พล นิกร กิมหงวน 162 : คดีชนคนตาย

เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า และเด็กวันนี้อาจจะเป็นมหาเศรษฐีมีทั้งเงิน และอำนาจวาสนาในวันหน้าดังจะเห็นได้จากผู้ใหญ่ในวันนี้ก็เคยเป็นเด็กในอดีตมาแล้ว

๑๔ มกราคม คือวันเด็ก

วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ วันที่เด็กไทยทั้งหลายทั่วประเทศรอคอยที่จะเที่ยวเตร่สนุกสนานกัน พอรุ่งอรุณของวันใหม่บรรดาคุณพ่อคุณแม่พี่ป้าน้าอาลุง หรือผู้ปกครองของเด็กทั้งหลายก็จำใจหรือจำเป็นต้องจ่ายเงินให้ลูกหลานของตนตามสภาพฐานะเพื่อให้ลูกหลานได้ไปเที่ยววันเด็ก และต่างก็พร่ำเตือนลูกหลานของตน

"อย่ากลับบ้านค่ำมืดนะลูก แล้วก็จะข้ามถนนก็ต้องระวังรถ ต้องข้ามทางม้าลายหรือที่ที่มีตำรวจหรือลูกเสือเขาคอยห้ามรถ ทางม้าลายบางแห่งลายมันลบหมดแล้วจะข้ามก็ต้องระวังให้ดี นักขับรถตีนผีหรือตีนเปรตมันมีมากเหลือเกินเราต้องช่วยตัวเองรู้รักษาตัวของเราให้ปลอดภัย มองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่ารถมันอยู่ไกลจากเรา อย่าวิ่งตัดหน้ารถพลาดพลั้งหกล้มรถมันจะทับแบน"

เด็กที่ยังเล็กอยู่ พ่อแม่หรือผู้ปกครองก็เขียนชื่อและนามสกุลตลอดจนตำบลบ้านที่อยู่ใส่ไว้ในกระเป๋าส่วนเด็กวัยรุ่นที่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ไม่ต้องให้คำแนะนำหรืออบรมสั่งสอน เพราะแต่ละคนรู้ดีว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองบางคนก็อบรมสั่งสอนพ่อแม่ของตนเสียด้วยซ้ำไป

"หนูอายุ ๑๓ ขวบแล้ว ให้หนูไปเที่ยววันเด็กเพียง ๒๐ บาท เท่านั้นหรือคะแม่"

"โถ-แม่ไม่มีนี่ลูก"

"อะไรไม่มีเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุดแม่ที่ดีน่ะเขาไม่พูดกับลูกของตัวเองอย่างนี้หรอก เอามาอีก ๒๐ บาทเถอะค่ะ ถ้าไม่ให้หนูไม่กลับบ้านนะจะบอกให้

"จ้ะ จ้ะ แม่หยิบให้เดี๋ยวนี้"

โลกยิ่งเจริญขึ้นลูกๆ สมัยนี้ก็ยิ่งข่มขู่พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง อวดรู้อวดฉลาดกว่าพ่อแม่เพราะคิดว่าตนเป็นคนทันสมัยมีการศึกษาดีกว่าพ่อแม่แต่หาคิดไม่ว่า ที่มีกินมีใช้มีเรียนทุกวันนี้ไม่เพราะความสามารถของพ่อแม่หรอกหรือ ตัวเองตื่นเช้าก็แบมือขอเงินไปโรงเรียน เรียนและเรียน แล้วไม่เคยปริปากพูดกับใครว่า อยากจะเรียนให้สำเร็จเร็วๆ จะได้ทำงานหาเงินตอบแทนพระคุณพ่อแม่

วันเด็กมีอะไรๆ หลายอย่างที่สอนให้เด็กเป็นคนดี ให้เด็กๆ ได้ชมได้รู้ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เป็นความรู้ที่สนามบินดอนเมืองมีเครื่องบินแบบต่างๆ ให้เด็กชมอย่างใกล้ชิด จะปีนป่ายขึ้นไปนั่งเล่นบนเครื่องบินก็ได้ ทหารอากาศทำหน้าที่อธิบายถึงสมรรถนะของเครื่องบินแบบต่างๆ ให้เด็กๆ ฟังในเวลาเดียวกันนี้เองเครื่องบินขับไล่ เอฟ. ๘๖ เอฟ. และเฮลิค๊อปเต้อรหลายเครื่อง ก็บินวนเวียนไปมา รอบสนามบินดอนเมืองเพื่อให้เด็กได้ชมกำลังทัพฟ้าของกองทัพอากาศไทยบางหมู่ก็บินเลยเข้ามาในกรุงเทพฯ

ที่สนามหลวง กระทรวงกลาโหมได้จัดการโชว์อาวุธของสามเหล่าทัพนอกจากนี้ฯ พณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะนายยกรัฐมนตรี จะได้เป็นผู้ทำพิธี เปิดงานวันเด็ก และมีการสวนสนามของบรรดานักศึกษาวิชาทหารแห่งกรมการรักษาดินแดนอีกด้วย

กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้นำเครื่องมือ สื่อสาร ที่ทันสมัยและอาวุธจรวดวิถีบางชนิด ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยออกแสดงให้เยาวชนชายหญิงได้ชมด้วย มีนายสิบและนายทหารฝ่ายสรรพวุธคอยอธิบายให้พวกเด็กๆ ที่สนใจฟังซึ่งในคำสั่งระบุไว้ว่าให้นายทหารในคณะผุ้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ผลัดเปลี่ยนกันประจำอยู่ที่กระโจมนั้นตลอดวันที่ ๑๔ และ ๑๕ มกราคม

รถตรวจการของ กองบัญชาการทหาร สูงสุดคันหนึ่ง ได้มารับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๕.๓๐ น. ทหารทุกหน่วยทุกเหล่าจะต้องทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยและให้เสร็จทันเวลาเสมอ นายพลดิเรกกับคณะของเขาจะต้องควบคุมดูแลเครื่องมือสื่อสารและอาวุธจรวดตลอดจนนายสิบและนายทหารประจำกระโจมนั้น ส่วนลูกชายของสี่สหายนั้นนายพลดิเรกสั่งให้ติดตามไปทีหลัง แต่จะต้องไปถึงสนามหลวงก่อนเวลา ๗.๓๐ น.

เพราะพนัส นพ สมนึก และดำรง นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนจะต้องไปประจำที่กระโจมสนามหลวงในตอนเช้าวันนี้ คุณหญิงวาดจึงสั่งแม่ครัวให้จัดอาหารเช้ามาให้หลานๆ ของท่านในเวลา ๖.๓๐ น. ตรงซึ่งเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนแต่งเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียว เชิ้ทแขนยาวผูกเน็คไท นั่งรับประทานอาหารกันอยู่ในห้องรับประทานอาหารที่ตึกใหญ่อย่างรีบร้อน คุณหญิงวาดนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มองดูหลานชายของท่านทั้งสี่คนอย่างชื่นชมส่วนสี่นางยังขลุกอยู่ในห้องส่วนตัวชั้นบน

เจ้าแห้วแต่งเครื่องแบบจ่าสิบตรีแต่ไม่ได้สวมหมวกเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารอย่างร้อนรน

"รับประทานอีก ๑๐ นาทีหนึ่งโมงแล้วนะครับ รับประทานเร็วหน่อยครับถ้ารถติดเราอาจจะไปไม่ทัน"

ร.ท. พนัสยกนาฬิกาข้อมือขึ้น มองดูเวลาแล้ว กล่าวกับเพื่อนๆ ของเขา

"อิ่มโว้ย กินรองท้องนิดหน่อยพอแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทัน"

"ว้า" ร.ท. นพร้องเสียงดังเหมือนม้า "ทันถมไปวะจากบ้านเราไปสนามหลวงนาทีเดียวเท่านั้น"

เจ้าแห้วคอย่น

"รับประทานไอพ่นน่ะซีครับ"

"เออ ก็ไอพ่นน่ะซี เดี๋ยวน่า ไข่ดาวยังอยู่อีกลูกล่อเสียให้หมดก่อน"

เสี่ยตี๋มองดูลูกชายนิกรอย่างเศร้าใจ

"ไข่ดาวของแก่น่ะมันหมดแล้ว ที่แกกำลังจะกินน่ะมันของกันกินเหลือไว้ ไปได้อ้ายนพ"

ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ เมื่อแลเห็น ร.ท. นพตักไข่ดาวทั้งลูกใส่ปากและเคี้ยวตุ้ยๆ

"ถ้าหากว่าแกจะลดความตะกละลงเสียบ้าง แกจะน่ารักไม่น้อย"

นพรีบเคี้ยวๆ กลืนคว้าแก้วน้ำเย็นยกขึ้นดื่ม ต่อจากนั้นสี่สหายหนุ่มก็ลุกขึ้น และกล่าวกับคุณหญิงวาดในประโยคเดียวกัน

"ผมไปละครับคุณย่า"

ที่หน้าตึกใหญ่ รถปอนเตี๊ยคเก๋งรอคอยอยู่แล้ว เสี่ยตี๋กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"กันขับเองดีกว่า กันจะทำเวลาจากนี่ไปสนามหลวงอย่างมากก็ ๒๐ นาทีให้ทันพิธีเปิดงานวันเด็ก ลัดออกถนนตัดใหม่เพชรบุรีบึ่งตรงไปเลย"

พนัส นพ และดำรงต่างขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ ส่วนเสี่ยตี๋ขึ้นนั่งประจำที่คนขับโดยมีเจ้าแห้วหรือ จสต. แห้ว นั่งอยู่ทางซ้ายของเขา พวกคนใช้และคนสวนต่างพากันมองดูอย่างชื่นชม เครื่องยนต์ของรถปอนเตี๊ยคเก๋งถูกสต๊าทขึ้นแล้ว ร.ท. สมนึกบังคับรถเก๋งคันงามเคลื่อนออกจากทันที ซึ่งขณะนี้นาฬิกาในรถบอกเวลา ๖.๕๓ น.

ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" เลี้ยวขวามาตามถนนสุขุมวิท สมนึกแสดงฝีมือในการขับรถแซงขึ้นหน้ารถประจำทาง รถแท็กซี่และรถอื่นๆ ไปตามลำดับ สักครู่ก็เลี้ยวขวาเข้าถนนซอยแห่งหนึ่งไปออกถนนตัดใหม่เพชรบุรี ซึ่งทางนั้นการจราจรค่อยเบาบางหน่อย

"อ้ายตี๋" พนัสร้องเรียกลูกชายเสี่ยหงวน "อย่าให้มันเร็วนักโว้ย ประเดี๋ยวจะเกิดบวกกับใครเข้าต้องไปนอนโรงพยาบาลไปตามกัน"

สมนึกยิ้มแป้น เขานั่งเบียดบานประตูทางขวาคาบบุหรี่ทำปากเบี้ยวเหมือนนักขับรถตีนผีหรือตีนเปรตทั้งหลาย ที่มักจะนั่งในท่านี้

"ไว้ใจเถอะวะ ขับเครื่องบินไอพ่นยากกว่านี่กันยังขับได้คล่อง"

ร.ท. ดำรงพูดเสริมขึ้น

"แต่บนฟ้ามันกว้างใหญ่ไม่มีขอบเขต แล้วเครื่องบินที่บินอยู่ในอากาศมีเพียงไม่กี่ลำ เฮ้ยๆๆ ดันแซงขึ้นไปได้เกือบตกถนนแล้วไหมล่ะ"

อย่างไรก็ตามถึงแม้ ร.ท. สมนึกจะขับรถเร็วอย่างน่ากลัวอันตรายแต่เมื่อถึงทางแยกเขาก็หยุดไม่ฝ่าฝืนไฟสัญญาณและทุกแห่งเมื่อถึงทางม้าลายถ้ามีคนข้ามถนน เสี่ยตี๋จะหยุดรถให้ประชาชนข้ามไปก่อน เมื่อปอนเตี๊ยคเก๋งเข้ามาในย่านชุมชนอันหนาแน่นสมนึกก็ทำความเร็วได้เพียงชั่วโมงละ ๕๐ ไมล์เป็นอย่างมากซึ่งความเร็วขนาดนี้ก็ไม่ช้าจนเกินไปนัก

รถผ่านถนนตัดใหม่เพชรบุรีเต็มไปด้วยโรงแรมร้านนวดอบอาบ ภัตตาคาร บาร์หรือไน้ท์คลับ สถานโบวลิ่งเรียงรายไปหมด เป็นดินแดนของชาวอเมริกันและนิโกรในตอนกลางคืน เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของพวกเศรษฐีหรืออาชญากรทั้งหลายที่ได้เงินมาจากการปล้นหรือจี้ไชเขา แต่สถานที่เหล่านี้แหละคือความเจริญของนครหลวง เป็นสวรรค์ยามราตรีของกรุงเทพฯ ซึ่งแม้แต่ร้านข้าวต้มกุ๊ยก็มีห้องแอร์คอนดิชั่น มีตลาดขายอาหารโต้รุ่ง ช่วยให้ความสะดวกสบายแก่คนที่หากินกลางคืนและนักเที่ยวกลางคืน

พอถนนว่าง ร.ท. สมนึกก็เหยีบคันน้ำมันลงไปอีกแซงขึ้นหน้ารถบรรทุกและรถเมล์ขาวอย่างน่าดู แล้วลูกชายของอาเสี่ยกิมหงวนก็หันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"เป็นยังไงอ้ายแห้ว ฝีมือขับรถของกันพอสู้แกไหม"

จสต. แห้วถอนหายใจเบาๆ

"รับประทานน่าดูชมครับ ยังงี้ผมยอมแพ้ เมื่อกี้นี้คุณแซงสามล้อเครื่องพุ่งออกไปนอกถนนคันหนึ่งแล้ว"

"ฮ้า"

"ไม่ฮ้าละครับ รับประทานแม่ค้าที่นั่งอยู่กับกองผักกลิ้งกระเด็นไปทางไหนก็ไม่ทราบ"

เสี่ยตี๋ชักเสียขวัญก็ลดความเร็วลงทันที แล้วหันมาถามเพื่อนเกลอของเขา

"อ้ายแห้วมันโกหกกันหรือเปล่าวะ"

พนัสกับดำรงหัวเราะเบาๆ ส่วนนพนั่งสะลึมสะลือเพราะความอิ่มและอึดอัด เนื่องจากฟัดไข่ดาวเข้าไปถึง ๕ ลูกหมูแฮมอีกในราว ๑๐ ชิ้น ขนมปังอีก ๖ ชิ้นและเนยสดอีก ๒ ชิ้น

ปอนเตี๊ยคเก๋งข้ามสะพานลอยแล้ว เมื่อขึ้นไปถึงกลางสะพานก็สามารถมองเห็นทิวทรรศน์ถนนเพชรบุรีในระยะสุดสายตาสวยงามมาก แต่น่าเสียใจที่รถบรรทุกและรถเมล์ไม่มีโอกาสได้ข้ามหรือใช้สะพานลอยนี้ทั้งๆ ที่รถบรรทุกและรถเมล์ก็ได้ตีทะเบียนเสียภาษีให้รัฐบาล

ถนนเพชรบุรีจากประตูน้ำเรื่อยไป มียวดยานพาหนะสับสน ร.ท. สมนึกจำต้องลดความเร็วลงและขับรถด้วยความระวังเมื่อถึงทางม้าลาย รถผ่านหน้าโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งไปสามสี่โรงสมนึกตั้งใจว่า เขากับเพื่อนๆ จะต้องถึงสนามหลวงก่อนเวลา ๗.๓๐ น. จึงต้องเร่งความเร็วของรถเมื่อถนนว่าง

ในที่สุดอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นที่ทางม้าลายแห่งหนึ่ง

ทางม้าลายตอนนั้นไม่มีคนข้ามแต่มีคนสองสามคนเตรียมตัวจะข้ามถ้าได้จังหวะรถว่าง คนเดินถนนต่างรู้ดีว่าการข้ามทางม้าลายนั้นไม่แน่นักชีวิตของตนจะปลอยภัย เพราะเคยปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอว่า คนข้ามทางม้าลาย ถูกรถยนต์ชนตายบ้างก็ตายคาที่ บ้างก็ไปตายโรงพยาบาล ถึงกับท่านอธิบดีกรมตำรวจได้สั่งกำชับตำรวจทุกสถานีให้คอยจับกุมนักขับรถที่ไม่ยอมหยุดให้คนข้าม และให้ดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ไว้หน้า สำหรับนักขับรถที่ชนคนบนทางม้าลายถ้าไม่หยุดให้คนข้ามก็ให้ปรับ ๕๐๐ บาท และยึดใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

เจ้าแห้วจำได้ว่าทางม้าลายข้างหน้าเขานั้น ลายมันลบเลือนเกือบหมดแล้วเขาเกรงว่า ร.ท. สมนึก จะไม่เห็นจึงบอกเสี่ยตี๋

"รับประทานข้างหน้าโน่นทางม้าลายนะครับ เบาหน่อยครับ"

เสี่ยตี๋ลดความเร็วลงและหันมาพูดกับเจ้าแห้ว

"รู้น่า เมื่อวันจันทร์กันโดนจราจรเรียกเซ็นใบสั่งตรงนี้แหละ วานให้พ่อเขาไปเสียเงินที่โรงพักเสียเท่าไรก็ไม่รู้"

ปอนเตี๊ยคเก๋งผ่านทางม้าลายแล้ว ด้วยความเร็ว ๓๐ ไมล์ ที่เสี่ยตี๊ไม่หยุดรถก็เพราะไม่มีคนเดินข้ามแต่ทันใดนั้นเองชายกลางคนคนหนึ่ง ได้วิ่งตัดหน้ารถปอนเตี๊ยคเก๋งในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งหลาซึ่งแม้แต่นักขับรถมือเยี่ยมที่สุดของโลกนี้ก็ไม่สามารถที่จะหยุดรถได้ทัน

พนัส นพ ดำรง และเจ้าแห้วใจหายวาบไปตามกันเสี่ยตี๊เหยียบเบ่รคเต็มเหนียว เสียงยางทั้งสี่เส้นครูดไปตามถนนพร้อมกับเสียงผู้คนหลายคนร้องขึ้นด้วยความตกใจ ปอนเตี๊ยคเก๋งชนชายผู้นั้นล้มบนถนน สมนึกบิดพวงมาลัยหลบไปทางขวาเพราะกลัวว่ารถจะทับ แต่แล้วสี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วก็รู้สึกว่าล้อข้างซ้ายทั้งล้อหน้า และล้อหลังกระดอนขึ้นลงแสดงว่ารถได้ทับชายผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเข้าแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

ปอนเตี๊ยคหยุดนิ่งกลางถนน รถที่แล่นตามมาทางประตูน้ำปทุมวันหยุดหมด และรถที่แล่นอยู่ทางฝั่งซ้ายของถนนเพชรบุรีก็หยุดดูเหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวบนทางม้าลาย เสียงผู้คนร้องตะโกนด่าเสี่ยตี๋ลั่นไปหมด

"อ้ายซิบหาย อ้ายบรรลัยจักร คนเดินอยู่บนทางม้าลายมันยังทับแล้วยังทับแล้วมึงจะให้พวกกูข้ามถนนตรงไหนโว้ย" หญิงชราคนหนึ่งตะโกนลั่นถนน

ความรักตัวกลัวติดตะรางทำให้ ร.ท. สมนึกตกใจแทบสิ้นสติ ใบหน้าของเขาซีดเผือด เขาบอกกับตัวเองว่าเขาไม่ได้ขับรถด้วยความประมาทเลย ชายผู้เคราะห์ร้ายวิ่งตัดหน้ารถเขาในระยะกระชั้นชิด ต่อให้ขับย่องแบบแห่ศพก็หยุดไม่ทัน อย่างไรก็ตามเขาตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจอย่างไม่มีปัญหา ในข้อหาขับรถชนคนบนทางม้าลาย

พนัส นพ ดำรง ผลุนผลันลงจากรถเมื่อได้สติ และวิ่งไปดูชายผู้นั้น เจ้าแห้วกล่าวกับเสี่ยตี๋ด้วยเสียงสั่นเครือ

"รับประทานมีหวังครับ"

"มีหวังอะไรวะ" สมนึกถาม

"ติดคุกน่ะซีครับ รับประทานรีบลงไปจากรถเถอะครับรับประทานผมจะรับว่าผมขับเอง"

สมนึกมองดูเจ้าแห้วอย่างซาบซึ้งใจ แต่เขาไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวขอบอกขอบใจเจ้าแห้วได้ เขากับเจ้าแห้วต่างเปิดประตูตอนหน้ารถคนละข้างแล้วก้าวลงมาจากรถ ซึ่งขณะนี้พวกไทยมุงและจีนมุงได้เฮโล เข้ามาห้อมล้อม มองดูชายที่ถูกรถปอนเตี๊ยคชนทำให้การจราจรติดขัดแต่ตำรวจจราจรคนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์มาประสบเหตุเข้าและกำลังลงจากรถริมถนน

"รับประทานคุณไม่ต้องพูดอะไรนะครับคุณนึก ผมจะรับกับตำรวจเองว่าผมเป็นคนขับ ถ้าผมติดคุกรับประทานช่วยส่งปิ่นโตผมด้วยนะครับ"

ร.ท. นพวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเสี่ยตี๋กับเจ้าแห้ว สมนึกกล่าวถามทันที แต่เสียงของเสี่ยตี๋สั่นเครือแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง

"เขาเป็นยังไงบ้าง ตายไหม"

ลูกชายของนิกรเม้มปากแน่น

"ตายหรือไม่ตายกันไม่รู้ หัวสมองเละแล้วก็ลิ้นแลบออกมายาวตั้งคืบนัยน์ตาหลุดถลนออกมานอกเบ้า"

สมนึกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ก๊อตายน่ะซี ลงหัวเละจะอยู่ได้ยังไง"

"ก็ไม่แน่ถ้าเผื่อเขาเป็นคนอดทน โปลิศมาแล้วโว้ย"

เจ้าแห้วกล่าวกับลูกชายนิกรทันที

"รับประทานผมจะรับว่าผมขับเองครับ คุณปล่อยให้ผมตอบแทนพระคุณเถอะครับ อย่างมากผมก็ติดคุกสี่ห้าปีเท่านั้น รับประทานติดตะรางยังมีวันออกครับ ช่วยส่งผมก็แล้วกัน"

สิบตำรวจโทจราจรร่างสูงใหญ่ไว้หนวดเส้นเล็กๆ แต่งเครื่องแบบสวยงามแบบตำรวจจักรยานยนต์ พาตัวเดินตรงมาที่รถปอนเตี๊ยคเก๋ง พวกไทยมุงหรือนักสอดรู้สอดเห็นหลายคนติดตามมาเป็นกลุ่ม ในเวลาเดียวกันนี้เองตำรวจประจำป้อมยามคนหนึ่งได้มาช่วยระบายยวดยาน ที่คับคั่ง ติดกันเป็นแถวยาวเหยียดให้แล่นต่อไป สองฟากฝั่งถนนมีประชาชนยืนดูเหตุการณ์มากมาย

เพราะ ร.ท. สมนึก ร.ท. นพ และ เจ้าแห้ว แต่งเครื่องแบบ นายสิบตำรวจจราจรจึงชิดเท้าตรงยกมือกระทำวันทยาหัตถ์ตอบทันที

"ใครเป็นคนขับรถคันนี้ครับ"

เจ้าแห้วพูดขึ้นทันที

"ผมเองครับหมู่"

ร.ท. สมนึก รู้สึกละอายใจอย่างยิ่งที่ เจ้าแห้วรับผิดแทนเขา เขาจึงกล่าวกับนายสิบตำรวจจราจรว่า

"จ่าเขาไม่ได้ขับหรอกหมู่ เขาเป็นคนรถของเราก็จริงแต่อั๊วขับเองและขับชนชายผู้นั้น ซึ่งวิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิดบนทางม้าลายนั่น"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วเอ็ดตะโรมองดูลูกชายของเสี่ยหงวนอย่างเดือดดาล "รับประทานให้โอกาสผมติดคุกแทนคุณหน่อยไม่ได้หรือครับ"

สมนึกหัวเราะเบาๆ

"แก่ไม่ได้ทำผิดนี่โว้ย กันเป็นนายทหารและกันเป็นลูกผู้ชาย เมื่อกันขับรถชนคนตายจะด้วยประมาทหรืออย่างไรก็ตามกันก็ต้องยอมรับและยอมตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจ" พูดจบเขาก็ยื่นมือทั้งสองข้างให้ตำรวจจราจร "เอากุญแจใส่ข้อมือผมซีหมู่"

นายสิบตำรวจยิ้มแห้งๆ

"ผมก๊อบรรลัยน่ะซีครับผู้หมวด ลูกผมตั้งสี่น้องเมียสองแม่ยายหนึ่งพ่อตาหนึ่ง แฮ่ะ แฮ่ะ กรุณาให้ผมดูใบขับขี่หน่อยครับ"

ร.ท. สมนึกหน้าจ๋อย เขาล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบเอกสารออกมาปึกหนึ่งแล้วส่งให้ตำรวจโดยดี

"เลือกดูเอาเถอะหมู่ ใบขับขี่รถถัง ใบขับขี่ยานยนต์ทหาร ใบขับขี่เครื่องบิน ใบขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์มันปะปนกันอยู่ในนี้แหละ อั๊วซวยจริงเลย พับผ่า กำลังมีราชการจะต้องไปทำหน้าที่วันเด็กที่สนามหลวงเสียด้วยเลยไม่ต้องไปกัน"

ส.ต.ท. วันชัยยึดใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของกรมตำรวจไว้ นอกนั้นคืนให้ ร.ท. สมนึก

"ผู้หมวดไปโรงพักเถอะครับ ผมจะจัดการในเรื่อศพคนตายให้เรียบร้อยก่อนแล้วผมจะตามไป"

เสี่ยตี๋ทำปากแบะเหมือนกำลังจะร้องไห้

"ฉันจะต้องติดคุกสักเท่าไรหมู่ช่วยบอกฉันหน่อยซิ"

"ไม่แน่ครับแล้วแต่ศาล แต่ก็คงไม่เกิน ๕ ปีครับผู้หมวด"

"อุ๊ย ห้าปี ออกมาจกคุกตามสี่แยกถนนต่างๆ ก็คงจะมีอุโมงค์ให้รถลอดและมีสะพานลอยเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง เช่นที่สะพานยมราชเป็นต้น" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ไปตามอ้ายนัสกับอ้ายรงมานี่ซีจะได้ไปโรงพักด้วยกัน"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานคุณนึกไม่ไปดูศพคนตายก่อนหรือครับ"

ร.ท. สมนึกทำหน้าเป้

"แกคิดว่าคนที่ถูกรถชนทับหัวสมองเละน่ะมันน่าดูเหมือนระบำโป๊ยังงั้นรึ ไม่กล้าดูโว้ยเสียวไส้"

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะ ไปทางกลุ่มไทยมุง สักครู่ พนัสกับดำรงก็เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วมาที่รถปอนเตี๊ยคเก๋ง ส.ต.ท. วันชัยได้กระทำความเคารพนายทหารหนุ่มทั้งสอง ซึ่งพนัสกับศาสตราจารย์ดำรงก็รีบวันทยหัตถ์รับความเคารพ

"ว่ายังไงหมู่" ร.ท. พนัสถาม "จะให้เราช่วยอะไรบ้างเกี่ยวกับศพชายผู้นั้น"

"ไม่ต้องหรอกครับ ผมโทรไปที่โรงพักรายงานให้เจ้านายมาชัณสูตรพลิกศพ" แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยตี๋ "รถคันนี้ยังเคลื่อนที่ไม่ได้ครับ ต้องให้เจ้านายมาสอบสวนเสียก่อนเชิญผู้หมวดนั่งแท็กซี่ไปโรงพักเถอะครับ"

ร.ท. ดำรงมองดูสมนึกด้วยความเป็นห่วง

"ชายผู้นั้นถูกรถเราทับหัวสมองเละตอนที่เข้าล้มฟาดลงไป แกไปโรงพักเถอะอ้ายตี๋ กันกับอ้ายนัสจะไปหาพ่อลุงพลและลุงกิมหงวนกับคุณตาที่สนามหลวง แกไปกับอ้ายนพก็แล้วกัน ส่วนอ้ายแห้วอยู่เฝ้ารถที่นี่จนกว่าตำรวจจะอนุญาตให้เอารถไปได้"

ร.ท. พนัสพูดเสริมขึ้น

"ตามรูปคดีแกมีทางต่อสู้ ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถเราในระยะใกล้ชิดขณะที่รถเราเกือบจะพ้นทางม้าลายอยู่แล้ว เราจะเป็นพยานให้แก"

ร.ท. นพว่า "พยานพวกเดียวกันเป็นเพื่อนและญาติกันนั่งในรถคันเดียวกันไม่มีน้ำหนักหรอก อ้ายตี๋ติดคุกแหงๆ เชื่อกันเถอะ"

ร.ท. สมนึกเย็นวาบไปหมดทั้งตัวมองดูลูกชายนิกรอย่างเคืองๆ

"แกเหมือนกับพ่อแกไม่ผิด ไม่เคยพูดให้กำลังใจใครเลย"

นายทหารหนุ่ม ทั้งสี่คนสนทนา กับตำรวจจราจรสักครู่ก็แยกย้ายกันไป พนัสกับดำรงขึ้นแท็กซี่ไปสนามหลวง นพกับสมนึกไปสถานีตำรวจ ส่วนเจ้าแห้วทำหน้าที่เฝ้ารถปอนเตี๊ยคเก๋งซึ่งเสี่ยตี๋ได้ให้เงินเจ้าแห้วไว้ ๑๐๐ บาท สำหรับใช้สอยซื้อบุหรี่สูบซื้อเครื่องดื่ม

ที่สถานีตำรวจ

สารวัตรใหญ่คือ พ.ต.ท. เดชา โชติรส ได้ทำการสอบสวน ร.ท. สมนึก ไทยแท้ผู้ต้องหาด้วยตัวเองเพราะคดีนี้ผู้ต้องหาเป็นนายทหารสัญญาบัตร แต่การสอบสวนได้เริ่มต้นในเวลา ๘.๓๐ น. คือหลังจากนายร้อยเวรได้ไปสอบสวนสถานที่เกิดเหตุชันสูตรศพผู้ตาย และส่งศพผู้ตาย ไปโรงพยาบาลตำรวจเรียบร้อยกลับมาที่โรงพักพร้อมด้วยภรรยาผู้ตาย

ชายผู้เคราะห์ร้ายมีอายุ ๔๕ ปี ทำงานเป็นสมุดบัญชีใหญ่ของบริษัทแห่งหนึ่งคือบริษัท "สี่พระยาธุรกิจ" เขาชื่อ พจน์ มหิศร ป่วยเป็นวัณโรคเรื้อรังหยุดงานมาเป็นเวลาเกือบ ๓ เดือนแล้ว มีฐานะมีอันจะกินเพราะได้รับเงินเดือนจากบริษัทถึงเดือนละ ๘,๕๐๐ บาท และทางบริษัทได้เสียภาษีเงินได้ให้ด้วย เป็นนักบัญชีที่สำเร็จวิชาการบัญชีมาจากต่างประเทศ บ้านของเขาอยู่ในซอยๆ หนึ่งของถนนเพชรบุรีห่างจากที่เขาถูกรถชนตายเพียง ๒๐๐ เมตร ภรรยาของเขาชื่ออุษณีย์อายุอ่อนกว่าเขา ๘ ปียังสาวและสวยพริ้งตามธรรมดาของผู้ที่มีความสมบูรณ์พูนสุข มีลูกหญิงด้วยกันเพียงคนเดียวซึ่งขณะนี้แม่หนูน้อยอายุได้ ๑๐ ขวบกำลังน่ารักน่าเอ็นดู

อุษณีย์และลูกสาวของหล่อนนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้องสอบสวนตลอดเวลาที่สารวัตรใหญ่สอบสวนปากคำของ ร.ท. สมนึก ส่วน ร.ท. นพนั่งอยู่ข้างเสี่ยตี๋

ลูกชายของเสี่ยหงวน ได้ให้การ ตามตรงว่า เขาขับรถมาตามถนนเพชรบุรีด้วยความเร็วประมาณ ๓๐ ไมล์ต่อชั่วโมงเมื่อถึงทางม้าลายเขาเบารถเพียงเล็กน้อยแต่ไม่ได้หยุดเพราะไม่มีคนข้ามถนน แต่พอรถปอนเตี๊ยคทั้งสี่ล้อคร่อมทางม้าลายผู้ตายก็วิ่งออกมาจากริมถนนตัดหน้ารถในระยะห่างไม่ถึง ๓ ฟุต เหลือความสามารถที่เขาจะหยุดรถได้ทัน เขาเหยียบเบรคและบังคับรถเหออกกลางถนนบังเอิญล้อข้างซ้ายทับศีรษะ และร่างของผู้ตายเข้า ร.ท. สมนึกให้การว่าเขาไม่ได้ขับรถด้วยความประมาทเขากับเพื่อนๆ กำลังเดินทางไป ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ในวันเด็กที่กระโจมแสดงอาวุธของกองบัญชาการทหารสูงสุดที่สนามหลวงเขาอ้าง ร.ท. พนัส ร.ท. นพ ร.ท. ดำรง และ จสต. แห้ว เป็นพยานรู้เห็นที่นายพจน์ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถปอนเตี๊ยค

เสร็จคำให้การของเขา พ.ต.ท. เดชาก็อ่านคำให้การของ ร.ท. สมนึกให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อ ร.ท. สมนึกไม่คัดค้านอะไรสารวัตรใหญ่ก็ให้ลูกชายของเสี่ยหงวนเซ็นชื่อ ลงในคำให้การนั้นซึ่งสารวัตรใหญ่เป็นผู้เขียน

"ผมไม่อยากให้เรื่องของผมโอ้เอ้ล่าช้าหรอกครับ สารวัตร โปรดตัดสินได้แล้วครับ จะให้ผมติดคุกสักกี่ปีก็แล้วแต่จะได้หมดเรื่องหมดราวกันที แต่ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ เอาเถอะครับไม่ต้องเกรงใจผม"

พ.ต.ท. เดชาอดหัวเราะไม่ได้

"ผมเป็นพนักงานสอบสวนไม่ใช่ผู้พิพากษานะครับพิพากษาลงโทษคุณหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของศาล"

"ขออนุญาตครับสารวัตร" ร.ท. นพพูดขึ้นดังๆ

สารวัตรใหญ่เปลี่ยนสายตามาที่ลูกชายของนิกร

"ว่าไงครับผู้หมวด"

"ผมขอให้การเป็นพยานรู้เห็นในคดีนี้ครับ ผมเห็นนายพจน์ผู้ตายกระโดดออกมายืนขวางถนน แล้วกระโจนเข้าถีบรถปอนเตี๊ยคของเรา"

พ.ต.ท. เดชาอมยิ้ม

"พยานเท็จน่ะติดคุกนะผู้หมวด คุณนั่งมาในรถคันเดียวกันเป็นทั้งเพื่อนและญาติกันคุณเป็นพยาน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ผู้ต้องหา สู้พยานรู้เห็นแถวที่เกิดเหตุไม่ได้ พยานอย่างนั้นแหละครับมีน้ำหนักมาก ถ้าคุณสามารถรถหาพยานมายืนยันได้ว่าเห็นผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถของคุณในในระยะใกล้ชิด ผู้หมวดสมนึกก็อาจจะรอดพ้นจากคดีนี้"

ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยนิกรและเสี่ยกิมหงวนก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งสามพากันเดินเข้ามาในห้องสอบสวน ร.ท. พนัส และ ร.ท. ดำรงติดตามมาด้วย ส่วนศาสตราจารย์ดิเรก กับ พ.อ. พลนั้นคงปฏิบัติอยู่ที่กระโจมของกองบัญชาการทหารสูงสุดในสนามหลวง

พ.ท.ต. เดชารู้จักคุ้นเคยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายของเรามานานแล้ว สารวัตรใหญ่รีบลุกขึ้นกระทำความเคารพท่านเจ้าคุณและ พ.อ. นิกร กิมหงวน ต่างฝ่ายต่างทักทายกันตามสมควร เสี่ยตี๋แลเห็นหน้าบิดาของเขาก็ต่อว่าทันที

"เตี่ยไม่ได้ตื่นเต้นวิตกเป็นทุกข์เลยนะครับที่ลูกชายของเตี่ยขับรถชนคนตาย เตี่ยยิ้มแป้นใบหน้าไม่ได้สลดเลย"

พ.อ. กิมหงวนมองดูลูกชายของเขาอย่างขบขัน

"ทำไมฉันจะต้องวิตกเป็นทุกข์ในเมื่อฉันรู้แหงๆ อยู่แล้วว่า ขับรถชนคนบนทางม้าลายน่ะยังไงก็ติดคุก ยิ่งถ้าคนถูกชนต้องเสียชีวิตก็ต้องเข้าคุกหลายปี"

"ดีละครับเตี่ยกับผมขาดกันจนวันตาย"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ดีซี แกติดคุกฉันจะได้ไม่ต้องส่งเสียแก หน็อยแน่ะแกตัดขาดฉันยังงั้นเรอะ น่ากลัวเหลือเกิน" พูดจบกิมหงวนก็เปลี่ยนสายตามาที่ พ.ท.ต. เดชา "ลูกชายผมจะติดคุกในราว ๒๐ ปีถึงไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุอาเสี่ย

"อ้ายตี๋มันกำลังเสียขวัญแกอย่าพูดอะไรเป็นเล่นหน่อยเลยวะ อ้า-สอบสวนปากคำเสร็จแล้วไม่ใช่หรือคุณเดชา ผมจะมาขอรับประกันตัวร้อยโทสมนึก"

"ครับ ได้ครับ เชิญใต้เท้าและผู้การทั้งสองนั่งครับ"

พ.อ. นิกรซะโงกหน้า เข้าไปกระซิบกระซาบ ถาม สารวัตรใหญ่

"สุภาพสตรีที่นั่งอยู่กับเด็กผู้หญิงนั่นเป็นภรรยาผู้ตายใช่ไหมครับ"

"ใช่ครับ ภรรยาของนายพจน์ มหิศร"

นิกรฉุดมือเสี่ยหงวนพาเดินเข้าไปหาอุษณีย์ซึ่งนั่งอยู่บนม้ายาวข้างลูกสาวของหล่อน เขายกมือไหว้หล่อนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ ผมคือพันเอกนิกรญาติผู้ใหญ่ของร้อยโทสมนึกครับ และนี่พันเอกกิมหงวนลูกชายร้อยโทสมนึก"

"พ่อครับ ไม่ใช่ลูก ผมเป็นพ่อสมนึกเพื่อนผมพูดผิดไป" แล้วอาเสี่ยก็ยกมือไหว้หล่อน "ผมเสียใจอย่างยิ่งเชียวครับที่ลูกชายของผมขับรถชนสามีของคุณถึงแก่กรรม"

หล่อนรับไหว้และพูดเสียงสะอื้น

"ขอบคุณค่ะ ดิฉัน อุษณีย์ มหิศรค่ะ"

อาเสี่ยเต็มไปด้วยความกลุ้มใจ ที่ลูกชายของเขา ต้องคดีขับรถชนคนตาย ซึ่งสมนึกจะต้องติดคุกติดตารางเสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกถอดจากยศนายทหารสัญญาบัตร เมื่อถูกศาลพิพากษาจำคุก

"คุณพอจะกรุณาลูกชายผมบ้างได้ไหมครับ ผมพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของคุณทุกประการ โปรดบัญชามาเถอะครับ คุณจะให้ผมจ่ายเงินค่าทดแทนให้คุณสักเท่าใด สำหรับศพสามีของคุณผมและเพื่อนจะจัดการทำให้อย่างหรูหราสมเกียรติขออย่างเดียวอย่าให้ลูกผมติดคุกเลยครับ เขาอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอกจนได้ปริญญาโทกลับมา และขณะนี้ก็กำลังทำงานให้แก่ประเทศชาติของเรา ในฐานะที่เป็นนายทหารในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย กรุณาเห็นแก่อนาคตของลูกชายผมเถอะครับ คุณก็คงรู้จักชื่อเสียงผมดีแล้ว ผมมีลูกคนเดียวเท่านั้นถ้าเขาติดคุกผมคงตรอมใจตายแน่ๆ "

เสียงเสี่ยตี๋หัวเราะลั่นห้องสอบสวน ทำให้กิมหงวนหันไปมองดู ร.ท. สมนึกพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่ต้องช่วยผมหรอกครับเตี่ย ผมยอมติดคุกครับอยู่นอกคุกมานานแล้วลองย้ายแล้วย้ายไปอยู่ในคุกดูบ้าง"

นิกรชักฉิว ร.ท. สมนึก จึงกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ

"ไม่ใช่เรื่องสนุกนะอ้ายตี๋ เตี่ยกับอากำลังขอความกรุณาคุณอุษณีย์ภรรยาของคุณพจน์ ถ้าคุณอุษณีย์กรุณาแก แกก็คงรอดพ้นจากคุกตะราง"

อุษณีย์กล่าวกับนิกรและเสี่ยหงวน

"การรอมชอมไม่มีทางค่ะผู้การ ผู้หมวดสมนึกเป็นปัญญาชนมีทั้งความรู้และความคิด รู้ดีแล้วว่าขับรถผ่านทางม้าลายนั้นถึงไม่มีคนข้ามถนนก็ต้องขับช้าๆ คือลดความเร็วลง ที่ว่าสามีของดิฉันวิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิดน่ะเป็นคำแก้ตัวของนักขับรถที่ขับชนคนค่ะ ไม่มีใครหรอกค่ะที่จะรับสารภาพว่าตนขับรถด้วยความประมาท คุณพจน์สามีของดิฉันอยู่ในฐานะเป็นไข้ ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะวิ่งข้ามถนน แกคงจะเดินข้ามทางม้าลายซึ่งไม่ใช่วิ่ง ผู้หมวดสมนึกขับรถมาด้วยความเร็วสูงก็ชนสามีของดิฉัน"

ร.ท. นพพูดขึ้นดังๆ

"ผมสาบานได้ครับ สามีของคุณวิ่งตัดหน้ารถจริงๆ "

อุษณีย์หันไปมองดูลูกชายของนิกรอย่างเคืองๆ

"ตอนนั้นคุณจ้องมองดูข้างหน้ารถอยู่หรือค่ะ"

"เปล่าครับผมกำลังนั่งสัปหงก" นพพูดเสียงหนักแน่น

"แล้วทำไมถึงเห็นเป็นตุเป็นตะว่าคุณพจน์วิ่งตัดหน้ารถปอนเตี๊ยค"

"อ้าว ผมเป็นเพื่อนกับอ้ายนึกผมก็ช่วยให้เพื่อนผมรอดพ้นจากตะรางซีครับ ถึงไม่เห็นผมก็บอกว่าเห็น"

อุษณีย์มองดู พ.ต.ท. เดชาและกล่าวขึ้น

"สารวัตรคะ ผู้หมวดคนนี้เป็นพยานเท็จ"

นพเค้นหัวเราะ

"พยานเท็จยังไงผมไม่ได้ให้การเป็นเรื่องเป็นราว หรือเป็นลายลักษณ์อักษร ผมอธิบายให้คุณฟังต่างหาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุนพให้หยุดพูดแล้วท่านก็ลุกเดินมาหาอุษณีย์

"ผมคือพลเอกพระยาปัจจนึกฯ พินาศเป็นปู่ของร้อยโทสมนึกครับ ถ้าหากว่าเราจะรอมชอมกันระงับคดีนี้ได้แค่โรงพักผมก็จะขอบคุณคุณอย่างยิ่ง พันเอกกิมหงวนเขาก็รับจัดการในเรื่องศพของสามีคุณแล้ว และทางคุณจะเรียกร้องเงินสักเท่าใด กิมหงวนเขาก็พร้อมที่จะจ่ายให้คุณ สามีของคุณน่ะถึงกำหนดอายุขัยเพียงเท่านี้ ถึงแกไม่ถูกรถชนตายแกก็จะต้องสิ้นชีวิตด้วยเหตุอื่น แกตายไปแล้วคุณเอาหลานผมเข้าคุกก็ไม่ช่วยให้สามีคุณฟื้นขึ้นมาได้ ขอให้คุณคิดและตรองดูเถิด เรื่องที่สามีคุณต้องเสียชีวิตมันเป็นอุบัติเหตุมากกว่า ไม่ใช่เพราะหลานผมประมาทหรอกครับ"

หล่อนประนมมือไห้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขอบพระคุณค่ะใต้เท้า แต่ดิฉันตกลงอะไรไม่ได้ทั้งนั้นนอกจากขอให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไปตามกฏหมาย ถ้าผู้หมวดสมนึกแน่ใจว่าคุณพจน์วิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิดก็โปรดไปชี้แจงให้ศาลฟังเถอะค่ะ"

"ว้า" ร.ท. นพร้องลั่น "ขึ้นศาลอ้ายนึกก็ติดแหงๆ น่ะซีครับอย่างท้วมๆ ก็สามปี"

ร.ท. ดำรงสบตากับอุษณีย์เขาก็พูดกับหล่อน อย่างนอบน้อม

"จะไม่มีทางกรุณาเพื่อนผมบ้างเชียวหรือครับ"

"ไม่ค่ะ"

ร.ท. พนัสเดินเข้าไปหาสมนึก

"ถ้าอย่างนั้นสู้ความเขาอ้ายตี๋ เราพอวิ่งเต้นหาพยานรู้เห็นหรือประจักษ์พยานได้ สำหรับกันน่ะเห็น จริงๆ ว่าคุณพจน์วิ่งตัดหน้ารถเรา แต่ถ้าเป็นพยานก็คงช่วยอะไรแกไม่ได้ ทำใจให้เข้มแข็งเถอะเพื่อน อย่างมากก็ติดคุก คนดีๆ ที่เข้าคุกเพราะขับรถชนคนตายปีหนึ่งๆ มีจำนวนไม่น้อย"

เสี่ยตี๋ทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ เขามองดูหน้ากิมหงวนแล้วเผลอตัวร้องออกมาดังๆ

"เตี่ย"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ช่วยผมซีครับ ผมกลัวติดคุก เขาว่ายุงในคุกตัวโตเกือบเท่านกกระจอกปากยาวตั้งคืบ เรือดตัวเท่าปูทะเล ผมติดสักสามวันผมคงตายแน่"

เสี่ยหงวนหันมาพูดกับอุษณีย์อย่างพินอบพิเทา

"ผมขอชดใช้มรณกรรมของสามีคุณให้คุณห้าแสนบาทครับ ไหนๆ สามีของคุณก็ตายไปแล้ว"

"ไม่ค่ะ ผู้การเป็นมหาเศรษฐีใครๆ ก็ทราบ เมื่อลูกชายของผู้การขับรถด้วยความคึกคะนอง ชนคุณพจน์ตายบนทางม้าลายผู้การจะเอาเงินแสนมาฟาดหัวดิฉัน ดิฉันยอมไม่ได้หรอกค่ะ" พูดจบหล่อนก็จูงมือลูกสาวของหล่อนลุกขึ้นจากม้ายาวพาเดินมาที่โต๊ะ พ.ต.ท. เดชา "สารวัตรคะ ดิฉันจะต้องรีบไปจัดการกับศพของสามีดิฉันค่ะ ดิฉันมีภาระที่จะต้องทำอีกมาก"

"ครับ เชิญครับคุณอุษณีย์ ถ้าผมต้องการตัวคุณผมจะโทรไปที่บ้าน"

นิกรกล่าวกับหล่อนทันที

"ให้พวกเรา รับเป็นธุระในเรื่องศพ ของคุณพจน์ เถอะครับ คุณจะให้รดน้ำศพที่ไหน ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดไหนได้ทั้งนั้น จะสวดสักกี่คืนทำบุญอะไรบ้างบัญชามาเถอะครับ เราจะออกค่าจ่ายและทำตามคำสั่งของคุณทุกอย่าง"

"ขอบคุณค่ะ ดิฉันมีเงินพอที่ดิฉันกับญาติๆ จะจัดการกันเองได้ยังไม้ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอกหรอกค่ะ"

หล่อนยกมือไหว้สารวัตรใหญ่แล้วพาลูกสาวคนเดียวของหล่อนเดินออกไปจากห้องสอบสวน ร.ท. นพยิ้มให้ ร.ท. สมนึกแล้วพูดอย่างเป็นการเป็นงาน

"แกติดคุกแหงๆ ลงเขาพูดแบบไม่มีเยื่อใยอย่างนี้อย่างไรแกก็ติด แต่ก็ดีเหมือนกัน คนมีเงินที่ขับรถอย่างบ้าระห่ำไม่ได้คำนึงชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนคนเดินถนนจะได้รู้ว่าบางครั้งเงินก็ช่วยให้รอดพ้นจากคุกตะรางไม่ได้"

เสี่ยตี๋หน้าซีดเหมือนไก่ต้ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ ท่านเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ว่างข้างเสี่ยตี๋หน้าโต๊ะสารวัตรใหญ่แล้วกล่าวถาม พ.ต.ท. เดชา

"จะเอาหลักทรัพย์และเงินสดสักเท่าไรล่ะคุณเดชา"

สารวัตรยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"เงินสดสักหมื่นบาทก็พอแล้วครับ คุณสมนึกเป็นนายทหารสัญญาบัตรอย่างไรก็ไม่หลบหนีคดีนี้ ผมเรียกเงินสดหมื่นบาทตามระเบียบเท่านั้น"

"เอ-ผมมีเงินติดกระเป๋ามาสองพันเห็นจะได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริม

"ผมมีครับคุณอา เมื่อเช้านี้ก่อนออกบ้านเอาใส่กระเป๋ากางเกงมาหมื่นบาทยังไม่ได้ใช้เลย"

สารวัตรใหญ่ดึงลิ้นชักโต๊ะหยิบแบบฟอร์มขอประกันตัวฉบับหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม นิกรกับเสี่ยหงวนพร้อมด้วย พนัส นพ และศาสตราจารย์ดำรง ถอยไปนั่งบนม้ายาวข้างประตูห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มหน้าก้มตากรอกข้อความในแบบฟอร์มขอประกันตัวผู้ต้องหา พอเขียนเสร็จยังไม่ทันจะเซ็นชื่อนายร้อยเวรก็บุกเข้ามาในห้องสอบสวนอย่างร้อนรน

"สารวัตรครับ เจ้านายมาครับ"

"หา ใครมา"

"โอ้โฮ. เยอะแยะเลยครับ นายพลทั้งนั้นทั้งตำรวจและทหารตั้ง ๑๐ คนเห็นจะได้ อาจารย์ดิเรกพามาครับ"

พ.ต.ท. เดชารีบลุกขึ้นกล่าวคำขอโทษเจ้าคุณปัจจนึกฯ พานายร้อยเวรออกไปจากห้องสอบสวนโดยเร็ว สักครู่หนึ่งสารวัตรใหญ่ก็พานายทหารและนายตำรวจชั้นนายพล ซึ่งล้วนแต่เป็นนายตำรวจคนสำคัญของกรมตำรวจและนายทหารชั้นนำของกองทัพบก พล ท. ดิเรกและ พ.อ. พล พัชราภรณ์ ร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย สารวัตรใหญ่อยู่ต่อหน้านายพลตำรวจก็กลายเป็นนายตำรวจตัวเล็กๆ ไปแล้ว ยิ่งนายร้อยเวรก็ยิ่งตัวเล็กนิดเดียว

สมนึกมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เมื่อเห็นท่านนายพลตำรวจโทคนหนึ่งซึ่งรักใคร่ชอบพอกับคณะพรรคสี่สหายมากถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นเพื่อนกันก็ตาม ท่านผู้นี้คือ พล ต.ท. มาโนชญ์ ศรีสาคร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการและปราบปรามโอนมาจากกองทัพบก

บรรดานายทหาร และนายตำรวจใหญ่ต่างเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มที่โต๊ะสอบสวนและไต่ถามเรื่องราวจาก ร.ท. สมนึกเสียงแซ่ดไปหมด ท่านรองอธิบดีขอดูสำนวนซึ่ง พ.ต.ท. เดชาก็รีบนำมามอบให้ท่าน พล ต.ท. มาโนชญ์อ่านคำให้การของสมนึกอย่างพิจารณาแล้วก็คืนให้สารวัตรใหญ่ไป

"หลานชาย เป็นความจริงหรือที่เธอให้การว่าผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถบนทางม้าลายในระยะใกล้ชิด"

"ครับ ผมสาบานได้ครับ ไม่เชื่อถามเตี่ยผมดูก็ได้ครับ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไงโว้ย ตอนที่แกขับรถชนคนตายฉันอยู่สนามหลวง"

พล ต.ต. ร่างสูงคนหนึ่งยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ก็ช่วยเป็นพยานเท็จให้ลูกมันหน่อยซีเฮีย"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"ไม่ได้หรอกครับ คนที่เป็นพยานเท็จตายไปตกนรกโทษที่เป็นพยานเท็จหัวเป็นเป็ดตัวเป็นคน คนที่กินสินบนหัวเป็นคนตัวเป็นเป็ด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นายพลโทเจ้าของร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่งยกมือจับศีรษะสมนึกเขย่า เบาๆ ด้วยความกรุณาเหมือนลูกหลานของท่านแล้วกล่าวถาม พล ต.ท. มาโนชญ์

"อ้ายหลานชายจะแย่ไหมครับ"

"ก็ต้องว่ากันไปตามรูปคดีแหละครับ สำคัญที่พยานรู้เห็น แล้วก็ทางบุตรภรรยาผู้ตายด้วย" พูดจบท่านก็หันมาทางสารวัตรใหญ่ "ทางครอบครัวของผู้ตายเขาว่ายังไงล่ะ"

"ภรรยาของผู้ตายไม่ยอมรอมชอมด้วยครับถึงแม้ผู้การกิมหงวนจะจ่ายเงินค่าทดแทนให้ห้าแสน"

ท่านรองอธิบดีพยักหน้ารับทราบ

"ถ้าอย่างนั้นก็จัดการไปตามหน้าที่ของเรา ร้อยโทสมนึกน่ะเหมือนกับลูกหลานของอั๊วก็จริง แต่อั๊วจะช่วยได้ภายในขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น จะช่วยในทางรูปคดีทำให้ดำเป็นขาวไม่ได้" แล้วท่านก็เลื่อนตัวเข้ามายกมือตบบ่า ร.ท. สมนึก "ไปเธอกับเพื่อนๆ กลับไปบ้านเถอะ พ่อเธอกับลุงและอาของเธอกับคุณปู่เธอจะวิ่งเต้นหาประจักษ์พยานในเรื่องนี้เอง ไปพักผ่อนเสียให้สบายใจเถอะ แล้วอย่าไปเล่าให้คุณแม่และคุณย่าฟังเป็นอันขาด"

ร.ท. สมนึกหันไปยิ้มกับเพื่อนเกลอทั้งสาม แล้วพยักหน้าหน้าเป็นความหมาย ทั้งสี่คนต่างทำความเคารพบรรดานายพลและนายพลตำรวจที่แห่กันมาเต็มโรงพัก พ.ต.ท. เดชายิ้มให้เสี่ยตี๋และกล่าวว่า

"เดี๋ยวครับ อย่าพึ่งไปผู้หมวด ให้เจ้าคุณท่านเซ็นชื่อในใบประกันและมอบเงินสดหมื่นบาทให้ผมเสียก่อน"

"ปู้โธ่" ท่านรองอธิบดีอุทานขึ้นดังๆ "ไม่ต้องประกงประกันอะไรหรอกน่า ถ้าผู้ต้องหาคนนี้หลบหนีคดีอั๊วรับรองเอง"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้สารวัตรใหญ่

"อย่าเกลียดหน้าหรืออย่าโกรธผมเลยนะครับ พวกผมยังงี้ละครับมีเรื่องขึ้นโรงพักละก้อเพื่อนฝูง ของพ่อของอาของลุงที่เป็นนายพลทั้งทหารและตำรวจ แห่กันมาแน่นโรงพักอย่างนี้แหละครับ ขึ้นโรงพักไหนตำรวจปวดหัวตามกัน ผมไม่หนีหรอกครับ ถ้าผมแพ้คดีนี้ผมก็ยอมติดคุก ลาละครับ"

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คน ต่างพากัน ออกไปจากห้องสอบสวน ร.ท. สมนึกมีขวัญและกำลังใจขึ้นบ้าง เขารู้ดีว่าอย่างไรเสี่ยคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็จะต้องวิ่งเต้นช่วยเหลือเขาจนถึงที่สุด และเตี่ยของเขาอาจจะยอมเพิ่มเงินให้แก่ภรรยาผู้ตายอีกเพื่อให้คดีสิ้นสุดลงแค่โรงพัก

จากการสอบสวนของนายร้อยเวรปรากฏว่า รถปอนเตี๊ยคเก๋งสีครีมที่ขับโดย ร.ท. สมนึกฯ ได้ชนนายพจน์ มหิศร นอกทางม้าลายเล็กน้อย ล้อรถปอนเตี๊ยคคร่อมอยู่บนทางม้าลายขณะที่รถพุ่งเข้าชนผู้ตาย

ก่อนค่ำวันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สามารถหาประจักษ์พยานได้ ๒ คนและอ้อนวอนขอร้องให้ไปเป็นพยานให้ ร.ท. สมนึก พยานปากแรกเป็นหญิงชรามีอาชีพเป็นหมอนวดอายุ ๖๕ ปี พยานปากที่สองเป็นกรรมกรก่อสร้างอาคารที่กำลังสร้างใหม่

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่สถานีตำรวจอีกครั้งหนึ่งในเวลา ๑๖.๐๐ น. แต่ทุกคนแต่งกายแบบสุภาพชน และนำพยานมาด้วย พ.ต.ท. เดชาได้ให้การต้อนรับสี่สหาย และท่านเจ้าคุณปัจจนึกอย่างดี และแล้วก็สอบสวนปากคำพยานผู้รู้เห็น

"คุณป้าชื่ออะไรครับ" สารวัตรใหญ่ถามยิ้มๆ ต่อหน้าสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

คุณป้ายิ้มอายๆ

"รัชนีพรรณค่ะ"

"อุ๊ยตาย" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ

หญิงชราหันมาทางอาเสี่ย

"อุ๊ยตายทำไมยะ"

เสี่ยหงวนรีบแก้ตัวไปตามเรื่อง

"เปล่าครับคุณป้า ไฟแช็กมันไหม้มือผมครับผมก็เลยร้องออกมาด้วยความตกใจ"

"อ๋อ นึกว่าปลงอนิจังที่ฉันชื่อเพราะไปหน่อย อย่าลืมจีรนันทน์ก็มีแต่เหงือกเหมือนอย่างฉัน ถึงพ่อปรีดาก็เถอะตอนนี้ กำลังหิตผู้หญิง ตอมว่อนเหมือนแมลงวันตอมเม็ดทุเรียนอีก ๕๐ ปีเท่านั้นอย่าว่าแต่จะขี่จักรยานเลย จูงรถจักรยานก็ไม่ไหวแล้ว

หญิงชราเจ้าของนามรัชนีพรรณหรือผิวพระจันทร์ทำให้บรรยากาศในห้องสอบสวนครึกครื้นขึ้น สารวัตรใหญ่ได้ไต่ถามนามสกุลและบ้านที่อยู่ ตลอดจนสามีก็ได้ความว่ารัชนีพรรณ หรือป้าพันเป็นแม่ม่ายไร้ทาง สามีถูกรถบดถนนทับตายนานมาแล้วเนื่องจากเมาสุราไล่เกาะรถบดถนนเล่น ป้าพันอาศัยอยู่ในซอยกิ่งเพชรแบ่งห้องเช่าอยู่ตามลำพัง ไม่มีญาติพี่น้องหรือลูกหลาน ถึงมีเขาก็ไม่นับว่าเป็นญาติเว้นแต่ป้าพันจะโชคดีร่ำรวยขึ้นมาญาติพี่น้องหรือลูกหลานก็จะเกิดขึ้นเอง

"ป้าทำอะไรกินครับ"

"ฉันหรือคุณ ไม่ใครจะได้ทำกินหรอกค่ะโดยมากซื้อข้าวแกงกินมันค่อยถูกหน่อย ทำกินเองแกงสักหม้อผัดสักจานก็ร่วม ๑๐ บาทแล้ว

พ.ต.ท. เดชากลั้นหัวเราะแทบแย่ ส่วนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

"ผมหมายความว่าคุณป้ามีอาชีพอะไรครับ ขายของหรือเป็นลูกจ้างเขาที่ได้เงินมาเลี้ยงชีวิตทุกวันนี้"

"อ้าว ก็ไม่ถามอย่างนั้น ฉันเป็นหมอนวดค่ะ แต่ไม่ใช่หมอนวดแบบเด็กสาวๆ ที่เขานวดอบอาบตามร้านที่หรูหรานะคะ ฉันเป็นหมอนวดที่เรียกว่าหมอนวดจริงๆ ใครเมื่อยก็จ้างให้ฉันไปนวดเขา ไม่ใช่ว่าฉันนวดให้เขาบ้าง แล้วเขานวดให้ฉันบ้าง ของธรรมชาติในตัวฉันมันหมดอายุ หรือเสื่อมคุณภาพไปนานแล้ว"

"เอาละครับ" สารวัตรใหญ่พูดเสียงหัวเรา "เป็นอันว่าคุณป้ามีอาชีพเป็นหมอนวด เมื่อตอนเช้าราวหนึ่งโมงคุณป้าไปไหนถึงได้เห็นรถเก๋งคันนั้นชนคนตายบนทางม้าลาย"

"ก็ไปนวดเขาน่ะซีคะ ขาประจำของฉันค่ะ คุณนายภรรยา ท่านนายพล บ้านอยู่ในซอยโรงหนังเมโทรโน่นแหละค่ะทุกเช้าวันอาทิตย์ฉันต้องไปรับใช้ท่านคือนวดให้ท่าน"

"แล้วยังไงครับ เล่าเรื่องรถชนคนเถอะครับ"

ป้าพันนิ่งคิดสักครู่

ฉันกำลังจะข้ามทางม้าลายตรงนั้นค่ะคุณตำรวจ แต่เห็นรถมันวิ่งตามกันมาเป็นแถวก็ไม่กล้าข้าม รอให้มันทิ้งระยะห่างหน่อย คนตายแกยืนอยู่ข้างหน้าฉันค่ะเป็นผู้ชายกลางคนรูปร่างผอมบาง หน้าตาเป็นผู้ดี แต่ดูเหมือนจะเป็นคนอมโรคสักหน่อย หน้าซีดๆ ปากแห้งยังไงชอบกล เมื่อรถเก๋งคันนั้นแล่นมาถึงทางม้าลายแกก็ผลุนผลันวิ่งตัดหน้ารถเลยค่ะ ฉันร้องเสียสุดเสียงเมื่อแลเห็นแกถูกรถชนล้มกลิ้ง และรถทับแกหัวสมองเละ"

"วิ่งตัดหน้ารถหรือครับ"

"ค่ะ ตัดหน้าอย่างนั้นร้อยทั้งร้อยเป็นไม่มีรอด ใครเขาจะหยุดทันคะ"

สารวัตรใหญ่จดคำให้การของหญิงชราลงไปแล้วซักต่อไปอีก

"คุณป้าเห็นคนที่อยู่ในรถเก๋งไหมครับ"

"เห็นค่ะ เป็นนายทหารทั้งนั้นแหละค่ะรวมห้าคน แต่ละคนกำลังหนุ่มมีคนเดียวที่มีอายุกลางคนแล้ว จะเป็นร้อยตรีร้อยโทหรือเป็นนายพันฉันไม่ทราบเพราะอยู่ไกล เห็นเขาลงมาจากรถเท่านั้น"

"หรือครับ แล้วคุณป้าไปดูศพคนตายหรือเปล่า"

หญิงชราสะดุ้งโหยง

"ดูให้โง่ทำไมคะคุณ ผีตายโหงไปดูมันให้ติดตาเปล่าๆ ได้ยินเขาพูดกันว่าหัวขมองเละฉันก็ใจสั่นแล้ว"

สารวัตรใหญ่ซักอีก

"คุณป้าจำได้ไหมครับ นายพจน์ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถน่ะเขาอยู่ในทางม้าลายหรืออยู่นอกทางม้าลาย"

ป้าพันตอบไม่ต้องคิด

"ออกไปนอกทางนิดหน่อยค่ะ แต่รถคันนั้นอยู่ทางม้าลาย"

"ขอบคุณครับ คุณป้าทราบหรือเปล่าว่าคำให้การของคุณป้านี้ ถ้าหากว่าเป็นเท็จแล้วคุณป้าจะต้องมีความผิดตามกฏหมายในฐานที่เป็นพยานเท็จ"

"โอ๊ย ทำไมฉันจะไม่รู้ คนอย่างฉันหัวหงอกแล้วไม่เคยโกหกตอแหลใครหรอกค่ะคุณตำรวจ ที่ยอมมาเป็นพยานก็เพราะสงสารนายทหารคนขับรถแกจะติดตะรางเสียเปล่าๆ ความจริงคนตายวิ่งตัดหน้ารถเขาเอง เขาก็ไม่ได้ขับเร็วอะไรนักนี่คุณ"

พ.ต.ท. เดชา เขียนคำให้การพยานเสร็จเรียบร้อยก็อ่านให้ป้าพันฟังช้าๆ แล้วขอให้แกเซ็นชื่อรับรองในคำให้การ ต่อจากนั้นก็อนุญาตให้แกกลับบ้านได้ เสี่ยหงวนจ่ายเงินค่ารถให้หญิงชราไป ๒๐ บาท ไม่กล้าให้มากเพราะเกรงจะถูกครหาว่าจ้างพยานนั้นเอง

พยานปากที่สองเป็นชายหนุ่มวัยเบญจเพส รูปร่างไม่ใหญ่โตนักแต่แข็งแกร่งบอกความทรหดอดทน

"ชื่ออะไรน้องชาย" สารวัตรใหญ่ถามอย่างกันเอง

"น้อยครับ น้อย สอยกระโทก"

"อ้อ-พวกกระโทก" พ.ต.ท. เดชาพูดพลางจดลงไปในคำให้การพยานปากที่สองซึ่งเป็นพยานรู้เห็น "อายุเท่าไหร่บ้านที่อยู่"

"อายุ ๒๕ ปี ครับ บ้านผมไม่มีครับ บริษัทเขาไปรับเหมาก่อสร้างที่ไหนผมก็อยู่ที่นั่น ผมเป็นช่างปูนของบริษัท "พิสิฐสถาปัตย์" ครับ"

"เธอเห็นเหตุการณ์ ตอนที่รถยนต์ชนนายพจน์ผู้ตายระหว่างทางม้าลายที่นั่นใช่ไหม"

"เห็นครับ ผมเห็นอย่างถนัด"

"ขณะที่รถชนนายพจน์เธออยู่ที่ไหน"

"ผมอยู่ในรั้วของเขตก่อสร้างครับ"

"รั้วสูงแค่ไหน"

"ราวสองเมตรครึ่งครับ"

สารวัตรใหญ่ลืมตาโพลงส่วนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเบ้ไปตามกัน

"ถ้ายังงั้นลื้อให้การเท็จเสียแล้วละน้องชาย" พ.ต.ท. เดชาพูดเสียงกร้าว "มันขัดต่อข้อเท็จจริงนี่โว้ย ลื้อบอกว่าลื้ออยู่ในรั้วและรั้วสูงตั้งสองเมตรครึ่ง ตัวของลื้อน่ะสูงอย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งเมตรหกสิบเซนต์"

"ใช่ครับ"

"ก็เมื่อลื้อเตี้ยกว่ารั้วทำไมลื้อถึงมองเห็นล่ะโว้ย"

"เพราะสังกะสีรั้วมันมีรูโหว่ทะลุหลายรูครับท่านสารวัตรผมมองเห็นนอกถนนอย่างสบาย"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน นายน้อยพูดเรียบๆ และทำหน้าตายตลอดเวลา พ.ต.ท. เดชาได้ซักถามเขาต่อไปอีก กรรมกรหนุ่มให้การตามสัตว์จริงเช่นเดียวกับป้าพัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหาอย่างยิ่งเขายืนยันว่าผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถปอนเตี๊ยคในระยะใกล้ชิด และวิ่งนอกเส้นทางม้าลายเพียงเล็กน้อย เมื่อสารวัตรใหญ่ถามเขาว่าเพราะอะไรเขาจึงก้มลงมองตามรูโหว่ที่รั้วสังกะสี นายน้อยก็ให้การตามตรงว่าเขาคอยดูเจ้าหนี้ชาวภารตะคนหนึ่ง ซึ่งมาเก็บดอกเบี้ยจากเขาและพวกคนงานทุกเช้าวันอาทิตย์ แต่บังเอิญสัปดาห์นี้การเงินของเขาขลุกขลักจึงตั้งใจจะหลบเจ้าหนี้แขก และคอยมองดูเจ้าหนี้ตามรูรั้ว เพราะเหตุนี้เขาจึงเห็นนายพจน์ถูกรถปอนเตี๊ยคเก๋งชน นายน้อยให้การว่าเขาไม่เคยรู้จักกับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาแต่ก่อน เป็นแต่ว่าเมื่อสี่สหายไปสืบหาพยานรู้เห็น เขาก็อยากจะช่วยเหลือผู้ขับรถปอนเตี๊ยคเก๋งให้รอดพ้นจากคุกตะราง เพราะเขาเห็นผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถเหมือนกับเจตนาจะฆ่าตัวตาย

เสี่ยหงวนจ่ายเงินให้พยานปากที่สองเป็นค่าพาหนะ ๒๐ บาทเช่นเดียวกัน คดีนี้ทางตำรวจจะต้องสืบหาพยานประกอบรูปคดีอีกซึ่งอุษณีย์ และตำรวจคงจะพยายามหาประจักษ์พยานให้ได้

คืนวันนั้นเอง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นำพวงมาลาไปเคารพศพนายพจน์ที่วัดมกุฎกษัตริยารามโดยไม่ยอมให้ ร.ท. สมนึกติดตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะเกรงว่าพวกญาติของผู้ตายอาจจะระงับโทสะไม่ได้เมื่อแลเห็นเสี่ยตี๋

อุษณีย์ได้ให้การต้อนรับอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อแลเห็นสี่สหายกับท่านเจ้าคุณขึ้นไปบนศาลาตั้งศพจุดธูปเทียน กราบเคารพศพอุษณีย์ก็โอภาปราศรัยด้วย และกล่าวคำขอบคุณทุกคนเสี่ยหงวนได้แสดงความเสียใจกับหล่อนอีกครั้งหนึ่ง และขอรับภาระในเรื่องศพของนายพจน์ มหิศร

"ขอให้ผมเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายในการ บำเพ็ญกุศลศพคุณพจน์เถอะนะครับ เมื่อลูกชายของผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณพจน์ต้องถึงแก่กรรมผม ซึ่งเป็นพ่อของสมนึกก็ต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับคดีนั้นถ้าคุณจะให้ตำรวจจัดการตามกฎหมายก็แล้วแต่จะกรุณา ผมนำเงินสดสองหมื่นบาทเตรียมมามอบให้คุณแล้ว เข้าใจว่าสวดเพียงเจ็ดคืน แล้วก็ทำบุญเจ็ดวัน ทำพิธีบรรจุศพคงจะพอใช้ หรือคุณจะต้องการอีกเท่าใดก็โปรดเรียกจากผม ผมกับเพื่อนๆ และคุณอาของผมจะมาที่วัดทุกคืน"

"ขอบคุณค่ะผู้การ" อุษณีย์ได้พูดกับเขาเช่นนี้ "พวกญาติของคุณพจน์และญาติของดิฉัน ได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพคนละคืนเรียบร้อยแล้วค่ะ นอกจากนี้ผู้อำนวยการบริษัทที่คุณพจน์ทำงานอยู่ และเสมียนพนักงานของบริษัทกับเพื่อนฝูงของคุณพจน์ก็กำหนดวันกันไว้แล้ว ไม่จำเป็นที่ดิฉันจะต้องรบกวนผู้การหรอกค่ะ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"คุณจะไม่กรุณาช่วยให้ลูกชายของเพื่อนผมรอดพ้นจากเป็นจำเลยในคดีขับรถทับคุณพจน์ตายเชียวหรือครับ"

อุษณีย์ฝืนยิ้ม

"ดิฉันเรียนให้ทราบที่โรงพักเมื่อตอนกลางวัน แล้วอย่างไรคะว่าดิฉันขอมอบเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของตำรวจ ที่จะจัดการกับคุณสมนึกตามกฎหมาย" พูดจบหล่อนก็ลุกขึ้นยืน "ประทานโทษค่ะ ดิฉันขอตัวไปต้อนรับแขก"

อุษณีย์เดินฉับๆ ตรงไปหาสามีภริยาวัยกลางคนคู่หนึ่งซึ่งมาเคารพศพสามีของหล่อน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันมามองดูหน้ากัน ทั้ง ๕ คนนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กแถวหลังๆ แขกที่มาเยี่ยมศพมีประมาณ ๕๐ คน ส่วนมากเป็นญาติของอุษณีย์และนายพจน์

พ.อ. กิมหงวนยกมือขวาตบขาซ้ายของ พ.อ. นิกรเบาๆ

"อ้ายตี๋เห็นจะแย่โว้ย คุณอุษณีย์ไม่ได้แสดงท่าที่ว่าเขาต้องการเงินจากกันเลย"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"เฉยๆ เถอะวะอย่าพึ่งเสียขวัญ ลูกแกก็หลานของกันคดีนี้ถ้าอ้ายตี๋ติดคุกกันยอมโกนหัวเข้าวัดบวชตลอดชีวิต"

พลนั่งอยู่ทางขวานิกร เขาหัวเราะเบาๆ และถามนิกรว่า

"บวชตลอดชีวิตเชียวเรอะอ้ายกร"

"เออ" นิกรพูดเสียงหนักแน่น

"แกอดข้าวเย็นได้เรอะ"

นิกรอมยิ้ม

"ทำไมจะต้องอดวะ กันบวชเป็นตาเถนไม่ได้บวชเป็นพระ เป็นตาเถนกินข้าวเย็นได้โว้ยไม่อาบัติ มีแฟนยายชีก็ได้หรือจะไปเที่ยวบาร์ดูหนังไปนวดอบอาบก็ไม่มีใครเขาว่า" แล้วนิกรก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ใจ เย็นๆ เถอะวะ รับรองว่ากันจะช่วยอ้ายตี๋ให้รอดจากคุกตะรางได้แน่ๆ โดยสู้คดีว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะหยุดรถได้ เพราะผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิด พยานของเราสองปากคือคุณป้ารัชนีพรรณ และนายน้อยก็หนักแน่นพออยู่แล้ว แต่เราจะต้องหาประจักษ์พยานอีก ถ้าหาไม่ได้ก็จ้างคนแถวนั้นให้เขาเป็นพยานเท็จ ให้ทนายของเราเรียกมาซักซ้อมปากคำจนแคล่วคล่องเสียก่อน"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"อย่าพูดเป็นเล่นโว้ยอ้ายกร กันน่ะกลุ้มใจจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว เรื่องนี้นวลลออรู้เข้าคงโวยวายแน่ เราจะให้คุณอาหญิงและพวกเมียๆ ของเรารู้ไม่ได้เป็นอันขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังปรึกษาหารือกับนายพลดิเรกหาทางที่จะช่วย ร.ท. สมนึก สีหน้าของท่านเจ้าคุณแสดงความวิตกเป็นทุกข์ไม่น้อย เพราะเสี่ยตี๋ลูกชายของกิมหงวนก็เท่ากับหลานแท้ๆ ของท่านนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋าเสื้อสากลของท่านหยิบซองบุหรี่ซิก้าออกมาเปิดออกแล้วเปิดออกแล้วยื่นให้เสี่หงวน

"เอ้า-เอาซี"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"ไม่ไหวครับ สูบซิก้าของคุณอามวนเดียวเมาไปถึงสามปีเป็นอย่างน้อย อ้า-ว่ายังไงครับ มีทางใดบ้างไหมครับที่จะช่วยอ้ายตี๋"

"ก็ยังมีหวังอยู่นี่นะ อาจะหาโอกาสพูดกับคุณอุษณีย์เขาเองรอให้เขาว่างหน่อยตอนนี้แขกกำลังมาเยี่ยมศพ เราจะอยู่ที่นี่จนกว่าพระจะเลิกสวด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ครับ ต้องอยู่จนพระเลิกสวด พวกพ่อครัวเขาเริ่มเตรียมทำอาหารว่างกันแล้ว อย่างน้อยก็คงเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่หรือข้าวต้มกุ้ง"

พระภิกษุสงฆ์ทั้งสี่องค์เริ่มสวดพระอภิธรรมอีกแล้วเป็นครั้งที่ ๒ คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างประนมมือฟังพระคุณเจ้าสวดเยือกเย็นวังเวงไปทั่ววัด บริเวณฌาปนกิจสถานทุกศาลามีศพตั้งบำเพ็ญกุศลและมีแขกเหรื่อมากมาย วัดมกุฎฯ และวัดโสมนัสฯ ไม่เคยขาดศพเพราะอยู่กลางเมือง และการไปมาสะดวก สถานที่ก็สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย

นานๆ อุษณีย์ก็มานั่งสนทนากับสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยก็ขอตัวไปต้อนรับแขกหรือสนทนากับแขกอื่นๆ ให้ทั่วถึงกัน คนของหล่อนได้นำเครื่องดื่มมาเสิฟให้สี่สหายกับท่านเจ้าคุณสองสามครั้ง นิกรใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งจับตามองดูอุษณีย์ และพวกวงศาคณาญาติของหล่อนและแล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนนินทาหล่อน

"แกสังเกตคุณอุษณีย์บ้างหรือเปล่าอ้ายหงวน"

"สังเกตเหมือนกัน"

"รู้สึกยังไงบ้าง หล่อนเศร้าโศกมากไหมที่ผัวของหล่อนถูกรถชนตาย"

"ก็ไม่เห็นเศร้าโศกเท่าใดนัก เมื่อกี้นี้หล่อนยืนคุยกับกลุ่มเพื่อนๆ ของหล่อนข้างหลังเราเห็นหัวเราะต่อกระซิกดี แต่แล้วก็ร้องไห้"

นิกรว่า "ร้องไห้เพราะกลัวคุณพจน์จะฟื้นขึ้นมานะซีกันได้จับตามองดูหล่อนมานานพอแล้ว คุณอุษณีย์แกล้งทำเป็นเศร้าโศกไปยังงั้นเอง ผู้หญิงน่ะโดยมากมักจะเป็นศิลปินอยู่แล้วการร้องไห้บีบน้ำตาออกมาไม่ยากลำบากอะไรหรอก คุณอุษณีย์ยังสาวและยังสวย ถึงมีลูกมีผัวแล้วสาวๆ ก็ทำไม่ได้ อ้า-แกเห็นอ้ายหนุ่มรูปหล่อแต่งชุดสีเทา นั่งอยู่ทางซ้ายสุดนั่นไหมล่ะ"

กิมหงวนมองตามสายตาเพื่อนเกลอของเขา

"เห็นแล้ว"

นิกรยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย

"กันแน่ใจว่าหมอนั่นมีอะไรกับคุณอุษณีย์แน่นอน ลูกสาวของหล่อนแสดงกิริยาเกลียดชังเขาจนออกนอกหน้าคล้ายกับหึงแทนพ่อ แต่คุณอุษณีย์มักจะเลี่ยงไปนั่งคุยกับเจ้าหมอนั่นบ่อยๆ "

"เขาเป็นญาติกันละกรามั้ง"

นิกรสั่นศีรษะ

"ถ้าเป็นญาติก็ต้องมานั่งในกลุ่มญาติซีโว้ย นี่เลี่ยงไปนั่งเงียบๆ และมีการกระซิบกระซาบกัน บางทีอ้ายหนุ่มคนนี้อาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณพจน์ตัดสินใจพุ่งตัวให้รถของลูกๆ เราชนก็ได้ แล้วอ้ายนึกซึ่งเป็นคนขับก็ต้องรับเคราะห์ แกก็รู้แล้วว่าคุณพจน์ป่วยเป็นวัณโรคมาร่วมสามเดือน บริษัทกำลังจะปลดเขาออกจากงาน สำหรับอ้ายหนุ่มรูปหล่อรุ่นน้องของคุณอุษณีย์คนนี้มีอะไรหลายอย่าง ที่ทำให้กันแน่ใจว่าจะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกันในฐานชู้สาวแน่ๆ "

เสี่ยหงวนยิ้มให้นิกร

"ถ้าหากว่าเป็นจริงตามที่แกคาดคะเน...."

"อ๋อ อ้ายตี๋ก็หลุดน่ะซีโว้ย เราจะต้องร่วมมือร่วมตีนกันสืบเบื้องหลังของหล่อนเพื่อให้รู้แน่ว่า คุณพจน์เจตนาฆ่าตัวตายเพราะเป็นโรคและเบื่อโลกเนื่องจากเมียของเขารังเกียจเขา ทรยศต่อเขา อ้ายหนุ่มคนนั้นดึงตัวลูกสาวของคุณอุษณีย์ไปกอดเมื่อกี้นี้ แม่หนูน้อยดิ้นรนและแสดงกิริยาชิงชังเขาจนออกนอกหน้าถึงกับคุณอุษณีย์หยิกลูกสาวของหล่อน"

อาเสี่ยนิ่งอึ้งไปสักครู่

"กันยอมรับว่าแกฉลาดรอบคอบกว่ากันโว้ยอ้ายกร"

นิกรยิ้มแป้น

"จำไว้อย่าตกลงกับหล่อนเป็นอันขาด ในเรื่องเงินที่แกสัญญาว่าจะจ่ายให้หล่อนห้าแสนบาทเพื่อช่วยอ้ายตี๋ให้รอดพ้นจากเป็นจำเลยในคดีขับรถชนคนตาย เงินครึ่งล้านไม่ใช่เงินเล็กน้อย กันจะช่วยแกและหลานของกัน เรื่องนี้แกจะไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว"

แล้วอ้ายตี๋ล่ะ"

"อ้ายตี๋ก็ติดคุก" นิกรพูดหน้าตาย

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"แกพูดยังไงวะอ้ายกร"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"พูดเล่นน่ะโว้ย หลานกันทั้งคนปล่อยให้ติดคุกได้หรือวะ ถูกละอ้ายตี๋ขับรถทับคนตาย แต่กฎหมายก็ไม่เอาโทษในเหตุสุดวิสัย ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิดหรือมีเจตนาฆ่าตัวตายโดยวิ่งให้รถของเราชน ทำไมจะต้องไปเสียเงินตั้งครึ่งล้านให้คุณอุษณีย์ ถ้าอยากได้ก็เอาแบ๊งค์ใบละบาทพันหัวคุณพ่อครึ่งหนึ่งแล้วส่งให้ไปก็เป็นเงินครึ่งล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชะโงกหน้ามองดูนิกร

"แกว่าอะไรนะนิกร"

"เปล่าครับ ผมว่าทนายสำหรับอ้ายตี๋ควรจะเป็นทนายประจำสำนักงานผลประโยชน์ของคุณพ่อ"

เสี่ยหงวนหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"เจ้ากรมันว่า เงินครึ่งล้านที่ผมสัญญาจะจ่ายให้คุณอุษณีย์ให้ผมเอา แบ๊งค์ใบละพัน พันศีรษะคุณอาครึ่งหนึ่งแล้วจ่ายให้ไปครับเท่ากับครึ่งล้านพอดี"

นิกรทำคอย่นแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"โธ่-ประเดี๋ยวกูปล่อยให้อ้ายตี๋ติดคุกเลยให้ดิ้นตาย พูดกันสนุกๆ เสือกไปฟ้องพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยกมือชี้หน้านิกร

"ระวังตัวให้ดีนะอ้ายกร ทะลึ่งกับฉันจนไม่รู้กาลเทศะระวังจะถูกยิงทิ้งแล้วจะว่าไม่บอก ในวัดในวาแขกเหรื่อเยอะแยะแกยังทะลึ่งกับฉัน"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อเจ้าแห้วเดินย่องเข้ามาเบื้องหลังคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วเฝ้ารถเบ๊นซ์เก๋งซึ่งจอดอยู่หน้าวัดแต่เขามีเรื่องสำคัญและด่วนมาก เขาจึงรีบมาพบกับอาเสี่ยกิมหงวน

"มาทำไมวะ" พลถามเบาๆ

เจ้าแห้วก้มลงกระซิบกระซาบบอกอาเสี่ย

"รับประทาน คุณสมนึกอาจจะมี ทางหลุดพ้น คดีนี้ครับอาเสี่ย"

"หา แกหมายความว่ากระไร"

เจ้าแห้วมองซ้ายมองขวาเสียก่อน แล้วทำตาเขียวกับชายกลางคนคนหนึ่งซึ่งมาเยี่ยมศพแตไม่ได้แต่งกลนั่งอยู่ ห่างจากเจ้านายของเขาราว ๒ เมตร

"มองอะไรเล่าเขากำลังพูดความลับกัน"

ชายผู้นั้นยิ้มแห้งๆ และเบือนหน้าไปทางอื่น เจ้าแห้วกระซิบบอกเสี่ยหงวนทันที

"รับประทานผมได้รู้จักกับคนขับรถของคุณอุษณีย์โดยบังเอิญครับ รถจอดอยู่ใกล้ๆ กับเราก็พูดคุยกันตามประสาคนรถ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ แล้วยังไง"

"เมื่อนายปรุงเขาทราบว่าผมเป็นคนรถของเจ้านาย เขาก็บอกว่าเขาเสียใจมากเท่าที่คุณสมนึกขับรถ ชนเจ้านายของเขาตาย"

นิกรจุปากจึ๊กจั๊กแล้วพูดเสริมขึ้น

"มึงเล่าเร็วๆ หน่อยซีวะอ้ายแห้วไม่ทันใจกูเลย"

เจ้าแห้วชักฉิว

"ว้า-รับประทานผมพูดความจริงนะครับ ผมก็ต้องคิดเสียก่อนพูด เพื่อไม่ให้มีความเท็จแฝงอยู่ในความจริง" พูดจบเขาก็หันไปมองดูชายกลางคนที่ถูกเขาตวาดเมื่อสักครู่นี้แล้ว เจ้าแห้วก็ปราดเข้าไปหา "นี่-คุณ มีมารยาทเสียบางซีครับ ผมกำลังพูดความลับกับเจ้านายผมคุณมองดูเราทำไม"

นายคนนั้นทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ผมสาบานให้ก็ได้ครับ ผมกำลังมองดูศพและดอกไม้ประดับศพ ผมไม่ได้มองดูคุณเลย"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"ก็คุณหันหน้าไปทางผมและเจ้านายของผม"

"ใช่ครับ นัยน์ตาผมเหล่นะครับ แล้วกัน....หาว่าไม่มีมารยาม ผมน่ะเคยได้รับการศึกษามาแล้ว อ้ายเรื่องที่จะเงี่ยหูฟังหรือคอยจับตามองดูคนอื่นเขาพูดคุยอะไรกันน่ะ ผมไม่ทำหรอกคุณ นัยน์ตาผมมันเหล่ เมื่อผมจะมองดูหีบศพผมก็ต้องหันหน้าไปทางพวกคุณถึงจะมองเห็นและถ้าผมจะมองดูพวกคุณผมก็ต้องหันหน้าไปทางหีบศพเรื่องมันเป็นยังงี้"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยังงั้นหรือครับ ประทานโทษ โถ-นัยน์ตาคุณเหล่เสียจนแทบไม่เห็นนัยน์ตาดำอย่าถือโกรธเคืองผมเลยครับ" แล้วเจ้าแห้วก็เดินกลับมาหาคณะพรรคสี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แกอย่าวุ่นวายกับคนอื่นหน่อยเลยวะ" นายพลดิเรกดุเจ้าแห้วแต่หัวเราะไปด้วย "คุณคนนั้นเขาไม่เตะแกก็ดีแล้วแล้วแกไม่มีสิทธิอะไรที่จำไปว่าใครต่อใครเขา ทำอย่างนี้เขาเรียกว่าแกว่งปากหาเท้า"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย ก้มลงเล่าเรื่องคนรถของอุษณีย์ให้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟัง

"นายปรุงเขาเล่าว่าเขาสงสารและเห็นใจคุณสมนึกมากครับผมพยายามหลอกลวงซักถามเขาอยู่นานรับประทานพอจะรู้ว่าคุณพจน์เจตนาฆ่าตัวตายโดยวิ่งตัดหน้ารถปอนเตี๊ยค"

"แล้วเหตุผล" พลซักเจ้าแห้วทันที

"รับประทานผมถามเหตุผลแล้วครับ นายปรุงเขาว่าพูดไม่ได้เพราะจะทำให้เจ้านายของเขาเสียหาย อย่างไรคุณพจน์ก็ตายไปแล้ว เขายังซื่อสัตย์กตัญญูต่อคุณพจน์และนายผู้หญิงของเขา"

นิกรดีดมือแป๊ะและยิ้มให้เสี่ยหงวน

"สำเร็จแน่ แกเงินสดติดตัวมาสองหมื่นไม่ใช่หรือ"

"เออ อยู่ในกระเป๋านี่ กันเรียมมาไว้ให้คุณอุษณีย์เขาจ่ายในการศพคุณพจน์แต่เขาไม่เอา"

"ดีแล้ว เอามาให้กันหมื่นบาท นายปรุงเขาไม่ยอมพูดกันจะเอาเงินง้างปากเขาเอง กันจะออกไปพบกับเขาเดี๋ยวนี้ให้อ้ายแห้วแนะนำเขาให้รู้จักกับกันและกัน จะชวนเขาขึ้นไปนั่งคุยบนรถเบ๊นซ์ของอ้ายหมอบันทึกเสียง ของนายปรุงไว้เป็นหลักฐาน"

คราวนี้ พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตลอดจนเจ้าแห้วต่างเห็นชอบด้วยตามแนวความคิดอันเฉียบแหลมของนิกร

"ออไร๋ ออไร๋ แกฉลาดมากอ้ายกร" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ "รีบออกไปคุยกับคนรถของคุณอุษณีย์และบันทึกเสียงไว้เถอะ แกคงเข้าใจวิธีบันทึกเสียงที่รถของกันแล้วซีนะ"

เสี่ยหงวนส่งธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมปึกเบ้อเริ่มให้นิกร

"เอาไปให้เขาอ้ายกร เงินหมื่นบาทนี่คงจะช่วยให้นายปรุงเปิดเผยเบื้องหลังของคุณพจน์และคุณอุษณีย์ ให้เราทราบและบันทึกที่แกอัดเสียงไว้ จะเป็นพยานหลักฐานสำคัญยิ่งช่วยให้อ้ายนึกรอดพ้นจากคุกตะราง ช่วยหลานมันหน่อยเถอะวะ

นิกรผุดลุกขึ้นยืน

"ถ้าคุณอุษณีย์มาคุยกับพวกเรา และบังเอิญหล่อนถามถึงกันช่วยโกหกก็แล้วกันว่ากันไปดูศพทางศาลาอื่นๆ "

นิกรเดินนำหน้าพาเจ้าแห้วไปจากหน้าศาลาหลังนั้นและเมื่อเขาออกมาพ้นประตู เจ้าแห้วก็พาตรงไปยังรถเบ๊นซ์เก๋ง ๒๒๐ เอส. ของนายพลดิเรก เท่าที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้รถคันนี้มาเยี่ยมศพก็เนื่องจากคุณหญิงวาด พาสี่นางไปรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม "สี่สหาย" เสี่ยหงวนจึงให้ท่านและสี่นางใช้รถของเขาโดยมอบหน้าที่ให้นายสมานเป็นคนขับ

นายปรุงคนรถร่างสูงโปร่งวัย ๔๐ เศษยืนพิงรถโอเปิลเร็คคอทกลางเก่ากลางใหม่อยู่คันหนึ่งกลางลานจอดรถและกำลังสูบบุหรี่ เมื่อเจ้าแห้วพานิกรเดินมาหานายปรุงก็มองดูอย่างตื่นๆ

"อ้า-คุณปรุงครับ นี่ผู้การนิกรเจ้านายของผมซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของผู้หมวดสมนึกครับ ท่านอยากรู้จักคุณ"

นายปรุงเป็นคนสุภาพนอบน้อมมีสัมมาคารวะ เมื่อรู้ว่านิกรเป็นนายพันเอกเขาก็ยกมือไหว้นิกรของเราอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับผู้การ"

นิกรรับไหว้อย่างยิ้มแย้ม

"สวัสดีน้อยชาย เราไม่ได้พบกันนานทีเดียว เป็นยังไงสบายดีหรือ"

นายปรุงอ้าปากหวอ

"อ้า-ผู้การครับ ผมคิดว่าผมกับผู้การไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนเลย"

"ก็นั่นน่ะซีอั๊วถึงบอกว่าเราไม่ได้พบกันนาน คือตั้งแต่ลื้อและอั๊วเกิดเป็นตัวเป็นตน อย่างไรก็ตามอั๊วยินดีมากที่ได้รู้จักกับลื้อ"

"ขอบคุณครับ ผู้การคงเป็นคนมีอารมณ์ขันไม่ถือตัวอ้า-ผู้การมีธุระอะไรที่เกี่ยวกับผมหรือครับ"

"มีนิดหน่อย ลื้อน่ะชอบเงินไหมถามจริงๆ เถอะ ตอบอั๊วแบบเปิดอกเลยนะ"

นายปรุงยิ้มอายๆ

"โธ่-ผมเป็นคนจนนี่ครับ เป็นคนรถมีเงินเดือน ๖๐๐ บาทเท่านั้น ทำไมผมจะไม่ชอบเงินล่ะครับ ท่านที่เป็นเศรษฐีมีเงินล้านท่านยังไม่ยอมหยุดกอบโกยเงินเข้าพกเข้าห่อของท่าน"

นิกรล้วง กระเป๋าเสื้อสากลสีขาวหยิบ ธนบัตรใบละร้อยบาทปึกใหญ่ออกมาชูอวดนายปรุงคนขับรถของอุษณีย์

"อั๊วเป็นคนขี้เล่นและมีอารมณ์ขันอย่าง ที่ลื้อว่าถูกแล้วคนเราเกิดมามาชาติหนึ่งก็ควรจะร่าเริงสดชื่นยิ้ม และหัวเราะเข้าไว้จะมัวเต๊ะท่าว่ากูเป็นคนใหญ่คนโต เป็นเศรษฐีมีอำนาจวาสนาทำหน้าเครียดไม่ช้าก็เท่งทึงพบจุดจบเหมือนกันใช่ไหมน้องชาย"

"ใช่ครับ"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับอ้ายแห้ว

"มองอะไรล่ะ"

"รับประทานมองดูเงินครับไม่ได้มองดูคุณ แฮ่ะ แฮ่ะ สีมันสวยกลิ่นมันหอมเตะจมูกเย้ายวนดีนะครับ"

นิกรเปลี่ยนสายตามาที่นายปรุงแล้วพูดยิ้มๆ

"อั๊วจะให้เงินลื้อใช้สักพันบาท แต่เพื่อไม่ให้เสียธรรมเนียมลื้อจะต้องตอบปัญหาง่ายๆ ของอั๊วก่อน"

ท่าทีของนายปรุงเต็มไปด้วยความกระหาย ที่จะได้เป็นเจ้าของเงิน ๑,๐๐๐ บาทตามที่นิกรพูด เขาก็เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายนั่นแหละที่ชอบเงินและบูชาเงิน เว้นแต่ว่าคนที่โกหกตัวเอง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ดีครับ"

นิกรผิวปากหวือ

"ฟังปัญหาให้ดีนะนายซุง"

นายปรุงสะดุ้งเล็กน้อย

"ผมชื่อปรุงครับ"

"งั้นเรอะ นั่นน่ะซีฉันก็นึกแปลกใจเหมือนกัน อ้า-ขอโทษทีที่เรียกผิด ซุงกับปรุงมันคล้ายๆ กันแต่เห็นจะไม่ใคร่มีใครชื่อซุงหรอกนะ อะไรเอ่ย....ไม่มีตีนปีนขึ้นต้นไม้"

นายปรุงนิ่งคิดอยู่สักครู่ก็ตอบทันที

"คนขาด้วนครับ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ใช่ แหม-ลื้อนี่ปัญญาแหลมจริงโว้ย เอ้า-เอาไปพันบาท นี่ลื้อตอบว่างูอั๊วไม่ให้รางวัลแน่ ทีนี้เอาใหม่ รางวัลเงินสดอีกพันบาท"

"โอ๊ะ ทำไมผู้การกรุณาผมมากมายเช่นนี้ล่ะครับ อยู่ๆ เอาเงินมาแจกผม"

"เอาเถอะน่า ตอบคำถามนะ อะไรเอ่ย....ต้นเท่าครกใบปรกดิน"

"มะพร้าวครับ"

นิกรทำคอย่นแล้วหัวเราะชอบใจ

"ถูกแล้ว มะพร้าวตอนที่ต้นของมันยังเล็กอยู่ ลื้อนี่ฉลาดบัดซบไปเลยให้ดิ้นตาย เอ้าๆ เอาไปอีกพันบาท เห็นหรือยังอั๊วสปอร์ทและใจดีขนาดไหน รู้จักกับลื้อเดี๋ยวเดียวอั๊วให้เงินลื้อใช้สองพันแล้ว ขึ้นไปนั่งคุยกันบนรถอั๊วเถอะ ลื้อนี่ความจริงหน้าตาก็กระจุมกระจิมดีนี่หว่า อั๊วชักรักลื้อเสียแล้วละซี"

"อ้าว" นายปรุงร้องลั่น "ผมเป็นผู้ชายเหมือนผู้การนะครับ"

"ก็เป็นอะไรไปล่ะ คนเราอาจจะรักกันได้ทั้งนั้นถ้าถูกใจกันขึ้นไปนั่งคุยกับอั๊วบนรถอั๊วสักครู่เถอะวะน้องชาย อั๊วอยากจะถามอะไรลื้อนิดหน่อยเกี่ยวกับเจ้านายของลื้อ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานไม่มีอะไรทายผมบ้างหรือครับ"

นิกรหันไปยิ้มให้เจ้าแห้ว

"มีเหมือนกัน เอาซี ถ้าแกทายถูกฉันจะจ่ายรางวัลให้แกพันบาทโดยที่แกไม่ต้องส่งชิ้นส่วน อ้า-อะไรเอ่ย มีนิ้ว ๕ นิ้วแต่นิ้วโตกว่านิ้วมือ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานอย่าทายเลยครับ"

นิกรหัวเราะชอบใจ เขาพานายปรุงขึ้นไปนั่งเคียงคู่กับเขาตอนห้ารถเบ๊นซ์เก๋งและเขานั่งประจำที่คนขับ นิกรเอื้อมมือกดปุ่มเครื่องบันทึกเสียงให้เริ่มทำงานโดยที่นายปรุงไม่ทันสังเกตเห็น และแล้วเขาก็เริ่มต้นซักถามนายปรุงอย่างเป็นงานเป็นการด้วยวิธีถามอันเฉียวฉลาด

"น้องชาย ลื้อนึกเกลียดขี้หน้าอ้ายหนุ่มรูปหล่อที่มานั่งเต๊ะท่าอยู่กับพวกแขกที่ศาลาตั้งศพบ้างไหม อั๊วหมายถึงพ่อเทพบุตรของคุณนายลื้อน่ะ"

"อ๋อ คุณผาสุกน่ะหรือครับ"

"ใช่"

คนขับรถของนายพจน์ฝืนยิ้มหัวเราะ

"ในชีวิตของผม ผมไม่เคยเกลียดใครเหมือนนายคนนี้เลยครับ"

นิกรยัดธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่ง ใส่มือคนขับรถของคุณอุษณีย์ แต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเกี่ยวกับ เงินเพราะกลัวว่าเสียงของเขาจะถูกบันทึกลงในเทป

"เพราะเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณพจน์ต้องตายใช่ไหมล่ะ"

นายปรุงร้องไห้เหมือนเด็กๆ

"ใช่ครับ ผมพูดไปก็เท่ากับทำลายเกียรติของท่าน ถึงท่านตายไปแล้ว ผมก็ยังเคารพรักท่านเสมอ อย่าให้ผมพูดเลยครับ"

นิกรยัดเงินธนบัตรอีกปึกหนึ่ง ลงไปในกระเป๋าเสื้อฮาไวของนายปรุง

"เล่าให้กันฟังเถอะปรุงหลานชายของกันจะได้รอดพ้นจากคุกตะราง สมนึกไม่ได้ขับรถด้วยความประมาทหรือชนคนบนทางม้าลาย เรามีพยานสองปากแล้วที่ยืนยันว่า คุณพจน์วิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิดและวิ่งนอกทางม้าลายด้วย กันสงสัยเหลือเกินว่าคุณพจน์มีเจตนาฆ่าตัวตายด้วยการให้รถชนแต่คุณพจน์ไม่ได้นึกถึงผลสะท้อนว่า คนขับรถประสบเคราะห์กรรมจากการกระทำของคุณพจน์"

คนขับรถสะอื้นดังๆ แสดงความอาลัยรักนายของเขา

"ผมเล่าให้คุณฟังแล้ว คุณอย่าแพร่งพรายให้ใครทราบเลยนะครับ รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น เจ้านายของผมท่านล้มเจ็บเป็นวัณโรคมาร่วมสามเดือนแล้ว พอหมอตรวจว่าเป็นวัณโรคคุณนายก็เริ่มรังเกียจนายผมและเอาใจออกห่าง คุณนายมีความสัมพันธ์กับเจ้าผาสุกครูสอนเต้นรำหรืออ้ายหนุ่มจอมกะล่อนเที่ยวเป็นชู้กับเมียใครต่อใครมาเยอะเชียวครับเพราะรูปหล่อพูดเพราะผู้หญิงก็เลยหลง ความจริงเป็นจิ้งจอกหรือจิ้งจกสังคมครับ ผู้ชายแบบนี้มีอยู่ทั่วไป การงานไม่ทำแต่มีเงินใช้ฟุ่มเฟือยเพราะรีดไถจากผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของมัน ผู้การคิดดูเถอะครับเจ้านายผมกำลังไม่สบาย คุณนายพานายผาสุกมาซ้อมเต้นรำที่บ้าน เลี้ยงดูกันสนุกสนานบางทีก็อยู่คุยกันจนดึกดื่น"

"โอ-ลื้อรู้ตื้นลึกหนาบางดีนี่นะ"

"ครับ ผมคอยจับตามองดูอยู่นี่ครับ ผมเคยเห็นคุณนายอยู่ในห้องกับนายผาสุกสองต่อสองนับเป็นชั่วโมง ส่วนเจ้านายของผมตั้งแต่เป็นวัณโรคท่านแยกห้องกับคุณนายครับ"

"ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า คุณอุษณีย์เป็นชู้ กับนายผาสุกตั้งแต่คุณพจน์ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมน้องชาย"

"เป็นความจริงครับ ครั้งหนึ่งผมเคยขับรถไปส่งคุณนายและนายผาสุกที่บางปูตอนหัวค่ำ พอรุ่งเช้าผมก็เอารถไปรับคุณนายให้เงินผมและสั่งกำชับผมไม่ให้พูดเรื่องของท่าน ผู้การตรองดูเถอะครับ ผู้หญิงกับผู้ชายนอนบังกาโลเดียวกันตลอดคืนจะมีอะไรเกิดขึ้น"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"แล้วลื้อเรียนให้คุณพจน์ทราบหรือเปล่า"

"เรียนซีครับ เมื่อคุณนายทำลายเกียรติของคุณพจน์ผมก็ต้องเรียนให้ท่านทราบ แต่ผมกราบขอร้องท่านไม่ให้บอกคุณนายว่าทราบจากผม คุณพจน์ท่านดีเหลือเกินครับ ท่านไม่ปริปากว่ากระไรจนกระทั่งคุณนายไปเที่ยวหัวหินกับคุณผาสุก เมื่อวันที่ ๑๐ ถึง ๑๒ เดือนนี้ เอารถโอเปิลไปและคุณนายขับไปเองครับ กลับมาถึงตอนเที่ยงวานนี้เองคืนวันที่ ๑๓ พอมาถึงคุณพจน์ก็เป็นปากเสียงกับคุณนายอย่างรุนแรง เช้าวันนี่ตื่นขึ้นมาก็ทะเลาะกันอีก คุณนายยอมรับว่าได้เสียกับนายผาสุกครับและแช่งเจ้านายของผมให้ตายเร็วๆ คุณพจน์ท่านเจ็บใจ เสียใจถึงกับร้องไห้ ท่านเรียกผมและพวกคนใช้เก่าๆ หลายคนมาบอกว่าท่านต้องตาย ท่านขายหน้าเขา และท่านกำลังจะถูกปลดออกจากงานเพราะป่วยเกินกำหนด โรคของท่านเป็นโรคที่สังคมรังเกียจ พวกเราทุกคนล้วนแต่สงสารท่านเห็นใจท่านครับ พอตอนโมงเช้าท่านออกไปเดินหน้าบ้านแล้วก็หายไป ต่อจากนั้นก็มีคนวิ่งมาบอกว่าท่านถูกรถชนตายที่ถนนใหญ่ ไม่มีปัญหาอะไรครับ ผมกับพวกคนใช้เก่าแกของท่านต่างแน่ใจว่าคุณพจน์ท่านเจตนาฆ่าตัวตาย"

นิกรดีใจอย่างยิ่งที่นายปรุงให้การเป็นประโยชน์ต่อ ร.ท. สมนึกมากมาย เขาเอื้อมมือกดสวิทปิดเครื่องบันทึกเสียงแล้วเขาก็ยกมือซ้ายตบบ่านายปรุงเบาๆ

"น้องชาย กันรู้ดีว่าแกหมดความเคารพนับถือในตัวคุณอุษณีย์แล้วใช่ไหมล่ะ"

"ใช่ครับ"

"ลาออกจากคุณอุษณีย์ไปทำงานกับอั๊วเถอะวะ"

นายปรุงลืมตาโพลง แล้วกระพุ่งมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับผู้การ ผมมีความรู้ความชำนาญแต่งานขับรถเท่านั้นแหละครับ"

"ก็ขับรถน่ะซี อั๊วจะให้ลื้อไปขับรถตรวจการของโรงแรมอั๊ว โรงแรม "สี่สหาย" ยังไงล่ะ เงินเดือน ๑,๐๐๐ บาทขั้นแรกแต่งานก็คงจะหนักกว่าขับรถบ้านตกลงไหมล่ะ"

"ตกลงครับผู้การ เมื่อสิ้นบุญคุณพจน์แล้วผมทำงานกับคุณอุษณีย์ก็คงจะอยู่ไปอีกไม่เท่าไร ไม่ช้าคุณผาสุกเขาก็จะปลดผมออกและหาคนรถใหม่ผมกราบขอบคุณครับ เมื่อผู้การกรุณาผมเช่นนี้ผมก็จะขอลาออกพรุ่งนี้แหละครับ"

"ดีแล้ว ลื้อไปพบอั๊วที่โรงแรม "สี่สหาย" ได้ในวันจันทร์ พรุ่งนี้วันอาทิตย์เราหยุดงาน อั๊วคิดว่าลื้อลาออกวันจันทร์ดีกว่า"

"ครับ ดีเหมือนกันครับ"

"เอาละ อั๊วคุยกับลื้อเท่านี้พอแล้ว อั๊วจะกลับเข้าไปในวัด ลื้อนั่งคุยกับเจ้าแห้วไปพลางๆ ซีนะ แต่อ้ายแห้วมันจอมกะล่อน มันพูดอะไรต้องฟังหูไว้หูเอาสิบหารไว้ก่อน แล้วก็ถ้ามันขอส่วนแบ่งเงินที่อั๊วให้ลื้อ อย่าแบ่งให้มันเป็นอันขาดอีกหน่อยลื้อก็รู้เองว่าอ้ายแห้วมันปลาไหลเราดีๆ นี่เอง"

นิกรเปิดประตูบานขวาพาตัวก้าวลงจากรถแล้ว เดินเข้าไปหาเจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างหน้ารถโอเปิลสีเขียวคันนั้น

"แห้วโว้ย"

"ครับ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"อะไรเอ่ย ซ้ายพาดหน้าขวาถูกปาก"

"ว้า" เจ้าแห้วร้องเสียงลั่น "ไม่ทราบละครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แน่ะ กำแหงตวาดกูเชียวเรอะอ้ายแห้ว เดี๋ยวก็เจอซ้ายพาดหน้าขวาถูกปากเท่านั้น"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานหาเรื่องจะเตะผมซะเรื่อย"

นิกรเดินหัวเราะหึๆ เข้าไปวัด ผ่านศาลาตั้งศพทั้งสองด้านซึ่งล้วนแต่มีแขกมากมาย เขาแลเห็น พล กิมหงวนนายพลดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังชะเง้อคอมองดูเขา นิกรยิ้มให้แต่ไกล ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. ในราว ๒๒.๐๐ น. เศษเป็นธรรมเนียมของเจ้าภาพที่จะต้องเลี้ยงอาหารแก่ผู้ที่มาเยี่ยมเคารพศพทุกคืน สุดแล้วแต่ฐานะของเจ้าภาพแต่อย่างเลวที่สุดก็ต้องเป็นข้าวต้มหมู

นิกรตรงเข้ามาระหว่างเสี่ยหงวนและพล เขาส่งเงินที่เหลือคืนให้อาเสี่ยแล้วพูดยิ้มๆ

"งานของเราได้ผลเรียบร้อย กันบันทึกเสียงของนายปรุงคนรถของคุณอุษณีย์ไว้แล้ว จ่ายให้เขาไปเพียง ๔,๐๐๐ บาทเหลือมาคืนแก ๖,๐๐๐ "

"อือ-ดีมากอ้ายกร บันทึกเท็ปจะช่วยให้อ้ายตี๋รอดพ้นคุกเป็นจำเลยหรือ"

"ใช่ ช่วยได้ ๑๐๐ เปอรเซ็นต์ ไม่มีปัญหาอะไรอีกคุณอุษณีย์เป็นชู้ กับอ้ายหนุ่มหน้าปลาจรวด ที่กำลังนั่งซุบซิบกันอยู่นั่น เขาชื่อผาสุกเป็นครูเต้นรำและเป็นตะกวดสังคม พาคุณอุษณีย์ไปเที่ยวหัวหินมาสามวันพึ่งกลับมา วานนี้เกิดทะเละกันคุณพจน์ ความเสียใจและความอับอายประกอบทั้งเจ็บป่วยด้วยวัณโรคทำให้คุณพจน์ฆ่าตัวตายวิ่งให้รถยนต์ชน"

"ออไร๋ ออไร๋ แกเฉลียวฉลาดมากอ้ายกร เป็นอันว่าอ้ายหงวนจะไม่ต้องจ่ายเงินครึ่งล้านให้คุณอุษณีย์"

นิกรเล่ารายละเอียด ที่เขาออกไป พบนายปรุง ให้เพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟัง ทุกคนต่างพากันชมเชยเขา ขณะนี้พระกำลังสวดพระอภิธรรมจึงไม่มีใครสนใจกับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องมรณกรรมของนายพจน์

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ พอพระสวดจบพลก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"กลับเถอะหรือเรา เราได้มาเยี่ยมเคารพคุณพจน์แล้ว ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเอาอกเอาใจอะไรคุณอุษณีย์อีก เงินเราก็ไม่ต้องเสีย"

นิกรจุปาก

"เดี๋ยวซีโว้ย เขาเริ่มเสิฟอาหารว่างแล้ว กลิ่นข้าวต้มเตะจมูกยียวนจังเลย ถาดนั้นถ้าจะเอาไปถวายพระ อ้อ-ไม่ใช่โว้ย ให้พวกคนแก่ที่นั่งฟังพระสวดอยู่หน้าศพ"

พลมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"ถามจริงๆ เถอะวะอ้ายกร แกกล้ากินข้าวต้มของเขาลงคอหรือวะ เราไม่ได้คุ้นเคยกับคุณอุษณีย์เขา ไม่ได้เป็นญาติของเขา"

"เถอะน่า" นิกรพูดตัดบท "งานยังงี้ถ้าใครกินเจ้าภาพเขาถือว่าให้เกียรติเขา" พูดจบนิกรก็ร้องเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยกข้าวต้มผ่านมา "มาทางนี้น้องชาย แฮ่ะ แฮ่ะ ข้าวต้มอะไรจ๊ะ"

"ข้าวต้มไก่ครับ"

"บ๊ะ เข้าที ใครเอาบ้างล่ะพวกเรา ไม่มีใครกินเรอะงั้นกันล่อสองชาม อ้า-ขอบใจมากน้องชาย แล้วขออะไรเย็นๆ สักขวดซีนะ"

พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูนิกรและหัวเราะไปตามกัน นิกรจัดการกับข้าวต้มไก่ชามแรกอย่างเอร็ดอร่อย อีกชามหนึ่งวางไว้บนเก้าอี้เหล็กข้างหน้า

อีกสักครู่หนึ่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แปลกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นอุษณีย์แม่ม่ายทรงเสน่ห์ ยกถาดไม้ใส่ ถ้วยข้าวต้มห้าหกถ้วยพร้อมด้วยช้อนและขวดน้ำปลา พริกไทย น้ำส้ม พริกดองเดินเข้ามาหา

"ดิฉันเห็นผู้การทานข้าวต้ม คนเดียวเท่านั้นก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าท่านเจ้าคุณและท่านศาสตราจารย์ ผู้การพล ผู้การกิมหงวนคงจะรังเกียจ กรุณาให้เกียรติทานข้าวต้มหน่อยนะคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือและยิ้มให้

"ขอบคุณมากคุณอุษณีย์ พวกเราไม่หิวหรอก"

"โถ-ทานคนละถ้วยไม่ได้หรือคะ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"อิ่มจริงๆ ครับไม่ได้รังเกียจเลย"

หล่อนพยักหน้าเรียกชายกลางคนคนหนึ่งมารับถาดข้าวต้มไปจากหล่อนและสั่งให้เสิฟแขกโดยทั่วถึง ต่อจากนั้นอุษณีย์ก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างหน้าสี่สหาย แต่นั่งหันตะแคงตัวมา

เมื่อสบตากับอาเสี่ยหล่อนก็กล่าวว่า

"ผู้การคะ ดิฉันได้ปรึกษากับญาติผู้ใหญ่ของดิฉันแล้วในเรื่องเงินค่าทำขวัญคุณพจน์ตามที่ผู้การจะกรุณาชอใช้ให้"

อาเสี่ยช่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ว่ายังไงครับ"

หล่อนชำเลือง หางตมองไป ทางเจ้าหนุ่มรูปหล่อชู้รักของหล่อนซึ่งนั่งเต๊ะท่าอยู่ในมุมมืด แล้วหล่อนก็กล่าวกับเสี่ยหงวนต่อไป

"ดิฉันขอค่าทำขวัญล้านบาทค่ะ ถ้าผู้การกรุณาตามนี้ดิฉันจะขอร้องให้ตำรวจระงับคดีคือยอมรับว่า สามีของดิฉันวิ่งตัดหน้ารถของผู้หมวดสมนึกในระยะใกล้ชิด"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะแล้วหันมาทางพล

"ว่าไงเพื่อน กันควรจะตกลงที่ คุณอุษณีย์เสนอมาไหม"

พลว่า "ก็แล้วแต่แกซิ"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ เปลี่ยนสายตามาที่แม่ม่ายทรงเสน่ห์

"ประเดี๋ยวนะครับ ขอให้ผมปรึกษากับคุณอาและเพื่อนๆ ของผมดูก่อน" แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ตกลงไหมครับคุณอา"

"ถ้าหากเจ้านึกขับรถด้วยความประมาท แกก็ควรจะจ่ายเงินล้านบาทให้คุณอุษณีย์เขา เพื่อช่วยให้เจ้านึกรอดพ้นจากคุกตะราง แต่เมื่อเรามีทางพิสูจน์ได้ว่าคุณพจน์วิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิดเราก็ควรจะความเพื่อสงวนเงินล้านบาทไว้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"คุณอุษณีย์ครับ"

"คะ ว่ายังไงคะผู้การ"

นิกรอมยิ้ม

"ผมขอตัดสินให้กิมหงวนจ่ายเงินค่าช่วยทำศพคุณพจน์ ๕๐๐ บาทดีไหมครับ"

อุษณีย์สะดุ้งโหยง หล่อนมองดูนิกรด้วยความไม่พอใจ

"ผู้การพูดเล่นหรือพูดจริงคะนี่"

"อ้าว-คุณไม่ใช่เพื่อนฝูงหรือญาติของผมผมจะพูดเล่นกับคุณอย่างไร ผม....พันเอกนิกรไม่เคยพูดเล่นกับใครหรอกครับผมพูดจริงทำจริงเสมอ เท่าที่คุณเรียกร้องเงินค่าทำขวัญเท่ากับศีรษะพ่อตาของผมนั้นมันเป็นเรื่องที่ผมจะต้องคัดค้านไม่ยอมให้เพื่อนผมจ่ายให้คุณอย่างเด็ดขาด ผมคิดแล้ว ๕๐๐ บาทช่วยทำบุญเกี่ยวกับศพสามีของคุณสมควรแล้วครับ"

ใบหน้าของอุษณีย์เคร่งเครียดบึ่งตึง

"ถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้วค่ะในเรื่องนี้ดิฉันจะให้ตำรวจจัดการฟ้องร้องผู้หมวดสมนึกต่อไป ดิฉันคงจะหาประจักษ์พยานได้สองสามคนในที่เกิดเหตุ"

นายพลดิเรกกล่าวกับอุษณีย์อย่างยิ้มแย้ม

"ช่วยค่าทำศพคุณพจน์สัก ๑,๐๐๐ บาทเป็นยังไงครับ ๕๐๐ บาท มันน้อยไปหน่อย"

หล่อนผลุนผลันลุกขึ้นแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปทางกลุ่มญาติของหล่อนแสดงความไม่พอใจคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคมลงข่าวอย่างครึกโครม

ร.ท. สมนึก ไทยแท้ ลูกชาย พ.อ. กิมหงวนมหาเศรษฐีซึ่งเป็นนายทหารผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยขับรถเก๋งชนคนตายบนทางม้าลาย ถนนเพชรบุรีในตอนเช้าวันที่ ๑๔ ขณะที่ควบปอนเตี๊ยคเก๋งรีบไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระโจมแสดงอาวุธของกระทรวงกลาโหมที่สนามหลวง เนื่องในวันเด็ก นายทหารชั้นนายพลและนายตำรวจชั้นนายพลหลายคนบุกไปสถานีตำรวจเพื่อขอประกันตัว นอกจากนี้บรรดานายพลทั้งสามเหล่าทัพอีกหลายท่านก็พร้อมที่จะช่วยประกันตัว ร.ท. สมนึก แต่ปรากฏว่าพล ต.ท. มาโนชญ์ ศรีสาคร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการและปราบปรามได้ให้ ร.ท. สมนึกประกันตัวเองโดยไม่ต้องมีการวางหลักทรัพย์หรือเงินสด เพราะเชื่อเกียรตินายทหารสัญญาบัตรและหลักฐานของผู้ต้องหา

พ.ต.ท. เดชา โชติรส สารวัตรใหญ่นัดให้ ร.ท. สมนึก และอุษณีย์ไปพบที่สถานีตำรวจ ในวันอังคารที่ ๑๗ เวลา ๑๐.๐๐ น.

ตอนสายวันนั้นเอง ห้องทำงานของสารวัตรใหญ่ดูคับแคบไปถนัดเมื่อคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขา พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและอุษณีย์ แม่ม่ายทรงเสน่ห์ได้มาชุมนุมพร้อมกันตามเวลานัดของ พ.ต.ท. เดชา ตำรวจต้องยกเก้าอี้มาตั้งเพิ่มเติมห้องแทบจะไม่มีที่เดิน เสี่ยหงวนสั่งร้านอาหารและเครื่องดื่มหน้าสถานีตำรวจ ให้เปิดฟรีสำหรับตำรวจโรงพักนี้ตลอดวันนี้ปละให้คิดเงินที่เขา แม้กระทั่งผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องขัง หรือครอบครัวบุตรภรรยาของตำรวจหลังโรงพักญาติให้กินฟรีได้ พ.อ. กิมหงวนประกาศว่าเขาเลี้ยงตำรวจเพื่อฉลองชัยชนะที่ลูกชายของเขารอดพ้นคดีนี้ทั้งๆ ที่ เขาเองก็ยังไม่รู้ผล

อย่างไรก็ตาม นายปรุงคนขับรถของอุษณีย์ได้ลาออกจากงานและเข้าทำงานเป็นคนขับรถของโรงแรม "สี่สหาย" แล้ว นายปรุงได้มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่สถานีตำรวจด้วย ซึ่งเขาพร้อมที่จะให้การเป็นพยานให้ผู้ต้องหาเพื่อยืนยันว่า ผู้ตายเจตนาฆ่าตัวตายโดยวิ่งตัดหน้าให้รถยนต์ชน

สารวัตรใหญ่ได้พูดคุยกับฝ่ายผู้ต้องหาและภรรยาของผู้ตายเป็นอย่างดี ตั้งตนสมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ไม่ยอมปริปากพูดให้อุษณีย์รอมชอมระงับคดีนี้

"คุณได้ประจักษ์พยานในคดีนี้หรือยังครับ" พ.ต.ท. เดชากล่าวถามแม่ม่ายทรงเสน่ห์อย่างเป็นงานเป็นการ

"ได้แล้วค่ะ เขาเป็นผู้ประสบเหตุขณะที่รถของผู้หมวดสมนึกพุ่งเข้าชนสามีดิฉันบนทางม้าลาย เป็นคนขายของของร้านเฟอรนิเจอร์ร้านหนึ่งค่ะ แต่เจ้าของร้านใช้ให้คุมเครื่องเรือนไปส่งเมื่อตอน ๙ นาฬิกานี้ เขาบอกดิฉันว่าถ้านายสนิทกลับมาที่ห้างเขาจะให้มาที่โรงพักโดยเร็ว"

สารวัตรใหญ่นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"ห้างเฟอรนิเจอร์ที่คุณพูดถึงอยู่ใกล้ๆ กับที่เกิดเหตุหรือครับ"

"ค่ะ ห่างจากทางม้าลายในราว ๑๐ เมตรค่ะ"

เสี่ยตี๋หันมามองดูหล่อนแล้วพูดโพล่งขึ้น

"๑๕ เมตรครับไม่ใช่ ๑๐ เมตร"

อุษณีย์ชักยัวะขึ้นมาทันที

"ผู้หมวดรู้ได้อย่างไรคะ"

ร.ท. สมนึกยิ้มด้วยมุมปากแบบเดียวกับเตี่ยของเขา

"ก็แล้วคุณรู้ได้อย่างไรล่ะครับ"

"ดิฉันคะเนเอาซีคะ"

"ผมก็คะเนเอาเหมือนกัน ผมเป็นนักคำนวณ สำเร็จปริญญาโทวิชาบัญชีและพาณิชยศาสตร์มาจากสหรัฐอเมริกา ผมย่อมคำนวณได้ใกล้เคียงกว่าคุณ พยานปากนี้น่ะพ่อผมไปพบเขามาแล้ว แต่เขาพูดปรักปรำผมว่าชนคนในทางม้าแกลบ....เอ๊ย ม้าลาย พ่อผมก็เลยไม่ขอร้องให้เขามาเป็นพยานเพราะกลัวว่าผมจะต้องมีธุระไปติดตะราง"

สารวัตรใหญ่หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวถามแม่ม่ายสาวผู้ต้องหาเขามีพยานรู้เห็นนำมาให้การเมื่อวันเสาร์สองปากแล้ว"

"ดิฉันจะพยายามค่ะท่านสารวัตร อาจจะหาได้อีกสักหนึ่งปาก"

พ.อ. นิกรยิ้มให้ภรรยาของผู้ตายแล้วกล่าวว่า

"อย่าเสียเวลาหาพยานเลยครับ นายปรุงคนขับรถของคุณที่ลาออกไปได้คุยกับผมที่หน้าวัดมกุฎฯ ตอนคืนวันเสาร์ เขาได้เปิดเผย ความจริงเบื้อง หลังของคุณ กับคุณพจน์ให้ผมทราบหมดแล้ว คุณพจน์ป่วยเป็นวัณโรคและคุณได้ทรยศต่อเขาเอาใจไปมอบให้กับเจ้าหนุ่มรูปหล่อครูเต้นรำของคุณ"

หล่อนโกรธจนหน้าซีดปากสั่น หล่อนกล่าวกับ พ.ต.ท. เดชาทันที

"ท่านสารวัตรได้ยินแล้วนะคะ ผู้การนิกรดูหมิ่นดิฉันซึ่งเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ดูหมิ่นหรือครับ....ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็นเดี๋ยวนี้ว่าผมไม่ได้ดูหมิ่นคุณเลยคุณมีเบื้องหลังอย่างไรผมรู้หมดแล้ว รู้กระทั่งว่าคุณไปเที่ยวหัวหินกับนายผาสุก กลับมาตอนเที่ยงวันศุกร์ไปนอนค้างอยู่ที่หัวหินถึงสามคืน พอกลับมาถึงบ้านคุณทะเลาะกับคุณพจน์อย่างรุนแรง รุ่งเช้าวันเสาร์ซึ่งตรงกับวันเด็ก คุณพจน์ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายพุ่งตัวให้รถชนซึ่งหลานชายของผมต้องรับเคราะห์ตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจในเรื่องนี้"

อุษณีย์ขบกรามแน่นจ้องมองดูหน้านิกรด้วยแววตาถมึงทึง

"ถ้าผู้การพิสูจน์ความจริงไม่ได้ดิฉันจะให้ท่านสารวัตรใหญ่จัดการกับผู้การในข้อหาหมิ่นประมาทดิฉัน"

"อุ๊ย ต๊กกะใจ" นิกรพูดยิ้มๆ และหันมาทาง ร.ท. ดำรงซึ่งอยู่บนม้ายาวข้างห้อง มีเครื่องบันทึกเท็ป ทรานซิสเต้อรเครื่องหนึ่งวางอยู่ข้างๆ "ดำรงโว้ย เปิดเท็ปให้คุณอุษณีย์ฟังซิ สารวัตรใหญ่และพวกเราจะได้ฟังด้วย"

ร.ท. ดำรงเปิดฝาหีบขึ้น ในนาทีนั้นเองเสียงที่บันทึกไว้ในเท็ปก็ดังกังวานลั่นห้องทำงานของ พ.ต.ท. เดชา

จากเสียงนายปรุงคนขับรถ ของหล่อน ที่พึ่งลาออกจากงานไปเมื่อวานนี้ทำให้แม่ม่ายทรงเสน่ห์ใจเต้นระทึก ใบหน้าของหล่อนค่อยๆ ซีดเผือดจนสังเกตเห็นถนัด ในที่สุดหล่อนก็ร้องออกมาดังๆ

"กรุณาปิดเสียงเถอะค่ะผู้หมวด โอ๊ย ดิฉันทนฟังไม่ได้"

และแล้วอุษณีย์ก็เป็นลมสิ้นสติคอพับคออ่อนหล่นลงมาจากเก้าอี้ตัวนั้น นอนตะแคงอยู่บนพื้นห้องข้างโด๊ะทำงานของสารวัตรใหญ่ ร.ท. ดำรงปิดสวิทช์เท็ปบันทึกเสียงทันที นายพลดิเรกรีบลุกขึ้นปราด เข้ามาทรุดตัวลงนั่งประคอง แม่ม่ายสาว ร.ท. สมนึกเข้ามาช่วยอีกคน หามอุษณีย์ไปนอนบนม้ายาว ร.ท. นพขอหมอนอิงหลังเก้าอี้ พ.ต.ท. เดชาไปให้หล่อนหนุนศีรษะ

"เฮ้" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องเรียกเจ้าแห้ว "ลงไปเอากระเป๋าล่วมยาที่รถทีโว้ย เร็วๆ นะ"

อุษณีย์ มหิศร ฟื้นคืนสติภายใน ๕ นาทีนั้นเอง

เพราะได้รับความช่วยเหลือจากนายพลดิเรก ซึ่งฉีดยาบำรุงหัวใจให้เข็มหนึ่งอาการของหล่อนก็เป็นปกติ เท่าที่เป็นลมไปก็เนื่องจากตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าคนขับรถของหล่อน จะเปิดเผยเบื่องหลังอันสกปรกโสมมของหล่อนและถูกบันทึกลงในเท็ปทั้งนี้ก็ด้วยความเฉลียวฉลาดของนิกรนั่นเอง แน่ละ หากผู้ต้องหาขอให้นายปรุงเป็นพยานให้เขา ลูกชายของเสี่ยหงวนก็จะหลุดพ้นจากคดีนี้ และจะทำให้หล่อนได้รับความอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์จะต้องลงข่าวเกรียวกราว นายพจน์ มหิศรฆ่าตัวตายวิ่งให้รถชนเพราะเมียทรยศ และเพราะเขาป่วยเป็นวัณโรคกำลังจะถูกปลดออกจากงาน ญาติมิตรของหล่อนจะหันหลังให้หล่อนพากันติฉินนินทาเกลียดชังหล่อนไปตามกันโดยเฉพราะญาติทางฝ่ายสามีจะต้องเกลียดหน้าหล่อน อย่างไม่มีวันที่จะยอมคบหาสมาคมด้วย

เสี่ยหงวนได้ทีก็ขึ้นนั่งบนหลังแพะแล้วขี่แพะไล่หล่อน

"ว่ายังไงครับคุณอุษหนี ขอให้ผมเปลี่ยนชื่อคุณเสียใหม่ว่าอุษหนีเถอะครับค่อยเข้าทีหน่อย คุณเห็นความสามารถของพวกเราแล้วสินะที่สามารถสืบทราบว่า คุณพจน์เจตนาฆ่าตัวตายวิ่งตัดหน้ารถลูกชายของผม"

อุษณีย์ร้องไห้น้ำตาไหลพราก หล่อนนั่งก้มหน้ามองดูพื้น

"ค่ะ ดิฉันแน่ใจว่าคุณพจน์ตั้งใจทำลายชีวิตของเขาเอง"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"คุณพูดต่อหน้าพวกเราและสารวัตรใหญ่นะ คุณจะกลับคำไม่ได้เพราะเราได้ยินได้ฟังกันหลายคน"

หล่อนสะอื้นแล้วเงยหน้ามองดู พ.ต.ท. เดชา

"ดิฉันยอมให้การว่าคุณพจน์ตั้งใจฆ่าตัวตาย วิ่งตัดหน้ารถผู้หมวดสมนึกค่ะ ดิฉันขอให้ท่านสารวัตรจดปากคำของดิฉันเสียเดี๋ยวนี้เลย"

"ดีแล้วครับคุณอุษณีย์ เมื่อผู้หมวดสมนึกไม่ได้ขับรถด้วยความประมาท และคุณแน่ใจว่าสามีคุณมีเจตนาทำลายชีวิตตัวเองโดยวิ่งตัดหน้าให้รถชนก็โปรดให้การตามตรง คนบริสุทธิ์จะได้รอดพ้นจากข้อหาในคดีขับรถชนคนตาย"

หล่อนลุกขึ้นเดินมา นั่งที่เก้าอี้ตัวว่างตัวหนึ่งหน้าโต๊ะทำงานของสารวัตรใหญ่

"ตกลงค่ะท่านสารวัตร ดิฉันจะให้การตามสัตย์จริงและไม่ขอเรียกร้องเงินค่าทำขวัญอะไรหรอกค่ะ"

เสี่ยหงวนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ หล่อนพูดเสริมขึ้น

"แต่ผมก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ เมื่อสามีของคุณต้องจบชีวิต เพราะลูกชายผมผมก็ยินดีจ่ายเงินค่าทำขวัญให้คุณแสนบาทและช่วยค่าทำศพอีกห้าหมื่นบาท นี่ครับ....เซ็คเงินสดหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทของธนาคาร "สี่สหาย" กรุณารับไว้ด้วย"

อุษณีย์กระพุ่มมือไหว้ พ.อ. กิมหงวนอย่างนอบน้อม

"เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวค่ะ ดิฉันจะไม่ลืมความกรุณาของผู้การเลย ดิฉันเสียใจที่ทำให้ท่านเดือดร้อนยุ่งยากในเรื่องนี้"

เสี่ยตี๋กล่าวกับหล่อนทันที

"ไม่เป็นไรครับ ยุ่งกว่านี่ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าที่ผมจะต้องติดคุกเป็นไหนๆ "

พ.ต.ท. เดชา สารวัตรใหญ่เริ่มเขียนคำให้การสอบสวนของตำรวจ ร.ท. สมนึกมีความรู้สึกเหมือนกับยกภูเขาออกจากอกของเขา เขาสบายใจแล้วแต่ก็เศร้าใจไม่ได้เมื่อนึกถึงนายพจน์ มหิศร

ถึงแม้คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จนกว่าผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรืออธิบดีตำรวจจะสั่งระงับคดีแต่ก็เหมือนกับว่า ร.ท. สมนึกรอดพ้นจากคดีนี้แล้ว ก่อนที่คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาจะจากกับหล่อน ทุกคนต่างล่ำลาหล่อนอย่างสุภาพนอบน้อม

"เราจะผลัดเปลี่ยนกันไปเยี่ยมศพคุณพจน์ทุกๆ คืน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับหล่อนด้วยสีหน้า เศร้าๆ "พวกเราทุกคนขอแสดงความเสียใจกับคุณอีกครั้งหนึ่ง ลาละนะคุณอุษณีย์"

"ขอบพระคุณค่ะใต้เท้า" แล้วหล่อนก็ประนมมือไหว้ทุกๆ คน

เสี่ยตี๋กล่าวกับหล่อนว่า

"ถ้าหากว่าคุณเกิดคิดสั้นจะฆ่าตัวตายโดยวิธีวิ่งตัดหน้ารถยนต์ละก้อ กรุณาเลือกรถคันอื่นนะครับ อย่าให้รถของเราชนคุณตายเลยครับ"

จบตอน