พล นิกร กิมหงวน 166 : กีฬาโรคจิต

แขกของศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ปรากฏชื่อในนามบัตรที่ฝากเจ้าแห้วไปให้นายพลดิเรกว่า

นายแพทย์โรจน์ รักหิรัญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบำบัดวิปลาส คือโรงพยาบาลคนไข้โรคจิตที่พระโขนงนั่นเอง

เมื่อ ดร. ดิเรกเข้ามาในห้องรับแขกอันโอ่โถงหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" เขาก็แลเห็นสุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่งแต่งสากลชุดสีเทาผูกโบว์หูกระต่าย บุคลิกลักษณะบอกให้รู้ว่าเป็นคุณหมอ นั่งรอคอยเขาอยู่บนเก้าอี้นวมริมหน้าต่างแล้ว ท่านผู้นี้คือหมอโรจน์จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคจิต ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" โรงพยาบาลคนไข้โรคจิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีคนไข้ชายหญิงร่วม ๑,๐๐๐ คน เพิ่งเปิดรักษาคนไข้โรคจิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นโรงพยาบาลตั้งใหม่ยังไม่ถึงปีแต่มีคนไข้อุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งคนไข้พิเศษและคนไข้สามัญ

"ฮัลโหล หมอโรจน์" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวทักผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตซึ่งมีความเคารพรักและนับถือเขาเหมือนอาจารย์คนหนึ่ง เพราะเคยได้รับความรู้ในวิชาการแพทย์เกี่ยวกับโรคจิตมาจากนายพลดิเรกไม่น้อย

หมอโรจน์รีบลุกขึ้นยืนประนมมือไหว้ศาสตราจารย์ดิเรกยอดนักวิทยาศาสตร์ และยอดหมออย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับอาจารย์ ผมไม่ได้พบอาจารย์เกือบปีแล้วแต่ก็ยังระลึกถึงเสมอ อาจารย์สบายดีหรือครับ"

ดร. ดิเรก ยื่นมือให้หมอโรจน์จับและเขย่าตามธรรมเนียม

"ก็ไม่สบายหรอกครับ เมียผมชักจะวุ่นวายชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับผมเสมอ เพียงแต่ผมอยากจะมีเมียเด็กๆ ไว้ดูเล่นสักคนเดียวเท่านั้น เขาไม่พยายามเข้าใจหรือเห็นใจผมเลย"

หมอโรจน์ยิ้มแห้งๆ

"ผู้หญิงก็เหมือนกันแหละครับอาจารย์ เสียทองเท่าบุ้งกี๋ไม่ยอมเสียสามีให้ใคร อกเขาอกเราครับ ผมหวังว่าการสัมนาคนไข้โรคจิตทั่วประเทศคราวนี้อาจจะมีการอภิปรายกันถึงเรื่องเมียน้อยเมียหลวงเมียเก็บเมียบำเรอเป็นแน่ ฝรั่งมันก็ยังงั้นแหละครับเชื่อมันนักก็ไม่ได้ หลักการน่ะดี แต่พอเราจะเอาจริงผ่าไปกินเลี้ยงบนเสากระโดงเรือเสียฉิบ หรืออาจารย์เชื่อในทฤษฎีที่ว่า ตะเข้บกกับจิ้งจกป่าเป็นสัตว์เสือกคลานแบบเดียวกัน ถ้ายังงั้นเราก็ต้องพิสูจน์ว่าก้านดำก้านแดง และน้ำร้อนน้ำชามันต่างกันตรงไหน"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อกจ้องมองดูหน้าผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตอย่างแปลกใจ

"หมอ...หมอโรจน์"

หมอโรจน์สะดุ้งเล็กน้อย ท่าทีของเขาดูเหมือนกับตื่นจากฝัน

"ผมพูดเพ้อเจ้ออะไรไปหรือครับอาจารย์"

นายพลดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เอ-ไม่ได้การเสียแล้ว คุณถ้าจะทำงานมากเกินไป"

"ครับ งานที่โรงพยาบาลหนักจริงๆ ครับอาจารย์ ผมเป็นผู้อำนวยการแต่ผมก็ต้องรักษาไข้ด้วย เพราะคนไข้เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน บางคนยังดีๆ อยู่มาติดต่อขอจองเตียงกับผมบอกว่าในไม่ช้าเขาจะเป็นบ้าขอจองเตียงและห้องไว้ก่อน บางคนหายป่วยออกไปจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วันกลับมาอีกแล้ว ได้คนความว่าทะเลาะกับแม่ยายโรคเก่าเลยกำเริบ"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"นั่งครับหมอ เชิญนั่ง"

ทั้งสองทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว เจ้าแห้วถือถาดเงินนำเครื่องดื่มเข้ามาเสิฟให้ หมอโรจน์กล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"คณะของอาจารย์อยู่หรือเปล่าครับ ผมอยากจะให้อาจารย์ช่วยกรุณาแนะนำให้ผมรู้จักบ้าง"

"ออไร๋ อยู่ครับ" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ แล้วพยักหน้ากับเจ้าแห้ว "ไปเชิญคุณพ่อแล้วก็พล, นิกร, กิม หงวนด้วย บอกเถอะว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" ท่านอยากจะรู้จัก"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง เดินก้มตัวออกไปทางห้องโถง หมอโรจน์จ้องมองดูเจ้าแห้วจนลับตาแสดงว่าท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตสนใจกับเจ้าแห้วมาก

"เขาเป็นคนใช้ของอาจารย์หรือครับ" หมอโรจน์กล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"โน เขาเป็นคนใช้ของคุณอาผม คุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์ อย่างไรล่ะ เจ้าแห้วเป็นเด็กในบ้านที่คุณอาผมเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย"

หมอโรจน์พยักหน้ารับทราบ

"นัยน์ตาเขาผิดปรกตินะครับอาจารย์"

ศาสตราจารย์ดิเรกสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหัวเราะ

"หมออย่าลืมว่าผมเป็นจิตแพทย์ชั้นดีคนหนึ่ง ถ้าคนในบ้าน "พัชราภรณ์" ป่วยเป็นโรคจิตผมก็จะส่งตัวเขาไปให้หมอทันที รับรองครับว่าเจ้าแห้วไม่ได้เป็นอะไร"

"เอ-เขามองดูผมชอบกลครับอาจารย์ เหมือนกับคนบ้าที่โรงพยาบาลชอบมองดูผม"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าพยายามคิดว่าใครต่อใครเป็นโรคจิตซีครับหมอ แต่ว่า น่าเห็นใจหมอเหมือนกันเพราะหมอขลุกอยู่กับคนไข้โรคจิตตลอดวัน ประเดี๋ยวหมอก็จะได้รู้จักกับเพื่อนเกลอของผม หมอเคยเห็นหน้าเขามาแล้วไม่ใช่หรือครับ"

"ครับ ไม่ใช่เคยเห็นแต่หน้า เคยเห็นตลอดตัวเลยครับอาจารย์ ผมพบกับท่านเจ้าคุณกับคุณพล, คุณนิกร, คุณกิมหงวนในงานสังคมต่างๆ บ่อยๆ บางทีก็พบตามสถานอาบน้ำนวดตัว"

นายพลดิเรกทำหน้าชอบกล

"อ้า-ผมคิดว่าวันดีคืนดีหมอควรจะตรวจร่างกายเสียบ้างซีครับ หมอขลุกอยู่กับคนไข้โรคจิตเชื้อโรคจิตอาจจะเข้าตัวหมอบ้าง รู้สึกว่าพบกันคราวนี้หมอเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ไหนแต่ไรมาหมอไม่เคยพูดแบบนี้"

"แต่ผมสบายดีนี่ครับอาจารย์"

"ออไร๋ ท้องไส้ผูกหรือเปล่า เป็นปรกติดีหรือ"

"เรื่องท้องของผมนี่แย่หน่อยครับอาจารย์ ห้าหกวันถึงจะถ่ายสักครั้ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ห้าหกวันครั้ง....โอ-มิน่าล่ะหมอถึงมีอาการกะป้ำกะเป๋อไปบ้าง เราเป็นหมอไม่น่าจะปล่อยให้ท้องผูก กินยาระบายเสียบ้างสิครับ หรือผลไม้สุกๆ เช่นกล้วยหรือมะละกอ"

หมอโรจน์ฝืนยิ้ม

"ผมเกลียดผลไม้ครับอาจารย์"

"ถ้ายังงั้นก็ต้องกินของเสาะท้องเสียบ้าง เช่นก๋วยเตี๋ยว, ต้มยำ, หอยแครงลวก เออ-หมอยังไม่ได้บอกผมเลยว่าหมอมาหาผมหมอมีธุระอะไรหรือเปล่า หรือมาเยี่ยมผมในฐานที่หมอมีความเคารพนับถือในตัวผม"

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตยิ้มเล็กน้อย

"ทั้งสองอย่างครับอาจารย์ ผมมาเยี่ยมอาจารย์ด้วยแล้วก็ถือโอกาสมาเชิญอาจารย์กับคณะด้วย" พูดจบหมอโรจน์ก็ล้วงกระเป๋าล่างขวาของเสื้อสากลหยิบบัตรเชิญบรรจุซองสีชมพูฉบับหนึ่งออกมาส่งให้ดร. ดิเรกอย่างนอบน้อม "นี่ครับบัตรเชิญของโรงพยาบาลบำบัดวิปลาส ผมเชิญอาจารย์กับคณะของอาจารย์รวมกันบัตรเดียวกัน"

นายพลดิเรกวางนามบัตรลงบนโต๊ะ

"เนื่องในงานอะไร"

"เราจัดงานรื่นเริงขึ้นครับอาจารย์ และเราจะจัดงานนี้ทุกวันที่ ๒ ธันวาคม ตามรอบปีซึ่งทางโรงพยาบาลจะถือว่าเป็นงานประจำปีของเรา และผมได้ให้ชื่องานนี้ว่า "วันรื่นเริงของคนไข้โรคจิต" ในฐานที่อาจารย์เป็นนายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังเป็นที่เคารพนับถือของตัวผมและพวกหมอของโรงพยาบาลโรคจิตแทบทุกคนผมก็ต้องมาเชิญอาจารย์ด้วยตนเอง"

"โอ-แท้งคิวเวอรี่มัช ผมและพวกเรายินดีไปตามคำเชิญนี้ มีอะไรที่จะให้ผมช่วยบ้างไหม บอกมาเถอะหมอไม่ต้องเกรงใจ"

"ขอบคุณครับอาจารย์ ไม่มีอะไรที่ผมจะต้องรบกวนหรอกครับ"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาตัวเดินเข้ามาทางห้องโถง พล, นิกรและอาเสี่ยกิมหงวนติดตามมาด้วย นิกรตัดผมสั้นเกรียนจนติดหนังหัว ประแป้งลายพร้อยและกินหมากด้วย มีสร้อยเงินโตเกือบเท่านิ้วก้อยคล้องคอพร้อมด้วยพระเครื่องเป็นพวงไม่ต่ำกว่า ๑๐ องค์ สามสหายกับท่านเจ้าคุณเพิ่งลงมาจากวงไพ่ชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร, กิมหงวน ต่างนั่งรวมกันบนโซฟาขนาดใหญ่ริมผนังตึก

นายพลดิเรกแนะนำนายแพทย์โรจน์ รักหิรัญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" ให้รู้จักกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนร่วมชีวิตของเขาทั้งสามคน ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามหมอโรจน์พยายามมองดูหน้านิกรเสียจริงๆ จนกระทั่ง พ.อ. นิกรอดรนทนไม่ได้จึงถามว่า

"คุณหมอสนใจอะไรในตัวผมหรือครับ"

จิตแพทย์ชั้นดียิ้มเล็กน้อย

"อ้า-ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณตัดผมเสียเหี้ยนเตียนคล้ายกับลานบินเหมือนกับพวกคนไข้ที่โรงพยาบาลผม แล้วก็คุณกินหมาก มีโซ่ขนาดผูกลิงคล้องคอด้วย"

นิกรหัวเราะก้าก

"คุณหมอเป็นหมอรักษาคนบ้าก็มักจะทึกทักเอาว่าใครต่อใครเป็นโรคจิตเสมอ เหมือนกับหมอมาโนชญ์เพื่อนผมที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา มาที่นี่ทีไรจะเอาผมหรืออ้ายหงวนไปไว้โรงพยาบาลทุกที ที่ผมตัดผมเกรียนอย่างนี้ก็เนื่องจากความเข้าใจผิดของช่างประจำของผมครับ เมื่อวานนี้ผมไปตัดผมพอขึ้นนั่งเก้าอี้ก็รู้สึกง่วงเต็มทน ผมบอกช่างเขาว่า สั้นหน่อยนะช่าง แล้วผมก็หลับไป พอตื่นขึ้นมาทรงผมของผมก็กลายเป็นทรงมดแดงชะเง้อ หรือทรงสาวสะกิดแม่ไปแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร จะโกนหัวออกให้หมดก็กลัวคนเขาจะหาว่าเป็นเหา นี่ก็ออกพรรษามานานแล้วคงไม่มีใครเข้าใจว่าผมเพิ่งสึกจากพระ" นิกรคุยกับหมอโรจน์อย่างกันเองซึ่งทำให้แขกผู้มาหาสบายใจมาก "ที่ผมกินหมากก็ไม่มีอะไรครับ คุณอาผมผู้เป็นมารดาหรือแม่ของอ้ายพลท่านกินหมาก เรานั่งเล่นไพ่กันเชี่ยนหมากวางอยู่ใกล้ๆ ผม ผมก็เลยหยิบหมากพลูขึ้นมาเคี้ยวกินเล่นสนุกๆ เข้าทีดีเหมือนกันครับ ยันหมากเหมือนเมาเหล้านานๆ กินที แล้วสร้อยสะเตนเลสเส้นนี้ที่มีขนาดใหญ่ผิดธรรมดาก็เนื่องจากผมมีหลวงพ่อร้อยติดอยู่ตั้ง ๑๒ องค์ ล้วนแต่หลวงพ่อชั้นเยี่ยมทั้งนั้น"

หมอโรจน์ยิ้มเล็กน้อย

"คุณถ้าจะชอบสะสมพระเครื่อง"

"มิได้ครับ แต่ก็มีไว้บ้างสำหรับป้องกันตัว"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ตั้งแต่เคนเนดี้ถูกยิงตาย อ้ายกรเป็นโรคอุปาทานครับคุณหมอ คอยคิดว่าจะมีคนลอบทำร้ายตลอดเวลา"

หมอโรจน์ทำหน้าเบ้ หันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก เขายกมือขวาขึ้นป้องปากแล้วพูดแบบละครร้องสมัยแม่เลื่อนหรือแม่บุนนาค

"โรคอุปาทานน่ะเป็นเบื้องต้นแห่งโรคจิตนะครับ"

"ออไร๋ แต่สำหรับนิกรเพื่อนของผมผมรับรองว่าร่างกายและจิตใจเป็นปรกติ"

"หรือครับ คุณนิกรท้องผูกบ้างหรือเปล่า"

ดร. ดิเรกเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"อ้ายกรไม่เคยท้องผูกเลย วันหนึ่งถ่ายอย่างน้อย ๕ ครั้ง บางทีถึง ๑๐ ครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่ากระเพาะอาหารหรือลำไส้พิการ ผมเช็คร่างกายเพื่อนๆ ของผมเสมอ"

หมอโรจน์เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"ผมเคยเห็นใต้เท้าบ่อยๆ ซึ่งหมายถึงคุณพล, คุณนิกร และอาเสี่ยกิมหงวนด้วย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับใต้เท้าและคณะของอาจารย์ดิเรก" แล้วเขาก็ยิ้มให้ พล พัชราภรณ์ "ขอบคุณครับที่ให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดีเช่นนี้"

เจ้าแห้วถือถาดเงินขนาดใหญ่นำเครื่องดื่มเข้ามาเสิฟให้คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณและหมอโรจน์ เสร็จแล้วก็ถอยไปนั่งพับเพียบอยู่ข้างประตู ด้านเฉลียงตึกคอยรับใช้ เจ้าแห้วยกนิ้วก้อยมือขวาไชเข้าไปในรูจมูกแล้วทำปากเบี้ยวปากบูดเหมือนคนไข้โรคจิต หมอโรจน์แลเห็นเข้าก็รีบบอกนายพลดิเรกทันที

"อาจารย์ครับ คนใช้มองอาจารย์...."

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูหน้าเจ้าแห้วแล้วยิ้มให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้า

"ไม่มีอะไรหมอ ทุกครั้งที่อ้ายแห้วพยายามเอาขี้มูกแห้งๆ ออกมาจากรูจมูกมันจะต้องทำหน้าทำตาอย่างนี้เสมอ"

หมอโรจน์ยิ้มออกมาได้ แต่แล้วก็หยุดยิ้มทันทีเมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกขนาดเล็กออกมา

"อาจารย์ครับ อาเสี่ยควักปืนออกมาทำไมครับ"

"ว้า" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "ยูเป็นจิตแพทย์แต่แล้วยูก็กำลังจะเป็นโรคประสาท มันปืนไม้ขีดเบนซินครับไม่ใช่ปืนจริงๆ ที่ห้างเจ้าหงวนเขาสั่งเข้ามาขายกระบอกละ ๒๐๐ บาทเหมือนปืนจริงๆ มาก"

อาเสี่ยยิงปืนดังแชะแล้วจุดบุหรี่สูบอย่างหน้าตาเฉย หมอโรจน์ถอนหายใจหนักๆ เขากล่าวกับ ทุกๆ คนว่า

"เท่าที่ผมมานี่ก็เพื่อมาเชิญอาจารย์ดิเรกกับคณะ คือพวกคุณและท่านเจ้าคุณไปในงานรื่นเริงของพวกคนไข้โรคจิตที่โรงพยาบาลผมในตอนบ่ายวันจันทร์ที่ ๒ ธันวาคมนี้แหละครับ ผมหวังว่าทุกท่านคงจะให้เกียรติเป็นแขกของเรา"

พ.อ. กิมหงวนกล่าวในนามคณะพรรคของเขา

"ยินดีครับหมอ อ้า-งานรื่นเริงมีอะไรบ้างครับ"

"มีกีฬากลางแจ้งทั้งประเภทลู่และประเภทลานครับ แล้วก็มีการแสดงบนเวที พวกคนไข้โรคจิตเขาจัดกันเองครับคือสุดแล้วแต่ความพอใจของเขา แต่อยู่ในความควบคุมของหมอและพยาบาล"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้

"เอ-แล้วคนดู คือแขกที่ได้รับเชิญจะปลอดภัยหรือครับ"

"เรื่องนี้ผมรับรองครับ คนไข้ที่จะเล่นกีฬาหรือแสดงอะไรต่ออะไรเป็นคนไข้ที่หายแล้ว หรือมิฉะนั้นก็เป็นคนไข้โรคจิตที่ไม่ดุร้าย บ้าแบบยิ้มหรือหัวเราะแบบพูดพล่ามพูดไปหัวเราะไปนั่นแหละครับ อ้ายที่บ้าคลั่งอาละวาดหรือมีจิตไร้สำนึกเราจะไม่ยอมให้ออกมาปะปนเป็นอันขาด"

อาเสี่ยถอนหายใจโล่งอก

"มีอะไรให้ผมช่วยบ้างล่ะครับ"

"โอ-ขอบคุณครับ ผมไม่ได้มารบกวนหรอกครับ ตั้งใจมาเชิญไปเป็นเกียรติเท่านั้น"

"น่า ผมช่วย ผมจะสั่งให้บริษัทน้ำอัดลมของเราส่งน้ำอัดลมไปที่โรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" ในตอนเช้าวันที่ ๒ ธันวาคม สัก ๑๐๐ ลัง"

"โธ่-อย่าเลยครับอาเสี่ย แต่ถ้าได้ก็ดีครับ เป็นการกุศลที่ควรอนุโมทนาอย่างยิ่ง"

พลพูดเสริมขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

"เริ่มงานเวลาเท่าไรและมีรายการอะไรบ้าง ท่านผู้อำนวยการกรุณาบอกย่อๆ หน่อยได้ไหมครับ พวกเราจะได้ช่วยเหลือเพื่อการกุศล"

"โอ-อย่าวุ่นวายเลยครับคุณพล ผมไม่ชอบรบกวนใครเลย แต่ว่าถ้าได้ถ้วยรางวัลให้คนบ้าบ้างก็เป็นพระคุณครับ เขาจะได้ดีใจและภาคภูมิใจ การแสดงกีฬาและงานรื่นเริงของคนบ้าจะเริ่มต้นในเวลา ๑๔.๓๐ น. มีการเดินพาเหรดรอบสนามโชว์ตัวนักกีฬาตามธรรมเนียมครับ ต่อจากนั้นก็แข่งขันกีฬาหญิงชายซึ่งเป็นคนไข้ของเราทั้งประเภทลู่และประเภทลาน แต่กีฬามีเพียงไม่กี่อย่างคือเอาเท่าที่คนบ้าเขาเคยเล่น อะไรที่จะเป็นอันตรายเช่นขว้างจานหรือพุ่งแหลนเราก็ไม่ให้เล่นเพราะกลัวว่าจะเหวี่ยงเข้ามาในหมู่ คนดู ๑๖.๐๐ น. มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมคนไข้ชายและทีมคนไข้หญิง"

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"มันจะสู้กันได้หรือครับหมอ"

หมอโรจน์ยิ้มแป้น

"ผมรับรองครับใต้เท้า ทีมฟุตบอลคนไข้หญิงซ้อมไว้อย่างแข็งแกร่ง กองหน้าแต่ละคนชู้ตได้แม่นและแรง เสียอย่างเดียวไม่ยอมฟังเสียงนกหวีด ส่วนทีมคนไข้ชายก็ไม่เลวครับ เมื่อสองสามวันทีมชาติของเราไปขอซ้อม ทีมคนบ้าของผมต้อนเสีย ๕ ประตูต่อสูญ กองหน้าทีมชาติของเราแต่ละคนใช่เล่นเมื่อไหร่ครับ ชลอ....ยรรยง, นิลภิรมย์, อัษฎางค์....สมพล เสมา ล้วนแต่เข้าไม่ติด พอแลเห็นกองกลางหรือกองหลังของผมแยกเขี้ยวยิงฟันวิ่งเข้ามาเท่านั้นส่งลูกให้ดีๆ "

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"ถ้ายังงั้นการแข่งขันกีฬาและฟุตบอลของพวกคนบ้าคงสนุกแน่ครับ"

นายพลดิเรกจุ๊ปากดุกิมหงวน

"อย่าเรียกเขาว่าคนบ้า ไอเป็นหมอฟังแล้วสะเทือนใจ เรียกเขาว่าคนไข้โรคจิตเถอะ เพราะเขาป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งแพทย์สามารถรักษาเขาให้หายได้"

อาเสี่ยว่า "โรคจิตหรือคนบ้ามันก็แป้ะเอี้ยละวะ ฮ่ะ ฮ่ะ" แล้วเขาก็มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาให้ถ้วยผู้ชนะเลิศการแข่งขันกีฬานะครับ ผมจะให้ถ้วยชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอล"

"ได้ แต่กี่ใบล่ะถึงจะพอ"

หมอโรจน์พูดเสริมขึ้นทันที

"ได้สักเข่งหนึ่งก็ดีครับ ผมอยากจะได้ถ้วยเงินใบเล็กๆ ไม่ต้องมีราคาค่างวดอะไรนัก พวกคนไข้ที่เป็นนักกีฬากำลังใฝ่ฝันที่จะได้ถ้วยรางวัล ซ้อมกันตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลยครับ ข้าวปลาก็ไม่ยอมกินตั้งอกตั้งใจซ้อมกีฬาอย่างเดียว กลางคืนซ้อมจนสว่างห้ามก็ไม่เชื่อผมก็เลยปล่อยตามเรื่อง แต่ละคนทำเวลาได้ดีเสียด้วยครับ วิ่งเร็วร้อยเมตรทำเวลาได้ ๑๐ วินาทีเท่านั้น ดีกว่าแชมป์โอลิมปิค"

นิกรทำตาปริบๆ

"เอ๊ะ ไหงวิ่งเร็วอย่างนั้นล่ะครับ"

"ก็วิ่งไปด้วยฤทธิ์บ้าน่ะซีคุณ แต่เวลาแข่งจริงไม่แน่นะครับ บางทีปืนยิงปังหมอไม่ยอมวิ่งนั่งหัวเราะทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เรื่องคนไข้โรคจิตลำบากครับ เพราะทุกคนจิตไร้สำนึก ถึงหายป่วยแล้วประสาทก็ยังไม่ปรกติ อาการอาจจะกำเริบขึ้นเมื่อไรก็ได้" แล้วหมอโรจน์ก็หันมาจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้วอีกทำให้เจ้าแห้วสะบัดร้อนสะบัดหนาว "อ้า-เธอจะติดตามเจ้านายของเธอไปในงานรื่นเริงของโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" ด้วยไหมล่ะ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานผมเป็นคนขับรถก็ต้องไปซีครับ แต่ว่ารับประทานงานเลิกแล้วคุณหมอต้องให้ผมกลับบ้านนะครับ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง เป็นอันว่าคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรับปากกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้าว่าจะไปในงานรื่นเริงของพวกคนไข้โรคจิตตามที่หมอโรจน์ได้ให้เกียรติมาเชิญ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะซื้อถ้วยเงินขนาดเล็กให้ ๒๐ ใบ เสี่ยหงวนให้ถ้วยเงินขนาดใหญ่แก่ทีมฟุตบอลที่ชนะการแข่งขันหนึ่งใบ ถ้วยเงินขนาดย่อมอีกหนึ่งใบแก่ผู้แพ้ พร้อมด้วยมาลัยดอกไม้สดสองชายแก่ผู้เล่นทั้งสองทีมตลอดจนผู้ตัดสินและผู้กำกับเส้น พล พัชราภรณ์ ให้เสื้อกางเกง รองเท้าถุงเท้าแก่นักฟุตบอลคนละชุด ซึ่งพรุ่งนี้เขาจะไปพบกับนายแพทย์โรจน์ที่โรงพยาบาล นิกรจะซื้อเค้กและผลไม้ส่งไปเลี้ยงคนไข้และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ๒ คันรถบรรทุก นายพลดิเรกจะมอบผ้าห่มนอนให้คนไข้ที่ยากจนรวม ๕๐๐ ผืน เพราะขณะนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้ารู้สึกซาบซึ้งใจในความเมตตาจิตของคณะพรรคสี่สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ่ง ในการที่เขามาหาศาสตราจารย์ดิเรกวันนี้เขาได้รับความสำเร็จผลสมความปรารถนาของเขาแล้ว

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" ได้ออกบัตรเชิญไป ๖๐๐ ฉบับ แต่ครั้นถึงงาน "วันรื่นเริงของคนไข้โรคจิต" ปรากฏว่ามีแขกผู้มีเกียรติมาเพียง ๖ คนเท่านั้น คือคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง

เหตุผลที่ไม่มีใครกล้ามาชมงานรื่นเริงของพวกคนบ้าก็เพราะผู้ที่ได้รับเชิญต่างรู้ดีว่า อารมณ์ของคนไข้โรคจิตนั้นเปลี่ยนแปลงได้ง่ายด้วยจิตไร้สำนึก เขาอาจจะบ้าคลั่งขึ้นมาเวลาใดก็ได้ และคนบ้าฆ่าคนดีย่อมไม่ผิดกฎหมาย ผู้ที่ได้รับเชิญเห็นว่าไม่ควรที่จะเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตไปนั่งชมกีฬา, การแข่งขันฟุตบอล หรือละครกลางแปลงของพวกคนบ้าก็เลยไม่มีใครกล้ามา ทำให้หมอโรจน์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตลอดจนพวกคุณหมอและพยาบาลเสียใจไปตามกัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะไม่มีแม้แต่คนเดียว การแสดงของพวกคนไข้โรคจิตก็จะต้องเป็นไปตามกำหนดวันเวลาในสูจิบัตร ดังนี้ คือ

๑๔.๓๐ น. หลวงนิรทรัพย์นิรันดร คนไข้โรคจิตทำพิธีเปิดงานด้วยการปล่อยลูกสวรรค์ แตรวงดุริยางค์โรคจิตบรรเลงเพลงมหาฤกษ์

๑๔.๓๕ น. นักกีฬาคนไข้โรคจิตหญิงชายหญิงเดินพาเหรด

๑๕.๐๐ น. การแข่งขันกีฬาหญิงชายประเภทลู่และลานโดยคนไข้โรคจิตของโรงพยาบาล

๑๖.๐๐ น. แข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมคนไข้โรคจิตหญิงกับทีมคนไข้โรคจิตชาย กำหนดการแข่งขันครึ่งละ ๓๐ นาที พัก ๕ นาที ไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้แข่งขันทั้งสองฝ่าย

๑๗.๒๐ น. การแสดงละครย่อยและวิพิธทัศนาเวทีกลางแจ้งในสนามหน้าตึกกองอำนวยการโดยคนไข้โรคจิตชายหญิง แสดงเรื่อยไปจนกว่าคนไข้ผู้แสดงจะเลิกแสดง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งชุดสีเทาเข้มมาถึงโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" ในเวลา ๑๔.๐๐ น. เศษ โดยรถคาดิลแล็คเก๋งคันใหม่เอี่ยมซึ่งขับโดยเจ้าแห้ว นายแพทย์โรจน์ รักหิรัญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วยนายแพทย์อีกหลายคนได้เข้ามาต้อนรับอย่างเคารพนบนอบ และแล้วผู้อำนวยการก็กล่าวคำขอบคุณอีกครั้งหนึ่งเท่าที่คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณได้บริจาคน้ำอัดลม, ขนม, ผลไม้, เสื้อกางเกงรองเท้านักกีฬาตลอดจนผ้าห่มนอนให้คนไข้ของโรงพยาบาลนี้

บริเวณโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" สวยงามแปลกตาขึ้นมาก ธงไตรรงค์โบกสะพัดพริ้วและบางแห่งก็ประดับธงราว บรรดาคนไข้โรคจิตเกือบพันคนสดชื่นรื่นเริงตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนป่วยมากก็ทุเลาลงอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนหายแล้วตื่นเต้นดีใจมากเกินไปอาการโรคจิตก็เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตามคนไข้ทุกคนล้วนแต่ตื่นเต้นดีใจที่พวกเขามีโอกาสร่วมมือกันจัดงาน "วันรื่นเริงของคนไข้โรคจิต" ขึ้น มีการเลือกตั้งประธานกรรมการ, กรรมการ และเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนไข้โรคจิตทั้งสิ้น พวกคนไข้ได้ตระเตรียมงานมา ๓ เดือนแล้ว ประชุมกันหลายครั้ง มีการอภิปรายกันอย่างรุนแรงขนาดใช้มีดโกนเชือดคอกันตายในห้องประชุม ชกต่อยกันอุตลุด พวกหมอต้องเข้าระงับเหตุ และชี้แจงให้ฟังว่า สุภาพชนย่อมไม่ใช้กำลังกายปะทะกัน การประชุมของคณะกรรมการจัดงาน "วันรื่นเริงของคนไข้โรคจิต" จึงผ่านมาได้ด้วยดี แต่เรื่องที่ประชุมกันนั้นไม่มีใครจำได้ เพราะเลขานุการกรรมการซึ่งทำหน้าที่จดบันทึกการประชุมทุกครั้งนั้น ได้ชดเป็นชวเลขแล้วแปลไม่ออก เขารับสารภาพว่าเขาเกิดมาไม่เคยเรียนชวเลข ที่เขาจดเป็นตัว ลูกน้ำหรือหางไส้เดือนเขาจดไปอย่างส่งเดช คิดว่าพวกกรรมการคงจะอ่านออก

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ถูกเชิญไปนั่งในกระโจมแขกอาวุโสริมสนามอันกว้างใหญ่ คือสนามฟุตบอล และรอบสนามเป็นลู่สำหรับวิ่งคล้ายๆ กับสนามศุภชลาศัย แต่สภาพของสนามแย่หน่อย ขณะนี้พวกคนไข้โรคจิตไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ คน ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ในวัยต่างๆ ชาติต่างๆ ได้นั่งเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่บนอัฒจันทร์ทางด้านตะวันออก ส่วนด้านตะวันตกมีกระโจม ๓ หลังสำหรับแขกผู้รับเชิญ หมอโรจน์ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ปล่อยคนไข้มาดูการแข่งขันกีฬาและฟุตบอลโดยทั่วหน้ากัน แม้กระทั่งคนไข้โรคจิตที่อาละวาดบ้าคลั่ง มีบุรุษพยาบาลและนายแพทย์คอยควบคุมคนไข้โรคจิตเหล่านี้ คนไข้ทุกคนถึงจะมีอาการคลุ้มคลั่งสักเพียงไหนก็กลัวหมอและพยาบาล นอกจากนี้ยังเคารพรักเชื่อฟังหมอทุกคน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ข้างหน้าเต๊นท์หรือกระโจมหลังนั้น ภายในกระโจมมีแต่เก้าอี้ว่างเปล่า อีกสองเต๊นท์มีพยาบาลสาวและบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาลนี้ไม่กี่คนนั่งสนทนากัน

อย่างไรก็ตาม พวกคนดูซึ่งเป็นคนไข้โรคจิตได้ตบมือโห่ร้องกันตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาทำพิธีเปิดงาน พวกคนดูเกือบพันคนแต่งกายต่างๆ กัน ตามอัธยาศัยมองดูคล้ายๆ กับแต่งแฟนซี บ้างก็แต่งเป็นยี่เก, บ้างก็แต่งเป็นซุปเป้อรแมน, บ้างก็สวมหัวล้านจำลองผัดหน้าขาวว่อก, บ้างก็แต่งเป็นงิ้วพระถังซำจั๋ง, เห้งเจียซึงหงอคง, บ้างก็แต่งเป็นนายพล ติดเหรียญตรารุงรัง คนไข้หญิงบางคนแต่งชุดอาบน้ำบิกินิ แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะอายุของหล่อนไม่น้อยกว่า ๖๐ ขวบ แต่งเป็นจ้ำบ๊ะหรือละครรำก็มี การแต่งกายของคนไข้สุดแล้วแต่ความพอใจ นายแพทย์คอยดูแต่เพียงว่ามีผ้าพันกายเป็นใช้ได้ คนไข้อาการหนักบางคนเดินเปลือยกายล่อนจ้อนจะออกมาจากที่พักรักษาตัวด้านใน แต่ยามประตูไม่ยอมให้ออกมา เลยไม่ได้ดูกีฬาและร่วมรื่นเริงกับเขา

ขณะนี้ใกล้จะถึงเวลาเริ่มงานแล้ว

แตรวงดุริยางค์โรคจิตประมาณ ๑๕ คน ซึ่งชุมนุมกันอยู่ทางด้านเหนือข้างตึกวิจัยเริ่มบรรเลงแล้ว เป็นเพลง "กราวกีฬา" ของท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสียงเพลงครางกระหึ่มไปทั่วโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" แต่แล้วก็มีเสียงกลองอเมริกันแตกดังโพละ เพราะคนตีกลองมันมือหวดเสียเต็มเหนี่ยว

วงดุริยางค์โรคจิตเดินแถวเข้ามาในสนามแล้ว คนกลองตีกลองได้ด้านเดียว แต่ก็สามารถตีได้ดังพอใช้ พวกแตรวงของโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" แต่งกายเหมือนๆ กัน นุ่งผ้าขาวม้าตาหมากรุกแดงขาวด้วยวิธีนุ่งพันรอบตัว สวมรองเท้าครึ่งน่อง สวมเสื้อกล้ามสีขาว และสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนที่ทำด้วยกระดาษแข็ง

อาเสี่ยกิมหงวนหัวเราะหึๆ เมื่อแลเห็นพวกแตรวงมาหยุดยืนตั้งแถวเบื้องหน้าเขา และหยุดบรรเลงเพลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

"ไม่เลวโว้ย" อาเสี่ยพูดกับศาสตราจารย์ดิเรก "คนไข้โรคจิตสามารถเป่าแตรตีกลองได้ขนาดนี้ก็เรียกว่าวิเศษแล้ว"

"ออไร๋ พวกนี้หายป่วยแล้ว สมองของเขาจึงใช้การได้ดีเหมือนเดิม รู้จักหัดแตรวงและเรียนโน้ต เสียอย่างเดียวแต่งตัวอนาถาเกินไป"

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างหวาดๆ

"อะไรก็ช่างเถอะ ไม่มีแขกมางานนี้เลย มีแต่พวกเราเท่านั้น ถ้าพวกคนบ้านึกมันเขี้ยวขึ้นมา เฮโลเข้ามาเล่นงานเราจะทำอย่างไรดี"

พลยิ้มให้นิกร

"อย่าตื่นไปหน่อยเลยวะ บ้าคลั่งหรือบ้าอาละวาดทำร้ายผู้คนหมอโรจน์เขาไม่ปล่อยออกมาเล่นอะไรหรอก" แล้วพลก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "แตรวงวงนี้มีระเบียบเรียบร้อยดีนะครับ ยืนตรงเหมือนทหาร"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา

"อีกสองนาทีถึงเวลาเปิดงานแล้ว อยากเห็นหน้าประธานอำนวยการจังว่ะ"

"หลวงนิรทรัพย์ฯ หรือครับ"

"เออ-หมอโรจน์บอกว่า เคยเป็นอธิบดีมาแล้วเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ต่อมาลาออกจากราชการมาค้าขาย ขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัวเลยเป็นบ้าอยู่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ๔ ปีแล้ว พอโรงพยาบาลนี้เปิดก็ย้ายมาอยู่ที่นี่"

คนไข้โรคจิตคนหนึ่งแต่งกายเรียบร้อยแบบสุภาพชนเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหาย มือทั้งสองของเขายกขึ้นทำท่าเหมือนกับถือถาดหรือของแบนๆ สักอย่างหนึ่ง แต่ความจริงเขาไม่ได้ถืออะไรเลย เขาก้มศีรษะคำนับสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม แล้วพูดยิ้มๆ

"เชิญครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"อะไรของเธอ"

"เครื่องดื่มครับผม"

นายพลดิเรกกระซิบบอกพ่อตาของเขาทันที

"ทำเป็นเอื้อมมือหยิบมาแก้วหนึ่งก็แล้วกันครับ"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทาน "ทำอย่างนั้นใครเขาเห็นเข้าเขาก็ว่าฉันไม่สบายเหมือนนายคนนี้น่ะซี"

ศาสตราจารย์ดิเรกเอื้อมมือหยิบอากาศโดยสมมุติว่าเขาหยิบแก้วน้ำอัดลม แล้วเขาก็ยิ้มให้คนไข้โรคจิต

"ขอบใจมากน้องชาย แต่ว่า ทำไมมีน้ำอัดลมไม่ถึงครึ่งแก้ว"

คนไข้วัยกลางคนตอบ ดร. ดิเรกอย่างพินอบพิเทา

"ได้โปรดเถอะครับ น้ำอัดลมมันขึ้นราคานี่ครับ เลยต้องประหยัดรินให้ได้ห้าแก้วต่อขวด ท่านต้องการดื่มมากๆ ก็เอาน้ำเปล่าผสมลงไปซีครับ ถ้าจืดก็เติมน้ำปลาแล้วใส่พริกไทยนิดหน่อย" พูดจบเขาก็เลื่อนตัวมาหาเสี่ยหงวนกับนิกร "เชิญครับ"

อาเสี่ยหันมาถามนายจอมทะเล้น

"แกเอาอย่างไหน"

"น้ำเขียวโว้ย"

เสี่ยหงวนทำท่าเหมือนกับหยิบออกมาจากถาดสองแก้วแล้วส่งให้นิกรแก้วหนึ่ง อาเสี่ยทำเป็นยกขึ้นดื่ม ส่วนนิกรจ้องมองดูมือขวาของเขาซึ่งทำท่าเหมือนกับกำถ้วยแก้วไว้ พ.อ. นิกรมองดูหน้าคนไข้โรคจิตแล้วร้องออกมาดังๆ

"แมงสาบอยู่ในแก้วทั้งตัวเธอไม่เห็นเรอะ"

คนไข้โรคจิตสะดุ้งเฮือก

"โอ-ผมขอประทานโทษครับ มันคงตายอยู่ในขวดน้ำเขียวแน่ๆ กรุณาส่งแก้วให้ผมเถอะครับ ผมจะเปลี่ยนให้ท่านใหม่"

นิกรวางแก้วอากาศลงในถาดอากาศ คนไข้โรคจิตถือถาดด้วยฝ่ามือข้างซ้ายเพียงข้างเดียว แล้วหยิบแก้วอากาศส่งให้นายจอมทะเล้นอีกแก้วหนึ่ง

"ขอบใจ" นิกรพูดยิ้มๆ แล้วยกขึ้นดื่ม

ในเวลาเดียวกันนี้เอง หมอโรจน์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็พาตัวเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอแลเห็นคนไข้โรคจิตก็ยกมือชี้หน้า แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"บอกแล้วให้ข้ามสนามไปนั่งดูบนอัฒจันทร์โน่น เธอมารุ่มร่ามอยู่ที่นี่ทำไม"

"อ้า-ผมเอาเครื่องดื่มมาเสิฟให้แขกของเราครับ"

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝืนหัวเราะ

"ไหนล่ะเครื่องดื่ม"

"ก็อยู่ในถาดในมือผมนี่ยังไงล่ะครับ"

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลั้นหัวเราะแทบแย่ แต่แกล้งดุคนไข้ด้วยเสียงอันดัง

"อยากใส่เสื้อเกราะหรือยังไง ไปให้พ้น"

คนไข้โรคจิตผู้น่าสงสารค่อยๆ วางถาดอากาศลงบนโต๊ะข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกระซิบกระซาบกับท่านเจ้าคุณ

"กระผมจะไปเตรียมตัวเดินพาเหรดครับ เชิญท่านดื่มน้ำอัดลมตามสบายเถอะครับกำลังเย็นเจี๊ยบทีเดียว" พูดจบเขาก็รีบเดินไปจากที่นั้นด้วยความเกรงกลัวหมอโรจน์

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งทางซ้ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ท่านเจ้าคุณและทุกท่านโปรดอภัยด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรขลุกขลักหรือบกพร่องสำหรับเครื่องดื่มกรุณารอสักครู่ครับ ผมสั่งให้คนไข้คนหนึ่งนำมาแล้ว แต่อ้ายหมอนั่นเททิ้งหมดแล้วบอกว่ามองเห็นเชื้อ อหิวาต์อยู่ในแก้ว ประเดี๋ยวนางพยาบาลเขาจะนำมาเสิฟให้ครับ อ้อ-คุณหลวงนิรทรัพย์เดินเข้ามาในสนามแล้ว"

สุภาพบุรุษในวัย ๖๐ เศษ รูปร่างบอบบางผอมกะหร่องคนหนึ่ง แต่งกายแบบเก่าและแบบใหม่ปนกัน เดินกระปรกกระเปลี้ยมาที่วงแตรวงของโรงพยาบาล ท่านผู้นี้คือหลวงนิรทรัพย์นิรันดรนั่นเอง คุณหลวงนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนสีเลือดหมู สวมค็อมแบ็ทหรือรองเท้าครึ่งน่องสีดำ สวมเสื้อสากลสีขาวผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี สวมหมวกแก๊ปแบบตีกอล์ฟ เดินกระชดกระช้อยลอยเท้าผ่านมาทางหน้าเต๊นท์สี่สหาย ทุกคนรีบลุกขึ้นยืนให้เกียรติประธานอำนวยการ หลวงนิรทรัพย์ฯ ยิ้มละไมกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายเป็นคำพังเพยหรือเป็นปริศนาชวนให้คิดว่า

"เรื่องที่พวกคุณน่าจะรู้ก็คือว่า....โกรกกรากกระแชง ตาเจ็บตาแดง หัวมันอยู่ใต้ดิน"

แล้วคุณหลวงก็เดินไปหยุดยืนเบื้องหน้าไมโครโฟนสำหรับพูดกระจายเสียง มีลูกโป่งหรือลูกสวรรค์ขนาดใหญ่พวงหนึ่งประมาณ ๒๐ ลูก พร้อมด้วยผ้าแพรแผ่นป้ายผูกติดอยู่กับเสาเตี้ยๆ ต้นหนึ่ง

นายพลดิเรกพยายามคิดคำพังเพยหรือปริศนาของท่านประธานอำนวยการสักครู่ก็คิดไม่ออกจึงหันมาถามนิกร

"กรโว้ย แกเป็นคนฉลาดช่วยคิดหน่อยเถอะวะ ที่หลวงนิรทรัพย์ฯ บอกพวกเราน่ะหมายความว่ากระไร"

พ.อ. นิกรอมยิ้ม

"จะต้องไปคิดให้เสียเวลาทำไมวะหมอ มันเป็นประโยคบอกเล่าไม่ใช่ประโยคคำถาม โกรกกรากกระแชง ก็คือกระแชงถูกลมพัดดังโกรกกราก ตาเจ็บตาแดง มันก็เป็นของธรรมดา ใครตาเจ็บก็ต้องตาแดงทั้งนั้น แล้วก็ หัวมันอยู่ใต้ดิน ชัดดีแล้ว มันทุกชนิดหัวมันอยู่ใต้ดิน"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"โอ-ทำไมยูฉลาดอย่างนี้วะอ้ายกร"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ไม่ได้ฉลาดอะไรหรอก ที่คุณหลวงนิรทรัพย์ฯ แกร้องบอกพวกเราน่ะมันไม่ใช่ปัญหา" พูดจบนายจอมทะเล้นก็หันมาพยักหน้ากับเสี่ยหงวน "เฮ้ย-ส่งกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟบนโต๊ะนั่นให้กันหน่อยเถอะวะ"

กิมหงวนมองดูโต๊ะอันว่างเปล่าซึ่งมีแต่ผ้าปูโต๊ะเท่านั้น แต่แล้วเสี่ยหงวนก็ทำเป็นหยิบกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟคืออากาศส่งมาให้นิกร มิหนำซ้ำยังทำกล่องไม้ขีดไฟอากาศหล่นลงบนพื้น จึงก้มลงเก็บ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและศาสตราจารย์ดิเรกและนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตต่างพากันมองดูนิกรเป็นตาเดียว นิกรทำเป็นเปิดกระป๋องบุหรี่หยิบออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง ทำท่าเหมือนกับพ่นควันบุหรี่ หมอโรจน์กระซิบกระซาบกับ ดร. ดิเรกทันที

"เอ-ผมชักสงสัยเสียแล้วละครับอาจารย์"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"โน-อ้ายกรกับอ้ายหงวนไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตหรอก ผมรับรองครับเพียงแต่คุ้มดีคุ้มร้ายอย่างที่เรียกว่าไม่ใคร่เต็มเต็งเท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับหมอโรจน์แล้วพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณหมอโปรดจำไว้ คำเตือนของผมที่ขอเตือนหมอด้วยความปรารถนาดีนั้นเกิดขึ้นจากญาณวิถีของผม จำใส่ใจไว้นะครับ น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว เต่าจะกินเห็ด เป็ดจะกินหอย ตอนนั้นสองบวกสองต้องเป็นห้า พยัคฆาจะกลายเป็นพยัคฆี ฤษีจะกลายเป็นดาบส คนโกงคนคดจะได้เป็นใหญ่ คนใบ้จะพูดจ้อ"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "หนอยแน่ พอเข้ามาในเขตโรงพยาบาลโรคจิตได้ครู่เดียวแกก็เป็นไปแล้วหรืออ้ายหงวน"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจหันมามองดูท่านเจ้าคุณ

"ผมล้อหมอโรจน์แกเล่นน่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียว

"ล้อได้เรอะ แกรู้หรือเปล่าว่าถ้าหมอโรจน์วินิจฉัยว่าใครเป็นโรคจิต เขาก็มีสิทธิที่จะกักตัวคนนั้นไว้ในโรงพยาบาลนี้เพื่อให้การรักษาพยาบาลต่อไป"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตามาที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" แล้วยกมือไหว้พลางหัวเราะ

"อย่าถือผมเลยครับหมอ ผมพูดเล่นสนุกๆ วันนี้เป็นงาน "วันรื่นเริงของคนไข้โรคจิต" ผมกับเพื่อนๆ ก็พลอยสนุกสนานกันไปด้วย เมื่อไรคุณหลวงนิรทรัพย์ฯ จะได้ฤกษ์เปิดงานเสียทีล่ะครับ ยืนตากแดดหัวแดงอยู่ตั้งนานแล้ว"

หมอโรจน์ลุกขึ้นยืนพาตัวเองเดินเข้าไปหาคนไข้โรคจิตอาวุโสคือหลวงนิรทรัพย์นิรันดร แล้วหยุดยืนเผชิญหน้าผู้เป็นประธานอำนวยการหรือประธานกรรมการจัดงาน "วันรื่นเริงคนไข้โรคจิต"

"เอาซีครับคุณหลวง ได้เวลาแล้ว"

สุภาพบุรุษผู้สูงอายุยิ้มละไม

"เดี๋ยวครับ รอให้พระอินทร์เสด็จมาก่อนซีครับ"

หมอโรจน์ทำคอย่น

"พระอินทร์ที่ไหนเล่า เอาเถอะครับ กล่าวคำปราศรัยเสียนิดหน่อยแล้วปล่อยลูกโป่ง พวกแตรวงยืนแมลงวันตอมขาอึดอัดใจเต็มทนแล้ว"

"ถ้ายังงั้นเวลาพระอินทร์ท่านเสด็จมาหมอช่วยต้อนรับท่านหน่อยนะครับ ให้ท่านประทับบนหลังคาตึกโน่นก็ได้ หมอรู้จักพระอินทร์หรือเปล่า ตัวเขียวๆ มีนัยน์ตาพันตา หน้าทะลุ่มๆ มีฟันสองซีก"

"ว้า" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชักฉิว "คุณหลวงพูดเลอะเทอะประเดี๋ยวผมสั่งใส่เสื้อเกราะนะจะบอกให้"

หลวงนิรทรัพย์สะดุ้งเฮือกสุดตัว คำว่า "เสื้อเกราะ" เป็นคำพูดอันศักดิ์สิทธิ์ที่คนไข้โรคจิตทุกคนกลัวลาน ทั้งนี้ก็เพราะเสื้อเกราะอันเป็นเครื่องมือรักษาคนไข้นั้น เมื่อสวมใส่เข้าไปแล้วคนไข้โรคจิตจะนอนนิ่งเฉยกระดุกกระดิกไม่ได้ ความรู้สึกผิดชอบดีชั่วก็จะกลับคืนมาในตอนนั้น

คุณหลวงเลื่อนตัวเข้าไปยืนชิดไมโครโฟนที่เจ้าหน้าที่ตั้งไว้ริมสนาม แล้วท่านประธานอำนวยการก็ป้องปากพูดกรอกไมโครโฟนด้วยเสียงอันดัง

"ฮัลโหล หนึ่ง-สอง-สาม-สี่ ที่นี่โรงพยาบาลบ้าโว้ย"

"แล้วกัน" หมอโรจน์เอ็ดตะโร "ไม่ต้องลองไมโครโฟนหรอกครับพูดได้เลย และพูดให้สุภาพหน่อย"

หลวงนิรทรัพย์ฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขากระแอมเสียก่อนจึงกล่าวคำปราศรัยซึ่งมีคนฟังที่เป็นแขกเพียง ๖ คน คือคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว นอกนั้นก็เป็นคนไข้โรคจิตเกือบพันคนพร้อมด้วยนายแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนี้

"ท่านทั้งหลายทั้งคนดีและคนบ้า บัดนี้ได้ศุภฤกษ์มงคลกาลอันมโหฬารถึงแม้ไม่มีมโหรีก็มีมหรสพมีการแข่งขันกีฬาต่างๆ และการแข่งขันฟุตบอลของพวกเราชาวโรคจิตทั้งปวง ข้าพเจ้าผู้เป็นประธานกรรมการอำนวยการขอเปิดงาน ณ บัดนี้ แต่พวกเราไม่มีสตางค์ซื้อนกพิราบมาปล่อยเปิดงานจึงต้องใช้ลูกโป่งแทน"

คุณหลวงล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกรรไกรกะทัดรัดอันหนึ่งออกมาตัดเชือก ทันใดนั้นเองลูกโป่งหรือลูกสวรรค์ขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ใบก็พาแพรและป้ายกระดาษแข็งที่มีตัวอักษรติดไว้ว่า "วันรื่นเริงของคนไข้โรคจิต" ลอยขึ้นสู่ห้วงเวหา

พวกแตรวงแหงนหน้ามองดูลูกโป่งแล้วหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน หมอโรจน์ยกมือเกาศีรษะมองดูวงดุริยางค์ของโรงพยาบาลอย่างหัวเสีย

"เฮ้ย บรรเลงเพลงซีโว้ย"

นักแตรวงโรคจิตสะดุ้งเฮือก แล้วเสียงเพลงก็ดังกังวานขึ้น แต่แทนที่จะเป็นเพลง "มหาฤกษ์" กลับเป็นเพลง "เชิด" บรรดาคนไข้โรคจิตที่นั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ด้านตะวันออกต่างตบมือกระทืบเท้าเป่าปากสนุกสนานไปตามกัน ใครคนหนึ่งลุกขึ้นยืนร้องตะโกนบอกเพื่อนๆ ของเขาด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย กูจะลอยขึ้นสวรรค์เหมือนอย่างลูกโป่งโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

เขาพุ่งตัวลงมาทางด้านหลังอัฒจันทร์ซึ่งมีความสูงราว ๔ เมตรด้วยการกระทำตามความต้องการของจิตไร้สำนึก ปรากฏว่าเขาโหม่งพื้นโลกเต็มแรงทำให้คอหักตายคาที่ พวกคนไข้โห่ร้องเกรียวกราว คนงานของโรงพยาบาลรีบนำเปลมารับศพไป แต่บรรดาคนไข้โรคจิตไม่มีใครเศร้าสลดใจในมรณะกรรมของเขา กลับตบมือโห่ร้องให้เกียรติผู้ตายที่กล้าหาญผิดมนุษย์

พิธีเปิดงานผ่านไปแล้ว เจ้าหน้าที่รีบมาเก็บไมโครโฟน แตรวงหยุดบรรเลงเพลงเชิดเปลี่ยนเป็นเพลง "กราวกีฬา" แล้วกองดุริยางค์โรคจิตก็เดินแถวไปตามถนนรอบนอกของสนามฟุตบอลซึ่งเป็นลู่สำหรับแข่งขันกีฬานั่นเอง พวกแตรวงบรรเลงเพลงพลางเต้นระบำส่ายฮาไวไปด้วย พวกคนดูที่เป็นคนไข้โรคจิตเงียบกริบ แต่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วหัวเราะงอหายไปตามกัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลซึ่งเข้ามานั่งรวมกลุ่มอยู่ในเต๊นท์นี้ก็อดหัวเราะไม่ได้

นักกีฬาโรคจิตเดินแถวออกมาแล้ว เป็นหมวดหมู่น่าชม ตบเท้าอย่างแข็งแรง นำหน้าด้วยนักกีฬาหญิง แต่ละคนหน้าตาเหี้ยมเกรียมผมยุ่งเป็นกระเซิงนัยน์ตาขวาง และดูท่าแข็งแรงเหมือนผู้ชายอกสามศอก กองแตรวงเดินนำหน้าขบวนหันหน้า นักกีฬาหญิงอายุประมาณ ๔๐ ขวบเดินอกตั้งนำนักกีฬาหญิงในวัยต่างๆ ยายแก่อายุ ๖๐ เศษก็มี ท้ายขบวนคือทีมนักฟุตบอลหญิง ๑๐ คนโดยไม่มีตัวสำรองตามกติกาที่ตกลงกัน ๑๐ คนนุ่งกางเกงขาสั้นสีขาวสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีเทาคาดหน้าอกเหลืองสวมรองเท้าฟุตบอลและถุงยาวสีขาว อีกคนหนึ่งคือผู้รักษาประตูแต่งชุดสีดำล้วน ท่าทางทะมัดทะแมงเข้มแข็งมาก เมื่อนักกีฬาหญิงเดินผ่านกระโจมคณะพรรคสี่สหายหัวหน้านักกีฬาหญิงก็บอกแถวทำความเคารพ

"นักกีฬาหญิงทั้งหมด แลขวา แลบลิ้น"

ทุกคนต่างกระทำตามคำสั่งหัวหน้า เสี่ยหงวนหันมามองดูหมอโรจน์ทันที

"เขาทำความเคารพพวกเราแบบไหนกันครับหมอ แบบแอสกิโมหรือแบบธิเบต"

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวเราะเบาๆ

"แบบที่พวกเขาคิดกันขึ้นครับอาเสี่ย ผมบอกแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่พวกคนไข้เขาจะจัดทำกัน"

เมื่อนักกีฬาหญิงผ่านไปก็ถึงขบวนนักกีฬาชาย แทนที่จะเดินตบเท้าพึ่บพั่บกลับเดินตามสบายแล้วพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนก็รำยี่เกหรือเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บางคนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น นักกีฬาชายแต่งตัวต่างๆ กัน นุ่งกางเกงขาสั้นสวมเสื้อกล้ามก็มี บางคนสวมกางเกงขายาวแต่ไม่สวมเสื้อ บ้างก็นุ่งโสร่งตัวเดียว ไว้ผมยาวเป็นทาร์ซานก็มี ส่วนมากโกนหัวหรือตัดผมเกรียนติดหนังหัว ท้ายขบวนคือทีมฟุตบอลคนไข้โรคจิตชายรวม ๑๑ คน สวมกางเกงขาสั้นสีขาวเสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีแดง เว้นแต่ผู้รักษาประตูซึ่งแต่งชุดสีดำ ทุกคนสวมรองเท้าฟุตบอลและถุงยาว เสื้อทีมและรองเท้าทั้งสองทีม พ.อ. พล พัชราภรณ์ ได้ซื้อแจก

เมื่อแถวนักกีฬาชายเดินผ่านมาทางหน้าเต๊นท์คณะพรรคสี่สหาย หัวหน้านักกีฬาชายซึ่งเป็นคนไข้ในวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่อดีตนักวิ่งทนกีฬาประชาชนก็บอกแล้วทำความเคารพ

"นักกีฬาชาย ทำความเคารพ"

ทุกคนต่างหันหน้ามาทางเต๊นท์แล้วยกมือทั้งสองขึ้นสะลามตามแบบชาวภารตนิยม เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"เข้าทีดีเหมือนกันโว้ย เขาทำความเคารพเราแบบนี้เหมือนกับว่าเรานั่งดูการแข่งขันกีฬาของคนไข้โรคจิตในประเทศอินเดีย แน่ะ แน่ะ นายคนนั้นมีการเต้นเจ้าเซ็นให้เราดูเสียด้วยซี"

คนไข้คนหนึ่งโบกมือให้คณะพรรคสี่สหายแล้วร้องตะโกนลั่น

"ไชโย แดดจะร้อนยังไงขอให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองเถอะครับ"

การเดินพาเหรดซึ่งเป็นไปอย่างทุลักทุเลได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อครบรอบสนาม นายแพทย์คนหนึ่ง ชี้ทางให้พวกนักกีฬาเดินออกไปจากสนาม มีการถกเถียงกันระหว่างนายแพทย์กับหัวหน้านักกีฬาหญิง

"เพิ่งรอบเดียวเท่านั้นนี่คะหมอ อะฮั้นเคยไปเดินพาเหรดที่กรุงโรมเดินตั้ง ๑๐ รอบ ขอให้พวกเราเดินอีก ๙๙ รอบซีคะ"

จิตแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ไม่ได้หรอกคุณ อีก ๙๙ รอบกว่าจะครบก็พรุ่งนี้เช้า รอบเดียวก็พอแล้ว"

พวกแตรวงเปลี่ยนเพลงใหม่เป็นเพลงจ้ำบ๊ะ คราวนี้คนดูซึ่งเป็นคนไข้โรคจิตโห่ร้องกันเกรียวกราว กองดุริยางค์ที่มีสติฟั่นเฟือนพานักกีฬาทั้งหมดออกไปจากสนาม คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างตบมือให้ บรรดาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ตบมือให้เกียรตินักกีฬาเช่นเดียวกัน

"เป็นยังไงครับอาจารย์" หมอโรจน์กล่าวถามนายพลดิเรก "รู้สึกสนุกบ้างไหมครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ดีเหมือนกันหมอ แต่ว่าถ้าผมนั่งดูจนเลิกผมอาจจะกลายเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลนี้ไปก็ได้ นักกีฬาของหมอแต่ละคนไม่เลว เสียอย่างเดียวนัยน์ตาขวางไม่ใคร่ยิ้ม อ้ายที่หัวเราะก็หัวเราะร่วนโดยไม่มีเหตุผล"

"อาจารย์จะเอาเหตุผลอะไรกับคนไข้โรคจิตล่ะครับ"

"นั่นน่ะซี"

สาวสวยในเครื่องแบบพยาบาลคนหนึ่งถือถาดไม้บรรจุแก้วเครื่องดื่มแช่เย็นเดินเข้ามาในเต๊นท์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หล่อนเสิฟเครื่องดื่มให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตโดยทั่วหน้ากัน

เสี่ยหงวนมองดูหล่อนด้วยความเศร้าสลดใจแล้วพูดขึ้นเปรยๆ

"โถ-ยังเป็นสาวเป็นแส้หน้าตาก็สวยไม่น่าจะเป็นคนไข้โรคจิตเลย"

พยาบาลสาวสะดุ้งเล็กน้อยแล้วมองดูอาเสี่ย

"ใครคะ"

"ก็คุณน่ะซีครับ ผมคิดว่าคุณคงอยากเป็นนางพยาบาลมากเพราะคุณพิศมัยเครื่องแบบอันมีเกียรติเช่นนี้ แต่คุณไม่ได้เข้าเรียนพยาบาลคุณก็เสียใจเลยเป็นโรคจิต"

"อุ๊ยตาย ดิฉันเป็นพยาบาลประจำตึกคนไข้หญิงที่นี่นะคะ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"โอ๊ย....ขอโทษทีครับ" แล้วเขาก็ยกมือไหว้ประหลกๆ "ผมเข้าใจผิดครับคุณ เห็นคุณเดินยิ้มเข้ามาและยักคิ้วให้พวกเราผมก็คิดว่าคุณเป็นคนไข้โรคจิต"

พยาบาลสาวหน้างอเหมือนม้าหมากรุกถือถาดเปล่าเดินออกไปจากกระโจมหลังนั้นอย่างเดือดดาล พลกล่าวกับกิมหงวนด้วยความไม่พอใจ

"แกอย่าทึกทักว่าทุกคนที่อยู่ในโรงพยาบาลนี้เป็นคนไข้โรคจิตเสียหมดซีโว้ย หมอกับพยาบาลและเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ ล้วนแต่คนดีๆ ทั้งนั้น"

หมอโรจน์พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณกรรณิการ์แกเป็นพยาบาลที่มีอารมณ์ดีครับอาเสี่ย แกยิ้มตลอดวันแต่แกเป็นโรคเส้นกระตุกมาหลายปีแล้ว คิ้วทั้งสองข้างยักบ่อยๆ โดยที่เจ้าตัวไม่เจตนา"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ ก่อนที่เขาจะพูดอะไรโฆษกประจำสนามก็กล่าวขึ้นทางเครื่องกระจายเสียงดังกังวานไปทั่ว

"สวัสดีที่สุด ท่านที่รักและที่เกลียด ต่อไปนี้พวกเราคนไข้โรคจิตที่หมอมันหาว่าเป็นบ้า จะได้แสดงการแข่งขันกีฬาประเภทลู่ประเภทลานและประเภทเละให้ท่านชมการแข่งขัน อันดับแรกคือวิ่งแบกรั้วระยะทาง ๘๐ เมตร นักกีฬาชาย ๔ คนจะแบกรั้วที่ใช้กระโดดข้ามวิ่งแข่งกัน มีรายนามนักกีฬาดังต่อไปนี้ หมายเลข ๑ พระเจ้านะโปเลียน หมายเลข ๒ จอมจักรพรรดิเจ็งกิสข่าน หมายเลข ๓ นายเป็ง แซ่ฮ้อ และหมายเลข ๔ พระอภัยมณี ขณะนี้นักกีฬาทั้ง ๔ ตัว เอ๊ย-สี่คนได้เข้าประจำที่แล้วครับ ท่านผู้ดูคงจะเห็นแล้วว่าทุกคนแบกรั้วไว้บนบ่าของเขาคนละรั้ว การวิ่งแบกรั้วนี้เป็นกีฬาแบบใหม่ที่มีรสชาติมาก คอยชมนะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วหัวเราะงอไปงอมาขบขันนักกีฬา ที่แสดงการแข่งขันกีฬาแบบแหวกแนว กรรมการปล่อยตัวนักกีฬานุ่งกางเกงขาสั้นสีแดงสวมเชิ้ทแขนสั้นสีแดงถือปืนพกซึ่งใช้ในการแข่งขันกีฬายืนอยู่ข้างหลังนักวิ่งทั้งสี่คน เมื่อนักกีฬาพร้อมแล้วเขาก็เหนี่ยวไกปืนทันที

"ปัง"

นักกีฬาทั้งสี่คนคงแบกรั้วยืนเฉยจนกระทั่งกรรมการเอ็ดตะโรลั่น

"วิ่งซีโว้ยยิงปืนแล้ว"

นักกีฬาคนหนึ่งหันมาทำตาเขียวกับกรรมการ

"วิ่งไปไหนวะ ยืนเฉยๆ อยู่อย่างนี้หนักบ่าแทบแย่แล้ว เราแข่งขันแบกทนโว้ย ไม่ใช่แบกรั้ววิ่ง"

พวกคนดูซึ่งเป็นคนไข้โรคจิตต่างไม่พอใจร้องตะโกนโหวกๆ ไล่นักกีฬาออกจากสนาม

"ไม่ดูโว้ย ยืนแบกรั้วเฉยๆ ไม่น่าดูออกไปโว้ย แน่จริงต้องเอารั้วฟาดกบาลกันซีโว้ย"

นักกีฬาทั้งสี่คนถูกยุเช่นนี้ก็ยกรั้วสำหรับวิ่งกระโดดข้ามตีกบาลกันแบบตะลุมบอนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร นายแพทย์กับบุรุษพยาบาลสามสี่คนวิ่งเข้ามาห้าม

"เฮ้ย เลิกกัน ถ้าขืนตีกันจะจับใส่เสื้อเกราะ"

ได้ยินคำว่าเสื้อเกราะนักกีฬาทั้งสี่คนก็หยุดยั้งความดุร้าย คนหนึ่งถูกตีศีรษะแตกเลือดอาบหน้า แต่เขายิ้มระรื่นเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายแพทย์รีบพานักกีฬาทั้งสี่คนออกไปจากสนาม

เสียงโฆษกประกาศต่อไป

"ท่านทั้งหลาย การวิ่งแบกรั้วไม่มีการแข่งขันเพราะนักกีฬาเกิดตีกันขึ้น ต่อจากนี้ไปเป็นการแข่งขันกระโดดสูงของนักกีฬาหญิง และวิ่งเร็วนักกีฬาหญิงระยะ ๘๐ เมตร ประเภทสูงอายุ มีรายนามนักกระโดดสูงดังนี้ หมายเลข ๑ นางสาวเพ็ญจันทร์ หมายเลข ๒ มิสซิส แอนนิตาแฉะ ชาติอิตาเลียน หมายเลข ๓ นางลูกอิน ส่วนนักวิ่งเร็วรุ่นอาวุโส หมายเลข ๑ คุณป้าพลอย หมายเลข ๒ คุณน้าอิ่ม หมายเลข ๓ คุณป้าทรัพย์ และหมายเลข ๔ คุณน้าเสงี่ยม โดยเฉพาะหมายเลข ๔ เคยเป็นนักกีฬาตัวยงมาแต่ก่อนแล้ว"

นักกีฬาหญิงในวัย ๕๐ ขวบขึ้นไปรวม ๔ คนเข้าประจำที่คือจุดเริ่มต้นของการแข่งขันวิ่งเร็วแล้ว นักกีฬาหมายเลข ๓ คือคุณป้าทรัพย์อายุในราว ๖๕ ขวบ แต่ท่าทางยังทะมัดทะแมงสวมกางเกงขาสั้นจุนจู๋ฟิตเปรียะแลเห็นท่อนขาอันตกสะเก็ดเหี่ยวย่น เสี่ยหงวนหันขวับมาทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้วกล่าวขึ้นทันที

"หมอครับ ทำไมยอมให้คนแก่ที่จวนจะเข้าโลงอยู่แล้วออกมาแข่งขันกีฬาล่ะอย่างนี้ตายนะครับ วิ่งไปสัก ๑๐ เมตรหัวใจอาจจะหยุดทำงานได้"

หมอโรจน์หัวเราะเบาๆ

"รับรองครับ อาเสี่ยน่าจะทราบดีว่าคนไข้โรคจิตมีกำลังวังชาผิดมนุษย์ ยายแก่ ๔ คนนี่วิ่งเร็วกว่าสุทธิ มัณยากาศ เป็นไหนๆ คอยดูสิครับอาเสี่ยเห็นแล้วต้องตะลึง"

นักวิ่งในวัยดึกเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว บางคนก็กระโดดโลดเต้นเปิดการอุ่นเครื่องยืดเส้นยืดสาย พวกคนดูร้องเชียร์ขรมส่วนมากเชียร์นักวิ่งหมายเลข ๓ คือป้าทรัพย์ผู้มีอายุมากกว่าเพื่อน และเป็นคนไข้โรคจิตที่มีอัธยาศัยใจคอโอบอ้อมอารี เสียงกู่ตะโกนเรียกป้าทรัพย์กลบเสียงเชียร์นักวิ่งคนอื่น คนไข้โรคจิตหญิงชายกลุ่มหนึ่งร้องขึ้นพร้อมๆ กันตามที่ได้ฝึกซ้อมกันไว้

"ป้าทรัพย์มาวิน ป้าทรัพย์นางบิน ป้าทรัพย์สู้....ฮึ่ม สู้ สู้ตาย "

กรรมการปล่อยตัวเห็นนักวิ่งพร้อมแล้วก็ยิงปืนเป็นสัญญาณเริ่มสต๊าททันที ป้าพลอย, น้าอิ่ม, และน้าเสงี่ยม หลับหูหลับตาโกยอ้าววิ่งไปในเส้นทางของตนท่ามกลางเสียงเชียร์ของพวกคนบ้าทั้งหลาย แต่ป้าทรัพย์ยืนนิ่งเฉยในท่างงๆ เสียงปืนทำให้สมาธิของหญิงชราเสียไป กรรมการปล่อยตัวร้องตะโกนลั่น

"วิ่งซีป้า ยืนเซ่ออยู่ทำไม"

"ขา เอากันแล้วหรือคะนี่" พูดจบป้าทรัพย์ก็แสดงลวดลายของนักวิ่งเร็วชั้นดีวิ่งไปจนสุดฝีเท้า ยิ่งวิ่งก็ยิ่งเร็วเพราะฤทธิ์บ้า เพียง ๔๐ เมตร ป้าทรัพย์ก็ผ่านขึ้นหน้าน้าเสงี่ยมและขึ้นหน้าน้าอิ่มไปได้ อย่างไรก็ตามป้าพลอยซึ่งนำมาตั้งแต่ต้นพยายามเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ป้าทรัพย์ยกมือขวาตีก้นตัวเองแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"จะหนีข้าไปไหนวะนังพลอย ฮ่ะ ฮ่ะ สนุกจริงโว้ย"

เหมือนกับปาฏิหาริย์ ป้าทรัพย์แซงขึ้นหน้าป้าพลอยไปได้อย่างสบายเมื่อถึงระยะทาง ๖๐ เมตร คราวนี้ป้าทรัพย์ยิ่งเร่งสตีมหนักขึ้น พวกคนบ้าต่างเป่าปากตบมือกระทืบเท้าโห่ร้องตลอดเวลา

หญิงชราวิ่งมาปะทะเท็ปที่เส้นชนะแล้ว แต่แกไม่ยอมหยุด คงวิ่งเตลิดเปิดเปิงต่อไปจนกระทั่งถึงทางเลี้ยวก็เลี้ยวไปตามขอบสนามและเข้าวงใน คราวนี้เป็นการแสดงวิ่งเดี่ยว เสียงเชียร์ของคนดูทำให้ป้าทรัพย์วิ่งเร็วราวกับม้าแข่ง แต่แล้วแกก็หมดแรงล้มกลิ้งลงบนลู่สิ้นสติสมประดี เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรีบนำเปลมารับ ส่วนนักวิ่งหญิงในวัยสูงอายุอีก ๓ คนก็เป็นลมคอพับคอย่นอยู่นอกสนาม ไม่สามารถที่จะขึ้นไปยืนบนแป้นให้ช่างภาพโรคจิตถ่ายรูป ผู้ชนะที่หนึ่ง, สอง, สาม ได้

ในเวลาเดียวกันนี้เองการแข่งขันประเภทลานกระโดดสูงหญิงก็เกิดการอลเวงขึ้นกลางสนามฟุตบอล นักกีฬาหญิงสามคนตบตีกันอุตลุด เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหลายคนรีบมาระงับเหตุ ปรากฏว่าผู้ก่อเรื่องคือนางแอนนิตาแฉะชาวอิตาเลียน หล่อนกระโดดได้สูงกว่าใครๆ แล้วหัวเราะเยาะ นักกีฬาหญิงทั้งสองคนเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ก็ช่วยกันตบตีนางแอนนิตาแฉะอย่างสะบักสะบอม แล้วก็ตบตีกันเองตามประสาคนบ้า

เสียงโฆษกประกาศลั่นสนาม

"ผลของการแข่งขันกระโดดสูงหญิงไม่ปรากฏเพราะนักกีฬาเกิดฟัดกันทั้งๆ ที่กำลังแข่งขันกันอยู่ ส่วนผลการแข่งขันวิ่งเร็ว ๘๐ เมตรของนักกีฬาหญิงอาวุโสป้าทรัพย์อดีตเอเย่นต์เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วมาชนะเลิศ ที่สองคือป้าพลอย ที่สามคือน้าอิ่ม อดีตจ้ำบ๊ะชื่อดัง คณะกรรมการมีความยินดีที่จะแจ้งให้ท่านผู้ดูทราบว่า ป้าทรัพย์นักวิ่งลมกรดได้สิ้นใจตายเสียแล้ว"

พวกคนดูโห่ร้องกันเกรียวกราว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเบ้ไปตามกัน หมอโรจน์ได้ยินประกาศเช่นนี้ก็รีบลุกขึ้นวิ่งตรงไปยังเต๊นท์ปฐมพยาบาลทางด้านใต้ของสนาม พล พัชราภรณ์ กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเศร้าใจ

"แย่โว้ยหมอ คุณป้านางบินคนนั้นเท่งทึงเสียแล้ว"

"ออไร๋ ทำไมจะไม่ตายล่ะ วิ่งเร็วยังกะรถไฟด่วน วิ่งจนตับแตกหรือหัวใจหยุดทำงานเนื่องจากเหนื่อยเกินไป"

ต่อจากนั้นสักครู่โฆษกก็ประกาศให้ทราบถึงการแข่งขันกีฬาชายหญิงในอันดับต่อไป วิ่งทน ๑,๒๐๐ เมตรชาย ๔ รอบสนาม และประเภทลานทุ่มน้ำหนักหญิง เมื่อนักกีฬาเดินเข้าสนามเตรียมการแข่งขัน วงดุริยางค์ของคนไข้โรคจิตก็บรรเลงเพลง "พม่าแทงกบ" ทันที คราวนี้คนดูเกือบพันคนก็ร้องเพลง "พม่าแทงกบ" กันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้เป็นเพลงเก่าแต่ก็ยังไม่ตาย ส่วนคนร้องเพลงนี้ตายไปหลายคนแล้ว

การแข่งขันทุ่มน้ำหนักหญิงยังไม่เริ่มต้น แต่การแข่งขันวิ่งทนชาย ๑,๒๐๐ เมตรจะเริ่มต้น ณ บัดนี้ กรรมการปล่อยตัวโบกมือเป็นสัญญาณให้แตรวงหยุดบรรเลง แต่หัวหน้าวงเข้าใจผิดคิดว่ากรรมการให้เป่าเพลง "เชิด" จึงบรรเลงเพลง "เชิด" ทันที คนดูร้องตะโกนด่าเสียงขรม

"เอาพม่าแทงกบโว้ย เพลงเชิดไม่ฟัง"

หัวหน้าแตรวงชักฉิวก็สั่งพรรคพวกหยุดบรรเลง แล้วตะโกนด่าคนดูบ้าง

"หมดหน้าฝนตั้งเดือนแล้ว เอากบที่ไหนแทงวะ ฟังเพลงไม่เป็นก็เฉยๆ เถอะน่า ถุย "

แทนที่คนดูจะโกรธ กลับหัวเราะกันอย่างครื้นเครงตามประสาคนบ้า โฆษกประกาศชื่อนักกีฬาหญิงที่เข้าแข่งขันทุ่มน้ำหนักให้ทราบ และประกาศชื่อนักกีฬาชายที่แข่งขันวิ่งทนรวมทั้งหมด ๖ คน แต่ละคนท่าทางคึกคักเข้มแข็ง แต่คนหนึ่งหมายเลข ๓ หันหน้าไปทางทิศเหนือซึ่งทุกคนเขาหันหน้าไปทางทิศใต้

กรรมการในชุดสีแดงถือปืนพกเดินเข้ามาหานักวิ่งหมายเลข ๓ แล้วพูดเสียงเกรี้ยวกราด

"หันหน้าไปทางโน้นโว้ยไม่ใช่ทางนี้"

นักวิ่งมองดูกรรมการอย่างเดือดดาล

"อย่ารู้ดีหน่อยเลยวะ วนทางนี้หนึ่งรอบก็ ๔๐๐ เมตร วนทางโน้นหนึ่งรอบก็ ๔๐๐ เมตรเท่ากัน แกเป็นกรรมการก็คอยจับเวลาเอาซี ใครวิ่งครบ ๑,๒๐๐ เมตรและทำเวลาได้ดีกว่าเพื่อนคนนั้นก็ชนะเลิศ"

กรรมการในวัยกลางคนเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงของแกโว้ย" แล้วเขาก็ร้องขึ้นดังๆ "ทุกคนเตรียมตัว"

นักวิ่งคนหนึ่งชูมือขวาขึ้น

"เดี๋ยว-เดี๋ยวก่อนกรรมการ แกช่วยบอกกันหน่อยเถอะวะ เมื่อเริ่มวิ่งกันควรจะเอาตีนขวาหรือตีนซ้ายออกก่อน"

"อ้าว แล้วแต่แกซี ตีนไหนก็ได้แต่อย่าเอาหน้าไถลตีนก็แล้วกัน"

เสียงปืนพกที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาระเบิดขึ้นหนึ่งนัดดังลั่นสนาม เจ้าหนุ่มที่หันหน้าไปทางทิศเหนือคนเดียวเท่านั้นที่ออกวิ่งเมื่อสิ้นเสียงปืน อีก ๕ คนซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้ไม่ยอมวิ่ง ต่างคนต่างมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะกันอย่างขบขัน

"กูไม่วิ่งใครจะมาทำไมกู" นักวิ่งหมายเลข ๒ พูดพลางหัวเราะพลาง "กูเป็นนักวิ่งราวโว้ยไม่ใช่นักวิ่งทน"

หมายเลข ๑ พูดเสริมขึ้น

"อั๊วก็ไม่วิ่ง"

กรรมการปล่อยตัวถือปืนเดินรี่เข้ามา

"จะเอายังไงกันโว้ย ให้สัญญาณแล้วทำไมถึงไม่วิ่ง โน่น-เห็นถ้วยรางวัลในเต๊นท์นั่นไหมล่ะ พวกแกไม่อยากได้ถ้วยหรือ ใครชนะที่หนึ่งจะได้รับรางวัลในเต๊นท์นั่น ไหมล่ะพวกแกไม่อยากได้ถ้วยหรือ ใครชนะที่หนึ่งจะได้รับรางวัลถ้วยเงินรู้ไหม"

นักวิ่งทั้ง ๕ คน ต่างมองไปที่เต๊นท์กรรมการ พอแลเห็นถ้วยเงินวางอยู่เรียงราย ใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้น

"วิ่งโว้ยพวกเรา ใครจะได้ถ้วยเดี๋ยวก็รู้"

สองคนวิ่งไปทางเหนือ อีกสองคนวิ่งไปทางใต้ และอีกคนหนึ่งวิ่งผ่าสนามฟุตบอลลัดตัดทางไป ดักหน้า คนดูโห่ร้องเกรียวกราว หลายคนกระโดดลงมาจากอัฒจันทร์วิ่งกับเขาด้วย นายแพทย์บุรุษพยาบาลไม่ออกจากลู่ก็ไม่ยอมออก แตรวงบรรเลงเพลงเชิดทันที

เสี่ยหงวนตบมือหัวเราะงอหาย

"ยุ่งแล้ว-ยุ่งแล้วโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

ภายในลู่หรือทางวิ่งเต็มไปด้วยคนไข้โรคจิต บ้างก็บุกเข้าไปในสนามฟุตบอลแล้วเล่นกระโดดไกลกับนักกีฬาหญิง ไม่มีใครสามารถระงับความวุ่นวายได้ คนไข้โรคจิตขนาดหนักกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้าไปหาหมอโรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล

"เอาเลยพวกเรา ช่วยกันจับหมอโกนหัวโว้ย มีดโกนอั๊วมี"

หมอโรจน์นัยน์ตาเหลือก

"อย่าเข้ามานะ ถอยออกไป ถ้าขัดคำสั่งฉัน ฉันจะจับใส่เสื้อเกราะ"

"เสื้อเกราะหรือคุณหมอ ฮ่ะ ฮ่ะ พวกผมไม่กลัวหรอกครับ วันนี้เราต้องเชือดลูกกระเดือกคุณหมอละ"

ผู้อำนวยการใจหายวาบ หมุนตัวกลับแล้วห้อแน่บไม่คิดชีวิตตรงมาที่เต๊นท์คณะพรรคสี่สหาย แล้วร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ

"ช่วยด้วย ช่วยผมด้วยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"อย่าเข้ามาหมอโรจน์ วิ่งไปทางอื่นประเดี๋ยวพวกผมจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย"

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล "บำบัดวิปลาส" เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ไม่ทราบว่าจะหลบหนีไปทางไหนก็บุกเข้ามาในเต๊นท์ของคณะพรรคสี่สหาย

คนไข้โรคจิตชนิดบ้าคลั่งรวม ๖ คนวิ่งตรงมาเต๊นท์นี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรีบพรวดพราดลุกขึ้นด้วยความตกใจ แต่แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็ร้องตวาดพวกคนไข้ด้วยเสียงอันดัง

" เฮ้ย หยุด หยุดนะ "

คนไข้ทั้ง ๖ คนต่างหยุดชะงักยืนรวมกลุ่มกันอยู่หน้าเต๊นท์ เจ้าหนุ่มใหญ่ที่เป็นหัวหน้ารูปร่างอ้วนเตี้ยสวมกางเกงขาสั้นสีดำสวมเสื้อคอกลมสีขาวและโกนหัว มีด้ายดิบเส้นขนาดนิ้วก้อยคล้องคอ มือถือมีดโกนอันคมกริบ จ้องมองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยแววตาอันวาวโรจน์แบบคนบ้า

"สูเจ้าเป็นใครมาขัดขวางเรา ถ้ารักตัวกลัวตายก็ส่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลนี้มาให้เราเสียโดยดี เราจะทำพิธีเชือดลูกกระเดือกเนื่องในงาน "วันรื่นเริงของคนไข้โรคจิต" หากสูเจ้าขัดขวางพวกเราจะฆ่าตายให้หมด"

น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง แทนที่นายแพทย์ดิเรกจะเกรงกลัว เขากลับเดินเข้าไปหาหยุดยืนเผชิญหน้าพวกคนบ้ากลุ่มนี้แล้วพูดยิ้มๆ

"พวกเราคือเทวดาที่ได้รับเชิญให้มาดูงานรื่นเริงของพวกเจ้า"

คนไข้ทั้ง ๖ คนต่างมองดูหน้ากัน

"หรือเทวดาจริงๆ " เจ้าคนหนึ่งกระซิบบอกหัวหน้า

"เดี๋ยว นักปราชญ์ย่อมไม่เชื่อถือใครง่ายๆ ถ้าเป็นเทวดาก็มีฤทธิ์ผิดมนุษย์ กูจะทดสอบเอง หาก ไม่ใช่เทวดากูจะจับเชือดลูกกระเดือกเสีย" พูดจบชายหนุ่มที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้าอาละวาดก็ปรี่เข้ามาหา ดร. ดิเรก "แกเป็นเทวดาแกแสดงอิทธิฤทธิ์ของแกให้พวกเราดูหน่อยซี"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาส่งให้พ่อตาของเขา

"เอาผ้าเช็ดหน้าของผมคลี่ออกแล้วปิดหน้าคุณพ่อไว้ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ปิดทำไม"

"ผมจะพิสูจน์ให้อ้ายพวกนี้มันรู้ว่าพวกเราเป็นเทวดาที่ได้รับเชิญมาในงานนี้" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทางคนไข้โรคจิต "แกดู เทวดาแก่องค์นี้เอาผ้าเช็ดหน้าปิดหน้าท่านแล้ว เมื่อเปิดออกมาฟันในปากของท่านจะหายไป"

พวกคนไข้โรคจิตหัวเราะกันอย่างขบขัน คนไข้คนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

"ถ้ามีฤทธิ์ทำให้ฟันทั้งปากหายไปได้ก๊อเทวดาน่ะซีโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับพ่อตาของเขา ซึ่งขณะนี้ท่านเจ้าคุณแอบถอดเอาฟันปลอมออกแล้วโดยที่พวกคนบ้าไม่ทันสังเกตเห็น

"ดึงผ้าเช็ดหน้าออกได้แล้วครับ"

ท่านเจ้าคุณกระตุกผ้าเช็ดหน้าที่ปิดหน้าออกแล้วยิ้มให้คนไข้โรคจิตทั้ง ๖ คน พวกคนไข้แลเห็นแต่เหงือกก็ตกใจถอยหลังกรูด หมอโรจน์มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เขายืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างหลังพลและกอดเอวพลแน่น แต่ค่อยโล่งใจขึ้นแล้วเมื่อเห็นคนไข้โรคจิตคลายความดุร้าย และกำลังเชื่อว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นเทวดา

"เฮ้ย เทวดาจริงๆ แหละโว้ย ดูซีวะ ศีรษะของท่านแดงแจ๋เป็นมันแผล็บไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว ฟันของท่านเต็มปากท่านยังทำให้หายไปได้"

เจ้าหนุ่มร่างอ้วนเตี้ยซึ่งเป็นหัวหน้าคนไข้โรคจิตพับมีดโกนเก็บใส่กระเป๋ากางเกงทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและหมอโรจน์ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน เขากล่าวกับ ดร. ดิเรกว่า

"เอาละ ผมเชื่อแล้วว่าท่านผู้นี้เป็นเทวดาเพราะมีฤทธิ์ แต่ว่าพวกท่านต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผมเห็นเช่นเดียวกัน ไม่ยังงั้นเกิดเรื่อง พวกผมเคยกลัวหมอกลัวเสื้อเกราะ วันนี้เลิกกลัวกันที เราคนบ้าไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ฆ่าคนตายก็ไม่ผิดกฎหมาย ผมอยากจะเชือดคอคุณหมอโรจน์มานานแล้ว เร็ว-แสดงปาฏิหาริย์แบบเทวดาให้ผมดู"

นายพลดิเรกยื่นมือขวาออกไป

"นี่ยังไงล่ะ แสดงให้ดูง่ายๆ นิ้วของฉันมี ๕ นิ้ว มนุษย์ทั้งหลายมีนิ้วมือเพียงข้างละ ๔ นิ้วเท่านั้น"

หัวหน้าคนไข้โรคจิตสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือขวาของเขาขึ้นมาดู นิ้วก้อยของเขาไม่มีซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด เขานับนิ้วมือของเขาด้วยเสียงอันดัง

"หนึ่ง....สอง....สาม....สี่ โอ๊ยโย่-ท่านเป็นเทวดาจริงๆ แหละโว้ยพวกเรา ท่านมีนิ้วมือถึง ๕ นิ้ว"

คนไข้โรคจิตคนหนึ่งคัดค้านขึ้นทันที

"ดูเหมือนมนุษย์เราก็มีนิ้วมือข้างละ ๕ นิ้วเหมือนกันนี่หว่า ข้าจะลองนับนิ้วมือของข้าดูบ้าง หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า นี่ไง"

เจ้าหนุ่มอ้วนเตี้ยชักฉิว

"นิ้วแรกมึงไปนับทำไมล่ะ มึงเป็นบ้าจนไม่รู้อะไรเลย การนับนะสิ่งแรกหรือชิ้นแรกเขาไม่นับ นิ้วของมึงมี ๔ นิ้วเท่านั้น ถ้าเทวดาท่านนับนิ้วแรกของท่านด้วยท่านก็ต้องมี ๖ นิ้ว" พูดจบเขาก็หันมาไหว้ศาสตราจารย์ดิเรก "ผมเชื่อแล้วครับว่าท่านทั้งสองเป็นเทวดา แต่ผมขอร้องให้ทุกคนแสดงอิทธิฤทธิ์ให้พวกเราดูสักหน่อย เพื่อเราจะได้แน่ใจว่าพวกท่านเป็นเทวดา"

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสามารถต้อนคนไข้ให้ออกไปจากสนามแข่งขันได้หมดแล้ว บุรุษพยาบาลกลุ่มหนึ่งพากันมาที่เต๊นท์เพื่อช่วยเหลือผู้อำนวยการ แต่แล้ว ดร. ดิเรกก็โบกมือให้กลับไป เพราะเขาแน่ใจแล้วว่าคนบ้า ๖ คนนี้คงไม่ทำอะไรพวกเขาและหมอโรจน์

อาเสี่ยกิมหงวนเดินมาหยุดยืนเบื้องหน้ากลุ่มคนไข้โรคจิต พยายามยิ้มแย้มแจ่มใสแบบใจดีสู้เสือ

"น้องชาย อยากดูกันแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างไรก็ว่ามา"

"เหาะซีครับ" ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่พูดขึ้นทันที "ถ้าท่านเป็นเทวดาท่านต้องเหาะให้เราดูเดี๋ยวนี้ถึงจะเชื่อ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาอย่างอื่นดีกว่า แต่งสากลอย่างนี้เหาะไม่ถนัดหรอก"

คนบ้าอีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"ถ้าอย่างนั้นหายตัวให้เราดู"

ทันใดนั้นเองเสียงโห่ร้องของคนไข้โรคจิตเกือบพันคนก็ดังขึ้นอื้ออึง เมื่อการแข่งขันกระโดดค้ำถ่อเริ่มต้น และการวิ่งเร็ว ๑๐๐ เมตรชายกำลังจะเริ่มต้น คนไข้บ้าคลั่งทั้ง ๖ คนต่างหันหน้าไปนอกสนาม เสี่ยหงวนถือโอกาสรีบทรุดตัวนั่งคลานเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งมีผ้าปูโต๊ะคลุมชายผ้าที่ห้อยลงไปช่วยกำบังตัวกิมหงวนไว้ เมื่อพวกคนบ้ากลุ่มนี้หันมาไม่เห็นอาเสี่ยก็ทำหน้าตื่นไปตามกัน

"อ้าว เทวดาองค์นี้หายไปไหนเสียแล้วล่ะครับ" หัวหน้าคนไข้ถามด้วยสีหน้าตื่นๆ

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"พวกแกขอร้องให้ท่านหายตัว ท่านก็หายตัวไปแล้วน่ะซี"

คนไข้ทั้ง ๖ คน หันมามองดูหน้ากันอีก ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงกระซิบกระซาบว่า

"เราต้องพิสูจน์ให้แน่ใจว่าทุกคนเป็นเทวดา ถ้ามีมนุษย์ปนอยู่เราจะฆ่าเสีย" ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าเห็นพ้องด้วย เขาเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้านิกรแล้วยักคิ้วให้

"บอกมาตามตรง ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์"

"เทวดาโว้ย" นิกรพูดยิ้มๆ "แกดูไม่รู้หรือ หน้าตาของกันใครเห็นก็ต้องรู้ว่าเป็นเทวดา กันนี่แหละเป็นน้องชายพระอินทร์"

"ถ้ายังงั้นเหาะให้ดูหน่อย ถ้าไม่เหาะผมเชือดคอคุณเด็ดขาด" พูดจบก็ล้วงกางเกงหยิบมีดโกนออกมาสลัดออก

นิกรส่งห่อกระดาษห่อหนึ่งให้หัวหน้าคนไข้

"เอาอาหารทิพย์ไปแบ่งกันกินดีกว่าน้องชาย กันนำมาจากสวรรค์เอามาฝากพวกแกคนละเม็ดสองเม็ด"

เจ้าหมอนั่นขมวดคิ้วย่น เปิดปากถุงกระดาษสีน้ำตาลออก หยิบวัตถุก้อนกลมๆ สีคล้ำคลุกน้ำตาลทรายออกมาเม็ดหนึ่งแล้วใส่ปากเคี้ยว มันคือมะขามทรงเครื่องหรือมะขามเปียกเราดีๆ นี่เอง ผสมเกลือป่นเคล้าพริกและน้ำตาลให้มีรสเปรี้ยวหวานเค็มเรียกน้ำลาย

เจ้าหนุ่มอ้วนเตี้ยได้กินมะขามก็รู้สึกเอร็ดอร่อยและชุ่มคออย่างยิ่ง ด้วยจิตไร้สำนึกทำให้เขาเชื่อว่านิกรเป็นเทวดาจริงๆ เขาหันมาบอกพรรคพวกของเขาว่า

"ท่านผู้นี้เป็นน้องพระอินทร์โว้ย ท่านเอาขนมเมืองสวรรค์มาฝากกู ฮ่ะ ฮ่ะ วิเศษแท้ คล้ายมะขามเปียกว่ะ" พูดจบเขาก็แบ่งมะขามทรงเครื่องให้เพื่อนของเขาคนละสองสามเม็ด

คนไข้โรคจิตมักจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างได้ง่ายๆ เขาพากันเดินรวมกลุ่มออกไปจากเต๊นท์นั้นขณะที่การแข่งขันวิ่งเร็ว ๑๐๐ เมตรชายกำลังเริ่มต้น เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหลายคนหิ้วเกราะเดินเข้ามาหา กลุ่มคนบ้าทั้ง ๖ คนนี้ พูดขู่และปลอบพาตัวออกไปจากสนามกีฬา เพื่อนำไปคุมขังไว้เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้ปะปนอยู่ในสนามนี้ก็จะเกิดการอาละวาดขึ้น

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตปราดเข้ามาจับมือกับนิกรขณะที่อาเสี่ยคลานออกมาจากใต้โต๊ะ

"ขอบคุณครับที่คุณช่วยให้ความดุร้ายของคนไข้ทั้ง ๖ คนนี้สิ้นสุดลง ถ้าไม่ได้อาจารย์ดิเรกกับ อาเสี่ยและคุณ คนไข้คงเชือดคอผมแน่ๆ ไม่รู้ว่าไปเอามีดโกนมาจากไหนสงสัยว่าตอนกลางคืนหนีไปจากโรงพยาบาลแล้วไปซื้อมาแถวตลาดพระโขนง"

พลถามหมอโรจน์ด้วยเสียงหัวเราะ

"คนไข้ของหมอหนีไปจากโรงพยาบาลเสมอหรือครับ"

"ครับ ตั้งเกือบพันคนดูแลไม่ทั่ว ตอนหัวค่ำปีนรั้วหนีไปเที่ยวกัน บางทีไปตามพบที่บาร์บ้างตามซ่องหรือสถานอาบน้ำนวดตัวบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"เป็นโรคจิตยังรู้จักเที่ยวซุกซนด้วยหรือ"

"โธ่" หมอโรจน์คราง "เขาก็มีหัวใจเหมือนกันนี่ครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และหมอโรจน์ต่างนั่งดูการแข่งขันกีฬาต่อไป เจ้าแห้วคนเดียวไม่ยอมนั่ง เขาเดินเข้ามาหาพลแล้วกล่าวกับพลอย่างนอบน้อม

"รับประทานเพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิตผม ผมขออนุญาตออกไปนั่งดูบนรถได้ไหมครับ"

พลมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"แกกลัวคนไข้โรคจิตด้วยหรือ"

"รับประทานกลัวซีครับ แต่ละคนนัยน์ตาขวางหน้าตาดุร้ายยังไงชอบกล รับประทานเมื่อกี้นี้ผม ตกใจจนหัวใจหยุดไปตั้งหลายนาที"

"ตามใจแก แกจะออกไปนั่งดูบนรถก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแกต้องช่วยตัวเอง"

เจ้าแห้วพาตัวเดินออกไปจากเต๊นท์ เสียงโฆษกประกาศผลการกระโดดค้ำถ่อและวิ่งเร็ว ๑๐๐ เมตรให้ทราบ แต่คณะพรรคสี่สหายไม่มีใครสนใจ หมอโรจน์นั่งเหน้าเศร้าอยู่ข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมคิดผิดเสียแล้วครับใต้เท้าและแขกที่ผมเชิญไม่มาในงานนี้นับว่าเขาฉลาดพอที่เขาไม่ยอมมา เพราะถ้าเขามานั่งดูการแสดงกีฬาของพวกคนบ้าเขาอาจจะถูกทำร้ายหรือถูกคนไข้ของผมเชือดคอตายก็ได้ เท่าที่ผมจัดงานนี้ขึ้นก็เพื่อหวังที่จะให้คนไข้ได้สนุกสนานรื่นเริงกัน คนไข้ที่ป่วยมากเรากักตัวไว้ไม่ยอมให้ออกมาร่วมสนุกกับเขาด้วย แต่แล้วคนไข้ที่หายแล้วหรือค่อยยังชั่วมากแล้วได้รับความสนุกจนเกินขอบเขตอาการของโรคจิตก็กำเริบขึ้น เหมือนอย่างคนไข้ ๖ คน ที่เข้ามาเล่นงานเราเมื่อกี้นี้ เข็ดแล้วครับ "วันรื่นเริงคนไข้โรคจิต" จะมีครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้าอย่างเห็นใจ

"พวกเราเข้าใจในเจตนาดีของหมอ แต่อารมณ์ของคนบ้านี่มันยากนะครับ เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุด"

เสียงประกาศกระจายเสียงดังไปทั่วสนาม ผู้พูดคือนายแพทย์คนหนึ่งไม่ใช่โฆษกโรคจิตที่พูดอยู่ตลอดเวลา"

"การแข่งขันกีฬาชายและหญิงยังมีอีก ๖ รายการ แต่พวกท่านที่เป็นคนดูและนักกีฬาไม่กระทำตัวให้สุภาพเรียบร้อย คนดูได้มาเกะกะทางวิ่งและบุกเข้าไปในสนามฟุตบอล นอกจากนี้ยังพยายามทำร้าย เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอระงับการแข่งขันกีฬาประเภทลู่ลานไว้เพียงเท่านี้ เพื่อลงโทษพวกท่าน ส่วนการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมคนไข้ชายและหญิงก็เป็นไปตามกำหนด ทั้งนี้เพราะท่านพันเอกพล พัชราภรณ์ ได้กรุณาซื้อเสื้อกางเกงรองเท้าถุงเท้าตลอดจนลูกบอลให้นักฟุตบอลทั้งสองทีมโดยทั่วหน้ากันแล้ว พันเอกกิมหงวน ไทยแท้ ก็กรุณาให้ถ้วยเงินในการแข่งขันฟุตบอลพร้อมด้วยพวงมาลัย ดอกไม้สด การแข่งขันฟุตบอลจะเริ่มแข่งขันใน ๕ นาทีนี้ หากผู้ดูไม่รักษามารยาทไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย การแข่งขันอาจจะสิ้นสุดลงกลางคันก็ได้ หวังว่าคนไข้ทั้งหลายคงจะกระทำเป็นนักดูกีฬาที่ดีไม่บุกรุกเข้ามาในสนามหรือทะเลาะวิวาทกันในหมู่คนดู ขอขอบคุณล่วงหน้า"

ใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์คนดูลุกขึ้นร้องตะโกนบอกพวกคนดูทั้งหลาย

"เงียบโว้ยพวกเรา ทุกคนต้องรักเกียรติและศักดิ์ศรีของคนไข้โรคจิต ถ้าใครเอะอะหรือทำให้หมอโกรธ กูจะเชือดคอทันที"

คนไข้โรคจิตเกือบพันคน นั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น สนามฟุตบอลเงียบกริบอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลและนายแพทย์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน นักฟุตบอลชายวิ่งเข้าสู่สนามแล้ว เตะลูกบอลไปทางด้านเหนือ แต่ไม่มีเสียงตบมือ ไม่มีเสียงคนดูปริปากพูด พวกคนดูนั่งนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก ทุกคนทำหน้าตายไปตามกันแม้แต่นัยน์ตาก็ไม่ยอมกระพริบ

ต่อจากนั้นนักฟุตบอลหญิงก็วิ่งเข้ามาในสนาม ศูนย์หน้าเตะลูกบอลไปทางประตูด้านใต้ของสนาม นักฟุตบอลหญิงทุกคนคึกคักเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามเมื่อคนดูเงียบกริบเช่นนี้นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายก็ชักไม่อยากจะเล่น เพราะสนามฟุตบอลสงบเงียบเหมือนกับป่าช้า

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งหัวเราะงอไปงอมาขบขันพวกคนดู ซึ่งไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรและนั่งนิ่งเฉยอยู่บนอัฒจันทร์ไม่ยอมเคลื่อนไหว นักฟุตบอลหญิงเตะลูกบอลลอยละลิ่วไปตกในกลุ่มคนดูและถูกหน้าคนดูคนหนึ่งอย่างจัง คนดูผู้นั้นก็นั่งนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน คนงานของโรงพยาบาลต้องบุกขึ้นไปบนอัฒจันทร์เพื่อเก็บลูกฟุตบอลให้

สุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่ง แต่งกายสากลชุดสีน้ำตาลวิ่งเหยาะๆ เข้ามาที่เต๊นท์ของคณะพรรคสี่สหาย เขาคือนายแพทย์ชัชวาลรองผู้อำนวยการ ซึ่งหมอโรจน์ได้แนะนำให้รู้จักกับสี่สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว หมอชัชวาลเข้ามาหาผู้อำนวยการและรายงานให้ทราบ

"ผู้อำนวยการครับ ผมขอเชิญให้ผู้อำนวยการเป็นผู้ตัดสินฟุตบอลแทนนายเกษมคนไข้โรคจิตครับ"

"อ้าว แล้วนายเกษมล่ะ"

"นายเกษมเกิดคลุ้มคลั่งอยู่ในห้องพักนักฟุตบอลครับ"

"คุ้มคลั่งยังไง" หมอโรจน์ถามโดยเร็ว

"เอามีดแทงท้องตัวเองแล้วดึงไส้ออกมาเล่นครับ"

ผู้อำนวยการกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แย่จริง ผมเล่นฟุตบอลเป็นเมื่อไรเล่า ผมเคยเล่นแต่รักบี้"

หมอชัชวาลยิ้มเล็กน้อย

"ถ้ายังงั้นก็เปลี่ยนการแข่งฟุตบอลเป็นรักบี้ก็ได้นี่ครับ ผมจะจัดนักกีฬาเพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่ายให้ครบทีมรักบี้"

หมอโรจน์สั่นศีรษะอย่างกลุ้มใจ

"ไม่ได้หรอกคุณ เปลี่ยนเป็นเล่นรักบี้ ทีมคนไข้หญิงจะสู้ได้เรอะตอนสกรัมก็แย่ แล้วพวกนี้เล่นรักบี้ไม่เป็น เราหัดแต่ฟุตบอลอย่างเดียว หมอช่วยลงสนามตัดสินแทนนายเกษมหน่อยสิครับ"

หมอชัชวาลยิ้มแห้งๆ

"ผมเคยเล่นฟุตบอลลานวัดไม่ทราบกติกาหรอกครับ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ให้คุณพ่อเป็นกรรมการตัดสินก็ได้หมอชัช พ่อตาผมเคยตัดสินฟุตบอลมามากแล้ว เมื่อหนุ่มๆ ก็เป็นดาราที่เต็มไปด้วยลวดลายของทีมนายร้อย จปร. เดี๋ยวนี้ท่านแก่แล้วลายหมดไปเหลือแต่ลวด"

"เฮ้ยๆ " ท่านเจ้าคุณพูดขัดขึ้น "พ่อไม่ได้เตรียมตัวมาตัดสินฟุตบอลนะโว้ย กางเกงขาสั้นก็ไม่มี"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"นุ่งกางเกงในก็ใช้ได้ครับ เอาหน่อยครับคุณอา"

หมอชัชวาลส่งนกหวีดซึ่งมีสายพร้อมให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้วพะยักพะเยิดเป็นความหมาย หมอโรจน์หันมายกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ใต้เท้ากรุณาลงสนามตัดสินหน่อยเถอะครับ พวกคนไข้อาจจะสบายใจขึ้นถ้าได้ดูการแข่งขันของนักฟุตบอลสองทีมนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ มองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"พวกแกยังหนุ่มยังแน่น และเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดี ใครลงไปตัดสินหน่อยซี"

พลว่า "พวกผมได้แต่เล่นครับ ความรู้ความสามารถในการตัดสินสู้คุณอาไม่ได้แน่นอน คุณอาเคยตัดสินฟุตบอลนัดสำคัญมามากต่อมาก"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้น

"เอาก็เอา" แล้วท่านก็ลุกขึ้นถอดเสื้อสากลและเน็คไทออกแขวนไว้ที่เก้าอี้นวมเตรียมตัวทำหน้าที่ผู้ตัดสิน"

หมอโรจน์เกรงว่านักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายจะไม่เชื่อถือหรือเชื่อฟัง ก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในสนาม คนดูเกือบพันคนนั่งเงียบกริบเหมือนเช่นเคยคล้ายกับว่าทุกคนถูกสะกดจิต ท่านเจ้าคุณเป่านกหวีดเรียกนักฟุตบอลทั้งสองทีมให้มารวมกันกลางสนาม ต่อจากนั้นผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็แนะนำนักฟุตบอลให้รู้จักกับผู้ตัดสินผู้มีเกียรติ คือ พล. อ. พระยาปัจจนึกพินาศ นักฟุตบอลทั้ง ๒๒ คนเป็นคนไข้ที่หายป่วยเกือบเป็นปรกติแล้ว เมื่อทราบว่าผู้ตัดสินเป็นเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ต่างก็รู้สึกดีใจและยอมรับนับถือท่านเป็นผู้ตัดสิน

ท่านเจ้าคุณเรียกหัวหน้าทีมทั้งสองฝ่ายมาพบกับท่านเพื่อเลือกข้าง หมอโรจน์เดินผ่านสนามตรงไปทางอัฒจันทร์คนดู เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือขวาของท่านซึ่งมีเหรียญ ๕๐ สตางค์อันหนึ่งให้หัวหน้าทีมชายหญิงดู

"ใครจะเอาหัวหรือก้อยว่ามา"

"ดิฉันเอาก้อยค่ะ" หัวหน้าทีมหญิงรูปร่างจ้ำม่ำหน้าอกภูเขาทองกล่าวขึ้นทันที

หัวหน้าทีมคนไข้ชายพิจารณาเงินเหรียญในมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"อ้า-กระผมเป็นผู้ชายไม่เอาเปรียบผู้หญิงหรอกครับท่าน ผมยินดีให้โอกาสทีมหญิงเขา ถ้าออกหัวหรือก้อยเขาเป็นคนเลือกข้าง ถ้าเหรียญตกลงไปตั้งอยู่บนดินผมก็เป็นฝ่ายเลือกข้าง"

ท่านเจ้าคุณมองดูหน้าหัวหน้าทีมคนไข้ชายอย่างขบขัน

"ตกลง เธอสปอรทมาก" แล้วท่านก็โยนเหรียญ ๕๐ สตางค์ลอยขึ้นไปเพื่อจะให้มันตกลงบนพื้นสนาม แต่เหรียญ ๕๐ สตางค์อันนั้นกลับหล่นลงมาวางแปะอยู่กลางศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ผู้ตัดสินทำปากจู๋ หัวหน้าทีมหญิงเลื่อนตัวเข้ามามองดูเงินเหรียญแล้วยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ออกก้อยค่ะ"

เจ้าคุณเอื้อมมือหยิบเหรียญ ๕๐ สตางค์ลงมาจากศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่าน หัวหน้าทีมคนไข้หญิงเลือกด้านเหนือเพราะอยู่เหนือลม นักฟุตบอลทั้งสองทีมต่างวิ่งเข้าประจำหน้าที่ของตน อย่างไรก็ตามพวกคนดูยังนั่งเหม่อนัยน์ตาลอยไม่มีใครกระดุกกระดิกขยับเขยื้อน เขานั่งเบียดเสียดกันบนอัฒจันทร์ท่ามกลางแสงแดด และถูกพระอาทิตย์ส่องหน้าแต่ก็ไม่มีใครเดือดร้อนอะไร

ท่านเจ้าคุณยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วมองดูผู้กำกับเส้นทั้งสองด้านซึ่งเป็นคนไข้โรคจิตทั้งคู่ คนหนึ่งนุ่งโสร่งสวมเสื้อคอแบะผูกเน็กไทและสวมรองเท้าครึ่งน่อง อีกคนนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนสวมเสื้อราชปะแตนเรียบร้อยแบบขุนนางรุ่นเก่าแต่สวมหมวกเหล็กแบบทหาร ผู้กำกับเส้นถือธงสีเหลืองคนละธง

เสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันดังขึ้นแล้ว ทีมชายเขี่ยลูกก่อน ศูนย์หน้าส่งลูกไปให้ในซ้าย แต่แล้วแทนที่ในซ้ายจะเลี้ยงลูกขึ้นไปกลับเลี้ยงเข้ามาทางแดนของตน ศูนย์หน้าร้องตะโกนลั่น

"เฮ้ย เลี้ยงย้อนกลับลงไปทำไมโว้ย"

ในซ้ายไม่ยอมฟังเสียง เลี้ยงเดี่ยวพาลูกตรงไปยังประตูของเขาอย่างรวดเร็ว ฮาฟและแบ็คยืนนิ่งเฉยไม่ได้สกัดกั้น เพียงแต่ยกมือเกาหัวไม่เข้าใจที่ในซ้ายเล่นฟุตบอลแบบนี้ ในซ้ายชู้ตประตูตัวเองในระยะ ๑๐ หลา ผู้รักษาประตูนัยน์ตาเหลือกไม่สามารถป้องกันประตูได้ ลูกบอลพุ่งเข้าไปนอนอยู่ก้นตาข่าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป่านกหวีดยาวท่ามกลางเสียงหัวเราะของพวกหมอและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

ความอลเวงเกิดขึ้นแล้ว ศูนย์หน้าปรี่เข้าไปจะต่อยในซ้าย

"มึงเล่นฟุตบอลภาษาอหิวาต์อะไรวะ ชู้ตประตูตัวเองมีอย่างที่ไหน"

ในซ้ายหัวเราะชอบใจ

"ก็กูเป็นแฟนกับเซ็นเต้อรฮาฟทีมคนไข้หญิงนี่หว่า เราตกลงกันไว้แล้วว่าถ้าออกไปจากโรงพยาบาลเราจะแต่งงานกัน"

"อ้าว เล่นยังงี้จะใช้ได้หรือวะอ้ายคล้อย กีฬาต้องเป็นกีฬาซีวะ เราสัญญากันแล้วไม่ใช่หรือว่าพวกเราจะต้องพยายามเอาชนะทีมคนไข้หญิง โน่น-ถ้วยชนะเลิศใบโตเกือบเท่าถังน้ำแลเห็นไหม"

แบ็คขวาปรี่เข้ามาเตะเต็มเหนี่ยว แต่ในซ้ายยกแขนขึ้นปิดทัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาห้าม

"อย่า อย่า อย่าชกต่อยกัน พวกเธอเป็นนักกีฬาไม่ใช่อันธพาล" แล้วท่านก็ถามในซ้าย "ไหงเธอเล่นแหวกแนวอย่างนั้น"

ในซ้ายร้องไห้โฮ

"ผมเสียใจครับท่าน" เขาพูดพลางร้องไห้พลาง "ผมผิดไปแล้วครับ ผมกลัวทีมหญิงแพ้ก็เลยช่วยทำประตูให้เขาก่อน แฟนของผมเป็นเซ็นเต้อรฮาฟทีมหญิงครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"เธอต้องเล่นอย่างนักกีฬาซิเข้าใจไหม กีฬาต้องสู้กันเต็มที่และสู้กันด้วยน้ำใจนักกีฬา เป็นไปตามระเบียบกฎข้อบังคับของการแข่งขัน"

นายคล้อยซึ่งเป็นในซ้ายสะอื้นดังๆ

"ครับ ทีนี้ผมจะเล่นจริงๆ ครับ ลูกที่ผมชู้ตเข้าไม่นับได้ไหมครับ"

"ไม่ได้ ลูกบอลหลุดเข้าประตูไปแล้ว ใครเตะเข้าไปฝ่ายเธอก็ต้องเสียประตู เห็นไหมเล่า ป้ายขึ้นแล้ว ทุกคนไปประจำที่ ตั้งใจเล่นให้ดี ผู้ชนะฉันจะแจกแหนบให้เป็นพิเศษคนละอัน"

ศูนย์หน้ายิ้มแป้น

"แหนบทองคำหรือครับ"

"เปล่า แหนบถอนหนวดน่ะ"

การแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นต่อไป คนดูยังเงียบกริบเหมือนเช่นเคย นายแพทย์ชัชวาลได้พูดกระจายเสียงแจ้งให้คนดูทราบ

"ท่านผู้ดูที่รัก เราไม่ต้องการให้ท่านนั่งเป็นเบื้ออยู่อย่างนี้ จงตบมือโห่ร้องตามความพอใจของท่าน เพื่อหนุนนักฟุตบอลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ท่านชอบ แต่ห้ามตะโกนด่าหรือกล่าวคำหยาบคาย จงเชียร์ฟุตบอลอย่างสุภาพ"

เท่านี้เองเสียงตบมือโห่ร้องของคนไข้โรคจิตร่วมพันคนก็ดังขึ้นทันที และดังโดยไม่มีวันหยุด นอกจากเสียงโห่ร้องเสียงตบมือก็มีเสียงเป่าปากปนอยู่บ้าง การแข่งขันฟุตบอลเป็นไปอย่างน่าดู ทีมหญิงเล่นแรงถึงลูกถึงคน เมื่อเข้าชิดตัวกันนักฟุตบอลชายมักจะกอดนักฟุตบอลหญิงเอาดื้อๆ ทีมชายถูกลงโทษเตะกินเปล่าบ่อยๆ ทีมหญิงรุกกระหน่ำพักเดียว ในขวาของทีมหญิงก็สามารถยิงประตูได้สวยงามด้วยลูก วอลเล่ย์เมื่อปีกขวาเตะย้อยมาให้อย่างเหมาะเจาะ

ทีมหญิงตีเสมอได้แล้วในนาทีที่ ๑๒ ครึ่งแรก พอเริ่มเขี่ยกลางใหม่ ศูนย์หน้าของทีมหญิงก็ตัดลูกได้ผ่านลูกออกปีกซ้าย ฮาฟขวาของทีมชายกระโดดกอดปีกซ้ายทีมหญิงแน่น มิหนำซ้ำจูบเสียหลายฟอด คนดูโห่ร้องตบมือกระทืบเท้าด้วยความพอใจ นักฟุตบอลหญิงหลายคนวิ่งเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนของหล่อน เล่นงานฮาฟขวาทีมชายคนละตุ้บสองตุ้บ พอล้มลงก็เหยียบซ้ำจนลิ้นแลบเหมือนอึ่งอ่างถูกรถทับ ทีมชายเห็นเช่นนั้นก็เข้ามาเล่นงานนักฟุตบอลหญิงบ้างเพราะโกรธแค้นแทนเพื่อนของตน คราวนี้มวยหมู่กลางสนามฟุตบอลก็เป็นไปอย่างดุเดือด เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาห้ามเป่านกหวีดเสียงลั่น แต่แล้วท่านก็ถูกลูกหลงลงไปนอนวัดพื้นอย่างน่าสงสาร

หมอโรจน์พาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลกลุ่มหนึ่งเข้ามาในสนาม นักฟุตบอลแลเห็นผู้อำนวยการก็แตกฮือกระจายกันออกจากกลุ่ม แต่นักฟุตบอลของทีมชายนอนหมอบอยู่ ๓ คน หมอโรจน์รีบประคองท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นทันที

"เป็นยังไงบ้างครับใต้เท้า"

เจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ใต้เท้าน่ะไม่เป็นไร แต่ผมถูกชกตรงขอบตาขวา แย่จริงหมอ นักฟุตบอลของหมอทำไมถึงดุเดือดอย่างนี้ โอ้โฮ ผู้หญิงแท้ๆ เรี่ยวแรงมากกว่าผู้ชาย หมัดศอกเข่าคล่องแคล่วไปหมด"

หมอโรจน์ฝืนหัวเราะ

"คนไข้โรคจิตมีกำลังมากกว่าคนธรรมดาครับ เป่านกหวีดเล่นต่อไปเถอะครับ ผมกับพวกเจ้าหน้าที่จะยืนคุมที่ขอบสนาม ถ้าตีกันอีกก็เลิกไม่ต้องเล่น"

นักฟุตบอลชายทั้ง ๓ คนถูกประคองลุกขึ้นมาได้แล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปหาในขวาทีมชายซึ่งถูกซ้อมหน้าตาปูดโปแทบจะจำไม่ได้

"เธอสู้ผู้หญิงไม่ไหวหรือ" ท่านถามพลางหัวเราะพลาง "ฉันเห็นฮาฟซ้ายทีมหญิงชกต่อยเธออุตลุด เธอได้แต่ปิดป้องเท่านั้น"

"โธ่-ท่านก็ ฮาฟซ้ายทีมคนไข้หญิงน่ะเมียผมนะครับ"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทาน "เมียของเธอ"

"ครับ ผมจะไปสู้มันได้อย่างไร มีผู้ชายคนไหนบ้างในโลกนี้ที่สู้เมียของตัวได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ไหงมาป่วยอยู่ด้วยกันทั้งผัวทั้งเมีย"

"ความจริงผมมาก่อนครับ กลุ้มใจไม่มีเงินค่าเล่าเรียนให้ลูก จะกินเข้าไปก็ไม่ใคร่มี อดอยากยากแค้นหนักเข้าผมก็เป็นบ้า เมียเขาส่งผมมาอยู่ที่นี่ พอผมค่อยยังชั่วเพื่อนบ้านเขาก็ส่งเมียผมตามมาอีกคนหนึ่ง ขณะนี้เราหายแล้วครับจะได้กลับบ้านสองสามวันนี้"

ท่านเจ้าคุณเดินไปที่เซ็นเต้อรเป่านกหวีดเรียกนักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายให้เข้าประจำที่ คนดูยับตบมือโห่ร้องอยู่นั่นเอง เป็นการเชียร์ที่ไม่มีความหมาย ทุกคนสนุกสนานในการร้องเอะอะมากกว่าที่จะดูการแข่งขันฟุตบอล จนกระทั่งนายแพทย์ชัชวาลต้องพูดกระจายเสียงอีกครั้งหนึ่ง

"ท่านผู้ดูทั้งหลายโปรดฟัง ทุกคนโปรดฟัง การตบมือโห่ร้องขอให้มีเหตุผล ไม่ใช่ตบมือโห่ร้องเป่าปากกระทืบเท้าโดยไม่มีวันหยุดหย่อนเช่นนี้ พวกท่านหายป่วยจากโรคจิตแล้ว อย่าทำเป็นคนไข้โรคจิต"

คนดูร่วมพันคนเงียบกริบลงอีก ทุกคนนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นตามแบบเก่า สนามฟุตบอลเงียบสงัดลงทันที การแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นต่อไป ทีมชายมัวแต่ยืนหัวเราะทำท่าเจ้าชู้ก้อร่อก้อติกไม่ใคร่เต็มใจเล่น ทีมหญิงทุกคนตั้งใจเล่นดีมาก และเล่นลูกสั้นถูกขากัน ครั้งหนึ่งศูนย์หน้าทีมหญิงเลี้ยงเดี่ยวเข้าไปจะยิงประตูในระยะเผาขน ผู้รักษาประตูทีมชายตัดสินใจวิ่งออกมาเตะรวบทั้งลูกทั้งคน วัลภาสาวสวยศูนย์หน้าทีมหญิงกระเด็นไปหมอบอยู่บนสนาม ลูกบอลลอยละลิ่วไปทางหนึ่ง แบ็คขวาทีมชายวิ่งเข้ามาต่อยผู้รักษาประตูของเขาทันที

"มึงเตะแฟนกู อ้ายนพ มึงต้องตาย"

ผู้รักษาประตูสู้ยับ ปีกซ้ายของทีมชายวิ่งมาช่วยผู้รักษาประตู แต่แล้วในขวาของทีมชายก็วิ่งเข้ามาช่วยแบ็คขวาซึ่งเป็นเพื่อนรักของเขา มวยหมู่เกิดขึ้นอีกแล้ว พวกแตรวงทนดูอยู่ไม่ได้ก็บรรเลงเพลง "เชิด" ทันที เสียงเพลง "เชิด" ทำให้นักฟุตบอลชายตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด อย่างไรก็ตามคนดูบนอัฒจันทร์ต่างนั่งนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

หมอโรจน์พาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหลายคนวิ่งเข้ามาระงับเหตุ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป่านกหวีดสั้นยาวเป็นสัญญาณยุติการแข่งขัน แล้วท่านก็เดินตุปัดตุเป๋ออกไปจากสนามด้วยความเหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย

การแข่งขันฟุตบอลเล่นได้เพียง ๑๘ นาทีของครึ่งแรกเท่านั้น หมอโรจน์ควบคุมตัวนักฟุตบอลทั้งสองทีมออกไปจากสนาม พวกคนดูซึ่งนั่งเงียบกริบอยู่เกือบ ๕ นาทีต่างพากันมองเจ้าไปในสนามฟุตบอลอันว่างเปล่า แล้วก็ส่งเสียงเชียร์กันลั่น

"ชู้ต ทีมหญิงชู้ต บุกเข้าไป ทีมหญิงสู้ตาย"

หลายคนร้องตะโกนหนุนทีมชายบ้าง ร้องเชียร์ทั้งๆ ที่ไม่มีการแข่งขันฟุตบอล เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาตัวเดินเข้ามาในเต๊นท์ทรุดตัวลงนั่งพลางคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกซับเหงื่อที่ใบหน้า

นิกรมองดูหน้าพ่อตาของเขาอย่างขบขัน

"เป็นยังไงครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณส่ายหน้า

"แย่โว้ย ยิ่งกว่าทีมมหาวินาศ เรื่องคนบ้านี่เห็นจะเข็ดจนตายไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีกแล้ว มันพูดกันไม่รู้เรื่องลำบาก อารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กลับบ้านเถอะโว้ยพวกเรา ประเดี๋ยวคนดูเกิดบ้าคลั่งเฮโลเข้ามาเล่นงานเราเราก็แย่เท่านั้น"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ เพื่อความปลอดภัยของพวกเรากลับบ้านเสียทีก็ดีเหมือนกัน"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"แต่เรายังไม่ได้ดูวิพิธทัศนาและละครย่อยของคนไข้โรคจิตซึ่งเป็นรายการอันดับสุดท้าย"

กิมหงวนหันมาทำตาเขียว

"แกดูคนเดียวก็แล้วกัน อยู่ในโรงพยาบาลนี่กันหายใจไม่ทั่วท้องเลยว่ะ คอยแต่หวาดผวากลัวใครจะบุกพรวดพราดเข้ามาในเต๊นท์แล้วเอาขวานจามกบาลพวกเรา"

"ออไร๋ ถ้ายังงั้นกลับบ้านกันเถอะ โน่น-หมอโรจน์กำลังเดินมาที่เต๊นท์นี้ ดูท่าเขาเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย"

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรู้สึกเสียใจที่คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลากลับไม่ยอมอยู่จนงานเลิก เขาติดตามมาส่งคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณที่รถคาดิลแล็คเก๋งแล้วกล่าวคำขอบคุณอย่างมากมายเท่าที่ทุกคนได้ให้ความช่วยเหลือคนไข้ของเขาในงานรื่นเริงวันนี้

จบตอน