พล นิกร กิมหงวน 023 : เจ้าทิดจอมยุ่ง

เป็นเวลาเกือบ ๔ เดือน ภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา พระคุณเจ้าทั้ง ๔ องค์ คือพระภิกษุพนัส พระภิกษุนพ พระภิกษุสมนึก พระภิกษุดำรง ก็ลาสิกขาบทสละเพศบรรพชิตในตอนสายของวันศุกร์ที่ ๒๙ ตุลาคมนี้

แต่ลูกชายและทายาทของคณะพรรคสี่สหายยังไม่กลับบ้าน ทั้ง ๔ คนคงอยู่ที่วัด กวาดล้างกุฏิปรนนิบัติพระอุปัชฌาย์ซึ่งเป็นอาจารย์ของตนเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที ส่วนทางบ้าน "พัชราภรณ์" ก็รีบเร่งเตรียมจัดงานขึ้นบ้านใหม่ของทายาทสี่สหายในตอนเย็นวันเสาร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ซึ่งได้ออกบัตรเชิญไปยังญาติมิตรโดยทั่วหน้ากันแล้ว

ในที่สุดวันเสาร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ก็ผ่านมาถึง

ท่านพระครูยิ้มพระอุปัชฌาย์จารย์เป็นผู้ให้ฤกษ์แก่เจ้าทิดสึกใหม่ทั้ง ๔ องค์ ให้ออกจากวัดในเวลา ๑๑.๑๐ น. ดังนั้นก่อนเวลาที่พระในวัดธาตุทองฉันเพล พนัสก็พาเพื่อนเกลอของเขาไปกราบนมัสการลาพระคุณเจ้า เจ้าอาวาสและพระภิกษุลูกวัดโดยทั่วหน้ากัน ข้าวของอันมีค่ามากมายในกุฏิก็ถวายพระไปองค์ละชิ้นสองชิ้น บรรดาพระภิกษุและสามเณรต่างรู้สึกว่าต่อไปนี้ไปวัดธาตุทองคงจะเงียบเหงาเมื่อขาดเจ้าทิดหนุ่มทั้งสี่คนนี้ ซึ่งแต่ละคนเป็นลูกเศรษฐี มีญาติโยมมิตรสหายผลัดเปลี่ยนกันมาเยี่ยมตลอดวัน มีพวกสีกาสาวๆ มาเอะอะเจี๊ยวจ๊าวเร่งวันเร่งคืนอยากให้ทายาทของคณะพรรคสี่สหายสึกเร็วๆ เพราะต่างก็หวังที่จะเป็นแฟนของใครคนหนึ่ง

พอได้เวลา ๑๑.๐๐ น.ตรง เจ้าแห้วก็ขับรถคาดิลแล็คเก๋งมาที่วัดธาตุทอง

เจ้าแห้วจอดรถไว้ที่หน้าวัดแล้วลงจากรถพาตัวเดินดุ่มๆ ตรงมาที่กุฏิเจ้าทิดทั้งสี่ พอทราบจากเด็กวัดว่า พนัส, นพ, สมนึกและดำรงอยู่ที่กุฏิท่านพระครูยิ้ม เจ้าแห้วก็เดินเลยไปกุฏินั้นซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน

ท่านพระครูอุปัชฌาย์ของเจ้าหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คนกำลังฉันภัตตาหารเพล ซึ่งเจ้าทิดทั้งสี่คนนั่งปรนนิบัติรับใช้อยู่ใกล้ชิด พนัส, นพ, สมนึกและดำรงแต่งชุดสากลสีน้ำตาลแก่ ผูกเน้คไทเงื่อนกะลาสีแบบเดียวกันลวดลายเหมือนกัน แต่ศีรษะของทายาทสี่สหายยังโล้นเลี่ยนมีผมยาวไม่ถึงครึ่งเซนติเมตร อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นเพศบรรพชิตเป็นฆราวาส เจ้าหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คนก็ร่าเริงสดชื่นตลกคะนองเหมือนเมื่อก่อนบวช แต่งตัวโก้ใส่น้ำหอมฟุ้ง โดยเฉพาะสมนึกใช้ดินสอเขียนคิ้วแทนคิ้วของเขาสำหรับเตรียมไว้ยักคิ้วกับพวกสาวๆ

เมื่อเจ้าแห้วพาตัวขึ้นมาบนกุฏิ พนัสก็กล่าวทักเจ้าแห้วด้วยความดีใจ

"ฉันกำลังรอแกอยู่ทีเดียว ถ้าสิบเอ็ดโมงสิบนาทีแกไม่มาพวกเราก็เห็นจะต้องไปรถแท๊กซี่แน่ๆ มาซี่ มากราบหลวงพ่อ"

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งบนระเบียงหน้าห้องกุฏิ ถอดรองเท้าออกแล้วคลานเข้ามากราบพระภิกษุชราหรือท่านพระครูยิ้ม

"สวัสดีครับ หลวงพ่อ"

ท่านพระครูพยักหน้าและยิ้มให้เจ้าแห้ว

"มารับพวกคุณๆ กลับบ้านหรือนายแห้ว"

"ครับผม"

หลวงพ่อเอี้ยวตัวหันไปมองดูนาฬิกาแขวนในห้องกุฏิของท่าน ซึ่งตรงกับประตูพอดี

"อีกสองนาทีก็ได้ฤกษ์ออกจากวัดแล้ว" ท่านพูดยิ้มๆ แล้วหันมามองดูทายาทสี่สหาย "หลวงพ่อคิดถึงเจ้าทั้งสี่คนมาก ถึงไม่ใช่ลูกหลานหลวงพ่อก็รักใคร่เอ็นดูเหมือนกับลูกหลาน หลวงพ่อขอชมอีกครั้งหนึ่งว่า ตลอดพรรษาที่ผ่านมาเจ้าทั้งสี่คนได้กระทำตัวเคร่งครัดในธรรมวินัยเป็นอย่างดี จนกระทั่งเป็นที่ชมเชยแก่ภิกษุสงฆ์ในวัดนี้ นอกจากนี้ยังตั้งอกตั้งใจเล่าเรียนจนสอบนักธรรมตรีได้คะแนนยอมเยี่ยมเรียงตามลำดับกันทั้งสี่องค์"

พนัส ประณมมือวางไว้บนขาของเขา

"พวกผมจะไม่ลืมความเมตตากรุณาของหลวงพ่อเลยครับ ตลอดเวลาที่เราบวชอยู่ที่วัดนี้ก็ได้หลวงพ่อกรุณาสั่งสอนเราเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ตลอดจนพระธรรมวินัย หลวงพ่อมีอะไรที่จะสั่งสอนเราอีกไหมครับ"

ท่านพระครูหัวเราะเบาๆ

"เมื่อวานนี้ทั้งวันหลวงพ่อก็ได้อบรมสั่งสอนพวกเจ้าพอแล้ว ความจริงพวกเจ้าทั้งสี่คนก็เป็นปราชญ์เป็นบัณฑิตรับปริญญาโทก็เรียกว่ามหาบัณฑิตเป็นผู้ที่มีความรู้สูง อะไรควรเว้นควรประพฤติเจ้าก็น่าจะรู้ดีแล้ว"

ทิดสมนึกยกมือไหว้ท่วมหัว

"สาธุ อายุวรรโณสุขังพลัง"

ท่านพระครูทำหน้าฉงน

"อะไรของเจ้าวะสมนึก"

"ผมให้พรหลวงพ่อครับ ขอให้หลวงพ่อมีอายุยืน วรรณะผ่องใส มีกำลังเข้มแข็ง และมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ครับ พวกผมจะหมั่นมาเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยๆ หาเครื่องขบฉันมาถวาย ส่วนอาหารของหลวงพ่อนั้นเราก็จะถวายเป็นประจำวันละสามมื้อ ทั้งเช้าเพลและค่ำ"

หลวงพ่อสะดุ้งโหยง

"อาหารค่ำไม่ต้องโว้ย"

"อ้าว ก็สำหรับลูกศิษย์หลวงพ่อยังไงล่ะครับ"

ทายาทของสี่สหายต่างมองดูหน้ากัน แล้วพยักเพยิดกันเป็นความหมายให้กราบนมัสการลาหลวงพ่อ ทุกคนต่างก้มลงกราบแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับหลวงพ่อหรือท่านพระครูยิ้มแทนเพื่อนๆ ของเขา

"กู๊ดบาย หลวงพ่อสวัสดีครับจนกว่าจะพบกันอีก"

"เจริญๆ เถอะลูกเอ๋ย ต่อไปนี้เจ้าจะได้มีโอกาสใช้วิชาความรู้ของเจ้าที่เรียนมาประกอบอาชีพแล้ว อย่าทำตัวเหลวไหล และอย่าถือว่ามีพ่อแม่ที่ร่ำรวย คนเราอนิจจังไม่เที่ยง"

ทิดนพทายาทนิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วพูดขึ้นดังๆ

"หลวงพ่อครับ ขออนุญาตครับ"

"ว่ายังไงเจ้านพ"

"ผมสงสัยคำบาลีประโยคหนึ่งครับหลวงพ่อ อ้ายนึกมันถามผมเมื่อวานนี้แต่ผมแปลไม่ออก หลวงพ่อช่วยแปลหน่อยเถอะครับ"

"ว่ายังไงล่ะ"

"สูคานิกธรรมโอชเว ครับหลวงพ่อ"

ท่านพระครูยิ้มนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เอ-หลวงพ่อก็เล่าเรียนบาลีมาไม่น้อยไม่เคยได้ยินประโยคนี้เลย" แล้วท่านก็มองดูหน้าทิดสมนึกลูกชายโทนของอาเสี่ยกิมหงวน "แปลให้หลวงพ่อฟังหน่อยเถอะวะ สูคานิกธรรมโอชเวน่ะแปลว่าอะไร"

เสี่ยตี๋หัวเราะเบาๆ

"ไม่ต้องแปลหรอกครับหลวงพ่อเป็นคำกลับครับ สูคานิกธรรมก็คือ สาคูน้ำกะทิ โอชเว ก็แปลว่าอร่อย"

"อือ เจ้าเก่งมากเกินไปเสียแล้วเจ้านึก เอาละ ได้ฤกษ์ออกจากวัดแล้วพากันกลับไปบ้านเถอะ ถ้าคิดถึงหลวงพ่อเมื่อไรก็มาหาหลวงพ่อได้ สั่งถึงโยมของพวกเจ้าด้วยนะว่าหลวงพ่อคิดถึง"

เจ้าหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คนต่างก้มลงกราบท่านพระครูอีกครั้งหนึ่ง แล้วนพก็กล่าวกับคณะของเขา

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา อีกสองสามวันมารับหลวงพ่อไปเที่ยวหัวหินหรือบางแสนกันดีกว่า"

"อ้าว" หลวงพ่ออุทาน "หลวงพ่อเป็นพระเป็นเจ้าจะให้ไปเที่ยวตากอากาศกับพวกเจ้ายังงั้นหรือ"

"รับประทานผมกราบลาหลวงพ่อละครับ"

ทายาทของสี่สหายต่างลุกขึ้นเดินมาริมระเบียงหน้ากุฏิ เจ้าแห้วตามมาด้วย ทุกคนต่างสวมรองเท้าที่วางไว้บนนอกชาน ท่านพระครูมองดูเจ้าทิดทั้งสี่คนด้วยความรักและอาลัยยิ่ง เมื่อสบตากับท่านพระครูเสี่ยตี๋ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น

"เฮ้ย" พนัสดุเพื่อนเกลอของเขา "หัวเราะทำไมวะอ้ายตี๋"

"คิดถึงหลวงพ่อว่ะ" เสี่ยตี๋พูดพลางร้องไห้พลาง "จากท่านกลับไปอยู่บ้าน ก็ไม่มีอะไรให้ท่านไว้เป็นที่ระลึก ให้นาฬิกาข้อมือท่านไว้ให้ท่านใช้ท่านก็ไม่เอา สร้อยคอท่านก็ไม่เอา"

ดำรงมองดูสมนึกอย่างขบขัน

"ฉันรู้ดีว่าแกร้องไห้เพราะแกดีใจที่จะได้ไปจากวัด" เสี่ยตี๋ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"แล้วเสือกรู้ทำไมล่ะ"

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง โดยรถคาดิลแล็คเก๋งคันงามของอาเสี่ยกิมหงวนและเจ้าแห้วเป็นคนขับ เจ้าหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คนก็มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" แต่ไม่มีพวกหญิงสาววัยรุ่นคอยรบกวนโห่ร้องอยู่ที่หน้าบ้าน เพราะการสึกของทายาทสี่สหายนั้น ทางบ้าน "พัชราภรณ์" ได้ปกปิดเป็นความลับ และถึงแม้ว่าจะมีงานขึ้นบ้านใหม่ในเย็นนี้ พวกเด็กสาวๆ ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงก็ไม่อาจจะทราบได้ว่ามีงานอะไร ทั้งนี้เพราะบ้าน มีงาน บ่อยๆ วันเกิดคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง บางทีก็เชิญเพื่อนฝูงมารับประทานอาหารกันโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล

เมื่อรถเก๋งคันงามผ่านประตูรั้วบ้านเข้ามา เจ้าแห้วก็กดแตรเสียงกังวานเป็นสัญญาณ เท่านี้เองคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด ซึ่งรอคอยต้อนรับทิดสึกใหม่อยู่แล้ว ก็เฮโลกันออกมาจากห้องโถง พวกคนใช้ชายหญิงตลอดจนคนสวนและพวกแม่ครัวตะโกนบอกกล่าวกันว่าทายาทของสี่สหายกลับมาจากวัดแล้ว คนในบ้าน "พัชราภรณ์"ต่างวางมือจากการทำงานออกมายืนรวมกลุ่มคอยต้อนรับทิดสึกใหม่อยู่ที่มุมตึกใหญ่ทั้งสองข้าง

สมนึกนั่งอยู่ทางซ้ายตอนหน้ารถ เขาชะโงกหน้าออกมาโบกมือร้องตะโกนลั่น

"เตี่ย สวัสดีครับเตี่ย สวัสดีครับ คุณปู่ คุณย่า คุณป้า คุณลุง คุณน้า พวกผมลาออกจากพระแล้วครับ ไชโย"

เสี่ยหงวนทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยเขากล่าวกับพลว่า

"กฎแห่งกรรมนี่มันแน่เหลือเกิน กันเคยก่อกรรมทำเข็ญไว้ให้เตี่ยกันอย่างไร เคยล้างผลาญเตี่ยกันอย่างไรบัดนี้กรรมเก่าก็ตามสนองกันแล้ว ท่าทางอ้ายนึกบอกว่ามันเตรียมถลุงเงินกันเต็มที่"

คาดิลแล็คเก๋งคลานมาจอดเทียบหน้าบันไดตึก สี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองยิ้มแป้นไปตามกัน ต่างพากันมองดูเจ้าทิดทั้งสี่ด้วยความชื่นใจอิ่มอกอิ่มใจ ไม่มีใครยอมลงจากรถ จนกระทั่งนพกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"เฮ้ย ลงไปเปิดประตูรถให้เจ้านายหน่อยซีโว้ย ลูกเศรษฐีเปิดประตูรถเองมือด้านหมด ฮ่ะ ฮ่ะ อยู่ในผ้าเหลืองเกือบสี่เดือนไม่ได้เห็นโลกภายนอก ต่อไปนี้พ่อเที่ยวสะบั้นหั่นแหลกเลย"

เสี่ยตี๋หัวเราะก้าก

"ยังงั้น เราต้องเห็นโลกและเป็นโรค"

เจ้าแห้วหมดความสุขแล้ว เขารู้ตัวดีว่านับแต่นี้ต่อไปเขาจะมีภาระเพิ่มขึ้นอีกราว ๕ เท่า เจ้าแห้วรีบเปิดประตูลงจากรถแล้วเปิดประตูให้หนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คน คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พยักหน้าให้พนัสหลานย่าอันแท้จริงของท่าน

"เร็ว-ขึ้นมาลูก ย่าอยากกอดแกเต็มทนแล้ว ชื่นใจของย่า รับรองว่าแกและพวกมีหวังเสียคนเพราะย่าอย่างไม่ต้องสงสัย พ่อแม่ของแกขัดใจแกเป็นทะเลาะกับย่าเด็ดขาด"

สี่สหายพากันลงจากรถและเดินยิ้มกริ่มขึ้นบันไดมาบนตึก พนัสโบกมือให้พวกคนใช้ชายหญิงแล้วร้องทักทายทุกๆ คนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"สวัสดี สวัสดีทุกคน พวกเรากลับมาบ้านแล้ว"

คุณหญิงวาดโผเข้ากอดและจูบพนัสเป็นคนแรก ต่อจากนั้นท่านก็กอดและจูบนพ สมนึก และดำรงโดยทั่วหน้ากัน พวกคุณแม่ต่างดึงคุณลูกของหล่อนเข้าไปกอดลูบหลังลูบหน้าแสดงความรักและชื่นชมเท่าที่ลูกได้บวชให้ และตลอดพรรษาลูกของหล่อนต่างก็เคร่งครัดอยู่ในพระธรรมวินัย ไม่ปรากฏว่ามีใครละเมิดศีล เป็นต้นว่ากินข้าวเย็น กินเหล้าหรือยุ่งกับสีกา

พวกคุณพ่อทั้งสี่คนไม่ได้แสดงความตื่นเต้นยินดีอะไรนัก ต่างคนต่างก็รู้ดีว่านับแต่นี้ต่อไปตนจะต้องเซ็นเช็คจ่ายเงินให้ลูกๆ ของตนตามแต่จะเรียกร้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงความรักใคร่เอ็นดูนพกับดำรงหลานตาทั้งสองคนจนออกนอกหน้า เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นที่หน้าตึกจนฟังไม่ได้ศัพท์ จนกระทั่งพนัสกล่าวขึ้นดังๆ

"เชิญคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่เข้าไปในห้องโถงเถอะครับ พวกเราจะได้กราบแสดงความเคารพและกตัญญูที่ได้กรุณาช่วยบวชให้เรา"

ครั้นแล้วทุกคนก็พากันหลั่งไหลเข้าไปในห้องโถงใหญ่ และแยกย้ายกันนั่งบนเก้าอี้นวมหรือนั่งรวมกันบนโซฟา ทายาทของสี่สหายทรุดตัวนั่งพับเพียบบนพื้นพรมปูพื้น ต่อจากนั้น พนัสก็พาเพื่อนเกลอของเขาคลานเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาด ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน แล้วเจ้าหนุ่มเนื้อหอมก็กราบลงแทบเท้าของท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง

นพว่า "พวกเราได้บวชแล้วเป็นคนสุกแล้วครับคุณตา อ้า-นี่ครับกระเป๋าเงินของคุณตาที่ผมล้วงเอามาตอนที่คุณตากอดผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง รีบคว้าซองธนบัตรของท่านมาจากมือนพทันที

"โอ้โฮ จิ้งจกเล็กตัวนี้ว่องไวพอๆ กับจิ้งจกตัวใหญ่โว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือกจ้องมองดูหน้านพด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ

"ต๊ายตาย ไหงไวอย่างนี้ นี่แหละโบราณว่าท่านพูดไว้ไม่มีผิด ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น นิสัยของคนย่อมเหมือนพ่อแม่ เออแน่ะ ซองเงินของเจ้าคุณใบออกโตดันล้วงออกมาได้ แล้วแกเอาอะไรของย่าไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนที่ย่ากอดรับขวัญแก"

นพอมยิ้มแล้วส่งแหวนเพชรลูกสำหรับสวมอยู่กับบ้านราคาประมาณหมื่นบาทให้คุณหญิงวาด

"นี่ครับแแหวนของคุณย่า ผมลองรูดดูรู้สึกว่าแหวนมันหลวมกว่านิ้วของคุณย่านิดหน่อยก็เลยถอดออกมา"

นิกรตบมือหัวเราะก้าก

"ไม่เลวโว้ยลูกพ่อ นอกจากปริญญาโทสถาปัตย์ แกยังได้ปริญญานักแซ้งมาจากอเมริกาอีก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง แต่แล้วนันทาก็เอะอะโวยวายขึ้น

"ตานพ แกเอาเงินของป้าไปหรือเปล่า ป้าเอาเงินใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างขวา ๓,๐๐๐ บาทเตรียมไว้ใช้จ่ายเกี่ยวกับงานขึ้นบ้านใหม่ของพวกแกเย็นวันนี้"

นพทำหน้าฉงน

"โอ๊ะ เปล่านะครับคุณป้าผมล้อคุณตากับคุณยายเล่นเท่านั้น ผมไม่ได้ล้วงเงินคุณป้าจริงๆ ครับ สาบานให้ก็ได้"

"ตายแล้ว" นันทาอุทาน "ก็ตอนลงมาจากห้องป้าเอาออกมาจากเซฟใส่ไว้ในกระเป๋าข้างนี้ ป้าจำได้แน่นอนยังไม่แก่เฒ่าถึงกับหลงลืมหรอก"

พลยิ้มให้เมียรักของเขา

"ตกอยู่ที่ระเบียงหน้าตึกกระมังจ๊ะ นันอาจจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาใช้ เงินก็ติดผ้าเช็ดหน้าออกมา"

นันทารีบลุกขึ้นยืน แต่ก่อนที่หล่อนจะเดินออกไปจากห้องโถง นิกรก็ชูธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งให้พี่สาวของเขาดู

"อยู่นี่พี่นัน ตื่นเต้นโวยวายไปไม่เข้าเรื่อง ตอนที่พี่นันกับใครต่อใครกำลังรุมล้อมอ้ายทิดสี่คนนี่ ฉันเห็นว่ามือของฉันอยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร ก็เลยลองควานกระเป๋าพี่นันเล่น หยิบเงินออกมา แฮ่ะ แฮ่ะ"

สายตาของทุกคนต่างจ้องมองมาที่นิกรเป็นตาเดียว นันทาปราดเข้ามากระชากเงินจากมือน้องชายของหล่อน แล้วเงื้อมือทำท่าจะตบหน้าเขา นิกรยกมือปิดป้องร้องเอะอะเอ็ดตะโร ทำให้นันทาอดหัวเราะไม่ได้

"แก่จนป่านนี้แล้วเมื่อไรแกจะเลิกนิสัยมือไวใจเร็วเสียที"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ล้อเล่นน่า เราพี่น้องกันกินกันไม่ลงคอหรอก"

นันทาถอยหลังกลับไปนั่งที่โซฟารวมกับคณะพรรคของหล่อนตามเดิม ต่อจากนั้นทายาทของสี่สหายก็คลานเข้ามาหาสี่สหาย แล้วก้มลงกราบแสดงความเคารพอย่างสูงสุดโดยทั่วหน้ากัน บรรดาคุณพ่อต่างแสดงความยินดีและอนุโมทนาต่อลูกของเขาที่ได้บวชเรียนตามหน้าที่ของลูกผู้ชายชาวพุทธเป็นการสนองคุณบิดามารดาและสร้างบุญกุศลให้ตัวเอง ครั้นแล้วเจ้าทิดก็คลานตามกันเข้าไปกราบสี่นางเป็นรายการสุดท้ายของการแสดงความเคารพ

นันทาภาคภูมิใจมากที่หล่อนมีศักดิ์เป็นป้า ด้วยการลำดับญาติหล่อนเป็นป้าอันแท้จริงของนพ แต่ด้วยความสัมพันธ์ของพ่อแม่ทำให้หล่อนรู้สึกว่าสมนึกกับดำรงเป็นหลานในไส้ของหล่อนด้วย

"ป้าชื่นใจมากที่พวกเธอได้บวชเรียนแล้ว" นันทาพูดยิ้มๆ "บอกป้าซิสมนึก บวชคราวนี้ได้ความรู้อะไรบ้าง"

สมนึกยิ้มแป้น

"วิธีทำท็อฟฟี่ด้วยน้ำตาลปีบครับ"

นันทาหัวเราะคิ๊ก

"เดี๋ยวแม่เขกกบาลโป๊กเข้าให้เลย หมายถึงทางพระ"

"ก็ทางพระซีครับ" สมนึกเถียง "พระที่บวชนานๆ ท่านทำท็อฟฟี่เก่งครับ เอาไว้อมหลังจากเที่ยงแล้ว"

คุณหญิงวาดมองดูทิดสึกใหม่ทั้งสี่คนแล้วพูดตัดบท

"อย่าเพิ่งคุยกันเลย พวกคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายพาลูกๆ ไปดูตึกใหม่เถอะ ไปตรวจดูห้องหับทั้งชั้นบนชั้นล่างให้ทั่วและห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของพ่อดำรง ตลอดจนห้องใต้ดินด้วย ไม่ชอบใจอย่างไรก็จะได้แก้ไขเปลี่ยนแปลง เย็นนี้เราจะตั้งโต๊ะอาหารจีนด้านหน้าตึกใหม่ ระหว่างสวนดอกไม้กับตึกหลังนี้ แต่เราจะไม่มีฟลอร์กลางแจ้งสำหรับเต้นรำ จ้ำบ๊ะหรือรำวง เราจะเลี้ยงอาหารค่ำกันในหมู่ญาติมิตรของเราเท่านั้น เข้าใจว่ามีแขกประมาณ ๔๐๐ คน"

พนัสกล่าวขึ้นทันที

"ไปซีครับ ผมอยากตรวจดูตึกใหม่ของเรา อยากจะเห็นเครื่องนอนและเครื่องเรือนที่คุณแม่บอกว่าหมดเงินไปตั้งหลายแสน"

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนและพาทิดสึกใหม่ทั้งสี่คนออกไปทางหลังตึก พวกคนใช้ชายหญิงต่างพากันมองดูทายาทของคณะพรรคสี่สหายอย่างชื่นชม

ตึกหลังใหม่หลังนั้นสวยและสง่าไม่น้อย ขณะนี้มีเครื่องเรือนและเครื่องประดับเรียบร้อย พร้อมด้วยเสื้อผ้าเครื่องใช้ของหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คน โรงรถยนตร์ทางด้านซ้ายของตัวตึกเป็นอาคารชั้นเดียวแบบทันสมัย เบ็นซ์สปอร์ทสีแดงสดรวม ๔ คันจอดเรียงราย ซึ่งแต่ละคันเป็นเงาวาววับ เติมน้ำมันไว้เต็มถังอัดฉีดล้างไว้เรียบร้อย เตรียมพร้อมที่จะให้พ่อเทวดาทั้งสี่คนขับเที่ยวเล่นหรือไปธุระนอกบ้าน

พอแลเห็นรถยนตร์เสี่ยตี๋ก็ไม่สนใจกับบ้านใหม่ เขาร้องบอกคณะพรรคของเขาด้วยความดีใจ

"เฮ้ย-ขับรถไปเที่ยวเล่นกันเถอะโว้ยพวกเรา ไปหาข้าวกลางวันกินกัน"

เสี่ยหงวนคว้าแขนลูกชายคนเดียวของเขาไว้

"ช้าก่อนอ้ายตี๋ สำหรับวันนี้เตี่ยขอร้องแกและเพื่อนๆ อย่าพึ่งไปเที่ยวไหนเลย อยู่ช่วยกันเตรียมงานขึ้นบ้านใหม่ของพวกแกในเย็นวันนี้เถอะ"

"ว้า" สมนึกคราง "ผมไม่ได้ขับรถมาเกือบสี่เดือนแล้ว ขอให้ผมขับรถไปชนกับใครเล่นสักสองสามชั่วโมงไม่ได้หรือครับ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"อย่าไปเลยวะ ถ้าแกอยากจะตายโหงไปพรุ่งนี้ดีกว่า สำหรับวันนี้ขอให้แขกที่มาในงานขึ้นบ้านใหม่ของแกได้เห็นหน้าแกหน่อยเถอะ เตี่ยชักรำคาญแกเสียแล้วซี"

"โธ่-เตี่ยก็ ผมเป็นลูกคนเดียวของเตี่ยแท้ๆ ไม่น่าพูดอย่างนี้เลย รำคาญผมแล้วสร้างผมขึ้นมาทำไม"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับลูกชายของเขา

"มันฟลุคโว้ยไม่ได้ตั้งใจ"

ทายาทของสี่สหายต่างเดินเข้าไปที่โรงรถ และลูบคลำรถสปอร์ทของตนด้วยความพอใจ นพถอดเสื้อสากลออกแขวนไว้ในโรงรถ เขาเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งบนรถของเขา พอเอื้อมมือเปิดสวิทไฟสต๊าทเครื่อง นิกรก็เดินเข้ามายืนขวางหน้ารถ

"จะไปไหนเจ้านพ"

นพอมยิ้ม

"ลองขับรถเล่นรอบๆ บ้านหน่อยเดียวแหละครับคุณป๋า"

นิกรสะดุ้งโหยง

"หน็อยแน่เรียกป๋าเชียวเรอะ"

"ครับ ผมหัวนอกก็ต้องทันสมัยหน่อย" พูดจบก็เหยียบครัชเข้าเกียร์นำเบ็นซ์สปอร์ทแล่นออกจากโรงอย่างรวดเร็ว

นิกรร้องสุดเสียงเมื่อรถสปอร์ทแล่นทื่อเข้ามาหาเขา นายจอมทะเล้นกระโจนไปทางซ้ายหลบไปได้อย่างหวุดหวิด นพขับรถสปอร์ทสีแดงวิ่งไปตามถนนคอนกรีตแล้วเลี้ยวขวาออกไปทางหน้าตึกใหญ่อย่างรวดเร็ว

ทิดสมนึกนึกสนุกขึ้นมาก็ถอดเสื้อสากลออกแขวนแล้วเดินไปที่รถของเขา เปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ นวลลออกล่าวกับลูกชายของหล่อน

"อย่าออกไปนอกบ้านนะลูกนะ"

"ครับ ผมขับเล่นในบ้านนี้แหละครับ ตอนเป็นพระออกบิณฑบาตหรือนั่งรถมาบ้านอยากขับรถเหลือเกิน พรุ่งนี้ผมกับเพื่อนจะออกจากบ้านแต่เช้าบึ่งไปบางแสนเที่ยวกันอีกสองสามวัน แล้วเราก็จะเริ่มทำงานทำการกันเสียที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เที่ยวกันทั้งๆ ที่หัวโล้นอย่างนี้น่ะหรือ"

"ครับ ก็คุณปู่ยังไปไหนต่อไหนได้"

ท่านเจ้าคุณหยุดยิ้มทันที

"ทะลึ่งแล้วอ้ายนึก"

เบ็นซ์สปร์ทสีแดง ซึ่งขับโดยเสี่ยตี๋แล่นออกจากโรงอย่างรวดเร็ว ทายาทของเสี่ยหงวนขับรถคล่อง แคล่ววกเวียนไปมาตามถนนคอนกรีตหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ผ่านข้างตึกโรงครัวและย้อนกลับมา ผ่านด้านหลังตึกใหญ่ด้วยความเร็วสูง

พอโผล่มุมตึกทิดนพก็ขับเบ็นซ์สปร์ทของเขาโผล่ออกมาจากมุมตึก สมนึกตกใจเหยียบเบรคจนตัวโก่ง แต่เป็นเวลากระชั้นชิดไม่สามารถจะหยุดได้ทันรถสปอร์ทของสมนึกและนพจึงปะทะกันอย่างจังเสียงดังสนั่น

"โครม"

พวกคนใช้ที่กำลังทำงานและพวกแม่ครัวต่างรีบวิ่งมาดูเหตุการณ์ เมื่อได้ยินเสียงรถยนตร์ปะทะกัน สมนึกกับนพต่างเปิดประตูก้าวลงจากรถ และแล้วทายาทของเสี่ยหงวนก็ปรี่เข้าไปยกมือผลักอกลูกชายของนิกร

"ขับรถภาษาอะไรวะ โผล่มุมตึกออกมาทำไมไม่กดแตร" เสี่ยตี๋เอ็ดตะโรลั่น

นพชักยัวะขึ้นมาบ้าง

"ก็แล้วแกทำไมไม่กดแตรล่ะ"

สมนึกขบกรามกรอด

"พูดยวนนี่หว่า"

"ยวนก็ยวนซีวะ แกต้องซ่อมรถให้ฉัน"

เสี่ยตี๋ ปรี่เข้าชกนพด้วยหมัดขวาตรงทันที ถูกคางนพทำให้ลูกชายของนิกรซวนเซออกไปหลายก้าว

"นี่แน่ะซ่อม ตอนเป็นพระกันมีเรื่องอยากเตะแกหลายครั้ง แต่สู้อดใจไว้ตอนนี้กันลาออกจากพระแล้ว กันต้องเตะแกบ้างละ มา-อ้ายนพ ลองฟัดกันเอาเหงื่อสักหน่อย"

นพหายใจถี่เร็ว ท่าทางดุร้ายเหมือนวัวกระทิง เข้าวิ่งตะลุมบอนเสี่ยตี๋ทันที ทั้งสองปะทะกันอุตลุดแต่ไม่ตื่นเต้นหรือดุเดือด และแล้วก็ต่างจดมวยเต้นเท้าคุมเชิงกันไปมา สี่นางกับคุณหญิงวาดอกสั่นขวัญแขวนกลัวว่าเจ้าหนุ่มทั้งสองจะฆ่ากันตาย แต่คณะพรรคสี่สหายยืนมองดูอย่างเศร้าใจ จนกระทั่งคุณหญิงวาดกล่าวกับลูกชายของท่าน

"ไปห้ามมันหน่อยซีพ่อพล โถ-สึกมาสองวันกัดกันแล้ว ตอนบวชอยู่ที่วัดชกกันบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้"

มวยนอกเวทีมีแต่การจดๆ จ้องๆ นานๆ จึงจะชกกัน หรือเตะกันสักทีหนึ่ง พลร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้ย เลิกกันโว้ย"

ได้ยินเสียงพล สองหนุ่มก็หยุดปะทะกันทันที พลร้องตะโกนเรียกให้นพกับสมนึกมาหาเขา นิกรหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"อย่างนี้ชกกันห้าวันห้าคืนยังไม่มีการแพ้ชนะ อ้ายตี๋เต้นก๋าท่าทางเหมือนกับจะฆ่าอ้ายนพให้ตาย อ้ายนพก็เงื้อง่าตั้งท่าอยู่นั่นเองไม่ยอมปล่อยหมัด"

นพกับสมนึก เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง ซึ่งพนัสกับดำรงยืนอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย พลจ้องมองดูเจ้าหนุ่มทั้งสองด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ถ้าแกสองคนชกกันอีกฉันจะเตะทั้งคู่"

สมนึกอมยิ้ม

"ผมสองคนคุณลุงสู้เราไหวหรือครับ"

พลทำคอย่นท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใคร เสี่ยหงวนปราดเข้ามายกมือเขกศีรษะลูกชายของเขาค่อนข้างแรงเสียงดังโป๊ก

"นี่แน่ะ พูดกับลุงอย่างนี้ใช้ได้รึ อย่าทะลึ่งเหมือนเตี่ยจำไว้" แล้วเสี่ยหงวนก็ยกมือชี้หน้านพ "แกก็เหมือนกันบวชเรียนแล้วต้องทำตัวให้สุภาพเรียบร้อย ต้องมีสัมมาคารวะรู้จักเด็กผู้ใหญ่ ทำไมต้องชกกันด้วยวะ รถยนตร์มันชนกันซ่อมเอาใหม่ได้ใครผิดใครถูกไม่จำเป็นจะต้องถกเถียงกันหรือตัดสินกันด้วยหมัด"

นพหัวเราะหน้าเป็นแบบเดียวกับคุณพ่อของเขา

"โธ่-ผมชกกันเล่นๆ หรอกครับอาแป๊ะ"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"แน่ะ แกเรียกฉันว่าอาแป๊ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ก็ถูกของมันแล้ว แกเป็นลุงเจ้านพกับดำรง แต่แกเป็นอาของเจ้านัสและเป็นน้องชายของเจ้านึก"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"เป็นเตี่ยโว้ยไม่ใช่น้อง"

คุณหญิงวาดมองดูหลานชายทั้งสี่คนด้วยความปลาบปลื้มใจ แล้วร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้ว ซึ่งกำลังมองดูรถเบ็นซ์ สปอร์ททั้งสองคันที่ชนกัน ด้วยความสังเวชใจให้มาหาท่าน

"โทรศัพท์ไปบอกนายจิ๋นให้เขามาเอารถสองคันไปซ่อม ให้เขารีบมาเอาไปเดี๋ยวนี้แหละ พอจะซ่อมได้ไม่ใช่หรือ"

"รับประทานซ่อมน่ะพอซ่อมได้ขอรับแต่หลายเงิน"

"เออ-ช่างมัน เงินของฉันไม่ใช่เงินแก ของมันชนกันได้ ขึ้นชื่อว่ารถยนตร์ ถ้ามันไม่ทับคนมันก็ต้องชนกันวันยังค่ำ"

"ครับผม รับประทานผมจะขึ้นไปโทรศัพท์ถึงเฮียจิ๋นเดี๋ยวนี้" แล้วเจ้าแห้วก็หันมายิ้มให้สมนึก "รับประทานชนกันได้สวยนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดพร้อมด้วยสี่สหายและสี่นาง ต่างพาเจ้าหนุ่มเนื้อหอมทิดสึกใหม่ทั้งสี่คนตรงไปที่ตึกใหม่และพาขึ้นไปบนตึก พนัส นพ สมนึก และดำรงเป็นลูกเศรษฐี จึงไม่สู้จะตื่นเต้นหรือสนใจกับความงามของตึกหลังนี้ ตลอดจนเครื่องตกแต่งประดับประดาภายในตึก ซึ่งแต่ละชิ้นในชีวิตของคนจนไม่มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของได้ ชั้นล่างหน้ามุขเป็นห้องรับแขกติดต่อกับห้องโถงคล้ายๆ กับตึกใหญ่ แต่ผนังตึกเป็นกระจกติดม่านกำมะหยี่ ม่านแต่ละผืนราคานับหมื่น โต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกเป็นนวมบุหนังทันสมัยฝีมือประณีต ไซบอร์ทและเครื่องประดับห้องรับแขกสวยงามสะดุดตา เมื่อผ่านห้องรับแขกเข้ามาในห้องโถง เจ้าทิดทั้งสี่ก็ได้เห็นความสวยงามโอ่อ่าของห้องโถงตามแบบของบ้านเศรษฐีทุกประการ ด้านหนึ่งของห้องโถงเป็นห้องรับประทานอาหารและห้องทำงานซึ่งเป็นห้องสมุดด้วย และห้องที่กว้างใหญ่ที่สุดคือ ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของศาสตราจารย์ดำรง นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ มีความรู้ความสามารถพอๆ กับนายพลดิเรกบิดาของเขา

ดำรงสนใจกับห้องทดลองของเขามาก ห้องนี้มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองครบครัน แต่ไม่มีหยูกยาเครื่องเวชภัณฑ์หรือเตียงปฐมพยาบาล เพราะศาสตราจารย์ดำรงเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้เป็นนายแพทย์

ทุกคนพากันลงไปสู่ห้องใต้ดิน ใต้ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สภาพของห้องใต้ดินมั่นคงแข็งแรงและใหญ่โตกว้างขวางพอๆ กับห้องใต้ดินของศาสตราจารย์ดิเรก

"พอใจหรือยังดำรงเท่าที่พ่อจัดเตรียมห้องทดลองไว้ให้แกอย่างดีที่สุดเช่นนี้" นายพลดิเรกกล่าวถามลูกชายของเขา

"ออไร๋ วิเศษมากครับคุณพ่อ แต่ขอให้ผมพักผ่อนชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนนะครับ แล้วผมกับเพื่อนๆ จะได้ปรึกษาหารือกัน ตกลงกันว่าเราควรจะเริ่มต้นชีวิตของเราอย่างไรดี เราเรียนกันมาคนละสาขาก็จริงครับ แต่เราร่วมงานกันได้"

"ตามใจแก แกจะเที่ยวเตร่อย่างไรก็เอา แกกลับมาจากอเมริกาได้ไม่กี่วันพ่อก็จับแกบวช จะเที่ยวเล่นหาความสนุกความเพลิดเพลินเสียก่อนก็เอา พ่อมีเงินพอที่จะให้แกถลุงเล่น"

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างพาเจ้าทิดสึกใหม่ทั้งสี่คน ขึ้นไปตรวจดูสภาพของตัวตึกชั้นบน ทั้งสี่คนพอใจมากที่ได้อยู่รวมห้องเดียวกัน และอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นห้องนอนที่มีขนาดกว้างใหญ่ที่สุด พอแลเห็นเตียงนอนอันสวยงามใหม่เอี่ยมตั้งอยู่เรียงกันรวม ๔ เตียง สี่สหายก็กระโดดโลดเต้นดีอกดีใจ สมนึกยกเท้าเหวี่ยงลูกแปเตะก้นศาสตราจารย์ดำรงดังพลั่ก

"วิเศษโว้ยดำรง เราสี่คนได้นอนห้องเดียวกัน ถ้าแยกห้องกันพังฝาห้องเด็ดขาด วู้ ยังงี้สบายแน่ รวมกันเราสุขสันต์ แยกกันเราเหงาหงอย เราสี่คนก็เหมือนพ่อๆ ของเราไม่มีวันที่จะแยกกันได้ ถ้าเราแต่งงานเราก็แต่งงานกับผู้หญิงคนเดียวกัน แล้วแบ่งปันกันในฐานเพื่อนที่ดี"

พนัสมองดูสมนึกอย่างขบขัน

"เรื่องนี้เห็นจะเป็นไปไม่ได้โว้ย"

นพเดินเข้าไปตรวจดูห้องน้ำอันกว้างใหญ่ แล้วกลับออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ไม่เลวว่ะ ห้องน้ำของเราวิเศษสุดใช้ชักโครกที่นั่งคู่เสียด้วยซี อ่างอาบน้ำก็เป็นอ่างคู่อย่างนี้สบายมาก นั่งอึไปคุยกันไปปรึกษาหารือกันไป"

นิกรยกมือผลักศีรษะลูกชายของเขาค่อนข้างแรง

"หมั่นไส้ดันทะเล้นเหมือนพ่อ"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อหัวเราะชอบใจ

"ก็ผมเป็นลูกของคุณพ่อนี่ครับ ผมก็ต้องพยายามถ่ายทอดนิสัยมาจากคุณพ่อ แหม-วันนี้ผมสบายใจบอกไม่ถูก ตอนเป็นพระก็สบายครับ แต่มันอึดอัดเพราะต้องสำรวมตัวอยู่ในระเบียบวินัย ห้องนอนห้องนี้พวกเราชอบมากครับ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"เสื้อผ้าของใช้ของพวกเจ้าก็มีอยู่ครบครันแล้ว แต่ขึ้นไปอยู่ที่ตึกใหญ่เสียก่อน จนกว่าการกินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่คืนนี้จะสิ้นสุดลง"

พนัสยิ้มให้คุณย่า ถึงแม้ว่าศีรษะจะโล้นเลี่ยนแต่ใบหน้าของพนัสก็สวยเก๋เหมือนเทพบุตร เป็นที่ต้องตาต้องใจของเพศตรงกันข้ามเช่นเดียวกับพลในวัยหนุ่ม

"คืนนี้พวกผมคงได้สนุกกันเต็มที่นะครับคุณย่า"

"ก็เอาซี ในบ้านของเราพวกเจ้าจะหัวหกก้นขวิดกันอย่างไรไม่เป็นไรหรอก แต่เรื่องเหล้าย่าอยากจะขอร้องพวกเจ้า จะกินย่าก็ไม่ห้ามขอให้ดื่มเพียงเล็กน้อยอย่าถึงกับเมาจนหมดสติไม่เป็นผู้เป็นคน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เหล้าเปรียบเหมือนยาพิษอ้ายหลานชาย ดื่มเข้าไปฤทธิ์ของมันที่จะฆ่าเราก็มากขึ้น เหล้าไม่เคยให้คุณแก่ใคร"

เสี่ยตี๋ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถ้ามันให้โทษรัฐบาลจะผลิตเหล้าขายหรือครับคุณปู่"

"ฮื้อ พูดยังงี้เดี๋ยวตบหน้าหัน"

คุณหญิงวาดพูดตัดบท

"เรากลับไปที่ตึกใหญ่กินข้าวกันเสียทีเถอะ นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว พ่อทิดสี่คนนี่คงจะหิวแย่"

นิกรว่า "ไม่เพียงแต่อ้ายทิดสี่คนนี่หรอกครับ ผมน่ะหิวจนลมออกหูแล้ว จะเตือนเรื่องนี้ก็เกรงใจ อันที่จริงไม่น่าจะต้องมาตรวจตราตึกหลังนี้ให้เสียเวลา ตึกมันก็ต้องมีประตูหน้าต่างห้องนอนห้องน้ำห้องส้วมและห้องต่างๆ มีเครื่องใช้ไม้สอยเหมือนกันทั้งนั้น ว้า-ยิ่งพูดแล้วยิ่งหิว"

ห้องรับประทานอาหารที่ตึกใหญ่ต้องจัดอาหารเพิ่มขึ้นอีกโต๊ะหนึ่งสำหรับทายาทของสี่สหาย เพราะโต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมยาวขนาดใหญ่นั้นนั่งได้เพียง ๑๐ คน อาหารกลางวันมื้อนี้รู้สึกครึกครื้นรื่นเริงมาก มีเสียงพูดคุยกันในห้องรับประทานอาหารตลอดเวลา รถเบ็นซ์สปอร์ท ๒ คันที่ชนกันนั้นช่างฟิตชาวกวางตุ้งช่างประจำของคณะพรรคสี่สหายได้มารับไปแล้ว กำหนดเวลาซ่อม ๑๕ วันซึ่งหมายถึงการเคาะตัวถังรถโป๊สีพ่นสีใหม่ตอนที่ชำรุดเสียหาย นอกจากนี้ยังต้องเปลี่ยนไฟหน้าและกันชนใหม่

บ่ายวันนั้นเอง

หลังจาก ๑๔.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ของโรงแรม "สี่สหาย" ก็ลำเลียงโต๊ะเก้าอี้แบบจีนรวม ๕๐ โต๊ะ มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" แน่นอนละ คนมีเงินขั้นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีก็ต้องมีญาติมิตรมากมาย และเมื่อส่งบัตรเชิญไปให้ใคร ผู้ที่ได้รับบัตรเชิญก็รู้สึกตื่นเต้นอยากจะมาในงานนี้ พนัส นพ สมนึก และดำรงได้เชิญมิตรสหายของเขาประมาณ ๒๐๐ คนล้วนแต่เป็นเพื่อนสนิท นอกนั้นเป็นแขกของคณะพรรคสี่สหายและสี่นางกับแขกของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วบริเวณบ้านใกล้เรือนเคียงแล้วว่า ลูกชายและทายาทสี่สหายได้ลาสิกขาบทเมื่อวันนี้ และกลับมาอยู่บ้านเมื่อตอนก่อนเที่ยงวันนี้ หนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คนจะมีงานขึ้นบ้านใหม่ในตอนใกล้ค่ำ คือตั้งแต่ ๑๘.๐๐ น.ซึ่งแขกจะมาครบและรับประทานอาหารกันก็คงไม่ต่ำกว่า ๑๙.๐๐ น.อันเป็นธรรมดาของงานกินเลี้ยงทุกงานที่แขกจะต้องโอ้เอ้ล่าช้าไม่มีใครมาก่อนเวลา หรือตรงตามกำหนดเวลาในบัตรเชิญ

พวกเด็กสาววัยรุ่นและจิ๊กกี๋ทั้งหลายเริ่มมีการเคลื่อนไหวกันอีกแล้ว หลายคนพยายามจะเข้ามาพบกับ พนัส นพ สมนึกหรือดำรงคนใดคนหนึ่ง แต่คนยามของบ้าน "พัชราภรณ์" และเจ้าแห้วได้รับคำสั่งจากคุณหญิงวาดให้คอยเฝ้าประตูรั้วหน้าบ้าน ไม่ยอมให้พวกสาววัยรุ่นเข้ามาในบ้านอย่างเด็ดขาด ถึงกระนั้นก็ปรากฏว่ามีเด็กสาวบางคนบังอาจปีนรั้วเข้ามา พวกคนใช้ต้องช่วยกันไล่จับตัวพากันออกไปส่งนอกบ้าน และขู่ว่าถ้าขืนเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อีกจะมอบตัวให้ตำรวจจัดการในข้อหาบุกรุก เด็กสาวเหล่านี้ล้วนแต่อยากเป็นแฟนกับทายาทของคณะพรรคสี่สหาย เพราะหวังความสุขจากเงินนั่นเอง โดยเฉพาะสมนึกหรือเสี่ยตี๋ พวกเด็กสาวๆ มีจำนวนไม่น้อยต่างก็หวังที่จะครองใจเขา

ประตูรั้วบ้านปิดใส่กลอนไม่ได้เพราะมีคนเข้าออกตลอดเวลา ช่างไฟฟ้าบ้าง คนใช้ชายหญิงในบ้านบ้าง หรือม่ายก็พวกคนงานของโรงแรม "สี่สหาย" ดังนั้น จึงต้องเปิดประตูเล็กไว้ ถ้าหากว่ามีรถยนตร์ผ่านเข้าออกจึงจะเปิดประตูใหญ่ เจ้าแห้วกับนายผ่อนคนยามซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของคุณหญิงวาดรุ่นเดียวกับเจ้าแห้ว นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่บนเก้าอี้สนามใต้ร่มเงาต้นไม่ใหญ่ต้นหนึ่ง ห่างจากประตูรั้วบ้านราว ๓ เมตร ตามเวลาดังกล่าวนี้พวกจิ๊กกี๋และเด็กสาวๆ ไม่ต่ำกว่า ๓๐ คนได้ยืนออกันอยู่นอกประตูรั้วเหล็กโปร่ง ส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ้าวตลอดเวลา บางทีก็ร้องตะโกนเรียกชื่อ พนัส นพ สมนึก และดำรง

เจ้าแห้วมองดูกลุ่มจิ๊กกี๋เหล่านั้น แล้วกล่าวกับเพื่อนของเขาว่า

"แย่ฮิ อ้ายผ่อน เด็กสาวๆ พวกนี้ไม่สงวนท่าทีเสียบ้างเลย เป็นลูกเป็นเต้ากูตีชักพับผ่าซี"

คนยามยิ้มให้เจ้าแห้ว

"โลกมันเจริญขึ้นโว้ยอ้ายแห้ว มัวแต่รักนวลสงวนตัวเหมือนเด็กสาวๆ สมัยโบราณก็แก่ตายเปล่าหาแฟนไม่ได้ พวกคุณๆ ลูกเจ้านายของเราล้วนแต่เป็นลูกเศรษฐีและสำเร็จมาจากนอก พึ่งสึกจากพระเป็นหนุ่มรูปหล่อและเป็นโสด ทำไมผู้หญิงจะไม่เสน่หาวะ"

"เสน่หาก็สงวนท่าทีเต๊ะท่าเป็นกุลสตรีบ้างซี นี่มาแบบจิ๊กกี๋นี่หว่า มึงมองดูซี ริมถนนหลวงแท้ๆ ผู้คนและรถผ่านไปมาแล่นยังเต้นย็อกแย็กๆ ส่ายไหล่ขยับมือขยับแขนขาไม่ยักอายใคร"

"อ๋อ เขาเอาอย่างเด็กสาวอเมริกันโว้ย มีเสรีภาพที่จะทำอะไรได้ทุกอย่างที่ไม่ผิดกฎหมาย เรื่องของเขาไม่ใช่ธุระของเราช่างเขาเถอะวะ กูน่ะสบายใจแล้วที่กูไม่มีลูกสาว มึงก็เหมือนกัน"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อสาววัยรุ่นทรงเสน่ห์คนหนึ่งสะอิ้งร่างผ่านประตูเล็กเข้ามา หล่อนมีอายุในราว ๑๗ ขวบ สวมกางเกงสีแดงเลือดนกฟิตเปรียะแนบแน่นสนิทเนื้อ สวมเสื้อเชิ้ตฮาไวสีนวลอ่อน ใบหน้าคล้ายออเดร์ เฮปเบิน ตอนแสดง "โรมรำลึก" ทำผมทรงกระโถนหรือทรงกระถางต้นไม้ หน้าตาจุ๋มจิ๋มยังไม่ขึ้นสนิม หล่อนตรงเข้ามาหยุดยืนอมยิ้มทำตาหวานให้เจ้าแห้ว ซึ่งเจ้าแห้วจำได้ว่าเด็กสาวคนนี้ชื่อ ชลทิพา หลานสาวป้าแช่มแม่ค้าหาบเร่ขายขนมจีนน้ำยาอยู่ในตลาดย่อยในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" หลังบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง เป็นจิ๊กกี๋มีชื่อเสียงในหมู่จิ๊กโก๋แถวนี้คนหนึ่ง

"อนุญาตให้หนูเข้าไปพบคุณสมนึกหน่อยได้ไหมคะ น้าแห้ว" หล่อนพูดและโปรยยิ้มให้เขา

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"โน ซอรี่ เจ้านายสั่งห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ใครเข้ามาในบ้านนี้"

"แหม-น้าแห้วก็ อย่าเคร่งครัดต่อหน้าที่นักเลยค่ะ"

"อ้าว ก็น้ามีที่อยู่ ที่กิน มีงานทำ มีรายได้อย่างงดงามอย่างที่เรียกว่า อยู่ดีกินดีแล้วนี่นะแม่คุณ ขืนปล่อยหนูเข้าไปน้าก็เดือดร้อนเท่านั้น"

ชลทิพาทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แต่ถ้าหนูไม่ได้เห็นหน้าคุณสมนึกหนูคงจะตรอมใจตายแน่นอน หนูรักเขาค่ะน้าแห้วขา หนูอยากได้คุณสมนึกเป็นแฟนของหนู"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "หนุ่มรูปหล่อแถวนี้ถมไปนี่นะหนู หล่อกว่าคุณสมนึกตั้งเยอะแยะ"

"ถูกละค่ะ น้าแห้ว มีถมไปและหล่อกว่า ไปได้สวย ไปได้เร็วกว่า แต่ล้วนแล้วถังแตกทั้งนั้น ซื้อบุหรี่ทีละมวน แม้แต่จะกินโอเลี้ยงสักแก้วก็ต้องไถเพื่อน น้าแห้วใจดี๊ใจดีให้หนูเข้าไปหาคุณสมนึกสักประเดี๋ยวเถอะนะคะ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไปข้างหน้าเถอะหนู"

ชลทิพาร้องกรี๊ดพลางกระทืบเท้าเร่าๆ

"บ้า บ้า หนูไม่ได้มาขอทานนะจะบอกให้ คนบ้า คนผีมาว่าเค้า"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"น้าบอกให้หนูไปข้างหน้า ไม่ได้หมายความว่าหนูเป็นขอทาน น้าเพียงแต่แนะนำให้หนูไปหาแฟนที่อื่นเข้าใจไหม สำหรับคุณสมนึกหรือคุณพนัส คุณนพ คุณดำรงน่ะ ถ้าจะมีแฟนก็ต้องเป็นลูกเจ้านายใหญ่โตสมศักดิ์ศรีกันอย่างที่เขาเรียกว่ากิ่งทองใบหยก"

"แต่รักแท้ย่อมไม่คำนึงถึงฐานะศักดิ์ตระกูลหรือชาติกำเนิดนะคะ คุณสมนึกอาจจะรักหนูก็ได้"

"ไม่มีทาง กิ่งทองก็ต้องคู่กับใบหยกจะคู่กับใบทองหลางอย่างไร เชื่อน้าเถอะไปข้างหน้าเถอะหนู"

ชลทิพาค้อนปะหลับปะเหลือกแล้วพาตัวเดินออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วกับนายผ่อนหันมามองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน ก่อนที่ใครจะพูดอะไรรถแท๊กซี่คันหนึ่งก็แล่นมาจอดหน้าประตูรั้วบ้าน เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นวิ่งเยาะๆ ไปที่ประตูนั้น เขาแลเห็นสุภาพสตรีรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำวัย ๕๐ เศษ ลักษณะคล้ายกับเอเย่นต์คนหนึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายตอนหลังรถและมีเด็กสาววัยรุ่น ๒ คนนั่งอยู่ด้วย

"คุณหญิงอยู่ไหมจ๊ะ"

"อยู่ครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ถอดกลอนเปิดประตูรั้วเหล็กออกทั้งสองบาน

ดัทสันบลูเบิทคลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" ตรงตึกใหญ่ พวกเด็กสาวหลายคนเฮโลเข้ามาในบ้าน นายผ่อนเผ่นพรวดลุกขึ้น วิ่งเข้ามาช่วยเจ้าแห้วขับไล่จิ๊กกี๋ทั้งหลายให้ออกไปพ้นจากเขตบ้านแล้วปิดประตูรั้วตามเดิม

สุภาพสตรีวัย ๕๐ เศษผู้นี้หาใช่แขกของคุณหญิงวาดไม่ หล่อนไม่เคยรู้จักคุณหญิงวาดมาแต่ก่อนเลย ส่วนเด็กสาว ๒ คนที่มากับหล่อนนั้นคือลูกสาวของหล่อน สามแม่ลูกก็พากันลงจากรถในท่าทางสงบเสงี่ยมและตื่นเต้นในความใหญ่โตรโหฐานของบ้าน "พัชราภรณ์"

เสี่ยหงวนเดินออกมาจากห้องโถง ในเวลาเดียวกับที่แท๊กซี่คันนั้นแล่นไปจากหน้าตึก สุภาพสตรีร่างอ้วนใหญ่ซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมไทยสีฟ้าอ่อนกระพุ่มมือไหว้อาเสี่ยทันที

"สวัสดีค่ะอาเสี่ย โชคดีจริงที่ดิฉันได้มาพบอาเสี่ยและทราบว่าคุณหญิงอยู่บ้าน คุณนิกรอยู่หรือเปล่าคะ"

เสี่ยหงวนรับไหว้หล่อนขณะที่หล่อนเริ่มพูดกับเขา แล้วเสี่ยหงวนก็มองดูหล่อนกับเด็กสาวทั้ง ๒ คน ซึ่งแต่งกายแบบคนท้อง คือสวมกระโปรงยาวหลวมๆ ที่เรียกว่าเสื้อทรงกุมาร

"อยู่ครับ อ้า-คุณนายมีธุระอะไรเกี่ยวกับผมหรือครับ เชิญครับ เชิญในห้องรับแขก"

หล่อนพาธิดาสาวสวยของหล่อนขึ้นบันไดมาบนตึก สองสาวต่างประณมมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีค่ะคุณพ่อ" เด็กสาวเจ้าของร่างสูงโปร่งซึ่งเป็นพี่สาวกล่าวทักอาเสี่ยอย่างเต็มปาก

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"หนูเรียกฉันว่าคุณพ่อเชียวหรือนี่"

มารดาของหล่อนพูดเสริมขึ้น

"ก็เพ็ญพิมลเป็นภรรยาของคุณสมนึกนี่คะ"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก

"หนูคนนี้น่ะหรือครับเป็นเมียอ้ายนึกลูกชายของผม"

"ค่ะ เพ็ญพิมลคือลูกสาวคนโตของดิฉันค่ะ แล้วนี่พิมพ์ประภาลูกสาวคนเล็กของดิฉัน อ่อนกว่าพี่สาวปีเดียว ใครๆ เรียกว่า ๒ ใบเถาค่ะ ดิฉันยินดีที่จะเรียนให้อาเสี่ยทราบว่า พิมพ์ประภาคือภรรยาของคุณนพลูกชายคุณนิกร ดิฉันชื่อพริ้มเพราค่ะอาเสี่ย ดิฉันไปที่วัดธาตุทองได้ความว่าคุณสมนึกกับคุณนพสึกเมื่อวานนี้ และพึ่งกลับมาบ้านเมื่อตอนกลางวัน ก็เลยพาลูกมาเยี่ยมและอยากจะทราบด้วยว่าคุณสมนึกกับคุณนพจะจัดการกับลูกสาวดิฉันอย่างไรต่อไปหรือไม่"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"เอ-นี่มันแดนสนธยาหรือที่ไหนครับคุณพริ้มเพรา"

"ก็บ้านอาเสี่ยน่ะซีคะ" พริ้มเพราพูดยิ้มๆ

เสี่ยหงวนยืนนิ่งเฉยแล้วมองดูท้องของเด็กสาวเจ้าของนามเพ็ญพิมล ซึ่งนูนออกมาขนาดคนท้องประมาณ ๔ เดือน เขาบอกตัวเองว่าตอนที่ พนัส นพ สมนึก และดำรงกลับมาจากอเมริกาก่อนที่จะอุปสมบท ทั้งสี่คนได้เที่ยวเตร่กันอย่างสนุกสนาน มีการสังคมกับเพื่อนฝูงเที่ยวบาร์เที่ยวไน้ท์คลับดูภาพยนต์และขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เช่น บางแสนหรือหัวหิน ระหว่างนั้นมีเพื่อนชายหญิงห้อมล้อมมากหน้าหลายตา สมนึกกับนพคงจะได้เสียกับเด็กสาวสองคนนี้ จนกระทั่งสองพี่น้องเกิดท้องไส้ขึ้นมา

ใบหน้าอาเสี่ยซีดเผือด ความเจ็บช้ำน้ำใจบังเกิดขึ้นแก่เขาทันที เท่าที่ลูกชายเขาชิงสุกก่อนห่าม ยังไม่ทันไรก็มีเมียมีลูกและหาเอาเองเสียด้วย แต่ก็ไม่ปริปากเล่าเรื่องพี่น้องสองใบเถาให้เขาฟัง

"ฮึ่ม อ้ายนึกทำได้" อาเสี่ยคำรามแล้วฝืนยิ้มให้พริ้มเพรา "เชิญในห้องรับแขกเถอะครับ"

เขาพาสองใบเถาพร้อมทั้งขาปิ่นโตคือพริ้มเพราเดินเข้าไปในห้องรับแขกอันหรูหราแล้วเชิญให้นั่ง อาเสี่ยพยายามระงับอารมณ์ร้ายไว้

"ขอโทษนะครับคุณพริ้มเพรา ผมจะต้องไปตามนิกรพ่อของอ้ายนพให้มาพบคุณ ซึ่งเราจะได้เจรจากันต่อไป"

"ค่ะ ค่ะ อย่าเอะอะวู่ว่ามไปเลยนะคะอาเสี่ย เราพอจะตกลงกันได้อย่างสันติวิธี"

อาเสี่ยผลุนผลันออกไปจากห้องรับแขกเข้ามาในห้องโถงอันสงบเงียบแล้วเขาก็ออกไปทางหลังตึกแลเห็นคนของโรงแรม "สี่สหาย" กำลังจัดโต๊ะ สี่นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเล่นอยู่ในห้องรับแขกของตึกใหม่ นิกรนั่งกินเต้าหู้ทอดอยู่ริมสนาม เต้าหู้ทอดเจ้านี้หาบมาขายในซอยหลังบ้าน นิกรได้ยินเสียงร้องขายก็ให้สาวใช้ออกไปตามเข้ามาทางประตูรั้วหลังบ้าน

"กรโว้ย" เสี่ยหงวนตะโกนเรียก

นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูแล้วยิ้มให้

"กินไหมล่ะมาซี"

อาเสี่ยสั่นหน้า

"อ้ายนึกกับอ้ายนพอยู่ไหน"

"อยู่ในโรงรถโน่นยังไง" นิกรตะโกนตอบ

"แกพาเจ้านึกกับเจ้านพมาบนตึกซิ มีคนเขามาหาเอาลาภมาให้"

"หา ลาภอะไรวะ"

"สัตว์สองเท้าว่ะ มาเร็วๆ โว้ย แกโชคดีอย่างมหาศาลทีเดียว"

นิกรดีใจรีบลุกขึ้นจัดแจงจ่ายเงินค่าเต้าหู้ทอด แล้วเดินตรงไปที่โรงรถทางด้านซ้ายของตึกใหม่ซึ่งเป็นโรงรถของทายาทสี่สหาย มีรถเบ็นซ์สปอร์ทจอดอยู่ในโรง ๒ คัน อีก ๒ คันช่างฟิตนำไปซ่อมที่อู่ หลังจากที่นพกับสมนึกขับชนกันยับเยินที่มุมตึก

อาเสี่ยกลับเข้ามาในห้องโถงและเลยเข้ามาในห้องรับแขก เขาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียดหมดความสุข ก่อนที่เขาจะพูดอะไรแจ๋วสาวใช้ก็นำเครื่องดื่มมาเสริฟให้ทุกๆ คนแล้วกลับออกไป เสี่ยหงวนเชิญให้สามแม่ลูกดื่มเครื่องดื่ม แล้วจ้องมองดูเพ็ญพิมลที่อ้างว่าเป็นลูกสะใภ้ของเขา

"หนู หนูท้องกับเจ้านึกจริงๆ หรือนี่"

เพ็ญพิมลทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"ค่ะ คุณพ่อพอจะนึกออกไหมคะ เมื่อวันบวชหนูกับน้องได้ไปช่วยงานอยู่ที่วัดตลอดจนกระทั่งพระส่งขึ้นกุฏิ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจอีกครั้งหนึ่งแล้วหันมาทางน้องสาวของเพ็ญพิมล

"หนูชื่ออะไรนะ พิมพ์ประภา "

"ค่ะ คุณลุง"

"หนูเป็นเมียเจ้านพ"

"ค่ะ หนูได้เสียเป็นเมียคุณนพเมื่อก่อนเขาบวชราวสิบวันค่ะ"

"ได้เสียกัน"

"ค่ะ"

"ใครเป็นคนได้ใครเป็นคนเสีย" อาเสี่ยซัก

"หนูเป็นฝ่ายเสียน่ะซีคะคุณลุง เพราะหนูเป็นผู้หญิงนี่คะ"

"ก็แล้วทำไมไปเสียให้มันล่ะ" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่พริ้มเพรา "เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลูกสาวของคุณนายกับลูกชายและหลานชายของผม ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ ครับ นึกไม่ถึงว่าเจ้านึกกับเจ้านพจะสามารถอาจหาญถึงอย่างนี้"

ทันใดนั้นเอง นิกรก็พานพกับสมนึกเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องโถง เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสองคนหยุดชะงักมองดูสาวสวยสองใบเถาด้วยความตื่นเต้น

"คุณเพ็ญ" สมนึกร้องลั่น

"คุณพิมพ์" นพตะโกน "สวัสดีครับ คุณมาเยี่ยมผมหรือ"

แล้วเจ้าหนุ่มทั้งสองก็ปราดเข้ามานั่งร่วมโซฟาเดียวกับพี่น้องสองสาว และพูดคุยไต่ถามทุกข์สุขหล่อนอย่างสนิทสนม นิกรทรุดตัวนั่งนบเก้าอี้นวมข้างเสี่ยหงวน เขามองดูพริ้มเพราอย่างตื่นๆ จนกระทั่งอาเสี่ยแนะนำให้รู้จัก

"นี่คุณพริ้มเพราคุณแม่ของเด็กสองคนนี่ยังไงล่ะ"

นิกรกับพริ้มเพราต่างยกมือไหว้กัน

"ยินดีรู้จักกับคุณครับ ลูกของคุณเป็นเพื่อนกับเจ้านพและเจ้านึกหรือครับ"

หล่อนยิ้มให้นิกร

"ยิ่งกว่าเพื่อนอีกค่ะ เพ็ญลูกคนโตของดิฉันเป็นภรรยาของคุณสมนึกค่ะ แล้วก็พิมพ์ลูกสาวคนเล็กของดิฉันเป็นภรรยาลูกชายคุณ ทั้งเพ็ญกับพิมพ์ท้องมาได้ ๔ เดือนแล้วค่ะ พอได้เสียก็ตั้งท้อง"

สมนึกกับนพสะดุ้งเฮือกสุดตัว ส่วนนิกรทำท่าเหมือนจะเป็นลม เขาค่อยๆ หันไปมองดูเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสอง

"อ้ายทิด" นิกรร้องขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ "แกสองคนทำยุ่งแล้ว โอย ไหงไปทำให้เขาท้องไส้ขึ้นมา คบกันอย่างเพื่อนฝูงไม่ได้หรือ"

นพทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"อะไรกันครับนี่ อยู่ดีๆ มาถวายพระเพลิงผมกับอ้ายนึก คุณเพ็ญกับคุณพิมพ์เป็นแต่เพียงเพื่อนของเราเท่านั้น ผมกับอ้ายนึกไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวเลยเอาผมไปสาบานที่วัดพระแก้วเดี๋ยวนี้ก็ยังได้"

สมนึกมองดูเพ็ญพิมลอย่างชิงชัง

"คุณเล่นตลกกับผมแล้ว บอกหน่อยซิว่าคุณจะมาไม้ไหนกับเรา"

เพ็ญพิมลร้องไห้โฮ

"คุณนึกใช้วิธีนี้กับเพ็ญหรือคะนี่" หล่อนพูดพลางร้องไห้พลาง "คุณนึกกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบ จะต้องอุปการะเลี้ยงดูเพ็ญก็ปฏิเสธอย่างหน้าตาย โธ่-ผู้ชายอะไรอย่างนี้ ทำเขาท้องแล้วยังไม่ยอมรับ เสียแรงที่เป็นลูกดีมีสกุล เป็นคนมีความรู้สูง"

พิมพ์ประภามองดูนพด้วยแววตาเศร้า

"ถึงคุณไม่รักพิมพ์ก็ขอได้โปรดเห็นแก่ลูกในท้องบ้างเถอะค่ะ ไม่ช้าก็จะออกมาชมโลกแล้ว จะชั่วดีอย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ"

"ตายแล้ว" ทิดนพร้องลั่น "ยังงี้ผมไม่ตายจะไปตายเมื่อไร เล่นตลกแบบนี้ตายจริงๆ ใครไม่รู้ก็ต้องหาว่าผมเป็นลูกผู้ชายที่ป่าเถื่อนไร้ศีลธรรม เป็นนักล่าทำลายผู้หญิง โธ่-ผมไม่เคยทำอะไรคุณเลย จริงอยู่เราเคยร่วมกินร่วมเที่ยวกันหลายครั้ง แต่ก็ไปเที่ยวกันหลายคน เป็นไปไม่ได้ที่คุณท้องกับผม"

"ทำไมจะเป็นไปไม่ได้คะ ระหว่างที่เราไปเที่ยวกัน คุณจ้องมองดูฉันตลอดเวลา จ้องเอาๆ จนดิฉันท้อง"

"อ้าว" นพเอ็ดตะโร "คุณกับผมไม่ใช่ปลากัดนะครับ อยู่กันคนละโหลมองกันไปมองกันมาตัวเมียท้อง นั่นแน่เห็นผมเป็นปลากัดไปแล้วไหมล่ะ"

พริ้มเพราพูดตัดบท แล้วกล่าวกับนพเสียงหนักแน่น

"อย่าพูดเล่นหรือพูดนอกเรื่องนอกราวเลยค่ะ ลูกของดิฉันทั้งสองคนท้องได้ ๔ เดือนแล้ว เรามีเหตุผลและหลักฐานอยู่ในมือเรียบร้อยที่แสดงว่า พิมพ์เป็นเมียคุณและเพ็ญเป็นเมียคุณสมนึก ถ้าคุณกับคุณสมนึกไม่รับผิดชอบในเรื่องนี้ดิฉันก็จะจัดการต่อไปตามที่ดิฉันจะเห็นสมควร เพ็ญอายุ ๑๗ ปีเท่านั้น และพิมพ์อายุเพียง ๑๖ ปี"

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามพริ้มเพรา

"เดี๋ยวครับคุณพริ้มเพรา ขอให้ผมเจรจากับลูกหลานของผมก่อน"

"ค่ะ ตกลงกันเสียให้เด็ดขาดในวันนี้ ลูกดิฉันไม่ใช่จิ๊กกี๋หรือเด็กข้างถนน กำลังเรียนหนังสืออยู่แท้ๆ คุณสมนึกกับคุณนพหลอกลวง ทำลายลูกดิฉันเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน"

นิกรชักยัวะขึ้นมาบ้าง

"ก็แล้วคุณให้ลูกคุณออกจากโรงเรียนทำไม"

พริ้มเพรามองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"ท้องมันโย้ออกมาใครเขาจะเรียนคะ"

"อ้าว ก็ครูมีท้องทำไมสอนนักเรียนได้"

"โอ๊ย" สมนึกตะโกนลั่นห้อง "ผมปวดกบาลแล้ว พอสึกจากพระกลับมาบ้านก็ถูกปรักปรำใส่ร้ายด้วยเรื่องที่จะทำให้ผมกับอ้ายนพต้องเอาปี๊บคลุมหัว"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ลูกชายของเขา

"ไม่เป็นไรลูก เจาะลูกนัยน์ตาและเจาะจมูกไว้ที่ปี๊บสำหรับหายใจแกก็คงไม่เดือดร้อนอะไร เตี่ยพอจะเข้าใจแล้วคุณพริ้มเพราเล่นตลกกับเราแหงๆ เตี่ยไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าคนอย่างแกกับอ้ายนพจะเป็นนักล่าทำลายผู้หญิง"

นพพูดเสริมขึ้น

"ลุงพูดยังงี้ผมค่อยชื่นใจหน่อย ปู้โธ่-ผมบริสุทธิ์จริงๆ ครับ เป็นหนุ่มทั้งแท่งไม่เคยเสียตัวให้ใครเลย ถึงแม้เด็กสาวๆ เคยปลุกปล้ำผม ผมยังต่อสู้ป้องกันตัวหนีเอาตัวรอดมาได้"

นิกรพูดขัดขึ้น

"มากไปอ้ายนพ เรื่องของแกกับอ้ายนึกจะเท็จจริงอย่างไร เมื่อแม่เขาพาลูกสาวอุ้มท้องมายืนยันเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องคิด"

สมนึกว่า "ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองหรอกครับอากร ผมขอรับรองด้วยเกียรติของผมว่าผมไม่เคยทำให้ใครท้อง"

พริ้มเพรามองดูเจ้าหนุ่มทั้งสองอย่างเดือดดาล

"ถ้ายังงั้นดิฉันก็จะพาลูกของดิฉันไปแจ้งความ ให้ตำรวจเขาจัดการกับคุณทั้งสองต่อไปตามกฏหมาย เมื่อไม่รักเกียรติไม่รักชื่อเสียงก็ตามใจซีคะ ที่ดิฉันพาลูกมาก็เพื่อจะให้คุณทั้งสองได้ทราบว่า ความสุขเพียงชั่วแล่นของคุณกับคุณนพ ทำให้ลูกสาวของดิฉันทั้งสองคนมีท้อง เมื่อคุณนึกกับคุณนพปฏิเสธไม่รับผิดชอบ ก็ควรจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ลูกดิฉันบ้าง"

กิมหงวนโบกมือห้ามนิกรไม่ให้พูด เขายิ้มให้พริ้มเพราแล้วกล่าวว่า

"เอาละ เป็นอันว่าคุณอยากจะให้เราจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหาย"

"ค่ะ เพื่อเลี้ยงดูเด็กที่จะออกมาด้วยค่ะ"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"เมื่อผมเป็นหนุ่ม เตี่ยผมคือปู่หรือก๋งของอ้ายนึกก็เคยโดนแบบนี้มาแล้ว คุณบอกผมซิว่าคุณต้องการเงินจากเราคนละเท่าไร"

"ไม่ใช่ดิฉันต้องการนะคะอาเสี่ย ลูกดิฉันเขาต้องการไว้เลี้ยงดูตัวของเขาและลูกที่จะเกิดมา"

"ก็นั่นน่ะซีครับจะเอาเท่าไร"

พริ้มเพราเจ้าของร่างอ้วนใหญ่พุงพลุ้ยราวกับคนท้องแก่ ท่าทางยังชูสองนิ้วเสมอหันมาทางลูกสาวของหล่อนทั้งสองคน

"เจ้ากับพิมพ์พูดซีลูก อย่าให้แม่พูดเลยเพราะแม่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินค่าเลี้ยงดูที่เจ้าจะเรียกร้องจากผัวของเจ้า"

"อุ๊ย" นพร้องเสียงแหลมเล็ก "คำว่าผัวสะเทือนใจผมเหลือเกินครับคุณนายหงอน"

พริ้มเพราสะดุ้งโหยง

"ดิฉันชื่อพริ้มเพราไม่ได้ชื่อหงอนค่ะ เรียกคุณนายหงอนดิฉันก็นอนหงายเท่านั้น แล้วก็อย่าเรียกดิฉันว่าคุณนายเลยคุณ ดิฉันไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรหรอก"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เพ็ญพิมลมองดูเสี่ยหงวนด้วยแววตาเศร้าๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"หนูกับน้องขอค่าเลี้ยงดูคนละแสนบาทค่ะ สำหรับเอาไว้เลี้ยงลูก"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"คนละแสนบาท"

"ค่ะ คุณพ่อและคุณอานิกรกรุณาจ่ายให้เราเถอะนะคะ"

อาเสี่ยค่อยๆ หันหน้ามาทางนิกร

"จ่ายให้เขาไปหรือ นึกว่าฟาดเคราะห์ ถ้าเรื่องถึงตำรวจลูกของเราก็จะเสียชื่อเสียง ต่อไปเข้าสังคมที่ไหนก็กลายเป็นอ้ายตาลยอดด้วนไป"

"เดี๋ยวก่อนอ้ายหงวน ขอให้กันเจรจากับยายหนูสองคนนี่เสียก่อน" พูดจบนิกรก็หันมาทางสองใบเถา "หนูเรียกค่าเลี้ยงดูคนละแสนบาทน่ะรู้สึกว่าแพงไปหน่อย"

พิมพ์ประภายิ้มเศร้าๆ

"คุณพ่อจะกรุณาให้หนูเท่าไรล่ะคะ"

นิกรนิ่งคิดแล้วพูดโพล่งออกมา

"คนละ ๑๕๐ บาทเป็นยังไง"

"อุ๊ยตาย" พริ้มเพราร้องลั่น "ลูกดิฉันไม่ใช่นางโทรศัพท์หรือนางบังเงานะคะจะบอกให้ มีอย่างที่ไหนจ่ายค่าเลี้ยงดูให้คนละ ๑๕๐ บาท รู้สึกว่าคุณนิกรออกจะดูถูกลูกดิฉันเกินไปเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"ผมพูดเล่นหรอกคุณพริ้มเพรา คุณก็ทำเป็นขี้ยัวะไปได้ เอายังงี้ก็แล้วกัน เราจะจ่ายให้คนละแปดหมื่นเป็นยังไง"

ทิดนพเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่จ่ายนะครับคุณพ่อ"

นิกรทำตาเขียวกับลูกชายของเขา

"ไม่จ่ายยังไง แกสองคนทำให้เขาพุงยื่นออกมาแล้วจะทำไม่รู้ไม่ชี้ให้เขาไปแจ้งความเอาตำรวจมาเล่นงานแกยังงั้นหรือ ลูกเขายังเด็กโว้ย ข้อหาน่ะมันมี อย่างน้อยก็หลอกเด็กหลอกเล็ก"

สมนึกพูดเสริมขึ้น

"แต่ความจริงมันหนีความจริงไปไม่พ้นนะครับอากร เป็นยังไงก็เป็นกันจ่ายเงินให้เขาใครๆ ก็ต้องเชื่อว่าผมกับอ้ายนพเป็นนักล่าทำลายผู้หญิง ในที่สุดเสียทั้งเงินเสียทั้งชื่อ คนอย่างผมเป็นมหาบัณฑิตปริญญาโทพาณิชย์ศาสตร์ ผมก็ต้องมีศีลธรรมและคุณธรรมรู้จักบาปบุญคุณโทษ"

ทิดนพพูดต่อทันที

"ไม่จ่ายครับคุณพ่อ ถ้าจะจ่ายก็จ่ายค่ารถแท๊กซี่ ๑๐ บาทให้คุณนายหงอน เอ๊ย คุณนายพริ้มเพราพาลูกกลับบ้านหรือจะไปโรงพักก็ตามใจ"

นิกรมองดูทิดนพด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ไปหยิบไม้ตะพดมาให้ข้าอัน โน่นเลือกเอาอันสั้นๆ ในไซบอร์ทนั่นก็ได้"

"อ๋อ ให้มันรู้ไปว่าคุณพ่อจะตีหัวผมในเรื่องนี้" แล้วนพก็ลุกขึ้นเดินไปที่ไซบอร์ทหยิบไม้ตะพดสั้นๆ ที่สวยงามอันหนึ่งยาวประมาณ ๒ ฟุตออกมาจากตู้ถือเดินกลับมาที่โต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขก ยื่นตะพดอันนั้นให้นิกรอย่างนอบน้อมแล้วนั่งลงข้างนิกรก้มหัวโล้นให้โดยดี "ตีสิครับคุณพ่อ หากเชื่อว่าผมเลวทรามถึงขนาดล่าทำลายผู้หญิงและทำให้ผู้หญิงท้องอืดเพราะผิดสำแดง"

นิกรเค้นหัวเราะ

"ใครบอกว่าฉันจะตีกบาลแก"

"แล้วคุณพ่อให้ผมเอาไม้ตะพดมาทำไม"

"กูจะตีหัวกูเองโว้ย" นิกรเอ็ดตะโร "เรื่องของแกกับอ้ายนึกน่ะมันต้องมีมูล อยู่ดีๆ ใครเขาจะมาฟ้องร้องกล่าวโทษแกสองคนในเรื่องเช่นนี้ ไหนๆ พ่อจะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้เขาแล้ว พ่อจะตีกบาลพ่อเองสักทีหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความเดือดร้อนที่แกก่อให้พ่อ"

เสี่ยหงวนโบกมือห้าม

"อย่าน่าอ้ายกร เจ็บกบาลเปล่าๆ เชื่อกันเถอะ ถ้าฝ่ายหญิงเขาตกลงรับเงินค่าทำขวัญหรือค่าเลี้ยงดูคนละแปดหมื่นกันจะจ่ายให้เขาเอง แกไม่ต้องยุ่งนึกว่าฟาดเคราะห์ไป ดีกว่าที่จะให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวพาดหัวเกี่ยวกับลูกชายของเรา ใครเขารู้เรื่องก็อายเขา จะจริงหรือไม่จริงก็ตาม"

พริ้มเพราว่า "ไม่จริงยังไงคะ ลูกดิฉันท้องโย้ทั้งสองคน หลักฐานของเราก็มีพร้อม"

นิกรมองดูเด็กสาวทั้งสองคนด้วยสายตาที่มีความหมายแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน

"หนู เพ็ญพิมลและพิมพ์ประภาลุกขึ้นให้อาพิจารณาหน่อยซิ ถ้าท้องจริงๆ เราก็จะจ่ายเงินให้เดี๋ยวนี้ แต่ถ้าท้องแฟบไม่มีอะไรผิดปกติไม่จ่ายนะ คนท้องน่ะสังเกตง่าย ตอนที่เราพบกันอาไม่ทันสังเกตเสียด้วย ขอให้พิสูจน์หน่อย"

สองสาวต่างลุกขึ้นในท่าทีกระดากอาย นิกรบอกให้อกไปยืนห่างจากโซฟาและให้ยืนเคียงคู่กัน พริ้มเพรากล่าวขึ้นว่า

"เห็นไหมคะคุณนิกร ลูกดิฉันท้องใหญ่ผิดธรรมดา"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"แต่เด็กสาวๆ ที่กินจุก็ท้องโตเหมือนคนท้องเหมือนกันนะครับ"

"คุณดูไม่รู้หรือคะว่าท้องจริงๆ หรือท้องโตเพราะกินจุ ลูกดิฉันไม่ได้อ้วนตุ๊เหมือนอย่างดิฉันจะได้พุงพลุ้ยเหมือนคนท้อง"

นิกรเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าพี่น้องสองสาวแล้วยกไม้ตะพดตีท้องเพ็ญพิมลและพิมพ์ประภาคนละทีอย่างรวดเร็วและค่อนข้างแรง

"เป๊ง เป๊ง"

เสียงดังเหมือนเคาะสังกะสี นิกรหันมาพยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"ไม่ต้องจ่ายอ้ายหงวน ในกระโปรงของเด็กสองคนนี่มีสังกะสีแบบกระเป๋าชุดอยู่ไฟขนาดใหญ่ซ่อนไว้คาดติดกับหน้าท้อง ได้ยินไหมล่ะ ดังเป๊งๆ ถ้าท้องคนธรรมดาก็ดังปุๆ ฮ่ะ ฮ่ะ คุณพริ้มเพราแกมาเหนือเมฆโว้ย แต่คนฉลาดอย่างกันไม่เคยเสียทีหรือเสียรู้ใครง่ายๆ อ้ายนพเข้าไปในห้องโถงโทรศัพท์ไปเรียกตำรวจได้แล้ว"

สามแม่ลูกหน้าซีดเผือดอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน พริ้มเพรารีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหานิกรและยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อมเกรงกลัว

"กรุณาดิฉันเถอะค่ะคุณนิกรขา"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"หมายความว่าคุณกำลังจะสารภาพกับผมใช่ไหมว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้คุณเป็นผู้วางแผนการณ์โดยอาศัยเด็กสาวสองคนร่วมงานเพื่อแบ่งเงินกันใช้"

พริ้มเพราตัวสั่นงันงกเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวติดตะราง

"ค่ะ ดิฉันผิดไปแล้วค่ะ"

นิกรหัวเราะก้าก

"คุณเป็นใคร"

"ดิฉันชื่อศรีค่ะ"

"เป็นเอเย่นต์...."

"ค่ะ ทำไมคุณทราบล่ะคะ"

"ก็คุณผัดหน้ายังกะหกล้มคว่ำหน้าลงไปทับกระด้งแป้ง ทาแก้มทาปากเสียจนเกินสภาพผู้หญิงวัยนี้ ท่าทางก็บอกชัดๆ ว่าคุณเป็นเอเย่นต์ คุณว่าเพ็ญพิมลกับพิมพ์ประภาเป็นลูกของคุณแต่หน้าตาไม่เหมือนกับคุณเลย คุณหามาแสดงละครต้มเราใช่ไหมล่ะ

"ค่ะ กรุณาอย่าเอาเรื่องเอาราวกับเราเลยนะคะ นึกว่าปล่อยลูกนกลูกกาเอาบุญเถอะค่ะ"

นิกรอมยิ้ม

"ทีหลังอย่าเล่นตลกอย่างนี้นะ หาเรื่องให้คนอื่นเขาเดือดร้อนเสื่อมเสียชื่อเสียง รับรองว่าลูกหลานของผมไม่เลวร้ายถึงกับจะทำชั่วขนาดนี้หรอกครับ เชิญคุณกลับได้แล้วคุณศรี แล้วว่างๆ ผมกับเพื่อนๆ จะไปอุดหนุน"

เพ็ญพิมลกับพิมพ์ประภาต่างเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบอาเสี่ยกิมหงวน แล้วยกมือไหว้นิกรกับนพและสมนึกด้วยความอับอายขายหน้า

"หนู หนูขอบพระคุณค่ะที่กรุณายกโทษให้หนู" เพ็ญพิมลพูดเสียงเครือ

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่ง แล้วนับเงินส่งให้พี่น้องสองสาวคนละ ๕๐๐ บาท

"เอ้า ให้หนูเป็นค่ารถและเอาไว้กินขนม ทีหลังอย่าทำอะไรที่เสี่ยงกับคุกตะรางนะหลานสาว หนูทั้งสองคนยังสวยอยู่ถ้าทำตัวดีๆ ประพฤติตัวเรียบร้อยสงบเสงี่ยมเจียมตัว หาแฟนดีๆ ได้ถมเถไป ไปเถอะหลานสาว"

เอเย่นต์ใหญ่กระพุ่มมือไหว้สองสหาย แล้วพาสองพี่น้องออกไปจากห้องรับแขกด้วยความอดสูละอายใจ ที่แผนการณ์ล้มเหลวถูกนิกรจับได้ เจ้าหนุ่มทั้งสองมองดูหน้ากันแล้วแหกปากหัวเราะลั่นห้อง ทำให้เสี่ยหงวนพลอยหัวเราะด้วย

"แกเก่งมากอ้ายกร แกรู้ได้ยังไงวะว่าเด็กสาวสองคนนั่นไม่ได้ท้อง เอาอะไรคาดไว้ที่ท้องเพื่อหลอกเราให้หลงเชื่อ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"แกมีลูกมีเต้าแล้วก็น่าจะรู้ดีว่าผู้หญิงท้องน่ะร่างกายผิดปกติ เส้นคอขึ้นแลเห็นชัด ใต้ลูกกระเดือกเต้นตุบๆ ตลอดเวลา"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ผู้หญิงมีลูกกระเดือกด้วยเรอะ"

"กันหมายถึงใต้คอโว้ย ตรงที่ปุ๋มเข้าไปนั่นแหละ ถ้าท้องมันเต้นตุบๆ หน้าอกก็ใหญ่พุ่งออกมาเตรียมที่จะเป็นแม่เด็ก ยายเพ็ญกับยายพิมพ์บอกว่าท้องสี่เดือน แต่หน้าอกแห้งเหมือนขี้แพะกันมองดูกันก็รู้ว่าแกล้งทำเป็นท้อง เลยเอาไม้ตะพดตีท้องให้ดู"

การสนทนายุติลงชั่วขณะเมื่อเจ้าแห้วพาตัวเดินเข้ามาในห้องรับแขกอย่างร้อนรน

"ว่ายังไงวะ" นิกรถาม

เจ้าแห้วยกมือเกาศีรษะ

"รับประทาน ถ้ามันจะยุ่งเสียแล้วละครับ มีเด็กสาวสี่คนพยายามจะเข้ามาหาเจ้านายครับ แต่ละคนท้องโย้ร้องไห้กันกะปี๊ดกะป๊าด"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"แกบอกเขาให้ไปฝากท้องที่โรงพยาบาลหญิงหรือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซีโว้ย ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานไม่ได้มาฝากท้องหรอกครับ แต่เขาบอกว่าท้องกับคุณพนัส คุณนพ คุณสมนึก และคุณดำรงเมื่อก่อนบวช"

สมนึกนัยน์ตาเหลือก กล่าวกับทิดนพทันที

"เอากูอีกแล้วอ้ายนพ พึ่งไปหยกๆ มารายใหม่อีกแล้ว คราวนี้อ้ายนัสกับดำรงกลายเป็นผู้ต้องหาไปด้วย"

นิกรพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ฉันอยากดูหน้าเด็กสาวเหล่านั้นโว้ย แกไปพาเขามาพบหน่อยซิ อือ เดี๋ยวนี้หากินกันแปลกๆ ฮิ ต่อไปนี้คงจะมีคนท้องมาที่นี่วันละหลายราย ปรักปรำกล่าวโทษว่าท้องกับอ้ายทิดสึกใหม่สี่คนนี่เพื่อเรียกร้องเงินค่าทำขวัญ หรือค่าเลี้ยงดู"

เจ้าแห้วพาตัวออกไปจากห้อง ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพาพลกับศาสตราจารย์ ดิเรกและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสองคนคือพนัสและดำรงเข้ามาในห้องโถง ถึงแม้ศาสตราจารย์ดำรงจะสวมแว่นสายตาสั้นท่าทางของเขาก็สวยเก๋ภาคภูมิ เนื่องจากกำลังเป็นหนุ่มใหญ่และมีความสุขกายสบายใจนั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ทิดนพหลานชายของท่าน

"แอบมานั่งคุยกันอยู่ที่นี่เองหรือมีแขกมาหา"

"มีซีครับคุณตา" นพพูดยิ้มๆ "พึ่งกลับไปเดี๋ยวนี้เอง เอเย่นต์กะหรี่พาเด็กสาวสองคนมาที่นี่ ร้องไห้ร้องห่มตีโพยตีพายว่าสาวสวยสองพี่น้องท้องกับผมและอ้ายนึก เรียกเงินค่าเลี้ยงดูคนละแสนบาท แต่คุณพ่อผมรู้เท่าทันจับได้ก็เลยพิธีแตกลากลับไป"

ดร. ดิเรกทำหน้าเหยเกชอบกล

"เล่นไม้นี้แล้วหรือนี่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ออกไปหน้าตึกเถอะพวกเรา ขณะนี้เจ้าแห้วกำลังไปพาเด็กสาวๆ เข้ามาในบ้านเราอีกสี่คน บอกว่าท้องกับเจ้านัส เจ้านพ เจ้านึก และเจ้าดำรง"

"โอ๊ย" พนัสอุทานขึ้นดังๆ "ผมไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงที่ไหนเลย ผมไม่รักใครหรอกครับ ว้า ยุ่งกันใหญ่แล้ว"

ศาสตราจารย์ดำรงหัวเราะหึๆ

"แกจะต้องวิตกวิจารณ์อะไรวะเราไม่ได้ทำให้ใครท้อง และใครก็ไม่ได้มาบังคับให้เราทำให้เขาท้อง เราช่วยไม่ได้ถ้าเขาจะอ้างว่าเขาท้องกับเรา"

พลยกมือตบศีรษะดำรงเบาๆ

"แต่วันหนึ่งพวกแกอาจจะก่อเรื่องยุ่งยากทำนองนี้"

"โน เราไม่ทำหรอกครับคุณลุง"

ทุกคนต่างพากันออกไปจากห้องรับแขกทางหน้าตึก เจ้าแห้วเดินนำหน้าพาเด็กสาว ๔ คนเดินตรงมาที่ตึกใหญ่ นิกรยกมือชี้หน้าแล้วร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"พวกเธอท้องกับลูกหลานฉันเรอะ มา-มาให้พิสูจน์ดูก่อนว่าท้องจริงๆ หรือเอาอะไรยัดไว้ในท้อง มาเร็วๆ ดูกันให้เห็นดำเห็นแดง"

เด็กสาวทั้ง ๔ คนหยุดชะงัก แล้วคนหนึ่งก็กล่าวกับเพื่อนๆ ของหล่อน

"คุณพ่อคุณนพคลจะบังคับให้พวกเราแก้ผ้าแน่ๆ ไม่เอาละฉันไปดีกว่า เขาคงเฉลียวใจรู้เท่าทันเราแล้ว"

"อ้าว-ยังงั้นฉันก็ไม่เอาเหมือนกัน"

เด็กสาวทั้ง ๔ คนหมุนตัวกลับแล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของทิดสึกใหม่ทั้ง ๔ คน สมนึกว่าเสียงอหายแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ดีโว้ย มีแต่คนอยากให้เราเป็นผัวว่ะ"

เย็นวันนั้นเอง

หลังจาก ๑๘.๐๐ น. ล่วงแล้ว

บ้าน "พัชราภรณ์" ก็อุ่นหนาฝาคั่งเต็มไปด้วยแขกเหรื่อผู้มีเกียรติทั้งหญิงชายในวัยหนุ่มสาวและวัยชรา รถเก๋งงามๆ จอดเรียงรายในบ้านจนเต็มสนามใหญ่หน้าตึก ผู้ที่มาทีหลังต้องจอดรถไว้ริมถนนสุขุมวิทหน้าบ้าน "พัชราภรณ์"

งานขึ้นบ้านใหม่ของทิดสึกใหม่เป็นไปอย่างสมเกียรติท่ามกลางแขกประมาณ ๔๐๐ คน ของขวัญอันมีค่าวางกองรองซ้อนกันอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวหน้าตึกใหม่ตั้ง ๓ โต๊ะ การรับประทานอาหารค่ำแบบโต๊ะจีนได้เริ่มต้นในเวลาก่อน ๑๙.๐๐ น.เล็กน้อยท่ามกลางเสียงเพลงจากแผ่นเสียง

ที่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" พวกเด็กสาวและจิ๊กกี๋ยังคงยืนจับกลุ่มด้วยใจปฏิพัทธ์พวกทิดสึกใหม่ทั้ง ๔ คนนี้

อวสาน