พล นิกร กิมหงวน 195 : โลกแตก

ข้าพเจ้ากล้าสาบานได้ว่า ข้าพเจ้าไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง "สงครามล้างโลก" ของบริษัทปาราเม้าท์เลย ให้ข้าพเจ้าดินชักงอปั้ดๆ ไปซีเอ้า ข้าพเจ้าไม่ทราบแม้กระทั่งว่าหนังเรื่องนี้ฉายที่ "โอเดียน" และมีประชาชนคนดูเบียดเสียดเยียดยัดกันทุกรอบ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องจริงๆ ครับ ไม่รู้

จริงๆ นักเขียนหญ่ายอย่างข้าพเจ้าถ้าไม่จำเป็นแล้ว จะไม่ยอมเอาเรื่องหนังมาดัดแปลง แล้วโกหกท่านว่าข้าพเจ้าแต่งขึ้นจากสมองของข้าพเจ้าเป็นอันขาด

ฉะนั้น ถ้าเรื่อง "โลกแตก" นิยายโกหกพกลมชุดสามเกลอตอนนี้ หากมีเนื้อเรื่องคล้ายคลึงหรือลอกเอามาเป็นดุ้นๆ จากภาพยนตร์เรื่อง "สงครามล้างโลก" แล้วขอให้ท่านคิดว่าเป็นการบังเอิญเถิด

คืนนั้น เป็นเวลา ๒.๐๐ น. เศษ

ท้องฟ้าแลระยิบยับด้วยดวงดาว บรรดาชาวพระนครหลวงกำลังนอนหลับสนิท เว้นแต่พวกขโมยหรือนักจี้นักไชที่ถือเอาเวลานอนของคนทั้งหลายเป็นเวลาหากินของตน

ปรากฎการณ์ธรรมชาติในท้องฟ้าได้ทำให้ประชาชนตกใจตื่นด้วยเสียงอันดังของวัตถุรูปกลมรีหลายอัน ซึ่งกำลงพุ่งผ่านกรุงเทพฯในระยะสูง มีแสงสว่างจ้าจนกระทั่งแสบตา และมีเสียงดังคล้ายจังหันดอกไม้ไฟขนาดใหญ่ แม้กระทั่งคนที่ขี้เซาขนาดหนักอย่างนายนิกรของเรา

ครั้นแล้ว กรุงเทพฯพระมหานครก็เกิดการโกลาหลอลหม่านด้วยเสียงกึกก้องของวัตถุประหลาด ที่พุ่งผ่านเหนือพระนครด้วยความเร็วสุงสุดประมาณชั่วโมงละ ๓,๐๐๐ ไมล์เป็นอย่างน้อย มันผ่านมาและเลยไปแล้วก็ผ่านมาอีก พื้นแผ่นดินสว่างไสวยิ่งกว่าพลุส่องแสงของเครื่องบิน

พันธมิตร เมื่อครั้งมหาสงครามเอเชียบูรพาตั้งหลายเท่า

คนในบ้าน 'พัชราภรณ์' ต่างตระหนกตกใจตื่นด้วยเสียงกัมปนาทของวัตถุประหลาดในท้องฟ้า คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเมียๆ ของเขาและผู้ใหญ่ทั้งสามกับเจ้าแห้วลงมายืนจับกลุ่มอยู่ที่สนามหน้าตึกใหญ่ แหงนหน้าชะเง้อมองดูลูกไฟประหลาดที่พุ่งผ่านพระนครไปเป็นหมู่ๆ ใน

ระยะสูงมาก และพุ่งต่ำลงมายังพื้นโลกอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่าลูกไฟเหล่านี้ จะตกลงมาในดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศไทย

คุณหญิงวาดตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือดเพราะความกลัว นัยน์ตาของท่านเหลือกลานเมื่อแลเห็นลูกไฟสามสี่ดวง วิ่งปราดไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเสียงของมันดังมาก จนกระทั่งพื้นแผ่นดินสั่นสะเทือน และแสงสว่างของมันทำให้คณะพรรคสี่สหาย มองเห็นหน้ากันได้อย่างถนัดชัดเจน

"อะไรกันแน่ พล" คุณหญิงวาดกล่าวถามลูกชายของท่านด้วยเสียงสั่นเครือและแผ่วเบา "นี่โลกเราจะแตกหรืออย่างไรกันลูก ไอ้ที่เราเห็นมันจานผีหรืออย่างไร"

นายพัชราภรณ์ไม่สามารถจะให้คำตอบได้ เพราะเขาเองก็กำลังฉงนสนเท่ห์ใจเหลือที่จะกล่าว

"ผมเข้าใจว่า ประเทศมหาอำนาจคงจะทดลองอาวุธลับของเขาครับคุณแม่ วัตถุที่เราเห็นคงไม่ใช่เครื่องบินหรือจานผีหรอกครับ"

ดร.ดิเรกหันมามองดูคุณหญิงวาดและพล แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมเข้าใจว่าเป็นลูกอุกาบาตรหรือผีพุ่งใต้อย่างใดอย่างหนึ่ง"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"ลูกอุกาบาต...." ท่านทวนคำเบาๆ "มันเป็นอย่างไรกันพ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ลูกอุกาบาตรหรือผีพุ่งใต้ ก็คือสะเก็ดดาวนั่นแหละครับคุณอา มันเป็นหินแร่ชนิดหนึ่งหลุดมาจากดวงดาวดวงใดดวงหนึ่ง เมื่อเข้ามาในระยะความดึงดูดของโลกเรามันก็ตกลงมายังโลกเรานั่นเอง"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"เอ๊ะ โลกเราดูดได้หรือพ่อดิเรก"

นายณรงค์ฤทธิ์ทำคอย่นแล้วพูดกับเสี่ยหงวน ซึ่งยืนป้องหน้าผากมองดูวัตถุประหลาดในท้องฟ้า

"อ้ายเสี่ย แกช่วยอธิบายให้คุณหญิงท่านเข้าใจว่าลูกที่เราอยู่นี้มีความดึงดูด"

กิมหงวนมองดูคุณหญิงวาด แล้วยิ้มให้ท่าน

"อย่าสงสัยอะไรเลยครับคุณอา กฎธรรมดามีอยู่ว่า ของใหญ่ย่อมดูดของเล็ก พระอาทิตย์ดูดโลกเราไว้ โลกเราดูดพระจันทร์ ดุดกันไปดูดกันมาจึงได้ลอยอยู่ในห้วงเวหา" แล้วอาเสี่ยก็หัวเสียงกร่อย "แฮ่ะ-แฮ่ะ อย่าให้ผมอธิบายเลยครับ ผมเองก็อธิบายไม่ใคร่ถูกเหมือนกัน"

นิกรอ้าปากหาวขึ้นดังๆ และพูดกับคณะพรรคของเขา

"มันจะเป็นอาวุธลับหรือลูกอุกาบาต หรือผีพุ่งใต้ หรือตะหวักตะบวยอะไรก็ตาม เราไม่มีหน้าที่ที่จะยุ่งเกี่ยวกับมันเลย มันเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ หรือนักการทหารที่เขาจะสนใจ ขึ้นไปนอนกันดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเศร้าใจ

"ฉันรู้สึกว่า แกไม่มีความสนใจกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย นอกจากขอให้ได้กิน และขอให้ได้หลับนอน"

ทันใดนั้นเอง วัตถุประหลาดอีกสิบดวงก็ปรากฏขึ้น มันวิ่งตามกันเป็นแถวเรียงเดี่ยวด้วยความเร็วสูง เร็วกว่าเครื่องบินไอพ่นแบบใหม่หลายเท่า เสียงของมันดังสะเทือนเลื่อนลั่นและพริบตาเดี๋ยวก็หายลับไป

เจ้าแห้วร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"รับประทานโลกแตกแน่ ตามความคิดโง่ๆ ของคนอย่างผม รับประทานผมเข้าใจว่าเราถูกชาวโลกพระอังคารรุกรานเราแล้ว รับประทานเตรียมอพยพเถอะครับ ชาวโลกพระอังคาร จะต้องทำลายล้างโลกเราให้ราบเป็นหน้ากลอง"

ทุกคนหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว ประไพเดินเข้ามาหาแล้วพูดด้วยเสียงหัวเราะ

"แกรู้ได้อย่างไรว่า อ้ายที่เราแลเห็นน่ะมันมาจากโลกพระอังคาร"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานผมวิเคราะห์ดูน่ะซีครับ รับประทานถ้าหากว่ามันเป็นลูกอุกาบาตรหรือผีพุ่งใต้ มันก็คงพุ่งลงมายังพื้นโลกของเราเป็นเส้นตั้งฉาก หรือเป็นมุมไม่เกิน ๔๕ องศา รับประทานนี่มันบินเกาะหมู่กันมาตามแบบเครื่องบินนี่ครับ"

นวลลออพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ก็ถ้าเผื่อเป็นจานบิน หรืออาวุธลับของประเทศมหาอำนาจล่ะ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานเป็นไปไม่ได้ครับ รับประทานจานบินหรือจานผี เท่าที่ผมเคยอ่านรายละเอียดในนิตยสาร "ไล้ฟ์" ฉบับเดือนออกัสท์ที่แล้วมา เขียนโดยนาวาอากาศตรีพลสมิท ซึ่งเป็นผู้ได้พบเห็นจานบินหรือจานผีที่ชายฝั่งทะเลคาลิฟอร์เนีย เขาบอกว่าจานบินหรือจานผี รับประทานมี

ความเร็วประมาณ ๘๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง รับประทานวัตถุที่เราเห็นนี่มันเร็วไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๔,๐๐๐ ไมล์เชียวครับ ซึ่งความเร็วขนาดนี้เกินความสามารถของมนุษย์ที่จะสร้างเครื่องบินหรือจานผีขึ้นได้"

คราวนี้ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรคสี่สหายทุกคนก็เข้ายืนห้อมล้อมเจ้าแห้ว เพราะเลื่อมใสในถ้อยคำที่เจ้าแห้วบรรยายด้วยหลักวิชาและด้วยเหตุผลอันแยบคาย

"อือ.. " เจ้าคุณประสิทธิ์ฯคราง "ข้าไม่นึกเลยว่าเอ็งจะมีความรู้ดีอย่างนี้ เอ็งอธิบายน่าฟังมากอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานกระผมสนใจในเรื่องจานบินจานผีมากเชียวครับ กระผมมั่นใจว่าวัตถุที่เราเห็นไม่ใช่จานบินหรืออาวุธลับจำพวก วี.ต่างๆ รับประทานมันต้องเป็นพาหนะกาศหรือยานฟ้าของชาวโลกพระอังคารอย่างแน่นอน"

คราวนี้ ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ อาจจะเป็นได้ ไอก็กำลังจะเข้าใจอย่างนี้ ยูพูดน่าฟังมากที่เดียว ถูกละ..วัตถุที่เราแลเห็นมันมีความเร็วไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๔,๐๐๐ ไมล์ หรืออาจเร็วกว่านั้น เสียงของมันที่เราได้ยินคล้ายกับเสียงเครื่องไฟฟ้าอาจจะเป็นไปได้...มันคือพาหนะกาศของชาวโลกพระ

อังคาร"

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"ถ้าเป็นยานฟ้าของชาวโลกพระอังคารแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า อาคันตุกะผู้นี้มาจากดวงดาวอันไกลโพ้นจะมารุกรานหรือทำร้ายชาวโลกเรา เขาคิดจรวดยานเดินทางมาหาเราได้ ก็หมายความว่าชาวโลกพระอังคาร เป็นผู้ที่เจริญแล้วในด้านศิลปวิทยาการ โดยเฉพาะวิชาวิทยา

ศาสตร์อันสูงสุด เขาจะต้องมีความเจริญในด้านจิตใจด้วย คือมีศีลธรรมและคุณธรรมดีกว่าชาวโลกของเรา"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"เออ ถ้ามาดีก็ค่อยยังชั่วหน่อย ร่อนลงมาในบ้านเราสักลำอาก็ไม่ว่า จะให้การต้อนรับเลี้ยงดูเป็นอย่างดีทีเดียว ถ้าอย่างไรอาจะได้ขอโดยสารไปเที่ยวโลกพระอังคารกับเขาบ้าง"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะหึๆ ไปตามกัน นิกรพูดขี้นด้วยเสียงอันดัง

"โว้ย ขึ้นนอนดีกว่าโว้ย ไม่เห็นจะได้ความอะไรสักนิด" พูดจบเขาก็เดินดุ่มๆ ออกไปจากสนามและขึ้นไปบนตึก

วัตถุประหลาดในท้องฟ้าเงียบหายไปแล้ว แต่ประชาชนชาวพระนครและธนบุรียังไม่วายตื่นเต้น ทุกครัวเรือนต่างตระหนกตกใจไปตามกัน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ บ้างก็เข้าใจว่าชาวโลกพระอังคารส่งจรวดยานฟ้าเดินทางมาเยี่ยมโลกเรา บ้างก็เข้าใจว่าวัตถุที่แลเห็นใน

ท้องฟ้า คือ อาวุธลับ ซึ่งถ้าไม่ใช่จานผีหรือจานบิน ก็คงเป็นอาวุธ วี.หรืออาวุธจรวด ซึ่งประเทศมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่งได้ทำการทดลอง บ้างก็เข้าใจว่าเราถูกคอมมิวนิสต์ข่มขู่ขวัญด้วยการส่งวัตถุประหลาดมาทำลายจิตใจของพวกเราให้นึกประหวั่นพรั่นกลัว อย่างไรก็ตาม

ไม่มีใครสามารถยืนยัน ได้ว่าวัตถุประหลาดที่แลเห็นในท้องฟ้านี้ คืออะไรแน่

ตอนสายของวันรุ่งขึ้น

ในราว ๘.๐๐ น. เศษ พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งสนทนากันอยู่ในห้องพักผ่อนชั้นบนของตัวตึก ซึ่งเป็นห้องกว้างขวาง ลมพัดโกรกเย็นสบายตลอดวัน ต่างกำลังสนทนากันเรื่องวัตถุประหลาดที่แลเห็นเมื่อคืนนี้ มีข่าวเล่าลือกันเมื่อตอนเช้านี้ว่าวัตถุประหลาด คือ

ก้อนหินใหญ่ได้ตกลงมาที่จังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดพระนครละหลายก้อน โดยมากตกลงมาในทุ่งนาหรือป่า ไม่ปรากฏว่าก้อนหินเหล่านี้ ได้ตกลงในย่านชุมนุมชน ทำให้เคหะสถานบ้านเรือนของประชาชนเสียหาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อธิบายให้สามสหายฟังว่าก้อนหินเหล่านี้คือสะเก็ดดาวอย่างไม่มีปัญหา แต่ก็น่าแปลกใจที่หินฟ้าหรือสะเก็ดเหล่านี้ ได้ตกลงมายังพื้นโลกมากมายในเวลาเดียวกัน

ดร.ดิเรก พาตัวเดินเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ทำให้การสนทนาหยุดชะงักลงทันที นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้สามสหายและพ่อตาของเขาแล้วพูดว่า

"กันจะไปดูลูกอุกาบาตรที่คลองรังสิต ใครจะไปกับกันบ้างก็เตรียมตัวไปเดี๋ยวนี้"

นายพัชราภรณ์กล่าวถาม ดร.ดิเรกทันที

"ทำไมแกรู้ว่ามันตกที่นั่นล่ะ"

"นายกสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทยโทรศัพท์มาถึงกันเดี๋ยวนี้เอง ท่านบอกว่ามีสะเก็ดดาวหรือลูกอุกาบาตรตกลงในจังหวัดภาคกลางหลายจังหวัด รวมทั้งหมดประมาณ ๕๐ ก้อน ลูกอุกาบาตรที่ตกใกล้กรุงเทพฯที่สุด คือที่คลองรังสิต ตกในท้องนาใกล้กับทางหลวงถนนพหลโยธิน

คุณพระท่านขอร้องให้กันรีบเดินทางไปดูลูกอุกาบาตรลูกนี้เพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"ไปโว้ย กันไปด้วย เกิดมาจากท้องแม่ไม่เคยเห็นลูกอุกาบาตเลยมันเป็นอย่างไรหมอ แกอธิบายให้กันฟังหน่อยซี"

นายแพทย์หนุ่ม ยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"ไม่แปลกอะไร ก้อนหินธรรมดาเรานี่เอง"

"อุวะ" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "ไม่แปลกแล้วจะไปดูมันหาหอกอะไรล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ

"มันเป็นก้อนหินที่หล่นลงมาจากดาวดวงใดดวงหนึ่ง ที่กันไปดูก็เพื่อประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์หินเหล่านี้อาจจะมีแร่ธาตุอันเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมากมาย กันเห็นว่าพวกแกอยู่ว่างๆ ก็ขึ้นมาชวนไปด้วย นึกว่านั่งรถไปเที่ยวไกลๆ "

เสี่ยหงวนพยักหน้าหงึกๆ แล้วถามนิกร ซึ่งกำลังนั่งเคี้ยวปาท่องโก๋อย่างเอร็ดอร่อย

"ไปไหมล่ะกร ขากลับแวะดอนเมืองกินข้าวที่นั่น"

"อ๊ะ" นิกรอุทานขึ้นดังๆ "ลงมีเลี้ยงข้าวละก็ กันไปด้วยแน่นอน แต่กันไม่สนใจกับเรื่องอุกาบาตรตะหวักตะบวยอะไรหร็อก เพราะว่ามันไม่ได้หล่นลงมาบนกะบาลของกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่กันจะต้องไปเอาใจใส่กับก้อนหินที่หล่นมาจากฟ้า ซึ่งเป็นของธรรมดาไม่แปลกประหลาด

อะไร"

ดร.ดิเรกยิ้มให้นายพัชราภรณ์

"นั่งรถไปเที่ยวรังสิตกันเถอะวะ ผิดนักก็เลยไปเที่ยวอยุธยากันด้วย เย็นๆ ค่อยกลับบ้าน"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไปไหมครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ไปก็ไป อาอยากไปเที่ยวอยุธยามากกว่า ไม่ได้ไปสองสามปีแล้ว"

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ไป-ออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้แหละ พวกนักดาราศาสตร์ของสมาคมดาราศาสตร์ แห่งประเทศไทยหลายคนได้พากันเดินทางไปแล้ว คุณพระท่านบอกว่ามีพวกหนังสือพิมพ์ติดตามไปด้วย"

ทุกคนต่างลุกขึ้น แล้วพากันเดินออกไปจากห้องนั้น เมื่อลงบันไดมาห้องโถง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แลเห็นเจ้าแห้ว นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาร์ตามลำพัง พลเอ็ดตะโรคนใช้แก่นแก้วของเขาทันที

"เฮ้ย เสือกขึ้นไปนั่งบนโซฟาร์ทำไมวะ อ้ายแห้ว ประเดี๋ยวคุณแม่ลงมาเห็นเข้าก็ด่าเปิดไปเท่านั้นเอง หมู่นี้รู้สึกว่ามึงจะเบ่งมากเกินไปเสียแล้ว"

เจ้าแห้วรีบวางหนังสือพิมพ์ลงข้างๆ และลุกขึ้นยืนยิ้มแห้ง แต่ก่อนที่เขาจะพูดว่าอะไร นายแพทย์หนุ่มก็รีบกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ไปโว้ยอ้ายแห้ว ไปคลองรังสิตด้วยกัน"

เจ้าแห้วทำหน้าตื่นๆ

"รับประทานไปทำไมครับ"

ดร.ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"เถอะน่า นั่นมันเรื่องของข้าไม่ใช่เรื่องของแก แกมีหน้าที่ขับรถให้พวกเรานั่งไปก็แล้วกัน"

"ออไร๋น์" เจ้าแห้วพูดเบาๆ และรีบเดินออกไปจากห้องโถง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันออกมายืนรวมกลุ่มที่หน้าตึก สักครูหนึ่งเจ้าแห้วก็ขับ 'คาดิลแล็ค' เก๋งอกมาจากโรงรถ และนำรถเลี้ยวซ้ายมือตรงมาหยุดหน้าตึก สี่สหายเปิดประตูขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ ส่วนท่าน

เจ้าคุณขึ้นไปนั่งคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถ ครั้นแล้ว 'คาดิลแล็ค' เก๋งก็แล่นออกจากบ้าน 'พัชราภรณ์'

จากบางกะปิถึงคลองรังสิต เจ้าแห้วทำเวลาประมาณ ๔๐ นาทีเท่านั้น 'คาดิลแล็ค' เก๋งแล่นมาตามถนนพหลโยธินด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๕๐ ไมล์ ซึ่งขณะนี้เข้าเขตคลองรังสิตแล้ว

คณะพรรคสี่สหายต่างแลเห็นรถยนต์ประมาณ ๑๐ คันจอดเป็นแถวอยู่ข้างหน้า และในทุ่งนาทางซ้ายมือห่างจากหมู่รถยนต์เหล่านั้นประมาณ ๒๐๐ เมตรมีประชาชนหญิงชายไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ คน กำลังยืนจับกลุ่มห้อมล้อมเป็นวงกลม มองดูสะเก็ดดาวหรือลูกอุกาบาตรที่หล่นลงมาจาก

ท้องฟ้าเมื่อคืนนี้

'คาดิลแล็ค' เก๋งลดความเร็วลงทันที และแล่นมาจอดท้ารถจี๊ปของตำรวจคันหนึ่ง สี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงมาจากรถ นายแพทย์หนุ่มหิ้วกระเป๋าเดินทางใบกะทัดรัด ซึ่งในกระเป๋าใบนี้เต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ ดร.ดิเรกเดินนำหน้า

พาคณะพรรคของเขาลงจากทางหลวงสายพหลโยธิน เดินไปตามคันนาและมุ่งตรงไปยังกลุ่มประชาชนเบื้องหน้าโน้น

ในที่สุด คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็ได้เห็นลูกอุกาบาตหรือหินฟ้าขนาดใหญ่จมอยู่ในนา แต่มองแลเห็นส่วนบนของหินก้อนนี้อย่างถนัดวัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐ ฟิต ซึ่งนับว่าหินก้อนนี้ใหญ่โตมาก

การเสียดสีกับอากาศระหว่างที่หินฟ้าหล่นลงมายังโลกเรา ทำให้หินก้อนนี้ลุกเป็นไฟ ซึ่งขณะนี้ยังมองแลเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นมาจากก้อนหิน

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโรลั่น นี่มันคล้ายกับเรื่องสงครามล้างโลกเหลือเกินโว้ย กันสงสัยเสียแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทำตาเขียว

"มีตาดูมีหูฟังเถอะวะ อย่าพูดมากเลย สงครามล้างโลก น่ะมันหนัง นี่มันเรื่องจริงโว้ย"

ทันใดนั้นเอง มีชายชราคนหนึ่งรูปร่างอ้วนใหญ่ตัดผมเกรียน แต่งกายแบบสากลเรียบร้อย ท่าทางภูมิฐานได้พาตัวเดินตรงเข้ามาหานายแพทย์หนุ่มอย่างร้อนรน ท่านผู้นี้คือ เจ้าคุณพินิจเวหา นายกสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทยนั่นเอง ท่านเจ้าคุณมีความคุ้นเคยกับนาย

แพทย์หนุ่มในฐานะที่ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย

"คุณหมอ" เจ้าคุณพินิจฯ อุทานขึ้นดังๆ

ดร.ดิเรกรีบยกมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม เจ้าคุณพินิจรับไหว้และยื่นมือให้นายแพทย์หนุ่มสัมผัส

"พวกเราอยู่ทานโน้นครับคุณหมอ" เจ้าคุณพูดชี้มือไปข้างหน้า "เรากำลังพิจารณาก้อนหินประหลาดก้อนนี้ ผมหวังว่าคุณหมอคงจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง เมื่อได้พิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ผมไม่ใช่นักดาราศาสตร์อย่างใต้เท่า คงไม่เข้าอกเข้าใจอะไรหร็อกครับ ผมทราบแต่เพียงว่าหินก้อนนี้เป็นลูกอุกาบาตรเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณพินิจสั่นศีรษะ แล้วพูดหน้าตาขึงขัง

"ไม่ใช่อุกาบาตรคุณหมอ และไม่ใช่สะเก็ดดาว ที่ผมเคยพบเห็น หินก้อนนี้ไม่ใช่ก้อนหินที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ มันเป็นโลหะธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งผมและพวกเรากำลังสนใจกับมัน"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"กิ๊กๆๆ กิ๊กๆๆ กิ๊กๆๆ"

นายแพทย์หนุ่มหันมามองทางนายจอมทะเล้น

"อะไรกันวะอ้ายกร"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ก็จานผีโลกพระอังคารยังไงวะ กันไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักดาราศาสตร์แต่กันมองดูก้อนหินก้อนี้เพียงนิดเดียว กันก็รู้ว่าภายในก้อนหินนี้ต้องมีพาหนะกาศ หรือจานผีของชาวโลกอังคาร ซ่อนอยู่ไม่ต่ำกว่าสามลำหรือสามเครื่อง รอให้หินนี้มันเย็นเสียก่อนเถอะแก แล้วส่วนบน

ของหินนี้จะเปิดออก ต่อจากนั้นพวกเราจะได้เห็นวัตถุคล้ายกับงวงช้างหรืองูขนาดใหญ่ค่อยๆ โผล่อกมาจากก้อนหินก้อนนี้ทีละน้อย พร้อมกับมีเสียงดัง กิ๊กๆๆ กิ๊กๆๆ ในตาของมันมีสีแดงเหมือนทับทิม ไม่ผิดอะไรกับพญางูซึ่งแผ่แม่เบี้ยจ้องดูศัตรูของมัน แล้วมันก็พ่นพิษออกมาเป็น

ปรมาณูสังหารพวกเราที่ยืนอยู่ภายในบริเวณนั้น ตลอดจนกระทั่งยวดยานพาหนะบนถนนนั้นไหม้เป็นเถ้าถ่าน ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที กลับบ้านดีกว่าหมอ เพื่อความปลอดภัยของเราเชื่อกันเถอะ กันรู้ดี"

เจ้าคุณพินิจฯ จ้องมองดูหน้านิกรอย่างตื่นๆ แล้วท่านก็กล่าวถามเขาทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยรู้จักกับนิกรมาแต่ก่อนเลย

"คุณพูดเป็นตุเป็นตะ ขอโทษเถอะครับ ทำไมคุณถึงทราบว่าภายในก้อนหินนี้มีจานผีของชาวโลกพระอังคาร"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ก็ผมไปดูหนังที่โอเดียนมานี่ครับใต้เท้า ไม่เชื่อคอยดูเถอะครับ ถ้าจานผีในหินก้อนนี้โผล่ออกมาเมื่อไร คนที่ยืนอยู่ในที่นี้จะต้องตายหมด ด้วยอำนาจปรมาณูของชาวโลกพระอังคาร"

เจ้าคุณพินิจฯ ซึ่งเป็นขี้ขลาดกลัวตายเสียขวัญทันที

"เอ...ถ้าจะจริงแฮะ ยังงั้นผมรีบกลับบ้านดีกว่าจะได้ไปสั่งให้คุณหญิงและลูกๆ ของผมเตรียมตัวอพยพ"

นิกรยิ้มให้เจ้าคุณพินิจฯ

"ดีแล้วครับ รีบไปเถอะครับใต้เท้า อ้ายพวกโลกพระอังคารดุร้ายทารุณมาก รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมากเชียวครับ หัวโตเบ้อเริ่ม แต่แข้งขาเล็กนิดเดียวมีนิ้วมือเพียงข้างละสามนิ้วเท่านั้น"

เสี่ยหงวนยกมือขวาบิดหูนิกรค่อนข้างแรง

"อ้ายนั่นมันในหนังโว้ย"

นิกรยิ้มให้กิมหงวน

"ก็ในหนังน่ะซี กันดุตั้งสามหนสนุกฉิบหายเลยดูแล้วใจหายใจคว่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง"

เจ้าคุณพินิจฯ พูดกับ ดร.ดิเรก อีกสองสามคำเหตุการณ์ณ์อันน่านตื่นเต้นอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็เกิดขึ้นตามคำทำนายของนิกร

ประชาชนหญิงชายที่ยืนห้อมล้อมมองดูก้อนหินยักษ์ ต่างร้องเอะอะเอ็ดตะโรและล่าถอยออกมาทันที ทุกคนแลเห็นส่วนบนของก้อนหินก้อนนี้ ค่อยๆ หมุนและเผยออกทีละน้อย มันเปิดออกคล้ายฝาส่วนบนของรถถังซึ่งปิดเปิดได้ ทันใดนั้นเอง ก็มีวัตถุประหลาดคล้ายกับงวงช้าง แต่มี

ขนาดใหญ่กว่างวงช้างประมาณห้าเท่า ค่อยๆ โผล่ออกมา ส่วนหัวของมันคล้ากับงูแผ่แม่เบี้ย ประชาชนต่างแตกตื่นวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือกท่านตะโกนขึ้นดังๆ

"หนีโว้ยพวกเรา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันวิ่งตรงไปยังถนนพหลโยธิน ความคาดคะเนของนิกรได้เป็นไปโดยถูกต้อง โลกราหูของเราถูกชาวโลกพระอังคารรุกรานแล้ว

งวงยักษ์ที่โผล่อกมาจากก้อนหินใหญ่ ส่ายหัวอันน่าเกลียดน่ากลัวไปมา กระจกหรือแก้วสีแดงที่เปรียบเหมือนนัยน์ตาวาวโรจน์น่ากลัว และแล้วท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เสียงกัมปนาทก็ดังขึ้นเหมือนกับเสียงถังน้ำมันระเบิด

"บึ้ม...ฟู่"

งวงยักษ์พ่นไฟปรมาณูออกมาราวกับห่าฝน ประกายเพลิงอันร้อนแรงไม่ต่ำกว่าหมื่นองศา ได้เผาร่างชาวนาและชาวพระนคร ตลอดจนนักดาราศาสตร์ และผู้แทนหนังสือพิมพ์ ไหม้เป็นจุลไปในพริบตาเดียว เสียงร้องโอดครวญ เสียงกู่ตะโกนเรียกันดังระคนกับเสียงไฟบัลลัยกัลป์ที่

พุ่งออกมาจากงวงยักษ์ รถเก๋งหลายคันระเบิดตูมตามและละลายเป็นเถ้าถ่าน

คณะสี่สหาย วิ่งข้ามถนนพหลโยธิน และลงไปหมอบด้านตรงกันข้ามกับงวงยักษ์ ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ โผล่ศีรษะขึ้นมาจากขอบถนน ใบหน้าของท่านเจ้าคุณซีดเผือด

"อ๋อย แย่ละโว้ยเรา" อาเสี่ยยกมือขวาจับศีรษะ อันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ กดคอท่านให้ฟุบลงมาทันที แล้วกิมหงวนก็เอ็ดตะโรลั่น

"อย่าโผล่หัวขึ้นไปซีครับ แล้วกัน ประเดี๋ยวมันเห็นเข้าก็พลอยให้พวกผมม่องเท่งไปด้วย เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกะพวกโลกพระอังคาร"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอี๊อก เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว ส่วนเจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ ประชาชนเกือบร้อยคนที่รอดพ้นจากความตายหมอบอยู่กับคันถนน

งวงมฤตยูหยุดพ่นพิษแล้ว ความเงียบสงัดเกิดขึ้นทั่วท้องทุ่งรังสิต ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น เขาเปิดกระเป๋าเดินทางขนาดกะทัดรัดออก หยิบเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่งออกมาตรวจสอบ สักครู่เขาก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"มายก๊อด...ยานประหลาดของชาวโลกพระอังคาร ที่อยู่ในก้อนหิน คือพาหนะกาศที่มีอภินิหารราวกับพระเจ้า ปรมาณูที่พ่นออกมาจากงวงยักษ์ ย่อมเปรียบได้กับฝนมรณะ นี่แหละที่คนโบราณพูดทำนายไว้ว่า จะมีไฟบรรลัยกัลป์มาเผาผลาญโลก มันคือไฟปรมาณูจากงวงยักษ์ของ

พาหนะกาศนี่เอง โอ....ฝรั่งเป็นตื่นเต้นมาก โลกเราต้องพินาศฉิบหายคราวนี้ สมดังพุทธทำนาย ชาวโลกพระอังคารคงมีเจตนาที่จะทำลายมนุษย์ชาติและวัตถุต่างๆ ในโลกเรา"

พล พัชราภรณ์หันมามองดูนายแพทย์หนุ่ม

"คิดหาทางหลบหนีกลับบ้านเราเถอะหมอ"

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน..ถ้าหากว่าเราเคลื่อนที่ขึ้นไปบนถนนและวิ่งไปที่รถของเขา อ้ายงวงยักษ์เห็น มันจะพ่นไฟมฤตยูออกมาสังหารพวกเราทันที นอนหมอบอยู่อย่างนี้ก่อน"

นิกรพูดปลอบใจคณะพรรคของเขา

"อย่าตื่นเต้นหวาดกลัวไปหน่อยเลยวะ คนเราเมื่อถึงที่ตายแล้ว ถึงอย่างไรก็หนีความตายไปไม่พ้น ประเดี๋ยวกำลังทหารและตำรวจก็คงจะส่งมาที่นี่ เพื่อตั้งล้อมยานประหลาดของชาวโลกพระอังคารไว้"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"แกรู้ได้อย่างไร"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"กันดูหนังเรื่องนี้มาโว้ย ไม่เชื่อแกคอยดูสิ ในชั่วโมงนี้กำลังทหารภาคพื้นดินทุกเหล่า จะยกมาที่นี่และปะทะกับจานผีของชาวโลกพระอังคาร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ลูกเขยของท่าน

"แล้วยังไง"

"แล้วทหารของเราก็แพ้มันน่ะซีครับ อย่าให้ผมเล่าเลยครับ คุณพ่อคอยดูเอาดีกว่า"

เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน เอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรแล้วกล่าวถามเบาๆ

"รับประทานตอนท้ายเราแพ้หรือชนะมัน ครับ"

"ว้า" นายจอมทะเล้นเอ็ดตะโร "เล่าให้แกฟังเสียก่อนเรื่องมันก็จืดชืดหมดน่ะซีวะ"

คณะพรรคสี่สหายต่างพากันจ้องมองไปยัง งวงยักษ์นั้นด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจยิ่ง เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้านี้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย งวงยักษ์ซึ่งเป็นนัยน์ตา และอาวุธวิเศษของชาวโลกพระอังคารได้ส่ายส่วนหัวของมันไปมารอบๆ ของบริเวณและแล้ว ต่อจากนั้น

ก็มีเสียงดังคล้ายกับเสียงเลื่อยวงเดือนขนาดใหญ่ กำลังเลื่อยท่อนซุงที่ก้อนหินใหญ่ก้อนนั้นมีแสงสีเขียวแก่ปรากฏขึ้น จนกระทั่งแสบนัยน์ตา พาหนะกาศหรือยานฟ้าของชาวโลกพระอังคาร ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากก้อนหินก้อนนั้นทีละน้อย จนกระทั่งแลเห็นลำตัวของมันอย่างถนัด รูป

ลักษณะของมันคล้ายๆกับหมวกเหล็กทหาร และส่วนบนของมันมีงวงยักษ์ติดอยู่ ยานประหลาดแล่นผ่านมาทางคณะพรรคสี่สหาย ซึ่งทุกคนนิ่งเฉยหมอบอยู่แทบจะไม่หายใจ เสียงของพาหนะกาศไม่ได้ดังเหมือนเครื่องบิน เพราะมันแล่นด้วยเครื่องกลไกไฟฟ้า

"กิ๊กๆๆ กิ๊กๆๆ กิ๊กๆๆ"

ยานประหลาดบินผ่านคณะพรรคสี่สหายไปแล้ว และบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศเหนือด้วยความเร็วไม่เกิน ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แต่พาหนะกาศสามารถที่จะบินได้เร็วถึงชั่วโมงละ พันไมล์ในอัตราเร่ง

คณะพรรคสี่สหายและประชาชนที่เหลือตายต่างพากันลุกขึ้นจากที่ซ่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายทันที ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของหมู่ประชาชน ที่ได้รอดพ้นความตายอย่างหวุดหวิด

"เคราะห์ดีเหลือเกินที่ 'คาดิลแล็ค' เก๋งของเราไม่ได้ถูกทำลาย รีบกลับบ้านเถอะโว้ยพวกเรา อาคิดว่าในวันนี้คงเกิดการกลียุคเป็นแน่ ก้อนหินเหล่านี้คือเปลือกหุ้มพาหนะกาศ และมันคงจะหล่นลงมาทั่วโลกไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น โลกของเราต้องพินาศในวันนี้อย่างแน่

นอน"

เจ้าแห้วเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว

"รับประทานโลกแตกแล้ว เราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะครับใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"กูก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน"

คณะพรรคสี่สหายพากันเดินตรงไปที่รถ 'คาดิลแล็ค' เก๋ง ทุกคนหยุดยืนมองไปทางก้อนหินใหญ่ซึ่งเป็นเปลือกหุ้มห่อพาหนะกาศ ต้นข้าวในนาถูกเผาราบไปหมด ความร้อนของไฟบัลลัยกัลป์ ทำให้น้ำในท้องนารอบๆ บริเวรเดือดพล่าน และแห้งเผือดไป ชีวิตมนุษย์นับร้อยต้องสูญสิ้น

และศพของเขาเป็นผงคลีไปแล้ว รถยนต์หลายคันก็ราบไปแม้แต่ซากของมันก็มองไม่เห็น

"อวสานของชาวโลกราหูมาถึงแล้ว" ดร.ดิเรกพูดพึมพำออกมาเบาๆ "ไอเชื่อว่าขณะนี้ชาวโลกพระอังคารคงจะนำยานฟ้าของเขา ลงมาสู่โลกของเรามากมาย และในวันนี้โลกจะถูกทำลายราบเป็นหน้ากอง ด้วยความรู้ความสามารถอย่างสูงของชาวโลกพระอังคาร ซึ่งอย่างไรเสียพวกเรา

ก็คงสู้เขาไม่ได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"รีบกลับไปบ้านเราก่อนเถอะวะ จะได้พาลูกเมียของเราอพยพออกไปอยู่นอกเมือง เพราะถ้าหากว่าชาวโลกพระอังคารใช้ยานฟ้าโจมตีกรุงเทพฯ เราก็จะได้ปลอดภัย"

คณะพรรคสี่สหายเห็นพ้องด้วยกับกิมหงวนต่างพากันขึ้นไปนั่งบนรถ 'คาดิลแล็ค' เก๋ง ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็จัดแจงสต๊าร์ทเครื่องเข้าเกียร์และกลับรถบนถนนบ่ายหน้ากลับกรุงเทพฯ ด้วยความเร็วสูง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ความโกลาหลอลหม่าน ก็เกิดขึ้นทั่วพระนครหลวงและธนบุรี เสียงระเบิดตูมตามดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาแต่ไกล ชาวโลกพระอังคารเริ่มเปิดฉากรุกรานมนุษย์โลกแล้ว

จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ถูกพาหนะกาศของชาวโลกพระอังคารหลายเครื่องโจมตีในระยะแสงมฤตยูของข้าศึกต่างโลก ได้เผาผลาญบ้านเรือนเคหะสถานพินาศสิ้น การจราจร และการคมนาคมหยุดชงักหมด

ตำรวจและทหารไม่สามารถที่จะต่อสู้กับชาวโลกพระอังคารได้ และไม่อาจจะให้ความคุ้มครองช่วยเหลือประชาชน ซึ่งกำลังล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง เพราะถูกบ้านเรือนพังทับหรือถูกแสงมฤตยูจากจรวดยานเผาไหม้เป็นจุลไป

เครื่องบินรบของกองทัพอากาศ หลายฝูงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อสกัดกั้นพาหนะกาศ ที่กำลังบินฉวัดเฉวียนไปมาเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ แต่แล้วแสงมฤตยูของพาหนะกาศซึ่งเกิดจากพลังงานปรมาณู ก็ทำลายฝูงเครื่องบินของเราราบไปหมด หน่วย ปตอ.ภาคพื้นดินได้ระดมยิงพาหนะ

กาศราวกับห่าฝน แต่กระสุน ปตอ.ไม่สามารถจะทำลายพาหนะพิเศษได้ เนื่องจากยานฟ้าของชาวโลกพระอังคารมีกระแสคลื่นแม่เหล็กป้องกันตัวของมันเอง เป็นเกราะกำบังกระสุนปืนทุกชนิด และแม้กระทั่งระเบิดปรมาณู หรือระเบิดไฮโดรเจ็นของสหรัฐอเมริกา ก็ไม่สามารถ

ทำลายพาหนะกาศของชาวโลกพระอังคารได้

'คาดิลแล็ค' เก๋งเลี้ยวเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างรวดเร็ว ขณะนี้คนในบ้านกำลังระส่ำระสายเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดพร้อมด้วยนันทา นวลลออ ประภาและประไพ เตรียมพร้อมอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ทุกคนมีกระเป๋าเสื้อผ้าคนละกระเป๋า

เมื่อได้ยินเสียงแตรรถ 'คาดิลแล็ค' เก๋ง คุณหญิงวาดก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ท่านร้องออกมาดังๆ

"มาแล้วสี่คนนั่น กลับมาแล้วค่อยยังชั่วหน่อย"

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดเทียบบันไดตึก คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรีบลงจากรถอย่างร้อนรน วิ่งขึ้นบันไดตึกเข้ามาในห้องโถง

"คุณหญิง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดัง "โลกแตกแล้ว โลกแตกสมดังพุทธทำนาย แต่แตกก่อนพระพุทธเจ้าทำนายไว้สี่ปี อวสานกาลได้มาถึงมนุษย์โลกแล้ว"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก

"แตกออกไปแล้วหรือคะเจ้าคุณ" คุณหญิงวาดถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ยัง..ยังครับคุณหญิง ผมหมายความแต่เพียงว่าโลกเรากำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ผมกับเจ้าสี่คนนี่ได้ไปดูก้อนหินตกจากฟ้าที่คลองรังสิตแต่มันหาใช่ก้อนหินไม่ มันคือโลหะชนิดหนึ่งซึ่งเป็นเปลือกหุ้นห่อพาหนะกาศ หรือจานผีของชาวโลกพระอังคาร

ปรี๊อส์ " แล้วเจ้าคุณก็หันมาทางนิกร "ช่วยเล่าต่อทีเถอะวะตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ถูกแล้ว"

นายจอมทะเล้นยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด

"พวกผมได้แลเห็นจานผีของชาวโลกพระอังคารโผล่งวงออกมาครับ"

"ตายแล้ว" คุณหญิงวาดอุทานลั่น "จานผีมันเป็นช้างหรืออย่างไรถึงได้มีงวง"

นิกรหัวเราะ หันมาพยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"กันจนด้วยเกล้าแล้ว แกช่วยอธิบายทีเถอะวะ"

เสี่ยหงวนกล่าวกับคุณหญิงวาดทันที

"มันไม่ใช่ช้างหรอกครับคุณอา"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"ถ้าไม่ใช่ช้างก็ต้องเป็นปลาหมึกยักษ์"

"ว้า" กิมหงวนคราง คุณหญิงวาดเอ็ดตะโร "ถ้าไม่ใช่ช้างและไม่ใช่ปลาหมึกยักษ์ทำไมมันจึงมีงวงล่ะ"

อาเสี่ยจนปัญญา มองดูนายแพทย์หนุ่มแล้วกิมหงวนก็ยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"ช่วยอธิบายทีเถอะหมอ แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ แกคงสามารถชี้แจงให้คุณอาทั้งสองและเมียๆ ของเราได้เข้าใจในเรื่องจานผีของชาวโลกพระอังคาร"

ดร.ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ เขามองดูท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดแล้วก็อธิบายให้ฟัง

"ขณะนี้โลกของเราถูกมนุษย์ชาวโลกพระอังคารรุกรานแล้ว พวกผมได้แลเห็นจานผีหรือพาหนะกาศ โผล่ออกมาจากเปลือกหุ้มห่อของมัน และยื่นส่วนที่มีลักษณะคล้ายงวงช้างขึ้นมาสอดส่ายไปรอบๆ ลำตัวพาหนะกาศหรือจานผี"

"อ๋อ" คุณหญิงวาดพูดยานคาง "รูปร่างมันคล้ายๆ กับเต่ามีงวงอยู่ข้างบน เหมือนในหนังที่กำลังฉายที่โอเดียนใช่ไหมล่ะ"

"ออไร๋น์...นั่นแหละครับถูกแล้ว เหมือนกันไม่มีผิดและมีอภินิหารเช่นเดียวกัน"

คุณหญิงวาดแสดงสีหน้าตื่นเต้น จนถึงขีดสุดท่านหันมามองดูสี่นางแล้วพูดขึ้นอย่างระล่ำระลัก

"เอาละซี อ้ายพวกฝรั่งทำยุ่งเสียแล้ว อ้ายที่พ่อดิเรกว่านี่น่ะ มันไม่ได้มาจากโลกพระอังคารหรอก มันมาจากจอหนังแน่ๆ เล่นอยู่ในจอไม่พอใจ เกิดบ้าระห่ำหลุดออกมาเล่นนอกจอ อย่างนี้ผู้คนล้มตายหมด"

นันทากล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงสั่นเครือ

"ไม่ได้หลุดออกจากจอหนังหรอกค่ะ คุณอาคะมันมาจากโลกพระอังคารจริงๆ หนังน่ะแต่งเรื่องขึ้นด้วยความนึกคิดของนักประพันธ์เจ้าของเรื่อง แต่เดี๋ยวนี้มันเกิดเป็นความจริงมาแล้ว ชาวโลกพระอังคารกำลังรุกรานโลกของเรา"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"ก็แล้วมันเรื่องราวอะไรจะได้รบราฆ่าฟันกัน โลกของใครใครก็อยู่ซี พวกเราก็ไม่เคยยกกองทัพไปรบกับพวกโลกพระอังคารเลย เท่าที่อาเรียนประวัติศาสตร์มาก็ไม่เคยปรากฏ"

ประไพพูดขึ้นด้วยความหวาดกลัว

"อย่ามัววิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เลยค่ะ จนหนีไปไหนก็ควรจะหนีไปเสียให้พ้นภัย"

พลมองสี่นางแล้วพูดขึ้น

"การหลบหนีไม่มีทางที่จะรอดตายหรอกครับ ผมคิดว่าอยู่ในบ้านเรานี่ดีกว่า ขืนออกไปนอกบ้านก็รังจะตกเป็นเป้าให้มันโจมตีเรา"

นวลลออเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซิคะ เมื่อถึงคราวจะตายแล้วเราตายอยู่บ้านเราดีกว่า ดิฉันเชื่อว่าพวกชาวโลกพระอังคารจะใช้อาวุธวิเศษของมันเผาผลาญบ้านเมืองของเราให้พินาศสิ้น"

ดร.ดิเรกพยักหน้าหงึกๆ

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ ผมเข้าใจว่าคงไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ขณะนี้โลกพระอังคารจะโจมตีประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยความประสงค์ที่จะทำลายบ้านเรือนและชีวิตมนุษย์ ต่อจากนั้น ชาวโลกพระอังคารก็คงจะอพยพโยกย้ายมาอยู่โลกเรา เท่าที่โลกพระอังคารใช้วิชาวิทยาศาสตร์

อย่างสูงเดินทางมารบกวนโลกเรา ผมเข้าใจว่าขณะนี้โลกพระอังคารมีความหนาวเย็นจัด จนกระทั่งสัตว์และมนุษย์ตลอดจนพืชต่างๆ ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ โลกพระอังคารได้แตกอกมาจากดวงอาทิตย์ก่อนโลกเราเป็นเวลาหลายล้านปี นอกจากนี้ยังอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์กว่าโลกเรา

ด้วย จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่มันจะต้องเย็นกว่าโลกเรา"

คุณหญิงวาดพูดตัดบท

"อย่าอธิบายเลยวะพ่อดิเรก อาไม่รู้เรื่องหรอกว่าแต่พวกเราจะจัดการกับตัวของเราอย่างไรดีล่ะ จะหนีหรือจะสู้ก็ว่ามา"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ทางที่ดีพวกเราทุกคนไปอยู่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของผมดีกว่าครับ เพราะมันปลอดภัยกว่าเพื่อน อย่างไรก็จะได้หนีลงห้องใต้ดิน อย่าพยายามหนีออกไปจากบ้านเลยครับ อยู่ในที่โล่งเตียนข้าศึกก็แลเห็นเราถนัด อยู่ในบ้านปลอดภัยกว่า"

"นั่นน่ะซี" กิมหงวนพูดขึ้นดังๆ และชำเลืองหางตามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เพื่อความปลอดภัยเราอย่าอยู่ในที่โล่งเตียนเป็นอันขาด เพราะข้าศึกอยู่ในที่สูงเห็นเป็นมันแผล็บ แต่ไกลมันจะพ่นพิษฆ่าพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเตะก้นเสี่ยหงวนดังพั่บ

"นี่แนะ กำลังคับขันอยู่ในระหว่างความเป็นความตายยังจะทะลึ่งอีก"

ทันใดนั้นเอง เสียงประชาชนที่ถนนใหญ่ก็ดังขึ้นแซ่ดไปหมด กู่ตะโกนเรียกกันให้หลบหนีภัยจากชาวโลกพระอังคาร ฝูงขนวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศทาง ลูกเด็กเล็กแดงร้องไห้กระจองอแง การโจมตีของโลกพระอังคารน่าสยดสยองยิ่งกว่าเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ของพันธมิตร ที่มา

โจมตีเมืองไทยมากมายนัก

พาหนะกาศ หมู่หนึ่งประมาณสิบเครื่องบินผ่านในระยะต่ำ สูงจากพื้นดินประมาร้อยเมตร พาหนะกาศหรือยานฟ้าเหล่านี้บินประดาหน้ากันเข้ามา เป็นแถวหน้ากระดานและใช้แสดงมหาพินาศเผาผลาบ้านเรืองและเคหะสถานของประชาชน แสงเพลิงแดงฉานไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

กลุ่มควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ พระนครและธนบุรีกลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว ทรัพย์สมบัติและชีวิตมนุษย์ต้องย่อยยับลงในครั้งนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการเสียหายมากที่สุด

ยิ่งกว่าจลาจล ยิ่งกว่ากบฎ ยิ่งกว่าสงคราม ยิ่งกว่าอุทกภัยและมหาภัยใดๆทั้งสิ้น ประชาชนล้มตายเกลื่อนกลาด จากซากตึกที่ปรักหักพังลงมาทับ ส่วนผู้ที่ต้องเปลวเพลิงจากแสงมหาพินาศของจรวดยาน ร่างกายของเขาก็กลายเป็นเถ้าถ่านในพริกตาเดียว ไม่มีความสับสนอลหม่านครั้ง

ใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าครั้งนี้

บรรดาคนใช้ชายหญิงของบ้าน 'พัชราภรณ์' ต่างหลบซ่อนตัวอยู่ในบริเวณตอนหลังบ้านริมสระใหญ่ ซึ่งที่นั่นมีต้นไม้ใหญ่ๆปกคลุมกำบังตัวเป็นชัยภูมิอันเหมาะสม พาหนะกาศหรือจานผี ผ่านหลังคาตึกบ้าน 'พัชราภรณ์' ไปในระยะต่ำมาก แต่เดชะบุญคุณพระรัตนตรัยคุ้มครอง นักบิน

ชาวโลกพระอังคารจึงไม่ทำลายบ้าน 'พัชราภรณ์' และบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน ในเวลาเดียวกันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหาย พร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม ได้ประชุมกันในห้องวิทยาศาสตร์ของ ดร.ดิเรก นายแพทย์หนุ่มสั่งให้เจ้าแห้วปิดประตูหน้าต่างหมดทุกบาน เปิดเครื่องทำความเย็น

และเครื่องถ่ายอากาศ ทำให้ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อันกว้างขวางมีอากาศสดชื่นเย็นสบายเหมือนนั่งอยู่ในเฉลิมกรุง

ดร.ดิเรกกับพลกำลังเปิดรับฟังข่าวจากสถานีต่างประเทศ เครื่องรับวิทยุของนายแพทย์หนุ่มเป็นเครื่องรับวิทยุพิเศษที่ ดร.ดิเรกสร้างขึ้นเอง สามารถรับสถานีต่างๆ ได้ทั่วพื้นพิภพ

วิทยุจากสถานีต่างๆ ในภาคยุโรป อเมริกาและอื่นๆ กำลังกระจายข่าวให้ชาวโลกทราบว่า พาหนะกาศหรือจรวดยานวิเศษของชาวโลกพระอังคาร ได้เปิดฉากการโจมตีอย่างทารุณที่สุด มหานครนิวยอร์ค มหานครลอนดอน ปารีส โรม เบอร์ลิน และแม้กระทั่งมอสโคของโซเวียต ตก

เป็นเป้าโจมตีย่อยยับ ทั่วโลกกำลังได้รับมหาภัยอย่างใหญ่หลวง ชาวโลกไม่สามารถจะต่อสู้ต้านทานพวกโลกพระอังคารได้

ดร.ดิเรก ได้แปลแถลงการณ์ของโฆษกสถานีวิทยุต่างๆ ทั่วโลกให้คุณหญิงวาดฟัง ซึ่งในขณะเดียวกันนี้ประเทศไทยก็กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก แทบทุกจังหวัดเกิดเพลิงไหม้ผู้คนล้มตายนับแสนนับล้าน

คุณหญิงวาดหายกลัวแล้ว ใบหน้าซีดเผือดของท่านเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส ท่านนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง ห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างสบายใจ

"ตายเสียทีก็ดี อาปลงตกแล้วไม่ใช่อาคนเดียวที่จะต้องเสียชีวิต"

คุณหญิงกล่าวกับ ดร.ดิเรกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"เราตายพร้อมกันทั้งโลก จะต้องไปกลัวอะไร อย่างน้อยชาวโลกเราก็จะได้รับบทเรียนด้วยของอันมีค่ายิ่ง เราเคยภาคภูมิว่าเรามีระเบิดปรมาณูใช้ มีเครื่องมืออย่างดีเยี่ยมที่จะประหัสประหารกัน แต่แล้วเมื่อข้าศึกต่างโลกยกมาอาวุธของเราก็ไม่ได้กะผีกของเขา ขอให้พวกเราจง

พร้อมใจกันไชโย เพื่อความตายและเพื่อความพินาศฉิบหายของเราเถิดเอาโว้ย ไชโย้.. อ้าว-ไม่ยักมีใครร้อง"

ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์เงียบกริบ นิกรนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ทางมุมห้อง ประไพเดินเข้ามาตบศีรษะผัวรักของหล่อนเบาๆ แล้วพูดปลอบโยนด้วยเสียงสั่นเครือ

"กรขา ไม่มีใครหรอกค่ะที่จะหนีความตายได้ เมื่อถึงคราวที่เราจะต้องตายแล้ว ถึงอย่างไรเราก็ต้องตายตามพรหมลิขิต"

นิกรสะอื้นดังๆ

"ความตายน่ะพี่ไม่กลัวหรอกไพจ๋า พี่กลัวว่าตายแล้วพี่จะกินอะไรไม่ได้ และกลัวหายใจไม่ออกเท่านั้น โธ่ ยังไม่ทันจะแก่เฒ่าเลย จะต้องตายเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินพล่านไปมารอบห้องวิทยาศาสตร์ นันทา ประภา และนวลลอ นั่งจับกลุ่มกันอยู่ทางหนึ่ง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินมานั่งรวมกลุ่มกับ ดร.ดิเรกเสี่ยหงวนและพล แล้วท่านก็พูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"แกก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม ทำไมแกไม่คิดหาวิธีต่อสู่กับชาวโลกพระอังคารล่ะดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ไม่มีทางที่จะสู้มันหรอกครับ คุณอาก็ได้ยินโฆษกของเราแล้ว ที่แถลงข่าวทางวิทยุให้ประชาชนช่วยตัวเอง เพราะยานฟ้าของชาวโลกพระอังคาร มีประสิทธิภาพอย่างสูงปืนยิงไม่เข้า เครื่องบินขับไล่ของเราที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้าโจมตีถูกมันปล่อยแสงมฤตยูเผาทำลายหมด ชาวโลกพระ

อังคารมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกินหน้ามนุษย์แห่งโลกเรามาก" พูดจบ ดร.ดิเรกก็เปิดวิทยุรับเครื่องคลื่นยาวจากสถานีของกรมประชาสัมพันธ์

"พี่น้องทั้งหลาย....พี่น้องที่รักทั้งหลาย ขณะนี้ชาวโลกพระอังคารกำลังโจมตีเราอย่างหนัก จังหวัดต่างๆ เกือบทั่วราชอาณาจักรตกเป็นเป้าการโจมตี แล้วขอให้พี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัดพยายามหนีเข้าป่า หรือเข้าไปซ่อนตัวตามถ้ำของภูเขาต่างๆ ทางการไม่อาจให้ความช่วยเหลืออะไรได้

แล้ว โอ๊ยๆ พี่น้องทั้งหลายสถานีวิทยุของเราถูกโจมตีแล้ว อ๋อย..ข้าพเจ้าขอลาก่อนจนกว่าจะพบกันในชาติหน้า"

เสียงระเบิดดังสะเทือนออกมาจากเครื่องรับวิทยุ แล้วเสียงวิทยุก็เงียบหายลงกลางคัน แสดงว่าสถานีวิทยุของเราพังพินาศไปหมดสิ้นแล้ว ดร.ดิเรกหมุนหาคลื่นยาวรับฟังจากสถานีอื่นๆ อีกในกรุงเทพฯ

"ท่านทั้งหลาย...พี่น้องที่รักทั้งหลาย...ขณะนี้ชีวิตของท่านอยู่ในระหว่างความเป็นความตาย จงดื่มเป๊บซี่ หรือโคคาโคล่าคนละขวด จิตใจของท่านจะชื่นบาน...ต่อไปนี้เราจะเสนอเพลงที่ชื่อว่า 'อวสานของโลก' ในจังหวะบลูให้ท่านฟัง"

นายแพทย์หนุ่มปิดวิทยุทันที แล้วหันมามองดูคณะพรรคของเขา ทุกคนมีสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์ไปตามกัน พล พัชราภรณ์ลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทางด้านเหนือออก เขาทอดสายตามองออกไปที่ถนนสายกรุงเทพฯสมุทรปราการที่หน้าต่าง

ประชาชนกำลังอุ้มลูกจูงหลานอพยพหลบหนีภัยกันอลหม่าน ยวดยานบนถนนไม่มีเลย คงมีแต่รถจี๊ปของตำรวจนครบาลคันหนึ่งเปิดหวอแล่นผ่านไปทางพระโขนง ตำรวจบนรถคันนี้กำลังหนีเอาตัวรอด ขณะนี้กฎหมายบ้านเมือง ตลอดจนศีลธรรมไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว รถยนต์ทุกคัน

ถูกราษฎรเฮโลกันขึ้นนั่งและบังคับให้คนขับๆไป แต่แล้วรถก็พังราบเพราะทานน้ำหนักคนไม่ได้

ในยามนี้เงินทองไม่มีความหมายอะไรเสียแล้ว เศรษฐีหรือกระยาจกมีสภาพเช่นกัน วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปตามยะถากรรม เมื่อได้ยินเสียงจานผีของชาวโลกพระอังคารครางกระหึ่มเหนือน่านฟ้า ตามถนนหนทางมีเงินและของอันมีค่าตกอยู่เกลื่อนกลาด แต่ไม่มีใครเก็บหรือสนใจกับ

ข้าวของเงินทองเหล่านี้ ทุกคนนึกถึงแต่ชีวิตของตน หนีไปวิ่งหัวซุกหัวซุนไป

เมื่อพลเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้า เขาก็แลเห็นกลุ่มควันปรากฏขึ้นทั่วทุกแห่ง แสดงว่าพระเพลิงกำลังเผาผลาญตึกรามบ้านช่องในกรุงเทพฯ และขณะนี้ทุกตำบลได้ตกเป็นเหยื่อพระเพลิงแล้ว เว้นแต่ย่านบางกะปิเท่านั้น ซึ่งหัวหน้านักบินชาวโลกพระอังคาร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้

บัญชาการจานผีเห็นว่า ตำบลบางกะปิมีแต่ตึกรามที่สวยงามตามธรรมดาของบ้านผู้ดีมีเงิน จึงเว้นการโจมตีเพื่อจะเก็บเอาไว้ให้พวกรัฐมนตรี หรือผู้ยิ่งใหญ่ในโลกพระอังคารได้ลงมาอาศัยอยู่ต่อไป

ในราว ๑๓.๐๐ น.เศษ การโจมตีก็สิ้นสุดลง ข้าศึกที่มาจากโลกพระอังคารหายไปหมดแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะจานผีเหล่านี้ได้นัดชุมนุมกันบนสถานีกลางฟ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่สูงจากพื้นโลกราว ๒๐๐ ไมล์ และชาวโลกพระอังคารได้มาสร้างไว้ อันเป็นสถานีสุดท้ายก่อนที่จะมาถึงโลกเรา

ความสับสนอลหม่านย่อมไม่สิ้นสุดลงได้ง่ายๆ ทั่วทุกมุมเมืองมีแต่เสียงร้องไห้พิลาปรำพัน ประชาชนที่รอดตายไม่มีบ้านอยู่อาศัยอีกแล้ว แสงเพลิงยังลุกโชติช่วงทั่วนครหลวง พวกตำรวจดับเพลิงได้แต่ยืนทำตาปริบๆ เพราะไม่มีน้ำจะดับไฟ การประปา การไฟฟ้า การโทรศัพท์ การ

รถไฟถูกโจมตีเสียหายหมด ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยซากสลักหักพัง รถเก๋งงามๆ ถูกไฟไหม้อย่างน่าเสียดาย ประชาชนตอนตายเกลื่อนกลาด ไม่มีความสวยสดงดงามใดๆ เหลืออยู่ในกรุงเทพฯพระมหานครอีกแล้ว ทุกหนทุกแห่งมีแต่ความพินาศฉิบหาย ความเศร้าสลดใจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือราษฎรเท่าที่จะช่วยได้ ทุกคนมีใบหน้าเนืองนองด้วยน้ำตา และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งประชาชนชาวพระนครหลายพันคนต้องเสียสติไปจากการโจมตีในครั้งนี้

วันโลกาวินาศ อวสานแห่งโลกราหู ทุกสิ่งเมื่ออุบัติก็ต้องมีวิบัติ สิ่งใดที่เจริญถึงขีดสุด สิ่งนั้นก็เสื่อมทรามลง มันเป็นกฎธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น

คณะพรรคสี่สหายของเราไม่ออกจากบ้านไปไหน และพอพลบค่ำสิ้นแสงตะวัน แสงเพลิงก็แดงฉานจับท้องฟ้าทั่วทุกหนทุกแห่ง อาคารบ้านเรือนในนครหลวงตกเป็นเหยื่อพระเพลิงเกือบหมดสิ้น ประชาชนต้องอาศัยอยู่ตามวัด และส่วนมากพากันอพยพออกไปนอกเมือง ทั้งๆที่ไม่มีจุด

หมาย ไม่มีเสื้อผ้าที่อยู่อาศัยและไม่มีอาหาร คนชราและทารกได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

คืนวันนั้นเอง...

ในราว ๐๒.๐๐ น. เศษ เสียงจานผีก็ดังคำรามเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่ง เสียงของมันประหลาดมากดังคล้ายๆ กับเครื่องยนต์ไอพ่นของเครื่องบินสมัยใหม่ แต่เสียงแหลมเล็กและเบากว่า ฝูงจานผีหรือพาหนะกาศอันเป็นยานวิเศษ บินประดาหน้ากันมาเป็นแถวหน้ากระดาน

และบินในระยะต่ำมาก สูกว่ายอดไม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความเร็วประมาณ ๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมง พาหนะกาศเหล่านี้สามารถบินได้เร็วถึงชั่วโมงละ ๒,๕๐๐ ไมล์

เสียงจรวดยานของชาวโลกพระอังคารผ่านหน่วย ปตอ.ของทหาร เสียงกระสุน ปตอ.ก็แผดคำรามลั่นกึกก้องนครหลวง แต่กระสุนปืนใหญ่น้อยไม่สามารถจะทำอันตรายแก่พาหนะกาศได้เลย มันบินมาอย่างสง่าผ่าเผยไม่ผิดอะไรกับท้าวมัจจุราชที่กำลังจะคร่าชีวิตชาวโลกราหู โดยไม่

เลือกเพศ วัย หรือชาติใดภาษาใด ชาวโลกพระอังคารซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองในวิทยาการ แต่มีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณที่สุด เขามุ่งร้ายหมายขวัญพลโลกของเรา ต้องการทำลายล้างชีวิตมนุษย์และสัตว์ให้ราบคาบเพื่อความสมบูรณ์พูลสุขของเขา ซึ่งจะพากันอพยพมาอยู่ในโลกเรา

คำสั่งที่ส่งมาจากโลกพระอังคาร แจ้งให้ผู้บัญชาการฝูงจานผีทราบว่า ทางโลกพระอังคารต้องการให้นักบินทั้งหลายเผาเคหะสถานบ้านเรือนให้หมดสิ้น เพราะตึกรามและอาคารต่างๆ ของชาวโลกราหูนั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่ของชาวโลกพระอังคาร ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าบรรยากาศ

ในโลกเรากับโลกพระอังคารแตกต่างกันมาก บ้านเรือนในโลกพระอังคารนั้น ต้องสร้างด้วยวิชาสถาปนิกขั้นสูง และอาศัยหลักวิชาวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

ฝูงจานผีหรือพาหนะกาศ เริ่มพ่นไฟประลัยกัลป์ลงมายังบ้านเรือนทั่วทุกแห่งในพระนครหลวง ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ถูกโจมตีเช่นเดียวกันประชาชนต่างอพยพหลบหนีภัยอย่างโกลาหล

คณะพรรคสี่สหายคงชุมนุมกำลังกันอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์นั่นเอง ทุกคนเงียบกริบเงี่ยหูฟังเสียงพาหนะกาศที่กำลังบินผ่านมาในระยะใกล้ แล้วก็มีเสียงระเบิดตูมตามขึ้นทั่วกรุงเทพฯ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหาเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งนิ่งเฉยเป็นรูปหุ่นอยู่บนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง ท่านเจ้าคุณยกมือตบบ่าเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย เอ้.ช่วยไปดูเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหน่อยเถิดวะ เร่งเครื่องให้ มันมีกำลังไฟฟ้ามากขึ้นกว่านี้สักหน่อย ไฟมันหรี่เหลือเกิน"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

"รับประทานกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างนี้ อย่าเพิ่งใช้ให้ผมออกไปข้างนอกเลยครับ"

"ปู้โธ่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามันอยู่หลังตึกนี่เอง ลงไปจากตึกห้าหกก้าวก็ถึง คนเราเมื่อถึงที่ตายแล้วจะอยู่ที่ไหนมันก็ต้องตายทั้งนั้น"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานใต้เท้าออกไปเองดีกว่าครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ไม่เอาโว้ย"

"ทำไมล่ะครับ"

"กูกลัวตาย"

คราวนี้เจ้าแห้วหัวเราะก้ากแล้วลุกขึ้นยืนยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานใต้เท้าแก่แล้วยังกลัวตาย รับประทานผมเป็นคนหนุ่มทำไมจะไม่กลัวล่ะครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็พาตัวเดินมาที่ประตูห้องทดลองวิทยาศาตร์ แล้วถอดกลอนเปิดประตูกระจกฝ้าออก พาตัวเดินออกไปจากห้องนั้น

ขณะนี้การไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ทั้งไฟฟ้าวัดเลียบและไฟฟ้าสามเสนถูกจานผีพ่นไฟมฤตยูทำลายล้างราบไปหมดแล้ว พระนครตกอยู่ในความมืด แต่แสงเพลิงซึ่งเกิดจากไฟไหม้ทำให้เกิดความสว่างไปทั่วทุกแห่งหน บ้าน 'พัชราภรณ์' มีไฟฟ้าใช้จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่พล พัชรา

ภรณ์ ได้ห้ามขาดไม่ให้ใครเปิดไฟฟ้าใช้ คงมีไฟใช้แต่เพียงในห้องทดลองของนายแพทย์หนุ่มเท่านั้น

คณะพรรคสี่สหายต่างรู้สึกกระสับกระส่าย และเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นกลัว เมื่อจานผีฝูงแรกบินผ่านไป นิกรสวดมนต์พึมพัม ขอให้คุณพระรัตนตรัยคุ้มครองป้องกันเขา ซึ่งตามปรกตินิกรของเราไม่เคยสวดมนต์เลย เขาจะสวดมนต์ก็ต่อเมื่อมีอันตรายอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้น

แก่เขา

เจ้าแห้วผลักประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ และวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าและท่าทางที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว คุณหญิงแลเห็นท่าทางของเจ้าแห้วท่านก็ใจหายวาบ

"อะไรอ้ายแห้ว เกิดไฟไหม้บ้านเราหรือ"

เจ้าแห้วหายใจถี่เร็ว แล้วพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"รับประทาน.. รับประทานมันลง..มันลงมาแล้วขอรับ ลงมาที่สวนหลังบ้านเรานี่เอง"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน พลกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"แกหมายความว่ากระไรวะ"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก พูดระล่ำระลัก

"รับประทาน รับประทาน จาน-ผี-อี๋ ครับ"

"หา" ดร.ดิเรกตะโกนสุดเสียง "จานผีร่อนลงมาหลังบ้านเรายังงั้นหรือ"

เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ครับ รับประทานออกไปดูซีครับ"

คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างร้องวี๊ดว้ายด้วยความกลัว นายแพทย์หนุ่มวิ่งไปที่ตู้ใบหนึ่ง หยิบปืนกลมือ พร้อมด้วยกระสุนลงมาจากหลังตู้ในนั้น ซึ่งบาเรตต้ากระบอกนี้เป็นปืนส่วนตัวของ ดร.ดิเรก และทางการได้อนุญาตให้นายแพทย์หนุ่มมีไว้ป้องกันตัว ในฐานที่ ดร.ดิเรกเป็นนักวิทยา

ศาสตร์ ผู้มีคุณแก่ประเทศชาติของเราอย่างมากมาย พล นิกร กิมหงวน ต่างล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกคู่มือออกมาเตรียมที่จะเผชิญหน้ากับชาวโลกพระอังคาร

"ไป-ออกไปดูมันให้เห็นเท็จและจริง ถ้าหากว่ากันรอดตายได้ในคราวนี้ กันคงจะได้รับความรู้และได้ประโยชน์อย่างมากมายทีเดียว เกี่ยวกับพาหนะกาศของชาวโลกพระอังคาร"

ประภาปราดเข้ามายืนขวางหน้านายแพทย์หนุ่มแสดงความรักและห่วงใยเขา

"อย่าออกไปเลยที่รัก ขืนออกไปอ้ายพวกโจรพระอังคารมันก็จะฆ่าเธอกับพวกเราด้วยเครื่องประหารอย่างร้ายแรงของมัน"

ดร.ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"อย่าห้ามไอ ดาร์ลิ่ง ไอไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาวหรอก ยูก็ทราบดีแล้วว่า ไอเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไอพร้อมแล้วที่จะเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเพื่อพิจารณาจานผีของมัน และเครื่องมือพ่นปรมาณูของมันในระยะใกล้ชิด ถ้าหากว่าชาวโลกพระอังคารโจมตีโลกเราไม่สำเร็จ และไอรอดตายในครั้งนี้

ในอนาคตอันใกล้นี้ ไอจะคิดพาหนะนำฝูงจานผีของโลกเราไปรุกรานโลกพระอังคารบ้าง ซึ่งเป็นการตอบแทนการกระทำอันโหดร้ายของเขา"

คุณหญิงวาดรีบเดินเข้ามายกมือจับแขนนายแพทย์หนุ่มไว้

"อย่า..ดิเรก อย่าออกไปเป็นอันขนาด กล้านักมักจะบิ่น"

นายแพทย์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด จัดแจงบรรจุกระสุนปืนกลมือเรียบร้อย

"ปล่อยผมออกไปเถอะครับ"

คุณหญิงวาดชักฉิว

"แหม..ดื้อฉิบหายเลย อยากออกไปตายโหงตายห่าก็ไป คนอะไร้ช่างไม่รักตัวกลัวตายเสียบ้างเลย ไปซี...ยังจะยืนยิ้มอยู่ทำไมล่ะ ออกไปให้มันฆ่าเสียรู้แล้วรู้รอด เมื่อตอนกลางวันไม่เห็นหรือ มันพ่นไฟออกมาจากหนวดของมันราวกับมังกรพ่นพิษ"

ดร.ดิเรกทำตาปริบๆ หันมายิ้มให้นิกร และพูดเบาๆ

"กันออกไปดีไหมวะ"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโร "จะมาถามหาตระหวักตะบวยอะไรเล่า เมื่อแกอวดเป็นคนกล้าก็ออกไปซี สำหรับกันน่ะหัวเด็ดตีนขาดกันก็ไม่ยอมออกจากห้องนี้"

นายแพทย์หนุ่มฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ว

"ออไร๋น์ ถ้ายังงั้นกันก็ไม่ออกไปเหมือนกัน" พูดจบ ดร.ดิเรกก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เป็นอันว่าพวกเรายึดห้องวิทยาศาสตร์นี้เป็นที่มั่นครั้งสุดท้ายของเรา ถ้าตายก็จะได้ตายพร้อมญาติกันที่นี่แหละ"

อาเสี่ยกิมหงวนเดินพล่านไปมารอบห้อง ความรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้นแก่เขาจนสุดที่จะประมาณ ในที่สุดเขาก็เดินมาหาเจ้าแห้วแล้วพูดเบาๆ

"อ้ายแห้ว เอ็งออกไปดูซิวะว่าอ้ายจานผีนั่นน่ะ มันร่อนมาในสวนหลังบ้านเราจริงๆ หรือ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"จริงๆ ครับ รับประทานให้ผมชักดิ้นชักงอไปซีครับ ถ้าหากว่าผมโกหก รับประทานผมยืนมองดูมันจนกระทั่งมันร่อนลงมาถึงพื้นดินข้างสระใหญ่ รับประทานพวกคนใช้ชายหญิงที่แอบซ่อนอยู่แถวนั้นวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน"

กิมหงวนเม้มปากแน่น

"มันลงมากี่เครื่อง" เขาถามเสียงหนักๆ

"รับประทานเครื่องเดียวครับ มองดูคล้ายๆ หมวกเหล็กยักษ์ที่ค่อยลอยต่ำลงมา รับประทานมันส่ายงวงไปมาน่ากลัวเหลือเกินครับ นัยน์ตาที่ปลายงวงของมันมีสีเขียวข้างหนึ่ง สีแดงข้างหนึ่ง รับประทานวูบวาบน่ากลัวมาก"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่และยกมือตบหลังเจ้าแห้ว

"เอ็งไปเจรจากับมันหน่อยเถิดวะอ้ายแห้ว พยายามบุกเข้าที่จรวดลำนั้นแล้วบอกกับนักบินของมันว่า ข้ายินดีจะจ่ายเงินให้ห้าล้านบาท ถ้าหากว่ามันงดเว้นการโจมตีบ้าน 'พัชราภรณ์' และถ้ามันตกลงข้าจะเอาเงินไปให้มันเดี๋ยวนี้ เงินสดของข้ามีอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบล้านในห้องข้างบน ข้า

เอาใส่ปี๊บยัดไว้ใต้เตียงตอน ช่วยเจรจากับมันหน่อยเถอะวะอ้ายน้องชาย"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"เอาเข้าให้นั่น...." แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะงอหาย "รับประทานนักบินนี่นะมันมาจากโลกพระอังคารนะครับ ไม่ใช่คนในโลกเราจะได้พูดหรือตีใบ้กันรู้เรื่อง รับประทานหน้าตามันเป็นยังไงผมก็ไม่ทราบ ขืนเดินเข้าไปหามัน มันพ่นปรมาณูออกมาฟู่เดียวผมก็กลายเป็นขี้เถ้าไปเท่านั้น

เอง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อ้ายหงวนเอ๊ย เงินของแกในยามนี้น่ะไม่มีประโยชน์อะไรเสียแล้ว ถึงแม้ว่าพวกโลกพระอังคารมันจะบูชาเงินเป็นพระเจ้าเหมือนอย่างโลกของเรา มันก็คงต้องการแต่เงินดอลล่าห์หรือเงินปอนด์สเตอริง เงินไทยจะใช้ก็แต่ในประเทศไทยเท่านั้น"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ คณะพรรคสี่สหายมีสีหน้าแดงด้วยความวิตกเป็นทุกข์ไปตามกัน ประไพเดินย่องไปที่ประตูกระจกฝ้าจัดแจงใส่กลอน ให้เรียบร้อยแล้วเดินกลับมา

สักครู่หนึ่งก็มีเสียงคนเคาะประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์เบาๆ

"ใครวะ" คุณหญิงวาดร้องตวาดเสียงลั่น

ไม่มีเสียงขานรับ แต่แล้วกระจกฝ้าที่ประตูนั้นก็แตกดังเพล้ง คณะพรรคสี่สหายต่างถอยหลังกรูดมายืนรวมกลุ่มกัน ด้วยความตระหนกตกใจ นายแพทย์หนุ่มยกบาเร็ตต้าขึ้นประทับ เล็งศูนย์ไปที่ประตูห้อง

วัตถุสิ่งหนึ่งคล้ายกับสายสูบดับเพลิง แต่หัวของมันรูปคล้ายดอกจิกขนาดใหญ่ มีนัยน์ตาเขียวแดงสองข้าง ซึ่งนัยน์ตานั้นสว่างจ้าผิดปกติ และกระพริบวูบวาบอยู่ตลอดเวลาค่อยๆ โผล่ส่วนหัวของมันผ่านช่องประตูกระจกฝ้าเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

ไม่มีใครอธิบายถูกว่าวัตถุที่น่าเกลียดน่ากลัวนี้คืออะไรแน่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตแน่นอน ความจริงมันคือนัยน์ตาวิทยาศาสตร์ของชาวโลกพระอังคาร นักบินได้ปล่อยท่อวิเศษของมันออกมาจากพาหนะกาศ และใช้อำนาจกระแสไฟฟ้าบังคับให้ท่อนี้เลื้อยผ่านสวนดอกไม้และเลื้อยขึ้น

มาบนตึกใหญ่ นักบินประจำเครื่องสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างจากนัยน์ตาวิเศษนี้โดยไม่ต้องออกจากจานผี

นัยน์ตาวิเศษค่อยๆ ยกลำตัวของมันขึ้นมองไม่ผิดอะไรกับงูจงอางยักษ์ ซึ่งกำลังเลิกพังพาน คุณหญิงวาดกับสี่นางร้องหวีดว้ายลั่นห้อง

นายแพทย์หนุ่มกับสี่นางต่างยกปืนกลและปืนพกระดมยิ่งไปที่นัยน์ตาและงวงอันใหญ่ยาวนั้น แต่กระสุนปืนไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอะไรแก่มันเลย ดร.ดิเรก มองดูเพื่อนเกลอทั้งสามและพูดขึ้นเร็วปรื๋อ

"เอาไว้ยช่วยกันจับสายนี่ไว้ให้ได้ มันคงจะเป็นนัยน์ตาอีเล็คโทรนิคของอ้ายพวกโลกพระอังคารแน่นอน"

สี่สหายปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้วก็วิ่งเข้าไปจับท่อยางนั้นไว้ นัยน์ตาวิเศษไม่ได้แสดงการต่อสู้หรือดิ้นรนอะไรเลย ความคิดอันเฉียบแหลมบังเกิดขึ้นในสมองของนายแพทย์หนุ่ม แล้วเขาก้องบอกให้เพื่อนเกลอของเขาจับท่อยางไว้แล้วดิเรกก็วิ่งมาที่ตู้ใบหนึ่ง เปิดตู้ออกหยิบ

วัตถุกลมๆ ก้อนหนึ่งออกมา นายแพทย์หนุ่มร้องตะโกนบอกเจ้าแห้วด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายแห้ว...โน่น..หยิบขวานบนหลังตู้นั่นฟันงวงใต้ตามันให้ขาดเดี๋ยวนี้ และหยิบผ้าเช็ดตัวบนโต๊ะนั่นมาให้ข้าด้วย"

เจ้าแห้ววิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เข้ามาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม แล้วก็วิ่งไปหยิบขวานอันคมกริบบนหลังตู้ลงมาถือกระชับมั่น เจ้าแห้วควงขวานรี่เข้าไปที่งวงยักษ์นั้น ซึ่งสามสหายกำลังช่วยกันจับท่อยางของมันไว้

"เอา" เสี่ยหงวนตะโกนบอกเจ้าแห้ว "ฟันให้ขาดเลย ฟันงวงนี่นะไม่ใช่ฟันคอข้า"

เจ้าแห้วเหวี่ยงขวานฟันฉับลงไปทันที เสียงดังสวบส่วนหัวของท่อยางขาดออกจากท่อของมัน ทันใดนั้นเอง ดร.ดิเรกก็มองดูลูกระเบิดน้ำตาในมือของเขาแล้วกระชากสลักนิรภัยออก นายแพทย์หนุ่มวิ่งเข้ามาที่ปลายงวงยัดลูกระเบิดเข้าไปในงวงยักษ์แล้วเอาผ้าเช็ดตัวอุดรูปลายงวง

ไว้แน่น เจ้างวงยักษ์ซึ่งปราศจากนัยน์ตามองอะไรไม่เห็นแล้ว มันค่อยๆ หดงวงออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างแช่มช้าไม่ผิดอะไรกับงูคลานขนาดใหญ่ ดร.ดิเรก ส่งเสียงหัวเราะลั่นห้องวิทยาศาสตร์ของเขา

"เว้ล...เวล..เหว่ล เท่านี้เองอ้ายนักบินชาวโลกพระอังคารที่อยู่ในจานผีเครื่องนี้ก็จะต้องตกเป็นเชลยของกันอย่างไม่ต้องสงสัย"

คุณหญิงวาดกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มทันที

"แกเอาอะไรยัดไปในงวงของมันวะดิเรก"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ ใบหน้าของเขาสดชื่นผิดปกติ

"ระเบิดแก๊สน้ำตาน่ะซีครับ มันเป็นประดิษฐกรรมที่ผมคิดขึ้น เพื่อจะสร้างให้แก่กองทัพบกของเรา ขณะนี้ระเบิดแก๊สน้ำตาที่อยู่ในท่อยางนั้นคงระเบิดขึ้นแล้ว ควันอันมากมายของมันก็จะผ่านไปตามท่อเข้าไป ระเหยในจรวดยานนักบินของโลกพระอังคารถูกวันพิษเข้านัยน์ตาของ

มัน ก็ปวดร้อนมองอะไรไม่เห็นคล้ายกับตำพริกขึ้หนูสักกำมือยัดเข้าไปในลูกนัยน์ตา ประเดี๋ยวเถอะครับ เสร็จผมแน่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทันที ต่างคนต่างมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ขณะนี้เสียงจรวดยานหรือพาหนะกาศของโลกพระอังคารเงียบไปแล้ว ได้ยินเสียประทุของไฟที่กำลังไหม้เคหะสถานบ้านเรือนของประชาชนในพระนครและธนบุรี แสงเพลิงซึ่งเกิดจากไฟ

ไหม้ทำให้พื้นแผ่นดินทั่วกรุงเทพฯ สว่างจ้า ประชาชนหญิงชายคนชราและเด็ก ถูกจานผีสังหารชีวิตด้วยเครื่องพ่นไฟปรมาณูสูญหายละลายเป็นเถ้าถ่านไปอีกหลายหมื่นคน และอีกหลายพันคนถูกทรากตึกล้มทับ ต้องตายในไฟอย่างน่าทุเรศ ผู้คนกำลังสับสนอลหม่านหนีเอาตัวรอด

เวลาผ่านพ้นไปอีกในราวสิบนาที นายแพทย์หนุ่มก็เดินเข้ามากล่าวกับนิกรเบาๆ

"อ้ายกร เตรียมตัวจับพวกโลกพระอังคาร แกช่วยออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนหน่อยซิ ได้ความว่าอย่างไรแล้วเข้ามาบอกกัน"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"อย่าพยายามยุให้กันออกไปตาย โดยไม่เห็นซากศพหน่อยเลยวะ เสียง กิ๊กๆๆกิ๊กๆๆ ยังได้ยินอยู่แกฟังดูซิ"

นายพัชราภรณ์พูดโพล่งขึ้นทันที

"ไป.. ออกไปโว้ยพวกเรา เดี๋ยวกันเกิดบ้าบินขึ้นมาแล้ว"

นันทาทำตาเขีวกับอ้ายเสือรูปหล่อผัวรักของหล่อน

"อยากจะออกไปหาที่ตายหรือคะพล"

พลว่า "พี่จะเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องร่วมโลกที่กำลังตกเป็นเหยื่อจานผีของชาวโลกพระอังคาร" แล้วเขาก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ไปโว้ย หมอ ถ้าเราจับนักบินและเจ้าหน้าที่ประจำพาหนะกาศ เครื่องนี้ได้ บางทีชาวโลกพระอังคารอาจจะหนีกลับไปโลกของเขา"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย หันมาชวนเสี่ยหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พลมีวาทศิลป์สามารถพูดให้นิการหายกลัวได้อย่างประหลาด ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร.ดิเรกด้วยความระมัดระวังตัว

แล้วคณะพรรคสี่สหายก็ได้แลเห็นพาหนะกาศหรือจานผีของโลกพระอังคารจอดอยู่บนพื้นดินภายในบริเวณสวนดอกไม้หลังบ้านอย่างสง่าผ่าเผยและดูน่ากลัวมาก มันส่ายงวงบนลำตัวจรวดไปมา นัยน์ตาเขียวแดงวาวโรจน์เหมือนนัยน์ตาพญายม ที่กำลังต้องการชีวิตมนุษย์

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแฝงตัวลงมาจากตึกทางบันไดหลังตึกอย่างระมัดระวัง ทุกคนวิ่งเข้าไปหมอบเบื้องหลัง สุมทุมพุ่มไม้แห่งหนึ่ง ต่างจ้องตาเขม็งมองไปที่ยานฟ้าของชาวโลกพระอังคารด้วยความประหวั่นพรั่นใจ มีรัศมีสีเขียวแก่ปรากฏออกมานอกลำตัวพาหนะกาศ

นั่นคือ เกราะกำบังตัวของมัน ซึ่งไม่มีอาวุธสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกนี้จะทำลายมันได้

สักครู่หนึ่ง งวงยักษ์ของมันก็หยุดการเคลื่อนไหวและไฟเขียวแดงที่นัยน์ตาของมันก็ค่อยๆ ดับวูบลง ดร.ดิเรกดีดมือแป๊ะหัวเราะลั่น

"เสร็จ.. เสร็จเราแน่ ที่งวงของมันไม่เคลื่อนไหวอีกย่อมแดสงว่านักบิน และเจ้าหน้าที่ในจานผีถูกแก๊สพิษของเรา ไม่สามารถจะทำงานอะไรได้อีกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าเจ้าแห้วและพูดเบาๆ

"ไป..เอ็งบุกเข้าไปดูซิอ้ายแห้ว และกลับมาบอกพวกเรา"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "รับประทานใต้เท่าชอบใช้ให้ผมไปตายเหลือเกิน รับประทานให้ผมอยู่แนวหลังเถอะครับ"

"ขี้ขลาดบัดซบเลยอ้ายนี่" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงดุๆ แล้วหันมาทางนิกรลูกเลยจอมทะเล้นของท่าน "พ่อคิดว่า แกคงกล้ากว่าอ้ายแห้วเป็นแน่"

นิกรยิ้มแห้งแล้ง

"พอกันเชียวครับคุณพ่อ ผมกับอ้ายแห้วอยู่บริษัทตาแหกมานานแล้ว ผมคิดว่าคุณพ่อเคยเป็นทหาร คุณพ่อจะต้องกล้าหาญกว่าพวกเรา เพราะฉะนั้น คุณพ่อเข้าไปดูเองดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

" พ่อจะเข้าไปดูก็ได้ แต่ว่า...ใจมันไม่กล้าโว้ย อ้ายงวงบนหัวมันน่ะน่ากลัวเหลือเกิน"

นายแพทย์หนุ่มฉุดแขนพลให้ลุกขึ้น แล้วพูดกับนายพัชราภรณ์ด้วยเสียงหนักแน่น

"แกกับกันเสี่ยงภัยเข้าไปดูที่จรวดยานนั่นดีกว่า เชื่อกันเถอะวะ ถ้าหากว่าพวกนักบินในจรวดยานนี้ยังทำงานได้ อ้ายงวงยักษ์ของมันคงกระพริบตาอยู่เรื่อยไป และส่ายหัวไปมา นี่มันหยุดการเคลื่อนไหวแล้ว"

นายพัชราภรณ์พยักหน้าช้าๆ

"ไป..หมอ กันยอมตายกับแก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"นั่น..มันต้องยังงั้นซีวะ เกิดมาเป็นลูกผู้ชายกลัวตายมีอย่างที่ไหน แต่ถ้าจะให้ดีแกนำหน้าดีกว่า หูตาของกันมองอะไรไม่ใคร่เห็น" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ส่งปืนกลมือให้พล "เอ้า แกเอาปืนกลกระบอกนี้ไว้ป้องกันตัว ถ้าอย่างไรยิงทิ้งเลย ไม่ต้องสารหรือกรุณามัน เพราะไม่มีความ

เมตตาปราณีใดๆ ให้อ้ายพวกชาวโลกพระอังคารเป็นอันขาด มนุษย์โลกนั้นเหี้ยมโหดทารุณมากที่สุด"

นายพัชราภรณ์มองดูบาเร็ตต้าด้วยความพอใจแล้วส่งรีวอลเว่อ ๙.มม.ให้ ดร.ดิเรก "แกเอาปืนนี่ไว้ใช้ ก่อนจะยิงพยายามมองดูเสียให้แน่ก่อน มืดตื๊อย่างนี้หูตาของแกมันแย่หน่อย ดีไม่ดีจะมายิงเอากันเข้า"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ ต่อจากนั้นพลก็เดินนำหน้าพานายแพทย์หนุ่มตรงเข้าไปที่จรวดยานหรือพาหนะกาศของชาวโลกพระอังคารด้วยความระมัดระวังตัว ใกล้เข้าไปและใกล้เข้าไปตามลำดับ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทนดูอยู่ไม่ได้ ท่านก็พูดกับนิกรและเสี่ยหงวน

"ตามอ้ายสองคนนั่นเข้าไปเถอะวะ ถ้าอย่างไรก็จะได้ช่วยเหลือมัน เราต่างก็มีปืนพกอยู่ในมือคนละกระบอก"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย เขาดึงแว่นตาขอบกระออกมากพับเก็บใส่กระเป๋ากางเกงแล้วยกมือทั้งสองถูกันไปมา เสี่ยหงวนพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงหนักแน่น

"ผม...อาเสี่ยกิมหงวนจะไม่ยอมขี้ขลาดตาขาวอีกแล้วคนโลกพระอังคารมันจะเก่งกว่าชาวโลกราหูก็ให้มันรู้ไป"

ด้วยความกล้าหาญอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ อาเสี่ยกิมหงวนยืดหน้าอกขึ้นไปท่าเบ่ง แล้วเดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเจ้าแห้วติดตามพลกับเดิเรกไปทันที

พลกับนายแพทย์หนุ่มหยุดยืนย่างจากจรวดยานประมาณห้าเมตร สองสหายกำลังพิจารณาดูลำตัวของจรวดยานยักษ์ ซึ่งเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม และวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ ๑๐ เมตร ทันใดนั้นเองบานประตูที่ลำตัวพาหนะกาศก็ค่อยๆ เลื่อนออกมาด้วยกระแสไฟฟ้าอันเป็น

เครื่องอัตโนมัติ นักบินและเจ้าหน้าที่ประจำจานผี รวมเจ็ดคนได้รับความทุกข์ทรมานจากแก๊สพิษ ร้องโอดครวญอยู่ในจรวดยานนั้น ผู้บังคับการจานผีเครื่องนี้คาดไม่ถึงว่า ชาวโลกราหูจะมีแผนการต่อสู้อย่างแยบคายเช่นนี้ เขาจำเป็นต้องเปิดประตูออก เพื่อให้ควันระเหยของแก๊ส

พิษออกไปจากห้องบังคับการของจรวดยาน

ชาวโลกพระอังคารใช้เครื่องระบายอากาศ ถ่ายอากาศในจานผีนั้น ควันระเหยของแก๊สพิษกระจายออกมาจากจานผี แต่บังเอิญมีลมพัดแรง กลุ่มควันจึงลอยขึ้นสูง ไม่ทำให้คณะพรรคสี่สหายได้รับอันตรายจากควันพิษ

ถึงแม้ควันของแก๊สพิษจางหายออกไปจากจรวดยานแล้ว นักบินประจำเครื่องกับเจ้าหน้าที่ทั้งเจ็ดคนก็ตกอยู่ในสภาพไร้ความสามารถ ต่างยกมือกุมนัยน์ตาตัวเองและร้องโอดครวญด้วยความปวดแสบปวดร้อน พลหันมาทางดิเรกและพูดขึ้นดังๆ

"บุกขึ้นไปเลยหมอ ถ้าอย่างไรกันจะสังหารนักบินในเครื่องนี้ให้หมดเพื่อความปลอดภัยของเรา"

ดร.ดิเรก พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"โอเค แต่ว่า..แกช่วยชี้บอกกันหน่อยซิว่ากันจะปีนขึ้นทางไหน"

พลหัวเราะเบาๆ ขี้มือไปที่ช่องประตู ซึ่งมีขนาดกว้างเท่าๆ กับประตูเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ของเขา

" โน่น ประตูมันเปิดออกแล้วเห็นไหมหมอ.."

ดร.ดิเรกจ้องตาเขม็งมองดูแล้วอมยิ้ม

"ออไร๋น์ เห็นแล้ว"

พลปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง ถือปืนกลมือกระชับมั่น พา ดร.ดิเรกบุกเข้าไปในจรวดยานของชาวโลกพระอังคารทันที ซึ่งในเวลาไล่ๆ กันเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและนิกร กับเจ้าแห้วก็ติดตามขึ้นมาในจรวดนี้ด้วย ภายในจรวดนี้กว้างขวางใหญ่โตมาก เต็มไปด้วยเครื่อง

กลไกต่างๆ และมีแสงสว่างจ้ามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ถนัด แต่ไม่ปรากฏว่ามีดวงไฟฟ้าอยู่ที่ไหนเลย ทุกสิ่งทุกอย่างในจรวดยานนี้ล้วนแต่ใหม่และแปลกตาทั้งสิ้น แม้กระทั่งเลขมาตราต่างๆ เป็นต้นว่าเครื่องวัดเชื้อเพลิง วัดความเร็ว ความสูง ไม่มีมนุษย์โลกคนใดที่จะอ่านออก

หรือดูรู้เรื่อง

ร่างอันประหลาดของชาวโลกพระอังคาร ซึ่งมีสภาพครึ่งคนครึ่งปีศาจนั่งจับกลุ่มร่วมกันอยู่บนพื้นจรวด ยกมือขยี้ตาร้องโอดครวญด้วยเสียงแหลมเล็ก คณะพรรคสี่สหายยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ชาวโลกพระอังคารทั้งเจ็ดคนนี้รูปร่างขนาดเดียวกับมนุษย์บนพื้นพิภพ แต่ศีรษะ

ใหญ่โตมาก นัยน์ตาโปนถลนออกมานอกเบ้า จมูกใหญ่บานผิดปกติ ปากแบะยื่น บนศีรษะปราศจากเส้นผมที่ไม่มีผมก็เนื่องจากโลกพระอังคารนั้นมีความหนาวจัด และแสงอาทิตย์ส่งไปถึงเพียงสลัวลาง ธรรมชาติจึงไม่บันดาลให้ชาวโลกพระอังคารมีเส้นผม เนื่องจากไม่จำเป็น แขน

ของมนุษย์โลกพระอังคารยาวถึงเท้า ทุกคนสวมเสื้อหนามากและคล้ายกับหนังสัตว์ชนิดหนึ่ง เสื้อนั้นเหมือนกับเสื้อยืดแขนยาว สวมกางเกงกรอมเท้า และสวมรองเท้าใหญ่เป็นรองเท้าหนังนิ่มแบบแปลกมาก ทั้งเจ็ดคนไม่มีทางที่จะต่อสู้หรือป้องกันตัวแล้ว

พอหายจากตกตะลึง เจ้าแห้วก็ปราดเข้าไปยกเท้าขวาเตะหน้ามนุษย์โลกพระอังคารนายหนึ่ง เจ้าหมอนั่นผงะหงาย และร้องครวญคราง เจ้าแห้วปราดเข้าไปจะกระทืบซ้ำ แต่นายแพทย์หนุ่มรีบพุ่งตัวเข้ารวบตัวเจ้าแห้วไว้ได้

"อย่า อย่าไปทำมันโว้ย"

เจ้าหัวโกรธ ดร.ดิเรกจนตัวสั่น

"รับประทานห้ามผมทำไม" เจ้าแห้วตวาดแว๊ด "อ้ายพวกนี้มันฆ่าชาวโลกของเรา ล้มตายด้วยความเหี้ยมโหดทารุณของมัน รับประทานปล่อยให้ผมซ้อมมันเถอะครับ รับประทานผมจะกระทืบให้ตายหมดนี่เลย"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือห้าม

"โนๆๆๆ กันจะยอมให้แกทำร้ายชาวโลกพระอังคารทั้งเจ็ดคนนี่ไม่ได้เป็นอันขาด ถึงแม้เขาจะเป็นศัตรูหรือข้าศึกของเรา แต่ขณะนี้เขากำลังได้รับความเจ็บปวด เขาไม่มีทางที่จะสู้รบตบมือกับเราแล้ว กันเป็นหมอถึงแม้ว่าจะโกรธแค้นอ้ายพวกโลกพระอังคารมากมายเพียงไร แต่

เมื่อกันแลเห็นเขาได้รับความทุกข์เวทนาเช่นนี้ กันก็ต้องให้ความช่วยเหลือคุ้มครองป้องกันเขา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นจรวดยาน ทุกคนตื่นเต้นแปลกใจมาก เมื่อได้เห็นมนุษย์ต่างพิภพ นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ทั้งหลาย ได้โต้เถียงกันมาร่วมศตวรรษแล้วว่า บนดวงดาวพระอังคารนั้นมีมนุษย์และพืชสัตว์เช่นเดียวกับโลกเรา บางคนก็ว่าไม่อาจจะเป็นไปได้

แต่ในศตวรรษนี้ พวกนักดาราศาสตร์ส่วนมากเชื่อกันว่าบนพิภพพระอังคาร ย่อมมีมนุษย์สัตว์พืชเช่นเดียวกับโลกของเรา เพราะสภาพดินฟ้าอากาศบนโลกพระอังคารสามารถทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตได้

บัดนี้ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้ว โลกพระอังคารหรือดาวพระอังคารมีมนุษย์เหมือนอย่างโลกเรา อย่างแน่นอน ส่วนรูปลักษณะที่ไม่เหมือนโลกของเรา ก็เนื่องจากดินฟ้าอากาศแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามชาวโลกพระอังคารย่อมมีความรู้ความสามารถดีกว่ามนุษย์ในโลกเรามากมาย

"อือ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ครางขึ้นดังๆ "หน้าตามันยังงี้เองแหละโว้ย นี่ถ้าเราเอาตัวมันซ่อนไว้แล้วนำออกแสดงเก็บเงินคนดูเราก็คงจะร่ำรวยไปตามกัน"

ทันใดนั้นเอง นิกรได้ร้องขึ้นอย่างสุดเสียง

"โอ้ย อะไรกันนั่น นิ้วมือมันมีข้างละสามนิ้วเท่านั้นเอง"

ทุกคนจ้องมองดูมือของชาวโลกพระอังคาร ซึ่งมีนิ้วอยู่ข้างละสามนิ้ว นิ้วๆ หนึ่งยาวประมาณหนึ่งฟุต ปลายนิ้วบานออกไปผิดปกติ นิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อยไม่มี และเล็บที่นิ้วมือทั้งสามก็ไม่ปรากฏ

"ว้า" อาเสี่ยกิมหงวนร้องลั่น "นิ้วมือมันเกะกะอย่างนี้มันจะหยิบฉวยอะไรได้วะหมอ"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ไม่แปลกอะไร ธรรมชาติได้สร้างให้ชาวโลกพระอังคาร มีรูปร่างอวัยวะอย่างนี้ ก็หมายความว่าเหมาะสมสำหรับโลกของเขา ถ้าหากว่าพวกเราได้เห็นพวกเรามีนิ้วมือข้างละห้านิ้ว เขาก็คงจะหัวเราะกันอย่างขบขันเพื่อนของกันคนหนึ่ง เป็นนักดาราศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก และเป็น

ชาวฝรั่งเศสชื่อ ศาสตราจารย์ สิออร์เดอร์ บอนฟัว เขาเคยเล่าให้กันฟังว่า ตามทางสันนิฐานของเรา มนุษย์บนโลกพระอังคารมีนิ้วมือเพียงข้างละสามนิ้ว และมีลักษณะเช่นนี้แหละ นับว่าท่านศาสตราจารย์บอนฟัว คาดคะเนได้ถูกต้องทุกประการ ท่านศาสตราจารย์ได้ยืนวันว่า ดาว

ทุกๆดวงจะต้องมีมนุษย์พืช และสัตว์เช่นเดียวกับโลกเรา และดาวดวงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปกว่าดาวนพเคราะห์ทั้งหลาย ก็จะต้องได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์อื่นๆ ไม่ใช่ว่าดวงอาทิตย์มีอยู่เพียงดวงเดียว ดาวที่เราแลเห็นยิบๆ อยู่นั้น บางดวงก็เป็นดวงอาทิตย์หาใช่ดาวไม่ แต่

เพราะอยู่ห่างไกลจากโลกเราเหลือจะคณนานับ เราก็และเห็นเป็นดาวดวงหนึ่ง ท่านศาสตราจารย์บอนฟัวรับรองว่าโลกพระเสาร์ มีมนุษย์ที่เจริญกว่าโลกเราหลายพันเท่า แต่มนุษย์ในโลกพระเสาร์มีนิ้วมือถึงข้างละห้าสิบนิ้ว"

"โอ๊ย่า" อาเสี่ยอุทาน "ลงมีนิ้วมือข้างละห้าสิบนิ้วละ ก็ไม่ใช่คนเสียแล้วละหมอ"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น

"ไม่ใช่คนแล้วจะเป็นอะไรล่ะ"

"ตะขาบหรือกิ้งกือน่ะซี" เสียหงวนพูดพลางหัวเราพลาง "คนตะหวักตะบวยอะไรวะมีนิ้วมือถึงข้างละห้าสิบนิ้ว"

"ก็ศาสตราจารย์บอนฟัว แกเล่าให้ฟังอย่างนี้นี่หว่า เท็จจริงอย่างไรใครจะไปรู้"

นายพัชราภรณ์พูดตัดบท

"อย่าเพิ่งคุยกันเลยวะ เรามาปรึกษากันเถอะว่าเราจัดการกับอ้ายคนเจ็ดคนนี่อย่างไรดี"

ทุกคนต่างพากันมองดูชาวโลกพระอังคาร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำจานผีเครื่องนี้ สักครู่หนึ่งนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ช่วยกันเถอะพวกเรา พาเจ้าพวกนี้ไปที่ห้องวิทยาศาสตร์ของกัน กันจะได้ให้ความช่วยเหลือรักษาพยาบาลเขา กันมียาล้างตาชนิดหนึ่งซึ่งกันได้ทำขึ้นสำหรับล้างนัยน์ตา ที่ถูกแก๊สน้ำตาให้หายเจ็บปวดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อกันได้ให้ความช่วยเหลืออ้ายเจ็ดคนนี่แล้ว ก็จะ

ขับไว้ในห้องใต้ดินใต้ห้องวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงของกันต่อไป และกันจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร หรือใครๆ มารับเอาตัวชาวพระอังคารไปจากกัน เป็นอันขาด ขณะนี้กันมีหวังที่จะขับไล่ชาวโลกพระอังคาร ซึ่งกำลังรุกรานโลกเราให้หนีกลับไปยังโลกของ

เขาได้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สนใจในคำพูดของ ดร.ดิเรกอย่างยิ่ง

"แกจะทำอย่างไรดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบๆ จรวดยาน

"ผมก็ต้องใข้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง จรวดยานนี้แหละครับผมจะใช้สังหารจานผีของชาวโลกพระอังคาร ซึ่งผมเชื่อว่าไฟปรมาณูที่พ่านออกจากปลายงวงของมันบนจรวดนี้ คงทำลายล้างพาหนะกาศของพวกมันได้"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ความคิดของแกก็เข้าทีดีเหมือนกัน แต่ว่าแกสามารถที่จะขับจานผีนี้ได้หรือ เครื่องกลไกมันออกเต็มไปหมด กว่าแกจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แกก็ต้องใช้เวลาศึกษาร่วมเดือน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"พูดแล้วยูจะว่าไอคุยยกย่องตัวเอง จริงอยู่ทุกสิ่งทุกอย่างในจรวดนี้เป็นของใหม่ในสายตาของกัน แต่วิธีการของเครื่องยนต์กลไกนั้นมันไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก กันมองดูเครื่องอุปกรณ์ในจานผีนี่ กันก็รู้แล้วว่าพาหนะกาศหรือจานผีของชาวโลกพระอังคารนี้ ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์

และไม่ได้ใช้กำลังไอพ่น พาหนะกาศเคลื่อนไหวลอยตัวขึ้นและลง หรือบินไปทางไหนๆ ได้ตามความต้องการของนักบินก็ด้วยอำนาจเครื่องไฟฟ้า ซึ่งพาหนะกาศนี้ไม่ได้อาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้กระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดของมัน โดยเรียกกระแสไฟฟ้าในบรรยากาศ มาเข้า

เครื่องทำให้เกิดเป็นพลังงานขึ้น มันเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูงของเขา แต่ว่าคงไม่ยากลำบากเกินความสามารถของกันไปได้ ขอให้กันพิจารณาเครื่องยนต์กลไกในพาหนะกาศนี้สักชั่วโมงเดียว กันก็สามารถที่จะบังคับยานวิเศษนี้ได้ เช่นเดียวกับนักบินของโลกพระอังคาร"

พลยิ้มออกมาได้

"ถ้ายังงั้นอย่าร่ำไรเลยพวกเรา ช่วยกันลำเลียงอ้ายพวกนี้ไปบนบ้านเราเถอะ เราจะได้ช่วยเหลือมัน ความจริงเราก็ไม่น่าจะโกรธแค้นอะไรมันหรอก เท่าที่ชาวโลกพระอังคารต้องการทำลายล้างมนุษย์ในโลกเรา ก็เพราะโลกของเขาเย็นจัดไม่สามารถจะอาศัยอยู่ได้ ชีวิตทุกชีวิตก็

ต้องการดิ้นรนช่วยเหลือตัวเอง มันอาจจะเข้าใจว่า พวกชาวโลกราหูนี้ดุร้ายไม่ยอมต้อนรับพวกมัน มันก็เลยใช้วิธีโหดเหี้ยมทารุณอย่างนี้ ความจริงถ้าหากชาวโลกพระอังคารจะเดินทางมาโลกเราในฐานมิตรแล้ว ชาวโลกราหูก็คงยินดีต้อนรับในฐานเพื่อนต่างโลก และในฐานเป็น

มนุษย์เหมือนกัน"

นิกรวิ่งปราดไปที่โต๊ะโลหะโต๊ะหนึ่ง ซึ่งยื่นออกมาจากผนังจรวดยานนั้น เขาแลเห็นขนมรูปแปลกๆ คล้ายกับเค๊กในโลกเราวางอยู่ในถาดสองสามชิ้น นิกรหันมายิ้มกับเพื่อนเกลอของเขา แล้วหยิบขนมชิ้นหนึ่งมาจะกัดกิน ดร.ดิเรก ร้องห้ามเสียหลง

"เฮ้ อย่า อย่านะโว้ยกร อาหารของโลกพระอังคารอาจจะเป็นพิษแก่คนโลกอื่นก็ได้ และอ้ายที่แกถืออยู่น่ะบางทีมันอาจจะไม่ใช่ของกินก็ได้"

นิกรเอียงคอยิ้ม

"ลักษณะของมันบอกว่าขนมนี่หว่า เถอะน่า ให้มันรู้ทีเถอะว่ากินเข้าไปแล้วจะเป็นพิษ" พูดจบนิกรก็ยกขึ้นใส่ปากกัดและเคี้ยวกิน

แต่แล้วนายจอมทะเล้นก็วิ่งออกไปนอกจรวดคายทิ้ง สักครู่เขาก็กลับขึ้นมาบนจรวดยานอย่างกะปลกกะเปลี้ย ทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้

"ไงวะ" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะ "กินไม่ลงหรืออ้ายกร"

นิกรทำท่าผะอืดผะอมเหมือนกับอาเจียน

"อื้อฮือ ไม่ไหวโว้ย มองดูเผินๆ ก็เหมือนเค๊ก แต่กลิ่นและรสของมัน บอกไม่ถูกว่าผะอืดผะอมเพียงไร กลิ่นคล้ายๆ กับขี้แมวแห้งไม่มีผิด กันสงสัยแล้วอ้ายพวกโลกพระอังคารทำเค๊กน่ากลัวจะใช้ขี้แมวยัดไส้ เพราะชาวโลกพระอังคารฉลาดกว่าโลกเรา อาจพิสูจน์แล้วว่าขี้แมวนั้นมี

วิตามินปนอยู่มากมาย ก็เลยเอามาทำไส้ขนม"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นพร้อมๆ กันต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ช่วยกันประคองชาวโลกพระอังคาร ซึ่งกำลังได้รับความทุกข์ทรมานจากแก๊สพิษลงมาจากพาหนะกาศ ในเวลาเดียวกันนี้เอง คนใช้ชายหญิงของบ้าน 'พัชราภรณ์' ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนได้

เข้ามายืนห้อมล้อมอยู่ใกล้ๆ พาหนะกาศนี้ พลเรียกร้องคนใช้ของเขาให้มาช่วยกันประครอง พวกนักบินโลกพระอังคารลงมาจากจรวด และรีบพาไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์โดยเร็ว

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ดร.ดิเรกก็จัดการช่วยเหลือปฐมพยาบาลนักบินชาวโลกพระอังคารทั้งเจ็ดคน จนกระทั่งทุกคนหายเจ็บปวด และสามารถใช้นัยน์ตามองเห็นอะไรต่ออะไรแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและสี่นาง ยืนจับกลุ่มมองดูชาวโลกพระอังคารทั้งเจ็ดคน

ซึ่งนั่งเรียงรายอยู่บนม้ายาว ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์มนุษย์ต่างโลกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ เมื่อได้เผชิญหน้ากับชาวโลกราหู

นิกรเดินเข้าไปหาชาวโลกพระอังคารทั้งเจ็ดคนแล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ยังไง อ้ายน้องชาย"

ชาวโลกพระอังคารนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น เจ้าคนหนึ่งท่าทางเป็นหัวหน้าจ้องตาเขม็งมองดูนิกร แต่ไม่ยอมพูดว่ากระไร นายจอมทะเล้นหมุนตัวกลับเดินเข้ามาหาพรรคพวกของเขา

"อย่าไปรบกวนมันเลย" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "มันกำลังตื่นเต้นและหวาดกลัวพวกเรา ช่วยกันนำตัวอ้ายพวกนี้ลงไปขังในห้องใต้ดินดีกว่า กันจะรีบศึกษาหาความรู้กับเครื่องกลไกในพาหนะกาศ เพื่อเตรียมไว้สู้รบกับชาวโลกพระอังคาร"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายก็พานักบินต่างโลกทั้งเจ็ดคนลงไปในห้องใต้ดิน ชาวโลกพระอังคารไม่มีใครขัดขืนยอมลงไปยังห้องใต้ดินโดยดี

ตอนสายวันรุ่งขึ้น ประมาณ ๙.๐๐ น.เศษ พาหนะกาศของชาวโลกพระอังคารฝูงหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๓๐ เครื่อง ก็เริ่มบุกเข้าโจมตีกรุงเทพพระมหานคร อีกประชาชนต่างตระหนกตกใจ อุ้มลูกจูงหลานหลบหนีภัยอย่างสับสนอลหม่าน ทันใดนั้นเอง จานผีของชาวโลกพระอังคารเครื่องหนึ่งก็

พาตัวลอยขึ้นทางหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' ขึ้นสู่อากาศอย่างแช่มช้า ผู้รับคับการจานผีเครื่องนี้ คือ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นั่นเอง มีเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องอีกห้าคน คือ พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

จานผีในบังคับบัญชาของนายแพทย์หนุ่ม พร้อมที่จะรณรงค์กับฝูงจานผีของชาวโลกพระอังคาร ดร.ดิเรกเป็นนักปราชญ์ และนักวิทยาศาสตร์ที่มีมันสมองเฉียบแหลม เขาใช้เวลาเมื่อคืนนี้ศึกษาหาความรู้ทุกสิ่งทุกอย่างภายในพาหนะกาศ ซึ่งในที่สุดนายแพทย์หนุ่มก็เข้าใจดี นอก

จากนี้เขายังสามารถปรับปรุงให้พาหนะกาศเครื่องนี้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเก่า เป็นต้นว่า ไฟมฤตยูของจรวดยานลำอื่นๆ ไม่อาจจะทำลายจรวดยานเครื่องนี้ได้

นายแพทย์หนุ่มแลเห็นฝูงจานผีของชาวโลกพระอังคาร บินเกาะหมู่เข้าโจมตีพระนครในระยะต่ำ เขาก็บังคับจรวดยานของเขาตรงเข้าประจัญบานทันที นักบินข้าศึกต่างโลกไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร เพราะเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงไม่ได้เตรียมการต่อสู้ ดังนั้น ดร.ดิเรกจึงใช้

แสงมฤตยุพ่นห่าเพลิงอันร้อนแรงออกไปทำลายพาหนะกาศย่อยยับ หล่นลงมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ เครื่องในเวลาไล่ๆ กัน

นักบินข้าศึกได้ติดต่อประสานงานกับทางวิทยุ ดังนั้น พาหนะกาศที่เหลืออยู่อีก ๙ เครื่อง ก็บินเข้าโจมตีจรวดยานของคณะพรรคสี่สหาย

ประชาชนที่อยู่บนพื้นดิน ต่างตื่นเต้นไปตามกัน เมื่อได้เห็นพาหนะกาศเกิดสู้รบกันเอง ต่างพ่นไฟปรมาณูเข้าใส่กัน แต่จรวดยานของสี่สหายหาเป็นอันตรายไม่ เนื่องจาก ดร.ดิเรกได้ใช้วิชาวิทยาศาสตร์ของเขาคิดวิธีป้องกันได้สำเร็จ

นายแพทย์หนุ่มปล่อยแสงปรมาณูสังหารพาหนะกาศทีละเครื่อง จนกระทั่งอีกสองเครื่องผละจากการรบบินหนีไปไปโดยเร็ว สี่สหายต่างกระโดดโลดเต้นไชโยโห่ร้องกันลั่นจรวดยาน

"เว้ล เวล เหว่ล" ดร.ดิเรกพูดขึ้นด้วยความดีใจ "กันจะพวกเราบินไปรอบโลกเดี๋ยวนี้ เพื่อปราบฝูงพาหนะกาศของชาวโลกพระอังคารให้ราบคาบ"

ครั้นแล้วพาหนะกาศ ซึ่งมีเครื่องหมายของธงไตรรงค์อยู่ที่ใต้ท้องของมันก็บินขึ้นสูง และทวีความเร็วขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งยานฟ้าบินเร็วถึงชั่วโมงละ ๒,๕๐๐ ไมล์

สันติภาพกลับคืนมา ยังโลกของเราแล้ว เมื่อ ดร.ดิเรก ซึ่งนอนหลับอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ถูกเจ้าแห้วปลุกให้ตื่นขึ้น

"รับประทานลุกขึ้นเถอะครับคุณหมอ เกือบค่ำแล้ว รับประทานคุณประภาให้ผมมาปลุก"

นายแพทย์หนุ่มพรวดพราดลุกขึ้นนั่งทำตาปริบๆ มองดูเจ้าแห้ว

"อือ นี่ข้าฝันไปหรือนี่ ข้าไม่ได้อยู่ในจรวดยานหรอกหรือ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานจรวดยานอะไรกันครับ"

ดร.ดิเรกมองซ้ายมองขวา แล้วก้าวลงจากเตียงผ่าตัด

"กันฝันไปโว้ยอ้ายแห้ว ฝันเป็นเรื่องเป็นราวว่าเราถูกโลกพระอังคารบุก" แล้วดิเรกก็หัวเราะชอบใจ "ไปดูหนังที่โอเดียนเมื่อคืนนี้เลยเก็บเอามาฝัน"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะช้าๆ เดินหัวเราะหึๆ ออกไปจากห้องวิทยาศาสตร์ เจ้าแห้วมองดูอย่างขบขัน.

จบตอน