พล นิกร กิมหงวน 081 : ที.โอ.แก๊ส (เล่ม ๑)

เมื่อเรด้าของกองทัพอากาศบอกให้รู้ว่ามีเครื่องบินเครื่องหนึ่งปรากฏว่าอยู่เหนืออ่าวไทยฝั่งตะวันตก ผู้บัญชาการกองบินยุทธการก็ส่งเครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ.๑๐๐ รวม ๓ เครื่อง ขึ้นจากสนามบินดอนเมืองอย่างรวดเร็วฉับพลันและบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศทางของเครื่องนั้น เพื่อสกัดกั้นและทำลายมันเสีย

ศูนย์รวมข่าวแผนกยานอวกาศของกองทัพอากาศได้ส่งวิทยุติดต่อกับกองทัพบกและกองทัพเรือทันที หลังจากนั้นกองตำรวจภูธรในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและสุราษฎร์ธานีก็ได้รับข่าวนี้โดยทั่วกัน

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้น ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ เครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกลซึ่งใช้เครื่องยนต์ไอพ่น ๔ หรือ ๖ เครื่องยนต์เครื่องหนึ่งบินวนเวียนอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่ชะอำในระยะต่ำ เสียงเครื่องยนต์ไอพ่นดังกังวาน ต่อมาผู้บังคับหมวดตำรวจภูธรได้รับรายงานจากครูประชาบาลคนหนึ่งว่า มีพลร่มคนหนึ่งกระโดดจากเครื่องบินลงมาในบริเวณที่ว่าง ห่างจากชายทะเลประมาณ ๓๐๐ เมตร ก่อนที่พลร่มจะกระโดดลงมา นักบินได้ทิ้งพลุไฟซึ่งมีแสงสว่างพอควรลงมาหนึ่งดวง

โดยไม่รอช้า ตำรวจภูธรประมาณ ๑๐ คน ได้ยกกำลังออกสกัดจับพลร่มทันที มีพนักงานฝ่ายการปกครองหลายคนสมทบกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ผู้บังคับหมวดตำรวจภูธรได้ขอร้องให้นายสถานีบ้านชะอำโทรเลขไปหัวหินเพื่อขอกำลังตำรวจหัวหินมาเพิ่มเติมโดยด่วน

ในราว ๑๙.๓๐ น.เสียงปืนกลมือและปืนเล็กยาวได้ดังขึ้นทางละเมาะชายทะเลแสดงว่าเกิดการต่อสู้กันขึ้นแล้ว ชาวบ้านชะอำตกใจไปตามกัน เสียงปืนดังอยู่ประมาณ ๕ นาทีก็สงบเงียบ ใครต่อใครมาชุมนุมกันที่สถานีรถไฟคอยฟังข่าวเกี่ยวกับการปราบพลร่ม ตำรวจคนหนึ่งนำข่าวมาบอกว่าได้พบพลร่มหนึ่งคนในป่าละเมาะริมทะเล พลร่มใช้ปืนกลมือยิงเจ้าพนักงานก่อน จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ขณะนี้ตำรวจกำลังโอบล้อมพลร่มคนนั้นไว้แล้ว เข้าใจว่าคงจับได้เมื่อกำลังตำรวจที่หัวหินยกมาสมทบ พลตำรวจผู้นั้นนำข่าวมาบอกยืนยันว่า พลร่มผู้นั้นแต่งกายคล้ายทหาร มองเห็นจากแสงไฟฉายที่ตำรวจส่องหาตัว เจ้าพนักงานอำเภอถูกยิงบาดเจ็บสาหัสคนหนึ่ง นายสิบตำรวจตรีคนหนึ่งถูกยิงที่แขนขวาแต่อาการไม่ถึงขั้นอันตราย เท่าที่พลตำรวจผู้นั้นมาที่สถานีรถไฟก็เพราะผู้บังคับหมวดใช้ให้มาโทรเลขถึงผู้กำกับตำรวจภูธรเพชรบุรี รายงานการปะทะกับพลร่มให้ทราบและขอให้ส่งรถของโรงพยาบาลมารับพนักงานอำเภอกับนายสิบตำรวจที่ถูกกระสุนของพลร่มไม่ปรากฎสัญชาติบาดเจ็บ

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรกำลังโอบล้อมพลร่มข้าศึก รถเก๋งคันหนึ่งได้แล่นฝ่าความมืดมาจากหัวหินด้วยความเร็วประมาณ ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แสงไฟคู่หน้ารถคันนี้ส่องแสงสว่างจ้า

เมื่อใกล้จะถึงทางแยกเข้าสถานีบ้านชะอำ คาดิลแล็คเก๋งได้ลดความเร็วลงครึ่งหนึ่ง ผู้ขับรถคันนี้คืออาเสี่ยกิมหงวนเจ้าของรถนั่นเอง เขานั่งคู่กับ ดร.ดิเรก ส่วนตอนหลังรถ พลกับนิกรนั่งอยู่เคียงกัน สี่สหายของเราแต่งเครื่องแบบนายทหารสัญญาบัตร โดยเฉพาะนายแพทย์หนุ่มมีเครื่องแบบยศเป็นพันเอก นอกนั้นเป็นพันตรี

คณะพรรคสี่สหายเพิ่งเดินทางมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธแห่งกองทัพไทย เมื่อตอนบ่ายวันนี้ กองทัพบกได้ทดลองยิงอาวุธจรวดของ ดร.ดิเรกในบริเวณที่ราบกลางดงแห่งหนึ่ง นายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านได้ไปชมการยิงจรวด "สี่สหาย" ด้วย ผลของการทดลองอาวุธจรวดอันเป็นประดิษฐ์กรรมของนายแพทย์หนุ่มปรากฏว่าจรวด "สี่สหาย" มีอำนาจในการทำลายข้าศึกดีกว่าระเบิดนาปาล์มมากมายนัก ไม่ว่าจะเป็นการยิงกลุ่มหรือยิงเดี่ยว

เสร็จจากการทดลองราว ๑๖.๐๐ น.สี่สหายก็เดินทางกลับบ้านและรับประทานอาหารค่ำที่ตลาดฉัตรไชย หัวหิน ดื่มเหล้ากันสรวลเสเฮฮากันจนกระทั่ง ๑๙.๐๐ น.ก็อำลาหัวหินเดินทางกลับกรุงเทพฯ

พลตำรวจในเครื่องแบบสองคนถือปืนเล็กยาวสวนทางเดินออกมายืนขวางถนน ตอนทางแยกเข้าสถานีบ้านชะอำ พลตำรวจภูธรสองคนนี้ได้รับคำสั่งให้ตรวจค้นรถยนต์ทุกคัน

เพื่อเคารพผู้รักษากฎหมาย ถึงแม้เสี่ยหงวนแต่งเครื่องแบบนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เขาก็หยุดรถทันทีเมื่อแลเห็นพลตำรวจคนหนึ่งชูมือ

เป็นสัญญาณให้หยุด

"ว่าไงน้องชาย" พ.ต.กิมหงวนชะโงกหน้าถาม ทำเสียงขึ้นนาสิกเล็กน้อยเพื่อให้กังวานมีสง่าน่าฟัง

พลตำรวจทั้งสองคนเดินมาที่รถคาดิลแล็คเก๋ง พลเอื้อมมือเปิดไฟฟ้ากลางเก๋งเพื่อให้ตำรวจแลเห็นพวกเขาอย่างถนัด พลตำรวจภูธรทั้งสองต่างชิดเท้าตรงยกปืนเล็กยาวขึ้นกระทำวันทยาวุธทันที

"เชิญผู้กองพันเถอะครับ" พลตำรวจคนหนึ่งพูดลนลาน "ผมได้รับคำสั่งให้ตรวจค้นรถทุกๆ คันครับ"

ดร.ดิเรกกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือน้องชาย"

"มีเครื่องบินข้าศึก ไม่ปรากฏสัญชาติลำหนึ่งมาบินวนเวียนอยู่แถวบ้านชะอำนี่ครับ พลร่มของข้าศึกคนหนึ่งได้กระโดดลงมาทางชายทะเล ตำรวจที่นี่ได้ล้อมจับเกิดยิงต่อสู้กัน ขณะนี้กำลังล้อมมันอยู่ครับ"

"เอ๊ะ-ชอบกลแฮะหมอ เราไม่ได้รบกับใครสักนิดมันจะส่งพลร่มมาลงที่บ้านชะอำทำไม แล้วส่งมาเพียงคนเดียวเท่านั้น" กิมหงวนพูดเสียงดัง

ดร.ดิเรกว่า "อาจจะเป็นพลแนว ๕ ของคอมมิวนิสต์ก็ได้ ส่งมาก็เพื่อทำงานใต้ดินเพียงคนเดียวไม่มีพิษสงอะไรหรอก ประเดี๋ยวตำรวจก็จับได้"

กิมหงวนว่า "ขับรถเลยไปดูทางชายทะเลหรือผิดนักพวกเราก็ร่วมมือกับตำรวจช่วยกันจับแนว ๕ ของศัตรูที่ลอบเข้าเมืองโดยวิธีกระโดดร่ม"

นิกรอ้าปากหาวแล้วพูดขึ้นอย่างเคืองๆ

"เรื่องของตำรวจ เราอย่าไปยุ่งกับเขาหน่อยเลยวะ ดีไม่ดีเจอลูกหลงเข้าก็จะม่องเท่งไปเท่านั้น ไปเถอะกลับบ้านดีกว่าอย่างน้อยก็ในราว ๕ ทุ่มกว่าจะถึงบ้าน"

กิมหงวนโบกมือให้พลตำรวจภูธรทั้งสองแล้วนำคาดิลแล็คเก๋งออกแล่นต่อไป พอรถเคลื่อนนิกรก็ซบหน้ากับบ่า พลหลับตาพริ้ม ดร.ดิเรกสนทนากับเสี่ยหงวนเบาๆ เขาพูดถึงภัยอันตรายของประเทศชาติที่จะเกิดจากคอมมิวนิสต์และอธิบายว่าวันหนึ่งสงครามล้างโลกจะต้องเกิดขึ้น ในระหว่างค่ายเสรีประชาธิปไตยกับค่ายคอมมิวนิสต์ กิมหงวนว่าคนไทยมีพระมหากษัตริย์ที่เราเทอดทูนเคารพบูชาและมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวสักการะเคารพ ดังนั้น ถึงพวกคอมมิวนิสต์ก็จะใช้วิธีแทรกซึมอย่างไรก็ไม่ทำให้คนไทยเป็นคอมมิวนิสต์ไปได้

เมื่อคาดิลแล็คเก๋งผ่านทางรถไฟไปประมาณครึ่งกิโลเมตร กิมหงวนกับ ดร.ดิเรกก็แลเห็นมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งโซซัดโซเซออกมาจากริมถนน ชายผู้นั้นแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหาร เขาชูมือขวาโบกเป็นสัญญาณให้หยุดรถรับเขา แล้วเขาก็ล้มลงกลางถนน

"เฮ้" ดร.ดิเรกร้องขึ้นดังๆ "หยุด-อ้ายเสี่ย ชายคนนั้นได้รับบาดเจ็บและต้องการความช่วยเหลือจากเรา"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ ถอนเท้าจากคันเร่งเหยียบเบรคทันที และแล้วคาดิลแล็คเก๋งก็หยุดนิ่งห่างจากชายผู้นั้นราว ๑๐ เมตร กะทาชายเจ้าของร่างสูงใหญ่รวบรวมกำลังพยุงกายลุกขึ้นเดินโซเซเข้ามาที่รถ แสงไฟหน้ารถช่วยให้ พล กิมหงวนและ ดร.ดิเรกแลเห็นถนัด ชายผู้นี้เป็นคนผิวขาวในวัยหนุ่มฉกรรจ์ สวมเสื้อกางเกงสีกากี สวมท็อปบู๊ตสั้น มีย่ามใส่สัมภาระสะพายบ่าหนึ่งใบและมีดพกแบบมีดพลร่มหนึ่งเล่ม ส่วนอาวุธปืนไม่มี

"ช่วยด้วย ช่วยผมด้วยครับ" เขาพูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว "ผมถูกตำรวจยิงบาดเจ็บสาหัส โอย "

สามสหายรู้ทันทีว่าฝรั่งตาน้ำข้าวคนนี้คือพลร่มที่กระโดดลงมาจากเครื่องบิน กิมหงวนกล่าวกับ ดร.ดิเรกเบาๆ

"หวานเลย เอามันติดรถไปเมืองเพชรแล้วมอบให้ตำรวจที่นั่น"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย เขาเปิดประตูบานซ้ายตอนหน้ารถออกแล้วกล่าวกับพลร่ม

"ขึ้นมาบนรถเถอะสหาย เราจะให้ความช่วยเหลือคุณ"

นายทหารคอมมิวนิสต์ก้าวขึ้นมานั่งข้างนายแพทย์หนุ่ม ท่าทางของเขาอิดโรยและเจ็บปวดรวดร้าวไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นเขาก็แข็งใจปิดประตูรถ กิมหงวนขับคาดิลแล็คเก๋งเคลื่อนออกจาที่ทันที ผ่านชะอำซึ่งแลเห็นทะมึนอยู่ทางขวามือมุ่งตรงไปเพชรบุรี

ด้วยหน้าที่และมนุษยธรรม นายแพทย์หนุ่มถือว่าฝรั่งคนนี้เป็นคนไข้คนหนึ่งที่เขาจะต้องให้ความช่วยเหลือ ดร.ดิเรกยกแขนซ้ายประคองคนเจ็บไว้ พลปลุกนิกรให้ลุกขึ้นและเล่าให้ฟังว่าฝรั่งที่โดยสารมาคือพลร่มที่ถูกตำรวจยิงบาดเจ็บหลบหนีมา นิกรหายง่วงทันที เขาเปิดไฟฟ้าทำให้นายทหารคอมมิวนิสต์ใจหายวาบ เมื่อแลเห็นสี่สหายแต่งเครื่องแบบทหารไทย ใบหน้าซีดเซียวของเขากลับซีดเผือดลงอีก

"พวกคุณเป็นนายทหาร โอ...ผมโชคร้ายอย่างช่วยอะไรไม่ได้ หยุดรถแล้วยิงผมทิ้งเสียเถอะครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"เราไม่ทำเช่นนั้น คนไทยไม่ใช่คนป่าเถื่อน ศาลต่างหากที่จะพิจารณาความผิดของคุณ"

พลชะโงกหน้ามาที่พนักด้านหน้า แล้วกล่าวถามคอมมิวนิสต์หนุ่ม

"บอกเราซิว่าคุณเป็นใคร"

เขาหันมามองดูพลแล้วสั่นศีรษะ ท่าทางเขาเจ็บปวดไม่น้อย

"เสียใจครับ ที่ผมเปิดเผยให้คุณทราบไม่ได้" แล้วเขาก็ร้องครางเบาๆ "ผมถูกยิงกระสุนฝังใน ผมคงไม่รอด แต่ก็ดีเหมือนกัน ดีกว่าที่ผมจะถูกนำตัวไปยิงเป้าต่อหน้าประชาชน"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกออกมาแล้วกล่าวกับ ดร.ดิเรก

"ยิงมันทิ้งเสียรึ แล้วถีบลงจากรถ"

"โน" ดร.ดิเรกคัดค้าน "ให้กฎหมายลงโทษเขา ถามจริงๆ เถอะวะแกกล้าพอที่จะยิงเขาหรือ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่กล้าหรอก ถ้าจะยิงก็ต้องให้เขาเตะก้นสักป้าบหนึ่งก่อน โธ่-เชือดคอไก่ยังทำไม่ได้นี่หว่า"

อาเสี่ยกิมหงวนมองดูนายทหารคอมมิวนิสต์แล้วถามว่า

"ปืนของคุณไปไหนล่ะ"

เจ้าหนุ่มตาน้ำข้าวได้รับความเจ็บปวดจนแทบไม่อยากจะตอบคำถามของเสี่ยหงวน แต่ก็จำใจต้องตอบ

"ปืนกลมือของผม ผมทิ้งไว้ในป่า ผมยิงตำรวจไทยจนกระสุนนัดสุดท้ายแล้วผมก็โยนปืนทิ้ง อาศัยความมืดหลบหนีมาจนพบถนนหลวง"

คาดิลแล็คเก๋งผ่านเขาชะอำไปแล้ว ใกล้เพชรบุรีตาลำดับ บางขณะมีรถยนต์แล่นสวนมาสักคันหนึ่ง นายทหารคอมมิวนิสต์หมดเรี่ยวแรง แล้วฟุบอยู่ในวงแขนของ ดร.ดิเรกและทำท่าเหมือนใกล้จะตาย

ในที่สุดสี่สหายก็มาถึงกองตำรวจภูธรอำเภอเมืองเพชรบุรีประมาณ ๒๐.๐๐ น.เศษ พลได้ลงจากรถขึ้นไปพบกับนายร้อยเวรบนสถานี นายร้อยเวรตื่นเต้นดีใจมากเมื่อทราบว่าคณะพรรคสี่สหายสามารถจับกุมพลร่มข้าศึกโดยละม่อม เขาเล่าให้พลฟังว่าท่านผู้กำกับและผู้บังคับการตำรวจกำลังเดินทางไปบ้านชะอำพร้อมด้วยตำรวจภูธร ๑๐ คน และทางโรงพยาบาลเพชรบุรีได้ส่งรถไปรับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับพลร่มแล้ว

นายร้อยเวรได้พาพลลงมาดูแนว ๕ ที่รถคาดิลแล็คเก๋ง

"อาการเขาหนักมากเสียแล้วคุณ" นายแพทย์หนุ่มพูดกับร้อยเวร "ผมจะนำตัวเขาไปส่งโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ต่อจากนั้นตำรวจจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่"

นายร้อยตำรวจหนุ่มยิ้มให้ ดร.ดิเรก

"ส่งเขาไปโรงพยาบาลดีแล้วครับ ผมจะจัดตำรวจไปคอยเฝ้าเขาตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อป้องกันการหลบหนี"

คาดิลแล็คเก๋งแล่นออกจากกองตำรวจภูธรมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟนั่นเอง คนเจ็บมีอาการระสับกระส่ายร้องครวญครางตลอดเวลา

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ทางสถานีรถไฟบ้านชะอำก็ได้รับโทรเลขจากสถานีเพชรบุรีแล้วว่า นายทหารพิเศษแห่งกองทัพบก ๔ คน ผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธแห่งกองทัพไทยได้พบพลร่มข้าศึกบนถนนหน้าเขาชะอำและรับตัวมาส่งโรงพยาบาลเพชรบุรีแล้ว พลร่มถูกยิงบาดเจ็บสาหัส

ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับกองพันทหารราบ นายอำเภอและตำรวจหลายคนได้มาชุมนุมกันที่โรงพยาบาล ต่อจากนั้นผู้บังคับกองตำรวจและผู้กำกับก็เดินทางกลับมาจากชะอำและรีบมาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว คนเจ็บถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัด ศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลซึ่งเคยเป็นศิษย์ของ ดร.ดิเรกได้ทำการผ่าตัดเอากระสุนปืนออกมาได้ แต่ทหารคอมมิวนิสต์มีอาการอิดโรยมากต้องให้น้ำเกลือและให้การรักษาพยาบาลอย่างดีที่สุด

ในห้องทำงานของนายแพทย์ ท่านผู้กำกับการตำรวจภูธรได้รื้อค้นสิ่งของในย่ามของพลร่มออกมาวางบนโต๊ะทีละชิ้น ข้าวของเหล่านี้มีกล้องถ่ายรูป แผนที่กรุงเทพฯ เข็มทิศ เสื้อกางเกงหนึ่งชุดและวัตถุชิ้นหนึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษแข็ง เมื่อ พ.ต.ท.สมศักดิ์ดึงวัตถุประหลาดนั้นออกมาจากกล่องกระดาษแข็ง ทุกคนที่ยืนห้อมล้อมโต๊ะก็ถอยกรูด

ผู้บังคับกองพันทหารราบกล่าวกับ ดร.ดิเรกทันที

"ระเบิดเวลาใช่ไหมครับ อาจารย์"

นายแพทย์หนุ่มยังไม่ยอมให้คำตอบ เขาเดินเข้ามาที่โต๊ะ หยิบวัตถุก้อนกลมซึ่งด้านหนึ่งมีเข็มนาฬิกาปลุก ยกขึ้นพิจารณา จากแสงไฟฟ้าในห้องช่วยให้ ดร.ดิเรกแลเห็นอักษรอย่างถนัด T.O.GAS ส่วนตัวอักษรข้างล่างเป็นตัวหนังสือของชาติหนึ่งซึ่ง ดร.ดิเรกอ่านไม่ออก อย่างไรก็ตามด้วยความรู้อันสูงในด้านวิชาวิทยาศาสตร์และด้วยมันสมองอันเฉียบแหลมผิดมนุษย์ของเขา ดร.ดิเรกก็พอจะรู้ว่าวัตถุชิ้นนี้บรรจุแก๊สพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งอำนาจของมันก็คงจะทำลายชีวิตมนุษย์ได้ การใช้แก๊สนี้วิธีเดียวกับลูกระเบิดเวลาคือตั้งชนวนให้แก๊สระเหยออกมาตามเวลาที่ต้องการ เขาพิจารณาอยู่สักครู่ก็กล่าวกับผู้บังคับกองพันทหารราบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า

"ไม่ใช่ลูกระเบิดหรอกครับ ผู้กองพัน แต่มันคือแก๊สพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งบางทีวัตถุก้อนนี้อาจจะมีอำนาจในการสังหารมนุษย์ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูสัก ๑๐ ลูกก็ได้ พลร่มคนนี้ได้รับคำสั่งให้มาฆ่าเราแน่นอน"

ผู้บังคับกองพัน ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับและผู้บังคับกองตำรวจตลอดจนนายแพทย์และพล นิกร กิมหงวนชักเสียขวัญไปตามกัน

"ท่านอาจารย์เอาวัตถุชิ้นนี้ไปเถอะครับ" ผู้ว่าราชการจังหวัดพูดกับ ดร.ดิเรกทันที "เอาไปพิสูจน์ดูให้รู้แน่"

"ออไร๋ ผมต้องเอาไปแน่นอน ผมสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล แก๊สที่มีชนวนเวลาอันนี้คงมีอานุภาพร้ายแรงมาก แต่จะต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อพิสูจน์มันและถ้าผมเกิดสับเพร่านิดเดียว ผมอาจจะตายก็ได้ครับ เท่าที่ผมทราบ สงครามในอนาคตจะรบกันด้วยอาวุธรวดเร็วมีทางไกล อาร์.บ็อมบ์ หรือ เอ็ช.บ็อมบ์ จะไม่มีความหมายอะไร ประเทศมหาอำนาจกำลังเตรียมสงครามประหัตประหารกันด้วยแก๊สพิษ ผมเองขณะนี้ก็เริ่มทดลองบ้างแล้วเพื่อจะสร้างให้กองทัพของเรา"

ผู้บังคับการตำรวจภูธรพูดเสริมขึ้น

"ท่านอาจารย์เอาไปเถอะครับ และผมอยากให้ท่านอาจารย์เอาออกไปให้พ้นเมืองเพชรบุรีเสียเร็วๆ "

ดร.ดิเรกหัวเราะ เก็บวัตถุก้อนนั้นลงในกล่องกระดาษแข็งแล้วอุ้มมันไว้ ถอยหลังเข้ามายืนรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ส่งกล่องให้นิกร

"เอ้า-แกถือไว้" นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ไม่เอาโว้ย ประเดี๋ยวเกิดระเบิดตูมตามขึ้นมาก็ม่องเท่งไปตามกันเท่านั้นเอง สมมุติว่านิ้วกระดิกไปถูกเอากลไกมันเข้า แกจะเอามันไปทำไมวะหมอ เอาทิ้งไว้ที่นี่ก็แล้วกันเพราะมันเป็นของกลาง"

ผู้บังคับกองพัน ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับและผู้บังคับกองตำรวจภูธรต่างพูดกันจ้อกแจ้ก ขอให้ ดร.ดิเรกนำวัตถุชิ้นนี้ไปกรุงเทพฯ ถึงแม้เป็นของกลางที่ยึดได้จากผู้ต้องหา แต่มันก็เป็นอาวุธร้ายที่ใช้ในการสงคราม

ก่อนที่จะกลับกรุงเทพฯ ดร.ดิเรกได้พาเพื่อนเกลอของเขาไปเยี่ยมจารชนหรือนายทหารคอมมิวนิสต์ที่ห้องคนไข้ ปรากฏว่าฝรั่งตาน้ำข้าวผู้นั้นกำลังหลับสนิทในลักษณะอ่อนระโหยโรยแรง

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับได้เสนอข่าว พลร่มคอมมิวนิสต์ที่กระโดดลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกล ณ ชายทะเลบ้านชะอำ จังหวัดเพชรบุรีอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ยังได้กล่าวขวัญชมเชยสี่สหายของเรา นายทหารพิเศษของกองทัพบกอีกด้วย

เมื่ออาการป่วยของนายทหารคอมมิวนิสต์ดีขึ้น อธิบดีกรมตำรวจก็วิทยุออกคำสั่งให้ผู้กำกับการตำรวจภูธรเพชรบุรีส่งพลร่มไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจที่กรุงเทพฯ และจัดตำรวจผลัดเปลี่ยนเวรกันควบคุมตัวอย่างแข็งแรง

อย่างไรก็ตาม นายทหารคอมมิวนิสต์ไม่ยอมปริปากให้การชั้นสอบสวนเลย แม้แต่ชื่อก็ไม่ยอมบอก ส่วนหลักฐานในตัวก็ไม่มีอะไรที่แสดงว่าชื่ออะไร ชาติอะไร เขามีธนบัตรใบละร้อยบาทของรัฐบาลไทยติดตัวอยู่หมื่นบาท ทองคำแท่งอีก ๕ แท่ง ตำรวจยึดไว้แล้ว

คณะรัฐมนตรีและทางราชการทหารทั้ง ๓ ทัพ มีความสนใจกับ ที.โอ.แก๊สมาก แต่ ดร.ดิเรกยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าแก๊สนี้มีอำนาจร้ายแรงขนาดไหน นายแพทย์หนุ่มตั้งใจจะแกะวัตถุชิ้นนั้นโดยอาศัยพจนานุกรมภาษาอังกฤษกับภาษานั้น แต่เขาก็ไม่กล้าเปิดมันออกเพราะพบข้อความที่แปลว่า

อันตรายมาก

ห้ามแก้ไขซ่อมแซมอย่างเด็ดขาด

ที.โอ.แก๊ส

แก๊สมหาประลัยของเรา

จากการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ วัตถุก้อนกลมนั้นปราศจากดินระเบิดแต่มันมีกลไกบังคับให้แก๊สในนั้นระเหยออกมาตามเวลาที่ตั้งนาฬิกาไว้ ดร.ดิเรกกลุ้มใจมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเขายังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ที.โอ.แก๊สคืออะไร มีอำนาจร้ายแรงแค่ไหน

ในที่สุด นายแพทย์หนุ่มก็ติดต่อกับกรมตำรวจรับตัวจารชนมาพักฟื้นที่บ้าน "พัชราภรณ์" โดยให้เหตุผลว่าเขาจะใช้จิตวิทยาสอบสวนผู้ต้องหาเพื่อให้นายทหารแดงยอมสารภาพในเรื่อง ที.โอ.แก๊ส ทางตำรวจได้มอบผู้ต้องหาให้ ดร.ดิเรกตามความประสงค์ แต่ส่งตำรวจมาคอยควบคุมตัวป้องกันไม่ให้หลบหนีได้

สี่สหายพาฝรั่งตาน้ำข้าวไปนั่งรถเที่ยวเล่น ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ซื้อเสื้อกางเกงสำเร็จรูปให้หลายชุดรวมทั้งรองเท้าและของใช้ต่างๆ เอาอกเอาใจและยกย่องเป็นเพื่อน แต่อ้ายหมอนั่นไม่ยอมปริปากว่าเขาเป็นใคร เมื่อ ดร.ดิเรกถามถึงเรื่อง ที.โอ.แก๊ส เขาก็บอกว่าเป็นไอพิษชนิดหนึ่งของเขามีไว้ใช้ต่อสู้เมื่อจนมุม ดร.ดิเรกไม่ยอมเชื่อว่าความจริงเป็นเช่นนี้

ในที่สุดนายแพทย์หนุ่มก็ใช้วิธีล้างสมองคอมมิวนิสต์หนุ่มด้วยยาฉีดชนิดหนึ่งวึ่งเป็นยาเบื่อเมา เมื่อฉีดเข้าไปแล้วคนไข้จะรู้สึกตัวครึ่งหลับครึ่งตื่น ไต่ถามเรื่องอะไรก็สารภาพหมด

เขาเริ่มฉีดยาให้ผู้ต้องหาในเวลา ๑๖.๐๐ น.ตรง

ภายในห้องโถงของบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดพร้อมด้วย พล นิกร กิมหงวนและสี่นางต่างนั่งเรียงรายอยู่รวมในห้อง รอคอยฟังข่าวจาก ดร.ดิเรกซึ่งขณะนี้เขายังอยู่ในห้องคนไข้ โดยมีเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์

เมื่อนายแพทย์หนุ่มเดินเข้ามาในห้อง เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็สงบเงียบลงทันที เจ้าแห้วติดตามมาด้วย ใบหน้าของ ดร.ดิเรกเคร่งเครียดผิดปกติ เจ้าแห้วก็พลอยถือโอกาสเก๊กหน้าให้เคร่งขรึม

"ว่าไงหมอ" พลถามด้วยความสนใจ "การล้างสมองผู้ต้องหาได้ผลดีไหม"

ดร.ดิเรกทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ส่วนเจ้าแห้วลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้น

"ได้ผล ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหนักๆ "อำนาจยาของกันทำให้คนไข้เปิดเผยหมดทุกสิ่งทุกอย่าง และบัดนี้....กันกำลังเป็นห่วงเพื่อนร่วมชาติของเราเป็นที่สุด เราเคยพบการตายหมู่อย่างมากก็ในราว ๓๐ คน แต่ว่า ที.โอ.แก๊ส จะทำให้คนทั้งกรุงเทพฯ นับจำนวนล้านตายพร้อมๆ กัน"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "อ้ายก้อนกลมๆ ก้อนนั้นน่ะหรือ"

"ออไร๋ ก้อนเดียวแหละครับ พลเมืองในกรุงเทพฯ จะต้องตายหมด"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เหม็นจนทนไม่ไหวถึงกับตายเชียวหรือ"

ดร.ดิเรกทำตาเขียว

"ทะลึ่ง ไม่ใช่เวลาพูดเล่น แก๊สที่มีกลิ่นเหม็นอย่างแกว่าน่ะไม่ถึงตายหรอก อย่างมากก็ทำความรำคาญให้จมูกเท่านั้น"

นันทากล่าวขึ้นอย่างสนใจ

"เล่าให้พวกเราฟังหน่อยซิคะ ฝรั่งคนนั้นเขาสารภาพว่าอย่างไร"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ แล้วกล่าวกับทุกๆ คน

"เขาสารภาพว่า เขาคือร้อยตำรวจตรีอูลาน หน่วยกล้าตายคนหนึ่งของกองทัพคอมมิวนิสต์ เขาได้รับคำสั่งให้นำแก๊สมหาประลัยคือ ที.โอ.แก๊ส มาฆ่าคนในจังหวัดพระนครและธนบุรี"

"อือ" คุณหญิงวาดคราง "ก็แล้วมันเรื่องอะไรกันวะ เขาไปทำให้มันฉิบหายล่มจมตั้งแต่ครั้งไหนมันจะได้มาฆ่าเรา"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ก็เราเป็นปรปักษ์กับพวกคอมมิวนิสต์นี่คะ คุณอา พวกมันคิดทำลายล้างชาติไทยและคนไทย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับ ดร.ดิเรก

"แล้วยังไงดิเรก"

"ผมค่อยๆ ปลอบถามเขาถึงเรื่องอำนาจของ ที.โอ.แก๊ส ก็ได้ความว่า ที.โอ.แก๊สเป็นของเหลวไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและไม่มีรส แต่มันระเหยได้เร็วมาก มีพิษยิ่งกว่าแก๊สพิษหลายหมื่นเท่า จำนวนของมันขนาดเท่าลูกที่อยู่ในห้องทดลองของผมจะระเหยไปทั่วกรุงเทพฯ ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ถึงแม้จะอยู่ในที่อับอากาศ เช่น ใต้ดินหรือในหลุมหลบภัย ที.โอ.แก๊สจะแทรกซึมเข้าไปได้ และการกวาดล้างทำลายแก๊สชนิดนี้ก็ทำไม่ได้"

เจ้าแห้วพูดโพล่งขึ้นทันที

"รับประทานผู้คนก็ตายหมดน่ะซีครับ"

ดร.ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ไม่มีปัญหาอะไร แก๊สนี้จะฆ่ามนุษย์ก็แบบเดียวกับ ดี.ดี.ที.ฆ่าแมลง มนุษย์จะตัวสั่นตัวงออันเนื่องจากระบบประสาทและหัวใจจะหยุดทำงาน แก๊ส ที.โอ.จะทำลายธาตุสำคัญในร่างกายของมนุษย์ที่เรียกว่าโคเลสเตลเรส เมื่อธาตุนี้เสื่อมอำนาจ ประสาทต่างๆ ก็ไม่มีการควบคุม ภายในครึ่งนาทีสมองจะมึนชาและปวดร้าว ต่อจากนั้นร่างกายก็จะสั่นกระตุก แล้วหายใจไม่ออกแล้วก็ตาย ผู้คนในเมืองใหญ่ๆ จะล้มตายเกลื่อนกลาดเหมือนใบไม้ร่วง รถยนต์ที่แล่นอยู่ตามถนนก็จะชนกันแบบประสานงา เพราะคนขับหมดความรู้สึกเมื่อสูด ที.โอ.แก๊สเข้าไป"

คราวนี้ ทุกคนรู้สึกหวั่นเกรงอาวุธมหาประลัยแบบนี้อย่างยิ่ง นวลลออกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มว่า

"ไม่มีวิธีป้องกันแก๊สชนิดนี้หรือคะหมอ"

นิกรหัวเราะหึๆ แล้วตอบแทน ดร.ดิเรก

"วิธีป้องกันไม่ยากครับ พอเราได้กลิ่นระเหยของแก๊สนี้ เราก็รีบอุดจมูกแล้ววิ่งหนีไปเสียให้พ้น วิ่งไปทางเหนือลมเป็นดีที่สุด"

นันทายกหมอนแพรใบหนึ่งทุ่มใบหน้านิกรทันที

"นี่แน่ ทะลึ่งนัก พูดอะไรเป็นเล่นไปหมด"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ เขายิ้มให้นวลลออแล้วกล่าวว่า

"ผมถามร้อยตรีอูลานแล้ว ในเรื่องการป้องกัน ที.โอ.แก๊ส เขาบอกว่าไม่มีทาง ใช้หน้ากากกันพิษก็ไร้ประโยชน์เพราะ ที.โอ.แก๊สจะเข้าทาง หู, ตา, จมูก, ปากตลอดจนขุมขนของเรา มันจะแทรกซึมเข้าไปและทำลายชีวิตเราอย่างรวดเร็ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เคราะห์ดีแท้ๆ ที่แกสี่คนจับตัวนายทหารแดงคนนี้ได้ ถ้าหากว่าเขาไม่ถูกตำรวจยิงบาดเจ็บ เขาเล็ดลอดเข้ามาในกรุงเทพฯ ใช้ ที.โอ.แก๊สฆ่าคน ผู้คนในกรุงเทพฯ ก็คงตายหมดไม่มีเหลือ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"อาจจะตายไม่หมดเมืองก็ได้ครับเพราะกรุงเทพฯ ลมพัดแรง ช่วยให้แก๊สระเหยไปหมด ถ้าจะให้ตายหมดเมืองก็ต้องใช้สามสี่ลูก"

กิมหงวนว่า "ลูกเดียวคงตายค่อนเมืองเท่านั้น ผู้คนตอนท้ายเมืองคงจะเหลือหร็อมแหร็มบ้าง"

"อ้าวๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "เดี๋ยวก็เกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง วนเวียนเลียบเคียงมาทางกะบาลฉันก็มีหวังโดนเตะ"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก

"พูดอะไร้พ่อหงวน ผู้คนหร็อมแหร็มมีที่ไหนกัน หร็อมแหร็มเขาหมายถึงคนหัวล้าน เราเป็นคนไทยควรจะพูดภาษาไทยให้ถูกต้อง"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก ประภากล่าวถามผัวรักของหล่อนว่า

"ดิเรกมีทางที่จะคิดแก้ไขหรือป้องกัน ที.โอ.แก๊สไหมคะ แล้วก็ ที.โอ.แก๊สของพลร่มที่ยึดไว้ได้ ดิเรกจะจัดการอย่างไรต่อไป"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิดสักครู่

"การแก้ไขหรือป้องกันขณะนี้ยังไม่มีทาง สำหรับ ที.โอ.แก๊สของพลร่ม ไอจะพยายามศึกษาหาความรู้และทดลองในไม่ช้า"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้าจะทดลองก็ไปทดลองที่อื่น อย่าทดลองที่นี่ ถึงอาแก่แล้วอาก็ยังไม่อยากจะตายหรอก" แล้วท่านก็ถอนหายในเฮือกใหญ่ "เฮ้อ-โลกยิ่งเจริญขึ้นมนุษย์ก็พยายามประดิษฐ์อาวุธไว้ฆ่ากันสงครามครั้งที่สามคงจะเป็นสงครามล้างโลกแน่ๆ "

เสี่ยหงวนว่า "ก็ดีเหมือนกันครับ ตายพร้อมกันผมไม่กลัว และตายด้วยแก๊สชนิดนี้คงไม่ทรมานอะไร"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะแล้ว ดร.ดิเรกก็กล่าวขึ้น

"ไอจะพยายามคิดค้นวิธีป้องกัน ที.โอ.แก๊ส เข้าใจว่าคงไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก กันจะใช้ความรู้ในวิชาแพทย์และวิทยาศาสตร์ร่วมกัน ฮ่ะ ฮ่ะ ไม่เคยมีอะไรที่ด็อกเตอร์ดิเรกทำไม่ได้"

กิมหงวนถามว่า

"แล้วแกจะจัดการกับพลร่มคนนี้อย่างไรต่อไป"

ดร.ดิเรกอมยิ้มเล็กน้อย

"พรุ่งนี้กันจะส่งตัวเขาคืนไปให้ตำรวจ กันได้บันทึกเส้นลวดไว้หมดแล้ว เท่าที่กันสนทนากับเขาและร้อยตรีอูลานได้สารภาพความจริงทุกประการ บันทึกเสียงเอาไว้ คือหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า เขาเป็นหน่วยกล้าตายของกองทัพคอมมิวนิสต์ เขาพยายามจะฆ่าพลเมืองในจังหวัดพระนครและธนบุรี ด้วยอาวุธอันร้ายกาจน่าสยดสยองที่สุด ขณะนี้เรายังอยู่ในระหว่างใช้กฎอัยการศึก คณะรัฐมนตรีหรือท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดคงจะสั่งประหารชีวิตเขาด้วยการยิงเป้า"

"โถ" คุณหญิงวาดคราง "น่าสงสาร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"สงสารเขาทำไมคุณหญิง มนุษย์ทุกคนล้วนแต่เป็นทายาทแห่งกรรมใครประกอบกรรมไว้อย่างไร ก็ย่อมได้รับกรรมตอบสนอง ถ้าอ้ายสี่คนนี่ไม่ได้ตัวเขามาจากชะอำและถ้าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนตำรวจ ป่านนี้พวกเราก็จะตายกันหมดแล้ว กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองร้างและผู้คนตายหมด แผนการของคอมมิวนิสต์โหดร้ายทารุณมาก ป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม นายทหารคอมมิวนิสต์คนนี้สมควรแล้วที่จะถูกยิงเป้า"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ การยิงเป้าจะทำให้หน่วยใต้ดินของพวกแดงในประเทศไทยเข็ดขยาด ไม่กล้าก่อวินาศกรรมใดๆ อีก" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน "สงครามโลกครั้งที่สามจะไม่มีการทำลายวัตถุแต่จะทำลายมนุษยชาติทั้งโลก ชั่วเวลาวันสองวันเท่านั้นประเทศคู่สงครามจะใช้อาวุธที่ร้ายกาจกว่าระเบิดปรมาณูประหัตประหารกัน อย่างไรก็ตาม ผมจะต้องพยายามหาทางป้องกันประเทศชาติที่รักของผมอย่างเต็มที่"

ครั้นแล้ว นายแพทย์หนุ่มก็พาตัวเดินออกไปจากห้องโถง ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะพรรคสี่สหายวิจารณ์กันในเรื่อง ที.โอ.แก๊ส ทำให้ทุกคนประหวั่นพรั่นใจไปตามกัน

คำแถลงการณ์ของรัฐบาล

ตามที่นายอูลาน นายทหารหน่วยกล้าตายของกองทัพคอมมิวนิสต์ได้กระโดดร่มลงที่บริเวณชายทะเลบ้านชะอำ ถูกตำรวจภูธรยิงบาดเจ็บ และพันเอก ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์กับผู้ช่วยของเขาได้จับกุมตัวนายอูลานได้ อนึ่ง รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ไปแล้วนั้น บัดนี้การสอบสวนได้สิ้นสุดลงแล้ว ปรากฎแน่ชัดว่านายอูลานได้รับคำสั่งให้มาก่อวินาศกรรมในจังหวัดพระนครและธนบุรี เพื่อทำลายล้างชีวิตประชาชนพลเมืองตามวิธีการอันโหดเหี้ยมทารุณของฝ่ายแดง

คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้ประหารชีวิตนายอูลาน และเมื่อคืนนี้เวลา ๒๑.๐๐ น.สารวัตรทหารบกจำนวนหนึ่ง ได้นำตัวนายอูลานไปยิงเป้าที่วัดดอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลขอเตือนพี่น้องร่วมชาติทุกคนให้ร่วมมือร่วมใจกันคอยระมัดระวังภัยที่จะเกิดขึ้นจากพวกคอมมิวนิสต์ได้ทุกขณะ

ดร.ดิเรก ใช้เวลาเกือบ ๑๐ วัน หมกตัวอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้ง ๓ กองทัพ ผลัดเปลี่ยนกันมาหานายแพทย์หนุ่มเสมอ ตำรวจ ๖ คน ถูกส่งมาคุ้มครอง ดร.ดิเรกตลอด ๒๔ ชั่วโมง

ทางราชการและคณะพรรคสี่สหายต่างปิดบังเรื่อง ที.โอ.แก๊ส ไว้เป็นความลับ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าทดลองของ ดร.ดิเรก นอกจากนี้รัฐบาลยังเกรงว่าประชาชนจะแตกตื่นเสียขวัญ ไม่เป็นอันประกอบอาชีพถ้าได้รู้ความจริงว่า ที.โอ.แก๊ส สามารถฆ่าคนทั้งเมืองอย่างง่ายดาย กองทัพอากาศและกองทัพเรือของเราได้เตรียมพร้อมตลอดเวลา แต่ก็ไม่ปรากฎว่ามีเรือรบหรือเครื่องบินของฝ่ายศัตรูล่วงล้ำเข้ามาในราชอาณาจักรของเรา ระหว่างนี้แผนกสืบราชการลับของตำรวจและทหารต้องทำงานอย่างหนัก ในการสืบสวนการเคลื่อนไหวของพวกใต้ดินคอมมิวนิสต์ ตำรวจชายแดนทุกแห่งได้รับคำสั่งด่วนให้ระมัดระวังพวกแดงลอบเข้าเมือง

ด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมในวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูง ดร.ดิเรกสามารถถ่ายเท ที.โอ.แก๊ส จากที่บรรจุเดิมของมันใส่ไว้ในท่อเหล็กขนาดกะทัดรัดอันหนึ่ง ซึ่งเป็นประดิษฐ์กรรมของเขา ท่อเหล็กนี้สร้างด้วยเหล็กบางๆ ลักษณะคล้ายกระสุนปืนใหญ่ขนาด ๓ นิ้ว ดร.ดิเรกได้ทำปุ่มกลไกสปริงไว้ตอนหัวของมัน ภายในท่อเหล็กบรรจุ ที.โอ.แก๊ส และแก๊สฟรีออนที่ถูกอัดดันจนกลายเป็นของเหลวผสมอยู่ด้วย เมื่อใช้มือกดปุ่มสปริงแก๊สฟรีออนก็จะผลักดัน ที.โอ.แก๊สออกมามากน้อยตามความต้องการ ถ้าปล่อยมือจากปุ่มมันก็หยุด อย่างไรก็ตาม ที.โอ.แก๊ส คือ มหาภัยอย่างใหญ่หลวงมีอำนาจในการทำลายชีวิตมนุษย์และสัตว์ยิ่งกว่าปรมาณู ดร.ดิเรกจึงสร้างกลไกบังคับปุ่มสปริงไว้ ซึ่งเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถจะใช้ ที.โอ.แก๊สได้

ในที่สุด ดร.ดิเรกกับคณะพรรคของเขาก็ทำการทดลองอำนาจของ ที.โอ.แก๊สในบริเวณหุบเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีในตอนบ่ายวันหนึ่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทางราชการ และการทดลองนี้ได้กระทำเป็นความลับยิ่ง มีนายทหารเสนาธิการทั้ง ๓ กองทัพประมาณ ๒๐ คนและนายทหารชั้นนายพลอีกหลายคนมาสังเกตการณ์นี้ ผู้ที่อยู่ในบริเวณทดลองต่างสวมเสื้อกางเกงติดกัน ตัดเย็บด้วยผ้ายางขนาดหนา สวมถุงมือหนัง สวมท๊อปบู๊ต และสวมหมวกเหล็กคลุมศีรษะด้านหน้าหมวกเป็นพลาสติค เครื่องแบบนี้อากาศเข้าไม่ได้จึงมีท่ออ๊อกซิเจ็นผูกติดข้างหลังคนละห่อ ใช้หายใจได้ประมาณ ๒ ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีเครื่องรับส่งวิทยุขนาดเล็ก ติดอยู่กับเครื่องแบบใช้แบ็ตเตอรี่แห้ง เพื่อใช้พูดโต้ตอบกันในรัศมีไม่เกิน ๑๐๐ เมตร

ไกลออกไปจากบริเวณเขตทดลองราวสองกิโลเมตร โดยรอบด้านมีทหารรักษาการณ์อย่างแข็งแรงคอยระมัดระวังไม่ให้ประชาชนล่วงล้ำเข้ามาในเขตอันตราย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายทหารทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ต่างแต่งกายเหมือนกับมนุษย์อวกาศ ขณะนี้เป็นเวลา ๑๔.๐๐ น.เศษ ทุกคนยืนรวมกลุ่มสนทนากันโดยวิทยุ ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ดร.ดิเรกได้ใช้เครื่องมือพิเศษขนาดจิ๋วของเขา ตรวจเครื่องแต่งกายของทุกๆ คน ถ้าหากว่าอากาศเข้าไปถูกร่างกายแม้แต่เพียงเล็กน้อย เครื่องมือของนายแพทย์หนุ่มก็จะบอกให้ทราบการทำงานอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้ ทำให้คณะนายทหารผู้สังเกตการณ์รู้สึกมั่นใจว่า คงจะไม่มีภัยอันตรายเกิดขึ้นจากการทดลองแก๊สมฤตยูนี้

รถจี๊ปและรถเก๋ง จอดเรียงรายอยู่หลายคันบนถนนดินสายหนึ่ง ซึ่งทางสายที่ทางราชการทหารได้สร้างขึ้นเพื่อการซ้อมรบหรือทดลองอาวุธใหม่ในป่ากาญจนบุรี เบื้องหน้าของคณะพรรคสี่สหายและกลุ่มนายทหาร มีวัวตัวผู้และตัวเมียประมาณ ๕๐ ตัว ยืนกินหญ้าอยู่อย่างอิสระ วัวเหล่านี้เป็นวัวของทหารบกถูกส่งมาให้ ดร.ดิเรกทดลอง ซึ่งหมายความว่ามันจะต้องเสียชีวิตจากการทดลองนี้

เมื่อการสำรวจเครื่องแต่งกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดร.ดิเรกก็ประกาศเริ่มการทดลองทันที พวกนายทหารเสนาธิการและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน นายแพทย์หนุ่มหันไปทางหมู่รถยนต์เหล่านั้น แล้วร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้ว

"เฮ้-มานี่โว้ย"

เจ้าแห้วอยู่ในเครื่องแบบพิเศษ นั่งอยู่ตอนหน้ารถคาดิลแล็คเก๋งตามลำพัง พอได้ยินเสียง ดร.ดิเรกร้องเรียกเขา เจ้าแห้วก็เอื้อมมือเปิดไฟเครื่องยนต์ ขับรถเก๋งคันงามลงมาจากถนนดินตรงเข้ามาหา หยุดรถในหมู่นายทหาร นายแพทย์หนุ่มสั่งให้เจ้าแห้วลงจากรถ ต่อจากนั้น เขาก็ใช้เครื่องมือตรวจเครื่องแต่งกายของเจ้าแห้ว

"ออไร๋ เรียบร้อยดี" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "เปิดท้ายรถอุ้มแก๊สออกมาเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วชิดเท้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง วิ่งเหยาะๆ ไปทางท้ายรถ เปิดท้ายรถขึ้นแล้วอุ้มห่อ ที.โอ.แก๊ส กลับมาหา ดร.ดิเรก พวกนายทหารพากันมองดูห่อแก๊สมหาประลัยด้วยความตื่นเต้น

ดร.ดิเรก พยักหน้ากับเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเดินนำหน้าพาไปยังฝูงวัว ทั้ง ๖ คน หยุดยืนรวมกลุ่มกันท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง พวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่และนายทหารเสนาธิการเกือบ ๓๐ คน ต่างยืนนิ่งเฉยจ้องตาเขม็งดูสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วด้วยความตื่นเต้นสนใจ

นายแพทย์หนุ่มมองดูเจ้าแห้ว แล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันจะให้สัญญาณแกเป็นคนกดปุ่มแก๊สนะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"รับประทานไม่ดีหรอกครับ น่าเกลียด"

ดร.ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"น่าเกลียดหรือกลัวตาย"

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานเพื่อความปลอดภัยของผม คุณหมอปล่อยแก๊สเองดีกว่า ถึงสวมเครื่องแบบป้องกันอย่างนี้รับประทานผมก็ยังปอดลอยอยู่นั่นเอง คุณหมอถือห่อแก๊สไว้เถอะครับ อ้ายเรื่องที่เกี่ยวกับความตายผมไม่ใคร่ชอบ แฮ่ะ แฮ่ะ"

นายแพทย์หนุ่มเอื้อมมือรับห่อแก๊ส ที.โอ.มาจากเจ้าแห้ว แล้วกล่าวกับพ่อตาของเขาทางวิทยุขนาดจิ๋ว

"คุณพ่อช่วยผมหน่อยซีครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"เอาซี จะให้พ่อทำอะไรว่ามา"

ดร.ดิเรกมองดูฝูงวัวนั้นอย่างเศร้าใจ

"ช่วยขอขมาลาโทษวัวแทนผมหน่อยซีครับ มันไม่ได้มีความผิดคิดร้ายอะไรเลย แต่มันจะต้องเสียชีวิตในการทดลองแก๊สมหาประลัย พูดกับมันให้เข้าใจหน่อยเถอะครับว่า ผมทำงานเพื่อประเทศชาติที่รักของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"แล้วกัน พ่อไม่ใช่วัวนะโว้ยจะได้รู้ภาษาวัว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ หันมาทางอาเสี่ยกิมหงวน

"แกรับหน้าที่นี้ก็แล้วกัน ช่วยพูดกับวัวฝูงนี้หน่อยเถอะวะ อย่ามัวร่ำไรอยู่เลย เราจะได้ทดลองเสียให้เสร็จๆ จะได้ผลของมัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนิกร

"แกช่วยเป็นล่ามให้กันหน่อยซี กันจะพูดเป็นภาษามนุษย์แล้วแกแปลเป็นภาษาวัวให้วัวมันฟัง"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ภาษาวัวพูดได้แต่คำว่า มอ เพียงคำเดียวเท่านั้น เมื่ออยู่โรงเรียนครูเขาไม่ได้สอนนี่หว่า ถึงทุกวันนี้ไม่มีหลักสูตรภาษาวัวในโรงเรียน แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเขาก็ไม่สอนภาษาวัว"

พลพูดตัดบท "เสียเวลาโว้ยหมอ วัวมันเป็นสัตว์ไม่จำเป็นต้องขอโทษขอโพยอะไรมันหรอก เริ่มทดลองแก๊สได้แล้ว เห็นใจพวกนายทหารที่มาสังเกตการณ์บ้าง ยืนตากแดดหัวแดงไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเล็กน้อย

"อ้ายพล จะพูดอะไรก็คิดเสียก่อนเถอะวะ พูดพล่อยๆ ไม่ดีโว้ย"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่ ดร.ดิเรกทรุดตัวลงนั่งยองๆ วางห่อแก๊สมฤตยูลงข้างๆ วัวแก่ตัวหนึ่งเกิดเดินเข้ามาหยุดยืนข้างนายแพทย์หนุ่ม ดร.ดิเรกรู้สึกสงสารวัวฝูงนี้อย่างยิ่ง ในที่สุดเขาก็ยกมือไหว้วัวทั้งฝูงแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"เพื่อนเอ๋ย อย่าอาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรมกันเลยนะ แกเป็นวัวไทย แกก็ต้องสละชีวิตเป็นเครื่องทดลองเพื่อเห็นแก่ชาติและคนไทย พวกแกทั้งหลายจงอภัยให้กันเถิด"

ครั้นแล้ว ดร.ดิเรกก็จัดแจงคลายสลักบังคับท่อเหล็กบรรจุแก๊สออก เขาหันไปโบกมือสัญญาณให้ช่างภาพของกระทรวงกลาโหมลงมือถ่ายภาพยนตร์ได้ แล้วเขาก็กดปุ่มสปริงอัตโนมัติ

มีเสียงอากาศถูกดันออกมาดังฟี๊ด ที.โอ.แก๊สระเหยออกมาแล้ว แต่มองไม่เห็น และไม่มีใครได้กลิ่นของมัน ดร.ดิเรกเปิดแก๊สราวครึ่งนาที นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นยืนหันไปทางกลุ่มนายทหารแล้วพูดทางวิทยุ

"ขณะนี้ผมปล่อย ที.โอ.แก๊สออกไปหนึ่งใน ๓๐ ของจำนวนแก๊สที่บรรจุไว้ในท่อแก๊สเหล็กพิเศษของผม ทุกท่านโปรดสังเกตดู เรามองไม่เห็นและไม่ได้กลิ่น ที.โอ.แก๊สเลย แต่มันกำลังกระจายไปทั่วบริเวณนี้ และวัวทั้งฝูงคงจะเริ่มสูดแก๊สเข้าไปบ้างแล้ว โปรดจับตามองดูนะครับ"

นายพลคนหนึ่งกล่าวถามขึ้น

"ดูอาจารย์หรือดูวัวครับ"

"ดูฝูงวัวครับ ไม่ใช่ดูผม"

เสียงหัวเราะจากกลุ่มนายทหารดังขึ้นอย่างครื้นเครง ขณะนี้ ที.โอ.แก๊สเริ่มออกฤทธิ์แล้ว วัวตัวหนึ่งล้มลงชักดิ้นชักงอทำปากเบี้ยวปากบูดนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มา หลังจากนั้นวัวที่อยู่ในฝูงก็ล้มลงทีละตัวสองตัว และมีอาการชักกระตุกนัยน์ตาตั้งเหมือนๆ กัน เพียงครู่เดียวมันก็สงบเงียบสิ้นใจตาย แต่วัวหนุ่มตัวหนึ่งยืนเบิ่งนิ่งเฉยวางท่าอย่างสง่า นายทหารเสนาธิการแห่งราชนาวีคนหนึ่งกล่าวถาม ดร.ดิเรกทันที

"อาจารย์ครับ ตัวนั้นมันไม่ถูกแก๊สหรืออย่างไรครับ ทำไมมันไม่เป็นอะไรล่ะครับ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"วัวตัวนี้มีจิตใจเข้มแข็งเป็นพิเศษครับ แก๊ส ที.โอ. ไม่ได้เข้าทางจมูกทางเดียว มันแทรกซึมเข้าไปตามขุมขนด้วย เครื่องแต่งกายที่พวกเราสวมอยู่นี้เท่านั้นถึงจะป้องกันได้ นั่น-เสร็จแล้วครับ"

วัวตัวสุดท้ายล้มลงชักดิ้นชักงอตาย ช่างภาพของกระทรวงกลาโหมได้บันทึกภาพและถ่ายภาพยนตร์การทดลอง ที.โอ.แก๊ส ไว้ตลอดเวลา พวกนายทหารต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ ทุกคนลงความเห็นว่า แก๊สมหาประลัยนี่โหดร้ายป่าเถื่อนทารุณที่สุด

ทันใดนั้นเอง นิกรได้ร้องเอะอะเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

"โอ๊ย-หมอ เครื่องแบบของกันรั่ว ช่วยด้วย กันได้กลิ่น ที.โอ.แก๊ส"

คณะพรรคสี่สหายและพวกนายทหารต่างพากันมองดูนิกรเป็นตาเดียว แทนที่ ดร.ดิเรกจะตกใจเขากลับหัวเราะอย่างขบขัน เมื่อเห็นนิกรดิ้นทุรนทุรายทำท่าสำลักแก๊ส

"แกมันเด็กเลี้ยงแกะ" นายแพทย์หนุ่มพูดพลางหัวเราะ "แก๊ส ที.โอ.น่ะมันไม่มีกลิ่นหรอก มองก็ไม่เห็น กันตรวจสอบเครื่องแต่งตัวของแกแล้วไม่มีรอยรั่ว"

"โธ่-ให้ดิ้นตายซีวะ กันได้กลิ่นกล้ายๆ ตังไฉ่ว่ะ"

"ออไร๋-ออไร๋ ถ้ายังงั้นแกปล่อยออกมาเอง มันก็เลยคลุ้งอยู่ในตัวแก"

นิกรยิ้มออกมาได้

"เห็นจะจริงโว้ย ว้า-แกช่วยถอดหมวกครอบหน้าให้กันหน่อยซี กลิ่นมันจะได้ออกไปพ้นตัวกันบ้าง"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ขืนถอดหมวกครอบหน้าออกแกก็ตาย ขณะนี้ ที.โอ.แก๊สยังกระจายอยู่ทั่งบริเวณทุ่งหญ้าในหุบเขานี้ และอย่างน้อยอีกหนึ่งชั่วโมงกว่ามันจะระเหยไปหมด"

การทดลอง ที.โอ.แก๊สสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ นายแพทย์หนุ่มจัดแจงปิดสลักนิรภัยของท่อแก๊สให้เรียบร้อย แล้วอุ้มท่อแก๊สลุกขึ้นพาคณะพรรคของเขาไปหาคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่และนายทหารเสนาธิการทั้งสามกองทัพ ดร.ดิเรกเปิดโอกาสให้พวกนายทหารซักถามเขาเกี่ยวกับ ที.โอแก๊สนี้

นาวาอากาศโทคนหนึ่งได้กล่าวถามเขาว่า

"อาจารย์ครับ นอกจากเสื้อผ้าแบบนี้ที่พวกเราแต่งกันอยู่มีวิธีใดบ้างไหมครับที่จะป้องกันแก๊ส ที.โอ. ได้"

ดร.ดิเรกยิ้มให้นายทหารเสนาธิการผู้นั้น

"ไม่มีครับ ถึงแม้จะอยู่ในหลุมหลบภัยคอนกรีตซึ่งอยู่ใต้ดิน แก๊สนี้ก็จะแทกซึมลงไปได้"

ท่านนายพลคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"อาจารย์จะไม่คิดหาวิธีป้องกันหรือครับ การสร้างเครื่องแต่งกายป้องกันแก๊สรวมทั้งท่ออ๊อกซิเจนและวิทยุประจำตัวชุดหนึ่งเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาทแล้ว รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างแจก"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ทำไม่ได้แน่นอน อย่างไรก็ตามผมจะใช้วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาแพทย์ของผมคิดหาทางป้องกัน ที.โอ.แก๊สต่อไป ซึ่งมันควรจะเป็นยาฉีดมากกว่าอย่างอื่น"

นายทหารเสนาธิการคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

"คอมมิวนิสต์คงจะรุกรานเราด้วย ที.โอ.แก๊ส อีกในไม่ช้านี้ ความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยก็อยู่ด้วยความสามารถของอาจารย์คนเดียวเท่านั้น พวกเราเชื่อว่าอาจารย์คงคิดแก้ไขสำเร็จในไม่ช้านี้ เพราะไม่มีอะไรที่อาจารย์ทำไม่ได้ ถ้าอาจารย์จะทำ"

นายแพทย์หนุ่มยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง เขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

"ออไร๋ ผมจะพยายาม"

สนทนากันอีกสักครู่ คณะพรรคสี่สหายกับพวกนายทหารก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่บริเวณเขตทดลองยังมีทหารรักษาการณ์อย่างแข็งแรงจนกว่าจะถึงเวลา ๑๘.๐๐ น. กำลังทหารราบจึงจะถูกถอนไปจากที่นี่ ส่วนวัว ๕๐ ตัวที่นอนตายเกลื่อนกลาดนั้น เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้สนใจกับมัน คงปล่อยไว้ให้เป็นเหยื่อของฝูงนกแร้งต่อไป

ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ยอมเหนื่อยยากตรากตรำทำงานทุ่มเทเวลาทั้งหมด เพื่องานค้นคว้าทดลองของเขา เขาหมกตัวอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ตลอดวัน เขาเรียกนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมซึ่งเป็นลูกศิษย์ เขาสองคนมาช่วยเหลือเขา ในที่สุด ดร.ดิเรกก็สามารถทำ ที.โอ.แก๊สได้ ซึ่งแก๊สมหาประลัยนี้มีอำนาจร้ายแรงกว่า ที.โอ.แก๊สของคอมมิวนิสต์ คือเพียงแต่กระทบร่างกายเท่านั้นก็จะทำให้ผู้ที่ถูกแก๊สตายทันที

เมื่อคิดแก๊สมหาประลัยได้แล้ว นายแพทย์หนุ่มก็คิดวิธีแก้แก๊สพิษ และแล้วเขาก็ได้รับความสำเร็จผลอีก เขาแก้ด้วยยาชนิดหนึ่ง ส่วนผสมของยานั้นหาไม่ยาก ดร.ดิเรกได้ปกปิดเป็นความลับ แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขานายแพทย์หนุ่มก็ไม่ยอมเปิดเผยให้รู้ เขาสร้างมันขึ้นเป็นยาสำเร็จรูปขนาดแอสไพริน อำนาจของยานี้จะช่วยให้ร่างกายต้านทานแก๊สพิษได้ทุกชนิด ซึ่ง ดร.ดิเรกได้ทดลองได้ผลแล้ว ดร.ดิเรกให้ชื่อยาของเขาว่า "แอนตี้ ที.โอ." และยานี้เขาได้สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ถึงจะนำไปแยกธาตุก็ไม่อาจจะทราบว่า ส่วนผสมของตัวยามีอะไรบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าระหว่างนี้ ดร.ดิเรกได้พบปะกับท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก เรือ และอากาศ บ่อยๆ เกี่ยวกับการป้องกันประเทศชาติที่รักของเรานั่นเอง เขาได้ทดลองยาวิเศษของเขาอีกหลายครั้ง คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้กระทรวงการคลังจ่ายเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นายแพทย์หนุ่มเพื่อใช้จ่ายในการสร้าง ที.โอแก๊สให้แก่กองทัพไทยและสร้างยา "แอนตี้ ที.โอ." เตรียมไว้แจกจ่ายทหารและประชาชนทั้งประเทศ แต่เรื่องนี้เป็นราชการลับ

บ้าน "พัชราภรณ์" มีตำรวจและสารวัตรทหารรักษาการณ์เข้มแข็งตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทั้งนี้เพราะกรมสืบราชการลับของกระทรวงกลาโหม และตำรวจสันติบาลต่างสืบทราบมาว่าพวกคอมมิวนิสต์มีแผนการมุ่งร้ายหมายขวัญ ดร.ดิเรกกับคณะพรรคของเขา สายลับนอกประเทศของเรารายงานว่า ฝ่ายแดงได้ส่งหน่วยใต้ดินในกรุงเทพฯ จับกุมตัว ดร.ดิเรกกับพรรคพวกส่งไปนอกประเทศ หรือมิฉะนั้นก็ให้สังหารเสียให้หมดเพราะนายแพทย์หนุ่มมีความสำคัญยิ่งในการป้องกันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ทำให้แผนของฝ่ายแดงต้องล้มเหลวไปหลายครั้ง ประมุขแห่งคอมมิวนิสต์ต้องการตัว ดร.ดิเรกกับคณะของเขาไปเลี้ยงดู จะกอบโกยเงินทองและความสุขให้อย่างล้นเหลือ เพื่อให้นายแพทย์หนุ่มทำประโยชน์ให้แก่พวกแดงนั่นเอง

ดร.ดิเรกกับคณะของเขาต่างระมัดระวังตัวกลัวภัยจากพวกคอมมิวนิสต์ ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ยอมออกจากบ้านและถ้าออกจากบ้านก็มีตำรวจนั่งรถยนต์อีกคันหนึ่งติดตามไปทำหน้าที่คุ้มครองพิทักษ์รักษา ดร.ดิเรกกับคณะของเขาตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ดึกสงัดคืนวันหนึ่ง

บ้าน "พัชราภรณ์" อยู่ในความเงียบสงบ มันเป็นเวลา ๑.๐๐ น.เศษ คณะพรรคสี่สหายและคนในบ้านหลับนอนกันหมดแล้ว แต่ตำรวจและสารวัตรทหารยังทำหน้าที่รักษาการณ์อย่างเข้มแข็ง บ้างก็ยืนยามจุดต่างๆ บ้างก็เดินตรวจรอบเขตบ้าน

ขณะที่ ดร.ดิเรกกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงสปริงขนาด ๓ ฟุตครึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ติดๆ กับเตียงนอนของประภาเมียรักของเขา เสียงสัญญาณที่ผนังตึกก็ดังกังวานขึ้น

"ออด....ออด ออด "

นายแพทย์หนุ่มกับประภาต่างตกใจตื่นเผ่นพรวดลุกขึ้นนั่ง เสียงออดนี้ไม่ดังจนเกินไปนัก เป็นประดิษฐ์กรรมของ ดร.ดิเรก มันดังขึ้นเฉพาะในห้องนอนเท่านั้นเอง ดร.ดิเรกใจเต้นระทึก มองดูกริ่งไฟฟ้าผนังตึก เสียงสัญญาณหยุดไปแล้วแต่ไฟสีแดงปิดเปิดวูบวาบตลอดเวลา ดร.ดิเรกหันมาทางประภาแล้วกล่าวขึ้นโดยเร็ว

"มีคนลอบเข้าไปในห้องทดลองแน่นอน และขณะนี้คงป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องใต้ดิน"

ประภาชักใจไม่ดี ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง

"ตะโกนบอกตำรวจและสารวัตรทหารซิคะ ระวังตัวหน่อยค่ะดิเรก คนร้ายคงมีจำนวนหลายคน และมีปืนและลูกระเบิดเป็นอาวุธ"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบ เขาลุกขึ้นจากเตียงนอนเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมด้านขวาของห้อง บนโต๊ะมีเครื่องโทรศัพท์ตั้งอยู่หนึ่งเครื่องสำหรับใช้พูดติดต่อกันในบ้านนี้ นายแพทย์หนุ่มยกหูฟังขึ้นแล้วหมุนหมายเลข ๐ รวมสามครั้ง ทันใดนั้นเอง เครื่องโทรศัพท์ตามห้องนอนต่างๆ ของคณะพรรคสี่สหายก็ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

มีเสียงห้าวๆ และเสียงแจ๋วๆ พูดตามสาย ไต่ถามเหตุผลที่ ดร.ดิเรกพูดโทรศัพท์มาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้

"ฮัลโหล โปรดสงบเงียบและฟังข้าพเจ้าพูด ขณะนี้มีคนร้ายจำนวนหนึ่งบุกรุกเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ขอให้ พล นิกร กิมหงวน และคุณพ่อเตรียมพร้อม"

แล้ว ดร.ดิเรกก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ประภาก็ถือปืนกลมือซึ่งบรรจุกระสุนเรียบร้อยแล้วเอามาส่งให้เขา ดร.ดิเรกกล่าวคำขอบใจหล่อน ถือปืนกลมือเดินไปที่หน้าต่างหน้าตึก ชะโงกหน้ามองลงไปข้างล่าง พอแลเห็นนายตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งกำลังยืนสนทนากับสารวัตรทหารบกสองคนอยู่บนถนนหน้าตึก ดร.ดิเรกก็ร้องตะโกนดังๆ

"ผู้หมวด ผู้หมวดครับ"

นายตำรวจและสารวัตรกลุ่มนั้นต่างเงยหน้ามองขึ้นมาข้างบน นายตำรวจหนุ่มจำเสียง ดร.ดิเรกได้ดี

"ว่าไงครับ ท่านอาจารย์"

"บอกตำรวจและสารวัตรทหารล้อมตึกหลังนี้ไว้" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหนักแน่น "มีคนร้ายป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของผม กริ่งสัญญาณของผมบอกให้ผมรู้"

นายตำรวจหนุ่มแสดงท่าทีแปลกใจไม่น้อย

"แมวมันค้นหนูกระมังครับอาจารย์ พวกผมเฝ้ายามกันอย่างแข็งแรง หน้าตึกและหลังตึกมียามประจำ ข้างตึกมียามตลอดเวลา"

"โน-ไม่ใช่แมว มันต้องเป็นคนแน่ๆ "

"ครับ ครับ ผมจะจัดการตามคำสั่งอาจารย์เดี๋ยวนี้"

ดร.ดิเรกหันมาทางเมียรักของเขา

"ดาลิ่ง ยูอย่าออกไปจากห้อง เพื่อความปลอดภัยปิดประตูใส่กลอนเสีย ไอจะพาพวกเราลงไปข้างล่าง เข้าใจ๋"

"ค่ะ ดิเรกต้องระวังให้มากนะคะ ภายังไม่อยากเป็นม่ายหรอกค่ะ"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก ถือปืนกลมือเดินออกไปจากห้องนอนของเขาอย่างรีบร้อน เขาแลเห็น พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรวมกลุ่มอยู่ที่หน้าเฉลียงหลังตึก ส่วนนันทา นวลลออและประไพ โผล่หน้าสลอนอยู่ที่หน้าประตูห้องของหล่อน พล นิกร กิมหงวนสวมเสื้อนอนถือปืนพกคนละกระบอก ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนลูกซอง

"ว่าไงหมอ" พลถามเสียงดัง "กริ่งสัญญาณที่ห้องแกดังขึ้นอย่างนั้นหรือ"

"ออไร๋ ลงไปข้างล่างเถอะพวกเรา ขณะนี้ตำรวจและสารวัตรล้อมตึกไว้แล้ว คนร้ายป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อขโมยสูตร ที.โอ.แก๊สและยาแอนตี้ ที.โอ.ของกัน หรือมิฉะนั้นอาจจะมาวางระเบิดห้องทดลองของกันก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"แกเก็บสูตรไว้ดีหรือดิเรก"

"โน-ผมเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะ แต่ว่าถึงคนร้ายขโมยเอาไปมันก็ดูไม่รู้เรื่อง ผมเองยังอ่านไม่ใคร่รู้เรื่องนี่ครับ เขียนสูตรเป็นรหัสลับทั้งสิ้นและคำแปลรหัสก็อยู่ในสมองของผม" พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้นิกร "ดีมากอ้ายกร ฉันคิดว่าแกยังนอนกรนคร่อกๆ อยู่ในห้องเสียอีก วันนี้ทำไมนอนไวผิดปกติ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ท้องมันเสียว่ะ เมื่อตอนเย็นล่อหอยแครงลวกเข้าไปเพียงชามอ่างเดียวเลยได้เรื่อง ตอนที่แกโทรศัพท์มาที่ห้องกันกำลังนั่งอึอยู่ในห้องน้ำ ประไพเขาตื่นขึ้นมารับสาย"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ไปโว้ยพวกเรา ลงไปข้างล่างเถอะ แต่ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ถึงอย่างไรคนร้ายก็หนีไม่พ้น ถ้าสู้ตำรวจหรือสารวัตรก็คงยิงทิ้ง คนร้ายต้องเป็นคนผิวขาวแน่ๆ ตามความคาดคะเนของกันและอย่างน้อยก็มีจำนวนสองคน"

กิมหงวนว่า "กันแปลกใจเหลือเกิน ทั้งๆ ที่มีตำรวจและสารวัตรเฝ้าบ้านเราอย่างแข็งแรง คนร้ายมันจะเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของแกได้อย่างไร"

ดร.ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"นั่นน่ะซี น่าแปลกมากๆ ตำรวจหรือสารวัตรอาจจะเผลอเรอก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็หลับยาม"

ครั้นแล้ว ดร.ดิเรกก็พาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดไปห้องโถง

ต่างช่วยกันเปิดไฟฟ้าในห้องทดลอง พลเปิดประตูหน้าตึก นิกรเปิดประตูหลังตึก ตำรวจกับสารวัตรกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในห้องโถง นายสิบสารวัตรคนหนึ่งรายงาน ดร.ดิเรกว่าตำรวจและสารวัตรล้อมตึกใหญ่หลังนี้ไว้อย่างหนาแน่นแล้ว

ดร.ดิเรกพาคณะพรรคของเขามุ่งตรงไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ หน้าห้องทดลองมีตำรวจในเครื่องแบบสองคนถือปืนกลมือแบบบาเร็ตต้ายืนคุมเชิงอยู่ นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้ตำรวจทั้งสองคนนั้นแล้วมองดูกุญแจประตูห้องทดลองซึ่งเป็นกุญแจติดกับบานประตู

"มีร่องรอยอะไรหรือเปล่า" พลถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"โน-คนร้ายอาจจะงัดแงะหน้าต่างบานเกล็ดข้างตึกปีนเข้าไปก็ได้ เตรียมพร้อมพวกเรา กันจะไขกุญแจเปิดห้องทดลอง ระวังคนร้ายจะยิงสวนออกมา"

นิกรโบกมือห้าม ดร.ดิเรก

"เดี๋ยวก่อนหมอ เพื่อความปลอดภัยขอให้กันสังเกตดูสภาพความเป็นไปในห้องก่อน แกเปิดไฟฟ้าทิ้งไว้ไม่ใช่หรือ"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ ตามปรกติเปิดทิ้งไว้สองดวงและในห้องใต้ดินก็เปิดไว้ดวงหนึ่ง"

นิกรก้มลงมองดูที่รูกุญแจนั้น เขาเป็นนักถ้ำมองที่เชี่ยวชาญคนหนึ่ง มองดูเพียงครู่เดียวนายจอมทะเล้นก็เงยหน้าขึ้นกล่าวกับ ดร.ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ในห้องทดลองไฟสว่างจ้า ไม่มีคนหรือหมาแม้แต่ตัวเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ "มันอาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามมุมซอกตู้ก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็อยู่ในห้องใต้ดิน"

ดร.ดิเรกสอดลูกกุญแจขนาดใหญ่เข้าไปในรูกุญแจ เขาหันมาพูดกับพลตำรวจทั้งสองคนว่า

"คุณสองคนดักอยู่หน้าประตูนี่แหละนะ ถ้าคนร้ายหนีออกมาทางนี้พยายามจับเป็นให้ได้ แต่ถ้ามันต่อสู้คุณก็อย่าเอามันไว้ จัดการส่งมันไปนรกได้เลย"

แล้ว ดร.ดิเรกก็ไขกุญแจเปิดประตูบานขวาออกโดยเร็ว พลปราดเข้าไปในห้องเป็นคนแรก ถือปืนพกเตรียมพร้อมที่จะเหนี่ยวไกยิง ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกร กิมหงวนติดตามเข้าไป นายแพทย์หนุ่มเปิดไฟฟ้าในห้องทดลองอีกหลายดวงแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างบานหนึ่ง

เขาชะโงกหน้ามองดูตำรวจและสารวัตรทหารลายคน ซึ่งยืนเรียงรายอยู่ข้างตึก แล้ว ดร.ดิเรกก็ยิ้มให้

"คอยระวังให้ดีนะครับ พวกเรากำลังค้นหาคนร้ายในห้อง"

ต่อจากนั้น สี่สหายก็ช่วยกันตรวจค้นห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างถี่ถ้วน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจังก้าข้างผนังตึก ยกปืนลูกซองขึ้นเตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้อง ท่านได้บรรจุกระสุนไว้ ๒ นัด ซึ่งเป็นกระสุนสำหรับยิงสัตว์หรือยิงคน

ดร.ดิเรกสำรวจหน้าต่างห้องทุกๆ บาน ไม่ปรากฏว่ามีรอยถูกงัดแงะ เขากล่าวกับพลด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"กันเชื่อว่า คนร้ายมีกุญแจไขประตูห้องทดลองเข้ามาและขณะนี้มันคงอยู่ในห้องใต้ดินแน่ๆ "

พลพยักหน้ารับทราบ

"กันจะลงไปดูเดี๋ยวนี้ ส่งปืนกลมือมาให้กันเถอะ แกใช้ปืนพกของกันดีกว่า"

ดร.ดิเรกกับพลต่างแลกเปลี่ยนปืนกัน พลถือปืนแบบใหม่ที่สุดเดินผ่านโต๊ะทดลองวิทยาศาสตร์ลงบันไดคอนกรีตไปยังห้องใต้ดินเบื้องล่าง ซึ่งห้องใต้ดินนั้นเป็นที่เก็บวัตถุระเบิด มีตู้นิรภัยขนาดมหึมาอยู่ตู้หนึ่ง ในตู้นิรภัยซึ่งติดกับผนังใต้ดินนั้น นอกจากมีดินระเบิด วัตถุระเบิดและแก๊สพิษมหาประลัยแล้ว ยังมีสูตรและแบบแปลนอันมีค่าควรเก็บไว้มากมาย ตู้นิรภัยสร้างด้วยเหล็กกล้ามีขนาดหนามาก กุญแจตู้เป็นกุญแจกลหรือกุญแจรหัส ผู้รู้รหัสคือ ดร.ดิเรกคนเดียวเท่านั้น เพราะเขาสร้างกุญแจของเขาเอง ไม่มีกุญแจชนิดใดในโลกที่จะเปิดเซฟนี้ออกได้ เว้นแต่จะใช้ตัดด้วยเครื่องมือไฟฟ้า การงัดแงะย่อมไม่มีโอกาสทำได้เลย นอกจากตู้นิรภัยตู้นี้ยังกันไฟได้ด้วยเพราะสร้างพิเศษ

ห้องใต้ดินมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างพอควร พลเดินตรวจดูรอบห้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้กระทั่งตู้เย็น หุ่นอีเล็คโทรนิคหรือหุ่นเครื่องยนต์เขาก็เปิดออกตรวจค้น เขาเปิดไฟฟ้าอีกหลายดวงแต่ไม่ปรากฏตัวคนร้ายหรือร่องรอยใดๆ ตราครั่งที่ตู้นิรภัยก็ยังอยู่เรียบร้อย ไม่มีชำรุดเสียหาย บนโต๊ะทำงานด้านขวาของห้อง แฟ้มเอกสารและข้าวของต่างๆ วางอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย

ในที่สุด พลก็กลับขึ้นมาบนห้องทดลองวิทยาศาสตร์แล้วตรงเข้าไปหา ดร.ดิเรก ซึ่งกำลังยืนอยู่ข้างนิกรกับกิมหงวน

"ไม่มีอะไรเลยหมอ" พลพูดเสียงหนักๆ "ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องใต้ดินเรียบร้อยเป็นปกติ"

ดร.ดิเรกยิ้มแค่นๆ

"โน-เป็นไปไม่ได้ กันจะอธิบายให้ฟัง กริ่งสัญญาณของกันจะดังขึ้นเมื่อมีคนดินผ่านไฟฟ้าที่ผนังตึกซึ่งกันเปิดทิ้งไว้ ตามปกติสัญญาณจะไม่ดัง"

นิกรอ้าปากหาวเสียก่อน จึงกล่าวว่า

"ก็แล้วทำไมเราไม่เห็นตัวคนร้าย ถ้ามันหนีออกไปจากห้องทดลอง ตำรวจหรือสารวัตรทหารก็ต้องจับมันได้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนลูกซองเดินเข้ามารวมกลุ่มอย่างสะลึมสะลือ

"ว่าไง ดิเรก กลับขึ้นไปนอนเถอะวะ ไม่เห็นมีอะไรไฟฟ้าอาจจะช๊อตทำให้สัญญาณที่ห้องแกดังขึ้นเอง"

ดร.ดิเรกมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาโบกมือให้พรรคพวกของเขาสงบเงียบ แล้วเดินไปที่หน้าต่างตึกที่เปิดทิ้งไว้ ตำรวจและสารวัตรทหารต่างแหงนหน้ามองดูนายแพทย์หนุ่มไปตามกัน นายทหารสารวัตรร้องถามขึ้นว่า

"ไม่ได้ตัวหรือครับ ท่านอาจารย์"

"ออไร๋ ผมสงสัยว่ากริ่งสัญญาณดังขึ้นจากหนูตัวโตๆ หรือแมวของเราตัวใดตัวหนึ่ง เลิกล้อมตึกได้ครับ ขอบคุณมาก แท้งกิว เวอรี่มัช" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ปิดหน้าต่างบานนั้นแล้วใส่กลอนเรียบร้อย เขารีบเดินไปทางประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างร้อนรน แล้วยิ้มให้พลตำรวจทั้งสองซึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง "น้องชาย คุณกลับไปเถอะครับ ไม่มีคนร้ายบุกรุกเข้ามาในห้องทดลองแม้แต่คนเดียว เราช่วยกันค้นหาทั่วห้องแล้ว"

พลตำรวจร่างใหญ่กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"ผมสองคนเตรียมรับมือเต็มที่เชียวครับ ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นพวกแนว ๕ บุกเข้ามาเป็นได้ฟาดกันแหลกไปเลย"

ดร.ดิเรกจัดแจงปิดประตูใส่กลอนทันที แล้วเปิดสวิทช์เครื่องปรับอากาศ ท่าทางของนายแพทย์หนุ่มกระฉับกระเฉงว่องไวผิดปกติ เขามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนเกลอทั้งสามด้วยแววตาแข็งกร้าว แล้วกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"พวกเราทุกคนเตรียมจับคนร้ายรายนี้ให้ได้ ระวังประตูหน้าต่างให้ดี กันขอบอกให้พวกเราทราบว่า ขณะนี้มีมนุษย์คนหนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์นี้แต่เรามองไม่เห็นก็เพราะมันอยู่ในสภาพล่องหน"

พล นิกร กิมหงวน และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมกันราวกับนัดกันไว้

"ล่องหน" นิกรอุทานขึ้นดังๆ

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ออไร๋ อย่างสงสัยอะไรเลย ขอให้ทุกคนมองดูพื้นห้องนี้ สังเกตดูให้ดีจะแลเห็นรอยเท้าของคนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้สวมรองเท้า"

สามสหายกับท่านเจ้าคุณต่างก้มลงมองดูพื้นห้อง คราวนี้ทุกคนแลเห็นรอยเท้าเปื้อนดินแดงๆ ซึ่งไม่ใช่โคลนปรากฏอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน รอยเท้านี้เดินมาจากประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์และเดินวนเวียนไปมาในห้องนี้

พลขยับปืนกลเตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้อง

"เอายังไงดีหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย ยัดปืนพกไว้ใต้เข็มขัด

"แกไปยืนคุมเชิงที่ประตู คุณพ่อกับอ้ายหงวนและอ้ายกรเข้าประจำหน้าต่างคนละหน้าต่าง อย่าให้ล่องหนหนีออกไปได้ คอยสังเกตให้ดี ถ้าเห็นวัตถุสิ่งใดลอยอยู่ในอากาศก็แสดงว่าล่องหนมันถืออยู่ในมือของมัน เราต้องร่วมมือกันจับล่องหนให้ได้"

ทุกคนต่างกระจายกำลังออกไปทันที ดร.ดิเรกวิ่งเข้าไปที่ไดนาโมและแผงไฟฟ้าริมห้อง จัดแจงเปิดไดนาโมขนาดเล็กตัวหนึ่ง แล้ววิ่งไปที่ไฟฉายดวงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนขาหยั่งของมันปะปนอยู่กับไฟฉายหลายดวง เหมือนกับไฟฉายตามร้านถ่ายรูปแต่ไฟฉายเหล่านี้มีสีแสงต่างๆ กัน สำหรับใช้ในงานวิทยาศาสตร์ นายแพทย์หนุ่มยกไฟฉายดวงนั้นไปตั้งที่ประตู สายไฟชั้นนอกซึ่งเป็นวงกลมอ่อนถูกลากตามมาด้วย

"ไฟอะไรวะ หมอ" กิมหงวนถามอย่างแปลกใจ

"ไฟจับล่องหน แสงของมันจะทำให้ร่างกายของล่องหนซึ่งเป็นวัตถุโปร่งแสงกลายเป็นวัตถุทึบแสง ล่องหนเสร็จเราแน่ พยายามจับเป็นให้ได้"

ครั้นแล้วจอมวิทยาศาสตร์ก็เปิดไฟฉายดวงนั้นทันที แสงสีเขียวคล้ายกับสีองุ่นพุ่งออกจากกระจกหน้าปัทม์ไปปะทะผนักตึกด้านหนึ่งของห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ดร.ดิเรกค่อยๆ หมุนไฟฉายกราดไปรอบๆ ห้อง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองตามแสงไฟนั้นด้วยใจเต้นระทึกไปตามกัน

ในที่สุด แสงไฟก็ส่องไปที่ข้างตู้เหล็กสำหรับเก็บเอกสารของนายแพทย์หนุ่ม ทุกคนสะดุ้งเฮือก เมื่อแลเห็นร่างอันเปลือยเปล่าในชุดวันเกิดของผู้หญิงคนหนึ่งยืนนิ่งเฉยอยู่ข้างซอกตู้นั้น หล่อนคือมนุษย์ล่องหนที่บุกรุกเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" และเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร.ดิเรกนั่นเอง จากแสงไฟฉายสีเขียวช่วยให้ทุกคนแลเห็นล่องหนอย่างถนัด หล่อนเป็นหญิงสาวในวัยเบญจเพส รูปร่างสูงโปร่งมีส่วนเว้าส่วนโค้งเจริญตาพอใช้ หล่อนยังมั่นใจว่าหล่อนอยู่ในสภาพล่องหนจึงยืนสงบเงียบเหมือนรูปหุ่น

"โอ๊ย" นิกรร้องเสียงหลง "แกเอาจ้ำบ๊ะแถวเยาวราชมาซ่อนไว้ในห้องทดลองเมื่อไรวะ หมอ โอ้โฮ กางเกงในก็ไม่มี ประเดี๋ยวได้เป็นกุ้งยิงไปตามกันเท่านั้น"

ล่องหนสาวชักแปลกใจเมื่อได้ยินนิกรพูดเช่นนี้ หล่อนรีบก้มลงมองดูตนเอง พอมองเห็นตัวของหล่อน หญิงสาวก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัววิ่งออกจากที่ซ่อน ยืนหันรีหันขวางอยู่กลางห้อง นายแพทย์หนุ่มฉายไฟตาม แกล้งร้องขู่หล่อน

"อย่าลงไปห้องใต้ดินนะคุณ ขืนลงไปติดไฟฟ้าตายนะจะบอกให้ คุณไม่มีทางที่จะหนีไปหรอก ยอมให้จับเสียดีๆ "

ล่องหนอกสั่นขวัญแขวน ใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวติดตะราง หล่อนนึกไม่ถึงว่า ดร.ดิเรกจะมีเครื่องมือวิเศษคือไฟฉายสำหรับจับล่องหน ซึ่งบัดนี้แสงไฟฟ้าทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องทดลองนี้แลเห็นเรือนร่างของหล่อนแล้ว หล่อนรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ล่องหนสาวมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม ร่างของหล่อนสั่นสะท้านเหมือนลูกนกใบหน้าของหล่อนสวยเก๋มาก แต่เป็นใบหน้าของสาวลูกครึ่ง

เสี่ยหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็ยกปืนพกขึ้นจ้องทำท่าจะยิงหล่อน

"ยกมือขึ้น น้องสาว"

ล่องหนสาวทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ หล่อนรู้ดีว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังจ้องมองดูส่วนสัดอันโสภิตของหล่อนและทุกคนคงจะเห็นตับไตไส้พุงของหล่อนหมดแล้ว สาวสวยค่อยๆ ชูมือทั้งสองขึ้นเหนือบ่าปฏิบัติตามคำสั่งของอาเสี่ยกิมหงวนโดยดี สี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน นิกรพยักหน้ากับ ดร.ดิเรกแล้วกล่าวว่า

"ทีแรกชักปอดว่ะ แต่พอเห็นตัวหายกลัวแล้ว ล่องหนยังงี้สัก ๑๐ คน กันยังสู้ เราจะจัดการกับหล่อนอย่างไรต่อไปล่ะ หมอ"

ดร.ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"กันจะจัดการเอง พวกเราคุมตัวไว้ให้ดีนะ ถ้าพยายามจะหลบหนี ยิงทิ้งเลย หล่อนคือจารสตรีหมายเลข ๑ ความผิดของหล่อนต้องถูกยิงเป้า พวกเรายิงทิ้งก็ไม่ต้องเสียเวลาส่งตัวขึ้นศาลทหาร"

นายแพทย์หนุ่มเดินไปทางเตียงผ่าตัด หยิบผ้าขนหนูสองผืนขึ้นมาจากเตียงนั้น ผืนหนึ่งมีขนาดเท่าโสร่งแต่แคบกว่าอีกผืนหนึ่งมีขนาดเล็กสำหรับใช้เช็ดหน้า เขาถือผ้าขนหนูสองผืนเดินกลับมาหาคณะพรรคของเขาซึ่งยืนห้อมล้อมล่องหนในระยะต่างๆ แล้ว ดร.ดิเรกก็เข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าแนวที่ ๕ ของฝ่ายแดง เขาส่งผ้าขนหนูทั้งสองผืนให้หล่อน

"น้องสาว เอาผ้าผืนใหญ่พันตัวเสียก่อน อย่างนี้มันอุจาดนัก ส่วนผืนเล็กปิดหน้าอกไว้แบบผ้าแถบ"

ล่องหนสาวคลี่ผ้าขนหนูผืนใหญ่ออกพ้นกายทันที แล้วคลี่ผืนเล็กออกห่มหน้าอกหล่อน นิกรสูดน้ำลายดังลั่นแล้วหัวเราะชอบอกชอบใจ

"ยังไงจ๊ะ เป็นสาวเป็นนาง ทำไมถึงอุตริริอ่านแก้ผ้าโทงๆ อย่างนี้ ไม่รู้สึกขายหน้าผีสาวเทวดาบ้างหรือ"

สาวสวยก้มหน้านิ่งเฉย ดร.ดิเรกยกมือทั้งสองจับแขนหล่อนเขย่าเบาๆ

"หัวหน้าของเธอชะล่าใจเกินไป ก่อนที่จะส่งเธอมาเขาน่าจะรู้ว่า คนอย่างฉันด็อกเตอร์จะต้องรอบคอบเฉลียวฉลาดเสมอ เธอก็คงรู้แล้วสินะว่า เรามีเครื่องมือจับล่องหนคือแสงสีเขียวที่มันกำลังฉายมาที่ร่างของเธอ เอาล่ะ เราอย่าเพิ่งพูดอะไรกันให้มากเลยนะ ก่อนอื่นเธอช่วยบอกฉันหน่อยเถอะว่า เธอเป็นใคร ฉันหมายถึงชื่อของเธอ"

สาวสวยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดู ดร.ดิเรกแล้วสั่นศีรษะ

"ไม่มีคำตอบใดๆ ทั้งสิ้นจากดิฉัน เมื่อจับดิฉันได้ก็ส่งตำรวจซีคะ ให้ตำรวจเขาจัดการกับดิฉันต่อไป"

พลพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เธอยังเป็นสาวและเพิ่งเห็นโลกเพียง ๒๐ กว่าปีเท่านั้น ถ้าส่งตำรวจเธอก็จะถูกศาลพิพากษามายิงเป้า"

ล่องหนสาวเค้นหัวเราะ

"ความตายเป็นเรื่องเล็กสำหรับพวกเราค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะรับทำงานนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าพลาดพลั้งก็ตาย"

ดร.ดิเรกยิ้มให้หล่อน

"ถ้าเธอสารภาพเบื้องหลังของเธอด้วยความสัตย์จริงแล้ว ฉันขอรับรองโดยเอาเกียรติของฉันเป็นประกันว่า เราจะให้ตำรวจกันตัวไว้เป็นพยาน เราต้องการตัวหัวหน้าใหญ่ของเธอและต้องการทลายรังใหญ่ของคอมมิวนิสต์เท่านั้น"

หล่อนสั่นศีรษะ

"คุณหมอกับพรรคพวกจะไม่ได้รู้อะไรจากดิฉันเลย"

นิกรพูดสอดขึ้น

"แปลว่าเธอยอมตาย"

"ค่ะ"

นายจอมทะเล้นหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"แม่คนนี้ใจแข็งมาก ขอให้กันเอาตัวไปสอบสวนในห้องใต้ดินเถอะวะ กันมีวิธีที่จะทำให้หล่อนยอมสารภาพอย่างสิ้นไส้สิ้นพุง"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย แล้วพูดเสียงกร้าว

"เอาตัวไปเดี๋ยวนี้"

นิกรปราดเข้าหาล่องหนสาว ยกมือซ้ายจับแขนขวาหล่อนและกระแทกกระบอกปืนพกแนบลงข้างๆ สะดือหล่อน

"ตามฉันไป"

หล่อนค้อนขวับ "แหม-ดุยังกะหมาเฝ้าสวน" แล้วหล่อนก็เดินตามนิกรลงบันไดไปยังห้องใต้ดินแต่โดยดี

พล กิมหงวน ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับพรรคพวกของเขาด้วยเสียงหัวเราะว่า

"ปล่อยอ้ายกรมัน นังคนนี้ร้ายยิ่งกว่างูเห่า หล่อนมีเชื้อชาติเป็นชาวยุโรปแต่มีสัญชาติไทย หล่อนคงได้รับค่าจ้างอย่างสูงในการทำงานเป็นล่องหนบุกเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์นี้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงล่องหนหวีดว้ายเอ็ดตะโรลั่น

"ว้าย-ตายแล้ว ทำไมมาทำกับฉันอย่างนี้ ป่าเถื่อนไม่มีมนุษยธรรม โอ๊ย-ปล่อยฉันซี ถ้าจะข่มเหงรังแกฉันอย่างนี้ก็เอาปืนมายิงฉันเสียเถอะ"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้

"อ้ายกรฟัดแม่สาวลูกครึ่งป่นปี้ยับเยินไปแล้ว"

พลกล่าวกับ ดร.ดิเรกทันที

"ไม่ได้การหมอ ลงไปช่วยหล่อนเถอะ การข่มเหงรังแกผู้หญิงไม่ใช่วิสัยของผู้ชาย อ้ายกรคงใช้วิธีแบบลูกไก่ในกำมือขืนชักช้าเสร็จอ้ายกรแน่"

เสียงล่องหนสาวร้องตะโกนอีก

"ช่วยฉันด้วย โอ๊ย....ตายแล้ว ทำไมมาปลุกปล้ำดิฉัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"อ้ายกรเสียสติไปแล้ว เร็ว-ลงไปช่วยกันแยกอ้ายกรเถอะ มันกำลังเห็นช้างเท่าหมู ประเดี๋ยวมันฟัดตาย"

พลวิ่งนำหน้า พากิมหงวนกับ ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงบันไดไปยังห้องใต้ดินอย่างรีบร้อน เพื่อหวังจะช่วยเหลือล่องหนสาวให้รอดพ้นจากการกระทำอันป่าเถื่อนแบบนังเลงลาดยาวของนิกร

แต่แล้วทุกคนก็ยืนตะลึงไปตามกัน

ภาพที่แลเห็นกลายเป็นมุมกลับ ล่องหนสาวนุ่งผ้าเช็ดตัวและห่มผ้าขนหนูแบบผ้าแถบกำลังประเคนกำปั้นซ้ายขวาลงบนใบหน้านิกร นายจอมทะเล้นผู้สอบสวนนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นห้อง ล่องหนสาวนั่งคร่อมอยู่บนหน้าอกรัวหมัดตะบันหน้านิกรโดยไม่นับครั้ง พลางร้องตะโกนขอความช่วยเหลือซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง

"ว้าย ช่วยด้วย คนป่าเถื่อนรังแกผู้หญิง โอ๊ย ปล่อยดิฉัน อ้ายมนุษย์ใจร้าย โอย....ช่วยด้วย มาทำกับฉันยังงี้ได้เหรอ"

พล กิมหงวนและ ดร.ดิเรกต่างหันมาดูหน้ากัน อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"หล่อนมาไม้สูงว่ะ ถ้าหากว่าพวกเรามีจิตใจเหี้ยมโหดได้ยินเสียงร้องปล่อยเลยตามเลย นึกว่าอ้ายกรรังแกหล่อนกว่าเราจะรู้ความจริง อ้ายกรก็คงเน่าแล้ว"

พลวิ่งปราดเข้าไปหาหล่อน กระชากตัวล่องหนสาวให้ลุกขึ้นและขยับพานท้ายปืนกลมือทำท่าเหมือนกับจะตีหล่อน สาวครึ่งชาติถอยหลังกรูด แล้วฟ้องพล

"เพื่อนคุณป่าเถื่อนมาก ข่มเหงรังแกดิฉัน"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"คุณนั่นแหล่ะ ซ้อมเพื่อนผมแทบตาย แล้วยังจะมาพูดดีอีก"

ดร.ดิเรกพาอาเสี่ยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามายืนข้างๆ นิกร เมื่อแลเห็นใบหน้าของนายจอมทะเล้นฟกช้ำดำเขียวเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงก็ดังขึ้นทันที นิกรนอนนิ่งเฉยทำตาปริบๆ น่าสงสาร นัยน์ตาข้างขวาเขียวปั้ดขนาดขนมครก โหนกแก้มซ้ายบวมปริ ริมฝีปากเจ่อปลิ้นมองดูคล้ายๆ ปากครุฑ

"อ้ายกร" กิมหงวนร้องเรียกพลางหัวเราะ "เป็นยังไงบ้างวะ"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"เห็นอยู่แล้วว่าหน้าตายังกะถูกหมาฟัด ยังเสือกมาถามได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คงเวทนาเขยเล็กของท่านเต็มทน จึงก้มลงฉุดแขนนิกรให้ลุกขึ้นและประคองให้ลุกขึ้นยืน นิกรยืนโงนเงนในท่าสะลึมสะลือ นัยน์ตาทั้งสองข้างเหล่ไปมา พลกล่าวอย่างขบขัน

"ทำไมเสียท่าผู้หญิงวะ เพียงแกตบหล่อนเบาะๆ สักทีเดียว หล่อนก็หมดฤทธิ์แล้ว"

นิกรมองดูล่องหนสาวอย่างเดือดดาล

"ที่ถูกมันก็คงจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่ากันสาบานไว้แล้วว่าในชาตินี้กันจะไม่ข่มเหงรังแกทำร้ายผู้หญิงหรือต่อสู้ผู้หญิงเป็นอันขาด กันพาแม่คนนี้ลงมาห้องใต้ดินเพื่อจะสอบสวน กำลังปลอบโยนให้รับสารภาพ หล่อนก็เหวี่ยงกันด้วยอัปเปอรคัทซ้ายแล้วตามด้วยฮุคขวา กันไม่ทันรู้ตัวถูกชกอย่างจัง เลยนอนลงไปงอกองอยู่กับพื้น หล่อนจึงถือโอกาสซ้อมกันเกือบตาย" พูดจบนิกรก็เดินเข้ามาหาสาวสวย แล้วดึงผ้าเช็ดตัวที่หล่อนพันกายอยู่

ล่องหนสาวตกใจกลัวจะโป๊ก็ยื้อแย่งผ้าเช็ดตัวกับนิกร

"ว้าย มาดึงผ้าดิฉันทำไม"

"ผ้าของฉัน ฉันเอามาทิ้งไว้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถามใครดูก็ได้"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"ให้หล่อนยืมนุ่งหน่อยเถอะวะ"

นิกรหันมาค้อนนายแพทย์หนุ่ม

"ไม่ได้โว้ย ไม่ให้ยืม ผ้าสำหรับเช็ดหน้าหล่อนเอาไปนุ่ง กันเอาเช็ดหน้าก็ซวยแย่" แล้วเขาก็หันมาทางล่องหนสาว "แก้ผ้าส่งให้ฉันเดี๋ยวนี้ ผืนที่เธอคาดหน้าอกด้วย เราเป็นล่องหนจะต้องปกปิดทำไมกัน"

หญิงสาวร้องไห้ ยกมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อม

"กรุณาดิฉันเถอะคุณขา แสงไฟวิเศษของคุณหมอดิเรกทำให้ดิฉันคืนร่างแล้ว ถ้าคุณเอาผ้าคืน ดิฉันก็อายพวกคุณแย่น่ะซีคะ ดิฉันกราบเท้าล่ะค่ะ กรุณาให้ฉันได้พันกายอย่างนี้เถอะนะคะ หน้าตาของคุณก็บอกว่าเป็นคนใจดี มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ไหนๆ ดิฉันก็เป็นเชลยของพวกคุณแล้วคุณคงจะเมตตาเชลยของคุณบ้าง"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ตกลง ฉันสละผ้าขนหนูสองผืนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเธอ ขืนเอาคืนมาก็ใช้ไม่ได้อีก เพราะกลิ่นเธอคงจะติดซักไม่ออก"

หล่อนร้องกรี๊ดกระทืบเท้าเร่าๆ เพราะความอาย

"ดิฉันมีกลิ่นที่ไหนกัน"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"เธอก๊อโกหกตัวเองน่ะซี คนเราไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ก็มีกลิ่นด้วยกันทั้งนั้น"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ หมาและแมวมันจำเจ้าของได้ด้วยกลิ่น"

"ถูก" นิกรพูดเสียงหนักๆ "คนเราต้องมีกลิ่นและคนหนึ่งก็มีกลิ่นอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน โดยมากผู้หญิงมักจะมีกลิ่นหอม ส่วนผู้ชายเราเหม็นสาบบัดซบเลย แต่ผู้หญิงบางคนก็ใช่เล่นเมื่อไหร่ โหนราวรถเมล์หน้ารถกลิ่นกระจายไปถึงท้ายรถ" แล้วนิกรก็ยักคิ้วให้ล่องหนสาว "เธอน่ะกลิ่นไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน ว่างๆ วันดีคืนดีถอนขนจั๊กกระแร้ทิ้งเสียบ้างซีนะ"

"บ้า บ้า" หล่อนเอ็ดตะโร "ฉันเกลียดคุณ"

"อ้าว-ประเดี๋ยวทวงผ้าคืนนะจะบอกให้"

ดร.ดิเรกโบกมือห้ามนายจอมทะเล้นให้สงบปากเสียง แล้วเดินเข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้าล่องหนสาวในระยะใกล้ชิด อำนาจแสงสีเขียวของนายแพทย์หนุ่มที่ถูกต้องร่างกายของหล่อนทำให้สาวสวยผู้นี้พ้นสภาพจากล่องหนแล้ว มองเห็นเนื้อตัวและส่วนสัดต่างๆ ของหล่อนอย่างถนัด

"เธอเป็นใคร บอกฉันซิ"

หล่อนสั่นศีรษะช้าๆ

"ดิฉันได้บอกคุณหมอตั้งแต่ข้างบนแล้วว่า ไม่มีคำตอบสำหรับดิฉัน"

ดร.ดิเรกเค้นหัวเราะ

"แน่รึว่าเธอจะไม่ยอมสารภาพความจริง"

"ค่ะ ดิฉันรู้ดีความผิดของดิฉันจะถูกยิงเป้าฐานที่เป็นจารสตรี การรับสารภาพจะไม่ช่วยให้ฐานะของดิฉันดีขึ้นเลย"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล "เมื่อยูไม่พูดก็ดีแล้ว ไอจะบังคับให้ยูสารภาพความจริงให้จงได้" แล้วเขาก็หันมาทางพรรคพวกของเขา "เฮ้-ควบคุมหล่อนไว้ให้ดีอย่าให้หนีได้"

นิกรยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"กันรับรองว่าไม่มีทางหนี พอวิ่งหนีกันกระตุกผ้าเช็ดตัวหลุดหล่อนก็ไปไหนไม่รอด ขืนหลุดออกไปนอกตึกก็ถูกหมาฟัดตาย"

ดร.ดิเรกเดินตรงไปที่ตู้เหล็กขนาดใบใหญ่ใบหนึ่ง เขาเอื้อมมือกดปุ่มสวิชท์ไฟที่ผนังตึก กระแสไฟฟ้าทำให้บานตู้เลื่อนออกโดยกลไกอัตโนมัติ ตู้เหล็กนี้เป็นที่เก็บหุ่นยนต์รวมสองตัวคือหุ่นบ๊อบบี้และหุ่นบิลลี่ ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตกว่ามนุษย์ และเป็นหุ่นวิเศษที่สามารถเคลื่อนไหวได้ พูดได้และปฏิบัติตามคำสั่งได้ นายแพทย์หนุ่มเอื้อมมือเปิดเครื่องกลไกไฟฟ้าที่ตัวหุ่นบิลลี่ ทันใดนั้นเอง หุ่นอีเล็คทรอนิคก็เริ่มทำงานตามจังหวะกลไกบังคับ นัยน์ตาของมันลืมโพลงแสงที่ออกมาจากดวงตาของมันนั้นสีแดงเข้ม ริมฝีปากของหุ่นบิลลี่ขยับไปมาแล้วมันก็เดินโย่งเย่งออกมาจากตู้เหล็ก

ล่องหนสาวอกสั่นขวัญแขวน ใบหน้าของหล่อนซีดเผือด หล่อนถอยหลังกรูดและมองดูหุ่นวิเศษของ ดร.ดิเรกด้วยความตื่นเต้นหวาดกลัว หุ่นยนต์เดินรี่เข้ามาหาหล่อนแล้วหยุดยืนกลางห้องมองดูคณะพรรคสี่สหาย นิกรกล่าวอย่างกันเอง

"ไงวะ บิลลี่ หมู่นี้แกไม่ได้แสดงความสามารถของแกเลย"

หุ่นยนต์ยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ก็คุณหมอท่านไม่ใช้ผมนี่ครับ ผมกับบ๊อบบี้ยืนตายอยู่ในตู้เหล็กมาร่วมเดือนแล้ว เมื่อยเต็มทน มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครครับ ถึงแต่งตัวน่าเสียวไส้อย่างนี้ผมเป็นเพียงหุ่นเห็นแล้วยังใจไม่สบาย"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ มองดูหุ่นบิลลี่ของเขาด้วยความเอ็นดูมัน

"หัวใจแกมีหรือวะบิลลี่"

หุ่นยนต์อมยิ้ม

"ทำไมจะไม่มีครับ หุ่นก็มีหัวใจเหมือนกัน"

ล่องหนสาวยืนตะลึงพรึงเพริด หล่อนตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าวที่หุ่นตัวนี้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว จะพูดคุยกันรู้เรื่องเหมือนกับว่ามันเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจคนหนึ่ง

ดร.ดิเรกยกมือตบศีรษะหุ่นยนต์ของเขา แต่แล้วก็รีบกระตุกมือออก สะดุ้งเฮือกสุดตัวเพราะกระแสไฟฟ้าในตัวหุ่นดูดเขา

"บิลลี่" นายแพทย์หนุ่มกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "ผู้หญิงคนนี้เป็นแนว ๕ ของพวกคอมมิวนิสต์"

บิลลี่ยิ้มแป้น

"อ๋อ ก็ดีซีครับ พวกเดียวกัน"

ดร.ดิเรกทำคอย่นแล้วตวาดแว๊ด

"ไม่ใช่โว้ย"

"อ้าว-ก็คุณเคยสอนผมว่า ค่ายเสรีประชาธิปไตยจะทำให้โลกได้รับเสรีภาพอย่างแท้จริง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ พูดเสริมขึ้นอย่างขบขัน

"เอ็งมันเลอะเทอะเสียแล้วบิลลี่ คอมมิวนิสต์เป็นศัตรูกับประชาธิปไตยโว้ย มันมีแผนการที่จะทำลายล้างประเทศชาติที่รักของเรา"

บิลลี่ทำตาปริบๆ กล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"แล้วผมชาติอะไรล่ะครับ"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"แกก็ชาติไทยน่ะซี แกเป็นคนไทยทั้งเชื้อชาติและสัญชาติไทยเพราะดิเรกเป็นคนสร้างแกขึ้น เมื่อดิเรกเป็นคนไทยแกก็ต้องเป็นคนไทย"

บิลลี่นิ่งคิด

"จริงครับ แล้วทำไมชื่อผมเป็นฝรั่งล่ะครับ"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คนไทยที่มีความรู้โดยมากเขาทำอะไรต้องเป็นฝรั่ง การกินการอยู่ก็พยายามให้เหมือนฝรั่ง พูดคุยกันก็ต้องพูดฝรั่งหรืออย่างน้อยก็มีภาษาฝรั่งปนอยู่ด้วย โดยเฉพาะดิเรกมันเคารพบูชาฝรั่งเหมือนบิดาบังเกิดเกล้า มันทำอะไรเป็นฝรั่งทั้งนั้น เลยตั้งชื่อแกเป็นฝรั่ง"

ดร.ดิเรกทำตาเขียวกับพล

"แล้วเสือกมาด่ากันทำไม กันไม่เคยขึ้นไปนั่งเล่นบนกบาลแกเลย" พูดจบเขาก็หันมาทางหุ่นบิลลี่ของเขา "เฮ้....ผู้หญิงคนนี้เป็นล่องหนหายตัวเข้ามาในบ้านเรา พวกเราจับได้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แต่หล่อนไม่ยอมบอกว่าหล่อนเป็นใคร แกจัดการสอบสวนหน่อยซี ถามดูให้รู้แน่ว่าหล่อนเป็นใคร ใครเป็นคนจ้างหรือใช้หล่อนมาที่นี่ ซักให้ละเอียด เราจะได้รีบไปทลายรังใหญ่ของมันเพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติ"

"ครับ ถ้าหล่อนไม่ยอมพูดกับผมล่ะครับ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเสียงกังวาน

"ถ้าไม่พูดก็สังหารหล่อนเสียด้วยกระแสไฟฟ้าในตัวของแก พวกเราอยากจะดูเหมือนกันคนที่ติดไฟฟ้าตายนั้น ก่อนจะตายจะดิ้นทุรนทุรายสักแค่ไหน"

หุ่นอีเล็คทรอนิคก้มศีรษะรับคำสั่ง ดร.ดิเรกแล้วเดินรี่เข้าไปหาล่องหนสาว มันปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกจากนิ้วมือทั้งสองของมันเป็นประกายแปลบปลาบตา สาวครึ่งชาติเผลอตัวหวีดร้องออกมาคำหนึ่งแล้วถอยหลังไปตามส่วนลึกของห้อง หุ่นบิลลี่เดินตามเรื่อยๆ มันยกมือชี้หน้าหล่อนในท่าคุกคามพูดขู่ทำลายขวัญหล่อน

"อย่าหนี ถ้าไม่อยากตายก็สารภาพมาตามตรง เธอน่าจะรู้ดีว่าคนติดไฟฟ้าตายนั้น มันตายอย่างน่าทุเรศเพียงใด เธอจะดิ้นรนจนหมดแรง จะร้องให้คนช่วยก็ร้องไม่ออก กระแสไฟฟ้าในตัวฉันจะเข้าสู่ตัวเธอจนกระทั่งร่างของเธอจะลุกไหม้เหมือนแผ่นกระดาษ แล้วก็จะเป็นเถ้าถ่านไป"

ล่องหนสาวถอยไปติดตู้นิรภัยขนาดยักษ์ของ ดร.ดิเรก ใบหน้าของหล่อนซีดเผือด อกสั่นขวัญแขวนด้วยความรักตัวกลัวตาย หุ่นยนต์เค้นหัวเราะเสียงลั่นห้องใต้ดิน มันยกมือทั้งสองขึ้นทำท่าเหมือนจะตะครุบคอหล่อน ประกายไฟฟ้าแลบออกมาจากมือของมันน่าหวาดเสียว

"โอ๊ย-ฉันยอมสารภาพแล้ว" สาวสวยร้องขึ้นดังๆ

หุ่นบิลลี่ลดมือลงเปลี่ยนท่าเป็นท้าวเอว ใบหน้าของมันถมึงทึงน่ากลัว นัยน์ตาของมันเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวและสีเหลือง แต่แสงที่พุ่งออกมาจากดวงตานั้นแรงกล้ามากมันมาพูดกับ ดร.ดิเรกทันที

"คุณหมอ....เชิญมาสำรากกับเขาเองเถอะครับ ผมพูดไม่ใคร่เป็นไม่รู้ว่าจะสำรากว่ายังไง"

ดร.ดิเรกทำหน้าชอบกล

"สัมภาษณ์โว้ยไม่ใช่สำราก"

หุ่นบิลลี่นิ่งคิด

"อ้อ-จริงแหละครับ มาซีครับผมจะคุมตัวหล่อนไว้ ถ้าหล่อนไม่พูด ผมจะปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าตัวหล่อน"

นายแพทย์หนุ่มพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปหาหุ่นยนต์และล่องหนสาว นิกรยิ้มให้หล่อนแล้วกล่าวว่า

"อากาศในห้องใต้ดินร้อนอ้าวเหลือเกิน ขอยืมผ้าขนหนูที่เธอคาดหน้าอกให้ฉันเช็ดเหงื่อที่หน้าหน่อยเถอะ"

สาวครึ่งชาติรีบยกมือปิดหน้าอกแล้วสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกค่ะ คุณก็เห็นแล้วว่าดิฉันไม่มีเสื้อแม้แต่ยกทรง"

ดร.ดิเรกเริ่มต้นสอบสวนหล่อนเป็นงานเป็นการ

"เธอชื่ออะไร"

ล่องหนสาวเต็มไปด้วยความเกรงกลัวหุ่นยนต์ จึงยอมสารภาพโดยดี

"ดิฉันชื่อวีณาค่ะ"

"วีณา " เสี่ยหงวนทวนคำ "แซ่อะไร"

หล่อนยิ้มแห้งๆ

"ดิฉันไม่มีแซ่"

"อะไรไม่มีแซ่" กิมหงวนดุ "แล้วเธอเอาอะไรปัดยุงบอกมาตามตรง เธอใช้นามสกุลว่ากระไร"

"คาลอฟค่ะ"

"วีณา คาลอฟ" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "บิดาของเธอเป็นชาวยุโรป"

"ค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบบ่าหล่อนและยิ้มให้หล่อน

"วีณา เธอได้ทำผิดอย่างมหันต์ เธอเป็นเครื่องมือของพวกคอมมิวนิสต์ เธอบุกเข้ามาในห้องวิทยาศาสตร์ของเราก็เพื่อขโมยสูตรต่างๆ อันมีค่าควรเมืองของฉัน หรือมิฉะนั้นก็มีเจตนาก่อวินาศกรรมระเบิดห้องทดลองนี้ ความผิดของเธอจะต้องถูกยิงเป้า แต่ฉันสงสารเธอมาก สาวสวยอย่างเธอคงยังไม่อยากตายหรอก เราจะช่วยเธอเองคือให้ตำรวจกันเธอไว้เป็นพยานในศาลทหาร แต่เธอจะต้องสารภาพความจริงทั้งหมด"

วีณา ล่องหนสาวนึกตรึกตรอง ในที่สุดหล่อนก็ตัดสินใจเอาตัวรอด

"ตกลงค่ะ คุณหมอ แต่ว่าคุณหมอมีวาจาสัตย์จริงๆ หรือคะ"

ดิเรกลืมตาโพลง

"ฉันขอเอาเกียรติของฉันเป็นประกัน คนอย่างด็อกเตอร์ดิเรกยึดมั่นในคติพจน์ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ เสียอัฐดีกว่าเสียเงิน"

หล่อนยิ้มเศร้าๆ

"ถ้าเช่นนั้นดิฉันยินดีเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากถูกยิงเป้า แต่เมื่อสารภาพความจริงแล้วดิฉันก็ไปจากนี่ไม่ได้ ดิฉันจะต้องอยู่ในความคุ้มครองของคุณหมอกับพรรคพวกค่ะ"

พลพูดเสริมขึ้น

"ทำใจให้สบายน้องสาว ถ้าเราได้รู้ความจริงจากเธอ เราจะจัดการทลายรังใหญ่ของพวกแดงให้ราบคาบในวันพรุ่งนี้ ลากคอหัวหน้าและพรรคพวกของมันเอามาให้หมด"

ล่องหนสาวสั่นศีรษะช้าๆ

"พวกคุณทลายรังที่ดิฉันร่วมงานกับเขาได้แห่งเดียวเท่านั้น คุณทราบหรือเปล่าคะว่า หน่วยใต้ดินของคอมมิวนิสต์ในกรุงเทพฯ มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ดิฉันเองทราบว่ามีจริง แต่ก็ไม่ทราบว่าสำนักหน่วยใต้ดินอยู่ที่ไหนบ้าง ถ้าพวกคุณกรุณาช่วยดิฉัน กันดิฉันไว้เป็นพยาน คอมมิวนิสต์ก็จะสังหารฆ่าดิฉัน"

จบเล่ม ๑ โปรดอ่านต่อเล่ม ๒