พล นิกร กิมหงวน 095 : จอมจักรยาน

แทบจะกล่าวได้ว่า โรงแรมที่หรูหราทันสมัยที่สุดในกรุงเทพฯ นั้นคือโรงแรม "สี่สหาย" ของเรานั้นเอง นับวันมีชาวต่างประเทศนิยมมาพักมากขึ้น จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วยุโรปอเมริกา ตึกใหญ่สร้างใหม่ถึงสองหลังก็ยังไม่พอต้อนรับแขกผู้มาพัก ขณะนี้คณะพรรคสี่สหายของเราได้ซื้อที่ดินริมถนนสุขุมวิทได้อีก ๓ ไร่ในราคาแพงลิบ เพื่อสร้างอาคาร ๔ ชั้นเตรียมไว้ต้อนรับชาวต่างประเทศ

นอกจากห้องพักกว้างขวางโอ่โถงสะอาด มีเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยมีเครื่องปรับอากาศทุกห้องแล้ว อาหารของโรงแรม "สี่สหาย" ยังปรุงด้วยพ่อครัวผู้เชี่ยวชาญ มีทั้งพ่อครัวชาวจีน ชาวฝรั่งเศสและอิตาเลียน ฉะนั้น เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร ห้องรับประทานอาหารของโรงแรม "สี่สหาย" จะหาโต๊ะว่างได้ยาก ทั้งนี้ก็เพราะมีบุคคลภายนอกพากันมารับประทานอาหารนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีสนามเทนนิสถึง ๒ สนาม สระอาบน้ำอันกว้างใหญ่ สนามกอล์ฟเล็ก สนามแบดมินตันและเทเบิลเทนนิส ชาวยุโรปบางคนตั้งใจมาพักสักสองสามวัน แต่พอได้รับความสุขสะดวกสบายกลับมาอยู่ตั้งเดือน ผู้จัดการหนุ่มของโรงแรม "สี่สหาย" ผู้สำเร็จวิชาการโรงแรมมาจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ คือนายทวน ทยาพงศ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการบริหารงานกิจการโรงแรมคนหนึ่ง

ระหว่างนี้โรงแรม "สี่สหาย" ได้ต้อนรับชาวยุโรปและอเมริกันมากมายจนไม่มีห้องว่าง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงต้องมานั่งประจำทำงานอยู่ที่โรงแรมในตอนบ่ายจนเย็นทุกๆ วัน เว้นวันอาทิตย์ บรรดาหุ้นส่วนเหล่านี้มักจะว่าอะไรว่าตามกัน ฉะนั้น ความขัดแย้งโต้เถียงกันเนื่องในการบริหารงานจึงไม่ปรากฏ

บ่ายวันนั้น ราว ๑๔.๐๐ น. เศษ

ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งทำงานอยู่ในห้องพิเศษชั้นล่างของโรงแรม ประตูห้องก็ถูกเคาะเบาๆ เมื่อพลกล่าวคำอนุญาติบานประตูก็ถูกผลักออก ชายหนุ่มรูปหล่อร่างสูงโปร่งในวัย ๒๗ ปี แต่งสากลผูกโบว์หูกระต่ายเรียบร้อยในชุดสีเทา ได้พาตัวเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางที่สงบเสงี่ยม เขาคือนายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรม "สี่สหาย" นั่นเอง

เขาตรงเข้ามาหยุดหน้าโต๊ะเสี่ยหงวน ประธานอำนวยการโรงแรม "สี่สหาย" อาเสี่ยมองดูหน้าเขาแล้วกล่าวว่า

"คำนับผมเสียก่อนคุณทวน แล้วคุณจะพูดอะไรก็ว่ามา"

นายทวนก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างงดงาม

"ข้าแต่ท่านผู้อำนวยการที่เคารพ..."

อาเสี่ยโบกมือห้าม และพูดขัดขึ้นทันที

"ไม่ต้องๆๆ พูดกับผมอย่างที่คนธรรมดาเขาพูดกันดีกว่า"

นายทวนหัวเราะหึๆ

"ท่านผู้อำนวยการช่วยแก้ปัญหาหน่อยเถอะครับ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ว่ามาซีคุณ"

"อ้า-มีชาวอินเดีย ๕ คนเดินทางมาจากนิวเดลี มาถึงกรุงเทพฯ เมื่อตอนเที่ยงกว่าๆ นี่เองแหละครับ เขาโทรเลขมาจองห้องพิเศษซึ่งเป็นห้องคู่รวม ๓ ห้อง ทางเราก็จัดให้เขาเรียบร้อย หัวหน้าคณะชาวอินเดียที่มานี่เป็นมหาเศรษฐีครับ ทิปบ๋อยทีละร้อยบาท เขาพักอยู่ห้องเดอร์ลุกซ์หมายเลข ๑๑ ลูกน้องของเขาอีกสี่คนพักห้องหมายเลข ๑๒ และ ๑๓ ซึ่งอยู่ติดๆ กัน"

"แล้วยังไงคุณหอก" อาเสี่ยถามด้วยความสนใจ

ผู้จัดการสะดุ้งโหยง

"ผมชื่อทวนนะครับผู้อำนวยการ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษทีผมลืมไป แต่ทวนกับหอกมันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ"

นายทวนอดหัวเราะไม่ได้

"มหาเศรษฐีแขกที่ผมว่าชื่อนายสุริยันมหิปาลครับ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"เล่าต่อไป"

ผู้จัดการยิ้มเล็กน้อย

"อ้า-เอาละครับ ผมรบกวนเวลาท่านผู้อำนวยการมานานแล้ว ขอบคุณครับที่กรุณาให้โอกาสผมพูดถึงความอึดอัดใจของผม สวัสดีครับ"

"อ้าว" กิมหงวนร้องขึ้นดังๆ "เอ คุณน่ะท้องไส้ผูกบ้างหรือเปล่าคุณทวน"

นายทวนทำหน้าชอบกล

"เปล่าครับ"

"ถ้ายังงั้นน๊อตในตัวของคุณก็คงจะหลวมหรือหลุดหายไปบ้าง คุณพูดกับผมยังไม่ทันรู้เรื่องเลยจะไปเสียแล้ว"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คนที่ทำงานมากๆ และอดนอนอย่างคุณทวน ก็อาจจะกะป้ำกะเป๋อบ้างเหมือนกัน เมื่อกี้นี้คุณเล่าถึงเรื่องเศรษฐีชาวภารตะผู้มีนามว่าสุริยันมหิปาล เล่าต่อไปซีคุณ"

"อ้อ จริงแหละครับ นายสุริยันเขาพาจอมจักรยานมาด้วยครับ พักอยู่ห้องหมายเลข ๑๒"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"นายเอส. เอ็ม. นาวับน่ะเรอะคุณทวน"

"มิได้ครับ คนละราย นายนาวับซึ่งจะเริ่มต้นขี่ทนตอนเช้าวันพรุ่งนี้ พักอยู่ที่ไหนผมไม่ทราบ แต่จอมจักรยานลูกน้องของนายสุริยันคนนี้ชื่อนายอามัด เขาเป็นนักขี่จักรยานแชมเปี้ยนโลกประเภทขี่ทนครับ เพราะเคยทำเวลามาแล้วถึง ๒๘ วัน โดยไม่ลงจากรถเลย ที่เดินทางมานี่ก็เพื่อจะมาดูนายนาวับเพื่อนร่วมชาติของเขาและอาจจะแสดงให้คนไทยชมต่อจากนายนาวับก็ได้"

พลว่า "แล้วแขกพวกนี้ทำความรำคาญใจอะไรให้คุณยังงั้นรึ"

นายทวนเปลี่ยนสายตามาที่พล พัชราภรณ์

"ถูกแล้วครับ เขาทำให้ชาวต่างประเทศที่พักอยู่แถวเดียวกันต่อว่าผม เพราะว่านายอามัดนำจักรยานขึ้นไปไว้บนห้องนอน และขี่เล่นที่ระเบียงหน้าตึกชั้นสอง พวกฝรั่งและแหม่มเขารำคาญครับ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"มันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องพูดขอร้องเขานี่นา"

"ผมพูดกับเขาแล้วครับท่านผู้อำนวยการ นายอามัดกับพรรคพวกของเขาว่า เมื่อเขาเสียเงินค่าเช่าห้องพักเขาก็มีสิทธิที่จะขี่รถเล่นได้ เขาไม่ได้ขี่ชนใครและไม่ได้ทำให้ข้าวของของโรงแรมเสียหาย เขาว่าโรงแรมที่อินเดียนายทหารรถถังเดินทางมาจากหัวเมืองไกล ยังเอารถถังขึ้นไปขับเล่นบนชั้นห้าหรือชั้นหกไม่เห็นมีใครว่ากระไร"

เสี่ยหงวนชักฉิว

"วะ พูดแบบนักเลงอย่างนี้เรื่องมันต้องเตะปากกันเสียแล้วละโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวห้ามกิมหงวนทันที

"แกอย่าวู่วามนะอ้ายหงวน แกเป็นเจ้าของโรงแรมนี้แกจะต้องใจเย็น ถ้าแกมีเรื่องกับผู้มาพักกิจการของโรงแรมเราจะเสื่อมทันที และอาจจะถึงกับเจ๊งก็ได้"

กิมหงวนเม้มปากแน่น นึกเดือดดาลนักจักรยานชาวภารตะอย่างยิ่ง

"เดี๋ยวนี้เขายังขี่อยู่หรือ"

"ครับ ขี่วนเวียนไปมาที่ระเบียงหน้าห้อง บางทีก็แสดงท่าผาดแผลงต่างๆ แต่ไม่มีใครสนใจมองดูเขา นอกจากพวกเขาเอง"

"รูปร่างหน้าตานายอามัดเป็นอย่างไร" อาเสี่ยซัก

นายทวนทำหน้าเบ้

"พูดถึงแขกผมรู้สึกว่าหน้าตาเขาเหมือนๆ กันแหละครับ ต่างก็ไว้หนวดไว้เครารุ่มร่าม"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"จริงของคุณผู้จัดการ พวกแขกอินเดียถ้าไว้หนวดไว้เคราแล้วเราก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าใครเป็นใคร" แล้วพลก็หันมาทางนิกรซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ เขา "กรโว้ย แกเป็นคนฉลาดและมีวาทะศิลป แกขึ้นไปขอร้องนายอามัดหรือนายสุริยันทีเถอะวะ บอกเขาว่าแกเป็นเจ้าของโรงแรม พวกชาวต่างประเทศมาฟ้องแกว่า เขารำคาญนายอามัดเต็มทนที่ถือเอาระเบียงหน้าตึกเป็นที่ฝึกซ้อมรถจักรยาน ขอให้เขาเลิกขี่รถเสียที ถ้าจะขี่ขอให้ลงมาขี่ข้างล่าง"

นิกรพยักหน้ารับทราบแล้วลุกขึ้นยืน

"ดีแล้ว กันจะพยายามพูดขอร้องเขาอย่างดีที่สุด ถ้าเขาไม่เชื่อเราก็ต้องเรียกตำรวจมาจัดการไล่เขาให้ออกไปจากโรงแรมของเรา ในฐานที่เขาทำความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้ที่มาพักด้วยกัน"

นิกรพาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานอันกว้างใหญ่ ส่วนผู้จัดการก็ได้สนทนากับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อไป

เมื่อนิกรขึ้นมาบนชั้นสองของตึกใหญ่หลังหน้าด้านริมถนนสุขุมวิท นายอามัดก็ขี่จักรยานแล่นเข้ามาเฉียดเขาแล้วเลี้ยวกลับในท่าโลดโผนคือยกล้อหน้าขึ้น เขาขี่รถได้แคล่วคล่องว่องไวมาก พี่เลี้ยงของเขา ๓ คน และนายสุริยันมหิปาลเศรษฐีใหญ่หัวหน้าคณะต่างยืนรวมกลุ่มมองดูนายอามัดอย่างชื่นชม

อามัดนุ่งกางเกงในสีขาวและค่อนข้างบางเพียงตัวเดียว หนวดเคราและขนหน้าอกรุ่มร่าม เขาเป็นชายหนุ่มในวัย ๓๐ ปีเห็นจะได้ รูปร่างสันทัดไม่ใหญ่โตจนเกินไป นิกรมั่นใจว่าสุภาพบุรุษผู้สูงอายุอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยแต่งตัวหรูหรายืนกอดอกอยู่นั้นจะต้องเป็นนายสุริยันลูกพี่ของนายอามัดนั่นเอง แทนที่เขาจะเจรจากับอามัดเขากลับตรงเข้าไปหานายสุริยัน

"สวัสดีครับ มิสเตอร์สุริยันมหิปาล ผมคือหุ้นส่วนใหญ่คนหนึ่งของโรงแรมสี่สหายนี้ ผมชื่อนิกรครับ" นายจอมทะเล้นพูดอังกฤษคล่องแคล่ว

"สวัสดีคุณนิกร" นายสุริยันพูดกับนิกรเป็นภาษาไทย "ยินดีมั่กม๊ากน่ะที่ได้รู้จักกับคุณ"

"ขอบคุณครับ คุณพูดไทยได้ผมก็สบายใจไปเท่านั้น ภาษาอังกฤษน่ะผมพูดได้เก่งจริง แต่สำเนียงมันกระเดียดไปทางไหหลำครับ"

"อีนี้จั๋นพูดไทยพอใช้ได้คะรับ จั๋นเคยอยู่เมืองไทยมาหลายปีน่ะ คุณมีธุระอะไร๋"

"ผมจำเป็นต้องขอร้องให้คุณสั่งนายอามัดคนของคุณให้เลิกขี่จักรยานบนโรงแรมนี้ครับ ถ้าจะขี่ก็ขอให้ลงไปขี่ข้างล่าง"

นายสุริยันหัวเราะก้าก

"คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาห้ามเด็กของจั๋น จั๋นมีเงินจ่ายค่าเช่าห้องพักให้คุณ เมื่อเราเช่าห้องอยู่ตั้งสามห้องเราก็มีสิทธิ์ที่จะขี่จักรยานหรือเอาวัวขึ้นมาขี่เล่นก็ได้"

นิกรโมโหเดือดขึ้นมาทันที

"ถ้าเช่นนั้นโรงแรมของเราไม่ต้องการต้อนรับคุณ ขอเชิญคุณกับพรรคพวกของคุณไปพักที่อื่น"

"ด้วยเหตุผลอะไรนายจ๋า"

"เด็กของคุณทำให้ผู้ที่พักอยู่แถวเดียวกันเดือดร้อนรำคาญ"

"โอ-อีนี้ไล่จั๋นทำมะไร๋ จั๋นมีโงน ไล่ก็ไม่ไป ถ้ารุนแรงกับจั๋นจั๋นจะขอให้เอกอัครราชทูตอินเดียช่วยเหลือเราน่ะนาย โรงแรมนี้เป็นโงนเท่าไหร่ขายจั๋นซี จั๋นให้กำไรสองเท่า"

นิกรยืนขบกรามกร้วมๆ จนกระทั่งนายอามัดขี่จักรยานมาลงข้างนิกร เท้าของเขาป้ายปากนิกรไปนิดหนึ่ง เขาจับรถไว้แล้วกล่าวถามนิกรเป็นภาษาอังกฤษ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"

นิกรกระชากรถจักรยานมาจากมืออามัดทันที เขายกมันขึ้นเหวี่ยงรถลอยละลิ่วลงไปจากอาคารชั้นสอง ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของนายสุริยันนายอามัดและพี่เลี้ยงอามัดอีก ๓ คน

"โครม"

จักรยานคันนั้นกระทบพื้นดินแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี แทนที่จะโกรธนายสุริยันกลับหัวเราะชอบใจ เขาเดินเข้ามาหานิกรยื่นมือขวาให้จับแล้วกล่าวว่า

"อีนี้ท่านแข็งแรงมั่กม๊ากน่ะคุณจ๋า ฮ่ะ ฮ่ะ รถของอามัดราคาพันกว่าบาทเท่านั้นพังก็พังไป ประเดี๋ยวจั๋นจะไปซื้อให้อามัดอีก ๑๐ คันคะรับและเอามาขี่บนนี้"

นิกรโมโหจนแทบจะร้องไห้

"คุณไม่คิดบ้างหรือว่าผู้ที่เขาพักอยู่ชั้นนี้เขาจะรำคาญเด็กของคุณ"

"รำคาญทำมะไร๋นายจ๋า อามัดแชมเปี้ยนโลกคะรับ เคยขี่ทนมาแล้ว ๒๘ วัน เมืองไทยมีนักจักรยานที่ขี่ทนอย่างอามัดบ้างไหม"

นิกรยิ้มแค่นๆ

"๒๘ วัน หรือคุณ ให้คุณอมพระมาพูดผมก็ไม่เชื่อ"

"ไม่ชั่ว อีนี้คุณหาคนแข่งอามัดของจั๋นเป็นยังไง พนันกันห้าแสนบาท ขี่ทนหนึ่งเดือนนายจ๋า ใครลงจากรถก่อนถูกปรับห้าแสน จั๋นต่อให้คนไทยสองคนอามัดของจั๋นคนเดียว"

นิกรลืมตาโพลง

"จริงเรอะคุณสุริยัน"

"จริงคะรับ โกหกทำมะไร๋"

นิกรยื่นมือให้จับ

"ตกลงคุณสุริยัน ผมกับเพื่อนของผมจะแข่งกับนายอามัดเอง ผมมั่นใจว่าเราคนใดคนหนึ่งคงจะเอาชนะอามัดได้ในการขี่จักรยานทน"

มหาเศรษฐีชาวภารตะมองดูนายจอมทะเล้นอย่างตื่นๆ

"โอ-คุณสู้จริงๆ "

"สู้ซีครับ ผมยินดีสู้เพื่อเกียรตินักกีฬาของชาติไทย"

"ถ้ายังงั้นเข้าไปในห้องจั๋น ทำสัญญากันเลยนายจ๋า พูดกันด้วยปากเชื่อไม่ได้คะรับ ต้องเซ็นสัญญา คนแขกคนฝรั่งคนจีนคนไทยเหมือนกันน่ะ"

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง นิกร การุณวงศ์ก็มาที่ห้องทำงานของคณะพรรคของเขา ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้นายทวนผู้จัดการโรงแรม "สี่สหาย" ได้ออกไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ของเขาแล้ว พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน

นิกรถือวิสาสะเปิดประตูพาตัวเดินเข้ามาในห้องนี้ พร้อมด้วยสัญญาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่นายสุริยันมหิปาลพิมพ์ล่วงหน้าไว้ และเว้นที่สำหรับกรอกข้อความบางอย่าง

"เฮ้" พลทักเพื่อนเกลอของเขา "ฉันนึกว่าพวกแขกช่วยกันกระทืบแกแบนอยู่ที่หน้าห้องเดอร์ลุกซ์เสียแล้ว บ๋อยเข้ามาบอกว่าแกจับรถจักรยานของนายอามัดโยนลงมาจากตึกจริงหรืออ้ายกร"

นิกรยิ้มแป้น เดินมานั่งที่โต๊ะทำงานของเขา

"กันตกลงเซ็นสัญญาแข่งจักรยานทนกับนายอามัดคนของนายสุริยันแล้วโว้ย" พูดจบนิกรก็ชูสัญญาให้ดู "นี่ยังไงล่ะสัญญา เราจะแข่งกันที่ยิมเนเซียมเป็นเวลาหนึ่งเดือน เก็บเงินบำรุงสภากาชาดไทย ใครลงจากรถก่อนก็แพ้ ต้องจ่ายเงินให้ผู้ชนะห้าแสนบาท"

พล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งตะลึงอ้าปากหวอไปตามกัน

"แกบ้าแล้วอ้ายกร" ท่านเจ้าคุณพูดออกมาอย่างเดือดดาล "แกสู้เขาได้เรอะ อามัดเป็นแชมป์จักรยานมาราธอนขี่ทนทำสถิติไว้ถึง ๒๘ วัน"

นิกรยิ้มละไม

"ไว้ใจผมเถอะครับ ผมสู้ได้แน่นอน ถึงแม้ผมต้องลงจากรถก่อน อ้ายหงวนก็ต้องพยายามเอาชนะอามัดจนได้"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"หา หมายความว่ากระไรโว้ยนิกร"

นายจอมทะเล้นลุกขึ้นเดินมานั่งที่โต๊ะทำงานของอาเสี่ย

"ในสัญญาที่ทำกันไว้ นายสุริยันลูกพี่ของอามัดต่อให้เราสองคนคือกันกับแก ซึ่งกันได้ลงชื่อแกไว้ในสัญญานี้เรียบร้อยแล้ว เราทำสัญญากันสองฉบับมีข้อความเช่นเดียวกัน นายสุริยันยึดสัญญาไว้ฉบับหนึ่ง กันยึดไว้ฉบับหนึ่ง ใครไม่ไปแข่งตามวันเวลาที่กำหนดจะถูกปรับห้าแสนบาท และใครแพ้ก็ต้องจ่ายเงินให้ผู้ชนะห้าแสนบาท" พูดจบก็ส่งสัญญาให้เสี่ยหงวน

"ตายแน่..." อาเสี่ยคราง "อ้ายกรทำกูป่นแล้ว แกคิดว่าคนอย่างฉันสามารถขี่รถจักรยานได้ตั้งเดือนเชียวเรอะ"

นิกรหัวเราะใจเย็น

"ได้ซีวะ อามัดมันขี่ได้เราก็ต้องขี่ได้ กินอยู่อาบน้ำอาบท่าบนรถเหมือนอย่างนายนาวับซึ่งเขาจะเริ่มแสดงที่ยิมเนเซียมตอน ๙.๐๐ น. พรุ่งนี้"

เสี่ยหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แล้วเวลาขี้เยี่ยวทำยังไง"

"ก็ถ่ายบนรถน่ะซี เราจะต้องเตรียมเครื่องอุปกรณ์ไว้ให้พร้อม ต้องหาสุ่มไก่ไว้สองใบสำหรับครอบตัวเราเวลาเยี่ยวหรือขี้ คนดูจะได้มองไม่เห็น"

พลเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"ขี้เยี่ยวใส่อะไรวะ"

นิกรหันมายิ้มให้พล

"ก็กระป๋องน้ำมันขนาด ๕ ลิตรน่ะซี ทำห่วงติดกับคานรถให้เรียบร้อย เรื่องขี้หรือเยี่ยวไม่ใช่เรื่องหยาบคายอะไร เกิดมาเป็นคนก็ต้องขี้เยี่ยวด้วยกันทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แล้วแกกับอ้ายหงวนจะนั่งขี้บนรถจักรยานของแกในโรงยิมเนเซียมต่อหน้าคนดูนับพันแกไม่อายเขาหรอกหรือ"

"ไม่อายหรอกครับ เรามีสุ่มไก่ครอบตัวเรา แล้วก็...ผมคิดว่าระหว่างแข่งขันกันผมกับอ้ายหงวนคงตื่นเต้นตลอดเวลา อย่างมากคงเยี่ยววันละสองครั้ง ส่วนขี้สักห้าวันก็คงจะอึสักครั้งหนึ่ง เราพยายามขี้ดึกๆ ซีครับคนดูน้อยหน่อยหรือถ้ามันมืดสลัวไม่ต้องใช้ปี๊บรองก็ได้ นั่งยองๆ อึบนอานรถตามสบาย"

เสี่ยหงวนอ่านสัญญาภาษาอังกฤษอย่างตั้งอกตั้งใจ สัญญานี้เป็นไปด้วยความยุติธรรมจริงๆ ทางฝ่ายนายสุริยันจะติดต่อขอเช่าสถานยิมเนเซียมจากกรมพลศึกษา เมื่อเช่าสถานที่ได้แล้วคู่สัญญาก็จะตกลงกำหนดวันแข่งขันกันเอง อย่างไรก็ตาม เงินพนันที่ผู้แพ้จะต้องจ่ายให้ผู้ชนะครึ่งล้านนั้นไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย

อ่านจบกิมหงวนก็ชะโงกตัวส่งสัญญาให้พล พัชราภรณ์

"แกอ่านดูซีพล อ้ายกรเสือกไปเซ็นสัญญากับเขาง่ายๆ เงินตั้งห้าแสนเท่ากับเงินรางวัลล๊อตเตอรี่ที่หนึ่ง"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"เรื่องเล็กน่าอ้ายหงวน ถ้าเราแพ้กันก็มีเงินพอที่จะจ่ายให้เขา ว่าแต่แกต้องช่วยกันให้เต็มที่นะเพื่อน"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"ช่วยอหิวาต์อะไรล่ะ ถ้ากันขี่ทนได้ครบหนึ่งเดือนพอลงจากรถกันก็เท่งทึงพอดี อย่างมากกันขี่ได้วันเดียวเท่านั้น"

"น่า เฮียละก้อถ่อมตัวไปได้"

"ไม่ได้ถ่อมโว้ย" กิมหงวนเอ็ดตะโรแล้วหัวเราะ เขาหันไปมองดูนายพลดิเรกและกล่าวว่า "แกคิดว่าสติของอ้ายกรยังดีอยู่หรืออย่างไร"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"จะว่ามันบ้าก็ไม่ถูก คนที่เฉลียวฉลาดอย่างอ้ายกร ทำอะไรมักจะคิดรอบคอบและมีเหตุผล อย่างน้อยการแข่งขันขี่จักรยานทนเป็นเวลาหนึ่งเดือนโดยมีเงินเดิมพันห้าแสนบาทจะทำให้ประชาชนหลั่งไหลไปชมมากมาย เก็บเงินค่าผ่านประตูให้สภากาชาดได้นับล้านตลอดเวลา ๓๐ วัน และอ้ายกรกับแกก็จะได้บุญกุศลไม่น้อย"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงโว้ย ถ้ายังงั้นกันยินดีร่วมมือกับอ้ายกร ขี่จักรยานทนมันจะยากอะไรวะ ขี่มันเรื่อยๆ ไปจนครบหนึ่งเดือนก็แล้วกัน ในสัญญาระบุว่าถ้าครบ ๓๐ วัน ยังไม่มีการแพ้ชนะก็ตัดสินให้เสมอกัน สัญญาของนายสุริยันยุติธรรมดีมาก ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ แสดงว่านายสุริยันมหิปาลคงจะพานายอามัดเดินทางไปรอบโลกเพื่อท้านักจักรยานประเทศต่างๆ แข่งทนโดยมีเงินเดิมพันเป็นแสนๆ อย่างนี้ซึ่งจะช่วยให้เขามีเงินใช้ฟุ่มเฟือยตลอดไป"

นิกรยื่นมือให้กิมหงวนจับ

"ตกลงนะอ้ายเสี่ย พรุ่งนี้ไปหาซื้อรถจักรยานกันคนละคัน เลือกดูยี่ห้อที่ดีที่สุดและแข็งแรงที่สุด ถ้าเราชนะอามัดกันจะชวนแกไปเที่ยวรอบโลกแสดงการขี่มาราธอนให้ชาวโลกได้ชมความสามารถของนักกีฬาไทย"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เรื่องชนะอย่าพึ่งหวังนักเลยวะ ถ้าโชคเราไม่ดีขี่ๆ ไปรถเกิดยางแตกเราก็แพ้เช่นเดียวกัน การแข่งขันมันต้องโชคช่วยด้วย"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ทุกอย่างเกี่ยวกับโชคหรือดวงเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูสองสหายอย่างเศร้าใจ แล้วท่านก็ถามนายจอมทะเล้น

"แกเคยขี่จักรยานอยู่เสมอหรือนิกร"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ขี่บ่อยๆ ครับ ผมเคยขี่แข่งกับเพื่อนรอบสนามหลวงตั้งสามสี่รอบ แต่ผมหยุดขี่มาในราว ๒๐ ปีแล้ว"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจเฮือกใหญ่

"หมายความว่าใน ๒๐ ปีนี่ แกไม่ได้ขี่จักรยานเลย"

"ก็ขี่เหมือนกันครับ รถของคนใช้หรือพวกคนสวนจอดไว้ในบ้านผมเห็นเข้าก็ลองขี่เล่นเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสายตามาที่กิมหงวน

"แกล่ะอ้ายหงวน แกขี่รถจักรยานบ่อยๆ หรือเปล่า"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เลิกขี่มานานแล้วครับ"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่นกล่าวกับนิกร

"ถ้าเช่นนั้นแกมีหวังจ่ายเงินให้นายสุริยันได้ เตรียมเงินห้าแสนไว้จ่ายให้เขาเถอะ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"อ้ายบังแหละครับจะแพ้ผม อย่างไรผมกับอ้ายเสี่ยก็ต้องเอาชนะนายอามัดให้ได้ ผมมีเวลาซ้อมสักห้าหกวันก็พอถมไป คนเรามีสิบนิ้วเหมือนกันจะไปกลัวอะไรมันครับ ผมจะพิสูจน์ตัวเองให้ใครๆ ได้เห็นว่าผมเป็นนักกีฬาชั้นยอดคนหนึ่ง ผมเคยเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าเยี่ยมมาแล้ว คราวนี้ผมกับอ้ายหงวนจะเป็นจอมจักรยานที่ขี่รถได้เป็นเดือนๆ กินอยู่หลับนอนขี้เยี่ยวบนรถเสร็จ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ถ้าแกหลับเมื่อไรรถแกก็จะล้มคว่ำแพ้เขาเมื่อนั้น"

พลมองดูศาสตราจารย์ดิเรกแล้วกล่าวว่า

"หมอมีทางจะช่วยอะไรอ้ายกรกับอ้ายหงวนได้บ้างไหม"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิด

"ช่วยได้ก็แต่เรื่องกำลังกายเท่านั้น กันจะฉีดยามหากำลังให้ แต่ว่าเมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วก็แย่ สำคัญแต่อ้ายกรเท่านั้น ตามปกติมันเป็นคนง่วงเหงาหาวนอน อดนอนตั้งเดือนมันจะอยู่ได้อย่างไร"

พลเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี แล้วก็วันหนึ่งๆ มันขี้ตั้งห้าหกหน คงจะรุ่มร่ามพิลึก ตลอดเวลาที่อ้ายกรขี่รถจักรยานแบบมาราธอน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แล้วพลก็หันไปพูดกับนิกร

"อย่างไรก็ตาม เมื่อแกเซ็นสัญญากับเขาแล้วเราก็จะต้องให้ความช่วยเหลือแกกับอ้ายหงวนทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะช่วยได้"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ออไร๋ ออไร๋ ก่อนอื่นกันจะช่วยทำให้รถจักรยานของแกทั้งสองคนมีความเบาด้วยแรงขับเคลื่อนจากโซ่และจานของมัน เพียงแต่ดัดแปลงส่วนประกอบเล็กน้อย แกออกแรงถีบเบาๆ รถก็จะแล่นไปได้ไกล แต่แกจะต้องใช้เวลาที่มีอยู่ฝึกซ้อมด้วย เรื่องสำคัญที่จะต้องซ้อมก็คือการเปลี่ยนเสื้อผ้าบนรถ การอาบน้ำ กินอาหาร การถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ"

กิมหงวนว่า "พรุ่งนี้เราไปดูนายเอส. เอ็ม. นาวับ ที่ยิมเนเซียมก็ได้ดูเขาเป็นตัวอย่าง หมอนี่ก็แน่เหมือนกันไม่ใช่หรือหมอ"

"ออไร๋ เคยทำสถิติไว้ ๙ วัน แต่สู้อามัดไม่ได้ เพราะอามัดทำสถิติไว้ถึง ๒๘ วัน"

เสี่ยหงวนหันมายักคิ้วให้นิกร

"เราขี่เพียง ๒๙ วันก็พอ ถ้าหากว่าอามัดเขาลงจากรถก่อนเรา หรือเอาให้ครบ ๓๐ วัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"สงสัยว่าชั่วโมงเดียวก็จะเป็นลมตกรถตายน่ะซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"เออ ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ"

หนุ่มชาวภารตะวัย ๒๓ ปี ผู้มีนามว่า เอส. เอ็ม. นาวับ ได้แสดงการขี่จักรยานทนที่ยิมเนเซียมเก็บเงินค่าบำรุงการกุศลเป็นเวลา ๕ วัน ๔ คืน ผ่านไปแล้วด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมของเขา

ประชาชนที่ได้ไปชมนายนาวับต่างฉงนสนเท่ห์ใจไปตามกัน ไม่อยากจะเชื่อว่าเขามีความทรหดอดทนถึงเช่นนี้ เขาไม่ได้แสดงท่าทีเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างไรเลย เมื่อเขาลงจากรถจักรยานคู่ยากของเขาในเวลา ๑๗.๐๐ น. ของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ซึ่งเขาเริ่มต้นขี่วันที่ ๒๐ เดือนเดียวกันในเวลา ๙.๐๐ น.

ควันหลงเรื่องนายนาวับยังไม่ทันจะจางหนังสือพิมพ์รายวันก็ลงข่าว และลงโฆษณาอย่างครึกโครมเกี่ยวกับการขี่จักรยานทนอีก แต่คราวนี้หาใช่ เอส. เอ็ม. นาวับ ไม่ แต่กลายเป็นแชมเปี้ยนโลกขี่จักรยานแบบมาราธอน เขาคือนายอามัดอาลีชาวภารตะวัย ๒๕ ขวบ ซึ่งมีนายสุริยันมหิปาลเป็นผู้จัดการ นายสุริยันได้ตกลงเซ็นสัญญากับ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ เมื่อตอนเย็นวันที่ ๑๙ เดือนนี้ เพื่อให้นายอามัดแข่งจักรยานทนกับนิกรที่สถานยิมเนเซียมมีกำหนดหนึ่งเดือน และนายสุริยันอนุญาติให้ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ เข้าแข่งในฐานะเป็นผู้ช่วย หรือเป็นฝ่ายเดียวกับนิกรอีกคนหนึ่ง การแข่งขันจักรยานแบบมาราธอนระหว่างนิกรกับกิมหงวน และอามัดอาลีแชมเปี้ยนโลกจะเริ่มต้นในวันเสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ศกนี้ เวลา ๙.๐๐ น. จนถึงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม เวลา ๑๗.๐๐ น. รวมเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ฝ่ายใดต้องลงจากรถด้วยเหตุใดก็ตามจะต้องปราชัยฝ่ายที่ยังอยู่บนรถ และฝ่ายแพ้จะต้องจ่ายเงินให้ฝ่ายชนะ ๕๐๐,๐๐๐ บาท รถใครชำรุดเสียหายหรือยางแตกขี่ต่อไปไม่ได้ถือว่าแพ้ ห้ามไม่ให้หยุดรถอยู่กับที่ รถจะต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา การแข่งขันนี้เก็บเงินให้สภากาชาดไทย ค่าผ่านประตู ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๓๐ บาทและ ๕๐ บาท เวลา ๒๔.๐๐ น. ถึง ๖.๐๐ น. ไม่เก็บเงินค่าผ่านประตู

หนังสือพิมพ์รายวันได้ลงข่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วน บรรดาเหยี่ยวข่าวทั้งหลายต่างรุดไปสัมภาษณ์นิกรกับเสี่ยหงวนของเรา การแข่งขันจักรยานแบบมาราธอนมีกำหนดเวลาถึงหนึ่งเดือนนั้นทำให้ประชาชนสนใจมาก ใครต่อใครต่างเตรียมตัวชมจอมจักรยานผู้ยิ่งใหญ่คือนายอามัดอาลีซึ่งเคยทำสถิติขี่ทนมาแล้วถึง ๒๘ วัน ส่วนนิกรกับกิมหงวนของเรานั้นถึงแม้ว่าจะปราชัย ก็คงจะใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับนายอามัดอาลี หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งได้ลงข่าวว่า นิกรได้กล่าวว่า ถ้าบังเอิญเขาหรือกิมหงวนมีโชคดีชนะนายอามัดอาลี เขาจะนำเงินเดิมพัน ๕๐๐,๐๐ บาท มอบให้สภากาชาดไทย

สองสหายมีเวลาฝึกซ้อมเพียงไม่กี่วัน ต่างคนต่างนำรถจักรยานคันใหม่เอี่ยมขี่วนไปมารอบๆ บ้าน "พัชราภรณ์" ผลของการซ้อมปรากฏว่า เสี่ยหงวนกับนิกรขี่ได้ทนไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องลงจากรถนั่งพักผ่อน และมีความรู้สึกเหมือนกับว่าน่องทั้งสองข้างจะระเบิดออก

ระหว่างนี้ ดร. ดิเรกได้ฉีดยามหากำลังให้สองสหายคนละเข็มทุกวันอำนาจยาช่วยให้นิกรกับเสี่ยหงวนแข็งแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด สองสหายสามารถขี่รถไปจนถึงบางปู ไปและกลับโดยไม่หยุดพัก นิกรชวนขี่รถไปเที่ยวเชียงใหม่ แต่อาเสี่ยปฏิเสธไม่กล้าไป

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ เจ้าแห้วต้องทำงานอย่างรีบเร่งในการเตรียมเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ พลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างรับอาสาเป็นพี่เลี้ยงให้สองสหายระหว่างที่การแข่งขันดำเนินไปภายในโรงยิมเนเซียม ทุกคนช่วยกันหาเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นมาเตรียมไว้พร้อม

ในตอนแรกคุณหญิงวาดกับสี่นางไม่ตื่นเต้นไม่กระตือรือร้นเท่าใดนัก แต่พอใกล้วันแข่งขัน คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างก็ตื่นเต้นสนใจถึงกับคุณหญิงประกาศออกมาว่าตอนสายของวันที่ ๒๗ มิถุนายน ท่านจะไปชมการแข่งรถแบบมาราธอนเพื่อเป็นกำลังใจของนิกรและกิมหงวน

ในที่สุดก็ถึงวันแข่งขันจักรยานมาราธอนระหว่างคนไทยสองคน และคนแขกคนเดียว

เช้าวันนั้น บริเวณหน้าสถานยิมเนเซียม เต็มไปด้วยประชาชนชายหญิงทั้งหนุ่มสาวคนแก่ไม่มีฟันและเด็ก การกีฬาก็ต้องมีชาตินิยมแฝงอยู่ด้วย ชาวฮินดูและชาวซิกส์นับพันคนหลั่งไหลกันมา มองดูหน้าตาแล้วเหมือนกันไปหมดไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะต่างก็ไว้หนวดเครารุงรังซึ่งชาวภารตะถือว่าผู้ชายที่แท้จริงนั้นต้องไว้หนวดไว้เครา

ทั้งคนไทย คนแขก คนจีน คนฝรั่งซื้อบัตรผ่านประตูได้แล้วก็รีบเข้าไปหาที่นั่ง เจ้าหน้าที่ของกรมพลศึกษาต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยอีกครั้งหนึ่ง บัตรฟรีหรือบัตรเบ่งใช้ไม่ได้ เพราะรายการนี้นายสุริยันมหิปาล ได้ขอเช่ายิมเนเซียมเป็นพิเศษโดยมีข้อตกลงให้เจ้าหน้าที่ของกรมพลศึกษาจำหน่ายบัตร เก็บบัตรและเป็นกรรมการ

พอได้เวลา ๙.๐๐ น. โฆษกก็ประกาศให้ทราบถึงการแข่งขันจักรยานมาราธอน ได้ชี้แจงระเบียบกติกาที่ทั้งสองฝ่ายทำสัญญากันไว้ให้ทราบด้วย แล้วโฆษกก็เชิญนักกีฬาออกมาปรากฏตัว

ท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของชาวภารตะทั้งหญิงชาย นายอามัดอาลีได้จูงรถจักรยานของเขาเดินนำหน้าพาผู้จัดการและพี่เลี้ยงของเขาออกมา อามัดแต่งสากลชุดสีเทาอ่อน ผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี เขาออกมายืนที่เส้นเริ่มการแข่งขัน ช่างภาพหนังสือพิมพ์ทั้งที่มีฟิล์มและไม่มีฟิล์มต่างเข้าไปรุมล้อมถ่ายรูปเขา อามัดอาลียิ้มละไม เขาโบกมือให้กระทาชายนายหนึ่งที่นอนดูอยู่ที่ชั้น ๕๐ บาท ชายหนุ่มผู้นั้นคือ เอส. เอ็ม. นาวับ จอมจักรยานนั่นเอง

นิกรกับกิมหงวนของเราออกมาแล้ว

เสียงตบมือดังขึ้นรอบสถานยิมเนเซียม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล และดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงติดตามออกมา สองสหายจูงรถจักรยานคนละคันและแต่งกายแบบไทยโบราณ คือนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนสีเลือดหมู สวมถุงเท้ายาวสีขาวและรองเท้าสีขาว สวมเสื้อราชปะแตนกระดุม ๕ เม็ด สวมหมวกสานที่ทอจากไหมสับปะรด ทำให้บรรยากาศในโรงยิมเนเซียมคล้ายกับรัชสมัยสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนพี่เลี้ยงแต่งกายแบบสุภาพชน

รถจักรยานทั้งสามคันเข้ามาเทียบเส้นสตาร์ทแล้ว แต่ผู้แข่งขันไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะไม่ต้องการความเร็ว ต้องการความทรหดอดทนเท่านั้น เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน นักกีฬาทั้งสามคนก็ขึ้นนั่งบนอานรถของตน ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคนดู

รถแล่นเอื่อยๆ ตามกันไปรอบยิมเนเซียม พอผ่านกลุ่มชาวภารตะเจ้าหนุ่มหนวดเคราดกคนหนึ่งก็ร้องขึ้นดังๆ

"อีนี้สู้ไม่ได้ยอมแพ้อามัดเสียดีกว่าน่ะนายจ๋า"

นิกรยกมือชี้หน้าชาวภารตะผู้นั้น

"ระวังให้ดี ประเดี๋ยวฉันจะให้ลูกน้องของฉันเอาน้ำมันเบนซินใส่กระบอกฉีด ดี.ดี.ที.มาเป่าหนวดแก แล้วเอาไม้ขีดจุด"

เจ้าหนุ่มภารตะนัยน์ตาเหลือก ส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"เล่นยังงั้นได้เรอะ เผาหนวดจั๋น จั๋นก็ตายน่ะนายจ๋า"

พอผ่านคุณหญิงวาดและสี่นางทุกคนก็โบกมือให้สองสหายและยิ้มให้ คุณหญิงวาดร้องบอกด้วยเสียงอันดัง

"ตั้งใจดีๆ นะพ่อกรพ่อหงวน ต้องเอาชนะเขาให้ได้ พ่อกรปวดท้องขี้ร้องบอกเจ้าแห้วให้เอาถังและสุ่มไก่มาให้นะ อย่าอั้นไว้จะไม่สบาย"

พลจุดบุหรี่ส่งให้เพื่อนเกลอทั้งสองคนละมวน พวกพี่เลี้ยงทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายแขกยืนแอบอยู่ริมทาง นายพลดิเรกสั่งพลว่าไม่ควรให้สูบบุหรี่มากเกินไป ควรให้สองชั่วโมงต่อมวน ส่วนน้ำแข็งให้ดื่มได้ครั้งละถ้วยเล็กเมื่อนิกรหรือกิมหงวนต้องการ

เวลาผ่านพ้นไปประมาณครึ่งชั่วโมง นิกรก็ร้องบอกพ่อตาของเขาซึ่งเป็นหัวหน้าพี่เลี้ยง

"ผมหิวแล้วครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณนัยน์ตาเหลือก

"หิวตวักตะบวยอะไรกันวะ อยู่ในห้องพักแกกินอะไรต่ออะไรจนปากไม่ว่าง"

นิกรขี่วนเวียนไปมา

"ก็มันหิวอีกนี่ครับ ขอแซนวิชผมสักชิ้น กล้วยหอมสักสองลูกสิครับ"

เจ้าคุณเม้มปากแน่นทำตาปริบๆ มองดูนายจอมทะเล้นอย่างหมั้นไส้ ส่วนกิมหงวนกำลังขี่รถติดตามนายอามัดไปโดยไม่รีบร้อนอะไรนัก ท่านเจ้าคุณพยักหน้ากับเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ไปเอาแซนวิชกับกล้วยหอมมาให้อ้ายกร"

เจ้าแห้วมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"รับประทานเอาโอเลี้ยงด้วยไหมครับ"

"เออ-ดี เอาใส่กระป๋องมาโว้ย ชักคอแห้งแล้วได้ดื่มโอเลี้ยงก็พอชื่นใจ"

เจ้าแห้วเดินออกไปทางโต๊ะสี่เหลี่ยมซึ่งบนโต๊ะเต็มไปด้วยเสบียงอาหารและเครื่องอุปกรณ์ของนักขี่จักรยานทั้งสองกองเกลื่อนโต๊ะไปหมด สักครู่หนึ่งเจ้าแห้วก็วิ่งเหยาะๆ กลับมา เขาส่งกระป๋องใส่กาแฟดำเย็นให้นิกร ส่วนแซนวิชกับกล้วยหอม ๒ ผล เจ้าแห้วหย่อนลงไปในตะกร้าลวดบนบังโกลนหน้ารถ ซึ่งนิกรทำไว้สำหรับใส่อาหารและผลไม้

นิกรขี่รถพลางดูดกาแฟดำเย็นอย่างอร่อย เขาเร่งรถไปทันอาเสี่ยแล้วถามว่า

"เฮ้ย กินอะไรไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนจุปาก

"ยังไม่ทันไรยัดอีกแล้ว ให้มันถึงเวลาอาหารก่อนซีโว้ย เราต้องพยายามกินน้อยที่สุดเข้าใจไหม แม้แต่น้ำดื่มถ้าไม่หิวจริงๆ ก็ไม่ควรกิน เยี่ยวตดบนรถมันขายหน้าเขาไม่ใช่เรอะ กินเข้าไปมากมันก็ต้องขี้บ่อยๆ และเยี่ยวบ่อยๆ "

นิกรโยนกระป๋องเปล่าไปให้เจ้าแห้วแล้วเอื้อมมือหยิบกล้วยหอมในตะกร้าขึ้นมาผลหนึ่ง เขาปล่อยมือจากแฮนเดิลปอกกล้วยหอม แล้วโยนเปลือกไปตกทางกลุ่มพี่เลี้ยงของนายอามัดอาลี

"รู้สึกเหนื่อยหรือเมื่อยขาบ้างหรือยัง" นิกรถามเสียงคับปากเพราะมีกล้วยหอมอยู่เต็มปาก

"เฉยๆ ว่ะ ยามหากำลังของดิเรกช่วยเรามากทีเดียว แต่หมอมันบอกว่าฤทธิ์ยาอยู่ได้เพียง ๔๘ ชั่วโมงเท่านั้น จะฉีดให้อีกก็ไม่ได้ ต้องเว้นระยะอย่างน้อย ๗ วัน"

"งั้นเรอะ กันก็แข็งแรงดี ถึงขี่ไปสงขลากลับไปกลับมา ๒๐ เที่ยวก็ยังไหว อย่าลืมนะอ้ายหงวน โฆษกเขาประกาศไปแล้ว เวลา ๑๒.๐๐ น. เราจะแสดงการขี่จักรยานโลดโผน เอาโต๊ะกินข้าวมาตั้งติดรถเราสองคัน แล้วเราก็จะกินข้าวกัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"กันกำลังคิดอยู่ทีเดียว ถ้าเราพลาดพลั้งหรือขี่รถไม่เท่ากันโต๊ะกินข้าวก็จะล้มคว่ำทำให้รถเราล้มลงไปด้วย รายการนี้เราไม่แสดงก็ได้นี่หว่า"

นิกรว่า "ก็ประกาศไปแล้วนี่โว้ย เป็นตายเราก็ต้องแสดง อาหารกลางวันของเราวันนี้มีซูกียากี้ด้วย อย่างน้อยการแสดงของเราก็จะทำลายขวัญอามัด"

"ยากแฮะ แกดูซี หมอขี่รถเหมือนกับว่ารถมันเชื่องสำหรับเขา นั่นยังไง นอนหงายบนอานให้รถแล่นไปข้างหน้า"

นิกรชักฉิว

"ท่ากล้วยๆ อย่างนี้กันก็ทำได้"

"อย่าโว้ย" กิมหงวนห้าม "อย่าลืมว่าถ้าแกขี่รถไปชนรถอามัดล้ม กรรมการจะตัดสินให้แกแพ้ตามสัญญา เงินครึ่งล้านมันก็มากพอดูเหมือนกัน ไม่ควรเสียก็อย่าไปเสียให้เขา"

อามัดอาลีร้องขอผ้าขนหนูผืนเล็กๆ จากพี่เลี้ยง นายสุริยันผู้จัดการรีบหยิบออกไปให้ทันที แต่แล้วเท้าขวาของเขาก็เหยียบเปลือกกล้วยหอมเข้าอย่างจัง ทำให้เขาลื่นไถลล้มลงก้นกระแทกพื้นอย่างไม่เป็นท่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคนดู

ลูกน้องของเขารีบมาประคองนายสุริยันให้ลุกขึ้น และคนหนึ่งนำผ้าชุบน้ำแข็งไปให้อามัดอาลี เศรษฐีแขกลุกขึ้นยืนทำหน้าเหยเกน่าสงสาร เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหา

"เป็นยังไงบ้างคุณสุริยัน ไหงไปเหยียบเปลือกกล้วยหอมเข้าล่ะ"

"โอ-ไม่เป็นไรคะรับเจ้าคุณ อีนี้หมามันกินแล้วทิ้งไว้นายจ๋า คนกินไม่ทิ้งเกะกะอย่างนี้ สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง สองตีนโด่เด่ก็ต้องเซลงมาบ้างคะรับ" แล้วเขาก็มองดูหน้าลูกน้องของเขา "เฮ้-ยืนนิ่งเฉยทำมะไร๋เก็บเปลือกกล้วยไปทิ้งน่า"

การแข่งขันขี่จักรยานมาราธอนคงดำเนินต่อไปและยังห่างไกลจากหลักชัยอีกมากนัก เพราะพึ่งขี่ได้เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น

จนกระทั่งนาฬิกาเรือนใหญ่ในยิมเนเซียมบอกเวลา ๑๒.๐๐ น. ประชาชนคนดูยังไม่มีใครกลับบ้าน บรรดาคนไทยทั้งหลายต่างเอาใจช่วยสองสหาย และมั่นใจว่าอย่างไรเสียนิกรกับกิมหงวนก็คงมีทีเด็ดเอาชนะนายอามัดอาลีได้

เสียงโฆษกประกาศลั่น

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาอาหารกลางวันแล้วครับ ด้านหลังโรงยิมเนเซียมคือด้านในนี้มีอาหารและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับท่านมากมายในราคาย่อมเยา ขอเชิญท่านออกไปรับประทานได้ครับ หรือท่านจะอดใจดูนิกรกับกิมหงวนจอมจักรยานของเรานั่งโต๊ะรับประทานอาหารบนรถจักรยานของเขาก็ได้ ซึ่งเป็นการแสดงโลดโผนไปในตัว นายอามัดอาลีได้รับประทานอาหารของเขาแล้วครับ เข้าใจว่าเป็นอาหารเบาๆ เพียงน้ำชาหนึ่งถ้วยและเค้กหนึ่งชิ้นเท่านั้น เขากำลังขี่รถและดื่มน้ำชาไปด้วย"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวหน้าพี่เลี้ยงร้องบอกสองสหาย

"เฮ้ย ขี่รถให้ขนานกันและมีความเร็วเท่ากัน พวกเราจะเตรียมตั้งโต๊ะอาหารให้"

อาเสี่ยกับนิกรย้อนกลับมาเคียงคู่กันและเท่ากันพอดี พี่เลี้ยงทั้งสี่คน คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วได้ใช้ความรวดเร็วฉับพลัน นำโต๊ะอาหารเล็กๆ ที่นายพลดิเรกประดิษฐ์ขึ้นยกไปติดตั้งบนคานรถจักรยานทั้งสอง ต่อจากนั้นก็นำอาหารมาวางบนโต๊ะด้วยความยากลำบาก เพราะรถจักรยานทั้งสองคันหยุดไม่ได้ ประชาชนคนดูเงียบกริบพากันมองดูมาที่รถของสองสหายด้วยความประหลาดใจ

ในที่สุด พล พัชราภรณ์กับเจ้าแห้วก็ใช้ความว่องไวจัดวางอาหารลงบนโต๊ะเล็กๆ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าหน้าของนิกรและกิมหงวนเพียงคืบเดียวได้สำเร็จ อาหารกลางวันมีซูกียากี้หนึ่งหม้อ น้ำซุปครึ่งหม้ออลูมิเนียมตั้งอยู่บนเตาอั้งโล่ขนาดกลาง เนื้อสดอยู่ในจานจานหนึ่ง ผักสดอีกจานหนึ่ง มีถ้วยใส่น้ำเต้าหู้ยี่คนละถ้วย

รถจักรยานทั้งสองคันคงแล่นช้าๆ เคียงคู่กันไปรอบๆ สถานยิมเนเซียม ขาโต๊ะที่ทำขึ้นเป็นพิเศษช่วยทำให้รถทั้งสองติดกันเป็นคันเดียวกัน เมื่อนิกรกับกิมหงวนปล่อยมือจากแฮนเดิลช่วยกันปรุงซูกียากี้ในกระทะ ประชาชนคนดูก็ตบมือกราว

"ว้า" นิกรคราง "อาหารกลางวันของเรามีซูกียากี้อย่างเดียวเท่านั้นละหรือ"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"อย่าตะกละนักเลยวะ เราจะต้องนั่งอยู่บนอานรถอีกตั้งเดือน ถ้านายอามัดอาลีมันไม่แพ้เรา เราควรจะกินเพียงนิดหน่อยเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น กินมากแกจะเดือดร้อนในเรื่องถ่าย"

"ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรนี่หว่า" นายจอมทะเล้นพูดยิ้มๆ "เรามีห้องส้วมเคลื่อนที่ไว้ครอบตัวเราเรียบร้อยแล้ว เวลาเราอึคนดูจะเห็นแต่หน้าเราเท่านั้น"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้ เท้าทั้งสองข้างของเขาถีบรถ มือซ้ายจับแฮนเดิลมือขวาหยิบตะเกียบคนซูกียากี้กับผักในหม้ออลูมิเนียม

"ถึงยังงั้นก็เถอะ คนที่กำลังถ่ายท้องหน้าตามันบูดเบี้ยวน่าเกลียดออกจะตายไป บางทีก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า บางทีก็สูดปากเพราะรู้สึกปวดท้องและคลอดยากลำบาก แกอย่าอึบ่อยนักนะอ้ายกร ถ้าอย่างไรเอาไว้อึดึกๆ แสงไฟมันสลัว มีคนดูไม่กี่คนส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมพลศึกษา ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวแก่การแข่งขันของเรา"

สองสหายตักเนื้อในหม้อและผักออกมาใส่ถ้วยของตน ต่างคนต่างช่วยกันถีบรถและบังคับรถแล้วกินซูกียากี้กันด้วยความระมัดระวังตัวกลัวว่ารถจะล้ม นายสุริยันมหิปาลลูกพี่ของนายอามัดอาลีได้แสดงความไม่พอใจตั้งแต่ต้น เมื่อคณะพรรคสี่สหายช่วยกันนำโต๊ะอาหารมาติดตั้งที่รถจักรยานของนิกรกับกิมหงวน เขาเดินปราดเข้ามาหาพวกพี่เลี้ยงทางฝ่ายสองสหายและกล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"อีนี้เล่นยังงี้ไม่ดีคะรับนายจ๋า"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้

"ไม่ดียังไงบัง"

"รถสองคันมีโต๊ะติดกันช่วยประคองไว้ไม่ให้ล้ม อย่างนี้รู้มากคะรับ อีนี้ฉันขอร้องให้เลิกกินอาหารแบบเอาโต๊ะมาตั้งอย่างนี้นะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมายิ้มให้นายพลดิเรก

"ว่ายังไงหมอ"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งอึ้งไปสักครู่แล้วกล่าวออกมาอย่างเป็นการเป็นงาน

"ความจริงในสัญญาที่ทำกันไว้ไม่ได้ห้ามตั้งโต๊ะบนรถจักรยาน แต่ว่าเอาเถอะ เมื่อนายสุริยันเขาเห็นเราเอาเปรียบและขอร้องเราโดยดีเช่นนี้ เราก็จะเลิกไม่ใช้โต๊ะอาหารแบบนี้อีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสายตามาที่ผู้จัดการของแชมเปี้ยนโลก

"ได้ยินไหมนายสุริยันจันทรา"

นายสุริยันนัยน์ตาเหลือกส่งเสียงเอ็ดตะโร

"ไม่ใช่คะรับ สุริยันมหิปาลน่ะนายจ๋า ไม่ใช่สุริยันจันทรา อีนี้คนไทยชอบเปลี่ยนชื่อจั๋นบ่อยๆ เมื่อตอนมาสนามแข่งขันมีคนเรียกจั๋นว่าสุริยันบาทาคะรับ"

พล, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นายสุริยันเศรษฐีใหญ่ชาวภารตะพาตัวกลับไปหาพรรคพวกของเขา ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้อามัดอาลีได้รับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เขารับประทานเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง ส่วนนิกรกับกิมหงวนกำลังโจ้สุกียากี้กันอย่างเอร็ดอร่อย รถจักรยานทั้งสองคันแล่นไปรอบๆ ยิมเนเซียม สองสหายไม่ได้สนใจกับคู่แข่งขันคงสนใจกับประชาชนคนดูและคุณหญิงวาดกับสี่นางเท่านั้น

ในที่สุดซูกียากี้ก็หมดหม้อ พวกพี่เลี้ยงช่วยกันรับข้าวของและโต๊ะไป ของหวานสำหรับนิกรกับเสี่ยหงวนมีเครื่องดื่มเย็นคนละแก้วซึ่งเป็นเครื่องดื่มชั้นนำ ต่อจากนั้นก็มีแอ๊ปเปิ้ลคนละผลซึ่งพลเป็นผู้ส่งให้และสั่งให้กัดกินเอาเอง

นายอามัดอาลีเปลี่ยนเครื่องแต่งกายสากลออกแล้ว คงเหลือกางเกงกีฬาสีกรมท่าและเสื้อยืดคอปกแขนสั้นสีขาว

"เฮ้ย" อาเสี่ยร้องบอกนิกร "แอ๊ปเปิ้ลหมดหรือยัง"

นิกรอมยิ้ม

"หมดไปนานแล้ว ขี่ได้รอบเดียวมันก็หมดลูก"

"เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวโว้ย ถอดผ้าม่วงเสื้อราชปะแตนและหมวกไหมสับปะรดออกเสียที จะได้เหมือนๆ กับนายอามัดอาลี"

สองสหายเริ่มถอดเครื่องแต่งตัวขุนนางโบราณออกอย่างระมัดระวัง ต่างขี่รถจักรยานวนเวียนไปมารอบๆ พวกพี่เลี้ยงแล้วส่งของให้ทีละชิ้น เสียงคนดูตบมือเปาะแปะ การแข่งจักรยานมาราธอนชักจะจืดชืดแล้ว เพราะเหลือเวลาอีกตั้ง ๒๙ วัน จึงจะครบหนึ่งเดือน

ในที่สุดนิกรกับกิมหงวนก็อยู่ในชุดกีฬาเหมือนๆ กัน สวมกางเกงสีขาว เสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีแดง พวกคนดูส่วนมากได้ลุกขึ้นย่อยๆ กันไปหาอาหารกลางวันรับประทานกัน แต่การแข่งขันยังดำเนินต่อไป สองสหายยังสดชื่นแข็งแรงดี

คืนวันแรกผ่านพ้นไปแล้ว

การแข่งขันในวันต่อมานิกรกับกิมหงวนก็ยังเข้มแข็ง ไม่ได้แสดงท่าทีเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียเลย หนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันนั้นได้ลงข่าวยกย่องสองสหายว่าเป็นจอมทรหดและอาจจะเอาชนะนายอามัดอาลีได้ ตลอดคืนนิกรปัสสาวะ ๓ ครั้ง แต่ไม่ถ่ายอุจจาระเพราะไม่รู้สึกปวดเนื่องจากตื่นเต้นมากเกินไป เสี่ยหงวนปัสสาวะ ๒ ครั้ง นายอามัดอาลีปัสสาวะเพียงครั้งเดียว ไม่ปรากฏว่ามีใครถ่ายอุจจาระเลย ส่วนคนดูไม่ได้แข่งขันกับเขาสักหน่อยผลัดเปลี่ยนหน้ากันเดินเข้าส้วมตลอดเวลา

ที่เก้าอี้ชั้นพิเศษ ๕๐ บาทแถวหน้า ไม่มีสี่นางและคุณหญิงวาดนั่งดูอีกแล้ว แต่มีสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีผู้มีเกียรติมากมายรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของสภากาชาดไทย

เนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ถึงแม้ว่าค่อนมาทางปลายเดือนเงินเดือนยังไม่ออก แต่ก็มีประชาชนมาชมการแข่งขันจักรยานมาราธอนอย่างมากมาย ผิดกว่าการแสดงของนายเอส. เอ็ม. นาวับ เพราะนั่นเป็นการแสดง ไม่ใช่การแข่งขัน บรรดาคนไทยทั้งหลายต่างมาเอาใจช่วยนิกรกับเสี่ยหงวน ส่วนชาวภารตะก็มาเอาใจช่วยอามัดอาลีเพื่อนร่วมชาติของเขา ชาวฮินดูได้ส่งดนตรีแขกวงหนึ่งมาบรรเลงทำความหนวกหูได้ดีพอใช้ ขนาดที่พูดกันไม่ได้ยิน ขณะที่ดนตรีบรรเลงและนักดนตรีแหกปากร้องเพลงพร้อมๆ กัน

พวกพี่เลี้ยงของสองสหายถึงแม้ตกลงกันผลัดกันนอนผลัดกันปรนนิบัตินักกีฬา ก็ชักจะร่วงโรยโผเผไปตามกันแล้ว ปรากฏว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีใครได้นอนแม้แต่สักงีบเดียว เนื่องจากเป็นห่วงนิกรกับกิมหงวนมากเกินไปนั่นเอง นายพลดิเรกอยากจะฉีดยามหากำลังให้สองสหายอีกคนละหนึ่งเข็มก็ทำไม่ได้ เพราะผู้ที่ได้รับการฉีดยานี้แล้วจะต้องเว้นระยะอย่างน้อย ๗ วัน จึงจะฉีดได้อีก

บ่ายวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน วันนั้นเอง หลังจาก ๑๕.๐๐ น. ล่วงแล้ว นิกรกับกิมหงวนก็เริ่มแสดงท่าทีให้เห็นว่าต่างก็อ่อนเพลียหมดแรงไปตามกัน ครั้งหนึ่งอาเสี่ยชวนนิกรขี่รถออกไปไกลจากคนดูแล้วกล่าวกับนิกรเบาๆ ว่า

"ยาที่ดิเรกมันฉีดให้เราหมดฤทธิ์เสียแล้วว่ะ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี กันรู้สึกเมื่อยขาและอ่อนเพลียเต็มทนแล้ว แกล่ะ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือก

"น่องจะระเบิดอยู่แล้วละโว้ย ยอมแพ้มันรึอ้ายกร ห้าแสนบาทกันจ่ายให้เขาเอง ขืนขี่ต่อไปเราคงพลัดตกจากรถสิ้นใจตายในคืนวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ยอมเสียเงินดีกว่าวะ เราจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป"

นิกรชักฉิว

"แล้วกัน ลูกผู้ชายต้องสู้ตายซีโว้ย ยอมแพ้เอาดื้อๆ คนดูเขาก็ต้องโห่ฮาป่าเราอย่างแน่นอน แล้วจะมองดูหน้าใครเขาได้"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ก็เอาปี๊บคลุมหัวซีวะ แย่โว้ยเหนื่อยจริงๆ ว่ะ"

นายจอมทะเล้นมองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"เหนื่อยก็อาบน้ำร่างกายจะได้สดชื่นขึ้น"

"เออ จริงโว้ย นี่มันเกือบ ๑๖.๐๐ นาฬิกาแล้ว เราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียทีก็ดี"

สองสหายพากันขี่รถกลับมาหาพี่เลี้ยงแล้วบอกความประสงค์ว่าจะอาบน้ำ เจ้าแห้วนำผ้าขาวม้ามาให้คนละผืน นิกรกับอาเสี่ยต่างถอดถุงเท้าสั้นรองเท้าผ้าใบพื้นยางกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดออก ต่างคนต่างนุ่งผ้าขาวม้าคนละผืนขี่รถวนเวียนไปมา จนกระทั่งครั้งหนึ่งลมพัดกระโชกเข้ามาในโรงยิมเนเซียมค่อนข้างแรง สองสหายรีบตะครุบชายผ้าขาวม้าไว้ทำให้รถจักรยานเสียการทรงตัวเกือบจะล้มลงไป แต่กิมหงวนกับนิกรก็สามารถบังคับรถไว้ได้ ท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว

การอาบน้ำนั่งอาบบนอานรถนั่นเอง พี่เลี้ยงสี่คนคอยส่งน้ำให้ทีละขันและส่งสบู่ให้ นิกรแสดงท่าผาดโผนขึ้นไปยืนถูสบู่บนอาน มีการสระผมฟอกหน้าฟอกใต้รักแร้ทั้งสองข้าง พอสบู่เข้าตาก็รีบลงนั่งบนอานร้องขอน้ำจากพี่เลี้ยงเสียงลั่น

"เฮ้ย ขอน้ำโว้ย"

เมื่อสองสหายอาบน้ำเสร็จแล้ว พี่เลี้ยงก็ส่งผ้าเช็ดตัวขนาดกลางมาให้คนละผืนสำหรับเช็ดตัวและนุ่งแทนผ้าขาวม้า เสี่ยหงวนขี่รถส่ายไปมาเหมือนงูเลื้อยทำท่าจะล้มคว่ำตั้งหลายครั้งเรียกเสียงเฮฮาตลอดเวลา ขณะนี้นายอามัดอาลียังขี่รถไปรอบๆ โรงยิมเนเซียมอย่างสบายใจไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย เขาเชื่อว่าอย่างช้าวันพรุ่งนี้คนไทยทั้งสองคนคู่แข่งของเขาก็จะพลัดตกจากรถเพราะหมดแรง ชัยชนะจะต้องเป็นของเขาอย่างไม่มีปัญหา

นิกรกับเสี่ยหงวนเช็ดตัวเสร็จเรียบร้อยก็เอาผ้าเช็ดตัวนุ่งทับผ้าขาวม้าและดึงผ้าขาวม้าออกโยนให้พี่เลี้ยง ต่อจากนั้นพี่เลี้ยงก็ส่งกางเกงในให้ ส่งถุงเท้าสั้นคู่ใหม่และรองเท้าผ้าใบพื้นยางให้ ส่งเสื้อยืดสีแดงคอปกแขนสั้นให้สวมคนละตัวอันเป็นสัญลักษณ์ของทีมไทย ส่งกางเกงขาสั้นสีขาวให้ผลัด การแต่งตัวหรือทำอะไรบนรถจักรยานนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะรถคอยจะล้มตลอดเวลา ถ้าขี่เร็วเกินไปพี่เลี้ยงก็ช่วยอะไรไม่ได้

งานสุดท้ายของพี่เลี้ยงก็คือ ช่วยให้นิกรกับกิมหงวนใส่น้ำมันหวีผมและใส่น้ำหอมนิดหน่อย พวกกรรมกรโรงเลื่อยโรงสีของกิมหงวนต่างตะโกนหนุนอาเสี่ยตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่แล้ว กิมหงวนของเราก็เคร่งขรึมไป กิริยาท่าทางที่อ่อนเพลียยังไม่หาย

"ยังไม่หายอ่อนเพลียอีกหรืออ้ายหงวน" นิกรถาม

"ยังว่ะ แกช่วยไปตกลงกับนายสุริยันหน่อยได้ไหมว่า กันขอเปลี่ยนขี่รถสกู๊ดเตอร์แทนจักรยาน"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้นนายอามัดก็จะขี่รถยนต์แทนจักรยานของเขา อดทนน่าอ้ายหงวนเราต้องพยายามเอาชนะแขกให้ได้ เพื่อให้โลกรู้ว่ากรุงศรีอยุธยานั้นไม่สิ้นคนดี"

"เอา-กันจะมานะพยายามต่อสู้กับอามัดให้ถึงที่สุด"

สองสหายขี่รถจักรยานเคียงคู่กันไป เมื่อนิกรแสดงท่าโลดโผนเป็นต้นว่าขึ้นไปยืนบนอานคนดูก็ตบมือให้เกียรติเขา เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ นักดูกีฬาที่รู้สึกเมื่อยหรือเบื่อหน่ายก็พากันกลับบ้าน เอาไว้มาดูวันหลังอีก แต่พึ่งมาดูก็มีมาก จำนวนคนดูจึงมีประมาณครึ่งหนึ่งของโรงยิมเนเซียมตลอดเวลา ทุกคนรู้สึกหนักใจแทนกิมหงวนกับนิกรของเราเมื่อเห็นสองสหายเริ่มมีทีท่าอ่อนระโหยโรยแรง ส่วนอามัดอาลีนั้นเขาขี่รถเรื่อยๆ

เมื่อกิมหงวนกับนิกรขี่รถผ่านชาวภารตะ นิกรก็โบกมือให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หลายต่อหลายคนรู้จักคุ้นเคยกับเขาดีในฐานที่เป็นนักธุรกิจด้วยกัน ชาวภารตะในวัยกลางคนคนหนึ่งหนวดเครารุ่มร่าม แต่แต่งกายภูมิฐานลุกขึ้นจากเก้าอี้วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหานิกร

"เฮ้-อีนี้เอาขนมไปกินน่ะนายจ๋า"

นิกรคว้าถุงพลาสติกทันทีแล้วหันมาถาม

"ขนมอะไรโว้ยบัง"

"โรตีคะรับ โรตีสองอันราดนมข้นโรยน้ำตาลน่ะนาย"

นิกรเร่งฝีเท้าตามเสี่ยหงวนจนทัน

"เฮ้-อ้ายบังเจ้าของห้างขายผ้าสำเพ็งมันให้โรตีกันสองแผ่นว่ะ แบ่งกันคนละแผ่นนะ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"แกกินเถอะ กันไม่ชอบกินอะไรจุบจิบแกก็รู้ดีแล้ว ฉันเห็นแกกินอะไรต่ออะไรได้ทั่งวันฉันแปลกใจจริงๆ กระเพาะอาหารของแกคงจะใหญ่โตเป็นพิเศษ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่เครื่องย่อยอาหารของกันมันย่อยได้เร็ว ทำให้กันต้องเข้าส้วมวันละห้าหกหนเพราะเรื่องนี้แหละ" พูดจบนิกรก็ยกโรตีแผ่นหนึ่งใส่ปากกัดเคี้ยวกร้วมๆ

ชั่วเวลาไม่ถึง ๕ นาที โรตี ๒ แผ่นก็ราบพนาสูร นายจอมทะเล้นร้องบอกเจ้าแห้วให้เอาน้ำมาให้เขาล้างมือ และบอกพลให้จุดบุหรี่ให้มวนหนึ่ง นิกรหารู้ไม่ว่านายโภชนาภควันเจ้าของและผู้จัดการห้าง "ปากร้ายใจดี" ในสำเพ็งตอนราชวงศ์เป็นชาวภารตะที่มีความรู้สึกในด้านชาตินิยมอย่างรุนแรง โรตีที่เขาเอามาฝากนิกรนั้น เขาได้เอาสลอดผสมลงไปในนมข้นและน้ำตาลด้วย เขาต้องการให้นิกรมีอันเป็นจะได้อับอายขายหน้าคนดู และหมดเรี่ยวแรงต้องออกจากการแข่งขันปราชัยนายอามัดอาลี ซึ่งอาเสี่ยกิมหงวนก็อาจจะปราชัยไปด้วย ถ้าหากว่าอาเสี่ยกินโรตีที่นิกรแบ่งให้

นายโภชนาจับตามองดูตลอดเวลา เขาดีใจมากที่นิกรกินโรตีของเขา แต่ก็เสียใจที่กิมหงวนไม่ได้กิน เขากระซิบกระซาบบอกพวกชาวภารตะด้วยกัน พวกแขกหนวดเครารุงรังเหล่านี้ต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน

นิกรกับกิมหงวนคงขี่รถเคียงคู่กันวนเวียนไปมารอบโรงยิมเนเซียม วนซ้ายวนขวาหรือจะเลี้ยวตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ กติกามีแต่เพียงว่าต้องนั่งอยู่บนรถและให้รถเคลื่อนไหวตลอดเวลาเท่านั้น

"เอ-แซนวิชไก่เมื่อตอนกลางวันสงสัยว่าไก่คงบูดแน่ๆ " นายจอมทะเล้นปรารภกับเพื่อนเกลอของเขา

"ทำไมล่ะ"

"ท้องกันมันร้องโครกครากน่ะซี แซนวิชไก่คงเล่นงานกันแล้ว เมียเราทำตั้งแต่เช้าเอากระดาษบางๆ ห่อไว้ มันอบความร้อนไก่ก็เลยบูด" พูดจบนิกรก็สูดปากเบาๆ "อุ๊ย...ปวดท้องโว้ยอ้ายหงวน"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ปวดท้องเฉยๆ เรอะ"

"มันไม่เฉยน่ะซี"

"ว้า-คนกำลังแน่นเสียด้วย กลั้นไว้ตอนกลางคืนไม่ดีหรือ"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"กลั้นไม่ไหว มันตุงออกมาแล้ว อุ๊ย...ไม่ได้เอาหลวงพ่อปิดทวารมาเสียด้วย ช่วยเรียกอ้ายแห้วเอาส้วมเคลื่อนที่มาให้กันหน่อยเพื่อน คนดูอยากดุก็ดูเถอะวะท้องมันเสียนี่หว่า"

กิมหงวนร้องบอกพี่เลี้ยงทั้ง ๔ คน

"ช่วยกันหน่อยพวกเรา อ้ายกรท้องเสีย มันจะอึแล้ว"

พลกับเจ้าแห้วต่างรีบทำงานอย่างแคล่วคล่องว่องไว พลคว้ากระป๋องน้ำมันขนาด ๕ ลิตรวิ่งมาส่งให้นิกรผูกติดไว้ข้างหลังอานรถ ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็นำสุ่มไก่มาให้แต่สานเป็นพิเศษไม่มีรอยโหว่ ส่วนบนกว้างกว่าศีรษะนิกรเล็กน้อย เมื่อนิกรยกสุ่มไก่ครอบกบาลเขา โฆษกของยิมเนเซียมก็ประกาศให้ทราบ

"ท่านทั้งหลาย การที่นั่งอยู่บนรถจักรยานเป็นเวลาเนิ่นนานเช่นนี้ ก็ต้องมีการถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระบ้างเป็นธรรมดา ตอนนี้คุณนิกรกำลังจะถ่ายอุจจาระครับ รับรองว่าสุ่มที่ครอบตัวเขาจากบ่าถึงคานรถนั้น จะช่วยป้องกันความอุจาดได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งดูคุณนิกรเลยครับ ขอเวลาให้เขาทำธุระสัก ๕ นาทีเท่านั้น"

เสียงหัวเราะของคนดูดังขึ้นอย่างครื้นเครง สายตาทั้งหมดจ้องมาที่นิกรเป็นตาเดียว ทุกคนอยากทราบกรรมวิธีถ่ายทุกข์บนรถจักรยานของนายจอมทะเล้นจึงพากันมองดูด้วยความสนใจ นิกรทำท่ายงโย่ยงหยกอยู่ในสุ่มเพื่อปลดกางเกงขาสั้นออก รถจักรยานของเขาแล่นคดไปคดมาเกือบจะล้มตั้งหลายหน

รถของนิกรเป็นรถจักรยาน แต่คนดูได้ยินเสียงเครื่องยนต์สะบัดแพร่ดๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบวิ่งไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกรมพลศึกษาคนหนึ่งขอร้องให้เปิดจานเสียงกลบเสียงของนิกร

อำนาจสลอดทำให้นิกรอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง หน้าซีดตาลึกโบ๋อาหารที่มีอยู่ในท้องมีเท่าไรถ่ายออกมาหมด เขานั่งหายใจรวยรินอยู่บนรถ เขาไม่มีแรงพอที่จะถอดเอาสุ่มไก่ออกจากศีรษะเขาได้ ความอ่อนเพลียทำให้นิกรหูอื้อนัยน์ตาพราว และแล้วเขาก็ขี่รถบุกเข้ามาหาคนดูที่นั่งอยู่แถวหน้า ไม่มีแรงที่จะหักแฮนเดิลหลบไปทางอื่นได้เพราะฤทธิ์สลอด

" โครม"

รถจักรยานของนายจอมทะเล้นล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่า นิกรกระเด็นลงจากรถ วัตถุเหลวๆ และมีกลิ่นเหม็นซึ่งอยู่ในถังน้ำมัน ๕ ลิตร หกเรี่ยราดเลอะเทอะ พวกคนงานของกรมพลศึกษาต้องรีบมาช่วยกันทำความสะอาดเพราะคนดูนั่งยกมืออุดจมูกไปตามกัน นิกรค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นทั้งๆ ที่สุ่มไก่ยังครอบตัวเขาอยู่ เขาเดินตุปัดตุเป๋ออกไปจากลานแข่งขันแล้วก็ล้มลงนั่งเหยียดเท้าหมดเรี่ยวหมดแรง

คนดูซึ่งเป็นชาวภารตะดีอกดีใจตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว คนไทยแพ้ไปคนหนึ่งแล้ว คงเหลืออีกคนหนึ่งคือกิมหงวน ถ้าหากว่าอาเสี่ยมีอันเป็นต้องลงจากรถอย่างนิกรหรือรถล้ม นายอามัดอาลีแชมเปี้ยนโลก ก็จะได้รับชัยชนะได้เงินพนัน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

พวกพี่เลี้ยงวิ่งเข้าไปช่วยเหลือนิกรและสอบถามถึงสาเหตุที่ท้องเสียอย่างรุนแรง ในที่สุดก็ทราบว่า โรตีของนายโภชนาภควันนั่นเองทำให้นิกรต้องยุติการแข่งขันทั้งๆ ที่พึ่งเริ่มแข่งได้เพียง ๒ วันเท่านั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้เจ้าแห้วพานิกรไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดและให้นำเสื้อผ้าไปผลัดเปลี่ยนให้ด้วย

โฆษกประจำยิมเนเซียมได้ประกาศทางเครื่องกระจายเสียงได้ยินถนัด หลังจากเขาได้มาติดต่อกับนิกรและพี่เลี้ยงแล้ว

"ท่านสุภาพชนทั้งหลาย คุณนิกรเกิดเป็นลมขณะที่ขับขี่รถทำให้รถล้มเพราะไม่สามารถจะบังคับรถได้ จึงเป็นอันว่าฝ่ายไทยเราได้ปราชัยนายอามัดอาลีไปคนหนึ่งแล้ว แต่คุณกิมหงวนหรืออาเสี่ยกิมหงวนจะพยายามชนะแชมเปี้ยนโลกผู้นี้"

กิมหงวนโบกมือให้คนดู เขาขี่รถขึ้นมาเคียงคู่กับอามัด กำลังใจและกำลังกายดีขึ้นอย่างน่าประหลาดเมื่อคนดูโห่ร้องเรียกชื่อเขา

พฤติการณ์ของนายห้าง "ปากร้ายใจดี" ที่เอาสลอดใส่โรตีให้นิกรกินนั้นทำให้พวกพี่เลี้ยงของนิกรเดือดดาลไปตามกัน พล พัชราภรณ์รีบเดินออกไปจากลานแข่งขันตรงไปที่อัฒจันทร์คนดู และแล้วเขาก็กวักมือเรียกชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งมาพบกับเขา เขาพาชายหนุ่มผู้นั้นออกมาทางที่แข่งขันแล้วบอกว่า

"แกรู้ไหมเดช ทำไมอ้ายกรถึงหมดแรงล้มลง"

อันธพาลชั้นนำซึ่งเป็นลูกน้องของพลยิ้มแห้งๆ

"ผมคิดว่าคุณนิกรเหนื่อยมากเกินไปครับ เพราะเมื่อคืนอดนอนมาตลอดคืนแล้ววันนี้อีกทั้งวัน"

พลสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่อย่างนั้น แกมองดูโน่นแกเห็นไหม อ้ายบังแต่งสากลชุดสีน้ำทะเล ผ้าโพกหัวสีชมพูนั่งอยู่ในกลุ่มเพื่อนของมันชั้น ๕๐ บาท"

"อ๋อ นายห้าง "ปากร้ายใจดี" ในสำเพ็งนี่ครับ"

"ถูกละ มันเอาโรตีผสมสลอดให้อ้ายกรกิน อ้ายกรขี้เสียหมดแรงจนกระทั่งขี่รถไม่ไหว แกต้องจัดการตอบแทนนายโภชนาให้สาสม"

นายเดชขมวดคิ้วย่น

"เจ้านายสั่งมาเถอะครับ จะให้ผมทำยังไงได้ทั้งนั้น"

พลลากตัวเดชไปให้ลับตาคนแล้วสั่งงานด้วยเสียงกระซิบกระซาบ ต่อจากนั้นเดชก็กลับไปหาพรรคพวกของเขา บรรดาชาวภารตะต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน บางคนกินกล้วยหอมแล้วแกล้งโยนเปลือกเข้ามาในทางวิ่งเพื่อให้รถของอาเสี่ยลื่นล้ม พอกิมหงวนขี่รถผ่านไปพวกแขกก็รีบวิ่งเข้าไปเก็บเปลือกกล้วยกลัวว่ารถของนายอามัดอาลีจะทับเข้า

วันที่สองของการแข่งขันใกล้จะหมดลงแล้ว ขณะนี้นาฬิกาเรือนใหญ่ในโรงยิมเนเซียมบอกเวลา ๑๗.๐๐ น.

เดช ศักดา จอมอันธพาลซื้อบัตรที่นั่ง ๕๐ บาท บุกเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับพวกชาวภารตะทั้งหลาย เขาแก้ห่อกระดาษสีน้ำตาลหยิบกระบอกฉีด ดี.ดี.ที. ซึ่งบรรจุเบนซินไว้พร้อมออกมา ในเวลาเดียวกันนี้เองเสี่ยหงวนก็แสดงท่าโลดโผนขึ้นไปยืนบนอานรถ กางแขนออกไปเหมือนนกบิน พวกชาวภารตะจ้องตาเขม็งมองดูและแช่งให้รถล้มอามัดจะได้ครองความเป็นแชมเปี้ยนโลกต่อไป ตอนนี้เองเดชก็ถือโอกาสฉีดเบนซินกระจายไปทั่ว ทั้งหนวดและเคราของนายโภชนากับเพื่อนๆ ของเขาราว ๑๐ คน ล้วนแต่เปียกโชกด้วยน้ำมันเบนซินโดยไม่รู้สึกตัว

ด้วยความรวดเร็วฉับพลัน จอมอันธพาลล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบเครื่องขีดไฟออกมาจุดยื่นเข้าไปที่หนวดเคราของนายโภชนา

"พรึ่บ"

ทั้งหนวดและเคราของนายห้าง "ปากร้ายใจดี" เกิดไฟไหม้ลุกลามทันที เพื่อนของเขาคนหนึ่งร้องตะโกนลั่น

"โอ-ไฟไหม้ อีนี้ไฟไหม้หนวดเพื่อนจั๋น"

"พรึ่บ"

ชาวภารตะผู้ร้องตะโกนถูกไฟไหม้หนวดเช่นเดียวกัน และแล้วความร้อนก็ทำให้หนวดเคราของแขกอีกหลายคนถูกไฟไหม้ ผู้คนทั้งสนามยิมเนเซียมตื่นเต้นไปตามกัน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นไฟไหม้หนวดเคราคนมากๆ อย่างนี้ เจ้าของหนวดเคราต่างช่วยกันดับไฟคือใช้มือตะครุบ บางคนเหลือหนวดและเคราไว้นิดหน่อย บางคนถูกไฟไหม้หมดไม่มีเหลือเลยบ่นอู้ไปตามกัน กองดับเพลิงลากสายสูบดับเพลิงเข้ามาในโรงยิมเนเซียมก็ต่อเมื่อไฟดับหมดแล้ว

ดึกสงัดคืนวันนั้นเอง

๓.๐๐ น. ของคืนวันที่ ๒๙ ซึ่งความจริงอยู่ในคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๘ นั่นแหละ คนดูประมาณ ๕๐๐ คนยังตั้งอกตั้งใจดูการแข่งมาราธอน ระหว่างอาเสี่ยกิมหงวนกับนายอามัดอาลี

เสี่ยหงวนของเราหมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว เขาง่วงนอนจนแสบนัยน์ตา ลืมตาไม่ขึ้นต้องเอาไม้จิ้มฟันถ่างหนังตาไว้ข้างละอัน ธาตุแท้ของลูกผู้ชายเท่านั้นที่ทำให้อาเสี่ยยังไม่ยอมลงจากรถ

ตามหน้าที่ของพี่เลี้ยงที่แบ่งเวรกันไว้ นิกรจะเข้าเวรกับเจ้าแห้วในเวลา ๓.๐๐ น. ถึง ๕.๐๐ น. ฉะนั้นเมื่อตอนออกเวร นิกรกับเจ้าแห้วได้ออกไปจากโรงยิมเนเซียม และหายหน้าไปหลายชั่วโมง แต่ทั้งสองก็กลับมารับเวรจากพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ทันเวลา

ท่ามกลางความมืดสลัวลาง นิกรได้ส่งวัตถุกำหนึ่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-ถือไว้"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"เรือใบหรือครับ" เจ้าแห้วหมายถึงลวดเหล็กที่ใช้ทำลายยางรถทุกชนิด

"เออ ที่เราไปทำมาจากบ้านนั่นแหละ ถอยออกไปหน่อย อามัดมันขี่มาแล้ว โรยลงไปสองตัว"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่งของนายจอมทะเล้นทันที เขาโยนเรือใบลงไปบนพื้นคอนกรีต ๒ ตัว อามัดขี่รถจักรยานใกล้เข้ามาทุกที ส่วนกิมหงวนตามมาห่างๆ ล้อหน้ารถของอามัดทับเรือใบตัวหนึ่งอย่างจัง และแล้วล้อหลังก็ทับเรือใบอีกตัวหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยว่า นิกรกับเจ้าแห้วจะปีติยินดีสักเพียงใด เพราะอามัดจะต้องลงจากรถภายในนาทีนี้

"เร็ว-ไปปลุกอ้ายพล อ้ายหมอและคุณพ่อเดี๋ยวนี้ บอกให้รู้ด้วยว่าชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของอ้ายเสี่ยแล้ว"

เรือใบทำจากลวดเหล็กที่เกาะติดล้อหน้าและล้อหลังรถจักรยานของนายอามัดไปนั้นทำให้ลมยางในรั่วออกทีละน้อย ในเวลาไล่ๆ กันเสี่ยหงวนก็ขี่รถผ่านมาทางนิกรอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง

"ไม่ไหวแล้วโว้ยอ้ายกร กันยอมแพ้ละโว้ย"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"ยังก่อน อดใจรออีกสองนาทีเท่านั้น แกกำลังจะชนะอยู่แล้ว แกขี่วนอยู่ข้างหน้ากันนี่แหละ"

กิมหงวนเกือบจะไม่มีแรงบังคับรถให้แล่นเป็นวงกลมเบื้องหน้านายจอมทะเล้น

"กันไม่เข้าใจเลย กันจะชนะเขาได้อย่างไร"

"เออน่า ชนะซีวะ รถนายอามัดถูกเรือใบติดยางไปสองตัวแล้วประเดี๋ยวยางก็แฟบ ล้อไม่มีลมจะขี่ไปได้อย่างไรเท่านี้แกก็จะชนะ"

ได้ฟังนิกรพูดเช่นนี้กำลังวังชาของเสี่ยหงวนก็เกิดขึ้นทันที

"เออ ดีโว้ย แกนี่ปัญญาแหลมมาก กันจะแข็งใจขี่ต่อไป"

ยางรถของอามัดอาลีแฟบแล้ว อามัดรู้สึกว่าล้อหน้าฝืดบังคับไม่ใคร่ไป เมื่อเขาก้มลงมองดูเขาก็รู้ว่ายางแฟบ แล้วเขาก็หันไปมองดูยางล้อหลังซึ่งแฟบเช่นเดียวกัน เขาพยายามออกแรงเต็มที่ขี่รถทั้งๆ ที่ยางทั้งสองเส้นไม่มีลม พอผ่านหน้าพี่เลี้ยงและหัวหน้าเขาก็ร้องบอก

"ผู้จัดการครับ มีนักเลงดีเอาตะปูวางยางรถผมเสียแล้ว"

นายสุริยันมหิปาลสะดุ้งเฮือกอ้าปากหวอ

"หา อีนี้เล่นอย่างนี้ทำมะไร๋ แข็งใจขี่ไปอามัด"

"ขี่ไม่ไหวครับ ยางไม่มีลม"

"ขี่ไม่ไหวอีนี้จั๋นเสียห้าแสนรู้ไม่รู้ลงไม่ได้นะจะบอกให้"

"ขี่น่ะขี่ได้ครับ แต่อีกในราว ๑๐ นาที ผมก็หมดแรง"

ลูกน้องของนายสุริยันคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"เปลี่ยนรถให้อามัดน่ะนายจ๋า เรามีรถมาสองคัน"

เศรษฐีแขกตวาดลั่น

"มึงไม่รู้พูดทำมะไร๋ สัญญามีห้ามไม่ให้เปลี่ยนรถ รถใครยางแตกขี่ไม่ได้ลงจากรถเมื่อไรก็ถือว่าแพ้ โอ-อีนี้จั๋นแข่งมาหลายประเทศแล้วไม่เคยโดนตะปูวางยางเลย"

กิมหงวนขี่รถเข้ามาหาคู่แข่งขันของเขาและขี่วนอยู่ใกล้ๆ นายอามัดต้องรวบรวมกำลังขี่รถเต็มที่เพราะยางแบนไม่มีลม แต่แล้วเพียงครู่เดียวเขาก็ขี่ไม่ไป รถแล่นช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน ขณะนี้พล, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่นอกทางวิ่ง คณะพรรคสี่สหายต่างตบมือโห่ร้อง กระโดดโลดเต้นเมื่อแลเห็นรถจักรยานของนายอามัดล้มลง

"โครม"

เขาไม่ได้แพ้ด้วยฝีมือ เขาแพ้เพราะล้อรถของเขาไม่มีลม อย่างไรก็ตามก็เรียกว่าแพ้อยู่นั่นเอง พวกคนดูประมาณห้าหกร้อยคนต่างตบมือโห่ร้องลั่นดีใจในชัยชนะของกิมหงวน แชมเปี้ยนโลกขี่จักรยานทนได้เอาชื่อมาทิ้งที่เมืองไทยเสียแล้ว อามัดไม่ยอมลุกขึ้นจากรถของเขา เขานอนร้องไห้อยู่บนพื้นคอนกรีตเสียใจที่เขาปราชัยแก่อาเสี่ยซึ่งความจริงแล้วเขาไม่มีทางที่จะปราชัยได้เลย

โฆษกประจำสถานยิมเนเซียมประกาศลั่น

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย การแข่งขันขี่จักรยานมาราธอนในเวลาหนึ่งเดือนได้สิ้นสุดลงชั่วเวลา ๒ วัน ๒ คืนเท่านั้น คุณกิมหงวนของเราได้ชัยชนะแชมเปี้ยนโลกอย่างงดงาม อาเสี่ยกิมหงวนขอรับ แฟนขอร้องให้อาเสี่ยแสดงการขี่รถจักรยานท่าโลดโผนหน่อยครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น เขาเร่งรถของเขาทันที แล้วแสดงท่าโลดโผนขึ้นไปยืนบนอาน เจ้าแห้วถือเชือกสำหรับกระโดดเส้นหนึ่งวิ่งเข้ามาส่งให้ อาเสี่ยแสดงการกระโดดเชือกบนอานรถเรียกเสียงตบมือได้ตลอดเวลา แต่แล้วพอเขากระโดดไขว้รถจักรยานก็ล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่า

"โครม"

แชมเปี้ยนโลกคนใหม่คือกิมหงวนพุ่งถลาไปไกลนอนคว่ำมือเท้ากาง พวกพี่เลี้ยงรีบวิ่งเข้ามาหา

"ได้ไหมวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"อะไรครับ" อาเสี่ยถามและลุกขึ้นนั่ง

"ก็กบน่ะซี"

"ฮั่นแน่" กิมหงวนกระเซ้า "ตลกตรานกตะกรุม"

ท่านเจ้าคุณยกมือเขกกบาลกิมหงวนเต็มเหนี่ยว พลกับนายพลดิเรกช่วยกันประคองกิมหงวนลุกขึ้น ในเวลาเดียวกันอามัดอาลีกับผู้จัดการของเขาก็พากันเดินเข้ามา อามัดปราดเข้าจับมือและกอดกิมหงวนแสดงความยินดีด้วยน้ำใจนักกีฬา นายสุริยันกล่าวกับนิกรว่า

"ผมจะพาอามัดไปแข่งในยุโรปก่อน กลับมาจะขอรีเทิร์นแมทช์กับคุณและคุณกิมหงวนอีก คราวนี้เรายอมแพ้คุณ"

เป็นอันว่าอาเสี่ยกิมหงวนของเราได้ดำรงตำแหน่งเป็นแชมเปี้ยนโลกประเภทขี่จักรยานมาราธอนแล้ว แต่ชัยชนะที่เกิดขึ้นนี้อาเสี่ยไม่ตื่นเต้นดีใจเลย

-อวสาน-