พล นิกร กิมหงวน 072 : สามสิงห์สันติบาล

ภายในห้องประชุมของกรมตำรวจ ตอนสายวันนั้นมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมียศอย่างน้อยที่สุดนายพันตำรวจเอกประมาณ ๒๐ คนนั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้และทุกคนอยู่ในเครื่องแบบอันสง่างาม ห้องประชุมนี้มีสภาพคล้ายกับโรงภาพยนตร์ขนาดกระเป๋า ตอนหน้ายกพื้นเป็นเวที มีโต๊ะอันสวยงามตั้งอยู่กลางเวทีหนึ่งโต๊ะพร้อมด้วยไมโครโฟนพิเศษสำหรับผู้เป็นประธานในการประชุม ผนังด้านหลังเวทีมีแผนผังจังหวัดพระนครและธนบุรีขนาดมหึมา บอกถนนหนทาง แม่น้ำลำคลองและสถานที่ทุกแห่ง

เพราะห้องประชุมมีเครื่องทำความเย็นและการประชุมนี้เป็นความลับยิ่งของทางราชการตำรวจ ประตูหน้าต่างห้องประชุมจึงปิดหมด มีแต่แสงไฟฟ้าส่องสว่างทั่วห้อง

สุภาพบุรุษแขกพิเศษผู้มีเกียรติของกรมตำรวจ ๕ คนซึ่งแต่งสากลนั่งอยู่รวมกันตอนหน้าห้องประชุมนั้น คือ พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้ง ๕ คนถูกเชิญมาเพื่อมอบตราเครื่องหมายสันติบาลกลางพิเศษหรือ เอฟบีไอ.ของกรมตำรวจนั่นเอง

ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาประชุม พวกนายตำรวจแก่ๆ ได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็คุยเรื่องราชการ บ้างก็คุยเรื่องส่วนตัว เป็นต้นว่า คุณนายกำลังอาละวาดอีหนูของท่าน เสียงจ้อกแจ้กจอแจไปทั่วห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังสนทนากับท่านนายพลตำรวจโทคนหนึ่งถึงเรื่องที่ท่านไม่เดือดร้อนในการที่ช่างตัดผมหยุดงานวันอาทิตย์ ถึงช่างตัดผมจะสไตร์คไม่ยอมตัดผม ท่านก็ไม่แคร์เพราะตั้งแต่ท่านจำความได้ ท่านไม่เคยตัดผมเลย

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ พอได้เวลา ๑๐.๐๐ น.ตรง สุภาพบุรุษผู้สูงอายุ ร่างสูงใหญ่ ผมหงอกประปราย แต่งเครื่องแบบสีกากี มีเครื่องหมายยศนายพลตำรวจเอก ได้พาตัวเดินออกมาจากด้านขวาของเวทีซึ่งด้านนั้นมีประตูเข้าออกเป็นพิเศษ ท่านผู้นี้คือ หลวงทรชนระย่อเดช รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายปราบปราม เป็นตำรวจใหญ่ชั้นหัวกระทิคนหนึ่งของกรมตำรวจคือเป็นบุคคลสำคัญยิ่งของกรมตำรวจนั่นเอง

ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมต่างรีบลุกขึ้นยืนและก้มศีรษะกระทำความเคารพ เว้นแต่นิกรคนเดียวที่นั่งสัปหงกอ้าปากหวอเพราะอากาศเย็นจากแอร์คอนดิชั่นทำให้เขาง่วงและม่อยหลับไป

ท่านนายพลตำรวจเอกชิดเท้าตรงและก้มศีรษะคำนับตอบในท่าทางองอาจสง่าและภาคภูมิ พลเอื้อมมือเขย่าบ่านิกรค่อนข้างแรง นายจอมทะเล้นสะดุ้งโหยงลืมตาขึ้นมองดูโลก รีบลุกพรวดพราดลุกขึ้นยืนระวังตรงแต่หันหลังให้เวที นายพันตำรวจเอกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หลังคณะพรรคสี่สหายได้กระซิบกระซาบบอกนิกรเบาๆ

"หันไปทางโน้นครับ ท่านรองอยู่ทางโน้น"

นิกรรีบหมุนตัวกลับ หลวงทรชนฯ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หมุนหน้าโต๊ะนั้น วางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะหยิบกล่องกระดาษแข็งขนาดกะทัดรัดรวม ๖ กล่องออกมาและบัตรแข็งอีก ๖ ฉบับ ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวของนายตำรวจสันติบาลกองพิเศษหรือหน่วย เอฟบีไอ. พวกที่อยู่ในห้องประชุมต่างนั่งลงตามเดิม

เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องขยายเสียงได้เปิดสวิทช์ไฟเครื่องแล้ว หลวงทรชนฯ ดึงไมโครโฟนเข้ามาใกล้ท่าน เนื่องจากลูกเขยของท่านเป็นนักโฆษกขายยาของบริษัทหนึ่ง คุณหลวงจึงติดนิสัยลูกเขยในการพูดไมโครโฟน ท่านยกมือขวาขึ้นดีดดังแป๊ะๆ ลั่นห้อง แล้วท่านก็ทดลองเสียง

"ฮัลโหลๆๆๆ หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-หก-เจ็ด-แปด-เก้า-ศูนย์ ฮัลโหล"

ท่านมองไปทางหลีบขวาแล้วยิ้มให้นายสิบตำรวจโทคนคุมเครื่องขยายเสียงคล้ายจะบอกว่าเสียงของท่านดังเป็นเสียงไฮไฟดีแล้ว หลวงทรชนฯ เริ่มต้นเปิดการประชุมทันที

"ท่านทั้งหลาย พวกท่านย่อมทราบกันดีแล้วว่ากิจการของกรมตำรวจนั้นได้เจริญก้าวหน้าอย่างรีบรุด บัดนี้หน่วย เอฟบีไอ.สันติบาลกองพิเศษของเรากำลังทำงานได้ผลมากในด้านจับกุมและปราบปรามผู้ทุจริตผิดกฏหมาย กรมตำรวจเห็นว่าพันเอกศาตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาแพทย์และวิทยาศาสตร์ เราจึงได้เชิญท่านศาสตราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้เข้าร่วมงานกับสันติบาลกองพิเศษพร้อมด้วยคณะของท่านคือ พลโทพระยาปัจจนึกพินาศ พันตรีพล พัชราภรณ์ พันตรีนิกร การุณวงศ์ และพันตรีกิมหงวน ไทยแท้ รวม ๕ ท่านด้วยกัน ซึ่งบัดนี้ทางราชการตำรวจได้ขอพระราชทานยศตำรวจให้ท่านศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะ ให้มียศทางตำรวจเท่ากับยศทหารและข้าพเจ้าได้รับบัญชาจากฯ พณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นประธานทำพิธีมอบตราเครื่องหมายของสันติบาลพิเศษ และบัตรประจำตัวพิเศษให้ท่านศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะต่อหน้าพวกท่าน ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายปราบปรามและการปกครอง ซึ่งสันติบาลพิเศษนี้จัดว่าเป็นความลับยิ่งในทางราชการกรมตำรวจ เพราะเราจำเป็นจะต้องปิดบังในเรื่องนายตำรวจกองพิเศษนี้ แม้กระทั่งตำรวจด้วยกันถ้าอยู่คนละกองคนละแผนกแล้วก็จะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าใครเป็นนายตำรวจ เอฟบีไอ.ของเราบ้าง เว้นแต่ผู้บังคับบัญชา และพวกท่านที่มาประชุมในที่นี้เท่านั้น ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้เชิญท่านนายพลตำรวจโทพระยาปัจจนึกพินาศ นายพันตำรวจเอกศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายพันตำรวจตรีพล พัชราภรณ์ นายพันตำรวจตรีนิกร การุณวงศ์และนายพันตำรวจตรีกิมหงวน ไทยแท้ ขึ้นมาพบกับข้าพเจ้าบนนี้เพื่อทำพิธีอันมีเกียรติยิ่ง และขอให้ที่ประชุมโปรดตบมือให้เกียรติแก่ท่านที่กล่าวนามนี้ด้วย" ทันใดนั้นเอง เสียงตบมือก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างภาคภูมิใจเหลือที่จะกล่าว ทุกคนลุกขึ้นพากันเดินมาทางหน้าเวที ท่ามกลางสายตาของนายตำรวจใหญ่ซึ่งพากันมองดูอย่างชื่นชม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายมาที่ขอบเวที แล้วท่านเจ้าคุณก็ทำท่าจะปีนขึ้นไปบนเวที หลวงทรชนฯ รีบร้องบอกทันที

"ข้างเวทีมีบันไดใต้เท้า อย่าปีนครับ เดี๋ยวตกลงไปแข้งขาหัก"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้รองอธิบดีแล้วพูดเสียงหนักแน่น

"ตำรวจต้องเข้มแข็ง ตำรวจที่ดีต้องใช้วิธีปีนป่ายไม่ขึ้นตามขั้นบันได"

แล้วท่านก็กล่าวกับสี่สหาย

"ปีนโว้ยพวกเรา"

ทุกคนปีนขึ้นไปบนเวทีอย่างคล่องแคล่ว บรรดานายตำรวจต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน ในที่สุดสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวอยู่ข้างโต๊ะของนายพลตำรวจเอกและหันหน้าออกไปทางหน้าห้องประชุมคือยืนเป็นแถวเฉียง

หลวงทรชนระย่อเดชลุกขึ้นจากเก้าอี้หมุนเดินเข้ามาสัมผัสมือกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทีละคน แล้วท่านก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"ผมขอแสดงความยินดีเป็นส่วนตัวที่อาจารย์กับคณะได้มาช่วยราชการกรมตำรวจแผนก เอฟบีไอ.นี้ อาจารย์กับคณะได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและทางราชการทหารมามากต่อมาก ซึ่งทางราชการได้ยกย่องสดุดีอยู่เสมอ ผมหวังว่ากิจการของกองพิเศษในด้านวิทยาการคงจะเจริญขึ้นมาก"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

กิมหงวนกล่าวขึ้นทันที

"พวกเราจะช่วยเหลือราชการตำรวจอย่างเต็มที่เชียวครับ ท่านรองอธิบดีกรุณาบอกให้ที่ประชุมทราบด้วยซีครับว่าพวกเราทำงานโดยไม่มีเงินเดือน และยิ่งกว่านี้นายพันตำรวจตรีกิมหงวนยังจะจ่ายเงินให้กรมตำรวจอีกเดือนละหนึ่งแสนบาทเพื่อช่วยสวัสดิการตำรวจ"

หลวงทรชนฯ หันมายิ้มให้อาเสี่ย

"เรื่องนี้นายตำรวจผู้ใหญ่ทุกคนทราบดีครับ ผมกำลังจะเรียนให้ทราบเดี๋ยวนี้ สำหรับอาเสี่ยกับคุณพลและคุณนิกรมีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการตำรวจสันติบาล เอฟบีไอ."

นิกรยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"เบ้อเริ่มเลยครับ"

ท่านรองพยักหน้าช้าๆ

"ครับ เป็นตำแหน่งสำคัญมาก นอกจากพวกคุณจะทำงานในแผนกวิทยาศาสตร์ทางกองพิเศษแล้ว ยังมีหน้าที่จับกุมคนร้ายหรือผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทุกเวลาและโอกาส สำหรับท่านอาจารย์มีตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการและท่านเจ้าคุณเป็นที่ปรึกษา"

พลกล่าวถามอย่างนอบน้อม

"เราทั้งหมดขึ้นตรงกับใครครับ"

"ก็ขึ้นกับผมซีคุณ ในฐานะที่ผมเป็นผู้บังคับการสันติบาลกองพิเศษหรือหน่วย เอฟบีไอ.นี้" พูดจบหลวงทรชนฯ ก็ล้วงกระเป๋าเสื้อตรวจการของท่านหยิบกระดาษชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"ใต้เท้าครับ โปรดเป็นหัวหน้ากล่าวคำสาบานตัวตามระเบียบ ให้ทุกคนว่าตาม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับสี่สหาย

"คอยว่าตามโว้ย"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ก่อนสาบานตัว ร้องเพลงมาร์ชตำรวจเสียก่อนไม่ดีหรือครับ จิตใจของพวกเราจะได้เป็นตำรวจร้อยเปอร์เซ็นต์"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย กันเป็นต้นเสียงเอง"

หลวงทรชนฯ พูดเสริมขึ้น

"เมื่อมันลำบากนักก็อย่าพยายามร้องเลยครับ กล่าวคำสาบานตัวเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว"

สี่สหายต่างยืนตรงเตรียมกล่าวคำสาบานปฏิญาณตน เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องขยายเสียงได้หย่อนไมโครโฟนตัวใหญ่ลงมาห้อยอยู่เบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายซึ่งเป็นไมโครโฟนที่มีความไวมาก ส่วนลำโพงของมันอยู่ทางด้านหลังห้องประชุมรวมสองอัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คลี่กระดาษเขียนจดหมายสีฟ้าอ่อนฉบับนั้นออก แล้วท่านก็อ่านข้อความอันเป็นลายมือหวัดแกบรรจงสวยงามมากให้สี่สหายว่าตาม

"กราบคุณป๋า ดวงใจของหนู"

สี่สหายทำคอย่นพร้อมๆ กันแล้วว่าตาม

"กราบคุณป๋า ดวงใจของหนู"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ อ่านจดหมายฉบับนั้นต่อไป

"เป็นเวลาเดือนกว่าแล้วที่คุณป๋าไม่ได้ไปหาหนูเลย"

สี่สหายต่างร้องขึ้นพร้อมกันอีก

"เป็นเวลาเดือนกว่าแล้วที่คุณป๋าไม่ได้ไปหาหนูเลย"

หลวงทรชนฯ โผเข้าแย่งเอกสารฉบับนั้นจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที ท่านนายพลตำรวจเอกเต็มไปด้วยความกระดากอายอย่างยิ่ง

"ขอโทษทีครับ ท่านเจ้าคุณ ผมหยิบผิดไป กระดาษสีมันเหมือนกัน"

แล้วคุณหลวงก็ยกมือเกาศีรษะแกรกๆ ล้วงกระเป๋าหยิบกระดาษสีฟ้าอีกแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"นี่ครับใต้เท้า แผ่นนี้ใช่แน่"

เจ้าคุณกลั้นหัวเราะแทบแย่

"คุณหลวงตรวจดูเสียก่อนไม่ดีหรือ เผื่อเป็นจดหมายของอีหนูอีกบ้านหนึ่ง"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมมีบ้านเล็กๆ เพียงบ้านเดียวเท่านั้น" พูดจบหลวงทรชนฯ ก็หันไปทำตาเขียวกับพวกนายตำรวจใหญ่ เสียงหัวเราะคิกคักเงียบกริบลงทันที

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก มองดูตัวอักษรเป็นลายมือของท่านรองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายปราบปราม เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักเพยิดกับคณะพรรคสี่สหายแล้วก็อ่านข้อความในนั้นทีละวรรค

"ข้าพเจ้า"

"ข้าพเจ้า" สี่สหายร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"ออกนามผู้สาบาน"

ดร.ดิเรก กับ พล ต่างระบุยศนายตำรวจกับชื่อและนามสกุลของเขา ส่วนนิกรกับอาเสี่ยกิมหงวนลอยหน้าลอยตาร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"ออกนามผู้สาบาน"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น ชะโงกหน้ามองดูสองสหายอย่างเดือดดาล

"ไหงถึงโง่อย่างงี้วะ ที่บอกให้ออกนามผู้สาบานน่ะ หมายความว่าให้แกสองคนระบุยศนามและนามสกุลของแกเข้าใจไหม"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ทีแรกเราไม่ได้ตกลงกันอย่างนี้นี่ครับ"

พวกนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต่างหัวเราะคิกคักกันตลอดเวลา หลวงทรชนฯ ยิ้มให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เอาใหม่ครับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มต้นอ่านคำสัตย์ปฏิญาณต่อไป สี่สหายว่าตามทีละวรรค ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้

"ข้าพเจ้า ขอให้สัตย์สาบาน ปฏิญาณตนต่อรองอธิบดีกรมตำรวจและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้าพเจ้าจะไม่ตบทรัพย์ชาวบ้านร้านค้า ไม่รีดไม่ไถใคร โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ข้าพเจ้าอยู่ไหนประชาอุ่นใจที่นั่น ข้าพเจ้าจะไม่แกล้งจับใครที่ไม่มีหลักฐานว่ากระทำผิดกฎหมาย ข้าพเจ้าจะกระทำตนเป็นตำรวจที่ดีรักษาความลับทางราชการ จะไม่ยอมรับสินบนจากผู้ทุจริตคิดมิชอบ ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตนตามระเบียบข้อบังคับของกรมตำรวจ เชื่อฟังคำสั่งโดยชอบของผู้บังคับบัญชาทุกประการ"

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้องประชุม เมื่อการสาบานตัวสิ้นสุดลงแล้ว หลวงทรชนฯ ก็แจกตราเครื่องหมายสันติบาลกองพิเศษและบัตรประจำตัวให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ต่อจากนั้นท่านรองอธิบดี นายตำรวจชั้นหัวกระทิ ก็กล่าวกับที่ประชุมว่า

"ข้าพเจ้าขอปิดการประชุมแต่เพียงเท่านี้"

บรรดานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต่างลุกขึ้นยืนตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพหลวงทรชนฯ โดยพร้อมเพรียงกัน นายสิบตำรวจคนหนึ่งได้เปิดประตูหน้าต่างห้องประชุมออก พวกนายตำรวจต่างทยอยกันออกไปจากห้องประชุม ท่านรองฯ ได้สัมผัสมือกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหาย

"ยินดีมากครับ ขอแสดงความยินดีด้วยจริงใจ" หลวงทรชนฯ พูดยิ้มๆ "ขอให้อาจารย์และทุกท่านโปรดสังวรณ์ไว้ว่าตำรวจ เอฟบีไอ.ทุกคนจะแสดงตัวให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเป็นตำรวจ แต่บัตรและตราเครื่องหมายนี้ได้ให้อำนาจแก่ เอฟบีไอ.เต็มที่ ฉะนั้นถ้าไม่เกี่ยวกับพิธีการในทางราชการแล้ว โปรดอย่าได้แต่งเครื่องแบบนายตำรวจเป็นอันขาด"

นิกรมองดูดวงตราในกล่องในกล่องแล้วถามท่านรองฯ ว่า

"ตรานี่ไหงมันเล็กนักล่ะครับ ขนาดเท่าฝาจุกขวดเบียร์พอดี ลวดลายก็คล้ายๆ ฝาขวดเบียร์"

หลวงทรชนฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ฝาเบียร์มันทำด้วยสังกะสี ตรา เอฟบีไอ.นี้ทำด้วยทองคำลงยาครับ คุณนิกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อ๊อ-ก๊อจำนำได้น่ะซีครับ"

ท่านรองฯ หัวเราะอย่างใจดี

"ถ้าจะจำนำจริงๆ ก็ได้เพราะมันเป็นทอง อ้า เป็นยังไงครับ พวกคุณรู้สึกภาคภูมิใจมากไหม"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"หัวใจพองโตคับซี่โครงเลยเชียวครับท่านรองฯ ตั้งแต่ผมไปดู เจมส์ สจ๊วต ในเรื่อง "สิงห์สันติบาล" ที่โอเดียน ผมอยากเป็นตำรวจ เอฟบีไอ.จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ผมอยากบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน อยากปราบโจรผู้ร้ายพวกทุจริตมิจฉาชีพให้ราบคาบ ผมจะปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างดีที่สุด ผู้ใดทำผิดถึงแม้จะมีเส้นใหญ่หรือเป็นผู้มีอิทธิพล ผมจะจับอย่างไม่ไว้หน้าแม้แต่คุณหลวงผมก็จับถ้าทำผิด"

หลวงทรชนฯ ยิ้มเจื่อนๆ

"อาเสี่ยจับผมแล้ว นายตำรวจคนไหนจะกล้าสอบสวนผม"

"อ๋อ ไม่มีใครกล้าสอบสวนก็ขังไว้เฉยๆ ซีครับ"

คราวนี้ท่านรองฯ หัวเราะก้าก แล้วกล่าวกับทุกๆ คน

"เชิญไปที่ห้องทำงานผมเถอะครับ ผมจะจ่ายปืนพก ปืนกลมือและระเบิดมือให้ตามระเบียบ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ขอเบิกปืนลูกซองสักกระบอกได้ไหมครับ"

หลวงทรชนฯ ทำตาปริบๆ

"ทางราชการไม่เคยใช้ปืนลูกซองยิงคนร้ายเลย"

"ถูกละครับ แต่ผมจะเอาไว้ยิงนกเล่นในเวลาว่าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากดุลูกเขยของท่าน

"แกพูดอะไรนอกลู่นอกทางเสมอ"

นิกรอมยิ้ม

"ก็ผมมันคนนอกครูนี่ครับ"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "เดี๋ยวก็เป็นเรื่องเท่านั้นเอง"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ท่านนายพลตำรวจเอกเดินกลับไปที่โต๊ะหยิบกระเป๋าเอกสารของท่านขึ้นมาแล้วพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบันไดไปจากเวทีทางด้านข้าง ทุกคนยิ้มแย้มเจ่มใสไปตามกันที่โชคดีได้เป็นนายตำรวจ เอฟบีไอ.โดยไม่คาดหมาย

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้น ฝนกำลังตกพรำ

เรือนพักคนใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" สงบเงียบ แสงไฟฟ้าที่หน้าระเบียงเรือนส่องสลัวลาง พวกคนใช้ชายหญิงที่หมดหน้าที่แล้วต่างพักผ่อนอยู่ในห้องพักของตน

ตามเวลาดังกล่าวนี้เจ้าแห้วกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหน้าเตียงนอนภายในห้องพักของเขา เบื้องหน้าของเจ้าแห้วมีเขียงเล็กๆ พร้อมด้วยมีดปลายแหลมแบบพิเศษสำหรับหั่นกัญชาโดยเฉพาะและมีกระป๋องบุหรี่ใส่กัญชาที่หั่นไว้หยาบๆ หนึ่งกระป๋องพร้อมด้วยไม้ขีดไฟหนึ่งกลัก นอกจากนี้มีจานใส่ทองหยิบและทองหยอดอีกหนึ่งจาน

สิงห์อมควันแห้วกำลังมีความสุขอย่างที่สุด ควันกัญชาทำให้เจ้าแห้วรู้สึกว่าโลกนี้เป็นของเขา เจ้าแห้วนั่งหัวเราะร่วนและพูดคนเดียว เสียงหัวเราะของเจ้าแห้วไม่ดังนักแต่ติดต่อกันไปไม่ใคร่จะขาดระยะ

เจ้าแห้วหยิบซ่อมจิ้มทองหยิบดอกหนึ่งใส่ปากเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่แล้วก็เผ่นพรวดเมื่อเห็นจิ้งจกตัวหนึ่งคลานเข้ามาใกล้ๆ เขา ซึ่งนักสูบกัญชานั้นเมื่อสูบกัญชาเข้าไปแล้วมักขี้ขลาดตาขาวผิดมนุษย์ แต่ถ้าไม่สูบก็มุทะลุดุดันไม่กลัวอะไรทั้งนั้น

"ปู้โธ่ กูนึกว่าตะเข้เสียอีก เล่นเอาเสียเส้นที่แท้ก็จิ้งจก" แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะชอบใจหยิบมีดหั่นกัญชาบนเขียงให้ละเอียด ค่อยๆ บรรจงยัดใส่บ้องแล้วจุดสูบ กลืนควันเข้าไปในท้องในท่าสบายอกสบายใจ แล้วเจ้าแห้วก็ขับเสภาเล่นอย่างครึ้มใจ

"เออ เอ่อ เอ๊อ เอิงเงย....เอ๋อ....คราวนั้นจึงโฉมพ่อเณรแก้ว ตื่นแล้วเณรก็รีบฉันจังหัน ฉันแล้วเณรแก้วก็หลับพลัน พอถึงเพลเณรนั้นก็ฉันเพล พอรุ่งปัจจุสมัยไก่ขัน ขมีขมันครองผ้าภาษาเณร รีบออกนอกวัดบริเวณ สามเณรบิณฑบาตรกลับมาพลัน พอมาถึงกุฏิแล้ว เณรแก้วก็ฉันจังหัน ฉันแล้วเณรแก้วก็หลับพลัน พอถึงเพลเณรนั้นก็ฉันเพล "

"โครม"

ประตูห้องพักของเจ้าแห้วถูกถีบเปิดออกโดยแรงทำให้เจ้าแห้วตกใจ นั่งตะลึงพรึงเพริด พล นิกร กิมหงวนพากันบุกเข้ามาในห้องนอนของเจ้าแห้วอย่างร้อนรน สามสหายถือปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. คนละกระบอก ซึ่งเป็นปืนตำรวจ นิกรยกปืนพกขึ้นจ้องเจ้าแห้วในบทบาทของสิงห์สันติบาล

"ยกมือขึ้น อย่าต่อสู้หรือขัดขืนเป็นอันขาด"

เจ้าแห้วหายตกใจแล้ว เมื่อเห็นเจ้านายทั้งสามคน เจ้าแห้วหัวเราะงอไปงอมา

"รับประทานผมนึกว่าโปลิศเสียอีก ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ๊ก รับประทานเล่นกับผมอย่างนี้ รับประทานอุจจาระขึ้นไปอยู่บนหัวขมองหมด"

กิมหงวนควงปืนพกเล่นอย่างคล่องแคล่ว เก๊กหน้าให้ดุ กลอกนัยน์ตาไปมา ในบทบาทของนายตำรวจชั้นดี

"ในนามแห่งตำรวจ เอฟบีไอ. ฉันขอเชิญแกไปโรงพัก ในฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง"

"ฮั่นแน่" เจ้าแห้วอุทาน "ว่าเข้านั่น รับประทานถ้าจะหลุดออกมานอกจอโอเดียนกระมังครับ รับประทานอาเสี่ยคล้ายๆ เจมส์ สจ๊วตเหมือนกัน"

กิมหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"แกหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานอีกกระทงหนึ่ง ลุกขึ้นอ้ายแห้ว พวกเราต้องทำงานตามหน้าที่"

เจ้าแห้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พอแลเห็นพลดึงกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกง เจ้าแห้วก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทานอย่าล้อเล่นน่าครับ รับประทานผมใจไม่ดีแล้ว"

พลหัวเราะเบาๆ

"ไม่ใช่ล้อเล่นโว้ย เราจับแกจริงๆ "

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันสามสี่ครั้ง

"รับประทานอ้างตัวเป็นเจ้าพนักงานน่ะ มีหวังย้ายบ้านเข้าไปในคุกนะครับและทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียอิสรภาพก็ติดคุกเหมือนกัน"

นิกรพยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขา

"โวหารดีนัก อวดรู้กฎบัตรกฎหมาย ซ้อมเลยพวกเรา"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหัวเราะ

"ผิดคำสาบานโว้ย ตำรวจยุคนี้เขาเลิกซ้อมผู้ต้องหาแล้ว" พูดจบก็หันมามองดูเจ้าแห้ว แล้วล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบตราเครื่องหมายสันติบาลพิเศษออกมาแบให้เจ้าแห้วดู

"เห็นไหมล่ะ นี่อะไร"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"คล้ายๆ กับฝาขวดเบียร์ครับ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว

"ตามึงเหมือนตาตุ่ม นี่คือตรา เอฟบีไอ.หรือสันติบาลกองพิเศษโว้ย ไป-ไปโรงพักเดี๋ยวนี้ ถ้าขัดขืนฉันจะใส่กุญแจมือแก"

คราวนี้เจ้าแห้วชักสงสัย เขายืนทำตาปริบๆ อยู่สักครู่ก่อนจะพูดว่ากระไร นิกรก็แบบัตรประจำตัวให้เจ้าแห้วดู

"แหกตาดูซิ นี่คือบัตรประจำตัวของนายตำรวจ เอฟบีไอ.ใช่ไหม"

เจ้าแห้วมองดูบัตรแข็งสองท่อนฉบับนั้น พอแลเห็นรูปถ่ายของนิกรแต่งเครื่องแบบนายพันตำรวจตรี เจ้าแห้วก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อ๋อย เจ้านายเป็นโปลิศจริงๆ หรือครับนี่"

เขาพูดเสียงเครือน่าสงสาร

พลยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ถูกละ อย่าสงสัยอะไรอีกเลย"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ ด้วยความรักตัวกลัวติดตะราง

"โธ่-รับประทานผมเป็นคนของคุณ คุณกล้าจับผมหรือครับ รับประทานใครเป็นคนสั่งให้พวกเจ้านายมาจับผมครับ"

กิมหงวนตอบอย่างภาคภูมิ

"โดยคำสั่งของรองผู้การฯ นายพันตำรวจเอกดิเรก ณรงค์ฤทธิ์"

เจ้าแห้วสะอื้นเบาๆ

"รับประทานเผลอแผล็บเดียวเป็นนายตำรวจใหญ่ไปตามกัน รับประทานอย่าจับผมเลยครับ ผมสูบกัญชาแบบอะเมเจอร์ รับประทานนานๆ สูบที ทีหลังผมไม่สูบอีกละครับ"

พลว่า "เมื่อแกให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้ ฉันก็จะไม่จับแก เราจะกันตัวแกไว้เป็นพยาน แต่ว่า แกต้องพาพวกเราไปที่ซ่องค้ายาเสพย์ติดคือกัญชาซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย เร็ว-เก็บบ้องกัญชาและเครื่องมือให้เรียบร้อยและรีบพาเราไป"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด

"รับประทานผมวานเพื่อนเขาซื้อให้ผมอีกทีหนึ่งครับ"

พลหัวเราะเบาๆ

"แกปฏิเสธอย่างนี้เพราะแกกลัวว่าแกจะไม่มีที่ซื้อกัญชามาสูบอีกใช่ไหมล่ะ"

อาเสี่ยขบกรามกรอด หันมาพูดกับพลด้วยเสียงหนักแน่น

"เอาเชือกรัดคอแล้วเอาไปย่างสดดีไหม"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องลั่น

"รับประทานก็ไหนกรมตำรวจประกาศว่า ตำรวจสมัยนี้ไม่มีการซ้อม ขังทิ้ง ยิงทิ้งหรือฆ่าผู้ต้องหาไม่ใช่หรือครับ"

กิมหงวนค่อยๆ หันมามองดูเจ้าแห้ว เก๊กหน้าให้ดุๆ แล้วกล่าวว่า

"ข้าตำรวจยุคก่อนหลงอยู่โว้ย"

นิกรปราดเข้ามายกปากกระบอกปืนจี้พุงเจ้าแห้ว

"พูดกันดีๆ ไม่ชอบก็ไปโรงพัก แกมีความผิดฐานสูบกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครอง อย่าร่ำไรหรือจะให้ใส่กุญแจมือลากตัวไป อ้าวๆๆ อย่าสู้นะ พ่อยิงทิ้งเลย"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วร้องเอ็ดตะโร "ผมยืนอยู่เฉยๆ ยังไม่ได้กระดุกกระดิกตัวแม้แต่นิด รับประทานหาว่าจะสู้แล้ว"

นิกรเม้มปากแน่น

"ก็แล้วทำไมไม่คิดสู้"

เจ้าแห้วชักฉิวก็ตวาดแว้ด

"สู้ยังไงล่ะครับ รับประทานพวกคุณเป็นตำรวจแล้วก็มีปืนด้วย"

พลกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่ามัวพูดมากโอ้เอ้เสียเวลาอยู่เลย ถ้าแกไม่ยอมพาพวกเราไปแหล่งซื้อขายกัญชา แกก็ไปโรงพักกับเราฐานะผู้ต้องหา ถ้ายอมพาไปเราจะกันตัวแกไว้เป็นพยาน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานตกลงครับ ผมจะพาไปที่ก๊วนกัญชาแต่การจับกุมคงไม่ง่ายนัก รับประทานนักค้าฝิ่นและกัญชารายนี้เป็นนักเลงใหญ่ที่มีอิทธิพลมากเชียวครับ มีมือปืนคุ้มกันตั้งหลายคน มีอันธพาลในเครื่องแบบคอยคุ้มครองด้วย"

"เครื่องแบบอะไรวะ" พลถาม

"รับประทานเครื่องแบบที่เขาทำงานอยู่น่ะซีครับ เครื่องแบบรถเมล์, รถราง, หรือเครื่องแบบช่างฟิต ตลอดจนเครื่องแบบแจวเรือจ้างก็มีทั้งนั้น"

สามสหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"หมอนั่นเป็นใคร อยู่ที่ไหน" พลถาม

"รับประทานชื่อสุขครับ แต่ใครๆ เรียกเขาว่าพี่สุข อายุในราว ๓๕ ปี รูปร่างสูงใหญ่ เคยฆ่าคนตายมาแล้วหลายคนแล้ว คนแก่มีแต่เหงือกยังเรียกเขาว่าพี่สุขหรือเฮียสุข รับประทานบ้านเขาอยู่ทางสะพานเหลืองครับ ขายฝิ่นขายกัญชาและปืนเถื่อน ระเบิดมือก็มีขาย พวกคุณสามคนเท่านั้นขืนไปจับก็ตายหมด รับประทานเอาตำรวจไปด้วยสัก ๒๐ คน เถอะครับ"

นิกรยกมือขวาตบบ่าซ้ายเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"อ้ายแห้ว แกต้องร่วมมือกับพวกเราจับกุมปราบปรามนายสุข เข้าใจไหม"

"ครับ เอาก็เอา รับประทานจะได้ลบล้างหนี้สินเสียที ผมเชื่อกัญชาเขามารวมทั้งหมดเกือบ ๕๐๐ แล้ว"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ดีมาก ฉันขอแต่งตั้งให้แกเป็นนายสิบตำรวจเอก นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พรุ่งนี้แกซื้อฟอร์มตำรวจมาแต่งได้ ติด ๓ บั้งได้เลย"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทานผมก็มีหวังเท่านั้น"

"ก็เป็นอะไรเล่า อย่างมากก็สองปีหกเดือน"

"อ้อ รับประทานเจริญดีนะครับ" พูดจบเจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ เก็บบ้องกัญชา เขียงขนาดเล็กและอุปกรณ์ยัดใส่ไว้ใต้เตียงนอนเก่าๆ ของเขา แล้วเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นกล่าวกับสามสหาย"

"รับประทานเจ้านายไปคอยที่รถก่อนเถอะครับ ขอเวลาให้ผมอาบน้ำแต่งตัว ๑๐ นาทีเท่านั้น"

พลสั่นศีรษะ

"ไม่จำเป็นจะต้องอาบน้ำให้เสียเวลา ไปยังงี้ก็ได้"

"โอ" เจ้าแห้วคราง"

"๙ วันทั้งวันนี้แล้วนะครับ ผมไม่ได้อาบน้ำ"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับพล

"ให้เวลามันเถอะวะ ถึงอย่างไรไอ้แห้วก็คงไม่หลบหนีพวกเรา หัวเด็ดตีนขาดมันก็ไม่ยอมไปจากเรา"

พล นิกร กิมหงวนมองเจ้าแห้วอย่างขบขันแล้วพากันเดินออกไปจากห้องนอนของเจ้าแห้ว ความจริงสามสหายแกล้งขู่เจ้าแห้วไปยังงั้นเอง พล นิกร กิมหงวน ต้องการทำลายแหล่งกัญชาเถื่อนมากกว่า ซึ่งบัดนี้ก็ได้ทราบจากเจ้าแห้วแล้วว่านักเลงใหญ่ในย่านสะพานเหลืองคนหนึ่งเป็นผู้จำหน่ายกัญชา นอกจากนี้ยังมีฝิ่น ปืนเถื่อนและระเบิดมือจำหน่ายอีกด้วย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ขณะที่ฝนกำลังตกพรำๆ คาดิลแล็คเก๋งคันหนึ่งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พา เอฟบีไอ.ทั้งสามคนเข้ามาในซอยแห่งหนึ่งทางสะพานเหลือง พล นิกร กิมหงวนนั่งรวมอยู่ตอนหลังรถ สามสหายอยู่ในบทบาทของนักธุรกิจซึ่งมาติดต่อขอซื้อปืนเถื่อนจากนายสุขหรือพี่สุข ยอดอันธพาลสุขรอดพ้นจากคุกลาดยาวก็เพราะเขาประกอบอาชีพเป็นหลักฐานมั่นคงคือเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งทางถนนสี่พระยา ในระยะที่ตำรวจกวาดล้างอันธพาลนั้น สุขเคยถูกรองสารวัตรสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันจับกุมตัวไปเพื่อจะส่งเข้าคุกลาดยาวแต่แล้วตำรวจก็ปล่อยตัว เมื่อจอมนักเลงแสงหลักฐานว่าเขาเลิกเป็นนักเลงอันธพาลมาหลายปีแล้ว

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดหน้ารั้วบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นเรือนปั้นหยาสองชั้น ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดิน ๑๐๐ ตารางวา มีรั้วสังกะสีกั้นโดยรอบ

"รับประทานบ้านนี้แหละครับ บ้านพี่สุข"

เจ้าแห้วหันมาบอกเจ้านายของเขาเบาๆ

พลพยักหน้ารับทราบและกล่าวว่า

"ทำตามแผนของเรา พาพวกเราเข้าไปเถอะ อีกสักครู่คุณอากับดิเรกและ เอฟบีไอ.จำนวนหนึ่งจะมาถึงนี่ตามที่นัดกันไว้ ๓ ทุ่มตรง เราจะลงมือจับนายสุขกับสมุนของเขา จำไว้ว่าถ้ามีการต่อสู้กันด้วยปืน แกจะต้องร่วมเป็นร่วมตายกับเราด้วย"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานร่วมเป็นน่ะผมไม่แคร์หรอกครับ แต่ร่วมตายรับประทานผมไม่ค่อยชอบ"

ครั้นแล้วสามสหายกับเจ้าแห้วต่างก็พากันลงจากรถ เจ้าแห้วเลื่อนกระจกขึ้นทั้ง ๔ บาน ปิดประตูและล็อคประตูเรียบร้อย ใส่กุญแจประตูบานขวาทางด้านคนขับ ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็เดินข้ามถนนซอยตรงไปหยุดยืนหน้าประตูรั้วบ้านหันมายกมือเป่าปากเปี้ยวเรียกสามสหายให้เดินเข้ามาหา

เจ้าแห้วยกมือกดกริ่งไฟฟ้า ทุกคนได้ยินเสียงกริ่งในบ้านดังออกมา หลังจากนั้นสักครู่ช่องสี่เหลี่ยมบุเหล็กตาข่ายก็ถูกเปิดออก

"มาหาใคร" มีเสียงห้าวๆ ร้องถามออกมา

เจ้าแห้วเป็นลูกค้าประจำของสุขจึงทราบรหัสลับจากสุข ดังนั้นเจ้าแห้วก็ตอบสมุนของสุขด้วยรหัสลับคือเห่าเสียงสุนัข

"ฮ้งๆ ฮ้งๆ "

เท่านี้เองเสียงกลอนประตูก็ถูกถอดออก หลังจากนั้นประตูบานเล็กก็เปิดออกรับเจ้าแห้วซึ่งเดินนำหน้าพา เอฟบีไอ.ทั้งสามผ่านประตูเข้าไป

"พี่แห้วหรอกรึ" ชายหนุ่มร่างใหญ่สมุนของสุขกล่าวทักเจ้าแห้ว "นึกว่าตำรวจเสียอีกจะได้ใส่ซะด้วยปืนกลมือ"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"ไหนล่ะปืนกลมือ"

เจ้าหมอนั่นสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก พูดเล่นโก้ๆ ไปยังงั้นเอง"

"พี่สุขอยู่หรือเปล่า"

"อยู่"

"กำลังทำอะไรวะ"

"เปล่า นั่งอยู่ในห้องชั้นล่างบ่นพึมพำมาตั้งแต่หัวค่ำแล้วว่าไม่ได้ฆ่าคนมาหลายวันแล้ว กินไม่ค่อยได้นอนไม่ค่อยหลับ"

เจ้าแห้วพา พล นิกร กิมหงวน เดินตรงไปที่เรือนใหญ่ซึ่งบนเรือนนั้นสงบเงียบแต่มีแสงไฟฟ้าส่องสว่างมาถึงหน้าบันไดเรือน เจ้าแห้วก็กล่าวกับเจ้านายของเขาว่า

"รับประทานยืนรออยู่ที่นี่เดี๋ยวนะครับ ผมจะขึ้นไปบอกพี่สุขให้รู้ตัวเสียก่อน"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ เจ้าแห้วถือวิสาสะบุกขึ้นไปบนเรือนนั้น บรรยากาศของเรือนหลังนี้เต็มไปด้วยกลิ่นกัญชาและยาฝิ่น บรรดาสิงห์อมควันทั้งหลายกำลังนอนสูบฝิ่นสูบกัญชา และสูบหมูกันอย่างเบิกบานสำราญใจ ชั้นล่างของตัวเรือนเป็นห้องโถงเปิดตลอด นักนิยมควันประมาณ ๒๐ คนพูดคุยกันพึมพำ แต่ละคนลักษณะท่าทางเป็นอาชญากรหรือนักเลงอันธพาล แต่งกายสกปรก พื้นห้องปูเสื่อตลอด พวกคอกัญชานั่งจับกลุ่มล้อมวงกันคุยจ้อและหัวเราะต่อกระซิกกันตลอดเวลา แต่พวกคอฝิ่นเคร่งขรึมนอนพูดคุยกันเบาๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องสร้างวิมานในอากาศมีแผนการร่ำรวยทั้งนั้น

ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่ง และกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือ ชายผู้นี้คือนายสุขหรือพี่สุขเจ้าสำนักนั่นเอง เขาสวมกางเกงขายาวสีดำ สวมเสื้อยืดริ้วน้ำเงินสลับขาวคอกลม ลักษณะท่าทางบอกความเป็นนักเลงเต็มตัว เบื้องหลังของเขามีตู้ขนาดใหญ่หนึ่งตู้ ในตู้มีกล้องตะเกียงสำหรับสูบฝิ่นพร้อมด้วยหมอนหนุนศีรษะและเครื่องอุปกรณ์ในการสูบฝิ่นครบครัน นอกจากนี้ยังมีฝิ่นและกัญชาเตรียมพร้อมให้แก่ลูกค้าของเขา ทำให้สุขมีรายได้งดงามจากการประกอบอาชีพที่ทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อนบ้านใกล้เคียงต่างรู้ดีกันว่าสุขตั้งก๊วนกัญชาและสถานที่สูบฝิ่น เพื่อบริการบรรดาสิงห์อมควันทั้งหลาย แต่ไม่มีใครกล้าปริปากพูดเพราะเกรงกลัวอิทธิพลของนายสุขนั่นเอง

"พี่สุข" เจ้าแห้วเดินเข้ามากล่าวทัก

สุขเงยหน้ามองดูเจ้าแห้วแล้วยิ้มให้

"อ้อ....นั่งซีโว้ยแห้ว แกเอาเงินมาใช้กันหรือ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อยแล้วฝืนหัวเราะ

"ก็บอกว่าสิ้นเดือนไงล่ะ"

เจ้าแห้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง

"กำลังทำอะไรพี่สุข"

นักเลงใหญ่มองดูสมุดเอ๊กเซอร์ไซด์บนโต๊ะ

"อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร ฝนมันตก อากาศเย็นเกิดอารมณ์กวีขึ้นลองหัดแต่งสักวาเล่นแก้เหงา"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วเอื้อมมือหยิบสมุดเล่มนั้น

"ฉันขอดูหน่อยนะพี่สุข โอ้โฮ ลายมือพี่สุข ๓ ตัวแกงได้หนึ่งหม้อ"

สุขหัวเราะก้าก

"แกก็รู้ดีแล้วนี่นะอ้ายน้องชาย ความรู้ของกันเพียงอ่านออกเขียนได้เท่านั้น เพราะไม่ได้เรียนหนังสือกันถึงต้องเป็นกุ๊ยและนักเลงอันธพาล ลองอ่านสักวาของกันดูซี พอไปวัดไปวากับเขาได้ไหม"

เจ้าแห้วมองดูตัวอักษรในสมุดเล่มนั้น แล้วเขาก็อ่านเบาๆ

สักวาอันธพาลผู้หาญกล้า

เคยรีดไถฉุดคร่าแลข่มเหง

ตีกบาลคนเล่นเช่นนักเลง

ผู้คนเกรงกลัวเราเหล่าดาวร้าย

มาบัดนี้ อำนาจพินาศแล้ว

อันธพาลไม่แคล้ว โปลิศหมาย

ตะครุบตัว ส่งลาดยาว ไปทุกราย

ไม่กลับตัวมีหวังตายในคุกเอย

อ่านจบแล้วเจ้าแห้วก็วางสมุดลงบนโต๊ะ แล้วมองดูหน้าพี่สุขด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ

"เป็นไงแห้ว คารมกลอนของกันพอไปได้ไหม"

เจ้าแห้วจุ๊ปาก

"ให้ดิ้นตายเถอะพี่สุข พูดแล้วจะหาว่ายอ ถ้าพี่สุขเกิดสมัยสุนทรภู่ละก้อ สุนทรภุ่ก็ไม่มีโอกาสถีบตัวขึ้นมาเป็นกวีเอกแน่นอนคงเป็นสุนทรสุขมากกว่า"

ถูกยอเช่นนี้ สุขยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"มันจะมากไปอ้ายน้องชาย ยอกันมากไปแล้ว"

"ไม่ใช่ยอนาพี่สุข ฉันพูดจริง อ้า...เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียแล้ว ฉันพาเจ้านายของฉันมาด้วย"

สุขลืมตาโพลง

"หา แกพาเจ้านายของแกมา"

"ฮื่อ มาทั้งสามคน"

"ใครบ้างวะ"

"ก็คุณพล คุณนิกร อาเสี่ยกิมหงวนที่ฉันเคยเล่าให้พี่สุขฟังไงล่ะ เจ้านายอยากจะได้ปืนเถื่อนสักห้าหกกระบอก เพื่อส่งไปให้พวกที่ทำฟาร์มของท่านที่เมืองกาญจน์ แต่ส่วนราคาพี่สุขก็อย่าเรียกให้แพงนัก"

อันธพาลใหญ่ก้าวเข้ามาในบ่วงของเจ้าแห้วอย่างง่ายดาย เขาเชื่อสนิทว่าเป็นความจริงเพราะทราบจากเจ้าแห้วมานานแล้วว่า เจ้านายของเจ้าแห้วเป็นเศรษฐีและนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนคือมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย

"งั้นเรอะ" สุขอุทานขึ้นด้วยความดีใจ

"ท่านอยู่ที่ไหนล่ะ"

"รออยู่ที่บันไดหน้าเรือน"

สุขลุกขึ้นยืนทันที

"ไป อ้ายน้องชาย พากันไปรู้จักท่านหน่อย ผิดนักกันจะฝากตัวเป็นลูกน้องท่านเลย อาชีพอย่างนี้และการเป็นนักเลงอันธพาลนับวันก็ย่ำแย่ลงไปทุกที"

เจ้าแห้วพานักเลงใหญ่ออกไปทางหน้าเรือน บรรดาสิงห์อมควันทั้งหลายต่างไม่มีใครเอาใจใส่ พอออกมาหน้าเรือนก็แลเห็น พล นิกร กิมหงวนยืนจับกลุ่มอยู่หน้าบันได เจ้าแห้วได้แนะนำให้นายสุขรู้จักกับเจ้านายของเขา สุขยกมือไหว้อย่างนอบน้อมต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกัน แล้วเจ้าของบ้านก็เชิญ เอฟบีไอ.ทั้งสามขึ้นมาบนเรือนของเขา พาเข้าไปในห้องกลางชั้นล่าง สุขร้องเรียกคนของเขาให้ยกเก้าอี้มาอีกสองตัว เชิญให้สามสหายนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือของเขา ส่วนเจ้าแห้วเลี่ยงไปนั่งรวมกลุ่มกับพวกสิงห์อมควัน

"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับ เท่าที่เจ้านายได้กรุณามหาผมจนถึงบ้าน"

พลยิ้มให้นักเลงใหญ่

"พวกเราจะขอพูดกับนายสุขอย่างสั้นๆ และตรงไปตรงมา บอกตามตรงว่าสถานที่เช่นนี้ทำให้เราหวาดหวั่นมากเพราะถ้าตำรวจบุกเข้ามาเราก็จะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย ฉะนั้นเราจะใช้เวลาให้น้อยที่สุดในการเจรจากับนายสุข"

สุขหัวเราะเบาๆ

"เจ้านายทำใจให้สบายเถอะครับ ตำรวจไม่มีวันรู้เป็นอันขาดว่าที่นี่เป็นก๊วนกัญชาและโรงยาฝิ่น มีอะไรที่เจ้านายจะใช้ผมก็บัญชามาเถอะครับ"

อาเสี่ยว่า "เราอยากได้ปืนพกสัก ๖ กระบอกพร้อมด้วยกระสุนไม่น้อยกว่าร้อยนัด ไร่ของเราที่เมืองกาญจน์มีคนร้ายลอบเข้าไปขโมยพืชที่เราปลูกไว้บ่อยๆ ไก่และหมูก็ถูกขโมยเสมอ คนงานของเรามีแต่มีดดาบเป็นอาวุธ ส่วนอ้ายพวกโจรหัวขโมยมีปืนลูกซองหรือคอร์ทตราควาย อ้ายแห้วมันบอกว่านายสุขมีปืนเถื่อนขาย เราก็ขอร้องให้เจ้าแห้วพามา"

ยอดอันธพาลมีสีหน้าชุ่มชื่นแจ่มใสผิดปกติ

"ได้ซิครับเจ้านาย ขณะนี้ผมมีรีวอลเว่อร ๙ มม.อยู่ ๔ กระบอกและซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม.อีก ๒ กระบอก ผมจะขึ้นไปเอาปืนมาให้เจ้านายชมเดี๋ยวนี้แล้วค่อยตกลงราคากัน"

นิกรยิ้มให้นายสุข

"เดี๋ยวก่อนนายสุข เราอยากได้ปืนกลมือสักกระบอก ถ้ามีก็เอามาให้ดูด้วยนะ"

นายสุขสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอกครับ เมื่อเดือนก่อนมีอยู่สองกระบอก พวกโจรเมืองชลมาซื้อไปกระบอกหนึ่ง อีกกระบอกหนึ่งพ่อค้าฝิ่นทางเหนือมาขอซื้อไป" พูดจบนายสุขก็ลุกขึ้นพาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน

พล นิกร กิมหงวน มองดูหน้ากัน

"เอายังไงดีพวกเรา" นิกรพูดกระซิบ

พลโบกมือห้ามแล้วพูดแผ่วเบา

"เฉยๆ เถอะ กันแสดงเอง แกสองคนช่วยกันก็แล้วกัน อีก ๕ นาที ๓ ทุ่ม เราจะเริ่มจับกุมนายสุขในเวลา ๓ ทุ่มตรง เตรียมตัวให้พร้อม อย่าลืมว่านายสุขพกปืนติดตัวอยู่เสมอ ถ้าเขาจะยิงเรา เราต้องยิงเขาทันที"

กิมหงวนถอนหายใจเบาๆ

"ชักตื่นเต้นเสียแล้วว่ะ ใจมันสั่นอย่างไรชอบกล สงสัยว่าเรื่องมันต้องมีใครเป็นศพกันบ้าง"

ชายหนุ่มในวัยเบญจเพสรูปร่างผอมบางคนหนึ่งนำน้ำอัดลมและบุหรี่มาเสริฟให้ เอฟบีไอ.ทั้งสามในท่าทางพินอบพิเทาแล้วถือถาดเปล่าออกไปทางหลังเรือน พล นิกร กิมหงวนใช้เวลานั่งรอคอยสุขกวาดสายตามองบรรดาสิงห์อมควันทั้งหลาย ทุกคนกำลังมีความสุขอย่างยิ่ง

ในราว ๓ นาที สุขก็เดินลงมาอย่างรีบร้อน มือขวาของเขาถือกระเป๋าหิ้วใบหนึ่งแบบเดียวกับกระเป๋าโดยสารเครื่องบิน สุขตรงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนโต๊ะเขียนหนังสือของเขา วางกระเป๋าลงบนโต๊ะนั้นและรูดซิบออก หยิบปืนพกออกมาทีละกระบอก วางเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นปืนแบบรีวอลเว่อร ๙ มม. ๔ กระบอก และซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. ๒ กระบอก ปืนเหล่านี้ยังใหม่เอี่ยมมีกระสุนปืนพกรวม ๔ กล่อง

"เจ้านายเชิญชมได้ครับ" สุขพูดยิ้มๆ "ปืนของผมใหม่เอี่ยมทั้งนั้น"

เสียงแตรรถยนต์ดังขึ้นที่หน้าบ้าน เป็นเสียงสั้นยาว พล นิกร กิมหงวนต่างรู้ทันทีว่า ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มาถึงแล้วตามที่นัดหมายกันไว้ กิมหงวนหยิบรีวอลเว่อรกระบอกหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู

สิงห์อมควันนักเลงกัญชาคนหนึ่งพูดขึ้นดังๆ ด้วยเสียงหัวเราะ

"ปืนของพี่สุขแจ๋วไปเลย"

สุขหันไปทำตาเขียว

"อย่าทะลึ่ง อ้ายวงศ์ ข้ากำลังต้อนรับเจ้านายของข้า"

พลหยิบซุปเปอร์คอล์ทกระบอกหนึ่งขึ้นมาลูบคลำเล่น

"แม็คกาซีนอยู่ไหนล่ะ นายสุข"

จอมอันธพาลรีบล้วงมือลงไปในกระเป๋าผ้าใบหยิบแม็คกาซีนปืนพก ๑๑ มม.ออกมาส่งให้พลอย่างพินอบพิเทา

"นี่ครับ ตามธรรมดาผมไม่ได้ใส่แม็คกาซีนไว้หรอกครับ"

พลทำเป็นพิจารณาดู สักครู่ก็ยัดแม็คกาซีนซึ่งบรรจุกระสุนไว้พร้อมเข้าไปในด้ามปืนพกกระบอกนั้นแล้วเลื่อนลูกขึ้นลำ

"เอายังงี้ก็แล้วกัน นายสุข เราตกลงซื้อแบบซื้อเหมาทั้ง ๖ กระบอกพร้อมกระสุนปืนทั้ง ๔ กล่องนี่ นายสุขจะคิดราคาเท่าไร ถ้าไม่แพงจนเกินไปเราก็จะรับซื้อและจะจ่ายเงินสดให้เดี๋ยวนี้ ถ้าแพงนักก็จะไปหาซื้อที่อื่น"

สุขนิ่งคิด นึกดีดลูกคิดรางแก้วในใจ สักครู่เขาก็กล่าวกับพลอย่างนอบน้อม

"ผมไม่บอกผ่านหรอกครับเจ้านาย ผมยังหวังที่จะพึ่งเจ้านายต่อไป ปืน ๖ กระบอกและกระสุน ๔ กล่อนนี่ผมคิดเพียงหมื่นบาทเท่านั้นแหละครับและเป็นราคาขาดตัว"

"ไอ๊ย่า" เสี่ยหงวนแกล้งอุทานเป็นภาษาบรรพบุรุษของเขา "ข้างบ้านอั๊วเขาซื้อกระบอกละสองบาทเท่านั้น"

สุขหัวเราะชอบใจ

"ปืนอะไรของเสี่ยครับ ทำไมถึงถูกอย่างนั้น"

"ก็ปืนฉีดน้ำด้วยพลาสติคยังไงล่ะ" กิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "แพงไปหน่อยพรรคพวก ลดให้เราบ้างซี"

สุขยกมือไหว้กิมหงวน

"กรุณาเถอะครับ ราคานี้ต่ำที่สุดแล้ว ผมกำลังต้องการเงินก้อนเพื่ออพยพไปอยู่ต่างจังหวัด ขืนอยู่กรุงเทพฯ วันหนึ่งคงถูกตำรวจรวบตัวแน่ๆ เงินหมื่นบาทขนหน้าแข้งเสี่ยไม่ร่วงหรอกครับ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ถูกแล้ว อั๊วไม่ได้เอาเงินผูกไว้ที่ขนหน้าแข้งนี่หว่า ๘,๐๐๐ บาทก็แล้วกันนายสุข กันจะจ่ายเงินสดให้แกเดี๋ยวนี้"

ก่อนที่สุขจะพูดว่ากระไร พลก็ยกซุปเปอร์คอล์ท ๑๑ มม.กระบอกนั้นขึ้นจ้องหมายระดับอกของจอมอันธพาล ทำให้นายสุขหลบวูบวาบ

"อย่าครับ คุณขึ้นลำไว้แล้ว อย่าหันมาทางผม เกิดนิ้วกระดิกลั่นโป้งออกมา ผมก็เสร็จเท่านั้น"

พลเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดทันที

"ยกมือขึ้นสุข เราสามคนคือนายตำรวจสันติบาลกองพิเศษ"

กิมหงวนเก็บปืนพกใส่กระเป๋าผ้าใบทันทีเพื่อยึดไว้เป็นของกลาง สุขตกตะลึงเสียขวัญไปชั่วขณะแต่แล้วเขาก็ยิ้มให้พลและพูดเสียงลั่นห้อง

"คุณอย่าเล่นตลกกับผมเลย คุณว่าคุณเป็นตำรวจ ขอผมดูหลักฐานหน่อยซีครับ"

"ไม่จำเป็น" พลพูดตัดบทแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "อ้ายกร เอากุญแจมือใส่มือนายสุข"

นิกรพยักหน้ารับทราบและลุกขึ้นยืน ภายในห้องกลางเงียบกริบ ขณะที่นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อจะหยิบกุญแจมือออกมา ไฟฟ้าในบ้านทุกดวงก็ดับพรึ่บพร้อมกัน สมุนของสุขคนหนึ่งได้ยกสวิทช์คัทเอ๊าท์ขึ้นเพื่อช่วยเหลือลูกพี่ของเขา

สุขถือโอกาสนี้เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน นิกรโผเข้ากอดปล้ำนักเลงใหญ่แต่แล้วนิกรก็ถูกหมัดตะลุมพุกของจอมอันธพาลถึงกับผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า โอกาสนี้เองสุขก็วิ่งหนีขึ้นบันไดไปชั้นบน ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่านของพวกสิงห์อมควันทั้งหลาย ซึ่งต่างก็พยายามหนีเอาตัวรอดเหยียบย่ำกันหรือชนกันล้มลุกคลุกคลาน สมุนของสุขสามสี่คนวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบนเตรียมตัวสู้ตายเพราะกลัวคุกลาดยาวยิ่งกว่าความตาย พล นิกร กิมหงวน ยืนรวมกลุ่มอยู่หน้าบันไดนั้น สามสหายถือปืนพกกระชับมั่น

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าแห้วกำลังกอดปล้ำชกต่อยกับเจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสมุนคนสนิทของสุขและเป็นคนปิดสวิทช์ไฟคัทเอ๊าท์ ทั้งสองปะทะกันอุตลุด ปล้ำกันบนพื้นห้องแต่แล้วเจ้าแห้วก็คว้ากล้องสูบยาฝิ่นได้กล้องหนึ่งประเคนศีรษะเจ้าชุมสามสี่ทีติดๆ กัน ทำให้เจ้าชุมสิ้นฤทธิ์นอนหงายเหยียดยาวอยู่ริมห้อง

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นยืนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไม้ขีดไฟออกมา แล้วร้องบอกเจ้านายของเขา

"รับประทานผมอยู่นี่ อย่ายิงมาทางนี้นะครับ"

เจ้าแห้วจุดไม้ขีดไฟขึ้น พอมองเห็นสวิทช์ไฟคัทเอ๊าท์ที่ฝาห้อง เขาก็โยกสวิทช์ทันที ไฟฟ้าทุกดวงก็สว่างจ้าตามเดิม เจ้าแห้ววิ่งปราดเข้ามาหาเจ้านายของเขาแล้วร้องบอก

"ระวังนะครับ อ้ายสุขมีระเบิดมือ"

พลส่งซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม.ซึ่งเป็นปืนเถื่อนในความครอบครองของนักเลงใหญ่ให้เจ้าแห้ว

"เอาปืนนี่ไว้ป้องกันตัวแก"

พูดจบพลก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกที่ทางราชการตำรวจจ่ายให้ เขาออกมาเตรียมปะทะกับเหล่าร้าย

ขณะนี้เองมีเสียงปืนดังขึ้นที่หน้าบ้านสามสี่นัด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร.ดิเรกและตำรวจ เอฟบีไอ.ประมาณ ๑๐ คนได้ช่วยกันจับกุมบรรดาสิงห์อมควันทั้งหลายที่พากันหลบหนีออกไปจากบ้าน เมื่อสิงห์อมควันบางคนชักมีดออกมาจะต่อสู้ตำรวจจึงต้องใช้ปืนขู่ ปรากฏว่าสันติบาลกองพิเศษสามารถจับสิงห์อมควันได้เกือบหมด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้นายร้อยตำรวจเอกคนหนึ่งคุมผู้ต้องหาไว้บนรถบรรทุก แล้วท่านก็พา ดร.ดิเรกกับ เอฟบีไอ.นอกเครื่องแบบอีก ๖ คน บุกเข้ามาในบ้านของสุขอย่างอาจหาญ ท่านเจ้าคุณถือปืนกลแบบบาเร็ตต้า เจ้าแห้ววิ่งอกไปรับหน้าท่านเจ้าคุณและ ดร.ดิเรก รายงานให้ทราบว่าสุขกับสมุนหลายคนยึดชั้นบนเป็นที่มั่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายแพทย์หนุ่มสั่งตำรวจ เอฟบีไอ. ๖ คนล้อมเรือนปั้นหยาสองชั้นทันที

ขณะนี้ พล นิกร กิมหงวนยังคงยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้าบันไดนั่นเอง ในที่สุดก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"นายสุข ตำรวจกองปราบพิเศษล้อมบ้านแกไว้แล้ว ถ้าต่อสู้เราจะใช้วิธีจับตาย ขอให้แกและพรรคพวกวางอาวุธยอมจำนนเสียโดยดี"

กิมหงวนร้องขึ้นบ้าง

"เราให้เวลา ๕ นาที หากไม่ลงมามอบตัว เราจะให้ตำรวจเผาบ้านแกซึ่งแกและพวกแกจะถูกย่างสดตายในไฟ"

เสียงเจ้าสุขหัวเราะก้ากและร้องตะโกนลงมา

"เก่งจริงก็ลองเผาบ้านผมซีครับ คุณเป็นเจ้าพนักงานย่อมรู้ดีความผิดฐานวางเพลิงคือยิงเป้า ขณะนี้ยังไม่เลิกกฎอัยการศึก"

เสี่ยหงวนทำคอย่น หันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสอง

"จริงของมันโว้ย เอายังงี้เถอะ แกบุกขึ้นไปอ้ายกร"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ตำรวจที่ดีเขาไม่บุ่มบ่ามบุกเข้าไปหาผู้ร้ายที่มีปืนและระเบิดมือหรอกโว้ย"

พลหัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้นกันจะลองเป็นตำรวจที่เลว" พูดจบพลก็ถือปืนพกเดินขึ้นบันไดไปอย่างองอาจและระมัดระวังตัว

พอโผล่พ้นขั้นบันได สมุนของสุขคนหนึ่งก็ยิงพลทันที เสียงกระสุนปืนพกดังลั่นบ้าน พลรีบฟุบตัวลงกำบังช่องบันไดและยิงตอบสองนัดติดๆ กัน กระสุนของพลนัดหนึ่งถูกเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผงะหงายหลังล้มลงสิ้นใจตาย

คราวนี้สุขปราดออกมาจากห้องนอนของเขา ยกปืนกลมือแบบทอมป์สันประทับบ่าเหนี่ยวไกรัวกระสุนเข้าใส่พลอย่าดุเดือด พลรีบล่าถอยลงมาตามขั้นบันไดอย่างรวดเร็ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งนายตำรวจยิงกราดขึ้นไปยังชั้นบน เสียงปืนกลมือแบบบาเร็ตต้าของตำรวจดังสนั่นหวั่นไหว ชูศรีภรรยาของสุขอดีตนางโลมชื่อดังได้ร่วมมือกับผัวรักของหล่อนต่อสู้กับ เอฟบีไอ.อย่างดุเดือด นางสิงห์ถือปืนลูกซองยืนข้างหน้าต่างและใช้ปืนลูกซองยิงเจ้าพนักงาน ห้องชั้นบนมีแสงไฟสลัวลาง สมุนของสุขยืนเด่นประจำช่องหน้าต่างมีปืนพกเป็นอาวุธ ส่วนสุขทำหน้าที่บัญชาการรบอย่างแข็งแรง

"สู้ตายโว้ย พวกเรา ยอมตายดีกว่าไปตายในคุกด้วยความทุกข์ทรมาน"

เสียงปืนดังกึกก้องตลอดเวลา ชาวบ้านในถิ่นนี้ตระหนกตกใจไปตามกัน พล นิกร กิมหงวนและเจ้าแห้วเตรียมพร้อมที่จะปะทะกับสุขและพรรคพวก ถ้าหากว่าจอมอันธพาลล่าถอยลงมาชั้นล่าง

กระสุนปืนของ เอฟบีไอ.ถูกสมุนของสุขตายไปคนหนึ่ง ชูศรีให้ให้ความเห็นกับสุขว่าเขาควรจะพาหล่อนกับสมุน ๔ คนตีฝ่าวงล้อมออกไปจากบ้านนี้ ขืนตั้งรับในบ้านก็คงถูกยิงตายหมด ตอนแรกสุขไม่เห็นด้วยแต่เมื่อกระสุนปืนทางฝ่ายเขาร่อยหรอลง สุขก็ตัดสินใจพาเมียรักและสมุนร่วมใจของเขาล่าถอยลงมาชั้นล่างเพื่อจะตีฝ่าออกทางรั้วหลังบ้าน

แต่พอสุขก้าวเหยียบบันไดขั้นแรก สามสหายกับเจ้าแห้วก็ยกปืนพกยิงขึ้นทันที จอมอันธพาลต้องล่าถอย สุขล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบลูกระเบิดมือลูกหนึ่งออกมา ร้องบอกให้ภรรยาและพรรคพวกถอยเข้าห้องก่อน แล้วสุขก็ยกระเบิดมือขึ้นใช้ปากคาบสลักนิรภัย กระชากออก สุขโยนระเบิดลงไปที่ช่องบันไดนั้นทันที

"ตุ้บ"

ระเบิดมือหล่นลงมาบนชั้นพักบันไดและกลิ้งขลุกๆ ลงมาตามขั้นบันไดจนถึงพื้นห้อง พล นิกร กิมหงวนกับเจ้าแห้วยืนตะลึงนัยน์ตาเหลือก มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม แต่ขวัญของพลยังดีอยู่ เขาวิ่งเข้าไปก้มลงหยิบระเบิดมือลูกนั้นขึ้นมาแล้วขว้างขึ้นไปตามช่องบันไดนั้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน

ทันใดนั้นเสียงระเบิดมือก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ห้องนอนชั้นบนสองห้องซึ่งติดกันพังทลายราบ ฝาห้องและฝ้าเพดานถูกชิ้นระเบิดพังยับ หน้าต่างหลุดไปทั้งบาน ประตูห้องแหลกละเอียดพังลงมา ข้าวของในห้องชำรุดเสียหายหมด กลุ่มควันคลุ้งไปทั่วห้องและมีเสียงคนร้องครวญคราง

พลกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ออกไปบอกตำรวจให้หยุดยิง เราสามคนจะบุกขึ้นไปข้างบน"

เจ้าแห้ววิ่งตื๋อออกไปจากห้องกลางทันที พลยืนรออยู่สักครู่ก็พานิกรกับกิมหงวนบุกขึ้นไปตามขั้นบันไดอย่างกล้าหาญ เสียงปืนฝ่ายเหล่าร้ายและตำรวจสงบเงียบลงแล้ว เมื่อสามสหายขึ้นมาถึงชั้นบน สมุนของสุขคนหนึ่งซึ่งยืนแอบอยู่ข้างตู้ก็ยกปืนพกขึ้นจะยิงนายตำรวจ เอฟบีไอ.คนใดคนหนึ่งแต่นิกรไวกว่าจึงปล่อยกระสุนออกจากลำกล้องปืนของเขาได้ก่อน

"ปัง"

ชายหนุ่มอันธพาลซึ่งหนีมาจากลาดยาวเมื่อเดือนก่อนสะดุ้งเฮือก ปล่อยปืนพกหลุดจากมือและยกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศ ล้มลงนอนทับศพของชูศรีเมียรักของสุขซึ่งต้องเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยชิ้นระเบิด นิกรกับกิมหงวนเก๊กหน้าให้ดุๆ เดินสำรวจห้องนอน สมุนของสุขนอนตายอยู่ข้างประตูสองคน อีกคนหนึ่งเลือดโชกไปทั้งตัว นอนร้องครวญครางน่าสงสาร

พลถือปืนพกคู่มือเดินไปทางด้านหน้าห้องนอน พอผ่านตู้ยืนใบใหญ่เขาก็แลเห็นสุขยืนอยู่ในมุมมืดข้างซอกตู้ แต่ปราศจากอาวุธเพราะปืนกลมือของสุขถูกชิ้นระเบิดชำรุดเสียหายไปแล้ว และร่างกายของสุขถูกชิ้นระเบิด มือมีบาดแผลที่แขนซ้ายและที่หน้าอกรวมสองแห่ง

สุขคือเสือร้ายถึงแม้เขาจะได้รับบาดเจ็บแต่จิตใจของเขาก็ยังโหดเหี้ยมอยู่เสมอ สุขโผเข้ามาหาพลและชกพลด้วยหมัดขวาเต็มเหนี่ยว ถูกหน้าพลอย่างจัง พลเซแซ่ดๆ ออกไปกลางห้อง กิมหงวนยกปืนพกขึ้นจะยิงจอมอันธพาลแต่นิกรคว้าข้อมือไว้

"อย่า-อย่าฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธ ปล่อยอ้ายพลมันตัวต่อตัว"

พลเก็บปืนพกสอดไว้ใต้เข็มขัดและปราดเข้าประจัญบานนักเลงใหญ่ด้วยหมัดรุ่นๆ ทันที ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด พลชกซ้ายถูกหน้าสุขอย่างจังๆ หลายครั้ง แต่สุขทรหดอดทนผิดมนุษย์ เขาเพียงแต่ผงะหน้าไปเล็กน้อยและยืนปักหลักซกหมัดกับพลอย่างไม่ยอมถอย อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรยืนดูด้วยความพอใจ

พลกับสุขแลกหมัดกันสักครู่ อัปเปอร์คัทซ้ายของพลก็ชกถูกท้องสุขอย่างถนัดใจทำให้จอมอันธพาลจุกแน่นหายใจไม่ออกถึงกับตัวโก่งและหมัดตก เท่านี้เองฮุคขวาของพลก็ลั่นโครมถูกปลายคางของนักเลงใหญ่ดังเหมือนผ่ามะพร้าว ร่างอันสูงใหญ่ของสุขผงะศีรษะฟาดพื้นห้องดังโครมและเขาหมดโอกาสที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีก สุขนอนเหยียดยาวสิ้นสติสมประดี

พลล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจมือออกมาเดินเข้าไปหาสุข แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอากุญแจมือสวมมือสุขไว้ทั้งสองข้าง ในเวลาไล่ๆ กันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร.ดิเรกกพาตำรวจ เอฟบีไอ. ๔ คนวิ่งขึ้นมาชั้นบนอย่างรีบร้อนแต่การปะทะกันได้สิ้นสุดลงแล้ว

ดร.ดิเรกมองดูเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างชื่นชมแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ออไร๋ งานชิ้นแรกของพวกเราได้ผลดีมาก พวกผู้ร้ายถูกเราปราบปรามเป็นหน้ากลองแต่พวกเราต้องเสี่ยงภัยนิดหน่อย"

กิมหงวนยิ้มให้รองผู้บังคับการ เอฟบีไอ.

"ทำไมแกพาตำรวจขึ้นมาช้านักล่ะ"

ดร.ดิเรกฝืนหัวเราะ

"กันกับคุณพ่อพาตำรวจขึ้นมาบนเรือนแล้ว แต่ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามแสดงว่ามีการต่อสู้กันก็เลยไม่กล้าขึ้นมา นึกแล้วว่าแกสามคนต้องปราบผู้ร้ายได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหนุน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปที่สุขแล้วกล่าวถามพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"คนนี้ใช่ไหมหัวหน้าผู้ร้าย"

พลยิ้มให้ท่าน

"ครับ ถูกหมัดผมเข้าหมอบไปเลยแต่มันโดนระเบิดบาดเจ็บอยู่แล้วครับ ถ้ามันไม่ได้รับบาดเจ็บผมก็คงแย่เหมือนกันเพราะรูปร่างมันสูงใหญ่กว่าผมมาก"

การทำลายซ่องกัญชายาฝิ่นและรังปืนเถื่อนได้สำเร็จเรียบร้อยลงด้วยดี ประชาชนในถิ่นนั้นต่างแตกตื่นโจษขานกันเซ็งแซ่ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และตำรวจกองวิทยาศาสตร์หลายคนได้รุดมายังบ้านจอมอันธพาลเพื่อชัณสูตรศพพวกเหล่าร้ายและสอบสวนตามระเบียบ นักนิยมควันทั้งหลายถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ส่วนสุขและสมุนอีกคนหนึ่งถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ มีตำรวจควบคุมตัวอย่างแข็งแรง

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับวันรุ่งขึ้นต่างเสนอข่าวตำรวจ เอฟบีไอ.ปะทะกับพวกอันธพาลในการทำลายซ่องยาเสพติดและปืนเถื่อน แต่เนื่องจากทางราชการตำรวจได้ปกปิดเป็นความลับ หนังสือพิมพ์จึงไม่อาจจะทราบนามของนายตำรวจที่ทลายซ่องเหล่าร้ายนี้ คงทราบแต่เพียงว่าเป็นนายตำรวจชั้นนายพัน

เอฟบีไอ.สี่สหายของเราได้ตั้งปณิธานไว้ว่าเขาจะปราบปรามโจรผู้ร้ายและผู้ที่ทุจริตผิดกฎหมายต่อไปอย่างไม่ไว้หน้า

คณะพรรคสี่สหายของเราได้ท่องเที่ยวไปทั่วพระนครหลวงเพื่อจับกุมปราบปรามเหล่าร้าย บางทีก็อยู่ในบทบาทของคนชั้นสูง บางทีก็กระทำตนเหมือนพวกนักเลงอันธพาลหรือพวกกรรมกรหาเช้ากินค่ำ

บ่อนการพนันเถื่อนที่มีอิทธิพลถูกปราบปรามไปสองรายด้วยความสามารถของคณะพรรคสี่สหาย พ่อค้าฝิ่นเถื่อนซึ่งเป็นเสี่ยใหญ่ถูกรวบพร้อมด้วยของกลาง ๕๐ กก. นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งถูกจับในฐานทำบัญชีเท็จหลีกเลี่ยงภาษีหลายล้าน แก๊งค์ขโมยรถจักรยานยนต์ถูก เอฟบีไอ.สี่สหายปราบราบคาบ เสือร้ายจากนครสวรรค์ซึ่งลอบเข้ามาลอยนวลในกรุงเทพฯ ถูกจับเป็นโดยละม่อม ข้าราชการชั้นอธิบดีของกรมกรมหนึ่งถูกจับในข้อหาจ้างหรือวานมือปืนฆ่าคนเมื่อ ๙ ปีที่แล้วมานี้

พล นิกร กิมหงวน ได้คบหาสมาคมกับพวกนักเลงอันธพาลมากหน้าหลายตา พูดง่ายๆ ก็คือว่าเลี้ยงนักเลงไว้นั่นเอง แต่นักเลงเหล่านี้ถอดเขี้ยวเล็บหมดแล้ว ต่างมีงานอาชีพทำกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดี การคบกับพวกนักเลงช่วยให้สามสิงห์สันติบาลได้รู้เรื่องคดีสำคัญต่างๆ มากมาย หัวหน้าพวกปล้นหลายคนที่เคยปล้นมาแล้วถูกคณะพรรคสี่สหายจับกุมตัวโดยมีพยานหลักฐาน นักเซ้ง พวกหัวขโมย หน่วยงัดแงะหรือแมงดาที่ยังหลงหูหลงตาอยู่ถูก เอฟบีไอ.ของเราตะครุบตัวส่งไปอยู่คุกลาดยาวไปตามกัน บางคนก็ให้อัยการฟ้องศาลทหารในความผิดต่างๆ กัน

สันติบาลกองพิเศษนี้เป็นที่หวั่นกลัวของพวกทุจริตมิจฉาชีพอย่างยิ่ง พวกดาวร้ายและอาชญากรส่วนมากต่างเผ่นหนีออกต่างจังหวัด แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มดาวร้ายคณะหนึ่งได้พยายามสืบสวนโดยทางลับๆ จนกระทั่งได้ความว่า นายตำรวจ เอฟบีไอ.สามสิงห์สันติบาลนั้น คือ พล นิกร กิมหงวน เสือร้ายคนหนึ่งซึ่งเป็นจอมอันธพาลแห่งยุคก็เรียกประชุมพรรคพวกวางแผนการฆ่าสามสิงห์สันติบาลทันที ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์อันมากมายของมันนั่นเอง วายร้ายรูปหล่อผู้นี้เป็นชายกลางคนชื่อนิตย์ นิ่มนวล หน้าฉากของเขาเป็นอาจารย์ลีลาศ เป็นหนุ่มสังคมชื่อดังและเป็นสุภาพบุรุษที่มีเกียรติ แต่หลังฉากของนิตย์คือจอมอันธพาลที่มีอิทธิพลที่สุดในกรุงเทพฯ ในวงนักเลงย่อมรู้จักและครั่นคร้ามเขา ทั้งนี้ก็เพราะนิตย์มีสมัครพรรคพวกมาก มีมือปืนชั้นดีหลายคนรวมทั้งมือหมัด มือไม้และมือมีด เพียงแต่นิตย์เป็นปากเป็นเสียงกับใครเพียงเล็กน้อยผู้นั้นก็จะมีชีวิตอยู่เพียงวันสองวันเท่านั้น ถ้าไม่ถูกยิงตายก็ถูกแทงตาย หรือถูกรุมกระทืบอย่างปรานีก็ถูกตีหัวแบะหรือถูกชกหน้าด้วยสนับมือ อิทธิพลของนิตย์เพิ่มพูนขึ้นเพราะเขามีเงินจ่ายให้สมุนของเขาและหว่านโปรยเงินไปในหมู่นักเลง เขามีรายได้จากการขูดรีดไถและการทุจริตอื่นๆ เดือนหนึ่งประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท จึงสามารถกระทำตนให้หรูหราในวงสังคม แต่งกายสมาร์ททันสมัยนั่งรถเก๋งคันใหญ่วางท่าเป็นผู้ดีมีตระกูลสูง

เพราะสามสิงห์สันติบาลทำให้ลูกน้องของนิตย์แตกกันไปเกือบหมดแทบจะคุมกันไม่ติด หลายต่อหลายคนถูก พล นิกร กิมหงวน จับกุมตัวและส่งไปคุกลาดยาวตามระเบียบ นิตย์พยายามสืบอยู่ราวครึ่งเดือนก็ทราบความจริงจากสิงห์อมควันคนหนึ่งที่ตำรวจกันตัวไว้เป็นพยานว่า นายตำรวจ เอฟบีไอ.ที่ทลายซ่องยาเสพติดของสุขสมุนแขนขวาของเขานั้นคือ พล นิกร กิมหงวน นักธุรกิจคนสำคัญ แต่ที่แท้เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของสันติบาลกองพิเศษและขณะนี้สามสิงห์กำลังจับกุมกวาดล้างพวกนักเลงอันธพาลและดาวร้ายทั้งหลาย

นิตย์ได้ปรึกษาหารือกับสมุนร่วมใจของเขาหลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นมือปืนมือแน่เคยฆ่าคนเคยผ่านคุกตะรางมาแล้ว นิตย์ได้วางแผนที่จะสังหารนายตำรวจ เอฟบีไอ.ทั้งสามคนด้วยตนเอง จึงส่งสมุนของเขาติดตามการเคลื่อนไหวของ พล นิกร กิมหงวน เป็นเงาตามตัว นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้ร้ายสะกดรอยตามตำรวจ

จนกระทั่งพลบค่ำคืนวันหนึ่ง

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มาปรากฎตัวที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่งทางถนนพหลโยธินและร้านขายอาหารที่กล่าวนี้มีชื่อว่า "รสไทย"

ร้านอาหารนี้อยู่ริมถนน ปลูกเป็นเรือนชั้นเดียวกว้างขวางมาก ตั้งโต๊ะอาหารได้เกือบ ๑๐๐ โต๊ะ มันไม่ใช่ภัตตาคารที่หรูหรา ที่นี่จำหน่ายอาหารไทยทุกชนิดในราคาต่ำกว่าจานละหนึ่งบาท นอกจากนี้ยังมีข้าวต้มกับหรือข้าวต้มกุ๊ย ขนมใส่น้ำแข็งสารพัด เป็นร้านอาหารสำหรับคนชั้นกลางและคนชั้นต่ำ แต่ปรากฎว่าจำหน่ายขายดีมีรายได้มากกว่าภัตตาคารใหญ่ๆ เสียอีก มีประชาชนมาอุดหนุนอุ่นหนาฝาคั่งตลอดวันเพราะอาหารถูกรสอร่อยนั่นเอง มีเงินติดกระเป๋าสัก ๕ บาทก็กินอิ่ม ข้าวราดแกงจานละ ๕๐ สตางค์ ขนมใส่น้ำแข็งถ้วยละ ๒๕ สตางค์ ส่วนเหล้าก็เป็นเหล้าโรง ๒๘ ดีกรี หรือวิสกี้ไทย เบียร์ไทย ไม่มีเหล้าต่างประเทศขาย

ดร.ดิเรกได้สืบทราบมาโดยทางลับว่าเสือร้ายแห่งแดนอีสานคนหนึ่งกำลังอยู่ในระหว่างคดีปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์อย่างทารุณได้แหกคุกและฆ่าผู้คุมคนหนึ่งหลบหนีมากรุงเทพฯ อาศัยอยู่กับเพื่อนชาวอีสานด้วยกันทางสี่แยกโรงพยาบาลสงฆ์และมักจะกินอาหารค่ำที่ "รสไทย" ทุกวัน เพื่อพบปะกับเพื่อนชาวอีสานของเขา ดังนั้น นายแพทย์หนุ่มจึงชวนคณะพรรคของเขามาที่นี่เพื่อคอยดักจับเสือคำ

สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างแต่งกายแบบชาวอีสาน สวมกางเกงขาสั้นเก่าและสกปรก เสื้อชั้นในผ้าฝ้ายสีกรมท่าแบบเสื้อกุยเฮง สวมรองเท้าผ้าใบพื้นยางเก่า มีผ้าขาวม้าห่อเสื้อผ้าสะพายบ่า โดยเฉพาะกิมหงวนสะพายย่ามด้วย ในย่ามมีแคนขนาดเล็กหนึ่งอัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ สวมหมวกฟางเก่าๆ ทุกคนมีท่าทางกะเร่อกะร่าเหมือนกับว่าในชีวิตเพิ่งเหยียบย่างเข้ามาในกรุงเทพฯ พล พัชราภรณ์ ถือกระเป๋าเสื้อผ้าราคาถูกๆ หนึ่งใบ ซึ่งเป็นกระเป๋าที่ทำด้วยหวาย

ชาวอีสานกำมะลอทั้ง ๖ คน เดินไปนั่นที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง หารู้ไม่ว่า สมุนของนิตย์ได้สะกดรอยตามมาจากบ้าน "พัชราภรณ์" นั่งแท๊กซี่ตามรถของคณะพรรคสี่สหายมาที่นี่ พอตำรวจ เอฟบีไอ.เข้าไปนั่งโต๊ะ เจ้าหนุ่มร่างใหญ่สมุนของนิตย์ก็รีบผลุนผลันออกไปจากร้าน "รสไทย" ทันที

ขณะนี้ภายในร้านอาหารอันกว้างใหญ่ มีผู้คนไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน นั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกันตามโต๊ะต่างๆ เสียงพูดคุย เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังอยู่ตลอดเวลา เจ้าของร้าน "รสไทย" เป็นผู้เล็งผลเลิศ เขารู้ดีว่ายามเศรษฐกิจตกต่ำเงินฝืดเช่นนี้ ภัตตาคารหรือบาร์ต่างๆ นับวันมีแต่จะเลิกล้มไป แต่การขายอาหารถูกและอาหารไทยแบบนี้ ย่อมทำให้การค้าของเขาเจริญขึ้นตามลำดับ ไม่ช้าก็จะมีคนเอาอย่างเขา

ด้วยบริการแบบกันเอง คนรับใช้ในวัยใกล้ชราคนหนึ่งได้เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายแล้วถามยิ้มๆ

"ต้องการอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรบ้างพรรคพวก เหล้า เบียร์ก็มี"

อาเสี่ยยิ้มให้ แล้วพูดสำเนียงชาวอีสาน

"เข้าพั่นษาแล้ว ข้าบ่กินเหล้าหรอก ลาบมีบ่"

คนรับใช้สั่นศีรษะ

"ที่นี่ไม่ได้ขายอาหารอีสาน มีแต่อาหารภาคกลาง ผักน้ำพริกปลาทู ปลาดุกย่าง แกงจืด ผัดต่างๆ แกงเผ็ด แกงไก่ แกงปลาไหล ฉู่ฉี่ ทอดมัน แกงกะหรี่ มัสมั่น มีทั้งนั้น กุ้งพล่า ต้มยำ ไข่พะโล้ หมูพะโล้ จะเอาอะไรสั่งได้"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"แซบอีหลีบ่"

คนใช้ทำหน้าชอบกล

"พูดภาษาไทยภาคกลางกับฉันดีกว่า ฉันฟังภาษาอีสานไม่ออกหรอก

ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นบ้าง แต่กล่าวเป็นภาษาไทยใต้

"ทำพรื่อฟังไม่หรู่"

คนใช้กลืนน้ำลายเอื๊อก จ้องมองดูหน้านายแพทย์หนุ่มอย่างแปลกใจ

"เฮ้-น้องชาย แกเป็นคนอีสานทำไมถึงพูดปักษ์ใต้"

นายแพทย์หนุ่มเย็นวาบไปหมดทั้งตัว กิมหงวนรีบพูดกลบเกลื่อนทันที

"เพื่อนข้าไปทำงานปักษ์ใต้มาซิปปี เลยเว้าปักษ์ใต้ได้เก่ง"

พลกล่าวกับคนใช้ด้วยเสียงหัวเราะ

"ลำบากนักก็พูดภาษาบางกอกกันเถอะพี่ชาย เราอยู่อีสานก็ต้องพูดไทยอีสาน อยู่เหนือก็ต้องพูดภาษาไทยเหนือและอยู่ปักษ์ใต้ก็ต้องพูดไทยใต้ อย่างไรก็ดีไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยกลาง หรือไทยอีสานก็ล้วนแต่เป็นคนไทยพี่น้องกันทั้งนั้น"

คนรับใช้ยิ้มให้พล

"จริงซีเพื่อน น้องชายคงเป็นผู้นำพาพรรคพวกมากรุงเทพฯ กระมัง"

"ถูกแล้ว ข้าเคยเรียนหนังสือมาบ้าง ฉลาดกว่าเพื่อนๆ หน่อย อ้า-ขอแกงจืดน้ำพริกผักต้มแล้วก็ปลาทูให้เรา อยู่ร้อยเอ็ดไม่เคยกินปลาทูเลย"

คนรับใช้จดรายการลงไปในสมุดโน๊ตเล่มเล็กๆ

"แล้วอะไรอีกน้องชาย เอาผัดอะไร กุ้งผัดผักคะน้าดีไหม"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กุ้งเป็นหยัง มีตีนเยอะหลายร้อยตีนใช่บ่"

อาเสี่ยตวาดแว๊ด

"บ่ใช่ นั่นมันกิ้งกือ พูดทำหยัง ข้อยจะอ้วกแตก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้างแต่พูดเป็นภาษาไทยกลาง

"กุ้งผัดคะน้าดีแล้ว หมี่กรอบหนึ่งจาน เอาเหล้ามาหนึ่งขวด โซดาสัก ๓ ขวดก่อน" พูดจบท่านก็พยักหน้ากับเจ้าแห้ว "เอ็งอยากกินอะไรก็สั่งเอาซี"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานอยากรับประทานเป็ดไฟแดงครับ"

คนรับใช้มองดูหน้าเจ้าแห้ว

"เอายังงั้นเชียวหรือ ที่นี่ไม่มีหรอก ต้องไปกินตามเหลาใหญ่ๆ เราขายแต่อาหารไทยพื้นๆ "

คนรับใช้จดรายชื่ออาหารเรียบร้อยก็เดินไปทางเคาน์เตอร์ หลังจากนั้นสักครู่ วิสกี้ไทย โซดาแช่เย็นก็ถูกยกมาเสริฟให้ชาวอีสานกำมะลอก่อน ดร.ดิเรกเผลอกล่าวกับคนรับใช้

"เฮ้-กันไม่อยากกินข้าว ขอแซนด์วิชหมูแฮมหรือฮ๊อตด็อกให้กันสักจานเถอะ หรือสปาร์เก๊ตตี้ก็ได้"

นิกรตกใจรีบกลบเกลื่อนทันที

"ไปเถอะพี่ชาย อ้ายนี่มันบ้าอยากกินแบบชาวบางกอก จดจำชื่อไว้แล้วก็สั่งเล่นโก้ๆ "

คนรับใช้มองดู ดร.ดิเรกอย่างขบขัน

"ลองกุ้งค็อกเทลสักจานเป็นไง" พูดจบเขาก็เดินหัวเราะหึๆ กลับไปทางเคาน์เตอร์

ไม่มีชายอีสานแม้แต่คนเดียวอยู่ในร้าน "รสไทย" คณะพรรคสี่สหายนั่งสนทนากันเบาๆ คนรับใช้ได้ยกอาหารที่สั่งทยอยมาจนครบ เจ้าแห้วได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกับพวกเจ้านายก็ปลาบปลื้มใจไม่น้อย

"รับประทานสายลับของคุณหมอ ถ้าจะเหลวเสียแล้วละครับ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี มองดูจนทั่วแล้วไม่มีชาวอีสานเลย"

พลว่า "ความจริงเราควรจะไปสืบหาเสือคำตามร้านขายอาหารชาวอีสานที่หลังสนามมวยราชดำเนินมากกว่า ร้านหรูหราอย่างนี้พวกอีสานเขาไม่ชอบหรอกเพราะกลัวแพง หลังสนามมวยราชดำเนินขายอาหารอีสานล้วนๆ ราคาถูก ลาบหนึ่งบาท ข้าวเหนียงสองสลึงอิ่มแล้ว"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ กิมหงวนสั่งเหล้าและโซดาอีก เมื่อเหล้าขวดที่สองพร่องไปครึ่งขวดทุกคนก็รู้สึกตึงๆ หน้าและช่างพูดช่างคุยกันขึ้นอีกมาก แต่คุยกันคนละเรื่องโดยไม่มีใครฟัง อย่างไรก็ตามเมื่อคนใดคนหนึ่งหัวเราะทุกคนก็พลอยผสมโรงหัวเราะด้วย จนกระทั่งสุภาพบุรุษผู้สูงอายุซึ่งเป็นเจ้าของร้านและผู้จัดการร้าน "รสไทย" แสดงท่าทีไม่พอใจ

ขุนวิเศษราชกิจเรียกพนักงานรับใช้ประจำโต๊ะ เอฟบีไอ.ให้มาหาเขาแล้วส่งบิลเงินสดให้

"เอาบิลนี่ไปเก็บเงินอ้ายเสี่ยวพวกนั้นก่อนโว้ย มันสั่งเหล้าและอาหารเต็มโต๊ะไม่น่าไว้ใจเลย" ท่านขุนพูดตามวิสัยของผู้ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามคนจน "ไปขอเก็บเงินมัน ถ้าไม่มีให้จะได้ให้คนออกไปตามตำรวจที่ป้อมมาจัดการกับอ้ายพวกนี้"

พนักงานรับใช้ถือบิลเดินไปที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย เมื่อยื่นบิลให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็จ่ายเงินให้โดยดี พนักงานรับใช้กลับมาที่เคาน์เตอร์มอบเงินให้แคชเชียร์สาว ทำให้ขุนวิเศษแปลกใจมากที่ชาวอีสานกลุ่มนี้จ่ายเงินคล่องๆ

ความเมาทำให้เสี่ยหงวนสนุกสนานเบิกบานใจจนถึงขีดสุด เขาดึงแคนออกจากย่ามของเขาแล้วพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"แกซอหน่อยซีกันจะเป่าแคน เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ เอาหน่อยวะ"

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน กันได้แต่ร้องเพลงฝรั่ง"

นิกรยกมือชี้หน้าอกตัวเอง

"นี่โว้ย หมอลำชื่อดังอยู่นี่ เสือกไปถามดิเรกได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามกิมหงวน

"อย่าเอะอะไปเลยวะ เกรงใจคนอื่นที่เขาต้องการความสงบเพื่อปรึกษาหารือกัน"

ความเมาทำให้เสี่ยหงวนพูดโพล่งออกมา

"ผมจะเล่นใครจะมาเป็นเจ้าผม ผม ผมนายตำรวจ เอฟบีไอ."

พลยกมือปิดปากกิมหงวนทันทีแล้วพูดเสียงคำราม

"เดี๋ยวพ่อตบดิ้นเลย ดันพูดออกมาได้" แล้วพลก็ปล่อยมือออก

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้ยินคำพูดของเขา ตามเวลาที่กล่าวนี้มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐ คนพากันเดินเข้ามาในร้าน "รสไทย" แต่ละคนมีรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าอัปลักษณ์ อันเป็นลักษณะของใบหน้าอาชญากรทั้งหลาย ชายฉกรรจ์เหล่านี้แต่งกายเหมือนๆ กัน สวมกางเกงขายาวสีกรมท่าและเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเดียวกัน กลุ่มชายฉกรรจ์หรือพวกมือปืนของนิตย์ต่างแยกย้ายกระจายกำลังไปนั่งตามโต๊ะว่าง โต๊ะละ ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ต่อจากนั้นสักครู่ยอดดาวร้ายหรือสุภาพบุรุษจอมปลอมก็ปรากฏตัวขึ้น นิตย์ นิ่มนวล แต่งกายแบบสุภาพชน สวมกางเกงขายาวสีเทาอ่อน เสื้อเชิ้ตฮาวายลายสลับสอดสีสวยงามและปล่อยเอวปิดขอบกางเกง หัวหน้าอันธพาลเลือกนั่งที่โต๊ะว่างตามลำพังในมุมมืดแห่งหนึ่ง

อาเสี่ยกิมหงวนเป่าแคนเล่นด้วยฤทธิ์เมา แต่ไม่มีใครสนใจกับเสียงแคนดนตรีประจำถิ่นอีสาน นิกรลุกขึ้นรำเฉิบๆ ในท่าควักขี้เต่าหรือควักกะปิ แต่ไม่ได้ร้องเพลงเพราะร้องไม่เป็น

ชายหนุ่มในเครื่องแบบนักขับแท๊กซี่คนหนึ่งเดินเปะปะเข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหายแล้วหยุดยืนมองดูนิกรกับกิมหงวนอย่างขบขัน ตบมือให้จังหวะไปด้วย นิกรเห็นเข้าก็หยุดรำแล้วกล่าวกับโชเฟอร์หนุ่มผู้นั้น

"รำเป็นบ่"

นักขับแท๊กซี่พยักหน้า

"พอได้นิดหน่อย" พูดจบเขาก็ยกมือทั้งสองขึ้นรำแบบหมอลำชาวอีสาน

เสี่ยหงวนเป่าแคนจนเส้นคอโป่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วช่วยกันตบมือให้จังหวะ เสียงแคนกับเสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงดังปนกันระคนเสียงสรวลเสเฮฮาของพวกขี้เมาทั้งหลาย

โชเฟอร์หนุ่มรำอยู่สักครู่ก็ร้องเพลงให้ฟัง ซึ่งเนื้อเพลงนั้นมีความหมายทำให้คณะพรรคสี่สหายสนใจทันที แต่เขาร้องไม่ดังนักเพราะไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน

"โอ โอ้ละเหนอ เพื่อนเอย ข้อยมาเว้าบอกเจ้าให้รู้ อันว่าพวกสูจงเร่งระวัง ขณะนี้มือปืนพร้อมพรั่ง ยกกำลังมาฆ่าท่าน เอย"

ครั้นแล้ว โชเฟอร์หนุ่มก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งในท่ามันเมาแต่ความจริงเขาไม่ได้เมาเลย

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แกล้งทำท่าเอะอะเฮฮาไปตามเรื่อง ดร.ดิเรกส่งแก้วเหล้าให้นักขับแท๊กซี่

"เอาหน่อยน้องชาย" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กระซิบถาม "ยูเป็นใคร"

นักขับแท๊กซี่ทำคอง่อกแง่กๆ รับแก้วเหล้ามาดื่ม แต่มือซ้ายของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะแบบออก ทุกคนต่างก็แลเห็นตราเครื่องหมาย

ของตำรวจสันติบาลกองพิเศษซึ่งทำด้วยทองคำลงยา แสดงว่านักขับแท๊กซี่ผู้นี้เป็นนายตำรวจ เอฟบีไอ.คนหนึ่ง แล้วนายตำรวจหนุ่มก็รีบเก็บใส่กระเป๋าเสื้อของเขา เขาแสดงบทบาทคนขี้เมาได้ดีมาก เขาวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะยกมือชี้หน้าพลและทำตาปรือเอียงคอไปมา เขาพูดพลางหัวเราะพลางด้วยเสียงอ้อแอ้

"ผู้กำกับถูกคนร้ายสะกดรอยตามมาหลายวันแล้ว แต่พวกเราได้สะกดรอยตามคนร้ายอีกต่อหนึ่ง ขณะนี้มือปืนแต่งชุดสีน้ำเงินซึ่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ กำลังเตรียมสังหารผู้กำกับทั้งสามและรองผู้บังคับการกับท่านที่ปรึกษา หัวหน้าใหญ่ของมันนั่งอยู่ทางซ้ายมือโน่น"

พลแกล้งทำเป็นหัวเราะชอบใจ สวมกอดนักขับแท๊กซี่หนุ่มแล้วกระซิบถามอย่างมึนเมา

"นอกจากคุณแล้ว มี เอฟบีไอ.อยู่ในนี้บ้างหรือเปล่า"

ร.ต.ต.สมบัติทำคอขย้อนเหมือนกับว่าจะอ้วก ตบมือกระทืบเท้าโครมครามแล้วกระซิบบอกพล

"๘ คนครับผู้กำกับ คนของอ้ายนิตย์นักเลงใหญ่สะกดรอยตามผู้กำกับมาที่นี่ แต่นายสิบตำรวจ เอฟบีไอ.ก็ตามมาในเวลาเดียวกันแล้วโทรศัพท์ไปที่กอง ผมจึงนำกำลังตำรวจมาที่นี่ มาถึงก่อนหน้าพวกมือปืนของอ้ายนิตย์ราว ๑๕ นาที พวกแต่งตัวเป็นคนขับแท๊กซี่แหละครับ คือตำรวจ เอฟบีไอ."

ดร.ดิเรกออกคำสั่งทันทีในฐานะที่เขาเป็นรองผู้บังคับการ

"คุณไปเตรียมกำลังไว้ให้พร้อมและจับพวกมือปืนภายใน ๑๐ นาทีนี้ พวกผมจะช่วยกันจับตัวหัวหน้าเอง"

นายตำรวจรับคำสั่งแล้วแกล้งทำเมาคว้าแก้วเหล้ายกขึ้นดื่ม เสร็จแล้วลุกขึ้นเดินเปะปะกลับไปหาพรรคพวกของเขาคือตำรวจ เอฟบีไอ.นั่นเอง

หลังจากนั้นสักครู่ ชายฉกรรจ์ที่อยู่ในเครื่องแบบคนขับแท๊กซี่ก็แยกย้ายกระจายกันออกไปคุมเชิงพวกมือปืนในระยะใกล้ชิดโดยไม่ให้พวกมือปืนรู้สึกตัว ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ดร.ดิเรกก็ออกคำสั่งกับเสี่ยหงวน

"ผู้กำกับกิมหงวนโปรดฟังคำสั่งข้าพเจ้า ซึ่งเป็นรองผู้บังคับการเอฟบีไอ."

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ว่าไงครับ ท่านรองก้น"

"อ้าว " ดร.ดิเรกอุทาน

"ล้อผู้บังคับบัญชาอย่างงี้เดี๋ยวพ่อเอาเข้าตะรางเสียหรอก ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาล้อเลียนกันให้ท่านผู้กำกับนิกรไปจับกุมตัวนายนิตย์เดี๋ยวนี้และพยายามจับเป็นให้ได้อย่างละมุนละม่อม"

กิมหงวนรับคำสั่งอย่างแข็งแรง

"ครับผม"

แล้วอาเสี่ยก็หันมาทางนิกร

"ไป....อ้ายกร ดิเรกเป็นเพื่อนเราก็จริงแต่ขณะนี้มันเป็นนายเรา เมื่อมันสั่งให้เราทำอะไรเราก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แกนั่งกินหล้าหรือเป่าแคนต่อไปเถอะ กันจะจับนายนิตย์เอง จับนักเลงคนเดียวใช้นายตำรวจใหญ่ถึงสองคนก็เสียเหลี่ยม เอฟบีไอ.หมดซีโว้ย เราไม่ใช่ตำรวจธรรมดา เราเป็นสันติบาลกองพิเศษทั้งยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่ง"

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"อ้ายกร แกกล้าจับนายนิตย์จริงๆ หรือ"

"แล้วกัน" นิกรส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นแล้วลุกขึ้นยืนยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้าอกตัวเอง

"กันเป็นนายตำรวจ เอฟบีไอ.ชั้นผู้กำกับ ถ้ากันไม่กล้าจับผู้ร้ายกันจะเป็นตำรวจหาหอกอะไรวะ"

พวกสุมนมือปืนของนิตย์ได้ยินนิกรพูดเช่นนี้ก็พรวดพราดลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะยิงทิ้งคณะพรรคสี่สหาย ทันใดนั้นเอง เอฟบีไอ.ในเครื่องแบบนักขับแท๊กซี่ก็ปราดเข้าจับกุมพวกมือปืนทันที โดยใช้ปืนพกขู่ให้ยอมจำนน พวกตำรวจสันติบาลกองพิเศษทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไวยิ่ง ยึดปืนพกในตัวมือปืนได้และเอากุญแจสวมมือปืนเหล่านั้นโดยไม่มีการปะทะกัน

นิกรปราดเข้าไปหาจอมนักเลงในท่าทางองอาจ นิตย์ก็เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนกระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมายกขึ้นเล็งยิงนิกรสามสี่นัดติดๆ กัน สิงห์สันติบาลหยุดชะงักส่ายศีรษะและเอี้ยวตัวหลบกระสุนปืนทั้ง ๔ นัด เฉียดร่างของผู้กำกับนิกรไปอย่างหวุดหวิด ก่อนที่นิตย์จะปล่อยกระสุนนัดที่ ๕ ออกจากลำกล้อง นิกรก็วิ่งเข้าไปหายอดอันธพาลอย่างรวดเร็วด้วยความองอาจกล้าหาญผิดมนุษย์ ทำให้ผู้ที่ประสบเหตุการณ์ตกตะลึงพรึงเพริดอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ต่างเชื่อว่านิกรคงตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนพกแน่นอน

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เอฟบีไอ.จอมทะเล้นกระโจนพรวดเข้าตีเข่าขวาถูกหน้าอกเจ้านิตย์อย่างจังเสียงดังพลั่ก นิตย์ซวนเซออกไปและล้มลงก้นกระแทกพื้นและแล้วด้วยความรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ นิกรหรือ พ.ต.ต.นิกรก็ปราดเข้าเตะข้อมือข้างขวาของนักเลงใหญ่เต็มแรง ทำให้ปืนพกหลุดกระเด็นไปจากมือ

เจ้านิตย์ถัดถอยหลังออกห่าง รีบลุกขึ้นยืนล่าถอยออกไปตั้งมั่น กระชากมีดพกที่ร้อยติดอยู่กับเข็มขัดออกมาจากปลอกของมัน ยืนจังก้าเตรียมพร้อมที่จะสังหารสิงห์หนุ่ม

นิกรยิ้มให้นักเลงใหญ่อย่างใจเย็น

"โยนมีดทิ้งเสียนิตย์ กันไม่อยากจับตายแกหรอก"

จอมนักเลงเค้นหัวเราะ

"ผู้กำกับไม่รักชีวิตหรือลูกเมียก็เข้ามาซี"

เจ้าแห้วร้องตะโกนดังๆ เขายืนอยู่ห่างจากนิกรราว ๕ เมตร

"นี่ครับ คุณนิกร"

นิกรชำเลืองมองดูเจ้าแห้ว เจ้าแห้วโยนมีดพกมาให้ ผู้กำกับมือปราบรับมีดพกเล่มนั้นได้อย่างคล่องแคล่วแล้วกล่าวกับนิตย์ว่า

"ความจริงกันมีปืนพก ถ้ากันควักออกมายิงแก แกก็ม่องเท่งเท่านั้นแต่กันไม่อยากให้ประชาชนเหล่านี้เขาเห็นว่ากันเอาเปรียบแกหรอก นายตำรวจ เอฟบีไอ.อย่างกันให้โอกาสผู้ร้ายเสมอ มา ดวลกันตัวต่อตัว แกมีมีดกันก็มีมีด อย่างนี้ยุติธรรมดีแล้ว อย่ามองดูลูกน้องของแกเลยเพื่อน ทุกคนถูกจับใส่กุญแจมือหมดแล้ว เหลือแกหัวหน้าใหญ่คนเดียวเท่านั้น

นิตย์ตัดสินใจสู้ตาย เขาเดินย่างเข้ามาหานิกรอย่างระมัดระวังตัว นายจอมทะเล้นขยับท่าทางเหมือนพระเอกยี่เกตอนรบกัน ผู้คนในร้าน "รสไทย" ต่างพากันยืนมองดูด้วยความตื่นเต้น

อย่างไรก็ตาม พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งมองดูการดวลมีดอย่างขบขัน จนกระทั่งเจ้าแห้วกลับมานั่งที่โต๊ะและส่งปืนพกของนิตย์ให้พล ซึ่งปืนกระบอกนี้ตกอยู่บนพื้นห้องและเจ้าแห้วรีบวิ่งไปยึดไว้ก่อนที่จะโยนมีดพกคู่มือของเขาให้นิกร

นิกรกับนิตย์จดๆ จ้องๆ กันอยู่เกือบ ๕ นาทีก็ยังไม่ได้แทงกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดรนทนอยู่ต่อไปไม่ได้ก็ร้องตะโกนขึ้น

"เฮ้ย ลำบากนักก็อย่าดวลกันเลยโว้ย ยังงี้ถ้าเป็นนักมวยก็ถูกไล่ลงจากเวทีแล้ว"

เจ้านิตย์ปราดเข้าแทงนิกรทันที แต่นิกรหลบได้ทัน ปลายมีดเฉี่ยวไหล่ข้างซ้ายของนิกรดังแคว่ก พวกผู้หญิงที่มารับประทานอาหารกับแฟนหรือผัวของหล่อนต่างร้องหวีดว้ายไปตามกัน

นิกรยักคิ้วให้ดาวร้าย

"มา....เข้ามา ทีนี้กูเอามึงบ้างละ" แล้วนิกรก็ร้องเพลงมาร์ชตำรวจเบาๆ

"ชาติชายต้องไว้ลายตำรวจไทย "

เจ้านิตย์พุ่งตัวเข้าใส่นิกรอีก นิกรยกเท้าซ้ายถีบหน้าอกจอมอันธพาลเซถลาออกไปแล้วหัวเราะก้าก

"แกมันอ่อนหัดนัก"

นิกรพูดพลางหัวเราะพลางแล้วเต้นเท้าขยิกเข้าใส่ พอได้ทีก็เตะด้วยเท้าขวาถูกใต้บานพับซ้ายของนิตย์ดังสนั่น

นักเลงใหญ่ล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที แต่แล้วก็รีบลุกขึ้นมาอย่างเดือดดาล คราวนี้นิตย์บุกเข้าแทงซ้ายขวาติดๆ กันหลายครั้ง นิกรล่าถอยใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง ถอยมาจนถึงโต๊ะคณะพรรคของเขาก็ร้องบอกกิมหงวน

"เตรียมกุญแจมือไว้อ้ายเสี่ย"

การดวลปืนสั้นเป็นไปอย่างดุเดือดยิ่งแต่ไม่ตื่นเต้นหวาดเสียว เพราะต่างฝ่ายทั้งตำรวจและผู้ร้ายแทงกันห่างตั้งวา พวกตำรวจ เอฟบีไอ.ซึ่งควบคุมมือปืนอยู่ต่างร้องตะโกนหนุนนิกรเสียงลั่นไปหมด

"อย่าถอยครับผู้กำกับ แทงมันบ้างซีครับ"

ประชาชนชายหญิงได้รู้ความจริงแล้วว่า นิกรเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และชายฉกรรจ์ที่แต่งกายแบบนักขับแท๊กซี่ล้วนแต่เป็นนายตำรวจ ขณะนี้การดวลมีดสั้นชักจะเนือยลงต่างคนต่างหอบแฮ่กๆ นานๆ ถึงจะแทงกันสักครั้ง

"เข้ามา อ้ายนิตย์"

"ก็ผู้กำกับเข้ามาซีครับ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"กันชอบเป็นฝ่ายรับมากกว่าฝ่ายรุกโว้ย"

นักเลงใหญ่มานะกัดฟันโผนเข้าแทงนิกรอีก คราวนี้การต่อสู้มีรสชาดขึ้นเล็กน้อย ต่างฝ่ายต่างปะทะกันอย่างดุเดือดโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ชั้นเชิงและปฏิภาณของนิกรดีกว่า ดังนั้นขณะที่รุกประชิดติดพันกัน นิกรก็เหวี่ยงลูกแปด้วยเท้าข้างขวาเต็มเหนี่ยวถูกห้องเครื่องของเจ้านิตย์ดังพล๊อค

ดาวร้ายสะดุ้งเฮือกปล่อยมีดหลุดจากมือ ขมวดคิ้วนิ่วหน้าทรุดตัวลงนั่งยองๆ บิดตัวและร้องครวญครางน่าสงสาร ใบหน้าของเจ้านิตย์เขียวเหมือนหน้าพระอินทร์

เสี่ยหงวนหัวเราะงอหาย ดร.ดิเรกโยนกุญแจมือใหม่เอี่ยมคู่หนึ่งให้นิกร เท่านั้นเอง นิตย์นักเลงใหญ่ก็สิ้นสุดอิสรภาพตกเป็นผู้ต้องหาของ เอฟบีไอ ในข้อหาเป็นหัวหน้าอันธพาล พยายามจะฆ่าเจ้าพนักงานตำรวจ ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน มีปืนเถื่อนไว้ในครอบครอง

จอมอันธพาลและพวกมือปืนถูกตำรวจ เอฟบีไอ.นำตัวออกไปจากร้านอาหาร "รสไทย" แล้ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามตำรวจออกไปด้วย

พอออกมาที่ถนนใหญ่ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ขับรถจี๊ปแลนด์โรเวอร์สีเทาคันหนึ่งแล่นมาหยุดหน้าร้าน "รสไทย" พอดี เขาดับไฟหน้าท้ายและดับเครื่องยนต์เรียบร้อย รีบกระโดดลงจากรถวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย แล้วเขาก็รายงานให้ ดร.ดิเรกทราบ

"ท่านรองครับ ขณะนี้เสือคำอยู่ที่ร้านขายอาหารชาวอีสานทางสะพานผ่านฟ้าครับ เท่าที่ผมสืบทราบมา มันกินข้าวที่ร้านนี้หลายคืนแล้ว แต่คืนนี้มันนัดพบกับเพื่อนที่ร้านอีสานโภชนา"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ เธอพาพวกเราไปเดี๋ยวนี้ หมู่ชิตเราต้องจับมันให้ได้" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทางคณะพรรคของเขา

"ไปขึ้นรถจี๊ปนั่นพวกเรา กันจะไปสั่งงานกับตำรวจ เอฟบีไอ.ที่รถโดยสารคันนั้น"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ก่อนเวลา ๒๐.๓๐ น.เพียงเล็กน้อย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเจ้าแห้วพร้อมด้วย ส.ต.ท.ชิตแห่ง เอฟบีไอ.ก็เดินทางมาถึงจุดหมายอันสำคัญยิ่ง

จี๊ปแลนด์โรเวอร์จอดชิดซ้ายขอบถนน ตอนสี่แยกห่างร้าน "อีสานโภชนา" เพียงเล็กน้อย จราจรในเครื่องแบบคนหนึ่งปราดมาที่รถทันทีแล้วกล่าวกับ ส.ต.ท.ชิต

"ทำไมคุณจอดรถตรงนี้ล่ะ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้พลตำรวจหนุ่ม

"ขอเวลาให้พวกเราลงทำธุระเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น"

จราจรเข้าใจว่ากิมหงวนเพิ่งมาจากอีสานก็เอ็ดตะโรลั่น

"ไม่ได้ เขาห้ามจอดรู้ไหม" แล้วหันมาทาง ส.ต.ท.ชิต "ขอดูใบอนุญาตซิ"

กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบตราเครื่องหมาย เอฟบีไอ.ซึ่งตำรวจทุกคนรู้จักดีออกมาแบให้ตำรวจจราจรดู เท่านี้เองตำรวจจราจรก็ชิดเท้ายืนตรงยกมือวันทยาหัตถ์

"ขอโทษครับ ผมไม่ทราบ"

อาเสี่ยยิ้มให้

"อย่าเอะอะไป เราจำเป็นต้องจอดรถตรงนี้ ถ้าจอดหน้าตึกแถว คนร้ายมันอาจจะเฉลียวใจว่าพวกเราเป็นตำรวจ มีโอกาสหลบหนีได้ทันที กันคือผู้กำกับกิมหงวน ไทยแท้ ช่วยเฝ้ารถและสัมภาระให้พวกเราประเดี๋ยวนะน้องชาย ในกระเป๋าผ้าใบมีปืนกลมือบาเร็ตต้าอยู่หนึ่งกระบอก"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและ ส.ต.ท.ชิต ต่างพากันลงจากรถจี๊ปแลนด์โรเวอร์คันนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกคำสั่งทันที

"หมู่ชิตกับอ้ายแห้วไปอยู่หน้าร้านขายหนังสือ ถ้าเสือคำวิ่งหนีออกมาให้พยายามจับมันให้ได้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานถ้ามันยิงผมล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"ก็ยิงมันบ้างซี มันยิงเราก่อนก็ต้องจับตาย แต่การใช้ปืนร้องระวังให้มาก อย่าให้กระสุนปืนถูกประชาชนได้" พูดจบท่านก็หันมาทางสี่สหาย "เจ้าพลกับเจ้ากรไปดักอยู่หน้าร้านข้าวต้มกุ๊ยนั่น อากับดิเรกจะยืนอยู่หน้าร้าน "อีสานโภชนา" เพื่อคอยช่วยเหลืออ้ายหงวน"

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"นี่หมายความว่าจะให้ผมเป็นคนจับเสือคำหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า แล้วพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถูกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่แกจะต้องแสดงฝีไม้ลายมือและความสามารถของแกบ้าง"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"หวานเลยครับ ผมรับรองว่าจะจับเสือคำอย่างละมุนละม่อม มือชั้นผมอย่าว่าแต่เสือคนเลยครับ เสือลายพาดกลอนผมยังเคยไล่เตะหรือกระตุกหางเล่น"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"อย่าพูดเล่นอ้ายหงวน เสือคำคนนี้มีประวัติโหดเหี้ยมทารุณที่สุด ชอบใช้มีดโกนเฉือนคอคน อาวุธประจำตัวเท่าที่ตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์เขารายงานมา มีปืนพก, ระเบิดมือ, และมีดโกน ฆ่าคนมา ๖๘ คนแล้วจำไว้ว่า เสือคำเป็นชายหนุ่มวัยเบญจเพสเพราะเคยถูกคู่อริฟัน ปืนประจำตัวคือคอลท์ตราควาย ถ้ามันยิงถูกแกเข้าแกจะต้องนั่งแคะลูกปืนอย่างน้อยครึ่งวัน เพราะปืนแบบนี้ใช้กระสุนลูกปราย"

เสี่ยหงวนชักเสียขวัญ ค่อยๆ หันหน้ามาทางนิกร

"แกไปเป็นเพื่อนกันเถอะวะ"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ไม่ได้หรอก คุณพ่อกะหน้าที่ไว้แล้ว คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง"

กิมหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก พยายามปลอบใจให้เข้มแข็งแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า

"เราเป็นตำรวจ ตำรวจต้องยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตในการจับกุมปราบปรามเหล่าร้าย เพื่อความสุขของประชาชน" พูดจบผู้กำกับกิมหงวนซึ่งอยู่ในสภาพของชาวอีสานก็พาตัวเดินไปที่ร้าน "อีสานโภชนา"

ร้านขายอาหารนี้เป็นตึกแถวสองชั้นคูหาเดียว ตอนหน้าร้านมีตู้ใส่อาหารและเป็นที่ประกอบอาหารด้วย ภายในร้านไม่มีการตกแต่งให้สวยงามอะไร มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่ ๖ โต๊ะ เจ้าของร้านและคนขายเป็นผู้หญิงชาวอีสาน

ขณะนี้เสือคำกำลังนั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับหนุ่มชาวอีสาน ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับเขา และมีพวกชาวอีสานอีกหลายคนนั่งอยู่ตามโต๊ะอาหารในร้านนี้พูดคุยกันด้วยภาษาของเขา เมื่ออาเสี่ยกิมหงวนเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งที่โต๊ะว่างใกล้ๆ กับเสือคำ จอมโจรสุรินทร์ก็มองดูผู้กำกับ เอฟบีไอ.อย่างสนใจและเริ่มสงสัยว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ

กิมหงวนนั่งอยู่ด้านในของร้าน เสือคำนั่งอยู่ด้านนอกแต่ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ขณะที่อาเสี่ยสั่งอาหาร ขุนโจรได้กระซิบกับเพื่อนของมันว่า

"ท่าทางบ่ใช่ชาวอีสานโว้ย ข้อยสงสัยว่าตำรวจ"

เสี่ยหงวนสั่งอาหารเสร็จแล้วก็ล้วงกระเป๋ากางเกงขาสั้นหยิบซองบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมา แต่เพราะความตื่นเต้นมากเกินไปแทนที่จะหยิบซองบุหรี่ อาเสี่ยกลับหยิบกุญแจมือออกมาวางบนโต๊ะเหมือนกับจะประกาศตัวว่าเป็นตำรวจ พอมองเห็นกุญแจมือกิมหงวนก็ทำคอย่น รีบเก็บใส่กระเป๋าเสื้อแบบเสื้อกุยเฮงทันที

เสือสุรินทร์กระชากคอลท์ตราควายที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา และผุดลุกขึ้นยืนเพื่อจะสังหารผู้กำกับกิมหงวนและหลบหนีไป แต่อาเสี่ยรีบลุกขึ้นพร้อมๆ กับเสือคำ ยกเก้าอี้ตัวหนึ่งขว้างเสือร้ายเต็มเหนี่ยวแล้ววิ่งเข่าปะทะเสือคำทันที ขุนโจรหนุ่มถูกทุ่มด้วยเก้าอี้มึนงงอยู่ จึงถูกหมัดขวาของอาเสี่ยกิมหงวนระหว่างปากครึ่งจมูกครึ่งเต็มรัก เซถลาไปปะทะตู้กับข้าว ทำถ้วยชามแตกโครมคราม เสี่ยหงวนปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว ถูกใบหน้าซีกซ้ายของสิงห์อีสานดังฉาด แรงเหวี่ยงของเท้าทำให้คอลท์ตราควายในมือของเสือคำหลุดกระเด็น ผู้คนที่อยู่ในร้านและพวกเจ้าของร้านแตกฮือไปตามกัน

กิมหงวนรู้ดีว่า ขุนโจรยังมีระเบิดมือและมีดโกนอยู่ในตัว จึงไม่ยอมให้เสือร้ายมีเวลาล้วงกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง อาเสี่ยปราดเข้าชกด้วยหมัดตรงขวาเต็มรัก เสือร้ายก้มศีรษะหลบ หมัดดินระเบิดของผู้กำกับกิมหงวนจึงถูกกระจกตู้กับข้าว

"เพล้ง โอ๊ย"

เศษกระจกบาดมือกิมหงวนเป็นบาดแผลหลายแห่ง เสี่ยหงวนจึงรี่เข้าใส่เสือคำอย่าดุเดือด สิงห์อีสานเคยชกแต่แบบมวยวัดจึงสู้กิมหงวนไม่ได้ ต้องล่าถอยออกไปนอกร้าน "อีสานโภชนา" ในวิธีสู้พลางถอยพลาง ในเวลาเดียวกันนี้เอง ดร.ดิเรกก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้าไปในร้าน นายแพทย์หนุ่มรีบยึดคอลท์ตราควายของเสือคำไว้ได้ ส่วนท่านเจ้าคุณใช้ปืนขู่เพื่อนของเสือคำแล้วจับใส่กุญแจมือ

การต่อสู้ริมถนนระหว่างนายตำรวจ เอฟบีไอ.กับขุนโจรสุรินทร์เป็นไปอย่างทรหด ยวดยานพาหนะต่างหยุดดู พล นิกร กับ ส.ต.ต.ชิต ได้ประกาศตนว่าเป็นตำรวจ ช่วยกันประชาชนไว้ไม่ให้เข้าใกล้คู่ต่อสู้ แต่บรรดาไทยมุงทั้งหลายก็พยายามเบียดเสียดกันเข้ามา นิกรจึงแกล้งร้องตะโกนขึ้น

"เข้ามาดู ตายไม่รับรองนะ ตำรวจกำลังสู้กับอ้ายเสือและอ้ายเสือมีระเบิดมือ"

เท่านี้เอง บรรดาไทยมุงทั้งหลายก็พากันห้อแน่บอย่างไม่คิดชีวิต ส่วนผู้ที่จอดรถดูก็รีบขับรถแล่นไปเพราะกลัวลูกระเบิด ผู้กำกับกิมหงวนบุกตะลุยลุกไล่เสือคำมาทางรถจี๊ปแลนด็โรเวอร์ ทุกครั้งที่เขาปล่อยหมัดออกไปถูกใบหน้าของเสือร้าย เจ้าแห้วกับ ส.ต.ต.ชิตต่างร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"นี่แน่ะ นี่แน่ะ"

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับกิมหงวนก็ถูกหมัดของขุนโจรหลายต่อหลายที ทุกครั้งที่เขาทำท่าล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบระเบิดมือออกมา กิมหงวนก็รีบชกต่อยอุตลุด

ในที่สุดเสือคำก็ล่าถอยมาจนถึงรถจี๊ปแลนด์โรเวอร์ เสี่ยหงวนเตะเสือร้ายด้วยเท้าขวา ถูกก้านคอเสือคำดังฉาด เสือสุรินทร์ยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก ถูกกิมหงวนซ้ำด้วยหมัดฮุคซ้ายอันเกรียงไกรที่ปลายคางอีกทีหนึ่ง ดาวร้ายผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาวอยู่ข้างรถจี๊ปคันนั้น ส.ต.ต.ชิต วิ่งเข้ามาทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอากุญแจมือสวมข้อมือเสือคำทันทีแล้วค้นตัว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้เจ้าแห้วคุมตัวพรรคพวกของเสือคำไว้ แล้ว พล นิกรและ ดร.ดิเรกเข้ามาหาเสี่ยหงวน ท่านเจ้าคุณยกมือตบบ่ากิมหงวนค่อนข้างแรง

"เก่งมากอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยืนนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มา แล้วเขาก็เป็นลมล้มลงสิ้นสติ เนื่องจากได้รับความเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป

"อ้าว" นิกรอุทานขึ้นดังๆ "อ้ายหงวนตายเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนหลับตาพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

"ยังไม่ตายโว้ย แต่เป็นลม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกกล่าวกับ ส.ต.ต.ชิต ว่า

"เธอกับอ้ายแห้วพาผู้ต้องหาสองคนไปโรงพักนางเลิ้งเดี๋ยวนี้ ถ้ากระโดดหนีก็ยิงทิ้งเลย พวกเราจะขึ้นแท๊กซี่ตามไป"

ส.ต.ต.ชิต รับคำสั่ง

"ครับผม ระเบิดมือกับปืนพกและมีดโกนนี่ล่ะครับ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เธอเอาไปด้วย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เจ้าแห้วกับ ส.ต.ต.ชิต ช่วยกันประคองเสือคำลุกขึ้น ต่อจากนั้นเสือคำกับเพื่อนของเขาก็ถูกบังคับให้มันขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปคันนั้น

เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาผู้ต้องหาทั้งสองคนมุ่งตรงไปสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งทันที คณะพรรคสี่สหายนั่งแท๊กซี่ติดตามไปในเวลาไล่ๆ กัน.

จบบริบูรณ์