พล นิกร กิมหงวน 066 : นักดาบสามเกลอ

เมื่อเหล้าเข้าปาก สุภาพบุรุษผู้มีเกียรติบางท่านก็กลายเป็นกุ๊ย ส่วนผู้ที่เป็นกุ๊ยอยู่แล้ว ก็เลยกลายเป็นมหากุ๊ยหรืออสรกุ๊ยไปเลย เหล้าย่อมแสดงออกถึงนิสัยอันแท้จริงของคนเรา เหล้ามีคุณอนันต์แต่มีโทษมหันต์

คืนนั้น สมาคมจีน-ไทย-แขกสามัคคีแห่งประเทศไทยได้จัดงานราตรีสโมสรขึ้นเนื่องในวันครบรอบปีที่ ๒๐ ของสมาคม และนับว่าเป็นงานมโหฬารยิ่ง เพราะมีการประกวดเทพีสามชาติ คือสาวไทย สาวจีน และสาวแขก ผู้ที่ได้ครองตำแหน่งยอดพธูสามชาติจะได้สวมมงกุฎเพชรมูลค่า ๕๐,๐๐๐ บาท และได้รับรางวัลเงินสดอีกหนึ่งแสน ดังนั้นจึงปรากฏว่ามีสาวๆ ทั้งสามชาติมาสมัครเข้าประกวดเกือบ ๑๐๐ คน กรรมการคัดเลือกไว้เพียง ๑๓ คน เท่านั้น ซึ่งแต่ละนางแฉล้มแช่มช้อย และเป็นสุภาพสตรีผู้มีเกียรติจริงๆ

อาเสี่ยกิมหงวนของเราดำรงตำแหน่งเป็นนายกของสมาคมนี้ เขาจึงต้องเหน็ดเหนื่อยมากในการวิ่งเต้นจัดงานและหมดเปลืองเงินทองส่วนตัวไปไม่น้อย ส่วนกรรมการของสมาคมซึ่งมีทั้งไทย-จีน-แขก ก็ได้ร่วมมือกับกิมหงวนของเราเป็นอย่างดี ทุกคนตั้งใจจะให้เป็นงานราตรีสโมสรที่มีเกียรติและยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปีนี้

พอตกค่ำเจ้าหน้าที่รับแขกของสมาคมต้องทำงานอย่างหนัก สมาคมได้จำหน่ายบัตรผ่านประตู ๓๐ บาท สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของชมรม ถึงแม้บัตรมีราคาตั้ง ๓๐ บาท ห้องโถงอันกว้างใหญ่ของสมาคม ก็ไม่พอต้อนรับสมาชิกและท่านผู้มีเกียรติ โต๊ะอาหารเต็มหมดก่อน ๑๙.๐๐ น. โดยมามีการสั่งจองโต๊ะล่วงหน้าหลายวัน

ท่ามกลางแสงไฟสี เสียงดนตรีลีลาศครางกระหึ่มอยู่ตลอดเวลา วงหนึ่งหยุดพักอีกวงหนึ่งก็บรรเลงแทนสลับกันไป หนุ่มๆ สาวๆ และพวกจิ้งจอกสังคมทั้งหลายได้ลีลาศกันอย่างสนุกสนาน วาดลวดลายกันสุดฝีมือ ทุกคนแต่งกายโอ่อ่า โดยเฉพาะคุณๆ ผู้หญิงทั้งหลายที่พยายามโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งในชุดราตรี

เวลาผ่านไปความสนุกสนานก็มากขึ้น การขว้างแก้วเหล้าแสดงกริยาฮึดฮัด ทำท่าจะชกปากกันมีอยู่บ่อยๆ แต่แล้วก็มีผู้ห้ามปรามขอให้เลิกแล้วต่อกัน

อาเสี่ยกิมหงวนนายกของสมาคมเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียระเหี่ยใจเหลือที่จะกล่าว เขาแต่สากลชุดสีเทาแอบมานั่งจิบวิสกี้เงียบๆ อยู่ในห้องสมุดตามลำพัง ปล่อยให้พล, นิกร ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจนึกฯ และสี่นางนั่งรับประทานอาหารอยู่ในห้องโถงใหญ่ คณะพรรคสี่สหายของเราทุกคนต่างเป็นสมาชิกของสมาคมนี้

ขณะนี้เป็นเวลา ๒๐.๐๐ น. อีกหนึ่งชั่วโมงการประกวดยอดพธูสามชาติก็จะเริ่มต้น ซึ่งการประกวดนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะเป็นประธานกรรมการ และนันทา, ประภา, ประไพ, นวลลออ เป็นกรรมการ ฉะนั้นในคืนนี้สี่นางของเราจึงแต่งการหรูหราที่สุด ราวกับจะเย้ยสาวๆ ให้ได้อาย ทุกคนแต่งหน้าแต่งผมงามแฉล้มแช่มช้อย ทุกคนแต่งเครื่องเพชรวูบวาบราคาเป็นแสนๆ และเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครตลอดเวลา พวกจิ้งเหลนทั้งหลายน้ำลายสอไปตามกัน นึกในใจว่าถ้าได้เป็นชู้กับ ๔ นางคนใดคนหนึ่ง เขาก็คงจะมีความสุขไปตลอดชีวิต

อาเสี่ยกิมหงวนยอมรับว่า การทำงานใหญ่เช่นนี้ทำให้เขาเหนื่อยมากทีเดียว ตั้งแต่เที่ยงแล้วเขาไม่ได้รับประทานอาหารเลย คงสูบบุหรี่และดื่มวิสกี้เท่านั้น

เจ้าแห้วแต่งชุดราตรีในบทบาทสุภาพบุรุษ เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องสมุด และหยุดยืนข้างๆ กิมหงวน

"อาเสี่ยครับ"

"เออ-ว่าไงวะ คุณอาทั้งสองมาแล้วหรือ"

"รับประทานท่านมาไม่ได้ครับ ท่านให้ผมมาเรียนอาเสี่ยว่า ขอให้จัดให้คนอื่นมอบมงกุฎเพชรและถ้วยเงินให้นางงามแทนท่าน"

"ตายละวะ ก็สูจิบัตรพิมพ์ออกไปแล้วว่า คุณอาหญิงจะเป็นผู้สวมมงกุฎและให้ถ้วยเงินแก่ยอดพธูสามชาติ ทำไมท่านถึงไม่มาละ"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานท่านเกิดพะบู๊กันครับ"

"หา? ตีกันเรอะ"

"ครับ-รับประทานความจริงเรื่องมันไม่น่าตีกันเลย รับประทานคุณหญิงท่านสวมเสื้อคอกว้างครับ เจ้าคุณท่านสัพยอกว่า คุณหญิงคงจะอวดพวกหนุ่มๆ ในงานนี้ รับประทานคุณหญิงท่านโกรธ คว้ามะม่วงอกร่องในพานผลไม้ผลหนึ่งขว้างหน้าเจ้าคุณครับ"

"ขว้างผิด"

"รับประทานไม่ผิดน่ะซีครับ ท่านเจ้าคุณแต่งชุดราตรีเรียบร้อยแล้ว ถูกมะม่วงหน้าตาเลอะเทอะหมด รับประทานท่านโมโหเต้นเร่าๆ กระโดดเข้าชกคุณหญิง รับประทานเลยล่อกันอุตลุด ข้าวของแตกบรรลัยหมด"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ว้า-คนแก่ตีกันโว้ย แล้วใครห้าม"

"รับประทานใครจะกล้าห้ามครับ อยู่แต่พวกผมเจ้านายไม่อยู่สักคน ท่านปะทะกันสักครู่ก็ราข้อกันไปเอง คุณหญิงท่านตะโกนเรียกให้ผมมาเรียนอาเสี่ยว่าท่านมาไม่ได้ รับประทานปากท่านปลิ้นเหมือนครุฑครับ ส่วนเจ้าคุณนัยน์ตาเขียวปั้ดขนาดขนมครก"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"เมื่อท่านมาไม่ได้ กันก็จะเชิญสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์คนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่อันมีเกียรติแทนคุณอาหญิง อ้า-แกอยู่ว่างๆ ออกไปช่วยรับแขกหน่อยซีนะ แล้วก็ถ้าจะมีการเตะปากกันขึ้น แกพอจะห้ามปรามขอร้องให้เลิกกันได้ก็ควรทำเสีย คืนนี้น่ะมันยุ่งละ พวกจิ้งเหลนตั้งหลายสิบคนไม่รู้ว่าหลุดมาจากไหน ส่งเสียงเจี้ยวจ้าวลั่นไปหมด"

"รับประทานก็เขามีเงินซื้อบัตร"

"นั่นน่ะซี อ้ายพวกนี้แหละมันทำให้งานดีๆ ที่มีเกียรติกลายเป็นงานที่ไร้เกียรติ แกออกไปเถอะแล้วแกจะได้ยินคำพูดที่หยาบคายก้าวร้าวคนอื่น แกจะได้พบกิริยามารยาทอันแสนเลวทรามของคนไม่กี่คนที่ทำให้สุภาพชนรังเกียจ เอือมระอาและหมดสนุก"

"รับประทานผมไล่เตะออกไปจากสมาคมดีไหมครับ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"แกทำได้หรือ"

"รับประทานก็สงสัยเหมือนกันแหละครับว่าทำไม่ได้" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินออกไปจากห้องสมุดท่าทางภาคภูมิ

พนักงานรับใช้คนหนึ่งเดินสวนกับเจ้าแห้วเข้ามา ถือถาดใส่วิสกี้ผสมโซดาหนึ่งแก้วและมันทอดอีกจานหนึ่ง นำมาเสิฟให้กับนายกของสมาคม อาเสี่ยกล่าวคำขอบใจและรางวัลไปร้อยบาท

เวลาผ่านพ้นไปในราว ๑๕ นาที

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งสากลชุดสีขาววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องสมุดด้วยท่าทางตื่นเต้น

"หงวน หงวนโว้ย เร็วเข้า"

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"

"ออกไประงับเหตุหน่อยเถอะ พวกจิ้งเหลนกลุ่มหนึ่งกำลังเกี้ยวเมียแก ทะลึ่งเข้ามานั่งร่วมโต๊ะทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะอย่างเหนื่อยใจ

"ช่างเขาเถอะครับ นวลคงบอกเขาเองว่าหล่อนมีผัวแล้ว"

ท่านเจ้าคุณทำตาโต

"บอกมันแล้ว อ้ายจิ้งเหลนตัวนั้นมันบอกว่าถึงมีแล้วมันก็ไม่รังเกียจ แกออกไปบอกกับตำรวจรักษาการให้จัดการลากคอมันออกไปหน่อยเถอะวะ ทำไมมันกุ๊ยอย่างนี้ก็ไม่รู้"

กิมหงวนลุกขึ้นยืน

"แล้วอ้ายสามคนนั้นทำไมมันนั่งเฉยอยู่ล่ะครับ"

"เจ้าสามคนพาเมียออกไปเต้นรำ ทิ้งอาอยู่ที่โต๊ะกับยายนวลเพียงสองคนเท่านั้น"

"คุณอาน่าจะเตะมันสักป้าบหนึ่ง" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

"อยากจะเตะเหมือนกัน แต่กลัวมันจะสู้อา พวกมันตั้งสี่คนแต่ละคนท่าทางบอกว่าเป็นนักเลงอันธพาล"

เสี่ยหงวนไม่พูดอะไรอีก เดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากห้องสมุดและตรงไปยังห้องโถงของสมาคม

ขณะนี้การลีลาศยังคงดำเนินไปอย่างสนุกสนาน พล, นิกร, และ ดร. ดิเรก ประคองกอดเมียรักของเขาอยู่กลางฟลอร์ท่ามกลางเสียงดนตรีอันไพเราะ หนุ่มๆ สาวๆ อีกหลายคู่ ล้วนแต่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เขาเต้นรำกัน กระซิบกระซาบออเซาะฉอเลาะกัน บางคู่ก็สนุกไปอย่างแกนๆ เพราะเกรงว่าสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหึ่งจะมาเห็นเข้า

เมื่อเสี่ยกิมหงวนเดินเข้ามาที่โต๊ะเมียรักของเขา เป็นเวลาที่จิ้งเหลนหนุ่มตัวนั้นกำลังจีบนวลลออด้วยวาทะศิลปของจอมเจ้าชู้ ส่วนเพื่อนๆ สามสี่คนเลี่ยงออกไปที่เฉลียงด้านนอก ทั้งนี้ก็เพราะรู้สึกละอายใจที่ถูกใครๆ เขามองอย่างเหยียดหยาม

กิมหงวนยกมือขวาตบบ่าจิ้งเหลนตัวนั้น พอเจ้าหมอนั่นเงยหน้าขึ้นมองดูเขา อาเสี่ยก็พูดยิ้มๆ

"ขอโทษนะครับนี่เมียผม"

จิ้งเหลนจุ๊ย์ปาก

"จะเมียคุณหรือเมียใครผมก็เกี้ยวได้ทั้งนั้นเมื่อผมพอใจ หรือคุณอยากจะกินมีดคู่ คุณรู้จักมีดคู่ไหม"

อาเสี่ยหัวเราะอย่างเศร้าใจ และนึกแปลกใจที่เจ้าหนุ่มจิ้งเหลนผู้นี้หลบหลีกการการกวาดล้างของเจ้าพนักงานตำรวจมาได้อย่างไร

"มีดคู่น่ะมันของเด็กเล่นนี่คุณ ขนาดผมปืนพกหรือระเบิดมือยังเฉยๆ "

เจ้าหมอนั่นลุกขึ้นทันที ท่าทางของเขาเป็นนักเลงเต็มตัว

"คุณเป็นใคร" เขาถามกิมหงวน

"ผมคือนายกสมาคมนี้"

"โธ่-แล้วเฮียก็ไม่บอกผมเสียในตอนแรกด้วย แฮ่ะ แฮ่ะ ขอโทษนะครับ ผมนึกว่าเฮียเป็นแขกที่มาเที่ยวเช่นเดียวกัน เรื่องที่ผมแสดงท่าเป็นนักเลงไปหน่อย อย่าให้ถึงตำรวจหรือสารวัตรทหารเลยนะครับ ผมขอปวารณาตัวเป็นเด็กของเฮียคนหนึ่ง คืนนี้ถ้าใครรวนกับเฮียผมแสดงเอง"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"เห็นจะไม่มีใครรวนกับผมหรอกคุณ เพราะผู้ที่อยู่ในสมาคมก็ล้วนแต่เป็นสุภาพชนด้วยกันทั้งนั้น"

"ก็ไม่แน่ครับเฮีย อาจจะมีหมาจิ้งจอกเอาหนังราชสีห์คลุมมาเหมือนอย่างผมก็ได้ งานราตรีสโมสรเดี๋ยวนี้ไม่ว่างานไหนต้องมีกุ๊ยปะปนด้วยเสมอ เราจะรู้ก็ตอนที่เขายัดเหล้าเข้าไปนั่นแหละครับ พอเมาเหล้าหางมันก็ออกมาเอง" พูดจบจิ้งเหลนหนุ่มก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น

ดนตรีลีลาศจบเพลงแล้วท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว แต่แล้วดนตรีอีกวงหนึ่งก็เริ่มเพลงใหม่ พล, นิกร, และ ดร.ดิเรก ต่างประคองเมียของเขาออกมาจากฟลอร์ลีลาศและตรงมาที่โต๊ะอาหารซึ่งกิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และนวลลออกำลังนั่งมองดูอยู่

นวลลออตบมือเบาๆ

"คุณนันเต้นรำได้หยดย้อยไปเลยค่ะ คือนี้คุณนันสวยจัง"

นันทายิ้มให้เพื่อนของหล่อน

"แต่สวยก็สู้คุณนวลไม่ได้ ทำไมคุณไม่ลองเต้นสักเพลงล่ะคะ จังหวะแซมบ้าอย่างนี้น่าเต้นออกค่ะ ออกไปเต้นกับอาเสี่ยให้พวกเราดูหน่อยสิคะ"

อาเสี่ยโบกมือแล้วพูดเสริมขึ้น

"ผมเต้นไม่ไหวหรอกคุณนัน มันเหนื่อยและอ่อนเพลียจนบอกไม่ถูก ตั้งแต่เช้าข้าวสักเม็ดเดียวก็ไม่ได้ตกถึงท้อง"

นิกรลืมตาโพลง

"แล้วจะทนหิวอยู่ทำไมล่ะ สั่งนะ กันสั่งเองแล้วแกเป็นคนจ่ายบิล" พูดจบนิกรก็ร้องเรียกพนักงานรับใช้คนหนึ่งให้มาหาเขาสั่งเหล้าและอาหารมากมาย

งานฉลองครบปีที่ ๒๐ ของสมาคมไทย-จีน-แขกสามัคคีแห่งประเทศไทยได้เป็นไปอย่างสนุกสนาน ก่อนจะถึงเวลาประกวดยอดพธูมีการชกต่อยกันบ้างสองสามราย บรรดานักธุรกิจชาวภารต ชาวจีน และชาวไทยได้นั่งร่วมโต๊ะกันสรวลเสเฮฮากันเหมือนน้องพี่ พ่อค้าจีนสองคนช่วยกันปลุกปล้ำพ่อค้าแขกเคราดก พยายามเอาหมูหันชิ้นหนึ่งยัดใส่ปากจนได้ แต่แล้วก็ปรากฏว่านายห้างขายผ้าคนนี้ชอบกินหมูมากกว่าอาหารชนิดอื่น

พอได้เวลา ๒๑.๐๐ น. ตรง นิกร การุณวงศ์ โฆษกของงานนี้ก็เข้าประจำไมโครโฟนหน้าเวที เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงทันที นายจอมทะเล้นแต่งชุดราตรีสง่าผ่าเผย เขาก้มศีรษะโค้งคำนับท่านผู้มีเกียรติและไร้เกียรติทั้งหลายแล้วเขาก็กล่าวว่า

"ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษที่เคารพ บัดนี้เราจะได้เริ่มประกวดยอดพธู ๓ ชาติแล้ว มีสุภาพสตรีชาวไทย, ชาวจีน และชาวภารตเข้าประกวดรวมทั้งหมด ๑๓ คนด้วยกัน ซึ่ง ๑๓ คนนี้ คณะกรรมการได้คัดเลือกจากผู้ที่เข้าสมัครหลายร้อยคน จึงเป็นอันแน่ใจว่าสุภาพสตรีทั้ง ๑๓ คนนี้ แต่ละคนสวยราวกับหยาดฟ้ามาแต่กระยาหงันทีเดียว"

จิ้งเหลนตัวหนึ่งเมาแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน ได้ร้องตะโกนขึ้นดังๆ ว่า

"กระยาหงันน่ะมันนรกหรือสวรรค์กันแน่โว้ยโฆษก"

นิกรมองไปทางกลุ่มจิ้งเหลนหรือฝูงหมาจิ้งจอกที่คลุมหนังราชสีห์ แต่เสียงที่ร้องบอกให้รู้ว่าเป็นหมาจิ้งจอก

"ผมหมายถึงสวรรค์ครับ"

เสียงตบมือเป่าปากดังขึ้นทันที บรรดาสุภาพชนต่างเอือมระอาไปตามกัน ถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะมีอัศวินนอกเครื่องแบบเข้าไปกระซิบพวกจิ้งเหลนให้ออกไปจากสมาคมโดยวิธียื่นคำขาด ซึ่งจิ้งจอกสังคมจะรีบเผ่นไปตามกันเพราะกลัวเน่าหรือถูกฝังทั้งเป็น

นิกรพูดไมโครโฟนต่อไป

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขณะนี้ท่านประธานกรรมการและคณะกรรมการได้เข้าประจำที่แล้ว ก่อนที่ยอดพธูสามชาติจะออกมาโชว์เรือนร่างให้ท่านเห็น กระผมขอเรียนให้ท่านได้ทราบนามของเธอไว้ด้วยตามอันดับหมายเลขต่อไปนี้ หมายเลข ๑ นางสาวซุไบด๊ะ หมายเลข ๒ นางสาวนิ่มนวล เหมาะสมัย หมายเลข ๓ นางสาวเพ็กเอ็ง แซ่ปั้ง หมายเลข ๔ นางสาว กฤษณาลักษมี หมายเลข ๕ นางสาวพัชรินทร์ วิเศษสุด หมายเลข ๖ นางสาวกิมเน้ย บ้ออิ้ว หมายเลข ๗ นางสาวสุมิตราวดี หมายเลข ๘ นางสาวจิ้มลิ้ม บานบุรี หมายเลข ๙ นางสาวเง็กลั้ง แซ่เจี๊ยะ หมายเลข ๑๐ นางสาวศกุลตลา รามราช หมายเลข ๑๑ นางสาวแจ๋วแหวว ชอบเงิน หมายเลข ๑๒ นางสาวกิมค้อ แซ่ยิ้ม และอันดับสุดท้ายหมายเลข ๑๓ นางสาวโสภา พงษ์โสภิต ผู้ชนะเลิศการในประกวดยอดพธูสามชาติในคืนนี้ จะได้รับรางวัลมงกุฎเพชร ราคา ๕๐,๐๐๐ บาท

เสียงจิ้งจอกสังคมคนหนึ่งตะโกนขึ้น

"เพชรจริงๆ หรือเพชรเก๊โว้ย"

"เพชรจริงๆ ครับท่าน" นิกรตอบนอบน้อม "ถ้าท่านสงสัยเชิญชมได้ที่พระยาปัจจนึกพินาศประธานกรรมการ อ้า-นอกจากมงกุฎเพชรแล้วยังจะได้ถ้วยเงินเกียรติยศขนาดใหญ่ และเช็คแสนบาท"

มีเสียงร้องตะโกนขึ้นอีก

"เช็คเดี๋ยวนี้เชื่อไม่ได้ มีเงินในแบงค์หรือเปล่า"

โฆษกอมยิ้ม

"เช็คที่สั่งจ่ายแสนบาท เป็นเช็คของอาเสี่ยกิมหงวนนายกของสมาคมนี้ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีของประเทศไทยครับ"

"เออ-ถ้ายังงี้ใช้ได้ เสี่ยกิมหงวนนักฉีกแบงค์ใช่ไหมล่ะ"

นิกรพูดไมโครโฟนต่อไป

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ต่อจากนี้ไปสุภาพสตรีทั้งสามชาติผู้เข้าประกวดรวมทั้งหมด ๑๓ คนจะได้ออกมาเดินให้ท่านชมและให้คณะกรรมการพิจารณา ขอเชิญชมได้ครับ และกรุณางดการขว้างปาด้วยจะขอบคุณยิ่ง"

ดนตรีลีลาศบรรเลงเพลงในจังหวะวอลซ์เบาๆ สาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อย นวยนาดออกมาจากหลืบทางขวามือของฟลอร์ท่ามกลางเสียงตบมือ ไฟฉายอันสว่างจ้าหลายดวงจับร่างนางงามเหล่านี้ แต่ละนางสวยหยาดเยิ้ม และทุกคนยิ้มระรื่นโดยเฉพาะสาวชาวภารตะจมูกโด่งนัยน์ตาคม แต่ตะโพกและก้นใหญ่มากไปหน่อย บางคนก็ท้องพลุ้ยเพราะรับประทานนมเนยมากเกินไป สาวจีนอรชรอ้อนแอ้นปากนิดจมูกหน่อย สาวไทยทั้งสวยทั้งน่ารัก บรรดาช่างภาพหรือที่เรียกว่าตากล้องเริ่มวุ่นวายอย่างน่ารำคาญ กล้องถ่ายรูปส่วนมากไม่มีฟิล์ม บ้างก็ไม่มีแฟร็ชไล้ท์ เสียงจ้อกแจ้กจอแจ เสียงตะโกนโดยไม่มีเหตุผลดังอยู่ตลอดเวลา

นันทา, นวลลออ, ประภา, และประไพ กรรมการให้คะแนนนั่งวางท่าโก้เก๋อยู่บนเก้าอี้นวมตอนหน้าฟลอร์ ใครต่อใครชมเปาะไปตามกัน สุภาพสตรีทั้ง ๔ คนที่เป็นกรรมการทั้งสวยและสง่า แสงไฟฟ้าส่องต้องเครื่องเพชรประกายวูบวาบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งหัวเหน่งเป็นประธานอยู่ระหว่างสี่นางและติดโบว์กรรมการหรูหรา ขณะนี้ประชาชนกำลังสนใจและพึงพอใจความงามของหญิงสาวหมายเลข ๔ หมายเลข ๗ และหมายเลข ๙ คือนางสาวกฤษณาลักษมี, นางสาวสุมิตราวดีชาวภารตและนางสาวเง็กลั้ง แซ่เจี๊ยะ สาวจีนผู้น่ารัก ซึ่งสมาคมจีนขาวแห่งประเทศไทยส่งเข้าประกวด

อย่างไรก็ตามผู้เข้าประกวดหมายเลข ๒ นางสาวนิ่มนวล เหมาะสมัย และหมายเลข ๖ นางสาวพัชรินทร์ วิเศษสุด ก็เรียกเสียงตบมือได้มาก ตากล้องรุมกันถ่ายภาพวูบวาบไปหมด ในทัศนของผู้ชมต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าผู้สมัครหมายเลข ๘ นางสาวจิ้มลิ้ม บานบุรี ขี้ริ้วที่สุด รูปร่างผอมกะหร่อง หลังโกง หน้าผากงอก ผิวคล้ำ หน้าอกแฟบ ขาทั้งสองข้างเล็กและลีบ แต่จิ้มลิ้มเป็นธิดาของผู้เรืองอำนาจคนหนึ่ง และ พณ. ท่านได้โทรศัพท์มาถึงเสี่ยหงวนเมื่อตอนบ่าย บัญชาว่าธิดาของท่านจะต้องได้สวมมงกุฎเพชร ดังนั้นอาเสี่ยกิมหงวนจึงแจ้งให้คณะกรรมการทราบไว้เป็นความลับ ซึ่งหมายความว่าผลการตัดสินคุณจิ้มลิ้ม บานบุรีต้องได้เป็นยอดพธูในคืนวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

นางงามทั้ง ๑๓ คน เดินกรีดกรายอยู่สักครู่ก็หายเข้าไปในฉาก ดนตรีบรรเลงเพลงต่อไปโฆษกนิกรประกาศให้ทราบว่า ขณะนี้กรรมการกำลังรวมคะแนนอยู่ เสียงวิพากย์วิจารณ์ดังแซดไปหมด ใครต่อใครหวังกันว่า หมายเลข ๔ หรือหมายเลข ๗ ต้องได้สวมมงกุฎอย่างแน่นนอน เพราะหล่อนสวยหยาดเยิ้มทั้งสองคน

เมื่อคณะกรรมการรวมคะแนนเสร็จเรียบร้อยอย่างส่งเดช ผู้ปล่อยตัวนางงามหรือ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ก็นำนางงามทั้ง ๑๓ คน ออกมาโชว์สัดส่วนอีกสักครั้งหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นเดินย้ายก้นไปยังไมโครโฟนหน้าวงดนตรี พอท่านก้มศีรษะโค้งคำนับเสียงตบมือก็ดังกราวไปทั่วทั้งห้อง จิ้งเหลนตัวหนึ่งตะโกนขึ้นดังๆ

"พระอาทิตย์ขึ้นกลางคืนโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเจื่อนๆ ท่านพูดไมโครโฟนด้วยเสียงฉาดฉาน

"ท่านผู้มีเกียรติและไร้เกียรติทั้งหลาย บัดนี้คณะกรรมการได้รวมคะแนนผู้ชนะเลิศในการประกวดยอดพธูสามชาติในคืนวันนี้ ได้แก่ผู้เข้าประกวด หมายเลข ๘ นางสาวจิ้มลิ้ม บานบุรี"

เท่านี้ เสียงฮาป่า เสียงโห่ร้อง เสียงตะโกนด่าก็ดังขึ้นทั่วห้องโถงใหญ่ แน่ละ การตัดสินของคณะกรรมการกับมติของมหาชนย่อมต่างหันเหมือนขาวกับดำ ประชาชนหลายคนต่างแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจในการตัดสินนี้ แล้วเสียงร้องพร้อมๆ กันก็ดังขึ้น

"กรรมการเฮงซวย กรรมการเฮงซวย กรรมการเฮงซวย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูมือขวาขึ้นขอร้องให้สงบปากสบเสียง น้ำอัดลมขวดหนึ่งปลิวมาแต่ไกลและหล่นลงกลางศีรษะท่านเจ้าคุณพอดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก ท่านพยายามฝืนยิ้มแต่นัยน์ตาทั้งสองข้างเหล่ไปเหล่มา ตำรวจรักษาการหลายคนกระจายกำลังออกไปเตรียมจับผู้ก่อเหตุร้าย สารวัตร ๓ คนเข้าร่วมมือด้วย สักครู่หนึ่งความอลเวงก็สงบเงียบลง

ท่านเจ้าคุณพูดไมโครโฟนต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ในสูจิบัตรที่ท่านได้รับแจกก็ได้ระบุรายละเอียดไว้แล้วว่าทัศนของคณะกรรมการอาจจะไม่ตรงกับทัศนของท่านก็ได้ ผู้ที่ชนะเลิศไม่จำเป็นจะต้องสวยที่สุดจากผู้ที่เข้าประกวด ฉะนั้นเมื่อคณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันตัดสินให้ผู้เข้าประกวดหมายเลข ๘ คือ นางสาวจิ้มลิ้ม บานบุรี เป็นผู้ชนะเลิศ คำตัดสินนี้จะไม่มีอุทธรณ์ ฎีกาอีกต่อไป ส่วนนางงามรองชนะเลิศได้แก่ผู้เข้าประกวดหมายเลข ๑ นางสาวกฤษณา ลักษมี และหมายเลข ๘ นางสาว พัชรินทร์ วิเศษสุด ขอได้โปรดทราบตามนี้"

เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังขึ้นอีกทั่วห้องโถง ส่วนมากร้องว่ากรรมการเฮงซวย ไม่มีใครสนใจพิธีมอบมงกุฎเพชรและถ้วยเงินให้นางสาวจิ้มลิ้ม มีแต่เสียงโห่ร้องฮาป่า

ใครคนหนึ่งท่าทางภูมิฐานเป็นสุภาพบุรุษที่มีอายุวัย ๕๐ เศษ ได้ปราดเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และต่อว่าอย่างไม่ไว้หน้า

"กระผมคิดว่านัยน์ตาของท่านคงไม่มีศิลป์แน่ๆ นางงามของใต้เท้าน่ะหน้าตาคล้ายๆ ปลาจวด ดูซีครับ ขาโตกว่าอ้อยขาไก่นิดเดียว จมูกแฟบหลังโก่ง อย่างนี้ต้องเรียกว่านางง่ามไม่ใช่นางงาม"

เจ้าคุณชักฉิว

"คุณกำลังหมิ่นประมาทผม"

"เอาซีครับ เมื่อใต้เท้าคิดว่าผมหมิ่นประมาทก็เชิญฟ้องร้องผมได้ ผมเป็นข้าราชการชั้นพิเศษอยู่กระทรวงมหาดไทย ผมชื่อขุนบริรักษ์ฯ ใครๆ ก็รู้จักผม อ้ายเรื่องความอยุติธรรมน่ะผมเกลียดเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"แต่ความยุติธรรมน่ะมันเป็นแต่เพียงคำพูดหรือตัวอักษรเท่านั้นแหละท่านขุน ผมจะบอกให้ทำไมเราถึงตัดสินให้คุณจิ้มลิ้มชนะเลิศ" พูดจบท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ก้มลงกระซิบกระซาบข้างหูท่านขุนบริรักษ์

ท่านขุนหน้าจ๋อย กริยาท่าทางที่คึกคักเข้มแข็งหายไปทันที

"ปู้โธ่-ถ้ายังงี้ผมจะไปว่าอะไรล่ะครับ ใต้เท้าตัดสินยุติธรรมแล้ว คุณจิ้มลิ้มไม่สวย แต่มองซึ้งแล้วสวยมาก ทั้งสวยทั้งสง่าทีเดียว การตัดสินของคณะกรรมการเป็นการตัดสินที่ถูกต้องครับ แล้วใต้เท้าโปรดอย่าบอกใครนะครับว่าผมคัดค้านการตัดสินของใต้เท้า แฮ่ะ แฮ่ะ ผมกราบลาละครับ ผมนี่มันเข้าทำนองปลาหมอเสียแล้ว ลูกตั้ง ๘ ยังพูดพล่อยๆ " พูดจบท่านขุนก็รีบเดินไปจากที่นั้น

สุภาพสตรีบรรดาศักดิ์อายุ ๖๐ เศษ คนหนึ่งเป็นผู้สวมมงกุฎเพชรให้นางงามแทนคุณหญิงวาด พิธีสวมมงกุฎเพชรให้นางงามแทนคุณหญิงวาด พิธีสวมมงกุฎเพชรแจกถ้วยเงิน มอบเช็คเงิน มอบเช็คเงินแสนและแจกรางวัลขันน้ำพานรอง เงินสดคนละสามหมื่นบาทแก่รองนางงามเกือบจะไม่มีใครเอาใจใส่เลย เสียงโห่ฮาป่าดังอยู่ตลอดเวลา คณะกรรมการถูกเยาะเย้ยถากถาง นางสาวจิ้มลิ้มถึงกับร้องไห้เพราะรู้ว่าประชาชนไม่ต้อนรับในตำแหน่งยอดพธูของหล่อน

เมื่อการประกวดนางงามสิ้นสุดลงการลีลาศก็เริ่มต่อไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิกรรมการยังไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามหญิงสาวผู้เข้าประกวดล้วนแต่มีใจเป็นนักกีฬา ถึงรู้แก่ใจว่าการตัดสินไม่ยุติธรรมก็ไม่มีใครต่อว่าหรือแสดงกิริยาไม่พอใจคณะกรรมการ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่นางต่างหมดความสุขเพราะถูกด่าว่าถากถางตลอดเวลา ในที่สุดอาเสี่ยกิมหงวนก็ชวนคณะพรรคของเขาทั้งหมดไปพักผ่อนในห้องกีฬาในร่มของสมาคม ซึ่งอยู่ทางหลังของห้องโถง แล้วกิมหงวนก็สั่งเหล้าเบียร์อาหารมาเลี้ยงพรรคพวกของเขา

สี่นางนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะเล่นสการ์ พล, นิกร, กิมหงวน, และดร. ดิเรกนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งคอตกอยู่บนม้ายาว ส่วนเจ้าแห้วปลีกตัวไปนั่งข้างประตู ภายในห้องมีแสงไฟสว่างจ้า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"แย่โว้ย เราถูกสวดยับไปเลย แต่มันเป็นเรื่องที่เราพูดไม่ได้ ถ้าหากว่าคุณจิ้มลิ้มไม่ได้สวมมงกุฎในคืนวันนี้เราก็จะต้องเดือดร้อนไปตามๆ กัน เราเคยได้รับความช่วยเหลือจากพณฯ ท่านในด้านการค้ามาไม่น้อย ถ้าท่านไม่ยอมช่วยเหลือเราก็แย่"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดตัดบท

"อย่าไปคิดอะไรให้มากเลยครับคุณอา โลกเรานี้มันโกงกันทั้งนั้นความยุติธรรมมีที่ไหน เป็นแต่เพียงคำพูดที่พูดกันเล่นโก้ๆ คุณอาตัดสินไปแล้วอย่าไปคิดถึงมันเลยครับ ใครจะด่าจะว่าก็ช่างมันทำหน้าตายเสียก็หมดเรื่อง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ใช้วิธีหน้าด้านแบบผมเป็นดีที่สุด สมัยนี้ต้องยึดคติพจน์ที่ว่าตะกละอิ่มท้อง จองหองท้องแห้ง ด้านได้อายอด ยิ่งรวยยิ่งโลภ ศีลธรรมเป็นเรื่องหลอกเด็กและคนโง่"

นันทามองมาที่โต๊ะสี่สหาย

"ชักจะบ้าน้ำลายแล้วนิกร ใครจะไปหน้าด้านเหมือนแก ฉันน่ะอายเขาจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เกิดมาไม่เคยคดโกงใครเลย เพิ่งจะโกงคราวนี้ แต่มันก็จำเป็นจริงๆ ถ้าคุณจิ้มลิ้มไม่ได้สวมมงกุฎเพชรเราก็จะเดือดร้อนมาก"

การสนทนาสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ เมื่อสุภาพบุรุษในวัยกลางคนรวม ๔ คนบุกเข้ามาในห้องกีฬาในร่ม ทั่ง ๔ คนแต่งชุดราตรีเรียบร้อย แต่อยู่ข้างจะมึนเมา กลิ่นวิสกี้ฟุ้งไปหมด

เขาปราดเข้ามาหา ๔ นาง และคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นทันที

"ผมนึกว่าว่าพวกคุณกลับบ้านเสียแล้ว เดินหาเสียทั่วตึก ที่แท้ก็แอบมาอยู่ที่นี่เอง"

ประไพยักคิ้วให้ในท่านักเลงเต็มตัว

"นั่งซีคะ"

"เก้าอี้ไม่มี" หมอนั่นพูดห้วนๆ

"ไม่มีก็นั่งเก้าอี้ลมซีคะ" ประไพแกล้งยั่ว "สมมติหรือติ่งต่างว่ามีเก้าอี้ นั่งเถอะค่ะแล้วเราจะได้คุยกันอย่างกันเอง"

"ไม่ต้อง" นายคนนั้นพูดเสียงแหลม "ผมอยากจะเรียนถามพวกคุณสักหน่อยว่า คุณนึกยังไงถึงได้ตัดสินให้ยายผีกะสือคนนั้นได้รับรางวัลชนะเลิศ ทั้งๆ ที่หน้าตาแกไม่เป็นสับปะรด เราประกวดนางงามหรือนางขี้ริ้วกันแน่ บอกผมหน่อยซิ"

ประภาตอบแทนน้องสาวของหล่อน

"ดิฉันเสียใจที่ทัศนะของคุณไม่เหมือนกับเรา พวกเราเห็นว่าคุณจิ้มลิ้มสวยที่สุดจึงตัดสินให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่เมื่อพวกคุณไม่เห็นพ้องด้วยดิฉันก็เสียใจและช่วยอะไรไม่ได้"

สุภาพบุรุษอีกคนหนึ่งเอ็ดตะโรลั่น

"กรรมการขี้โกง อย่างนี้ไม่ยุติธรรม น้องสาวของผมสวยกว่าเป็นกองควรจะได้ที่หนึ่ง พวกคุณเล่นพวก ผมรู้ดีว่าคุณจิ้มลิ้มเป็นธิดาของท่านผู้ยิ่งใหญ่ กรรมการกลัวอิทธิพลก็เลยตัดสินให้ชนะเลิศใช่ไหม"

ประไพตวาดแว็ด

"เมื่อคุณรู้เช่นนี้แล้วจะมาต่อว่าเอาอะไร หน้าไม่อาย เอาเรื่องกับผู้หญิง"

นายคนนั้นซึ่งเป็นพี่ชายของนางงามคนหนึ่งโกรธจนหน้าเขียว

"อย่างนี้ถ้าพวกผมจะเอาเรื่องก็ต้องเอาเรื่องกับผู้ชาย หรือใครที่อยู่ในนี้จะร้อนตัวออกรับก็ยังได้ ๔ ต่อ ๔ เหมาะทีเดียว"

กิมหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน และปราดเข้าไปหาสุภาพบุรุษทั้ง ๔ คนนั้น

"คุณท้าพวกผมใช่ไหม"

สุภาพบุรุษกลุ่มนั้นหันมามองดูอาเสี่ยเป็นตาเดียว คนหนึ่งทำท่าจะแจกหมากกิมหงวน แต่เพื่อนที่มาด้วยกันห้ามไว้

"อย่า-เพื่อน เราเป็นสุภาพบุรุษ การชกต่อยไม่ใช่เรื่องของสุภาพชน"

ชายร่างใหญ่ในชุดสากลยิ้มแค่นๆ เขายกมือชี้หน้ากิมหงวนแล้วกล่าวอย่างทะนงว่า

"ถ้าไม่นึกถึงเกียรติยศของผมละก้อ ผมจะขอกระแทกหน้าคุณสักทีหนึ่ง"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ผมก็เหมือนกัน ถ้าผมไม่คิดว่าการชกปากเป็นเรื่องของกุ๊ย ผมต่อยหน้าคุณแล้ว"

สุภาพบุรุษร่างใหญ่ฮึดฮัดอีก

"ดวลกับผมเป็นยังไง สู้กันแบบผู้ดี จะดวลกับผมด้วยดาบหรือปืนได้ทั้งนั้น"

กิมหงวนกระตุกผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าบนเสื้อราตรี แล้วคลี่ผ้าเช็ดหน้าสีขาวออก ยกมือตบหน้าสุภาพบุรุษร่างใหญ่หนึ่งที เป็นสัญญลักษณ์แห่งการดูหมิ่นและท้าดวลแบบฝรั่งเศษ

"คุณท้าดวลผม" สุภาพบุรุษร่างใหญ่ร้องลั่น

อาเสี่ยตบหน้าด้วยหลังมืออีกทีหนึ่ง ซึ่งความจริงเป็นการตบเบาๆ ไม่ได้เจ็บปวดอะไรนัก สุภาพบุรุษร่างใหญ่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเดือดดาลแล้วเค้นหัวเราะ

"ตกลงครับ เราจะดวลกันด้วยดาบหรือปืน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ด้วยดาบซีคุณ ดวลด้วยปืนมันไม่ตื่นเต้นถูกเข้าโป้งเดียวก็ง่อยกระรอกไปแล้ว"

"ดีมา เราจะพบกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในเวลา ๕.๐๐ น. ของวันพุธที่ ๒๒ คืออีก ๔ วันที่จะผ่านมาถึงนี้ คุณกับผมคงมีเวลาฟิตตัว และทำพินัยกรรมให้ลูกเมียเรียบร้อย"

นิกรผุดลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า

"ถ้าเช่นนั้นเราดวลกันทั้ง ๔ คู่ดีไหมครับ พวกคุณ ๔ คน พวกผม ๔ คน ฟาดกันให้แหลกไปเลย"

สุภาพบุรุษคนหนึ่งในกลุ่มนั้นปราดเข้ามาหานิกรทันที

"คุณต้องการอย่างนั้นหรือคุณ"

นิกรพยักหน้าและดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าบนของเสื้อราตรี เขาคลี่ผ้าเช็ดหน้าออก ยกผ้าขึ้นตบหน้าชายผู้นั้นเบาๆ

"นี่แน่ะ ผมท้าคุณ"

ผู้ถูกตบหน้าโกรธจนตัวสั่น แต่ก็ยังไม่ทันจะพูดว่ากระไรนิกรก็เดินเข้าไปหาสุภาพบุรุษอีกสามคนซึ่งกำลังยืนอยู่เบื้องหน้ากิมหงวน ซึ่งคนหนึ่งตกลงดวลกับกิมหงวนแล้ว

นิกรตบหน้าสุภาพบุรุษสองคน คนละที แล้วกล่าวว่า

"ผมขอท้าคุณแทนเพื่อนผมสองคนนั้น เช้าวันพุธ ๕.๐๐ น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เราจะดวลกัน ๔ คู่เข้าใจไหมครับ"

"ตกลง" สุภาพบุรุษร่างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียวพูดเสียงกร้าว "ถ้าผมหนีพวกคุณผมยอมเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ คุณจะให้ผมดวลกับใคร"

นิกรหัวเราะ

"ดวลกับเพื่อนผมคนนั้น พล พัชราภรณ์ ครับ" พูดจบเขาก็กล่าวกับสุภาพบุรุษอีกคนหนึ่ง ซึ่งสวมแวนสายตาแบบ ดร. ดิเรก ท่าทางเชื่องๆ เช่นเดียวกัน "ผมจะให้คุณดวลกับเพื่อนผมคนนั้น ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์"

สุภาพบุรุษสายตาสั้นยิ้มแห้งๆ

"ไม่ขัดข้อง ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นด๊อกเตอร์เช่นเดียวกัน ผมเคยได้ยินชื่อเสียงของด๊อกเตอร์ดิเรกมานานแล้ว เมื่อได้ดวลกันก็รู้สึกเป็นเกียรติ แต่ผมอยากจะดวลด้วยปืนพก"

นิกรหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ว่าไงหมอเขาขอดวลปืนพกกับแก สู้เขาไหม"

ดร. ดิเรกพยักหน้าและตอบตกลงทันที

"ออไร๋ จะดวลด้วยปืน หรือดาบหรือสากตำข้าวได้ทั้งนั้น"

"เพื่อนผมตกลงแล้ว เป็นอันว่ารุ่งอรุณของวันพุธที่ ๒๒ นี้ เวลา ๕.๐๐ น. เรา ๘ คนจะไปพบกันและต่อสู้กันที่บริเวณหน้าพระลานรูปทรงม้า ถ้าใครไม่ไปก็ต้องเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ แล้วก็โปรดคิดดูเถิดว่าการเกิดเป็นลูกหมาชาติหนึ่งๆ น่ะ เราจะได้รับความทุกข์ทรมานสักเพียงไหน เวลาหิวก็จะต้องนอนร้องอี๊ดๆ ไม่ได้กิน ถึงได้กินก็กินในสิ่งที่คนเขาไม่กินกัน"

ชายร่างใหญ่ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของกิมหงวนยื่นมือให้อาเสี่ยจับแล้วพูดยิ้มๆ

"ยินดีและเป็นเกียรติมากเชียวครับที่ผมจะได้ดวลกับคุณ เป็นสุภาพบุรุษที่กล้าหาญมากครับที่ท้าดวลกับผม การต่อสู้แบบนี้ใครพลาดนิดเดียวก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ในฝรั่งเศสเขาถือว่าเป็นการต่อสู้ของคนชั้นสูงที่มีเกียรติที่สุด"

เสี่ยหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ประทานโทษ ผมรู้สึกว่าหน้าคุณจะถอดสีไปหน่อย ถ้าหากว่าคุณรักตัวกลัวตายละก้อคุณจะเลิกล้มความคิดที่จะดวลกับผมก็ได้นะครับ เพียงแต่คุณขอโทษผมก็หมดเรื่อง"

สุภาพบุรุษนั้นยิ้มละไม

"ที่หน้าผมถอดสีก็เพราะผมสงสารที่คุณจะถูกผมฆ่าต่างหาก ผมไม่อยากจะโอ้อวดคุณเลยว่าผมคือร้อยเอกพิศาล สิทธิพงค์ แห่งกรมทหารม้าที่หนึ่งรักษาพระองค์ และได้รับตำแหน่งชนะเลิศโลกในการฟันดาบจากกีฬาโอลิมปิคครั้งสุดท้าย ในประเทศออสเตรเลียที่แล้วมานี้ คุณคงรู้จักชื่อผมดี"

สี่สหายยืนตะลึงไปตามกัน เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ นามของ ร.อ. ไพศาล คนไทยทุกคนย่อมรู้จักดี พิศาลเป็นนักดาบฝีมือเยี่ยมของโลก การที่เขาได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันฟันดาบโอลิมปิค ก็หมายความว่าฝีมือของเขายอดเยี่ยมที่สุด สำหรับนักฟันดาบสมัครเล่นนานาชาติ ที่ส่งไปแข่งขันกันในคราวนั้น

อาเสี่ยกลืนน้ำลายติดกันหลายๆ ครั้ง

"คุณพิศาล " กิมหงวนคราง "คุณหรือนี่"

"ครับผมเอง สุภาพบุรุษทั้งสามนี่คือคู่ซ้อมของผม เราทั้งสามเป็นทหารม้ากองพันเดียวกัน แต่ละคนฝีมือไม่ยิ่งหย่อนกว่าผมสักเท่าใดนัก อ้า-ผมลาละครับ หวังว่าเช้าวันพุธที่จะถึงนี้เราคงจะได้พบกันที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า"

แล้ว ร.อ. พิศาลก็พาเพื่อนเกลอของเขาเดินออกไปจากห้องกีฬาในร่ม สี่นางต่างลุกขึ้นเดินมาห้อมล้อมสี่สหายรวมทั้งเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วด้วย นวลลออยกมือเท้าสะเอวมองดูผัวรักของหล่อนอย่างเคืองๆ

"ไหมล่ะ อวดดีนักเจอทีเด็ดเข้าแล้ว แล้วนี่จะทำอย่างไร"

กิมหงวนยิ้มซีดๆ

"จะทำอย่างไร เฮียก็ต้องสู้เขานะซี เกิดมาเป็นคนไม่สู้คนก็ตายเสียดีกว่า สู้ได้หรือไม่ก็ต้องสู้"

พลพอใจมากที่กิมหงวนพูดเช่นนี้

"แกพูดน่าฟังว่ะ ถูกละเราต้องสู้กับเขา เราเป็นคนท้าเขาก่อน แล้วอ้ายกรก็เสือกท้าดะทำให้กันและดิเรกพลอยเดือดร้อนไปด้วย คราวนี้แหละคอยดูเถอะเมียของเราคงเป็นม่ายไปตามกัน"

ประไพพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ดี จะได้มีผัวใหม่ ไพอยากได้ผัวดาราหนังไทย ดัดผมใส่สร้อยข้อมือน่ารักจัง รูปหล่อเหมือนเทพบุตร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูสี่นางอย่างห่วงใย

"แกสี่คนดูเหมือนจะไม่มีความรู้ในเรื่องฟันดาบเอาเสียเลย"

พลว่า "ผมพอเป็นบ้างครับ แต่ก็ไม่ได้เล่นมานมนานแล้ว มีเวลาอีก ๓ วันเท่านั้นเห็นจะต้องฝึกซ้อมให้เต็มที่"

ดร. ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ซ้อม ๓ วันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คุณพิศาลแกเป็นนายทหารและพวกของแกก็เป็นนายทหาร ฝึกหัดทหารม้าและซ้อมฟันดาบทุกวัน กำลังและชั้นเชิงของเขาย่อมเหนือกว่าเรา พวกเรานั่งๆ นอนๆ ไม่ได้บริหารร่างกายเลยจะไปสู้ลิงที่ไหน"

เจ้าแห้วเสริมขึ้นบ้าง

"รับประทานเมือท้าเขาไปแล้วก็ต้องสู้เขาแหละครับ"

ประภากล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเคืองๆ

"ตัวน่ะเหมือนอ้ายบอดวัดสามปลื้ม ท่าทางที่ฟันดาบคงเก้งก้างพิลึก ถ้าบังเอิญแว่นหลุดก็คงจะยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก อ้อ-ดูเหมือนท้าดวลปืนกัน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"คู่ต่อสู้ของไอก็สายตาสั้นเหมือนกัน บอดต่อบอดเจอกันเข้าพอจะสู้กันได้"

ประภาค้อนขวับ

"ยังจะพูดดีอีก ก่อนจะถึงวันดวลทำพินัยกรรมให้เรียบร้อยก็แล้วกัน บอกให้ละเอียดด้วยนะคะว่าจะให้เอาศพไปไว้วัดไหน"

นิกรยิ้มให้พี่เมียของเขา

"เรื่องวัดไม่ต้องบอกก็ได้ครับ เอาไปไว้วัดมงกุฎเป็นดีกว่าเพื่อน เพราะอยู่ใกล้ๆ พระรูป หรือจะเอาไปไว้วัดโสมก็ตามใจ" แล้วนิกรก็กล่าวกับเมียรักของเขา "ศพกร อย่ารีบเผานะไพ ปล่อยให้ขึ้นอึ้ดทึดเสียก่อน ยังสดอยู่กลัวร้อน ถ้าอย่างไรก็เก็บไว้สัก ๕๐ วัน เวลาเผาอย่าลืมมีหนังตะลุงด้วยกรชอบดู"

กิมหงวนชักไม่สบายใจก็ดุนิกร

"อ้ายหมอนี่พูดอะไรเป็นเล่นไปหมด เรื่องตายก็ไม่ใช่เรื่องเล็กนะโว้ย แล้วก็กันยังไม่อยากตายด้วย คนมีเงินมีความสุขอย่างพวกเรา ไม่มีใครเขาอยากตายหรอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"แต่เมื่อถึงคราวตายเงินสักกี่แสนกี่ล้านก็ซื้อชีวิตเราไม่ได้ อาขอเตือนพวกแกว่าอย่าทะเลาะกัน จงร่วมมือกันแก้ไขความคับขันที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านี้ ไปนั่งกินเหล้าและปรึกษาหารือกันดีกว่าว่าควรจะแก้ไขอย่างไร แต่ต้องสู้กับเขาแน่ๆ ถ้าไม่ไปตามนัดก็เสียเกียรติลูกผู้ชาย"

คราวนี้พลพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาครับ ท้าเขาแล้วก็ต้องสู้เขา ความจริงผมไม่ได้ท้า อ้ายกรมันท้าแทนผม"

สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันไปนั่งที่โต๊ะยาวตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นโต๊ะรับประทานอาหาร เจ้าแห้วรีบยกวิสกี้ โซดาและกับแกล้มที่โต๊ะเดินไปให้เจ้านายของเขาแล้วยืนฟังเจ้านายของเขาปรึกษาหารือกัน

อาเสี่ยว่า "เรายอมไปขอโทษคุณพิศาลกับเพื่อนๆ ของเขาดีไหมวะ"

ดร. ดิเรกปฏิเสธทันที

"โน-ฝรั่งยอมตายดีกว่าที่จะยอมขอโทษ เพราะเรารู้ว่าเขาเป็นนักดาบ เรื่องตายของคนเราไม่สำคัญ เกียรติของคนเราสำคัญกว่า ตายอย่างมีเกียรติดีกว่าอยู่อย่างไร้เกียรติ สำหรับกันไม่วิตกอะไรนัก เพราะกันต่อสู้กับคู่ต่อสู้ของกันด้วยปืนพกซึ่งกันก็ยิงแม่นพอตัว แต่แกสามคนแย่หน่อย โดยเฉพาะอ้ายหงวนต้องประดาบกับร้อยเอกพิศาลแชมเปี้ยนโอลิมปิคเสียด้วย"

เสี่ยหงวนถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง มองดูนวลลออเมียรักของเขา ซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามแล้วพูดเสียงละห้อย

"ว่ายังไงนวลจ๋า ช่วยเฮียคิดบ้างซี"

คราวนี้นวลลออชักสงสาร เพราะถึงอย่างไรกิมหงวนก็เป็นสามีของหล่อน

"เฮียไม่ควรไปท้าเขานี่คะ เมื่อท้าเขาไปแล้วและเขาก็ตอบตกลงรับคำท้าของพวกเราแล้วก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นสู้เขา ใช้เวลาที่มีอยู่สามวันจ้างครูดาบที่เก่งจริงๆ มาช่วยแนะนำฝึกสอนให้ บางทีก็อาจฟลุคเอาชนะพวกนั้นได้ถ้าเขาประมาทฝีมือพวกเรา"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"เออ จริงซีนวล เห็นจะต้องเอาอย่างนี้" แล้วเขาหันมาทางนิกร "แกรู้จักครูดาบฝีมือดีๆ ที่ไหนบ้างวะอ้ายกร"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"ไม่รู้ว่ะ ข้ารู้จักแต่ช่างทำดาบขาย"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"ครูดาบกับช่างทำดาบมันไม่เหมือนกันโว้ย อ้า-อ้ายพลและอ้ายหมอล่ะ รู้จักครูดาบชั้นดีบ้างไหม"

พลสั่นศีรษะปฏิเสธ ส่วนนายแพทย์หนุ่มนิ่งคิดอยู่สักครู่จึงกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ

"กันรู้จักคนหนึ่งโว้ย เคยเป็นครูสอนฟันดาบให้นักเรียนนายร้อย จ.ป.ร. แต่ตายไปนานแล้ว"

สี่นางต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนหยิบตะเกียบอันหนึ่งยกขึ้นฟาดกบาลนายแพทย์หนุ่มดังโป๊กแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"คนตายไปแล้วดันเอามาพูดได้ เราต้องการอาจารย์ดาบที่ยังมีชีวิตอยู่โว้ย จะได้จ้างเขามาหัดให้เรา เรามีเวลาหัดเพียงสามวันให้เขาสัก ๕๐๐ บาท เขาคงเต็มใจฝึกหัดให้เราเต็มที่"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ฝรั่งจนปัญญา ถ้าหากว่าแกจะต้องการนักวิทยาศาสตร์สัก ๒๐ คน หรือหมอสัก ๕๐ คนกันพอจะหามาให้แกได้ เพราะเพื่อนฝูงและลูกศิษย์ลูกหาของกันมีถมไป"

อาเสี่ยเต็มไปด้วยความยุ่งยากใจไม่น้อย เขานั่งคิดอยู่สักครู่ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าแห้วซึ่งคอยยืนรับใช้อยู่ข้างหลังสี่นางตรงข้ามกับเสี่ยหงวน พออาเสี่ยพยักหน้าเรียก เจ้าแห้วก็ก้มตัวเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหา

"อ้ายแห้ว บางขณะหนูตัวเล็กๆ ก็มีประโยชน์แก่ราชสีห์เหมือนกัน"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานอาเสี่ยอย่าพูดคำหลวงเลยครับ ผมฟังไม่ใคร่ออก"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ

"แกรู้จักครูสอนฟันดาบฝีมือขนาดเยี่ยมบ้างไหม"

คราวนี้เจ้าแห้ววางท่าอย่างภาคภูมิ แต่พอสบสายตากับพลเจ้าแห้วก็หน้าถอดสี กิริยาที่กำลังเบ่งก็แฟบลงทันที

"รับประทานพอรู้จักบ้างครับ"

"จริงๆ หรือวะ"

"จริงครับ ข้างก๊วนกัญชาสะพานเหลืองรับประทานมีครูดาบฝีมือเยี่ยมอยู่คนหนึ่ง แกชื่อครูแจ่มครับ อายุ ๖๖ ปีนี้"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"๖๖ ก็เตะปี๊บเกือบไม่ดังแล้ว จะมาสอนพวกข้าได้อย่างไร"

"แล้วกัน รับประทานแกยังแข็งแรงนะครับ เป็นพันจ่าเอกเคยเป็นครูสอนวิชาฟันดาบให้พวกนักเรียนนายเรือ เพิ่งถูกปลดเกษียณอายุเมือต้นปีนี้เอง รับประทานนายทหารเรือชั้นนายพลยังเป็นลูกศิษย์แกนะครับ ครูแจ่มยังแข็งแรงมากครับ ขณะนี้รับประทานตั้งค่ายสอนวิชาดาบอยู่ที่บ้านของแกมีเด็กหนุ่มไปเรียนมากเชียวครับ รับประทานครูแจ่มกับผมชอบพอกันดีครับ ถ้าอาเสี่ยต้องการครูแจ่มมาสอนเพลงดาบหรือฝึกซ้อมให้รับประทานผมจะจัดการให้เรียบร้อย"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้ สีหน้าเขาชุ่มชื่นขึ้น เขามองดูเพื่อนเกลอเขาทั้งสามแล้วกล่าวว่า

""อ้ายแห้วคงช่วยเหลือเราได้แน่"

พลว่า "แกเชื่ออ้ายแห้วมากนักก็ไม่ได้ สันดานมันกะล่อน มันพูดอะไรก็เชื่อได้เพียง ๑๐ เปอร์เซนต์เท่านั้น"

กิมหงวนหันมาทางเจ้าแห้ว

แกรับรองนะว่าครูแจ่มคนนี้เก่งจริงๆ "

"โอ้ย-รับรองครับ รับประทานผมเคยดูหนังเรื่องดวลดาบมาหลายเรื่องแล้ว พระเอกในหนังดวลดาบ สู้ครูแจ่มไม่ได้เด็ดขาด แกกลมไปทั้งตัวแหละครับ รับประทานไวยิ่งกว่าจิ้งเหลน"

อาเสี่ยยกมือผลักนิกรค่อนข้างรุนแรง

"เผลอแพล็บเดียวหลับแล้วอ้ายเปรต" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "กันจะมอบหน้าที่นี้ให้แก พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้ารีบไปหาครูแจ่มในฐานะที่แกเป็นตัวแทนของพวกเรา เล่าเรื่องให้ครูแจ่มฟังว่าเรา ๔ คนท้าดวลกับคู่อริ บังเอิญคู่อริเรากลายเป็นนักดาบฝีมือเยี่ยม เรามีเวลาอีก ๓ วันเท่านั้น จะขอจ้างครูแจ่มมาช่วยฝึกหัดและมาช่วยซ้อมให้เรา แต่มีเงื่อนไขว่าตั้งแต่พรุ่งนี้จนถึงเย็นวันอังคารครูแจ่มจะต้องมากินนอนอยู่ที่นี่ไปไหนไม่ได้ เพราะเราจะฝึกซ้อมกันทั้งกลางวันกลางคืน ครูแจ่มจะเรียกค่าป่วยการสักเท่าใดเราไม่ขัดข้อง แกจัดการได้ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วรับคำทันที

"รับประทานเรื่องขี้ผงครับ พรุ่งนี้ผมจะรับครูแจ่มไปที่บ้านเราก่อนสามโมงเช้า พออาเสี่ยและเจ้านายรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ก็จะได้ลงมือซ้อมกันเลย"

"ดีแล้ว สั่งครูแจ่มให้เอาดาบสำหรับฝึกซ้อมไปด้วย"

พนักงานรับใช้คนหนึ่งยืนเมียงมองอยู่ที่ประตู ท่านนายกสมาคมกวักมือเรียกสั่งเหล้าและอาหารเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็ปรึกษาหารือกัน ในเรื่องที่จะต้องต่อสู้กับนักฟันดาบฝีมือเยี่ยม

งานราตรีของสมาคมไทย-จีน-แขก สามัคคี ในคืนวันนี้เป็นไปอย่างไม่เรียบร้อย หลังจากประกวดยอดพธูสามชาติผ่านพ้นไป ผู้คนก็ตะโกนสวดกรรมการตลอดเวลา ถ้าไม่ได้เจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารคอยระงับเหตุก็คงจะมีการปะทะกันอย่างอุตลุด

เพราะใจผะวงกับการต่อสู้สี่สหายจึงตื่นแต่เช้าตรู่ทั่งๆ ที่กว่าจะหลับก็เกือบ ๒.๐๐ น.

พล, นิกร, กิมหงวน, และดร. ดิเรก ลองฝึกซ้อมออกกำลังกายวิ่งรอบๆ ตึกและบริเวณบ้าน "พัชราภรณ์" อันกว้างขวาง แล้วก็นั่งหอบแฮกๆ ไปตามกัน ดร. ดิเรกวิ่งได้เพียงร้อยเมตรเศษก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ อย่างไรก็ตามพลกับเสี่ยหงวนยังเข้มแข็งอยู่บ้าง สองสหายซ้อมชกลม, กระโดดเชือกแล้วก็วิ่งรอบๆ บ้าน

ในราว ๗.๐๐ น. เศษ คุณหญิงวาดได้ลงมาดูสี่สหายฝึกซ้อม แล้วท่านก็เทศนาเสียงลั่นบ้าน ท่านทราบเรื่องจากนันทาแล้วว่าสี่สหายกำลังฟิตตัว เพื่อเตรียมตัวดวลดาบกับคู่ต่อสู้ในตอนเช้าวันพุธที่ ๒๒ นี้

"เออแน่ะ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องตาย ฉันอยากจะรู้นักว่าพวกแกสี่คนมันคิดยังไงวะถึงไปท้าเขาดวลดาบ แกมันเก่งขนาดดักกลัส แฟแบงค์ หรืออย่างไร การดวลดาบน่ะมันต้องใช้เวลากันแรมปี แม่นันบอกว่าคนที่พวกแกท้าเขาเป็นนายทหารม้าเคยชนะเลิศกีฬาโอลิมปิค แล้วพวกแกจะไปสู้เขาได้อย่างไร"

นิกรชักฉิว

"ตายก็ช่างผมเถอะครับ"

"หน็อย-ถูกละตายก็ช่างแก แต่ฉันต้องเสียเวลาเสียเงินทองทำศพพวกแกน่ะซี"

พลหัวเราะหึๆ แกล้งยั่วคุณหญิงวาด

"ก็คุณแม่วุ่นวายไปเองนี่ครับ ให้ปอเต็กตึ้งเขารับศพพวกเราไปก็หมดเรื่อง"

คุณหญิงวาดยกมือเท้าสะเอว

"แหม-ประเดี๋ยวกูด่ายับไปเลยอ้ายลูกเปรตนี่"

พลแกล้งทำเป็นชกลมต่อไป เสี่ยหงวนแลเห็นคุณหญิงวาดปากปลิ้นเหมือนครุฑก็อดหัวเราะไม่ได้

"คุณอาเป็นอะไรไปหรือครับปากถึงได้ปลิ้นอย่างนั้น"

คุณหญิงสะดุ้งเล็กน้อยรีบยกมือขวาปิดปากของท่านทันที

"เรื่องเล็กโว้ย เมื่อคืนเตรียมตัวจะไปงานแกเกิดขัดใจกับเจ้าคุณเลยเกิดแจกหมากกันขึ้น แกไปดูคุณอาผู้ชายของแกซีนัยน์ตาอย่างกะขนมครก แม่ชกซะสุดหมัดเลย กำแหงเตะเราก่อนเลยเจอศอกร้องอู้ อุ๊ยตาย... พ่อดิเรกมันกระโดดเชือกมองดูคล้ายๆ จิงโจ้โย้สำเภา ท่าทางมันไม่บอกว่าเป็นนักกีฬากะเขาสักนิด ยังงี้มันจะไปดวลดาบกับเขาได้ยังไง" แล้วคุณหญิงก็เดินมายังลูกชายของท่าน "ถามจริงๆ เถอะวะพล พวกแกจะไปดวลดาบกับเขาจริงๆ หรือ"

"เปล่าครับ ผมออกกำลังเล่นน่ะครับ พวกนั้นเขาเป็นนายทหารฟันดาบเก่งใครจะไปสู้กับเขา"

"งั้นเรอะ เออ-ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าไม่สู้เขาก็แล้วไปเถอะ เห็นแม่นันบอกว่าเมื่อคืนนี้เกิดท้าทายกัน"

พลหัวเราะหึๆ

"เมาขึ้นมาก็ว่ากันไปตามเรื่องแหละครับคุณแม่ เอ๊ะ-นั่นอะไรโผล่ออกมาจากใต้เข็มขัดคุณแม่"

คุณหญิงวาดก้มลงมองดูเข็มขัดทองของท่าน แล้วรีบยัดด้ามมีดพกที่โผล่ออกมาให้ลงไประหว่างเข็มขัด

"แม่จะไปตัดกุหลาบในสวนหลังบ้าน"

กิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่น

"ตัดกุหลาบทำไมถึงใช้มีดซุยละครับ"

คราวนี้คุณหญิงเดือดดาลขึ้นมาทันที

"แล้วมันหนักกบาลแกเรอะ ฉันจะบอกพวกแกตามตรงก็ได้ มีดเล่มนี้ฉันเตรียมไว้กระซวกไส้เจ้าคุณ ถ้าเตะหรือตบฉันอีกละก้อแม่แทงดับทวีปใหญ่ไปเลย"

"ปู้โธ้" นิกรครางเสียงแหลม "คุณอาผู้ชายท่านกลัวคุณอาจนจะเสียสติอยู่แล้วครับ เมื่อกี้ผมพบท่านนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ในห้องใต้ถุนบันได ท่านบอกว่าท่านเข็ดจนขี้อ่อนขี้แก่ เมือคืนนี้ท่านชกคุณอาก่อนก็เพราะท่านถูกขว้างด้วยมะม่วงอกร่อง ท่านเลยโมโหจนลืมตัว แต่คุณอาก็เล่นงานท่านเสียจนคลาน"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ไม่ได้ เรื่องผัวแล้วคนอย่างอายอมไม่ได้ ผัวดีก็ดีเหมือนลูกเมียดีก็เหมือนแม่"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ฟังชัดดีครับไม่ต้องแปล"

สี่สหายซ้อมออกกำลังกันต่อไป มีการชกลมบ้าง ดัดมือเปล่าบ้าง คุณหญิงวาดมองดูอย่างเศร้าใจแล้วพาตัวเดินอ้อมไปทางหลังตึก เพื่อหาเรื่องด่าคนใช้ชายหญิงของท่านอันเป็นกิจวัตรปประจำวันในตอนเช้าเช่นนี้

เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นที่ประตูใหญ่นอกถนน การฝึกซ้อมสิ้นสุดลงทันที สี่สหายต่างพากันมองไปทางหน้าบ้าน พลแลเห็นรถออสตินแวนคันหนึ่งจอดอยู่นอกประตูรั้วหน้าบ้าน อาเสี่ยยิ้มแป้นกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาทันที

"ครูแจ่มมาแล้ว อ้ายแห้วคล่องแคล่วรวดเร็วดีมาก ละม่อมบอกว่ามันแต่งตัวออกไปจากบ้านตั้งแต่ย่ำรุ่ง"

คนทำสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นผู้เปิดประตูรับรถแท็กซี่คันนั้น คนขับนำรถแล่นเข้ามาในบ้าน สี่สหายรีบเดินเข้ามาต้อนรับครูดาบที่หน้าเรือนต้นไม้ ต่างแลเห็นเจ้าแห้วกับชายชราคนหนึ่งนั่งเคียงคู่กันอยู่บนตอนหลังรถข้างหลังคนขับ ออสตินแวนแล่นมาหยุดหน้าเรือนต้นไม้ตามคำสั่งของเจ้าแห้ว คนขับรีบเปิดประตูบานซ้ายให้เจ้าแห้วลงมาจากรถก่อน ต่อจากนั้นชายชราท่าทางสุภาพเรียบร้อยรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันพาตัวลงมาจากรถคันนั้น เจ้าแห้วรีบเปิดประตูหลังรถ ขนเครื่องมือฝึกซ้อมอันมากมายลงมากองไว้ริมถนน แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปหาคนขับส่งธนบัตรย่อยรวมเป็นเงิน ๓ บาทให้คนขับ ต่อจากนั้นออสตินแวนก็แล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

สี่สหายยืนตะลึงไปตามกันเมื่อแลเห็นเครื่องมือฝึกซ้อมของครูแจ่มซึ่งมีไม้พลอง, ตะบองสั้น, โล่และดาบไทย กระบี่ซึ่งเป็นอาวุธแบบโบราณ นอกจากนี้ก็มีมงคลสำหรับสวมศีรษะอีกสามสี่อัน

เจ้าแห้วแนะนำคณะพรรคสี่สหายให้รู้จักครูดาบผู้มีชื่อเสียง ซึ่งความจริงเป็นครูกระบี่กระบอง

"อ้า-รับประทานนี่แหละครับครูแจ่ม ผมตกลงกับครูแจ่มเรียบร้อยแล้วครับ ครูจะมาอยู่ที่นี่จนกระทั่งเช้าวันพุธ และครูจะไปชมการต่อสู้ระหว่างเจ้านายกับนักดาบสี่คนนั่นด้วย"

พล, นิกร, กิมหงวน, และ ดร. ดิเรก ต่างยกมือไหว้ชายชราในฐานที่เป็นผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิ

"สวัสดีครับคุณครู" พลพูดยิ้มๆ และเรียกครูอย่างสนิทสนม "เด็กของผมคงจะเล่าเรื่องของเราให้ครูฟังโดยละเอียดแล้ว"

ครูดาบแสดงท่าทีพินอบพิเทาจนออกนอกหน้า

"ครับ นายแห้วแกเล่าให้ผมฟังแล้วครับ"

พลกล่าวกับครูต่อไป

"พวกเราขอต้อนรับครูในฐานที่เราเป็นศิษย์ที่ดีของครูครับ แต่ว่าใคร่จะเรียนถามเสียก่อนว่า ครูสามารถสอนการต่อสู้แบบดาบฝรั่งให้เราได้ไหมครับ"

คราวนี้ชายชราหน้าตื่น

"ดาบฝรั่ง ที่เขาดวลกันอย่างในหนังน่ะหรือครับ"

"ครับ ถูกแล้ว"

"โอ-อย่างนั้นผมไม่มีความรู้หรอกครับคุณ ผมสอนได้แต่ดาบไทยและอาวุธไทยโบราณตลอดจนมวยไทย"

"ตายแน่" เสี่ยหงวนคราง "การดวลด้วยดาบเขาใช้ดาบฝรั่งดวลกันทั้งนั้น ครูสอนให้พวกเราไม่ได้ก็ไม่ตกลงละครับ"

เจ้าแห้วหน้าเสีย

"รับประทานสั่งให้ผมหาครูดาบรับประทานผมก็หาครูดาบฝีมือเยี่ยมมาให้ มาถึงแล้วบอกไม่ตกลงรับประทานผมก็เสียหายน่ะซีครับ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"ที่ว่าครูดาบข้าหมายถึงครูดาบฝรั่งว่ะ"

"รับประทานทำไม่ไม่บอกผมให้ละเอียดล่ะครับ"

ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปากและโบกมือให้สงบปากเสียง เขาเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าครูดาบแล้วมองดูชายชราด้วยความเลื่อมใส

"ครูครับ" นายแพทย์หนุ่มพูดนอบน้อม "ครูคิดว่าครูพอจะสอนเพลงดาบแบบดาบฝรั่งให้พวกเราบ้างได้ไหม เอาขนาดพอใช้ได้แหละครับ จะให้เก่งน่ะพวกผมก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีเวลาฝึกหัดเพียงสามวันเท่านั้น"

ชายชรานิ่งคิดสักครู่จึงตอบนายแพทย์หนุ่ม

"ความจริงอ้ายผมก็พอมีความรู้อยู่บ้างเหมือนกันครับในเรื่องดาบฝรั่ง แต่ก็รู้แค่หางอึ่งหรือเรียกว่าอย่างงูๆ ปลาๆ ไม่อยากจะตั้งตนเป็นครูอบรมสั่งสอนให้พวกคุณ แต่ถ้าดาบไทยหรืออาวุธโบราณละก้อมาเถอะครับ ผมสอนให้หมดไส้หมดพุงเลย"

คำพูดของชายชราทำให้สี่สหายพออกพอใจไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับครูแจ่มทันที

"เอาละครับครู พวกผมขอฝากตัวเป็นศิษย์ของครูนับแต่นี้ รู้สึกว่าครูมีท่าทางน่าเคารพนับถือและครูคงจะถ่อมตัวที่ว่าครูมีความรู้ดาบฝรั่งอย่างงูๆ ปลาๆ หรือแค่หางอึ่ง ครูอยู่กับพวกเราสักสามวันเถอะนะครับ เราจะให้การรับรองครูอย่างดีที่สุด อ้า-ผมชื่อกิมหงวน ไทยแท้ครับ สามคนนี่เพื่อนผม คนนี้ชื่อพล พัชราภรณ์ คนนั้นชื่อนิกร การุณวงศ์ ค่อนข้างทะลึ่งหน่อย คนนั้นเป็นหมอและนักวิทยาศาสตร์ชื่อดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ครับ"

ครูแจ่มปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง ที่สี่สหายให้ความเคารพนบนอบเช่นนี้

"ขอบคุณครับ ขอบคุณมากที่คุณให้เกียรติผม ผมจะพยายามให้วิชาความรู้คุณจนสุดความสามารถของผม แต่ว่าผมต้องขอความกรุณาไปบ้านก่อน เอาเครื่องมือเหล่านี้ไปเก็บและไปหาดาบฝรั่งและเสื้อเกราะมาให้พวกคุณใช้ฝึกซ้อม พอจะขอหยิบยืมจากพรรคพวกเขาได้ครับ"

นิกรว่า "ไม่ต้องไปเอาครับครู ผมจะหัดดาบไทยเอง อ้ายสามคนนี่หัดดาบฝรั่ง"

สามาหายต่างมองดูนายจอมทะเล้นอย่างแปลกใจ

"หมายความว่าแกจะใช้ดาบไทยสู้กับดาบฝรั่งอย่างงั้นหรือ" พลกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"เออซีวะ คู่ต่อสู้ของกันมันคงจะยุ่งเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่ากันจะเล่นงานมันอีท่าไหน ดาบไทยเราถ้ามีฝีมือดีจริงๆ แล้วดาบฝรั่งสู้ไม่ได้นะโว้ย"

ครุแจ่มพูดเสริมขึ้นทันที

"เป็นความจริงครับ ดาบไทยเป็นอาวุธที่คล่องแคล่วดุเดือดกว่าดาบฝรั่งมาก ผมไม่อยากจะคุยอวดพวกคุณหรอกครับ ผมเคยประลองกับดาบฝรั่งมาแล้ว ขนาดใช้ดาบฝึกซ้อมผมฟันเสียอยู่เลย ไม่ทันจะได้แทงผมละครับ ผมตะลุยเสียพักเดียวก็เสร็จผม"

นิกรดีดมือแป๊ะ

"ยังงั้นผมเอาแน่ ครูตั้งใจสอนผมหน่อยนะครับ ผมจะเอาดาบไทยสู้กับดาบฝรั่ง ชาติชายต้องไว้ลายดาบไทย ผมจะเอาเลือดทาแผ่นดินไทย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้สำนึกในวีรกรรมของผม คนไทยเป็นชาตินักรบ คนไทยเป็นนักสู้ ผมจะสู้ "

"เฮ้ย " พลตวาดลั่น "อ้ายนี่บ้าแต่เช้าเชียวโว้ย"

เสี่ยหงวนกล่าวกับครูแจ่มด้วยเสียงหัวเราะ

"พวกผมสนุกสนานกันอย่างนี้แหละครับ ครูอย่าถือสาเลยนะครับ บางทีเจ้าแห้วอาจจะเล่าให้ครูฟังแล้วก็ได้" พูดจบเสี่ยหงวนก็พยักหน้ากับเจ้าแห้ว "เอ็งเอารถคาดิลแล็คของข้าพาครูไปซื้อเสื้อเกราะหน้ากากและดาบฝึกที่ร้านขายเครื่องเกมกีฬามาให้ข้าสักสองชุดเถอะวะ เลือกเอาดีๆ หน่อย ไป-พาครูไปเดี๋ยวนี้แหละ ขึ้นไปหาคุณนวลก่อน บอกเขาว่าข้าขอเงินสัก ๒,๐๐๐ ถ้าเขาไม่มีเงินสด เอ็งค้นดูในห้องข้าก็แล้วกันตามปี๊บที่ซุกไว้ใต้เตียง หรือตู้อื่นๆ มีอยู่หลายแสน แล้วอย่าเสือกเม้มของข้าล่ะ จับได้กระทืบไม่เลี้ยงนะจะบอกให้"

เจ้าแห้วรับคำสั่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขานึกในใจว่าวันนี้เขาคงจะได้เงินใช้อีก เพราะการซื้อของให้อาเสี่ยนั้นไม่เคยมีใบรับเลยและบอกราคาเท่าไรอาเสี่ยก็เชื่อ ตรงกันข้ามกับนิกรถ้าใช้ให้ไปซื้อของและซื้อของแพงไปนิกรก็ใช้ให้เจ้าแห้วเอาไปคืน

ระหว่างที่รอคอยเจ้าแห้วสี่สหายได้สนทนาปราศรัยกับครูแจ่มเป็นอย่างดี ครูแจ่มยอมรับว่าเขาเป็นพันจ่าเอกแห่งราชนาวี และเป็นครูสอนวิชากระบี่กระบองโรงเรียนนายเรือ เขาถูกปลดเกษียณเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นี้เอง ขณะนี้รับพระราชทานบำนาญ และหารายได้พิเศษจากการสอนลูกศิษย์ที่บ้านหรือตามโรงเรียนต่างๆ ที่จ้างไปสอนเป็นครั้งคราว ครูแจ่มสุภาพเรียบร้อยและช่างถ่อมตัว มีบุคลิกน่าเคารพนับถือมาก ถึงแม้อายุ ๖๕ ปีแล้วก็ยังแข็งแรงมาก อดีตของครูแจ่มเคยเป็นนักมวยขั้นเสือร้ายแห่งเวทีสวนกุหลาบมาแล้วสมัยคาดเชือก และพระยานนทิเสนสุเรนทรภักดีเป็นนายสนาม เคยได้รับสมญาว่า แจ่มหมัดเพชฌฆาต น็อคคู่ต่อสู้มาแล้วหลายสิบคนทั้งเวทีกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

เมื่อสี่สหายได้ซักถามเรื่องส่วนตัวของครูแจ่มๆ ก็สัมภาษณ์สี่สหายเราบ้าง

"ประทานโทษนะครับ ผมทราบจากนายแห้วว่าพวกคุณจะดวลดาบกับพวกนายทหารม้า ๔ คนซึ่งแต่ละคนฟันดาบเก่งมากเป็นความจริงใช่ไหมครับ"

นิกรว่า "ถูกแล้วครับครู คนที่จะดวลดาบกับเจ้าพลเคยไปฟันดาบแข่งขันที่โอลิมปิคมาแล้วครับ และชนะเลิศกลับมา"

"โอ-ถ้ายังงั้นผมหนักใจแทนคุณพลมาก"

พลยกมือไหว้ครูแจ่มทันที

"ขอบคุณครับ ผมก็หนักใจเหมือนกันครับ ผมอาจจะตายคราวนี้ก็ได้ แต่คิดว่าเวลาสามวันที่ผมได้ฝึกเพลงดาบกับครูบางทีครูอาจจะสอนไม้ตายหรือชั้นเชิงอันลึกซึ้งให้ผมบ้าง"

ชายชราหัวเราะเบาๆ

"ผมเองก็ไม่เก่งอะไรนักหรอกครับ แต่ผมจะพยายามช่วยพวกคุณ การเรียนฟันดาบเพียงสามวันย่อมเหมือนไม่รู้อะไรแต่ยังดีกว่าผู้ที่ไม่ได้เรียนเลย พวกคุณต้องพยายามหน่อย เรียนกันทั้งกลางวันกลางคืนแหละครับ"

"ตกลงครับ" พลพูดอย่างคึกคะนอง "ผมจะตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ หลังตึกนี้มีโรงฝึกกายบริหารของพวกเรา ใหญ่โตกว้างขวางมากครับ"

ครูแจ่มมองดูพลด้วยความรักใคร่พอใจ

"ท่าทางของคุณคล่องแคล่วดีนะครับ แต่คุณหมอแย่หน่อย สายตาสั้นอย่างนี้จะดวลกับเขาไหวหรือครับ"

ดร. ดิเรกทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ผมลืมบอกครูไปว่าผมท้าดวลปืนกับเขาไม่ได้ท้าดวลดาบหรอกครับ แต่ผมก็ต้องเรียนการดวลปืนพกจากครูเหมือนกัน ครูพอจะสอนผมได้ไม่ใช่หรือ"

"ก็พอสอนได้บ้างครับ เรื่องปืนพกผมพอยิงได้แต่ไม่เก่งนัก"

พล พัชราภรณ์กล่าวกับครูแจ่ม

"เจ้าแห้วมาโน่นแล้วครับ เชิญครูไปหาซื้อเครื่องฝึกซ้อมฟันดาบมาให้พวกเราก่อนเถอะครับ ประเดี๋ยวผมจะระดมคนใช้มาช่วยกันทำความสะอาดโรงฝึกหัดกายบริหารของพวกเรา ไม่ได้เปิดเล่นมานานแล้วครับ"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาหาเจ้านายของเขาแล้วรายงานให้เสี่ยหงวนทราบ

"รับประทานคุณนวลให้เงินมา ๒,๐๐๐ ครับ"

"เออ-ดีแล้วรีบพาครูไปซื้อของเถอะ วันนี้แกต้องเหนื่อยหน่อยละ แต่ค่าเหนื่อยของแก ๑๐๐ บาท พร้อมกับกล่องวิเศษ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานเอาเงินครับ"

เจ้าแห้วพาครูแจ่มไปเดินตรงไปยังโรงรถอันกว้างใหญ่ ซึ่งภายในโรงนั้นมีรถเก๋งงามๆ จอดอยู่ถึง ๕ คัน หลังจากนั้นคาดิลแล็กเก๋งก็พาเจ้าแห้วกับครูดาบออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

ก่อนเที่ยงวันนั้น ครูแจ่มก็เริ่มฝึกสอนวิชาฟันดาบฝรั่งให้พลกับเสี่ยหงวน แล้วก็สอนดาบไทยให้นิกร เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าคุณประสิทธิ์และคุณหญิงวาดพร้อมกับสี่นางมาดูการฝึกซ้อมที่ห้องกายบริหารพร้อมด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครงดังอยู่ตลอดเวลา นิกรรำดาบเก้งก้างและมักจะทำท่าเหมือนยี่เก ส่วนเสี่ยหงวนท่าทางก็บอกให้รู้ว่าหัดใหม่ บางทีท่าทางก็เหมือนงิ้วคือขยับดาบยกเข่าซ้ายขึ้นและยกมือซ้ายทำท่าเลี้ยะ เรียกเสียงหัวเราะจากสี่นางได้บ่อยๆ พล พัชราภรณ์คนเดียวทีมีหน่วยก้านท่าทางดีกว่าเพื่อน ดร. ดิเรกฝึกหัดชักปืนพกอยู่ตามลำพัง เขาคาดเข็มขัดกระสุนปืนพกแบบเคาบอยในภาพยนต์ ครูแจ่มได้สอนวิธีชักปืนให้นายแพทย์หนุ่มซึ่ง ดร. ดิเรกก็สามารถจดจำไว้ได้ด้วยสมองอันเฉียบแหลมของเขา

ขณะนี้พลกำลังประลองกับครูแจ่มด้วยดาบหวายซึ่งเป็นดาบสำหรับฝึก ส่วนเสี่ยหงวนฝึกหัดฟันและแทงอากาศวืดวาดอยู่ตามลำพังเบื้องหน้าท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและสี่นางซึ่งนั่งรวมกลุ่มอยู่บนม้ายาวสองสามตัวในห้องฝึกกายบริหาร ท่าทางอันเก้งก้างของอาเสี่ยทำให้นวลลออหมั่นไส้เต็มทน เมื่อสบตากับกิมหงวนหล่อนก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ลำบากก็อย่าหัดเลยค่ะเฮีย จดหมายหรือโทรศัพท์ไปถึงคู่ต่อสู้ ขอโทษเขาหรือยอมแพ้เขาเสียก็หมดเรื่อง"

กิมหงวนทำตาเขียวกับเมียเขาทันที

"แทนที่จะให้กำลังใจกลับดูถูกผัว ร้อยเอกพิศาลก็เป็นมนุษย์เดินดินมีสิบนิ้วเหมือนกัน อ้ายเรื่องที่จะให้เฮียขอโทษเขาไม่ยอมสู้กับเขานั้นเฮียยอมตายเสียดีกว่า"

นวลลออหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาสังเกตหรือเปล่าคะ ท่าทางของเฮียเหมือนตัวอะไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"อาว่าเหมือนตั๊กแตนตำข้าวว่ะ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเดือดดาล

"ลองซ้อมกับผมไหมล่ะครับ ผมแทงให้พุงกะทิแตกเลย"

นวลลออผุดลุกขึ้นยืน

"อวดดีนักท้าคุณอา ลองกับนวลก็แล้วกัน ถ้าเอาชนะนวลได้ก็ค่อยไปดวลกับร้อยเอกพิศาลแชมป์เปี้ยนโอลิมปิค"

กิมหงวนตวาดแว็ด

"มาซี"

เจ้าแห้ววิ่งไปที่ชั้นไม้ริมห้อง หยิบดาบหวายเล่มหนึ่งเอามาส่งให้นวลลอออย่างนอบน้อม นวลลออสวมสะแล็คครึ่งน่องสีเทาแก่ เชิ้ทฮาไวสีแดง ท่าทางของหล่อนที่ขยับดาบนั้นเข้าทีกว่าเสี่ยหงวนมาก ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่านวลลออได้สำเร็จวิชาพลศึกษาโทมาจากโรงเรียนพลศึกษา หรือวิทยาลัยพลศึกษาเดี๋ยวนี้ ถึงแม้จะเรื้อมานานนวลลออก็มีความรู้ในวิชาฟันดาบทั้งดาบไทยและดาบฝรั่ง เสี่ยหงวนลืมไปแล้วว่าเมียของเขาเก่งกว่าอูลี่จู เขายื่นดาบมาทางนวลลออแล้วพยักหน้าให้หล่อน

"มา เข้ามา ระวังถูกเฮียแทงหน้าอกไม่รู้นะ"

นวลลออปราดเข้าฟันและแทงเสี่ยหงวนทันที อาเสี่ยป้องปิดอุตลุดและล่าถอยอย่างไม่เป็นขบวน คุณหญิงวาดหัวเราะจนน้ำหมากไหล ทุกคนล้วนแต่เอาใจช่วยนวลลออทั้งนั้น เสียงเออะเฮฮาดังลั่นห้องฝึกซ้อม พลกับครูแจ่มต้องหยุดซ้อมมองดูกิมหงวนกับนวลลออปะทะกันด้วยเพลงดาบ

"โอ-คุณผู้หญิงฟันดาบเป็นนี่ครับคุณพล" ครูแจ่มพูดกับพลอย่างตื่นเต้นแปลกใจ

"ครับ เมื่อก่อนแต่งงานคุณนวลสำเร็จวิชาพลศึกษาครับ กระบี่ กระบอง ยูโด มวยไทยเป็นทั้งนั้น"

"นั่นนะซีครับ ท่าทางแกบอกว่าเป็น"

อาเสี่ยล่าถอยไปรอบๆ ห้อง และแล้วเขาก็ถูกนวลลออฟันเข้าที่ต้นแขนขวาเต็มแรง ถึงกับปล่อยดาบหลุดจากมือร้องลั่น นวลลออยืนหัวเราะชอบใจ แต่หล่อนก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเพราะนานๆ จึงจะได้ออกกำลังสักครั้ง

"เป็นยังไงคะเฮีย"

"เป็นยังไงเล่า ฟันแขนซะห้อย โอย "

นวลลอออดหัวเราะไม่ได้

"ยังงี้น่ะหรือจะไปสู้กับร้อยเอกพิศาล สู้เมียก็ไม่ไหว"

อาเสี่ยค้อนขวับ

"ผู้ชายที่ไหนมันจะสู้เมียได้ อุ้ย เจ็บจัง"

นวลลออประนมมือไหว้เขา

"ขอโทษนะคะ นวลนึกว่าเฮียจะปิดทันฟันไปเต็มเหนี่ยว เฮียยังปัดดาบช้ามากค่ะ หยิบดาบขึ้นมาซีคะนวลจะสอนให้"

อาเสี่ยหยิบดาบขึ้นมาแล้วก็ค้อนนวลอีก

"ไม่เอาละ เขาไม่เล่นกับตัวละเจ็บจะตายไป ไปซ้อมกับอ้ายกรดีกว่า" พูดจบกิมหงวนก็เดินตรงเข้าไปหานายจอมทะเล้นซึ่งกำลังรำดาบเฉิบๆ อยู่ตามลำพัง ท่าทางเหมือนยี่เกไม่มีผิด "เฮ้-ซ้อมกับกันหน่อยเถอะวะ แกดาบไทยกันดาบฝรั่ง"

นิกรทำบทยี่เก แล้วเจรจาตามแบบยี่เกเสียงอ่อนเสียงหวาน

"พระเชษฐาจะลองฝีมือกับหม่อมฉันหรือ ได้ซีพะยะค่ะ หม่อมฉันก็ศิษย์มีอาจารย์เหมือนกัน"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"อ๋อ พระเชษฐาหมั่นไส้.... "

กิมหงวนยกดาบฟันนิกรเต็มเหนี่ยว กระดิ่งทองยกดาบไทยขึ้นป้องปิดไว้ได้และฟันโต้ตอบอย่างรวดเร็วฉับพลัน ต่อสู้กันได้ครู่เดียวกิมหงวนก็โยนดาบทิ้ง แล้วยืนหัวเราะงอไปงอมา นิกรเงื้อดาบค้าง

"หัวเราะอะไรวะ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"ฉันรู้สึกตัวว่าฉันกำลังรบกับคนบ้าเลยอดหัวเราะไม่ได้ ดูสารรูปแกซิ ใส่เสื้อกั๊กลงยันต์ มีผ้าโพกหัวปักขนนก ถ้าแกแต่ตัวอย่างนี้ไปดวลกับเขารับรองว่าคู่ต่อสู้ของแกแพ้แกแน่ ที่แพ้ก็เพราะเขามัวแต่หัวเราะเปิดโอกาสให้แกฟันเขาตาย"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"กันก็ตั้งใจจะแต่งชุดนี้แหละ นี่เครื่องทรงตั้งแต่ครั้งคุณปู่นะ กันเก็บไว้นานแล้ว ตั้วโผยี่เกมาขอซื้อตั้งหลายครั้งยังไม่ยอมขาย นานๆ นึกครึ้มขึ้นมาก็เอามาแต่แก้เหงา โอย-เหนื่อยโว้ย นั่งพักเดี๋ยว"

ท่านผู้ใหญ่และสี่นางพยายามทนดูการฝึกซ้อมได้ในราวครึ่งชั่วโมง ก็ไม่สามารถทนดูได้ต่อไปอีก จึงชวนกันออกไปจากห้องกายบริหาร ปล่อยให้สี่สหายทำการฝึกซ้อมกันต่อไป ดร. ดิเรกของเราซ้อมชักปืนจนเหงื่อไหลไคลย้อย เขาตั้งอกตั้งใจมากกว่าเพื่อน ซึ่งนิสัยของนายแพทย์หนุ่มผู้นี้ถ้าลงจะทำอะไรแล้วเขาจะต้องทำให้ดีที่สุดและดีกว่าใครๆ

ครูแจ่มผละจากพลเดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่มและมองดูอย่างชื่นชม

"เอาละครับคุณหมอ คุณหมอชักปืนได้เร็วดีแล้ว พักผ่อนเสียสักครู่เถอะครับ แล้วผมจะสอนวิธียิงอย่างแม่นยำให้"

"ออไร๋ ออไร๋ โอ-ฝรั่งเป็นเหนื่อยแล้ว วันพุธนี้แหละอ้ายหมอนั่นจะต้องเป็นศพ ยิงให้ม่องเท่งเลย โลกจะได้รู้ว่าเสือปืนเร็วไม่ใช่ เกลน ฟอร์ด เสือปืนเร็วคือด็อกเต้อร์ดิเรกคนนี้"

ตลอดเวลาสองวันคือวันอาทิตย์และวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ ร.อ. ไพศาล สุทธิพงค์ ได้โทรศัพท์มาถึงกิมหงวนหลายต่อหลายครั้ง ขอร้องให้เลิกดวลกัน และเขายินดีให้อภัยเท่าที่อาเสี่ยท้าทายเขาตบหน้าเขาก่อน อย่างไรก็ตามอาเสี่ยได้ปฎิเสธไปอย่างแข็งแรงว่า เขาจะไม่ยอมเลิกล้มความคิดเป็นอันขาด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเพื่อนฝูงของเขาหลายคนได้รู้เรื่องนี้กันทั่วไปแล้ว ถ้าไม่ได้ดวลกันตามที่ตกลงกันไว้มันก็จะกลายเป็นว่าเขาเกรงกลัวฝีมือ ร.อ. พิศาล กับเพื่อนๆ ดังนั้นเขากับพล, นิกร และ ดร. ดิเรก พร้อมแล้วที่จะสู้ตายในรุ่งอรุณของวันพุธที่ ๒๒ เมษายนนี้

วันอังคารผ่านมาถึงแล้ว

สี่สหายได้ทำการฝึกซ้อมกันแต่เช้าตรู่ เป็นการซ้อมอย่างเครงเครียดที่สุด และปรากฏว่า พล, นิกร, กิมหงวน มีกำลังดีขึ้น ฟันดาบดีขึ้น ครูแจ่มถึงกับออกปากว่าหัดสามวันเหมือนกับหัดสามเดือน ส่วน ดร. ดิเรกชักปืนได้คล่องแคล่วและยิงปืนได้แม่นยำพอใช้ นายแพทย์หนุ่มฝึกยิงปืนในบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง หมดกระสุนปืนพกไปประมาณ ๕๐ นัด

เย็นวันนั้นเอง ขณะที่สี่สหายกำลังฝึกซ้อมอยู่ในโรงฝึกกายบริหารหลังบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องฝึกซ้อมอย่างร้อนรน และตรงเข้ามาหาสี่สหาย

"รับประทานมีนายทหารม้า ๔ คนมาหาครับ"

นิกรทำหน้าตื่นๆ

"ใครวะ"

"รับประทานผู้ที่เขาจะดวลกับพวกคุณพรุ่งนี้เช้านะซีครับ"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"แกไปบอกเขาอ้ายแห้ว เราเป็นศัตรูกัน ข้าไม่ต้องการต้อนรับเขา แล้วก็การฝึกซ้อมของข้า ข้าต้องถือเป็นความลับ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน คุณร้อยเอกพิศาลผู้ที่จะดวลกับอาเสี่ยเขาบอกว่าเขามาในฐานะมิตรครับ เขาอยากจะมาชมการฝึกซ้อมทางฝ่ายเรา"

พลพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ไปเชิญเขามาที่นี่ และบอกให้คนใช้จัดเครื่องดื่มกับบุหรี่มาต้อนรับ อ้อ-เอาวิสกี้โซดาแทนเครื่องดื่มดีกว่า พวกนายทหารหนุ่มๆ เขาไม่ชอบเครื่องดื่มเท่าไรหรอก"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปจากห้องฝึกกายบริหาร เสี่ยหงวนต่อว่าพลทันที

"เราเป็นศัตรูกัน พรุ่งนี้ก็จะฆ่ากันแล้วเสือกต้อนรับเขาทำไม"

พลว่า "มันยังไม่ถึงเวลาต่อสู้กันนี่หว่า เมื่อเขามีไมตรีจิตมาเยี่ยมเรา เราก็ต้อนรับเขา เราต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเรามีน้ำใจกว้างขวาง เรื่องดวลกันมันอีกเรื่องหนึ่งโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ เราอย่าแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะไม่ควรต่อเขาเป็นอันขาด อ้ายกรระวังหน่อยในเรื่องนี้"

นิกรยิ้มแป้น

"กันสุภาพพอ พวกนี้มาเยี่ยมเราก็ดีแล้ว กันจะขอร้องให้พวกเขาซ้อมดาบให้พวกเราได้เห็นฝีมือเขา ครูจะได้คิดหาทางแก้ไขไปด้วย" พูดจบนิกรก็หันมาทางครูแจ่ม "ครูจะต้องคอยจับลูกไม้ของเขานะครับ"

ครูแจ่มยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ครับ ผมจะพยายาม"

อีกสักครู่หนึ่งเจ้าแห้วก็พาสุภาพบุรุษในเครื่องแบบร้อยเอกรวม ๔ คนเข้ามาในห้องฝึกกายบริหารของคณะพรรคสี่สหาย ทั้งสี่คนท่าทางสุภาพนอบน้อม เขาหยุดยืนชิดเท้าตรงและก้มศีรษะคำนับสี่สหายพร้อมๆ กัน

"สวัสดีครับอาเสี่ยกิมหงวน, คุณพล, คุณนิกร, และคุณหมอดิเรก"

สีสหายยกมือไหว้และโอภาปราศรัยกับนายทหารทั้งสี่คนเป็นอย่างดี ร.อ. พิศาลแนะนำให้สี่สหายรู้จักกับเพื่อนหรือคู่ซ้อมดาบของเขาที่ละคน ผู้ที่จะดวลกับนิกรคือ ร.อ. นพ ทองธรรมชาติ ผู้ที่จะดวลกับพลคือ ร.อ. อำนวย ศุภรัตน์ และผู้ที่จะดวลกับดร. ดิเรกด้วยปืนพกคือ ร.อ. ประทีป ผ่องพันธุ์ ส่วน ร.อ. ไพศาล สุทธิพงค์ แช้มป์เปี้ยนฟันดาบโอลิมปิคนั้นจะดวลกับเสี่ยหงวน

พลกับเพื่อนๆ พานายทหารหนุ่มทั้ง ๔ คนไปนั่งที่ม้ายาว และขอร้องให้ถือว่าเป็นกันเอง ร.อ. พิศาล กล่าวกับพลอย่างยิ้มแย้มว่า

"เท่าที่ผมพาเพื่อนๆ มาหาโปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมมาเยาะเย้ย หรือมาเตือนให้ไปดวลกันในเช้าวันพรุ่งนี้นะครับ ความจริงเราทั้ง ๔ คน อยากจะให้การดวลดาบดวลปืนพกในวันพรุ่งนี้เลิกล้มไป"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"เลิกไม่ได้คุณพิศาล ผมได้เสียเวลาฝึกหัดฟันดาบมาตั้งสามวัน"

ร.อ. พิศาลหัวเราะ

"แต่ผมเสียเวลาฝึกหัดมา ๑๕ ปีนะครับ ตั้งแต่ผมเป็นนักเรียนนายร้อย ผมไม่อยากจะฆ่าอาเสี่ยและไม่อยากจะให้อาเสี่ยฆ่าผม การดวลกันมันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง เรามาซ้อมฟันดาบกันเล่นๆ ในห้องนี้ไม่ดีหรือครับ แล้วการต่อสู้จริงๆ ในวันพรุ่งนี้เลิกล้มไป"

อาเสี่ยว่าซ้อมน่ะซ้อมได้ครับ แต่สู้กันจริงๆ ในวันพรุ่งนี้เลิกไม่ได้ บอกตามตรงว่าผมตั้งใจจะเอาชนะคุณให้ได้ ผมเตรียมไม้ตายไว้เล่นงานคุณแล้ว"

นิกรยกมือตบแขน ร.อ. นพ ทองธรรมชาติ แล้วถามเบาๆ

"คุณกับผมมีทางรอมชอมเลิกแล้วต่อกันไหม"

ร.อ. นพลืมตาโพลง

"นั่นคือความตั้งใจของพวกเราครับ เราคนไทยด้วยกันจะฆ่าฟันกันทำไม ที่ผิดพ้องหมองใจกันในคืนวันนั้นอภัยให้กันเสียเถอะนะครับ"

นิกรพยายามเก๊กหน้าให้ดุๆ แต่ ร.อ. นพรู้สึกว่าหน้าของนิกรมีความทะเล้นมากกว่าดุ

"แปลว่าคุณไม่อยากดวลกับผม"

"ไม่ต้องแปลหรอกครับพวกผมพูดภาษาไทย"

นิกรทำคอย่น

"ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้เช้าก่อนแสงรวีส่องหล้าคุณกับผมเจอกันแน่ ผมยินดีที่จะบอกคุณว่าผมจะใช้ดาบไทยต่อสู้กับคุณ คุณจะไม่มีทางสู้ผมเลย ฮะ ฮ้า ผมนี่แหละครับหลานของเหลนเจ้าคุณพิชัยดาบหัก"

นายทหารทั้งสี่คนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ร.อ. นพยื่นมือให้นิกรจับต่างฝ่ายต่างบีบมือกันแน่นร.อ. นพ พูดยิ้มๆ ว่า

"ผูกอื่นใยผูกไมตรีดีกว่านิกร คุณกับผมเลิกเป็นศัตรูกันที ผมเลิกล้มความคิดที่จะดวลกับคุณแล้ว"

นิกรยิ้มแป้น

"ขอบคุณครับ ความจริงผมก็ไม่อยากจะสู้กับคุณเหมือนกัน รู้ตัวดีว่าพรุ่งนี้เช้าผมคงตายแหง ทนทู่ซี้ซ้อมไปยังงั้นเอง คุณเป็นนายทหารม้าจับดาบอยู่ทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นคู่ซ้อมของแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิค ผมมันชามเปี้ยนไม่ใช่แช้มป์เปี้ยนแล้วจะไปสู้คุณได้อย่างไร ที่กำแหงท้าคุณวันนั้นก็เพราะตึงๆ หน้าไปหน่อยและไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ถ้ารู้ผมท้าคุณละก้อผมยอมเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติดีกว่า"

สาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" สองคนพากันเดินเข้ามาในโรงฝึกกายบริหารของคณะพรรคสี่สหาย วิสกี้ตราขาว, โซดาเย็นเจี๊ยบ และกับแกล้มมาแล้วด้วยอัธยาศัยไมตรีของเจ้าของบ้าน

เหล้าและกับแกล้มถูกวางบนม้ายาวตัวหนึ่ง เสี่ยหงวนอนุญาติให้สาวใช้กลับไปได้ แล้วเขาก็เริ่มผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายนายทหารม้าและเพื่อนเกลอของเขา เจ้าแห้วยืนน้ำลายไหลอยู่ห่างๆ ส่วนครูแจ่มเลี่ยงออกไปนั่งหน้าโรงฝึกกายบริหารตามลำพังด้วยความเจียมตัว

"เชิญครับ เชิญร่วมดื่มกับพวกเรา" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "ทุกคนโปรดถือว่าเป็นกันเองนะครับ ใครมาหาพวกเราตอนเย็นๆ อย่างนี้ก็ต้องถองเหล้ากัน พวกผมสี่คนเป็นนักกีฬาที่ต้องกินสุรา"

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คน ต่างพอใจในมิตรภาพอันอบอุ่นที่ได้รับจากคณะพรรคสี่สหายเป็นอย่างยิ่ง ต่างดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างสนิทสนม พลนึกถึงครูของเขาขึ้นมาได้ก็รีบผสมวิสกี้บางๆ แก้วหนึ่ง แล้วถือเดินออกไปหน้าโรงฝึกกายบริหาร ตรงเข้าไปหาครูแจ่มซึ่งนั่งอยู่เงียบๆ ตามลำพัง

"ครูครับ ไปสนุกกับพวกเราซีครับ"

ชายชรายิ้มเศร้าๆ และยกมือไหว้นายพัชราภรณ์

"ขอบคุณครับ ผมเลิกมานานแล้ว เชิญพวกคุณตามสบายเถอะครับ"

พลส่งแก้วน้ำสีเหลืองให้

"ถ้ายังงั้นดื่มนิดเถอะครับครู"

"ไม่ได้ครับคุณพล ผมสาบานไว้กับศพเมียของผมว่าจะไม่ดื่มอีก เมียผมตายด้วยความเสียใจ ต้นเหตุแห่งความเสียใจ ก็เพราะผมเมาสุราอาละวาดทุบตีเขาไม่เว้นแต่ละวัน"

พลพลอยเศร้าใจไปด้วย

"หรือครับ ถ้าเช่นนั้นขอเวลาให้ผมสนุกกับพวกนายทหารหน่อยนะครับ การดวลกันในวันพรุ่งนี้ถ้าจะเหลวเสียแล้ว คนเราลงได้กินเหล้าด้วยกันมันก็ไม่มีอะไรกันอีก ที่เป็นศัตรูก็กลายเป็นมิตร"

ครูแจ่มเห็นพ้องด้วย

"จริงครับคุณพล เหล้าสร้างสามัคคีและมิตรภาพได้ดีกว่าอย่างอื่น แต่เหล้าก็ทำให้เกิดแตกร้าวทำลายสามัคคีได้ง่ายเหมือนกัน"

พลหัวเราะชอบใจร้องตะโกนเรียกให้เจ้าแห้วออกมาหาเขา

"เฮ้ย-พาครูไปอาบน้ำอาบท่าให้สบาย พวกข้าเลิกซ้อมแล้ว การดวลดาบพรุ่งนี้เช้าก็เห็นจะล้มเหลว"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้น เห็นผู้กองพิศาลพาเพื่อนๆ มาก็นึกแล้วว่ายังไงเสียก็ต้องเป็นมวยล้ม รับประทานดีเหมือนกันครับจะได้ไม่มีใครตาย"

พลส่งแก้วน้ำสีเหลืองให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-ดื่มเสียหน่อยแก้เหนื่อย"

เจ้าแห้วไม่กล้าเอื้อมมือรับแก้วเหล้าเพราะกลัวจะโดนอวัยวะเบื้องต่ำของพล จนกระทั่งพลจุ๊ย์ปากดุ

"เอาซี"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานไม่เตะผมนะครับ"

"เออ"

เจ้าแห้วคว้าแก้ววิสกี้จากมือพลทันที นายพัชราภรณ์หัวเราะหึๆ หมุนตัวกลับเดินเข้าไปในห้องฝึกกายบริหารขณะนี้นิกรกับ ร.อ. นพ กำลังคุยกันจ้อ ส่วน ดร. ดิเรกกับ ร.อ.ประทีป ผ่องพันธุ์ ก็เป็นพันธมิตรกันแล้ว ต่างสนทนากันอย่างสนิทสนม

เมื่อพลเดินเข้ามา ร.อ. อำนวย ศุภรันต์ นายทหารหนุ่มร่างเตี้ยล่ำสันแบบมะขามข้อเดียว ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพลได้รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหานายพัชราภรณ์ทันที ร.อ. อำนวยยื่นมือให้พลจับ

"การดวลในเช้าวันพรุ่งนี้เลิกล้มไปสองคู่แล้วครับ ยังอยู่คู่คุณกับผมและอาเสี่ยกิมหงวนกับคุณพิศาล"

พลยิ้มให้นายทหารหนุ่ม

"เราจะเอายังไงกันดีละครับ เราควรจะเป็นศัตรูหรือเป็นมิตรกัน"

ร.อ. อำนวยว่า "ผมคิดว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า"

"ความคิดของคุณตรงกับผมทีเดียวครับ" พลพูดอย่างจริงใจ

ทั้งสองบีบมือกันแน่น

"ผมดีใจมากที่เราได้ทำความเข้าใจกันได้ ซึ่งหมายความว่าพวกผมและพวกคุณจะเป็นมิตรกันต่อไป แต่อาเสี่ยกิมหงวนแกยังมีทิฐิมานะอยู่ แกตั้งปณิธานอันแน่วแน่ที่จะดวลกับพิศาลในเช้าวันพรุ่งนี้ ใครพูดอย่างไรแกก็ไม่ฟังเสียง"

"หรือครับ ถ้าเช่นนั้นผมจะลองพูดกับเขาเอง เพื่อนผมคนนี้ไม่ใคร่สบายครับ ถ้าเป็นเครื่องยนต์ก็น๊อตหลุดหรือหลวมไปหลายตัว"

"แต่แกก็สนุกร่าเริงดีนี่ครับ รู้สึกว่าใจแกสปอรทมาก"

"ครับ เรื่องใจสปอรทผมรับรองว่าเสี่ยหงวนแน่ที่สุด แต่เขารวยนี่ครับ มีเงินตั้งร้อยล้านจะสปอรทอย่างไรก็ทำได้"

พูดจบพลก็เดินเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกนายทหารกับคณะพรรคของเขา

พลทรุดตัวนั่งบนม้ายาวข้างกิมหงวน อาเสี่ยกำลังคุยกับพวกนายทหารอย่างสนิทสนม แต่เรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้า สภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งขณะนี้ตลาดการค้ากำลังซบเซา

นายพัชราภรณ์ยกมือตบบ่ากิมหงวนแล้วกล่าวว่า

"อ้ายเสี่ย กันยินดีที่จะบอกแกว่ากันกับผู้กองอำนวยเป็นมิตรที่ดีต่อกันแล้ว"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"หมายความว่าพรุ่งนี้เช้าแกกับผู้กองอำนวยจะไม่ดวลกัน"

พลพยักหน้า

"ถูกแล้ว"

อาเสี่ยมองดูพลอย่างเดือดดาล

"ในที่สุด กันก็ได้รู้ความจริงว่าแกกับดิเรกและอ้ายกรล้วนแต่ขลาดตาขาวไม่มีเลือดนักสู้เลย"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เลือดนักสู้ของกันน่ะมีแน่ เคยมีถึงสี่บวกหรือบวกสี่ แต่ดิเรกมันช่วยทำให้ไม่มีบวก"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ

"ไม่เห็นขำเลยโว้ย ตลกตราอะไรวะ"

"ตราเจ้าสัวกิมเบ้ไงล่ะ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายดังเอื้อกยกมือชี้หน้านิกรแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"แกล้อชื่อพ่อน้าอ้ายเวร ระวังตัวให้ดี"

ร.อ. พิศาลยอดนักดาบแห่งโอลิมปิคกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างยิ้มแย้มว่า

"อาเสี่ยครับเราไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้หรือครับ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ผมบอกผู้กองแล้วว่าเป็นตายอย่างไร ผมก็ต้องดวลกับผู้กองในตอนรุ่งอรุณวันพรุ่งนี้ เพื่อพิสูจน์ธาตุแท้แห่งนักสู้ของผม และผมจะได้รู้ว่าเพื่อนฝูงคนไหนบ้างที่มาเยี่ยมเคารพศพผม อ้า-ความจริงผมไม่เกลียดคุณและเพื่อนๆ คุณเลย ผมยินดีต้อนรับพวกคุณด้วยไมตรีจิตร แต่เรื่องดวลคนละเรื่อง อย่างไรก็ต้องดวลกัน"

ร.อ. พิศาลยิ้มให้เพื่อนๆ ของเขาเสียก่อน จึงกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างสัพยอก

"อาเสี่ยคงจะฟิตมือไว้เตรียมเล่นงานผมเต็มที่"

กิมหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ก็พอตัวแหละครับ ผมซ้อมทั้งกลางวันกลางคืนไม่ได้หลับนอนเลย คืนนี้ตั้งใจจะซ้อมถึงตี ๔ แล้วก็อาบน้ำแต่งตัวไปพบกับคุณที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อนผมสามคนนี้มันขี้ขลาดตาขาวยอมออมชอมกับพวกคุณ แต่ผมไม่ยอมอย่างเด็ดขาด เพลี่ยงพล้ำผมก็จะไม่ถือโอกาสฆ่าคุณด้วยดาบคู่มือของผม ผมจะฟันหรือแทงคุณเพียงแต่ให้เกิดบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น

"ถุย" นิกรร้องลั่น

กิมหงวนหันขวับมาทางนิกร

"ถุยทำไม"

"ถุยหมั่นไส้แกน่ะซี" นายจอมทะเล้นพูดพลางหัวเราะพลาง "แกพูดกับแช้มป์เปี้ยนดาบโอลิมปิคราวกับว่าแกเป็นจอมนักดาบของโลกที่แท้แกเพิ่งหัดมาได้สามวันเท่านั้น"

อาเสี่ยป้องปากกระซิบกระซาบกับนิกร แต่เสียงกระซิบของเขาพวกนายทหารได้ยินถนัด

"ก็ต้องขู่ทำลายขวัญฝ่ายศัตรูซีโว้ย เป็นบ้าไปได้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน ร.อ. พิศาลกล่าวกับพลว่า

"พวกคุณสนุกสนานกันดีนะครับ หลังจากคืนที่เรามีเรื่องกันผมได้พยายามสืบประวัติพวกคุณทั้งสี่คนก็ได้ความว่าพวกคุณเป็นสุภาพบุรุษมีเกียรติทั้งนั้น ทุกคนมีหลักฐานเป็นปึกแผ่นมั่นคงและชอบสนุก อ้า-ผมจะทำอย่างไรดีล่ะครับที่จะไม่ต้องดวลกับเสี่ยหงวนในวันพรุ่งนี้"

พลว่า "ผมเข้าใจดีว่าผู้กองไม่อยากฆ่าอ้ายหงวน แต่เมื่ออ้ายหงวนมันอยากจะตายผมก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดวลกับมันเถอะครับ"

อาเสี่ยทำตาเขียวเข้าใส่พลทันที

"แกคิดว่าฉันจะแพ้คุณพิศาลยังงั้นรึ"

"เปล่า เรื่องแพ้ชนะกันไม่เคยคิด กันคิดแต่เพียงว่าใครจะอยู่และใครจะตายเท่านั้น"

"แล้วแกคิดว่าใครจะตาย ถ้ามีการดวลกันเกิดขึ้นระหว่างกันกับคุณพิศาล"

"แกน่ะซี"

อาเสี่ยค้อนขวับแล้วตวาดแว๊ด

"ส่งขวดเหล้ามา ไหนๆ ก็จะตายแล้ววันนี้ต้องกินเหล้าให้เต็มที่"

ใครต่อใครต่างพูดปลอบใจกิมหงวน ให้เลิกล้มความคิดที่จะดวลดาบกับแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิค แต่อาเสี่ยยืนกรานไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเพื่อศักดิ์ศรีและความเป็นลูกผู้ชายของเขา อย่างไรก็ตามกิมหงวนไม่ได้แสดงกิริยาท่าทางเป็นศัตรูกับผู้บังคับกองหนุ่มซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของเขาเลย

"ผมเสียใจจริงๆ อาเสี่ยครับ" ร.อ. พิศาลพูดยิ้มๆ "เป็นอันว่าผมต้องดวลกับอาเสี่ยแน่ๆ "

"ผมก็เสียใจเหมือนกัน ผมรักผู้กองและเพื่อนๆ ของผู้กองมาก"

"อย่าเรียกผมว่าผู้กองเลยครับ เรียกผมว่าพิศาลดีกว่า นึกว่าผมและเพื่อนๆ เป็นน้องชายอาเสี่ยเถอะครับ พวกผมเคยได้ยินกิติศัพท์มานานแล้วว่า มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยที่กล้าฉีกแบงค์เล่นที่ละหมื่นอย่างหน้าตาเฉยนั้นมีอยู่คนเดียวคืออาเสี่ยกิมหงวน เมื่อมีโอกาสรู้จักเช่นนี้ผมกับเพื่อนก็รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจมาก"

ร.อ. อำนวยพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อาเสี่ยจะแสดงความบ้าของอาเสี่ย ฉีกแบงค์ให้เราดูเป็นขวัญตาสักสองพันได้ไหมครับ"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"ได้ครับ ผมจะแสดงให้ดูก็ได้ แต่ผมมีเงินติดกระเป๋าอยู่ราวสี่พันเท่านั้น" พูดจบอาเสี่ยก็ล้วงกระเป๋ากางเกงขาสั้นข้างขวาของเขาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทสามสี่ปึกออกมาชูอวด

"พวกคุณดูนะครับ มีเศรษฐีบ้าๆ ที่ไหนบ้างในโลกนี้ที่กล้าฉีกเงินเล่นอย่างผม ผมนี่แหละครับแน่นัก"

ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของนายทหารทั้งสี่คน อาเสี่ยได้ฉีกธนบัตรประมาณ ๔,๐๐๐ บาทออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างหน้าตาเฉย แล้วโปรยเศษธนบัตรลงบนศีรษะนิกรเพื่อนเกลอของเขา

ร.อ. นพมองดูเพื่อนๆ แล้วชูหัวแม่มือขวาขึ้น

"อย่างนี้เขาแน่จริงๆ คุณพ่อเคยเล่าให้กันฟังว่าในสมัยก่อนมีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคุณพระอะไรก็ลืมไปแล้ว ใช้ธนบัตรใบละร้อยต่างกระดาษชำระเพราะหากระดาษชำระไม่ได้ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเสี่ยหงวนก็ต้องแพ้เสี่ยหงวนของเราหลุดลุ่ย มหาเศรษฐีจริงๆ มันต้องอย่างนี้"

กิมหงวนถูกลูกยอเข้าก็ปลื้มจนตัวลอย

"ผมจะขึ้นไปบนตึกเอาเงินมาเผาเล่นให้คุณดูสักสองสามแสน"

พลจับแขนอาเสี่ยไว้

"พอแล้วอ้ายหงวน เท่านี้ผู้กองทั้งสี่คนก็เชื่อมือแล้วว่าแกเป็นเศรษฐีขนาดหนัก"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ หันมาทาง ร.อ. นพ

"เมื่อกี้คุณเล่าว่าเศรษฐีคนหนึ่งในสมัยคุณพ่อของคุณ ใช้แบงค์ใบละร้อยต่างกระดาษชำระหรือครับ"

"ครับ คุณพ่อท่านเล่าให้ผมฟังอย่างนี้"

เสี่ยหงวนว่า "เขาคงทำไปด้วยความจำเป็นเพราะหากระดาษชำระไม่ทัน ผมเองก็เคยใช้แหวนเพชรราคาห้าหมื่นหนึ่งวง นาฬิกาข้อมือเรือนทองพร้อมด้วยสายทองอีกหนึ่งเรือนแทนกระดาษชำระ"

"โอ้โฮ " ร.อ. พิศาลร้องลั่น "อาเสี่ยทรหดถึงอย่างนั้นเชียวหรือครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เรื่องนี้สงสัยว่าจะเป็นเรื่องจริง ที่มีความเท็จแฝงอยู่ราว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ลงใช้นาฬิกาต่างกระดาษชำระละก้อรู้สึกว่ามันมากไปหน่อย" แล้วนิกรก็ยิ้มให้นายทหาร "คนเราเมื่อท้องไส้ไม่ปรกติก็แย่เหมือนกันนะครับ ผมเองเคยใช้กระดาษทรายต่างกระดาษชำระมาแล้ว"

ร.อ. นพ กลืนน้ำลายเอื้อก

"น่าหวาดเสียวมาก แล้วหมดจดดีหรือครับคุณนิกร"

"ครับ ใช้ต่างกระดาษชำระได้ดีทีเดียว"

นายทหารทั้งสี่คนทำหน้าเบ้ไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายพวกนายทหารและเพื่อนเกลอของเขาอีกคนละแก้ว ในเวลาเดียวกันสาวใช้คนหนึ่งก็นำโซดาและกับแกล้มมาเพิ่มเติม เสี่ยหงวนกล่าวกับ ร.อ.พิศาลอย่างสนิทสนมว่า

"ผู้กองครับ พรุ่งนี้เช้าผู้กองกับผมจะต้องตายจากกันไปข้างหนึ่งจากการดวลกัน ฉะนั้น คืนนี้เราไปเที่ยวกันเถอะครับ ไปกันหมดนี่แหละผมเลี้ยงดูปูเสื่อเต็มที่ บริการนวดตัวอาบน้ำพร้อม เที่ยวกันจนสว่างแล้วไปดวลกันเลย"

แช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคหัวเราะเบาๆ

"อาเสี่ยยังไม่เลิกคิดที่จะดวลกับผม"

"ไม่มีวันเลิกคุณพิศาล ผมบอกแล้วว่าความเป็นมิตรของเรากับเรื่องดวลมันคนละเรื่อง พวกคุณไปเที่ยวกับพวกผมสักที่เถอะน่ะคืนนี้บุกแหลกเลย ออกจากนี่ไปกินข้าวที่ภัตตาคารของผมก่อน แล้วผมจะพาคุณไปเที่ยวบ้านเจ๊หนอม ตอนดึกไปเที่ยวบาร์หรือจะไปดูระบำโป๊แถวเยาวราชยังได้ สองยามไปนวดตัวอาบน้ำ รายการนี้ล้วนแต่เป็นความสุขทั้งนั้น ไหนๆ เราจะตายแล้วก็ต้องหาความสุขใส่ตัวให้เต็มที่"

ร.อ. พิศาลก้มลงมองดูเครื่องแบบนักรบแล้วยกมือไหว้เสี่ยหงวน

"ขอบคุณมากครับอาเสี่ยที่แสดงความเอื้ออารีต่อพวกผมมากมายเช่นนี้ เห็นจะต้องปฏิเสธละครับ พวกผมแต่งเครื่องแบบจะไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดได้อย่างไร"

พลพูดเสริมขึ้น

"ก็ถอดฟอร์มออกซีครับ เอาเครื่องแต่งตัวพลเรือนของพวกผมแต่งไปก่อน สนุกกันสักคืนก็ดีเหมือนกันครับ ผมชอบพวกคุณมาก ถ้าพวกคุณได้เที่ยวกับพวกผมก็คงจะลืมพวกผมไม่ลง"

ร.อ. พิศาล หันมาถามพรรคพวกของเขา

"ว่าไงพวกเรา เมื่อพี่ชายของเราทั้งสี่คนนี้มีแก่ใจชวนพวกเราไปเที่ยวกับเขาก็ควร โอ.เค.ไม่ใช่หรือ"

ร.อ. อำนวยกล่าวขึ้นทันที

"ตกลงโว้ยศาล แต่เรากลับไปกองพันไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียก่อนดีกว่า"

เสี่ยหงวนตัดบท

"ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากลับไปน่า เอาเครื่องแต่งตัวของพวกเราเถอะครับ จะแต่งแบบสากลหรือจะแต่งแบบจิ้งเหลนสวมเสื้อลายแปลกๆ ได้ทั้งนั้น พวกผมแต่ละคนมีเสื้อผ้ามากกว่าร้านถ่ายรูปเสียอีก คืนนี้เที่ยวกันให้สว่างเลย"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นด้วยความหวังดี

"เที่ยวสว่างไม่ได้หลับได้นอน แล้วแกจะเอาแรงที่ไหนดวลดาบกับคุณพิศาล"

อาเสี่ยหันขวับมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"เถอะน่า มีแรงเหลือเท่าไรก็ดวลไปแค่นั้น แต่อย่างไรก็ต้องดวลกันแน่ เพื่อศักดิ์ศรีของกันและคุณพิศาล"

พลกล่าวกับนายทหารหนุ่มทั้งสี่คน

"เชิญขึ้นไปบนตึกเถอะครับ ผมจะแนะนำพวกคุณให้รู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ของผม และคุณจะได้คุยกับเมียๆ ของพวกเรา"

ทุกคนต่างดื่มเหล้ากันอีกคนละแก้ว โดยมีการชนแก้วเหล้ากัน ต่อจากนั้นทุกคนก็ลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องกายบริหาร

คืนนั้น สี่สหายของเราได้พานายทหารหนุ่มทั้งสี่คน ท่องเที่ยวหาความสุขสำราญอย่างเต็มที่ ทั้ง ๘ คนนั่งเบียดเสียดเยียดยัดกันอยูในรถคาดิลแล็คเก๋ง ร.อ. พิศาลกับเพื่อนๆ แต่งกายแบบสุภาพชน

ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ราว ๑๘.๐๐ น. เศษ อาเสี่ยกิมหงวนพาไปเลี้ยงอาหารจีนที่ภัตตาคารของเขาในซอยๆ หนึ่งของถนนเยาวราช หลังจากนั้นก็เข้าชมระบำโป๊ที่โรงภาพยนตร์โรงหนึ่งแถวนั้น ชมได้ประมาณครึ่งชั่งโมงก็ออกไปเที่ยวที่อื่น เพราะกลัวเป็นกุ้งยิง

คาดิลแล็คเก๋งวิ่งไปทั่วกรุงเทพฯ สี่สหายพานายทหารหนุ่มไปเที่ยวตามบาร์ชั้นสูงหลายแห่ง ไปหาความสุขสำราญที่สำนักเจ๊หนอมในตอน ๒๒.๐๐ น. หลังจากนั้นก็ไปนวดตัวอาบน้ำ ที่สถานอาบน้ำชั้นดีแห่งหนึ่งซึ่งคิดค่าบริการแพงกว่าที่อื่น

ในราว ๐๑.๐๐ น. ของวันใหม่ สี่สหายได้พานายทหารหนุ่มทั้งสี่คนกลับมายังบ้าน "พัชราภรณ์" พลสั่งให้เจ้าแห้วเอารถไปส่ง ร.อ. พิศาลกับเพื่อนๆ ที่กองพัน ก่อนจะจากกันกิมหงวนได้ตกลงกับ ร.อ. พิศาลว่าวันพรุ่งนี้เวลา ๕.๐๐ น. ตรง การดวลกันจะเริ่มต้นที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ตอนใกล้รุ่งอรุณของวันพุธ

หลังจาก ๔.๐๐ น. ล่วงแล้ว ท่านผู้ใหญ่กับคณะพรรคสี่สหายและสี่นางต่างตื่นนอนในเวลาไล่ๆ กัน ทุกคนรีบอาบน้ำแปรงฟัน แต่งตัวเพื่อไปชมการต่อสู่ระหว่างกิมหงวนและ ร.อ. พิศาล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันจากการต่อสู้ในตอนรุ่งอรุณของวันนี้

อาเสี่ยกิมหงวนของเราได้นอนหลับเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น แต่เขาก็ลุกขึ้นอย่างกระปรี้กระเปร่าและเต็มไปด้วยความมั่นใจในชัยชนะ เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยแต่งตัวให้ เสี่ยหงวนแต่งกายแบบนักดาบฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ กางเกงสักหลาดสีขาวแบบกางเกงขี่ม้าฟิตเปรี๊ยะ สวมท็อบบู๊ทสั้นหนังลูกแกะตายในท้องแม่ สวมเชิ้ตแขนพอง ที่คอผูกโบว์สวยงามมาก

กิมหงวนยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องนอนของเขา เขาคาดดาบเรียบร้อย ซึ่งดาบเล่มนี้เจ้าแห้วเป็นผู้ซื้อมาให้เมื่อวานนี้เอง ซื่อจากร้านค้าของเก่าร้านหนึ่งในเวิ้งนาครเขษม ราคา ๓๕๐ บาท ความจริง ๒๐๐ บาทเท่านั้น

เจ้าแห้วยืนเอียงคอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างหลังอาเสี่ย

"เอาละครับ รับประทานเข้าทีแล้ว แหม-รับประทานอาเสี่ยแต่งยังงี้หล่อจังครับ"

"แฮะแฮ้"

"จริงครับ ให้ดิ้นตายเถอะครับ รับประทานดาวหนังยังสู้ไม่ได้ รีบลงไปเถอะครับ ทุกคนรออาเสี่ยอยู่ในห้องโถงชั้นล่างแล้ว รับประทานตีสี่ครึ่งแล้ว"

กิมหงวนผิวปากเบาๆ เหมือนกับจะปลอบใจตัวเอง หยิบน้ำอบขวดหนึ่งขึ้นมาเทใส่มือแล้วตบข้างหูของเขาทั้งสองข้าง กลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศสราคาแพงหอมฟุ้ง

"อ้ายแห้ว"

"ครับ"

"ถามจริงๆ เถอะวะ ราศรีของข้ามันเหมือนคนที่ใกล้จะตายบ้างหรือเปล่า"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานไม่มีอะไรผิดปรกติครับ นอกจากเงาหัวของอาเสี่ยหายไป"

เสี่ยหงวนสะดุ้งสุดตัว รีบก้มลงมองดูเงาหัวของเขา พอแลเห็นก็ถอนหายใจโล่งอก

"โธ่-เดี๋ยวพ่อยันเปรี้ยงเข้าให้เลย เสือกบอกได้ว่าไม่มีเงาหัว"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานเมื่อกี้นี้ไม่มีจริงๆ ครับ รับประทานคุณนวลยังเห็นว่าอาเสี่ยมีแต่คอไม่มีศีรษะ"

กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"พูดยังงี้เดี๋ยวกูไม่ไปเลย" แล้วอาเสี่ยก็พาตัวเขาเดินออกไปจากห้องนอนอขงเขาอย่างองอาจ

ขณะนี้คณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงอย่างคับคั่ง พวกคนใช้และสาวใช้ยืนออกันอยู่ทางหน้าตึกหน้าสลอน อย่างไรก็ตามไม่มีใครแสดงท่าทีวิตกเป็นทุกข์ว่ากิมหงวนจะต้องเสียชีวิตในการดวลดาบกับนายทหารหนุ่มเลย ทุกคนหัวเราะต่อกระซิกกันตลอดเวลา

เมื่ออาเสี่ยเดินลงบันไดมานิกรก็ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้-คาตาญังมาแล้วโว้ย"

เสียงโห่ร้องเสียงตบมือดังขึ้นทันที อาเสี่ยยกมือขวาขึ้นโบกวางท่าให้สง่า ทันใดนั้นเองเท้าขวาก็สะดุดปลายดาบของตัวเองเข้าทำให้เสี่ยหงวนเสียหลักหกล้มป้าบและกลิ้งลงมาตามขั้นบันไดนั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

"มายก๊อด" ดร. ดิเรกร้องลั่น "ออกหัวว่ะ นึกว่าจะออกก้อยเสียอีก"

เจ้าแห้ววิ่งลงมาทรุดตัวนั่งประคองคาตาญังลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น อาเสี่ยสูดปากร้องครางหงิงๆ ตะโพกครากไปแถบหนึ่ง เขาขบกรามพูดเสียงหนักๆ

"เสียฤกษ์เสียแล้ว เจอเอาดาบทรยศ ฮึม" แล้วเขาก็หันมาทำตาเขียวกับสี่นาง "หัวเราะอะไร"

ประไพหัวเราะงอหาย

"ได้กบไหมคะ"

อาเสี่ยชูหลังมือขวาให้

"มะเหงกนี่แน่ะ"

ท่านผู้ใหญ่กับคณะพรรคสี่สหายต่างลุกขึ้นเข้ามาห้อมล้อมกิมหงวนอย่างขบขัน คุณหญิงวาดยกมือตบศีรษะอาเสี่ยเบาๆ

"ไปเถอะพ่อหงวน นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วของแกไว้ให้ดีนะ อาสั่งให้ละม่อมมันซักรีดไว้ทุกข์ของอาไว้แล้ว พวกเราตั้งใจจะเอาศพแกไปไว้วัดมงกุฎ แม่นวลเขาจะให้มีสวด ๗ คืน มีพิธีกงเต็กด้วย"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"นี่ทุกคนเข้าใจว่าผมไม่มีทางสู้เขาหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ทางสู้น่ะมันมี แต่สู้ไปแล้วก็ถูกเขาแทงตาย"

"เอ-น่าจะให้พรผมกลับมาแช่งผม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตบหลังอาเสี่ยเบาๆ แล้วพูดปลอบโยน

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านไม่ได้แช่งแกหรอก ท่านพูดความจริงซึ่งพวกเราทุกคนก็คิดว่ารูปการมันจะต้องเป็นอย่างนี้ มีอะไรที่แกจะต้องสั่งเสียอาบ้างไหมล่ะ"

"ไม่มี" อาเสี่ยพูดเสียงแหลมเล็กน่าสงสาร

ครั้นแล้วทุกคนก็พากันออกไปจากห้องโถงของบ้าน "พัชราภรณ์" รถเก๋งสองคันจอดเตรียมพร้อมอยู่แล้วที่หน้าตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและสี่นางขึ้นไปนั่งบนรถดอดจ์เก๋ง ส่วนสี่สหายกับเจ้าแห้วขึ้นนั่งบนรถคาดิลแล็กของเสี่ยหงวน ต่อจากนั้นรถเก๋งทั้งสองคันก็แล่นตามกันออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ท่ามกลางความสงบเงียบในตอนใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่

อาเสี่ยกิมหงวนกับคณะของเขามาถึงบริเวณพระลานพระบรมรูปทรงม้าก่อนเวลาที่นัดหมาย ๕ นาที ทุกคนต่างย่องๆ กันลงมาจากรถทั้งสองคันแล้วเข้ามาห้อมล้อมกิมหงวนอีก อากาศในตอนนี้สดชื่นเย็นสบายซึ่งตรงกันข้ามกับตอนกลางคืนอันร้อนอบอ้าวน่าเบื่อหน่าย บริเวณหน้าพระลานมีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง ปราศจากยวดยานพาหนะและผู้คนสัญจรไปมาเหมาะที่จะดวลกันอย่างยิ่ง

เสี่ยหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วกล่าวถามนิกรเบาๆ

"กี่โมงแล้วอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นาฬิกาอยู่โรงจำนำ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งสุดตัวหันขวับมาทางหลานชายจอมทะเล้นของท่าน

"จริงๆ หรืออ้ายกร แกถึงกับจำนำนาฬิกาข้อมือเชียวหรือนี่"

"จริงครับ ให้ผมก้าวไปนี่ธรณีสูบซีเอ้า ผมขอเงินประไพเขาใช้พันบาทจะซื้อของขวัญให้หลานสาวของเพื่อน ประไพให้ร้อยเดียว ก่อนให้ยังเทศนาผมอีก แล้วผมจะทำยังไงผมก็ต้องเอานาฬิกาไปจำนำ"

"จำนำไว้เท่าไร" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น

"๕,๐๐๐ บาทครับ"

อาเสี่ยหัวเราะคิ๊ก

"อ้ายจอมกะล่อน นาฬิกาตะหวักตะบวยอะไรกันวะ จำนำตั้ง ๕,๐๐๐ ต่อให้แกซื้อมาราคาร่วมหมื่นก็จำนำได้อย่างมาก ๘๐๐ เท่านั้น เว้นแต่นาฬิกาผู้หญิงซึ่งเป็นนาฬิกาฝังเพชร"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"จริงว่ะ กันจำนำไว้ ๕,๐๐๐"

"อ้ายโกหก จำนำที่โรงไหนวะ"

"ก็โรงจำนำของแกน่ะซี กันบอกหลงจู้เขาว่าแกสั่งให้รับไว้ ๕,๐๐๐ เขาก็เลยจ่ายเงิน ๕,๐๐๐ ให้กันโดยดี เป็นอันว่านาฬิกาเรือนนี้กันไม่ไถ่เพราะซื้อมาเพียง ๕,๐๐๐ เท่านั้น และใช้มาตั้งสี่ห้าปี"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ดี-ดีมาก ขืนทำอย่างนี้อีกหน่อยฉันก็ต้องถือกะลาขอทานเขากิน ตั้งแต่กันคบแกมากันไม่เคยได้เปรียบแกเลย มีแต่เสียเปรียบแก"

นิกรหัวเราะ

"อย่าบ่นบ้าไปหน่อยเลยวะ ประเดี๋ยวแกก็ตายแล้ว"

กิมหงวนแยกเขี้ยว

"แช่งอีกแล้ว" พยายามคิดว่ากันชนะบ้างซีโว้ย เนื้อหนังของคุณพิศาลไม่ได้ทำด้วยเหล็ก โดนดาบของกันเข้าก็ม่องเท่งเหมือนกัน"

นิกรว่า "แต่โอกาสที่แกจะฟันหรือแทงถูกผู้กองนั้นไม่มีเลย"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก

"แกเฉยๆ เถอะ อ้ายเรายิ่งใจเสียอยู่ยังพยายามพูดทำลายขวัญ" แล้วเขาก็หันมาถาม ดร. ดิเรก "เวลาเท่าไรหมอ"

ดร. ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"อีกสองนาทีตีห้า"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"เหลว-ทุกคนเป็นพยานนะ ร้อยเอกพิศาลเหลวแล้ว เขาต้องผิดนัดแน่ๆ ที่ผิดนัดก็เพราะไม่กล้าสู้กับกันนั่นเอง การต่อสู้เพื่อเกมกีฬาในการแข่งขันฟันดาบโอลิมปิค คู่ต่อสู้มีเสื้อเกราะใส่และมีเครื่องกำบังส่วนหน้า ถูกดาบของอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่เป็นไร เพียงแต่เสียคะแนนเท่านั้น แต่การดวลกันอย่างนี้ใครพลาดก็ตายแหงแก๋ ร้อยเอกพิศาลแกยังหนุ่มแน่นแกก็ต้องกลัวตายเป็นธรรมดาอยู่เอง"

ทันใดนั้นเอง รถจี๊ปวิลลี่เครื่องหมายกงจักรคันหนึ่งแล่นมาจากถนนศรีอยุธยา ก็เลี้ยวขวามือตรงมาทางพระบรมรูปทรงม้าอย่างรวดเร็ว ร.อ. พิศาลมาแล้ว เขามากับเพื่อนเกลอของเขาทั้งสามคน ทุกคนแต่งกายพลเรือนแบบสุภาพชน แล้วอาเสี่ยแลเห็นเข้าก็หน้าถอดสี หันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ ด้วยเสียงสั่นเครือว่า

"นึกว่าจะเหลวไง๋มาก็ไม่รู้"

"เขานัดแบบทหารโว้ย คือมาตรงตามเวลาเผง ขณะนี้ตีห้าพอดีเตรียมตัวตายได้แล้วอ้ายหลานชาย"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "ไง๋พูดอย่างงี้ล่ะครับ"

รถจี๊ปวิลลี่ของกองพันทหารม้าแล่นมาหยุดท้ายรถคาดิลแล็คเก๋ง นายทหารหนุ่มทั้ง ๔ คนพากันลงมาจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และตรงเข้ามาทำความเคารพท่านผู้ใหญ่ ทักทายกับคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน โดยเฉพาะ ร.อ. พิศาล ปราดเข้ามาสวมกอดเสี่ยหงวน

อาเสี่ยใจหายวาบ ชำเลืองมองดูนวลลออแล้วกระซิบดุ ร.อ. พิศาล

"อย่าพูดดังไปซีคุณ เมียผมดุฉิบหายเลยรู้ไหม รู้ว่าไปเที่ยวซ่องเจ๊หนอมแม่เล่นงานผมแน่"

พิศาลหัวเราะ

"แต่ประเดี๋ยวเฮียก็ถูกผมแทงตายแล้วจะต้องไปวิตกอะไรครับ"

"อ้าว" กิมหงวนอุทานอย่างโมโห "แล้วกัน คุณไม่คิดบ้างหรือว่าคุณอาจจะถูกผมฆ่าตาย"

"ไม่เคยคิดเลยครับ อย่าหาว่าผมดูหมิ่นเฮียเลยนะครับ ถึงอย่างไรเฮียก็สู้ผมไม่ได้แน่"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"ก็ให้มันรู้ไป ผมจะสู้คุณจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ และถึงแม้ผมจะตายไปแล้วก็จะสู้กับคุณอีก"

นายทหารหนุ่มหน้าตื่น

"เฮียตายไปแล้วเฮียจะสู้ผมได้อย่างไร"

"ก็เป็นผีมาหักคอคุณน่ะซี อย่ามัวซักความยาวสาวความยืดเลยได้เวลาที่เราจะดวลกันได้แล้ว ผมน่ะนอนกระสับกระส่ายมาตลอดคืนคุณรู้ไหม"

ร.อ. พิศาลหัวเราะก้าก

"นอนไม่หลับเพราะอยากจะดวลกับผมหรือเพราะคิดถึงไออุ่นของฟองจันทร์ครับ"

กิมหงวนรีบยกมืออุดปากนายทหารหนุ่มทันที นวลลออได้ยินแว่วๆ ก็ปราดเข้ามาด้วยความหึงหวง

"เมื่อกี้ผู้กองว่ายังไงคะดิฉันฟังไม่ถนัด"

ร.อ. พิศาลทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"เปล่าครับ" เขาพูดอ้อมแอ้ม

"แต่ดิฉันได้ยินผู้กองพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งชื่ออะไรจันทร์ๆ นี่แหละค่ะ"

กิมหงวนพูดกลบเกลื่อนทันที

"นวลน่ะหูหาเรื่อง ผู้กองว่าเมื่อคืนนี้กลับไปถึงกองพันพระจันทร์ใกล้จะตกแล้ว"

"อ้ายเสี่ยก็ขี้ขลาดไปได้ อีกสองสามนาทีแกก็จะไปเมืองผีแล้วบอกคุณนวลอย่างอาจหาญซีวะว่า เมื่อคืนนี้แกได้ปะทะกับลูกน้องเจ๊หนอมคนหนึ่งชื่อฟองจันทร์"

กิมหงวนโกรธนิกรจนตัวสั่น

"อ้ายเปรตนี่หาเรื่องให้กูถูกตบแล้วไหมล่ะ ยังไม้ได้โผล่ไปบ้านเจ๊หนอมเลยสักนิด มีอย่างหรือวะเราจะกล้าพาเพื่อนใหม่ของเราไปเที่ยวซุกซนอย่างนั้น แล้วคนอย่างผู้กองแกจะยอมไปเที่ยวอย่างนั้นหรือ พูดเป็นบ้า นวลไม่รู้ก็จะคิดว่าเป็นจริงผัวะผะเข้าให้ก็เจ็บตัวไปเท่านั้นเอง"

นวลลออยกมือไหว้พระรูปสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าแล้วอธิฐานดังๆ

"เจ้าประคุณ ถ้าหากว่าเมื่อนี้เฮียไปเที่ยวซ่องขอให้ล้นเกล้าฯ จงดลบรรดาลให้เฮียถูกผู้กองแทงตาย"

ร.อ. นพ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของ ร.อ. พิศาล ถือดาบเล่มหนึ่งเดินเข้ามาหาแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคแล้วส่งดาบคู่มือให้

"ตีห้ากว่าแล้วดวลกันได้แล้ว ขืนชักช้าพอรุ่งสางจะมีคนพลุกพล่าน ตำรวจจะมาขัดขวางการดวลของแกกับเฮียหงวน"

พิศาลดึงดาบออกจากฝักแล้วส่งฝักดาบคืนให้เพื่อนของเขา ยกดาบขึ้นกระทำความเคารพกิมหงวน แล้วพูดยิ้มๆ

"ผมพร้อมแล้วครับเฮีย"

"เดี๋ยวๆๆ " คุณหญิงวาดร้องเสียงหลง "มานี่แน่ะคุณพิศาลมาหาป้าหน่อยเถอะ ป้าอยากจะพูดอะไรกับเธอเป็นส่วนตัวสักหน่อย ก่อนที่เธอกับพ่อหงวนจะฆ่ากัน"

ร.อ. พิศาลรีบเดินเข้าไปหาคุณหญิงวาด ถึงแม้เขาได้รู้จักกับคุณหญิงวาดเมื่อเย็นวานนี้ และได้พูดคุยกับท่านชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย เขากับเพื่อนๆ ของเขาก็มีความเคารพรักท่านและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มาก

"คุณป้าจะพูดอะไรกับผมครับ" พิศาลถามยิ้มๆ

คุณหญิงวาดจูงมือแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิค พาเดินไปทางประตูสวนอัมพร แล้วท่านก็กระซิบกระซาบกับ ร.อ. พิศาล

"ป้าถามจริงเถอะ เธอจะฆ่าพ่อหงวนได้ลงคอหรือ"

พิศาลสั่นศีรษะ

"ผมฆ่าแกไม่ได้หรอกครับคุณป้า ผมนับถือแกเหมือนพี่ชายของผม คุณพล, คุณนิกร, และคุณหมอผมก็เคารพรักเหมือนพี่ของผมเช่นเดียวกัน"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก

"ก็แล้วทำไมถึงมาดวลกันล่ะจ๊ะ"

พิศาลว่า "ผมได้พยายามอย่างที่สุดแล้วครับ คุณป้าที่จะให้เฮียหงวนเลิกล้มความคิดที่จะดวลกับผม แต่แกไม่ยอมครับ แกว่าถ้าแกไม่ได้ดวลกับผมแกจะเสียศักดิ์ศรี"

คุณหญิงหัวเราะเบาๆ

"เจ้าหงวนน่ะมันไม่เต็มเต็งเธอรู้ไหม"

"ผมก็นึกสงสัยเหมือนกันแหละครับ"

"ไม่ต้องสงสัยหลายชาย มันเป็นความจริงทีเดียว พ่อหงวนแกบ้าๆ บอๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทำอะไรก็ขวางโลก หัวดื้อหัวรั้นก็เท่านั้น บางทีก็ขี้ขลาดสิ้นดี บทจะกล้าขึ้นมาก็กล้าอย่างบ้าบิ่น แล้วนี่เธอจะทำอย่างไร"

"ก็ต้องดวลกับแกน่ะสิครับ ผมจะหลอกล่อให้แกฟันและแทงผมข้างเดียว อย่างช้าเพียง ๑๐ นาที แกก็หมดแรงยกดาบไม่ขึ้น"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ดีแล้วพ่อหลายชาย อย่าไปทำแกเลยนะ ขืนฆ่าแก แกก็ตายเปล่านึกว่าให้ป้าเลี้ยงไว้ดูเล่นสักคน เอาละ ป้าพูดกับเธอเท่านี้แหละ นี่ใครได้เป็นสะกันล่ะ"

"ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อคืนนี้ให้คุณหมอเป็นสะกันครับ"

"อ้อ ดีแล้ว"

ร.อ. พิศาลเดินกลับมาที่กลุ่มคณะพรรคสี่สหาย ดร.ดิเรกปราดเข้ามาหาแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคทันที

"พร้อมหรือยังครับคุณพิศาล"

"พร้อมแล้วครับ"

นายแพทย์หนุ่มร้องเรียกเสี่ยหงวนเข้ามาหาเขา

"ว่ายังไง พร้อมหรือยังอ้ายหงวน"

"พร้อมแล้ว" อาเสี่ยพูดเสียงหนักแน่น "แกอโหสิให้กันด้วยนะหมอ ถ้าแกเพลี่ยงพล้ำถูกกันฆ่าตาย"

ดิเรกทำคอย่นแล้วผายมือมาทาง ร.อ.พิศาล

"นี่โว้ยคู่ต่อสู้ของแก ไม่ใช่กัน กันเป็นกรรมการเท่านั้น ไง๋เสือกมาขออโหสิหกรรม อ้า-แกสองคนฟังทางนี้ แกกับคุณพิศาลต่างสมัครใจกันต่อสู้ด้วยอาวุธดาบ ฉะนั้น ผู้ใดต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพจะถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำร้ายร่างกายตนไม่ได้ ขอให้ต่อสู้กันด้วยน้ำใจลูกผู้ชาย ถอยห่างออกไปจากกัน ๑๐ ก้าว และยืนเผชิญหน้ากัน คอยฟังสัญญาณการต่อสู้ ถ้ากันร้องขึ้นว่าลงมือแกกับคุณพิศาลก็เริ่มดวลกันทันที เข้าใจไหม ใครมีข้อสงสัยอะไรก็ถามมา"

"ไม่สงสัยเข้าใจดีแล้ว" กิมหงวนพูดเสียงหนักแน่น

"ถ้ายังงั้นแยกกันได้"

คู่ต่อสู้ต่างแยกออกจากัน เดินไปยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๑๐ ก้าว ท่านผู้ใหญ่และพรรคพวกทั้งสองฝ่ายต่างยืนจับกลุ่มมองดูอย่างขบขัน ไม่มีใครรู้สึกตื่นเต้นในการดวลดาบของแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคกับเสี่ยหงวนเลย

กิมหงวนยืนเด่นเป็นสง่า เขายิ้มให้กับคณะพรรคของเขา แล้วยกมือซ้ายจับด้ามดาบ กระชากดาบออกมา

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่น เมือทุกคนแลเห็นดาบของอาเสี่ยยาวเพียงคืบเดียวเท่านั้น เสี่ยหงวนนัยน์ตาเหลือกอ้าปากหวอ เจ้าแห้วพี่เลี้ยงของอาเสี่ยยืนตะลึงพรึงเพริด

"อ้ายแห้ว" อาเสี่ยร้องลั่น แล้วยกดาบขึ้นดูอย่างประหลาดใจ "นี่แกไปซื้อดาบอะไรมาให้ข้าวะนี่ สั้นยังกะตะเกียบ ยังงี้ข้าจะไปสู้กับใคร นอกจากจะเอาไว้ฟันกระบาลมึงเวลาโมโห"

เจ้าแห้วยกมือเกาศีรษะแกรกๆ

รับประทานส่งมาให้ผมดูหน่อยซิครับ เมื่อวานนี้อยู่ที่ร้านมันก็ยาวเฟื้อยเต็มฝัก มันทำไมถึงหดจุนจู๋อย่างนี้อากาศก็หนาวจะได้ว่าเหล็กมันหดตัว"

อาเสี่ยทั้งโมโหทั้งขัน

"ถึงหน้าหนาวมันก็ไม่หดมากมายอย่างนี้ แกคงถูกคนขายเขาต้มเสียแล้ว" พูดจบกิมหงวนก็ส่งดาบอันสั้นจู๋ให้เจ้าแห้ว

เจ้าแห้วพิจารณาดูสักครู่ก็บ่นพึมพำ

"ว้า-รับประทานดาบยาวเฟื้อยกลายเป็นมีดสั้นไปแล้ว"

ร.อ. ประทีปเดินไปที่รถจี๊ปตรากงจักร หยิบดาบอีกเล่มหนึ่งลงมาจากรถคันนั้น แล้วถือเดินมาส่งให้เสี่ยหงวนอย่างยิ้มแย้ม

"เอาเล่มนี้เถอะครับเฮีย รับรองว่าดาบเล่มนี้ไม่หดและไม่ยืด"

กิมหงวนรับดาบมาถือไว้ เขาดึงมันออกจากฝักและส่งฝักดาบคืน ร.อ.ประทีป เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่คณะพรรคสี่สหายตลอดเวลา รถเก๋งคันหนึ่งแล่นมาจอดดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ แต่แล้วก็แล่นไป เพราะหนุ่มสาวที่อยู่ในรถรู้สึกว่าคู่ต่อสู้โอ้เอ้ล่าช้าเหมือนมวยล้ม ไม่มีอะไรที่น่าดู

เมื่อคู่ต่อสู้อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม นายแพทย์หนุ่มก็ร้องขึ้นดังๆ

"ลงมือ"

อาเสี่ยเต้นก๋าในท่าเก้งก้าง สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน ส่วน ร.อ. พิศาลยืนนิ่งเฉย เขามองดูกิมหงวนอย่างขบขันแล้วกล่าวว่า

"ลำบากนักก็อย่าเต้นเลยครับเฮียเหนื่อยเปล่าๆ "

เสี่ยหงวนเต้นพลางพูดพลาง

"อย่ามาล่อลวงผมให้หลงกลหน่อยเลย ถ้าผมไม่เต้นฟุตเวิ้ค คุณก็จะได้ทิ่มแทงผมตามสบายใจ"

นายทหารหนุ่มหัวเราะชอบใจ

"แต่เฮียเต้นแบบมวยนี่ครับ ฟันดาบเขาไม่เต้นอย่างนี้"

"เถอะน่า ผมจะเต้นยังไงมันก็เป็นชั้นเชิงของผม คุณเข้ามาซี"

พิศาลสั่นศีรษะช้าๆ เขายกดาบขึ้นและยื่นเท้าขวาออก ท่าทางของแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคสง่างามไม่น้อย อาเสี่ยปราดเข้าฟันและแทงติดๆ กันโดยไม่นับครั้ง เขาฟาดฟันประจันกันบานแบบมวยวัด หลับหูหลับตาต่อสู้ ชั้นเชิงและลูกไม้ที่ครูแจ่มสอนให้อาเสี่ยลืมหมดแล้ว กิมหงวนเดือดดาลอย่างยิ่งที่ ร.อ. พิศาลป้องปัดคมดาบเขาได้อย่างว่องไว ผิดมนุษย์

ในที่สุดแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคแกล้งทำเป็นล่าถอยและอ่อนข้อให้ กิมหงวนย่ามใจบุกทะลวงรุกไล่ทันที เขาฟันบนฟันล่างอย่างคล่องแคล่ว แต่แล้วใน ๕ นาทีนั้นเอง เสี่ยหงวนก็อ่อนแรงลงเห็นถนัด

พิศาลแกล้งบุกรุกไล่ทันที อาเสี่ยถอยกรูดแทบไม่เป็นขบวน เป็นการล่าถอยอย่างเสียขวัญ คณะพรรคสี่สหายและพวกนายทหารเพื่อนๆ ของพิศาล ต่างหัวเราะกันตลอดเวลา ครั้งหนึ่งกิมหงวนปราดเข้าประชิดตัวนายทหารหนุ่ม โกร่งดาบต่อโกร่งดาบแนบแน่นกัน อาเสี่ยขบกรามกรอดจ้องมองดูหน้า ร.อ. พิศาล แล้วพูดเสียงคำราม

"ฆ่าผมเสียซี ผมเหนื่อยจนตับแลบออกมานอกซี่โครงแล้ว"

แช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคหัวเราะอย่างใจเย็น

"เหนื่อยเฮียก็ยอมแพ้เสียซีครับ"

กิมหงวนกระโจนถอยหลังออกไป

"ไม่ยอม คำว่ายอมแพ้ไม่มีในสายเลือดของผม ระวังให้ดี ผมจะแทงหัวใจคุณ"

ร.อ. พิศาลพยักหน้า

"เข้ามาซีครับ"

เสี่ยหงวนกระโจนเข้าใส่อย่างดุเดือด เขาฟันและแทงอย่างรวดเร็ว แต่ ร.อ. พิศาลป้องปัดคมดาบของกิมหงวนไว้ได้ มันเป็นการต่อสู้ที่ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยลวดลายและชั้นเชิง อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอะไรเลย มีแต่ความมุทะลุดุดันเท่านั้น ร.อ. พิศาลขยับดาบหลอกล้อเป็นว่าเล่น พอได้โอกาสก็ใช้สันดาบฟันหน้าแข้งข้างขวาของเสี่ยหงวนเต็มแรง เสียงดังโป๊ก

"โอ้ย" อาเสี่ยร้องสุดเสียงปล่อยดาบหลุดจากมือ ทรุดตัวลงนั่งกุมหน้าแข้งของเขา ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแสดงความเจ็บปวด

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างขบขัน ร.อ. พิศาลโยนดาบไปให้ ร.อ. นพ ถือไว้แล้ววิ่งมาทรุดตัวนั่งข้างเสี่ยหงวน

"เป็นยังไงบ้างครับเฮีย"

เสี่ยหงวนสูดปากพลางพูดพลาง

"ยังจะมาถามอีก ทำไมคุณไม่แทงหน้าอกผม เล่นฟันหน้าแข้งอย่างนี้ใช้ได้หรือ"

แช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ถ้าผมแทงหน้าอกเฮีย เฮียก็คงตายแล้ว ผมฟันหน้าแข้งเฮียก็เพื่อให้เฮียเลิกดวลกับผม แล้วผมก็เอาสันดาบฟันนะครับไม่ใช่ทางคม ผมคิดว่าเฮียกับผมได้ดวลกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เพียงพอกันทีนะครับ" พูดจบเขาก็ประคองเสี่ยหงวนให้ลุกขึ้นยืน

อาเสียทำหน้าเหมือนกับจะร้อง แล้วพูดขึ้นด้วยทิฐิ

"เราจะต้องดวลกันต่อไปอีกจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ"

"เอาละครับ ผมยอมแพ้เฮียแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"คุณยอมแพ้ผม...ไง๋ยอมแพ้ง่ายๆ "

"เพราะเฮียมีจิตใจแข็งแกร่งกว่าผมนะซีครับ ในด้านฝีมือเฮียอาจเป็นรองผม แต่ในด้านจิตใจผมสู้เฮียไม่ได้แน่" พูดจบ ร.อ. พิศาลก็จูงมือเสี่ยหงวนเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง และเพื่อนทหารของเขาแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิคได้ร้องประกาศขึ้นดังๆ "การดวลดาบระหว่างข้าพเจ้ากับเสี่ยหงวนได้สิ้นสุดลงแล้ว ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข"

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นทันที อาเสี่ยยืนเบ่งวางท่าอย่างสง่า เข้าใจผิดคิดว่า ร.อ. พิศาลยอมแพ้เขาจริงๆ นิกรเดินเข้ามายื่นมือให้กิมหงวนจับ

"ยินดีด้วยโว้ยอาเสี่ย แกเก่งมาก ท่าทางของแกราวกับนักดาบโรมันในสมัยโน้น"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"เป็นอันว่ากันกับผู้กองต่างไม่มีใครต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิต" แล้วเขาก็เดินเข้ามาหา ร.อ. พิศาล "เลิกเป็นศัตรูกันทีนะครับ ผมจะบอกความจริงให้คุณทราบ ไหนๆ เราก็ได้ดวลกันแล้ว"

"ความจริงอะไรครับเฮีย"

เสี่ยหงวนยิ้มอายๆ จูงมือ ร.อ. พิศาลเลี่ยงออกไปจากกลุ่มพรรคพวก

"คือว่าผมทำใจแข็งสู้คุณไปยังงั้นเอง ความจริงผมกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่รู้ว่าคุณคือแช้มป์เปี้ยนฟันดาบแห่งโอลิมปิค ทำคึกคักอวดดีไปยังงั้นเองแหละครับ ฝีมือคุณเด็ดขาดมาก ถ้าหากว่าคุณฆ่าผม ผมก็คงจะม่องเท่งไปแล้ว ปลายดาบของคุณเฉียดลูกกระเดือกผมไปตั้งหลายครั้ง"

ร.อ. พิศาลกับเสี่ยหงวนต่างบีบมือกันแน่น

"ลืมเรื่องนี้เสียเถอะนะครับเฮีย ต่อไปนี้ขอให้คิดว่าผมและเพื่อนๆ ของผมทั้งสามคนเป็นน้องชายของเฮียนะครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า ชำเลืองมองดูนวลลออเสียก่อน แล้วกระซิบกระซาบกับนายทหารหนุ่ม

"คืนนี้ผมจะพาคุณไปหาฟองจันทร์ของผมอีก คุณจะได้ชื่นใจกับแม่รัชนีของคุณอีก ผมจะเลี้ยงคุณและพวกคุณอีกเป็นการฉลองมิตรภาพของเรา ตกลงนะผู้กอง"

ร.อ. พิศาล หัวเราะชอบใจ

"ไม่ได้หรอกครับเฮีย ให้ผมเป็นเจ้ามือบ้าง ผมจะเลี้ยงดูปูเสื่อเฮียกับคุณพล คุณนิกร และคุณหมอให้มโหฬารเลยทีเดียว"

เสี่ยหงวนโบกมือห้าม

"ถ้าจะคบกับผมขอเสียทีในเรื่องที่จะเลี้ยงผม ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมดีกว่า คืนนี้ผมจะพาพวกคุณไปย่ำปารีส"

"ย่ำปารีส" ร.อ. พิศาลทวนคำอย่างแปลกใจ

"ครับ ย่ำปารีส แต่ความจริงย่ำสาธรเหนือไม่ใช่ย่ำปารีส เพียงแต่ว่าที่นั่นมีสาวงามชาวปารีสสำหรับบริการพวกเราหลายคน แต่ละคนแฉล้มแช่มช้อย คุณชอบแหม่มไหมล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ คงเข้าทีเหมือนกันนะครับเฮีย"

"วิเศษเลยคุณเอ๋ย รับรองว่าเที่ยวกับผมอีกหน่อยคุณก็เสียคน แต่ว่าคนเราโตๆ ด้วยกันแล้ว จะแก้ตัวว่าเสียเพราะเพื่อนก็ดูกระไรอยู่ จริงไหมครับ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดกับคณะพรรคสี่นางกับนายทหารทั้งสามคน รวมทั้งเจ้าแห้วตรงเข้ามาหาเสี่ยหงวนกับแช้มป์เปี้ยนโอลิมปิค พล พัชราภรณ์ ยกมือตบหลังคู่ต่อสู้ทั้งสองคนแล้วพูดยิ้มๆ

"ปรึกษาอะไรกันผู้กอง หรือจะดวลกันอีก"

ร.อ. พิศาลหัวเราะคิ๊ก

"ไม่ครับคุณพล ผมยอมแพ้เฮียแล้ว ถึงเฮียเขาท้าผมอีกผมก็ไม่สู้ เฮียกำลังชวนผมไปทัศนาจรปารีสครับ"

พูดเท่านี้พลก็เข้าใจดี

"ถ้าว่างก็น่าไปเหมือนกันครับ เย็นนี้คุณว่างไหมคุณพิศาล"

"ว่างครับ"

"ดีแล้ว ผมกับเพื่อนๆ จะไปหาที่กองพันในราว ๑๘.๐๐ น."

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้นทันที

"ยินดีครับ พวกผมจะได้เตรียมการต้อนรับให้เต็มที่ ผมจะสั่งทหารทำกับแกล้มดีๆ ไว้ ยำฝาหอยโข่งยังงี้ทหารของผมมันทำแน่นัก ต้องไปจริงๆ นะครับ

"ครับ-ไปแน่ แยกย้ายกันกลับบ้านเสียทีหรือครับพวกเราฟ้าสางแล้ว การดวลกันเช้าวันนี้ไม่ได้เสียเวลาเปล่าๆ

ร.อ. พิศาลและเพื่อนๆ เขาต่างล่ำลาท่านผู้ใหญ่และสี่นาง ทั้งสี่คนต่างทำตนเหมือนลูกหลานของท่านผู้ใหญ่ทั้งสามคน เหมือนญาติสนิททั้งสี่นาง ต่อจากนั้น ร.อ. พิศาลก็พาเพื่อนๆ ของเขาเดินไปที่รถจี๊ปวิลลี่ตรากงจักร ส่วนคณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ ก็เดินขึ้นรถเก๋งทั้งสองคันซึ่งจอดอยู่ริมบาทวิถี

เมื่อใครๆ ไปกันหมดแล้ว กระทาชายสองคนซึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ใต้ต้นโศกก็พากันลุกขึ้นอย่างเงื่องหงอย

"กูว่าแล้วมวยล้ม เสียเวลามานั่งดูเปล่าๆ "

"นั่นน่ะซี อ้ายฝ่ายที่ไม่เป็นมันเอาจริง แต่อ้ายฝ่ายที่เป็นมันไม่เอาจริง นึกว่าจะได้ดูศพนักดาบคนใดคนหนึ่ง ถุย-ไม่ได้ความ"

จบบริบูรณ์