พล นิกร กิมหงวน 172 : ล่องหนแดง

เดือนมืดฟ้าหม่นเมฆฝนปกคลุมไปทั่ว มองเห็นดาวระยิบยับเพียงไม่กี่ดวง ราตรีนั้นสงบเงียบและดึกสงัด ทะเลเรียบมีระลอกคลื่นเพียงเล็กน้อย ลมชายเขาพัดออกสู่ท้องทะเล ไกลออกไปจากฝั่งทะเลตอนหนึ่งในเขตท้องที่อำเภอชะอำของจังหวัดเพชรบุรีประมาณหนึ่งไมล์ เรือดำน้ำลำหนึ่งกำลังโผล่พ้นน้ำแลเห็นกล้องตาเรือและสะพานเรือแล้วก็เห็นปืนใหญ่ขนาด ๓ นิ้วหนึ่งกระบอก สักครู่ก็เห็นดาดฟ้าเรือ ความเร็วของเรือลดลงตามลำดับ ในที่สุดเรือดำน้ำลำนั้นก็จอดลอยลำนิ่งเฉย เรือดำน้ำขนาดกลางลำนี้คือเรือดำน้ำของฝ่ายศัตรูที่เล็ดลอดเข้ามาในอ่าวไทย ช่องวงกลมที่ดาดฟ้าเรือถูกเปิดออก ทหารประจำเรือทั้งนายและพลซึ่งเป็นชาวยุโรปหลายคนย่อยๆกันขึ้นมาบนดาดฟ้าคนหนึ่งเป็นผู้บังคับการเรือดำน้ำลำนี้ ต่อจากนั้นชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบชุดสีดำเสื้อกางเกงติดกันสวมหมวกทรงกลมที่ไม่มีแก๊ปรวม ๕ คนก็ขึ้นมาจากท้องเรือ ผู้บังคับการสั่งให้ทหารในบังคับบัญชาของเขานำเรือยางที่ซ่อนไว้ในห้องใต้ดาดฟ้าเรือลงทะเลทันที เรือยางลำนี้เป็นเรือยางขนาดใหญ่บรรจุผู้โดยสารได้ ๖ คน ทหารเรือต่างทำงานอย่างรวดเร็วฉับพลัน และแล้วผู้บังคับการเรือก็เดินเข้ามาหากลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง ๕ คนนี้ ซึ่งทุกคนมีปืนยิงเร็วเป็นอาวุธพร้อมด้วยระเบิดมือแขวนไว้ที่หร้าอกเสื้อคนละสองสามลูก ผู้บังคับการเรือยื่นมือให้ชายร่างใหญ่ไว้หนวดเครา ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยกล้าตายนี่สัมผัส "ขอให้ท่านศาสตราจารย์และหน่วยกล้าตายของเราจงโชคดีและปลอดภัยนะครับ ผมและพวกทหารเรือในเรือลำนี้รู้สึกอิจฉาท่านศาสตราจารย์และหน่วยกล้าตายทั้งสี่คนนี้มากที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญครั้งนี้ ผมมั่นใจว่าศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ไทยแลนด์ผู้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ให้กองทัพไทยคงจะเท่งทึงอย่างไม่มีปัญหา" ศาสตราจารย์ โบริส เช็คปริง นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของฝ่ายศัตรูซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยกล้าตายถอนหายใจลึกๆ "ผมยังไม่แน่ใจนักว่าผมกับคนของผมจะทำงานได้สำเร็จผล หลายครั้งแล้วที่เราส่งคนมาสังหารนายพลดิเรก แต่ก็ปรากฏว่าคนของเรานั่นแหละตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของศาสตราจารย์ ดิเรกกับพรรคพวกของเขา บางทีก็ถูกตำรวจหรือสารวัตรทหารจับได้ พวกเราหลายคนยังอยู่ในคุกเมืองไทยจนทุกวันนี้" "แต่ผมเชื่อความสามารถของศาสตราจารย์ครับและสถานทูตของเราคงจะให้ความช่วยเหลือร่วมมือด้วยเป็นอย่างดี" "ขอบคุณมากผู้บังคับการ" นายทหารเรือคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรงยกมือวันทยหัตถ์ผู้บังคับการเรือแล้วรายงานให้ทราบ "เราติดต่อบนฝั่งได้แล้วครับ รอมาคอยรับที่จุดนัดพบแล้ว เลขานุการสถานทูตได้ขับรถมาเอง เขาสั่งให้เตือนศาสตราจารย์กับคณะว่า ที่ชายฝั่งอาจจะมีตำรวจหรือหน่วยอาสารักษาดนิแดนของไทนรักษาการอยู่ขอให้ระมัดระวังตัวให้มาก" ผู้บังคับการเรือยกมือวันทยหัตถ์รับความเคารพแล้วหันมาทางศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง "ท่านศาสตราจารย์ ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือครับที่นายทหารวิทยุรายงานผม" "ครับ ทราบแล้ว ถ้าเราพบกับตำรวจหรือหน่วยอาสารักษาดินแดนของไทยเราก็จำเป็นต้องสู้จนกระสุนนัดสุดท้าย" ผู้บังคับการเรือยิ้มให้แล้วกระซิบถาม "ประทานโทษ ศาสตราจารย์กับหน่วยกล้าตายถูกล้างสมองมาแล้วไม่ใช่หรือครับ" "ครับ สำหรับผมเขากลัวว่าผู้จะทำงานไม่สำเร็จเขาล้างสมองผมตั้งสามครั้งก่อนที่จะเดินทางมาไทยแลนด์คนของผมถูกล้างสมองมาคนละครั้ง รับรองว่าแดงเถือกเลยครับผู้การ ใครจะว่ายังไรเราก็ต้องว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ของเราแน่กว่าดีกว่า เข้มแข็งกว่า เป็นปึกแผ่นกว่า ประหยัดกว่า กว้างกว่า และเร็วกว่า อ้า-ลาละครับผู้การ ขอบคุณมากที่ผู้การและทหารเรือทุกคนได้ให้การต้อนรับพวกผมอย่างดีที่สุดตลอดเวลาที่เดินทางมา" ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงกับหน่วยกล้าตายในบังคับบัญชาของเขาต่างพากันไปลงเรือยางซึ่งทหารเรืองสองสามคนช่วยกันยึดเรือยางไว้ ต่อจากนั้นเรือยางลำใหญ่ก็ถูกพายออกห่างจากเรือดำน้ำของฝ่ายศัตรูมุ่งหน้าเข้าหาฝั่งที่มองแลเห็นขุนเขาแลทมึน และแสงไฟตะเกียงสองสามแห่งจากหมู่บ้านของพวกชาวประมง ท่ามกลางความสงบเงียบในตอนดึก หน่วยอาสารักษาดินแดนของเขา ๒ คนนั่งสนทนากันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในระหว่างหมู่ก้อนหินห่างจากชายหาดประมาณ ๕๐ เมตรหน้าที่ของยามทั้งสองคนนี้ก็คือคอยตรวจตราดูการลักลอบเข้าเมืองและคอยระวังฝ่ายศัตรูที่ลงจากรเอใหญ่มาขึ้นฝั่งเพื่อก่อกวนทำลายความสงบสุขหรือก่อวินาศกรรมตามนิสัยของพวกคอมมิวนิสต์ทั้งหลายที่ชอบทำให้บ้านเมืองของคนอื่นยุ่งยากเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน ยามคนหนึ่งกำลังเล่าเรื่องผีให้เพื่อนยามฟัง เพื่อนของเขาเป็นคนกลัวผีขนาดหนัก เมื่อไดฟังเรื่องเกี่ยวกับผีทะเลที่ปรากฏร่างเป็นลูกไฟสีแดงลอยอยู่ในทะเล ขณะที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีมรสุมคลื่นลมแรง และลูกกลมสีแดงนั้นจะลอยมาเกาะเรือของชาวประมงไต่ขึ้นมาบนเรือ เจ้าหนุ่มแห่งกองอาสารักษาดินแดนก็โบกมือห้ามเพื่อนของเขา "คุยกันเรื่องอื่นดีกว่าวะ มันดึกแล้ว พูดถึงมันประเดี๋ยวมันเดินโย่งเย่งขึ้นมาจากทะเลก็พากันวิ่งตับทรุดเท่านั้นเอง" พูดจบเขาก็มองไปที่ชายหาดและแล้วเขาก็เย็บวาบสะดุ้งเฮือกสุดตัว ร่างอันสูงใหญ่ซึ่งมีส่วนสูง ๗ ฟุตของหน่วยกล้าตายคนหนึ่งยืนเด่นอยู่ในระหว่างก้อนหิน เขาคือหน่วยกล้าตายในบังคับบัญชาของศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงนั่นเองและเป็นักมวยปล้ำรุ่นเฮฟวี่เวทที่มีชื่อเสียงโด่งดังในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ครองตำแหน่งแชมป์เปี้ยนถึง ๓ ปีติดๆกัน เขาเป็นทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษหรือหน่วยกล้าตาย มียศประทวนเป็นสิบเอก ขณะนี้เรือยางได้แล่นมาเกยชายหาดแล้วอย่างเงียบเชียบ ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงใช้ให้ ส.อ. มีสต็อค ยักษ์ใหญ่ขึ้นจากเรือก่อนเพื่อให้ตรวจดูจนแน่ใจว่าจะปลอดภัย หมู่ก้อนหินใหญ่ได้กำบังเรือยางไว้ยามรักษาการที่กลัวผีจึงมองแลเห็นยักษ์ใหญ่ยืนตระหง่านอยู่คนเดียว "อุ๊ย ไม่ควรพูดถึงมันเลย นะโมพุทธายะ แกดูโน่นซี....มันขึ้นมาจากทะเลตัวใหญ่ผิดมนุษย์" เพื่อนของเขาซึ่งไม่กลัวผีมองไปที่ชายหาด พอแลเห็นยักษ์ใหญ่เขาก็ใจเต้นระทึกยกมือขยี้ตาตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ตาฝาดหรือประสาทหลอน "คนนะโว้ยไม่ใช่ผีหรอก" "คนไหงตัวใหญ่และสูงอย่างนั้น" "พวกนักบาสเก็ตอิสราเอลที่มาแข่งขันเอเชียนเกมส์ละกรามั้งคงไม่ได้กลับอิสราเอลได้เมียคนไทยตั้งบ้านเรือนอยู่แถวนี้ก็ได้" ยามที่กลัวผีกลืนน้ำลายเอื๊อก "อย่าพยายามพูดกลบเกลื่อนหน่อยเลยวะ นักบาสอิสราเอลมันผอมสูง อ้ายนี่ทั้งสูงทั้งใหญ่ตัวมันโตขนาดกระสอบข้าวสาร ผะ อี๋ แน่ๆ" ยามที่ไม่กลัวผียกกล้องส่องทางไกลที่คล้องคอขึ้นมองดู ถึงแม้ความมืจะปกคลุมไปทั่ว แต่แสงของประกายดาวและลก้องส่องทางไกลที่ช่วยร่นระยะเข้ามาทำให้เขาแลเห็นร่างอันสูงใหญ่ของ ส.อ. มีสต็อคได้เกือบถนัด เมื่อเขาเห็นยักษ์ใหญ่มีปืนยิงเร็วอยู่ในมือเขาก็รู้ว่า ส.อ. มีสต็อคคือศัตรูของเราที่เดินทางจากเรือใหญ่หรือเรือดำน้ำมาขึ้นบกที่นี่ "ไม่ใช่ผีโว้ย มันมีปืนกลมือ" นักกลัวผีหายกลัวผีทันที เขานึกถึงหน้าที่ของเขาและความปลอดภัยของประเทศชาติ ทั้งสองค่อยๆลุกขึ้นจ้องมองดูเจ้ายักษ์ใหญ่ ในเวลาเดียวกันนั้นเองศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงกับหน่วยกล้าตายอีก ๓ คนก็ขึ้นจากเรือยางปรากฏตัวบนชายหาดและเริ่มเคลื่อนที่อย่างระมัดระวังตัว ยามคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น "ทุกคนหยุด ไม่หยุดยิงนะ" หน่วยกล้าตายหมอบราบลงกับพื้นทรายและกลิ้งตัวไปหาก้อนหินใหญ่ ทันใดนั้นเองยามรักษาการก็ยิงขู่ไปชุดหนึ่ง ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง ร้องสั่งให้หน่วยกล้าตายยิงยามรักษาการทันที ยามทั้งสองคนหมอบราบลงกับพื้น การต่อสู้ระหว่างยามชายฝั่งทะเลกับหน่วยกล้าตายเริ่มต้นแล้ว เสียงปืนยิงเร็วดังสนั่นหวั่นไหวซึ่งเสียงปืนนี้เอง ทำให้ยามรักษาการที่อยู่ห่างไกลออกไปวิ่งมาช่วยพรรคพวกของตน ท่ามกลางความมืด ประกายไฟที่วาบวับออกมาจากกระบอกปืนมองแลเห็นถนัด หน่วยกล้าตายคนหนึ่งซึ่งมียศเป็นพันเอกสั่งให้ศาสตราจารย์กับหน่วยกล้าตาย ๒ คนหลบหนีเข้าป่าโปร่งทางขวามือ ซึ่งเขากับทหารแดงอีกคนหนึ่งจะยิงกราดยามรักษาการชายฝั่งของไทยไว้ ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง พาหน่วยกล้าตายคนหนึ่งวิ่งก้มตัวไปทางป่าโปร่งท่ามกลางห่ากระสุนปืนที่ยามรักษาการประมาณห้าหกคนช่วยกันยิงกราดอย่างดุเดือด และแล้วยามรักษาการก็รวบรวมกำลังติดตามสังหารศัตรูของเรา เสียงปืนสงบเงียบลงแล้ว ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงกับหน่วยกล้าตายทั้ง ๔ คน อาศัยความมืดและต้นไม้ใหญ่น้อยในป่าโปร่งชายทะเลหลบซ่อนตัวล่าถอยไปได้ ตอนเช้าวันต่อมา ในราว ๘.๐๐ น. เศษ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนซึ่งเป็นนายนายทหารผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยได้มีโอกาสต้อนรับท่านนายพลอาวุโส พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการอีกครั้งหนึ่งภายในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งท่านรองได้โทรศัพท์มาถึงนายพลดิเรก แจ้งให้ทราบก่อนว่าท่านมีราชการด่วนจะมาพบในเวลา ๘.๐๐ น. พล.อ. วิชิต แต่งเครื่องแบบกากีแกมเขียวคอเชิ้ทแขนยาว ติดแถบเครื่องหมายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญตราถึง ๔ ชั้น ใบหน้าของท่านรองเคร่งเครียด ทุกคนออกไปต้อนรับท่านที่หน้าตึกใหญ่ และพาท่านนายพลอาวุโสเข้ามาในห้องรับแขก "ท่านรองรับประทานอาหารเช้ามาหรือยังครับ" พ.อ. กิมหงวนถามยิ้มๆ "เรียบร้อยแล้วผู้การ อาหารเช้าของผมก็มีกาแฟถ้วยเดียวแล้วก็ไข่ลวกสองฟองเท่านั้น" พ.อ. นิกรพูดเสริมขึ้น "ความจริงท่านรองก็มีอายุมากแล้วนะครับ ควรจะทานไข่ลวกอย่างน้อยวันละ ๕๐ ฟอง จะได้แข็งแรงคึกคักเข้มแข็ง" ท่านนายพลอาวุโสฝืนยิ้ม "คุณหญิงเขาให้ผมกินวันละสองใบเท่านั้น เขาว่าคนแก่กินไข่ไก่มากนักไม่ได้ทำให้ท้องผูกควรกินผักมากๆ" นายพลดิเรกสบตากับท่านนายพลอาวุโสก็กล่าวถามอย่างนอบน้อม "ท่านมีราชการสำคัญอะไรหรือครับ แล้วก็ขอบคุณครับที่ท่านรองกรุณามาหาถึงบ้าน" "เรื่องสำคัญมากอาจารย์ เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาจารย์นั่นแหละครับ เมื่อคืนนี้เวลาหนึ่งนาฬิกาสิบนาที หน่วยอาสารักษาดินแดนของเราที่ทำหน้าที่เป็นยามชายฝั่งทะเลในท้องที่อำเภอชะอำได้พบข้าศึกจำนวนหนึ่งประมาณห้าหกคนนั่งเรือยางมาขึ้นฝั่งจึงเกิดปะทะกันขึ้น" ร.อ. นพมองดูหน้า ร.อ. สมนึก แล้วกล่าวขึ้นเบาๆพอได้ยิน "โอ่โฮ ตื่นเต้นโว้ย ข้าศึกคงส่งจังโก้ ริงโก้ ฟลิ้นท์ และเจมส์ บอนด์ มาทำงานแน่ๆ" ท่านรองทำตาเขียวกับ ร.อ. นพ "ไม่ใช่เวลาที่เธอจะพูดเล่นสัพยอกหยอกล้อกัน ฟังฉันพูดซี พวกเธอควรจะรู้ว่าฝ่ายศัตรูของเราได้ส่งหน่วยกล้าตายมาฆ่าศาสตราจารย์ดิเรกเข้าใจไหม" ร.อ. สมนึกเรียนถามท่านรองทันที "เนื่องในงานอะไรครับ" "เนื่องจากว่า ศาสตราจารย์ดิเรกได้สร้างอาววุธนิวเคลียร์ให้กองทัพของเราคือระเบิดปรมาณู จรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ แล้วก็กระสุนปืนใหญ่นิวเคลียร์ สำหรับปืนใหญ่ ๑๕๕ มิลลิเมตรของเรา นอกจากนี้ยังสร้างอาวุธปล่อยที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ในการทำลายเครื่องบินข้าศึกในระยะสูง ทำลายเรือรบบนผิวน้ำและเรือดำน้ำอีกด้วย" พูดจบท่านก็หันมามองดูหน้าพรรคพวกสี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาใหญ่ "กรมสืบราชการลับของกองทัพบกได้สืบทราบมานานแล้วว่า ฝ่ายศัตรูวางแผนส่งหน่วยกล้าตายหรือปฏิบัติการพิเศษนอกประเทศ เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อสังหารศาสตราจารย์ดิเรก ผมแน่ใจว่าศัตรูที่ลักลอบขึ้นบกในเขตจังหวัดเพชรบุรีเมื่อคืนนี้จะต้องได้รับคำสั่งให้เดินทางมาสังหารศาสตราจารย์ดิเรก อย่างไม่ต้องสงสัย ตำรวจและสารวัตรทหารได้กระจายกำลังค้นทั่วเมืงอนับตั้งแต่เราได้รับแจ้งข่าวนี้ ขณะนี้เรากำลังค้นหาพวกมันอยู่แต่เข้าใจว่าหน่วยกล้าตายหน่วยนี้ คงจะเข้าไปอาศัยสถานเอก อัครราชทูตของมัน ซึ่งเราไม่มีทางที่จะจับกุมตัวมันได้เว้นแต่มันจะออกมาจากสถานทูต ฉนะนั้นถึงเวลาแล้วที่ทุกๆคนจะต้องช่วยกันระมัดระวังคุ้มครองศาสตราจารย์ดิเรก" แล้วท่านก็ยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก "ผมจะส่งสารวัตรทหารบกหนึ่งหมวดมารักษาการที่นี่ และอย่างช้า ๙ นาฬิกานี้สารวัตรทหารบกจะมาถึงที่นี่" นายพลดิเรกยิ้มอย่างใจเย็น ก่อนที่เขาจะพูดอะไร นิกรได้จามดังๆ เสียงสนั่นหวั่นไหว "ฮ้าดชิ้ววว์" ท่านรองสะดุ้งเล็กน้อยแล้วถามนิกร "เป็นหวัดหรือผู้การ" "แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่าครับ" "แล้วทำไมถึงจามเสียงลั่นอย่างนี้" "มันเคยตัวครับ พอนาฬิกาตีสองโมงเช้าผมต้องจามทุกที ตอนเที่ยงอีกครั้งหนึ่ง บ่ายสามโมงและย่ำค่ำอีกครั้งหนึ่ง" ท่านรองฝืนหัวเราะ "นี่แหละคุณถึงยังไม่ได้เป็นนายพล เหมือนคุณพลเขา อีกหน่อยลูกชายของคุณก็คงเป็นนายพลก่อนคุณ" "นั่นนะซีครับผมก็ว่าอย่างนั้น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน "หุบปากแกเสียบ้างเถอะวะอ้ายกร ท่านรองกำลังพูดกับเราอย่างเป็นงานเป็นการ" ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าแห้วนำน้ำแข็งหยดยาอุทัยบรรจุแก้วสีขาววางอยู่บนถาดเงินใบใหญ่ รวม ๑๐ แก้วเข้ามาเสริฟให้ทุกคนโดยทั่วหน้ากัน แล้วเขาก็นำถาดเปล่าไปวางบนขอบหน้าต่างยืนสำรวมกิริยาอยู่ข้างหน้าต่างนั้นเพื่อคอยรับใช้เจ้านายของเขา ศษสตราจารย์ดิเรกไม่ได้แสดงท่าทีวิตกเป็นทุกข์อะไรเมื่อทราบว่าฝ่ายศัตรูกำลังจะล่าชีวิตของเขา เพราะเขาเคยถูกลอบสังหารมาหลายครั้งแล้วแต่ก็แคล้วคลาดมาได้ทุกครั้งเนื่องจากคุณพระคุณเจ้าคุ้มค้องและชะตาของเขายังไม่ถึงฆาตนั่นเอง "ท่านรองครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับนายพลอาวุโส "ผมรู้ตัวดีว่าฝ่ายศัตรูได้พยายามอย่างยิ่งที่จะฆ่าผมเพื่อตัดกำลังสำคัญในด้านอาวุธของกองทัพไทย ที่ผมกับลูกชายช่วยกันสร้างขึ้น แต่ว่า....ผมไม่กลัวมันหรอกครับ และไม่จำเป็นจะต้องส่งสารวัตรทหารบกมาคุ้มครองผม " "ไม่ได้หรอกอาจารย์อย่างนี้ก็ประมาทเกินไปหน่อย กล้าตายของพวกแดงอาจจะบุกเข้ามาฆ่าอาจารย์เมื่อไหร่ก็ได้" "ไม่มีทางครับท่านรอง ผมจะวางแผนป้องกันตัวผมและคณะของผมให้รัดกุมแนบเนียนที่สุด ผมจะใช้หุ่นยนต์อีเล็คโทรนิคส์ของผมเป็นองครักษ์ ติดตามพวกเาไปทุกหนทุกแห่ง ให้มันทำหน้าที่ขับรถแทนเจ้าแห้ว หุ่นยนต์ของผมมีอยู่ ๑๒ ตัวครับผมถอดเก็บไว้ในลังอย่างเรียบร้อย ผมจะให้ลูกหลานของผมช่วยกันประกอบมันขึ้นราวสองสามชั่วโมงก็เสร็จ ขณะนี้มีอยู่เพียงตัวเดียวที่ผมประกอบไว้ใช้เฝ้าห้องทดลองเท่านั้นคือหุ่นบิลลี่ ซึ่งท่านรองก็เคยพูดคุยวิสาสะกับมันมาแล้ว" พล.อ. วิชิตยิ้มออกมาได้ "จริงซีครับผมเพิ่งนึกได้เดี๋ยวนี้ แต่ผมยังไม่เชื่อว่าหุ่นอีเล็คโทรนิคส์มันจะปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเหมือนสารวัตรทหารเพราะหุ่นมันไม่มีชีวิตจิตใจ" ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ "ถ้าเช่นนั้น ผมจะเรียกมันมาให้ท่านพูดคุยกับมันเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ" แล้วเขาก็หันหน้าไปทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย ไปตามบิลลี่มาพบท่านรองเดี๋ยวนี้" เจ้าแห้วรับคำสั่งและถือถาดเงินพาตัวเดินออกไปทางห้องโถงใหญ่ท่านรองยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า... "ผมอยากให้ใต้เท้าและทุกคนไปอยู่ในเขตทหารเสียชั่วคราวจะดีไหมครับ" ท่านเจ้าคุณนิ่งคิดสักครู่ "ก็ดีครับดิเรกและพวกเราจะได้ปลอดภัย แต่ห้องทดลองของดิเรกและดำรงอยู่ที่นี่ ความสุขสะดวกสบายของพวกเราก็อยู่ที่นี่ ผมแน่ใจว่าหุ่นยนต์ของดิเรกคงจะคุ้มครองเราได้ครับ ถ้าศัตรูบุกเข้ามาในบ้านเรามันก็จะต้องรับมือกับหุ่นยนตร์ของเราก่อน และเมื่อพวกเรามีธุระไปนอกบ้านเราก็จะมีหุ่นยนตร์ติดตามเราไปด้วย" พล.ต. พลพูดเสริมขึ้น "ท่านรองไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ พวกเราจะต้องระวังตัวอย่างที่สุด เราจะสวมเกราะอ่อนป้องกันกระสุนปืน ถ้าเราไปไหนเราจะเอาปืนยิงเร็วติดตัวไปด้วยและถ้าไม่จำเป็นเราจะไม่ออกจากบ้านในระหว่างนี้จนกว่าเราจะจับกุมหรือปราบปรามหน่วยกล้าตายของพวกแดงได้ราบคาบ" ท่านนายพลอาวุโสหันไปทางลูกชายของสี่สหายซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาใหญ่อีกตัวหนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวกับพนัส "เธอกับเพื่อนๆของเธอ จะต้องระมัดระวังรักษาตัวเองและช่วยกันคุ้มครองอาจารย์ดิเรก มีข่าวที่ไม่มีการยืนยันว่า ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะฆ่าทุกคน ที่เป็นนายทหารผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย" นพเค้นหัวเราะ "เรื่องเล็กครับท่านรอง ผมจะทำควายธนูวางไว้ให้รอบบ้าน" ท่านรองทำหน้าเหยเกขอบกล "ควายธนู....มันเป็นอย่างไร" "ก็ควายตัวเล็กๆที่สานด้วยตอกยังไงล่ะครับ สานให้มองดูคล้ายๆควายเขาแหลมเปี๊ยบ" "แล้วยังไง" "แล้วเสกคาถากำกับครับ ใครเข้ามาในบ้านตอนกลางคืนควายธนูก็กลายเป็นควายตัวใหญ่วิ่งเข้าขวิดทันที" "ที่พูดนี่น่ะเธอทำได้หรือผู้กองนพ" ร.อ. นพยิ้มแห้งๆ "ทำไม่ได้หรอกครับแต่พ่อผมทำได้" พ.อ. นิกรสะดุ้งโหยงทำตาเขียวกับลูกชายโทนของเขา.... "ใครบอกแกล่ะ ฉันไม่ใช่พระธุดงค์นะโว้ย" เสี่ยตี๋ยกมือขวาชูขึ้นแล้วพูดขึ้นดังๆ "ขออนุญาตครับ" ท่านรองยิ้มให้ "ว่าไงจ๊ะผู้กอง" ร.อ. สมนึกลุกขึ้นยืนตรง "ขออนุญาตออกไปเอาบุหรี่สูบหน่อยครับ เปรี้ยวปากเต็มทนแล้ว" ท่านนายพลอาวุโสหัวเราะหึๆ "ก็ซิการ์ในหีบนี่ยังไงล่ะ" "ไม่ไหวครับ สูบม้วนเดียวเมาไป ๕ ปี" พูดจบเขาก็เดินออกไปนอกห้องโถงเพียงครู่เดียวก็กลับเข้ามาพร้อมด้วยบุหรี่การิคหนึ่งกระป๋อง และเครื่องขีดไฟแก๊สแบบตั้งโต๊ะและเสียตี๋ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา ระหว่างนพกับดำรงตามเดิมแล้วเปิดกระป๋องบุหรี่ออกยื่นให้เพื่อนเกลอของเขา แต่ไม่มีใครสูบสมนึกจึงจุดบุหรี่สูบตามลำพัง ท่านรองกล่าวกับศาสตราจารย์ดำรง อย่างเป็นงานเป็นการ "ฟังฉันดำรง เธอต้องใช้วิชาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเธอป้องกันชีวิตของคุณพ่อเธอเข้าใจไหม" "เข้าใจครับ ผมก็ตั้งใจอยู่แล้วครับ ผมจะใช้ความรู้ของผมวางแผนป้องกันคุณพ่อของผม เท่าที่จะทำได้ถ้าหน่วยกล้าตายของศัตรูบุกเข้ามาในบ้านเรา สัญญาณอันตรายก็จะบอกให้เรารู้ตัวทันที ต่อจากนั้นพวกเราก็จะพยายามจับกุมหรือปราบปรามมันให้ได้" "ดีแล้วหลายชาย" ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีกเจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพาหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์ ผู้มีนามว่าบิลลี่และเป็นหุ่นยนตร์แสนรู้ของนายพลดิเรกเดินเข้ามาในห้อง หุ่นบิลลี่แลเห็นพล.อ. วิชิตมันก็ตรงเข้ามาหาหยุดยืนชิดเท้าตรง กระทำความเคารพอย่างแข็งแรง กระผมสิบเอกบิลลี่ ณรงค์ฤทธิ์ขอรับ" บิลลี่รายงานตัว ท่านรองยิ้มละไมยื่นมือให้บิลลี่จับ แต่แล้วพอสัมผัสมือกัน พล.อ. วิชิตก็มีอาการชักระตุกทันที ท่านมองดูศาสตราจารย์ดิเรก พยายามอ้าปากพูดแต่ไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ อาการชักกระตุกรุนแรงขึ้นจนตัวแอ่น ร.อ. พนัสร้องเอะอะเอ็ดตะโรเมื่อได้สติ "บิลลี่ ปิดสวิทช์ไฟที่ตัวแกซีโว้ย" หุ่นบิลลี่ยกมือซ้ายกดปุ่มเล็กๆที่หน้าอกของมันกระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าสู่ร่างท่านรองยุติลงทันที เสี่ยตี๋ถามเบาๆว่า "ท่านรองบิดขี้เกียจหรือครับ" ท่านรองตวาดลั่น "ไม่ได้บิดขี้เกียจโว้ย ไฟฟ้าในตัวหุ่นมันดูดฉัน โอ้โฮ...นึกว่าควันออกทางปากเท่งทึงเสียแล้ว" ศาสตราจารย์ดิเรกยกมือชี้หน้าหุ่นยนตร์ของเขา "แกเลวมาก ทำไมไม่ตัดไฟเสียก่อนเมื่อท่านรองขอจับมือกับแก" หุ่นบิลลี่ยิ้มแหย "ผมลืมไปครับป๋า ไม่เจตนาที่จะให้ไฟฟ้าดูดท่านเลยครับ" แล้วบิลลี่ก็มองดูหน้าท่านรองอย่างเคารพนบนอบ "กรุณายกโทษให้ผมเถอะครับ" นายพลอาวุโสสะบัดมือขวาเร่าๆ "ไม่เป็นไรบิลลี่ ฉันเรียกแกมาพบก็เพื่อจะบอกแกให้รู้ตัวว่า ขณะนี้ฝ่ายศัตรูของเราได้ส่งหน่วยกล้าตายจำนวนหนึ่งมาฆ่าอาจารย์ดิเรก แกสามารถที่จะคุ้มครองป้องกันชีวิตเจ้านายของแกได้ไหมล่ะ" หุ่นบิลลี่ลืมตาโพลง "อ๋อ ให้มันเรียงหน้าหรือยกโขยงกันมาเถอะครับผมจะจัดการให้เรียบร้อย บีบคอให้นัยน์ตาทะเล้นหลุดออกมานอกเบ้า จับฟาดกับพื้นดินหรือโยนขึ้นไปบนดาดฟ้าหลังคาตึก ปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวมันโดยใช้ไฟฟ้าแรงสูงในตัวผมหรือฟาดปากกับมันด้วยหมัดลุ่นๆได้ทั้งนั้นแหละครับ ป๋าดิเรกเป็นผู้สร้างพวกเราขึ้นมาอบรมสั่งสอนพวกเราให้มีชีวิตจิตใจและความรู้สึกให้เหมือนมนุษย์ ใครจะฆ่าป๋าผมมันต้องหามศพผมไปทิ้งก่อน" พล.อ. วิชิตหัวเราะชอบใจ ท่านมองดูหุ่นยนตร์ด้วยความเอ็นดูมันแล้วกนึกชมเชย ในความรู้ความสามารถของศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ยากที่จะหานักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกนี้เปรียบเทียบได้ "ดีมากบิลลี่ แกรับปากฉันเช่นนี้ทำให้ฉันโล่งใจและสบายใจ" หุ่นบิลลี่หันมามองดูนายพลดิเรก "ป๋ารีบประกอบชิ้นส่วนหุ่นยนตร์ พรรคพวกของผมเถอะครับ เราจะได้ร่วมมือกันรักษาบ้านและคุ้มครองป๋ากับเพื่อนๆของป๋า" "ออไร๋ ไอจะให้ดำรงกับเพื่อนๆช่วยกันประกอบพรรคพวกของแกในชั่วโมงนี้แหละ เอาละแกไปพักผ่อนได้" หุ่นบิลลี่เดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องรับแขก แกล้งกระแทกไหล่เจ้าแห้วเพียงเบาๆเจ้าแห้วก็เซถลาเกือบหกล้ม "เฮ้ยๆ" เจ้าแห้วร้องขึ้นอย่างโมโห "เล่นกับข้าอย่างนี้ข้ายัวะขึ้นมาข้าจะเตะเข้าให้เท่านั้น ชักทะลึ่ง เอ็งกับข้ามันคนละรุ่นนะโว้ยบิลลี่" บิลลี่เดินหัวเราะหึๆออกไปทางห้องโถง ต่อจากนั้น นายพลอาวุโสก็ได้สนทนากับนายทหารผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์โดยทั่วหน้ากัน และก่อนจะลากลับท่านได้สั่งกำชับให้ทุกคนระมัดระวังตัว ถ้าต้องการใช้กำลังสารวัตรทหารบกเมื่อไรให้โทรศัพท์ไปที่กรมสารวัตรทหารบกซึ่งท่านจะสั่งเจ้ากรมสารวัตรทหารบกไว้ในเรื่องนี้

ทางราชการตำรวจและทหารต่างปกปิดข่าวหน่วยกล้าตายของฝ่ายศัตรูจำนวนหนึ่งเล็ดลอดขึ้นบกที่เพชรบุรี และได้ยิงต่อสู้กับยามรักษาการชายฝั่งทะเลตอนนั้นอย่างดุเดือด ตำรวจและสารวัตรทหารบกกำลังติดตามล่าตัวหน่วยกล้าตายนี้ทั่วทุกมุมเมือง รองอธิบดีตำรวจฝ่ายยุทธการ ได้ส่งตำรวจนอกเครื่องแบบหลายคนมาป้วนเปี้ยนอยู่รอบบ้าน "พัชราภรณ์" ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน โดยเฉพาะในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" หลังบ้าน "พัชราภรณ์" มีรถวิทยุของกองปราบปรามสามยอดคันหนึ่งจอดเป็นประจำตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในตอนกลางคืนตำรวจจะตรวจค้นผู้ที่ปรากฏตัวอยู่ในซอยนี้ และตำรวจไม่ยินยอมอธิบายเหตุผลการการตรวจค้นนี้เนื่องในงานอะไร จิ๊กโก๋หลายคนถูกจับเพราะมีระเบิดขวดหรือปืนพกอยู่ในกระเป๋ากางเกง บางคนก็มีมีดพกหรอืเหล็กขูดช๊าฟแสดงว่ามีไว้เพื่อจะฆ่าคนหรือสาวไส้ออกมาดูเล่น หน่วยสื่อสารขององบัญชาการทหารสูงสุด ได้ดักฟังข่าวจากวิทยุโทรสารที่ส่งจากสถาทูตของคอมมิวนิสต์ถึงแม้จะส่งรหัสลับผู้เชี่ยวชาญพิเศษของหน่วยสื่อสารก็สามารถถอดรหัสได้ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ติดต่อกับศาสตราจารย์ดิเรกโดยคำสั่งด่วนและลับเฉพาะ ทหารนำสารของ บก.สูงสุดได้นำคำสั่งของท่านนายพลอาวุโสไปให้นายพลดิเรกที่โรงแรม "สี่สหาย" ตอนบ่ายวันนั้นมีใจความว่า หน่วยกล้าตายของฝ่ายศัตรูรวม ๕ คนพักอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตของค็อมมิวนิสต์อย่างแน่นอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของฝ่ายศัตรูได้มีคำสั่งให้หัวหน้าหน่วยกล้าตายพยายามสังหารนายพลดิเรกให้ได้โดยเร็วที่สุด และให้วางแผนก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯ โดยร่วมมือกับเอกอัครราชทูต ท่านรองสั่งให้นายพลดิเรกออกคำสั่งให้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คน คือ ร.อ. พนัส ร.อ. นพ ร.อ. สมนึก และศาสตราจารย์ ร.อ. ดำรง บุกเข้าไปในสถานทูตและถ้ามีโอกาสก็ให้สังหารหน่วยกล้าตายเสีย นายพลดิเรก ได้พบกับนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนที่ตึกใหม่หรือตึกเล็กในตอนเย็นวันนั้น ขณะที่ พนัส นพ สมนึก และดำรงนั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก เสี่ยตี๋กำลังฟังดำรงอธิบายถึงสัญญาณไฟอันตรายที่เขาทำไว้ ซึ่งถ้าหากว่าศัตรูปีนรั้วบ้านเข้ามา ไฟฟ้าสีแดงที่ติดไว้ตามห้องต่างๆทั้งตึกเล็กและตึกใหญ่ก็ปรากฏวาบวับบอกให้รู้ทุกคนจะได้เตรียมรับมือกับศัตรู พอแลเห็นศาสตราจารย์ดิเรกแต่งกายลำลองเดินเข้ามาในห้องโถง ร.อ. สมนึกก็ร้องขึ้นดังๆ "ทั้งหมด คด" นายพลดิเรกหยุดชะงัก "ตรงโว้ยไม่ใช่คด" เสี่ยตี๋หัวเราะ "ตรงมานานแล้วครับคดเสียบ้าง" "ทะลึ่งเหมือนเตี่ย" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดยิ้มๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งพยักหน้ากับ ร.อ. นพ "ไปตามบ๊อบบี้มานี่" เขาหมายถึงหุ่นยนตร์แสนรู้ของเขาอีกตัวหนึ่งซึ่งเขารักเหมือนลูกในไส้ และเป็นหุ่นที่เฉลียวฉลาดพอๆกับบิลลี่ แต่นิสัยฉุนเฉียววู่วามและชอบบู๊ "ตามมาทำไมครับลุงหมอ" "ก็มีธุระน่ะซีโว้ย" "ธุระอะไรครับ" "อ้าว เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง เร็ว-ไปตามบ๊อบบี้มา ขณะนี้บ๊อบบี้ทำหน้าที่ยามรักษาการริมรั้วหลังบ้านกับหุ่นยนตร์อีกตัวหนึ่ง" ลูกชายของนิกรลุกขึ้นอ้าปากหาวและบิดขี้เกียจเสียก่อนจึงเดินออกไปทางหลังตึก ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับพนัสว่า "แกกับเพื่อนแกและบ๊อบบี้มีงานสำคัญที่จะต้องทำแล้ว" "เป็นคำสั่งหรือครับ" "ออไร๋ แต่ว่ารออ้ายนพกับบ๊อบบี้ก่อน อาจะได้อธิบายให้เข้าใจว่าพวกแกกับบ๊อบบี้จะต้องทำอะไรกันในคืนวันนี้ ซึ่งเป็นงานที่ต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเหมือนกัน" ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น "ดีซีครับ พวกผมไม่ได้เปิดฉากบู๊มานานแล้วควรจะหาเรื่องยืดเส้นยืดสายบ้าง ถึงผมตาสั้นผมก็แน่ใจเหมือนกันในฐานที่ผมเป็นลูกพ่อ" "โถ" เสี่ยตี๋คราง "พอแว่นหลุดหรือแว่นแตกแกก็มองไม่เห็นอะไรยืนเซ่อเหมือนกับไก่แตก กันซีวะถึงจะแน่บอนด์ต้องทิ้งถิ่น ฟลิ้นท์ต้องล่าถอย จังโก้หรือริงโก้ใหญ่น้อยวิ่งไม่รู้ทางไป ปืนรึ มีดรึ มวยไทยมวยฝรั่งหรือคาราเต้เรอะ" "ไม่เอาไหน" พนัสขัดคอ สมนึกค้อนปะหลับปะเหลือก "ลูกเตี่ยไม่เอาไหนมีหรือวะ" ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ เขามองดูเสี่ยตี๋ด้วยความรักใคร่เอ็นดูเหมือนกับหลานในไส้ของเขา "แกยิ่งโตยิ่งเหมือนอ้ายหงวน" เสี่ยตี๋ยิ้มเล็กน้อย "ใช่ครับ ถ้าผมเหมือนคนอื่น แม่ผมก็คงถูกเตี่ยซ้อมแน่ๆ ผมไม่เหมือนเตี่ยก็ต้องเหมือนแม่ คุณย่าว่านัยน์ตาผมเหมือนแม่ใช่ไหมครับ" "ออไร๋ นัยน์ตาแกกลมเหมือนคุณนวล จมูกแกเหมือนจมูกสิงโต ลูกคางและส่วนใบหน้าก็เหมือนสิงโต แต่ปากกว้างไปหน่อยดูคล้ายๆกับปากหมาบุลด๊อค" เสี่ยตี๋กลืนน้ำลายเอื๊อก "เป็นยังงั้นไป" เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง ในเวลาเดียวกันนี้เอง ร.อ. นพ ได้ขี่หลังหุ่นยนตร์บ๊อบบี้เข้ามาทางหลังตึก "ลงเถอะครับ" บ๊อบบี้พูดเสียงห้าวๆ "ตูดคุณแหลมยังกับเข็ม ให้ขี่หลังแล้วยังขยับขาและกระเดาะปากทำราวกับว่าผมเป็นม้า" ลูกชายของนิกรลงจากหลังหุ่นยนตร์ แล้วตบหลังหุ่นยนตร์เบาๆ "ประเดี๋ยวจะให้เบียร์เย็นๆแกสักขวด" บ๊อบบี้ยิ้มแป้น "ขอไส้กรอกสักจานนะครับ ผมจะแอบกินคนเดียวไม่ให้อ้ายพวกหุ่นแลเห็น ม่ายงั้นมันแย่งกินหมด" "โน" นายพลดิเรกเอ็ดตะโร "กินโน่นกินนี่ท้องไส้เสีย จะทำให้ฉันต้องเสียเวลาซ่อมเครื่องยนตร์กลไกในท้องแก นั่งลงบ๊อบบี้ แกกับอ้ายนพนั่งบนโซฟานั่นแหละ" หุ่นยนตร์แสนรู้กับลูกชายของนิกรต่างทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน นายพล ดิเรกกล่าวกับทุกๆคนว่า "ฟังทางนี้ นี่เป็นคำสั่งของหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ฉันได้รับคำสั่งด่วนลับเฉพาะจากรองผู้บังชาการทหารสูงสุดเมื่อตอน ๑๕.๐๐ น.วันนี้ ท่านรองสั่งให้ฉนใช้ให้พวกแกทั้งสี่เล็ดลอดเข้าไปในสถานทูตของฝ่ายศัตรูในตอนหัวค่ำคืนวันนี้ เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของฝ่ายศัตรู และถ้าหากว่าโอกาสเปิดให้ก็ให้ฆ่าหน่วยกล้าตายของพวกแดงเสียก่อนที่มันจะมาฆ่าฉัน ให้พนัสทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วย และให้บ๊อบบี้ร่วมทางไปด้วยเพื่อคุ้มครองพวกแก" บ๊อบบี้ร้องขึ้นด้วยความดีใจ "ไชโย สนุกแน่ครับป๋า รับรองครับผมบู๊เต็มที่ ฮ่ะ ฮ่ะ" นายพลดิเรกจุปาก "เฮ้ยๆ อย่าคึกนักบ๊อบบี้ แกอย่าลืมว่าศัตรูเราไม่ใช่ย่อย อย่างน้อยก็ต้องมีนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมและนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง แกอาจจะถูกจับและถูกถอดออกเป็นเศษเหล็กขายเชียงกงไปก็ได้ การทำให้หุ่นยนตร์ให้สิ้นสุดการเคลื่อนไหวหรือหมดคุณภาพไม่ยากอะไรนักวิทยาศาสตร์ชั้นดีปราบหุ่นยนตร์ได้อย่างสบาย เข้าใจไว้ด้วย" บ๊อบบี้ทำหน้าเบ้ "ว้า-ยังงั้นผมก็แย่ซีครับ ถ้าผมไปเจอนักวิทยาศาสตร์พวกแดงเข้า" "ออไร๋ อย่านึกว่าแกเก่งกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นคนสร้างหุ่นยนตร์" พูดจบเขาก็หันมาทางลูกชายของพล "คืนนี้ ๒๗.๐๐ นาฬิกา พาพวกแกและบ๊อบบี้ออกจากบ้านได้ และทางที่ดีแกกับเพื่อนๆไปสำรวจทางหนีทีไล่ไว้เสียก่อน ไปเดี๋ยวนี้แหละ ทำแผนที่สถานเอกอัครราชทูตและบริเวณใกล้เคียงมาประชุมปรึกษาหารือกันให้เรียบร้อยมีอะไรสงสัยก็ไต่ถามอา" ร.อ. พนัส รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่เขาได้รับมอบหมายหน้าที่อันสำคัญในครั้งนี้ "ดีแล้วครับอาหมอ ผมกับเพื่อนๆจะไปที่สถานเอกอัครราชทูตเดี๋ยวนี้ ผมขอบคุณครับที่อาหมอตั้งให้ผมเป็นหัวหน้า แต่ว่าผมคิดว่าผมควรจะเอาอ้ายแห้วไปด้วย อาหมอเห็นอย่างไรครับ" "โน-อ้ายแห้วงุ่มง่ามล่าช้าเกินไปแล้ว ไม่แคล่วคล่องว่องไวเหมือนพวกแก อ้ายแห้วไม่ใช่คนกล้า บทจะกล้าก็กล้าอย่างบ้าบิ่น แต่โดยมากมีอารมณ์หวั่นไหวขี้ขลาดตาขาวอย่าเอามันไปเลย" พนัสหันมายิ้มให้กับเพื่อนเกลอของเขา "เตรียมตัวไปสำรวจบริเวณสถานทูตกันเถอะ ขณะนี้ ๑๗.๐๐ น. แล้วเราจะต้องทำงานแข่งกับเวลา คืนนี้เราจะบุกสถานทูตค็อมมิวนิสต์ในบทบาทขออินทรีดำคือแต่งชุดดำและสวมหน้ากากนกอินทรี" เสี่ยตี๋อมยิ้ม "ให้กันเป็นพระเอกนะ" "เออ-ตกลง แต่เรื่องนี้พระเอกมีหวังเท่งทึงเพราะอย่างไรเสียในสถานทูตจะต้องวางยามไว้ทุกระยะ เราบุกเข้าไปมันเห็นเราเข้ามันก็จะยิงเราทิ้งทันที ตำรวจก็ทำไมมันไม่ได้ถ้าเราถูกยิงตายในเขตของมัน ซึ่งเหมือนกับว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งในประเทศของมัน แกก็รู้ดีแล้วว่าตำรวจหรือทหารจะบุกรุกเข้าค้นสถานทูตแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ได้ แกเป็นพระเอกก็ดีจะได้ตายอย่างกล้าหาญ" เสี่ยตี๋ยิ้มแห้งๆ "เอ-ยังงั้นไม่เป็นละโว้ยให้อ้ายนพเป็นดีกว่า" "อ๋อ ไม่รับประทานละจ๊ะ" ร.อ. นพพูดขึ้นดังๆ ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นรู้สึกว่าบ้าน "พัชราภรณ์" คึกคักผิดปรกติ หลังจากอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้วสี่สหายหนุ่มกับหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ก็เตรียมตัวไปทำงานสำคัญตามคำสั่งของนายพลดิเรก สี่สหายกับสี่นางและผู้ใหญ่ทั้งสองไม่ได้แสดงความห่วงใย พนัส นพ สมนึก และดำรงเลย ทุกคนต่างชื่นชมยินดี อวยชัยให้พรและตักเตือนให้ทุกคนระมัดระวังตัว ในราว ๑๙.๕๐ น. ทุกคนก็ออกมาชุมนุมกันที่หน้าตึกใหญ่ ท่ามกลางแสงไฟอันส่องสว่าง บูอิคเก๋งจอดเทียบอยู่แล้ว นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนอยู่ในเสื้อกางเกงชุดสีดำสวมรองเท้าครึ่งน่อง คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก มีปืนพกอยู่ในซองปืนคนละ ๒ กระบอก ทุกคนสวมหน้ากากนกอินทรีสีดำปิดนัยน์ตาทั้งสองข้างเจาะรูไว้พอมองเห็น ส่วนล่างของหน้ากากอยู่เหนือรูจมูกพาดไปตามใบหน้า และระหว่างจมูกเป็นรูปปากนกอินทรี คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างพูดคุยกับสี่อินทรีซึ่งแต่ละคนองอาจผึ่งผาย อินทรีสมนึกมีแส้ดำ เอาด้ามแส้เหน็บไว้ใต้เข็มขัดและม้วนแส้ไว้เรียบร้อย เสี่ยหงวนมองดูลูกชายของเขาอย่างขบขัน "ฉันรู้สึกว่าแกออกจะรุ่มร่ามมากไปหน่อย แกจะเอาแส้ไปทำไมวะ" ร.อ. สมนึกยิ้มให้เตี่ยของเขา "อย่างน้อยที่สุดผมก็จะใช้ด้ามแส้กระทุ้งลูกนัยน์ตาพวกศัตรูหรือตีกบาลมันครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "แสดงการใช้แส้ให้ปู่ดูหน่อยสิวะ" เสี่ยตี๋กระชากแส้ออกมาจากเข็มขัด ปล่อยสายแส้คลายออกจากกัน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แลเห็นนายพลดิเรกกำลังทดสอบระบบอีเล็คโทรนิคส์ในตัวหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ สมนึกก็เงื้อแส้ขึ้นหวดไปทันที "ควับ" ปลายแส้ถูกกล้องยาสูบในปากศาสตราจารย์ดิเรกหลุดกระเด็นออกจากปากหล่นลงบนพื้น หักออกเป็นสองท่อน นายพลดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "เล่นบ้าๆอะไรวะอ้ายตี๋ ถ้าพลาดพลั้งถูกหน้าฉันเข้าแกจะว่ายังไง" สมนึกอมยิ้ม "มือชั้นผมรับรองไม่มีพลาดครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูกล้องยาเส้นของเขาด้วยความเสียดาย "หมด กล้องราคา ๑๕๐ บาทเพิ่งซื้อมาไม่กี่วันบรรลัยแล้ว" คุณหญิงวาดชี้มือลงบนศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯแล้วกล่าวกับเสี่ยตี๋เบาๆ "เห็นไหม" สมนึกรู้ดีว่าคุณหญิงวาดให้เขาดูแมลงวันตัวหนึ่งซึ่งเกาะนิ่งเฉยอยู่กลางศีรษะท่านเจ้าคุณ "เห็นแล้วครับคุณย่า" "เอาซีลูก ฟาดให้เละเลย ย่าอยากดูฝีมือของเธอ" เสี่ยตี๋ทำหน้าเบ้ "ไม่ไหวครับ พลาดพลั้งโดนหัวล้านคุณปู่แตกผมจะเดือดร้อน" เจ้าคุณปัจจนึกฯสะดุ้งโหยง "แกจะเอาแส้ตีกบาลปู่ยังงั้นหรือเจ้านึก" "เปล่าครับ คุณย่าท่านจะให้ผมเอาแส้หวดแมลงวันบนศีรษะคุณปู่ครับ" ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯหันมาทำตาเขียวกับคุณหญิง "เข้าใจยุหลานนะคุณหญิง" คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน ร.อ. พนัสกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาทั้งสามคนและหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ "ขึ้นรถและออกเดินทางได้แล้วพวกเรา" "คุณหญิงวาดปราดเข้ามาคว้าแขนบ๊อบบี้ไว้ "อ้ายหนู" "ว่าไงครับคุณแม่" "เอ็งต้องคุ้มครองหลานของข้าให้ดีที่สุดนะบ๊อบบี้อย่าให้ใครเป็นอันตรายได้" หุ่นยนตร์แสนรู้ยิ้มให้คุณหญิงวาด "รับรองครับคุณแม่" "ดีมาก แล้วข้าจะจ่ายให้ให้พ่อดิเรกเขาสร้างหุ่นผู้หญิงสาวสวยสักตัวหนึ่งเพื่อให้เป็นแฟนของเอ็ง" บ๊อบบี้มีท่าทีกระดากอาย "ขอบคุณครับคุณแม่ ถ้าผมมีแฟนผมคงจะมีความสุขและหายเหงา" แล้วบ๊อบบี้ก็หันมาทางนายพลดิเรก "ป๋าต้องสร้างให้สวยๆนะครับ เอาเชปงามๆขนาด ๓๖ ๒๓ แล้วก็ ๓๖" นายพลดิเรกทำหน้าชอบกล "จะดีเรอะ ขนาด ๕๐....๕๐ และ ๕๐ ดีกว่า" "อุ๊ย มองดูเหมือนหมูตกน้ำตาย ไม่รับประทานละครับ" แล้วบ๊อบบี้ก็กล่าวสัพยอกเจ้าแห้วซึ่งยืนจ๋องอยู่ข้างประตูห้องรับแขก "เป็นอะไรไปครับพี่แห้ว ทำหน้ายังกับเท้า" เจ้าแห้วมองดูบ๊อบบี้อย่างโมโห "อย่า-อย่ากระเซ้าบ๊อบบี้ มึงโชคดีได้ไปบุกสถานทูตกับเจ้านาย เพราะมึงประจบสอพลอคุณหมอจนกระทั่งคุณหมอเห็นว่า มึงแน่กว่ากูและบิลลี่ใช่ไหมล่ะ" บ๊อบบี้หัวเราะคิ๊ก "ใครบอกพี่แห้ว" "พวกหุ่นที่เฝ้าบ้านมันบอกกูโว้ย" พล.ต. พลกล่าวกับเจ้าแห้วทันที "บ๊อบบี้มันไม่ได้ประจบสอพลอดิเรกหรอกโว้ย แกน่ะมันชักจะแก่ตัวแล้ว ดิเรกถึงให้บ๊อบบี้ไปแทนแก ส่วนบิลลี่ก็จะต้องควบคุมพวกหุ่นยนตร์ดูแลบ้านของเรา หน่วยกล้าตายของพวกศัตรู อาจจะบุกเข้ามาในบ้านเราเมื่อไรก็ได้เพื่อสังหารโหดดิเรกกับพวกเรา" เจ้าแห้วร้องไห้เพราะความน้อยใจ ยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาเสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างขบขัน "หัวเราะอะไรวะอ้ายแห้ว" สี่สหายหนุ่มกับบ๊อบบี้ พากันเดินรวมกลุ่มลงบันไดไปที่รถบูอิคเก๋ง บ๊อบบี้ทำหน้าที่เป็นคนขับ ศาสตราจารย์ดำรงนั่งคู่กับบ๊อบบี้ ส่วนพนัส นพ และสมนึกนั่งตอนหลัง ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง บูอิคเก๋งเคลื่อนออกจากหน้าตึกอย่างแช่มช้า พวกคนใช้ชายหญิงและหุ่นยนตร์สามสี่ตัว ที่ยืนจับกลุ่มกันในสนามต่างโบกมือให้สี่อินทรี ที่กำลังเดินทางไปบุกสถานทูตค็อมมิวนิสต์ ถึงแม้บ๊อบบี้เป็นหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์ มันก็รู้ภาษาคนมีความรู้สึกคล้ายกับมนุษย์ที่เฉลียวฉลาด บ๊อบบี้ขับรถได้คล่องแคล่ว นานๆได้ขับรถดีๆเช่นนี้ บ๊อบบี้ก็คึกคะนอง ขับแซงซ้ายแซงขวาผ่านขึ้นหน้ารถยนต์และรถประจำทางไปตามลำดับด้วยความเร็วสูง "เฮ้ย" ร.อ. พนัสร้องขึ้นดัง "อย่าสวี้ทสว้าทนักโว้ยบ๊อบบี้ เรากำลังไปทำงานโว้ยไม่ได้ไปโรงพยาบาล" บ๊อบบี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "รถของคุณพ่อคุณขับมันจังครับ เชื่อมือผมเถอะครับ วันนั้นผมขับให้ป๋านั่งไปในงานวิทยาศาสตร์บอล ผมเหยียบตั้ง ๗๐ ไมล์" ใครคนหนึ่ง วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถบูอิคในระยะกระชั้นชิด บ๊อบบี้หักพวงมาลัยหลบไปได้อย่างหวุดหวิดแล้วโผล่หน้าออกไปร้องตะโกนด่า "ทำไมไม่ข้ามทางม้าลาย อยากตายเรอะ" ศาสตราจารย์ดำรงยกมือขวาเขกกบาลหุ่นยนตร์ดังป๊อก "ปากเปราะนักไปด่าเขาทำไม" "ว้า-เล่นเขกหัวผมคืนนี้ผมคงเยี่ยวรดที่นอนอีกมือหนักเสียด้วยซี" ทันใดนั้นเอง จักรยานยนต์คันหนึ่งได้วิ่งแซงผ่านหน้ารถบูอิคเก๋งขึ้นไป นายสิบตำรวจจราจรร้องตะโกนขึ้นดังๆ "หยุด" ร.อ. ดำรงหันมาทำตาเขียวกับบ๊อบบี้ "ขับรถเร็วจนได้เรื่องแล้วไหมล่ะ หยุดซี" หุ่นยนตร์ยิ้มแห้งๆ ถอนเท้าออกจากคันน้ำมันแล้วเหยียบเบรคบังคับให้รถบูอิคเก๋งจอดชิดซ้ายของถนนห่างจากรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรไม่มากนัก นายสิบตำรวจเองผู้นั้นก้าวลงจากรถจักรยานยนตร์พาตัวเดินตรงเข้ามาที่รถบูอิคเก๋งแล้วหยุดยืนทางด้านขวาของรถ "ขอดูใบขับขี่หน่อยครับ โอ๊ะ " แล้วเขาก็ร้องออกมาดังๆเมื่อแลเห็นใบหน้าของหุ่นบ๊อบบี้ "ผีหลอก" "ไม่ใช่ผีหรอกครับหมู่" นายสิบตำรวจไม่ยอมฟังเสียง เขาหมุนตัวกลับแล้ววิงเข้าไปในซอยอย่างไม่คิดชีวิตด้วยความรักตัวกลัวผี ทำให้สี่สหายหนุ่มหัวเราะท้องแข็งไปตามกัน เสี่ยตี๋พูดพลางหัวเราะพลาง "เป็นตำรวจไหงกลัวผีหว่า หมู่แกคงเข้าใจว่าอ้ายบ๊อบบี้ของเราเป็นผีปีศาจเพราะรูปร่างหน้าตามันไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา" บูอิคเก๋งออกแล่นต่อไป มุ่งตรงไปยังสถานทูตแห่งหนึ่งซึ่งหน่วยกล้าตายของพวกแดงได้พักอาศัยอยู่ และกำลังเตรียมการสังหารโหดนายพลดิเรกนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยเรา ในราว ๒๐.๓๐ น. บูอิคเก๋งก็คลานเข้าไปในซอยข้างสถานทูตนั้นท่ามกลางความมืดเพราะในซอยนี้ไม่มีไฟฟ้าแต่มีบ้านเล็กเรือนน้อยปลูกอยู่ห่างๆกัน มันเป็นซอยเปลี่ยวและลึกมากไปทะลุออกถนนใหญ่ได้อีกทางหนึ่ง ในซอยนี้ไม่มีอาคารร้านค้า ถนนกว้างพอรถยนตร์บรรทุกขนาดใหญ่สวนกันได้ รั้วของสถานทูตตอนล่างก่ออิฐโบกปูน ตอนบนเป็นเหล็กโปร่งคล้ายกับรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" สูงประมาณ ๒ เมตรครึ่งการปีนป่ายเข้าไปในสถานทูต ไม่ยากลำบากอะไรแต่ก็ต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต จากพวกคนยามของสถานทูตซึ่งอย่างไรเสียเอกอัครราชทูต ก็จะต้องจัดวางกำลังป้องกันโดยรอบเนื่องจากสถานทูตแห่งนี้ มีแผนการทำลายล้างประเทศไทยตามเจตนาของรัฐบาลค็อมมิวนิสต์ สะสมอาวุธร้ายและวัตถุระเบิดไว้มากมาย มีเครื่องรับส่งวิทยุที่สามารถรับส่งได้ดีระหว่างรัฐบาลของเขากับสถานทูตนี้ และติดต่อกับหัวหน้าก่อการร้ายในประเทศไทยในภาคอีสานและภาคใต้ ถนนซอยนี้มีทางแยกไปทางด้านหลังสถานทูต แต่เป็นซอยตันลึกเข้าไปประมาณหนึ่งกิโลเมตรริมถนนซอยส่วนมากเป็นที่ว่างและสวนมีบ้านเรือนอยู่ไม่กี่หลัง ร.อ. พนัสสั่งให้บ๊อบบี้หยุดรถและกลับรถให้เรียบร้อย ในเนื้อที่จำกัดต้องถอยรถออกไปให้พ้นถนนคอนกรีตจึงกลับรถได้ บ๊อบบี้นำรถบูอิคเก๋งของ พล.ต. พลแล่นมาหยุดใต้ร่มไม้ต้นหนึ่งคือต้นจามจุรี "ลงจากรถได้พวกเรา อ้ายตี๋ปีนรั้วเข้าไปก่อน อ้าวอ้ายนพหลับเสียแล้ว" ร.อ. นพลืมตาโพลง "เอายังไงว่ามา ร้องอ้ายเสือเอาวาแล้วปีนรั้วบุกเข้าไปใช่ไหมพี่" พนัสจุปาก "ไม่ได้มาปล้นโว้ย แล้วก็ไม่ใช่เวลาที่แกจะพูดเล่น" ลูกชายของพลดุเพื่อนเกลอของเขาเบาๆ "เรากำลังทำงานสำคัญคือลอบเข้าไปสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกศัตรูในสถานที่นี้" ร.อ. นพค้อนปะหลับปะเหลือก "แหม-พอลุงหมอตั้งให้เป็นหัวหน้าชักจะเต๊ะ ไม่ไปโว้ยกันนั่งคอยอยู่บนรถนี่แหละ" พนัสดึงปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ในซองปืนข้างขวาออกมาจี้ขมับเพื่อนเกลอของเขา "จะไปหรือไม่ไปอ้ายนพ" "ไปก็ได้" นพพูดเสียงหนักๆ แต่ไม่ดังนัก "ต้องเอาปืนขู่ด้วยหรือวะเกิดนิ้วกระดิกลั่นปู๊ดป๊าดออกมา แกจะวังยังไง" สี่สหายหนุ่มกับหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ต่างพากันลงมาจากรถอย่างสงบเงียบ อินทรีสมนึกยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง เมื่อทุกคนเข้ามายืนรวมกลุ่มกันริมรั้วสถานทูต "กันจะปีนเข้าไปก่อน และทุกคนคอยฟังกันผิวปากเรียก ในสถานทูตด้านหลังนี้มืดตึ๊ดตื๋อ กันจะผิวปากเรียกพวกเราก็ต่อเมื่อกันแน่ใจว่าไม่มียามรักษาการอยู่แถวนี้" ร.อ. พนัสยกมือขวาตบบ่าเสี่ยตี๋เบาๆ "ขอให้โชคดีและปลอดภัยนะอ้ายตี๋ ถ้าแกถูกยิงตายเราจะพยายามบุกเข้าไปเอาศพแกไปบ้านให้ได้" สมนึกสะดุ้งโหยง "เป็นเสียอย่างนี้เสือกพูดให้ใจเสีย" ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น "อย่าแกล้งทำเป็นคนขี้ขลาด ตาขาว หน่อยเลยวะ พวกเรารู้ดีว่าแกกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเหมือนกับลุงกิมหงวน การเผชิญภัยแบบเสี่ยงกับความตายเช่นนี้เป็นเรื่องเล็กของแก" เสี่ยตี๋ยิ้มแป้น "ใช่ เตี่ยเคยสอนกันว่าตัวตายดีกว่าชาติตาย เกิดเป็นลูกผู้ชายต้องมีเมีย" ร.อ. นพอ้าปากหาวพร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างบิดขี้เกียจเหยียดแขนออกไป ถูกศาสตราจารย์ดำรงค่อนข้างแรงแล้วนพก็กล่าวกับสมนึก "เข้าไปซีโว้ย จะเอายังไงก็เอาจะได้กลับไปนอนกันง่วงเต็มฟัดแล้ว" เสี่ยตี๋หัวเราะหึๆ "สองทุ่มครึ่งเท่านั้นง่วงแล้ว" "โธ่-เมื่อคืนวานกันได้นอนเพียง ๑๔ ชั่วโมง เท่านั้นเอง วันนี้ตอนกลางวันก็ไม่ได้นอน" ร.อ. สมนึกหรืออินทรีดำยกมือทั้งสองขึ้นประนมไหว้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยให้ช่วยคุ้มครองเขาแล้วปีนขึ้นไปบนรั้วด้านหลังสถานทูตทันที แต่แล้วมือขวาของเสี่ยตี๋ก็ไปคว้าเอาสายไฟเข้าซึ่งทางสถานทูตได้ขึงไว้ที่รั้วตอนบน และซ่อนไว้อย่างมิดชิด กระแสไฟ ๒๒๐ โวลท์ วิ่งเข้าสู่ร่างลูกชายของกิมหงวนทันที แต่ที่ไม่ตายก็เพราะสมนึกไม่ได้เหยียบพื้นดินและรองเท้าครึ่งน่องของเขาเป็นพื้นยาง สมนึกมีท่าทางเหมือนคนที่ติดไฟฟ้าคือกระตุกไปทั้งตัว และทำหน้าตาเบี้ยวหน้าบูดมองดูเพื่อนเกลอของเขาแต่พูดไม่ออกได้แต่พยักพเยิด ร.อ. พนัสดุสมนึกเบาๆ "เฮ้ย มัวทำลิงทำค่างปากเบี้ยวปากบูดอยู่ทำไมวะ ปีนข้ามไปซี" เสี่ยตี๋ใช้กำลังภายในตามแบบจีน ทำให้จิตใจเข้มแข็งพูดออกมาได้ "ปู้โธ่โว้ย ใครบอกแกว่ากันทำลิงทำค่าง ไฟฟ้ามันดูดกันโว้ยอ้ายรงขึ้นมาช่วยหน่อยซี" ศาสตราจารย์ดำรงใจหายวาบ เขาล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบคีมตัดสายไฟฟ้าออกมาแล้วรีบปีนขึ้นไปบนรั้วตัดสายไฟฟ้าออก เสี่ยตี๋พ้นภัยแล้วแต่ถูกไฟดูดจนตัวขาและอ่อนเพลียเกือบจะพลัดตกลงมาจากรั้ว เพราะหมดแรง ลูกชายของนายพลดิเรกปีนข้ามรั้วเข้าไปก่อน กระโดดตุ้บลงสู่พื้นดิน เสี่ยตี๋เป็นห่วงเพื่อนก็รีบปีนตามเข้าไป พนัส นพ และหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ยืนนิ่งเฉยอยู่นอกรั้วจนกระทั่งได้ยินเสียงผิวปาก "เวี้ยววี้ด" ร.อ. พนัสปีนรั้วกระโดดลงในเขตสถานทูตทันที นพหันมายิ้มให้หุ่นยนตร์แสนรู้แล้วกล่าวว่า "ให้กันขี่หลังแกเถอะวะ แกมันแข็งแรงผิดมนุษย์" บ๊อบบี้สั่นศีรษะ "ไม่เอาล่ะครับ คุณช่วยตัวเองเถอะ ผมไปก่อนละ" แล้วบ๊อบบี้ก็ปีนขึ้นไปบนรั้วเหล็กนั้นอย่างสะดวกสบาย ต่อจากนั้น ร.อ. นพก็ติดตามเข้าไปเป็นคนสุดท้าย ทุกคนเข้ามารวมกลุ่มกันโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร จนกระทั่งเสี่ยตี๋กล่าวขึ้นเสียงหนักๆ "เงียบๆ" พนัสชักฉิว "ใครพูดที่ไหนล่ะ" "ถูกละแต่กันเตือนไว้ให้ทุกคนเงียบๆ" เสี่ยตี๋เอ็ดตะโร "โอ้โฮ" พนัสอุทาน "ดันแหกปากพูดออกมาได้ เดี๋ยวก็เท่งทึงไปตามกันเท่านั้นเอง" สมนึกดึงแส้ที่เหน็บเอวออกมา "ให้มันรู้ไปว่าพวกค็อมมิวนิสต์ มันจะเก่งกว่าอินทรีเขียว.... เอ้ย...อินทรีดำ" ทุกคนจ้องมองไปทางหลังตึกใหญ่ ซึ่งชั้นล่างเป็นสำนักงานของสถานทูตนี้ และชั้นบนเป็นที่อยู่ของนายยาค็อบเอกอัครราชทูตกับครอบครัวของเขา ซึ่งมีภรรยาคู่ชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น และขณะนี้ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงกับหน่วยกล้าตาย พักอาศัยอยู่ในความคุ้มครองของสถานทูตนี้และยาค็อบได้จัดห้องพักให้อยู่อย่างสุขสบาย นอกจากนี้ยังมีห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ไว้ให้ศาสตราจารย์โบริสด้วย เสียงของสมนึกที่พูดออกมาดังๆ เมื่อกี้นี้ทำให้ยามรักษาการคนหนึ่งได้ยินเข้า ยามของฝ่ายศัตรูก็คือคนไทยที่เป็นฆาตกรหรืออาชญากรหลบหนีเข้าหน้าที่ มาอาศัยอยู่ในสถานทูตและยอมรับใช้เอกอัครราชทูตทุกสิ่งทุกประการ คนเหล่านี้ต่างมีเงินเดือนเป็นประจำอย่างน้อยคนละ ๕,๐๐๐ บาท มีที่อยู่กินให้พร้อม ยาค็อบเลี้ยงไว้เพื่อให้เป็นเครื่องมือของเขา ทุกคนจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นยามรอบสถานทูตผลัดหนึ่ง ๒ ชั่วโมงและใช้คน ๑๐ คน เป็นยามแต่งเครื่องแบบคล้ายทหารมีปืนยิงเร็วเป็นอาวุธ ยาค็อบสั่งกำชับยามไว้ว่าหากมีผู้หนึ่งผู้ใดลอบเข้ามาในสถานทูตให้พยายามจับเป็น แต่ถ้าต่อสู้ขัดขืนให้ยิงทิ้งทันที เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบในเหตุการที่เกิดขึ้นโดยอาศัยอภิสิทธิ์ทางการทูต ชายร่างใหญ่อดีตอันธพาลชื่อดังถือปืนยิงเร็วบุกเข้ามาหานายทหานหนุ่มทั้งสี่คนซึ่งขณะนี้หุ่นยนตร์บ๊อบบี้ ยืนกำบังอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ยามจึงไม่ทันแลเห็นหุ่นยนตร์แสนรู้ของนายพลดิเรก ยามยกปืนยิงเร็วขึ้นจ้องทางด้านหลังของนายทหารหนุ่มแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด "ยกมือขึ้น ใครขัดขืนเน่า" นพกล่าวกับเสี่ยตี๋ทันที "เอาแส้ฟาดมันซีอ้ายตี๋" สมนึกยิ้มแห้งๆ "ไม่กล้าโว้ยเดี๋ยวมันยิงไส้แตก" "ถุย แล้วมึงพกแส้มาทำไมวะ" เสี่ยตี๋หัวเราะ "ทิ้งก็ได้ไม่แปลก" แล้วเขาก็โยนแส้ดำเข้าไปในพุ่มไม้ นพแลเห็นหุ่นยนตร์เดินอ้อมไปข้างหลัง คนยามเขาก็ยิ้มออกมาได้ ลูกชายของนิกรแกล้งกล่าวกับคนยามว่า "ลดปืนลงเสียเถอะพี่ชาย อยากได้เงินใช้บ้างไหมล่ะ" ยามตวาดแว็ด "บอกให้ยกมือขึ้นทุกคนเข้าใจไหม หรืออยากไปนรก" สี่อินทรีดำต่างชูมือขึ้นเหนือศีรษะ ทันใดนั้นเองหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ซึ่งย่องเข้าไปด้านหลังยาม ได้ยกมือขวาคว้าคอยามทันที เจ้าหมอนั่นสะดุ้งเฮือกทำปากเบี้ยวปากบูดมีควันออกทางปากส่งกลิ่นเหม็นเขียวไปทั่วบริเวณนั้น เมื่อบ๊อบบี้คลายมืออกอดีตอันธพาลซึ่งเป็นสมุนของเอกอัครราชทูตก็ล้มลงสิ้นใจตายเนื่องจากกระแสไฟฟ้าแรงสูง จากหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์ หุ่นยนตร์เดินเข้ามาหาสี่สหายหนุ่ม "เท่งทึงไปแล้วครับใจเสาะเหลือเกิน ผมปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวมันไม่ถึงห้าวินาทีก็ไปหายมบาล" เสี่ยตี๋ถอยออกห่าง "อย่าเผลอมาถูกตัวกันนะโว้ยบ๊อบบี้" หุ่นยนตร์แสนร็หัวเราะเบาๆ "ผมตัดไฟออกแล้วครับ นานๆ ได้ฆ่าคนสักทีผมชักสนุกเสียแล้วซี จะเอายังไงกันต่อไปคุณพนัสออกคำสั่งซีครับ" พนัสพยักหน้ารับทราบ "พวกเราจะยืนอยู่ที่นี่แหละ เพราะเป็นที่มืดมีต้นไม้ขึ้นครึ้มกำบังตัวเราแกไปจับยามมาสักคนได้ไหมล่ะ จับเป็นนะอย่าจับตาย" "จับเอามาทำไมครับ" "ก็เอามาสอบถามปากคำมันน่ะซี เท่านี้เราก็จะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับพวกหน่วยกล้าตาย และหลังฉากของเอกอัครราชทูต ถ้ามันพูดแกก็ปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวมีนทีละน้อยและถ้าหากว่าเราได้รู้อะไรต่อะไรจากเชลยของเราก็กลับบ้านได้ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงภัยบุกเข้าไปบนตึกใหญ่ อาหมอสั่งกำชับว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกัน และอย่าได้ให้มันเห็นตัวพวกเราได้" "ครับ" หุ่นยนตร์บ๊อบบี้รับคำสั่ง "ผมจะไปลากตัวคนยามมาให้คุณสักคนหนึ่ง ถ้ามันสู้ผมผมก็จะจับฟาดกับดินให้ตัวเละ ผมน่ะมีกำลังถึงห้าแรงช้างเชียวนะครับ เป็นหุ่นยนตร์ชั้นดีไม่ใช่หุ่นชั้นเลว" "พอแล้ว" ร.อ. พนัสพูดตัดบท "ชักจะฝอยมากไปแล้วบ๊อบบี้ แกน่ะอะไรก็ดีหรอกเสียอย่างเดียวชอบคุยโม้และมุทะลุดุดันขี้ยัวะ" บ๊อบบี้หัวเราะ "ก็ป๋าเขาสร้างนิสัยให้ผมอย่างนั้น" พูดจบหุ่นยนตร์ก็ร้องครางเบาๆ และหันมาทางศาสตราจารย์ดำรง "แขนข้างขวาของผมเคลื่อนไหวไม่ได้แล้วครับคุณดำรงช่วยดูให้ผมหน่อยเถอะครับ โอ๊ย...ปวดจัง"

ลูกชายของศาสตราจารย์ดิเรกบอกให้หุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์หันหลังให้เขา แล้วดำรงก็เปิดแผ่นเหล็กซึ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมข้างหลังหุ่นยนตร์ออก โดยวิธีเลื่อนมันขึ้นไปข้างบน เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไฟฉายขนาดจิ๋วส่องเข้าไปในตัวหุ่น ตรวจดูกลไกอีเล็คโทรนิคส์ซึ่งมีส่วนประกอบหลายร้อยชิ้นและมีสายไฟโยงไปมาสลับซับซ้อนกัน แต่เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะศาสตราจารย์ดำรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยม มีวิชาความรู้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าบิดาของเขา เขาจึงแก้ไขแขนขวาของหุ่นยนตร์ให้ใช้การได้ดีเหมือนเดิม เขาปิดช่องด้านหลังของบ๊อบบี้แล้วยกมือตบศีรษะหุ่นยนตร์เบาๆ "เรียบร้อยแล้ว ตัวจักรตัวหนึ่งมันหลวมไปนิดหน่อย ไปได้บ๊อบบี้ ระวังให้ดีอย่าให้ใครเห็นตัวแกและจับยามคนใดคนหนึ่งมาให้เราให้ได้" "ครับผม" บ๊อบบี้รับคำสั่งและพาตัวเดินไปจากที่นั้น.... สี่สหายหนุ่มยืนนิ่งเฉยและใช้สายตาสำรวจบริเเวณสถานทูตเท่าที่มองเห็น เสี่ยตี๋แลเห็น ร.อ. นพยืนกระสับกระส่ายผิดปรกติเขาก็กล่าวถาม "แกเป็นอะไรไปหรือนพ" ลูกชายของนิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า "ปวดท้องว่ะ" "แล้วกัน ปวดท้องเฉยๆหรือ" "ไม่เฉยน่ะซี สงสัยว่าก๋วยเตี๋ยวต้มยำเมื่อกลางวันทำพิษกันแน่ๆ อุ๊ยขนลุกซู่แล้ว ทำไงดีละ" พนัส ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเพื่อนเกลอของเขาดังพลักใหญ่ แล้วชี้มือไปทางพุ่มไม้อันหนาทึบทางขวา "โน้น เข้าไปในพุ่มไม้นั่นแล้วจัดการให้เรียบร้อยแกกับอานิกรช่างเหมือนกันเหลือเกิน วันหนึ่งอึตั้ง ๒๐ หนเหมือนยังกับนกขุนทอง" เสี่ยตี๋หัวเราะหึๆ มองดูนพอย่างขบขัน "ไปซีโว้ย ยังจะชักช้าอยู่อีกประเดี๋ยวกางเกงเลอะเทอะหมด" ผู้กองนพทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ "ไปไม่ไหวโว้ย ขืนขยับขานิดเดียวกองทัพอิสราเอ็ลบุกทะลวงกันแน่ๆ ขุนพลตาเดียวรออยู่ที่ประตูหลังบ้านกันเตรียมบุกแบบสายฟ้าแลบแล้ว แกช่วยอุ้มกันไปหน่อยซีวะ...." "ไม่เอา" สมนึกตวาด "ไปไม่ไหวก็ปล่อยให้มันราดออกมา" ร.อ. นพร้องไห้ยกหลังมือเช็ดน้ำตา เขายืนบีบขาแน่นพยายามต้านทานข้าศึกไว้ สักครู่ก็กระโดดโหยงๆไปทีละก้าวโดยไม่ยอมขยับขาออกจากกัน พอข้าศึกเผลอตัวนพก็วิ่งจู๊ดเข้าไปในพุ่มไม้เบื้องหน้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสามสหายหนุ่มแต่หัวเราะเบาๆ ในนาทีนั้นเองอินทรีดำนพก็เดินยิ้มกริ่มออกมาจากพุ่มไม้พลางคาดเข็มขัดปืนให้เรียบร้อย "เป็นยังไง" ดำรงถามยิ้มๆ "สบายแล้ว โกร๊กเดียวหมดท้องเลยนึกว่าเป็นอหิวาเสียอีก บิอบบี้ยังไม่มาหรือ" เสี่ยตี๋มองดูนพอย่างเศร้าใจ "รุ่มร่ามฉิบหายเลยพับผ่า" "ว้า....อย่าบ่นหน่อยเลยน่า มนุษย์คนไหนบ้างวะที่ไม่อึ คนเรากินเข้าไปแล้วมันก็ต้องถ่าย แกลองไม่ถ่ายสักเดือนจะเป็นยังไง ท้องแกคงโตเท่าตุ่มน้ำ ถึงกับเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อน" การสนทนาสิ้นสุดลงทันทีเมื่อสี่สหายหนุ่มแลเห็นหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ลากตัวคนยามของสถานทูตคนหนึ่งเข้ามา มือซ้ายของบ๊อบบี้ถือปืนยิงเร็วที่ยึดได้ แขนขวาล็อคคอยามลากถูลู่ถูกังอย่างไม่ปรานี แล้วเขาก็ปล่อยแขนขวาที่ล็อคคอคนยามออก บ๊อบบี้จับแขนไว้ แลก้งปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวคนยามเพียงเล็กน้อย ชายหนุ่มร่างลำสันในวัยเบญจเพสสะดุ้งเฮือกสุดตัว บ๊อบบี้ขู่ว่า.... ถ้าแกไม่พูดความจริงกันจะฆ่าแกด้วยกระแสไฟฟ้าในตัวกัน เห็นไหม...เพื่อนแกนอนเท่งทึงอยู่นั่น" พนัสกล่าวกับบ๊อบบี้ "พอแล้วบ๊อบบี้ไม่ต้องไปขู่เขา ให้ฉันคุยกับเขาเอง" แล้วพนัสก็เลื่อนตัวเข้ามายืนเผชิญหน้าคนยาม กล่าวถามว่า "แกชื่ออะไร" "ผมชื่อหยดครับ" "แกเป็นพลพรรคหรือลูกน้องของท่านเอกอัครราชทูต...." "ครับ" "สมุนของเอกอัครราชทูตที่เป็นคนไทยอาศัยอยู่ในสถานทูตนี้มีกี่คน" เจ้าหยดนิ่งคิด "ยังไงก็ไม่ทราบครับ" พูดจบเขาก็สะดุ้งเฮือกทำปากเบี้ยวปากบูด เพราะบ๊อบบี้ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าตัวเขาเพียงเสี้ยวของวินาที "อ้า-มี ๓๒ คนครับ" พนัสหัวเราะชอบใจ "ถ้าแกไม่พูดความจริงหรือปฏิเสธว่าไม่รู้หุ่นยนตร์ของเราจะส่งแกไปเที่ยวเมืองนรก" สมนึกพูดเสริมขึ้น "ไปแล้วไม่ได้กลับนะโว้ย รู้จักคำว่าเท่งทึงไหมล่ะ...." เจ้าหยดยิ้มแห้งๆ "ไม่รู้จักหรอกครับ" "ก็ตะโพนมอญที่บรรเลงในงานเผาศพอย่างไรละ มันคือสัญลักษณ์ของความตาย แกเคยไปในงานเผาศพแล้วก็ต้องได้ยินเพลงปี่พาทย์นางหงส์" แล้วเสี่ยตี๋ก็ใช้ปากบรรเลงเพลงให้เจ้าหยดฟัง "แอ..แอ่...แอ....เท่งทึงๆๆๆ ยังงี้แหละ ถ้าแกโกหกแกมีหวังเท่งทึง" พนัสกล่าวกับเจ้าหยดอย่างเป็นงานเป็นการ "มีหน่วยกล้าตายนอกประเทศมาพักอยู่ที่นี่ใช่ไหมเร็ว-ตอบเดี๋ยวนี้" ด้วยความรักตัวกลัวเท่งทึงเจ้าหยดจึงสารภาพตามตรง "ใช่ครับ เดินทางมาจากเรือลำน้ำคืนวานนี้ขึ้นบกที่เมืองเพชรรวม ๕ คน" "ใครเป็นหัวหน้า" "ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง ครับ" นพทำหน้าฉงนพูดขัดขึ้นทันที "เช็คสปริงหรือเช็คเด้ง" "เช็คสปริงครับ เป็นภาษาของเขาไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงเป็นหัวหน้าครับ ผู้ช่วยของเขาคือพันเอกโปกินที่มาด้วยกัน" "ชื่ออะไรนะ" สมนึกถาม "พันเอกโปกินครับ" "ว้า...แปลว่าเล่นโปทีไรหมดตูดทุกที่ใช่ไหมล่ะ" "ยังไงก็ไม่ทราบครับ" ร.อ. พนัสซักต่อไป "แล้วอีกสามคนล่ะ" "คนหนึ่งเป็นนายสิบครับ สองคนเป็นพลทหารแห่งหน่วยกล้าตายหรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษนอกประเทศ" ศาสตราจารย์ดำรงซักเชลยบ้าง "แกรู้ไหมหน่วยกล้าตายทั้งห้าคนนี้ถูกส่งมาทำไม" เจ้าหยดส่ายหน้า "ผมเป็นลูกน้องชั้นเลวผมจะรู้ได้อย่างไรครับ พวกเจ้านายเขาปรึกษาหารือกันบนตึกใหญ่ พวกผมพักอยู่ที่เรือนสองชั้นทางด้านโน้น ถ้าเขาไม่เรียกตัวขึ้นไปพบก็ขึ้นไปบนตึกไม่ได้" พนัส มองดูหน้าคนยามคล้ายกับจะค้นความพิรุธสงสัยจากใบหน้าของหยด แล้วเขาก็เปิดไฟฉายดวงเล็กส่องดูหน้าเจ้าหยด "โกหกหรือเปล่า" "โธ่ สาบานให้ก็ได้ครับผมไม่ได้โกหก" ร.อ. พนัสยิ้มให้ "เอาละ เมื่อพูดความจริงก็ดีแล้ว ที่นี้แกตอบฉันซิว่าอาวุธปืนกระสุนปืน และวัตถุระเบิดของเอกอัครราชทูตเขาเก็บไว้ที่ไหน" หุ่นยนตร์บ๊อบบี้คำรามเสียงกร้าว "ถ้าไม่บอก ต.เต่า สระ อา ย.ยักษ์" อ๋อย บอกซีครับ ถ้าผมรู้ผมต้องบอก อาวุธร้ายและกระสุนดินดำอยู่ในห้องห้องหนึ่งที่ตึกโรงครัวครับ มียามรักษาการณ์อย่างแข็งแรง คือพวกผมนั่นเองที่ผลัดเปลี่ยนกันเป็นยาม" สี่สหายหนุ่มต่างผลัดกันซักถามเจ้าหยดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับเบื้องหลังของเอกอัครราชทูต ซึ่งหยดก็เล่าให้ฟังตามตรงเท่าที่เขารู้ ชั้นบนของตึกใหญ่หลังนี้มีห้องรับส่งวิทยุและห้องประชุมขนาดย่อมสำหรับเอกอัครราชทูตกับพรรคพวกของเขาซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ รอบบริเวณสถานทูตนี้ตอนกลางวันมียาม ๕ คน ส่วนกลางคืนวางยามไว้ ๑๐ คน และมีหุ่นยนตร์ตัวหนึ่งทำหน้าที่คอยตรวจดูยามตามจุดต่างๆ หุ่นยนตร์ของค็อมมิวนิสต์เคลื่อนไหวได้ปฏิบัติตามคำสั่งได้แต่พูดไม่ได้ เป็นหุ่นเหล็กสีแดงรูปร่างใหญ่กว่าหุ่นยนตร์บ๊อบบี้เพียงเล็กน้อย มีพลังกำลังเข้มแข็งผิดมนุษย์และมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในตัวเช่นเดียวกัน หยดสารภาพตามตรงว่าพึ่งเข้ามาเป็นสมุนของเอกอัครราชทูตยาค็อปได้เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งเพื่อนอันธพาลของเขาคนหนึ่งเป็นผู้พามาพบยาค็อป เขาได้รับเงินเดือนเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท เขาไม่สนใจในเรื่องประเทศชาติหรือเกี่ยวกับบ้านเมือง เขายอมเป็นลูกน้องของนายยาค็อปก็เพราะเขาต้องการเงิน ส่วนประเทศชาติของเรานั้นเขาก็รัก แต่เขาเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาไม่มีวิชาความรู้อยากจะทำงานในตำแหน่งหัวหน้ากองหรืออธิบดีก็คงไม่มีใครเขายอมให้เป็น พนัสมองดูเจ้าหยดด้วยความสงสาร แต่หน้าที่และความจำเป็นทำให้เขาต้องฆ่าเจ้าหยด ลูกชายของพลยกมือขวาตบบ่าหยดเบาๆแล้วกล่าวว่า "ขอบใจมากหยดที่แกได้สารภาพความจริงเช่นนี้ แต่กันเสียใจเหลือเกินที่กันจะต้องฆ่าแกเสีย" พูดจบเขาก็พยักหน้าให้หุ่นยนตร์แสนรู้และกล่าวว่า "จัดการได้บ๊อบบี้" บ๊อบบี้ยกมือขึ้นจับแขนขวาของเจ้าหยด แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ตัวหยดทันที อดีตอันธพาลชักกระตุกนัยน์ตาตั้งตัวสั่นเหมือนเจ้าเข้า เพียงสามสี่วินาทีเท่านั้นก็มีควันออกจากปากเสียงดังฉี่ และแล้วเจ้าหยดก็ล้มลงเท่งทึงห่างจากศพเพื่อนของเขาไม่กี่มากน้อย ร.อ. นพทำจมูกฟุดฟิด "หอมเหมือนปลาหมึกย่างโว้ย โถ-อนิจจาวตสังขาราเท่งทึงเสียแล้ว น่าสงสารมันเหมือนกันแต่เราปล่อยมันไว้ไม่ได้" ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับลูกชายของพลเบาๆ "เราได้รู้เบื้องหลังของเอกอัครราชทูตยาค็อป และหน่วยกล้าตายซึ่งมีศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงแล้ว เป็นอันว่าหน่วยกล้าตายได้หลบซ่อนอยู่ที่นี่ และกำลังวางแผนที่จะฆ่าพ่อกัน เราควรจะกลับกันได้แล้วขืนชักช้าอาจจะมียามมาพบเห็นเข้าก็จะเกิดยิงกันขึ้น" ลูกชายของนิกรอ้าปากหาวเสียงลั่น "ดี กลับก็กลับกันง่วงนอนเต็มฟัดแล้ว แต่ถ้าเราจะเลยไปหาอาหารว่างกินกันที่ราชวงศ์ก่อนก็ดีเหมือนกัน ได้กินบะหมี่สักสองชามไอสครีมสักแก้ว ไปถึงบ้านคงนอนหลับเป็นตาย" เสี่ยตี๋ยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้าเพื่อนเกลอของเขาค่อนข้างแรง แต่แล้วทันใดนั้นเองพนัสก็ร้องบอกเพื่อนของเขา... "เฮ้ย ดูโน่น" สี่สหายหนุ่มกับหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ต่างมองไปทางขวามือ ทุกคนแลเห็นหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์ตัวหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา จากแสงสลัวของไฟฟ้าบนเสาไฟที่ถนนหลังตึกช่วยให้ทุกคนแลเห็นหุ่นยนตร์ของฝ่ายศัตรูอย่างชัดเจน รูปร่างของมันสูงใหญ่กว่าบ๊อบบี้เพียงเล็กน้อย นัยน์ตาทั้งสองข้างมีดวงไฟสีแดงเปิดวาบวับ หุ่นตัวนี้เป็นหุ่นเหล็กพ่นสีแดงบอกให้รู้ว่าเป็นหุ่นค็อมมิวนิสต์ ร.อ. นพยุบ๊อบบี้ทันที "เอามันบ๊อบบี้ ฟาดกับมันตัวต่อตัวให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าหุ่นไทยกับหุ่นค็อมมิวนิสต์ใครจะแน่กว่ากัน เอาเลย ชู้ว์...ชู้ว์ๆ" บ๊อบบี้ทำคอย่นหันควับมาทางลูกชายของนิกร "อย่ายุแบบนี้ซีครับ โธ่-ผมเป็นหุ่นยนตร์นะครับ ไม่ใช่หมา" แล้วบ๊อบบี้ก็เปิดไฟที่นัยน์ตาของมันบ้าง ปรากฏสีเขียวและแดงสลับกัน บ๊อบบี้เดินเข้าไปหาหุ่นยนตร์ของข้าศึกสี่สหายหนุ่มยืนมองดูด้วยความตื่นเต้น โดยไม่มีการพูดพล่ามทำเพลงหรือไต่ถามชื่อแซ่กันหุ่นยนตร์ทั้งสองปราดเข้าตะลุมบอนกันทันที หุ่นแดงใช้วิธีการต่อสู้ด้วยมวยสากลปนคาราเต้ ส่วนบ๊อบบี้ต่อสู้แบบมวยไทย แย็ปซ้ายของหุ่นแดงถูกหน้าบ๊อบบี้ผงะหงาย และแล้วหุ่นแดงก็ติดตามด้วยหมัดตรงขวา กระแทกถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของบ๊อบบี้อย่างจัง ทำให้บ๊อบบี้เซถลาเข้ามาหาลูกชายของสี่สหาย เสี่ยตี๋ร้องหนุนบ๊อบบี้เบาๆ "สู้เขาลูกพ่อ อย่าให้เสียชื่อนักวิทยาศาสตร์ไทยโว้ย" บ๊อบบี้ยกท่อนแขนขวาของมันขึ้นเช็ดปาก และจดมวยเต้นเท้าเข้าไปหาคู่ต่อสู้ เท้าขวาของบ๊อบบี้เหวี่ยงโครมเข้าไปถูกก้านคอหุ่นแดงอย่างถนัด หุ่นแดงเซแซ่ดๆและล้มลงนั่งชันเข่า แต่แล้วมันก็รีบลุกขึ้นวิ่งเข้ามาตะลุมบอนบ๊อบบี้ด้วยหมัดชุดเป็นการชกอย่างรวดเร็วที่สุด บ๊อบบี้สู้แรงปะทะไม่ได้ก็ใช้วิธีถอยพลางสู้พลาง "เตะบานพับซีโว้ยบ๊อบบี้" พนัสหนุน "เตะตัดบานพับมัน" บ๊อบบี้หันมาถาม "บานพับอยู่ที่กกหูใช่ไหมครับ" ศาสตราจารย์ดำรงหัวเราะก้าก "อยู่ข้างๆกลอนโว้ย เซ่อบรรลัยเลยบานพับก็ไม่รู้จัก" บ๊อบบี้จรดมวยอย่างรัดกุมเต้นเท้าพลางลอยหน้าไปมา พอได้โอกาสก็เตะบานพับในขาซ้ายของหุ่นแดงเต็มแรงเกิดเสียงดังฉาด แรงเหวี่ยงของเท้าทำให้หุ่นแดงเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นดังโครมครามเพราะตัวของมันทำด้วยเหล็ก "มา-ลุกขึ้นมาอ้ายหนู" บ๊อบบี้กระดิกนิ้วชี้มือขวาเรียกคู่ต่อสู้ของเขา "เป็นยังไงอ้ายหนู นี่แหละชั้นเชิงมวยไทยละ" หุ่นแดงมานะกัดฟันรวบรวมกำลังลุกขึ้น แต่ขาซ้ายของมันขัดยอกไปแล้วถึงกับเดินกระเผลก บ๊อบบี้ไม่ยอมปล่อยให้นาทีทองผ่านไปมันกระโจนเข้าตีเข่าลอยทันที หุ่นแดงใช้วิธีหลบฉากแล้วยกสันมือขวาคาราเต้คอต่อบ๊อบบี้บ้างเสียงดังอั้ก "โอ้ย" บ๊อบบี้ร้องลั่น หุ่นแดงโถมตัวเข้ามากอดปล้ำบ๊อบบี้ คราวนี้ทั้งสองต่างกอดรัดฟัดกัน แต่เพียงครู่เดียวบ๊อบบี้ก็ดิ้นหลุดและถอยออกไปยืนตั้งหลัก เมื่อหุ่นแดงปรี่เข้ามาบ๊อบบี้ก็ยกเท้าซ้ายถีบหน้าคู่ต่อสู้เซออกไป บ๊อบบี้เปลี่ยนเท้าจดเท้าขวาออก พอได้โแกาสก็เตะด้วยเท้าซ้ายถูกใต้บายพับขวาของหุ่นแดงอย่างเหมาะเจาะหุ่นแดงตัวลอยจากพื้นแล้วล้มลงอย่างไม่เป็นท่า อย่างไรก็ตามมันก็ชายชาติเสือเหมือนกัน ถึงจะเจ็บปวดสักเพียงใดมันก็ฝืนใจรวบรวมกำลังลุกขึ้น บ๊อบบี้ปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาอีกทีหนึ่งถูกก้านคอหุ่นแดงรุนแรงมาก ทำให้คอหุ่นแดงขาดหลุดกระเด็นเครื่องยนตร์กลไกในตัวของมันไหลทะลักออกมาตามช่องคอ เท่านี้เองหุ่นแดงก็ล้มลงสิ้นสุดการเคลื่อนไหวและไม่มีทางที่จะซ่อมแซมได้ นอกจากสร้างระบบกลไกในตัวมันขึ้นใหม่ทั้งหมด เพราะตับไตไส้พุงของหุ่นแดงทะลักออกมาเกลื่อนกลาดไปหมดไฟฟ้าในตัวก็ช็อตไหม้ละลาย หุ่นยนตร์บ๊อบบี้ก้มลงมองดูคู่ต่อสู้ของมันแล้วยกเท้าขวากระทืบซ้ำอีกทีหนึ่ง "ถุย นึกว่าจะแน่แค่ไหนเจอมวยไทยเข้าไม่ทันนกกระจอกกินน้ำก็เท่งทึงแล้ว" แล้วเขาก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาสี่สหายหนุ่ม "ลวดลายของผมเป็นยังไงครับพูดแล้วจะว่าคุยหุ่นแดงชั้นเชิงมันยังอ่อนนัก ยังงี้ผมต่อให้ห้าหนึ่งยังไหว มวยสากลมันจะมาสู้อะไรกับมวยไทย" ร.อ. พนัสพูดตัดบท "อย่าเพิ่งคุยโม้รีบหนีออกจากสถานทูตกลับบ้านเราเถอะ เราฆ่ายามของมันไปสองคนและหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์อีกตัวหนึ่ง ไปโว้ยพวกเรา" ครั้นแล้วสี่สหายหนุ่มกับหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ก็พากันล่าถอยออกตามทางเก่าคือปีนรั้วออกไปทีละคน เอกอัครราชทูตยาค็อปได้รับรายงานจากยามคนหนึ่งเมื่อตอน ๒๔.๐๐ น. แจ้งว่า ยามสองคนนอนตายอยู่ริมรั้วด้านหลังสถานทูตและหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์คือหุ่นแดงก็หมดฤทธิ์นอนตายอยู่ใกล้ๆกับยามทั้งสองคน เครื่องยนตร์กลไกในตัวทะลักออกมาศีรษะและคอหุ่นที่เป็นเกลียวติดกับบ่าขาดกระเด็นตกไปอยู่ในพุ่มไม้ ยาค็อปตกใจอย่างยิ่ง รายงานของยามแสดงว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในเขตสถานทูต เขากดออดสัญญาณอันตรายทันทีเรียกพวกนามที่เหลืออยู่เพียง ๘ คนให้มาพบกับเขาและสั่งให้แยกย้ายกันค้นหาผู้บุกรุก ยาค็อบพาศาสตราจารย์โบริส เคสปริงกับ พ.อ. โปกิน และเจ้ายักษ์ใหญ่คือ ส.อ. มีสต๊อครีบรุดไปยังบริเวณที่รกร้างริมรั้วหลังสถานทูต จากการชันสูตรศพของยามทั้งสอง ท่านศษสตราจารย์นักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของฝ่ายแดงได้ลงความเห็นว่ายามสองคนต้องเสียชีวิตเพราะถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูง ส่วนหุ่นแดงก็ต้องพินาศไปด้วยหุ่นยนตร์ของศัตรู ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เอกอัครราชทูตยาค็อบก็สั่งเพิ่มยามรักษาการอีกเท่าหนึ่ง แล้วเขาก็เรียกประชุมหน่วยกล้าตายทั้ง ๕ ซึ่งมีเลขานุการินีสาวสวยครึ่งชาติเลขานุการินีส่วนตัวของเขาร่วมประชุมด้วย หล่อนคือลินดาสาวใหญ่วัย ๓๐ ปี แต่ก็ยังสวยพริ้งและมีเสน่ห์เป็นที่ต้องตาต้องใจชาย บิดาของหล่อนเป็นชาวยุโรปและมารดาเป็นคนไทย หล่อนเข้ามาทำงานอยู่ในสถานทูตนี้และพักอาศัยอยู่ที่นี่ก็เพราะบิดาของหล่อนที่สิ้นชีวิตไปจากอุบัติเหตุรถยนตร์คว่ำมีเชื้อชาติและสัญชาติอยู่ในเครือของค็อมมิวนิสต์ซึ่งลินดาสาวสวยผู้นี้มีจิตใจฝักใฝ่ในลัทธิค็อมมิวนิสต์มานานแล้ว ลินดาสำเร็จการศึกษาชั้น ม. ๘ หรือ มศ. ๕ จากโรงเรียนฝรั่งที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯนี่เอง เอกอัครราชทูตยาค็อบกับภรรยาเขาให้ความรักและเอ็นดูหล่อนเหมือนกับลูกหลาน เพราะลินดามีคววามซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อยาค็อบและทำงานในหน้าที่ของเลขานุการินีอย่างขยันขันแข็ง ประกอบทั้งยาค็อบและภรรยาของเขาไม่มีลูก บรรยากาศภายในห้องประชุมขนาดเล็ดซึ่งอยู่ชั้นบนของตัวตึกสถานทูตมีแต่ความเคร่งเครียดเมื่อศาสตราจารย์โบริสยืนยันว่า ผู้ที่พาหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์บุกรุกเข้ามาในสถานทูตระหว่างเวลา ๒๐.๓๗ น. ถึง ๒๔.๐๐ น. นั้นจะต้องเป็นคนของนายพลดิเรกอย่างไม่มีปัญหา และจะต้องเป็นนายทหารในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยแน่ๆ พ.อ. โปกินกล่าวขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้นฝ่ายเราช้าเกินไป ศัตรูลอบเข้ามาเหยียบจมูกหยามน้ำหน้าเราอย่างนี้ท่านศษสตราจารย์จะจัดการอย่างไรก็ว่ามา" ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงมองดูผู้ช่วยของเขาอย่างเคืองๆ "ผมได้เตรียมงานไว้แล้ว เราเพิ่งรู้แน่นอนจากคนของเราเมื่อบ่ายวันนี้เองว่าบ้านของนายพลดิเรกคือบ้าน "พัชราภรณ์" อยู่บางกะปิและคนของเราได้ทำแผนที่มาให้ท่านทูตเรียบร้อยแล้ว คืนพรุ่งนี้แหละครับผมจะเริ่มงานสำคัญที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมายให้เรามาคือ ฆ่านายพลศาสตราจารย์ดิเรกนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งไทยแลนด์" "ท่านศาสตราจารย์จะทำอย่างไร" นายยาค็อปถาม "แล้วก็มีอะไรที่จะให้ผมช่วยบ้างก็บอกให้ผมรู้ตัวล่วงหน้าเสียก่อนจะได้มีเวลาเตรียมตัวทัน" โบริส เช็คสปริงมองดูสาวสวยเจ้าของนามลินดาเสียก่อนจึงกล่าวกับเอกอัครราชทูต "ท่านทูตคงไม่ขัดข้อง ถ้าผมจะขอร้องให้มิสลินดาเลขานุการินีส่วนท่านได้ร่วมงานสำคัญกับเรา" สาวใหญ่แสดงท่าทีตื่นเต้นไม่น้อย "ดิฉันจะได้รับเกียรติถึงเพียงนี้เชียวหรือคะ" ศาสตราจารย์เช็คสปริงก้มศีรษะเล็กน้อย และยิ้มให้หล่อน "ครับ ผมได้ปรึกษากับผู้การโปกินแล้ว คนเป็นสมาชิกค็อมมิวนิสต์คนหนึ่งทำงานอยู่ในสถานทูตนี้ และท่านทูตได้รักใคร่วางใจในตัวคุณมาก" "เดี๋ยวก่อนท่านศาสตราจารย์" ยาค็อบกล่าวขึ้นทันที "ท่านยังไม่ได้บอกผมเลยว่าคุณจะให้ลินดาทำอะไร" ศาสตราจารย์เช็คสปริงหัวเราะเบาๆ "ล่องหนครับท่านทูต ผมจะให้มิสลินดากับวิบเอกมีสต๊อคยัหษ์ใหญ่ของเรากลายสภาพเป็นล่องหนไปฆ่านายพลศาสตราจารย์ดิเรกในคืนพรุ่งนี้" "ตายล่ะคะ" ลินดาร้องขึ้นดังๆ "ดิฉันคงเป็นล่องหนไม่ได้แน่เชียวค่ะ เพราะล่องหนจะต้องเปลือยกาย" พ.อ. โปกินโพล่งขึ้น "ขอให้คุณเห็นแก่ประเทศชาติของเราเถอะนะมิสลินดา ถ้าการสังหารนายพลดิเรกผ่านไปได้โดยเรียบร้อยด้วยการกระทำของคุณหรือสิบเอกมีสต๊อค คุณจะต้องได้รับรางวัลสมณาคุณจากรัฐบาลของเรา คิดเป็นเงินไทยอย่างน้อยล้านบาท" ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงพูดเสริมขึ้น "การเปลือยกายขณะที่คุณเป็นล่องหนไม่มีใครเห็นหรอกครับ" "แต่สิบเอกมีสต๊อคเห็นนี่คะ" เจ้ายักษ์ใหญ่ยิ้มเอียงอาย "ถึงผมเห็นผมก็ไม่ปริปากพูดให้ใครฟังเกี่ยวกับรูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้งของคุณหรอกคะ และผมจะทำใจเป็นอุเบกขาไม่นึกคิดไปในทางอกุศล" ลินดายิ้มให้ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง "จำเป็นอย่างไรหรือคะที่จะให้ดิฉันเป็นล่องหนไปฆ่านายพลดิเรกให้คุณมีสต๊อคไปคนเดียวไม่ได้หรือคะ" เอกอัครราชทูตยาค็อบสบตากับศาสตราจารย์เช็คสปริงเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "ผมก็อยากจะทราบเหตุผลเหมือนกันแต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะขัดข้องหรือคัดค้านหรอกนะ เพราะถ้าผมไม่เห็นด้วย ผมจะถูกเรียกตัวกลับและคงจะมีธุระไปติดคุกอย่างน้อยก็ ๑๕ ปี ในฐานที่ไม่ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมในการกำจัดศัตรูของเรา" เสียงหัวเราะดังขึ้นในที่ประชุม ศาสตราจารย์เช็คสปริงยกแก้ววิสกี้โวดาขึ้นดื่มเพียงเล็กน้อย แล้วอธิบายให้ยาค็อบทราบ "คุณลินดาเป็นคนไทย ซึ่งมีเชื้อชาติเป็นชาวยุโรปที่อยู่ในเครือค็อมมิวนิสต์คุณลินดาเกิดในเมืองไทย รู้จักถนนหนทางและทางหนีทีไล่ดี เมื่อไปปฏิบัติงานสำคัญกับสิบเอกมีสต๊อค ก็จะช่วยให้งานของเราสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คุณลินดาเฉลียวฉลาดกว่าสิบเอกมีสต๊อคมาก นี่แหละครับท่านทูตคือเหตุผลของผม" ยาค็อบหันมาทางสาวสวยเจ้าของร่างอวบอัด "เหตุผลของท่านศาสตราจารย์ฉันเห็นพ้องด้วย ขอให้เธอตกลงใจเป็นล่องหนเถอะ ถ้าเธอกับสิบเอกมีสต๊อคฆ่านายพลดิเรกได้นอกจากเธอจะได้รับเงินรางวัลจากรัฐบาลเราอย่างมากมายแล้ว เธออาจจะได้รับยศเป็นนายทหารหญิง และทำงานทีตำแหน่งเป็นลาขานุการเอกของสถานทูตเราก็ได้" ลินดาตอบตกลงทันที "ตกลงคะท่านทูต ดิฉันยินดีที่จะเป็นล่องหนร่วมงานกับสิบเอกรุสต๊อค" ยักษ์ใหญ่สะดุ้งโหยง "ผมชื่อมีสต๊อคครับไม่ใช่รุสต๊อค" "อุ๊ยตาย ขอโทษเถอะค่ะหมู่ดิฉันเรียกชื่อหมู่ผิดไป" พ.อ. โปกินกล่าวกับศาสตราจารย์เช็คสปริงอย่างเป็นงานเป็นการ "ท่านศาสตราจารย์จะส่งสิบเอกมีสต๊อคกับคุณลินดาไปฆ่านายพลดิเรกใตคืนวันพรุ่งนี้แน่นอนหรือครับ" "ครับ แน่นอน ผมจะฉีดยาและฉายแสงอินฟาสเป็คตรั้ม ให้สิบเอกมีสต๊อคและคุณลินดา กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงคือล่องหนในตอนหัวค่ำคืนวันพรุ่งนี้เพื่อให้สิบเอกมีสต๊อคกับมิสลินดาไปสังหารนายพลดิเรกที่บ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งในตอนกลางวันผู้พันโปกินจะเป็นผู้ซักซ้อม ให้สิบเอกมีสต๊อคและคุณลินดาได้เรียนรู้ถึงวิธีการฆ่า และทั้งสองคนจะต้องนอนพักผ่อนเตรียมตัวเป็นล่องหน" เอกอัครราชทูตยาค็อบพยักหน้ารับทราบ "ถ้าเช่นนั้นเราก็เลิกประชุมได้ สำหรับศพคนยามของเราสองคน ผมจะเอาเข้าเตาไฟฟ้าเผาให้เป็นเถ้าถ่านไป โดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องให้ตำรวจไทยเข้ามายุ่งเกี่ยวในสถานทูตของเรา ผมจะสั่งให้เจ้าหน้าที่วิทยุของเรารายงานไปให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเราทราบเดี๋ยว ในเรื่องที่นายพลดิเรกส่งคนเล็ดลอดเข้ามาในสถานทูต ทำลายหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์ของเรา และฆ่าคนยามของเราตายไปสองคน และผมจะเรียนให้ท่านทราบด้วยว่าคืนพรุ่งนี้เราจะลงมือฆ่านายพลศาสตราจารย์ดิเรก" พ.อ. โปกินชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องขึ้นดังๆ "ขอให้ท่านฟูแรจงเจริญ" ยาค็อบ ทำคอย่นมองดูผู้บังคับการโปกินอย่างขบขัน "เผด็จการไม่เกี่ยวครับ เราเป็นค็อมมิวนิสต์ไม่ใช่เผด็จการ ผู้การควรจะร้องว่า ค็อมมิวนิสต์ครองโลก" เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องประชุม ต่อจากนั้นทุกคนก็ลุกขึ้นพากันออกไปจากห้องนั้น

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนได้ร่วมรับประทานอาหารเช้ากันโดยพร้อมหน้า แต่ พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง นั่งร่วมกันอีกโต๊ะหนึ่งห่างจากโต๊ะใหญ่เพียงเล็กน้อย เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่ตลอดเวลา สี่นางได้ซักถามรายละเอียดที่ลูกๆ ของหล่อนกับหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ไปบุกสถานทูตเมื่อคืนนี้ คุณหญิงวาดชมเปาะว่าหลานๆของท่านล้วนแต่องอาจกล้าหาญ แต่ท่านก็เห็นว่าการสังหารโหดคนยามทั้งสอง โดยให้บ๊อบบี้ฆ่าด้วยไฟฟ้านั้นรุนแรงเกินไป นายพลดิเรกจึงชี้แจงให้ฟังว่า การฆ่ายามนั้นจำเป็นอย่างยิ่งถ้าหากว่าหน่วยกล้าตายของศัตรูบุกเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" มันก็คงจะฆ่าทุกคนที่มันพบเห็น พล.ต. พล ได้กล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยความห่วงใยท่านว่า "ผมคิดว่าฝ่ายศัตรูคงจะรู้ดีว่าผู้ที่บุกเข้าไปในสุานทูตเมื่อคืนนี้คือพวกเรา อย่างไรเสียในวันสองวันนี้มันจะต้องบุกเข้ามาฆ่าดิเรกและพวกผมตามคำสั่งที่มันได้รับมอบหมายมา ผมอยากให้คุณแม่พานันทา คุณภา คุณไพ และคุณนวล ไปพักอยู่ที่โรงแรมของเราชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่จะเห็นยังไงครับ" คุณหญิงวาดตอบทันที "ก็ดีซีลูก ตอนกลางวันพวกเจ้าไปทำงานที่โรงแรมเราจะได้พบปะพูดคุยกัน แต่เจ้าคิดบ้างไหมว่าระหว่างที่พวกเจ้านั่งรถออกไปจากบ้านหรือไปทำงานที่โรงแรม พ่อดิเรกกับพวกเจ้าและท่านเจ้าคุณอาจจะตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของมัน...." ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นทันที "เราจะระมัดระวังทุกเวลาครับคุณอา ผมกับอ้ายพล อ้ายกร อ้ายหงวนกับคุณพ่อสวมเกราะอ่อนป้องกันกระสุนปืนและเราจะให้หุ่นยนตร์ติดตามเราไป ถ้าเราจำเป็นออกจากบ้าน อ้ายแห้วจะต้องขับรถตรวจการบรรทุกหุ่นยนตร์อย่างน้อยสี่ตัวตามรถของเราไป ซึ่งหุ่นยนตร์ของผมมันจะให้ความคุ้มครองเราดีกว่าตำรวจหรือสารวัตรทหารเพราะมันอยู่ยงคงกระพันปืนยิงไม่เข้า และหุ่นทุกตัวมีกำลังถึงห้าแรงช้างจับคนเหวี่ยงเบาๆก็ลอยละลิ่วไป สำหรับพนัส นพ สมนึก และดำรงตอนนี้ผมก็สั่งให้หยุดทำงานที่บริษัท "บัณฑิตหนุ่ม" ชั่วคราว ให้เตรียมพร้อมอยู่ที่บ้านและคอยติดต่อกับผมทางวิทยุประจำตัว มีอะไรเกิดขึ้นเราจะได้รวมกำลังและติดต่อประสานงานกันได้อย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าหน่วยกล้าตายของกองทัพแดงต้องการชีวิตผมคนเดียวเท่านั้น ตามที่กรมสืบราชการลับของกองทัพบกสืบทราบมาจากข่าวกรอง" นันทายิ้มให้นายพลดิเรก "ดิฉัน อยากจะให้คุณหมออาบร่างกายด้วยไฟฟ้าเพื่อให้คงทนต่ออาวุธทุกชนิด พวกเราเป็นห่วงคุณหมอมากเชียวคะ เมื่อสักครู่ดิฉันกับคุณนวลคุณภาและน้องไพยังได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ถ้าคุณหมอทำตัวให้อยู่ยงคงกระพันด้วยการอาบไฟฟ้า ก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าฝ่ายศัตรูไม่มีทางที่จะฆ่าคุณหมอได้" ประไพทำตาหวานใส่พี่เขยของหล่อน "เรายังไม่อยากให้คุณหมอเท่งทึงหรอกค่ะ อาบร่างกายเสียเถอะนะคะจะได้กลายเป็นมนุษย์กายสิทธิ์ยิงฟันไม่เข้าแม้แต่จะเอาลหาวสวนก้นก็ไม่เป็นไร" นายพลดิเรกหัวเราะลั่น "ออไร๋ การชุบอาบร่างกายด้วยไฟฟ้าตามกรรมวิธีของผมจะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร ไม่มีอาวุธใดที่จะฆ่าผมได้ เรื่องนี้ผมตั้งใจอยู่แล้วครับ วันนี้พวกเราจะไม่ออกจากบ้านไปไหน ผมจะชุบร่างกายของผมในตอนสายโดยให้ดำรงกับเจ้านัสเป็นผู้ช่วยเหลือผม นอกจากนี้เรายังจะต้องเตรียมการรับมือกับฝ่ายศัตรูอีกหลายอย่าง เพราะเรายังไม่รู้ว่ามันจะเล่นงานผมกับพวกเราแบบไหน" พ.อ. นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "ข้ารู้ ข้ามองเห็นแล้วดิเรก" ทุกคนหันมามองดูนิกรเป็นตาเดียว เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้นวมระหว่างพลกับอาเสี่ย นิกรหลับตาพริ้มใบหน้าเคร่งขรึมผิดปรกติ นายพลดิเรกซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับนิกรยิ้มเล็กน้อย "เห็นอะไรครับท่านสมี" นิกรค่อยๆลืมตาขึ้น "เรียกท่านมหาหรืออาจารย์ซีโว้ย สมีน่ะหมายถึงพระที่ลักขโมยเขาแล้วถูกไล่ออกจากพระ" "อ้าว" ศาสตราจารย์ดิเรกอุทาน "ขอโทษเถอะครับท่านมหา ผมเข้าใจผิดคิดว่าสมีหมายถึงพระที่มีคุณวุฒิพิเศษ" แล้วดิเรกก็หัวเราะเบาๆ "แกหลับตาวิปัสสนาใช่ไหม...." "ใช่ กันรู้แน่ว่าฝ่ายศัตรูของเราจะส่งคนมาฆ่าแกในคืนวันนี้ ซึ่งพวกมันได้เตรียมวางแผนการณ์ไว้แล้ว แต่โชคชะตาหรือดวงของแกยังดีอยู่ ถึงอย่างไรแกก็ไม่ตาย" คุณหญิงวาดค้อนลูกชายของท่าน "พูดเลอะเทอะไม่เข้าเรื่อง แกจะบ้าก็ไม่บ้าจะได้ส่งตัวไปอยู่โรงพยาบาลโรคจิตให้รู้แล้วรู้รอดไป แกจะตรัสรู้ได้อย่างไรว่าพวกศัตรูจะส่งมาฆ่าพ่อดิเรกในคืนวันนี้ พูดส่งเดชน่ะซี" นิกรชักฉิว "พนันกันไหมล่ะครับคุณอา ถ้าคืนนี้พวกหน่วยกล้าตายของกองทัพแดงไม่บุกเข้ามาในบ้านเรา ผมจ่ายให้คุณอาแสนบาท แต่ถ้ามีใครบุกรุกเข้ามาเพื่อพยายามฆ่าอ้ายหมอคุณอาต้องจ่ายให้ผม ผมเอาหมื่นเดียวเท่านั้น เราต่างเซ็นเช็คมอบให้พี่นันเก็บรักษาไว้ดีไหมครับ" "ไม่เอา" คุณหญิงวาดตวาดแว็ด "ฉันไม่นักพนัน" เสี่ยหงวนกล่าวกับคุณหญิงวาดว่า "ความจริงอ้ายกรมันมีอะไรดี อยู่ในตัวมันเยอะแยะนะครับ เคยใช้วิชาวิปัสสนาให้เป็นประโยชน์ช่วยพวกเราให้รอดพ้นอันตรายมาหลายครั้งแล้ว" "โอ๊ย อ้ายจอมกระล่อนอย่างนี้อย่าไปเชื่อถือมันหน่อยเลยพ่อหงวน อาเลี้ยงมันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยรู้นิสัยมันดี พูดอะไรล้วนแต่โกหกพกลมทั้งนั้นเชื่อถือไม่ได้" ร.อ. นะพูดเสริมขึ้น "จริงครับคุณย่า พ่อสัญญากับผมว่าถ้าผมไปบุกสถานทูตแดงกลับมาได้โดยปลอดภัย จะให้รางวัลผมสองพันบาท เมื่อเช้าผมทวงถาม กลับบอกว่าไม่ได้พูด ครั้นผมอ้างอ้ายนัส นัสเป็นพยานพ่อก็บอกว่าพูดเล่นสนุกๆ" คุณหญิงวาดหัวเราะ มองดูหน้าหลายชายของท่านซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กๆแล้วกล่าวว่า "เจ้าน่ะมันเข้าทำนองมีพ่อผิดคิดจนพ่อตาย" เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างปรึกษาหารือกันและตกลงที่จะไปพักอยู่ที่โรงแรม "สี่สหาย" ในชั่วระยะเวลาหนึ่งจนกว่าเหตุการจะคลี่คลาย ตอนสายวันนั้นเองคุณหญิงวาดก็พาสี่นางออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ไปอยู่โรงแรม "สี่สหาย" โรงแรมที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในกรุงเทพฯ และคณะพรรคสี่สหายของเรากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นหุ้นส่วนกันจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด มีกำไรสุทธิปีหนึ่งประมาณ ๒๐ ล้านบาท ซึ่งกิจการของโรงแรมได้เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ เป็นที่นิยมของชาวยุโรปและอเมริกัน บ้าน "พัชราภรณ์" อยู่ในความคุ้มครองของหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์รวม ๑๐ ตัวด้วยกัน มีหุ่นยนตร์บ๊อบบี้และบิลลี่เป็นหัวหน้า นอกนั้นก็มีหุ่นยนตร์ชูชัย ชิงชัย ชอบชัย ชาญชัย เริงชัย ชิดชัย ชนะชัย และโชคชัย ความจริงมีอีกตัวหนึ่งแต่ระบบกลๆกในตัวหุ่นยนตร์ชำรุดเสียหายมากซ่อมไม่ทัน แต่ว่าหุ่นยนตร์เพียง ๑๐ ตัว ก็มีกำลังมากมายเหลือเฟือแล้วในการคุ้มครองคณะพรรคสี่สหายและบ้าน "พัชราภรณ์" นี้ หุ่นยนตร์ทุกตัวพูดได้ และเฉลียวฉลาดไม่ยิ่งหย่อนกว่าบอลลี่และบ๊อบบี้เท่าใดนัก ประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเคยเปิดไวตลอดวันได้รับคำสั่งจากพลให้ผิด ห้ามคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องกับพวกคนใช้ชายหญิงหรือคนสวน ประตูรั้วหลังบ้านติดต่อกับซอยประสิทธิ์นิติศาสตร์ถูกใส่กุญแจ ไม่ยอมให้คนในบ้านเปิดออกไป หุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคส์ยืนยามทำหน้าที่รักษาตามจุดต่างๆรอบบ้าน โดยเแพาะหุ่นยนตร์บ๊อบบี้หรือบิลลี่ตัวใดตัวหนึ่งจะต้องขึ้นมาอยู่บนตึกใหญ่ ก่อนเวลา ๑๑.๐๐ น. วันนั้นศษสตราจารย์ดิเรกก็กลายเป็นมนุษย์อภินิหารไปด้วยการชุบตัวด้วยไฟฟ้า ทำให้ร่างกายของเขาทุกส่วนสัดอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีอาวุธชนิดใดแม้กระทั่งเครื่องพ่นไฟที่จะสังหารเขาได้ ศาสตราจารย์ดำรงกับ ร.อ. พนัส ได้ร่วมมือกันชุบตัวให้นายพลดิเรก คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยทุกคนสวมเสื้อเกราะอ่อนรูปลักษณะคล้ายกับเสื้อกั๊กไว้ชั้นใน เสื้อเกราะนี้มีน้ำหนักเบามาก แต่ป้องกันกระสุนปืนพกหรือปืนเล็กยาวได้ดี แม้แต่ยิงในระยะใกล้ก็ไม่เข้า ส่วนยาวของเสื้อปิดหน้าท้องคือต่ำกว่าสะดือลงไปเพียงเล็กน้อย การสวมเสื้อเกราะกันกระสุนปืนไม่ได้ทำให้เกิดความอึกอัดหืองุ่มง่ามล่าช้าเลย เสียงปืนยิงเร็วดังขึ้นลั่นบ้าน "พัชราภรณ์" ตอนก่อนเที่ยง พล.ต. พล ได้ทดลองยิงศาสตราจารย์ดิเรกด้วยปืนยิงเร็วกระบอกหนึ่ง ปรากฏว่าความแรงของกระสุนทำให้ศาสตราจารย์ดิเรกถึงกับล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็ไม่ได้รับอันตรายอย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะเขาอยู่ยงคงกระพันด้วยการชุบตัวด้วยไฟฟ้านั่นเอง ต่อจากนั้นสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็ใช้ปืนพกยิงกันเพื่อทดลองเสื้อเกราะ ปรากฏว่าเกราะอ่อนที่นายพลดิเรกสร้างขึ้นคุ้มกันกระสุนได้ดี เจ้าแห้วถูกเสี่ยตี๋ยิงก้นจ้ำเบ้าแต่ก็ไม่เป็นไรลุกขึ้นหัวเราะชอบอกชอบใจ ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเอง หลังอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนกับเจ้าแห้วและหุ่นยนตร์บิลลี่ได้นั่งพักผ่อนอยู่ในห้องโถงใหญ่ ดูภาพยนตร์ข่าวของโทรทัศน์ช่อง ๔ จากเครื่องรับโทรทัศน์ขนาด ๒๔ นิ้วและสนทนากัน แต่ไม่มีใครพูดคุยกันถึงเรื่องหน่วยกล้าตายของฝ่ายศัตรู เข็มนาฬิกาเรือนใหญ่ ในห้องโถงบอกเวลา ๒๐.๑๐ น. เสียงออดสัญญาณที่ติดไว้ที่ผนังตึกดังกังวานขึ้นไม่ดังนัก ดวงไฟสีแดงปรากฏขึ้นและดับวาบวับติดต่อกัน นายพลดิเรกลุกขึ้นเดินไปปิดโทรทัศน์ และกล่าวกับคณะพรรคของเขา "เตรียมตัวได้พวกเรา มีคนปีนรั้วบุกรุกเข้ามาในบ้านเราอย่างแน่นอน เมื่อมือของมันสัมผัสรั้วตอนบนสัญญาณอันตรายและไฟสีแดงที่กันติดตั้งไว้ทั่วทุกห้องทั้งตึกใหญ่และตึกเล็กก็จะปรากฏขึ้นเช่นนี้" ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนและกระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา "จะให้พวกผมทำยังไงบ้างสั่งมาครับอาหมอ" ร.อ. พนัสถาม "เดี๋ยวก่อนพนัส ไม่ต้องตื่นเต้น ศัตรูของเรามันไม่โง่ที่จะรีบร้อนบุกขึ้นมาบนตึกนี้หรอก อย่างน้อยมันต้องใช้เวลารอคอยอีก ๑๐ นาทีเมื่อมันเข้ามาภายในบ้านเราได้แล้ว อาจะติดต่อกับหุ่นยนตร์ของอาก่อน" เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น "คุณหมอครับ รับประทานสถานะการอย่างนี้ผมหลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำใต้บันไดก่อนไม่ดีหรือครับ" "แล้วกัน ยังไม่ทันไรปอดแหกแล้ว" เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ "รับประทานหลบเข้าไปเตรียมตัวเล่นงานกับมันนะครับคุณหมอ ไม่ใช่หลบเพราะกลัวมัน" นายพลดิเรกโบกมือให้เจ้าแห้วหยุดพูด เขาดึงปากกาหมึกซึมที่เสียบไว้ที่กระเป๋าเสท้อฮาไวออกมา แล้วยกขึ้นพูดวิทยุติดต่อกับพวกหุ่นยนตร์ของเขา ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองหุ่นยนตร์บิลี่ก็รีบออกไปทางหลังตึก เตรียมปะทะกับฝ่ายศัตรู "ฮัลโหลบ๊อบบี้ ได้ยินไหมป๋าเรียก ฮัลโหลบ๊อบบี้" มีเสียงหุ่นยนตร์บ๊อบบี้พูดมาซึ่งหมายความว่า ขณะนี้หุ่นยนตร์ตัวอื่นๆก็กำลังฟังคำสั่งนายพลดิเรกจากเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ่วหรือวิทยุปากกาหมึกซึมนั่นเอง "ฮัลโหล ได้ยินแล้วครับป๋า ผม...บ๊อบบี้พูดครับ" "ออไร๋ บ๊อบบี้และหุ่นยนตร์ทุกตัวฟังนี่ ขณะนี้กริ่งสัญญาณอันตรายได้ดังขึ้น แสดงว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านเรา" พวกหุ่นยนตร์ต่างปฏิเสธว่าไม่มีใครบุกรุกเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแน่นอน ถ้าเล็ดลอดเข้ามาก็ต้องเห็น เพราะหุ่นยืนยามอยู่ตามรั้วบ้านด้านในเว้นระยะห่างกันพอมองเห็นตัวกัน นอกจากนี้พวกคนใช้และคนสวนยังร่วมมือร่วมใจกันเดินตรวจบริเวณบ้านอย่างเข้มแข็ง และบรรดาหุ่นยนตร์ทั้งหลายได้พูดวิทยุติดต่อกันตรลอดเวลา นายพลดิเรกออกคำสั่งทางวิทยุ "ให้หุ่นยนตร์ทุกตัวเตรียมจับเป็นผู้ที่บุกรุกเข้ามาในบ้านเรา เลิกติดต่อ" แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็เก็บวิทยุปากกาไว้ที่กระเป๋าเสื้อตามเดิม นิกรพยักหน้ากับลูกชายของเขา "ลุงหมอของแกเหมือนอ้ายพวกเจมส์ บอนด์ หรือพยัคฆ์ร้ายสายลับในหนังว่ะ แม้แต่ปากกาก็เป็นวิทยุหรือวัตถุระเบิด" "นั่นน่ะซีครับ สงสัยว่าลุงหมอพูดกับลมๆแล้งๆมากกว่า" นายพลดิเรกมองดูสองพ่อลูกอย่างเศร้าใจ "กันเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลกนี้ การสร้างเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋ว ที่ใช้พูดติดต่อกันได้ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย อ้า-อย่าเพิ่งพูดเลย ทุกคนฟังทางนี้ หน่วยกล้าตายของกองทัพแดงอาจจะบุกเข้ามาในบ้านเราในสภาพล่องหนก็ได้ แต่เราก็เตรียมรับมือไว้พร้อม ทุกห้องบนตึกชั้นล่างนี้ติดท่อลมที่จะพ่นแป้งสีขาวออกมากระจายทั่วห้องในเวลาเดียวกัน เพียงแต่กดปุ่มสวิทช์ที่ผนังตึกเท่านั้น หากศัตรูเป็นล่องหนเราก็สามารถที่จะทำให้มันคืนร่างด้วยแป้งมันสำปะหลัง เพราะแป้งจะจับร่างที่เป็นวัตถุโปร่งใสของมัน เจ้านัส เจ้านพ สมนึก และดำรงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องกินข้าว พวกเราจะแอบซ่อนอยู่ในห้องนี้แหละ ห้องแล็ปใส่กุญแจเรียบร้อยแล้ว ถ้าศัตรูของเรามีกุญแจผีไขประตูเปิดเข้าไป ก็จะติดไฟฟ้าตายอย่างไม่มีปัญหา" สี่สหายซึ่งมีปืนพกประจำตัวคนละกระบอกต่างพากันเข้าไปซ่อนตัวในห้องรับประทานอาหารทันที ศาสตราจารย์ดิเรกบอกให้เพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วแยกย้ายกันซ่อนตัวอยู่ในห้องโถงใหญ่นี้ ซึ่งมีที่หลบซ่อนหลายแห่ง เพราะห้องนี้มีเครื่องประดับห้องที่สวยงามมากมาย แม้กระทั่งม่านสีเขียวผืนใหญ่ก็ซ่อนตัวได้อย่างสบาย นายพลดิเรกได้ยินเสียงสุนัขอัลเซเชียนของ พล.ต. พล เห่ากระโชกทางสวนหลังบ้าน เขาก็พูดวิทยุติดต่อกับหุ่นยนต์อีก "ฮัลโหลหุ่นยนตร์ดิเรกเรียก" "ทราบแล้วครับป๋า ผม....บิลลี่พูดครับ ผมอยู่ในสวนหลังบ้าน กำลังติดตามหมาของคุณพลครับ" "มีอะไรผิดปรกติ" "มีครับ หมามันเห่าเหมือนกับว่ามีคนอยู่ข้างหน้ามัน แต่เรามองไม่เห็นคนครับ มีก้อนอิฐก้อนหนึ่งลอยมาถูกหมาอย่างจังเมื่อกี้นี้หาตัวคนขว้างไม่พบ ผมกับหุ่นชูชัยกำลังเดินตามหมาไปเรื่อยๆครับ มันตรงมาทางตึกเล็กและกำลังมุ่งตรงไปที่ตึกใหญ่ สงสัยว่าล่องหนแน่ๆ" "ออไร๋ ใช้ปืนยิงไปข้างหน้าหมาของเราชุดหนึ่งเดี๋ยวนี้แต่ระวังให้มากอย่าให้กระสุนไปโดนพวกเราเข้า" เสียงปืนยิงเร็วดังขึ้นทันที หุ่นยนตร์แสนรู้นามบิลลี่ได้กระทำตามคำสั่งนายพลดิเรก ผู้เป็นนายของมัน แล้วพูดวิทยุติดต่อกับดิเรก "ฮัลโหล ผมยิงไปหนึ่งชุดแล้วครับ หมาของคุณพลมันตกใจเสียงปืนวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว เข้าใจว่ากระสุนคงไม่ถูกมันครับป๋าเพราะมีต้นไม้ใหญ่อยู่หลายต้นและมีที่อับกระสุนหลายแห่ง" "พยายามรักษาหน้าที่ของแกให้ดีที่สุด พวกเราบนตึกเตรียมพร้อมแล้ว บอกหุ่นยนตร์ทั้งหมดอย่าขึ้นมาบนตึก และให้พวกคนใช้กับคนสวนคอยระวังตึกเล็กไว้ เพราะไม่มีใครอยู่" "ทราบแล้วครับ" "ดีแล้ว เลิกติดต่อ" ความเงียบเกิดขึ้นทั่วห้องโถงใหญ่ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างแน่ใจว่าหน่วยกล้าตายบุกเข้ามาในสภาพของล่องหน ทุกคนแอบอยู่ในที่ซ่อนและมองไปทางประตูด้านหน้าและด้านหลังตึกจนกระทั่งมีกลิ่นน้ำหอมอย่างดีปลิวมาต้องจมูก นั่นคือน้ำหอมที่เรือนผมลินดาสาวสวยหรือล่องหนสาวของพวกแดงนั่นเอง กลิ่นน้ำหอมกระจายมาก่อนแล้วก็มีกลิ่นตัวของ ส.อ. มีสต๊อคคือกลิ่นเหงื่อไคลปนกลิ่นรักแร้ ทำให้นิกรต้องจมูกยู่ยี่จะจามออกมาแต่เสี่ยหงวนซึ่งแอบอยู่ข้างนิกร รีบยกมือซ้ายปิดปากนิกรไว้ นายพลดิเรกยืนอยู่ข้างตู้ใบหนึ่งข้างสวิทช์ไฟ ที่เขาทำไว้เป็นพิเศษ คือสวิทช์สำหรับบังคับให้ท่อลมฉีดแป้งผงซึ่งติดไว้เหนือบานประตูและหน้าต่างรวม ๖ แห่งให้ทำงาน แสงไฟฟ้าในห้องโถงส่องสว่างจ้า ราวกับกลางวันพื้นกระดานห้องซึ่งเป็นพื้นไม้สุกถูกขัดด้วยยาขัดพื้น เป็นเงาวาบวับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่ข้างศาสตราจารย์ดิเรกเมื่อท่านแลเห็นรอยเท้าใหม่ๆรวม ๒ คู่ ปรากฏบนพื้นห้องท่านก็ยกมือเขี่ยแขนนายพลดิเรกและชี้ให้ศาสตราจารย์ดิเรกดู นายพลดิเรกรู้แล้วว่าล่องหน ๒ คนได้บุกเข้ามาในห้องโถงของบ้าน "พัชราภรณ์" เขาปล่อยให้เดินลึกเข้ามาจนถึงบันไดขึ้นชั้นบน แล้วจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ก็เอื้อมมือกดสวิทช์ไฟทันที ไดนาโมร์ของท่อพ่นลมเริ่มทำงานแล้ว มันพ่นแป้งมันสำปะหลังออกมาจากท่อของมันฟุ้งกระจายไปท่วห้องโถงในเวลาเดยีวกันนายพลดิเรกก็วิ่งไปยืนขวางประตูหลังตึกไว้ร้องบอกให้พลวิ่งไปที่ประตูหน้าตึก สองสหายต่งายกปืนพก ๑๑ มม. ขึ้นจ้องเตรียมสังหารล่องหน นายพลดิเรกร้องตะโกนลั่น "นัสโว้ย พาพวกแกออกมาได้แล้ว" นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนพากันออกมาจากห้องรับประทานอาหารอย่างร้อนรนในเวลาเดียวกับที่นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกมาจากที่ซ่อนตัว แป้งในเครื่องพ่นลมหมดแล้ว แต่เครื่องพ่นลมทั้ง ๖ เครื่องยังทำงานอยู่แป้งมันสำปะหลังเกาะติดตัวลินดากับ ส.อ. มีสต๊อคจนเห็นถนัด ล่องหนแดงทั้งสองตกอยู่ในวงล้อมยืนตะลึงไปตามกันเพราะคาดไม่ถึงว่า จะเสียทีศาสตราจารย์ดิเรกอย่างง่ายดายเช่นนี้ คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วถูกแป้งเปรอะเปื้อนเสื้อกางเกงตลอดจนใบหน้าและผมขาวโพลนไปตามกันแต่ไม่มีใครสนใจ เพราะจุดสนใจอยู่ที่ลินดาสาวใหญ่เจ้าของร่างอวบอับหล่อนเปลือยกายล่อนจ้อนยกมือปิดหน้าอกเต็มไปด้วยความอดสูละอายใจเหลือที่จะกล่าว เพราะหล่อนเป็นสาวนั่นเอง ส่วน ส.อ. มีสต๊อครูปร่างเหมือนหมีควายตามแบบของนักมวยปล้ำรุ่นเฮฟวี่เวท ตัวใหญ่เหมอนกระสอบข้าวสารพุงปลิ้นก้นปอดขาเล็ก ส่วนหน้าอกใหญ่จนเห็นนมตั้งเต้าคอสั้นเป็นหนอก ใบหน้าสี่เหลี่ยมริมฝีปากแบะหนาตัดผมเกรียนที่หน้าอกและแขนมีรอยสัก หน้าตาเหมือนลิงกอริลล่า "คุณ" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ ด้วยเสียงหัวเราะและจ้องตาเขม็งมองดูสาวสวยอย่างชื่นใจ "นึกอย่างไรขึ้นมาล่ะครับถุงแก้ผ้าโทงๆบุกเข้ามาในบ้านเรา เล่นยังงี้พวกผมก็คงเป็นกุ้งยิงไปตามกัน โอ้โฮ...ส่วนสัดของคุณไม่เลวนี่ครับ โป๊เด็ดขาดไปเลย" ถ้าทำได้ลินดาคงจะแทรกแผ่นดินหนีไปด้วยความอาย ห่อนปราดเข้าไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งกระชากผ้าคลุมออกมาทำให้ข้าวของที่อยู่บนโต๊ะหล่นลงมาแตกเสียหายแล้วหล่อนก็ใช้ผ้าปูโต๊ะพันกายส่วนล่างของหล่อน ส่วนท่อนบนลินดาใช้มือทั้งสองปิดไว้ เสี่ยตี๋กับนพเดินเข้าดูหล่อนในระยะใกล้ชิด สมนึกกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้งแล้วกล่าวกับหล่อนว่า "คุณตกเป็นเชลยของเราแล้ว เราจะพาคุณไปโรงพักมอบให้ตำรวจเขาจัดการคุณต่อไป บอกผมหน่อยสิว่าคุณเป็นใคร" ล่องหนสาวมองดูลูกชายของเสี่ยตี๋ ด้วยแววตาแข็งกร้าว "ไม่บอก" นพยกปืนขึ้นทำท่าจะยิงหล่อน "ไม่บอกผมยิงคุณนะ" "ยิงฉันซีฉันจะได้ตายเสียรู้แล้วรู้รอด" ร.อ. นพอมยิ้ม "ผู้หญิงที่สาวและสวยอย่างคุณใครจะยิงลง ดูซีครับ พ่อผมกำลังมองดูคุณเหมือนกับแมวเห็นปลาย่าง นั่น...ลุงผมที่อยู่ข้างพ่อตัวสูงชะลูดเหมือนต้นตาล มองดูคุณจนน้ำลายไหลยืด บอกผมเดี๋ยวนี้ว่าคุณเป็นใคร" "ไม่บอก" ลินดาพูดเสียงกร้าว "ไม่บอกเอาผ้าโต๊ะของผมคืนมา ถ้าบอกผมจะให้ยืมนุ่ง เร็วถ้าคุณไม่บอกชื่อของคุณให้ผมทราบผมจะกระตุกผ้าปูโต๊ะของผมออกจากตัวคุณเดี๋ยวนี้ ผ้าเขาสำหรับปูโต๊ะไม่ใช่ผ้านุ่ง แม่ผมนั่งอยู่กับจักรปักผ้านี้จนตาเหล่กว่าจะเสร็จเรียบร้อย บอกผมเดี๋ยวนี้ว่าคุณชื่ออะไร" หล่อนกลัวว่าลูกชายของนิกรจะกระตุกผ้าที่พันกายออกจึงยอมบอกเขา "ดิฉันชื่อลินดา" "เพราะดีนี่ครับ" นพพูดยิ้มๆ "แล้วนามสกุลล่ะ" "อาร้าจ" "ขอบคุณ โปรดชูมือขึ้นเหนือศีรษะ นี่เป็นคำสั่ง" ลินดาโกรธนพจนหน้าแดง "มือดิฉันปิดหน้าอกอยู่อย่างนี้ จะให้ยกขึ้นอย่างไร ดิฉันไม่มีทางต่อสู้ขัดขืนคุณหรอก เรามาตัวเปล่าปราศจากอาวุธ" นพหัวเราะเบาๆ "แต่คุณกับอ้ายหมีความตัวนี้ อาจจะใช้อะไรที่พบเห็นเป็นอาวุธเล่นงานนายพลดิเรกลุงของผมก็ได้ ถูกละ คุณกับเพื่อนคุณเป็นล่องหนไม่จำเป็นต้องมีอาวุธติดตัวมา ไม่อยากยกมือกลัวจะโป๊ก็ไม่ต้องยก" เสี่ยหงวนร้องบอกลูกชายของเขา "ถามอ้ายช้างน้ำนั่นซิว่ามันเป็นใคร" เสี่ยตี๋เดินมาหยุดยืนเผชิญหน้า ส.อ. มีสต๊อคแล้วยกปากกระบอกปืนจี้พุงเจ้ายักษ์ "แกชื่ออะไร" "สิบเอกมีสต๊อคแห่งหน่วยหล้าตายของกองทัพแดง "แกคงเป็นนักมวยปล้ำซีนะ" "ใช่ เป็นแช็มเปี้ยนมาสามปีติดๆกันแล้ว" เขาพูดภาษอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว "กันยอมจำนนพวกแกก็เพราะกันไม่มีปืน แต่ถ้าหากพวกแกเก็บปืนเสียละก้อกันต่อให้หมดนี่แหละ" นายพลดิเรกส่งปืนพกคู่มือของเขาให้พนัสถือไว้ แล้วเดินเข้ามาหายักษ์ใหญ่ ศาสตราจารย์ดิเรกยกมือผลักสมนึกเบาๆ ให้ถอยออกไป เขามองดู ส.อ. มีสต๊อคอย่างไม่หวาดหวั่นเพราะนายพลดิเรกมีร่างกายแข็งแกร่งอยู่ยงคงทนนอกจากนี้ยังมีกำลังมากมายมหาศาล จากยาฉีดมหากำลังของเขาซึ่งศาสตราจารย์ดำรงฉีดให้เขา เมื่อตอนใกล้จะพลบค่ำวันนี้ "ไม่ต้องต่อให้หมดนี่หรอกโว้ย สิบเอกมีสต๊อคฟาดกับกันตัวต่อตัวยังได้ กันนี่แหละนายพลดิเรกผู้ที่แกกับหญิงสาวผู้นี้ ได้รับคำสั่งให้มาฆ่ากันแต่บังเอิญเราจับได้เสียก่อน" ส.อ. มีสต๊อคลืมตาโพลงมองดูนายพลดิเรกด้วยความตื่นเต้น "ท่านคือศาสตราจารย์ดิเรก" นายพลดิเรกถอดแว่นสายตาสั้นออกแล้วโยนไปให้นิกรรับไว้แล้วกล่าวกับเจ้าหมีความยพุงพลุ้ย "แกเป็นนักมวยปล้ำขอให้ฉันทดสอบฝีมือแกหน่อยเถอะน่ามีสต๊อค" ส.อ. มีสต๊อคแสยะยิ้ม "ถ้าท่านรับรองว่าพรรคพวกของท่านจะไม่ยิง ผมก็ยินดีครับ" "กันรับรอง พวกเราจะไม่ยิงแกอย่างแน่นอน ถ้าแกเอาชนะกันได้ กันจะปล่อยตัวแกกับลินดากลับไปสถานทูต แต่ถ้าแกแพ้กันแกสองคนจะถูกควบคุมตัวไว้ที่นี่ จนกว่าสารวัตรทหารบกมันรับเอาตัวไป เรื่องนี้เป็นเรื่องของทหารตำรวจไม่เกี่ยว พวกเราทั้งหมดนี้คือนายทหารและคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย เจ้าแห้วสบตากับลินดาเขายิ้มให้หล่อน "ผมคือจ่าสิบโทแห้ว โหรพากุลครับ ถึงเป็นนายทหารชั้นประทวนไม่ช้าผมก็จะได้เป็นนายทหารสัญญาบัตร" ทันใดนั้นเองยักษ์ใหญ่แห่งกองทัพแดง ก็ตวัดรัดคอนายพลดิเรกของเราทันที แต่แล้วเขาก็ถูกสาศตราจารย์ดิเรกเหวี่ยงกระเด็นไปทางประตูหน้าห้องโถง กำลังอันมหาศาลของจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ทำให้ช้างน้ำหรือหมีควายแปลกใจยิ่ง ไม่มีนักมวยปล้ำคนใดที่จะเหวี่ยงเขากระเด็นไปตั้งสามสี่เมตรเช่นนี้ นายพลดิเรกยิ้มให้ ส.อ. มีสต๊อค "เข้ามา กันจะสอนบทเรียนอันมีค่าให้แก แกจะได้รู้ความจริงว่ากันมีกำลังเท่ากับช้าง ๑๐ ตัว" ส.อ. มีสต๊อคย่างสามขุมเข้ามาหา สามสหายกับนายทหารหนุ่มสี่พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานไปตามกัน และช่วยกัยเชียรศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งนานๆ เขาจึงจะแสดงบทบู๊สักครั้งหนึ่ง เมื่อยักษ์โถมตัวเข้ามาจะจับนายพลดิเรกฟัดตามแบบฉบับของมวยปล้ำ ศาสตราจารย์ดิเรกก็ยกท่อนแขนซ้ายฟาดหน้าคู่ต่อสู้เต็มแรงยังผลให้นายมีสต๊อคร้องโอ้กและล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที เสี่ยตี๋ปราดเข้ามานับดังๆ ทำหน้าที่เป็นกรรมการห้ามมวย นิกรเลี่ยงเข้าไปยืนเคียงข้างลินดาและถือโอกาสยกมือขวาโอบกอดหล่อน ล่องหนสาวใช้ศอกกระแทกหน้าอกนิกรดังพลั่ก ทำให้นิกรรีบถอยออกห่างท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ยักษ์ใหญ่ลุกขึ้นมาอีก พอตั้งตัวได้ศาสตราจารย์ดิเรกก็ปราดเข้าเตะด้วยแข้งขวาถูกก้านคอหมีควาย อย่างถนัดถนี่ มีสต๊อคถลาไปปะทะตู้ไซ้บอดและยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก... "เป็นยังไงมีสต๊อค ชั้นเชิงของแกมันอ่อนเหลือเกิน แล้วยังจะมีหน้ามาบอกพวกเราว่าแกเป็นนักมวยปล้ำแช็มเปี้ยนสามปีซ้อน" ส.อ. มีสต๊อคฉงนสนเท่ห์ใจเหลือที่จะกล่าว มันไม่น่าจะเป็นไปได้ คนที่บอบบางร่างเล็กอย่างนายพลดิเรกจะมีกำลังมากมายเหมือนยักษ์มารเช่นนี้ เขาเสียขวัญเสียกำลังใจแล้ว แต่ศักดิ์ศรีของทหารแดงทำให้เขาต้องสู้ สู้เพื่อเกียรติและอิสรภาพของตนเอง ส.อ. มีสต๊อคปราดเข้ากอดปล้ำศาสตราจารย์ดิเรกอีกเพราะแน่ใจว่าฝีมือเชิงมวยปล้ำของเข้า จะต้องเหนือกว่านายพลดิเรก แต่แล้วเขาก็ถูกศาสตราจารย์ดิเรกทุ่ม ญูโดลงไปนอนหงายเหยียดยาวกลางพื้นห้อง ลินดาเผลอตัวร้องออกมาดังๆ "ลุกขึ้นมีสต๊อค สู้ตายซีคะ" มีสต๊อคลุกขึ้นมาอีกแต่ทำหน้าเหยเกยังไงชอบกลศาสตราจารย์ดิเรกปรี่เข้าตบด้วยฝ่ามือขวาถูกใบหน้าซีกซ้ายของหมีควายเสียงดังฉาดหัวซุนไป นายพลดิเรกรีบติดตามไปไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ตั้งตัวติด เมื่อรุสต๊อคเข้าดอกศาสตราจารย์ดิเรกก็ทุ่มญูโดอีกครั้งหนึ่งทำให้หใควายลงไปนอนจมอยู่บนโซฟาตัวหนึ่ง ดำรงร้องขึ้นดังๆ "แน่ไปเลยครับพ่อ พ่อเก่งยังกับนักมวยปล้ำแช็มเปี้ยนโลก" สมนึกลืมคิดไปว่า เท่าที่ศาสตราจารย์ดิเรกมีความเก่งกล้าเช่นนี้ ก็เพราะได้อาบตัวด้วยไฟฟ้าและฉีดยามหากำลัง เขาเข้าใจว่านายพลดิเรกเก่งเอง ดั่งนั้นเสี่ยตี๋จึงเดินเข้ามากันศาสตราจารย์ดิเรกออกห่าง ในขณะที่มีสต๊อคพยายามพยุงกายลุกขึ้นมาจากโซฟาตัวนั้น "ขอผมแสดงลวดลาย กับอ้ายกอลิลร่าคนนี้สักนิดเถอะครับ ตัวยังกะคิงคองแต่ไม่มีฝีไม้ลายมือเลย" นายพลดิเรกยิ้มให้เสี่ยตี๋ "เอาซี ลองดูก็ได้" เสี่ยตี๋เดินยักคิ้วอมยิ้มเข้าหายักษ์ใหญ่ ส.อ. มีสต๊อคร้องคำรามในลำคอและกระโจนเข้าใส่ สมนึกชกด้วยหมัดสวิงขวาเต็มเหนี่ยวถูกใบหน้าซีกซ้ายของหมีควายอย่างจังแต่แล้วลูกชายของเสี่ยวหงวนก็ร้องลั่นสะบัดมือเร่าๆด้วยความเจ็บปวดเหมือนกับว่ากระดูกนิ้วมือแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตอนนี้ยักษ์ใหญ่ก็ปรี่เข้ามาจับแขนซ้ายของสมนึกและเหวี่ยงตัวเสี่ยตี๋ ผ่านช่องประตูหลุดออกไปที่ระเบียงหน้าตึก มีสต๊อคมอกออกไปนอกประตูแล้วร้องเรียกสมนึก "เข้ามา เข้ามาซี" เสียงสมนึกเอ็ดตะโรลั่น "ยอมแพ้โว้ย แข้งขาหักฉิบหายหมดแล้ว" มีสต๊อคหัวเราะก๊าก หันมาตะลุมบอนกับศาสตราจารย์ดิเรกต่อไป นายพลดิเรกปล่อยให้มีสต๊อคล๊อคคอเขาและพยายามจะจับเขาทุ่ม แต่ดิเรกแข็งตัวไว้ สักครู่เขาก็ก้มตัวลงใช้มือทั้งสองจับ ส.อ. มีสต๊อคยักษ์ใหญ่ ยกชูขึ้นเหนือศีรษะและหมุนตัวไปรอบๆ ร่างอันใหญ่โตเหมือนขุนเขาของ ส.อ. มีสต๊อคดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสารแล้วนายพลดิเรกก็ทุ่มลงบนพื้นห้องเสียงดังโครมใหญ่ มีสต๊อคช้างน้ำนอนหายใจแขม็บๆ และยกมือขวาโบกเป็นสัญญาณยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข ในเวลาเดียวกันสมนึกลูกชายของกิมหงวนก็เดินกะโผลกกะเผลก ผ่านประตูหน้าตึกเข้ามา พอแลเห็นยักษ์ใหญ่นอนอยู่บนพื้นเสี่ยตี๋ก็หัวเราะชอบใจ "ฮ่ะ ฮ่ะ สิ้นฤทธิ์แล้วหรืออ้ายยักษ์" ส.อ. มีสต๊อคลุกขึ้นนั่งอย่างมึนงงและหมดเรี่ยวหมดแรง นายพลดิเรกหันไปทางลูกชายของพลแล้วออกคำสั่ง "โทรไปที่กรมสารวัตรทหารบกเดี๋ยวนี้พนัส บอกเขาว่าอาต้องการสารวัตรหกคนให้รีบมาที่นี่ เพื่อรับตัวหน่วยกล้าตายของกองทัพแดงสองคนที่บุกเข้ามาในบ้านเรา และเราจับไว้ได้" พนัสรับคำสั่งและเดินไปที่โต๊ะโทรศัพท์ นายพลดิเรกพูดวิทยุติดต่อกับหุ่นยนตร์ของเขาทันที เรียกตัวหุ่นบ๊อบบี้และบิลลี่ขึ้นมาพบกับเขาเพื่อให้ควบคุมล่องหนสาว และเจ้ายักษ์ใหญ่ไว้ ตอนนี้เองพลได้เดินเข้ามาหาล่องหนสาว และยกมือจับแขนหล่อน "ขึ้นไปข้างบนเถอะครับ ไปอาบน้ำล้างแป้งที่เกาะตามตัวเสียก่อน แล้วผมจะหาเสื้อผ้าให้คุณผลัด ขืนนุ่งผ้าปูโต๊ะและเปลือยอกล่อนจ้อนไปโรงพักอย่างนี้ คุณคงจะขายหน้าเขาแย่" ลินดาเดินเคียงคู่กับพล ขึ้นบันไดไปชั้นบนแต่โดยดี ส่วน ส.อ. มีสต๊อคถูกหุ่นยนตร์บ๊อบบี้กระชากตัวให้ลุกขึ้นและบังคับให้นั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง เมื่อยักษ์ใหญ่ทำฮึดฮัดบ๊อบบี้ก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกจากตัวมัน ทำให้มีสต๊อคสะดุ้งเฮือกมีอาการชักกระตุกอ้าปากปะหงับๆ บ๊อบบี้จึงปิดสวิทช์ไฟ เท่านี้เอง ส.อ. มีสต๊อคก็หมดฤทธิ์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหัวเราะ "หาผ้าขาวม้าให้อ้ายช้างน้ำมันนุ่งสักผืนเถอะวะ โตเป็นควายแล้วแก้ผ้าล่อนจ้อนเหมือนเด็กแดงๆ น่าเกลียดออกจะตายไป ดูซิ ดูได้หรือนั่นเหมือนกับเปรตมาเที่ยวขอส่วนบุญชาวบ้าน" ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเองรถตรวจการของกรมสารวัตรทหารบกคันหนึ่งก็มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ศาสตราจารย์ดิเรกมอบตัวผู้ต้องหาทั้งสองให้นายทหารสารวัตรนำตัวไปและสั่งกำชับให้ควบคุมตัวอย่างแข็งแรง ซึ่งตอนสายวันรุ่งขึ้นเขาจะพาท่านนายพลอาวุโส รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการไปสอบสวนปากคำที่กรมสารวัตรทหารบก ล่องหนสาวสวมซิ่นไหมสีเขียวลายเหลืองอ่อนสวมเสื้อคอฮาไวสีขาวที่พลจัดหาให้หล่อน ส่วน ส.อ. มีสต๊อคสวมกางเกงขาสั้นสีกรมท่าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสวมเสื้อฮาไวที่ท่านเจ้าคุณสละให้ สองล่องหนหงอยเหงาไปตามกัน พล.ต. พลบอกให้ลินดาและ ส.อ. มีสต๊อคทราบว่าทั้งสองคนจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร ในข้อหาเล็ดลอดเข้าเมือง บุกรุกเข้ามาบ้าน "พัชราภรณ์" ในยามวิกาลเพื่อพยายามฆ่านายพลดิเรก กับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ซึ่งบางทีทางกระทรวงกลาโหมอาจจะทำบันทึกเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๗ แก่ลินดาและ ส.อ. มีสต๊อค โดยไม่ต้องขึ้นศาลก็ได

หนังสือพิมพ์ไม่มีโอกาสที่จะทราบเรื่องหน่วยกล้าตายของกองทัพแดงที่ส่งล่องหนสาวกับ ส.อ. มีสต๊อคมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อคืนวานซืนนี้ คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ได้รับคำสั่งจาก พล.ต. พล ให้ปกปิดข่าวนี้เป็นความลับ ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งสองคนถูกกักตัวอยู่ที่กรมสารวัตรทหารบกได้ทำการสอบสวนปากคำจากผู้ต้องหา ซึ่งการสอบสวนก็ได้กระทำเป็นความลับเฉพาะ ศาสตราจารย์ดิเรกได้พบปะกับท่านนายพลอาวุโสหลายครั้ง และมีการติดต่อกับท่านทางโทรศัพท์วันละหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องหน่วยกล้าตายของฝ่ายศัตรู ในที่สุดนายพลดิเรกก็ใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง "เตรียมตัวบุกสถานทูตคืนนี้โว้ย" พลกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามในเรือนต้นไม้ตอนเย็นวันนั้น ซึ่งท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯนั่งอยู่ด้วย "บุกแบบไหน" เสี่ยหงวนถาม "ไปในลักษณะอินทรีดำเหมือนอย่างที่เราใช้ให้ลูกๆของเราไปใช่ไหม" "โน อย่างนั้นไม่ปลอดภัย เราทั้งสี่คนและคุณพ่อจะไปในสภาพล่องหนเช่นเดียวกับกับที่มันใช้ให้ลินดากับสิบเอกช้างน้ำมาเล่นงานเรา แต่เราจะไม่ฆ่าใครเว้นแต่จำเป็นจริงๆไม่มีทางจะเลี่ยงได้ งานของเราก็คือทำลายอาวุธที่มันสะสมไว้เพื่อก่อการร้ายหรือวินาศกรรมให้พินาศไป แล้วก็ค้นหาเอกสารต่างๆที่เกี่ยวโยงกับพวกก่อการร้ายในประเทศไทย ถ้าเราได้เอกสารมอบให้ตำรวจ ทางตำรวจก็คงจะปราบปรามพวกเหล่าร้ายทางภาคอีสาน และภาคใต้ได้ราบคาบเพราะทุกฝ่ายทำงานประสานติดต่อกัน" เจ้าแห้วนั่งจ๋องอยู่บนม้ากลมข้างราวลูกกรง เมื่อได้ยินนายพลดิเรกพูดเช่นนี้เขาก็กล่าวขึ้นว่า "รับประทานเอาผมติดสอยห้อยตามไปด้วยไหมครับคุณหมอ" สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว อาเสี่ยหัวเราะหึๆ "อย่าติดสอยห้อยตามเราไปเลยวะหนักเปล่าๆ แกอยู่บ้านเถอะ ถ้าพวกหน่วยกล้าตายบุกเข้ามาในบ้านเราแกจะได้รับมือกับมัน หน่วยกล้าตายที่เดินทางมาจากประเทศของมันโดยเรือดำน้ำจะมาขึ้นบกในเขตอำเภอชะอำ เพชรบุรีมี ๕ คนด้วยกัน เราจับมันได้เพียงคนเดียวคือสิบเอกมีสต๊อคสำหรับล่องหนสาวเป็นคนของสถานทูตไม่ได้เดินทางมาด้วยกัน พวกมันยังอยู่อีกสี่คนมันจะต้องใช้ความพยายามฆ่าอ้ายหมอให้ได้" เจ้าแห้วหน้าจ๋อย "ว้า รับประทานอดไปอีก เรื่องนี้ผมร่วมแสดงเหมือนกับตัวประกอบมีบทเพียงนิดเดียว" พลหัวเราะลั่น "เอาเถอะ เอาไว้เรื่องหลังถ้าปรากฏว่าพระเอกถูกฆ่าตายเราจะให้แกเป็นพระเอกแน่ๆ" เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ "รับประทานจะดีหรือครับ ถ้าผมเท่งทึงใครจะรับใช้เจ้านายล่ะครับ" เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น "ถมไปวะคนใช้แกเท่งทึงเสียทีก็ดีฉันชักเบื่อหน้าแกเต็มทนแล้ว" "อ้าว เป็นงั้นไป" นิกรมองดูหน้านายพลดิเรกแล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ "เราจะล่องหนแบบไหน ใช้สีเคมีพ่นตัวและเสื้อผ้าให้เป็นวัตถุโปร่งแสงยังงั้นหรือ" "โน-กันไม่มีเวลาพอที่จะทำสีเคมีได้ เพราะจะต้องหาซื้อวัตถุเคมีอีกหลายอย่าง บางอย่างก็ต้องสั่งจากเมืองนอก ใช้วิธีเดิมของเราก็แล้วกัน คือฉีดยาละลายเซลส์ต่างๆของร่างกายให้เป็นวัตถุโปร่งแสงและใช้แสงอินฟาสะเป็คตรัม" "ยาฉีดของแกมีหรือ" "มีเหลืออยู่สามหลอด ฉีดให้คนละครึ่งหลอดก็จะเป็นล่องหนได้ประมาณสามชั่วโมงซึ่งเพียงพอแล้ว เราใช้เวลาไปทำงานราวสองชั่วโมงเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เรากลายร่างเป็นล่องหนออกไปจากบ้านเรา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ "เราจะต้องแก้ผ้าเปลือยกายล่อนจ้อนกันอีกแล้ว แต่ว่า...สนุกดีเหมือนกัน" "เราจะไปกันอย่างไร" พลถาม "ให้อ้ายแห้วขับรถไปส่งเรา และจอดรอเราห้างจากหน้าสถานทูตเพียงเล็กน้อย เราอยู่ในสภาพล่องหนเราจะเดินผ่านประตูรั้วสถานทูตเข้าไปอย่างสบาย ทำงานเสร็จแล้วเราก็ล่าถอยออกมา เราจะขึ้นค้นตึกสถานทูตก่อน งานสุดท้ายคือระเบิดคลังอาวุธของมันในห้องข้างตึกครัวตามที่ลูกๆของเราสืยทราบมาจากคำสารภาพของคนยามคนหนึ่ง" เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ "รับประทานค่อยยังชั่วหน่อย อย่างน้อยผมก็ได้ร่วมแสดงบทบาทสำคัญกับพวกเจ้านายด้วย" คืนวันนั้นเอง ก่อนเวลา ๒๑.๐๐ น.เล็กน้อย เจ้าแห้วได้ขับรถบูอิคเก๋งของพลคลานออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า ไม่มีใครเห็นท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่นั่งอยู่ตอนหน้ารถ และคณะพรรคสี่สหายที่นั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ ทั้งนี้เพราะสี่สหายกับเจ้าคุณอยู่ในสภาพล่องหนนั่นเอง รถเก๋งคันนั้นเลี้ยวขวามือวิ่งไปทางต้นถนนสุขุมวิทผ่านถนนซอยต่างๆไปตามลำดับ นายพลดิเรกนึกได้ว่าถ้าไปถึงสถานทูตเดิน ๒๑.๐๐ น. ประตูรั้วของสถานทูตก็คงจะปิดใส่กลอนซึ่งทุกคนจะต้องเสียเวลาปีนป่ายเข้าไป ดีไม่ดีอาจจะติดไฟฟ้าตายก็ได้ เขาชะโงกหน้ากล่าวกับเจ้าแห้วว่า.... "เฆี่ยนโว้ยอ้ายแห้ว" เจ้าแห้วยิ้มแป้น "เฆี่ยนหรือครับ รับประทานก็หวานซีครับ ผมไม่ชอบขับรถย่องๆเลย อย่างน้อยก็ต้อง ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมงแซงซ้ายแซงขวาแซงหน้าแซงหลังเลยนะครับ" ล่องหนพล เอื้อมมือขวาเขกกบาลเจ้าแห้วเต็มแรงเสียงดังโป๊ก "ไม่ต้องอธิบาย เขาบอกให้เฆี่ยนก็เฆี่ยน" เจ้าแห้วเหยียบคันน้ำมันลงไปอีก บูอิคเก๋งพุ่งปราดแซงหน้ารถแท็กซี่หรือรถส่วนตัวตลอดจนรถประจำทางที่แล่นไปข้างหน้าตามลำดับ ความจริงเจ้าแห้วขับรถได้ดีมาก นอกจากขับเร็วแล้วยังมีการระมัดระวังไม่ประมาท เขานั่งทรงตัวตรงทอดสายตาไปข้างหน้า เข็มวัดระยะความเร็วในรถชี้เลข ๖๐ ไมล์ แท็กซี่คันหนึ่งพยายามที่จะแซงขึ้นหน้าแต่ไม่มีทางที่จะไล่ทัน เพียงครู่เดียวเท่านั้นบูอิคก็แล่นข้ามทางรถไฟสายแม่น้ำเข้าถนนเพลินจิต และเลี้ยวซ้ายมือไปตามถนนวิทยุคราวนี้ยวดยานบางตาลง จึงเป็นโอกาสให้เจ้าแห้วเร่งความเร็วของรถขึ้นอีกจนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาถามเจ้าแห้ว.... "แกขัยยังกะเครื่องบินไอพ่น เอฟ ๘๖ เอฟ ถ้าบังเอิญยางล้อหน้าข้างใดข้างหนึ่งแตกจะมีอะไรเกิดขึ้นวะ" เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ "รับประทานเน่าซีครับ พอยางแตกรถก็จะเสียการทรงตัวพลิกคว่ำไปหลายทอด รับประทานเท่งทึงไปตามกันแหละคับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก "ถ้ายังงั้นขับให้มันช้ากว่านี้สักหน่อยเถอะวะ อ้ายเท่งทึงน่ะข้าไม่กลัวหรอก กลัวแต่ว่าจะต้องตัดแขนขากลายเป็นคนทุพพลภาพเมื่อแก่เท่านั้น" เสียงแตรไซเล็นท์ดังครวญครางขึ้น และใกล้เข้ามาตามลำดับ เจ้าแห้วจำเป็นต้องลดความเร็วลงและหยุดชิดขอบซ้ายของถนน จักรยายนตร์คันใหญ่ของตำรวจจราจรคันหนึ่งแล่นปราดมา และหยุดห่างหน้ารถบูอิคเก๋งเพียงเล็กน้อย นายร้อยตำรวจตรีในเครื่องแบบนายตำรวจจราจรอันสง่างามก้าวลงจากรถจักรยานยนต์คันนั้น พาตัวเดินมาที่รถบูอิคเก๋งคันนี้ เพื่อจะเซ็นใบสั่งเจ้าแห้วในฐานที่ขับรถเร็วและแซงรถทางซ้าย เขาเป็นนายตำรวจที่เคร่งครัดในหน้าที่เซ็นใบสั่งดาแม้กระทั่งพ่อตาของเขาเองก็ไม่ยอมเว้นให้ อันเป็นเหตุให้ภรรยาของเขาบังคับให้เขานอนนอกมุ้งมาหลายวันแล้วในฐานที่เขาเซ็นใบสั่งให้บิดาของหล่อน "คุณขับรถเร็วเกินกำหนดขอดูใบอนุญาตหน่อยครับ" นายตำรวจหนุ่มกล่าวกับเจ้าแห้ว เจ้าแห้วยิ้มให้ "ผมลืมเอามาครับผู้หมวด" "อ้าว-ยังงั้นก็เชิญไปพูดกันที่โรงพักเถอะคุณ" ล่องหนนิกรชะโงกหน้าออกไปนอกช่องหน้าต่างแล้วกล่าวกับนายตำรวจหนุ่มทันที "กรุณาเถอะครับหมวด พวกเราจะรีบไปธุระ" นายร้อยตำรวจตรีหนุ่มสะดุ้งโหยงมองเข้ามาในรถ "ใครพูด" เขากล่าวขึ้นดังๆ เหมือนกับจะถามตัวเองมากกว่า "ก็ผมน่ะซีครับ" "อุ๊ย" นายตำรวจอุทานแล้วถอยหลังกรูดหยุดยืนมองหน้าเจ้าแห้วด้วยความรู้สึกตื่นเต้นประหลาดใจแกมหวาดกลัว "ไม่มีใครอยู่ในรถทำไมถึงมีเสียงคนพูดล่ะครับ" เจ้าแห้วอมยิ้ม "ผีวัดดอนครับผู้หมวด" นายตำรวจจราจรใจหายลืมตาโพลง "ผีวัดดอน...." เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกสนุกขึ้นมาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงห้าวๆ "ถูกแล้วผู้หมวด พวกเราคือผีวัดดอน เราจะไปเยี่ยมญาติของเราเจ้าของรถคันนี้ที่บางกะปิ คนขับรถกำลังพาเราไปส่งวัดดอน" เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นบ้าง พูดช้าๆ แต่เสียงหนักแน่น"อย่ายุ่งกับคนรถคันนี้ ถ้าห้ามเชื่อเราจะหักคอผู้หมวด ฮึ่ม...ผมคือจอมอสุรกายแห่งวัดดอน" นิกรร้องขึ้นดังๆ "เอาเลยพวกเรา ฉุดขึ้นรถพาไปวัดดอนโว้ย" นายตำรวจหนุ่มตกใจหมุนตัวกลับแล้ววิ่งไปยังท้ายรถบูอิคอย่างไม่คิดชีวิตโดยไม่สนใจกับรถจักรยานยนตร์คู่ยากของเรา เขาวิ่งพลางร้องพลาง "ผีหลอก...ผีหลอก...ผีหลอก..." ยิ่งร้องเสียงเขาก็ยิ่งดังขึ้น ล่องหนทั้ง ๕ และเจ้าแห้วหัวเราะงอหายไปตามกัน ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็สต๊าทเครื่องยนตร์นำบูอิคเก๋งออกแล่นต่อไป เข็มนาฬิกาในรถบอกเวลา ๒๐.๑๐ น. บูอิคเก๋งแล่นผ่านหน้าสถานทูตคอมมิวนิสต์อย่างล่าช้าแล้วเลี้ยวกลับรถจอดชิดซ้ายขอบถนน ห่างจากหน้าสถานทูตไม่เกิน ๕๐ เมตร ล่องหนทั้งห้าต่างพากันลงจากรถอย่างเงียบๆ พลยกมือเข้าไปในรถยกมือตบศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง เจ้าแห้วแกล้งร้องขึ้นดังๆ "โอ๊ย ผีหลอก" พลหัวเราะหึๆ "เดี๋ยวกูถีบตกรถเลยอ้ายนี่ ฟังคำสั่งโว้ย แกจอดรถรอคอยพวกเราอยู่ที่นี่อย่าย้ายที่จอดรถเป็นอันขาด เข้าใจไหม" "เข้าใจครับ รับประทานถ้าตำรวจจราจรเขามาไล่ล่ะครับ" "เอาบัตรทหารของแกให้เขาดู และบอกเขาว่าแกรอคอยพวกเราซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ราชการสำคัญ เท่านี้ก็หมดเรื่อง" "ทราบแล้วครับผม" เจ้าแห้วรับคำเสียงหนักแน่น "รับประทานขอให้เจ้านายทุกคนโชคดีและปลอดภัยนะครับ" ล่องหนทั้ง ๕ พากันเดินรวมกลุ่มไปจากรถ นิกรพูดพึมพำ "ว้า-ลมพัดโกรกทั้งตัวอย่างนี้ดูเนื้อตัวมันเบาหวิวยังไงชอบกลโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ ดูคุณพ่อซีวะอ้ายหงวน รูปร่างเหมือนอึ่งอ่างไม่มีผิด" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเดินนำหน้าหยุดชะงัก "ทะลึ่งน่าอ้ายกร แกน่ะเชปงามจะตายละ" นายพลดิเรกจุปาก "เงียบ มีคนเดินสวนมา" หญิงชราคนหนึ่งเดินผ่านมาตามทางเท้าหน้าสถานทูต พวกล่องหนหลีกทางให้เสี่ยหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็กล่าวถามหญิงชราด้วยเสียงห้าวๆ "ไปไหนมาครับคุณป้า" หญิงชราไดยินแต่เสียงไม่เห็นตัวก็ตกใจ ร้องขึ้นสุดเสียง "ว๊าย ผีหลอกกู" แล้วหล่อนก็วิ่งแจ้นพลางร้องตะโกนแบบเดียวกับนายตำรวจ "ผีหลอก...ผีหลอก....ผีหลอก....ผีหลอก..." ท่นเจ้าคุณยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเสี่ยหงวนดังพลั่ก "นี่แน่ะ คนแก่คราวนี้แล้วเสือกไปล้อแกให้เสียขวัญ เห็นไหมล่ะแกวิ่งเร็วกว่านักวิ่งเอเชี่ยนเกมส์เสียอีกเลี้ยวเข้าตรกไปแล้ว พอถึงบ้านก็คงลมใส่" นิกรว่า "ดีไม่ดีจับไข้หัวโกร๋น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับลูกเขยจอมทะเล้น "วอนเสียแล้วอ้ายกร" คณะล่องหนเดินมาถึงประตูรั้วหน้าสถานทูตซึ่งเป็นประตูเหล็กโปร่งเปิดแง้มไว้พอเป็นช่องให้คนผ่านเข้าออกได้นายพลดิเรกบุ้ยให้ทุกคนเดินเข้าไป ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างจากประตูรั้วไม่กี่มากน้อย แขกยามประจำสถานทูตคนหนึ่ง นั่งอยู่บนเตียงเปลและร้องเพลงเบาๆ พลางตีกลองสองหน้าซึ่งวางอยู่ยนตักเขาเบื้องหลังของแขกยามมีพลพรรคแต่งเครื่องแบบคล้ายทหารคนหนึ่งสพายปืนยิงเร็วยืนอยู่บนเนินดินในที่มืด ที่ตึกใหญ่มีแสงสว่างจ้าทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ทั่วบริเวณเขตสถานทูตมีโคมไฟฟ้าปรากฏตามเสาไฟ ในโรงรถด้านซ้ายของตัวตึกมีรถเก๋งจอดอยู่หลายคัน และมีรถบดถนนใช้เครื่องยนตร์ขนาดกลางคันหนึ่งจอดอยู่หน้าโรงรถ เครื่องมือเครื่องใช้ในการซ่อมถนนอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า หม้อต้มยางแอสพัลท์ ถังบรรจุยาง บุ้งกี๋ กองทรายและกองหิน หน้าตึกมียาม ๒ คนนั่งสนทนากันอยู่บนเก้าอี้สนาม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปรึกษากันมาในรถเรียบร้อยแล้ว ทุกคนบุกขึ้นไปบนตึกใหญ่อย่างสงบเงียบและเข้ามาในห้องโถงซึ่งเป็นห้องชั้นแรก ทางขวามือเป็นห้องทำงานรวม ๓ ห้อง ทางซ้ายเป็นห้องรับประทานอาหาร และห้องบาร์ของเอกอัครราชทูตยาค็อบ ล่องหนนิกร และเห็นถาดบรรจุผลไม้หลายอย่างวางอยู่บนโต๊ะริมผนังห้องรับแขกก็เดินปรี่เข้าไปคว้าแอ๊ปเปิลผลหนึ่งขึ้นมา "เฮ้ย-วางลง" ศาสตราจารย์ดิเรกกระซิบดุนิกร "ขอกินสักลูกเถอะวะ" "โน-ถ้าคนของสถานทูตเข้ามาในห้องนี้แลเห็นแอ๊ปเปิลลอยได้มันก็รู้ว่าแอ๊ปเปิลอยู่ในมือของล่องหน เท่านี้พวกเราก็อาจถูกจับเป็นเชลยและถูกฆ่าตายหมด วางลง" พ.อ. นิกรวางแอ๊ปเปิลไว้ในถาดตามเดิมด้วยความเสียดาย นายพลดิเรกพาล่องหนมุดเขาไปในห้องทำงานเพื่อตรวจค้นเอกสารที่มีประโยชน์คือเอกสารที่เกี่ยวกับขบวนการคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ครึ่งชั่วโมงแห่งการตรวจค้นห้องต่างๆ ชั้นล่างของตึกใหญ่ไม่ได้ประโยชน์อะไร ศาสตราจารย์ดิเรกพาทุกคนออกมาที่ห้องโถงแก้วยืนหยุดรวมกลุ่มซุบซิบ คนของสถานทูตผ่านเข้ามาในห้องโถงนี่หลายครั้ง บ้างก็ขึ้นบันไดไปชั้นบนและบางคนก็ลงมาข้างล่าง แต่ไม่มีใครเฉลียวใจอย่างไร ศาสตราจารย์ดิเรกยกมือตบหลังพลเบาๆ และกล่าวว่า "เราจะอยู่ในสภาพล่องหนได้อีกหนึ่งชั่วโมงเศษเท่านั้น ฉะนั้นเราจำเป็นต้องทำงานแข่งกับเวลา" "ก็จะเอายังไงล่ะ" พลถาม "เราต้องแบ่งแยกหน้าที่กัน แกพาอ้ายกรกับอ้ายหงวนบุกขึ้นไปข้างบนเถอะ พยายามค้นหาเอกสารในห้องพักของนายยาค็อบ และสำรวจห้องรับส่งวิทยุของมัน แต่อย่าไปทำอะไรให้เสียหาย เพียงแต่สังเกตดูให้รู้ว่ามันมีเครื่องรับส่งวิทยุกี่เครื่อง มีกำลังเท่าใด" "แล้วแกกับคุณอา" พลถาม "กันกับคุณพ่อจะลงไปที่ตึกโรงครัว เพื่อระเบิดคลังอาวุธของมันให้พินาศไป" "แล้วแกจะเอาระเบิดที่ไหน" ล่องหนนายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ "อัฐยายซื้อขนมยายซีวะ ในห้องเก็บอาวุธปืนและกระสุนปืนจะต้องมีลูกระเบิด และดินระเบิด ทีเอ็นที. อยู่ด้วย พร้อมด้วยชนวนระเบิด บางทีก็จะมีระเบิดเวลาขนาดเล็กเพื่อใช้ก่อวินาศกรรมเก็บไว้ด้วย งานของกันซึ่งมีคุณพ่อเป็นผู้ช่วยคงไม่ยากลำบากอะไรหรอก" พลยื่นมือให้ศาสตราจารย์ดิเรกจับ "ตกลง กันจะใช้เวลาครึ่งชั่วโมงค้นห้องชั้นบนให้ทั่ว แล้วกันกับอ้ายกรและอ้ายหงวนจะออกไปที่รถของเรา ถาแกกับคุณพ่อวางระเบิดเรียบร้อยก็ออกไปคอยที่รถ อย่างไรก็ตาม ถ้ากันพบหน่วยกล้าตายบนตึกนี้ กันจะต้องฆ่ามันให้ได้" "ออไร๋ พวกมันจะได้รู้ว่าเราแน่กว่ามันเหนือกว่ามันทุกอย่าง แต่อย่าฆ่านายยา ค็อบนะ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ อาจจะเป็นเหตุให้ฝ่ายศัตรูใช้กำลังรุกรานเราได้" พูดจบเขาก็หันมาทางล่องหนเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ออกไปทางหลังตึกเถอะครับคุณพ่อ" ล่องหนแยกกันเป็นสองพวก พลพาเพื่อนเกลอทั้งสองเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ศาสตราจารย์ดิเรกพาท่านเจ้าคุณออกไปทางหลังตึก ที่ห้องพักห้องหนึ่งซึ่งอยู่ชั้นบนของตัวตึก พ.อ. โปกิน นั่งดื่มเหล้าอยู่ในห้องนี้ตามลำพัง ที่ดื่มเหล้าก็เพราะเขากลุ้มใจนั่นเอง ส.อ. มีสต๊อคกับลินดาหายไป ๓ วันแล้วไม่มีปัญหาอะไรอีก ล่องหนแดงทั้งสองคนคงถูกจับได้และขณะนี้คงจะถูกควบคุมตัวไว้ที่กระทรวงกลาโหม หรือในเขตทหารแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่ง พ.อ. โปกินจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ และเขาจะต้องหาทางสังหารศาสตราจารย์ดิเรกให้ได้เร็วที่สุด บนโต๊ะสี่เหลี่ยมริมหน้าต่างมีขวดวิสกี้ โซดา แก้วเหล้าและกับแกล้ม คือไส้กรออกแบบไส้กรอกเยอรมันหนึ่งจาน พ.อ. โปกินแต่งเสื้อกางเกงชุดนอนสีชมพูลายขาวนั่งหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะนั้น เมื่อล่องหนพล นิกร กิมหงวน พากันเดินมาหยุดยืนรวมกลุ่มในห้องพักของเขา พ.อ. โปกินก็ทำจมูกย่นเพราะได้กลิ่นไม่สะอาดหรือกลิ่นมนุษย์นั่นเอง พลกระซิบบอกนิกรเบาๆ "แกช่วยดูซิอ้ายกร อ้ายหมอนี่คือพันเอกโปกินใช่ไหม" ล่องหนนิกรจ้องมองดูด้วยความสนใจ "ใช่ ใช่แน่ๆ" เขากระซิบตอบเช่นเดียวกัน "แกรู้ได้ยังไง" "ก็หน้าตามันบอกชัดๆ หน้าแบบนี้เล่นโปทีไรหมดกันทุกที มันถึงได้ชื่อว่าโปกิน" ทันใดนั้นเองพลทหารแห่งหน่วยกล้าตายคนหนึ่งซึ่งแต่งกายแบบสุภาพชน ได้เดินเข้ามาในห้องพักของผู้บังคับการโปกิน แล้วหยุดยืนตรงกล่าวกับ พ.อ. โปกินอย่างฉาดฉาน "ผู้การโปกินครับ ท่นทูตบอกว่าถ้ายังไม่ง่วงขอเชิญผู้การไปปรึกษาหารือกับท่านหน่อยครับ เกี่ยวกับสิบเอกมีสต๊อคและมิสลินดา" พ.อ. โปกินพยักหน้ารับทราบ "ไปบอกท่านทูตเถอะว่าประเดี๋ยวฉันจะไป" พลทหารแห่งหน่วยกล้าตายเดินออกไปจากห้องพักของผู้บังคับการ ล่องหนสามเกลอฟังไม่ออกว่าทหารคนนั้นกับ พ.อ. โปกินพูดอะไรกั แต่คำว่าโปกินที่ทหารหน่วยกล้าตายกล่าวออกมาบอกให้รู้ว่าสุภาพบุรุษในวัย ๔๕ ปีผู้นี้คือ พ.อ. โปกินอย่างไม่มีปัญหา พล.ต. พลเลื่อนตัวเข้ามาหา พ.อ. กิมหงวนแล้วกระซิบสั่ง "จัดการได้อ้ายหงวน ฆ่าพันเอกโปกินเสียเดี๋ยวนี้" อาเสี่ยสะดุ้งโหยงแล้วยิ้มแห้งๆ "นี่เป็นคำสั่งของรองหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ขณะนี้เรากำลังอยู่ในหน้าที่ของเรา เร็ว-ฆ่าพันเอกโปกินตามคำสั่งของกัน ถ้าเราปล่อยเขาไว้เขากับพรรคพวกของเขาจะต้องพยายามฆ่าดิเรกและพวกเราตามแผนของเขา นอกจากนี้เขาก็จะก่อวินาศกรรมทำให้บ้านเมืองของเรายุ่งยากเดือดร้อนจากการกระทำของเขา" "ว้า ไม่เอาล่ะโว้ยให้อ้ายกรดีกว่า อ้ายกรมันแน่กว่ากัน" นิกรทำตาเขียวกับล่องหนกิมหงวน แล้วเผลอพูดออกมาดังๆ "ใครจะฆ่ามันก็ฆ่าเถอะกันไม่เอาโว้ย แม้แต่เชือดคอไก่กันยังเชือดไม่ลง ไก่มันทำตาปริบๆมองดูหน้ากันเท่านั้นกันก็ทิ้งมีดวิ่งหนี" คราวนี้พลเอ็ดตะโรลั่นห้อง "เอาๆ แหกปากพูดเข้าไป" พ.อ. โปกินได้ยินเสียงล่องหนเขาก็ตกใจเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนและมองมาทางกลุ่มล่องหน ความรู้สึกบอกกับตัวเอว่าศาสตราจารย์ดิเรกส่งล่องหนมาเล่นงานเขาแน่นอน เป็นการตอบแทนที่ทางนี้ส่งล่องหนไปที่บ้าน "พัชราภรณ์" เพื่อฆ่านายพลดิเรก แต่ล่องหนแดงทำงานไม่สำเร็จจึงถูกจับกุมตัวทั้งสองคนหรืออาจจะถูกฆ่าตายไปแล้วก็ได้ ใบหน้าของ พ.อ. โปกินซีดเผือด เขาวิ่งปราดไปที่เตียงนอนของเขา ก้มตัวลงหยิบปืนพกที่ใต้หมอนออกมายืนจ้องทั้ๆที่มองไม่เห็นสามสหายของเรา ปืนพกของโปกินเป็นขนาด ๗.๖๕ รูปร่างคล้ายกับปืนเมาเซอร พล นิกร กิมหงวน ต่างกระจายกลุ่มออกจากกัน อาเสี่ยแกล้งพูดเสียงห้าวๆเป็นภาษาอังกฤษ ๐ผู้การโปกินที่รัก บัดนี้วาระสุดท้ายของท่านได้มาถึงแล้ว อย่ายิงเราเลยเสียลูกปืนเปล่าๆ เราล่องหนไทยได้ชุบอาบร่างกายของเราด้วยไฟฟ้าทุกคน ทำให้เนื้อหนังของเราแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ไม่มีอาวุธใดๆที่จะฆ่าเราได้" พล.ต. พล ย่องเข้าไปด้านหลัง พ.อ. โปกิน และเขาก็ยกท่อนแขนข้างขวาตวัดรัดคอ พ.อ. โปกินทันที ล่องหนนิกรวิ่งเข้ามาช่วยยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกหน้าขาของ พ.อ. โปกินดังพล็อก เท่านี้เองโปกินก็หน้เขียวหมดเรี่ยวแรงปล่อยปืนพกร่วงหล่นบนพื้นกระดาน โปกินพยายามดิ้นรนเต็มที่เพื่อช่วยตัวเอง แต่ยิ่งดิ้นพลก็ยิ่งล็อคคอแน่น ไม่ถึง ๒ นาที พ.อ.โปกินก็ตัวอ่อนเปียก เขาสิ้นใจตายแล้วซึ่งพลได้ออกกำลังเต็มที่ล็อคคอศัตรูสำคัญ เมื่อ พล.ต. พลคลายท่อนแขนออก ร่างของ พ.อ. โปกินก็ล้มลงกองอยู่บนพื้น นิกรมองดูนายทหารแดงแล้วร้องขึ้นเบาๆ "เท่งทึงๆๆๆ วัดโสมหรือม่ายก็วัดมงกุฏ" พลยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสอง "อย่าชักช้าโว้ย ช่วยกันค้นหาเอกสารในห้องนี้ และถ้าไม่ได้หลักฐานอะไรเกี่ยวกัยขบวนการค็อมมิวนิสต์ในประเทศเราก็ต้องค้นตามห้องอื่นๆอีก" อาเสี่ยมองดู พ.อ. โปกินด้วยความสงสารแล้วกล่าวกับพล "การทารุณมาก ล็อคคอผู้การโปกินเสียลูกกระเดือกบุบบู้บี้ นัยน์ตาถลนออกมานอกเบ้า ชาติหน้าแกจะต้องเกิดเป็นนายโปกิน แล้วเจ้าโปกินจะเกิดมาเป็นแกล็อคคอแกบ้าง" พลหัวเราะหึๆ "ถ้าคิดอย่างแกมันก็ไม่มีศึกสงครามละวะ ทหารต่างกลัวบาปกรรมไม่กล้ารบกัน สงครามไม่เกี่ยวกับบุญกุศล สงครามคือพยายามฆ่าศัตรูของเราให้มากที่สุด" แล้วเขาก็หันมามองดูนิกรอย่างขบขัน "ยืนสัปหงกแล้วอ้ายเวร" พล นิกร กิมหงวน ต่างช่วยกันค้นห้องพักของ พ.อ. โปกินอย่างใจเย็นและละเอียดถี่ถ้วน ปล่อยให้เวลาพ้นไปโดยไม่สนใจ เมือ่ไม่พบเอกสารที่ต้องการก็พากันออกขจากห้องพักของผู้บังคับการโปกินค้นหาตามห้องอื่นๆต่อไป ตามเวลาที่กล่าวนี้ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง กำลังทำงานอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นห้องลึกลับอยู่ใต้ดินของตึกใหญ่หลังนี้ ชั้นบนของตัวตึกมีแต่ยาค็อบกับภรรยาของเขานั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องนอนตามลำพัง ทหารหน่วยกล้าตาย ๒ คนกับเจ้าหน้าที่สถานทูตอีก ๓ คน นั่งเล่นไพ่กันอยู่ในห้องใกล้ๆกัน ขณะที่สามล่องหนกำลังรื้อค้นข้าวของในห้องนอนห้องหนึ่ง เอกอัครราชทูตยาค็อบได้พาตัวเข้ามาจากห้องนอนของเขาและตรงไปยังห้องพักของ พ.อ. โปกิน เพื่อไปดึงตัวโปกินมาสนทนากับเขาที่ห้องนอนในเรื่องล่องหนแดงทั้ง ๒ คนที่หายไป ๓ วันแล้ว เมื่อยาค็อบเดินมาถึงห้องพักของ พ.อ. โปกินและแลเห็นโปกินนอนหงายเหยียดยาวลืมตาโพลง เขาก็หยุดชะงักใจหายวาบ เขาจ้องมองดูสักครู่ก็รู้ว่า พ.อ. โปกินตายเสียแล้วและจะต้องเป็นการกระทำของฝ่ายศัตรู เอกอัครราชทูตยาค็อบหมุนตัวกลับวิ่งออกไปจากห้องพักของ พ.อ. โปกินและร้องเอะอะเอ็ดตะโรเรียกใครต่อใครลั่นไปหมด ในนาทีนั้นเองเสียงสัญญาณอันตรายจากออดไฟฟ้าก็ดังกังวานไปทั่วตึกใหญ่และตามที่ต่างๆ อีหลายแห่งรอบบริเวณสถานทูต พลพรรคของยาค็อบไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนวิ่งขึ้นมาบนตึก นอกนั้นกระจายกำลังกันไปรอบบริเวณสถานทูต พนักงานสถานทูตหลายคนได้ทำหน้าที่บังคับบัญชาพลพรรคเหล่านี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นอาชญากรหลบหนีคดีอาญาเข้ามาพึ่งบุญบารมียาค็อบ เสียงสัญญาณบอกให้ พล นิกร กิมหงวน รู้ตัวว่าฝ่ายศัตรูเตรียมการล่าพวกเขาและคงจะรู้แล้วว่า พ.อ. โปกินถูกฆ่าตาย พลพาเพื่อนเกลอทั้งสองบุกเข้าไปในห้องรับส่งวิทยุซึ่งเป็นห้องใหญ่ ภายในห้องมีเครื่องรับส่งวิทยุขนาดใหญ่และมีกำลังรับส่งได้ไกลมากรวม ๓ เครื่องตั้งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมยาว แต่พนักงานวิทยุได้ออกไปจากห้องนี้หมดแล้วหลังจากที่ได้ยินสัญญาณอันตราย พลพยักหน้าให้เพื่อนเกลอทั้งสอง "เอาเลยพวกเรา ช่วยกันทำลายเครื่องรับส่งวิทยุของมันเสียก่อนแล้วล่าถอยได้ เราเสียเวลาไปมากแล้วในการค้นหาห้องของมัน เร็วหน่อยโว้ยประเดี๋ยวเกิดคืนร่างขึ้นเราจะลำบาก" เสี่ยหงวนคว้าขวานเล่มหนึ่งขึ้นมาจากใต้โต๊ะ นิกรได้เหล็กแบนๆ ท่อนหนึ่ง ส่วนพลได้ไม้ท่อนสี่เหลี่ยมยาวประมาณหนึ่งเมตร สามล่องหนต่างช่วยกันพังเครื่องรับส่งวิทยุเสียงโครมคราม ยามคนหนึ่งถือปืนยิงเร็ววิ่งเข้ามาในห้องวิทยุ พอแลเห็นเหล็กและไม้ลอยอยู่ในอากาศ และฟาดลงที่เครื่องรับส่งวิทยุเจ้าหนุ่มอันธพาลก็ยืนตะลึงพรึงเพริด เสี่ยวหงวนถือขวานเดินเข้ามาหาแล้วยกด้ามขวานตีกบาลยามค่อนข้างแรง "โพละ" ยามหรือพลพรรคของยาค็อบยืนอมยิ้มนัยน์ตาสองข้างเหล่ไปมาแล้วมันก็ล้มลงสิ้นสติ กบาลแบะเลือดไหลโกรกเพราะถูกสันขวานเข้าอย่างจัง "พอแล้วโว้ย" พล.ต. พลร้องบอกเพื่อนเกลอทั้งสอง "ล่าถอยได้แล้ว" สามเกลอต่างโยนขวาน ท่อนเหล็กและไม้ลงบนพื้นห้องแล้วล่าถอยออกจากห้องรับส่งวิทยุอย่างใจเย็น ภรรยาของยาค็อบสุภาพสตรีวัย ๔๐ เศษวิ่งเหยาะๆผ่านมาเสี่ยหงวนคว้แขนหล่อนไว้แล้วร้องคำรามเสียงหนักๆล้อหล่อนเล่น "โฮ่กปี๊บ" นางยาค็อบจตกใจสลัดแขนออกเต็มแรงแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตพลางส่งเสียงตะโกนลั่นเป็นภาษาไทย "ผีหลอก...ผีหลอก...ผีหลอก....ผีหลอก " เมื่อพลนิกรกิมหงวนลงมาที่ห้องโถงชั้นล่าง สามสหายก็คืนร่างทันที เพราะหมดฤทธิ์ยาที่นายพลดิเรกฉีดให้น้อยเกินไป ถึงแม้จะใช้แสงอินฟาสะเป๊คตรัมช่วยให้ร่างกายเป็นล่องหนก็เป็นอยู่ได้ช่วงเวลาชั่วโมงครึ่งเท่านั้น "ชิบหายแล้ว" เสี่ยหงวนร้องลั่น "เราคืนร่างแล้วโว้ย ตายแน่....ไม่มีทางรอดแล้ว อ้ายหมอกับคุณอาก็คงคืนร่างเช่นเดียวกัน อ๋อย" ทั้งสามคนหลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องรับประทานอาหาร "ใจเย็นๆ" พล.ต. พลปลอบเพื่อนของเขา "เราต้องหลอกให้ยามเข้ามาในห้องนี้ แล้วช่วยกันเก็บมันเสียเพื่อยึดปืนของมันใช้เป็นอาวุธ" นิกรร้องไห้โฮ "เท่งทึงแน่ ม่ายก็ถูกมันจับขายหน้ามันแย่ โตเป็นควายแล้วผ้าผ่อนไม่นุ่ง" พลเดินไปที่ตู้ไม้ท่ามกลางแสงไฟฟ้าที่สลัวลางและเปิดทิ้งไว้เพียงดวงเดียว เขาเปิดตู้ตอนบนออกแล้วหยิบผ้าปูโต๊ะใหม่เอี่ยมออกมาตัวหนึ่งแล้วโยนลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวนั้น ห้องรับประทานอาหารนี้ตั้งโต๊ะ ๕ โต๊ะซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับคน ๔ คน "เอาโว้ย เอาผู้ปูโต๊ะพันกายเข้าคนละผืนดีกว่าแก้ผ้าโชว์เชป อ้ายหมอทำยับเสียแล้ว รับรองว่าเราจะเป็นล่องหนได้เกือบสามชั่วโมง แต่เพียงชั่วโมงกว่าเท่านั้นเราก็คืนร่างเสียแล้ว" ในนาทีนั้นเองล่องหนทั้งสามก็มีผ้าปูโต๊ะปกปิดร่างกายส่วนล่าง ต่างนุ่งชายพกแบบโสร่งมองดูคล้ายๆพวกชาวเกาะฮาไว นิกรนึกครึ้มขึ้นมาก็ต้นฮาไวส่ายสะโพกและก้นยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องเพลงชาวเกาะเบาๆ "วา....วาฮู้วาวา วาฮู้ วา....วาฮู้ วาวา" ยามคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องรับประทานอาหารเมื่อได้ยินเสียงนิกรร้องเพลงชาวเกาะ ในมือของมันถือปืนยิงเร็ว เสี่ยหงวนตวัดรัดคอพลพรรคของนายยาค็อบทันที นิกรส่ายฮาไวตรงเข้ามาช่วยอาเสี่ยด้วยวิธีเดิม คือยกเท้าขวาเตะหน้าขาเจ้ายามคนนั้นเต็มแรง เท่านี้ยามก็หน้าเขียวเป็นพระอินทร์สิ้นสติไปเพราะถูกล็อคคอนานเกินควร อาเสี่ยลากเจ้าหนุ่มร่างเล็กที่แต่งเครื่องแบบคล้ายทหารไปทางมุมห้องแล้วทิ้งมันลงบนพื้นข้างโต๊ะตัวหนึ่ง เขายึดปืนยิงเร็วขึ้นมาถือไว้ ซึ่งปืนกระบอกนี้บรรจุกระสุนไว้เต็มแม็คกาซีนเลื่อนลูกขึ้นลำไว้แล้วพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้องของมัน พลกล่าวกับเพื่อนร่วมชีวิตอย่างเป็นงานเป็นการ "เราจะถือคติพจน์ที่ว่า "รวมกันเราอยู่แยกกันเราตาย" ไม่ได้เสียแล้วเพราะเราตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าเรา อ้ายกรลอกคราบเครื่องแบบพลพรรคของยาค็อบมาแต่งเดี๋ยวนี้แล้วเอาปืนที่อ้ายหงานหลบหนีไปก่อน ไปรอคอยพวกเราอยู่ที่รถ กันกับอ้ายหงวนจะหาทางช่วยตัวเองตีฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้" นิกรยิ้มแป้น "ความคิดของแกเข้าทีโว้ยพล ถ้ากันแต่งตัวเป็นพลพรรคของมันกันก็คงหนีออกไปจากสถานทูตอย่างลอยนวล" "ไม่ถึง ๓ นาทีนิกรก็กลายเป็นพลพรรคของนายยาค็อบคนหนึ่ง เสื้อกางเกงของคนยามพอเหมาะกับตัวนิกรพอดี เสี่ยหงวนส่งปืนยิงเร็วให้แล้วกล่าวกับนิกรว่า "ไปเถอะอ้ายกรไม่ต้องเป็นห่วงเรา โชคดีนะเพื่อน" นิกรยิ้มให้แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารรีบลงไปทางหลังตึกแล้วทำเป็นว่าเขาเป็นพลพรรคคนหนึ่ง นิกรพยายามเดินห่างๆพวกคนยาม ในที่สุดเขาก็ปืนรั้วด้านหน้าสถานทูตออกไปอย่างปลอดภัย ขณะนี้ประตูรั้วหน้าสถานทูตได้รับคำสั่งให้ปิดใส่กลอน มีพลพรรคสามสี่คนยืนอยู่เรียงรายด้านในประตูเตรียมสังหารผู้บุกรุก

ขณะนี้พลกับเสี่ยหงวนยังแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องงรับประทานอาหาร เมื่อยามหรือพลพรรคคนหนึ่งเดินผ่านหน้าห้องไปเสี่ยหงวนก็ตะโกนเรียก "ยาม ยามโว้ย" พลพรรคหนุ่มหยุดชะงักแล้วรีบเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร พลกับอาเสี่ยแอบอยู่ข้างประตู เสี่ยหงวนปราดเข้าชกยามด้วยหมักฮุคขวาเต็มเหนี่ยว เจ้าหนุ่มร่างเล็กไม่ทันระวังตัวถูกหมัดตะลุมพุกเข้าที่ปลายคางอย่างจังก็ถอนรากถอนคนล้มลงบนพื้นห้อ ศีรษะฟาดพื้นกระดานดังสนั่น เสี่ยหงวนทำงานอย่างกล้าหาญและรวดเร็วฉับพลัน เขาลากยามไปรวมกันไว้กับยามคนแรกแล้วยึดปืนยิงเร็วไว้ "เอาไงดีอ้ายพล เครื่องแบบของหมอนี่มันเล็กเกินไปแกกับกันใช้ไม่ได้ ตัวมันโต กว่าลูกหมาหน่อยเดียวเท่านั้น" พล.ต. พลนิ่งคิดสักครู่ "แกไปก่อนอ้ายหงวน ปืนลงทางหลังหน้าต่างนี้แล้วพยายามปืนรั้วด้านหลังสถานทูตอ้อมไปที่รถเรานอกถนนใหญ่ กันจะช่วยตัวของกันเองไม่ต้องเป็นห่วง" อาเสี่ยก้มลงมองดูตัวเองซึ่งมีผ้าปูโต๊ะพันกายเพียงผืนเดียวแล้วเขาก็ยื่นมือให้พลจับ "ขอให้ปลอดภัยเพื่อนรัก จุดนัดพบของเราก็คือรถบูอิค ป่านนี้อ้ายหมอกบคุณอาคงจะหนีออกไปรวมกับอ้ายกรได้แล้ว" อาเสี่ยเดินไปที่หน้าต่างข้างตึก แล้วปีนข้ามหน้าต่างกระโดดลงไปข้างล่าง ทันใดนั้นเองไฟฉายดวงหนึ่งก็ฉายกราดมาที่ร่างของกิมหงวน "หยุด ไม่หยุดยิงนะ" เสี่ยหงวนไม่ฟังเสียงเขาวิ่งอ้อมไปทางหน้าตึกเสียงปืนยิงเร็วดังขึ้นทันที อาเสี่ยหันมายิงโต้ตอบอย่างดุเดือด กระสุนปืนยิงเร็วของเสี่ยหงวนถูกพลพรรค ๒ คนล้มกลิ้งไปตามกัน แต่แล้วพลพรรคอีกหลายคนก็ยิงอาเสี่ยด้ยปืนยิงเร็วทำให้กิมหงวนต้องล้มตัวลงนอนแยกเขี้ยวยิงฟัน กลิ้งตัวเข้าหาที่กำบังพยาามทำบทบาทเหมือนพระเอกหนังบู๊ยิงโต้ตอบอย่างไม่ลลดละ อย่างไรก็ตาม พ.อ. กิมหงวนมีกระสุนปืนอยู่เพียงแม็คกาซีนเดียวเท่านั้น เขาจึงต้องยิงแบบประหยัด กระสุนทุกนัดย่อมมีค่าและมีความหมายสำหรับเขา เสี่ยหงวนตัดสินใจลุกขึ้นวิ่งไปที่หน้าตึกอย่างรวดเร็ว พลพรรคของยาค็อบระดมยิงเข้าอย่างดุเดือด เสียงปืนยิงเร็วและปืนพกดังกึกก้องกังวาน ทำให้ชาวบ้านใกล้เคียงแตกตื่นตกใจไปตามกัน อาเสี่ยแลเห็นพลพรรคหลายคนเรียงรายอยู่ทางประตูรั้วนอกถนนและกำลังเคลลื่อนที่เข้ามาหาเขา เสี่ยหงวนยืนหันรีหันขงวางอยู่สักครู่แล้วก็วิ่งตรงไปที่โรงรถ ใช้รถบดถนนกำบังตัวกราดกระสุนปืนไปทางพวกยามเหล่านั้น จนหมดกระสุน "ว้า...แย่ละโว้ยกู" เสี่ยหงวนรำพึงกับตัวเอง "ปืนไม่มีลูกมันก็คือไม่ตีพริกเราดีๆนั่นเอง" แล้วเขาก็เหวี่ยงปืนทิ้งไป เสี่ยหงวนปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนรถบดถนนคันนั้นท่ามกลางห่ากระสุนปืนและแล้วเขาก็ลองติดเครื่องยนตร์ดู เมื่อเห็นกุญแจปิดเปิดสวิทช์ไฟเสียบอยู่ในรูของมัน เสียงเครื่องยนตร์ของรถบดถนนดังขึ้นทันที ในเวลาเดียวกันพลพรรคของยาค็อบก็รุกคืบหน้าใกล้เข้ามา อาเสี่ยบังคับรถบดถนนออกแล่นทันที และเร่งความเร็วเต็มที่ เขาขับรถบดถนนไล่ชนพลพรรคเหล่านั้นแล้วเขาก็ร้องตะโกนขึ้นอย่างสนุกสนาน "ฟลิ้นท์วิ่งโร่ ริโก้ต้องเผ่น เจมส์ บอน ซ่อนเร้น กูนี่แหละโว้ยจอมเพชฌฆาตที่เหล่าร้ายสยบ" พลพรรคกลัวรถบดถนนทับ ก็แตกฮือวิ่งลงไปในสนามหน้าตึก เสี่ยหงวนเม้มปากแน่นขับรถลงไปในสนามและไล่กวดพลพรรคร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะงุ่มง่ามล่าช้า เจ้าหมอนั่นหันมาเห็นรถบดถนนติดตามมาในระยะกระชั้นชิดก็อกสั่นขวัญแขวน ยกมือซ้ายตีก้นตัวเองติดๆกันเพื่อให้วิ่งเร็วขึ้น แต่แล้วอดีตนักเลงวัยกลางคนก็เสียหลักสะดุดเท้าตัวเองหกล้มป้าบ เสี่ยหงวนขับรถบดถนนปรี่เข้าทับทันที เมื่อรถแล่นเลยไปกิมหงวนหันมามองดูอาเสี่ยก็ร้องขึ้นดังๆ "อุ๊ย แบนแป๊ดแป๋เป็นกล้วยทับไปแล้ว" พลพรรคของยาค็อบช่วยกันยิงกราดเมื่อแลเห็นอาเสี่ยขับรถบดถนนขึ้นมาบนถนนและแล่นไปทางรั้วหน้าสถานทูต กระสุนปืนยิงเร็วนัดหนึ่งถูกส่วนประกอบของเครื่องยนตร์ ทำให้เครื่องยนตร์หยุดทำงานทันที อาเสี่ยหมอบนิ่งเฉยอยู่ในรถจนกระทั่งพลพรรคหรือคนยามหลายคนวิ่งตรูกันเข้ามาที่รถบดถนนเสี่ยหงวนก็จำต้องยอมจำนน ชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ "ยอมแพ้โว้ย ยอมแพ้แล้ว" ใครคนหนึ่งตวาดลั่น "ลงมาจากรถ" "เออ-ลงก็ลงอย่ายิงนะ กันไม่มีอาวุธ" พอเสี่ยหงวนกระโดดลงมาจากรถ ปืนยิงเร็วไม่ต่ำกว่า ๓ กระบอกก็จี้ร่างอาเสี่ยทันที เลขานุการเอกของสถานทูตซึ่งเป็นชาวยุโรปร่างสูงใหญ่ถือปืนพกวิ่งเข้ามาแล้วออกคำสั่งกับพลพรรคด้วยภาษาไทยเสียงแปร่งตามแบบฝรั่งพูดไทย "เอาตัวมันขึ้นไปบนตึก พวกมันยังมีอีกช่วยกันตรวจดูให้รอบบ้าน ถ้าจับเป็นไม่ได้ให้จับตาย" ในเวลาเดียวกันนี้เอง ก็มีเสียงปืนดังขึ้นทางหลังตึกหลายนัด พล.ต. พลซึ่งแอบอยู่ในห้องรับประทานอาหารได้เก็บยามได้อีกคนหนึ่งและยึดปืนหลบหนีออกทางหน้าต่างข้างตึกใหญ่ล่าถอยไปทางหลังเขตสถานทูต เมื่อยามคนหนึ่งแลเห็นเข้าก็ยิงพลทันที พล.ต. พลจึงต้องต่อสู้ในวิธีสู้พลางหนีพลาง เสียงปืนทำให้พลพรรคจำนวนหนึ่งยกกำลังไปช่วย แต่พลใช้ความรวดเร้วฉับพลันปืนรั้วออกไปได้ซึ่งกระสุนปืนหลายต่อหลายนัดเฉียดร่างเขาไปอย่างหวุดหวิด พลนุ่งผ้าปูโต๊ะผืนเดียววิ่งเหยาะๆออกไปตามถนนซอยหลังสถานทูตและออกไปนอกถนนใหญ่ ในที่สุดพลก็มาที่รถบูอิคเก๋ง ซึ่งขณะนี้นายพลดิเรกกับนิกรและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้วได้นั่งรอคอยอยู่บนรถอย่างกระสับกระส่ายเร้าร้อนใจ ท่านเจ้าคุณกับศาสตราจารย์ดิเรกนุ่งผ้าข้าวม้าคนละผืนซึ่งยึดเอาจากราวตากผ้าหน้าเรือนพักคนใช้ พลเปิดประตูก้าวขึ้นมานั่งตอนหลังทันที เขาดีใจอย่างยิ่งที่เพื่อนเกลอทั้งสองและเจ้าคุณปัจจนึกฯ หนีออกมาได้ "อ้ายหงวนล่ะ" ท่านเจ้าคุณกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง "ไม่เห็นนี่ครับ ผมหนีออกทางรั้วหลังสถานทูตและเกือบจะถูกยิงตาย ผมสู้กับมันจนกระทั่งปืนยิงเร็วที่ผมยึดได้หมดกระสุนผมก็เหวี่ยงปืนทิ้งไปและปีนข้ามรั้ว หนีมาได้เหมือนกับปาฏิหาริย์" นายพลดิเรกมองไปทางหน้าประตูรั้วสถานทูต "แย่ละโว้ย อ้ายหงวนอาจจะถูกจับก็ได้ รออีกห้านาทีถ้ามันไม่ออกมาเราก็รอไม่ได้ เพราะระเบิดเวลามันจะระเบิดใน ๖ นาทีนี้ตามที่กันตั้งเวลาไว้ ๑๕ นาที กันกับคุณพ่ออกมาที่รถโดยปลอดภัย ๕ นาทีแล้ว เสียเวลาเดินออกมาจากสถานทูต ๔ นาที" พูดจบนายพลดิเรกก็ยกนาฬิกาข้อมือขนาดจิ๋วหน้าปัดสีดำเข็มพรายน้ำ และสายสีดำขนาดจิ๋วขึ้นมองดูเวลา นาฬิกาเรือนนี้สีของมันกลืนกับความมืดถ้าไม่ตั้งใจมองดูอย่างจริงๆจังๆ แล้วก็มองไม่เห็น ศาสตราจารย์ดิเรกมีนาฬิกาข้อมือติดตัวมาด้วยก็เพราะเขากับคณพรรคของเขาต้องทำงานแข่งกับเวลานั่นเอง นิกรพูดโพล่งขึ้น "อ้ายหงวนอาจจะถูกยิงเท่งทึงไปแล้วก็ได้ เสียงปืนมันดังไปทั่วพึ่งสงบเงียบไปเมื่อกี้นี้เอง แย่โว้ย อ้ายหมอกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์เฮงซวยไปแล้ว ทำอย่างไรวะเราถึงคืนร่างเร็วกว่ากำหนด" นายพลดิเรกยิ้มแห้งๆ "เพราะกันฉีดยาให้พวกเราและตัวกันเองมีปริมาณน้อยเกินไป เนื่องจากยาหมดไม่มีเวลาพอที่จะผสมยาขึ้นมาใหม่ กันคิดว่าคนอย่างอ้ายหงวนคงไม่ตายง่ายๆหรอก ถ้าภายใน ๕ นาทีนี้มันไม่มาพบเราที่รถ ก็หมายความว่ามันถูกจับเป็นเชลย" เจ้าคุณปัจจนึกฯถอนหายใจหนักๆ ท่านนั่งอยู่ตอนหน้ารถกับเจ้าแห้ว ท่านเจ้าคุณหันหน้ามามองดูเจาแห้วแล้วกล่าวว่า "แกบุกเข้าไปตามอ้ายหงวนได้ไหมล่ะ" เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ "รับประทานได้น่ะได้ครับแต่ผมไม่กล้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียว "พูดภาษาส้นมืออะไรวะ" สามสหายเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งรอคอยอาเสี่ยอยู่ในรถด้วยความเป็นห่วง เมื่อเข็มนาฬิกาเคลื่อนไปอีก ๕ นาทีนายพลดิเรกก็ออกคำสั่งกับเจ้าแห้ว "ไปได้อ้ายแห้ว เราไม่สามารถจะรอคอยอ้ายหงวนได้แล้ว หากคลังอาวุธของฝ่ายศัตรูระเบิดขึ้นกำลังตำรวจจะยกโขยงกันมาที่นี่และถ้าตำรวจไม่ยอมฟังเสียงจับพวกเราไปพฤติการณ์ของเราก็จะถูกเปิดเผย ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องยุ่งยากทางการเมือง อาจจะถึงกับต้องทำสงครามกันก็ได้ เร็วพาพวกเรากลับบ้าน" เจ้าแห้วร้องไห้โฮ "รับประทานอาเสี่ยของผมเท่งทึงแน่ๆ ฮือ ฮือ" นิกรตวาดแว็ด "ไม่ต้องหัวเราะอ้ายแห้ว ตัวตายดีกว่าชาติตาย ขี่ควายดีกว่าขี่ลิง" เจ้าแห้วเปิดสวิทช์ไฟสต๊าทเครื่องยนตร์ทันที บูอิคเก๋งเคลื่อนออกจากที่แล่นผ่านหน้าสถานทูตนั้น พอคล้อยหลังไปไม่กี่มากน้อยเสียงระเบิดก็ดังสะเทือนเลือนลั่นและเป็นการระเบิดซ้อนระเบิด ติดต่อกันหลายครั้ง คลังอาวุธของฝ่ายศัตรูพังพินาศสิ้น หมายถึงตึกโรงครัวทั้งหลังเกิดเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ยาค็อบรีบโทรศัพท์ถึงกองปราบปรามสามยอดแจ้งว่ามีคนร้ายหลายคนบุกเข้ามาสถานทูต ลอบเข้ามาวางระเบิดเวลา ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบมาช่วยโดยด่วนหลังจากนั้น เขาก็โทรศัพท์ติดต่อกับกองดับเพลิงแจ้งข่าวไฟไหม้ให้ทราบ พล นิกร กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และลูกชายของสี่สหายทั้งสี่คนไม่มีใครได้หลับนอนเลยตลอดคืน ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยเสี่ยหงวนและไม่กล้าโทรศัพท์ไปบอกสี่นางกับคุณหญิงวาดที่พักอยู่ที่โรงแรมสี่สหาย เพราะกลัวว่าจะตกอกตกใจกันเกินควร และนายพลดิเรกไม่กล้ารายงานให้ พล.อ. วิชิตทราบจนกว่าจะแน่ใจว่าเสี่ยหงวนยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ดิเรกได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะให้ทหารหนุ่มทั้งสี่ไปบุกสถานทูตในบ่ายวันนี้ในสภาพของล่องหน เพื่อค้นหาตัวกิมหงวนและสังหารศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง ถ้าหากรู้แน่ว่าอาเสี่ยถูกสังหารโหดเขาก็จะให้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนฆ่าเอกอัครราชทูตยาค็อบกับพนักงานสถานทูตด้วยเพื่อตอบแทนให้สาสม อาหารเช้าผ่านพ้นไปอย่างเงียบเหงา เสี่ยตี๋ไม่ยอมกินข้าว เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ถึงกับเจ้าคุณปัจจนึกฯต้องปลอบโยน "อย่าเพิ่งเสียขวัญหรือเสียอกเสียใจ นิ่งเสียอย่าร้องไห้ เตี่ยของเจ้าอาจจะรอดตายหนีกลับมาได้ในเที่ยงวันนี้" สมนึกสะอ้นดังๆ "เพราะผมกลัวว่าจะเป็นอย่างนั้นน่ะซีครับ ผมถึงได้ร้องไห้ ฮือ ฮือ" ร.อ. นพยกฝ่ามือผลักหน้าสมนึกค่อนข้างแรง "หมั่นไส้โว้ยเดี๋ยวถีบตกเก้าอี้ โตเป็นควายแล้วร้องไห้เหมือนเด็กๆ" "ก็เค้าเป็นห่วงเตี่ยเค้าไม่ได้เรอะ" พนักหัวเราะออกมาดังๆ "พนันกันก็ได้ กันว่าอากิมหงวนไม่ตายหรอกเพราะอากรนั่งทางในมองดูแล้ว" นิกรยิ้มให้พนัส "ใช่ อ้ายหงวนจะต้องกลับมาบ้านภายใน ๑๐ นาฬิกาวันนี้อย่างแน่นอน ถ้าไม่กลับพวกแกสี่คนจะต้องเป็นล่องหนไปบุกสถานทูตบ่ายวันนี้ อาจจะไปด้วยอาละวาดให้สุดเหวี่ยงเลย" พลมองดูนิกรอย่างขบขัน "อาละวาดสุดเหวี่ยงน่ะทำอย่างไรวะ" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง "ขี้รดสถานทูตให้ทั่วทุกห้อง แล้วก็บนเตียงนอนของนายยาค็อบด้วย" ก่อนที่ใครจะพูดอะไร สะอาดสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดก็พาตัวเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ตรงเข้ามาหาศาสตราจารย์ดิเรก "เชิญรับโทรศัพท์ค่ะคุณหมอ" "หา ใครโทรมา" "อาเสี่ยค่ะ" ทุกคนตื่นเต้นไปตามกันเมื่อทราบว่าเสี่ยหงวนจะพูดโทรศัพท์กับนายพลดิเรก แสดงว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ศาสตราจารย์ดิเรกเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งอกไปจากห้องรับประทานอาหาร ร.อ. สมนึกขมวดคิ้วนิ่วหน้าทำปากแบะยื่นแล้วร้องไห้โฮ ดำรงมองดูเสี่ยตี๋อย่างขบขัน "พอรู้ว่าลุงกิมหงวนยังไม่ตายแกก็ร้องไห้" "ใช่ ฮือ...ฮือ อ้ายพวกค็อมมิวนิสต์นี่มันใจดีเหลือเกินควรจะยิงเตี่ยทิ้งก็ไม่ยิง" พลยกมือชี้หน้าเสี่ยตี๋ "พูดเล่นอย่างนี้ไม่ดีอ้ายตี๋ แกเป็นลูกแช่งให้พ่อตายมีอย่างหรือวะ เดี๋ยวฉันก็จะลุกไปเตะแกสักป้าบเจ็บตัวไปเท่านั้นเอง" สมนึกหันมากระซิบกับนพ "วันนี้ลุงกินรังแตนเข้าไปเลยดุ" ร.อ. นพฟ้องพลทันที "อ้ายตี๋มันว่าลุงกินรังแตนครับลุงพล" สมนึกยกมือเขกกบาลลูกชายนิกรเต็มเหนี่ยว "นี่แน่ะช่างฟ้องดีนัก ทำราวกับเด็กนักเรียนชั้นประถม" "แล้วแกต้องเขกกบาลกันด้วยเรอะ" นพเอ็ดตะโร ใน ๒ นาทีนั้นเอง ศาสตราจารย์ดิเรกก็เดินตัวปลิวกลับเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร "ว่ายังไงหมอ" พล นิกร ร้องขึ้นพร้อมๆกันราวกับนัดกันไว้ ศาสตราจารย์ดิเรกนั่งลงบนเก้าอี้ระหว่างพลกับพนัส "อ้ายหงวนโทรมาจากสถานทูตว่ะ มันบอกว่านายยาค็อบขอแลกเปลี่ยนเชลย ถ้าเรามอบตัวสิบเอกมีสต๊อคและลินดาให้มัน มันก็จะมอบตัวอ้ายหงวนให้เรา" "แล้วแกว่ายังไง" ท่านเจ้าคุณถามอย่างร้อนรน "ผมก็สั่งให้อ้ายหงวนบอกยาค็อบว่า โน.เค. ครับ เมื่อมันจะฆ่าอ้ายหงวนก็ตามใจ อ้ายหงวนว่าดีแแล้วมันยอมตายเพื่อประเทศชาติของเรา ถ้าผมไม่ตกลงอ้ายหงวนก็จะถูกศาสตราจารย์โบริสล้างสมองในชั่วโมงนี้ ขณะนี้ถูกควบคุมตัวอย่างแข็งแรงแต่ก็ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี" ทุกคนต่างเห็นพ้องด้วย ที่นายพลดิเรกปฏิเสธแลกเปลี่ยนเชลย ต่อจากนั้นก็มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้นายพลดิเรกได้ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ เขาจะรีบผสมยาฉีดในชั่วโมงนี้เพื่อใช้ฉีดร่างกายทำให้เซลส์ต่างๆ กลายเป็นวัตถุโปร่งแสงและเขาจะส่งนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนเป็นล่องหนไปบุกสถานทูตในเวลา ๑๓.๓๐ น.วันนี้ ถ้าหากว่ายาค็อบไม่ยอมปล่อยตัวเสี่ยหงวนกลับมาบ้าน ก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. วันนั้น พล นิกร ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยพนัส นพ และสมนึกได้ชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงของตึกใหญ่ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้นายพลดิเรกกับลูกชายของเขากำลังช่วยกันผสมยาฉีดอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ รอบบริเวณบ้าน "พัชราภรณ์" พวกหุ่นยนตร์ยังทำหน้าที่รักษาการอย่างแข็งขันโดยร่วมมือกับพวกคนใช้และคนสวน ขณะที่ทุกคนกำลังปรึกษาหารือกัน เจ้าแห้วก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาทางหน้าตึกแล้วร้องขึ้นดังๆ "รับประทานมาแล้วครับ" นิกรหัวเราะหึๆ "เจ๊กก๋วยเตี๋ยวใช่ไหมว่ะ" เจ้าแห้วทำคอย่น "รับประทานผมไม่ได้ตลกนะครับ อาเสี่ยมาจริงๆครับ ผมเป็นคนเปิดประตูรั้วหน้าบ้านรับ อาเสี่ยมารถเก๋งคันใหญ่ครับ" ทุกคนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน พลสั่งให้เจ้าแห้วไปตามศาสตราจารย์ดิเรกกับดำรงทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสามสหายกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสามคน ออกไปหน้าตึกอย่างรีบร้อนซึ่งทุกคนตื่นเต้นดีใจมากที่อาเสี่ยถูกปล่อยตัวกลับมาบ้าน เป็นไปตามคำพยากรณ์ของนิกร แต่แล้วทุกคนก็หน้าตื่นไปตามกัน เมื่อแลเห็นกิมหงวนยืนเด่นอยู่บนถนนหน้าตึกห่างจากบันได้เพียงเล็กน้อย อาเสี่ยแต่งสากลชุดสีแดงผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสีสีแดง เสื้อเชิ้ทก็เป็นเสื้อเชิ้ทสีแดง รองเท้าถุงเท้าสีแดงคือแดงเถือกไปทั้งตัว ใบหน้าเสี่ยหงวนเคร่งเครียดบึ้งตึง นัยน์ตาแข็งกร้าวเหมือนกับสุนัขที่เป็นโรคกลัวน้ำ "อ้ายหงวน" ท่านเจ้าคุณร้องขึ้นดังๆ "นี่แกหรือนี่" อาเสี่ยแสยะยิ้ม "ใครเป็นอ้ายหงวนและอ้ายหงวนเป็นใคร ข้าพเจ้าคือหัวหน้าหน่วยค็อมมิวนิสต์ในกรุงเทพฯ" "โถ" นิกรคราง "เมื่อวานนี้ยังดีๆ พูดกันรู้เรื่องนี่หว่า" เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ "แต่ตอนนี้กันถูกล้างสมองโว้ย ขณะนี้กันคือค็อมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์แบบหรือค็อมมิวนิสต์ร้อยเปอรเซนต์ รู้ไหมว่าค็อมมิวนิสต์จะคริงโลกเร็วๆนี้ ถ้าไม่ครองโลกก็ต้องเป็นโรคกันงอมแงม" เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยตี๋มองดูกิมหงวนด้วยความสงสาร "เตี่ย....อย่าคิดอะไรให้ฟุ้งซ่านเลยครับ กลับมาบ้านได้ก็เป็นบุญแล้ว ผมน่ะนึกว่าเตี่ยเท่งทึงเสียแล้ว" เสี่ยหงวนมองดู ร.อ. สมนึกด้วยตาวาวแข็งกร้าว "ใครเป็นเตี่ยและใครเป็นลูกใคร" สมนึกหัวเราะ "ก็ตามใจซีครับเอายังไงก็ได้ แต่งสากลแดงทั้งชุดอย่างนี้ถ้าหมาที่นี่มนจำเตี่ยไม่ได้มันคงฟักเตี่ยแย่" ศาสตราจารย์ดิเรกกับลูกชายของเขาปรากฏตัวขึ้นทันที สองพ่อลูกพากันเดินออกมาจากห้องโถงอย่างรีบร้อน พอแลเห็นเสี่ยหงวนศาสตราจารย์สองพ่อลูกก็หยุดชะงัก "ฮัลโหล อ้ายหงวน" นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ กิมหงวนจ้องตาเขม็งมองดูนายพลดิเรกแล้วยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย "ท่านคือนายพลดิเรกใช่ไหม" ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะก้ากเดินลงบันไดไปหาอาเสี่ย "อย่าตลกเลยวะ เล่าให้ฟังซิว่าทำไมยาค็อบมันถึงปล่อยตัวแก มันเข้าใจหาเครื่องแต่งตัวให้แกแต่งเข้าทีดีเหมือนกัน" เสี่ยหงวนถอยหลังออกห่างศาสตราจารย์ดิเรก แล้ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกกระบอกหนึ่งออกมาจ้องหมายหน้าอนายพลดเรก "ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งจากหัวหน้าให้มาสังหารท่านศาสตราจารย์" แล้วกิมหงวนก็เหนี่ยวไกปืนปล่อยกระสุนออกจากลำกล้อง ๓ นัดติดๆกัน "ปัง ปัง ปัง" กระสุน ๗.๖๕ ถูกหน้าอกศาสตราจารย์ดิเรกทั้ง ๓ นัด แต่นายพลดิเรกได้ชุบอาบร่างกายของเขาด้วยไฟฟ้าและยังไม่หมดคุณภาพ ถึงแม้เขาไม่ได้สวมใส่เสื้อเกราะอ่อนกระสุนปืนพกก็หาได้ทำอันตรายเขาไม่ เพียงแต่ความแรงของกระสุนปืนทำให้นายพลดิเรกซวนเซไป พนัสกระโจนลงมาตามขั้นบันได ปราดเข้าคว้าข้อมือข้างขวาเสี่ยหงวนบิดเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดแต่กำลังของลูกชายพลเหนือกว่า หนุ่มกว่า คล่องแคล้วกว่า เสี่ยหงวนจึงปล่อยปืนพกหลุดจากมือ และแล้วหมัดอั๊ปเป้อรคัทขวาของเจ้าหนุ่มรูปหล่อก็เหวี่ยงตูมออกไปถูกลิ้นปี่อาเสี่ยอย่างรุนแรง "อุ๊บ" เสี่ยหงวนร้องลั่นขมวดคิ้วนิ่วหน้าทำหน้าเหยเกเพราะจุกแน่น พลปราดเข้ามาผลักลูกชายของเขากระเด็นไป ทุกคนต่างวิ่งลงบันไดมา "พอแล้วอ้ายนัส" พลดุลูกชายของเขา นายพลดิเรกร้องเรียกหุ่นยนตร์บ๊อบบี้ และบิลลี่เข้ามาหาเขาและออกคำสั่ง "เอาตัวอ้ายหงวนไปที่ห้องแล็บเดี๋ยวนี้ ถ้ามันขัดขืนก็ปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวมันบ้าง แต่อย่าเอาให้ถึงตายนะ" หุ่นยนตร์ทั้งสองปราดเข้าควบคุมตัวอาเสี่ยทันที บ๊อบบี้กล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกด้วยความแปลกใจ "อาเสี่ยทรยศต่อพวกเราหรือครับป๋า" นายพลดิเรกจุปาก "โน-เขาถูกล้างสมอง พาไปห้องแล็บเร็วๆ ไม่ต้องซักถาม" เสี่ยหงวนสะบัดแขนที่หุ่นยนตร์ทั้งสองจับตัวไว้ตัวละข้างแล้วดิ้นรนเพราะต้องการอิสรภาพ หุ่นบิลลี่ปล่อยไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกายเสี่ยหงวนนิดหนึ่ง แต่ถึงนิดเดียวอาเสี่ยก็ชักกระตุกปากคอเบี้ยวบูดหมดเรี่ยวหมดแรง "โอ๊ย" เสี่ยหงวนคราง "เล่นด้วยไฟถึงตายนะโว้ย...." หุ่นยนตร์ทั้งสองเป็นลูกบุญธรรมของนายพลดิเรกพาตัวอาเสี่ยเดินขึ้นบันไดเลยเข้าไปในห้องโถง เจ้าแห้วยืนร้องไห้เพราะความสงสารอาเสี่ยนั่นเอง "อ้ายหงวนถูกล้างสมองแน่หรือหมอ" พล.ต. พลถาม "ออไร๋ สมองและจิตใจของมันเปลี่ยนแปลงไปหลงนิยมค็อมมิวนิสต์ ถึงกับพยายามฆ่ากันเพื่อความดีความชอบขอมัน แต่ไม่เป็นไรหรอก ทางโน้นมันล้างสมองมากันก็จะล้างสมองให้อ้ายหงวน แล้วมันก็จะกลับกลายเป็นอ้ายหงวนคนเก่า" ร.อ. นพพูดเสริมขึ้นเบาๆ "ล้างกันไปล้างกันมา พอดีสมองของลุงกิมหงวนเปื่อยหมด" นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ แล้กล่าวกับทุกๆคน "ไปซี ไปดูกันล้างสมองให้อ้ายหงวน" "แกจะทำอย่างไร" นิกรถามยิ้มๆ ศาสตราจารย์ดิเรกตอบอย่างภาคภูมิ "ฉีดผงซักฟอกเขาไปในสมองซีวะ ให้ผงซักฟอกกำจัดสิ่งสกปรกทำลายเชื้อค็อมมิวนิสต์ให้หมดไป พอมีกลิ่นสะอาดก็ใช้ได้แล้ว กรรมวิธีนี้กันเคยใช้ได้ผลมามากต่อมากแล้ว...." สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พนัส นพ สมนึก ดำรง และเจ้าแห้วต่างพากันเดินขึ้นบันไดหน้าตึกผ่านห้องโถงให่ออกไปทางหลังตึกตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายพลดิเรก การล้างสมองและจิตใจใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นสติสัมปชัญญะของอาเสี่ยกิมหงวนก็กลับคืนมา เสี่ยหงนนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงศัลยกรรมซึ่งเป็นเตียงตรวจรักษาโรคด้วยภายในห้องทดลอง เขารู้สึกอ่อนเพลียมึนงงเหมือนกับคนที่ถูกสะกดจิต และพึ่งหายจากการถูกสะกดจิตทุกคนต่างปิติยินดีไปตามกัน และปล่อยให้อาเสี่ยนอนพักผ่อนตามคำแนะนำของศาสตราจารย์ดิเรก การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนักวิทยาศาสตราคนสำคัญของค็อมมิวนิสต์กับนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยได้เริ่มต้นในเวลา ๑๗.๓๐ น.ของวันรุ่งขึ้นที่ พ.อ. กิมหงวนถูกนายพลดิเรกล้างสมองแก้การล้างสมองของศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง นายพลดิเรก หมุนหมายเลขโทรศัพท์ต่อตรงไปยังสถนเอกอัครราชทูตนั้น และบอกผู้รับสายว่าเขาต้องการพูดกับศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง ตอนแรกผู้รับสายชี้แจงว่าไม่มีศาสตราจารย์เช็คสปริงอยู่ในสถานทูต นายพลดิเรกจึงบอกว่าเขาคือศาสตราจารย์ พล.ท. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เท่านี้เองผู้รับสาย คือทูตทหารเรือก็ขอโทษขอโพย และไปตามศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงมาพูดสายกับเขา "ฮัลโหล" นายพลดิเรกได้ยินเสียงจากสายถนัด "ศาสตราจารย์ดิเรกหรือครับ" "ครับ ผมเอง นั้นศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงหรือครับ" "ครับ ถูกแล้ว ขอบคุณมากนะที่กรุณาให้เกียรติพูดคุยกับผมทางโทรศัพท์ มีอะไรจะให้ผมรับใช้ท่นหรือครับ" นายพลดิเรกนึกชมนักวิทยาศาสตร์ค็อมมิวนิสต์ ที่พูดภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังพูดสุภาพนอบน้อม สมกับเป็นปัญญาชนชั้นศาสตราจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นดีที่นายพลดิเรกเคยได้ยินชื่ออยู่เสมอ "ขอบคุณครับท่านศาสตราจารย์เช็คสปริง ผมอยากพูดถึงเรื่องพันเอกกิมหงวนเพื่อนของผมก่อนอื่นครับ" "เชิญพูดได้เลย ผมจะตั้งใจฟัง" ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ "ผมเสียใจที่ท่านศาสตราจารย์ผิดหวังอีก เท่าที่ท่านล้างสมองเพื่อนผม แล้วปล่อยตัวไปฆ่าผม ผมได้จัดการล้างสมองพันเอกกิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง ช่วยให้เขากลับสู่สภาพเดิม ขณะนี้เขาสบายดีแล้วครับ" "โปรดอย่าเยาะเย้ยผมศาสตราจารย์ดิเรก ผมยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกครับ ผมจะพยายามฆ่าท่านให้ได้ตามคำสั่งที่ผมได้รับมอบหมายมา" "เมื่อไรและที่ไหนครับ" นายพลดิเรกถามยิ้มๆ "ที่บ้าน "พัชราภรณ์" และคืนวันนี้" "แน่หรือครับ" "ด้วยเกียรติของผม ผมจะไปพบท่านในคืนวันนี้แน่นอน ถ้าท่านพลาดพลั้งผมก็จะฆ่าท่าน แต่ถ้าผมพลาดผมก็ยอมเป็นศพ" "ออไร๋ ดีใจมากครับที่ท่านพูดกับผมแบบลูกผู้ชายเช่นนี้ เป็นอันว่าคืนวันนี้ผมจะไม่นอน ผมจะรอคอยพบท่านศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง ถ้าท่านไม่มาพบผมตามนัด ผมก็จะถือว่าม่านขี้ขลาดตาขาว พยายามฆ่าผมให้ได้เถอะครับ เพื่อตัดกำลังสำคัญของกองทัพไทย" "ขอบคุณครับ ศาสตราจารย์ดิเรกที่รัก เลิกกันนะครับ" คืนวันนั้นเอง เสียงสัญญาณอันตรายได้ดังขึ้นทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งสนทนากันในห้องโถง ส่วนนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนทำหน้าที่ตรวจตรารอบบ้าน โดยร่วมมือกับหุ่นยนตร์และพวกคนใช้ เตรียมรับมือกับศาสตราจารย์เช็คสปริง นายพลดิเรกแน่ใจว่าอย่างไรเสียนักวิทยาศาสตร์ค็อมมิวนิสต์จะต้องมาในสภาพล่องหน เมื่อออดสัญญาณดังขึ้นบอกให้รู้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง ก็พากันออกมาจากเรือนต้นไม้ข้างตึกใหญ่อย่างร้อนรน พนัสจูงสุนัขอัลเซเชียนสีดำตัวใหญ่ออกมาด้วย มันคือเจ้าแบล๊คกี้สุนัขของ พล.ต. พล นั่นเง มีความเฉลียวฉลาดแบบเดียวกับสุนัขอัลเซเชียนทั้งหลายและดุมาก ถ้าผิดกลิ่นแล้สมันจะเล่นงานทันที หุ่นยนตร์ทั้ง ๑๐ ตัวอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม และกำลังฟังคำสั่งทางวิทยุจากนายพลดิเรก "หุ่นยนตร์ทุกตัวฟังข้าพเจ้า บ๊อบบี้ขึ้นมาบนตึกเดี๋ยวนี้ นอกนั้นคอยสังเกตการเคลื่อนไหวจองศัตรู เข้าใจว่า ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง ได้บุกเข้ามาในบ้านเราแล้ว และอยู่ในสภาพล่องหน ข้าพเจ้าต้องการให้จับเป็นถ้ามีโอกาส" "ทราบคำสั่งแล้วครับ" หุ่นยนตร์ทุกตัวต่างพูดในประโยคเดียวกัน เจ้าแห้วถือดาบเดินนำหน้าพาคนใช้และคนสวนรวม ๕ คน ลาดตะเวนอยู่ริมรั้วหลังบ้าน ทุกคนต่างเปิดไฟฉาย ฉายกราดไปตามสุมทุมพุ่มไม้และในที่มืด นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนเดินไปทางรั้วบ้านด้านถนนซอยใหญ่ เจ้าแบล๊คกี้เริ่มใช้จมูกของมันสูดกลิ่นและใช้สายตามองไปรอบบริเวณบ้าน พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงมีปืนยิงเร็วคนละกระบอก ก่อนจะถึงรั้วบ้านข้างถนนซอยใหญ่ แบล๊คกี้ได้เห่ากระโชกขึ้นสองสามครั้ง นพนึกสนุกขึ้นมาก็เห่าแข่งกับแบล๊คกี้ ทำให้เจ้าแบล๊คกี้มองดูลูกชายนกรอย่างโมโหแล้วหยุดเห่าทันที เพราะนพเห่าเสียงดังกว่ามิหนำซ้ำยังหอนด้วย "ฮ้งๆ ฮ้งๆ บรู๊วส์" "เฮ้ย" พนัสเอ็ดตะโรลั่น "เป็นคนไม่ชอบอยากเป็นหมาหรือวะอ้ายนพ" แบล๊คกี้มองไปทางต้นนกยูงใหญ่ในท่าทีดุร้าย ถึงมันไม่เห็นตัวศาสตราจารย์ โบริส เช็คสปริง แต่มันก็ได้กลิ่นที่ปลิวมาต้องจมูกมัน นักวิทยาศาสตร์ค็อมมิวนิสต์ ยืนอยู่ข้างต้นนกยูงตันนั้นจริงๆมือขวาของเขาถือปืนพก ๑๑ มม. สีดำมะเมื่อม เจ้าอัลเซเชียนวิ่งปราดไปที่ต้นนกยูงทันที ดึงปลายเชือกหนังหลุดไปจากมือ ร.อ. พนัส เพราะพนัสไม่ทันระวังตัว แบล๊คกี้หยุดยืนห่างจากต้นนกยูงเพียงเล็กน้อยและเห่าลั่น "เคลื่อนที่เข้าไปพวกเรา และเตรียมยิงสวนควันปืนล่องหน ถ้าหากว่ามันยิงเราก่อน เสี่ยงหน่อยนะโว้ยเพราะเราเสียเปรียบมัน" พนัสกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสาม เสี่ยตี๋ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบถุงพลาสติกบรรจุแป้งมันสำปะหลังออกมาถุงหนึ่ง เตรียมพร้อมที่จะสาดซัดไปยังตัวล่องหน สี่สหายหนุ่มแยกออกจากกันและค่อยๆเดินเข้าไปหาต้นนกยูงใหญ่ต้นนั้น ความคาดคะเนของพนัสถูกต้องแล้ว ล่องหนแดงยกปืนพก ๑๑ มม. ขึ้นจ้องหมายหน้าอกเสี่ยตี๋ และกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืน "ปัง" สมนึกร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง เซถอยหลังออกไปล้มลงก้นกระแทกพื้น ด้วยความแรงของกระสุนปืนที่ถูกหน้าอกเข้าอย่างจัง แต่เสื้อเกราะช่วยให้สมนึกรอดตายได้ ประกายไฟที่แลบออกจากปากกระบอกปืนของล่องหนแดง ทำให้พนัสกราดปืนกลมือยิงไปยังประกายไฟนั้น เสียงปืนยิงเร็วดังขึ้นหนึ่งชุดในเวลาไล่ๆกับเสียงปืนพกดังขึ้น คราวนี้ สี่สหายหนุ่มต่างได้ยินเสียงศาสตราจารย์เช็คสปริงร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด "เสร็จเราแล้ว" เสี่ยตี๋ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วร้องขึ้นด้วยความดีใจเขาวิ่งเข้าไปที่โคนต้นกยูง และยกถุงแป้งมันสำปะหลังขึ้นเทไปรอบๆ แบล๊คกี้แลเห็นร่างล่องหนแดงเลือนลาง เพราะถูกแป้งเกาะตามตัวมันก็กระโดดเข้ากัดฟัดศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง อย่างดุเดือด พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงวิ่งเข้ามา นพก้มลงหยิบเชือกหนังที่ผูกติดกับเข็มขัดปลอกคอเจ้าแบล๊คกี้แล้วกระชากตัวมันออกมา เสี่ยตี๋ค่อยๆเทแป้งลงตามร่างของล่องหนแดง จากศีรษะตลอดปลายเท้าจนเห็นถนัด ศาสตราจารย์โบริส นอนเปลือยกายล่อนจ้อนในท่านอนหงายอยู่บนพื้นดินหายใจแขม็บๆ กระสุนปืนยิงเร็วของพนัสนัดหนึ่งถูกท้องล่องหนแดงทะลุออกข้างหลัง ทำให้เขาหมดฤทธิ์ "ฮัลโหล" ร.อ. ดำรงก้มลงยึดปืนพก ๑๑ มม. และกล่าวทักเป็นภาษาอังกฤษ "ท่านคือศาสตราจารย์โบริส เช็คเด้งใช่ไหมครับ" นักวิทยาศาสตร์ค็อมมิวนิสต์ ขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว และฝืนใจพูดกับลูกชายนายพลดิเรก "ผมชื่อโบริส เช็คสปริง ไม่ใช่เช็คเด้ง" ร.อ. นพพูดเสริมขึ้น "เช็คสปริงหรือเช็คเด้งมันก็เหมือนกันแหละครับท่านศาสตราจารย์ เสียใจด้วยครับที่ท่านถูกเพื่อนผมยิงสะดือทะลุ...." บิลลี่พาหุ่นยนตร์ ๒ ตัววิ่งตรงเข้ามา และร้องตะโกนถาม "ได้ตัวแล้วหรือครับ" ไม่มีใครตอบ ร.อ. พนัสกล่าวกับหุ่นบิลลี่ทันที "อุ้มล่องหนแดงขึ้นไปบนตึก อาหมออาจจะช่วยให้เขารอดตายได้ แกสองตัวกลับไปประจำหน้าที่ของแกตามเดิม พรรคพวกของศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง อาจจะบุกเข้ามาในบ้านเราอีกก็ได้ พวกเรายังไม่ปลอดภัย" หุ่นยนตร์บิลลี่ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า แล้วอุ้มศาสตราจารย์เช็คสปริงโดยไม่ต้องออกแรงเท่าใดนัก มันลุกขึ้นยืนพาล่องหนแดงเดินตรงไปทางหลังตึก พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงติดตามไปด้วย ขณะนี่พรรคสี่สหาย และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางหลังตึก ทุกคนตื่นเต้นยินดีไปตามกัน เมื่อแลเห็นบิลลี่อุ้มศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงเดินเข้ามา "ถูกปืนใช่ไหม" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามลอยๆ "ครับ" พนัสตอบ "เขายิงอ้ายตี๋ในระยะเผาขนครับ ผมเลยยิงสวนประกายไฟที่ปากกระบอกปืนของเขา เขาถูกยิงที่ท้องครับ" ที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง นอนร้องครวญครางอยู่บนเตียงผ่าตัดทำท่าจะสิ้นใจตาย โลหิตที่รูกระสุนปืนมีเพียงเล็กน้อยเพราะเลือดตกใน พนัสช่วยเอาผ้าขนหนูขนาดกลางผืนหนึ่งคลุมร่างกายส่วนล่างของล่องหนแดง ขณะนี้นายพลดิเรกกำลังเตรียมฉีดยาฆ่าเชื้อบาดทะยักและยาฉีดระงับปวดโดย พล.ต. พล ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ นอกนั้นยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างเตียง นิกรแลเห็นอาการของล่องหนแดงเข้ขั้นโคม่าแล้วเขาก็ร้องบอกนายพลดิเรก "เฮ้ย-ไม่ต้องฉีดยาร้องโว้ยหมอ เสลดหางควายตีคร่อกๆแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะหึๆ "เสลดหางควายมีที่ไหนวะ เขามีแต่เสลดหางวัว" "แล้วกัน" นิกรพูดขึ้นอย่างโมโห "ผมเป็นหมอโบราณนะครับ เสียงครืดๆที่ออกมาจากลำคออย่างนี้ เขาเรียกว่าเสลดหางควาย ถ้าเบาหน่อยถึงจะเรียกว่าเสลดหางวัว แต่ถ้าดังกว่านี้เรียกเสลดหางช้าง" "พอแล้ว" อาเสี่ยเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ ศาสตราจารย์ดิเรกพาพลเดินเข้มาที่เตียงนั้น ล่องหนแดงหายใจรวยรินและสะดุ้งเฮือกสุดตัว "นายพลดิเรกครับ..." ศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริงฝืนใจพูด "ผมแพ้ท่านแล้ว ผมลาก่อน ลาทุกๆคน อ๋อย....พระอรหัง" สิ้นเสียงศาสตราจารย์เช็คสปริงก็สิ้นใจตาย ทุกคนยืนนิ่งเฉยมองดูล่องหนแดงด้วยความสงสาร ศาสตราจารย์ผู้นี้ร่างสูงโปร่งอายุประมาณ ๕๐ ปี ถึงแม้ไว้หนวดเครารุงรังใบหน้าเขาก็สง่างาม เจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องทดลองอย่างร้อนรน "รับประทานเท่งทึงแล้วหรือยังครับคุณหมอ" เจ้าแห้วถามละล่ำละลัก "พึ่งสิ้นใจเดี๋ยวนี้เอง" "ว้า" เจ้าแห้วคราง "ผมอยากเห็นคนสิ้นใจสักหน่อยเลยไม่ได้ดู" เสียงจ้อกแจ้กขอแขดังขึ้นในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พล.ต. พลกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ "กันจะโทรถึงท่านรองเดี๋ยวนี้ ท่านสั่งอย่างไรเราจะทำตามคำสั่งของท่าน เห็นจะเกมกันทีสำหรับหน่วยกล้าตายของศัตรู เหลืออีกสองคนเป็นพลทหารไม่สลักสำคัญอะไร ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของพวกแดงก็เอาชีวิตมาทิ้งในเมืองไทย พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ ได้รุดมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ก่อน ๒๒.๐๐ น. เพื่อดูหน้าศาสตราจารย์โบริส เช็คสปริง เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนมาบ้าน "พัชราภรณ์" หลังจากท่านนายพลอาวุโสเพียงเล็กน้อยมีตำรวจชั้นนายพลมาด้วย

จบตอน