พล นิกร กิมหงวน 181 : แฟนเสี่ยตี๋

เจ้าหนุ่มหล่อ ทายาทของคณะพรรคสี่สหายทั้ง ๔ คน มีโครงการที่จะประกอบอาชีพดังต่อไปนี้คือ เข้าทุนกันจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด เช่าอาคารที่รูหราทันสมัยสักแห่งหนึ่งซึ่งควรจะเป็นอาคาร ๔ ชั้น ชั้นล่างศาสตราจารย์ดำรงและพนัส จะจำหน่ายเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ เครื่องขยายเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องบันทึกเสียง เครื่องไฟฟ้าต่างๆ และเครื่องมือเครื่องใช้ในทางวิทยาศาสตร์ ชั้นสองเป็นสำนักงานของสมนึกรับตรวจบัญชีหรือทำบัญชีให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ชั้นสามเป็นสำนักงานของนพ มหาบัณฑิตหนุ่มแห่งสถาปัตยกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริการับออกแบบอาคารบ้านเรือนและรับเหมาก่อสร้างด้วย ส่วนชั้นสี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจมีที่นอนห้องน้ำห้องส้วมพร้อม

เย็นวันนั้นเองปอนเตี๊ยคเก๋งคันใหม่เอี่ยมก็พาสมนึกและนพแล่นมาจอดหน้าอาคารสี่ชั้นสร้างใหม่แห่งหนึ่งของถนนบำรุงเมือง อาคารเหล่านี้แบบทันสมัยสวยงามมาก เป็นอาคารพาณิชย์ซึ่งนับว่าอยู่ในย่านกลางการค้า มีผู้มาเช่าเปิดร้านค้าสำนักงานไม่กี่ราย พนัส นพ สมนึก และดำรงต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่าควรจะขอเช่าอาคารที่กล่าวนี้สักหนึ่งคูหาจะได้ประกอบอาชีพกันต่อไป

แต่พนัสป่วยเป็นไข้หวัดเล็กน้อย ส่วนศาสตราจารย์ดำรงก็มีงานสำคัญร่วมมือกับบิดาของเขาสร้างอาวุธปล่อยคือจรวดนำวิถีให้กองทัพบกใช้ต่อสู้อากาศยานอย่างรีบเร่ง ดังนั้นนพกับเสี่ยตี๋จึงพากันมาดูอาคารที่กล่าวตามลำพัง

ในเครื่องแต่งกายง่ายๆ กางเกงขายาวและเสื้อยืดคอปกแขนสั้น สองสหายต่างพากันลงจากรถปอนเตี๊ยคและเดินขึ้นไปบนบาทวิถีมองดูอาคารสี่ชั้นทีละห้อง ทุกห้องมีประตูตารางเหล็ก ขนาดของห้องกว้าง ๖ เมตร และลึก ๑๕ เมตรนับว่ากว้างใหญ่มากเหมาะที่จะประกอบกิจการค้าอย่างยิ่ง

นพดึงหวีเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อยืดส่ง ให้เสี่ยตี๋แล้วกล่าวว่า

"หวีผมสักหน่อยเถอะวะ หัวแกมันยุ่งเหมือนตอนคลอดออกมาใหม่ๆหน้าตาแกเหมือนจิ๊กโก๋ว่ะ"

สมนึกหัวเราะแล้วโบกมือ

"ไม่ต้องหวีหรอกประเดี๋ยวกลับไปบ้านกันจะสระผมเสียที เดือนกว่าแล้วไม่ได้สระผมแข็งเหมือนเชือกมนิลา หวีแล้วมันก็ยุ่งเมื่อถูกลมเพราะกันไม่ได้ใส่น้ำมัน"

"ยังงั้นก็ตามใจแก สำหรับฉันต้องหวีผมให้เท่อยู่เสมอ เส้นเดียวก็ไม่ยอมให้กระเด็น ตั้งใจว่าคราวนี้จะปล่อยผมให้ยาวเฟื้อยแล้วดัดผม"

"ดัดผม"

"เออ"

"ก็ลองดู แกไม่ถูกลุงพลเหยียบกรามแกละก้อ แกมาเตะกันได้"

นพยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี ลุงชอบวุ่นวายกับพวกเรามากแล้วก็ดุเสียด้วยซี เมื่อไหร่จะตายเสียทีก็ไม่รู้ สำหรับพ่อและแม่ถึงจะดุอย่างไรกันก็ไม่กลัว กลัวลุงพลคนเดียวเท่านั้นให้ดิ้นตายเถอะวะ จนใจว่าเป็นลุง ม่ายยังงั้นล่ะก้อ น่าดู"

"ดีแล้ว ฉันจะไปบอกลุง"

นพสะดุ้งโหยง

"อ้าวๆ ทะลึ่งล่ะซี อยู่ดีๆจะหาเรื่องให้ฉันโดนเตะ เดินไปทางโน้นเถอะโว้ย สำนักงานให้เช่าตึกอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้"

สองสหายพากันเดินไปตามใต้กันสาดบาทวิถีหน้าตึก สักครู่หนึ่งก็มาถีงสำนักงานชั่วคราวของเจ้าของอาคารสี่ชั้นซึ่งมีแผ่นป้ายเขียนติดไว้หน้าประตูตารางเหล็กเปิดแง้มไว้ว่า

"ติดต่อขอเช่าตึกได้ที่นี่"

สมนึกพานพเดินเข้าไป สุภาพบุรุษในวัยกลางคนเจ้าของร่างบอบบางคนหนึ่งนั่งเต๊ะท่าอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา เขาแต่งกายเรียบร้อยผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี

"มีธุระอะไรหรือคุณ" เขาถามห้วนๆ

เสี่ยตี๋ยิ้มให้

"เราอยากจะขอชมตึกด้านมุมถนนซอยหน่อยครับ"

ผู้ดูแลตึกยิ้มเล็กน้อย

"คุณจะเช่าหรือ"

"ครับ"

"แพงนะคุณมีเงินเรอะ แป๊ะเจี๊ยะสองแสนห้าหมื่น ค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาท สัญญาเช่าสิบปี"

"ยังงี้ เป็นเสียอย่างนี้" เสี่ยตี๋ส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่มีเงินเช่าผมจะมาหาคุณหาหอกอะไรกัน แล้วกัน...เห็นแต่งตัวธรรมดาอยู่กับบ้านคุณก็พูดดูถูกเรา ถ้าเราแต่งสากลเข้ามาพบคุณคงไม่ถามเราอย่างนี้ คุณออกไปดูซีรถเก๋งของผมยาวเกือบเท่าสนามหลวงจอดอยู่เลยหน้าห้องไปไม่ถึง ๒๐ เมตร ตึกนี่น่ะอย่าว่าแต่เช่าเลยผมซื้อทั้งที่ทั้งอาคารเอาไว้ให้หมาผมขี้เล่นยังได้นะคุณ ผมน่ะไม่ร่ำรวยอะไรหรอก แต่พ่อของผมคือพันเอกกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยและผมคือร้อยตรีสมนึก ไทยแท้"

ผู้ดูแลตึกหน้าจ๋อย เขารีบลุกขึ้นยืนและยกมือไหว้สมนึกทันที แน่ล่ะเมื่อเอ่ยชื่ออาเสี่ยกิมหงวนแล้วใครๆก็รู้ดีว่าเขาเป็นมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่มีเงินสดร่วมพันล้านบาทและหลักทรัพย์อีกมากมาย เมื่อสองสามวันนี้เองหนังสือพิมพ์ยังลงข่าวว่าอาเสี่ยกิมหงวนซื้อพันธบัตรเงินกู้ของรัฐบาลเป็นเงิน ๒๐๐ ล้านบาทซึ่งเขาจะได้ดอกเบี้ยปีหนึ่งถึง ๑๔ ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีเพราะได้รับการยกเว้น เพียงแต่เงินดอกเบี้ยพันธบัตรเศรษฐีธรรมดาก็หาไม่ได้แล้ว

"โอ-คุณครับผมมีตาเสียเปล่าแต่หามีแววไม่ ประทานโทษเถอะครับ"

นพพูดเสริมขึ้น

"นัยน์ตาคุณเหมือนตาตุ่มหรือตาปลารู้ไว้เถอะว่าเราสองคนคือข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง ผมคือร้อยตรีนพ ลูกชายของพันเอกนิกร พ่อผมไม่รวยมากมายนัก มีเงินสองสามร้อยล้านเท่านั้นเอง"

นายเสนีผู้ดูแลตึกยกมือไหว้ลูกชายของนิกรอย่างพินอบพิเทา

"กรุณาอภัยให้ผมเถอะครับ ถ้าคุณฟ้องท่านเจ้าของตึกว่าผมแสดงกิริยาไม่เหมาะไม่ควรแก่คุณทั้งสองผมอาจจะถูกไล่ออกจากงานก็ได้ คุณชอบห้องริมหรือครับ เฉพาะอาคารห้องริมระหว่างถนนซอยกับถนนบำรุงเมืองแป๊ะเจี๊ยะสามแสนห้าหมื่นครับ ค่าเช่าเท่ากันเดือนละ ๖๐๐ บาท สัญญาเช่า ๑๐ ปี"

"ถ้ายังงั้นก็แพงไปลดอีกได้ไหม"

"ไม่ได้หรอกขอรับ" นายเสนีตอบนอบน้อม

นพพูดเสริมขึ้น

"ก็ควรจะลดลาวาศอกคืบนิ้วกันได้บ้าง ขนาดของห้องก็เท่ากับห้องอื่นทำไมเรียกแป๊ะเจี๊ยะแพงกว่าห้องอื่น"

"เพราะอยู่มุมถนนสองสายนี่ครับ คุณกรุณาให้เท่าไรล่ะครับ"

นพนิ่งคิด

"ต่อสักคำนะ"

"ครับ"

ลูกชายของนิกรยิ้มเล็กน้อย

"แป๊ะเจี๊ยะสักพันบาทเป็นยังไง สำหรับค่าเช่าเดือนละ ๖๐๐ บาทผมเห็นว่าสมควรแล้ว"

ผู้ดูแลอาคารกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตึกแถวสี่ชั้นนะครับ ไม่ใช่ส้วมสาธารณะ แป๊ะเจี๊ยะพันบาทน่ะห้องแถวไม้ผุๆครับ เดี๋ยวนี้หายากเต็มทนแล้ว"

นพสั่นศีรษะ

"ไม่ให้ก็ไม่เอา ถ้าเราจะต้องจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะสักสามสี่แสนล่ะก้อเราทุ่มเงินล้านซื้อที่ริมถนนปลูกตึกของเราเองดีกว่า ค่าเช่าก็ไม่ต้องเสีย บริษัทของเราเจ๊ง เราก็ให้คนเขาเช่าต่อไป ไปโว้ยอ้ายตี๋ อย่าเช่าเลยวะ ซื้อที่ใกล้ๆกับบ้านเราปลูกของเราเองดีกว่ากันจะออกแบบให้เด็ดดวงไปเลย ซื้อที่สัก ๑๐ ตารางวาก็พอแล้ว สร้างแบบเสาพระภูมิมีเสาเดียวแล้วขึ้นไปบานข้างบน"

นายเสนีขมวดคิ้วย่น เขาบอกตัวเองว่าชายหนุ่มรูปหล่อสองคนนี้คงไม่ใช่ลูกชายของอาเสี่ยกิมหงวนและพ.อ.นิกรเป็นแน่แต่มาแอบอ้างตัวเล่นโก้ๆ แต่เขาไม่ได้ปริปากพูดอะไร นอกจากเดินตามสมนึกกับนพออกมายืนดูที่หน้าอาคาร

เสียตี๋ต่อว่านพ เมื่อเดินมาหยุดยืนที่ข้างรถปอนเตี๊ยคเก๋ง

"ไหงแกไปต่อเขาอย่างนั้นวะนพ ขายหน้าเขาเหลือเกิน เขาเรียกแป๊ะเจี๊ยะสามแสนห้าหมื่นเสือกต่อเขาพันบาท"

ลูกชายของนิกรหัวเราะหน้าเป็นแบบเดียวกับบิดาของเขา

"ก็ต่อแบบไม่เอานี่หว่า แต่ถ้าเขาให้ก็เอา มีอย่างที่ไหนวะเรียกแป๊ะเจี๊ยะตั้งสามสี่แสน มันเกินไปโว้ย"

สมนึกพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ไป-ไปไหนต่อล่ะ หรือกลับบ้าน"

"กลับก็กลับแต่แวะไปนางเลิ้งซื้อเป็ดย่างติดมือติดตีนเอาไปบ้านสักสองสามตัว"

ก่อนที่สองสหายจะขึ้นรถอุบัติเหตุของคนเดินถนนรายหนึ่งก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานพและสมนึก รถบรรทุกขนาดเล็กคันหนึ่งเลี้ยวขวามือจากถนนบำรุงเมืองพอผ่านซอยแยกก็เฉี่ยวสาวคนหนึ่งล้มลงริมถนน คนขับรถบรรทุกแทนที่จะหยุด ช่วยเหลือกลับขับรถหนีไปตามถนนซอยซึ่งตัดไปออกถนนใหญ่ได้อีกหลายสาย ด้วยมนุษยธรรมและความเป็นสุภาพบุรุษทำให้นพกับสมนึกรีบวิ่งไปช่วยเหลือหล่อน

สาวสวยในวัย ๒๐ เศษ ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนัก เพียงแต่หัวเข่าข้างขวาแตกเป็นแผลและขาขวาเคล็ดยอกไปบ้าง เนื่องจากถูกบังโคลนซ้ายตอนหน้าของรถบรรทุกเฉี่ยวเอาเท่านั้น

ไทยมุงและจีนมุงหลายสิบคนต่างวิ่งเข้ามามุงดูตามระเบียบอันเป็นหลักธรรมดาของมนุษย์ที่ชอบดูความพินาศย่อยยับหรือภัยอันตรายของผู้อื่น ยิ่งคนถูกรถยนต์ทับไส้แตกกำลังชักดิ้นชักงอยิ่งเป็นภาพที่น่าดูหรือรถชนกันแบบประสานงา คนที่อยู่ในรถตายคาที่หรือบาดเจ็บสาหัสร้องครวญคราง เลือดไหลโชก ก็ยิ่งมีคนดูอย่างสนุกสนานเป็นที่ครึกครื้นรื่นเริงยิ่งนัก

"เฮ้ย แกไปขับรถมานี่โว้ยนพรีบพาเธอไปส่งโรงพยาบาลตำรวจ"

นพรับคำและแหวกกลุ่มไทยมุงและจีนมุงรีบเดินไปที่รถของเขา เสี่ยตี๋ประคองหล่อนขึ้นมาบนบาทวิถีใต้กันสาดของอาคาร หญิงสาวผู้นี้อายุในราว ๒๒ ปีรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าสวยมีเสน่ห์น่ารักมากถึงแม้ว่าหล่อนจะสวมแว่นตาสีชาแก่ปิดบังนัยน์ตาของหล่อนก็ตาม แต่ฐานะของหล่อนคงไม่ดีนักเพราะหล่อนสวมกระโปรงสีดำค่อนข้างเก่า สวมเสื้อสีขาวผ้าดอกแบบง่ายๆคือเสื้อโหลราคาถูกๆ มือขวาถือกระเป๋าเศษสตางค์ใบเล็กๆ ถ้าจะบรรจุเงินก็ไม่กี่บาท มีผ้าเช็ดหน้าสีขาวหุ้มกระเป๋าสตางค์แลบออกมา

"เป็นยังไงบ้างครับคุณ" เสี่ยตี๋ถามหล่อนด้วยความห่วงใย

ร่างของสาวสวยสั่นเล็กน้อยเพราะความตื่นเต้นตกใจในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแก่หล่อน

"อ้า-ขอบคุณค่ะ ดิฉันได้รับบาดเจ็บนิดหน่อยเท่านั้น ความจริงรถคันนั้นมันน่าจะทับดิฉันเสียให้ตายรู้แล้วรู้รอดไป"

คนขับรถบรรทุกคันนั้นใจร้ายมากครับแทนที่จะหยุดรถช่วยคุณกลับหนีไป ถ้าหากว่าเป็นถนนเปลี่ยวๆรถไม่จอแจคับคั่งอย่างนี้ผมจะเอารถไล่กวดมันไปทันที"

"อย่าไปว่าเขาเลยค่ะมันเป็นความผิดของดิฉันเอง"

สมนึกขมวดคิ้วย่น

"ความผิดของคุณ..."

"ค่ะ ดิฉัน...อ้า...ดิฉันตาบอดค่ะ"

สมนึกสะดุ้งเฮือก

"คุณตาบอด" เขาร้องเกือบเป็นเสียงตะโกน

"ค่ะ ดิฉันข้ามถนนเพราะเข้าใจว่าถนนว่าง แต่แล้วพอได้ยินเสียงรถดิฉันก็หยุดชะงักถอยกลับมารถก็เฉี่ยวดิฉันล้มลงดิฉันกราบขอบคุณนะคะที่กรุณาช่วยดิฉัน โปรดอย่าสนใจกับดิฉันเลยค่ะ ดิฉันขัดยอกไปเพียงเล็กน้อยอย่าพาดิฉันไปส่งโรงพยาบาลให้เสียเวลาเลยนะคะ"

เสี่ยตี๋มองดูหล่อนด้วยความสงสารและสะเทือนใจอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าหล่อนตาบอด หล่อนเป็นหญิงสาวที่สวยสะคราญตาไม่น้อยแต่นัยน์ตาของหล่อนพิการ ขณะนี้ ร.ต.นพ ขับรถปอนเตี๊ยคคลานเข้ามาแล้วจอดชิดขอบถนน

"คุณไม่ไปโรงพยาบาลก็ตามใจ แต่ให้ผมกับเพื่อนไปส่งคุณที่บ้านเถอะนะครับ"

หล่อนประนมมือไหว้สมนึกอย่างนอบน้อม ไหว้ได้สวยกว่าหญิงสาวที่นัยน์ตาดีๆอีกหลายพันหลายหมื่นคน และพูดจาก็เพราะกว่า

"อย่าให้ดิฉันรบกวนคุณเลยนะคะ ดิฉันกลับไปตามลำพังได้ค่ะ ถึงนัยน์ตาของดิฉันไม่เห็น ประสาทตาของดิฉันดีมาก ดิฉันขึ้นรถเมล์ได้ค่ะ"

"อย่าเลยครับให้เราไปส่งคุณดีกว่า อย่างน้อยขณะนี้คุณเสียขวัญแล้วจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไปขึ้นรถเถอะครับ ขอโทษนะครับผมจะจูงคุณไป"

หล่อนไม่กล้าปฏิเสธเจตนาดีของเขา น้ำเสียงของสมนึกบอกให้หล่อนรู้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ เสี่ยตี๋ยกมือขวาจับแขนซ้ายหล่อนพาเดินมาที่รถปอนเตี๊ยคเก๋ง"

"เธอเป็นยังไงบ้างนึก" นพถามเบาๆ

"บาดเจ็บนิดหน่อย อ้า-กันเสียใจที่จะบอกแกว่าสุภาพสตรีผู้นี้นัยน์ตาบอด"

ลูกชายของนิกรลืมตาโพลงแล้วเผลอตัวร้องลั่น

"โอ้โฮ รถมันชนอีท่าไหนวะถึงตาบอด เหล็กที่รถมันทิ่มลูกนัยน์ตาหรืออย่างไร"

สาวสวยผู้มองไม่เห็นโลกพูดเสริมขึ้น

"ดิฉันตาบอดมาแต่กำเนิดค่ะ"

นพกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โถ ชาติก่อนคุณคงจะเคยควักลูกตาใครเล่น"

เสี่ยตี๋พาหล่อนขึ้นมานั่งตอนหลังรถเคียงคู่กับเขาแล้วเขาก็ถามหล่อน

"บ้านคุณอยู่ที่ไหนครับ"

"ถนนดินแดงค่ะ ดิฉันรู้สึกว่ารบกวนคุณทั้งสองมากเกินไปเสียแล้ว ดิฉันจะจดจำพระคุณของคุณทั้งสองไว้จนวันตายเชียวค่ะ"

สมนึกยิ้มแป้น

"ไม่ใช่เรื่องบุญคุณอะไรเลยครับ มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องให้ความช่วยเหลือคุณ ผมคือร้อยตรีสมนึกครับ เพื่อนผมชื่อร้อยตรีนพ"

"อ้อ เป็นนายทหารด้วยหรือคะ ดิฉันกราบขอบพระคุณค่ะและดิฉันจำชื่อคุณทั้งสองได้แม่นแล้ว แม่ของดิฉันคงจะตกใจมากเมื่อคุณไปส่งดิฉันที่บ้าน และทราบว่าดิฉันถูกรถยนตร์ชน"

นพพูดเสริมขึ้น

"อุบัติเหตุคนเดินถนนถูกรถชนหรือทับจนลิ้นแลบมักจะมีบ่อยๆครับ อ้า-คุณคงไม่มีรถส่วนตัวใช้"

หล่อนฝืนหัวเราะ

"เรื่องรถยนตร์ของดิฉันเป็นเรื่องของชาติหน้าหรือหลายสิบชาติค่ะ คำถามของคุณบอกให้ดิฉันทราบว่าคุณมีฐานะร่ำรวยมาก ดิฉันยากจนที่สุดค่ะ แม่ของดิฉันหาบข้าวแกงขายค่ะ แต่แม่ไม่สบายมาสามสี่วันแล้ว แม่ใช้ให้ดิฉันมาหาน้าสาวค่ะ เพื่อขอยืมเงินน้าไปใช้สักเล็กน้อยสำหรับทำทุนขายข้าวแกงและใช้จ่ายตอนนี้ แต่ไม่พบน้าค่ะดิฉันก็เดินเรื่อยมาทางนี้เพื่อขึ้นรถเมล์ขาวไปลงที่สี่แยกราชประสงค์แล้วต่อรถไปถนนดินแดง"

เสี่ยตี๋น้ำตาไหลคลอเพราะความสงสารหล่อน

"โถ คุณยากจนมากหรือครับ"

"ค่ะ ดิฉันตาบอดไม่สามารถจะประกอบอาชีพอะไรได้นี่คะ ถึงเคยอยู่โรงเรียนสอนคนตาบอดมาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้ดิฉันทำมาหากินได้นอกจากช่วยแม่ทำงานบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า กวาดบ้านถูเรือน เท่าที่คนตาบอดทำได้ค่ะ"

เสี่ยตี๋สะอื้น

"คุณเกิดมามีกรรมตรงข้ามกับผมครับที่เกิดมามีบุญพ่อผมมีเงินมากมายนับพันล้าน ผมแกล้งถลุงเงินท่านเท่าไรก็ไม่หมด อ้า-คุณยังไม่ได้บอกเราเลยครับว่าคุณชื่ออะไร"

หล่อนหันมามองดูหน้าสมนึกทั้งๆที่มองไม่เห็น ยิ้มของหล่อนนั้นน่าสงสารอย่างยิ่ง เป็นยิ้มที่แห้งแล้งแฝงไว้ซึ่งความทุกข์รันทดใจ

"ดิฉันชื่อง่ายๆเหมือนอย่างพวกคนจนทั่วๆไปแหละค่ะ ดิฉันชื่อ นวลค่ะ"

"ว้าย" สมนึกเผลอตัวร้องลั่นรถ

"อะไรคะคุณสมนึก"

เสี่ยตี๋ทำหน้าเหยเก ขณะที่ ร.ต.นพหัวเราะงอหายจนแทบจะขับรถต่อไปไม่ไหว

"คุณชื่อเดียวกับคุณแม่ผม"

"อุ๊ยตาย เป็นการบังเอิญเหลือเกินค่ะ"

นพพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แต่แม่สมนึกซึ่งเป็นป้าของผมชื่อนวลลออครับ"

"หรือคะ ดิฉันชื่อนวลเฉยๆค่ะ"

เสี่นตี๋ยิ้มออกมาได้

ชื่อนี้ผมชอบครับ เพราะอย่างน้อยก็คล้ายกับชื่อคุณแม่ผม" พูดจบเขาก็มองดูกระจกมองหลังแล้วพยักเพยิดบุ้ยใบ้กับนพบอกให้นพทราบว่า เขาพอใจสาวตาบอดผู้นี้มาก

"คุณอยู่กับคุณแม่คุณตามลำพังเท่านั้นหรือครับ" สมนึกถามเพื่อให้แน่ใจว่าที่บ้านของนวลไม่มีหนวดหรือหน้าแข้งที่มีขนหน้าแข้งรุงรัง

"ค่ะ ดิฉันเช่าที่ปลูกเรือนเล็กๆ อาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนเท่านั้นแหละค่ะ"

นพหันมาถามหล่อน

"คุณแม่คุณหวงลูกสาว และโมโหร้ายหยิบอะไรต่ออะไรขว้างใครโดยไม่เลือกหรือเปล่าครับ"

หล่อนยิ้มเศร้าๆ

"ไม่ค่ะ แม่ดิฉันแก่แล้วอายุ ๖๐ แล้วค่ะ แม่ใจดีมากแต่ว่าแม่สุขภาพไม่ใคร่ดีค่ะ แล้วก็หูตึงมาสองปีแล้วใครพูดอะไรก็ไม่ได้ยิน ดิฉันกับแม่เกิดมามีกรรมค่ะ อยากจะตายเสียให้มันพ้นทุกข์พ้นร้อนมันก็ไม่ตาย"

"โถ" สมนึกคราง "อย่าคิดสั้นเลยครับ พรหมลิขิตบันดาลให้เราพบกันและรู้จักกันด้วยอุบัติเหตุของคุณ ผมจะให้ความอุปการะช่วยเหลือคุณและคุณแม่เอง มีบ้านหลังหนึ่งอยู่หลังบ้านผมปลูกอยู่ในที่ดินของคุณย่าผมเขาจะขายครับ ผมจะซื้อให้คุณและคุณแม่คุณอยู่ อพยพจากดินแดงไปอยู่บางกะปิใกล้ๆกับผมเถอะครับ แล้วให้คุณแม่คุณทำข้าวแกงขายพวกผม เราเหมาหมดหาบทุกวันจะคิดเท่าไรผมจะจ่ายเงินให้ทุกวันไป"

"คุณพูดจริงๆหรือว่าล้อดิฉันเล่นคะ" หล่อนถามเสียงเครือ

"พูดจริงๆครับ ให้เจ้าหักคอผมซีเอ้า"

น้ำตาของหล่อนไหลรินลงมาเป็นทาง นวลประนมมือไหว้เสี่ยตี๋อีกครั้งหนึ่ง

"ถ้าคุณกรุณาช่วยดิฉันและแม่ก็ขอให้นึกว่าช่วยสัตว์ผู้ยากเถอะนะคะ"

สมนึกยิ้มเจื่อนๆ

"ขอให้ คุณสบายใจเถอะครับคุณนวล ผมช่วยคุณด้วยความเมตตาสงสารคุณ ผมไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ จากคุณเลย" แล้วเขาก็ชะโงกหน้ามาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา "คุณนวลน่าสงสารมากนะนพ"

"อือ ถ้าเป็นกันตาบอดอย่างนี้กันก็เห็นจะต้องขอทานเขากินแน่ คนตาบอดเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด แต่ว่าคนตาเหล่ยิ่งน่าสงสารกว่าคนตาบอด"

"ไหงยังงั้นล่ะ" สมนึกถาม

"ก็คนตาเหล่น่ะถึงมองเห็นโลกแต่ไร้สมรรถภาพนี่โว้ย ทำงานที่ไหนก็ถูกไล่ออก ทหารเขาก็ไม่เอาเพราะยิงปืนไม่ได้ เล็งปืนหมายข้าศึกแต่นัยน์ตามองดูพวกเดียวกันเอง"

เสี่ยตี๋อดหัวเราะไม่ได้แล้วกล่าวกับนวลว่า

"คุณไม่เห็นหน้าเราก็จริงแต่มั่นใจเถอะครับว่าคุณจะไม่ได้รับภัยอันตรายจากเราเลย ผมจะช่วยคุณกับคุณแม่คุณแน่ๆ ไม่ใช่พูดแต่ปากนะครับ เงินผมน่ะไม่มีหรอก แต่พ่อผมมีเยอะแยะ ขอไม่ให้ผมก็ขโมย ผมจะซื้อบ้านให้คุณอยู่แน่ๆ เราจะได้อยู่ใกล้ๆกัน"

นวลถอนหายใจหนักๆ

"ขอบคุณค่ะ ดิฉันสวดมนต์วิงวอนพระเสมอขอให้ดิฉันกับแม่ได้สุขสบายขึ้นบ้าง ในที่สุดก็ได้พบกับคุณและคุณจะให้ความอุปการะดิฉัน ตราบใดที่ดิฉันยังมีชีวิตอยู่ ดิฉันจะขอจดจำพระคุณไว้"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ปอนเตี๊ยคเก๋งคันงาม และยังใหม่เอี่ยมก็มาถึงถนนดินแดงซึ่งเมื่อก่อนเป็นที่เทขยะ เป็นที่ว่างเปล่ามีบ้านเรือนไม่กี่หลัง แต่บัดนี้มีอาคารใหญ่น้อยแน่นขนัด โดยเฉพาะมีอาคารสงเคราะห์ของกรมประชาสงเคราะห์มากมายเป็นอาคารสามชั้น สูงตระหง่านใต้ถุนสูงและโปร่งโล่ง ที่เป็นเรือนแถวก็มี ถนนดินแดงมีตลาดร้านค้า โรงเรียน โรงพยาบาลทั้งสองฟากฝั่งถนน แต่ตามซอยแยกหลายซอยก็ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกคนจนหรือถิ่นสลัมนั่นเอง บ้านเล็กเรือนน้อยปลูกเบียดเสียดเยียดยัดกัน ซึ่งนวลกับมารดาของหล่อนอาศัยอยู่ในซอย ซอยหนึ่งใกล้จะถึงตลาดสด

เพราะซอยนี้เป็นถนนดินแดงหน้าตึกแถวแห่งหนึ่งเมื่อสองสหายกับนวลลงจากรถ สาวสวยผู้ไม่เคยเห็นโลกก็เดินนำหน้าพานพกับสมนึกตรงไปยังซอยบ้านหล่อน และเลี้ยวเข้าไปในซอยด้วยความชำนาญเหมือนกับคนตาดี

ในที่สุดสองสหายก็ได้มาถึงบ้านพักของหล่อนคือเรือนชั้นเดียวแบบโบราณหลังเล็กๆ ชำรุดทรุดโทรมผุพังไปทั่ว ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. นางนิ่ม หญิงชราวัย ๖๐ เศษ กำลังหุงหาอาหารมื้อค่ำอยู่ในครัวไฟ

เสี่ยตี๋กระซิบกับนพเบาๆ

"ว้า-นึกว่าอยู่ตึกเหมือนอย่างเราที่แท้อยู่บ้านโตกว่ากระต๊อบนิดเดียว หล่อนคงขี้เหนียวเหมือนพวกชาวนาโว้ยมีเงินเท่าไรเก็บฝังดินหมด"

หญิงสาวผู้มีกรรมกล่าวกับชายหนุ่มทั้งสองอย่างนอบน้อม

"คุณได้มาเห็นบ้านที่อยู่ของดิฉันแล้ว ถ้าไม่รังเกียจกรุณาขึ้นไปบนเรือนก่อนซีคะ ดิฉันกับแม่ยินดีต้อนรับคุณตามสภาพฐานะของเรา"

นพยิ้มให้หล่อน

"ครับ ครับขอบคุณมาก เราไม่เคยรังเกียจคนจนหรอกครับ ไพร่ผู้ดีเศรษฐีกระยาจกก็ล้วนแต่มีความเป็นคนเท่าๆกันทั้งนั้น เกิดมาแล้วก็ต้องตาย"

นวลพานพกับสมนึกขึ้นบันไดไปบนเรือนผ่านประตูรั้วนอกชานและผ่านนอกชานไปที่ระเบียงหน้าห้องนอน เนื่องจากกระดานนอกชานแผ่นหนึ่ง ผุมากเมื่อสมนึกก้าวเท้าเหยียบลงไปเต็มตัวกระดานแผ่นนั้นก็หัก

"โครม โอ๊ย"

เสี่ยตี๋ล้มลงในท่าตะครุบกบขาข้างขวาห้อยลงไปใต้ถุน

"อุ๊ยตาย เจ็บไหมคะคุณนพ"

เสี่ยตี๋ขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"ผมเองครับไม่ใช่อ้ายนพหรอก"

"โถ ดิฉันลืมเรียนให้คุณทราบว่าข้างโอ่งน้ำกระดานมันผุอยู่แผ่นหนึ่ง เป็นยังไงบ้างคะ"

สมนึกลุกขึ้นยืนและยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าผมหลุดลงไปใต้ถุนทั้งตัว คงจะเจ็บเหมือนกัน" แล้วเขาก็หันมาทำตาเขียวกับลูกชายของนิกร

"หัวเราะอะไรวะ"

"ก็มันขันนี่หว่า" นพพูดเบาๆ "โตเป็นควายแล้วยังซุ่มซ่ามไม่รู้จักมองดูว่ากระดานมันผุหรือเปล่า"

สาวตาบอดก้าวขึ้นไปบนยกพื้นคือระเบียงหน้าห้องนอนซึ่งมีความกว้างเพียง ๒ เมตร และยาว ๔ เมตร หล่อนเข้าไปในห้องหยิบเสื่อเก่าๆผืนหนึ่งออกมาปูที่ระเบียงเรือน แล้วกล่าวกับสองสหาย

"เชิญนั่งสิคะ ดิฉันไม่มีเก้าอี้หรือเครื่องรับรองแขกที่จะต้อนรับคุณหรอกค่ะ"

สมนึกว่า "ไม่เป็นไรครับ เราไม่ใช่ผู้ดีแปดสาแหรกมาจากไหน เมื่อเป็นเด็กผมก็เคยยากจนมาแล้ว ตอนเด็กๆ เตี่ยผมหาบก๋วยจั๊บขายครับ ผมขายตุ้งชางปอเปี๊ยะ อ้ายนพขายห่อหมก เราพยายามเก็บหอมรอมริบไว้จนมีเงินล้าน และมั่งมีไปตามกัน"

นวลหัวเราะเบาๆ

"ขอโทษนะคะ ดิฉันจะเข้าไปในครัว พาแม่ออกมารู้จักกับคุณทั้งสอง" พูดจบหล่อนก็เดินไปตามระเบียงหน้าห้อง แล้วก้าวลงครัวไฟเล็กๆ ซึ่งปลูกหันข้างให้ตัวเรือน บ้านนี้มีห้องนอนเพียงห้องเดียว ห้องน้ำอยู่ริมคูหลังบ้าน ไม่มีเครื่องบำรุงความสุข เป็นต้นว่าตู้เย็น โทรทัศน์ หรือวิทยุ ของประดับบ้านก็ไม่มีแสดงให้เห็นว่า เจ้าของบ้านยากจนมาก ทั้งนพและสมนึกได้มาเห็นสภาพความเป็นอยู่ของนวลแล้วต่างก็เศร้าใจไปตามกัน

"กันสงสารนวลจังโว้ย" เสี่ยตี๋กระซิบบอกนพ "ดูเหมือนกันรักหล่อนเข้าแล้วซี ความสงสารทำให้เกิดความรักขึ้น แกเห็นเป็นยังไงถ้ากันกับหล่อนได้รักกันและแต่งงานอยู่ร่วมชีวิตกัน"

นพทำหน้าเบ้แล้วกระซิบตอบ

"หล่อนตาบอดนะเพื่อน"

"ก็ช่างปะไรเล่า ถึงตาบอดก็สวยและน่ารัก กิริยามารยาทสุภาพนอบน้อม นานๆกันจึงจะเห็นสาวๆที่พูดจาเพราะหูอย่างนี้สักคนหนึ่ง โดยมากมีแต่หือหาเสียงดังฟังชัดชอบเจี๊ยวจ๊าว นั่งที่ไหนก็ไขว่ห้างมับหรือนั่งอ้าซ่าไม่สำรวมตัวว่าเป็นผู้หญิง อย่างนั้นสวยวิเศษยังไงกันก็ไม่เอา ผู้หญิงสาวที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวสุภาพอ่อนหวานอย่างนี้มีแต่ความน่ารักไปทั้งตัว ถ้ากันรักกับหล่อน กันจะบอกกับหมอให้ช่วยทำให้หล่อนหายตาบอดเป็นต้นว่าควักลูกตาจากศพผู้หญิงสาวที่เพิ่งตายใหม่ๆเอามาเปลี่ยนให้นวล ว้า-อะไรก็ดีหรอก เสียอย่างเดียวชื่อเหมือนแม่กัน ถ้าเป็นแฟนของกันเห็นจะต้องขอร้องให้เปลี่ยนชื่อใหม่"

"ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่หว่าแม่ผัวกับลูกสะใภ้ ชื่อเดียวกันถมเถไป พ่อกับลูกชื่อเหมือนกันก็มี ทางหลังบ้านเรายังไงล่ะ คุณสวัสดิ์ ข้าราชการกรมไปรษณีย์มีลูกชายชื่อสวัสดิ์ เมียโกรธผัวทีไรแกล้งเรียกลูกชายว่า อ้ายหวัดทุกที บางทีมีคำแปลกต่อหลังคำว่าอ้ายอีกซึ่งเป็นคำไทยเดิมฟังแล้วเพราะดีเหมือนกัน"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อนวลพาหญิงชรา เจ้าของร่างอวบอ้วน ผมหงอกประปรายคนหนึ่ง ห่มผ้าแถบนุ่งผ้าถุงสีดำเก่าคร่ำคร่าเดินออกมาจากครัวไฟ หญิงชราผู้นี้ก็คือนางนิ่ม แม่บังเกิดเกล้าของนวลนั่นเอง ใบหน้าของหล่อนหม่นหมอง ไม่มีริ้วรอยแห่งความสุข แต่ลักษณะท่าทางยังแข็งแรงกว่าพวกคุณหญิงคุณนายในวัยนี้

โดยไม่ต้องให้แนะนำ นพกับสมนึกต่างกระพุ่มมือไหว้หญิงชราทันที แล้วเสี่ยตี๋ก็กล่าวทักป้านิ่ม

"สวัสดีครับคุณป้า"

ป้านิ่มกับนวลทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นระเบียงหน้าห้องริมเสื่อผืนนั้น หญิงชรารับไหว้สองสหายในท่าทางนอบน้อมยำเกรง

"สวัสดีค่ะ ดิฉันทราบข่าวร้ายของลูกดิฉันแล้วค่ะ ขอบพระคุณอย่างยิ่งเท่าที่คุณสองคนได้กรุณาช่วยเหลือและพามาส่งบ้าน ขอบคุณนะคะ ดิฉันและลูกกำลังเคราะห์ร้ายค่ะ คนจนมันก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ ผีซ้ำด้ามพลอย"

นพยิ้มให้หญิงชราและมองดูด้วยความสงสาร

"ผมทราบจากคุณนวลว่า คุณป้าไม่สบายต้องหยุดขายข้าวแกงไปหลายวันไม่ใช่หรือครับ"

ป้านิ่มถอนหายใจหนักๆ

"ก็พอขายได้ค่ะ กำไรวันละ ๑๐ บาท ๑๕ บาท ข้าวแกงเหลือมารับประทานกัน สองแม่ลูก ไม่ต้องซื้อกับข้าว"

ลูกชายของนิกรกลืนน้ำลายติดๆกันสองสามครั้ง นวลมองมาทางเขาแล้วพูดเสริมขึ้น

"ดิฉันเรียนคุณแล้วนี่ค่ะว่าแม่ของดิฉันหูตึงมาก ต้องพูดภาษาใบ้หรือใช้ตะโกนค่ะ"

เสี่ยตี๋กล่าวกับป้านิ่มต่อไป คราวนี้ตะโกนลั่นบ้าน

"คุณป้าครับ ผมสงสารคุณนวลลูกของคุณป้ามากที่เธอตาบอดแล้วก็สงสารคุณป้าด้วยที่แก่แล้วยังต้องทำงานหนัก ผมจะซื้อบ้านให้คุณป้าและคุณนวลอยู่ใกล้ๆบ้านผมเอาไหมครับ ข้าวแกงที่คุณป้าทำขาย ไม่ต้องหาบไปขายให้เสียเวลา ผมจะรับเหมาซื้อทุกวัน จ่ายให้วันละ ๒๐๐ บาท"

ป้านิ่มยกมือขวาป้องหูของหล่อน

"คุณว่ายังไงคะดิฉันไม่ได้ยิน"

สมนึกอ้าปากหวอ

"ผมตะโกนจนแสบคอหอยแล้วคุณป้ายังไม่ได้ยินอีก"

พูดจบเขาก็คลานไปหาหญิงชราแล้วนั่งยงโย่หยกกระซิบกระซาบข้างหู

ป้านิ่มยิ้มเศร้าๆน่าสงสาร หล่อนประณมมือไหว้เสี่ยตี๋แล้วพูดเสียงเครือ หล่อนยกมือตบศีรษะนวลเบาๆแล้วดึงนวลเข้ามากอด

"ลูกเอ๋ย คุณทั้งสองคนนี้เหมือนเทพเจ้ามาโปรดเราแล้ว ท่านจะซื้อบ้านให้เราอยู่ใกล้ๆบ้านของท่าน ค่าเช่าที่ดินก็ไม่ต้องเสียเพราะที่ดินนั้นเป็นของคุณย่าท่าน เจ้าจะว่าอย่างไรลูก"

น้ำตาของสาวตาบอดไหลซึมออกมาอีก

"หนูไม่อยากรบกวนท่านให้มากมายถึงอย่างนั้นหรอกจ้ะแม่"

เสี่ยตี๋พูดบท

"อย่าคิดอะไรเลยครับ ผมกับเพื่อนมีเจตนาจะช่วยเหลือคุณก็เพราะความเมตตาสงสาร ตกลงนะครับ ผมจะติดต่อซื้อบ้านหลังนั้นให้พรุ่งนี้ ส่วนเครื่องเรือนและของใช้ในบ้านนพ จะช่วยซื้อให้คุณ"

นพลอบค้อนสมนึกแต่แล้วก็พูดอ้อมแอ้ม ไม่เต็มเสียง

"ครับ ผมจะซื้อให้ เลือกเครื่องเรือนในราคาที่ย่อมเยาหน่อยให้สมกับสภาพของบ้านหลังนั้น แต่ว่าดีกว่าเรือนหลังนี้หลายเท่าเพราะเป็นเรือนสองชั้นพึ่งปลูกได้ปีเดียวครับ มีรั้วรอบขอบชิดมีบริเวณบ้าน เจ้าของเขาหย่ากับเมียของเขาครับเลยประกาศขายบ้านหลังนั้นเพื่อต้องการเงินเอาไปแบ่งกับเมียที่เลิกกัน"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"ตกลงนะครับคุณนวล แล้วผมจะช่วยคุณหางานให้คุณทำ"

หล่อนฝืนหัวเราะ

"คนตาบอดอย่างดิฉันจะทำอะไรได้หรือคะ"

"ก็ทำอย่างที่คนตาบอดสามารถทำได้ซีครับ ผมจะบรรจุคุณเป็นเจ้าหน้าที่โทรศัพท์ของโรงแรมของเรา ซึ่งเป็นโรงแรมที่ใหญ่โตทันสมัยที่สุดในกรุงเทพฯ งานรับโทรศัพท์และต่อโทรศัพท์ออกนอกสถานที่ หรือเครื่องพ่วงภายในคนตาบอดทำได้แน่ๆ"

"แล้วคนเก่าล่ะคะ"

เสี่ยตี๋อมยิ้ม

"ผมจะบอกให้พ่อผมไล่ออกจากงานไปครับ การไล่คนออก ไม่ยากหรอกครับ ถ้าเราคอยจับผิดก็มีเรื่องไล่ออกจนได้"

นวลยิ้มเศร้าๆ

"ถ้ายังงั้นดิฉันไม่ขอรับความกรุณาของคุณหรอกค่ะ ดิฉันได้งานทำเพราะความเดือดร้อนของคนอื่น ดิฉันทำไม่ได้ค่ะ"

สมนึกฝืนหัวเราะ

"คุณสงสารเขา ผมจะบอกให้พ่อผมย้ายเขาไปอยู่แผนกอื่นแล้วบรรจุคุณเป็นพนักงานรับโทรศัพท์แทน คุณพูดภาษาอังกฤษได้บ้างไม่ใช่หรือครับ"

"ค่ะ พอพูดได้บ้างนิดหน่อย"

"ยังงั้นไม่มีปัญหาอะไร คุณต้องได้ทำงานที่โรงแรม "สี่สหาย" แน่ๆ ถ้าพ่อผม...อ้า...ความจริงเตี่ยนะครับ ถ้าเตี่ยผมไม่ยอมรับคุณเข้าทำงาน ผมจ้างคนวางเพลิงเผาโรงแรมสี่สหาย" แล้วเสี่ยตี๋ก็เอียงหน้าเข้าไปกระซิบหญิงชราอีก

ป้านิ่มพยักหน้าช้าๆ

"ค่ะ ค่ะ แล้วแต่คุณจะกรุณาดิฉันเถอะค่ะ"

"ว้า" สมนึกร้องลั่น "ผมยังไม่ทันจะพูดเลยคุณป้าตอบเสียแล้ว พรุ่งนี้ผมกับเพื่อนจะมาหาคุณป้าในกลางวันก่อนเที่ยงนะครับ เรื่องข้าวแกงหยุดทำชั่วคราวครับ" พูดจบเขาก็หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งให้ป้านิ่ม "คุณป้าเอาเงินนี่ไว้ใช้กันนะครับ"

หญิงชรานัยน์ตาเหลือกมองดูธนบัตรใบละร้อยบาท รวม ๑,๐๐๐ บาทที่อยู่ในมือของหล่อนด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ

"เงินที่นี่เขาว่าพิมพ์มาจากประเทศเขมรใช่ไหมคะ"

เสี่ยตี๋ทำคอย่น

"ของรัฐบาลไทยครับคุณป้า พิมพ์จากเขมรผมเอามาใช้ตำรวจเขาก็รวบผมเท่านั้น พูดกันก็ไม่ใคร่จะรู้เรื่องเสียด้วยเพราะคุณป้าหูตึง อ้า-คุณนวลช่วยบอกคุณแม่คุณด้วยนะครับว่าพรุ่งนี้ก่อนเที่ยงเราจะมาหา ถ้าการซื้อบ้านเรียบร้อยพรุ่งนี้คุณกับคุณแม่ของคุณก็ย้ายไปอยู่ได้"

หล่อนประนมมือไหว้เขาอีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณค่ะ คุณทั้งสองอุปการะคนพิการนัยน์ตาบอดอย่างดิฉันย่อมได้บุญกุศลอย่างแรงกล้า ชาติหน้าคุณสมนึกกับคุณนพก็คงจะมั่งมีศรีสุขเหมือนกับชาตินี้อีก ส่วนคนจนไม่มีโอกาสทำบุญให้ทานชาติหน้าก็ต้องลำบากยากแค้นเหมือนชาตินี้ เพราะการทำบุญให้ทานนั้น เปรียบเสมือนสะสมเสบียงไว้ในชาติหน้า"

นพมองดูหล่อนอย่างชื่นชม

"จริงครับคุณพูดน่าฟังทีเดียว" แล้วเขาก็หันมามองดูเสี่ยตี๋ "ไปเถอะโว้ย อย่ารบกวนเวลาคุณนวลและคุณป้าให้มากนักเลย"

สองสหายต่างอำลาสองแม่ลูก ป้านิ่มลุกขึ้นเดินตามมาส่งที่หัวบันไดและยืนมองดู จนกระทั่งนพกับสมนึกกลับไปตามซอยแคบๆในถิ่นสลัม

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

เสี่ยตี๋กับนพได้ไปพบกับเอนกเจ้าของเรือนปั้นหยาสองชั้นซึ่งปลูกอยู่ในซอยประสิทธิ์นิติศาสตร์ หลังบ้าน "พัชราภรณ์" เจรจาขอซื้อเรือนขนาดกลางหลังนั้นและตกลงกันเรียบร้อยเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท นพกับสมนึกต่างปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับสองสหายพานายเอนกไปที่อำเภอ จัดการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน และสมนึกได้จ่ายเงินให้เรียบร้อยเป็นเงินสดทั้ง ๓๐,๐๐๐ บาท แต่มีเงื่อนไขว่านายเอนกจะต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นก่อนเที่ยง ซึ่งนายเอนกก็ตกลงรีบขนของย้ายไปในเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.

ไม่มีอะไรที่ยากลำบากอึดอัดขัดข้องสำหรับลูกชายเศรษฐีและมหาเศรษฐีเพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมสำเร็จได้ด้วยเงิน

"เราแยกกันโว้ยอ้ายนพ แกไปซื้อเครื่องเรือนแถวประตูน้ำ กันจะไปหานวลเพื่อบอกให้หล่อนเตรียมตัวย้ายไปอยู่บ้านคุณเอนกเย็นวันนี้ คนที่เราจ้างเขาล้างบ้านก็คงจะล้างเสร็จในชั่วโมงนี้ บ้านนี้มีน้ำไฟเรียบร้อยแล้ว คงจะช่วยให้นวลสุขสบายขึ้นบ้าง"

นพมองดูเสี่ยตี๋อย่างเคืองๆ

"แล้วมันเรื่องอะไรที่กันจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเครื่องเรือนไม่ต่ำกว่าสามสี่พันบาท นวลเป็นแฟนของแก กันเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่งแต่เอากระดูกแขวนคอ"

สมนึกจุปาก

"อย่ากระดูกให้มากนักเลยวะอ้ายนพ รู้จักเสียสละบ้างเพื่อเห็นแก่หญิงสาวผู้พิการ"

เย็นวันนั้นเอง นพกับสมนึกก็ไปรับนวลและแม่ของหล่อนจากถนนดินแดงเข้ามาอยู่ในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ป้านิ่มตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว เมื่อได้เห็นเรือนปั้นหยาหลังนี้ซึ่งคนอย่างหล่อนตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่มีโอกาสที่จะปลูกมันได้ นอกจากนี้ยังเห็นเครื่องเรือนเครื่องตกแต่งบ้านครบครัน มีโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกราคาปานกลางหนึ่งชุด มีเตียงนอนขนาด ๓ ฟุต ๒ เตียงพร้อมด้วยที่นอนหมอนมุ้งและผ้าปูที่นอนใหม่เอี่ยมถึงแม้ว่าฝีมือจะไม่ดีนัก ป้านิ่มสาธยายให้ลูกสาวของหล่อนฟังถึงสภาพของเรือนหลังนี้ และเครื่องเรือนที่นพซื้อให้

"เป็นอันว่าบ้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณป้า กับคุณนวลแล้วนะครับ" เสี่ยตี๋กล่าวกับหญิงชราอย่างภาคภูมิ ขณะนี้พึ่งโอนเป็นชื่อของผม อีกสองสามวันผมจะพาคุณนวลไปอำเภอและโอนชื่อให้เป็นของคุณนวล ขอให้คุณป้ากับคุณนวลอยู่กันตามสบายเถอะครับ"

ความซาบซึ้งในพระคุณของชายหนุ่มทั้งสอง ทำให้ป้านิ่มถึงกับก้มลงกราบสมนึกและนพ

"ดิฉันกราบเท้าขอบพระคุณค่ะ ดิฉันและลูกนึกไม่ถึงจริงๆว่าคุณจะเมตตาเรามากมายอย่างนี้ อ้า-ดิฉันดีใจที่จะบอกคุณทั้งสองว่า หูของดิฉันหายตึงแล้วค่ะ หายเมื่อตอนกลางวันนี้เองหลังจากคุณสมนึกไปที่บ้านและบอกว่าซื้อบ้านให้เราได้เรียบร้อยแล้ว"

เสี่ยตี๋ยิ้มเล็กน้อย

"ผมดีใจด้วยครับคุณป้า คุณป้าหูตึงเราคุยกันลำบากหน่อย"

หญิงชราน้ำตาไหลรินด้วยความปลาบปลื้มใจ

"ขอให้คิดว่าดิฉันเป็นคนของคุณเถอะค่ะ ดิฉันยากจนก็จริง แต่ดิฉันก็เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์กตัญญู ดิฉันได้มีความสุข มีบ้านอยู่หรูหราอย่างนี้ก็ด้วยความเมตตาของคุณทั้งสอง"

" โธ่-คุณป้าเรื่องบุญคุณเลิกพูดเสียทีเถอะครับ ต่อนี้ไป คุณป้าสบายแล้ว อีกไม่กี่วันคุณนวลก็จะได้งานทำได้เงินอย่างน้อย ๓,๐๐๐ บาท"

สาวสวยทำหน้าตื่นๆ

"พนักงานรับโทรศัพท์น่ะหรือคะ เงินเดือน ๓,๐๐๐ บาท"

สมนึกยิ้มแห้งๆ

"ความจริง ๖๐๐ บาทเท่านั้นแหละครับ แต่ผมจะจ่ายเงินส่วนตัวของผมให้คุณอีกเดือนละ ๒,๔๐๐ บาท เรื่องเงินผมบอกคุณแล้วว่าผมไม่มีแต่เตี่ยผมมีแยะ ผมขโมยเอามาใช้วันละพันสองพันท่านไม่รู้หรอกครับ ขโมยเตี่ยไม่ได้ก็ขโมยแม่หรือป้าหรือน้าอาลุง ขโมยปู่หรือย่า ได้ทั้งนั้น ถ้าตาคุณไม่บอด คุณก็คงจะมองเห็นบ้านผมเป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตสวยงามที่สุดในย่านนี้ ญาติผู้ใหญ่ของผมล้วนแต่มั่งมีทั้งนั้นแหละครับ" พูดจบเขาก็หันมาพยักหน้าให้นพ "เฮ้ย-ยังขาดของประจำบ้านอีกสองอย่างแกช่วยหาซื้อมาให้เรียบร้อยซี"

ลูกชายของนิกรทำหน้าเมื่อย

"ขาดอะไรล่ะ แม้แต่เครื่องครัวและครกตำน้ำพริกก็ซื้อให้แล้ว"

"ขาดตู้เย็นและโทรทัศน์ว่ะ ซื้อตู้เย็นขนาด ๔.๖ คิวมาสักตู้ โทรทัศน์ ๑๙ นิ้วมาสักเครื่อง"

นวลพูดเสริมขึ้รทันที

"ไม่ค่ะ เสียเงินเปล่าๆ คนอย่างดิฉันกับแม่ ตู้เย็นและโทรทัศน์ไม่มีความหมายหรอกค่ะ แล้วดิฉันก็คงได้ยินแต่เสียงของมันเท่านั้น คุณทั้งสองกรุณาซื้อหาให้เท่านี้ก็สิ้นเปลืองเงินมากมายพอแล้ว"

เสี่ยตี๋ยิ้มละไม เขาพอใจสาวสวยผู้นี้มากถึงแม้ว่าหล่อนตาบอดก็ตาม

"ยังงั้นผมกับนพกลับไปบ้านเสียทีนะครับ พรุ่งนี้ตรงกับวันเสาร์ ตอนสายผมจะพาคุณไปบ้านเราเพื่อให้คุณได้รู้จักกับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของเรา แล้วผมก็จะพูดกับเตี่ยผม ฝากคุณเข้าทำงาน"

"ถ้าท่านไม่รับดิฉันเข้าทำงานที่โรงแรมสี่สหายล่ะคะ"

"ไม่รับก็เกิดเรื่องซีครับ ผมยัวะขึ้นมาเตี่ยก็เตี่ย ผมหนุ่มกว่าและแข็งแรงกว่าเตี่ยผมมาก พูดกันดีๆไม่ฟังเสียงก็ต้องใช้ปืนเท่านั้น"

นพสะดุ้งโหยง

"ยิงใครวะ"

"ยิงตัวกันเองน่ะซี เพียงแต่กันยกปืนขึ้นจ่อขมับกันเท่านั้นพ่อแม่ก็ต้องยอมกันทุกอย่างเพราะกลัวว่ากันจะยิงตัวตาย แกคิดดูซีวะ กันเป็นลูกคนเดียวของท่าน กันตายแล้วใครจะล้างผลาญท่าน"

ลูกชายของนิกรอดหัวเราะไม่ได้

"อือ อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าลูกที่ดีของพ่อแม่"

สมนึกกับนพนั่งรถปอนเตี๊ยคเก๋งออกมาจากซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ซึ่งอยู่หลังบ้าน "พัชราภรณ์"นั่นเอง

ขณะนี้เป็นเวลาที่แดดร่มเย็นสบาย อากาศในฤดูหนาวเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ วานนี้อุณหภูมิลดต่ำแต่วันนี้ร้อนอ้าวตลอดวัน เมื่อสมนึกขับปอนเตี๊ยคคลานเข้ามาในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" เขากับนพก็แลเห็นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยพนัส และศาสตราจารย์ดำรง นั่งสนทนากันอยู่บนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่ ๒ ผืน ใต้ต้นนกยูงใหญ่ริมสนามทางขวาของตัวตึก

เสี่ยตี๋บังคับรถให้หยุดนิ่งบนลานคอนกรีตหน้าโรงเก็บรถ แต่รถคันนี้ไม่ได้เก็บที่โรงนี้ เก็บไว้ที่โรงรถสร้างใหม่ข้างตึกใหม่ สมนึกดับสวิตช์ไฟเครื่องยนตร์แล้วหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"กันจะสารภาพกับเตี่ยตามตรงว่า กันรักนวล และปรารถนาที่จะได้นวลเป็นคู่ชีวิตของกัน แกช่วยพูดบ้างนะ"

ลูกชายของนิกรพยักหน้า

"ได้ หรือแกจะให้กันพูดกับลุงกิมหงวนแทนแกก็ได้ การพูดก็ควรจะต้องให้เหตุผลที่น่าฟัง"

สมนึกยิ้มแป้น

"ดีเหมือนกัน ถ้ายังงั้นแกช่วยพูดกับเตี่ยให้กันทีเถอะ กันพูดไม่ใคร่เก่งโว้ย แล้วรู้สึกว่าเตี่ยไม่ใคร่จะยอมฟังอะไรจากกันทั้งนั้น กลัวจะต้องจ่ายเงินให้กันนั่นเอง"

นพหัวเราะเบาๆ

"แต่แกคิดหรือเปล่าว่าพวกเราสามคนคือ กันกับดำรงและอ้ายนัสยังเป็นโสดไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงยิงเรือ ถ้าแกแต่งงานกับนวลแกก็จะยุ่งกับเมียแกทำให้มิตรภาพของเราจืดจางกันไป"

เสี่ยตี๋ขมวดคิ้วย่น

"จืดจางก็จืดจางเถอะวะ มีเมียมันมีความสุขนี่หว่า เพื่อนน่ะดีแต่ร่วมกินร่วมเที่ยวกันเท่านั้น จะกอดจะจูบก็ไม่ไหวยิ่งแกด้วยแล้วเหม็นสาบเหมือนอีแร้ง บอกตามตรงกันอยากมีเมียเต็มฟัดแล้ว กันบวชเรียนแล้วสมควรที่จะมีเมียได้แล้ว แต่ถ้าเตี่ยไม่ยอมสู่ขอนวลให้กันจะขอผู้หญิงอื่นให้กัน กันก็จะไม่ยอมเสียตัวให้ใครเป็นอันขาด กันไม่รักนวลหรอกแต่กันสงสารหล่อนจับจิตจับใจทีเดียว โถ-เกิดมาทั้งทีไม่รู้ว่าโลกนี้มันสวยสดงดงามอย่างไร มนุษย์หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ อาจจะคิดว่ามีจมูกอยู่บนหน้าผาก และหูกางเหมือนหูช้างก็ได้ ไปหาเตี่ยเถอะโว้ย รู้สึกว่าใครๆกำลังมองดูเราเหมือนกับสัตว์ประหลาด"

สองสหายต่างพากันลงจากรถ เดินลัดตัดสนามตรงเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหายกับพนัสและดำรง

"หมู่นี้แกกับอ้ายตี๋รักกันจริงนะ" พนัสพูดยิ้มๆ "ไปไหนก็ต้องไปด้วยกันราวกับลูกฝาแฝด"

นพกับสมนึกต่างยิ้มให้และทรุดตัวลงนั่งบนเสื่อจันทบุรี เสี่ยหงวนมองดูลูกชายของเขาอย่างเคืองๆ

"แกเอาเงินในเซฟไป ๓๕,๐๐๐ ใช่ไหม"

เสี่ยตี๋จุปาก

"เอาอีกแล้ว เตี่ยหาเรื่องผมอีกแล้ว อย่าใช้คำว่าขโมยกับผมหน่อยเลยครับ ทำไมผมจะต้องขโมยเงินเตี่ยในเมื่อเตี่ยและแม่ก็ให้ผมใช้ทุกวัน อย่างน้อยวันละพันสองพันบาท"

อาเสี่ยชักฉิว

"ยังจะปากแข็งเดี๋ยวเตะดิ้น ถ้าแกไม่เอาไปล่ะก้อหมาที่ไหนวะที่มันจะกล้าเอากุญแจเซฟใต้หมอนเตี่ยไขเซฟหยิบเอาเงินไป เงินสดมีอยู่สี่หมื่นมัดรวมกันไว้ลูกหนี้เขาเอามาใช้ให้แม่แกเมื่อบ่ายวานนี้ เมื่อตอนสายเปิดดูหายไป ๓๕,๐๐๐ เหลือทิ้งไว้ให้ ๕,๐๐๐"

นพมองดูเสี่ยหงวนแล้วยิ้มให้

"อย่าเอะอะไปเลยครับคุณลุง คนเรามีลูกชายโตเป็นหนุ่มถ้าเผลอมันก็ต้องขโมยเอาเงินไปใช้บ้าง เงินสามสี่หมื่น ขนหน้าแข้งลุงไม่ร่วงหรอกฟังผมพูดดีกว่า อ้ายนึกน่ะมันบวชเรียนแล้ว อายุของมันก็ ๒๔ ปีบริบูรณ์แล้ว ผมคิดว่าลุงกับผมมาร่วมมือกันหาทางให้อ้ายนึกมันเป็นฝั่งเป็นฝาเสียทีดีไหมครับ เด็กมันกำลังเป็นหนุ่มใหญ่เต็มตัวขืนเป็นโสดอย่างนี้มันอาจจะเสียคนได้ง่าย"

นิกรยกมือขวารวบผมนพดึงจนหน้าหงายแล้วจ้องมองดูหน้าลูกชายของเขาอย่างแปลกใจ

"อ้ายนพ"

"จ๋า...เอ๊ย...ครับ"

"นี่แกทำตัวเสมอกับลุงของแกแล้วหรือนี่ หา...แกพูดอย่างนี้หมายความว่าแกเป็นเพื่อนกับลุงของแกใช่ไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯดุนิกร

"ปล่อยโว้ยอย่าไปดึงหัวมัน เดี๋ยวหนังหัวหลุดติดมือออกมาอ้ายนพก็แย่เท่านั้นเอง"

นิกรปล่อยมือออก คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณมองดูนพอย่างขบขัน พลกล่าวกับลูกชายนิกรว่า

"แกจะหาเมียให้อ้ายตี๋ยังงั้นหรือ"

นพพยักหน้าช้าๆ

"ใช่ครับ อ้ายตี๋ได้รู้จักกับสาวสวยนางหนึ่ง หล่อนสวยและน่ารักมาก ปากนิดจมูกหน่อย นัยน์ตาก็เล็กนิดเดียว"

พลหยุดยิ้มทันที

"คนเรอะ"

"ก็คนน่ะซีครับ ผู้หญิงสาวอายุ ๒๒ ขวบ อ้ายตี๋มันกำลังคลั่งผู้หญิงคนนี้ครับ"

สมนึกมองดูหน้าเสี่ยหงวนแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"ถ้าผมไม่ได้แต่งงานกับหล่อน หัวใจของผมคงแหลกลานแน่ๆครับเตี่ย เรื่องความรัก ผมไม่เคยคิดถึงมันเลย แต่เมื่อถึงคราวที่มันจะเกิดขึ้น ความรักก็ลอยตุ๊บป่องๆ มาหาผมเอง"

นายพลดิเรกหัวเราะก๊าก

"ลอยตุ๊บป่องน่ะมันข้าวเม่าทอดในคลองโว้ยอ้ายตี๋ ไม่ใช่ความรัก"

อาเสี่ยโบกมือห้ามศาสตราจารย์ดิเรกให้หยุดพูด เขาจ้องมองดูหน้าลูกชายของเขาด้วยความแปลกใจ"

"แกไปติดผู้หญิงที่ไหนวะ"

"ไม่ได้ติดครับเตี่ย ติดแกะออกได้ ผมรักหล่อนเชียวครับเตี่ย หล่อนอยู่แถวนี้เองแหละครับ เตี่ยจัดการไปขอให้ผมนะครับ"

"ขอเอามาทำไม"

"อ้าว" เสี่ยตี๋ร้องลั่น "ขอเอามาเป็นเมียผมน่ะซีครับ แหม-เตี่ยนี่ทำเป็นโง่ไปได้"

พลทำตาเขียวกับสมนึก

"อ้ายตี๋ พ่อแกไม่ใช่เพื่อนเล่นของแก จะพูดกับเตี่ยก็ต้องประหยัดถ้อยคำไว้บ้าง อยู่ใกล้ๆฉันเดี๋ยวก็เผียะผะเข้าให้แกจะเจ็บตัวเปล่าๆ แกโตแล้วอย่าทะลึ่งให้มันมากนัก เตี่ยแกน่ะ เขาใจดี อีกหน่อยแกเขกกบาลเขาเล่น เขาก็คงไม่ว่าอะไรแก"

เสี่ยหงวนหันมามองดูพล

"ใครบอกมึงล่ะ พ่อที่ไหนวะยอมให้ลูกเขกกบาล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวถามสมนึกอย่างเป็นการเป็นงาน

"เจ้าไม่ได้พูดเล่นสนุกๆหรอกหรือสมนึกที่ว่าเจ้ารักผู้หญิงและจะให้เตี่ยเจ้าไปสู่ขอให้"

"พูดจริงๆครับคุณปู๋

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"เรียกคุณปู๋อีกแล้ว อ้ายนี่ยังไงวะ ปู่กับปู๋มันต่างกันโว้ย"

"แต่คุณปู่ชอบปู๋ไม่ใช่หรือครับ" สมนึกพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่ได้ชอบโว้ย มันปู๋เอง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆกัน แต่แล้วกิมหงวนก็แสดงสีหน้าไม่ใคร่สบายใจนัก เมื่อลูกชายมาสารภาพกับเขาว่า อยากมีเมีย

"อ้ายตี๋" อาเสี่ยพูดเบาๆ "แกอย่าพึ่งมีเมียเลยวะ"

"โธ่-ไหงพูดยังงี้ล่ะครับ เตี่ยอายุเท่าผม เตี่ยแต่งงานกับแม่แล้ว"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"เออ จริงของแก ยังงั้นก็เอา ผู้หญิงคนนี้น่ะเป็นใคร สกุลรุนชาติเป็นอย่างไร บอกเตี่ยซิ"

สมนึกหันมาทางนพ

"แกช่วยบอกเตี่ยหน่อยซี"

"ว้า-ยุ่งจังเลยโว้ยอ้ายนี่" แล้วเขาก็หันมามองดูเสี่ยหงวน "หล่อนเป็นผู้ดีตกยากครับ ปู่เป็นเจ้าคุณ"

"หา หลานพระยาเชียวรึ ไม่เลวนี่หว่า พระยาอะไรวะนพ"

"ดูเหมือนพระยาฉัททันต์หรือพระยามูลเหล็กผมก็ลืมไปเสียแล้วล่ะครับ แต่หล่อนเป็นผู้ดีตกยากแน่ๆ"

"พูดเป็นเล่นซะเรื่อย" พลดุ "วิชาความรู้ เป็นยังไง"

นพอมยิ้ม

"บี.เอ.ครับ"

พลลืมตาโพลง

"สำเร็จอักษรศาสตร์เชียวหรืออ้ายนพ"

"ไม่ใช่ครับลุง"

"ก็ไหนแกว่า บี.เอ."

"คือว่าหล่อนอ่านตัวเอกับตัวบีได้ครับ ความรู้ ป.๔ เท่านั้น แต่เป็นคนดีจริงๆครับลุง" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน "ลุงกิมหงวนจัดการสู่ขอให้อ้ายตี๋เถอะครับ อ้ายตี๋บอกผมว่าถ้าลุงปฏิเสธมันจะเอามีดโกนเชือดคอมันเองเพื่อสละชีพบูชารักไปรอพบหล่อนในชาติหน้า"

สมนึกคลานเข้ามากราบเตี่ยของเขา

"นึกว่าสงสารผมเถอะครับเตี่ย ผมต้องการแต่งงานกับหล่อนในวันสองวันนี้ก่อนที่จะหมดหน้าหนาว"

เสี่ยหงวนมองดูหน้านิกร

"ว่ายังไงอ้ายกร"

นิกรนิ่งอึ้งไปสักครู่

"น่าเห็นใจมันหรอกโว้ย เด็กหนุ่มเมื่อมีความรักเกิดขึ้นมันก็กระวนกระวายใจเหมือนอย่างที่เขาว่า ความรักทำให้ตาแฉะ"

"โน" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องลั่น "ตาบอดโว้ยไม่ใช่ตาแฉะ"

นิกรหันมาทางนายพลดิเรก

"มันต้องแฉะเสียก่อนโว้ย ถึงจะบอด อย่ารู้ดีไปหน่อยเลยน่า คนเจ็บตาต้อน่ะ ขี้ตาแฉะ หนักเข้านัยน์ตาก็บอด"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตาไปที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาเห็นสมควรไหมครับที่อ้ายตี๋จะมีเมีย"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"มันก็เป็นผู้ใหญ่พอตัวแล้ว แต่ว่า...ปัญหาสำคัญมันมีอยู่ว่าแฟนของเจ้านึกน่ะ คู่ควรกับเจ้านึกหรือเปล่า ถ้าเจ้านึกเกิดไปรักเอาผู้หญิงที่ไม่มีสกุลรุนชาติ หรือเป็นคนที่มีความประพฤติเสียหายมาแล้วเราก็ยอมไม่ได้"

"นั่นน่ะซีครับ" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางลูกชายของเขา "แกไปพาแฟนของแกมารู้จักกับเตี่ยและพวกเราก่อนได้ไหมล่ะ แม่ของแก ป้าและน้าของแก ตลอดจนอาลุงและคุณปู่คุณย่าของแก จะได้ดูรูปร่างหน้าตาดูกิริยามารยาทได้พูดคุยซักถามได้สัมภาษณ์แฟนของแกบ้าง"

เสี่ยตี๋มีท่าทีกระสับกระส่ายเล็กน้อย

"ตกลงครับพรุ่งนี้ตอนสายผมจะพามา แต่ถ้าเตี่ยหรือผู้ใหญ่คัดค้านขัดขวางผมผมจะฆ่าตัวตายแน่นอน" พูดจบเขาก็พยักหน้ากับนพ "ไปที่ตึกเรา อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกันเสียทีเถอะโว้ย วันนี้เราสองคนวุ่นวายทั้งวัน"

สองสหายต่างลุกขึ้นแล้วพากันเดินเคียงคู่ไปจากที่นั้น พลมองดูหน้าลูกชายของเขาแล้วถามว่า

"แกไม่รู้เรื่องหรอกหรือ ว่าอ้ายตี๋มันไปติดผู้หญิงที่ไหน"

"ไม่ทราบหรอกครับพ่อ สงสัยว่าผู้หญิงบาร์ครับเพราะเมื่อคืนอ้ายตี๋ไปเที่ยวตามลำพัง กลับมาบ้านเกือบตีสอง"

พลหันไปมองดูหน้าลูกชายนายพลดิเรก

"แกล่ะรู้เรื่องหรือเปล่า"

"ไม่ครับลุง ผมไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนหลายวันแล้วสองคนกับคุณพ่อขลุกอยู่แต่ในห้องแล็บ"

"แฟนของอ้ายนึกจะยากจนหรือเป็นคนชั้นต่ำไม่สำคัญ ขอให้เป็นคนดีเป็นใช้ได้ แต่ถ้าเป็นจิ๊กกี๋หรือมีความประพฤติเสียหาย กันไม่ตกลงแน่"

นายพลดิเรกยกมือตบศีรษะพนัสเบาๆ

"แกกับดำรงอย่าพึ่งมีเมียเลยนะอ้ายหลานชาย"

พนัสหัวเราะ

"ยังครับอาหมอ เรื่องความรักผมไม่อยากยุ่งกับมันหรอกครับ อยากจะประกอบอาชีพให้เป็นหลักฐานเสียก่อน เราสี่คนจะตั้งบริษัทของเราในเร็วๆนี้แหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มละไม

"ดีแล้วอ้ายหลานชายอยู่เป็นโสดไปก่อน เรื่องเมียน่ะเจ้าต้องมีแน่แต่ต้องเลือกให้ดีไม่ใช่พอเห็นหน้าปุ๊บก็นึกรักให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอ คนเราจะร่วมชีวิตกันมันต้องใช้เวลาพิจารณาดูกันให้นานสักหน่อย อ้า-สำหรับผมและเจ้านพก็มองเอาไว้เหมือนกัน"

นิกรว่า "แต่อ้ายนพลูกชายผมไม่มีการสู่ขอนะครับคุณพ่อ เสียเงินค่าสิดสอดค่าใช้จ่ายในการแต่งงานไม่ใช่น้อย ไม่จำเป็นอะไร ชอบใจใครก็ให้มันพาหนีมาอยู่ที่บ้านเราก็หมดเรื่อง"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มตรงเข้ามา เจ้าแห้วถือถาดใส่น้ำอัดลมประมาณ ๑๐ แก้วมาด้วย พอเจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งวางถาดลงบนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่พลก็กล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"หายหัวไปไหนมาวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานคุณหญิงท่านใช้ให้ผมไปเยี่ยมป้าอ่วมครับ"

"อ้อ อาการเป็นยังไงบ้างล่ะ"

เจ้าแห้วส่ายหน้า

"รับประทานเห็นจะกลับบ้านเก่าล่ะครับ โรคคนแก่ สามวันดีสี่วันไข้ คุณหญิงท่านให้ผมเอาส้มเขียวหวานและยาหอมแก้ลมไปให้ครับ"

"แล้วทำไมหายไปตั้งนาน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมแวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวครับ พบอ้ายหวังก็เลยนั่งคุยกับมัน รับประทานมีเรื่องสำคัญมาเรียนให้เจ้านายทราบครับเกี่ยวกับคุณสมนึก"

เสี่ยหงวนหน้าตื่นกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"ทำไมวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วมองซ้ายมองขวาเสียก่อนแล้วก็มองดูหน้าศาสตราจารย์ดำรงกับพนัสอย่างหวาดหวั่น

"รับประทานคุณสองคนอย่าบอกคุณนึกหรือคุณนพเป็นอันขาดนะครับว่าทราบเรื่องนี้จากผม ขืนบอกคุณนึกกระทืบผมแบนแน่"

พนัสหัวเราะเบาๆ

"เออน่า ฉันไม่บอกหรอก แกกำลังจะบอกเราเกี่ยวกับแฟนอ้ายตี๋ใช่ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ใช่ครับ รับประทานเรื่องนี้เป็นเรื่องชีวิตที่เศร้าสะเทือนใจเหมือนกันนะครับ ผมเล่าให้ฟังแล้วรับประทานเหยียบไว้ที่นี่นะครับ"

พลพูดโพล่งขึ้น

"เดี๋ยวกูเตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง เล่ามาซี รับรองว่าเราจะไม่บอกเจ้านึกเป็นอันขาดว่าเรารู้เรื่องจากแก"

เจ้าแห้วมองไปรอบๆบริเวณหน้าบ้านและที่ตัวตึกอีกครั้งหนึ่งจึงเปลี่ยนสายตามาที่กิมหงวน

"รับประทาน เพราะผมออกไปจากซอยหลังบ้านก็เลยรู้เรื่องคุณนึก เรื่องมันไปกันใหญ่แล้วล่ะครับอาเสี่ย เขาโจษกันทั้งซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" เป็นเรื่องรักรันทดใจเหนือกว่ารักใต้ราชบัลลังก์หรือรักอื่นๆ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"เอาแต่เนื้อเถอะวะน้ำไม่เอา อ้ายฉันก็เป็นคนใจร้อน ขี้ยัวะอยู่ด้วย แกอยู่ในระยะเท้าฉันพอดี รู้จักเท้าไหมล่ะ ที่คนโบราณหรือคนไทยเดิมเขาเรียกว่าตีนน่ะ"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานรู้จักซีครับผมเคยโดนบ่อยๆ แฮ่ะ แฮ่ะ เล่ากันสั้นๆแบบย่อความนะครับ คือว่าคุณนึกได้ซื้อบ้านคุณเอนกและไปโอนชื่อกันที่อำเภอเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนสายวันนี้รับประทานคุณนึกซื้อไว้สามหมื่นครับ พอโอนชื่อเป็นของคุณนึกเสร็จรับประทานคุณเอนกก็ขนข้าวของไปจากบ้านนั้น"

เสี่ยหงวนหันมามองดูคณะพรรคของเขา

"ไหมล่ะ อ้ายตี๋ขโมยเงินกันไปซื้อบ้านหลังนั้นซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินคุณอาหญิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯแก้ตัวแทนเสี่ยตี๋

"อย่าไปปรักปรำว่ามันขโมยเลยวะ คำนี้สะเทือนใจจริงๆ อาไม่อยากฟัง"

อาเสี่ยหันขวับมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ก็มันขโมยเงินผมจริงๆนี่ครับคุณอา"

"มันอาจจะเก็บได้ก็ได้ แกมันคนเผลอเรอเที่ยวลืมทิ้งไว้ที่โน่นที่นี่"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก

"เก็บเงินได้ในเซฟมีอย่างหรือครับ"

"ทำไมวะ อ้ายกรมันยังเคยเก็บเงินได้ในเซฟของอาตั้งหลายหน วางกุญแจเซฟเผลอไว้เป็นได้เรื่องทุกที"

นิกรว่า "พ่อตากับลูกเขยก็เหมือนพ่อลูกกันครับ เงินของพ่อตาก็เหมือนกับเงินของลูกเขย และเงินของลูกเขยก็เหมือนกับเงินของลูกเขย"

"อ้อ ฟังเป็นคติดีเดี๋ยวก็ยันโครมให้เท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนพยักหน้าให้เจ้าแห้ว

"เล่าเรื่องอ้ายตี๋ให้ฉันฟังต่อไปอ้ายแห้ว เอ้า-เอาไปสองร้อยเป็นค่ากาแฟ มีอะไรตื้นลึกหนาบางแกจะได้เล่าให้ฉันฟังโดยละเอียด" พูดจบเขาก็ส่งธนบัตรใบละร้อยบาทรวม ๒ ฉบับให้เจ้าแห้ว

เจ้าแห้วกระพุ่มมือไหว้เสียก่อนจึงรับเงินมาจากอาเสี่ย

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอบคุณครับ รับประทานค่อยยังชั่วหน่อย อยู่ดีๆได้เงินใช้โดยไม่ต้องตอบปัญหาหรือส่งชิ้นส่วนจับฉลาก อ้า-คุณนึกซื้อบ้านคุณเอนกได้แล้วก็จ้างคนแถวนั้นล้างบ้านแล้วไปซื้อเครื่องเรือนมาเต็มบ้านครับ รับประทานดูเหมือนว่าคุณนพเป็นคนออกเงินค่าเครื่องเรือน"

นิกรพูดสอดขึ้นทันที

"มันจะตั้งซ่องหรือยังไง"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ไม่ใช่หรอกครับ รับประทานคุณนึกหลงรักผู้หญิงสาวคนหนึ่งบ้านอยู่ทางถิ่นสลัมถนนดินแดง คุณนพเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือคุณนึกครับ ผู้หญิงสาวคนนั้นอายุ ๒๐ กว่าๆครับแล้วก็สวยมากแต่ว่าตาบอดทั้งสองข้างตรับ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน พนัสร้องขึ้นดังๆ

"แฟนอ้ายตี๋ตาบอด"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"ครับ บอดมาแต่กำเนิด เขาว่ากันอย่างนั้น หล่อนชื่อนวลครับ"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"ชื่ออะไรนะอ้ายแห้ว"

"รับประทานชื่อนวลครับ ชื่อเหมือนกับคุณผู้หญิงของอาเสี่ยแต่ว่าชื่อนวลเฉยๆครับไม่ใช่นวลลออ"

นิกรหัวเราะลั่นมองดูหน้าเสี่ยหงวนอย่างขบขัน

"ไม่เลวโว้ย ลูกสะใภ้ในอนาคตของแกตาบอดแล้วก็ชื่อเดียวกับเมียของแกพรุ่งนี้แกจัดการสู่ขอให้อ้ายตี๋ได้แล้ว"

เสี่ยหงวนมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ เขาซักเจ้าแห้วต่อไป

"อ้ายตี๋รับแฟนจากบ้านถนนดินแดงมาอยู่ในซอยหลังบ้านเรายังงั้นหรือ"

"ครับ ครอบครัวของนวลมีหล่อนกับแม่ของหล่อนเท่านั้นแหละครับ อ้ายหวังมันเล่าให้ผมฟังว่าแม่ของนวลหาบข้าวแกงขาย"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"ไหนอ้ายนพบอกว่าเป็นผู้ดีเก่าแบบผู้ดีแปดสาแหรก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทาน สาแหรกเดียวครับคือสาแหรกที่ใช้หาบข้าวแกงขายนั่นเอง"

อาเสี่ยขบกรามกรอดๆ ค่อยๆหันมาทางพลแล้วกล่าวกับพลอย่างเป็นทางการ

"ว่ายังไงคุณลุง หลานชายของแกทำยุ่งแล้ว ผู้หญิงตาดีทั้งโลกมีถมไปไม่เอาดันไปรักผู้หญิงตาบอด อย่างเลวรักผู้หญิงตาเหล่หรือตาถั่วก็ยังดีกว่าตาบอด"

พลว่า "ก็มันชอบของมันอย่างนั้น อย่าไปขัดขวางมันเลยวะ"

"อ้าว อ้าว พูดภาษาส้นมือยังงี้ใช้ได้รึ อ้ายตี๋เป็นลูกชายมหาเศรษฐี สำเร็จปริญญาโทวิชาพาณิชยศาสตร์และบัญชีมาจากอเมริกาจะมีเมียทั้งทีก็ให้มันคู่ควรเหมาะสมกันซีโว้ย"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นบ้าง

"เราควรให้เสรีภาพลูกหลานของเราในการเลือกคู่ครองโว้ยอ้ายหงวน คนเรารูปชั่วตัวดำหรือทุพพลภาพไม่สำคัญ ขอแต่ให้เป็นคนดีเท่านั้น อ้ายตี๋มันรักเด็กคนนี้ก็เพราะมันสงสารมากกว่ารักและคงเห็นแล้วว่าเป็นคนดีไม่ชอบเที่ยว ไม่ชอบสังคม"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"ก็ตาบอดทั้งสองข้างจะไปสังคมกับลิงที่ไหนล่ะ"

พูดจบเขาก็ผลุนผลันลุกขึ้น

"เฮ้ย ไปไหนล่ะ" พลถาม

"ไปกระทืบอ้ายตี๋เสียหน่อย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก กันจะยื่นคำขาดให้อ้ายตี๋เลิกเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้ กันไม่ได้รังเกียจความยากจนของเด็กคนนี้หรอก แต่ว่าแฟนของอ้ายตี๋ตาบอด กันยอมให้อ้ายตี๋มีเมียตาบอดไม่ได้"

นิกรว่า "อย่าวุ่นวายไปเลยวะอ้ายหงวน มีเมียตาบอดซีวะดี จะทำอะไรก็ได้ กันเองยังนึกแช่งอยู่ทุกวันอยากให้ประไพตาบอด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯชักฉิว

"แกน่ะซีตาบอด"

"อุ๊ยตาย" นิกรอุทาน "ลืมนึกไปว่าคุณพ่อนั่งอยู่นี่"

เสี่ยหงวนพาตัวเดินดุ่มๆไปจากที่นั้น พนัสกับดำรงลุกขึ้นตามไปด้วย เพราะอยากรู้เรื่องราวระหว่างพ่อลูกคู่นี้ว่าจะรุนแรงแค่ไหน

เหมือนกับมรสุมร้ายหรือใต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นในหัวใจของกิมหงวนมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ อาเสี่ยเดือดดาลลูกชายของเขาอย่างยิ่ง ความโกรธทำให้เขาเดินเร็วผิดปรกติ ผ่านถนนข้างขวาของตึกใหญ่ตรงไปยังตึกใหม่อันเป็นที่อยู่ของเจ้าหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คน พนัสกับดำรงติดตามเข้ามาเดินขนาบข้าง

"อย่าเอะอะไปเลยครับ" พนัสพูดยิ้มๆ "ขายหน้าพวกคนใช้มันครับ มีอะไรก็ค่อยๆพูดกับอ้ายตี๋ดีกว่า เมื่ออาไม่ชอบแฟนอ้ายตี๋ก็ต้องชี้แจงแสดงเหตุผลให้มันฟัง"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"อ้ายตี๋น่ะ มันดื้อมันรั้น พูดกันดีๆน่ะ ไม่ได้หรอกนัส แกกับดำรงก็น่าจะรู้นิสัยอ้ายตี๋เพื่อนของแกดีแล้ว เรื่องนี้อาต้องยื่นคำขาดให้มันเลิกติดต่อกับเด็กสาวตาบอดคนนี้ ถ้าพูดไม่เชื่อก็ต้องลงมือลงตีนกัน"

ดำรงว่า "ถ้าอ้ายตี๋มันสู้ลุงล่ะครับ

เสี่ยหงวนห้ามล้อพรืดหยุดชะงักทันที ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองต้องหยุดด้วย

"เออ-จริงโว้ย" อาเสี่ยพูดเสียงอ่อย "อ้ายตี๋ตัวมันใหญ่กว่าลุงหนุ่มกว่าและแข็งแรงกว่า มีชีวิตชีวากว่า ถ้ามันยัวะขึ้นมา โมโหจนลืมตัว ลืมนึกว่าลุงเป็นเตี่ยของมัน ลุงก็คงแย่ อ้า-แกสองคนต้องคอยช่วยนะ"

พนัสอดหัวเราะไม่ได้

"ครับ ถ้าอ้ายตี๋เป็นลูกเนรคุณสู้อาล่ะก้อ ผมจะเอาให้หมอบเลย"

อารมณ์ของเสี่ยหงวนดีขึ้นเล็กน้อย เขาเดินนำหน้าพาลูกชายของพลและลูกชายของศาสตราจารย์ดิเรก ตรงมาที่ตึกใหม่ ขึ้นบันไดไปบนตึกเลยเข้าไปในห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน เมื่อเข้ามาในห้องนอนอันกว้างขวางและหรูหราผิดกับห้องนอนธรรมดา เพราะเจ้าหนุ่มทั้งสี่คนอยู่ร่วมกันห้องเดียวกัน อาเสี่ยกับพนัสและดำรงก็แลเห็นนพนุ่งกางเกงในสีดำตัวเดียวยืนหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

"อ้ายตี๋อยู่ไหน" อาเสี่ยถามนพเสียงกร้าว

"อยู่ในห้องน้ำครับ"

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องน้ำก็เปิดออก สมนึกหรือเสี่ยตี๋ นุ่งผ้าเช็ดตัวสีฟ้าเดินออกมา มีผ้าเช็ดตัวคลุมไหล่หนึ่งผืน

"อ้ายตี๋" เสี่ยหงวนร้องเรียกลูกชายของเขาด้วยใบหน้าถมึงทึง

สมนึกเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้า

"ว่ายังไงครับ ไหงทำหน้าบึ้งหน้างอยังงี้ล่ะครับเตี่ย หรือสบายใจที่จะได้ลูกสะใภ้"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ ยกมือชี้หน้าลูกชายของเขา

"ฉันรู้เรื่องหลังฉากของแกแล้วอ้ายตี๋ แฟนของแกนัยน์ตาบอด ลูกสาวแม่ค้าขายข้าวแกงใช่ไหมล่ะ แกซื้อบ้านนายเอนกให้หล่อนและรับหล่อนกับแม่ของหล่อนมาอยู่ที่บ้านนี้ อ้ายนพซื้อเครื่องเรือนให้ช่วยสนับสนุนแก"

"แล้วยังไง"

คำถามห้วนๆของเสี่ยตี๋ทำให้เสี่ยหงวนถอยหลังกรูด

"มึงจะสู้เตี่ยหรืออ้ายตี๋ กูเป็นพ่อมึงนะ"

"ปู้โธ่ ใครบอกเตี่ยล่ะว่าผมจะสู้เตี่ย ผมไม่ใช่หมานี่ครับจะได้กัดแม่กัดพ่อของมันเอง"

"พูดยังงี้กูค่อยใจชื้นขึ้นหน่อย เป็นความจริงใช่ไหมล่ะที่แกมีแฟนตาบอด"

"ครับ ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ครับในเมื่อผมรักหล่อน หล่อนเป็นหญิงสาวที่น่าสงสารมาก" พูดพลางเดินไปแต่งตัวที่ตู้เสื้อผ้า

"แต่ฉันไม่ต้องการต้อนรับผู้หญิงตาบอด หรือตาถั่วตาเหล่ไว้เป็นลูกสะใภ้ของฉันเข้าใจไหมอ้ายตี๋"

สมนึกสวมเสื้อกางเกงเสร็จเรียบร้อย สักครู่เขาก็หันไปทางลูกชายนิกร

"อ้ายนพ หยิบปืนในลิ้นชักให้กูที"

อาเสี่ยใจหายวาบและร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"อ้ายตี๋ แกจะยิงเตี่ยหรือนี่"

"เปล่า ผมจะยิงตัวผมเอง ผมได้ให้สัตย์ปฏิญาณกับตัวเองแล้วว่า ถ้าเตี่ยหรือแม่หรือญาติผู้ใหญ่ขัดขวางผม ในเรื่องนวลกับผมผมจะฆ่าตัวตาย"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ช่วยไม่ได้แกอยากตายก็ไปตายที่อื่น ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าทำศพแก"

"จริงนะเตี่ย"

"เออ"

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นผมจะไปอยู่ที่บ้านแฟนของผม"

อาเสี่ยโกรธจนตัวสั่น

"ไป-อ้ายตี๋ ไปจากบ้านกูเดี๋ยวนี้ และอย่ามาให้กูเห็นหน้าอีกเป็นอันขาด มึงกับกูตัดพ่อตัดลูกกัน เลือดก้อนเดียวกูจะนึกว่าโยนให้หมามันกินไปกูเจ็บใจนัก ผู้หญิงตาดีถมเถไปไม่รับเสือกไปรับผู้หญิงตาบอด"

"นั่นเรื่องของผมเตี่ย ผมมีเสรีภาพแบบชาวอเมริกัน ถ้าผมรักต่อให้หูหนวกตาบอดผมก็ไม่รังเกียจ" แล้วเขาก็หันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสาม "เฮ้ย-เราจำเป็นต้องแยกทางกันโว้ยกันจะไปอยู่ที่บ้านแฟนของกันแล้วกันจะวิ่งเต้นหางานทำ หรือม่ายก็รับตรวจบัญชีตามบริษัทห้างร้าน แกสามคนอยู่ที่นี่เถอะ"

พนัสเดินเข้ามาหา ขณะที่สมนึกกำลังใส่น้ำมันหวีผม

"คิดให้ดีอ้ายตี๋ กันน่ะไม่รังเกียจแฟนของแกหรอก แต่หล่อนตาบอดนี่โว้ย แกรักหล่อนอย่างน้องสาวไม่ได้หรือ"

สมนึกพูดตัดบท

"อย่ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของกันเลย กันจะต้องแต่งงานกับนวลให้ได้ ตอนนี้เราจะมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างคนรักไปก่อนจนกว่ากันจะมีเงินพอที่เราจะแต่งงานกัน เมื่อไม่มีใครเห็นใจกันก็ดีแล้ว กันไปละนะ อยากจะคุยกับกันก็ไปหากันที่บ้านนวล แล้วก็บอกแจ๋วหรืออ้ายแห้วให้ขนเสื้อผ้าของกันไปให้กันด้วย"

"เดี๋ยวก่อนอ้ายตี๋" เสี่ยหงวนพูดเสียงเครือ

"ว่าไงครับคุณพ่อ"

"แน่ะ ดัดจริตเรียกคุณพ่อ แกไปจากนี่แกจะทำอะไรกินวะ เอาเงินไปสักสามสี่แสนดีไหม เตี่ยจะไปเขียนเช็คเอามาให้แก"

"ขอบคุณครับคุณพ่อ ผมก็เหมือนกับพระเอกในละครวิทยุคือทระนงในศักดิ์ศรีเทอดบูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใด"

"ถุย" นพร้องขึ้นดังๆ

เสี่ยตี๋หันไปทำตาเขียว

"พวกเดียวกันยังถุยรดหัวอีกหรือ"

นพยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษทีว่ะ กันหมั่นไส้แกเลยลืมตัวไป แกจะไปอยู่กับแฟนตาบอดของแกก็ไปซี ไปเถอะ แล้วกันจะไปหา"

สมนึกทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเบื้องหน้าบิดาของเขา

"เจ้าคุณพ่อครับ..."

"เปล่าๆฉันไม่ได้เป็นเจ้าคุณ แม้แต่เพียงท่านขุนฉันก็ไม่เคยเป็น แกแก่ละครวิทยุไปหน่อยแล้ว ตอนนี้ลูกชายเจ้าคุณจะไปจากบ้านใช่ไหมล่ะ"

เสี่ยตี๋ก้มลงกราบแทบเท้าเสี่ยหงวน

"ผมกราบลาล่ะครับ ผมจะไปตามกรรมเวรของผม ผมจะเอานิ้วทิ่มลูกนัยน์ตาของผมให้บอดแล้วผมกับแฟนผมจะได้ขอทานเขากินอย่างสบาย ใครเขาเห็นเราตาบอดเขาสงสารเขาก็ให้ทาน"

ลูกชายของนิกรร้องขึ้นดังๆ

"เอ-เข้าทีโว้ยอ้ายตี๋ กันไปด้วยคนเถอะวะ ขอทานเขากินสบายดีเหมือนกัน"

"อย่ายุ่งเลย ปล่อยให้อ้ายตี๋มันไปตามลำพังเถอะ"

สมนึกค่อยๆลุกขึ้นยืนในบทโศกของพระเอกที่กำลังจะออกจากบ้าน เขากล่าวถามเสี่ยหงวนด้วยเสียงสั่นเครือว่า

"เตี่ยตัดผมแน่หรือครับ"

"ใช่ ตัดแกจากพ่อลูกและกองมรดกของฉันด้วย"

"กองเล็กหรือกองใหญ่ครับ"

"ทั้งสองกอง แกไปได้ ต่อไปนี้ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าเตี่ย ฉันตายแกก็อย่ามาดูผีฉัน"

สมนึกหัวเราะ

"ไม่มาล่ะครับตามธรรมดาผมกลัวผีอยู่แล้ว" พูดจบ เขาก็ยกมือโบกให้เพื่อนๆของเขา "ลาก่อนเพื่อนรัก ชาตินี้เราคงไม่มีหวังที่จะได้เห็นหน้ากันอีกแล้ว"

ศาสตราจารย์ดำรงหัวเราะหึๆ

"ไปเถอะอ้ายเปรต บ้านแฟนแกอยู่ห่างจากบ้านเราเพียงร้อยเมตรเท่านั้น แกไม่มาหาฉันฉันก็ไปหาแก"

เสี่ยหงวนเผลอตัวยกมือขวาตบบ่าซ้ายสมนึกเบาๆ

"ไปเถอะลูก แล้วเตี่ยจะไปเยี่ยม เอาเงินไปให้แกใช้"

สมนึกอมยิ้ม

"พูดยังงี้เดี๋ยวผมไม่ไปเลย"

"ไม่ไปก็ตามใจมึง" อาเสี่ยตวาด

เสี่ยตี๋พาตัวเดินระทดระทวยออกไปจากห้องนอน นพกับพนัสและดำรง ต่างพากันมองด้วยความขบขัน

เมื่อสมนึกแสดงความหลงรักสาวตาบอดอย่างจริงจังเช่นนั้น สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็วุ่นวายใจไปตามกัน

รุ่งขึ้นจากวันนั้น เสี่ยตี๋ได้ซื้อรถเก๋งเซ็คกันด์แฮนด์หนึ่งคันคือรถเฟียต ๑๕๐๐ ค่อนข้างใหม่ในราคา ๕๐,๐๐๐ บาท เงินที่ซื้อรถก็คือเงินที่สมนึกนำข้าวของส่วนตัวของเขาไปจำนำตามโรงรับจำนำของเสี่ยหงวนซึ่งมีอยู่ในเขตพระนครถึง ๑๐ โรงในฐานที่เขาเป็นลูกชายของเจ้าของโรงรับจำนำ เขาจึงจำนำได้ราคางามที่สุดตามแต่เขาจะตั้งราคา เป็นต้นว่าผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืนจำนำไว้ ๒๐,๐๐๐ บาท ปากกาปลอกทองหนึ่งด้าม ๓๐,๐๐๐ บาท และซองบุหรี่ถมเงินหนึ่งซอง ๒๕,๐๐๐ บาท ผู้จัดการหรือหลงจู๊โรงรับจำนำต้องจ่ายเงินให้โดยดีแล้วโทรศัพท์รายงานให้เสี่ยหงวนทราบในพฤติการณ์ของลูกชาย

เสี่ยตี๋พานวลนั่งรถไปเที่ยวบางแสนกับเขาและถึงกับไปนอนค้างพักแรมอยู่ที่บางแสน ๓ วัน อย่างไรก็ตาม สมนึกกับนวลก็มีความสัมพันธ์ต่อกันในฐานคนรักเท่านั้น เมื่อสมนึกขอแต่งงานกับหล่อน นวลก็ปฏิเสธอย่างอ่อนหวาน

"คุณนึกขา นวลรักคุณค่ะ รักคุณยิ่งกว่าชีวิตเพราะคุณเป็นผู้ชายคนแรกที่ได้ให้ความเมตตาปรานีแก่นวลอย่างมากมาย แต่ว่า...ถึงนวลตาบอด นวลก็ทราบดีค่ะว่าฟ้ากับแผ่นดินนั้นมันสูงต่ำกว่ากันมาก ไม่มีใครเด็ดดอกหญ้าไปประดับแจกันทองหรอกค่ะ อย่ารักนวลเลยนะคะ ผู้หญิงที่คู่ควรกับคุณยังมีอีกมากมายนัก ถ้าคุณแต่งงานกับนวลคุณจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง"

หล่อนได้พูดกับเขาเช่นนี้

เขาพาหล่อนกลับมาจากบางแสนในตอนเช้าวันพุธ เขาสบถสาบานกับป้านิ่มว่า เขาไม่ได้ล่วงเกินนวลให้ผิดแผกไปจากคนรัก ป้านิ่มว่าถึงแม้หล่อนจะเสียตัวให้เขาหล่อนก็ไม่ว่าอะไร เพราะบ้านที่สมนึกซื้อให้มีราคาแพงกว่าค่าตัวนวลมากมายนัก

ตอนสายวันนั้น พนัสพานพกับดำรงมาหาสมนึกที่บ้านนวลและชวนไปดูอาคารสร้างใหม่ทางประตูน้ำปทุมวัน เพื่อจะเปิดเช่าทำสำนักงานของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน สมนึกหลงกลเข้าใจว่าเป็นความจริงก็รีบแต่งตัวออกจากบ้านนั่งรถเฟียต ๑๕๐๐ ไปกับเพื่อนเกลอของเขา เสี่ยตี๋หารู้ไม่ว่ามันเป็นแผนของคุณหญิงวาดกับนวลลออและเสี่ยหงวน

ในเวลา ๑๑.๐๐ น. เศษ

นวลลออเมียรักของเสี่ยหงวน ซึ่งเป็นมารดาของสมนึกได้มาปรากฏตัวขึ้นที่บ้านพักของสาวตาบอดตามลำพัง ซึ่งบ้านหลังนี้แต่เดิมเป็นบ้านพักของนายเอนกชิปปิ้งของบริษัทจำหน่ายนาฬิกาแห่งหนึ่งทางถนนเยาวราช นายเอนกมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับภรรยาของเขาอย่างรุนแรง จึงหย่าร้างกันและขายบ้านเพื่อแบ่งเงินกันตามที่ตกลงกันไว้ สมนึกได้ซื้อให้นวลกับมารดาของหล่อนอาศัยอยู่เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท เขาตั้งใจจะโอนกรรมสิทธิ์เรือนหลังนี้ให้นวลในเร็ววันนี้

บริเวณบ้านอันเป็นที่ดินของคุณหญิงวาด มีเนื้อที่เพียง ๔๐ ตารางวาล้อมรั้วด้วยไม้ระแนงตอนล่างเป็นสังกะสีครึ่งแผ่น สภาพของบ้านเป็นเรือนปั้นหยาสองชั้นธรรมดา ไม่หรูหราอะไร เป็นเรือนขนาดกลางไม่ใหญ่นักและไม่ได้ทาสี

ประตูรั้วหน้าบ้านเปิดทิ้งไว้บานหนึ่ง นวลลออจึงพาตัวเดินผ่านเข้ามาตามสบาย หล่อนแต่งตัวเรียบๆ อย่างอยู่กับบ้าน สวมสะแล็คสีดำและเสื้อฮาไวสีเหลือง ขณะนี้ป้านิ่มหญิงชราผู้เป็นมารดาของสาวตาบอดกำลังนั่งซักผ้าอยู่ริมโอ่งน้ำทางซ้ายของตัวเรือน พอแลเห็นนวลลออป้านิ่มก็ทำหน้าตื่นๆ รีบวางมือจากเสื้อผ้า และลุกเดินเข้ามาหา

"คุณนายมาหาใครคะ" หญิงชราถามนอบน้อมตามวิสัยคนจนที่เจียมตัวและมีกิริยามารยาทดี

นวลลออยิ้มให้

"อ้า-แม่นิ่มใช่ไหม"

"ค่ะ ดิฉันเอง"

นวลลออว่า "ฉันคือนวลลออแม่ของสมนึกจ้ะ"

ป้านิ่มเย็นวาบไปทั้งตัว

"คุณนายคือคุณแม่คุณสมนึก..." แล้วหญิงชราก็ประนมมือไหว้อย่างพินอบพิเทา "สวัสดีค่ะคุณนาย เชิญบนเรือนซีคะ"

"จ้ะ ขอบใจมาก แม่นวลอยู่หรือเปล่า"

"อยู่ค่ะ หนูช่วยดิฉันซักผ้าพึ่งขึ้นไปบนเรือนเมื่อกี้นี้เอง" แล้วหล่อนก็ร้องตะโกนเรียกลูกสาวสุดที่รักคนเดียวของหล่อน "หนูเอ๊ย ออกมาหน้าบ้านหน่อยซิลูก"

สาวตาบอดปรากฏตัวขึ้นที่หน้าเรือน นวลแต่งกายเรียบๆอย่างอยู่กับบ้าน นุ่งผ้าถุงเก่าๆ สวมเสื้อชั้นในคอกระเช้าโดยไม่ได้สวมเสื้อนอก

"อะไรจ๊ะแม่"

ป้านิ่มยิ้มให้ลูกสาวของหล่อน

"ลงมาซิลูก คุณนายคุณแม่ของคุณสมนึกมาหา"

สาวตาบอดสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าของหล่อนซีดเผือดทันที หล่อนรู้ดีว่าอุปสรรคสำคัญของความรักระหว่างหล่อนกับเสี่ยตี๋ได้เกิดขึ้นตามที่หล่อนได้คาดหมายไว้แล้ว หล่อนค่อยๆก้าวลงบันไดมาด้วยความระมัดระวังแต่ก็สามารถลงมาได้แล้วก็เดินตรงเข้ามายังเสียงของป้านิ่มตามสัญชาตญาณของคนตาบอด กลิ่นน้ำหอมที่นวลลออบอกให้นวลรู้ดีว่านวลลออยืนอยู่ข้างๆแม่ของหล่อนดังนั้นสาวตาบอดซึ่งมีชื่อเดียวกับนวลลออ จึงกระพุ่มมือไหว้นวลลออในท่าทางอ่อนช้อย

"สวัสดีค่ะคุณนาย"

นวลลออรับไหว้และมองดูด้วยความสงสาร

"ฉันได้ทราบความสัมพันธ์ระหว่างหนูกับพ่อนึกแล้วนวล ขณะนี้เธอกำลังว่างใช่ไหม"

"ค่ะ"

นวลลออหันมาทางหญิงชรา

"ขัดข้องไหมจ๊ะแม่นิ่มถ้าฉันจะพาหนูไปที่บ้านฉันสักครึ่งชั่วโมงเพื่อให้พบปะกับญาติผู้ใหญ่ของพ่อนึก"

"ไม่ขัดข้องค่ะ คุณนายพาไปเถอะค่ะ"

นวลลออเปลี่ยนสายตามาที่สาวตาบอด

"แม่หนูอนุญาตแล้ว หนูขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียซีจ๊ะ ฉันจะยืนคุยกับแม่ของหนูอยู่ที่นี่แหละ คุณย่าและคุณปู่พ่อนึกอยากจะเห็นหนูและมีเรื่องที่จะพูดกับหนูด้วย"

นวลใจเต้นระทึกผิดปกติ

"กรุณาให้เวลาหนูสักสองสามนาทีเถอะนะคะ"

"จ้ะ ตามสบายนวล"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง นวลลออก็จูงมือสาวตาบอดพาเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น ผู้คนที่อยู่ในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" พากันมองดูนวลลออและนวลเป็นตาเดียว ที่เดินผ่านมาและรู้จักกับนวลลออต่างก็ยกมือไหว้หล่อนและทักทายหล่อนเป็นอย่างดี ในฐานที่หล่อนเป็นเมียของเสี่ยหงวน และมีฐานะเปรียบเหมือนกับว่าเป็นหลานสาวของคุณหญิงวาด

นวลลออพาสาวสวยผู้น่าสงสารเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" ทางประตูรั้วหลังบ้านและเดินผ่านเรือนพักคนใช้ และโรงครัวตรงไปยังตึกใหญ่ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด พร้อมด้วยนันทา ประภาและประไพ ได้ชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก รอคอยพบนวลแฟนของเสี่ยตี๋

ในที่สุดนวลลออก็จูงมือสาวตาบอดเข้ามาทางประตูหลังห้องโถง เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างจ้องมองดูนวลด้วยความสนใจ จนกระทั่งนวลลออกล่าวกับนวลว่า

"หนู นี่คือห้องโถงของบ้านพัชราภรณ์ หนูได้มาปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางญาติผู้ใ

หญ่ของพ่อนึกแล้ว ซึ่งรวมทั้งคุณพ่อของพ่อนึกด้วย บรรดาคุณป้าคุณน้าคุณอาคุณลุงคุณปู่และคุณย่าของพ่อนึก และตัวฉันขอต้อนรับหนูด้วยไมตรีจิตของเรา"

น้ำตาของสาวตาบอดไหลรินออกมานอกเบ้า หล่อนค่อยๆทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยและกระพุ่มมือไหว้

"สวัสดีค่ะ หนูตาบอดมองไม่เห็นท่าน หนูไม่สามารถจะคลานเข้าไปกราบแทบเท้าท่านได้ ประทานโทษเถอะนะคะ"

นายพลดิเรกทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้

"เฮ้-เรื่องนี้ฝรั่งไม่เกี่ยวโว้ย" เขาพูดเสียงเครือ "ใครจะเอายังไงก็ว่าไป"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันก็ไม่เกี่ยวเหมือนกัน หน้าตาน่ารักน่าสงสารออกอย่างนี้ไม่น่าที่เราจะกีดกันขัดขวางความรักระหว่างนวลกับอ้ายตี๋เลย"

เสี่ยหงวนพยักหน้าเรียกนวลลออมานั่งบนโซฟาข้างเขาแล้วก็ยกมือขวาประคองกอดหล่อน แต่นวลลออดิ้นรนผลักไส

"อะไรเล่า"

"ว้า-กอดหน่อยก็ไม่ได้"

"แก่จะตายแล้วยังจะทำเป็นหนุ่มๆสาวๆอีก"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ มองดูสาวตาบอดด้วยความสงสาร แล้วร้องเรียกหล่อนให้เข้ามาหาเขา นวลคลานเข้าไปนั่งเบื้องหน้าโซฟาตัวนั้นในท่าทางนุ่มนิ่มน่ารัก

"หนู หนูกับสมนึกรักกันใช่ไหม" เสี่ยหงวนถามเบาๆแต่เสียงหนักแน่น

"ค่ะ หนูรักเขาค่ะ และเขาก็รักหนู"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แต่หนูเป็นคนพิการ คนตาบอด หนูคิดบ้างไหม"

"คิดซีคะ หนูบอกคุณนึกหลายครั้งแล้วว่าอย่ารักหนูเลย ขอให้เมตตาหนูเหมือนอย่างน้องสาว แต่คุณนึกไม่ยอมเปลี่ยนความคิดค่ะ อ้อนวอนขอแต่งงานกับหนู"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"หนูเต็มใจแต่งงานกับพ่อนึกไหมล่ะ"

"ไม่ค่ะ หนูทราบดีค่ะว่าหนูไม่คู่ควรกับเขา" พูดจบหล่อนก็ร้องไห้ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา

คุณหญิงวาดกลั้นน้ำตาไม่ได้เพราะความสงสารนวล

"ในฐานที่ฉันเป็นย่าพ่อนึก" คุณหญิงพูดเสียงสั่นเครือ "ฉันสงสารและเห็นใจหนูมาก แม่นวล แต่ฉันจะยอมให้พ่อนึกแต่งงานกับหนูไม่ได้"

"ท่านไม่ต้องวิตกหรอกเจ้าค่ะ เป็นตายอย่างไรหนูก็ไม่ยอมแต่งงานกับคุณนึก รักแท้ย่อมหมายถึงการเสียสละไม่ใช่หรือคะ หนูรักเขามากแต่หนูจะไม่ยอมร่วมชีวิตกับเขา"

นิกรร้องไห้โฮและผุดลุกขึ้นยืน

"ไม่ไหว...ทนดูและทนฟังไม่ได้บีบหัวใจเหลือเกิน โศกยิ่งกว่าละครวิทยุเป็นไหนๆ นางเอกถูกกลั่นแกล้งถูกแย่งทรัพย์สมบัติยังไม่โศกเท่านางเอกนัยน์ตาบอดแต่มีอุดมคติในความรักสูง ฮือ ฮือ" แล้วนิกรก็พาตัวเดินร้องไห้ขึ้นบันไดไปชั้นบน

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นบ้าง

"ไอก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน เด็กคนนี้น่าสงสารมาก" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปทางหลังตึก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือโอกาสกล่าวกับนวลบ้าง

"หลานสาว ฉันเป็นปู่ของเจ้านึก ฉันน่ะไม่รังเกียจหนูหรอก แต่ก็ไม่อยากให้เจ้านึกแต่งงานกับหนู"

นวลสะอื้น

"ค่ะ หนูเข้าใจ หนูกราบขอบพระคุณค่ะที่ท่านเมตตาสงสารหนูและเห็นใจหนู หนูกับแม่จะไปจากบ้านใหม่ภายในชั่วโมงนี้ก่อนที่คุณนึกจะกลับมาจากธุระ แกสั่งไว้ว่าแกจะกลับมาในราวบ่ายโมงค่ะ"

"หนูจะไปไหน" นวลลออถาม

"หนูจะพาแม่กับป้าหนูไปอยู่ในสวนบางขุนเทียนค่ะ ที่นั่นเป็นสถานีปลายทางของรถเมล์ หนูจะช่วยแม่ทำข้าวแกงต่อไป ทุกท่านกรุณาอย่าบอกคุณนึกนะคะว่าหนูกับแม่ไปที่ไหน หนูต้องการให้คุณนึกลืมหนูค่ะ แต่สำหรับหนู...." แล้วหล่อนก็ร้องไห้กระซิกๆ "หนูเป็นคนตาบอด หนูมองอะไรไม่เห็น ถึงอย่างไรชาตินี้หนูก็ลืมคุณนึกไม่ได้ มันเป็นกรรมของหนูค่ะ หนูพิการนัยน์ตาบอดมาแต่กำเนิด ก็เรียกว่ามีกรรมอยู่แล้ว เมื่อหนูได้พบกับความรักฐานะที่แตกต่างกันเหมือนฟ้าดินทำให้หนูกับคุณนึกรักกันไม่ได้ ทำให้หนูมีกรรมซ้ำสอง"

ประไพร้องไห้โฮ นวลประนมมือไหว้และหมุนตัวไปรอบๆ

"หนูกราบลาละค่ะ หนูจะรีบพาแม่ไปเร็วที่สุดก่อนที่คุณนึกจะกลับมา อีกไม่ช้าคุณนึกก็คงจะลืมหนู"

ทุกคนตื้นตันใจไม่มีใครพูดอะไร นวลลุกขึ้นยืนในท่าทางรันทดใจยิ่ง นวลลออรีบลุกขึ้นเลื่อนตัวเข้าไปหานวลแล้วจับแขนนวลพาเดินออกไปทางหลังตึกด้วยความสงสาร และเห็นใจเป็นที่สุด

สมนึกกลับมาซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ในเวลา ๑๓.๓๐ น. พร้อมด้วยเพื่อนเกลอทั้งสาม เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนได้รับได้รับประทานอาหารกลางวันกันมาเรียบร้อยแล้ว

เฟียต ๑๕๐๐ สีน้ำเงินหม่นค่อนข้างใหม่ซึ่งขับโดยเสี่ยตี๋เจ้าของรถคลานมาหยุดก่อนจะถึงประตูรั้วบ้าน สมนึกกดแตรเสียงสั้นๆสองทีเพื่อให้ป้านิ่มมาเปิดประตูรับเขา ภายในบ้านไม่มีโรงรถแต่ก็พอมีที่ว่างมาจอดรถได้อย่างสบายซึ่งสมนึกตั้งใจว่าจะจ้างช่างมาปลูกโรงรถในวันสองวันนี้

เขานั่งคู่กับพนัสตอนหน้ารถ ส่วนดำรงและนพนั่งอยู่ตอนหลัง สมนึกมองผ่านรั้วเข้าไปในบ้านแลเห็นประตูหน้าต่างปิดหมดทั้งชั้นบนและชั้นล่างก็แปลกใจ

"เอ๊ะ ไม่มีคนอยู่นี่หว่า แฟนกันพาแม่ไปไหนก็ไม่รู้"

ทันใดนั้นเอง หนุ่มใหญ่วัยเดียวกับเจ้าแห้วคนหนึ่งก็เดินเหยาะๆมาที่รถและยกมือไหว้พนัส นพ สมนึก และดำรงอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับเจ้านาย"

"เออ ว่ายังไงนายหวัง" พนัสพูดยิ้มๆ

นายหวังเพื่อนเกลอของเจ้าแห้วซึ่งปลูกบ้านอยู่ติดๆกับบ้านหลังนี้ยิ้มให้พนัสแล้วกล่าวกับเสี่ยตี๋

"ป้านิ่มแกพาลูกสาวหอบเสื้อผ้าไปอยู่ที่อื่นแล้วขอรับ"

สมนึกสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"หา ว่ายังไงนะหวัง ป้านิ่มพานวลไปอยู่ที่อื่น..."

"ครับ ไปเมื่อตอนเพลนี่แหละครับ แต่ไม่ได้ขนข้าวของเครื่องเรือนไป คุณนวลฝากกุญแจบ้านและจดหมายฉบับหนึ่งให้ผมไว้ให้คุณครับ"

เสี่ยตี๋นั่งตะลึง ใบหน้าซีดเผือด และแล้วเขาก็เอื้อมมือรับกุญแจบ้านกับซองจดหมายซองสีฟ้าฉบับหนึ่งมาจากหวัง สมนึกล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไวหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งแล้วส่งให้เพื่อนเจ้าแห้วหนึ่งฉบับ

"เอ้า-อั๊วให้รางวัลลื้อ ขอบใจมากลื้อไปได้แล้ว"

หวังยกมือไหว้ปะหลกๆ รับธนบัตรมาจากสมนึก แล้วเดินยิ้มกริ่มไปจากที่นั่นเพื่อหาเบียร์ดื่มแก้กระหายสักหนึ่งขวดที่ร้านเครื่องดื่มในตลาดย่อยในซอยนี้ ภายในรถเฟียตเงียบกริบ พนัสกับนพและดำรงต่างมองดูหน้ากันอย่างรู้กัน เสี่ยตี๋มองดูตัวอักษรจ่าหน้าซองถึงเขาด้วยลายมือที่โย้ไปมา เพราะผู้เขียนนัยน์ตาบอด เขาแข็งใจฉีกริมซองดึงกระดาษสีเดียวกันออกมาคลี่ออกแล้วอ่านข้อความลายมือหวัดแกมบรรจงโย้เย้ไม่ตรงบรรทัดซึ่งมีข้อความอยู่ไม่กี่บรรทัด

กราบ คุณสมนึก สุดที่รักของคนยาก

ขณะที่คุณอ่านจดหมายฉบับนี้ นวลกับแม่ได้จากคุณไปแล้วค่ะ เหตุผลก็คือว่านวลต้องการให้คุณลืมนวลในด้านของความรัก ทั้งนี้ก็เพราะนวลเป็นคนพิการและมีฐานะแตกต่างกว่าคุณราวกับฟ้าดินดังที่นวลได้เรียนให้คุณทราบแล้ว

ผู้หญิงที่คู่ควรกับคุณยังมีอีกมากนะคะ ลืมนวลเสียเถิดคุณนึกขา และอย่าพยายามติดตามค้นหานวลเลยค่ะ บ้านที่ถนนดินแดงนวลก็ขายเขาไปแล้ว เป็นตายอย่างไรนวลก็จะไม่กลับไปให้ชาวถนนดินแดงเห็นหน้านวลอีก นวลกับแม่จะไปตามยถากรรมเพื่อเผชิญชีวิตต่อไป

ขอกราบลาด้วยความอาลัยยิ่ง

รักคุณชั่วนิรันดร

นวล

น้ำตาของสมนึกไหลริน เขาส่งจดหมายให้พนัสแล้วก็ร้องเพลงเบาๆด้วยเสียงสั่นเครือ

"นวลเจ้าพี่เอย คำน้องเอ่ยล้ำคร่ำครวญ หัวใจ..."

นพเอ็ดตะโรลั่น

"พอโว้ย ลำบากนักก็อย่าร้องเลย"

ลูกชายเสี่ยหงวนเปิดประตูผลุนผลันลงจากรถแล้วกล่าวกับพนัสว่า

"แกขับรถไปบ้านเราเถอะอ้ายนัส กันจะหมกตัวอยู่ที่บ้านนี้สักสองสามวัน อย่ามารบกวนกันเป็นอันขาด บางทีกันจะผูกคอตายก็ได้"

ดำรงยิ้มให้สมนึก

"วิธีผูกคอตายน่ะต้องเอาเงื่อนไว้ข้างหลัง ประเดี๋ยวกันจะให้อ้ายแห้วเอาเชือกมาให้แก หรือแกจะยิงตัวตายกันจะได้ส่งปืนพกมาให้"

สมนึกเดินก้มหน้า เดินโซเซไปมาเหมือนคนไม่มีแรง ความทุกข์รันทดใจบังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นพ้น ประตูรั้วปิดไว้โดยไม่ได้ใส่กลอน เสี่ยตี๋จึงเปิดออกอย่างง่ายดาย แล้วพาตัวเข้าไปในบ้านนั้นซึ่งเป็นรังรักของเขา เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าหน้าบันไดบ้านแล้วยื่นมือทั้งสองไปข้างหน้า

"นวล นวลจ๋า นวลจากพี่ไปแล้ว..."

พนัสเลื่อนตัวเข้ามานั่งประจำที่คนขับ เขาสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์นำเฟียต ๑๕๐๐ แล่นไปข้างหน้าแล้วกลับรถเมื่อถึงทางแยก เสี่ยตี๋คงนั่งอยู่บนขั้นบันไดนั่นเอง สามสหายต่างมองดูอย่างขบขันเมื่อนั่งรถผ่านไป พวกชาวบ้านในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" หลายคนยืนเกาะรั้วบ้านมองดูสมนึก แต่เสี่ยตี๋ไม่สนใจกับใครทั้งนั้น ความรักความเศร้าเสียดายบังเกิดขึ้นแก่เขาเหลือที่จะกล่าว

อวสานรสสนาา