พล นิกร กิมหงวน 185 : ดินแดนเดือด

คำสั่ง ๗๓/๒๕๐๗

เนื่องจากนายพลอังก้ามาไลเตบูบา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐฟิลิปส์ ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยโดยไม่เป็นทางการ จะได้มาเยี่ยมคำนับดิเรกที่บ้านเราในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ศกนี้ เวลา ๑๐.๑๐ น. ข้าพเจ้าจึงออกคำสั่งให้ทราบทั่วกันดังต่อไปนี้

๑. ให้นายม้วน หัวหน้าคนสวนควบคุมคนสวนทั้งหมดเร่งตัดหญ้า ถางหญ้าตกแต่งสนามทางหน้าตึกใหญ่ จนถึงรั้วบ้านให้สะอาด เรียบร้อย งามตาเก็บกวาดขี้หมาและขี้แมว หรือของคนซึ่งคนเลวๆ บางคนอาจจะแอบถ่ายไว้ตามพุ่มไม้ หรือข้างโรงรถให้เรียบร้อยแล้วแล้วเสร็จภายในตอนเย็นวันเสาร์ที่ ๒๑ นี้ ๒. ในเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน นับตั้งแต่ ๘.๐๐ น. เป็นต้นไป ให้คนใช้ทุกคนทำความสะอาดห้องรับแขกและห้องโถงเป็นพิเศษ ทั้งนี้ให้อยู่ในบังคับบัญชาของนันทาแม่บ้านของข้าพเจ้า

๓. ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ เดือนนี้ ห้ามไม่ให้ทุกคนออกไปนอกบ้านอย่างเด็ดขาด จนกว่านายพลอังก้าจะกลับไป ให้คนใช้ชายหญิงตลอดจนคนสวนและคนดูแลทำความสะอาดรถยนต์แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย เพื่อต้อนรับท่านนายพลผู้นี้

๔. ให้นายแห้ว เป็นหัวหน้าคนใช้ประจำห้องรับแขกตลอดเวลาที่นายพลอังก้ามาที่นี่ โดยมีสะอาดและ ประคองเป็นผู้ช่วย สำหรับนายแห้วให้แต่งเครื่องแบบคนรับใช้ของโรงแรมสี่สหาย สะอาดกับประคองกระโปรงสีกรมท่าเสื้อคอปกสีขาว สวมเสื้อกันเปื้อน

ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของข้าพเจ้าอย่างเคร่งครัด ผู้ใดขัดขืน หรือฝ่าฝืนจะได้รับโทษอย่างหนักคือตบหน้า, ตัดเงินเดือน หรือไม่ออกจากงาน

ประกาศมา ณ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๗

คุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์

แน่ล่ะ คำสั่งของคุณหญิงวาดย่อมเปรียบได้กับคำสั่งของจอมเผด็จการ ดังนั้นในตอนเย็นวันเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน บ้าน "พัชราภรณ์" ก็สวยงามผิดตามีชีวิตชีวาขึ้น และมีชีวิตชีวาโดยไม่ต้องใช้น้ำมันแต่งผม

สนามใหญ่หน้าตึกตลอดจนบริเวณหน้าบ้านหญ้าเรียบเป็นระเบียบ พันธุ์ไม้ดอกริมสนามและริมถนนคอนกรีต แลสะพรั่งงามตา ไม่มีใบไม้แห้งหรือต้นหญ้าอยู่ที่โคนต้น ขี้หมาและขี้แมวถูกเก็บเกลี้ยง บนตึกใหญ่มีการตกแต่งและทำความสะอาดขัดถูพื้นห้องตลอดวันเสาร์ ผ้าม่านตามประตูหน้าต่างเปลี่ยนใหม่หมด พรมปูพื้นห้องรับแขกก็ซื้อมาเปลี่ยนใหม่ราคาหลายพัน คุณหญิงวาดกับสี่นางได้ร่วมมือกันจัดห้องรับแขกใหม่ ทำให้สวยงามขึ้นกว่าเก่าและแปลกตาขึ้นมาก ในที่สุด วันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ก็ผ่านมาถึง

ก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. ประมาณ ๕ นาที คณะพรรคสี่สหายและสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด และเจ้าแห้วได้พากันออกมาจากห้องโถงและลงบันไดหน้าตึกยืนรวมกลุ่มกันบนถนนคอนกรีตรอคอยต้อน รับท่าน นายพล ฟิบิลปินล์ ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับศาสตราจารย์ดิเรกมาก่อนแล้ว ทั้งนี้เพราะนายพลดิเรกของเราเป็นที่ปรึกษาของซีโต้ ในฐานนะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกเคยบินไปนครมะนิลามาหลายครั้งแล้ว เกี่ยวกับงานของซีโต้

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งสากลเรียบร้อยสี่นางและคุณหญิงวาดอยู่ในชุดผ้าไหมสีต่างๆ กัน ส่วนเจ้าแห้วแต่งเครื่องแบบบ๋อยของโรงแรม "สี่สหาย"

ขณะที่นายพลดิเรกกำลังเล่าให้ฟังว่า ท่านนายพลผู้นี้มีบทบาทสำคัญในการสู้รบกับญี่ปุ่นเมื่อสงครามโลกที่แล้วมา เซฟโรเล็ทเก๋งคันใหม่เอี่ยมของสถานทูตฟิลิปปินส์คันหนึ่งก็เลี้ยวผ่านประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์"

นายพลอังก้ามาแล้ว เขาแต่งสากลชุดสีน้ำตาลไหม้นั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพัง นายพลอังก้ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคณะพรรคสี่สหายของเรา พูดและอ่านเขียนภาษาไทยได้ดี เพราะใช้เวลาเล่าเรียนภาษาไทยมาหลายปีจากนายทหารเรือไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีคดีการเมืองหลบหนีไปอยู่ฟิลิปปินส์ แต่ปัจจุบันนี้กลับมาเมืองไทยแล้ว นายพลอังก้าสนใจในภาษาไทยก็เพราะเขา เลื่อมใสศรัทธาในศิลปต่างๆ ของไทยเรานั่นเองโดยเฉพาะนาฎศิลป นอกจากนี้เขายังรู้ดีว่าคนไทยเป็นมิตรที่ดีของชาวฟิลิปปินส์โนทั้งหลาย

เชฟโรเล็ทเก๋งสีฟ้าหม่นแล่นผ่านหน้าโรงรถและเลี้ยวขวามือตามถนนคอนกรีต ตรงมาหยุดหน้าตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วปราดเข้าไปเปิดประตูตอนหลังรถให้ท่านนายพลทันที

พล ท. อังก้าพาตัวลงมาจากเข้ามาสัมผัสมือกับเขาและทักทายกันด้วยภาษาไทย

"สวัสดีครับท่านศาสตราจารย์" นายพลอังก้าพูดเสียงแปร่งเล็กน้อย "ผมดีใจและมีความสุขมากที่ได้เห็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกบีบมือนายพลฟิลิปปินส์แน่น

"พวกเราตื่นเต้นยินดีมากเมื่อผมได้รับจดหมายของท่านบอกว่าท่านจะมาเยื่ยมผมในตอนสายวันนี้สบายดีหรือครับ"

ท่านนายพลก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณครับสบายดี"

ดร. ดิเรกยิ้มละไม

"ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำท่านให้รู้จักกับญาติมิตรของผมด้วยครับ ท่านผู้นี้เป็นอาของผมและเป็นเจ้าของคฤหาสน์นี้ นามของท่านคุณหญิงวาดประสิทธิ์นิติศาสตร์"

คุณหญิงวาดยื่นมือให้ นายพลฟิลิปปิบส์ จับแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษ

"เฮา ดู ยู ดู"

"ขอบคุณครับ คุณหญิงวาดพูดไทยกับผมก็ได้ครับ"

"หรือคะ ก๊อดีซิคะดั๊นพูดไทยได้คล่องค่ะ ยินดีมากที่ได้รู้จักกับท่าน"

"เช่นเดียวกันครับ"

นายพลดิเรกแนะนำนายพลอังก้าต่อไป

"ท่านผู้นี้เป็นพ่อตาของผมครับ พลเอก พระยาปัจจนึกพินาศ"

นายพลอังก้าปราดเข้าไปยื่นมือให้ท่านเจ้าคุณจับ

"ยินดีครับ ผมรู้สึกว่าท่านเจ้าคุณคงจะมีอารมณ์ขันตลอดเวลา ถึงได้เอาหัวล้านกระดาษมาสวนหังเล่นถ้าจะซื้อมาจากงานภูเขาทองกระมังครับ เมื่อคืนนี้ผมก็ไปเที่ยวสนุกเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"เปล่าๆๆ ไม่ใช่หัว

ล้านกระดาษหรอกครับ"

"อ้อ ถ้ายังงั้นก็คงทำด้วยผ้าแล้วทาสี"

"ปู๊โธ่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "หัวผมล้านจริงๆ ไม่ใช่เอาหัวล้านมาสวมครับ แล้วกัน"

นายพลอังก้านัยน์ตาเหลือก จ้องมองดูศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างแปลกใจ

"โอ-ผมต้องขอโทษครับ ผมนึกว่าเจ้าคุณเอาหัวล้านจำลองมาใส่เล่นสนุกๆ ที่ฟิลิปปินส์คนหังล้านมันแผล็บ และแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกอย่างนี้ไม่มีครับ"

ดร. ดิเรกรู้สึกว่าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่พอใจนายพลอังก้า ก็รีบแนะนำให้นายพลฟิลิปปินส์รู้จักกับเพื่อนเกลอของเขาและสี่นาง ต่างฝ่ายต่างทักทายโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี

ในที่สุด พลพัชราภรณ์ก็เชิญนายพลอังก้าขึ้นไปบนตึก ทุกคนเดินติดตามไปด้วย พ.อ. พลพาแขกผู้มีเกียรติเข้ามาในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็แยกย้ายกันนั่งบนเก้าอี้นวมรอบห้องรับแขก ส่วนนายพลอังก้ากับนายพลดิเรกนั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกัน

สะอาด กับประคองสาวใช้ของคุณหญิงวาดนำเครื่องดื่มและบุหรี่มาเสิฟทันที โดยเฉพาะเจ้าแห้วเสิฟเครื่องดื่มให้นายพลอังก้า แล้วถอยออกไปยืนระวังตรงอยู่ข้างประตูติดต่อกับห้องโถงใหญ่

การสนานำเป็นไปในฉันมิตร ทุกคนต่างนึกชมท่านนายพล รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของฟิลิปฟินส์ที่เขาสามารถพูดภาษาไทยได้ดีถึงแม้เสียงจะแปร่งไปบ้าง นอกจากนี้ยังเป็นคนสดชื่นร่าเริงปราศจากการถือตัว ให้ความเป็นกันเองกับสี่สหายและสี่นางถึงกับบอกคุณหญิงวาดว่า ถ้าคุณหญิงเดินทางไปนครมะนิลาเมื่อไร เขาจะให้การต้อนรับอย่างดีที่สุดและจะพาเที่ยวให้ทั่วมะลิรา ตลอดจนเมืองต่างๆ ของเกาะลูซอน

"ขอให้คุณหญิงสละเวลาไปเที่ยวสักครั้งเถอะครับไปเมื่อไรจดหมาย หรือโทรเลขให้ผมทราบก่อน ผมจะได้ไปคอยรับที่สนามบิน"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ขอบคุณค่ะท่านนายพล แล้วดั๊นจะหาโอกาสไปเที่ยวค่ะ แต่ว่าดั๊นกลัวเรือบินนี่คะ ขึ้นเรือบินทีไรปัสสาวะราดทุกทีไรปัสสาวะราดทุกที"

นายพลอังก้าทำหน้าชอบกล

"การโดยสารเรื่องบินสมัยนี้ปลอดภัย เสมอแหละครับ เรื่องเครื่องบินตกมันมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก"

นันทายิ้มให้ท่านนายพลและถามว่า

"ฟิลิปปินส์มีเกาะเล็กเกาะน้อยมากไม่ใช่หรือคะนอกเหนือจากเกาะลูซอน, มินโดโร, ซามาร์, ปาเน, ซึ่งเป็นเกาะใหญ่"

"ถูกแล้วครับ เกาะใหญ่ๆ นอกจากที่คุณว่าก็มีเกาะเนกรอส, เกาะเลเต้, เชบู, โบโฮล แล้วก็เกาะมินดาเนา ที่เคยเป็นสนามรบมาแล้วอย่างโชกโชน นอกจากนั้นเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่ในทะเลจืนตอนใต้หรือทางทะเลฟิลิปปินส์ ทะเลลูอีกไม่ต่ำกว่า ๗,๐๐๐ เกาะ"

ประไพกล่าวถามขึ้นบ้าง

"เกาะเล็กๆ เหล่านั้นมีคนอาศัยอยู่หรือเปล่าคะ"

"บางเกาะก็มีครับ แต่ถ้าเป็นเกาะหัวล้านมีแต่เขาหิน ไม่มีต้นไม้ก็ไม่มีอยู่อาศัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปากและลอบค้อนนายพลอังก้า ประไพซักนายพลอังก้าต่อไป

"ชาวฟิลิปีนโนประกอบอาชีพอะไรบ้างคะท่านนายพล"

"ก็คล้ายๆ กับคนไทยแหละครับ ชาวฟิลิปปินโนมีอาชีพในทางกสิกรรมครับ ทำนา, ทำไร่ มีมะพร้าว, อ้อย, ข้าวโพด, ยาสูบ, ปอ, และยางพารา นอกจากนี้ทำสวนผลไม้ต่างๆ เลี้ยงสัตย์, ทำป่าไม้ แล้วก็ขุดแร่ มีแร่ทองแดง, ปิโตรเลียม, ถ่าน,หิน, ตะกั่ว, กำมะถัน, ทองคำ, เงิน, สังกระสี, และเหล็กครับ การหัตกรรมก็มีบ้างเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก"

นวลลออถามว่า "ท่านนายพลมาทัศนาจรเมืองไทยหรือคะ"

"ครับ ผมมาเที่ยวและพักผ่อนนอกจากนี้ก็มีธุระสำคัญที่จะมาปรึกษาหารือกับศาสตราจารย์ดิเรกอีกด้วน

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้นายพลฟิลิปปินส์

"ว่ามาเลยครับท่านนายพล ขอบคุณมาที่ให้เกียรติผม"

นายพลอังก้ายกมือขวาโอบกอดศาสตราจารย์ดิเรกแสดงความรักใคร่สนิทสนม

"ท่านศาสตราจารย์ที่รัก คณะรัฐมนตรีของเราลงมติให้ผมเดินทางมาหาท่านเพื่อตกลงจ้างท่านให้ทำการสำรวจหมู่เกาะเล็กๆ ของเราแห่งหนึ่งค้นหาตำแหน่งแร่ยูเรเนียม เพื่อใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ ผมขอเสนอค่าป่วยการให้ท่านเป็นเงินไทยสองล้านบาท ใช้เวลาสำรวจเพียงเดือนเดียวเท่านั้น"

"ออไร๋ บอกรายละเอียดสั้นๆ ให้ผมฟังซิ"

"รายละเอียดก็ไม่มีอะไรครับ ถ้าท่านตกลงพรุ่งนี้ไปพบผมที่สถานทูตเพื่อเซ็นสัญญากัน เราจะจัดเครื่องบิน ทหารมารับท่าน กับคณะของท่านเดินทางไปมะนิลา ต่อจากนั้นก็จะเตรียมเรือไปติดเครื่องยนต์ ไว้ให้ท่านพร้อมด้วยลูกเรือ ตลอดจนเสบียงอาหาร ยารักษาโรคและเครื่องบำรุงความสุข เพื่อให้ท่านมีใช้ในการเดินทางไปสำรวจเกาะเล็กๆ ของเรา ซึ่งผมยังจะไม่เปิดเผยว่าเป็นเกาะอะไร บอกให้ทราบแต่เพียงว่าอยู่ไม่ไกลจากเกาะลูซอนเท่าใดนัก ว่ายังไงครับ"

นายพลดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ทำไม ท่านไม่จ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันสำรวจล่ะครับ"

นายพลอังก้าสั่นศีรษะ

"เรื่องนี้เราเคยติดต่อกับนักสำรวจชาวอเมริกันแล้ว เขาเรียกค่าป่วยการถึงสองแสนดอลล่า รู้สึกว่าแพงเกินไปครับ แล้วก็เราไม่ใคร่เชื่อความสามารถของนักธรณีวิทยาชาวอเมริกัน เราเชื่อความสามารถของท่านมากกว่า เพราะเท่าที่เราทราบ ท่านมีเครื่องมือพิเศษในการค้นหายูเรเนียมดีกว่าของชาวอเมริกันและท่านเคยพบยูเรเนียมดีกว่าของชาวอเมริกันและท่านเคยค้นพบยูเรเนียมในตอนเหนือของประเทศไทยมาแล้ว เงินสองล้านบาทที่เราจะจ่ายให้ท่านเป็นค่าตรวจยูเรเนียม ไม่ใช่เงินเล็กน้อยนะครับ หนึ่งเดือนต่อสองล้านบาทผมคิดว่าท่านคงพอใจ"

"ออไร๋ ผมต้องคิดดูก่อนครับท่านนายพล แล้วก็ต้องปรึกษากับคณะของผมให้รอบคอบเสียก่อน ถ้าเราตกลงรับทำงานสำรวจให้ท่านเราก็จะต้องทิ้งภารกิจของเราทางนี้ ซึ่งเราจะขาดผลประโยชน์ไปไม่ใช่น้อย"

นิกรมองดูหน้านายพลอังก้าแล้วพูดเสริมขึ้น

"สองล้านบาทถูกไปหน่อยครับ"

ท่านนายพลยิ้มเล็กน้อย

"คุณคิดว่าเท่าไรจึงจะสมควรล่ะครับคุณนิกร"

นิกรนิ่งคิด

"เพิ่มให้เราอีกสัก ๒๐ บาท ก็แล้วกันครับ"

นายพลอังก้าทำคอย่นทันที แล้วหัวเราะก้าก

"คุณนิกร มีอารมณ์ขันดีเหมือนกันขอให้ช่วยสนับสนุนศาสตราจารย์ดิเรกหน่อยเถอะครับ นึกว่าพวกคุณไปเที่ยวเกาะเล็กเกาะน้อยเป็นการทัศนาจรหรือพักผ่อนการงาน คุณจะได้พบเห็นความเป็นอยู้ของพวกชาวเกาะตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา การท่องเที่ยวน่ะเป็นกำไรของชีวิตนะครับ"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วพูดเสริมขึ้น

"ชาวเกาะทะเลใต้ เขาเต้นระบำส่ายตะโพกแบบพวกฮาไวใช่ไหมครับท่านนายพล"

"ใช้ครับ พวกชาวเกาะล้วนแต่ใจดีมีอัธยาศัยให้การต้อนรับคนแปลกหน้าในฐานะมิตรเสมอ"

สี่สหายต่างมองดูหน้ากัน แล้วพลก็พยักเพยิกกับ ดร. ดิเรก

"เข้าทีดีเหมือนกันหมอ หมู่นี้พวกเราคร่ำเคร่งกับการงานมากเกินไป ควรจะหาเวลาพักผ่อนบ้าง"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ไอต้องคิดให้รอบคอบก่อน"

นายพลอังก้ายกมือจับแขนศาสตราจารย์ดิเรกบีบเบาๆ

"พรุ่งนี้ให้คำตอบผมได้ไหมครับ"

"ออไร๋ ขอเวลาให้ผมคิดบ้าง เงินน่ะใครๆ ก็อยากได้ แต่ถ้าผมรับทำงานให้ท่านแล้วผมก็ต้องพยายามค้นหาแหล่งแร่เรยูเนียมให้พบ มิฉะนั้นผมก็เสียชื่อ ผมจะต้องค้นดูหลักฐานต่างๆ เสียก่อนว่าตามหมู่เกาะฟิลิปปินส์นั้นมีแหล่งกำเนิดแร่ยูเรเนียม"

"มีแน่นอนครับศาสตราจารย์นักธรณีวิทยาของเราได้ทำการสำรวจแล้ว เรารู้แน่ว่ามีแร่ยูเรเนียมที่หมู่เกาะนั้น แต่เราไม่มีเครื่องมือที่ดีเหมือนของท่านขอได้โปรดกรุณาตกลงรับทำงานให้เราเถอะครับ พอเซ็นสัญญากันเราจะจ่ายเงินล่วงหน้าให้ท่าน ครึ่งหนึ่งทันที"

กิมหงวนชำเลืองมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสริมขึ้น

"ครึ่งหนึ่งก็ล้านบาท"

"ครับ ล้านบาท"

อาเสี่ยยิ้มให้

"จ่ายเป็นเงินไทยหนึ่งล้านนะครับ"

นายพลอังก้าหัวเราะเบาๆ

"เงินไทยตั้งล้านผมจะไปเอาที่ไหน ผมจะจ่ายเป็นดอลล่าอเมริกันครับ จ่ายให้ ๕๐,๐๐๐ ดอลล่า"

"เท่ากับล้านบาท" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักแน่น

นิกรมองดูหน้าเสี่ยหงวน

"ไม่น่าจะสงสัยอะไรเลยนี่หว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลล่าหนึ่งล้านก็ถูกแล้ว หรือหนึ่งล้านบาทเทียบเท่า ๕๐,๐๐๐ ดอลล่าอเมริกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งหน้างอเหมือนม้าหมารุกถ้าไม่เกรงใจนายพลอังก้า ท่านก็คงลุกขึ้นไล่เตะ นิกรกับเสี่ยหงวนแล้ว ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ว่า

"พรุ่งนี้ ๑๐.๐๐ นาฬิกา ผมกับคณะพรรคของผมจะไปพบกับท่านที่สถานทูตฟิลิปปินส์นะครับ เพื่อให้คำตอบแก่ท่านในเรื่องนี้"

"ดีแล้วครับ ขอบคุณมาก หากท่านตกลงเราก็จะได้ทำสัญญากันเลย แล้วผมก็จะจ่ายเงินล่วงหน้าให้เรียบร้อยเย็นนี้ ๑๖.๐๐ น. ผมจะให้คนที่สถานทูตนำร่างสัญญามาให้ท่านศาสตราจารย์ดู"

"ออไร๋ ถ้าได้อย่างนี้ก็ดีมาก"

เจ้าแห้วกับสาวใช้อีก ๒ คน นำน้ำชาเข้ามาเสิฟให้ทุกๆ คน นอกจากน้ำชาแล้วยังมีแซนวิชและผลไม้ด้วยคณะพรรคสี่สหาย กับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดได้ให้การต้อนรับนายพลอังก้าอย่างดีที่สุด ท่านนายพลสนทนาอยู่ในราวชั่วโมงเศษก็ลากลับทุกคนพากันออกไปส่งที่ห้นาตึกและยืนมองดูจนกระทั่งเชฟโรเล็ทเก๋งคันนั้นพานายพลอังก้าออกไปพ้นจากบ้าน "พัชราภรณ์"

คุณหญิงวาด และประภาต่างสนับสนุนศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเต็มที่ เพื่อให้รับทำงานสำรวจให้แกรัฐบาลสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพราะเงินค่าจ้างสองล้านบาทไม่ใช่เงินน้อย

ในที่สุด นายพลดิเรกกับคณะพรรคของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้ไปพบกับนายพลอังก้าที่สถานทูตฟิลิปปินส์ในตอนสายวันรุ่งขึ้น กราเซ็นสัญญาได้ผ่านพ้นไปโดยเรียบร้อย นายพลอังก้าจ่ายเงินสด ๕๐.๐๐๐ ดอลล่าอเมริกันให้ ดร. ดิเรก ตามเงื่อนไขในสัญญา

ศุกร์ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๗

ศาสตราจารย์ดิเรกพร้อมด้วยคณะพรรคของเราและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เดนทางออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองโดยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ มุ่งตรงไปยังมะนิลาอย่างเงียบเชียบ และทางมะนิลาต่างปิดบังเรื่องนี้เป็นความลับ

ที่มะนิลา ท่านนายพลอังก้าและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ให้การต้อนรับคณะพรรคสี่สหายของเราเป็นอย่างดี ทุกคนพักอยู่ในค่ายทหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ชายทะเลริมอ่าวมะนิลา และมีป้อมปราการเก่าแก่ สวยงามมาก ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะได้มีโอกาสพบประกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งบก, เรือ, อากาศของฟิลิปปินส์หลายคน ทางค่ายทหารได้จัดงานรื่นเริงเป็นการภายในต้อนรับนายพลดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

จันทร์ ๓๐ พฤศจิกายน

ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะของเขารวม ๖ คนได้ออกเดินทางโดยเรือใบ ติดเครื่องยนต์ลำหนึ่งจากอ่าวมะนิลาสู่ทะเลลึกมุ่งตรงไปยังเกาะลูบังทางทิศใต้ ของนครมะนิลาในทะเลจีนตอนใต้ เพื่อค้นหาตำแหน่งยูเรเนียมตามหมู่เกาะมากาต้าซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ห้าหกเกาะอยู่ใกล้เกาะลูบัง

เรือยอร์ชลำนี้มีชื่อว่า "อิบา" อันเป็นซื้อเมืองเมืองหนึ่งตอนเหนือของนครมะนิลา "อิบา" เป็นเรือไม่มีระวางขับน้ำ ๑๘๐ ตัน เดินทางได้ด้วยใบหรือเครื่องยนต์ประจำเรือ เป็นเรือยอร์นที่ทันสมัยของท่านนายพลเรือคนหนึ่ง ซึ่งนายพลอังก้าได้ติดต่อขอยืมให้ศาสตราจารย์ดิเรกใช้สำรวจเกาะมากาต้าในครั้งนี้ ลูกเรือเป็นทหารเรือทั้งจ่าและพลทหารรวม ๒๕ คน กัปตันเป็นเรือโทแห่งรัฐนาวีฟิลิปปินส์ซึ่งขอยืมตัวมาใช้ไม่มีต้นหนหรือต้นเรือ อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่กัปตันคนเดียวคือเรือโทมาฮู หนุ่มใหญ่ในวัย ๓๐ ปี สุภาพเรียบร้อยและเข้มแข็งในหน้าที่

"อิบา" มีห้องเย็นขนาดใหญ่บรรจุอาหารสดคาวอย่างเหลือเฟือเท่าที่นายพลอังก้าจัดให้ นอกจากนี้ก็มีเครื่องกระป๋อง เหล้าเบียร์บุหรี่พร้อม มีน้ำจืดให้อาบกินอย่างเพียงพอ มีเครื่องบำรุงความสุขหลายอย่างเช่นวิทยุ เครื่องเล่นแผ่นเสียงและกีฬาในร่ม มีห้องนอนขนาดกว้าง ๔ เมตร สำหรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ะเจ้าแห้วอยู่บนดาดฟ้าใกล้กับตะพานเรือความเร็วของเรือลำนี้ถ้าใช้ใบแล่นได้ไม่เกิน ๑๐ นอตถ้าใช้เครื่องยนตร์แล่นได้ ๑๘ นอต แบบของเรือค่อนข้างเพรียวเพื่อโต้คลื่น ลำเรือทาสีขาวโพลนสมกับเป็นเรือสำสำราญ "อิบา" มีวิทยุติดต่อเพื่อติดต่อกับกองเรือยุทธการที่มะนิลา

ระยะทางจากมะนิลามาหมู่เกาะมากาต้าประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร ดังนั้นในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นเอง "อิบา" ก็เดินทางมาถึงหมู่เกาะมากาต้า

มันเป็นเวลา ๑๖.๐๐ น.เศษ

ทะเลเรียบมีระลอกคลื่นเพียงเล็กน้อย ลมพัดโชยเฉื่อยเย็นสบาย เมื่อเรือเล่นเข้ามาใกล้เกาะแห่งหนึ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันออกมาจากห้องเดินไปทางหัวเรือยืน จับกลุ่มมองดูทิวทัศน์อันสวยงามของเกาะนี้และเกาะที่อยู่ใกล้เคียง

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นไปบนสะพานเรือ แล้วร้องถามกัปตันโดยใช้ภาษาอังกฤษ

"ฮัลโหล กัปตัน เกาะนั้นชื่อเกาะอะไร"

ร.ท. มาฮูมองลงมาข้างล่างแล้วยิ้มให้

"มากาต้าครับท่านพันเอก เกาะอีกห้าเกาะก็เรียกมากาต้าเหมือนกัน" แล้วเขาก็กล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรก "จะอนุญาตให้ผมหยุดเรือที่หน้าเกาะตรงหน้าเราไหมครับ"

นายดิเรกแหงนหน้ามองดูกัปตันหนุ่มแล้วยิ้มให้ "โอ.เค. หยุดที่เกะนี้แหละครับ พวกเรากำลังตื่นเต้นมากที่แลเห็นชาวเกาะวิ่งพล่านรีบลงเรือเล็กพายมาต้อนรับเราด้วยไมตรีจิตเช่นนี้"

เสี่ยหงวนโบกมือให้กัปตันแล้วร้องถาม

"กัปตันครับ พวกชาวเกะที่นี่กินคนหรือเปล่า" กัปตันยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ถ้าเขาหิวและไม่มีอะไรจะกินเขาก็กินคนเหมือนกันแหละครับ เขาจะอาหารได้ทุกอย่างเช่นเดียวกับคนไทย"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ถูกแล้วกัปตัน พวกเรากินได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งก้อนหิน, ยางแอสฟัลท์, น้ำมันเชื่อเพลิง, ท่อน้ำประปา, จอบเสียม, เหล็ก และปูนซีเมนต์"

"อิบา" ลดความเร็วลงแล้ว สักครู่กัปตันก็ร้องตะโกนสั่งกะลาสีให้เตรียมทิ้งสมอ ในเวลาเดียวกับที่ขบวนเรือเเคนูของชาวเกาะใกล้เข้ามา

สมอเหล็กถูกทิ้งลงน้ำด้วยเครื่องกว้าน "อิบา" หยุดการเคลื่อนไหวลอยลำเท้งเต้งอยู่ห่างจากฝั่งเกาะราว ๒๐๐ เมตร ธงชาติฟิลิปปินส์ที่ท้ายเรือถูกลมพัดสะบัดพริ้ว และไตรรงค์ผืนเล็กซึ่งอยู่บนยอดเสากระโดงหน้าก็กำลังโบกสะบัดอย่างสง่างาม รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ให้เกียรติกับนายพลดิเรก ของเราสั่งให้ ร.ท. มาฮูกัปตันเรือ "อิบา" ชักธงไตรรงค์ขึ้นสู่ยอดเสาพร้อมกับธงชาติประจำเรือลำนี้ คือตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก

เมื่อเรือจอดทอดสมอเรียบร้อย กัปตันหนุ่มก็ลงมาจากตะพานเรือตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่ทางหัวเรือ และกำลังมองดูกองเรือแคนูของชาวเกาะที่กระจายกำลังอันโอบล้อมเรือ "อิบา" บรรดาชาวเกาะมากาต้าต่างร้องเพลงและโห่ร้องเกรียวกราว

หัวหน้าเกาะเป็นชายชราอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รูปร่างอ้วนเตี้ยเช่นเดียวกันแต่ศีรษะไม่ล้าน เขาสวมโสร่งเพียงตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่า บรรดาผู้ชายชาวเกาะก็เช่นเดียวกัน ส่วนผู้หญิงที่เป็นสาวก็นุ่งโสร่งกระโจมอก มีมาลัยดอกไม้สดคล้องคอ และสวมศีรษะ สวมข้อมือตามแบบฉบับของชาวทะเลใต้ แต่ผู้หญิงที่มีสามีหรือคนแก่แต่งชุดท็อปเลสเปลือยหน้าอกล่อนจ้อนแบบเย้ยฟ้าท้าดิน ซึ่งดินและฟ้าก็คงไม่สนเท่าใดนัก

"พวกเราขอต้อนรับคนไทย" หัวหน้าเกาะตะโกนลั่นเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน "เราดีใจมากที่เราได้เห็นธงไทยมาปรากฎที่นี่ เราถือว่าพวกท่านเป็นผู้กล้าหาญ เป็นวีรบุรุษที่ไม่เคยเป็นโรคบุรุษ"

เสียงไชโยจากพวกชาวเกาะหญิงชายตามเรือแคนูดังขึ้นทันที นิกรกล่าวกับ ดร. ดิเรกเบาๆ

"แกเรียก กะลาสีเรือ มาเป็นล่ามสักคนเถอะวะเราจะได้รู้ว่าชาวเกาะเขาพูดว่ากระไร"

"ไม่ต้อง" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดแว็ด "เขาพูดไทย ออกชัดแจ๋วอย่างนั้นยังจะต้องหาลามอีกหรือนายพลอังก้าบอกเราว่าชาวเกาะมากาต้าเหล่านี้ส่วนมากพูดภาษไทยและภาษามลายูได้ดี"

พลพัชราภรณ์เลื่อนตัวเข้ามายืนข้างกัปตัน แล้วถามว่า

"พวกเราควรจะปฏิบัติต่อชาวเกาะนี้อย่างไรบ้างครับกัปตัน"

ร.ท. มาฮูตอบโดยไม่ต้องคิด

นำของขวัญสักชันหนึ่งไปให้หัวหน้าเกาะที่ร้องทักทายพวกท่านเมื่อกี้นี้ครับ แต่ต้องกระโดดลงไปจากเรือแสดงให้เขาเห็นว่าเรากล้าหาญสมกับที่เขายกย่องให้เกียรติเรา ถ้าลงบันไดข้างเรือนำของขวัญไปให้เขาหัวหน้าเกาะจะรับของขวัญอย่างเสียไม่ได้ และจะประนามพวกท่านว่าขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้ากระโดดลงไปในทะเล"

อาเสี่ยหันมาทาง ดร. ดิเรก

"กันจะกระโดดลงไปจากเรือเอาของขวัญไปมอบให้หัวหน้าเกาะเขาเอง"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"อ๋อไร๋ เอากล้องส่องทางไกลที่คล้องคอแกนั่นแหละให้เขา หัวหน้าเกาะคงพอใจและสนใจมาก"

กิมหงวนก้มลงมองตัวเอง เขาสวมกางเกงขายาวสีขาว เสื้อเชิ้ทตรวจการแขนสั้นสีขาวและสวมหมวกแก็ปแบบหมวกนายทหารเรือ อาเสี่ยถอดหมวกแก็ปเหวี่ยงไปบนโต๊ะตัวหนึ่ง และแล้วเขาก็ถอยหลังออกมาจากหัวเรือห้าหกก้าว แล้วกระโจนลงทะเลในท่าฟรีสไตล์

พวกชาวเกาะตบมือโห่ร้องลั่น อาเสี่ยโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำก็ว่ายตรงไปยังเรือ ของหัวหน้าเกาะซึ่งนั่งเต๊ะท่าอยู่กลางลำ มีลูกน้องสองคนพายหัวท้าย เสี่ยหงวนชูกล้องส่องทางไกลให้ดู

"อาตูปูนา เอาของขวัญมาให้โว้ย"

หัวหน้าเกาะโบกมือและยิ้มให้

"เข้ามาท่านผู้กล้าหาญ ลำบากนักก็พูดภาษาไทยกับเราเถอะ พวกเราทุกคนพูดภาษาไทยได้ดี เร็ว...เข้ามา ฮ่ะ ฮ่ะ ฉลามโผลขึ้นมาข้างหลังท่านแล้ว มันผิดกลิ่นนั่นเอง เราอยากจะลงไปช่วยท่านก็คิดว่าท่านคงจะช่วยตัวเองได้ เพราะท่านเป็นผู้กล้าหาญ"

อาเสี่ยหันไปมองดูข้างหลัง พอแลเห็นส่วนกระโดงของฉลามตัวหนึ่งว่ายรี่เข้ามาหาเขา เสี่ยหงวนก็ตกใจแทบช็อค มือตีอ่อนหมดเรี่ยวแรง อาเสี่ยมองขึ้นไปบนเรือแลเห็นนายพลดิเรกกำลังถ่ายหนังด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ ๑๖ มม.

"หันหน้าไปทางพระอาทิตย์โว้ยอ้ายหงวน" ดร. ดิเรกร้องตะโกนบอก "กันจะถ่ายปลาฉลามกินแกเพื่อเก็บไว้ฉายดูเล่นกัน"

เสี่ยหงวนไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือ เพราะรู้สึกอับอายขายหน้าพวกชาวเกาะ เมื่อฉลามร้ายว่ายเข้ามาเกือบจะถึงตัวเขาอาเสี่ย ก็ยกมือทั้งสอง ฟาดลงไปบนพื้นน้ำและตะโกนสุดเสียง

"ชู้ว์....ไป"

ฉลามอีกตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ เจ้าตัวแรกแลเห็นเข้าก็ปลาดเข้าตะลุมบอนทันที ต่างต่อสู้กันเพื่อแย่งเหยื่อคืออาเสี่ยกิมหงวน เป็นการต่อสู้อย่างดุเดือดที่สุดทำให้เสี่ยหงวนรอดตายได้ อาเสี่ยรีบว่ายน้ำตรงเข้าไปยังเรือของหัวหน้าเกาะ แล้วปีนขึ้นมาบนเรือของหัวหน้าเกาะ แล้วปีนขึ้นมาบนเรือ แคนูลำนั้นอย่างรวดเร็ว

พวกชาวเกาะ ทั้งหญิงและชายต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นเป็นภาษาชาวเกาะ

"ท่านผู้กล้าหาญคนนี้มีเวทมนตร์เรียกปลาฉลามมาช่วยท่าน"

หัวหน้าเกาะมองดูอาเสี่ยด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

"ท่านเป็นพ่อมดใช่ไหม"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"เปล่าๆ ข้าไม่ใช่พ่อมดหรอกหัวหน้า แต่ข้ามีเครื่องรางของขลังคุ้มกันตัวข้า" พูดจบกิมหงวนก็ดึงสร้อยคอทองคำเส้นโตเกือบเท่าหัวแม่มือออกมาอวดหัวหน้าเกาะ สร้อยคอเส้นนี้มีพระเครื่องรางอยู่หลายองค์ เขี้ยวหมูป่าอันหนึ่ง และตะกรุดทองคำดอกใหญ่อีกหนึ่งดอก "นี่ยังไงล่ะหัวหน้า เราคนไทยต่างก็มีของดีคุ้มกันตัวทั้งนั้น แล้วเสี่ยหงวนก็เก็บสายสร้อยไว้ในเสื้อตามเดิม เขาปลดสายกล้องส่องทางไกลที่คล้องคอออกมาและมอบกล้องส่องทางไกลซึ่งเป็นกล้องเยอรมันให้หัวหน้าเกาะ "นี่คือของขวัญที่พวกมอบให้ท่านไว้เป็นที่ระลึกและเพื่อนแสดงถึงมิตรภาพของพวกเราที่มีต่อชาวเกาะนี้"

หัวหน้าเกาะขมวดคิ้วเข้าหากันรับกล้องส่องทางไกลมาพิจารณาดูด้วยความสนใจยิ่ง

"แว่นตาแบบใหม่หรือสหาย"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ไม่ใช่แว่นตาหรอกหัวหน้า มันคือกล้องส่องทางไกลเพื่อช่วยให้เรามองเห็น สิ่งที่อยู่ใกล้เข้ามาลองยกกล้องขึ้นส่องมองดูซิท่าน"

หัวหน้าเกาะยิ้มออกมาได้ เขายกกล้องขึ้นส่องมองไปทางเกาะของเขาทันทีแต่แล้วเขาก็ลดกล้องลง

"ข้ามองดูแล้วยิ่งเห็นไกลออกไปอีกแทนที่จะใกล้เข้ามาอย่างที่ท่านอธิบาย"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ก็ท่านมองดูตูดกล้องก็เป็นไกลน่ะซิ เอาทางเล็กไว้ที่นัยน์ตาของท่านไม่ใช่ทางใหญ่ ยกขึ้นส่องดูใหม่แล้วหมุนแกนระหว่างกล้องเพื่อให้ได้ระยะชัดเจน"

หัวหน้าเกาะทำตามคำแนะนำของ เสี่ยหงวนคราวนี้เขายิ้มแป้นเมื่อเขาแลเห็นภาพต่างๆ บนฝั่งเกาะด้านนี้ถนัดชัดเจนเหมือนอยู่ใกล้ๆ เขา

"โอ้โฮวิเศษจังท่านผู้กล้าหาญ" หัวหน้าเกาะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"เห็นคนบนเกาะชัดไหมหัวหน้า"

แจ๋วไปเลย อีหนูวัยรุ่นนั่งยิ้มอยู่ในส้วมก็มองเห็น ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าชอบใจมากที่ท่านมอบของขวัญที่ถูกใจให้ข้า ข้าจะเอาไว้ขายพวกฝรั่งที่มาเที่ยวเกาะนี้"

"แล้วกัน" เสี่ยหงวนอุทาน "พาข้าไปส่งทีเถอะข้าจะเชิญท่านขึ้นไปเยี่ยมเรือของข้า"

"ยินดีมากสหาย คือพรุ่งนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกท่านอย่างมโหฬารทีเดียว เราจะมีระบำแบบชาวเกาะ ท่านจะดูแบบไหนล่ะ ชุดบีกีนี, ชุดท็อปเลส หรือชุดวันเกิด"

เสี่ยหงวนยิ้มอายๆ

"เอาชุดหลังที่ท่านว่าดีกว่า"

"ตกลงสหายรัก" แล้วหัวหน้าเกาะก็กล่าวกับลูกน้องของเขาซึ่งเป็นฝีพายและมือหอกประจำตัว "ไปโว้ย พาข้าไปส่งที่เรือใหญ่"

แคนูลำนั้นพายตรงมายังเรือ "อิบา" พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างโบกมือให้หัวหน้าชาวเกาะ ต่างฝ่ายต่างโบกมือให้กัน ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกลูกเรือ "อิบา" ก็กำลังโอภาปราศรัยกับพวกชาวเกาะด้วยภาษาฟิลิปปินส์ หรือภาษาของชาวเกาะนี้บางคนก็โยนบุหรี่ขนมลงไปให้ มันเป็นประเพณีของชาวเกาะมากาต้า ที่จะต้องนำเรือออกมาต้อนรับเรือใหญ่ที่มาจอดหน้าเกาะนี้ พวกชาวเกาะมากาต้ามีอัธยาศัยใจคอโอบอ้อมอารีดีมาก แต่ก็เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาอย่างเคร่งครัด

ในที่สุดเสี่ยหงวนก็พาหัวหน้าเกาะ ขึ้นมาบนเรือ "อิบา" เมื่อได้แนะนำหัวหน้าเกาะให้รู้จักกับ ร.ท. มาฮูผู้เป็นกัปตันเรือแล้วเขาก็พาตัวหัวหน้าเกาะ เข้าไปหาคณะพรรคของเขาแล้วแนะนำให้รู้จักกับ พรรคพวกของเขาโดยทั่วหน้ากัน

ดร. ดิเรก สัมผัสมือกับหัวหน้าเกาะ แล้วกล่าวว่า

"ข้ามาทำงานให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นเจ้าของเกาะเหล่านี้ ท่านและชาวเกาะจะขัดข้องไหม ถ้าพวกเราจะขึ้นไปสำรวจเกาะในวันพรุ่งนี้ ซึ่งรับรองว่าเราจะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้พวกท่านเลย"

หัวหน้าเกาะพยักหน้าและยิ้มให้ "ข้าไม่ขัดข้องเลยสหาย แต่ว่า...ท่านผู้มีศีรษะล้านนี้จะต้องหาหมวกใส่หรือใส่ผมปลอมปิดหัวล้านเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสี่สหาย

"ไหงยังงั้นล่ะ" ท่านเจ้าคุณถามอย่างเคืองๆ หัวหน้าเกาะมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเกรงใจ

"ข้าแต่ท่านผู้ไร้ผม เทพเจ้าของเราศีรษะล้านแบบเดียวกับท่าน ถ้าท่านไม่สวมหมวกหรือใส่ผมปลอมปิดหัวล้านของท่าน พระองค์จะทรงพระพิโรธบันดาลให้พวกเราได้ประสบภัยพิบัติต่างๆ นา นาครั้งหนึ่งเมื่อปีกลายนี้ฝรั่งชาติดัทช์คนหนึ่งหัวล้าน เหมือลูกมะอึกได้ขึ้นไปเที่ยวเกาะเรา และไม่เชื่อฟังคำของข้าที่ขอร้องให้ใส่หมวกหรือใส่วิคปลอม พอเขากลับไปได้วันเดียวใต้ฝุ่นก็ถล่มเกาะมากาต้าทำให้บ้านเรือนบนเกาะถูกพายุและน้ำท่วมพังพินาศชาวเกาะบริวารของข้าเกือบ ๒๐ คนจมน้ำตาย ข้าหวังว่าท่านคงจะทำความจมน้ำตาย ข้าหวังว่าท่านคงจะทำตามคำขอร้องของข้า"

นิกรถามพ่อตาของเขาเบาๆ

"คุณพ่อเอาผมปลอมมาด้วยหรือเปล่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้นปากแน่น

"ทะลึ่ง"

"อ้าว ถามดีๆ หาว่าทะลึ่ง ถ้าคุณพ่อขึ้นไปบนเกาะหัวหัวล้านโจ๊งเหม่งอย่างนี้ ถูกพวกชาวเกาะจับบูชายัญไม่รู้นะครับเดี๋ยวจะว่าผมไม่บอก เราเหยียบย่างเข้าไปในถิ่นของใครเราก็จะต้องปฏิบัติ ตามระเบียบประเพณีของเขา"

เจ้าคุณค้อนประหลับประเหลือก แล้วพูดเสียงกระชากๆ

"ฉันใส่หมวกทหารเรือก็ได้"

พล พัชราภรณ์ยื่นมือ ให้หัวหน้าเกาะสัมผัสแล้วพูดยิ้มๆ

"ขอบคุณมากท่านหัวหน้า เท่าที่ท่านและพวกชาวเกาะแสดงตนเป็นมิตรต่อพวกเรา ท่านเรียกภาษาไทยมาจากไหนโปรดบอกข้าซิ"

"เรียกจากไหน ข้าก็เรียกจากกรุงเทพฯ น่ะซิข้าเคยไปอยู่เมืองไทยตั้ง ๑๐ ปี ตอนแรกก็หาบสะเต๊ะขาย ต่อมาตั้งร้านขายอาหารแขกแบบอาหารอิสลามพอข้าทราบข่าวที่เขาลือกันว่าญี่ปุ่นจะบุกเมืองไทย ข้าก็รีบเดินทางกลับมาอยู่เกาะมากาต้า แล้วเมื่อพี่ชายของข้า ข้าได้สั่งสอนชาวเกาะให้พูดภาษาไทยสำหรับใช้พูดเมื่อมีความจำเป็นเช่นพวกฝรั่งขึ้นมาบนเกาะและข่มขู่คุกคาม ตอนนั้นพวกเรายังเป็นเมืองขึ้นของอเมริกา แต่เดี๋ยวนี้เราได้รับเอกราชแล้ว เราเป็นชาวเกาะเผ่าหนึ่ง แต่เราถือถือว่าเป็นชาวฟิลิปปินโนเช่นเดียวกัน"

พลยิ้มให้หัวหน้าเกาะ

"ข้าปลื้มใจมากที่พวกท่านพูดภาษาไทยได้ ขอโทษเถอะหัวหน้า ท่านยังไม่ได้กรุณาบอกเราเลยว่าท่านชื่ออะไร"

"ข้าชื่ออามัน"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"อามันเฉยๆ หรืออามันแผล็บ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวเข้าใส่อาเสี่ย

"ปู้โธ่ ประเดี๋ยวพ่อถีบตกทะเลเลย แน่ะ ชักทะลึ่งหนักขึ้นโว้ย แกเลิกกระเซ้าฉันไปพักหนึ่งแล้วหมู่นี้ทะลึ่งอย่างเก่าอีก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"นิสัยของผมมันก็เหมือนฤดูกาลแหละครับหมุนเวียนเปลี่ยนไปมา เรื่องทะลึงผมเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"พ่อไม่สั่งสอนใช่ไหมล่ะ"

"สอนครับแต่ผมไม่จำ แล้วเตี่ยผมก็มักจะใช้เวลาให้หมดไปกับการสูบฝิ่น ไม่ใคร่จะได้อบรมสั่งสอนผมหรอกครับ"

นายอามันชายชราหัวหน้าเกาะ กระซิบกระซาบถามนายพลดิเรกเบาๆ

"คนไทยที่หัวล้าน ไม่ชอบให้ใครพูดถึงหัวของเขาใช่ไหม"

"ออไร๋" ศาสตราจารย์ดิเรก ตอบเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน "แล้วพวกท่านล่ะ"

หัวหน้าเกาะสั่นศีรษะ

"ชาวเกาะหัวล้านไม่มี ถ้าปรากฏว่าใครหัวล้านคือหัวเถิกเข้าไปเป็นง่ามถ่อจนเกินควร เราก็จะจัดการทำพิธีบูชายัญเขาเสีย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"บูชายัญน่ะทำอย่างไรหัวหน้า"

อามันหันหน้ามาทางนายจอมทะเล้น

"ก็ช่วยกันกระทึบคนละทีสองที แล้วแทงด้วยหอกน่ะซิ"

นิกรคอย่น

"นั่นน่ะเรอะบูชายัญ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง หัวหน้าเกาะสนทนากับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่สักครู่ก็ลากลับก่อนจะลงไปจากดาดฟ้าเรือ "อิบา" เขาได้กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"พรุ่งนี้เก้าโมง ข้าจะคอยต้อนรับพวกท่านที่ชายหาด และจะพาท่านสำรวจภูเขาบนเกาะตามความประสงค์ ข้าขอรับรองว่าพวกท่านจะไม่ได้รับภัยอันตรายใดๆ เลย เพราะชาวเกาะมากาต้าย่อมเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าเสมอ"

อามันลงเรือแคนูลำใหญ่จากไปแล้ว พวกชาวเกาะพายเรือติดตามไปเป็นแถว แต่แคนู ๓ ลำ ซึ่งจอดซุ่มอยู่ทางกราบซ้ายของเรือ "อิบา" อย่างสงบเงียบยังไม่ยอมกลับไปเกาะ แคนูทั้ง ๓ ลำนี้ มีสาวสวยชาวเกาะลำละ ๒ คนแต่ละนางเอวบางร่างน้อยวัยทีนเอจนุ่งโสร่งลายดอกไม้กระโจมอก มีมาลัยดอกไม้สีขาวคล้องคอคล้องศีรษะและข้อมือทั้งสองข้าง ดอกไม้นี้เป็นดอกไม้ป่าที่เกิดขึ้นเอง มีอยู่มากมายบนเกาะมากาต้า

สาวน้อยคนหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนบนเรือแคนูแล้วปีนป่ายขึ้นเรือมาบนเรือ "อิบา" อย่างคล่องแคล่วใบหน้าและรูปร่างของหล่อนคล้ายกับแอสเธอร์ วีลเลียม ตอนสาวๆ และหล่อนว่ายน้ำเก่งพอๆ กับแอสเธอร์ วิลเลียนที่เดียว

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยังคงยืมรวมกลุ่มกันอยู่ที่ดาดฟ้าตอนหัวเรือ ดร. ดิเรกแลเห็นเจ้าแห้วยกกล้องส่องทางไกล มองไปบนเกาะบนมากาต้าเบื้องหน้าอย่างสนใจ เขาก็แกล้งยกมือขวาตบหลังเจ้าแห้วก่อนค่อนข้างแรงเสียงดังป้าบ

"ดูอะไรวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วลดกล้องลงแล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานดูวิวบนเกาะครับ รับประทานเกาะนี้สวยจริงๆ ครับคุณหมอ มีชีวิตชีวามากทีเดียวภูเขาใหญ่ยอดกรวยแหลม แลดูอยู่นั่นน่ะรับประทานภูเขาไฟใช่ไหมครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าเบ้

"ใครวะรับประทานภูเขาไฟ" แล้วเขาก็หัวเราะ "ออไร๋ ที่แกเห็นคือภูเขาไฟถูกแล้ว" เจ้าแห้วแลเห็นสาวสวยชาวเกาะเดินยิ้มกริ่มตรงเข้ามาเขาก็สะดุ้งเฮือก

"อุ๊ย ตาเถน..."

ทุกคนหันไปมองดูหล่อนไปตามกัน สาวน้อยโปรยยิ้มน่ารัก

"สวัสดีค่ะ สวัสดีทุกๆ คน พวกหนูอีก ๕ คนจะขึ้นมาบนเรือลำนี้ท่านจะขัดข้องไหมคะ"

พลยิ้มให้สาวน้อย

"ไม่ขัดข้องเลยหนู พวกเรายินดีต้อนรับหนูกับเพื่อนๆ ด้วยไมตรีจิต"

หล่อนยกมือนับจำนวนคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว แล้วหล่อนก็กล่าวกับพลว่า

"พวกท่านมี ๖ คนเท่ากับพวกหนูพอดี อย่ารังเกียจเลยนะคะ ที่เราจะขอต้อนรับพวกท่านด้วยการนวดตัว และอาบน้ำให้ เราเอาเครื่องนวดไฟฟ้ามาด้วยค่ะ แล้วก็เราจะบริการพวกท่านตลอดคืน วันนี้หนูกับเพื่อนๆ จะกลับไปเกาะก่อนรุ่งสว่างค่ะ"

"อ้า" เสี่ยหงวนร้องลั่น "หนูล้อพวกเราเล่นกะมั่ง"

สาวน้อยหัวเราะ

"ไม่ค่ะ หนูพูดจริงๆ ครั้งหนึ่งเรือรบไทยเคยมาที่นี่เพื่อซ้อมรบร่วมกับกองทัพเรือของซีโต้ หนูกับเพื่อนได้บริการพวกทหารเรือไทยด้วยการนวดตัว และอาบน้ำตามแบบของพวกเรา เรารู้สึกว่าคนไทยใจดีและอ่อนหวานนุ่มนวลต่อพวกเรามาเชียวค่ะ ไม่กระโชกโฮกฮากเหมือนพวกฝรั่งเราก็ชอบใจ และตั้งใจว่าถ้ามีคนไทยมาที่นี่อีกเราก็บริการแก่เขาอีก"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื้อก

"เวอรี่กู๊ด ฮ่ะ ฮ่ะ พวกเรากำลังเปลี่ยวใจ อาร้าอาหร่ามอยู่ทีเดียว หนูไปตามเพื่อนๆ ของหนูขึ้นมาบนเรือนี้เถอะ เราจะได้คุยกันและพวกเราจะเลี้ยงอาหารค่ำพวกหนูด้วย"

หล่อนยิ้มน่ารัก

"ขอบคุณค่ะ พูดจบหล่อนก็วิ่งเหยาะๆ อ้อมห้อมนอนของคณะพรรคสี่สหาย ไปทางกราบซ้ายของเรือ "อิบา" หลังจากนั้นสักครู่ ก็พาสาวชาวเกาะเพื่อนของหล่อนรวม ๕ คน มาพบกับคณะสี่สหาย นิกรดีใจถึงกับตีปีก

"กันไม่กลับเมืองไทยละโว้ย ตายอยู่ที่เกาะมากาต้าดีกว่า สาวชาวเกาะนี้สวยกว่านางสาวไทยเป็นไหนๆ "

ตอนสายวันต่อมา

เรือยนตร์ประจำเรือ "อิบา" ซึ่งขับโดยทหารเรือร่างใหญ่คนหนึ่งได้พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาขึ้นเกาะมากาต้า ในเวลา ๙.๐๐ น. ตรงตามที่นายพลดิเรกนัดไว้กับหัวหน้าเกาะ

ขณะนี้อามันกับมือหอกของเขา ๒ คน ได้ยืนอยู่บนชายหาดคอยต้อนรับอยู่แล้ว เมื่อเรือยนตร์แล่นเข้ามาเกยหาด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทักทายกับหัวหน้าเกาะเป็นอย่างดีแล้วก็พากันขึ้นมาบนเกาะ เจ้าแห้วหอบหิ้วสัมภาระหลายชิ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องมือสำรวจตำแหน่งแร่ยูเรเนียมของนายพลดิเรก

ศาสตราจารย์ดิเรกหันไปยิ้มให้ทหารเรือที่ขับเรือมาส่ง

"ขอบคุณมาก ท่านนำเรือกลับไปเรือ "อิบา" ได้แล้วและ ๑๕.๐๐ น. มารับเรา"

"ครับผม สวัสดีครับท่านนายพล"

เรือยนตร์ประจำเรือใหญ่ค่อยๆ แล่นถอนหลังออกไปจากหาด ในเวลาเดียวกันนี้เองชาวเกาะทั้งชายหญิงเด็กผู้ใหญ่นับจำนวนร้อย ได้พากันมาหาศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะ ทุกคนล้วนแต่มีไมตรีจิตต่อคนไทยคณะนี้ เว้นแต่ชายกลางคนผิวคล้ำหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวคนหนึ่งซึ่งแสดงท่าทีเป็นศัตรูจนออกนอกหน้า เขาคือบูปา พ่อมดผู้เรืองเวทและหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรบูปามีอายุ ๔๐ เศษนุ่งโสร่งสั้นๆ เขียนหน้าตาด้วยยางไม้สีขาวเพื่อให้ดูน่ากลัว ศีรษะของเขาสวมเขาวัวสองอัน ที่คอมีหัวกระโหลกลิงอันหนึ่งห้อยอยู่ มือขวาของบูปาถือไม้เท้าขนาดใหญ่รูปลักษณะหงิกหงอเหมือนงู มือซ้ายแส้ที่ทำจากทางมะพร้าว

ขณะที่ อามันหัวหน้าชาวเกาะกำลังสนทนากับศาสตราจารย์ดิเรกเกี่ยวกับการสำรวจ บูปาก็ปราดเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเกาะ

"ท่านไม่เชื่อข้าหรืออย่างไร" บูปากล่าวกับอามันด้วยภาษาไทยแทนที่จะพูดภาษาชาวเกาะ แล้วเขาก็ยกแส้ชี้หน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชายชราชาวไทยผู้นี้หัวล้านเลี่ยนเหมือนลูกมะอึก เขาจะทำให้พวกเราพินาศฉิบหาย เทพเจ้าจะต้องกริ้วโกรธพวกเราแน่นอนที่ท่านไม่ขัดขวางคันค้านปล่อยให้เขาขึ้นมาบนเกาะนี้"

อามันมองดูพ่อมดอย่างเคืองๆ

"ข้าเป็นหัวหน้าเกาะ ก่อนที่ข้าจะทำอะไรลงไปข้าจะต้องคิดให้รอบคอบเสมอ ชายชราผู้นี้ได้สวมหมวกทหารเรือปิดบังศีรษะของเขาแล้ว

พ่อมดทำหน้าแสยะ

"แต่กลิ่น เหม็นเขียวศีรษะของเขากระจายออกมานอกหมวก"

นิกรยิ้มให้พ่อมดแล้วพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซิ อั๊วก็ได้กลิ่นเหมือนกัน"

ท่านเจ้าคุณย่อง เข้ามาข้างหลังนายจอมทะเล้นแล้สยกมือขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก"

พวกชาวเกาะต่างหัวเราะ ชอบอกชอบใจไปตามกัน พ่อมดจ้องมองดูหน้าอามันหัวหน้าเกาะด้วยแววตามึงทึงแล้วกล่าวว่า

"ข้าไม่เข้าใจ ที่ท่านฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา พวกเราใครหัวเถิกจนถึงขั้นล้านจะถูกจับบูชายัญเทพเจ้าของเราทันที คนต่างถิ่นหัวล้านเราก็ไม่ยอมให้ขึ้นมาบนเกาะนี้ และที่เรายึดถือประเพณีของเราอย่างเคร่งครัดอย่างที่สุดก็คือ ผู้หญิงชาวเกาะมากาต้าจะได้เสียกับคนต่างถิ่นไม่ได้เป็นขันขาด ข้าก็บอกท่านแล้วว่าผู้หญิงของเรา ๖ คนแอบไปนอนค้างที่เรือใหญ่เพลิดเพลินกับพวกคนไทย ๖ คนนี้ พากันกลับมาเกาะตอนใกล้รุ่งสาง เช่นนี้แล้วท่านยังจะต้อนรับพวกคนไทยเหล่านี้อีกหรือ เขาคือกาลกิณี เขาจะทำให้เทพเจ้าพิโรธ พระองค์จะบันดาลให้ภูเขาไฟที่ดับแล้วพ่นพิษออกมา หรือมิฉะนั้นก็จะเกิดสลาตันอย่างรุนแรง"

อามันยกมือชี้หน้าพ่อมด

"หยุด ท่านเป็นพ่อมด เป็นแต่เพียงที่ปรึกษาของข้า บทบัญญัติของเขาก็มีอยู่แล้ว หัวหน้าเผ่าย่อมมีอำนาจสูงสุดจะเชื่อพ่อมดหรือไม่เชื่อก็ได้"

กิมหงวนเอื้อมมือสะกิดแขนหัวหน้าเกาะ

"เอาอ้ายพ่อมดไปบูชายัญเถอะหัวหน้า ขืนปล่อยไว้มันจะคิดกบฏต่อท่านจับท่านฆ่าเสียแล้วก็ตั้งตนเป็นหัวหน้าแทน หน้าตายังงี้คบไม่ได้ เป็นคนแต่มีเขาขึ้นบนกบาลมีอย่างที่ไหน"

พ่อมดเอ็ดตะโรลั่น

"กูเอาเขาวัวมาใส่โว้ย"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"อย่าเถียงนะ" แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับพวกชาวเกาะ "ช่วยกันเอาตัวพ่อมดไปฆ่าเดี๋ยวนี้"

บรรดาชายฉกรรจ์ชาวเกาะไม่ต่ำกว่า ๒๐ คนต่างเฮโลเข้ามาห้อมล้อมพ่อมด แต่อามันรีบร้องห้าม

"อย่า อย่าทำเขา แต่ว่าต่อนี้ไปข้าขอยุบเลิกตำแหน่งพ่อมด เป็นอันว่าบูปาสิ้นสุดจากตำแหน่งพ่อมดแล้วนับแต่นี้เป็นต้นไป"

พวกชาวเกาะ ต่างไชโยโห่ร้องกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน พ่อมดเค้นหัวเราะลั่น เขาแหงนหน้าขึ้นมองดูฟ้าแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"ฟ้าให้ข้ามาเกิดเป็นพ่อมด แล้วทำไมฟ้าถึงให้เขาปลดข้าออกจากตำแหน่ง ข้าเป็นพ่อมด ข้ามีเงินเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท มีผลพลอยได้จากการฆ่าหมูและอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อหัวหน้าปลดข้าออกข้าจะเอาอะไรกิน โอ-ข้าหมดอำนาจ ข้าสิ้นวาสนาแล้ว"

พล พัชราภรณ์ เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าบูปาแล้วยิ้มให้

"แกจะไปไหนก็ไปเถอะ ขืนอยู่ชักช้าจะโดนเตะเจ็บตัวเปล่าๆ พวกชาวเกาะมากาต้าและหัวหน้าเกาะล้วนแต่เป็นคนฉลาด เขารู้ดีว่าพ่อมดหรือแม่มดนั้นเป็นคนลวงโลกอวดอ้างว่าเป็นผู้วิเศษมีเวทมนตร์คาถา อย่ามาขัดขวางความสุขของพวกเราเลย เราคนไทยกับชาวเกาะมากาต้าย่อมรักใคร่สนิทสนมกันเหมือนญาติและสาวๆ ชาวเกาะก็ล้วนแต่มีใจกว้างขวางสำหรับพวกเรา"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอีก แล้วก็มีเสียง "บู"เยาะเย้ยพ่อมด บูปาโกรธจนหน้าเขียว เขายกไม้เท้าชี้หน้าพวกชาวเกาะ ที่ห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"เทพเจ้าหัวล้าน จะลงโทษพวกเจ้ามหาภัยอันใหญ่หลวงจะต้องเกิดขึ้นแก่เกาะนี้อย่างไม่ต้องสงสัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกสนุกขึ้นมาก็ถอดหมวกนายทหารเรือออกโยนทิ้งแล้วร้องขึ้นดังๆ

"เทพเจ้าหัวล้านองค์ใหม่อยู่นี่โว้ยพ่อมด เป็นเทพเจ้าที่เคลื่อนไหวได้พูดได้และสนุกสนานกับกับพวกอีหนูชาวเกาะได้"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะเสียงเฮฮา บูปาพ่อมดเจ้าเล่ห์ได้พาตัวเดินไปจากที่นั้นลัดตรงไปยังหมู่บ้านที่เชิงเขาเพื่อไปเฝ้าเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธ์ คือเทวรูปศีรษะล้านเลี่ยนแกะสลัก ด้วยต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นอยู่กลางลานหมู่บ้าน

หัวหน้าเกาะยื่นมือขวาให้นายพลดิเรกสัมผัส

"สหายรัก ข้าและพวกชาวเกาะไม่ได้เลื่อมใสศัทธาในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์ของเทวรูปหรอก แต่เราเคารพกราบไหว้ตามประเพณีที่มีมาเท่านั้น ข้าพเจ้าแล้วที่จะนำท่านไปสำรวจที่ภูเขาใหญ่กลางเกาะโน่น"

ดร. ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณท่านมาอามัน พวกเราจะไม่ลืมไมตรีจิตของชาวเกาะ และบุญคุณของท่านที่มีต่อเราในครั้งนี้เลย"

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเอง

ชาวเกาะมากาต้าประมาณ ๘๐๐ คน ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ คนแก่คนเฒ่าได้ร่วมมือกันจัด งานเลี้ยงและรื่นเริงอย่างโหฬารเพื่อต้อนรับชาวไทยทั้ง ๖ คนด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้กลับไปที่เรือ "อิบา" ในเวลา ๑๕.๐๐ น. และกลับมาที่เกาะมากาต้าตอนใกล้จะพลบค่ำ

พอสิ้นแสงตะวัน เสียงกลองก็ดังกระหึ่มไปทั่วเกาะ งานเลี้ยงต้อนรับตามประเพณีของชาวเกาะได้เริ่มต้นในเวลา ๑๘.๐๐ น. ในบริเวณกว้างหน้าหมู่บ้านซึ่งมีองค์เทวรูปของเทพเจ้าสูงประมาณ ๑๐ ฟิตยืนเด่นเห็นตะหง่าน และเทวรูปแกะสลักจากต้นไม้ใหญ่องค์นี้ พระเศียรล้านเลี่ยนแบบเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่ามกลางแสงเพลิงจากกองไฟหลายกอง สาวน้อยได้ผลักเปลี่ยนกันออกมาร่ายรำเป็นหมู่ แต่ละนางส่ายตะโพกได้แคล่งคล่องพร้อมเพรียงกัน เข้าจังหวะกับเสียงกลองและเสียงร้อง เพลงของนักร้องหนุ่มหลายคน

การรับประทานอาหาร ได้นั่งรับประทาน กันบนเสื่อกกซึ่งปูลาดอยู่บนพื้นดิน มีชาวเกาะร่วมรับประทานกับคณะพรรคสี่สหายของเรารวม ๕ คนคืออามันหัวหน้าชาวเกาะกับภรรยาของเขา ซึ่งมีรูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนไหกระเทียมต่อขา อีก ๓ คน เป็นชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ร่างใหญ่ มือหอกของหัวหน้าเกาะนั้นเอง บรรดาพวกชาวเกาะที่ไม่ได้ร่วมรับประทานอาหารต่างนั่งห้อมล้อมบริเวณลานกว้างทั้ง ๔ ด้าน ดูการเริงระบำของสาวสวย

อาหารที่จัดมาเลี้ยงคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมีมากมายเหลือเฟือ ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ สับปะรด, กล้วย, อ้อย, มะพร้าว ส่วนเหล้าก็เป็นเหล้าที่ชาวเกาะต้มขึ้นเองมีดีกรีสูงมาก นายพลดิเรกกับคณะแต่งกายแบบเดียวกัน สวมกางเกงขายาวเสื้อฮาไว สวมหมวกแก๊ปแบบหมวกนายเรือ คือหมวกทรงหม้อตาลสีขาวนั้นเอง ทุกคนมีดอกไม้สีขาวคล้องคอ

เสี่ยหงวนของเราเมาเต็มที่เพราะดื่มเข้าไปมากเจ้าคุณปัจจนึกฯ สดชื่นรื่นเริงผิดปรกติ ถึงกับตบมือเข้าจังหวะกับเสียงกอง และจ้องมองดูพวกระบำชาวเกาะตาเป็นมัน พลเพียงแต่สะลืมสะลือ นิกรตั้งอกตั้งใจกินแต่อาหารไม่ยอม ดื่มเหล้าแม้แต่จิบเดียวจึงไม่เมาดร. ดิเรกมีท่าทางหงอยเหงาผิดสังเกต ส่วนเจ้าแห้วเอะอะเฮฮาเต็มที่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์

ครั้งหนึ่ง อามันหัวหน้าชาวเกาะได้รินเหล้าส่งมาให้นายพลดิเรกอีกหนึ่งแก้ว แต่ศาสตราจารย์ดิเรกสั่นศีรษะปฏิเสธ แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"พอแล้วหัวหน้า ข้าดื่มไม่เก่งเหมือนเสี่ยหงวนหรอก เท่าที่ดื่มเข้าไปก็รู้สึกหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราวแล้ว"

อามันยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ข้ารู้สึกว่าท่านไม่ร่าเริงแจ่มใสเลย ไม่สบายใจหรือท่าน"

"ถูกละอามัน ข้ากลุ้มใจที่ข้าทำงานสำรวจในวันนี้ไม่เป็นผล แต่ท่านอย่าเป็นห่วงข้าเลย นิสัยของข้าเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าทำอะไรไม่สำเร็จก็ไม่สบายใจ"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้เพราะลิ้นไก่พันกัน

"กลุ้มหาอหิวาต์อะไรหมอ แร่ยูเรเนียมไม่ใช่แร่ดีบุกโว้ยจะได้ค้นพบง่ายๆ วันนี้หาไม่พบพรุ่งนี้มะรืนนี้มะเรื่องนี้ หรือมะโล้นนี้ก็คงหาพบ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบสัปปะรดเล็กๆ ผลหนึ่งซึ่งปอกเปลือกแล้วมีก้านติดยกขึ้นฟาดกบาลเสี่ยหงวนเต็มเหนี่ยวเสียงดังโพละ สับปะรดทั้งผลแตกกระจายออกเป็นหลายชิ้น

"นี่แน่ะมะโล้น"

"ผมไม่ได้เจตนาล้อคุณอาหรอกครับ ผมอธิบายให้หมอมันฟัง"

เจ้าคุณแยกเขี้ยว

"อธิบายตวักตะบวยอะไร คำว่ามะโล้นมีที่ไหนกัน เขามีแต่มะเรื่องเท่านั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้ามะโล้น ก็ต้องมีมะเหน่งมะลื่นแล้วก็มะอึก"

ท่านเจ้าคุณโกรธจนหน้าเขียวหยิบ จานปลาทอดยกขึ้นโปะกบาลนิกรทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพวกชาวเกาะ แต่แล้วทันใดนั้นเอง เสียงกลองและเสียงร้องเพลงก็สงบเงียบราวกับปลิดทิ้ง สาวน้อยนักระบำกลุ่มนั้นต่างก็หยุดส่ายฮาไวควงตะโพก ใครต่อใครพากันมอง ไปทางองค์เทวรูปเทพเจ้า แห่งเกาะมากาต้า

บูปาพ่อมดจอมเวทมนตร์กำลังเดินเข้ามาที่วงกินเลี้ยง พวกชาวเกาะต่างล่าถอยไปตามกัน บูปาถือดาบใหญ่กระชับมั่น ใบหน้าของเขาโหดเหี้ยมน่ากลัวมือมือหอกของหัวหน้าเกาะทั้งสาม คนต่างคว้าหอกลุกขึ้นยืน เตรียมคุ้มกันอามันและคอยฟังคำสั่งจากอามัน

ภรรยาของอามันอกสั่นขวัญแขวน หล่อนกล่าวกับอามันอย่างละล่ำลำลัก

"รังวังตัวนะพี่ข้า บูปาถือดาบประจำตระกูลของเขา"

หัวหน้าเกาะหัวเราะอย่างใจเย็น

"แต่มันไม่มีโอกาสที่จะฆ่าพี่ได้หรอก เพราะมือหอกของพี่พร้อมแล้ว"

บูปาพ่อมด ผู้เรืองอำนาจและสูญเสียอำนาจไปแล้วหยุดยืนเบื้องหน้าอามันและจ้องมองดูหัวหน้าเกาะด้วยแววตาประสงค์ร้ายท่ามกลางความสงบเงียบ บรรดาชาวเกาะทั้งหลายต่างประหวั่นพรั่งใจไปตามกัน

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูพ่อมดแล้วยกเท้าขวาถีบขาซ้ายของบูปาเบาๆ

"เฮ้ย ไปยืนที่อื่นโว้ย" อาเสี่ยพูดเสียงอ้อแอ้แบบคนเมา "เขาจะกินข้าวยัดเหล้ากัน เรื่องของคนหมาไม่เกี่ยว"

บูปาเวื้อดาบใหญ่ขึ้นเหนือแขน

"ประเดี๋ยวพ่อฟันขาดสองท่อน ถูกละ เรื่องของคนหมาไม่เกี่ยวแกเป็นหมาก็นั่งเฉยๆ ซิ" พูดจบเขาก็ลดดาบลงแล้วมองดูหน้าหัวหน้าเกาะ "อามัน ตามบทบัญญัติของเรานั้น พ่อมดประจำเกาะมีสิทธิ์ที่จะท้าหัวหน้าเกาะต่อสู้ได้ถ้าไม่ลงรอยกัน หรือมีความเห็นขัดแย้งกัน ข้าต้องการต่อสู้กับท่านตัวต่อตัวหน้าชาวเกาะเหล่านี้"

อามันยิ้มอย่างใจเย็น

"แต่ในบทบัญญัติก็ระบุไว้ว่า หัวหน้าเกาะอาจจะขอให้ใครคนหนึ่งต่อสู้แทนก็ได้ ข้าแก่แล้วบูปา ท่านยังหนุ่มแน่นกว่าข้ามาก นอกจากนี้ท่านยังมีเวทมนตร์คาถา ข้าไม่สู้ท่านหรอก แต่ข้าจะให้ใครคนหนึ่งในที่นี้ต่อสู้กับท่านแทนข้า"

นิกรกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น เขาชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วกล่าวกับอามันด้วยเสียงอันดัง

"ข้าเองขอให้ข้าสู้กับมันเถิดท่านทอดมัน"

อามันทำคอย่น

"โปรดเรียกชื่อของข้าเสียให้ถูก ข้าชื่ออามันไม่ใช่ทอดมัน ข้าขอบคุณท่านมากที่ท่านเจ็บร้อนแทนข้าตกลงใจเสี่ยงชีวิตสู้กับพ่อมดประจำเกาะ แต่ท่านตัวเล็กนิดเดียว และเท่าที่ข้าสังเกตดูท่านกินอาการเข้าไปมากมายจนล้นกระเพราะแล้ว เมียข้ากระชิบบอกว่าท่านกินไก่ย่างถึง ๖ ตัว"

นิกรหันมาค้อนภรรยาเจ้าของเกาะ

"เจ๊ละก้อช่างสังเกตดีนักเชียว" แล้วนิกรก็ลุกขึ้นยืน เขาร้องประกาศขึ้นด้วยเสียงอันดัง ท่านทั้งหลาย ข้าจะแสดงฝีมือและฝีตีนของข้าต่อสู้กับอ้ายหน้าปลาจวดคนนี้ด้วยเพลงดาบ ใครมีดาบที่คมกริบโปรดเอามาให้ข้าขอยืมหน่อย รับรองว่าประเดี๋ยวสนุกแน่"

เจ้าหนุ่มชาวเกาะคนหนึ่งวิ่งเข้ามายื่นดาบใหญ่ให้นายจอมทะเล้น

"ท่านผู้กล้าหาญ จงใช้ดาบของข้าสู้กับบูปาเถิดถึงแม้ว่าดาบเล่มนี้ข้าซื้อมาจากตลาดนัดสนามหลวง แต่มันก็คมกริบและทำด้วยเหล็กกล้า"

นิกนยิ้มให้เจ้าของดาบ

"น้องชายเคยไปเที่ยวกรุงเทพฯ หรือ"

เคยครับผมเคยไปค้าขายที่นั่น"

"ขายอะไร" นิกรซัก

"เฮโรอีนครับ" เจ้าหนุ่มชาวเกาะตอบหน้าตาเฉย "กองปราบสามยอดไล่ตะครุบตัวผมผมก็หนีไปเมืองญวนแล้วลงเรือมามะนิลา โดยสารเรือใบเขากลับมาที่เกาะนี้อีกทีหนึ่ง"

พล พัชราภรณ์ เกรงว่านิกรจะเพลี่ยงพล้ำเสียชีวิตก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหา

"ส่งดาบมาให้กันเถอะอ้ายกร ให้กันสู้กับมันดีกว่า ในเรื่องเพลงดาบฉันรู้ดีว่าแกไม่มีฝีไม้ลายมือกับเขาเลย"

นิกรลืมตาโพลง

"หน็อย ดูถูก กันนี่แหละโว้ยหลานของเหลนพระราชมนูทหารเสือพระนเรศวร แกไปนั่งดูเถอะประเดี๋ยวกันฆ่า อ้ายลูกมดตัวนี้แล้วกันจะให้โอกาสแกฟันกับกันเพื่อจะได้รู้ว่าใครจะแน่กว่าใคร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนขึ้น

"อ้ายกร มีอะไรที่จะสั่งไปถึงประไพบ้างก็ว่ามาแล้วบอกด้วยว่าศพแกจะให้พวกเราเผาบนเกาะนี้ หรือให้นำไปกรุงเทพฯ"

นิกรซักฉิว

"อย่าวุ่นวายกับผมเลยครับ เรื่องของคนมีผมคนไม่มีผมไม่ต้องยุ่ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกโบกมือให้นายจอมทะเล้น

"สู้เขาอ้ายกร แกก็นักดาบมือหนึ่งได้รับรางวัลเหรียนทองมาจากโตเกียวเมื่อเร็วๆ นี้"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ใครบอกแกล่ะ"

บูปาพ่อมดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย จะคุยกันหรือจะฟันดาบกันโว้ย ข้าอยากจะฆ่าคนแกเต็มทนแล้ว"

นิกรหันมามองดูคู่ต่อสู้ของเขาแล้วถอยออกห่างยืนตั้งหลักเตรียมพร้อมมือขวาถือดาบกระชับมั่น"

"เข้ามาอ้ายลูกมด"

บูปาขบกรามกรอด

"พ่อมดโว้ยไม่ใช่ลูกมด"

"แต่ฉันคิดว่าแกเป็นลูกมดเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับฉัน ฉันก็เรียกแกว่าลูกมด หรือจะให้เรียกว่ามดลูกก็ได้" พูดจบนิกรก็ทำหน้าตื่น "อ้าว-เป็นอะไรไปล่ะ ตัวลั่นเหมือนเจ้าเข้า"

บูปาเค้นหัวเราะ

"โกรธมึงน่ะซิ ดูถูกกันนี่หว่า" ครั้นแล้วพ่อมดแห่งเกาะมากาต้าก็โผนเข้าทะลวงฟันนิกรอย่างรวดเร็วฉับพลัน

นิกรใจเย็นรบแบบยี่เก มือซ้ายรำป้ายมือขวายกดาบขึ้นปิดป้องและฟันตอบ พวกชาวเกาะทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่โห่ร้องเกรียวกราวเอาใจช่วยนิกร อย่างไรก็ตาม พล, กิมหงวน, กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรู้สึกเป็นห่วงนิกรไม่น้อย ส่วนเจ้าแห้วผละจากวงรับประทานอาหารวิ่งเข้าไปในกลุ่มนักพนัน ซึ่งบรรดาเซียนพนันทั้งหลานถึงแม้จะเกลียดชังบูปาต่างก็เล่นฝ่ายบูป่าทั้งนั้น บูปาเป็นต่อถึงสองเอาหนึ่ง เจ้าแห้วถือโอกาสรองไว้หลายรายเป็นเงินเกือบ ๑,๐๐๐ บาท"

นิกรล่าถอยตลอดเวลาจนกระทั่งกิมหงวนชักโมโห

"มึงจะถอยไปถึงไหนวะอ้ายกร สู้มันซิโว้ย พ่อมดหน้ามันไม่เหมือนพ่อมึงแม้แต่น้อย"

นายจอมทะเล้นไม่ยอมฟังคำหนุนของอาเสี่ยเขาถอยไปเรื่อยๆ ตามแบบฉบับของเขา แล้วก็นึกด่าตังเองที่ไม่ควรสู้ รบกับบูปาซึ่งมีร่างสูงใหญ่กว่าเขามีชั้นเชิงในเพลงดาบแคล่วคลอ่งว่องไว หากเขาเพลี่ยงพล้ำเพียงนิดเดียว ศีรษะของเขาก็หลุดจากบ่ากลายเป็นผีตายโหงประจำเกาะนี้ไป

ครั้งหนึ่งนิกรถอยไปจนสุดลานกว้างด้านเหนือเขายืนชิดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วแกล้งเปิดช่องว่างให้พาอมดฟันเขา บูปาเงื้อดาบจ้วงฟันหมายก้านคอคู้ต่อสู้เต็มแรงเกิด นิกรย่อตัวลงต่ำหลบคมดาบได้อย่างหวุดหวิดทำให้พวกผู้หญิงชาวเกาะร้องหวีดว้ายไปตามกัน

ดาบใหญ่ของพ่อมดแหวก อากาศ วึดถูกลำต้นไม้ต้นนั้นดังฉึก แรงเหวี่ยงทำให้คมดาบฝังเข้าไปในต้นไม้เกือบหนึ่งนิ้วและติดแน่น ตอนนี้เองบูปาก็ออกแรงดึงดาบของเขาออกมาจากต้นไม้ นิกรหันมาชูดาบอวดเพื่อนๆ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"ถึงทีกันละโว้ย" พูดจบเขาก็ยกดาบฟันคอบูปาอย่างรวดเร็วฉับพลัน

"ฉัวะ"

ศีรษะของพ่อมดขาดกระเด็น หวือหลุดจากบ่าร่างอันสูงใหญ่ยืนโงนเงนโลหิตพุ่งฉูดออกมาทางช่องคอเป็นไฟพะเนียง นิกรแลเห็นเข้าก็เสียขวัญร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วทิ้งดาบวิ่งหนีมาเอาดื้อๆ

ท่ามกลางเสียงตบมือเสียงโห่ร้อง พ่อมดแห่งเกาะมากาต้าได้ล้มลงสิ้นใจตายในท่านอนหงาย ร่างนั้นอยู่ห่างจากศีรษะราว ๒ เมตร

ทันใดนั้นเอง มหาภัยอันใหญ่หลวงซึ่งไม่มีใครคาดหมายก็เกิดขึ้น

ภูเขาไฟกลางเกาะเกิดการระเบิดขึ้นทันที เสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเกาะ ยังความตระหนกตกใจให้แก่พวกชาวเกาะทั้งหลาย ทุกคนพากันมองไปทางภูเขาไฟลูกนั้น ซึ่งปากปล่องมันสว่างจ้าด้วยแสงเพลิง อันเกิดจากลาวากลุ่มควันสีดำ พลุ่งออกมาจากปล่อง

อามันหัวหน้าเกาะตกใจแทบสิ้นสติ

"เทพเจ้าพิโรธแล้ว" เขากล่าวกับคณะสี่สหายด้วยเสียงสั่นเครือ "พระองค์อาจจะกริ้วโกรธที่คุณนิกรสังหารพ่อมดซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์ก็ได้ ภูเขาไฟลูกนี้สงบเงียบมา ๒๐๐ กว่าปีแล้ว"

ดร. ดิเรกกล่าวปลอบใจหัวหน้าเกาะ

"มันเป็นเรื่องของธรรมชาติมันไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ของภูตผีปีศาจหรือเทพเจ้าอะไรหรอก"

หัวหน้าเกาะตัวสั่นงันงก มองดูนิกรซึ่งวิ่งเข้ามารวมกลุ่ม ก่อนที่อามันจะพูดว่ากระไรภรรยาของเขาก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

ท่านผู้กล้าหาญ ภัยพิบัติเกิดขึ้นแก่พวกเราแล้ว ช่วยแนะนำข้าหน่อยซิเราจะทำอย่างไรดี"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รู้จะแนะนำเจ๊อย่างไร แต่ว่าเรายังมีเวลาพอนี่นะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"พาบริวารของท่านลงเรือเล็กหนีไปเกาะอื่นเถอะอามัน" ภูเขาไฟคงจะพ่นเถ้าถ่านลาวาไหลลงมาท่วมเกาะภายในชั่วโมงนี้"

อามันยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"ข้ากับเมียข้าไม่อาจจะทิ้งเกาะนี้ไปได้ ถึงแม้ว่าเราหลบหนีไปอาศัย อยู่เกาะใกล้เคียง เราก็หนีความตายไม่พ้น"

นิกรเลื่อนตัวเข้าไปหาเสี่ยหงวน ซึ่งนอนตะแคงอยู่บนเสื่อกกด้วยฤทธิ์เมา

"เฮ้ย ภูเขาเขาไฟระเบิด ลุกขึ้น"

กิมหงวนลุกขึ้นนั่งในท่าสะลึมสะลือ

"ไม่มีวันระเบิด" เขาพูดเสียงอ้อแอ้นัยน์ตาปรือ "แกไปตามเทพเจ้าที่ยืนอยู่นั่นมากินเหล้ากับกันเถอะวะ แล้วพระองค์จะทำให้ภูเขาไฟสิ้นฤทธิ์ไปเอง"

เสียงระเบิดภายในภูเขาไฟดังขึ้นอีก คราวนี้ระเบิดติดต่อกันสามสี่ครั้ง แสงสว่างซึ่งเป็นสีแดงเพลิงสูงขึ้นไปกว่าเดิมหลายเท่า พื้นแผ่นดินบนเกาะมากาต้าเริ่มสั่นไหวแล้ว

"เฮ้-แผ่นดินไหว" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องขึ้นดังๆ

ทันใดนั้นเอง ชาวเกาะก็ส่งเสียงร้องขึ้นด้วยความหวาดกลัว องค์เทวรูปเทพเจ้าอันสูงตระหง่านค่อยๆ ล้มคว่ำหน้าลงมาอันเนื่องจากแผ่นดินไหว และแล้วต่อมาจากนั้นเรือนของชาวเกาะก็พังพินาศ

อามันร้องตะโกนบอกคนของเขา "ทุกคนสวดมนต์ทุกคนจงช่วยกันวิงวินเทพเจ้าให้หยุดยั้งความดุเดือดของภูเขาไฟไว้" แล้วเขาก็หันมาทางคณะพรรคสี่สหาย "ช่วยกันสวดมนต์เถอะท่าน"

บรรดาชาวเกาะ ทั้งหลายต่างคุกเข่าประนมมือหันหน้าไปทางภูเขาไปกลางเกาะ เสียงสวดมนต์ดังขึ้นแล้ว แต่พอเริ่มสวดได้สักครู่ภูเขาไฟก็แผลงฤทธิ์เกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้เสียงระเบิดดังจนแสบแก้วหู

"ตูม"

ลาวาคือหินภูเขาไฟ ที่ละลายเหมือนเหล็กหลอมได้ไหลออกมาจากปล่องของมันแล้ว และไหนลงสู่เบื้องล่างหลายทางอย่างรวดเร็ว ธารลาวาไหลลงสู่เชิงเขาต้นไม้ใหญ่น้อยในป่าเกิดไฟไหม้ ด้วยอำนาจความร้อนของลาวา เกาะมากาต้ากลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้วพวกชาวเกาะต่างลุกขึ้นวิ่งเอาตัวรอด

หัวหน้าเกาะร้องตะโกนสุดเสียง

"เปิดโว้ย ตัวใครตัวมันโว้ย"

การหนีภัยเป็นไปอย่างสับสนอลหม่าน แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครเอาเรือเล็กพายออกทะเล สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนมองดูลาวาซึ่งกำลังขยายอาณาเขตกว้างขวางและไหลใกล้เข้ามา เสี่ยหงวนหายเมาแล้วเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ยิ่งแลเห็นพวกชาวเกาะวิ่งหนีร้องกู้ตะโกนเรียกหากันก็ยิ่งเสียขวัญ

แต่นิกรยิ้มแป้น

"แหมโว้ย เป็นภาพที่ประทับใจน่าดูมาก ในอดีตเมืองบาบิลอนเคยพินาศเพราะภูเขาไฟมาแล้ว ดูซิวะอ้ายหงวน ลาวาที่ไหลมาทางเรามันยืดและเหนียวข้นคล้ายกะละแมกวนน่ากินจังว่ะ

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื้อก เขากล่าวกับคณะพรรคของเขาด้วยเสียงอันดัง

"กลับไปเรือเราเถอะโว้ย ขืนอยู่เท่งทึงแน่"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ไปได้พวกเรา วิ่งตรงไปที่ชายหาดป่านนี้กัปตันคงส่งเรือเล็กมารับเราแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งนำหน้า สี่สหายติดตามท่านรวมกลุ่มกันไป เจ้าแห้วอยู่รั้งท้าย เสียงระเบิดเสียงครวญครางคำรามของภูเขาไฟสั่นสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง หมู่บ้านของชาวเกาะไม่น้อยกว่า ๒๐๐ หลังคาเรือนพินาศสิ้นเพราะแผ่นดินไหวและแยกออกจากกัน

ที่ชายหาดมีหญิงชายชาวเกาะประมาณ ๑๐ คนยืนรวมกลุ่มกันอยู่ เพราะไม่รู้ว่าจะหนีไปทางไหน ในเวลาเดียวกันนี้เอง เรือยนตร์ประจำเรือ "อิบา" กำลังแล่นตรงมาที่ชายหาดซึ่ง ร.ท. มาฮูผู้เป็นกัปตันเรือ "อิบา" ได้ทำหน้าที่ขับเรือยนตร์เอง มีลูกเรือมาคนหนึ่ง

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับพวกชาวเกาะเหล่านี้

"ชีวิตของพวกท่านกำลังอยู่ในระหว่างอันตรายไปกับพวกเราเถอะ ข้าจะขอร้องกัปตันให้ช่วยลำเลียงพวกท่านที่เรือของเรา เกาะมากาต้าอาจจะถล่มจมหายลงไปในน้ำภายในคืนวันนี้ก็ได้"

สาวสวยคนหนึ่งยิ้มให้พลและยกมือไหว้เขา

"ข้าขอบคุณท่านมาก ขอให้ท่านพาพรรคพวกของท่านรีบไปลงเรือใหญ่เถิดจะได้ปลอดภัย พวกข้าเป็นชาวเกาะมากาต้า เมื่อกาลอวสานของเกาะนี้มาถึงเราก็จะตายอยู่บนนี้"

เรือยนตร์ประจำเรือ "อิบา" แล่นเข้ามาเกยหาดแล้ว เสียงกัปตันร้องตะโกนลั่น

"นายพลดิเรกครับ ขอเชิญท่านกับคณะของท่านรีบกลับไปเรือโดยเร็ว เราจะต้องรีบหนีไปให้พ้นจากเกาะนี้"

พวกชาวเกาะกลุ่มนั้นพากันวิ่งหนีภัยไปทางทิศใต้ของเกาะ เมื่อเห็นธารลาวาไหลใกล้เข้ามา เสี่ยหงวนร้องไห้โฮ

"เมียจ๋าโธ๋-เมียกันไม่รู้ว่าไปทางไหน ป่านนี้เท่งทึงเสียแล้วก็ไม่รู้ น่าเสียดายเหลือเกินอายุ ๑๘ เท่านั้น"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรีบลุยน้ำไปลงเรือยนตร์ ต่อจากนั้น ร.ท. มาฮูก็นำเรือแล่นถอยหลังออกไปจากชายหาดแล้วกลับลำแล่นตรงไปยังเรือ "อิบา" กิมหงวนกับเจ้าแห้วนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นมาในเรือ ต่างก็อาลัยรักเมียชาวเกาะของตน

ไม่มีใครช่วยเหลือชาวเกาะได้ เขาเหล่านั้นต้องเผชิญกับความโหดเหี้ยมของธรรมชาติ และขณะนี้ต่างก็หลบหนีกระจัดกระจายกันไปทั่วเกาะ

"อิบา" หะเบตสมอในเวลา ๒๐.๔๕ น.

กัปตันนำเรือเดินทางกลับนครมะนิลาตามคำสั่งของนายพลดิเรกซึ่งเขาได้วิทยุติดตามกับกองเรือยุทธการของรัฐนาวีฟิลิปปินส์แล้ว แจ้งให้ทราบว่าเกาะมากาต้าเกิดภูเขาไฟระเบิด เขากับคณะของเขากำลังอยู่ในงานรื่นเริงที่พวกชาวเกาะเลี้ยงต้อนรับและหลบหนีภัยมาลงเรือ "อิบา" ได้อย่างปลอดภัย การสำรวจแร่ยูเรเนียมต้องเลิกล้มขออนุญาตเดินทางกลับ พอได้รับอนุญาตเขาสั่งกัปตันให้ออกเรือทันที

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนอยู่ทางกราบขวาของเรือ "อิบา" มองดูภูเขาไฟบนเกาะซึ่ง กำลังระเบิดและพ่นลาวาไหลท่วมเกาะจนกระทั่งแลเห็นเกาะมากาต้ากลายเป็นทะเลเพลิงแดงฉานไปทั่ว แสงเพลิงจับท้องน่าสะพรึงกลัว

จบบริบูรณ์