พล นิกร กิมหงวน 062 : อั๊วชื่อกิมหงวน

รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่สองคันที่แล่นผ่านประตูรั้วไน้ท์คลับ "อุทิศ" เข้ามานั้น คันหน้าคือ ร.อ.สมนึกหรือเสี่ยตี๋เป็นคนขับ คันที่แล่นตามมา ร.อ นพ ลูกชายของนิกรเป็นคนขับ สองสหายแต่งกายเหมือนกันกางเกงขายาวสีน้ำตาลแก่เสื้อยืดคอปกแขนสั้นสีเนื้อ

ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำพอดี รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันแล่นมาหยุดข้างตึกใหญ่ของไน้ท์คลับ "อุทิศ" ในแนวจอดรถซึ่งมีรถเก๋งราคาแสนไม่ต่ำกว่า ๒๐ คันจอดอยู่เรียงราย นายทหารหนุ่มทั้งสองคนต่างก้าวลงจากรถและตั้งแสตนด์รถเรียบร้อย

ร.อ. นพ มองขึ้นไปบนตึกใหญ่แล้วกล่าวกับลูกชายของเสี่ยหงวน

"นี่นะเรอะไน้ท์คลับเปิดใหม่ที่แกว่าดีกว่าไน้ท์คลับทุกแห่งในกรุงเทพฯ"

"อ้ายเลิศมันว่าอย่างนั้น" เสี่ยตี๋หมายถึงเพื่อนนักเรียนนอกคนหนึ่งที่สำเร็จวิชาสถาปัตยกรรมมาจากอเมริการุ่นเดียวกับสี่สหายหนุ่ม

"ที่นี่อาหารจีนและอาหารฝรั่งอร่อยที่สุด แต่เหล้าและอาหารราคาแพงมากเพราะเขาต้อง การต้อนรับแต่เฉพาะคนชั้นสูง และพยายามกีดกันคนชั้นต่ำนั่งเอง"

ลูกชายของนิกรทำหน้าชอบกล

"ไปกินที่อื่นเถอะวะ คนชั้นสูงคนชั้นต่ำมันก็มนุษย์เหมือนกัน จะแตกต่างกันก็แต่ว่าคนชั้นสูงมีเงินและเกียรติ์ คนชั้นต่ำเป็นคนจนจึงไม่มีเกียรติ์ กูไม่ชอบการแบ่งชั้นวรรณะโว้ย"

"น่า... ไหนๆ มาแล้วก็ลองกินข้าวดูสักมื้อ กันมีเงินมา ๘๐๐ บาทกันเลี้ยงเต็มที่ อ้ายเลิศมันเล่าให้ฟังว่านางเสริฟที่นี่แต่ละคนสวยหยดย้อยและหยาดเยิ้ม ป้อนเหล้าป้อนข้าวให้เราเสร็จ"

ร.อ. นพมองดูเพื่อนเกลอของเขาแล้วยิ้มให้

"กันเลี้ยงแกดีกว่าแกเลี้ยงกันมาหลายหนแล้ว ชักละอายใจวะให้กันเลี้ยงแกสักครั้งเถอะวะ"

"เอา-ตามใจแก"

ลูกชายของนิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก และแล้วเขาก็ทำคอย่น

"ว้า-กันมีติดกระเป๋ามา ๕ บาทเท่านั้น เอาไว้วันหลังกันเลี้ยงแกดีกว่า วันนี้แกเลี้ยงกันก็แล้วกัน"

เสี่ยตี๋หัวเราะเบาๆ

"ฉันก็คิดว่ายังงั้นแหละ แกกับอากรไปไหนไม่เคยพกเงินติดกระเป๋าเกิน ๒๐ บาทเลย"

สองสหายเดินเคียงคู่กันตรงไปที่ตึกใหญ่ซึ่งตึกใหญ่สองชั้นหลังนี้ถึงแม้เป็นตึกแบบเก่าแต่ก็ใหญ่โตกว้างขวางมาก มีบริเวณเกือบ ๕ ไร่ นายอุทิศนักธุรกิจลูกจีนเจ้าของคฤหาสน์นี้ได้ทุ่มเงินล้านสร้างไน้ท์คลับขึ้น ด้วยเจตนาต้อนรับเฉพาะคนชั้นสูงหรือพวกผู้ดีมีเงินเท่านั้น ส่วนมากก็คือมิตรสหายของเขานั่งเอง "อุทิศ" พึ่งเปิดดำเนินการได้เพียงเดือนเศษ แต่ก็มีพวกเศรษฐีมาเที่ยวอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

สมนึกกับนพพากันขึ้นบันไดหน้าตึก ที่ระเบียงหน้าตึกมีเคาเตอร์สวยงาม และมีหญิงสาวรูปสวยคนหนึ่งนั่งอยู่ในเคาเตอร์ ประตูห้องโถงเป็นประตูกระจกแสดงว่าภายในห้องโถงใหญ่มีเครื่องปรับอากาศให้ความสุขสบายแก่ผู้ที่มาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมีแขกยามร่างสูงใหญ่แต่งเครื่องแบบเรียบร้อยนั่งเฝ้าหน้าประตู

และที่ผนังตึกข้างประตูนั้นมีป้ายภาษาอังกฤษและภาษาไทยเขียนบอกไว้

ต้อนรับเฉพาะสมาชิก และสุภาพชน

ท่านที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกรุณาซื้อคูปองก่อน

ร.อ. นพแลเห็นป้ายก็อ่านดูแล้วหันมาพูดกับ ร.อ. สมนึก ด้วยความไม่พอใจ

"มากเรื่องเสียแล้วโว้ยอ้ายตี๋ จำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องมาแดกกันที่นี่ซึ่งมีพิธีรีตองมากมาย"

เสี่ยตี๋จุปากและกระซิบเบาๆ

"อย่าพูดคำหยาบ สุภาพสตรีผู้นั้นกำลังมองดูเรา"

"หยาบที่ไหนกันพูดภาษาไทยเดิม"

สมนึกหัวเราะเบาๆ

"ใจเย็นๆ อ้ายนพ ฉันรู้ดีว่าแกกำลังโมโหหิว"

พูดจบเขาก็เดินไปหยุดยืนเบื้องหน้าเคาเตอร์ แล้วเสี่ยตี๋ก็กล่าวกับสาวสวยที่มีท่าทางเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง เพียงแต่หล่อนทำงานเป็นปฏิคมและขายบัตรคูปองเท่านั้น

"คุณครับ ช่วยอธิบายให้ผมทราบหน่อยเราไม่เคยมาเที่ยวที่นี่ เราจะต้องซื้อคูปองอะไรครับ"

หล่อนอธิบายด้วยเสียงห้วนๆ

"บัตรคูปองก็คือบัตรที่ใช้ชำระแทนเงินค่าเหล้าค่าเครื่องดื่ม หรือ อาหารที่ผู้ไม่ได้เป็นสมาชิกของไน้ท์คลับนี้ จะต้องซื้อคูปอง ๑๐ ฉบับเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท และใน ๑๐ ฉบับนี้เรารับคืนไม่เกิน ๗ ฉบับซึ่งหมายความว่าท่านที่ซื้อคูปองจะต้องจ่ายเงินค่าเหล้าค่าอาหารอย่างน้อย ๓๐๐ บาท เข้าใจไหม"

เสี่ยตี๋หน้าแดงก่ำ

"เข้าใจน่ะเข้าใจครับ แต่ว่าคุณพูดกับผมให้เพราะกว่านี้สักนิดไม่ได้หรือครับ หน้าตาคุณก็สะสวยแต่งกายทันสมัยแสดงว่าคุณเป็นคนมีความรู้และมีตระกูลดี ควรจะพูดให้มีหางเสียงบ้างซีครับ"

หล่อนเค้นหัวเราะ

"ฉันก็พูดกับคุณอย่างดีที่สุดแล้ว"

ร.อ. นพปราดเข้ามายืนชิดเคาเตอร์ และมองดูหล่อนด้วยตาแข็งกร้าว

"หยิ่งนักนะคนสวย เดี๋ยวพ่อฉุดเอาไปเสียเลย"

หล่อนสะดุ้งเฮือก หันไปทางแขกยาม

"บัง มานี่ซิ"

บาบูร่างใหญ่ลุกขึ้นพาตัวเดินเข้ามาหา

"อีนี่ว่ากระไรคะรับ"

"ไล่อีตาสองคนนี่ออกไปจากไน้ท์คลับทีเถอะ"

ร.อ. นพถลกแขนเสื้อยืดขึ้น

"มา-อ้ายบัง ลองดูซิว่าฉันเตี้ยกว่าแกแต่ฉันจะเตะคางแกถึงไหม เราสองคนเป็นสุภาพบุรุษไม่ใช่กุ๊ยนะโว้ย"

สาวสวยกล่าวขึ้นทันที

"แล้วคุณพูดทำไมว่าคุณจะฉุดฉัน"

"พูดเล่นไม่ได้เรอะ" นพตวาด

"เดี๋ยวตายทั้งกลมพับผ่า"

"วุ้ย ฉันยังเป็นสาวนะจะบอกให้" แล้วหล่อนก็หันมาดุแขกยามเสียงลั่น

"ว่ายังไงบาบู ฉันสั่งให้แกเชิญตัวนายสองคนนี่ออกไป จากไน้ท์คลับของเราได้ยินไหม"

"โอ-คุณจ๋า นายคนนี้ต่อยฉันจริงๆ คะรับ นัยน์ตาดุมั่กม้ากแขกไม่กล้าน่ะจั๋นชกมวยไม่เป็น"

ประตูห้องโถงถูกเปิดออก สุภาพบุรุษในวัย ๕๐ ปี คนหนึ่งท่าทางภูมิฐานแต่งสากลชุดสีเทาผูกโบว์หูกระต่ายคาบกล้องยาเส้นท่าทางสง่าภาคภูมิพาตัวเดินออกมาเขาคือนายอุทิศ หรือ เสี่ยอู๋เจ้าของไน้ท์คลับ "อุทิศ" นั่งเอง สาวสวยแลเห็นนายอุทิศหล่อนก็ร้องขึ้นดังๆ

"ป๋าคะ ผู้ชายสองคนนี่มาลวนหนู"

นายอุทิศซึ่งความจริงไม่ใช่พ่อหรือป๋าหล่อน เดินเข้ามาหาเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสองคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"มีอะไรพูดกับผมเถอะครับคุณ"

ร.อ. นพจีบปากจีบคอพูด

"คือยังงี้ค่ะป๋า เราสองคนไม่เคยมาเที่ยวที่นี่พึ่งมาเป็นครั้งแรกแลเห็นป้ายเขียนไว้ที่ประตูเรื่องคูปองหนูก็ถามคุณยี่หุบเขาดู"

ปฏิคมร้องกรี๊ดและกระทืบเท้าเร้าๆ

"บ้า เค้าไม่ได้ชื่อยี่หุบ คนบ้า คนผี"

ลูกชายของนิกรหันไปทำตาเขียวกับหล่อน

"แล้วมันเสียหายอะไรที่ผมเข้าใจว่าคุณชื่อยี่หุบ ยี่หุบเป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่ง คุณไม่ได้บอกผมว่าคุณชื่ออะไรผมก็เรียกส่งเดชไปก่อน"

"ฉันชื่อลักษณาวดีย่ะ" หล่อนพูดกระแทกกระทั้น

นายอุทิศโบกมือห้ามทั้งสองฝ่ายแล้วกล่าวกับ ร.อ. นพ และ ร.อ. สมนึก

"ผมจะอธิบายให้คุณฟังนะครับ ผมคือนายอุทิศเจ้าของไน้ท์คลับนี้ เราเปิดไน้ท์คลับขึ้นก็เพื่อต้องรับสมาชิกและสุภาพชนคือท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เราไม่ต้องการให้คนชั้นต่ำ หรืออันธพาลเข้ามาปะปนในไน้ท์คลับของเราเพราะคนเหล่านี้ชอบก่อกวนทำลายความสงบของผู้อื่น เพราะเหตุนี้ผมก็เลยตั้งกฏไว้ว่าถ้าบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของเรา จะเข้าเที่ยวก็ต้องซื้อคูปองค่าเหล้าค่าอาหาร ๑๐ ฉบับเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาทจากปฏิคมของเรา คือสุภาพสตรีผู้นี้เสียก่อนจึงจะผ่านประตูเข้าไปได้ คูปองนี้ใช้ชำระค่าอาหารค่าเหล้าค่าเครื่องดื่มแทนเงินครับ ถ้าใช้คูปองไม่หมดกลับออกมาก็จะคืนเงินได้แต่ต้องไม่เกิน ๗๐๐ บาท หมายความว่าคนหนึ่งต้องอุดหนุนไน้ท์คลับของเรา ๓๐๐ บาทเป็นอย่างต่ำ แต่ว่าภายในไน้ท์คลับมีอาหารตาและอาหารใจไว้ต้อนรับอย่างคุ้มค่า เชิญซีครับเชิญซื้อคูปองคนละ ๑,๐๐๐ บาท และเชิญเข้าไปหาความสุขสำราญตามความพอใจของคุณ เท่าที่คุณทั้งสองมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกับปฏิคมอภัยให้ผมเถอะครับ เรื่องก็เพราะไม่เข้าใจกันนั่นเอง

เสี่ยตี๋กระซิบกระซาบกับลูกชายของนิกร

"ถามจริงๆ เถอะวะแกมีเงินติดตัวมาหรือเปล่า"

ร.อ. นพยิ้มแห้งๆ และกระซิบตอบ

"กันบอกแกแล้วนี่หว่ากันมีมา ๕ บาท"

"ว้า-ทำยังไงล่ะขายหน้าเขาตายห่า เราจะต้องซื้อคูปองคนละพันบาท กันมีอยู่ ๘๐๐ เท่านั้น"

สองสหายทำหน้ากะเรี่ยกะราดไปตามกัน ท่าทีของนพและสมนึกบอกให้นายอุทิศรู้ว่าไม่มีเงินหรือเงินไม่พอที่จะซื้อคูปอง เขากล่าวกับสองสหายทันที

"อย่าหาว่าผมดูถูกคุณเลยนะ สถานที่อย่างนี้น่ะมันไม่เหมาะสำหรับคุณทั้งสองหรอก ถ้าคุณจะหาความสุขกันแล้วไปเที่ยวตามไน้ท์คลับอื่นๆ ดีกว่าที่นี่น้ำอัดลมขวดหนึ่งก็ ๓๐ บาทแล้ว ผมรู้สึกว่าเงินคุณไม่พอซื้อคูปองใช่ไหม"

เสี่ยตี๋มีความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด

"เงินน่ะมีครับแต่ผมไม่ได้เอามา ผมกับเพื่อนเป็นลูกเศรษฐีนะครับทำไมเราจะเที่ยวไน้ท์คลับ "อุทิศ"ไม่ได้"

หญิงสาวเจ้าของนามลักษณาวดีพูดเสริมขึ้น

"กรุณาซื้อคูปองที่ดิฉันเจ้าค่ะ คนละพันบาทเท่านั้น"

สมนึกอายจนหน้าแดง เขานึกอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้น ส่วนนพถึงจะอับอายก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เสี่ยตี๋หันมามองดูสาวสวยอย่างเคืองๆ เขารู้ดีว่าลักษณาวดีพูดประชดประชันแดกดันเขา

"เราเอาเงินติดตัวมาไม่พอครับเพราะไม่ทราบว่าที่นี่มีระเบียบอย่างนี้ แต่ผมกับเพื่อนจะต้องมาเที่ยว "อุทิศ" อีกมาเพื่อให้คุณและคนที่นี่ได้รู้ว่าเราเป็นใคร จะบอกชื่อของเราให้คุณรู้จักก็เกรงว่าตจะเป็นการโอ้อวดเกินไป ผมน่ะลูกชายมหาเศรษฐีนะครับ เพื่อนผมคนนี้ก็เป็นลูกเศรษฐี"

ปฏิคมสาวหัวเราะแบบเยาะเย้ย

"ลูกเศรษฐีเขาขี่รถเก๋งคันใหญ่ๆ นี่ค่ะ เขาไม่ขี่จักรยานยนต์มาเที่ยวไน้ท์คลับกันหรอกค่ะ"

สมนึกพยายามดับโมโหอย่างยากเย็น

"คาดิแล็คผมก็มี"

"ค่ะ รถเบ๊นซ์ก็มีใช่ไหมค่ะ รถเบ๊นซ์ขนาดใหญ่บรรทุกผู้โดยสารได้ ๔๐ คนค่าโดยสารคนละ ๕๐ สตางค์ตลอดสายแบบรถเมล์ขาว..." แล้วหล่อนก็หัวเราะอย่างขบขัน

"ฉันคิดว่าอย่างคุณสองคนไปเที่ยวบาร์ผีแถวคลองเตยดีกว่า มีเงินติดกระเป๋าสักร้อยบาทก็พอแล้ว"

นพเห็นเพื่อนเกลอของเขาโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม และจ้องมองดูสาวสวยราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขาก็กล่าวห้าม

"ใจเย็นๆ อ้ายตี๋ ถ้าแกไปทำอะไรเขาเข้าเรื่องถึงโรงพักแกจะถูกปรับเขี้ยวละ ๕๐ บาท"

สมนึกมองดูลูกชายของนิกรอย่างเดือดดาลแล้วตะโกนลั่น

"กูไม่ใช่หมานะโว้ย"

ร.อ. นพหัวเราะเบาๆ

"ไปเถอะเพื่อนกลับบ้านเราเถอะ หรือม่ายก็ไปหาข้าวกินที่ไน้ท์คลับไหนก็ได้เราเป็นคนจนเราก็เที่ยวกันตามประสายากจน"

เสี่ยตี๋เจ็บใจที่ถูกลัษณาวดี และ นายอุทิศแสดงกิริยาวาจาดูหมิ่น เขาถึงกับร้องไห้เขายกมือชี้หน้านายอุทิศและสาวสวยและกล่าวว่า

"คอยดูนะคุณอุทิศ และ คุณลัษณาวดี วันหนึ่งคุณจะต้องนอบน้อมยำเกรงผมถ้าหากว่าคุณได้รู้ความจริงว่าผมเป็นใคร"

นายอุทิศหัวเราะเบาๆ

"ไปทานข้าวต้มกุ๊ยดับโมโหเสียก่อนเถอะครับหลานชาย"

สมนึกยิ่งโมโหหนักขึ้น

"ผมน่ะหรือครับกินข้าวต้มกุ๊ย"

"อ้าว ข้าวต้มกุ๊ยสมัยนี้น่ะมื้อหนึ่งราวร้อยบาทนะคุณ ร้านถนนเพชรบุรีตัดใหม่นั่นยังไง มีห้องเย็นบริการยอดเยี่ยมเรียกกันว่าข้าวต้มกุ๊ยไปยังงั้นเอง ความจริงพวกกุ๊ยไม่มีโอกาสได้กิน ตรงข้ามห้อยเทียนเหลาก็มี"

สมนึกยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วหันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"กันไม่เคยได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างนี้มาแต่ก่อนเลย เพราะเราขี่มอเตอร์ไซส์มาและเอาเงินติดตัวมาน้อยเกินไป คุณอุทิศ กับ คุณลักษณาวดีศริกัลยาสุดาวดี จึงดูถูกเรา"

ปฏิคมสาวแผดเสียงลั่น

"ฉันไม่ได้ชื่อยาวเฟื้อยถึงอย่างนั้นหรอก ฉันชื่อลักษณาวดีย่ะ ช่างต่อชื่อดีนัก"

ร.อ. นพ พยักพเยิดกับเสี่ยตี๋

"ไปเถอะโว้ย กันชักหิวแล้วซีเราจะต้องมาที่ไน้ท์คลับ "อุทิศ" อีกในไม่ช้านี้เหมือนอย่างท่านนายพลแม็คอาเธ่อรสัญญากับชาวฟิลลิปปินโนว่าท่านจะกลับมาฟิลลิปปินส์"

สองสหายต่างพากันเดินลงบันได ตรงไปที่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ทั้งสองคันที่จอดอยู่ในแนวจอดรถ นายอุทิศกับลักษณาวดีมองดูอย่างขบขัน ทั้งสองต่างเข้าใจผิดว่านพกับสมนึกเป็นหนุ่มจิ๊กโก๋ที่ชอบขี่จักรยานยนต์ท่องเที่ยว แบบหนุ่มเจ้าสำราญแต่ไม่มีงานทำและไม่มีเงินติดกระเป๋า

นพกับสมนึกกลับมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๒๐.๓๐ น. ของคืนวันนั้น ตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าแห้วนอนพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบหน้าโรงรถ พอได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันแล่นเข้ามาในบ้านก็หันไปมองดูแล้วรีบลุกขึ้นนั่ง นพกับสมนึกขี้เกียจนำรถไปเก็บไว้ที่ตึกเล็กก็ขับรถมาจอดหน้าโรงรถแล้วก้าวลงจากรถตั้งสแตนด์รถไว้ เจ้าแห้วเดินเข้ามาหา

เสี่ยตี๋มองเข้าไปในโรงรถเห็นรถบูอิคและเบ๊นซ์เก๋งหายไปก็กล่าวถามเจ้าแห้ว

"ใครเอารถลุงพลไปใช้ว่ะ"

"รับประทานคุณหญิงกับคุณผู้หญิงไปเที่ยวงานวชิราวุธกันครับ"

"อ้อ นายสมานขับเรอะ"

"คุณนัสครับ"

"แล้วรถเบ็นซ์ล่ะ"

"รับประทานคุณหมอพาคุณดำรงไปหาท่านรองฯ ที่บ้านศาลาแดงครับ ไปกันสองคนเท่านั้น อ้า-คุณสมนึกไม่สบายใจเป็นอะไรไปหรือครับหน้าตาบอกบุญไม่รับ"

เสี่ยตี๋ค้อนปะหลับปะเหลือก

"ช่างฉันเถอะเรื่องของคนหมาไม่เกี่ยว" แล้วเขาก็หันไปมองดู ร.อ. นพ ซึ่งกำลังก้มลงตรวจดูเครื่องยนต์ของจักรยานยนต์ "ไปบนตึกโว้ยอ้ายนพ วันนี้กันต้องทะเลาะกับเตี่ยแน่ๆ เตี่ยทำให้กันอับอายขายหน้าเขา ทำให้นายอุทิศเจ้าของไนท์คลับและแม่สาวสวยคนนั้นดูถูกเรา"

นพหัวเราะ

"อย่าไปสนใจเลยวะ เรื่องคนนินทาหมาดูถูกน่ะมันเป็นของธรรมดาเหลือเกิน เพราะเขาไม่รู้จักเราเขาก็ดูถูกเราช่างเขาเถอะ"

เสี่ยตี๋ยิ้มแสยะ

"ช่างไม่ได้ อย่างน้อยกันจะต้องขอร้องให้เตี่ยซื้อไนท์คลับ 'อุทิศ' เอาไว้ให้หมามันขี้เล่นหรือพวกขอทานอยู่อาศัย นายอุทิศจะได้รู้ความจริงว่ากันเป็นลูกชายมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย"

นพว่า "กันไม่เคยคิดที่จะต่อสู้กับใครแบบนี้เลย ใครอยากดูถูกก็ช่างหัวมัน หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมวจะได้ประโยชน์อะไร"

เสี่ยตี๋เดินนำหน้าพาลูกชายของนิกรตรงไปที่ตึกใหญ่ และขึ้นไปบนตึกเลยเข้าไปในห้องโถง ขณะนี้ พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องนี้ เมื่อนพกับสมนึกปรากฎตัวขึ้น สามสหายกับท่านเจ้าคุณต่างก็พากันมองดูเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสองคนเป็นตาเดียว

สมนึกสบตากับเสี่ยหงวนเขาก็ร้องไห้โฮเหมือนกับเด็กทารก

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "พอเห็นหน้าฉันแกก็เป่าปี่เดี่ยวเพลงพญาโศก โตจนเป็นควายแล้วยังร้องไห้อีกหรือวะ อ้ายตี๋"

เสี่ยตี๋สะอื้นฮักๆ ความเจ็บใจและความน้อยใจทำให้เขาพูดไม่ออก ร.อ. นพประคองพาเพื่อนพาไปนั่งโซฟาตัวเดียวกันแล้วปลอบเพื่อนของเขา

"นิ่งเสียอ้ายตี๋ นิ่งน่า ไม่นิ่งตุ๊กแกมากินตับนะ"

สมนึกพูดพลางสะอื้นพลาง

"กินตับมึงน่ะซี"

นพหัวเราะชอบใจแล้วหันมามองดูเสี่ยหงวน

"เรื่องมันไม่มีอะไรหรอกครับลุง เราสองคนไปเที่ยวไนท์คลับ 'อุทิศ' กันเราไม่ทราบว่าที่นั่นเขามีระเบียบว่าสำหรับคนนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของเขาก่อนจะผ่านเข้าไปในไนท์คลับจะต้องซื้อคูปอง ๑๐ ฉบับ เป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาทเสียก่อนเพื่อใช้คูปองจ่ายเป็นค่าเหล้าค่าอาหาร คูปองเหลือคืนเป็นเงินได้แต่ต้องไม่เกิน ๗๐๐ บาท หมายความว่าเขาบังคับให้จ่ายค่าเหล้าค่าอาหารอย่างน้อยที่สุด ๓๐๐ บาทต่อหนึ่งคน"

"แล้วยังไง" เสี่ยหงวนซักด้วยความสนใจ

นพหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"เล่าให้เตี๋ยแกฟังซี"

เสี่ยตี๋ยกหลังมือเช็ดน้ำตาเสียก่อนจึงกล่าวกับเสี่ยหงวน

"เมื่อตอนบ่ายก่อนจะออกจากบ้าน ผมขอเงินเตี่ยไปเที่ยว ๓,๐๐๐ บาท เตี่ยให้ผม ๑,๐๐๐ เดียวเท่านั้น ผมขี่รถไปเที่ยวกับอ้ายนพใช้เงินหมดไปราว ๒๐๐ บาท เหลือเงินติดกระเป๋า ๘๐๐ เราสองคนจะต้องซื้อคูปองถึง ๒,๐๐๐ บาทเงินมันก็ไม่พอน่ะซีครับ ปฏิคมสาวและนายอุทิศเจ้าของไนท์คลับ เขาพูดดูหมิ่นผมกับอ้ายนพมากมาย ทำให้ผมเจ็บใจที่สุด เกิดมายังไม่เคยมีใครมาดูถูกผมอย่างนี้เลย"

พล ต. พล หัวเราะชอบใจและพูดเสริมขึ้น

"แกสองคนเสือกไปเที่ยวทำไมในเมื่อที่นั่นเขาต้อนรับแต่เฉพาะสมาชิกของเขา และวางกฎเกณฑ์ให้บุคคลภายนอกซื้อคูปองคนละพันบาท ไนท์คลับน่ะมีถมเถไปโว้ย จำเป็นอย่างไรที่แกจะต้องไปเที่ยว 'อุทิศ' "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"มันเป็นการกีดกันแบ่งชั้นวรรณะแท้ๆ อย่างนี้ไม่น่าจะไปอุดหนุนเขา"

นิกรกล่าวขึ้นบ้างเมื่อเขาสบตาเสี่ยตี๋

"อาเคยได้ยินชื่อไนท์คลับ 'อุทิศ' แล้ว นายอุทิศหรือเสี่ยอู๋ เศรษฐีใหญ๋ราชาโรงแรมทันสมัยอยู่ทางภาคตะวันออกทุกจังหวัดเป็นเจ้าของ"

สมนึกขบกรามแน่น

"แต่เขาดูถูกผมอ้ายนพนี่ครับ"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"ช่างเขาเถอะวะ ไม่เจ็บเหมือนไม้ขว้างหรอกลูก เขาดูถูกแกก็เพราะเขาไม่รู้ว่าแกเป็นใครถ้าเขารู้ว่าแกเป็นลูกเตี่ยเขาก็คงไม่กล้าดูถูก"

เสี่ยตี๋ได้ที่ก็เลยใส่ไฟนายอุทิศหรือเสี่ยอู๋ ทันที

"ผมบอกเขาแล้วนี่ครับว่าผมคือร้อยเอกสมนึก ลูกชายของอาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"งั้นเรอะ แล้วเขาว่ายังไง"

"นายอุทิศเขาหัวเราะใส่หน้าผมน่ะซีครับ เขาว่าเสี่ยหงวนไม่สำคัญ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยคือเขาไม่ใช่เตี่ย เตี่ยน่ะตกอันดับไปนานแล้ว เตี่ยเป็นเพียงเศรษฐีธรรมดาไม่ใช่มหาเศรษฐี"

เสี่ยหงวนได้ฟังลูกชายพูดเช่นนี้ ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นความจริง เลือดแห่งความมีเงินเดือดพล่าน ความโกรธทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้านใบหน้าซีดจนเขียว เขาหายใจถี่เร็วผิดปกติจนกระทั่งนิกรชักเป็นห่วง

"เฮ้ยๆๆ อย่าโมโหให้มากนักอ้ายหงวน เดี๋ยวก็ตายห่าหรอก"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ และกล่าวกับนิกรด้วยเสียงหนักๆ

"เสี่ยอู๋ดูถูกกู ความจริงมันมีโรงแรมอยู่ที่ฉะเชิงเทรา เมืองชล บางแสน หาดพัทยา สัตหีบ ระยอง และที่จันทบุรีเท่านั้น มีไร่อยู่ที่เมืองชลในอีกราว ๕๐๐ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่นาแต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นไร่กาแฟของเสี่ยอู๋ รายได้ของมันปีหนึ่งยังสู้รายได้ของกันเพียงเดือนเดียวไม่ได้"

สมนึกใส่ไฟเสี่ยอู๋ ต่อไป

"จริงครับเตี่ย นายอุทิศเขาพูดดูหมิ่นก้าวร้าวเตี่ยมาก เขาว่าคนโง่เท่านั้นที่เข้าใจว่าเตี่ยเป็นมหาเศรษฐี แม้แต่บ้านของตัวเองยังไม่มีจะอยู่อาศัยบ้านคุณหญิงวาดอยู่แล้วจะเป็นมหาเศรษฐีได้อย่างไร"

กิมหงวนโกรธจนถึงขีดสุดก็ชักแหง่กๆ อยู่บนเก้าอี้นวม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบ

"เร็ว ช่วยกันโว้ย อ้ายหงวนโมโหถึงกับชักดิ้นชักงอแล้ว เจ้านพขึ้นไปเอายาดมในห้องคุณย่าของเจ้ามาทีลูก เร็วๆ หน่อย"

นิกรโบกมือห้าม

"ไม่ต้องนพ ปล่อยให้มันซักพักพอหายโมโหมันก็หายเอง อ้ายหงวนเป็นอย่างงี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เห็นไหมล่ะ กำลังชักน้ำลายฟูมปากเหมือนหมาถูกยาเบื่อ เอ๊ะ....หรือตายจริงๆ "

อาเสี่ยหยุดชักและลืมตาขึ้นมองดูโลก

"โมโหถึงกับชักเชียวเรอะอ้ายหงวน" พลถามเสียงหัวเราะ

"เปล่า ซ้อมชักเล่นสนุกๆ น่ะ แต่ว่าเสี่ยอู๋มันดูถูกกัน มันว่ากันเป็นเศรษฐีธรรมดาไม่ใช่มหาเศรษฐี ฮึ่ม....กันจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้มันได้รู้ว่า มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งประเทศไทยนั้นคือกันจะเป็นคนอื่นไม่ได้ เตรียมตัวไปบุกไนท์คลับ 'อุทิศ' โว้ยพวกเรา สำหรับนายอุทิศหรือเสี่ยอู๋กันเคยเห็นเขาบ่อยๆ แต่ไม่รู้จักหรอก เพราะต่างคนต่างมีอาชีพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือพึ่งพาอาศัยกัน รู้แต่ว่าเขาเป็นเศรษฐีคนหนึ่งมีโรงแรมอยู่หลายจังหวัดทางตะวันออก และมีไร่กาแฟอยู่ที่เมืองชล กิจการค้าอื่นๆ ไม่ปรากฏ กันเชื่อว่าอย่างมากก็มีเงินราว 10 ล้าน แล้วจะมาทาบอะไรกันวะ เพียงแต่อ้ายกรก็มีเงินมากกว่าแล้ว แต่อ้ายกรไม่ยอมแสดงตัวว่ามีเงินล้านทั้งๆ ที่มันเงินมีฐานะอยู่ในระดับเศรษฐี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ถ้าแกจะเอาแบ็งค์ไปฉีกหรือเผาไฟอวดนายอุทิศละก้ออย่าทำเลยวะอ้ายหงวน แกเดี๋ยวนี้กับเมื่อก่อนมันผิดกัน ขณะนี้แกเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็นพันเอกพิเศษอาจจะได้เป็นนายพลในไม่ช้านี้ก็ได้"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะและเก็กหน้าให้ดุๆ กลอกนัยน์ตาไปมา

"แบบนั้นผมไม่ทำหรอกครับ เพราะผมเผาแบ็งค์ทีไรหนังสือพิมพ์เขาลงข่าวว่าผมเป็นบ้าทุกที ผมจะเอาเงินไปถลุงเล่นที่ไนท์คลับ 'อุทิศ' สักสองสามแสน เพื่อให้นายอุทิศและสมาชิกของเขาตื่นเต้นในความมั่งมีของผม อย่างน้อยผมจะสั่งวิสกี้มาเททิ้งเล่นโก้ๆ " แล้วเขาก็หันมาพูดกับ พล นิกร "ไปโว้ยไปเที่ยวกัน น่าเสียดายที่อ้ายหมอไม่อยู่"

พลว่า "การแสดงตัวเป็นมหาเศรษฐีแบบนี้กันไม่เห็นด้วยหรอกอ้ายหงวน"

เสี่ยหงวนจุปาก

"แกก็รู้นิสัยกันดีแล้วอ้ายพล อย่าคัดค้านกันหน่อยเลยคนอย่างกันใครดูถูกไม่ได้ เสี่ยอู๋มันจะรวยสักแค่ไหน"

"งั้นเรอะ เอา....ตามใจแก กันกับอ้ายกรและคุณอาจะติดตามแกไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ ไปก็ไปซี ขึ้นไปแต่งชุดใหญ่ให้มันหรูหราเสียหน่อย"

กิมหงวนว่า "ไม่ต้อง ไปอย่างนี้แหละ สวมเสื้อเชิ้ทฮาไวอย่างนี้ก็ดีถมไป เหล้าดีอยู่ที่รสของเหล้าไม่ใช่บรรจุขวดสวยๆ "

นิกรหัวเราะก๊าก

"คำคมเสียด้วย"

เจ้าแห้วยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ที่ประตูหน้าห้องโถง อาเสี่ยแลเห็นเข้าก็ร้องเรียกเจ้าแห้วเข้ามาพบเขา

"รับประทานอาเสี่ยต้องการอะไรหรือครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"แกขึ้นไปบนห้องฉันหยิบเงินเอาลงมาให้สักปี๊ปเถอะ

เจ้าแห้วทำหน้าฉงน

"ปี๊ปหนึ่งหรือครับ"

"เออ"

"รับประทานข้าวเกรียบสิงคโปร์หรือตุ้งชางเปาะเปี๊ยะครับ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยวแล้วขยับเท้าทำท่าจะเตะเจ้าแห้ว

"เดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้เท่านั้น เงินโว้ยไม่ใช่ตุ้งชางเปาะเปี๊ยะหรือข้าวเกรียบสิงคโปร์ ขึ้นไปที่ห้องข้าเดี๋ยวนี้มีปี๊ปสีเขียวอยู่ใบหนึ่งวางอยู่ข้าซอกตู้ ในปี๊ปมีเงินสดอยู่สามแสนพอดี แกเอาเงินในปี๊ปใส่กระเป๋าผ้าใบสองแสนเอาลงมาให้ฉันเร็วหน่อย อย่าเล่นอัฐเย็นนะโว้ย เงินของฉันปึกละหมื่นบาทมีกระดาษคาดปึกมีชื่อคนนับเงิน และหมายเลขในธนบัตรเรียงกัน"

"โอ้โฮ รับประทานอาเสี่ยของผมช่างมั่งมีอย่างมหาศาล เพียงแต่เงินใช้จ่ายที่บ้านหรือใช้จ่ายส่วนตัวก็มีเป็นแสนๆ แล้ว เฮ้อ....สบายทั้งชาตินะครับ คนเรารับประทานชาติก่อนสร้งบุญกุศลไว้ดีชาตินี้ก็มีความสมบูรณ์พูนสุข ได้นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง"

"พอแล้ว" เสี่ยหงวนพูดตัดบท "ขึ้นไปเอาเงินมาให้ข้าเร็ว ถ้าแกเม้มไว้ร้อยบาทขอให้พระกาฬขึ้นคอแกร้อยเม็ด"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยงแล้วเดินก้มตัวหัวเราะหึๆ ผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน สมนึกกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"ผมกับอ้ายนพไปด้วยนะเตี่ย"

"ก็ไปซี"

เสี่ยตี๋ยิ้มแป้นแล้วหันมาพูดกับลูกชายนิกร

"กันจะแสดงความเป็นเศรษฐีอวดยายลักษณาวดีสักหน่อย หยิ่งนัก คงเข้าใจว่าเราเป็นจิ๊กโก๋นั่นเอง"

"เรื่องนี้กันไม่สนใจว่ะ กันอยากไปกินอาหารที่ไนท์คลับมากกว่า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วห้องโถง

ในราว ๒๑.๐๐ น. เศษ คาดิแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเสี่ยหงวนเจ้าของรถ และมี ร.อ สมนึก กับ ร.อ. นพนั่งอยู่ตอนหน้า พล นิกร กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ตอนหลัง ได้แล่นผ่านประตูรั้วไนท์คลับ 'อุทิศ' เข้ามาอย่างแช่มช้า

ใบหน้าของเสี่ยตี๋ยิ้มแย้มแจ่มใสผิดปกติ เขาดีใจที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ปฏิคมสาวเจ้าของนามลักษณาวดี และนายอุทิศหรือเสี่ยอู๋ได้รู้ว่าเขาไม่ใช่จิ๊กโก๋ เขาเป็นนายทหารแห่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและเป็นลูกชายของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งในประเทศไทย เขาจะแสดงความเป็นเศรษฐีให้ทุกคนในไนท์คลับตื่นเต้นตกตะลึงไปตามกัน

รถเก๋งชั้นนำซึ่งมีใช้เฉพาะเศรษฐีหยุดกลางถนนในแนวจอดรถและถอยหลังเข้าไปจอดใกล้กับรถฟอร์ดเก๋งคันหนึ่ง เสี่ยหงวนหันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสองแล้วพูดเสียงกร้าว

"ไป-พวกเรา กันจะให้บทเรียนอันมีค่าแก่เสี่ยอู๋ เพื่อเขาจะได้รู้ว่ากันนี่แหละมีเงินอย่างล้นเหลือสามารถที่จะซื้อไนท์คลับของเขาทำส้วมสาธารณะได้ ฮะฮะ สองแสนบาทในกระเป๋าผ้าใบนี่คือค่าเหล้าอาหารค่าทิปบ๋อย สำหรับพวกเราถลุงเล่นกันคืนนี้ ขอให้ช่วยกันถลุงเงินของกันหน่อยนะเพื่อนถ้าไม่พอ กันจะโทรศัพท์ไปที่บ้านให้อ้ายแห้วเอามาให้อีกสาม สี่เข่ง"

นิกรอมยิ้ม

"เงินหรือปลาทูนึ่ง"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เงินโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ

"อ้ายหงวนชอบทำแบบนี้บ่อยๆ เมื่อถูกใครเขาดูหมิ่น อาเสียดายเงินของแกโว้ย ความจริงใครๆ เขาก็รู้กันทั่วว่าแกคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ไม่จำเป็นจะต้องเอาเงินมาทิ้งตั้งสองแสน"

อาเสี่ยหันมาทางท่านเจ้าคุณ

สองแสนเรื่องเล็กครับ เหมือนกับขนหน้าแข้งของผมหลุดไปห้าหกเส้นไม่มีความหมายอะไร ในระยะสามเดือนนี้เฉพาะการค้าข้าวของผมได้กำไรตั้งสองล้าน ในการส่งข้าวออกนอกประเทศ"

สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสองคนต่างพากันลงจากรถเก๋งคันงาม อาเสี่ยส่งกระเป๋าผ้าใบบรรจุเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาทให้ลูกชายของเขา

"เอ้า-แกถือเงินไว้อ้ายตี๋ คืนนี้พวกเราสนุกแน่ เราจะหักหน้าพวกเศรษฐีที่เป็นสมาชิกของไนท์คลับนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นพรรคพวกของเสี่ยอู๋"

สมนึกใส่ไฟนายอุทิศต่อไป

"ผมลืมเล่าให้เตี่ยฟังครับ"

"เออ-ว่ายังไงลูก"

นายอุทิศเขาหาว่าเตี่ยไม่รวยจริง แต่ชอบคุยโม้โอ้อวดเต๊ะท่าว่าเป็นมหาเศรษฐีทั้งๆ ที่หุ่นไม่ให้ รูปร่างเหมือนเปรตชกกับเขาตัวต่อตัวยังได้"

พล ต. พลยกมือเขกกบาลสมนึกค่อนข้างแรง

"มากไปแล้วอ้ายตี๋ คนอย่างคุณอุทิศเขาเป็นสุภาพบุรุษ ทำไมเขาจะประณามเตี่ยแกอย่างนี้ อย่าใส่ไฟเขาให้มันมากนัก"

เสี่ยตี๋ยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซีครับ"

ทุกคนพากันเดินรวมกลุ่มไปที่ตึกใหญ่ เมื่อเดินขึ้นไปบนตึกต่างก็แลเห็นปฏิคมสาวคือลักษณาวดีซึ่งกำลังมีหวังจะได้เป็นอนุของนายอุทิศในไม่ช้านี้กำลังจ้องมองดูอย่างตื่นๆ แน่ละ หล่อนจำ ร.อ. นพ และร.อ. สมนึก ได้ดี เพราะเขาเพิ่งจากไปเพียงสองสามชั่วโมงเท่านั้น และมีเรื่องเป็นปากเป็นเสียงกับหล่อน สองสหายหนุ่มยังคงแต่งกายในชุดเดิม แต่คราวนี้มารถคาดิแล็คเก๋งแทนที่จะขี่จักรยานยนต์มา

เสี่ยตี๋วางกระเป๋าผ้าใบบรรจุเงินสดสองแสนบนเคาเต้อร์เบื้องหน้าหล่อนและยักคิ้วให้

"ผมพาพ่อของผม คุณปู่ของผม อาและลุงของผมมาอุดหนุนไนท์คลับของคุณตามที่บอกไว้ว่าเราจะต้องกลับมาไนท์คลับนี้อีก"

สาวสวยเปลี่ยนท่าทีแล้ว ท่าทางอันภูมิฐานของสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกให้หล่อนรู้ว่าเป็นเศรษฐีมีฐานะดี

"ขอบคุณค่ะ กรุณาซื้อคูปองจากดิฉันได้ตามระเบียบของเรา"

เสี่ยตี๋มองดูหล่อนอย่างยิ้มเยาะ และยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้ายแบบเดียวกับเตี่ยของเขาไม่มีผิด เขารูดซิปกระเป๋าผ้าใบออกหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมออกมาปึกหนึ่ง เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท

"เรามากันหกคนก็ต้องซื้อคูปอง ๖,๐๐๐ บาทใช่ไหมคุณ"

"ค่ะ"

สมนึกนับเงินส่งให้ลักษณาวดีทีละ ๑,๐๐๐ บาท แล้วพูดยั่วเย้าแดกดันปฏิคมสาว

"ความจริงพวกเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่อยากมาเห็นสภาพไนท์คลับของคุณก็เลยหาเงินมาเที่ยวกัน เรามีเงินสดมาเพียงสองแสนบาท คงจะพอจ่ายเป็นค่าเหล้าค่าอาหารในคืนวันนี้ใช่ไหมครับ"

ลักษณาวดีไม่ยอมพูดอะไร จนกระทั่งธนบัตรปึกละ ๑,๐๐๐ บาทรวม ๖ ปึกวางอยู่เบื้องหน้าหล่อน ร.อ. นพ กล่าวกับหล่อนว่า

"ตรวจนับเงินเสียให้ถูกต้อง และจ่ายบัตรคูปองมาให้เรา ผมอยากจะเห็นสวรรค์ในนี้ ได้ข่าวว่า "อุทิศ" มีดนตรีไพเราะ มีระบำต่างประเทศและการแสดงที่น่าดูไม่ใช่หรือครับ" แล้วนพก็ผายมือมาทางนิกร "นี่ยังไงครับคุณพ่อผมฐานะไม่สู้จะดีนักมีเงินอยู่ในแบ็งค์ราว ๕๐ ล้านเห็นจะได้ ท่านหาเงินเก่งครับแต่ไม่ชอบใช้เงินเรียกว่ากระดูกขัดมันขนาดเหรียญทองทีเดียว"

นิกรแยกเขี้ยวมองดูลูกชายเขาอย่างเดือดดาล

"แล้วเสือกไปบอกเขาทำไม"

"ก็ผมพูดความจริง"

นิกรจุปาก

"ความจริงบางขณะเราก็ไม่ควรพูด"

ลักษณาวดีหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมปึกหนึ่งขึ้นพิจารณาดูทีละฉบับ อย่างละเอียดถี่ถ้วน สักครู่หล่อนก็เงยหน้าขึ้นมองดูลูกชายของเสี่ยหงวน

"ธนบัตรนี่ไม่ได้พิมพ์จากฮ่องกงหรือคะ"

อาเสี่ยกิมหงวนสะดุ้งเฮือกสุดตัว คำพูดของปฏิคมสาวทำให้เขาเกิดอารมณ์ยัวะขึ้นมาทันที เขาจ้องมองดูสาวสวยด้วยความไม่พอใจ

"คุณดูธนบัตรเป็นรึเปล่า นี่คือธนบัตรของรัฐบาลไทย แล้วก็....คุณควรจะรู้จักผมไว้ด้วย ผมคือพันเอกกิมหงวนไทยแท้หรืออาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของประเทศไทย"

ลักษณาวดีลืมตาโพลง หล่อนเคยได้ยินชื่ออาเสี่ยกิมหงวนจนชินหู และรู้ดีว่าอาเสี่ยคือมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ หล่อนเคยเห็นภาพของเสี่ยหงวนในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ แล้วหล่อนก็แน่ใจว่าอาเสี่ยคืออาเสี่ยกิมหงวนจริงๆ

"ท่านคืออาเสี่ยกิมหงวนหรือคะ"

กิมหงวนยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก ลูกชายและหลานชายของผมมาเที่ยวที่นี่เมื่อตอนหัวค่ำ แต่เอาเงินมาน้อยเกินไปจึงได้รับการดูถูกดูหมิ่นจากคุณและคุณอุทิศเจ้าของไนท์คลับนี้ ผมก็เลยพาเพื่อนและญาติผู้ใหญ่ของผมมาที่นี่เพื่อขอกู้เกียรติลูกหลานของผม"

ลักษณาวดีหน้าถอดสี หล่อนนับเงินครบ ๖,๐๐๐ บาท แล้วเก็บไว้ในลิ้นชักเคาเต้อร์ ต่อจากนั้นก็นับบัตรคูปองรวม ๖๐ ฉบับส่งให้สมนึกอย่างนอบน้อม

"เชิญเจ้าค่ะ เชิญข้างในเจ้าค่ะ" ปฏิคมสาวพูดนอบน้อมตามนิสัยของหล่อนซึ่งยกย่องบูชาคนมีเงิน

ร.อ. นพ ยิ้มให้หล่อน

"ทีอย่างงี้ละก็พูดเพราะรู้จักพูดเจ้าคะเจ้าขา เมื่อตอนหัวค่ำคุณพูดกับเราสะบัดแพร่ดๆ เหมือนมะนาวไม่มีน้ำ ผมกับเพื่อนผมน่ะไม่ใช่จิ๊กโก๋เหมือนอย่างที่คุณเข้าใจหรอกนะ นอกจากเราเป็นลูกเศรษฐีแล้วเรายังเป็นนายทหารสัญญาบัตรอีกด้วย ผมคือร้อยเอกนพ การุณวงศ์ ส่วนเพื่อนผมคือร้อยเอกสมนึก ไทยแท้ นายทหารหนุ่มรูปหล่อแห่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการทหารสูงสุด"

"ผู้กองนพ " หล่อนอุทานในท่าทางตื่นเต้น "ผู้กองสมนึก โอ-ดิฉันเคยได้ยินชื่อบ่อยๆ ค่ะ รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นตัวจริงของผู้กองทั้งสอง"

เสี่ยตี๋ค้อนขวับ

"อย่ามาดีใจเลย ผมเกลียดหน้าคุณรู้ไหม หน้าตาของคุณก็สวยดีหรอกแต่คุณหยิ่งชะมัดญาติ"

หล่อนประนมมือไหว้สมนึกอย่างนอบน้อม

"กรุณายกโทษให้ดิฉันเถอะค่ะ ดิฉันไม่ทราบและนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าผู้กองทั้งสองคือพระสังข์ทองปลอมแปลงเป็นเงาะมาที่นี่ หน้าตาเหมือนกับพวกกุ๊ยนี่คะ ดิฉันก็เข้าใจว่าเป็นพวกกุ๊ยหรืออันธพาล"

เสี่ยตี๋กลืนน้ำลายเอื๊อก

"หน้าผมหล่อเหลาออกอย่างนี้ คุณยังว่าเหมือนกุ๊ยหรืออันธพาล"

"ก็หล่อแบบนั้นนี่คะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าสมนึกเบาๆ

"เข้าไปข้างในก่อนเถอะโว้ย เจ้าจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาเอาอะไรวะ เป็นผู้ชายทะเลาะกับผู้หญิงมีอย่างที่ไหนนึกละอายใจบ้างซี"

สมนึกหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณบ้าง

"ทะเลาะกับผู้ชายด้วยกันผมก็โดนเตะน่ะสิครับ ทะเลาะกับสาวสวยอย่างนี้ถึงเธอจะเตะผมก็คงไม่เจ็บเท่าใดนัก" พูดจบเขาก็เดินนำหน้าพานพกับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรงไปที่ประตูเข้าออกห้องโถงของไนท์คลับ

เมื่อสมนึกแสดงบัตรคูปองให้แขกยามดู เจ้ายามก็ยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรงและมองดูอย่างเคารพนบนอบ

"อีนี้เชิญคะรับ"

เสี่ยตี๋ถือกระเป๋าใส่เงินไว้ในมือซ้าย มือขวากำธนบัตร ๔,๐๐๐ บาท เขาผลักประตูกระจกฝ้าออกพาทุกคนเข้าไปในห้องอันกว้างใหญ่ และเป็นที่สุขสำราญของบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย

เสียงหัวร่อต่อกระซิก เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงชั่วขณะ บรรดาสมาชิกไนท์คลับตลอดจนผู้มีเกียรติคือพวกเศรษฐีต่างพากันมองดูสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และชายหนุ่มรูปหล่อทั้งสองไปตามกัน เสี่ยหงวนประกาศตัวทันทีเขาร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อั๊วชื่อกิมหงวน นี่แหละโว้ยเสี่ยหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ใครรวยกว่าอั๊วยกมือขึ้นขอดูหน้าหน่อยซิ"

ทุกคนถึงไม่เคยรู้จักคุ้นเคยกับอาเสี่ยแต่ก็รู้ดีว่า พ.อ. กิมหงวน หรืออาเสี่ยกิมหงวนผู้นี้คือมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศไทยและเป็นนักธุระกิจชั้นนำผู้มีอิทธิพลในการค้าข้าว ค้าไม้ ค้าทอง เครื่องเพชรและอัญมณี ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายอุทิศเจ้าของไนท์คลับได้โผล่ออกมาจากระเบียงหน้าห้องชั้นบน และมองมาที่ห้องโถง พอแลเห็นอาเสี่ยกิมหงวนเขาก็จำได้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยรู้จักกับอาเสี่ยก็ตาม เขาหันมาพูดกับคนสนิทของเขา

"เฮ้ย ลงไปบอกผู้จัดการให้ให้การต้อนรับอาเสี่ยกิมหงวนอย่างดีที่สุด เขากับพรรคพวกของเขาคือแขกผู้มีเกียรติของฉัน ถ้าหากว่าการการปรนนิบัติรับใช้เขามีอะไรบกพร่องไม่ถูกใจเขาผู้จัดการจะต้องรับผิดชอบ แขกแบบนี้มาเที่ยวไนท์คลับคืนละสองสามคนเท่านั้นเราจะมีรายได้อย่างงดงาม เพราะเขาจ่ายไม่อั้น และไม่สนใจกับจำนวนเงินในบิลที่เรายื่นให้เขาเท่าไรก็เท่ากัน บอกผู้จัดการด้วยว่าถ้าอาเสี่ยกิมหงวนถามถึงฉันละก้อให้บอกเขาว่าฉันไม่อยู่และคืนนี้อาจจะไม่มาที่นี่ ฉันกลัวว่าเขาจะต่อว่าฉันในเรื่องเด็กหนุ่มสองคนนั่นซึ่งคงเป็นลูกหลานของเขาแน่ๆ เมื่อตอนหัวค่ำขี่มอเตอร์ไซส์มาเที่ยวกันแต่มีเงินไม่พอซื้อคูปองก็กลับไป"

เลขานุการส่วนตัวและคนสนิทของนายอุทิศ รับคำสั่งเขาและพาตัวเดินลงบันไดไปข้างล่าง ในเวลาเดียวกันนี้เองพนักงานรับใช้ของไนท์คลับคนหนึ่ง ได้เชิญสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยสมนึกและนพไปนั่งที่โต๊ะรับประทานอาหารสำหรับ ๖ คนซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเวทีแสดงละคร ยกพื้นสูงประมาณเมตรครึ่งมีส่วนยาวเท่ากับความกว้างของห้องโถงนี้ คือกว้างประมาณ ๒๐ เมตร และมีม่านสีเลือดหมูผืนใหญ่ปิดหน้าเวที

การแสดงวิทยากลของมายากรชาวอเมริกันเพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อสักครู่นี้ และวงดนตรีก็พึ่งหยุดพักผ่อนก่อนหน้าที่เสี่ยหงวนกับคณะจะพากันเข้ามา ภายในห้องโถงใหญ่จึงสงบเงียบโต๊ะอาหารที่ตั้งเรียงรายแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยเกือบ ๕๐ โต๊ะ มีพวกเศรษฐีนั่งรับประทานเหล้าและอาหารจนเกือบจะไม่มีโต๊ะว่าง สุภาพชนเหล่านี้พูดคุยกันเงียบๆ และส่วนมากมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป

ไนต์คลับ "อุทิศ" ไม่มีเต้นรำ มีแต่การแสดงบนเวทีตลอดเวลานับตั้งแต่ ๒๒.๐๐ น. ถึง ๒.๐๐ น. ของวันใหม่ มีดนตรีสากลจากวงดนตรีที่มีชื่อเสียงบรรเลงเป็นประจำหนึ่งวง สำหรับแขกที่มาเที่ยวจะมีนางเสิฟสาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยในชุดบีกินีมานั่งปรนนิบัติคนละคนเพื่อป้อนเหล้าป้อนอาหารให้ ซึ่งทางไนท์คลับได้คิดบวกเข้าไปในค่าเหล้าและค่าอาหารแล้ว

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับเจ้าบ๋อยหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แล้วพูดเสียงดังฟังชัด

"เฮ้ย ตราดำมีไหม"

"มีครับ"

"เอามาให้อั๊วหนึ่งโหล"

เจ้าบ๋อยหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย แล้วก้มหน้าลงมาถามเสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"กรุณาพูดใหม่ซิครับ อะไรหนึ่งโหลนะครับ"

"วิสกี้ตราดำโว้ย"

บ๋อยนัยน์ตาเหลือก ราคาวิสกี้ตราดำที่ "อุทิศ" ขวดละ ๖๐๐ บาท และนี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้สั่งวิสกี้ตราดำถึงหนึ่งโหล

"ประทานโทษครับท่าน หนึ่งขวดหรือหนึ่งโหลครับ"

เสี่ยหงวนมองดูเจ้าบ๋อยหนุ่มอย่างเดือดดาล

"หนึ่งโหล" เขาตะโกลลั่น

"อั๊ว...เสี่ยหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยสั่งวิสกี้ตราดำหนึ่งโหลได้ยินไหม"

ใครต่อใครที่อยู่ในห้องโถง ต่างพากันมองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว ก่อนที่เจ้าบ๋อยหนุ่มจะพูดอะไรสุภาพบุรุษในวัยกลางคนหนึ่งแต่งสากลชุดสีขาวผูกโบว์หูกระต่าย ได้พาสาวสวยในชุดบิกินีหรือชุดอาบน้ำทูพีซรวม ๖ นาง เดินเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะของมหาเศรษฐีกิมหงวน เขาคือนายสำราญผู้จัดการไนท์คลับนี้และเป็นคนเก่าแก่ของนายอุทิศ ซึ่งนายอุทิศรักใคร่ไว้วางใจมาก

นายสำราญยกมือขาวผลักเจ้าบ๋อยเบาๆ และโบกมือไล่ไป ต่อจากนั้นเขาก็ก้มศีรษะโค้งคำนับเสี่ยหงวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"กระผมคือผู้จัดการไน้ท์คลับนี้ครับ กระผมขอต้อนรับอาเสี่ยในฐานะที่เป็นแขกเกียรติยศของเรา ซึ่งรวมทั้งท่านสุภาพบุรุษที่มากับอาเสี่ยด้วย ไน้ท์คลับของเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับที่อาเสี่ยได้กรุณาให้เกียรติมาเที่ยวที่นี่ และกระผมขอรับใช้อาเสี่ยด้วยตนเอง"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"คุณรู้จักผมด้วยหรือ"

"ครับผม ท่านคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยใครๆ ก็รู้จักครับ อ้า-ผมส่งเด็กของผม ๖ คนนี่มาคอยปรนนิบัติแล้วครับ"

เด็กสาวทั้ง ๖ คน ต่างประนมมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างพร้อมเพรียงกันในเวลาเดียวกันพนักงานรับใช้ ๒ คน ก็ยกเก้าอี้ตั้งข้างหลังสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสอง ผู้จัดการไน้ท์คลับกล่าวกับอาเสี่ยต่อไป

"เด็กๆ ของเรามีหน้าที่รับใช้และให้ความสุขพวกท่านครับโดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าบริการ ท่านจะให้เด็กๆ นั่งเก้าอี้ป้อนเหล้าป้อนอาหารให้ท่านหรือให้นั่งตักท่านก็ได้ครับ"

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"สมมุติว่าผมจะนั่งตักเธอได้ไหมผู้จัดการ"

"ได้ขอรับ"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ค่อยยังชั่วหน่อย ผมไม่ชอบให้ผู้หญิงนั่งตักผมหรอกคุณ แม้แต่เมียผมยังไม่เคยให้นั่งตักผม"

นายสำราญล้วงกระเป๋าหยิบสมุดฉีกเล่มเล็กๆ และปากาที่เสียบอยู่ที่กระเป๋าเสื้อสากลออกมา แล้วเขาก็กล่าวกับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนพและสมนึกอย่างนอบน้อม

"กรุณาสั่งเหล้าและอาหารตามความพอใจของท่านครับ"

เสี่ยหงวนวางท่าให้สมกับที่เขาเป็นเศรษฐีใหญ่คือ ทำปากเบี้ยวเล็กน้อยและกรอกนัยน์ตาไปมา

"เอาตราดำมาให้ผมหนึ่งโหล"

"ครับผม" นายสำราญรับคำสั่งและจดลงในสมุดฉีก โดยไม่พูดออกความเห็นอะไร

"แล้วอะไรอีกครับ"

"โซดาครึ่งโหล กับแกล้มหรืออาหารถามพรรคพวกผม"

ผู้จัดการพยักพเยิดกับสาวสวยทั้ง ๖ คน หล่อนแยกย้ายกันไปนั่งข้างหลังสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนพกับสมนึกคนละคนเตรียมปรนนิบัติรับใช้อย่างดีที่สุด นิกรยิ้มให้นายสำราญและกล่าวว่า

"ขอเนื้อสันสลัดผัก ๒ จาน"

"ครับผม"

"ซี่โครงหมูอบ ๒ จาน สลัดไก่หนึ่งจาน ไข่ช้าง เอ๊ย....ไข่ปลาคาเวีย แล้วก็กุ้งนึ่ง ไก่งวงยัดไส้ ขออาหารจีนสักสองสามอย่างซีนะ"

"ครับผม อะไรบ้างครับ"

"จะละเม็ดน้ำแดง ไข่ดันไก่ผัดเห็ดสด ตะพาบน้ำตุ๋นแล้วก็หูฉลามเส้นไก่ เอาเท่านี้ก่อนแล้วผมจะสั่งใหม่"

พล ต. พล มองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

"แกสั่งอาหารมาตั้งมากมายก่ายกองกินเข้าไปหมดหรือวะ เพียงไก่งวงยัดไส้ตัวเดียวก็แย่แล้ว"

นิกรหัวเราะแบบเศรษฐี คือแหกปากหัวเราะ

"สั่งเททิ้งเล่นโว้ย ไม่ได้สั่งมากิน"

เสี่ยหงวนตบบ่านิกรแล้วยิ้มแป้น

"มันต้องยังงี้ สั่งมาอีกอ้ายกรสั่งมาเททิ้งเล่นโก้ๆ กันจะดูซิว่ามีเศรษฐีคนไหนบ้างที่กล้าทำอย่างพวกเรา ฮะ ฮ้า"

แล้วอาเสี่ยก็ร้องตะโกนขึ้นอีก

"อั๊วนี่แหละโว้ยอาเสี่ยกิมหงวน"

ร.อ. นพกระซิบกระซาบกับเสี่ยตี๋เบาๆ

"เอ-สงสัยเสียแล้วว่ะ"

"สงสัยอะไรวะ"

"ลุงกิมหงวนจะไม่สบายน่ะซี"

"กันก็สงสัยเหมือนกัน" เสี่ยตี๋กระซิบตอบเช่นเดียวกัน

"เมื่อเช้าก็ท้ายิงกับลุงพลตัวต่อตัวแต่ลุงพลไม่สู้แล้วก็เตือนสติเตี่ยว่า อากาศหนาวแล้วอย่าคิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน"

นิกรมองดูสาวสวยทั้ง ๖ คนที่นั่งอยู่รอบๆ โต๊ะทางด้านหลังแล้วเขาก็กล่าวกับหญิงสาวคนหนึ่ง

"หนูกับเพื่อนๆ อยากจะดื่มเหล้าหรือกินอาหารอะไรสั่งมาเลยเราเลี้ยงเต็มที่ เรามีเงินสดมาสองแสนสำหรับเที่ยวไน้ท์คลับ "อุทิศ" ในคืนวันนี้"

"ขอบคุณคะ พวกหนูของแช็มเป็ญสักขวดนะคะ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"เอามาหนึ่งโหลเลย ขวดเดียวเอามาทำไมสั่งมาเสียหนึ่งโหล กินไม่หมดก็เททิ้งเล่น เฮ้ย-อ้ายนึก แจกเงินให้หนูคนละพันบาทเถอะวะ มหาเศรษฐีอย่างเตี่ยต้องใช้เงินเหมือนกับว่าพิมพ์แบ็งค์ได้เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"อีกหน่อยแกก็มีหวังขอทานเขากิน"

นายสำราญผู้จัดการไน้ท์คลับพาตัวเดินไปทางเคาเตอร์เพื่อจัดเหล้าและอาหารมาให้ตามคำสั่ง เขาส่งพนักงานรับใช้ ๓ คนมาคอยรับใช้ประจำโต๊ะนี้ ร.อ. สมนึกแจกเงินให้สาวสวยคนละ ๑,๐๐๐ บาท ตามคำสั่งเตี่ยของเขาแล้วแจกบ๋อยอีกคนละ ๕๐๐ บาท บรรดาเศรษฐีทั้งหลายต่างตื่นเต้นไปตามกันเมื่อได้เห็นความมั่งมีอย่างมหาศาลของอาเสี่ยกิมหงวน

เสียงดนตรีดังขึ้นม่านหน้าเวทีเปิดออกระบำโป๊ ซึ่งแสดงโดยหญิงสาวชาวฝรั่งเศสได้ออกมาร่ายรำอวดส่วนสัดอันยั่วยวนตา บนโต๊ะอาหารของสามสหายเต็มไปด้วยเหล้าและอาหารหลายอย่าง

เวลาผ่านพ้นไปเสี่ยหงวนก็รู้สึกมึนเมา และนิสัยของเขาถ้าดื่มเหล้าเขาไปแล้วก็มันเขี้ยวไม่ยอมหยุดดื่มง่ายๆ เขาดื่มวิสกี้ตราดำคนเดียวเกือบหมดขวด ส่วนพล นิกร นพ สมนึกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดื่มกันคนละนิดหน่อย เมื่ออาเสี่ยเมาเหล้า เขาก็เริ่มแสดงความเป็นมหาเศรษฐี เปิดเหล้าตราดำทีละขวดเททิ้งลงกระโถนแล้วหัวเราะชอบอกชอบใจ

"อั๊ว เสี่ยหงวนโว้ย" อาเสี่ยร้องลั่นห้องโถง

"มีเศรษฐีคนไหนบ้างที่กล้าซื้อวิสกี้ตราดำมาเททิ้งเล่นอย่างอั๊ว อั๊วนี่แหละโว้ยถึงจะแน่น เศรษฐีบ้าๆ อย่างอั๊วใครอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะโว้ย"

"อ้าว" สมนึกอุทาน "ไหงไปบอกเขาอย่างนั้นล่ะครับเตี่ยเดี๋ยวเขาก็คิดว่าเตี่ยเป็นบ้าจริงๆ "

การแสดงบนเวทีเปลี่ยนรายการใหม่อีกครั้งหนึ่ง นักร้องสาวชาวฟิลลิปปินโนได้ออกมาร้องเพลงทีละคนเรียกเสียงตบมือเกรียวกราว เสี่ยหงวนขว้างธนบัตรหมื่นบาทขึ้นไปบนเวทีปลิวว่อนทำให้นักร้องหยุดร้องเพลงกลางคันไล่ตะครุบเงิน พวกนักดนตรีหยุดบรรเลงวางเครื่องมือลุกขึ้นจากเก้าอี้ แยกย้ายกันเก็บธนบัตรใบละร้อยบาทที่เกลื่อนกลาดไปทั่วเวที ผู้ที่ได้เห็นความมั่งมีของเสี่ยหงวนต่างตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าวและยอมรับนับถืออาเสี่ยร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย

สาวสวยทั้ง ๖ คนทำหน้าที่ปรนนิบัติสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนพกับสมนึกอย่างดีที่สุด ช่วยป้อนเหล้าป้อนอาหารให้บางทีก็ยื่นแก้มให้จูบ นิกรนั่งอยู่บนตักของเด็กสาวเจ้าของร่างอวบอัดคนหนึ่ง เขากินอาหารที่สั่งมาจนล้นกระเพาะและมีอาหารเหลืออยู่อีกมากมาย พลเห็นนิกรนั่งสะลึมสะลือก็กล่าวสัพยอกเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้ย อย่าพึ่งอิ่มซีอ้ายกร กินเสียให้หมดน่าเสียดายไก่งวงยังเหลืออีกตั้งครึ่งตัว"

นิกรส่ายหน้าและทำท่าผะอืดผะอม

"ไม่ไหวโว้ย ล้นกระเพาะขึ้นมาถึงลิ้นไก่แล้ว โอย อิ่มจังว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือดูเวลาแล้วกล่าวกับมหาเศรษฐีกิมหงวน

"แกเมามากแล้วอ้ายหงวน และแกได้ประกาศความเป็นเศรษฐีของแกให้ใครๆ ได้เห็นแล้ว กลับบ้านกันเสียทีเถอะวะ"

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามแล้วพูดเสียงอ้อแอ้

"เรื่องของคนหัวดีหัวล้านไม่เกี่ยว"

"อ้าว เดี๋ยวฉันก็ลุกขึ้นเตะปากแกเข้าให้เท่านั้น อย่าแกล้งทำเมาหน่อยเลยวะ"

อาเสี่ยยกมือไหว้แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่ได้แกล้งครับผมเมาจริงๆ นานแล้วไม่เคยกินเหล้ามากเหมือนคืนนี้เลย เดี๋ยวนะครับอย่าเพิ่งกลับ ขอให้ผมเผชิญหน้ากับเสี่ยอู๋และได้ปะทะคารมกับเขาสักหน่อย อย่างน้อยเขาจะต้องขอโทษผมที่เขาดูหมิ่นลูกชายหลานชายของผมตลอดจนตัวผม ถ้าเขาไม่ขอโทษผมก็ต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง"

"ใครแหลกครับลุง" นพถามยิ้มๆ

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"สงสัยว่าลุงแหละโว้ย"

แล้วกิมหงวนก็พยักหน้าเรียกบ๋อยคนหนึ่งเข้ามาหาเขา

"น้องชาย คุณอุทิศเจ้านายแกอยู่ไหน"

เพราะผู้จัดการไม่ได้สั่งไว้บ๋อยจึงตอบตามตรง

"ท่านอยู่ในห้องทำงานชั้นบนครับ"

"ดีแล้ว แกขึ้นไปพบเขาหน่อยซีนะ บอกเขาว่าอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีใหญ่ขอเชิญเขาลงมาพบกับกันสักหน่อยมีธุระจะพูดด้วย"

"ได้ครับ กระผมจะขึ้นไปพบท่านเดี๋ยวนี้"

ขายหนุ่มร่างสูงใหญ่พาตัวเดินไปจากโต๊ะนั้น เสี่ยหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาอีกแก้วหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะดื่มพลก็แย่งแก้วไว้"

"พอทีอ้ายหงวน แกดื่มมากแล้ว"

"งั้นเรอะ เอา-พอก็พอ อ้ายนึกไปจ่ายเงินค่าเหล้าค่าอาหารโว้ยอย่างมากคงไม่เกินหมื่นบาท ไปที่เคาเตอร์ถามผู้จัดการเขาว่าเท่าไรแล้วจ่ายให้เขาไปอย่าไปให้เขาเช็คบิลให้ฟังว่าอะไรเท่าไร เงินหมื่นเรื่องขี้ผงมาเที่ยว "อุทิศ" คืนนี้หมดเงินเพียงสามสี่หมื่นเท่านั้น"

ร.อ สมนึก หิ้วกระเป๋าลุกขึ้นเดินตรงไปทางเคาเตอร์เสี่ยหงวนอนุญาติให้สาวสวยทั้ง ๖ คนไปพักผ่อนและบอกว่าเขากับพรรคพวกจะกลับบ้านแล้วบ๋อยหนุ่ม ๒ คนยังยืนคอยรับใช้อยู่ห่างๆ ด้วยความตื่นเต้นในความมั่งมีของอาเสี่ยเหลือที่จะกล่าวซึ่งบ๋อยแต่ละคนได้รับรางวัลคนละ ๕๐๐ บาท ไม่เคยปรากฏว่ามีเศรษฐีคนใดกล้าทิปขนาดนี้เลยสัก ๒๐ บาทก็ยากเต็มทนแล้ว

สักครู่หนึ่งนายอุทิศหรือเสี่ยอู๋ก็เดินลงบันไดมาจากชั้นบน พนักงานรับใช้ที่ขึ้นไปตามเขาติดตามมาด้วย เข้าของไน้ท์คลับ "อุทิศ" เดินเข้ามาหาเสี่ยหงวนในท่าทีกระดากกระเดื่องเล็กน้อย เขาทราบจากบ๋อยว่าอาเสี่ยกำลังมึนเมา จึงแน่ใจว่าเสี่ยหงวนคงจะต้องตัดพ้อต่อว่าเขาในเรื่องนพกับสมนึก และนายอุทิศก็พร้อมที่จะขอโทษเพื่อหวังจะให้อาเสี่ยกับพรรคพวกได้เข้าเป็นสมาชิกของไน้ท์คลับนี้ ซึ่งจะทำรายได้ให้เขาเดือนหนึ่งไม่น้อย

เจ้าของไน้ท์คลับหยุดยืนห่างจากโต๊ะสามสหายเพียงเล็กน้อยแล้วเขาก็ยกมือไหว้ พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับทุกๆ ท่าน ผมคือนายอุทิศเจ้าของไน้ท์คลับนี้ครับ" นายอุทิศแนะนำตัว

"ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณเท่าที่อาเสี่ยได้พาเพื่อนๆ และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาอุดหนุนเราซึ่งนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ผมรู้จักอาเสี่ยกับทุกๆ ท่านดีแล้วครับ เคยเห็นในงานสังคมและรูปในหนังสือพิมพ์บ่อยๆ "

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืนในเวลาเดียวกัน ร.อสมนึกลูกชายของเขาก็หิ้วกระเป๋าเงินเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วรายงานให้กิมหงวนทราบ

"เรียบร้อยครับเตี่ย ค่าเหล้าค่าอาหารและค่าเซอวิส ๑๐ เปอร์เซ็นต์รวมทั้งหมดไม่ถึงหมื่นครับ เก้าพันกว่าเท่านั้น"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"เรื่องเล็กไม่ต้องมาบอกเตี่ย" แล้วเขาก็เลื่อนตัวเข้าไปยืนเผชิญหน้านายอุทิศหรือเสี่ยอู๋

"คุณคงไม่รู้ว่า เท่าที่ผมพาลูกหลานและเพื่อนของผมกับคุณอาของผมมาเที่ยวที่นี่ ก็เพราะคุณกับปฏิคมของคุณดูหมิ่นลูกชาย และหลานชายของผม นอกจากนี้คุณยังพูดก้าวร้าวดูหมิ่นผมด้วย"

เสี่ยอู๋ยิ้มอย่างใจเย็น

"ผมเป็นสุภาพบุรุษครับอาเสี่ย การดูหมิ่นก้าวร้าวผู้อื่นนั้นไม่ใช่วิสัยของผม"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"แต่ลูกชายของผมบอกว่าคุณว่าผมน่ะดีแต่คุยโม้เต๊ะท่าเป็นมหาเศรษฐีความจริงผมไม่ได้ร่ำรวยจนเกินไปนัก หุ่นผมก็ไม่ให้คุณว่าผมสูงเหมือนเปรต"

นายอุทิศทำคอย่นหันมาทาง ร.อ สมนึก และมองดูเสี่ยตี๋อย่างเคืองๆ

"ผมว่าคุณพ่อคุณอย่างนั้นหรือครับ"

"ใช่ ตอนหัวค่ำที่ผมกับอ้านยนพเพื่อนผมขี่จักรยานยนต์มาเที่ยวที่นี่อย่างไรล่ะ เราเป็นปากเสียงกับปฏิคมสาวของคุณนิดหน่อย เพราะพูดดูถูกเราเนื่องจากเรามีเงินมาไม่พอซื้อคูปองคนละพันบาท"

เสี่ยอู๋ทำตาปริบๆ

"แล้วยังไงครับ"

"แล้วยังไง....คุณออกไปพบเข้าแทนที่คุณจะพูดไกล่เกลี่ย คุณกลับว่าผมกับอ้ายนพควรจะไปกินข้าวตามร้านข้าวต้มกุ๊ยหรือตลาดโต้รุ่งแถวประตูน้ำ ที่นี่ต้อนรับเฉพาะเศรษฐีเท่านั้น ผมโมโหขึ้นมาผมก็บอกว่าผมนี่ละคือลูกชายอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งประเทศไทย คุณหัวเราะเยาะและบอกว่าไม่สำคัญ เตี่ยผมตกอันดับไปนานแล้วเดี๋ยวนี้มีเงินไม่กี่ล้านแต่ทำเต๊ะท่าเป็นมหาเศรษฐี หุ่นก็ไม่ให้สูงโย่งโก๊ะเหมือนเปรตหน้าตาไม่เอาไหน"

"โอ้โฮ้" นายอุทิศอุทาน

"คุณเมาเหล้าหรือเปล่าครับคุณสมนึก"

เสี่ยตี๋ยิ้มเล็กน้อย

"นิดหน่อยครับแต่ไม่ถึงกับเสียสติ"

เสี่ยอู๋ส่ายหน้าช้าๆ

"ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็พึ่งได้พบคนที่ปั้นน้ำเป็นตัววันนี้เอง คือคุณนี่แหละครับผมไม่ได้พูดล่วงเกินอาเสี่ยกิมหงวนเลย แต่คุณกลับพูดเป็นตุเป็นตะใส่ไฟผม"

สมนึกลืมตาโพลง

"อะไรใส่ไฟ ถามเพื่อนผมก็ได้"

ร.อ นพยิ้มให้นายอุทิศ

"เราลูกผู้ชายพูดแล้วก็รับเสียดีกว่าครับ คุณพูดล่วงเกินลุงของผมจริงๆ เหมือนอย่างที่อ้ายนึกมันว่า ผมคิดว่าถ้าคุณยอมรับผิดและขอโทษลุงกิมหงวนของผมเสียก็คงไม่มีอะไรลุงของผมท่านสปอรทพอที่จะอภัยให้ทุกๆ คนที่ยอมรับผิดต่อท่าน อ้ายที่คุณว่าท่านสูงเหมือนเปรตหน้าตาไม่เอาไหนผมก็เห็นด้วย แต่คุณก็ไม่น่าพูด"

นายอุทิศตามปรกติเป็นสุภาพบุรุษและเป็นคนดีมากแต่เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูน เมื่อถูกสองสหายหนุ่มถวายพระเพลิงหรือประชุมเพลิงเขาเช่นนี้เขาก็โกรธเป็นธรรมดา ใบหน้าของเสี่ยอู๋แดงก่ำและเคร่งเครียด เขาจ้องมองดูสมนึกกับนพอย่างเดือดดาล

"คุณสองคนโกหกเก่งที่สุดในโลก"

เสี่ยตี๋แกล้งทำเป็นโมโห

"คุณกำลังดูหมิ่นเราโปรดถอนคำพูดเสียเดี๋ยวนี้ คุณประณามเตี่ยผมแล้วคุณกลับหาว่าผมกับอ้ายนพโกหก คนอย่างผมเกิดมาไม่เคยโกหกใครแม้แต่หนเดียว ผมรักความจริงยิ่งกว่าชีวิต"

กิมหงวนยกมือผลักหน้านายอุทิศค่อนข้างแรง

"ขอโทษผมเสียเดี๋ยวนี้คุณอุทิศ ผมเชื่อว่าลูกและหลานผมคงไม่นำความเท็จมาเล่าให้ผมฟัง"

นายอุทิศโมโหจนตัวสั่น เขาหมดความเคารพเกรงกลัวเสี่ยหงวนแล้ว

"อาเสี่ยนั่นแหละที่ต้องขอโทษผมที่อาเสี่ยผลักหน้าผมแสดงความดูหมิ่นเชิงชายของผม ผมไม่อยากมีเรื่องกับอาเสี่ยหรอกครับแต่โปรดขอโทษผมเสียเดี๋ยวนี้"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย

"ซอรี่....แล้วก็ซอด้วง ซออู้ ซอสามสายด้วย ผมจะไม่ยอมขอโทษคุณเป็นอันขาด"

นายอุทิศล้วงกระเป๋ากางเกงหยิงถุงมือสีขาวข้างหนึ่งออกมาแล้วยกขึ้นตบหน้ากิมหงวนเบาๆ หนึ่งทีเสี่ยหงวนทำปากจู๋ร้องตะโกนลั่น

"หมายความว่ากระไรเสี่ยอู๋ ทำไมคุณเอาถุงมือฟาดหน้าผม"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เขาท้าแกดวลน่ะซี ถ้าแกรับคำท้าเขาก็เอาถุงมือตบหน้าเขาบ้าง"

เสี่ยตี๋ส่งถุงเท้าสีน้ำตาลข้างหนึ่งให้บิดาของเขา

"ถุงมือไม่มีเอาถุงตีนนี่ก็ได้ครับเตี่ยใช้ได้เหมือนกัน"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ ถือถุงเท้าเดินรี่เข้าไปยกขึ้นตบหน้าเสี่ยอู๋เบาๆ แล้วยิ้ม

"ผมรับคำท้าของคุณแล้วเสี่ยอู๋"

นายอุทิศขบกรามกรอด

"แต่อาเสี่ยเอาถุงตีนตบหน้าผม"

"โธ่-อย่าถือสาเลยครับ ผมไม่ได้เตรียมถุงมือติดตัวมาและไม่เคยคิดว่าผมจะต้องดวลกับใคร เท่าที่คุณท้าผมดวลผมก็รับคำท้าของคุณแล้ว คุณจะดวลกับผมแบบไหนว่ามาเราจะสู้กันด้วยดาบหรือปืน"

เสี่ยอู๋ตอบโดยไม่ต้องคิด

"ปืนซีครับอาเสี่ย เราดวลกันด้วยปืนพกเป็นดีที่สุด"

"ตกลงครับ ที่ไหนเมื่อไหร่"

"พรุ่งนี้ย่ำรุ่งหลังสถานลีลาศในสวนลุมพินีครับ ที่นั้นเหมาะที่สุดที่เราจะดวลปืนกันผมท้าอาเสี่ยดวลปืนกับผมก็เพื่อรักษาเกียรติของผมนั่งเอง"

มหาเศรษฐีเค้นหัวเราะ

"ผมก็เหมือนกันเสียอู๋ เป็นอันว่าพรุ่งนี้ย่ำรุ่งตรงที่หลังสถานลีลาศลุมพินีคุณกับผมจะได้หลั่งเลือดรุ่งอรุณกัน"

"ครับ ใครไม่สู้หรือเลิกล้มความคิดนี้ไม่ใช่ลูกผู้ชายนะครับ"

"แน่นอนเสี่ยอู๋ ถ้าผมไม่ไปพบคุณตามนัดขอให้ผมเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แย่นะโว้ยอ้ายหงวน เพียงชาติเดียวก็แย่แล้วเกิดเป็นหมามันแสนจะทรมาน ถ้าเป็นหมาฝรั่งค่อยยังชั่วหน่อยถ้าเกิดเป็นหมาไทยต้องอดๆ อยากๆ เก็บเศษอาหารกินดีไม่ดีถูกเทศบาลจับเอาไปฆ่าทำปุ๋ย"

กิมหงวนกับนายอุทิศต่างตกลงเงื่อนไขในการดวลปืนกันเรียบร้อย ต่อจากนั้นนายอุทิศหรือเสี่ยอู๋ก็ยกมือไหว้สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอนน้อม

"สวัสดีครับทุกๆ ท่าน พรุ่งนี้เช้าพบกันใหม่นะครับ ผมขอขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งเท่าที่ทุกท่านได้มาอุดหนุนไน้ท์คลับของผม" พูดจบเสี่ยอู๋หรือนายอุทิศก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลง ม่านเวทีเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง คาาวนี้เป็นการแสดงกายกรรมของสองสามีภรรยาชาวต่างประเทศคู่หนึ่ง ซึ่งสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนพกับสมนึกไม่ได้สนใจ ความสนใจอยู่ที่เรื่องกิมหงวนจะดวลปืนพกกับนายอุทิศตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"แกไปผลักหน้าเขาดูหมิ่นเชิงชายเขาก่อน นายอุทิศเขาก็เลยเอาถุงมือตบหน้าแกท่าดวลปืนกับเขา"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย ถอยมานั่งบนเก้าอี้ตามเดิม

"ก็เขาไม่ยอมขอโทษผมนี่ครับ ถ้าเขาออกปากขอโทษผมเพียงคำเดียวเท่าที่เขาพูดล่วงเกินผมกับเจ้านพและเจ้านึก ผมก็ยินดีอภัยให้แลพร้อมที่จะจับมือกับเขา"

พล ต.พล มองดูหน้ากิมหงวนอย่างขบขัน

"อ้ายตี๋กับอ้ายนพน่ะมันกะล่อนอย่างที่เรียกว่าโกหกหน้าตาย กันเข้าใจว่าอ้ายสองคนนี่ใส่ไฟคุณอุทิศมากกว่าสุภาษบุรุษอย่างคุณอุทิศเขาจะด่าคนง่ายๆ นั้นเป็นไปได้หรือเพื่อน แกก็ไม่เคยรู้จักมักจี่กับเขาและไม่เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจหรือทำให้เขาเดือดร้อนเพราะแก"

คราวนี้อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี" แล้วเขาก็หันมามองดูลูกชายของเขา

"ถามจริงๆ เถอะวะ แกกับอ้ายนพโกหกฉันหรือเปล่า"

เสี่ยตี๋หันมาทางลูกชายนิกร

"เราโกหกหรือเปล่าวะ"

ร.อ. นพยิ้มแห้งๆ

"สงสัยโว้ย เราอาจจะโกหกก็ได้เพราะนิสัยของเราชอบพูดโกหกจนชินเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะลั่น

"เชื่อใครไม่เชื่อเชื่อไอ้สองคนนี่ ในที่สุดแกก็ต้องดวลปืนกับเขา"

พลยิ้มให้อาเสี่ย

"ตายนะอ้ายหงวน ถ้าแกเพลี่ยงพล้ำนิดเดียวแกก็เท่งทึง คุณอุทิศเขาไม่แน่จริงเขาคงไม่ท้าแกดวลปืนกับเขาหรอก กันเคยได้ยินชื่อนักยิงปืนคนหนึ่งชื่ออุทิศอาจจะเป็นคุณอุทิศคนนี้ก็ได้"

กิมหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"อย่าพูดให้เสียขวัญน่าอ้ายพล กันยอมเสี่ยงโว้ยถ้าโชคร้ายกันก็เท่งทึง พรุ่งนี้เช้าจะเป็นวันตัดสินโชคชะตาของชีวิตกันกับเสี่ยอู๋"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้มีการดวลปืนหรือดวลดาบกัน ผู้ชนะคงจะติดคุกไม่ต่ำกว่า ๕ ปี ส่วนผู้แพ้เน่า"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"ติดคุกไม่เป็นไรครับขอให้ผมชนะก็แล้วกัน ผมอยู่นอกคุกมานานแล้วลองเข้าไปอยู่ในคุกดูบ้าง ห้าหกปีคงไม่นานอะไรนัก ให้อ้ายกรหาเรื่องติดตะรางเข้าไปอยู่ในคุกเป็นเพื่อนผมผมก็หายเหงา"

"อ้อ-ดีนี่" นิกรเอ็ดตะโร

เสี่ยหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปโว้ย กลับบ้านกันเถอะพวกเรา คืนนี้กันตื่นเต้นอย่างไรก็คงนอนไม่หลับ ต้องกลับไปเตรียมตัวไว้ให้พร้อม"

สมนึกยิ้มให้เตี่ยของเขา

"ทำพินัยกรรมไว้ให้เรียบร้อยนะครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่นมองดูลูกชายของเขาอย่างเดือดดาล ต่อจากนั้นสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหนุ่มรูปห่อลทั้งสองต่างคน ต่างก็พากันลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องโถงใหญ่ของไน้ท์คลับ "อุทิศ" เสี่ยตี๋ถือกระเป๋าใส่เงินเดินตามหลัง ใครต่อใครพากันมองดูมหาเศรษฐีกิมหงวนเป็นตาเดียว

คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยลูกชายของเขากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้มาถึงจุดนัดดวลคือ หลังสวนสถานลีลาศในบริเวณสวนลุมพินีก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งขณะนี้อากาศในต้นฤดูหนาวค่อนข้างเยือกเย็นและยังมืดสนิทถึงแม้เป็นเวลา ๕.๔๐ น. แล้ว

การดวลปีนระหว่างเสี่ยหงวนกับนายอุทิศถูปปกปิดเป็นความลับ ไม่ให้สี่นางและคุณหญิงวาดรู้อย่างเด็ดขาด ทุกคนโกหกว่าจะไปดูการฝึกบินของนักบินไทยที่จะนำเครื่องบินเอฟ.๑๐๕ ขึ้นฝึกบินเป็นพิเศษตอนเช้าวันนี้ที่สนามบินดอนเมือง สี่นางกับคุณหญิงวาดไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร ทุกคนตื่นนอนในเวลา ๔.๓๐ น. เมื่อได้ดื่มกาแฟร้อนกันคนละแก้วแล้วก็ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ตรงมาสวนลุมพินีโดยรถเก๋ง ๒ คัน คือคาดิลแล็คเก๋งและปอนเตี๊ยคเก๋ง เจ้าแห้วมีโอกาสได้ติดตามมาด้วยซึ่งเจ้าแห้วแน่ใจว่าเสี่ยหงวนจะต้องได้ชัยชนะในการดวลปืนกับเจ้าของไน้ท์คลับ

รถเก๋งทั้งสองคันจอดอยู่ทางด้านหลังของสถานลีลาศ เสี่ยหงวนกับพรรคพวกยืนอยู่ห่างๆ ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันและรอคอยเสี่ยอู๋กับพรรคพวกของเขา

"เหลือเวลาอีก ๒๐ นาที" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับกิมหงวนด้วยเสียงหนักๆ

"ถ้านายอุทิศไม่มาตามนัดก็หมายความว่าเขาเปลี่ยนความคิดไม่ยอมสู้กับแก"

ร.อ พนัสลูกชายของพลพูดเสริมขึ้น

"เขามาต้องมาแน่ครับคุณปู่ นายอุทิศคนนี้เป็นนักแม่นปืนของทีมไทย เคยได้เหรียญเงินมาแล้วเมื่อเอเชียนเกมส์ ทั้งปีนยาวและปีนสั้น เซียปเกมส์ คราวนี้เขากำลังหวังที่จะได้เหรียญทอง"

เสี่ยหงวนหันไปยิ้มให้ ร.อ พนัส

"ยิงเป้ากับยิงคนไม่เหมือนกันโว้ยอ้ายนัส เป้ามันอยู่เฉยๆ ดวลปีนกันต่างก็มีปืนอยู่ในมือคนที่ยิงปืนแม่นกว่าถ้าเสียขวัญก็อาจจะถูกคู่ต่อสู้ที่มืออ่อนกว่ายิงตายก็ได้ วันนี้แหละโว้ยเป็นวาระสุดท้ายของนายอุทิศ"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูกิมหงวนด้วยความห่วงใยแล้วยกมือจับแขนนิกรพาเดินไปให้ห่างจากคนอื่น เขากระซิบกระซาบถามนิกรว่า

"แกช่วยดูทางวิปัสสนาหน่อยได้ไหมอ้ายกร ดูซิว่าอ้ายหงวนจะได้ชัยชนะหรือถูกยิงตาย"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"กันนั่งเทียนดูมาจากบ้านแล้ว"

"นั่งเทียน แกทำยังไง"

"ก็ทำตามพิธีไสยศาสตร์ของกัน จุดเทียนแล้วนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าเทียน"

"ออไร๋ ออไร๋ แล้วเห็นอะไร"

"ว้า....ก็เห็นเทียนนะซีโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกเม้มปากแน่น

"อย่าพูดเป็นเล่นเลยวะอ้ายกร กันอยากจะรู้ว่าอ้ายหงวนน่ะชะตาของมันเป็นยังไง เจ้ารงบอกกันว่าแกได้ตรวจดวงของอ้ายหงวนมาเรียบร้อยแล้ว"

นิกรยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ชาตาอ้ายหงวนหดไปนิดหน่อยเนื่องจากอากาศหนาว แต่ก็เป็นของธรรมดาแม้แต่เหล็กยังยืดได้หดได้ อย่างไรก็ตามเท่าที่กันตรวจดูก็เห็นว่าชาตาของอ้ายหงวนยังไม่ถึงฆาต แล้วก็ในระยะปีนี้และปีหน้ายังไม่เท่งทึง"

นายพลดิเรกยิ้มออกมาได้

"ถ้ายังงั้นอ้ายหงวนก็มีหวังชนะในการดวลปืนนี้"

"ไม่แน่ อาจจะแพ้และได้รับบาดเจ็บก็ได้ดวงของมันมีอะไรบังๆ อยู่แต่รับรองว่าอ้ายหงวนไม่ตาย"

ลูกชายของคณะพรรคสี่สหายพากันเดินเข้ามาหานิกรและศาสตราจารย์ดิเรกเสี่ยตี๋ถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"เตี่ยผมมีหวังตายไหมครับอากร"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"แกไม่น่าถามอะไรอย่างนี้เลยพับผ่า แกควรจะถามว่าเตี่ยของแกมีทางชนะคู่ต่อสู้หรือปลอดภัยไหม นี่ดันถามว่าเตี่ยแกมีหวังเท่งทึงไหมคล้ายกับว่า แกอยากให้เตี่ยแกตาย"

สมนึกหัวเราะ

"ผมชอบพูดอะไรตรงไปตรงมาครับอา ดวลปืนกันใครพลาดมันก็ต้องตาย"

ทันใดนั้นเองทุกคนก็แลเห็นรถเก๋งคันหนึ่งเลี้ยวมาตามถนนข้างสถานลีลาศ แสงไฟฟ้าหน้ารถสว่างจ้า รถเก๋งคันนี้แล่นมาหยุดริมถนนด้านหลังสถานลีลาศ นายอุทิศกับเลขานุการส่วนตัวของเขาพากันลงมาจากตอนหน้ารถเก๋งคันนั้น เจ้าของไน้ท์คลับสวมกางเกงขายาวและสวมแจ๊คเก็ตหนัง

เสี่ยหงวนพาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วเข้าไปหาด้วยความดีใจ นายอุทิศทักทาย พล นิกร กิมหงวน และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม พลแนะนำนายอุทิศให้รู้จักกับศาสตราจารย์ดิเรกต่างทำความเคารพกัน และสัมผัสมือกันและโอภาปราศัยกันอย่างสุภาพ

"รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับ ที่ผมได้รู้จักกับท่านศาสตราจารย์นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่"

"ขอบคุณครับคุณอุทิศ ยินดีมากที่ได้รู้จักกับคุณ แต่ก็เสียใจที่คุณกับเพื่อนผมจะต้องดวลปืนกัน"

นายอุทิศยิ้มเล็กน้อย

"เป็นวิธีเดียวเท่านั้นครับที่ผมจะต้องกู้เกียรติของผม" แล้วเขาก็เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าอาเสี่ย "อีก ๑๐ นาทีก็ถึงเวลาที่เราจะดวลปืนกันแล้ว ผมไม่ได้มาช้ากว่าเวลาที่เรานัดกันนะครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ครับ ผมกับเพื่อนๆ และลูกหลานของผมก็มาก่อนคุณราว ๑๐ นาทีเท่านั้นเอง อ้า-ผมจะขอร้องให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นกรรมการให้เรานะครับ"

"แต่ท่านเป็นอาของผม" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

"ผมเชื่อในเกียรติของท่านครับ ท่านเป็นพลเอกและเป็นเจ้าคุณพานทองอย่างไรท่านก็ต้องให้ความยุติธรรมแก่เราทั้งสองฝ่าย โดยไม่คำนึงว่าอาเสี่ยเป็นหลานของท่าน"

พูดจบเขาก็หันมายกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"กรุณาเป็นกรรมการให้เราด้วยนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ได้ซีคุณอุทิศ ผมคิดว่าคุณหากรรมการมาเสียอีก"

"ม่ายครับใต้เท้า เรื่องนี้ผมไม่ยอมแพร่งพรายให้ใครทราบเลย นอกจากเลขานุการส่วนตัวของผม เพราะถ้าหากว่าลูกเมียผมทราบเข้า เขาก็คงจะคัดค้านขัดขวาง ไม่ยอมให้ผมมาดวลกับอาเสี่ยกิมหงวนแน่นอน"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ถ้าเช่นนั้นเราก็เริ่มตกลงในเงื่อนไขต่างๆ กันให้เรียบร้อย ก่อนอื่นคุณกับกิมหงวนเอาปืนที่จะใช้ยิงกันมาให้ผมตรวจดูก่อน เพื่อความยุติธรรมปืนที่จะใช้ยิงกันนั้นต้องใช้กระสุนขนาดเดียวกัน"

เสี่ยอู๋ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีวอลเว่อร ๙ มม. ใหม่เอี่ยมกระบอกหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"นี่ครับปืนของผม ผมได้บรรจุกระสุนไว้ ๖ นัดครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางอาเสี่ย

"ปืนของแกล่ะ"

เสี่ยหงวนผิวปากเบาๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบปืนพกกระบอกหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นายอุทิศแลเห็นเข้าก็นัยน์ตาเหลือกร้องขึ้นดังๆ

"อาเสี่ยใช้คอลท์ตราควายดวลกับผมอย่างนี้ก็แย่ซีครับ กระสุนของอาเสี่ยเป็นกระสุนดาว กระจายหรือกระสุนลูกปรายตูมเดียวอย่างไรก็ต้องถูกผม ถึงไม่ตายผมก็ต้องเสียเวลานั่งแคะลูกปืนหลายชั่วโมง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ขณะนี้เป็นเวลา ๖.๐๐ น. ตรง แสงอรุณของวันใหม่พอมองเห็นหน้ากันบ้างแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งปืนคอลท์ไทยประดิษฐ์ให้ พล ต. พล เก็บไว้ แล้วท่านก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เมื่อคุณอุทิศเขาใช้รีวอลเว่อร ๙ มม. แกก็ควรจะใช้ปืนพกแบบเดียวกับเขา การดวลปืนจะต้องเป็นไปอย่างลูกผู้ชายและด้วยความยุติธรรม เพราะแกกับคุณอุทิศต่างก็เอาชีวิตเดิมพันไว้ ใครดีใครอยู่ใครพลาดก็เท่งทึง"

เสี่ยตี๋ส่งปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. ให้เตี่ยเขาทันที

"นี่ครับเตี่ย เอาปืนของผมสู้กับเขา แต่กระบอกมันคดหน่อยนะครับ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"กระบอกมันคดแล้วเตี่ยจะสู้คุณอุทิศเขาได้ยังไง"

สมนึกหัวเราะแล้วพูดยานคาง

"พูดเล่น....ปืนกระบอกคดมันจะยิงได้หรือครับ เตี่ยไม่น่าจะยอู่ในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยเลย"

อาเสี่ยมองดูปืนพกของลูกชายด้วยความพอใจ แล้วส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณปลดลูกโม่ออกทีละกระบอกเอาลูกปืนออกกระบอกละ ๓ นัด คงเหลือไว้กระบอกละ ๓ นัด แล้วท่านก็คืนปืนพกให้เสี่ยอู๋กับเสี่ยหงวน

"ยิงกันคนละสามนัดเหมาะแล้ว ในสามนัดนี้ไม่ใครก็ใครต้องไปเมืองผีกันข้างหนึ่ง หรือยังไงคุณอุทิศ"

"ตกลงครับใต้เท้า เมื่ออาเสี่ยใช้กระสุนสามนัดเท่ากับผม ผมก็พอใจ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้นายอุทิศ

"แล้วจะยิงกันอย่างไรคุณเป็นผู้เสนอเงื่อนไขดีกว่า"

เสี่ยอู๋นิ่งคิดสักครู่

"ในฐานะที่ใต้เท้าเป็นกรรมการ ขอให้ใต้เท้าเป็นผู้วางเงื่อนไขดีกว่าครับ"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้วครับคุณอา ผมรู้สึกว่าคุณอุทิศเป็นสุภาพบุรุษที่น่านับถือคนหนึ่ง แล้วเขาก็ยกย่อยให้เกียรติคุณอามากเชียวครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มละไม

"ถูกละ เมื่อเขาให้เกียรติอา อาก็ต้องทำตนให้สมเกียรติคือให้การดวลปืนนี้เป็นไปด้วยความยุติธรรมจริงๆ อ้า-แกกับคุณอุทิศฟังทางนี้และตั้งใจฟังหน่อย ทั้งสองคนยืนหันหน้าหากันและยืนห่างกันจากกันราว ๓๐ เมตร คอยฟังเสียงกรรมการ เมื่อกรรมการนับถึง ๓ ก็ให้เดินเข้ามาหากันและยิงกันทันที ใครมีฝีมือแม่นปืนและโชคเป็นของใครคนนั้นก็ชนะ เราจะไม่มีเงื่อนไขอะไรอีกเอากันง่ายๆ อย่างนี้แหละ ดีไหมคุณอุทิศ"

"ดีมากครับใต้เท้า เงื่อนไขแบบนี้ถูกใจผมมากครับ ผมกับอาเสี่ยต่างมีกระสุนคนละ ๓ นัดเท่าๆ กัน"

ท่านเจ้าคุณฯ พยักหน้ากับอาเสี่ย

"มีอะไรที่แกจะพูดกับอาอีกบ้างไหม"

เสี่ยหงวนสั่นศรีษะ

"ไม่มีครับ"

"ถ้ายังงั้นก็ลาเพื่อนๆ และลูกหลานของแกตลอดจนอ้ายแห้วเสีย"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทานขึ้นอย่างโมโห "ไหงพูดยังงี้ล่ะครับ หรือคุณอาคิดว่าผมสู้เสี่ยอู๋ไม่ได้"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"อาไม่ได้ให้ร้ายแกหรือแช่งแกหรอกอ้ายหงวน กระสุนปืนน่ะมันไม่เข้าใครออกใคร ใครถูกเข้าก่อนคนนั้นก็เน่า"

แล้วท่านก็หันมายิ้มให้นายอุทิศ

"ใช่ไหมครับคุณอุทิศ"

"ใช่ครับใต้เท้า ผมอาจจะพบจุดจบในสองสามนาทีนี้ก็ได้ครับ แต่ก็สุดแต่โชควาสนาของผม อ้า-เอาละครับผมพร้อมแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูคู่ต่อสู้ทั้งสองคน แล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณอุทิศไปทางซ้ายโน่น อ้ายหงวนไปทางขวา หยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๓๐ เมตร ตามที่ตกลงกันแล้วคอยฟังสัญญาณนับหนึ่งสองสาม ใครสงสัยหรือข้องใจอะไรก็ถามเสียก่อน"

ทันใดนั้นเอง ฉลามบกของกองปราบปรามสามยอดคันหนึ่งแล่นตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง นายตำรวจผู้บังคับรถวิทยุ ได้นำรถออกตรวจในตอนเช้าตามจุดต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายมา เมื่อรถวิทยุหรือฉลามบกหมายเลข ๘๘๐ คันนี้แล่นผ่านมาทางนี้ ร.ต.ท. โสภณ ผู้บังคับรถวิทยุรองสารวัตรหนุ่มนายตำรวจมือปราบคนสำคัญแลเห็นรถยนต์จอดอยู่ทางด้านหลังสถานลีลาศรวม ๓ คัน และมีคนยืนจับกลุ่มอยู่ไม่น้อยกว่า ๑๐ คน เขานึกสงสัยจึงสั่งให้สิบตำรวจโทคนขับรถนำฉลามบกตรงเข้ามา เพื่อสังเกตการณ์เพราะขณะนี้พึ่งรุ่งสาง ชายฉกรรจ์เหล่านี้อาจจะเป็นพวกเหล่าร้ายหรือนักค้าของเถื่อนก็ได้ จึงนัดพบปะกันในที่เปลี่ยวเช่นนี้ ซึ่งในบริเวณสวนลุมพินียังไม่มีผู้คนสัญจรไปมา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"แย่ละโว้ย ตำรวจมาแล้ว อ้ายหงวนกับคุณอุทิศเก็บปืนเสียก่อน"

แล้วท่านก็หันมามองดูหน้านิกร

"ทำยังไงดีล่ะอ้ายกร"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"อย่าตื่นไปหน่อยเลยครับคุณพ่อ พอตำรวจเขารู้ว่าเราเป็นใครเขาก็กลับไปเอง"

ท่านเจ้าคุณฯ ยิ้มออกมาได้เมื่อนึกได้ว่า ท่านเป็น พล.อ. และคณะพรรคสีสหายกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่ ตลอดจนเจ้าแห้วที่ยืนจับกลุ่มอยู่นี้คือคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองพับไทย

ร.ต.ท. โสภณ พานายสิบตำรวจโทคนขับรถ และพลตำรวจอีกคนหนึ่งลงมาจากรถวิทยุคันนั้น รองสารวัตกับตำรวจในบังคับบัญชาของเขาตรงเข้ามาหาสี่สหายกับลูกชายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว นายอุทิศและเลขานุการของเขา แล้วนายตำรวจหนุ่มแห่งกองปราบปรามสามยอดก็ได้เผชิญหน้ากับสี่สหายกับท่านเจ้าคุณฯ ซึ่ง ร.ต.ท.โสภณผู้นี้เคยได้รับการอบรมวิชาการสืบสวน โดยใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วยค้นรอยนิ้วมือและรอยเท้าของคนร้าย และนายพลดิเรกเป็นผู้อบรมสั่งสอน ร.ต.ท.โสภณจึงมีฐานะเท่ากับว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ดิเรกคนหนึ่ง ส่วนพล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถึงไม่รู้จักเขาก็ทราบดีว่าใครเป็นใคร เพราะคณะพรรคสี่สหายเคยไปที่กองปราบปรามสามยอดบ่อยๆ ทั้งเรื่องส่วนตัวและราชการ

รองสารวัตรชิดเท้าตรงยกมือวัทยาหัตถ์ศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"สวัสดีครับอาจารย์ อาจารย์กับคณะมาทำอะไรที่นี่แต่เช้าครับ" ร.ต.ท.โสภณกล่าวถามอย่างนอบน้อม

นายพลดิเรกไม่อยากให้ตำรวจเข่ามายุ่งเกี่ยวกับการดวลปืนก็ตอบว่า

"ราชการลับคุณโสภณ"

"หรือครับ ถ้ายังงั้นผมลาละครับ" พูดจบก็ยกมือวัทยาหัตถ์นายพลดิเรกอีกครั้งหนึ่ง

"ผมแวะมาดูเพราะสงสัยว่าเป็นคนร้ายครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้

"รีบไปเถอะคุณ ถ้าเราเสียงานเพราะมีคุณเข้ามาเกี่ยวข้องคุณอาจจะเดือดร้อนได้ คุณก็ทราบดีแล้วคำว่าราชการลับ"

ร.ต.ท. โสภณ รีบพานายตำรวจทั้งสองคนกลับไปที่รถวิทยุต่อจากนั้นฉลามบกคันนั้นก็แล่นอ้อมไปทางหน้าสถานลีลาศ เสี่ยหงวนมองดู ศาสตราจารย์ ดิเรกอย่างขบขันแล้วก็กล่าวชม

"เดี๋ยวนี้แกโกหกเก่งขึ้น แล้วก็โกหกแบบหน้าตายเสียด้วยซี"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"คนเราเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้นก็ต้องโกหก ถ้ากันพูดความจริงอ้ายหงวนกับคุณอุทิศก็คงไม่มีโอกาสได้ดวลปืนกันเพราะอย่างไรตำรวจเขาก็ต้องขัดขวางระงับเหตุ และนำตัวไปกองปราบ พวกเราก็จะพลอยยุ่งยากไปด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเสี่ยหงวนและนายอุทิศ

"เตรียมตัวยิงกันได้แล้วอย่าชักช้า เวลาผ่านไปผู้คนในสวนลุมพินีก็จะมากหน้าหลายตาขึ้น เพราะตอนเช้ามีคนเขามาเดินออกกำลังกัน"

กิมหงวนยิ้มให้คู่ต่อสู้ของเขา

"คุณอุทิศที่รัก ถ้าหากว่าคุณพลาดพลั้งถูกผมยิงตายก็อโหสิให้ผมด้วยนะครับ อย่าถือเป็นข้ออาฆาตพยาบาทผูกเวรจองกรรมกับผมในชาติหน้าเลย"

เสี่ยอู๋หัวเราะอย่างใจเย็น

"ครับ อาเสี่ยก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมแน่ใจเหลือเกินว่าผมคงฆ่าอาเสี่ยได้ด้วยกระสุนนัดแรกของผม"

เสียง ร.อ. สมนึกร้องขึ้นดังๆ

"เตี่ย "

กิมหงวนหับขวับไปทางลูกชายของเขา

"แกจะเรียกฉันไปทำไมวะ"

สมนึกหรือเสี่ยตี๋เลื่อนตัวเข้ามาหาเสี่ยหงวนและทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เตี่ยครับ เมื่อกี้นี้ผมแลเห็นเตี่ยมีแต่ตัวไม่มีหัว ให้ดิ้นตายเถอะครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"แล้วเสือกมาบอกเตี่ยให้ใจเสียทำไม โธ่-แทนที่แกจะพูดให้กำลังใจแกกลับพูดทำลายขวัญ เดี๋ยวพ่อยิงดิ้นเลยพับผ่า"

พูดจบเขาก็ทำท่าทางให้คึกคักเข้มแข็งแล้วหันมาถามนิกร

"ท่าทางกันเป็นยังไงวะอ้ายกร"

นิกรยิ้มให้

"ท่านะดีโว้ย แต่อาจจะเหลวแกสั่งพวกเราไว้เสียก่อนซีศพของแกจะให้เราเอาไปไว้วัดไหน"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อกแล้วพูดเสียงกร้าว

"อ้ายกร ประเดี๋ยวกันยิงกับเสี่ยอู๋แล้วแกยิงกับกันตัวต่อตัวนะ"

นิกรหัวเราะ

"แกไม่มีโอกาสได้ยิงกับกันหรอกอ้ายหงวน นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วไว้ให้ดี คนเราน่ะเมื่อถึงคราวตายมันก็มีเรื่องรนหาที่ตายไปเอง เหมือนอย่างแกท้าดวลปืนกับคุณอุทิศ ซึ่งเป็นนักแม่นปืนเอเชียนเกมส์ และมีหวังที่จะทำเหรียญทองหลายเหรียญในการแข่งขันยิงปืนเซี้ยปเกมส์คราวนี้"

พล ต. พล พูดเสริมขึ้นดังๆ

"จะดวลปืนกันหรือจะคุยกันโว้ย คุณอุทิศเขากระสับกระส่ายอยากยิงกับแกเต็มทนแล้ว อ้ายหงวนมัวแต่พูดอยู่นั่นแหละ ถ้าแกรักตัวกลัวตายก็ยอมแพ้เขาอย่างลูกผู้ชายดีกว่าการรู้แพ้รู้ชนะไม่น่าอับอายอะไร"

อาเสี่ยมองดูพลด้วยแววตาแข็งกร้าว

"แกก็รู้จักกันดีแล้วอ้ายพล คนอย่างกันเคยยอมแพ้ใครมีหรือวะ กันยอมแพ้คนเดียวเท่านั้นในโลกนี้"

"คือเมียของแก " พลพูดต่อ

"ใช่" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักแน่นแล้วหันมาทางคู่ต่อสู้ของเขา

"เอาละครับเสี่ยอู๋ คุณไปอยู่ทางโน้นผมไปทางนี้ เราจะหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๓๐ เมตร พอกรรมการนับสามเราก็เดินเข้ามาหากัน และยิงกันด้วยกระสุนที่เรามีอยู่คนละ ๓ นัด ใครยิงแม่นโชคก็เป็นของคนนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นแขนทั้งสองออกไปแล้วกล่าวกับคู่ต่อสู้

"แยกกันไปและตั้งใจให้ดี ข้าพเจ้าเอาใจช่วยทั้งสองคน"

ผู้ที่เป็นคนดูหรือผู้สังเกตการณ์ต่างถอยออกไปให้พ้นวิถีกระสุนยืนจับกลุ่มมองดูกิมหงวนกับนายอุทิศซึ่งกำลังเดินห่างจากกันไปทุกที หนุ่มใหญ่วัยกลางคนเลขานุการของนายอุทิศ ยืนนิ่งเฉยแทบจะไม่กระดุกกระดิกด้วยความเป็นห่วงเจ้านายของเขา แต่เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าแห้วต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ต่อรองกัน เมื่อทุกคนต่อข้างนายอุทิศก็เลยไม่มีใครรองเสี่ยตี๋ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"ต่อคุณอุทิศห้าเอาหนึ่งเอ้า อ้ายแห้วรองไหม"

เจ้าแห้วทำหน้าเบ้

"รับประทานสิบเอาหนึ่งยังไม่กล้ารองครับ"

คู่ต่อสู้ต่างหยุดยืนห่างจากกันในราว ๓๐ เมตร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าที่เป็นกรรมการอย่างดีที่สุดทั้งๆ ที่ท่านเป็นห่วงกิมหงวนท่านร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เตรียมตัว ระวัง หนึ่ง....สอง....สาม"

นายอุทิศกับเสี่ยหงวนต่างเดินเข้ามาหากันอย่างแช่มช้า คนดูเงียบกริบและยืนนิ่งเฉยจนกระทั่ง ร.อ.นพ ทำเพลงเบาๆ

"ทะแร็กแท็ก ทะแร็กแท็ก....แท็กๆๆๆ "

พลยกมือขวาเขกกบาลหลานชายของเขาค่อนข้างแรง

"เงียบๆ อ้ายนพ"

"ทำแบ็คกราวด์ให้มันตื่นเต้น นิดหน่อยเหมือนกับหนังบู๊ไม่ดีหรือครับ"

"ไม่ต้อง" พลตวาด

สมนึกร้องตะโกนเรียกเสี่ยหงวนด้วยเสียงอันดัง

"เตี่ย "

พลยกเท้าเตะก้นสมนึกดังพลั่ก

"เงียบๆ อ้ายตี๋"

มือปืนทั้งสองยังอยู่ในระยะห่างไกลซึ่งไม่ใช่ระยะแม่นยำของปืนพก จนกระทั่งเข้ามาสู่ระยะ ๒๐ เมตรนายอุทิศกับเสี่ยหงวนต่างยกปืนขึ้นสาดกระสุนคนละนัดเข้าใส่กันทันที เสียงกระสุนรีวอลเว่อร ๙ มม.ทั้งสองนัดระเบิดขึ้น ดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกันแล้วก็มีเสียงมือปืนทั้งสอง

"โอ้ย"

ต่างฝ่ายต่างล้มลงไป กระสุนของนายอุทิศถูกขาซ้ายของเสี่ยหงวนถากเอาหนังและเนื้อไปหน่อยหนึ่ง กระสุนของกิมหงวนก็เฉี่ยวโคนขาซ้ายของเสี่ยอู๋ถากเอาเนื้อไปกินหน่อยหนึ่งเช่นเดียวกัน เลขานุการของนายอุทิศตกใจร้องถามเจ้านายของเขา

"เป็นยังไงบ้างครับท่าน"

นายอุทิศคลานคืบเข้ามาหาอาเสี่ยและร้องบอกคนของเขา

"ไม่เป็นไรถากขาไปหน่อยเดียว"

นิกรร้องถามเสี่ยหงวนบ้าง

"โดนหน้าอกหรืออ้ายหงวน"

"เออ-ถูกหัวใจพอดี โอ๊ย กันตายแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเสี่ยหงวนท่านเดินเข้ามาหา พล นิกร และศาสตราจารย์ดิเรก และกล่าวกับนายพลดิเรก

"อ้ายหงวนถูกยิงหัวใจจริงๆ หรืออย่างไร"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"ถ้าจริงมันไม่ทันร้องบอกดเราหรอกครับ ดูซีครับมันกำลังคลานเข้ามาหาคู่ต่อสู้ ถ้าหากมันถูกปืนกระสุนก็คงถากไปเท่านั้น"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นายอุทิศลุกขึ้นวิ่งกระโผกกระเผลกเคลื่อนที่เข้ามาหากิมหงวน แล้วหมอบลงข้างกองหินกองหนึ่งซึ่งเทศบาลนำมากองไว้สำหรับซ่อมพื้นถนน อาเสี่ยลุกขึ้นวิ่งปราดไปที่กองหินอีกกองหนึ่งและล้มตัวลงนอนยึดกองหินเป็นที่กำบังตัว ทั้งสองอยู่ห่างจากกันราว ๑๐ เมตร

ร.อ. นพยืนอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ ของเขา พยายามดูการดวลปืนเพื่อให้ออกรสก็ไม่มีรสจึงกล่าวกับเพื่อนๆ ว่า

"กลับเถอะหรือเรา ขับรถเที่ยวเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เช้าๆ แถวนอกเมืองดีกว่าวะ"

พนัสยกมือจับแขนนพไว้

"แข็งใจดูต่อไปเถอะวะ"

ลูกชายนิกรส่ายหน้า

"ไม่เอาไหนเลยนี่หว่า จะตื่นเต้นก็ไม่ตื่นเต้นรู้สึกว่าคงจะเสมอกันมากกว่า คือยิงกันหมดกระสุนคนละสามนัดไม่มีใครตายแล้วก็เลิกกันไป วันดีคืนดีนัดยิงกันอีก"

สมนึกร้องตะโกนดังขึ้นๆ

"เตี่ย บุกซีครับ ตัดสินใจสู้ตาย"

พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรก พร้อมด้วย พนัสและนพกับเจ้าแห้วนึกสนุกขึ้นมาก็ร้องเชียร์กิมหงวนเสียงลั่น เสียงนิกรดังกว่าเพื่อน

"สู้เขาอ้ายหงวน โอ๊บๆ ชู้ว เอาเลยอ้ายหงวน โอ๊บ"

อาเสี่ยมองมาทางกลุ่มเพื่อนเกลอของเขาอย่างเดือดดาล

"คนนะโว้ยไม่ใช่หมา หนุนให้มันถูกเรื่องหน่อยซีโว้ย"

นายอุทิศมือปืนเอเชียนเกมส์ ค่อยๆ ลุกขึ้นยงโย่ยงหยกเพื่อจะยิงกิมหงวนถึงแม้ว่าเขายิงปืนแม่นก็แม่นสำหรับยิงเป้าเท่านั้น การดวลปืนที่เขาเอาชีวิตของเขาเป็นเดิมพันทำให้เขาปอดลอยมือไม้สั่น เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ที่สู้กับเสี่ยหงวนก็เพื่อศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายเท่านั้นเอง

เมื่อนายอุทิศโผล่ส่วนศรีษะขึ้นมาจากกองหินอาเสี่ยก็ลุกขึ้นยืน ต่างคนต่างยกปืนพกขึ้นสาดกระสุนเหล็กใส่กันอีกคนละนัด

"ปัง ปัง"

เสี่ยหงวรสะดุ้งเฮือกสุดตัวหน้านิ่วคิ้วขมวดโซเซไปมาแล้วล้มลงนอนหงายชักพร่าดๆ นายอุทิศลุกขึ้นยืนมองดูอย่างสงสัยแล้วหัวเราะชอบใจ

"ลูกไม้แบบนี้ตื้นไปครับอาเสี่ย อาเสี่ยจะหลอกให้ผมเดินเข้าไปหาแล้วยิงผมในระยะเผาขนใช่ไหมล่ะ"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ กลิ้งตัวเข้าไปกำบังข้างกองหินตามเดิม นายอุทิศหรือเสี่ยอู๋ร้องตะโกนลั่น

"ลุกขึ้นเถอะครับอาเสี่ย เหลือนัดสุดท้ายเราสองคนเดินเข้าหากัน และยิงกันโดยไม่ต้องหลบดีกว่า ใครพลาดใครก็ตาย"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นทันที สองมือปืนยืนจังก้าในระยะห่างจากกันเพียง ๘ เมตร ซึ่งเป็นระยะที่แม่นยำปืนพกและแล้วต่างก็ยกปืนขึ้นยิงกันเป็นครั้งสุดท้าย

"ปัง ปัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาขวางกลางและชูมือขึ้นทั้งสองข้าง

"เป็นอันว่าเสมอกันทั้งสองไม่มีใครแพ้ใครชนะเพราะมีฝีมือเท่าๆ กัน"

นิกรถอยหายใจหนักๆ กล่าวกับพลและศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"ดูหมากัดกันยังสนุกกว่า ที่ยิงกันไม่ถูกน่ะไม่ใช่อื่นเพราะต่างคนต่างกลัวติดตะรางนั่งเอง"

อาเสี่ยกับนายอุทิศต่างเก็บปืนพกของตนไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วเดินเข้ามาหากัน เสี่ยหงวนยิ้มให้คู่ต่อสู้ของเขา

"ผมคิดว่าคุณกับผมมาดวลมีดสั้นกันดีกว่า"

เสี่ยอู๋สั่นศรีษะ

"ลำบากนักก็อย่าเลยครับ เรายิงกันคนละสามนัดเรารอดตายได้ก็บุญแล้ว แสดงว่าทั้งอาเสี่ยและผมต่างก็เป็นลูกผู้ชายด้วยกันกล้าดวลปืนกัน การเป็นศัตรูกันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ เราควรจะเป็นมิตรกันดีกว่า"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ผมก็ว่าอย่างนั้น" แล้วเสี่ยหงวนก็ยื่นมือให้นายอุทิศจับมั่งสองบีบมือกันแน่น

พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรก กับลูกชายของสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและเลขานุการของนายอุทิศต่างเข้ามาห้อมล้อมสองมือปืน ศัตรูคู่อาฆาตซึ่งกลายเป็นมิตรกันไปแล้ว พล ต. พล กล่าวกับนายอุทิศว่า

"พวกเราดีใจด้วยครับ ที่คุณกับอ้ายหงวนปลอดภัยในการดวล และบัดนี้ได้จับมือเป็นมิตรกันแล้วความจริงเรื่องมันไม่น่าจะถึงกับดวลปืนกันเลย"

นายอุทิศยิ้มแห้งๆ

"นิสัยผมชอบท้าดวลปืนครับ ผิดพ้องหมองใจกับใครก็ควักถุงมือออกมาตบหน้าเขาท้า ดวลปืนกับเขา อาเสี่ยเป็นคนที่ ๓๒ ที่ผมท้าดวล"

นายพลดิเรกลืมตาโพลง

"คุณดวลปืนมาแล้ว ๓๒ คน "

"ครับ"

"แล้วผลของการต่อสู้"

"เสมอกันอย่างนี้ทุกรายแหละครับ คือผมไม่กล้ายิงเขาและเขาก็ไม่กล้ายิงผม ต่างคนต่างก็กลัวติดคุกในฐานะฆ่าคนตายนั่นเอง หรือม่ายก็ปอดลอยในระหว่างที่ดวลปืนกันมือสั่นจนยิงไม่ถูก"

เสียงหัวเราะดังอย่างครื้นเครง นายอุทิศได้ยกมือไห้วสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม แล้วขอโทษเสี่ยหงวนเท่าที่ได้ดวลปืนกับอาเสี่ย เขาเป็นคนที่สุภาพนอบน้อมมาก พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สัมผัสมือกับเขาแสดงความเป็นมิตรด้วย ในที่สุดนายอุทิศก็กล่าวว่า

"เมื่อผมกับอาเสี่ยได้เป็นมิตรกันแล้ว ก็ขอให้ผมเลี้ยงฉลองมิตรภาพของผมกับอาเสี่ยในคืนวันนี้ที่ไน้ท์คลับ "อุทิศ" เถอะครับผมขอเชิญทุกๆ ท่านในเวลา ๑๙ นาฬิกาตรงผมเลี้ยงเต็มที่ครับผมจะสั่งให้พ่อครัวของผมทำอาหารฝรั่งอย่างพิเศษและจะเตรียมเหล้าอย่างดีที่สุดไว้ต้อนรับ"

นิกรยิ้มให้นายอุทิศ

"คุณลั่นวาจาออกมาแล้วว่าคุณจะเลี้ยงพวกเรา แล้วคุณจะกลับคำไม่ได้นะคุณอุทิศ ผมกลับไปบ้านจะได้ถ่ายยาเตรียมท้องไว้คืนวันนี้ เรื่องกินเลี้ยงผมถือว่าถ้าใครเชิญแล้วปฏิเสธเป็นการเสียมารยาทอย่างที่สุด"

นายอุทิศหัวเราะชอบใจ

"ผมอยากจะร่วมสนุกร่วมหัวหกก้นขวิดกับพวกคุณเสียแล้วละซี รู้สึกว่าพวกคุณช่างมีความสุขเสียจริงๆ เหมือนอย่างที่ใครๆ เขาพูดกันคืนนี้ผมเลี้ยงเต็มที่เลยครับที่ห้องพิเศษชั้นบนของ 'อุทิศ' "

เสี่ยหงวนสัมผัสมือกับเสี่ยอู๋อีกครั้งหนึ่ง

"ศัตรูที่กลับกลายเป็นมิตรกันย่อมรักใคร่กันมาก คุณกับผมและพวกเราคงจะเป็นเพื่อนที่ดีกันตลอดไป เอาละครับเราแยกกันกลับบ้านได้แล้ว ทั้งคุณและผมต่างโชคดีที่รอดตายได้เพียงแต่ถูกกระสุนนัดแรกถลอกไปเล็กน้อย"

นายอุทิศต่างล่ำลาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และลูกชายของสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน ต่อจากนั้นทั้งหมดก็พากันกลับไปขึ้นรถ การดวลปืนสิ้นสุดลงแล้วโดยไม่มีใครแพ้ใครชนะ.

อวสาน