พล นิกร กิมหงวน 191 : แดนอสุรกาย

จี๊ปวิลลี่คันนั้นเป็นรถที่ใช้ในราชการทหารโดยเฉพาะ ป้ายเลขทะเบียนมีเครื่องหมายตรากงจักร ออกเดินทางจากอุดรธานีเมื่อเวลา ๘.๐๐ น.เศษ บ่ายโฉมหน้าตรงมายังจังหวัดนครราชสีมา

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ในรถจี๊ปคันนี้ก็คือลูกชายของคณะพรรคสี่สหายนั่นเอง จ.ส.ต.แห้ว โหระพากุลทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับศาสตราจารย์ ร.ท.ดำรง ส่วน ร.ท.พนัส ร.ท.นพและ ร.ท.สมนึกนั่งอยู่ข้างหลัง ทุกคนแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน สัมภาระ

ติดตัวมาก็มีเพียงกระเป๋าผ้าใบแบบเดินทางโดยเครื่องบินคนละกระเป๋า

ในฐานะที่นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนเป็นคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทย นายพลดิเรกหัวหน้าคณะจึงสั่งให้ พนัส นพ สมนึกและดำรงเดินทางโดยรถจี๊ปคันนี้จากกรุงเทพฯ มุ่งตรงมาอุดรธานีเพื่อตรวจสอบอาวุธปล่อยสำหรับเครื่องบินรบของเราหมาย

ถึงระเบิดนาปาล์มและระเบิดทำลายด้วยที่ส่งจากกรุงเทพฯ มาประจำฝูงบินอุดรธานีให้มีสภาพเรียบร้อย

สี่สหายกับเจ้าแห้วพักอยู่ที่กองบินที่อุดรธานี ๒ วัน เมื่อตรวจสอบอาวุธต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับ ซึ่งวันนี้เป็นวันเสาร์ที่นครราชสีมาสนุกสนานครึกครื้นเป็นพิเศษ พนัส นพ สมนึกและดำรงจึงตั้งใจจะพักแรมที่นครราชสีมาในคืนวันนี้ แต่จะพักตามโรงแรมไม่พัก

ในค่ายทหารหรือที่กองบิน

อย่างไรก็ตาม การเดินทางจากอุดรธานีมานครราชสีมาต้องเสียเวลามาก เพราะจี๊ปวิลลี่คันนี้มีอายุหลายปีแล้ว เครื่องยนต์เสียบ่อยๆ บางทีดำรงกับพนัสต้องใช้เวลาซ่อมเครื่องยนต์ตั้งสองสามชั่วโมง ในที่สุดจี๊ปวิลลี่คันนี้ไม่อาจจะมาถึงนครราชสีมาได้ เมื่อน้ำมันเครื่องรั่วออก

หมดทำให้ช้าฟละลาย

เจ้าแห้วบังคับรถให้หยุดริมทางหลวงหน้าวัดร้างแห่งหนึ่ง มองแลเห็นวัดอยู่ห่างจากถนนประมาณ ๕๐ เมตร

"รับประทานช้าฟละลายเสียแล้วละครับ คราวนี้รับประทานซ่อมไม่ได้แน่ นอกจากจะหารถมาลากไปโคราช"

ร.ท.พนัสถอนหายใจหนักๆ

"แย่โว้ย อีกตั้ง ๖๐ กิโลจึงจะถึงโคราช นี่มันกลางดงกลางป่าและพลบค่ำแล้ว เราจะได้รถที่ไหนมาลากรถเราไปล่ะ"

ร.ท.นพพูดเสริมขึ้น

"ก็เห็นจะต้องพึ่งอ้ายแห้วนั่นแหละ รถต่างจังหวัดหรือรถโดยสารระยะใกล้ระหว่างอำเภอก็คงจะเลิกเดินแล้ว จะมีผ่านมาก็เห็นจะเป็นรถบรรทุกสินค้า ให้อ้ายแห้วเดินไปโคราชจ้างรถบรรทุกขนาดเล็กมาโยงไป"

"โอ้โฮ้" เจ้าแห้วร้องลั่น "โอ้โฮๆๆ ว่ายังไงนะครับคุณนพ ระยะทางตั้ง ๖๐ กิโลจะให้ผมย่ำต๊อกไป นี่มันในป่านะครับ ขืนเดินไปเสือมันก็คงคาบผมเอาไปรับประทานเสียเท่านั้น"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แกมีปืนพกกลัวอะไรวะ เดินไปเถอะน่าอ้ายแห้ว ไปถึงตลาดใหญ่ๆ หรืออำเภอก็คงพอจะหาจ้างรถบรรทุกได้สักคันหนึ่ง เขาจะคิดค่าจ้างสักเท่าไรก็เอา"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานไม่ไปละครับ"

ร.ท.ดำรงจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้วแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"นี่คือคำสั่งของฉันจ่าแห้ว ฉันสั่งแกในฐานที่ฉันเป็นหัวหน้าหน่วยผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย แกต้องเดินทางไปหารถบรรทุกเดี๋ยวนี้หรือรถจี๊ปก็ได้"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"รับประทานถ้าผมไม่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"

"อ๋อ กลับกรุงเทพฯ ฉันก็เอาแกขึ้นศาลทหารในฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาน่ะซี"

"ถ้ายังงั้น รับประทานผมยอมติดคุกดีกว่าให้เสือกินหรือช้างกระทืบตาย ปู้โธ่-รับประทานคิดดูซีครับ ภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าเขา นานๆ จึงจะผ่านหมู่บ้านของพวกชาวไร่สักแห่งหนึ่ง รับประทานคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วก็คุณพนัสก็เป็นวิศวกรไฟฟ้าชั้นดีช่วยกัน

แก้ไขให้รถแล่นไปซีครับ"

พนัสว่า "แก้ยังไงวะ นอกจากเปลี่ยนช้าฟใหม่ ส่งเข้าอู่ซ่อมอย่างน้อยก็สองสามวัน หม้อน้ำก็รั่วต้องคอยเติมน้ำมาตลอดทาง ไปหน่อยเถอะน่าอ้ายแห้ว แกเดินเรื่อยๆ ไปราวสองสามชั่วโมงก็คงจะถึงหมู่บ้านหรือตลาดตำบลใหญ่ๆ พอจะหาเช่ารถบรรทุกได้"

เจ้าแห้วกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ

"ไม่รับประทานละครับ เล่นใช้ผมอย่างนี้ผมไม่เอาแน่ ให้คุณนพไปซีครับ"

ร.ท.นพสะดุ้งเฮือก

"ไม่เอาโว้ย ฉันกลัวเสือ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นรถจี๊ป สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วต่างย่อยๆ กันลงมาจากรถ แล้วพนัสก็กล่าวถามดำรงอย่างเป็นงานเป็นการ

"เอายังไงดีดำรง"

ศาสตราจารย์ดำรงนิ่งคิดสักครู่

"มีอยู่ทางเดียว พักอยู่ที่นี่จนรุ่งสว่าง ตอนกลางวันตั้งแต่เช้าจนเย็นมีรถผ่านไปมาตลอดเวลาพอที่จะจ้างเขาลากรถเราไปโคราช อ้า-หรือเราจะเดินเรื่อยเปื่อยกันไปทิ้งรถไว้ที่นี่"

นพว่า "อย่าดีกว่า เสือน่ะเราพอจะสู้กับมันได้เพราะเรามีปืนพกประจำตัว แต่ช้างป่าแย่หน่อย มันกระทืบเราเบาะๆ ก็ตัวแบนเหมือนกล้วยทับ เข้าไปพักในวัดนี้สักคืนก็แล้วกัน รุ่งขึ้นเช้ามีรถจี๊ปหรือรถบรรทุกผ่านมาเราก็จ้างเขาลากรถเราไปโคราช"

พนัสมองดูลูกชายของนิกรอย่างขบขัน

"อย่าปอดไปหน่อยเลยวะ แถวนี้ไม่มีช้างป่าหรอก"

ร.ท.นพขมวดคิ้วย่นชี้มือไปริมถนน

"นั่นยังไงขี้ช้างสามสี่กองนั่นเห็นไหม ขี้มันแห้งหมายความว่าช้างมันผ่านไปหลายวัน และมันกำลังย้อนกลับมาทางนี้ ถ้าขี้มันยังสดๆ อยู่หมายความว่ามันพึ่งผ่านไป"

ศาสตราจารย์ดำรงหัวเราะลั่น

"แกนี่รู้ดีโว้ย"

นพอมยิ้ม

"พวกพรานเขาเคยเล่าให้กันฟัง แต่ถ้าเป็นขี้คนละก็ไม่แน่ว่ามันจะย้อนกลับมาหรือไม่สุดแล้วแต่ความพอใจของเขา"

ชายกลางคนคนหนึ่งแบกฟืนเดินออกมาจากป่าทึบริมทางและขึ้นมาบนถนนผ่านมาทางนายทหารหนุ่มทั้งสี่คน ซึ่งขณะนี้เป็นเวลาใกล้จะพลบค่ำแล้ว เจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็มองดูอย่างหวาดๆ แล้วกระซิบถาม ร.ท.นพ

"รับประทานนั่นคนหรือผีครับ รับประทานในป่าแถบนี้เขาว่าผีปอบและผีต่างๆ ชุกชุมมาก"

นพจุปาก

"เดี๋ยวถีบโครมเข้าให้เท่านั้นเอง อ้ายเรากำลังหวาดๆ ดันพูดออกมาได้ เรื่องผีน่ะห้ามพูดโว้ย คนที่กำลังแบกฟืนเดินเข้ามาหาเราเป็นพวกชาวไร่ หรือชาวบ้านป่าไม่ใช่ผีสางอะไรหรอก"

ชายผู้นี้มีอายุราว ๔๕ ปี รูปร่างเล็กแต่แข็งแกร่ง สวมกางเกงกรอมเข่าสีดำเพียงตัวเดียว ไม่นิยมเชิ้ทแพรหรือเชิ้ทฮาไวตลอดจนเสื้อยืดอเมริกันตัวละสองสามร้อยบาท เขาแบกฟืนเดินผ่านมาก็หยุดชะงัก มองดูนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนกับเจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทาเกรงกลัว

ซึ่งเขารู้ว่าเป็นทหารสังเกตได้จากเครื่องแบบ

"พี่ชาย" นพกล่าวทัก "พี่ชายอยู่แถวนี้หรือ"

"ครับ ผมอยู่ที่ภูนกไม่ไกลจากถนนเท่าใดหรอกครับ" เขาพูดเสียงแปร่งๆ ตามสำเนียงของไทยอีสาน

"มีทางพอที่เราจะเข็นรถไปที่หมู่บ้านของพี่ชายได้ไหม"

ชายผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย

"ไม่มีครับ ต้องเดินบุกเข้าไปในป่า รถของนายเสียหรือครับ"

พนัสพยักหน้าแล้วถามต่อไป

"ไปตามถนนนี้อีกไกลไหมจึงจะถึงหมู่บ้านใหญ่ๆ ที่เป็นตลาดหรืออำเภอ"

"โอ-เดินไปเกือบครึ่งวันเชียวครับถึงจะถึงอำเภอและตลาด ระหว่างนี้เป็นป่าและเขาตลอดไปครับ"

"ขอบใจมากพี่ชาย เป็นอันว่าพวกเราจะพักอาศัยนอนที่วัดนี้ แต่ว่า เป็นวัดร้างใช่ไหมพี่ชาย"

"ใช่ครับ เมื่อก่อนนี้มีพระอยู่ในราว ๑๐ องค์ แต่พวกอสุรกายพวกผีป่าผีไพรนางไม้มันหลอกหลอนท่านจนอยู่ไม่ได้ พระท่านก็เลยอพยพไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหมากม่วงบนเนินภูพญาทางเหนือหมู่บ้านของพวกผมครับ"

นพสะดุ้งโหยง กล่าวถามโดยเร็ว

"ผีที่วัดนี้ดุหรือพี่ชาย"

ชายผู้นั้นหันมายิ้มให้นพ

"น่าดูชมครับนาย"

นพยิ้มแห้งๆ

"เป็นยังไงน่าดูชม"

"มันดุน่ะซีครับ ที่วัดไม่มีผีหรอกครับ แต่ในป่านี้เต็มไปด้วยปีศาจอสุรกายนานาชนิด ผีปอปก็มี ผีกองกอยและพวกเปรตที่เรียกกันว่าอสุรกายชุกมากครับ"

เจ้าแห้วกล่าวกับศาสตราจารย์ดำรงทันที

"รับประทานเราไปนอนที่หมู่บ้านชาวป่าไม่ดีหรือครับคุณดำรง เรื่องผีกับผมไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รับประทานเห็นมันเข้าทีไรหัวใจมันจะหยุดเสียให้ได้"

ร.ท.ดำรงกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"เป็นทหารกลัวผีมีอย่างหรือวะ คนใจอ่อนหรือคนขี้ขลาดตาขาวเท่านั้นที่แลเห็นภูตผีปีศาจซึ่งเกิดจากประสาทหลอนหรือเป็นภาพลวงตาจากอุปทาน เราจะทิ้งรถไปได้อย่างไรกัน รถจี๊ปคันนี้เป็นรถหลวง จะใหม่หรือจะเก่าเราก็ต้องดูแลรักษาสมบัติของกองทัพบก"

ร.ท.นพเสียขวัญแล้ว เขากล่าวกับศาสตราจารย์ดำรงว่า

"ถ้ายังงั้นกันกับอ้ายแห้วไปนอนที่หมู่บ้านของชาวบ้านป่านะ ตื่นเช้าเราจะรีบมาพบแกกับอ้ายนัสและอ้ายตี๋ที่นี่"

กระทาชายผู้นั้นพูดเสริมขึ้น

"ผมเสียใจครับเจ้านาย หมู่บ้านพวกเรามีห้าหกหลังและเป็นกระท่อมเล็กๆ พอซุกหัวนอนเท่านั้นแหละครับ เราไม่มีที่รับรองเจ้านายครับ"

เจ้าแห้วว่า "ไม่เป็นไรน้องชาย ฉันกับเจ้านายของฉันสองคนนอนนอกกระท่อมก็ได้"

ชายผู้นั้นหัวเราะเสียงปร่าชอบกล

"ผมไม่อยากกินเจ้านายหรอกครับ เพราะเจ้านายเป็นทหารของชาติทำหน้าที่ป้องกันประเทศชาติของเรา ขณะนี้พวกแดงกำลังก่อเหตุวุ่นวายในดินแดนแถบนี้ แต่ว่าลูกเมียของผมและเพื่อนบ้านของผมมันกำลังหิวโซ ถ้านายสองคนไปพักที่หมู่บ้านของผมมันคงกินเจ้านาย

แน่ๆ ตับ หัวใจ ปอด และไส้ทำลู่กินวิเศษนัก ส่วนเนื้อและเครื่องในบางอย่างก็ทำลาบหรือกินกันดิบๆ อร่อยไปเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วใจหายวาบ ถอยหลังกรูดแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้-แกเป็นผีปอบหรืออย่างไร"

"เปล่าครับเจ้านาย ผมและพวกผมเป็นมนุษย์นี่แหละครับ แต่เราชอบกินเนื้อคน ชอบกินตับไตไส้พุงของคน ผู้คนเขาก็หาว่าเราเป็นปอป อ้า-ผมลาละครับ ฮิ ฮิ"

ชายผู้นั้นแบกฟืนหอบใหญ่เดินเข้าไปในป่า นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างพากันมองดูด้วยความแปลกใจท่ามกลางความมืดขมุกขมัว ลูกชายของนิกรได้ร้องขึ้นดังๆ

"โอ๊ย....เห็นไหม หัวเขาหายไปไหนมีแต่ตัว"

มันเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตาหรือเกิดจากอุปทาน ทุกคนต่างรู้สึกขนพองสยองเกล้า

"แดนสนทยา" สมนึกร้องสุดเสียง

ร.ท.นพกลืนน้ำลายเอื๊อกหันมามองดูเสี่ยตี๋แล้วกล่าวว่า

"แดนปีศาจโว้ยไม่ใช่แดนสนทยา อุ๊ย ขนลุกเลยกู ยังไม่ทันมืดสนิทเลยเล่นงานเราแล้ว"

ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มเจื่อนๆ

"ชายผู้นี้อาจจะเป็นนักเล่นกลก็ได้ ที่เขาทำให้ศีรษะของเขาหายไปเหลือแต่ตัวเดินแบกฟืนเข้าไปในป่า"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานผีครับไม่ใช่นักเล่นกล คนป่าคนดอยเขาไม่สนใจในเรื่องการแสดงกลหรอกครับ โอ้โฮ ผมตกใจแทบช็อค ถ้ามันเดินย้อนกลับมาหาเรา ผมคงชักดิ้นชักงอตายแน่"

ร.ท.พนัสกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เป็นอันว่าพวกเราจะต้องนอนค้างอยู่ที่นี่และไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปอาศัยนอนในวัดร้าง นั่งหลับนกบนรถของเรานี่แหละ ถ้ามีรถยนต์ผ่านมาเราจะรียกเขาให้หยุดและช่วยโยงรถเราไปโคราชหรือไปที่อำเภอใดอำเภอหนึ่ง บางทีอาจจะมีขบวนรถทหารผ่านมาในตอนดึกก็ได้

เราแต่งเครื่องแบบอย่างนี้ใครๆ ก็จะต้องเต็มใจให้ความช่วยเหลือเรา"

นพกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"เอา-ตกลง กันกับอ้ายแห้วนอนใต้ท้องรถก็แล้วกัน"

ร.ท.ดำรงแกล้งยั่วลูกชายนิกรและเจ้าแห้ว

"แกสองคนนอนใต้ท้องรถอย่านึกว่าปลอดภัย ผีมันจะต้องเล่นงานคนที่อยู่ข้างล่างก่อน"

นพชักฉิว

"พูดเป็นบ้า แทนที่จะพูดปลอบใจกับพูดทำลายขวัญ"

ร.ท.สมนึกหัวเราะก้าก เขาก็เหมือนกับเตี่ยของเขา บางขณะก็ขี้ขลาดหวาดกลัว แต่บางทีก็มุทะลุบ้าบิ่น

"กลัวอะไรวะอ้ายนพ ผีมันจะเก่งกว่าคนก็ให้มันรู้ไป กันแสดงเอง กันจะเป็นยามปล่อยให้พวกแกหลับนอนจนสว่าง ผีน่ะมันกลัวคนจริงโว้ย มาซี เตะกราดด้วยเท้าซ้ายและขวา กระโดดเข้าฟันด้วยสันมือแบบคาราเต้ อั๊ปเป้อรคัทท้องด้วยหมัดซ้ายแล้วติดตามด้วยฮุคขวา

อีกทีหนึ่ง เท่านี้ผีก็ง่อยกระรอก แกแต่งเครื่องแบบรั้วของชาติเข้มแข็งหน่อยซีอ้ายนพ"

นพฝืนยิ้ม

"รั้วของชาตินั่นแหละ แกลองไปถามดูเถอะร้อยทั้งร้อยล้วนแต่กลัวผีทั้งนั้น ผีมันไม่มีตัวตนเหมือนอย่างเราโว้ย แต่มันปรากฏตัวให้เราเห็นมันได้ มันจำแลงแปลงกายแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อยหรือควักไส้พุงออกมาอวดเราได้ หายตัวก็ได้ ใครถูกผีหลอกจังๆ ถ้าไม่ตายก็จับ

ไข้หัวโกร๋น"

ความมืดและความสงบเงียบปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ร.ท.ดำรงกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ขึ้นไปนั่งบนรถเถอะพวกเรา นั่งคุยกันจนกว่าจะง่วงแล้วก็หลับไป"

ร.ท.นพยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว

"แห้วโว้ย แกช่วยเข็นรถพาพวกเราไปได้ไหม กันจะถือพวงมาลัยเอง แล้วกันจะจ่ายเงินค่าป่วยการให้แกกิโลเมตรละ ๑๐ บาท เข็นไปจนกว่าจะสว่าง"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานเพียงกิโลเมตรแรก ผมก็ลิ้นห้อยหืดขึ้นคอแล้ว ไม่ไหวครับ รับประทานกิโลละ ๑,๐๐๐ บาทก็ไม่ไหว"

ทุกคนขึ้นไปนั่งบนรถ ร.ท.นพนั่งประจำที่คนขับโดยมีเจ้าแห้วนั่งทางขวาของเขา พนัส สมนึก และดำรงนั่งข้างหลัง นพลองเปิดไฟสต๊าทเครื่องยนต์ พนัสกล่าวห้ามทันที

"อย่า อ้ายนพ น้ำมันเครื่องมันรั่วออกมาหมดแล้ว ช้าฟก็ละลายอย่าพยายามติดเครื่องยนต์เลยไม่มีทางที่แกจะนำรถจี๊ปคันนี้ไปได้หรอกนอกจากให้เขาลากไป"

นพดับสวิทช์ไฟแบ๊ตเตอรี่แล้วหันมาทางเจ้าแห้ว

"แกจับช้างป่ามาสักตัวดีไหม เอามาเทียมรถจี๊ปให้มันลากไป คงจะถึงหมู่บ้านใหญ่ๆ หรืออำเภอก่อนรุ่งสว่าง"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานคุณจะให้ผมไปจับช้างป่ามาลากรถของเรา"

"เออ"

"คุณไปจับเองซีครับ"

"ไม่เอาโว้ย กลัวมันกระทืบแบน แกเคยคุยให้ฉันฟังว่าแกเป็นพรานช้าง จับช้างในดงพญาเย็นขายไม่ใช่หรือ"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วร้องลั่น "เอาที่ไหนมาพูดครับ รับประทานผมเคยเป็นแต่พรานจิ้งหรีด จับจิ้งหรีดขายเมื่อสมัยที่ผมยังรุ่นหนุ่ม"

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๘.๓๐ น. ถ้าอยู่ในเมืองหรือในที่โล่งตามท้องทุ่ง แสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็ยังมีอยู่ แต่ในป่าดงพงไพรมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมไปทั่วแวดล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ก็ทำให้มืดเร็วกว่าปกติ นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วได้แวะรับประทานอาหารแบบพื้น

เมืองมาแล้วเมื่อ ๑๗.๐๐ น.ตอนที่หยุดเติมน้ำมันและซ่อมแซมเครื่องยนต์ที่ตลาดใหญ่แห่งหนึ่ง ขณะนี้ในรถจี๊ปมีน้ำสำหรับดื่มอยู่เพียงกระติกเดียว อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีบุหรี่สูบอย่างเหลือเฟือ ต่างจุดบุหรี่สูบและสนทนากันถึงสถานการณ์อันคับขันเกี่ยวกับนักบินอเมริกันที่ตกเป็น

เชลยศึกของเวียตนามเหนือประมาณ ๓๐ คน ถ้าหากว่ารัฐบาลเวียตนามเหนือถือว่านักบินเหล่านั้นเป็นอาชญากรสงครามและลงโทษประหารชีวิตแล้ว อเมริกันก็คงจะโจมตีเวียตนามเหนืออย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ ก็ได้

ในราว ๑๙.๓๐ น. ดวงจันทร์แรม ๒ ค่ำก็โผล่พ้นขุนเขาสาดแสงสีนวลไปทั่วป่าดงพงไพร การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อทุกคนได้กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกลิ่นศพที่กำลังขึ้นอืดปลิวมาต้องจมูกเมื่อลมพัดผ่านมาวูบหนึ่ง

สี่สหายและเจ้าแห้วต่างมองดูหน้ากัน ร.ท.นพใจเต้นระทึก เขาแกล้งพูดกลบเกลื่อนว่า

"ใครท้องเสียวะ ปล่อยออกมาแล้วไม่เด็ดปีกทิ้งเสียด้วย"

เสี่ยตี๋หัวเราะลั่นรถ

"ไม่ใช่กลิ่นแก๊สในท้องโว้ย แต่มันเป็นกลิ่นผีตาย"

ลูกชายนิกรทำคอย่น แล้วขบกรามกรอด มองดูหน้า ร.ท.สมนึกอย่าเดือดดาล

"ฉันอยากเตะปากแกเหลือเกิน พับผ่า อ้ายเราสู้อุตส่าห์พูดกลบเกลื่อนแล้วยังเสือกพูดออกมาได้ ประเดี๋ยวก็วิ่งกันไม่รู้ทางไปเท่านั้นเอง"

ร.ท.สมนึกหัวเราะอีก

"อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะอ้ายนพ จะเป็นผีหรืออสุรกายก็ตาม ถ้ามาปรากฏตัวให้กันเห็นละก้อ กันจะใส่มันด้วย ๑๑ มม.ที่เอวกันนี่แหละ กดเข้าโป้งเดียวเท่านั้นก็ขี้คร้านจะเท่งทึงหรือม่ายก็วิ่งหางจุกตูดไม่รู้ทางไป ถึงผีมันก็กลัวลูกปืนโว้ย"

ศาสตราจารย์ดำรงจ้องตาเขม็งมองไปข้างหน้ารถ และแล้วเขาก็พูดขึ้นดังๆ

"มีเกวียนสามสี่เล่มผ่านมาทางเรา"

พนัส นพ สมนึกและเจ้าแห้วต่างมองตามสายตาลูกชายนายพลดิเรก แสงสว่างของดวงจันทร์ช่วยให้ทุกคนมองแลเห็นขบวนเกวียนแล่นตามกันมารวม ๕ เล่ม เสียงล้อเกวียนดังเอี๊ยดอ๊าดและเสียงกระดึงผูกคอวัวดังใกล้เข้ามาทุกที

เจ้าแห้วนั่งกระสับกระส่ายผิดปกติ เขาเอียงหน้าเข้ามากระซิบกับ ร.ท.นพด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

"รับประทานผีป่าเล่นงานเรากระมังครับ"

ลูกชายของนิกรเอ็ดตะโรลั่น

"อย่าพูดซีโว้ย ฉันกำลังนึกอยู่"

เสี่ยตี๋ชะโงกหน้ามาข้างหน้ารถแล้วกล่าวกับ ร.ท.นพ

"เปิดไฟหน้ารถซิอ้ายนพ แสงไฟจะช่วยให้เราเห็นขบวนเกวียนถนัดขึ้น"

นพเอื้อมมือเปิดสวิทช์ไฟหน้าและท้ายรถทันที โคมไฟคู่ส่องแสงสว่างจ้าและพุ่งไปไกลกว่า ๑๐๐ เมตร นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เมื่อแลเห็นผู้ขับเกวียนเล่มหน้าเป็นร่างของปีศาจโครงกระดูก

เจ้าแห้วร้องขึ้นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ดะ ดับ ดับไฟเถอะครับ บรื๊อวส์ "

ร.ท.นพดับสวิทช์ไฟโดยเร็ว ขบวนเกวียนเคลื่อนที่ใกล้รถจี๊ปเข้ามาตามลำดับ ร.ท.พนัสพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งกล่าวถาม ร.ท.ดำรงว่า

"เรากำลังถูกผีป่าหลอกเราใช่ไหมเพื่อน"

"ออไร๋ ผีแน่ๆ " ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสียงสั่นเล็กน้อย "พวกชาวบ้านป่าหรือคนพื้นเมืองในถิ่นนี้คงไม่มีใครเล่นตลกปลอมแปลงเป็นผีมาหลอกล้อเราหรอก"

เจ้าแห้วพูดโพล่งขึ้น

"รับประทานลงจากรถล่าถอยเข้าไปตั้งหลักในวัดร้างก่อนไม่ดีหรือ"

"ไม่ต้องหนี" ร.ท.สมนึกพูดเสียงกร้าวแล้วกระชากปืนพกซุปเป้อรคอลท์ ๑๑ มม.ออกมาจากซองปืนเลื่อนลูกขึ้นลำ "กันจะยิงมันเอง ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าผีมันจะเก่งกว่ามนุษย์ ทุกคนดึงปืนออกมาโว้ย"

พนัส นพและดำรงต่างดึงปืนพกคู่มือแบบเดียวกันออกมาจากซองปืนและเลื่อนลูกขึ้นลำ ส่วนเจ้าแห้วนั่งหลับตาปี๋ตัวสั่นเหมือนเจ้าเข้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวผีปีศาจ

"เปิดไฟอ้ายนพ" พนัสร้องบอกเพื่อนเกลอของเขา

ลูกชายของนิกรเอื้อมมือเปิดสวิทช์ไฟอีกครั้งหนึ่ง แสงไฟหน้ารถจับต้องขบวนเกวียนของปีศาจแลเห็นถนัด เกวียนเล่มหน้าค่อยๆ ผ่านรถจี๊ปไป วัวคู่ที่เทียมเกวียนผอมโซจนแลเห็นซี่โครงอย่างถนัด ผู้ขับเกวียนคือปีศาจโครงกระดูกนั่งอ้าปากประหงับๆ มือขวาถือไม้ไผ่ลำ

เล็กๆ เกวียนนี้ไม่มีประทุนมีหีบศพหรือโลงผีบรรทุกอยู่บนเกวียนหนึ่งหีบเป็นหีบไม้ ตอนบนคลุมผ้าสีดำครุยของผ้าเป็นดิ้นเงินแบบผ้าคลุมหีบศพ

เกวียนต่อมาคือเกวียนเล่มที่สองขับโดยอสุรกายรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว เปลือยกายล่อนจ้อนนั่งอยู่บนเกวียน ผิวเนื้อของมันคล้ายกับสีทองแดง มีขนหน้าอกขึ้นรุงรังซึ่งโคมไฟของรถจี๊ปช่วยให้เห็นถนัด คอของมันเหมือนคอห่านยาวประมาณ ๒ เมตรเศษ ศีรษะของ

มันค่อนข้างเล็กริมฝีปากแบะยื่นผมหยิกเหมือนก้นหอย กลิ่นเหม็นสาปเหม็นสางอย่างรุนแรงกระจายไปทั่วบริเวณนั้น เกวียนเล่มนี้บรรทุกผีป่าในรูปลักษณะต่างๆ รวม ๔ ตน แต่เป็นผีผู้ชายนั่งกอดเข่าเหงาหงอยอยู่ในเกวียน

เมื่อเกวียนเล่มที่สองผ่านรถจี๊ป ปีศาจที่ทำหน้าที่ขับเกวียนก็ยื่นคอของมันมาลอยอยู่เหนือรถจี๊ปและพูดบ่นอะไรพึมพำ เสี่ยตี๋คนเดียวเท่านั้นที่ดูเหมือนจะกล้ากว่าเพื่อน เขายกปืนพก ๑๑ มม.ขึ้นเล็งหมายศีรษะของปีศาจร้ายแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง ปล่อยกระสุนออกไป

รวม ๓ นัดติดๆ กัน

"ปัง ปัง ปัง"

เสียงกระสุนปืนพกระเบิดกึกก้องป่า ทันใดนั้นเองภาพภาพที่ปรากฏในสายตาคือขบวนเกวียนของผีป่าทั้ง ๕ เล่ม ก็หายวับไป บนทางหลวงสายนั้นว่างเปล่าเหมือนเดิม กระต่ายป่าสองสามตัวออกจากป่ากระโดดโลดเต้นแลเห็นไกลๆ

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนกับเจ้าแห้วต่างเงียบกริบไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย เมื่อ ร.ท.นพได้สติก็เอื้อมมือปิดสวิทช์ไฟหน้าและท้ายรถ คราวนี้มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมๆ กัน

เจ้าแห้วตกใจจนเสียขวัญ เขากระโจนลงจากรถแล้วร้องขึ้นดังๆ

"รับประทานผมไปก่อนละครับ ขืนอยู่ที่นี่ผมคงช็อคตายแน่"

แล้วเจ้าแห้วก็วิ่งปุเลงๆ ไปตามทางหลวงท่ามกลางแสงจันทร์อันสุกสะกาว เจ้าแห้ววิ่งไปได้ประมาณ ๓๐ เมตรก็ห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับวิ่งกลับมาที่รถจี๊ป กระโดดขึ้นมานั่งตัวสั่นงันงกอยู่ตอนหน้ารถข้าง ร.ท.นพด้วยความหวาดกลัวผีปีศาจเหลือที่จะกล่าว

"ไปซีอ้ายแห้ว กลับมาทำไม" เสี่ยตี๋พูดเสียงสั่นเล็กน้อย

เจ้าแห้วหันมาทางหลังรถ

"รับประทานขืนวิ่งไปผมก็คงเจอมันอีกครับ รับประทานกลับมาอยู่กับพวกคุณดีกว่า"

เสี่ยตี๋ฝืนหัวเราะ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้นและเตรียมพร้อมที่จะใช้ปืนพกของเขายิงพวกผีป่าหรืออสุรกาย แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างสงบเงียบ จนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง ร.ท.สมนึกหันมามองดูศาสตราจารย์ดำรงซึ่งนั่งอยู่ตรงกลาง

เบาะหลังแล้วเสี่ยตี๋ก็กล่าวถามเบาๆ

"รู้สึกยังไงบ้างดำรง แกคิดว่าภาพที่เราเห็นขบวนเกวียนเมื่อกี้นี้เป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้นจากประสาทหลอนยังงั้นหรือ"

"โน ไม่ใช่ประสาทหลอนหรือภาพที่เกิดขึ้นจากอุปทานหรอกเพราะเราทุกคนต่างก็แลเห็นเกวียนทั้งห้าเล่มนั้น"

"ถ้าเช่นนั้นมันคือผีป่าใช่ไหม"

"ก็ใช่น่ะซีโว้ย" ร.ท.ดำรงพูดเสียงดังแล้วหันมาทางลูกชายของพลซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของเขา "เป็นยังไงอ้ายนัส"

ลูกชายของพลฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"กันยอมรับว่ากันกลัวมาก จนกระทั่งแทบจะช็อคตายตอนที่มันยื่นคอมาที่เรา กันตั้งใจจะยิงเหมือนกันแต่ยกปืนไม่ขึ้นเพราะความกลัวนั่นเอง กันพึ่งได้เผชิญผีป่าได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของมันคราวนี้และไม่เข้าใจเลยที่ขบวนเกวียนและพวกผีหายวับไปเมื่อเสียงปืนดังขึ้น"

ร.ท.สมนึกอธิบายให้เพื่อนทราบ

"เตี่ยเคยบอกกันว่าปีศาจมันกลัวเสียงประทัด หรือเสียงปืน ตรุษจีนคนจีนเขาจุดประทัดไล่ผีที่มากินเครื่องเซ่นสังเวยแล้วให้กลับไป ผีอื่นจะได้มากินบ้าง ทางไทยเราเมื่อก่อนนี้ก็เคยใช้ปืนไล่ผีเป็นต้นว่าปืนใหญ่ ยิงไล่ผีในพระราชพิธีตรุษสงกรานต์เรียกว่ายิงปืนอัฏนา

คุณย่าก็เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง สมัยนั้นทางราชการทำเครื่องรางแจกจ่ายให้พวกข้าราชการตลอดจนกระทั่งช้างหลวงม้าหลวง เครื่องรางทำด้วยใบลานเป็นรูปสี่เหลี่ยมบ้างสามเหลี่ยมบ้างลงอักขระเลขยัญ ใช้สวมคอป้องกันผีปีศาจที่เพ่นพ่านในวันตรุษเที่ยวกินเครื่องเซ่นสังเวยเมาสุรา

อาละวาดตีแทงกัน หรือยิงกันอุตลุดตำรวจจับไปขังแน่นโรงพักพอเช้ายมบาลก็มารับเอาตัวไป"

พนัสมองดู ร.ท.นพซึ่งนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นประจำที่คนขับด้านซ้ายตอนหน้ารถจี๊ป

"อ้ายนพ" ลูกชายของพลร้องขึ้นดังๆ "นพโว้ย"

ลูกชายของนิกรร้องไห้โฮเพราะความกลัวผีจนเกินไปนั่นเอง เขาหันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"อย่าอยู่ที่นี่เลยโว้ยพวกเรา ช่วยกันเข็นรถไปหาที่จอดนอนให้ไกลจากที่นี่สักหนึ่งกิโลเมตรก็ยังดี ขืนอยู่ตรงนี้เราก็อาจจะเจอมันอีก กันกลัวจนอุจจาระแตกแล้ว"

เสี่ยตี๋สะดุ้งโหยง

"นั่นน่ะซี กันกำลังจะพูดอยู่เดี๋ยวนี้ว่ากันได้กลิ่นเหมือนดอกอุดตะพิต ใจเย็นๆ น่าอ้ายนพ ถ้ามันปรากฏตัวให้เราเห็นอีกเราก็เอาปืนยิงไล่มัน พวกเราทุกคนมีปืนพกคนละกระบอกกลัวอะไรวะ"

นพฝืนยิ้ม

"เมื่อกี้นี้หัวใจกันหยุดไปตั้งนานตอนที่อ้ายผีคอยาวมันยื่นคอมาที่รถเราแต่พอเสียงปืนดังขึ้นหัวใจของกันก็ทำงานตามเดิม ไปเถอะโว้ย ช่วยกันเข็นรถไปกันจะถือพวงมาลัยเอง"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรทุกคนก็แลเห็นนัยน์ตาคู่หนึ่งปรากฏอยู่ในป่าริมทาง และแล้วนัยน์ตาสีเขียวแวววาวอีกหลายคู่ก็เพิ่มขึ้นทั้งสองฟากถนนมีเสียงพยัคฆ์ร้ายร้องคำรามขึ้นสนั่นหวั่นไหวราวกับว่าเสือไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ตัวร้องขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ป่านี้จะมีเสือ

นับร้อย แต่ทุกคนก็มองเห็นนัยน์ตาของมันปรากฏไปทั่ว

ร.ท.ดำรงกล่าวขึ้นทันที

"ผีป่าเล่นงานเราอีกแล้ว ยิงโว้ย ยิงเข้าไปในป่าคนละนัด"

ทุกคนต่างชักปืนพกออกมาจากซองปืนและยิงเข้าไปในป่าริมทางคนละนัดตามคำสั่งของลูกชายนายพลดิเรก เสียงปืนดังกึกก้องติดต่อกันรวม ๕ นัด นัยน์ตาสีเขียววาวโรจน์เหล่านั้นหายไปแล้ว ร.ท.พนัสถือปืนพกคู่มือก้าวลงไปจากรถจี๊ปวิลลี่

"ลงมาพวกเรา ลงมาให้หมดแล้วช่วยกันเข็นรถไปอ้ายนพก็ลงมาคอยถือพวงมาลัยข้างล่างก็ได้น้ำหนักรถจะเบาขึ้น ขืนพักอยู่ที่นี่พวกเราก็คงเผชิญกับพวกผีป่าตลอดคืน"

นพ สมนึก ดำรงและเจ้าแห้วต่างพากันลงจากรถ ต่อจากนั้นทุกคนก็ช่วยกันเข็นรถจี๊ปเคลื่อนออกจากที่บ่ายทิศทางไปทางนครราชสีมา นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วเกือบจะไม่มีใครปริปากพูดอะไรกันเลย เมื่อรถแล่นไปแล้วการเข็นรถก็ไม่ต้องออกแรงเท่าใดนัก

เพราะจี๊ปวิลลี่เป็นรถยนต์ขนาดเล็กน้ำหนักของมันไม่ถึงตัน

เมื่อโผล่ทางโค้งระหว่างป่าทึบแห่งหนึ่งทุกคนก็แลเห็นช้างป่าตัวหนึ่งยืนทะมึนอยู่บนถนนเบื้องหน้าห่างจากรถจี๊ปประมาณ ๓๐ เมตรเท่านั้น"

"รับประทานช้างครับ" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง

ทุกคนช่วยกันดึงรถจี๊ปไว้ให้หยุดเคลื่อนที่ พนัสรีบคว้าข้อมือเสี่ยตี๋แล้วกล่าวห้าม

"อย่า อ้ายตี๋ อย่ายิงมันหรือยิงขู่มันเป็นอันขาด กันจะเปิดไฟหน้ารถไล่มัน มันเห็นแสงไฟมันก็คงหลบเข้าป่าไปเอง ตัวมันไม่ใช่เล็กนะโว้ย สูงไม่ต่ำกว่าสามเมตร"

ต่างยืนรวมกลุ่มมองดูเจ้าพลายงายาวทางท้ายรถ ร.ท.พนัสเดินไปตอนหน้ารถเอื้อมมือเปิดสวิทช์โคมไฟหน้าและท้ายรถ พอแสงไฟสว่างจ้าอ้ายงายาวก็ยืนหันรีหันขวางทำหูชันม้วนงวงขึ้นแล้วส่งเสียงร้องแปร๋แปร้นและแล้วมันก็วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาที่รถจี๊ป

ร.ท.นพร้องขึ้นดังๆ

"เปิดโว้ยพวกเรา ช้างตัวนี้ไม่ใช่ช้างที่เขาดินนะโว้ย"

พนัสเปิดสวิทช์ไฟแล้วถอยมาหาเพื่อนเกลอของเขา สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างวิ่งหนีย้อนกลับไปตามทางเก่า ทุกคนมีปืนแต่เป็นปืนพกจึงไม่มีใครกล้ายิงมัน เจ้าพลายงายาววิ่งมาถึงรถจี๊ป มันก็ใช้งวงจับรถจี๊ปพลิกคว่ำแล้วยกเท้ากระทืบใช้งวงทึ้งทำลายรถจี๊ปพังยับเหมือนกับ

เป็นรถยนต์เด็กเล่น ด้วยกำลังอันมหาศาลของมัน นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วยืนมองดูอยู่ที่ใต้ต้นตะเคียนใหญ่ริมถนน

เสี่ยตี๋ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้ย รถหลวงนะโว้ยไม่ใช่รถส่วนตัว จะเล่นจะหัวก็ให้มันน่าดูกว่านี้หน่อยซีโว้ย"

เจ้าพลายงายาวได้ยินเสียงเสี่ยตี๋มันก็ร้องแปร๋แปร้นลั่นป่าแล้วทำลายรถจี๊ปต่อไปด้วยความดุร้ายของมัน เสียงช้างป่าหลายตัวร้องขึ้นรอบๆ บริเวณป่าใหญ่ ทำให้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วสะบัดร้อนสะบัดหนาวไปตามกัน

ร.ท.ดำรงหันมามองดูหน้า ร.ท.นพ

"ทำยังไงดีนพ มันเรียกพวกมันมาเล่นงานเราแล้ว เราหนีเข้าป่าดีไหม ยืนอยู่บนถนนอย่างนี้มีหวังถูกช้างกระทืบตาย เสียงมันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว"

ตอนนี้ลูกชายนิกรใจเย็นผิดปกติ เขากลัวผีแต่ผีเท่านั้น สัตว์ร้ายหรือคนเขาไม่กลัว

"ใจเย็นๆ ดำรง เสียงมันยังอยู่อีกไกลมาก ถ้าเราลงจากถนนหนีเข้าป่าเราจะต้องเผชิญกับเสือหรือสัตว์ป่าที่ดุร้ายอีกหลายชนิด ซึ่งตอนนี้มันกำลังออกหากินเป็นต้นว่าหมี หมูป่า งูเห่า งูจงอางหรืองูเหลือมที่มันกินคนได้อย่างสบาย อยู่บนทางหลวงปลอดภัยกว่า" แล้วเขาก็หัน

มาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย-ไปหักกิ่งไม้มาให้กัน ๕ กิ่งเถอะวะ เอากิ่งที่มีใบติดอยู่ด้วยนะ"

เจ้าแห้วทำหน้าฉงน

"รับประทานเอามาให้พวกเราไล่ตีช้างป่าหรือครับ"

ลูกชายของนิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ต้องซักถามทำตามคำสั่งฉันก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วพาตัวเดินไปจากที่นั้นท่ามกลางแสงเดือน เสียงช้างป่าหลายตัวยังคงร้องอื้ออึงอยู่ ส่วนเจ้าพลายงายาวใช้งวงของมันจับรถจี๊ปพลิกขึ้นตั้งตามเดิม แล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปคล้ายกับจะทดลองขับดู แต่น้ำหนักตัวของมันไม่น้อยกว่า ๒ ตัน จี๊ปวิลลี่ตรากงจักรจึงพังราบ

ลงไปกับถนน อ้ายพลายหนุ่มหัวหน้าโขลงช้างป่าก้นกระแทกพื้นถนน รีบลุกขึ้นอย่างเดือดดาลใช้งวงและเท้าผลักซากรถจี๊ปตกลงไปจากขอบถนน ลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นดินต่ำกว่าระดับถนนราว ๒ เมตร รถจี๊ปคันนั้นพังยับไม่มีทางที่จะซ่อมแซมใช้การได้อีก

"หมดบรรลัยหมด" พนัสกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล "นี่ถ้าเรามีไรเฟิลติดตัวมาด้วยสักกระบอกก็คงน่าดู"

เจ้าแห้วถือกิ่งไม้เล็กๆ ที่มีใบสดๆ ติดอยู่รวม ๕ กิ่งเอามาส่งให้ลูกชายของนิกร ร.ท.นพแบ่งกิ่งไม้ให้เพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้วคนละกิ่งและกล่าวว่า

"ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้แหละพวกเรา ถ้าช้างป่ามันออกมาที่ถนนก็ยกกิ่งไม้ขึ้นเหนือหัว กันจะร่ายเวทบังไพรกำบังตาช้างให้"

เสี่ยตี๋มองดู ร.ท.นพด้วยความแปลกใจ

"บังไพรอย่างที่พรานช้างเขาทำกันใช่ไหม"

"นั่นแหละ กันเรียนเวทมนตร์บังไพรมาจากพ่อของกัน"

พนัสพูดเสริมขึ้น

"แล้วเคยใช้ได้ผลหรือเปล่า"

นพอมยิ้ม

"พ่อกันเคยใช้ได้ผลแต่กันพึ่งจะลองใช้ดูครั้งนี้ ถ้าได้ผลช้างป่ามันก็มองไม่เห็นตัวเรา"

"หา" ศาสตราจารย์ดำรงอุทานขึ้นดังๆ "ถ้าไม่ได้ผลล่ะโว้ย"

"ไม่ได้ผลช้างมันก็เห็นเรา และมันคงกระทืบเราตาย เรื่องมันมีเท่านี้ไม่น่าสงสัยอะไรเลย เฮ้ย-ออกมาโน่นแล้ว ทางซ้ายมือสองตัวทางขวามือตัวหนึ่ง โอ้โฮ อ้ายตัวนั้นช้างจิ๊กโก๋เสียด้วยซี ไว้ผมยาวเป็นกระเซิงดัดลอนด้วยหน้าตาชอบกลโว้ย มองดูคล้ายๆ ช้าง"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานก็มันช้างนี่ครับ ดูยังไงมันก็ต้องเป็นช้าง"

นพหันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"แต่คนที่กำลังยัวะถึงที่สุดเห็นช้างเป็นหมูนะโว้ย ตอนนั้นตายเป็นตายไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เหมือนอย่างเตี่ยอ้ายตี๋นั่นแหละ" พูดจบนพก็ร้องขึ้นดังๆ "ชูกิ่งไม้ขึ้นเหนือหัวโว้ย ช้างมันเดินมาทางเราแล้ว ยืนเฉยๆ อย่าพูดอะไรกัน ปืนพกของเราเตรียมไว้ ถ้าจนมุมหรือเห็น

ช้างจะเล่นงานเราก็ยิงตะพองมันในระยะเผาขน เจอ ๑๑ มม.เข้าช้างก็เสร็จถ้ายิงใกล้ๆ "

เสี่ยตี๋กล่าวถามนพเบาๆ

"ตะพองน่ะมันอยู่ตรงไหนวะ"

"แหม-เซ่อบรรลัยเลย ก็อยู่ที่ตะพองน่ะซี"

"ก็ตรงไหนเล่า"

คราวนี้นพตวาดแว๊ด

"จะไปรู้เรอะ ฉันไม่ใช่ช้างนี่หว่า"

ช้างป่าทั้งโขลงประมาณ ๑๐ ตัว ซึ่งบางตัวมีลูกเล็กๆ ด้วยได้ออกมาจากป่าสองข้างทางยืนจับกลุ่มกันบนถนนส่งเสียงร้องลั่นไปหมด บางตัวเดินผ่านมาทางนายทหารหนุ่มและเจ้าแห้ว แต่ก็น่าแปลกยิ่งที่ช้างมองไม่เห็นลูกชายของสี่สหายและเจ้าแห้วทั้งๆ ที่ช้างตาไวและเดิน

เฉียดเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนไปเพียงเมตรเศษๆ หมายความว่าเวทมนตร์บังไพรของ ร.ท.นพได้ผล ซึ่งเขาก็เหมือนกับนิกรบิดาของเขา มักจะมีอะไรพิเศษผิดมนุษย์เสมอและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ตกไปได้ทุกครั้ง นอกจากเรื่องผีปีศาจ

พวกช้างป่าชุมนุมกันบนถนนมองดูซากรถจี๊ปแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันจ้อกแจ้กจอแจ สักครู่หนึ่งก็พากันเข้าไปในป่า ทำให้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วโล่งใจไปตามกัน

พนัสกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปโว้ย ไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าของเราในซากรถจี๊ปแล้วเดินทางกันเรื่อยๆ ไปจนกว่าจะถึงหมู่บ้านหรือจนกว่าจะมีรถผ่านมา นึกว่าเรากำลังทำการสู้รบกับข้าศึก ค่ำมืดดึกดื่นก็เดินมันไป"

เจ้าแห้วพูดสอดขึ้น

"รับประทานเดินไปจนกว่าจะพบผีป่า"

ร.ท.นพสะดุ้งเฮือกหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"พูดถึงมันอีกแล้ว ฉันกำลังจะลืมแกเสือกพูดให้ฉันนึกถึงมัน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานก็เรามีกิ่งไม้เสกเวทมนตร์คาถาคลุมหัว กิ่งไม้นี่รับประทานกันผีได้ไม่ใช่หรือครับ"

ลูกชายของนิกรยิ้มแห้งๆ

"กันได้แต่ช้างโว้ย เวทมนตร์หรือคาถาบังไพรจะช่วยพรางตาช้างไม่ให้เห็นเราเท่านั้น แต่กันสัตว์อื่นหรือกันผีปีศาจไม่ได้"

ร.ท.ดำรงมองดู ร.ท.นพอย่างชื่นชม

"อย่างไรก็ตามแกทำให้กันตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจมาก ที่เวทมนตร์บังไพรของแกได้ผลอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ช้างป่าเป็นสัตว์ที่มีประสาทหูตาจมูกว่องไว แต่มันเดินเฉียดเราไปโดยไม่เห็นเรา เพียงแต่เราชูกิ่งไม้เล็กๆ กำบังตัวเราไว้ แกแน่จริงๆ โว้ย แกควรจะเป็นพราน

ช้าง"

นพหัวเราะเบาๆ

"เป็นให้ช้างมันกระทืบตายน่ะซี หมองูก็ต้องตายเพราะงู หมอช้างก็ตายเพราะช้าง หมอผู้หญิงก็ตายเพราะผู้หญิง"

ทุกคนพากันเดินมาที่ซากรถจี๊ปและบุกลงไปที่รถจี๊ปคันนั้น กระเป๋าเสื้อผ้ายังอยู่ครบถ้วน แต่กระติกน้ำถูกช้างกระทืบบี้แบน นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเดินขึ้นมาบนถนนและเคลื่อนที่ต่อไปตามทางหลวง ท่ามกลางความสงบเงียบได้ยินแต่เสียง

รองเท้าครึ่งน่องกระทบพื้น

จนกระทั่ง ร.ท.นพร้องขึ้นดังๆ

"หมู่หนึ่งเคลื่อนที่ไปก่อนทำหน้าที่เป็นกองระวังหน้า หมู่สองขยายแถวออกไปเป็นปีกขวา ให้ผู้บังคับหมู่ติดต่อกับข้าพเจ้าทางวิทยุสนาม"

ทุกคนหันมามองดูลูกชายของนิกรด้วยความแปลกใจแกมขบขัน

"อะไรของแกวะอ้ายนพ" พนัสถามยิ้มๆ

นพจุปากแล้วโบกมือพูดเสียงกระซิบกระซาบ

"กันกำลังหลอกผีป่าให้มันเข้าใจผิดคิดว่าเรามีกำลังมาหนึ่งหมวด"

พนัสอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าหลอกมันเลยวะ ผีมันหูทิพย์ตาทิพย์ มันรู้ดีว่าพวกเรามีห้าคนเท่านั้น เดินไปเงียบๆ ดีกว่า"

ร.ท.นพเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี กันก็ว่าอย่างนั้น" แล้วเขาก็หันมาถามดำรง "กี่ทุ่มแล้วโว้ยนาฬิกาของกันไม่มีพรายน้ำมองไม่เห็น"

ลูกชายของนายพลดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา

"ยี่สิบเอ็ดสิบนาที"

"ว้า-เมื่อไรจะถึงหมู่บ้านหรือมีรถผ่านมาสักกะคันนะ เดินย่ำต๊อกกันอย่างนี้ไม่เอาไหนเลย เสืออาจจะย่องออกมาคาบเอาพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกินเมื่อไรก็ได้ ขึ้นชื่อว่าป่าแล้วมันก็ต้องมีเสือทั้งนั้น"

พนัสดุนพ

"อย่าบ่นหน่อยเลยวะ เราเป็นทหารต้องอดทน เวลารบลำบากกว่านี้มากมายนัก"

"ก็รู้อย่างนี้จะรบกันหาหอกอะไรเล่า"

พนัสหัวเราะ

"สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเขาต้องการรบกับเรา"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วได้ร้องขึ้นดังๆ

"รับประทานมีรถยนต์แล่นมาทางเราครับ ฮ่ะ ฮ่ะ มันกำลังจะไปโคราช รับประทานฟังซีครับได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาแต่ไกล"

ทุกคนเงียบกริบ คราวนี้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์อย่างน้อย ๒ คันกำลังแล่นใกล้เข้ามาทุกที สักครู่หนึ่ง ร.ท.ดำรงก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยความดีใจ

"เสียงเครื่องยนต์คล้ายกับรถ ยี.เอ็ม.ซี. อาจจะเป็นรถบรรทุกทหารจากอุดรไปโคราชก็ได้ ถ้าเป็นรถทหารก็วิเศษเลย ไม่ต้องเดินละโว้ยพวกเรา ถึงแม้ว่าเป็นรถบรรทุกสินค้าเราก็พอจะอาศัยเขาไปได้ คอยยืนขวางถนนและโบกมือให้คนขับเขาหยุดรถ เราแต่งเครื่องแบบ

ฝึกอย่างนี้รถต้องหยุดรับเราแน่ๆ จะเป็นรถของใครก็ตาม"

ทั้งห้าคนต่างสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาขึ้นเพราะดีใจที่จะได้โดยสารรถไปนครราชสีมา หลังจากนั้นสักครู่รถบรรทุก ๒ คัน ก็เลี้ยวโค้งถนนแล่นตามกันมาด้วยความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อรถทั้งสองคันเข้ามาใกล้ลูกชายของสี่สหายและเจ้าแห้วก็

รีบออกไปยืนรวมกลุ่มกลางถนน และชูมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คนขับหยุดรถ แสงไฟหน้ารถคันที่แล่นนำหน้าจับร่างของนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วอย่างถนัดชัดเจน รถบรรทุก ยี.เอ็ม.ซี.ทั้งสองคันได้ลดความเร็วลงทันที

ทุกคนพากันเดินไปที่รถคันหน้า แต่พอเข้ามาใกล้เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วก็หยุดชะงัก วิ่งเข้าไปยืนรวมกลุ่มกันริมถนนด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว รถทั้งสองคันบรรทุกทหารคันละหนึ่งหมวด ทหารทุกคนนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่บนม้านั่งในกะบะรถ

ซึ่งไม่มีประทุนถือปืนเล็กยาวสวมดาบแสงจันทร์ส่องต้องดาบปลายปืนเป็นประกายวูบวาบ

แต่ทหารและคนขับรถมีแต่ตัวไม่มีศีรษะ กลิ่นเหม็นของซากศพกระจายฟุ้งไปทั่ว มีเสียงห้าวๆ ของปีศาจดังขึ้นราวกับใช้เครื่องขยายเสียง

"ขึ้นมาบนรถซีครับหมวด พวกเราจะรีบไปโคราช"

ลูกชายของนิกรตกใจสิ้นสติ ร่างกายเขาอ่อนเปียกล้มลงนอนตะแคงอยู่ริมถนน เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดขาทั้งสองข้างสั่นกระทบกันดังพั่บๆ ได้ยินถนัด พนัส สมนึกและดำรงยืนตะลึงไปตามกัน ทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว ต่างจ้องมองดูทหารผีทั้งสองคันซึ่ง

มีแต่ร่างไม่มีคอและศีรษะ นั่งอยู่บนรถบรรทุกทหารทั้งสองคันอย่างมีระเบียบเรียบร้อย

คนขับรถคันหน้ายื่นมือออกมาโบกให้แล้วร้องขึ้นดังๆ ทั้งๆ ที่มันไม่มีศีรษะ

"ผู้หมวดไม่ไปพวกผมไปละครับ"

พนัสได้สติก็ยกปืนพกขึ้นยิงปีศาจที่ทำหน้าที่ขับรถคันหน้าทันที

"ปัง"

เมื่อกระสุน ๑๑ มม.นัดแรกระเบิดขึ้น เสี่ยตี๋กับดำรงและเจ้าแห้วก็ยกปืนพกขึ้นยิงบ้าง เสียงปืนพกดังกึกก้องกังวานไปไกล รถบรรทุกทหารทั้งสองคันหายวับไปกับตา แต่เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสามคนและเจ้าแห้วยังหวาดกลัวอยู่

"มันหายไปแล้ว" สมนึกพูดละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "แย่โว้ย มันดุร้ายขนาดนี้เชียวหรือนี่"

เจ้าแห้วกล่างขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือเช่นเดียวกัน

"รับประทานนี่แหละครับผีป่า พวกพรานและคนที่อยู่ในป่าในดงเขากลัวนัก รับประทานรถเรามาตายในป่าเวลาค่ำคืนเราก็เจออย่างนี้ มันคงล้อเราเล่นน่ะครับ"

ร.ท.ดำรงเม้มปากแน่น เขารู้สึกละอายตัวเองที่เขากลัวผีจนหมดสติ ตอนที่เขาเผชิญหน้ากับผีทหารผีคอขาดบนรถบรรทุกสองคันนั้น

"กันได้รู้ความจริงแล้ว ในป่าสูงมีผีป่าและอสุรกายแน่นอน ผีไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่ผีกลัวเสียงปืน ต่อไปถ้าเราเจอมันอีกเราก็ต้องยิงมัน แต่เราจะต้องประหยัดกระสุนปืนไว้ อ้า-ช่วยกันประคองอ้ายนพลุกขึ้นซิหรือช็อคตายแล้วก็ไม่รู้"

เสียงนพพูดขึ้นเบาๆ

"ยังโว้ย ยังไม่ตาย โอย ทำไมมันดุร้ายอย่างนี้ มีแต่ตัวไม่มีหัวจะพูดคุยกันก็ไม่รู้เรื่อง"

พนัสกับสมนึกช่วยกันประคอง ร.ท.นพลุกขึ้นยืน นพเข่าอ่อนล้มลงนั่งคุกเข่าอีก เจ้าแห้วช่วยประคองให้ลุกขึ้นยืน

"รับประทานเข้มแข็งครับคุณนพ ผีสองคันรถมันหายไปแล้ว"

นพฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"หายไปแล้ว กันก็ยังกลัวมันอยู่ โอ้โฮ ขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวขมองหมดเลย เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยกลัวผีเหมือนวันนี้ นี่ถ้าพ่อกันมาด้วยท่านคงช็อคตายแน่ๆ เพราะท่านกลัวผียิ่งกว่ากันมากมายนัก"

พนัสพูดตัดบท

"เดินทางต่อไปพวกเรา เราอาจจะพบหมู่บ้านของชาวไร่ริมทางภายในสองสามชั่วโมงนี้ก็ได้ ทุกคนอย่าเสียขวัญโว้ย เรามาด้วยกันถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราก็ต้องเผชิญกับมัน"

นพถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แต่เผชิญกับผีนี่มีหวังช็อคตายนะเพื่อน ว้า-กลุ้มใจโว้ย รบกับข้าศึกยังสบายใจกว่านี้" พูดจบนพก็สะดุ้งโหยงทำหน้าเลิ่กลั่กมองไปรอบๆ แล้วกระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอของเขา "กันได้ยินเสียงคนกู่ว่ะ"

"ฮื้อ" เสี่ยตี๋เอ็ดตะโร "อย่าหวาดนักเลยวะอ้ายนพ แกก็รู้ดีแล้วว่าผีมันกลัวเสียงปืน เอ๊ะ เสียงคนกู่จริงๆ "

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างยืนนิ่งเฉย ทุกคนได้ยินเสียงใครคนหนึ่งกู่ก้องแล้วก็มีเสียงกู่รับติดต่อกัน

"วู้ วู้ วู้ "

"อุ๊ย" เจ้าแห้วคราง "รับประทานมันเล่นงานเราอีกแล้ว"

เสียงกู่ดังก้องไปทั่วไพรแล้วก็มีเสีงหัวเราะคล้ายกับคนนับร้อยหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน มันเป็นเสียงหัวเราะเยาะมากกว่าหัวเราะขบขัน เสี่ยตี๋ชักฉิวเมื่อรู้ตัวว่าถูกผีหลอก เขาควงปืนพกและออกเดินไปยืนเด่นหมุนตัวไปรอบๆ ร้องตะโกนด่าท้าทาย

"ออกมาซีวะ ออกมาให้กูเห็นหน่อยจะเป็นผีเป็นเปรตหรืออสุรกายเจ้าป่าเจ้าเขาได้ทั้งนั้น มา-ออกมา"

มีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งพูดขึ้นราวกับพูดไมโครโฟน

"ออกไปนาย ออกไปตามที่มันท้า พวกข้าจะคอยหัวเราะเยาะมันตอนที่มันวิ่งหนีนาย"

อสุรกายร่างสูงใหญ่เดินออกมาจากป่าด้านซ้ายของทางหลวง ส่วนสูงของมันไม่ต่ำกว่า ๑๕ ฟุต รูปร่างของมันล่ำสันกำยำเหมือนขุนยักษ์ มีผ้าผืนเล็กๆ ปิดบังอวัยวะท่อนล่าง มันยืนถ่างขาจังก้าขวางทางหลวง แสงจันทร์ส่องต้องร่างและใบหน้าของมันแลเห็นถนัด หน้าตาของ

มันอัปลักษณ์ริมฝีปากแบะหนานัยน์ตาโปนถลน ผมเผ้ายาวรุงรังเป็นกระเซิง นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วใจหายวาบไปชั่วขณะ แต่แล้วเสี่ยตี๋ก็มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวแบบเดียวกับเตี่ยของเขาเมื่อเกิดความกลัวถึงที่สุดก็กลายเป็นความกล้าบ้าบิ่นมุทะลุ

"เอามันพวกเรา" สมนึกกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น "เดินเข้าไปหามันและยิงมันในระยะเผาขน"

อสุรกายหัวเราะก้องป่า

"เข้ามาอ้ายหนู"

เสี่ยตี๋เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าแห้วตรงเข้าไปหาอสุรกาย ทันใดนั้นเองนายผีก็เดินรี่เข้ามาท่าทางดุร้าย ร.ท.สมนึกร้องออกคำสั่งทันที

"ยิง"

ซุปเป้อรคอลท์ ๑๑ มม.ทั้ง ๕ กระบอกถูกยกขึ้นเล็งยิงไปที่ร่างดันสูงใหญ่กำยำของอสุรกายคนนั้น กระสุนปืนพกรวม ๕ นัดระเบิดขึ้นพร้อมๆ กันดังลั่นป่า จอมผีไพรยืนโงนเงนไปมาเหมือนกับว่ามันถูกปืนและแล้วมันก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ร้องครวญคราง

"โอ๊ย....ตายแล้ว โอย"

ร.ท.สมนึกยิ้มออกมาได้

"ตะลุมบอนโว้ยพวกเรา บุกเข้าไปยิงมันอีกในระยะเผาขนคนละนัด"

ลูกชายของนิกรร้องเอ็ดตะโร

"อย่า-อย่าเข้าไป ผีถูกปืนมีที่ไหนวะ มันอ่อยเหยื่อหลอกให้เราเข้าไปหามัน ขืนเข้าไปใกล้ตัวมันก็เสร็จมันเท่านั้น"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"รับประทานจริงครับ ยืนตั้งหลักอยู่ตรงนี้ดีกว่าครับ"

อสุรกายรูปร่างรางกับขุนยักษ์ผุดลุกขึ้นยืนและยกมือชี้หน้าเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนกับเจ้าแห้วแล้วพูดเสียงห้าวๆ สั่นสะเทือนขวัญ

"กูจะฆ่ามึงให้หมด มึงผ่านป่ามึงไม่กราบไหว้สักการะเคารพกู"

สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วถอยหลังกรูดเมื่ออสุรกายเดินเข้ามา ร.ท.ดำรงตัวสั่นงันงกแต่แข็งใจร้องขึ้นดังๆ

"ยิง ยิงมัน"

เสียงปืนพก ๑๑ มม.ดังขึ้นอีก ต่างคนต่างช่วยกันระดมยิงจนหมดกระสุนก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบแม็คกาซีนออกมาบรรจุใหม่ จอมผีไพรหัวเราะลั่นเดินเข้ามาเรื่อยๆ พวกผีป่าต่างตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว ก่อนที่อสุรกายจะเข้ามาถึงตัว ร.ท.นพก็ร้องตะโกนสุดเสียง

"เปิดโว้ย หนีเข้าป่า"

ทุกคนเสียขวัญจึงพากันวิ่งหนีบุกเข้าไปในป่าด้านซ้ายของทางหลวง ถูกกิ่งไม้และเรียวหนามเกี่ยวหน้าตาเนื้อตัวถลอกปอกเปิกและล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน ร.ท.พนัสร้องบอกเพื่อนร่วมตายของเขา

"วิ่งรวมกลุ่มกันไว้ อย่าแยกกันนะโว้ย"

การวิ่งมาราธอนเป็นไปด้วยความหวาดหวั่น แม้กระทั่งเสี่ยตี๋ซึ่งกล้าผีกว่าเพื่อนก็มีความรู้สึกเกรงกลัวปีศาจเหลือที่จะกล่าว ทุกคนวิ่งติดกลุ่มกันไป ผลัดกันขึ้นหน้าและไม่มีใครยอมอยู่ล้าหลัง เจ้าแห้วถึงกับยกมือตีก้นตัวเองเหมือนกับจ๊อคกี้บังคับม้าแข่งให้วิ่งเร็วขึ้น

ในที่สุดทุกคนก็ออกมายังบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง และต่างก็หมดแรงโผเผลงนั่งริมลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง กระเป๋าเสื้อผ้าที่ติดตัวมาเหวี่ยงทิ้งไปแล้ว เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วหอบแฮ่กๆ ไปตามกัน ทุกคนวิ่งหนีอสุรกายมาเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า ๒ กิโลเมตร วิ่งมา

สุดแล้วแต่เท้าจะพามา ต่างวักน้ำในลำธารขึ้นดื่มและล้างหน้า ไม่มีใครปริปากพูดอะไร จนกระทั่งพนัสกล่าวกับศาสตราจารย์ดำรงเบาๆ

"คราวนี้แกเชื่อแล้วซีนะว่าปีศาจน่ะมีจริง ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ"

ศาสตราจารย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ใครบอกแกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลล่ะ นักวิทยาศาสตร์ทุกคนล้วนแต่กลัวผีทั้งนั้นแต่แกล้งพูดโก้ๆ ไปยังงั้นเองว่าผีไม่มี พ่อกันก็เคยถูกผีหลอกมาแล้ว" แล้วเขาก็หันมายกมือตบหลังเสี่ยตี๋เบาๆ "ว่ายังไงอ้ายตี๋ แกว่าผีมันกลัวเสียงประทัดและเสียงปืนแต่อ้ายเปรตอสุรกาย

ตัวนั้นมันไม่กลัวนี่โว้ย"

ร.ท.สมนึกทำหน้าเบ้

"นั่นน่ะซี เตี่ยกันโกหก โอย เรารอดตายมาได้ยังไงวะ มันติดตามเราเข้ามาในป่าหรือเปล่า"

ศาสตราจารย์ดำรงฝืนหัวเราะ

"ยังไงก็ไม่รู้ไม่ได้สังเกตว่ะ"

เสี่ยตี๋ก้มลงมองดูหน้า ร.ท.นพซึ่งนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น

"อ้ายนพ"

ลูกชายของนิกรสะดุ้งเฮือก แล้วประนมมือไหว้สวดมนตร์พึมพำเท่าที่จะนึกได้ ส่วนเจ้าแห้วนั่งตัวสั่นงันงกและแทบจะเสียสติเพราะกลัวผี ร.ท.สมนึกกล่าวถามลูกชายนิกรด้วยเสียงหัวเราะ

"แกสวดมนตร์เรียกผียังงั้นเรอะ"

นพกลืนน้ำลายเอื๊อกมองดูหน้าเสี่ยตี๋อย่างเดือดดาล

"ใครบอกเตี่ยมึงล่ะ สวดไล่ผีโว้ยไม่ได้สวดเรียกผี มีอย่างที่ไหนวะสวดมนตร์เรียกผีให้มันมาบีบคอแกน่ะซี"

ทุกคนได้ยินเสียงเจ้าแห้วครางฮือๆ เหมือนคนไข้หนัก ก็หันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

"เป็นยังไงอ้ายแห้ว" พนัสถาม

"รับประทานก็กลัวผีน่ะซีครับ" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นผิดปรกติ

"มันไม่ได้ตามเรามาหรอก เลิกกลัวได้แล้ว"

เจ้าแห้วตัวสั่นเทิ้ม

"เลิกยังไงไหวครับ รับประทานเราอยู่ในป่ายิ่งร้ายกว่าอยู่บนทางหลวง ประเดี๋ยวเราอาจจะเจอกับผีป่าในถิ่นนี้ก็ได้"

ความกลัวผีทำให้ ร.ท.นพยกเท้าขวาถีบเจ้าแห้วเต็มแรง

"แล้วเสือกพูดทำไม ปู้โธ่-กูยิ่งกลัวอยู่"

เจ้าแห้วบ่นพึมพำ นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนต่างล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่และเครื่องขีดไฟที่ใช้แก๊สออกมาจุดสูบ แล้วปรึกษาหารือกัน

"เราจะพักอยู่ที่นี่จนสว่างหรืออย่างไร" พนัสถามเพื่อนๆ

ดำรงว่า "ย้อนกลับออกไปทางหลวงดีกว่าและเดินทางเรื่อยๆ ไปจนกว่าจะพบหมู่บ้านหรือมีรถยนต์ผ่านไปมา"

"ทางหลวง" ลูกชายของพลทวนคำ "แกนำทางพาพวกเราไปได้ไหมล่ะ กันจำทิศทางไม่ได้เลย เรามาถึงนี่ได้อย่างไรผ่านอะไรมาบ้างกันนึกไม่ออก"

ศาสตราจารย์ดำรงยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"กันก็นึกไม่ออกเหมือนกัน"

"อ้าว" ร.ท.นพร้องขึ้นดังๆ "ถ้ายังงั้นเราก็หลงป่าน่ะซี แล้วจะกลับกันอย่างไร กว่าจะสว่างผีหลอกตายห่า"

เสี่ยตี๋ฝืนหัวเราะปลอบใจตนเอง

"ป่าแถบนี้คงไม่มีผี ถ้ามีมันก็เล่นงานเราแล้ว อย่างน้อยก็คงกู่รับกันหรือตบมือโห่ร้องทำลายขวัญพวกเรา ใจเย็นๆ น่าอ้ายนพ นั่งพักอีกสักครู่พอหายเหนื่อยกันจะรับอาสานำทางเอง พวกเราวิ่งหนีเปรตอสุรกายตัวนั้น เราบุกป่ามาทางทิศตะวันออกซึ่งกันสังเกตจากพระจันทร์

ถ้าเราเดินหันหลังให้พระจันทร์อย่างช้าครึ่งชั่วโมง เราก็ถึงทางหลวงที่ตัดผ่านป่านี้"

นพพยักหน้าเห็นพ้องด้วย แล้วหันมาทางเจ้าแห้ว

"แกหายกลัวผีหรือยัง"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่มีวันหายหรอกครับ ตอนนี้รับประทานผมกำลังขนลุกซู่ๆ คล้ายกับรู้สึกว่าพวกเราจะต้องพบเห็นมันอีก" แล้วเจ้าแห้วก็ทำท่าขนพองสยองเกล้า "บรื๊อวส์ รับประทานถ้าเราไปโคราชโดยเครื่องบินทหารก็หมดเรื่อง"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก ทุกคนก็สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันเมื่อได้ยินเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งร้องคำรามขึ้นในระยะห่างไม่เกิน ๑๐๐ เมตร

"ฮึ้ม"

เสี่ยตี๋แกล้งพูดกลบเกลื่อน

"หมูป่าตัวนี้เสียงมันดังดีเหมือนกัน"

ร.ท.นพพูดเสริมขึ้น

"เสือโว้ยไม่ใช่หมู หมูป่ามันร้องโฮ่กๆ นี่มันร้องฮึ่มเสียงดังเหมือนฟ้าร้อง"

สมนึกมองดูนพอย่างเศร้าใจ

"โธ่เอ๊ย กันอุตส่าห์แกล้งพูดว่าหมูแกก็ยังพูดทำลายขวัญพวกเรา ถูกแล้วโว้ยเสือ ประเดี๋ยวมันก็คงย่องมาคาบเอาแกไปกิน"

ลูกชายนิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ก๊อเจอ ๑๑ มม.เท่านั้น อย่าลืมว่ากันได้เข็มเครื่องหมายแม่นปืนพกเมื่อเดือนที่แล้วมานะโว้ย"

เจ้าแห้วเลื่อนตัวเข้ามานั่งเบียดเสียดนพ

"รับประทานเสือลายพาดกลอนขนาดหกหรือเจ็ดศอก มันคาบเอาเราไปกินได้อย่างสบายไม่ใช่หรือครับ"

ร.ท.นพจุปาก

"เดี๋ยวกูถีบตกน้ำเลยพับผ่า แกจะเอ่ยถึงมันทำไมวะ"

เจ้าแห้วเอียงหน้าเข้ามากระซิบบอกนพ

"รับประทานผมได้กลิ่นมันครับ"

"เออน่า" ลูกชายนิกรเอ็ดตะโร "เฉยๆ เถอะ แหม-กูอยากเป็นบ้าเสียแล้วละโว้ยหรือม่ายก็อยากให้ผีมันหลอกช็อคตายเสียรู้แล้วรู้รอด ตกอยู่ในฐานะเช่นนี้กลุ้มใจเหลือเกิน"

เจ้าแห้วกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเผลอตัวกระซิบกับนพอีก

"รับประทานเขาว่าป่าทางอีสานมีเสือสมิงชุกชุมนะครับ"

ร.ท.นพยกปืนพกขึ้นจี้สีข้างเจ้าแห้วทันที

"ถ้าแกพูดทำลายขวัญฉันอีกคำเดียวแกมีหวังไปนรก แกรู้หรือเปล่าว่าฉันกำลังหวาดกลัวจนบอกไม่ถูกแล้ว กลัวทั้งผีกลัวทั้งเสือ แล้วก็กลัวความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างในป่านี้ อุ๊ย อะไรมันร้องวะ"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะและปัดปากกระบอกปืนไปให้พ้นตัว

"รับประทานนกน่ะครับ นกป่าชนิดหนึ่งมันร้องแก๊กๆ อย่างนี้แหละครับ"

การสนทนาสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ ร.ท.นพจุดบุหรี่สูบอีกมวนหนึ่ง เขาอัดควันบุหรี่เข้าปอดเต็มแรงติดๆ กัน มือขวาถือปืนพก ๑๑ มม.กระชับมั่นเตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้องได้ทุกขณะ

ขณะที่ศาสตราจารย์ดำรงยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา ทุกคนก็ทำน้าเลิ่กลั่กไปตามกันเมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากลำธารฝั่งตรงกันข้าม เป็นเพลงไทยเดิมชื่อ "ลาวคำหอม" เสียงที่ร้องเยือกเย็นจับใจและร้องได้ถูกต้องเหมือนนักร้องเพลง

ไทยเดิมที่เชี่ยวชาญ

"ยามเมื่อลมพัดหวน ลมก็อวลแต่กลิ่นมณฑาทอง ไม้เอยไม้สูงสุดอย่าได้ปอง ไผ่เอยอย่าได้ต้อง แต่ยินนามเจ้าดวงเอย โอ้เจ้าดวง เจ้าดวงพวงโกมล ผ่องผิวพึ่งผุดพ้นอยู่ในสวนดุสิตา แข่งแขอยู่แต่นภา ฝูงภุมรา สุดปัญญาเสียแล้วเอย "

จากแสงสว่างของดวงจันทร์ นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างแลเห็นหญิงสาวคนหนึ่งพาตัวเดินเรื่อยๆ ตรงมายังลำธารสายนี้ หล่อนแต่งกายแบบชาวบ้านป่าในชุดสีดำนุ่งซิ่นสวมเสื้อแขนยาวจรดข้อมือ ผมของหล่อนปล่อยสยายยาวถึงหลัง ที่หูขวามีช่อดอกไม้สีขาว

เสียบแซมผม ถึงแม้ว่าจะมองเห็นใบหน้าหล่อนไม่ถนัดชัดเจนจนเกินไป สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วนั่งนิ่งเฉยจ้องมองตาเขม็งมองดูหล่อน ทุกคนใจเต้นระทึกขนลุกซู่ไปตามกัน เจ้าแห้วกระซิบถาม ร.ท.นพอีก

"รับประทานผีหรือคนครับ"

ลูกชายของนิกรเกือบจะชักดิ้นชักงอเพราะความกลัว

"ผีว่ะ" แล้วเขาก็หันมาทาง ร.ท.สมนึก "ยิงเรอะ"

"อย่าพึ่ง" เสี่ยตี๋พูดเสียงสั่นๆ "อาจจะเป็นสาวชาวบ้านป่าก็ได้"

"โน" ดำรงร้องขึ้นดังๆ "ผีแน่ๆ "

พนัสไม่ยอมปริปากพูดอะไร ทุกคนจ้องมองดูหญิงสาวผู้นั้นซึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนริมลำธารฝั่งตรงกันข้ามกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน แต่อยู่ไกลออกไปราว ๑๐ เมตร หล่อนหันหน้ามองไปรอบๆ บริเวณนั้นและถอดเสื้อออกเพื่อจะเปลือยกายลงอาบน้ำ

แต่แล้วนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันเมื่อแลเห็นร่างกายตอนบนของหล่อนเป็นร่างโครงกระดูก เมื่อหล่อนดึงเสื้อออกจากศีรษะ มิหนำซ้ำศีรษะของหล่อนก็กลายเป็นหัวกะโหลกไปด้วย

ร.ท.สมนึกยกปืนพกขึ้นจ้องหมายไปยังร่างของนางปีศาจสาวสวยซึ่งกำลังเปลื้องผ้าซิ่นตอนล่าง แล้วเขาก็เหนี่ยวไกยิง

"ปัง"

กระสุน ๑๑ มม.ระเบิดทำลายความเงียบร่างของนางปีศาจหายวับไปทันที เหมือนกับภาพลวงตาที่เกิดขึ้นจากประสาทหลอน นพกับเจ้าแห้วกอดกันตัวสั่นงันงกไปตามกัน

และแล้วทุกคนก็แลเห็นดวงตาคู่หนึ่งปรากฏอยู่ในระหว่างพุ่มไม้อันหนาทึบทางฝั่งตรงกันข้าม ลมพัดโชยกลิ่นสาปเสืออย่างรุนแรงปลิวมาต้อง ร.ท.พนัสยกปืนพกคู่มือยิงไปยังดวงตาคู่นั้นรวม ๒ นัดติดๆ กัน

"ปัง ปัง"

มีเสียงพยัคฆ์ร้ายร้องคำรามก้องป่า ดวงตาคู่นั้นหายไปแล้ว ลูกชายของพลผุดลุกขึ้นยืนทำให้ทุกคนรีบลุกขึ้นด้วยความรักตัวกลัวเสือ เสี่ยตี๋กล่าวขึ้นทันที

"เสือสมิง เสือสมิงแน่ๆ "

"มันเป็นยังไง" ร.ท.ดำรงถามด้วยความสนใจ

"เสือที่กินคนและปีศาจสิงอยู่ในตัวของมันน่ะซี ผู้หญิงสาวที่เราเห็นเมื่อกี้นี้นั่นแหละคือปีศาจเสือสมิง เตี่ยเคยเล่าเรื่องเสือสมิงให้กันฟัง แต่เชื่อนักก็ไม่ได้เพราะเตี่ยกันโกหกเก่งพอๆ กับอากร"

ร.ท.นพกล่าวขึ้นอย่างหวาดๆ

"เปิดเถอะโว้ยพวกเรา บริเวณนี้ไม่ปลอดภัยเสียแล้ว เสือสมิงตัวนี้มันคงหิวและคงพยายามคาบเอาพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกิน ถึงเรามีปืนก็เป็นปืนพกไม่ใช่ปืนล่าสัตว์ เรายิงถูกมันก็เพียงแต่ทำให้มันจั๊กจี้เท่านั้น"

ร.ท.พนัสเห็นพ้องด้วย

"เคลื่อนที่เถอะโว้ย พยายามหาทางไปสู่ทางหลวงให้ได้ หรือถ้าหาไม่พบก็ต้องขึ้นไปอาศัยนอนอยู่บนเขาจึงจะปลอดภัย อย่างไรก็ตามปืนพกของเราก็พอจะช่วยป้องกันชีวิตเราได้ยามคับขันไม่ว่าผีป่าหรือสัตว์ป่า"

สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วพากันเคลื่อนที่ต่อไปท่ามกลางแสงจันทร์อันส่องสว่างท้องฟ้าแจ่มใสมีเมฆเพียงเล็กน้อย อากาศค่อยๆ เปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็นเพราะอยู่ใกล้เขาและภูมิประเทศส่วนมากเป็นป่าทึบ

เสี่ยตี๋อาสาเป็นผู้นำทาง เขาพาเพื่อนเกลอและเจ้าแห้วบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตกคือเดินหันหลังให้ดวงจันทร์ ป่าใหญ่สงบเงียบวังเวง นานๆ ได้ยินเสียงสัตว์ป่าร้องแว่วมาแต่ไกล พื้นที่บางแห่งก็ต่ำลงไปและบางแห่งก็สูงขึ้น

เกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ยังไม่ถึงทางหลวง ร.ท.ดำรงกล่าวกับเสี่ยตี๋ทันที

"ว่าไงโว้ยผู้นำทาง ถ้าจะเละเสียแล้ว"

ร.ท.สมนึกหันมายิ้มให้

"นั่นน่ะซี กันก็ว่าอย่างนั้น สงสัยว่าพวกเราหลงป่าเสียแล้วว่ะ เราไม่มีแผนที่และเข็มทิศนอกจากเดาเอาว่าทางหลวงอยู่ทางทิศตะวันตก"

ร.ท.นพพูดเสริมขึ้น

"เดินไปเดินมาไปทะลุออกจังหวัดสงขลาหรือเชียงใหม่ละก้อแย่เชียวโว้ย ขึ้นไปอาศัยนอนตามภูเขาเล็กๆ ก่อนเถอะวะ เผื่อมีถ้ำเราจะได้นอนในถ้ำ รุ่งเช้าเดินสำรวจถ้ำอาจจะไปทะลุออกถ้ำภูเขาทองที่วัดสระเกศก็ได้ค่อยใกล้บ้านเราหน่อย"

พนัสหัวเราะหึๆ กระเซ้านพว่า

"หายกลัวผีแล้วหรืออ้ายนพ"

ลูกชายของนิกรสะดุ้งเฮือก

"เสือกพูดถึงมันอีกแล้ว"

พนัสยกมือขวากอดคอเพื่อนเกลอของเขา

"อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะอ้ายนพ เราทุกคนต้องทำใจให้เข้มแข็ง เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับผีป่าหรือสัตว์ป่า ป่าบริเวณนี้เป็นป่าโปร่งค่อยยังชั่วหน่อย แหม-ตัวแกร้อนผิดปกตินี่หว่า"

นพยิ้มแห้งๆ

"ก็มันกลัวผี เลือดมันฉีดแรงหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ตัวเลยร้อน พ่อกันก็เหมือนกับกันนี่แหละ ถ้ากลัวผีขึ้นมาเมื่อไรตัวร้อนจี๋เลย"

ทุกคนหยุดชะงัก เมื่อแลเห็นต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าต้นใหญ่ต้นหนึ่งปรากฏภาพที่ทำให้สี่สหายและเจ้าแห้วใจหายวาบไปตามกัน บนต้นไม้มีร่างของมนุษย์ผู้ชายหลายคนถูกมัดเท้าห้อยหัวลงมาตามกิ่งไม้และกำลังดิ้นกระแด่วๆ เจ้าแห้วเผลอตัวร้องขึ้นดังๆ

"รับประทานเจออีกแล้ว เปิดเถอะครับ"

ทุกคนเปลี่ยนทิศทางเดิน ไม่ยอมเดินไปหาต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น เมื่อนพกับเจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ นำหน้าเสี่ยตี๋กับพนัสและดำรงก็วิ่งตามไป ภาพมนุษย์ที่ถูกแขวนห้อยโตงเตงอยู่บนต้นไม้ใหญ่ทำให้สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วหวาดหวั่นไม่น้อย ผีป่าได้หลอกหลอนบันดาลให้เห็น

ไปเองด้วยอิทธิฤทธิ์ของปีศาจ

ในที่สุดทุกคนก็มาถึงบริเวณที่ราบ ซึ่งปกคลุมด้วยละเมาะเล็กๆ อยู่ใกล้กับภูเขาลูกหนึ่ง เจ้าหนุ่มรูปหล่อและเจ้าแห้วหยุดยืนรวมกลุ่มกันกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้นแล้ว ร.ท.นพก็กล่าวขึ้น

"แย่โว้ย พวกเราหลงป่าแน่ๆ ทางนี้เราไม่ได้ผ่านมาแน่ในตอนแรก เอายังไงกันดีพวกเรา จะไปไหนต่อไปก็เอาขืนอยู่ชักช้าประเดี๋ยวก็ได้เจอดีอีก"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานขึ้นไปพักบนเขาดีกว่าครับ บนเขาไม่มีเสือหรือช้างรับประทานค่อยยังชั่วหน่อยและถ้าเรากราบไหว้สักการะเจ้าเขา พระองค์ท่านก็จะช่วยคุ้มครองไม่ให้พวกผีป่าติดตามไปรบกวนเรา"

พนัสมองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ตามความเห็นของอ้ายแห้วก็ดีเหมือนกัน อย่าพยายามบุกป่าฝ่าดงไปอย่างเดาสุ่มเลยวะ อาศัยนอนบนเขาสักคืนรุ่งเช้าเราก็หาทางออกไปสู่ทางหลวงได้เอง ขึ้นไปหาที่เหมาะๆ นอนบนเนินเขาแล้วช่วยกันหากิ่งไม้จุดไฟไว้ก็จะช่วยให้เราได้นอนพักผ่อนตลอดคืน"

ลูกชายของนิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี กันเพลียเต็มทนแล้ว ถึงแม้ว่าตอนนี้เราอยากไปถึงทางหลวงได้เราก็ต้องเดินเรื่อยเปื่อยไปจนรุ่งสว่าง อย่างไรก็ต้องเจออ้ายพวกนั้นอีก"

"รับประทานพวกไหนครับ" เจ้าแห้วถาม

"ก็ผีป่าหรืออสุรกายที่เราหนีมันมาน่ะซี"

"อ้อ-จริง รับประทานอ้ายยักษ์ใหญ่ตัวนั้นน่ากลัวมากนะครับ"

"ใช่-ขืนตามมานี่กันเห็นมันเข้ากันคงชักแน่ ไปโว้ยพวกเราเดินต่อไปมุ่งตรงไปยังภูเขาเบื้องหน้า แหม-ไหงมันวังเวงอย่างนี้ฮิ ไม่เหมือนกรุงเทพฯ เลย ดึกดื่นเที่ยงคืนไม่มีผีสางมีแต่สิ่งที่ให้ความสุขแก่เรา อาหารการกินก็มีขายจนสว่าง พูดแล้วชักหิวว่ะ ได้ก๋วยเตี๋ยวผัด

ราดหน้าคนละห่อก๊อเรี่ยม"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"ให้อ้ายแห้วไปหาซื้อซี"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานไม่ไปละครับ พอผละไปจากพวกคุณรับประทานถ้าเสือมันไม่คาบเอาผมไป รับประทานผีป่ามันก็หลอกผมตาย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วพากันออกเดินต่อไป พอพ้นป่าละเมาะก็มองเห็นที่ราบเชิงเขาและแล้วทุกคนก็หยุดชะงักอีกเมื่อแลเห็นดวงไฟวาววับปรากฏอยู่เบื้องหน้าบนพื้นดินประมาณห้าหกดวง แสงสว่างของดวงไฟนั้นสลัวลางมากแต่พอ

สังเกตเห็นว่ามันเป็นดวงไฟจากตะเกียงดวงเล็กๆ หรือจากเทียนไข ดวงไฟเหล่านี้อยู่ภายใต้ร่มเงาของหมู่ต้นไม้ใหญ่และอยู่ห่างจากกันไม่มากนัก

"ไฟหมู่บ้านหรือยังไงทำไมถึงมีแสงน้อยและอยู่ต่ำนัก" พนัสกล่าวขึ้นอย่างหวาดๆ

นพเลื่อนตัวเข้ามายกมือขวากอดพนัส

"โผดขมี "

พนัสมองดูหน้าลูกชายของนิกรอย่างแปลกใจ

"อะไรวะโผดขมี"

"ก็....ผะ อี๋...โขมดน่ะซี พ่อเคยเล่าให้กันฟังว่าผีโขมดมันมักจะทำให้เรามองเห็นเป็นดวงไฟวาววามอย่างนี้แหละ แต่พอเดินเข้าไปใกล้แสงไฟที่เราเห็นก็หายไปปรากฏในทิศทางอื่น"

พนัสจ้องมองไปทางกลุ่มดวงไฟเหล่านั้น

"ไม่ใช่ผีหรอกเพื่อน กันสงสัยว่าจะเป็นแสงเทียนในกลดของพระธุดงค์มากกว่า ตอนนี้ยังไม่เข้าพรรษาพระคุณเจ้าที่ออกธุดงค์จาริกอยู่ตามป่าดงพงไพรมีจำนวนไม่ใช่น้อย เที่ยวโปรดสัตว์แก่พวกชาวป่าชาวเขาและเล่าเรียนวิปัสสนาไปในตัว"

คราวนี้ทุกคนเห็นพ้องกับพนัส

"เออ-จริงโว้ย" เสี่ยตี๋พูดโพล่งขึ้นทันที "ดวงไฟเหล่านั้นคงเป็นแสงเทียนในกลดของท่านก็ได้ เข้าไปหาท่านเถอะโว้ยเรา ปัญหาเรื่องผีป่าหรืออสุรกายตัดออกไปได้แล้วถ้าเราอาศัยนอนอยู่ข้างๆ กลดท่านเพราะพระธุดงค์ท่านมีเวทมนตร์คาถาพวกผีปีศาจไม่กล้ารบกวน

รังควานท่าน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นอย่างหวาดๆ

"รับประทานอย่าพึ่งแน่ใจนักนะครับว่าเป็นพระธุดงค์ รับประทานผีป่ามันอาจจะทำลวงตาเราให้เข้าใจผิดก็ได้"

ร.ท.นพทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"เอาอีกแล้ว พูดให้เสียขวัญอีกแล้ว ฉันอยากยิงแกทิ้งเสียจริงๆ ให้ดิ้นตายซีวะ แกไม่เคยพูดให้กำลังใจแก่พวกเราเลย"

"ว้า" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "รับประทานผมเตือนเจ้านายด้วยความหวังดีนะครับ ผมเคยบุกป่าฝ่าดงมีประสพการณ์มามากกว่าพวกคุณ ผมไม่ได้แกล้งพูดให้เสียขวัญนะครับ จะเอายังไงรับประทานตามใจเถอะครับ"

"หนอย" นพพูดยิ้มๆ "ว่าเท่านี้ก็โกรธเรอะอ้ายแห้ว"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างพากันเดินรวมกลุ่มตรงเข้าไปหาดวงไฟวาววับที่มองแลเห็นอยู่ข้างหน้าไกลออกไปไม่เกิน ๑๐๐ เมตร เมื่อเข้ามาใกล้ทุกคนก็ตื่นเต้นยินดีไปตามกัน พนัส นพ สมนึก ดำรงและเจ้าแห้วต่างมองเห็นกลดปักกางอยู่ใต้ร่มไทรใหญ่สามสี่

ต้น

กลด ๕ กลด ปักเป็น ๕ จุด และเป็นรูปวงกลม ขวัญและกำลังใจของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้ง ๔ คนและเจ้าแห้วต่างดีขึ้นเมื่อได้พบพระ คนที่ใกล้จะตาย คนที่มีเคราะห์มีภัยอันตรายหรือเผชิญกับผีปีศาจจะนึกถึงพระก็ตอนนี้ แต่กลดพระธุดงค์ที่มองเห็นนี้เกิดขึ้นจากอิทธิฤทธิ์

หรืออำนาจของผีป่า

"ฮ่ะ ฮ่ะ ปลอดภัยแล้วโว้ยเรา" ร.ท.นพพูดขึ้นด้วยความดีใจ "เข้าไปนมัสการหลวงพ่อเถอะและขออาศัยนอนกับท่าน ให้ท่านออกมานอนนอกกลดเราเข้าไปนอนในกลดแทนท่าน"

ร.ท.ดำรงหัวเราะหึๆ

"ไหงยังงั้นล่ะอ้ายนพ ไล่หลวงพ่อออกมานอนนอกกลดนรกก็กินแกเท่านั้น"

"โธ่-ท่านเป็นพระมีเวทมนตร์คาถานี่โว้ย เสือมันก็ไม่กินท่านและผีก็ไม่กล้าหลอก เรานอนนอกกลดกำลังหลับเพลินๆ อ้ายลายพาดกลอนคาบเอาไปแดกจะว่ายังไง"

ต่างพากันบุกเข้าไปยังบริเวณกลดเหล่านั้น แต่แล้วก็หยุดยืนรวกลุ่ม เมื่อทุกคนได้กลิ่นเหม็นเน่าของศพที่กำลังขึ้นเต็มที่ปลิวมา สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วค่อยๆ หันหน้ามามองดูกันอย่างหวาดๆ

"ได้กลิ่นที่ไม่เป็นมงคลเสียแล้วละซี" พนัสพูดกับเพื่อนๆ ด้วยเสียงแผ่วเบา

นพยกมือตบหลังเจ้าแห้วแล้วกระซิบบอก

"แกเข้าไปดูซิอ้ายแห้ว ดูให้แน่ใจว่าในกลดเหล่านั้นมีหลวงพี่หรือหลวงพ่ออยุ่ในกลดหรือมีอะไร"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานไม่กล้าครับ ให้คุณนึกดีกว่า"

ร.ท.สมนึกเกิดกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น เขาถอดแว่นตาขอบกระออกพับใส่กระเป๋าเสื้อเครื่องแบบฝึกแล้วควงปืนพก ๑๑ มม.อย่างคล่องแคล่ว

"กันเข้าไปเอง ถ้าเป็นหลวงพี่หรือหลวงพ่อก็จะกราบนมัสการท่านและร้องเรียกพวกเรา"

ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มให้

"อือ แกแน่โว้ย รู้สึกว่าในหมู่พวกเราแกเป็นคนที่กล้าผีที่สุด"

"เปล่า ทำเต๊ะท่าไปยังงั้นเอง กันกลัวเหมือนกันแต่ถ้าไม่กล้าเสี่ยงภัยเข้าไปดู เราก็ไม่รู้ว่าในกลดทั้งห้ากลดมีพระหรือมีผี อย่างไรก็ตามถ้าเป็นผีอยู่ในกลดกันยิงมันแน่"

แล้วเสี่ยตี๋ก็ถือปืนเดินย่องเข้าไปยังหมู่กลดทั้ง ๕ กลดด้วยความรู้สึกทั้งกล้าและกลัวระคนกัน บริเวณกลดเงียบกริบถึงแม้มีแสงไฟวาววามก็มองไม่เห็นด้านในกลด ร.ท.สมนึกหยุดยืนหน้ากลดกลดหนึ่งแล้วร้องเรียกเสียงหนักๆ

"หลวงพี่ครับ หลวงพ่อ หลวงอาครับ...หลวงน้า หลวงลุงครับ"

เงียบ....ไม่มีเสียงขานรับแต่มีเสียงหัวเราะหึๆ ซึ่งเป็นเสียงห้าวๆ ผิดแผกกว่าเสียงมนุษย์ เสี่ยตี๋เกิดยัวะขึ้นมาก็ยกมือซ้ายแหวกประตูหน้ากลดออกและมองเข้าไปในนั้น จากแสงเทียนเล่มหนึ่งทำให้เสี่ยตี๋สะดุ้งเฮือกสุดตัว เขาแลเห็นปีศาจร้ายหรือผีป่าตนหนึ่งนั่งขัดสมาธิ

เปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ในกลด รูปร่างของมันผอมกะหร่อง แลเห็นซี่โครงทั้งสองข้างจนเกือบจะเหมือนโครงกระดูก ผิวของมันดำคล้ำเมื่อต้องแสงเทียน คอของมันมีสองคอและคอหนึ่งยาวประมาณ ๒ ฟุต มีศีรษะ ๒ ศีรษะ แต่ละศีรษะน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง นัยน์ตาโปนถลนเกือบจะ

หลุดห้อยออกมานอกเบ้า ผมหยิกคิ้วดกจมูกรั้นริมฝีปากหนาแบะกลิ่นตัวของมันเหม็นสาบเหม็นสางเป็นที่สุด แขนของมันทั้งสองข้างลีบและยาวผิดธรรมดา มือทั้งสองข้างใหญ่ขนาดพัดใบตาล

มันจ้องมองดูหน้า ร.ท.สมนึกแล้วตวาดเขา

"ดูอะไร"

ความตกใจประกอบกับความกล้า ทำให้เสี่ยตี๋ยกปืนพกขึ้นยิงมันทันที

"ปัง"

ทันใดนั้นเอง กลดทั้ง ๕ กลดก็หายวับไปท่ามกลางความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้ว เสี่ยตี๋หมุนตัวกลับวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเพื่อนเกลอของเขา อกใจเต้นระทึกผิดปกติ

"เปิดโว้ย" นพร้องลั่น "ขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้นดีกว่าอยู่ที่นี่ เร็ว ที่หมายภูเขาข้างหน้า หน้าวิ่ง ตัวใครตัวมัน"

ใน ๑๐ นาที นั้นเองทุกคนก็ขึ้นมารวมกำลังกันอยู่บนเนินเขาลูกนั้นท่ามกลางแสงจันทร์อันแจ่มกระจ่าง นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วทรุดตัวนั่งพักผ่อนบนก้อนหินใหญ่น้อยซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาด ต่างคนต่างรู้สึกหวั่นหวาดผีปีศาจอย่างยิ่ง แม้กระทั่ง ร.ท.พนัสซึ่งกล้าหาญ

เข้มแข็งที่สุดยังกล่าวว่า

"กันยอมรับว่ากันกลัวผีที่สุด นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าผีป่าและอสุรกายในป่ามันดุร้ายขนาดนี้"

ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มแห้งๆ

"กันก็เหมือนกัน เป็นครั้งแรกที่กันถูกผีหลอกอย่างดุเดือดที่สุด" แล้วเขาก็หันมาถามสมนึก "แกเห็นอะไรในกลดนั้น"

เสี่ยตี๋ยังไม่หายตัวสั่น ร่างของเขาสั่นสะท้านเหมือนลูกนก

"เห็นผีน่ะซี มันนั่งอยู่ในกลดมีคอยาวเฟื้อยสองคอและมีสองหัว หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมากคล้ายๆ กับหน้าอ้ายนพ"

ลูกชายของนิกรสะดุ้งโหยง

"ไหงเอาหน้ากันไปเปรียบกับหน้าผีล่ะโว้ย"

เสี่ยตี๋ฝืนหัวเราะ

"เหมือนจริงๆ ว่ะ ความตกใจทำให้กันยกปืนยิงมันส่งเดช พอเสียงปืนดังขึ้นมันก็หายไปทั้งผีทั้งกลดพระธุดงค์"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานการเดินทางเที่ยวนี้น่าดูชมนะครับ"

"เป็นยังไงวะน่าดูชม" พนัสถามในท่าทีที่รู้สึกหมั่นไส้เจ้าแห้วเล็กน้อย

"ก็ทั้งน่าดูและน่าชมแหละครับ"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"แต่แกไม่ได้แสดงความกล้าหาญในเรื่องผีเลย หรือเอาไว้แสดงทีหลัง"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "ไม่ช็อคตายก็เป็นบุญแล้วละครับ เจ้านายก็ทราบดีว่าผมกลัวผีขนาดหนัก รับประทานอย่าว่าแต่ผีป่าเลยครับ ผีในเมืองเช่นผีบ้านหรือผีตามวัดผมก็กลัว สู้กับผีไม่มีทางที่เอาชนะมันได้นี่ครับ ยิงมันก็ไม่เข้านอกจากจะทำให้มันตกใจหายไป"

ร.ท.นพพูดตัดบท

"หาเรื่องอื่นที่สนุกกว่านี่คุยกันดีกว่าวะ กันเหนื่อยและอ่อนเพลียมากแต่เห็นจะนอนไม่หลับแน่ ลงใจมันหวาดอย่างนี้แล้วถึงอย่างไรก็หลับไม่ลง"

ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มให้ลูกชายนิกร

"กันก็นอนไม่หลับเหมือนกัน นั่งคุยกันจนสว่างดีกว่า แต่ถ้าจะให้ดีควรช่วยกันหากิ่งไม้มาก่อไฟเข้าเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายจำพวกงูพิษซึ่งมีชุกชุมบนภูเขา"

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นแยกย้ายกันหากิ่งไม้แห้งๆ ตามใต้ต้นไม้ซึ่งพอจะหาได้โดยอาศัยแสงสว่างจากพระจันทร์ อย่างไรก็ตามไม่มีใครกล้าไปห่างจากกันจนเกินไปเพราะความกลัวปีศาจนั่นเอง

พนัสกับนพได้กิ่งไม้แห้งขนาดเขื่องมาหลายชิ้น เมื่อเดินกลับมายังหมู่ก้อนหิน ดำรงกับสมนึกก็หอบกิ่งไม้ตามมาด้วย ต่างวางกิ่งไม้ลงเป็นกองเดียวกัน ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ร้องขึ้นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์แล้ววิ่งอ้าวมาหาสี่สหายหนุ่มในท่าทางตกอกตกใจทำให้นพ

กระโจนเข้ากอดพนัสแน่น

"มันเล่นงานเราอีก....ละ แอ๊ว" ร.ท.นพพูดละล่ำละลัก

พนัสกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"อะไรวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก

"รับประทาน งะ...งะ งูครับ

สี่สหายหนุ่มถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

"งูเรอะ" ดำรงพูดเสียงหนักๆ

"ครับ รับประทานถ้าไม่ใช่งูหลามก็เป็นงูเหลือม ตัวใหญ่เท่าโคนขาเห็นจะได้"

นพพูดเสริมขึ้นทันที

"ขาเด็กแรกเกิดหรือขาผู้ใหญ่"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทานขาผมครับ มันนอนเหยียดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ รับประทานผมเข้าใจว่ากิ่งไม้ขนาดใหญ่ก็ก้มลงคว้ามัน โอ้โฮ รับประทานมันกระดุกกระดิกแว้งตัวเข้ามาจะรัดคอผม รับประทานผมก้มหัวหลบได้อย่างหวุดหวิดแล้วก็รีบวิ่งมา" พูดจบเจ้าแห้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

ยกฝ่ามือขวาคลำหน้าอกซ้ายของตัวเองเบาๆ "ขวัญเอ๊ย ขวัญมานะขวัญนะ"

สี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วช่วยกันจุดกองไฟด้วยความยากลำบากเพราะฤดูนี้เป็นฤดูฝนตกชุกใบไม้แห้งไม่มี และกิ่งไม้เล็กๆ ที่ขาดตกลงมาจากต้นใหญ่ก็มีความชุ่มชื้น ร.ท.พนัสใช้มีดพับสปริงประจำตัวของเขาผ่ากิ่งไม้เล็กๆ ออกเป็นฝอยกองสุมกัน ใช้เครื่องขีดไฟแก๊สจุด

เกือบ ๕ นาทีจนแก๊สหมด กองไฟจึงติด ต่อจากนั้นก็ช่วยกันเอากิ่งไม้ขนาดเล็กสุมใส่ลงไป

ในที่สุดกองไฟกองนั้นก็ลุกโพลงสว่างจ้า แสงเพลิงช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ โดยรอบตัวอย่างถนัดชัดเจน เจ้าแห้วไปหากิ่งไม้ขนาดใหญ่มาได้อีกสามสี่ท่อน ดูเหมือนว่าทุกคนอยากจะให้กองไฟกองนี้มีแสงสว่างไปทั่วป่า

บรรยากาศและจิตใจค่อยแจ่มใสขึ้นเมื่อติดกิ่งไม้ดุ้นใหญ่ๆ และกิ่งไม่ที่หามาได้นี้มีมากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงได้ตลอดรุ่ง ขณะที่นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วนั่งสนทนากันอยู่ข้างกองไฟ ทุกคนก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อแลเห็นกระทาชายรูปร่างบอบบางคนหนึ่งแต่ง

กายแบบชาวบ้านป่าหรือพวกพรานแบกกิ่งไม้แห้งท่อนเขื่องๆ หลายท่อนตรงเข้ามา

ทุกคนตกตะลึงไปตามกัน นพกับเจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะชักดิ้นชักงอ จ้องตาเขม็งมองดูชายผู้นี้ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ใบหน้าเหี้ยมผิวกร้านเสื้อกางเกงมีกลิ่นเหม็นสาบเหงื่อไคลไม่มีกลิ่นสะอาด ชายผู้นี้ไม่พูดพล่ามทำเพลงเดินเข้ามาหยุดยืนข้างนายทหาร

หนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้ว แล้วเขาก็ทิ้งหอบฟืนทั้งหอบลงบนพื้นเสียงดังโครม

เขายกมือเท้าสะเอวมองดูทุกๆ คน แล้วหัวเราะหึๆ เสียหัวเราะของเขาทำให้นพตัวสั่นเหมือนเจ้าเข้า ลูกชายของนิกรหลับตาปี๋ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประนม

"ไปที่ชอบๆ เถอะคะร้าบ ลูกกลัวจนอุจาระหด ผายลมหายแล้ว"

ชายผู้นั้นยิ้มแค่นๆ แล้วพูดเสียงแหบแห้ง

"มึงพูดคำหลวงกูฟังไม่ออก"

ไม่มีใครกล้าใช้ปืนยิงชายผู้นี้ทั้งๆ ที่แน่ใจว่าเป็นปีศาจมาหลอกหลอน พนัส สมนึกและดำรงนั่งนิ่งเฉยเป็นรูปหุ่น ส่วนเจ้าแห้วล้มลงนอนตะแคงสิ้นสติสมประดีเพราะความตกใจจนเกินควร ชายผู้นั้นยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็เดินดุ่มๆ ไปจากที่นั้น คราวนี้ พนัส ดำรงและเสี่ยตี๋

แลเห็นร่างของเขาสูงใหญ่อย่างรวดเร็ว รูปร่างหน้าตาของเขาเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกับหัวโตงานบวชนาคแต่ตัวใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่า ร่างนั้นเดินลับหายเข้าไปในป่าเล็กๆ บนเนินเขานั่นเอง

เมื่อได้สติ พนัส สมนึกและศาสตราจารย์ดำรงก็หันมาดูกองฟืนที่ผีป่าเอามาให้ แต่กองฟืนทั้งกองหายไปแล้ว เสี่ยตี๋ร้องขึ้นดังๆ

"แดนสนทยา "

นพค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก

"แดนผีน่ะซี มันปะ ไป แล้วเรอะ"

เสี่ยตี๋ยิ้มแห้งๆ

"เออ มันเดินเข้าไปในป่าโน่น รูปร่างมันใหญ่โตขึ้นแล้วก็ลับหายไป ฟืนที่มันเอามาให้เราก็หายไปด้วย"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้นอย่างหวาดๆ

"ด้วยอิทธิฤทธิ์ของมันนั่นเอง เขย่าตัวอ้ายแห้วหน่อยซินพ หรือช็อคตายแล้วก็ไม่รู้"

ลูกชายของนิกรเลื่อนตัวเข้ามานั่งข้างเจ้าแห้ว ยกมือเขย่าร่างเจ้าแห้วเบาๆ

"แห้วโว้ย ผีมันไปแล้ว"

เจ้าแห้วหายใจถี่เร็วผิดปกติ"

"ไปแล้วผมก็ลุกไม่ขึ้นครับ รับประทานต้องนอนเฉยๆ อีกสักครู่รวบรวมสติสัมปชัญญะเสียก่อน โอย...เจ้าประคุณเอ๋ย ดุอะไรอย่างนี้ แกล้งทำเป็นพวกชาวบ้านป่าเอาฟืนมาให้ที่แท้ก็คือผี"

พนัสมองดูเจ้าแห้วแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผีป่าและอสุรกายจะดุร้ายสักเพียงใดเราก็จะต้องเผชิญกับมันจนกว่าจะรุ่งสว่าง เรายึดภูเขานี้เป็นที่พักของเราดีที่สุดแล้ว ดีกว่าที่เราจะบุกป่าฝ่าดงไป" พูดจบลูกชายของพลก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาโดยอาศัยแสงสว่างจากกองไฟที่กำลังลุกโชน "เกือบ

ห้าทุ่มแล้ว เราจะต้องอดทนอีก ๗ ชั่วโมง"

นพร้องครางฮือๆ เขากลัวผีจนเสียขวัญ เจ้าแห้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณขุนเขาลำเนาไพร แสงจันทร์ส่องต้องป่าใหญ่และขุนเขาหลายลูก

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย ในที่สุดนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วก็เอนตัวลงนอนในที่ราบระหว่างหมู่ก้อนหินใหญ่น้อย ทั้ง ๕ คนนอนเบียดเสียดกันใช้แขนของตัวเองหนุนต่างหมอน เมื่อทุกคนสงบปากเสียงบริเวณขุนเขาก็วังเวงไปทั่ว

สมนึกเริ่มมีท่าทีกระสับกระส่ายเล็กน้อย ครั้งหนึ่งเขาผลุนผลันลุกขึ้นนั่งและร้องตะโกนสุดเสียง

"เตี่ย....เตี่ยจ๋า"

"ปู้โธ่โว้ย" พนัสเอ็ดตะโร "แกจะบ้าหรืออ้ายตี๋ โตจนมีเมียได้แล้วยังแหกปากตะโกนเรียกเตี่ยอีก"

สมนึกยิ้มแห้งๆ

"ก็มันเคยปากนี่หว่า กันได้รับภัยอันตรายหรือตกอยู่ในความคับขันทีไรกันร้องเรียกเตี่ยของกันทุกที"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น

"นอนเถอะโว้ยอ้ายตี๋ ถ้านอนไม่หลับก็นอนเฉยๆ อย่าคิดในเรื่องที่น่ากลัวหรือในเรื่องที่ไม่ควรคิด แกนับหนึ่งสองสามสี่ห้าหกเรื่อยไปแกก็หลับไปเอง"

สมนึกพยักหน้ารับทราบ เขาล้มตัวลงนอนระหว่างนพกับพนัส ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงไฟปะทุ ทั้งสี่คนและเจ้าแห้วนอนไม่หลับ เสี่ยตี๋ผลุนผลันลุกขึ้นนั่ง เมื่อได้ยินเสียงลิงตัวหนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกใจคล้ายกับว่ามันได้รับภัย

อันตราย

"ว้า-กลุ้มใจโว้ยนอนไม่หลับ" สมนึกกล่าวขึ้นดังๆ

พนัสว่า "ก็ดำรงมันแนะนำแกให้นับหนึ่งสองสามเรื่อยไปยังไงล่ะ"

"นับแล้ว นับได้สองหมื่นหกพันห้าร้อยเจ็ดสิบห้ามันก็นอนไม่หลับ ถึงสองแสนก็พอดีสว่าง" พูดจบเสี่ยตี๋ก็ทำท่าตกใจร้องสุดเสียง "โอ๊ย...ดูนั่น"

พนัส นพ ดำรงและเจ้าแห้วต่างเผ่นพรวดลุกขึ้นนั่งและแล้วทุกคนก็ถอยกรูดไปรวมกันห่างจากกองไฟเกือบ ๑๐ เมตร ภาพที่ปรากฏในสายตาทำให้สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน เจ้าแห่งงูเห่าหรืองูจงอางขนาดใหญ่ตัวหนึ่งค่อยๆ เลื้อยเข้ามาหากอง

ไฟแล้วชูลำตัวของมันขึ้นแผ่แม่เบี้ยไปมา จงอางยักษ์ตัวนี้ยาวประมาณ ๓ เมตร ลำตัวของมันใหญ่มาก อย่างไรก็ตามมันไม่ได้สนใจกับนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วเลย มันตั้งอกตั้งใจเล่นกับไฟเท่านั้น

"ยิงมันเรอะอ้ายนัส" ร.ท.ดำรงพูดเสียงสั่นเล็กน้อย

เสี่ยตี๋กล่าวห้ามทันที

"อย่า ปืนของเราไม่ใช่ปืนลูกซอง ถ้ายิงผิดมันก็จะพุ่งเข้ามาหาพวกเราและต้องกัดใครคนหนึ่ง จอบเสียมสำหรับขุดหลุมฝังศพก็ไม่มี พวกเราอยู่เฉยๆ เถอะ อย่าไปทำอะไรมัน งูตัวนี้ใหญ่โตมากอาจจะเป็นงูของเจ้าป่าหรือเจ้าเขาก็ได้"

พญางูเห่าส่ายหัวเล่นกับไฟอย่างสนุกสนาน เกือบ ๑๐ นาทีมันก็ลดตัวลงและค่อยๆ เลื้อยไปจากที่นั้น เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างถอนใจโล่งอกไปตามกัน

"ย้ายที่หรือเรา" ร.ท.นพกล่าวขึ้นด้วยความหวาดกลัว "เข้าไปหาที่นอนตามถ้ำตื้นๆ ดีกว่า กำลังจะหลับอยู่แล้วอ้ายงูเปรตตัวนี้ทำให้หายง่วง ไปเถอะโว้ยเอาฟืนที่ติดไฟถือติดมือไปคนละดุ้นแล้วไปสุมไฟหน้าถ้ำ"

พนัสยิ้มเล็กน้อย

"คิดดูให้ดีอ้ายนพ ในถ้ำน่ะเป็นที่อยู่ของงูเห่าและจงอางนะโว้ย ผีป่าก็อาจจะอาศัยอยู่ตามถ้ำต่างๆ นอนตรงนี้ปลอดภัยกว่า"

ลูกชายของนิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้ายังงั้นไม่ต้องย้าย อยู่ตรงนี้ก็เอา ว้า เมื่อไรมันจะสว่างเสียทีโว้ย"

ทุกคนต่างลุกขึ้นเดินเข้ามานั่งใกล้กองไฟตามเดิม เจ้าแห้วกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

"รับประทานจงอางตัวนั้นมันอาจจะไปตามลูกเมียเพื่อนฝูงของมันมาเล่นไฟที่กองไฟนี้ก็ได้นะครับ"

ร.ท.นพเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี งูจงอางกับงูสามเหลี่ยมมันชอบเล่นไฟ พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อพ่อเป็นเด็กอายุ ๑๓ ขวบ พ่อกับลุงพลหนีไปจากบ้านตอนกลางคืนไปจับอ้ายแอ้ดทางสนามมวยลุมพินีเดี๋ยวนี้ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นทุ่งนาเวิ้งว้าง งูสามเหลี่ยมตัวหนึ่งไล่พ่อและลุงพล พอทิ้งตะเกียงจับจิ้งหรีด

มันก็หยุดไล่เพราะต้องการเล่นกับไฟ เราช่วยกับดับกองไฟกองนี้เสียไม่ดีหรือ งูมันมามันจะได้กลับไป"

ร.ท.ดำรงหัวเราะเบาๆ

"ถ้าดับกองไฟผีป่าก็อาจจะถือโอกาสเล่นงานเราอีก"

"ว้า" นพคราง "รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่จะให้เราได้รับความสุขสบายเลยโว้ย"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกแล้วเงี่ยหูฟังเสียงอะไรอย่างหนึ่ง

"อะไรวะอ้ายแห้ว" เสี่ยตี๋ถาม

"รับประทานผมได้ยินเสียงคนร้องโหยหวนครับเหมือนกับว่าเขาได้รับความเจ็บปวด"

การสนทนาสิ้นสุดลง และแล้วเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งร้องโอดครวญโหยหวนดังแว่วมาแต่ไกลจากเชิงเขาคือในบริเวณที่ราบและป่าละเมาะเบื้องล่างนั่นเอง

"โอ๊ย โอย....โอ๊ย...."

ต่างคนต่างมองดูหน้ากันอย่างหวาดๆ แล้วพนัสก็กล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"พรานป่าที่ออกมาล่าสัตว์ในตอนดึก คงจะถูกสัตว์ป่าทำร้ายก็ได้ แกลองไปดูหน่อยได้ไหมล่ะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานลงไปผมก็เสร็จมันน่ะซีครับ ปีศาจเสือสมิงมันจำแลงแปลงตัวและทำได้ต่างๆ นานา ผมเคยติดตามพวกคุณพ่อคุณล่องป่ามาหลายครั้งแล้ว"

นพกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"พ่อฉันเป็นพรานใหญ่ใจกล้าไม่ใช่หรือ"

"โอ้โฮ คุณนิกรหรือครับไม่เอาไหนเลย ได้ยินเสือร้องก็ทำท่าจะชักแล้ว ยิ่งผีละก้อรับประทานคุณนิกรกลัวผียิ่งกว่าคุณมากมายนัก"

"อ้อ" นพคราง "มิน่าล่ะ ฉันเป็นลูกพ่อมีเลือดพ่อ ฉันก็เลยกล้าหาญเหมือนอย่างพ่อของฉัน"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีกทุกคนก็ได้ยินเสียงขลุกๆ กลิ้งลงมาจากเบื้องบนเนินเขาคล้ายกับก้อนหินก้อนหนึ่งกลิ่งลงมา ทุกคนแหงนหน้าขึ้นมองดู ก้อนหินสีขาวโพลนขนาดใหญ่ก้อนนั้นกลิ้งและกระดอนลงมาตามทางอันลาดชันสูงๆ ต่ำๆ

"เฮ้ย" พนัสร้องขึ้นดังๆ "หลบไปทางโน้นโว้ย"

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างรีบลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปให้ห่างไกลจากก้อนหินที่กำลังหล่นลงมา แต่แล้วเมื่อทุกคนแหงนหน้ามองดู ต่างก็แลเห็นก้อนหินอีกหลายก้อนกลิ้งตามกันมาเป็นทิวแถว

"เกิดอะไรขึ้น" เสี่ยตี๋กล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ "มีคนที่อยู่บนเขาเอาหินทิ้งลงมาใส่พวกเรากระมัง"

ไม่มีใครตอบคำถามของสมนึก เพราะไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร ก้อนหินหลายก้อนกระเด็นมาทางกองไฟแลเห็นถนัด มีหัวกะโหลกผีปะปนอยู่ในหมู่ก้อนหินเหล่านั้นด้วย ทั้งกะโหลกผีและก้อนหินกลาดเกลื่อนไปหมดรอบกองไฟ หัวกะโหลกผีอันหนึ่งกลิ้งเข้าไปในกองไฟพอดี

แล้วระเบิดดังโพละไฟกระจาย

"กูว่าแล้ว" ลูกชายของนิกรพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "เปิดเถอะโว้ยพวกเรา ขืนอยู่ที่นี่เป็นเสร็จมันแน่"

พนัสเห็นพ้องด้วย

"เคลื่อนที่ลงไปจากภูเขาลูกนี้เดี๋ยวนี้พวกเรา"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วล่าถอยทันที ทุกคนพากันวิ่งลงไปสู่เชิงเขาเบื้องล่าง มีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งร้องตะโกนลั่นป่า

"จะหนีไปไหนอ้ายหนู ฮ่ะ ฮ้า"

ต่างคนต่างอกใจเต้นระทึกไปตามกัน ทุกคนลงมาถึงเชิงเขาแล้วหยุดยืนรวมกลุ่มกันใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งมีกิ่งก้านสาขาปกคลุม นพให้ความเห็นว่า

"ขึ้นไปอาศัยบนต้นไม้ต้นนี้ก่อนเถอะวะพวกเรา ขืนบุกป่าฝ่าดงไปเราอาจจะเผชิญกับเสือหรือช้างก็ได้ ถูกช้างป่ากระทืบตายไม่สนุกแน่ และถูกเสือคาบเอาไปกินก็เสียศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร"

เสี่ยตี๋ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"ดีเหมือนกัน ขึ้นไปนั่งพักบนต้นไม้ใหญ่ต้นนี้จนกว่าจะรุ่งสว่าง"

นพแหงนหน้าขึ้น มองไปบนต้นไม้และแล้วเขาก็ตกใจแทบช็อคเมื่อเขาแลเห็นสาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยคนหนึ่งปล่อยผมสยายยาวนั่งอยู่บนคบไม้สูงจากพื้นดินราว ๕ เมตร

"อุ๊ย" นพอุทานเสียงสั่น "เจอผู้หญิงที่ริมลำธารคนนั้นอีกแล้ว"

พนัส สมนึก ดำรงและเจ้าแห้วต่างแหงนหน้าขึ้นมองดูบ้าง พอแลเห็นปีศาจสาวสวย เจ้าแห้วก็ร้องเสียงหลงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหล่อน

"โอ๊ย....นะโมตัสสะภควโต "

ความรักตัวกลัวผี ทำให้ทุกคนออกวิ่งโดยไม่มีการนัดหมายกัน ต่างคนต่างวิ่งรวมกลุ่มกันไปข้างหน้า นพกับเจ้าแห้วหมดเรี่ยวหมดแรงแทบจะยกเท้าไม่ขึ้น ทั้งห้าคนวิ่งผ่านบริเวณที่ราบและป่าโปร่งไปโดยไม่มีจุดหมาย สักครู่หนึ่งก็หยุดยืนรวมกลุ่มกันและหอบแฮ่กๆ ไป

ตามกัน ลูกชายของนิกรร้องไห้สะอึกสะอื้นกล่าวกับพนัสว่า

"อ้ายนัส แกช่วยเอาปืนยิงกันทีเถอะวะ กันจะได้ตายเสียรู้แล้วรู้รอด กันทนไม่ได้ถ้าเราจะต้องผจญกับเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนขวัญเช่นนี้อีก"

พนัสสงสารนพก็ยกมือซ้ายตบบ่า ร.ท.นพเบาๆ

"เข้มแข็งโว้ยอ้ายนพ เราเป็นทหาร"

"ใช่ แต่ผีไม่ใช่ข้าศึก ถ้ารบกับข้าศึกก้าวเดียวกันก็ไม่หนี ยังงี้รบกับมันไหวเรอะ กันจะดีฝ่อตายอยู่แล้วเพื่อน"

ร.ท.ดำรงพูดเสริมขึ้น

"เข้าใจว่าเราปลอดภัยแล้ว เดินต่อไปเถอะอย่าหยุดเลย เดินบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก มันจะไปถึงไหนก็ช่างมัน บุกป่าฝ่าดงไปจนกว่าเราจะพบหมู่บ้านของชาวบ้านป่าหรือพบทางหลวง ม่ายก็เดินไปจนสว่าง ปืนและกระสุนปืนของเรายังมีอยู่พอจะใช้ยิงขับไล่หรือต่อสู้กับ

สัตว์ร้าย ใจเย็นๆ โว้ย อย่าเสียขวัญ ผีไม่มีตัวตนเหมือนอย่างเรา ผีคือวิญญาณที่ปรากฏร่างให้เราเห็น มันถูกเนื้อต้องตัวเราไม่ได้"

นพว่า "แกอธิบายอย่างไรกันก็กลัวมันอยู่นั่นเอง"

สี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วพากันเคลื่อนที่ต่อไป เจ้าแห้วไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย เขาเดินกลางกลุ่มและสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงนกร้องบนต้นไม้ การบุกป่าทอดนี้ไม่มีการหยุดพักผ่อน จนกระทั่งหนึ่งหรือสองชั่วโมงผ่านพ้นไป ทุกคนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามกัน

เข็มนาฬิกาข้อมือศาสตราจารย์ดำรงบอกเวลา ๒.๔๐ น. แสงจันทร์ยังคงส่องสว่างขณะที่นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วนั่งพักผ่อนอยู่ในเขตป่าโปร่งแห่หนึ่ง ทุกคนก็ได้ยินเสียงรถยนต์คันหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล

"เฮ้" ลูกชายนายพลดิเรกร้องขึ้นด้วยความดีใจ "เราอยู่ใกล้ๆ กับทางหลวงโว้ย ถนนอยู่ห่างจากเราไม่เกินครึ่งกิโลเมตร รถที่เราได้ยินเสียงเครื่องยนต์เป็นรถบรรทุกสินค้าแน่ๆ มันกำลังแล่นผ่านเราไป ทางหลวงอยู่ข้างหน้าเรานี่เอง ไปโว้ย"

ทุกคนมีกำลังใจและมีขวัญดีขึ้น เพราะเสียงรถยนต์ที่ได้ยินและกำลังห่างไกลไปทุกที ร.ท.นพกล่าวกับดำรงว่า

"อย่าพึ่งมั่นใจนักดำรง ผีป่ามันอาจจะใช้อิทธิฤทธิ์ของมันบันดาลให้เราได้ยินเสียงรถยนต์ก็ได้"

ดำรงหัวเราะเบาๆ

"คงไม่เป็นอย่างนั้น ขณะนี้เกือบสามนาฬิกาแล้ว รถยนต์บรรทุกสินค้าเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เพราะต้องนำสินค้าไปส่งต่างอำเภอหรือต่างจังหวัดหรือม่ายก็ไปรับผักปลาเป็ดไก่ เรารอดตายแล้วโว้ย"

เสี่ยตี๋กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์อีกคันหนึ่งดังแว่วมาอีก

"ไปโว้ยพวกเรา มีหวังได้กลับบ้านแล้ว" แล้วเขาก็ร้องโห่เสียงลั่นป่าแบบทาร์ซานจอนนี่ ไว้ส์มุลเล่อร พระเอกหนังทาร์ซานนักว่ายน้ำแช็มเปี้ยนโลกสมัยนั้นที่โห่ได้เพราะที่สุด

"โห่ โฮโฮ้....โอ๋โห่"

ทันใดนั้นเอง เสียงตบมือของพวกผีไพรและอสุรกายก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ไม่ผิดอะไรกับในสนามกีฬาที่มีคนดูนับหมื่น ทุกคนทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน ร.ท.นพปราดเข้ามายกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นสมนึกดังพลั่ก

"นี่แน่ะ เสือกโห่จนได้ดีแล้วไหมล่ะ"

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วรีบเคลื่อนที่ทันทีโดยบ่ายหน้าไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงรถยนต์ผ่านไป ทุกคนสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น บริเวณป่าตอนนี้เป็นป่าโปร่งไม่ใช่ป่าทึบ แต่พื้นที่สูงๆ ต่ำๆ ถ้าหากว่าไม่ได้แสงจันทร์แล้วก็คงจะเดินด้วยความยากลำบาก

ในที่สุดทุกคนก็ออกมาถึงถนนหลวง พอแลเห็นทางหลวงสี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วก็ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เสี่ยตี๋หันมาพูดกับนพด้วยความดีใจ

"ขอโห่ทาร์ซานอีกทีได้ไหมวะ"

"ไม่ต้อง" ลูกชายนิกรตวาดแว๊ด "เสือกโห่ประเดี๋ยวมันก็แห่มาเล่นงานเราเท่านั้น ยังไม่สว่างนะโว้ย"

บนทางหลวงต้องแสงจันทร์สว่างจ้า แลเห็นถนนยาวเหยียดสุดสายตาจนถึงทางโค้ง รถยนต์คันหนึ่งเลี้ยวโค้งโผล่มาด้วยความเร็วสูง รถบรรทุกคันนี้กำลังนำพืชผักไปส่งตลาดนครราชสีมา คนขับรถเป็นทหารกองหนุนนั่งคู่มากับชาวจีนในวัยหนุ่มคนหนึ่งจากแสงไฟคู่หน้า

รถทำให้เขาแลเห็นนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและเจ้าแห้วอย่างถนัด พนัส นพ สมนึก ศาสตราจารย์ดำรงและเจ้าแห้วยืนอยู่กลางถนน และชูมือเป็นสัญญาณให้เขาหยุดรถ ตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็นพวกโจร แต่เมื่อเข้ามาใกล้แลเห็นเครื่องแบบอย่างถนัดเขาก็รีบหยุดรถอย่างกะทันหัน

ทั้งห้าคนพากันวิ่งเหยาะๆ มาที่รถ

"ไปโคราชใช่ไหมน้องชาย" พนัสถามยิ้มๆ

"ครับ ผู้หมวดมาทำอะไรอยู่แถวนี้ล่ะครับ"

"รถเราเสียและถูกช้างถีบลงไปข้างทางพังหมด แกขับผ่านมาไม่เห็นซากรถจี๊ปของเราหรอกหรือ"

"ไม่ทันสังเกตหรอกครับ"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"ขอให้พวกเราโดยสารไปด้วยซีนะ แล้วเราจะจ่ายค่าป่วยการให้แก ๕๐๐ บาท"

"เชิญครับหมวด ผมยินดีช่วยเหลือครับ ค่าตอบแทนผมไม่เอาหรอกครับ ผมเป็นทหารกองหนุนพึ่งปลดกองหนุนเมื่อปีกลายนี้เอง จิตใจผมยังเป็นทหารอยู่ครับ"

ร.ท.นพยิ้มให้คนรถ

"แต่ว่าลื้อเป็นคนหรือเป็นผีป่า บอกอั๊วตามตรงเถอะวะ"

คนขับรถบรรทุกทำหน้าชอบกล

"ผมเป็นคนครับหมวด"

นพถอนหายใจโล่งอก สี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วต่างพากันขึ้นไปบนรถและเลือกนั่งบนเข่งหรือลังพืชผักต่างๆ ทุกคนดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ โตโยต้าขนาดใหญ่คันนั้นแล่นออกจากที่บ่ายหน้าตรงไปยังนครราชสีมาอีก ๕๐ กิโลเมตรข้างหน้า.

จบบริบูรณ์