พล นิกร กิมหงวน 027 : ตะลุยฮาเร็ม เล่ม ๒

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ พล, นิกร, กิมหงวน, และ ดร. ดิเรก ก็กลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" โดยรถแท็กซี่มอริสเก๋งคันหนึ่ง

สี่สหายลงจากรถในท่าทางสะบักสะบอมอ่อนระโหยโรยแรงไปตามกันทุกคน เสื้อกางเกงยับยู่ยี่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงใบหน้าร่วงโรย ขอบตาเขียวช้ำแสดงว่าอดนอนมาตลอดคืน เสี่ยหงวน ส่งธนบัตรราคา ๑๐ บาท ให้คนขับหนึ่งฉบับแล้วกล่าวกับนิกรด้วยเสียงแหบแห้งว่า

"กร โว้ย กันหมดแรงข้าวต้มแล้ว ช่วยประคองกันเข้าบ้านหน่อยซี กันเดินไม่ไหว"

นิกร ยืนสะลึมสะลือเหมือนคนไข้ที่กำลังเจ็บหนัก

"ประคองยังไงวะ เรี่ยวแรงกันมีเมื่อไรเล่า ถูกสูบไปหมดแล้ว"

ดร. ดิเรก โบกมือแล้วพูดเสียงอ้อแอ้เหมือนคนเมา

"เข้มแข็ง เกิดมาเป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง อย่าลืมว่าคืนนี้พวกเราจะตะลุยฮาเร็มอีก นอนพักผ่อนเสียสักห้าหกชั่วโมง ตื่นขึ้นก็สดชื่นเอง การอดนอนทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก ไปโว้ยเข้าบ้าน"

พล พูดเสริมขึ้น

"ใครเดินไม่ไหวก็คลานเข้าไป"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นันทา, นวลลออ, ประภา และ ประไพ พร้อมด้วย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งจับกลุ่มกันอยู่ในห้องโถงอย่างเงียบเหงา

"ดิฉันอยากจะเอาขวานผ่าอกดูหัวใจอ้ายเทวดาสี่คนนี่เหลือเกิน มันทำให้เราเป็นห่วงนอนไม่หลับตลอดคืน ไม่รู้ว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน" คุณหญิงวาด พูดเสียงหนักๆ แล้วยกมือชี้หน้าสี่นาง "ความจริงอาอยากจะตำหนิพวกเธอทั้งสี่คนเหมือนกัน ข่มขู่มันมากเกินไปมันก็เบื่อบ้าน เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาอย่างนี้แหละ"

นันทา ว่า "พวกเราเลิกด่าเลิกซ้อมมานานแล้วนะคะคุณอา สองสามสัปดาห์มาแล้วเราไม่เคยบ่นว่าให้เขากระทบกระเทือนใจเลย"

คุณหญิงวาด ถอนหายใจหนักๆ เปลี่ยนสายตามาที่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ "แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะคะ เจ้าคุณ ให้เจ้าแห้วไปตามที่ซ่อง นังถนอม ก็ไม่มีใครมันหลอกเอาไปฆ่าเสียหมดแล้วก็ไม่รู้ พ่อหงวนน่ะไปไหนพกเงินเป็นหมื่นๆ แล้วก็ขี้คุยอวดมีเสียด้วย"

นวลลออ เห็นพ้องด้วย

"จริงค่ะ ให้ใครมันฆ่าให้ตายเสียก็ดีเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า "ไม่มีอะไรน่าคุณหญิง ผมรับรองว่าอ้ายสี่ลิงนั่นจะต้องกลับมาบ้านโดยปลอดภัย มันอาจจะไปหาที่เงียบๆ ปรึกษาหารือกันในเรื่องกิจการค้าก็ได้"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก เจ้าแห้ว ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาทางหน้าตึกในท่าทีอันร้อนรน เจ้าแห้ว ทรุดตัวลงนั่งบนพรมปูพื้นแล้วรายงานให้ท่านผู้ใหญ่ทราบ

"รับประทานมากันแล้วครับ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโถง ทุกคนรีบลุกขึ้นแล้วพากันออกไปทางหน้าตึกด้วยความดีใจ

พล พัชราภรณ์ กับ ดร. ดิเรก เดินคอพับคออ่อนในท่าทีอ่อนระโหยโรยแรงตรงมาที่ตึกใหญ่ ส่วน เสี่ยหงวน กับ นิกร ค่อยๆ คลานกันมาตามถนนคอนกรีต คุณหญิงวาด ร้องเอ็ดตะโร

"อุ๊ยตาย....ตายแล้ว ไปถูกยาสั่งมาหรืออย่างไร ดูซี แต่ละคนไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลย"

สี่นางจ้องตาเขม็งมองดูผัวๆ ของหล่อนแล้ววิพากษ์วิจารณ์กัน

"คุณนัน เข้าใจว่าอย่างไรคะ" นวลลออ ถามเสียงหนักๆ "ผัวๆ ของเราดูท่าอีบัดอีโรยเหลือเกิน"

นันทา ว่า "คงจะเมาเหล้าค่ะคุณนวล"

ประไพ พูดเสริมขึ้นทันที

"อาการอย่างนี้ไม่ใช่เมาเหล้าหรอกค่ะ พี่นัน ลักษณะมันบอกว่าโอเวอร์ชัดๆ หรือม่ายก็ถูกยาเบื่อหมา"

ประภา กล่าวกับสามนางด้วยความห่วงใยผัวของหล่อน

"ลงไปช่วยประคองเขาซีคะ เขาอาจจะตายจากเราไปก็ได้ ถ้าหากว่าอาการอ่อนเพลียเกิดขึ้นถึงที่สุด"

ครั้นแล้วสี่นางก็พากันลงบันไดตรงเข้าไปหาสี่สหาย ผัวของใครคนนั้นก็เข้าประคอง เรื่องที่คณะพรรคสี่สหายของเราแปลกใจอย่างที่สุดก็คือว่า เมียๆ ของเขาไม่ได้แสดงกิริยาท่าทางหรือสีหน้าไม่พอใจเลย สี่นางยิ้มระรื่นและประไพยิ้มให้ผัวรักของหล่อน

"เป็นยังไงไปคะ กร ขอบตาเขียวหน้าซีดเหมือนกับคนเป็นอหิวาต์ เมื่อคืนไปนอนไหนมาคะ"

นิกร ยิ้มซีดๆ

"นอนไหนนอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ก็เคยนอน แฮ่ะ แฮ่ะ พี่ร่วงโรยมากเชียวหรือ ไพ"

"ค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ นอนพักผ่อนสักครึ่งวันก็หาย คืนนี้จะได้ไปเที่ยวอีก"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"เอ๊ะ ทำไม ไพ ใจดีอย่างนี้ล่ะ ชักสงสัยเสียแล้วทุกทีถ้ากลับสว่าง เป็นต้องโดน ไพ ซ้อมแทบกระอักเลือด"

ประไพ ยิ้มอ่อนหวาน

"เราสี่คนปฏิวัติจิตใจของเราใหม่แล้วค่ะ การข่มขู่ผัวเป็นเรื่องของเมียเลวๆ เราอยากจะเป็นเมียที่ดีของผัวบ้าง ถูกชาวบ้านเขานินทาว่าร้ายมานานแล้ว กร ขา ขึ้นไปนอนเถอะค่ะ นอนพักผ่อนเสียเถอะนะคะ คืนนี้จะได้มีแรงไปเที่ยวอีก ไพไม่ว่าไม่ห้ามปรามหรอกค่ะ เห็นใจ กร จริงๆ คนเรากินน้ำพริกถ้วยเก่าทุกๆ วันก็ต้องเบื่อหน่ายบ้างเป็นธรรมดา"

นิกร ยืนเซ่อไปชั่วขณะ

"โอ-เมียจ๋า ทำไมเมียของพี่ดีอย่างนี้"

ประไพ หัวเราะ หล่อนประคอง นิกร พาเดินขึ้นไปบนตึก นายจอมทะเล้นไม่กล้าสบตาท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม ขณะที่เดินผ่านหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด

ในเวลาเดียวกันนี่เอง นวลลออ กับ ประภา และ นันทา ก็กำลังสนทนากับผัวรักของหล่อน

นวลลออ ยกมือทั้งสองโอบรอบคอเสี่ยหงวน แล้วถามยิ้มๆ

"ไปอยู่ซ่องไหนมาคะเฮีย โถ-ท่าทางสะลืมสะลือน่าสงสารเหลือเกิน"

อาเสี่ย ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"ปละ-เปล่าจ๊ะ เฮียไม่ได้ไปนอนตามซ่องหรอกเราไปเที่ยวบางแสนกันน่ะ ไปปรึกษาหารือกันถึงเรื่องการทำมาหากิน"

นวลลออ เอียงแก้มให้เขา

"จูบ นวล เสียหน่อยซีคะเฮียขา แล้วจะได้ขึ้นไปนอนพักผ่อน"

กิมหงวน กระพริบตาถี่เร็ว เขายกแขนขาขึ้นกัด แล้วปรารภกับตัวเองว่า

"อือ กูฝันไปหรืออย่างไรหว่า"

นวลลออ หัวเราะเสียงใส

"ไม่ฝันหรอกค่ะเฮียขา ต่อไปนี้เฮียจะไม่ได้รับความกระเทือนใจจากเมียอีกแล้ว ขึ้นไปนอนเถอะนะคะ"

ท่ามกลางความตื่นตะลึงของ เสี่ยหงวน นวลลออ ได้ประคองผัวรักของหล่อนเดินขึ้นบันไดไปบนตึก ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามพากันมองดูอาเสี่ยอย่างปลงอนิจจัง

"หน้าตาสารรูปมันดูไม่ได้เลย" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดยิ้มๆ "สงสัยอ้ายสี่คนนี้คงจะเหมาหมดทั้งซ่อง"

ประภา ประคอง ดร. ดิเรก ติดตามขึ้นมาในเวลาไล่ๆ กัน หล่อนกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างยิ้มแย้มว่า

" ถ้าการเที่ยวหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้ทำให้ ดิเรก ได้รับความสุขละก้อ ภา ก็สนับสนุนเต็มที่ เที่ยวเถอะค่ะ ดิเรก"

" ออไร๋ ออไร๋ ยูน่ารักเหลือเกิน ไอนึกว่าไอกลับมาถึงบ้านจะถูกยูซ้อมไอขนาดไอแค็กๆ เสียอีก ที่แท้ยูไม่ว่าอะไรเลย ไอสงสัยเหลือเกินว่า ทำไมยูถึงดีอย่างนี้"

ประภา ไม่พูดอะไรอีก หล่อนยิ้มอ่อนหวานแล้วพานายแพทย์หนุ่มเข้าไปในห้องโถง ขณะนี้ นันทา กำลังสัมภาษณ์ พล พัชราภรณ์ ผัวจอมเจ้าชู้ของหล่อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"บอก นัน เสียตามตรง พล ไปเที่ยวไหนมาคะ"

พล รู้สึกว่าเมียของเขาอ่อนหวานน่ารักเป็นที่สุดแล้ว

"แฮ่ะ แฮ่ะ ก็ไปอย่างว่า...."

"หรือคะ พล คงได้รับความสุขมาก"

"จ้ะ ได้รับความสุขจนเกือบจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้านัน นัน จ๋า พี่ง่วงนอนใจจะขาดแล้ว"

"ก็ไปนอนซีคะ" พูดจบหล่อนก็ประคองอ้ายเสือรูปหล่อเดินขึ้นบันไดไป คุณหญิงวาดโจมตีลูกชายของท่านทันที

"ระวังให้ดีนะ อ้ายพล ฉันจะเอาเลือดหัวแกออกในไม่ช้านี้"

พล ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล ไม่กล้ามองดูหน้าท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง นันทา ประคองเขาเข้าไปในห้องโถง

นาฬิกาเรือนใหญ่ในห้องโถงชั้นล่างบอกเวลา ๑๑.๐๐ น.

สี่นางนั่งปรึกษาหารือกันเงียบๆ บนโซฟาร์ตัวเดียวกันภายในห้องโถงหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสี่นางมีใบหน้าหม่นหมอง นวลลออ กล่าวขึ้นเปรยๆ ว่า

"วิธีการของคุณ นัน ที่จะเอาชนะความชั่วด้วยความดีนั้น ดิฉันอยากจะคัดค้านเสียแล้วละค่ะ ผัวของเราน่ะไม่เหมือนผัวคนอื่นเขา มันต้องลงมือลงไม้เกรี้ยวกราดกันตลอดเวลาจึงจะเอาเขาไว้อยู่"

ประไพ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ มันต้องปากว่ามือถึง ขืนปล่อยอย่างนี้ชาวบ้านเขาก็จะนินทาเราอีก ผัวคนเดียวเราเลี้ยงให้ดีไม่ได้แล้วเราจะไปเลี้ยงพวกบ่าวไพร่ได้อย่างไร"

ประภา กล่าวขึ้นบ้าง

"น้อง ไพ กับคุณ นวล อย่ามีอารมณ์ร้อนแรงนักซีคะ ตามแผนการของคุณ นัน ที่จะให้พวกเราเอาชนะความเหลวแหลกของผัวเราด้วยความดีนั้น เป็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนาของเราทีเดียว คือเอาชนะความชั่วด้วยความดี เราเพิ่งดีต่อผัวของเรามาสองสามอาทิตย์เท่านั้น เราจะต้องใช้เวลาอดทนให้มากกว่านี้"

ประไพ โพล่งขึ้น

"กว่าถั่วจะสุกก็งาไหม้ พอดีคนอื่นแย่งเอาผัวเราไปกินเสียเราก็แย่เท่านั้น"

นันทา หัวเราะคิ๊ก ชะโงกหน้ามามองดูน้องสะใภ้ของหล่อน

"อย่ากลัวเลยน่า น้องไพ วัวของใครมันก็ต้องไปเข้าคอกของมัน"

"ก็ถ้าเผื่อคอกอื่นมันดีกว่า น่านอนกว่าล่ะคะพี่ นัน" ประไพ เถียง

นันทา ว่า "จำไว้เถิดว่า บุคคลทำดีย่อมได้ดี ขอให้พวกเราอดทนต่อไป ในที่สุดผัวของเราจะเลิกสำมะเลเทเมา กระทำตนเป็นผัวที่ดีของเราไปตลอดชีวิต ระบบการข่มขู่ผัวน่ะเราต้องเลิกใช้เด็ดขาด ไม่มีผู้ชายคนไหนหรอกที่เขาจะทนได้ ในเมื่อเขาถูกเมียทุบตีด่าว่าทุกๆ วัน ในที่สุดเขาก็ต้องมีเมียใหม่ ถ้าเขาได้พบผู้หญิงที่สวยกว่าเรา สุภาพอ่อนหวานกว่าเรา"

เจ้าแห้ว ถือถาดไม้ใหญ่เดินเข้ามาทางหลังตึก นันทา ร้องเรียกเจ้าแห้วทันที

"มานี่ซิ ตาแห้ว"

เจ้าแห้ว หยุดชะงักเย็นวาบไปหมดทั้งตัว แล้วเดินมาหยุดยืนเผชิญหน้าสี่นาง

"ในถาดน่ะอะไร" นันทา ถาม

"รับประทาน....แฮ่ะ แฮ่ะ....เปล่าครับ"

ประไพ ตวาดแว๊ด

"เปิดผ้าออกดูซิ"

เจ้าแห้ว ตัวสั่นงันงก ยกมือซ้ายขึ้นเปิดผ้าขาวบางคลุมถาดออก สี่นางสะดุ้งเฮือกไปตามกันเมื่อแลเห็นไข่ไก่ประมาณ ๕๐ ฟอง บรรจุอยู่ในจาน ๒ จาน นอกจากนี้ก็มีพริกไทยและเกลือป่นอยู่ในถาดนี้ด้วย

"ตายแล้ว" นวลลออ อุทาน "นายของแกทั้งสี่คนเขาจะกินไข่ลวกต่างอาหารกลางวันกันยังงั้นหรือ"

"ครับ รับประทานอาเสี่ยใช้ให้ผมออกไปซื้อไข่ไก่มา ๒๐๐ ฟอง รับประทานเห็นบอกว่า รับประทานกันคนละ ๕๐ ฟองสั่งให้ผมลวกทยอยๆ ขึ้นไปให้"

ประภา โบกมือไล่ เจ้าแห้ว

"ไป-รีบเอาไปให้เขา"

เจ้าแห้ว เดินยิ้มกริ่มขึ้นไปชั้นบน พอผ่านเฉลียงหลังตึก คุณหญิงวาด ก็เดินสวนทางมา

"นั่นอะไรวะอ้าย แห้ว" คุณหญิงถาม

เจ้าแห้ว หยุดชะงัก

"รับประทานไข่ลวกครับ"

คุณหญิงวาด ถือวิสาสะเปิดผ้าขาวบางออกดู พอแลเห็นไข่ไก่อันมากมายตั้งสองจานท่านก็สะดุ้งโหยง

" อ้ายสี่คนนั่นมันสั่งแกลวกใช่ไหม"

"รับประทานใช่ครับ"

"ไปๆ รีบเอาไปให้มัน มันจะได้ฟิตเหมือนม้าแข่ง"

เจ้าแห้ว เดินลอยหน้าเฉิบๆ ตรงไปยังห้องนอนของ เสี่ยหงวน ซึ่งขณะนี้สี่สหายของเรากำลังนั่งสนทนากับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่บนเตียงนอน พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ได้นอนหลับประมาณ ๔ ชั่วโมงเศษก็ค่อยสดชื่นแข็งแรงขึ้น

เจ้าแห้ว วางถาดไม้ลงบนโต๊ะ แล้วเปิดผ้าขาวบางออก

"รับประทานเชิญ รับประทานไข่ปลุกใจเสือป่าได้แล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นไข่ไก่เต็มจานทั้งสองจานท่านก็ตาเหลือก

"โอ้โฮ นี่พวกแกจะกินกันเป็นล่ำเป็นสันอย่างนี้เชียวหรือ"

พล ยิ้มแห้งๆ

"ไข่เป็นอาหารที่บำรุงกำลังซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอได้ดีกว่าอย่างอื่นครับ เอาโว้ยพวกเรา ประเดี๋ยวเที่ยงค่อยลงไปกินข้าว"

สี่สหายต่างหยิบไข่มาตอกกิน คนละฟองสองฟอง เจ้าแห้ว ทรุดตัวลงนั่งบนพื้น แล้วกล่าวถาม เสี่ยหงวน

"รับประทานคืนนี้จะไปตะลุยฮาเร็มอีกใช่ไหมครับ"

อาเสี่ย ขมวดคิ้วย่น

"เรื่องของคนหมาไม่ต้องยุ่ง"

เจ้าแห้ว หน้าจ๋อย

"รับประทานให้ผมติดตามไปรับใช้ด้วยคนไม่ได้หรือครับ"

นิกร โบกมือแล้วกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ได้ๆๆ ไม่ได้เด็ดขาด อย่าพยายามทำลายความสุขสำราญของพวกเราหน่อยเลยวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"แกสี่คนเสี่ยงภัยมากเกินไป ระวังตัวให้ดีนะโว้ย ถ้า เจ้าชายสุรามฤต จับได้ พวกแกจะต้องติดตะรางในข้อหาบุกรุก"

นิกร ขมวดคิ้วย่น

"ตะรางอีกแล้ว โธ่-ผมบอกคุณพ่อตั้งกี่หนแล้วว่า ตะรางเป็นเรื่องขี้ผงสำหรับพวกเรา เกิดมาเป็นลูกผู้ชายมันต้องติดคุก หรืออย่างน้อยก็ต้องป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ คุก"

"ถ้ายังงั้นก็เชิญพวกแกเถอะพ่อมหาจำเริญ" พูดจบท่านเจ้าคุณก็ลุกขึ้นยืน "เป็นอันว่าวันนี้พวกแกคงจะไม่ยอมทำอะไรนอกจากกินแล้วก็นอนใช่ไหม"

ดร. ดิเรก ว่า "ถ้ามันก็ยังงั้นแหละครับ เราจะได้มีกำลังวังชาตะลุยฮาเร็มกันต่อไป คุณพ่ออย่าเปิดเผยความลับของพวกเราเชียวนะครับ"

ท่านเจ้าคุณ หัวเราะ

"ถ้าไม่จำเป็นฉันก็จะไม่ปริปากพูด"

นิกร พูดเสริมขึ้น

"ขืนพูดเป็นเจอคอลท์ตราควายแน่ๆ "

"ชะ ช้า แกจะยิงใครวะอ้าย กร"

นิกร ลืมตาโพลง

"ยิงตัวของผมเองน่ะซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องนอนของ เสี่ยหงวน เจ้าแห้ว คลานเข้ามาระหว่างเตียงนอนทั้งสองเตียง เขามองดูเจ้านายของเขาอย่างประจบ

"รับประทานเมื่อคืนนี้เป็นยังไงบ้างครับ"

เสี่ยหงวน ยิ้มให้ เจ้าแห้ว

"เผชิญภัยกับหมานิดหน่อย แล้วพวกเราก็ได้รับความสุขอย่างมหาศาลตลอดราตรีที่มีแต่ความสดชื่น ท่ามกลางกลิ่นหอมของแป้งร่ำและกำยาน นางในฮาเร็มทั้งหมดต่างเต็มอกเต็มใจให้พวกเราชื่นชม"

เจ้าแห้ว น้ำลายไหลยืด

"รับประทานให้ผมไปด้วยคนไม่ได้หรือครับ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น รับประทานผมก็ยอมตายแทนได้ รับประทานผมเองทุกวันนี้ก็อาร้าอาหร่ามเหลือทนแล้ว รับประทานมีแต่อารมณ์เปลี่ยวเหมือนกระทิงเปลี่ยวที่ร่ำร้องหาตัวเมีย"

พล หัวเราะก้าก แล้วก็เกิดใจดีขึ้นมา

"ให้ อ้ายแห้ว มันติดตามพวกเราไปด้วยคนเถอะวะพวกเรา"

ดร. ดิเรก พยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋ ผู้หญิงในฮาเร็มมีมากมายเหลือเฟือ แบ่งสันปันส่วนให้ อ้ายแห้ว มันบ้าง ความจริงมันก็เป็นคนใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อพวกเรา เสียอย่างเดียว ใช้ให้ไปซื้ออะไรเงินเหลือไม่เคยทอนเลย"

เจ้าแห้ว ยิ้มอายๆ

"รับประทานจะทอนให้ ก็เห็นเป็นของเล็กน้อย ก็ ฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานคืนนี้ให้ผมไปด้วยนะครับ"

เสี่ยหงวน ยกมือเขกกะบาล เจ้าแห้ว ดังโป๊ก

"แล้วอย่าเสือกไปเล่าให้ใครฟังล่ะ ไป-ออกไปให้พ้นห้องแล้วปิดประตูให้ด้วย พวกข้าจะปรึกษากันวางแผนยุทธวิธีทั้งรับและรุกข้าศึก คืนนี้การรบคงดุเดือดที่สุด"

เจ้าแห้ว ยิ้มแป้น

"รับประทานผมร่วมรบเต็มที่ครับ" พูดจบก็ลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องนอนของ เสี่ยหงวน และช่วยปิดประตูให้ตามคำสั่งของอาเสี่ย

๒๒.๐๐ น. คืนวันนั้น

คาดิลแล็คเก๋งคันใหญ่และใหม่เอี่ยมซึ่งขับโดย เจ้าแห้ว โหระพา ได้พาสี่สหายมาหยุดหน้าวังของ เจ้าชายสุรามฤต เจ้าแขกผู้ร่ำรวยอย่างมหาเศรษฐี

เจ้าแห้ว จอดรถชิดขอบถนนซอย แล้วหันมากล่าวกับ พล, นิกร, กิมหงวน ว่า

"รับประทานจอดรถทิ้งไว้ที่นี่ก็แล้วกันนะครับ เอากระจกขึ้นเสียก็ปลอดภัย"

ไม่มีใครคัดค้าน เจ้าแห้ว ดร. ดิเรก ซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้ารถข้างๆ เจ้าแห้ว กล่าวถาม กิมหงวน ว่า

"แกเอาเงินติดตัวมาเท่าไรวะ อ้ายหงวน"

อาเสี่ย ยกมือตบกระเป๋ากางเกง

"มีอยู่หมื่นกว่า สำหรับใช้เป็นใบเบิกทางเมื่อถึงคราวคับขัน"

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นเรามีหวังปลอดภัย"

ครั้นแล้ว สี่สหาย และ เจ้าแห้ว ก็พากันลงจากรถ เจ้าแห้ว จัดแจงหมุนกระจกรถขึ้นและล๊อคประตูเรียบร้อยทั้งสี่บานเขาวิ่งเหยาะๆ ติดตามสี่สหาย ไปที่หน้าประตูใหญ่ นิกร เอื้อมมือกดกริ่งไฟฟ้าหน้าประตูวังของเจ้าชายสุรามฤต เมื่อยืนรออยู่สักครู่ประตูช่องเล็กก็ถูกเปิดออก

สี่สหาย และ เจ้าแห้ว พากันบุกเข้าไปในเขตวัง ยามรักษาประตูคนเก่าซึ่งมีรูปร่างขนาดวัดยักษ์แจ้งและถือดาบเป็นอาวุธได้ยกมือขึ้นคำนับ สี่สหาย ตามแบบของชาวภารต แล้วกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม

"ซาลามคะร๊าบ"

เสี่ยหงวน ส่งธนบัตรให้ปึกหนึ่ง

"ซาลาม บาบู"

บาบู รีบตะครุบธนบัตรมาถือไว้

"อีนี่จั๋น เอากระไดพาดไว้ให้เรียบร้อยแล้วนายจ๋า ขณะนี้เจ้านายไม่อยู่คะร๊าบ เจ้านายไปกินเลี้ยงที่สถานทูตอินเดียยังไม่กลับ พวกนายรีบขึ้นไปบนฮาเร็มเร็วๆ หน่อย มหาดเล็กเห็นเข้าจั๋นจะเดือดร้อน"

เสี่ยหงวน ยื่นมือให้จับ

"ขอบใจมาก บาบู วันต่อไปถ้าฉันมาที่นี่อีกฉันจะเอาเงินติดมือมาฝาก บาบู ทุกๆ ครั้ง"

"โอ-ดีมั่กม๊ากนายจ๋า แขกชอบเงินคะร๊าบ"

สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว ต่างพากันเดินตรงยังตัวตึกใหญ่ คอยระมัดระวังตัวกลัวว่ามหาดเล็กของเจ้าชายจะแลเห็นเข้า

เมื่อมาถึงข้างตำหนักทุกคนก็แลเห็นบันไดไม้ไผ่พาดอยู่พร้อม โดยไม่รอช้า สี่สหาย ต่างพากันปีนขึ้นบันไดนั้น ซึ่ง เจ้าแห้ว อยู่ล้าหลัง เจ้าแห้ว ใจเต้นระทึกผิดปรกติ ตื่นเต้นดีใจที่เขาจะได้ร่วมรักกับสาวๆ ในฮาเร็มของ เจ้าชายสุรามฤต

ในเวลาเดียวกันนี้เอง แม่สาวงามประมาณ ๑๐ คน กำลังนั่งสนทนากันอยู่บนเตียงใหญ่ ด้วยความครึกครื้นรื่นเริง แต่ละนางนุ่งน้อยห่มน้อย เมื่อ พล พัชราภรณ์ ปีนเข้ามาในหน้าต่างเป็นคนแรก เสียงวิ๊ดว้ายกระตู้วู้ก็ดังขึ้น บรรดานางในฮาเร็มทั้งหลายต่างพากันวิ่งเข้ามาหา พล ด้วยความยินดี หลังจากนั้น นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และ เจ้าแห้ว ก็ปีนขึ้นมาในหน้าต่างทีละคน

นิกร กระโดดเข้ากอดและจูบสาวน้อยคนหนึ่ง

"คิดถึงเธอใจจะขาดแล้ว เธอจ๋า เราพาพรรคพวกของเรามาอีกคนหนึ่ง นั่นไงล่ะ เขาชื่อ เจ้าแห้ว"

หญิงสาวรูปร่างอันใหญ่เหมือนตุ่มสามโคกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา เจ้าแห้ว ทันที

"โอ-พระศิวะ โปรดฉัน พระศิวะ ได้ประทานเทพบุตรให้ฉันแล้ว เธอขา....เธอต้องเป็นผัวฉันอย่างไม่ต้องสงสัย"

เจ้าแห้ว ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"อย่ารุนแรงกับฉันนักนะจ๊ะ ฉันเปรียบเสมือนกับไก่อ่อนเพิ่งสอนขัน"

แม่อึ่งอ่างโผเข้ากอด เจ้าแห้ว ทันที บรรยากาศในห้องฮาเร็มกลายเป็นวิมานเมืองฟ้าไปแล้ว สี่สหาย กับ เจ้าแห้วถูกฉุดตัวมานั่งบนเตียงใหญ่กลางห้อง

เหล้าและกับแกล้มถูกนำมาต้อนรับ พร้อมด้วยผลไม้และบุหรี่อย่างดี บรรดาแม่สาวงามทั้งหลายต่างปรนนิบัติ สี่สหาย และ เจ้าแห้ว อย่างเต็มที่ แฟนของ นิกร ได้กล่าวกับ นายจอมทะเล้น ว่า

"เรานึกว่าพวกคุณจะไม่กลับมาหาเราเสียอีก รู้ไหมคะว่าตลอดวันนี้พวกเราคอยคุณเหมือนกับต้นข้าวคอยฝน"

นิกร ยิ้มแป้น ยกขาไก่ย่างขึ้นกัดกินอย่างสบายใจ แล้วกล่าวว่า

"ไม่ต้องวิตกว่าเราจะไม่มา ลงมีอาหารการกินเหลือเฟืออย่างนี้เราก็สู้แค่ตายเท่านั้น"

แฟนของ พล กล่าวกับ พล ว่า

"ต่อนี้ไปเราจะไม่ยอมให้พวกคุณจากเราไปไหนอีกแล้ว เราจะกักกันตัวไว้ที่นี่และเราจะให้คุณปลอมตัวเป็นผู้หญิงฮาเร็ม"

นาย พัชราภรณ์ ทำหน้าชอบกล

"น้องสาว เราจะอยู่กับพวกเธอได้ในตอนกลางคืนเท่านั้น พอรุ่งเช้าเราก็ต้องกลับบ้านเพื่อไปประกอบกิจการงานของเราต่อไป แต่รับรองว่าเราจะมาหาทุกๆ คืน"

สาวน้อยคนหนึ่ง ถือตะกร้าใส่ไข่ไก่เดินออกมาจากห้องๆ หนึ่ง หล่อนตรงเข้ามาที่เตียงใหญ่ แล้ววางตะกร้าไข่ลงบนเตียงนั้น หล่อนกล่าวกับสี่สหาย และ เจ้าแห้ว ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า

"ทานไข่กันซีคะ"

เสี่ยหงวน กลืนน้ำลายเอื๊อก

"วันนี้พวกเราล่อไข่ไก่ลวกคนละ ๕๐ ใบ แล้ว มากนักมันจะโอเวอร์นะน้องสาว"

"อุ๊ย พี่ละก้อ เชื่อหนูซีคะ กินไข่มากๆ ร่างกายจะได้แข็งแรงไม่ป้อแป้ เจ้าชายสุรามฤต เสวยไข่ไก่วันหนึ่งอย่างน้อย ๓๐๐ ฟอง ตอกใส่พระโอษฐ์ตลอดวันเชียวค่ะ"

เสียงแตรไฟฟ้าของรถยนตร์คันหนึ่งดังขึ้นที่ประตูใหญ่นอกถนน ดร. ดิเรก รีบลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ ไปที่หน้าต่าง แล้วเขาก็กลับมา เมื่อแลเห็นรถเก๋งคันใหญ่คันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาในวังอย่างแช่มช้า

"เฮ้ย-เจ้าชายกลับมาแล้วโว้ยพวกเรา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที สี่สหาย อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

"รีบไปซ่อนที่ห้องแต่งตัวของพวกเรากันเถอะค่ะ ในห้องนั้นมีเสื้อกระโปรงอยู่หลายสิบชุด ถ้าจะให้ดีแล้วพวกคุณควรจะปลอมตัวเป็นผู้หญิง อีกสักครู่เจ้าชายจะเสด็จมาสัพยอกหยอกล้อเราที่นี่ เร็วซีคะ อย่ามัวชักช้า"

สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว ต่างลุกขึ้นจากเตียงนอน สาวน้อยสองคนพาเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ติดกับห้องโถงใหญ่นี้ บรรดาหญิงสาวทั้งหลายต่างตรวจดูความบกพร่องของตัวเอง เตรียมตัวต้อนรับ เจ้าชายสุรามฤต บางนางก็ส่องกระจกมองดูใบหน้าของหล่อน บางนางก็ใช้น้ำหอมประพรมตัว บ้างก็ช่วยกันเก็บสุราและอาหารเอาไปซ่อนเสีย

ดอดจ์เก๋งสีเขียวใหม่เอี่ยมคันนั้น แล่นตรงมาหยุดเทียบหน้าบันไดตำหนักพอดี มหาดเล็กของ เจ้าชายสุรามฤต สามสี่คนยืนคอยรับเสด็จอยู่ตามขั้นบันได เมื่อเจ้าชายเสด็จลงมาจากรถพระที่นั่ง ทุกคนก็ยกมือทั้งสองขึ้นแตะหน้าผาก พร้อมกับก้มศีรษะถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน

เจ้าชายสุรามฤต แต่งกายแบบสากลชุดสีเทาเข้ม พระองค์อยู่ในสภาพมึนเมา เมื่อมหาดเล็กคนหนึ่งปราดเข้ามาประคอง เจ้าชายก็ผลักเขาเซไป

"ไม่ต้องประคองข้า" รับสั่งเสียงอ้อแอ้ลิ้นไก่สั้น "คนอย่างฉันถึงเมาก็ยังได้สติ อิ๊ก....อ้า....พวกเมียๆ ของข้าสงบเงียบดีหรือ"

"กระหม่อม มีแต่เสียงร้องเพลงและเสียงหัวเราะต่อกระซิก"

เจ้าชาย แย้มพระสรวล พระเนตรปรือ

"บอกก่อนนะโว้ย ใครอย่าเล่นอุตริตีท้ายครัวของข้านา ข้ามีสัญชาตญาณพิเศษสามารถที่จะรู้ได้ว่า นางบำเรอของข้าคนไหนบ้างที่ไม่ซื่อต่อข้า โอย....ขืนกินเหล้ายังงี้คงตายแน่ อ้า-สวัสดีทุกๆ คน ฉันเห็นจะต้องกลับบ้านเสียทีดึกมากแล้ว"

เจ้าชายหนุ่ม เดินเปะปะไปที่รถพระที่นั่ง มหาดเล็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเฝ้า

"ฝ่าบาทกระหม่อม นี่คือวังของฝ่าบาท"

เจ้าชาย ลืมพระเนตรโพลง

"อ้าว งั้นเรอะ ฮ่ะ ฮ่ะ โอย-เมาจนเกือบไม่รู้เรื่องแล้ว ใครช่วยประคองข้าขึ้นไปบนตำหนักหน่อยเถอะวะอ้ายพวกนักดนตรีมันหลับกันแล้วหรือยัง"

"ยังกระหม่อม"

"ดีแล้ว บอกให้มันขึ้นไปที่ฮาเร็มของข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะนั่งพักในห้องโถงสักครู่ ประเดี๋ยวจะขึ้นไปฟังดนตรีและดูเมียๆ ของข้าเต้นระบำ"

มหาดเล็กผู้นั้นประคองพระองค์ พาขึ้นบันไดไปบนพระตำหนัก เจ้าชายสุรามฤต ทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วกตั้งหลายครั้ง

ภายในห้องฮาเร็มหรือห้องโถงชั้นบน นักดนตรีแขกหนวดเครารุ่มร่ามหลายคน กำลังแบกเครื่องดนตรีเข้ามาในห้องนี้ นักดนตรีได้เลือกมุมห้องหนึ่งเป็นที่บรรเลง บรรดาสาวๆ ในฮาเร็มต่างทยอยๆ กันเข้าไปในห้องแต่งตัวซึ่ง สี่สหาย และ เจ้าแห้ว อยู่ในห้องนั้นด้วย

เจ้าชายสุรามฤต เสด็จโซซัดโซเซเข้ามาในห้อง พระองค์ประทับนั่งบนเตียงใหญ่กลางห้องโถง มหาดเล็กหลายคนต่างนำ วิสกี้ โซดาและกับแกล้ม มาตั้งบนโต๊ะข้างเตียงนอน เจ้าชายหนุ่ม แห่งมัธยมประเทศโบกพระหัตถ์ไล่พวกมหาดเล็กแล้วตบพระหัตถ์ขึ้นสามครั้ง

นักดนตรีชาวภารตเริ่มบรรเลงเพลงทันที เจ้าชายสุรามฤต ทรงแย้มพระสรวลริน วิสกี้ ใส่แก้วใบหนึ่ง ขณะที่พระองค์กำลังผสมโซดาลงในวิสกี้ สาวสวยนางบำเรอของพระองค์ก็พากันร่ายรำออกมาตามจังหวะของเพลง

เจ้าชายสุรามฤต ไม่สู้จะพอพระทัยนัก พระองค์รับสั่งขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"หยุดๆๆ พอแล้วโว้ย เต้นแบบนี้ไม่อยากดู ข้าต้องการดูการเต้นรำแบบใหม่ ร็อค แอนด์ รอล ซีวะอีหนู"

สาวน้อยต่างก้มศีรษะถวายคำนับแล้วพากันเข้าไปในห้อง ดนตรีเปลี่ยนเพลงใหม่บรรเลงเพลง ร็อค แอนด์ รอล สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว ซึ่งปลอมแปลงเป็นนางในฮาเร็มต่างพากันออกมาเต้นร็อคถวายตัว เจ้าชายสุรามฤต ตบพระหัตถ์ทรงพระสรวลลั่น แล้วกวักพระหัตถ์เรียก เสี่ยหงวน

"มานี่อีหนู เจ้าเต้นร็อคได้ดีมาก เพื่อนๆ ของเจ้าถอยออกไป ดนตรีบรรเลงเพลงใหม่โว้ย ข้าจะดูเมียของข้าคนนี้เต้นร็อค"

พล, นิกร, ดร. ดิเรก และ เจ้าแห้ว ต่างเข้ามานั่งร่วมพระแท่นและช่วยกันบีบนวดถวายงาน ดนตรีภารตบรรเลงเพลงต่อไป เสี่ยหงวน เต้นร็อคได้คล่องแคล่ว ท่าทางยียวนกวนสวาททำให้ เจ้าชายสุรามฤต ทรงโปรดปรานมาก ซึ่งพระองค์หารู้ไม่ว่า อาเสี่ย นั้นเป็นผู้ชาย ผ้าแพรบางๆ ที่ปิดหน้าไว้ทำให้ เจ้าชายหนุ่ม อยากเห็นหน้า กิมหงวน อย่างยิ่ง พอจบเพลง เจ้าชาย ก็ตบพระหัตถ์แล้วรับสั่งเรียก กิมหงวน ด้วยเสียงอ้อแอ้

"มานั่งนี่อีหนู ข้าชักสงสัยแล้วโว้ย วันนี้ทำไมตัวเอ็งสูงใหญ่มาก มานี่ซิ"

อาเสี่ยกระตุ้งกระติ้งเข้ามาหา แล้วนั่งลงข้างๆ เจ้าชายสุรามฤต เมื่อพระองค์สวมกอด อาเสี่ย ก็ผลักไส

"อย่ามาเลย พระองค์ไม่เคยโปรดหม่อมฉันสักนิด" เสี่ยหงวนแกล้งบีบเสียงพูดให้เหมือนผู้หญิง

เจ้าชาย ทรงพระสรวลลั่น

"เปิดหน้าให้ข้าดูหน้าเจ้าหน่อยซิ เจ้าคือ สุริยา ใช่ไหม"

"ใช่เพคะ อย่าเปิดเลยหม่อมฉันอาย"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงแย้มพระสรวล

"เจ้าไม่เคยกระตุ้งกระติ้งกับข้าเหมือนวันนี้เลย จริตกิริยาก็มีไม่มากอย่างนี้และทำไมเจ้าสูงชะลูดผิดปกติ...."

อาเสี่ย รีบป้องปัดพระหัตถ์เมื่อพระองค์จะเปิดผ้าคลุมหน้าเขา

"อย่าซีเพคะ เค้าอายไม่ใช่เหรอ วันนี้ฝ่าบาททรงเมามากเลยเห็นหม่อมฉันสูงผิดปกติ"

เจ้าชายหนุ่ม ขมวดพระขนงย่น

"เออ เห็นจะจริงโว้ย เฮ้ยๆ นังพวกนี้อย่ามาบีบนวดให้ข้าเลย จั๊กกระจี้ออกจะตายไป พอแล้ว ข้าต้องการคุยกับ สุริยา คนเดียวเท่านั้น มันเต้นร็อคน่าดูมาก"

นิกร ยกมือซ้ายจับผ้าคลุมหน้าแล้วบีบเสียงพูดให้เหมือนผู้หญิง

"รับสั่งยังงี้ได้หรือเพคะ หม่อมฉันท้องได้สองเดือนแล้วนะจะบอกให้"

ดร. ดิเรก โถมตัวเข้าทอดกายลงบนตักเจ้าชายหนุ่ม

"จูบหม่อมฉันหน่อยซีเพคะ"

เจ้าแขก ผลัก นายแพทย์หนุ่ม หล่นพลั่กลงไปจากเตียงนอน แล้วพระองค์ก็ผลุนผลันลุกขึ้นยืนจ้องดูหน้าคณะพรรคสี่สหาย และ เจ้าแห้ว ทีละคน พระองค์เม้มพระโอษฐ์แน่น เมื่อแลเห็นขนหน้าแข้งของ นิกร เจ้าชายสุรามฤต ทรงทราบแล้วว่าห้านางที่กำลังออเซาะฉอเลาะพระองค์อยู่นี้คือผู้ชายปลอมแปลงเข้ามาในฮาเร็มของพระองค์และอย่างไรเสียบรรดานางบำเรอของพระองค์ก็คงจะรู้เห็นเป็นใจด้วย

สุรามฤต ทอดพระเนตรไปทางพวกนักดนตรี แล้วรับสั่งเสียงกร้าวว่า

"ไป-อ้ายพวกนักดนตรีออกไปให้หมด ถึงเวลาที่ข้าจะหาความสุขสำราญจากพวกเมียๆ ของข้าแล้ว"

นักดนตรีรีบคว้ากลองและเครื่องบรรเลงลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องโถงใหญ่ ด้วยความเกรงกลัวเจ้านายของเขา สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว นั่งกระสับกระส่าย มีกิริยาเป็นพิรุธเต็มตัว เจ้าชายสุรามฤต เสด็จวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง พระองค์สร่างเมาแล้ว สักครู่พระองค์ก็เสด็จผลุนผลันออกไปจากห้องและทรงปิดประตูใส่กุญแจขังนางในฮาเร็มไว้

บรรดานางบำเรอของเจ้าแขกต่างทยอยๆ กันออกมาจากห้องแต่งตัวและตรงเข้ามานั่งห้อมล้อม สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว ดร. ดิเรก ยกนิ้วชี้มือขวาแตะริมฝีปากแล้วร้องซี๊ด

"อย่าเอะอะไป" เขาพูดกระซิบกระซาบ "เจ้าชาย รู้แล้วว่าพวกเราเป็นผู้หญิงปลอม แต่พระองค์แกล้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น"

พล พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย พระเนตรที่มองดูเรานั้นบอกชัดๆ อันตรายอย่างใหญ่หลวงกำลังจะเกิดขึ้นแก่พวกเราแล้ว"

สาวน้อยที่ชื่อ ลักษมี กล่าวขึ้นทันที

"รีบไปเถอะค่ะ ถ้าพระองค์จับได้พวกดิฉันก็คงจะถูกเฆี่ยนหลังไปตามกัน อาจจะถูทรมานจนตายก็ได้ พระองค์คงจะพาพวกเรากลับไปอินเดีย เพื่อไปทรมานหรือฆ่าพวกเราที่นั้น เพราะที่นิวเดลฮีพระองค์เหมือนกับอยู่เหนือกฏหมายจะทำอะไรได้ทั้งนั้น"

เจ้าแห้ว ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขากอดแม่อึ่งอ่างของเขาแล้วรำพันว่า

"เรายังไม่ทันจะ โอ. เค. ซิกาแร็ต ก็จะต้องจากกันเสียแล้ว ตุ่ม จ๋า แล้วพี่จะมาหาใหม่"

นิกร ว่า "ใครรักตัวกลัวตายจะหนีไปไหนก็ไปเถอะวะ กันขอแอบอยู่ใต้เตียงนี่แหละ"

เสี่ยหงวน ว่า "ไม่ได้ อ้ายกร แอบใต้เตียงหรือในห้องนี้ไม่มีทางรอดสายตาไปได้เลย ถ้าเจ้าชายแลเห็นแกซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง พระองค์ก็ต้องยิงแกแน่ๆ แล้วก็แจ้งกับตำรวจว่าแกบุกรุกเข้ามาทำร้ายพระองค์"

ดร. ดิเรก พูดตัดบท

"หนีเถอะโว้ยพวกเรา ปีนลงทางหน้าต่างนั่นแหละ"

เจ้าแห้ว วิ่งปราดไปที่หน้าต่าง แล้วก็หันมาพูดกับเจ้านายของเขา

"รับประทานกระไดหายไปแล้วครับ มีคนอยู่ข้างล่างสองคน รับประทานถือดาบเป็นเงาวาววับ"

พล ลืมตาโพลง

"แย่ละโว้ย เจ้าชาย ต้องเตรียมเล่นงานเราแน่นอน"

พวกสาวๆ ต่างตระหนกตกใจไปตามกัน ทุกคนปรารภกัน กลัวว่าจะได้รับพระอาญาจาก เจ้าชายสุรามฤต ในเรื่องนี้ เพราะพระองค์ทรงหึงหวงมาก เมื่ออยู่อินเดียเคยยิงมหาดเล็กดับไปหลายคนแล้ว ในฐานที่พยายามจีบนางบำเรอของพระองค์

ขณะที่ สี่สหาย กำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น เสียงทุบประตูห้องก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง

"เปิดประตู เปิดประตูโว้ย"

นิกร กับ เจ้าแห้ว รีบคลานเข้าไปซ่อนใต้เตียงใหญ่ นางฮาเร็มงันงกตกประหม่าไปตามกัน เสี่ยหงวน คว้ามือ พล พาวิ่งเข้าไปซ่อนหลังม่าน ดร. ดิเรก ยืนเซ่ออยู่สักครู่เขาก็วิ่งตื๋อเข้าไปซ่อนหลังตู้ยืนใบใหญ่

สุริยา สาวน้อยนัยน์ตาคม เดินไปที่ประตูแล้วถอดกลอนเปิดประตูออก เจ้าชายสุรามฤต พามหาดเล็กร่างใหญ่ ๔ คน เดินเข้ามา ๒ คน ถือดาบอีก ๒ คน ถือปืนเล็กยาวในท่าเตรียมพร้อม ส่วน เจ้าชายสุรามฤต ถือ ยู.เอส.อาร์มี่ ๑๑ มม.

"อีพวกทรยศ" พระองค์รับสั่งเสียงลั่น "พวกเจ้าคงจะคิดว่าข้าโง่เง่าเต่าตุ่นใช่ไหมล่ะ ถึงได้พาชู้มากกซ่อนไว้ในฮาเร็มของข้าและให้ม้นปลอมแปลงตัวเป็นผู้หญิงเหยียบจมูกข้า ฮึ่ม...."

ลักษมี ทำใจดีสู้เสือ

"อะไรกันเพคะ อยู่ๆ ฝ่าบาทก็มาเล่นงานพวกเรา ผู้ชายพายเรือที่ไหนกันเพคะ มีแต่พวกเราทั้งนั้น"

เจ้าชายฝืนทรงพระสรวล

"อย่ามาพูดกลบเกลื่อนนังตัวดี มาอยู่เมืองไทยไม่ทันไรริอ่านคบกับอ้ายหนุ่มคนไทยแล้ว มันคงเป็นคนแถวนี้นั่นเอง ข้าพอจะเดาได้ว่าอ้ายพวกนี้ลอบเข้ามาในบ้านพักของข้าและปีนขึ้นมาบนฮาเร็มโดยถือโอกาสที่คนยามเผลอ มันคงมาอยู่ในฮาเร็มนี้หลายวันแล้ว เป็นความจริงใช่ไหมล่ะ"

สุริยา สาวน้อยกล่าวขึ้นว่า

"ไม่จริงเพคะ"

"ถ้าข้าจับได้จะว่ายังไง"

สุริยา ยิ้มแห้งๆ

"ถ้าจับได้หม่อมฉันก็ยอมเป็นเมียฝ่าบาทเพคะ"

เจ้าชายทรงสะดุ้งเล็กน้อย

"ก็เจ้าเป็นเมียข้าอยู่แล้วนี่โว้ย" รับสั่งเสียงลั่น

"เป็นแล้วก็เป็นอีกได้นี่เพคะ"

พระองค์ทรงแสดงท่าทีฮึดฮัด หันพระพักตร์มาทางมหาดเล็กทั้งสี่คน พลางถอยพระองค์ไปยืนขวางประตู

"เฮ้ย ช่วยกันตรวจค้นดูให้ทั่ว จับมันให้ได้ ข้าจะยืนคุมเชิงอยู่ที่ประตูนี่แหละ พยายามจับเป็นให้ได้ แต่ถ้ามันต่อสู้ก็ให้จับตาย"

มหาดเล็กสี่นายต่างแยกย้ายกันค้นหา สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว พวกนางบำเรอของเจ้าชายพยายามขัดขวางกีดกันในทันที มหาดเล็กคนหนึ่งถือปืนเล็กยาวเดินเข้าไปหลังม่านกั้นซึ่ง พล กับ อาเสี่ย ยืนแอบอยู่เคียงข้าง พอเจ้าหมอนั่นเผชิญหน้าสองสหาย กิมหงวน ก็ยื่นธนบัตรใบละร้อยบาทให้ปึกหนึ่ง

มหาดเล็กเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี เขารับธนบัตรจาก อาเสี่ย มาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา แล้วทำบุ้ยใบ้ให้ อาเสี่ย กับ พล อยู่นิ่งๆ หลังจากนั้นเขาก็ล่าถอยออกมา

"ไม่มีเรอะ เจ้าชายรับสั่งถามมหาดเล็กหนุ่มที่ได้รับใบเบิกทางพิเศษจาก กิมหงวน

"ไม่มีกระหม่อม หลังม่านไม่มีอะไรเลย"

พระองค์รับสั่งกับมหาดเล็กร่างผอมสูง ซึ่งถือดาบใหญ่อยู่ในมือ

"บุกเข้าไปในห้องแต่งตัว ถ้าพบมันจับตัวมันให้ได้ เร็ว-อย่าร่ำไร"

พวกมหาดเล็กช่วยกันค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน บรรดานางบำเรอของเจ้าชายหนุ่มต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน เจ้าชายสุรามฤต ทรงเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นนางฮาเร็มคนหนึ่งชำเลืองมองไปยังตู้ยืนใบใหญ่นั้นบ่อยๆ พระองค์ก็รับสั่งกับมหาดเล็กทันที

"เฮ้ย เข้าไปดูหลังตู้ใบนั้นซิ"

มหาดเล็กคนนั้นถือดาบเดินปรี่เข้าไปทางหลังตู้ทันที พอแลเห็น ดร. ดิเรก ยืนอยู่หลังตู้เขาก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว ซึ่งนายแพทย์หนุ่มก็สะดุ้งเช่นเดียวกัน แล้วเจ้าหมอนั่นก็เงื้อดาบอันขาวคมขึ้นสุดแขน

"เฮ้-ออกมาโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มยกมือชูขึ้นเหนือศีรษะทั้งสองข้างบอกการยอมจำนนแต่โดยดี เขาเดินออกมาจากตู้ยืนใบนั้น มหาดเล็กกระตุกผ้าคลุมหน้าของ ดร. ดิเรก ออก เจ้าชายสุรามฤต ทรงพระสรวลลั่น

"ฮะฮ้า อ้ายแมวขโมยปลา เสร็จกูละมึง ช่วยกันค้นหาให้ทั่วโว้ย พรรคพวกของมันยังมีอีก"

มหาดเล็กคนเดียวกันกับที่ได้รับเงินจาก เสี่ยหงวน เมื่อกี้นี้ได้ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงและมุดเข้าไปใต้เตียง นิกร กับ เจ้าแห้ว แลเห็นเข้าก็ตัวสั่นงันงก เมื่อมหาดเล็กผู้นั้นถือดาบคลานเข้ามา นิกร ก็ส่งธนบัตรใบละหนึ่งบาทให้หนึ่งฉบับ แล้วกระซิบพูด

"อย่าจับฉันเลย บาบู เอาเงินนี่ไปกินขนมดีกว่า"

มหาดเล็กร่างใหญ่ขยับดาบแล้วแสยะยิ้ม

"บาทเดียวเอามาทำมะไร๋" เขากระซิบกับ นิกร เช่นเดียวกัน "อีนี้อย่างน้อยต้องพันบาทนายจ๋า"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"มีอยู่บาทเดียว ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

มหาดเล็กสั่นศีรษะแล้วร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"ออกมา ออกมาโว้ย อีนี้ถ้าไม่ออกมาจั๋นฟันคอขาดน่ะ"

เสียง เจ้าชายสุรามฤต รับสั่งลั่น

"ไม่ออกมายิงตายนะโว้ย"

นิกร กับ เจ้าแห้ว รีบคลานออกมาจากใต้เตียงทันที ในเวลาเดียวกันนี้เอง มหาดเล็กสองคนก็จับ พล กับ กิมหงวน ออกมาจากหลังม่านใหญ่ เจ้าสองคนนี้ไม่ยอมรับใบเบิกทางพิเศษของ เสี่ยหงวน

สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว ถูกบังคับให้ยืนแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวหน้าห้อง เจ้าชายสุรามฤต ถือพระแสงปืน ยู.เอส.อาร์มี่ เสด็จเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสี่สหาย แล้วพระองค์ก็ทอดพระเนตรทีละคนในท่าทีโกรธแค้น

เจ้าชายหนุ่มจ้องพระเนตรอันวาวโรจน์ มองดู พล พัชราภรณ์ ซึ่งพระองค์จำได้ดีว่าเขาเป็นคนขายโทรทัศน์จอกว้าง ๒๔ นิ้ว ให้พระองค์เมื่อวันที่พระองค์เสด็จไปซื้อของที่บริษัทสี่สหาย

"ฮะ ฮ้า นึกว่าใครเสียอีก ที่แท้ก็คุณเอง ผมยังจำคุณได้ดีถึงแม้จะไม่รู้จักชื่อของคุณ แล้วก็เพื่อนของคุณคนนี้ผมก็จำได้ เขาเป็นโฆษกของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๕๐ ซึ่งโต้เถียงกับผมได้ทั้งๆ ที่เขาอยู่ในจอโทรทัศน์ มีอะไรที่คุณจะแก้ตัวบ้างไหมเท่าที่คุณบุกรุกเข้ามาในบ้านผมและแอบมาตีท้ายครัวกับพวกนางบำเรอของผมเช่นนี้"

นาย พัชราภรณ์ ยิ้มทะแม่งๆ

"ไม่มีคำแก้ตัวอะไรเลย กระหม่อม สุดแล้วแต่ฝ่าบาทจะทรงโปรด"

"ฮื่อ ดีมาก คนที่ทำผิดและรับผิดอย่างลูกผู้ชายเช่นนี้ ใครๆ ก็สรรเสริญ"

นิกร พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"กระหม่อมไม่รู้เรื่องอะไรเลยฝ่าบาท เพื่อนเขาชวนมากระหม่อมก็มากับเขา เขาบอกว่าที่นี่เป็นบ้านเพื่อนของเขากระหม่อมก็หลงเชื่อ อ้า-กระหม่อมทูลลาละฝ่าบาท" พูดจบ นิกร ก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม แล้วเดินก้มตัวไปทางประตูห้อง

"เฮ้ย" เจ้าชาย ตวาดแว๊ด "จะไปไหน"

นิกร หยุดชะงักและหมุนตัวกลับ

"ดึกมากแล้ว กระหม่อมจะกลับไปนอน"

"มานี่ ยังไปไม่ได้ ประเดี๋ยวพ่อยิงไส้แตกเลย คุณมีความผิดรู้ไหม คุณบุกรุกเข้ามาในบ้านผม"

นายจอมทะเล้น กลับไปยืนในแถวตามเดิม พวกนางฮาเร็มต่างหายใจไม่ทั่วท้อง เกรงว่า สี่สหาย จะถูกเจ้าชายยิงทิ้ง ภายในห้องฮาเร็มเงียบสงบไปชั่วขณะ เจ้าชายสุรามฤต พยักพระพักตร์กับ เสี่ยหงวน แล้วรับสั่งถาม

"คุณเป็นใคร"

อาเสี่ย ยิ้มแห้งๆ

"กระหม่อมชื่อ กิมหงวน ไทยแท้ กระหม่อม"

"เป็นคนเรอะ"

"อ้าว ก็คนนะซี ฝ่าบาท"

เจ้าชายหนุ่ม หันพระพักตร์มาทาง นายแพทย์หนุ่ม

"คุณล่ะ คุณเป็นใคร"

"ด๊อกเตอร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กระหม่อม"

นิกร พูดเสริมขึ้น

"กระหม่อมชื่อ นิกร การุณวงศ์ กระหม่อม"

"แล้วคุณสองคนนี่ล่ะ"

"กระหม่อมชื่อ พล พัชราภรณ์" พล ทูลยิ้มๆ "เราทั้งสี่คนนี้เป็นเพื่อนกันกระหม่อม ส่วนชายหนุ่มคนนี้ชื่อ นายแห้ว เป็นคนใช้ของเรา"

เจ้าแห้ว ร้องไห้โฮ

"รับประทานกระหม่อมสาบานได้ว่า กระหม่อมยังไม่ได้เสียเนื้อเสียตัวให้ใคร กระหม่อมเพิ่งตามเจ้านายมาเป็นคืนแรก กระหม่อม"

เจ้าชาย ขบพระทนต์กรอด

"นี่หมายความว่า พวกคุณลอบเข้ามาในฮาเร็มของผมหลายคืนแล้วยังงั้นหรือ รับมาตามตรง ถ้าโกหกเป็นยิงทิ้งแน่"

เสี่ยหงวน ทูลว่า "พูดกันอย่างเปิดอกเลยกระหม่อมพวกเรามาที่นี่เป็นคืนที่สอง แฮ่ะ แฮ่ะ เมื่อคืนวานนี้เป็นคืนแรก"

เจ้าชายสุรามฤต ควงปืนพกเล่นอย่างคล่องแคล่ว รับสั่งถาม พล พัชราภรณ์

"ผมอยากจะเข้าใจว่า พวกคุณได้เสียกับนางบำเรอของผมแล้ว"

"เป็นความจริงกระหม่อม" พล สารภาพโดยดี

"ฮึ่ม เลวมาก การล่วงละเมิดในเมียของผู้อื่นนั้นย่อมเป็นบาปกรรม คุณนึกบ้างไหมในเรื่องนี้"

ดร. ดิเรก ทูล เจ้าชายสุรามฤต ทันที

"ฝ่าบาทที่รัก ท่านมหาราชาจันทรกุมาร เคยรับสั่งกับกระหม่อมว่า ผู้หญิงตามฮาเร็มต่างๆ นั้นมีฐานะเป็นเพียงนางบำเรอของเจ้าของฮาเร็ม หาใช่เป็นภรรยาของเจ้าของฮาเร็มนั้นๆ ไม่ เราไม่ได้เป็นชู้กับชายาของพระองค์ เพราะผู้หญิงเหล่านี้เป็นนางบำเรอ"

เมื่อ นายแพทย์หนุ่ม เอ่ยพระนามของพระราชบิดาของพระองค์ เจ้าชายสุรามฤต ก็แปลกพระทัยไม่น้อย

"คุณ ดิเรก....อ้า-คุณชื่อ ดิเรก ใช่ไหม"

"ใช่ กระหม่อม กระหม่อมคือ ด๊อกเตอร์ดิเรก หรือ นายแพทย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกและเป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคทุกชนิด"

เจ้าชายหนุ่มก้มพระเศียรเล็กน้อย

"เอาล่ะ ผมได้รู้แล้วว่าคุณเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ ต่อนี้ไปผมจะเรียกคุณว่าคุณหมอ เท่าที่คุณหมอเอ่ยถึง ท่านมหาราชาจันทรกุมารน่ะ คุณหมอรู้จักท่านดีหรือ"

นายแพทย์หนุ่ม ยิ้มละไม

"กระหม่อมคือพระสหายรักของมหาราชาองค์นี้ ครั้งหนึ่งกระหม่อมเคยช่วยชีวิตพระองค์ไว้ให้รอดพ้นจากโรคเนื้องอกในสมองด้วยการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกซึ่งไม่มีศัลยแพทย์คนใดในโลกนี้ที่จะทำได้ ท่านมหาราชาทรงรักใคร่กระหม่อมเป็นที่สุด ถึงกับประทานทองคำเท่าลูกฟักให้กระหม่อมและแก้วแหวนเงินทองอีกมากมาย"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงเก็บปืนพกไว้ในกระเป๋ากางเกงของพระองค์ทันที พระองค์เสด็จเข้ามาประทับยืนเผชิญหน้า นายแพทย์หนุ่ม และยื่นพระหัตถ์ขวาให้ ดร.ดิเรก ต่างคนต่างบีบมือกันแน่น

"คุณหมอที่รัก ผมคือพระโอรสของ ท่านมหาราชาจันทรกุมาร พระองค์คือเสด็จพ่อของผม เสด็จพ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่า พระองค์มีพระสหายคนหนึ่งอยู่ในเมืองไทยและเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง เคยช่วยชีวิตเสด็จพ่อไว้ รับสั่งเสมอว่าพระองค์รอดตายได้ก็เพราะนายแพทย์คนไทยคนนี้และความจริงก็คือคุณหมอนี่เอง"

สี่สหาย และ เจ้าแห้ว ต่างมีสีหน้าที่ชุ่มชื่นขึ้น

"กระหม่อมยินดีมากที่ได้เห็นฝ่าบาทและได้รู้จักกับฝ่าบาท" นายแพทย์หนุ่ม กล่าวทูลอย่างนอบน้อม "แต่กระหม่อมเสียใจที่กระหม่อมกับเพื่อนๆ ผิดไปแล้ว"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงพระสรวล

"ไม่ต้องเสียใจ ผมอภัยให้พวกคุณแล้ว ผมจะถือว่าพวกคุณเป็นมิตรที่ดีของผม" แล้วพระองค์ก็สัมผัสพระหัตถ์กับ กิมหงวน, พล, นิกร และ เจ้าแห้ว

"ขอให้ฑีฆายุโกโหตุเถิดพ่ะย่ะค่ะ" เจ้าแห้ว พูดระล่ำระลัก

เจ้าชาย รับสั่งว่า "เชิญนั่งสหายรัก นับแต่นี้ต่อไปผมอนุญาตให้พวกคุณมีสิทธิ์ที่จะจัดการกับนางบำเรอของผมได้ทุกอย่างทุกประการ ขอให้พวกคุณฟรีแชร์ครับ"

บรรดานางในฮาเร็มต่างตื้นเต้นดีอกดีใจไปตามกัน ทุกคนเข้ามารุมล้อม คณะพรรค สี่สหาย และ เจ้าแห้ว เจ้าชายหนุ่ม รับสั่งต่อไปว่า

"เชิญเถอะครับ ทุกคนเชิญตามสบาย ผมจะกลับไปนอนล่ะ พวกคุณจะสนุกสนานกันอย่างไรก็เชิญ" แล้วพระองค์ก็รับสั่งกับพวกมหาดเล็ก "ไปโว้ย คุณทั้งสี่คนนี้คือมิตรของข้า เขาย่อมมีสิทธิ์อิสระทุกสิ่งทุกอย่างในวังนี้เช่นเดียวกับข้า"

แล้วพระองค์ก็พามหาดเล็กทั้ง ๔ คน ไปจากห้อง ลักษมี สาวน้อยรีบวิ่งมาปิดประตูใส่กลอน พวกสาวๆ ต่างเฮโลเข้ามาหา สี่สหาย และเจ้าแห้ว และช่วยกันลากตัวไปที่เตียงนอนยักษ์ สาวน้อยคนหนึ่งเอื้อมมือปิดสวิชไฟ พอไฟฟ้าดับเสียงวี๊ดว้ายกระตู้วู๊ก็ดังขึ้น

ที่เรือนต้นไม้ของบ้าน "พัชราภรณ์"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งสนทนากันอย่างเงียบๆ ถึงเรื่องความสำมะเลเทเมาของ สี่สหาย สีหน้าของ คุณหญิงวาด ไม่สู้จะพอใจนัก ท่านกล่าวกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"ดิฉันคิดว่า เจ้าคุณ น่าจะรู้ว่าอ้ายเทวดาสี่คนนั่นไปสนุกสนานอยู่ที่ไหน ถึงกับลืมบ้านลืมลูกลืมเมีย ตอนแรกๆ ก็กลับมาตอนสว่าง แต่ในระยะนี้สองสามวันจึงจะกลับบ้านสักครั้ง บอกดิฉันเถอะค่ะ ดิฉันจะได้ติดตามไปเล่นงานมัน หรือ เจ้าคุณ อยากให้ลูกหลานเสียคนก็ตามใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"โธ่-ผมไม่รู้จริงๆ คุณหญิง มันไม่เคยบอกผมนี่นา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"น่าสงสาร ยายสี่คนนั่น ได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ไม่มีใครปริปากตัดพ้อต่อว่าอ้ายลิงแสมสี่ตัวสักคำเดียว ต่างคนต่างหวังที่จะเอาชนะความชั่วด้วยความดี เมื่อเช้านี้ ประไพ กินยานอนหลับเข้าไปตั้ง ๕๐ เม็ด แต่เคราะห์ดีที่หยิบยาผิด กลายเป็นลูกกวาดไป ม่ายงั้นป่านนี้ก็คงตายแล้ว"

คุณหญิง ว่า "แม่นัน ก็เอาแต่ร้องไห้ปรารภว่าเบื่อโลก เพราะกลัวว่าจะติดโรคจากผัว ยายนวล กับ ยายภา ก็เศร้าซึมไป แต่พอเห็นหน้าผัวทุกคนก็แสดงหน้าชื่นอกตรม ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่ เจ้าคุณ ควร จะเปิดเผยความจริงให้ทราบเสียทีว่า อ้ายลิงทโมนสี่ตัวน่ะไปเพลิดเพลินอยู่ที่ซ่องไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมไม่รู้จริงๆ คุณหญิง ลองถาม อ้ายแห้ว ดูซิครับ อ้ายแห้ว อาจจะรู้เรื่องนี้ดี เพราะเมื่อวันอังคารที่แล้วมา อ้ายแห้วหายไปกับอ้ายลิงสี่ตัวนั่นและกลับมาบ้านหลังเวลาอาหารเช้าแล้ว อ่อนเพลียละเหี่ยใจไปตามกัน"

"เออ จริงซีครับ วันนั้น อ้ายแห้ว นอนซมทั้งวัน" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสียงหนักๆ

คุณหญิงวาด นิ่งคิดสักครู่ แล้วท่านก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน

"ดีแล้วดิฉันจะจัดการสอบสวน อ้ายแห้ว เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่รับสารภาพดิฉันจะแล่เนื้อเอาเกลือทาเสียเลย คอยดูบ้าง"

แล้ว คุณหญิง ก็ผลุนผลันออกจากเรือนต้นไม้ ท่านเดินตรงไปที่ตัวตึกใหญ่ พอแลเห็น เจ้าแห้ว นั่งสะลืมสะลืออยู่บนเก้าอี้สนาม คุณหญิงวาด ก็ปราดเข้าไปหา

"อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้ว สะดุ้งเฮือกสุดตัว รีบลุกขึ้นยืนและสำรวมกิริยาให้เรียบร้อย คุณหญิง ยกมือเท้าสะเอวจ้องตาเขม็งดู เจ้าแห้ว ราวกับคู่อาฆาตของท่าน

"ถามจริงๆ เถอะวะ เอ็งเคยตายหรือเปล่า"

เจ้าแห้ว เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทานยังไม่เคยครับ"

"ถ้ายังงั้นได้มีหวังตายแน่ ไปบนตึกเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้ว ร้องไห้โฮ

"รับประทานผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะครับ"

คุณหญิงวาด ตวาดลั่น

"ยังไม่ทันทำอะไรเลยร้องไห้แล้ว ประเดี๋ยวแม่เตะกระโดงคางหัก ถ้าเอ็งรักตัวกลัวตายเอ็งต้องพูดความจริง เพราะคำจริงเป็นสัจจะ เป็นวาจาที่ไม่ตาย"

แล้ว คุณหญิงวาด ก็เดินนำหน้าพา เจ้าแห้ว ขึ้นไปบนตึกใหญ่ เจ้าแห้ว เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ เขารู้ดีว่า คุณหญิง คงจะคาดคั้นเอาความจริงกับเขาในเรื่องเจ้านายทั้งสี่คน ที่ไปหลงนางฮาเร็มจนไม่ยอมกลับบ้าน

ภายในห้องโถง นันทา, นวลลออ, ประภา และ ประไพ กำลังนั่งจับกลุ่มสนทนากันถึงเรื่องผัวๆ เหลือขอของหล่อนอยู่บนโซฟาร์ คุณหญิงวาด พา เจ้าแห้ว เดินเข้ามาในห้อง แล้วกล่าวกับ สี่นาง ว่า

"พวกเจ้าเลิกกลุ้มใจกันที เราพอจะรู้ร่องรอยอ้ายลิงสี่ตัวนั่นแล้ว คาดคั้นเอาความจริงจาก อ้ายแห้ว นี่แหละ" พูดจบท่านก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ส่วน เจ้าแห้ว ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นจนกระทั่ง ประไพ เอ็ดตะโรขึ้น

"นั่งลงอ้ายเปรต"

เปรตแห้ว ค่อยๆ ทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้น สี่นาง พากันดู เจ้าแห้ว เป็นตาเดียว คุณหญิงวาด เริ่มต้นสอบสวน เจ้าแห้ว ทันที

"รับสารภาพตามตรง เมื่อวันอังคารที่แล้วมาแกหายหัวไปกับอ้ายลิงสี่ตัวนั่นตลอดคืน กลับมาบ้านเกือบสามโมงเช้า ฉันอยากจะรู้ว่าแกกับนายของแกไปอยู่ที่ไหนมา"

เจ้าแห้ว สะอื้น

"รับประทานความจำของผมไม่ดีครับ รับประทานผมเป็นโรคประสาท เหตุการณ์ที่แล้วมารับประทานผมจดจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ผมไม่เกี่ยวข้องกับใครหรอกครับ"

คุณหญิงวาด หันขวับมาทาง สี่นาง

"เมื่อปากมันแข็งต้องใช้ระบบซ้อม ไปหาเครื่องมือมาซี ไม้พลองตะบองสั้นอะไรก็ได้ พวกเจ้าสี่คนช่วยกันซ้อมมันจนกว่ามันจะรับสารภาพหรือจนกว่ามันจะสิ้นใจตาย"

เจ้าแห้ว ร้องไห้โฮ ความรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นเหลือ สี่นาง รีบลุกขึ้นแยกย้ายกันไปหาอาวุธ สักครู่ก็กลับมายืนห้อมล้อม เจ้าแห้ว ประไพสวมสนับมือไว้ในมือขวา มือซ้ายถือหลาวทองเหลือง ประภา ถือตะพดอันเบ้อเริ่ม นันทา ถือไม้กวาดดอกหญ้า นวลลออ ถือแซ่ม้ากระชับมั่น

"จัดการซ้อมมันเลย" คุณหญิงวาด กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง "อาจะนั่งเป็นประธาน เอาให้กระอักเลือดเลย"

นันทา ขยับไม้กวาดทำท่าเหมือนจะฟาดกระบาล เจ้าแห้ว

"ลุกขึ้น เจ้าแห้ว"

เจ้าแห้ว อ่อนปวกเปียกไปหมดทั้งตัว

"รับประทานผมไม่รู้เรื่องจริงๆ ครับ ฮือ-ฮือ"

ประไพ เหน็บหลาวทองเหลืองไว้ใต้ขอบกระโปรงสีฟ้าของหล่อน แล้วก้มตัวลงคว้าหน้าอกเสื้อ เจ้าแห้ว ให้ลุกขึ้นยืนโดยไม่ปรานี แววตาของ ประไพ วาวโรจน์น่ากลัว

"บอกฉันเดี๋ยวนี้ นายแกทั้งสี่คนไปหลบมุมอยู่ที่ไหน"

เจ้าแห้ว น้ำตาไหลพราก

"รับประทานผมไม่ทราบจริงๆ ครับ"

สิ้นคำตอบปฏิเสธของ เจ้าแห้ว ประไพ ก็ลั่นหมัดขวาซึ่งสวมสนับมือกระแทกหน้า เจ้าแห้ว เต็มแรง เจ้าแห้ว เซถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหัก แล้วก็ล้มลงนั่งบนตักของ คุณหญิงวาด พอดี คุณหญิงวาด ก็ถือโอกาสทุบถองและผลัก เจ้าแห้ว ลงไปนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นห้อง

ปากของ เจ้าแห้ว แตกเป็นแผล ด้วยอำนาจสนับมือ โลหิตสีแดงเข้มไหลริน เจ้าแห้ว ค่อยๆ ยกมือขวาเช็ดเลือดที่ปาก นันทา ปราดเข้ามาคุกคาม เจ้าแห้ว

"ว่าไง จะรับหรือไม่รับ"

เจ้าแห้ว สะอื้น

"รับประทานผมบอกแล้วนี่ครับว่าผมเป็นโรคประสาท ความจำของผมรับประทานใช้ไม่ได้"

นันทา เงื้อไม้กวาดหวดลงตามร่างของ เจ้าแห้ว โดยไม่นับครั้ง

"ไม่รับฉันจะซ้อมแกให้ตาย เอา-พวกเรา ช่วยกันซ้อมมัน"

นวลลออ กับ ประภา และ ประไพ ต่างเข้าไปกลุ้มรุม เจ้าแห้ว ทุบตีเตะถีบกระทืบกันชุลมุนวุ่นวาย ในที่สุด เจ้าแห้ว ก็ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด

"โอ๊ย-รับแล้วครับ รับประทานผมยอมรับสารภาพแล้ว"

การฝึกซ้อมสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คุณหญิงวาด นั่งหัวเราะงอหาย

"ดี สมน้ำหน้ามัน มันปากแข็งจึงต้องโดนซ้อมอย่างนี้ ถามมันให้รู้เรื่อง แม่ไพ พอแล้ว.... ขืนเล่นงาน อ้ายแห้ว ด้วยหลาวทองเหลืองเราก็ต้องเสียเงินทำศพให้มันอีก"

นันทา ยิ้มให้ เจ้าแห้ว แล้วกล่าวว่า

"บอกมาเดี๋ยวนี้ ผัวๆ ของพวกเราไปขลุกอยู่ที่ซ่องไหน"

เจ้าแห้ว ร้องไห้สะอึกสะอื้น ความรักตัวกลัวถูกซ้อม ทำให้ เจ้าแห้ว ต้องยอมสารภาพโดยดี

"รับประทานไม่ได้ไปอยู่ตามซ่องหรอกครับ"

"แล้วไปอยู่ที่ไหน" ประภา ถามเสียงกร้าว

"รับประทานไปอยู่ที่ฮาเร็มของ เจ้าแขกองค์หนึ่ง ในซอยนานาเหนือครับ"

"อยู่ฮาเร็ม" สี่นาง ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"ฮาเร็มตะหวักตะบวยอะไรกันวะ" คุณหญิงวาด กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "เมืองไทยมีฮาเร็มเป็นไปได้หรือ"

เจ้าแห้ว ถอนสะอื้น

"รับประทานมันเป็นไปแล้วนี่ครับ"

สี่นาง ต่างโยนอาวุธทิ้งแล้วพากันมานั่งบนโซฟาร์ตามเดิม การสอบสวน เจ้าแห้ว ได้เริ่มต่อไปโดย นวลลออ เป็นผู้ซัก

"จำไว้ว่า.... พูดจริงแกอยู่ พูดเท็จแกตาย เจ้าแขก ที่แกพูดถึงน่ะชื่ออะไร"

"รับประทาน เจ้าชายสุรามฤต แห่งมหานครเดลฮีครับ พระองค์เคยเสด็จไปที่ห้างเราและทรงซื้อของตั้งเยอะแยะ รับประทานโทรทัศน์ขนาดใหญ่อีกหนึ่งเครื่อง"

สี่นาง ต่างมองหน้ากันอย่างตื่นๆ

"ดิฉันนึกออกแล้วคุณ นัน" ประภา พูดและยิ้มแค่นๆ "คุณนึกได้ไหมคะ"

นันทา พยักหน้า

"จำได้ค่ะ เจ้าชายองค์นี้ยังก้อร่อก้อติกกันกับพวกเรา"

ประไพ โบกมือให้ทุกคนสงบปากเสียง แล้วหล่อนก็ซัก เจ้าแห้ว

"เล่ารายละเอียดให้ฉันฟังถ้าแกรักชีวิตอยู่ต่อไป"

เจ้าแห้ว สะอื้น

"รับประทานรายละเอียดไม่มีหรอกครับ รับประทานวังของ เจ้าแขกองค์นี้ อยู่ในซอยนานาเหนือ พระองค์ได้ตั้งฮาเร็มขึ้นรับประทานมีตัวอ่อนตั้ง ๑๐ กว่าคน คุณๆ ทั้งสี่แอบไปรับประทานตีท้ายครัวกับผู้หญิงฮาเร็มเหล่านั้นครับ รับประทานผมติดตามไปคืนเดียว"

คุณหญิงวาด เสริมขึ้นอย่างเดือดดาล

"อุกอาจกันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"ครับ รับประทานคืนที่ผมไปฮาเร็ม เจ้าแขก จับได้เกือบจะยิงทิ้งเสียแล้วครับ รับประทานบังเอิญ คุณหมอ เป็นเพื่อนของ ท่านมหาราชาจันทรกุมาร เสด็จพ่อของ เจ้าชายสุรามฤต เจ้าชาย ก็เลยอภัยให้และอนุญาตให้คุณๆ ทั้งสี่สนุกสนานอยู่ในฮาเร็มของพระองค์ รับประทานเท่าที่ผมทราบนี้ไม่มีความเท็จแฝงอยู่เลยครับ รับประทานเป็นความจริงล้วนๆ แต่ว่า ถ้าคุณๆ ทั้งสี่รู้ว่าพวกคุณทราบเรื่องนี้จากผม รับประทานผมคงถูกกระทืบตายแน่ รับประทานผมเป็นขี้ข้าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง"

สี่นาง ต่างยิ้มออกมาได้ นวลลออ ล้วงมือลงไปในหน้าอกเสื้อ หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมา แล้วโยนให้ เจ้าแห้ว

"เอ้า-เอาไป ฉันให้แกเป็นค่าทำขวัญที่ถูกซ้อม" เจ้าแห้ว นัยน์ตาวาวโรจน์ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เอื้อมมือตะครุบธนบัตรมาถือไว้ แล้วยิ้มอ่อนหวาน

"รับประทานถ้าอย่างนี้ละก้อ รับประทานซ้อมอีกก็ได้ครับ"

สี่นาง หัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ประไพ โบกมือไล่ เจ้าแห้ว

"ไป-แกจะไปไหนก็ไป ขอบใจมากที่แกให้ความจริงแก่พวกเรา ต่อไปนี้เป็นเรื่องของเราเอง"

เจ้าแห้ว เดินตุปัดตุเป๋ออกไปจากห้องโถง คุณหญิงวาด สั่นศีรษะช้าๆ แล้วกล่าวว่า

"เจ้าแห้ว นี่มันร้ายมาก นี่ถ้าพวกเธอไม่ใช้ระบบซ้อมก็คงไม่รู้เรื่อง อ้า-แล้วจะคิดอ่านแก้ไขกันอย่างไร"

นันทา ว่า "ต้องคิดดูก่อนค่ะคุณอา แต่ว่าพวกเราจะไม่ใช้วิธีรุนแรงกับผัวๆ ของเราหรอกค่ะ เรื่องซ้อมหรือขู่เข็ญเขาเลิกที"

ประไพ ว่า "อย่างมากก็แค่ยิงทิ้งเท่านั้นแหละค่ะ"

คุณหญิงวาด สะดุ้งเฮือก

"ยิงมันตายพวกเธอก็เป็นหม้ายเท่านั้น" พูดจบท่านก็ลุกขึ้นยืน "จะปรึกษาหารือกันอย่างไรก็ตามใจเถอะ อาจะขึ้นไปเอนหลังสักครู่ วันนี้นั่งเล่นไพ่ที่บ้านคุณหญิงเสริมทั้งวันเมื่อยเหลือเกิน"

แล้ว คุณหญิงวาด ก็พาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน สี่นาง ต่างปรึกษาหารือกันต่อไปด้วยความหึงหวงและโกรธแค้นผัวรักของหล่อน

ในชั่วโมงเดียวกันนี้เอง นันทา, นวลลออ, ประภา และ ประไพ ก็พากันออกมาจากห้องโถง ทั้ง สี่นางแต่งกายเฉิดฉันด้วยเสื้อผ้าราคาแพงและทันสมัยตัดเย็บจากร้านตัดเสื้อที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แบบเสื้อที่สวมคอกว้างแลเห็นส่วนบนของปทุมทิพย์ขาวผ่องยั่วยวนตา ซึ่ง สี่นาง มีเจตนาที่จะแต่งตัวโป๊ๆ เช่นนี้

ระหว่างนั้นเอง "คาดิลแล็ค" เก๋งคันงามได้เลี้ยวเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเย็น พล พัชราภรณ์ ทำหน้าที่เป็นคนขับรถคันนี้ในท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง ส่วน นิกร, กิมหงวน, และ ดร. ดิเรก นั่งคอพับคออ่อนหลับไหลไม่เป็นสมประดีอยู่ตอนหลังรถ

สี่นาง ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างบันได ประไพ ขบกรามกรอดแล้วกล่าวว่า

"หายไป ๓ วัน ๓ คืน มันน่ายิงทิ้งเหลือเกิน"

นันทา จุ๊ย์ปากห้าม

"อย่า-น้องไพ เราต้องเอาชนะเขาด้วยความดีของเราและเราจะทำตามแผนการของเรา"

คาดิลแล็คเก๋งคันนั้นแล่นตรงมาหยุดหน้าตึกพอดี สี่นาง ต่างลงบันไดลงมาที่รถ พล รีบปลุกเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้ย ถึงบ้านแล้วโว้ย ลุกขึ้นเสียทีซี"

นายแพทย์หนุ่ม กับ เสี่ยหงวน ต่างสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง สองสหาย ลุกขึ้นนั่งในท่าทีของคนที่หมดเรี่ยวหมดแรงหน้าตาร่วงโรยไปตามกัน เสี่ยหงวน ยกฝ่ามือผลักหน้า นิกร เต็มแรง

"ตื่นโว้ย"

นิกร ไม่ยอมลืมตาขึ้นมองดูโลก เขาเคี้ยวปากจั๊บๆ แล้วพูดเบาๆ

"สุริยา จ๋า เธอสวยอะไรอย่างนี้ สวยกว่าเมียฉันตั้งเยอะแยะ"

อาเสี่ย อ้าปากหวอ

"อ้ายกร"

คราวนี้ นิกร ลืมตาโพลง พอแลเห็น สี่นาง ยืนยิ้มอยู่ข้างรถ นิกร ก็เผลอตัวยกมือไหว้เมียรักของเขา

"แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีจ๊ะเมียจ๋า"

ครั้นแล้ว สี่สหาย ก็พากันลงจากรถ แต่ละคนเสื้อผ้ายับยู่ยี่ กลีบแย่งกันขึ้น เสี่ยหงวน ยืนโงนเงนไปมาเหมือนต้นไม้ต้องลม สี่นางยิ้มแย้มแจ่มใสให้ผัวรักของหล่อน

"ไปเที่ยวไหนกันมาคะผัวขา" ประไพ ถามเสียงอ่อนหวาน

นิกร กลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้า-ทำไมไม่ด่าพี่ล่ะ ไพ"

"อุ๊ย ไพไม่หยาบคายอย่างนั้นหรอกค่ะ"

นิกร ทำหน้าเก้อๆ ยกมือไหว้ ประไพ อีกครั้งหนึ่ง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอบคุณนะครับ ไพ แต่งตัวเสียสวยพริ้ง จะไปไหนจ๊ะ"

ประไพ ยิ้มอ่อนหวาน

"ไปบางลำพูค่ะ ไปหาซื้อนมสด ไข่ไก่และผลไม้มาให้ กรอย่างไรล่ะคะ"

"โถ แม่คุณ ช่างดีต่อผัวอะไรอย่างนี้ ขอให้อายุ วรรโณ สุขัง พลัง นะแม่นะ" พูดจบ นิกร ก็เดินสะลึมสะลือขึ้นไปบนตึก

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล, กิมหงวน กับ ดร. ดิเรก กำลังสนทนากับเมียรักของเขาอย่างจำใจ ทั้งสามคนตีหน้ากะเรี่ยกะราดผิดปกติ นวลลออ กล่าวกับ เสี่ยหงวน อย่างยิ้มแย้มว่า

"เฮียขา ขึ้นไปนอนเอาแรงเสียเถอะค่ะ ค่ำๆ จะได้ไปเที่ยวอีกนวล ไม่ว่า ไม่หวงไม่ห้ามเฮียหรอกค่ะ"

อาเสี่ย ทำปากจู๋ กระพริบตาถี่เร็ว

"ไง๋ยังงั้นล่ะ" เขาพูดเสียงยานคาง "ผัวหายไปตั้งสามวัน แทนที่จะกระทืบผัว กลับยิ้มแย้มแจ่มใส"

นวลลออ หัวเราะ เอียงแก้มให้เขาจูบ

"จูบนวลเสียหน่อยซีคะ นวล จะรีบไปธุระค่ะ"

อาเสี่ย ก้มลงจูบเมียรักของเขาเบาๆ แล้วกระโดดโลดเต้นวิ่งขึ้นบันไดไปบนตึก ขณะนี้ พล กำลังสวมกอด นันทา และโอภาปราศัยกับหล่อน

"ที่รัก เราคิดกันมาว่าเมื่อกลับมาถึงบ้าน อย่างไรเสียก็คงจะถูกเมียซ้อม แต่การกลับตรงกันข้าม นันของพี่ดีอะไรอย่างนี้ ต่อไปนี้พี่เห็นจะเลิกเที่ยวแน่"

นันทา ยิ้มน่ารัก

"ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ถ้าการเที่ยวทำให้ พล ของ นัน มีความสุขแล้วนัน ก็ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ เที่ยวเถอะนะคะ"

พล คลายมือที่กอดหล่อนออกและหันมาทาง นายแพทย์หนุ่ม

"เฮ้-ขึ้นไปพักผ่อนเถอะวะเรา"

ดร. ดิเรก ยกมือจับคางเมียรักของเขา

"ดาลิ๋ง ทำไมยูใจดีอย่างนี้"

ประภา หัวเราะ

"ก็ ภา เป็นเมียที่ดีของ ดิเรก นี่คะ ดิเรก หายไปตั้งสามวันรู้ไหมคะว่าเมียคิดถึงใจแทบขาด"

นายแพทย์หนุ่ม ถอนหายใจหนักๆ

"เว้ล-เวล-เหว่ล ไอเห็นจะเลิกเที่ยวแน่" แล้วเขาก็หันมาพยักหน้ากับ พล สองสหาย พากันเดินขึ้นไปบนตึก

สี่นาง ขึ้นไปนั่งบนรถคาดิลแล็คเก๋ง ประไพ นั่งคู่กับพี่ผัวของหล่อนและทำหน้าที่เป็นคนขับ ประภา กับ นวลลออ นั่งข้างหลังรถ สี่สหาย ยืนมองดูเมียรักของเขาอย่างสะลึมสะลือ จนกระทั่งรถเก๋งคันงามแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

เจ้าแห้ว เดินออกมาจากห้องโถงพอดี สี่สหาย ต่างพากันมองดู เจ้าแห้ว ด้วยความแปลกใจ ปาก เจ้าแห้ว ปลิ้นเหมือนครุฑ คิ้วซ้ายปิดพลาสเตอร์

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือ อ้ายแห้ว" พล ถามคนใช้แก่นแก้วของเขา "แกถูกเมียๆ ของพวกเราซ้อมแกหรืออย่างไร"

เจ้าแห้ว ฝืนยิ้มและปฏิเสธทันที

"รับประทานเปล่าครับ"

กิมหงวน พูดโพล่งขึ้น

"โกหกแล้วอ้ายนี่ ถ้าไม่ถูกซ้อมทำไมหน้าตาแกปูดโปนอย่างนี้"

เจ้าแห้ว หัวเราะเสียงปร่า

"รับประทานเมื่อตอนบ่ายอากาศมันร้อนครับ รับประทานผมร้อนจนใจคอผิดปรกติ เลยชกหน้าตัวเอง แฮ่ะ แฮ่ะ เรื่องเล็กครับ"

สี่สหาย เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทั้งสี่คนเดินเข้าไปในห้องโถงและตรงไปนั่งรวมกันที่โซฟาร์ตัวใหญ่ นิกร กับ อาเสี่ยโผเผสิ้นแรงเหมือนกับคนที่ใกล้จะสิ้นใจตาย ขอบตาเขียวช้ำ ผมยุ่งเป็นกระเซิง ส่วน ดร. ดิเรก กับ พล ก็อ่อนระโหยโรยแรงเช่นเดียวกัน

พล กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"เห็นเมียดีต่อเราเช่นนี้ ทำให้กันสงสารเมียของกันอย่างยิ่ง เรานี่ชักจะเริ่มระยำเสียคนเสียแล้วละโว้ย"

ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ

"ไม่ใช่เริ่มระยำ ความจริงระยำมานานแล้ว"

กิมหงวน ว่า "เมื่อก่อนนี้เราเบื่อบ้านชอบเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาก็เพราะเมียของเราดุร้าย ชอบข่มขู่ด่าว่าเราเดี๋ยวนี้เมียของเราได้กลับกลายเป็นคนละคนแล้ว ไม่เคยบ่นว่าหรือแสดงกิริยาไม่พอใจเราเลย เราจะเที่ยวหัวหกก้นขวิดอย่างไรก็ปล่อยตามเรื่อง ถ้าเราอยู่บ้านก็ปรนนิบัติเราเป็นอย่างดี เลิกเที่ยวกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีกันเสียทีเถอะวะเรา เมียจะได้มีความสุขถ้าเรากระทำตนเป็นผัวที่ดีของเขา"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย นิกร ทำปากแบะแล้วร้องไห้ ดร. ดิเรก มองดูอย่างแปลกใจ แล้วกล่าวถาม

"ร้องไห้ทำไมล่ะอ้ายเวร"

นายจอมทะเล้น พูดพลางสะอื้นพลาง

"กันสงสาร ประไพ ว่ะ โถ-ผัวไม่เคยสร้างความสดชื่นให้เมียเลย เวลานอนผัวก็หันหลังให้"

พล หัวเราะลั่น

"นิ่งเสียโว้ย เสียงแกร้องไห้เหมือนกับเสียงลูกหมาร้อง พวกเราเลิกเที่ยวสำมะเลเทเมากันเสียทีก็ดี โบราณท่านพูดไว้ถูก ร้อยชู้ก็สู้เมียเราไม่ได้ มันสดชื่นกว่ากันเป็นไหนๆ กันเลิกเด็ดขาด คืนนี้กันจะสารภาพผิดกับ นันทา ขืนเที่ยวกันแบบนี้ไม่ช้าเราก็ตาย"

"อ๋อไร๋ อ๋อไร๋" ดร. ดิเรก เห็นพ้องด้วย "กันจะเข้าห้องวิทยาศาสตร์ค้นคว้าทดลองของกันต่อไป กระทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและครอบครัวของเราและเพื่อประเทศชาติ โอ-ฝรั่งเพิ่งได้คิดเดี๋ยวนี้ เมียเราได้ชัยชนะเราอย่างเด็ดขาดแล้ว เขาเอาชนะความชั่วด้วยความดีของเขา"

นิกร ร้องไห้โฮ แล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"กันก็เลิกแน่ สงสาร ประไพ ใจจะขาดแล้ว กันไม่ได้คิดเลยว่าเมียๆ ของเราเขาก็มีความต้องการเหมือนอย่างเรา"

อาเสี่ย กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้า-ตะลุยฮาเร็มส่งท้ายกันในคืนวันนี้อีกคืนเถอะวะ กันยังเสียดายแม่ลักษมีอยู่ หล่อนให้ความสุขแก่กันอย่างมากมายทีเดียว"

นิกร ยิ้มทั้งน้ำตา

"นั่นน่ะซี เราควรจะไปหาแม่พวกสาวๆ ในฮาเร็มอีกครั้งหนึ่ง เราจะได้ทูลให้ เจ้าชาย ทรงทราบว่า เราสงสารเมียของเรา เราจะเลิกนอกใจหล่อนเป็นคนดีของเมียเสียที"

ดร. ดิเรก ยิ้มอายๆ

"อ๋อไร๋ ดีเหมือนกัน" แล้วเขาก็หันมาทาง พล "อีกคืนเถอะวะ เป็นการโจมตีแบบตะลุมบอนครั้งสุดท้ายตกลงนะ"

พล มองซ้ายมองขวาแล้วพูดเสียงหนักๆ

"เอา-ตกลง ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกันเสียทีพวกเรา สามวันแล้วไม่ได้อาบน้ำ เหม็นสาบเหลือเกิน เสพย์สุราแล้วก็โลมนารี ขลุกอยู่ในฮาเร็มของเจ้าแขกแทบจะไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน"

ครั้นแล้ว สี่สหาย ก็ลุกขึ้นพากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก

ไม่มีใครรู้ว่า นันทา, นวลลออ, ประภา และ ประไพ ได้พากันมาเฝ้า เจ้าชายสุรามฤต ที่วังนานาเหนือ

สี่นาง จอดรถไว้ที่หน้าวัง เจ้าชายหนุ่ม เมื่อเข้ามาในประตูวัง มหาดเล็กคนหนึ่งก็ปราดเข้ามาต้อนรับ เขาเป็นชาวภารตที่พูดภาษาไทยได้ชัดเจน

"ประทานโทษ คุณมาเฝ้า เจ้าชาย หรือครับ"

ประไพ ยิ้มแป้น

"ค่ะ ท่านอยู่ไม่ใช่หรือคะ"

"ครับ ท่านอยู่ แต่ว่า....ประทานโทษ....ถ้าหากว่าคุณมาสมัครเป็นนางในฮาเร็มของพระองค์ละก้อขอได้โปรดเลิกล้มความคิดเสียเถอะครับ ผู้หญิงที่มีอายุเกิน ๒๐ ปี ไม่ต้องประสงค์"

นวลลออ มองดูมหาดเล็กอย่างเคืองๆ

"เปล่า เรามาธุระเรื่องอื่น ไม่ใช่มาสมัครเป็นนางบำเรอของพระองค์"

"โอ-ขอโทษครับ ผมเข้าใจผิดครับ เชิญคุณไปบนตำหนักเถอะครับ"

ครั้นแล้วมหาดเล็กผู้มีหน้าที่ต้อนรับแขก ก็พา สี่นางขึ้นไปบนพระตำหนักอันโอ่โถง นันทา, นวลลออ, ประภา และ ประไพ ก็ถูกนำเข้าไปในห้องรับแขก มหาดเล็กเชิญให้นั่งแล้วรีบออกไปทูลเจ้าชาย

สี่นาง นั่งรวมกันบนโซฟาร์ตัวเดียวกัน ประภา กล่าวกับเพื่อนๆ ว่า

"บรรยากาศที่นี่เหมือนในประเทศอินเดียนะคะ ได้กลิ่นธูปแขกและกำยานฟุ้งไปหมด"

ประไพ ว่า "หรือเราลองสมัครเป็นนางบำเรอของ เจ้าชายแขก สักพัก"

สามนาง สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน

"จะดีหรือ น้องไพ" นันทาพูดยิ้มๆ "พี่น่ะไม่รับประทานหรอก ใครจะกล้าทรยศต่อผัวได้"

"ก็ทีเขาทำไมถึงทรยศต่อเราละคะ เราควรจะใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งบ้าง"

นวลลออ ว่า "พูดอะไรอย่างนั้น คุณไพ เล่นกับหนามจะดีหรือคุณ เราไม่ใช่คนใจบุญสุนทานอย่างนั้น"

ประภา จุ๊ย์ปากเป็นสัญญาณให้สงบปากเสียง สี่นาง ได้ยินเสียงคนพูดกันหน้าห้องรับแขก ต่างก็นั่งสงบเสงี่ยมเตรียมตัวเฝ้าเจ้าแขก

เจ้าชายสุรามฤต เสด็จเข้ามาในห้องรับแขกในท่าทีตื่นๆ พระองค์แต่งกายแบบสุภาพชน สวมกางเกงขายาวสีนวล เชิ้ทแพรแขนยาวสีฟ้าและโพกผ้าพันพระเศียรสีเหลือง ท่าทางของ เจ้าชายหนุ่ม สง่าและภาคภูมิบอกให้รู้ว่าเป็นเจ้าหรือเป็นผู้ดีชั้นสูง ไม่ใช่แขกขายถั่วมันๆ หรือแขกเลี้ยงวัว

สี่นาง ต่างกระพุ่มมือไหว้พร้อมๆ กันและกล่าวทัก เจ้าแขก พร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"สวัสดีเพคะ"

เจ้าชาย รับไหว้ตามแบบชาวภารต พระองค์ทรงยืนตะลึงไปชั่วขณะแล้วรับสั่งขึ้นดังๆ

"โอ-ถ้าความจำของฉันไม่ผิด ฉันคิดว่าเธอทั้งสี่คนคือพนักงานขายของของบริษัทสี่สหายใช่ไหมจ๊ะ" รับสั่งจบก็ประทับนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"ใช่แล้วเพคะ" ประไพ ตอบและทำหูทำตากระชดกระช้อย "ฝ่าพระบาททรงพระสำราญดีหรือเพคะ"

เจ้าแขก ยักไหล่และแบพระหัตถ์ออกทั้งสองข้าง

"ผู้ชายที่กรากกรำทำงานหนักอย่างฉันจะสุขสบายได้อย่างไร สุขภาพอย่างฉันเลวลงทุกวัน ดีใจมากที่ได้พบพวกเธอ ก่อนอื่นโปรดบอกนามของพวกเธอให้ฉันรู้จักบ้าง"

นวลลออ ยิ้มอ่อนหวาน

"หม่อมฉันชื่อ นวลลออ เป็นเมีย อาเสี่ยกิมหงวน เพคะ"

เจ้าชาย ทรงพระสรวล

"อ้อ อาเสี่ย พูดถึงเธอให้ฉันฟังบ่อยๆ เธอสวยมากทีเดียว คุณนวล แล้วเธอล่ะ"

นันทา ทูลยิ้มๆ

"หม่อมฉันชื่อ นันทา เป็นเมีย คุณพล เพคะ"

"อ้อ เธอก็สวยหยาดเยิ้มเหมือนกัน สมกับ คุณพล มาก"

ประภา ว่า "หม่อมฉันชื่อ ประภา เป็นเมีย หมอดิเรก เพคะ"

เจ้าชาย ลืมพระเนตรกว้าง

"งั้นเรอะ เธอสงบเสงี่ยมน่ารักเหลือเกิน แล้วคุณคนนี้คงเป็นภรรยา คุณนิกร แน่นอน"

"ใช่แล้วเพคะ" ประไพ พูดเสียงอ่อนหวาน

มหาดเล็กของเจ้าชายคนหนึ่งถือถาดเงินนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ สี่นาง และ เจ้าชายสุรามฤต พระองค์โบกพระหัตถ์ให้มหาดเล็กออกไปได้แล้วรับสั่งกับ สี่นาง อย่างกันเอง

"เชิญดื่มน้ำส้มซิจ๊ะ เธอทั้งสี่คนมาหาฉันด้วยธุระอะไรหรือ"

นันทา กล่าวแทนเพื่อนๆ ของหล่อน

"หม่อมฉันจะมาขอความกรุณาฝ่าบาทในเรื่องผัวๆ ของเราเพคะ"

เจ้าแขก ทรงพระสรวล

"ฉันคิดอยู่เสมอในเรื่องนี้ วันหนึ่งพวกเธอจะมาที่นี่เพื่อขอร้องฉันไม่ให้สามีของพวกเธอมาสนุกสนานกับฉันที่นี่"

ประภา ทูลว่า "เพคะ หม่อมฉันทั้งสี่คนหวังในพระกรุณาของฝ่าบาท ถ้าหากว่าสามีของเราขืนมายุ่งเกี่ยวกับนางบำเรอของฝ่าบาทแล้ว ไม่ช้าเขาก็คงจะทิ้งขว้างพวกเราแน่นอน"

เจ้าชายสุรามฤต สั่นพระพักตร์

"เป็นไปไม่ได้ ฉันรู้ดีว่า คุณพล, คุณนิกร, อาเสี่ยกิมหงวน และ หมอดิเรก นั้นเขารักเมียของเขามาก แต่วิสัยของผู้ชายทุกคน ตราบใดที่เขายังเป่าขี้เถ้าฟุ้งหรือยังเตะปี๊บดังเขาก็อดเจ้าชู้ อดหาเศษหาเลยไม่ได้"

ประไพ ว่า "อย่างไรก็ตามพวกเราก็เหมือนกับผู้หญิงทั้งหลายเพคะ เสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใคร โดยเฉพาะหม่อมฉันด้วยแล้ว เสียทองสักห้าหกตันยังดีกว่าที่จะต้องเสียผัวให้คนอื่น"

คราวนี้ เจ้าชายหนุ่ม ทรงพระสรวลลั่น

"เอาล่ะ ฉันเห็นใจพวกเธอแล้ว เธอจะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ จะให้ฉันช่วยยังไง"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นันทา จึงทูลว่า

"หม่อมฉันอยากจะสมัครเป็นนางในฮาเร็มของฝ่าพระบาทเพคะ เราทั้งสี่คนอยากจะให้ผัวๆ ของเรามีความรู้สึกหึงหวงและเสียดายเมียของเขาบ้าง"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงยิ้มแห้งๆ

"ไม่ดีแน่น้องสาว เธอทั้งสี่คนมีสามีแล้ว ฉันไม่เคยล่วงละเมิดในเมียผู้อื่น ฉันยกย่องเมียคนอื่นเหมือนมารดาของฉัน เรื่องกาเมสุมิฉา ฉันถือนัก"

ประไพ ว่า "เพียงแต่สมมุติเอาเพคะ ไม่ได้เป็นจริงเป็นจัง ช่วยหม่อมฉันหน่อยเถิดเพคะ"

"ช่วยยังไง พูดให้ฉันเข้าใจละเอียดหน่อยซีจ๊ะ"

"คือยังงี้เพคะ" ประไพ พูดต่อไป "หม่อมฉันทั้ง ๔ คน จะป้วนเปี้ยนอยู่ในฮาเร็มของฝ่าบาทในคืนวันนี้ เมื่อผัวๆ ของเรามาเห็นเข้าหม่อมฉันก็จะบอกเขาว่าหม่อมฉันอยากจะสนุกเหมือนอย่างเขาบ้างเลยมาเป็นนางบำเรอของฝ่าบาท"

"เอ" เจ้าชาย คราง "ถ้ามันจะไม่เข้าทีกระมัง คุณประไพ ดีไม่ดีสามีของพวกเธอจะเอาปืนมายิงฉันเข้าฉันก็ม่องเท่งเท่านั้น"

สี่นาง หัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"หม่อมฉันรับรองเพคะ" นวลลออ พูดยิ้มๆ "เขาไม่กล้าทำอะไรฝ่าบาทเป็นอันขาด"

เจ้าชายสุรามฤต นิ่งคิดอยู่สักครู่

"เธอไม่ต้องการให้ผัวๆ ของเธอมาเที่ยวฮาเร็มของฉันยังงั้นหรือ"

"เพคะ" ประภา พูดขึ้นทันที "พวกเราว้าเหว่ใจเต็มทนแล้วเพคะ เขาไม่เคยสนใจกับเมียของเขาเลย"

นันทา พูดเสริมขึ้น

"เมื่อก่อนนี้เขาเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาเพราะพวกเราด่าว่าเขาและทุบตี เขาจึงเบื่อเมียและเบื่อบ้าน ครั้นเดี๋ยวนี้พวกเราดีต่อเขาอย่างที่สุด ไม่เคยบ่นว่าหรือซ้อมเขาเลยเพคะ แทนที่เขาจะเมตตาสงสารเมีย เขากลับได้ใจประพฤติตนสำมะเลเทเมาอีก"

ประไพ ร้องไห้โฮ ยกมือทั้งสองตีหน้าอกตัวเองดังบึ๊กๆ

"พูดแล้วเจ็บใจเพคะ ฮือ ฮือ"

เจ้าชายหนุ่ม กลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่าร้องไห้คนดี นิ่งเสียเถอะ ฉันรับรองว่าฉันจะร่วมมือกับพวกเธออย่างเต็มที่"

สี่นาง ต่างกระพุ่มมือไหว้ เจ้าแขก อีกครั้งหนึ่ง

"หม่อมฉันและพวกเราอยากจะเห็นฮาเร็มของฝ่าบาทก่อนเพคะ ต่อจากนั้นเราจะได้ร่วมมือกันวางแผนการต่อไป"

"ได้ซีน้องสาว" รับสั่งยิ้มๆ แล้วลุกขึ้น "เชิญสิจ๊ะ เชิญขึ้นไปข้างบนเถอะ ฉันจะได้แนะนำพวกเธอให้รู้จักกับพวกนางบำเรอของฉัน ซึ่งทุกคนล้วนแต่เป็นคนดีทั้งนั้น"

สี่นาง ต่างพากันลุกขึ้น ต่อจากนั้น เจ้าชายสุรามฤต ก็พา สี่นาง ออกไปจากห้องรับแขก

พอสิ้นแสงตะวัน สี่สหาย ก็มีจิตใจคึกคักเข้มแข็งอีก

การรับประทานอาหารค่ำในเวลา ๑๙.๐๐ น. ขาดสมาชิกไป ๔ คน คือ นันทา, ประภา, ประไพ และ นวลลออ ไม่มีใครรู้ว่า สี่นาง ไปธุระที่ไหน แต่เมื่อสักครู่นี้เอง นันทา ได้โทรศัพท์มาหา เจ้าแห้ว ให้ เจ้าแห้ว ไปรับรถคาดิลแล็คเก๋งกลับมาบ้าน

ตลอดเวลารับประทานอาหาร คุณหญิงวาด ได้ถือโอกาสเทศนา สี่สหาย เสียพอแรง จนกระทั่ง พล กับ เสี่ยหงวน และ ดร. ดิเรก กลืนกินข้าวไม่ลงคอ ส่วน นิกร ยิ่งถูกด่าก็กินข้าวอร่อย คุณหญิงวาด ไม่ได้เปิดเผยให้สี่สหาย รู้ว่า เจ้าแห้ว ถูกซ้อมสะบักสบอมถึงกับยอมสารภาพความจริงว่า สี่สหายได้ไปเพลิดเพลินอยู่ที่ฮาเร็มของ เจ้าชายสุรามฤต พระโอรสของ ท่านมหาราชาจันทรกุมาร

พล, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก นั่งนิ่งเฉยทำหน้าปูเลี่ยนๆ ไปตามกัน สามสหาย อิ่มข้าวแล้ว แต่ นิกร ยังเคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คุณหญิงวาด ยกมือชี้หน้าหลานชายของท่านแล้วกล่าวว่า

"ฉันด่าแกไม่ผิดอะไรกับตักน้ำรดศีรษะไม้ตีพริก แกช่างไม่สะดุ้งสะเทือนเลย คนอย่างแกหน้าด้านเหมือนกับสะพานช้างโรงสี มีปากก็ด่าไปซิ"

นิกร ยิ้มให้อาสาวของเขาแล้วพูดเสียงคับปาก

"ด่าเถอะครับ ผมจะได้จำคำด่าของคุณอาเอาไว้ไปด่าคนอื่น เมื่อกี้คุณอาด่าสบัดดีเหลือเกินครับ ซ้ำอีกทีซีครับ"

คุณหญิงวาด ค้อนปะหลับปะเหลือก

"ประเดี๋ยวแม่ขว้างด้วยส้อมหน้าตาแหกเลย ดูเจ้าสามคนนี่ซิ รู้จักอายรู้จักเจ็บปวด ด่าเข้าหน้าจ๋องไปตามกัน ส่วนแกไม่มีวันเสียล่ะ จนใจเหลือเกินว่าแกเป็นหลานในไส้ของฉัน ม่ายยังงั้นฉันไล่แกไปจากบ้านนานแล้ว"

นิกร ยักคิ้วแผล็บ

"ไล่ผมก็ไม่ไป"

คุณหญิงวาด หันขวับมาทางสามีของท่าน

"ดูมันซี เจ้าคุณ ดูมันพูดอย่างหน้าด้านๆ "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ ท่านมองดู นิกร ด้วยความรักอันดื่มด่ำใจ ทั้งนี้ก็เพราะท่านอุปการะเลี้ยงดู นิกร มาตั้งแต่นายจอมทะเล้น อายุได้ ๓ ขวบ

"ลูกหลานน่ะด่ามันนักก็ไม่ดีน่า คุณหญิง คนอย่าง อ้ายกร พูดดีๆ มันก็รู้เรื่อง"

"อ้าว เข้าข้าง อ้ายกร อีกแล้ว"

"ไม่ได้เข้า ฉันพูดให้ฟัง ปากปลาร้าอย่าง คุณหญิง ลูกหลานมันไม่กลัวหรอก"

คุณหญิงวาด เดือดดาลทันที ท่านยกกำปั้นทุบโต๊ะดังโครม

"เจ้าคุณ อวดดียังไงมาว่าดิฉันปากปลาร้า นี่แหละเขาว่าหัวล้านไม่มีความคิด"

สองเจ้าคุณ สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน

"ถึงหัวล้านก็ล้านพระยานะ คุณหญิง" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดอย่างเดือดดาล

คุณหญิงวาด เค้นหัวเราะเสียงลั่น

"แต่มันก็เหม็นเขียวอยู่นั่นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"ผมไม่เกี่ยวนะครับ คุณหญิง"

"ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ได้ว่า เจ้าคุณ ดิฉันว่า เจ้าคุณ ของดิฉัน เจ้าคุณ อยากหัวล้านเหมือนกันดิฉันช่วยอะไรไม่ได้ จะว่าอะไร อ้ายกรเป็นต้องออกรับแทนเสมอ อ้ายกร มันมียาปลูกหัวล้านดีหรืออย่างไร"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โกรธจนตัวสั่น

"หยุดนะ คุณหญิง อย่าพูดเรื่องกบาลฉันอีกนะจะบอกให้"

"ทำไม ดิฉันจะพูด หัวล้านๆๆๆ หัวล้านเหม็นเขียว"

พล กล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที

"เปิดโว้ยพวกเรา พวกเราเป็นประเทศเล็กพยายามหลีกเลี่ยงการสงครามดีกว่า ศึกใหญ่จะเกิดขึ้นในนาทีนี้"

สี่สหาย ต่างลุกขึ้นในระหว่างที่ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ คุณหญิงวาด โต้เถียงกันอย่างรุนแรงเหมือนกับจะฆ่ากันตาย พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ถือโอกาสย่องออกไปจากห้องรับประทานอาหารทันที

ทั้งสี่คนพากันออกมาทางหน้าตึก ในเวลาเดียวกันนี้เองคาดิลแล็คเก๋งของ อาเสี่ยกิมหงวน ก็คลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วนั่งประจำที่คนขับตามลำพัง เขาได้ไปรับรถคันนี้ที่หน้าวังของ เจ้าชายสุรามฤต นวลลออ ได้ให้เงินค่าปิดปาก เจ้าแห้ว ๒๐๐ บาท มอบกุญแจรถให้และสั่งให้ เจ้าแห้ว นำรถกลับมาบ้าน

"บ๊ะ เจ้าแห้ว มาพอดีเชียวโว้ย" เสี่ยหงวน ร้องขึ้นดังๆ "เราไปหาข้าวกินกันก่อนแล้วค่อยไปที่วัง เจ้าชายสุรามฤต เห็นแกงกบนึกว่าจะกินข้าวให้อร่อยพอถูกด่าเข้ายัดไม่ลง สู้อ้ายกรไม่ได้"

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดหน้าบันไดตึกพอดี เจ้าแห้ว ดับไฟหน้าหลังและสวิทซ์ไฟเครื่อง เขาเปิดประตูก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สี่สหาย ต่างพากันลงมาทางบันไดหน้าตึก

"เมียๆ ของพวกเราอยู่ที่ไหนวะ" พล ถาม เจ้าแห้ว

เจ้าแห้ว เตรียมโกหกมาเรียบร้อยแล้ว

"รับประทานดูหนังรอบหัวค่ำที่คิงส์ครับ รับประทานรถมันรวน น้ำมันไม่สะดวก คุณนัน เลยขอโทรศัพท์ที่ร้านไอสครีมโทรมาให้ผมไปรับรถ"

พล เข้าใจว่าเป็นจริงก็พยักหน้ารับทราบ

"อะไรมันเสียวะ"

"รับประทานคาบูเรเตอร์มันสกปรกครับ รับประทานผมแวะที่อู่วรจักรให้เขาล้างให้เรียบร้อยแล้ว"

พล ว่า "สองทุ่มครึ่งแกเอารถแพ็กการ์ดไปคอยรับเขาหน้าโรงหนังซีนะ พวกเราจะใช้รถคันนี้"

"ครับ รับประทานเจ้านายจะไปไหนกันครับนี่"

อาเสี่ย ตอบแทน นายพัชราภรณ์

"ไปวังโว้ย แล้วอย่าเสือกพูดมากปากโป้งล่ะ"

ทันใดนั้นเองเสียงตึงตังโครมคราม เสียงถ้วยชามแตกเปรื่องปร่าง แล้วก็มีเสียง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ คุณหญิงวาด ดังมาจากห้องรับประทานอาหาร เจ้าแห้ว ทำคอย่นแล้วยืนนิ่งเฉยนัยน์ตาเหลือกด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"รับประทานผมว่าแล้ว ศึกตะวันออกกลางมันต้องระเบิดขึ้นมิวันใดก็วันหนึ่ง รับประทานไปห้ามหน่อยซีครับ"

ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ

"แกไปห้ามซี"

"รับประทานไม่ไหวละครับ ดีไม่ดีเจอลูกหลงเข้า รับประทานเจ็บตัวเปล่าๆ "

พล กล่าวกับ อาเสี่ยกิมหงวน ด้วยเสียงหัวเราะ

"แกกับ อ้ายกร ไปห้ามศึกหน่อยเถอะวะ ได้ยินไหมล่ะ คุณพ่อกำลังคุกคามคุณแม่ วันนี้คุณพ่อฮึดสู้ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ท่านคงโมโหจนขีดสุด"

สี่สหาย กับ เจ้าแห้ว ต่างนิ่งฟังเสียงถ้วยชามแตกและเสียงเอ็ดตะโรของ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"คนอย่างหล่อนทำเฉยให้หรือยอมแพ้เพราะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกลับข่มขู่ต่างๆ นาๆ นี่แน่ะดูถูกผัว นี่แน่ะ วันนี้เอาตายห่าเลย"

คุณหญิงวาด ร้องตะโกนสุดเสียง

"ว้าย ตายแล้ว กลัวแล้วค่ะ เจ้าคุณ ขา กลัวแล้ว....โอ๊ย จะฆ่าเมียหรือคะนี่"

นิกร ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกสปริงออกมาดีดออกแล้วกล่าวกับ พล อย่างดุเดือดว่า

"พ่อมึงเตะอากู กูฆ่าพ่อมึงแน่"

ครั้นแล้ว นิกร ก็วิ่งตื๋อขึ้นไปบนตึก อาเสี่ย ไล่กวดติดๆ ไป พล ยิ้มให้ นายแพทย์หนุ่ม แล้วกล่าวว่า

"กันรับรอง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ คุณหญิงวาด กำลังตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด คุณหญิงวาด ใช้ท่อนแขนข้างซ้ายล็อคคอ เจ้าคุณไว้ แล้วยกศอกข้างขวาถองหัวล้าน ท่านเจ้าคุณ บางทีก็ขึ้นเข่า ส่วนปากของท่านก็ร้องโวยวายว่าท่านถูก เจ้าคุณ ซ้อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งมองดูนิ่งเฉยโดยไม่สนใจเท่าใดนัก

"โอ๊ย-กลัวแล้วค่ะ เจ้าคุณ ขา กลัวแล้ว" คุณหญิงวาดร้องพลางถองหัวล้านพลาง

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากวงแขนของ คุณหญิงวาด และ ด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายทำให้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แกล้งร้องเอะอะขึ้น

"ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องร้องว่ากลัว นี่แน่ะ นี่แน่ะ เห็นฤทธิ์อ้ายแก่เสียบ้าง"

นิกร พรวดพราดเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ถือมีดพับสปริงในท่าเตรียมแทง เสี่ยหงวน ติดตามเข้ามาในระยะกระชั้นชิด ภาพที่ สองสหาย แลเห็นก็คือ คุณหญิงวาด อยู่ในบทบาทของ กุมภกัณฐ์ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ในบทบาทของ สุครีพ ตอนถอนต้นพญารังและเสียท่า กุมภกัณฐ์ คุณหญิงวาด ขึ้นเข่าลงศอกพลางร้องโอดครวญ

"ช่วยด้วย ชาวบ้านจ๋าช่วยด้วย"

กิมหงวน เอื้อมมือเขี่ยแขน นายจอมทะเล้น

"แทงซีโว้ย"

นิกร ฝืนหัวเราะพับมีดพับเก็บใส่กระเป๋า แล้วกล่าวถามพ่อตาของเขา

"ทำไมคุณพ่อไม่ห้ามล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ไม่จำเป็นโว้ย แกดูแกไม่รู้หรือว่านี่มันมวยล้ม ถองกันก็ไม่เจ็บ ตีเข่าก็ตีส่งเดช ปล่อยไปตามเรื่องเดี๋ยวก็เลิกกันเอง แกจะไปไหนก็ไปเถอะ พ่อรับรองว่าไม่มีอะไร"

นิกร หันมาพยักหน้ากับ เสี่ยหงวน

"ไปโว้ย วิ่งมาเสียหืดขึ้นคอ เสียเวลาเปล่าๆ "

สองสหาย ต่างหมุนตัวกลับแล้วพากันออกไปจากห้องรับประทานอาหารปล่อยให้ สุครีพ และ กุมภกัณฐ์ ต่อสู้กันต่อไป

ก่อนเวลา ๒๑.๓๐ น. เล็กน้อย

คาดิลแล็คเก๋งคันงาม แล่นผ่านประตูวังของ เจ้าชายสุรามฤต เข้ามาอย่างแช่มช้า แสงไฟหน้ารถส่องสว่างจ้า สี่สหาย ได้พากันไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง เสร็จแล้วจึงพากันมาที่นี่ ด้วยความหวังที่จะหาความสุขสำราญกับพวกสาวๆ ในฮาเร็มของ เจ้าชายหนุ่ม เป็นครั้งสุดท้าย

เสี่ยหงวน ทำหน้าที่ขับรถคันนี้และนั่งอยู่ตามลำพัง พล, นิกร กับ ดร. ดิเรก นั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดเทียบหน้าบันไดตำหนักพอดี พอรถหยุด นิกร ก็ร้องลิเกเสียงแจ๋ว

กระดิ่งทองมาแล้ว

พี่มาหาน้องแก้วชื่อลักษมี

มาตรแม้นต่างชาติเอ๋ยศาสนา

แต่ทะว่าน้องยามีอะไรดีๆ

ขอพี่แนบดวงสมรแต่เพียงค่อนราตรี

พอร้องจบ สุนัขอัลเซเชี่ยล ของ เจ้าชาย ก็พากันเห่าขรม กระดิ่งทอง ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล สามสหาย ต่างหัวเราะกันลั่นรถ แล้วพากันลงมาจากรถในท่าทางคึกคะนอง

ทันใดนั้นเอง เจ้าชายสุรามฤต ก็เสด็จออกมาจากห้องโถงใหญ่อย่างร้อนรน สี่สหาย ต่างทักทาย เจ้าแขก อย่างสนิทสนม

"สวัสดีกระหม่อม สวัสดีฝ่าบาท สวัสดีกระหม่อม"

เจ้าชายหนุ่มก้มพระเศียรเล็กน้อย

"เชิญ เชิญ สหายรักของผม ผมกำลังนึกถึงพวกคุณอยู่ทีเดียว ผมเตรียมสุราและอาหารไว้มากมายสำหรับต้อนรับพวกคุณในคืนวันนี้ ซึ่งเราจะดูระบำกันไปพลางและรับประทานอาหารกันไปพลาง"

สี่สหาย พากันขึ้นมาบนพระตำหนัก

"พวกเรารับประทานกันมาเรียบร้อยแล้วฝ่าบาท" พล ทูลยิ้มๆ "เจ้าหงวน เขาพาเราไปเลี้ยงที่ภัตตาคารของเขากระหม่อม"

นิกร พูดโพล่งขึ้น

"รับประทานแล้วรับประทานอีกก็ยังได้กระหม่อม"

ดร. ดิเรก ยกกำปั้นทุบหลัง นิกร ดังพลั่กแล้วกระซิบดุ

"ตะกละตะกรามไปได้อ้ายเวรนี่ รักษาศักดิ์ศรีไว้บ้างซีโว้ย"

เสี่ยหงวน ทูลถามว่า

"วันนี้มีรายการอะไรพิเศษหรือกระหม่อม"

เจ้าชาย แย้มพระสรวล

"พิเศษนิดหน่อย ทางนิวเดลฮีส่งผู้หญิงมาให้ผมอีก ๔ คน เพิ่งมาถึงสนามบินดอนเมืองเมื่อตอนพลบค่ำนี่เอง นางฮาเร็มทั้งสี่คนเต้นระบำแบบอียิปต์ได้เก่งมาก"

เสี่ยหงวน จุ๊ย์ปาก

"โอ้โฮ วิเศษเลยฝ่าบาท สวยไหมกระหม่อม"

เจ้าชาย แย้มพระสรวล

"สวยมากทีเดียว รับรองว่าถ้าพวกคุณเห็นหล่อนแล้วคุณจะต้องตะลึงลาน"

พล กระซิบทูลเบาๆ

"ฝ่าบาทคงจะประทานโอกาสให้พวกเรา สำหรับนางระบำทั้งสี่คนนี้"

"อ๋อ แน่นอนสหายรัก ผมได้ให้สิทธิพิเศษแก่พวกคุณแล้วนี่นะ นางในฮาเร็มของผมทุกคนถ้าพวกคุณมีความปรารถนาใครแล้วคนนั้นก็จะต้องยินยอมบำเรอความสุขให้แก่พวกคุณ ถ้าใครขัดขืนเป็นถูกผมเฆี่ยนหลังอย่างเด็ดขาด"

สี่สหาย ต่างมองดูหน้ากัน แล้วหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าชายสุรามฤต เสด็จนำหน้า คณะพรรคสี่สหาย เข้าไปในห้องโถง ซึ่งห้องนี้ได้ตกแต่งเช่นเดียวกับห้องทรงพระสำราญของ ท่านมหาราชในประเทศอินเดีย

วงดนตรีชาวภารต ซึ่งมีนักดนตรีรวม ๘ คน ด้วยกันนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ทางด้านขวาของห้อง ห้องที่ติดต่อกับห้องโถงมีมหาดเล็กร่างยักษ์สองคนยืนอยู่ข้างประตูด้านละคน ทั้งสองยืนนิ่งในท่าตรงมือขวาถือดาบใหญ่ กลิ่นธูปแขกและกำยานหอมตระหลบอบอวลไปทั่วห้อง

กลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเตี้ยๆ คลุมผ้าปูโต๊ะฝีมือปักของชาวอินเดียเป็นรูปนกยูงรำแพน ซึ่งนกยูงนี้คือสัญลักษณ์ของชาวภารต รอบๆ โต๊ะมีหมอนแพรวางอยู่เรียงรายพื้นห้องปูลาดด้วยพรมเปอร์เซียผืนใหญ่สวยงามมาก ข้างๆ โต๊ะมีฆ้องหนึ่งใบแขวนอยู่กับงาช้างอันเป็นศิลปกรรมของชาวอินเดีย

เจ้าชายสุรามฤต เชิญให้ สี่สหาย นั่ง ล้อมโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวนั้น พวกนักดนตรีพากันมองดูคณะพรรคสี่สหาย แล้วกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆ เจ้าชาย เอื้อมพระหัตถ์ขวาหยิบไม้ตีฆ้องยกขึ้นตีฆ้องทีหนึ่ง

"หมุ่ย"

มหาดเล็กหลายคนต่างถือถาดใส่อาหารและผลไม้เดินเข้ามาในห้องโถง ทุกคนแต่งกายสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยวิสกี้โซดาอาหารอินเดียฝีมือเยี่ยมผลไม้และมอระกู่ถูกยกทยอยตามกันมา พร้อมด้วยบุหรี่ต่างประเทศควันละเอียด นิกร เอื้อมมือจะหยิบไก่ย่างแต่ พล คว้ามือไว้ก่อน

"อย่าเพิ่งโว้ย" เขากระซิบดุเพื่อนเกลอของเขา

นายแพทย์หนุ่ม สนใจกับหีบทองคำขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดโตเท่ากล่องสบู่ เขาหยิบมันขึ้นมาพิจารณาดูลวดลายต่างๆ แล้วทูลถามว่า

"นี่กล่องอะไรฝ่าบาท"

เจ้าชาย แย้มพระสรวล

"คุณหมอ เปิดมันออกดูซี แล้ว คุณหมอ ก็จะรู้เองว่ามีอะไรอยู่ในกล่องนั้น"

ดร. ดิเรก เปิดฝาหีบทองคำออก เขาแลเห็นวัตถุชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับเส้นใบยาที่หั่นละเอียดบรรจุอยู่เกือบเต็มกล่อง นายแพทย์หนุ่ม ขมวดคิ้วย่น

"กัญชา....กัญชาแน่ๆ "

ท่านชาย ทรงพระสรวล

"ถูกแล้ว คุณหมอ คืนวันนี้ผมจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกคุณเป็นพิเศษตามแบบอินเดีย ฉะนั้นจึงต้องมีกัญชาไว้รับรองพวกคุณ ซึ่งชาวภารตทั้งหลายย่อมถือว่ากัญชาเป็นเครื่องรับรองแขกซึ่งจะขาดเสียไม่ได้ คุณหมอ กับเพื่อนๆ สูบกัญชาเป็นหรือเปล่า"

นายแพทย์หนุ่ม ยิ้มแห้งๆ

"พอได้กระหม่อม"

"ดีแล้ว ผมขอถือโอกาสนี้เชิญพวกคุณร่วมสูบกัญชากับผมเพื่อเป็นเกียรติแก่ผม" รับสั่งพลางหยิบสายมอระกู่ส่งให้ สี่สหาย คนละอัน "มอระกู่แบบนี้มีสาย ๕ สายพอดี ต่อไปนี้เราจะได้สูบกัญชาร่วมกันเพื่อแสดงมิตรภาพอันสนิทสนม ผมเชื่อว่าคืนวันนี้ผมและพวกคุณคงจะมีความสุขที่สุดในโลก"

นิกร ชูมือขึ้น

"ตกลงฝ่าบาท ขอให้ เจ้าชายสุรามฤต จงทรงพระเจริญ ไชโย้....ว้า ไม่มีใครไชโยโว้ย ไชโยคนเดียวเก้อตายห่า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้น เจ้าชาย ก็ทรงบรรจุกัญชาลงในหม้อมอระกู่ สี่สหาย กับ เจ้าชาย ต่างสูบกัญชากันอย่างเอร็จอร่อย ครั้งหนึ่ง เสี่ยหงวน เป่าสายมอระกู่เต็มแรง น้ำในหม้อมอระกู่พุ่งปริ๊ดเข้าหน้า นิกร พอดี

"เฮ้ย" นิกร เอ็ดตะโรลั่น "เขาให้สูบโว้ยไม่ใช่ให้เป่า ปู้โธ่-หน้าตาเลอะเทอะหมด"

อาเสี่ย หัวเราะชอบใจ

"ขอโทษทีว่ะไม่ได้แกล้งจริงๆ "

เมื่อสูบกัญชาคนละบ้องแล้ว เจ้าชาย ก็ตีฆ้องอีกหนึ่งครั้ง มหาดเล็กสองคนรีบเข้ามา คนหนึ่งยกหม้อมอระกู่เอาไปอีกคนหนึ่งนั่งคุกเข่าจัดแจงผสมวิสกี้โซดาในท่าทีนอบน้อมมีสัมมาคารวะ เจ้าชายสุรามฤต ทรงประทานวิสกี้ให้ สี่สหาย คนละแก้วแล้วรับสั่งยิ้มๆ

"ดื่มเสียนิดหน่อยจะได้เจริญอาหาร ผมเห็นหน้าพวกคุณแล้วผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เชิญเต็มที่นะครับอาหารของเรามีมากมาย ชนแก้วกับผมหน่อยเถอะ"

สี่สหาย กับ เจ้าชายหนุ่ม ต่างชูแก้วกระทบกันเบาๆ แล้วยกขึ้นดื่ม เสี่ยหงวน คอเหล้าจึงดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เจ้าชายแขก ทรงวางแก้วน้ำสีเหลืองลงบนโต๊ะแล้วตบพระหัตถ์ขึ้นหนึ่งครั้ง

ทันใดนั้นเอง ดนตรีภารตก็เริ่มบรรเลงเพลงอย่างไพเราะทำให้บรรยากาศเหมือนกับอยู่ในประเทศอินเดีย สี่สหาย ต่างครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน ดร. ดิเรก ตบมือเข้าจังหวะกับเสียงเพลง นิกร แทะไก่อย่างเอร็จอร่อย

สาวน้อยสี่คน วิ่งปราดออกมาจากห้องๆ หนึ่ง สี่สหาย ตบมือลั่น นิกร รีบวางขาไก่ลงบนจานแล้วยกมือเป่าปากเปี๊ยวแสดงว่าถึงใจพระเดชพระคุณ นันทา, นวลลออ, ประภา และ ประไพ ได้ถวายความคำนับ เจ้าชายสุรามฤต อย่างพร้อมเพรียงกันแล้วเต้นระบำส่ายตะโพกอย่างยั่วยวน อาเสี่ยกิมหงวน ลุกขึ้นเต้นระบำบ้าง แต่แล้ว พล ก็ดึงขา อาเสี่ย กระชากตัวให้นั่งตามเดิม

"อย่าวุ่นวายโว้ย ดูเฉยๆ สาวน้อยสี่นาง นี่ต้องเป็นของเราคนละคน"

กิมหงวน ร้องตะโกนลั่น

"เปิดหน้าให้ดูหน่อยได้ไหมน้องสาว"

สี่นาง ไม่สนใจกับผัวๆ ของหล่อน ต่างเต้นระบำไปตามจังหวะของเพลง บางทีก็เข้ามาเต้นเบื้องหน้า สี่สหาย และ เจ้าชายสุรามฤต ดร. ดิเรก เอื้อมมือลูบขาเมียของเขาแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"เชฟแน่เหลือเกินโว้ย น่องสวยอย่างกะเบ็ตตี้ เกรเบิ้ล"

เสี่ยหงวน ชี้ไปที่ นวลลออ

"กันจองคนนี้ไว้ก่อนนะโว้ย ใครแย่งเป็นเกิดเรื่อง ว้า-ยัวะซี้อ้า โป๊ตายโหง"

นิกร ชี้ไปที่ ประไพ

"ของกันคนนี้โว้ย เด็ดดวงไปเลยพับผ่า" แล้ว นิกร ก็หันมายิ้มกับ เจ้าชายสุรามฤต "ระบำ สี่นาง เข้าทีมากกระหม่อม กระหม่อมขอซื้อขายไหม"

เจ้าชายหนุ่ม ทรงพระสรวล

"ไม่ต้องซื้อหรอก ผมยกให้ ประเดี๋ยวพาไปบ้านเลย"

นิกร คลานเข้าไปกอดและจูบ เจ้าชายสุรามฤต ดังฟอด

"ฝ่าบาทพระทัยดีจริง อยากได้อะไรในเมืองไทยบอกกระหม่อมนะ กระหม่อมและพวกเราจะหามาถวายทันที"

อาเสี่ย ว่า "อีกสองสามวันกระหม่อมจะหาผู้หญิงเซี่ยงไฮ้มาถวายสักสองสามคน"

เจ้าชาย ทรงพระสรวล

"ขอบคุณมาก เสี่ยหงวน พูดแล้วอย่าลืมก็แล้วกัน"

นางระบำสมัครเล่นทั้ง สี่นาง เต้นระบำจนเหนื่อยท้องแขม่วไปตามกัน นันทา พยักเพยิดกับเพื่อนเกลอของหล่อน สี่นาง จึงถวายคำนับ เจ้าชาย อย่างพร้อมเพรียงกัน แล้วพากันวิ่งเข้าไปในห้องซึ่งดนตรีจบเพลงพอดี

เจ้าชายสุรามฤต กับ สี่สหาย ต่างตบมือเสียงลั่นห้อง เสี่ยหงวน ทูล เจ้าชาย ทันที

"กระหม่อมขออนุญาตเข้าไปในห้องได้ไหมฝ่าบาท"

เจ้าแขก โบกพระหัตถ์

"อย่าร้อนรนนักเลย อาเสี่ย ถึงอย่างไรนางระบำทั้งสี่คนนี้ก็จะต้องเป็นของคุณวันยังค่ำ" รับสั่งจบ เจ้าชาย ก็ยกไม้ตีฆ้องขึ้นตีฆ้องสองครั้ง

ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงใหม่ หญิงสาวคนหนึ่งร่ายรำออกมาจากห้องพักนางระบำ หล่อนคือนางในฮาเร็มคนหนึ่งและเป็นนาฎศิลป์ที่มีชื่อเสียง ศิลปการร่ายรำของหล่อนนั้นสวยงามมาก แต่ สี่สหาย ไม่ต้องการดูจึงโบกมือและไล่ให้เข้าโรง

"ไม่เอา เราต้องการดูระบำสี่คนเมื่อกี้นี้ เข้าโรงโว้ย" นิกร เอ็ดตะโรลั่น

เจ้าชายสุรามฤต ทรงพระสรวลลั่น พระองค์โบกพระหัตถ์ไล่นางระบำทันที

"เข้าไป เพื่อนของข้าเขาไม่ต้องการดูเจ้า"

สาวน้อยก้มศีรษะถวายคำนับ แล้ววิ่งเข้าไปในห้องพักนางระบำด้วยความอับอายขายหน้า

ดร. ดิเรก ทูล เจ้าชาย ทันที

"ขอได้โปรดให้นางระบำชุดแรกออกมาเต้นอีกเถอะฝ่าบาท พวกเรามีความสนใจมาก"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงพระสรวลลั่นห้อง

"ถ้า คุณหมอ ต้องการอย่างนั้น ผมจะจัดให้" แล้วพระองค์ก็ทรงตบพระหัตถ์สองครั้ง

สี่นาง ต่างเยื้องย่างออกมาร่ายรำและกรายร่างเข้ามาใกล้ สี่สหาย และ ดร. ดิเรก ต่างดึงเมียของตนเข้ามาสวมกอด สี่นาง สลัดปัดป้องเป็นที ในที่สุด สี่สหาย ก็กระตุกผ้าคลุมหน้าเมียของเขาออกพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

เหมือนกับถูกสะกดจิต คณะพรรคสี่สหาย ต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ทั้งสี่คนอกสั่นขวัญแขวน เสี่ยหงวน ร้องอุทานสุดเสียง

"ไอ๊ย่า"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงพระสรวลลั่นห้อง สี่นาง แทนที่จะเล่นงานผัวรักของหล่อนกลับยิ้มให้ นวลลออ กล่าวกับ กิมหงวน ด้วยเสียงหัวเราะ

"ตกใจมากหรือคะ เฮียขา"

อาเสี่ย ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"อ๋อย กลัวแล้วจ้ะ นวลจ๋า"

นวลลออ อดหัวเราะไม่ได้

"อย่ากลัว นวล เลยค่ะ เฮีย กับ นวล สิ้นสุดกันแล้ว นวล ยินดีที่จะบอกเฮียว่า พวกเราทั้งสี่คนได้มาเป็นนางบำเรอของท่านชายแล้ว เรามีเงินเดือนคนละ ๕,๐๐๐ บาท"

"โอ๊ย" นิกร ร้องเสียงหลง "นี่หมายความว่า ไพ ของ กร โอ.เค. ซิกาแร็ตกับ เจ้าชาย แล้วยังงั้นหรือ"

ประไพ ยิ้มอ่อนหวาน

"ไม่เพียงแต่ ไพ หรอกค่ะ พี่นัน กับ พี่ภา และ คุณนวลก็เป็นของ เจ้าชาย แล้ว"

พล พัชราภรณ์ นัยน์ตาเหลือก หันขวับมาทาง เจ้าชายสุรามฤต

"เป็นความจริงหรือฝ่าบาท"

ดร. ดิเรก ร้องขึ้นดังๆ

"ถ้าเป็นจริง กระหม่อมฆ่าฝ่าบาทแน่"

เจ้าชายหนุ่ม ชูมือทั้งสองขึ้น

"เพื่อนรัก ผมขอรับรองด้วยเกียรติยศของผมภรรยาของคุณทั้งสี่คน ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเพรชน้ำหนึ่งคุณอย่าลืมว่าชาวภารตทั้งหลาย ซึ่งถือกำเนิดในดินแดนของพระพุทธเจ้าย่อมมีศีลธรรมและคุณธรรมเสมอ เพราะอย่างน้อยเราก็ถือหลักเบญจศีล"

พล กล่าวถามเมียรักของเขา

"ไปยังไงมายังไงกันจ๊ะ นัน นึกยังไงขึ้นมาถึงได้มาสมัครเป็นนางฮาเร็มของท่านชาย"

นันทา ยิ้มระรื่น

"ก็เพราะพี่ไม่รัก นัน น่ะซีเพคะ พวกเราจึงได้ปรึกษาหารือกันและตัดสินใจเมื่อเย็นนี้เอง ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ผัวไม่รักทำให้เรามาสมัครเป็นนางบำเรอของ ท่านชาย"

ประภา พูดเสริมขึ้น

"เราจะไปอยู่อินเดียค่ะ เบื่อเมืองไทยและเบื่อ ดิเรก เต็มทนแล้ว"

"โนๆๆๆ " นายแพทย์หนุ่ม ร้องลั่น "ไอสาบานได้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไอจะรักยิ่งไปกว่ายู"

ประภา ค้อนขวับ

"รักเมียทำไมถึงมาซุกซนอย่างนี้ล่ะค่ะ"

ดร. ดิเรก ยิ้มแห้งๆ

"อ้าย หงวน มันชวนขัดมันไม่ได้"

เสี่ยหงวน สะดุ้งโหยง

"เฮ้ย อย่าซัดกันซีโว้ย"

ดร. ดิเรก หันมาทำตาเขียว

"หรือไม่จริง กันบอกแล้วว่ากันสงสาร ประภา กันจะเลิกเที่ยวเตร่กระทำตนเป็นผัวที่ดีของเมีย แต่แกก็เหนี่ยวรั้งเอาตัวกันมาที่นี่จนได้ แกว่าแกติดใจ แม่ศกุนตลา" พูดจบเขาก็หันมาทาง นวลลออ "ซ้อมมันเลยครับ คุณนวล"

นวลลออ อดหัวเราะไม่ได้

"อย่าจี้จุดเดือด นวล เลยค่ะ คุณหมอ นวล เลิกใช้ระบบซ้อมอย่างเด็ดขาดแล้ว พยายามเอาความดีชนะความชั่วมานานแล้ว เมื่อไม่มีทางที่จะให้ผัวรักและเห็นใจ นวล ก็ต้องปล่อยเฮียตามเรื่องค่ะ อีกสองสามวัน นวล จะไปอินเดียกับ ท่านชาย แล้ว"

อาเสี่ย ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"อย่าล้อเล่นน่า นวล จ๋า ไปอินเดียกลับมาเฮียจำไม่ได้เชียวนะจะบอกให้ ถ้าเป็นรถยนต์ก็ต้องส่งเชียงกง"

นวลลออ ยิ้มให้ เสี่ยหงวน

"นวล พูดจริงๆ ค่ะ ไม่เชื่อถาม คุณไพ ดูสิคะ"

ประไพ พูดขึ้นทันที

"อย่าสงสัยเลยค่ะ อาเสี่ย พวกเราจะไปอยู่อินเดียจริงๆ ท่านชาย รับสั่งว่าจะยกย่องเราทั้ง ๔ คน เป็นชายาของพระองค์ค่ะ จะประทานเครื่องเพชรให้และจะทรงกอบโกยความสุขให้เรา"

นิกร ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบมีดพับสปริงออกมาดีดออก แล้วมองดู เจ้าชายสุรามฤต

"ฝ่าบาทที่รัก กระหม่อมขอกราบทูลอย่างเปิดอกว่า ถ้าฝ่าบาทมีพระประสงค์อย่างนี้ กระหม่อมก็จะขอเอาตับของฝ่าบาทมาแกล้มเหล้ากินตามแบบอย่างของนายซีอุย นักกินตับลือชื่อ"

แทนที่จะกริ้ว เจ้าชายหนุ่ม กลับทรงพระสรวลลั่น

"พวกคุณคิดหรือว่า ผมจะกล้าละเมิดศีลธรรมถึงอย่างนี้ เมียของคุณเขาสัพยอกคุณเล่นเท่านั้น"

สี่สหาย มองดูหน้ากันแล้วถอนหายใจโล่งอกพร้อมๆ กันต่างคนต่างสวมกอดเมียของตนและสารภาพผิดกับหล่อน ต่อพระพักตร์ เจ้าชายสุรามฤต

"นันจ๋า" พล พูดกับ นันทา อย่างอ่อนหวาน "กลับบ้านเถอะยอดรัก พี่จะจุดธูปเทียนสาบานกับพระ ต่อนี้ไปพี่จะรักเมียของพี่คนเดียว พี่จะเลิกเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาอย่างเด็ดขาด พี่จะทำตนเป็นผัวที่ดีของเมียตลอดกาลนะจ๊ะ เรามาสัญญารักกันใหม่"

ประไพ ร้องบอก นันทา

"ใจแข็งไว้ค่ะ พี่นัน อย่าใจอ่อน ต้องเล่นตัวนิดหน่อยตามธรรมเนียม"

นิกร ยกมือจับคางเมียรักของเขา

"อย่าเล่นตัวเลยเมียจ๋า กลับบ้านกันเถอะ พี่เมื่อยเต็มทนแล้ว อยากจะให้ ไพ นวดให้ กร สักหน่อย"

"มะเหงกนี่น่ะ"

"อ้าว ไง๋ให้มะเหงกผัวล่ะจ๊ะ"

นวลลออ กล่าวกับพรรคพวกของหล่อน

"ไปในห้องพักนางระบำเถอะค่ะพวกเรา ถ้าผัวของเราตามเข้าไปในห้องเขาก็คงไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะพวกนางฮาเร็มแต่งกายเหมือนๆ กันและมีผ้าคลุมหน้าเช่นเดียวกัน หากเขาชี้ตัวเราถูกเราก็จะกลับไปบ้าน ถ้าไปชี้เอาคนอื่นเราก็จะอยู่ที่ฮาเร็มนี้"

ครั้นแล้ว สี่นาง ก็สลัดปัดป้องผลักไส สี่สหาย แล้วพากันลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในห้องพักนางระบำ คณะพรรค สี่สหาย ต่างมองดูเมียของเขาอย่างชื่นชม

เจ้าชาย รับสั่งว่า

"สหายรัก ผมคิดว่าต่อนี้ไปคุณคงจะเป็นผัวที่ดีของเมียคุณแน่นอน ใช่ไหมครับ"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"ถูกแล้วฝ่าบาท พวกเราต่างรู้สำนึกกันแล้วว่าผู้หญิงอื่นหมื่นแสนในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสู้เมียของเราได้ เราสำมะเลเทเมากันมาพอแล้วฝ่าบาท สิ้นสุดกันที"

เจ้าชายหนุ่ม ทรงแย้มพระสรวล

"ผมดีใจด้วย ผมสงสารและเห็นใจเมียๆ ของพวกคุณมาก เท่าที่ผมสังเกตดูก็รู้สึกว่าทั้งสี่คนมีความสุภาพอ่อนหวานน่ารักและมีความจงรักภักดีต่อพวกคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ คุณนวลลออ สวยราวกับหยาดฟ้ามาดินทีเดียว"

กิมหงวน ยิ้มแป้น

"นั่นน่ะซีฝ่าบาท กระหม่อมจะไม่ประพฤตินอกใจเมียอีกแล้ว"

เจ้าชายสุรามฤต หันพระพักตร์ไปทางห้องพักนางระบำ

"ไปซีคุณ พวกคุณเข้าไปหาหล่อนและรับหล่อนกลับไปบ้านเถิด ผมขอถือโอกาสนี้อวยพรให้คุณและเมียคุณได้อยู่ร่วมรักร่วมชีวิตกันตลอดไป"

พล พยักหน้ากับเพื่อนเกลอทั้งสาม

"ไปโว้ย ไปเลือกหาเมียเราในห้องนั้น ระวังนะถ้าไปคว้าผิดตัวเราอาจจะโดนเมียเราตบขี้หูไหลก็ได้"

สี่สหาย ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วลุกขึ้นเดินตรงไปที่ห้องพักนางระบำนั้น ยามหน้าประตูทั้งสองคนได้เลื่อนตัวเข้ามายืนชิดกันขวางประตูห้องไว้ มิหนำซ้ำยังขยับดาบด้วย เจ้าคนหนึ่งกล่าวกับ สี่สหาย ด้วยเสียงหนักๆ

"เฮ้-อีนี่เข้าไปไม่ได้น่ะนายจ๋า"

อาเสี่ย หัวเราะหึๆ

"หลีกไป เดี๋ยวเจ็บตัวนะโว้ย"

"เจ็บตัวทำมะไร๋ บอกว่าเข้าไม่ได้ก็เข้าไม่ได้ซี"

เจ้าชายหนุ่ม ตบพระหัตถ์ขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วรับสั่งขึ้นดังๆ

"ให้เขาเข้าไปโว้ย"

ยามทั้งสองคนต่างหลีกทางให้โดยดี สี่สหาย ต่างพากันเข้าไปในห้องพักนางระบำ นิกร ถือโอกาสกระตุกเคราคนยามคนหนึ่ง เจ้าหมอนั่นร้องเอะอะเอ็ดตะโรขยับดาบจะฟันนายจอมทะเล้น แต่ นิกร ผลุบเข้าไปในห้องเสียแล้ว

ณ บัดนี้ สี่นาง กำลังยืนรวมกลุ่มกับสาวๆ ในฮาเร็มไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ซึ่งทุกคนแต่งกายเหมือนกันและมีผ้าแพรปิดหน้าเช่นเดียวกัน สี่สหาย หยุดยืนกลางห้อง ดร. ดิเรก กล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า

"ไอจะเลือกเมียของไอก่อน เข้าไปเลือกทีละคนและอย่าให้ผิดตัวได้"

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างเห็นพ้องด้วย นายแพทย์หนุ่ม ค่อยๆ เดินฝ่ากลุ่มพวกสาวๆ เข้าไปและจ้องมองดูหน้าทีละคน ในที่สุดเขาก็ก้มลงสูดดมข้างจั๊กกะแร้ของหญิงสาวคนหนึ่ง แล้ว ดร. ดิเรก ก็คว้ามือมับ

"ฮั่นแน่ อยู่นี่เอง ไอจำกลิ่นยูได้ ถึงยูจะปิดหน้ากลิ่นมันก็บอกว่าเป็นยู ไป...กลับบ้านเถอะที่รัก"

ประภา เปิดผ้าคลุมหน้าออกแล้วหัวเราะ

"นึกว่า ดิเรก จำภาไม่ได้เสียอีก"

ดร. ดิเรก ยิ้มสดชื่น

"เป็นไปไม่ได้ กลิ่นของยูไม่เหมือนกับกลิ่นของผู้หญิงคนอื่น" พูดจบเขาก็จูงเมียรักของเขาออกจากกลุ่มนางระบำ

พล บุกเข้ามาค้นเมียเขาเป็นคนที่สอง เขารู้แล้วว่า นันทา คนไหน แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ เขาเลื่อนตัวเข้ามายืนข้างๆ นันทา และแกล้งก้มหน้าลงจะจูบสาวน้อยคนหนึ่งโดยไม่ได้ถูกเนื้อต้องตัวหล่อน

ความหึงทำให้ นันทา ยกลูกแปเท้าขวาเหวี่ยงก้น พล เบาๆ เท่านี้เองอ้ายเสือรูปหล่อก็หันมาคว้ามือหล่อนแล้วพา นันทา เดินไปหาคณะพรรคของเขา

นันทา เปิดผ้าคลุมหน้าออกแล้วยิ้มให้ พล ต่อจากนั้น นิกร ก็เข้าไปเลือกหาเมียของเขาบ้าง นายจอมทะเล้นหาอยู่สักครู่ก็ลงคลานสี่เท้า ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนกับสูดกลิ่นอะไรสักอย่างหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดู ประไพ แล้ว นิกร ก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนกระตุกผ้าคลุมหน้า ประไพ ออก

"จุ๊กกรุ๊" นิกร ร้องลั่น

ประไพ หัวเราะชอบใจ

"ทำไม กร รู้ล่ะคะ"

"โธ่-กลิ่นมันเหมือนกันเมื่อไหร่ล่ะ ไพ จ๋า กลิ่น ไพ น่ะทึ่ดๆ พี่จำได้"

ประไพ ร้องกรี๊ดแล้วยกกำปั้นทุบ นิกร ดังพลั่ก

"พูดอะไรก็ไม่รู้ เค้าอายไม่ใช่หรือ"

นิกร จูงเมียรักของเขา ออกไปยืนรวมกลุ่มกับคณะพรรค สี่สหาย ดร. ดิเรก กล่าวกับ เสี่ยหงวน ด้วยเสียงหัวเราะ

"ไปค้นหา คุณนวล ซี"

เสี่ยหงวน ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ถ้าจะแย่โว้ย หมอ นางในฮาเร็มหลายคนที่มีรูปร่างสูงต่ำขนาด นวลลออ ของกัน ถ้ากันคว้าผิดตัวนอกจากกันจะถูกตบหน้าแล้ว นวล อาจจะไม่ยอมกลับบ้านก็ได้"

นิกร ว่า "ดมกลิ่นซีวะ"

อาเสี่ย ยิ้มแห้งๆ

"วันนี้กันบังเอิญเป็นหวัด ดมกลิ่นไม่รู้เรื่องหรอก"

นิกร ขมวดคิ้วย่น

"ก็กลิ่นจั๊กกะแร้ซีวะค่อยแรงหน่อย"

นันทา ยกมือขวาเขกกะบาลน้องชายของหล่อนดังโป๊ก

"บ้า พูดบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้"

กิมหงวน ยกมือดึงขอบกางเกงขึ้น แล้วเดินเข้าไปในหมู่นางระบำหรือนางบำเรอของ เจ้าชายสุรามฤต อาเสี่ย ทำปากเบี้ยวกรอกนัยน์ตาไปมา พยายามพิจารณาหญิงสาวที่มีรูปร่างคล้ายๆ นวลลออ ทีละคน ครั้งหนึ่งเขาหยุดยืนเผชิญหน้า นวลลออ ในระยะใกล้ชิด นวลลออ ทำตาหวานให้เขา อาเสี่ย ยกมือเกาศีรษะแกร๊กๆ แล้วหันมามองดูคณะพรรคของเขา

"สงสัยแม่คนนี้โว้ย ใช่ไหมวะอ้ายกร"

นิกร เอียงคออมยิ้ม

"จะไปรู้เรอะ ของแกควรจะจำกลิ่นหรืออะไรๆ ได้ซี"

เสี่ยหงวน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาจ้องมองดูหน้า นวลลออ แล้วกล่าวกับหล่อนด้วยเสียงหัวเราะ

"เธอจ๋า ช่วยตบหน้าฉันสักทีซิ เอาเถอะ ฉันอนุญาต"

นวลลออ ยกมือข้างขวาตบหน้า กิมหงวน ค่อนข้างแรง

"เพียะ"

เสี่ยหงวน ลืมตาโพลง แล้วกอดหล่อน

"โอ-ใช่แล้ว เฮียจำรสมือของ นวล ได้ ตบจนแก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆ อย่างนี้ต้องเป็น นวล แน่ๆ "

นวลลออ กระตุกผ้าแพรปิดหน้าออก แล้วยิ้มให้ เสี่ยหงวน

"เจ็บไหมคะ"

อาเสี่ยยิ้มแหยๆ

"เจ็บเหมือนกันแต่ทนได้ กลับบ้านเราเถอะ นวล จ๋า เฮียมีนิทานจะเล่าให้ฟังหลายต่อหลายเรื่อง" พูดจบเขาก็คว้ามือ นวลลออ เดินเข้าไปหาคณะพรรคของเขา

สี่สหาย ต่างร่ำลานางในฮาเร็มด้วยวิธีโบกมืออำลา บรรดานางบำเรอของ เจ้าชายสุรามฤต ต่างโบกมือให้เช่นเดียวกัน ก่อนจะออกจากห้อง เจ้าชายหนุ่ม ได้เสด็จเข้ามาอย่างร้อนรน พอแลเห็น สี่สหาย กับ สี่นาง พระองค์ก็ทรงพระสรวล

"เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ"

"เรียบร้อยกระหม่อม" พล ทูลยิ้มๆ "กระหม่อมกับพวกเรากราบทูลลาฝ่าบาทละ จะรีบกลับบ้านกระหม่อม"

สี่สหาย กับ สี่นาง ต่างกระพุ่มมือไหว้ เจ้าชายสุรามฤต ด้วยความเคารพรัก เจ้าชายหนุ่ม ทรงรับไหว้และรับสั่งว่า

"ผมขอแสดงความยินดีด้วย ขอให้ทุกคนมีความสุขโดยทั่วหน้ากัน"

คณะพรรค สี่สหาย ต่างจูงเมียของตนเดินออกไปจากห้องพักนางระบำด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าชาย เสด็จตามไปด้วย

ท่ามกลางความมืดในยามราตรี คาดิลแล็คเก๋งได้พา สี่สหาย และ สี่นาง แล่นออกไปจากวังของ เจ้าชายสุรามฤต อย่างรวดเร็ว ทั้ง ๘ คน นั่งเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่ในรถ เจ้าชายสุรามฤต ประทับยืนอยู่ข้างบันได พระองค์ทอดพระเนตรคณะพรรค สี่สหายจนกระทั่งคาดิลแล็คเก๋งแล่นออกไปพ้นประตูวังของพระองค์.

จบบริบูรณ์