พล นิกร กิมหงวน 085 : นาทีพินาศ

ในวงการนักธุรกิจต่างยอมรับนับถือกันว่าอาเสี่ยกิมหงวนของเราหรือที่เรียกกันว่า เสี่ยหงวน เป็นเศรษฐีใหญ่ที่มีเงินอย่างมหาศาล ซึ่งไม่มีเศรษฐีคนใดในประเทศไทยที่จะเปรียบได้ วงการสอดรู้สอดเห็นยืนยันว่า กิมหงวนมีเงินฝากอยู่ในธนาคารทั้งในและนอกประเทศไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท แต่วงการร้านกาแฟเชื่อว่ามีมากกว่านั้น

หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับต่างเสนอข่าวรายละเอียดการเปิดสายการบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ (พล, นิกร, กิมหงวน, ดิเรก แอร์เวยส์) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมา พิธีเปิดสายการบินที่สนามบินดอนเมืองเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติ มีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ รัฐมนตรีบางท่าน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหาร, พลเรือน และตำรวจ คณะทูตานุทูต พ่อค้า คหบดีไปชุมนุมกันประมาณ ๓๐๐ คน บริษัทได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำแก่บรรดาแขกผู้มีเกียรติเหล่านั้นด้วย

ตามข่าวของหนังสือพิมพ์ปรากฏว่า อาเสี่ยกิมหงวนเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท ถือหุ้นถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จึงดำรงตำแหน่งเป็นประธานของบริษัทนี้ ส่วนหุ้นส่วนนอกนั้นก็คือ พล, นิกร ดร. ดิเรก, และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท

บริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ มีเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่แบบทันสมัยที่สุด เป็นเครื่องบินไอพ่นสี่เครื่องยนต์สั่งซื้อจากสหรัฐอเมริการวมสองเครื่องด้วยกัน มีเส้นทางบินหรือสายการบินจากดอนเมืองไปยุโรป ผ่านแรงกูน, กัลกัตตา, เดลฮี, การาจี, ไบรุต, แบกแดด, แองการา, อิสตันบุล, โรม, ปารีส, และลอนดอน เครื่องบินยักษ์ทั้งสองเครื่องจะบินสวนทางกันไปมาและบริษัทได้คิดอัตราค่าโดยสารถูกกว่าบริษัทอื่น เป็นสายการบินใหม่เอี่ยมทันสมัยและปลอดภัย มีบริการอันดีเยี่ยม นักบินคืออดีตเสืออากาศซึ่งมียศเป็นนาวาอากาศเอก พนักงานประจำเครื่องบินทุกคนเป็นคนไทย แอร์โฮสเตสสวยหยาดเยิ้ม สุภาพอ่อนหวาน อาหารแบบยุโรปโดยพ่อครัวชาวฝรั่งเศส บริษัทบริการเงินผ่อนสำหรับผู้เดินทางที่การเงินขลุกขลัก ภิกษุ, สามเณร และยายชีโดยสารฟรี ตำรวจและทหารลดครึ่งราคา นอกจากนี้บริษัทยังมีเงินให้นักทัศนาจรกู้ไปเที่ยวโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำที่สุด

นิกร การุณวงศ์ กรรมการของบริษัทคนหนึ่งได้ทุ่มเทโฆษณาอย่างมโหฬารแบบภาพยนตร์ไทย ลงแจ้งความในวิทยุ, โทรทัศน์, หนังสือพิมพ์รายวันรายสัปดาห์ทุกฉบับ และฉายกระจกตามโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งทุกแห่ง ดังนั้นนักธุรกิจทั้งหลายจึงเฮโลกันไปจองตั๋วโดยสารทั้งชั้นหนึ่งและชั้นทัศนาจรกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง สำนักงานใหญ่ของบริษัทการบินนี้อยู่ที่โรงแรมสี่สหายที่พระโขนง อันเป็นโรงแรมชั้นเยี่ยมคู่แข่งของโรงแรมเอราวัณ

ธุรกิจของคณะพรรคสี่สหายเท่าที่เปิดสายการบินขึ้นนี้เป็นงานที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะแม้ฝรั่งเองก็ทึ่งที่เศรษฐีไทยเพียงไม่กี่คน สามารถมีเงินซื้อเครื่องบินราคาลำละสองร้อยล้านบาทได้ถึงสองลำ บริษัทการบินทั้งหลายต่างเฝ้ามองดูการเคลื่อนไหวของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ อย่างไม่สบายใจนัก เพราะท่านประธานอำนวยการของบริษัท คืออาเสี่ยกิมหงวนได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปว่าบริษัทอาจจะเปิดสายการบินจากกรุงเทพฯ ไปสหรัฐอเมริกาอีกสายหนึ่งในไม่ช้านี้ และอาจจะเปิดสายการบินในระยะสั้นอีกหลายสาย เป็นต้นว่าจากดอนเมืองไปไซ่ง่อนและฮ่องกง จากดอนเมืองไปกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์และจากาตาร์

งานของบริษัทสายการบินนี้เป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการค้าในด้านอื่นๆ คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงต้องมานั่งประจำทำงานที่บริษัท รัฐบาลได้ให้ความสนับสนุนเป็นอย่างดี อนุญาตให้ ดร. ดิเรกจัดตั้งสถานีรับส่งวิทยุพิเศษขึ้นที่บริษัทสำหรับติดต่อกับเครื่องบินทั้งสองเครื่องโดยเฉพาะและติดต่อกับสนามบินในต่างประเทศได้ด้วย ดังนั้นบริษัทการบินของสี่สหายจึงเป็นบริษัทที่ทันสมัยและหรูหรามาก กำลังอยู่ในความสนใจของนักเดินทางอากาศทั้งหลาย

เครื่องบินของบริษัททั้งสองเครื่องใช้ตราเครื่องหมายเสือลายพาดกลอนซึ่งกำลังทำท่ากระโดด ทั้งนี้หมายถึงตราเอกสารต่างๆ ของบริษัทและป้ายหน้าสำนักงานของบริษัทที่โรงแรมสี่สหายด้วย เมื่อผู้แทนหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ถามประธานอำนวยการบริษัทว่าทำไมถึงใช้ตราเสือเผ่น กิมหงวนได้อธิบายให้ฟังว่า

"นักบินของบริษัทเรา ทั้งนักบินและผู้ช่วยล้วนแต่เป็นเสืออากาศแห่งกองทัพอากาศไทยมาแล้ว เราตกลงใช้เครื่องหมายเสือลายพาดกลอน ก็เนื่องจากเหตุนี้แหละครับ คุณเอาไปเขียนได้ นักบินของเราสามารถที่จะพาผู้โดยสารไปส่งยังจุดหมายโดยปลอดภัย ถึงเครื่องยนต์ชำรุดหรือเกิดเพลิงไหม้ ถึงจะถูกพายุหรือน้ำมันหมดนักบินของเราก็มีความสามารถพิเศษนำเครื่องร่อนลงจนได้ แต่ในเรื่องเพลิงไหม้ผมรับรองว่าเรามีเครื่องมือพิเศษเตรียมป้องกันอย่างแข็งแรง คุณก็ทราบดีแล้วว่าด๊อกเตอร์ดิเรกกรรมการของบริษัทเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก ดิเรกได้ทำเครื่องดับเพลิงอัตโนมัติไว้ พอเพลิงไหม้น้ำยาดับเพลิงก็จะฉีดไปยังตำแหน่งที่เกิดเพลิงไหม้ทันที ส่วนเครื่องยนต์เรายังใหม่ถอดด้าม ก่อนจะออกเดินทาง นายช่างเทคนิคก็จะตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เครื่องบินของเรามีถังน้ำมันพิเศษสำรองไว้น้ำมันจะหมดไม่ได้ และเครื่องบินทั้งสองเครื่องมีเครื่องมือในการเดินทางพร้อมหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะนักบินของเรามือแน่จริงๆ ครับ ถ้าผู้โดยสารต้องการให้เขาบินผาดแผลง นักบินของเราก็สามารถบังคับเครื่องบินยักษ์ให้หกคะเมนตีลังกา บินตะแคงหรือบินหงายท้องหรือดำทิ้งระเบิดแบบเครื่องบินประจัญบานได้"

ผู้แทนหนังสือพิมพ์อินเดียฉบับหนึ่งได้กล่าวถามว่า

"เฮ้-อีนี่จั่นขอโทษน่ะนายจ๋า บนรัวบินของท่านมีห้องน้ำไหมคะร้าบ อีนี้จั่นต้องถามไว้ก่อน ถ้ามีห้องส้วมห้องน้ำจั่นไปอินเดียจั่นจะไปเครื่องบินของท่าน"

เสียหงวนทำตาปริบๆ

"มีซีครับคุณ เครื่องบินของเราใหญ่กว่าเครื่องบินโดยสารของบริษัทอื่นๆ มาก บรรทุกผู้โดยสารได้ถึง ๗๕ คน มีห้องสุขาสะอาดเรียบร้อยทันสมัย ผู้โดยสารจะอาบน้ำได้ตลอดวัน เพราะเรามีเครื่องมือกลั่นน้ำจากอากาศซึ่งด๊อกเตอร์ดิเรกได้สร้างขึ้น"

นายสุริยาอวตาล นักหนังสือพิมพ์ "บางกอกฮินดู" ยิ้มเล็กน้อย

"อีนี้น้ำไม่สำคัญคะรับ สำคัญที่เว็จนายจ๋า"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"เว็จ คุณหมายความว่ากระไรผมไม่เข้าใจ"

"แฮะ แฮะ ดับบลิว. ซี. คะรับ"

ท่านประธานอำนวยการของบริษัททำคอย่น

"คุณเอาภาษาไทยโบราณมาใช้ผมฟังไม่ออกจริงๆ ศัพท์นี้เลิกใช้ไปนานแล้ว อย่าวิตกไปเลยครับ ห้องส้วมบนเครื่องบินสะอาดเรียบร้อยและใช้เครื่องอัตโนมัติ ผู้โดยสารเพียงแต่นั่งร้องเพลงหรือฟังวิทยุเล่นพอเสร็จเรียบร้อยกลสวิทช์อัตโนมัติของเราจะจัดการให้เรียบร้อยอย่างละมุนละม่อม"

"โอ-ดีมั่กม้ากนายจ๋า อีนี้ถ้าตอนนั้นถ้าเกิดไฟฟ้าช๊อตเครื่องอัตโนมัติเดินเร็วเกินไปคนโดยสารแย่เลยคะรับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ไม่ต้องวิตกครับ คุณช่วยกรุณาเขียนข่าวให้ละเอียดด้วยว่า ถ้าเครื่องบินของเราบินช้ากว่า หรือบริการเลวกว่าเครื่องบินบริษัทอื่นๆ เราจะคืนเงินค่าโดยสารให้ผู้โดยสารทันที เพียงแต่เก้าอี้นั่งก็ราคาตัวละหมื่นบาทแล้ว นั่งและนอนได้อย่างสบาย เรามีวิทยุให้ฟัง มีหนังสือแม็กกาซินที่ใหม่ที่สุดให้อ่าน เครื่องดื่มและอาหารฟรีเรียกได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีภาพยนตร์ฉายให้ชม แจกสบู่ ยาสีฟัน เครื่องโกนหนวด ส่วนสุภาพสตรีแจกกระดาษอนามัยและน้ำหอมเป็นพิเศษ ผู้โดยสารจะได้รับความสุขสะดวกสบายด้วยประการทั้งปวง สำหรับคุณถ้าจะเดินทางไปอินเดียผมจะให้บัตรฟรีครับ"

"โอ-ขอบคุณมากนายจ๋า อีนี้จั่นยังไม่ไปคะรับ"

เครื่องบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ หมายเลข ๑ ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองในตอนบ่ายของวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๓ มีผู้โดยสารเต็มอัตราจำนวน ๗๕ คน เดินทางไปอินเดียและยุโรป ผู้โดยสารส่วนมากเป็นคนไทยและคนจีน ครั้นวันรุ่งขึ้นคือวันพุธที่ ๑๑ กันยายน เครื่องบินของบริษัทหมายเลข ๒ ก็ออกเดินทางไปยุโรปอีกในตอนบ่าย มีผู้โดยสาร ๗๕ คน บริษัทอื่นชักวุ่นวายไปตามกัน เพราะเครื่องบินเหล่านั้นตามปรกติก็มีผู้โดยสารไม่ถึงครึ่งของอัตราผู้โดยสาร

เครื่องบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ หมายเลย ๑ กลับมาถึงดอนเมือง ในตอนหัวค่ำของคืนวันศุกร์พร้อมผู้โดยสารแน่นขนัด เครื่องบินเครื่องนี้จะออกเดินทางไปยุโรปเป็นเที่ยวที่สองในวันเสาร์ที่ ๒๔ กันยายนนี้ เวลา ๑๓.๐๐ น. ตรง ตั๋วโดยสารได้จำหน่ายไปหมดแล้วด้วยการจำหน่ายล่วงหน้า บรรดาผู้โดยสารทั้งหลายต่างพากันชมเปาะว่า เครื่องบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ บินได้รวดเร็วกว่าเครื่องบินบริษัทอื่น การเดินทางได้รับความสุขสบายมาก อาหารวิเศษ เครื่องดื่มอร่อย บริการรวดเร็วทันใจสุภาพนอบน้อมและเป็นกันเองกับผู้โดยสาร แอร์โฮสเตสส์ ๔ คน แต่ละคนสวยขนาดนางสาวไทยเห็นแล้วต้องหลบหน้าวูบวาบ เป็นสุภาพสตรีมีเกียรติและมีการศึกษาสูง พูดอังกฤษและฝรั่งเศสได้คล่องแคล่ว โดยเฉพาะภาษาไทยพูดได้เก่งมาก เพราะทุกคนเป็นคนไทยนั่นเอง

เริ่มเรื่องของเราที่บริษัทการบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ ณ. โรงแรมสี่สหาย

ห้องนั้นเป็นห้องโถงใหญ่ คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนั่งประจำทำงานอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือขนาดใหญ่แบบทันสมัย โต๊ะของกิมหงวนใหญ่และหรูหรากว่าเพื่อน สมกับที่เขาเป็นประธานอำนวยการของบริษัท บนโต๊ะมีเครื่องโทรศัพท์ ๒ เครื่อง เอกสารต่างๆ วางกองรองซ้อนกันอยู่มากมาย ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานเว้นแต่นิกรคนเดียว ซึ่งกำลังกินปาท่องโก๋จิ้มนม มีโอเลี้ยงอยู่แก้วหนึ่ง บนโต๊ะทำงานของนิกรมีเอกสารเพียงสองสามชิ้น นอกนั้นมีเปลือกถั่วลิสงต้ม เปลือกเงาะ และข้าวต้มผัดอยู่ในจานเล็กๆ อีก ๓ มัด

เสียงกริ่งโทรศัพท์เครื่องหนึ่งบนโต๊ะเสี่ยหงวนดังกังวานขึ้น กิมหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งคอยรับใช้อยู่ข้างหน้าต่างแล้วพยักหน้าเรียก เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา หยุดยืนข้างโต๊ะท่าทางพินอบพิเทา

"รับประทานอาเสี่ยจะให้ผมรับโทรศัพท์หรือครับ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ เก็กหน้าดุๆ ให้สมกับที่เขาเป็นผู้อำนวยการหรือประธานอำนวยการของบริษัทสายการบินนี้

"ไม่ต้อง ฉันรับเอง แกหยิบหูโทรศัพท์ส่งมาให้ฉันซิ"

เจ้าแห้วหัวเราะ หึๆ

"รับประทาน แค่เอื้อมมือเท่านั้น อาเสี่ยหยิบเอาเองไม่ได้หรือครับ"

กิมหงวนทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"แกทำหน้าที่อะไรในบริษัทนี้"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"พนักงานรับใช้จิปาถะครับ"

"แล้วเสือกพูดมากทำไม ฉันเป็นประธานอำนวยการบริษัท แกกินเงินเดือนของบริษัทแกก็ต้องคอยรับใช้ฉันและพวกเราตามหน้าที่ของแก"

เสียงกริ่งโทรศัพท์ยังดังอยู่เช่นนั้น เจ้าแห้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นส่งให้กิมหงวนอย่างนอบน้อมแล้วพูดยิ้มๆ

"รับประทานถ้าขี้เกียจถือผมถือให้ก็ได้ครับ"

อาเสี่ยหัวเราะโบกมือไล่เจ้าแห้ว แล้วพูดโทรศัพท์โดยพยายามทำเสียงขึ้นนาสิกเล็กน้อย เพื่อให้สง่าและภาคภูมิสมกับเป็นผู้อำนวยการบริษัท

"ฮัลโล บริษัทการบิน พี. เอ็น. ดี. จี. เอ.... ประธานอำนวยการบริษัทพูดครับ... ว่าไงนะครับ... ๑๓.๐๐ น. ตรงครับ.... ไหนครับ ไม่มีปัญหาอะไร เครื่องบินของเราจะต้องออกจากสนามบินดอนเมืองตามกำหนด.... โอ๊ะ คุณพูดใหม่ซิ.... คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า ใครพูดวะ อย่าล้ออย่างนี้โว้ยใจไม่ดี เสี่ยเพ็งใช่ไหม ฮ่ะ ฮ่ะ.... หา โอย คุณจะมาไม้ไหนกับผม"

พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างมองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว ใบหน้าของอาเสี่ยซีดเผือด เขากำลังฟังผู้พูดโทรศัพท์อีกฝ่ายหนึ่งกำลังแจ้งข่าวให้เขาทราบเกี่ยวกับอันตรายร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องบินโดยสารหมายเลข ๑

"โอ้ย.... คุณต้องการอะไรที่ทำอย่างนั้น ป่าเถื่อนโหดเหี้ยมมาก ชีวิตของผู้โดยสาร ๗๕ คน เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินอีก ๑๒ คน ต้องตายหมด แล้วเครื่องบินก็ราคาตั้งสองร้อยล้านบาทหรือสิบล้านดอลล่าจะต้องพินาศ อ๋อย.. สองร้อยล้านน่ะไม่ได้หมายความว่าเอาเอาธนบัตรใบละบาทมาพันหัวคนหัวล้านสองร้อยคนนะครับ โอ๊ย... กูตายแน่"

แล้วเสี่ยหงวนก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม เขาทำท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างแปลกใจอย่างยิ่ง

"ใครโทรศัพท์มาอ้ายหงวนและพูดมาว่าอย่างไร" พลถามทันที

อาเสี่ยนั่งสะลึมสะลือหมดเรี่ยวแรงแล้ว

"ฉิบหายแล้วเรา" ท่านประธานครางเสียงอ่อยน่าสงสาร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เรื่องราวมันเป็นอย่างไรล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยซี่"

อาเสี่ยร้องไห้ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา

"ผู้ร้ายคนหนึ่งมันโทรมาบอกผม.... " ท่านประธานพูดพลางร้องไห้พลาง

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "มัวแต่หัวเราะอยู่ได้ พูดให้มันตลอดซีโว้ย มันโทรศัพท์มาว่ายังไง"

อาเสี่ยสะอื้น

"มันบอกว่ามันเอาลูกระเบิดเวลาใส่ไว้ในเครื่องบินหมายเลข ๑ ของเราว่ะ ตั้งชนวนระเบิดเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา หรือบ่ายสองโมง เครื่องบินของเราจะต้องระเบิดกลางทางแน่ๆ ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินก็คงตายหมด และนั่นคือความพินาศล่มจมของพวกเรา ตั้งบริษัทการบินคราวนี้กันลงทุนจนสิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียว เครื่องบินสองลำตั้ง ๔๐๐ ล้านบาท กันมีเงินสดอยู่ในธนาคารอีกหกล้านเท่านั้น"

พลยกมือตบศีรษะกิมหงวนเบาๆ

"เพื่อนฝูงมันโทรศัพท์มาสัพยอกแกให้ตกใจเล่นกระมัง คนร้ายจะเอาระเบิดเวลาขึ้นไปไว้บนเครื่องบินของเราได้อย่างไรเพราะมียามเฝ้าแข็งแรงตลอดเวลา"

กิมหงวนสะอื้นดังๆ ยกนิ้วมือขึ้นสั่งขี้มูกแล้วสลัดมาติดหน้าอกเชิร์ตของนิกร

"ไม่ใช่ล้อ มันสบถสาบานว่าเป็นความจริง แต่มันไม่ยอมบอกเหตุผลที่มันทำเช่นนั้น"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"เราอาจจะถูกคู่แข่งกลั่นแกล้งทำลายกิจการของเราเสียแล้ว อาจจะมีบริษัทการบินบางบริษัทอิจฉาและทำลายงานของเราด้วยวิธีการป่าเถื่อน หรือมิฉะนั้นก็เป็นแผนอันลึกซึ้งของผู้ร้ายก๊กหนึ่งที่ต้องการไถเงินจากเราก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ขณะนี้เป็นเวลา ๑๒.๔๕ น. ซึ่งหมายความว่าอีก ๑๕ นาที เครื่องบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ หมายเลข ๑ ก็จะพาผู้โดยสารทั้ง ๗๕ คน ออกเดินทางไปจากสนามบินดอนเมือง และเท่ากับว่าทุกคนไปตาย ท่านเจ้าคุณกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ดิเรก แกวิทยุกับนักบินเดี๋ยวนี้ ป่านนี้นักบินหรือนักบินผู้ช่วยคงอยู่บนเครื่องบินแล้ว สั่งเขาไม่ให้ออกเดินทางแต่อย่าบอกเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ให้เขารอเราจนกว่าเราจะไปถึงเพื่อช่วยกันค้นหาระเบิดเวลาที่ซุกซ่อนอยู่ในเครื่องบิน เราจะต้องช่วยกันปิดเรื่องนี้เป็นความลับ อย่าให้ผู้โดยสารหรือบุคลภายนอกรู้"

"ออไร้ ออไร้ ผมจะไปห้องวิทยุเดี๋ยวนี้ ผมจะสั่งให้นักบินโกหกผู้โดยสารและพนักงานหอสัญญาณว่าเครื่องทำความเย็นของตู้เย็นชำรุด จำเป็นต้องซ่อมให้เรียบร้อยเสียก่อน แต่เรื่องนี้เราต้องบอกให้นักบินและผู้ช่วยรู้ความจริง และให้เขาโกหกคนอื่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว เป็นเหตุผลที่ดี ถ้าบอกว่าเครื่องยนต์ชำรุดผู้โดยสารจะเสียขวัญและหมดศัทราเพราะเครื่องบินของเราเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ นักบินของเราคุณโชติน่ะแกโกหกเป็นหรือเปล่า"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"คล่องครับ ตามธรรมดาแกไม่ใคร่พูดความจริงอยู่แล้ว แกโกหกหน้าตายเสียด้วย" พูดจบ ดร. ดิเรกก็รีบออกไปจากห้องทำงานเพื่อไปพูดวิทยุติดต่อกับนักบินของเขา

พล พัชราภรณ์กล่าวปลอบใจกิมหงวน

"ทำจิตใจให้เข้มแข็งโว้ยอ้ายเสี่ย ทุกสิ่งทุกอย่างถ้ามันจะอุบัติขึ้นเราก็ห้ามมันไม่ได้ ถ้าหากว่าผู้ร้ายมันเอาระเบิดเวลาไปไว้ในเครื่องบินของเราจริงๆ และตั้งชนวนระเบิดเวลาบ่าย ๒ โมง เราก็มีเวลาไปทัน ถึงอย่างไรดิเรกก็คงจะค้นพบก่อนจะถึงเวลาที่มันจะระเบิด"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"เรื่องนี้เป็นเรื่องตื่นเต้นและลึกลับพอดูโว้ย ชักเสียวแล้ว เกิดระเบิดขึ้นผู้โดยสารและนักบินตลอดจนเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินตายไม่เป็นไรหรอก แต่กันแทบจะต้องเป็นขอทานทีเดียว มีเงินเท่าไรก็เอามาลงทุนซื้อเครื่องบินหมด"

อาเสี่ยกิมหงวนลุกขึ้นยืน สั่งขี้มูกลงบนพื้นห้องแล้วหยิบเสื้อสากลที่พาดไว้กับพนักเก้าอี้นวมขึ้นมาสวมกล่าวถามเจ้าแห้วว่า

"จากนี่ไปดอนเมืองครึ่งชั่วโมงแกทำเวลาได้ไหม ฉันให้พันบาท

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทาน ราว ๒๐ นาทีเท่านั้นแหละครับ ตอนนี้ถนนสุขุมวิทรถกำลังว่าง ออกจากนี่เฆี่ยนเต็มเหยียดไปเลี้ยวสี่แยกปทุมวัน พอถึงถนนพหลโยธิน รับประธานผมเหยียบได้ ๖๐ ไมล์"

เสี่ยหงวนมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นเล็กน้อย หันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"สวมเสื้อนอกเสียเถอะโว้ย แล้วออกไปรอดิเรกที่ออฟฟิศชั้นล่าง เรายังมีเวลาอีกหนึ่งชั่งโมงกับอีก ๑๐ นาที ก่อนที่ลูกระเบิดจะระเบิดขึ้น ถ้าไปไม่ทันงานภูเขาทองปีนี้เตรียมไปขอทานเขากินได้"

นิกรซ้อมเพลงขอทานเบาๆ

"พญาฉัตรทันต์ เอ้ยมากลั่นแกล้ง หักรังมดแดง... มายื่นให้ ไม่โป้ไม่ปดเออเอ๊ยเอิงเงยมดกัดลิ้น ไม่โป้ไม่ปดมดมันกัดลิ้น ใครเขาจะกิน... เอ๋ยได้ เจ้าประคู้น ลูกง่อยเปลี้ยเสียขานัยน์ตาเหล่หูก็หนวก วันนี้วันศีลวันทาน คุณพ่อคุณแม่มานมัสการไหว้พระ ทำทานลูกคนละสักร้อยบาทเถอะเจ้าประคู้น ธนบัตรเก่าๆ ที่ไม่ใช้ให้ลูกเถอะคะร้าบ"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"อ้ายระยำนี่ไม่รู้จักทุกข์โศกกับใครเลย" กิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "ร้องเพลงขอทานเหมือนซะด้วย"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก็ซ้อมไว้งานภูเขาทองกลางเดือน ๑๒ ยังไงล่ะ" แล้วนิกรก็ร้องเพลงขอทานอีก "ฝ่ายว่าตาพรานบุญแกก็วุ่นอยู่ในป่า พบนางมยุราทั้ง ๗ นาง มาลงเล่นน้ำ เออเอ๊ยเอิงเงยในธารกว้าง "

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว้ด

พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างกลับไปที่โต๊ะทำงาน หยิบเสื้อสากลขึ้นมาสวม ต่อจากนั้นทุกคนก็พากันออกไปจากห้องทำงานอย่างร้อนรน เจ้าแห้วติดตามไปด้วย

คาดิลแล็คเก๋งคันนั้นขับโดยเจ้าแห้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ เมื่อออกจากโรงแรมสี่สหาย รถเก๋งคันงามซึ่งเป็นรถที่มหาเศรษฐีใช้ได้แล่นย้อนเข้ามาในเมืองตามถนนสุขุมวิทด้วยความเร็วสูง การจราจรในตอนเที่ยงไม่แออัดยัดเยียดเหมือนตอนเช้าหรือตอนเย็น เจ้าแห้วนึกถึงเงินพันที่กิมหงวนจะให้รางวัล เขาขับรถราวกับเหาะ กดแตรสนั่นหวั่นไหวและแซงซ้ายแซงขวาดะ สามล้อเครื่องสองคันหลบคาดิลแล็คเก๋งออกไปนอกถนน ประชาชนคนเดินถนนถูกโคลนจากล้อรถกระเด็นมาถูกเสื้อผ้าก็สดุดีบรรพบุรุษของคนขับรถคือเจ้าแห้ว บ้างก็พยากรณ์ว่าบิดาหรือมารดาของเจ้าของรถคงจะเจ็บหนักใกล้ดับจะจิต บ้างก็ว่าคนขับรถกลัวประตูคุกปิดไปไม่ทันเข้าคุกจึงต้องรีบร้อน

อย่างไรก็ตาม ดร. ดิเรกจำเป็นต้องแวะบ้าน "พัชราภรณ์" เพื่อนำเครื่องมือสำรวจระเบิดเวลาไป จึงเสียเวลาที่บ้าน "พัชราภรณ์" เกือบ ๔ นาที พอออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วก็เฆี่ยนเต็มที่จนกระทั่งพ้นถนนสุขุมวิทเข้าถนนเพลินจิต เข้าถนนพระราม ๑ ตรงไปทางสี่แยกปทุมวัน

กิมหงวนนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในรถและยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาตลอดทาง พอรถเลี้ยวขวาที่สี่แยกปทุมวันไปตามถนนพญาไท อาเสี่ยก็ชะโงกหน้ากล่าวกับเจ้าแห้วอย่างร้อนรน

"เฮ้ย ให้มันเร็วกว่านี้สักสองสามเท่าไม่ได้หรือวะ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวครับ รับประทานตำรวจจราจรที่สี่แยกชูกำปั้นให้ผมแล้วตอนที่ผมเลี้ยวยกล้อ รับประทานขืนเร็วกว่านี้คงไปไม่ถึงดอนเมือง ถ้าไม่ไปอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจก็โรงพยาบาลกลาง มีหวังเท่งทึงแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"อะไรของมึงวะเท่งทึง"

"รับประทาน ก็พิณพาทย์เครื่องนางหงส์ยังไงล่ะครับ บรรเลงช้าๆ แอ่ แอ.. แอ่.. แอ้ เท่งทึงๆๆๆ "

"พอแล้วอ้ายแห้ว" พลเอ็ดตะโร "กำลังขับเร็วๆ เสือกพูดโน่นพูดนี่เดี๋ยวก็ลงคลองหรอก เฮ้ย... ยายแก่"

เจ้าแห้วหักพวงมาลัยหลบหญิงชราคนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งเข้ามาหารถและหลบได้อย่างหวุดหวิด ทำให้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน รถผ่านสี่แยกพระราชเทวีแล้ว เจ้าแห้วขับตัดหน้ารถบรรทุกคันหนึ่งอย่างน่าหวาดเสียว คราวนี้ถนนพญาไทว่างไม่ค่อยมีรถ เจ้าแห้วเหยียบคันน้ำมันลงไปอีก เพียงครู่เดียวรถก็ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเข้าเขตถนนพหลโยธินมุ่งตรงไปดอนเมือง

ด้วยความสามารถของเจ้าแห้ว คาดิลแล็คเก๋งคันงามได้มาถึงสนามบินดอนเมืองในเวลา ๑๒.๒๔ น. และมาจอดข้างลานบินเวลา ๑๓.๐๐ น. ตรง ห่างจากเครื่องบินยักษ์สี่เครื่องยนต์ประมาณ ๒๐ เมตร

ตามเวลาที่กล่าวนี้ ผู้โดยสารทั้ง ๗๕ คนได้นั่งประจำที่อยู่บนเครื่องบินพร้อมแล้ว ทุกคนมีเข็มขัดรัดเอวติดกับเก้าอี้ น.อ.อ. โชติ ชาญเวหา กับตันหรือนักบิน น.อ.ท. สมบัติ เชี่ยวเวหน นักบินผู้ช่วย กำลังช่วยกันตรวจค้นห้องต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ห้องผู้โดยสาร อดีตเสืออากาศสองคนเท่านั้นที่รู้เรื่องคนร้ายลอบนำลูกระเบิดเวลามาซุกใส่ในเครื่องบินลำนี้ตามที่ ดร. ดิเรกพูดวิทยุมา โชติแกล้งทำลายเครื่องอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นที่ตู้เย็นบางชิ้นให้ชำรุดเสียหายและสั่งให้เจ้าหน้าที่ซ่อมโดยด่วน พนักงานวิทยุได้ช่วยซ่อมด้วย ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่หอสัญญาณการบินต่างๆ เชื่อว่าตู้เย็นชำรุดจึงต้องเสียเวลาซ่อม แต่ระหว่างนี้แอร์โฮสเตสส์ได้นำไอสครีมและเค็กมาเลี้ยงผู้โดยสารทุกๆ คน นอกจากนี้ยังเปิดเพลงเพราะๆ ให้ฟังโดยเครื่องขยายเสียง ผู้โดยสารที่เป็นเด็กก็ได้รับแจกของเล่นราคาแพงๆ

เมื่อนักบินได้รับรายงานจากแอร์โฮสเตสส์สาวคนหนึ่งว่า ท่านประธานอำนวยการกับกรรมการบริษัทพากันมาที่เครื่องบิน โชติก็รีบไปต้อนรับที่ประตูเครื่องบิน ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายและเจ้าแห้วขึ้นบันไดเข้ามาในเครื่องบินซึ่งอยู่ตอนหัวของห้องผู้โดยสาร

อาเสี่ยเผลอตัวร้องขึ้นดังๆ

"พบลูกระเบิดไหม"

โชติทำคอย่น ผู้โดยสารหลายคนซึ่งเป็นคนไทยต่างหน้าตื่นไปตามกัน กิมหงวนใจหายวาบนึกอยากจะเขกกบาลตัวเองเป็นที่สุด เขาฝืนยิ้มให้นักบินแล้วถามใหม่ว่า

"พบคุณระบิลไหม"

ผู้โดยสารแก่ๆ หลายคนถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ส่วนนักบินยิ้มออกมาได้

"พบครับ เขาอยู่ที่สโมสรนายทหารอากาศครับ ผมบอกเขาแล้วครับตามที่ท่านสั่งผมไว้ เขาว่าถ้าท่านเปิดสายการบินใหม่เขาก็ขอซื้อหุ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์"

เสี่ยหงวนนึกชมเชยที่นักบินของเขาโกหกได้อย่างคล่องแคล่วพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขา อาเสี่ยกวาดสายตามองดูผู้โดยสารซึ่งนั่งเรียงรายกันอยู่บนเก้าอี้นวมอันโอ่อ่า แล้วทำเป็นไก๋ถามนักบินว่า

"เขาซ่อมตู้เย็นเสร็จแล้วหรือยัง"

"ยังครับ เชิญท่านไปดูซีครับ"

นักบินพาคณะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปจากห้องผู้โดยสารและหยุดยืนจับกลุ่มสนทนากันหน้าห้องเก็บกระเป๋าและสัมภาระของผู้โดยสาร ดร. ดิเรกกล่าวถามทันที

"ค้นไม่พบหรือคุณโชติ"

"ไม่มีครับ ผมกับคุณสมบัติช่วยกันค้นแม้กระทั่งห้องครัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะนี้คุณสมบัติกำลังค้นห้องพักเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบิน"

ดร. ดิเรกมองดูกระเป๋าซิปรูดในมือของเขาแล้วยกขึ้นเปิดออก หยิบเครื่องมือตรวจระเบิดเวลาออกมาอันเป็นประดิษฐ์กรรมของเขา รูปร่างของมันคล้ายเครื่องวัดกำลังไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดกระทัดรัด มีหน้าปัดอยู่สองอัน เครื่องมือพิเศษนี้ใช้ถ่านไฟฉายเพียง 2 ก้อนเท่านั้น นายแพทย์หนุ่มส่งกระเป๋าซิบรูดให้เจ้าแห้วไว้แล้วกล่าวกับนักบิน

"คุณช่วยเปิดห้องเก็บของนี้ออกซิ ถ้าคนร้ายเอาระเบิดเวลามาซุกซ่อนไว้จริงก็ควรจะซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าของใครคนหนึ่ง และกระเป๋านั้นต้องทำเป็นช่องลึกลับลวงตาเจ้าหน้าที่ศุลกากรตอนตรวจค้นก่อนที่จะนำมันมาไว้บนเครื่องบินของเรา อ้า-เรายังมีเวลาเหลืออีกครึ่งชั่วโมง ใจเย็นๆ ก็ได้"

นักบินฝืนหัวเราะ

"เย็นยังไงไหวครับคุณหมอ ลูกผมตั้ง ๘ คน ถ้ามันเกิดระเบิดตูมตามขึ้นมาครอบครัวผมแย่"

โชติเปิดประตูสัมภาระห้องโดยสารออก ภายในห้องมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างมองแลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างโดยถนัด ตามผนังห้องมีรูเล็กๆ หลายแห่ง ถ้าหากว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้น เครื่องอัตโนมัติก็จะฉีดน้ำยาเคมีออกมาจากรูเหล่านี้เอง กระเป๋าเสื่อผ้าแบบต่างๆ วางกองอยู่บนพื้นเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้างก็วางอยู่บนชั้นไม้ ทุกกระเป๋ามีป้ายบริษัทการบินบอกชื่อเจ้าของกระเป๋าและบอกรายละเอียดด้วยว่าเจ้าของกระเป๋าจะเดินทางไปไหน

ดร. ดิเรกขอร้องให้ทุกคนรออยู่หน้าห้อง เขาบุกเข้าไปในห้องเก็บสัมภาระตามลำพัง ใช้เครื่องมือของเขาตรวจค้นระเบิดเวลา และไม่ถึงนาที่เครื่องมือก็แจ้งให้ทราบว่ามีระเบิดเวลาซ่อนอยู่ในห้องนี้อย่างแน่นอน

"ออไร้ ออไร้" ดร. ดิเรกพูดกับตัวเองเบาๆ ก้มตัวลงยื่นเครื่องมือตรวจระเบิดเวลาไปตามกระเป๋าเสื้อผ้าเหล่านั้น ครั้นแล้วเมื่อเครื่องมือพิเศษวางอยู่เหนือกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดกลางใบหนึ่ง เสียงกริ่งสัญญาณในเครื่องมือนั้นก็ดังขึ้น ขนาดกริ่งนาฬิกาปลุก

ดร. ดิเรกหันไปมองดูคณะพรรคของเขาและนักบินประจำเครื่อง

"เฮ้-ไอค้นพบแล้ว อยู่ในกระเป๋าในนี้เอง"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวทำท่าจะวิ่งหนี แต่พลตวัดรัดคอไว้

"อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะ ตายก็ตายด้วยกัน"

ทุกคนกระสับกระส่ายไปตามกัน ดร. ดิเรกร้องเรียกเจ้าแห้วเข้ามาในห้องส่งเครื่องมือสำรวจระเบิดเวลาให้เจ้าแห้วเก็บไว้ในกระเป๋าซิบรูด ต่อจากนั้นเขาก็ยกกระเป๋าเสื้อผ้าสีเขียวอ่อนขนาดกลางซึ่งเป็นกระเป๋าที่สวยงามมีราคาแพง ออกมาวางแทบเท้าของเขา แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ

"เปิดเร็วซีโว้ย" กิมหงวนร้องเตือนแต่ไม่กล้าบุกเข้ามาในห้อง

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างใจเย็น เขาอ่านดูป้ายกระดาษแข็งซึ่งปรากฏว่า เจ้าของกระเป๋าคือนางแมรี่ กอร์ดอน เดินทางไปลอนดอน ดร. ดิเรกค่อยๆ ปลดป้ายออกเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา เพื่อเป็นหลักฐาน ต่อจากนั้นเขาก็พยายามเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าใบนั้น แต่เปิดไม่ออก เพราะเจ้าของใส่กุญแจไว้

ดร. ดิเรกหันไปมองดูคณะพรรคของเขาแล้วร้องเรียกนายจอมทะเล้นด้วยเสียงอันดัง นิกรเดินเข้ามาอย่างหวาดหวั่น

"ระ-เรียก-กัน-ทำไม"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ อีกตั้ง ๒๓ นาทีลูกระเบิดถึงจะระเบิด กันอ่านแผนคนร้ายออกหมดแล้ว นี่คือแผนแรกที่มันขู่เรา และให้เวลาให้เรามาค้นหาลูกระเบิดได้ทัน แผนต่อไปก็คือขู่เอาเงินเรา ถ้าเราไม่ให้มันก็จะระเบิดเครื่องบินของบริษัทเราให้พังพินาศไป"

นิกรทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างนายแพทย์หนุ่ม

"แกจะให้กันช่วยอะไรล่ะ"

"ช่วยเปิดกระเป๋าใบนี้ให้กันหน่อย"

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบพวงกุญแจออกมา ที่พวงกุญแจนั้นมีมีดพับขนาดจิ๋วอยู่เล่มหนึ่ง นายจอมทะเล้นง้างมีดออกแล้วใช้ปลายมีดงัดแงะรูกุญแจ เพียงครู่เดียวนิกรก็สามารถเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าใบนั้นออกได้ ซึ่งทำให้ ดร. ดิเรกตื่นเต้นแปลกใจในความสามารถของนิกรอย่างยิ่ง

"แกไปเรียนวิชานี้มาจากไหนวะอ้ายกร แม้แต่เซฟใหญ่ๆ แกยังเอาลวดไขได้ ถ้าแกเป็นโจรแกคงหาเงินใช้ได้คล่องๆ "

นิกรจุ๊ปาก

"อย่าชวนคุยเลยวะหมอ เปิดกระเป๋าออกดูซี ยังไงก็ห้ามกลไกระเบิดไว้ก่อนแล้วค่อยคุยกัน"

ดร. ดิเรกผิวปากหวือ เขาเป็นคนใจเย็นผิดมนุษย์ เขาค่อยๆ เปิดฝากระเป๋าออก ในกระเป๋าไม่มีเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว มีแต่เพียงกล่องกระดาษแข็งซึ่งเป็นกล่องสี่เหลียมจัตุรัสกว้าง ๕ นิ้ว ยาว ๖ นิ้ว นอกจากนี้ก็มีฟางแห้งๆ อัดไว้จนเต็มกระเป๋า ดร. ดิเรกยกกล่องออกมาจากกระเป๋าวางลงบนพื้นแล้วเปิดฝากล่องออก พอแลเห็นลูกระเบิดเวลา นิกรก็เผลอตัวร้องอุทานออกมาคำหนึ่งและแทบหงายหลังด้วยความตกใจแต่นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ หยิบระเบิดเวลาซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายกับนาฬิกาปลุกออกมา เขาพิจารณาดูระเบิดเวลาลูกนี้ด้วยความสนใจยิ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"ห้ามกลไกมันซีโว้ย ดิเรก"

ดร. ดิเรกเงยหน้าขึ้นมองดูพ่อตาของเขา

"เดี๋ยวครับ ผมต้องศึกษากลไกของมันเสียก่อน ระเบิดเวลาแบบนี้ผมไม่เคยเห็น"

ทุกคนเงียบกริบแทบจะไม่หายใจ เจ้าแห้วยืนหน้าซีดตัวแข็งทื่อเหมือนรูปหุ่นอยู่ข้างประตูด้านใน นิกรยกมือขวาเขย่าหน้าอกด้ายซ้ายของเขาบ่อยๆ เพราะกลัวว่าหัวใจจะหยุดทำงาน

ดร. ดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก เขามองดูเพียงนาทีเดียว เขาก็หมุดเกลียวอันหนึ่งลงไป เสียงติ๊กๆ ของลูกระเบิดเวลาก็สงบเงียบลงทันที เมื่อนายแพทย์หนุ่มบังคับกลไกของมันให้หยุดทำงาน

"ออไร้ เรียบร้อยแล้ว" เขากล่าวกับทุกๆ คนด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม "ไอห้ามชนวนระเบิดแล้ว ถ้าไม่ห้ามอีก ๑๙ นาทีเครื่องบินนี้ก็จะพังพินาศหมดและทุกคนที่อยู่บนเครื่องบินก็จะไม่มีใครรอดเลย เพราะระเบิดเวลาลูกนี้มีอำนาจระเบิดแรงมาก จากสูตรของมันที่เขียนไว้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพล กิมหงวนกับนักบินเข้ามาในห้อง ทุกคนมีสีหน้าชุ่มชื่นไปตามกัน ดร. ดิเรกกับนิกรต่างลุกขึ้นยืน นายแพทย์หนุ่มได้อธิบายให้ฟังถึงระเบิดเวลาลูกนี้ ซึ่งมีกลไกทำนองเดียวกับนาฬิกา แต่ใช่แบ็ตเตอรี่ถ่านไฟฉาย แล้วเขาก็เปิดส่วนในของลูกระเบิดให้ดู เสี่ยหงวนรีบกล่าวห้าม

"ปิด ปิดโว้ย ไม่ใช่ของที่น่าดูสักนิด อย่างนี้ขอห่างไกลร้อยโยชน์พันโยชน์ แกเก็บไว้ดีกว่าหมอ"

ดร ดิเรก ก้มตัวลงเก็บระเบิดเวลาไว้ในกล่องกระดาษแข็งปิดฝากล่องไว้ตามเดิม เรียกกระเป๋ารูดซิบมาจากเจ้าแห้ว เก็บระเบิดเวลาไว้ในกระเป๋ารูดซิบนั้นแล้วเขาก็กล่าวกับนักบินอย่างเป็นงานเป็นการ

"ยูมีรายชื่อผู้โดยสารเที่ยวนี้หรือเปล่า"

"มีครับ" โชติอดีตเสืออากาศตอบนอบน้อม ล้วงกระเป๋าเสื้อตรวจการหยิบสมุดโน๊ตเล่มหนึ่งออกมา

"ผมจดไว้ครับคุณหมอ"

"ออไร้ ยูช่วยดูซิ มิสซิสแมรี่ กอร์ดอน ที่กำลังจะบินไปลอนดอนมีตัวตนหรือเปล่า"

น.อ.อ. โชติ มองดูรายชื่อผู้โดยสารที่เป็นสุภาพสตรีซึ่งเขาจดไว้ สักครู่เขาก็ทำหน้าตื่นแล้วเขาก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มว่า

"ไม่มีครับคุณหมอ ผู้โดยสารเที่ยวนี้มีผู้หญิง ๘ คนเท่านั้น แต่ไม่มีชื่อมิสซิสแมรี่ กอร์ดอน"

ดร. ดิเรกเค้นหัวเราะ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบบัตรสำหรับติดกระเป๋าสื้อผ้าผู้โดยสารออกมาชูอวดทุกๆ คน

"ที่กระเป๋าเสื้อผ้าใบนี้ติดป้ายนางแมรี่ กอร์ดอน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปลอนดอน เป็นอันว่าคนร้ายได้สมมุติชื่อผู้โดยสารขึ้นและมันทำงานได้แนบเนียนมาก อ้าปลอดภัยแล้วคุณโชติ ขอให้คุณรักษาเรื่องนี้ไว้เป็นความลับที่สุด คุณกับผู้ช่วยของคุณเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ บริษัทจะจ่ายเงินค่าปิดปากให้คุณคนละหมื่นบาท เมื่อคุณกลับมาจากยุโรปเที่ยวนี้"

นักบินยิ้มแป้น

"ครับ เป็นตายอย่างไรผมจะไม่ยอมปริปากพูดให้ใครฟังครับ แม้แต่แม่ยายของผม ผมก็จะไม่บอก"

อาเสี่ยมองดูหน้านักบินอย่างขบขัน

"แปลว่าธรรมดาคุณมีเรื่องอะไรคุณจะต้องเล่าให้แม่ยายคุณฟังยังงั้นหรือ"

"เปล่าครับ แต่แกเป็นคนช่างพูดช่างซัก แกพูดตั้งแต่เช้ายันค่ำแหละครับ ไม่ว่าผมจะไปไหน ทำอะไร แกซักอย่างละเอียด แกถามจนกระทั่งว่าเครื่องบินลำนี้คนงานที่สร้างเครื่องบินชื่ออะไรบ้าง"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"อย่างนี้เรียกว่าเป็นคนชอบรู้ชอบเห็นและชอบฟัง อ้า-เตรียมตัวออกเดินทางได้แล้วคุณโชติ พวกเราจะลงไปยืนดูที่รถ อย่าลืมนะครับกัปตัน เรื่องนี้คุณกับคุณสมบัติต้องปกปิดไว้เป็นความลับ บริษัทจะจ่ายเงินค่าปิดปากให้คุณกับคุณสมบัติคนละหมื่นบาท โชคดีนะครับ"

กัปตันก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณครับ"

อาเสี่ยกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา เครื่องบินของเราเสียเวลาเกือบชั่วโมงแล้ว"

ดร. ดิเรกพยักหน้ากับเจ้าแห้ว แล้วชี้มือไปที่กระเป๋าสีเขียวที่บรรจุระเบิดเวลา และคนร้ายนำมาซุกซ่อนไว้ในห้องเก็บสัมภาระนี้

"เฮ้-ยู ปิดกระเป๋านี้ให้เรียบร้อย แล้วหิ้วไปด้วย"

เจ้าแห้วทำหน้าฉงน

"รับประทาน เอาไปทำไมครับ"

ดร. ดิเรกชักฉิว

"ไม่ใช่เรื่องของแกที่จะมาซักถามฉันเลยฉันบอกให้เอาไป แกหิ้วไปก็แล้วกัน ขืนมีปัญหามากนักระวังให้ดี แกจะต้องเปลี่ยนฟันใหม่ทั้งปาก"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ เดินเข้ามาก้มตัวลงปิดกระเป๋าให้เรียบร้อยแล้วยกมันขึ้น เดินตามสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนักบินออกไปจากห้องนั้น

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง นักบินผู้ช่วยก็โผล่หน้าออกมาที่ประตูเครื่องบิน ร้องบอกให้เจ้าหน้าที่เข็นบันไดออกห่างจากเครื่องบินยักษ์ ต่อจากนั้นบานประตูก็ค่อยๆ ปิดด้วยเครื่องอัตโนมัติ นักบินติดเครื่องยนต์ไอพ่นที่ละเครื่อง เปลวไฟแลบออกมาเป็นทางยาว เสียงเครื่องยนต์ดังเสียงแหลมเล็ก เมื่อหอสัญญาณให้ทางสดวก เครื่องบินยักษ์ตราเสือโคร่งเผ่นก็เคลื่อนออกจากที่อย่างแช่มช้า บรรดาญาติมิตรของผู้โดยสารประมาณ ๔๐๐ คน ซึ่งยืนอยู่นอกรั้วตาข่ายต่างโบกมือให้ผู้ที่จากไป คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันมองดูเสือเผ่นหมายเลข ๑ อย่างชื่นชม

มันวิ่งปราดไปตามรันเวย์อย่างรวดเร็ว และเร็วขึ้นตามลำดับ ตอจากนั้นมันก็ลอยตัวขึ้นสู่อากาศ ลูกล้อถูกพับเก็บเรียบร้อย เสียงเครื่องยนต์ไอพ่นครางกระหึ่ม ชั่วเวลาเพียงครู่เดียวก็มองแลเห็นเป็นจุดเล็กๆ เครื่องบินยักษ์ของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ นอกจากใหญ่โตมโหฬารแล้วยังบินเร็วกว่าเครื่องบินบริษัทอื่นๆ อีกด้วย

ออกจากสนามบินดอนเมือง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้กลับมาถึงบริษัทในเวลา ๑๕.๐๐ น. ที่ย้อนกลับมาบริษัทก็เพราะมีงานสำคัญที่ต้องทำและจำเป็นต้องปรึกษาหารือกันในเรื่องคนร้ายนำระเบิดเวลาไปซุกซ่อนไว้ในเครื่องบินยักษ์หมายเลขหนึ่ง ซึ่งเกือบจะทำให้เครื่องบินพังพินาศ และผู้โดยสารกับเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินรวมทั้งหมดเกือบร้อยคนต้องเสียชีวิต

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณนั่งสนทนากันอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารในห้องทำงานนั้น ภารโรงในออฟฟิศชั้นล่างคนหนึ่งและเจ้าแห้วได้ช่วยกันเสิฟน้ำชาให้ เมื่อภารโรงออกไปจากห้อง พลก็กล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"แกไปนั่งอยู่ที่ระเบียงบันไดหน้าตึกนี้ ถ้าใครขึ้นมาหาพวกเรา บอกเขาว่า เรากำลังประชุมงดรับแขก"

"ครับ" เจ้าแห้วรับคำสั่ง

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ กล่าวสัพยอกเจ้าแห้วว่า

"แกไม่มีปัญหาอะไรที่จะถามเจ้าพลบ้างหรือ เวลาพวกเราใช้แก แกมักจะมีปัญหาเสมอ ถามเสียหน่อยซี"

เจ้าแห้วค้อนขวับ

"โธ่-คุณหมอก็รู้ดีแล้วว่าคุณพลท่านเท้าไวมือไว รับประทานเอาเท้าอัปเปอร์คัทเข้าเบาๆ ทีหนึ่ง เล่นเอาตาเหล่ไปเลย" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินอมยิ้มออกไปจากห้องทำงานนั้น

ดร. ดิเรกหยิบกระเป๋ารูดซิปของเขาที่วางอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วเปิดซิปออกหยิบกล่องระเบิดเวลา เขาอธิบายให้ทุกคนฟังว่า

"กล่องนี้เป็นกล่องใส่เครื่องสำอางชุดของบริษัทปอมปาดัว รายละเอียดที่กล่องนี่ยังไง แป้งรองพื้นหนึ่งอับ แป้งผัดหน้าใยไหมสีชมพูหนึ่งอับ ลิฟสติกหนึ่งแท่ง ดินสอเขียนคิ้วหนึ่งแท่ง ครีมล้างหน้าหนึ่งขวด โลชั่นทาหน้าและคอหนึ่งขวด และรู้ชหนึ่งอับ รวมเป็นเครื่องสำอางหนึ่งชุด"

นิกรพูดขึ้นทั้งๆ ที่มีแซนด์วิชอยู่ในปากจนหาที่วางไม่ได้

"แกจะบรรยายเรื่องเครื่องสำอางหาตวักตะบวยอะไรวะ ไม่เกี่ยวกับระเบิดเวลาสักนิด"

ดร. ดิเรกมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"แกรู้ไหมว่า กล่องเครื่องสำอางนี้จะทำให้เรารู้ตัวคนร้ายง่ายขึ้นอีก เมียของคนร้าย, พี่สาว, น้องสาวหรือแม่ยายของมัน คือเจ้าของกล่องใบนี้ เราต้องร่วมมือกันซีโว้ย ช่วยกันจับคนร้ายรายนี้ เอาตัวมันเข้าตะรางให้ได้"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ร่วมมือก็ร่วมมือ แต่ต้องกินให้อิ่มเสียก่อน เพราะเรื่องกินสำคัญกว่าเรื่องอื่น"

ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานกิมหงวนก็ดังขึ้น อาเสี่ยทำหน้าตื่นๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"เจ้าของลูกระเบิดเวลามันอาจจะโทรศัพท์มาถึงกันก็ได้ ถ้ามันขู่เอาเงินบริษัทการบินของเรา กันจะถ่มน้ำลายเข้าไปในลำโพงสำหรับพูด จะได้รดหน้ามัน"

นิกรโบกมือห้าม

"อย่าโว้ย อย่าทำอย่างนั้น ประเดี๋ยวผู้ร้ายมันโมโหขึ้นมา มันยกกาน้ำร้อนเทลงในลำโพงโทรศัพท์แกก็จะถูกน้ำร้อนลวกหน้าตาถลอกปอกเปิกไปเท่านั้นเอง เราเป็นสุภาพบุรุษ เราต้องสุภาพกับมัน"

กิมหงวนผละจากพรรคพวก เดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของเขาอย่างรีบร้อน ดร. ดิเรกเปิดฝากล่องกระดาษแข็งออก แล้วหยิบระเบิดเวลาออกมาวางบนโต๊ะ เขากล่าวกับพลด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ระเบิดเวลาลูกนี้ ถึงแม้ว่าเรามีเวลาไปนำมันออกมาจากเครื่องบินของเราก่อนที่มันจะระเบิดขึ้น แต่พวกเราจะต้องสังวรณ์ไว้ว่า บริษัทการบินของเราได้มีศัตรูสำคัญยิ่งเกิดขึ้นแล้ว"

พลเห็นพ้องด้วย

"เป็นความจริงหมอ และตามทัศนะของแกคงไม่ผิดพลาดที่แกว่าบริษัทการบินบริษัทใดบริษัทหนึ่ง อาจจะอิจฉาริษยาเรา เจตนาทำลายเราให้ย่อยยับ หรือมิฉะนั้นคงเป็นแผนการของคนร้ายก๊กหนึ่งที่มีความประสงค์ขู่เอาเงินเรา"

นิกรพูดเสียงคับปาก

"ขู่ก็ไม่ให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเศร้าใจ

"กลืนเสียก่อนเถอะวะแล้วค่อยพูด"

พลเอื้อมมือรับลูกระเบิดมือจากนายแพทย์หนุ่มมาพิจารณาดู ความรู้สึกบอกตัวเองว่า ระเบิดเวลาลูกนี้หนักประมาณ ๒ กิโลกรัม

"หนักเหมือนกัน แกมั่นใจไหมว่ามีดินระเบิดบรรจุอยู่"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไอไม่แน่ใจ อาจจะมีก็ได้และไม่มีก็ได้ เย็นนี้กลับไปบ้านไอจะเปิดดู อย่างไรก็ตามไอจะต้องจับคนร้ายรายนี้ให้ได้ ขอให้เชื่อความสามารถของไอเถอะ ขณะนี้ไอพอจะเห็นเงาคนร้ายเลือนลางบ้างแล้ว ขอให้เวลากันอีกสักสองสามวัน เรื่องนี้ไม่ลึกลับซับซ้อนจนเกินไปนัก แต่อย่าเพิ่งให้กันพูดอะไรให้มากกว่านี้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ผู้ร้ายนี้ต้องเป็นคนที่มีการศึกษาดี และเฉลียวฉลาดมาก"

อาเสี่ยกิมหงวนเดินมาที่โต๊ะรับประทานอาหารอย่างร้อนรน ใบหน้าของท่านประธานอำนวยการบริษัทเคร่งเครียดผิดปกติ เสี่ยหงวนกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงอันดัง

"คนร้ายเจ้าของระเบิดเวลามันโทรศัพท์มาขู่เอาเงินเราโว้ย" แล้วอาเสี่ยก็ทรุดตัวลงนั่ง ยกกำปั้นขวาทุบโต๊ะดังโครม "ใครจะไปยอมให้มัน"

"เบาๆ หน่อยอ้ายหงวน ประเดี๋ยวถ้วยชามแตกฉิบหายหมด จะพูดอะไรก็พูดมา ทำไมจะต้องทุบโต๊ะด้วย"

กิมหงวนยกกำปั้นทั้งสองข้างทุบลงบนโต๊ะเต็มแรง

"ก็ผมกำลังโมโห"

"โมโหต้องทุบโต๊ะด้วยรึ แกจะได้ประโยชน์อะไรจากการทุบโต๊ะ"

นิกรนึกสนุกขึ้นมาก็ทุบโต๊ะโครม ถ้วยกาแฟแตกไปหนึ่งถ้วย กับจานใส่เนยอีกหนึ่งจาน นิกรส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"เมื่อคนอื่นทุบโต๊ะได้ ผมก็ทุบได้เหมือนกัน มา-นั่งทุบกันจนค่ำผมก็ไม่หนี เรื่องทุบโต๊ะผมถนัดนัก"

พลมองนิกรอย่างเคืองๆ แล้วหันมาพูดกับกิมหงวน

"อ้ายหมอนั่นมันพูดกับแกว่าอย่างไร"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ

"มันบอกว่ามันโทรศัพท์มาจากโทรศัพท์สาธารณะที่หน้าโรงหนังกรุงเกษม แต่ไม่ยอมบอกชื่อ มันชมว่าพวกเราคล่องแคล่วว่องไวดีมากเท่าที่ไปถึงเครื่องบินทันเวลา แล้วมันก็ยื่นคำขาดให้บริษัทของเราจ่ายเงินให้มันล้านบาท" พูดจบกิมหงวนก็ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ประทานโทษนะครับ ผมไม่ได้ล้อคุณอา ผู้ร้ายมันขู่เอาเงินเราล้านบาทจริงๆ "

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"ก็เรียกว่าสิบแสนซีวะ เป็นการถนอมน้ำใจอา"

นิกรหัวเราะก้าก

"อ้ายหงวนมันว่าล้านบาท คุณพ่อนั่งฟังเฉยๆ ทำหน้าตายเสียก็แล้วกันติ่งต่างว่าผมหัวล้านเจ็งเหม่งอย่างคุณพ่อ ใครมันจะล้อเลียนอย่างไรผมก็ไม่โกรธ ไม่ว่ามันจะพูดถึงขุนช้างหรือนกตะกรุมหรือลูกมะอึกก็ตาม"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น

"พอ-พอแล้วอ้ายกร เดี๋ยวจะเกิดเตะปากกันขึ้น"

แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่อาเสี่ยกิมหงวน "เล่าต่อไปซีอ้ายหงวน"

กิมหงวนว่า "ผู้ร้ายมันบอกว่า มันขอเงินใช้ล้านเดียวเท่านั้นแหละ สาบานว่าจะไม่รบกวนเราอีก"

"แล้วแกตอบไปว่าอย่างไร" เจ้าคุณถาม

อาเสี่ยหัวเราะ

"ผมพูดคำหยาบไปหลายคำครับ เพราะโมโหจนลืมตัว ผมไม่เคยด่าใครอย่างหยาบคายเหมือนวันนี้ ผมบอกมันว่าบาทเดียวผมก็ไม่ให้ และพวกเรากำลังสืบหาตัวมันเพื่อเอามันเข้าตะราง"

พลพูดขึ้นทันที

"มันคงโกรธแกมากซีนะ"

"เปล่า-มันหัวเราะร่วนตลอดเวลา มันว่าเครื่องบินของเราราคาตั้ง ๒๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไม่ให้เงินมันล้านบาท มันจะพยายามระเบิดเครื่องบินของเราทั้งสองลำให้ได้ และมันมีวิธีซุกซ่อนระเบิดเวลาเอาไปไว้บนเครื่องบินอย่างแนบเนียน การวางระเบิดครั้งที่สองมันจะไม่บอกให้เรารู้ตัว และมันจะซ่อนระเบิดไว้บนเครื่องบินอย่างมิดชิด ถึงจะค้นหาอย่างไรก็หาไม่พบ อ้อ-มันบอกด้วยว่าระเบิดเวลาแบบนี้มีอำนาจระเบิดเท่ากับ ทีเอ็นที ๕๐ กิโลกรัม ตูมเดียวเครื่องบินของเราก็จะกลายเป็นเศษเหล็กชิ้นเล็กๆ

พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าจ๋อยไปตามกัน แล้วท่านเจ้าคุณก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"มันว่ายังไงอีก"

อาเสี่ยถอนหายใจดังปู้ด

"มันให้เวลาเราคิดสองวันครับ วันจันทร์ตอนกลางวันมันจะโทรศัพท์มาถึงผม เพื่อขอคำตอบอันเด็ดขาด ถ้าตกลงมันจะนัดให้เรานำเงินสดล้านบาทไปให้มัน ณ ที่ใดที่หนึ่ง มันคุยว่ามันไม่กลัวว่าเราจะนำตำรวจไปจับมัน ถ้าเราให้ตำรวจเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เครื่องบินของเราทั้งสองเครื่องก็จะถูกระเบิดอย่างไม่มีปัญหา และถ้าตำรวจยื่นมือเข้ามาหนังสือพิมพ์ก็จะลงข่าวกันเกรียวกราว เครื่องบินของเราจะไม่มีใครกล้าโดยสาร เพราะผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินนั้นล้วนแต่มีฐานะดี ซึ่งคนชั้นเศรษฐีนั้นรักตัวกลัวตายมาก"

นิกรพูดโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล

"ผู้ร้ายรายนี้ถ้าเราจับตัวได้ก็ควรจับมันมัดไว้กับต้นไม้ แล้วเอาระเบิดวางไว้ที่ขาของมัน ให้มันได้รับความหวาดเสียวสยดสยอง ก่อนที่มันจะตาย" พูดจบเขาก็กล่าวกับท่านประธานอำนวยการบริษัท "เท่าที่แกพูดกับมันทางโทรศัพท์ แกรู้สึกว่ามือมัจจุราชคนนี้เป็นคนที่มีความรู้ดีใช่ไหม"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ถูกแล้ว มันพูดเพราะน่าฟังด้วยวาทะศิลป์ทั้งปลอบทั้งขู่ไปในตัว คำพูดของมันบอกให้กันรู้ว่ามันเป็นคนมีการศึกษาดี"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"หน้าตามันเป็นยังไง ไว้หนวดหรือเปล่า? "

"เห็นเมื่อไรเล่า" กิมหงวนตวาดแว้ด

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายด้วยเสียงอ่อยๆ

เครื่องบินสองลำ ๔๐๐ ล้านบาท เราทุกคนได้ทุ่มเทเงินลงทุนตั้งบริษัทสายการบินนี้จนหมดเนื้อหมดตัวไปตามกัน อ้า.... ล้านบาท ให้มันไปเถอะวะ นึกว่าฟาดเคราะห์ไป"

"โน" ดร. ดิเรกร้องลั่น "ผมยอมล่มจม บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายคุ้มครองเรา ถ้าเราให้เงินมันก็หมายความว่าเราตกอยู่ใต้อิทธิพลของมัน ทีหลังมันก็จะขู่เอาเงินเราได้อีก"

"นั่นนะซี" นิกรเห็นพ้องด้วย "เงินตั้งล้านไม่ใช่เงินเล็กน้อย ถึงแม้เป็นใบละร้อยบาทล้วนๆ ก็ต้องใส่ลังใหญ่ๆ ถึงจะพอบรรจุ ถ้ามันขู่เราสัก ๕ บาท ๑๐ บาท เราก็พอตัดใจให้มันไป"

กิมหงวนชักใจอ่อน เขามองเห็นความพินาศล่มจมของเขาที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของคนร้ายรายนี้ แน่นอนล่ะ ถ้าเครื่องบินยักษ์ทั้งสองลำถูกระเบิด เขาก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว อาเสี่ยกล่าวกับพลเป็นเชิงปรารภว่า

"หรือจ่ายให้มัน นึกเสียว่าชาติก่อนเราเป็นหนี้มัน"

พลสั่นศีรษะ

"ในชีวิตของกัน กันไม่เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของใครเลย ขู่กันอย่างนี้กันยอมไม่ได้ และไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าเรามาร่วมมือกันสืบจับตัวคนร้ายรายนี้ให้ได้ ส่งมันเข้าคุกไป ในฐานพยายามวางระเบิดเครื่องบินโดยสาร ที่อเมริกาเคยมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นแล้ว ผู้ร้ายแก๊งค์หนึ่งนำระเบิดเวลาไปไว้ในเครื่องบินโดยสาร แล้วโทรศัพท์บอกให้ผู้อำนวยการบริษัทการบินทราบ ทางบริษัทค้นพบระเบิดเวลาจริงๆ คนร้ายขู่เอาเงินบริษัทสองแสนดอลล่าร์ ทางบริษัทแจ้งเรื่องให้ เอฟ.บี.ไอ. ทราบ ในที่สุดตำรวจ เอฟ.บี.ไอ. ก็สามารถลากคอผู้ร้ายก๊กนั้นเข้าตารางได้หมด กันสงสัยว่าผู้ร้ายรายนี้จะเอาเยี่ยงอย่างผู้ร้ายในอเมริกาก็ได้ เพราะเรื่องต่างๆ เกี่ยวอาชญากรรมในแฟ้มของเอฟ.บี.ไอ. นั้น เขาเปิดเผยเสมอหลังจากศาลตัดสินแล้ว เราต้องเข้มแข็งอ้ายหงวน อย่าไปสนใจคำขู่ของมัน"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ไอจะสืบจับคนร้ายรายนี้เอง รับรองว่าไอจับได้แน่ๆ เพราะไอได้หลักฐานมาเพียงพอแล้ว คือกล่องเครื่องสำอางและลายมือที่เขียนชื่อมิสซิสแมรี่ กอร์ดอน ซึ่งเป็นนามสมมุติขึ้น ส่วนระเบิดเวลาแบบนี้ทำที่เยอรมันตะวันออก ทำในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ นี่เอง"

นายแพทย์หนุ่มจัดแจงเก็บระเบิดเวลาไว้ในกล่องตามเดิม และยกกล่องใส่ไว้ในกระเป๋าซิปรูด ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ อาเสี่ยกิมหงวนไม่ค่อยสบายใจเลย กลัวภัยมืดที่จะเกิดกับเขาเป็นที่สุด

อังคารที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๐๓

เครื่องบินยักษ์ ตราเสือเผ่นหมายเลขหนึ่งของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ. ซึ่งเดินทางมาจากภาคพื้นยุโรปเมื่อวันจันทร์ ได้มาถึงสนามบินดอนเมืองในเวลา ๒๐.๓๐ น. เร็วกว่ากำหนดไปประมาณครึ่งชั่วโมง

น.อ.อ. โชติ อตีดเสืออากาศผู้เป็นกัปตันเครื่องบินลำนี้ ได้นำไอพ่นสี่เครื่องยนต์ราคา ๑๐ ล้านดอลล่าร์ลงสู่สนามโดยสวัสดิภาพ และเลี้ยวขวามือเป็นวงกว้างออกมาสู่ทางนอก แล่นช้าๆ ตรงมาหยุดหน้าท่าอากาศยานดอนเมืองท่ามกลางแสงไฟฟ้าอันสว่างไสว เครื่องบินนี้จะออกเดินทางไปยุโรปอีกในวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ กันยายน และในวันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน เครื่องบินยักษ์หมายเลข ๒ จะมาจากยุโรป

บรรดาผู้โดยสารเกือบร้อยคนต่างทยอยๆ กันเดินลงบันไดจากเครื่องบินตรงไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร แต่เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินไม่มีใครลงมาแม้แต่คนเดียว กัปตันได้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าเขาได้รับวิทยุจากประธานอำนวยการของบริษัท คืออาเสี่ยกิมหงวน แจ้งว่ามีเรื่องด่วนมากที่จำเป็นต้องขอพบตัวนักบินกับคณะและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินของเครื่องบินลำนี้ทั้งหมด และขอร้องให้ทุกคนรอคอยพบบนเครื่องบิน

คำสั่งของผู้อำนวยการบริษัทการบินทำให้พ่อครัวชาวฝรั่งเศสทั้งสองคนคือมอสิเออร์แตงดอง กับมองสิเออร์ยองดากระสับกระส่ายเร่าร้อนใจไปตามกัน ทั้งนี้ก็เพราะพ่อครัววัยกลางคนทั้งสองต่างก็มีนัดกับแฟนสาวชาวไทยของเขาไว้ สองนางเป็นพาร์ทเนอร์ของไนท์คลับแห่งเดียวกัน

หลังจากผู้โดยสารได้ลงจากเครื่องบินหมดแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พาเจ้าหน้าที่ศุลกากรรวม ๓ คนขึ้นมาบนเครื่องบินเสือเผ่นหมายเลขหนึ่ง ตามเวลาที่กล่าวนี้ เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินรวมทั้งหมด ๑๒ คน ได้ชุมนุมกันอยู่ที่ห้องโดยสารชั้นทัศนาจรอย่างพร้อมเพรียงกัน

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกรมศุลกากรคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนอัสสัมชัญรุ่นเดียวกับเขาและมีความสนิทสนมกันมาก

"กันจะประชุมกับเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินของกัน แกจะตรวจค้นอย่างไรก็เอาซีนายแสง"

ศุลกากรอาวุโสทำตาเขียวกับกิมหงวน

"อือ.... ฉันคิดว่าแกเป็นผู้ใหญ่แล้วคงจะเลิกล้อชื่อพ่อแล้ว หลายปีมาแล้วนะโว้ยที่ไม่มีใครระบุชื่อพ่อกันเลย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"แต่การล้อชื่อพ่อย่อมเป็นสัญลักษณ์ของเพื่อนเก่าหรือเพื่อนแท้ ตราบใดที่เรายังล้อชื่อพ่อกันได้ก็หมายความว่าเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่"

ท่านหัวหน้ากองเห็นพ้องด้วย

"จริงของแกกิมหั่ง"

อาเสี่ยทำคอย่น

"แต่พ่อซีโว้ยอย่าให้มันถึงปู่ มันจะมากไป ก๋งกันตายไปตั้งเกือบศตวรรษแล้ว อย่าไปกล่าวขวัญถึงแกเลย"

นิกรหัวเราะก้าก กล่าวถามศุลกากรอาวุโสทันที

"ก๋งอ้ายหงวนชื่อกิมหั่งหรือครับ ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้"

"ครับใช่ เตี่ยชื่อกิมเบ้ ลุงชื่อกิมไซ"

กิมหงวนมองดูหัวหน้ากองอย่างเคืองๆ

"อ้ายสิทธิ์ ประเดี๋ยวฉันเดือดขึ้นมาฉันก็จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนท้องถิ่น สาธยายวงศาคณาญาติของแกให้อ้ายกรมันฟัง อย่าลืมว่าฉันรู้กระทั่งว่ายายของแกชื่อยายเม้า ทอดกล้วยแขกขายอยู่ที่ท่าเตียน"

ท่านหัวหน้ากองกลืนน้ำลายเอื้อก ต่อจากนั้นเขาก็พาลูกน้องของเขาสองคนเดินออกจากห้องผู้โดยสาร เพื่อทำการตรวจค้นของต้องห้ามตามหน้าที่ของเขา อาเสี่ยบอกให้ น.อ.ท. สมบัติ เชี่ยวเวหน นักบินผู้ช่วยตามไปด้วย เพื่อให้ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรในการตรวจค้นห้องหับต่างๆ

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร. ดิเรกจ้องมองดูแอร์โฮสเตสส์สาว ๔ คนซึ่งอยู่ในเครื่องแบบอันสวยเก๋และแต่ละนางล้วนแฉล้มแช่มช้อยอย่างที่เรียกว่าไฉไลเป็นบ้า ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขาทำให้นายแพทย์ดิเรกรู้ว่าแอร์โฮสเตสส์สาว ๔ คนนี้ คนใดคนหนึ่งจะต้องร่วมมือกับคนร้ายในกรณีวางระเบิดอย่างไม่ต้องสงสัย

"อ้า-คุณแอร์โฮสเตสส์ทั้งสี่คนโปรดฟังผม เที่ยวที่แล้วใครเป็นเวรห้องเก็บสัมภาระผู้โดยสาร"

สาวสวยคนหนึ่งเจ้าของร่างอวบอัดยิ้มให้เขา

"หนูเองค่ะคุณหมอ"

"อ้อ-ขอบคุณครับ คุณเขียนป้ายติดกระเป๋าหรือหีบห่อสัมภาระของผู้โดยสารทุกชิ้นใช่ไหมครับ"

"ค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นเดินเข้ามาหากิมหงวนแล้วก้มหน้าลงกระซิบกระซาบ สักครู่ท่านประธานอำนวยการบริษัทการบินก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เลิกประชุม ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้เว้นแต่คุณอะคร้าวต้องอยู่ก่อน"

ชาวฝรั่งเศสทั้งสองคนซึ่งเป็นพ่อครัวชั้นดี ต่างเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งแข่งกันไปที่ประตูเครื่องบิน ลงบันไดไปอย่างรีบร้อน เพราะจิตใจจดจ่ออยู่กับแฟนสาวของเขา ช่างเครื่อง ๓ คน และแอร์โฮสเตสส์สาวอีก ๓ คน คือสุดสวาท, จันทิมา และกนกศรีต่างลุกขึ้นพากันกลับไปห้องพักของตน ภายในห้องโดยสารคงมีคณะพรรคสี่สหายเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว, กัปตันและแอร์โฮสเตสส์สาวสวยผู้มีนามว่าอะคร้าว

ดร. ดิเรกเดินมานั่งข้างๆ อะคร้าวและยิ้มให้หล่อน

"อ้า-คุณชื่ออะไรนะครับ"

"อะคร้าว เรืองอุไรค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"อะคร้าว.... ชื่อคุณเก๋ดีเหมือนกัน แปลว่ากระไรครับ ขอโทษ"

"แปลว่าภูมิใจหรืออิ่มใจค่ะ แปลว่ายิ่งก็ได้"

ดร. ดิเรกนิ่งอึ้งไปสักครู่

"คุณอะคร้าว อ้า-คุณคงไม่อยากติดคุก ไม่ใช่หรือครับ"

หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ใบหน้าซีดเผือดทันที

"คุณหมอถามหนูอย่างนี้ คุณหมอหมายความว่ากระไรคะ"

ดร. ดิเรกเก๊กหน้าเคร่งเครียดทันที

"ผมคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายหรือพูดอะไรให้มากกว่านี้ คนเราทุกคนย่อมทราบดีว่าตนได้ทำอะไรไปบ้าง ความผิดของคุณน่ะอย่างน้อยก็ต้องถูกจำคุก ๕ ปี ในฐานพยายามฆ่าคนร่วมร้อยคน ซึ่งเป็นพฤติการณ์อันโหดเหี้ยมทารุณที่สุด"

แอร์โฮสเตสส์สาวงันงกตกประหม่า แสดงท่าทางเป็นพิรุธเต็มตัว แต่ก็ฝืนใจพูดกับ ดร. ดิเรกว่า

"โปรดบอกหนูหน่อยเถอะค่ะ หนูงงไปหมดแล้ว คนอย่างหนูน่ะหรือคะ จะร้ายกาจถึงกับคิดฆ่าคนร่วมร้อยคน หนูไม่ใช่อาชญากรใจเหี้ยม หนูเป็นคนที่มีการศึกษาอย่างดีและมีตระกูล ก็ตามใบสมัครของหนูซึ่งท่านประธานอำนวยการยังชมว่า ความสำเร็จชั้นมหาวิทยาลัยของหนูนั้น เหมาะอย่างยิ่งที่หนูจะรับตำแหน่งเป็นแอร์โฮสเตสส์ของแอร์ไลน์เนอร์บริษัทนี้"

"ออไร้ ยูสวยและน่ารัก ความรู้ก็อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยูเห็นผิดเป็นชอบโดยร่วมมือกับคนร้ายคนหนึ่งหรือหลายคนนำระเบิดเวลาที่มีอำนาจระเบิดอย่างรุนแรงมาไว้ในห้องสัมภาระของเครื่องบินนี้ เมื่อก่อนออกเดินทางไปยุโรปเที่ยวที่แล้วมา"

"โอ๊ย ไม่จริงค่ะ หนูไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น"

หล่อนปฏิเสธเสียงสั่นเครือ

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ส่งตำรวจโว้ยหมอ ให้ตำรวจดำเนินคดีดีกว่า เมื่อคุณอะคร้าวแกอยากย้ายบ้านจากนอกคุกเข้าไปอยู่ในคุกก็ตามใจ"

สาวสวยมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"คุณมีพยานหลักฐานอย่างไรที่ปรักปรำหนูในคดีร้ายแรงเช่นนี้"

ดร. ดิเรกตอบแทนนิกร

"พยานน่ะยังไม่มี แต่เรามีหลักฐานอยู่ในกำมือของเราหลายอย่าง คุณจะปฏิเสธไม่ได้ว่าป้ายติดกระเป๋ามิสซิสแมรี่ กอร์ดอนนั้นเป็นลายมือของคุณซึ่งผมได้ตรวจสอบลายมือของคุณในใบสมัครภาษาอังกฤษของคุณแล้ว นอกจากนี้กล่องใส่ระเบิดเวลาคือกล่องเครื่องสำอางของคุณ เป็นเครื่องสำอางชุดของบริษัทปอมปาดัวแห่งกรุงปารีส คุณเขียนไว้ที่หลังกล่องบอกจำนวนเงินและวันเดือนปีที่คุณซื้อมา เป็นลายมือของคุณอย่างไม่มีปัญหา และผมได้ค้นพบบิลรับเงินสดของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งในกระเป๋าเสื้อผ้าใบเขียวใบนั้น มันซุกซ่อนอยู่ในซอกเล็กๆ เป็นบิลค่าตัดผมของคุณ ๑๕๐ บาท ทางร้านได้เขียนชื่อและนามสกุลของคุณลงในใบบิลนั้นด้วย เท่านี้ก็เป็นหลักฐานมัดตัวคุณอย่างดิ้นไม่หลุด แล้วผมก็ได้ใช้ผงเคมีของผมโรยตามกระเป๋าเสื้อผ้าและกล่องใส่ระเบิดเวลา ปรากฏลายนิ้วมือคุณหลายแห่งซึ่งผมได้ถ่ายรูปไว้หมดแล้ว คุณทำงานอย่างหละหลวมเช่นนี้ ก็เพราะว่าคุณไม่ใช่อาชญากรนั่นเอง เราจำเป็นต้องมอบตัวคุณให้ตำรวจที่ท่าอากาศยานนี้"

อะคร้าวร้องไห้โฮ อาเสี่ยกิมหงวนชักใจอ่อนลุกขึ้นเดินมานั่งใกล้ๆ แอร์โฮสเตสส์สาว

"คุณมะพร้าว" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

"หนูชื่ออะคร้าวค่ะ" หล่อนพูดพลางร้องไห้พลาง

กิมหงวนหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"อย่าเอาเรื่องเอาราวกับแกเลยวะ แกยังเป็นเด็ก แกทำไปเพราะรู้ไม่เท่าถึงการ หรือโง่เขลาเบาปัญญา"

"โน" ดร. ดิเรกร้องลั่น "เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กโว้ย แผนของคนร้ายเป็นแผนที่ใหญ่ยิ่ง ปล่อยให้กันจัดการกับอะคร้าวเถอะ" แล้วเขาก็หันมามองดูหล่อนด้วยแววตาถมึงทึง "ผมขอพูดกับคุณโดยเอาเกียรติของผมเป็นประกัน ถ้าคุณสารภาพความจริงเราจะขอร้องตำรวจกันคุณไว้เป็นพยาน ซึ่งคุณก็จะรอดพ้นจากเป็นจำเลยในคดีก่อวินาศกรรม พยายามฆ่าคนตายร่วมร้อยคน ถ้าไม่อยากติดคุกก็ต้องสารภาพกับผม และเราจะให้คุณทำงานเป็นแอร์โฮสเตสส์ต่อไป เราต้องการต้นตอหรือตัวการเท่านั้น"

อะคร้าวเปิดกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา พล พัชราภรณ์ พูดเสริมขึ้นทันที

"อย่าปฏิเสธเลยครับ หลักฐานมันมัดตัวคุณอยู่แล้ว คุณก็น่าจะทราบดีว่า ดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมในการพิสูจน์หลักฐาน"

นิกรกล่าวบ้าง

"คุณน่าจะรู้ดีว่าดิเรกน่ะไม่ใช่คน อ้า-ผมหมายความว่าเขาเก่งขนาดเทวดา คุณเป็นผู้หญิงยิงเรือ ไม่น่าคิดการใหญ่โตเช่นนี้เลย ถ้าคุณไม่ยอมสารภาพคุณก็จะต้องติดคุก สาวๆ สวยๆ อย่างคุณ ติดคุกสามวันเท่านั้นเป็นบ้าตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาดุนิกร

"อย่าขู่นักเลยโว้ย อะคร้าวแกกำลังจะสารภาพอยู่แล้ว"

แอร์โฮสเตสส์สาวร้องไห้สะอึกสะอื้น มองดู ดร. ดิเรกด้วยความเกรงกลัว

"คุณหมอขา คุณหมอต้องกรุณาหนูจริงๆ นะคะ"

"ออไร้ ฝรั่งพูดแล้วไม่คืนคำ"

อะคร้าวจะต้องสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน

"หนูยอมรับค่ะว่าหนูเป็นคนนำกระเป๋าระเบิดเวลาขึ้นมาไว้ในห้องสัมภาระในตอนสายวันนั้น ศุลกากรเขาไม่ตรวจค้นเพราะเขาเชื่อเกียรติหนู และเชื่อว่าเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าส่วนตัวของหนู"

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกัปตันต่างหันมาดูหน้ากัน ดร. ดิเรกถอนหายใจลึกๆ

"เล่ารายละเอียดให้เราฟัง คุณอะคร้าว"

น้ำตาของสาวสวยไหลพราก

"หนูยอมรับค่ะว่าหนูได้ร่วมมือกับแฟนของหนูในเรื่องนี้ เขาสัญญาจะแบ่งเงินให้หนูล้านบาท ถ้าแผนการของเขาลุล่วงไปด้วยดี ลูกระเบิดเวลาลูกนั้นมันไม่มีดินระเบิดนี่คะ"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร ไอถอดออกดูแล้วปรากฏว่าไม่มีดินระเบิด ยูบอกไอซิว่าแฟนของยูน่ะเป็นใคร"

"เขาชื่อเลอพงศ์ ศุภนิมิตรค่ะ"

สี่สหายหันมามองดูหน้ากัน อาเสี่ยกิมหงวนร้องขึ้นดังๆ

"เลอพงศ์ นักเรียนฝรั่งเศสที่กลับมาเมืองไทยโดยไม่มีดีกรี ขณะนี้เป็นครูลีลาศ เป็นหนุ่มสังคมชื่อดังใช่ไหมคุณมะพร้าว"

"ค่ะ บ้านเขาอยู่ใกล้ๆ บ้านหนู เรารักกันมาปีกว่าแล้ว ที่ยังแต่งงานกันไม่ได้เพราะฐานะของเขายังไม่อำนวยให้ คุณหมอขา.... หนูได้สารภาพแล้วเรื่องนี้ไม่มีคนอื่นเกี่ยวข้องอีกเลยค่ะ มีหนูกับพงศ์ร่วมมือกันสองคนเท่านั้น พงศ์เขามั่นใจว่า บริษัทจะต้องจ่ายเงินให้เขาสองล้านบาทเพราะกลัวเครื่องบินของบริษัทจะถูกระเบิด แต่แล้วในที่สุดแผนการของเขาก็ล้มเหลว"

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นยืนมองดูแอร์โฮสเตสส์สาวอย่างเดือดดาล แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบปืนพกขนาดเล็กออกมาจ้องอะคร้าว

"คุณอย่าอยู่เลยคุณอะคร้าว ตายเสียเถอะ"

สาวสวยอกสั่นขวัญแขวนรีบยกมือไหว้เขา

"คุณนิกรขา อย่าฆ่าหนูเลยค่ะ"

นิกรหัวเราะ

"ล้อเล่นหน่อยเดียวปอดลอยไปได้ นี่มันเป็นปืนไฟแช็กของผม" แล้วนิกรก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงหล่อน มีเสียงดังแช็ก ไฟติดขึ้นที่ข้างนกปืนทันที

ดร. ดิเรกโบกมือให้นิกรนั่งลงตามเดิม เขาพูดกับแอร์โฮสเตสส์สาวต่อไป

"ผมสัญญากับคุณไว้แล้วว่า ผมจะกันคุณไว้เป็นพยานในเรื่องนี้ คุณไม่ต้องวิตกว่าคุณจะได้รับโทษตามกฎหมาย ขอบคุณมากที่คุณสารภาพความจริง คุณบอกผมหน่อยซิว่านายเลอพงศ์เอาลูกระเบิดเวลามาจากไหน เรื่องนี้คุณต้องรู้แน่ๆ "

อะคร้าวรักตัวกลัวติดตะรางก็สารภาพตามตรง

"เขาพาหนูไปซื้อที่บ้านชาวต่างประเทศคนหนึ่งค่ะ"

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นคุณเตรียมตัวไปกับพวกเราเดี๋ยวนี้ เราจำเป็นต้องจับกุมตัวเลอพงศ์แฟนของคุณโดยเร็วที่สุด และจะให้คุณพาพวกเราไปบ้านชาวต่างประเทศคนนั้นด้วย ซึ่งผมมั่นใจว่าเขาคือหัวหน้าหน่วยคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยแน่นอน ที่บ้านพักของเขาจะต้องมีวัตถุระเบิดและอาวุธร้ายแรงอีกหลายชนิด"

"ค่ะ หนูยินดีที่จะพาคุณหมอและกรรมการบริษัทไปจับเลอพงศ์ที่บ้านของเขา และหนูจะพาไปที่บ้านฝรั่งคนนั้นด้วย หนูสำนึกตัวแล้วค่ะ ว่าหนูได้เห็นผิดเป็นชอบด้วยความโลภของหนูอยากจะได้เงินล้าน หนูขอเรียนคุณหมอด้วยความจริงใจว่า ในชีวิตของหนูก็เพิ่งประกอบกรรมทำชั่วในครั้งนี้" พูดจบหล่อนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น

นิกรกับกิมหงวนและ ดร. ดิเรกต่างสงสารหล่อนจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ นิกรปล่อยออกมาโฮใหญ่ นักบินเผลอตัวหัวเราะก้าก แต่แล้วก็รีบยกมือปิดปากเพราะรู้ดีว่าการหัวเราะเยาะประธานอำนวยการและกรรมการของบริษัทการบินที่เขาทำอยู่นั้น อาจจะทำให้เก้าอี้ที่นั่งนักบินของเขาสั่นสะเทือนได้ นักบินมือดีกว่าเขาในกองทัพอากาศยังมีอีกถมเถไป

คืนวันนั้นเอง

คณะสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและอะคร้าวได้นั่งรถคาดิลแล็กเก๋งออกจากสนามบินดอนเมืองในเวลา ๒๑.๐๐ น. ตรง อะคร้าวเปลี่ยนเครื่องแบบแอร์โฮสเตสส์แล้ว สาวสวยพาคณะสี่สหายมุ่งตรงไปที่บ้านพักของเลอพงศ์ ศุภนิมิตร หนุ่มเจ้าสำราญหัวนอกที่ไม่มีปริญญาซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นอาชญากรชั้นสมองไปแล้ว บ้านพักของเลอพงศ์อยู่ในซอยหนึ่งทางประตูน้ำปทุมวันและอยู่ใกล้ๆ กับบ้านพักของอะคร้าว เพียงแต่มีรั้วกันเขตติดต่อกัน แอร์โฮสเตสส์สาวได้ทราบจากหญิงชราคนหนึ่งซึ่งมาเปิดประตูรับหล่อนว่า เลอพงศ์ ไปในงานของสมาคมแห่งหนึ่งที่สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คาดิลแล็กเก๋งคันงามก็แล่นมาจอดด้านหน้าสมาคมลีลาศแห่งประเทศไทยในสวนลุมพินี รถเก๋งคันงามๆ จอดเรียงรายกันไม่ต่ำกว่าร้อยคัน บนสถานลีลาศเต็มไปด้วยแสงไฟสว่างจ้า หนุ่มสาวชาวสังคมกำลังกอดกันอยู่กลางฟลอร์ท่ามกลางเสียงเพลงอันไพเราะ งานนี่เป็นงานราตรีที่มโหฬารงานหนึ่ง มีการโชว์แบบเสื้อและประกวดนางงามด้วย จึงเรียกร้องสมาชิกของสมาคมและบุคลภายนอกมาชุมนุมกันอย่างคับคั่ง โดยเก็บค่าผ่านประตูคนละ ๓๐ บาท เพื่อบำรุงสมาคม

อะคร้าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งอยู่ตอนหน้ารถ ส่วนสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถคาดิลแล็กเก๋งจอดอยู่ในที่มืดห่างแถวจอดรถประมาณ ๒๐ เมตร

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เอายังไงดีพวกเรา"

ดร. ดิเรกให้ความเห็นอย่างแยบคาย

"จะเอายังไงก็ได้ แต่ควรจัดการอย่างสงบเงียบ อย่างให้เรื่องอื้อฉาว ขณะนี้พวกหนังสือพิมพ์และตากล้องอยู่บนฟลอร์ตั้งปี๊บ ให้อ้ายกรซื้อบัตรบุกขึ้นไปคนเดียวดีไหมถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่รู้จักกับนายเลอพงศ์แต่เราก็เห็นเขาคุ้นหน้ากัน ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าพวกเราเป็นใครบ้าง ให้อ้ายกรบุกขึ้นไปรวบตัวเอาไปส่งตำรวจที่โรงพักเป็นดีแน่"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แกว่าดี แต่กันว่าไม่ใคร่ดีโว้ย อ้ายเปรตนั่นตัวมันใหญ่กว่ากันเป็นกอง กันขนาดรุ่นแบนตัมเวทนายเลอพงศ์มันมิดเดิลเวท"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"อ้ายกรเอ๊ย แกมันไม่มีเลือดนักสู้เลย เลือดแกมีแต่บวกสี่ กันซิวะถึงจะแน่ กันจะขึ้นไปบนฟลอร์ไปจับนายเลอพงศ์มาเดี๋ยวนี้ ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร"

อะคร้าวพูดเสริมขึ้นทันที

"ผู้อำนวยการคะ เลอพงศ์น่ะเขาไปไหนเขาพกปืนเสมอนะคะ หนูเคยเห็นค่ะ เขาพกซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. และคุยเสมอว่าถ้าใครปะทะกับเขา เขาจะยิงให้แหลก เขายิงปืนแม่นด้วยค่ะ เคยไปเที่ยวบางแสนกับหนู เขาสามารถยิงนกตัวเล็กๆ ที่บินข้ามศีรษะเขาไปได้ถูก เขาเกือบจะไปแข่งยิงปืนที่โอลิมปิคแล้วซีคะ แต่เขามีเรื่องหนี้สินยุ่งยากใจเลยไม่ได้ไป"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"เอ-ถ้ายังงั้นให้อ้ายแห้วบุกขึ้นไปจัดการกับนายเลอพงศ์ดีกว่า"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกเหมือนกับถูกเข็มแทง

"รับประทาน ไม่ดีหรอกครับ"

"ทำไมถึงไม่ดี" นิกรถามยิ้มๆ

"รับประทาน ผมยังไม่อยากตายน่ะซีครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวอย่างเป็นงานเป็นการกับอะคร้าวว่า

"แม่หลานสาว หนูขึ้นไปบนตึกลีลาศดีกว่า ไปหานายเลอพงศ์ และใช้อุบายหลอกลวงเขาให้มาหาเราที่รถ พวกเราจะได้ช่วยกันรวบตัวเขาส่งตำรวจ หนูพอจะทำได้ไม่ใช่หรืออะคร้าว"

อะคร้าวหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และรีบรับคำทันที

"ได้ค่ะ หนูจะขึ้นไปบนฟลอร์เดี๋ยวนี้และจะพยายามพาพงศ์มาที่นี่"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นทันที

"ดีมากคุณอะคร้าว ผู้ชายอย่างนี้อย่าไปอาลัยอาวรณ์มันเลย ถ้าเขาเป็นคนดีเขาคงไม่ชวนให้คุณร่วมงานทุจริตกับเขาหรอก และวิสัยของคนดีก็ต้องมีสัมมาอาชีพ ไม่ใช่หากินอย่างนี้" แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับเจ้าแห้ว "เฮ้ย-แกไปส่งคุณมะพร้าวแกทีเถอะวะ ช่วยซื้อตั๋วให้เธอด้วย"

เจ้าแห้วหันมายิ้มกับกิมหงวน

"รับประทาน เงินล่ะครับ"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"ออกไปก่อนซี"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมมีติดกระเป๋าอยู่หกสลึงเท่านั้น

กิมหงวนล้วงกระเป๋าในเสื้อสากล หยิบธนบัตรใบละร้อยออกมาปึกหนึ่ง แล้วส่งให้เจ้าแห้วหนึ่งฉบับ

"เอ้า-เอาไป ทีหลังหัดพกเงินติดกระเป๋าเสียบ้างซี"

เจ้าแห้วหัวเราะเสียงกร่อย

"รับประทานมันไม่มีจะพกนะซีครับ"

ครั้นแล้วเจ้าแห้วกับแอร์โฮสเตสส์สาวสวยก็เปิดประตูก้าวลงจากรถคนละข้าง เจ้าแห้วเดินนำหน้าพาหล่อนตรงไปยังสถานลีลาศ อะคร้าวอกใจเต้นระทึกผิดปกติ หล่อนบอกตัวเองว่า หล่อนจำเป็นต้องทรยศหักหลังคนรักของหล่อน เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้หล่อนรอดพ้นจากคุกตะราง

สักครู่หนึ่งเจ้าแห้วก็กลับมาที่รถคาดิลแล็กเก๋ง รายงานให้เสี่ยหงวนทราบว่า เขาได้ซื้อบัตรผ่าประตูให้อะคร้าว และพาหล่อนขึ้นไปส่งบนสถานลีลาศแล้ว เมื่ออาเสี่ยหงวนแกล้งทวงถามถึงเงินทอนเจ้าแห้วก็รีบพูดเรื่องอื่นกลบเกลื่อนทันที คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงมาจากรถ ดิเรกชวนทุกคนให้ไปยืนรวมกลุ่มกันข้างหลังรถคาดิลแล็กเก๋ง

"เฮ้-พวกเราใครมีปืนติดตัวมาบ้าง" นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามคณะพรรคของเขา

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อสากลหยิบปืนพกออกมา

"กันมีโว้ย"

นั่นมันปืนไฟแช็ก ไอถามถึงปืนจริงๆ "

กิมหงวนว่า "กันไม่ได้เอาปืนมาหรอก แกกลัวว่านายเลอพงศ์ มันจะยิงเรายังงั้นหรือ"

"ออไร๋ ถ้ามันมีปืนพกติดตัว มันก็ต้องยิงเราแน่ๆ ถึงอย่างไรก็คงไม่ยอมให้เราจับมันโดยละมุนละม่อม"

"รับประทานเรื่องนี้ผมแสดงเองก็ยังไหวครับ เอาเหล็กงัดยางฟาดกระบาลนายเลอพงศ์เปรี้ยงเดียวเท่านั้นก็ง่อยกระรอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบบอกสี่สหายทันที

"มันมาแล้ว ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่เดินตามอะคร้าวลงบันไดมาคือนายเลอพงศ์ใช่ไหมล่ะ เดินตรงมาที่เราแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายและเจ้าแห้วต่างมองตามสายตาท่านเจ้าคุณ

"ออไร๋" ดร. ดิเรกกระซิบ "ใช่ครับคุณพ่อผมจำมันได้ ผมและพวกเคยเห็นอ้ายหมอนี่หลายสิบครั้งแล้ว"

ทุกคนเงียบกริบ อะคร้าวพาเลอพงศ์ตรงมาที่รถคาดิลแล็กเก๋ง หล่อนโกหกเขาว่าหล่อนนำแท็กซี่คันหนึ่งมารับเขาเพื่อไปนั่งรถเที่ยวและหาอาหารว่างรับประทานกันที่ราชวงศ์ เลอพงศ์รู้ดีว่าอะคร้าวเกลียดเต้นรำและไม่ชอบสังคม จึงพาซื่อคิดว่าหล่อนคิดถึงเขามาก พอเครื่องบินมาถึงดอนเมืองก็รีบมาหาเขา ดังนั้นเลอพงศ์จึงรีบผละจากเพื่อนฝูงมากับหล่อน แต่เขายังไม่มีโอกาสพูดกับหล่อนเรื่องระเบิดเวลา

อย่างไรก็ตาม เลอพงศ์ผู้นี้เป็นคนเฉลียวฉลาดมาก เมื่อหล่อนพาเขาเดินเข้ามาเกือบจะถึงรถคาดิลแล็กเก๋ง เขาก็หยุดชะงัก เพราะจำได้แน่นอนว่ารถเก๋งคันนี้เป็นของมหาเศรษฐีกิมหงวนประธานอำนวยการบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ.

"อะคร้าว" เขาเรียกหล่อนด้วยเสียงหนักแน่น "นี่หมายความว่ากระไร"

สาวสวยหยุดยืน และหมุนตัวกลับมาทางเขา แต่แล้วหล่อนก็ใจหายวาบ เมื่อแลเห็นเลอพงศ์จ้องปืนพกมาที่ร่างหล่อน ความรักตัวกลัวตายทำให้หล่อนร้องเรียกกิมหงวนเสียงสั่น

"ผู้อำนวยการคะ ช่วยหนูด้วย"

เลอพงศ์กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืน รัวกระสุนใส่หล่อน ๓ นัดติดๆ กัน แอร์โฮสเตสส์สาวสะดุ้งเฮือกสุดตัวและล้มลงสิ้นใจตาย เสียงกระสุนปืนพก ๑๑ มม. ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณสวนลุมพินี

หนุ่มสังคมวิ่งไปจากที่นั่นอย่างเต็มฝีเท้า ทั้งๆ ที่เขาแต่งราตรี พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ววิ่งออกมาจากหลังรถและไล่ตามเลอพงศ์ไป แต่แล้วเมื่อเลอพงศ์ หันมายกปืนยิงมาหนึ่งนัด คณะพรรคสี่สหายก็ห้ามล้อพรืด หยุดชะงักไปตามกัน

ดร.ดิเรกวิ่งย้อนกลับมาที่รถ ในเวลาเดียวกันนี้เองหนุ่มสาวชาวสังคมที่สนุกสนานกันอยู่ตามโต๊ะอาหาร ได้ลุกขึ้นเฮโลวิ่งมายืนที่บันไดข้างเฉลียง เพราะอยากจะรู้ว่าเสียงปืนที่ดังขึ้นนั้นใครยิงใคร สารวัตรทหารคนหนึ่งและตำรวจคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ มาที่รถคาดิลแล็กเก๋ง ขณะนี้ ดร. ดิเรกกำลังนั่งประคองศพแอร์โฮสเตสส์สาว พล, นิกร, กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างๆ

เมือสารวัตรทหารบกกับตำรวจวิ่งเข้ามา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบบอกเจ้าหน้าที่ทั้งสองคน

"คนร้ายวิ่งไปทางโน้นคุณ มันยิงผู้หญิงคนนี้ วิ่งตามมันไปซี"

สารวัตรทหารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างวิ่งตามเลอพงศ์ไปทันที ต่อจากนั้นหนุ่มสาวชาวสังคมหลายต่อหลายคน ก็พากันลงจากสถานลีลาศตรงเข้ามายังที่เกิดเหตุและห้อมล้อมมองดูศพแอร์โฮสเตสส์สาว

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงสั่นๆ

"มีหวังไหมหมอ"

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดูแล้วยิ้มให้

"ร้อยเปอร์เซ็นต์"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"รอดหรือ"

"ตายว่ะ" พูดจบเขาก็อุ้มศพหล่อนลุกขึ้น แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา "เรามีงานที่จะต้องทำอีกมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไปโรงพักเถอะ ไปแจ้งความให้ตำรวจเขาทราบและนำศพหล่อนไปส่งโรงพยาบาลตำรวจ สำหรับเลอพงศ์ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือกฎหมาย ขณะนี้มันเป็นคนร้ายชั้นเสือไปแล้ว"

ทุกคนเงียบกริบ ต่างรู้สึกเศร้าใจและสงสารอะคร้าวอย่างยิ่ง เลอพงศ์ฆ่าหล่อนเพราะความแค้นและหวังทำลายพยานปากสำคัญในคดีวางระเบิดเวลา ขณะนี้เจ้าหนุ่มสังคมได้ขึ้นแท็กซี่คันหนึ่งหลบหนีไปแล้ว

๒๒.๓๐ น. คืนวันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายได้พาตำรวจจำนวนหนึ่งมุ่งตรงไปยังบ้านพักของเลอพงศ์ ในซอยซอยหนึ่งทางประตูน้ำปทุมวัน เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าไปในบ้านนั้นแบบจู่โจม แต่ไม่ปรากฏว่าได้พบตัวเลอพงศ์ในบ้านนั้น คนใช้ของเขาชี้แจงต่อเจ้าพนักงานว่าเลอพงศ์ยังไม่ได้กลับบ้าน คณะพรรคสี่สหายได้นำตำรวจไปที่บ้านชาวต่างประเทศที่ขายระเบิดเวลาให้เลอพงศ์ ซึ่งมีนามว่าชูมานด์ ตำรวจเสียเวลาค้นหาบ้านนั้นอยู่นานกว่าจะพบ ทั้งนี้ก็เพราะสี่สหายรู้จากอะคร้าวแต่เพียงว่านายชูมานด์เช่าบ้านอยู่ในซอยอารีถนนพหลโยธิน ซึ่งซอยนั้นมีซอยเล็กๆ อยู่หลายซอย อย่างไรก็ตามตำรวจก็สามารถค้นพบบ้านพักนายชูมานด์จนได้ แต่ชาวเยอรมันผู้นั้นได้หลบหนีไปจากบ้านพักแล้ว เลอพงศ์นั่นเองได้โทรศัพท์มาบอกเขาให้หลบหนี เพราะเขามั่นใจว่าอะคร้าวได้เปิดเผยแผนการทั้งหมดให้คณะกรรมการของบริษัทการบินทราบแล้ว จากการค้นบ้านพักนายชูมานด์ ตำรวจได้ค้นพบเอกสารคอมมูนิสต์มากมาย ปืนกลมือ ๑๒ กระบอก กระสุนปืนอีกสองหีบ นอกจากนี้ยังมีวัตถุระเบิดอีกมาก เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวคนใช้ในบ้านของนายชูมานด์ไว้รวม ๕ คนด้วยกันซึ่งล้วนแต่เป็นชาวจีน ทุกคนปฏิเสธว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น นอกจากทำตามหน้าที่ของลูกจ้าง เช่น ทำกับข้าว ซักรีดเสื้อผ้า รับใช้เบ็ดเตล็ด และทำสวน

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างเสนอข่าว แผนการวางระเบิดเวลาบนเครื่องบินยักษ์ และการฆาตกรรมอะคร้าว เรืองอุไร แอร์โฮสเตสส์สาวสวยอย่างละเอียดถี่ถ้วน บัดนี้เลอพงศ์ ศุภนิมิตร เจ้าหนุ่มสังคมชื่อดัง ได้ถูกกระชากหน้ากากแห่งความเป็นสุภาพบุรุษออกแล้ว เขากลายเป็นฆาตกรโหดและอาชญากรคนสำคัญ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามล่าทุกมุมเมืองและทั่วราชอาณาจักร ส่วนนายชูมานด์หัวหน้าหน่วยคอมมิวนิสต์ในกรุงเทพฯ ซึ่งขายระเบิดเวลาให้เลอพงศ์นั้น ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเพชรบุรีจับได้ บนรถเร็วธนบุรี-ชุมพร ในวันรุ่งขึ้นจากวันนั้นที่สถานีเพชรบุรี

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ต้องทำให้กิจการการบินของบริษัท พล, นิกร, กิมหงวน, ดิเรก แอร์เวยส์ต้องประสบมรสุมร้าย บรรดาผู้โดยสารที่จองบัตรล่วงหน้าต่างนำบัตรมาคืนไม่กล้าโดยสารเครื่องบินของบริษัทนี้เพราะเกรงว่าจะได้รับภัยอันตรายจากการก่อวินาศกรรมของคนร้ายซึ่งยังจับตัวไม่ได้

อาเสี่ยกิมหงวนประธานอำนวยการของบริษัทได้เชิญผู้แทนหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับมาพบที่บริษัทและชี้แจงให้ฟังว่า ระเบิดเวลาที่นายเลอพงศ์ใช้ให้แอร์โฮสเตสส์สาวนำไปไว้บนเครื่องบินยักษ์หมายเลขหนึ่งนั้นไม่มีดินระเบิด เจตนาของนายเลอพงศ์ต้องการขู่เอาเงินจากบริษัทสองล้านบาท แล้วเสี่ยหงวนก็เล่ารายละเอียดให้ฟัง เขาขอร้องนักหนังสือพิมพ์ให้ช่วยเขียนข่าวว่าบริษัทรับรองว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวเช่นนี้เกิดขึ้นอีก และบริษัทยินดีที่จะจ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แกผู้ที่ตามจับนายเลอพงศ์ ศุภนิมิตร ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองดีหรือตำรวจ ถ้าหลายคนช่วยกันจับก็จะเฉลี่ยแบ่งกันไป รางวัลนี้บริษัทจะจ่ายเป็นเงินสดไม่ใช่เช็ค ทั้งนี้ก็เพราะเช็คไม่มีใครเชื่อถือนั่นเอง

ดร. ดิเรกได้วิ่งเต้นติดต่อกับกองทัพอากาศขอสารวัตรทหารอากาศจำนวนหนึ่งผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าเครื่องบินของบริษัทตลอดเวลาซึ่งบริษัทก็จ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ทหารอากาศอย่างงดงาม นิกรเริ่มโหมโฆษณาอีก ลงแจ้งความในหน้าหนังสือพิมพ์ ประกาศทางวิทยุและและโฆษณาทางทีวี ฉายกระจกตามโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่ง แจ้งให้นักเดินทางทางอากาศได้ทราบว่า การเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารไอพ่นสี่เครื่องยนต์ขนาดยักษ์ของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ. นั้นย่อมปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง เมื่อเครื่องบินของบริษัทเดินทางไปยุโรปได้อีกสามสี่เที่ยวผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้น ในที่สุดเที่ยวหลังๆ ก็มีผู้โดยสารเต็มอัตรา แต่บริษัทได้ทุ่มเงินโฆษณาไปร่วมล้านบาท

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ ถึงแม้ว่ากิจการของบริษัทการบินดีขึ้น แต่บรรดากรรมการของบริษัทก็ยังไม่สบายใจนัก ทั้งนี้ก็เพราะเลอพงศ์ยังลอยนวลอยู่ในกรุงเทพฯ มิหนำซ้ำยังโทรศัพท์มาขู่กิมหงวนหลายครั้งแล้วเตือนให้เขาระวังตัวเพราะเขาหมดหวังจะได้เงินสองล้านแล้ว และเขามีฐานะเป็นเสือร้ายที่ตำรวจกำลังจ้องตะครุบตัว เกียรติยศชื่อเสียงของเขาสิ้นสุดไปแล้ว ฉะนั้นเขาจะยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตระเบิดเครื่องบินของบริษัทลำใดลำหนึ่งให้จงได้ในไม่ช้านี้ และเขาไม่ปรารถนาที่จะปรองดองกับบริษัท จะจ่ายเงินให้เขาสักกี่ล้านเขาก็ไม่ต้องการ

ตอนสายวันนั้นเวลา ๑๐.๐๐ น. เศษ บรรดาเสมียนพนักงานของบริษัทการบินประมาณ ๒๐ คน กำลังนั่งทำงานกันอย่างขยันขันแข็งภายในห้องโถงอันกว้างใหญ่ ซึ่งอยู่ชั้นล่างของโรงแรมสี่สหาย ตอนหน้าห้องมีเคาเตอร์สวยงาม และหญิงสาวร่างสคราญตาโฉมไฉไลคนหนึ่งนั่งอยูที่เคาเตอร์นั้น ทำหน้าที่จำหน่ายบัตรโดยสารเครื่องบินล่วงหน้า

อาเสี่ยกิมหงวนกำลังสนทนาอยู่กับสมุห์บัญชีของบริษัท ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของกิมหงวนนั่นเองและเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ เมื่อประธานอำนวยการลงมาอยู่ในห้องนี้ เสมียนพนักงานทุกคนก็เพิ่มความขยันขันแข็งขึ้นอีกสองสามเท่าของอัตราปกติ พนักงานพิมพ์ดีดสองคนพิมพ์เสียงดังเหมือนข้าวตอกแตก และพิมพ์ได้รวดเร็วจนกระทั่งเครื่องพิมพ์ดีดเกิดความร้อนมีควันกระจายออกมาตามตัวอักษร เสมียนหนุ่มคนหนึ่งดึงลิ้นชักวุ่นวายไปหมด อีกคนรื้อค้นเอกสารในตู้เหล็กแล้วเดินไปโต๊ะโน้นโต๊ะนี้อย่างน่าเวียนหัว พนักงานบัญชีผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาที่หน้าโต๊ะสมุห์บัญชีบ่อยๆ ไต่ถามเรื่องการงานและเก๊กหน้าเคร่งเครียด เพื่อให้กิมหงวนเห็นว่าเขาเป็นคนเอางานเอาการ

อย่างไรก็ตาม สาวสวยคนหนึ่งซึ่งเป็นปฏิคมของบริษัท และนั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ใกล้ประตูเข้าออก ได้นั่งฟุบหน้าหลับอยู่กับโต๊ะทำงานของหล่อนเป็นเวลานานแล้ว โดยไม่เกรงอกเกรงใจประธานอำนวยการ

ครั้งหนึ่งเมื่อกิมหงวนหันไปมองดู นายประพจน์สมุห์บัญชีของบริษัทการบินก็กล่าวกับอาเสี่ยทันที

"คุณภาวิณีแกออกจะขี้เกียจหน่อยนะครับ ท่านผู้อำนวยการ ต่อหน้าต่อตาท่านแท้ๆ แกยังกล้านั่งหลับ คนอื่นเขาทำงานตัวเป็นเกลียว ผมคิดว่าบริษัทน่าจะเปลี่ยนปฏิคมคนใหม่"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ช่างแกเถอะคุณพจน์ เมื่อคืนนี้แกไปเที่ยวบางปูกับผมกลับมาตั้งตีสาม แกก็ง่วงนอนเป็นธรรมดาอยู่เอง"

สมุห์บัญชีเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"แฮะ แฮะ ความจริงแกสุภาพอ่อนหวานนะครับ ฝรั่งหรือคนไทยที่มาติดต่อกับเราต่างชมเปาะทุกคน ผมคิดว่าปฏิคมที่ดีอย่างนี้หาได้ยากทีเดียว"

"นั่นนะซี ออเซาะก็เก่ง แล้วคุณอย่าปริปากบอกให้เมียผมรู้เชียวนา" พูดจบกิมหงวนก็หันไปดุชายหนุ่มคนหนึ่ง "เฮ้ย-นี่คุณ คุณเดินไปไหนนะ ผมเวียนหัวแทนคุณเต็มทนแล้ว ผมนั่งอยู่ที่นี่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คุณเดินไปเดินมาตั้งพันเที่ยวแล้ว"

เสมียนหนุ่มกล่าวตอบอย่างนอบน้อม

"กระผมงานมากครับท่านผู้อำนวยการ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไปนั่งที่โต๊ะคุณเถอะ อย่าลืมว่าดิเรกเขาทำโทรภาพพิเศษไว้ โน่น-ตู้เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกลไกไฟฟ้าที่มุมห้องนั่นแหละช่วยให้พวกเราซึ่งทำงานอยู่ข้างบนมองแลเห็นเสมียนพนักงานในห้องนี้ได้ทุกเวลา ตามปกติผมก็เห็นคุณนั่งฝันหวานอยู่กับโต๊ะ บางทีก็นั่งร้องเพลงจีบเสมียนสาวที่นั่งโต๊ะใกล้ๆ กับคุณ อย่าขยันต่อหน้าผมเลยน่า ขยันแบบนี้ผมจะสั่งลดเงินเดือนคุณร้อยบาท"

เสมียนหนุ่มยิ้มแห้งๆ ก้มศีรษะคำนับท่านประธานอำนวยการบริษัทแล้วเดินกลับไปนั่งโต๊ะทำงานของเขา

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พา พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วเข้ามาในสำนักงานของบริษัทในท่าทีอันร้อนรน ทุกคนนอกจากเจ้าแห้วแต่งกายแบบสากลเรียบร้อยสมกับที่เป็นกรรมการของบริษัทการบิน

กิมหงวนผุดลุกขึ้นยืน และกล่าวถามพลทันที

"ว่าไงโว้ยพวกเรา มีอะไรเกิดขึ้นหรือ หน้าตาตื่นไปตามกัน"

ภายในห้องทำงานของบริษัทการบินเงียบกริบ สายตาของเสมียนพนักงานทุกคนต่างจ้องมองดูคณะพรรคสี่สหายไปตามกัน พลกล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ไปสนามบินเถอะอ้ายเสี่ย"

"ทำไมล่ะ"

"เลอพงศ์โทรศัพท์มาถึงแกและกันเป็นคนรับสายจึงได้พูดกับมัน มันบอกว่า มันจะระเบิดเครื่องบินหมายเลขสองของเราให้ได้ แต่จะระเบิดในขณะที่เครื่องบินกำลังพาผู้โดยสารเดินทางอยู่ในอากาศ มันสบถสาบานว่าที่บอกมานี้ไม่ใช่ขู่ มันเอาจริงๆ "

กิมหงวนใจหายวาบ บรรดาเสมียนพนักงานของบริษัทต่างมองดูหน้ากันและกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ อาเสี่ยกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้งแล้วหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ว่ายังไงหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างใจเย็นตามเคย

"รู้สึกว่าเลอพงศ์มันแกล้งขู่หรือทำลายขวัญเราหรือทำลายจิตใจเราให้วุ่นวายหมดความสุขเท่านั้น เครื่องบินหมายเลขสองมาถึงเมื่อคืนวานซืน อยู่ในความอารักขาของสารวัตรทหารอากาศตลอดเวลา แต่เพื่อความไม่ประมาท เราจะต้องรีบไปดอนเมืองเดี๋ยวนี้ ไปส่งเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินทุกคนให้ช่วยกันระวังในเรื่องที่คนร้ายจะก่อวินาศกรรมแก่เครื่องบินของเรา แล้วก็แกจะต้องพูดกับคุณสิทธิพรเขา" ดร. ดิเรกหมายถึงหัวหน้าศุลกากรที่ท่าอากาศยานดอนเมือง "แกจะต้องขอร้องให้คุณสิทธิพรสั่งลูกน้องของเขาให้ตรวจค้นกระเป๋าเสื้อผ้าและหีบห่อสัมภาระของผู้โดยสารที่จะไปกับเครื่องบินหมายเลขสองเที่ยวนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วนเป็นพิเศษ ลูกระเบิดเวลาน่ะไม่ใช่ของเล็กๆ ถึงซุกซ่อนอย่างไรก็ต้องค้นพบ"

กิมหงวนยกนาฬิกาข้อมือเรือนทองฝังเพชรขึ้นมองดูเวลา

"เพิ่งสี่โมเช้าเท่านั้นมีเวลาถมไป เพราะเราจะเปิดเครื่องบินให้ผู้โดยสารขึ้นไปนั่งเวลาเที่ยงครึ่ง ไปซี รีบไปเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามสมุห์บัญชีของบริษัท

"เที่ยวนี้มีผู้โดยสารเต็มจำนวนใช่ไหมคุณพจน์"

นายประพจน์ตอบท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"ขาดไปหนึ่งคนครับ นักเรียนไทยเขาซื้อตั๋วไปลงที่เดลฮีเพื่อไปเรียนวิชาสู้สิงโตด้วยหอกและโล่ เขามาขอคืนตั๋วเมื่อวานนี้ครับ เขาบอกว่าวีซ่าของเขาทำไม่ทัน"

นิกรเดินเลี่ยงเข้าไปหาหญิงสาวคนหนึ่ง

"ขยันเหลือเกินหนูจ๋า พิมพ์หนังสือมากๆ ยังงี้เหนื่อยไหมทูนหัว"

"ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ" หล่อนตอบยิ้มๆ

"หนูใส่น้ำหอมอะไรจ๊ะ หอมชื่นใจจัง"

"หรือคะ ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ สามีของหนูซื้อให้เมื่อวานนี้เอง"

นิกรทำคอย่นเดินกลับไปหาพรรคพวกของเขา ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายกับเจ้าแห้วเดินออกไปจากสำนักงานของบริษัทการบินอย่างร้อนรน เพื่อขึ้นรถคาดิลแล็กเก๋งไปสนามบินดอนเมือง

ตอนใกล้เที่ยงวันนั้นเองท่านประธานอำนวยการของบริษัทการบิน พล, นิกร, กิมหงวน, ดิเรก แอร์เวยส์ ได้เลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักบินและผู้ช่วยพร้อมด้วยนายสิทธิพรหัวหน้าศุลกากร และนายร้อยตำรวจโทคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตำรวจประจำท่าอากาศยานดอนเมือง นักบินประจำเครื่องบินยักษ์หมายเลขสองคือ น.อ.อ. สรวง นภาพร อดีตเสืออากาศของทัพอากาศ ส่วนนักบินผู้ช่วยคือ น.อ.ท. เบิ้ม เหินลม อดีตเสืออากาศเช่นเดียวกัน

การร่วมรับประทานอาหารกลางวันเป็นประโยชน์แก่บริษัทการบินมาก หัวหน้าศุลกากรกับนายตำรวจหนุ่มต่างรับรองว่าจะพยายามช่วยเหลือ และป้องกันการก่อวินาศกรรมอย่างสุดความสามารถ อย่างไรก็ตาม สรวงกับเบิ้มนักบินและผู้ช่วยของเขาต่างเชื่อว่าเลอพงศ์ไม่มีทางจะทำได้ นอกจากโทรศัพท์มาขู่เล่นแบบสงครามประสาท

ตอน ๑๒.๓๐ น. วันนั้นเอง ประชาชนชาติต่างๆ ได้พากันทยอยขึ้นไปบนเครื่องบินยักษ์หมายเลขสองของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ. ซึ่งจอดอยู่บนลานบินด้านนอกหน้าท่าอากาศยานดอนเมือง เจ้าหน้าที่กรมตรวจคนเข้าเมืองได้ตรวจหนังสือเดินทางของผู้โดยสารทุกคนตามระเบียบ ส่วนเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็ตรวจค้นกระเป๋าเสื้อผ้าหีบ ห่อ สัมภาระของผู้โดยสารอย่างละเอียดถี่ถ้วน สุภาพสตรีคนหนึ่งท้องป่องเหมือนตั้งครรภ์ได้ ๕ เดือน ศุลกากรสงสัยจึงให้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงเชิญเข้าห้องทำการตรวจค้นตัว ปรากฏว่าพบทองคำแท่งประมาณ ๒ กิโลกรัม ผูกไว้ที่ท้องอย่างแนบเนียน นักทัศนาจรสาวเลยไม่ได้ไปนครกัลกัตตาสมความปรารถนา

เสียงโฆษกประจำท่าอากาศยานดอนเมืองประกาศให้ประชาชนทราบทางเครื่องกระจายเสียดังไปทั่ว

"ท่านจะเดินทางไปกับเครื่องบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ. โปรดรีบไปขึ้นเครื่องบินได้ ขณะนี้เป็นเวลา ๑๒.๔๕ นาฬิกา อีก ๑๕ นาทีเครื่องบินจะออกเดินทางแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายกับเจ้าแห้วขึ้นไปบนเครื่องบินหมายเลขสองเพื่อสังเกตการและถือโอกาสโอภาปราศรัยกับผู้โดยสารด้วย อันเป็นการโฆษณาชวนเชื่อไปในตัว ขณะนี้กระเป๋าเสื้อผ้าและหีบห่อสัมภาระต่างๆ ได้ถูกลำเลียงขึ้นมาไว้บนเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่และพนักงานประจำเครื่องบินรวม ๑๒ คน ทั้งพ่อครัวชาวฝรั่งเศสอยู่บนเครื่องบินแล้ว บรรดาแอร์โฮสเตสส์สาวต่างบริการผู้โดยสารอย่างดีที่สุด ทั้ง ๔ คนงามแฉล้มแช่มช้อยพอๆ กับแอร์โฮสเตสส์ของเครื่องบินยักษ์หมายเลขหนึ่ง และเครื่องบินเครื่องนี้สร้างแบบเดียวกับเครื่องบินหมายเลขหนึ่งราวกับลูกฝาแฝด ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย

ดร. ดิเรกกระซิบกระซาบกับกิมหงวนว่า

"กันจะต้องสำรวจห้องต่างๆ ทุกๆ ห้อง และจะใช้เครื่องมือพิเศษของกันค้นหาระเบิดเวลา ถ้าซุกซ่อนอยู่ที่ไหนเครื่องมือของกันก็จะบอกให้รู้ แกกับพวกเราคุยกับผู้โดยสารอยู่ในห้องนี้นะ"

นายแพทย์หนุ่มเดินออกไปจากห้องผู้โดยสารทันที ขณะนี้ยังขาดผู้โดยสารอีก ๘ คน ซึ่งคงกำลังสนทนากับญาติมิตรอยู่ที่ท่าอากาศยาน หรือมิฉะนั้นก็กำลังแสดงหนังสือเดินทางต่อเจ้าหน้าที่กรมตรวจคนเข้าเมือง แต่เวลายังมีพอ

ดร. ดิเรกออกไปจากห้องโดยสารเกือบ ๑๐ นาทีก็กลับเข้ามา ในมือขวาของเขาถือเครื่องมือสำรวจระเบิดเวลาอันเป็นประดิษฐ์กรรมที่มีคุณค่ายิ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มทันที

"ไม่พบรึ"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ครับ แต่ผมจะต้องตรวจห้องผู้โดยสารอีกเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยจริงๆ

"นั่นนะซี ตรวจเสียก็ดี ติ่งต่างว่าเลอพงศ์มันมีความสามารถผิดมนุษย์ ลอบขึ้นมาบนเครื่องบินแล้วเอาลูกระเบิดเวลาซ่อนไว้ตามเก้าอี้ที่นั่งของผู้โดยสาร แกจะได้มีเวลาแก้ไขได้ทันท่วงที"

"ออไร้ เครื่องบินพังและผู้โดยสารตายไม่เป็นไร แต่เราล่มจมหมดเนื้อหมดตัวสำคัญมาก"

ครั้นแล้ว ดร. ดิเรกก็เริ่มต้นตรวจหาระเบิดเวลานับตั้งแต่เก้าอี้แถวแรก บรรดาผู้โดยสารซึ่งส่วนมากเป็นชาวยุโรปและชาวภารตะต่างแปลกใจไปตามๆ กัน ที่นายแพทย์หนุ่มยื่นเครื่องมือตรวจระเบิดเวลาไปตามเก้าอี้นั่งของเขา แหม่มแกรูปร่างอย่างไหกระเทียมต่อขาคนหนึ่งกล่าวถามดร. ดิเรกทันที

"ท่านหาอะไร"

ดร. ดิเรกไม่กล้าบอกความจริงจึงต้องโกหก

"ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมกำลังวัดอุณหภูมิในห้องผู้โดยสาร บริษัทการบินของเราต้องสนใจมากในเรื่องนี้ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสุขสบาย"

"โอ-ดีมาก ฉันไม่เคยเห็นบริษัทการบินใดที่สนใจกับผู้โดยสารมากมายอย่างนี้เลย ต่อไปนี้ฉันจะขึ้นเครื่องบินของบริษัทนี้เป็นประจำ"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ขอบคุณครับมาดาม"

แล้ว ดร. ดิเรกก็ตรวจค้นไปเรื่อยๆ ตอนไหนมีผู้โดยสารสาวสวยก็ตรวจนานหน่อย ตอนไหนมีนายห้างหนวดเครารุ่มร่ามก็ตรวจเร็วหน่อย อย่างไรก็ตามเครื่องมือของนายแพทย์หนุ่มก็ยังไม่ได้ระบุว่ามีระเบิดเวลาซุกซ่อนอยู่ในห้องโดยสารนี้

ขณะนี้ผู้โดยสารได้ขึ้นมาบนเครื่องครบจำนวนแล้ว แอร์โฮสเตสส์ได้ให้การต้อนรับอย่างดีที่สุด ดร. ดิเรกเดินเรื่อยๆ ไปทางท้ายห้อง แล้วหยุดยืนเบื้องหน้าชาวภารตเจ้าของหนวดเครารุงรังแต่แต่งกายแบบสากลภาคภูมิคนหนึ่ง นายแพทย์มองดูผู้โดยสารชาวภารตผู้นั้น ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันด้วยไมตรีจิต

"อีนี้ทำอะไรคะรับ"

"ตรวจอุณหภูมิครับนายห้าง อ้า-นายห้างไปไหนครับ"

"การาจี"

"อ้อ ผมเคยไปเที่ยวมาแล้ว การาจีเป็นเมืองใหญ่น่าสนุกมากครับ"

นายห้างหนวดเครารุงรังเปิดแม็กกาซีนอ่านและดูภาพต่อไป ดร. ดิเรกยื่นเครื่องมือตรวจระเบิดเวลาเข้าไปใต้ที่นั่งของผู้โดยสาร ทันใดนั้น เสียงกริ่งแบบกริ่งของนาฬิกาปลุกของเครื่องมือนั้นก็ดังกังวานขึ้นบอกให้รู้ว่ามีระเบิดเวลาซ่อนอยู่ใต้ที่นั่งนั้น

พล, นิกร, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่ห่างจาก ดร. ดิเรกประมาณ ๕ เมตร พอเสียงกริ่งดังขึ้นทุกคนก็เย็นวาบไปตามกัน ความรักตัวกลัวตายทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกยอ้าววิ่งไปที่ประตูเครื่องบิน พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าแห้วพลอยขวัญเสียวิ่งตามไป ทุกคนห้อแนบลงมาตามขั้นบันใดอย่างร้อนรน ผู้โดยสารไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและเห็นกรรมการของบริษัทการบินวิ่งออกไปจากเครื่องบินเช่นนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นไปตามกัน

ดร. ดิเรกมองดูเครื่องมือของเขาและส่งเครื่องมือตรวจระเบิดเวลาให้สุภาพบุรุษไทยคนหนึ่ง

"ผมฝากไว้เดี๋ยวครับ" พูดจบ ดร. ดิเรกก็หันมาจ้องมองดูหน้าชาวภารตซึ่งกำลังสนใจแม็กกาซีนลุคเล่มนั้นที่แอร์โฮสเตสส์นำมาให้

นายแพทย์ยิ้มแค่นๆ เอื้อมมือกระชากเคราชาวภารตเต็มแรง หนวดและเคราปลอมหลุดติดมือ ดร. ดิเรกออกมาอย่างง่ายดาย เปิดเผยให้เห็นใบหน้าอันแท้จริงของเลอพงศ์ ศุภนิมิตร อาชญากรคนสำคัญซึ่งปลอมตัวเป็นชาวภารตและปลอมหนังสือเดินทางอย่างแนบเนียนโดยมีแผนการระเบิดเครื่องบินเครื่องนี้ ซึ่งหมายความว่าเขายอมทำลายชีวิตของเขาด้วยเพราะเขาเป็นหนุ่มสังคมไร้เกียรติยศหมดราคาแล้ว

"เลอพงศ์" ดร. ดิเรกพูดเสียงกร้าว "แกหรอกหรือ"

เลอพงศ์เหมือนสุนัขจนตรอก เขาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วชกดิเรกด้วยหมัดขวาทันที

ดร. ดิเรกถูกหมัดขวาเข้าอย่างจังถึงกับเซถลาออกไปหลายก้าวและล้มลงบนพื้นห้อง เลอพงศ์วิ่งหนีเอาดื้อๆ แต่หนุ่มไทยคนหนึ่งซึ่งเป็นนักรักบี้ฝีมือเยี่ยมและกำลังจะเดินทางไปทำปริญญาโทวิชาสถาปัตย์กรรมที่ประเทศอังกฤษได้ลุกขึ้นพุ่งตัวเข้ารวบขาเลอพงศ์ไว้ทันที อาชญากรหนุ่มไม่เคยเล่นรักบี้มาก่อนเมื่อถูกรวบเช่นนี้ก็ล้มลงอย่างไม่เป็นท่า นายแพทย์หนุ่มผลุนผลันลุกขึ้นตะโกนเป็นภาษาอังกฤษบอกให้ผู้โดยสารทราบทั่วกันว่า

"จับมัน มันเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย"

เท่านี้เองผู้โดยสารทั้งฝรั่ง, แขก, และคนไทยก็ลุกขึ้นเฮโลเขาสกรัมเลอพงศ์ทันที เลอพงศ์ต่อสู้อย่างดุเดือด เขาเหวี่ยงหมัดซ้ายขวาถูกผู้โดยสารผงะหงายไปตามกัน แล้วเขาก็ฝ่าแนวล้อมวิ่งไปที่ประตูเครื่องบิน ผ่านประตูเครื่องบินลงบันไดไป

พล, นิกร, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังจะขึ้นมาบนเครื่องบินยักษ์ลำนี้ ซึ่งทุกคนรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่งที่วิ่งหนีเอาตัวรอด พอเลอพงศ์ลงมาพ้นขั้นบันไดนิกรก็ปราดเข้าปะทะจิ้งจอกสังคมทันทีที่ประตูห้องผู้โดยสาร มีผู้โดยสารกับแอร์โฮสเตสส์ยืนจับกลุ่มมองดูอยู่

มวยนอกเวทีระหว่างนิกรกับเลอพงศ์เป็นไปอย่างอุตลุด ฝ่ายหนึ่งต้องการจับกุม อีกฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อจะหลบหนี นิกรถูกหมัดฮุคขวาของเลอพงศ์เซถลาร่อนไปไกลเหมือนกับนกปีกหัก แล้วเขาก็ร้องบอกพล

"เฮ้ย-เอาทีโว้ย สู้มันไม่ไหวว่ะ หนักเหมือนช้างถีบ"

พลปราดเข้ารับมือกับผู้ร้ายผู้ดีทันที ในเวลาเดียวกันตำรวจและสารวัตรทหารอากาศหลายคนก็พากันวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุ เลอพงศ์ปะทะกับพลอย่างดุเดือด ถึงแม้พลเสียเปรียบในรูปร่าง แต่ชั้นเชิงมวยของเขาก็เหนือกว่ามาก ดังนั้นพอเลอพงศ์ยกเท้าขวาเตะเขา พลก็ยกแขนซ้ายขึ้นกันไว้พร้อมกับสืบตัวเข้าไปชกสวนด้วยหมัดขวาเต็มแรง ถูกปลายคางหนุ่มสังคมผู้กลายเป็นฆาตกรโหดเสียงดังพล๊อก หมัดนี้เองทำให้เลอพงศ์ผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องบอกสารวัตรกับตำรวจทันที

"จับ-จับมัน มันคือผู้ร้ายฆ่าคนตาย และเป็นผู้วางระเบิดเวลาเครื่องบินโดยสารของบริษัทนี้"

เลอพงศ์ลุกขึ้นอย่างมึนงง ตำรวจกับสารวัตรทหารต่างตะครุบตัวเขาไว้ได้อย่างละมุนละม่อม ตำรวจคนหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจมือออกมาสวมข้อมือเลอพงศ์ทันที อิสระภาพของเสือร้ายสิ้นสุดลงแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าศัตรูสำคัญของเขาแล้วยักคิ้วให้

"ไงพรรคพวก ในที่สุดแกก็ติดกับเรา"

เลอพงศ์ขบกรามกรอดแล้วฝืนหัวเราะ

"โชคแกยังดีอยู่ ถ้าไม่ได้ความสามารถของด๊อกเตอร์ดิเรก เครื่องบินลำนี้จะต้องพังพินาศอย่างไม่มีปัญหา กันขอชมเชยว่าหมอดิเรกเป็นยอดมนุษย์ที่สามารถค้นพบระเบิดเวลาของกัน"

พลกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารอย่างยิ้มแย้ม

"เอาตัวหมอนี่ไปที่ท่าอากาศยานก่อนเถอะครับ ประเดี๋ยวพวกเราจะตามไป เราจะพยายามให้เครื่องบินของเราออกเดินทางตามกำหนด เหลือเวลาอีก ๕ นาทีเท่านั้น"

ตำรวจและสารวัตรทหารต่างนำตัวผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์เดินไปจากที่นั้น ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ดร.ดิเรกได้ถือลูกระเบิดเวลาซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษแข็งและเครื่องมือค้นหาลูกระเบิดของเขาเดินนำหน้าพา น.อ.อ. สรวง นภาพร กัปตันประจำเครื่องบินนี้เดินลงบันไดมาอย่างรีบร้อน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้เข้ามาห้อมล้อมนายแพทย์หนุ่มทันที ที่ประตูเครื่องบินแอร์โฮสเตสส์กำลังขอร้องให้ผู้โดยสารกลับไปประจำที่นั่งและชี้แจ้งให้ทราบว่า เครื่องบินกำลังจะออกเดินทางแล้ว ไม่มีผู้โดยสารคนใดรู้เรื่องลูกระเบิดเวลา เพราะ ดร. ดิเรกไม่ยอมปริปากพูด เพียงแต่บอกว่าเลอพงศ์เป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย กำลังจะหนีออกนอกประเทศโดยเครื่องบินลำนี้

"เราโชคดีอีกตามเคย" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ ถ้าไอค้นไม่พบเป็นบรรลัยแน่อ้ายเลอพงศ์มันตั้งชนวนเวลาไว้ให้ระเบิดบ่ายโมง ๑๐ นาที เครื่องบินเริ่มเคลื่อนที่บ่ายโมงตรง แล่นไปสุดสนามด้านใต้แล้วเลี้ยวกลับกว่าจะขึ้นสู่อากาศในราว ๕ นาทีเศษ และพอถึงชานพระนครเครื่องบินจะระเบิดทันที อ้ายหมอนี่แน่เหมือนกันที่มันยอมตาย เพราะมันหมดทางทำมาหากินและกลัวติดตะรางนั่นเอง"

พล, นิกร, กิมหงวน, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่ไปตามกัน นักบินกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

"ทีแรกผมคิดว่ามันขู่เล่น ที่แท้มันเอาจริงๆ ถึงแม้ว่าคุณหมอจับระเบิดเวลาและห้ามกลไกบังคับไว้ได้ผมก็ยังเสียขวัญอยู่นั่นเอง อ้า-ผมขอไปดื่มที่บาร์เพื่อปลุกใจเสือป่าสักครึ่งขวดได้ไหมครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้กัปตัน

"อดใจไว้ก่อนน่ากัปตัน คุณก็ทราบระเบียบดีแล้วว่าห้ามไม่ให้นักบินและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินดื่มเหล้าในขณะกำลังปฏิบัติงาน เอาไว้คุณกลับมาจากยุโรปก่อน ผมกับเพื่อนๆ จะเลี้ยงคุณให้เต็มที่ทีเดียว เท่ากับเป็นการรับขวัญคุณ"

กัปตันยิ้มแห้งๆ

"ดีเหมือนกันครับ ผู้ร้ายรายนี้มันเก่งมาก พวกผมและคนโดยสารเกือบร้อยคนรอดชีวิตเพราะคุณหมอแท้ๆ "

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับนักบินอย่างกันเอง

"เตรียมตัวเดินทางได้แล้วครับกัปตัน เหลือเวลาอีก ๓ นาทีเท่านั้น แล้วอย่าลืมประกาศกระจายเสียงให้ผู้โดยสารทราบว่าเลอพงศ์เป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย อย่าบอกให้ผู้โดยสารรู้เรื่องระเบิดเวลาเป็นอันขาด"

นักบินยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์คณะพรรคสี่สหาย

"ลาละครับ สวัสดีทุกๆ คน"

นิกรแกล้งกระเซ้าอดีตเสืออากาศ

"ถ้าคุณมีเวลาว่างระหว่างเดินทางก็ลองค้นดูบ้างนะครับ เลอพงศ์มันบอกว่าระเบิดเวลายังซุกซ่อนอยู่บนเครื่องบินอีกหนึ่งลูก"

น.อ.อ. สรวง สะดุ้งเฮือก

"อ้า-ถ้ายังงั้นผมยังไม่ไปนะครับ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ผมพูดเล่นน่ะครับกัปตัน กลัวตายด้วยหรือครับ"

สรวงยิ้มแห้งๆ

"เรื่องตายผมไม่กลัวหรอกครับ แต่ผมเป็นห่วงแม่ยายผม แกกำลังท้องอ่อนๆ เสียด้วย ถ้าผมตายลูกผมที่เกิดจากแม่ยายผมก็ต้องกำพร้าพ่อ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอไปตามๆ กัน แล้วท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หัวเราะก้าก

"ก็ในใบสมัครของคุณน่ะบอกไว้ว่าคุณเป็นม่าย"

กัปตันมีท่าทางกระดากอายเล็กน้อย

"ตอนยื่นใบสมัครผมเป็นม่ายจริงครับ แต่เดี๋ยวนี้ผมได้เสียกับแม่ยายผมแล้ว มันเป็นบุพเพสันนิวาสครับ ไม่รู้จะทำอย่างไร หนีกันไม่พ้น หล่อนอายุ ๔๖ ปีเท่านั้น ยังสาวและสวยพริ้ง แล้วก็มีเงินอยู่ในธนาคารราวห้าหกแสนบาท มีบ้านให้เขาเช่าหลายหลัง ผมอยากจะให้วิญญาณของเมียผมมีความสุขก็เลยได้แม่ยายเป็นเมีย ลาละครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

อดีตเสืออากาศพาตัวขึ้นบันไดไปบนเครื่องบิน คณะพรรคสี่สหายต่างล่าถอยออกมาจากสนามบิน จากนั้นช่างเครื่องคนหนึ่งร้องตะโกนบอกให้เจ้าหน้าที่นำบันไดออกไปจากเครื่องบิน ต่อจากนั้นประตูเครื่องบินก็ค่อยๆ ปิดด้วยเครื่องอัตโนมัติ ไม้กั้นลูกล้อถูกดึงออกแล้ว นักบินได้เข้านั่งประจำที่พูดวิทยุติดต่อกับหอสัญญาณ

เครื่องยนต์ไอพ่นถูกสตาร์ททีละเครื่อง น.อ.อ. สรวง บังคับเครื่องบินยักษ์แล่นไปทางทิศเหนือของสนามบินอย่างแช่มช้า แล้วเลี้ยวขวาไปตั้งลำกลางสนามหันหน้าไปทางทิศใต้ เสียงเครื่องยนต์ดังกึกก้องไปทั่วสนามบิน เครื่องบินยักษ์หมายเลข ๒ วิ่งปราดไปตามรันเวย์อย่างรวดเร็ว สง่างามกว่าเครื่องบินโดยสารของบริษัทอื่นๆ ซึ่งจอดเรียงรายอยู่หลายลำ มันบินขึ้นสู่อากาศพาผู้โดยสารเกือบร้อยมุ่งตรงไปยังจุดหมายตามเส้นทางของมัน คณะกรรมการของบริษัทต่างโล่งใจไปตามกันเหมือนยกภูเขาออกจากอก

ไม่มีปัญหาอะไรอีก เลอพงศ์ ศุภนิมิตร อาชญากรเหี้ยมจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลทหารในไม่ช้านี้ในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา และพยายามวางระเบิดเครื่องบินของบริษัท พี. เอ็น. ดี. จี. เอ. รวมสองครั้ง เมื่อมารร้ายของบริษัทการบินนี้ถูกจับ กิจการของบริษัทก็คงเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน.

จบ