พล นิกร กิมหงวน 127 : 10 เดนตาย

ที่ห้องประชุมของกองบัญชาการทหารสูงสุด ตอนสายวันนั้น

คณะพวกสี่สหาย พร้อมด้วยลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายทหารชั้นนายพันอีก ๓ คน ได้นั่งเรียงรายกันอยู่ทีโต๊ะรูปตัว ยู. หรือเกือกม้า โดยมี พล.อ.วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการเป็นประธานแห่งที่ประชุม ทุกคนแต่งเครื่องแบบสีกากีแกมเขียว เสื้อเชิ้ตแขนสั้น และขณะนี้นายทหารเสนาธิการ ซึ่งมียศเป็นพันโทคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ากระดานดำแผ่นใหญ่ทางขวาของห้องประชุม กำลังอธิบายถึงขุมกำลังของพวกก่อการร้ายให้ทราบจากแผนที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์แผ่นใหญ่เต็มกระดานดำพอดี

พ.ท.ประณต นายทหารเสนาธิการร่างใหญ่วัย ๓๕ ปี ยกไม้สีดำชี้ลงบนแผนที่พลางอธิบายแบบทหารคือเสียงดังฟังชัด

"จากปราณบุรีลงมาทางทิศใต้คือบ้านห้วยขวาง บ้านหนองคางและบ้านตาลเจ็ดยอด ซึ่งอยู่ใกล้กับทางรถไฟและทางหลวง พวกก่อการร้ายจะส่งคนมาหาซื้อเสบียงอาหารจากชาวบ้านตามหมู่บ้านเหล่านี้ จุดที่ผมชี้นี้คืออำเภอกุยบุรี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประจวบฯ ประมาณ ๒๒ กิโลเมตรครับ ในเขตท้องที่กุยบุรีนี้แหละครับพวกก่อการร้ายหรือคอมิวนิสต์ได้มีขุมกำลังอยู่ตามป่าเขาทางทิศตะวันตกของอำเภอกุยบุรีมากมาย ห่างจากทางหลวงราว ๑๐ กิโลเมตร และยากที่จะทำการกวาดล้างได้เพราะภูมิประเทศเป็นป่าทึบ และภูเขามีอาณาเขตติดต่อกับพม่า เมื่อกำลังตำรวจหรือทหารเคลื่อนที่เข้าไปพวกก่อการร้ายมักจะรู้ตัวก่อน และรีบกระจัดกระจายกำลังกันหลบหนี บ้างก็ปะปนอยู่กับพวกชาวไร่หรือชาวบ้านไร่หรือชาวบ้านป่า บ้างก็เปลือยกายล่อนจ้อนเป็นลิงทโมนอาศัยอยู่ตามต้นไม้สูงๆ มองดูเผินๆ ก็นึกว่าลิง บางคนก็หลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ ที่จนมุมถูกเราจับได้ก็มีเหมือนกัน แต่กำลังส่วนใหญ่ของผู้ก่อการร้ายในบริเวณป่าเขาแถบนี้ ตรงนี้ครับ ยังมีอยู่ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน พร้อมด้วยอาวุธที่ทันสมัยและเครื่องมือสื่อสาร อ้า-ผู้การนิกรกรุณาฟังหน่อยครับ"

พ.อ.นิกรค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วยิ้มเจื่อนๆ

"ผมฟังอยู่แล้วครับ แต่หลับตาฟัง"

พ.ต.ประณตอธิบายต่อไป แล้วกล่าวสรุปว่าเมื่อการกวาดล้างทำได้ยากก็เป็นการสมควรแล้ว ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดตัดสินใจให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทยรวม ๑๐ คน ทั้งเจ้าแห้วเดินทางไปปราบปรามพวกก่อการร้าย ในเขตท้องที่อำเภอกุยบุรี ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บรรยายจบแล้วนายทหารเสนาธิการก็ก้มศีรษะกระทำความเคารพ วางไม้ลงบนขอบกระดานดำข้างล่างแล้วกลับมานั่งร่วมโต๊ะประชุม

พล.อ.วิชิตมองดูหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทีละคนด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถของนายทหารเหล่านี้ ซึ่งมีศาสตราจารย์ดิเรกเป็นหัวหน้าคณะและ พล.ต.พล เป็นผู้ช่วย มีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นที่ปรึกษาและเสนาธิการ

"อาจารย์เข้าใจความประสงค์ของเราดีแล้วไม่ใช่หรือครับ" ท่านนายพลอาวุโสพูดยิ้มๆ

"ออไร๋ เข้าใจดีแล้วครับ พวกเรา ๑๐ คนจะพยายามกวาดล้างพวกก่อการร้ายให้ราบคาบสมตามมุ่งหมายของทางการที่ส่งเราไป"

"เดี๋ยว-เดี๋ยวก่อนอ้ายหมอ" พ.อ.กิมหงวนขัดขึ้น "ก่อนจะให้คำมั่นสัญญากับท่านรองคิดและตรองดูเสียให้ดีก่อน เสฯ ประณต เขาอธิบายให้ฟังเมื่อกี้นี้เองว่าพวกมันมีกำลังไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน และมีอาวุธปืนที่ทันสมัย เราเพียง ๑๐ คนเท่านั้นสู้มันไหวหรือเพื่อน"

พ.อ.นิกรพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซี โบราณว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"แต่ถ้าเป็นน้ำยาเคมีสำหรับดับไฟ ถึงมีนิดหน่อยก็อาจดับไฟได้"

"ฮั่นแน่" ร.อ.สมนึกร้องขึ้นดังๆ "อาหมอพูดคมกริ๊บเลย"

ท่านรองฯ หันมาทำตาเขียว ทำให้ลูกชายของเสี่ยหงวนเย็นวาบไปทั้งตัว แต่แล้วท่านนายพลอาวุโสก็เปลี่ยนสายตามาที่ พล.ต.พล

"ว่ายังไงคุณพล"

"พวกเราเป็นทหารครับ เมื่อผู้บังคับบัญชาใช้ให้ไปปฎิบัติหน้าที่เราก็ต้องทำตามคำสั่ง ถึงแม้ฝ่ายศัตรูมีกำลังมากกว่า พวกเราก็จะยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของพี่น้องชาวประจวบฯ ครับ และเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองด้วย"

ท่านรองฯ ยิ้มละไม

"ผมภูมิใจมากที่ได้ฟังคุณพูดอย่างนี้ อ้า-ใต้เท้าล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบวางท่าให้ผึ่งผาย

"ผม....ตายเรื่องเล็กครับท่านรอง"

พล.อ.วิชิตค่อยๆ หันหน้ามาทาง พ.อ.กิมหงวน

"เราได้ประชุมกันแล้วในระหว่างนายทหารผู้ใหญ่ของกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเราต่างก็มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทยเท่านั้นที่จะปราบปรามทำลายล้างพวกก่อการร้ายในจังหวัดประจวบฯ ให้ราบคาบไป ผมเชื่อว่าผู้การกิมหงวนมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยากที่จะหาใครเปรียบได้ ทำงานสำคัญเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตมาหลายครั้งแล้วได้ผลทุกที เพราะผู้การเป็นกำลังสำคัญของ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ ตามรายงานปฎิบัติงานที่แล้วๆ มาก็ปรากฏอยู่แล้วว่าผู้การองอาจกล้าหาญที่สุด"

คราวนี้ พ.อ.กิมหงวนยิ้มเอียงอาย

"แหม-เจ้านายเล่นยอผมยังงี้ผมก็ยอมตายน่ะซีครับ อ้ายผมมันก็เป็นคนชอบยอเสียด้วย ตกลงครับท่านรองฯ ผมพร้อมแล้วที่จะฟาดกับพวกก่อการร้ายเอามันให้ราบเรียบเตียนโล่งไปเลย ต่อให้มันมีกำลังล้านคนผมก็สู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือคว้าแก้วทับกระดาษ แต่นายพลดิเรกคว้าข้อมือไว้และกระซิบบอกท่าน

"ใจเย็นๆ ครับคุณพ่อ นี่มันห้องประชุมไม่ใช่บ้านเรา"

ท่านนายพลอาวุโสเปลี่ยนสายตามาที่ พ.อ.นิกร

"ว่าไงผู้การนิกร งานที่ผมมอบให้พวกคุณทำเป็นงานสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติและพี่น้องชาวประจวบคีรีขันธ์"

นิกรอมยิ้ม

"เอาก็เอาครับ"

พล.อ.วิชิตหันมาทางนายทหารหนุ่มทั้งสี่คน

"พวกเธอทั้งสี่คนมีโอกาสที่จะได้แสดงความกล้าหาญสร้างเกียรติประวัติให้ตัวเอง และคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธอีกครั้งหนึ่ง หวังว่าเธอทั้งสี่คนคงจะปฎิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด และได้ผลสมกับความมุ่งหมายของทางราชการ"

"ครับผม" ร.อ.พนัสรับคำ "กระผมกับเพื่อนๆ พร้อมที่จะสู้ตายครับ เราจะต้องทำลายล้างขุมกำลังของพวกก่อการร้ายที่ป่าประจวบฯ ให้ได้ หรือมิฉะนั้นเราก็ยอมตายครับผม"

ท่านนายพลอาวุโสมองดูลูกชายของสี่สหายอย่างชื่นชม ร.อ.นพชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วกล่าวขึ้น

"ขออนุญาตครับท่านรองฯ "

"ว่าไงผู้กอง"

"แฮ่ะ แฮ่ะ สมมุติว่าพวกเราปราบผู้ก่อการร้ายได้ราบคาบ เราสี่คนมีหวังได้เลื่อนยศเป็นนายพันไหมครับ"

"การทำงานเพื่อหวังลาภยศนั้นไม่ใช่วิสัยของทหาร เราเป็นรั้วของชาติ หน้าที่ของเราก็คือป้องกันประเทศชาติของเราเมื่อพวกก่อการร้ายคือพวกคอมมิวนิสต์กำลังคุกคามทำลายความสงบสุข เราก็ต้องปราบปรามมัน พวกเธอก็ทราบดีแล้วว่าตำรวจหลายคนต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ เราใช้ทหารปราบก็เพราะพวกก่อการร้ายมีจำนวนมากและเราต้องการกำจัดมันให้สูญสิ้นแผ่นดินไทยไปโดยเร็ว"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ร.อ.สมนึก นับจำนวนคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธได้ ๙ คนแล้วเขาก็นึกถึงเจ้าแห้วอีกคนหนึ่งรวม ๑๐ คนด้วยกัน เสี่ยตี๋เผลอตัวร้องตะโกนดังๆ ด้วยความคึกคะนอง

"คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์กำลังรับบท สิบเดนตาย"

ร.อ.นพพูดเสริมขึ้น

"หรือขี่ควายไปแทงแรด"

"เฮ้ย" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดแว็ด "นี่เป็นเวลาประชุมอยู่ต่อหน้าผู้บังคับบัญชานะโว้ย"

พวกนายทหารเสนาธิการหัวเราะคิกคักไปตามกันแม้กระทั่งท่านรองฯ ก็อดหัวเราะไม่ได้ ท่านรักใคร่เอ็นดูนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนเหมือนกับลูกหลานของท่านถึงแม้ว่าจะขาดระเบียบวินัย เพราะเป็นนายทหารพิเศษไม่ใช่นายทหารอาชีพ แต่ทุกคนก็มีความรู้ความสามารถพอตัวเป็นที่ยอมรับนับถือทั้งสามกองทัพ

ต่อจากนั้นการประชุมวางแผนก็เริ่มต้น โดยนายทหาร ๒ คน เป็นผู้วางแผนให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทย แผนนี้เรียกว่า "แผนสังหาร" คือจับตายพวกก่อการร้าย ทำลายค่ายและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ศัตรู เฮลิค็อปเตอรจะนำคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังกองบินน้อยที่ ๕ ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและพักผ่อนพอสมควรแล้ว เฮลิค็อปเตอรก็จะนำไปที่จุดๆ หนึ่งทางทิศตะวันตกของอำเภอกุยบุรี ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธที่จะค้นหา และทำลายข้าศึกด้วยความสามารถของตนเอง หน่วยรบซึ่งมีนายพลดิเรกเป็นหัวหน้าจะไม่ได้รับกำลังบำรุงเพิ่มเติม แม้กระทั่งเสบียงอาหารหรืออาวุธ การปฏิบัติงานในป่าครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยตนเองและต้องลำบากตรากตรำอย่างที่เรียกว่านอนกลางดินกินกลางทราย

ในที่สุดท่านนายพลอางวุโสก็กล่าวว่า

"ขอให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทุกคนสังวรไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ราชการคราวนี้เป็นเรื่องลับเฉพาะและสำคัญยิ่ง ให้ออกเดินทางไปประจวบฯ ในตอนสายวันที่ ๓ เดือนนี้ ซึ่งข้าพเจ้าจะได้ติดต่อกับกองทัพอากาศให้เตรียมเครื่องบินไว้ และจะออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป อาวุธของทางการทุกชนิดและเสบียงอาหารตลอดจนเครื่องใช้ของนายทหารเท่าที่มีอยู่เบิกเอาไปได้ตามความพอใจ ทุกคนอย่าลืมว่าในวันที่ ๒ พฤศจิกายนนี้ เราจะถอนกำลังตำรวจและทหารในเขตอำเภอกุยบุรีกลับมาชุมนุมกันที่อำเภอเพื่อให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทำงานตามลำพังโดยไม่ต้องเกรงว่าจะมีการปะทะกันเอง อ้า-เรื่องนี้เป็นความลับ ใครมีข้อสงสัยอะไรโปรดถามข้าพเจ้า"

ร.อ.นพชูมือขวาขึ้นอีก

"ขออนุญาตครับ"

ท่านนายพลอาวุโสยิ้มเล็กน้อย

"ว่ามาผู้กองนพ รู้สึกว่าเธอมีเรื่องสงสัยตลอดเวลา"

"คือยังงี้ครับท่าน ถ้าพวกเรายิงพวกก่อการร้ายตายหรือบาดเจ็บ ตำรวจเขาจะดำเนินคดีกับพวกเราในข้อหาฆ่าคนตายหรือพยายามฆ่าคนตายไหมครับ"

ท่านรองฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"โอ้โฮ....ลูกผู้การนิกรไหงเซ่อยังงี้นะ พวกเธอเป็นทหารมีอำนาจปราบปรามพวกก่อการร้ายอย่างเต็มที่ ยิ่งฆ่ามันได้หมดก็ยิ่งเป็นความดีความชอบในทางราชการ"

"อ๋อ ถ้ายังงั้นก็หวานซีครับ ผมยิงทิ้งไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว ใส่ด้วยปืนมือ ปังๆๆๆ หงิกรับประทานไปตามกัน เอาระเบิดมือขว้างเข้าไปอีก ระเบิดตูมเนื้อตัวขาดไส้ทะลัก"

"พอแล้วผู้กอง" ท่านรองฯ พูดขัดขึ้น "ฉันจะเตรียมทำรายงานขอเหรียญกล้าหาญให้เธอในครั้งนี้ ก่อนปิดประชุมฉันขอบอกอย่างเปิดอกว่า คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์จำนวน ๑๐ คนที่จะเดินทางไปปราบผู้ก่อการร้ายในครั้งนี้จะต้องมีการเสียชีวิตบ้าง ซึ่งน้อยคนนักจะรอดกลับมา เพราะฝ่ายศัตรูมีจำนวนมากกว่า ชำนาญในภูมิประเทศมากกว่า และมีอาวุธที่ทันสมัยด้วย"

พ.อ.นิกรสบตาท่านรองฯ เขาก็ยิ้มแห้งๆ

"เอ-ผมตั้งใจจะเข้าโรงพยาบาลวันที่ ๑ พฤศจิกายนนี่แหละครับท่านรองฯ ผมตามไปทีหลังได้ไหมครับ"

พล.อ.วิชิตซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"คุณป่วยเป็นอะไรถึงกับจะเข้าโรงพยาบาล"

"รูจมูกผมมันตันมาสองสามเดือนแล้วครับ"

ท่านนายพลอาวุโสนัยน์ตาเหลือก

"รูจมูกตัน "

"ครับ"

"แล้วผู้การหายใจได้อย่างไร"

"ก็หายใจทั้งๆ ที่มันตันนั่นแหละครับ บางทีก็หายไม่ออกตั้งสองสามชั่วโมง หายใจทางปากก็ไม่ได้ ต้องพยายามหายใจทางอื่น"

พล.อ.วิชิตหัวเราะหึๆ

"ผมรู้ดีว่าคนอย่างผู้การนิกรแกล้งทำเป็นขี้ขลาดตาขาวไปยังงั้นเอง ความจริงคุณกล้าหาญพอๆ กับผู้การกิมหงวน เอาละปิดประชุมกันเสียที"

ทุกคนต่างรีบยืนตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการ พล.อ.วิชิตก้มศีรษะรับความเคารพด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่านให้พรคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยแล้วพานายทหารคนสนิทเดินออกไปจากห้องประชุม

ท่ามกลางป่าดงพงไพร ซึ่งมีขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนเป็นแนวยาวติดต่อกันไปจนกระทั่งถึงพรมแดนพม่า บริเวณหุบเขาหรือป่าทึบดงดิบเหล่านี้ล้วนแต่เป็นถิ่นของพวกก่อการร้าย ซึ่งมีพื้นที่ของอำเภอกุยบุรีแห่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เชิงเขาลูกนั้นมีหมู่บ้านของชาวไร่ประมาณ ๑๐ หลังคาเรือน ถึงแม้ชาวไร่เหล่านี้ไม่ใช่พวกก่อการร้าย แต่ก็ตกอยู่ในอิทธิพลของพวกก่อการร้าย ถูกบังคับให้เข้าไปหาซื้อเสบียงอาหารที่อำเภอนำมาขายให้พวกมัน พืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้มันก็ซื้อเอาไปกินโดยจ่ายเงินให้เพียงเล็กน้อยและขู่ว่าถ้าใครร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารเปิดเผยความจริงให้รู้ว่าค่ายใหญ่ของมันอยู่ที่ไหนก็จะถูกฆ่าตายแบบฆ่าล้างโคตร ดังนั้นชาวไร่ประมาณ ๕๐ คนจึงไม่ยอมปริปากพูดหรือให้การที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารที่ยกกำลังมาที่นี่

ครั้งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ชาวบ้านคนหนึ่งนำพวกก่อการร้ายปลอมแปลงตัวเป็นชาวไร่นำพืชไร่บางอย่างบรรทุกเกวียนไปขายที่อำเภอ ผู้ก่อการร้าย ๒ คนเดินทางไปกับเกวียนเล่มนั้นเพื่อไปหาซื้อข้าวสารเสบียงกรังและยารักษาโรคที่จำเป็นเท่าที่จะหาซื้อได้ในตลาดอำเภอกุยบุรี ชาวไร่ได้แอบกระซิบบอกตำรวจหน่วยปราบพิเศษจึงเกิดการปะทะกันขึ้น พวกก่อการร้ายคนหนึ่งถูกยิงตายหน้าร้านเครื่องดื่มในตลาด อีกคนหลบหนีไปได้แต่ถูกยิงบาดเจ็บ

ชาวไร่ผู้นั้นไม่กล้ากลับมาที่ไร่เขาน้อยอีกเพราะรู้ว่าถ้ากลับไปเขาก็ถูกฆ่าตาย ภรรยาของเขาในวัย ๓๐ ปีถูกพวกก่อการร้ายฉุดเอาตัวไปข่มเหงและยิงทิ้งแล้วนำศพมาให้พวกชาวไร่เขาน้อยได้เห็นรอยกระสุนปืนกลมือที่ทะลุปรุพรุนไปทั้งร่าง

"ถ้าใครทรยศหักหลังต่อพวกเราเป็นสายให้ตำรวจหรือทหาร บอกที่ตั้งของเราให้ทหารหรือตำรวจรู้ก็จะถูกฆ่าตายเหมือนอีโรยเมียอ้ายฟักอย่างนี้ และอ้ายฟักผัวอีโรยพวกเราก็กำลังติดตามฆ่ามันอยู่" หัวหน้าฝ่ายก่อการร้ายได้ประกาศคุกคามพวกชาวไร่เช่นนี้

พวกก่อการร้ายไม่รับพวกชาวไร่เข้าเป็นพลพรรคของมัน ก็เพราะชาวไร่เหล่านี้ล้วนแต่โง่เขลาเบาปัญญา อย่างฉลาดก็เพียงอ่านออกเขียนได้ อย่างไรก็ตามชาวไร่จะต้องส่งเสบียงอาหารและพืชผักสวนครัวให้มันด้วยการบังคับซื้อ หรือบังคับให้ไปซื้อจากอำเภอกุยบุรีมาขายให้มัน

ลูกชายของหัวหน้าชาวไร่เป็นสิบตรีทหารสื่อสารและทางราชการได้ส่งตัวมาให้ประจำอยู่ในหมู่บ้านเขาย้อยนี้ปะปนกับพวกชาวไร่ ส.ต.ผัน พุดซ้อน หนุ่มใหญ่วัยเบญจเพส เดินทางมาอยู่กับบิดาของเขาที่หมู่บ้านไร่นี้ประมาณเดือนเศษแล้ว หลังจากพวกก่อการร้ายได้สังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยระเบิดมือและปืนยิงเร็ว ขณะที่เจ้าพนักงานอยู่บนรถจี๊ปวิ่งอยู่บนในลำห้วยอันตื้นเขิน

ส.ต.ผันมีเครื่องรับวิทยุกระเป๋าหิ้วมาเครื่องหนึ่ง เพื่อติดต่อรายงานข่าวการเคลื่อนไหวของพวกผู้ก่อการร้ายให้ตำรวจหรือทหารราบ แต่เขาต้องซ่อนเครื่องรับวิทยุของเขาไว้อย่างมิดชิดคือใส่หีบไม้ฝังดินไว้ใต้กระท่อมที่พักของเขา มักจะใช้พูดติดต่อกับหน่วยทหารหรือตำรวจในเวลากลางคืน ซึ่งสามารถพูดติดต่อกับสถานีวิทยุของกองบินน้อยที่ ๕ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ก็พูดกับกองกำลังตำรวจที่กุยบุรี ศูนย์ฝึกกำลังทดแทนของทหารบกที่ปราณบุรี เครื่องรับวิทยุแบบพิเศษนี้ใช้แบตเตอรี่แห้ง ซึ่งเป็นของทางราชการทหารบกที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อให้การสื่อสารของทหารเรามีประสิทธิภาพดีขึ้น

จากการติดต่อกับนายทหารเสนาธิการของกองบินน้อยที่ ๕ คนหนึ่ง ส.ต.ผัน พุดซ้อน จะคอยต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธรวม ๑๐ คน ซึ่งเฮลิค็อปเตอรจะนำมาส่งในบริเวณที่ราบข้างหมู่บ้านเวลา ๑๓.๓๐ น.วันนี้ หน้าที่ของเขาก็คือจัดหาที่พักให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ ซึ่งทุกคนจะปลอมแปลงตัวเป็นพวกชาวบ้านป่า ไม่ได้มาในเครื่องแบบทหาร

ส.ต.ผัน เรียกประชุมพวกชาวไร่แต่เช้า เล่าความจริงให้ฟังและขอให้เพื่อนชาวไร่ทุกคนจงร่วมมือกันให้ความร่วมมือให้ความช่วยเหลือคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธซึ่งกำลังเดินทางมากวาดล้างพวกก่อการร้ายเพื่อปลดแอกพวกชาวไร่ ให้ชาวไร่ได้ทำมาหากินอย่างปรกติสุขเหมือนเมื่อก่อน พวกชาวไร่ต่างตื่นเต้นดีใจไปตามกัน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะร่วมมือร่วมใจกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ จะให้ความช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างและจะปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไม่ยอมให้บุคคลนอกหมู่บ้านรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด

กระท่อมใหญ่ ๒ หลังซึ่งปลูกอยู่ใกล้ๆ กันถูกจัดขึ้นเป็นที่พักของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และด้านหลังกระท่อมในละเมาะเล็กๆ ส.ต.ผันกับลุงผ่องชายชราหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็นบิดาของผัน ได้ช่วยกันขุดหลุมและปูวางก้นหลุม เพื่อให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธซ่อนอาวุธและเครื่องแบบนายทหารไว้ตามที่นายทหารเสนาธิการของกองบินน้อยที่ ๕ ได้ติดต่อขอร้องเขาให้เตรียมงานไว้ พวกชาวบ้านไร่ทุกคนรอคอยต้อนรับนายพลดิเรกกับคณะด้วยความปิติยินดี บรรดาชาวบ้านไร่เหล่านี้ล้วนแต่เกลียดชังพวกก่อการร้ายอย่างยิ่ง เพราะรู้ดีว่าฝ่ายผู้ก่อการร้ายมีเจตนาทำลายประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา ยอมตัวเป็นทาสของบุคคลชั้นนำฝ่ายคอมมิวนิสต์นอกประเทศ

พอเที่ยงวัน ส.ต.ผันก็ส่งเพื่อนชาวไร่ที่เป็นชายฉกรรจ์ออกไปจากหมู่บ้าน เพื่อคอยดูการเคลื่อนไหวของฝ่ายศัตรูตามจุดต่างๆ หลังจากนั้น ส.ต.ผันก็เตรียมติดต่อกับนายพลดิเรกทางวิทยุ ซึ่งตามกำหนดนั้น

เฮลิค็อปเตอร ฮ.๓๕ จะมาบินวนเวียนเหนือภูเขาและหมู่บ้านประมาณ ๑๓.๐๐ น.เศษ เมื่อได้ติดต่อทางวิทยุโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว นักบินก็จะนำเครื่องบินร่อนลงเพื่อส่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยรวม ๑๐ คนลงที่หมู่บ้านชาวไร่เขาน้อยนี้

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

จนกระทั่ง ๑๓.๒๐ น.ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝน ส.ต.ผัน นั่งอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมฝีมือหยาบๆ ของเขาและกำลังพูดวิทยุติดต่อกับนายพลดิเรก ซึ่งขณะนี้เครื่องบินเฮลิค็อปเตอรแบบ ฮ. ๓๕ เครื่องหนึ่งได้ปรากฏขึ้นทางขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ และบินตรงมาในระยะสูง ๓,๐๐๐ ฟุต

มันเป็นการบังเอิญอย่างที่สุดและเป็นคราวเคราะห์ของ ส.ต.ผัน ทหารสื่อสารผู้ชะตาถึงฆาต ขณะที่เขากำลังปรับเครื่องวิทยุของเขาอยู่นั้น หน่วยก่อการร้ายสองคนได้บุกเข้ามาในหมู่บ้านโดยไม่มีใครรู้ตัว พวกชาวไร่แลเห็นเข้าต่างก็หลบหน้ากันวูบวาบ ชายฉกรรจ์สองคนนี้แต่งกายแบบทหารป่ามีปืนยิงเร็วเป็นอาวุธและมีระเบิดมือแขวนไว้ที่หน้าอกเสื้อคนละสองสามลูก ถึงแม้ว่า ส.ต.ผันส่งพวกชาวไร่ ๕ คนออกไปคอยดูต้นทางนอกหมู่บ้าน พลพรรคก่อการร้ายสองคนก็เล็ดลอดเข้ามาได้ เพราะบริเวณป่าหลังหมู่บ้านเป็นป่าทึบ

คนที่มียศเป็นสิบตรีแลเห็นสายอากาศปรากฏอยู่ที่ชายคากระท่อมบ้านพักของลุงผ่อง มันก็ชี้มือให้เพื่อนของมันดู

"ไม่มีปัญหาอะไรอีกอ้ายฟื้น กูสงสัยมานานแล้วว่าลูกชายลุงผ่องจะต้องเป็นสายลับของตำรวจและทหาร เพราะหน้ามันเฉลียวฉลาดกว่าพวกชาวไร่ที่นี่และมันไม่ใคร่จะกล้าเผชิญหน้ากับพวกเรา มึงเฝ้าอยู่นี่นะ ถ้าพวกชาวไร่แสดงท่าทีเป็นศัตรูต่อเราก็ยิงทิ้งให้หมด กูจะบุกเข้าไปในกระท่อม อย่างไรเสียลูกชายของลุงผ่องก็คงกำลังส่งวิทยุติดต่อกับตำรวจหรือทหาร ถ้าเป็นเครื่องรับวิทยุธรรมดาก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้สายอากาศ และชาวไร่เหล่านี้ไม่มีใครรู้จักฟังวิทยุหรอก เพียงแต่พูดภาษาคน รู้จักภาษาคนก็เก่งแล้ว"

เจ้าหนุ่มคนไทยผู้ทรยศต่อประเทศชาติและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสิบตรีของพวกก่อการร้ายถือปืนยิงเร็วเดินจรดปลายเท้าไปทางหน้ากระท่อมของหัวหน้าชาวบ้านไร่ทันที ขณะนี้ ส.ต.ผันพูดวิทยุติดต่อกับนายพลดิเรกได้แล้ว

"ผม....สิบตรีผันครับท่าน"

"ออไร๋ ทุกอย่างเรียบร้อย"

"เรียบร้อยครับ เรากำลังรอคอยต้อนรับพวกท่านด้วยความตื่นเต้นยินดี"

เฮลิค็อปเตอรเครื่องนั้นบินผ่านยอดเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งและใกล้เข้ามาตามลำดับ ศาสตราจารย์ดิเรกนั่งปะปนอยู่กับคณะพรรคสี่สหายของเขา ซึ่งทุกคนแต่งกายแบบชาวไร่หรือชาวนา ส่วนอาวุธและข้าวของสัมภาระที่มีอยู่มากมายนั้นบรรจุอยู่ในย่ามและถุงผ้าใบกองอยู่บนพื้นเครื่องบิน

"เฮ้-เตรียมตัวโว้ยพวกเรา เครื่องบินจะร่อนลงที่หมู่บ้านเขาน้อยในสองสามนาทีนี้ วิทยุของสายลับกองทัพบกที่พูดติดต่อกับกันชัดเจนดีมาก" แล้วเขาก็พูดกับ ส.ต.ผัน "ฮัลโหล หมู่ส่งคนไปลาดตระเวนรอบนอกหมู่บ้านหรือเปล่า"

"ส่งไป ๕ คนครับท่าน"

"ดีแล้ว เรากลัวว่าฝ่ายก่อการร้ายจะลอบยิงเครื่องบินเครื่องนี้ด้วยปืนครก แมลงปอยักษ์เครื่องนี้เป็นเครื่องบินเฮลิค็อปเตอรแบบใหม่ที่สุดบรรทุกคนโดยสารได้ ๑๕ คน ราคาแพงมาก"

"ผมรับรองครับท่าน บอกนักบินให้นำลงในที่ราบทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านเราเถอะครับ มีที่กว้างขนาดเท่าสนามฟุตบอล เฮลิค็อปเตอรขึ้นลงได้อย่างสบาย"

ก่อนที่ศาสตราจารย์ดิเรกจะพูดอะไรเขาก็ได้ยินเสียงปืนยิงเร็วดังออกมาจากหูวิทยุหนึ่งชุดราวห้าหกนัดซึ่งได้ยินถนัด นายพลดิเรกสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"หมู่ผัน"

"โอ๊ย....อย่าลง ผม..ผมถูกยิง"

นายพลดิเรกใจหายวาบ

"เดี๋ยวอย่าพึ่งตาย พวกก่อการร้ายบุกเข้าไปยิงแกใช่ไหม พวกมันมีจำนวนกี่คน"

"โอ๊ย....ไม่ไหวละครับท่าน ผม...ลา ก่อน....อ๋อย"

เสียงปืนกลมือดังขึ้นอีกหนึ่งชุด คราวนี้ไม่ต่ำกว่า ๑๐ นัด เป็นการสังหารโหด ส.ต.ผันทหารสื่อสารของเราด้วยการยิงข้างหลังในระยะเผาขน ไม่มีใครที่จะขัดขวางหรือช่วยชีวิตของเขาไว้ได้ เพราะพวกชาวบ้านป่าไม่มีอาวุธ มีแต่มีดพร้าจอบเสียมเครื่องมือทำไร่เท่านั้น

"หมอ" พล.ต.พลร้องขึ้นเสียงดังๆ "กันได้ยินเสียงปืนกลมือดังออกมาจากหูวิทยุในมือของแกและได้ยินหมู่ผันบอกแกว่าเขาถูกยิง"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างจ้องมองดูนายพลดิเรกเป็นตาเดียว ใบหน้าของศาสตราจารย์ดิเรกเคร่งขรึมผิดปรกติ

"ออไร๋ สิบตรีผันถูกผู้ก่อการร้ายยิงเท่งทึงไปแล้ว ขณะที่เขากำลังพูดวิทยุกับกัน เป็นอันว่าเครื่องบินของเราจะลงที่หมู่บ้านเขาน้อยไม่ได้แน่ ขืนลงไปก็ต้องปะทะกับพวกก่อการร้าย และจะทำให้เครื่องบินเครื่องนี้พังพินาศ" พูดจบก็หันไปร้องตะโกนบอกนักบินซึ่งมียศเป็นเรืออากาศเอก "คุณอำนวย เราลงมาหมู่บ้านเขาน้อยไม่ได้แล้ว"

นักบินหันมามองดูแล้วร้องตะโกนถาม

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับอาจารย์"

"สายลับทัพบกที่นั่นถูกยิงตายขณะที่เขากำลังพูดวิทยุกับผม บินเลยไปก่อนแล้วหาที่ลงใหม่ให้ห่างจากเขาน้อยประมาณสองกิโลเมตรเป็นอย่างมาก"

ฮ. ๓๕ หมายเลข ๘๗๐ บินข้ามเขาน้อยผ่านหมู่บ้านชาวไร่ในระยะ ๒,๕๐๐ ฟุต เสียงใบพัดใบใหญ่ของมันฟันอากาศดังพั่บๆ แสบแก้วหู นักบินบังคับเครื่องบินบินผ่านไป นายพลดิเรกลุกขึ้นเดินไปหานักบินและนั่งลงบนเก้าอี้นักบินผู้ช่วยมองดูภูมิประเทศเบื้องล่างซึ่งส่วนมากเป็นป่าและขุนเขา

"ผมรู้สึกว่าอาจารย์กับคณะไม่สู้จะปลอดภัยนักนะครับ ผมวิทยุเรียกเครื่องบิน บ.น.๕ สักหมู่หนึ่งให้มาช่วยคุ้มกันดีไหมครับ"

นายพลดิเรกส่ายหน้า

"โน-พวกเราไม่ต้องการให้ฝ่ายศัตรูรู้ว่าเรามาปราบมัน เราอยากให้มันเข้าใจผิดว่ากำลังของเราเพียงไม่กี่คนที่มากับเครื่องบินนี้ไม่ได้ลงปฏิบัติการในป่า อ้า-ลงที่หุบเขาโน่นได้ไหม ข้าศึกจะได้มองไม่เห็นเครื่องบิน"

"ได้ครับอาจารย์"

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ฮ.๓๕ ของกองทัพอากาศก็ร่อนลงในหุบเขาแห่งหนึ่ง ศาสตราจารย์ดิเรกออกคำสั่งกับคณะพรรคของเขาทันที

"เร็วโว้ยพวกเรา ขนข้าวของสัมภาระลงจากเครื่องบินโดยเร็วที่สุด นักบินจะได้นำเครื่องบินกลับไปโดยที่ข้าศึกไม่เฉลียวใจว่าพวกเราได้มาลงที่หุบเขานี้"

ทุกคนต่างปฏิบัติตามคำสั่งอย่างรวดเร็วฉับพลัน คือขนข้าวของสัมภาระลงจากเครื่องบิน ต่อจากนั้นเฮลิค็อปเตอรหมายเลข ๘๗๐ ก็บินขึ้นสู่อากาศเป็นเส้นตั้งฉากและบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศเหนือเดินทางกลับดอนเมือง

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทั้ง ๑๐ คน ต่างหอบหิ้วข้าวของเดินบุกไปที่เชิงเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งและหยุดพักผ่อนรวมกำลังกันภายใต้ต้นไม้ใหญ่สามสี่ต้น กิ่งใบของมันขึ้นครึ้มและตามโคนต้นไม้มีก้อนหินขนาดใหญ่มากมายเป็นที่ลับกำบังตัวได้ดี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับทุกคนว่า

"เราเริ่มต้นปฏิบัติงานสำคัญของเราแล้วนะ เราได้รับคำสั่งให้มาทำลายล้างพวกก่อการร้าย แต่ถ้าเราเพลี่ยงพล้ำเราก็จะถูกมันฆ่าตาย ฉะนั้นทุกคนต้องระมัดระวังตัวให้มาก บริเวณป่าแถบนี้เราพึ่งเหยียบย่างเข้ามาเป็นครั้งแรก เรามีแผนที่และเข็มทิศเท่านั้นที่จะช่วยนำทางเรา แต่พวกก่อการร้ายมันชำนาญในภูมิประเทศรู้ลู่ทางเป็นอย่างดี"

พ.อ.นิกรหัวเราะคิกคัก ยกมือชี้บอกลูกชายของเขา

"แกดูซิอ้ายนพ นั่นนกอะไรวะ"

ร.อ.นพมองตามสายตาบิดาของเขาแล้วพาซื่อพูดขึ้นดังๆ

"นกตะกรุมน่ะซีครับ ลงหัวแดงแจ๋ยังงี้จะเป็นนกอย่างอื่นได้อย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับ พล.ต.พล

"อ้ายพ่อลูกคู่นี้น่ายิงทิ้งเหลือเกินพับผ่า ความจริงอ้ายกรมันรู้จักดีอยู่แล้ว แต่มันแกล้งถามลูกชายของมันไปยังงั้นเอง" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขว้างไปที่นกตะกรุมตัวนั้นแล้วร้องขึ้นดังๆ "ชู้ว ไปโว้ย"

ตะกรุมป่าบินพึ่บพั่บหนีไปด้วยความตกใจ สี่สหายหนุ่มหัวเราะคิกคักไปตามกัน นายพลดิเรกคลี่แผนที่บริเวณอำเภอกุยบุรีซึ่งติดต่อกับอำเภอปราณบุรีทางเหนือและอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ทางใต้ แผนที่นี้เป็นแผนที่ทหารบกสำหรับใช้ในราชการสงครามจึงมีรายละเอียดต่างๆ ปรากฏอยู่ในแผนที่ครบถ้วน

แล้วนายพลดิเรกก็กล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เราอยู่ห่างจากเขาน้อยประมาณกิโลเมตรเศษเท่านั้นแหละครับ พวกเราจะต้องทำงานแข่งกับเวลา ขณะนี้ ๑๓ นาฬิกา ๔๐ นาทีแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"แกเป็นหัวหน้าจะเอายังไงก็ว่ามา"

ศาสตราจารย์ดิเรกนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ผมจะพาเพื่อนๆ กับคุณพ่อไปสังเกตการที่หมู่บ้านเขาน้อยครับ การที่สิบตรีผันสายลับทหารบกถูกยิงทิ้ง ขณะที่พูดวิทยุติดต่อกับผมอาจจะทำให้พวกชาวไร่ที่นั่นพลอยได้รับกรรมถูกฆ่าตายหมดทั้งหมู่บ้านแล้วก็ได้ ตามรายละเอียดที่เราได้รับทราบมาจากหน่วยปราบของตำรวจภูธร"

"เอา-ไปก็ไป ให้อ้ายสี่คนกับอ้ายแห้วอยู่เฝ้าข้าวของของเราที่นี่ยังงั้นเรอะ"

"ออไร๋ เราจะเคลื่อนที่ไปเขาน้อยในสภาพของชาวบ้านป่าอย่างนี้แหละครับ เอาย่ามไปคนละใบ ปืนยิงเร็วและระเบิดมือเตรียมไว้ปะทะกับพวกมันถ้าหากว่าเราต้องเผชิญกับมัน" พูดจบนายพลดิเรกก็หันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสาม "ไปโว้ยพวกเรา ออกเดินทางไปหมู่บ้านชาวไร่ที่เขาน้อย อ้ายนัสกับเพื่อนๆ และอ้ายแห้วอยู่เฝ้าข้าวของสัมภาระที่นี่ ถ้าเกิดปะทะกับพวกก่อการร้ายให้สู้ตายอย่ายอมทิ้งที่มั่น"

ร.อ.พนัสยิ้มให้นายพลดิเรก

"ไปเถอะครับ พวกเราจะหุงหาอาหารเย็นเตรียมไว้ เราอาจจะล่ากวางหรืออีเก้งในหุบเขานี้ได้สักตัวหนึ่ง"

"โนๆๆๆ " ศาสตราจารย์ดิเรกขัดขึ้น "ห้ามใช้ปืนอย่างเด็ดขาด เสียงปืนในหุบเขาหรือในป่าเช่นนี้ได้ยินไปไกลมาก"

ร.อ.นพพูดเสียงเสริมขึ้น

"เราล่ามันด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องใช้ปืนก็ได้ครับ ผมจะใช้มนตร์แบบเดียวกับพระสังข์เรียกกวางมาพบผม"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เตรียมตัวไปจากที่นั้น

บริเวณป่าดงพงไพรเงียบสงัด บางแห่งเป็นป่าโปร่งที่อยู่ใกล้กับภูเขา บางแห่งก็เป็นป่าทึบ ภูมิประเทศอันทุรกันดารเช่นนี้เองทำให้การกวาดล้างพวกคอมมิวนิสต์ก่อการร้ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีทางหลบซ่อนตัวได้ทั่วไป เพราะพวกก่อการร้ายมักจะใช้วิธีสู้รบแบบกองโจรหรือสงครามนอกแบบที่เรียกว่าการรบในป่าแอบซุ่มยิงตำรวจหรือทหาร มีมากก็รีบล่าถอยข้ามเขาไป บางทีก็ซ่อนตัวอยู่ในดงทึบยากที่จะค้นหาพบได้

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นในบริเวณป่าหลังหมู่บ้านชาวไร่ ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนกับว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านร้าง ความจริงพวกชาวไร่หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเรือนของตนด้วยความหวาดหวั่นเกรงกลัวพวกก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมทารุณผิดมนุษย์

"ไหงเงียบเชียบอย่างนี้" พ.อ.นิกรพูดขึ้นเบาๆ "หรือชาวบ้านอพยพหลบหนีไปหมดแล้ว"

ผู้หญิงชาวไร่วัย ๔๐ ปีคนหนึ่งหาบปี๊บเปล่าคู่หนึ่งเดินตรงมาที่บ่อน้ำข้างกอไผ่ เพื่อจะตักน้ำในบ่ออาบกิน บ่อน้ำที่พวกชาวไร่ช่วยกันขุดขึ้นกว้างประมาณ ๖ เมตร และยาว ๑๕ เมตร ความลึกนั้นคงลึกมากเพราะน้ำฝนที่ขังอยู่ในบ่อมีให้ใช้ตลอดปี

เสี่ยหงวนร้องเรียกหล่อนพอให้ได้ยิน

"น้องสาว"

หล่อนสะดุ้งเฮือกและหยุดชะงัก พอแลเห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หล่อนก็ตกใจจนหน้าซีดตัวสั่นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกก่อการร้าย เมื่อคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณเดินเข้ามาหา หล่อนก็วางหาบปี๊บเปล่าลงและประนมมือไหว้ด้วยความหวาดกลัว

"อย่าฉุดฉันเอาไปทำเมียเลยจ้ะนายจ๋า ฉันแก่แล้ว"

"ว้า" เสี่ยหงวนคราง "ยังไม่ทันบอกสักหน่อยว่าเราจะฉุดเอาไปทำเมีย พวกเราเป็นทหารไทยไม่ใช่พวกก่อการร้าย"

หล่อนลืมตาโพลง ใบหน้าของหล่อนสดชื่นขึ้นเป็นคนละคน

"พวกเจ้านายเป็นทหารไทยที่มาเรือบินแมงปอเมื่อตอนบ่ายโมงใช่ไหมจ๊ะ"

นิกรตอบแทนเสี่ยหงวน

"ใช่ เครื่องบินของเราตั้งใจจะลงที่นี่แต่เรารู้ว่ามีพวกก่อการร้ายที่นี่ เราก็เลยไปลงที่หุบเขาดงรัก หมู่ผันถูกยิงตายแล้วใช่ไหม"

หล่อนร้องไห้โฮ

"จ้ะ เขาตายแล้ว อาผ่องพ่อของหมู่ผันก็ถูกยิงตายอีกคนหนึ่ง พวกมันช่วยกันเอาศพแขวนไว้ที่หน้าหมู่บ้านและสั่งว่าอีก ๓ วันถึงให้ฝังศพได้ มันต้องการให้พวกเราเข็ดหลาบไม่กล้าร่วมมือกับทหารและตำรวจจ้ะ"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ต้องวิตกน้องสาว พวกเรามาช่วยพวกชาวไร่ที่นี่แล้ว ขณะนี้มีพวกก่อการร้ายอยู่ที่นี่หรือเปล่า"

หล่อนสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอกจ้ะ มันไปหมดแล้ว แต่มันสั่งว่าให้พวกเราทำกับข้าวไว้ให้มันบ้านละอย่าง สี่โมงเย็นมันจะมารับเอาไป ถ้าใครไม่ทำกับข้าวไว้ให้มันจะถูกยิงทิ้งและผู้หญิงที่นี่มันจะฉุดเอาไปทำเมีย นายจ๋า พวกเราเหมือนตกนรกทั้งเป็น ผู้หญิงอายุตั้ง ๕๐ กว่าแล้วมันยังฉุดเอาไป และน้อยคนนักที่จะได้กลับมา"

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"ได้การแล้วโว้ย ๑๖ นาฬิกามันจะมารับกับข้าวจากชาวบ้านที่นี่ เรามีโอกาสที่จะฆ่าพวกก่อการร้ายอย่างน้อยก็ในราว ๓๐ คน"

"แกจะทำอย่างไรหมอ" พล.ต.พลถาม

"ก็เอายาพิษใส่ลงไปในอาหารน่ะซี เมื่อพวกมันมารับอาหารไปกินกัน ใครกินเข้าไปก็เท่งทึง ยาพิษของกันร้ายยิ่งกว่าไซยาไนต์ พอกินเข้าไปอำนาจของยาพิษจะบังคับให้ระบบหัวใจหยุดทำงานทันที กันเตรียมมาทุกอย่างในการสังหารศัตรูของเรา"

"วิเศษมากหมอ" พลพูดยิ้มๆ แล้วเขาก็หันมาทางผู้หญิงชาวไร่ "เธอชื่ออะไรน้องสาว"

"ฉันชื่อสอนจ้ะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ประภัสสรหรืออัปสร"

"สอนเฉยๆ จ้ะ คนบ้านนอกคอกนาชื่อแปลลำบากมีที่ไหนจ๊ะนาย ฉันไม่ใช่คนกรุงเทพฯ จะได้ชื่อเพราะๆ ชนาทิพย์ ก้านเดือน กิ่งดาว ศิริมา จันทร์พร เทวนินนา สายสุนี เทวีวิภา อะไรเหล่านี้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พลกล่าวกับหล่อนอย่างกันเองว่า

"พวกชาวไร่ทุกคนล้วนแต่เกลียดชังและเกรงกลัวอ้ายพวกก่อการร้ายใช่ไหมน้องสาว"

"จ้ะ เราทั้งเกลียดทั้งกลัวมัน"

"ถ้ายังงั้นพาเราเข้าไปในหมู่บ้านเถอะ คืนนี้ก่อนพลบค่ำเราจะมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้ หวังว่าพวกชาวไร่คงจะยินดีต้อนรับพวกเราไม่ใช่หรือ"

"โอ-ยินดีซีนาย ข้าวปลาของเราที่ซุกซ่อนไว้ก็ยังมีหุงหาให้นายกิน ขอให้เจ้านายปราบมันให้หมดสิ้นทีเถิด เจ้าประคู้น เราจะได้อยู่เย็นเป็นสุขกันเสียที อ้ายพวกนี้ทำให้เราเดือดร้อนมากไม่เป็นทำมาหากิน ไปซี่จ้ะนาย ฉันจะไปบอกพวกเราให้รู้ว่าพวกเจ้านายมาช่วยเราแล้ว แต่ว่า เจ้านายเป็นทหารจริงๆ หรือเป็นโจร ฉันอดสงสัยไม่ได้ หน้าตาของนายคนนี้สกปรกมอมแมมเหมือนกับพวกปล้น หรือพวกโจรห้าร้อยที่ฉันเคยเห็นมา"

นิกรอ้าปากหวอ

"ฉันน่ะเรอะ"

"จ้ะ"

พ.อ.นิกรทำหน้าชอบกล

"ฉันไม่ได้โกนหนวดเครามา ๕ วันแล้ว หน้ามันก็เหมือนโจร ความจริงฉันเป็นนายทหาร ปู้โธ่-ดูยังไงนะเห็นเป็นโจรไปได้ พวกเราล้วนแต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งนั้น"

"อ้อ-ถ้ายังงั้นฉันขอโทษ นายอย่าถือโทษโกรธเคืองเลย อ้ายฉันมันคนบ้านนอกไม่รู้ภาษาอะไรหรอก"

นางสอนภรรยาชาวไร่คนหนึ่งพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในหมู่บ้าน นางสอนมีอายุเพียง ๔๐ ปีเท่านั้น ถ้าเป็นผู้หญิงที่ทันสมัยรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวเสริมสวยก็ยังสวยพริ้งเหมือนกับผู้หญิงในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในวัยนี้ แต่หล่อนเป็นชาวไร่อยู่ในป่าดงพงไพรก็ดูคล้ายกับว่าหล่อนเป็นยายแก่คนหนึ่ง

ที่หน้าหมู่บ้าน สี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างยืนตะลึงไปตามกันเมื่อแลเห็นศพของ ส.ต.ผันและชายชราหัวหน้าหมู่บ้านนี้คือลุงผ่องบิดาของผันถูกแขวนคอโตงเตงอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ร่างของศพตอนหน้าอกถูกยิงทะลุปรุพรุน สองพ่อลูกถูกสังหารโหด มิหนำซ้ำศพของเขายังถูกทารุณอีก พวกก่อการร้ายได้แสดงความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนของมันจับศพแขวนคอไว้เช่นนี้ก็เพื่อข่มขู่ทำลายขวัญของพวกชาวไร่เขาน้อยใก้เกรงกลัวมันไม่กล้าเป็นสายลับให้ตำรวจหรือทหารอีก

นางสอนไปตามสามีของหล่อนในวัยเดียวกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อจากนั้นพวกชาวบ้านทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ประมาณ ๓๐ คนก็ย่อยๆ กันเข้ามาหา ใบหน้าของชาวไร่เหล่านี้หม่นหมองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

"เจ้านายมากันกี่คนครับ" นายจุ่นสามีของนางสอนได้กล่าวถาม พล.ต.พลอย่างนอบน้อมยำเกรง

"ผมชื่อจุ่นเป็นผัวของนังสอนครับ นี่เพื่อนบ้านของผมทั้งนั้นเหมือนกับว่าเราเป็นพี่น้องกัน"

พลยิ้มให้นายจุ่น

"เรามากัน ๑๐ คน แต่ว่าพวกเรา ๕ คนยังอยู่ที่หุบเขาดงรัก ก่อนอื่นเราขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งที่หมู่ผันและบิดาของเขาถูกพวกก่อการร้ายฆ่าตาย แต่เราขอสัญญาว่าพวกเราจะปราบปรามทำลายล้างมันให้หมดสิ้นเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและพี่น้องชาวประจวบฯ "

เสียงพึมพำดังขึ้นในหมู่ชาวไร่ หลายคนต่างสนับสนุนคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและกล่าวคำสาปแช่งพวกก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมทารุณและทำความเดือดร้อนให้พวกเขา พล.ต.พลแนะนำให้พวกชาวไร่รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทั่วหน้ากัน บรรดาชาวไร่ทั้งหญิงชายต่างรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นเมื่อทหารไทยจำนวนนี้ทมาปรากฏตัวอยู่ในหมู่บ้านของเขา

ชายชราคนหนึ่งกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"ผมคิดว่าพวกคุณเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมเสียก่อนเถอะครับ อีกชั่วโมงเดียวพวกมันจะมาเอาอาหารที่มันบังคับให้พวกเราทำให้มันคนละสิ่ง ผู้ที่ถูกมันบังคับให้ทำอาหารมื้อนี้รวม ๖ คนด้วยกัน ก็ต้องทำให้มันตามมีตามเกิด พวกเจ้านายคอยซุ่มดักยิงมันเถอะครับ อย่างน้อยมันจะต้องมาที่หมู่บ้านนี้ราวสี่คน"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้ชายชรา

"ถ้าเราจะดักยิงมันเราก็ฆ่ามันได้เพียงสามสี่คนเท่านั้นคือพวกที่มารับอาหารไป เราต้องการสังหารหมู่หรือฆ่ามันให้มากที่สุด ฉันจะมอบยาพิษให้ทุกคนที่ทำอาหารไว้ให้มัน เอายาพิษของฉันโรยลงไปในอาหารเมื่อพวกมันเอาไปกินกัน ใครกินเข้าไปก็ต้องตายถึงมีหมอประจำอยู่ในค่ายของมันหมอก็ช่วยอะไรไม่ได้ ฉันกับเพื่อนๆ จะรีบกลับไปที่หุบเขาดงรัก และเราจะพาพวกเราทั้งหมดมาที่นี่ตอนพลบค่ำเพื่อพักผ่อนอยู่ที่นี่ระดมชายฉกรรจ์ พวกชาวไร่พาพวกเราไปบุกค่ายมันพรุ่งนี้"

เจ้าหนุ่มคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

"เอาเลยครับ เมื่อมีทหารหรือตำรวจเป็นผู้นำเราอย่างนี้พวกเราก็ยอมตายครับ"

"ดีแล้ว" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดยิ้มๆ "เราจะจ่ายอาวุธให้เท่าที่เรามีอยู่ พวกท่านเป็นพลเมืองดี เป็นคนไทยที่รักชาติต้องร่วมมือกับพวกเราทำลายล้างพวกก่อการร้าย"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นทันที ชาวไร่เหล่านี้ไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว ทุกคนมีเลือดนักสู้ แต่ที่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของพวกก่อการร้ายก็เพราะไม่มีอาวุธนั่นเอง ศาสตราจารย์ดิเรกได้เรียกชาวไร่ ๖ คนทั้งหญิงชายที่ถูกบังคับให้ทำอาหารมาพบกับเขา แล้วเขาก็แจกยาพิษที่บรรจุอยู่ในแค็ปซูลให้คนละหลอด บอกวิธีใช้ให้อย่างง่ายๆ คือ แกะแค็ปซูลออกแล้วเทผงสีขาวลงไปในอาหารผสมให้เข้ากับอาหารและให้ระวังอย่าให้ถูกมือได้ เพราะยาพิษชนิดนี้ร้ายแรงมาก เพียงนิดเดียวถ้ากินเข้าไปก็จะทำให้เสียชีวิตทันที

พวกชาวบ้านได้นำน้ำฝนมาต้อนรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเชิญรับประทานอาหารค่ำซึ่งเขาจะช่วยกันจัดอาหารเลี้ยงต้อนรับในเวลา ๑๘.๓๐ น. ชาวไร่คนหนึ่งยืนยันว่าตอนกลางคืนพวกก่อการร้ายไม่เคยมาที่หมู่บ้านนี้ เพราะบริเวณป่ามีเสือชุกชุมมาก นอกจากนี้ยังมีสัตว์ร้าย เช่น งูเห่า หมี และหมูป่า พวกก่อการร้ายจะมาในตอนสาย ตอนกลางวัน และตอนเย็น

พ.อ.นิกรกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"อย่าให้พวกชาวไร่เขาเสียความตั้งใจเลยวะพวกเรา เมื่อเขาจะเลี้ยงพวกเราก็ควรจะให้เขาเลี้ยง เราไปรับเจ้าสี่คนและเจ้าแห้วมากินข้าวที่นี่ และขนข้าวของสัมภาระของเรามาด้วย"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นิกร

"เรื่องกินแกไม่เคยปฏิเสธเลยนะอ้ายกร"

เป็นอันว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับปากกับพวกชาวไร่เขาน้อยว่าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยรวม ๑๐ คนจะมารับประทานอาหารค่ำอยู่ที่นี่และพักผ่อนอยู่ในหมู่บ้านนี้

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณได้สนทนากับพวกชาวไร่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ลากลับ นายจุ่นสามีของนางสอนตามไปส่งนอกหมู่บ้าน แล้วประนมมือไหว้คณะพรรคสี่สหายอย่างนอบน้อมยำเกรง

"เจ้านายครับ พวกเราจะเตรียมที่พักและอาหารค่ำไว้ต้อนรับพวกเจ้านายทั้ง ๑๐ คนนะครับ แต่ว่า....ผมอยากจะขอความกรุณา "

"ว่ายังไงน้องชาย" กิมหงวนถามอย่างกันเอง

"พวกเราอยากให้พวกเจ้านายแต่งเครื่องแบบนายทหารครับ เราจะได้อบอุ่นใจขึ้น แล้วก็เมียผมมันขอร้องให้นายที่ชื่อนิกรโกนหนวดโกนเคราออกเสียด้วย"

พ.อ.นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ฉันทำให้เมียแกเดือดร้อนรำคาญใจเกี่ยวกับหนวดและเคราของฉันหรือ"

นายจุ่นยิ้มแห้งๆ

"ไม่ใช่นั้นหรอกครับ เมียผมมันเป็นคนหวาดระแวงครับ พวกก่อการร้ายโดยมากมันมักจะไว้หนวดไว้เคราเหมือนอย่างนาย"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เอา-ตกลง ฉันกลับไปที่หุบเขาดงรักฉันจะโกนหนวดเคราออกทิ้งเสียและพวกเราจะแต่งเครื่องแบบนายทหารมาที่หมู่บ้านนี้ในตอนพลบค่ำ อย่าทำอาหารไว้ให้มากนักนะน้องชาย เป็นการหมดเปลืองโดยไม่จำเป็น เพียงแต่แกงไก่ ไก่ย่าง ผัดอะไรสักสามอย่าง ปลาร้าและผักจิ้มบ้าง ถ้ามีปลาดุกย่างด้วยก็ดี ไข่เจียวบ้าง ผัดพริกขิงก็เข้าทีเหมือนกัน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันบุกป่ามุ่งตรงไปยังหุบเขาดงรัก ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านชาวไร่นี้ประมาณหนึ่งกิโลเมตรเท่านั้น

จนกระทั่ง ๑๖.๐๐ น.เศษ

หน่วยก่อการร้ายในเครื่องแบบทหารป่าคือเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนมีลวดลายเหมือนใบไม้ตามเสื้อกางเกงรวม ๓ คนได้ปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านของชาวไร่เขาน้อย พร้อมด้วยอาวุธประจำตัวคือปืนยิงเร็วและระเบิดมือที่แขวนไว้ตามหน้าอกเสื้อ พลพรรคคอมมิวนิสต์แต่ละคนหน้าตาโหดเหี้ยมไว้หนวดเครารุงรังเพราะไม่มีเวลาโกน ทุกคนตกอยู่ในความคับขันโยกย้ายค่ายบ่อยๆ เสบียงอาหารและยารักษาโรคก็ขาดแคลน จึงต้องขู่บังคับเอาอาหารจากพวกชาวไร่ ชาวบ้านป่า บางทีก็ยึดวัวที่เทียมเกวียนเอาไปกินกัน

ทหารป่าทั้ง ๓ คนบุกเข้ามาในหมู่บ้านอันสงบเงียบ พวกผู้หญิงพากันหลบซ่อนตัวเพราะกลัวจะถูกฉุดเอาตัวไป ชายฉกรรจ์บางคนออกมารับหน้า พลพรรคก่อการร้ายคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"พวกเรามารับอาหารตามที่สั่งไว้โว้ย นำเอาอาหารออกมามอบให้เราเดี๋ยวนี้"

ผู้ชาย ๔ คนและผู้หญิงวัยกลางคนอีก ๒ คน ต่างหิ้วหม้ออลูมิเนียมหรือหม้อเคลือบขนาดกลางคนละหม้อเดินออกมาจากบ้านพักของตนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น อาหารเหล่านี้ถูกวางเรียงกันบนม้ายาวใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ผู้ทำอาหารยืนรวมกลุ่มกันอยู่เบื้องล่าง

ทหารป่าซึ่งมียศเป็นสิบเอกท่าทางเฉลียวฉลาดกว่าเพื่อนพาสมุนสองคนเข้ามาหยุดยืนมองดูแล้วออกคำสั่งให้ผู้ทำอาหารเปิดฝาหม้อออกตรวจ

"ฮะ ไม่เลว กำลังร้อนส่งกลิ่นหอมน่ากินเสียด้วย แต่ว่า เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารในหม้อเหล่านี้ไม่มียาพิษเจือปน ขอให้ผู้ปรุงอาหารตักขึ้นมาชิมคนละช้อน เดี๋ยวนี้ เร็ว-นี่เป็นคำสั่ง" แล้วมันก็หันไปทางสมุนทั้งสอง

"เตรียมยิง ใครไม่ชิมอาหารในหม้อ ยิงทิ้งได้เลย"

ชาวไร่ทั้ง ๖ คนงันงกตกประหม่า การชิมอาหารก็เท่ากับสังหารตัวเอง แต่ถ้าปฏิเสธไม่ยอมกินก็จะถูกยิงทิ้ง เมื่อไม่มีทางหลีกเลี่ยง ทุกคนก็คิดว่ายอมตายเพราะกินยาดีกว่าที่จะถูกยิงทิ้ง บางทีพิษยังไม่ทันตายพวกก่อการร้ายอาจจะรีบนำอาหารไปจากหมู่บ้านไปเลี้ยงดูกัน ทำให้พวกมันต้องล้มตายไปอีกหลายคนจากยาพิษที่ใส่ลงไปในอาหารเหล่านี้

ดังนั้นชาวไร่ทั้ง ๖ คนจึงหยิบช้อนตักอาหารของตนใส่ปากเคี้ยวและกลืนเข้าไป นายสิบฝ่ายก่อการร้ายหรือคอมมิวนิสต์จับตามองดูด้วยความสนใจ มันสั่งให้ปิดหม้อให้เรียบร้อย และแล้วมันก็กล่าวกับสมุนของมัน

"มึงสองคนเฝ้าอยู่ที่นี่ กูจะค้นตามกระท่อมที่อยู่ของพวกชาวไร่ บางทีอาจจะมีคนแปลกหน้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านนี้ก็ได้ จะเป็นตำรวจทหารหรือใครก็ตาม กูพบเข้าถ้ากูไม่คุ้นหน้ากูเป็นต้องยิงทิ้ง อ้ายผันเป็นบทเรียนอันดีของพวกเราแล้ว มันแอบมาทำงานรับส่งวิทยุอยู่ตั้งนาน เราพึ่งรู้แต่อ้ายผันกับพ่อของมันก็ถูกอ้ายเลื่อนยิงตายไปแล้ว พวกชาวไร่คงจะเข็ดหลาบ"

สิบเอกขบวนการคอมมิวนิสต์เดินบุกเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่ง แล้วก็กลับออกตรวจกระท่อมใกล้เคียงต่อไป

อำนาจยาพิษของศาสตราจารย์ดิเรกทำให้ชายฉกรรจ์ ๔ คน และผู้หญิงกลางคน ๒ คนล้มลงสิ้นใจตายในนาทีนั้นเพราะระบบหัวใจหยุดทำงาน เมื่อหัวหน้าหน่วยก่อการร้ายออกมาเห็นเข้า มันก็ถือปืนยิงเร็ววิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามา

"ว่ายังไงโว้ยพวกเรา"

"ถูกยาพิษของมันน่ะซีหมู่ ทั้งหกคนตายแล้ว นี่ถ้าหมู่ไม่บังคับให้มันชิมอาหารเหล่านี้พวกเราก็คงตายไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน คือพลพรรคในหมวดของเรานั่นเอง"

นายสิบก่อการร้ายเดือดดาลอย่างยิ่ง มันร้องตะโกนเรียกชายชราคนหนึ่งด้วยเสียงอันดัง

"มานี่อ้ายแก่ มาหากู"

ชายชราวัย ๖๕ ปี ตัวสั่นงันงกวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา สิบเอกทหารป่ายกปืนยิงเร็วขึ้นในท่ายืนเตรียมยิง แล้วกล่าวคุกคามชายชราชาวไร่

"บอกมาตามตรงอ้ายแก่ พวกมึงที่ทำอาหารให้เราได้ยาพิษมาจากไหน"

ลุงอ่วมรักตัวกลัวตายก็ต้องบอกตามตรง

"พวกทหารไทยเขามาให้เมื่อบ่ายสามโมงครับนาย"

"นายทหารไทยเอามาให้ ดีละมึง ต้องสารภาพความจริงทั้งหมดเท่าที่มึงรู้เห็น ม่ายยังงั้นตาย มึงเห็นศพอ้ายผ่องเพื่อนมึงแล้วใช่ไหม แขวนโตงเตงอยู่ใกล้ๆ กับศพลูกชายของมันโน่น ถ้ามึงรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ต้องพูดความจริง"

"ครับ ครับ ผมรู้เห็นอย่างไรผมไม่ปิดบังนายหรอกครับ"

"มังกรแดง เสือดำ ๔๒ เรียก เสือดำ ๔๒ เรียกมังกรแดง ได้ยินแล้วตอบด้วย"

"ได้ยินแล้วเสือดำ ๔๒ นี่มังกรแดงพูด เปลี่ยน...."

"นายทหารไทยคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์รวม ๑๐ คน ซึ่งเดินทางมาโดยเครื่องบินเฮลิค็อปเตอรชุมนุมกำลังกันอยู่ในหุบเขาดงรักครับ"

"ทราบแล้ว นายทหารผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ ๑๐ คนชุมนุมกำลังกันอยู่ในหุบเขาดงรัก เปลี่ยน...."

"ส่งพลพรรค ๕๐ คนโจมตีโดยเร็วครับ ผมกับพลพรรคสองคนจะไปสมทบกำลังที่นั่น"

"ทราบแล้ว ตกลง จะส่งกำลังไปเดี๋ยวนี้ เลิกติดต่อ"

ขณะนั้นเป็นเวลา ๑๗.๐๐ น.เศษ แต่บริเวณป่าดงพงไพรเริ่มมืดขมุกขมัวลงบ้างแล้ว เพราะดวงอาทิตย์คล้อยเคลื่อนข้ามยอดเขาไปทางทิศตะวันตก

ตามเวลาที่กล่าวนี้ สี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างอาบน้ำในลำธารเล็กๆ เรียบร้อย ทุกคนแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนสะพายย่ามและปืนยิงเร็ว ส่วนเครื่องแต่งกายแบบชาวบ้านป่าหรือชาวไร่นั้นเก็บไว้ในถุงผ้าไปเตรียมแต่งเมื่อถึงคราวจำเป็น การแต่งเครื่องแบบทหารก็เพื่อให้เป็นไปตามคำขอร้องของพวกชาวไร่ที่เขาน้อยนั่นเอง พ.อ.นิกรของเราโกนหนวดโกนเคราออกหมดแล้วทำให้ใบหน้าของเขาหล่อเหลาขึ้นเป็นหนุ่มขึ้น

ขณะที่คณะพรรคผู้เชี่ยวชาญการอาวุธนั่งหรือยืนสนทนากันก่อนที่จะออกเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวไร่ ทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนยิงเร็วดังขึ้นหนึ่งชุดประมาณห้าหกนัด พล กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างปลดปืนยิงเร็วลงจากบ่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรู

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นดังๆ

"ไม่ใช่เสียงปืนของพรานหรือชาวบ้านป่าแน่ๆ เพราะพวกพรานไม่มีปืนยิงเร็วใช้ ต้องเป็นเสียงปืนของพวกก่อการร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย"

นิกรมองดูหน้าพ่อตาของเขา

"มันยิงนกตะกรุมกระมังครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"เดี๋ยวกูยิงไส้แตกเลยพับผ่า กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างนี้ ยังเสือกพูดเล่น อย่างลืมว่าพวกเรามีกำลังเพียง ๑๐ คนเท่านั้น ถ้าพวกเราถูกพวกก่อการร้ายสัก ๑๐๐ คนโอบล้อมเรา เราก็เสร็จมัน"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ทำไมจะเสร็จครับ เรา ๑๐ คนก็ล้วนแต่ทหารเสือทั้งนั้น อาวุธของเราก็มีมาพอที่จะสู้รบกับมันได้ ผมตั้งใจไว้แล้วว่าผมจะตัดหัวหัวหน้าก่อการร้ายเอาไปฝากท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเจ้านายของเรา"

"ถุย" หลายคนร้องขึ้นดังๆ ราวกับนัดกันไว้

อาเสี่ยหันขวับไปมองดูหน้าสี่สหายหนุ่ม ร.อ.นพชี้มือไปทาง พล นิกร และศาสตราจารย์ดิเรก

"ทางโน้นครับ พวกผมเป็นเด็กไม่กล้าถุยรดหัวลุงหรอก"

กิมหงวนค่อยๆ หันมาทำตาเขียวกับเพื่อนเกลอทั้งสาม

"ใครถุยวะ"

"กันเอง" พลตอบเสียงกร้าว

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"งั้นเรอะ เสียงถุยเพราะดีนี่หว่า นึกว่าอ้ายกรจะได้กระแทกหน้าสักทีหนึ่ง สำหรับแกยกให้"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ทุกคนก็แลเห็นนายจุ่นผู้เป็นสามีของนางสอนวิ่งโซซัดโซเซตรงเข้ามา ต่างคนต่างแน่ใจว่านายจุ่นถูกพวกก่อการร้ายยิงเขาแน่ๆ นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ

"นายจุ่น"

จุ่นวิ่งมาหาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์และล้มลงด้วยหมดแรง เขาถูกยิงที่ท้องนัดหนึ่งเลือดไหลโชก ศาสตราจารย์ดิเรกรีบทรุดตัวนั่งประคองเขาและร้องบอกเจ้าแห้วให้หยิบกระเป๋ายามาให้โดยเร็ว

"ท่านช่วยผมไม่ได้หรอกครับ" นายจุ่นพูดแผ่วเบา "ผม...ผม...ไม่..ไม่รอดแล้ว ผมเสี่ยงภัยมาที่หุบเขานี่ก็เพื่อมาบอกให้รู้ตัวว่าพวกก่อการร้ายมันกำลังยกมานี่ ที่เราเอายาพิษใส่ลงไปในอาหาร มันบังคับให้พวกเรากินครับ คนทำอาหารกินเข้าไปก็ตายมันเลยจับได้ ขู่บังคับพวกเราให้ยอมสารภาพความจริงว่าได้ยาพิษมาจากไหน โอย..ถึงผมตายผมก็ภูมิใจที่ผมได้ทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีช่วยราชการทหาร"

สิ้นเสียงนายจุ่นก็เท่งทึงอยู่ในวงแขนของศาสตราจารย์ดิเรก นิกรมองดูบาดแผลที่ท้องของนายจุ่นแล้วพูดเสียงหนักๆ

"ถูกยิงตรงสะดือพอดี สะดือแกจุ่นนี่ล่ะถึงชื่อจุ่น เมื่อเป็นเด็กนอนเบาะคงขี้อ้อนร้องไห้เก่ง ไปที่ชอบเถอะเพื่อน พวกเราจะฟาดกับอ้ายพวกก่อการร้ายเอง"

พล.ต.พลกล่าวกับทุกคนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เตรียมพร้อมพวกเรา นำกระสุนปืนติดตัวไปให้มากที่สุดพร้อมด้วยระเบิดมือ กระจายกำลังกันออกไปเป็นแนวยาว และติดต่อกันทางวิทยุสนาม อยู่ห่างจากกันคนละเมตรเป็นอย่างน้อย ถ้ารวมกลุ่มกันตั้งรับเป็นกลุ่มเป็นก้อนเราจะถูกล้อม"

การเตรียมการรบแบบตั้งรับเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน เจ้าแห้วล้วงมือลงไปในย่ามหยิบแตรเดี่ยวออกมา แต่ยังไม่ทันจะเป่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย อย่าเป่า ข้าศึกมันยังไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน แกจะเป่าแตรเรียกมันมาฆ่าเรายังงั้นเรอะ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานเป่าเมื่อไรล่ะครับ"

"เอาไว้เป่าเมื่อเราตกเป็นรองมันซีวะ พวกมันจะได้เข้าใจผิดคิดว่ากำลังส่วนใหญ่ของเรายกมา"

ลูกชายของสี่สหายและเจ้าแห้ววิ่งตามกันไปทางซ้าย คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งไปทางขวา แนวต้านทานเป็นแถวหน้ากระดาน หันหน้าไปทางช่องเขา ซึ่งมีความกว้างประมาณ ๒๐๐ เมตรและแน่ใจว่าพวกก่อการร้ายคงจะเคลื่อนที่เข้ามาทางนั้นมากกว่าที่จะปีนเขาเข้ามา นายพลดิเรกยึดมั่นระหว่างข้าวของสัมภาระนั่นเองเพราะเป็นห่วงอาวุธบางอย่างที่นำติดตัวมา จึงตั้งใจว่าเขาจะสู้ตายอยู่ตรงนี้ ถ้าหากว่าข้าศึกมีจำนวนมากมายและบุกตะลุยเข้ามา ศพของนายจุ่นอยู่ใกล้ๆ กับนายพลดิเรก คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างหมอบอยู่ในที่กำบังต่างๆ เท่าที่จะหาได้และลองพูดวิทยุติดต่อกัน

"ฮัลโหล ม้าป่าเรียกนกตะกรุมได้ยินแล้วโปรดตอบด้วย"

"อย่าทะลึ่งนะอ้ายตี๋ ไม่ใช่เวลาเล่นโว้ย จะพูดวิทยุก็ให้มันเข้าเรื่องเข้าราว นกตะกรุมพ่อมึงน่ะซี"

"ฮัลโหล ลูกช้างเรียกพ่อช้างหรือพันเอกนิกร ได้ยินไหมครับ"

"แกจะเรียกฉันหาตวักตะบวยอะไรวะ พ่อกำลังปลุกหลวงพ่อ"

"แต่ตอนนี้ใกล้ค่ำอย่างนี้หลวงพ่อท่านมักจะจำวัดนะครับ ฮัลโหล....อ้ายตี๋มีบุหรี่ไหม ขอมวนซี วิ่งเอามาให้หน่อยได้ไหม"

กำลังของฝ่ายก่อการร้ายเคลื่อนที่เข้ามาในช่องเขาแล้วอย่างรวดเร็วฉับพลัน ส่วนมากแต่งกายตามความสะดวกไม่มีเครื่องแบบ ที่แต่งเป็นทหารป่าไม่กี่คน อาวุธประจำตัวมีปืนเล็กยาว และปืนยิงเร็วแบบต่างๆ และเครื่องยิงระเบิด มีปืนกลหนักกระบอกหนึ่ง

พล.ต.พลออกคำสั่งทางวิทยุสนาม

"ที่หมายข้าศึก ยิงตามลำดับบุคคล"

การสู้รบในระยะใกล้ชิดนั้นฝ่ายที่ยิงก่อนหรือโจมตีก่อนย่อมได้เปรียบ เสียงปืนยิงเร็วของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทยดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องหุบเขา ฝ่ายก่อการร้ายประมาณ ๕๐ คนไม่ทันรู้ตัวก็ถูกยิงล้มกลิ้งไปหลายคน นอกนั้นรีบกระจายกำลังออกจากกันหมอบยิงต่อสู้อย่างดุเดือด ปืนกลหนักและเครื่องยิงระเบิดหรือปืน ค. รีบเข้าที่ตั้งยิงตามคำสั่งของหัวหน้า ซึ่งทำงานที่เป็นผู้บังคับกองร้อย

ภูมิประเทศส่วนมากเป็นที่โล่ง บางแห่งก็มีต้นไม้ขึ้นบ้างประปราย เป็นต้นไม้ขนาดย่อมจำพวกต้นไม้ล้มลุก ข้าศึกใช้ปืนครกระดมยิงที่มั่นของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ ลูกระเบิดลูกหนึ่งระเบิดห่างจากตัวเจ้าแห้วเพียงห้าหกเมตร แต่ก้อนหินขนาดใหญ่ช่วยกำบังเจ้าแห้วไว้

เจ้าแห้วพูดวิทยุติดต่อกับ พล.ต.พล

"รับประทานขออนุญาตตะลุมบอนข้าศึกได้ไหมครับ รับประทานผมยอมตาย"

พลตอบทางวิทยุ

"ตกลงอ้ายแห้ว เอาเลย"

จ.ส.อ.แห้ว ถือปืนยิงเร็วคู่มือผุดลุกขึ้นวิ่งตรงเข้าไปหาปืนกลหนักของฝ่ายก่อการร้ายซึ่งกำลังระดมยิงมาราวกับห่าฝน บางครั้งเจ้าแห้วถูกยิงซวนเซถึงกับล้มลงก้นกระแทกพื้น แต่แล้วเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปอย่างกล้าหาญ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

พล.ต.พลนึกละอายใจที่ปล่อยให้เจ้าแห้ววิ่งเข้าไปตามลำพัง เขาก็รีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาข้าศึกบ้าง ตอนนี้เองคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทุกคนก็เกิดกล้าอย่างบ้าบิ่นขึ้นมา ทุกคนลุกขึ้นวิ่งประดาหน้ากันเข้าไป และหยุดยืนยิงกราดกระสุนเข้าไปหาพวกก่อการร้าย

สี่สหายหนุ่มวิ่งนำหน้าผ่านเจ้าแห้วตรงเข้าไปที่รับปืนกลหนักกระบอกนั้น เสี่ยตี๋เหวี่ยงระเบิดมือเข้าไปลูกหนึ่ง และร้องบอกเพื่อนๆ

"หมอบลงโว้ย"

พนัส นพ และดำรงกับเจ้าแห้วรีบหมอบราบลงทันที เสียงระเบิดมือระเบิดขึ้นดังตูม พลประจำปืนกลหนักสองคนตายคาที่ อีกคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พล.ต.พลก็กราดกระสุนปืนยิงเร็วเข้าใส่พลประจำปืน ค. ล้มคว่ำไปตามกัน

เสียงไชโยของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทั้ง ๑๐ คนดังขึ้น ทุกคนทำการรบอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่กลัวตาย นี่เองทำให้พวกก่อการร้ายต้องเสียชีวิตไปหลายคนและล่าถอยอย่างสับสน

พล.ต.พลร้องตะโกนให้พรรคพวกบุกตะลุยพลพรรคก่อการร้ายล่าถอยเข้าป่าโปร่งแล้ว ปืนกลหนักถูกยึดไว้ได้ ส่วนปืนครกหรือเครื่องยิงระเบิดพวกก่อการร้ายช่วยกันแบกล่าถอยไป เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทั่วหุบเขา จากการสู้รบกันเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น ปรากฏว่าพวกก่อการร้ายต้องเสียชีวิตไป ๒๐ คน จึงทำให้พวกมันเสียขวัญล่าถอยแทบจะคุมกันไม่ติด ระเบิดมือของผู้เชี่ยวชาญการอาวุธแต่ละลูกใช้ดินระเบิดแรงสูง มีอำนาจในการระเบิดรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดมือธรรมดา ๓ เท่า

ขณะนี้ความมืดขมุกขมัวปกคลุมไปทั่วละเมาะในหุบเขาแล้ว คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างติดตามสังหารข้าศึกอย่างเงียบเชียบ พ.อ.กิมหงวนแลเห็นร่างอันตะคุ่มของใครคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาทางเขาอย่างระมัดระวังตัว ก้รีบหลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ พอร่างนั้นผ่านไปอาเสี่ยก็กระโดดเข้าตวัดรัดคอ จึงเกิดต่อสู้กันขึ้น

เสี่ยหงวนถูกทุ่มยูโดลงไปนอนวัดพื้นแต่แล้วเขาก็รีบลุกขึ้นวาดมวยไทยเข้าใส่ ยกเท้าขวาเตะหมายก้านคอเต็มรัก แต่อีกฝ่ายหนึ่งป้องปิดไว้ได้

"อ้ายหงวน อ้ายหงวนใช่ไหม"

"กันเอง อ้ายกรเรอะ"

"เออ"

การตะลุมบอนยุติลงทันที

"เกือบไปแล้วไหมล่ะ" อาเสี่ยพูดเสียงสั่นผิดปรกติ "ฉันนึกว่าแกเป็นพวกก่อการร้ายเสียอีก"

นิกรฝืนหัวเราะ

"กันก็เหมือนกัน พอได้กลิ่นจั๊กแร้แกก็จำได้"

มีเสียงสัญญาณจากเครื่องรับส่งวิทยุสนาม นิกรยกเครื่องวิทยุขึ้นพูด

"ฮัลโหล นิกรพูดอยู่นี่"

"อ้ายกรเรอะ แกอยู่กับใคร"

"อยู่กับอ้ายหงวน ว่าไงอ้ายหมอ"

"เราจับนายทหารชั้นผู้บังคับหมวดของผู้ก่อการร้ายได้คนหนึ่ง ฟัดกับอ้ายนัสตัวต่อตัว ถูกอ้ายนัสเตะหมอบไปเลย กลับไปรวมกำลังที่ที่พักของเราเดี๋ยวนี้ เลิกติดตามข้าศึกได้"

"ตกลง เลิกติดต่อนะ" แล้วนิกรก็ยกเครื่องรับวิทยุสนามขึ้นสะพายบ่า "กลับที่พักของเราโว้ยอ้าย

หงวน อ้ายนัสจับผู้บังคับหมวดพวกก่อการร้ายได้คนหนึ่ง"

"อ้ายนัสมันแน่ เหมือนพ่อมันหนุ่มๆ ดูเหมือนฝีไม้ลายมือดีกว่าพ่อมันเมื่อหนุ่มๆ เสียอีก"

ในที่สุดคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทยก็กลับมารวมกำลังกันยังที่พักพร้อมด้วยเชลยศึกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไทยที่ทรยศต่อประเทศชาติมีอายุประมาณ ๓๐ ปี แต่งเครื่องแบบทหารยศร้อยโทแห่งกองทัพคอมมิวนิสต์

แสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วทุกแห่ง ถึงแม้พระจันทร์ยังไม่เต็มดวงก็พอมองเห็นกันและสิ่งต่างๆ ในระยะที่ไม่ไกลจนเกินไปนัก นายทหารฝ่ายก่อการร้ายถูกมัดมือไขว้หลังด้วยเชือกไนล่อน และอยู่ในความควบคุมของเจ้าแห้วซึ่งหาเรื่องเตะถีบหรือเขกกบาลตลอดเวลา

"แกชื่ออะไร" พลตะคอกถาม

"ชื่ออะไรก็ได้" เจ้าหมอนั่นตอบอย่างยโส

พลกระแทกหน้าผู้บังคับหมวดด้วยพานท้ายปืนยิงเร็วค่อนข้างแรงจนเซถลาไปและยกเท้าขวาเตะซ้ำ ถูกใบหน้าอย่างจัง

"ถ้าไม่บอกกูยิงทิ้ง ไม่มีความปรานีอะไรที่กูจะให้พวกมึง อ้ายพวกขายชาติ บอกมาเดี๋ยวนี้มึงเป็นใคร"

เจ้าหมอนั่นขบกรามกรอด

"ร้อยโทเพิ่ม รักดี"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"รักดีไหวกลายเป็นพวกก่อการร้ายล่ะโว้ย"

"ก็อยากได้เงินใช้นี่"

พลยกมือชี้หน้าพูดตัดบท

"นำทางพวกเราไปที่ค่ายแกเดี๋ยวนี้ และนี่เป็นวิธีเดียวที่แกจะรอดตาย ถ้าแกแกล้งพาพวกเราวกเวียนอยู่ห่างจากหุบเขานี่เท่าใด"

"ราวสองกิโลเมตร" เจ้าเพิ่มตอบห้วนๆ

"มีกำลังพลสักเท่าใด"

"ไม่เกิน ๒๕๐ คน"

พล.ต.พล หันมาปรึกษากับคณะพรรคของเขาและให้ความเห็นว่าควรถือโอกาสโจมตีค่ายของพวกก่อการร้ายนคืนวันนี้ ซึ่งการสู้รบในตอนกลางคืนและการจู่โจมโดยไม่ให้ศัตรูรู้ตัวนั้นย่อมได้เปรียบข้าศึกด้วยประการทั้งปวง ทุกคนเห็นพ้องด้วย ดังนั้นใน ๑๐ นาทีนั้นเอง คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทั้ง ๑๐ คน ก็เคลื่อนที่ไปจากหุบเขาโดยมี ร.ท.เพิ่ม ผู้บังคับหมวดฝ่ายก่อการร้ายเป็นคนนำทางด้วยจำยอม บรรดาเสื้อผ้าและสัมภาระหลายอย่างถูกทิ้งไว้เพราะอาวุธและกระสุนปืนสำคัญกว่า สี่สหายหนุ่มครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน ดีใจที่จะได้ใช้ปืนกลหนักของฝ่ายศัตรูซึ่งมีกระสุนอยู่เกือบ ๓๐๐ นัดสังหารพวกศัตรู

เจ้าแห้วข่มขู่ผู้บังคับหมวดผู้ก่อการร้ายมาตลอดทาง บางทีก็เอามีดพกจี้สีข้างหรือทำท่าจะเชือดเฉือนลูกกระเดือก เจ้าเพิ่มจำเป็นต้องพาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธบุกป่าฝ่าดงมุ่งตรงไปยังค่ายใหญ่อันเป็นที่อยู่ของพวกก่อการร้ายที่เชิงเขาลูกหนึ่ง

แต่พอเข้าเขตยามรักษาการ เจ้าเพิ่มก็แกล้งพาเดินผ่านยามรักษาการคนหนึ่ง ดังนั้นยามซึ่งยืนอยู่บนเนินสูงจึงฉายไฟกราดลงมาและร้องถาม

"ใคร ตอบรหัสลับ"

มีดพกของเจ้าแห้วลอยละลิ่วไปปักหน้าอกยามคนนั้นอย่างจังในระยะห่างประมาณ ๑๐ เมตร คนยามร้องโอดโอยและเป่านกหวีดลั่นเป็นสัญญาณบอกให้พรรคพวกของมันรู้ว่ามีตำรวจหรือทหารล่วงล้ำเข้ามา ตอนนี้เองเจ้าเพิ่มได้วิ่งหนีเอาดื้อๆ ทั้งๆ ที่ถูกมัดมือไขว้หลัง เจ้าแห้วยกปืนยิงเร็วขึ้นยิงกราดไปที่เจ้าเพิ่มชุดหนึ่ง เสียงปืนดังกึกก้องทำลายความเงียบขึ้น เจ้าเพิ่มยืนแยกเขี้ยวโซเซไปมาแล้วล้มลงสิ้นใจตาย

เสียงแผ่นเหล็กถูกเคาะรัวขึ้นดังกังวาลไปทั่วค่ายเป็นสัญญาณอันตราย แล้วก็มีเสียงกู่ตะโกนลั่นไปหมด คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างแยกย้ายกันขึ้นไปบนเนินเขา หมอบกำบังตัวตามก้อนหินหรือตามต้นไม้ใหญ่ สี่สหายหนุ่มเข้าประจำปืนกลหนักกระบอกนั้น และแล้วเสียงปืนทางฝ่ายคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว

มังกรแดงหรือหัวหน้าพวกก่อการร้ายสั่งพลพรรคทั้งหมดรุกคืบหน้าเข้ามาและให้ยิงกราดไปทางแสงไฟที่แลบออกมาจากปากกระบอกปืนของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ กำลังของฝ่ายพวกก่อการร้ายมีประมาณ ๒๕๐ คน หนุนเนื่องกันเข้ามาท่ามกลางความมืด หมู่เมฆกลุ่มหนึ่งเคลื่อนบังดวงจันทร์ค่อนดวงไว้ทำให้พื้นดินตกอยู่ในความมืดสลัวลาง

นายพลดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิงพลุไฟด้วยปืนพกสำหรับใช้ยิงพลุขึ้นสู่อากาศทันที แสงพลุช่วยให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธเห็นตัวข้าศึก จึงช่วยกันระดมยิงแต่พวกก่อการร้ายมีกำลังมากกว่า ส่วนหนึ่งของฝ่ายพวกก่อการร้ายปีนขึ้นมาบนเนินเขาได้แล้ว

ฝ่ายพวกก่อการร้ายใช้เครื่องยิงระเบิดระดมยิงมายังที่มั่นของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธหลายต่อหลายนัด ชิ้นส่วนระเบิดถูกเสี่ยหงวนได้รับบาดเจ็บถึงกับร้องตะโกนบอกนิกร

"กรโว้ย กันถูกระเบิดที่ขาข้างขวา"

นิกรหันมามองดู

"อดทนหน่อยเพื่อน กันถูกปืนที่ไหล่ซ้ายถากไปพอเลือดออก"

กระสุนปืนกลหนักของสี่สหายหนุ่มหมดแล้ว พนัส นพ สมนึกและศาสตราจารย์ดำรงต้องใช้ระเบิดมือและปืนยิงเร็วต่อสู้ข้าศึก ทุกคนทำการราบอย่างคล่องแคล่วว่องไว เมื่อข้าศึกรุกคืบหน้าใกล้เข้ามา เสี่ยตี๋ลูกชายของเสี่ยหงวนก็ลุกขึ้นวิ่งลงไปสู่เชิงเขาและใช้เครื่องพ่นไฟที่ผูกติดอยู่ข้างหลังฉีดเผาพวกก่อการร้าย ทำให้พลพรรคของพวกคอมมิวนิสต์หลายคนถูกไฟคลอกตาย บ้างก็ล่าถอยวิ่งหนีเอาตัวรอด ตอนนี้เอง ร.อ.สมนึกก็ถูกยิงล้มลง ซึ่งเครื่องพ่นไฟของเขาหมดไฟพอดี

เพราะฝนกำลังจะตกลมพัดจากภูเขาไปทางค่ายพวกก่อการร้าย นายพลดิเรกตัดสินใจใช้ระเบิดไอพิษขว้างไปทางพวกก่อการร้ายสามสี่ลูกติดๆ กัน ควันพิษในลูกระเบิดกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว พลพรรคก่อการร้ายสูดไอพิษเข้าไปก็สิ้นสติล้มลง ที่แข็งแรงหน่อยก็ยืนโงนเงนแข็งใจสู้รบได้อีกครู่เดียวก็ล้มลงสิ้นใจตาย

ระเบิดแก๊สพิษทำให้พลพรรคก่อการร้ายต้องเสียชีวิตไปมากมายตายเกลื่อนกลาด ที่ถูกปืนของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธก็ไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน กำลังส่วนใหญ่ของฝ่ายก่อการร้ายหลบหนีเตลิดเปิดเปิงไปประมาณ ๔๐ คนเท่านั้น ซึ่งต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด ควบคุมกันไม่ติด ยิ่งได้ยินเสียงแตรเดี่ยวที่เจ้าแห้วเป่าสัญญาณตะลุมบอน พวกก่อการร้ายก็ตกใจว่ากำลังทหารเป็นกองร้อยหรือกองพันยกมาถึง จึงหลบหนีไปทางทิศตะวันตก ทิ้งอาวุธและสัมภาระไว้มากมาย

เสียงปืนสิ้นสุดลงในเวลา ๑๙.๐๐ น.

ลมพัดไอพิษระเหยไปหมดแล้ว พลุไฟอีก ๒ นัดถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าอีก มองแลเห็นศพพวกก่อการร้ายนอนตายอยู่เกลื่อนกลาดไปทั่ว ร.อ.พนัสประคองเสี่ยตี๋เดินเข้ามาหานายพลดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในเวลาเดียวกันนิกรกับเสี่ยหงวนก็ประคองกันเดินโซเซเข้ามา

"เฮ้-แกสองคนกับอ้ายตี๋ถูกยิงหรือ" นายพลดิเรกถามเสียงลั่น

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ที่ขาข้างขวา เข้าใจว่าเป็นชิ้นระเบิดของปืนครกมากกว่าลูกปืน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันถูกยิงที่ไหล่ซ้าย แต่หลวงพ่อของกันช่วยคุ้มกันไว้ทำให้ลูกปืนลื่นไถลไปเฉี่ยวเนื้อเอาไปหน่อยหนึ่ง"

"ออไร๋ แล้วแกล่ะอ้ายตี๋"

"ผมถูกยิงที่โคนขาข้างซ้ายครับอาหมอ มันยิงถูกฝีผมพอดี ฝีเลยแตกไม่ต้องผ่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น

"มารวมกันทางนี้ให้หมดโว้ยพวกเรา ถึงพวกเราบาดเจ็บบ้าง แต่พวกก่อการร้ายก็ตายยับ และที่เหลือตายไม่กี่คนก็แตกพ่ายไปหมดแล้ว เราได้ทำการปราบปรามและกวาดล้างพวกคอมมิวนิสต์ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแล้ว นี่ถ้าไม่ได้ระเบิดไอพิษเราก็แย่เหมือนกัน "

ตอนบ่ายวันต่อมา

ขบวนเกวียนรวม ๕ เล่มซึ่งเดินทางมาจากเขาน้อยได้พาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทั้ง ๑๐ คนมาถึงอำเภอกุยบุรีแล้ว ตำรวจและทหารรู้ว่าเป็นเกวียนของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ ซึ่งได้ปราบปรามพวกก่อการร้ายราบคาบไปเมื่อคืนนี้ต่างก็วิ่งมาต้อนรับและไชโยโห่ร้องลั่น

พ.อ.นิกร และ พ.อ.กิมหงวนนอนอยู่ในเกวียนเล่มหนึ่ง ร.อ.สมนึกอยู่ในเกวียนอีกเล่มหนึ่ง อาการของเสี่ยตี๋หนักกว่าเพื่อน เพราะกระสุนใฃฝังอยู่ในกระดูกเชิงกรานจะต้องรีบส่งตัวไปผ่าตัดที่กรุงเทพฯ โดยเครื่องบิน ส่วนนิกรกับกิมหงวนได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก แต่นายพลดิเรกบังคับให้นอนมาในเกวียน พวกชาวไร่หลายคนคือเจ้าของเกวียนที่ขับเกวียนมาส่ง ต่างรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อยที่เขาได้มีส่วนช่วยเหลือราชการทหาร และที่เขาตื่นเต้นดีใจที่สุดก็คือว่าพวกก่อการร้ายถูกฆ่าตายเกือบหมด หนีรอดไปได้ไม่กี่คน หัวหน้าใหญ่ผู้มีสมญาว่ามังกรแดงเสียชีวิตในการสู้รบ ถูกชิ้นระเบิดของระเบิดมือตายคาที่

ไม่มีงานอะไรยากลำบากเกินความสามารถของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ทุกคนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอน ๑๕.๐๐ น.วันนั้นโดยเฮลิค็อปเตอร ฮ.๓๕ ที่มารับที่อำเภอกุยบุรี

จบตอน