวันกันก่อนเถอะค่ะ ถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว ศพทหารปล่อยให้พี่เหียกกับลูกบานเขาจัดการเถอะค่ะ"

นิกรยิ้มแป้น

"ไปโว้ยพวกเรา เกินเวลาท้องจะเสีย คุณป้ากับคุณลุง น่ารักเหลือเกิน ขอให้ท่านทั้งสองมีความสุขความเจริญยิ่งๆ เถอะ"

หญิงชราพาหน่วยกล้าตายกลับไปยังบ้านพักของหล่อน ส่วนผู้ใหญ่เหียกไม่สนใจกับอาหารกลางวัน เขาปรึกษาหารือ กับพวกลูกบ้านของเขา ในเรื่องที่จะเผาศพทหารแดงเหล่านี้

ตอนบ่ายวันนั้นเอง ศพทหารคอมมิวนิสต์ก็ถูกนำไป เผาในที่ว่างกลางละเมาะหลังหมู่บ้าน พวกชาวนาได้ร่วมมือ กันอย่างแข็งแรง หมดฟืนไปหลายพันต้นและน้ำมันก๊าดอีก ๓ ปีบ ส่วนอาวุธและปืนและสัมภาระของพวกทหารที่ทำด้วยโลหะเผาไม่ได้ พวกชาวนาก็ช่วยกันขุดหลุมลึกและกว้างใหญ่ ฝังไว้รวมกัน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วได้ฝังปืนกลมือและแม็คกาซีนได้ด้วย ทั้งนี้เพราะเหลือกระสุนอีกไม่กี่นัด การหลบหนีกลับประเทศไทย หากนำ ปืนกลมือตัวไปด้วยย่อมไม่ปลอดภัยและไม่มีประโยชน์อะไร หน่วยกล้าตายทุกคนได้ร่วมมือกับพวกชาวนาในการทำลาย หลักฐานต่างๆ ฝาเรือนตามบ้านต่างๆ ที่ถูกกระสุนปืนถูก รื้อเปลี่ยนใหม่ ต้นไม้หลายต้นถูกโค่น ปลอกกระสุนตามพื้นดินถูกเก็บไปทิ้งบ่อน้ำจนไม่มีเหลือ รอยเลือดทหารแดงชาวนา ช่วยกันเอาดินกลบจนหมดสิ้น

หน่วยกล้าตายพักอยู่ที่หมู่บ้านของชาวนาเป็นเวลา ๓ วัน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านนี้พวกชาวนาทุกคนต่างแสดงอัธยา-ศัยไมตรีจิตต่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเหมือนหนึ่งญาติ ทุกคนได้รับการเลี้ยงดูอย่างอิ่มหนำสำราญ ผู้ใหญ่เหียกพยายามหาทางที่จะช่วยส่งหน่วยกล้าตายกลับไปยังผืน แผ่นดินไทย เขาใช้ให้เจ้าเยื่อหลานชายของเขาออกจากหมู่บ้านไปติดต่อกับพรรคพวกอีกตำบลหนึ่งซึ่งเยื่อต้องเดินทางตั้ง ๓๐ กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น

ในที่สุดผู้ใหญ่เหียกก็สามารถให้ความช่วยเหลือหน่วย กล้าตายของเราได้

"ผมติดต่อกับญาติของผมไว้เรียบร้อยแล้วครับ" ชายชรากล่าวกับคณะพรรคสี่สหายในตอนเย็นวันหนึ่ง "คืนนี้พวกคุณออกเดินทางได้ ผมจะให้อ้ายเยื่อหลานชายของผมพาไปหมู่บ้านโขดพระ น้องชายของผมเป็นพ่อค้าอยู่ที่นั่น ผมรับรองว่าชาวบ้านโขดพระทุกคนล้วนแต่เกลียดชังพวกคอมมิวนิสต์ และ ส่วนมากทำงานใต้ดินคอยทำลายล้างพวกแดงตลอดเวลา"

ดร. ดิเรกกล่าวถามขึ้นทันที

"โขดพระอยู่ไกลจากนี่มากไหมครับ คุณลุง"

"อ๋อ ไม่ไกลหรอกครับ ในราว ๒๕ กิโลเท่านั้น"

กิมหงวนกับนิกรทำคอย่นพร้อมๆ กัน

"๒๕ กิโลหรือครับคุณลุง...." นิกรเอ็ดตะโรลั่น ระยะ ทาง ๒๕ กิโลคุณลุงคิดว่าใกล้หรือครับ

ชายชราหัวเราะ "เดินในราว ๕ ชั่วโมงก็ถึงนี่ครับ พวกผมเดินกันตั้งแต่เช้าจนค่ำยังเดินได้ ในชนบทอย่างนี้ไป ไหนก็ต้องเดินไป แล้วก็สำหรับพวกคุณ เดินไปตามทุ่งนา ปลอดภัยกว่าเดินไปตามทางหลวง"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ

"ขอโทษเถอะครับคุณลุง ตามทางมีร้านปะยางรถบ้าง ไหมครับ"

ลุงเหียกขมวดคิ้วย่น "เอ๊ะ อาเสี่ยถามทำไมครับ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมคิดว่ากว่าผมจะเดินไปถึงโขดพระน่อง ของผมคงจะระเบิดหลายครั้ง ๒๕ กิโลสำหรับพวกผมนะ ลิ้นห้อยนะครับคุณลุง แต่ว่าเมื่อมันจำเป็นเราก็ต้องไป"

ผู้ใหญ่บ้านยิ้มเล็กน้อย

"ครับ ต้องอดทนหน่อยครับจะได้รอดพ้นภัยได้กลับไป บ้าน ถึงโขดพระแล้วน้องชายของผมก็จะหาทางส่งพวกคุณไปชายแดนเอง เขาเป็นคนกว้างขวางมีพรรคพวกมากฐานะของ เขาก็ร่ำรวยกว่าผม มีรถยนต์บรรทุกสินค้าตั้งสามสี่คัน โขดพระเป็นกิ่งอำเภอครับ มีบ้านเรือนคับคั่งและตลาดใหญ่ถึงสองแห่งพวกคุณปลอมตัวเป็นชาวเมืองทหารคอมมิวนิสต์คงจะไม่สนใจแต่ก็ต้องระวังตัวให้มาก"

นิกรว่า "คุณลุงหาเช่าเฮลิค็อปเคอร์ให้เราสักลำไม่ได้หรือครับ ให้เขามารับเราที่นี่บินไปกรุงเทพฯ เลยจะได้ไม่ต้อง ย่ำต๊อกไป"

ผู้ใหญ่เหียกหัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้น ผมจะลองไปติดต่อขอเช่ากับแม่ทัพคอม-มิวนิสต์ดีไหมครับ บอกมันว่าพวกคุณขอเช่าเฮลิค็อปเตอร์"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น

"ลำบากนักผมเดินไปดีกว่า แฮ่ะ แฮ่ะ"

ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับท่านผู้ใหญ่อย่างยิ้มแย้ม

"พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณท่านผู้ใหญ่อย่างที่เราลืมไม่ได้ และก่อนที่จะจากกันเราอยากจะตอบแทน ผู้ใหญ่คงไม่ รังเกียจ"

ชายชราโบกมือห้าม

"ไม่ต้องครับเจ้าคุณ ผมและพวกผมนึกเสมอว่าคนไทย เป็นพี่น้องกับเรา ผมช่วยเหลือคนไทยก็เท่ากับช่วยญาติสนิท ของผม พวกผมที่ไปอยู่ในดินแดนไทยก็ได้รับความเมตตา ปรานีจากคนไทยไม่น้อย จะให้เงินผมมากมายเท่าใดผมก็ไม่ยอมรับ ผมไม่ได้หมดเปลืองอะไรมากมายนัก เป็นการช่วยเหลือ กันนิดหน่อยเท่านั้น"

ทุกคนต่างมองดูผู้ใหญ่บ้านด้วยความซาบซึ้งใจ ต่างคน ต่างยกมือไหว้และกล่าวคำขอบคุณลุงเหียกอีกครั้งหนึ่ง

ตอนพลบค่ำคืนวันนั้นเอง หลังจากหน่วยกล้าตายได้อาบน้ำชำระร่างกาย และรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ร่ำลาผู้ใหญ่บ้านกับป้าเพราะและพวกชาวนาด้วยความอาลัยยิ่ง พวกชาวนาเกือบร้อยพากันมารวมกลุ่มอยู่ที่หน้าบ้าน พักของผู้ใหญ่บ้าน ต่างให้ศีลให้พรขอให้หน่วยกล้าตายเดินทางไปด้วยความสวัสดีและปลอดภัย

เจ้าหนุ่มเยื่อพาหน่วยกล้าตายออกจากหมู่บ้านในเวลา ๑๙.๐๐ น. ตรง เดินออกทางทุ่งนาหลังหมู่บ้านลัดตัดตรงไป ยังโขดพระ ในตอนแรกสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้สนทนากันอย่างครื้นเครง แต่เมื่อสองสามชั่วโมงผ่านพ้นไป หน่วยกล้าตายก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรอีกเพราะรู้สึกเมื่อยขาและปวดน่อง ส่วนนายเยื่อเดินนำหน้าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ระยะทาง ๒๕ กิโลเมตรสำหรับนายเยื่อเห็นเป็นของธรรมดา เคยเดินไปกินน้ำตาลเมาบ่อยๆ บางทีเดินไปซื้อถ่านไฟแช็ก เพียงก้อนเดียว

ครั้งหนึ่งหลานชายของลุงเหียกได้หยุดยืนรอคอยหน่วยกล้าตายอยู่เกือบสองนาที คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วจึงตามมาทัน

"ทำไมเดินช้านักล่ะครับ" ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ

นิกรเอ็ดตะโรลั่น "น่องกันโป่งทำท่าจะระเบิดอยู่แล้ว โว้ย เดินเร็วกว่านี้ไม่ไหวอ้ายน้องชาย แกมันเดินเร็วเหลือ เกิน พวกเราเมื่อยเต็มทนแล้ว"

เยื่อหัวเราะชอบใจ "แข็งใจอีกหน่อยเถอะครับ อีกครึ่งกิโลก็จะถึงทางหลวงแล้วต่อจากนั้นเราจะเดินไปตามทางหลวง ในราว ๕ กิโลเมตรก็ถึงบ้านโขดพระ"

อาเสี่ยว่า "แท๊กซี่หรือสามล้อมีไหมน้องชาย"

"โอ๊ย-ไม่มีหรอกครับ ถ้าตอนกลางวันก็มีรถยนต์โดยสารหรือรถบรรทุกสินค้าผ่านไปมาบ้าง นี่มันเมืองเล็กๆ นี่ครับจะเอาแท๊กซี่หรือสามล้อที่ไหน"

เยื่อพาหน่วยกล้าตายออกเดินต่อไป นิกรเกาะบ่าเสี่ย หงวนกับพลคนละข้าง แล้วก็โหนตัวยกเท้าขึ้นปล่อยให้เพื่อน เกลอทั้งสองพาตัวเขาไปช่วยบรรเทาความเมื่อยได้บ้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตุปัดตุเป๋รั้งท้าย การเดินใช้เวลา ๔ ชั่วโมงแล้ว ขณะนี้เป็นเวลา ๒๓.๐๐ น.

ในที่สุดก็ถึงทางหลวงสายหนึ่งซึ่งตัดผ่านท้องทุ่งนาอันเวิ้งว้าง ถนนสายนี้เป็นถนนลูกรังยังไม่เรียบร้อยนัก ขณะนี้เป็น ฤดูฝนรถยนต์บรรทุกทหารผ่านไปมาบ่อยๆ บางทีก็รถถังหรือยานเกราะจึงทำให้ถนนเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อ และบางแห่ง ก็เป็นโคลน

ทุกคนหยุดยืนบนถนน พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า

"อย่าเดินรวมกลุ่มกันไปเลยพวกเรา แยกกันไปดีกว่า เดินกันคนละฝั่งถนนและทิ้งระยะห่างกันพอสมควร เราไม่รู้ว่าทหารแดงจะรักษาการณ์อยู่ที่ใดบ้าง ถ้าถูกเรียกตรวจค้นก็ พยายามแก้ไขเหตุเฉพาะหน้าด้วยปฏิภาณของตนควรจะสู้มันก็สู้หรือควรจะหลบหนีได้ก็หนีไป จุดหมายของเราคือบ้านโขดพระและจำไว้ว่าน้องชายของลุงเหียกชื่อนายหอย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ชื่อจำง่ายดีว่ะ พี่ชื่อเหียกน้องชื่อหอย"

พลว่า "ไปเถอะโว้ยพวกเรา เราจะต้องรีบไปให้ถึงโขดพระโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของเรา นายเยื่อไปก่อนและเดินไปทางซ้าย พวกเราแยกกันไปสองฟากถนน ระยะห่างจากกันคนหนึ่งอย่าให้เกิน ๒๐ เมตร คุณอาเป็นผู้ใหญ่ควรจะอยู่หลังเพื่อน ถ้ามีการปะทะกันจะได้หลบหลีกอันตรายได้ทัน"

นายเยื่อออกเดินนำหน้าไปทันที เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งเท่าที่ลุงของเขามอบหน้าที่สำคัญให้เขาทำในครั้งนี้ คือ พาคณะพรรคสี่สหายไปส่งโขดพระ ซึ่งเป็นการเสี่ยงอันตราย เยื่อเด็กหนุ่มที่กล้าหาญบึกบึนคนใจเด็ดเดี่ยว นายหอยนักธุรกิจ คนสำคัญที่บ้านโขดพระมีศักดิ์เป็นอาของเขา บิดาของเยื่อซึ่ง เป็นน้องชายของผู้ใหญ่เหียกและเป็นพี่ชายของนายหอยได้ถึง แก่กรรมไปนานแล้ว เยื่อเคยอาศัยอยู่กับนายหอยพักหนึ่ง ต่อ มาผู้ใหญ่เหียกแก่ชราลงไม่มีใครช่วยทำนาแทนเขา ดังนั้นเยื่อ จึงชำนาญทางเป็นอย่างดีระหว่างโขดพระกับหมู่บ้านกลางนาของผู้ใหญ่เหียกเพราะเขาเดินทางไปมาอยู่เสมอ

ท่ามกลางความมืดและความสงบเงียบตอนดึก หน่วยกล้าตายต่างเดินบ่ายหน้ามุ่งตรงไปยังตลาดบ้านโขดพระตามทางหลวง ทุกคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามกัน

ครั้งหนึ่งเมื่อมาถึงทางแยกเข้าหมู่บ้านกลางนา และอีกทางแยกไปโรงเลื่อยและโรงงานแป้งมันสำปะหลัง ไฟฟ้าเดิน ทางสี่ท่อนดวงหนึ่งก็ถูกเปิดขึ้น และฉายกราดมาทางหน่วยกล้าตายทันที แสงไฟจับร่างนายเยื่อกับพลซึ่งเดินอยู่ข้างหลังเสี่ย หงวน, ดร. ดิเรก, นิกร, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรีบ กระโดดลงไปจากทางหลวง และหมอบซ่อนตัวอยู่ในกอหญ้าริมทางทันที

เยื่อยกมือขวาขึ้นป้องหน้าของเขาเพราะแสบนัยน์ตา แต่เขาเดินเข้าไปหาผู้ที่ฉายไฟมาที่ร่างของเขากับพล ทหารแดงในเครื่องแบบรวม ๓ คน ยืนเด่นอยู่กลางถนน คนหนึ่งถือตะ-เกียงรั้วซึ่งด้านหนึ่งมีสีเขียวและด้านหนึ่งมีสีแดง คนที่ถือ ตะเกียงรั้วเป็นนายทหาร มีปืนพกอยู่ในซองปืนคาดติดอยู่กับ เอวหนึ่งกระบอก อีกสองคนเป็นพลทหารถือปืนเล็กยาวสวม ดาบพร้อมในท่าเฉียงอาวุธ ริมถนนมีกระโจมเล็กๆ ในกระโจม มีปืนกลเบาหนึ่งกระบอกตั้งจังก้าพร้อมด้วยพลประจำปืนอีก ๒ คน ทหารแดงเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้คอยตรวจค้นยานพาหนะและผู้คนที่สัญจรไปมา ซึ่งขณะนี้การตรวจค้นหน่วยกล้าตายได้กระทำกันทั่วทุกหนทุกแห่งรอบเมืองนี้ ผู้บัญชาการกองทัพ แดงเชื่อว่าทหารไทยที่กระโดดร่มลงมาก่อวินาศกรรมระเบิด ฐานทัพจรวดเมื่อ ๓ วันที่แล้วมานี้ ยังออกจากเมืองไม่ได้ เพราะทหารแดงได้กระจายกำลังไปทั่วทำการตรวจค้นตลอด ๒๔ชั่วโมง ทุกเส้นทางที่จะไปสู่พรมแดนประเทศไทย ถ้าหน่วยกล้าตายพยายามเล็ดลอดหลบหนีในเวลากลางคืน ก็คงถูกจับหรือถูกยิงตายในด่านใดด่านหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อหลานชายผู้ใหญ่เหียกหยุดชะงัก พลก็รีบเดินเข้ามาหยุดยืนข้างหลังนายเยื่อแล้วกระซิบถาม

"เอายังไงดีนายเยื่อ"

เยื่อไม่มีเวลาที่จะพูดกับพล เพราะนายทหารแดงพาทหารสองคนปราดเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเสียแล้ว

"จะไปไหนกัน" นายทหารแดงถามขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยว กราด

เยื่อพยายามบังคับใจตนเองให้เข้มแข็ง

"ผมกับพี่ชายจะไปทำงานที่ตลาดโขดพระครับ"

"งานอะไรกันวะดึกดื่นป่านนี้"

เยื่อหัวเราะเบาๆ

"เราสองคนขับรถบรรทุกอยู่ที่นั่นครับ รถของเราจะนำ ผักไปส่งในเมืองตอนตีสี่เพื่อให้ทันตลาดเช้า" เขาโกหกด้วย เหตุผลแยบคาย

"ขับรถ...เอาใบขับขี่มาดูซิ ถ้าแกสองคนเป็นคนขับรถ ก็ต้องมีใบขับขี่ติดตัว"

เยื่อใจหายวาบ

"ใบขับขี่เราทิ้งไว้ที่รถครับ ไม่เคยเอาติดตัวมาเลย"

นายทหารแดงยิ้มแสยะ ยกไฟฉายขึ้นส่องหน้าหลานชายผู้ใหญ่เหียกแล้วก็เปลี่ยนมาที่ใบหน้าพล เขาหันมาพูดกับเยื่อว่า

"อ้ายหนุ่มผู้นี้หน้าตาคล้ายๆ คนไทยนี่หว่า"

เยื่อยิ้มแห้งๆ

"มิได้ครับ เขาเป็นพี่ชายของผมเอง ลูกของลุงผมครับ"

นายทหารแดงหันควับมาทางพลแล้วถาม

"แกชื่ออะไร"

แทนคำตอบหมัดขวาของพลได้เหวี่ยงโครมออกไปอย่างรวดเร็วถูกปลายคางนายทหารหนุ่มอย่างเต็มรัก นายทหารแดง ผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ตะเกียงรั้วหลุดกระเด็นไปจาก มือ ในเวลาเดียวกันนี้เองเยื่อก็ปราดเข้าชกทหารแดงคนหนึ่ง ด้วยหมัดตรงขวาเต็มแรงเกิดเจ้าหมอนั่นไม่ทันระวังตัวถูกหมัดเด็ดของหลานชายผู้ใหญ่บ้านก็ล้มฮวบลงทันที

ทหารอีกคนหนึ่งยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับจะยิงพลหรือเยื่อ แต่แล้วเสียงปืนพกในมือพลก็ดังขึ้นก่อน

จบตอนสอง

ตอน สาม

"ปัง"

พลทหารร่างใหญ่สะดุ้งเฮือกสุดตัวปล่อยปืนแล้วล้มลงสิ้นใจตายกลางถนน โดยไม่รอช้า พลคว้ามือเยื่อลากไปริมถนนแล้วกระโจนลงไปตามความลาดชันของทางหลวง ไฟฉายที่เต๊นท์หลังเล็กถูกฉายกราดมา พอประจำปืนกลเบาเตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้อง แต่เมื่อไม่เห็นเป้าหมายก็ไม่ยิง พลพาเยื่อวิ่งอ้อมไปทางหลังกระโจมนั้นอย่างระมัดระวัง ทั้งสองบุกกอหญ้าคาซึ่งท่วมศีรษะ ขณะนี้ทหารที่อยู่ในเต๊นท์คนหนึ่งได้คว้าปืนเล็กยาวคู่มือออกมานอกเต๊นท์ยกไฟฉายกราดไปรอบๆ สิ้นสุดที่ร่างของทหารแดงสามคนซึ่งคนหนึ่งตายไปแล้วและสองคนถูกหมัดเด็ดนอนหงายเหยียดยาวอยู่กลางถนน

ทหารคนนั้นร้องตะโกนบอกพลปืนกลเบาที่อยู่ในเต๊นท์ด้วยภาษาของเขา เยื่อรีบกระซิบบอกพลทันที

"คุณพลครับ มันร้องบอกให้ทหารในเต๊นท์ โทรศัพท์ ขอกำลังมาช่วย"

พลพยักหน้ารับทราบ เขาวิ่งปราดมาทางหลังเต๊นท์แล้วหยุดยืนแหวกผ้าเต๊นท์ออก จากแสงตะเกียงรั้วอันสลัวรางพล แลเห็นทหารแดง ซึ่งนั่งอยู่ในเต๊นท์ข้างปืนกลเบากระบอกนั้นเพียงคนเดียวกำลังยกหูโทรศัพท์สนามขึ้น และใช้มือหมุนกริ่งเรียกอีกฝ่ายหนึ่ง

พลจำเป็นต้องสังหารทหารแดงผู้นี้ เขายกรีวอลเว่อร์คู่มือขึ้นจ้องหมายระดับหน้าอก และเหนี่ยวไกยิงทันที พอสิ้น เสียงปืนพลทหารแดงก็ปล่อยหูโทรศัพท์หลุดจากมือล้มลงนอนตายอยู่ข้างปืนกลกระบอกนั้น ส่วนทหารอีกคนหนึ่งวิ่งหนีไป ทางสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วด้วยความรักตัวกลัวตาย เพราะไม่อาจจะทราบว่าข้าศึกที่ลอบเข้าจู่โจมพวกเขานั้นมีจำนวนมากน้อยเท่าใด พลทหารผู้น่าสงสารผู้นั้นกระโจน ลงไปริมทางระหว่างอาเสี่ยกับนิกรซึ่งนอนหมอบอยู่เคียงกัน นิกรยกปากกระบอกปืนพกยัดเข้าไปในรูหูข้างซ้ายของข้าศึก แต่ยังไม่ทันจะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง กิมหงวนก็ยกด้ามปืนพก ฟาดกบาลทหารแดงเสี่ยก่อนเสียงดังป๊อก เท่านี้เองพลทหาร รูปร่างบอบบางเหมือนคนอดฝิ่นก็สิ้นสติสมประดี

เสียงพลร้องตะโกนโหวกๆ

"มาโว้ยพวกเรา เรียบร้อยแล้ว"

อาเสี่ยกับนิกรพร้อมด้วย ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างรีบลุกขึ้นพากันขึ้นไปบนทางหลวง พลกับเยื่อยืนเด่นอยู่กลางถนน ทั้งสองกำลังกวักมือและร้องตะโกนเรียก ทุกคนวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาด้วยความดีใจ นายทหารข้าศึกกำลังโงเงลุกขึ้นนั่งอย่างสะลืมสะลือ ดร. ดิเรก ยกเท้าขวาเตะปลายคางเต็มเหนี่ยว นายทหารแดงสะดุ้งเฮือก แล้วหลับตาอมยิ้ม น่าสงสารล้มตัวลงนอนเหยียดยาวต่อไป

"ไปโว้ยรีบเดินทางกันต่อไป" พลพูดละล่ำละลัก "เกือบเสียท่ามนแล้ว พอมันเข้ามาจะค้นกันตัดสินใจต่อยหน้ามันเลย นายเยื่อก็ซัดทหารคนหนึ่งม่อยกระรอกไป อีกคนหนึ่งถูกกัน ยิงตาย เราสองคนกระโดดหนีลงไปข้างถนนอ้อมไปทางหลัง เต๊นท์ปืนกลเบา ทหารคนหนึ่งกำลังจะพูดโทรศัพท์สนามกันจึงจำเป็นต้องยิงมันทิ้งเสีย อีกคนหนึ่งวิ่งทะเลิ่กทะลั่กไปทางพวก แก กันก็พอจะเดาได้ว่าพวกแกกับคุณอาคงจะกำจัดมันได้โดย ไม่ยากนัก ไปเถอะ กันกระทืบเครื่องโทรศัพท์พังยับไปแล้ว และถอดกระสุนปืนกลเบาทั้งซองเหวี่ยงทิ้งไปแล้ว"

นายเยื่อพูดเสริมขึ้น

"คุณพลกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเหลือเกินครับ ถ้าคุณปล่อยให้มันค้นและมันค้นพบปืนพกในตัวคุณมันจะต้องยิงคุณทิ้งทันที อ้า-ประเดี๋ยวครับ ผมจะไปยึดปืนพกของพวกนายทหารแดงเอาไว้ใช้เป็นประโยชน์ของผม"

หลานชายของผู้ใหญ่เหียกวิ่งเหยาะๆ ไปที่ร่างนายทหารหนุ่มซึ่งนอนสิ้นสติสมประดีอยู่กลางถนน แล้วก้มลงกระชาก ปืนพกในซองปืนออกมา เมื่อเขาแลเห็นพลทหารคนหนึ่งเริ่ม กระดุกกระดิกนายเยื่อก็ยกด้ามปืนพกฟาดกบาลเต็มเหนี่ยว เขาวิ่งหัวเราะหึๆ กลับมาหาคณะพรรคสี่สหายซึ่งกำลังวิพากษ์-วิจารณ์กันเสียงจ้อกแจ้กจอแจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามชายหนุ่มผู้นำทางทันที

"ยังอยู่อีกไกลไหมนายเยื่อกว่าเราจะถึงโขดพระ ผจญภัยอย่างนี้ไม่สนุกแน่ ฉันหายใจไม่ทั่วท้องเลย ลงไปหมอบอยู่ข้างงูเห่าตัวหนึ่งนอนขดอยู่ด้วยความหนาว จะร้องเอะอะก็กลัวถูกยิงต้องอุดปากตัวเองตลอดเวลา เคราะห์ดีที่งูมันไม่กัด"

หลานชายของผู้ใหญ่เหียกหัวเราะหึๆ

"อีกอย่างมากก็ในราว ๓ กิโลเท่านั้นแหละครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นก็รีบไปกันเถอะ เสียงปืนพกที่ดังขึ้นอาจจะทำให้พวกทหารแดงในบริเวณใกล้เคียงแห่กันมาที่นี่ก็ได้"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"เราเดินกันไปเป็นกลุ่มดีกว่า เดินแยกกันเสียวๆ ยังไงชอบกล ให้เยื่อล่วงหน้าไปก่อน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ให้นายเยื่อ เปิดไฟฉายขึ้นเป็นสัญญาณ พวกเราจะได้รีบหลบลงข้างทาง"

เยื่อเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกันครับ ถ้าเช่นนั้นผมจะเดินล่วงหน้าไปก่อน สัก ๕๐ เมตร แล้วพวกคุณตามไป ถ้าผมเปิดไฟฟ้าเดินทางขึ้นก็หมายความว่าผมเผชิญกับพวกทหารแดง พวกคุณจะต้อง รีบหลบลงข้างทางทันที แล้วก็ถ้ามีรถยนต์แล่นผ่านไปมาก็ต้องหลบเหมือนกันนะครับ เพราะในตอนดึกเช่นนี้มีแต่รถทหาร คอมมิวนิสต์เท่านั้น"

หลานชายของผู้ใหญ่บ้านเหียกโบกมือให้คณะพรรคสี่สหายแล้วเดินดุ่มๆ ไปจากที่นั้น ดร. เรกบ่นพึมพำเบาๆ

"หนาวว่ะ แล้วก็เมื่อยเต็มทน"

เจ้าแห้วยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานขาผมแทบจะหลุดแล้ว แต่เราต้องแข็งใจหน่อยนะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเดินรวมกลุ่มติดตามนายเยื่อไป กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบบุหรี่ออกมาแจกจ่ายเพื่อนๆ แต่พลห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ โดยชี้แจงว่าแสงไฟบุหรี่อาจจะทำให้หน่วยทหารคอมมิวนิสต์มองเห็น

ใกล้หมู่บ้านโขดพระเข้าไปตามลำดับ ถนนตอนนี้เป็น ถนนลาดยางแอสฟัลท์เรียบร้อย มีป้ายภาษาต่างประเทศเขียนบอกไว้ริมทางว่าอีกหนึ่งกิโลเมตรถึงโขดพระ ทุกคนแลเห็น ป้ายนี้ก็กระปรี้กระเปร่าขึ้น อย่างไรก็ตามขณะที่คณะพรรค สี่สหายเดินผ่านหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เสียงเครื่องยนต์ของ รถยนต์คันหนึ่งก็ดังแว่วมาแต่ไกลและใกล้เข้าตามลำดับ ถนนตอนนี้เป็นทางโค้ง ด้านหนึ่งเป็นป่าและอีกด้านหนึ่งเป็น ท้องนาอันเวิ้งว้างกว้างขวาง

พลร้องบอกพรรคพวกของเขาทันที

"หลบโว้ยพวกเรา มีรถคันหนึ่งแล่นมาจากโขดพระ คงเป็นรถทหารแดงแน่ๆ "

ทุกคนรีบหลบลงข้างทางหลวงอย่างรวดเร็วฉับพลัน หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวรถบรรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งก็เลี้ยวมาตามส่วนโค้งของถนน แสงไฟฟ้าหน้ารถส่องสว่างจ้า หน่วยกล้าตายกับนายเยื่อหมอบนิ่งเฉย ปล่อยให้รถคันนั้นแล่นผ่านไปด้วย ความเร็วสูง สี่สหายต่างสังเกตเห็นทหารแดงอยู่ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งหมวด ทหารเหล่านี้ทำหน้าที่รักษาการณ์อยู่ที่ตลาดโขดพระ มีกำลังทั้งหมดหนึ่งกองร้อย แต่แล้วหมวดนี้ก็ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับไปที่เมืองซึ่งเป็นคำสั่งทางวิทยุ ผู้บังคับหมวดจึงรีบพาทหารในบังคับบัญชาของเขาเดินทางไปในเมืองตามคำสั่ง

เมื่อรถบรรทุก ๑๐ ล้อผ่านพ้นไปไกลทุกคนก็ขึ้นมาบนถนนและเข้ามารวมกำลังกัน นายเยื่อกล่าวกับหน่วยกล้าตายอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"รีบไปที่ตลาดโขดพระเถอะครับ เราจะต้องไปให้ถึงนั่นโดยเร็วที่สุด พวกเราไม่ปลอดภัยเสียแล้ว ประเดี๋ยวพวกทหารที่อยู่ในรถคันนั้นจะเห็น พรรคพวกของมันนอนอยู่กลางถนนตอนสี่แยก มันจะต้องย้อนกลับมาตลาดโขดพระ หรือมิฉะนั้น ก็คงวิทยุบอกให้พวกทหารที่ตลาดโขดพระเตรียมเล่นงานพวก-เรา อย่าลืมว่านายทหารแดงกับพลทหารสองคนเพียงแต่สลบไปคุณพลยิงมันตายเพียงสองคนเท่านั้น รีบไปเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เราใกล้จะถึงโขดพระอยู่แล้ว รีบจ้ำสักครู่คง จะถึง"

นิกรทำตาละห้อย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวว่า

"เราวิ่งไปไม่ดีหรือนายเยื่อจะได้ไปถึงบ้านอาหอยเสีย เร็วๆ ฉันเมื่อยและง่วงนอนอ่อนเพลียจนบอกไม่ถูกแล้ว"

อาเสี่ยมองดูหน้านายจอมทะเล้นอย่างขบขันแล้วยกฝ่ามือผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง

"อดทนหน่อยซีโว้ย เรากำลังทำงานเพื่อชาติไม่ได้มา ทัศนาจรหรือมาเดินตากอากาศเล่นตอนดึกๆ แกอยากไปถึงเร็วๆ ก็วิ่งไปก่อนซี"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เอาโว้ย วิ่งไปคนเดียวเดี๋ยวถูกยิงตาย"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"เราต้องคิดว่าการผจญภัยของเราเป็นเรื่องสนุก เดินทางกันต่อไปเถอะอย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย"

นายเยื่อพาหน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนออกเดินทางต่อไป เขาเดินนำหน้าเหมือนเช่นเคย ทิ้งระยะห่างประมาณ ๓๐ เมตร มือขวาของหลานชายผู้ใหญ่บ้านเหียกถือไฟฟ้าเดินทางดวงหนึ่งสายตาของชายหนุ่มจ้องมองไปข้างหน้าค้นหาทหารแดงซึ่งอาจจะตั้งหน่วยรักษาการณ์อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง

ความคาดคะเนของนายเยื่อเป็นไปโดยถูกต้องรถบรรทุกทหารคันนั้นแล่นไปถึงสี่แยกโรงเลื่อย และโรงงานแป้งมัน สำปะหลัง ทหารที่อยู่ในรถก็แลเห็นทหารแดง ๓ คน นอน อยู่กลางถนน ผู้บังคับหมวดที่นั่งคู่อยู่กับคนขับรีบสั่งให้คน ขับรถบรรทุกหยุดรถทันที หลังจากทหารบนรถได้ช่วยกัน แก้ไขนายทหารและพลทหารคนหนึ่งให้ฟื้นขึ้นมา นายทหาร ประจำด้านนั้นก็บอกให้ทราบว่าเขากับทหารของเขาถูกยิงและ ถูกทำร้าย สงสัยว่าผู้ที่ทำร้ายคือหน่วยกล้าตายของทหารไทย และกำลังหลบหนีไปทางโขดพระ

วิทยุสนามถูกส่งมาที่หน่วยทหารประจำตลาดโขดพระทันที ทหารแดงทั้งสองหมวดทราบข่าวก็รีบกระจายกำลังกันไปทั่วตลาดเตรียมปะทะกับหน่วยกล้าตายจัดวางกำลังซุ่มไว้หลายแห่ง ตามเวลาที่กล่าวนี้ตลาดโขดพระอยู่ในความสงบเงียบ พวกชาวบ้านร้านตลาดกำลังหลับนอนอย่างสุขสบาย บริเวณตลาดมีแต่ทหารแดงเดินรักษาการณ์เป็นหมู่ๆ หมู่ละ ๓ คน หรือ ๕ คน

นายเยื่อพาคณะพรรคสี่สหายมาถึงเขตตลาดบ้านโขดพระแล้ว ทุกคนรวมกำลังกันในป่าละเมาะแห่งหนึ่งหลังโรง ย้อมผ้าของชาวจีน พลกระซิบกระซาบกับคณะพรรคของเขาว่า

"เราจะต้องแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ก่อนจนกว่าเราจะแน่ใจ ว่าเราปลอดภัย ถ้าทหารแดงที่นั่งรถบรรทุกผ่านเราไปส่งวิทยุ มาติดต่อกับกองทหารที่นี่ พวกทหารแดงที่นี่ก็คงเตรียมรับ มือเราอย่างเต็มที่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย ท่านยกมือตบบ่าพลเบาๆ

"แกรอบคอบมากอ้ายหลานชาย เราอย่าพยายามคิดว่าทหารแดงมันโง่จนเกินไป นายเยื่อเขาก็ยืนยันแล้วว่าที่ตลาดนี้ มีทหารแดงรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อคอยระวังหน่วยใต้ดินชาวพื้นเมืองก่อวินาศกรรม และขณะนี้ก็คงคอยเล่นงานพวก เราด้วย"

พลหันมามองดูหลานชายผู้ใหญ่เหียก ซึ่งยืนอยู่ทางซ้ายของเขา พลกระซิบกับเยื่อเบาๆ ว่า

"น้องชาย แกกล้าพอที่จะเล็ดลอดเข้าไปลาดตระเวนดูลาดเลาในตลาดได้ไหมล่ะ พวกเราไม่กล้าเสี่ยงภัยเข้าไปก็เพราะเราพูดภาษาพื้นเมืองไม่ได้ ถ้าทหารมันจับได้เราก็จนมุม สำหรับแกเป็นคนพื้นเมืองถึงเพลี่ยงพล้ำถูกจับก็พอแก้ตัวได้"

นายเยื่อยิ้มเล็กน้อย

"ได้ครับ ผมจะเข้าไปในตลาดเอง ถ้าถูกจับผมก็จะบอกทหารว่าผมอยู่ที่บ้านอาของผม ทหารมันไม่เชื่อพาไปที่บ้านอา คนที่บ้านก็จะยืนยันว่าผมเป็นหลานของอาหอย"

"ดีทีเดียวน้องชาย" พลพูดด้วยเสียงกระซิบ "ระวังตัว ให้มากนะ พวกเราจะรอแกอยู่ที่นี่แหละ"

เยื่อจัดแจงคาดผ้าขาวม้าเคียนพุงให้แน่นเข้าแล้วส่งมีดพกคู่มือของเขากับปืนพกของนายทหารแดงให้เจ้าแห้ว

"เก็บมีดและปืนไว้ด้วยพี่แห้ว ทหารแดงมันออกคำสั่ง ห้ามพกอาวุธ ถ้ามันจับฉันและค้นอาวุธได้ในตัวฉันฉันจะถูก ส่งตัวไปในเมือง ถ้าไม่มีอาวุธก็พอจะพูดกับมันได้ เพราะฉันเป็นคนพื้นเมืองและอาของฉันอยู่ที่นี่ ผู้คนที่ตลาดนี้รู้จักกับ ฉันทั้งนั้น"

เจ้าแห้วยิ้มให้หลานชายผู้ใหญ่เหียก

"โชคดีนะเยื่อ แกมีบุญคุณต่อพวกเรามาก ขอให้แก ปลอดภัย"

"ขอบคุณมากพี่แห้ว ทนยุงกัดสักครู่นะ อย่างช้าครึ่ง ชั่วโมงฉันจะกลับมา" พูดจบเยื่อก็พาตัวเดินออกไปจากละเมาะหลังโรงย้อมผ้า ตรงเข้าไปด้านหลังหมู่บ้านของตลาดโขด พระ

เวลาผ่านพ้นไปในราว ๓๕ นาที

หน่วยกล้าตายยืนกระสับกระส่ายไปตามกน ทุกคนอยากอาบน้ำ อยากดื่มเครื่องดื่ม อยากสูบบุหรี่และกินอาหารเบาๆ โดยเฉพาะอยากจะนอนหลับที่สุด นิกรอ้าปากหาวตลอดเวลา

จากแสงดาวระยิบระยับ พลกับ ดร. ดิเรกต่างแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของใครคนหนึ่ง กำลังเดินตรงเข้ามาอย่างร้อนรน

"เฮ้ย ทหารนี่หว่า" พลกระซิบบอกนายแพทย์ "ทหารแน่ๆ เสียงท็อปบู๊ทย่ำพื้นดินได้ยินถนัด"

"ออไร๋ มันมาคนเดียวไม่เป็นไร"

ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกปืนพกขึ้นจ้องเตรียมพร้อม แล้วกระซิบบอกสี่สหายกับเจ้าแห้ว

"ยืนเฉยๆ อย่ากระดุกกระดิก ถ้ามันบุกเข้ามาในละเมาะพยายามล็อคคอมนและเอามันให้อยู่ อย่าใช้ปืนเป็นอันขาด"

นิกรกระซิบบอกกิมหงวน

"มันเดินรี่มาทางนี้นี่หว่า หรือมันมาหาที่ขี้"

กิมหงวนยกมือปิดปากนิกรทันที ร่างนั้นเคลื่อนตรงเข้ามาราวกับรู้ว่าหน่วยกล้าตายซ่อนตัวอยู่ในละเมาะตอนนี้ เมื่อ เข้ามาใกล้ทุกคนก็แน่ใจว่าเจ้าของร่างนั้นแต่งเครื่องแบบทหาร ข้าศึกสะพานปืนเล็กยาวสวมดาบ ร่างนั้นหยุดยืนนอกพุ่มไม้ห่างจากหน่วยกล้าตายราว ๔ เมตร

มีเสียงจุ๊ปากดังขึ้นเบาๆ

"ไม่ต้องตกใจครับ ผมเอง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว จำเสียงหลานชายของผู้ใหญ่เหียกได้ ต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ทหารปลอมเดินก้าวสวบๆ เข้ามาหา พลปราดเข้าไปสวมกอดเยื่อ ด้วยความดีใจ

"ยังไงกันแน่อ้ายน้องชาย แกเป็นทหารคอมมิวนิสต์ แล้วหรือนี่" พลถามด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

เยื่อหัวเราะเบาๆ

"จำเป็นต้องเป็นครับ ผมบุกเข้าไปในตลาดพบทหาร คนหนึ่งนั่งสัปหงกอยู่ข้างร้านขายหมู ผมคว้าไม้ได้ดุ้นหนึ่ง ประเคนกบาลมันทีเดียวฟุบไปเลย แล้วผมก็ลากเข้าไปในตรอกแคบๆ ลอกคราบมันออกเอาเครื่องแบบของมันมาแต่ง รูปร่างของมันพอเหมาะกับผมเชียวครับ ที่ตลาดมีทหารแดงรักษาการณ์อยู่หลายแห่ง พวกคุณไม่มีทางที่จะเข้าไปบ้านอาผมได้หรอกครับ เว้นแต่ว่าจะปลอมเป็นทหารแดงเหมือนอย่างผม มันเดินกันเป็นหมู่ๆ ตลอดเวลาครับ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"แล้วทำอย่างไรพวกเราถึงจะได้เครื่องแบบแดงล่ะ"

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ผมพอจะช่วยหาให้ได้ครับ ผมจะย้อนกลับเข้าไปในตลาดเดี๋ยวนี้ ผมจะไปที่บ้านอาผมก่อนและบอกให้อารู้ว่าพวกคุณมาถึงนี่แล้ว อาจะได้เตรียมที่ทางไว้ต้อนรับ อีกสักครู่ผมจะหลอกพาทหารแดงมาให้พวกคุณรุมกินโต๊ะทีละคน ใช้วิธีบีบคอหรือตีกบาลมันด้วยด้ามปืนพกนะครับ อย่ายิงมันเป็นอันขาด"

ทุกคนนึกสนุกขึ้นมาทันที

"ออไร๋ ออไร๋" ดร. ดิเรกพูดเบาๆ ด้วยเสียงหัวเราะ "ยูรีบไปพาทหารแดงมาเถอะ เราพร้อมแล้ว"

เยื่อมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"อดทนหน่อยนะครับ อย่างช้าอีกครึ่งชั่วโมงพวกคุณจะได้รับประทานอาหารว่างที่บ้านอาผม และได้พักผ่อนหลับนอน กัน"

ทหารปลอมเดินออกไปจากที่ซ่อนอย่างภาคภูมิใจ เยื่อเป็นราษฎรคนหนึ่ง ที่เกลียดชังคอมมิวนิสต์มาแต่ไหนแต่ไร แล้ว ดังนั้นการทำลายล้างพวกแดงจะด้วยวิธีใดก็ตามจึงเป็น งานที่เขาพอใจมาก

"เยื่อมันแน่โว้ย" เสี่ยหงวนพูดพึมพำ "เขากล้าหาญ และใจเย็นมาก ทีแรกที่เรารู้จักเขาก็รู้สึกว่าเขาเคร่งขรึมสงบเสงี่ยมเหมือนกะเทยว่ะ ความจริงเขาเป็นเสือร้ายคนหนึ่ง"

นิกรยืนสัปหงกสักครู่ก็ซบหน้าลงพิงบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขา ท่านเจ้าคุณยกมือขวาผลักนิกรเต็มแรง

"เฮ้ย" ท่านดุเสียงกระซิบ "อ้ายเวรนี่ช่างง่วงเหงาหาวนอนเสียจริงๆ อดทนเสียบ้างซีโว้ย"

นิกรสะอื้น

"มันเหลือที่จะทนแล้วครับคุณพ่อ ยุงกัดจนแสบไปหมด ทั้งตัว หิวจนท้องติดกระดูกสันหลัง ง่วงใจจะขาด เมื่อยจนบอกไม่ถูกว่าผมยืนอยู่ได้อย่างไร ถ้าในชั่วโมงนี้ผมไม่ได้นอนผมคง ตายแน่"

ดร. ดิเรกหมั่นไส้เต็มทนก็ยกมือเขกกบาลนิกรค่อนข้างแรง

"เวอรี่แบ๊ด ยูไม่เข้มแข็งเสียเลย เวลาสงครามจริงๆ ลำบากกว่านี้อีกหลายเท่ารู้ไหม"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก เดินเลี่ยงเข้าไปยืนข้างเจ้าแห้วแล้วกระซิบถาม

"มีอะไรกินบ้างไหมวะ อ้ายแห้ว"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานผมจะเอาอะไรมาให้ คุณรับประทานล่ะครับ"

"แกช่วยไปหาซื้อที่ตลาดหน่อยได้ไหมวะ ไปเคาะประตูเรียกร้านกาแฟให้เขาติดไฟต้มน้ำชงให้เราเป็นพิเศษกระป๋องละ ๑๐ บาทก็เอา"

เจ้าแห้วจุ๊ปาก

"รับประทานผมไปผมก็ถูกยิงม่องเท่งเท่านั้นเอง"

นิกรถอยไปยืนพิงต้นแคต้นหนึ่งและยืนหลับไป สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างสอดส่ายตามองไปรอบๆ ตลอดเวลา ใน ๕ นาทีนั้นเองทุกคนก็แลเห็นร่างของ คนสองคนพากันเดินตรงเข้ามา และเมื่อเข้ามาใกล้ก็พอสังเกตได้ว่าเป็นทหารทั้งคู่ ทหารปลอมพาทหารจริงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าละเมาะแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"อย่าลืมว่า เราจะต้องแบ่งข้าวของเงินทองที่อยู่ในหีบ คนละครึ่งนะโว้ย"

ทหารแดงซึ่งถูกเยื่อหลอกลวงมารับคำทันที

"เออน่า หีบบรรจุข้าวของอันมีค่าที่แกว่าคนร้ายต้องเอามาหมกซ่อนไว้แน่นอน เราจะบอกให้คนอื่นรู้ไม่ได้เป็น อันขาด"

นายเยื่อพาทหารแดงบุกเข้ามาในละเมาะ ท่ามกลางความมืด เสี่ยหงวนกระโดดเข้าตวัดรัดคอด้วยท่อนแขนขวาของเขาทันที พลชกท้องทหารแดงเต็มเหนี่ยวหลายที ทั้งหมัดซ้ายหมัดขวาเสียงราวกับซ้อมชกกระสอบแล้วก็กล่าวกับอาเสี่ยเบาๆ

"ปล่อยได้อ้ายหงวนเสร็จแล้ว ถูกกันชกจังๆ อย่างนี้กว่าจะฟื้นก็คงไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง ทหารคนนี้รูปร่างขนาดอ้ายแห้ว พอดี ให้อ้ายแห้วลอกคราบมันแล้วแต่งเครื่องแบบทหารแดง เลย"

ในสองสามนาทีนั้นเอง เจ้าแห้วก็กลายเป็นทหารคอม-มิวนิสต์ มีปืนเล็กยาวสวมดาบพร้อมเป็นอาวุธประจำตัว เยื่อกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างครึกครื้น

"เข้าทีมากพี่แห้ว รู้สึกว่าพี่แห้วโก้ขึ้นอีก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"โก้กะผีอะไรล่ะ ฟอร์มเหม็นสาบจะตายโหง เจ้าของมันคงไม่เคยซัก"

หลานชายผู้ใหญ่เหียกมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วยิ้มให้ เขากล่าวกับทุกคนด้วยเสียงแผ่วเบาว่า

"ผมไปพบกับอาของผมแล้วครับ ไปปลุกอาตื่นขึ้น อาและคนที่บ้านตื่นเต้นไปตามกันเมื่อทราบข่าวว่าพวกคุณมาถึงนี่อาสั่งให้คนของอาเตรียมติดไฟชงกาแฟหุงข้าวต้มไว้ต้อนรับแล้วครับ ขอให้อดใจอีกสักครู่ผมกับพี่แห้วจะไปพาทหารแดงมาให้กินโต๊ะ เพื่อลอกคราบเอาเครื่องแต่งตัวของมัน ที่ตลาดทหารคอมมิวนิสต์มากหน้าหลายตาเหลือกินครับถ้าไม่แต่งเครื่องแบบทหารเป็นไปไม่รอด ผมเองเดินผ่านพวกทหารแดงตั้งหลายคนแต่ไม่มีใครสนใจกับผม บางแห่งทหารแดงได้ตั้งปืนกลไว้ เตรียมพร้อม อยู่ในบริเวณตลาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่านายเยื่อ

"หลานชาย เธอพยายามเลือกทหารแดงที่มีรูปร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยขนาดฉันมาให้สักคนนะ"

นายเยื่อยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"แหม-ขนาดท่านหายากเหลือเกินครับ ถ้ามีก็คงเป็น นายทหาร แต่ว่าผมจะพยายามหามาให้ได้ ใช้อุบายหลอกลวงมันมาที่นี่"

นิกรพูดตัดบทด้วยเสียงงัวเงีย

"ไปเถอะน้องชายอย่าโอ้เอ้อยู่เลย กันได้กลิ่นข้าวต้มที่บ้านอาหอยของแกแล้ว"

เยื่อหัวเราะชอบใจ แล้วเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว "เราแต่งทหารอย่างนี้ปลอดภัยแน่ ในตลาดมันมืดมีแต่แสงตะเกียง รั้วรุบหรู่บางแห่ง ทหารแดงมันไม่รู้หรอกว่าเราเป็นทหารปลอม"

เจ้าแห้วส่งปืนพกกับมีดพกให้หลานชายของผู้ใหญ่บ้านเหียก ต่อจากนั้นนายเยื่อก็พาเจ้าแห้วเดินออกไปจากที่ซ่อนมุ่งตรงเข้าไปในตลาด เยื่อเดินนำหน้าเจ้าแห้วเดินตามหลัง ขณะที่ผ่านหน้าตลาดสดซึ่งเป็นตลาดนัดมีการจำหน่ายกุ้งปลาเฉพาะตอนเช้า เยื่อกับเจ้าแห้วแลเห็นทหารสองคนยืนสนทนากันอยู่หน้าร้านค้าร้านหนึ่ง ท่ามกลางความมืดสลัว เยื่อพาเจ้าแห้วเดินเข้าไปหา ทหารแดงคนหนึ่งปราดเข้ามาหาเยื่อแล้ว กล่าวถาม

"ไม้ขีดไฟมีไหมพรรคพวก"

เยื่อกับเจ้าแห้วหยุดชะงัก

"สูบบุหรี่หรือเพื่อน" เยื่อถามยิ้มๆ แล้วล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบไม้ขีดไฟออกมาส่งให้ทหารแดงซึ่งกำลังจะตกเป็นเหยื่อของเขา "ระวังนะเพื่อน เจ้านายมาเห็นแกสูบบุหรี่ขณะ ที่กำลังเป็นยามแกจะเคราะห์ร้าย"

"เห็นก็เห็นเถอะวะ หนาวจะตายโหงอยู่แล้ว อยากบุหรี่ใจจะขาด" แล้วเขาก็ขีดไม้ขีดจุดบุหรี่สูบ "แกสองคนกำลังจะ ไปไหนล่ะ"

เยื่อมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบกระซาบบอกเจ้าหมอ นั่นซึ่งมีรูปร่างสูงชะลูดขนาดเดียวกับเสี่ยหงวน

"ไปหาเหล้ากินแก้หนาวว่ะ"

"ฮ้า" ทหารแดงอุทาน "ที่ไหนวะ กันไปด้วยคน"

"หลังหมู่บ้านนี่เอง กันซ่อนไว้ในละเมาะสองสามขวด แกสองคนอยากอุ่นเครื่องแก้หนาวก็ไปกับกันซี หลบไปแว่บเดียวเจ้านายไม่ทันรู้หรอกวะ ป่านนี้เจ้านายก็คงนอนกรน คร่อกๆ กันหมดแล้ว"

ทหารแดงเดินเข้ามาหาเพื่อนของเขาแล้วกระซิบกระซาบกันชวนไปกินเหล้าตามคำชวนของเยื่อ เท่านี้เองพลทหารทั้ง สองคนก็ตกเป็นเหยื่อของเยื่อกับเจ้าแห้ว เยื่อกับเจ้าแห้วพาออก ไปทางหลังตลาด ทหารแดงคนหนึ่งยกมือขวากอดคอเจ้าแห้ว แล้วถามยิ้มๆ

"แกอยู่กองร้อยไหนวะ"

เยื่อรีบเดินเข้ามาพูดขัดขึ้นทันที

"อย่าไปกวนใจมันโว้ย เพื่อนของกันมันกำลังเศร้าซึม ไม่ยอมพูดกับใครมาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว มันได้ข่าวว่าเมียของมัน ตามชู้ไป ปล่อยมันตามเรื่องเถอะ"

ทหารแดงหัวเราะก้ากแล้วตบหลังเจ้าแห้วเบาๆ

"เพื่อนเอ๋ย จะไปเอาความแน่นอนอะไรกับผู้หญิงวะ ยายของกันอายุเกือบ ๗๐ ปีแล้ว อยู่กับตาของกันมาตั้ง ๔๐ กว่าปียังหนีตามเด็กหนุ่มคราวหลานไป ตากันไม่เจ็บใจหรอกเพราะ ปลงตก แต่เสียดายตะบันหมากเท่านั้น"

เจ้าแห้วพูดภาษาของชาวเมืองนี้ไม่ได้ จึงแกล้งทำเป็นฮึดฮัดปัดมือแล้วเดินหนีไป

เวลาผ่านพ้นไปอีกในราว ๑๐ นาที

ทหารปลอมได้มาปรากฏตัวขึ้นในตลาดโขดพระอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาด้วยกัน ๔ คน คือนายเยื่อกับพล กิมหงวน และเจ้าแห้ว ต่างแต่งเครื่องแบบทหารแดงอย่างครบครัน สวมหมวกผ้ามีแก๊ปสะพายปืนเล็กยาวติดดาบปลายปืน คาดเข็มขัดกระเป๋ากระสุนและมีเครื่องหลังพร้อม

เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและ ดร. ดิเรกยังไม่มี เครื่องแบบทหารแดง จึงต้องซุ่มซ่อนตัวอยู่ในละเมาะนั้น นายเยื่อพาสองสหายกับเจ้าแห้วออกล่าทหารแดงอีก พลกับเสี่ย หงวนรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนาน ลืมความเหน็ดเหนื่อยที่ได้เดิน ทางมาหลายชั่วโมง

เยื่อเคยเป็นทหารของประเทศนี้มาแล้วจึงรู้จัก และเข้าใจในระเบียบทหารเป็นอย่างดี เขาสั่งให้เดินเป็นแถวเรียงเดี่ยว ตามกันไป คล้ายกับเดินรักษาการณ์หรือจะไปเปลี่ยนเวรยามที่ใดที่หนึ่ง พลกับเสี่ยหงวนผ่านทหารแดงหลายแห่ง บางทีก็ผ่านรังปืนกลหนักและปืนกลเบาซึ่งทำให้นึกเสียวๆ เหมือนกัน แต่ทหารแดงไม่มีใครระแวงสงสัยอะไรเลย

เมื่อเดินผ่านซอยเล็กๆ อันเป็นที่เปลี่ยวและที่มืดแห่งหนึ่ง สองสหายกับเจ้าแห้วและเยื่อก็รู้สึกว่ามีทหารหมู่หนึ่งเดินสวนทางมา เยื่อเปิดไฟฉายส่องกราดไปแสงไฟในมือของเขาจับร่างนายทหารข้าศึกคนหนึ่งกับทหารติดตามอีกสองคน นายทหารข้าศึกผู้นี้มียศพันโทและมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพัน เขาเพิ่งเดินทางมาถึงโขดพระโดยรถจี๊ปเมื่อในราว ๑๐ นาที ที่แล้วมานี้พร้อมด้วยผู้ติดตาม ซึ่งคนหนึ่งเป็นสิบโทมีปืนพก เป็นอาวุธ และคนหนึ่งเป็นสิบตรีสะพานปืนกลมือทำหน้าที่คุ้มครองผู้บังคับกองพันผู้เป็นนายของเขา

ผู้บังคับกองพันได้พบกับผู้บังคับกองร้อยทั้งสองคนแล้วเขาได้รับรายงานจากผู้บังคับกองร้อยว่า ขณะนี้ทหารกำลังลาดตระเวนตลาดโขดพระ ทุกตรอกทุกซอกทุกมุม ตามทางที่จะ ผ่านเข้ามาในเขตตลาดก็วางกำลังไว้ทุกแห่ง ถ้าหากว่าหน่วยกล้าตายของกองทัพไทยบุกเข้ามาก็คงได้ปะทะกันแน่นอน ผู้บังคับกองพันเจ้าของร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยแบบเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สั่งกำชับผู้บังคับกองร้อยทั้งสองคนให้พยายามค้นหาหน่วยกล้าตายให้ได้ หลังจากนั้นเขาก็พาทหารติดตามประจำตัวเขาออกตรวจตลาด ทำให้ทหารยามหลายคนถูกเตะถูกตบหน้า ในฐานที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่เข้มแข็งเช่นว่ามานั่งคุยกันหรือยืนสัปหงก นายพลผู้นี้ดุมาก ทหารทั้งกองพันเกรงกลัวยิ่งกว่าหนูกลัวแมว

เมื่อผู้บังคับกองพันถูกไฟฉายส่องหน้า เขาก็หยุดชะงักด้วยอารมณ์วู่วาม

"เฮ้ย-ใครฉายหน้ากูวะ กู...ผู้กองพัน"

เยื่อใจหายวาบรีบปิดไฟฉายทันที เขาหันมาพูดกับสองสหายและเจ้าแห้วเบาๆ

"ใจดีสู้เสือนะครับ ผมจะสมมุติตัวเป็นผู้หมู่"

พ.ท. ทหารแดงพาทหารองครักษ์ประจำตัวเขาเดินรี่เข้ามาหาเยื่อกับสองสหายและเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล เมื่อเยื่อปลดปืนเล็กยาวลงมาจากบ่ายกขึ้นกระทำวันทยาวุธอย่างแข็งแรง เสี่ยหงวนกับพลและเจ้าแห้วก็รีบกระทำตามเยื่อ

เยื่อกล่าวรายงานตนอย่างเข้มแข็ง

"กระผมสิบตรีเยื่อ จันทร์หอม ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับหมวดให้นำทหารเดินตรวจบริเวณตลาดนี้ เหตุการณ์ปกติครับผม กระผมต้องขอประทานโทษที่บังอาจฉายไฟถูกใบหน้าอันสง่างามของท่านเข้า เพราะไม่ทราบว่าท่านเป็นผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับหมวดสั่งไว้ว่าถ้าเห็นคนผ่านไปมาให้ฉายไฟดูขอรับ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด"

พ.ท. ทหารแดงยิ้มออกมาได้ เขายกมือวันทยหัตถ์คำนับเยื่อ

"ดีมาก แกเข้มแข็งดีมาก อ้า-แกช่วยฉันหน่อยได้ไหมผู้หมู่"

"ได้ครับผม ทุกอย่างที่ท่านผู้กองพันประสงค์แล้ว กระผมยินดีปฏิบัติตามคำสั่งเสมอ"

ผู้บังคับกองพันอ้วนเตี้ย ซึ่งใกล้จะปลดเกษียณอายุแล้วหัวเราะชอบใจ

"หาเหล้าให้ฉันกินสักขวดเถอะวะ ฝนมันตกหนักอากาศคืนนี้หนาวเหลือเกิน ฉันแก่แล้วทนความหนาวไม่ใคร่ได้"

"ได้ซีครับ กระผมจะพาท่านและทหารติดตามไปที่โรง ย้อมผ้า ที่นั่นที่บ้านเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง กระผมจะปลุกเจ้าของบ้านให้ลุกขึ้นจัดหาเหล้าให้ท่าน แล้วก็ท่านผู้กองพันจะต้องการความอบอุ่นจากเด็กสาวๆ บ้างกระผมก็พอจะห ให้ได้"

นายพันทหารแดงลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ โอ-แกนี่วิเศษแท้ แล้วฉันจะขอให้เป็น สิบโท บอกลูกน้องแกเรียบวุธเถอะ"

เยื่อหันมาบอกให้สองสหายกับเจ้าแห้วเรียบวุธ ต่อจาก นั้น เขาก็พาผู้บังคับกองพันกับทหารติดตามทั้งสองคนออกไปจากตลาดโขดพระ พล กิมหงวนกับเจ้าแห้วเดินตามมาข้างหลัง

พลกระซิบกับเสี่ยหงวน

"ฟาดกบาลมันด้วยพานท้ายปืน กันจะตีผู้กองพัน แกตีทหารที่สะพายปืนกลมือ อีกคนหนึ่งให้อ้ายแห้วจัดการ รอให้ ถึงที่พวกเราซ่อนเสียก่อน แกเป็นคนให้สัญญานนะ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เออ แกตกลงกับอ้ายแห้วให้เรียบร้อยเถอะ เราเก็บอ้ายสามคนนี่ได้เราก็สบายแล้ว จะได้ไปพักผ่อนหลับนอนกันเสียที"

พอออกมาหลังตลาด พบกับกิมหงวนและเจ้าแห้วก็เตรียมพร้อมที่จะเล่นงานทหารแดงทั้ง ๓ คน ผู้บังคับกองพันคุยเสียงโขมงโฉงเฉง เสียงดังฟัดชัดตามธรรมดาของผู้มีอำนาจ เขาบอกเยื่อว่าหน่วยกล้าตายของกองทัพไทยบังอาจมาก ฆ่าทหารประจำด่านกักรถตาย ๒ คน ทำร้ายบาดเจ็บถึงสลบ ๓ คนแล้วหลบหนีมาทางบ้านโขดพระ ฉะนั้น เขาจะต้องพยายามจับตัวหรือสังหารหน่วยกล้าตายให้ได้

ในที่สุดหลานชายของผู้ใหญ่เหียกก็พาผู้บังคับกองพันและทหารติดตามบุกเข้ามาถึงบริเวณละเมาะซึ่งเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ กับนิกรและ ดร. ดิเรกซ่อนตัวอยู่ พ.ท. ทหารแดงหันมาถามเยื่อ

"เฮ้ย-บ้านเขาอยู่ที่ไหนวะผู้หมู่ แถวนี้มันรกร้างเหลือเกิน"

เยื่อว่า "ใกล้จะถึงแล้วครับผู้กองพัน เรือนโรงหลังใหญ่ ที่แลเห็นคือโรงย้อมผ้าครับ บ้านเขาอยู่ทางซ้ายติดๆ กัน"

"เออ ค่อยยังชั่วหน่อย"

ทันใดนั้นเอง กิมหงวนก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เลียะพะ"

เท่านี้เองพลกับกิมหงวนและเจ้าแห้วก็ปราดเข้าเล่นงานผู้บังคับกองพันทหารแดง กับทหารติดตามทั้งสองคนด้วยพานท้ายปืนตามที่ตกลงกันไว้ ทหารแดงทั้งสามคนถูกตีกบาลอย่างจังล้มลงสลบเหมือดอยู่บนกอหญ้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ พา ดร. ดิเรกกับนิกรออกมาจากที่ซ่อนด้วยความตื่นเต้นดีใจ

เยื่อกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"เร็วครับ ช่วยกันลอกคราบมันออก โชคดีแท้ๆ ที่เราหลอกเอาตัวผู้บังคับกองพันมาได้ รูปร่างขนาดเดียวกับท่าน เจ้าคุณพอดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"เป็นถึงผู้กองพันเชียวหรือนายเยื่อ"

"ครับ มันขอร้องให้ผมพามาหาเหล้ากินเลยพบจุดจบที่นี่เห็นจะอีกนานกว่าจะฟื้น"

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กลายสภาพเป็นพันโททหารแดง ซึ่งเครื่องแบบตลอดจนท๊อปบู๊ทพอเหมาะ กับท่านทั้งชุด นิกรกับ ดร. ดิเรกทำหน้าที่เป็นทหารติดตาม นิกรสะพายปืนกลในท่าทางทะมัดทะแมง ดร. ดิเรก คาดปืน ของนายสิบผู้เคราะห์ร้าย ทุกคนช่วยกันลากตัวทหารแดงทั้งสามคนเข้าไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้อันหนาทึบ ต่อจากนั้นเยื่อก็พา หน่วยกล้าตายตรงเข้าไปในตลาดโขดพระอย่างสบายใจ

เมื่อเข้ามาในเขตตลาดเยื่อก็เดินนำหน้า ถัดมาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามมาด้วยนิกร และ ดร. ดิเรก ส่วนพล กิมหงวนและเจ้าแห้วตามมากลุ่มหลัง ถนนในตลาดเป็นคอนกรีตตัดผ่านไปมาหลายสาย พวกทหารแดงเข้าใจว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้บังคับกองพันผ่านไปทางไหนก็ลุกขึ้นกระทำความเคารพอย่างแข็งแรง หน่วยกล้าตายได้รู้ความจริงว่าถ้าหากว่าไม่ปลอมแปลงเป็นทหารคอมมิวนิสต์แล้ว จะไม่มีโอกาสได้เข้ามาป้วนเปี้ยนในตลาดนี้เลย เพราะทหารแดงได้จัดวางยามอย่าง แข็งแรงแทบทุกตรอกทุกซอกทุกมุม

ในที่สุดหลานชายของผู้ใหญ่บ้านเหียกก็พาคณะพรรคสี่สหายมาถึงบ้านอาของเขาโดยปลอดภัย บ้านของนายหอยเป็นเรือนโบราณหลังใหญ่ปลูกอยู่ในเขตตลาด มีรั้วบ้านทำด้วยไม้ รวกกั้นบริเวณทั้งสี่ด้าน ประตูรั้วเป็นประตูสังกะสี หน้าบ้าน ของนายหอยนักธุรกิจคนสำคัญของบ้านโขดพระ มีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่จอดอยู่ ๓ คัน

นายเยื่อเคาะประตูรั้วเบาๆ เป็นสัญญาณ เมื่อบานประตูถูกเปิดออก ก็รีบบอกให้หน่วยกล้าตายเข้าไปในบ้านอาของเขาทันที นายเยื่อพาทหารปลอมทั้ง ๖ คน บุกขึ้นไปบนเรือน หลังใหญ่ พอขึ้นมาบนเรือนทุกคนก็ได้เผชิญหน้ากับชายชรา คนหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับผู้ใหญ่เหียกมาก จากแสงตะเกียงรั้วที่จุดแขวนไว้ทำให้สี่สหายจ้องมองดูนายหอยเป็นตา เดียว แล้วนายเยื่อก็กล่าวแนะนำทุกๆ คน

"ท่านผู้นี้แหละครับอาของผม"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถอดหมวกและปลดปืนเล็กยาวลงมาวางไว้ที่ระเบียงหน้าห้อง ทุกคนได้กระพุ่มมือไหว้น้องชายของผู้ใหญ่เหียกอย่างนอบน้อม พล กล่าวกับนายหอยทันที

"ผมขอบคุณมากครับคุณอา เท่าที่คุณอาได้กรุณาช่วย เหลือพวกเราในยามคับขันเช่นนี้"

นายหอยรับไหว้และเชิญให้นั่ง ซึ่งเขาเองก็ทรุดตัวลงนั่งข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมเป็นราษฎรคนหนึ่ง ที่แอนตี้คอมมิวนิสต์ครับ" นายหอยพูดยิ้มๆ "ผมได้รับคำสั่งจากพี่เหียกให้คอยช่วยเหลือ พวกคุณ ยินดีมากที่พวกคุณบุกบั่นมาจนถึงบ้านผมได้โดยปลอดภัย แต่พวกคุณจะต้องหลบซ่อนอยู่ที่นี่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสองวัน จนกว่าผมจะมีทางส่งพวกคุณเข้าสู่ประเทศไทยโดยแน่ใจว่าเป็นทางที่ปลอดภัยจริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายหอย

"ขอบคุณมากนายหอย ฉันและพวกเราจะไม่ลืมความกรุณาของนายหอยเลย ฉันคือ พลโท พระยาปัจจนึกพินาศ นี่พันเอกดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นั่นพันตรี พล พัชราภรณ์ คนนั้น พันตรีกิมหงวน ไทยแท้ คนนี้พันตรีนิกร การุณวงศ์ แล้วก็นี่ สิบเอกแห้ว โหระพากุล เราคือหน่วยกล้าตายของกองทัพไทย ซึ่งนายเยื่อก็คงจะเล่าเรื่องของพวกเราให้นายหอยฟังแล้ว"

"ครับ เยื่อมันเล่าให้ผมฟังแล้ว และพี่เหียกก็จดหมาย เล่ามาให้ฟังเช่นเดียวกัน ยินดีมากครับที่ได้มีโอกาสรู้จักกับ คุณ และพวกคุณๆ เหล่านี้ เราอย่าเพิ่งคุยกันเลยนะครับ ผมรู้ดีว่าทุกคนกำลังเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียในการเดินทาง ก่อน อื่นอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกันเสียก่อนเถอะครับ ผมเตรียมเสื้อผ้าแบบชาวพื้นเมืองไว้ให้คนละชุดแล้ว เครื่องแบบทหารผมจะรีบเผาให้หมดในคืนวันนี้ ส่วนปืนและเครื่องบาง ชิ้นที่เผาไฟไม่ไหม้ผมก็จะใช้ให้เด็กของผมเอาไปทิ้งนอกบ้าน เอาไว้ในบ้านไม่ได้หรอกครับ ทหารแดงมันค้นพบเข้าผมต้อง

ถูกยิงเป้าแน่นอน" พูดจบชายชราก็หันมาทางหลานชายของ เขา "อ้ายเยื่อ เอ็งพาคุณๆ เข้าไปในห้องทางขวานั่น อาจัด ที่หลับที่นอนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ให้อาบน้ำอาบท่ากันเสีย โอ่งน้ำที่นอกชานข้างครัวมีน้ำฝนอยู่เต็มทั้ง ๔ โอ่ง อีกสักครู่ข้าว ต้มก็จะสุกแล้ว บังเอิญอามีกุ้งสดอยู่สองกิโลเลยให้เขาต้มข้าว ต้มกุ้งเลี้ยงพวกคุณ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คุณอาครับ ทานเสียก่อนแล้วอาบน้ำไม่ดีหรือครับ"

พลเอื้อมมือบิดหูนิกรเต็มแรง ต่อจากนั้นเยื่อก็พาหน่วยกล้าตายทุกคน ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องที่นายหอยจัดไว้ต้อนรับขณะนี้คนของนายหอยสองคนกำลังเร่งต้มข้าวต้มและชงกาแฟอยู่ในครัว

ในชั่วโมงนั้นเองหน่วยกล้าตายก็อาบน้ำผลัดเปลี่ยน เครื่องแต่งตัว และรับประทานข้าวต้มดื่มกาแฟกันเรียบร้อย ด้วยความช่วยเหลือของน้องชายผู้ใหญ่บ้านเหียกผู้ใจดี บรรดาเครื่องแบบ และอาวุธตลอดจนเครื่องหลังของทหารแดงรวม ๗ ชุด นายหอยได้ใช้ให้คนของเขานำออกไปทิ้งในที่รกร้าง แห่งหนึ่งนอกเขตบ้าน และยากที่ทหารแดงจะค้นพบได้ ที่ นายหอยไม่กล้าเผาเสื้อผ้าเสื้อฟอร์มทหารก็เพราะเกรงว่ากลิ่นผ้าไหม้จะกระจายไปไกลในตอนดึก จึงตกลงให้คนเอาไปทิ้งทั้งหมดโดยให้คนของเขาสองคนออกไปทางประตูรั้วหลังเขตบ้าน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายเยื่อนอนหลับเหมือนตาย ทุกคนเหน็ดเหนื่อยอิดโรยไปตามกัน

ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเก่าอีกแล้วเหมือนกับเหตุ-การณ์ที่หมู่บ้านกลางนาที่แล้วมา

ตอนเช้าวันนั้นเอง ในราว ๗.๐๐ น. เศษ ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในห้องนายหอยก็พานายเยื่อหลานชายของเขากระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้นตระหนกตกใจ

เยื่อร้องเรียกหน่วยกล้าตายให้ลุกขึ้น เขาทรุดตัวลงนั่ง ดึงแขนดึงขาแล้วร้องเรียกโดยไม่เกรงใจ สี่สหายกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ ตกใจตื่นรีบพรวดพราดลุกขึ้นนั่งพากันมองดูสองอาหลานอย่างงงๆ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือนายหอย" ท่านเจ้าคุณถามเสียงสั่น

นายหอยเดินเข้ามานั่งลงในกลุ่มหน่วยกล้าตาย

"ไม่ปลอดภัยเสียแล้วครับ เด็กของผมกลับมาจากตลาดเดี๋ยวนี้เอง บอกผมว่าทหารแดงกระจายกำลังไปทั่วและเข้าค้นอาคารร้านค้าบ้านเรือนทุกแห่งในตลาดนี้ ทหารแดงคนหนึ่ง อธิบายให้ชาวบ้านทราบว่าเมื่อคืนนี้หน่วยกล้าตายของไทยบุกเข้ามาในตลาดบ้านโขดพระทำร้ายทหารแดงถึง ๗ คนแล้วลอกคราบเอาเครื่องแต่งตัวและปืนไปทหารแดงคนหนึ่งที่ถูกทำร้ายเป็นผู้บังคับกองพัน ขณะนี้ทหารไม่ยอมให้คนที่อยู่ในตลาดออกไปจากเขตตลาดแม้แต่คนเดียว คนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า การตรวจค้นได้กระทำอย่างถี่ถ้วนโดยไม่ไว้หน้าใครคือค้น ทุกบ้าน"

"ตายห่า" เสี่ยหงวนคราง

นายหอยฝืนหัวเราะ

"ยังครับยังไม่ตาย พวกคุณรีบลงไปจากเรือนผมเถอะครับ บริเวณบ้านผมมีที่ถึงสองไร่ ทางหลังบ้านค่อนข้างรกพอ มีที่หลบซ่อนตัวได้หลายแห่ง แต่ต้องช่วยตัวเองนะครับ ผมจะคอยรับหน้าพวกทหารบนบ้าน ไปเถอะครับอย่าชักช้าเลย"

"ว้า" นิกรคราง "ยังไม่ได้ล้างหน้าอาบน้ำและยังไม่ได้ รับประทานอาหารเช้าเลยครับคุณอา"

นายหอยทำหน้าชอบกล

"ถ้ายังงั้นคุณอยู่บนเรือนกับผมก็ได้ครับ ส่วนคนอื่นๆ ไปซ่อนในสวนหลังบ้าน"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ไม่เอาครับ ผมหนีดีกว่า ขืนอยู่บนบ้านทหารแดงมา ที่นี่มันก็ยิงผมทิ้งเท่านั้นเอง"

หน่วยกล้าตายต่างคว้าปืนพกคู่มือและซองธนบัตรลุกขึ้นสองอาหลานนอกจากห้องอย่างร้อนรน ลงบันไดหลังเรือนบุก เข้าไปในสวนหลังบ้าน ซึ่งมีไม้ยืนต้นจำพวกมะม่วง ขนุน และอื่นๆ ตามพื้นดินมีหญ้าคาต้นไม้ล้มลุกปกคลุมเป็นบางแห่งขณะนั้นเองชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกจ้างของนายหอยได้วิ่ง เข้ามาหา และรายงานให้เขาทราบ

"นายครับ ทหารแดงมันมาแล้วครับ"

นายหอยสดุ้งเล็กน้อย เขากล่าวกับหน่วยกล้าตายทันที

"ช่วยตัวเองนะครับ ผมกลับขึ้นเรือนละ" พูดจบนายหอยก็พาหลานชายกับลูกจ้างของเขากลับไปที่เรือนใหญ่เพื่อ คอยรับหน้าทหารแดง ไม่ให้ทหารแดงพิรุธสงสัย

หน่วยกล้าตายยืนรวมกลุ่มกันอยู่ใต้ต้นส้มโอต้นหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวกับพลว่า

"อาจะลงไปซ่อนในบ่อนั้น ผักหญ้าขึ้นรกรุงรังทหารแดงคงไม่เห็น ถ้ามันมาใกล้บ่ออาจะดำโผล่จมูกขึ้นมาหายใจ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เอ-ถ้าข้าศึกมันเห็นเป็นตะพาบน้ำเอาปืนกดโป้งเข้าให้ คุณอามิแย่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"พูดเป็นบ้า เร็วโว้ย-ใครจะซ่อนตรงไหนก็เลือกที่ซ่อน ตามความพอใจ ถ้าถูกจับอย่าซัดกันนะโว้ย"

ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเลือกที่ซ่อนตัวเท่าที่จะหาได้ในยามคับขันซึ่งมีเวลาจำกัด ดร. ดิเรกกับพลและเจ้าแห้วเข้าไปซ่อนในพุ่มไม้อันหนาทึบแห่งหนึ่ง กิมหงวนกับนิกรวิ่งเหยาะๆ ไปทางท้ายสวน

"เฮ้ย ซ่อนที่ไหนดีโว้ย" อาเสี่ยถาม

นิกรมองไปที่บ๊อกส์เล็กๆ หลังหนึ่ง

"ในบ๊อกส์นั่นดีไหม"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไม่ปลอดภัยแน่ เว้นแต่เราจะลงไปซ่อนใต้บ๊อกส์แล้วโผล่จมูกขึ้นมา"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กว่าข้าศึกจะถอยไปเหม็นตายห่า ขึ้นไปซ่อนบนต้นไม้เถอะวะอ้ายเสี่ย ต้นไม้ต้นนั้นคล้ายกับต้นประดู่ต้นใหญ่และใบดกมาก มีกิ่งก้านสาขาคล้ายต้นไทรขึ้นไปซ่อนบนต้นไม้เถอะวะทหารแดงคงมองไม่เห็นและนึกไม่ถึงว่าเราจะขึ้นไปแอบอยู่บนต้นไม้"

เสี่ยหงวนนิ่งคิดสักครู่ก็เห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน เร็ว...อ้ายกร ป่านนี้ทหารแดงคงบุกเข้า มาในบ้านอาหอยของเราแล้ว"

สองสหายต่างวิ่งเหยาะๆ ไปที่ต้นไม้ต้นนั้น ต่างคนต่างปีนป่ายขึ้นไปบนต้นของมัน โดยไม่ยากลำบากอะไร สักครู่หนึ่งกิมหงวนกับนิกรก็ขึ้นมาเกือบถึงยอดสูงจากพื้นดินไม่ต่ำกว่า ๖ เมตร ทั้งสองนั่งยองๆ เคียงคู่กันที่คบไม้ แต่หารู้ไม่ว่างูเหลือมตัวหนึ่งได้เกาะพันกิ่งไม้อยู่ข้างหน้า และกำลังแลบลิ้นแผล็บๆ จ้องดูนิกรกับกิมหงวน มันเป็นงูขนาดใหญ่ยาวประมาณ ๓ เมตรเศษ

ณ บัดนี้ทหารแดง ๑๐ คน ในบังคับบัญชาของนายสิบคนหนึ่งได้บุกเข้ามาในบ้านของนายหอยแล้ว ๔ คน ขึ้นไปบนเรือนแบบจู่โจมอีก ๖ คน กระจายกำลังกันไปรอบบริเวณบ้าน ทำการตรวจค้นหน่วยกล้าตาย อาเสี่ยกับนิกรอยู่บนที่สูงจึงแลเห็นทหารแดงอย่างถนัด ทหารที่เข้ามาในสวนหลังบ้านถือปืน กลมือในท่าเตรียมยิง มีเพียงสองคนที่ถือปืนเล็กยาวสวมดาบ ในท่าเฉียงอาวุธ

นิกรว่าคาถาพึมพำเบาๆ

"นะปิด โมปิด พุทธปิด ธาปิด ยะปิด"

อาเสี่ยมองดูอย่างแปลกใจแล้วกระซิบถาม

"ปิดอะไรวะ"

"ก็ปิดหูปิดตาทหารข้าศึกไม่ให้มันแลเห็นเราน่ะซี"

อาเสี่ยอมยิ้ม แต่แล้วพอแลเห็นงูเหลือมซึ่งกำลังทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาเขากับนิกร กิมหงวนก็หยุดยิ้มทันทีทันควัน อาเสี่ยใจหายวาบอกสั่นขวัญแขวน เขาจ้องตาเขม็งมองดูงูตัวนั้น ทั้งเกลียดทั้งกลัวทั้งขยะแขยง งูเหลือมค่อยๆ เลื่อนตัวเข้ามาใกล้สองสหายอีกเล็กน้อยแล้วก็หยุดนิ่งเฉย เสี่ยหงวนเม้มปากแน่นเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรพูดเบาๆ

"อ้ายกร"

"หือ"

"งูเหลือมน่ะมันกัดคนตายไหมวะ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ไม่ตายหรอก แต่ถ้ามันตัวใหญ่มากมันก็อาจจะกินคนได้"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"ขนาดเท่าแขนเรากินเราได้ไหม"

นิกรชักรำคาญ

"ว้า เรากำลังอยู่ในระหว่างคับขันเสือกมาอภิปรายหรือ วิจารณ์เรื่องงู ทหารข้าศึกมันมาโน่นแล้วเห็นไหม"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"แต่งูเหลือมที่กันพูดถึงมันอยู่ใกล้เรากว่าทหารแดงว่ะ แกหันหน้าไปทางซ้ายซีอ้ายกร แล้วแกจะได้เห็นภาพที่ทำให้ แกแทบพลัดตกต้นไม้"

นิกรใจหายวาบ

"อย่าล้อเล่นน่า"

"ไม่ใช่ล้อกันพูดจริงๆ ตัวเกือบเท่าขากันเชียวโว้ย" อาเสี่ยพูดเสียงกระซิบ "ไม่รู้ว่ามันเสือกขึ้นมาอยู่บนต้นไม้ต้น นี้ได้อย่างไร"

นายจอมทะเล้น พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ค่อยๆ หันหน้าไปทางซ้ายทีละน้อย พอแลเห็นงูเหลือมตัวใหญ่ นิกรก็ตกใจแทบช็อค งูค่อยๆ เลื้อยใกล้เข้ามาอีก นิกรจ้องตา เขม็งมองดูมัน และแล้วเขาก็ใช้ความรวดเร็วว่องไวของเขา เอื้อมมือคว้าคองูจับมันเหวี่ยงลงไปจากต้นไม้ งูเหลือมใหญ่ลอยละลิ่วลงสู่เบื้องล่างเสียงดังตุ้บ นิกรกับอาเสี่ยต่างถอนใจโล่งอก ไปตามกัน กิมหงวนยื่นมือขวาให้นิกรจับ

"แกแน่โว้ย แกกล้าผิดมนุษย์"

นิกรฝืนยิ้ม

"เปล่า กันไม่ได้ทำเพราะความกล้า กันทำเพราะความ รักตัวกลัวตายต่างหาก"

กิมหงวนมองลงไปที่โคนต้นไม้แล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"มันคงไม่พยายามเลื้อยขึ้นมาหาเราอีกนะ"

นิกรพยักหน้า

"งูเหลือมหรืองูหลามไม่ใช่งูที่ดุร้าย แต่เมื่อมันหิวมันกิน ไม่เลือกแม้กระทั่งคน ขนาดนี้ก็พอจะกินเราได้เหมือนกัน เพราะปากมันกว้างถึง ๑๘๐ องศา"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก

"เงียบโว้ย ทหารบุกมาทางเราแล้ว"

สองสหายเงียบกริบ ทหารแดง ๓ คนเดินบุกสวบๆ เข้ามาช่วยกันค้นหาตามสุมทุมพุ่มไม้และตามที่รกหวุดหวิดจะได้พบกับ พล และ ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้ว แต่เคราะห์ดีที่ทหารเดินเลยไป

ทหารแดงคนหนึ่งถือปืนกลมือยืนจังก้าอยู่ริมบ่อที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงไปหลบซ่อนตัวอยู่ ท่านเจ้าคุณเห็นเข้าก็ตกใจค่อยๆ ดำลงไป เบื้องบนศีรษะของท่านเต็มไปด้วยต้นหญ้า และพืชที่เกิดตามริมน้ำปกคลุมไปหมด ท่านโผล่แต่เพียงส่วน จมูกและปากขึ้นมาหายใจ ทหารแดงกวาดสายตามองไปรอบๆ บ่อ ทันใดนั้นเองปลิงควายตัวหนึ่งได้ว่ายมาเกาะจมูกท่านเจ้าคุณพอดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้งเกลียดทั้งสะอิดสะเอียนจนบอกไม่ถูก แต่ความรักตัวกลัวตายทำให้ท่านต้องนิ่งเฉยปล่อยให้ปลิงควายตัวนั้นกัดกินเลือดของท่านอย่างสบาย

ทหารแดงยืนอยู่ที่ปากบ่อเกือบ ๕ นาที ก็เดินไปหาเพื่อนของเขาคนหนึ่ง พวกทหารช่วยกันค้นหาบริเวณหลังบ้านจนทั่วเมื่อไม่พบเห็นใครก็พากันกลับไปหาผู้บังคับหมู่ที่เรือน ใหญ่ ซึ่งขณะนี้ได้ควบคุมตัวนายหอยเจ้าของบ้านไว้และกำลังตรวจค้นบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ โผล่ศีรษะขึ้นมาพ้นพื้นน้ำ ท่านเอื้อมมือขวาจับปลิงที่เกาะจมูกท่าน กระชากออกแล้วโยนขึ้น ไปบนอากาศอย่างหัวเสีย ปลิงควายตัวนั้นลอยละลิ่วหล่นลงมา กลางศีรษะของท่านเจ้าคุณพอดีเสียงดังแป๊ะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นรีบยกมือจับปลิงขว้างไปกลางบ่อเต็มแรง

อย่างไรก็ตามท่านเจ้าคุณยังไม่กล้าขึ้นมาจากบ่อนั้น น้ำในบ่อเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง พืชในน้ำบางชนิดทำให้ท่านคัน ยิบๆ ไปทั่วตัว ท่านยืนแช่น้ำอยู่สักครู่ใหญ่ๆ นายเยื่อก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาในสวนหลังบ้านร้องตะโกนบอกหน่วยกล้าตาย

"ปลอดภัยแล้วครับ ทหารแดงกลับไปหมดแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบขึ้นมาจากบ่อน้ำทันที นิกรกับ กิมหงวนปีนป่ายลงมาจากต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น นายเยื่อแลเห็นเข้าก็อดหัวเราะไม่ได้ ในเวลาเดียวกัน พลก็พา ดร. ดิเรก กับเจ้า แห้วบุกออกมาจากที่ซ่อน ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมเยื่อผู้ใจดี

"เป็นยังไงบ้างเยื่อ อาหอยถกจับหรือเปล่า" พลถาม อย่างร้อนรน

"เปล่าครับ อากับผมได้ต้อนรับพวกทหารเป็นอย่างดี เอาบุหรี่มาแจกมันคนละซองแล้วปฏิเสธว่าเราไม่รู้ไม่เห็นใน เรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยกล้าตายของกองทัพไทย นายสิบผู้บังคับ หมู่มันพาอาผมเข้าไปค้นห้องนอน มันออกปากไถเงินอาผมหนึ่งร้อยอาแกก็ควักกระเป๋าหยิบให้มันโดยดี แล้วก็พาทหารไปโดยไม่ได้ระแวงสงสัยว่าพวกคุณจะหลบซ่อนอยู่ในบ้านนี้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

"สิ้นเคราะห์ไปที" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ "ไปบนเรือน เถอะโว้ย อาลงไปแช่อยู่ในน้ำหนาวแทบแย่ แล้วก็คันจนบอก ไม่ถูก มิหนำซ้ำยังถูกปลิงเกาะขยะแขยงจะตายเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ยังดีกว่าผม ผมกับอ้ายกรขึ้นอยู่บนต้นไม้โน้น เจองู เหลือมตัวเบ้อเริ่มนึกว่าเสร็จมันเสียแล้ว บังเอิญอ้ายกรเกิด แสดงเป็นวีรบุรุษขึ้น จับงูเหลือมเหวี่ยงลงมาจากต้นไม้ ผมกับ อ้ายกรเลยรอดตายจากงูตัวนั้น"

นายเยื่อทำหน้าตื่นๆ

"หรือครับ โอ-ในสวนนี่มีงูหลามอยู่สองสามตัวครับ มันเคยขโมยไก่อาผมไปกินบ่อยๆ บางทีหมาเฝ้าบ้านก็ถูกมันลากเอาไปกิน เมื่อเดือนก่อนก็ลากเอาอ้ายทุยไปกินตัวหนึ่งแล้ว"

พลอ้าปากหวอ

"ลากเอาควายไปกิน..."

นายเยื่อหัวเราะ

"ไม่ใช่ควายหรอกครับ อ้ายทุยคือสุนัขของอาผม แต่ ชื่อมันเหมือนควาย ไปบนบ้านเถอะครับ จะได้อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวรับประทานอาหารเช้ากัน"

นิกรสดชื่นเข้มแข็งขึ้นทันที

"ไปโว้ยพวกเรา ปลอดภัยแล้ว กินข้าวเสียให้เสร็จจะ ได้นอนต่ออีกสักห้าหกชั่วโมงให้คุ้มกับที่เราตรากตรำมา"

หลายชายนายหอยเดินนำหน้าพาหน่วยกล้าตายออกจากสวนตรงไปที่เรือนใหญ่ ถึงแม้ทหารแดงไปแล้วทุกคนก็ยังระมัดระวังตัวอยู่นั่นเอง

สองวันที่บ้านโขดพระ หน่วยกล้าตายต่างซุ่มซ่อนตัวอยู่ในบ้านของนายหอยอย่างเงียบเชียบ คนในบ้านของนายหอยเท่านั้นที่รู้ความจริงในเรื่องนี้ แต่ทุกคนเป็นที่ซื่อสัตย์ต่อนายหอยและทำงานใต้ดินร่วมกัน ดังนั้นบุคคลภายนอกจึงไม่มีใครล่วงรู้ความจริงในเรื่องนี้

ตลาดบ้านโขดพระถูกทหารเขมรแดงปิดห้ามติดต่อกับโลกภายนอกเพียงสองวัน นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของคอมมิวนิสต์ก็สั่งให้เปิดการจราจรตามเดิม นับตั้งแต่รุ่งอรุณของวันใหม่รถ โดยสารหลายคันพาผู้โดยสารออกจากตลาดบ่ายหน้าเข้าไปในเมืองหรือตามอำเภอต่างๆ ประชาชนและยวดยานพาหนะมีการสัญจรไปมาเหมือนเช่นเดิม แต่ทหารแดงยังทำการตรวจค้นอยู่

นายหอยกับหลานชายของเขาได้ร่วมมือกันวางแผนการที่จะส่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินทางไปยังพรมแดนในวันนี้ ซึ่งหน่วยกล้าตายทุกคนอาจจะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย

ตอนบ่ายวันนั้นเอง นุ่นหลายสิบกระสอบถูกขนขึ้น บรรทุกรถเชฟโรเล็ทของนายหอยรวมสองคันที่หน้าบ้านของ นายหอย หน่วยกล้าตายหลบซ่อนตัวอยู่ในกระสอบคนละกระ-สอบซึ่งในกระสอบมีนุ่นบรรจุอยู่บ้างตามสมควร นายหอยสั่งให้คนของเขาช่วยกันหาม พล นิกร กิมหงวนไว้รถคันหน้า และเอากระสอบนุ่นทับไว้ข้างบน ส่วน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซ่อนตัวอยู่ในรถคันหลัง ทุกคนต้องยอมอึดอัด ทรมานตัวอยู่ในกระสอบ อย่างไรก็ตามมันเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะได้เดินทางกลับคืนประเทศไทยด้วยความช่วยเหลือของนายหอยและพรรคพวกของเขา

รถบรรทุกเชฟโรเล็ททั้งสองคันบรรทุกกระสอบนุ่น ซึ่ง

ยังไม่ได้แกะเปลือกกองสูงท่วมหลังคารถ ในราว ๑๓.๐๐ น. รถทั้งสองคันก็เคลื่อนออกจากหน้าบ้านของนายหอยนักธุรกิจ คนสำคัญของตลาดโขดพระ นายหอยนั่งคู่กับคนขับในรถคัน หน้า ส่วนนายเยื่อนั่งกับคนขับในรถคันหลัง

รถทั้งสองแล่นผ่านถนนในตลาดบ่ายหน้าออกไปทางท้ายตลาด ทหารแดงที่รักษาการณ์อยู่ในที่ต่างๆ ไม่ได้ระแวงสงสัยอะไรเพราะเห็นอยู่แล้วว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันนี้บรรทุกนุ่น กระสอบนุ่นที่เก่าและขาดทำให้เห็นนุ่นที่แลบหลุดออกมา นายหอยแต่งกายแบบชาวพื้นเมืองนั่งใจเต้นระทึกตอนหน้า เขาบอกตัวเองว่าถ้าทหารแดงรู้จับได้ว่าเขาให้ความช่วยเหลือหน่วยกล้าตายเขาจะต้องถูกยิงเป้าอย่างไม่มีปัญหา

รถทั้งสองคันผ่านย่านชุมนุมชนอันหนาแน่นไปตามลำดับ ในที่สุดก็ออกมานอกเขตตลาดเข้าสู่ทางหลวงซึ่งแยกเข้าไปในตัวจังหวัดทางหนึ่ง และอีกทางหนึ่งไปบ้านครุฑอันเป็น หมู่บ้านชายแดน

นายหอยใจหายวาบเมื่อแลเห็นถนนตอนทางแยกถูกปิดโดยไม้กั้นถนนอันหนึ่งและมีป้ายบอกให้หยุดรถ ทหารแดงคนหนึ่งถือปืนเล็กยาวสวมดาบยืนอยู่กลางถนนหลังไม้กั้น เขาหันมาบอกกับคนขับรถของเขาทันที

"ทำจิตใจให้เป็นปกติ ข้าจะเจรจากับมันเอง อย่าแสดงกิริยาให้เป็นพิรุธเป็นอันขาด"

รถบรรทุกนุ่นทั้งสองคันแล่นมาหยุดใกล้ๆ กันห่างจาก ไม้กั้นถนนราว ๑๐ เมตรเป็นอย่างมาก สิบโททหารคอมมิวนิสต์รูปร่างบอบบางคนหนึ่งสะพายปืนกลมือเดินเข้ามาหยุดยืนข้างรถ นายหอยรีบกล่าวทักอย่างยิ้มแย้ม

"สวัสดีครับหมู่"

"สวัสดีลุง บรรทุกนุ่นมาตั้งเยอะแยะจะเอาไปไหน"

"เอาไปส่งลูกค้าที่บ้านครุฑครับหมู่"

ส.ท. ผู้นั้นถอยออกไปยืนกลางถนนแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ดูกระสอบนุ่นในรถบรรทุกทั้งสองคัน สักครู่เขาก็เข้ามายืนเกาะรถข้างๆ นายหอย

"เจ้านายเขาสั่งว่าถ้าของบรรทุกเป็นกระสอบ หรือเป็นหีบให้เอามาค้นดูก่อน เกรงว่าพวกหน่วยกล้าตายจะซ่อนไป ขนลงมาตรวจดูทีละกระสอบเถอะลุง ฉันน่ะไม่อยากจะเข้มงวดกวดขันอะไรหรอกแต่ต้องทำงานตามหน้าที่"

นายหอยใจเต้นระทึก

"โธ่-หมู่ ขืนยกลงมาทั้งสองคันรถผมก็แย่ซีครับ เสียเวลาตาย คนที่ไหนมันจะแอบซ่อนอยู่ในกระสอบได้ หายใจ ออกเมื่อไหร่ครับ กรุณาผมเถอะหมู่ ถ้าผมเอานุ่นไปส่งเขาช้า เกินไปเขาอาจจะไม่รับซื้อนุ่นของผมก็ได้"

ส.ท. ทหารแดงยิ้มเล็กน้อย

"ฉันผ่อนผันให้ลุงก็ได้เหมือนกันแต่ลุงก็ต้องช่วยฉันบ้าง สองเดือนแล้วฉันยังไม่ได้รับเงินเดือน สักร้อยเป็นยังไงลุง"

นายหอยรีบล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง นับส่งให้ผู้บังคับหมู่โดยดี

"นี่ครับ ผมยินดีให้ค่าน้ำร้อนน้ำชาผู้หมู่ดีกว่าจะเสียเวลายกนุ่นลง"

ทหารแดงยิ้มแป้น เขาถอยหลังออกไปยืนกลางถนนแล้วร้องตะโกนบอกพลทหารซึ่งเป็นลูกน้องของเขา

"เปิดไม้กั้นโว้ย ตรวจแล้วเรียบร้อย"

ไม้กั้นถนนถูกยกขึ้นทันที เชฟโรเล็ทบรรทุกทั้งสองคันเคลื่อนออกจากที่อย่างแช่มช้า และแล้วความเร็วของมันก็ทวี ขึ้นเล็กน้อย หน่วยกล้าตายทนทุกข์ทรมานอยู่ในกระสอบ บาง ขณะก็รู้สึกอึดอัดแทบจะขาดใจตายเพราะหายใจไม่สดวก แต่ทุกคนก็ต้องอดทนเพื่ออิสรภาพ

ในที่สุด รถบรรทุกเชฟโรเล็ททั้งสองคันก็มาถึงหมู่บ้านครุฑซึ่งเป็นชุมนุมชนอันหนาแน่น มีตลาดร้านค้าและมีความเจริญพอๆ กับโขดพระ ที่นี่มีทหารแดงประมาณหนึ่งหมวด ทำหน้าที่รักษาการณ์ แต่ทหารคอมมิวนิสต์เหล่านี้ปราศจาก ระเบียบวินัยไม่สู้จะสนใจกับหน้าที่เท่าใดนัก รถบรรทุกนุ่น ของนายหอยผ่านเข้ามาในตลาดโดยไม่มีการตรวจค้นมันแล่น ตามกันไปตามถนนในตลาดขณะที่ประชาชนกำลังจ่ายตลาดกัน สักครู่ก็เลี้ยวเข้าไปในเขตบ้านใหญ่หลังหนึ่ง เจ้าของบ้านเป็นธุรกิจที่มีฐานะดีมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนายหอยและเป็นเพื่อนร่วมสาบานนายหอย คบกันตั้งแต่เด็กๆ มีการติดต่อสัม-พันธ์กันทั้งในด้านส่วนตัวและในด้านการค้ามานานแล้ว เป็น ที่รักใคร่ไว้วางใจกันเป็นอย่างดี

นายหอยได้ติดต่อกับนายเบื๊อกนักธุรกิจเจ้าของบ้านหลังนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ในเรื่องที่เขาจะส่งหน่วยกล้าตายแห่งกองทัพไทยรวม ๖ คนมาที่นี่หลังจากเขาได้รับจดหมายจากผู้ใหญ่เหียกพี่ชายของเขาซึ่งนายเบื๊อกก็จดหมายตอบนายหอยไปแล้วว่า ยินดีให้ความช่วยเหลือหน่วยกล้าตายทุกสิ่งทุกประการเท่าที่เขาจะช่วยได้ โดยเฉพาะเขาเตรียมเรือหางยาวไว้สำหรับพาคณะสี่สหายเดินทางข้ามแม่น้ำกลับสู่ดินแดนประเทศไทย บ้านของนายเบื๊อกหน้าบ้านหันเข้าสู่ตลาดแต่ทางหลังบ้านลงแม่น้ำ ซึ่งฝั่งตรงข้ามก็คือ ราชอาณาจักรแห่งประเทศไทยนั่นเอง

รถเชฟโรเล็ททั้งสองคันแล่นมาหยุดหน้าเรือนโรงอัน กว้างใหญ่หลังหนึ่ง เมื่อนายหอยก้าวลงจากรถชายชราร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็เดินลงมาจากเรือนชั้นเดียวแบบโบราณอย่างร้อนรน ชายผู้นี้คือนายเบื๊อกเพื่อนเกลอของนายหอยนั่นเอง

"เฮ้-อ้ายหอย ข้าอยู่นี่โว้ย" นายเบื๊อกร้องเรียกเพื่อนของเขาด้วยความดีใจแล้ววิ่งเหยาะๆ มาที่รถบรรทุก

สองสหายปราดเข้าจับมือกันและทักทายกันอย่าง สนิทสนม

"ข้าเอานุ่นมาส่งแกว่ะ แล้วก็มีนุ่นพิเศษมาด้วย ๖ กระสอบ ใจหายใจคว่ำมาตลอดทางเชียวอ้ายเกลอ กลัวว่าอ้ายพวกทหารแดงมันจะค้นพบ" นายหอยพูดกับเพื่อนรักของเขาด้วยความดีใจ "ออกมาจากตลาดโขดพระไม่ทันไรติดด่านกักรถเสียค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ทหารไปหนึ่งร้อยเลยไม่ต้องเอากระสอบนุ่นลงมาให้มันตรวจถ้าให้ตรวจเป็นพบแน่"

ชายชราร่างสูงใหญ่ทำหน้าตื่น เขามองไปที่กระสอบนุ่นบนรถทั้งสองคันแล้วถามโดยเร็ว

"กระสอบนุ่นพิเศษที่เอ็งว่าอยู่รถคันไหนล่ะหอย"

"อยู่ทั้งสองคัน คันละ ๓ คน เรียกคนของเอ็งมาช่วยกันเอานุ่นลงเถอะ หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนถูกนุ่นทับมาชั่วโมงครึ่งคงจะแย่เต็มทน"

นายเบื๊อกหันไปทางเรือนใหญ่แล้วร้องตะโกนเรียกชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งยืนออกันอยู่ข้างบันไดเรือนให้มาหาเขา ต่อ จากนั้นคนของนายเบื๊อกกับคนขับรถทั้งสองคน และนายเยื่อ ก็ช่วยกันลำเลียงกระสอบนุ่นลงจากรถ

นายหอยสั่งให้ช่วยกันยกกระสอบที่บรรจุหน่วยกล้าตาย เข้าไปในเรือนโรงหลังคาสังกระสีหลังนั้นทั้ง ๖ กระสอบ ทั้งนี้เพราะเกรงว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกรั้วบ้านแลเห็นหน่วยกล้าตายเข้า ก่อนจะแก้กระสอบออกนายหอยได้สั่งให้ชายหนุ่มคนหนึ่งปิดประตูเรือนโรงนั้น ต่อจากนั้นคนของนายเบื๊อกกับคน ขับรถก็ช่วยกันแก้กระสอบทั้งหกใบออกอย่างรวดเร็ว

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถูกประคองตัวออกมาจากกระสอบในท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงไปตามกัน ทุกคนต่างรีบสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดและยกมือปัดนุ่นที่เกาะอยู่ตามเนื้อตัว หน่วยกล้าตายหายใจถี่เร็วเหมือนกับคนที่ได้รับความเหน็ดเหนื่อย ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

อย่างไรก็ตามชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยเมื่อได้รับอากาศบริ-สุทธิ์ภายนอก หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนก็รู้สึกสดชื่นแข็งแรงขึ้นทีละน้อย ทุกคนดีใจอย่างยิ่งเท่าที่หนีมาจากโขดพระได้โดยปลอดภัย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โผเข้ากอดนายหอยด้วยความรัก

"ขอบคุณมากนายหอย พวกเราเป็นหนี้บุญคุณนายหอยอย่างมากมายทีเดียว เราใกล้จะถึงประเทศไทยแล้วไม่ใช่หรือ"

นายหอยยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ครับ ใกล้จะถึงแล้ว ชั่วแต่แม่น้ำคั่นขวางหน้าเท่านั้น ผมรับรองว่าเจ้าคุณกับพวกคุณๆ เหล่านี้มีหวังได้กลับเข้า ประเทศไทยอย่างแน่นอน เป็นยังไงบ้างครับ ทางมันไม่ใคร่ ดีรถมันคงฟัดแย่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รถยนต์ฟัดพอทนได้ แต่หายใจไม่ออกน่ะซีทำท่าจะขาดใจตายตั้งหลายครั้ง รูที่เจาะไว้ก็ถูกกระสอบนุ่นใบอื่นเลื่อนลงมาปิด กว่าจะถึงนี่เล่นเอาทุลักทุเลนึกว่าตายเสียแล้ว"

นายหอยหันมายิ้มให้สี่สหาย

"ผมดีใจด้วยครับ ที่ผมกับเด็กของผมสามารถพาพวก คุณมาถึงบ้านครุฑ อ้า-ก่อนอื่นโปรดรู้จักกับเพื่อนรักของผม เสียหน่อยเถอะครับ เขาคือเจ้าของบ้านนี้ นายเบื๊อกคือเพื่อนร่วมสาบานของผม มีอัธยาศัยใจคอคล้ายๆ กับผม"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูนายเบื๊อกเป็นตาเดียว ทุกคนยกมือไหว้นายเบื๊อกชายชราเจ้าของร่างสูงใหญ่อย่างนอบน้อม นายเบื๊อกรีบรับไหว้อย่างภาคภูมิใจ ในเกียรติที่เขาได้รับ

"สวัสดีครับทุกๆ คน ผมเตรียมช่วยเหลือพวกคุณมา หลายวันตั้งแต่ผมได้รับจดหมายจากนายหอย รู้ข่าวว่าทหารแดงมันปิดตลาดโขดพระผมไม่สบายใจเลย กลัวว่าพวกคุณจะเสียท่าถูกจับ แต่เจ้าหอยมันก็อุตส่าห์พาพวกคุณหลบหนีมาจนได้"

พลยกมือไหว้นายเบื๊อกอีกครั้ง

"ในนามแห่งหน่วยกล้าตาย ผมขอขอบพระคุณในความ กรุณาของคุณอาครับ ผมจะไม่ลืมเลยว่าคุณลุงเหียกคุณอาหอยและคุณลุงเบื๊อกได้มีพระคุณต่อเราอย่างล้นเหลือจนวันตายก็ไม่ลืมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามายื่นมือให้นายเบื๊อกสัมผัส

"ยินดีเหลือเกินที่ได้รู้จักกัน ขอโทษเถอะน้องชาย น้องชายชื่อเบื๊อกจริงๆ หรือว่าเป็นชื่อเล่นๆ "

"ผมชื่อเบื๊อกจริงๆ ครับ เป็นภาษาของเราแปลว่า รวดเร็ว ว่องไว"

เสียหงวนหัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"ถ้าเป็นภาษาไทยละก้อแปลไม่ได้ความเลยครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้แนะนำตัวเองไห้นายเบื๊อกรู้จักและแนะนำชื่อสี่สหายกับเจ้าแห้วเป็นรายตัวทำให้นายเบื๊อกปลื้มใจมากที่เขาได้รู้จักกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพบกไทย ซึ่งได้เดินทางลอบเข้ามาก่อวินาศกรรมทำลายฐานทัพจรวดพินาศย่อยยับไปด้วยความกล้าหาญสมศักดิ์ศรีของนักรบไทย นาย เบื๊อกได้สนทนาปราศรัยกับหน่วยกล้าตายด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตแล้วกล่าวว่า

"เชิญขึ้นไปพักผ่อนอาบน้ำอาบท่าบนบ้านผมก่อนเถอะครับ เสื้อกางเกงที่เปรอะเปื้อนนุ่นฝุ่นละอองสกปรกหมดแล้ว ผมจะหาให้เปลี่ยนใหม่คนละชุด อย่างช้าอีกหนึ่งชั่วโมงผมก็จะส่งข้ามฟากไปทางฝั่งประเทศไทย มาถึงนี่แล้วคงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"

ดร. ดิเรกกล่าวกับนายเบื๊อกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ขอบคุณครับคุณอา พวกเราอยากจะกลับเข้าเขตประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เราไปกันยังงี้ก็ได้ครับ"

นายเบื๊อกหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"อย่างน้อยก็ควรจะทานเครื่องดื่มเย็นๆ กันเสียคนละ ขวด และสูบบุหรี่นั่งพักผ่อนอีกสักครู่ ถ้าไม่ขึ้นไปบนเรือน ผมนั่งคุยกันโรงเก็บของของผมนี่ก็ได้ หลังบ้านผมลงแม่น้ำเลยครับ เรือหางยาวจอดเตรียมไว้แล้วเป็นเรือส่วนตัวของผมเอง ประเดี๋ยวผมจะให้เด็กของผมพาพวกคุณไปลงเรือข้ามฟากไปฝั่งประเทศไทย"

พลยกมือไหว้นายเบื๊อกแล้วกล่าวว่า

"กรุณาเถอะครับ เราทุกคนอยากข้ามฟากไปโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ อย่าให้เราต้องรบกวนอะไรคุณอาอีกเลยครับ"

นายเบื๊อกยิ้มให้พล

"ขอให้ผมได้ต้อนรับพวกคุณบ้าง สักนิดหน่อยก็ยังดี เครื่องดื่มเย็นๆ ผมแช่ไว้เยอะแยะ ตู้เย็นน้ำมันก๊าดของผมมีครับ" พูดจบชายชราก็หันมาทางชายหนุ่มคนหนึ่ง "อ้ายหนู รีบขึ้นไปบนเรือนเอาน้ำอัดลมและบุหรี่มาต้อนรับแขกของข้า เร็วๆ "

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างทรุดตัวลงนั่งพักผ่อนบนม้ายาว นายหอยสั่งให้คนขับรถยกม้ายาวมาให้เขาสองตัว แล้วเขากับนายเบื๊อกและนายเยื่อ คนขับรถและคนของนายเบื๊อกก็นั่งรวมกันบนม้ายาวสองตัวนั้น นายเบื๊อกได้ ซักถามเรื่องราวของหน่วยกล้าตายนับตั้งแต่กระโดดร่มลงปฏิบัติการที่ฐานทัพจรวด เสี่ยหงวนกับนิกรผลัดกันเล่าให้ฟัง ซึ่งเป็นการต่อเติมเรื่องโดยใส่ฝอยเข้าไปจึงทำให้ผู้ฟังตื่นเต้นสนุกสนานหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

อีกสักครู่หนึ่ง คนของนายเบื๊อกรวมสองคนก็ถือถาดใส่ขวดน้ำอัดลมแช่เย็นและบุหรี่เดินเข้ามาในเรือนโรงหลังนี้ ชายชราเจ้าของบ้านสั่งให้คนของเขาเสิร์ฟให้คณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน และเสิร์ฟให้ทุกๆ คนซึ่งอยู่ในทีมด้วย

"ฟังเรื่องที่เล่าให้ฟังรู้สึกว่าพวกคุณเก่งมากทีเดียวครับ"นายเบื๊อกกล่าวชมด้วยความจริงใจ "ที่ผมชอบที่สุดก็คือตอนลอกคราบทหารแดงมาแต่งที่ตลาดโขดพระ รู้สึกว่าตื่นเต้นขบ ขันดีครับ พวกคุณกล้าเสี่ยงภัยมาก ความจริงผมอยากจะเชิญให้อยู่รับประทานอาหารเย็นกับผม ผมจะให้คนของผมจัดอาหารเลี้ยงอย่างเต็มที่ ทหารแดงที่นี่มีไม่กี่คนมันไม่สนใจหรอกครับ บ้านผมมันไม่เคยเข้ามาตรวจค้น อยู่ทานอาหารเย็นกับผมก่อนไม่ดีหรือครับ ค่ำๆ ข้ามฟากไปปลอดภัยดีมาก ตอนกลางวันอย่างนี้อาจจะพบเรือยนต์เร็วซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ของคอมมิวนิสต์ก็ได้"

นิกรหันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"หรือจะอยู่กินข้าวกับคุณอาเบื๊อกก่อน ไหนๆ ท่านมีศรัทธาต่อพวกเราแล้วไม่น่าจะปฏิเสธเลย"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"งานของเรายังมีอีกมากโว้ยอ้ายกร เราจะต้องรีบข้ามไปเพื่อส่งรายงานไปให้กองบัญชาการทราบว่าเราทำงานสำเร็จ เรารอดตายและกลับเข้าประเทศเราได้โดยปลอดภัย แกกลัวคุณอา จะเสียศรัทธาแกอยู่คนเดียวก็แล้วกัน แล้วค่ำๆ คนของคุณอา ก็จะเอาเรือไปส่งแกเอง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"คนเดียวท่าจะไม่เหมาะ แฮ่ะ แฮ่ะ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สนทนากับนายเบื๊อกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พลก็กล่าวกับชายชราร่างใหญ่อย่างนอบน้อม

"คุณอาครับ ได้โปรดให้คนของคุณอาพาพวกเราลงเรือข้ามไปฝั่งไทยเถอะครับ พวกเราหายเงียบมาอยู่ในประเทศนี้หลายวันแล้ว ผู้บังคับบัญชากำลังรอฟังข่าวพวกเราอยู่ ผมหวังอย่างยิ่งว่าวันหนึ่งพวกเราคงจะมีโอกาสได้ข้ามมากราบเยี่ยมเยียนคุณอาอีกในเมื่อพวกคอมมิวนิสต์ถูกทำลายไปหมด เพราะประเทศไทยกับประเทศนี้ก็เป็นพันธมิตรกัน มีความสัมพันธ์ต่อกันเหมือนญาติสนิทมานานแล้ว"

นายเบื๊อกพยักหน้ารับทราบและยิ้มให้พล

"ผมเห็นใจพวกคุณมากที่อยากกลับไปฝั่งไทย เชิญซีครับผมกับหอยจะไปส่งที่เรือของผมริมฝั่งแม่น้ำ" พูดจบนายเบื๊อก ก็ยกมือตบบ่าชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขา และเป็นหลานชายของเขา "อ้ายเพ็ง เอ็งขับเรือพาพวกคุณๆ ไปส่ง ฝั่งไทยหน่อยซีนะ"

ชายหนุ่มร่างผอมบางพยักหน้า

"ได้ซีลุง ถ้าบังเอิญกลับไม่ได้ฉันก็จะอยู่ทางฝั่งไทยและดึกๆ จะพายเรือข้ามมา"

ทุกคนต่างลุกขึ้น นายหอยกับนายเบื๊อกเดินนำหน้าพาหน่วยกล้าตายออกไปจากเรือนโรงหลังนั้น คนขับรถบรรทุก กับคนของนายเบื๊อกสามสี่คนติดตามไปด้วย นายหอยกับนายเบื๊อกพาหน่วยกล้าตายออกไปทางหลังบ้าน ซึ่งเป็นไร่อ้อยและพืชผักต่างๆ พอสุดไร่ก็เป็นชายหาดติดต่อกับริมแม่น้ำ เรือ ชะล่าติดเครื่องยนต์ลำหนึ่งซึ่งเรียกว่าเรือหางยาวจอดอยู่ที่ท่าน้ำเรือลำนี้เป็นเรือส่วนตัวของนายเบื๊อกสำหรับใช้เดินทางไปตามตำบลต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำ ทุกคนยืนจับกลุ่มอยู่ในบริเวณดง กล้วยซึ่งติดต่อกับชายหาด นายเบื๊อกกล่าวกับพลว่า

"อย่าให้พวกผมออกไปริมแม่น้ำเลยครับ ทหารแดงมันเห็นเข้าจะสงสัย พวกคุณพากันไปลงเรือทีละคนเถอะครับ เดินไปเฉยๆ โดยไม่รีบร้อนอะไรอย่าให้ชาวบ้านริมแม่น้ำสนใจได้" แล้วเขาก็หันมาทางหลานชายของเขา "เอ็งไปก่อนอ้ายเพ็ง ลองติดเครื่องยนต์ดูและแก้เชือกผูกเรือให้เรียบร้อย"

เจ้าเพ็งรู้สึกภาคภูมิที่ได้รับมอบหมายหน้าที่จากลุงให้เป็นนายเรือพาหน่วยกล้าตายไปส่งแผ่นดินไทย เขาเดินผ่านหาดทรายตรงไปที่เรือชะล่าลำนั้น ก้าวลงไปในเรือแก้โซ่ผูกหัวเรือออก หลังจากนั้นเขาก็ลองติดเครื่องดูซึ่งเครื่องยนต์หางยาวก็ทำงานอย่างง่ายดาย เพ็งดับเครื่องแล้วมองมาทางดงกล้วยพยักหน้าเรียกคณะพรรคสี่สหาย

พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างร่ำลาชายชราทั้งสองด้วยความอาลัยรักและซาบซึ้งใจในบุญคุณอันใหญ่หลวงเหลือที่จะกล่าว นายหอยกับนาย เบื๊อกได้ให้ศีลให้พรขอให้ปลอดภัยและสวัสดี ต่อจากนั้นหน่วยกล้าตายก็อำลานายเยื่อกับผู้ที่มาส่งทุกคน

พลยกมือตบบ่าหลานชายผู้ใหญ่เหียกค่อนข้างแรง

"น้องชาย กลับไปถึงบ้านกลางนาละก้อบอกคุณลุงด้วยว่าพวกเรากราบขอบคุณทั้งคุณลุงและคุณป้าทั้งสอง เราจะสำนึกในบุญคุณของคุณลุงคุณป้าตลอดจนพวกพี่น้องชาวนาทุกคนไปจนวันตาย สำหรับแกก็มีบุญคุณต่อพวกเราไม่น้อย ลาก่อนน้องชาย"

เยื่อทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"สวัสดีครับ วันหนึ่งเราคงจะได้พบกันอีก"

ดร. ดิเรกเดินไปลงเรือหางยาวเป็นคนแรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนที่สอง ต่อจากนั้นก็กิมหงวน เจ้าแห้ว นิกร และพลเป็นคนสุดท้าย เรือชะล่าลำนี้ไม่ใหญ่โตจนเกินไป เคยบรรทุกคนได้ ๕ คนทั้งนายท้าย เมื่อต้องบรรทุกคนถึง ๗ คนเรือก็เพียบ กราบเรือสูงจากน้ำเพียง ๓ นิ้ว อย่างไรก็ตาม นายเพ็งยืนยันว่าถึงเรือเพียบก็ข้ามฟากไปได้อย่างสบายรับรองว่าไม่ล่ม เขาเคยบรรทุกมาแล้วถึง ๘ คน

เครื่องยนต์หางยาวถูกสต๊าทขึ้นแล้ว นายเพ็งบังคับมันแล่นถอยหลังออกห่างจากฝั่งทีละน้อย หน่วยกล้าตายต่างโบกมืออำลาชายชราทั้งสอง และทุกคนที่ยืนรวมกลุ่มอยู่ในดงกล้วยเมื่อเรือถอยหลังออกไปห่างจากฝั่งตามสมควร นายเพ็งก็บังคับเครื่องยนต์ให้หยุดและเดินหน้า เรือชะล่าค่อยๆ เลี้ยวซ้ายเป็นวงกว้างจากชายหาดบ้านครุฑ เหหัวออกกลางแม่น้ำ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เรือยนต์เร็วของทหารแดงลำหนึ่งได้แล่นตามสายน้ำมาด้วยความเร็วสูง นายทหารคอมมิวนิสต์ซึ่งมียศเป็นร้อยตรี นั่งอยู่ตอนหัวเรือข้างคนขับ เมื่อเขาเห็น เรือชะล่ากำลังกลับลำและมีชายฉกรรจ์อยู่ในเรือหลายคนเขาก็ยกกล้องส่องทางไกลขึ้นส่องมองดู

ภาพที่ปรากฏในกล้องส่องทางไกลนั้นช่วยให้เขามองเห็นหน่วยกล้าตายอย่างถนัด นายทหารแดงนึกเฉลียวใจทันทีว่าชายฉกรรจ์ในเรือชะล่าติดเครื่องยนต์ลำนั้นอาจจะเป็นหน่วยกล้าตายของกองทัพไทย ดังนั้นเขาจึงสั่งให้คนขับหรือนายท้ายเร่งเครื่องยนต์เต็มที่แล่นอ้อมไปดักหน้ากลางแม่น้ำแล้วร้องตะโกนบอกทหารบนดาดฟ้าให้ประจำปืนกลหนักเตรียมยิง

นิกรแลเห็นเรือยนต์เร็วของคอมมิวนิสต์แล่นปราดมา กลางแม่น้ำ เขาก็ร้องบอกคนถือท้าย

"เฮ้-น้องชาย นั่นเรือเร็วของใครน่ะสวยจังเลย วิ่งเร็วเสียด้วย"

ทุกคนมองตามสายตานิกร นายเพ็งกำลังบังคับเรือชะล่าให้แล่นตัดข้ามฟากด้วยการแล่นเฉลียง พอแลเห็นเรือตรวจฝั่งแม่น้ำของทหารคอมมิวนิสต์เขาก็ใจหายวาบ ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือด

"แย่ละครับ เรือทหารแดง"

หน่วยกล้าตายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน พลมองดูเรือยนต์เร็วซึ่งอยู่ห่างจากเรือชะล่าราว ๒๐๐ เมตร แล้วเขาก็ร้องบอกนายเพ็ง

"เลี้ยวซ้ายนายเพ็ง แล่นตามน้ำและตัดข้ามฟาก ขืนแล่นทวนน้ำไปหามันเป็นเสร็จมันแน่"

เพ็งไม่มีสติแล้วแต่ยังสามารถบังคับเรือได้ เมื่อพลสั่งเช่นนี้เขาก็บังคับเรือให้เลี้ยวซ้ายแล่นตามน้ำทันที แล้วเร่งเครื่องยนต์เต็มที่ ถึงแม้เรือยนต์เร็วของคอมมิวนิสต์จะมีความเร็วมากแต่ก็ไม่เร็วกว่าเรือหางยาวเท่าใดนัก ประกอบทั้งแล่นตามน้ำด้วยกันและอยู่ห่างตั้ง ๒๐๐ เมตรเศษ ดังนั้น นายทหารแดงจึงสั่งพลปืนกลหนักระดมยิงทันที

เสียงปืนกลหนักดังคำรามขึ้นหนึ่งชุด กระสุนปืนหล่นน้ำห่างจากเรือชะล่าไม่กี่มากน้อย เจ้าแห้วกับนิกรตัวสั่นงันงก นายเพ็งบังคับเรือชะล่ามาถึงกลางแม่น้ำแล้ว ซึ่งครึ่งหนึ่งของแม่น้ำด้านนี้เปรียบเหมือนราชอาณาจักรของไทย เรือชะล่าแล่นเฉียงมุ่งตรงสู่ฝั่งแผ่นดินไทยด้วยความเร็วสูง เรือยนต์เร็วของทหารแดงไล่กวดกระชั้นชิดเข้ามาอีก หน่วยกล้าตายตื่นเต้นดีใจไปตามกัน เมื่อเรือหางยาวใกล้จะถึงฝั่งไทยแล้ว

นายทหารแดงสั่งทหารใช้ปืนกลหนักยิงมาที่เรือชะล่าอีกหนึ่งชุด กระสุนปืนเลยขึ้นไปบนฝั่งไทย ทันใดนั้นเองปืนกลมือของตำรวจชายแดน ก็แผดคำรามลั่น ริมฝั่งแม่น้ำ เรือยนต์เร็วลำนั้นเบนหัวออกไปกลางแม่น้ำและรีบข้ามฟากกลับไปทันที

หน่วยกล้าตายรอดตายอย่างหวุดหวิด ทุกคนลืมตัวลุกขึ้นยืนกระโดดโลดเต้นร้องไชโยลั่น เรือชะล่าจวนจะถึงฝั่งอยู่แล้ว นายท้ายร้องตะโกนห้ามเสียงหลง

"นั่งลง นั่งลงครับเรือจะล่ม นั่งลง"

ไม่มีใครฟังเสียงนายท้าย นิกรกับเสี่ยหงวนกระโดด ตัวลอยเต้นแร้งเต้นกาด้วยความดีใจ เรือชะล่าติดเครื่องยนต์เอียงวูบพลิกคว่ำลงทันที หน่วยกล้าตายดำผุดดำว่ายเปียกน้ำมอมแมมไปตามกัน ต่างหัวเราะต่อกระซิกพากันว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง นายเพ็งคว้าโซ่หัวเรือว่ายน้ำจูงเรือเข้าฝั่งอย่างน่าสงสาร เมื่อหน่วยกล้าตายเหยียบผืนแผ่นดินไทย ทุกคนก็กอดและจูบแสดงความดีอกดีใจเหลือที่จะกล่าว

เมื่อตำรวจชายแดนที่รักษาการณ์อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำได้ทราบความจริงว่า สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วคือหน่วยกล้าตายที่ได้ไปปฏิบัติการอย่างอาจหาญทำลาย ฐานทัพจรวดของกองทัพแดงและหลบหนีกลับมาได้อย่างหวุดหวิด บรรดาพลตำรวจนายสิบและนายตำรวจก็ตื่นเต้นดีใจไปตามกัน ผู้บังคับกองตำรวจชายแดนได้พาหน่วยกล้าตายไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอทันที หลังจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายท่านก็ได้ทราบข่าวนี้รีบรุดมาเยี่ยมหน่วยกล้าตายที่สถานีตำรวจ แสดงความยินดีต่อคณะพรรคสี่สหายอย่างจริงใจพร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือทุกสิ่งทุกประการ

ดร. ดิเรกรีบโทรเลขด่วนถึง พล. อ. หลวงชาญตะลุมบอนผู้บัญชาการป้องกันพระนครรายงานให้ทราบว่าหน่วยกล้าตายได้กระโดดร่มลงในบริเวณ ณ ฐานทัพจรวดของคอมมิวนิสต์และสามารถทำลายฐานทัพจรวดราบคาบไปแล้วในคืนวันนั้น แต่ต้องหลบซ่อนอยู่ในเมืองนั้นถึง ๖ วันเพิ่งหนีเล็ดรอดกลับมาได้ จะพักผ่อนท่องเที่ยวสังเกตการณ์อยู่ในจังหวัดนี้สักสามสี่วันจึงจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครได้ตอบโทรเลขนายแพทย์หนุ่มแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขอร้องให้ทุกคนกลับกรุงเทพฯ โดยเร็ว และบอกมาว่าท่านได้ติดต่อแจ้งไปให้ครอบครัวของคณะพรรคสี่สหายทราบแล้วว่า ทุกคนปลอดภัยและกลับเข้ามาในประเทศไทยแล้ว

จังหวัดนี้ไม่มีกองทหาร เป็นจังหวัดชายแดนที่ยังไม่สู้จะเจริญนัก ผู้บังคับกองตำรวจภูธรเล่าให้คณะพรรคสี่สหายฟังว่ามีพวกคอมมิวนิสต์แทรกซึมอยู่หลายร้อยคน ส่วนมากเป็น ชนชั้นกรรมกรยากที่จะทำการจับกุมได้เพราะไม่มีหลักฐาน ยืนยัน เจ้าหน้าที่เพียงแต่ทราบว่าคนเหล่านี้เป็นสมาชิกคอมมิวนิสต์ ทำงานใต้ดินให้พวกแดงเพื่อทำลายล้างประเทศไทยและชาติไทยที่รักของเขา

ผู้ว่าราชการจังหวัดและภรรยาของท่านได้อ้อนวอน ขอร้องให้หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนไปพักที่จวนของท่าน หัวหน้าศาล และศึกษาธิการจังหวัดก็มาเชิญให้ไปพักที่บ้าน พวกนายตำรวจขอร้องให้พักที่กองตำรวจ โดยมอบบ้านพักของนายตำรวจหลังหนึ่งให้เป็นที่พัก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างซาบซึ้งในไมตรีจิตของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง ดร. ดิเรกได้เรียนให้ท่านผู้ใหญ่เหล่านี้ทราบว่า

"พวกเราจะพักที่กองตำรวจภูธรในคืนนี้เพียงคืนเดียว เท่านั้นแหละครับ เรามีราชการสำคัญบางอย่างที่จะต้องทำ พรุ่งนี้พวกเราจะไปพักตามโรงแรมที่ตลาดและเราจะกระทำตนเหมือนชนชั้นกรรมกร เพื่อประโยชน์ในการสืบราชการลับ ของเรา ท่านข้าหลวง ท่านหัวหน้าศาล ท่านศึกษาธิการ และ ผู้บังคับกอง โปรดอย่าสนใจกับพวกเราเลยครับ เราจะได้ทำงานของเราโดยสะดวก และกรุณาอย่าแพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาดว่าพวกเราคือหน่วยกล้าตายเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิตพวกเรา โดยเฉพาะคือตัวของผมซึ่งทางฝ่ายศัตรูได้จ้างคนมาฆ่าผมเป็นเงินล้าน ผมขอขอบพระคุณทุกท่านเท่าที่ได้แสดงความเอื้ออารีต่อพวกเรา พวกเราจะไม่ไปเยี่ยมท่านข้าหลวงหรือใครๆ เป็นอันขาด ถ้าเราหายไปก็หมายความว่าพวกเรากลับกรุงเทพฯ และถ้าหากว่าพบพวกเราตามตลาด หรือที่ไหนก็ตามกรุณาอย่าทักทายหรือสนใจกับพวกเราเลยนะครับ มิฉะนั้นงานสืบสวนของเราจะไม่ได้ผล"

เมื่อนายแพทย์หนุ่มอ้างถึงราชการลับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทุกคนที่ร่วมสนทนาด้วยต่างก็เข้าใจ และไม่มีใครกล้าซักถามอะไรอีก

ตอนสายวันรุ่งขึ้น หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนได้ออกจากกองตำรวจภูธรอำเภอเมืองของจังหวัดนี้ไปเช่าโรงแรมของ ชาวจีนอยู่ในตลาด ซึ่งโรงแรมที่กล่าวนี้เป็นห้องแถวไม้สองชั้นเครื่องนอนและเครื่องใช้สกปรก ฝาห้องเจาะรูหลายรู สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาถูกๆ แบบ ชนชั้นกรรมกร กางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อยืดคอปก รองเท้าผ้าใบพื้นยาง มีกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆ คนละกระเป๋าซึ่งเครื่องแต่งตัวและกระเป๋าเสื้อผ้านี้ผู้บังคับกองตำรวจภูธรได้เอื้อเฟื้อจัด

หามาให้ตามคำขอร้องของนายแพทย์หนุ่ม หน่วยกล้าตายเช่าห้องชั้นบนติดๆ กันรวมสามห้อง ต่างใช้ชื่อปลอมในสมุดทะเบียนโรงแรม และแจ้งว่าเดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียง มีอาชีพต่างๆ กัน แล้วแต่จะสมมุติขึ้น โดยเฉพาะนิกรแจ้งว่าเป็นหมอดู เจ้าแห้วเป็นหมอนวด เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นช่างไม้ พลเป็นพ่อค้า กิมหงวนเป็นช่างฟิต และ ดร. ดิเรกเป็นช่างไฟฟ้า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรกพักอยู่ห้องเดียวกันคือห้องหมายเลข ๓ พลกับนิกรพักห้องหมายเลข ๔ อาเสี่ยกับเจ้าแห้วพักอยู่ห้องหมายเลข ๕ อากาศในตอนกลางวันร้อน อบอ้าว หน่วยกล้าตายได้ตกลงกันไว้ว่าจะพักผ่อนนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องพอเที่ยงจึงลงไปรับประทานอาหารชั้นล่างของโรง-แรม ซึ่งเป็นที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม และเป็นร้านสามคูหา ส่วนชั้นบนเป็นห้องพัก มีห้องพักรวม ๘ ห้อง โรงแรม อาจิวนี้เป็นโรงแรมชั้นที่หนึ่งของเมืองนี้แล้ว เพราะมีห้องน้ำห้องส้วมอยู่ชั้นบน มีอาหารและเครื่องดื่มจำหน่าย ส่วนโรงแรมอื่นๆ คับแคบอุดอู้มาก ฝาห้องเจาะรูโหว่ขนาดกำปั้นลอดได้ โดยเฉพาะฝาห้องน้ำเจาะเป็นถ้ำมองทั้งสี่ด้าน ห้องนอนของโรงแรมอาจิวมีรูบ้างตามสมควรแต่ไม่มาก ส่วนห้องน้ำก็อาจจะมีรูเพียงสองสามแห่งเท่านั้น เจ้าหน้าที่ของโรงแรมพยายามอุดรูที่พวกนักเจาะไชชอบทำรูไว้เสมอ

มันเป็นเวลา ๑๑.๓๐ น. เศษ

ขณะที่พลกับนิกรกำลังนอนสนทนากันอยู่บนเตียงนอนขนาด ๕ ฟิต เสี่ยหงวนก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วอาเสี่ยจุ๊ปากทำกิริยาบุ้ยใบ้กับเพื่อนเกลอ ทั้งสอง

"เจอของดีแล้วโว้ยอ้ายพล" กิมหงวนพูดเสียงกระซิบกระซาบ

พลกับนิกรต่างลุกขึ้นนั่ง

"ของดีอะไรของแกวะ" พลถามยิ้มๆ

"เลดี้ว่ะ อยู่ห้องติดๆ กับห้องกัน สวยขนาดหยาดฟ้ามาดินเชียวโว้ยให้ดิ้นตายซีเอ้า"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ทำไมแกเห็นล่ะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"แอบดูตามรูข้างฝาห้องน่ะซี กันได้ยินเสียงหล่อนสั่งเครื่องดื่ม เสียงหวานเหมือนระฆังเงินก็อดสนใจไม่ได้ สองคนกับอ้ายแห้วแอบดูหล่อน อุ๊ย-ทั้งขาวทั้งอวบอัดเชพแน่เหลือเกิน ใบหน้างามแฉล้ม อายุอย่างมากก็ ๒๕ เท่านั้น ท่าทางยังเป็นนางสาว ไม่เชื่อไปแอบดูซีวะ"

นิกรหัวเราะหึๆ ยกมือทั้งสองพาดไหล่แล้วโบกออกไป

"อ้ายเวรเอ๊ย กะหรี่ประจำโรงแรมน่ะซี"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ปู้โธ่-แกคิดว่ากันดูคนไม่ออกหรือวะว่าหล่อนเป็นกะหรี่หรือคนดี เสียงที่หล่อนพูดกับบ๋อยนั้นนุ่มนวลน่าฟังมาก ถ้าเป็นกะหรี่ก็ต้องจ๋าลั่นห้องไปแล้ว การแต่งตัวก็สุภาพเรียบร้อยสวมกระโปรงดำเสื้อคอปกสีขาวแบบง่ายๆ แต่เก๋มาก ท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุลทุกกระเบียดนิ้ว มีกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่วางอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งใบหนึ่ง"

พลมีความเห็นเช่นเดียวกับนายจอมทะเล้น เขายิ้มให้กิมหงวนแล้วกล่าวเบาๆ ว่า

"ผู้หญิงดีจะมาเช่าโรงแรมอยู่ตามลำพังได้หรือวะ กะหรี่ที่สงบเสงี่ยมน่ารักถมเถไป"

อาเสี่ยยกมือเกาศีรษะอย่างโมโห

"แกสองคนดูถูกคนจนเกินไป เห็นหล่อนเสียก่อนเถอะค่อยลงความเห็นว่าหล่อนเป็นกะหรี่หรือเปล่า"

พลหันมายิ้มให้นิกร

"ไป-ไปดูหล่อนหน่อยซิอ้ายกร ถ้าหล่อนสวยอย่างที่อ้ายหงวนว่า และถ้าหล่อนเป็นคนดีกันจะได้ลองจีบหล่อนดู"

"อ้าว" กิมหงวนอุทาน "ถ้ายังงั้นก็ได้ยิงกันเท่านั้นแหละ กันจองไว้แล้วนะจะบอกให้ กันคิดว่าหล่อนคงเป็นลูกผู้ดีมีเงินมาจากฝั่งโน้น และที่มาพักอยู่ที่นี่ก็เพื่อรอขึ้นรถไฟพรุ่งนี้เช้า"

คราวนี้พลเห็นพ้องด้วย

"เออ อาจจะจริงก็ได้"

แล้วพลก็ฉุดแขนนิกรลุกขึ้นจากเตียงนอน กิมหงวนพาเพื่อนเกลอทั้งสองออกจากห้องไป พลจัดแจงปิดห้องใส่กุญแจแล้วพานายจอมทะเล้นเดินตามอาเสี่ยเข้าไปในห้องนอนหมายเลข ๕ เมื่อเข้ามาในห้อง สามสหายก็เงียบกริบ ต่างแลเห็นเจ้าแห้วกำลังยืนโก้งโค้งมองดูอีกห้องหนึ่งตามรูเล็กๆ ที่ฝาห้อง พลกับนิกรเดินจรดปลายเท้าเข้ามาหาเจ้าแห้ว ค่อยๆ ดึงศีรษะเจ้าแห้วขึ้นแล้วเขากับพลก็ก้มลงมองดูตามรูคนละรู

สองสหายแลเห็นหญิงสาวเจ้าของเรือนร่างอันอวบอัด ใบหน้างามแฉล้มอย่างที่พวกออร์เหลนชอบพูดกันว่าไฉไลเป็นบ้าคนหนึ่งแต่งกายเรียบๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะหินและกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือบนโต๊ะนั้น มีแก้วกาแฟดำเย็นแก้วหนึ่ง เอกสารปึกหนึ่ง และกระเป๋าซิปรูดหนึ่งกระเป๋า ทั้งพลและนิกรต่างตะลึงในความงามของหล่อน ซึ่งยากที่จะหาใครเปรียบได้ บุคลิกลักษณะท่าทางของหล่อนเป็นผู้ดีมีสกุล ไม่ใช่หญิงโสเภณีตามโรงแรม นิ้วนางมือซ้ายของหล่อนสวมแหวนเพชรลูกราคาไม่ต่ำกว่าสามหมื่น นิ้วมือของหล่อนเรียวเล็กเป็น ลำเทียน ทาเล็บสีแดงสด ท่าทางของหล่อนสงบเสงี่ยมและบอกให้รู้ว่าหล่อนมีการศึกษา ประตูห้องนอนของหล่อนปิดใส่กลอน หล่อนอยู่ในห้องอย่างเงียบที่สุด

สักครู่หนึ่งพลกับนิกรก็เงยหน้าขึ้นและหันมามองดูกัน พลพยักหน้าและพูดกับนิกรโดยไม่ออกเสียง

"ไม่เลวโว้ย หล่อนสวยและน่ารักมาก"

นิกรชักติดใจสาวงามผู้นี้เสียแล้ว เขากระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วเบาๆ

"ไปตามดิเรกมาอ้ายแห้ว อีตาแก่พุงพลุ้ยพ่อตาข้าไม่ต้องให้ตามมานะ ถ้าตามมาแกซัดให้หมอบเลย ไม่ใช่เรื่องของคนแก่"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มพร้อมกระซิบตอบ

"รับประทานขืนซัดท่าน ผมก็โดนกะรทืบตายเท่านั้นเอง" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินย่องออกไปจากห้อง

พล นิกร กิมหงวนต่างก้มลงมองดูสาวสวยตามรูที่เจาะไว้ต่อไป ในห้องนอนห้องนี้มีรูเล็กๆ อยู่ประมาณ ๑๐ รู ซึ่งเลือกดูได้ตามสบาย หลังจากนั้นสักครู่เจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพา ดร. ดิเรกเข้ามาในห้อง นายแพทย์หนุ่มเผลอตัวพูดออกมาดังๆ ตามนิสัยของคนเปิดเผย

"ไหนวะผู้หญิงสวย อยู่ห้องไหนวะ"

สามเกลอต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน รีบเงยหน้าขึ้น จากรูฝาห้อง หันมาทำตาเขียวกับ ดร. ดิเรก อาเสี่ยแยกเขี้ยวขบกรามกรอดแล้วชี้ไปที่ฝาห้องพลางกระซิบบอก ดร. ดิเรก

"หล่อนอยู่ห้องนี้ เสือกแหกปากออกมาได้"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ แล้วพูดเสียงกระซิบ

"ขอโทษทีลืมไป"

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างก้มมองดูตาม รูฝาห้องคนละรู ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่นใจเต้นระทึกเมื่อแลเห็นสาวสวยผู้เลอโฉม เขายอมรับว่าหล่อนเป็นหญิงสาวที่สวยและมีเสน่ห์อย่างยิ่ง ปาก แก้ม คิ้วคาง กระจุ๋มกระจิ๋มเป็นที่น่าพิสมัย ดร. ดิเรกมองจนน้ำลายยืด

"โอ-สวยมาก สวยขนาดรองนางสาวไทยอายม้วนต้วนไปเลย" ดร. ดิเรกนึกในใจ

สี่สหายลอบชมโฉมหล่อนเกือบ ๑๐ นาที พลก็บุ้ยใบ้ชวนเพื่อนเกลอทั้งสามออกจากห้องพักห้องนั้นแล้วพากันกลับไปที่ห้องของเขา จัดแจงไขกุญแจเปิดประตูออก สี่สหายบุกเข้าไปในห้อง พลกับนิกรทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนอน อาเสี่ยกับ ดร. ดิเรกนั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะหินคนละตัว

อาเสี่ยยิ้มให้พลและนิกรและกล่าวว่า

"ไง-แกยังคิดว่าหล่อนเป็นกะหรี่หรือเปล่า"

พลสั่นศีรษะ

"กันเชื่อว่าหล่อนเป็นสุภาพสตรีที่มีเกียรติ มีฐานะดีมีความรู้สูงและคงไม่ใช่คนไทย หล่อนอาจจะเป็นเจ้าหญิงก็ได้ ให้ดิ้นตายเถอะวะ หล่อนสวยอะไรอย่างนั้น"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย "หล่อนสวยมากทีเดียว ลักษณะท่าทางไม่ใช่คนชั้นต่ำหรือคนพื้นเมือง"

คนรับใช้ของโรงแรมคนหนึ่งเดินผ่านมาทางหน้าห้อง นิกรแลเห็นเข้าก็ร้องเรียกเด็กหนุ่มที่มีอายุอยู่ในวัย ๑๖ ปีเป็นอย่างมาก

"ตี๋โว้ย"

เจ้าตี๋หยุดชะงักพิงไม้กวาดดอกหญ้าและที่ใส่ขี้ผงไว้ข้างประตู โผล่หน้าเข้ามามองดูสี่สหายด้วยสายตาที่ไม่เลื่อมใสศรัทธาเท่าใดนัก เพราะเข้าใจว่าสี่สหายเป็นคนจนๆ ชั้นกรรมกรที่มาพักโรงแรมนี้ และเขาไม่หวังจะได้ทิปแม้แต่บาทเดียว

"ว่าไง" เจ้าตี๋ถามห้วนๆ

นิกรกวักมือเรียก

"มานี่แน่ะ อั๊วถามอะไรหน่อย"

หนุ่มจีนเดินเข้ามาในห้อง

"ถามอะไรวะ อั๊วไม่มีความรู้อะไรมากนัก อยากรู้อะไรลื้อก็ไปถามผู้จัดการดีกว่า"

"แหมโว้ย" นิกรคราง "มึงนี่ชักจะเบ่งมากไปแล้ว พูดจาให้มันมีน้ำมีนวลน่าฟังหน่อยเถอะวะ อย่างน้อยพวกอั๊วก็เป็นผู้อุดหนุนโรงแรมของลื้อ บอกอั๊วหน่อยเถอะวะตี๋ ผู้หญิงที่อยู่ห้องเลข ๖ น่ะเป็นใครมาจากไหน และอยู่กับใคร"

เจ้าตี๋ยิ้มแสยะมองดูนิกรอย่างเหยียดหยาม

"ไม่ใช่ธุระของลื้อน่า เขาเป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญ แต่เขาทิปอั๊วทีละ ๕ บาท ๑๐ บาท ก็เป็นคนสำคัญสำหรับอั๊วแล้ว"

อาเสี่ยชักฉิวล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งแล้วส่งให้เจ้าตี๋หนึ่งฉบับ

"เอ้า-เอาไปแดกขนม มีใครบ้างวะที่กล้าทิปลื้อครั้งละร้อยบาทอย่างนี้ อั๊วจนก็จริงโว้ยแต่พวกอั๊วทุกคนใจสปอร์ต"

เด็กหนุ่มคนรับใช้ของโรงแรมอาจิวอ้าปากหวอจ้องมองดูกิมหงวนอย่างตื่นๆ แต่ไม่ยอมรับธนบัตรใบละร้อยบาทที่ เสี่ยหงวนยื่นมาให้เขา จนกระทั่งอาเสี่ยคะยั้นคะยอ

"เอาซี อย่าทำเป็นกระดากกระเดื่องหน่อยเลยวะ"

เจ้าตี๋ยิ้มแห้งๆ

"อั๊วไม่กล้าเอาไว้ ลื้อพิมพ์ที่ไหนวะ"

เสี่ยหงวนทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"แบ็งค์ดีโว้ยไม่ใช่แบ็งค์เก๊ รัฐบาลเขาพิมพ์ไม่ใช่อั๊วพิมพ์ เอ้า-เอาไป ถ้าใช้ไม่ได้มากระทืบอั๊วหรือถ้าแบ็งค์ใบนี้เก๊ เอาตำรวจมาลากคออั๊วเลย"

คราวนี้เจ้าตี๋เชื่อสนิทว่าเป็นความจริง เขายกมือไหว้ กิมหงวนอย่างนอบน้อม แล้วรับธนบัตรมาพับเก็บใส่กระเป๋า เปลี่ยนบทบาทท่าทีใหม่ แสดงกิริยาเคารพนบนอบสี่สหายทันที เขายกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วพูดอย่างพินอบพิเทา

"อ้า....ขอบคุณนะครับ พวกคุณมีอะไรจะใช้ผมก็โปรดบัญชามาเถอะครับ ผมยินดีรับใช้ด้วยความซื่อสัตย์กตัญญู"

นิกรหัวเราะชอบใจ แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างขบขัน

"เงินน่ะมันมีอำนาจอย่างนี้แหละเพื่อน อ้ายตี๋มันเห็นพวกเราแต่งตัวซอมซ่อก็ไม่สนใจกับเรา และพูดกับเราอย่างห้วนๆ ตั้งแต่เราเข้ามาโรงแรมนี้แล้ว แต่พออ้ายเสี่ยส่งครุฑไปให้หนึ่งร้อย อ้ายตี๋สุภาพราบเรียบเหมือนกับสำเร็จวิชาโรงแรมมาจากสวิตเซอร์แลนด์" พูดจบนิกรก็พยักหน้ากับเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ "บอกอั๊วหน่อยเถอะวะ ผู้หญิงที่อยู่ห้องเลข ๖ น่ะเป็นใคร"

เจ้าตี๋ยิ้มอายๆ

"เป็นลูกเศรษฐีใหญ่ฝั่งโน้นครับ"

พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"หล่อนไม่ใช่คนไทย" แล้วเขาก็ถามคนรับใช้ประจำ โรงแรม "รู้ไหมว่าหล่อนชื่ออะไร"

เจ้าตี๋สั่นศีรษะ

"ไม่ทราบครับ"

"มาพักอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว หล่อนพักอยู่คนเดียวใช่ไหม" กิมหงวนซักเจ้าตี๋ด้วยความสนใจ

"ครับ พักอยู่คนเดียว เขาจะมาเปิดร้านขายของที่เมืองนี้ครับ เล่าให้ผู้จัดการฟังว่าขณะนี้กำลังวิ่งเต้นเซ้งห้องแถว เขามีญาติพี่น้องอยู่ที่นี่หลายคนครับ แต่ไม่ยอมไปพักบ้านพี่น้อง"

"คงจะรวยมาก" ดร. ดิเรกพูดขึ้นเปรยๆ

เจ้าตี๋อมยิ้ม

"ครับ รวยมากทีเดียว ซื้อโอเลี้ยงหนึ่งแก้วให้ผม ๑๐ บาททุกที"

เสี่ยหงวนมองดูเจ้าตี๋แล้วกล่าวว่า

"ลื้อแอบไปดูชื่อหล่อนในสมุดโรงแรมหน่อยเถอะวะอ้ายตี๋ พวกเราอยากรู้ว่าหล่อนชื่ออะไร"

เจ้าตี๋รีบรับคำทันที

"ครับ ได้ครับ ผมจะลงไปดูให้เดี๋ยวนี้" พูดจบเด็กหนุ่มก็พาตัวออกไปจากห้องพักอย่างร้อนรน เต็มใจรับใช้อาเสี่ย

กิมหงวน และคิดว่าจะไม่ยอมปริปากบอกใครเป็นอันขาดเท่าที่อาเสี่ยทิปเขาถึง ๑๐๐ บาทซึ่งเป็นโชคอันมหาศาลของเขาเท่ากับถูกเลขท้าย ๒ ตัวสลากกินแบ่งรัฐบาลครึ่งใบ

นิกรลุกขึ้นยกแขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจพร้อมกับอ้าปากหาวด้วยเสียงอันดัง เขาเดินเรื่อยเปื่อยออกไปจากห้องพักของเขา เลี้ยวขวามือไปที่ห้องของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายแพทย์หนุ่ม สักครู่นิกรก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้ามาในห้อง ทำให้สามสหายตกอกตกใจไปตามกัน

"อะไรวะอ้ายกร" พลถามโดยเร็วใบหน้าของนิกรซีดเผือด เขาชี้มือไปทางฝาห้องซึ่งติดกับห้องนอนของท่านเจ้าคุณ แล้วพูดละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"คุณพ่อ....คุณพ่อเป็นลมตายอยู่บนเตียง"

"ฮ้า" พล กิมหงวน และนายแพทย์หนุ่มร้องขึ้นพร้อมๆ กัน ราวกับนัดกันไว้แล้วเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

โดยไม่มีใครซักถามอะไรอีก พลวิ่งนำหน้าพา ดร. ดิเรก กับกิมหงวน และนิกรออกจากห้องตรงไปที่ห้องนอนหมายเลข ๓ ประตูห้องเปิดกว้างทั้งสองบาน สี่สหายบุกเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน และหยุดยืนรวมกลุ่มกันจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งกำลังนอนหงายลืมตาโพลงอ้าปากกว้างอยู่บนเตียงนอนนั้น

พล กิมหงวน และ ดร. ดิเรกค่อยๆ หันหน้ามองดูนิกรเป็นตาเดียว ต่างคนต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำให้นิกรถอยหลังกรูด พลยกมือเท้าสะเอวทำท่าเหมือนกับจะหักคอนิกรแต่แล้วเขาก็หัวเราะหึๆ

"แกจะบ้าหรือวะอ้ายกร คุณอาท่านนอนหลับแท้ๆ เสือกวิ่งไปบอกได้ว่าท่านเป็นลมตาย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นอนหลับทำไมถึงลืมตาโพลงยังงั้นล่ะหว่า อ้าปากซะด้วย และก็คนนอนหลับในท่านอนหงายก็ต้องกรนน่ะซี"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แกน่าจะรู้ดีว่าคุณพ่อท่านมักจะหลับในท่านี้ ที่ท่านไม่กรนอาจจะเป็นเพราะท่านยังหลับไม่สนิทก็ได้ คนบางคนนอนหลับในท่านอนหงายแต่ไม่กรนก็มี"

"ว้า" นิกรคราง "กันนอนโก้งโค้งยังกรนนี่หว่า คุณพ่อไม่ตายแน่นะ"

"เออ" ดร. ดิเรกตวาดแว๊ด

นิกรเดินจรดปลายเท้าเข้ามายืนดูพ่อตาของเขาใกล้ๆ แล้วปลงอนิจจัง

"โถ-อากาศมันร้อนอ้าวจนเหงื่อหัวล้านไหล นอนหลับลืมตายังงี้มองดูคล้ายๆ ผีตกน้ำตายที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หลับตาและหุบปากทันที แล้วท่านก็ลืมตาขึ้นมองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง อ้ายเราจะนอนคิดอะไรเสียหน่อย วุ่นวายไม่เข้าเรื่อง อยู่ดีๆ ก็โวยวายไปบอกเพื่อนว่าเราเป็นลมตาย ระยำนี่"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้หลับหรอกหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง มองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ใครบอกแกว่าฉันหลับ ฉันกำลังนอนคิดถึงพฤติการณ์อันกล้าหาญของพวกเราที่แล้วมา กลับไปกรุงเทพฯ จะเขียนบันทึกลงในอนุทินสีเลือดแล้วขายลิขสิทธิให้บริษัทสร้าง ภาพยนตร์เอาไปทำหนัง"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ คงสนุกและตื่นเต้นน่าดูกว่าหนังเรื่องอนุทิน เชลยศึกแน่ๆ เชียวครับ เรื่องของเราบู๊สะบั้นหั่นแหลก"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้น

"นั่นน่ะซี ตอนทำลายฐานทัพจรวดจะเป็นตอนที่ตื่นเต้นหวาดเสียวน่าดูที่สุด" แล้วท่านก็ยิ้มให้เสี่ยหงวน "อาควรจะตั้งชื่อเรื่องนี้ว่าอะไรดีวะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"ต้องมีคำว่าวีรบุรุษหรือวีรชนอยู่ด้วยครับ เหมือนอย่างหนังเรื่องเลือดวีรชนหรือเหนือวีรบุรุษ"

"เออ แกลองคิดดูซิว่าควรจะให้ชื่อเรื่องนี้ว่าอย่างไร"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น นั่งตรึกตรองอยู่สักครู่ก็ดีดมือแป๊ะแล้วกล่าวว่า

"ชื่อนี้เป็นเด็ดแน่ครับคุณอา....วีรกรรมนกตะกรุม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย นัยน์ตาของท่านค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้นตามลำดับ พอท่านล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อจะหยิบปืนพกคู่มือออกมา กิมหงวนก็ย่อขาลงต่ำ แล้วกระโดดตัวลอยเหมืองจิงโจ้เผ่นแผล็วออกไปจากห้อง ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าตี๋ก็เดินลอยหน้าตรงเข้ามาหาอาเสี่ย

กิมหงวนหันไปมองดูทางห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามก็รู้ว่าเพื่อนๆ คงจะช่วยกันแย่งปืนและห้ามปรามท่านเจ้าคุณไม่ให้ออกมาฆ่าเขา อาเสี่ยยิ้มให้เจ้าตี๋แล้วกล่าวถามเบาๆ

"ว่าไงอ้ายตี๋ ผู้หญิงที่อยู่ห้องนั้นชื่ออะไรวะ"

เจ้าตี๋มองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบบอก

"ชื่อเรวดีครับ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น ยกมือขวาตบบ่าซ้ายเด็กหนุ่ม

"ดีมาก ขอบใจนะ แล้วอย่าไปบอกเขาล่ะว่าอั๊วถาม ชื่อเสียงของเขา ไม่มีอะไรหรอก อั๊วเห็นหล่อนสวยและมาพักอยู่ตามลำพังก็อดสนใจไม่ได้"

พล นิกร และนายแพทย์หนุ่มพากันเดินออกจากห้องหมายเลข ๓ เจ้าคุณปัจจนึกฯ โผล่หน้ามาที่ประตู เมื่อกิมหงวนหันไปมองดูท่านเจ้าคุณก็ยกมือชี้หน้าอาเสี่ยแล้วร้องตะโกนลั่น

"ระวังตัวให้ดีนะอ้ายหงวน ทะลึ่งนักอ้ายสัตว์"

อาเสี่ยทำคอย่นรีบถอยหลังเข้าไปในห้องนอนหมาย เลข ๔ สามสหายติดตามเข้ามาในห้อง พลกล่าวถามกิมหงวนทันที

"อ้ายตี๋บอกชื่อหล่อนให้แกรู้แล้วไม่ใช่หรือ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"หล่อนชื่อเรวดีว่ะ ชื่อเพราะมากแต่แปลว่าอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน"

นายพัชราภรณ์นิ่งนึก

"เรวดีคือดาวปลาตะเพียน เป็นชื่อดาวฤกษ์ที่ ๒๗ มีด้วยกันรวม ๓๒ ดวง"

ดร. ดิเรกมองดูพลอย่างเลื่อมใส

"ยูรู้ภาษาไทยพอตัวทีเดียว"

พลยิ้มแห้งๆ

"เปล่าหรอก มันบังเอิญที่กันรู้น่ะ"

นิกรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"อีก ๑๐ นาทีเที่ยงแล้วโว้ย ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว ลงไปกินข้าวกันเถอะพวกเรา"

เสี่ยหงวนมองดูนายจอมทะเล้นอย่างหมั่นไส้

"พยายามสนใจกับเรื่องอื่นบ้างซีวะอ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"ก็ไม่ใช่เรื่องกินหรอกหรือที่มนุษย์เรายังชีวิตอยู่ได้ น่ากินกันเสียก่อนเถอะวะ แล้วจะคุยกันหรือทำอะไรกัน จะนอนพักผ่อนนั่งแคะสะดือเล่น ถอนขนจั๊กกะแร้เล่นก็ตามใจ"

พลขยับเท้าจะเตะ นิกรถอยหลังกรูดยกแขนขึ้นปิดป้องทำให้พลอดหัวเราะไม่ได้

"ไปตามคุณอามาซี จะได้ลงไปกินข้าวพร้อมๆ กัน แล้วเรียกอ้ายแห้วมาด้วย อยากรู้เหลือเกินว่าเครื่องย่อยอาหารของแกมันทำด้วยอะไรวะ ถึงย่อยเร็วนัก ผิดกว่าคนอื่น แกกินได้ตลอดวันและไม่เลือกว่าอะไรกินได้ทั้งนั้น กินกระทั่งสบู่หอมยาสีฟัน"

นิกรยิ้มเอียงอาย พาตัวเองเดินออกไปจากห้องพักของเขา สักครู่หนึ่งเขาก็กลับเข้ามาโดยมีเจ้าแห้วติดตามมาด้วย

"คุณพ่อบ่นว่าร้อน ขี้เกียจแต่งตัวลงไปข้างล่างโว้ย ท่านนุ่งกางเกงในตัวเดียวนอนผึ่งพุงอยู่บนเตียง สั่งให้กันสั่งข้าวผัดและแกงจืดขึ้นมาให้ท่าน เราลงไปกินกันก็แล้วกัน"

สี่สหายกับเจ้าแห้วพากันออกจากห้องนอน พลจัดแจงปิดประตูใส่กุญแจห้องเรียบร้อย เขารู้ดีว่าโรงแรมตามต่างจังหวัดนั้น ไม่เหมือนโรงแรมหัวหินหรือเอราวัณ เมื่อออกไปพ้นห้องลืมใส่กุญแจต้องถูกยกเค้า ดังนั้นพลจึงรอบคอบเสมอ

หน่วยกล้าตายในบทบาทของคนชั้นต่ำเดินผ่านระเบียงหน้า พอสุดห้องหมายเลข ๖ ก็เลี้ยวซ้ายมือเพื่อจะลงบันไดไปข้างล่าง ด้านหลังมีห้องพักอีกแถวหนึ่งคือห้องเตียงเดี่ยวหมายเลข ๑ และเลข ๒ ห้องเตียงคู่หมายเลข ๗ และ ๘ ตอนกลางเป็นทางเดินกว้างประมาณ ๓ เมตร มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่ ๓ โต๊ะ ซึ่งเป็นโต๊ะหิน สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างหยุดชะงัก มองดู

หญิงสาวเจ้าของนามเรวดี หล่อนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง และกำลังก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารอย่างสงบเสงี่ยม พนักงานโรงแรมคนหนึ่งนั่งเฝ้าคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างๆ เป็นการเอาอกเอาใจหญิงสาวผู้นี้เป็นพิเศษ

อาเสี่ยกระซิบกับเพื่อนเกลอของเขา

"กินกันที่นี่โว้ย พวกเรา เราจะสั่งอาหารเพียงอย่างสองอย่างเท่านั้น เพื่อให้สมกับว่าเราเป็นคนจน"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือกแล้วกระซิบว่า

"ถ้ายังงั้น เชิญแกสามคนกับอ้ายแห้วกินบนนี้ กันจะลงไปยัดข้างล่างให้เต็มคราบ มันเรื่องอะไรวะจะต้องกินอย่างอดๆ อยากๆ "

ดร. ดิเรกมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ออไร๋ เก๊ทเอ้าท์"

นิกรเดินตุปัดตุป่องลงบันไดไปข้างล่าง เพื่อไปรับประทานอาหารตามลำพัง และตั้งใจว่าเขาจะสั่งมากินให้เต็มคราบ พล กิมหงวน กับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งใกล้ๆ กับสาวสวยผู้เลอโฉมและมีกิริยามารยาทเรียบร้อยแสดงความเป็นผู้ดี เสี่ยหงวนพยักหน้าเรียกจีนหนุ่มรูปร่างใหญ่ให้มาหาเขา คนรับใช้ลุกเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะสามสหาย

"มีอะไรกินบ้าง" กิมหงวนถาม

เจ้าหมอนั่นวางท่ายโส เพราะเห็นว่าสามสหายแต่งตัวซอมซ่อตามแบบคนจน

"มีทุกอย่าง ลื้อจะกินข้าวต้มหรือข้าวสวย สั่งได้"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"เอาข้าวสวยเถอะวะ ค่อยอิ่มหน่อย แกงจืดชามละ เท่าไร"

"สามบาทก็มี ห้าบาทก็มี"

ดร. ดิเรกแกล้งพูดขึ้นดังๆ

"โอ้โฮ ชามละสามบาทเชียวรึ ไม่เอาละแพงไป เอาผัดดีกว่า กับข้าวที่เขาทำใส่จานไว้ในตู้หน้าร้าน อั๊วเห็นแล้วและจำได้ อาผัดกาน้ามาหนึ่งบาท เต้าหู้เค็มหนึ่งบาท ข้าวสวย ๔ ชาม ตะเกียบด้วย"

บ๋อยโรงแรมสั่นศีรษะและมองดูสามสหายกับเจ้าแห้วอย่างปลงอนิจจัง

"ลื้อ ๔ คนสั่งกับข้าว ๒ บาท กินคนละคำหมดแล้ว"

พลซ่อนยิ้มไว้ในหน้าแล้วกล่าวกับเจ้าบ๋อยหนุ่ม

"ความจริงอั๊วอยากจะสั่งอาหารดีๆ เหมือนคุณผู้หญิงคนนั้น แต่พวกอั๊วเป็นคนจนนี่นะเฮีย มีเงินอยู่นิดหน่อยเท่านั้น ลื้อช่วยจัดมาตามนี้ก็แล้วกัน แล้วขอข้าวผัดไข่ดาวหนึ่งจาน แกงจืดหนึ่งชาม เอาไปให้ห้องเลข ๓ ด้วยนะ เขาวานอั๊วช่วยสั่งให้เขา น้ำแข็งใส่น้ำชาสักแก้ว สำหรับพวกอั๊วน้ำแข็งไม่ต้อง น้ำบนหิ้งนั่นก็มีกินแล้ว"

เจ้าบ๋อยหนุ่มพยักหน้าแล้วพาตัวเองลงบันไดไป พล กิมหงวน และนายแพทย์หนุ่มต่างรู้สึกว่าสาวงามผู้มีนามว่าเรวดีได้ชำเลืองมองมาที่โต๊ะเขาสองสามครั้ง แสดงว่าหล่อนมีความสนใจเหมือนกัน เสี่ยหงวนแกล้งปรับทุกข์กับเพื่อนๆ อย่างน่าสงสาร

"เฮ้อ....โลกหนอโลก โชคมนุษย์ พวกเราพากันบุกบั่นไปเกือบทั่วประเทศแล้ว หางานทำยากเหลือเกิน บางครั้งได้ทำงานก็ไม่พอกิน เห็นจะต้องข้ามฟากไปเสี่ยงโชคทางฝั่งโน้น"

เรวดีมองดูหน้าเสี่ยหงวนทันที หล่อนนั่งอยู่ห่างจาก สามสหายไม่ถึง ๓ เมตร พอสบตากิมหงวน หล่อนก็ยิ้มให้และกล่าวว่า

"ดิฉันเสียใจที่จะบอกคุณว่า การครองชีพทางฝั่งโน้นลำบากยากแค้นอย่างที่สุด คุณเป็นคนไทยข้ามไปหางานทำคงไม่สำเร็จหรอกค่ะ"

อาเสี่ยหันมามองดูหล่อน แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณครับที่กรุณาชี้แจงให้ทราบ คุณมาจากฝั่งโน้นหรือครับ"

"ค่ะ ถูกแล้ว เพราะการหากินในประเทศเราฝืดเคือง ดิฉันกับคุณพ่อจึงคิดจะมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในเมืองนี้"

พลยิ้มให้หล่อนและพูดเสริมขึ้น

"คุณคงถูกทหารคอมมิวนิสต์รบกวนเป็นแน่"

"มิได้ค่ะ ดิฉันเป็นราษฎรคนหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไร สำหรับคอมมิวนิสต์ แต่ในประเทศดิฉันประชาชนกำลังยากจนมาก การค้าแย่ทีเดียวค่ะ ดิฉันกับคุณพ่อกะมาเปิดร้านค้าที่นี่"

พลยกมือไหว้หล่อนและกล่าวว่า

"ขอบคุณครับ ที่คุณให้เกียรติสนทนากับคนจนๆ อย่างพวกเรา"

หล่อนยิ้มน่ารัก

"ดิฉันไม่เคยรังเกียจเหยียดหยามคนจนหรอกค่ะ คนจนก็มีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับท่านที่เป็นเศรษฐี ดิฉันเองเมื่อแต่ก่อนก็เคยอดมื้อกินมื้อมาแล้ว อ้า....ดิฉันคิดว่าพวกคุณคงไม่ใช่ชาวเมืองนี้เป็นแน่"

ดร. ดิเรกกล่าวกับหล่อนอย่างสุภาพ

"ครับ เรามาจากกรุงเทพฯ ครับ พวกเราเป็นนักเผชิญโชคบุกบั่นมาหางานทำครับ ท่องเที่ยวมาหลายจังหวัดแล้ว มาด้วยกัน ๖ คนครับ บางทีก็มีงานทำบางทีก็ว่างงาน"

เรวดียิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"พวกคุณทำงานกรรมกรหรือคะ"

"ครับ เราไม่มีความรู้อะไร เพราะได้เล่าเรียนมาเพียงเล็กน้อย ก็ต้องทำงานโดยใช้กำลังกายเข้าแลก ขึ้นชื่อว่างานแล้ว จะเป็นงานหนักหรืองานเบา พวกเราเอาทั้งนั้นแหละครับ"

"โถ....น่าสงสาร บางทีดิฉันอาจจะช่วยเหลือพวกคุณได้บ้าง ขอโทษเถอะค่ะ พวกคุณใครมีความรู้พิเศษบ้างไหมคะ"

สามสหายกับเจ้าแห้วต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน พลกล่าวกับหล่อนว่า

"สำหรับผม ความรู้พิเศษก็เห็นจะมีแต่เพียงขับรถยนต์เป็นครับ"

"อ้อ แล้วเพื่อนๆ ของคุณล่ะคะ"

พลมองดูนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวกับหล่อน

"เพื่อนผมคนนี้มีความรู้พิเศษดีกว่าพวกเราครับ แต่ก็เข้าทำนองวิชาท่วมหัวเอาหัวไม่รอด เขาเป็นช่างไฟฟ้าและช่างวิทยุที่มีความสามารถพอตัวแต่ไม่มีประกาศนียบัตร ไม่มีพรรคพวกสนับสนุน นายจ้างไม่เชื่อถือความสามารถ เลยต้องมาทำงานกรรมกรแบบเดียวกับพวกผม" พูดจบก็ชี้มือไปที่อาเสี่ย "เพื่อนผมคนนี้เป็นช่างฟิตครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ผมฟิตได้ทุกอย่างครับ นับตั้งแต่จักรเย็บผ้า เครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้า รถยนต์ เรือยนต์ แต่ทำได้ขนาดงูๆ ปลาๆ เท่านั้น"

พลแนะนำเจ้าแห้วต่อไป

"คนนี้มีความรู้พิเศษเป็นหมอนวดครับ"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอายกระพุ่มมือไหว้เรวดีทันที

"สวัสดีครับ ถ้าคุณรู้สึกปวดเมื่อยขัดยอกเนื้อตัวละก้อ กรุณาให้ผมได้มีโอกาสรับใช้สักครั้งนะครับ"

ใบหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อ พลยกเท้าเตะหน้าแข้งเจ้าแห้วดังโป๊กแล้วดุเจ้าแห้วด้วยเสียงกระซิบ

"เสือกพูดออกมาได้ เธอเป็นผู้หญิงแกจะนวดให้เธอได้หรือ"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะแล้วกระซิบตอบ

"รับประทานก็ผมไม่ถือนี่ครับ"

ดร. ดิเรกยกเท้าเตะหน้าแข้งเจ้าแห้วค่อนข้างแรง เรวดียิ้มให้พลแล้วกล่าวกับพลต่อไป

"เมื่อกี้นี้คุณบอกดิฉันว่าคุณมาด้วยกัน ๖ คน"

"ครับ ถูกแล้วครับ เพื่อนของเราคนหนึ่งเขาลงไปหาอาหารรับประทานข้างล่าง หรืออาจจะไปเดินเล่นที่ตลาดก็ได้ อีกคนหนึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราครับ พักอยู่ที่ห้องหมายเลข ๓ เพื่อนผมมีความรู้พิเศษเป็นหมอดูครับ ส่วนอาของผมเป็น หมอโบราณ มีความรู้ในทางแพทย์แผนโบราณอยู่บ้าง แต่ก็ ไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ"

เรวดีนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ดิฉันรู้สึกว่าพวกคุณมีท่าทางเฉลียวฉลาดกว่าพวกคนชั้นกรรมกรหรือคนชั้นต่ำนะคะ คงจะได้รับการศึกษาอย่างดีมาแล้ว"

เสี่ยหงวนตอบแทนนายพัชราภรณ์

"ขั้นอ่านออกเขียนได้เท่านั้นเองแหละครับคุณ ท่าดีครับแต่ทีเหลว พวกเราอยู่กรุงเทพฯ มันก็เลยภาคภูมิไปเอง ทั้งๆ ที่จนกรอบเดินเตะฝุ่นบ่อยๆ บางทีก็หาเช้ากินค่ำ บางทีก็หาวันนี้ แต่พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ถึงได้กิน เมื่อเช้าก็ต้องขายสายสร้อยไปหนึ่งเส้น เอาเงินมาจ่ายค่าห้องพัก ๓ ห้อง ๖๐ บาท ซื้อเสื้อแจกกันคนละตัว ซื้อของใช้อื่นๆ บ้างเท่าที่จำเป็น เหลือเงินอยู่อีก ๑๐ บาท พอค่าอาหารกลางวันมื้อนี้"

เรวดียิ้มเศร้าๆ

"แต่พวกคุณก็ยังมีของแต่งตัวอยู่นี่คะ มีนาฬิกาข้อมือเรือนทองทุกคน ปากกาปลอกทองคนละชุด และสร้อยคอเส้นโตๆ คนละเส้น"

อาเสี่ยแกล้งทำเป็นขบขันหัวเราะชอบใจ

"ผมไม่อายคุณหรอกครับ ที่จะเรียนให้คุณทราบว่า ปากกาของพวกเราซื้อมาจากห้างแบกะดิน ตลาดนัดสนามหลวงด้ามละ ๑ บาท รูปร่างคล้ายปากกาชั้นเยี่ยม ความจริงมันเสียหมดแล้วเขียนไม่ได้ เราติดกระเป๋าไว้โก้ๆ ยังงั้นเอง สร้อยคอหรือครับ อย่างของผมยังงี้โตเกือบเท่าโซ่ผูกลิง ถ้าเป็นทองจริงๆ ก็หนักในราว ๑๐ บาท" พูดจบกิมหงวนก็ดึงสร้อยคอเส้นใหญ่ออกมาและแกล้งพูดว่า "ดูซีครับ ที่ชุบไว้บางแห่งมันลอกจนเขียว เราซื้อมาจากพาหุรัดครับ เส้นละไม่กี่บาท นาฬิกาของผมนี่ก็ไม่มีเครื่องต้องคอยหมุนเอา"

เรวดีทั้งขันทั้งเศร้าใจ แต่ไม่กล้ายิ้มหรือหัวเราะ

"โถ....พวกคุณคงลำบากมากนะคะ พากันเร่ร่อนมาจนถึงเมืองนี้เพื่อเสี่ยงโชคหางานทำ ถ้าหากว่าพวกคุณไม่เลือกงาน เป็นคนหนักเอาเบาสู้แล้ว ดิฉันก็มีทางพอที่จะให้ความช่วยเหลือหางานให้พวกคุณทำได้ค่ะ"

สามสหายกับเจ้าแห้วแกล้งทำเป็นตื่นเต้นดีใจ ต่างรีบยกมือไหว้หล่อนและแย่งกันกล่าวคำขอบคุณหล่อน ดร. ดิเรกกล่าวในนามเพื่อนๆ ของเขา

"เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวครับ พวกผมไม่เคยเลือกงานหรอกครับ ถ้าได้เงินแล้วป็นเอาทั้งนั้น งานหนักงานเบาไม่แปลกครับ คนจนอย่างพวกผมจะอยู่เฉยๆ โดยไม่มีงานทำนั้นไม่ได้"

"ดีแล้วค่ะ ดิฉันจะได้ให้ความช่วยเหลือพวกคุณต่อไป แต่จะต้องคิดดูก่อนว่าจะให้คุณทำงานอะไรดี รอไว้เย็นๆ ให้ดิฉันพบคุณพ่อของดิฉันก่อนนะคะ คุณพ่อจะมาที่นี่ในราว ๑๗ น. ค่ะ"

พลยกมือไหว้หล่อน

"ขอบคุณครับ ผมถือโอกาสนี้แนะนำผมและเพื่อนๆ ให้คุณได้รู้จักชื่อไว้ด้วย ผมชื่อฤทธิ์ครับ เพื่อนคนนี้ชื่อแห้ว คนสายตาสั้นชื่อคง และคนที่สวมแว่นตาขอบกระชื่อมั่น เพื่อนของเราอีกคนหนึ่งที่ลงไปข้างล่างชื่อเดชครับ ญาติผู้ใหญ่ของเราชื่ออู๊ด"

หล่อนยิ้มให้เขา

"ยินดีค่ะที่ได้รู้จักพวกคุณ ดิฉันชื่อเรวดีค่ะ พวกคุณจะเรียกดิฉันว่าอ๋อยก็ได้ เพราะคุณพ่อกับพวกญาติๆ และเพื่อนฝูงของดิฉันเรียกดิฉันว่าอย่างนี้"

คนรับใช้ของโรงแรมแบกถาดไม้เดินขึ้นบันไดมา ในถาดมีข้าวสวย ๔ ชามพร้อมด้วยตะเกียบ ๕ คู่ มีเต้าหู้ต้มเค็มที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หนึ่งจาน กาน้าผัดหมูหนึ่งจาน จานที่ใส่กับเป็นจานเล็กขนาดจานรองถ้วยกาแฟ จีนหนุ่มนำถาดมาวางบนโต๊ะแล้วยกของในถาดออก เสี่ยหงวนมองดูลูกจ้างของโรงแรมอย่างหมั่นไส้

"อั๊วนึกว่าอหิวาต์เอาลื้อไปกินเสียแล้ว สั่งตั้งโกฎิปีเพิ่งเอาขึ้นมาให้"

จีนหนุ่มทำหน้าเขียวกับอาเสี่ย

"ตอนเที่ยงมีคนกินแยะโว้ย ลื้อสั่งกับข้าว ๒ บาท ข้าว ๔ ชาม เอาเร็วๆ ยังไง ต้องขายคนที่ซื้อมากๆ ก่อน ถูกไม่ถูก"

พลกล่าวถามคนรับใช้ทันที

"แล้วข้าวผัดไข่ดาวกับแกงจืดของห้อง ๓ ล่ะ เมื่อไรได้"

หนุ่มจีนพยักหน้า

"ต้องรอเดี๋ยว ไม่เกินสองชั่วโมงได้แน่"

เรวดีร้องเรียกบ๋อยเบาๆ เจ้าหมอนั่นถือถาดเปล่าแล่นเข้าไปหาหล่อน และแสดงท่าทีพินอบพิเทาหล่อนอย่างออกนอกหน้า

"คุณต้องการอะไรหรือครับ"

หล่อนมองดูอาหารของสามสหายและเจ้าแห้วอย่าง เศร้าใจ แล้วหล่อนก็กระซิบกับคนรับใช้เบาๆ

"ไปจัดอาหารดีๆ มาให้โต๊ะนี้สี่ห้าอย่าง เร็วๆ หน่อย นะจ๊ะ แล้วคิดเงินที่ฉัน"

"ครับ ครับ อย่างช้าอีก ๑๐ นาทีผมจะเอาขึ้นมาให้ครับ คุณต้องการน้ำแข็งหรือเครื่องดื่มอะไรเย็นๆ อีกบ้างไหมครับ โอวัลตินเย็นสักแก้วชงข้นๆ ใส่นมสดมากๆ อย่างที่ คุณชอบ...."

กิมหงวนจุ๊ปากแล้วกระซิบกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"กูอยากเอาใบละร้อยขว้างหน้าอ้ายบ๋อยนี่เหลือเกิน มันประจบประแจงคุณเรวดีอย่างน่าหมั่นไส้ เพราะมันได้ทิป แสดงตัวเป็นคนจนนี่ไม่ดีโว้ย หมูหมาดูถูกหมด เป็นมหาเศรษฐีไปที่ไหนใครๆ ก็ซูฮกยกย่อง"

เจ้าบ๋อยหนุ่มถือถาดไม้เดินลงบันไดไปข้างล่าง สามสหายได้สนทนากับสาวสวยต่อไปอย่างนอบน้อม สักครู่หนึ่งอาหารที่หล่อนสั่งให้ก็ถูกนำมาขึ้นเสิร์ฟให้สามสหาย มีแกงจืดเครื่องในไก่หนึ่งชาม ไก่ผัดหน่อไม้สด แฮ่กึ๋นตามแบบร้านอาหารในชนบท แล้วก็กุ้งผัดพริกพร้อมด้วยข้าวเปล่าใส่จานมา ๕ จานมีช้อนซ่อมพร้อม น้ำแข็งใส่น้ำชาอีก ๔ แก้ว

สามสหายแกล้งมองดูหล่อนอย่างซาบซึ้งในความเอื้ออารีของหล่อน พลกล่าวกับหล่อนอย่างยิ้มแย้มว่า

"ผมไม่สามารถจะพูดอย่างไรจึงจะสมกับที่คุณกรุณาพวกเรา"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้ท่วมหัว

"เจ้าประคู้น ขอให้คุณอายุมั่นขวัญยืน เงินทองไหลมาเทมา นึกเงินได้เงินนึกทองได้ทอง อยู่กับคุณพ่อคุณแม่จนแก่จนเฒ่า ถือไม้เท้ายอดทอง ได้เป็นเจ้าคนนายคนเถิดคะร๊าบ"

เรวดีเผลอตัวหัวเราะคิก เสียงหัวเราะของหล่อนน่าฟังและน่ารักมาก

"ทานกันเถอะค่ะ ทานเสียให้อิ่มแล้วค่อยคุยกัน ถึงแม้พวกคุณจะยากจน ดิฉันก็เชื่อว่าทุกคนเป็นสุภาพบุรุษที่ดิฉันพอจะไว้วางใจได้"

ดร. ดิเรกมองดูอาหารบนโต๊ะและพูดพึมพำ

"มายก็อด ขอพระองค์จงคุ้มครองประทานความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่คุณอ๋อย ผู้มีเมตตาจิตแก่พวกเราเถิด"

ครั้นแล้วสามสหายกับเจ้าแห้วก็เริ่มลงมือรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย แกล้งแสดงท่าทางตื่นเต้นดีใจเหมือนกับว่าเกิดมาในชีวิตไม่เคยได้กินอาหารดีๆ เช่นนี้

ใครคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดมา และผิวปากเพลงชาติเบาๆ นิกรนั่นเอง พอโผล่พ้นขั้นบันไดพลก็รีบขยิบตาและบุ้ยใบ้เป็นความหมาย เขาแกล้งทักนิกรในนามใหม่ซึ่งเขาตั้งขึ้นเอง

"มาซีเดช แกไปไหนมาวะ"

นิกรหยุดชะงักทำหน้าเซ่อๆ บอกตัวเองว่าเขาชื่อนิกร แต่ทำไมพลถึงเรียกเขาว่าเดช พอรู้ว่าพลคงจะโกหกตอแหลกับแม่สาวงามผู้เลอโฉม นิกรก็ยิ้มออกมาได้ เดินเข้ามาหาเพื่อนเกลอของเขา นิกรลืมตาโพลงเมื่อแลเห็นอาหารดีๆ บนโต๊ะกำลังร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมน่ากิน

"เอ้อเฮอ กินกันอย่างเศรษฐียังงี้เชียวหรือพรรคพวก"

พลว่า "คุณอ๋อยเธอกรุณาสั่งมาเลี้ยงพวกเรา รู้จักกับเธอเสียซีนะ คุณอ๋อยรับปากว่าจะหางานให้พวกเราทำ" พูดจบพลก็หันมาหาเรวดีซึ่งกำลังมองมาทางคณะพรรคของเขา "คุณอ๋อยครับ คุณคงไม่รังเกียจที่จะรู้จักกับเดชเพื่อนของเราอีกคนหนึ่ง"

นิกรทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพื้นแล้วก้มลงกราบหล่อนแสดงความเคารพอย่างสูงสุด เรวดีตกใจรีบรับไหว้เขาทันที

"อุ๊ยตาย ทำไมคุณกราบดิฉันล่ะคะ ดิฉันเป็นเด็กกว่าคุณมาก"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมดีใจครับที่คุณจะกรุณาให้งานทำ อ้า...ผมกราบตีนก็ได้ครับ เมื่อคุณคิดว่าคุณเป็นเด็กกว่าผมไม่สมควรที่ผมจะกราบคุณ" แล้วนิกรก็ก้มลงกราบหล่อนอีกครั้งหนึ่ง

ดร. ดิเรกเผลอตัวหัวเราะลั่น

"เฮ้....ลุกขึ้นยู คุณอ๋อยขอร้องไม่ให้ยูกราบเธอยังดันกราบเธออีก"

นิกรยิ้มเจื่อนๆ แล้วลุกขึ้นทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้ว พอสบตากับเรวดี นายจอมทะเล้นก็ยกมือไหว้หล่อนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณอ้อย"

เรวดียิ้มน่ารัก

"อ๋อยค่ะไม่ใช่อ้อย ดิฉันชื่อเรวดีแต่ชื่อเล่นๆ ของดิฉันชื่ออ๋อย ยินดีค่ะที่ได้รู้จักกับพวกคุณ เชิญพวกคุณรับประทานอาหารกันเสียก่อนเถอะค่ะ ดิฉันจะเข้าไปทำธุระในห้องสักครู่ ขอโทษนะคะ" พูดจบสาวสวยก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปทางด้านหน้าเฉลียงโรงแรมเพื่อกลับไปห้องของหล่อน

สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างมองดูเรวดีจนลับตา นิกรกล่าวกับพลว่า

"พวกเราโกหกตอแหลหล่อนไว้ว่ายังไงบอกให้กันรู้บ้างซีโว้ย เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงกันใหม่หมดแล้วใช่ไหม"

พลพยักหน้าแล้วหัวเราะ

"เปลี่ยนใหม่แล้วทุกคน เราบอกหล่อนว่าพวกเราเป็นนักเผชิญโชค เดินทางมาหางานทำที่จังหวัดนี้ กันชื่อฤทธิ์มีความรู้พิเศษขับรถยนต์เป็น แกชื่อเดชความรู้พิเศษก็คือหมอดู"

นิกรอมยิ้ม

"แล้วอ้ายหงวน....

"อ้ายหงวนชื่อมั่นเป็นช่างฟิต"

"ฟิตตะวักตะบวยอะไรวะ ขับรถยนต์สายไฟหัวเทียนหลุดยังติดไม่ได้"

"เถอะน่า เราโกหกหล่อนนี่หว่า" พลพูดเสียงดุๆ แต่เสียงของเขาไม่ดังนักเพราะเกรงว่าเรวดีจะได้ยิน ทั้งนี้ก็เพราะด้านหลังห้องพักอยู่ใกล้ๆ กับที่รับประทานอาหาร "อ้ายหงวนชื่อมั่นจำไว้ให้ดี ดิเรกชื่อคงมีความรู้พิเศษเป็นช่างวิทยุและช่างไฟฟ้า อ้ายแห้วชื่ออ้ายแห้วตามเดิม"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เข้าทีเหมือนกัน แล้วพ่อตาหัวเหน่งของกันล่ะหล่อน รู้จักหรือยัง"

"ยัง คุณอายังไม่ได้ออกมาจากห้อง เราบอกหล่อนแล้วเรามีญาติผู้ใหญ่มาด้วยคนหนึ่งชื่ออู๊ดคือคุณอานั่นแหละ เออ....ข้าวผัดกับแกงจืดของท่านยังไม่ได้เลยโว้ย ป่านนี้คงหิวแย่แล้ว" พูดจบพลก็มองดูเจ้าแห้ว "ลงไปข้างล่างหน่อยเถอะวะอ้ายแห้ว ไปเตือนข้าวผัดและแกงจืดของคุณอา"

นิกรพูดเสริมขึ้น "สั่งข้าวเปล่าเผื่อข้าจานโว้ยอ้ายแห้ว น้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้ว"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นพาตัวเองเดินลงบันได ดร. ดิเรกทำตาปริบๆ มองดูนายจอมทะเล้น

"ยูกินมาจากข้างล่างแล้วไม่ใช่หรือ"

"กินแล้วแต่ว่ากินได้อีกนี่หว่า เอาโว้ยกินข้าวกันเถอะ กันกินกับไปพลางๆ ก่อน กับข้าวล้วนแต่น่ากินทั้งนั้น"

บ่ายวันนั้นเอง ในราว ๑๕.๐๐ น. เศษ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันออกเที่ยวชมอาคารร้านตลาดและสภาพความเป็นไปของพลเมืองในจังหวัดนี้ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนในสภาพของคนชั้นกรรมกร จึงไม่มีใครสนใจเอาใจใส่กับคณะพรรคสี่สหายของเขา หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนนั่งรถสามล้อเที่ยวรอบเมือง แล้วลงเดินชมตลาดจนทั่วกลับมา โรงแรมอาจิวในเวลา ๑๗.๓๐ น.

พอขึ้นมาชั้นบนโรงแรม เจ้าตี๋เด็กหนุ่มที่เสี่ยหงวนทิปเงินไปร้อยบาทได้ปราดเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย แล้วยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"คุณผู้หญิงที่พักอยู่ห้อง ๖ ฝากจดหมายนี้ไว้ให้พวกคุณครับ"

ทุกคนตื่นเต้นไปตามกัน อาเสี่ยดึงธนบัตรใบละ ๒๐ บาทออกมาจากกระเป๋าเสื้อยืดหนึ่งฉบับส่งให้เด็กรับใช้

"ขอบใจโว้ยตี๋ เธอไม่อยู่หรอกหรือ"

"ไม่อยู่หรอกครับ พ่อเขามารับตัวไปธุระกันครับ เขาฝากจดหมายผมไว้ให้พวกคุณ"

"ดีมาก ขอบใจนะ"

หน่วยกล้าตายเดินอ้อมไปทางเฉลียงด้านหน้าโรงแรมตรงมาที่ห้องพักหมายเลข ๔ ซึ่งเป็นห้องพักของพลกับอาเสี่ย พลล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบลูกกุญแจออกมาไขกุญแจเปิดประตูออก ทุกคนพากันเข้าไปในห้องยืนรวมกลุ่มอยู่กลางห้อง พอกิมหงวนคลี่จดหมายของเรวดีออก นิกรก็ถือวิสาสะกระชากเอาไปจากมืออาเสี่ย

"มา....กันอ่านให้พวกเราฟังดีกว่า"

อาเสี่ยจุ๊ปากแล้วยกมือเกาศีรษะ

"แหม....ทะลึ่งเด็ดขาดเลยอ้ายนี่"

นิกรหัวเราะแล้วอ่านข้อความตัวอักษรหวัดแกมบรรจง ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บรรทัดให้ทุกคนฟังด้วยเสียงแจ๋วๆ เหมือนเด็ก นักเรียนชั้นประถมอ่านหนังสือ

จบตอนสาม

ตอนสี่

คุณฤทธิ์คะ

ค่ำวันนี้ ๑๙.๐๐ น. ดิฉันขอเชิญคุณกับเพื่อนๆ ของ คุณและญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งไปรับประทานอาหารที่ร้าน "ศรี โภชนา" ข้างโรงภาพยนตร์ คุณพ่อของดิฉันรับจะช่วยหางาน ให้พวกคุณแล้ว หวังว่าข่าวนี้คุณและเพื่อนๆ คงดีใจ

นับถือ

เรวดี

หน่วยกล้าตายต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน อาเสี่ย กล่าวชมสาวสวยด้วยความจริงใจ

"คุณอ๋อยเป็นสุภาพสตรีที่มีเมตตาจิตน่ารักมาก ไม่ได้ เย่อหยิ่งถือตัวเลย เธอเชื่อสนิทว่าพวกเราเป็นคนจนเดินทาง มาเสี่ยงโชคหางานทำที่นี่จึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเรา คนมีเงิน ที่มีจิตใจเมตตากรุณาต่อคนจนอย่างนี้หายากว่ะ โดยมากมักจะดูหมิ่นเหยียดหยามคนจนเห็นคนจนเป็นไส้เดือนกิ้งกือหรือสัตว์เลื้อยคลาน"

พลหัวเราะเบาๆ แล้วพูดขึ้นเป็นเชิงปรารภ

"เอายังไงดีพวกเรา"

นิกรส่งจดหมายให้พล

"เมื่อหล่อนมีแก่ใจเชิญเราไปกินข้าวเราก็ไม่ควรปฏิเสธเรื่องกินกันไม่เคยปฏิเสธใครเลย"

พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"ฉันไม่ได้ถามเรื่องกินโว้ย ฉันถามถึงเรื่องงานที่คุณอ๋อย แกช่วยเรา เมื่อเราไปพบคุณพ่อหล่อนและคุณพ่อหล่อนจะส่ง เราไปทำงานเราจะว่ายังไง"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เรื่องเล็กโว้ย เราก็โกหกซีวะว่าตอนเย็นนี้เราไปพบ พรรคพวกของเราคนหนึ่งโดยบังเอิญ เขาเลยพาพวกเราไปฝากเข้าทำงานเป็นคนงานของกองบำรุงทางรถไฟ เราจึงไม่สามารถจะรับความกรุณาของคุณพ่อได้"

อาเสี่ยหัวเราะ

"หน็อย เสือกเรียกคุณพ่อก็มีหวังกบาลแบะเท่านั้น อ้า-เป็นอันว่าเราจะไปพบกับคุณอ๋อยและบิดาของเธอที่ "ศรี โภชนา" ตอนทุ่มครึ่งตามนัด แต่เราควรจะแต่งเนื้อแต่งตัวให้ มันน่าดูกว่านี้สักนิด ใส่เสื้อยืดยังงี้มันซอมซ่อเต็มทน ไปหา ซื้อเสื้อเชิ้ตดีๆ กันคนละตัวเถอะวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"ไม่จำเป็นอ้ายหงวน แต่งแบบคนจนอย่างนี้ดีแล้วไม่มี ใครสนใจกับเรา อย่าลืมชีวิตของพวกเราโดยเฉพาะดิเรกไม่สู้จะปลอดภัยนัก ที่นี่มีสมาชิกพวกแดงอยู่ไม่น้อย ถ้ามันรู้ว่าดิเรก เป็นใคร ดิเรกจะถูกยิงทิ้งทันที และพวกเราก็เช่นเดียวกัน"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ คุณพ่อพูดถูก ค่าตัวของผมนับล้านแล้ว มันฆ่าผมได้ประเทศไทยเราก็ขาดคนสำคัญไปคนหนึ่งในการ ป้องกันศัตรูด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ ออไร๋ คุณพ่อรอบคอบดี มาก"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คนหัวล้านมักจะปัญญาเฉียบแหลม"

ท่านเจ้าคุณหันขวับมาทางกิมหงวนทันทีแล้วล้วงมือลง ไปในกระเป๋ากางเกงข้างขวา แต่อาเสี่ยรีบยกมือไหว้ท่าน

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมพูดจริงๆ ครับไม่ได้ตั้งใจล้อเลียนคุณอา เลย นักปราชญ์, นักประดิษฐ์, นักการเมือง และคนสำคัญๆ ของโลกเราส่วนมากล้วนแต่หัวล้านทั้งนั้น แสดงว่าคนหัวล้าน ล้วนแต่ปราดเปรื่องเฉลียวฉลาดเจ้าปัญญา ให้ดิ้นตายเถอะครับ ล้านอย่างคุณอายังงี้ ใครเห็นหน้าก็ต้องรู้ว่าเป็นเจ้าคุณหรือเศรษฐีใหญ่ คุณอาเคยเห็นคนหัวล้านที่เป็นกรรมกรหาเช้ากิน ค่ำบ้างไหมล่ะครับ ไม่มีเลย ถึงมีบ้างก็หายากเต็มทน"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เป็นความจริงอ้ายหงวน คนฉลาดใช้สมองมากผมก็เลยร่วงหมด แต่ท่านที่ศีรษะล้านนั่นแหละล้วนแต่เป็นบุคคลชั้น นำ ชนชั้นมันสมอง นักปราชญ์ราชบัณฑิต นักธุรกิจ นักการ เมืองชั้นเยี่ยมทั้งนั้น อ้ายผมดกอย่างพวกเราไม่ได้ความ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ ถูกลูกยอเข้าเช่นนี้ท่านก็ปลื้มใจ

"อย่าพูดมากเลยโว้ย จัดแจงอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกันเสียเถอะ ประเดี๋ยวฉันจะเลี้ยงเหล้าพวกแก เห็นตราขาวอยู่ในตู้เหล้าข้างล่างสองขวด เรากินเหล้ากินกับแกล้มกัน ไปพลางๆ พอทุ่มกว่าๆ ค่อยไป "ศรี โภชนา"

กิมหงวนยักคิ้วให้นิกร

"ไหมล่ะ คนหัวล้านน่ะนอกจากเฉลียวฉลาดเป็นปราชญ์แล้วยังสปอร์ทอีกด้วย ถ้าเป็นเด็กก็โอบอ้อมอารีต่อเพื่อนฝูง ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็เมตตากรุณาต่อเด็กเหมือนอย่างคุณอาเป็นต้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเขี่ยแขนเสี่ยหงวน

"พอโว้ย มากไป คนเราชอบยอก็จริงแต่ถ้ายอมากเกินไปก็ชักจะหมั่นไส้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนนายแพทย์หนุ่มกลับไปห้องพักของท่าน นิกรพาเจ้าแห้วกลับ ไปห้องพักของเขา ทุกคนต่างรู้สึกสนุกสนานในการใช้ชีวิตอยู่ ในเมืองนี้ตามสภาพของคนจน

ค่ำวันนั้น

พอสิ้นแสงตะวันสักครู่ หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ตลาดย่านชุมนุมชนอันหนาแน่น ในเวลา ๑๙.๐๐ น. ที่โรงภาพยนตร์อันเก่าคร่ำคร่าโกโรโกโสและมีอยู่เพียงโรงเดียวในเมืองนี้มีประชาชนหญิงชายยืนรวมกลุ่มกันอยู่ นับร้อย คืนนี้ทางโรงเสนอฉายภาพยนตร์ไทยแบบบู๊ล้างผลาญ แต่ฉายเพียงรอบเดียวคือเริ่มฉาย ๑๙.๐๐ น. ขณะนี้เสียงแผ่นเสียงจากเครื่องขยายเสียงกำลังบรรเลงเพลงจนแก้วหูแทบจะพูดอะไรไม่ได้ยิน ร้านเครื่องดื่มร้านอาหาร ตลอดจนหาบเร่แผงลอยหน้าโรงภาพยนตร์จำหน่ายขายดีไปตามกัน

พล กิมหงวน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วยืนอยู่หน้าโรงภาพยนตร์นั้นรอคอยนิกร ซึ่งกำลังนั่งกินข้าวราดแกงอย่างเอร็ดอร่อย นิกรทนหิวไม่ไหวต้องขอกินข้าว รองท้องก่อน

เสี่ยหงวนมองดูป้ายโฆษณาหน้าโรงแล้วอ่านเบาๆ

"เสือล้างทุ่ง...ภาพยนตร์ ไทยสีวิจิตร บู๊ สะบัด...ฟัดกัน ถึงใจ, ชาญชัยและวิลาวัณย์แสดงนำ ทวยเทพ อำนวยการสร้าง และกำกับ"

พลมองดูหน้าอาเสี่ยแล้วยิ้มเล็กน้อย

"อ่านให้หมดซี"

"หมดแล้วว่ะ"

"ทำไมไม่บอกว่าใครแต่งล่ะ"

"นั่นน่ะซี เขาคงเห็นว่าไม่จำเป็นเพราะเขาซื้อเรื่องไป แล้ว นักประพันธ์ ไม่สำคัญและไม่มีความหมายอะไร ผู้อำนวยการสร้างหรือเจ้าของหนังสำคัญกว่า"

นิกรเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาคณะพรรคของเขา หยุดยืนยก หลังมือขวาเช็ดปากแล้วแย่งบุหรี่ในมือ ดร. ดิเรกมาสูบ

"ค่อยยังชั่วหน่อยล่อข้าวราดแกงไก่เสีย ๓ จาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านด้วยความหมั่นไส้

"ฉันสงสัยเหลือเกินว่าผีปอบมันคงจะเข้าท้องแกแน่ๆ "

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ท้องผมไม่พลุ้ยมันไม่เข้าหรอกครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยงรีบยกมือขวาปิดท้องของท่านทันที ต่อจากนั้นหน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนก็พากันเดินไปจากหน้าโรง-ภาพยนตร์ นายแพทย์หนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวว่า

"คุณอ๋อยนัดเราทุ่มครึ่ง นี่เพิ่งทุ่มเท่านั้น เดินเที่ยวกัน ก่อนหรือเรา"

พลว่า "ตลาดมันก็แค่นี้เองเดินเสียจนเบื่อแล้ว เราเข้า ไปนั่งคุยกันในร้าน "ศรี โภชนา" ดีกว่า สั่งเครื่องดื่มมา ดื่มกัน บางทีคุณอ๋อยกับคุณพ่อของเธออาจจะมาคอยเราอยู่ แล้วก็ได้ กันรู้สึกว่าร้านอาหารร้านนี้หรูหรากว่าร้านอื่นๆ ในเมืองนี้ ตกแต่งร้านคล้ายกับบาร์ในกรุงเทพฯ แต่มีสายรุ้ง เขียวๆ แดงๆ เชยไปหน่อย"

พูดถึงเชยคณะพรรคสี่สหายก็นึกถึงลุงเชยผู้เป็นต้นศัพท์ นี้แล้วทุกคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ถึงแม้ลุงเชย พัชราภรณ์ ล่วงลับไปหลายปีแล้ว แต่ความกระดูกขัดมันและความเปิ่นเทิ่นมันเทศของแก ทุกคนก็ยังจำได้อย่างไม่มีวันลืม

ด้านใต้ของโรงภาพยนตร์เป็นห้องแถวสองชั้น และล้วนแต่เป็นร้านค้าต่างๆ เมื่อสุดห้องแถวไม้ก็ถึงตึกสองชั้นขนาด สามคูหากว้างและลึกมากตั้งอยู่โดดเดี่ยวระหว่างตรอกแคบๆ ตึกหลังนี้แหละคือภัตตาคาร "ศรี โภชนา" สถานที่จำหน่าย อาหารและเหล้าเบียร์ที่ดีที่สุดของจังหวัดนี้ มีบริการค่อนข้าง ทันสมัย อาหารจีนและอาหารฝรั่งพร้อม ตามเวลาที่กล่าวนี้มี ประชาชน นั่งดื่มเหล้ารับประทานอาหารกันอยู่ตามโต๊ะต่างพอสมควร

หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คน หยุดยืนอยู่หน้าภัตตาคารที่กล่าวนี้ ทุกคนทอดสายตามองเข้าไปข้างในแล้วรู้สึกว่าผู้ที่อยู่ใน ภัตตาคาร "ศรี โภชนา" ส่วนมากก็เป็นคนชั้นกลางและคน ชั้นต่ำทั้งนั้น แสงไฟฟ้าในภัตตาคารส่องสว่างไสว หน้าร้านมี ตู้ใส่อาหารสดคาว ไก่เป็ดแขวนอยู่หลายตัวตามแบบภัตตาคาร ต่างจังหวัด ภายในร้านไม่สวยงามอะไรนัก ริมฝาห้องด้านหนึ่งเป็นเคาเตอร์และใส่ขวดเหล้าและเบียร์ โต๊ะอาหารตั้งอยู่เรียงราย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายเบาๆ

"เราจะยืนแขวนอยู่นี่ทำไม เข้าไปนั่งข้างในดีกว่า"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ผมอยากจะกินข้าวผัดไข่ดาวรองท้องอีก สักสองจาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะด้วยความอิดหนาระอาใจแล้วท่านก็เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วเข้าไป ในภัตตาคาร "ศรี โภชนา" บรรดาผู้ที่นั่งรับประทานเหล้าและอาหารอยู่ตาม โต๊ะต่างๆ พากันมองดูคณะพรรคสี่สหายในฐานที่เป็นคน แปลกหน้า แต่ก็ไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก

หน่วยกล้าตายต่างกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องช่วยกันมองหาสาวสวยเจ้าของนามเรวดี พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของ เขาเบาๆ ว่า

"ไปข้างบนเถอะพวกเรา กันคิดว่าคุณอ๋อยกับคุณพ่อ ของหล่อนคงไม่ยอมนั่งรับประทานอาหารข้างล่างเป็นแน่ รู้สึกว่ามีแต่พวกขี้เมาทั้งนั้น จ้อกแจ้กหนวกหูเหลือเกิน เราไปนั่ง รอคุณอ๋อยข้างบนดีกว่า ข้างบนอาจจะมีห้องพิเศษ"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ท่านเจ้าคุณพาสี่สหายกับเจ้าแห้ว ขึ้นบันไดไปชั้นบน ความคาดคะเนของพลถูกต้องแล้ว ภายใน ห้องชั้นบนค่อนข้างหรูหราสะอาดเรียบร้อยกว่าชั้นล่าง มีห้อง พิเศษถึงสองห้องซึ่งห้องหนึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า

"จองแล้ว"

โต๊ะอาหารประมาณ ๑๐ โต๊ะว่างเปล่า คนรับใช้สองคน นั่งสนทนากันเงียบๆ และไม่ได้แสดงท่าทีสนใจกับหน่วยกล้า ตายแม้แต่น้อยเพียงแต่ชำเลืองดูนิดหนึ่งขณะที่ขึ้นบันไดมา

พลพาคณะพรรคของเขาตรงไปนั่งที่โต๊ะๆ หนึ่ง ซึ่งตรง กับช่องหน้าต่างลมพัดเย็นสบาย พื้นอาคารเป็นกระเบื้องขัดมัน ตึกหลังนี้เจ้าของสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นภัตตาคารโดยเฉพาะ

ชายหนุ่มชาวพื้นเมืองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนรับใช้ของ ภัตตาคารลุกขึ้นเดินเข้ามาหาหน่วยกล้าตายอย่างร้อนรน เขา มองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"ขอโทษครับ เชิญไปนั่งโต๊ะอื่นดีกว่า"

อาเสี่ยชักฉิว

"ทำไมวะ โต๊ะนี้มีคนจองไว้แล้วยังงั้นหรือ"

"เปล่าครับ แต่เป็นโต๊ะสำหรับแขกพิเศษของเรา"

กิมหงวนเค้นหัวเราะ

"ทำไมไม่ติดป้ายบอก พวกอั๊วมีเงินกินโว้ย ลื้อจะมาหวงห้ามอั๊วไม่ได้ ถ้ามีคนจองไว้ก็ต้องปิดป้ายบอกให้รู้ อั๊วกับพวกอั๊วจะนั่งโต๊ะนี้แหละลื้อจะทำไม"

คนรับใช้หัวเราะเบาๆ

"ผมไม่ทำไมคุณหรอกครับเมื่ออยากจะนั่งก็ตามใจ แต่ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นผมไม่รับผิดชอบและพวกคุณจะเสียใจ"

พลยกมือชี้หน้าเจ้าบ๋อยหนุ่ม

"อย่าขู่โว้ยอ้ายน้องชาย พวกเราเป็นเสือไม่ใช่หมา"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"เสืออยู่ดีๆ อย่าแหย่เสือนะโว้ย ประเดี๋ยวพ่อเผาร้าน เสียหรอก"

กิมหงวนยกกำปั้นขวาทุบโต๊ะดังโครมแล้วร้องตวาดลั่น

"ไปเอาเบียร์เย็นๆ มากิน ๓ ขวด กับแกล้มไม่ต้อง เร็ว ไปเอามา"

คนรับใช้รับคำสั่งแล้วรีบลงบันไดไปชั้นล่าง ดร. ดิเรก จุ๊ ปากดุเพื่อนๆ แล้วกล่าวว่า

"อย่าเอะอะไปหน่อยเลยวะพวกเรา ประเดี๋ยวบ๋อยมันนึก ว่าเราเป็นอันธพาลก็ไปพาตำรวจมารวบตัวเราไปโรงพักเท่านั้น พลตำรวจและนายสิบน่ะรู้จักเราเมื่อไร อย่างน้อยเราก็ต้องเสีย เวลาไปโรงพัก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เปล่า ไม่มีอะไรหรอกหมอ แอ็คเล่นโก้ๆ น่ะ"

สักครู่หนึ่งคนรับใช้ก็นำเบียร์และแก้วเปล่ามาเสิร์ฟให้ แล้วเขาก็กล่าวกับหน่วยกล้าตายอย่างนอบน้อม

"ได้โปรดเถอะครับ ผมขอเรียนให้ทราบว่าโต๊ะอาหารโต๊ะนี้เป็นโต๊ะพิเศษ ที่ภัตตาคารจัดไว้ให้ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งของเมืองนี้ ขณะนี้เขามาแล้วกำลังคุยกับผู้จัดการอยู่ที่เคาเตอร์ข้าง ล่าง เพื่อเห็นแก่ความสงบโปรดย้ายไปนั่งโต๊ะอื่นเถอะครับ"

พลยิ้มให้บ๋อยหนุ่ม

"คนที่แกว่า เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหรืออย่างไร"

"เปล่าครับ เขาไม่ได้เป็นข้าราชการ"

อาเสี่ยพูดขึ้นทันที

"เป็นนักเลงยังงั้นหรือ"

"ครับ ถูกแล้ว เขาเป็นนักเลงใหญ่ที่มีอิทธิพลที่สุดใน เมืองนี้ ถ้าพวกคุณมีเรื่องกับเขาก็เห็นจะแย่หน่อย ผมเตือน ด้วยความหวังดีจริงๆ "

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูหน้า กัน กิมหงวนกล่าวกับคนรับใช้อย่างทรนง

"กันก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกันเพื่อน กันฆ่าคนตายที่ กรุงเทพฯ รวมทั้งหมด ๑๕๐ คน แล้วกันก็หลบหนีมานี่ นัก เลงใหญ่ที่แกว่าคงเป็นคนที่ ๑๕๑ ถ้าเขามีเรื่องกับกันหรือ พวกเรา"

นิกรว่า "พวกเราล้วนแต่เสือร้ายทั้งนั้น กัน...เสือเดช ปล้นและฆ่าคนมานับไม่ถ้วน หนีมาจากคุกบางขวาง คนนี้เสือ คงถึงสายตาสั้นแต่ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น" แล้วเขาก็ชี้ไปที่พล "นั่นเสือฤทธิ์ คุมลูกน้องปล้นโรงพักในกรุงเทพฯ ถึงห้าหก แห่งยิงตำรวจตายราบ แล้วก็คนแก่นี่พ่อของกันคือเสืออู๊ด เสือเฒ่าสู้ไม่ถอยฆ่าคนตายมา ๙๙ คน ขาดอีกคนเดียวครบ ๑๐๐ คนนั่นเสือแห้วจอมอาชญากรชั้นดาวร้ายที่ตำรวจเห็นหน้าแล้ว วิ่งหนี"

เจ้าบ๋อยหนุ่มหน้าซีดเผือด

"ตำรวจวิ่งหนีเชียวหรือครับ"

"เออ" นิกรพูดเสียงหนักๆ

"ทำไมถึงวิ่งหนีล่ะครับ"

"กลัวอ้ายแห้วมันขอเงินน่ะซี" นิกรพูดหน้าตาเฉย

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คนรับใช้รู้แล้วว่าเสี่ย หงวนกับนิกรพูดเล่นเขาก็เลยผสมโรงหัวเราะด้วย พลกล่าวกับ บ๋อยหนุ่มอย่างกันเองว่า

"พวกเราไม่ใช่เสือสางหรืออาชญากรหรอกน้องชาย เราเป็นพลเมืองดีเดินทางมาเมืองนี้ก็เพื่อมาเสี่ยงโชคหางานทำ เราไม่ใช่คนเกะกะระรานอะไรหรอก แต่ถ้าใครช่มเหงเราก่อนเราก็ สู้ตาย บอกกันหน่อยซิ ผู้มีอิทธิพลที่แกพูดถึงน่ะเขาเป็นใคร"

ก่อนที่บ๋อยจะให้คำตอบเสียงรองเท้ากระทบพื้นขั้นบันได ก็ดังขึ้น คนรับใช้รีบเลี่ยงไปจากโต๊ะนั้นทันทีเมื่อได้ยินเสียง ห้าวๆ ของใครคนหนึ่งพูดคุยเอะอะเอ็ดตะโรโดยไม่เกรงใจใคร

หน่วยกล้าตายมองดูหน้ากันเป็นความหมาย แล้วยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบไม่สนใจกับชายฉกรรจ์ ๓ คน ซึ่งพากันขึ้นมาบนภัตตาคาร คนหนึ่งเป็นชายกลางคนรูปร่างสูงใหญ่แต่งกายภูมิ-ฐานด้วยเสื้อผ้าราคาแพง แต่บุคลิกลักษณะบอกให้รู้ว่าเป็น นักเลงอันธพาล ชายผู้นี้อายุไม่เกิน ๔๐ ปี ไว้ผมยาวเป็นกระ-เซิง ไว้หนวดเส้นเล็กๆ หน้าผากเถิกริมฝีปากหนา สวมกาง เกงขายาวสีเทาและเชิ้ตฮาไวตาหมากรุกราคาแพงซึ่งเป็นเชิ้ตชั้นดีของอเมริกา อีกสองคนรูปร่างล่ำสันแต่งกายไม่หรูหราอะไร นัก แต่ใบหน้าท่าทางบอกว่าเป็นอันธพาลชั้นต่ำ

ชายร่างใหญ่ผู้นี้มีนามว่าลบหรือใครๆ เรียกเขาว่าพี่ลบ อดีตของเขาคือนักเลงอันธพาลมีชื่อเสียงโด่งดังในกรุงเทพฯ ทางย่านบางรัก เขาหลบหนีคดีอาญามาอยู่เมืองนี้ได้ ๕ ปีแล้ว และมาตั้งหลักฐานอยู่ที่นี่โดยไม่คิดกลับกรุงเทพฯ อีก ลบ ประกอบอาชีพในทางทุจริตผิดกฎหมายทุกวิถีทางที่จะได้เงินมา ใช้ ตั้งตนเป็นหัวหน้านักเลงใหญ่จนกระทั่งมีอิทธิพลใหญ่ยิ่ง มีรถยนต์บรรทุกโดยสารถึง ๕ คัน หน้าฉากของเขาคือนัก ธุรกิจ แต่หลังฉากคือจอมอันธพาลอ้ายมหาโกงและฆาตกรโหด ที่เคยฆ่าคนมาหลายคนแล้วด้วยมือของเขาเองหรือด้วยลูกน้องของเขา ตำรวจภูธรที่นี่เคยจับกุมเขาหลายครั้งในข้อหาต่างๆ กัน แต่ลบก็หลุดพ้นข้อหาเหล่านั้นได้เนื่องจากไม่มีใครกล้า เป็นพยานให้เจ้าพนักงานนั่นเอง

จอมนักเลงกับสมุนร่วมใจทั้งสองคนต่างหยุดชะงักข้าง บันไดและพากันมองดูคณะพรรคสี่สหาย ลบพยักหน้าเรียกคน ใช้คนหนึ่งให้มาหาเขาแล้วกระซิบบอกเบาๆ

"อ้ายน้องชาย กันจะปรึกษากับคนของกันถึงธุระสำคัญ แกช่วยไปขอร้องให้พวกนั้นเขาย้ายโต๊ะไปนั่งที่อื่นหน่อยเถอะวะ พูดกับเขาดีๆ นะ"

คนรับใช้มองดูลบด้วยความเกรงกลัว

"ผมบอกเขาแล้วนี่ครับพี่ลบ ผมขอร้องให้เขาไปนั่งที่ อื่นและบอกให้ทราบว่าโต๊ะนั้นจัดพิเศษ แต่เขาไม่ยอมครับเขาบอกว่าถ้ามีใครสั่งจองก็ควรติดป้ายไว้ เมื่อไม่มีป้ายติดเขา ก็มีสิทธิที่จะนั่งได้"

ลบพยักหน้ารับทราบ หันไปมองดูหน่วยกล้าตายอย่าง สนใจ แล้วกล่าวกับสมุนคนสนิททั้งสอง

"ท่าทางบอกว่ามาจากกรุงเทพฯ แต่เห็นจะไม่ใช่พวก นักเลง เฮ้ย-อ้ายคล้อย เอ็งไปเจรจากับเขาหน่อยเถอะวะ ขอร้องให้เขาไปนั่งโต๊ะอื่น ข้าน่ะไม่อยากอาเรื่องหาราวกับใคร หรอก แต่โต๊ะนั้นมันติดกับช่องหน้าต่างเย็นสบายดีกว่าโต๊ะ อื่น และโดยเฉพาะสำหรับคืนนี้ข้าจะต้องนั่งโต๊ะนั้นด้วยความ จำเป็นบางอย่างซึ่งพวกเอ็งก็รู้ดีแล้ว"

เจ้าคล้อยรับคำสั่งแล้วเดินปรี่เข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย เขาหยุดยืนระหว่างนิกรกับเสี่ยหงวนยกมือเท้าสะเอวมองดูหน่วยกล้าตายในท่านักเลงเต็มตัว พอสบตากับกิมหงวนเจ้าคล้อยก็กล่าวขึ้น

"คุณครับ แสงสว่างของสันติภาพนั้นยังมีอยู่ ถ้าหากว่าพวกคุณกรุณาย้ายไปนั่งโต๊ะอื่น"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่นแล้วอมยิ้ม กล่าวกับเพื่อนเกลอของ เขา

"เจอเอานักประพันธ์ใหญ่เข้าแล้วโว้ย" แล้วเสี่ยหงวนก็ เงยหน้ามองดูสมุนคนสนิทของลบอย่างขบขัน "น้องชาย ถ้า เราไม่ยอมเปลี่ยนโต๊ะจะมีอะไรเกิดขึ้น"

"อ๋อ-ไม่มีอะไรมากมายหรอกครับนอกจากว่าปากน้อยๆ ของพวกคุณอาจจะสัมผัสกับเท้าอันน่าเอ็นดูของพวกผม"

พลโมโหจนลืมตัวก็ยกเท้าถีบเจ้าคล้อยเต็มแรง สมุนของลบเซถลาร่อนออกไปไกลท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของหน่วยกล้าตาย

"ถุย" นิกรถ่มน้ำลายพลางหัวเราะ "สำนวนมึงฟังแล้ว กวนสะดือเหลือเกิน ถ่ายยาเสียบ้างซีโว้ยอ้ายน้องชาย รู้สึกว่า อะไรๆ ในตัวแกมันไม่ใคร่จะสมบูรณ์เลย หรือม่ายก็แก่หนัง-สืออ่านเล่นไปหน่อย"

ลบเดินปรี่เข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย พลรู้ดีว่าจะมี อะไรเกิดขึ้นก็ผุดลุกขึ้นยืนถอยออกมานอกเก้าอี้ นักเลงใหญ่ หยุดยืนเผชิญหน้าพลในระยะใกล้ชิด แวดตาของลบแข็งกร้าว เจ้าแห้วร้องบอกพลทันที

"รับประทานจ้องตามันไว้นะครับ อย่ากะพริบ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ คนรับใช้ทั้งสองคนอกสั่น ขวัญแขวนไปตามกัน ลบพยักหน้ากับพลแล้วกล่าวว่า

"แกคงยังไม่รู้จักกัน"

พลหัวเราะเบาๆ

"ก็ไม่จำเป็นอะไรนัก"

"แต่กันควรจะบอกแกสักนิดว่ากันคือนายลบที่ใครๆ ใน เมืองนี้รู้จักกันดี"

พลว่า "หมายความว่าแกกำลังบอกกันว่าแกเป็นนักเลง ใหญ่ที่นี่"

"ก็ไม่ใหญ่โตอะไรนักหนาหรอกเพื่อน พอตัวกันเท่า นั้น อ้า-อย่าให้เรามีเรื่องปะทะกันเลยนะเพื่อน ขอโต๊ะตัวนี้ให้กันเถอะ"

พลสั่นศีรษะ

"เสียใจลบ พวกเรามาก่อนและนั่งกินเบียร์กันอยู่ก่อน"

"ถ้ายังงั้นก๊อเป็นเรื่อง" ลบแผดเสียงลั่นและยิ้มแสยะ

อ้ายเสือรูปหล่อหัวเราะอย่างใจเย็น

"ได้ซีเพื่อน กันชอบมีเรื่องกับคนที่ชอบเอาเรื่องเหมือน กัน"

จอมนักเลงปราดเข้าชกพลด้วยหมัดขวาทันที พลยก แขนซ้ายขึ้นกันไว้และชกตอบด้วยหมัดขวาทันทีทันควัน หมัดตรงขวาของพลกระแทกหน้าลบอย่างจัง ทำให้ลบซวนเซออก ไป ลบหันไปร้องบอกสมุนของเขา

"ยืนดูเฉยๆ ไม่ต้องช่วยข้า" แล้วลบก็ปราดเข้าตะลุม บอนพลอย่างดุเดือด

พลกับลบฟาดปากกันอย่างอุตลุด ต่างฝ่ายต่างรัวหมัด ศอก เข่า และเท้าให้อีกฝ่ายหนึ่ง พื้นชั้นบนเป็นพื้นคอนกรีต ปูกระเบื้องประกอบทั้งพลกับลบสวมรองเท้าพื้นยาง บรรดาผู้ ที่นั่งรับประทานเหล้าและอาหารอยู่ชั้นล่างจึงไม่ได้ยินเสียงตึงตัง โครมครามจากการต่อสู้กันระหว่างนักเลงใหญ่กับสิงห์หนุ่มรูป หล่อ

ชั้นเชิงมวยของพลเหนือกว่าลบมาก แต่กำลังของลบ แข็งแกร่งกว่าพล พลจึงตกเป็นฝ่ายรับตลอดเวลาคือถอยฉาก จนกระทั่งนิกรเดือดดาลร้องตะโกนลั่น

"ถอยทำไมอ้ายพล อย่าถอยซีโว้ย หน้ามันไม่เหมือน พ่อแก ชกมันเข้าไป"

พลถูกเตะเซไปปะทะผนังห้อง ลบปราดเข้าซ้ำยกเท้าขวาเตะพลเต็มเหนี่ยว พลยกแขนซ้ายขึ้นปิดพร้อมกับสืบเท้าเข้าชิด ตัวคู่ต่อสู้ชกสวนด้วยหมัดฮุคขวาถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของนักเลงใหญ่อย่างถนัดใจ เท่านี้เองลบก็เซถลาออกไปอย่างไม่เป็นท่า และล้มลงก้นกระแทกพื้น เสี่ยหงวนปราดออกมายกมือขึ้นนับ ด้วยเสียงดัง

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-"

ลบรีบลุกขึ้นด้วยกำลังใจอันเข้มแข็งของชายชาติเสือ อาเสี่ยใช้มือซ้ายดันหน้าอกจอมนักเลงไว้แล้วนับต่อไป แต่แล้วลบก็เหวี่ยงหมัดสวิงขวาถูกก้านคอของกิมหงวนดังฉาดยังผลให้เสี่ยหงวนกระเด็นออกไปตามหมัด ลบกระโจนเข้าใส่พลทันที คราวนี้พลไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขายืนปักหลักแลกหมัด กับคู่ต่อสู้คนละฉาดสองฉาด ต่างคนต่างหน้าสั่นไปตามกัน อัปเปอร์คัทซ้ายของพลถูกชายโครงข้างขวาของลบทีหนึ่งรุนแรง เหมือนกระทุ้งด้วยสากตำข้าว จอมนักเลงโดนหมัดนี้ก็ล่าถอย เป็นพัลวัน พลแย็ปซ้ายและตามด้วยฮุคขวาถูกคางลบดังสนั่น ลบเซแซ่ดๆ ออกไปและล้มลงอีก คราวนี้นักเลงใหญ่หมด ศักดิ์ศรีแล้ว เขาสอดมือเข้าไปใต้ชายเสื้อเชิ้ตกระชากปืนพกที่ เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา ทันใดนั้นเองเสี่ยหงวนก็พุ่งตัวลงล้ม ทับตัวลบ และยื้อแย่งปืนกระบอกนั้น

มีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งดังขึ้น

"หยุด ลบ-อะไรกันนี่"

การต่อสู้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สุภาพบุรุษผู้สูงอายุคนหนึ่งท่าทางภูมิฐานรูปร่างบอบบางยืนเด่นอยู่ข้างบันไดใกล้ๆ กับ สาวสวยคนหนึ่งหล่อนคือเรวดีนั่นเอง และสุภาพบุรุษผู้นี้ก็คือ นายเพิ่มบิดาบังเกิดเกล้าของหล่อน นายเพิ่มปราดเข้าไปห้าม กิมหงวนกับลบและแย่งปืนพกในมือลบมาถือไว้ เขามองดูลบ ด้วยแววตาของผู้มีอำนาจ

"ฉันสั่งเธอแล้วว่า อย่าให้มีเรื่องวิวาทกับใครอีก ถ้าเธอ ถูกตำรวจจับงานของฉันก็จะล้มเหลวหมด ความเก่งกาจใน การชกต่อยตีรันฟันแทงกันอย่างนี้ฉันไม่ปรารถนาเลยเคราะห์ดี เหลือเกินที่ฉันกับอ๋อยมาทันเวลา ถ้ามาช้ากว่านี้เพียงสองสาม นาทีก็คงจะเป็นศพกันไปบ้างแล้ว"

นายลบนักเลงใหญ่ยิ้มแห้งๆ ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเคารพเกรงกลัวชายชราผู้นี้ หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนต่างจ้องมองดูเรวดีด้วยความชื่นชม ในความงามและความน่ารัก ของหล่อน สาวน้อยยิ้มให้ทุกๆ คนแล้วเดินเข้าไปหาบิดาของ หล่อน

"คุณพ่อคะ สุภาพบุรุษทั้ง ๖ คนนี้แหละค่ะ ที่อ๋อยนัด มาพบกับคุณพ่อที่นี่"

นายเพิ่มหน้าตื่น หันขวับมาทางคณะพรรคสี่สหาย ทุก คนต่างยกมือไหว้นายเพิ่มอย่างนอบน้อม พลรีบแนะนำตัวเอง กับพรรคพวกของเขา

"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับที่ได้รู้จักกับท่าน ผมชื่อฤทธิ์ครับ เพื่อนของผมคนนี้ชื่อเดช ทางขวาผมชื่อมั่น อีกคนชื่อคง และคนนั้นชื่อแห้ว ท่านผู้นี้ชื่ออู๊ดเป็นอาของผมและเป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกเราครับ"

นายเพิ่มเดินเข้ามายื่นมือให้สัมผัสทีละคน และทักทายด้วยอย่างสนิทสนม เสี่ยหงวนฟ้องนายเพิ่มทันที

"พวกผมมารอพบป๋าครับ นายลบกับพรรคพวกบุกขึ้น มาหาเรื่องกับพวกผมและเกิดชกกับเจ้าฤทธิ์ สู้เจ้าฤทธิ์ไม่ได้ ควักปืนออกมาจะยิง ผมก็ต้องเข้าแย่งปืนป้องกันชีวิตเพื่อนผม คนอันธพาลอย่างนี้ป๋าไม่น่าเลี้ยงไว้เป็นลูกน้องเลยครับ เสียเกียรติเปล่าๆ "

ชายชราทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"พ่อหนุ่ม อย่าเรียกฉันว่าป๋าหรือพ่อเลยนะ ฟังแล้วรู้สึก ยังไงก็ไม่รู้"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ไม่เป็นไรครับผมไม่ถือ"

"ถูกแล้วเธอไม่ถือแต่ฉันถือ"

นิกรดุกิมหงวน

"เรียกเข้าไปได้หรือท่านมีลูกสาวเป็นบ้าไปได้ ไม่รู้จัก กาละเทศเสียบ้างเลย"

นายเพิ่มเปลี่ยนสายตาไปที่จอมอันธพาล ซึ่งเป็นมือปืนประจำตัวเขาแล้วเรียกลบเข้ามาหา เขาขอร้องให้ลบกับคณะพรรคสี่สหายปรองดองกันอภัยให้กันในเรื่องที่ใช้กำลังปะทะกัน ดังนั้นลบจึงสัมผัสมือกับพลและสิ้นสุดความเป็นศัตรูกันแต่ เพียงเท่านี้ เรวดีกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"ดิฉันเสียใจค่ะ ที่มีเหตุเกิดขึ้นระหว่างคุณฤทธิ์กับนายลบซึ่งเป็นคนของคุณพ่อ ความจริงถ้านายลบทราบว่าพวกคุณ มารอพบคุณพ่อกับดิฉันก็คงจะไม่มีเรื่องอะไร อย่าโกรธเคือง อาฆาตพยาบาทนายลบเลยนะคะ"

พลยิ้มให้หล่อน

"ผมอภัยให้คุณลบแล้วครับ เราต่างก็ได้รับบาดเจ็บกัน คนละนิดหน่อยเท่านั้น และผมลืมเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว"

นายเพิ่มกล่าวกับหน่วยกล้าตายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"เชิญในห้องพิเศษเถอะ ฉันสั่งจองห้องไว้เรียบร้อยแล้ว เข้าไปนั่งคุยกันและรับประทานอาหารกัน อ๋อยเขาชอบพวก เธอมาก ชมให้ฉันฟังว่าทุกคนสุภาพเรียบร้อยเหมือนผู้ดีตก ยาก" พูดจบเขาก็ยกมือตบหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ "เชิญ ครับนายอู๊ด ยินดีมากที่ได้รู้จักกัน ดูเหมือนผมเคยเห็นหน้า นายอู๊ดที่กรุงเทพฯ จำได้คลับคล้ายคลับคลา"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"หรือครับ ผมก็คิดว่าเคยเห็นคุณที่กรุงเทพฯ เหมือนกัน"

นายเพิ่มหันมาทางมือปืนของเขา

"ลบ-เธอกับเด็กของเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะนี้สั่งเหล้าหรือ อาหารมากินกันตามความพอใจของเธอเถอะนะ"

"ครับ ขอบคุณครับ" ลบรับคำอย่างพินอบพิเทาจน กระทั่งสี่สหายแปลกใจ ต่อจากนั้นนายเพิ่มกับเรวดีก็พาหน่วย กล้าตายทั้ง ๖ คนเข้าไปในห้องที่สั่งจองไว้ พนักงานรับใช้คนหนึ่งรีบติดตามเข้าไปเพื่อรับคำสั่งจากนายเพิ่ม

ชายชรากับสาวสวยสั่งเหล้าและอาหารมากมายหลายอย่างซึ่งล้วนแต่เป็นอาหารดีๆ ทั้งสิ้น วิสกี้โซดาถูกยกมาเสิร์ฟก่อนอื่น หลังจากนั้นกับแกล้มก็ตามมา คณะพรรคสี่สหายต่างรู้สึกว่านายเพิ่มเป็นผู้มีอัธยาศัยดี ใจสปอร์ทไม่ถือตัวและคงจะมี ฐานะร่ำรวยมาก เพราะผู้ที่สั่งวิสกี้ตราขาวนั้นย่อมเป็นเครื่อง วัดฐานะอยู่ในตัวแล้ว เขาพูดคุยกับหน่วยกล้าตายทุกๆ คน อย่างสนิทสนม ไต่ถามถึงความเป็นมาของทุกคนซึ่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้ซักซ้อมกันมาเรียบร้อยแล้ว จึงโกหกอย่างคล่องแคล่วสนิทสนม

อาหารที่สั่งถูกยกทยอยมาตามลำดับ เมื่อตราขาวพร่อง ไปขวดครึ่ง นายเพิ่มก็เริ่มสนทนากับคณะพรรคสี่สหายอย่าง เป็นงานเป็นการ เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"อนุญาตให้ผมเรียกนายอู๊ดว่าพี่อู๊ดเถอะนะ หวังว่าพี่ คงไม่รังเกียจที่จะต้อนรับผมเป็นน้องชายของพี่อู๊ดคนหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ทำไมผมจะรังเกียจ ตรงกันข้ามผมกลับยินดีที่คุณให้ เกียรติผม เรียกได้เลยครับไม่ต้องเกรงใจ"

"ขอบคุณมากพี่อู๊ด อ้า...ผมคิดว่าพี่อู๊ดกับลูกหลานของ พี่อู๊ดมาร่วมงานสำคัญกับผมดีกว่า ผมจะให้รายได้อย่างงดงาม ทีเดียว ทุกคนจะมีเงินใช้อย่างฟุ่มเฟือย มีชีวิตอย่างสุขสบาย และมีอนาคตรุ่งเรืองแน่ๆ แต่ว่างานนี้เป็นงานที่ต้องเสี่ยงภัย อย่างยิ่ง พี่อู๊ดกับลูกหลานของพี่อู๊ดจะเอาไหมล่ะครับ"

หน่วยกล้าตายต่างจ้องตาเขม็งมองดูนายเพิ่มไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้ทันทีว่านายเพิ่มคงจะประกอบการทุจริตอย่างแน่นอน ซึ่งงานนั้นอาจจะเป็นงานใต้ดินของพวกคอมมิว นิสต์ก็ได้

ท่านเจ้าคุณแกล้งทำเป็นนิ่งคิด

"งานอะไรครับ คุณเพิ่ม"

นายเพิ่มชะโงกหน้าเข้ามาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"งานใต้ดินของพวกแดง ผมคือหัวหน้าคอมมิวนิสต์คน หนึ่งในประเทศไทย ประจำภาคนี้ ผมกล้าเปิดเผยความจริงให้ พี่อู๊ดและลูกหลานของพี่อู๊ดทราบ ก็เพราะมั่นใจว่าทุกคนคง ยินดีร่วมงานกับผม จริงอยู่ เราต้องเสี่ยงภัยอันตรายมาก แต่เมื่อเรามีความเฉลียวฉลาดรอบคอบ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่าย บ้านเมืองก็ทำไมเราไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ความจริงเลยว่า ผมเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ และอ๋อยคือรองหัวหน้าหรือผู้ช่วย ของผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูสี่สหายกับเจ้าแห้ว ท่าน แกล้งถามเบาๆ ว่า

"ว่ายังไงโว้ย"

พลยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"เรียนถามท่านสิครับว่า จะกรุณาให้เงินเดือนเราเท่าใด ถ้าคุ้มกับการที่เราต้องเสี่ยงคุกตะรางก็เอาครับ ทุกวันนี้เราต้อง ทำงานกรรมกรอาบเหงื่อต่างน้ำ มีรายได้น้อยเต็มทน บางทีก็ อดมื้อกินมื้อ ถ้ามีรายได้ดีผมไม่ขัดข้องงานอะไรผมเอาทั้งนั้น"

นายเพิ่มมองดูสี่สหายกับเจ้าแห้ว

"สำหรับเงินเดือนในขั้นแรก ฉันจะจ่ายให้พวกเธอและพี่อู๊ดคนละหมื่นบาทต่อเดือน"

หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คน แกล้งทำเป็นตื่นเต้นดีใจไป ตามกัน

"เดือนละหมื่นบาทหรือครับ" กิมหงวนคราง "โอ...ถ้า เช่นนั้นไม่มีปัญหาอะไรครับ พวกผมทุกคนพร้อมแล้วที่จะทำ งานรับใช้ท่านนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ในชีวิตของพวกเรายังไม่ ปรากฏว่า มีใครได้เป็นเจ้าของเงินจำนวนหมื่น เคยมีอย่าง มากก็เพียงพันเท่านั้นแหละครับ ขอให้ท่านมั่นใจเถอะครับว่า พวกผมจะรับใช้ท่านด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อเราได้ค่าตอบแทนอย่างสูงเช่นนี้"

นายเพิ่มยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ฉันจะจัดหาบ้านพักที่ปลอดภัยให้เธอด้วย แต่การกิน อยู่พวกเธอจะต้องรับภาระหากินกันเอาเอง"

นิกรยิ้มแป้น

"ไม่เป็นไรครับ คุณพ่อ ได้เงินเดือนตั้งหมื่นบาทยังจะ พะกงสีอีก ก็ออกจะรู้มากเกินไป"

หัวหน้าคอมมิวนิสต์กลืนน้ำลายเอื๊อก

"กรุณาอย่าเรียกฉันว่าคุณพ่อเลย นายเดช ฉันขอร้อง"

นิกรยิ้มเอียงอาย

"ผมเป็นคนนอบน้อมเจียมตัวครับ ผมมักจะเรียกท่านผู้ สูงอายุว่าคุณพ่อเสมอ เป็นการยกย่องให้เกียรติ แฮ่ะ...แฮ่ะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สักครู่เรวดีสาวสวยก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างกันเอง

"ดิฉันดีใจมากเชียวค่ะ ที่พวกคุณได้มาร่วมงานกับเรา พวกเราทำงานใต้ดินอยู่ในเมืองนี้มาปีกว่าแล้ว และในสอง สามวันนี้เราจะทำงานสำคัญยิ่งตามแผนการที่คุณพ่อได้รับมอบหมายมา ขอให้มั่นใจเถอะค่ะ คอมมิวนิสต์จะต้องยึดครองประเทศไทยในไม่ช้านี้ และเมื่อนั้นพวกเราทุกคนก็จะสุขสบาย ไปตามกัน เรากำลังเกลี้ยกล่อมยุยงให้คนไทยในเมืองนี้นิยม ลัทธิแดงเกลียดชังรัฐบาลไทย งานใต้ดินของเราดำเนินไปตาม แผนและมีเงินทุนสำหรับใช้จ่ายอย่างเหลือเฟือ ขณะนี้เรามี สมาชิกในเมืองนี้เกือบ ๒๐๐ คนแล้วค่ะ แต่ที่เข้ามาร่วมงาน ใต้ดินกับเรามีอยู่เพียง ๓๐ กว่าคนเท่านั้น ดิฉันสนับสนุนพวกคุณก็เพราะดิฉันเห็นว่าพวกคุณมีหน่วยก้านท่าทางเฉลียวฉลาด เข้าใจว่าเคยได้รับการศึกษามาบ้างแล้ว"

กิมหงวนอมยิ้ม

"ครับ ผมเรียนสำเร็จมาจากกรุงเทพฯ "

"หรือคะ สำเร็จจุฬาหรือธรรมศาสตร์คะ"

"สำเร็จประชาบาลครับ" เสี่ยหงวนตอบหน้าตาย "โธ่...แค่ประถม ๔ ก็เป็นบุญแล้วครับคุณอ๋อย พ่อแม่ผมยากจนยัง กะอะไรดี จะเอาเงินที่ไหนมาส่งเสียให้ผมเรียน ถ้าผมสำเร็จมหาวิทยาลัย ป่านนี้ผมก็คงเป็นข้าราชการชั้นเอกหรือชั้นพิเศษ ไปแล้ว พวกเราทุกคนมีความรู้ขนาดอ่านออกเขียนได้จริงๆ ครับ แต่เราสนใจหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ชอบอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยวและหาความรู้รอบตัว"

นายเพิ่มว่า "ความรู้ไม่สำคัญเท่าใด ความรอบรู้หรือความเจนจัดในการงาน ในการครองชีวิตของคนเราสำคัญกว่า พ่อค้าจีนที่เป็นเจ้าสัวใหญ่ๆ เคยหาบก๋วยเตี๋ยวขาย ไม่เคยเรียนพาณิชย์เลย สำหรับพวกเธอเท่าที่คุยกันฉันก็รู้สึกว่าเป็นคน ฉลาดและมีอารมณ์ขัน คนของฉันที่ร่วมงานอยู่กับฉันส่วน มากเป็นคนโง่ อย่างนายลบก็ดีแต่ใช้กำลังเท่านั้น ทำงาน เกี่ยวกับสมองไม่ได้เลย เขาเป็นมือปืนของฉัน ดุร้ายและ เหี้ยมโหด เขาเป็นเสือร้ายสำหรับคนอื่น แต่เขาเป็นลูกแมว ที่เชื่องๆ สำหรับฉันเพราะพ่อของเขาที่ตายไปเป็นเด็กของฉัน และนายลบฉันก็ให้ความอุปการะมากมาย จึงซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อฉัน"

ทุกคนฟังนายเพิ่มพูดเว้นแต่นิกรคนเดียวที่ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร นายเพิ่มชวนหน่วยกล้าตายดื่มเหล้าพร้อมๆ กัน ซึ่งเรวดีก็ดื่มด้วย แล้วเขาก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"เป็นอันว่า พี่อู๊ดและพวกเธอได้เข้ามาร่วมงานกับฉัน แล้ว คืนนี้กลับไปนอนโรงแรมก่อนนะ พรุ่งนี้ตอนสายฉันจะ ให้นายลบไปรับพวกเธอไปอยู่ที่บ้านพักที่ฉันจะจัดเตรียมไว้ให้ ขอให้ทุกคนสังวรไว้ว่าฉันไว้วางใจพวกเธอมาก จึงชักชวนให้ ร่วมงานด้วย ถ้าพวกเธอทรยศต่อฉันละก้อต้องตายแน่นอน ที่พูดนี้ไม่ใช่ขู่"

พลยิ้มให้นายเพิ่ม

"ขอให้ท่านไว้ใจเถอะครับ ผมกับเพื่อนๆ จะทำงาน รับใช้ท่านด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เราทำงานเพื่อเงินครับ ไม่ ได้เพื่ออะไร เมื่อท่านเป็นนายจ้างของเรา เราก็ต้องซื่อสัตย์ต่อท่าน ใช้ให้ทำอะไรพวกเราก็ต้องทำ แม้แต่ท่านจะใช้ให้เรา ไปฆ่าใครเราก็ทำได้"

"ดีมากนายฤทธิ์ ฉันชื่นใจที่เธอพูดเช่นนี้ งานฆ่าคน น่ะต้องมีแน่ๆ ฉันได้รับคำสั่งให้ฆ่าคนสำคัญกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอยู่ สามสี่คนด้วยกันหรืออย่างมากก็ไม่เกิน ๕ คน เขาคือหน่วย กลาตายของกองทัพบก หน่วยกล้าตายได้ไปโดดร่มในประเทศ ของฉันที่ฐานทัพแห่งหนึ่งและก่อวินาศกรรมระเบิดสถานีจรวด และโรงทหารย่อยยับไป หลังจากนั้นก็หลบซ่อนตัวอยู่ในเมือง นั้น ตามวิทยุของท่านผู้บัญชาการที่ฉันได้รับจากท่านแจ้งมาว่าหน่วยกล้าตายหนีข้ามฟากมาฝั่งเมืองนี้เมื่อตอนบ่ายวานซืนนี้ เอง ฉันได้รับคำสั่งให้พยายามล่าหน่วยกล้าตายกลุ่มนี้ให้ได้ ถ้าหากว่ายังพักอาศัยอยู่ในเมืองนี้ ถ้าปรากฏว่าหน่วยกล้าตาย ยังอยู่ในเมืองนี้ฉันก็จะสั่งให้พวกเธอสังหารเขาเสีย ซึ่งค่าตัว ของหน่วยกล้าตายคนหนึ่งนั้นคิดเป็นเงินไทยสองแสนบาท"

เรวดียิ้มให้พลแล้วพูดเสริมขึ้น

"คุณกล้าพอที่จะฆ่าคนด้วยปืนกลมือไหมคะ คุณฤทธิ์"

จากกิริยาท่าทางของหล่อน ทำให้พลรู้ทันทีว่าสาวสวยผู้ นี้มีจิตใจเหี้ยมเกรียมแข็งแกร่งสามารถฆ่าคนได้

"กล้าซีครับ เมื่อเป็นคำสั่งของคุณพ่อคุณ ผมต้องทำได้ เพราะผมถือว่าขณะนี้ผมและเพื่อนๆ เป็นคนของคุณแล้ว"

นายเพิ่มมองดูพลด้วยความพอใจ

"รู้สึกว่าเธอเป็นคนเข้มแข็งดีนะ ฤทธิ์ เท่าที่เธอปะทะ กับนายลบก็แสดงอยู่แล้วว่าเธอเป็นนักสู้ไม่กลัวใคร เอาละขอให้ฉันรู้แน่นอนว่าหน่วยกล้าตายพักอยู่ที่ไหนฉันจะให้พวกเธอ จัดการสังหารมันทันที รางวัลของพวกเธอเป็นรางวัลอันสูงลิบ และจ่ายสด ศพละสองแสนบาทจะเปลี่ยนฐานะของพวกเธอ ให้กลายเป็นเศรษฐี เห็นหรือยังว่าการร่วมงานกับเรามีทางได้ เงินหมื่นเงินแสนทั้งนั้น"

หน่วยกล้าตายต่างแกล้งแสดงสีหน้าชื่นชมยินดีไปตาม กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ แกล้งพูดกับหัวหน้าคอมมิวนิสต์ว่า

"หน่วยกล้าตายคณะนี้เก่งมากทีเดียวครับ ผมคิดว่าคง เป็นทหารพลร่มในวัยหนุ่ม อายุอย่างมากไม่เกิน ๒๕ ปี เพราะ คนหนุ่มในวัยนี้มักจะห้าวหาญไม่กลัวตาย"

"ครับ ผมก็เข้าใจอย่างนั้นพี่อู๊ด ขณะนี้คนของผมได้ กระจายกำลังกันไปทั่วเมืองเพื่อค้นหาหน่วยกล้าตาย แต่ว่าเขา อาจจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์แล้วก็ได้ เพราะ ทางราชการที่นี่จะต้องให้ความช่วยเหลือเต็มที่ รีบส่งไปยังจัง-หวัดใกล้เคียงเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับ"

การรับประทานอาหารได้สิ้นสุดลงในเวลา ๒๑.๐๐ น. หลังจากนายเพิ่มได้ชำระบิลค่าเหล้าค่าอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็พาหน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนออกมาจากห้องพิเศษและพาลงบันไดไปข้างล่าง ลบมือปืนของนายเพิ่มกับสมุนร่วมใจสองคน ติดตามคุ้มกันนายเพิ่มอย่างใกล้ชิด คณะพรรคสี่สหายกับเจ้า คุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้แยกทางกับนายเพิ่มและเรวดีที่ หน้าภัตตาคาร "ศรี โภชนา" นั้น นายเพิ่มกับลูกสาวของเขา พร้อมด้วยมือปืนและสมุนสองคน นั่งรถเก๋งคันใหญ่ไปทางสถานีรถไฟ

ที่โรงแรมอาจิว

หน่วยกล้าตายได้ชุมนุมกันอยู่ในห้องหมายเลข ๔ อย่างสงบเงียบและพูดคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

"เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โว้ยไม่ใช่เรื่องเล็ก" เจ้าคุณ ปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ "โชคช่วยให้ เราได้พบกับหัวหน้าคอมมิวนิสต์อย่างไม่นึกฝัน นายเพิ่มกับ เรวดีคือศัตรูอันร้ายกาจของประเทศชาติของเรา"

นิกรจุ๊ปาก

"ตัวคอมมิวนิสต์รูปร่างหน้าตาเป็นยังงี้เอง สำหรับตา เพิ่มผมไม่แปลกใจอะไรหรอกครับ ผมแปลกใจเฉพาะคุณอ๋อยเท่านั้น หล่อนสวยและน่ารักออกจะตายไปไม่น่าจะเป็นหัวหน้า คอมมิวนิสต์เลย เอ...ทำยังไงดีหว่า"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ช่วยกันจับปล้ำเอาเป็นเมียเสียดีไหม จะได้หายแค้น"

"เฮ้ย ดร. ดิเรกร้องลั่น "พูดเป็นบ้า เรามาปรึกษา กันให้เป็นงานเป็นการดีกว่า เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันทลาย รังคอมมิวนิสต์รายนี้ให้จงได้ แต่หมายความว่าเราจะต้องได้ เอกสารและหลักฐานต่างๆ อย่างพร้อมมูล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ดำเนินคดีต่อไป"

พลพยักหน้าและยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"แน่นอนทีเดียว เราจะต้องปราบปรามให้ราบคาบ แต่ เราจะต้องใช้เวลาหลายวัน เพื่อเข้าไปคลุกคลีอยู่กับพวกคอมมิวนิสต์" พูดจบพลก็ถอนหายใจลึกๆ "น่าเสียดายคุณอ๋อย เหลือเกิน หล่อนจะต้องติดคุกหลายปีด้วยความผิดฐานกบฏในพระราชอาณาจักร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"หล่อนไม่ใช่คนไทย หล่อนคืองูเห่า พวกเราทุกคน ต้องระวังตัวให้ดี ถ้านายเพิ่มหรือยายอ๋อยรู้ว่าเราคือหน่วยกล้า ตายละก้อ เราคงถูกพรรคพวกคอมมิวนิสต์ฆ่าตายแน่นอน อ้ายกรกับอ้ายหงวนน่ะมักจะพูดมากปากพล่อย ปลาหมอมักจะตายเพราะปากจำไว้"

ดร. ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับพ่อตาของเขา

"ผมจะแอบไปหาผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับคุณพ่อ ไป พบกับท่านเดี๋ยวนี้ เล่าเรื่องนายเพิ่มกับเรวดีให้ท่านฟังแล้วผม จะไปหาผู้บังคับกองตำรวจและนายอำเภอด้วย เจ้าหน้าที่จะได้เตรียมรับมือกับพวกคอมมิวนิสต์ ถ้าหากว่าจะก่อการร้ายขึ้น และจะได้รู้ว่าพวกเราจะเป็นไส้ศึกเข้าไปร่วมงานกับพวกแดง เมื่อได้โอกาสเราก็นัดตำรวจบุกทลายรังคอมมิวนิสต์ทันที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว แต่ว่าแกไม่ควรไปในเวลาค่ำมืดเช่นนี้ แกอาจ จะได้รับอันตรายได้ เขียนจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้ให้อ้ายแห้วนำไปให้เขาดีกว่า แล้วข้าหลวงเขาก็จะบอกให้ผู้บัง-คับกองและนายอำเภอทราบเรื่องนี้เอง"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิด

"ออไร๋ ออไร๋ ดีเหมือนกันครับ ผมควรจะระวังตัวให้ มาก เพราะถ้าผมเป็นอะไรไป ก็เท่ากับว่าข้าศึกมันตัดกำลัง สำคัญของเราในการป้องกันประเทศชาติ" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "คุยกันไปพลางๆ นะ ไอจะไปเขียนจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเรียนเรื่องที่เกิดขึ้น ให้ทราบ"

ตอนสายวันรุ่งขึ้น นายลบมือปืนประจำตัวนาย เพิ่มได้นำรถเก๋งมารับหน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนที่โรงแรมอาจิวไปยังบ้านพักที่จัดไว้ให้ ซึ่งบ้านพักที่กล่าวนี้อยู่ในอาณาเขตบ้าน ของนายลบนักเลงใหญ่นั่นเอง มันเป็นเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆ และค่อนข้างเก่าพออาศัยอยู่ได้ ส่วนเรือนใหญ่ของนายลบเป็น เรือนสองชั้นเพิ่งปลูกได้ไม่ถึงปี ถึงแม้แบบบ้านไม่สวยแต่ก็ กว้างขวางมาก บ้านของนายลบคือกองบังคับการคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดนี้โดยมีนายเพิ่มเป็นหัวหน้าและเรวดีลูกสาวของ เขาเป็นรองหัวหน้า

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วก็ได้เข้าพิธีสาบานตัวต่อหน้าสมาชิกประมาณ ๓๐ คน หน่วยใต้ดินเหล่านี้เป็นชายฉกรรจ์ชาวพื้นเมือง และส่วนมากเป็นอาชญากรหรือนักเลงอันธพาลที่โง่เขลาไร้การศึกษา จึงเห็นผิดเป็นชอบ เห็นแก่เงินสินจ้างโดยไม่คำนึงถึงภัยพิบัติ ของประเทศชาติที่จะเกิดขึ้นจากคอมมิวนิสต์

หลังจากพิธีสาบานตัวสิ้นสุดลง นายเพิ่มก็ถือโอกาสประ ชุมสมาชิกภายในห้องกลางชั้นล่าง นายเพิ่มกับเรวดีนั่งอยู่บนโซฟาริมห้อง ส่วนหน่วยใต้ดินสมุนของเขารวมทั้งคณะพรรค สี่สหายนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจฟังแผนการ อันชั่วร้ายของชายชราซึ่งได้รับคำสั่งมาจากหัวหนาใหญ่นอก ประเทศ

"ทุกคนฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งด่วนให้เผาเมืองนี้ ในคืนวันนี้ เพื่อตอบแทนการกระทำของหน่วยกล้าตายแห่ง กองทัพไทยกลุ่มหนึ่ง ที่กระโดดร่มในบริเวณฐานทัพของเรา และทำลายสถานีจรวดกับโรงทหารย่อยยับไปด้วยลูกระเบิดอัน ร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมาย คำสั่งนี้เป็นคำ สั่งบังคับให้ข้าพเจ้าเผาเมืองนี้ให้ได้ก่อน ๒๔.๐๐ น. วันนี้ และระหว่างที่เมืองนี้ตกเป็นเหยื่ออัคคีภัยด้วยน้ำมือของพวกเรา เราจะถือโอกาสสังหารข้าราชการสำคัญของจังหวัดนี้ด้วย คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับกองตำรวจภูธร และผู้บังคับกองตำรวจตระเวนชายแดน"

เสียงพึมพำในหมู่สมาชิกดังขึ้นทั่วห้อง ต่อจากนั้นนายเพิ่มก็มอบหมายหน้าที่ให้สมาชิกเป็นรายตัว และให้เซ็นทราบ ในคำสั่งเป็นหลักฐาน ลบมือปืนของเขาจะเป็นผู้สังหารผู้ว่า ราชการจังหวัด ส่วนชายหนุ่มอีกสองคนจะสังหารผู้บังคับกอง ตำรวจภูธร และผู้บังคับกองตำรวจตระเวนชายแดน เอกสาร ต่างๆ ที่อยู่ในแฟ้มสองแฟ้มวางอยู่บนโซฟานั้นย่อมเป็นหลัก ฐานสำคัญยิ่ง มีทั้งข้อความวิทยุโทรเลขที่พนักงานวิทยุของ นายเพิ่มเป็นผู้รับและถอดเป็นภาษาไทยหลายฉบับ แผนการ เผาเมืองของนายเพิ่ม เขาได้ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย

หนึ่งชั่วโมงของการประชุม สมาชิกทุกคนต่างมีหน้าที่ สำคัญที่จะต้องทำโดยทั่วหน้ากัน การวางเพลิงก่อวินาศกรรม จะเริ่มต้นในเวลา ๒๓.๐๐ น. ตรง

ในที่สุดหัวหน้าคอมมิวนิสต์ก็กล่าวกับหน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนที่นั่งเรียงกันเป็นพระอันดับอยู่ข้างหน้าเขา

"พวกเธอรู้สึกตื่นเต้นบ้างไหมเท่าที่ฉันสั่งงานกับคนของ ฉัน"

พลยิ้มให้นายเพิ่ม

"ตื่นเต้นเหมือนกันครับ แต่ว่าท่านยังไม่ได้มอบหมาย หน้าที่ให้พวกผมทำอะไรแม้แต่คนเดียว"

นายเพิ่มพยักหน้าช้าๆ

"ฉันกำลังจะมอบหน้าที่ให้เดี๋ยวนี้แหละ หน้าที่ของเธอ กับนายเดชก็คือขัดขวางหรือทำลายรถดับเพลิงของเทศบาลอย่า ให้ออกจากโรงได้ เธอทั้งสองจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่ รถดับเพลิงเมืองนี้มีเพียงสองคันเท่านั้น ของกองตำรวจภูธรมีรถดับเพลิงลากเข็น ใช้เครื่องยนต์อยู่คันหนึ่ง แต่เครื่องยนต์ถูกถอดออกซ่อมแซมหลายวันแล้ว เธอกับนายเดชพอจะทำงานที่ฉัน มอบหมายให้ได้ไหมล่ะ"

นิกรรับคำทันที

"เรื่องเล็กครับท่าน ผมกับเพื่อนเพียงแต่เอาเรือใบโยน ไว้หน้าโรงรถดับเพลิงหรือถนนใกล้ๆ กับโรงรถพอแล่นออกมา ทับแป๊ดเดียวก็ยางแฟบแบนแต๊ดแต๋ กว่าจะเปลี่ยนยางเสร็จพอดีไฟโซมแล้ว"

เรวดีพูดขัดขึ้นทันที

"การเปลี่ยนยางอาจจะทำได้ภายในเวลา ๕ นาทีเท่านั้น แหละค่ะคุณเดช ดิฉันไม่เห็นด้วยในวิธีการของคุณ"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นคุณจะให้ผมกับฤทธิ์ทำยังไงล่ะครับ"

"ทำลายรถดับเพลิงทั้งสองคันนั้นสิคะ พอ ๒๓.๐๐ น. ตรงคุณกับคุณฤทธิ์ก็เอาลูกระเบิดมือเหวี่ยงเข้าไปในโรงรถเท่า นั้น รถดับเพลิงสองคันก็ไม่มีโอกาสที่จะมาดับเพลิงได้ คุณพ่อ จะจ่ายลูกระเบิดมือให้คุณเอง เราจำเป็นจะต้องทำงานเด็ดขาดและรุนแรง"

พลแกล้งรับคำทันที

"ถ้าจ่ายลูกระเบิดมือให้เรา ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะครับ การขว้างระเบิดมือไม่ยากอะไรเลย ดึงสลักออกปั๊บขว้างปุ๊บ ระเบิดเปรี้ยงเท่านี้ก็หมดเรื่อง"

นายเพิ่มยิ้มให้นิกรด้วยความพอใจ

"ดีแล้ว ฉันจะจ่ายระเบิดมือให้เธอกับนายฤทธิ์คนละลูก และฉันคงจะได้เห็นความสามารถของพวกเธอในคืนวันนี้" พูด จบเขาก็มองดูหน้าเสี่ยหงวน "สำหรับเธอกับนายคงจะทำงานคู่ กันเช่นเดียวกับนายฤทธิ์และนายเดช"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"สั่งมาเถอะครับ ผมกับคงพร้อมแล้ว"

นายเพิ่มเปิดแฟ้มเอกสารออกอ่านดูรายละเอียดตามแผน ของเขาสักครู่ก็กล่าวกับอาเสี่ยและนายแพทย์หนุ่ม

"เธอสองคนอาจจะต้องเสี่ยงภัยมากสักหน่อย ฉันจะจ่ายปืนกลมือให้คนละกระบอกเมื่อใกล้จะถึงเวลา ๒๓.๐๐ น. เธอ ทั้งสองจะต้องไปซุ่มซ่อนตัวอยู่ในบริเวณสนามหน้าสถานีตำรวจ ภูธร พอเกิดไฟไหม้ตำรวจจะเรียกแถวเพื่อระดมกำลังกันดับ ไฟ ให้เธอกับนายคงถือโอกาสยิงตำรวจในแถวด้วยปืนกลมือ ของเธออย่างน้อยก็คงจะสังหารตำรวจได้ไม่ต่ำกว่า ๓๐ คนและ จะทำให้ตำรวจที่เหลือตายเสียขวัญ เธอสองคนทำได้ไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนแกล้งทำเป็นนิ่งคิด เขาบอกตัวเองว่าชายชรา ผู้นี้กับลูกสาวของเขา มีความโหดเหี้ยมทารุณอย่างยิ่ง แล้ว กิมหงวนก็กล่าวกับหัวหน้าคอมมิวนิสต์ด้วยเสียงหนักๆ

"เรื่องเล็กครับ"

นายเพิ่มสะดุ้งเล็กน้อย

"ฮ้า ไม่ใช่เรื่องเล็กนะนายมั่น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที เดียว การยิงตำรวจที่ยืนอยู่ในแถวไม่เคยปรากฏในประวัติการณ์ของโลกมาแต่ก่อนเลย"

"ถูกแล้วครับเรื่องใหญ่ แต่เมื่อผมรับทำงานนี้ ผมก็ต้อง คิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กสำหรับผม ถ้าพลาดผมก็ยอมตาย ผมทำ ได้แน่ๆ ครับ ผมเคยยิงนกยิงกระต่ายมามากต่อมากแล้ว"

นายลบ ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังอาเสี่ย เผลอตัวหัวเราะออกมา ดังๆ แล้ว ล่าวว่า

"อ้ายเพื่อนเกลอ ยิงนกกับยิงคนน่ะมันไม่เหมือนกันนะ โดยเฉพาะยิงโปลิศน่ะไม่ใช่ของที่ทำได้ง่ายๆ คนร้ายชั้นเสือยัง ไม่กล้าทำ"

เรวดีทำตาเขียวกับมือปืนของพ่อ

"แกอย่าพูดทำลายขวัญนายมั่นเขาซี มันไม่ใช่เรื่องของ แกที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์เลย ฉันเชื่อว่านายมั่นกับนายคงเขา ต้องทำได้"

ดร. ดิเรกแกล้งพูดเสริมขึ้น

"เราอยู่เรือลำเดียวกัน เมื่อคนอื่นทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยง ชีวิตผมกับอ้ายมั่นก็ต้องทำด้วย ไว้ใจผมเถอะครับคุณอ๋อย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นายเพิ่มจึงกล่าวกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ

"สำหรับพี่อู๊ดผมจะมอบหน้าที่สำคัญให้ทำ โดยให้นาย แห้วเป็นผู้ช่วย"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"เอาซีครับ จะใช้อะไรผมก็ว่ามา"

"พี่อู๊ดคุมนายแห้วออกไปนอกเขตเทศบาลและคอยตัด สายโทรเลขเมื่อแลเห็นพลุสัญญาณ ซึ่งผมจะยิงขึ้นฟ้าในเวลา ๕ ทุ่มตรง สายโทรเลขริมทางรถไฟมีกี่เส้นต้องตัดออกให้หมด เพื่อไม่ให้ทางจังหวัดส่งโทรเลขไปขอกำลังทหารและรถดับเพลิง จากจังหวัดใกล้เคียง หน้าที่ของพี่อู๊ดคงจะไม่เสี่ยงภัยเท่าใดนัก ไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าและยิ้มให้

"ก็ไม่เห็นจะต้องเสี่ยงภัยอะไรนี่ครับ ผมกับเจ้าแห้วออก ไปให้พ้นจากเขตสับเปลี่ยนของสถานี เพียงกิโลเมตรเดียว ก็ ทำงานได้อย่างสบายไม่มีใครเห็น ริมทางรถไฟมีแต่ทุ่งนาและป่าทั้งนั้น"

"นั่นน่ะซีครับ ผมเห็นว่าพี่อู๊ดมีอายุมากแล้วจึงมอบ หน้าที่นี้ให้ อ้า-ขอเชิญพี่อู๊ดกับลูกๆ หลานๆ เซ็นทราบ คำสั่งไว้เป็นหลักฐานหน่อยเถอะครับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน รางวัล ถ้าแผนการเผาเมืองนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเราก็จะได้รับ เงินรางวัลพิเศษคนละไม่ใช่น้อยแล้วแต่ความยากง่ายของงาน โดยเฉพาะนายมั่นกับนายคงอาจจะได้รับเงินรางวัลอย่างน้อยคน ละแสน รองลงมาก็นายสม นายบุญ และนายสุข แต่คนอื่นๆ ก็คงได้ไม่ต่ำกว่าคนละสามหมื่น"

หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คน ต่างได้รับคำสั่งอันเป็นลาย ลักษณ์อักษรตัวพิมพ์ดีดจากนายเพิ่ม แล้วทุกคนก็เซ็นทราบใน คำสั่งนั้น โดยใช้ชื่อและนามสกุลปลอมเสร็จแล้วก็ส่งเอกสาร คืนให้หัวหน้าคอมมิวนิสต์

นายเพิ่มกับเรวดีได้ซักซ้อมแผนการกับหน่วยใต้ดินทุก คนที่ได้รับมอบให้ทำงานสำคัญ จนเข้าใจดีแล้วนายเพิ่มก็กล่าว ปิดประชุม

"เราจะยุติการประชุมเพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าจะรีบข้ามฟาก ไปพบกับผู้แทนของผู้บัญชาการคอมมิวนิสต์และจะกลับมาก่อน ค่ำ ระหว่างนี้เรวดีจะควบคุมบังคับบัญชาพวกท่านแทนข้าพเจ้า ขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกไปจาก บริเวณกองบังคับการของเราอย่างเด็ดขาด ผู้ที่พยายามออก นอกเขตบ้านจะถือว่าทรยศต่อเรา ขบวนการใต้ดินของเราจะ หลบซ่อนตัวรวมกำลังกันอยู่ที่นี่ จนกว่าจะถึงเวลา ๒๒.๐๐ น.จึงจะออกปฏิบัติงาน ข้าพเจ้าได้สั่งคนครัวเตรียมอาหาร เหล้า และเครื่องดื่มไว้รับรองพวกท่านอย่างเหลือเฟือแล้ว หวังว่า ทุกคนคงจะไม่ออกจากรั้วบ้านนี้จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม"

ครั้นแล้วหัวหน้าคอมมิวนิสต์สองพ่อลูกต่างก็ลุกขึ้นพาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน บรรดาสมาชิกใต้ดินต่างแยกย้ายกัน ออกไปจากห้องกลางห้องนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะพรรค สี่สหายกับเจ้าแห้วกลับบ้านพัก

ลบจอมอันธพาล ซึ่งเป็นมือปืนของนายเพิ่มกับลูกน้อง สามสี่คน เริ่มทำหน้าที่เป็นยามตรวจตราบริเวณบ้านอย่างแข็ง แรง รั้วบ้านของนายลบซึ่งเป็นกองบังคับการคอมมิวนิสต์ด้าน หน้าและด้านข้างเป็นรั้วไม้โปร่ง ด้านหลังเป็นรั้วลวดหนาม บ้านพักของหน่วยกล้าตายอยู่ห่างจากรั้วหลังบ้านเพียงเล็กน้อย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกลับมาที่เรือน พักก็ปรึกษาหารือกันในห้องนอน ซึ่งเป็นห้องโล่งมีอยู่ห้องเดียว มีเตียงผ้าใบใหม่เอี่ยมตั้งเรียงกันรวม ๖ เตียงพร้อมด้วยผ้าห่ม นอนหมอนมุ้ง ซึ่งนายเพิ่มสั่งให้คนของเขาจัดหามาให้ เครื่อง ตกแต่งห้องมีโต๊ะเครื่องแป้งเลวๆ เพียงตัวเดียว เก้าอี้สำหรับ นั่งและข้าวของอื่นๆ ไม่มี

หน่วยกล้าตายยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในห้อง และพูดคุยกัน ด้วยเสียงกระซิบกระซาบ ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆว่า

"โชคของชาวเมืองนี้ยังดีอยู่ ถ้าพวกเราไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้เข้ามาร่วมงานกับพวกวายร้ายเหล่านี้ บ้านเมืองก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านในคืนวันนี้ ประชาชนนับหมื่นจะไม่มีที่อยู่อาศัย ทรัพย์สมบัติจะสูญสิ้นไปในไฟ โอ-มายก็อด..."

พลว่า "พวกเราคนใดคนหนึ่งต้องเล็ดลอดหนีไปจาก หลังบ้านของมันให้ได้ เพื่อไปนำกำลังตำรวจภูธรและตำรวจ ตระเวนชายแดนมาทลายรังจับกุมปราบปรามพวกเหล่าร้ายให้ หมดสิ้น ถ้าไม่มีใครกล้าเสี่ยงภัยหนีออกไปกันเองก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกความเห็นอย่างแยบคาย

"เพื่อความยุติธรรมจับไม้สั้นไม้ยาวกันดีกว่า" พูดจบ ท่านก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกลักไม้ขีดไฟออกมาแล้วเดินไปที่ ประตูห้องยืนหันหลังให้สี่สหายกับเจ้าแห้ว สักครู่ท่านเจ้าคุณ ก็กลับมาหา ในมือซ้ายของท่านมีก้านไม้ขีดโผล่ออกมาระหว่าง นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้รวม ๖ ก้าน ท่านกล่าวกับทุกคนด้วย เสียงหัวเราะ "จับโว้ย" คนไหนได้ก้านสั้นจะต้องหนีเล็ดลอด ไปหาข้าหลวง หรือผู้บังคับกองตำรวจนำกำลังเจ้าพนักงานมา ที่นี่ เอาโว้ย"

นิกรเอื้อมมือดึงก้านไม้ขีดไฟก้านหนึ่งออกมาจากมือ พ่อตาของเขาเป็นคนแรกแล้วนิกรก็ดีใจกระโดดตัวลอย

"ฮะ ฮะ ยาวเฟื้อยเลย"

พลจับเป็นคนที่สอง เขาได้ไม้ยาวเช่นเดียวกับนิกร เจ้า แห้วกลัวจะได้ไม้สั้นก็รีบจับเป็นคนที่สาม พอได้ไม้ยาวเจ้าแห้ว ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ ดร. ดิเรกพยักหน้า กับเสี่ยหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"เอาซี ไอจับทีหลังก็ได้ อันสุดท้ายเป็นของคุณอา ยู จับก่อน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"แกจับก่อนเถอะ"

ดร.ดิเรกมองดูก้านไม้ขีดสามอันในมือพ่อตาของเขา ตรึกตรองอยู่สักครู่ก็ดึงออกมาก้านหนึ่ง

"โอ....โชคดีว่ะ" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหัวเราะ ชูก้าน-ไม้ขีดไฟอวดเพื่อนๆ

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯแล้วกล่าวถาม

"เหลือคุณอากับผมตัวต่อตัว"

"เออ....แกจับซี อันสุดท้ายเป็นของอา"

กิมหงวนฮัมเพลงเบาๆ ปลอบใจตัวเอง แล้วตัดสินใจ ดึงไม้ขีดไฟก้านหนึ่งออกมาจากนิ้วมือท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอ แลเห็นก้านไม้ขีดสั้นจุนจู๋กิมหงวนก็ทำคอย่นแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ไอ๊ย่า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ โยนก้านไม้ขีดที่เหลืออยู่ในมือของท่านเพียงก้านเดียวทิ้งไปแล้ว ยกมือตบบ่าอาเสี่ยพลางหัวเราะชอบใจ

"แกควรจะดีใจที่แกได้เป็นวีรบุรุษในหมู่พวกเรา"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"วีรบุรุษกะลิงอะไรล่ะครับ อ้ายลบกับสมุนของมันเฝ้า รั้วบ้านทั้งสี่ด้านอย่างแข็งแรง ดีไม่ดีผมก็ถูกมันยิงม่องเท่ง เท่านั้น จะให้ผมไปเมื่อไรล่ะครับ"

พลพูดขึ้นทันที

"ยัง...ยังไม่ต้องไปเดี๋ยวนี้ นายเพิ่มกำลังจะข้ามไปฝั่งเมือง ของเขา ต้องรอให้นายเพิ่มกลับมาก่อนเพราะเอกสารสำคัญอยู่ที่นายเพิ่ม การทลายรังพวกแดงก็ต้องได้เอกสารหลักฐานประ-กอบข้อหา และโดยเฉพาะต้องได้ตัวนายเพิ่มซึ่งเป็นหัวหน้า ใหญ่ รอให้นายเพิ่มกลับมาเสียก่อนแกค่อยหนีไป กันคิดว่าหนี ไปตอนหัวค่ำเป็นดีที่สุด"

กิมหงวนพยักหน้าอย่างภาคภูมิ

"เอา....เอายังไงก็เอากัน เสร็จเรื่องนี้แล้วจะได้กลับบ้านเสียที ฝนตกทุกคืนคิดถึงนวลลออเต็มทนแล้ว เมื่อคืนตอน ดึกเผลอตัวหันไปกอดแกหน่อยเดียว แกถองเอาฟันโยกไปทั้ง ปาก"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ฟันโยกอย่าพยายามเลี้ยงแมวตัวผู้เป็นอันขาด"

เสี่ยหงวนทำปริบๆ

"ทำไมล่ะ"

"เถอะน่า โบราณเขาห้าม คุณพ่อกันเมื่อมีชีวิตอยู่ท่าน ชอบเลี้ยงแมว พอท่านแก่ตัวฟันท่านโยก ท่านให้คนใช้เอา แมวตัวผู้ไปปล่อยหมดเลี้ยงไว้กลัวว่าความอาถรรพณ์จะทำให้ ท่านต้องกินแมวของท่าน"

ดร. ดิเรกอ้าปากหวอ

"กินเนื้อแมวน่ะหรือ"

นิกรอมยิ้ม

"กินเนื้อกินหนังหรือกินอะไรกันก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าคนฟัน โยกเขาห้ามไม่ให้เลี้ยงแมวตัวผู้ เด็กๆ รุ่นนี้อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับฟันของคน คนฟันดีเขาห้ามเลี้ยงแมวตัวเมีย คนฟันโยกเขาห้ามเลี้ยงแมวตัวผู้จำไว้แล้วกัน"

ก่อนพลบค่ำเย็นวันนั้นเอง คนของนายเพิ่มก็นำเหล้า และอาหารมาให้หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนที่บ้านพักตามคำสั่งของนายเพิ่ม คณะพรรคสี่สหายต่างทราบว่านายเพิ่มข้ามฟากไปฝั่งประเทศของเขาและกลับมาแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ร่วมรับประทานเหล้าและอาหารกันที่ระเบียงหน้าบ้าน ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้หน่วยใต้ดินของนายเพิ่มก็กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ที่เรือนใหญ่เท่าที่นายเพิ่มจัดอาหารมาให้ คณะพรรคสี่สหายเป็นพิเศษก็เพราะเขามีความพอใจหน่วยกล้า ตายทั้ง ๖ คนมากกว่าพลพรรคของเขานั่นเอง ประกอบทั้งเสี่ยหงวนกับ ดร. ดิเรกจะต้องปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่งที่เขามอบ หมายให้

การรับประทานอาหารสิ้นสุดลงในเวลา ๑๙.๐๐ น. หน่วยกล้าตายคงนั่งสนทนากันอยู่หน้าระเบียงนั้นบนเสื่อสีขาวผืนใหญ่ ดร. ดิเรก หายเข้าไปในห้องนอนเกือบ ๑๐ นาที ก็กลับออกมา นั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา ที่หน้าเรือนมีแสงไฟฟ้าอยู่ เพียงดวงเดียว ส่องแสงลางเต็มทน เพราะตอนหัวค่ำกระแส ไฟฟ้าของเทศบาลตก

"อ้ายหงวน" นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับอาเสี่ยอย่างเป็น งานเป็นการ "แกหนีไปได้แล้ว ลงบันไดหลังบ้านและพยายาม มุดรั้วลวดหนามออกไป ไปเดี๋ยวนี้แหละเพื่อน กันได้เตรียมการ ตบตานายเพิ่มกับคุณอ๋อยไว้แล้ว ถ้าสองพ่อลูกมาหาเราและถามถึงแกกันจะบอกว่าแกปวดท้องขอตัวไปนอนพักผ่อน และสั่ง พวกเราให้ปลุกแกก่อน ๔ ทุ่ม

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"ก็ถ้าเผื่อเขาเข้าไปดูในห้องล่ะ"

"ไม่เป็นไร กันเอาผ้าห่มและของอื่นๆ ทำหุ่นตัวแก นอนอยู่บนเตียงผ้าใบ เอาผ้าห่มคลุมตลอดศีรษะ ในห้องนอน บังเอิญไม่มีไฟฟ้า มีแต่แสงสะท้อนของไฟฟ้าดวงนี้เท่านั้น ถึง นายเพิ่มหรือคุณอ๋อยเข้าไปดูภายในห้องก็ต้องคิดว่าหุ่นนั้นคือ ตัวแก"

พลยิ้มให้ ดร. ดิเรก

"แกรอบคอบดีมากดิเรก" แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ไปเถอะอาเสี่ย จำไว้ว่าถ้าแกนำตำรวจมาถึงนี่ให้ตำรวจกระจายกำลังล้อมรั้วบ้านด้านนอกไว้ แล้วแกก็พาตำรวจจำนวนหนึ่ง บุกเข้าด้านหลัง อย่าบุกเข้าทางอื่น พวกเราจะพยายามช่วยเหลือตำรวจเท่าที่จะช่วยได้ อย่างน้อยเราก็มีปืนพกคนละกระบอก กระสุนอีกหลายนัด และแกจะต้องพาตำรวจมาถึงนี่อย่างช้าภายในสองทุ่มครึ่ง กองตำรวจอยู่ห่างจากนี่ประมาณกิโลเมตรเดียว ตำรวจจะใช้เวลาระดมกำลังอย่างมากไม่เกิน ๑๕ นาที รีบไปเถอะเพื่อน ความปลอดภัยของชาวเมืองนี้อยู่ที่พวกเรา"

นิกรโบกมือให้กิมหงวน

"โชคดีโว้ย ก่อนจะมุดรั้วออกไประวังตัวให้มาก" กิม-หงวนถอนหายใจลึกๆ เขาลุกขึ้นยกมือขวาตบกระเป๋ากางเกง เพื่อให้แน่ใจว่าปืนพกของเขาอยู่ในกระเป๋าเรียบร้อย แล้วเขาก็เดินเข้าห้องนอนซึ่งบ้านนี้มีอยู่เพียงห้องเดียวมีประตูออกไปสู่ ระเบียงด้านหลัง ติดต่อกับนอกชานและครัวไฟและมีบันไดลง ทางหลังบ้าน

ทุกคนเงียบกริบ ต่างคนต่างเป็นห่วงเสี่ยหงวนไปตามกัน อาเสี่ยเดินผ่านนอกชานตรงมาที่ประตูหลังเรือนและค่อยๆ เปิด ประตูออกเป็นช่องกว้างพอตัวผ่านออกไปได้ กิมหงวนพยายาม ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ค่อยผ่านช่องประตูออกไปและลง บันไดไปข้างล่าง

"นั่นใครน่ะ" มีเสียงห้าวๆ ร้องถามขึ้น

อาเสี่ยหยุดชะงักเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ไฟฉายดวงหนึ่งฉายกราดมาที่ร่างของเขาแล้วสมุนของลบก็เดินปราดเข้ามาหา กิมหงวน

"ไปไหนพี่ชาย"

กิมหงวนแลเห็นส้วม ปลูกอยู่ห่างจากเรือนราว ๑๐ เมตร ก็แก้ตัวทันที

"ปวดท้องขี้ว่ะ"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะ

"นึกว่าคนข้างนอกมุดรั้วเข้ามาเสียอีก ไปซี"

อาเสี่ยรีบสาวเท้าเดินตรงไปยังส้วมหลังนั้น และบุกเข้า ไปในส้วมอย่างรวดเร็วเพื่อให้สมเหตุสมผล เอื้อมมือปิดประตู ใส่กลอน ยกท่อนแขนซ้ายขึ้นก้มลงเอาปากอมแขนแล้วเป่าปาก ให้เกิดเสียงดังเหมือนคนท้องเสีย

"แพร่ด พร่อดแพร่ดๆๆๆ ปูด"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่หัวเราะชอบใจร้องกระเซ้ากิมหงวน

"โอ้โฮพี่ชาย ฮ่ะ ฮ่ะ ทำไมดุเดือดนักล่ะ"

กิมหงวนยืนอมยิ้มอยู่ในส้วม

"ไปห่างๆ โว้ยน้องชาย อยู่ใกล้ๆ ยังงี้กันก็กระดากแย่ ซีวะ"

อาเสี่ยแอบมองตามช่องฝา เขาแลเห็นคนยามสมุนของลบเดินไปทางริมรั้วด้านตะวันตก กิมหงวนค่อยๆ เปิดประตู ส้วมออกวิ่งก้มตัวมาที่ลวดหนามอาศัยความมืดเป็นฉากกำบังตัว พยายามมุดรั้วลวดหนามออกไปโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ลวด หนามเกี่ยวเสื้อขาดและหลังถลอกเป็นแผลยาวกิมหงวนวิ่งปราด ไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่พอแน่ใจว่าปลอดภัย เขาก็เดินผ่านละเมาะเล็กๆ ตรงไปเขตวัดหนึ่งซึ่งมีหมู่บ้านอยู่ ประมาณ ๑๐ หลังคาเรือน

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

คนของนายเพิ่มได้มาเก็บสำรับกับข้าวเอาไปแล้ว พล นิกร กับ ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยังคง นั่งสนทนากันเงียบๆ อยู่ที่หน้าระเบียงเรือนนั้น ทุกคนรู้ว่า กิมหงวนหนีไปได้ แต่ทุกคนก็รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในระหว่างความ เป็นความตาย ถ้าพวกคอมมิวนิสต์รู้ว่าเสี่ยหงวนหายไป หน่วยกล้าตายก็จะถูกจับกุมทันที เพราะอย่างไรเสียฝ่ายคอมมิวนิสต์ ก็จะต้องไหวทัน และถ้ามีการตรวจค้นกันขึ้น เอกสารหลักฐาน ในตัวก็จะบอกให้พวกคอมมิวนิสต์รู้ว่าคณะพรรคสี่สหายคือ หน่วยกล้าตาย

กำลังคุยกันอยู่พลก็แลเห็นร่างดำตะคุ่ม ๔ คน พากัน เดินตรงมายังเรือนหลังนี้ พลจ้องเขม็งมองดูแล้วกระซิบ กระซาบบอกเพื่อนเกลอของเขา

นายเพิ่มกับคุณอ๋อยมาหาเรา มีลูกน้องตามมาด้วยสองคน

ทุกคนต่างมองตามสายตาพลและรู้สึกเย็นวาบไปตามกัน นายเพิ่มเดินนำหน้ามือขวาถือกระเป๋าเอกสารใบใหญ่เรวดีเดินตามหลัง ชายฉกรรจ์สองคนสะพายปืนกลมือคนละกระบอก ติดตามมาอย่างใกล้ชิด หน่วยกล้าตายต่างลุกขึ้นยืน เจ้าคุณ ปัจจนึกฯ รีบลงบันไดมาต้อนรับหัวหน้าคอมมิวนิสต์และแกล้งแสดงกิริยาดีอกดีใจ

"ยังไงพี่อู๊ด" นายเพิ่มกล่าวทักท่านเจ้าคุณอย่างยิ้มแย้ม "ทานอาหารค่ำกันเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับ เรียบร้อยแล้วครับ ผมขอขอบคุณอย่างยิ่งเท่าที่ คุณได้กรุณาจัดอาหารมาให้ผมกับลูกหลานได้รับประทาน กันที่นี่เป็นพิเศษ"

เรวดีพูดเสริมขึ้น

"ตั้งแต่บ่ายดิฉันไม่ได้โผล่มาเยี่ยมเลยค่ะ อึดอัดใจกัน บ้างไหมคะที่ถูกจำกัดเขตให้อยู่ภายในเขตบ้านนี้"

"ไม่เป็นไรหลานสาว พวกลุงได้พักผ่อนสบายดีนอนพัก เอาแรงคนละสองสามชั่วโมงแล้วคืนนี้จะได้ทำงานเต็มที่" พูด จบท่านก็หันมาทางนายเพิ่ม "คุณพาคุณอ๋อยมาเยี่ยมพวกเรา หรือครับ"

"ครับ นอกจากมาเยี่ยมผมเอาปืนมาแจกด้วย เวลาของเราใกล้เข้ามาแล้ว อีกสองชั่วโมงกว่าๆ พวกเราก็จะเคลื่อนกำลังออกจากที่นี่ แยกย้ายกระจายกันไปปฏิบัติงานตามแผนการ"

ท่านเจ้าคุณก้มศีรษะเล็กน้อย

"เชิญข้างบนเถอะครับ ลูกหลานของผมต่างร้อนใจอยาก จะให้ถึงเวลาทำงานเสียเร็วๆ เชิญครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานายเพิ่มกับเรวดีและชายฉกรรจ์ทั้งสองคนขึ้นบันไดไปบนเรือน พล นิกร ดร. ดิเรก และเจ้าแห้ว ยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวอยู่ที่หน้าระเบียงเรือนอย่างสงบเสงี่ยม นายเพิ่มกับเรวดีต่างยิ้มให้หน่วยกล้าตายทุกคนแล้วนายเพิ่มก็แปลกใจเมื่อไม่เห็นเสี่ยหงวน

"นายมั่นล่ะพี่อู๊ด" เขาหันมาถามท่านเจ้าคุณ

"อ้า-เจ้ามั่นปวดท้องครับ กำลังกินข้าวบ่นว่าปวดท้องเลยขอตัวเข้าไปนอนพักผ่อน และสั่งว่าถ้าหลับไปก่อน ๔ ทุ่ม ให้ปลุกด้วย"

เรวดีพูดเสริมขึ้นทันที

"แย่จริง เมื่อนายมั่นไม่สบายเขาจะทำงานได้หรือคะ คุณลุง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรคุณหนู มั่นมันเป็นโรคปวดท้องเรื้อรังปวด ขึ้นมาเหมือนจะขาดใจตาย แต่ถ้าได้นอนหลับสักงีบหนึ่งเพียง ชั่วโมงเดียวพอตื่นขึ้นมาก็หาย อย่าเป็นห่วงมันเลยคุณหนู สาม ทุ่มกว่าๆ ลุงจะปลุกขึ้นเตรียมพร้อม"

นายเพิ่มว่า "พาผมเข้าไปดูหน่อยซีพี่อู๊ด"

ทุกคนใจหายวาบไปตามกัน ท่านเจ้าคุณหน้าซีดเผือด เหมือนแผ่นกระดาษ แต่ก็ต้องทำเป็นใจดีสู้เสือ

"เชิญซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสองพ่อลูกเข้าไปในห้องนอน สามสหายกับเจ้าแห้วตามเข้าไปด้วย ส่วนคอมมิวนิสต์หนุ่มสองคน ยืนอยู่ข้างนอก ภายในห้องนอนค่อนข้างมืดมีแต่แสงสะท้อน ของแสงไฟฟ้าที่ระเบียงข้างนอกส่งเข้ามาอย่างเลือนลางเต็มทน นายเพิ่มกับเรวดีหยุดยืนมองที่เตียงผ้าใบทั้ง ๖ เตียงนั้น สอง พ่อลูกแลเห็นหุ่นที่ ดร. ดิเรก ทำลวงตาไว้นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงเตียงหนึ่ง และมีผ้าคลุมตลอดร่างก็ไม่ได้ระแวงสงสัยอะไรเข้าใจว่าหุ่นนั้นคือร่างของอาเสี่ยกิมหงวนหรือนายมั่น

"ถ้าจะหลับสนิท" นายเพิ่มพูดขึ้นเปรยๆ

พลกล่าวอ้อมแอ้ม

"ครับ หลับไปนานแล้ว"

เรวดีเดินเข้าไปใกล้เตียงผ้าใบอีกสองสามก้าวแล้วหันมามองดูสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

"หลับทำไมไม่กรนล่ะคะ"

ดร. ดิเรกตอบหล่อนด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ

"คนนอนคว่ำไม่กรนหรอกครับ ถ้าคุณมีธุระอะไรที่จะ ใช้อ้ายมั่น ผมจะปลุกมันขึ้นเดี๋ยวนี้"

นายเพิ่มรีบโบกมือห้าม

"อย่า-อย่า นายคง ปล่อยให้เขาหลับเถอะ ฉันกับลูก ไม่มีธุระอะไรที่จะใช้เขาหรอก หน้าที่ของเขาที่จะร่วมงานกับเธอก็ได้มอบหมายไว้จนเข้าใจดีแล้ว ออกไปคุยกันข้างนอก เถอะ คนไม่สบายอย่าไปรบกวน ประเดี๋ยวฉันจะให้เด็กเอายา แก้ปวดท้องมาให้"

สองพ่อลูกพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกมาจากห้องนอน หน่วยกล้าตายถอนหายใจโล่งอกไปตาม กัน ต่างคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นายเพิ่มวางกระเป๋า เอกสารใบใหญ่ลงบนราวลูกกรงแล้วบ่นพึมพำว่าเขาเสียใจที่เขา หาโต๊ะเก้าอี้มาให้ไม่ทัน เพราะมัวยุ่งกับงานสำคัญของเขา

พี่อู๊ดครับ" นายเพิ่มกล่าวกับท่านเจ้าคุณอย่างสนิทสนม "ผมจะจ่ายปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ให้พี่อู๊ด นายแห้ว นาย ฤทธิ์ และนายเดชคนละกระบอก สำหรับไว้ใช้ต่อสู้เจาพนักงานหรือป้องกันตัวเมื่อจำเป็น ส่วนนายมั่นและนายคงจะมอบปืน กลมือให้คนละกระบอก เพื่อใช้ซุ่มยิงแถวตำรวจ หน้ากอง ตำรวจภูธรในคืนวันนี้ตามแผนการของเรา"

ครั้นแล้วหัวหน้าคอมมิวนิสต์ก็หยิบปืนพกออกมาส่งให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล นิกร และเจ้าแห้วคนละกระบอก เขา อธิบายให้ทราบว่าปืนทั้งหมดนี้เป็นปืนใหม่เอี่ยมบรรจุกระสุน ไว้กระบอกละ ๖ นัด ซึ่งกระสุนทุกนัดเป็นกระสุนใหม่ๆ ทั้ง นั้น เขาสะสมไว้โดยติดต่อขอซื้อจากพ่อค้าขายปืนเถื่อนราย หนึ่งที่กรุงเทพฯ

หลังจากนั้นนายเพิ่มก็บอกให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนที่ติดตามเขามามอบปืนกลให้ ดร. ดิเรก แล้วเขาก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มว่า

"ปืนกลมือสองกระบอกนี้สำหรับเธอกับนายมั่น เธอเก็บ ไว้ให้นายมั่นด้วยนะนายคง"

ดร. ดิเรก สะพายปืนกลมือแบบสะเตนไว้บนบ่าหนึ่ง กระบอก อีกหนึ่งกระบอกถือไว้ในมือและพิจารณาดู ส่วน กระสุนปืนที่ได้รับมอบรวม ๔ แม็คกาซีนด้วยกันเขายัดไว้ใน กระเป๋ากางเกงของเขา

"คุณคงเคยใช้ปืนกลมือแบบนี้หรือเปล่าคะ" เรวดีถาม ยิ้มๆ

นายแพทย์หนุ่มแกล้งทำหน้าเซ่อ

"จะเป็นแบบไหนก็ไม่เคยครับ"

สาวสวยหัวเราะเบาๆ

"ส่งปืนมาให้ดิฉันซีคะ ขอแม็คกาซีนด้วยค่ะดิฉันจะช่วยแนะนำวิธีใช้ปืนกลแบบนี้ให้คุณทราบ เดี๋ยวเดียวคุณก็เข้าใจ"

ดร. ดิเรกยิ้มแหยๆ ส่งปืนกลมือให้หล่อนและดึงแม็ค กาซีนบรรจุกระสุนปืนหนึ่งตับออกมาส่งให้เรวดี หญิงสาวได้แสดงวิธีบรรจุและถอดกระสุนอย่างแคล่วคล่องบอกวิธียิงตลอด จนการเล็งปืนและท่าประทับยิง อธิบายส่วนประกอบบางส่วนของปืนกลมือแบบนี้ให้ทราบ แสดงว่าเรวดีมีความชำนาญใน การใช้อาวุธปืนกลมือ ในที่สุดหล่อนก็ให้ ดร. ดิเรกทำให้หล่อนดู

"ใช้ได้ เธอฉลาดมากนายคง" นายเพิ่มกล่าวชมด้วย ความจริงใจ "เมื่อนายมั่นตื่นขึ้นมาเธอช่วยแนะนำวิธีใช้ปืน กลมือแบบนี้แก่เขาด้วยนะ"

"ครับ" นายแพทย์หนุ่มรับคำ

นายเพิ่มวางกระเป๋าเอกสารลงบนราวลูกกรงหน้าระเบียงเรือน แล้วหยิบลูกระเบิดมือรวม ๒ ลูก ออกส่งให้พลกับนิกร คนละลูก

"เธอสองคนเก็บรักษาไว้ให้ดี ขอให้ใช้ระเบิดขว้างรถ ดับเพลิงให้ได้ก่อนที่มันจะแล่นออกจากโรง เสร็จแล้วรีบไป รวมกำลังที่ท่าเรือชลมารคตามแผนการของเรา เธอกับนายเดช เข้าใจวิธีใช้ระเบิดมือหรือยัง"

พลยิ้มอ่อนโยน

"เข้าใจครับ ผมเคยเป็นทหารมาแล้วเป็นพร้อมกับเดช เพื่อนของผมครับ"

"ดีทีเดียว ฉันเชื่อว่าเธอกับนายเดชต้องทำลายรถดับ เพลิงได้แน่ๆ "

พลกับนิกรต่างมองดูระเบิดมือในมือของเขาแล้วเก็บใส่ กระเป๋ากางเกง นายเพิ่มยิ้มให้หน่วยกล้าตายทั้ง ๔ คน แล้วหันมาทางธิดาของเขา

"ไปที่เรือนใหญ่เถอะลูก พ่อมีงานจุกจิกที่จะต้องทำอีกหลายอย่าง"

เรวดียิ้มน่ารัก สายตาของหล่อนจ้องจับอยู่ที่ใบหน้านิกร

"เดี๋ยวค่ะคุณพ่อ อ๋อยเพิ่งนึกได้เดี๋ยวนี้ว่าคุณเดชมีความ รู้พิเศษในทางโหราศาสตร์ อ๋อยเสื่อมใสในเรื่องหมอดูมานาน แล้วอยากจะให้คุณเดชช่วยพยากรณ์ให้อ๋อยสักหน่อยค่ะ อยากทราบว่างานสำคัญเราในคืนวันนี้จะตลอดปลอดโปร่งหรือไม่ โชคชะตาของอ๋อยในอนาคตจะเป็นอย่างไร"

นายเพิ่มหัวเราะเบาๆ

"งั้นเรอะ ตามใจแกเถอะ พ่อไปก่อนละ" พูดจบเขาก็พาสมุนของเขาทั้งสองคนเดินลงไปจากเรือนพักของหน่วยกล้า ตาย

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย เขาเองไม่มีความรู้ในวิชาโหราศาสตร์แม้แต่นิดเดียว แล้วเขาก็ไม่อยากให้เรวดีรอง หัวหน้าคอมมิวนิสต์อยู่บนเรือนหลังนี้ด้วย แต่เขาก็ไม่กล้า ปฏิเสธเมื่อหล่อนต้องการให้เขาพยากรณ์โชคชะตาให้ นาย จอมทะเล้นมองดูสาวสวยด้วยแววตาละห้อย

"แฮ่ะ แฮ่ะ คุณสนใจในเรื่องหมอดูเหมือนกันหรือครับ"

"ค่ะ" ตอบยิ้มๆ "ดิฉันสนใจและศรัทธามากเชียวค่ะโหราศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระเลย ดิฉันชอบหมอดูค่ะ"

นิกรมองไปทางซ้ายของระเบียงเรือน

"เชิญไปนั่งทางนั้นเถอะครับ"

หล่อนทำท่ากระดากอายเล็กน้อย

"ออกไปนั่งดูทางหลังเรือนไม่ดีหรือคะ ดิฉันอยากจะ ถามเรื่องส่วนตัวของดิฉันค่ะ หลังเรือนกว้างขวางและสงบ เงียบดี"

"ครับ ครับ ได้เหมือนกัน เชิญซีครับ"

นิกรพาเรวดีเดินเข้าไปในห้อง หญิงสาวมองดูหุ่นที่นอน อยู่บนเตียงผ้าใบ และเชื่อสนิทว่าหุ่นนั้นคือเสี่ยหงวนหรือนาย มั่น หล่อนเดินตามนิกรออกมาทางระเบียงหลังเรือน มีไฟฟ้า ขนาด ๕๐ แรงเทียนเปิดอยู่ดวงหนึ่งแต่ความสว่างของมันเหลือ ไม่ถึง ๒๐ แรงเทียน ทั้งสองต่างทรุดตัวลงนั่งห้อยเท้าลงบน บันไดนอกชาน นิกรเริ่มต้นสมมุติตัวเองเป็นโหราศาสตร์ชั้นดี ทันที

"บอกวันเดือนปีของคุณให้ผมทราบเถอะครับ"

"ดิฉันเกิดปีชวดค่ะ เดือน ๖ วันศุกร์"

นิกรยกนิ้วมือขึ้นนับ

"วันที่เท่าไรครับ แล้วก็เวลาตกเฝือก"

หญิงสาวทำหน้าตื่นๆ

"ตกเฝือกหรือตกฟากคะ"

พ่อหมอสะดุ้งโหยง

"ตกฟากครับผมพูดเผลอไป แฮ่ะ แฮ่ะ"

"ดิฉันเกิดวันที่ ๒๒ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๐๐ น. ค่ะ"

นิกรทำปากหมุบหมิบยกนิ้วขึ้นนับสักครู่หนึ่ง เขาก็เงย หน้าขึ้นมองดูหล่อน

"คุณอายุได้ ๒๓ ปี ๔ เดือน กับ ๙ วันทั้งวันนี้ เอาละครับคุณอยากจะถามลาภ ถามเนื้อคู่ ถามโชคชะตาราศีเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย หรือจะดูเทวดาเสวยอายุดูเคราะห์ดูโศกดูโรคดูภัย ได้ทั้งนั้น ขณะนี้พระจันทร์เพิ่งออกจากคุณได้เดือนเศษพระ ราหูได้เข้ามาแทน การที่พระราหูเข้ามานี้ย่อมก่อความเดือดเนื้อร้อนใจทำให้เกิดป่วยไข้ความทุกข์ยาก คุณจะต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ตามประเพณีนะครับ"

หล่อนยิ้มให้เขา

"พูดช้าๆ ก็ได้ค่ะคุณเดช คุณพูดเร็วๆ อย่างนี้ดิฉัน เหนื่อยแทน ดิฉันอยากจะทราบว่างานสำคัญของเราในคืนวัน นี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีไหมคะ"

นิกรจำต้องคิดเสียก่อนที่จะให้คำตอบหล่อน

"เอ....เรื่องนี้เป็นงานส่วนรวมครับ เกี่ยวกับดวงของพวกเราทุกๆ คน ผมบอกไม่ได้ว่าได้ผลหรือเสียผลแค่ไหน แต่ตามความรู้สึกของผมซึ่งไม่เกี่ยวกับโหราศาสตร์ผมมั่นใจว่า คงสำเร็จแน่นอน เพราะคุณพ่อของคุณและคุณได้วางแผนการ ไว้แนบเนียนดีมาก"

หล่อนถอนหายใจเบาๆ

"หรือคะ ดิฉันค่อยสบายใจหน่อยที่คุณให้กำลังใจอย่างนี้ เอาละค่ะทีนี้ดิฉันจะถามถึงเรื่องส่วนตัวของดิฉันโดยเฉพาะ อ้า-ดิฉัน-อ้า-เมื่อไรดิฉันถึงจะได้พบเนื้อคู่สักทีคะ หมอที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเคยทายว่าดิฉันจะพบเนื้อคู่ในเดือนที่แล้วมา แต่แล้วจนกระทั่งป่านนี้ดิฉันก็ยังไม่พบ"

นิกรรู้สึกอึดอัดใจเต็มทนจึงคิดในใจว่าเขาควรจะเปิด โอกาสให้พลมาพูดคุยกับหล่อนแทนเขา

"ถ้าคุณจะดูเนื้อคู่ให้แม่นยำเหมือนกับตาเห็น ควรให้เจ้าฤทธิ์เพื่อนของผมมาดูให้คุณดีกว่า ฤทธิ์ไม่ใช่หมอดูหรอกครับ แต่มันดูเส้นลายมือเก่งมากโดยเฉพาะเรื่องเนื้อคู่ทายได้แม่นยำ ไม่เคยพลาดเลย"

"คุณฤทธิ์น่ะหรือคะ"

"ครับ เขาเรียนมาจากแหม่มยิปซีครับ เจ้าฤทธิ์ดูเนื้อคู่ และโชคลาภได้แม่นที่สุด บอกรูปร่างลักษณะพร้อม ผมจะไป พาฤทธิ์มาให้คุณนะครับ"

"ค่ะ ดีเหมือนกันค่ะ ขอบคุณนะคะคุณเดช ดิฉันจะ นั่งคอยอยู่ที่นี่"

นิกรถอนหายใจโล่งอกรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องนอน และออกมาทางหน้าเรือน ขณะนี้พล ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังนั่งสนทนากันอย่างกระซิบกระซาบ เมื่อ นิกรปราดเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างนายพัชราภรณ์ การสนทนา ก็หยุดชะงักลงทันที

"อ้าว...เสือกออกมาทำไมล่ะพ่อหมอ" พลถาม

นิกรมองดูพลอย่างเดือดดาล

"ฉันอยากเตะแกเหลือเกิน ไม่ควรไปบอกหล่อนเลยว่า ฉันเป็นหมอดู" นิกรกระซิบเบาๆ "ฉันดูเป็นเมื่อไรเล่า"

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"ก็ดูแบบเฮงซวยซีวะ"

นิกรว่า "ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร แกออกไปคุยกับคุณอ๋อยแทนกันหน่อยเถอะวะ กันหลอกหล่อนว่าแกเป็นลูกศิษย์แหม่ม ยิปซีคนหนึ่ง แกดูลายมือได้แม่นยำราวกับตาเห็น"

พลสะดุ้งโหยง

"แล้วกัน "

"น่า ไหว้ละวะ กันยอมรับว่ากันไม่มีความรู้เลยในเรื่อง หมอดู แกมีวาทศิลปดีกว่ากันมาก รีบออกไปหาคุณอ๋อยเถอะ ถ้าอย่างไรก็ถือโอกาสแต๊ะอั๋งเอากำไรเสียเลย รู้สึกว่าหล่อนกำลังฟิตว่ะ สนใจในเรื่องเนื้อคู่มาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพลทันที

"ไปเร็วๆ พล ขืนชักช้ายายอ๋อยเดินออกมาหาพวกเรา เกิดสงสัยรูปหุ่นที่ดิเรกทำไว้เปิดผ้าห่มออกดู เลยเรื่องแตก เท่านั้นเอง"

พลเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน เขาบอกเจ้าแห้วให้เก็บปืนพกไว้ ให้เขา แล้วเขาก็พาตัวเดินเข้าไปในห้องนอน เมื่อออกมาที่ ระเบียงหลังห้องเขาก็แลเห็นสาวสวยหัวหน้าคอมมิวนิสต์นั่งวาง เท้าอยู่บนขั้นบันไดตามลำพัง อ้ายเสือรูปหล่อกระแอมเบาๆ แล้วเดินเข้ามาหาหล่อน

"นั่งซีคะคุณฤทธิ์ ดิฉันอยากจะให้คุณพยากรณ์ให้ดิฉัน ค่ะ"

พลทรุดตัวลงนั่งข้างหล่อน กลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศสอย่างดี จากผมของหล่อนหอมหวนยวนใจ

"ผมมีความรู้ในการดูรอยบนฝ่ามือเพียงงูๆ ปลาๆ เท่านั้นแหละครับ" พลพูดยิ้มๆ

"อย่าถ่อมตัวหน่อยเลยค่ะ คุณเดชว่าคุณดูลายมือได้แม่นยำราวกับตาเห็น ดูให้ดิฉันหน่อยซีคะ ดิฉันเป็นคนแปลกสัก หน่อยค่ะ ดิฉันสนใจและเลื่อมใสในเรื่องหมอดูและวิชาโหรา-ศาสตร์มาก"

ถึงแม้ว่าหล่อนเป็นศัตรูอันร้ายกาจของประเทศชาติแต่ หล่อนก็สวยและน่ารักอย่างยิ่ง ใบหน้าของหล่อนงามแฉล้มแช่มช้อย เรือนร่างทุกสัดส่วนเป็นเสน่ห์ชวนพิศ พลมองดูหล่อน อย่างไม่วางตา ต่างคนต่างยิ้มให้กันซึ่งเรวดีมีท่าทางกระดากอายเล็กน้อย

"ส่งมือขวาให้ผมสิครับ"

หล่อนยื่นมือให้เขาโดยดี พลมีโอกาสได้ลูบคลำฝ่ามืออัน นุ่มนิ่มของหล่อนแล้วก็คิดว่า ถ้าเขามีโอกาสได้จูบหล่อนสักที หนึ่งเขาคงจะชื่นใจไม่น้อย อ้ายเสือรูปหล่อจอมเจ้าชู้เลื่อนตัว เข้ามานั่งแนบชิดหล่อน จ้องมองดูฝ่ามือของหล่อนทั้งๆ ที่เขา เองก็ไม่เคยสนใจหรือมีความรู้ในการดูรอยบนฝ่ามือเลย

"มือคุณนิ่มจังครับ"

หล่อนลอบค้อนเขา

"ดิฉันอยากทราบว่าชะตาของดิฉันขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง คะคุณฤทธิ์ แล้วก็เรื่องเนื้อคู่ด้วยค่ะ"

ก่อนที่พลจะตอบว่ากระไร จิ้งจกตัวหนึ่งซึ่งถูกจิ้งจกอีก ตัวหนึ่งไล่กัดได้หล่นจากเพดานลงมาบนตักของเรวดี ผู้หญิง ในโลกนี้ทุกคนย่อมเกลียดและกลัวจิ้งจก พอแลเห็นจิ้งจกเกาะ อยู่บนขาข้างซ้าย สาวสวยก็หวีดร้องออกมาด้วยความตกใจและ โผเข้ากอดพลทันที มือทั้งสองของหล่อนโอบรอบคอเขาแน่น พลถือโอกาสตวัดร่างหล่อนไว้ในวงแขนของเขา และแล้วด้วย ความเร็วราวกับฟ้าแลบ เขาก้มลงจูบริมฝีปากอันจิ้มลิ้มของ หล่อนอย่างหนักหน่วง

เรวดีดิ้นรนผลักไสจนหลุดจากวงแขนของเขา หล่อนจ้องมองดูหน้าพลราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หญิงสาวหายใจถี่เร็ว ใบหน้าถมึงทึงนัยน์ตาวาวโรจน์ เมื่อพลยิ้มให้หล่อนเรวดีก็ยก ฝ่ามือข้างขวาตบหน้าเขาเต็มแรง เพียะ

"แกบ้า แกอวดดียังไงมาจูบฉัน" หล่อนกล่าวกับพล อย่างเดือดดาลแต่เสียงของหล่อนไม่ดังนัก เรวดีกลัวว่าคณะพรรคสี่สหายจะได้ยินนั่นเอง

พลกอดหล่อนอีก และก้มลงจูบหล่อนอีกครั้งหนึ่ง พอ เขาเงยหน้าขึ้นเรวดีก็ตบหน้าเขาอีก

"สุดที่รักของผม ผมทราบดีว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คุณคือ ดอกฟ้าที่สูงสุดสอย แต่ผมก็อดที่จะรักคุณไม่ได้ทั้งๆ ที่ผมยากจนเข็ญใจอย่างนี้ ลงโทษผมด้วยการตบหน้าไม่สมกับความอุก-อาจของผมหรอกครับ ปืนพกที่เหน็บเอวคุณนั่นเอาออกมายิง ผมเสียสิครับ ผมไม่เสียดายชีวิตของผมเลยถ้าหากว่าผมต้องตายด้วยน้ำมือของคุณ"

เรวดีเอื้อมมือจับปืนพกที่ขอบกางเกงของหล่อนแล้ว กระชากออกมายกขึ้นจ้องหน้าอกนายพัชราภรณ์อย่างเคียดแค้น

"แกดูหมิ่นฉัน แกทำลายเกียรติของฉัน ฉันจะยิงแก"

พลยิ้มอย่างใจเย็น

"ผมพร้อมแล้วที่จะรับโทษ ฆ่าผมเถอะครับ ผมจะไม่วิงวอนร้องขอชีวิตจากคุณเลย ถึงผมตาย รอยจูบของผมก็คง จะตราตรึงอยู่ที่ริมฝีปากของคุณชั่วกาลนาน ยิงสิครับ"

เรวดีไม่กล้ายิงเขา จูบของพลทำให้หล่อนมีความรู้สึก ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นในหัวใจของหล่อน นั่นคือความรักนั่นเอง เรวดีนึกพอใจในความสวยเก๋และท่วงท่าอันสง่างามของพลตั้ง แต่หล่อนได้รู้จักกับเขาที่โรงแรมอาจิวแล้ว มือที่ถือปืนค่อยๆ ลดต่ำลงทีละน้อย พลถือโอกาสประคองกอดหล่อนและยกมือขวาเชยคางเรวดีขึ้น ก่อนที่หล่อนจะดิ้นรนสะบัดปัดป้อง ริม ฝีปากของพลก็แนบแน่นกับริมฝีปากของหล่อน

ปืนพกขนาดกะทัดรัดร่วงหลุดจากมือหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว เรวดียกมือทั้งสองกอดรอบคอเขา สดชื่นเป็นสุขใจในรสจูบ ครั้งแรกของชีวิตสาว เสียวกระสันวาบหวิวใจอย่างบอกไม่ถูก ร่างของหล่อนอ่อนระทวยอยู่ในวงแขนของพล นัยนต์ตาหลับ พริ้ม

เกือบ ๕ นาทีที่สาวสวยปล่อยให้พลเรียกร้องความหวานชื่นจากริมฝีปากของหล่อน เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาเรวดี ก็ดิ้นรนผลักและทุบเขา หล่อนผลักพลเซออกไปแล้วคว้าปืน พกคู่มือของหล่อนลุกขึ้นยืน แต่แทนที่จะยิงพล กลับเก็บปืน พกไว้ในกระเป๋ากางเกงสีเทาตัวนั้น

หล่อนยกหลังมือซ้ายเช็ดริมฝีปากของหล่อน น้ำตาของหญิงสาวไหลคลอ

"ฉันเกลียดคุณฤทธิ์" เรวดีพูดเสียงเครือ "คุณทำให้ฉัน มีราคีเสียแล้ว"

"คุณอ๋อย ผมล่วงเกินคุณก็เพราะรัก"

"แต่ฉันไม่รักคุณ เอาเถอะ ฉันอภัยให้ในเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นนี้ แต่ถ้าคุณล่วงเกินฉันอีกฉันจะฆ่าคุณเสีย" พูดจบ เรวดีก็เดินลงบันไดตรงไปที่ประตูรั้วนอกชานแล้วพาตัวลงบันได ไปอย่างร้อนรน

พลยิ้มกับตัวเอง เขาพอจะรู้ว่าเรวดีรักเขาไม่น้อย แต่ เขาไม่ได้รักหล่อนเลย เพียงแต่ลองชั้นเชิงเจ้าชู้ดูเท่านั้น อ้าย เสือรูปหล่อผุดลุกขึ้นอย่างเบิกบานใจ เดินผิวปากกลับเข้ามาในห้องและออกมาทางหน้าระเบียงเรือน เขายืนเกาะราวลูกกรง มองไปข้างหน้า พลแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของสาวสวยกำลัง เดินดุ่มๆ ตรงไปที่เรือนใหญ่ซึ่งเป็นบ้านพักของลบและเป็น กองบังคับการหน่วยใต้ดินของนายเพิ่ม เมื่อพลหันมาทางคณะพรรคของเขาทุกคนก็กำลังจ้องมองดูพลเป็นตาเดียว

"คุณอ๋อยกลับไปแล้ว" พลพูดยิ้มๆ "หล่อนลงบันไดหลังบ้านกลับไปเดี๋ยวนี้เอง"

ดร. ดิเรกหน้าตื่น

"ทำไมล่ะ หรือว่าแกดูลายมือให้หล่อนเสร็จแล้ว"

พลเดินเข้ามานั่งร่วมวงกับพรรคพวกของเขาแล้วเอื้อม มือหยิบปืนพกที่วางอยู่ข้างๆ เจ้าแห้วขึ้นมาถือ

"กันนั่งอยู่กับหล่อนตามลำพังเกิดอารมณ์เปลี่ยวขึ้นมา เลยจูบหล่อนเข้าให้" พลพูดยิ้มๆ "ความจริงไม่ใช่ความผิด ของกันหรอกหมอ จิ้งจกบนเพดานมันหล่นลงมาบนตักหล่อน อ๋อยตกใจโผเข้ากอดกันแน่นแล้วกันจะอดใจได้อย่างไร"

นิกรจุ๊ปาก

"ไม่ไหวโว้ย แกนี่ชอบยุ่งกับผู้หญิงเสียจริงๆ "

พลหัวเราะ

"เปล่า กันไม่ได้รักอ๋อยหรอก หล่อนคือศัตรูอันร้ายกาจของชาติเรา ซึ่งหมายความว่าหล่อนเป็นศัตรูของเราด้วย แต่ เห็นหล่อนสวยก็อดจูบหล่อนไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าอ๋อยไปฟ้องนายเพิ่มแกจะเดือดร้อนนะโว้ยพล นาย เพิ่มอาจจะใช้ให้คนของเขาฆ่าแกเสียก็ได้"

"ไม่ฟ้องหรอกครับคุณอา ผมคิดว่าอ๋อยรักผมแน่ๆ เพราะตอนที่ผมจูบหล่อน หล่อนกอดผมเสียจนผมหายใจเกือบ ไม่ออก"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ แล้วกล่าวว่า

"รับประทานอย่าเพิ่งคุยถึงเรื่องจูบกันเลยครับ คุยถึงเรื่องอาเสี่ยดีกว่าครับ ผมเป็นห่วงเต็มทนไปตั้งนานแล้วยังไม่ มา รับประทานนี่ก็เกือบ ๓ ทุ่มแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ไม่มีอะไรที่แกจะต้องเป็นห่วงมัน อ้ายหงวนเล็ดลอด หนีไปได้มันก็ปลอดภัยแล้ว อย่างไรเสียภายในครึ่งชั่วโมงนี้เป็นอย่างช้ามันจะต้องนำกำลังตำรวจภูธร และตำรวจตระเวนชาย แดนมาที่นี่แน่นอน"

นายจอมทะเล้นยกมือป้องหน้าผากมองไปทางเรือนใหญ่ แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขาอย่างร้อนรน

"เฮ้ย-มีคนเดินมาที่เรือนเราหนึ่งคน อ้ายพลแย่ละมึง คุณอ๋อยคงไปฟ้องนายเพิ่มว่าแกจูบหล่อน นายเพิ่มใช้ให้คนมา ตามแกไปสอบสวน"

พลหัวเราะด้วยอารมณ์เย็น

"พนันเตะก้นก็ได้ เรื่องที่กันจูบหล่อน อ๋อยจะไม่ยอม ปริปากบอกให้นายเพิ่มหรือใครรู้เลย" พูดพลางมองดูผู้ที่เดิน ใกล้เข้ามายังเรือนพักแล้วพลก็จำได้ "อ้ายลบโว้ย อ้ายลบแน่ๆ นายเพิ่มคงใช้ให้มาบอกพวกเราเตรียมตัวเพราะมีเวลาอีกชั่วโมงเดียวเท่านั้น"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ มือปืนของหัวหน้าคอม มิวนิสต์พาตัวเดินขึ้นบันไดมาในท่าทางองอาจ เขาสวมเสื้อกางเกงชุดสีดำ มือขวาของเขาถือขวดยาหนึ่งขวดและมีแก้ว กินยาขนาดเล็กครอบอยู่ที่ปากขวด

"เฮ้-พรรคพวก" จอมนักเลงกล่าวทักหน่วยกล้าตายอย่างเพื่อนฝูงเพราะถือว่าได้ร่วมเป็นร่วมตายเป็นพวกเดียวกันแล้ว "พร้อมแล้วหรือพวกเรา"

ทุกคนยิ้มให้ลบเมื่อเขาขึ้นมาพ้นขั้นบันได

"พร้อมแล้ว" พลตอบยิ้มๆ แล้วลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหามือปืนของนายเพิ่ม "ท่านใช้ให้แกมานี่หรือ"

ลบพยักหน้าและส่งขวดยาให้พล

"ท่านสั่งให้กันเอายาแก้ปวดท้องมาให้มั่นเพื่อนแก มัน เป็นยังไงบ้างล่ะ"

พลว่า "กำลังหลับสบายยังไม่ตื่นเลย ตั้งใจว่าสามทุ่มครึ่งกันจะปลุกมัน มันนอนอยู่ในห้อง"

มือปืนพยักหน้ารับทราบ เขาไม่ได้เฉลียวใจอะไร แต่เขาถือวิสาสะเดินบุกเข้าไปในห้องนอนทำให้หน่วยกล้าตายเย็นวาบ ไปตามกัน พลรีบตามลบเข้าไปในห้องทันที

ลบหยุดมองไปที่รูปหุ่น คราวนี้เขาเริ่มระแวงสงสัยว่าร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นอาจจะไม่ใช่มนุษย์ เพราะผู้ที่ปวดท้องจะ ต้องนอนตะแคงคู้เข่า ไม่ใช่นอนคว่ำเอาผ้าห่มคลุมศีรษะตลอดปลายเท้าเช่นนี้

ลบชำเลืองดูนายพัชราภรณ์แล้วปราดเข้าไปหยุดยืนข้างเตียงเสี่ยหงวน ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกร ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็ยืนออกันอยู่ที่ประตูห้อง เจ้าลบก้มตัวลงกระชากผ้าห่มนอนผืนใหญ่ออกจากหุ่นนั้นซึ่งทำจากหมอนหนุนศีรษะ และเสื้อผ้าจัดวางให้เป็นรูปคนนอนคว่ำหน้า ส่วนเท้าทั้งสองก็ใช้รองเท้าคู่หนึ่ง

มือปืนของนายเพิ่มหันขวับมาทางพล เพื่อจะถามว่ารูปหุ่นนี้หมายความว่ากระไร แต่แล้วลบก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออ้ายเสือรูปหล่อกำลังยกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. จ้องมาที่ร่างของเขา ลบเปลี่ยนสายตาไปทางหน่วยกล้าตาย ดร. ดิเรก กำลังเดินเข้ามาในห้องและยกปืนกลขึ้นจ้องหมายระดับหน้าอกของจอมอันธพาล ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกร และเจ้าแห้วก็ถือปืนพกอยู่ในมือคนละกระบอก โดยเฉพาะเจ้าแห้วสะพายปืนกลมืออีกหนึ่งกระบอก ซึ่งเป็นปืนที่นายเพิ่มจ่ายไว้ให้อาเสี่ยสำหรับใช้ตามแผนการของเขา

"ยังไงกันแน่ฤทธิ์" ลบพูดเสียงหนักๆ

พลพยักหน้าแล้วออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

"ชูมือขึ้นลบและอย่าส่งเสียงเป็นอันขาด ถ้าแกไม่อยากตาย"

จอมนักเลง จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายพัชราภรณ์ คือชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ เขามองดูพลด้วยแววตาแข็งกร้าว

"อธิบายให้กันเข้าใจหน่อยได้ไหมฤทธิ์"

"ได้ซีเพื่อน ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรหรอก พวกเราทั้งหมดก็คือหน่วยกล้าตายนั่นเอง"

ใบหน้าของลบซีดเผือด ความทรนงไม่มีเหลืออยู่ในจิตใจของเขาอีกเลย เขานึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเป็นไปได้เช่นนี้ เขาบอกตัวเองว่า ความพินาศย่อยยับของหน่วยใต้ดินคอมมิวนิสต์ ในบังคับบัญชาของนายเพิ่มกับเรวดีได้เกิดขึ้นแล้ว ตำรวจหรือทหารจะต้องบุกเข้าทลายรังภายในสองสามนาทีนี้ เขาพอจะรู้ว่าอาเสี่ยกิมหงวนได้เล็ดลอดหลบหนีไป หน่วยกล้าตายจึงสร้างหุ่นลวงตาไว้

ลบมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ

"คุณเป็นใครครับ" เขาพูดนอบน้อมแต่เสียงสั่นเครือ

"กันน่ะหรือ พันตรีพล พัชราภรณ์" แล้วพลก็มองไปทางพรรคพวกของเขา "แห้วโว้ย แก้เชือกผูกสายมุ้งออกเอามา มัดมือนายลบไว้"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่งทันที ในสองนาทีนั้นเองมือปืนของนายเพิ่มก็ถูกมัดมือไขว้หลังสิ้นอิสรภาพ นิกรค้นกระเป๋าเสื้อกางเกงยึดปืนพกได้หนึ่งกระบอก ดร. ดิเรก ถือปืนกลมือจ้องไปที่ร่างของลบในท่าเตรียมยิง ตลอดเวลานายแพทย์หนุ่มมองดู มือปืนของนายเพิ่มด้วยความเกลียดชัง

"แกเกิดมาเสียชาติ" ดร. ดิเรกพูดเสียงกร้าว "มนุษย์ ทั้งหลายนั้นย่อมมีความรักประเทศชาติของตน แกเป็นคนไทย

แต่แกทรยศต่อชาติไทย แกร่วมงานกับพวกคอมมิวนิสต์คิดทำลายล้างประเทศชาติของเรา คนอย่างแกไม่น่าเป็นมนุษย์"

นิกรเห็นพ้องด้วย เขาพูดเสริมขึ้นทันที

"จริงว่ะ หมามันเป็นสัตว์มันยังรักพวกพ้องของมัน หมาถิ่นอื่นพลัดเข้ามามันช่วยกันกัดยับ คนอย่างอ้ายลบเลวร้ายยิ่งกว่าหมาเสียอีก ฮึ่ม-ประเดี๋ยวพ่อยิงสะดือทะลุเลย แกจะต้องติดคุกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีในความผิดของแก หรือบางทีแกอาจจะถูกยิงเป้าก็ได้ อีกสักครู่เพื่อนของเราคือพันตรีกิมหงวน ก็จะนำกำลังตำรวจมาบุกทลายรังของพวกแกแล้ว เป็นอันว่าพวกแก ทุกคนมีหวังย้ายบ้านจากนอกคุกเข้าไปอยู่ในคุก และถ้าขืนต่อสู้เจ้าพนักงานก็คงถูกยิงตายยับไม่มีเหลือ สำหรับเรวดีกันจะส่งไปเป็นกะหรี่ที่ซอยกลางรู้ไหมล่ะ ผู้หญิงคนนี้สวยแต่รูป หล่อนคือศัตรูของชาติไทยและคนไทย"

ลบยืนก้มหน้านิ่งเฉย เขาวิตกเป็นทุกข์ถึงนายเพิ่มผู้เป็นนายของเขาอย่างยิ่ง นายเพิ่มหัวหน้าคอมมิวนิสต์เป็นผู้ที่มี พระคุณต่อเขาอย่างล้นพ้น เขาจึงซื่อสัตย์กตัญญูและเคารพรักเกรงกลัว มือปืนคิดว่าเขาควรจะหาทางช่วยเหลือนายของเขาให้ รู้ตัวว่าคณะพรรคสี่สหายนั้นคือหน่วยกล้าตายที่ปลอมแปลงตัวเข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งขณะนี้นายทหารของหน่วยกล้าตาย คนหนึ่ง ได้เล็ดลอดหลบหนีไปนำกำลังตำรวจภูธรยกมาที่นี่แล้ว

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ไฟฉายดวงหนึ่งฉายกราดผ่านหน้าต่างห้องนอนแล้วเลยไป ลบรู้ดีว่าผู้ฉายไฟคือลูกน้องของเขา ซึ่งทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์รั้วบ้านด้านหลัง คอยระวังไม่ให้หน่วยใต้ดินออกไปจากเขตบ้านตามคำสั่งของนายเพิ่ม ลบตัดสินใจเด็ดขาด เขามองไปที่หน้าต่างแล้วร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ยามโว้ย พวกที่อยู่บนเรือนนี้เป็นทหารหน่วยกล้าตาย"

ดร. ดิเรกกระดิกนิ้วเหนี่ยวไก เสียงกระสุนปืนกลมือแผดคำรามขึ้นห้าหกนัด ทุกนัดถูกบริเวณหน้าอกลบทะลุออกทางเบื้องหลัง จอมนักเลงล้มลงสิ้นใจตายหน้าเตียงนอนในท่านอนตะแคง

ลูกน้องของลบ ได้ยินเสียงตะโกนของลบอย่างถนัด และแล้วเมื่อเสียงปืนกลมือดังขึ้น ชายหนุ่มซึ่งทำหน้าที่เป็นยามก็รีบวิ่งฝ่าความมืดกลับไปยังเรือนใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับหน่วยกล้าตายทันที

"พวกเราไม่ปลอดภัยเสียแล้ว นายเพิ่มกับเรวดีจะต้องพาหน่วยใต้ดินมาเล่นงานเรา เราต้องยึดเรือนหลังนี้เป็นที่มั่น อ้ายแห้ววิ่งออกไปปิดประตูรั้วนอกชานหลังบ้านและดับไฟฟ้าเสีย พวกเราออกไปอยู่หน้าบ้านเถอะ"

พลว่า "สู้ตายครับคณอา เรามีปืนกลมืออยู่ ๒ กระบอก ระเบิดมือ ๒ ลูก และปืนพกอีกคนละ ๒ กระบอก พอจะต้านทานอ้ายพวกเหล่าร้ายไว้จนกว่าอ้ายหงวนจะพาตำรวจมาที่นี่"

เจ้าแห้ววิ่งออกไปทางหลังเรือนทันที พลพา ดร. ดิเรกกับนิกรและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปทางหน้าเรือน ไฟฟ้าที่ระเบียงหน้าบ้านถูกปิดสวิทช์ เรือนชั้นเดียวหลังนั้นตกอยู่ในความมืด

เมื่อเจ้าแห้วออกมาจากห้องนอนพลก็บอกให้เจ้าแห้วส่งปืนกลมือมาให้เขา ทุกคนแยกย้ายกันนอนหมอบอยู่ตามระเบียงเรือนเตรียมปะทะกับพวกคอมมิวนิสต์

นายเพิ่มอดีตพันโททหารบกพาพลพรรคใต้ดินเคลื่อนที่เข้ามาแล้วและกระจายกำลังกันออกไปเป็นหลายหมู่ นายเพิ่มตกใจมากเมื่อได้รับรายงานจากคนยามว่า ลบได้ตะโกนบอกให้รู้ว่าคณะพรรคสี่สหายคือหน่วยกล้าตาย ซึ่งพอสิ้นเสียงของลบก็มีเสียงปืนกลมือดังขึ้นหนึ่งชุด นายเพิ่มรู้ดีว่ามือปืนของเขาคง สิ้นชีพไปแล้ว เขากับเรวดีรีบพาหน่วยใต้ดินลงมาจากเรือนใหญ่ เพื่อสังหารหน่วยกล้าตายกลุ่มนี้ด้วยวิธีล้อมบ้านและยิงปืนกลกราดเข้าไป และแน่ละ แผนการเผาเมืองของเขานั้นได้ล้มเหลวเสียแล้ว

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นพวกคอมมิวนิสต์เคลื่อนที่เข้ามา ท่านก็สั่งยิงทันที ไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาใกล้เพราะเกรงว่าฝ่ายแดงจะใช้ระเบิดมือทำลายเรือนหลังนี้ เสียงปืนกลในมือของนายแพทย์หนุ่มและพล ดังสนั่นหวั่นไหว พวกใต้ดินถูกยิงผงะหงายล้มคว่ำไปสามสี่คน นอกนั้นหมอบราบลงกับพื้นและล่าถอยเข้าหาที่กำบัง นายเพิ่มสั่งสมุนของเขาใช้ปืนพกและปืนกลมือยิงโต้ตอบ

ในเวลาเดียวกันนี้เองเสี่ยหงวนของเราก็พาตำรวจภูธรและตำรวจตระเวนชายแดนรวมทั้งหมดประมาณ ๕๐ คน ยกมาถึงรังใหญ่ของคอมมิวนิสต์ โดยรถโดยสารขนาดใหญ่สองคัน ซึ่ง เจ้าของรถอยู่หน้าสถานีตำรวจเอื้อเฟื้อทางราชการพร้อมทั้งคนขับเจ้าพนักงานได้กระจายกำลังกันโอบล้อมกองบังคับการคอมมิวนิสต์ไว้รอบทั้งสี่ด้านแล้วเสี่ยหงวนวีรบุรุษแห่งกองทัพไทย ก็นำตำรวจตระเวนชายแดนหนึ่งหมวดพังรั้วลวดหนามด้านหลังบ้านบุกเข้ามา

เมื่อตำรวจตระเวนชายแดนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าเรือนพักของหน่วยกล้าตาย พล นิกร ดร. ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็หยุดยิงมองดูเจ้าพนักงานยิงต่อสู้กับพวกเหล่าร้ายอย่างอาจหาญ ตำรวจตระเวนชายแดนทุกคนสวมหมวกเหล็กและส่วนมากใช้ปืนกลมือเป็นอาวุธทุกคน นอกจากกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวยังได้รับการฝึกมาแล้วอย่างชำนาญ ตำรวจกระจายกำลังโอบล้อมยิงพวกใต้ดินล้มตายเกลื่อนกลาด นายเพิ่มกับเรวดีพาพลพรรคประมาณ ๑๐ คน ล่าถอยออกทางหน้าบ้าน แต่พอเปิดประตูรั้วหน้าบ้านออกก็ถูกตำรวจภูธรยิงกราดราวกับห่าฝน เรวดีกับสมุนคนหนึ่งวิ่งเข้าไปในสวนกล้วยข้างเรือนใหญ่ นายเพิ่มนั่งกำบังต้นไม้ต้นหนึ่งยกปืนกลมือยิงต่อสู้กับตำรวจภูธรอย่างจนตรอก แต่แล้วเขาก็ถูกกระสุนปืนเล็กยาวของตำรวจ นัดหนึ่งตรงหัวใจพอดี หัวหน้าคอมมิวนิสต์ปล่อยปืนกลคู่มือ ผงะหงายล้มลงสิ้นใจตายอยู่ข้างต้นไม้ต้นนั้น นายร้อยตำรวจโทผู้บังคับหมวดตำรวจภูธร นำตำรวจบุกเข้ามาในบ้าน ผู้บังคับกองติดตามเข้ามาด้วย หน่วยใต้ดินที่เหลือตายต่างทิ้งอาวุธยอมจำนนโดยดี ตำรวจภูธรกับตำรวจตระเวนชายแดนได้ประสานงานกันอย่างดีที่สุด กองบังคับการของพวกแดงถูกยึดบริเวณเขตบ้านถูกค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน เรวดีสาวสวยถูกตำรวจตระเวนชายแดนจับได้ขณะที่หล่อนซ่อนตัวอยู่ในกอกล้วย

เสียงปืนสิ้นสุดลงแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนวิ่งเหยาะๆ มาที่เรือนพักแล้ววิ่งขึ้นบันไดมาในท่าทางสดชื่นรื่นเริง ขณะนี้ไฟฟ้าบนเรือนเปิดสว่างเช่นเดิมแล้ว

"เฮ้-พวกเรามีใครบาดเจ็บหรือตายโหงบ้างหรือเปล่าวะ" เสี่ยหงวนพูดอย่างคึกคะนอง "พอกันพาตำรวจมาถึงนี่ก็ได้ยินเสียงปืนยิงต่อสู้กัน พวกเราอยู่กันครบหรือ"

ทุกคนยิ้มให้อาเสี่ย พลยื่นมือให้กิมหงวนจับ

"แกเก่งมากที่ทำงานได้ผล กันเลื่อนยศให้แกเป็นพันเอกเท่ากับดิเรก พรุ่งนี้แต่งเครื่องแบบพันเอกได้"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ดีนี่ จะได้เข้าคุกปะไร เป็นแค่พันตรีพอแล้ว" พูดจบ อาเสี่ยก็แลเห็นร่างของเจ้าลบมือปืนของนายเพิ่มนอนตายอยู่ในห้องนอน

"อ้าว-เฮ้ย นั่นใครเน่าอยู่นั่น"

นิกรตอบแทนเพื่อนๆ

"อ้ายลบ"

"ฮ้า อ้ายลบม่องเท่งแล้วหรือ ใครยิงมันล่ะ"

"ไอยิงมันเอง" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังโดยละเอียด

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"คนอย่างอ้ายลบตายเสียได้ดีแล้ว คนเราจะเป็นนักเลงเป็นอ้ายกุ๊ยสารเลวหรือเป็นอาชญากรก็ตาม เขาก็ยังมีความรักประเทศชาติของเขา แต่อ้ายลบทรยศต่อประเทศชาติ ยอมตัวเป็นเครื่องมือของศัตรูที่คิดร้ายต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องชาวไทยของเรา อ้า-ไปเรือนใหญ่เถอะโว้ย ไปพบผู้บังคับกองเสียหน่อย นายเพิ่มกับนายอ๋อยคงจะถูกจับ หรือถูกยิงตายไปแล้ว"

หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คน ต่างพากันลงไปจากเรือนหลังนั้นเดินรวมกลุ่มกันตรงไปที่เรือนใหญ่ ตำรวจตระเวนชายแดนสองคนยืนสังเกตการณ์อยู่ใต้ต้นไม้ แลเห็นเข้าก็ถือปืนกลมือปราดออกมา

"หยุด"

ทุกคนหยุดชะงักแล้วอาเสี่ยก็หัวเราะ

"พวกเดียวกัน ปู้โธ่-พวกคอมมิวนิสต์มันจะกล้าเดินทอด หุ่ยอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร ตำรวจออกยั้วเยี้ยอย่างนี้ นี่แหละ นายทหารหน่วยกล้าตายทั้งนั้น"

ตำรวจทั้งสองคนต่างชิดเท้าตรงปล่อยให้หน่วยกล้าตายเดินไปเรือนใหญ่ อันเป็นที่ตั้งกองบังคับการของคอมมิวนิสต์ เมื่อคณะพรรคสี่สหายเข้ามาในห้องกลางชั้นล่าง ผู้บังคับกองตำรวจภูธรและนายตำรวจอีกคนหนึ่งก็ชิดเท้าตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพทันที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม แล้วมองดูหน่วยใต้ดินรวม ๖ คน ซึ่งถูกสวมกุญแจมือนั่งรวมกันอยู่บนพื้น ในจำนวนนี้มีเรวดีรวมอยู่ด้วย แต่หล่อนคนเดียวที่ไม่ถูกสวมกุญแจมือ พลปล่อยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนๆ สนทนากับนายตำรวจ เขาเดินเข้าไปหาหล่อนและทรุดตัวลงนั่งข้างสาวสวย

"คุณอ๋อย"

ธิดาของนายเพิ่มมองดูพลด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ดิฉันไม่ต้องการพูดอะไรกับคุณอีก"

พลว่า "ผมขอแสดงความเสียใจในโชคร้ายของคุณนะครับ"

"อย่ามาเยาะดิฉันเลยค่ะ ดิฉันไม่แคร์ รู้ตัวอยู่แล้วว่างานของเราต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต โปรดอย่ารบกวนดิฉัน"

พลยิ้มแห้งๆ และลุกขึ้นยืน เขาเดินเข้าไปหาผู้บังคับกองตำรวจภูธรแล้วถามว่า

"พวกตำรวจกำลังค้นเอกสารต่างๆ อยู่ข้างบนไม่ใช่หรือครับ"

"ครับ ผู้กองตำรวจตระเวนชายแดนกับตำรวจห้าหกคนกำลังช่วยกันค้นหาหลักฐานต่างๆ มีเครื่องรับส่งวิทยุหนึ่งเครื่องอยู่ข้างบน"

พลหันไปมองดูผู้ต้องหาแล้วก็อดสงสารเรวดีไม่ได้

"จับเป็นได้เพียง ๖ คนเท่านี้หรือครับ"

"ได้ ๙ คนครับ อีก ๓ คนอยู่ข้างบน นอกนั้นถูกยิงตายหมด รวมทั้งนายเพิ่มด้วย ถ้าจะหนีไปได้ก็คงมีเพียงคนหรือ สองคนเท่านั้น"

พลว่า "มือปืนของนายเพิ่ม ถูกพันเอกดิเรกยิงตายอยู่บนเรือนเล็กหลังบ้านนี้ครับผู้กอง"

ร.ต.อ. พินิต ลืมตาโพลง

"หรือครับ วิเศษเลย ผมนึกว่ามันหลบหนีไปได้ตอนต่อสู้กันเสียอีก ผมดีใจมากที่พวกคุณรอดพ้นอันตรายเพราะเรามาทันเวลา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนสี่สหายกับเจ้าแห้วขึ้นบันไดไป ชั้นบนเพื่อไปพบกับผู้บังคับกองตำรวจตระเวนชายแดน

ขณะนี้ตำรวจยังคงรักษาการณ์รอบบ้านหลังนี้อย่าง เคร่งครัด ประชาชนพากันหลั่งไหลมายืนฟังเหตุการณ์อยู่หน้าบ้านนับพัน ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าศาล นายอำเภอก็รุดมายังรังใหญ่ของคอมมิวนิสต์ ข่าวแพร่สะบัดไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ตำรวจภูธรและตำรวจตระเวนชายแดนได้เข้าบุกบ้านนายลบนักเลงใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบังคับการคอมมิวนิสต์ในจังหวัดนี้และได้ยิงต่อสู้กับหน่วยใต้ดินอย่างดุเดือด

พลพรรคใต้ดินรวม ๙ คน ถูกควบคุมตัวไปสถานีตำรวจภูธรในเวลา ๒๒.๓๐ น. พร้อมด้วยเครื่องรับส่งวิทยุอาวุธปืน ต่างๆ กระสุนปืน ระเบิดมือ และเอกสารอีกหลายแฟ้มทั้งที่เป็นรหัสและที่ถอดเป็นภาษาไทยแล้ว นอกจากนี้ยังมีของกลางอื่นๆ อีกสองคันรถบรรทุก

การทลายรังคอมมิวนิสต์ในบังคับบัญชาของนายเพิ่มและเรวดีเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ทางจังหวัดและกองตำรวจภูธรได้ รายงานด่วนเข้ามายังกรุงเทพฯ โดยทางโทรเลขในคืนวันนั้น ซึ่งเป็นรายงานอันละเอียดถี่ถ้วนหลายหน้ากระดาษ คณะรัฐมนตรี ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาป้องกันพระนครต่างซาบซึ้งใจในวีรกรรมอันกล้าหาญของหน่วยกล้าตายอย่างยิ่ง

หน่วยกล้าตายได้พักอยู่ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะแขกผู้มีเกียรติ ยังกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้ก็เพราะต้องเป็นพยานให้พนักงานสอบสวนในคดีสำคัญนี้ ซึ่งเรวดีกับพรรคพวกอีก ๘ คน เป็นผู้ต้องหาฐานกบฏในพระราชอาณาจักรตามแผนการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดพร้อมด้วยหลักฐานต่างๆ อีกมากมาย นายอำเภอพนักงานสอบสวนจะได้มอบสำนวนให้อัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง ๙ คนนี้ต่อศาลทหารต่อไป ซึ่งผลของการสอบสวนนั้นเรวดีกับพรรคพวกทุกคนยอมรับสารภาพตามข้อหาทุกประการ ขณะนี้สาวสวยกับสมุนของหล่อนถูกขังอยู่ที่เรือนจำ มีการควบคุมตัวอย่างแข็งแรง

ตลอดสัปดาห์ผ่านมานี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด, ผู้บังคับกองตำรวจและนายอำเภอต้องตรากตรำทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเกี่ยวกับคดีสำคัญนี้ สำเนาสำนวนการสอบสวนถูกส่งไปยังคณะรัฐมนตรีโดยทางเครื่องบินจากสนามบินจังหวัดใกล้เคียงเมื่อ วันจันทร์ที่แล้วมา ระหว่างนี้หน่วยกล้าตายได้มีเวลาว่างอย่างเหลือเฟือ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้อนุญาตให้ใช้รถเก๋งส่วนตัวของท่าน คณะพรรคสี่สหายจึงพากันท่องเที่ยวไปตามอำเภอชั้นนอก ชมภูมิประเทศอันสวยสดงดงามและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวชนบทเหล่านั้น

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง

หน่วยกล้าตายกลับมาถึงจวนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในเวลา ๑๖.๐๐ น. โดยรถเดอโซโต้เก๋งสีองุ่นค่อนข้างใหม่

เมื่อรถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดหน้าจวนท่านเจ้าเมืองซึ่งเป็นเรือนไม้สักสองชั้นขนาดใหญ่กว้างขวาง สุภาพสตรีในวัยกลางคนเจ้าของร่างอ้วนเตี้ยท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องกลาง หล่อนคือนิตยาภรรยาของนายสมประสงค์ผู้ว่าราชการจังหวัดนี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายและเจ้าแห้วพากันลงมาจากเดอโซโต้เก๋ง เสี่ยหงวนกับนิกรถือปืนลูกซองคนละกระบอก หน่วยกล้าตายได้ออกจากจวนตั้งแต่ตอนสายพากันไปยิงนกตามป่าและทุ่งนา เจ้าแห้วหิ้วไก่มาตัวหนึ่ง

คุณนายของผู้ว่าราชการจังหวัดยิ้มให้คณะพรรคสี่สหายและกล่าวกับทุกๆ คนอย่างกันเอง

"ได้นกมาแยะหรือคะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้หรอกครับ โดยมากมันสมัครไปตายรัง หมดลูกปืนไป ๕๐ นัด"

นิตยาหัวเราะคิก

"อาเสี่ยสั่งดิฉันเมื่อก่อนจะไปว่าให้บอกแม่ครัวตำน้ำพริกไว้ ป่านนี้แม่ครัวคงปรุงน้ำพริกไว้พร้อมแล้ว"

กิมหงวนยิ้มอายๆ

"ไม่เป็นไรครับ ถึงไม่ได้นกก็ได้ไก่มาหนึ่งตัว"

นิตยามองดูไก่ตัวเมียในมือเจ้าแห้วซึ่งตายแล้ว แล้วหล่อนก็ถามอาเสี่ย

"ไก่ป่าหรือคะอาเสี่ย"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไก่บ้านครับคุณนาย ผมขอซื้อมาจากพวก ชาวบ้านเขาครับ ความจริงผมกับเจ้ากรยิงปืนได้แม่นมากทีเดียว แต่ปืนของท่านข้าหลวงทั้งสองกระบอกลำกล้องมันคดแน่ๆ เลยยิงผิดหมด"

นิตยาหัวเราะอย่างใจดี

"เชิญบนเรือนเถอะค่ะ พี่กำลังบ่นว่าอยากจะพบท่าน เจ้าคุณกับพวกคุณ เมื่อตอน ๓ โมงกว่าๆ มีหนังสือราชการด่วนมาถึงพี่ค่ะ เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บินมาลงที่สนามหน้าบ้านนี้แล้ว นักบินเขานำหนังสือด่วนของท่านนายกรัฐมนตรีมาให้พี่"

หน่วยกล้าตายต่างขึ้นมาบนจวน พอเข้ามาในห้องกลางคนใช้ของท่านข้าหลวง ๒ คน ก็เข้ามารับปืนลูกซองกระสุนปืนและไก่ตัวนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พักผ่อนอยู่ในห้องกลางนั้น คุณนายนิตยาสั่งสาวใช้ให้นำเครื่องดื่มมาต้อนรับ หน่วยกล้าตายแล้วหล่อนก็รีบขึ้นบันไดไปชั้นบน ส่วนเจ้าแห้ว

เลี่ยงออกไปทางหลังจวน เพื่อหาโอกาสไปจีบสาวใช้ของนาย สมประสงค์คนหนึ่ง

ในนาทีนั้นเองสุภาพบุรุษในวัยกลางคนเจ้าของร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง แต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้านก็พาตัวลงบันไดมาอย่างรีบร้อน เขาคือผู้ว่าราชการจังหวัดนี้ เป็นเจ้าเมืองที่เข้มแข็งคนหนึ่ง

"อ้อ-กลับกันมาแล้วหรือครับ เมียผมบอกว่าได้ไก่มาตัวเดียว" นายสมประสงค์พูดยิ้มๆ และเดินเข้ามานั่งบนโซฟา ตัวเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าคุณว่า "เจ้าหงวนกับเจ้ากรเขาว่าปืนของคุณมันคดเลยยิงไม่ถูก"

นายสมประสงค์หัวเราะชอบใจ

"ใต้เท้าลองยิงดูบ้างหรือเปล่าล่ะครับ"

"เปล่าครับ เรื่องทำบาปผมไม่ชอบ ยิงนกตกปลามันเป็นเรื่องของคนหนุ่มๆ เขา อ้า-คุณนายบอกว่ามีเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์นำหนังสือด่วนมาให้คุณเมื่อตอนบ่ายสามโมงหรือครับ"

"ครับ ถูกแล้ว คณะรัฐมนตรีลงมติให้ยิงเป้านางสาวเรวดี และให้ผมควบคุมตำรวจ ๑๐ คน ยิงเป้าด้วยปืนเล็กยาวตอน ย่ำรุ่งวันพรุ่งนี้ และให้ถ่ายภาพการยิงเป้าส่งไปพร้อมกับรายงานด้วย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเย็นวาบไปตามกัน พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรกต่างมองหน้ากัน

"ยิงเป้า...." นิกรครางเสียงสั่น "ยายอ๋อยถูกยิงเป้า"

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ ขณะนี้ประเทศเราอยู่ในระหว่างใช้กฎอัยการศึก ความผิดของหล่อนเป็นความผิดฐานกบฏ คณะรัฐมนตรีลงมติชอบแล้ว คนร้ายที่วางเพลิงก็มีโทษถูกยิงเป้า แต่ความผิดของอ๋อยร้ายแรงกว่าวางเพลิงมาก คนทั้งเมืองจะไม่มีที่อยู่ ท่านข้าหลวง ผู้บังคับกองตำรวจ และตำรวจหลายสิบคนจะต้องเสียชีวิตหากเป็นไปได้ตามแผนการของนายเพิ่ม"

อาเสี่ยกิมหงวนจุ๊ปาก

"น่าสงสารว่ะ ยังไม่ทันมีผัวเลยต้องตายเสียแล้ว ทั้งสวยทั้งน่ารักออกอย่างนั้นไม่น่าเลย"

นิกรค่อยๆ หันมาทางนายสมประสงค์

"ท่านครับ ท่านอย่ายิงเป้าเรวดีไม่ได้หรือครับ ปล่อยตัวไปแล้วทำรายงานโกหกไปว่ายิงเป้าเรียบร้อยแล้ว"

เจ้าเมืองสะดุ้งโหยง

"ปู้โธ่-ผมทำอย่างนี้ก็ถูกยิงเป้าเท่านั้นเอง ไม่ได้หรอกครับผมต้องปฏิบัติตามคำสั่ง พรุ่งนี้ย่ำรุ่งเรวดีต้องตายแน่นอน ประเดี๋ยวผมจะไปติดต่อกับผู้บังคับกองตำรวจภูธรให้เรียบร้อย และจะเตรียมที่ทางไว้ตามคำสั่งให้เปิดโอกาสให้ประชาชนดูการยิงเป้าด้วย แต่เราจะต้องใช้กำลังตำรวจคุ้มกันอย่างแข็งแรง"

พลกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ "แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ"

"ท่านนายกฯ บัญชาให้อัยการดำเนินคดีฟ้องศาลทหาร ต่อไป ผมคิดว่าสมุนของหล่อนคงจะถูกจำคุกอย่างน้อยก็คนละ ๑๕ ปี อ้ายพวกพวกนี้ร้ายกาจมาก เดชะบุญคุณพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านยังคงคุ้มครองป้องกันผม ถ้าหากว่าพวกคุณไม่เข้าร่วมงานกับมันป่านนี้เมืองนี้ก็คงจะเหลือแต่เถ้าถ่าน ผมกับผู้บังคับกองและตำรวจหลายสิบคนคงจะถูกคอมมิวนิสต์ยิงตายไปแล้วตามแผนการของมัน"

เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นที่หน้าจวน

"โปรดรับโทรเลขด่วนครับ"

นิกรผุดลุกขึ้นทันที แล้วกล่าวกับนายสมประสงค์

"คงมีคำสั่งจากกรุงเทพฯ มาถึงท่านอีก ผมจะออกไปรับให้นะครับ" พูดจบนิกรก็พาตัวเดินออกไปจากห้องกลาง

ไม่ถึง ๒ นาที พ.ต. นิกรก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง มือขวาของเขาถือกระดาษแบบฟอร์มโทรเลขหนึ่งฉบับซึ่งเขาฉีกกระดาษกาวออกอ่านข้อความในนั้นแล้ว

"โทรเลขของท่านผู้บัญชาการป้องกันพระนครถึงพวกเราครับ" นิกรกล่าวกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้นวมข้าง ดร. ดิเรก "ท่านสั่งให้พวกเรากลับกรุงเทพฯ โดยด่วน"

ดร. ดิเรก เอื้อมมือรับแบบฟอร์มโทรเลขจากนิกรมา คลี่ออกอ่าน โทรเลขฉบับนี้มีมาถึงเขาปรากฏข้อความว่า

ศาสตราจารย์ พ.อ. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

ข้าพเจ้าได้รับรายงานจากกองทัพเรือแจ้งว่า พบเรือดำน้ำฝ่ายแดงในอ่าวไทย ขอให้ท่านกับคณะของท่านเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยด่วนโดยทางเครื่องบินจากสนามบินจังหวัดใกล้เคียง ได้ติดต่อผู้บังคับฝูงบินน้อยให้เตรียมเครื่องบินสำหรับท่านไว้แล้ว การเดินทางโดยรถยนต์ออกจากจังหวัดนี้ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ว่าราชการจังหวัด หวังว่าทุกคนคงสุขสบายดีและปลอดภัย

พล.อ. หลวงชาญตะลุมบอน

นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นเดินไปหานายสมประสงค์และส่ง โทรเลขด่วนให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เขานั่งลงบนเก้าอี้ว่างใกล้ๆ กับโซฟาตัวนั้น

"ท่านอ่านดูสิครับ มีข้อความเกี่ยวถึงท่านเหมือนกัน"

นายสมประสงค์รีบอ่านโทรเลขของผู้บัญชาการป้องกันพระนครทันที อ่านจบก็ส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ท่านศาสตราจารย์จะไปเมื่อไรล่ะครับ ผมจะขับรถไปส่งเองจนถึงสนามบินไปในชั่วโมงนี้ก็ได้ จากนี่ไปถึงสนามบิน ๑๒๐ กิโลเมตรเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"เดี๋ยวครับ ขอให้ผมปรึกษากับพรรคพวกของผมดูก่อน"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นไปแย่งแบบฟอร์มโทรเลขมาจากมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกลับมานั่งอ่าน พออ่านเสร็จก็ส่งให้พลอ่านเป็นคนสุดท้าย ขณะนี้สาวใช้ของนายสมประสงค์ได้นำเอาโอวัลตินเย็นใส่ถาดเงินรวม ๖ แก้วเดินเข้ามาในห้องเสิร์ฟให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับหน่วยกล้าตายโดยทั่วหน้ากัน

เมื่อพลอ่านจบ ดร. ดิเรกก็พยักหน้าและยิ้มให้

"ว่าไงพล เราจะออกเดินทางไปขึ้นเครื่องบินก่อนค่ำวันนี้หรืออย่างไร"

พ.ต. พลหน้าเศร้าทันที

"ไปพรุงนี้เช้าเถอะหมอ กันอยากจะพบเรวดีอีกครั้งหนึ่งและกันจะดูหล่อนถูกยิงเป้าด้วย"

นิกรลืมตาโพลง

"ดูได้เรอะ เสียวไส้ตายห่า"

พลหันไปมองหน้านายจอมทะเล้น

"ถูกละ การถูกยิงเป้าหวาดเสียวมาก แต่กันอยากดูอยากเห็นเรวดีก่อนสิ้นใจตาย ที่กันพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ากันรักหล่อนนะ สาบานให้ก็ได้กันไม่ได้รักหล่อนเลย เพียงแต่กันพอใจในความสวยของหล่อนเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"อยู่ดูเขายิงเป้าเรวดีก็ดีเหมือนกัน ถ้าเรากลับวันนี้คุณสม-ประสงค์ก็คงจะต้องวุ่นวายกับพวกเราไม่น้อย ประเดี๋ยวก็จะไปติดต่อกับผู้บังคับกอง และเตรียมที่ทางไว้ยิงเป้าเรวดีแล้ว พรุ่งนี้เมื่อเรวดีถูกยิงเป้าเรียบร้อยคุณสมประสงค์ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเป็นห่วงได้พาเราไปส่งสนามบินอย่างสบายใจ"

ท่านเจ้าเมืองยิ้มให้หน่วยกล้าตาย

"กลับพรุ่งนี้เช้าก็ดีเหมือนกันครับ ค่ำวันนี้ผมกับปลัดจังหวัดจะได้เลี้ยงส่งพวกคุณที่ร้าน "ศรีโภชนา"

นิกรยิ้มแป้นยกมือไหว้นายสมประสงค์ทันที

"เจ้าประคู้น ขอให้ท่านผู้ว่าราชการและคุณนายมีความสุขความเจริญเถอะครับ"

นายสมประสงค์หัวเราะเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"ขอโทษนะครับ ผมจะรีบอาบน้ำแต่งตัวไปกองตำรวจเพื่อนำคำสั่งด่วนของท่านนายกฯ ไปให้เขา และจะได้ปรึกษาหารือกันในการยิงเป้าเรวดีตอนเช้าวันพรุ่งนี้ตามคำสั่ง เชิญพักผ่อนกันเถอะครับ ประเดี๋ยวผมจะให้เด็กเอาเหล้าและกับแกล้มมาให้ ขอให้ถือว่าที่นี่เป็นบ้านของพวกคุณเถอะครับ"

เสี่ยหงวนพูดพึมพำในลำคอ

"ครับ ครับ เมียของท่านก็เหมือนกับเมียของผม"

นายสมประสงค์พาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ปล่อยให้หน่วยกล้าตายสนทนากันตามลำพัง ทุกคนเห็นพ้องด้วยเท่าที่คณะรัฐมนตรีให้ยิงเป้าเรวดีสาวสวย แต่ทุกคนก็อดสงสารหล่อนไม่ได้

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็วก่อนค่ำวันนั้น ชาวเมืองต่างโจษจันกันว่ารัฐบาลได้มีคำสั่งด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดให้ประหารชีวิตเรวดีด้วยการยิงเป้าในเช้าวันรุ่งขึ้นเวลา ๖.๐๐ น. ประชาชนต่างชื่นชมยินดีไปตามกัน ทั้งนี้เพราะเรวดีคือ นางมารร้าย มีบทบาทและแผนการอันสำคัญยิ่งมุ่งทำลายประเทศชาติของเขา

นายประสงค์ผู้ว่าราชการจังหวัดกับ ร.ต.อ. พินิต ผู้บังคับกองตำรวจภูธร ได้ปรึกษาหารือกันและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจะใช้ที่ว่างหลังวัดตาลเป็นที่ประหารชีวิตเรวดี ตำรวจหลายสิบคนได้รับคำสั่งจากท่านผู้บังคับกองให้เตรียมที่สำหรับยิงเป้าสาวสวยเป็นการด่วน มีการปักหลักรูปไม้กางเขน นำกระสอบทรายหลายกระสอบไปตั้งซ้อนกันด้านหลังเพื่อรับกระสุนปืน กั้นเชือกไว้สามด้านป้องกันไม่ให้ประชาชนคนดูล่วงล้ำเข้าไปใกล้ นอกจากนี้ทางตำรวจยังได้ติดต่อกับสัปเหร่อไว้เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรวดีรองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ซึ่งถูกกักขังอยู่ในเรือนจำไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยว่า ชีวิตของหล่อนจะต้องสิ้นสุดในเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ สาวสวยถูกคุมขังอยู่ในห้องพิเศษห้องหนึ่งของนักโทษหญิง

คืนนี้เรวดีรู้สึกเงียบเหงาใจอย่างไรชอบกล หล่อนนอนกระสับกระส่ายอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน คิดถึงตัวเองที่จะต้องได้รับโทษอย่างหนักคือประหารชีวิต แล้วหล่อนก็นึกถึงความพินาศย่อยยับของพรรคพวก นึกถึงพ่อบังเกิดเกล้าที่ถูกยิงตาย ซึ่งศพนายเพิ่มนั้นตำรวจได้นำไปฝากไว้ที่วัดวัดหนึ่งเหมือนกับศพไม่มีญาติ หน่วยใต้ดินที่รอดพ้นจากกระสุนปืนตำรวจต่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำนี้แห่งเดียวกับหล่อนในที่สุดเรวดีก็นึกถึงพล พัชราภรณ์

หล่อนยอมสารภาพกับตัวเองว่าหล่อนรักเขาเพียงชีวิตของหล่อน เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ได้จูบหล่อนและสอนให้หล่อนรู้จักความรัก ถึงแม้ว่าพลมีอายุแก่กว่าหล่อนมากเกินไป แต่พลก็หล่อและสม๊าท จูบของพลทำให้หล่อนดูดดื่มซาบซึ้งใจเป็นที่สุด

เรวดีคร่ำครวญถึงเขานึกถึงเขาจนกระทั่งม่อยหลับไป หญิงสาวตกใจตื่นในราว ๔.๐๐ น. เศษ ตื่นเพราะหล่อนฝันร้าย เรวดีฝันว่าหล่อนถูกไฟไหม้เสื้อผ้าและร่างกายของหล่อน

อากาศตอนใกล้รุ่งหนาวเย็น เรวดีนั่งอยู่บนเตียงนอนด้วยใบหน้าเศร้าหมอง หล่อนไม่อยากจะสนใจกับความฝันที่เกิดขึ้นในเวลานอนหลับแต่ก็อดคิดไม่ได้ มันเหมือนกับว่าความฝันจะบอกให้รู้ตัวว่าคงจะถูกประหารชีวิตแน่นอน

เสียงระฆังหน้าประตูเรือนจำตีบอกเวลา ๕.๐๐ น. ดังแว่วมาตามลม เรวดีรู้สึกว้าเหว่ใจไม่น้อย หล่อนต้องการความอบอุ่นใจต้องการผู้ปลอบประโลมใจ แต่ตลอดเวลาที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหล่อนได้เห็นหน้าแต่ผู้คุมหญิงเท่านั้น หลังจากการ สอบสวนสิ้นสุดลงแล้วหล่อนไม่มีโอกาสออกไปนอกเรือนจำอีกเลย รอคอยขึ้นศาลทหารหรือรอคอยให้เจ้าหน้าที่มานำตัวไปยิงเป้า

เมื่อนึกถึงพลเรวดีก็พยายามเกลียดเขา และพยายามลืมเขาแต่หล่อนก็ลืมได้ชั่วขณะ ความรักฝังแน่นอยู่ในดวงใจของหล่อนยากที่จะถ่ายถอนได้ สาวสวยทอดสายตามองผ่านหน้าต่างลูกกรงเหล็กมองดูดวงดาวระยิบระยับในท้องฟ้าเท่าที่ปรากฏอยู่เพียงสองสามดวงตรงกับช่องหน้าต่างแล้วหล่อนก็สะท้อนถอนใจ

เรวดีค่อยๆ หันหน้าเปลี่ยนสายตามาที่ประตูห้อง ทันใดนั้นเอง หล่อนก็สะดุ้งสุดตัว หล่อนแลเห็นพลยืนเด่นอยู่หน้าห้องคุมขัง เขาแต่งเครื่องแบบนายทหารบกประดับยศพันตรี ท่าทางของพลสง่าผ่าเผย แต่ใบหน้าเคร่งขรึม สายตาที่มองดูเรวดีนั้นเศร้าๆ

หญิงสาวเข้าใจว่าอุปาทานทำให้เห็นไปเช่นนั้น หล่อนยกมือขวาขึ้นขยี้ตาแล้วมองไปที่ประตู ภาพของพลก็ยังปรากฏอยู่นั่นเอง แสงไฟฟ้าขนาด ๒๐ แรงเทียนที่ระเบียงหน้าห้องขังส่องต้องเรือนร่างของพลอย่างถนัด

จากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเรวดีได้รู้ความจริงแล้วว่า หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนนั้นมีนามว่ากระไรบ้าง หล่อนจ้องตาเขม็งมองดูพลด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ หล่อนบอกตัวเองว่าหล่อนไม่ได้ฝันหรือตาฝาดไป เรวดีกับพลต่างมองดูกันสักครู่ พลจึงร้องเรียกหล่อนเบาๆ

"อ๋อย"

ความรักระคนแค้นบังเกิดขึ้นแก่เรวดีทันที หล่อนผุดลุกขึ้นยืนและมองดูเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ดิฉันไม่เข้าใจเลยที่คุณมาหาดิฉันในเวลาใกล้รุ่งสว่าง เช่นนี้ โปรดกลับไปเสียเถอะค่ะ ดิฉันเกลียดคุณ ไม่ต้องการเห็นหน้าคุณ"

พลยิ้มเศร้าๆ "แต่อ๋อยคงไม่ลืมคืนวันที่เรารักกัน"

เรวดีฝืนหัวเราะ "อ๋อยจะลืมมันได้อย่างไร ในเมื่อคืนนั้นเป็นคืนแห่งความพินาศของอ๋อย"

ก่อนที่พลจะพูดอะไรอีก ผู้คุมหญิงในวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดยืนหน้าห้องขัง หล่อนไขกุญแจดอกใหญ่แล้วกล่าวว่ากับพลอย่างนอบน้อม

จบตอนสี่

ตอนห้า

"เชิญไปในห้องสิคะ"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ขอบใจนะพี่สาว" พูดจบเขาก็เปิดประตูพาตัวเดินเข้า ไปในห้องผู้คุมหญิงปิดประตูไว้แล้วเลี่ยงไปนั่งบนม้ายาวทางด้านขวาของห้องขัง

พ.ต. พล หัวหน้าหน่วยกล้าตาย วางหมวกแก๊ปไว้บน โต๊ะเล็กๆ ในท่าทีเศร้าๆ เรวดีกล่าวกับเขาด้วยเสียงอันดัง

"ดิฉันเกลียดคุณ ดิฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ"

พลตรงเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าหล่อนในระยะใกล้ชิด

"จะโกรธหรือเกลียดผมสักเพียงไหน ก็แล้วแต่คุณเถิด ผมนำคำสั่งของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาให้คุณเซ็นทราบ"

เรวดีใจหายวาบ

"คำสั่งอะไรคะ" หล่อนถามเสียงสั่น ใบหน้าซีดทันที

พลล้วงกระเป๋าเสื้อตรวจการ หยิบซองหนังสือราชการฉบับหนึ่งออกมาส่งให้สาวสวย เรวดีมีท่าทีเหมือนกับจะเป็นลมหล่อนถอยหลังออกห่างจากเขาแล้วสั่นศีรษะ

"พล อ๋อยไม่กล้าอ่านค่ะ อ๋อยสงสัยว่าคำสั่งยิงเป้าอ๋อยใช่ไหมคะ"

พลพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

"ถูกแล้วอ๋อย คณะรัฐมนตรีลงมติให้ยิงเป้าอ๋อยตอน ๖.๐๐ น. วันนี้ จงทำใจให้เข้มแข็งก้มหน้ารับกรรมเถอะอ๋อยความผิดของอ๋อยมากมายใหญ่หลวงนักไม่มีทางที่จะได้รับความกรุณาลดหย่อนผ่อนโทษได้ ถ้าคุณพ่อของอ๋อยถูกจับเป็นเขา ก็จะถูกยิงเป้าเช่นกัน"

สาวสวยมองดูซองหนังสือราชการที่พลยื่นให้หล่อนไม่กล้ารับมาอ่าน น้ำตาของหล่อนไหลซึมเบ้าตาทั้งสองข้าง และแล้วเรวดีก็โผเข้ามากอดนายพัชราภรณ์ด้วยความรักอันซาบซึ้งใจ

"พี่ พี่ขา อ๋อยไม่เข้มแช็งพอที่จะซ่อนความรู้สึกอัน จริงใจได้ต่อไปอีกแล้วค่ะ พี่คือสุดที่รักของอ๋อย คือดวงใจของอ๋อย แต่อ๋อยจะต้องตายจากพี่เสียแล้ว ถ้าชาติหน้ามีจริงก็ขออธิษฐานให้ได้พบพี่อีก สมควรแล้วค่ะที่ทางการสั่งประหาร-ชีวิตอ๋อย" พูดจบหล่อนก็เกลือกกลิ้งหน้าลงกับอกพล

พลยอมรับว่าเขาสงสารหล่อนเป็นที่สุด เขายกมือเชยคางเรวดีขึ้น สายตาของเขากับหล่อนประสานกันแน่นแล้วพลก็ก้ม ลงจูบหล่อนอย่างหนักหน่วง

อวสานกาลของชีวิตสาวสวยใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว คำปลอบโยนของพลทำให้เรวดีมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้นโดยคิดว่า ถึงจะเศร้าโศกเสียใจอาลัยชีวิตของหล่อนสักเพียงใดหล่อนก็ต้อง ตายแน่นอน เรวดีได้ยอมอ่านคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด และยอมเซ็นชื่อรับทราบคำสั่งนั้น หลังจากนั้นพลก็นั่งประคองกอดหล่อนให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

เมื่อเรวดีได้ยินเสียงฝีเท้าของคนหลายคน ปรากฏขึ้นที่หน้าห้อง หล่อนก็ใจหายโผเข้ากอดพลทันที

"พี่ขา เขามาเอาตัวอ๋อยไปยิงเป้าแล้ว"

พลตื้นตันใจจนพูดอะไรไม่ได้ เขาก้มลงจูบริมฝีปากอัน เย็นชืดของหล่อนเป็นครั้งสุดท้ายและเนิ่นนาน จนกระทั่ง พัศดีเรือนจำพา นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มหน้าห้องขัง ผู้คุมหญิง ยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ ตำรวจภูธรในเครื่องแบบ ๖ คนในบังคับ บัญชาของ ร.ต.อ. พินิต ผู้บังคับกองติดตามมาด้วย หน่วยกล้า-ตายทั้ง ๕ คนแต่งกายแบบพลเรือน

ทุกคนเงียบกริบมองผ่านซี่ลูกกรงเหล็กเข้าไปในห้องขัง ขณะนี้เป็นเวลา ๕.๓๐ น. ประชาชนนับจำนวนพันได้หลั่งไหล ไปที่วัดตาลอย่างล้นหลาม เพื่อดูการประหารชีวิตเรวดีหัวหน้า คอมมิวนิสต์ ร.ต.อ. พินิตได้มารับตัวเรวดีด้วยตนเองซึ่งหน่วย กล้าตายทั้ง ๖ คน ก็ถือโอกาสติดตามมาด้วย แต่ระหว่างที่ผู้ บังคับกองได้พบปะสนทนาพัศดีเรือนจำ พลได้ล่วงหน้ามาเยี่ยมเรวดีก่อนเพื่อนำคำสั่งมาให้หล่อนเซ็นทราบ และเพื่อปลอบใจ หล่อน

เจ้าแห้วทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับกิมหงวนและนายแพทย์หนุ่มยืนหน้าเศร้าส่วนนิกรยิ้มแป้น เขามองดูเพื่อนเกลอของเขาแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"กำลังกัดกันแน่นเชียวว่ะ"

ตำรวจภูธรทั้ง ๖ คนกลั้นหัวเราะแทบแย่ ผู้บังคับกอง กับพัศดีมองหน้ากันแล้วหัวเราะคิกๆ เสียงของนิกรทำให้ พ.ต.พล กับเรวดีผละออกจากกันทันที พลยกมือขวาจับแขนซ้าย ของหล่อนบีบเบาๆ พลางพยักหน้าช้าๆ

"อ๋อยจ๋า ถึงเวลาแล้ว ไปเถอะอ๋อย"

สาวสวยยิ้มแค่นๆ หล่อนไม่มีน้ำตาที่จะร้องไห้อีกแล้ว

"ไปสิคะพี่ อ๋อยพร้อมแล้วค่ะ อ๋อยอยากจะตายเสียเร็วๆ จะได้นอนหลับพักผ่อนชั่วกาลนานโดยไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก"

พลประคองหล่อนให้ลุกขึ้นยืน เสี่ยหงวนกระซิบกับ นิกรเบาๆ

"โอ้โฮ ใจแข็งจังโว้ย เรามารับตัวหล่อนไปยิงเป้าหล่อน ทำท่าเหมือนกับจะไปกินโจ๊กหรือมอร์นิ่งวอล์คกับพวกเราตอน เช้ามืด"

"นั่นน่ะซี" นิกรเห็นพ้องด้วย "ถ้าเป็นกันลมใส่แล้ว พอเห็นคำสั่งยิงเป้าก็ชักตาเหล่สิ้นใจตายโดยไม่ต้องเอาไปยิงเป้าให้เสียลูกปืน"

พลพาเรวดีเดินออกมาจากห้องขังอย่างสงบเงียบ เขาส่งซองหนังสือราชการให้ ร.ต.อ. พินิตแล้วกล่าวว่า

"คุณเก็บคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ด้วยนะครับ"

"ครับ เซ็นทราบเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือครับ"

พลพยักหน้าแทนคำตอบ ต่อจากนั้นผู้บังคับกองตำรวจภูธรก็สั่งให้ตำรวจควบคุมตัวเรวดีไปจากที่นั้น หน่วยกล้าตาย ทั้ง ๖ คนเดินตามหลัง เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุยกับพัศดีถึงชะตา กรรมของสาวสวยซึ่งช่วยอะไรไม่ได้

เมื่อผ่านแดนนักโทษหญิงออกมาก็เป็นเวลาฟ้าสางแลเห็นแสงเงินแสงทองเรื่อเรืองทางขอบฟ้าด้านตะวันออก ขณะที่ เดินผ่านเรือนชั้นเดียวหลังยาว ซึ่งเป็นกองบังคับการเรือนจำ นิกรก็มีความทุกข์อันแสนหนักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เขาจ้อง มองส้วมข้างเรือนหลังนั้นแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"กันไปอึเดี๋ยวโว้ย เต็มฟัดแล้ว บอกพวกเรารอกันอยู่ หน้าประตูสักครู่อย่าเพิ่งออกไป"

เสี่ยหงวนมัวแต่นึกสงสารเรวดีจึงไม่ได้ยินนิกรพูดว่า กระไร นิกรสูดปากสั่นและวิ่งตื๋อตรงไปยังส้วมหลังนั้นเพื่อทำ การถ่ายทุกข์ ร.ต.อ. พินิตบอกให้ตำรวจหยุดเคลื่อนที่ข้างประตูด้านในของเรือนจำแล้วสั่งพัศดีเข้ามาพบเขา

"ว่าไงครับคุณชัชวาล คุณจะไม่ไปดูการประหารชีวิต นางสาวเรวดีจริงๆ หรือ"

พัศดียิ้มแห้งๆ

"ผมมีงานที่จะต้องทำในตอนเช้าอีกหลายอย่างครับ อีกสักครู่หนึ่งก็จะต้องตรวจนักโทษทั่วเรือนจำ ตอนเช้าผมยุ่ง เหลือเกินครับไม่มีเวลาว่างเลยผู้กอง"

ร.ต.อ. พินิตยิ้มให้พัศดี

"ถ้ายังงั้นผมพานักโทษไปละครับ การรับมอบตัวนักโทษเรียบร้อยแล้วนะคุณชัชวาล"

"ครับ เรียบร้อยแล้ว" พูดจบพัศดีก็ร้องตะโกนบอกคน ของเขาซึ่งยืนอยู่ที่ประตู ๓ คนด้วยกัน "เฮ้ย-เปิดประตู"

ประตูบานเล็กถูกถอดกลอนเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าดตำรวจ นำตัวเรวดีออกไปจากเขตเรือนจำ หน่วยกล้าตายติดตามออกไปด้วย ขาดนิกรไปคนหนึ่ง แต่ความมืดขมุกขมัวทำให้ทุกคนไม่ ทันสังเกตว่านิกรหายไป รถยนต์โดยสารขนาดใหญ่คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนหน้าเรือนจำใกล้ๆ กับรถเดอร์โซโต้เก๋งของท่าน ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งหน่วยกล้าตายขอยืมมา

ประตูปิดทันทีเมื่อเจ้าแห้วซึ่งเป็นคนสุดท้ายผ่านพ้นบานประตูออกไป พัศดีพาตัวเดินไปทางแดนนักโทษชายเพื่อตรวจ ตราตามหน้าที่ของเขา

ใน ๕ นาทีนั้นเองนิกรก็เดินผิวปากตรงมาทางประตู เรือนจำ เขาสบายใจแล้วที่ได้ระบายหรือถ่ายสิ่งที่เรียกว่ากาก อาหารออกทิ้ง เจ้าหน้าที่เรือนจำสามคนยืนสนทนากันอยู่ที่ ประตู พอแลเห็นนิกรคนหนึ่งก็ร้องเอะอะขึ้น แล้วทั้งสาม คนก็คว้าไม้ตะบองคู่มือขึ้นมาถือคนละอันเดินปรี่เข้าไปหานาย จอมทะเล้น

"เฮ้-จะไปไหนกันอ้ายน้องชาย เสือกออกมาจากห้องนอนได้อย่างไร อย่าสู้นะยอมให้จับเสียดีๆ "

นิกรถอยหลังกรูดทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"เดี๋ยวก่อน ฟังผมก่อน ผมไม่ใช่นักโทษ"

"อย่าทำไก๋ นี่มันในคุกโว้ยน้องชาย คนนอกหลุดเข้ามา ไม่ได้หรอก มานี่...ถ้าสู้พ่อตีหัวน่วมเลย"

นิกรเห็นท่าไม่ดีก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ผู้คุมทั้งสามคน ไล่กวด คนหนึ่งควักนกหวีดออกมาเป่าลั่น ตำรวจยามบน ป้อมต่างยกปืนขึ้นเตรียมยิงหากว่านักโทษพยายามปีนรั้วหลบ หนี นิกรวิ่งพลางร้องพลาง

"พัศดีครับ ท่านพัศดีมีสะดือครับ ช่วยผมด้วย พัศดี โว้ย"

นายชัชวาล ได้ยินเสียงนกหวีดและได้ยินเสียงผู้คุมร้องเอะอะเขาก็ล้วงปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้ววิ่งออก มาจากข้างโรงครัว พอแลเห็นนิกรวิ่งผ่านมาเขาก็เข้าใจว่า นิกรเป็นนักโทษ ท่านพัศดียกปืนพกขึ้นฟ้ายิงหนึ่งนัดแล้ว ตะโกนลั่น

"หยุด ไม่หยุดตายนะ"

นิกรห้ามล้อพรืดชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ ชัชวาล ปราดเข้ามาหาเขา ผู้คุมทั้งสามคนวิ่งตรงเข้ามา แต่แล้วท่าน พัศดีก็ตกใจเย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อเห็นหน้านิกรถนัด

"โอ๊ย-ผู้กองพันนิกรหรือครับ ตายห่า..."

ผู้คุมทั้งสามคนต่างหยุดชะงักข้างๆ นายชัชวาล นิกรลดมือทั้งสองข้างลงแล้วถอนใจเฮือกใหญ่

"คุณน่ะไม่ตายหรอก แต่ผมนั่นแหละจะตาย"

พัศดีรีบหันไปบอกลูกน้องของเขา

"ไม่ใช่นักโทษโว้ย ท่านคือนายทหารหน่วยกล้าตาย พันตรีนิกร การุณวงศ์ แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นายจอม ทะเล้น "มันยังไงกันแน่ครับผู้กองพัน ผมนึกว่าผู้กองพันออก ไปจากเรือนจำแล้วทำไมถึงตกค้างอยู่ในนี้ หรืออยากอยู่กับผม"

นิกรทำคอย่น

"ใครบอกคุณล่ะ ตอนจะออกจากประตูเรือนจำ ผมแอบไปเข้าส้วมข้างกองบังคับการ สั่งให้พรรคพวกเขารอผมแล้วแต่ทำไมเขาถึงไม่รอก็ไม่ทราบ พอออกจากส้วมเดินมาที่ประตูลูก น้องของคุณก็ร้องเอะอะหาว่าผมเป็นนักโทษหลบหนีเรือนจำ จะเล่นงานผมด้วยตะบองผมก็เลยห้อแน่บมาทางนี้ เจอท่าน พัศดียังพยายามจะยิงผมเสียอีก"

พัศดีตัวสั่นงันงก

"ผมยิงขู่น่ะครับ ผมก็เข้าใจผิดคิดว่านักโทษ เลยยิงขึ้น ฟ้าไปหนึ่งนัด"

"ถึงยังงั้นก็เถอะ ถ้าลูกปืนมันเลี้ยวมาถูกผมเข้าไม่ตาย หรือแหมใจคอหายหมดเลย"

เสียงแตรรถยนต์ ๒ คัน ดังขึ้นที่ถนนใหญ่หน้าเรือนจำ ติดๆ กันหลายครั้ง ชัชวาลยกมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อม

"อย่าโกรธเคืองผมและพวกผู้คุมนี่เลยครับผู้กองพัน ฟ้าเพิ่งสางมองเห็นหน้าไม่ถนัดเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นนักโทษ ก่อนละ"

นิกรยิ้มออกมาได้

"พาผมไปส่งเถอะ พรรคพวกเขากดแตรเรียกแล้ว เร็วหน่อยครับจะต้องไปให้ถึงวัดตาลก่อนย่ำรุ่ง"

"ครับ ครับ เชิญซีครับ ความจริงตอนที่ผู้กองพันเข้า ส้วมน่าจะบอกให้ผมรู้เสียก่อน พวกผมเป็นเจ้าหน้าที่และผู้คุมย่อมถือว่าทุกคนที่อยู่ในเรือนจำเป็นนักโทษทั้งนั้น คนมาเยี่ยม นักโทษก็ต้องมีบัตร ถ้าทำบัตรหายกว่าจะออกนอกคุกได้ก็ต้อง เสียเวลาสืบสวนกันเป็นชั่วโมง ไปเถอะครับผู้กองกับพรรค พวกของผู้กองพันจะเสียเวลา"

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง รถโดยสารซึ่งบรรทุกตำรวจและนักโทษสาวก็แล่นนำหน้าพาเดอร์โซโต้เก๋งของผู้ว่าราชการจังหวัด มาถึงบริเวณที่ยิงเป้าเรวดีซึ่งอยู่ในเขตวัดตาลใกล้ๆ กับป่าช้า และจิตกาธาน ตำรวจในเครื่องแบบหลายสิบคนและสารวัตรทหารบกอีกหนึ่งหมวด ซึ่งกองพันทหารจากจังหวัดใกล้เคียง ส่งมาเมื่อใกล้สว่าง ได้ช่วยกันรักษาการณ์อย่างเคร่งครัด ประชาชนหลายพันคนต่างเบียดเสียดเยียดยัดกันจนล้นหลามไปหมด บ้างก็ขึ้นไปดูการยิงเป้าบนต้นไม้ใหญ่

รถยนต์ทั้งสองคันแล่นหยุดทางเชือกกั้น ผู้ว่าราชการ จังหวัด หัวหน้าศาล นายอำเภอ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนยืนจับกลุ่มอยู่ในบริเวณที่ประหาร ทุกคนแต่งเครื่องแบบข้าราชการพลเรือน ตำรวจถือปืนเล็กยาวสวมดาบยืนเรียงรายเป็นระยะรอบเชือกกั้นทั้งสามด้าน

ร.ต.อ. พินิต กับตำรวจภูธรทั้ง ๖ คน ได้นำเรวดีลงมา จากรถโดยสารคันนั้น ซึ่งในเวลาเดียวกันหน่วยกล้าตายก็พากันลงมาจากรถเก๋งติดตามตำรวจกับนักโทษประหารเข้าไปในเขตเชือกกั้น ท่านผู้บังคับกองได้เข้ารายงานต่อนายสมประสงค์ และมอบคำสั่งประหารชีวิตซึ่งเรวดีเซ็นทราบแล้วให้ท่านผู้ว่า ราชการจังหวัด

นายสมประสงค์เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเรวดีในระยะใกล้ชิด เมื่อสาวสวยประนมมือไหว้เขา ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ก็คำนับตอบ

"ผมเสียใจในโชคร้ายของคุณ ผมต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาคือประหารชีวิตคุณด้วยการยิงเป้า"

เรวดีพยักหน้ารับทราบแลวพูดเสียงสั่นเครือ

"ค่ะ ดิฉันเข้าใจดีและดิฉันพร้อมแล้ว"

นายสมประสงค์ยิ้มเล็กน้อย

"มีอะไรที่คุณจะพูดกับผมหรือสั่งเสียอะไรไปถึงใครบ้าง ไหม"

"ไม่ค่ะ"

นายสมประสงค์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"ดีแล้วครับ ผมจะให้ตำรวจยิงเป้าคุณใน ๕ นาทีนี้"

ถึงแม้เรวดีมีจิตใจเข้มแข็งสักเพียงใด หล่อนก็อ่อนเปียก ไปหมดทั้งตัว สาวสวยใจหายวาบเมื่อได้ยินเสียงผู้บังคับกองเรียกแถวตำรวจ พลตำรวจภูธร ๑๐ คน ซึ่งไปรวมกลุ่มกันอยู่ ข้างกระสอบทราย ต่างถือปืนเล็กยาววิ่งมาเข้าแถวเป็นรูปแถว หน้ากระดานเรียงเดี่ยวห่างจากเสาไม้กางเขนประมาณ ๘ เมตร

นายสมประสงค์พยักหน้าเรียกนายร้อยตำรวจตรีคนหนึ่งเข้ามาหาเขาแล้วออกคำสั่ง

"คุณเกริก นำนักโทษไปมัดที่เสากางเขนและเอาผ้าผูกตาให้เรียบร้อย"

นายตำรวจหนุ่มยกมือวันทยหัตถ์รับคำสั่ง ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าแพรสีขาวจุดดำผืนใหญ่ผืนหนึ่งออกมา ซึ่งเขาเตรียมมาเรียบร้อยแล้ว เพราะได้รับคำสั่งตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ให้เป็นผู้นำนักโทษหญิงไปผูกมัดกับเสาหลักประหาร

เมื่อ ร.ต.ต. เกริก นายตำรวจร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาหาหล่อน เรวดีก็ร้องไห้โฮและกล่าววิงวอนนายสมประสงค์ด้วย เสียงสะอื้น

"ท่านข้าหลวงคะ ดิฉันขอความกรุณาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ดิฉันจะตายไป โปรดเถอะค่ะ"

ผู้ว่าราชการจังหวัดยิ้มให้หล่อน

"คุณต้องการอะไร"

"ดิฉันต้องการให้พันตรีพล พัชราภรณ์ หัวหน้ากล้าตายเป็นผู้ผูกมัดดิฉันกับหลักประหารค่ะ และดิฉันขอร้องไม่ต้อง ปิดตาดิฉัน ดิฉันจะขอเห็นหน้าพันตรีพล จนกว่าเสียงปืนลั่น และดิฉันสิ้นใจตาย"

นายสมประสงค์ค่อยๆ หันหน้ามาทางหน่วยกล้าตาย พลกล่าวกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทันที

"ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของเรวดีเถอะครับ"

ผู้ว่าราชการจังหวัดตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด

"ดีแล้วครับคุณพล เชิญคุณพาเรวดีไปที่เสาหลักได้ เชือกสำหรับมัดมืออยู่ที่เสาหลักนั้นแล้ว"

พ.ต. พลเดินเข้าไปหาหล่อน นิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้วต่างร้องไห้โฮขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้ ประชาชนคน ดูพูดกันพึมพำแซ่ดกันไปหมด พลยกมือขวาจับแขนซ้ายหล่อน พาเดินตรงไปยังหลักประหาร เรวดีอ่อนเปียกแทบจะเดินไม่ ไหว ความรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้นแก่หล่อนอย่างล้นพ้น หล่อน รู้สึกหวาดเสียวสยดสยองใจอย่างยิ่งที่หล่อนจะต้องจบชีวิตด้วยกระสุนปืนของตำรวจภูธร

"อ๋อยจ๋า" พลพูดกับหล่อนด้วยเสียงแผ่วเบาหน้าหลักประหาร "เราไม่มีเวลาที่จะพูดกันให้มากกว่านี้ ขอให้อ๋อยทำ จิตใจให้สงบและนึกถึงคุณพระเป็นที่พึ่ง อนุญาตให้พี่ผูกมัดมือและแขนของอ๋อยเถอะนะจ๊ะ อย่าให้ใครๆ เขาเห็นความอ่อนแอของพี่เลย"

น้ำตาของหล่อนไหลพราก

"สัญญากับอ๋อยก่อนว่า พี่จะไปยืนดูทางขวาของแถวตำรวจเพื่ออ๋อยจะได้มองดูหน้าพี่จนกว่าเสียงปืนของตำรวจจะ ดังขึ้น" หล่อนพูดพลางร้องไห้

"จ้ะ พี่จะยืนอยู่ข้างแถวตำรวจ"

พลจัดแจงมัดมือและแขนของหล่อนติดกับเสากางเขน ทันที ประชาชนที่ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจต่างเงียบกริบราวกับ ฟังเทศน์ สายตาทั้งหมดจ้องมองดูเรวดีและส่วนมากเขาพากัน สมน้ำหน้าหล่อน ไม่ปรากฏว่ามีพวกคอมมิวนิสต์คนหนึ่งคนใด มาดูการประหารชีวิตเลย ผู้ที่นิยมลัทธิแดงต่างพากันหลบหนี ไปจังหวัดอื่นจนหมดสิ้นด้วยความรักตัวกลัวตาย

ณ บัดนี้ สาวสวยยืนกางแขนทั้งสองข้างอยู่กับหลักประ-หารเบื้องหน้ากระสอบทราย ที่เอวของหล่อนถูกมัดด้วยเชือก อีกเส้นหนึ่ง

"พี่...อ๋อยลาก่อนนะคะ" หล่อนพูดกับพลด้วยเสียงสะอื้น

หัวหน้าหน่วยกล้าตายพยักหน้าช้าๆ

"พี่จะทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้อ๋อย ลาก่อน อ๋อย ลาจนกว่าพบกันในชาติหน้า"

พ.ต. พล ชิดเท้าตรงยกมือวันทยหัตถ์ให้เกียรติหล่อน แล้วเขาก็หมุนตัวกลับเดินเข้ามาหยุดยืนทางด้านขวาของแถว ตำรวจภูธรทั้ง ๑๐ คนใกล้ๆ กับท่านผู้บังคับกอง

๖.๐๐ น. ตรง

นายสมประสงค์ร้องบอกผู้บังคับกองทันที

"ผู้กอง สั่งยิงนักโทษได้"

ประชาชนคนดูหลายพันคนยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น นิกรกับเสี่ยหงวนต่างยกฝ่ามือปิดหน้าและเบือนหน้าไปทางอื่น ส่วนเจ้าแห้วยกนิ้วชี้ทั้งสองมืออุดหูและหลับตาปี๋ ร.ต.อ. พินิต หันไปมองดูแถวตำรวจในบังคับบัญชาของเขา ซึ่งยืนอยู่ในท่า พักแล้วเขาก็ออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"แถว...ตรง"

ตำรวจยืนตรงพร้อมเพรียงกัน เรวดีมองดูพลด้วยแววตาโหยละห้อย ส่วนพลก็กำลังมองดูหล่อนเช่นเดียวกัน ผู้บังคับ กองตำรวจภูธรออกคำสั่งต่อไป

"ยืนยิง"

คนดูใจเต้นระทึกไปตามกัน เรวดียืนนิ่งเฉยไม่กระดุก-กระดิก หล่อนเม้มปากแน่นน้ำตาไหลพราก เสียง ร.ต.อ.พินิต ออกคำสั่งดังขึ้นอีก

"เตรียมยิง"

เสียงลูกเลื่อนปืนเล็กยาวดังกร๊อกแกร๊กพร้อมๆ กัน กระ สุนที่อยู่ในตับของมันถูกเลื่อนขึ้นสู่ลำกล้องกระบอกละหนึ่งนัด ตำรวจทั้ง ๑๐ คน ต่างยกปืนขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์ปืนไปที่หน้าอกสาวสวยหัวหน้าคอมมิวนิสต์

คำสั่งสุดท้ายของท่านผู้บังคับกองตำรวจภูธรย่อมเปรียบเหมือนกับคำสั่งของมัจจุราช เขาร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"วะวัง...ยิง"

"ตูม"

กระสุนปืนเล็กยาวทั้ง ๑๐ นัด ดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน เรวดีสิ้นใจตายทันที ยืนคอพับคออ่อนอยู่กับหลักประหารนั้น ยายแก่หลายคนเป็นลมไปตามกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งดูอยู่บน ต้นไม้พลัดตกลงมาถึงกับสลบ ช่างภาพของตำรวจได้บันทึก ภาพการประหารจากการถ่ายด้วยแฟล็ชไลท์ตลอดเวลา

เรวดีจบชีวิตของหล่อนแล้ว และผู้คิดร้ายต่อราชอาณา-จักรไทย ต่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ของเราก็คงจะพบจุดจบเช่นเดียวกับสาวสวยผู้นี้

โดยเครื่องบินพิเศษของฝูงบินน้อยที่ ๕๐ หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนได้เดินทางมาถึงฐานทัพอากาศที่ดอนเมืองในเวลา เที่ยงวันของวันเดียวกันนั้นเอง ผู้บังคับฝูงบินน้อย ๕๐ ได้ราย งานทางวิทยุมาให้ทราบล่วงหน้าก่อนที่เครื่องบินจะออกเดินทางจากสนามบินของจังหวัดนั้น พล.อ.ท. หลวงอุตลุดเวหา ผู้ช่วย ผู้บังคับบัญชาการทหารอากาศฝ่ายยุทธการและนายทหารอากาศชั้นนายพลอีกหลายคนจึงได้คอยต้อนรับคณะพรรคสี่สหายอยู่ที่สนามบิน

หลวงอุตลุดฯ และนายทหารผู้ใหญ่ต่างเชิญวีรบุรุษทั้ง ๖ คนไปเลี้ยงอาหารกลางวันที่สโมสรนายทหารอากาศ พวกนายทหารอากาศได้พากันแสดงความยินดีที่หน่วยกล้าตายสามารถทำลายฐานทัพจรวดของกองทัพแดงได้ นอกจากนี้ยังทำลายรังคอมมิวนิสต์ใหญ่ที่จังหวัดชายแดนได้อีกด้วย หนังสือพิมพ์ รายวันในกรุงเทพฯ ทุกฉบับต่างเสนอข่าวคณะพรรคสี่สหายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเกรียวกราว แต่การทำลายฐานทัพจรวดนั้นเป็นความลับยิ่งของทางราชการทหาร หนังสือพิมพ์ จึงไม่อาจจะล่วงรู้ได้

ระหว่างที่รับประทานอาหารกลางวันอยู่ที่สโมสรนายทหาร พล. อ. หลวงชาญตะลุมบอน ผู้บัญชาการป้องกันพระนครได้ โทรศัพท์มาถึง ดร. ดิเรกแสดงความยินดีที่นายแพทย์หนุ่มกับ คณะเดินทางกลับมาถึงดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ และเสียใจที่ท่านมีราชการยุ่งมากจึงไม่ได้มารับ ท่านผู้บัญชาการป้องกัน พระนครขอร้องให้ ดร. ดิเรกกับคณะไปพบกับท่านที่กองบัญชาการป้องกันพระนครในเวลา ๑๗.๐๐ น. วันนี้ ด้วยเรื่องราชการสำคัญยิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติ

โดยรถเก๋งของกองทัพอากาศ ซึ่งมีรถจี๊ปสารวัตรทหารอากาศติดตามคุ้มกันมาด้วยอีก ๒ คัน หน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คน ได้มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. ทุกคนตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าวที่ได้กลับมาบ้าน

กำลังตำรวจ ทหาร และสารวัตรทหารยังรักษาการณ์อยู่ ที่บ้าน "พัชราภรณ์" เหมือนเช่นเดิม รถถังเอ็ม. ๒๔ หนึ่งคัน จอดตระหง่านอยู่หน้าตึก ถึงแม้คณะพรรคสี่สหายไม่อยู่บ้าน แต่บ้าน "พัชราภรณ์" ก็มีความสำคัญยิ่งที่ทางราชการทหารและตำรวจจะต้องคุ้มครองเพราะเป็นสถานที่สร้างอาวุธปรมาณู มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์อันมีค่าหลายสิบ ล้าน

พวกทหารและตำรวจรักษาการณ์ได้ทราบข่าวทาง โทรศัพท์ทราบล่วงหน้าแล้วว่าหน่วยกล้าตายทั้ง ๖ คนจะมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ก่อน ๑๔.๐๐ น. ทุกคนจึงคอยต้อนรับ คณะพรรคสี่สหายวีรบุรุษของกองทัพไทยด้วยความปีติยินดียิ่งอย่างไรก็ตาม ภรรยาของสี่สหายไม่ได้ตื่นเต้นสนใจในการกลับบ้านของสามีหล่อนเลย ทั้งๆ ที่รู้ข่าวว่าทุกคนไปทำงานเสี่ยง ภัยเสี่ยงชีวิตรอดตายกลับมาเหมือนกับปาฏิหาริย์

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วลงจากรถที่หน้าตึกใหญ่ พลโบกมือให้พวกคนใช้ชายหญิงที่ยืนอออยู่ทางมุมตึกและมองดูพวกเขาอย่างชื่นชม แล้วพลก็วันทยหัตถ์รับความเคารพนายทหารรถถังซึ่งยืนอยู่ข้างบันไดตึก

"สวัสดีน้องชาย วันนี้เวรคุณเฝ้าบ้านผมหรือ"

"ครับ ผมเพิ่งมาเข้าเวรเมื่อตอนเที่ยงครับ ผมดีใจมาก ที่ท่านเจ้าคุณ และผู้กองพันกับเพื่อนๆ กลับมาโดยปลอดภัย"

ดร. ดิเรกยิ้มให้นายทหารรถถัง

"แต่ก็เกือบไม่ได้กลับเชียวนะคุณ อ้า-พวกเมียๆ ของ พวกเราเขาไม่อยู่หรอกหรือครับ"

นายทหารยานเกราะยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"อยู่ครับ"

"เอ๊ะ เราโทรศัพท์มาบอกล่วงหน้าแล้วน่าจะออกมาต้อนรับพวกเรา"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับนายทหารอากาศคนหนึ่งซึ่งเป็น สารวัตรควบคุมสารวัตรทหารอากาศติดตามมา

"คุณสำรวย พาลูกน้องของคุณขึ้นไปหาเครื่องดื่มเย็นๆ กินกันก่อนซีครับประเดี๋ยวค่อยกลับ"

เรืออากาศโทรูปหล่อยิ้มแห้งๆ

"ผมไม่ได้ชื่อสำรวยหรอกครับผู้กองพัน ผมชื่อวีรศักดิ์"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ขอโทษที ผมไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรก็เลยเรียกตุ้ยๆ ไปก่อน พาพวกสารวัตรขึ้นไปบนตึกเถอะครับ"

"ขอบคุณครับผู้กองพัน เจ้านายสั่งให้รีบกลับดอนเมือง ครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"หัดไถลเสียบ้างซีครับ คุณตังกวย"

ร.ท. วีรศักดิ์ กลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วหันมาทางนายจอม ทะเล้น

"ประทานโทษครับผู้กองพัน ผมไม่ได้มีเชื้อจีนเลย ผมเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ผมชื่อวีรศักดิ์ เรืออากาศโท วีรศักดิ์ วงศ์หงส์ ครับ อ้า-ผมเห็นจะต้องลาผู้กองพันละครับ ขอให้ทุกคนโชคดีและปลอดภัยนะครับ"

บรรดาสารวัตรทหารอากาศกลุ่มนั้น ต่างกระทำความเคารพคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วถือโอกาสทำเป็นแอ๊ครับความเคารพกับเจ้านายด้วย ต่อจากนั้นพวกสารวัตรทหารอากาศรวม ๑๐ คนก็พากันไปขึ้นรถจี๊ปวิลลี่เดิน ทางกลับดอนเมืองโดยมีรถเก๋งคันใหญ่ติดตามไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วขึ้นไป บนตึก บ้าน "พัชราภรณ์" สงบเงียบ ภายในห้องโถงไม่มีใคร เลย หน่วยกล้าตายต่างนั่งพักผ่อนในห้องโถง เจ้าแห้วได้รับ คำสั่งจากพลให้จัดเครื่องดื่มมาให้

ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้พาคุณหญิงวาดลงบันไดมาจากชั้นบนอย่างรีบร้อน กิริยาท่าทางของท่าน ทั้งสองตื่นเต้นดีใจมาก คุณหญิงร้องตะโกนเรียกลูกชายของท่านด้วยเสียงอันดัง

"พล....พลเอ๊ย พลลูกแม่ก