พล นิกร กิมหงวน 076 : จอมยาจก

คุณหญิงวาดต้องการเด็กสาวคนหนึ่งสำหรับนวดให้ท่าน และอยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด ท่านใช้ให้นันทาลูกสะใภ้ของท่านไปติดต่อกับสำนักงานนายหน้าหาบ้านเช่าและลูกจ้างแห่งหนึ่ง ทางสำนักงานจึงส่งเด็กสาวคนหนึ่งอายุในราว ๑๖ ปีมาให้คุณหญิงวาดตามความประสงค์

เด็กสาวผู้นี้ชื่อเล็กแต่รูปร่างตรงกันข้ามกับชื่อของหล่อน คืออ้วนใหญ่และเตี้ยตะแหมะแขะน้ำหนักตัวราว ๖๐ กิโลกรัม ใบหน้ามู่ฮู่ นัยน์ตาโปน จมูกใหญ่รั้น ริมฝีปากแบะหนา ผมหยาบเหมือนกากมะพร้าว เสียงดังฟังชัด พูดจาโฮกฮากแต่ไม่ยอมพูด เป็นคนขี้ริ้วอัปลักษณ์ ผู้จัดการสำนักงานนายหน้าที่พามาส่งได้รับเงินค่าป่วยการไปจากคุณหญิงวาด ๑๐๐ บาท หรือครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่คุณหญิงวาดตกลงจ้าง

เล็กอยู่ในบ้าน "พัชราภรณ์" ได้สัปดาห์เดียวก็กลายเป็นล่องหนหญิง คือหายไปจากบ้านโดยไม่มีร่องรอย พร้อมด้วยเงินสดของของคุณหญิงวาด ๓,๕๐๐ บาท แหวนมรกตล้อมเพชรลูกอีกวงหนึ่ง ราคา ๑,๔๐๐ บาท

"แกกับเพื่อนๆ แกไปสืบหาตัวนางเล็กให้ได้" คุณหญิงวาดกล่าวกับ พล พัชราภรณ์ ลูกชายสุดสวาทของท่านในตอนสายวันอาทิตย์

"หน็อยแน่ะ บังอาจล้วงคองูเห่า นางเล็กมันบอกแม่ว่าบ้านมันอยู่ในตรอกหลังโรงหนังเฉลิมเกียรติวงเวียนใหญ่ฝั่งธน มันอาศัยอยู่กับน้าสาวและน้าเขยของมัน"

พลว่า "มันอาจจะโกหกคุณแม่ก็ได้ครับ อาจจะเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง"

"เถอะน่า แม่บอกให้แกไปตามหามันก็ไปซีโว้ยทำตามคำสั่งแม่ก็แล้วกัน"

"ถ้าพบตัวมันเอาตำรวจจับมันเลยหรือครับ"

"อย่า-อย่าไปทำอย่างนั้น เรื่องเอาคนเข้าคุกแม่ไม่ชอบ บาปกรรม ถ้าพบมันก็บังคับให้มันคืนแหวนและเงิน ๓,๕๐๐ บาทมาให้แม่ เมื่อมันไม่ยอมคืนค่อยให้ตำรวจจัดการกับมัน แม่เห็นจะเข็ดจนตาย เรื่องลูกจ้างที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนไม่เอาแล้ว สู้คนเก่าๆ ของเราไม่ได้ทุกคนไว้ใจได้ทั้งนั้นเรื่องมือไวใจเร็วไม่มี เว้นแต่อ้ายแห้วคนเดียว"

พล พัชราภรณ์ พาเพื่อนเกลอทั้งสามพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" บางกะปิ ในเวลา ๑๑.๐๐ น.เศษ นั่งคาดิแล็คเก๋งคันงามมุ่งตรงไปยังวงเวียนใหญ่ธนบุรี เพื่อสืบหาตัวสาวใช้ทรยศ เจ้าแห้วรับรองว่าถ้าเล็กอาศัยอยู่กับน้าสาวในตรอกหลังโรงภาพยนตร์เฉลิมเกียรติจริงแล้ว เป็นต้องพบตัวแน่ๆ เพราะเขามีพรรคพวกเป็นนักเลงอยู่แถวนั้นหลายคน พวกออร์เหลนหรือจิ๊กโก๋วัยรุ่นลูกหลายของเพื่อนๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย

คาดิแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วแล่นข้ามสะพานปฐมบรมราชานุสนณ์เมื่อเวลา ๑๑.๕๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งเคียงคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถ คณะพรรคสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ตอนหลัง และกำลังวิพากย์วิจารณ์กันถึงเรื่องสาวใช้คนนี้

ระหว่างที่คาดิแล็คเก๋งแล่นอยู่กลางสะพาน รถประจำทางคันหนึ่งซึ่งแล่นมาจากธนบุรีและกำลังจะข้ามไปฝั่งพระนครได้พุ่งเข้ามาชนคาดิแล็คเก๋งของอาเสี่ยกิมหงวนอย่างจัง ทั้งๆ ที่เจ้าแห้วขับอยู่ในทางของตน

"โครม"

รถเมล์ และ รถเก๋งแสดงความพิศวาสกันกอดกันแน่น และขวางกลางสะพานเป็นเหตุให้ยวดยานต้องหยุดชะงักหมด บังโกลนข้างขวาของคาดิแล็คเก๋งบุบยุบเข้าไปตะเกียงข้างขวาแตกละเอียด ส่วนรถประจำทางคันนั้นทรหดอดทนยิ่งไม่เป็นอะไรเลย

นิกร ซึ่งนั่งอยู่ริมขวาตอนหลังรถโผล่หน้าออกไปร้องตะโกนด่าคนขับรถประจำทางเสียงขรม "อ้ายระยำ ขับรถภาษาอะไรวะ ขับกินขวาเข้ามาตั้งเป็นกอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบหันมาโปกมือห้ามนิกร

"อย่าไปด่าเขาซี ผิดถูกก็ว่ากันไปตามกฎหมายขืนไปด่าเขาเจ็บๆ แสบๆ เขาก็จะลงมาเตะแกเข้าเท่านั้น"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"ก็ให้มันรู้ไปซีครับว่าลูกจ้างเตะนายจ้าง รถเมล์สายนี้ของผมเอง"

แล้วนิกรก็ชูกำปั้นให้คนขับรถประจำทาง

"ฉันโกรธแกมาก นายชุบ ลงมาพูดกันซีโว้ยแกขับรถเป็นหรือเปล่า สิ้นปีนี้อย่าเอาเงินเดือนขึ้นเลย"

คนขับรถเมล์ในวัยกลางคนหน้าซีดเผือด รีบลงมาจากรถประจำทางคันนั้น แล้วเดินมาที่คาดิแล็คเก๋งยกมือไหว้นายจอมทะเล้นอย่างนอบน้อมเกรงกลัว

"แล้วแต่จะโปรดเถอะครับท่านผู้อำนวยการ เหตุสุดวิสัยจริงๆ ครับ คันส่งพวงมาลัยผมหลุดครับ"

พลตำรวจจราจรคนหนึ่งวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุเรียกใบขับขี่จากนายชุบมายึดไว้ก่อนอื่น พอดีเสี่ยหงวนเปิดประตูลงมาจากรถตรวจดูความเสียหายรถเก๋งราคาเท่ากับตึกหลังเล็กๆ ของเขา จราจรผู้เคร่งครัดยกมือตบแขนอาเสี่ยเบาๆ แล้วกล่าวกับกิมหงวนด้วยเสียงหนักแน่น

"ขอดูใบขับขี่หน่อยครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"แล้วกัน ผมไม่ได้ขับรถคันนี้นะคุณ"

"ใช่-วันนี้คุณไม่ได้ขับ แต่บ่ายวานนี้คุณขับผ่านไฟแดงที่สี่แยกแล้วหันมาแลบลิ้นหลอกผมอีก ผมจำรถคุณและจำคุณได้ อย่าร่ำไรเอาใบขับขี่มาให้ผม"

กิมหงวนยิ้มแป้น ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตฮาไวหยับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ออกส่งให้ตำรวจจราจร แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"วานนี้ตลอดวันพวกผมอยู่ที่ดอนเมืองทำการทดลองอาวุธจรวดประจำเครื่องบินประจัญบานของเรา คุณจำคนผิดแน่ๆ คนอย่างผมไม่เคยฝ่าฝืนกฎหมายหรอกคุณ แล้วก็ผมเลิกแลบลิ้นหลอกใครต่อใครมานานแล้ว พอมีเมียก็เลิกเล่นเพราะรู้ตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

พลตำรวจจราจรเปิดสมุดปกแข็งเล่มเล็กออกดูสมุดเล่มนี้คือใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ที่ใช้ตลอดชีวิต ทำให้เขาเย็นวาบไปทั้งตัว เขารีบปิดสมุดใบขับขี่แล้วคืนให้กิมหงวนทันที

"ผมจำคนผิดแน่ๆ ครับผู้การ หมู่นี้นัยน์ตาผมไม่ใคร่ดีเลยครับ แฮ่ะ แฮ่ะ เอายังไงดีละครับรถติดกันจนเต็มสะพานทั้งสองข้าง"

นิกรพรวดพราดลงมาจากคาดิแล็คเก๋ง แล้วกล่าวกับคนขับรถประจำทาง

"ไปขึ้นรถแกนายชุบ ติดเครื่องถอยหลังออกพยายามขับไปให้ได้"

"อ้าว" นายชุบร้องลั่น "คันส่งมันหลุดขืนขับไปมันก็ลงแม่น้ำน่ะซีครับ"

นายจอมทะเล้นเม้มปากแน่น และยกมือท่าวสะเอว

"ฉันรู้ดีว่าแกหลับใน ไม่ใช่คันส่งพวงมาลัยหลุด เร็ว-อย่าชักช้าม่ายฉันจะไล่แกออกจากงาน"

นายชุบเดินไปที่รถประจำทางคันนั้น เสี่ยหงวนกับนิกรขึ้นมานั่งบนคาดิแล็คเก๋งตามเดิม ต่อจากนั้นนายชุบก็จัดแจงเปิดสวิทซ์ไฟเครื่องและเดินเครื่องบังคับรถให้แล่นถอยหลัง คาดิแล็คเก๋งกับรถประจำทางแยกจากกันแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ไปโว้ยอ้ายแห้ว อย่าร่ำไรเราทำให้การจราจรติดขัดไปหมด"

เจ้าแห้วจัดแจงสต๊าทเครื่องยนตร์ แต่สต๊าทอย่างไรก็ไม่ติด เพราะรถเมล์ชนรถคาดิแล็คเก๋งค่อนข้างแรงทำให้ส่วนประกอบของเครื่องยนต์คาดิแล็คเก๋งบางส่วนชำรุดเสียหาย ขณะนี้รถเมล์ของบริษัท "การุญวงศ์" คันนั้นแล่นไปได้แล้ว รถอื่นๆ ก็แล่นตามกันไป รถที่ข้ามมาทางฝั่งพระนครผ่านขึ้นหน้าคาดิแล็คเก๋งเรื่อยๆ ใครคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมาจากรถเก๋งคันหนึ่ง แล้วร้องบอกเจ้าแห้ว

"คุณครับ ทีหลังพยายามหาที่ชนกันให้พ้นสะพานหน่อยซีครับ อย่างนี้ก็แย่ซีเมียผมเจ็บท้องผมกำลังจะพาไปส่งศิริราชเลยคลอดลูกในรถ"

พลกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าพยายามสต๊าทเลยโว้ย ปล่อยเบรคมือให้รถมันไหลไปเรื่อยๆ ก่อนเถอะ ไปให้พ้นสะพานก่อน"

เมื่อเจ้าแห้วคลายเบรคมือ คาดิแล็คเก๋งก็แล่นเอื่อยๆ ไปตามความลาดของสะพานพระพุทธยอดฟ้า รถยนต์หลายคันแซงขึ้นหน้าคาดิแล็คเก๋งไปได้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนั่งกระสับกระส่ายอึดอัดใจไปตามกัน เจ้าแห้วขับรถอย่างระมัดระวังที่สุด พอพ้นสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ เจ้าแห้วก็จอดรถชิดซ้ายขอบถนนสายกลาง แล้วหันมามองดูกิมหงวนซึ่งนั่งหน้างอเหมือนม้าหมากรุกเสียดายรถของเขาที่ถูกรถประจำทางของนิกรชนจนบังโกลนข้างขวาบุบบู้บี้และเครื่องยนต์ชำรุด

"รับประทานผมเสียใจครับอาเสี่ย ความจริงไม่ใช่ความผิดของผมเลยที่รถคันนี้ถูกชน อ้า-รับประทานอาเสี่ยนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กำลังฝันหวานอะไรหรือครับ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"ใครบอกแกล่ะว่าฉันกำลังยิ้ม หน้าบึ้งโว้ยไม่ใช่ยิ้ม รถของฉันพังยับไปแล้วแกจะให้ฉันยิ้มอย่างไรกัน"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานก็มีประกันนี่ครับ พัง ประกันเขาก็ซ่อมให้"

"ถูกแล้ว แต่รถที่ซ่อมพ่นสีใหม่มันมีตำหนิ"

แล้วเขาก็หันมามองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"ว่าไงรถเมล์ของบริษัทแกชนรถของกันแกจะว่ายังไง"

นิกรอมยิ้ม

"กันน่ะไม่ว่าอะไรหรอก มีแต่แกจะว่ากันเท่านั้น"

กิมหงวนทำปากจู๋

"อย่าเล่นลิ้น แกต้องซ่อมให้กันถ้ากับบอกบริษัทประกันภัยจะเป็นเรื่องยุ่งยากมาก เขาอาจเรียกค่าเสียหายจากแกเป็นแสน"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ

"เออ-กันจะซ่อมให้" พูดจบก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว

"เฮ้-แกเดินข้ามฟากถนนไปโทรศัพท์หน่อยตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่นั่น โทรไปที่บริษัทรถประจำทางของกัน บอกเขาว่ากันสั่งให้ส่งรถหมอมาที่นี่ มาโยงรถอ้ายหงวนเอาไปซ่อมที่อู่ เล่ารายละเอียดที่นายชุบขับรถคัน ๓๒ ชนรถเสี่ยหงวนบนสะพานพุทธให้ผู้จัดการเขาทราบด้วย"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง แล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถเดินข้ามถนนตรงไปยังตู้โทรศัพท์สาธารณะอย่างรีบร้อน พล พัชราภรณ์ กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ลงรถเถอะโว้ยพวกเรา ข้ามถนนเล็กไปรออ้ายแห้วที่หน้าตึกแถวนั่นดีกว่า พวกเราต้องไปแท็กซี่เสียแล้วคนขับรถเมล์ลูกน้องอ้ายกรคนนี้มันขับรถประมาทแน่ๆ แซงรถบนสะพานก็เลยไปกินทางเข้ามาชนรถเรา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงจากรถเดินขึ้นไปบนทางเท้าแล้วข้ามถนนเล็กไปทางฝั่งอาคารด้านตรอกพญาไม้ ทิ้งคาดิแล็คเก๋งคันงามไว้ตามลำพัง

นิกรกล่าวกับพ่อตาของเขา

"เกือบเที่ยงแล้ว หาข้าวกลางวันกินกันแถวนี้ดีไหมครับ ผมหิวจนตาลายท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว"

ท่านเจ้าคุณ มองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเศร้าใจ

"ยังไม่มีใครเขาบ่นว่าหิวสักคน ประเดี๋ยวไปกินที่ตลาดวงเวียนใหญ่ เราจะต้องไปสืบหาบ้านนางเล็กก่อนเรื่องกินไว้ที่หลัง"

เจ้าหนุ่มออร์เหลนกลุ่มหนึ่ง เดินผ่านคณะพรรคสี่สหายไป จิ๊กโก๋ท่าทางทะลึ่งแต่งกายแบบออร์เหลนนิยมคนหนึ่งไว้ผมยาวและดัดผม แลเห็นหนังศีรษะอันล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาก็หัวเราะหึๆ แล้วร้องบอกพรรคพวกของเขา

"เฮ้ย-พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น ร้องตะโกนสวนควันขึ้นทันที

"ไม่ได้หนักกบาลใครโว้ย"

ออร์เหลนกลุ่มนั้นหัวเราะครืน เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"ถึงหัวล้านก็ล้านพระยานะโว้ย แดงแจ๋เป็นลูกมะอึกอย่างนี้ล้วนแต่พานทองทั้งนั้น ไม่ใช่ล้านแบบเกาะไหหลำหรือทุ่งหมาหลงหรอกเพื่อนไม่เชื่อมาดูใกล้ซี"

เจ้าคุณเอื้อมมือมาเขี่ยสะเอวกิมหงวน

"พอแล้วอ้ายหงวนประเดี๋ยวพวกเราจะเกิดเตะปากกันขึ้นเอง"

ดร.ดิเรก กับ พล เลี่ยงไปยืนหน้าร้านขายหนังสือพิมพ์ พลซื้อนิตยาสารรายปักษ์เล่มหนึ่ง นายแพทย์หนุ่มซื้อหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาอังกฤษหนึ่งฉบับ และ บอกกับพลว่าเขาอ่านภาษาไทยไม่ใคร่ออก เพราะบางประโยคอ่านแล้วต้องเสียเวลาแปล ส่วนภาษาอังกฤษเขาอ่านเข้าใจดี ในเวลาเดียวกันนี้เองอาเสี่ยกิมหงวนของเรากำลังเลือกซื้อล็อตเตอรี่อยู่ข้างๆ จากยายแก่คนหนึ่ง ส่วนนิกรแวะเข้าไปร้านขายอาหารซื้อไอสครีมถังกระดาษถังหนึ่งออกมายืนกินข้างเสี่ยหงวน

"แกซื้อล็อตเตอรี่เหมือนกันหรืออ้ายหงวน"

นิกรถามพลางตักไอสครีมด้วยพายเล็กๆ ใส่ปากเขา

อาเสี่ยหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"อย่างน้อยกันซื้องวดละ ๕ ใบ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ

"แกมีเงินนับร้อยล้านยังหวังโชคลาภทางล็อตเตอรี่อีกหรือ"

กิมหงวนหัวเราะ

"เป็นธรรมดาว่ะ คนเรายิ่งรวยก็ยิ่งโลภเพราะความโลภของมนุษย์เราไม่มีวันสิ้นสุด มีร้อยล้านก็อยากจะมีให้ถึงพันล้าน ทั้งๆ ที่รู้ว่าตายแล้วเอาไปเมืองผีไม่ได้แม่แต่บาทเดียว"

แล้วเขาก็ชูสลากกินแบ่งฉบับนั้นให้นิกรดู

"ใบนี้ยายซิ้มแกบอกว่าถูกแน่"

สองสหายพากันเดินเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนดูสินค้าอยู่หน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน พล กับ ดร.ดิเรกก็เขามารวมกลุ่มด้วย คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรอคอยเจ้าแห้วประมาณ ๑๕ นาที เจ้าแห้วก็ข้ามฟากถนนถึง ๓ ตอน ตรงเข้ามาหาเจ้านายของเขาอย่างรีบร้อน

เจ้าแห้วรายงานให้นิกรทราบ

"รับประทานเรียบร้อยแล้วครับ ผมโทรไปบอกนายท่าเล่าเรื่องรถอาเสี่ยถูกรถเมล์คัน ๓๒ ชนให้เขาทราบและบอกเขาว่า คุณสั่งให้รีบเอารถหมอลากรถคาดิแล็คไปซ่อมที่อู่"

นิกรมองดูเจ้าแห้วอย่างหมั่นไส้

"แล้วแกไปจมอยู่ที่ไหนวะตั้งนาน"

"ปู้โธ่ รับประทานก็อยู่ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะนั่นแหละครับ สาวทีนเอจคนหนึ่งเธอพูดโทรศัพท์อยู่ก่อน รับประทานพูดกับแฟนครับ เอียงคอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บางทีก็ทำอายม้วนต้วน บางทีก็อ้าปากกว้างเหมือนกับจะอมลำโพงโทรศัพท์ รับประทานพูดอยู่นั่นแหละครับคนเฝ้าโทรศัพท์บอกผมว่า พูดตั้งสองโมงเช้าไม่ยอมวางหู รับประทานผมทนไม่ไหวต้องบุกเข้าไปในตู้โทรศัพท์ขอร้องให้เธอวางหูเสีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"โทรศัพท์สาธารณะมักจะเป็นอย่างนี้แหละ คนที่เห็นแก่ตัวอาศัยโทรศัพท์พูดเกี้ยวกันหรือพรอดรักกันไม่ได้นึกถึงคนอีกหลายๆ คนที่กำลังรอคอยพูดโทรศัพท์อยู่"

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ข้าไปถนนสายกลางโว้ย ขึ้นแท็กซี่ไปวงเวียนใหญ่ไปสืบหาบ้านนางเล็กแล้วก็หาข้าวกลางวันกินกันที่นั่น ตลาดวงเวียนใหญ่เขาครึกครื้นดีเหมือนกัน"

นิกรยิ้มให้พล

"ไปรถเมล์ของกันดีกว่า นานๆ ขึ้นรถเมล์ทีพวกเราจะได้รู้ว่าการโดยสารรถเมล์มันแสนอึดอัดทารุณเพียงไรแต่ละคันคนแน่นเหมือนปลากระป๋องถ้าเราขึ้นข้างหลังเด็กกระเป๋าก็จะบอกให้เราเขยิบไปข้างหน้า ถ้าเราขึ้นข้างหน้าก็จะบอกให้เราถอยไปข้างหลัง"

กิมหงวนว่า

"ทำไมบริษัทไม่ปล่อยรถให้วิ่งมากๆ ล่ะโว้ย"

นิกรหัวเราะ

"แกไม่รู้อะไรอ้ายหงวน ปล่อยรถเมล์วิ่งน้อยคันค่าใช้จ่ายของบริษัทก็ลงลด แต่มีรายได้สูงขึ้น เพราะคนโดยสารเบียดเสียดเยียดยัดกัน รถที่วิ่งมาทางฝั่งธนบางสายตอนกลางวันอย่างนี้มีรถวิ่งเพียงสามสี่คันเท่านั้น ตั้งครึ่งชั้วโมงกว่าจะมาสักคัน บริษัทกันยังค่อยยังชั่วมีรถวิ่งตอนกลางวันถึง ๑๐ คัน ตอนเช้าหรือตอนเลิกงานจึงปล่อยรถออกวิ่งมากๆ "

"เวอรี่แบ๊ด" ดร.ดิเรกคราง

"ถ้าอย่างนี้ประชาชนคนโดยสารรถเมล์ก็เดือดร้อนแย่ กระทรวงคมนาคมหรือกรมการขนส่งน่าจะแก้ไขให้รถเมล์มีจำนวนเพียงพอ ดูซีวะแต่ละคัน คนโดยสารโหนกันต่องแต่งหาที่ว่างไม่ได้เลย"

นิกรว่า

"ใครอยากสบายก็ไปแท็กซี่หรือรถสวนตัว การเดินรถก็ต้องหวังกำไรมากๆ ผู้โดยสารเดือดร้อนก็ช่างประไร แกเป็นเจ้าของบริษัทรถเมล์แกก็ต้องทำอย่างนี้คือปล่อยรถออกวิ่งให้น้อยที่สุด

ดร.ดิเรก พยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ ฟังเป็นคติดีเหมือนกัน"

นายจอมทะเล้นชี้มือไปทางสะพานพุทธ

"โน่น....รถเมล์ของกันมาแล้ว เดินไปที่ป้ายจอดรถหน่อยโว้ยพวกเรา"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้ว และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเดินรวมกลุ่มไปที่ป้ายรถประจำทางซึ่งมีรถจอดหลายคันหลายบริษัท มีเส้นทางเดินรถต่างๆ กัน แต่ทับสายกันบ้างเป็นธรรมดาคนโดยสารรถเมล์ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้หญิงหรือคนแก่ ล้วนแต่เป็นนักวิ่งเร็วยืนรออยู่ที่ป้ายแต่รถเมล์ที่จะไปจอดอยู่ห่างป้ายตั้ง ๕๐ เมตร ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถ บางทีคะเนว่ามีรถจอดอยู่ที่ป้ายและจอดติดต่อกันอีกหลายคัน พอเห็นรถเมล์ที่ต้องการโดยสารวิ่งลงมาจากสะพานพุทธก็รีบวิ่งไปดัก แต่แล้วรถเมล์คันหน้าเพื่อนออกไป รถคันนั้นก็แซงขึ้นมาจอดแทนที่ป้าย ผู้โดยสารห้อแน่บไปตามกัน ใครมัวงุ่มง่ามก็ต้องรอคันหลังซึ่งบางสายครึ่งชั่วโมงถึงจะมาสักคัน

รถของบริษัท "การุณวงศ์" แล่นมาจอดที่ป้ายจอดรถแล้วติดกับรถเมล์เหลืองซึ่งจอดอยู่ก่อน ผู้โดยสารประมาณ ๑๐ คนย่อยๆ กันลงจากรถและผู้โยสารประมาณ ๒๐ คนกำลังจะขึ้นรถคันนี้

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็ขึ้นมายืนอัดกันเหมือนปลากระป๋องตอนท้ายรถ ปะปนกับผู้โดยสารรถเมล์คันหมายเลข ๑๗ เคลื่อนออกจากที่อย่างกระโชกโฮกฮาก ผู้โดยสารที่ยืนโหนราวตุปัตตุเป๋ซวนเซไปมาอย่างน่าดู เด็กกระเป๋าในวัยรุ่นท่าทางเป็นนักเลง ทำหน้าที่ขายตั๋วอย่างแคล่วคล่องปากก็พูดตลอดเวลา

"ตั๋วยังสตังส่ง แถวซ้ายเดินหน้าหน่อย ป้าย"

รถเมล์คันนั้นจอดป้ายหน้าร้านอาหารจีนก่อนถึงวงเวียนเล็ก แล้วเด็กกระเป๋าก็เป่านกหวีดเป็นสัญญาณไปได้เสียงนกหวีดดังผิดธรรมดาธรรมชาติ นิกรมองดูเด็กกระเป๋าอย่างพิจารณา เป็นเด็กที่มาเข้าทำงานใหม่เขาไม่เคยเห็นหน้าและพอเห็นหน้าก็ไม่ถูกชะตาเสียแล้ว เพราะเจ้าเด็กกระเป๋าคนนี้ท่าทางเป็นนักเลง พูดห้วนๆ กับผู้โดยสารและเอามือสะกิดแขนสุภาพสตรีเพื่อขอสตางค์ค่าโดยสารอันเป็นมารยาทที่เลวที่สุด

เด็กกระเป๋าบุกเข้ามาทางคณะพรรคสี่สหาย แล้วพยักหน้ากับนิกร

"ขอค่าโดยสาร"

นิกรสั่นศีรษะ

"อั้วกับพรรคพวกอั้วอีกห้าคนนี่ไม่ต้องเก็บ"

เด็กกระเป๋าลืมตาโพลง

"หมายความว่ากระไรพี่ชาย ตั๋วเบ่งหรือตั๋วพยักหน้าเขาเลิกใช้มานานแล้ว คุณเป็นใครถึงมาห้ามผมไม่ให้เก็บค่าโดยสาร"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"อย่าพยายามซักถามอะไรเลยวะน้องชาย รถเมล์สายนี้พวกเราขึ้นไม่เสียเงินอย่างเด็ดขาด เก็บสตางค์ต่อไปเถอะ สำหรับพวกเราหกคนอย่างไรก็ไม่เสียค่าโดยสาร"

เด็กกระเป๋ามองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างเดือดดาล

"พวกคุณเป็นนักเลงรึ"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"เดี๋ยวถีบตกรถเลย แกน่าจะรู้จักฉันนานแล้ว ทำงานของแกไปเถอะ อย่ามายุ่งกับพวกอั๊ว"

เจ้าหมอนั่นยกนกหวีดขึ้นเป่าเสียงลั่น รถจอดที่ป้ายเลยวงเวียนเล็กไปหน่อย แต่ยังไม่ถึงสี่แยกบ้านแขกเด็กกระเป๋ารีบพรวดพราดลงจากรถวิ่งไปทางหน้ารถ ร้องตะโกนบอกคนขับ

"ลูกพี่ ลงมาข้างล่างหน่อย"

ลูกพี่คือคนขับรถ รูปร่างขนาดน้องๆ ยักษ์วัดแจ้ง และเคยเป็นนักมวยรุ่นมิลเดิลเวทของเวทีราชดำเนินมาแล้ว มองดูเด็กกระเป๋าหลังอย่างแปลกใจ

"เอะอะอะไรวะ อ้ายทวน"

"นักเลงห้าหกคนขึ้นรถมาจากสะพานพุทธ เขาไม่ยอมจ่ายเงินค่าโดยสาร"

"ก็พูดกับเขาดีๆ ซีวะ ชี้แจ้งให้เขาฟังว่าถ้านายตรวจขึ้นมาพบเขาไม่มีตั้วนายตรวจเขาจะรายงานตัดเงินเดือนเอ็ง"

"พูดดียังไงไหวลูกพี่ เขาบอกว่าเขาจะถีบฉันให้ตกรถและอีกคนหนึ่งว่ารถเมล์สายนี้พวกเขาไม่เสียเงิน"

น่ายเดชขมวดคิ้วเข้าหากัน

"ถ้ายังงั้นกูแสดงเอง อย่างมากกูก็ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุก ถึงกับพูดว่าจะถีบมึงตกจากรถมันใหญ่เกินไปแล้ว"

พูดจบคนขับรถก็กระโดดลงจากรถ เจ้าทวนเด็กกระเป๋าพาไปทางท้ายรถทันที เจ้าเชิดเด็กกระเป๋าคว้าดาบใต้ที่นั่งคนขับกระโจนลงจากรถตามไปด้วย

ผู้โดยสารอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน หลายคนรีบหนีลงทางหน้ารถทำให้ความเบียดเสียดเยียดยัดบนรถคลายไป มีที่ว่างอีกมาก

"ไหน....คนไหนวะอ้ายทวนที่บอกว่าจะถีบมึงตกจากรถ"

นายเดชถามเสียงลั่นและจ้องมองดูออเหลนคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตอนกลางรถ

"โน่น ลูกพี่ ทางกลุ่มท้ายรถนั่นแหละตัวเล็กๆ นุ่งกางเกงสีน้ำทะเล ใส่เชิ้ตฮาไวสีเขียวอ่อนใหม่เอี่ยมคนนั้นแหละ"

เจ้าชิดเด็กกระเป๋าหน้ายัดเยียดดาบไทย ซึ่งอยู่ในฝักใส่มือคนขับรถ

"มันหลายคน เอาดาบนี่เถอะลูกพี่"

นายเดช อดีตเสือสังเวียนเย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อแลเห็นนิกรเจ้านายของเขาและคณะพรรคสี่สหาย ใบหน้าของคนรถซีดเผือด เขายืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น จนกระทั่งเจ้าทวนกล่าวขึ้น

"เอาซีลูกพี่ เรียกเขาลงมาจากรถจัดการสั่งสอนเสียเลย ในฐานที่เขาไม่จ่ายค่าโดยสารและจะถีบฉันตกจากรถ"

เดชยิ้มแห้งๆ

"ท่านไม่ถีบมึงตกรถก็เป็นบุญหนักหนาแล้ว ไปขึ้นรถเร็วเสียเวลา แล้วอย่าพยายามขอค่าโดยสารท่านอีกนะ"

นิกรร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้ย นายเดช รีบไปไหนละ มาฟันกันสักแผลซีโว้ย"

นายเดชรีบขึ้นนั่งประจำที่คนขับสตาร์ทเครื่องเข้าเกียร์นำรถประจำทางคัน ๑๗ ออกแล่นทันที เด็กกระเป๋าทั้งสองรีบกระโดดเกาะรถท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นแครงของคณะพรรคสี่สหาย ส่วนคนโดยสารถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน แต่ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าทำไมจึงไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น

รถประจำทางผ่านสี่แยกบ้านแขกไปแล้ว เจ้าทวนจ้องมองดูหน้านิกรตลอดเวลาในที่สุดอดรนทนไม่ได้ก็เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้านิกรและเปลี่ยนท่าทีใหม่ คือสุภาพนอบน้อมและยำเกรง

"ประทานโทษเถอะครับ คุณเป็นตำรวจหรือครับ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"อ้อ แกพูดเพราะๆ ก็เป็นเหมือนกันหรือ แต่ฉันได้ยินแกพูดกับผู้โดยสารเหมือนกับว่าแกเป็นคนป่าที่เราจับเอามา อั๊วไม่ได้เป็นตำรวจหรอก"

"ถ้ายังงั้นคุณคงเป็นนักเลงใหญ่ขนาดที่พี่เดชของผมเกรงกลัวคุณ คุณเป็นเจ้าถิ่นฝั่งธนหรือครับ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"นักเลงมันมีเหลืออยู่ที่ไหนกันวะ คุกลาดยาวเก็บนักเลงไปรวมกันที่นั่นหมดแล้ว"

รถแล่นมาถึงวงเวียนใหญ่แล้ว แล่นเวียนซ้ายวงเวียนตรงไปจอดที่ป้ายหยุดรถ นิกรบุ้ยใบบอกให้คณะพรรคของเขาลงมาจากรถ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงเป็นคนแรก พล นิกร กิมหงวน และเจ้าแห้วติดตามไป

เจ้าทวนยืนขวางหน้านิกรแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ผมกราบละครับ กรุณาบอกผมให้สิ้นสงสัยหน่อยเถอะครับว่าคุณเป็นใคร ลูกพี่ของผมไม่เคยกลัวใครเลย แต่พอเห็นหน้าคุณเข้าพี่เดชหน้าซีดเหมือนไก่ฟัก"

นายจอมทะเล้นแสดงท่าทีอิดหนาระอาใจเต็มทน

"หลีกไป อั๊วจะลง"

"โธ่ ก็บอกผมก่อนซีครับว่าคุณเป็นใคร"

"อยากรู้เรอะ บอกให้ก็ได้ อั๊วไม่ใช่ตำรวจหรือนักเลงอันธพาลอย่างที่แกเข้าใจ อั๊วคือนายนิกร การุณวงศ์ เจ้าของและผู้อำนวยการบริษัทรถเมล์นี้" พูดจบเขาก็รีบพาตัวลงไปจากรถ

เจ้าทวนอกสั่นขวัญแขวน เขายืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็เป่านกหวีดเป็นสัญญาณให้ออกรถได้ แล้วเจ้าทวนก็เดินเข้าไปหาคนขับรถหรือลูกพี่ของเขา

"ลูกพี่ จอดป้ายหน้าส่งฉันหน่อยนะพี่เอากระบอกตั๋วและเงินค่าโดยสารไว้ด้วย ฉันจะรีบไปหางานทำใหม่"

เดชหัวเราะลั่น

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ ท่านผู้อำนวยการท่านใจดียังกะพระ รับรองว่าท่านไม่ไล่มึงกับอ้ายชิดออกจากงานหรอก เสมียนแผนกบัญชียักยอกเงินตั้ง ๕,๐๐๐ ท่านยังเขกกบาลทีเดียวเท่านั้น มึงกับอ้ายชิดเพิ่งเข้ามาทำได้ไม่กี่วัน และระหว่างนี้คุณนิกรก็ไม่เคยไปตรวจงานที่บริษัท"

รถเมล์คันนั้นแล่นไปลิบลับแล้ว แต่คณะพรรคสี่สหายอยู่ที่ตลาดวงเวียนใหญ่นั่งเอง พล, นิกร, กิมหงวนและ ดร. ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งในตลาดนี้ ซึ่งในบริเวณนี้จำหน่ายอาหารต่างๆ ทั้งอาหารไทยและอาหารจีน ก๋วยเตี๋ยวต้ม, เกาเหลา, ข้าวมันไก่, หอยแมลงภู่ทอด, กะเพาะปลา, ทอดมัน, ลูกชิ้น, เต้าหู้, และก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว ในตอนกลางวันเช่นนี้มีผู้มารับประทานอาหารกลางวันมาก โต๊ะอาหารแทบจะไม่มีที่ว่าง

พลใช้ให้เจ้าแห้วไปสืบหาตัวสาวใช้ในตรอกหลังโรงภาพยนตร์เฉลิมเกียรติ และนัดพบกับเจ้าแห้วในบริเวณร้านอาหารแผงลอยเหล่านี้ อาเสี่ยกิมหงวนถือโอกาสสั่งเหล้ามาดื่มไม่มีใครยอมร่วมดื่มเหล้ากับเสี่ยหงวนด้วย เพราะเป็นเวลาเที่ยงไม่ใช่เวลากินเหล้า แต่กิมหงวนดื่มเหล้าได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง บางทีดึกดื่นเที่ยงคืนนอนหลับไปแล้วยังลุกขึ้นมานั่งกินเหล้า

บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหารหลายชนิด พลกินหอยแมลงภู่ทอด นิกรกินข้าวมันไก่ตอน ลูกชิ้นเต้าหู้และทอดมันปลา เสี่ยหงวนกินทอดมันเพียงจานเดียว ดร.ดิเรก กินก๋วยเตี๋ยวน้ำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กินบะหมี่แห้ง

เจ้าแห้วหายไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็กลับมา

"รับประทานเหลวครับ" เขารายงานให้พลทราบ

"พรรคพวกของผมในตรอกหลังโรงหนังเฉลิมเกียรติไม่มีใครรู้จัก หรือเคยเห็นผู้หญิงสาวที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนนางเล็กเลย รับประทานมันโกหกน่ะครับว่ามันเคยอาศัยอยู่กับน้าสาวของมันในตรอกหลังโรงหนัง รับประทานนางเล็กรูปร่างเหมือนมนุษย์โลกพระอังคาร ผมบอกรูปลักษณะของมันให้ฟัง เพื่อนฝูงของผมถึงแม้ไม่รู้จักกับมันก็คงเคยเห็นตัวมันบ้าง แต่นี่รับประทานไม่มีใครเคยเห็นผู้หญิงรูปร่างลักษณะอย่างนี้เลย"

พลหัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้น คุณแม่ก็เจอสาวใช้ทีเด็ดเข้าให้แล้ว เพราะท่านรับคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนเข้ามาอยู่ในบ้านแล้วให้ความไว้วางใจมันอย่างรวดเร็ว พวกนายจ้างโดนเข้าแบบนี้มามากต่อมากแล้ว ช่วยไม่ได้โว้ยพวกเราก็ได้มาสืบหาตัวนางเล็กให้ท่านแล้ว นั่งซีอ้ายแห้วแกจะกินอะไรก็สั่งมากินตามความพอใจของแก"

เจ้าแห้วยิ้มแป้นทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งระหว่างนิกรกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกวักมือเรียกเจ้าตี๋คนหนึ่งเข้ามาพบ

"สั่งข้าวผัดไข่ดาวให้สักจานเถอะวะตี๋ แล้วก็ ลูกชิ้นเต้าหู้ชามหนึ่ง น้ำแข็งเปล่าแก้วหนึ่ง"

เจ้าตี๋รับคำสั่งแล้วพาตัวเดินไปจากที่นั่น ทันใดนั้นเองผู้หญิงในวัยกลางคนคนหนึ่งแต่งกายขมุกขมอมด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นได้ตรงเข้ามาทรุดนั่งยองๆ ข้างเสี่ยหงวนแล้วประณมมือไหว้อย่างนอบน้อมในท่าทางที่น่าสงสาร

"ทำทานเถิดเจ้าค่ะ" หล่อนพูดเสียงอ่อยๆ

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทโปโลหยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่งแล้วส่งธนบัตรใบละร้อยบาทให้หล่อนหนึ่งฉบับ

"เอ้า แล้วรีบหลบไปเสียพ้นๆ เจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์เขาเห็นเข้าเขาจะจับเอาตัวไป"

หล่อนสั่นศีรษะช้าๆ ไม่ยอมนับธนบัตรใบนั้น

"มากเกินไปเจ้าค่ะ ดิฉันต้องการเพียงเศษสตางค์สักสลึงหรืออย่างมากก็บาทเดียวเท่านั้น คุณกรุณาให้ดิฉันตั้งร้อยบาท ดิฉันเกิดมาเป็นตัวเป็นตนดิฉันไม่เคยใช้แบ๊งค์ใบละร้อยหรอกค่ะ"

เสี่ยหงวนและคณะพรรคสี่สหายต่างมองดูขอทานหญิงวัยกลางคนด้วยความประหลาดใจยิ่ง ผู้ที่นั่งกินอาหารอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ก็พากันมองดูอาเสี่ยกิมหงวนไปตามกัน

"น้องสาว" กิมหงวนพูดเสียงหัวเราะ

"เอาไปใช้เถอะ ฉันยินดีให้ทานเธอร้อยบาทในฐานที่เราเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ฉันมั่งมีอย่างล้นเหลือฉันก็แบ่งให้เธอใช้บ้าง ชาติหน้าฉันจะได้ร่ำรวยมั่งมีศรีสุขเหมือนชาตินี้อีก"

"ไม่ค่ะ ดิฉันใช้แบ๊งค์ใบละร้อยไม่เป็นจริงๆ คุณขา ถ้าจะกรุณาดิฉันขอสักบาทเดียวเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ"

"อือ เธอเป็นขอทานที่ไม่โลภและเห็นว่าเงินไม่มีความหมาย ขอทานอย่างนี้ฉันเพิ่งเคยเห็น"

พูดจบก็เก็บธนบัตรทั้งปึกใส่กระเป๋า แล้วส่งธนบัตรราคาหนึ่งบาทหนึ่งฉบับให้หล่อน

"เอ้า-ฉันให้เธอหนึ่งหนึ่งบาท"

หล่อนยกมือไหว้และรับเงินมาถือไว้

"ขอให้คุณอยู่เย็นเป็นสุขอายุมั่นขวัญยืนเถอะนะค่ะ ขอให้เป็นเจ้าคนนายคนเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี คิดเงินได้เงินคิดทองได้ทอง ทำมาค้าคล่องถ้าจะค้าเฮโรอีน ก็ขอให้แคล้วคลาดจากตำรวจเถิดเจ้าประคู้ณ ดิฉันลาละเจ้าคะ"

หล่อนลุกขึ้นพาตัวเดินไปตามส่วนลึกของตลาดเพื่อขอทานต่อไป ดร.ดิเรกมองดูด้วยความเศร้า

"น่าสงสารและน่าเศร้าใจมาก หล่อนต้องขอทานหาเลี้ยงตัวเองถ้าหากเมื่อสาวๆ หล่อนเข้าประกวดนางงามได้เป็นนางสาวไทยหรือเป็นนางงาม เป็นเทพีงานอะไรสักงานหนึ่ง ป่านนี้ก็คงนั่งรถเก๋งวางท่าอย่างโก้เก๋แต่งเครื่องเพราชพราวไปเลย ความจริงหน้าตาก็ไม่เลว เมื่อสาวๆ คงสวยเหมือนกัน"

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไหนว่าขอทานหมดแล้วยังไงล่ะ ที่เฉลิมบุรีและที่นี่ยังมีอยู่อย่างนี้ ชาวต่างประเทศมาเห็นก็ขายหน้าเขาเพราะประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่มีขอทาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เห็นจะปราบกันไม่ไหวเพราะอาชีพขอทานไม่ต้องลงทุนอะไร เพียงแต่หาเสื้อผ้าขาดๆ มาแต่งและตีหน้าเศร้าๆ เที่ยวยกมือไหว้ใครต่อใครเขาวันหนึ่งๆ ก็มีรายได้อย่างงดงาม ดีกว่าหาบของขายหรือทำงานกรรมกรแบกหามนั่น-มาอีกคนหนึ่งแล้ว"

เด็กชายในวัย ๑๒ ขวบคนหนึ่งเข้ามาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ ดร.ดิเรก กับพลแล้วยกมือไหว้

"ท่านคะร๊าบ ผมอดข้าวมาสามวันแล้ว"

พลหัวเราะหึๆ

"อดข้าวตั้งสามวันแกจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรอ้ายหนู"

เจ้าหนูทำตาละห้อย

"ผมสาบานให้ก็ได้ครับ สามวันมาแล้วข้าวสักเม็ดไม่ได้ตกถึงท้องผมเลย ผมกินแต่ก๋วยเตี๋ยวครับ บางทีก็แซนวิชกับกาแฟร้อน นายทำทานผมเถอะครับมีธนบัตรเก่าๆ ที่นายไม่ใช้ก็กรุณาให้ผมใช้เถอะครับ"

ดร.ดิเรก ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาแล้วดึงธนบัตรใบละบาทออกมาส่งให้เจ้าหนูน้อยหนึ่งฉบับ เจ้าหนูดีใจรีบลุกขึ้นเดินพาตัวไปจากที่นั้น ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าตี๋ก็นำข้าวผัดใส่ไข่ดาวมาเสิฟให้เจ้าแห้ว และเจ้าตี๋อีกคนหนึ่งนำลูกชิ้นเต้าหู้กับน้ำแข็งเปล่ามาให้

เจ้าแห้วว่า

"รับประทานบรรยายกาศที่นี่ครึกครื้นดีเหมือนกันนะครับ มีอาหารหลายอย่างเสียอย่างเดียวขอทานชุมเหมือนยุงตอนหัวค่ำ มาอีกแล้วคราวนี้เป็นผู้หญิงสาวอุ้มลูกมาด้วย"

เจ้าแห้วก้มหน้าก้มตาทำธุระกับอาหารที่สั่งมา ขอทานสาวในวัย ๓๐ เศษอุ้มทารกที่มีอายุไม่ถึงขวบเดินเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย

"ทำทานค่ะ" หล่อนพูดแผ่วเบาเกือบเป็นเสียงกระซิบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นขอทานสาวมองหน้านิกรมีเจตนาขอเงิน ท่านเจ้าคุณก็กล่าวกับนิกรว่า

"ให้ขอทานบ้างซีโว้ยอ้ายกร แกน่ะบุญไม่ทำทานก็ไม่ให้ แกรู้ไหมว่าการทำบุญให้ทานคือการสะสมเสบียงเอาไว้ชาติหน้า"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงควานหาเงินอยู่เกือบนาทีก็หยิบเรียญสลึงอันหนึ่งออกมาส่งให้ขอทานสาว

"เอ้า-ฉันให้เธอ อย่าใช้จ่ายเงินให้มันฟุ่มเฟือยนัก ฉันจำได้ว่าเมื่อคืนฉันพบเธอดูหนังเรื่องวันเผด็จศึกที่เฉลิมไทย เธอนั่งชั้น ๒๐ บาทใกล้ๆ พวกเรา แต่งชุดสีน้ำทะเลใส่น้ำหอมฟุ้ง"

ขอทานสาวทำหน้าชอบกล

"โถ-คุณขา จะซื้อกล้วยให้ลูกกินก็ไม่ใคร่มีเงินอยู่แล้วจะให้ดิฉันไปดูหนังที่ละ 20 บาทได้อย่างไร ดิฉันเคยไปที่เฉลิมไทยก็จริงค่ะ แต่ไปขอทานขอจากท่านผู้ดีมีเงินที่ท่านไปดูหนังกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งธนบัตรราคา ๑๐ บาท หนึ่งฉบับให้ขอทานสาวด้วยความเมตตาจิตของท่าน

"เอาเงินนี่ไปซื้อกล้วยให้ลูกกิน แล้วซื้อเสื้อยืดราคาถูกๆ ให้มันใส่สักตัว อากาศหนาวๆ อย่างนี้ปล่อยให้ตัวล่อนจ้อนก็เป็นตะพั้นตายเท่านั้น อ้า-พ่อของเด็กไปไหนเสียล่ะหรือว่าเลิกกัน"

"ไม่ได้เลิกหรอกเจ้าค่ะ แต่เขามีธุระไปติดตะราง ๒๐ ปี เขาเป็นพวกออร์เหลนหรือจิ๊กโก๋ค่ะ เอาระเบิดขวดเที่ยวขว้างเขาถึงตาย ก็ต้องรับโทษตามกฎหมายดิฉันละเข็ดจนตายเชียวค่ะ ถ้าจะมีผัวใหม่อย่างน้อยก็ต้องร้อยเอกหรือชั้นโทขอให้ท่านมีความสุขความเจริญนะคะ"

หล่อนอุ้มลูกเที่ยวขอทานเขาตามโต๊ะอาหารต่อๆ ไป หลังจากนั้นไม่ถึงนาทีขอทานอีกคนหนึ่งก็เดินกะย่องกะแย่งตรงเข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย ขอทานผู้นี้เป็นชายชราอายุราว ๖๐ เศษ รูปร่างผอมสูง สวมกางเกงดำเก่าและขาดปะหลายแห่ง สวมเสื้อยืดแขนสั้นคอกลมสีขาวกะรุ่งกะริ่งมือขวาถือไม้เท้ายันพื้นช่วยประคอง ลักษณะท่าทางบอกว่าสุขภาพเลวเต็มทน และปากเบี้ยวเล็กน้อยเหมือนกับเป็นอัมพาต ชายชราผู้นี้ชาวตลาดวงเวียนใหญ่รู้จักดี เขาชื่อมา ซึ่งใครๆ เรียกลุงมา เป็นขอทานที่สุภาพนอบน้อมและถ้าเข้าไปขอเงินใครแล้วเป็นไม่ผิดหวังอย่างน้อยก็ได้หนึ่งบาท

ลุงมาหยุดยืนข้างโต๊ะคณะพรรคสี่สหายแล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างอาเสี่ยกิมหงวน

"ท่านขอรับ ถ้าท่านคิดว่าการให้ทานจะช่วยให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกร่วมชาติของท่านไม่อดตายและจะทำให้ท่านมีจิตใจบริสุทธิ์เพราะการบริจาคของท่านแล้วกรุณาให้ทานผมสักบาทเถอะครับ"

อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มเล็กน้อย เขาเพิ่งได้ยินขอทานพูดคำคมกับเขาในวันนี้ และถอยคำของชายชราหรือขอทานอาวุโสผู้นี้จับใจเขามาก กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทโปโลหยิบธนบัตรปึกเบ้อเร่มออกมาหลายปึก ซึ่งมีธนบัตรใบละร้อยและธนบัตรย่อย แล้วเสี่ยหงวนก็ส่งธนบัตรใบละร้อยบาทฉบับหนึ่งให้ลุงมา

"เอ้า-ลุง ฉันยินดีและเต็มใจบริจาคทานเพื่อหวังผลทานในภพหน้า"

ชายชรานัยน์ตาเหลือก

"โอ้โฮ ท่านให้ผมตั้งร้อยบาทเชียวหรือครับนี่"

กิมหงวนพยักหน้า

"ถูกแล้วลุง อย่าสงสัยอะไรเลย และรับรองว่าใบละร้อยจริงๆ ไม่ใช่แบ๊งค์หลวงพ่อทวด"

ลุงมายกมือไหว้ปะหลกๆ เอื้อมมืออันสั่นรัวรับเงิน ๑๐๐ บาทมาจากกิมหงวน

"เจ้าประคุณเอ๋ย ๕๐ ปี แห่งชีวิตยากจนของผมผมไม่เคยได้รับทานจากใครมากมายอย่างนี้เลย เคยอยู่ครั้งเดียวเมื่อตอนสงครามญี่ปุ่นบุกรุก ผมได้รับทานจากท่านสุภาพสตรีผู้หนึ่งเป็นเงิน ๒๐ บาท โอโฮ้...ทำไมท่านเมตตาปรานีผมถึงเพียงนี้ล่ะครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ก็เพราะฉันเห็นว่าแกมีอายุมากแล้วและท่าทางก็อ่อนแอเพราะสุขภาพไม่ดี ฉันไม่ได้ให้เงินแกเพราะฉันเป็นเศรษฐี ฉันให้เพราะฉันสงสารแกจริงๆ "

ชายชราจอมยาจกน้ำตาคลอหน่วยเพราะความปลาบปลื้มใจ

"ผมไม่ทราบว่าจะให้พรท่านอย่างไรดี จะให้เหมือนอย่างแบบฉบับของขอทานก็ไม่เหมาะ อยู่กับพ่อกับแม่จนแก่จนเฒ่าถือไม่เท้ายอดทองกระบองฝังเพชร คุณพ่อคุณแม่ของท่านคงจะม่องเท่งไปนานแล้วเอายังงี้ก็แล้วกันนะครับ อีกไม่กี่วันก็จะสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว ผมขอถือโอกาส ส.ค.ส ให้ท่านล่วงหน้าไว้เลย ท่านจะกรุณารับความสุขที่ผมให้ท่านไหมครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ถ้ายังงั้นก็ควรกล่าวเป็นโคลงฉันท์หรือกาพย์กลอน แกมีความรู้ในทางกวีนิพนธ์บ้างไหมล่ะ"

ลุงมาหันมายิ้มให้นิกร

"ถนัดครับเรื่องต่อกลอน แต่งกลอนติดกลอน หรือ เจาะกลอนผมก็เคยมีความรู้มาไม่น้อย อย่างน้อยผมก็พอแต่งฉันท์ได้"

แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่อาเสี่ยกิมหงวน

"ผมจะให้พร ส.ค.ส ท่านเป็นคำกลอนนะครับ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"เออ เข้าทีดีเหมือนกัน ลุกขึ้นนั่งเสียข้างบนเถอะแล้วก็กินอะไรกับพวกเรา สั่งมาตามใจชอบฉันเลี้ยงอย่างไม่อั้น แกเป็นขอทานที่มีอะไรๆ น่าสงสารมากทีเดียว"

ลุงมาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง โต๊ะอาหารโต๊ะนี้จึงมีคนนั่งล้อมถึง ๗ คน ใครต่อใครพากันมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างขบขันที่ชวนขอทานนั่งร่วมโต๊ะและเรียกเด็กรับใช้มาสั่งอาหารให้

พลกล่าวกับลุงมาอย่างกันเอง

"เอาอะไรล่ะลุง ลุงสั่งเจ้าตี๋ก็แล้วกันอาหารคาวหวานเหล้าหรือเครื่องดื่มสั่งมาเถอะ ความจริงลุงมีอายุน้อยกว่าที่จะเป็นลุงของเราได้ แต่ให้พวกเราเรียกลุงก็แล้วกันนะ"

"ครับ ครับ ขอบพระเดชพระคุณขอรับ กระผมชื่อมาครับ"

"หา" นิกรอุทาน "ชื่อม้าหรือลุง"

"มาครับไม่ใช่ม้า เอาไม้โทออกเสียงซีครับ ชื่อผม ม.ม้า สระอา ผมซาบซึ้งใจเหลือเกินที่พวกท่านไม่ได้ถือเนื้อถือตัวไม่รังเกียจว่าผมเป็นแต่เพียงขอทานที่ใครๆ เขาเห็นว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่พวกท่านมีความเมตตาปรานีกระผม"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ไม่เคยดูถูกเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์หรอกลุง ขอทานกับมหาเศรษฐีก็ม่องเท่งเหมือนๆ กัน สั่งอาหารเสียก่อนซีลุงแล้วค่อยคุยกัน"

ลุงมามีท่าทางกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้น พยักหน้ากับเจ้าตี๋คู่ปรับของเขาซึ่งเคยขับไล่เขาบ่อยๆ หาว่าเกะกะร้านและเคยขู่ว่าจะเอาตำรวจมาจับ

"อ้ายตี๋ กูเคยบอกมึงแล้วใช่ไหมวะว่า มีมืดก็ต้องมีสว่าง ฮ่ะ ฮ่ะ เจ้านายท่านเลี้ยงกูโว้ย วันนี้กูไม่ใช่คนแล้ว"

เจ้าตี๋หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ไม่ใช่คนลื้อเป็นหมา"

"มึงน่ะซี" ลุงมาพูดสวนควัน

"ว่าหมาเดี๋ยวพ่อแพ่นกบาลด้วยตะพต ไปเอาเหล้ามาให้กูกิน"

"เหล้าอะไร"

"เอาตราขาวมาครึ่งหนึ่ง โซดาสองขวด แล้วก็สั่งไก่ตอนเอาแต่เนื้อหน้าอก ๒๐ บาท"

เจ้าตี๋นัยน์ตาเหลือก มองดูคณะพรรคสี่สหายคล้ายกับจะถามว่า ใครจะเป็นคนจ่ายค่าเหล้าตราขาว เสี่ยหงวนพยักหน้าแล้วพูดตัดบท

"ลุงแกสั่งอะไรไปเอามาอั๊วจ่ายเงินเอง วันนี้อั๊วเลี้ยงลุงมาเต็มที่ จะกินตราขาวหรือตราดำได้ทั้งนั้น"

เจ้าตี๋ยิ้มแป้นหันมาทางจอมยาจก

"สำคัญนัก วันนี้กินตราขาวเชียวนะ"

"เออ เจ้านายท่านเลี้ยงข้านี่หว่า เอ็งไม่ต้องกลัวว่าท่านจะไม่มีเงินจ่ายให้เอ็ง เมื่อกี้นี้ท่านควักเงินออกมาใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่ม หน้าตาของพวกท่านก็บอกว่ามีเงินเป็นเศรษฐีทั้งนั้น เว้นแต่อ้ายหนุ่มคนนี้" แล้วเขาก็ยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

เจ้าแห้วชักฉิว

"มองฉันให้ดี ฉันลูกพระยานะลุง"

"ฮ่ะ ฮ่ะ ราศีลูกเจ้าคุณหาไม่ได้เลย ลูกพระยาอะไรวะ"

"พระยาฉัททันต์โว้ย" เจ้าแห้วตวาดแว๊ด

เจ้าตี๋รีบไปสั่งวิสกี้ตราขาวโซดา และไก่ตอนมาให้ลุงมาตามประสงค์ เมตตาธรรมเกิดขึ้นในความรู้สึกของคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน ทุกคนพูดคุยกับลุงมาอย่างสนิทสนมโดยไม่รังเกียจ เมื่อเจ้าตี๋นำวิสกี้โซดาและแก้วเปล่ากับไก่ตอนมาให้ พล พัชรภรณ์ ก็ช่วยผสมเหล้าให้ชายชราขอทานรุ่นอาวุโส ลุงมาจิบเหล้าอย่างสุภาพกิริยาท่าทางของเขาสุภาพเรียบร้อยอย่างน่าประหลาด เสี่ยหงวนถือโอกาส สัมภาษณ์ลุงมาเพื่อหาความรู้ใส่ตัวเกี่ยวกับเบื้องหลังของยาจก

"ขอโทษนะลุง ตระกูลของลุงเป็นขอทานมาแต่ก่อนหรือ"

"ใช่ครับ ทางฝ่ายบิดาของผมตั้งแต่ปู่ทวดลงมาทางมารดาก็ตั้งแต่ทวด ตระกูลของเราภิกขาจารเป็นอาชีพครับ เมื่อก่อนเราลอยเรืออยู่หน้าวัดโสมมนัส สมัย ๔๐ กว่าปีที่แล้วมาคลองผดุงหน้าวัดโสมมีแต่เรือขอทานครับ ในคลองเปรมหน้าทำเนียบรัฐบาลก็มีอยู่บ้าง พอเช้าขึ้นเราก็แยกย้ายกันไปขอทาน พอเย็นก็กลับมาเรือของเรา"

นิกรถามว่า "พวกลุงขอทานแบบยาจกหรือวนิพก"

"ทั้งสองแบบแหละครับท่าน" ลุงมาตอบคล่องแคล่ว

"ถ้าหน้าเทศกาลงานวัดเช่นงานภูเขาทองเราก็ต้องขอแบบวนิพก คือมีการบรรเลงหรือร้องเพลงประกอบดนตรี"

ดร.ดิเรกชักสนใจก็ถามขึ้นบ้าง

"ลุงใช้เครื่องดนตรีแบบไหน"

"มีหลายอย่างครับ บางทีก็ใช้แคนอันเดียวเป่าและอีกคนหนึ่งร้องและรำ บางทีเราก็ใช้ดนตรีขนาดย่อมจะเรียกว่าวงซาลูนก็ได้ เครื่องบรรเลงก็มี ซออู้หนึ่งคัน ขลุ่ยหนึ่งเลา ฉิ่ง แล้วก็ฉาบและโทนครับ ถ้าอย่างนี้ประชาชนอยู่ข้างจะสนใจสักหน่อยและมีรายได้สูงครับ เราเล่นเป็นเรื่องเป็นต้นว่าเรื่องพระสุธนมโนห์รา จับตั้งแต่นางกินนรทั้ง ๗ ลาพระชนนีไปเล่นน้ำที่สระอโนดาต ถอดปีกถอดหางวางไว้ ตาพรานบุญแอบมาเห็นเข้าก็ใช้เชือกบาศขว้างรัดตัวนางกินนรซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องคือนางมโนห์ราเอาไปถวายพระสุธน"

นิกรถือโอกาสร้องเพลงขอทานเบาๆ และร้องเรื่องพระสุธนมโนห์รา ทำให้ลุงมาแปลกใจไม่น้อยถึงกับอ้าปากหวอตั้งอกตั้งใจฟังนายจอมทะเล้น

"ฝ่ายว่าตาพรานบุญแกก็วุ่นอยู่ในป่า พบนางมยุราทั้งเจ็ดนางกำลังเล่นน้ำอยู่ในธารากว้าง เล่นน้ำอยู่ในกลาง...เอ๋อสระ กำลังเล่นน้ำเออเอ๋ย....เอิงเงย เอิ๊งเงอเออเอ่ย ในธารกว้าง เล่นน้ำอยู่ในกลาง เอ๋ยสระ"

แล้วนิกรก็ทำปากเบี้ยวปากบูด ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขาพูดเสียงอ่อนเสียงหวานแบบขอทานชั้นดีว่า

"เจ้าประคู้น ลูกง่อยเปลี้ยเสียขานัยน์ตาบอดหูหนวกและเป็นใบ้ให้ทานลูกสักหมื่นบาทเถอะคะร๊าบ ลูกจะรวบรวมเงินไปซื้อรถยนต์ขี่ขอทานเลี้ยงชีวิต"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหายและเจ้าแห้ว

ลุงมาได้ฟังเพลงขอทานที่นิกรร้องก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง

"โอ้โฮ ผมสงสัยเหลือเกินครับ ตระกูลของคุณคงเป็นขอทานเช่นเดียวกับผมเป็นแน่ คุณร้องเพลงขอทานได้แนบเนียนมากเชียวครับ จังหวะจะโคนสุ้มเสียงไม่เลวเลย"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใช่....ลุง ฉันสืบตระกูลขอทานมาเหมือนกัน แต่แล้วฉันก็เปลี่ยนอาชีพเป็นนักธุรกิจ พ่อฉันเคยเป็นยอดขอทานในสมัยโน้น"

พลทำตาเขียวกับนิกร

"ลุงกูไม่เคยขอทานใครกินโว้ย ประเดี๋ยวพ่อตีกบาลด้วยขวดเหล้าเลย"

นิกรหัวเราะหึๆ

"หมายความว่าพ่อฉันเป็นลุงแกยังงั้นหรือ"

"เออ" นายพัชราภรณ์ เอ็ดตะโรลั่น

เสี่ยหงวนหัวเราะงอหาย เขาพูดกับลุงมาพลางหัวเราะพลาง

"เพื่อนของฉันมันพูดเล่นน่ะลุง ตามปกติเป็นคนทะลึ่งและหน้าด้านพ่อมันเป็นเจ้าคุณ และไม่เคยมีเชื้อสายเป็นขอทาน"

"หรือครับ แต่ร้องเพลงขอทานได้ดีมากเชียวครับ ยังงี้ลูกสาวของผมมันได้ยินเข้ามันคงชอบใจแน่ๆ"

นิกรลืมตาโพลง

"ลุงมีลูกสาวด้วยหรือนี่

"มีครับ มีอยู่สองคน คนโตอายุ ๒๒ คนเล็กเพิ่ง ๒๐ ผมพูดแล้วจะว่าคุยครับ ลูกสาวผมแต่ละคนสวยหยาดเยิ้มขนาดนางงามทาบไม่ติด อวบอัดขาวผ่องเหมือนกับแตงร่มใบทั้งคู่แหละครับ"

ดร.ดิเรกกล่าวถามขึ้นทันที

"ลูกโตเป็นสาวแล้วลุงยังไม่เลิกขอทาน ลูกไม่อายเขาแย่หรือ"

ชายชราหัวเราะ

"ไม่อายหรอกครับ ลูกสาวของผมทั้งสองคนมันขอเก่งกว่าผมเสียอีก ตอนค่ำมาขอทานแถวนี้ครับ บางทีก็ไปตรอกพญาไม้ที่นั่นมีอาหารแผงลอยเหมือนที่นี่ นังกรรณิการ์ ลูกคนโตของผมหาเงินจากการขอทานได้วันละ ๕๐ บาท อย่างน้อย นังกัลยาขี้อายหน่อยได้เพียงวันละ ๓๐ บาท เห็นผู้ชายหนุ่มๆ ก็ไม่กล้าขอเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้น

"ฉันชักสนใจในเรื่องส่วนตัวและความเป็นอยู่ของแกเสียแล้วซีนายมา บ้านแกอยู่ไหนวะ"

ลุงมาหันมามองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเกรงกลัวและพอรู้ว่าท่านต้องเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่

"กระผมอยู่ริมแม่น้ำทางสะพานกรุงธนครับ"

"อ้อ ก็ไกลเหมือนกัน ทำไมไม่ขอทานเขาแถวนั้น"

"แถวบ้านผมไม่ใช่ทำเลขอทานครับ ข้ามไปฝั่งพระนครทางซังฮี้ก็ถูกตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์รบกวน ที่นี่เหมาะที่สุดสำหรับผมครับท่าน พวกชาวตลาดล้วนแต่คุ้นเคยกับผม ร้านอาหารแถวนี้ชั่วๆ ดีๆ ผมก็เซ็นได้พอขอทานได้ก็เอาเงินมาใช้เขา ผมอยู่ได้ก็เพราะผู้คนเขาสงสารผมเห็นว่าผมเป็นคนแก่ครับ อีก ๓๗ ปี อายุของผมก็ครบร้อยแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"พาพวกเราไปเที่ยวบ้านแกบ้างได้ไหมล่ะนายมา เราอยากเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแก และลูกสาวของแก"

"ได้ซีครับ ถ้าเจ้านายไม่รังเกียจกระท่อมรังหนูของกระผมแล้วก็เชิญซีครับ พวกเจ้านายจะได้รู้ความจริงขอทานอย่างผมมีความเป็นอยู่ยากจนขนาดไหน ผมเล่าไม่อายหรอกครับ ผมมีกางเกงนุ่งเพียงตัวเดียว พอค่ำกลับไปบ้านก็ต้องซักตาก แล้วผมก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องจนกว่ากางเกงแห้ง"

เสี่ยหงวนว่า "ก็ร้านตัดกางเกงแถวฝั่งธนนี่ถมเถไป ลุงทำไมไม่ตัดเอาไว้นุ่งสักสองสามโหล"

ลุงมาหัวเราะก้าก

"คุณพูดแบบเศรษฐีนี่ครับ คุณไม่ได้นึกหรอกว่าขอทานอย่างผมเพียงแต่ข้าวราดแกงจานละบาทก็แทบจะไม่มีจ่ายเขาอยู่แล้ว ผมต้องหาเช้ากินค่ำไปกินเอาพรุ่งนี้ แต่ค่อยยังชั่วหน่อยที่ลูกมันโตแล้ว ผมมานะกัดฟันส่งให้มันเรียนหนังสือจนจบเตรียมอักษรศาสตร์ทั้งสองคนแล้ว"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันราวกับนัดไว้

"ลูกลุงน่ะรึสำเร็จเตรียมอักษรศาสตร์" พลถามเร็วปรื๋อ

"ใช่ครับ คนเล็กของผมสำเร็จเมื่อสองปีที่แล้วมาเอง คนโตสำเร็จสี่ปีแล้ว เรียนเก่งทั้งคู่"

ดร.ดิเรก ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แล้วทำไมลุงให้ลูกสาวของลุงเป็นขอทาน ในเมื่อเธอมีวิชาความรู้พอที่จะหางานทำได้"

ลุงมายิ้มเศร้าๆ

"ผมเรียนท่านแล้วนี่ครับว่าตระกูลของผมเป็นขอทาน ลูกสาวของผมก็ต้องเจริญรอยตามผม และลูกของผมก็เป็นลูกที่อยู่ในโอวาทของผม มันเห็นใจผมที่ผมเลี้ยงดูอุปการะมันมาแต่เล็กแต่น้อย แม่มันตายเมื่อคนเล็กคือนังกัลยาของผมอายุได้สี่ขวบเท่านั้น ลูกผมว่านอนสอนง่ายทั้งสองคนนั้นแหละครับ สงบเสงี่ยมเจียมตัวแล้วก็สวยมาก พวกเจ้านายเห็นต้องตกตะลึงมองทีเดียว"

นิกรถามขึ้นทันที

"มีแฟนหรือยัง"

"ยังครับ มีผู้ชายข้างบ้านมาติดเหมือนกัน แต่เขาเป็นข้าราชการหรือทำงานตามบริษัทห้างร้านลูกสาวของผมก็ไม่เล่นด้วย ถ้าหากว่าเป็นลูกขอทานด้วยกันก็พอจะมีหวังและผมก็ไม่รังเกียจ เราจำเป็นเหลือเกินครับที่จะต้องรักษาวัฒนธรรมทางประเพณีของชาติเราไว้ อนุชนรุ่นหลังก็คงไม่รู้ว่าขอทานน่ะมีรูปร่างอย่างไร มีวิธีขอทานอย่างไรและมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร"

คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากัน และยิ้มให้กันอาเสี่ยกิมหงวนสนใจกับลุงมามาก

"ลุงจ๊ะ พาพวกเราไปเที่ยวบ้านลุงหน่อยเถอะนะ เราอยากเห็นหน้าลูกสาวของลุงมาก เราไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่มีการศึกษาจบ ม.๘ จะมีอาชีพเป็นขอทาน"

"เชิญซีครับ ไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ ผมจะพาคุณไปแนะนำให้กรรณิการ์ และ กัลยา รู้จักกับพวกเจ้านายผู้มีความเมตากรุณาต่อผมอย่างสูง ซึ่งในชีวิตของผมไม่เคยมีใครเมตตาผมเหมือนพวกท่านเลยถึงกับสั่งตราขาวมาเลี้ยง ความจริงผมไม่ชอบดื่มเหล้าหรอกครับแต่ผมลองใจท่านเท่านั้นก็เลยแกล้งสั่งมาดื่ม"

กิมหงวนร้องเรียกเจ้าตี๋ใหญ่ เข้ามาคิดเงินค่าเหล้าค่าอาหารและเครื่องดื่ม นิกรถือโอกาสซักถามลุงมาถึงเรื่องเกี่ยวกับลูกสาวทั้งสองคนของจอมยาจก

"ลุงจ๋า ติ๋งต่างว่าฉันไปเห็นลูกสาวของลุงและเกิดเสน่หาลูกสาวของลุงคนใดคนหนึ่งเข้า ลุงจะรังเกียจให้ฉันเป็นทองแผ่นเดียวกับลุงไหม พูดกันอย่างเปิดอกเถอะนะ"

"อ๋อ ไม่รังเกียจหรอกครับ ถึงคุณมีลูกมีเมียแล้วผมก็ไม่รังเกียจ ถ้าหากว่าคุณเปลี่ยนอาชีพเป็นขอทานเช่นเดียวกับเรา"

"ตกลง" นายจอมทะเล้นพูดเสียงหนักแน่น

"ถ้าลูกสาวของลุงถูกใจฉันฉันยอมเป็นขอทานแน่ๆ ไม่เห็นจะยากอะไร ดีเหมือนกันฉันเป็นนักธุรกิจเหน็ดเหนื่อยมากเป็นขอทานดีกว่าไม่ต้องลงทุนอะไร ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเขาก็ตัดขาด คนรู้จักเขาเห็นเข้าเขาก็เมินหน้าไม่ต้องเสียเวลาพูดคุยทักทายกัน เช้าขึ้นฉันกับลูกสาวของลุงก็จะพากันไปขอทาน ฉันมีเท็คนิคหลายอย่างเกี่ยวกับงานขอทานนี้ เป็นต้นว่าแต่งหน้าให้เศร้าหมองใครเห็นก็เวทนาสงสาร เอากระดาษทาน้ำเชื่อมปิดแข้งขาให้แมลงวันตอม ทำปากเบี้ยวมือเท้าตายแบบคนเป็นอัมพาต หรือม่ายก็นั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ริมถนน ฉันคิดว่าฉันทำได้ดีทีเดียวลุง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ พูดเสริมขึ้นว่า

"ดีเหมือนกันฉันก็อยากเห็นแกเป็นขอทานวะ"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับทุกๆ คน

"ไปโว้ยพวกเรา จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ไปเยี่ยมบ้านลุงม้าเถอะ"

นายมาสะดุ้งโหยง

"มาครับไม่ใช้ม้า แหม คนชื่อม้าก๊อแย่ซีครับ"

ทุกคนต่างลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหาร นายมาหรือลุงมาเดินนำหน้าพาออกไปทางข้างตลาด แม่ค้าพ่อค้าทักทายชายชราเกรียวกราว และ แปลกใจที่คณะพรรคสี่สหายติดตามลุงมามาอย่างใกล้ชิดสนิทสนม

สักครู่หนึ่งจอมยาจกก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกมาที่ถนนตัดใหม่หลังตลาดวงเวียนใหญ่ซึ่งถนนนี้แต่เดิมเป็นทางรถไฟสายแม่กลอง แต่บัดนี้กลายเป็นถนนคอนกรีตกว้างใหญ่ยวดยานผ่านไปมาอย่างสบาย

"หาแท็กซี่ไปเถอะนะลุง" นิกรพูดกับลุงมาอย่างยิ้มแย้ม

จอมยาจกโบกมือ

"อย่าไปเลยครับแท็กซี่ เสียเงินเปล่าๆ "

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ลุงจะพาฉันขึ้นรถเมล์หรือไม่เอาแล้วคนแน่นจนหายใจไม่ออก บนรถเมล์เต็มไปด้วยกลิ่นต่างๆ นับตั้งแต่กลิ่นน้ำมันใส่ผมที่เหม็นจนแทบจะทนไม่ไหว กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าเราแล้วก็กลิ่นจั๊กกระแร้ของผู้ชายบางคนที่ยืนโหนรถเมล์มิหนำซ้ำใช้มือโหนราวเสียด้วย มือเดียวก็ได้กลิ่นจนเวียนหัวแล้วไปแท็กซี่เถอะสะดวกสบายกว่ากันเป็นไหนๆ "

นายมาหัวเราะหึๆ

"จริงครับ บนรถเมล์นี่ทารุณเหลือเกินที่ผมว่าไม่ต้องไปแท็กซี่หมายความว่าผมจะเชิญพวกคุณไปรถส่วนตัวของผมครับ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันอีกครั้งหนึ่ง ต่างพากันมองดูนายมาอย่างขบขัน เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ลุงน่ะเรอะมีรถยนต์ส่วนตัว"

ชายชราชี้มือไปทางซ้ายซึ่งมีรถเก๋งสีฟ้าจอดอยู่คันหนึ่ง

"นั่นยังไงล่ะรถของผม เบ๊นซ์เก๋งใหม่เอี่ยมสีฟ้าคันนั้นแหละ"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"ขืนขึ้นไปก๊อโดนถีบเด้งลงมาจากรถเท่านั้นเอง รถของใครก็ไม่รู้"

ชายชราชักฉิว

"ก็รถของผมน่ะซี" แล้วเขาก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"อย่าสงสัยอะไรเลยครับ เบ๊นซ์เก๋งคันนั้นของผมแน่ๆผมซื้อมาแสนกว่าเพิ่งซื้อมาเมื่อเดือนที่แล้วมานี่เอง คันเก่าของผมโดนโซโต้ผมขายให้ท่านหัวหน้ากองข้างบ้านผมไปหกหมื่น"

พูดจบก็ชูพวงกุญแจรถอวดคณะพรรคสี่สหาย

"นี่ยังไงล่ะครับกุญแจรถคันนั้น พอเช้าผมก็ขับมาจากบ้านจอดไว้ที่นั่นแล้วปิดกระจกล็อคกุญแจ ผมขอทานอยู่ที่ตลาดนี่พอค่ำก็ขับรถกลับบ้าน ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าผมเป็นเจ้าของรถเบ๊นซ์เก๋งคันนั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนนิ่งเฉยเหมือนกับรูปหุ่น ทุกคนต่างมองดูจอมยาจกด้วยความตื่นเต้น นิกรตะครุบพวกกุญแจมือมาจากชายชราแล้วพิจารณาดู เมือแน่ใจว่าเป็นกุญแจชุดของรถเบ๊นซ์ นิกรก็มีท่าทางเหมือนกับจะเป็นลม เขาส่งพวงกุญแจคืนให้นายมาโดยดีแล้วพูดเสียงสั่นเครือผิดปกติ

"ฉันฝันไปหรืออย่างไรจ๊ะลุง เป็นไปได้หรือที่ขอทานขี่รถเบ๊นซ์"

ลุงมาหัวเราะ

"เป็นไปแล้วครับ"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่นแล้วร้องขึ้นดังๆ

"อิท อิส วันเตอร์ฟุล ขอทานในอังกฤษและอเมริกันยังไม่เคยปรากฏว่ามีใครนั่งรถเก๋งเลย พวกเราพบจอมยาจกผ้าขี้ริ้วห่อทองเสียแล้วละโว้ย"

พลยกมือขวาจับแขนซ้ายชายชราบีบเบาๆ

"ลุงขอทานเขาจนกระทั่งมีเงินซื้อรถเบ๊นซ์เชียวหรือลุง"

"ครับ ลูกสาวผมก็มีคนละคัน คนโตกรรณิการ์ใช้รถโฟค กัลยาใช้เฟียต ๖๐๐ แต่ละคันเป็นรถนิวแฮนด์ไม่ใช่รถเซ็คกันแฮนด์ และผมซื้อเงินสดไม่ใช่เงินผ่อนตลอดเวลา ๕๐ กว่าปีที่ผมขอทานมาผมสะสมเงินไว้มากพอดูครับ นอกจากนี้ผมยังได้รับมรดกจากพ่อผมด้วย พวกคุณอย่าตื่นเต้นแปลกใจอะไรเลยครับ ผมกับลูกสาวผมอีกสองคนมีรายได้จากการขอทาน คิดเฉลี่ยแล้ววันหนึ่งตก ๖๐๐ บาทเดือนหนึ่งก็ปาเข้าไปตั้งหมื่นแปดพันแล้ว รัฐมนตรียังมีเงินเดือนน้อยกว่าผม เชิญเถอะครับไปขึ้นรถผมดีกว่ายืนอยู่ตรงนี้แดดมันร้อน"

คณะพรรคสี่สหายเงียบกริบเหมือนถูกมนต์สะกดต่างเดินรวมกลุ่มตามลุงมาข้ามฟากถนนตรงไปยังเบ๊นซ์เก๋งสีฟ้าใหม่เอี่ยมคันนั้น จอมยาจกไขกุญแจปิดประตูบานขวาตอนหน้ารถออก ชะโงกตัวเขาไปเปิดล็อคกระจกอีกด้านหนึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ เปิดบานประตูออกก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่นบนรถท่านได้กล่าวถามจอมยาจกด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"รถของแกแน่นะโว้ย"

นายมาหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือเปิดล็อคประตูหลังแล้วกล่าวตอบเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"รับรองครับรถของผมจริงๆ ถ้าเป็นรถของคนอื่นผมคงไม่ทำอย่างนี้ เชิญเจ้านายขึ้นมาบนรถเถอะครับ"

สี่สหายยืนลังเลอยู่สักครู่ก็ตัดใจขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ ส่วนเจ้าแห้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งตอนหน้ารถ นายมาล้วงมือเข้าไปในช่องเล็กๆ หยิบสมุดใบขับขี่รถยนต์ออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายมือของเขา

"ท่านดูใบขับขี่รถยนต์ของผมเสียซีครับจะได้สบายใจ ดู พ.ศ.ที่ต่อใบอนุญาตด้วย ผมขับรถยนต์ส่วนตัวมา ๑๕ ปีแล้ว ซึ่งหมายความว่าผมเป็นคนขอทานคนเดียวและคนแรกในโลกที่มีรถเก๋งใช้ ผมใช้มา ๖ คันแล้วครับ เริ่มด้วยเฟียต ๑๑ แบบเก่าแล้วก็เปลี่ยนเป็นฮิลแมนด์, ฟอร์ดคอนซูล ตอนหลังเบื่อรถขนาดกลางเลยใช้รถใหญ่ ขายฟอร์ดคอนซูลซื้อเชฟโรเล็ท เบ็ลแอร์, เปลี่ยนเป็นดอโซโต้ คันสุดท้ายก็เบ๊นซ์คันนี้แหละครับ"

คณะพรรคสี่สหายเงียบกริบ ต่างมีความรู้สึกเหมือนกับตกอยู่ในความฝัน จอมยาจกเปิดไฟเครื่องยนต์ออกแล่นไปอย่างรวดเร็วเขาขับรถได้ดีมาก แต่ไม่ถึงกับสวี๊ทสว๊าทเหมือนเจ้าแห้ว นายมาทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน ทุกคนเงียบกริบนานๆ ก็มองดูหน้ากันจนกระทั่งรถข้ามสะพานคลองบางหลวงข้างโรงไฟฟ้าและกองดับเพลิงไปตามถนนเพชรเกษม

"เจ้านายแปลกใจมากเชียวหรือครับ ที่ผมมีรถเก๋งซี" ลุงมาพูดขึ้นเปรยๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยอมรับว่าเป็นจริง

"ใช่ แปลกใจจนบอกไม่ถูกแล้วนายมา ฉันอยากจะเป็นขอทานเหมือนอย่างแกเสียแล้วละ ซี แกได้ช่วยยกมาตราฐานของขอทานให้สูงขึ้น ต่อไปจะไม่มีใครกล้าดูถูกขอทานอีกแล้ว ถามจริงๆ เถอะน้องชายแกมีเงินในธนาคารบ้างไหม"

จอมยาจกยิ้มอายๆ

"มีอยู่นิดหน่อยครับ ในราวห้าหกแสนเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"นั่นนะเรอะนิดหน่อย แกมีฐานะอยู่ในขั้นเศรษฐีแล้วแกยังยึดอาชีพเป็นขอทานอีก"

"นั่นน่ะซีครับ ผมเลิกไม่ได้ครับ ผมต้องเจริญรอยตามบรรพบุรุษของผม และผมจะจัดตั้งสมาคมขอทานแห่งประเทศไทยขึ้นในไม่ช้านี้ เราจะจัดวางระเบียบพวกขอทานให้น่าดู ขอทานจะต้องแต่งกายสะอาดเรียบร้อยผูกไทเงื่อนกะลาสี การขอก็จะไม่ทำประเจิดประเจ้อ และห้ามขอทานชาวต่างประเทศอย่างเด็ดขาด เราจะขอแต่เพื่อนร่วมชาติของเราเท่านั้น วิธีขอก็จะเลิกยกมือไหว้พูดเสียงอ่อนเสียงหวาน เราจะเข้าไปส่งบัตรเล็กๆ ให้ซึ่งมีข้อความว่าขอให้เมตตาบริจาคเงินให้เราบ้าง ผมจะจัดตั้งสมาคมขึ้นเช่าตึกใหญ่ๆ สักหลังหนึ่งสำหรับให้สมาชิกขอทานร่วมชุมชุนกันร่วมสังสรรค์พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เราจะสร้างสระอาบน้ำให้สมาชิก มีสนามเท็นนิสและแบ็ดมินตันที่สมาคม พร้อมด้วยกีฬาในร่มเช่นบิลเลียด หมากรุก และสกา หากโครงการของผมสำเร็จเรียบร้อย มาตราฐานของทานของเราก็จะดีขึ้นมีความเป็นระเบียดเรียบร้อยขึ้น ขอทานทั่วโลกจะสนใจและเดินทางมาดูกิจการขอทานของเรา พวกเราคนไทยเป็นชาวพุทธครับ การทำบุญให้ทานเราชอบทำกันเสมอ ผมจะช่วยให้ขอทานทั้งหลายได้อยู่ดีกินดีมีรายได้สูงอย่างน้อยเดือนละ ๕๐๐๐ บาท และควรจะมีรถยนต์ส่วนตัวใช้โดยทั่วหน้ากันแต่เราจะเลิกวิธีขอทานแบบวณิพกอย่างเด็ดขาด การเอาจมูกเป่าขลุยหรือเท้าตีฉาบหรือใช้เครื่องบรรเลงร้องเพลงขอทานเขาผมว่ามันประ เจิดประเจ้อเกินไป และเป็นอาชีพที่ต่ำเกินไป เพลงที่ร้องล้าสมัยเต็มทนสมัยนี้ควรจะร้องเพลงเอลวิส เพรสลี่ ไม่ใช่เพลงพรานบุญหรือพระยาฉัททันต์ ผมกำลังพยายามทุกประการที่จะปรับปรุงกิจการขอทานให้ดีขึ้นครับ"

ดร.ดิเรก หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า

"กรมประชาสงเคราะห์เขาจะยอมหรือ"

"ไม่ยอมยังไงครับ มันเกี่ยวกับสิทธิของมนุษยชนบุคคลย่อมเลือกประกอบอาชีพได้ตามความปรารถนา ถ้ากรมประชาสงเคราะห์ไม่ยอมผมก็จะฟ้องยูโน"

เบ็นซ์เก๋งแล่นมาถึงสามแยกท่าพระแล้วเลี้ยวขวามือเข้าถนนจรัลสนิทวงศ์ คณะพรรคสี่สหายยังไม่วายตื่นเต้นสนใจที่ชายชราจอมยาจกผู้นี้มีเงินขนาดซื้อรถเก๋งขับไปขอทานเขา

ในที่สุดรถเก๋งคันงามก็มาถึงบ้านพักของนายมาหรือลุงมา ซึ่งอยู่ในซอยหนึ่งและอยู่สุดซอยลงแม่น้ำเจ้าพระยาพอดี ทุกคนได้รับความตื่นเต้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อนายมาขับรถเลี้ยวเข้าไปในคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นตึกสองชั้นทันสมัยแบบบ้านสวยงามสะดุดตามาก หน้าบ้านหันออกแม่น้ำ บริเวณบ้านมีเนื้อที่เกือบ ๒ ไร่ สิ่งปลูกสร้างล้วนแต่สวยงามแม้กระทั่งโรงเก็บรถยนต์ เฟียต ๖๐๐ สีแดงและโฟคสวาเก็นสีครีมยังใหม่เอี่ยมทั้ง ๒ คันจอดอยู่เคียงกันในโรงรถ

"ลุง" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่นรถ

"พาพวกเรามาบ้านใครกัน อย่าให้เราถูกขอหาในฐานบุกรุกนะ"

ลุงมาจอดรถเทียบหน้าบันไดตึกหลังนั้น แล้วหันมายิ้มให้สี่สหาย

"บ้านผมเองขอรับ"

อาเสี่ยยิ้มแหยๆ

"บ้านแกที่ไหนเล่า ป้ายทองเหลืองหน้าบ้านเขียนไว้ว่า มาโนชญ์ เมทนี"

"นั่นแหละครับผมเอง ผมชื่อมาโนชญ์ แต่เมื่อออกไปขอทานผมใช้ชื่อว่ามาคือใช้คำหน้า"

ดร.ดิเรก พูดเสริมขึ้นอย่างหวาดหวั่น

"แล้วทำไมถึงมีคำว่า บี.ค็อม อยู่ข้างหลังชื่อ"

"ถูกละครับ อย่าสงสัยอะไรเลยพ่อผมหัวหน้าขอทานชาวเรือหน้าวัดโสมนัสได้ส่งผมไปเรียนวิชาการพาณิชย์ที่ประเทศอังกฤษเมื่อครั้งผมยังหนุ่มๆ พอผมสำเร็จ ม.๘ ท่านก็ส่งผมไป ผมเรียนอยู่ที่อ๊อกสฟอร์ดได้ ๕ ปีก็ได้ปริญญา บี.ค็อม แล้วผมก็เดินทางกลับเมืองไทย"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงละห้อย

"กลับมาขอทาน "

"ครับ พ่อผมไม่ยอมให้ผมรับราชการหรือทำงานตามบริษัทห้างร้านอย่างเด็ดขาด เขาว่าผมเป็นลูกของเขาต้องเจริญรอยตามเขา การขอทานเป็นอาชีพที่ไร้เกียรติแต่ไม่ต้องลงทุนมีแต่กำไร ได้เงินมาก็เก็บไว้ไม่ต้องไปงานสังคมใดๆ เพราะไม่มีเพื่อนฝูง ใครจะแต่งงานใครจะขึ้นบ้านใหม่ใครจะอุปสมบทหรือตายผมธุระไม่ใช่ การกินอยู่แบบขอทาน กินข้าวปลาเค็มคลุกน้ำพริกที่อยู่อยู่ที่ไหนก็ได้ นอนที่ไหนหรือจะส้วมที่ไหนก็ได้ อย่างนี้ทางใช้จ่ายก็ไม่มีมีแต่รายได้ ข้าวปลาก็ได้มาจากท่านผู้ใจบุญ ท่านไม่ให้เงินก็ให้ข้าวสารหรือปลาแห้งปลาเค็ม เดือนหนึ่งผมขายข้าวสารไปหลายกระสอบเครื่องเค็มอีกมากมาย ผมร่ำรวยก็เพราะไม่รู้จักใช้เงินแหละครับ หนังละครก็ไม่เคยดู ถ้าขืนไปดูคนที่นั่งใกล้ๆ ก็ต้องเผ่นเพราะเขาเหม็นสาบผม ความจำเป็นของชีวิตก็มีแต่เพียงอาหารมื้อหนึ่งๆ อะไรก็ได้ครับข้าวสุกเปล่าๆ ยังได้ ผมไม่เคยใช้สบู่ ยาสีฟันน้ำอบน้ำหอม ชีวิตนอกบ้านผมคือยาจกแต่เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว ผมมีความเป็นอยู่อย่างเศรษฐีคนหนึ่ง เชิญซีครับ เชิญขึ้นไปบนห้องรับแขกของผม ผมจะเลี้ยงเบียร์แช่เย็นกับไส้กรอกเยอรมันแก่พวกเจ้านายผู้มีใจเมตตากรุณาผม แล้วบ่ายๆ ทานน้ำชากับผมแล้วผมจะให้คนรถเอารถไปส่งพวกคุณ"

นิกรกล่าวถามพลเบาๆ

"เฮ้ย นี่มันเรื่องแต่งหรือเรื่องจริงวะ"

พลหัวเราะ

"เรื่องจริงที่คล้ายๆ กับนวนิยายว่ะ กันเองก็ตื่นเต้นประหลาดใจจนพูดไม่ถูกแล้ว ขอทานแบบนี้ไม่เคยพบจริงๆ มีปริญญา บี.ค็อม. มีหลักฐานบ้านช่องเป็นปึกแผ่นแต่เป็นขอทาน"

นายมา หรือ มาโนชญ์ จอมยาจกเปิดประตูก้าวลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามลงมา ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือกเมื่อแลเห็นคนใช้และสาวใช้ของมาโนชญ์คู่หนึ่งเดินออกมาจากห้องโถงและยืนคู่กันระหว่างประตูนั้น สาวใช้แต่งกายมีผ้าคลุมกันเปื้อน ส่วนคนใช้แต่เหมือนพนักงานรับใช้ตามโรงแรมใหญ่ๆ

จอมยาจกกล่าวถามสาวใช้ของเขาด้วยเสียงห้วนๆ

"แม่ใหญ่กับแม่น้อยอยู่ข้างบนหรือแจ๋ว"

"เปล่าเจ้าค่ะ คุณใหญ่กับคุณน้อยเอาเรือยนต์เร็วของท่านออกไปเล่นกลางแม่น้ำเมื่อสักครู่นี้เองแหละเจ้าค่ะ"

"ว้า" นิกรครางเสียงลั่น

"ลูกสาวขอทานเล่นเรือแข่งโว้ย ช่วยส่งกันไปปากคลองสานหน่อยเถอะวะอ้ายพล"

มาโนชญ์เดินเข้ามาหานิกร

"ไม่น่าจะแปลกใจเลยครับขอทานก็มีหัวใจมีความรู้สึก มีความปรารถนาเช่นเดียวกับมนุษย์ทั้งหลายลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งขับเรือแข่งมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านผม ผมก็เลยซื้อเรือยนต์เครื่องกลางลำให้ลูกสาวผมลำหนึ่งราคาเพียงสองแสนห้าหมื่นเท่านั้น เชิญครับ เชิญขึ้นไปบนตึกเถอะครับ"

จอมยาจกพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วขึ้นบันไดไปบนตึก เลี้ยวขวามือเข้าไปในห้องรับแขกอันกว้างขวางและหรูหรา ถึงแม้ว่าเครื่องประดับห้องมีราคาด้อยกว่าห้องรับแขกบ้าน "พัชราภรณ์" แต่คนที่จะมีโต๊ะเก้าอี้ชุดและเครื่องตกแต่งห้องอย่างนี้ได้ต้องเป็นเศรษฐี

สี่สหายทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับมาโนชญ์นั่งบนเก้าอี้คนละตัว ส่วนเจ้าแห้วเลี่ยงไปนั่งบนม้ากลมข้างประตูห้อง สาวใช้ของนายมาโนชญ์รวม ๒ คน ถือถาดใส่เครื่องดื่มและกระป๋องบุหรี่กับกล่องซิก้าอย่างดีเดินเข้ามาในห้อง เพียงแต่สาวใช้หน้าตาแฉล้มแช่มช้อยแต่งกายสะอาดหมดจด

"เธอสองคนออกไปได้" มาโนชญ์จอมยาจกในวัยสูงอายุกล่าวกับสาวใช้ของเขา

"ยุพินไปที่ท่าน้ำ ถ้าลูกสาวฉันขับเรือ "ล่องลม" ผ่านมาคอยโบกมือเรียก ฉันต้องการแนะนำให้ลูกรู้จักกับแขกผู้มีเกียรติของของฉัน"

"เจ้าค่ะ" สาวใช้ที่ชื่อยุพินและมีสวนสัดเหมือนมาลิริน มอนโร รับคำ

"ท่านจะไม่เปลี่ยนเครื่องแบบชุดขอทานออกเสียก่อนหรือค่ะ"

"ทะลึ่ง" เขาตวาดแว๊ด

"ฉันต้องการเป็นวณิพกสำหรับสุภาพบุรุษทั้งห้าคนนี้ เพราะท่านได้ให้ความเมตตาปรานีฉันมาก อ้า-สายหยุดไปบอกแม่บ้านด้วย มะรืนนี้ฉันจะบินไปขอทานที่เชียงใหม่ ให้เตรียมชุดขอทานอย่างเลวที่สุดไว้ให้ฉันสัก ๕ ชุด"

สาวใช้ทั้งสองพากันเดินออกไปจากห้อง นิกรจ้องมองดูจอมยาจกอย่างฉงนสนเท่ห์ใจ เขาเผลอพูดพึมพำออกมาเบาๆ

"ขอทานนั่งเบ็นซ์เก๋ง...มีเงินฝากธนาคารหลายแสน.... ไปเรียนเมืองนอกได้ปริญญาพาณิชย์ศาสตร์ อยู่ตึกริมแม่น้ำราคาล้าน...มีเงินซื้อเรือแข่งให้ลูกสาวขับเล่น มีคนใช้ชายหญิงหลายคน อือ หรือกูเป็นบ้าไปแล้ว"

นายมาโนชญ์หัวเราะลั่น

"ไม่บ้าหรอกครับคุณ คุณยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่" พูดจบก็กล่าวกับทุกๆ คน

"เชิญดื่มเครื่องดื่มและสูบบุหรี่ตามสบายนะครับ แล้วกรุณาบอกนามของพวกเจ้านายให้ผมรู้จักบ้างซีครับ ผมคือมาโนชญ์ เมทนี เพื่อนรุ่นเดียวกับผมเป็นนายพลไปหลายคน ที่เป็นนักธุรกิจคนสำคัญไปก็แยะ แต่พรมลิขิตให้ผมเป็นขอทาน ก็สบายดีเหมือนกันครับ ไม่มีใครมารบกวนผมหรือเชิญผมไปไหน พอค่ำผมก็กลับบ้านปล่อยให้ลูกสาวสองคนไปขอทาน ส่วนผมไปเที่ยวหาข้าวกินนอกบ้านบางทีก็ดูหนังรอบดึก หรือม่ายก็นอนอยู่บ้านฟัง ทีวี"

พลสบตากับนายมาโนชญ์เขาก็ยิ้มแห้งๆ

"ผมและพวกเรา ไม่สามารถจะเรียกคุณว่าลุงมาหรือนายมาได้เพราะคุณกับผมมีฐานะเท่าเทียมกัน คุณมีวิชาความรู้ดีกว่าผมเสียอีก ผมเพียงแต่สำเร็จมัธยม ๘ เท่านั้น ผมชื่อพล พัชราภรณ์ ครับ นี่เป็นเพื่อนผมและเป็นญาติของผมด้วย ชื่อนิกร การุณวงศ์ ถัดไปเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ศาสตราจารย์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ต่อไปคือมหาเศรษฐีของประเทศไทย อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ ท่านที่นั่งตรงข้ามกับคุณเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราคือเป็นอาผม และ อากิมหงวน แล้วก็เป็นพ่อตาของดิเรกกับนิกร ที่นั่งอยู่ข้างประตูเป็นคนใช้ของเราชื่อเจ้าแห้วครับ"

มาโนชญ์ประณมมือไว้ระหว่างอก

"ผมยินดีรู้จักกับพวกคุณทุกๆ คนครับ ผมได้ยินชื่อเสียงของพวกคุณมานานแล้ว รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้มีโอกาสรู้จัก อ้า-เชิญใต้เท้าลองซิก้าสักมวนสิครับ ผมสั่งจากอังกฤษเป็นพิเศษ"

ท่านเจ้าคุณถอยหายใจเฮือกใหญ่

"คุณมาโนชญ์"

"ครับ"

"ผมใคร่จะขอร้องคุณให้เลิกเป็นขอทานเสียทีจะได้ไหม"

"เสียใจเหลือเกินครับใต้เท้า ผมเลิกไม่ได้จริงๆ การขอทานเป็นอาชีพที่ผมถนัดมาก ผมได้รู้จักมนุษย์หลายชนิดซึ่งมีจิตใจแตกต่างกัน บางคนก็เห็นขอทานเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน บางคนก็มีจิตเมตตากรุณา บางคนก็ให้ทานอย่างเสียไม่ได้ บางทีหนุ่มๆ ก็ทำใจป้ำให้ผมตั้ง ๕ บาท หรือ ๑๐ บาท เพื่ออวดแฟนสาวที่ไปด้วย บางคนพูดภาษาอังกฤษอย่างงูๆ ปลาๆ กับเพื่อนๆ ด่าผมว่าเป็นคนรกโลกขอทานเขากิน คนที่ให้ทานผมส่วนมากเป็นคนวัยกลางคนขึ้นไปครับ ส่วนหนุ่มๆ สาว หายาก อ้อ-เด็กเล็กๆ บางคนก็ชอบให้ทานครับ ผมมีเด็กๆ ขาประจำของผมอยู่หลายคน"

"แล้ววันนี้คุณได้สักเท่าไร"

มาโนชญ์หันมายิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ยังไม่ถึง ๔๐๐ บาทครับ แต่ไม่เป็นไรครับผมอยากจะต้อนรับพวกคุณมากกว่า พวกคุณแต่ละคนมีเมตตาจิตอย่างสูงน่านับถือจริงๆ ครับ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่เขาจะเชิญขอทานร่วมโต๊ะอาหารด้วย ผมเป็นขอทานมาครึ่งศตวรรษแล้วก็เพิ่งได้เห็นในครั้งนี้แหละครับ"

เสียงเรือยนต์เร็วเครื่องกลางลำ ลำหนึ่งดังขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำตอนหน้าบ้านของจอมยาจก แล้วเครื่องยนต์ก็เบาลง เสี่ยหงวนพรวดพราดลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขกสักครู่หนึ่งเขาก็กลับเขามาอย่างรีบร้อน

"มาแล้ว ลูกสาวคุณมาโนชญ์มาแล้วโว้ย กำลังขึ้นจากเรือเร็วที่ท่าน้ำ"

"แจ๋วไหม" นิกรถามเสี่ยงลั่น

เสี่ยหงวนจุ๊ปากพลางสั่นศีรษะ

"ขอให้กันใช้สำนวนพวกจิ๊กโก๋หน่อยว่าไฉไลเป็นบ้าไปเลย ลักษณะท่าทางรูปร่างหน้าตาไม่บอกว่าเป็นขอทานสักนิด"

นายมาโนชญ์พูดเสริมขึ้น

"แต่ถ้าลูกสาวผมสวนเสื้อผ้าขาดปะและเม็คอั๊บใบหน้าให้ซูบซีดนิดหน่อยก็เหมือนกับขอทานมากเชียวครับ เสียงที่ครวญคร่ำขอสตางค์เขาก็น่าสงสาร ลูกผมเก่งครับสอนให้ยังไงจดจำได้หมด มีเท็คนิคในการขอทานอย่างยอดเยี่ยม"

อาเสี่ยเดินมานั่งบนโซฟาตามเดิน หลังจากนั้นสักครู่สาวสวยสองพี่น้องซึ่งเป็นลูกสาวของจอมยาจกก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องรับแขกและหยุดยืนกลางห้องด้วยท่าทางเอียงอายเล็กน้อย คนพี่ชื่อกรรณิการ์สวมสะเแล็คสีเทาฟิตเปรียะแนบเนื้ออันอวบอัดสวมเสื้อเชิ้ทแขนสามส่วนสีเหลือง คนน้องคือกัลยาสวมกางเกงขาสั้นจู๋สีขาว และสวมเชิ้ทฮาไวคอปกสีแดงเลือดนก ทำผมทาปากเขียนคิ้ว ใส่น้ำหอมฝรั่งเศษขวดละครึ่งพันหอมฟุ้งทั้งสองสาวแฉล้มแช่มช้อยมีใบหน้าละม้ายเหมือนกัน เป็นใบหน้าที่หวานชื่นมีเสน่ห์ยิ่งผิวของหล่อนขาวผ่องละเอียดอ่อนเหมือนแตงร่มใบ บุคคลิกลักษณะเป็นผู้ที่มีการศึกษาดี

"มานี่ลูก" นายมาโนชญ์ร้องเรียกลูกสาวทั้งสองเมื่อสองสาวเข้ามาใกล้เขาก็แนะนำลูกสาวของเขา

"ใหญ่กับน้อยรู้จักกับท่านผู้ใจบุญทั้งห้าท่านนี้เสียซี่ลูก ท่านได้ให้ทานพ่อและเมตตากรุณาพ่อมากมาย นั่นคุณพล ถัดไปคุณนิกร ด๊อกเตอร์ดิเรกและก็อาเสี่ยกิมหงวน ท่านผู้นี้คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ "

สองสาวรีบทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพรมกลางห้องทั้งกรรณการ์และกัลยาต่างกระพุ่มมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว กัลยาน้องของกรรณิการ์ก็เผลอตัวออกปากขอทานเขา

"ทำทานเถิดเจ้าประคู้น นึกว่าเมตตาแก่สัตว์ผู้ยากเถิดเจ้าค่ะ"

"เฮ้ย" นายมาโนชญ์ตะโกนลั่น

"พ่อไม่ได้บอกให้แกขอทานท่านแล้วกันโว้ย แกทำอย่างนี้พ่อก็เสียหน้าหมดในบ้านเราจะไม่มีการขอทานอย่างเด็ดขาด"

กัลยายิ้มแห้งๆ แต่เป็นกิริยาที่น่ารักน่าเอ็ดดูมาก

"หนูกราบขอประทานโทษค่ะคุณพ่อ หนูนึกว่าคุณพ่อให้หนูขอทานท่านเหล่านี้เสียอีก"

"ไม่ใช่อย่างงั้น" มาโนชญ์ตวาด

"เรียกมาให้แกสองคนรู้จักกับท่านโว้ย ยายน้อยนี่เสียนิสัย ขอทานเสียจนติดปาก"

กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไวหยิบธนบัตรที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาเป็นเงินไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งส่วนมากเป็นธนบัตรใบละร้อยบาท แล้วอาเสี่ยก็พยักหน้ากับสองสาว

"มานี่หนู อาจะให้เงินหนูทั้งสองคน ขอทานอย่างนี้อายอมล่มจมมีเท่าไรให้หมด มา....เข้ามาใกล้ๆ อาขอดูหน้าให้เต็มตาหน่อยซิ หนูสวยและน่ารักจริงๆ "

กรรณิการ์กับกัลยาต่างคลานเข้าไปหา อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วส่งเงินให้สองพี่น้องคนละปึก นายมาโนชญ์แลเห็นใบละร้อยก็ลืมตัวรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างลูกสาวทั้งสองแล้วยกมือไหว้เสี่ยหงวนพลางกล่าวอารัมภบทแบบขอทานทั้งหลาย

"เจ้าประคู้น ทำทานคนยากเถอะคะร๊าบ กุศลผลบุญจะช่วยให้ท่านมีความสุขทั้งชาตินี้และชาติหน้า"

"นั่นแน่" อาเสี่ยร้องเอ็ดตะโรจ้องมองดูหน้าจอมยาจกอย่างตื่นๆ

"คุณก็เอาเหมือนกันหรือนี่"

นายมาโนชญ์สะดุ้งเฮือก เมื่อรู้สึกตัวว่าเขาไม่ควรขอทานในบ้านของเขา มาโนชญ์ก็รู้สึกอับอายขายหน้าไม่น้อย

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมไม่มีเจตนาเลยครับ ผมอยู่ในเครื่องแบบขอทานผมก็ลืมตัวไปชั่วขณะ พบหน้าใครถ้าผมแต่งตัวอย่างนี้ผมจะขอตะบัน แม้กระทั่งคนใช้ของผมเอง วิญญาณขอทานมันสิงผมเสียจนแน่นแล้วครับ ในชาตินี้เป็นตายอย่างไรผมก็เลิกไม่ได้"

พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วกลับไปนั่งบนเก้าอี้นวมตามเดิม

สี่สหายต่างมองดูลูกสาวขอทานอย่างชื่นชม และพากันสัมภาษณ์หล่อน

"คนไหนชื่อใหญ่ คนไหนชื่อน้อย" พลถามยิ้มๆ

กรรณิการ์ว่า "หนูค่ะชื่อใหญ่ หนูเป็นพี่สาวยายน้อยค่ะคุณอา"

เสี่ยหงวน ทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยพอใจลูกสาวคนโตของนายมาโนชญ์

"อ้า หนูคนดี ทีหลังหนูไม่ต้องไปขอทานที่อื่นหรอกนะ อยู่กับบ้านเฉยๆ ดีกว่าแล้วอาจะมาหาใหญ่ ให้เงินใหญ่ใช้เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ใหญ่ต้องการเสื้อผ้าหรือเครื่องเพชรอาจะซื้อให้ ใหญ่อย่าขอทานเลยขายหน้าเขาหน้าตาของหนูมันไม่น่าจะเป็นขอทานสักนิด"

กรรณิการ์ยิ้มอ่อนหวาน

"แต่หนูชอบค่ะเพราะมันเป็นอาชีพของหนู หนูกราบขอบพระคุณค่ะที่คุณอาจะจ่ายเงินเดือนให้หนู แต่หนูคิดว่าหนูเป็นขอทานหนูคงมีความสุขยิ่งกว่าที่จะเป็นเมียเก็บหรือนางบำเรอพวกเศรษฐี"

นิกรทำก้อร่อก้อติกกับกัลยาลูกสาวคนเล็กของจอมยาจก

"อาอยู่กับหนูที่นี่ด้วยคนได้ไหมน้อย"

กัลยาหัวเราะ

"อย่าเลยค่ะ ประเดี๋ยวคุณนายที่บ้านจะมาพังบ้านหนู"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"อาอยู่ตัวคนเดียวสาบานให้ก็ได้ อาส่งเมียของอาไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์หลายปีแล้ว เพื่อให้คนเขาดูเมียรุ่นดึกดำบรรพ์ หน้าตาเหมือนแม่มดไม่เปล่งปลั่งเหมือนหนูเลย นะหนูนะให้อาอยู่ด้วยคน"

กัลยาทำตาหวานให้นิกร

"ถ้าคุณอายอมเป็นขอทานกับหนูก็ตกลงค่ะ"

"ยังงั้นตกลง" นิกรพูดเร็วบรื๋อ

"อาจะเป็นขอทานกับหนู ฮ่ะ ฮ่ะ อาจะพาหนูเร่ร่อนไปขอทานเขาหาเลี้ยงชีวิต วันหนึ่งได้สักสองสามพันก็พอกินแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้านายจอมทะเล้นแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"แกจะเป็นขอทานจริงๆ หรืออ้ายกร"

"ก็จริงน่ะซีครับคุณพ่อกลับไปบ้านบอกประไพด้วยว่า ผมจะใช้ชีวิตบั้นปลายของผมเป็นขอทานทรัพย์สมบัติของผมมีอยู่เท่าไรผมยกให้ประไพหมด ผมจะมีความสุขอย่างที่สุดถ้าผมได้เป็นขอทาน"

"ดีแล้ว ถ้างั้นเชิญแกอยู่ที่นี่" แล้วเจ้าคุณก็หันมาพูดกับจอมยาจก

"ว่าไงคุณมาโนชญ์ เจ้ากรมันสมัครใจจะอยู่กับคุณ"

"ผมยินดีต้อนรับครับ เพราะแกตกลงใจเป็นขอทานแล้ว ผมได้ตั้งปณิธานไว้ว่าถ้าใครรักลูกสาวผม และ ยอมเป็นขอทานผมก็จะยกลูกสาวของผมให้เมื่อคุณนิกรยอมเป็นขอทานเพื่อยายน้อยก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก ผมจะจัดการให้คุณนิกรกับลูกสาวคนเล็กของผมได้แต่งงานกันในไม่ช้านี้"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ก็ดีเหมือนกันขอให้คุณลองเป็นพ่อตาอ้ายกรดูบ้าง เตรียมซื้อยาแอสไพลินไว้แยะๆ ก็แล้วกัน"

"แต่คุณนิกรมีวี่แววที่จะเป็นขอทานที่นี่ครับใต้เท้า"

นิกรสะดุ้งเฮือกแล้วฝืนหัวเราะ

"คุณต้องช่วยสอนบทบาทและเท็คนิคของขอทานให้ผม เอาละครับผมเอาแน่ลูกสาวคนเล็กของคุณน่ารักจริงๆ "

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนายจอมทะเล้น

"กันเป็นขอทานด้วยคนโว้ยอ้ายกร กันชอบหนูใหญ่มาก ยิ่งมองยิ่งน่ารัก ยายนวลเมียกันไม่ได้ความควรจะปลดกองหนุนหรือปลดระวางได้แล้ว ถึงสวยก็ขอบตาย่นไปไหนต้องใส่แว่นตากลัวคนเห็นรอยย่น ตื่นเช้ามองดูเหมือนอีนาคพระโขนงว่ะ หวีผมแต่งหน้าแล้วค่อยพอดูได้หน่อย"

แล้วเขาก็หันมาทางจอมยาจก

"ให้ผมอยู่กับคุณด้วยคนนะครับ ผมจะเริ่มต้นเป็นขอทานตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป"

นายมาโนชญ์ทำตาปริบๆ

"อาเสี่ยคิดดูให้ดีนะครับ อาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐี เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย มีคนเคารพนับถือยกย่องให้เกียรติมาก เคยมีชีวิตอย่างสุขสบายนั่งอยู่กองเงินกองทอง ถ้าเป็นขอทานอาเสี่ยก็จะเป็นที่รังเกียจเหยียดหยามแก่คนทั้งหลาย อย่าเลยครับให้ลูกผมได้กับพวกขอทานด้วยกันดีกว่า"

กิมหงวนชักฉิว

"เอ๊ะ คุณพูดยังไงคุณมาโนชญ์ ตอนแรกคุณว่าถ้าใครยอมเป็นขอทานคุณจะยกลูกสาวให้ เมื่อผมตัดสินใจยอมเป็นขอทานแล้วคุณก็ต้องยกหนูใหญ่ให้ผมซี"

นายมาโนชญ์มองดูลูกสาวคนโตของเขา

"ว่ายังไงลูก เจ้าจะรังเกียจไหมถ้าเจ้าจะต้องมีผัวที่แก่กว่าเจ้าคราวอาเสี่ยกิมหงวน"

"ไม่รังเกียจค่ะคุณพ่อ หนูชอบคนแก่ หนุ่มๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนูมักจะเป็นทาสอารมณ์ ฉุนเฉียวมุทะลุ ส่วนผู้ใหญ่อย่างอาเสี่ยใจดีค่ะ" แล้วหล่อนก็ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"คุณอาใจดีใช่ไหมค่ะ"

อาเสี่ยตกหลุมรักสาวสวยแล้ว

"ใช้จ๊ะ อาดีใจสำหรับหนูคนเดียว หนูอย่ารังเกียจอาเลยนะ ว่าอาอายุมากกว่าหนูตั้งสองรอบ ถ้าหนูแต่งงานกับอาอาจะพาหนูขึ้นเครื่องบินไปขอทานให้ทั่วโลกเป็นการทัศนาจรไปในตัว เราจะได้พบเห็นความเจริญรุ่งเรืองของประเทศต่างๆ อาชักสนุกเสียแล้วละซีไม่มีอาชีพอะไรที่ได้เงินคล่องๆ เหมือนอาชีพขอทานหรอก ตกลงนะหนูนะเราจะได้ไปเที่ยวรอบโลกด้วยกัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันพายายน้อยของกันไปด้วยโว้ย เราไปอยู่อเมริกาสักห้าหกปีกลับมาคงมีเงินหลายแสน ขอดะไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรม"

กิมหงวนหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอากลับไปบอกยายแร้งทึ้งนวลละออด้วยนะครับว่า เขากับผมสิ้นชาติวาสนากันเพียงแค่นี้ ผมทนอยู่ร่วมกับนวลไม่ไหว เนื้อหนังเหี่ยวย่นแล้ว จะจูบสักทีก็จูบไม่ลงถึงจะเม็คอัพจนหน้าขาวเหมือนตกกระด้งแป้งก็ไม่ไหว ผมคอยนึกเสมอว่าผมอยู่กับยายแก่คนหนึ่งและเป็นยายแก่ที่ไม่ยอมแก่เสียด้วย บางวันเดาะนุ่งสะแล็คมอดดูคล้ายๆ คุณยายเอากางเกงหลานสาวมานุ่ง อยู่ดีๆ ก็ทำผมเสียสูงปรี๊ดเหมือนเอากระถางต้นไม้ขึ้นไปครอบไว้บนหัว แล้วยังจะดัดจริตวี๊ดว้ายกระตู้วู้ ผู้หญิงแกอย่างเมียผมมองดูทั้งวันก็ไม่เกิดอารมณ์"

"แล้วทำไมแกหึงละ ยายนวลออกจากบ้านไปธุระนานหน่อยแกก็อาละวาดซักถามเสียจนละเอียด เขียนจดหมายถึงเพื่อนๆ ฝูงก็ไม่ได้ ฉันจะบอกให้เมียแกน่ะสวยไม่มีวันจืดจาง ยิ่งอายุมากก็ยิ่งสวย แม้กระทั้งเด็กนักเรียนหนุ่มๆ คราวลูกคราวหลานยังทำก้อร่อก้อติกกับเมียแกนี่หว่า อาคิดว่าแกกลับไปบ้านดีกว่า"

"ไม่ไป" กิมหงวนตวาดแว๊ด

"ผมจะเป็นขอทาน ผมจะยอมตายอยู่กับหนูใหญ่ของผม"

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นตามใจฉันกลับก่อนล่ะ มารบกวนเวลาของคุณมาโนชญ์นานแล้ว"

ดร.ดิเรก พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ผมกับอ้ายพลก็กลับเหมือนกัน ปล่อยอ้ายหงวนกับอ้ายกรที่นี่เถอะครับ ผมสงสารมันมากแต่ก็ช่วยอะไรมันไม่ได้ คิดจะบอกอะไรมันแต่ไม่พูดดีกว่า เพราะพูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง"

จอมยาจกยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ใต้เท้าจะกลับหรือครับผมจะเอารถไปส่ง"

"ครับ อย่าวุ่นวายเลยครับ เราไปแท็กซี่กันก็ได้ คุณต้อนรับลูกเขยในอนาคตของคุณดีกว่า ขอบคุณมากนะครับที่ให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดีเช่นนี้"

ครั้นแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล ดร.ดิเรก ก็อำลาเจ้าของบ้านกับสองสาว มีการสนทนากันสักครู่ท่านเจ้าคุณก็พาพลกับ ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วเดินออกไปจากห้องรับแขกโดยไม่สนใจกับเสี่ยหงวนและนิกร

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล และนายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วออกมาพ้นประตูบ้าน นิกรก็วิ่งเหยาะๆ ตามมาแล้วร้องตะโกนเรียกนายพัชราภรณ์เสียงหลง

"เดี๋ยวก่อนโว้ย พล หยุดก่อนโว้ย"

ทั้ง ๔ คนหยุดชะงักและหมุนตัวกลับ นิกรเดินร้องไห้เข้ามาหาแล้วโผเข้ากอดพล

"เราต้องจากกันแล้วเพื่อนรัก ทางของแกไปสูงแต่ทางของกันไปต่ำ กันอยากได้เมียสาวสวยกันก็ต้องยอมเป็นขอทาน ฝากกราบไปถึงคุณอาด้วยนะว่ากันลาก่อน ขอให้นึกว่ากันเป็นอหิวาห์ตายไปแล้ว บอกพี่นันด้วยว่ากันขอลาด้วยความอาลัยยิ่ง"

พลหัวเราะหึๆ

"ร้องไห้ทำไมวะ แกควรจะดีใจในโชคที่แกได้เมียสวยอย่างกัลยา แต่ว่าแกจะต้องติดโรคกุฏฐังจากหล่อน"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวรีบคลายมือที่กอดพลออก

"แกพูดบ้าๆ อะไรพล ใครเป็นกุฏฐัง"

"ก็แม่น้อยของแก และ แม่ใหญ่ของอ้ายหงวนน่ะซีกันไม่ได้สังเกตหรอกแต่ดิเรกมันเห็นและมันรู้"

นายจอมทะเล้นหันขวับมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"เป็นความจริงหรือหมอ"

"ออไร๋ นิ้วมือข้างซ้ายของกรรณิการ์และกลยากุดเข้าไปถึงเล็บแล้ว แผลที่นิ้วบอกให้กันรู้ว่าสองสาวพี่น้องเป็นโรคเรื้อน แกอาจจะไม่ได้สังเกตว่าทั้งสองคนพยายามซ่อนมือข้างซ้ายไว้ข้างหลังตลอดเวลาที่พูดคุยกับพวกเรา"

นิกรตกใจแทบช็อค

"อ๋อย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ไม่ต้องร้อง กลับไปหาแฟนของแกเถอะ อีกไม่ช้าแกก็คงมือกุดตีนกุด หน้าตาเหมือนลูกมะกรูด หล่อนเป็นลูกขอทานซึ่งพ่อแม่ของหล่อนล้วนแต่สกปรก ถึงแม้จะร่ำรวยเวลาออกขอทานก็ต้องแต่งตัวสกปรก ทำตัวให้สกปรกขี้เรื้อนมันถึงเล่นงานยายสองคนนั่น นายมาโนชญ์ก็อาจจะเป็นเหมือนกัน แต่เรามองไม่เห็นรอยแผลที่เป็นโรคเรื้อนหรือกุฏฐัง"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก ก่อนที่เขาจะพูดอะไรทุกคนก็ได้ยินเสียงกิมหงวนร้องตะโกนมาจากประตูหน้าบ้านของจอมยาจก

"กลับมาโว้ยอ้ายกร วันหลังอ้ายพลกับอ้ายหมอมันก็มาเยี่ยมเราเอง"

นายจอมทะเล้นหันไปมองดูแล้ววิ่งเยาะๆ เข้าไปหาอาเสี่ยกิมหงวน อาเสี่ยพยายามเหนี่ยวรั้งนิกรให้เข้าไปในบ้านนายมาโนชญ์อีกแต่นิกรดึงกิมหงวนไว้

"เดี๋ยว กันมีเรื่องสำคัญจะพูดกับแกอ้ายเสี่ย"

"แล้วกันโว้ย หนูใหญ่กับยายน้อยชวนเราไปเล่นเรือแข่งมีอะไรไปพูดกันบนเรือก็ได้"

นิกรเม้มปากแน่น

"ถ้ายังงั้นแข็งใจฟังกันพูดนิดเดียว ดิเรกมันบอกกันว่าใหญ่กับน้อยเป็นโรคเรื้อน นิ้วมือข้างซ้ายกุดเข้าไปแล้ว"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"หา ว่ายังไงนะพูดใหม่ซิ เมื่อกี้แกว่ายังไงนะ"

"กันว่าดิเรกมันบอกว่าลูกสาวของนายมาโนชญ์ทั้งสองคนเป็นขี้เรื้อนโว้ย นิ้วมือข้างซ้ายกุดเข้าไปเป็นกอง อ้า...แกอยู่เป็นลูกเขยของนายมาโนชญ์เถอะกันลาละนะ ประไพเมียกันถึงแก่แล้วเนื้อหนังเหี่ยวย่นแล้วแต่ก็ยังกอดสนิทกว่ายายน้อย ขืนได้เสียเป็นเมียกันขี้เรื้อนก็รับประทานกันเท่านั้นเอง ถึงแกก็เหมือนกัน ลาก่อนอ้ายหงวนแล้วกันจะไปเยี่ยมแกที่โรงพยาบาลโรคเรื้อนที่พระประแดง"

นิกรวิ่งตื๋อกลับไปหาคณะพรรคของเขา กิมหงวนยืนนิ่งเฉยสักครู่ก็ย่อขาลงต่ำ แล้วกระโดดตัวลอยวิ่งไล่ตามนิกรติดๆ ไป ทั้งสองคนต่างสะอิดสะเอียนขยะแขยงสองสาวซึ่งเป็นโรคที่น่ารังเกียจน่ากลัว

เพราะความรอบคอบของ ดร.ดิเรก จึงช่วยให้นิกรกับเสี่ยหงวนไม่ต้องขอทานเขากิน และรอดพ้นจากโรคเรื้อนอย่างหวุดหวิด.

อวสาน