พล นิกร กิมหงวน 176 : จอมผีดิบ

เย็นวันนั้น บ้าน "พัชราภรณ์" ค่อนข้างเงียบเหงาผิดปกติ

ลูกชายของสี่สหาย ได้รับคำสั่งจากกองบัญชาการทหารสูงสุดให้เดินทางไปกับเรือฟรีเก็ตลำหนึ่งของราชนาวี มีกำหนด ๑๕ วัน เพื่อทดลองอาวุธจรวดนำวิถีแบบใหม่ที่สุด และมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในการทำลายอากาศยานทั้งในระยะต่ำ และระยะสูงอย่างแม่นยำโดยไม่มีผิดพลาด ซึ่งการทดลองนี้ได้ฝึกสอนทหารเรือประจำอาวุธจรวดด้วย

คุณหญิงวาดกับสี่นาง นั่งเล่นไพ่อยู่ในห้องนอนชั้นบน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชุมนุมกันอยู่ที่ศาลาพักร้อนหลังตึกใหญ่ มีเจ้าแห้วทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้เหมือนเช่นเคย

ขณะที่เสี่ยหงวนบ่นถึงลูกชายของเขา แจ๋วสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดก็ปรากฏตัวขึ้น หล่อนเดินยิ้มแป้นตรงเข้ามาหาสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วทรุดตัวนั่งคุกเข่าระหว่างศาสตราจารย์ดิเรกกับนิกร

"มีฝรั่งมาหาคุณหมอค่ะ" สาวใช้รายงานให้นายพลดิเรกทราบ

นิกรลืมตาโพลง

"ฝรั่งดองหรือฝรั่งดิบวะ"

แจ๋วหัวเราะเบาๆ

"ฝรั่งหัวแดงค่ะ"

"อ๋อ คนหรอกเรอะ นึกว่าฝรั่งรถเข็นที่เคยมาขายในซอยหลังบ้านเรา"

สาวใช้ส่งนามบัตรสีขาวฉบับหนึ่งให้ศาสตราจารย์ดิเรก ข้อความที่พิมพ์ไว้ในนามบัตรทำให้นายพล ดิเรกสนใจไม่น้อย

"ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน รองนายกสมาคมนักวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เขารักใคร่ชอบพอกับกันมากเคยจดหมายติดต่อกับกันเสมอไม่ได้พบกันห้าหกปีแล้ว" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นด้วยความ ดีใจ "นักวิทยาศาสตร์คนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นดีคนหนึ่ง อ้า-เขามากับใครแจ๋ว"

"มาคนเดียวค่ะ"

"งั้นเรอะ แกเชิญเขาขึ้นมาบนตึกแล้วหรือยัง"

"เชิญแล้วค่ะ ขณะนี้เขานั่งพักผ่อนอยู่ในห้องรับแขกค่ะ"

"เขาพูดภาษาไทยแบบแกใช่ไหม" นายพลดิเรกซัก

"ค่ะ พูดไทยได้ชัดทีเดียวค่ะ"

"ถูกละ เขาเรียนภาษาไทยมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ฉันได้รับเชิญไปประชุมเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูที่วอชิงตัน ฉันทวนตำราภาษาไทยไปให้เขาตั้งหลายเล่มรวมทั้งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต" พูดจบนายพลดิเรกก็ลุกขึ้นยืน "ไปโว้ยพวกเรา กันจะแนะนำให้รู้จักกับนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญคนนี้ ไปซิครับคุณพ่อ คุณพ่อได้ยินเขาพูดไทยแล้วจะแปลกใจ"

พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นเดินตามนายพลดิเรกออกไปจากศาลาพักร้อน เจ้าแห้วติดตามไปด้วย

ที่ห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์"

สุภาพบุรุษชาวอเมริกันในวัย ๕๐ เศษคนหนึ่ง ท่าทางภูมิฐานแต่งสากลชุดสีเทาอ่อนอยู่บนเก้าอี้นวมตามลำพัง รอคอยพบศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาคือศาสตราจารย์ แฟรงค์ โรบินสัน รองนายกสมาคมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกานั่นเอง

นายพลดิเรกพาเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้องรับแขกอย่างร้อนรน ศาสตราจารย์ แฟรงค์ โรบินสัน แลเห็นเข้าก็ร้องเรียกดิเรกด้วยความดีใจ และลุกขึ้นปราดเข้าไปสัมผัสมือกับนายพลดิเรกทันที ต่างคนต่างโอภาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน และแล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็แนะนำนักวิทยาศาสตร์อเมริกันให้รู้จักกับ พล นิกร กิมหงวนและท่านเจ้าคุณเป็นรายตัวไป

ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน สุภาพนอบน้อมมาก เขาพูดคุยกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจนและใช้ภาษาพูดได้ดี แสดงว่าเขาศึกษามาไม่น้อย

"จดหมายของนายพลดิเรกที่มีไปถึงผมทุกฉบับ จะต้องเขียนถึงคุณพล คุณนิกร คุณกิมหงวน และ ใต้เท้าเสมอเชียวครับ นายพลดิเรกเคยส่งรูปไปให้ผมด้วยครับ เมื่อได้มารู้จักกันในวันนี้ก็ทำให้ผมดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติมาก"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้

"เช่นเดียวกันครับ พวกเราขอต้อนรับท่านศาสตราจารย์ในฐานเพื่อนหรือญาติสนิทของเรา เชิญนั่ง"

คณะพรรคสี่สหายนั่งรวมกันบนโซฟาตัวใหญ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัวใกล้ๆ กัน เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันสบตากับนิกรเขาก็กล่าวว่า

"นายพลดิเรกเคยเล่าให้ผมฟังว่า ผู้การนิกรเป็นคนเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง แล้วก็เป็นแพทย์แผนโบราณเป็นนักไสยศาสตร์มีความรู้รอบตัวสารพัดผมรู้สึกยินดีมากเชียวครับที่ได้รู้จักกัน"

นิกรยิ้มให้ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน แล้วหันมาทางนายพลดิเรก

"ช่วยแปลหน่อยเถอะวะ กันฟังไม่ใคร่ออกศาสตราจารย์ท่านคาบซิก้าพูดฟังลำบากหน่อย"

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เขาพูดภาษาไทยนะโว้ย"

นิกรสะดุ้งโหยง

"อ้าว นั่นน่ะซิ กันได้ยินคำว่าไสยศาสตร์คำหนึ่ง"

ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันหัวเราะชอบใจ

"เป็นความจริงตามที่นายพลดิเรกเคยเล่าให้ผมฟัง พวกคุณล้วนแต่มีอารมณ์ขันร่าเริงสดชื่นกันทุกคน แม้กระทั่งท่านเจ้าคุณ ผมมีความสุขมากที่ได้มารู้จักกันและสนทนากัน"

สาวใช้สองคนเดินเข้ามาทางห้องโถงนำเบียร์เย็นเฉียบมาเสิฟให้แขกและคณะสี่สหายคนละแก้ว นอกจากนี้ก็มีบุหรี่ควันละเอียดและซิก้า เมื่อสาวใช้ออกไปแล้วพลก็เชิญให้ท่านศาสตราจารย์ดื่มเบียร์และสนทนากันอย่างกันเอง ถึงแม้พึ่งรู้จักกันมิตรภาพก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

"ขอบคุณมากครับสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นเช่นนี้" ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันพูดยิ้มๆ "เบียร์ไทยอร่อยมากผมมาถึงวันแรกก็ลองดื่มดูที่โฮเต็ล"

"ท่านพักอยู่ที่ไหนครับ"

"ปทุมวันโฮเต็ลครับ ทางสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาเขาจัดให้ผมพักที่นั่น ผมมากรุงเทพฯ อย่าง เงียบๆ คราวนี้ผมมาเป็นทางการ แล้วก็มีเรื่องที่จะมาปรึกษาหารือขอความช่วยเหลือจากนายพลดิเรกโดยเฉพาะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแป้น กล่าวถามเป็นภาษาอังกฤษทันที

"เรื่องอะไรท่านศาสตราจารย์ บอกมาเถอะในฐานที่เราเป็นเพื่อนกัน ผมพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือท่านเสมอ ถ้าเกี่ยวกับด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ ที่ผมมีความรู้ความชำนาญ"

แฟรงค์ โรบินสันยิ้มเล็กน้อย

"เราพูดภาษาไทยกันดีกว่า ที่นี่เมืองไทยและผมพูดภาษาไทยได้ดีก็อยากจะให้เกียรติเจ้าของประเทศ คือพูดภาษาของประเทศนี้ซึ่งเป็นประเทศเอกราช มีภาษาพูดของตัวเองที่ไพเราะเพราะพริ้งอยู่แล้ว"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินเข้ามาหาศาสตราจารย์ชาวอเมริกันและยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ผมขอเคารพท่านครับท่านศาสตราจารย์ ท่านเป็นคนที่น่าเคารพที่สุด เท่าที่ท่านยกย่องให้เกียรติประเทศชาติของเราตรงกันข้ามกับคนไทยบางคนที่เขาชอบพูดภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย หรือมิฉะนั้นก็พูดภาษาอังกฤษปะปนกับภาษาไทยเสมอเพื่ออวดตัวให้ใครๆ รู้ว่าเขาเป็นผู้มีความรู้สูง" แล้วอาเสี่ยก็เลื่อนตัวมานั่งบนเก้าอี้นวมอีกตัวหนึ่ง

นายพลดิเรกยิ้มให้นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐ

"มีอะไรว่ามาเลยครับ"

แฟรงค์ โรบินสัน ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มเล็กน้อยและมองดูนายพลดิเรกอย่างชื่นชม

"เรื่องนี้ขอให้ถือว่าเป็นความลับเฉพาะนะครับ ขอให้ท่านนายพล และทุกท่านกรุณาปกปิดไว้ให้เป็นความลับสุดยอดครับ"

นิกรว่า "รับรองครับ ถ้าไม่จำเป็นเราจะไม่บอกใครเป็นอันขาด"

แฟรงค์ โรบินสันนัยน์ตาเหลือกแล้วพูดเสียงดัง

"จำเป็นก็บอกไม่ได้ครับ"

"ก็ถ้าหากเมียผมเขาเซ้าซี้...."

"เมียก็บอกไม่ได้ครับ"

"ครับ ตกลงแปลว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลับไม่มียอด"

"ว้า-ลับสุดยอดครับไม่ใช่ลับไม่มียอด"

นิกรว่า "ลับสุดยอดคนเขามองเห็นยอดของมันเขาก็สงสัย ถ้าลับไม่มียอดมีแต่กิ่งใบครึ้มไปหมดทั้งต้นใครๆ ก็ไม่สนใจ เอาละครับ เป็นอันว่าพวกเราจะไม่แพร่งพรายความลับในเรื่องนี้ก็แล้วกัน"

"ครับ ขอบคุณมาก" แล้วนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของอเมริกาก็เปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรก "ฟังให้ดีสหายรักของผม ขณะนี้อเมริกาได้สร้างยานอวกาศที่จะส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมคนหนึ่งเป็นผู้ร่วมงานสร้างมาเป็นเวลาเกือบสามปี แต่ที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์ของเรายังไม่ยอมเสี่ยงชีวิตมนุษย์ที่จะเดินทางไปกับจรวดหรือยานอวกาศนี้ ครั้นเราจะส่งหุ่นยนต์อีเล็คโทนิคส์ไปแทนหุ่นยนต์ก็คงทำงานไม่ได้ดีเหมือนมนุษย์"

นายพลดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ต่อไปครับ แล้วยังไง"

"สมาคมนักวิทยาศาสตร์ของเราทราบว่า ท่านนายพลเป็นผู้ที่สามารถชุบมนุษย์ที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่ามันมีสภาพครึ่งคนครึ่งผีดิบ แต่มันก็มีชีวิตจิตใจมีความสามารถตามความรู้ของมันเมื่อก่อนจะตาย การประชุมใหญ่ของสมาคมเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคมนี้ที่ประชุมลงมติให้ผมเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาพบกับท่านนายพล และติดต่ดกับท่านนายพลในเรื่องนี้คือจ้างให้ท่านนายพลชุบคนที่พึ่งตายใหม่ๆ คนหนึ่งขึ้นมาให้เขามีชีวิตตามที่ท่านนายพลเคยทำมาแล้ว เราต้องการผีดิบที่เป็นคนหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันแข็งแรงและตายด้วยอุบัติเหตุหรือหัวใจวายครับ แล้วก็ต้องเป็นปัญญาชนด้วย ผมจะนำผีดิบที่ท่านชุบขึ้นมาเดินทางไปอเมริกาโดยเครื่องบินทหาร ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตจะติดต่อและจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย อ้า....ห้าแสนบาทสำหรับผีดิบตัวนี้ครับ เราจะนำมันไปฝึกบังคับจรวดที่ฐานยิงจรวดแหลมเคนเนดี้สักสองเดือนแล้ว ส่งมันไปยังดวงจันทร์ อเมริกาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะส่งคนไปถึงดวงจันทร์ได้ก่อนโซเวียตรัสเซีย"

ภายในห้องรับแขกเงียบกริบ แล้วนิกรก็กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกเบาๆ

"นี่แหละเขาเรียกว่าคนมีโชค อยู่ดีๆ ก็ได้เงินแสนใช้เท่ากับถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ค่าป่วยการของแกแพงมากนะเพื่อน"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย เขาไม่ได้สนใจกับนิกรเท่าใดนัก เขาจ้องมองดูหน้านักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐแล้วถามว่า

"ทำไม่ท่านศาสตราจารย์และนักวิทยาศาสตร์อเมริกันไม่ชุบผีดิบขึ้นเอง"

แฟรงค์ โรบินสัน สั่นศีรษะ

"เราเสียเงินไปหลายแสนดอลล่าร์แล้วท่านนายพลเกี่ยวกับการชุบคนตายให้ฟื้นขึ้นมาด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ แต่เราทำให้ผีดิบเคลื่อนไหวได้นิดหน่อยเท่านั้น และเราห้ามความเน่าเปื่อยของร่างกายมันไม่ได้ ถึงแม้จะฉีดยากันเน่าเนื้อหนังก็ทรุดโทรมมองเห็นว่าเป็นซากศพ เรารู้ดีว่าท่านนายพลชุบผีดิบให้กลับเป็นมนุษย์ได้ราว ๕๐ เปอรเซ็น และไม่เน่าไม่เปื่อยรัฐบาลจึงอนุมัติเงิน ๒๕,๐๐๐ ดอลล่าให้ผมเป็นค่าซื้อผีดิบจากท่านนายพล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ถึงกับซื้อขายผีกินก็เป็นอาชีพที่แหวกแนวดีเหมือนกัน ตกลงไหมล่ะดิเรก แกลงทุนอย่างมากก็เพียงหมื่นสองหมื่นซื้อศพเขามาเท่านั้นเอง"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวถามแฟรงค์ โรบินสัน

"ท่านจะต้องการผีดิบเมื่อไร"

"ภายใน ๕ วันนี้แหละครับ"

"เร็วไปครับ"

"มีเวลาน้อยเกินไปหรือท่านนายพล"

"ไม่น้อยครับ ๕ วันน่ะเหลือเฟือแล้ว แต่พรุ่งนี้ผมมีราชการด่วนจะต้องเดินทางไปร่วมการฝึกภาคกับกองเรือยุทธการในอ่าวไทยมีกำหนด ๑๒ วัน ลูกๆ ของพวกเราได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วเมื่อ ๓ วันนี้ ขอเวลาอีก ๒๐ วันไม่ได้หรือท่านศาสตราจารย์"

"ไม่ได้หรอกครับ ผมจะต้องเดินทางกลับตามกำหนดถ้าท่านนายพลทำให้เราไม่ได้ผมอาจจะต้องไปอัฟริกาไปหาหมอผีที่เชี่ยวชาญทางไสยสาสตร์ ให้เขาชุบผีดิบให้ผมสักคนหนึ่งแล้วนำกลับไปอเมริกาเพื่อส่งไปดวงจันทร์"

นายพลดิเรกลืมตาโพลง

"ถ้ายังงั้นให้พันเอกนิกรเพื่อนผมรับภาระแทนผมดีกว่า นิกรถึงจะกลัวผีขนาดหนักแต่เขาก็เป็นหมอผีผู้เรืองเวท เคยวิ่งหนีผีและไล่จับผีมานับครั้งไม่ถ้วน ถ้ามนตร์ขลังผีมันก็กลัวเขลาถ้ามนตร์เสื่อมเขาก็กลัวผี ลองคุยกับเขาดูซีครับ นิกรช่วยท่านในเรื่องนี้ได้แน่ๆ "

ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันหันขวับมาทางนิกร

"ผู้การชุบผีดิบได้หรือครับ"

"ถ้าห้าแสนละก้อจะเป็นผีดิบหรือผีสุกหรือผีดิบๆ สุกๆ ผมทำได้ทั้งนั้น" นิกรพูดอย่างภาคภูมิ "แต่บอกเสียก่อนว่าผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ผมใช้เวทมนตร์คาถาของผมชุบคนตายให้ฟื้นขึ้นมา รับรองว่าผีดิบของผมจะเคลื่อนไหวได้พูดได้ และทำงานได้ทุกสิ่งทุกอย่างมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนที่มีชีวิตจิตใจ"

"ถ้ายังงั้นตกลงครับผู้การ ผมจะให้ผู้การทำสัญญากับผมในเรื่องนี้"

"ได้ครับ แต่ต้องจ่ายให้ผมก่อนอย่างน้อยแสนบาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของผม"

"โอ.เค. ครับ ผู้การให้เวลาสักกี่วันครับในการชุบผีดิบให้ผม แต่ว่าต้องไม่เกิน ๕ วันนะครับ"

นิกรตอบโดยไม่ต้องคิด

"สองวันก็พอครับ"

"ดีทีเดียวครับ พรุ่งนี้ผมจะพิมพ์สัญญามาให้เซ็นที่นี่และผมจะพาเลขานุการเอกของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกามาด้วยเพื่อให้เป็นพยานรู้เห็นและเซ็นชื่อเป็นพยาน ส่วนเงินที่จะจ่ายล่วงหน้าให้ผู้การแสนบาท ผมจะจ่ายให้เป็นเช็ค รับรองว่าเช็คของผมไม่มีการเด้งหรือสปริงหงายท้องออกมาจากแบ็งค์"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรยิ้มให้นายพลดิเรก

"เป็นอันว่ากันรับชุบผีดิบแทนแก ซึ่งคงไม่ยากลำบากอะไร"

"ออไร๋ แล้วแกจะได้ใครเป็นผู้ช่วย"

"ก็ต้องไหว้วานอ้ายหงวนให้มันเป็นผู้ช่วยกัน ทำงานคนเดียวเห็นจะไม่ไหว อ้ายหงวนมันกล้าผีและบ้าบิ่นมุทะลุ ถ้าชุบขึ้นมาเกิดอาละวาดอ้ายหงวนก็พอจะปราบมันได้"

ผลยอของนิกรซึ่งเปรียบเหมือนกับยาหอม ทำให้กิมหงวนรับคำทันที

"เอาซีอ้ายกร กันช่วยแกเต็มที่ เรื่องผีน่ะสำคัญที่ใจโว้ย ถ้าเราไม่กลัวมันมันก็ทำไมเราไม่ได้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"รู้แล้วละ แต่เราอดกลัวมันไม่ได้นี่หว่า ขอบใจมากเพื่อนรักที่แกยินดีร่วมมือร่วมตีนกับกัน นอกจากแกก็ต้องอาศัยอ้ายแห้วอีกคนหนึ่ง"

พลหัวเราะก้ากพูดขัดขึ้นทันที

"คบใครไม่คบคบอ้ายแห้ว แกก็รู้ดีแล้วว่าอ้ายแห้วมันกลัวผีขนาดหนัก ให้มันทำงานเกี่ยวกับผีมันจะทำได้หรือ"

นิกรว่า "ยื่นเงินให้มันสักพันมันก็คงทำได้"

คราวนี้พลเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงโว้ย เงินน่ะมันอำนาจเหนือสิ่งอื่น แม้แต่คนที่ขี้ขลาดตาขาว ถ้าได้เงินก็จะกลายเป็นคนกล้าหาญขึ้นมาทันที" พูดจบเขาก็หันมาทางศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน "ท่านศาสตราจารย์ครับ เพื่อมิตรภาพของเรา พวกเราจะเลี้ยงอาหารค่ำท่านด้วยไมตรีจิตที่โรงแรม "สี่สหาย" ซึ่งเป็นโรงแรมของเรา ความจริงเราอยากจะให้ท่านไปพักอยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ แต่เมื่อทางสถานทูตจัดให้พักที่โรงแรม "ปทุมวัน" ก็ดีแล้วครับอย่าปฏิเสธเลยนะครับ"

นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐยกมือไหว้พลอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับ ขอบคุณมากที่กรุณาผม"

นายพลดิเรกพูดตัดบท

"เราไปคุยกันที่โรงแรม "สี่สหาย" ดีกว่า ขอเวลาให้พวกเราขึ้นไปแต่งตัวสักครู่นะครับ ท่านนั่งดู อาละบั้มรูปภาพไปพลางๆ ก่อน หนังสือพิมพ์รายวันทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษก็มีอยู่ทุกฉบับ เชิญตามสบายครับ"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลุกขึ้นพากันเดินออกไปทางห้องโถงใหญ่เพื่อขึ้นไปแต่งตัว นิกรตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งที่เขาจะได้เงินใช้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เรื่องนี้เขาจะต้องปกปิดเป็นความลับไม่กล้าบอกให้สี่นางและคุณหญิงวาดทราบเพราะเขาจะต้องนำผีดิบ หรือศพที่พึ่งตายใหม่ๆ มาทำพิธีชุบในบ้าน "พัชราภรณ์" และนิกรตั้งใจว่าเขาจะใช้กระท่อมท้ายสวนหลังบ้านเป็นที่ชุบผีดิบรายนี้

ตอนสายวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันอาทิตย์

ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันได้มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" อีกครั้งหนึ่ง ขณะที่คุณหญิงวาดพาสี่นางไปจ่ายของที่ย่านการค้าราชประสงค์และประตูน้ำประทุมวัน การเซ็นสัญญาได้กระทำกันในห้องรับแขก ฝ่ายศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันมีเลขานุการของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาคนหนึ่ง เซ็นชื่อเป็นพยาน สัญญานี้ทำขึ้นเป็น ๒ ฉบับมีข้อความเช่นเดียวกัน นิกรเก็บรักษาไว้หนึ่งฉบับและแฟรงค์ โรบินสัน รักษาไว้หนึ่งฉบับ เมื่อเซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้วนิกรได้รับเช็คเงินสดเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งแฟรงค์ โรบินสันได้จ่ายให้ล่วงหน้าตามที่ระบุไว้ในสัญญา อีก ๔๐๐,๐๐๐ บาทจะจ่ายให้เมื่อวันรับมอบผีดิบคือภายใน ๕ วันนี้ สัญญานี้มีรายละเอียดถึง ๓ หน้ากระดาษซึ่งนิกรจะต้องเลือกหาผีดิบที่มีขนาดสูงใหญ่ มีส่วนสูงไม่น้อยกว่า ๖ ฟุตน้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า ๗๐ กก. และต้องเป็นผู้ที่มีการศึกษาอย่างน้อยสำเร็จมหาวิทยาลัย ผีดิบที่ชุบขึ้นด้วยเวทมนตร์คาถาจะต้องเคลื่อนไหวได้ฟังคำสั่งได้ ปฏิบัติงานได้ มีความรู้ความคิดครึ่งหนึ่งที่เขายังมีชีวิตอยู่ รายละเอียดของสัญญานี้มีมากมาย จนกระทั่งนิกรเกือบจะไม่ยอมเซ็นสัญญา

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง พล. ท. ดิเรก ณรงฤทธิ์ ก็ออกเดินทางไปสนามบินของกองทัพอากาศที่ดอนเมือง โดยรถเก๋งของกรมการขนส่งทหารบกคันหนึ่งซึ่งมารับเขา นายพลดิเรกจะไปขึ้นเครื่องบินที่นั่นไปลงที่สนามบินอู่ตะเภาสัตหีบ และขึ้นเฮลิค็อปเต้อรไปลงที่เรือฟรีเก็ตลำหนึ่งทางหน้าเมืองตราด และหลังจากนั้นพลก็ไปตรวจงานที่โรงแรม "สี่สหาย" ถึงแม้ว่าเป็นวันอาทิตย์หยุดงานแต่ทางโรงแรมมีงานยุ่งมาก เพราะระหว่างนี้มีชาว ยุโรปและอเมริกันมาพักเต็มไปหมด

นิกรนั่งจ๋องอยู่ในห้องโถงตามลำพัง สัญญาที่อยู่ในมือเขาทำให้นิกรหนักใจไม่น้อยนึกฉิวตัวเองที่ไม่ควรเซ็นสัญญากับศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน เพราะฉุกใจได้คิดว่าการเล่นกับผีนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกแน่

ความคิดคำนึงของนิกรสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนพากันเดินลงบันไดมาจากชั้นบน

"ว่ายังไงหมอผี" ท่านเจ้าคุณสัพยอก "แกจะไปเอาผีดิบที่ไหนมาชุบให้เขาวะ"

นิกรถอนหายใจดังปู้ด เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับอาเสี่ยนั่งลงบนเก้าอี้นวมคนละตัวนิกรก็ยิ้มแห้งๆ และกล่าวว่า

"ชักกลุ้มใจเสียแล้วซิครับคุณพ่อ"

"ทำไมล่ะ"

"กลัวผีน่ะซีครับ แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะไปเอาศพผีที่ตายสดๆ ได้ที่ไหน นอกจากนี้ยังต้องเป็นผีที่มีคุณลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาด้วย พวกฝรั่งนี่มันทำสัญญาเอาเปรียบชะมัดมีข้อปลีกย่อยละเอียดมากไม่เปิดช่องโหว่ให้ผมเลย จะขอซื้อศพจากโรงพยาบาลก็คงไม่มีหวังเพราะเขาคงไม่ยอมขายให้ผม"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"แกเซ็นสัญญากับเขาแล้วจะมานั่งวิตกเป็นทุกข์หาหอกอะไรวะ ไม่ได้ศพที่โรงพยาบาลก็ต้องติดต่อขอซื้อศพจากหัวหน้าสัปเหร่อวัดใดวัดหนึ่ง คือแอบซื้อขายกันแล้วขโมยศพมาบ้านเรา กว่าเจ้าของศพจะรู้ศพก็กลายเป็นผีดิบคืนชีพไปอยู่อเมริกาแล้วหรือบางทีก็ไปอยู่ที่ดวงจันทร์ โดยไม่มีโอกาสได้กลับมาโลกเรา"

นิกรถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"ก็ถ้าสัปเหร่อเขาไม่เล่นกับกันล่ะ การขายศพให้เราเป็นคดีอาญานะโว้ย"

"เถอะน่า เงินน่ะมันเข้าใครออกใครหรอกวะ กันจะช่วยแกเองแล้วก็ไม่ต้องแบ่งเงินห้าแสนให้กันหรอก กันช่วยแกเพราะแกเป็นเพื่อนกัน กันอยากจะเล่นสนุกๆ ด้วยเพราะนานแล้วไม่ได้ยุ่งกับผี"

นิกรลืมตาโพลง

"อ้อ แกคิดว่าเล่นกับผีเป็นเรื่องที่สนุกยังงั้นหรือ"

"อือ ผียิ่งดุยิ่งสนุก"

นิกรทำหน้าแหย

"ก๊อวิ่งกันลิ้นห้อยเท่านั้นเอง ว้า...กลุ้มใจโว้ย คุณพ่อร่วมงานกับผมด้วยเถอะครับ ผมกราบละครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"พ่อแก่แล้ว พ่อจะทำประโยชน์อะไรให้แกได้"

"โธ่-อย่าถ่อมตัวหน่อยเลยครับ คุณพ่อเป็นคนแก่ที่ทันสมัยเฉลียวฉลาดสติปัญญาดีกว่าขงเบ้งเป็น ไหนๆ เรื่องผีปีศาจคุณพ่อก็ไม่กลัวมัน ถึงวิ่งหนีก็วิ่งหนีอย่างเอาเชิง นะครับกรุณาช่วยผมนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"เอา-ตกลง ฉันน่ะมักจะเสียแกไม่ได้ แต่แกไม่รู้หรอกว่าฉันรักแกแค่ไหน"

"ทำไมผมจะไม่รู้ครับ ผมเองทั้งรักทั้งเคารพและบูชาคุณพ่อยิ่งกว่าพ่อของผมอีก ก่อนนอนไหว้พระทีไรขอพระให้คุ้มครองประทานความร่มเย็นเป็นสุขให้คุณพ่อเสมอ"

"ให้แกตายโหงตายห่า"

"โธ่-ผมไม่ชอบสาบานครับให้ดิ้นตาย"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มออกมาจากห้องรับประทานอาหาร

"รับประทานอาหารกลางวันตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ คุณหญิงกับคุณผู้หญิงท่านไม่กลับมา รับประทานหรอกครับ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"รู้แล้ว มานั่งนี่แน่ะอ้ายแห้ว ปรึกษาอะไรหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วเลื่อนตัวเข้ามานั่งพับเพียบเบื้องหน้านิกร

"รับประทานเรื่องผีใช่ไหมครับ"

"เออ เราจะเริ่มงานกันคืนวันนี้แหละ คุณพ่อท่านร่วมงานกับกันอีกคนหนึ่ง เป็นอันว่าเราสี่คนจะต้องรีบเร่งหาผีดิบมาชุบให้ฟื้นแล้วมอบตัวมันให้ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันไป การชุบน่ะไม่ยากเพียงแต่ใช้เวทมนตร์ตามที่กันได้เล่าเรียนมาแต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเอาผีที่ไหน แกไปหาผีดิบมาให้สักศพได้ไหมล่ะ ให้ตรงตาม เงื่อนไขในสัญญาที่ฉันแปลให้แกฟังแล้ว"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผีไม่ใช่ผงซักฟอกหรือสบู่กล่องเล็กๆ นะครับ ตัวสูง ๖ ฟิต และน้ำหนัก ๗๐ โลขึ้นไปรับประทานผมจะเอามายังไง ลากมาตามถนนก็ไม่ไหว เอาขึ้นแท็กซี่มาเขาก็คงไม่รับ ตำรวจเห็นเข้าก็จะกี๊บกั๊บเอาผมไปโรงพักตั้งข้อหาว่าฆ่าคนตาย"

นิกรจุ๊ปากจึ๊กจั๊ก เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"แกรู้จักคุ้นเคยกับสัปเหร่อวัดไหนบ้างไหนล่ะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ นิ่งคิดสักครู่

"รับประทานไม่รู้จักเลยครับ ผมกว้างขวางแต่ในวงนักเลงเท่านั้น ถ้าพวกนักเลงละก้อพอจะรู้จักครับ"

ท่านเจ้าคุณพูดตัดบท

"หาเงินสดไว้สักหมื่นบาทอ้ายกร คืนนี้สักสองยามเราพากันไปที่วัดเงียบๆ ตามชานเมืองหรือแถว ฝั่งธนก็ได้ขอซื้อศพผีตายสดๆ ด้วยอุบัติเหตุหรือหัวใจวายที่มีคุณลักษณะตรงตามสัญญาจากนายป่าช้าหรือหัวหน้าสัปเหร่อเขา เอาเงินยัดใส่มือเขาสักห้าหกพันทำไมเขาจะไม่เอา แล้วเราก็เปิดโลงเอาศพใส่รถเรามาบ้าน"

นิกรสะดุ้งโหยง

"แหม-หวาดเสียวหน่อยครับ ไปตอนกลางวันไม่ดีหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"ตอนกลางวันคนในวัดพลุกพล่าน แกจะเอาศพมาได้อย่างไรและใครเขาจะกล้าขายศพให้แก"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ไปกลางคืนผมกลัวผีนี่ครับคุณพ่อ"

อาเสี่ยแหกปากหัวเราะลั่นและพูดเสริมขึ้น

"แกเป็นนักไสยศาสตร์และเป็นหมอผีด้วยหรือวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ และพูดเสียงอ่อย

"กลัวน่ะไม่กลัวหรอกแต่มันเสียวๆ ยังไงก็ไม่รู้" แล้วเขาก็หันมาทางพ่อตาของเขา "หมายความว่าเราจะต้องบุกเข้าไปในโกดังเก็บศพและช่วยกันดึงโลงศพออกมาจากช่องเก็บศพ งัดโลงออกอุ้มศพออกมาหามเอาขึ้นรถเรากลับบ้านยังงั้นหรือครับ"

"เออ มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำได้ ถ้าจะให้ดีก็ให้อ้ายแห้วลองไปติดต่อมาบทามหัวหน้าสัปเหร่อตามวัดต่างๆ เขาดูก่อน ถ้าเขายอมขายศพให้แกก็ไม่มีปัญหา เขาจะต้องร่วมมือกับเราคอยช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่"

นิกรเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว

"ช่วยหน่อยเถอะวะ วันนี้เป็นวันหยุดงานของแกแกอยู่ว่างๆ แกไปสืบดูตามวัดนอกเมืองหรือแถวสวนฝั่งธนที่มีทางรถยนต์เข้าไปถึงวัด พยายามติดต่อกับนายป่าช้าหรือหัวหน้าสัปเหร่อให้ได้ทาบทามขอซื้อศพจากเขาตามที่กันต้องการ ทำได้ไหมล่ะ"

"ได้ครับ" เจ้าแห้วรับคำ "ผมไปเดี๋ยวนี้เลย"

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไว หยิบธนบัตรย่อยปึกหนึ่งออกมาแล้วส่งธนบัตรราคา ๕ บาทหนึ่งฉบับให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-นี่ค่ารถ ค่าบุหรี่ แล้วก็ค่าอาหารกลางวันของแก"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื้อก

"โอ้โฮ...รับประทานให้ตั้ง ๕ บาทเชียวหรือครับ สักสองสลึงก็เหลือเฟือแล้ว"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"อ้ายกร"

"หือ"

อย่ากระดูกขัดมันให้มันมากนักเลยวะ เงิน ๕ บาทน่ะซื้อบุหรี่กรุงทองได้ซองเดียวเท่านั้น ใช้ให้อ้ายแห้วไปธุระอย่างนี้ก็ต้องให้มันเหมาแท็กซี่ไปเป็นชั่วโมง อย่างน้อยก็ให้มันไปสัก ๒๐๐ บาทเป็นค่าอาหารกลางวันและค่าขนมของมันด้วย"

"ว้า ตั้ง ๒๐๐ เชียวเรอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เมื่อตอนสามโมงครึ่ง แกได้เงินจากศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันแสนบาทแล้ว ถึงเป็นเช็คก็ไม่มีวันที่จะเด้งหรือสปริง พรุ่งนี้แกเอาไปเข้าบัญชีของแกได้อย่างสบาย จ่ายให้มันไปเถอะโว้ย"

"เอ้า เอาไป ทำงานให้สำเร็จนะโว้ย"

เจ้าแห้วยกมือไหว้แล้วหัวเราะรับเงินมาจากนิกร

"รับประทานผมไปอาบน้ำแต่งตัวไปเดี๋ยวนี้แหละครับอย่างช้าสี่โมงเย็นผมจะกลับมาบ้าน รับประทานรับรองว่าต้องได้เรื่องครับผมจะชวนเพื่อนไปคนหนึ่ง อ้ายโปรยมันเคยเป็นสัปเหร่อมาแต่ก่อนครับ รับประทานมันคงกว้างขวางในวงการสัปเหร่อ"

"อ๊ะ ไม่ได้อ้ายแห้ว" นิกรคัดค้านทันที "เรื่องนี้จะให้เพื่อนฝูงของแกหรือคนอื่นรู้ไม่ได้ เพราะมันเป็นความลับสุดยอด"

"เอาเถอะครับ รับประทานสำหรับอ้ายโปรยผมไว้ใจได้ มันไม่กล้าปริปากพูดกับใครหรอกครับ ผมน่ะรับประทานเหยียบเต่าไว้เต็มเต่า ถ้าอ้ายโปรยพูดมากปากพล่อยผมเอาตาย มันจี้ใครบุกเข้าขโมยใครผมรู้ทั้งนั้น รับประทานมันกลัวผมเหมือนกับหนูกลัวแมวแหละครับ ถ้าได้อ้ายโปรยไปกับผมเรื่องซื้อศพคงสำเร็จแน่ๆ รับประทานผมจะโกหกมันว่าคุณหมอซื้อเอามาเพื่อผ่าตัดดูเครื่องในศพประโยชน์ในทางแพทย์เป็นต้นว่า ตับ ม้าม ผ้าขี้ริ้ว ขอบกระด้ง ดอกจอก สามสิบกลีบ"

"พอแล้ว" นิกรตวาดแว็ด "ไปได้แล้ว"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินหัวเราะหึๆ ออกไปทางหลังตึก

เย็นวันเดียวกันนั้นเอง

ขณะที่ พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในเรือนต้นไม้ข้างตึกใหญ่ตอนหน้าตึก เจ้าแห้วก็ปรากฏตัว

เขาพึ่งกลับมาจากธุระสำคัญที่นิกรใช้ไป

เจ้าแห้วแต่งกายแบบสุภาพชน สวมกางเกงขายาวสีกรมท่าและเชิ้ทแขนยาวสีฟ้าอ่อนพับปลายแขน ท่าทางมองเผินๆ เหมือนลูกเจ้าคุณ-ถ้ามองพิศเหมือนคนใช้ที่แต่งตัวโก้

"ว่าไงวะ" พลกล่าวทักคนใช้คนสนิทของเขา "ได้เรื่องไหม"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกมือทั้งสองกุมสะดือแล้วยิ้มให้เจ้านายของเขา

"รับประทานได้เรื่องและหวุดหวิดมีเรื่องเชียวครับ"

"ทำไมวะ" พลซัก

"รับประทานผมกับอ้ายโปรยพากันไปตามวัดต่างๆ ตามชานเมืองและนอกเมืองครับ ไปถามสัปเหร่อเขาว่ามีศพผู้ชายหนุ่มๆ ที่พึ่งตายใหม่ๆ จะขายบ้างไหมรับประทานเขาว่าผมบ้าครับ แหม-รับประทานถ้าผมอดใจไม่ได้ก็คงฉะปากกันแล้ว อ้ายโปรยถึงกับชักมีดออกมาดีแต่ผมห้ามไว้ ไม่อยากให้มันย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เอาแต่เนื้อล้วนๆ เถอะวะอย่าพึ่งฝอย ที่แกบอกอ้ายพลว่าได้เรื่องน่ะหมายความว่าแกมีการตกลงในเรื่องซื้อขายศพกับสัปเหร่อวัดใดวัดหนึ่งมาใช่ไหม"

เจ้าแห้วหันมายิ้มให้นิกร

"ใช่ครับ ผมกับอ้ายโปรยไปทางเมืองนนท์ครับ รับประทานอ้ายโปรยมันพาผมไปที่วัดเจริญศรัทธา หรือวัดจันครับอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๓ กิโลเมตร"

"ว้า....ไกลไปหน่อย"

เจ้าแห้วจุ๊ปาก

"วัดในเมืองกลางกรุงไม่มีใครเขากล้าขายศพให้คุณหรอกครับ รับประทานถึงขายก็เอามาไม่ได้ ผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา ที่เก็บศพสร้างแบบใหม่เป็นตึกโล่งมีที่เก็บศพเฉพาะศพ ไม่ได้อยู่ในที่รกร้างเป็นป่าช้าเหมือนแต่ก่อน กลางค่ำกลางคืนเด็กเล็กลูกชาวบ้านที่อาศัยปลูกบ้านอยู่ในวัด วิ่งเล่นกันให้เกรียวรอบๆ ที่เก็บศพ"

พลเห็นพ้องด้วย

"จริงของอ้ายแห้วมัน บ้านเมืองของเราเจริญขึ้นทางเทศบาลเขาก็ให้ทางวัดสร้างที่เก็บศพให้เป็นระเบียบแบบแผนแต่ตามวัดนอกเมืองก็ยังเก็บศพตามโกดังหรือโรงทึมแบบเก่าซึ่งอยู่ในป่าช้า"

เจ้าแห้วยิ้มให้พล

"ใช่ครับ รับประทานศพที่วัดจันอยู่ในโกดังหลังป่าช้ามืดครึ้มวังเวง" แล้วเจ้าแห้วก็หันมาทางนิกร "รับประทานอ้ายโปรยพาผมไปพบกับนายป่าช้าที่นั่นครับ แกชื่อทองครับหน้าตาดุร้ายแต่ใจดี และชอบกินเหล้าอายุในราว ๖๐ ขวบเห็นจะได้"

"แล้วยังไง" นิกรซัก

"รับประทานผมกับอ้ายโปรยได้พบกับนายทองที่เรือนพักของแกหน้าโกดังผีตามลำพังแก เมื่อผมแสดงความจำนงขอซื้อศพผู้ชายสดๆ สักศพหนึ่ง นายทองแกก็แสดงท่าทีแปลกใจมองดูผมคล้ายกับว่าผมเสียสติ ในที่สุดผมก็หลอกแกว่าผมเป็นคนของคุณหมอดิเรก คุณหมออยากได้ศพไปทดลองเพื่อประโยชน์ในการแพทย์ รับประทานตอนแรกแกปฏิเสธครับ แกบอกว่าขายให้ไม่ได้แกกลัวติดตะราง แต่พอผมบอกว่าเราจะจ่ายเงินสดให้แก ๕,๐๐๐ บาทแกก็ตกลง"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"กันบอกแล้วไหมล่ะ เงินเข้าที่ไหนความสำเร็จก็มีที่นั่น กันไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จเลย ทุกสิ่งที่ขัดข้องกันเอาเงินยื่นเข้าไปทำให้กันได้รับความสะดวกสบายทุกอย่าง ใครๆ ก็อยากช่วยเหลือกันเพราะกันจ่ายคล่อง"

นิกรโบกมือห้ามกิมหงวนให้หยุดพูดและซักเจ้าแห้วต่อไป

"เป็นอันว่านายทองตกลงขายศพให้เรา"

"ครับ มีศพสดๆ อยู่ศพหนึ่งพึ่งเอามาฝากวัดบ่ายวันนี้และตายเมื่อเช้านี้เองครับ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ ๒๕ ปีรูปร่างสูงใหญ่มาก นายทองบอกว่าต้องเจาะรูทางท้ายโลงเพื่อให้ขาและเท้ายื่นออกมาทั้งสองขา ผู้ตายมีความรู้สูงสำเร็จวิศวครับได้รับปริญญาตรีแต่เป็นโรคอกหักเพราะคนรักไปแต่งงานกับอาเสี่ยหนุ่มคนหนึ่งเลยเสียอกเสียใจไม่ยอมประกอบอาชีพ อาศัยอยู่กับน้าชายใกล้ๆ วัดจันแหละครับ น้าชายก็ยากจนขับรถสามล้อเครื่อง บัณฑิตหนุ่มที่ตายชื่อวิวัฒน์"

นิกรยิ้มละไม สีหน้าของเขาชุ่มชื่นขึ้น

"ได้การละโว้ย รูปร่างสูงใหญ่สำเร็จวิศวนับว่าถูกต้องตามเงื่อนไขในสัญญาเขาเป็นอะไรตายวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานกินยานอนหลับเข้าไปในราวห้าหกหลอดครับ"

"โอ้โฮ" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ยัดเข้าไปตั้งห้าหกหลอดก๊อเท่งทึงเท่านั้น แต่ก็ดีแล้ว คนเราเมื่อไม่อยากอยู่ก็ควรตายเสีย อ้า-น้าชายของเขาจะไม่ตั้งศพบำเพ็ญกุศลตามประเพณีหรืออ้ายแห้ว"

"ไม่ครับ นายทองบอกว่าน้าชายของนายวิวัฒน์ไม่มีปัญญาที่จะประกอบการบุญกุศลให้หลานชายหรอกครับ เพียงแต่โลงใส่ศพยังต้องขอให้ท่านสมภารที่วัดท่านช่วยเหลือเป็นศพอนาถาจริงๆ ครับน่าสงสารมาก ความจริงเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องในกรุงเทพฯ ก็คงมีครับแต่นายวิวัฒน์หลบมาซ่อนตัวอยู่กับน้าชายก็เลยมาตายแบบศพไม่มีญาติไม่สมกับที่เป็นบัณฑิต นายทองแกตกลงขายศพให้คุณก็เพราะแกแน่ใจว่าน้าของนายวิวัฒน์คงไม่สนใจกับศพนี้คงจะทิ้งไว้ในโกดัง จนกว่าทางวัดจะจัดการเผารวมกับพวกศพไม่มีญาติ รู้สึกว่าแกตื่นเต้นดีใจมากครับที่แกจะได้เงินครึ่งหมื่น แกนัดให้ไปพบกับแกคืนนี้สองยามตรงแกจะคอยรับพวกเราที่หน้าศาลาฟังธรรม"

นิกรดีดมือแป๊ะ

"วิเศษมากอ้ายแห้ว คืนนี้พวกเราจะไปถึงวัดจันตามนัดและจะเตรียมเงินไปจ่ายให้นายทองด้วย อ้า-อ้ายพลไปด้วยไหมล่ะ"

พลสั่นศีรษะ

"ไม่ละโว้ย กันนอนดึกมาหลายคืนแล้วคืนนี้อยากจะนอนหัวค่ำสักคืนแล้วก็เรื่องผีกันไม่ใคร่ชอบยุ่งกับมัน ผีที่มันดุจริงๆ น่ะมันเอาเราถึงตายเชียวนะจะบอกให้"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ว้า-พูดตวักตะบวยอะไรก็ไม่รู้ อ้ายเรากำลังปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็งเสือกพูดทำลายขวัญ"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เปล่า กันพูดจริงๆ ไม่ได้พูดทำลายขวัญแก ผีบางวัดน่ะมันดุมาก แม้แต่สัปเหร่อก็เคยถูกผีหลอกตายมาแล้ว"

นิกรจุ๊ปาก

"พอแล้วๆ เมื่อแกไม่ไปด้วยก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ คืนนี้กันกับอ้ายหงวนและคุณพ่อกับอ้ายแห้วจะแสดงเอง เราจะพยายามพาผีดิบนายวิวัฒน์เอามาบ้านให้ได้และมาทำพิธีปลุกเสกเขาให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในลักษณะครึ่งผีครึ่งคน"

พลพยักหน้า

"ขอให้แกสำเร็จผลและขอให้ทุกคนปลอดภัย ถ้าจะให้ดีหาเชือกไปสักขดหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปในโกดังเก็บศพควรเอาเชือกผูกบั้นเอวติดกันไว้ป้องกันไม่ให้ใครหลบหนีเอาตัวรอดถ้ามีอะไรเกิดขึ้น"

นิกรตวาดแว็ด

"บอกว่าไม่ต้องพูดโว้ย" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกไปหากระดาษดินสอมาอ้ายแห้ว เขียนแปลนวัดจันให้กันดู กันจะได้พิจารณาวางแผนเพื่อนำศพนายวิวัฒน์มาบ้านเรา"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานไม่ต้องวางแผนหรอกครับ ถ้าเราเอาศพออกจากโกดังมาขึ้นรถของเราได้เราก็พามาบ้านเราได้อย่างไม่มีปัญหา เรื่องยุ่งยากก็ตอนที่งัดฝาโลงออกเอาตัวนายวิวัฒน์ออกมาจากโลงเท่านั้น ผีในโกดังมันอาจจะเอะอะขึ้นตอนนั้น"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวกูถีบหงายท้องเลย อย่าพูดให้เสียขวัญซีโว้ย กันเป็นหมอผีมีเวทมนตร์คาถากันก็คงสามารถคุ้มครองตัวกัน และพวกเราได้"

พลแกล้งพูดยั่วนิกร

"แต่หมอผีเวลาเผชิญกับผีจังหน้านึกคาถาไม่ออกถูกผีหักคอตายไปเยอะแยะแล้ว เคยปรากฏบ่อยๆ ผีตายโหงหรือผีตายทั้งกลมน่ะมันไม่กลัวหมอผีหรอกนะ ดูแต่นางนาคพระโขนงเป็นต้น ตายไปตั้งเกือบ ๑๐๐ ปี แล้วยังมีอิทธิฤทธิ์ทำให้สะพานพระโขนงพังคนงานที่รื้อสะพานต้องเสียชีวิต และบาดเจ็บไปตั้งหลายคน กันไม่กล้าร่วมมือกับแกก็เพราะกันกลัวผีนั่นเอง"

นิกรขบกรามกรอดมองดูพลอย่างชิงชัง

"แหม-กูอยากเชือดคอมึงเหลือเกินอ้ายพล แกจะพูดทำลายขวัญฉันเพื่ออะไรวะบอกหน่อยซิ อย่างนี้เขาเรียกว่ามือไม่พายแต่เอาตีนราน้ำใช่ไหม เพื่อนกันแท้ๆ แทนที่จะพูดให้กำลังใจกลับพูดให้ขวัญเสีย"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ก็แกมันเป็นหมอผีชั้นเลวนี่หว่า หมอผีกลัวผีมีอย่างที่ไหน"

"อ้าว หมอผีก็มีหัวใจเหมือนกันนี่โว้ย"

พลว่า "ลำบากนักก็อย่าทำเลยวะอ้ายกร"

นิกรลืมตาโพลง

"ไม่ทำก็โดนปรับสองแสนตามสัญญา อย่างไรกันก็ต้องมอบผีดิบที่เคลื่อนไหวได้พูดได้ให้ ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันภายในห้าวันนี้" แล้วนิกรก็ยิ้มให้เสี่ยหงวน "แกขัดข้องไหมที่กันจะใช้รถคาดิลแล็คของแกในคืนวันนี้"

อาเสี่ยทำตาโต

"หา รถอั๊วไม่ใช่รถบรรทุกศพโว้ย จ้างรถบรรทุกศพซี"

นิกรเม้มปากแน่น

"พูดภาษาส้นมืออะไรวะ มีอย่างที่ไหนจะให้จ้างรถบรรทุกศพไปขโมยศพที่วัดเอามาบ้าน ขอยืมรถแกหน่อยไม่ได้หรือ"

"ไม่ได้โว้ย เอาคนตายมาใส่รถกันมีอย่างที่ไหน ทำไมไม่เอารถฟอรดคอรแซของแกล่ะ ร้อยวันพันปีจอดอยู่แต่ในโรงไม่เคยใช้ ไปไหนแกก็ไปรถคนอื่น"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"รถกันคันมันเล็กไปหน่อย แกไม่ให้ กันให้อ้ายแห้วไปเอารถตรวจการที่โรงแรมมาใช้รับศพคืนนี้ก็ได้วะ"

"ตามใจแก เรื่องนี้กันเป็นช้างเท้าหลัง ที่ยอมร่วมงานด้วยก็เพราะเห็นว่าแกเป็นเพื่อนและกลัวว่าผีมันจะหักคอแก่

"เอาอีกแล้ว พูดแบบอ้ายพลอีกแล้ว" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ใช้อีกทีเถอะวะอ้ายแห้ว แกไปที่โรงแรมเดี๋ยวนี้บอกคุณทวนเขาว่า กันต้องการเซฟโรเล็ทคันใหม่แล้วแกขับเอามาบ้าน จำไว้ว่าอย่าปริปากพูดเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด คืนนี้ห้าทุ่มเราจะออกจากบ้าน"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ห้าทุ่มเป็นเวลาดึกและสงบเงียบ พวกผีกำลังออกหลอกหลอนคน แกกับอ้ายหงวนและคุณอากับอ้ายแห้วคงเจอดีแน่"

นิกรตะโกนลั่นเรือนต้นไม้

"แล้วมึงจะพูดเอาอะไรวะ ไม่พูดเรื่องผีได้ไหมอ้ายพล"

พลหัวเราะลั่นแล้วมองดูหน้าเสี่ยหงวน

"แกกลัวผีไหมอ้ายหงวน"

"กลัวนิดหน่อย แต่ถ้ายัวะขึ้นมาผีก็ผีเถอะวะพ่อไล่เตะวิ่งไม่รู้ทางไป ผีน่ะมันกลัวคนจริงหรือคนบ้าๆ บอๆ อย่างกัน"

เจ้าแห้วพาตัวเดินออกไปจากเรือนต้นไม้ เพื่อไปเอารถตรวจการที่โรงแรม "สี่สหาย" ตามคำสั่งของนิกร

ดึกสงัดคืนวันนั้นเอง

ก่อนเวลา ๒๔.๐๐ น. เล็กน้อย เชฟโรเล็ทตรวจการคันใหม่เอี่ยมคันหนึ่งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วนักขับชั้นดี ในกลุ่มนักขับรถชั้นเลวก็พา นิกร กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่วัดเจริญศรัทธาหรือวัดจันที่จังหวัดนนทบุรี

วัดที่กล่าวนี้เป็นวัดเล็กๆ มีทางแยกจากถนนติวานนท์เข้ามาถึงวัดสภาพของวัดก็คือวัดตามบ้านนอกนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่พระอารามหลวง มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่ที่วัดจันประมาณ ๒๐ องค์ บรรดาชาวบ้านในท้องถิ่นนี้ต่างนิยมมาทำบุญประกอบศาสนกิจที่วัดจัน มาฟังธรรมหรือมาทำศพญาติมิตรบิดามารดาบุตรภรรยาสามีของตนที่นี่ ปรากฏว่าท่านเจ้าอาวาสและทางวัด ได้ให้ความช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเป็นอย่างดี

ถนนลูกรังแยกจากทางหลวงเข้ามาสิ้นสุดในวัดยาวประมาณ ๕๐๐ เมตร กว้างประมาณ ๔ เมตรพอรถหลีกกันได้ ตัดผ่านหมู่บ้านและท้องนาบางแห่ง ประดูวัดไม่มีบานประตูทำเป็นช่องกว้างแบบประตูวัด เจ้าแห้วขับรถตรวจการคลานเอื่อยๆ เข้ามาในเขตวัดท่ามกลางความมืดและสงบเงียบวังเวง ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้พระสงฆ์องคเจ้าจำวัดกันหมดแล้ว

เจ้าแห้วหยุดรถหน้าศาลาหลังหนึ่งแบบโบารณเก่าคร่ำคร่าล้าสมัยใต้ถุนสูงโปร่ง ทุกคนพากันลงมาจากรถอย่างเงียบเชียบ แล้วเจ้าแห้วก็กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ

"เอ-นายทองแกว่าแกจะมาคอยรับพวกเราที่นี่ รับประทานสองยามแล้วหรือยังครับ"

เสี่ยหงวนยกนาฬิกาข้อมือหน้าปัด และเข็มพรายน้ำขึ้นมองดูเวลา

"อีก ๕ นาทีโว้ย"

"อ้อ-ประทานถ้ายังงั้นเรายืนรอสักครู่เถอะนะครับตรงนี้มีแสงไฟฟ้าสว่างหน่อยค่อยยังชั่ว ถ้าเห็นอ้ายพวกคอยืดคอยาว หรือมีแต่โครงกระดูกเราจะได้เตรียมตัวสู้กับมันหรือวิ่งหนี"

นิกรจุปาก

"แล้วมึงจะพูดถึงมันหาหอกอะไรวะ"

"ว้า-รับประทานก็เรามาหามันนี่ครับ ยังไงพวกเราก็ต้องเผชิญหน้ามันอย่างไม่ต้องสงสัย รับประทานจะต้องเข้าไปในโกดังศพกับนายทองแล้วก็ช่วยกันอุ้มศพนายวิวัฒน์มาขึ้นรถเราพาไปบ้าน รับประทานต้องเข้มแข็งซิครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย อ้ายแห้วมันพูดถูก ถ้าเราขี้ขลาดจาขาวเราก็นำศพนายวิวิฒน์เอาไปบ้านไม่ได้"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรกระซิบกระซาบบอก

"กรโว้ยแกมองไปทางเชิงตะกอนเผาผีโน่นซิ กันแลเห็นร่างตะคุ่มๆ ของใครคนหนึ่งนั่งอยู่บนเชิงตะกอนนั้น แกช่วยมองดูหน่อยซิหรือตากันฝาดไป"

นิกรฝืนหัวเราะแล้วพูดกลบเกลื่อน

"หมากระมั้ง"

"หมาอะไรสูบบุหรี่แดงวาบๆ "

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวขนลุกชู่ทันที แล้วเขาก็ค่อยๆ มองไปทางจิตกาธานหรือเชิงตะกอนเผาผีนั้น ซึ่งอยู่ห่างจากเข้าราว ๒๐ เมตร จากแสงสลัวลางของไฟฟ้าดวงหนึ่งทำให้นิกรแลเห็นใครคนหนึ่งที่กิมหงวนว่ากำลังลุกขึ้นจากเชิงตะกอนแล้วพาต้วเดินลงมาตามชั้นบันได

"เฮ้ย เปิดเถอะโว้ยอ้ายหงวน ขึ้นรถเร็ว"

"บ๊ะ"ท่านเจ้าคุณอุทานเสียงค่อนข้างดัง "เรากำลังมารับผีไปทำให้มันฟื้นคืนชีพครึ่งผีครึ่งคน แล้วก็แกก็เป็นหมอผีมีเวทมนตร์คาถาเต็มตา ยังไม่ทันไรจะเผ่นแล้ว ที่เดินลงมาจากเชิงตะกอนนั่นน่ะคนโว้ยไม่ใช่ผี"

นิกรแข็งใจมองไปที่เชิงตะกอนอีกครั้งหนึ่งแล้วพูดเสียงหนักแน่น

"เจ้าประคู้น ขอให้เป็นคนไม่ใช่ผี"

เสี่ยหงวนแกล้งกระเซ้านิกร

"เอ-มองให้ดีหัวไม่มีโว้ยอ้ายกร"

คราวนี้นิกรหัวเราะเบาๆ เพราะร่างของชายผู้นั้นเดินผ่านเสาไฟฟ้าแลเห็นถนัด

"มีโว้ย คนแน่ๆ คนแก่อายุในราว ๖๐ กว่าๆ "

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"นายทองหัวหน้าสัปเหร่อครับ รับประทานใช่แล้วค่อยโล่งใจหน่อย ดันไปนั่งดูดยาอยู่บนเชิงตะกอนผมเห็นทีแรกก็นึกเสียวๆ เหมือนกัน รับประทานแกไม่ยักกลัวผีนะครับ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ นายป่าช้าหรือหัวหน้าสัปเหร่อวัดจัน ผู้มีนามว่านายทองเดินตรงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสองสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เขาเป็นชายชราที่มีร่างสูงใหญ่และยังแข็งแรงเหมือนผู้ที่มีวัยกลางคนแต่ใบหน้าของเขาค่อนข้างเหี้ยมและมีกลิ่นสุราคลุ้ง นายทองเสพสุราได้ตลอดวัน ซึ่งเขาก็เหมือนกับสัปเหร่อทั้งหลายที่ชอบกินเหล้า

เขายกมือไหว้เจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับนาย"

เจ้าแห้วรับไหว้และยิ้มให้

"รู้จักกับพวกเจ้านายของฉันเสียหน่อยซินายทอง ท่านผู้นี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ คนนี้อาเสี่ยกิมหงวน และคนนี้คือคุณนิกร"

นายทองประนมมือไหว้ สองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างพินนอบพิเทา

"กระผมทราบความประสงค์ ของเจ้านาย จากนายแห้วแล้วละครับ แล้วก็กระผมเตรียมมอบศพนายวิวัฒน์ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว"

นิกรยิ้มให้หัวหน้าสัปเหร่อ

"ฉันก็เตรียมเงินสด ๕.๐๐๐ บาท มาให้นายทองเหมือนกัน"

"ขอบคุณครับ ถ้าเช่นนั้นรีบไปที่โกดังเก็บศพหลังป่าช้าเถอะครับ ผมถอนตะปูโลงศพนายวิวัฒน์ไว้แล้ว พวกเจ้านายไปรับศพมาได้เลยครับ"

"เดี๋ยวก่อนนายทอง" นิกรพูดอ้อมแอ้ม

"ว่ายังไงครับ"

"อ้า-ผีในป่าช้าหรือในโกงดังมันดุหรือเปล่า"

หัวหน้าสัปเหร่อหัวเราะ

"มันดุสักแค่ไหนผมอยู่กับเจ้านายอย่างนี้อย่าไปกลัวมันเลยครับ ผมหากินกับผีมาตั้งแต่ผมรุ่นหนุ่มจนกระทั่งผีมันเชื่องกับผม ผีที่นี่โดยมากรู้จักคุ้นเคยกับผมทั้งนั้นแหละครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้าอย่างยังไงนายทองก็ต้องห้ามปราม หรือขอร้องมันบ้างนา"

"ครับ ผมรับรองครับ ถ้ามันหลอกหลอนพวกเจ้านายผมไล่เตะมันเอง"

เสี่ยหงวนแกล้งพูดกระเซ้าเพื่อนเกลอของเขา

"กันเสี่ยหงวนแกล้งพูดกระเซ้าเพื่อนเกลอของเขา

"กันกับคุณอาและอ้ายแห้วอ้ายรออยู่ที่รถก็แล้วกัน แกไปกับนายทองสองคนนะ"

นิกรจุปาก

"พูดเป็นบ้า ไปกับนายทองสองคนผีมันจะได้ฟัดฉันตายห่า อย่างน้อยก็จับไข้หัวโกร๋นเหมือนอย่างคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"เดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้เท่านั้นเอง พูดไปพูดมาก็มาแว้งเอาฉันเข้า แกเป็นหมอผีเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ไม่น่าจะกลัวผีเลย"

นิกรปลอบใจให้คึกคักเข้มแข็ง แล้วยกมือตบหลังนายทองเบาๆ

"ไป-นายทอง ผีสางน่ะฉันไม่กลัวหรอก ฉันแกล้งพูดเล่นสนุกๆ นะ"

"นั้นน่ะซิครับ ท่าทางของคุณก็บอกว่าเป็นคนดีมีวิชาแต่ว่าผีที่วัดนี้ไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะครับ เมื่ออาทิตย์ก่อนนี้หลอกลูกศิษย์วัดเอาเสียตายคนหนึ่งแล้ว ไปอยู่โรงพยาบาลได้วันเดียวก็เสร็จ เด็กหนุ่มคนนั้นพระท่านใช้ให้ไปซื้อของที่จังหวัดกลับมาพลบค่ำพอดีครับ พอเดินผ่านข้างโบสถ์ผีมันห้อยหัวลงมาจากต้นจัน ลูกศิษย์ท่านมหาตกใจก็วิ่งหนี พอไปถึงกุฏิก็เป็นลมสิ้นสติ ท่านมหากบมรรคทายกช่วยกันนำตัวไปส่งโรงพยาบาล พอฟื้นขึ้นมาร้องเอะอะโวยวายลั่นแล้วก็ตายครับ"

เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรแล้วพูดเบาๆ

"รับประทานกลับบ้านหรือครับ"

นิกรยิ้มอย่างทระนง

"กลัวเรอะอ้ายแห้ว"

"ครับ"

"กูก็กลัวเหมือนกัน แต่เป็นตายอย่างไรเราก็ต้องเอาศพนายวิวัฒน์ไปให้ได้ ไปโว้ย ถ้าผีมันหลอกเรา เราหลอกมันบ้าง แหกหูแหกตาหลอกกันสักพัก มันขี้เกียจหลอกเรามันก็เปิดไปเอง"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"เออ-พูดอย่างนี้ค่อยน่าฟังหน่อยจะเอายังไงก็เร็วๆ เถอะโว้ย อย่าลืมว่าถ้ามีใครมาเห็นพวกเราขโมยศพผีดิบไปจากวัดเป็นยุ่งแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"ชักง่วงเสียแล้วซิโว้ย พาเราไปเถอะนายทองมัวโอ้เอ้เสียเวลาอยู่นานแล้ว"

หัวหน้าสัปเหร่อ วัดจันเดินนำหน้า พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกร กิมหงวน และเจ้าแห้วไปจากที่นั้น ผ่านด้านซ้ายของพระอุโบสถลัดตัดตรงไปทางป่าช้าหลังวัดท่ามกลางความมืดและสงบเงียบ

ในที่สุดทุกคนก็ผ่านเข้ามาในโกดังเก็บศพแบบเก่าสร้างเป็นเรือนชั้นเดียวพื้นต่ำหลังคามุงสังกะสี มีฝาเพียงด้านหลังด้านเดียว แต่มีรั้วสังกะสีกั้นรอบเรือนหรือโกดังเก็บศพหลังนี้มีประตูสังกะสีกว้งประมาณเมตรครึ่ง ภายในโกดังเก็บศพนี้มีแสงไฟฟ้าขนาด ๑๕ แรงเทียน รุบรู่อยู่เพียงดวงเดียวซึ่งเปิดทิ้งไว้ตลอดคืน

โลงศพประมาณ ๑๕ ศพวางอยู่บนพื้นโกดังเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมากวางซ้อนกันเนื่องจากมีเนื้อที่จำกัด แต่หีบศพใบหนึ่งตั้งเด่นอยู่บนเตียงกลางโกดังหลังนี้

ทุกคนหยุดชะงักเมื่อก้าวขึ้นบนโกดังเก็บศพ กลิ่นน้ำเหลืองผีและกลิ่นศพที่กำลังขึ้นอืดระเหยออกมาจากโลงทำให้ทุกคนนอกจากนายทองรู้สึกหนาวๆ ร้อยๆ ไปตามกัน

หัวหน้าสัปเหร่อชี้มือไปที่ หีบศพที่ตั้งอยู่ บนเตียงกลางโกดังแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"นั่นยังไงครับศพนายวิวัฒน์ เห็นไหมครับ ผมต้องตัดฝาส่วนท้ายโลงออกครึ่งหนึ่งเพื่อให้เท้าศพยื่นออกมานอกโลงตัวเขาสูงมากครับ สูง ๗ ฟุต นิ้ว โลงผีทั่วๆ ไปก็ยาวเพียง ๖ ฟุตเท่านั้น"

นิกรนัยน์เหลือก

"สูง ๗ ฟุต ๑ นิ้ว..."

"ครับ ผมคิดว่าเป็นคนไทยที่สูงที่สุดครับ นอกจากนี้รูปร่างยังใหญ่โตเสียด้วย เกือบเต็มโลงเชียวครับ

นิกรค่อยๆ หันมาทางเจ้าแห้ว

"ไหนแกว่านายวิวัฒน์สูง ๖ ฟุต ๑ นิ้ว ขนาดอ้ายหงวน"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานผมจำผิดไปครับ แต่สูงใหญ่อย่างนี้คงถูกใจศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันไม่ใช่หรือครับ"

"ใช่-ถูกใจเขา แต่ข้าและพวกเราจะไม่ปลอดภัยน่ะซิโว้ย ถ้าข้าทำให้เขาฟื้นขึ้นมาแบบผีดิบคืนชีพ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"อย่าร่ำไรอ้ายกร รีบตรวจดูศพนายวิวัฒน์เสียเถอะแล้วจ่ายเงินให้นายทองเขาให้เรียบร้อย เราจะได้ช่วยกันเอาศพเขาไปขึ้นรถ"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งซึ่งเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ออกส่งให้นายทองหัวหน้าสัปเหร่อ

"เอ้า-นายทอง รับเงินค่าศพไว้ตามที่เราตกลงกัน"

นายทองตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เขากระพุ่มมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อมแล้วรับเงินมาเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง

"ผมจะช่วยเจ้านายหามศพนายวิวัฒน์ไปที่รถครับ แต่เราจะออกไปทั้งโลงอย่างนี้ไม่ได้ เพราะถ้าใครเห็นเข้าเป็นต้องเกิดเรื่องแน่ๆ "

ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็ร้องขึ้นสุดเสียง

"โอ๊ย"

ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน เมื่อแลเห็นฝาโลงของนายวิวัฒน์เผยอขึ้น และแล้วฝาโลงก็ถูกผลักตกลงมาบนเตียงเสียงดังโครม ร่างอันสูงใหญ่ของผีดิบลุกขึ้นนั่งเหยียดเท้าอยู่ในโลงนั้น แสงไฟฟ้าส่องต้องใบหน้าศพนายวิวัฒน์พอสังเกตเห็น ใบหน้าของผีดิบถมึงทึงเม้มปากแน่นและลืมตาโพลง

นายทองถอยหลังกรูด ทำท่าจะวิ่งหนีออกไปจากโกดังเก็บศพ กิมหงวนจับแขนหัวหน้าสัปเหร่อไว้

"อย่าหนี นายทอง แกเป็นสัปเหร่อกลัวผีด้วยเรอะ"

นายทองมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

นายทองตัวสั่นงันงก

"เปิดเถอะครับ อย่างนี้ผมเห็นจะไม่สู้แน่"

ทุกคนประหลาดใจไปตามกัน เมื่อแลเห็นนิกรมีความกล้าผีอย่างไม่น่าเชื่อ เขาทำปากหมุบหมิบเดินเข้าไปหยุดยืนข้างเตียงตั้งหีบศพแล้วจ้องมองดูผีดิบผู้มีนามว่านายวิวัฒน์ ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ย หงวน เจ้าแห้ว และนายทอง ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ห่างๆ

นิกรเป่ามนต์ ไปที่ร่างของผีดิบ ด้วยเวทมนต์ของเขาเรียนรู้มาแล้วนิกรก็กล่าวกับผีดิบ

"ไปอยู่กับกันเอาไหมน้องชาย"

ผีดิบพยักหน้าและแสยะยิ้มพูดเสียงหนักๆ

"เอา"

"เอาก็ลุกออกมาจากโลงฉันจะพาแกไปอยู่กับฉันที่บ้านและจะส่งแกไปเที่ยวอเมริกา"

ผีดิบค่อยๆ ลุกขึ้นยืนตระหง่านในโลง เจ้าแห้วร้องเสียงหลงวิ่งจู๊ดออกไปจากโกดังเก็บศพ ทำให้นายทองหัวหน้าสัปเหร่อเสียขวัญวิ่งตามเจ้าแห้วออกไปด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนยืนเกาะแขนกันแน่น จ้องตาเขม็งดูร่างอันสูงใหญ่ของผีดิบนายวิวัฒน์ ซึ่งก้าวออกมาจากโลงเหยียบเตียงไม้และก้าวลงบันพื้นโกดังเก็บศพ

ทั้งกิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนึกไม่ถึงว่านิกรจะกล้าผีถึงเช่นนี้ ซึ่งตามปกติแล้วเขาเป็นคนกลัวผีอย่างที่สุดนิกรยื่นมือขวาให้ผีดิบสัมผัสมือกับเขา

"ยินดีมากที่ได้รู้จักกับแกวิวัฒน์ แกเป็นผีดิบที่มีรูปร่างสง่าผ่าเผยมาก หน้าตาก็หล่อเสียด้วยซิ"

ผีก็เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายคือชอบคำยกยอปอปั้น ผีดิบนายวิวัฒน์ยิ้มละไมแล้วพูดเสียงห้าวๆ

"ขอบคุณครับ คุณจะพาผมไปอยู่กับคุณก็ไปซิครับ ผมอยากจะไปให้พ้นจากนี่โดยเร็วที่สุด"

"ทำไมล่ะ"

"ผีมันหลอกผมตั้งแต่หัวค่ำไม่มีเวลาพักผ่อนเลยครับ"

นิกรทำหน้าชอบกล

"แกกลัวผีด้วยหรือ"

"กลัวครับ"

"ถ้ายังงั้นรับนองว่า แกจะได้รับความสุขสดวกสบายเมื่อแกไปอยู่กับเรา แกอย่าทำร้ายพวกเรานะ สองคนนั่นคนหนึ่งเป็นพ่อตาของฉันและอีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนรักของฉัน"

ผีดิบมองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนด้วยความสมใจ

"คนหัวล้านน่ะหรือครับเพื่อนคุณ"

นิกรหัวเราะก้าก

"พ่อตาโว้ย คนที่สูงเหมือนเปรตสวมแว่นตาขอบกระคือเพื่อนรักของกัน"

"หรือครับ แหม-หน้าตาน่าบีบคอเล่นนะครับ"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยงแล้วจูงมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหา

"อ้ายน้องชาย พวกเราเป็นมิตรที่ดีของแก เราเห็นว่าแกเป็นปัญญาชนเป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ดี ไม่น่าจะมานอนตายปะปนกับพวกผีเลวๆ เหล่านี้เราก็เลยมารับแกไปอยู่บ้านเรา"

ทันใดนั้นเองมีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

"ที่ว่าผีเลวๆ น่ะใครวะ"

ผีดิบวิวัฒน์ทำหน้าเลิกกลักรีบกล่าวกับนิกรทันที

"ไปเถอะครับ ผีในโกดังนี้ล้วนแล้วแต่ผีจิ๊กโก๋และอันธพาลทั้งนั้น มันตายเป็นผีแล้วมันยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม จะพาผมไปไหนก็ไปเถอะครับ"

นายทองกับเจ้าแห้วพากันเดินเข้ามาในโกดังเก็บศพในท่าทางหวาดๆ พอแลเห็นผีดิบวิวัฒน์ยืนอยู่กับนิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วกับนายทองก็ค่อยมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ผีดิบนายวิวัฒน์ยกมือชี้หน้านายทองแล้วหัวเราะก้าก

"ลุง ลุงเป็นสัปเหร่อไหงปอดแหกยังงี้ล่ะ มานี่เถอะฉันไม่ทำอะไรลุงหรอก ฉันเป็นผีชั้นดีไม่ใช่ผีอันธพาล"

นายทองกับเจ้าแห้วต่างเข้ามาหาอย่างหวาดๆ นิกรแนะนำผีดิบให้รู้จักกับเจ้าแห้วอีกคนหนึ่งและบอกว่าเจ้าแห้วคือคนใช้คนสนิทและคนขับรถของเขา เจ้าแห้วรีบยกมือไหว้ผีดิบอย่างนอบน้อมเกรงหลัว

"ฝากตัวด้วยนะน้อยชาย" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นเครือ "ผมยอมรับว่าพี่ชายเป็นยอดผีดิบจริงๆ ที่เคลื่อนไหวได้และพูดได้เหมือนกับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นั่นก็เพราะเวทมนตร์คาถาของข้าหรอกโว้ย ขอให้แกรู้ไว้เถอะว่า ฉันสามารถทำให้ผีดิบคือผีที่ยังไม่ได้เผาแต่ยังไม่เน่าไม่เปื่อย ลุกขึ้นมาได้และพูดได้อย่างนี้แหละ" พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้หัวหน้าสัปเหร่อวัดจัน "นายทองเห็นจะไม่ต้องช่วยพวกเราหามศพนายวิวัฒน์ไปขึ้นรถหรอก เพราะนายวิวัฒน์เดินไปเองได้เวทมนตร์ของฉัน"

นายทองดูนิกรด้วนความเลื่อมใสศรัทธา

"โอ้โฮ คุณนี่เป็นหมอผีที่ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ ผมรู้จักหมอผีมาหลายคนไม่เคยเห็นใครเก่งเหมือนอย่างคุณเลย ผีตายไปแล้วยังปลุกให้ลุกขึ้นมาได้"

นิกรยิ้มให้สัปเหร่อ

"พูดแล้วจะว่าคุยนายทอง ฉันคือหมอผีที่มือแน่ที่สุดเคยจับผีตายโหงที่ดุร้ายใส่หม้อเอาไปถ่วงน้ำมาเยะแยะแล้ว ผีเข้าใครหมอผีไล่ไม่ออกฉันไปไล่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นออกเลย"

ทัดใดนั้นเอง เสียงตบมือ เสียงโห่ร้อง ก็ดังขึ้นลั่นโกดังเก็บศพ พวกผีต่างหัวเราะเยาะนิกร แล้วผีตัวหนึ่งก็น้องตะโกนขึ้น

"ลองดีกับหมอผีชั้นดีหน่อยโว้ยพวกเรา เอ้า...เฮ้"

แทนที่จะกลัวนิกรกลับหัวเราะแล้วพูดกับสัปเหร่อ

"สงสัยว่าจะเป็นผียี่เกเพราะร้อง เอ้า...เฮ้...แบบยี่เกตอนรบกัน"

"ใช่ครับ มีศพยี่เกศพหนึ่งมาฝากไว้ที่นี่สองปีกว่าแล้วศพโน่นยังไงล่ะครับ มีผ้ากำมะหยี่ดำคลุมฝาโลง"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบถุงพลาสติกขนาดเล็กออกมาแล้วเขาก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"กันจะแสดงให้แกดู เพียงแต่กันเอาทรายนี้ซัดสาดไปทั่วโกดังผีในโกดังนี้มันจะได้รับความเจ็บปวดร้องโอดโอยไปตามกัน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ไหงไม่ใช้ข้าวสารทำไมถึงใช้ทราย กันเคยเห็นหมอผีใช้ข้าวสารสาด"

นิกรยิ้มเล็กน้อยเททรายใส่ฝ่ามือข้างขวาของเขา

"ข้าวสารถังละ ๔๕ บาทเอามาสาดเล่นได้หรือวะ" พูดจบเขาก็สาดทรายไปรอบๆ โกดังผี

ด้วยเวทวิเศษของนิกรทำให้พวกผีในโกดัง ซึ่งล้วนแต่เป็นผีดิบร้องครวญครางไปตามกันเหมือนกับถูกทุบตีหรือถูกเอาวุธ เสียงร้องโอดครวญโหยหวนดังลั่นไปหมดทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กิมหงวน เจ้าแห้วและนายทองตื่นเต้นแปลกใจในความสามารถของนิกรอย่างยิ่ง

เมื่อเสียงร้องของพวกผีดิบค่อยๆ เงียบหายไปนิกรก็กล่าวขึ้นดังๆ

"ไงวะ ใครจะโห่ฮาป่าหรือลองดีกันอีกก็ว่ามา เห็นหรือยังล่ะว่า หมอกรเป็นหมอผีชั้นยอดเคยจับผีขายมาแล้วตอนหน้าฝน"

กิมหงวนพูดสอดขึ้นเบาๆ

"ผีหรือแมงดา"

"แมงดาโว้ย" แล้วนิกรก็หัวเราะยกมือตบหลังผีดิบนายวิวัฒน์เบาๆ "ไป-น้องชาย ไปบ้านกันเถอะ ไปพักผ่อนหลับอยู่ที่บ้านกันดีกว่า กันและพวกเราจะให้ความสุขแกอย่างดีที่สุด"

ผีดิบเดินตัวแข็งทื่อ เข้าไปหา นายทองหัวหน้าสัปเหร่อแล้วยกมือไหว้

"ลาก่อนนะลุง อย่าบอกน้าฉันเลยนะว่ามีหมอผีมารับฉันไปอยู่ที่อื่นน้าชายของฉันน่ะ เขาไม่มีปัญญาที่จะเผาศพฉันหรอก"

นายทองมองดูผีดิบอย่างหวาดๆ

"เออ-ข้าไม่บอกเขาหรอกหลายชาย ข้าก็มีส่วนช่วยเหลือเจ้านายในเรื่องนี้เหมือนกันและท่านก็ให้เงินข้าตั้ง ๕,๐๐๐ บาท ถึงอย่างข้าก็ไม่ปริปากพูดให้ใครรู้ สวัสดีอ้ายหลานชายไปแล้วไม่ต้องกลับมานะ ถึงมีเวลาว่างก็ไม่ต้องมาเยี่ยมข้า"

ผีดิบทำท่าเหมือนกับจะตะครุบคอนายทองบีบทำให้หัวหน้าสัปเหร่อใจหายวาบถอยหลังกรูด แต่แล้วผีดิบก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ถึงแม้เขาเคลื่อนไหวได้และพูดได้เขาก็สภาพครึ่งคนครึ่งผีตามแบบของผีดิบคืนชีพ นิกรพาผีดิบนายวิวัฒน์ออกไปจากโกดังเก็บศพ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วติดตามไปด้วยอาเสี่ยกล่าวกับท่านเจ้าคุณเบาๆ

"ผมเป็นเพื่อนกับอ้ายกรนานแล้วครับคุณอาแต่ผมดูอ้ายกรไม่ออกบางทีมันก็ขี้ขลาดตาขาวอย่างบัดซบ แต่บางทีมันก็กล้าผิดมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบกับข้าศึก หรือเผชิญกับผีปีศาจที่พวกเราเคยผจญมาแล้ว พอถึงคราวคับขันอ้ายกรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทุกที ผมยอมรับว่าอ้ายกรเพื่อนผมคนนี้เป็นยอดมนุษย์จริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซิอาก็ว่าอย่างนี้แหละ เป็นอันว่าอ้ายกรมีหวังได้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จากศาสตราจารย์ แฟรงค์ โรบินสันอย่างหวานๆ เขาคงจะนำผีดิบนายวิวัฒน์ไปอเมริกาในวันสองวันนี้เพื่อประโยชน์ในการทดลองส่งมนุษย์ ไปดวงจันทร์ตามที่เขาเล่าให้เราฟัง"

นายทองหน้าสัปเหร่ออุตส่าห์ตามมาส่งจนถึงรถตรวจการหลังจากเขาปิดรั้วโกดังเก็บศพเรียบร้อยแล้ว การนำผีดิบเดินทางวัดจันกลับไปบ้าน "พัชราภรณ์" ไม่มีใครรู้เห็นและเป็นไปย่างง่ายดายเพราะผีดิบวิวัฒน์ พูดได้เลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังสมัครเป็นคนของนิกรหมอผีจอมมังเวท

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

นิกรได้โทรศัพท์ไปถึงศาสตราจารย์แฟรงค์ โบบินสัน ที่โรงแรม "ปทุมวัน" แจ้งให้ทราบว่า เขาเตรียมผีดิบที่เคลื่อนไหวได้และพูดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว รูปร่างสูงใหญ่และเป็นปัญญาชน มีความรู้ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตถูกต้องตามที่ระบุไว้ในเงื่องไขของสัญญาที่ทำกันทุกประการ

ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน ตื่นเต้นแปลกใจไม่น้อยเมื่อได้พูดโทรศัพท์กับนิกร เขาเกือบจะคิดว่านิกรพูดสัพยอกกล้อเขาเล่น แต่เมื่อนิกรยืนยันว่าเป็นความจริงและขอร้องให้เขามารับผีดิบนายวิวัฒน์ไปและให้นำเงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ บาท มาให้เขาตามสัญญา ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันก็บอกว่าเขาจะมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๐. ๓๐ น. ตรง ซึ่งเขาจะนำรถพยาบาลของหน่วยทหารอเมริกัน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เสนารักษ์มา รับผีดิบไปสนามบันดอนเมืองเพื่อนำขึ้นเครื่องบินทหารเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นการด่วน

การซื้อขายผีดิบนี้นิกรต้องกระทำอย่างปิดบังที่สุด เพื่อไม่ให้คุณหญิงวาดและสี่นางมีส่วนรู้เห็น ศพผีดิบนายวิวัฒน์ที่นำมาบ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อตอนดึกได้นำไปเก็บไว้ที่กระท่อมท้ายสวนซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นกระท่อมที่น่าอยู่ มีเตียงนอนขนาด ๗ ฟุตพร้อมที่นอน ผ้าปูที่นอนและหมอน แต่เตียงนอนก็สั้นไปกว่าร่างของผีดิบราวหนึ่งนิ้ว นอกจากเตียงนอนก็มีโต๊ะเล็กๆ ข้างเตียงนอนประดับแจกันดอกไม้สด ภายในกระท่อมสะอาดเรียบร้อยด้วยฝีมือของเจ้าแห้ว ซึ่งนิกรได้จ่ายเงินค่าป่วยการให้ไป ๒,๐๐๐ บาทแล้วและสัญญาจะจ่ายให้อีก ๓,๐๐๐ บาท

มันเป็นการบังเอิญอย่างที่สุด เพื่อนเก่าของคุณหญิงวาดคนหนึ่งซึ่งฐานะตกต่ำ เพราะประสบการขาดทุนจากธุรกิจการค้าต้องการขายที่ดินชานเมืองประมาณ ๑๐ ไร่ อยู่ริมถนนพหลโยธินทางบางเขตเหมาะแก่การที่สร้างโรงแรม โรงเรียน โรงพยาบาล หรือโรงงานอุตสาหกรรม เจ้าของที่เสนอราคาไม่แพงนักถ้าหากว่าคุณหญิงวาดเพื่อนเกลอต้องการซื้อ แต่ไม่มีความประสงค์ที่จะจำนองหรือขายฝาก คุณหญิงสมศรีนัดให้คุณหญิงวาดไปดูที่ที่กล่าวนี้ในเวลา ๙.๓๐ น. ดังนั้นคุณหญิงวาดจึงชาวนสี่นางไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ก่อนเวลา ๙.๐๐ น.เล็กน้อย และกว่าจะกลับคงจะเลยเที่ยงแล้วเพราะอย่างไรเสียก็จะต้องไป รับประทานอาหารกลางวันกันที่บ้าน คุณหญิงสมศรีแน่นอน

การซื้อขายศพผีดิบเงินครึ่งล้านไม่ใช่เงินเล็กน้อย นิกรจึงขอร้องให้พลกับกิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดงานครึ่งวันเพื่อช่วยเหลือเขาในเรื่องนี้

ผีดิบนายวิวัฒน์นอนหลับตลอดคืน หลังจากมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" แล้วตื่นนอนตอน ๗.๓๐ น. ไม่ยอมรับประทานอาหารเช้าที่จัดมาให้ทำให้เจ้าแห้ววุ่นวายใจไม่น้อย ผีดิบดื่มแต่กาแฟร้อนเพียงแก้วเดียวเท่านั้นแล้วก็นอนหลับไปอีก

ในราว ๑๐.๐๐ น. เศษ พล นิกร กิมหวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้นั่งพักผ่อนสนทนากันเงียบๆ อยู่ในห้องโถงของตึกใหญ่ ทุกคนแต่งกายเรียบร้อยเตรียมตัวต้อนรับศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน ซึ่งจะพานายแพทย์ทหารอเมริกันมียศเป็นพันเอกคนหนึ่งมาด้วย พร้อมด้วยนายสิบเสนารักษ์อีก ๒ คนตามที่ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันโทรศัพท์แจ้งมา

พอใกล้เวลาตามนัด เจ้าแห้วก็เดินหน้าเศร้าเข้ามาทางหลังตึกและตรงเข้ามาหาสามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ว่ายังไงอ้ายแห้ว" นิกรถามอย่างร้อนรน "วิวัฒน์ตื่นหรือยัง"

"รับประทานไม่ยอมตื่นครับ"

นิกรจุปาก

"ตายละวะ ถ้ามันไม่ตื่นและไม่ลุกศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน เขาคงไม่ยอมรับตัวมันไปเพราะมันพูดไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้ มันมีสภาพเป็นแต่เพียงศพธรรมดาที่ยังไม่ขึ้นเท่านั้น"

พลหัวเราะหึๆ

"ก็วิธีหาเงินมีถมไปไม่เอา เสือกหากินในทางซื้อขายผีหากินกับผีมันก็ยุ่งยังงี้แหละ หรือนายวิวัฒน์มันหมดฤทธิ์ที่จะเคลื่อนไหวแล้ว"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ชักกลุ้มแล้วละโว้ย เงินตั้งครึ่งล้านไม่ใช่เงินเล็กน้อยถ้าผีดิบวิวัฒน์เคลื่อนไหวไม่ได้พูดไม่ได้ กันก็อดได้เงินจากเขาและต้องคืนเงินล่วงหน้าแสนบาทให้เขาด้วย ตามสัญญาที่ทำกันไว้ แต่กันจะต้องพยายามใช้เวทมนตร์ของกันของกันปลุกมันให้ลุกขึ้นเมื่อศาสตราจารย์ แฟรงค์ โรบินสัน เซ็นรับตัวมันไปจากกันถูกต้องแล้วกันก็หมดพันธะที่จะต้องรับผิดชอบ เงินล้านแสนที่ได้มากันจะพวกเราไปเที่ยวโตเกียวสักอาทิตย์ เพราะมันได้มาอย่างคล่องๆ "

"ไปทำไมวะโตเกียว"

"ไปดูซ่อมมะอึกบานในฤดูหนาวซีครับ"

ท่านเจ้าคุณยกมะเหงาข้างขวาเขกบาลนิกรเต็มเหนี่ยว

"นี่แน่ะ"

"โอ๊ย" นิกรร้องสุดเสียง "เผลอไปครับ ผมตั้งใจจะพูดว่าซากูระไหงพูดว่ามะอึกก็ไม่ทราบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ปากแกมันเสียซี นี่มันขึ้นปีใหม่ ๒๕๑๐ แล้วควรทำตัวให้ดีขึ้น สุภาพเรียบร้อยเหมือนอย่างอ้ายหงวนเขาบ้าง"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ปีนี้ผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยะครับ ตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องหัวล้านของคุณอาเลย ผมรู้ว่าคุณอาไม่ชอบผมก็ไม่อยากพูด คนหัวล้านทุคนมีปมด้อยที่ศีรษะใครพูดถึงก็ต้องยัวะ โดยเฉพาะเป็นมันแผล็บอย่างคุณอาด้วยละก็..."

"พอแล้วๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท "ไม่ต้องอธิบาย"

เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นที่ประตูใหญ่นอกถนนเจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปที่ประตูห้องโถงด้านหน้าตึกแล้วหันมาบอกเจ้านายของเขา

"รับประทานศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันมาแล้วครับเอารถพยาบาลทันสมัยคันใหม่เอี่ยมมาด้วย"

พลพยักหน้ากับนิกร

"ออกไปรับเขาหน่อยซิแก แล้วพาเขามาคุยกับพวกเราในนี้"

นิกรรีบลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องโถง หลังจากนั้นในราว ๕ นาทีเขาก็พาศาสตราจารย์ แฟรงค์ โรบินสันซึ่งแต่งสากลชุดสีขาวผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี กับนายทหารอเมริกันคนหนึ่งมียศเป็นนายพันเอกเข้ามาในห้องโถง

พล กมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนต้อนรับทักทายกับศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันเป็นภาษาไทย ท่านศาสตราจารย์แนะนำให้ท่านเจ้าคุณกับพล และเสี่ยหงวนรู้จักกับ พ.อ. เดวิด บราวน์ ผู้บังคับกองพันทหารเสนารักษ์และนายแพทย์ชั้นดีคนหนึ่งของกองทัพบกอเมริกา

พ.อ. เดวิด บราวน์ พูดภาษาไทยได้ดีพอใช้เหมือนกับชาวอเมริกันเป็นส่วนมากที่เข้ามาอยู่เมืองไทย และได้เล่าเรียนภาษาไทยมาก่อนที่จะเดินทางมา นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้ขนบธรรมเนียมของไทยเราอีกมากมาย

"ศพผีดิบนายวิวัฒน์อยู่ที่ไหนล่ะครับ" พ.อ. บราวน์ ถามนิกรด้วยความสนใจ "ผมอยากจะเห็นศพเขาและถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็น ไปตามสัญญาก็จะ ได้รีบรับศพส่ง ไปขึ้น เครื่องบินทหารที่ดอนเมือง"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"อยู่ที่กระท่อมหลังบ้านเราครับ เชิญครับ ผมจะพาไปดูศพและมอบศพให้" พูดจบนิกรก็หันมาทางศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน "ท่านศาสตราจารย์คงนำเงินมาพร้อมแล้ว"

"อ๋อ เรียบร้อยแล้วครับ ผมนำเช็คสี่แสนบาทมาแล้วถ้าศพผีดิบนายวิวัฒน์เคลื่อนไหวได้พูดได้แบบผีดิบคืนชีพ ผมก็จะเซ็นรับของและจ่ายเงินให้คุณทันที"

"ขอบคุณครับ ที่ผมเรียนถามอย่าเข้าใจว่าผมเป็นคนงกเงินนะครับ ผมไม่งกแต่ผมอยากได้เงินทองมันเป็นของบาดใจกัน ท่านศาสตราจารย์รับศพไปแล้วไม่จ่ายเงินให้ผมก็จะทำให้ผมยุ่งยากติดตามทวงถาม อเมริกากับไทยแลนด์มันก็อยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก"

สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างพาศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน และ พ.อ. เดวิด บราวน์ ออกไปทางหลังตึก พลร้องบอกสาวใช้นำเครื่องดื่มและบุหรี่ไปเสิฟให้ทหารเสนารักษ์และคนขับรถพยาบาล ซึ่งจอดอยู่ข้างตึก

บริเวณสวนหลังบ้าน "พัชราภรณ์" สงบเงียบ

กระท่อมหลังนั้นมีขนาดกว้างใหญ่ เคยเป็นที่เก็บต้นไม้ที่เพาะชำไว้หรือต้นไม้ที่พึ่งตอนแยกออกจากกิ่งลงกระถาง แต่ขณะนี้เป็นที่อยู่ของผีดิบคือนายวิวัฒน์ วิศวกรหนุ่มที่ฆ่าตัวตายเพราะอกหัก

สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพาชาวอเมริกันทั้งสองเข้ามาในกระท่อมอย่างเงียบเชียบ ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน กับ พ.อ. เดวิด บราวน์ ยืนจ้องมองผีดิบวิวัฒน์ซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงในท่านอนหงาย ร่างอันสูงใหญ่ของวิวัฒน์ทำให้ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันพอใจมาก

"ไม่เลวเลยนะหมอ" ท่านศาสตราจารย์ร้องขึ้นดังๆ "ผีดิบแบบนี้แหละที่ผมต้องการ"

พ.อ. เดวิด บราวน์พยักหน้าและยิ้มให้

"แต่ทำไมเขานอนนิ่งเฉยอย่างนี้"

นิกรกล่าวขึ้นทันที

"คุณหมอตรวจดูหัวใจและชีพจรเขาก่อนซิครับ จะได้แน่ใจว่าชายหนุ่มผู้นี้ตายแล้ว"

"โน-ไม่ต้องตรวจหรอกครับ ใบหน้าที่ซีดเผือกของเขาก็บอกอยู่ชัดๆ ว่าเขาเป็นศพไม่ใช่มนุษย์"

"ถ้าเช่นนั้นผมจะทำให้เขาลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้"

นิกรเดินเข้ามานั่งบนเตียงผีดิบ เอื้อมมือเขย่าร่างนายวิวัฒน์

"น้องชาย เขามารับแกเดินทางไปอเมริกาแล้ว แกจะได้ไปทำปริญญาโทต่อยังไงล่ะ ถึงเป็นผีดิบครึ่งผีครึ่งคนแกก็เรียนได้ ลุกขึ้นเถอะเพื่อน"

ผีดิบค่อยๆ เผยอหนังตาขึ้นและยิ้มให้นิกร ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน และ พ.อ. เดวิด บราวน์ สะดุ้งเฮือกถอยหลังกรูดไปตามกัน นายวิวัฒน์พยักพเยิดกับนิกรแล้วพูดเบาๆ

"ก้มหูลงมาซีครับผมจะบอกอะไรให้"

"อ๊ะ แกจะหลอกบีบคอฉันละซิ"

"ปู้โธ่-คุณมีบุญคุณต่อผมช่วยผมชุบผมให้ฟื้นขึ้นมา ถึงผมมีสภาพครึ่งคนครึ่งมนุษย์ผมก็สำนึกในพระคุณของคุณอย่างยิ่งก้มหูลงมาซิครับ"

นิกรนึกเสียวลูกกระเดือก

"อย่าเล่นบีบคอนะโว้ย" แล้วเขาก็แข็งใจก้มหูซ้ายลงแนบหน้าผีดิบ

วิวัฒน์กระซิบกระซาบบอกเขาว่า

"ผมเป็นคนไทย เมื่อผมตายในเมืองไทยศพผมก็ต้องอยู่ในประเทศไทย ผมจะยอมไปกับเขาแต่ไปไม่ถึงอเมริกาหรอกครับ ผมยอมไปถึงเพื่อให้คุณได้เงินครึ่งล้านแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผมบ้างก็แล้วกัน"

นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูผีดิบวิวัฒน์ ด้วยความสงสารเศร้าสะเทือนใจยิ่ง เขายกมือตบศีรษะวิวัฒน์ เบาๆ แล้วลุกขึ้นยืนกล่าวกับวิวัฒน์ว่า

"ลุกขึ้นนั่งอ้ายน้องชาย"

ผีดิบปฏิบัติตามคำสั่งของนิกรทันทีคือลุกขึ้นนั่งบนเตียงศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน และ พ.อ. เดวิด บราวน์ตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทั้งสองคนได้เห็นผีดิบคืนชีพด้วยอำนาจเวทมนตร์

"มหัศจรรย์มากคุณนิกร ห้าแสนบาทค่าผีดิบตัวนี้ไม่แพงเลยครับ" ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันร้องขึ้นดังๆ "ผมได้รู้ความจริงแล้วว่าเวทมนตร์คาถาคือศาสตร์เร้นลับ และเป็นไปได้ แต่ว่าผมจะเชื่อได้อย่างไรว่าผีดิบนายวิวัฒน์มีความรู้สำเร็จปริญญาตรีวิศวะ"

ผีดิบจ้องมองดูหน้านักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐแล้วกล่าวขึ้นเสียงห้าวๆ

"ทดสอบความรู้ผมได้ศาสตราจารย์ ผมมีความรู้ในวิชาวิศวกรรมศาสตร์ขนาดปริญญาตรี วิชาภาษาอังกฤษมีพอตัว ผมสำเร็จวิศวไฟฟ้า"

"ออไร๋ ถ้ายังงั้นก็ดีทีเดียวผีดิบผู้น่ารัก ฉันจะทดสอบความรู้ของเธอเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น"

ครั้งแล้วศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน ก็ไต่ถามความรู้ในเรื่องไฟฟ้าจากผีดิบซึ่งวิวัฒน์ก็สามารถให้คำตอบ หรือบอกสูตรได้อย่างคล่องแคล่วทำให้ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน พออกพอใจมาก

ในที่สุด ศาสตราจารย์ก็หันมากล่าวกับ พ.อ. เดวิด บราวน์ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของกองทัพบกอเมริกา

"ก่อนที่ผมจะมอบเช็ค และเซ็นรับศพผีดิบนายวิวัฒน์ให้พันเอกนิกร หมอช่วยตรวจดูให้แน่หน่อยเถอะครับว่านายวิวัฒน์ตายจริงๆ หรือเปล่า ผมต้องการให้หมอตรวจดูหัวใจ และชีพจรของนายวิวัฒน์ นี่เป็นคำสั่งของผม"

"ครับผมจะตรวจตามคำสั่งของทานศาสตราจารย์เดี๋ยวนี้"

พ.อ. บราวน์ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสายสำหรับฟังหัวใจออกมายกขึ้นคล้องคอแล้วเดินมาที่เตียงนอน ซึ่งนิกรรีบลุกขึ้นและเชิญให้เขานั่ง พ.อ. บราวน์นั่งลงบนเตียงนั้นและยิ้มให้ผีดิบอย่างวาดๆ

"อย่าทำอะไรฉันนะนายวิวัฒน์"

"ครับ ถ้าไม่จำเป็นผมจะไม่ทำอะไรคุณ"

พ.อ. บราวน์ยิ้มแห้งๆ ยกปลายสายยางจิ้มตรงตำแหน่งหัวใจคือหน้าอกด้านซ้ายของผีดิบแล้วนิ่งฟัง สักครู่หนึ่งเขาก็ถอดสาย ออกจากศีรษะจับข้อมือข้างซ้ายของนายวิวัฒน์ตรวจชีพจร แต่ทั้งหัวใจและชีพจรหยุดเต้นเพราะวิวัฒน์ได้สิ้นชีวิตเสียแล้วเท่าที่เขาเคลื่อนไหวได้พูดได้ก็ด้วยอำนาจเวทมนตร์ของนิกร ก่อนที่นายแพทย์ทหารจะลุกขึ้นจากเตียงนอนผีบดิบวิวัฒน์ก็ยกมือทั้งสองข้างคว้าคอ พ.อ. บราวน์บีบเต็มแรงและส่งเสียงร้องอ้อแอ้ในลำคอแบบเดียวกับผีดิบทั้งหลาย

"แอ้...แอ๊...."

ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน อกสั่นขวัญแขวนกลัวว่านายแพทย์ทหารอเมริกันจะต้องเสียชีวิต พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วยืนตะลึงไปตามกันนึกไม่ถึงว่าวิวัฒน์จะเกิดดุร้ายขึ้นมาเช่นนี้

พอได้สตินิกรก็ร้องเสียงหลง

"อย่า วิวัฒน์ทำอย่างนี้เสียชื่อคนไทยทั้งชาติ อเมริกันเป็นมิตรที่ดีของเรา ถ้าแกฆ่าเขาก็จะเป็นเรื่องใหญ่โต ปล่อยซิโว้ย"

ผีดิบวิวัฒน์ปล่อยมือออกแล้วหัวเราะชอบใจ

"ตอนแรกผมตั้งใจจะบีบคออาเสี่ยครับ แต่อาเสี่ยไม่มานั่งข้างๆ ผมก็เลยบีบคอนายทหารหมออเมริกันเล่นแก้กลุ้ม"

พ.อ. บราวน์คว้าเครื่องตรวจหัวใจเผ่นพรวดลุกขึ้นกระโดดออกไปให้พ้นจากเตียงนอน และเข้าไปยืนข้างศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันหันมามองดูผีดิบวิวัฒน์อย่างเคืองๆ

"ไม่น่าจะทำร้ายฉันเลย" ท่านนายพันเอกบ่นพึมพำ

ผีดิบอมยิ้ม

"อย่าโกรธเคืองผมเลยครับ ธรรมดาผีดิบเมื่อฟื้นขึ้นมาก็ต้องหาเรื่องบีบคอคนเล่นอย่างน้อยคนหนึ่ง ตามธรรมเนียมของผีดิบ ในเรื่องหนังหรือละครที่เกี่ยวกับผีดิบก็เหมือนกัน ผมบีบเบาะๆ พอลูกกระเดือกบุบไม่ถึงตายหรอกครับ" แล้วผีดิบก็ลุกขึ้นยืนเดินรี่เข้าไปหาเจ้าแห้ว "มา-พี่แห้ว ขอให้น้องบีบคอเล่นหน่อยได้ไหม"

เจ้าแห้วหน้าซีดตัวสั่น

"อย่านะโว้ย เราพวกเดียวกันฉันเป็นพี่เลี้ยงแกหาข้าวหาปลาหากาแฟให้แกกิน"

ผีดิบหัวเราะก้าก

"ล้อเล่นน่าพี่แห้วทำปอดลอยไปได้"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มอย่างยากเย็น ล่าถอยไปยืนห่างๆ วิวัฒน์แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"รูปร่างแกสูงใหญ่น่าดูเหลือเกินอ้ายน้องชาย ผ่าเถอะวะ ยังงี้เล่นบาสเกตกับทีมอิสราเอลอ้ายโย่งโก๊ะทีมอิสราเอลคงทำอะไรเราไม่ได้แน่ พูดถึงบาสแล้วเจ็บใจที่ทีมไทยเราตัวแค่สะดือพวกอิสราเอลเท่านั้น"

นิกรเดินเข้าไปหาผีดิบแล้วพาวิวัฒน์ไปนั่งบนเตียงนอนตามเดิม เขากลับมาหาศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันและพูดยิ้มๆ

"ท่านศาสตราจารย์ พอใจผีดิบ ของผมแล้วไม่ใช่หรือครับ"

"ครับ พอใจมาก แต่ผมกลัวว่าเขาจะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งผมในระหว่างเดินทางไปจากนี่จนถึงอเมริกา"

"ผมรับรองครับ ผมจะใช้เวทมนตร์บังคับให้ผีดิบวิวัฒน์ชื่อฟังทำตามคำสั่งของท่านศาสตราจารย์"

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีมากเชียวครับ ผมจะมอบใบรับผีและเช็คเงินสดสี่แสนบาทให้คุณเดี๋ยวนี้" พูดจบนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันก็ล้วงกระเป๋าในบนเสื้อสากลหยิบซองธนบัตรออกมา เขาดึงเอกสารชิ้นออกมาส่งให้นิกรอย่างน้อม "นี่ครับเช็คและใบรับผีที่ผมเซ็นชื่อรับไว้ถูกต้องแล้ว คือด้านหลังสัญญาที่เราทำกันไว้นั่นเอง"

นิกรตรวจดูเอกสารทั้งสองชิ้นอย่างพิจารณาและขอร้องให้พลกับเสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยดูด้วยทำให้ศาตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันชักฉิว

"คุณไม่เชื่อเกียรติผมหรือครับผู้การนิกร"

นิกรหัวเราะเสียงปร่า

"เชื่อน่ะเชื่อครับแต่ไม่ไว้ใจ ผมเรียนท่านศาสตราจารย์ตามตรงนะครับ เงินตั้งห้าแสนมันเชื่อกันยากต้องรอบคอบหน่อย สำหรับผมน่ะตรงไปตรงมาครับไม่ใช่โกงไปโกงมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งเช็คและใบรับผีดิบหรือสัญญาฉบับนั้นให้นิกร

"เรียบร้อยดีโว้ยนิกร เช็คฉบับนี้ถือได้ไม่มีการเด้งเชือกหรือสปริงหงายท้องออกมาจากแบ็งค์แน่นอน ที่ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันเซ็นรับไว้ถูกต้องดีแล้วนี่"

นิกรเก็บเช็คและเอกสารใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ทแขนยาวของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วยกมือไหว้นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐอเมริกา

"ขอบคุณมากครับท่านศาสตราจารย์ ถ้าหากว่าท่านเดินทางกลับไปถึงอเมริกาละก้อ กรุณาช่วยประกาศโฆษณาให้ผมด้วยนะครับว่า ผมเป็นเป็นหมอผีชั้นยอดเก่งกว่าพ่อมดหมอผีในอัฟริกา มีผีดิบจำหน่ายในราคาย่อมเยา ใครต้องการติดต่อกับผมได้ทั้งผีเด็กผู้ใหญ่ผีผู้ชายหรือผีคนแก่ได้ทั้งนั้น ผีที่ผมปลุกขึ้นด้วยเวทมนตร์มีคุณภาพเหนือกว่า...ดีกว่า...ทนทานกว่า...ประหยัดกว่า"

"ครับ ผมจะโฆษณาให้ ผมคิดว่าทางฝ่ายรัสเซียหรือจีนแดงก็คงส่งคนมาติดต่อขอซื้อผีดิบจากคุณในไม่ช้าถ้าเขารู้ว่าทางเราใช้ผีดิบส่งไปยังดวงจันทร์แทนมนุษย์ อ้า-คุณช่วยตกลงกับนายวิวัฒน์หน่อยซิครับ บอกให้เขาเชื่อฟังและทำตามคำสั่งผม เราจะนำตัวเขาขึ้นรถพยาบาลไปสนามบินดอนเมืองเพื่อขึ้นเครื่องบินพิเศษไปอเมริกาก่อน ๑๕.๐๐ น. วันนี้ ขณะนี้เครื่องบินไอพ่นสี่เครื่องยนต์จากสนามบินตาคลี คงมาถึงดอนเมืองตามที่เราได้ติดต่อไว้แล้ว"

นิกรเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเตียงนอนและยกมือตบศีรษะผีดิบเบาๆ

"น้องชาย กันคิดและเป็นห่วงแกมาก แต่ขอให้แกกระทำตามตนเป็นผีดิบที่น่ารักเถอะนะวิวัฒน์ จงไปกับศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน และยอมอยู่ในบังคับบัญชาเชื่อฟังคำสั่งของเขา เขาจะได้ชมว่าผีไทยเป็นผีที่มีระเบียบวินัย สุภาพเรียบร้อยสมกับที่ชาติไทยเราเป็นชาติที่มีความสุขภาพอ่อนหวาน"

ผีดิบร้องไห้โฮ

"ผมคิดถึงคุณจังครับ ผมไม่อยากจากไปเลย" วิวัฒน์พูดพลางร้องไห้พลาง "แต่ช่วยให้คุณได้เงินครึ่งล้านผมก็ยอม เอาเถอะครับผมรับรองและขอให้สัญญาว่าผมจะเชื่อฟังทำตามคำสั่งของท่านศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันคนนี้"

"ดีมากน้องชาย ไปถึงอเมริกาจดหมายส่งข่าวมาถึงกันบ้างนะ"

"ครับ ผมจะพยายามส่งข่าวมาถึงคุณ"

นิกรหันมาทางศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ พ.อ. เดวิด บราวน์

"ได้ยิมไหมครับ วิวัฒน์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของท่านศาสตราจารย์"

"ดีมากครับ ถ้าเช่นนั้นผมจะนำตัวเขาไปกับผมเดี๋ยวนี้" พูดจบนักวิทยาศาสตร์อเมริกันก็ยิ้มให้ผีดิบ "นายวิวัฒน์เชิญไปกับฉันได้ เธอจะได้ไปเที่ยวอเมริกาและได้เห็นความสวยงามของประเทศเราซึ่งเธอจะไดัรับความรู้อีกมากมาย"

ผีดิบวิวัฒน์ลุกขึ้นจากเตียงนอนเขายกมือไหว้พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ผมลาละครับ ถ้าผมกลายเป็นผีสุกเมื่อไรผมจะมาเยี่ยมนะครับ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"อย่าดีกว่าน้องชาย เป็นผีดิบมองเห็นตัวอย่างนี้ยังน่ากลัวแล้ว แกเป็นผีสุกหายตัวได้จำแลงแปลงตัวได้ฉันเห้นเข้าฉันก็คงซักตายเท่านั้น สวัสดีน้องชายไปที่ชอบๆ เถอะเพื่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้

"สวัสดีอ้ายหลายชาย ถึงแกเป็นผีดิบฉันก็อดเอ็นดูแกไม่ได้"

"ขอบคุณครับ ผมไปถึงอเมริกาถ้ามียาปลูกผมดีๆ ผมจะส่งมาให้ท่านนะครับ"

"อ้าวๆ ซักทะลึ่งกับข้าแล้ว เป็นผีเป็นสางรู้จักทะลึ่งเหมือนกันหรือ"

เสี่ยหงวนพูดกับพลเบาๆ

"หมอนี่ถ้ายังไม่ตายเราจับมาฟิตมวยเอาขึ้นชกรุ่นเฮฟวี่เวทได้อย่างสบายนะพล"

"อือ ตัวใหญ่มากและน้ำหนักก็คงจะให้"

พ.อ. เดวิด บราวน์ เดินนำหน้าออกไปก่อน ผีดิบวิวัฒน์ติดตามไป เขาเดินตัวแข็งและขาแข็งคอแข็ง การเคลื่อนไหวคล้ายกับหุ่นยนตร์ ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน ร้องขึ้นด้วยความแปลกใจ

"เฮ้-วิวัฒน์ ทำไมเธอเดินแข็งทื่ออย่างนั้น"

"อ้าว ก็ผมเป็นผีดิบจะให้เดินเหมือนอย่างคนธรรมดาอย่างไรครับผีดิบมันก็ต้องเดินเม้มปากตัวแข็งอย่างนี้"

"ออไร๋ ออไร๋" ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน พูดเบาๆ

สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ตามมาส่งผีดิบที่รถพยาบาล บุรุษพยาบาลสองคนซึ่งเป็นนายสิบเสนารักษ์ทหารอเมริกันและคนขับรถมองดูผีดิบวิวัฒน์ด้วยความหวาดกลัววิวัฒน์ขึ้นไปนั่งตอนหลังโต๊ะ ซึ่งศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุม และมีนายสิบเสนารักษ์สองคนนั่งอยู่ด้วย พ.อ. เดวิด บราวน์ นั่งคู่กับคนขุบรถพยาบาลของกองทัพบกอเมริกันซึ่งกลับรถไว้เรียบร้อยแล้วแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปยังสนามบินดอนเมือง

สนามบินของกองทัพอากาศที่ดอนเมือง

เครื่องบินสี่เครื่องยนตร์ ซึ่งเป็นเครื่องบินใบพัดแบบเก่าของกองทัพอากาศอเมริกาเครื่องหนึ่ง จอดอยู่ใต้ทางลมเกือบสุดขอบสนามหรือทางวิ่งนั้นได้ติดเครื่องยนตร์ทีละเครื่องแล้วเวลา ๑๕.๐๐ น. ตรง

ภายในเครื่องนี้มีนักบินคนหนึ่ง และผู้ช่วยนักบินคนหนึ่ง ช่างอากาศ ๒ คน พนักงานวิทยุหนึ่งคน ส่วนผู้โดยสารก็คือศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน พ.อ. เดวิด บราวน์และผีดิบวิวัฒน์

อย่างไรก็ตามเครื่องบินเครื่องนี้ไม่ใช่เครื่องบินโดยสารเก้าอี้นั่งจึงเป็นโซฟาขนาดยาวหันหน้าเข้าหากัน ความสะดวกสบายไม่มี ไม่มีแอร์โฮลเตสหรือสจ๊วด

เครื่องบินทหาร เครื่องนี้จะเดินทางมุ่งตรงไปญี่ปุ่นเป็นจุดหมายแรก ต่อจากนั้นออกจากสนามบินโตเกียวไปโฮโนลูลูมุ่งตรงอเมริกาอันเป็นจุดหมายปลายทาง และที่โฮโนลูลูเครื่องบินจะแวะรับนักฟิสิกซ์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เดินทางไปอเมริกาด้วย การเดินทางนำมนุษย์ผีดิบไปนี้ได้ปกปิดเป็นความลับสุดยอด นักบินและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินก็ไม่ทราบว่าคนไทยร่างใหญ่ที่เดินทางไปกับศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน และ พ.อ. เดวิด บราวน์นั้นคือมนุษย์ผีดิบ

การเดินทางล่าช้าไปเพียง ๕ นาทีท่านั้น เนื่องจากสนามบินไม่ว่าง เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำหอบังคับการบินวิทยุให้ทางสะดวกแก่นักบินแล้วเครื่องบินสี่เครื่องยนตร์ ก็ถูกเร่งเครื่องเต็มที่และวิ่งไปตามลานบินทะยานขึ้นสู้ห้วงเวหาทันที

เครื่องบินบินไปทางทิศเหนือของสนามบินผ่านทุ่งรังสิตและค่อยๆ เลี้ยวขวาเป็นวงกว้าง เพื่อตัดเข้าเส้นทางบินไปตามทิศทางของมัน พอเครื่องบินอยู่ในระยะสูงเพียง ๔,๐๐๐ ฟุตก็มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้เครื่องบินทหารเครื่องนี้ต้องอับปางพังพินาศจากการกระทำของจอมผีดิบ หรือนายวิวัฒน์ที่กำลังถูกส่งตัวเดินทางไปสหรัฐอเมริกา

ผีดิบวิวัฒน์นั่งเคร่งขรึมอยู่นานแล้ว เมื่อเครื่องบินเลี้ยวกลับแล่นผ่านชานเมืองตะวันออกของกรุงเทพฯ ตัดออกสมุทรปราการผีดิบวิวัฒน์ก็เริ่มอาละวาดทันที เขาหันมายกมือทั้งสองข้างตะครุบคอศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน บีบแน่นขณะที่ท่านศาสตราจารย์กำลังสนทนากับ พ.อ. บราวน์ อย่างเพลิดเพลิน

ท่านศาสตราจารย์ตกใจก็ดิ้นรนเต็มแรง ยกมือทั้งสองแกะข้อมือผีดิบออก แต่ผีดิบผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าของผีดิบโหดเหี้ยมน่ากลัว พ. อ. บราวน์ตกใจรีบลุกขึ้น แต่ไม่กล้าเข้าช่วยศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน เขาวิ่งไปที่ห้องนักบินและเปิดประตูพาตัวเข้าไปในห้องนั้นซึ่งอยู่ตอนหน้าเครื่องบิน ที่นักบินไม่ได้ล็อคประตูไว้ก็เพราะเห็นว่าศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสันและ พ. อ. บราวน์ อาจจะเข้าไปคุยกับเขาบ้าง

"กัปตัน กัปตันครับ" พ.อ. บราวน์ตะโกนลั่นห้องนักบิน "ผีดิบที่ผมกับศาสตราจารย์โรบินสันพามาเกิดอาละวาดขึ้นแล้ว รีบไปช่วยศาสตราจารย์หน่อยซิครับ มันกำลังบีบคอท่าน"

นักบินกับผู้ช่วย และพนักงานวิทยุซึ่งนั่งอยู่ทางหลังนักบินต่างตกตะลึงไปตามกัน

"หมอว่ายังไงนะครับ" นักบินซึ่งมียศเป็นพันโทกล่าวขึ้นดังๆ "ผีดิบอะไรกันครับ"

พ.อ. บราวน์พูดละล่ำละลัก

"ผมหมายถึงคนไทยร่างใหญ่คนนั้นที่เดินทางไปอเมริกากับเรา เขาเป็นผีดิบครับเขาไม่ใช่มนุษย์แต่เขาถูกชุบให้ฟื้นขึ้นเร็ว-ช่วยศาสตราจารย์โรบินสันซิครับ"

นักบินสั่งให้ผู้ช่วยของเขาทำหน้าที่บังคับเครื่องบินแทนแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งกระชากปืนพกออกมาคือ ยู. เอส. อาร์มี่ ๑๑ มม. เขาเลื่อนลูกขึ้นลำและวิ่งผ่านประตูห้องนักบินมาที่ห้องโดยสาร

ภาพที่เขาแลเห็นศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน นอนสิ้นใจตายในท่านอนตะแคงซ้ายอยู่บนพื้นเครื่องบินเครื่องนั้น ผีดิบวิวัฒน์ยืนจังก้าจ้องมองดูเขา นักบินยกปืนพกขึ้นจ้องและร้องขู่บังคับ

"เฮ้ ยกมือขึ้น"

วิวัฒน์แสยะยิ้ม เพราะเขาเป็นผีเขาจึงไม่กลัวตายเนื่องจากเขาตายแล้ว ผีดิบเดินรี่เข้ามาหานักบินทำให้นักบินถอยมาที่ประตู และแล้วนักบินก็ตัดสินใจเหนี่ยวไกยิงปล่อยกระสุนออกจากลำกล้องสองนัดซ้อน

"ปัง ปัง"

กระสุน ๑๑ มม. ทะลุอกผีดิบวิวัฒน์ออกทางเบื้องหลังมองเห็นรูกระสุนแต่ไม่มีโลหิตไหลทะลักออกมา เมื่อผีดิบเดินรี่เข้าใส่นักบินก็ถอยกลับเข้ามาในห้องนักบิน แต่ไม่มีเวลาพอที่จะปิดประตูทัน

วิวัฒน์ปราดเข้าบีบคอนักบินทันที ทั้งๆ ที่นักบินพ่นกระสุนเข้าอีก ๒ นัด พนักงานวิทยุรีบแจ้งข่าวไปให้หอบังคับการบินที่ดอนเมืองทราบมีข้อความสั้นๆ ว่า

"....เกิดเหตุร้ายแรง ผีดิบอาละวาดบนเครื่องบินฆ่าศาสตราจารย์ตายไปคนหนึ่งและกำลังบีบคอนักบิน เข้าใจว่าเครื่องบินไปไม่รอดเลิกกันครับมันจ้องมองมาทางผมแล้ว"

นักบินอเมริกันถูกบีบคอตายคามือ นักบินผู้ช่วยปล่อยมือจากคันบังคับ ลุกขึ้นหนีเข้าไปในห้องผู้โดยสาร พ.อ.บราวน์ และพนักงานวิทยุวิ่งตามไปด้วย ต่างช่วยกันปิดประตูทันที่ซึ่งประตูด้านห้องผู้โดยสารบังเอิญมีกลอน หรือสลักสำหรับใส่ประตูด้วย ความรักตัวกลัวตายทำให้นักบินผู้ช่วยและ พ.อ.บราวน์ กับพนักงานวิทยุวิ่งหนีเข้าไปในห้องช่างอากาศ ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ตอนท้ายเครื่องบินต่างคนลืมนึกไปว่าเครื่องบินสี่เครื่องยนตร์ไม่มีใครบังคับมันจะต้องพุ่งลงสู่พื้นดินแน่นอน

ผีดิบวิวัฒน์อาละวาดสุดเหวี่ยง เขาเดินมาที่นั่งนักบินยกกำบั้นทุบมาตรต่างๆ แตกหักพังบรรลัยหมด และแล้วเขาก็ทรุดตัวนั่งแทนที่นักบินทำหน้าที่บังคับเครื่องบินอย่างส่งเดชโดยที่เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบังคับเครื่องบินแม้แต่น้อย

ชาวบ้านในเขตท้องที่สำโรงและบางนา ต่างแลเห็นเครื่องบินยักษ์สี่เครื่องยนตร์เอียงซ้ายและเสียการทรงตัว พุ่งหัวลงมาสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่มันจะถึงพื้นดินได้กลับคืนตัวได้อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พุ่งเข้าปะทะสวนมะพร้าวแห่งหนึ่งลึกเข้าไปจากถนนสุขุมวิท ๓๐๐ เมตรเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"โครม โครม โครม"

ยอกมะพร้าวและต้นมะพร้าวหลายต้นขาดสะบั้นเหมือนถูกเลื่อยตัดออก ปีกเครื่องบินหักและหลุดออกเป็นหลายชิ้น ลำตัวเครื่องบินพุ่งลงดิน เกิดระเบิดไฟลุกลามอย่างรวดเร็วอันเป็นเหตให้พวกชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

วิวัฒน์จอมผีดิบถูกย่างสดกลายเป็นผีสุกไปแล้ว นักบินและผู้ที่อยู่ในเครื่องบินลำนั้นทุกคนถูก ไฟไหม้เหลือเศษเนื้อคนละเล็กละน้อยจนพสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นศพของใครบ้างอย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ความจริงว่าเครื่องบินทหารเครื่องนี้ได้นำผีดิบเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสหรัฐอเมริกา และเพราะผีดิบเปิดฉากอาละวาดจึงทำให้เครื่องบินพินาศ สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญไปคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์ แฟรงค์ โรบินสัน

เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศของไทยและสหรัฐ ได้ร่วมมือกันทำการสอบสวนอุบัติเหตุที่เครื่องบินทหารสี่เครื่องยนตร์ ตกในระหว่างสำโรงและบางนาในเขตจังหวัดสมุทรปราการ การค้นหาศพพนักบินและผู้โดยสารไม่ปรากฏว่าได้พบชิ้นส่วน แม้แต่กระดูกของผีดิบวิวัฒน์แม้แต่ชิ้นเดียวมันหายไปอย่างน่าประหลาด

พ.อ. นิกรให้ความเห็นกับคณะพรรคของเขาว่าศพผีดิบวิวัฒน์คงจะถูกน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องบินลุกลามไหม้ทับถมในที่เดียวกัน ความร้อนของไฟอาจจะไหม้กระดูกของเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมด เจ้าหน้าที่จึงได้แต่ชิ้นส่วนศพของนักบินผู้ช่วยนักบิน พนักงานวิทยุ ช่างอากาศ ๒ คน ศาสตราจารย์แฟรงค์ โรบินสัน และชิ้นส่วนศพของ พ.อ. บราวน์เท่านั้น

นิกรบริจาคเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทบำรุงการกุศลต่างๆ และอุทิศส่วนกุศลไปให้วิวัฒน์ตามที่เขาตั้งปรารถนาไว้

จบตอน