พล นิกร กิมหงวน 091 : คงกระพัน

คาดิลแล็คเก๋งคันนั้นออกมาพ้นจากบริเวณเขตของสถานตากอากาศบางปู ในเวลาใกล้จะพบค่ำแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมึนเมาเล็กน้อย อาเสี่ยทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับท่านเจ้าคุณ พล นิกร และดร.ดิเรกนั่งอยู่หลังรถ การมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในวันอาทิตย์ ตั้งแต่บ่าย ๑๔.๐๐น. ทำให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ผ่อนคลายอารมณ์อันเคร่งเครียดจากธุรกิจตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

รถเก๋งขนาดบ้านของคนจนๆ วิ่งไปตามถนนลาดยางมุ่งไปทางสมุทรปราการด้วยความเร็วสูง

"วันนี้คุณหญิงแกงมัสมั่นไก่และยำใหญ่ สั่งให้พวกเรากลับไปกินข้าวบ้าน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหาย "นี่หกโมงกว่าแล้ว เราจะกลับไปทันเวลากินข้าวไหม อ้ายหงวน"

อาเสี่ยหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ทันครับ มือชั้นผมขับต้องทันแน่ๆ ถ้าไม่ไปถึงบ้านเราก็ไปถึงนรก"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯอุทาน "ไง๋พูดยังงั้นละโว้ย แกเมาหรือเปล่าถ้าเมาก็หยุดรถให้อ้ายพลมันมาขับแทนแก"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"เมาน่ะเมาครับ แต่ไม่ถึงกับเสียสติ โน่น ถึงโค้งมรณะแล้วผมจะเลี้ยวยกล้อให้ดู ที่นั่นรถคว่ำตายกันมาหลายรายแล้ว แต่นักขับรถเหล่านั้นล้วนแต่มือสวะ มันต้องอย่างผม คอยดูนะครับ"

"เฮ้" ดร.ดิเรกร้องลั่น "ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ยูจะต้องขับอย่างพายุบุแคมเช่นนี้ ประตูคุกเขาก็ปิดแล้ว"

เสี่ยหงวนเหยียบคันน้ำมันลงไปอีก คาดิลแล็คเก๋งแล่นเร็วขึ้นตามลำดับ พอถึงโค้งมรณะอาเสี่ยก็เลี้ยวแบบยกล้อ ทำให้สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายใจคว่ำไปตามกัน รถเก๋งคันงามหวุดหวิดจะตกถนน แต่มันก็แล่นไปได้ด้วยความสามารถของกิมหงวน นิกรถอนหายใจโล่งอก

"อ้ายเสี่ย อย่าเพิ่งให้เมียเราเป็นหม้ายเลยวะ ขนาด ๔๐ ไมล์ ก็ถึงบ้านทันเวลาอาหารค่ำถมไป"

กิมหงวนมองดูนิกรในกระจกมองหลังแล้วยิ้มให้

"๔๐ ไมล์น่ะ มันมือใหม่ใช้น้ำมันตราเต่าว่ะ ประเดี๋ยวผ่านหน้าเมืองสมุทรปราการแล้ว กันจะเหยียบ ๗๐ ไมล์พอถึงบ้านเลี้ยวยกล้อเข้าบ้านแล่นขึ้นไปบนตึกเข้าไปในห้องกินข้าวเลย"

คาดิลแล็คเก๋ง แซงขึ้นหน้ารถยนต์หลายต่อหลายคัน สักครู่ก็มาถึงสมุทรปราการ ความเร็วของรถช้าลงเล็กน้อยเมื่อถึงสามแยกหน้าเมือง เสี่ยหงวนก็บังคับรถเลี้ยวขวาบ่ายโฉมหน้ามุ่งตรงมากรุงเทพฯ ความเร็วของรถเร็วขึ้นตามลำดับ ดร.ดิเรกนั่งตัวแข็งตลอดเวลา ส่วนนิกรยกมือขึ้นกำพระรอดที่ห้อยคออยู่ พลางอาราธนาหลวงพ่อให้ช่วยคุ้มครอง

เข็มวัดระยะความเร็วชี้เลข ๖๐ ไมล์ต่อชั่วโมง และกำลังเพิ่มขึ้นทีละน้อย อาเสี่ยขับรถได้ดีเกินคาด ชั่วเวลาครู่เดียวรถก็ผ่านสำโรง และเกือบจะลอยข้ามสะพานสำโรงด้วยความเร็วของมัน

"เฮ้ยๆๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "ช้ากว่านี้หน่อยเถอะวะ อาจะเยี่ยวราดอยู่แล้ว ได้ยินไหมคนข้างถนนเขาร้องถามว่าพ่อแกเจ็บหนักหรืออย่างไร ขับอย่างนี้ถ้าคันส่งหลุดหรือยางระเบิดก็มีหวังไปเมืองผี"

"ก็ดีซีครับ เราเที่ยวโลกมนุษย์กันมามากแล้วควรทัศนาจรเมืองผีกันบ้าง"

ดร.ดิเรกร้องบอกเสี่ยหงวน

"ระวังนะโว้ย เด็กคนนั้นทำท่าจะวิ่งตัดหน้า"

เสี่ยหงวนกดแตรเสียงลั่น และลดความเร็วลงมาเหลือเพียง ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ถึงกระนั้นมันก็เร็วไม่น้อย อากาศเริ่มมืดขมุกขมัวลงบ้างแล้ว อาเสี่ยเอื้อมมือเปิดไฟหน้ารถจ้าแล้วกล่าวว่า

"เดี๋ยวก็ถึงพระโขนง รับรองว่าจะถึงบ้านก่อนทุ่มทันเวลากินข้าวแน่ๆ "

แสงไฟหน้ารถพุ่งไปไกล ยวดยานพาหนะที่สวนไปไม่ใคร่มี กิมหงวนมองเห็นแขกฮินดูคนหนึ่งนุ่งผ้าโจงกระเบนและไม่ได้สวมเสื้อ กำลังเดินอยู่ริมถนนด้านซ้ายเขาไม่ได้สนใจเท่าใดนัก และไม่คิดว่าชาวภารตะผู้นี้จะสร้างคดีอาญาให้เขา เมื่อคาดิลแล็คแล่นมาใกล้จะถึงตัวชาวฮินดูผู้นั้นก็วิ่งตัดหน้ารถเพื่อจะข้ามฟากไปอีกด้านหนึ่ง

กิมหงวนตกใจร้องอุทานออกมาดังๆ และหักพวงมาลัยไปทางขวา แต่ช้าเกินไป รถเก๋งคันงามของเขาพุ่งชนชาวฮินดูผอมโซคนนั้นล้มกลิ้ง และรถทับไปกลางตัวจนทุกคนรู้สึกว่ารถกระดอนขึ้น เสี่ยหงวนบิดพวงมาลัยกลับไปทางซ้ายตามเดิม และเหยียบห้ามล้อ เสียงยางรถครูดกับพื้นถนนดังลั่น คาดิลแล็คเก๋งหยุดนิ่งห่างจากร่างชาวฮินดูประมาณ ๓๐ เมตร

อาเสี่ยทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม งันงกตกใจแทบจะหมดความรู้สึก เขาก็เหมือนกับคนขับรถทุกๆ คนที่คึกคะนองในตอนขับ แต่เมื่อชนคนเข้าแล้วก็นึกถึงคุกตะรางกิมหงวนหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ฟัก เขาหันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วพูดเสียงเครือ

"แขกที่กันชนคงได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยใช่ไหม"

นิกรกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"เล็กน้อยกระผีอะไรล่า รถทับกลางตัวจนรถกระดอนขึ้นทั้งสองล้อรับรองว่าตายแหง"

อาเสี่ยร้องไห้ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา

"โธ่... กันไม่ควรคะนองมือเลย ความประมาทย่อมพาตัวไปสู่ตะราง อยู่นอกคุกก็สบายดีแล้วไม่ชอบ แกช่วยรับกับตำรวจหน่อยซิวะว่าแกเป็นคนขับ ไหว้ละวะ"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"อ้อ ดีนี่ฉันจะได้ติดคุก เรื่องนี้กันไม่เกี่ยวโว้ย กันเป็นแต่ผู้โดยสาร"

กิมหงวนสะอื้น เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตะราง

"หนีเถอะวะ ไม่มีรถสวนทางมาและไม่มีใครเห็นหรอก"

"โน" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "ชีวิตของแขกคนนั้นย่อมมีค่าและมีความหมายเท่าชีวิตของแก เมื่อแกชนแขกตายแกก็ต้องรับผิด ติดตะรางเสียทีแกจะได้จำไว้ว่าการขับรถด้วยความคะนองนั้น ถ้าไม่ติดคุกเพราะชนคนก็เสียเงินเพราะไม่ชนรถคนอื่นเขา เร็ว...ลงไปช่วยกันเอาศพแขกคนนั้นไปส่งโรงพยาบาล และไปแจ้งความให้ตำรวจเจ้าของท้องที่ให้เขาทราบตามระเบียบ"

เสี่ยหงวนค่อยๆ หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้า... คุณอารับว่าเป็นคนขับรถคันนี้แทนผมหน่อยได้ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"แล้วกัน จะให้ติดตะรางเมื่อแก่ละซี"

"เถอะน่า แล้วผมส่งเสียงคุณเอาเองครับ อาหารวันละสี่เวลา"

"ไม่เอาโว้ย" ท่านเจ้าคุณตะโกนลั่น

กิมหงวนชักฉิว

"ยังงั้นผมติดเองดีกว่า เรื่องตะรางยืมจมูกเขาหายใจไม่คล่องเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงหรือลูกเมียไม่เห็นมีหน้าไหนที่จะยอมติดคุกแทนเราได้สักคน" พูดจบกิมหงวนก็เข้าเกียร์ถอยหลังบังคับคาดิลแล็คเก๋งแล่นถอยหลังตรงไปยังร่างอันดำตะคุ่มของชาวภาระตะคนนั้น ซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่กลางถนน

พลร้องเอ็ดตะโรขึ้นทันที เมื่อเขาแลเห็นชาวอินเดียผู้นั้นลุกขึ้นนั่ง

"ไม่ตายโว้ย อ้ายหงวน ไม่ตายโว้ย ลุกขึ้นนั่งได้แล้ว"

กิมหงวนห้ามล้อพรืด มองผ่านกระจกหลังรถไปที่ร่างของชาวภารตะคนนั้น ซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนและก้มตัวลงปัดฝุ่นละอองตามผ้านุ่งของเขา

"ไอ้ย่า" อาเสี่ยอุทานด้วยภาษาบรรพบุรุษของเขา "ผีหลอกแน่ ถูกรถชนและทับไปกลางตัวอย่างนั้นไม่ตายลุกขึ้นมาได้มีอย่างที่ไหนวะ"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือแล้วจุ๊ปาก

"อย่าพึ่งทึกทักว่าเป็นผี ลงไปดูกันเถอะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงไปจากรถคาดิลแล็คเก๋ง ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง ชาวภารตะซึ่งมีอายุในวัยชราภาพ ก็เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายในท่าทางปกติ ไม่แสดงท่าทีว่าเขาได้รับความเจ็บปวดบอบซ้ำในการที่เขาถูกรถยนต์ชนและทับเขาเลย

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เมื่อชาวฮินดูผู้นั้นเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้า นิกรก็ขนลุกซู่และถอยหลังกรูดเพราะเข้าใจว่าชายชราคือผีปีศาจ

"บาบู" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "บาบูไม่ตายหรือนี่"

ชาวฮินดูผู้สูงอายุ เจ้าของใบหน้าที่มีหนวดและเครารุงรังยิ้มเห็นฟังขาว

"ตายทำมะไร๋ อีนี้รถโยนทับเรื่องเล็กน่ะนายจ๋า รถบดถนนหรือรถไปทับจั่นยังไม่เป็นไร"

"ฮ้า" พลร้องลั่น "บาบูพูดจริงๆ หรือนี่ บาบูได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง รถของเราชนบาบูกระเด็นไปไกลตั้งหลายเมตร และล้อด้านขวาทั้งล้อหน้าและล้อหลังทับบาบูจนรถกระดอนขึ้น"

"ถูกแล้วคร๊าบ อีนี้รถชนจั๋นและทับจั๋นน่ะนาย แต่จั๋นไม่เป็นอะไร ไม่เจ็บ ไม่ปวด ล้มลงไปแล้วจั๋นก็ลุกขึ้นได้รถทับแก้เมื่อยดีคะร๊าบ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยต์ตาเหลือกไปตามกัน นิกรกระซิบกับพลเบาๆ

"ผี ผีแน่ๆ มนุษย์ธรรมดาถูกรถยนต์ทับไม่ตายมีที่ไหนวะ เปิดเถอะเว้ยเรา"

"โน" ดร. ดิเรก ร้องขึ้นแล้วเดินเข้ามาหาชาวฮินดู "ขอโทษ ท่านนามว่ากระไรท่านอาจารย์ ผมมั่นใจเหลือเกินว่าท่านอาจารย์เป็นมนุษย์อภินิหาร และคงเป็นโยคีแน่ๆ ใช่ไหมครับ"

ชาวภารตะหัวเราะชอบใจ

"ถูกแล้วนายจ๋า อีนี้จั๋นชื่อกฤษณราชโยคีคะร๊าบ จั๋นชื่อมหาตมมะน่ะ"

พลหันมาถามนายแพทย์หนุ่ม

"มหาตมะหมายถึงอะไรหมอ"

ดร. ดิเรก ยิ้มเล็กน้อย สายตาของเขาที่มองดูชาวฮินดูชรา หรือท่านมหาตมะโยคีกฤษณราชนั้นเต็มไปด้วยความเคารพนับถือ

"มหาตมะแปลว่าผู้มีใจสูงหรือผู้มีอิทธิฤทธิ์ พวกเราอย่าตื่นเต้นแปลกใจอะไรเลย มันเป็นโชคอันมหาศาลของเราแล้ว ท่านผู้นี้เป็นบุคคลที่ควรเคารพนับถืออย่างยิ่งท่านคือโยคีหรือฤาษีผู้มีฤทธิ์เดช มีอิทธิปาฏิหาริย์ผิดมนุษย์เราก็ได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของท่านแล้ว ที่ท่านไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ในการที่อ้ายหงวนขับรถด้วยความเร็ว ๕๐ ไมล์ชนท่านและทับท่าน หากเป็นมนุษย์ธรรมดา ร่างกายก็คงเหลวแหลกตายคาที่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล นิกร กิมหงวนต่างยกมือไหว้โยคีชรา ในฐานที่เป็นผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิ ท่านมหาตมะรับไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีเจริญสุขทุกท่านคะร๊าบ"

กิมหงวนว่า "ผมเกือบจะเข้าคุกแล้ว เคราะห์ดีที่ผมชนท่านอาจารย์ ถ้าชนคนอื่นผมก็แย่เชียวครับ ท่านอาจารย์จะไปไหนต่อล่ะครับ"

"จั๋นจะไปวัดแขกถนนสีลมคะร๊าบ อีนี้จั๋นอาศัยอยู่ที่นั่น"

"เชิญขึ้นรถเราเถอะครับ เราจะไปส่งท่านอาจารย์"

เสี่ยหวนพูดอย่างพินอบพิเทา ใบหน้าของเขาชุ่มชื่นขึ้นผิดปกติ

สี่สหายกับเจ้าปัจจนึกฯ ต่างพาโยคีกฤษณราชมาที่รถคาดิลแล็คเก๋ง และให้ท่านขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ ดร. ดิเรก กับพล และเสี่ยหงวนขึ้นไปนั่งด้วย อาเสี่ยขอร้องให้นิกรขับรถแทนเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งตอนหน้ารถกับนิกร คาดิลแล็คเก๋งถูกสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์ เคลื่อนออกจากที่อย่างแช่มช้า แสงไฟหน้ารถส่องสว่างไปไกล

ดร. ดิเรก ได้สนทนากับท่านมหาโยคีอย่างสนิทสนม

"ท่านอาจารย์อยู่ที่วัดแขกนานแล้วหรือครับ"

"สามวันคะร๊าบ จั๋นอินเดียเพิ่งมาน่ะนายจ๋า"

"อ้อ...ท่านอาจารย์เพิ่งมาจากอินเดีย"

"คะร๊าบ จั๋นเดินมาจากพาราณสีน่ะ"

"โอ้โอ" เสี่ยหงวนร้องลั่นรถ "อาจารย์เดินย่ำต๊อกจากอินเดียมาถึงเมืองไทยเชียวหรือครับนี่"

"โอ...ทำมะไร๋เดินไม่ได้ใกล้นิดเดียว จั๋นอินเดียมาเดือนเดียวมาปากีสถานนายจ๋า ลงมาทางจิตตะกองคะร๊าบข้ามภูเขา ข้ามแม่น้ำ มาพม่า เข้าเมืองไทยทางเชียงใหม่แล้วเดินมากรุงเทพฯ"

พลชะโงกหน้ามองดูท่านโยคี ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

"บุกป่าฝ่าดงมาคนเดียว ท่านอาจารย์ไม่กลัวหรือครับ"

"กลัวทำมะไร๋ เสือช้างเป็นเพื่อนนั้นน่ะ งูตัวใหญ่ๆ กินนอนกับจั๋นน่ะ หมีตัวโตๆ เอาน้ำผึ้งมาให้จั๋นกินคะร๊าบช้างเอากล้วยมาให้ ลิงเอาผลไม้ป่ามาให้จั๋นคะร๊าบ แรดดุๆ ยังยิ้มให้จั๋นน่ะ"

ดร. ดิเรก ทำหน้าชอบกล

"อ้า...ท่านอาจารย์ครับ ประทานโทษเถอะครับผมสงสัยเหลือเกินว่า ทำไมท่านอาจารย์ถึงพูดภาษาได้"

โยคีกฤษณราชหัวเราะชอบใจ

"อีนี้ไม่ต้องสงสัยน่ะนายจ๋า เพื่อนโยคีของจั๋นคนหนึ่งเคยมาอยู่เมืองไทยคะร๊าบ ขายโรตี ขายถั่วมันๆ เฝ้ายามน่ะ ตอนหลังกลับอินเดียไปบวชเป็นโยคีเขาสอนให้จั๋นพูดภาษาไทยคะร๊าบ ภาษาไทยพูดง่ายกว่าภาษาแขกน่ะ ลิ้นไม่พันกันคะร๊าบ อีนี้ภาษาแขกพูดเร็วๆ ลิ้นพันกันยุ่งหมดนายจ๋า"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะลั่นรถ ขณะนี้รถแล่นมาเกือบถึงสะพานพระโขนงแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามโยคีกฤษณราชว่า

"ท่านอาจารย์จะมาจำพรรษาที่วัดแขกตลอดไปหรือครับ"

มหาโยคีสั่นศีรษะ

"เปล่าคะร๊าบ จั๋นไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่พักอาศัยน่ะนายจั๋นเดินอยู่ในกรุงเทพฯ พวกฮินดูเห็นเข้าก็ชวนจั๋นไปอยู่วัดแขก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้าเช่นนั้น ท่านอาจารย์ไปพักอยู่กับพวกเราเถอะครับ เราจะปรนนิบัติท่านอาจารย์อย่างดีที่สุด บ้านช่องของเรากว้างขวางมาก"

พลพูดขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

"นั่นน่ะซีครับ ท่านอาจารย์ ไปพักอยู่กับพวกเราดีกว่า ที่วัดแขกก็รู้สึกว่าคับแคบมีชามฮินดูพลุกพล่านตลอดวัน ไม่เหมาะที่ท่านอาจารย์จะสวดมนต์ภาวนา ถ้าไปพักอยู่กับเรา เราจะจัดที่สงบเงียบให้ท่านอาจารย์โดยเฉพาะ"

ท่านมหาโยคียกมือไหว้

"สาธุ อีนี้จั๋นขอบใจมากทุกๆ ท่าน ขอให้ทุกคนมีความสุขสวัสดีนายจ๋า เมื่อกรุณาจั๋นอย่างนี้จั๋นก็ยินดีไปพักด้วย จั๋นต้องการที่เงียบๆ สำหรับสวดมนต์ อาหารไม่สำคัญคะร๊าบ กินก็ได้ไม่กินก็ได้ บางทีหนึ่งเดือนจั๋นกินกล้วยสองใบพอแล้ว"

"ว้า" นิกรคราง "ถ้าเป็นผมก็คงตายไปนานแล้วล่ะครับ ท่านอาจารย์ไม่กินอาหารจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรล่ะครับ"

"จั๋นอยู่ได้ด้วยอำนาจจิตของจั๋น จั๋นบังคับจิตไม่ให้หิวมันก็ไม่หิว"

นิกรทำหน้าเบ้

"ผมเคยบังคับอย่างท่านอาจารย์เหมือนกันครับ บังคับมันไม่ให้หิว แต่พอเริ่มบังคับก็ลมออกหูท้องร้องจ๊อกๆ ทนไม่ไหว อ้า...ผมจะพาท่านอาจารย์ไปเอาเสื้อผ้าที่วัดแขกก่อนนะครับ"

กฤษณราชโยคีหัวเราะหึๆ

จั๋นมีผ้านุ่งผืนนี้ผืนเดียวนายจ๋า เสื้อไม่มี อะไรๆ ไม่มีทั้งนั้น ผ้านุ่งจั๋นก้อยากจะแก้ทิ้ง แต่กลัวตำรวจจับคะร๊าบ อยู่พาราณสีจั๋นแก้ผ้าสบายดี ลมพัดโกรกตลอดทั้งตัว ที่อินเดียตำรวจไม่จับ โยคีบางคนยืนแก้ผ้าอยู่หลายปี จนกลายเป็นหิน"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

โยคีผู้หญิงมีไหมครับท่านอาจารย์"

"มีคะร๊าบ แต่มีน้อย"

"แก้ผ้าหรือเปล่าครับ"

"แก้เหมือนกัน แต่แก้ในห้องน้ำไม่มีใครเห็นคะร๊าบแก้นอกถนนตำรวจจับ เพราะผู้คนมุงดูรถราเดินไม่ได้ แต่โยคีผู้ชายแก้ผ้าไม่มีใครสนใจน่ะนายจ๋า มองดูคล้ายๆ เปรตคะร๊าบ"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายก็ผลัดกันสัมภาษณ์ความเป็นมาของท่านมหาโยคีองค์นี้ กฤษณราชบอกว่าท่านถือเพศเป็นฤาษีหรือโยคีมา ๔๕ ปีแล้ว อายุของท่านขณะนี้ ๗๔ ปีบริบูรณ์ แต่ท่านอาจจะมีอายุถึงพันปีหรือหมื่นปีก็ได้ เพราะท่านเป็นผู้ชนะมฤตยู ชนะความเจ็บไข้ ชนะดินฟ้าอากาศ และชนะจิตใจตนเองด้วยอำนาจจิตหรือฌาณอันแก่กล้าของท่าน ท่านมหาโยคีว่า ท่านเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร มองเห็นทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต

ในที่สุดท่านก็กล่าวว่า

"อีจั๋นพูดไปเหมือนโกหกน่ะนายจ๋า แต่จั๋นมีปาฏิหาริย์มีอิทธิฤทธิ์จริงๆ อยากจะให้จั๋นแสดงอะไรให้ดูก็ได้"

นิกรยิ้มแป้น

"ถ้ายังงั้นท่านอาจารย์ลองทายซิครับว่า ในตัวผมมีเงินอยู่เท่าไร"

กฤษณราชโยคีจ้องมองดูนิกรสักครู่แล้วหัวเราะก๊าก

"โอ...อีนี้สตางค์เดียวไม่มีคะร๊าบ"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งโหยง

"ทำไมท่านอาจารย์รู้ล่ะครับ"

"อีนี้จั๋นมองด้วยฌาณวิถีของจั๋นน่ะนายจ๋า มองทะลุเห็นหมด จั๋นรู้ด้วยว่านายมีเงินแต่ไม่ชอบพกเงินน่ะ จริงไม่จริง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้กฤษณราชโยคีแล้วกล่าวว่า

"ท่านอาจารย์ครับ ท่านอาจารย์ลองทายซิครับว่าผมกำลังคิดอะไรในขณะนี้ ท่านอาจารย์ทายได้ไหมครับ"

"โอ...ทำมะไรทายไม่ได้ ทายไม่ได้ไม่ใช่มหาตมะคุณจ๋า ฮ่ะ ฮ่ะ จั๋นรู้ว่านายกำลังคิดจะขอยาปลูกผมจากจั๋นน่ะหรือม่ายก็ขอให้จั๋นใช้เวทมนต์คาถา เสกให้นายมีผมงอกมาคะร๊าบ"

สี่สหายหัวเราะครืน โดยเฉพาะเสี่ยหงวนไม่เพียงแต่หัวเราะอย่างเดียว ยังยาเท้าทั้งสองข้างกระทืบพื้นรถอีกด้วยเพื่อให้การหัวเราะเป็นไปอย่างถึงพริกถึงขิง ท่านเจ้าคุณทำหน้าเหยเกชอบกล แล้วท่านก็ยกมือไหว้โยคีกฤษณราช

"ถูกแล้วครับ ผมนับถือท่านอาจารย์มาก กรุณารับผมไว้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์สักคนนะครับ"

ท่านมหาโยคียิ้มเล็กน้อย

"อีจั๋นเป็นแขก แต่งตัวสกปรก หนวดเคราจั๋นรุงรัง เหม็นสาบ เป็นลูกศิษย์จั๋นไม่อายเขาหรือคะร๊าบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง

"ไม่อายหรอกครับผู้ที่มีวิชาความรู้อย่างท่านอาจารย์เป็นผู้ที่ควรเคารพนับถืออย่างยิ่ง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ท่านอาจารย์คงไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว"

"โอ...เมื่อปีกลายนี้จั๋นอาบแล้วนายจ๋า อาบน้ำบ่อยๆ ทำมะไร๋ อาบน้ำแล้วร่างกายสะอาดแต่จิตใจสกปรกมีประโยชน์อะไรคะร๊าบ อีนี้จั๋นเห็นว่าการชำระจิตใจของเราให้สะอาดสำคัญกว่า แต่งตัวสวยๆ ใส่น้ำอบหอมๆ จิตใจชั่ว แต่งตัวอย่างฉันแต่จิตใจสะอาด อย่างไหนจะดีกว่ากันคุณจ๋า"

สี่สหายต่างเลิกคิ้วแล้วพากันมองดูหน้ากัน คาดิลแล็คเก๋งผ่านพระโขนงไปแล้ว นิกรขับรถด้วยความระมัดระวังท่านมหาโยคีเป็นทั้งนักพรตและปรัชญาที่น่านับถือมาก ทำให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นอีก

จากสะพานพระโขนงราว ๑๐ นาที ก็ถึงบ้าน "พัชราภรณ์" นิกรบังคับรถเก๋งคันงามเลี้ยวขวามือข้างถนนเข้าไปในบ้านอย่างสง่าผ่าเผย ที่ตึกใหญ่แสงไฟส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน นายจอมทะเล้นขับรถตรงมาหยุดหน้าตึก พลกล่าวกับชาวภารตมะในวัยชราอย่างนอบน้อม

"นี่แหละครับ ท่านอาจารย์บ้านของพวกเรา เชิญขึ้นไปบนตึกเถอะครับ คุณพ่อและคุณแม่ของผมและภรรยาของพวกเราคงจะให้การต้อนรับท่านอาจารย์อย่างดีที่สุด"

"โอ...อีนี้บ้านของท่านสวยเกือบเท่าทัชมาฮาลในเมืองอักราคะร๊าบ ฮ่ะ ฮ่ะ จั๋นรู้แล้วนายจ๋าพวกท่านล้วนแต่เศรษฐี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ท่านมหาโยคี

"เป็นความจริงครับ พวกเราล้วนแต่เป็นเศรษฐีในเมืองไทย"

โยคีพยักหน้ารับทราบ

"อีนี้ท่านโงนมีมั่กม๊าก แต่ผมไม่มีน่ะนายจ๋า น่าสงสารจริงๆ "

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิวแต่แล้วก็พยายามสะกดกลั้นโทสะไว้ ต่อจากนั้นพล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก และท่านเจ้าคุณก็พากฤษณราชโยคีลงมาจากคาดิลแล็คเก๋ง และพาขึ้นไปบนตึก

ตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดกำลังนั่งพักผ่อนสนทนากันเงียบๆ อยู่ในห้องโถงโดยมีเจ้าแห้วนั่งพับเพียบเรียบร้อย คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างๆ เจ้าคุณกับคุณหญิงได้ยินเสียงรถยนต์แล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะรู้ว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาจากเที่ยวบางปู

เมื่อคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พามหาโยคีกฤษณราชเข้ามาในห้องโถง คุณหญิงวาดก็สะดุ้งสุดตัว เข้าใจว่าท่านมหหาตมะเป็นชาวฮินดูที่สี่สหายพามาเป็นแขกยามที่บ้าน "พัชราภรณ์" แทนแขกยามคนเก่าที่เพิ่งลาออกไปเมื่อเร็วๆ นี้ คุณหญิงวาดลืมตาโพลง แล้วเอ็ดตะโรลูกชายของท่าน

"อะไรกันนี่เจ้าพล แกไปพาแขกแก่ๆ โกโรโกโรกคนนี้มาเป็นแขกยามบ้านเรายังงั้นรึ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"แก่จวนจะเข้าโลงอยู่แล้วไปเอามาทำไมโว้ย พวกแกประคับประคองราวกับว่าอ้ายบังคนนี้เป็นคนสำคัญอย่างนั้นขืนเอามาเฝ้ายามบ้านเราอีก ไม่กี่วันเราก็ต้องช่วยทำศพให้มัน"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานอย่างนี้ อย่าว่าแต่จับขโมยหรือไล่ขโมยเลยครับ รับประทานเพียงแต่ขโมยแยกเขี้ยวใส่ก็เป็นลมไปแล้ว ว้า...รับประทานเนื้อตัวสกปรกเต็มทนขนจั๊กแร้ยาวตั้งวา"

พลปราดเข้ามาขยับเท้า จะเตะเจ้าแห้วทำให้เจ้าแห้วรีบยกมือขึ้นปิดป้องเป็นพัลวัน

"แกมันปากเสีย แล้วก็ผู้ใหญ่พูดอะไรมักจะชอบพูดสอดเสมอ คลานเข้าไปกราบท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์เสีย เร็วอย่าร่ำไรเดี๋ยวจะโดยกระทึบ"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทานคุณจะให้ผมกราบตาแขกขี้ฟันเขลอะ ขี้กรากขึ้นไปทั่วตัวคนนี้หรือครับ รับประทานกระทึบผมเถอะครับ ผมไม่กราบเด็ดขาด

โยคีกฤษณราชหัวเราะชอบใจ

"อีนี้ไม่จำเป็นต้องกราบจั๋นก็ได้นายจ๋า เสียเกียรติยศคะร๊าบ" พูดจบร่างของมหาโยคีก็ลอยขึ้นสูงจากพื้นห้องราวหนึ่งศอกด้วยบุญญาอภินิหาร หรือปาฏิหารย์ของท่าน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าแห้วตกตะลึงไปตามกัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบทรุดตัวลงนั่งประณมมือไหว้ แสดงความเคารพกฤษณราชโยคีจอมอิทธิฤทธิ์

สักครู่หนึ่งร่างอันชราภาพของโยคีกฤษณราช ก็ค่อยๆ ลอยลงสู่พื้นห้องโถงตามเดิม คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รีบเลื่อนตัวจากโซฟาคลานเข้ามากราบท่านมหาตมะทันที เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกคลานเข้ามากราบบ้าง

"ท่านอาจารย์เจ้าขา" คุณหญิงวาดพูดละล่ำละลัก

"กรุณายกโทษให้ลูกช้างเถอะนะคะ ลูกช้างเข้าใจผิดคิดว่าท่านอาจารย์เป็นแขกจนๆ ที่เดินร้องเพลงตามถนน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกศอกกระทุ้งคุณหญิงของท่านเบาๆ

"พูดกับท่านอย่างคนธรรมดา ไม่ต้องใช้คำว่าลูกช้างหรอก ท่านไม่ใช่เจ้าพ่อเจ้าป่าเจ้าเขา" แล้วคุณประสิทธิ์ฯ ก็ยิ้มให้ท่านมหาโยคี "เท่าที่ผมกับภรรยาของผมพูดล่วงเกินท่านอาจารย์ไปบ้าง กรุณายกโทษให้เถอะนะครับ"

มหาตมะกฤษณราชทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพรมปูพื้น

"อีนี้จั๋นไม่เคยโกรธใครน่ะนายจ๋า จั๋นยึดพรหมวิหารสี่ขอรับ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เจริญสุขทุกคนคะร๊าบ"

คุณหญิงวาดส่งให้เจ้าแห้ว ไปจัดน้ำมาถวายท่านมหาโยคี แล้วหันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ท่านอาจารย์มีอภินิหารผิดมนุษย์ ไปพบตัวท่านที่ไหนล่ะคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "พบตอนระหว่างสำโรงกับพระโขนงครับ คุณหญิง อ้ายหงวนขับรถมาด้วยความเร็วสูงเพื่อให้ทันเวลารับประทานอาหาร ท่านอาจารย์วิ่งตัดหน้ารถเลยถูกชนตูมเข้าให้กลิ้งข้าวเม่าไปหลายทอด ล้อหน้าและล้อหลังข้างขวายังทับกลางตัวท่านอีก"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"โถ...ตายคาที่เลยหรือคะ"

"ว้า" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอ็ดตะโร "ก็ท่านนั่งอยู่นี่เห็นทนโท่ คุณหญิงยังถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ว่าตายคาที่เลยหรือคะ"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ไม่ตายหรอกครับคุณแม่ ท่านลุกขึ้นมาได้และไม่ได้เจ็บปวดอะไรเลยด้วยอิทธิฤทธิ์ของท่านนั่นเอง ท่านเพิ่งมาจากอินเดียครับ เดินทางมาทางพม่าเข้าเมืองไทย ทางเชียงใหม่และพักอยู่ที่วัดแขกสีลม พวกผมอยากจะได้วิชาจากท่าน และอยากจะเห็นฤทธิ์เดชของท่าน ก็เลยนิมนต์ท่านมาพักอยู่กับเราที่นี่"

"ดีทีเดียวลูก ท่านคือผู้วิเศษ แม่จะให้การต้อนรับท่านอย่างดีที่สุด"

เจ้าแห้วนำน้ำเย็นแช่น้ำแข็งมาถวายโยคีกฤษณราช ท่านมหาตมะรับแก้วน้ำยกขึ้นดื่มเพียงเล็กน้อย แล้วคืนแก้วให้เจ้าแห้วไป ต่อจากนั้น สี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ก็สัมภาษณ์มหาโยคีอีก กฤษณราชเล่าให้ฟังว่าท่านบำเพ็ญพรอยู่ที่เขาหิมาลัยเป็นเวลารวมทั้งหมด ๔๐ ปี และมาท่องเที่ยวอยู่ที่เมืองพาราณสีอีก ๕ ปี จึงเดินทางมาประเทศไทยจะพักอยู่ในประเทศไทยสักสองสัปดาห์ แล้วเดินทางไป ลาว ญวน จีน ขึ้นธิเบต ย้อนกลับไปอินเดียสิ้นสุดการเดินทางที่ขุนเขาหิมาลัย ซึ่งท่านจะบำเพ็ญพรตอยู่ที่นั่น เพื่อหวังความสำเร็จผลในขั้นนิพพาน

มหาโยคีรับรองว่าในวันพรุ่งนี้ท่านจะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ชม แต่สี่สหายจะต้องพาท่านไปซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ในการแสดงบางอย่าง แล้วท่านก็ขอร้องว่าการแสดงของท่านนั้น ท่านไม่ต้องการให้คนนอกบ้านมีส่วนรู้เห็น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รับรองว่าท่านจะสั่งปิดประตูใหญ่นอกถนนห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างเด็ดขาด

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น อาเสี่ยกิมหงวนได้พาท่านมหาโยคีออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๘.๓๐ น. เพื่อไปหาซื้อข้าวของบางอย่าง สำหรับให้กฤษณราชโยคีแสดงอิทธิฤฤทธิ์ของท่าน และก่อนจะออกจากบ้านมหาตมะได้สั่งเจ้าแห้วให้เตรียมงานไว้หลายอย่าง

คณะพรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่และคนใช้ชายหญิงต่างตื่นเต้นไปตามกัน นันทา นวลละออ ประภาและประไพรับภาระในเรื่องจัดหาของขบฉันถวายท่านมหาโยคี ซึ่งท่านฉันแต่ผลไม้และดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนบุหรี่สูบบ้าง

ในราว ๑๐.๐๐ น. เศษ กิมหงวนก็พากฤษณราชโยคีกลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" โดยรถคาดิลแล็คเก๋ง เมื่อเสียงแตรรถยนต์ดังขึ้น คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ก็เฮโลกันออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน ประไพตั้งใจว่าหล่อนจะอ้อนวอนขอเลขท้ายสามตัว สลากกินรวบงวดวันพรุ่งนี้ให้จงได้

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดหน้าตึกใหญ่พอดี ทุกคนพากันลงมาที่รถในเวลาเดียวกับที่เสี่ยหงวน และท่านมหาตมะกฤษณราชลงมาจากรถเก๋งคันงามคันนั้น เจ้าแห้วอ้อมไปทางท้ายรถและเปิดหลังรถขึ้น

"เฮ้" เสี่ยหงวนร้องเอ็ดตะโร "อย่าพึ่งแตะต้องของในนั้น ตายนะโว้ยอ้ายแห้ว ในตะกร้าสานที่มีฝาปิดมีงูเห่าอยู่ ๓ ตัว"

ทุกคนสะดุ้งโหยงไปตามกัน เจ้าแห้วล่าถอยทันที

"รับประทานเอางูเห่ามาทำไมครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ท่านอาจารย์จะแสดงอิทธิฤทธิ์ของท่าน ให้พวกเราชมน่ะซี"

มหาโยคีเดินนำหน้าพากิมหงวนไปทางหลังรถ ทุกคนติดตามไปด้วย แต่เมื่อท่านผู้วิเศษยกตะกร้าใส่งูซึ่งมีฝาปิดเรียบร้อยออกมา คณะพรรคสี่สหายก็ล่าถอยโดยเฉพาะสี่นางต่างส่งเสียงหวีดว้ายไปตามกัน

จอมอิทธิฤทธิ์ วางตะกร้าลงบนพื้นดินแล้วเปิดฝาออก งูเห่าขนาดใหญ่รวม 3 ตัวสีดำมะเมื่อมซึ่งนอนขดอยู่ในตะกร้าได้ชูคอและลำตัวของมันขึ้นแผ่แม่เบี้ยทันที

คุณหญิงวาด กระโจนถอยหลังชนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เซถลาออกไป ทุกคนทำท่าจะเผ่นหนี ท่านมหาตมะโยคีหัวเราะเสียงลั่น

"โอ...กลัวมะไร๋น่ะนายจ๋า อีนี้งูกัดไม่เป็นไรอย่างมากตายเท่านั้น อินเดียงูเห่าชุมมั่กม๊าก"

แล้วกฤษณราชก็ก้มตัวลงเป่าพรวดไปที่งูเห่า ทำให้อสรพิษทั้ง ๓ ตัว รีบหดหัวลงไปขดตัวรวมกันอยู่ในตะกร้าตามเดิม กิมหงวนกล่าวกับนิกรเบาๆ

"ท่านอาจารย์ท่านแน่โว้ย เป่าคาถาพรวดเดียวงูเห่ากลัวลานไปเลย"

นิกรอมยิ้ม เขากระชิบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"สงสัยว่างูเห่ามันเหม็นขี้ฟันท่านอาจารย์มากกว่า ดูเหมือนในชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยใช้แปรงสีฟันเลย"

จอมโยคีก้มลงหยิบฝาตะกร้าปิดตะกร้าตามเดิม แล้วหันมากวักมือเรียกเจ้าแห้วให้เข้ามาหา

"เฮ้...อีนี้เอ็งยกตะกร้างูขึ้นไปบนตึกน่ะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"จะดีหรือครับท่านอาจารย์ รับประทานเคราะห์หามยามร้าย งูมันลอดหัวออกมาจากตะกร้ากัดผมเข้า รับประทานผมก็ตายเท่านั้น"

"งูที่ไหนน่ะ อีนี้มีแต่ตะกร้าเปล่าๆ นายจ๋า" พูดจบมหาตมะกฤษณราชก็ก้มตัวลงเปิดฝาตะกร้างูออก แล้วยิ้มให้ทุกๆ คน "เสียใจ งูไม่มีคะร๊าบ"

ท่านผู้ใหญ่กับสี่สหายและสี่นางกับเจ้าแห้วเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว การกระทำของท่านโยคีไม่ใช่มายากรหรือนักแสดงกล แต่มันเป็นไปด้วยอิทธิฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ของท่าน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

"อุ๊ยตาย" ประภาอุทานเบาๆ แล้วมองดูหน้าเพื่อนๆ ของหล่อน "ท่านอาจารย์ท่านเก่งอะไรอย่างนี้ท่านทำยังไงคะงูมันถึงหายไปได้"

นวลละออว่า "ดิฉันว่ามันยังอยู่ในตะกร้านั่นแหละค่ะ แต่ท่านใช้เวทมนต์ของท่านพรางตาเรา"

ทันใดนั้นเองนิกรได้เดินเข้ามาหาท่านอาจารย์ หรือโยคีกฤษณราช เขายกมือไหว้จอมอิทธิฤทธิ์อย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า

"ประทานโทษนะครับท่านอาจารย์ กรุณาอย่าหาว่าผมลองดีท่านอาจารย์เลยนะครับ ผมคิดว่าผมอาจจะแสดงได้อย่างท่านอาจารย์เหมือนกัน ส่งฝาตะกร้ามาให้ผมเถอะครับ"

โยคีกฤษณราชขมวดคิ้วเข้าหากัน

"อีนี้ทำได้"

"ครับ ผมคิดว่าผมทำได้"

มหาโยคีส่งฝาตะกร้าให้นายจอมทะเล้น แล้วหัวเราะชอบใจ

"ลองดูคะร๊าบจั๋นไม่อิจฉาใครน่ะนายจ๋า ใครทำมะไร๋ได้อย่างจั๋นจั๋นยินดีด้วย"

เสียงคุณหญิงวาดร้องดังขึ้นดังๆ

"อ้ายกร เสือกไปยุ่งกับงูเห่า ตายไม่รู้นะโว้ย"

นิกรอมยิ้ม เขาก้มตัวลงเอาฝาตะกร้าปิดตะกร้าไว้ ตามเดิม แล้วยกมือขวาขึ้นวนเวียนไปมาทำปากหมุบหมิบเหมือกับร่ายเวทวิทยา สักครู่นิกรก็ก้มลงหยิบฝาตะกร้าเปิดออก ทันใดนั้นเองทุกคนก็แลเห็นงูเห่าทั้ง ๓ ตัวขดอยู่ในตะกร้านั้น ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

ประไพตบมือหัวเราะลั่น

"เก่งมาก กรขา กรุงศรีอยุธยาของเราไม่สิ้นคนดีแน่นอน"

มหาโยคีนัยน์ตาเหลือก มองดูนิกรด้วยความเลื่อมใส

"โอ..อีนี้ท่านไปเรียนมาจากไหนนายจ๋า ฮ่ะ ฮ่ะ เก่งมั่กม๊ากน่ะ"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ได้เรียนหรอกครับท่านอาจารย์ ผมลองทำส่งเดชไปยังงั้นเอง" พูดจบนายจอมทะเล้นก็ก้มตัวลงเอาฝาตะกร้าปิดตะกร้าตามเดิม

กฤษณราชโยคีเอื้อมมือขวาเขี่ยแขนนิกร แล้วกล่าวว่า

"ทำให้จั๋นดูอีกทีคะร๊าบ ทำให้งูในตะกร้าหายไป"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ได้ซิครับ" แล้วเขาก็ยกมือขึ้นวนเวียนเหนือตะกร้านั้น และทำปากหมุบหมิบไปด้วย สักครู่ก็ก้มลงเปิดฝาตะกร้าขึ้น

งูเห่าสามตัวไม่ยอมหาย เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนร้องบอกนิกรด้วยเสียงหัวเราะ

"ลำบากนักก็อย่าไปสู้กับท่านอาจารย์เลยโว้ย"

นิกรเม้มปากแน่น ปล่อยฝาตะกร้าหล่นลงข้างเท้าของเขา แล้วยกเท้าขวากระทึบลงไปในตะกร้านั้นเต็มแรงด้วยความโมโหงูเห่าที่ไม่ยอมหายตัว งูเห่าตัวหนึ่งแผ่แม่เบี้ยหราฉกนิกรเฉียดหน้าแข้งไปนิดเดียว เคราะห์ดีที่นายจอมทะเล้นดึงขาออกมาทัน จึงรอดพ้นภัยจากเขี้ยวอย่างหวุดหวิด

มหาตมะกฤษณราชหัวเราชอบอกชอบใจ ท่านก้มลงหยิบฝาตะกร้าปิดตะกร้าแล้วเปิดออก ทันใดนั้นเองงูเห่าทั้ง ๓ ตัว ก็อันตรธานไปจากตะกร้าท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว ท่านผู้วิเศษปิดฝาตะกร้าไว้ตามเดิมแล้ว หันมาทางเจ้าแห้ว

"อีนี้เอ็งไม่ต้องกลัวนายจ๋า แบกตะกร้าขึ้นไปบนตึกได้แล้ว

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเฮือก

"แล้วงูไปอยู่ที่ไหนล่ะครับท่านอาจาย์"

"ประเดี๋ยวรู้น่ะ แต่ไม่ได้อยู่ในตะกร้าคะร๊าบ อีนี้จั๋นเป็นโยคีโกหกไม่ได้บาปมากๆ ซิ"

เจ้าแห้วยืนลังเลอยู่สักครู่ก็ยกตะกร้างูเห่าเดินขึ้นไปบนตึก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องเรียกคนใช้ชายหญิงของท่านซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่ห่างๆ ให้มาช่วยกันขนข้าวของอีหลายชิ้นที่เกี่ยวกับการแสดงอิทธิฤทธิ์ของมหาโยคีขึ้นไปบนตึก และอนุญาตในคนใช้ทุกคนขึ้นไปดูได้ แต่ห้ามส่งเสียงเอะอะ

ตะกร้างูและข้าวของต่างๆ ถูกนำมาวางกลางห้องโถงของบ้าน "พัชราภรณ์" ท่านมหาโยคีทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นห้อง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่กับเจ้าแห้วและพวกคนใช้ ต่างนั่งห้อมล้อม คุณหญิงวาดใจคอไม่ใคร่ดีนัก เตรียมเผ่นทุกโอกาสถ้ามีเหตุการณ์ที่น่ากลัวหรือน่าหวาดเสียวเกิดขึ้น

ข้างตะกร้างูมีถุงผ้าดิบหนึ่งถุง มีดดาบรูปลักษณะคล้ายดาบปลายปืน ยาวประมาณสองฟิตหนึ่งเล่ม เชือกมนิลาขนาดใหญ่หนึ่งขดยาวไม่เกิน ๕ เมตร ปี่แขกรูปคล้ายน้ำเต้าหนึ่งอัน หีบไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าหนึ่งหีบ พรมอิหร่านอย่างดีหนึ่งผืนกว้าง ๓ ฟิต ยาว ๖ ฟุต ม้วนไว้เรียบร้อย นอกจากนี้ก็มีสิ่งเครื่องใช้กระจุกกระจิกอีกหลายอย่าง ประมาณ ๒๐ ชิ้น นับตั้งแต่กลองใบเล็กๆ มีหูลูกตุ้มสองข้าง

โยคีกฤษณราชเริ่มต้นแสดงอิทธิปาฏิหาริย์โดยไม่มีการกล่าวอารัมภบท แบบแสดงปาหี่แถวสนามหลวง ท่านมหาตมะหยิบกลองหูลูกตุ้มขึ้นมาเขย่าเสียงดังชอบกลคล้ายๆ ลองพวกจีนรับย้อมผ้า ท่านเขย่ากลองอยู่สักครู่ก็วางกลองลงแล้วกล่าวถามคุณหญิงวาด

"อีนี้คุณหญิงบอกจั๋นหน่อยได้ไหมคะร๊าบ งูเห่าสามตัวอยู่ที่ไหน"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ดิฉันไม่อาจจะทราบได้หรอกค่ะ ก็เห็นมันอยู่ในตะกร้าใบนั้นดีๆ พอท่านอาจารย์ปิดฝาแล้วเปิดออกงูมันก็หายไป"

กฤษณราชหัวเราะ

"อยู่ในถุงนี่เองคะร๊าบ" พูดจบจอมโยคีก็ล้วงมือลงไปในถุงผ้าใบ หยิบงูเห่าออกมาตัวหนึ่งวางลงบนพื้นห้องใครต่อใครรีบถอยออกห่างทันที แต่งูเห่าตัวนั้นนิ่งเฉยท่านมหาโยคีล้วงถอยออกมาอีกทีละตัว พอครบสามตัวท่านก็กล่าวว่า "อีนี้จั๋นจะให้งูเต้นร็อคให้ดู นายจ๋าเป่าปี่ให้มันฟังคะร๊าบ"

จอมอิทธิฤทธิ์หยิบปี่รูปลักษณะคล้ายน้ำเต้าขึ้นเป่าเสียงเจื้อยแจ้ว งูเห่าทั้งสามตัวชูลำตัวขึ้นแผ่แม่เบี้ยส่ายหัวไปมามันเป็นภาพที่น่ากลัวและน่าดูอย่างยิ่ง ท่านเป่าอยู่สักครู่ก็วางปี่ลง งูเห่าทั้งสามตัวค่อยๆ ลดตัวลง เสี่ยหงวนถือวิสาสะเอื้อมมือมาหยิบปี่ขึ้นพิจารณาดู แล้วยกขึ้นเป่าเพลงต่อยมวยเสียงลั่น

ทันใดนั้นเองงูเห่าทั้งสามตัวก็เลื้อยปราดเข้ามาหาเสี่ยหงวน และชูคอขึ้นแม่เบี้ยห่างจากใบหน้าของอาเสี่ยไม่ถึงคืบ กิมหงวนนัยน์ตาเหลือกอกสั่นขวัญแขวน ท่านมหาโยคีมองดูอาเสี่ยแล้วเอ็ดตะโร

"เฮ้...เป่าเรื่อยไปน่าจ๋า อีนี้หยุดเป่างูกัดทันทีกะร๊าบเป่าเรื่อยไป"

อาเสี่ยรักตัวกลัวตาย ก็ลอยหน้าลอยตาเป่าปีจนแทบจะหายใจไม่ทัน งูเห่าทั้งสามตัวส่ายหัวและขยับคอไปมาเข้าจังหวะปี่อย่างสนุกสนาน ใครต่อใครต่างหัวเราะกันลั่นห้อง ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้ว ว่าเสียงหายลงลูกคอเอิ๊กๆ

ยิ่งเป่างูก็ยิ่งยื่นหน้าเข้าไปใกล้เสี่ยหงวน มันแลบลิ้นแผล็บๆ น่าหวาดเสียวยิ่ง กิมหงวนเป่าปี่เพลงมวยดังอยู่ราว ๑๐ นาที เสี่ยหงวนก็หมดแรง ปล่อยปี่หลุดจากมือแล้วล้มลงนอนตะแคงบนพื้นห้อง มหาตมะกฤษณราชเอื้อมมือเข้ารวบงูเห่าทั้งสามตัว เก็บใส่ไว้ในตะกร้าซึ่งเปิดฝาทิ้งไว้ อสรพิษไม่ได้แสดงท่าดุร้ายต่อท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์เลยกิมหงวนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างหวาดหวั่น

คุณหญิงวาดถอนหายใจอย่างโล่งอก

"น่าหวาดเสียวเหลือเกิน" ท่านปรารภเบาๆ "นึกว่าพ่อหงวนถูกงูกัดตายเสียแล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโถง ดร.ดิเรกแสดงความสนใจในอิทธิปาฏิหาริย์ ของท่านมหาโยคีเป็นอย่างยิ่งขณะนี้กฤษณราชโยคีได้ยกหีบไม้มาตั้งข้างหน้าท่าน แล้วเปิดฝาหีบออก

"เห...ดูหีบนี่นานายจ๋า อีนี้ในหีบไม่มีอะไรเลยคะร๊าบไม่ใช่เล่นกลจั๋นทำได้ด้วยเวทมนต์ของจั๋นประเดี๋ยวนี้จะมีพังพอนหนึ่งตัว" แล้วท่านก็ยิ้มให้นิกร "รู้จักพังพอนไหมครับ"

"อ๋อ...รูปร่างคล้ายๆ กิ้งก่าใช่ไหมครับ"

ท่านอาจารย์ทำคอย่น

"นั่นจิ้งเหลนคะร๊าบ พังพอนคล้ายๆ ชะมดน่ะ จั๋นจะให้งูเห่ากับพังพอนสู้กัน"

แล้วมหาโยคีก็ค่อยๆ ปิดฝาหีบไม้ใบนั้น ในราว ๑๐ วินาทีท่านก็เปิดฝาหีบออก ทุกคนตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าวเมื่อแลเห็นพังพอนตัวหนึ่งปรากฎในหีบใบนั้นสี่นางทำตาโตไปตามกัน และชมเปาะในอิทธิฤทธิ์ของท่านมหาตมะผู้นี้กฤษณราชอุ้มพังพอนออกจากหีบใบนั้น เจ้าแห้วยกมือไหว้ท่วมหัวแล้วพูดพึมพำออกมาว่า

"เจ้าประคุณเอ๋ย รับประทานเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งได้เห็นผู้วิเศษคราวนี้ น่านับถือท่านเหลือเกิน"

มหาโยคีลูบศีรษะพังพอนด้วยความปรานี แล้ววางมันลงบนพื้น ท่านเอื้อมมือจับงูเห่าตัวหนึ่งออกมาจากตะกร้าทันใดนั้นเองงูเห่าก็ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ยเตรียมพร้อมที่จะฉกกัดพังพอน ซึ่งเหมือนกับศัตรูคู่อาฆาตของมัน พังพอนตั้งท่าจะเข้าตะครุบด้วยชั้นเชิงของนักสู้ พองูฉกมันก็เอี้ยวตัวหลบและหลอกล่องูเห่าน่าดู เรียกเสียงเฮฮาลั่นห้องโถง นิกรแบมือท้าพนันลั่น

"ต่อพังพอนสองเอาหนึ่งเสมอเป็นแพ้เอ้า"

งูเห่าปราดฉกอีก พังพอนหลบอย่างหวุดหวิด ท่าทางที่มันหลบงูนั้นมันทำเหมือนเล่นๆ ไม่ได้มีความหวาดกลัวงูเห่าเลย มันปล่อยให้งูเห่าฉกมันไม่ต่ำกว่า ๑๐ ครั้ง แต่ไม่ปรากฏว่างูฉกถูกมันแม้แต่ครั้งเดียว และแล้วเมื่องูเห่าก้มหัวลงมาฉกมัน พังพอนก็ปราดเข้าขย้ำคองูเห่ากัดฟัดไปมา งูเห่าพยายามใช้ลำตัวของมันรัดร่างพังพอนแต่พังพอนเฉลียวฉลาดว่องไวกว่าจึงไม่เป็นผล เพียงครู่เดียวเท่านั้นงูเห่าก็สิ้นฤทธิ์และสิ้นใจตาย มันถูกพังพอนกัดคอหอยรุ่งริ่งเกือบขาด

กฤษณราชโยคีจับพังพอน ยัดใส่ไปในหีบไม้ตามเดิม และเอาศพงูเห่าใส่ลงไปในหีบไม้ใบนั้นด้วย ท่านปิดฝาหีบทิ้งไว้สักครู่ หยิบกลองสายลูกตุ้มเล็กๆ ขึ้นเขย่าแล้ววางกลองลงเปิดฝาหีบขึ้น ความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจบังเกิดขึ้นแก่คนดูอีก เมื่อทุกคนแลเห็นหีบใบนั้นปราศจากงูและพังพอน ภายในหีบว่างเปล่า

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้องโถง มหาตมะกฤษณราชจอมอิทธิฤทธิ์หยิบฝาตะกร้าปิดตะกร้างูเห่า ซึ่งนอนขดตัวอยู่ในตะกร้าอีกสองตัว ท่านมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"งูเห่ากัดคนตายคะร๊าบ แต่โยคีงูไม่กัด อีนี้จั๋นปล่อยงูไปหมดแล้ว" พดจบท่านก็เปิดฝาตะกร้าขึ้น

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที งูเห่าสองตัวในตะกร้าใบนั้นหายไปแล้ว มายากลผู้ยิ่งใหญ่ของโลกก็ไม่สามารถที่จะแสดงได้อย่างนี้ เพราะท่านกฤษณราชโยคีแสดงด้วยอิทธิฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ของท่าน ส่วนนักแสดงกลแสดงจากความว่องไวของเขา จึงเปรียบเทียบกันไม่ได้

คนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างยกมือไหว้ท่านมหาโยคีไปตามกัน คุณหญิงวาดกล่าวถามขึ้นอย่างหวาดๆ ว่า

"ท่านอาจารย์คะ งูเห่าที่หายไปน่ะมันป้วนเปี้ยนอยู่ที่บ้านของดิฉันหรือเปล่าคะ"

ท่านอาจารย์สั่นศีรษะแล้วหัวเราะ

"ไม่มีคะร๊าบคุณหญิง จั๋นรับรองน่ะ อีนี้มันกลายเป็นปรมาณูไปแล้วด้วยเวทย์มนต์ของจั๋น ไม่ต้องกลัวคะร๊าบทั้งงูและพังพอนกลายเป็นอากาศธาตุแล้ว อีนี้ไม่ใช่เล่นกล"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แสดงชุดต่อไปเถอะครับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ทำให้ผมตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจมาก"

"โอ...ชุดอื่นๆ ดีกว่านี้นายจ๋า"

โยคีกฤษณราช หยิบดาบที่มีลักษณะคล้ายดาบปลายปืนของทหารแต่ยาวกว่าขึ้นมาถือ และดึงมันออกมาจากฝัก ดาบเล่มนั้นขาวคมน่ากลัว มหาโยคีแลบลิ้นออกมานอกปากจนยาวเฟื้อย แล้วยกดาบขึ้นทำท่าจะเฉือนลิ้นของท่าน ประไพร้องสุดเสียง

"ว้าย อย่าค่ะท่านอาจารย์คะ ท่านอาจารย์จะตัดลิ้นหรือคะนั่น"

มหาตมะกฤษณราชยิ้มให้เมียรักของนิกร

"ถูกแล้วคุณผู้หญิงจ๋า อีนี้จั๋นจะตัดลิ้นออกมาแล้วต่อไว้ตามเดิม ที่เขาเล่นกลเขาโกหกเขาใช้ลิ้นปลอมตัดไม่จริงคะร๊าบ จั๋นตัดจริงๆ "

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คิดเสียให้ดีนะครับท่านอาจารย์ ตัดลิ้นน่ะถึงตายนะครับ ผมเป็นหมอก็จริงแต่ผมอาจจะช่วยท่านอาจารย์ไม่ได้"

ท่านมหาโยคีหัวเราะชอบใจ

"แต่ไม่เป็นไรน่ะนายจ๋า อีนี้ตัดตัวออกเป็นท่อนๆ สับเป็นหมูบะช่อจั๋นยังไม่ตายน่ะ เป็นโยคีต้องเก่งต้องอดทนคะร๊าบ" พูดจบท่านมหาโยคีก็แลบลิ้นออกมาอีกและยกดาบขึ้น

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่นั่งนิ่งเฉยเหมือนเป็นรูปหุ่น พวกคนใช้ชายหญิงนึกเสียวไส้ไปตามกัน โยคีกฤษณราชใช้ดาบเชือดเฉือนลิ้นของท่านออกทีละน้อย โลหิตไหลแดงเถือกไปทั้งปาก สี่นางและคุณหญิงวาดกับพวกสาวใช้ต้องเบือนหน้าหนีไปตามกัน จอมอิทธิฤทธิ์เฉือนลิ้นจนขาดแล้วหยิบลิ้นชิ้นที่ขาดวางลงบนพื้น นิกรคลานเข้ามาหยิบดูแล้วทำหน้าเบ้

"อ้าปากหน่อยซิครับท่านอาจารย์"

มหาโยคีอ้าปาก และแลบลิ้นที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวออกมา ท่านหยิบลิ้นที่ตัดออกยกขึ้นติดตามรอยแผลพอหดลิ้นเข้าไปแลบออกมาลิ้นของท่านก็ติดตามเดินมองไม่เห็นรอยต่อ แลเห็นแต่เลือดสีแดงเข้มเต็มปาก

กฤษณราชแสดงอิทธิฤทธิ์ของท่านต่อไป ท่านแหงนหน้ามองดูเพดานแล้วอ้าปากกว้าง ยกดาบเล่มนั้นสอดใส่เข้าไปในปากอย่างรวดเร็วจนถึงด้าม สักครู่ก็ชักดาบออกมาแล้วยิ้มให้ผู้ดูทุกๆ คน

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้อง ท่านมหาโยคีส่งดาบให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"อีนี้นายแสดงให้จั๋นดูบ้างซีคะร๊าบ"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ"

"ให้ผมตัดลิ้น..."

"ไม่ต้องตัดก็ได้ กลืนดาบอย่างเดียวก็ได้น่า"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ

"คอหอยผมก็บรรลัยเท่านั้นเอง ดาบยาวตั้งวากลืนเข้าไปได้หรือครับท่านอาจารย์ โอย...ท่านอาจารย์แน่เหลือเกินครับ ท่านอาจารย์ลองเสกให้อ้ายกรเป็นหมาได้ไหมครับ"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "แล้วมันเรื่องอะไรล่ะโว้ยอยู่ดีๆ จะให้กันเป็นหมา"

ท่านมหาโยคีหัวเราะเห็นฟันขาว ท่านกล่าวกับอาเสี่ยอย่างกันเอง

"ทำมาไร๋เสกไม่ได้ เสกคนให้เป็นหมาเป็นอะไรได้ทั้งนั้นคะร๊าบ"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ท่านอาจารย์ขา เสกดิฉันให้เป็นสาวได้ไหมคะไม่ต้องมากหรอกค่ะ ให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งขนาดผู้หญิง ๔๐ ปีก็ยังได้ ดิฉันจะได้มีโอกาสเต้นร็อคกับเขาบ้าง"

"โอ...เปลี่ยนสังขารทำไม่ได้คะร๊าบ อีนี้คนเราต้องร่วงโรยไปตามวัยเหมือนกันหมด"

ท่านมหาตมะกฤษณราชเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ของท่านต่อไป ท่านนั่งหลับตาประนมมือบริกรรมร่ายเวทอยู่สักครู่ก็ลืมตาขึ้น ทันใดนั้นเองทุกคนก็ได้เห็นความประหลาดมหัศจรรย์ใจเกิดขึ้นอีก เชือกมนิลาขดนั้นที่กองอยู่กลางห้องเบื้องหน้าท่านโยคีเริ่มกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวได้ และแล้วปลายเชือกก็ค่อยๆ ตั้งสูงขึ้นเป็นเส้นตั้งฉากทีละน้อยมันสูงขึ้นไปจนกระทั่งเกือบติดเพดานห้อง จึงหยุดการเคลื่อนไหว

ดร.ดิเรกสนใจและตื่นเต้นเป็นที่สุด เขาคลานเข้ามาจับเชือกมนิลาเส้นนั้น แล้วมองหน้ากฤษณราชโยคี

"ท่านอาจารย์ทำอย่างไรครับ เชือกเส้นนี้แข็งเหมือนกับท่อนเหล็ก และมันทำไมจึงเคลื่อนไหวได้"

มหาโยคียิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ด้วยอำนาจจิตของจั๋นน่ะหมอจ๋า อีนี้หมอทดลองดูได้คะร๊าบ ไต่เชือกขึ้นไปและไต่ลงมา รับรองว่าเชือกแข็งแรงพอรับน้ำหนักหมอได้"

ดร.ดิเรกลุกขึ้นยืนยกมือทั้งสองจับเชือกแล้วไต่ขึ้นไปตามเชือกเส้นนั้น สี่นางหัวเราะชอบใจไปตามกันพลคลานเข้ามายกมือไหว้จอมฤษีแล้วกล่าวว่า

"อย่าหาว่าผมลองภูมิเลยครับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์เสกให้เชือกมนิลาเส้นนี้กลายเป็นงูได้ไหมครับ"

"โอเสกเป็นงูเรื่องเล็กนายจ๋า เสกให้เชือกหายไปเลยดีกว่า"

"เอาซีครับดีเหมือนกัน" พลพูดยิ้มๆ

จอมอิทธิฤทธิ์ลืมนึกไปว่า ดร.ดิเรกกำลังเกาะอยู่บนปลายเชือกและโบกมือให้สี่นางอย่างสนุกสนาน กฤษณราชฤษียกมือขวาวนเวียนไปมาที่กองเชือกแล้วเป่ามนต์ไปทันใดนั้นเองเชือกมนิลาทั้งขดก็หายวับไปกับตา

เมื่อไม่มีเชือก ร่างของนายแพทย์หนุ่มก็ลอยละลิ่วหล่นลงมากลางพื้นห้องในท่าต่างๆ กัน ดร.ดิเรกร้องสุดเสียง

"พลัก...อ๋อย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ท่านอาจารย์คลานเข้าไปประคองนายแพทย์หนุ่มให้ลุกขึ้นนั่ง

"โอ...เสียใจมั่กมากน่ะหมอจ๋า อีนี้จั๋นลืมไปว่าหมออยู่บนเชือก ขอโทษทีคะร๊าบ"

นายแพทย์หนุ่มสูดปากลั่น คุณหญิงวาดหัวเราะจนน้ำหมากไหล ท่านมหาโยคีเสกเชือกมนิลาขดนั้นให้ทุกคนมองเห็นเหมือนเช่นเดิม แล้วบังคับให้เชือกหดลงมาด้วยเวทมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว

"ท่านอาจารย์เป็นผู้วิเศษที่มีอิทธิฤทธิ์เหมือนมนุษย์ธรรมดานะครับ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวชมด้วยน้ำใสใจจริง "ท่านอาจารย์จะกรุณาบอกผมได้ไหมครับว่าท่านอาจารย์มีวิธีเล่าเรียนปาฏิหาริย์เหล่านี้ได้อย่างไร"

มหาโยคียิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เรียนด้วยจิตน่ะเจ้าคุณ อีนี้จั๋นต้องทรมานตัวเองเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีคะร๊าบ นั่งตากแดดตากฝนภาวนาจิต บางทีก็ยืนเท้าเดียวคะร๊าบ ในที่สุดจั๋นก็เอาชนะจิตใจจั๋นได้ บังคับอะไรๆ ได้ทั้งนั้น จั๋นเรียนตามหลักโยคะเจ้าคุณ เรียกลมเรียกฝนได้ ทำได้ทุกอย่าง แต่ถ้าผิดศีลธรรมจั๋นไม่ทำ"

นันทาพูดขึ้นเสียงแจ๋วๆ

"แสดงต่อไปเถอะค่ะท่านอาจารย์คะ พวกดิฉันเลื่อมใสศรัทธาเหลือเกิน เกิดมาเป็นตัวเป็นตนก็เพิ่งได้เห็นผู้วิเศษในคราวนี้"

มหาโยคีแก้ห่อกระดาษสีน้ำตาลห่อหนึ่งออก ในห่อมีตะปูขนาดสองนิ้วประมาณหนึ่งกิโลกรัม กฤษณราชฤาษีมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"ช่วยกันเอาฆ้อนตอกตะปูตามตัวจั๋นคะร๊าบ ตอกตรงไหนได้ทั้งนั้นนายจ๋า ที่หัวจั๋นก็ได้"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"เอ...เอาตะปูตอกหัวท่านอาจารย์ๆ ก็ตายน่ะซีครับดีไม่ดีพวกผมก็จะพลอยติดคุกไปตามๆ กัน"

มหาตมะเลื่อนตัวไปนั่งกลางวง

"จั๋นรับรองว่าจั๋นไม่ตาย เอามือเอาปืนมาทดลองได้แต่เอาตะปูตอกหัวจั๋นก่อนนายจ๋า ตอกเสร็จแล้วช่วยเอาปากนกแก้วถอนตะปูออกให้ด้วย แล้วใครจะเอาอาวุธอะไรมาทดลองจั๋นได้นะคะร๊าบ"

ดร.ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"กันลองเอง กันอยากจะรู้นักว่าท่านอาจารย์ทนได้อย่างไร ในเมื่อกันเอาตะปูขนาดสองนิ้วตอกลงไปในศรีษะของท่าน เพราะตะปูมันจะถูกสมอง และตามปกติหากทำเช่นนี้ผู้ถูกทำจะต้องตายร้อยเปอร์เซ็นต์"

มหาโยคีลืมตาโพลง

"ตายทำมะไร๋หมอจ๋า โยคีไม่ตายน่ะลองดูน่ะดูได้นะคะร๊าบ ไม่ต้องเกรงใจจั๋นนะหมอ"

ดร.ดิเรกเอื้อมมือหยิบฆ้อนขึ้นมาถือกระชับมันไว้ในมือ แล้วเอื้อมมือซ้ายคว้าตะปูในห่อกระดาษขึ้นมาสามสี่ตัว เขายกมือไหว้กฤษณราชฤษีแล้วกล่าวว่า

"ประทานโทษนะครับท่านอาจารย์ ผมไม่ได้ลองดีท่านอาจารย์หรอกครับ แต่ผมอยากจะเห็นอิทธิฤทธิ์ของท่านอาจารย์เท่านั้น และผมต้องขอโทษถ้าหากว่าผมได้ล่วงเกินท่านอาจารย์ไปบ้างโดยไม่ได้เจตนา"

ท่านมหาโยคียิ้มแป้น

"อีนี้ไม่ต้องขอโทษ เอาเลยนะคะร๊าบ ตอกตะปูที่หัวจั๋นตรงไหนๆ ได้ทั้งนั้นล่ะนายจ๋า"

ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงนั่งนิ่งเฉยแทบจะไม่หายใจ ดร.ดิเรกเปลี่ยนท่านั่งเป็นท่าคุกเข่า มือซ้ายวางตะปูตัวหนึ่งลงกลางกบาลท่านมหาตมะ มือขวาขยับฆ้อน คุณหญิงวาดทำหน้าเหยเกเหมือนกับจะร้องไห้

"พ่อดิเรก...เสียวไส้จัง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯดุภรรยาของท่าน

"เสียวไส้ก็อย่าดูซี"

"ก็อยากดูนี่คะ"

"อยากดูก็ต้องทนเสียวไส้เอา นั่งเฉยๆ เถอะน่า คุณหญิงอย่าพูดอะไรมากเลย ตอนนี้เป็นตอนที่ฉันตื่นเต้นสนใจมาก ฉันอยากจะรู้ว่าท่านอาจารย์จะทนได้อย่างไรเมื่อตะปูถูกตอกลงไปในกะโหลกศรีษะของท่าน"

นายแพทย์หนุ่มจดๆ จ้องๆ อยู่สักครู่ก็ยกฆ้อนขึ้นตอกตะปูตัวนั้นค่อนข้างแรงเสียงดังฉึก ตะปูสองนิ้วตำเข้าไปในกะโหลกศรีษะท่านมหาโยคีเกือบครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมา สี่นางกับคุณหญิงวาดทำหน้าเบ้ไปตามกัน นวลละออทำท่าเหมือนจะเป็นลม ดร.ดิเรกตอกตะปูลงไปอีกจนเกือบมิด

"เป็นยังไงบ้างครับท่านอาจารย์" นายแพทย์หนุ่มถามเสียงเบาๆ

"สบายดีนะนายจ๋า เจ็บๆ คันๆ นะคะร๊าบ"

ดร.ดิเรกหยิบตะปูอีกตัวหนึ่งวางลงบนหน้าผากท่านมหาโยคีแล้วยกฆ้อนตอกเต็มแรง ตะปูฝังลึกเข้าไปในหน้าผากของท่านมหาตมะ อันเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวเหลือที่จะกล่าว ประไพหลับตาปี๋แล้วร้องตะโกนลั่น"

"ว้าย ดูไม่ได้ หวาดเสียว"

ดร.ดิเรกวางฆ้อนลง แล้วก้มลงกราบที่ตักมหาโยคีผู้มีอิทธิฤทธิ์แสดงความเคารพนับถืออย่างสูงสุด

"โอ ท่านอาจารย์เลิศมนุษย์แล้วครับ"

กฤษณราชโยคียิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"อีนี่จั๋นไม่ได้เจ็บปวดเลยนะคะร๊าบ ใจจั๋นคิดว่าไม่เจ็บมันก็ไม่เจ็บนะนายจ๋า ใครอยากจะทดลองเอาตะปูตอกตัวจั๋นเชิญได้"

กิมหงวนกับนิกรคลานแข่งกันเข้ามาหาทันที อาเสี่ยหยิบฆ้อนและตะปูดอกหนึ่งขึ้นมา เขามองดูหน้าจอมนักพรตแล้วกล่าวว่า

"ตอกตรงไหนละคะร๊าบท่านอาจารย์"

"ตามใจคะร๊าบ ตรงไหนได้ทั้งนั้นนายจ๋า"

เสี่ยหงวนนิ่งคิด

"ตอกที่ลูกนัยน์ตานะครับ"

กฤษณราชสะดุ้งเฮือกรีบโบกมือห้ามทันที

"นัยน์ตาหรือทวารต่างๆ ตอกไม่ได้คุณจ๋า ตอกได้ตามร่างกายเท่านั้น แขนตอกได้ ขาตอกได้ หน้าอกหลังตอกได้คะร๊าบ อีนี้ทวารห้ามตอก ขืนตอกที่นัยน์ตาจั๋นก็ตาบอดเท่านั้น"

กิมหงวนหันมาทางนายจอมทะเล้น

"แกคอยส่งตะปูให้กันทีละตัวกันจะตอกเอง พอกันเมื่อยมือแกตอกบ้าง นึกว่าวันนี้เราเป็นช่างไม้สักวันเถอะวะ"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย ต่อจากนั้นเสี่ยหงวนก็เริ่มตันตอกตะปูบนใบหน้าของท่านมหาโยคี ตามศีรษะและตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย นิกรส่งตะปูให้อย่างแคล่วคล่องคณะพรรคสี่สหายและทุกๆ คนที่อยู่ในห้องโถงพากันดูด้วยความตื่นเต้น เพียงครู่เดียวร่างอันผอมกระหร่องของกฤษณราชโยคีก็มีตะปูติดตรึงไว้ไปทั่ว รอยตะปูบางแห่งมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อยตะปูหนึ่งกิโลกรัมถูกตอกไปหมดแล้วมหาโยคีนั่งขัดสมาธิอมยิ้มเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้แสดงท่าทีเจ็บปวดแม้แต่น้อย กิมหงวนกับนิกรต่างเต็มไปด้วยความเคารพเกรงกลัวในอิทธิปาฏิหาริย์ สองสหายต่างก้มลงกราบท่านมหาโยคียอมรับนับถือด้วยจริงใจ

มหาตมะกฤษณราชจอมโยคีหยิบคีมปากนกแก้วขึ้นมาถือ แล้วพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วเข้ามาหา ท่านส่งคีมปากนกแก้วให้เจ้าแห้ว

"เฮ้ อีนี้เอ็งช่วยถอนตะปูให้จั๋นน่ะ จั๋นไม่เจ็บคะร๊าบแต่มันรำคาญมั่กม๊าก"

เจ้าแห้วเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

"รับประทานอาจารย์สอนให้ผมมีอิทธิฤทธิ์อย่างนี้บ้างได้ไหมครับ"

"อ๋อได้ขอรับ แต่เอ็งต้องไปอินเดียกับจั๋นซี เรียน ๓๐ ปีสำเร็จ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานถ้ายังงั้นไม่เอาละครับ เรียน ๓๐ ปีพอดีหนวดยาวถึงตาตุ่ม" พูดจบเจ้าแห้วก็ใช้คีมปากนกแก้วถอนตะปูออกจากร่างของท่านมหาโยคีทีละตัว

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโถง ต่างคนต่างยกย่องสรรเสริญในอิทธิฤทธิ์ของท่านมหาโยคีองค์นี้ เมื่อเจ้าแห้วถอนตะปูออกจนหมดแล้ว กฤษณราชฤษีเอนตัวลงนอนหงายกลางห้องโถง

"อีนี้เชิญคะร๊าบ ใครจะฟันจั๋นแทงจั๋นหรือเอาปืนยิงเอาไม้ตีจั๋นได้ทั้งนั้น ใครอยากทดลองเชิญคะร๊าบ"

ดร.ดิเรกหันขวับมาทางนายจอมทะเล้น

"อ้ายนิกร ขอยืมมีดโกนหน่อยเถอะวะ กันจะลองเฉือนลูกกระเดือกท่านอาจารย์ดู ถ้าเฉือนไม่เข้ากันก็เป็นเองที่น่าแปลกใจไม่น้อยเวทมนต์คาถา และไสยศาสตร์ยังมีความหมายอยู่"

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบมีดโกนอันเป็นอาวุธประจำตัวของเขา ออกมาส่งให้นายแพทย์หนุ่มทันที

"คิดเสียให้ดีนะหมอ ถ้าแกเฉือนเข้าท่านอาจารย์ก็ม่องเท่ง"

"อ๋อไร๋ หากเป็นเช่นนั้นกันก็ยอมติดคุกว่ะ" แล้วดิเรกก็ง้างมีดโกนใหม่เอี่ยมเล่มนั้นออก เขยิบเข้ามานั่งข้างมหาโยคีแล้วขยับมีดโกน "พร้อมหรือยังครับ"

"โอ พร้อมเสมอน่ะนายจ๋า มีดโกนเรื่องเล็กคะร๊าบไม่ต้องเกรงใจจั๋น จั๋นรับรองว่าเฉือนไม่เข้าคะร๊าบ อีนี้อยากเฉือนตรงไหนก็ได้"

นายแพทย์หนุ่ม วางมีดโกนลงที่คอหอยท่านมหาตมะกฤษณราชทันที

"ตายนะครับท่านอาจารย์"

"ตายทำไร๋ จั๋นชนะมฤตยูคะร๊าบ"

ดร.ดิเรกกดมีดโกนแนบกับลูกกระเดือกโยคีกฤษณราชช แล้วเฉือนไปมา ตอนแรกๆ ก็เฉือนเบาๆ สักครู่ก็แรงขึ้น มีแรงอยู่เท่าไรก็กดมีดลงไปและเฉือนไปมา แต่ช่างน่าประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่ง คมมีโกนไม่คะรายเคืองผิวหนังของท่านมหาโยคีแม้แต่น้อย ไม่ผิดอะไรกับว่านายแพทย์หนุ่มกำลังเฉือนเสาเหล็ก มีโกนใหม่เอี่ยมและคมกริบทื่อไปแล้ว มิหนำซ้ำยังบิ่นไปสามสี่แห่ง

"มายก็อด.." ดร.ดิเรกร้องลั่นแล้วมองดูพรรคพวกของเขา "อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเหนียวจริง"

กฤษณราชฤษีนอนหัวเราะชอบใจ

"เฮ็...หยุดเฉือนทำไร๋ เฉือนอีกซิ อีนี้เฉือนลูกกระเดือกไม่เข้าลองเฉือนที่อื่นดูบ้างหมอจ๋า"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น แล้วเฉือนเนื้อตัวแขนขาของท่านมหาโยคีหลายแห่ง แต่ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลเลย เมื่อ ดร. ดิเรกกดมีดโกน ลงไปที่เอว ข้างขวาของจอมอิทธิฤทธิ์กฤษณราชก็หัวเราะก้ากแล้วดิ้นกระแด่วๆ

"ฮ่ะ ฮ่ะ ตรงนั้นอย่าถูกน่ะนายจ๋า อีนี้จั๋นจั๊กกระจี้ขอรับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนทั้งตื่นเต้นและขบขัน นายแพทย์หนุ่มพับมีดโกนเล่มนั้นส่งคืนให้นิกร

"ไม่ไหวโว้ย เนื้อหนังของท่านอาจารย์เหมือนกับทำด้วยเหล็ก แกกับอ้ายหงวนลองดูบ้างซี"

นิกรสั่นศีรษะ

"เสียเวลาเปล่าๆ มีดโกนไม่มีความหมายสำหรับท่านอาจารย์หรอก แกช่วยหยิบดาบนั้นส่งมาให้กันดีกว่า"

ดร.ดิเรกหยิบดาบแบบดาบไทยเล่มหนึ่งส่งให้นิกรนายจอมทะเล้นหยิบดาบออกจากฝักแล้วมองดูท่านโยคีกฤษณราช

"ผมใช้ดาบเล่มนี้ฟันท่านอาจารย์นะครับ"

มหาโยคีพยักหน้า

"เอาเลย อีนี้ไม่ต้องเกรงใจนายจ๋า"

นิกรเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แล้วฟันฉับลงกลางตัวของมนุษย์ปาฏิหาริย์เต็มแรง ท่านมหาตมะนอนลืมตานิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน นิกรฟันและแทงตามเนื้อตัวมหาตมะแล้วมองดูเพื่อนเกลอของเขา

"ท่านอาจารย์แน่เหลือเกิน เลิกทดลองได้แล้ว ไม่มีอาวุธชนิดใดหรอกที่จะทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"รับประทานลองเอาหลาวแทงตูดดีดไหมครับ"

มหาโยคีสะดุ้งเฮือก

"เห...อีนี้จั๋นบอกแล้วว่าแทงทวารไม่ได้ นายจ๋าจมูกปากหูตาคือทวารคะร๊าบ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานตูดก็ทวารเหมือนกันหรือครับ"

"เออ อีนี้พูดไม่เพราะน่านายจ๋า เขาเรียกก้นคะร๊าบ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทาน ผมชอบพูดภาษาไทยที่ไม่ต้องแปลครับ คือพูดง่ายๆ ฟังรู้เรื่อง"

กฤษณราชโยคีลุกขึ้นนั่ง และยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจแล้วก็ยื่นมือให้นิกรจับ

"ท่านเอาดาบฟันจั๋นแรงดีมากนายจ๋า"

นิกรไม่ยอมสัมผัสมือกับท่านมหาโยคี แต่เขากราบลงที่ตักของจอมนักภรต แล้วกล่าวว่า

"ท่านอาจารย์ กรุณาทำให้ผมอยู่ยงคงกระพันเหมือนอย่างท่านอาจารย์บ้างได้ไหมครับ"

"ได้คะร๊าบ แต่ชั่วเวลาประเดี๋ยวน่ะนายจ๋า"

"ก็ยังดีครับ"

มหาตมะพยักหน้าช้าๆ ท่านบอกให้นิกรนั่งขัดสมาธิหลับตาประนมมือ นิกรรีบปฏิบัติตามคำสั่งทันทีจอมอิทธิฤทธิ์ร่ายเวทวิทยาอาคมเสกเป่า และยกมือขวาโบกไปมาเบื้องหน้านายจอมทะเล้น ภายในห้องโถงเงียบกริบ สักครู่หนึ่งมหาโยคีก็บอกให้นิกรเลิกประนมมือและลืมตาได้ ท่านเอื้อมมือหยิบมีด ซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายดาบปลายปืนขึ้นมาถือแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"อีนี้ท่านอยู่ยงคงกระพันแล้วคะร๊าบ ยิงฟันไม่เข้าเอามีดเฉือนไม่เข้า เอาไม้ตีไม่เจ็บ"

นิกรลืมตาโพลง

"จริงๆ หรือครับ"

แทนคำตอบ กฤษณราชโยคีได้จ้วงแทงนิกรด้วยมีดเล่มนั้นเต็มแรง และแทงถูกบริเวณหน้าอกดังฉึกท่ามกลางความตระหนกตกใจของใครต่อใคร คุณหญิงวาดประไพถึงกับหวีดร้องสุดเสียง แต่นิกรหาได้รับอันตรายไม่ ทั้งนี้ก็ด้วยเดชะพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ของจอมนักพรตนั่นเอง

"เป็นยังไงคะร๊าบ" ท่านอาจารย์พูดยิ้มๆ "ไม่เจ็บเล๊ย..."

นิกรยกมือไหว้ปะหลกๆ แล้วหันมาทาง ดร.ดิเรกล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบมีดโกนส่งให้นายแพทย์หนุ่ม

"ลองดูหมอ เอามีดโกนกรีดแขนกันซีวะ"

ดร.ดิเรกรีบดึงมีดโกนออก นิกรยื่นแขนขวาให้นายแพทย์หนุ่มกรีดท้องแขนนิกรทันที เสียงดังคว่ากเป็นแผลยาวประมาณสองนิ้ว โลหิตสีแดงเข้มไหลทะลักออกมานายแพทย์หนุ่มตกตะลึงอ้าปากหวอ นิกรหน้าซีดเผือด ค่อยๆ หันหน้ามาทางกฤษณราชฤษี

"ท่านอาจารย์...ท่านอาจารย์ครับ อ๋อย...ผมแย่แล้วทำไมถึงเข้าล่ะครับ"

มหาโยคีจุ๊ปาก

"อีนี้จั๋นลืมบอกท่าไปว่า ทดลองได้ครั้งเดียวเท่านั้น"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโร "แล้วก็ไม่บอกผมด้วย"

คุณหญิงวาดแลเห็นเลือดที่แขนนิกรก็หน้าเสีย ท่านกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"พาเจ้ากรไปทำบาดแผลซีดิเรกนั่งเฉยอยู่ทำไมล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ มองดูนิกรด้วยความสงสาร

"ซอรี่ ไอคิดว่ายูเหนียว ที่แท้ก็ยุ่ย ไปเย็บแผลเถอะอย่างน้อยต้องเย็บสามสี่เข็ม แต่คงไม่เป็นไรหรอกเพราะไกลหัวใจมาก"

ก่อนที่สองสหายจะลุกขึ้น ท่านมหาโยคีได้ยกมือจับแขนนิกรไว้

"อีนี้ไม่ต้องให้หมอทำแผลน่ะนายจ๋า จั๋นรักษาให้ดีกว่า ส่งแขนมาขอรับ"

นิกรยื่นแขนขวาให้โยคี กฤษณราชถือวิสาสะดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อนิกร และช่วยเช็ดเลือดให้เสร็จแล้วก็เอาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นพันแผลไว้สักครู่ก็แก้ออก

ความประหลาดมหัศจรรย์ใจเกิดขึ้นอีก ทุกคนที่ในห้องโถงมีความรู้สึกเหมือนกับตกอยู่ในความฝัน บาดแผลที่แขนนิกรหายไปแล้วแม้แต่รอยแผลก็ไม่ปรากฏ มีแต่เลือดแห้งกรังอยู่ที่ท้องแขนเพียงเล็กน้อย

นิกรดีใจเหลือที่จะกล่าว โผเข้ากอดโยคีกฤษณราชทันที

"โอ้โฮ ท่านอาจารย์เก่งเหลือเกินครับ ท่านอาจารย์ไม่ใช่คนแน่ๆ "

จอมนักพรตสะดุ้งเฮือก

"ทำมะไร๋ไม่ใช่คน อีนี้จั๋นเป็นคนน่ะคุณจ๋า"

"ไม่ใช่ครับ" นิกรเถียง "ท่านอาจารย์คือเทวดาหรือเทพเจ้า เป็นผู้วิเศษอันควรแก่การเคารพนับถือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับทุกๆ คนว่า

"ให้ท่านอาจารย์พักผ่อนเสียบ้างเถอะพวกเรา ท่านแสดงอะไรต่ออะไรให้พวกเราดูมานานแล้ว หยุดพักการแสดงสักครึ่งชั่วโมง"

ท่านมหาโยคียิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดีเหมือนกันเจ้าคุณจ๋า อีนี้สั่งคนเตรียมติดไฟไว้ได้แล้ว ประเดี๋ยวจั๋นจะแสดงลุยไฟให้ดู และให้ทุกคนลุยไฟเหมือนอย่างจั๋นด้วยรับรองว่าไม่ร้อนไม่เป็นอันตราย"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจในหมู่คณะพรรคสี่สหายดังขึ้นอีกสาวใช้คนหนึ่งได้รับคำสั่งให้นำผลไม้และเครื่องดื่มมาถวายจอมนักพรต เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งเจ้าแห้วให้ไปเตรียมการลุยไฟของท่านกฤษณราช ซึ่งจะได้เปิดการแสดงในที่ว่างข้างตึก โดยจะใช้ถ่านหุงข้าวประมาณห้าหกกระสอบเทลงบนพื้นดิน เอาน้ำมันราดจุดไฟขึ้น

ท่านมหาโยคีได้สนทนากับคณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่กับสี่นางเป็นอย่างดี ท่านฉันลำไยกะโหลกไปในราว ๑๐ ผลก็อิ่ม ผลไม้ต่างๆ จัดใส่พานมาจนเต็ม นิกรช่วยฉันต่อและคุยจ้อ

ดร.ดิเรกยอมรับว่าเขาเลื่อมใสศรัทธาในอิทธิฤษทิ์ของพระฤาษีองค์นี้อย่างที่สุด ถึงกับปวารณากับตัวท่าน

"อาจารย์ครับ ขอให้ผมติดตามท่านอาจารย์กลับไปอินเดียด้วยคนได้ไหมครับ ผมเลิกเป็นหมอ เลิกเป็นนักวิทยาศาสตร์แน่นอน ผมได้เห็นแล้วว่าไสยศาสตร์ย่อมเหนือกว่าศาสตร์ทั้งหลาย ผมอยากจะบวชเป็นโยคีบ้าง ถ้าผมมีฤทธิ์อย่างท่านอาจารย์เมื่อไหร่ ผมก็จะกลับมาเมืองไทยเมื่อนั้น"

ประภาค้อนสามีของหล่อน

"จะตามท่านอาจารย์ไปแล้วลูกเมียจะว่ายังไงคะ"

ดร.ดิเรกหันไปยิ้มกับหล่อน

"ลูกเมียเรื่องเล็ก ไอไปเป็นโยคีแล้วเราก็เลิกกัน"

"อ้อ ดีเหมือนกันภาจะได้มีผัวใหม่ จิ้งเหลนหนุ่มๆ รูปหล่อตามหน้าโรงหนังถมเถไป ล้วนแต่รูปหล่อผมหยักศกและใส่สร้อยข้อมือน่ารัก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาคุณหญิงวาดเข้านั่งใกล้ๆ กฤษณราชแล้วซักถามในเรื่องที่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งท่านนักพรตก็บอกตามตรงว่าส่วนมากอยู่กับการบังคับกระแสจิตและการใช้เวทมนต์คาถาตามลัทธิของท่าน และชี้แจงให้ฟังว่า การบำเพ็ญตบะนั้นเป็นการทรมานตนต้องใช้ความมานะอดทนอย่างยิ่งยวด แต่เมื่อสำเร็จแล้วก็จะมีความสงบสุขอันแท้จริง ไม่มีวันเจ็บไข้ไม่ตาย ไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายในรูป รส กลิ่น เสียง ลาภ ยศ เงิน ทอง ต้องการแต่เพียงผ้าพันกายให้หายอุดจาดตาเท่านั้นท่านโยคีว่า สภาพของโยคีทั้งหลายนั้นเมื่อมองกันอย่างผิวเผินแล้ว ย่อมน่าทุเรศน่าสงสาร ทุกคนนอนกลางดินกินกลางทราย ไม่มีสมบัติพัสฐานติดตัว พเนจรไปตามเรื่องแต่ความจริงโยคีเป็นผู้ที่มีความสงบสุขที่สุด คือหมดความทะเยอทะยานอยากได้ ชีวิตไม่มีการดิ้นรน แม้แต่ความหิวก็สามารถเอาชนะได้ คือบังคับมันไม่ให้หิว และได้กินเพียงเล็กน้อยก็อิ่มแล้ว

กำลังสนทนากันอย่างสนุก เจ้าแห้วก็คลานเข้ามาหา

"ท่านอาจารย์ รับประทานเชิญไปแสดงลุยไฟได้แล้วครับ รับประทานถ่านกำลังแดงแจ๋น่าดูเหลือเกิน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เงื้อมือขวาเขกกบาลเจ้าแห้วเต็มแรงเกิด

"นี่แน่ะ แดงแจ๋"

เจ้าแห้วทำคอย่นสูดปากสั่น คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย

"โธ่ อ้ายแห้วเอ๊ย อยู่ดีๆ หาเรื่องเจ็บตัว มีคนนั่งอยู่ด้วยกันตั้งสองล้าน ดันพูดออกมาได้ว่าถ่านกำลังแดงแจ๋"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับคุณหญิงวาด สี่สหายกับสี่นางกลั้นหัวเราะแทบแย่ส่วนพวกคนใช้ชายหญิงนั่งก้มหน้านิ่งเฉยทั้งๆ ที่อยากหัวเราะออกมาดังๆ แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ

เมื่อกฤษณราชโยคีลุกขึ้น ทุกคนก็พากันลุกขึ้น คุณหญิงวาดเดินนำหน้าพาท่านมหาโยคีออกไปทางหลังตึก ทุกคนติดตามไปชมการลุยไฟ บนที่ว่างห่างจากถนนหลังตึกเพียงเล็กน้อย กองถ่านซึ่งเกลี่ยไว้มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ตารางฟิต กำลังติดไฟแดงทั่วไปทั้งกองซึ่งเจ้าแห้วได้ใช้เบ็นซินราดไปหนึ่งปีบ ทำให้ถ่านติดไฟง่ายชั่วเวลาอันรวดเร็ว สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ใต้ต้นนกยูงใหญ่ ส่วนสาวใช้และคนใช้ทรุดตัวนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ห่างๆ

จอมอิทธิฤทธิ์ ยืนหลับตาบริกรรมคาถา อยู่สักครู่ก็ยกมือขวาโบกวนเวียนไปมา แล้วท่านก็เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

"อีนี้จั๋นจะลุยไฟให้ดูก่อนคุณจ๋า ประเดี๋ยวจั๋นจะให้ทุกคนลุยไฟบ้าง"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ไฟมันไม่ไหม้เราหรือคะ ท่านอาจารย์"

มหาโยคีลืมตาโพลง

"ไหม้ทำมะไร๋ จั๋นดับพิษไฟแล้วคะร๊าษ ไม่ต้องกลัวน่า อีนี้อย่างมากแข้งขาพองเท่านั้น"

จอมนักพรตหมุนตัวกลับ ท่านเดินบุกเข้าไปในกองถ่านอย่างหน้าตาเฉย แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิท่ามกลางกองเพลิงอันร้องแรง อิทธิปาฏิหาริย์ของท่านทำให้ทุกคนตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว ดร.ดิเรก นัยน์ตาเหลือกอ้าปากหวอ เขาเข้าใจว่าท่านมหาโยคีได้ใช้เวทมนต์ดับพิษไฟให้ทุกๆ คน แล้วนายแพทย์หนุ่มจึงเดินบุกเข้าไปในกองถ่านเป็นก้าวแรก ดร.ดิเรกก็ร้องสุดเสียงกระโจนถอยหลังออกมาเพราะทนความร้อนไม่ได้ มหาโยคีเอ็ดตะโรลั่น

"เข้ามาทำมะไร๋ อย่าเพิ่งเข้ามาซีหมอจ๋า"

ยอดโยคีนั่งประนมมือร่ายเวทอยู่กลางกองเพลิงอย่างหน้าตาเฉย ผ้านุ่งของท่านควรที่จะถูกไหม้ไฟไปแล้วแต่ไม่เป็นไร ท่านสวดมนต์ภาวนาอยู่สักครู่ก็ลุกขึ้นยืน เสี่ยหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็ร้องบอก

"เต้นคองก้าให้พวกเราชมเป็นขวัญตาหน่อยซีครับท่านอาจารย์"

มหาตมะกฤษณราชลืมตาโพลง

"เต้นทำมะไร๋ อีนี้จั๋นอายุ ๗๐ กว่าแล้วนายจ๋า ขืนเต้นคองก้าพอจบเพลงก็เข้าโลงได้"

จอมอภินิหารเดินวนเวียนไปมารอบๆ กองถ่านนั้นประมาณห้าหกรอบ แล้วท่านก็เดินออกมาท่ามกลาง เสียงตบมือของคณะพรรคสี่สหาย มหาโยคียิ้มให้คุณหญิงวาดแล้วกล่าวว่า

"อีนี้คุณหญิงลุยไฟได้แล้วคะร๊าบ"

คุณหญิงสะดุ้งเล็กน้อย

"อ้า ไม่ละค่ะ ท่านอาจารย์"

"โอ กลัวทำมะไร๋ จั๋นรับรองคะร๊าบ"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"ดิฉันไม่กลัวหรอกค่ะ แต่มันนึกหวาดๆ เกิดไฟมันร้อนและดิฉันล้มลงไปกลางกองไฟ ก็เลยฌาปนกิจเรียบร้อยไปเลย"

ท่านอาจารย์หัวเราะชอบใจ แล้วหันมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เจ้าคุณพาคุณหญิงไปลุยไฟเล่นซีคะร๊าบ ไม่ต้องกลัวร้อน อีนี้จั๋นดับพิษไฟด้วยเวทมนต์ของจั๋นแล้ว ถ้าร้อนด่าจั๋นได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ฝืนหัวเราะ

"ไม่ทันด่าน่ะซีครับ ถ้ามันร้อนผมกับคุณหญิงก็ม่องเท่งในกองไฟเท่นั้นเอง"

จอมปาฏิหาริย์ชี้แจงให้ฟังว่า เวย์มนต์ของท่านนั้นย่อมสามารถคุ้มครองทุกคนที่จะเข้าไปลุยไฟได้ ขอให้ทดลองดูเพื่อเป็นความรู้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นึกสนุกขึ้นมาก็คว้าแขนคุณหญิงวาดลากถูลู่ถูกังตรงไปที่กองไฟ คุณหญิงวาดร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

"ว้าย อย่าเจ้าคุณ ปล่อยดิฉันซีคะ อย่าเล่น"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"แหม สะบัดสะบิ้งยังกะสาวทีนเอจแน่ะ ดูไม่ได้เลยพับผ่า"

นันทายกมือฝ่ามือตบหน้าน้องชาย จอมทะเล้นของหล่อนดังเพียะ

"ทะลึ่งนัก เสือกไปว่าท่านทำไม"

นิกรชักฉิวทำตาเขียวกับพี่สาวของเขา

"แล้วต้องตบหน้าด้วยเรอะ"

"ทำไมแกเป็นน้องฉัน"

นิกรคว้าข้อมือนันทาลากตัวหล่อนไปทางกองไฟทันที ในเวลาเดียวกันเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็กำลังเล่นชักเย่อกับคุณหญิงวาด พยายามฉุดคุณหญิงวาดเข้ากองไฟ นันทาดิ้นรนขัดขืนยกมือซ้ายทุบตีหยิกข่วนน้องชายของหล่อน แต่นิกรพยายามฉุดหล่อนใกล้กองไฟเข้าไปทุกขณะ ผู้ที่ยืนดูอยู่ต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน

ในที่สุดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ลากตัวคุณหญิงวาดเข้าไปในกองไฟจนได้ ทั้งเจ้าคุณและคุณหญิงต่างเสียหลักล้มลงไปกลางกองเพลิงอันร้องแรง ในเวลาไล่ๆ กัน นิกรก็ฉุดนันทาบุกเข้าไปในกองถ่านนั้น

ทั้งสี่คนตื่นเต้นประหลาดใจที่สุด เมื่อไม่ได้รับความร้อนจากถ่านไฟแดงๆ แม้แต่น้อย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดลุกขึ้นมานั่งเคียงคู่กันอย่างสบาย นิกรกับนันทาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

"โอ้โฮ" คุณหญิงวาดร้องลั่น "เย็นเหมือนอยู่ในโรงหนังโว้ย สบายดีเหลือเกิน"

พล กิมหงวน ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสามนางเดินบุกเข้ามาในกองเพลิงอย่างอาจหาญ เจ้าแห้วถือโอกาสติดตามมาด้วย ทุกคนนั่งรวมกลุ่มอยู่บนกองเพลิงนั้นและสนทนากัน พวกคนใช้ชายหญิงลืมตาโพลงอ้าปากค้างไปตามกัน

ท่านมหาโยคี เดินเข้ามาหยุดยืนนอกกองเพลิงมองดูคณะพรรคสี่สหายทุกคนอย่างชื่นชม

"เป็นยังไงคะร๊าบ คุณหญิง ร้อนหรือเปล่า"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ไม่ร้อนเลยค่ะ ท่านอาจารย์"

มหาตมะกฤษณราชยกมือขึ้นประนม แล้วทำปากหมุบหมิบ เสี่ยหงวนนึกสงสัยก็กล่าวถามด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"เสกอะไรอีล่ะครับท่านอาจารย์"

จอมนักพรตยิ้มให้อาเสี่ย

"อีนี้จั๋นเสกให้ไฟร้อนตามเดิมน่ะนายจ๋า"

อาเสี่ยใจหายวาบ

"นั่นปะไรนึกอะไรไม่มีผิด เปิดโว้ยพวกเรา"

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม กับเจ้าแห้วต่างตะลีตะลานลุกขึ้นวิ่งออกไปจากกองไฟอย่างรีบร้อน มหาโยคีหัวเราะลั่น

"โอ จั๋นล้อเล่นนิดเดียวแต่ยังว่องไวลุกขึ้นก่อนใครและวิ่งออกมาก่อนเพื่อน"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ทั้งสนุกทั้งกลัวแหละท่านอาจารย์ เรื่องลุยไฟดิฉันเคยได้ยินได้ฟังมามาก เมื่อก่อนนี้ที่กะฎีเจ้าเซ็นเขามีพิธีลุยไฟทุกปี เดี๋ยวนี้ที่ศาลเจ้าแม่อะไรก็ลืมไปแล้วอยู่ในจังหวัดปัตตานีก็มีการลุยไฟทุกปีที่มีงานฉลอง เชิญท่านอาจารย์ขึ้นไปบนตึกเถอะค่ะ ข้างล่างแดดมันร้อนเหลือเกิน"

มหาโยคีกฤษณราช เงยหน้าขึ้นมองดูดวงอาทิตย์ในตอนสาย แล้วกล่าวว่า

"อีนี้จั๋นไม่ร้อนเลยน่าคุณหญิงจ๋า ยืนตากแดดทั้งวันยังได้ขอรับ"

"โถ....ก็ท่านอาจารย์เป็นผู้วิเศษนี่คะ เห็นหัวอกคนที่ไม่มีผมบ้างซีคะยืนอยู่นี่ตั้งสองคน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ คุณหญิงหัวเราะคิกคักเดินนำหน้าพากฤษณราชฤาษี กลับขึ้นไปบนตึกทุกคนติดตามไปด้วย

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ต่างนั่งห้อมล้อมจอมอิทธิฤทธิ์ รอบห้องโถงราวกับดาวล้อมเดือนทุกคนเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ดร.ดิเรกยังมีความข้องใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับบุญฤทธิ์ของท่านมหาโยคี ดังนั้นเขาจึงคลานเข้ามายกมือไหว้นักพรตอย่างนอบน้อม แล้วกล่าวว่า

"ท่านอาจารย์ครับ ผมได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์ของท่านอาจารย์มามากต่อมากแล้ว นับตั้งแต่การแสดงงูเห่าการเสกเชือกให้ตั้งขึ้นไป ตลอดจนการปลุกตัวให้อยู่ยงคงกระพันและลุยไฟ อ้า...ประทานโทษนะครับ โปรดอย่าหาว่าผมลบหลู่ดูหมิ่นเลยนะครับ ที่อาจารย์บอกว่าท่านอาจารย์สามารถที่จะเสกคนให้กลายเป็นหมาได้น่ะ ท่านอาจารย์ทำได้จริงๆ หรือพูดเล่นๆ ครับ ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ นัก"

มหาฤษณราชยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"อีนี้ทำให้ได้น่ะหมอจ๋า"

ดร.ดิเรก กลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าเรียกผมว่าหมอจ๋าเลยนะครับ ท่านอาจารย์"

"ทำมะไร๋เรียกไม่ได้"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"หมอจ๋าถ้าพูดเป็นคำกลับก็แปลว่าหมอจ๋อครับ"

กฤษณราชหัวเราะอย่างขบขัน

"อีนี้ไม่เสียหายเลยคุณจ๋า หมาเป็นสัตว์กตัญญูคะร๊าบไม่กัดเจ้าของ ทุบก็ได้ ตีก็ได้ คนเราเลี้ยงมาพอด่าเข้าหน่อยแจกหมากเราเลยน่า จริงไม่จริง สมัยนี้คนกตัญญูหายากคะร๊าบ พ่อแม่แก่เฒ่าปล่อยให้อดอยาก"

ดร. ดิเรก เห็นพ้องด้วย

"จริงครับ ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ยังไม่ได้บอกผมเลยครับว่า ท่านอาจารย์สามารถสาปหรือเสกคนให้เป็นหมาได้หรือเปล่า"

"โอ...เรื่องกล้วยๆ น่ะนายจ๋า อยากจะลองดูก็ได้"

อาเสี่ยพูดโพลงขึ้นทันที

"เอาซีครับ ท่านอาจารย์ ลองเสกผมให้เป็นหมาหน่อยซีครับ ท่านอาจารย์จะโกรธจะเคืองผมอย่างไรก็ตามใจ ผมขอบอกตามตรงว่าเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะอวัยวะและเซลล์ต่างๆ ของคนกับหมามันไม่เหมือนกันนี่ครับ ความรู้สึกทางจมูกก็ตรงกันข้าม เราว่าเหม็นหมามันว่าหอม สิ่งที่หมามันชอบกินเราเพียงแต่เอามือหยิบก็ไม่ไหวต้องล้างมือฟอกสบู่หลายหน"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร.ดิเรกสนับสนุนกิมหงวน "ผมเองก็ไม่เชื่อครับว่าท่านอาจารย์จะทำได้"

แทนที่จะโกรธ ท่านมหาโยคีกลับยิ้มให้ เพราะจิตใจของท่านปราศจากความโกรธ โลภ หลงแล้ว

"ดีแล้วคะร๊าบ อีนี้จั๋นจะแสดงให้ดู ใครจะเป็นคนยอมให้จั๋นสาปเป็นหมา"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"อ้ายกรก็ได้ครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เฮ้ย...กันไม่เกี่ยวโว้ย เรื่องนี้กันสมัครเป็นคนดูเท่านั้น"

กิมหงวนหันไปยิ้มให้นายจอมทะเล้น แล้วกล่าวกับท่านมหาตมะ

"ผมเองท่านอาจารย์ ลองเสกให้ผมเป็นหมาหน่อยเถอะครับ ผมอยากเป็นหมาฝรั่ง อัลเซเซี่ยนก็ได้"

กฤษณราชขมวดคิ้วย่น

"ทำมะไร๋ไม่เป็นหมาไทย"

"โอ๊ย หมาไทยมันก็ไม่โก้ไม่มีใครเขานิยมเลี้ยงกันหรอกครับ หมาฝรั่งเป็นเครื่องวัดความมั่งมี ใครเลี้ยงหมาฝรั่งก็หมายความว่าเป็นเศรษฐี ถ้าเลี้ยงตัวเดียวเป็นเศรษฐีธรรมดา ถ้าเลี้ยงหลายตัวก็เป็นมหาเศรษฐี"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"ที่ซอยพร้อมพงศ์รับประทาน มีบ้านหนึ่งเลี้ยงไว้ตั้งห้าหกร้อยครับ"

กิมหงวนอ้าปากหวอหันขวับมาทางเจ้าแห้วทันที

"หมาฝรั่งน่ะเรอะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"นกพิราบครับ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว

"กำลังพูดกันเรื่องหมาฝรั่ง เสือกพูดเรื่องนกพิราบ นึกว่าเลี้ยงหมาฝรั่งห้าหกร้อยตัว เจ้าของก็ต้องต้มเนื้อลูกเมียให้มันกินเท่านั้น"

ท่านมหาโยคีพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เฮ้..อีนี้จั๋นต้องการลังใหญ่ๆ หนึ่งใบน่ะนายจ๋าช่วยหามาให้จั๋นหน่อยคะร๊าบ จั๋นจะเสกคนให้กลายเป็นหมาน่ะนาย"

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นท่ามกลาง เสียงจ้อกแจ้กจอแจของคระพรรคสี่สหายกับสี่นาง ประไพกล่าวกับนวลละออด้วยความห่วงใยเสี่ยหงวน

"คุณนวลจะยอมให้อาจารย์สาปอาเสี่ยเป็นหมาหรือคะดีไม่ดีเดี๋ยวกลับเป็นมนุษย์ไม่ได้คุณนวลจะทำยังไง สงสารแย่"

เจ้าแห้วบุกเข้าห้องใต้บันได ซึ่งเป็นห้องเก็บข้าวของสัมภาระที่เหลือใช้และของเก่าๆ สักครู่เจ้าแห้วก็ลากลังไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่งออกมา คนใช้สองคนซึ่งนั่งดูอยู่ในกลุ่มคนใช้รีบลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเจ้าแห้ว ช่วยกันยกลังเปล่าในนั้นมาวางกลางห้องโถง เบื้องหน้ากฤษณราชโยคี ท่านมหาตมะสั่งให้เจ้าแห้วเปิดฝาลังออก แล้วลุกขึ้นนั่งคุกเข่ามองดูลังใบนั้น ซึ่งไม่มีอะไรเลยและก็ทุกคนเห็นเช่นนั้น

จอมฤทธิ์ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิตามเดิม ท่านมองดูเสี่ยหงวนแล้วหัวเราะเบาๆ

"ว่ายังไงนายจ๋า อีนี้จั๋นจะเสกท่านให้กลายเป็นหมาจะเอาหรือไม่เอา"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"เอาซีครับ ผมยอมรับสารภาพตามตรงว่าผมไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ผมขอทดลองด้วยคนครับอาจารย์"

กฤษณราชยกมือห้าม

"อีนี้ต้องเสกทีละคนนะนายจ๋า" แล้วท่านก็หันมาทางอาเสี่ย ลงไปนั่งโก้งโค้งในหีบนะคะร๊าบ จั๋นจะปิดหีบไว้เพียงหนึ่งนาที พอเปิดออกท่านจะกลายเป็นหมากระโดดออกมา ถ้าไม่จริงด่าจั๋นเลย"

เสี่ยหงวานชักใจไม่ดี

"หมาฝรั่งนะครับท่านอาจารย์"

"คะรับ หมาฝรั่ง"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้มและลุกขึ้นยืนเดินมาที่ลังใบนั้น ยกเท้าก้าวลงไปในลังแล้วถามจอมอิทธิฤทธิ์

"ช่วยบอกผมสักนิดเถอะครับ ผมจะเป็นหมาตัวผู้หรือตัวเมีย"

"ตัวผู้ครับ ท่านเป็นผู้ชายคุณจ๋า เมื่อกลายเป็นหมาก็ต้องเป็นหมาตัวผู้ อีนี้ลงไปนั่งโก้งโค้งได้แล้วคะร๊าบ"

กิมหงวนทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วเปลี่ยนท่าเป็นหมาโก้งโค้ง ท่านมหาโยคีกฤษณราชลุกขึ้นยืน ท่านก้มตัวลงปิดฝาลังนั้น ท่ามกลางเสียงพึมพำของใครต่อใครจอมนักพรตยืนบริกรรมหลับตานิ่งเฉย ทำปากขมุบขมิบร่ายเวทวิทยาอาคมขลัง สักครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้นโบกมือไปมาเหนือลังนั้น นิกรอดรนทนไม่ได้ก็กล่าวถาม

"กลายเป็นหมาหรือยังครับท่านอาจารย์"

กฤษณราชหันมายิ้มให้นิกร

"เป็นครึ่งตัวแล้วคะร๊าบ อีนี้หัวยังเป็นคนอยู่"

"อือ" ดร.ดิเรกคราง "มันเป็นแปลกมากไสยศาสตร์เหนือวิทยาศาสตร์แน่นอน ไอเลิกเป็นนักวิทยาศาสตร์คราวนี้ ไปอยู่อินเดียกับท่านอาจารย์ดีกว่า ถ้าหากว่าท่านอาจารย์ดีกว่า ถ้าหากว่าท่านอาจารย์สามารถเสกอ้ายหงวนให้กลายเป็นหมาได้"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์เบาๆ

"ดิฉันจะขอร้องให้ท่านอาจารย์เสกเจ้าคุณให้เป็นนกดีไหมคะ"

เจ้าคุณสิทธิ์ฯ ทำหน้าชอบกล

"นกอะไรคุณหญิง"

"นกตะกรุมนะซีคะ"

ท่านเจ้าคุณกะพริบตาถี่เร็วแล้วฝืนยิ้ม

"ไม่ต้องเสกมันก็คล้ายๆ นกตะกรุมอยู่แล้ว นั่งเฉยๆ เถอะน่าคุณหญิงอย่าเพิ่งพูดอะไร ตอนนี้ฉันกำลังสนใจในอิทธิฤทธิ์ของท่านอาจารย์มาก ขอให้ฉันได้ดูให้เต็มตาหน่อยเถอะ"

เวลาผ่านพ้นสักครู่หนึ่ง กฤษณราชจอมนักพรตก็ก้มตัวลงเปิดฝาลังใหญ่ออก ทันใดทุกคนก็ร้องออกมาด้วยความตกใจและประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว สุนัขอัลเซเชี่ยนตัวผู้สีน้ำตาลตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากลังนั้น และร้องอี๊ดๆ หมุนตัวไปมา กฤษณราชก้มตัวลงปิดฝาลังแล้วทรุดตัวนั่งสมาธิตามเดิม เจ้าอัลเซเชี่ยนเดินเข้ามาหาตะกุยตะกายแสดงความจงรักภักดี

"พ่อหงวน..." คุณหญิงวาดตะโกนสุดเสียง "พ่อหงวนกลายเป็นหมาไปแล้ว อนิจจังทุกขังเอ๊ย"

ทุกคนตื่นเต้นแปลกใจเป็นล้นพ้น ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือกนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปปั้น จ้องตาเขม็งมองดูอัลเซเชี่ยนตัวใหญ่ สักครู่นายแพทย์หนุ่มก็ลองดีดมือแล้วกระเดาะปาก

"เฮ้ คัมมอน"

อัลเซเชี่ยนหรือเสี่ยหงวนเดินกระดิกหางเข้ามาหา ดร.ดิเรกทันที นายแพทย์หนุ่มยกมือขวาลูบศรีษะมันแล้วร้องไห้

"โอ..มายก๊อด ไอสงสารยูมาก"

เจ้าอัลเซเชี่ยนร้องอี๊ดๆ เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทีละคน ลักษณะท่าทางของมันไม่ดุร้าย แต่เมื่อเจ้าแห้วยกมือตบศรีษะของอัลเซเชี่ยนก็เดือดดาลเห่าคำราม และกระโจนเข้างับคอหอยเจ้าแห้วเคราะห์ดีที่เจ้าแห้วหลบได้อย่างหวุดหวิด แต่ถึงกระนั้นเจ้าแห้วก็ถึงกับหงายท้อง อัลเซเชี่ยนหงวนกระโดดขย้ำเจ้าแห้วอีก เจ้าคุณปัจนึกฯ ร้องเสียงหลง

"อย่า อ้ายหงวน ขอทีโว้ยอย่าไปทำมัน"

อัลเซเชี่ยนถอยหลังผละออกจากเจ้าแห้ว แล้วขึ้นไปนั่งบนตักนิกร นายจอมทะเล้นกอดมันแน่น คุณหญิงวาดหัวเราะงอไปงอมา ท่านดูเจ้าแห้วเสียงเอ็ดตะโร

"มีอย่างที่ไหนวะเสือกไปจับหัวพ่อหงวนแก อย่างนี้มันลามปามกับเจ้านายนี่หว่า"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด เมื่ออัลเซเชี่ยนส่งเสียงคำรามฮื่อแฮ่ แล้วมองดูเขาในท่าทีดุร้าย เจ้าแห้วรีบยกมือไหว้

"รับประทานยกโทษให้ผมเถอะครับอาเสี่ย ผมลืมไปคิดว่าหมาจริงๆ ไม่ทันคิดว่าอาเสี่ยกลับกลายเป็นหมา"

เจ้าอัลเซเชี่ยนพยักหน้าให้เจ้าแห้ว มันแลบลิ้นออกมาเล็กน้อยหายใจหอบแฮ่กๆ เมื่อเห็นนวลละออนั่งอมยิ้มมองดูมัน มันก็ลุกขึ้นเห่าขรม

"ฮ้งๆ ฮ้งๆ "

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวักมือเรียกอัลเซเชี่ยน มันเดินเข้าไปหาแล้วยื่นหน้าเข้าไปเลียหน้าเจ้าคุณ แต่พอเลียศรีษะอันล้านเลี่ยนของท่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ผลักออกห่าง

"ออกไปอ้ายเปรต นี่แหละเขาว่าเล่นกับหมา หมาเลียปาก ออกไปห่างๆ "

อาเสี่ยเที่ยวดมและเลียใครต่อใคร คุณหญิงวาดชอบอกชอบใจมาก ท่านมองดูกฤษณราชโยคีแล้วกล่าวว่า

"ท่านอาจารย์ขา ช่วยเสกอ้ายกรหลานชายของดิฉันให้เป็นหมาอีกสักตัวเถอะค่ะ ไม่ต้องจ้างแขกยามเฝ้าบ้าน"

กฤษณราชหัวเราะหึๆ

"เสกให้เป็นหมาไม่ยากคะร๊าบ แต่กลับเป็นคนอีกไม่ได้นายจ๋า"

เจ้าอัลเซเชี่ยนสะดุ้งเฮือกสุดตัว จ้องมองดูหน้าจอมอิทธิฤทธิ์ทันทีแล้วคำรามแฮ่ๆ มหาโยคีหัวเราะโบกมือพลางหัวเราะ

"อีนี่จั๋นพูดเล่น ไม่ต้องกลัวน่า เสกให้เป็นหมาได้ ก็ต้องทำให้เป็นคนได้ค่ะรับ"

เจ้าอัลเซเชี่ยนเห่าขรมลั่นห้อง นิกรนึกสนุกขึ้นมาก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนเดินมาที่ลังใหญ่เปิดฝาลังออก แล้ววกล่าวกับกฤษณราชโยคีด้วยเสียงหัวเราะ

"ท่านอาจารย์ช่วยเสกผมให้เป็นหมาหน่อยเถอะครับ ผมอยากเป็นหมาเต็มทนแล้ว"

มหาโยคีลุกขึ้นยืน

"ได้คะร๊าบ อีนี้เสกให้เป็นหมาจิ้งจอกก็ได้คะร๊าบ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วหัวเราะ

"อย่าเลยครับ เป็นหมาดีกว่า" พูดจบนิกรก็ก้าวลงไปยืนในลังไม้ แล้วทรุดตัวนั่งโก้งโค้ง

จอมอิทธิฤทธิ์จัดแจงปิดฝาหีบ เสียงพึมพำจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงทันที กฤษณราชยกมือขึ้นประนมไว้ระหว่างอกหลับตาร่ายพระเวท ทำปากขมุบขมิบ อัลเซเชี่ยนกิมหงวนนั่งมองดูอย่างตื่นๆ สักครู่ท่านมหาตมะก็ลืมตาขึ้น ยกมือขวาโบกวนเวียนไปมาเหนือลังใบใหญ่นั้น

ทุกคนสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังออกมาจากในลัง

"ฮ้งๆ ฮ้งๆ "

อัลเซเชี่ยนทำหูกระดุกกระดิกแล้วเห่าตอบ

"ฮ้งๆ แฮ่..ฮื่อ..แง่งๆ.. แฮ่....

โยคีกฤษณราชก้มลงเปิดฝาลังออก ทันใดนั้นเองสุนัขฝรั่งชนิดบุลด๊อกตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากลังนั้นรูปร่างของมันล่ำสันใหญ่โต แต่ขาสั้นเตี้ยมาก ใบหน้าบู้ฮู่จมูกหักปากแบะยาว ริมฝีปากล่างยื่นผิดปกติ สีของมันคือสีน้ำตาลลักษณะท่าทางดุร้าย

เหมือนตกอยู่ในความฝัน ทุกคนตื่นเต้นไปตามกัน นิกรกลายเป็นสุนัขบุลด๊อกไปแล้ว เป็นสุนัขตัวผู้ที่กำลังหนุ่มคะนอง เจ้าอัลเซเชี่ยนแลเห็นเข้าก็ตั้งหลักมั่นแล้วขู่คำราม

"ฮื่อ..แฮ่...ฮื่อ"

บุลด๊อกแยกเขี้ยวพลางเห่าและขู่บ้าง

"ฮ้งๆ แฮ่..ฮื่อ"

ดร.ดิเรกจุ๊ย์ปากห้าม

"เฮ้ เพื่อนกันโว้ย เมื่อแกเป็นคนแกสองคนรักกันปานจะกลืน พอกลายชาติเป็นหมาก็จะกัดกัน อย่าน่า อ้าวๆ อ้ายกร อย่าแยกเขี้ยวซีโว้ย"

บุลด๊อกกระโจนกัดอัลเซเชี่ยนอย่างดุเดือด อัลเซเชี่ยนกัดตอบ ต่างฝ่ายตะลุมบอนกันกลางห้องโถง กัดกันเห่ากัน และขู่คำรามฟัดกันอุตลุด พลอดรนทนไม่ได้ก็ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปห้าม ยกเท้าเตะเจ้าบุลด๊อกเต็มแรง

"เป๋งๆๆๆๆๆๆ "

อัลเซเชี่ยนยังขู่คำรามอยู่ พลหันมาเตะหนึ่งป๊าบ

"เป๋งๆๆๆๆๆๆ "

การต่อสู้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สุนัขสองตัวนั่งจ้องมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน คุณหญิงวาดชักไม่ใจไม่ดีกลัวว่าเสี่ยหงวนกับนิกรจะกลายเป็นสุนัขตลอดไป จึงกล่าวกับกฤษณราชโยคีอย่างนอบน้อมว่า

"ท่านอาจารย์คะ กรุณาทำให้หลานของดิฉันทั้งสองคนกลายเป็นคนเถอะค่ะ พวกเราได้เห็นฤทธิ์ของท่านอาจารย์แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรอีกท่านอาจารย์คือผู้วิเศษที่มีวิทยาอาคมขลังเก่งที่สุดในโลกนี้"

จอมนักพรตยิ้มละไม ท่านมองดูสุนัขทั้งสองตัวซึ่งกำลังเลียแผลที่เกิดจากเขื้ยวของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วพยักหน้าเรียกพร้อมกับยกมือขวาชี้ลงไปในลังใบใหญ่นั้น"

"มานี่ อีนี้มาลงหีบน่ะคุณจ๋า"

เจ้าอัลเซเชี่ยนกับบุลด๊อกต่างลุกขึ้นเดินเข้ามาหาท่านมหาโยคีแต่โดยดี ทั้งสองตัวกระโจนลงไปในลังใบใหญ่นั้นกฤษณราช ก้มตัวลงปิดฝาหีบยืนหลับประนมมือร่ายวิทยาเพียงครู่เดียวท่านก็ลืมขึ้นแล้วยกมือขวาโบกไปมาเหนือหีบนั้น

ฝาหีบถูกดันออก กิมหงวนกับนิกรต่างลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกมานอกลังใหญ่ ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้องดังสนั่นห้องโถง อาเสี่ยยกมือลูบคลำสีข้างของเขาแล้วมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"ไม่ไหวโว้ย แกกัดกันเสียตะโพกคราก เจ็บเหลือเกิน"

นิกรหัวเราะ

"แกก็ฟัดกันจนขาเป๋ไปข้างหนึ่ง"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ก็แกอยากเอาจริงทำไมล่ะ ทีแรกนึกว่าแกหยอกกันเล่น ที่ไหนได้กระโดดเข้าขย้ำคอหอยกันก็กัดเอาบ้างน่ะซี"

สองสหายต่างทรุดตัวนั่งลงข้างท่านมหาตมะกฤษณราชแล้วกราบท่านมหาโยคีด้วยความเคารพอย่างสูง

"เด็ดขาดเลยครับท่านอาจารย์" นิกรพูดยิ้มๆ "เป็นหมารู้สึกว่ามีความสุขและสบายดีมากครับ ผ้าผ่อนไม่ต้องนุ่งลมพัดโกรกเย็นสบายทั่วตัว เสียอย่างเดียวนึกอยากกินของคนที่คนเขาไม่กินกัน"

ดร.ดิเรกนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น สายตาของเขาที่มองดูจอมนักพรตนั้นเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ใจ

"ท่านอาจารย์ครับ ผมยังไม่ได้ทดลองเป็นหมาเลยครับ กรุณาช่วยเสกให้ผมเป็นหมาสักครู่นะครับ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมอีกคนครับท่านอาจารย์ รับประทานผมอยากเป็นหมาเต็มทนแล้วครับ"

มหาโยคีทำหน้าชอบกล

"อีนี่จั๋นแปลกใจมากๆ น่ะนายจ๋าเป็นคนดีๆ ทำมะไร๋อยากเป็นหมาคะร๊าบ ดีไม่ดีคาถาจั๋นเสื่อมเสกให้เป็นคนอีกไม่ได้ก็ต้องเป็นหมาไปจนตาย

"เอ ถ้ายังงั้นอย่าเลยครับ" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ

จอมอิทธิฤทธิ์หยิบพรมอิหร่านซึ่งม้วนไว้เรียบร้อยขึ้นมาวางบนตัก แก้เชือกมาพรมออกมาแล้วปูลาดลงพื้นพรมผืนนี้หนามาก ขนาดของมันกว้าง ๓ ฟิตและยาว ๖ ฟิต เป็นพรมใหม่เอี่ยมซื้อมาจากร้านค้าของชาวภารตะที่พาหุรัด

"ท่านอาจารย์จะแสดงอะไรให้เราดูอีกหรือครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามด้วยความสนใจ

มหาตมะกฤษณราชยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"อีนี้รายการสุดท้ายแล้วเจ้าคุณ จั๋นจะเสกพรมผืนนี้ให้เป็นพรมวิเศษขอรับ ใครนั่งบนพรมนี้แล้วก็เหาะได้"

ดร.ดิเรกยกมือเกาศรีษะแกร็กๆ

"เป็นไปได้หรือครับท่านอาจารย์"

จอมอิทธิฤทธิ์หันขวับมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ที่อินเดียพวกโยคีนั่งพรมวิเศษเหาะเล่นกันทั่วเมืองคุณจ๋า คนแขกเห็นเป็นเรื่องเล็กไม่มีใครสนใจ โยคีทุกคนทำพรมวิเศษได้"

ดร.ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"เหาะได้เร็วไหมครับ ไปได้ไกลไหม และเหาะได้สูงไหม" เขาถามด้วยความสนใจ

ท่านมหาโยคีนิ่งคิดอยู่สักครู่

"เร็วช้าอย่างไรอีนี่จั๋นบอกไม่ได้ พูดไปเดี๋ยวโกหกคนโกหกบาปคะร๊าบ ฉันรู้แต่ว่าพรมวิเศษเร็วขนาดนกนางแอ่นบินนะนายจ๋า"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"ก็ค่อนข้างเร็วนะซีครับท่านอาจารย์ นกนางแอ่นบินได้เร็วถึงชั่วโมงละ ๖๐ไมล์ แล้วพรมวิเศษขึ้นได้สูงขนาดไหนครับ"

"อีนี่จั๋นบอกไม่ถูก สูงแค่ไหนก็ได้ บินไปไหนๆ ก็ได้คะร๊าบ จากเมืองไทยไปอินเดียก็ได้ ไปรอบโลกก็ได้"

ดร.ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ใช้เครื่องไอพ่นหรือใบพัดครับท่านอาจารย์"

กฤษณราชหัวเราะก๊าก ผายมือไปที่พรม

"เครื่องไม่มีน่ะหมอจ๋า มันเหาะไปได้เองคะร๊าบประเดี๋ยวจะแสดงให้ดู"

จอมอิทธิฤทธิ์เริ่มบริกรรมคาถา หลับตาประนมมืออีกคณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน เวลาผ่านพ้นไปในราวสองนาที กฤษณราชก็ลืมตาขึ้นยกมือลูบคลำพรมกำมะหยี่ผืนนั้นจนทั่ว เสร็จแล้วก็หันมาทาง ดร.ดิเรก

"เฮ้ อีนี้เชิญท่านมานั่งบนพรมคะร๊าบ นั่งได้สี่คนใครอยากทดลองก็มานั่งเล่นได้"

พล นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรกต่างรีบคลานมานั่งบนพรมวิเศษทันที ภายในห้องโถงเงียบกริบทุกคนต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน จอมอิทธิฤทธิ์ร้องตะโกนสองสามคำเป็นภาษาฮินดู ทันใดนั้นเองพรมวิเศษก็ค่อยๆ ลอยขึ้นท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้ที่แลเห็น

สี่สหายหน้าตื่นไปตามกัน พรมวิเศษแล่นช้าๆ รอบห้องโถงแล้วแล่นผ่านประตูห้องรับแขกออกไปทางหน้าตึกนิกรร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"ช่วยด้วยครับท่านอาจารย์มันเหาะสูงเกินไปแล้ว"

ด้วยอำนาจเวทวิเศษ หรืออิทธิฤทธิ์ของท่านมหาโยคีพรมวิเศษได้พาสี่สหายเหาะไปอย่างรวดเร็วและสูงจากระดับพื้นดินตามระดับ พล นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรกเกาะแขนกันแน่น ประชาชนคนเดินถนนต่างร้องเอะอะบอกกันว่าคนเหาะ ตามถนนสายต่างๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังแหงนมองดูสี่สหายกับพรมวิเศษ

สูงขึ้นไปและสูงขึ้นไป ในที่สุดพรมวิเศษก็ทรยศแสดงท่าผาดแผลงไปแบบเครื่องบินขับไล่ มันบินขึ้นไปเป็นเส้นตั้งฉากแล้วหกกลับ เท่านั้นเองสี่สหายก็ล่วงหลุดจากพรมลอยละลิ่วลงมาสู่พื้นโลกในท่าต่างๆ กัน

"โอ๊ย...ตายแล้ว โอ๊ย..."

"โครม"

นวลละออตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงโครม หล่อนผลุนผลันลุกขึ้นนั่งและมองไปทางหน้าเตียง กิมหงวนครางหงิงๆ และค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น ขณะนี้เป็นเวลา ๒.๐๐ น. และฝนกำลังตกพรำๆ อาเสี่ยถือหมอนข้างขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วยิ้มแห้งๆ

"บ้าจังเชียว" นวลละออเสียงงัวเงีย "โตจนป่านนี้แล้วยังนอนดิ้นเหมือนเด็กทารก เตียงออกกว้างอย่างนี้ยังตกเตียงอีก"

กิมหงวนถอนหายใจโล่งอก

"เฮียฝันไปว่าเฮียกับเพื่อนๆ ขี่พรมวิเศษเที่ยวชมกรุงเทพฯ กัน แล้วพรมมันเกิดพยศขึ้นเราสี่คนลอยละลิ่วสู่พื้นล่าง โอย ใจคอหายหมดเลย"

นวลละออยิ้มเล็กน้อย

"กินเหล้าเข้าไปมากก็ฝันเลอะเทอะอย่างนี้แหละ"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"เปล่า ไม่ใช่หรอก เจ้าแขกยามคนใหม่ของเราน่ะที่เฮียเก็บเอามาฝันเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อตอนหัวค่ำไปนั่งคุยกับมันเล่าเรื่องโยคีที่อินเดียให้ฟัง เล่าถึงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ของโยคีล้วนแต่เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ไม่น่าจะเป็นไปได้ ฟังสนุกดีเหมือนกัน แต่ก็คงจะมีฝอยบ้าง"

นวลละออมองดูนาฬิกาปลุกบนโต๊ะ

"นอนเถอะค่ะตีสองกว่าแล้ว แหม ฝนมันตกฟ้าร้องน่ากลัวจะตายไปไม่เห็นกอดนวลสักนิด"

อาเสี่ยชักฉิว

"ทำไมจะไม่กอด พอยกมือกอดเจอศอกกลับทุกที"

"ก็ไม่ปลุกให้รู้ตัวเสียก่อนนี่คะ ถ้านวลกำลังหลับสนิทเฮียมาถูกตัวนวลเข้า นวลก็ต้องยกมือหรือเท้าวัดโผงผางไปก่อน"

"นั้นน่ะซี เมื่อวานซืนนี้ปากเฮียถึงปลิ้นเป็นครุฑไป"

สองสามีภรรยาต่างเอนตัวลงนอน กิมหงวนหันมาประคองกอดเมียรักของเขา นวลละออซบหน้าลงกับอกอาเสี่ย สักครู่ทั้งสองก็ม่อยหลับไปท่ามกลางสายฝนและอากาศหนาวเย็น

จบบริบูรณ์