พล นิกร กิมหงวน 189 : นำเที่ยวโลกพระจันทร์

จ่ายก่อน บินทีหลัง คือ นำเที่ยวโลกพระจันทร์

โดยยานอวกาศหรือจานผีที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์บินได้เร็วในอวกาศถึงชั่วโมงละ ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ไมล์ จากพิภพถึงดวงจันทร์ในเวลาเพียง ๖ ชั่วโมงเป็นอย่างช้า

ยานอวกาศนี้ออกแบบและสร้างโดย พล.ท. ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรก ณรงณ์ฤทธิ์ จอมนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกรับหน้าที่เป็นกัปตันจากผีนำนักทัศนาจรไปเที่ยวโลกพระจันทร์มีกำหนด ๓ วัน (เวลาโลกมนุษย์) ยานอวกาศจะออกเดินทางจากสนามบินของกองทัพอากาศที่ดอนเมืองในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ศกนี้ เวลา ๑๔.๐๐ น. ตรง และจะออกจากโลกพระจันทร์มาถึงดอนเมืองในวันที่ ๑๖ มิถุนายน เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. ถึง ๑๘.๐๐ น.

เร็วกว่า ดีกว่า ปลอดภัยกว่า บริการยอดเยี่ยมกว่าและมีกลิ่นสะอาดคือ

ยานอวกาศ "สี่สหาย"

ค่าโดยสานคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เด็กคิดเท่าผู้ใหญ่แต่เด็กที่ยังอยู่ในท้องฟรี รวมค่าอาหารและเครื่องดื่มเสร็จ รับนักทัศนาจรในจำนวนจำกัดเพียง ๒๐ คนเท่านั้น ท่านผู้ใหญ่สนใจอยากเที่ยวชมสภาพความเป็นไปของดวงจันทร์โปรดติดต่อ ขอทราบรายละเอียดได้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" บางกะปิ ริมถนนสุขุมวิทเพื่อสำรองบัตรที่นั่งในเวลา ๑๖.๐๐ น. ทุกวันไม่รับติดต่อทางโทรศัพท์ งดขอบัตรฟรีหรือบัตรทุกชนิด

เพราะสหรัฐอเมริกา ได้รับความสำเร็จผล ในการส่งนักบินอวกาศบินโคจรรอบโลกในอวกาศเป็นเวลาถึง ๔ วัน และกลับลงมาได้โดยปลอดภัย ศาสตราจารย์ดิเรกจึงต้องการโฆษณาชื่อเสียงของประเทศชาติ และตัวเองของเขาเองบ้างด้วยการนำเที่ยวโลกพระจันทร์เขามีจานผี หรือยานอวกาศอันดีเยี่ยมอยู่แล้วฝากไว้ที่กองทัพอากาศที่ดอนเมือง และยานอวกาศของนายพลดิเรกนั้นสามารถเดินทางไปยังดาวพระเคราะห์ต่างๆ ได้ทุกดวงเป็นยานอวกาศที่ใช้ทำสงครามได้ดีที่สุด อาจจะนำระเบิดปรมาณูไปทิ้งลง ณ จุดใดจุดหนึ่งของพื้นพิภพนี้ได้ทั้งนั้นและสามารถทำลายยานอวกาศตลอดดาวเทียวหรือดาวไถต่างๆ ที่ประเทศมาหาอำนาจปล่อยมันขึ้นไปลอยอยู่ในอวกาศ เกลื่อนกลาด อยู่ในขณะนี้

เมื่อศาสตราจารย์ดิเรก ได้ปรึกษาหารือกับ คณะพรรคของเขาและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อจัดนำเที่ยวโลกพระจันทร์โดยจานผีของเขาทุกคนก็เห็นชอบด้วย เพราะจะได้มีโอกาสไปเที่ยวโลกพระจันทร์ด้วยกัน และทั่วโลกคงจะตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน ถ้าหากว่าการนำเที่ยวโลกพระจันทร์ของ นายพลดิเรกได้รับความสำเร็จผล

นิกรรับหน้าที่เป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์จัดการลงแจ้งความในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ แต่ไม่จำเป็นต้องโฆษณาทางโทรทัศน์หรือวิทยุกระจายเสียง ทั้งนี้เพราะรับนักทัศนาจรเพียง ๒๐ คนเท่านั้น ประกอบทั้งค่าโดยสารถูกมากเพียงคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทค่าอาหารและค่าเครื่องพร้อม ท่านผู้ดีมีเงินที่ชอบท่องเที่ยวหาความสุขสำราญ จะต้องรีบมาติดต่อขอซื้อบัตรโดยสารนำเที่ยวโลกพระจันทร์แน่นอน

โฆษณานำเที่ยวที่แหวกแนว และทันสมัยที่สุดของคณะพรรคสี่สหายทำให้ประชาชนตื่นเต้นสนใจมาก ใครต่อใครต่างอยากไปเที่ยวโลกพระจันทร์แต่ก็ไม่มีเงินพอ เพราะเงินหมื่นเป็นเงินกันคนจนหาไปตายยังหาไม่ได้ ส่วนท่านผู้ดีมีเงินชนชั้นเศรษฐีต่างก็ปรึกษากับมิตรสหายหรือลูกเมียของตน แต่ส่วนแต่ส่วนมากก็รักตัวกลัวตายด้วยกัน ยิ่งมีเงินมากมีความสุขมากก็กลัวตายมาก บ้างก็กลัวว่าไปถึงดวงจันทร์และวจะกลับมาไม่ได้ บางคนก็กลัวว่าเครื่องยนตร์ผีเกิดขัดข้องก็จะไปล่องลอยอยู่ในอวกาศนับร้อยปันปีเท่งทึงไปตามกัน

อย่างไรก็ตามผู้ที่เชื่อถือ ในความรู้ความสามารถของศาสตราจารย์ดิเรก ก็พากันมาขอทราบ รายละเอียดและจองบัตรโดยสาร ในตอนเย็น วันนั้นที่หนังสือพิมพ์ลงแจ้งความนำเที่ยวโลกพระจันทร์

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ห้องรับแขกเป็นที่ต้อนรับนักทัศนาจรหรือผู้แทนที่มาติดต่อ คนใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" ช่วยกันยกโต๊ะทำงานตัวหนึ่งเข้ามาไว้ในห้องรับแขกอันกว้างขวาง สำหรับเป็นโต๊ะรับเงินและจำหน่ายบัตรที่นั่ง ตามแผนผนังที่มีให้ดู อาเสี่ยกิมหงวนของเรารับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่จำหน่ายบัตรโดยสาร นอกจากนั้นช่วยรับแขก

แขกรายแรกที่มาติดต่อเป็นแขกจริงๆ คือเป็นชาวภารตหรือชาวอินเดีย หนวดเครารุ่มร่าม ตามธรรมเนียมแขก ที่นิยมไว้หนวดเพื่อประกาศศักดิ์ศรีและความเป็นลูกผู้ชายของเขา สุภาพบุรุษอินเดียผู้นี้ อายุประมาณไม่ถูก เพราะหนวดเคราปิดบังความแก่อ่อนของใบหน้า แต่เขายังไม่แก่เฒ่าแน่นอน รูปร่างสูงใหญ่แต่งกายสากลชุดสีเทาเข้มโพกศีรษะด้วยผ้าแพรสีชมพูยาวไม่ต่ำกว่า ๒๐ หลา

แขกจริงๆ ผู้นี้พูดไทยด้วยสำเนียงแปร่งๆ ตามแบบแขกพูดไทยแต่บุคลิกลักษณะบอกให้รู้ว่ามีเงินแน่ๆ และมีลูกหนี้ด้วยตามธรรมดาของแขกที่ชอบออกเงินให้กู้

ชาวภารตนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง และกำลังสนทนา กับคณะพรรคสี่สหาย ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมทางขวามือของเขา

"อีนี้หมื่นบาทถูกมากคะรับ แต่ก่อนจองตั๋วจั๋นต้องถามดูก่อนคะรับ"

นายพลดิเรกยิ้มละไม

"เชิญครับ นายห้างมีเรื่องสงสัยหรือข้องใจอย่างไรถามมาเถอะครับ"

"จั๋นอยากรู้ว่าไปถึงพระจันทร์แล้วจะได้กลับมาไหมคะรับ"

เสี่ยหงวนตอบแทน ดร. ดิเรก

"กลับซิครับนายห้าง แล้วกัน พวกผมก็มีลูกเมียมีกิจการค้าขายมากมายอยู่ทางนี้ เราจะต้องกลับมาอย่างแน่นอนตามกำหนดวันเวลาของเราที่ประกาศไว้"

"โอ-ถ้ากลับมาได้จริงๆ ดีมั่กม๊ากนายจ๋า แต่ถ้าไปถึงโน่นเครื่องยนตร์เสียแก้ไม่ได้คุณหมอจะทำอย่างไร"

ศาสตราจารย์ดิเรกตอบทันที

"ถ้ายังงั้นมันเป็นเหตุสุดวิสัยแหละครับนายห้างเครื่องบินบินอยู่ในท้องฟ้ายังตกลงมาเท่งทึงไปตามกัน ถ้าบังคับเครื่องยนตร์ชำรุดเสียหาย และหมดทางที่จะซ่อมแซมได้พวกเราก็ต้องตั้งรกรากตั้งถิ่นฐานอยู่บนดวงจันทร์นั่น นักทัศนาจรหญิงชาย ที่ไปด้วยกัน ก็จะได้แต่งงานกัน มีลูกมีเต้าด้วยกันไม่ช้าโลกพระจันทร์ก็จะมีพลเมืองเยอะแยะ"

"ว้า อีนี้จั๋นคิดถึงเมียจั๋นตายแน่คุณหมอจ๋า"

"ก็พาไปด้วยซิครับ" นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"โอ-เสียดายโงนคะรับ อีนี้เอานั่งตักจั๋นไปได้ไม่ได้แล้วตีตั๋วใบเดียว"

นิกรทำคอย่น

"ไม่ได้หรอกครับนายห้าง เก้าอี้ที่นั่งรับน้ำหนักได้คนเดียวเท่านั้น ถ้าจะให้ไปฟรีโดยวิธีนั่งตักไปละก็นั่งตักผมไปก็แล้วกัน"

ชาวภารตนัยน์ตาเหลือก

"พูดทำมะไร๋ ผู้หญิงนั่งตักคนอื่นไม่ได้คะรับ นั่งได้แต่ตักผัวหรือแฟนของเขาเท่านั้น"

"ไม่เป็นไรหรอกครับนายห้าง ผมไม่ถือ" นิกรแกล้งยั่ว

"ไม่ถูแต่ผมถูนายจ๋า" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "อีนี้จั๋นอยากไปดูทำเลหากินคะรับ มีตุกแถวใหม่ๆ ว่างๆ แป๊ะเจี๊ยะไม่แพง จั๋นจะเช่าไว้เปิดร้านขายผ้าที่โลกพระจันทร์"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"ยังงั้นก็จองตั๋วไว้ซินายห้าง"

ชาวภารตนิ่งคิดแล้วเขาก็พยักหน้า

"โอ.เค. จั๋นจองตั๋วหนึ่งใบครับ"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืน

"เชิญครับนายห้างเชิญที่โต๊ะโน้นเถอะครับนายห้างต้องเสียเวลานิดหน่อยนะครับ เพราะผมจะต้องลงบัญชีรายชื่อผู้โดยสารเสนอกรมตำรวจให้เรียบร้อยก่อนวันเดินทาง แต่พาสปรอทและวีซ่าไม่ต้องเพราะโลกพระจันทร์เป็นโลกเสรี ใครอยากจะไปก็ไปได้ แต่ทางตำรวจเขากลัวว่าพวกคนร้ายหรือผู้ที่มีคดีติดตัวจะถือโอกาสหนีไปอยู่โลกพระจันทร์ปลอมแปลงตัวเป็นนักทัศนาจรไปกับเราเขาก็มีคำสั่งมาให้เราส่งรายชื่อผู้โดยสารไปให้เขา"

"โอ ไม่เป็นไรคะรับ จั๋นพลเมืองดีไม่ใช่พลเมืองเสีย อยู่มวงไทย ๒๐ ปีแล้วไม่เคยมีความผิดคะรับ"

อาเสี่ย พาชาวภารตผู้จองบัตรทัศนาจรคนแรกไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเขา เพื่อสอบถามรายละเอียด และจำหน่ายบัตรที่นั่งให้ ในเวลาเดียวกันนั้นเองนิกรก็แลเห็นสุภาพสตรีในวัย ๕๐ ขวบเศษคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่ห้องรับแขก

นายจอมทะเล้นหันมากระซิบบอกพลซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ

"เฮ้ย ใครกลิ้งโอ่งขึ้นมาบนตึกเราโว้ย โอ้โฮ....ยังงี้เดินข้ามสะพานชำรุดไม่ได้แน่"

พลรีบลุกขึ้นยืนออกไปต้อนรับสุภาพสตรีเจ้าของร่างอ้วนใหญ่น้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า ๘๐ กิโลกรัมแต่งชุดผ้าไหมไทยสีอิฐมีเครื่องเพชรแพรวพราวแสดงว่าฐานะของหล่อนค่อนข้างล่ำซำพลยักมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณนายมาจองบัตรนำเที่ยงโลกพระจันทร์ใช่ไหมครับ"

หล่อนรับไหวและทำตาหวานกับพลตามแบบสาวแก่ที่ชอบเจ้าชู้

"ฮ่ะ ดั๊นมาจองบัตรฮ่ะ แต่อยากจะทราบรายละเอียดเสียก่อน"

"หรือครับ เชิญในห้องเถอะครับ ประทานโทษนะครับ บางทีศาสตราจารย์ดิเรกอาจจะขัดข้องครับสำหรับคุณนาย"

"หมายความว่าอย่างไรฮะ ผู้หญิงแก่อย่างดั๊นทางนี้ไม่ยอมให้ร่วมทางไปเที่ยวด้วยยังงั้นหรือฮะ"

"อ้า-กรุณาถามศาสตราจารย์ดิเรกดีกว่าครับ" พูดจบพลก็พาหมูตกน้ำตายเดินยกแข้งย้ายขาเผละผละเข้ามาในห้องรับแขกและพามาหยุดยืนเบื่องหน้านายพลิดเรกกับนิกร "สุภาพสตรีผู้นี้ต้องการทราบรายละเอียดเพื่อจองบัตรโดยสาร"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้หล่อน

"เชิญนั่งครับ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณที่คุณนายสนใจในกิจการนำเที่ยวของเรา"

หล่อนทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง กลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศสหอมฟุ้ง หล่อนยังไม่ยอมแก่ทั้งๆ ที่วัยของหล่อนย่างเข้าสู่วัยชราแล้วยังแต่งกายสม้าททันสมัยแต่งหน้าแต่งผมทาปากสีแดงแจ๊ด

"ดั๊นอยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางฮ่ะท่านศาสตราจารย์"

"ผมเสียใจจริงๆ ครับคุณนาย เราไม่อาจจะขายบัตรให้คุณนายได้ เพราะคุณนายสมบูนณ์มากเกินไปยานอวกาศของเราอาจจะไม่ขึ้นจากพื้นดิน หรือขึ้นไปได้หน่อยเดียวก็หล่นพลั่กลงมาทำให้เกิดไฟไหม้จานผีคลอกพวกเรา และผู้โดยสารตายหมด" หล่อนทำหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

"รูปร่าง ของดั๊นใหญ่โตมากนักเชียวรึ น้ำหนักของดั๊น ๘๕ กิโลเท่านั้น"

นายพลดิเรกส่ายหน้า

"ไม่ไหวครับ ยานอวกาศหรือเครื่องบินไม่เหมือนยานพาหนะที่วิ่งบนดินนะครับคุณนาย เราต้องคำนึงในเรื่องน้ำหนักให้มากที่สุด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กรุณาเที่ยวทางรถไฟทางเรือ หรือทางรถยนตร์ดีกว่าครับ ถ้าหากว่าผมเป็นคุณนายผมจะซื้อรถบดถนนสักคันแล้วท่องเที่ยวให้สบายทีเดียว ไม่ต้องกลัวแหนบหักหรือเบาะยุบยางแตก"

หล่อนผุดลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย

"ดีแล้ว ดั๊วจะจดหมายไปลงหนังสือพิมพ์ประกาศให้คนเขารู้ว่าบริการนำเที่ยวของพวกคุณเลือกที่รักมักที่ชังรังเกียจคนอวบอัดอย่างดั๊น"

นิกรกลั้นหัวเราะแทบแย่

"อย่างคุณนายไม่เรียกว่าอวบอัดหรอกครับ"

"แล้วเรียกว่าอย่างไรล่ะยะ"

"เรียกว่าบวมฉุหรือตายแล้ว ๗ วันครับ"

หล่อนร้องกรี๊ดกระทืบพื้นเร่าๆ แล้วหมุนตัวกลับพาตัวเดินกระฟัดกระเพียดออกไปจากห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" เสียงชาวภารตหัวเราะขึ้นดังๆ

"อีนี้ตังยังเล็กไปนายจ๋า เมียจั๋นอ้วนกว่านี้อีกสองเท่าคะรับ"

ดร. ดิเรกนัยน์ตาเหลือกกล่าวกับชาวภารตทันที

"โชคดีจริงๆ ที่นายห้างไม่ได้ซื้อตั๋วให้เธอ ม่ายยังงั้นเราคง ทะเลาะกันแน่เพราะเราไม่ยอมให้ร่วมทางไปกับเราแน่นอน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ชาวภารตผู้มีนามว่านายภาวนา รามซิงก์สุกรณาปานเดเจ้าของห้างร้านผ้าทางบางรักได้จ่ายเงินสด ๑๐,๐๐๐ บาทให้เสี่ยหงวนและรับบัตรที่นั่งไปเรียบร้อยแล้ว อาเสี่ยส่งระเบียบการหรือรายละเอียดในการเดินทางให้หนึ่งฉบับ ชาวภารตชื่อยาวเฟื้อยกล่าวคำขอบใจและลากลับ ต่อจากนั้นเขาลุกขึ้นเดินมาไหว้อำลา พล, นิกร, นายพลดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยมารยาทที่ดีงามของเขาแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขก

"ชักยังไงเสียแล้วโว้ยหมอ" อาเสี่ยกล่าวกับนายพลดิเรก "ความจริงน่าจะมีคนมาจองบัตรเยอะแยะ หรือคนมีเงินกลัวตายไม่กล้าไปเที่ยวโลกพระจันทร์กับเรา"

"ออไร๋ อาจจะเป็นไปได้" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "อย่างไรก็ตามถึงแม้มีผู้ซื้อบัตรของเราเพียงคนเดียว เราก็จะเดินทางไปโลกพระจันทร์ตามกำหนด ม่ายยังงั้นเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันขายหน้าเขาแย่"

เสี่ยหงวนพยักหน้า เก็บธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งซึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทไว้ในลิ้นชักโต๊ะ แต่พอเห็นเงินนิกรจ้องตาเขม็งมองดู เขาก็รีบใส่กุญแจลิ้นชักโต๊ะแล้วเก็บพวงกุญแจไว้ในกระเป๋ากางเกงทันที

"ฮีโธ่" นิกรคราง "เงินหมื่นบาทเท่านั้นกันไม่เอาหรอกวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"สิบบาทแกยังเอานี่หว่า"

"อ้าว ก็แกอยากเผลอทำไมล่ะ"

เสียงรถยนตร์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ศาสตราจารย์ดิเรกรีบลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างห้องรับแขกทางด้านหน้าตึกแล้วหันกลับมามองดูคณะพรรคของเขา

"มาอีกสองคนโว้ยเป็นสาวสวยทั้งคู่ค่อยยังชั่วหน่อยเรายังมีเวลาขายบัตรล่วงหน้านำเที่ยวโลกพระจันทร์อีก ๕ วัน"

พูดจบนายพลดิเรกก็เดินออกไปจากห้องรับแขกเพื่อต้อนรับนักทัศนาจรสาว

สักครู่หนึ่ง ดร. ดิเรกก็พาสาวสวย ๒ คนเข้ามาในห้องรับแขกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สองสาวมีอายุในวัยใกล้เบญจเพส คนหนึ่งร่างสูงโปร่งสวยเก๋และขำคมอยู่ในชุดเสื้อกระโปรงสีกรมท่าแบบทันสมัย อีกคนร่างอวบอัดผิวผ่องใบหน้ามีเสน่ห์ ลักษณะท่าทางเป็นผู้ดีและมีการศึกษาดี แต่ไม่มีเครื่องเพชรนอกจากนาฬิกาข้อมือคนละเรือน และสร้อยคอทองคำเส้นเล็กๆ

พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยิ้มให้สองสาวแล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็เชิญนั่งบนโซฟา

"ผมคือศาสตราจารย์ดิเรกครับ" จอมนักวิทยาศาสตร์แนะนำตัวเอง "ผมและพวกเรายินดีต้อนรับคุณและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเท่าที่คุณให้เกียรติและไม่ขี้เกียจ หรือไม่รังเกียจที่จะไปเที่ยวโลกพระจันทร์กับเรา"

สองสาวยิ้มละไม สาวสวยเจ้าของร่างสูงโปร่งกล่าวแนะนำตัวบ้าง

"ขอบคุณค่ะท่านศาสตราจารย์ ดิฉันซื่อชมนาดค่ะและก็เพื่อนดิฉัน....จรัสศรีค่ะ"

"ขอบคุณครับ คุณมีข้อข้องใจอะไรบ้างกรุณาถามเราได้ครับ หัวหน้าประชาสัมพันธ์ของเรายินดีจะให้คำตอบแก่คุณในเรื่องทัศนาจรโลกพระจันทร์จนกว่าคุณจะเข้าใจดี" แล้วเขาก็หันมาทางนิกร "นี่ครับคุณนิกรหัวหน้าประชาสัมพันธ์ของเรา"

ชมนาดเจ้าของร่างสูงโปร่งยิ้มให้นิกร

"เราไม่ข้องอะไรหรอกค่ะ เราเชื่อในประสิทธิภาพของยานอวกาศและเชื่อความสามรถของท่านศาสตราจารย์เดรกกับคณะที่จะพาพวกเราไปถึงดวงจันทร์ และกลับมาโลกเราโดยสวัสดิภาพ แต่ว่า....เราสองคนหาเงินไม่ทันค่ะ คุณจะกรุณาให้เราจ่ายเงินค่าจองบัตรเพียงคนเดียวก่อนได้ไหมค่ะ แล้วกลับมาโลกเราแล้วเราจะจ่ายให้อีกหมื่นบาทภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือน"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"เสียใจครับคุณชมพู่"

สาวสวยสะดุ้งเล็กน้อย

"อุ๊ยตาย ดิฉันชื่อชมนาดนะคะไม่ได้ชื่อชมพู่"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ขอโทษเถอะครับ ผมได้ยินเป็นชมพู่ แต่ชมพู่ก็เก๋ดีเหมือนกันนี่ครับ เป็นผลไม้ของไทยเราอ้า-คุณชมนาดครับ บริการของเราจ่ายก่อนบินทีหลังครับไม่ใช่บินก่อนจ่ายทีหลัง ทั้งนี้ก็เพราะเราต้องใช้จ่ายเงินไม่น้อยในการพานักทัศนาจรไปเที่ยวโลกพระจันทร์ แล้วก็เราสามารถพาไปได้เพียง ๒๐ คนเท่านั้น เพราะยานอวกาศหรือจานผีของเรามีเนื้อที่จำกัด"

ชมนาดหันมาทางเพื่อนสาวของหล่อนซึ่งกำลังถูกอเสี่ยกิมหงวนจ้องมองดูด้วยความพอใจในความอวบอัดของหล่อน

"ว่าไงจ๊ะจรัสศรี ทางนี้เขาไม่ยอมผ่อนผันให้"

จรัสศรีหน้าจ๋อย

"ถ้าอย่างนั้นเธอไปคนเดียวก็แล้วกัน ตอนนี้เงินฉันขาดมือจริงๆ อีก ๒๐ กว่าวัน ฉันถึงจะได้เงินค่าขายที่เงินผ่อนของฉันตามที่ฉันเล่าให้เธอฟัง เธอไปคนเดียวเถอะชมนาด แล้ก็หาของแปลกๆ มาฝากฉันบ้าง"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นสำหรับคุณสองคนผมลดให้เป็นพิเศษนะครับแต่อย่าบอกใครเป็นอันขาด คุณซื้อตั๋วหนึ่งใบผมแถมให้หนึ่งใบเป็นอันว่าคุณจ่ายเงินค่าจองบัตรที่นั่งให้เราเพียงหมื่นเดียวเราจะมอบตั๋วให้คุณสองฉบับ"

สองสาวดีใจอย่างยิ่ง ชมนาดหันไปมองดูกิมหงวนแล้วพูดกับเขาอย่างอ่อนหวาน

"ขอบคุณค่ะ อาเสี่ยใจดีเหลือเกิน คนที่เป็นเศรษฐีมักจะใจดีอย่างนี้"

อาเสี่ยปลื้มใจจนหัวใจพองโตคับซี่โครง

"แฮ่ะ แฮ่ะ คุณรู้จักผมด้วยหรือครับ"

"ทำไมจะไม้รู้จักคะ ดิฉันรู้จักอาเสี่ยและเพื่อนๆ ของอาเสี่ยตลอดจนท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นอย่างดีค่ะ เคยเห็นในงานสังคมและเห็นรูปในหนังสือพิมพ์บ่อยๆ บางทีก็เห็นออกทีวีช่อง ๗ ดิฉันกราบขอบพระคุณค่ะที่อาเสี่ยกรุณาให้เราไปฟรีหนึ่งคน ความจริงดิฉันเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักหรอกค่ะ แต่อยากไปเที่ยวอยากเห็นโลกพระจันทร์ก็พยายามวิ่งเต้นหาเงินหมื่นบาทมาจองบัตรที่นั่ง ดิฉันตัดใจขายแหวนเพชรไปวงหนึ่งค่ะ"

เสี่ยหงวนทำท่าก้อร่อก้อติกเหมือนเช่นเคย

"อ้า-ผมพ่อค้าไทยใจดี เราคนไทยอุดหนุนไทยเพื่อให้ชาติไทยของเราเจริญรุ่งเรือง เหมือนอย่างมาลานำไทยไปสู่ความเป็นมหาอำนาจ เอายังงี้ก็แล้วกันครับ สำหรับคุณสองคนผมใต้ตั๋วฟรีโดยคิดเงินค่าโดยสาร"

"อาเสี่ย" จรัสศรีร้องออกมาด้วยความดีใจ "จริงๆ หรือค่ะอาเสี่ยขา ดิฉันกับชมนาดสองคนน่ะสองหมื่นเชียวนะคะ"

กิมหงวนชื่นใจอย่างยิงเมื่อได้ยินเสียงหวานเจื้อยแจ้วของจรัสศรี

"เรื่องเล็กสำหรับผมครับ ค่าใช้จ่ายของยานอวกาศในการเดินทางไปโลกพระจันทร์คราวนี้ผมจะออกเอง เพื่อไม่ให้ศาสตราจารย์ดิเรกและเพื่อนๆ ต้องควักกระเป๋า" พูดจบอาเสี่ยกูลุกขึ้นยืน "เชิญคุณทั้งสองไปที่โต๊ะทำงานโน่นเถอะครับ ผมจะต้องจดชื่อบ้านที่อยู่ของคุณตามระเบียบแล้วผมจะจ่ายบัตรโดยสารให้คนละฉบับ ให้คุณทั้งสองเลือกที่นั่งตามความพอใจ มาก่อนเลือกได้ก่อน บินก่อนหรือบินทีหลังไม่ต้องจ่ายสำหรับคุณทั้งสอง"

ชมนาด กับ จรัสศรี ต่างลุกขึ้นเดินตามเสี่ยหงวนไปทางด้านหลังห้องรับแขก พล, นิกร, ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันและนึกแช่งด่ากิมหงวนไปตามกัน

ในราว ๕ นาทีสองสาวก็ลากลับ หลังจากได้รับบัตรทัศนาจรโลกพระจันทร์เรียบร้อยแล้ว จรัสศรีรู้ว่าอาเสี่ยติดเนื้อต้องใจหล่อนก็ทำหูทำตาท่าทาง เหมือนกับทอดสะพานรักให้เขา สองสาวได้กล่าวคำอำลา พล, นิกร, ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพากันออกไปจากห้องรับแขก เสี่ยหงวนตามออกมาส่งหล่อนที่หน้าตึกซึ่งรถแท็กซี่ ดัทสันคันหนึ่งจอดรอชมนาดกับจรัสศรีอยู่แล้ว

"อาเสี่ยขา ดิฉันกับชมนาดจะไม่ลืมความกรุณาของอาเสี่ยเลยค่ะ" จรัสศรีพูดยิ้มๆ ท่าทางของหล่อนพราวไปด้วนเสน่ห์ถูกอกถูกใจเสี่ยหงวนอย่างยิ่ง "หวังว่าวันที่ ๑๒ เดือนนี้เราคงจะได้ร่วมทางไปเที่ยวโลกพระจันทร์ด้วยกันนะคะ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเบาๆ เขาบอกตัวเองว่าเขาอยากได้จรัสศรีเป็นอนุของเขาอย่างยิ่ง

"ครับ เมื่อไปถึงดวงจันทร์แล้วผมจะพาคุณไปเที่ยวให้ทั่ว ที่นั่นอาจจะเป็นแดนสุขาวดีของผมกับคุณ แหม-คุณสวยและมีเสน่ห์จังครับให้ดิ้นตาย"

"อาเสี่ยยอดิฉันน่ะซีคะ ดิฉันไม่ใช่สาววัยรุ่น ดิฉันมีลูกแล้วตั้งสองคนจะสวยได้อย่างไร"

กิมหงวนลืมตาโพลงและยืนตะลึงไปชั่วขณะ

"คุณมีลูกแล้ว...."

ชมนาดตอบแทนเพื่อนเกลอของหล่อน

"ค่ะ คนโตเป็นผู้ชายอายุ ๓ ขวบค่ะ คนเล็กเป็นผู้หญิงเพิ่งขวบครึ่งเท่านั้น ระหว่างที่เราไปเที่ยวโลกพระจันทร์กันคุณแม่ของจรัสศรีช่วยรับเลี้ยงหลานให้ค่ะ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก เขาหันมามองดูจรัสศรีด้วยความเศร้าเสียดายและนึกไม่ถึงว่าหล่อนจะแต่งงานแล้วและมีลูกแล้วทั้งนี้ เพราะผิวพรรณของหล่อนเป็นน้ำเป็นนวลเหมือนกับสาวบริสุทธิ์ นัยน์ตากลมโตก็เป็นประกายแจ่มใสไม่ขุ่นมัว จมูกก็ไม่เป็นมัน

"ว้า..." เสี่ยหงวนคราง

จรัสศรีมีท่าทางกระดากกระเดื่องเล็กน้อย

"อาเสี่ยร้องว้าทำไมคะ"

เสี่ยหงวนถอยหายใจเฮือกใหญ่

"ผมนึกว่าคุณเป็น น.ส. เสียอีก จริงๆ นะครับ คุณยังสวยพริ้งเอี่ยมอ่องเหมือนกับรถยนตร์ใหม่เอี่ยมที่ตั้งโชว์อยู่ในอู่ขายรถ ที่แท้คุณก็เป็นรถที่ใช้แล้ว"

"แต่เจ้าของใช้อย่างทะนุถนอมใช้มาเพียง ๔ ปีเท่านั้นแหละค่ะ ถ้าเปรียบดิฉันเหมือนรถยนตร์สภาพของรถคันนี้ก็ยังดีเยี่ยม ไม่ใช่แท็กซี่หรือรถที่ใช้สมบุกสมบันนี่คะ"

"จริงครับ สีก็ยังใหม่ เบาะนี่หุ้มพลาสติค ถึงแม้จะยกเครื่องซ่อมใหญ่บ้าง แล้วผมเชื่อว่ารถคันนี้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ใหม่นั่นเอง อ้า-แล้วเจ้าของรถเขาไม่ไปโลกพระจันทร์กับคุณด้วยหรือครับ"

คราวนี้จรัสศรียิ้มเศร้าๆ

"พระเอกของดิฉันเขาตายเสียแล้วล่ะคะ ตายตั้งแต่ลูกคนเล็กของดิฉันอายได้เดือนกว่าๆ เท่านั้น"

"โถ-เขาเป็นอะไรตายครับ"

"อุบัติเหตุค่ะ เขาขับรถชนกับรถไฟที่ถนนเศรษฐศิริ"

"ไม่น่าเลย เขาน่าจะรู้ดีว่ารถไฟน่ะมันมีน้ำหนักมากกว่ารถยนตร์ตั้งเยอะแยะ ความคงทนและแรงปะทะก็เหนือกว่าถึงแม้ว่ามันจะอยู่บนรางของมันก็ตาม ผมเองเรื่องขับรถผมระวังมากครับ รถไฟหรือรถถังหรือรถบรรทุกขนากใหญ่ผมไม่คิดที่จะชนกับมันหรอกครับ โถ-เขาเท่งทึงเสียแล้วคุณก็เลยเป็นหม้าย"

"ค่ะ ชมนาดก็หัวอกเดียวกับดิฉัน เราเป็นเพื่อนกันแล้วก็เป็นหม้ายเหมือนกันค่ะ"

เสี่ยหงวนหันขวับมาทางหญิงสาวเจ้าของร่างสูงโปร่งใบหน้ารูปไข่

"คุณแต่งงานแล้ว" "ค่ะดิฉันไม่มีลูกหรอกค่ะ สามีของดิฉันตายจากดิฉันไปเมื่อสามปีที่แล้วมานี่เองค่ะ เขามีหนี้สินมากเกินไปค่ะเขาก็เลยคิดสั้นยิงตัวตาย"

อาเสี่ยมองดูสองแม่หม้ายด้วยความเศร้าใจ

"ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความเสียใจในเคราะห์กรรมของคุณทั้งสองด้วยนะครับ แต่ว่าคุณชมนาดและคุณจรัสศรียังสาวและยังสวย โอกาสของคุณยังมีอีกมากสมัยนี้ผู้หญิงอายุ ๕๐ ถ้ารู้จักแต่งตัวให้ทันสมัยรู้จักเสริมสวยก็ยังไม่แก่ แล้วคุณจะต้องกลัวอะไรครับ"

จรัสศรียิ้มให้เขา

"ขอบคุณค่ะ ลาก่อนนะคะอาเสี่ย เราจะพบกันอีกในตอนเที่ยงของวันที่ ๑๒ ที่สนามบินดอนเมือง ลาละค่ะ"

สองสาวต่างกระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อมแล้วเดินลงบันไดหน้าตึกขึ้นไปนั่ง ตอนหลังรถ บลูเบิตดัทสัน ป้ายเหลืองที่เช่ามาเป็นชั่วโมง กิมหงวนมองตามจนลับตา

"อือ-มีลูกทั้งสองคนยังพราวพริ้งเหมือนสาววัยรุ่นอ้ายเราก็ไม่ชอบแม่หม้ายลูกติดซะด้วย แต่ว่าสำหรับรายนี้ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ยายชมนาดไม่มีลูกแต่ผอมไปหน่อยและค่อนข้างดำเกือบเหมือนโอยัวะ เรามันชอบคนขาว จะมีอนุสักทีก็ควรจะอวบอัดขาวผ่องจรัสศรีคนนี้ ฮิ ฮิ กูนี่บ้าผู้หญิงแน่โว้ย เห็นสาวๆ ไม่ได้ชีกอตั้งแต่หนุ่มจนแก่"

เสี่ยหงวนเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขก เขาหัวเราะชอบใจเมื่อแลเห็น พล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเขาในท่าทีที่ไม่พอใจ เขายักคิ้วให้พลแล้วกล่าวขึ้นอย่างร่าเริง

"โกรธหรืออ้ายพล ให้ตั๋วฟรีผู้หญิงไปสองใบโกรธหรือ"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ไม่โกรธหรอกโว้ยแต่ไม่พอใจ เราตกลงกันไว้ทีแรกแล้วว่าเราจะไม่ยอมให้ใครโดยสารฟรี บัตรเบ่งหรือบัตรพยักหน้าก็ไม่ยอม แกนี่มันหลีนี่หว่า"

กิมหงวนเข้ามานั่งเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"เออ หลีก็หลี มันก็หลีด้วยกันทั้งนั้นแหละวะถ้าหากว่ามีความพอใจเกิดขึ้น เอาเถอะ ค่าใช้จ่ายสำหรับจานผีของเรากันจะออกให้เอง"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ไม้ใช้นิดหน่อยนะโว้ย ในราวสี่แสนเป็นอย่างต่ำ ถึงไม่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่อ๊อกซีเจ็น และน้ำมันหล่อลื่นพิเศษแพงมาก ลิตรละ ๓,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าไม่ใช่กันสั่งซื้อทางอเมริกาเขาก็คงไม่ขายให้"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"เงินสี่ห้าแสนขนน่าแข้งกันไม่ร่วงหรอกวะต่อให้หนึ่งล้นกันก็ยังเฉยๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"พอแล้วอ้ายหงวนไม่ต้องอธิบายอะไรอีก เมื่อแกรับเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางแกจะแจกตั๋วฟรีให้ใครสักกี่คนก็ตามใจพวกเราไม่เกี่ยว"

นิกรอ้าปากหาวขึ้นดังๆ

"เฮิ้ว....หัวหน้าประชาสัมพันธ์ชักง่วงเสียแล้ว นี่ถึงเวลากินเหล้ากันแล้วนี่หว่า อ้ายแห้วไม่อยู่ก็ให้คนอื่นยกมาได้ล่อกันในห้องนี้แหละ ใครมาจองตั๋วก็ชวนก๊งกับเราเลยไหนๆ ก็จะไปตายด้วยกันแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกสะดุ้งโหยง

"โน-ไม่ได้ไปตายโว้ย เราไปทัศนาจรเที่ยวชมโลกพระจันทร์ จานผีในระยะทางเพียงสองแสนไมล์แค่นี้เลยเราจะเดินทางไปยังดาวพระเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งก็ไปได้ถ้าเราเตรียมอาหารไปให้เพียงพอ ส่วนน้ำจืดและอ๊อกสิเจ็นเราหาได้ในอวกาศด้วยเครื่องมือพิเศษของกัน น้ำมันเชื้อเพลิงเราก็ไม่ต้องใช้เพราะเราใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นแรงขับเคลื่อนเราใช้น้ำมันหล่อลื่นอย่างเดียวเท่านั้น"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แล้วก็น้ำมันหมูอีกนิดหน่อย"

จอมนักวิทยาศาสตร์หันมามองดูอาเสี่ยอย่างแปลกใจ

"ใช้ทำอะไรวะน้ำมันหมู"

"ใช้ทอดไข่ทอดปลาทำกับข้าวน่าซิโว้ย"

"โอ-ออไร๋ จริงของแก" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นายจอมทะเล้น "ระหว่างนี้คือในระยะ ๕ วันนี้เราจะต้อง คอยต้อนรับนักทัศนาจรที่มาขอทราบระเบียบการและซื้อบัตรเดินทางจากเรา ฉะนั้นเราจำเป็นต้องงดกินเหล้า เอาไว้กินตอนเวลาอาหารค่ำก็แล้วกัน

เสียงแตรรถยนตร์คันหนึ่งดังกังวานขึ้นที่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ทุกคนจำเสียงแตรรถโอลสโมบิลของคุณหญิงวาดได้พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"คุณแม่กับเมียๆ ของเราไปอยู่ที่วัดธาตุทองคุยกับพระตั้งหลายชั่วโมง" เขาหมายถึงพระภิกษุซึ่งเป็นลูกชายของคณะพรรคสี่สหายและขณะนี้อุปสมบทจำพรรษาอยู่ที่วัดธาตุทองทั้ง ๔ องค์ "พวกเรามัวแต่ยุ่งกับเรื่องไปเที่ยวโลกพระจันทร์ไม่ได้ไปเยี่ยมพระสามสี่วันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "แต่ท่านก็สบายดีไม่มีอะไรเดือดร้อน ได้ข่าวว่าคุณสมนึกไม่อยากสึกเสียแล้วอยากจะบวชเรื่อยไปท่านบอกว่าการครองเพศบรรพชีตช่วยให้ท่านมีความสงบสุขอันแท้จริง"

เสี่ยหงวนพนมมือขึ้นเหนือศีรษะ

"สาธุ ถามคุณสมนึกลูกชายผมบวชตลอดไปผมจะดีใจไม่น้อย"

นิกรพูดเสริมด้วยเสียงหัวเราะ

"ตอนแรกที่ท่านบวชผมหวั่นใจเหลือเกินกลัวว่าคุณนพของผมจะล่อข้าวเย็น หรือฉันอาหารในเวลาวิกาลเช่นโจ๊กหรือหอยแมลงภู่ทอด แต่แล้วก็ได้ทราบจากพระพี่เลี้ยงว่า คุณนพของผมเคร่งมาก หลังจากเที่ยงไปแล้วฉันแต่น้ำอย่างเดียวกาแฟก็ไม่ยอมฉัน"

พลยิ้มให้นิกร

"แล้วตอนแกบวชล่ะแกฉันข้าวหรือเปล่า"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เคยเลยให้ดิ้นตายเถอะวะ อ้อ-พูดแล้วเหมือนโกหก เคยครั้งหนึ่งโว้ย คืนวันนั้นมันหิวเหลือเกินเพราะตอนเพลฉันอาการได้เพียงสองสามคำ ตกดึกหิวแสบท้องทนไม่ไหวก็ย่องออกมาจากกุฏิเข้าไปในห้องเก็บของและอาหาร มันมืดเหมือนเข้าถ้ำกันไม่กล้าเปิดไป ค่อยๆ เอามือคลำชั้นไว้ของกินมีกล้วยหอมเนยแข็งและผลไม้อีกหลายอย่าง คลำไปคลำมาคลำเอาหัวพระเข้าองค์หนึ่ง อ้ายหงวนนั่นเองยองๆ อยู่ข้างชั้น"

"เสียหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คุณหญิงวาดพาสี่นางกับเจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องรับแขก พอแลเห็นหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดก็กล่าวสัพยอกทันที

"ว่ายังไงคะเจ้าคุณ ขายบัตรเที่ยวโลกพระจันทร์หมดแล้วหรือยังคะ"

"ยังครับคุณหญิง ราคามันแพงหน่อยและรู้สึกว่าคนมีเงินเขารักตัวกลัวตายไม่กล้าเสี่ยงภัยไปเที่ยวกัยเราเพิ่งขายได้สองสามใบเท่านั้น พระเป็นยังไงครับ"

คุณหญิงวาดเดินมานั่งบนเก้าอี้นวมข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ สี่นางนั่งรวมกันบนโซฟา ส่วนเจ้าแห้วทรุดตัวนั่งพับเพียบข้างประตูห้อง

"สบายดีค่ะ สบายทั้งสี่องค์ แต่คุณดำรงบอกว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับ อ้า-พระท่านสั่งมาว่าให้สำรองที่ไว้ให้สี่องค์ค่ะท่านจะไปทัศนาจรโลกพระจันทร์ด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ไปไม่ได้หรอกครับ เป็นพระสงฆ์องคเจ้าจะไปเที่ยวกับเขาอย่างไรกันอย่าให้ท่านไปเลยครับ"

"เอ-ขัดใจท่าน ประเดี๋ยวท่านยัวขึ้นมาเกิดสึกแหกพรรษากลับมาบ้านจะว่าอย่างไรครับ"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"เอาเถอะครับ พรุ่งนี้ตอนกลางวันผมจะไปแวะหาท่านชี้แจงให้ท่านฟังว่า พวกท่านไม่ควรเดินทางไปกับเรา ท่านเป็น ถ้าอยากจะไปเที่ยวก็รอให้ออกพรรษาและสึกเสียก่อน ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์มีความรู้พอฟัดพอเหวี่ยงกับดิเรกท่านจะพาเพื่อนๆ ของท่านไปเที่ยวโลกพระจันทร์หรือดาวดวงไหนเมื่อไรก็ได้"

นันทากล่าวกับพลทันที

"ดีแล้วค่ะ พลไปพูดกับท่านท่านคงจะรับฟัง นันบอกท่านแล้วว่าการทัศนาจรแบบนี้เป็นเรื่องของฆราวาส นันบอกท่านแล้วว่าการทัศนาจรแบบนี้เป็นเรื่องของฆราวาส คุณสมนึกทำท่าไม่พอใจค่ะ ท่านว่าพระก็มีหัวใจเหมือนกัน"

พลยิ้มให้เมียรักของเขา

"เอาเถอะ พลจะไปพูดทำความเข้าใจกับท่านเอง ว่าแต่นันกับคุณนวล คุณประภาและคุณไพ จะไม่ร่วงทางไปเที่ยวโลกพระจันทร์กับเราหรือ"

"โอ๊ย" ประไพร้องขึ้นดังๆ "ไม่ละค่ะคุณพล ก็รู้กันอยู่แล้วว่าดวงจันทร์เป็นโลกที่ตายแล้ว ไม่มีพืชไม่มีสิ่งที่มีชีวิตไม่มีน้ำไม่มีอ๊อกซิเจ็น มีแต่ภูเขาหินและหลุมน้อยใหญ่ทั่วพื้นพิภพพระจันทร์ ซึ่งเกิดจากลูกอุกกาบาตหรือสะเก็ดดาวตกลงไปที่ดวงจันทร์ เที่ยวแบบนี้พวกเราไม่ชอบค่ะ ดีไม่ดีพระจันทร์เกิดลั่นป้อขึ้นมากลับไม่ได้จะทำอย่างไร สู้เที่ยวพาหุรัดและนั่งตามร้านขายเพชรที่หัวเม็ดไม่ได้ สนุกกว่า ดีกว่า และเป็นฟองกว่า"

นายพลดิเรกยิ้มให้สี่นางแล้วเรียนถามคุณหญิงวาด

"คุณอาไปไหมครับ"

"หา อาน่ะเรอะ ไปหาตวักตะบวยอะไรกันพ่อคุณโลกเรานี่ก็เที่ยวให้ทั่วเถอะ"

เจ้าแห้วลบตากับพลเขาก็พูดขึ้นเบาๆ

"รับประทาน ผมต้องคอยวิ่งเต้น เอาใจใส่ กับพระทั้งสี่องค์ ผมไม่ต้องติดตามไปใช่ไหนครับ"

"ใครบอกแกล่ะ" พลพูดเสียงกร้าว "แกไม่ไปพรากเราจะได้ใครใช้แล้วก็แกเป็นคนคนหนึ่งในคณะของนายพลดิเรกแกต้องไปไปอย่างไม่มีปัญหา การเดินทางไปโลกพระจันทร์คราวนี้แกมีหน้าที่สำคัญมากรู้ไหม"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานทำอะไรบ้างครับ"

"เป็นพ่อครัว เป็นสจ๊วต เป็นคนรับใช้ทั่วไป และดูแลทำความสะอาดห้องน้ำ"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยทันที

"รับประทานผมกลัวว่าไปแล้วไม่ได้กลับ..."

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"เรื่องตายน่ะถ้ามันถึงมันถึงกำหนดอายุขัยอยู่ที่ไหนมันก็เท่งทึงโว้ยอ้ายแห้ว ถ้ายานอวกาศกลับมาได้เราก็ไปตายด้วยกันบนดวงจันทร์ หรือถ้าเครื่องยนตร์ไปเสียกลางทางจานผีของเราก็จะล่องลอยไปในอวกาศโดยไม่มีจุดหมาย ซึ่งศพของพวกเราจะไม่เน่าเปื่อย จนกว่าจานผีเข้าสู่ความดึงดูดของโลกและพุ่งลงมาได้รับความเสียดสีจากบรรยากาศไหม้เป็นจุลไป แต่แกอย่าลืมว่าดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิงใหญ่การเดินทางของยานอวกาศจะต้องเป็นไปด้วยดี"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ต่อจากนั้นคุณหญิงวาดกับสี่นางก็ซักถามคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เกี่ยวกับการเดินทางไปโลกพระจันทร์ ซึ่งหนังสือพิมพ์ต่างประเทศและวิทยุทั่วโลกได้ลงข่าวแล้วว่า ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ จะพานักทัศนาจรรวม ๒๐ คนเดินทางไปพิภพพระจันทร์ในวันเสาร์ที่ ๑๒ มิถุนายนนี้ โดยยานอวกาศแบบจานผีที่วิเศษสุดของเขาใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์

บินทีหลังจ่ายก่อน

รายการ

นำเที่ยวโลกพระจันทร์

คณะขอกราบเรียนพระเดชพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายคุณป้าคุณลุงคุณอาและพี่น้องทั้งหลายให้ทราบทั่วกันว่า บัตรนำเที่ยวโลกพระจันทร์โดยยายอวกาศของคณะซึ่งมีจำนวนเพียง ๒๐ ฉบับ ราคาฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาทนั้น ได้จำหน่ายล่วงหน้าหมดแล้ว คณะกราบขออภัยท่านที่ต้องการไปร่วมเที่ยวกับเราแต่ซื้อบัตรไม่ได้

โอกาสนี้ กระผมหัวหน้าประชาสัมพันธ์ของคณะทัศนาจรนอกพิภพ ขอแจ้งรายนามผู้ที่ซื้อบัตรไว้แล้วให้ท่านทราบดังต่อไปนี้คือ

๑. นายภาวนารามซิงก์ สุกรณาปานเด อายุ ๒๕ ปี เจ้าของห้าง "รามซิงก์ภูษา" สำเพ็งตอนราชวงศ์

๒. นางชมนาด เชี่ยวฉลุ อายุ ๒๔ ปี อาชีพนายหน้าซื้อขายที่ดิน

๓. นางจรัสศรี ทรงวาด อายุ ๒๔ ปี อาชีพอนุ

๔. นายเชียว คดีแดง อายุ ๔๘ ปี ทนายความชั้น ๕

๕. นายสุชาติ จิตรโสภา อายุ ๒๘ ปี นักมวยไทยรุ่นมิลเดิลเวท

๖. นายดงหน่ำ แซ่หุ่น อายุ ๕๒ ปี เจ้าของภัตตาคารและโรงแรม "นิว เพชรบุรี" ถนนตัดใหม่เพชรบุรี

๗. นางสาวนิตยา คชสิงห์ อายุ ๕๕ ปี เศรษฐีนี

๘. นายเอลวิสเชิด รักผจญ อายุ ๒๐ ปี หนุ่มเจ้าสำราญ

๙. นายบิลลี่วัลลภ ชาญทวิสต์ อายุ ๑๙ หนุ่มเจ้าสำราญ

๑๐. นางสาวมากาเร็ดวีณา ทรัพย์น้อย อายุ ๑๗ ปี สาวสังคม

๑๑. นายยิ้ม (มหายิ้ม) แตงอ่อน อายุ ๕๐ ปี แพทย์แผนโบราณ เจ้าของห้างขายยา "แตงอ่อนโอสถ์" ตราตาเถนคู่

๑๒. เจ้าสุวรรณรัตน์ แห่งนครเวียงจันทร์ อายุ ๓๐ ปี

๑๓. หม่อทแจ่มจันทร์ อายุ ๒๘ ปี

๑๔. อาจารย์วีระ วิศณุพร อายุ ๓๘ ปี นักดาราศาสตร์

๑๕. นางเยื้อน (น้าเยื้อน) บังเงา อายุ ๕๗ ปี เอเย่นต์บางกระบือ

๑๖. นายนิพนธ์ กุลประพันธ์ นักเขียนนามอุโฆษ อายุ ๓๓ ปี

๑๗. นายสีกุล นักหนังสือพิมพ์ชื่อดัง อายุ ๓๖ ปี

๑๘. นายจุ่น ไก่แก้ว อายุ ๒๓ ปี (ตาบอด)

๑๙. นายเจือ ไก่แก้ว อายุ ๒๒ ปี (หูหนวก)

๒๐. นายมา (ผู้ใหญ่บ้าน) สุริโย อายุ ๔๐ ปี

ยานอวกาศ "สี่สหาย" ที่จะพานักทัศนาจรเดินทางไปพิภพโลกพระจันทร์ ในครั้งนี้มี พล.อ. พระยาปัจจนึกพินาศ เป็นผู้บังคับการ พล.ท. ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นนักบิน พ.อ. พล พัชราภรณ์ เป็นนักบินผู้ช่วย พ.อ. นิกร การุณวงศ์ และพ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ ช่วยเหลือทั่วไป ส.อ. แห้ว โหระพากุล เป็นสจ๊วต กำหนดวันเดินทาง ๑๒ มิถุนายนศกนี้ เวลา ๑๔.๐๐ น. ตรงโดยไม่เปลี่ยนแปลงขอให้ท่านผู้ปรากฏนามทั้ง ๒๐ ท่านนี้โปรดปฏิบัติตามระเบียบการของเราที่จ่ายให้ท่านไป

อนึ่ง คณะจะได้นำเที่ยวโลกพระจันทร์ หรือโลกพระอังคาร ในโอกาสต่อไปซึ่งกระผมจะประกาศให้ทราบในหน้าหนังสือพิมพ์นี้

นิกร การุณวงศ์

หัวหน้าประชาสัมพันธ์

ในที่สุดวันเสาร์ที่ ๑๒ มิถุนายน ก็ผ่านมาถึง

วันนั้นพอเที่ยววันประชาชนหลายพันคนก็หลั่งไหลมาที่สนามบินดอนเมืองของกองทัพอากาศด้านตะวันออก สารวัตทหารอากาศหลายสิบคนต้องทำงานอย่างหนักป้องกันไม่ให้ประชาชนที่มาส่งญาติมิตร หรือมาดูยานอวกาศล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณเชือกกั้น

จานผีหรือยานอวกาศ "สี่สหาย" จอดอยู่บนลานบินมองดูเด่นเป็นสง่าต้องแสงแดดเป็นประกายวาบวับ ลำตัวของมันประกอบด้วย โลหะผสมหลายชนิด คล้ายกับอาลูมินั่ม รูปร่างของมันมันคล้ายกับสุ่มไก่แต่มีขอบตอนล่าง ซึ่งคล้ายกับหมวกกะโล่กันแดดก็เหมือน ด้านหน้าตอนบนใต้กระบอกปืนสายฟ้าที่โผ่ลออกมาเขียนเป็นรูปธงไตรรงค์มีตัวอักษรปรากฏอยู่ข้างล่างว่า

"สี่สหาย"

กองทัพอากาศได้สร้างกระโจมใหญ่ขึ้นหลังหนึ่งนอกทางวิ่งฝั่งตะวันออกอยู่ห่างจากยานอวกาศราว ๕๐ เมตรอันเป็นที่พักผ่อนของผู้โดยสาร ๒๐ คนซึ่งกำลังย่อยๆ มา ทุกคนแต่งกายตามความสะดวกไม่ต้องชุดอวกาศ ๙ ชั้นหรือ ๑๐ ชั้นแต่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแต่งชุดสีน้ำเงินสวมเสื้อกางเกงติดกันคล้ายทหารยานเกราะ

เจ้าหน้าที่ศุลการักษ์ ได้ทำการตรวจค้นกระเป๋าเสื้อผ้าของนักทัศนาจร ตามระเบียบ ทั้งนี้ก็เพราะเกรงว่านักทัศนาจรบางคนจะถือโอกาสนำทองไปขายโลกพระจันทร์หรือนำฝีนหรือเฮโรอีนไปจำหน่าย อย่างไรก็ตามการตรวจค้นไม่รู้จะพิถีพิถันเท่าใดนักเพราะเจ้าหน้าที่ศุลการักษ์เกรงใจคณะพรรคสี่สหายของเรานั่นเอง

ญาติพี่น้องที่มาส่งไม่มีการสวมพวงมาลัยให้ผู้ที่กำลังจากไป เพราะการทัศนาจรโลกพระจันทร์มีกำหนด ๔ วันเท่านั้นถ้าไม่ตายก็คงกลับมาได้ละจะได้เห็นหน้ากันในสามสี่วันข้างหน้า ถ้าตายก็ไม่ต้องเผาผีกันเพราะไม่มีผีที่เผาซึ่งก็ดีเหมือนกันไม่ต้องหมดเปลือกเงินทองค่าทำศพ

ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง พล, นิกร, กิมหงวน, ได้ยืนรวมกลุ่มกันที่หน้ายานอวกาศคอยต้อนรับนักทัศนาจร ที่ได้รับการตรวจค้นเรียบร้อยแล้วและหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าดินออกจากเต๊นท์ตรงมาที่จานผีหรือยานอวกาศ บรรดาช่างภาพหนังสือพิมพ์รายวันต่างถ่ายรูปผู้โดยสารไว้แทบทุกคน ส่วนนายพลดิเรก กับคณะนั้นช่างภาพ หนังสือพิมพ์ ได้ถ่ายรูปหมู่ไว้แล้วเมื่อตอน ๑๒.๓๐ น. หลังจากคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเสร็จจากรับประทานอาหารกลางวันที่สโมสรนายทหารอากาศ และพากันมาที่ยานอวกาศมีนายทหารอากาศทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยมากมายติดตามมาสังเกตการณ์ด้วย

ในราว ๑๓.๓๐ น. เศษ ผู้โดยสารมาล่าที่สุดหรือคนสุดท้าย ก็หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้า ขนาดกระเป๋าเดินทาง โดยเครื่องบินออกออกมาจากกระโจมที่พัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินตามมาด้วย ผู้โดยสารคนนี้เป็นสุภาพสตรีสูงอายุวัย ๕๗ ขวบ รูปร่างอ้วนเตี้ยผิวขาว ถึงแม้วัยของหล่อนเข้าสู่วัยชราภาพแล้วหล่อนก็ยังสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแข็งแรง เสริมสวยทั้งใบหน้าและเรือนผมเช่นเดียวกับหญิงสาวทั้งหลาย แต่งกายทันสมัยในชุดผ้าไหมไทยสีชมพู ถือกระเป๋าสีเทาใบใหญ่ท่าทางที่เดินยังแคล่วคล่องว่องไวแสดงให้เห็นว่าหล่อนเป็นเสือป่าหญิงคนหนึ่งถึงแก่เฒ่าก็สู้เสมอ

นักทัศนาจรผู้มาล่าที่สุดผู้นี้มีนามว่า เยือน บังเงา หรือที่ใครๆ เรียกเจ๊เยื้อนหรือน้าเยื้อนเอเย่นต์ใหญ่บางกระบือมีลูกน้องสวยๆ มากมาย เป็นกว้างขวางในบรรดาเอเย่นต์และพวกคุณหนุ่มๆ นักเที่ยวกลางคืนทั้งหลาย รู้จักคุ้นเคยกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นอย่างดี สี่สหายเรียกหล่อนว่าน้าเยื้อนเรียกเหมือนอย่างที่ใครๆ เขาเรียกกัน

พอแลเห็น พล, นิกร, กิมหงวน, ต่างรับไหว้หล่อน แล้วนิกรก็กล่าวชม

"เอ้อเฮอ วันนี้น้าเยื้อนทั้งสวยและสาวขึ้นอีกเยอะแยะมองไกลๆ นึกว่านางงามที่ไหนเสียอีก"

"อุ้ย คุณนิกรนี่แหละชอบเกี้ยวอะฮั้นนักเชียว อะฮั้นน่ะ ๕๗ แล้วนะฮะ"

นิกรอมยิ้ม

"ถูกละ แต่น้าเยื้อนเปรียบได้กับมะพร้าวนั่นแหละหรือม่ายก็เปรียบกระดังงาเผาไฟ"

หล่อน ทำหู ทำตากระชดกระช้อยแบบยายแก่ดัดจริตอยากเป็นสาว

"มีแต่เขาว่ากระดังงาลนไฟ"

"เผาไฟหรือลนไฟมันก็เหมือนกันนั่นแหละน้าเยื้อน"

พลสบตากับเอเย่นต์ใหญ่เขายิ้มให้และกล่าวว่า

"น้าเยื้อนมาล่ากว่าทุกคน แต่ว่ามีเวลาอีกตั้ง ๒๕ นาที"

"ค่ะ อะฮั้นก็คอยดูเวลาไว้เสมอ ที่มาช้าก็เพราะมัวหาแลกเงินอยู่ในกรุงเทพฯ น่ะซิคะ ไปจนทั่วตามธนาคารและร้านแลกเงินต่างประเทศทุกแห่ง ที่ไหนๆ ก็ไม่มีเงินโลกพระจันทร์ให้แลก ทราบหรือเปล่าคะว่าบนโน้นเขาใช้เงินสกุลไหน ดอลล่าเงินปอนด์สเตอรลิงก์หรือแฟรงค์"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"อาจจะใช้เงินกีบแบบเมืองลาวก็ได้ เจ้าสุวรรณรัตน์กับชายาของพระองค์ เอาเงินกีบติดตัวมาตั้งสองสามแสนเตรียมไปใช้บนโลกพระจันทร์"

น้าเยื้อนอมยิ้ม

"อะฮั้นแลกไม่ได้ก็เห็นจะใช้เงินไทย ตั้งใจขึ้นไปดูทำเลหากินค่ะ พวกเด็กๆมันได้มีอัฐพศให้ ที่นี่หากินก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ รู้สึกว่าตำรวจไม่พยายามเข้าใจ และเห็นใจพวกเราเลยความจริงเราก็ประกอบอาชีพอย่างสุจริตนะคะไม่ได้ลักขโมยใครกินหรือคดโกงใคร เฮ้อ-สมัยนี้หากินลำบากค่ะ ถ้าไม่ขลุกขลักอะฮั้นกับพวกเด็กๆ อาจจะไปตั้งช่องที่โลกพระจันทร์ก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบหลังสาวน้อยในวัยชราเบาๆ

"ขึ้นไปยานอวกาศได้แล้วแม่เยื้อน แหม-วันนี้ใส่น้ำอบหอมชื่นใจเหลือเกิน"

"อย่า-อย่าหน่อยเลยค่ะเจ้าคุณ เจ้าคุณน่ะดีแต่ปากหวานท่าดีทีเหลว ประทานโทษนะคะ ฮิ ฮิ ความจริงเจ้าคุณก็ยังหนุ่ม ถ้าแต่งงานกับอะฮั้นละก้อคงสมกันมากทีเดียว"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เหมือนกับกิ่งทองหลางกับใบยอ"

ท่านเจ้าคุณหันมามองดูอาเสี่ยอย่างเคือง

"ทะลึง"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพานักทัศนาจรที่มาล่าที่สุดขึ้นไปบนจานผีหรือยานอวกาศ ขณะนี้ศาสตราจารย์ดิเรกกำลังจัดที่นั่งผู้โดยสารให้นั่งตรงตามหมายเลขในบัตร ที่นั่งในยานอวกาศเป็นที่นั่งเดี๋ยวและตั้งเบียดเสียดกันเนื่องจากเนื้อที่จำกัด ภายในเนื้อที่วงกลมด้านในของจานผีเป็นทั้งหอบังคับการและที่นั่งของผู้โดยสาร บรรดานักทัศนาจรซึ่งเพิ่งเห็นหน้ากัน และเพิ่งรู้จักกันตามที่นายพลดิเรกเป็นผู้แนะนำต่างพูดคุยโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี แม้กระทั่งจิ๊กโก๋หนุ่ม ๒ คนและจิ๊กกี๋สาวอีกคนหนึ่งก็ระมัดระวังในเรื่องกิริยามารยาท ดูเหมือนนักทัศนาจรคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ปริปากพูดกับใครเลยนอกจากนั่งอมยิ้มอยู่บนที่นั่งของเขา หนุ่มใหญ่วัย ๔๐ ปีผู้นี้คือนายมา สุริโยหรือผู้ใหญ่มานั่งเอง เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำขุ่นใน เขตท้องที่อำเภออู่ทองแห่งจังหวัดสุพรรณบุรี มีฐานะร่ำรวยมาก การเที่ยวพิภพพระจันทร์ของเขาก็เพราะผู้มาต้องการทำข่าวให้ใครๆ ได้รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านผู้ปกครองท้องที่ในปัจจุบันนี้ ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาเหมือนอย่างผู้ใหญ่ลี ผู้ใหญ่บ้าน จะต้องเป็นผู้มีความรู้สารพัดต้องท่องเที่ยวหาความรู้ใส่ตัวอันเป็นกำไรของชีวิต ผู้ใหญ่มาแต่งสากลหรูหราถึงแม้ แขนเสื้อมีสีเทาสั้นเต่อคล้ายกับขอยืมเสื้อลูกชายมาใส่ เสื้อสากลของเขาก็เป็นไหมอิตาลีราคาแพง

ที่นั่งของผู้โดยสารจัดเป็นรูปครึ่งวงกลมมีเก้าอี้นวม ๒ แถว แถวละ ๑๐ คนนั่งเรียงกันตามลำดับต่อไปนี้

แถวหลังจากซ้ายไปขวา

๑. นายบิลลี่วัลลภ ๒. นางสาวมากาเร็ตวีณา ๓. นายเอลวิสเชิด ๔. นายชุชาต ๕. มหายิ้ม ๖. นายเขียว ๗. เจ้าสุวรรณรัตน์ ๘. หม่อมแจ่มจันทร์ ๙. ชมนาด ๑๐. จรัสศรี

แถวหน้าจากซ้ายไปขวา

๑. นายภาวนารามซิงก์ ๒. นายตงหน่ำ ๓. นางสาวนิตยา ๔. นายนิพนธ์ ๕. นายสีสุก ๖. นางเยื้อน ๗. อาจารย์วีระ ๘. ผู้ใหญ่มา ๙. นายจุ่น ๑๐. นายเจือ

ผู้โดยสารทั้ง ๒๐ คนต่างนั่งประจำที่นั่งของตนเรียบร้อย พล, นิกร, กิมหงวน, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็นั่งประจำที่ในหอบังคับการตอนหน้า เจ้าแห้วอยู่ห้องครัวเพื่อเตรียมเครื่องดื่มและอาหารตามหน้าที่ของเขา ขณะนี้ประตูยานอวกาศยังไม่ปิดบรรดาผู้ที่มาส่ง และผู้ที่มาดูจานผี นับจำนวนพันต่างยืนตากแดดห้อมล้อมมองดูอยู่นอกเชือกกั้น ด้วยความตื่นเต้นสนใจส่วนนายทหารอากาศยืนจับกลุ่มอยู่ในด้านในเชือกกั้น ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารย์กันถึง เรื่องยานวิเศษของศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งยังไม่ปรากฏว่ามีประเทศมหาอำนาจชาติใดสร้างได้

จอมนกวิทยาศาสตร์ยืนเด่น อยู่เบื้องผู้โดยสารทั้ง ๒๐ คน เพื่อบรรยายสาระสำคัญให้ทราบก่อนที่จะเดินทางไปพิภพพระจันทร์อันไกล้โพ้น ทุกคนต่างพากันต่างกันมองดู นายพลดิเรกอย่างชื่นชมและต่างก็เชื่อมั่นในความสามารถของเขาที่จะนำยานอวกาศนี้เดินทางไปยังดวงจันทร์และกลับมาได้ตามกำหนดโดยสวัสดิภาพ

"ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย" ดร. ดิเรกพูดแผ่วเบา แต่เครื่องขยายเสียงซึ่งติดตั้งไมโครโฟนและลำโพงอยู่ทั่วไปทำให้ทุกคนได้ยินเสียงนายแพทย์หนุ่มอย่างชัดเจนแม้กระทั่งในห้องน้ำในครัวหรือห้องเครื่องยนตร์ "ขณะนี้เรามีเวลาอยู่อีก ๑๒ นาทีครับ ขอให้ผมถือโอกาสนี้เรียนเตือนและแนะนำท่านสักหน่อยก่อนอื่นกรุณาทดลองรัดเข็มขัดที่ที่นั่งของท่านครับ ด้วยวิธีคาดติดกับเอวของท่านเหมือนกับเข็มขัดธรรมดา โปรดลองคาดดูครับ"

นักทัศนาจรทั้ง ๒๐ คนต่างปฏิบัติตามคำขอร้องศาสตราจารย์ดิเรก ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วนายหน่ำเจ้าของโรงแรมก็ร้องขึ้นดังๆ

"โอ้-อ๊าจารย์ เขียมขัดเนียเส้นมันสั้นเหนี้ยดเดียวผมพุงมันใหญ่คาดไม่ถวงครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูผู้โดยสารแถวหน้าหมายเลข ๒ สุภาพบุรุษชาวไหหลำวัย ๕๒ ปีเจ้าของภัตตาคารและโรงแรมมีชื่อแล้วก็ยิ้มให้

"ขยายยออกได้ครับคุณตงหน่ำ ดึงห่วงผ้าใบทั้งสองข้างออกมามันก็จะคลายออกเอง พุงขนาดไหนแม้กระทั้งคนท้อง ๙ เดือนก็คาดได้ครับ"

นายตงหน่ำดึงห่วงทองเหลืองขยายเข็มขัดออกแล้วคาดรัตติดเอวของเขากับที่นั่งโดรสาร

"โอ-เนียบเนียนดีครบอ๊าจารย์"

นายภาวนารามซิงก์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ มองดูหน้าชาวไหหลำแล้วหัวเราะเยาะ

"พูดไม่ชัดพูดทำมะไร๋"

นายตงหน่ำแทนที่จะโกรธเคืองกลับยิ้มให้

"นายห้างก็พูดไม่ชัดเหมือนกัน"

"ชัดซิครับจำ ทำมะไร๋ไม่ชัด"

บิลลี่วัลลภจิ๊กโก๋ หนุ่มเจ้าสำราญชะโงกหน้ามาพูดกับนายรามซิงก์และตงหน่ำ

"ผมว่าคุณทั้งสองต่างก็พูดไม่ชัดเหมือนกันแหละครับไม่เชื่อก็ลองพูดคำว่าง่ายๆ ดู อ้า-ลองพูดคำว่าจิ้งเหลนซิครับคุณตงหน่ำ"

สุภาพบุรุษแห่งเกาะไหหลำหัวเราะชอบใจ

"โอ้-ไม่อยากอ๊าไร จิ้งเหลียน....ผมพ่วดได้"

นายภาวนาราซิงก์หัวเราะก้าก

"ไม่ใช่จิ๋งเหลียนคะครับ อีนี้ต้องเรียกจิ้งหะเลนน่ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้ผู้ใหญ่มาแล้วกล่าวว่า

"ผู้ใหญ่ลองตัดสินดูซิครับว่าคุณภาวนารามซิงก์กับคุณตงหน่ำใครจะพูดชัดกว่ากัน"

ผู้ใหญ่มายิ้มเอียงอาย แต่แล้วก็ยืดหน้าอกขึ้นในท่าทางของคนที่มีภูมิปัญญา

"ตามทัศนะของผ่มผ่มเห็นว่าวิธีการออกเสียงภาษาไทยเรานั้นคุณรามซิงก์พูดได้ชัดกว่าคุณตงหน่ำหน่อยหนึ่งครับ แต่ผ่มเองผ่มก็พูดไม่ชัดเหมือนกัน"

ทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน นายเจือหนุมน้อยหูหนวกน่าสงสารกล่าวถามนายพลดิเรกอย่างร้อนรน

"เราออกมาเดินทางกันหรือยังล่ะครับอาจารย์"

ศาสตราจารย์ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"อีก ๙ นาทีครับคุณเจือ"

"อ้าว" นายหนวกอุทาน "เลื่อนเวลาอีกตั้ง ๙ ชั่วโมงพวกเราก็คงรำคาญแย่ซิครับอาจารย์"

นายจุ่นยกศอกข้างซ้าย กระทุ้งหน้าอกน้องชายของเขาท่ามกล่างเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงแล้วกระซิบดุ

"อย่าพยายามซักถามอะไรเลยน่า หูแกมันหนวกได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างหรือบางทีก็ได้ยินแว่วๆ เท่านั้น"

นายเจือพยักหน้ารับทราบ

"ดีเหมือนกัน ลงไปเดินเล่นดูเครื่องบินเมล์และเครื่องบินของกองทัพอากาศฆ่าเวลาไปก่อน ฉันจะจูงพี่จุ่นไปเอง"

จุ่นกลืนน้ำลายเอื๊อก เอียงหน้าเข้าไปกระซิบพูดกับน้องชายของเขา

"นั่งเฉยๆ ไม่ต้องพูดอะไรเข้าใจไหมอ้ายหนวก"

"เข้าใจจ้ะพี่"

ศาสตราจารย์ดิเรกอธิบายให้นักทัศนาจรฟังต่อไป

"ทุกคนกรุณาฟังผมครับ เข็มขัดรัดตัวนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ตอนยานอวกาศขึ้นจากพื้นโลก เพราะยานอวกาศหรือจานผีของเราจะลอยขึ้นไปเป็นเส้นดิ่งและตอนลงสู่พิภพพระจันทร์ก็จะลอยลงแปะพื้นแบบเฮลิค็อปเต้อร แต่พวกท่านจะต้องใช้เข็มขัดรัดตัวตอนที่ยานอวกาศของเราจะหลุดออกจากความดึงดูดของโลกและตอนเข้าสู้ความดึงดูดของดวงจันทร์ ซึ่งตอนนั้นยานอวกาศจะเสียการทรงตัวหมุนคว้างหรือโครงเครงสั่นสะเทือนไปทั้งลำถ้าท่านไม่ใช้เข็มขัดรัดตัวอาจจะเป็นอันตรายได้ ใครมีข้อข้องใจสงสัยอะไรกรุณาถามผมได้ครับ"

ผู้ใหญ่ชูมือขึ้นเหนือศีรษะ

"ผ่งสงใส่หน่อยเดียวครับอาจารย์"

"เชิญครับผู้ใหญ่"

ผู้ใหญ่มาลุกขึ้นก้มศีรษะคำนับ ศาสตราจารย์ดิเรกแล้วกล่าวขึ้นอย่างฉาดฉาน

"พวกเทวดานางฟ้าบนสะหวั่น ท่านจะยอมให้พวกเราเที่ยวชมบ้านเมืองของท่านหรือครับอาจารย์"

นายพลดิเรกทำหน้าชอบกล

"เข้าใจว่าท่านคงไม่ขัดข้องครับผู้ใหญ่ เพราะนักทัศนาจรไปที่ไหนก็เอาเงินไปทิ้งไว้ที่นั่น อย่างพวกเรานี่ก็มีเงินมาคนละไม่ใช่น้อย ทางการก็ไม่ได้จำกัดจำนวนเงินที่เราจะเอาติดตัวไปโลกพระจันทร์เพราะบนโน้นไม่มีสถานทูต ไม่มีธนาคารที่เราจะติดต่อส่งเงินไป"

ผู้ใหญ่มาชักต่อไปอีก

"อาจารย์จะพาพวกเราเข้าเฝ้าพระอินทร์ไหมครับ"

นายเขียวทนายความชื่อดังอดรนทนไม่ไหวก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นแล้วกล่าวขึ้นแบบขวานผ่าชากตามนิสัยของเขา

"ผู้ใหญ่ยังเชื่อถืออย่างงมง่ายอีกหรือว่าบนฟ้าเป็นเมืองสวรรค์มีนางฟ้าเทวดาพระอินทร์พระพรม ฮ่ะ ฮ่ะ"

ผู้ใหญ่มาหันมามองดูทนายปากกล้าอย่างเดือดดาล

"คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจมึงโว้ย แต่กูเชื่อมึงจะทำไมผ่มหน็อยแน่ เพิ่งรู้จักกันเห็นหน้ากันเดี๋ยวเดียวเสือกมาขัดคอผ่ม ยังงี้พบกันที่อู่ทองแดกคอลท์ตราควายแน่"

"อ้าว"นายเขียวเอ็ดตะโร "ผู้ใหญ่ดูหมิ่นผ่มนะ ทุกคนช่วยเป็นพยานให้ผมด้วย กลับมาจากโลกพระจันทร์ผมจะฟ้องผู้ใหญ่ คดีอาญานะผู้ใหญ่"

"ฟ้องผ่มก็ไม่กลัว อย่างมากก็แค่ติดคุกโว้ย ถุย..อ้ายชาติหมา"

"แน่ ว่าผมเป็นหมา" ทนายเขียวตะโกนลั่น

"แล้วคุณเป็นหมาหรือเปล่า" ผู้ใหญ่มาลอยหน้าถาม

"ผมเป็นคน"

"ก็แล้วมึงจะเดือดร้อนทำไม ฮื่ม...อย่านะโว้ย คนอย่างผ่มแค่ผู้ใหญ่บ้านก็จริง แต่ผ่มไม่กลัวมึงหรอกนะจะบอกให้ ถุย...ผ่มโมโหเดือดแล้วผ่มต้องเสียกิริยาบ้าง"

นายเขียวยกมือชี้หน้าผู้ใหญ่มา

"ดีแล้ว ผมจะฟ้องผู้ใหญ่แน่นอน"

นายภาวนารามซิงก์หันไปมองนายเขียว และผู้ใหญ่มาด้วยความไม่พอใจที่ทั้งสองแตกสามัคคีกันทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ออกเดินทางไปเที่ยวโลกพระจันทร์ด้วยกัน

"อีนี้เราพ่วนกันไปด้วยกันเที่ยวด้วยกันกัดกันทำมะไร๋นิดๆ หน่อยๆ ไม่ต้องถูน่า"

นายเขียวหันขวับมาทางชาวภารตะ

"นายห้างดูหมิ่นผมหาว่าผมกัดกับผู้ใหญ่ ผมจะฟ้องนายห้างอีกคน"

"โอ-คุณจ๋า อีนี้ฟ้องไม่กลัวไม่ฟ้องคะรับ ทนายประจำจั๋นมีเป็นทนายชั้นหนึ่งคะรับ คุณเป็นทนายชั้นห้าเห็นทนายของจั๋นสวมเสื้อครุยสองตัว คุณต้องกลัวแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ มาเที่ยวด้วยกันไม่ต้องกัดกันซิคะรับ"

นายตงหน่ำเห็นพ้องด้วยจึงพูดเสริมขึ้น

"จริง บังพ่วดถูก มาด้วยกันโต้งรักกัน ไหนๆ พวกเราก็จะไปตายบนโลกพระจันทร์ด้วยกันเลี้ยว"

นายสีกุลนักหนังสือพิมพ์ปากตะไกรกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ได้ไปตายนะอาโก เราไปเที่ยวแล้วก็จะกลับมาโลกเรา"

นายพลดิเรกชูมือทั้งสองขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนสงบปากเสียงเขาก็พูดสรุปว่า

"เอาละครับ บัดนี้ใกล้เวลาที่เราจะออกเดินทางกันแล้ว ผมจะไปนั่งประจำที่นักบินเตรียมนำยานอวกาศของเราบินไปโลกพระจันทร์ใน ๓ นาทีนี้ให้ทุกท่านตั้งสติให้ดีนึกถึงคุณพระคุณเจ้าไว้นะครับ"

นักทัศนาจรสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"ฮ่วย..." เจ้าชายสุวรรณรัตน์อุทานขึ้นด้วยภาษาของพระองค์ "เว้าอันหยัง ช่อยกับผู้หญิงกลัวตายเน้อ"

ดร. ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ขอให้ไว้วางพระทัยเถอะฝ่าบาท การเดินทางของพวกเราจะต้องปลอดภัยเสมอกระหม่อม"

หม่อมแจ่มจันทร์พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงแปร่ง เล็กน้อย"ถ้าจะไปโลกพระจันทร์แล้วกลับไม่ได้ล่ะคะอาจารย์"

มหายิ้มชะโงกหน้ามาพูดกับหม่อมของเจ้าสุวรรณรัตณ์

"มนุษย์เราหรือสัตว์โลกทั้งหลายย่อมเวียนว่ายอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมครับ ถ้าเราจะไปตายกันที่โลกพระจันทร์ก็หมายความว่าพรหมลิขิตดลจิตใจเราให้ไปเที่ยวในครั้งนี้"

นายสุชาตินักมวยเอกของค่าย "จิตรโสภา" พูดโพล่งขึ้นแบบนักมวย

"บอกผมหน่อยเถอะครับท่านมหา อ้ายตัวพรหมลิขิตน่ะหน้าตามันเป็นอย่างไร ผมอยากจะกระแทกหน้ามันสักทีในฐานที่มันเป็นเจ้ากี้เจ้าการวุ่นวายกับเรื่องของพวกเรา"

จิ๊กโก๋เชิดซึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายของสุชาติพูดเสริมขึ้น

"นั่นนะซีครับพี่ครับ ให้มันโดนกำบั๊นไม่มีรูของพี่ชาติทีเดียวเท่านั้นก็ขี้คร้านจะหมอบกระแต ให้ดิ้นตายเถอะครับ ผมน่ะเป็นแฟนของพี่ชาติมานานแล้วพี่ชาติขึ้นชกทีไรผมต้องไปเชียร์ทุกครั้ง"

สุชาติหันมายิ้มให้

"ขอบคุณครับ แต่ว่า...คุณน่ะเอาระเบิดขวดพกติดตัวมาด้วยหรือเปล่า"

"โอ-ซอรี่ เราไปเที่ยวไม่ได้ไปตีกันนี่ครับทำไมผมจะต้องเอาระเบิดขวดมา ผมกับบิลลี่มีแต่เสื้อผ้ากับเงินครับ

"เหล็กขูดซ้าฟหรือสนับมือก็ไม่มีนะ"

"ครับ ไม่มีจริงๆ "

สุชาติหัวเราะเบะ

"ดีแล้ว พวกเราจะได้ปลอดภัยและสบายใจ ผมเป็นนักมวยก็จริงแต่ผมไม่สู้จิ๊กโก๋หรืออันธพาลหรอกครับ ลงจากเวทีแล้วใครจะเตะผมสักป้าบผมก็ทำไม่รู้ไม่ชี้"

เอลวิสเขิดยิ้มแห้ง

"พี่ชาติอย่าอ่อยเหยื่อให้ผมเปลี่ยนกรามใหม่เลยครับหมัดพี่น่ะขนาดช้างถีบทีเดียว นักมวยด้วยกันเจอเข้าป๊อกเดียวยังนอนเปล แล้วผมจะไปทานไหวยังไง"

นายพลดิเรกยิ้มให้ผู้โดยสารทุกๆ คนแล้วพาตัวไปนั่งประจำที่นักบินเคียงคู่กับพล พัชราภรณ์ ผู้ช่วยของเขาส่วนนิกรกิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ข้างหลังยานอวกาศหรือจานผีเครื่องนี้เต็มไปด้วยกลไกบังคับมากมาย แผงหน้าบัดมาตรต่างๆ ศาสตราจารย์ดิเรกกับพลนั้นมีประมาณ ๑๐๐ กว่าชิ้นซึ่งแต่ละชิ้นล้วนแต่มีความสำคัญยิ่ง

ดร. ดิเรกเริ่มเปิดอ๊อกสิเจ็นและเครื่องปรับอากาศ ต่อจากนั้นเขาก็พูดกระจายเสียงให้ผู้ที่อยู่ข้างนอกยานอวกาศได้ทราบ

"ท่านทั้งหลาน บัตนี้ถึงกำหนดเวลาเดินทางที่พวกเราจะอำลาท่านเดินทางไปยังพิภพพระจันทร์อันไกลโพ้นแล้ว สิ่งใดที่เราล่วงเกินท่านด้วยการกรรม วจิกรรม และ มโนกรรมโปรดอโหสิให้ด้วย"

อาเสี่ยกิมหงวนสะดุ้งโหยง

"เฮ้-ยังไงกันแน่โว้ยหมอ พวกเราจะไปตายหรือไปบวชที่โลกพระจันทร์แน่ แกพูดเหมือนกับคนที่มาขอลาบวชหรือคนที่ใกล้จะตาย"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อไป

"พวกเราทุคนขอ ขอบคุณท่านที่กรุณามาชมหรือมาส่งเราโดยทั่วหน้ากันครับ และกรุณาถอยออกไปให้ห่างจากเชื่อกกั้นตามสมควรเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง เราจะกลับมาที่นี่ก่อนค่ำวันพุธที่ ๑๖ เดือนนี้ และถ้าหากว่าเราหายไปญาติมิตรทั้งหลายก็โปรดทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้เราในปรภพได้ สวัสดีครับ"

ผู้ใหญ่มาร้องขึ้นดังๆ ขณะที่ ดร. ดิเรกบังคับประตูจานผีให้เลื่อนปิดเข้ามา ซึ่งเวลาเดียวกันบันไดของมันก็หดหายเข้ามาด้วยกลไกอัตโนมัติ

"อาจารย์ อาจารครับ"

พลหันมาถามแทนศาสตราจารย์ดิเรก

"ว่าไงครับผู้ใหญ่"

"ผ่มฟังอาจารย์พูดลาพูดลาผู้คนเขาแล้วผ่มสงหรณ์ใจอย่างไรชอบกลครับ เกรงไปว่าผ่มจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าแม่อีหนูอีก ผ่มขอคืนตั๋วได้ไหมครับ ผ่มไม่ไปแล้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นยานอวกาศ เสี่ยหงวนหันมามองดูหน้าผู้ใหญ่มาอย่างขบขันแล้วกล่าวเสียงค่อนข้างดัง

"คืนยังไงครับล่ะครับผู้ใหญ่ ประตูจานผีปิดเสียแล้ว"

"ก็ช่วยเปิดออกซีครับ"

"ปิดแล้วเปิดไม่ได้ครับผู้ใหญ่ แล้วก็ตั๋วนี้ซื้อแล้วคืนไม่ได้ ถ้าคืนต้องจ่ายค่าเสียหายให้เราเป็นพิเศษแสนบาท"

ผู้ใหญ่มาขบกรามกรอด

"ถ้ายังงั้นผ่มยอมตาย ดีเหมือนกัน ผ่มไม่ได้ตายคนเดียว ถ้ากลับมาไม่ได้เราก็จะคิดอยู่ที่เมืองสะหวั่นด้วยกันตายด้วยกัน"

นายเขียวอดกระเซ้าผู้ใหญ่มาไม่ได้

"สวรรค์อีกแล้ว อยากจะหัวเราะให้ฟันหักโว้ย"

ผู้ใหญ่มาหันมาทำตาเขียว

"มึงอยากจะหัวเราะก็เชิญแหกปากหัวเราะไปซิครับ ผ่มไปว่าอะไรมึงล่ะ ถือว่ารักกฎหมายเป็นทนายความมายั่วเย้วผ่มกูเตะเอาง่ายๆ นะโว้ย"

"อ้าว ฟ้องอีกกระทงหนึ่งฐานหมิ่นประมาทและคุกคามทำลายอิสรภาพผมทุกคนเป็นพยานผมด้วยผู้ใหญ่ขู่ว่าจัเตะผมทำร้ายร่างกายผม"

นายนิพนธ์นักเขียนหนุ่ม นามอุโฆษหันไปมองดูทนายปากกล้าด้วยความหมั่นไส้แล้วกล่าวขึ้นด้วยความสำนวนอันหวานจ๋อยปากน้ำผึ่งเขา

"คุณเอย ด้วยเหตุดังหรือจึงผิดพ้องหมองใจกันในหมู่พวกเดียวกันล่ะครับ ถ้าคุณหยิบยื่นมิตรภาพอันจริงใจให้ผู้ใหญ่และท่านผู้ใหญ่ก็มีไมตรีจิตรับความเป็นมิตรแห่งอุดมการณ์อันเป็นมงคลสมัยแห่งความเป็นความตายตายของพวกเราแล้ว ยานอวกาศนี้ก็จะเป็นสวรรค์น้อยๆ ของเรา เป็นสโมสรแห่งความสุขของมวลนักทัศนาจรกลุ่มนี้"

นายเขียวยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

นักเขียนใหญ่ยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"คุณจะรู้ได้อย่างไรในเมื่อผมเองเป็นผู้พูดผมยังไม่รู้เรื่องนี่ครับ คุณก็ทราบว่าผมเป็นนักเขียนไม่ใช่นักพูด" แล้วเขาหันมายิ้มให้นายนักหนังสือพิมพ์นาม กระเดื่อง

"ทำไมขรึมไปล่ะครับ"

นายสีสุกฝืนหัวเราะ

"ผมกำลังคิดที่จะไม่กลับมาโลกนี้ครับ ผมถูกฟ้องในคดีหลายคดีเบื่อเต็มทนที่ต้องไปศาลบ่อยๆ บางทีผมจะอยู่ที่โลกพระจันทร์เสียเลยออกหนังสือพิมพ์สักฉบับหนึ่ง แล้วหาทางส่งมาขายที่โลกเรา"

"เป็นความคิดที่สวยและน่าเอ็นดูมากครับ ผมก็กำลังคิดอย่างคุณเหมือนกัน อยู่โลกมนุษย์เขียนเรื่องขายไม่ใคร่ได้ขายได้ราคาก็ถูกขนาดชั่งขายเป็นกิโลแล้ว ผมอาจจะไปอยู่กับคุณที่โลกพระจันทร์ก็ได้"

"ในจำนวนนักทัศนาจรนี้บ้างก็ถูกคอกัน บ้างก็เม่งกันเป็นธรรมดา โดยเฉพาะผู้ใหญ่มากับนายเขียวศิลป์ศรไม่กินกันแน่นอน ต่างคนต่างมองดูหน้ากันบ่อยๆ ด้วยความอาฆาตมาดหมายชมนาดกับจรัสศรีพูดคุยกับหม่อมแจ่มจันทร์ และเจ้าสุวรรณรัตน์อย่างสนิทสนม นายสีสุกกับน้าเยื้อนถูกคอกันดีอาจารย์วีระนักดาราศาสตร์กับผู้ใหญ่ ก็มีไมตรีต่อกันถึงกับผู้ใหญ่มาแบ่งไก่ย่างให้อาจารย์วีระหนึ่งขา นิตยาเศรษฐีนีซึ่งเป็นสาวแก่วัย ๕๐ เศษ ทำกระชดกระช้อยกับนักเขียนหนุ่มตลอดนายภาวนารามซิงก์กับนายตงหน่ำคุยกันจ้อต่างฝ่ายต่างสนิทสนมรักใคร่กันอย่างรวดเร็วถึงแม้จะต่างชาติศาสนา นายสุชาตินักมวยยักษ์กับจิ๊กโก๋จิ๊กี๋ทั้งสามคนเข้ากันได้ ส่วนมหายิ้มไม่ใคร่จะชอบหน้านายเขียวทนายความปากตะไกร

เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น. เสียงออดสัญญาณก็ดังกังวานขึ้น ไฟสีแดงเหนือสัญญาณปรากฏวาบวับแล้วก็มีเสียงศาสตราจารย์ดิเรกพูดพอได้ยินกันทั่ว หอบังคับการและห้องโดยสาร

"ท่านที่เคารพเครื่องยนตร์ของยานอวกาศ "สี่สหาย" ได้ทำงานแล้ว เรากำลังจะพาท่านไปทัศนาจรพิภพพระจันทร์ ณ เป้าหมายคือ ไปไม่ถึงหรือเครื่องยนตร์ของเราไปชำรุดเสียหายอยู่ในอวกาศ อย่างไรก็ตามเมื่อเรามาด้วยกันเราก็ต้องร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันครับ ขอให้คุณพระรัตนตรัยจงคุ้มครองป้องกันท่านโดยทั่วหน้ากัน"

เสียงเครื่องยนตร์พลังงานแสงอาทิตย์ดังแหลมเล็กคล้ายกับเสียงเลื่อยวงเดือนกำลังตัดเลื่อยท่อนซุง นายทหารอากาศและผู้ที่มาส่งพร้อมทั้งชาวคณะหนังสือพิมพ์ ต่างล่าถอยออกไปให้ห่างจากบริเวณเชือกกั้นเขตทั้งสี่ด้าน ทุกคนตื่นเต้นไปตามกันเมื่อจานผีหรือยานอวกาศค่อยๆ ลอยขึ้นจากทางวิ่งของเครื่องบินแบบเดียวกับเฮลิค็อปเต้อร ซึ่งไม่ต้องใช้เนื้อที่ในการบินขึ้นลง

จานผีลอยสูงขึ้นไปจากพื้นดินตามลำดับ ช่างภาพหนังสือพิมพ์ได้ถ่ายภาพไว้ พวกช่างถ่ายภาพยนตร์ก็รีบถ่ายหนังไว้ชาวต่างประเทศมีจำนวนไม่น้อยที่มาสังเกตการณ์ต่างตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกันเมื่อได้เห็นยานอวกาศอันยอดเยี่ยม ซึ่งออกแบบและสร้างโดยจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คือศาสตราจารย์ดิเรกของเรา

ยานอวกาศพุ่งออกนอกพิภพของเรา ด้วยความเร็วชั่วโมงละ ๓,๕๐๐ ไมล์ มันสูงขึ้นไปและสูงขึ้นไปตามลำดับ พื้นจนผีมีช่องเล็กๆ สำหรับมองหลายช่องทำด้วยวัตถุโปร่งแสงซึ่งไม่ใช่แก้ว ความทนเหนียวแน่นยิ่งกว่าเหล็กกล้า ช่องเหล่านี้เองทำให้นักทัศนาจรทุกคนมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างคือโลกของเราซึ่งเป็นวงกลมใหญ่และเลือนลางลงทุกนาที จนกระทั่งมองเห็นแต่ภูเขาและทะเลเท่านั้น

นิกรทำหน้าที่โฆษณาตลอดเวลา

"ท่านทั้งหลาย ขณะนี้เราอยู่สูงจากโลกถึง ๑,๐๐๐ ไมล์แล้ว มนุษย์อวกาศของรัสเซียและอเเมริกาที่ขึ้นมาโคจรรอบโลกขึ้นมาสูงไม่ถึง ๒๐๐ ไมล์นับว่าพวกเราได้ขึ้นมาสูงกว่า....ไปได้เร็วกว่า....ดีกว่า และตายง่ายกว่า"

"อุ๊ย" น้าเยื้อนร้องขึ้นดังๆ "พูดอะไรก็ไม่รู้คุณนิกรนี่ อะฮั้นยิ่งกำลังปอดลอยอยู่ไม่น่าพูดคำว่าตายเลย"

นิกรพูดไมโครโฟนต่อไป

"มองรอบๆ ตัวท่านมีแต่ความมืดทะมึน และเงียบสงัด แสงอาทิตย์ส่องมาต้องจานผีของเราเลือนลางเท่านั้น เรามองเห็นดวงอาทิตย์ได้โดยไม่แสบตาหรือเคืองตาเลย เราแลเห็นดวงดาวต่างๆ อย่างถนัดชัดเจนแม้กระทั่งดาวไถพระจันทร์อยู่ห่างจากโลกเรา...อ้า...เท่าไหร่วะอ้ายหงวน"

เสี่ยหงวนพูดไมโครโฟนแทนนิกร

"พระจันทร์อยู้ไกลจากเราสองแสนหกพันห้าร้อยสี่สิบเก้าไมล์และสี่ร้อยห้าสิบหลา ขณะนี้จานผีของเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วเรา จะหยุดลอยลำก่อนที่เราจะผ่านพ้นความดึงดูดของโลกเพื่อให้ผู้โดยสารเตรียมตัวเผชิญกับชะตากรรม"

มหายิ้มทำปากหมุบหมิบพูดพึมพำเบาๆ

"เกิดหนอ....แก่หนอ....เจ็บหนอ....ตายหนอ อนิจาวตสังขาราคนเราเกิดมาก็ต้องเท่งทึงเหมือนกัน ตายเร็วหรือตายช้า ตายร้ายหรือตายดีก็มีความหมายเหมือนกัน

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วนิกรหัวหน้าประชาสัมพันธ์กล่าวกับผู้โดยสารต่อไป

"ท่านที่เคารพรัก ขณะนี้พวกเราทุกคนอยู่ในภาวะที่ไร้น้ำหนัก แต่เครื่องมือพิเศษของศาสตราจารย์ดิเรกในจานผีนี้ทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปรกติ เราทุกคนจึงได้รับความสะดวกสบายเหมือนกับนั่งอยู่ในเครื่องบินโดยสาร ท่านอาจจะลุกเดิน ไปห้องน้ำทำธุระหนักเบาของท่านตามอัธยาศัยหรือลุกเดินไปรอบๆ จานผีนี้ เพื่อเปลี่ยนอิริยาบทของท่านได้ตามใจชอบ แต่ก่อนจะหลุดพ้นความดึงดูดของโลกออกไปเราจะต้องนั่งประจำที่ใช้เข็มขัดรัดตัว คณะนำเที่ยวดีใจมากครับที่พวกท่านสนุกสนานกัน"

จุ่นกับเจือหูหนวกและตาบอด สองพี่น้องพูดคุยกันเงียบๆ ตลอดเวลา ถึงแม้ชายหนุ่มทั้งสองเป็นคนพิการแต่เป็นลูกของพ่อแม่ที่มีฐานะร่ำรวย สองพี่น้องรักใคร่เห็นอกเห็นใจกันเป็นอย่างดี เพราะต่างก็ทุพพลภาพด้วยกัน

ครั้งหนึ่งนายบอดก้มลงมองดูที่พื้นยานอวกาศ ซึ่งมีช่องเล็กๆ สำหรับมองภูมิประเทศเบื้องล่าง นายหนวกจ้องมองดูหน้าพี่ชายอย่างแปลกใจ

"มองอะไรหรือพี่จุ่น"

"หือ มองดูบ้านเราน่ะซี แกเห็นไหมล่ะ ยอดเขทองและถังน้ำประปาที่สะพานดำแลเห็นชัด"

ผู้ใหญ่หัวเราะหึๆ หันมาทางนายบอดแล้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณยังมองเห็นอีกหรือครับเราขึ้นมาสูงตั้งพันไมล์ผ่มเองแลเห็นโลกเราเป็นรูปกลมๆ เท่านั้นเอง" พูดจบเขาก็หันมาทางอาจารย์วีระ นักดาราศาสตร์ผู้สำเร็จวิชาฟิสิคส์สาขาดาราศาสตร์มาจากประเทศอังกฤษ "อาจารย์ช่วยบอกผ่มหน่อยได้ไหมครับว่า เราถึงสะหวั่นหรือยัง"

อาจารย์วีระกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คงจะผ่านชั้นดาวดึงส์มาแล้วครับผู้ใหญ่"

"เอ-ผ่มมองตามช่องหน้าต่างไม่แลเห็นเทวดา หรือนางฟ้าสักตัวเดียว อย่างไรก็ควรจะเหาะผ่านเรามาบ้าง"

อาจารย์วีระเป็นปัญญาชน และเป็นผู้ดีจึงไม่ชอบขัดคอใครหรือพูดอะไรที่ทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ

"ก็ท่านเป็นเทวดาเป็นนางฟ้า ท่านหายตัวได้นี่ครับผู้ใหญ่ ผมคิดว่าท่านคงเหาะป้วนเปียนอยู่แถวนี้หลายองค์ เพื่อดูพวกเราและยานอวกาศของเรา"

"อ้อ เห็นจะจริงครับ แล้วเขาก็หันไปมองดูนายเขียวทนายความปากกล้าซึ่งกำลังมองดูเขาและยิ้มเยาะเขา "มองอย่างนี้เชือดกันดีกว่าครับ เชื่อเถอะน่าผ่มน่ะไม่กลัวมึงหรอก ไอด๊อนท์แข ฮะ ฮะ ผ่มไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านลีนะจะบอกให้"

ทนายเค้นหัวเราะ

"ดีแล้ว ผมจะฟ้องผู้ใหญ่ในข้อหาหมิ่นประมาท"

"ฮี้" นักมวยหนุ่มร้องขึ้นดังๆ และมองดูนายเขียวอย่างหมั่นไส้ "ผมชักเกลียดหน้าคุณเสียแล้วพับผ่าซี แก่ฟ้องซะเรื่อยเชียว ถามหน่อยเถอะน่า คุณมาเที่ยวหาความสนุก หรือมาหาเรื่องที่จะฟ้องใครต่อใคร ถ้าคุณขู่ว่าจะฟ้องผู้ใหญ่อีกคำเดี่ยวผมจะกระแทกหน้าคุณ"

"อ้าว ถ้าเช่นนั้นผมฟ้องคุณด้วยในฐานขู่เข็นคุกคามผม" เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทนายปากกล้ากลายเป็นตัวตลกประจำยานอวกาศไปแล้ว คำว่า "ฟ้อง" เป็นคำที่น่าขบขำที่สุด ทุกคนไม่มีใครชอบหน้านายเขียวเลยแม้แต่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ขณะนี้จานผีกำลังจะผ่านพ้นความดึงดูดของโลกออกไปแล้วศาสตราจารย์ดิเรกบังคับความเร็วให้ลดลง และหยุดเครื่องยนตร์ สักครู่หนึ่ง ยานอวกาศซึ่งมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมก็จอดลอยลำเท้งเต้งอยู่ในอวกาศมีอาการโคลงเคลงเล็กน้อย

เจ้าแห้วรีบออกมาจากห้องอาหาร ตรงไปนั่งรวมกลุ่มความดึงดูดของโลกแล้ว ทุกคนต่างรัดเข็มขัดติดกับเก้าอี้ทันทีแต่น้าเยื้อนไม่สนใจ

พล พัชราภรณ์กล่าวกับเอเย่นต์ใหญ่ทันที

"ว่ายังไงน้าเยื้อน รัดเข็มขัดเสียซิ"

หล่อนยิ้มให้พลมิหนำซ้ำทำตาหวานให้ด้วย

"ไม่ต้องหรอกค่ะ อะฮั้นรัดเข็มขัดแล้วรู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"ถ้าไม่รัดเข็มขัดตัวของแม่เยื้อนก็จะล่องลอยอยู่ในห้องโดยสารนี้ อาจจะกระทบกระแทกอะกับไรต่ออะไรถึงกับหัวร้างข้างแตกก็ได้เพราะตอนนั้น เครื่องมือที่ดึงดูดพวกเรา ในสภาพที่ไร้น้ำหนักจะใช้การไม่ได้ ขั่วคราวจนกว่าจานผีจะหลุดพ้นจากความดึงดูดของโลก"

"ไม่เป็นไรค่ะเจ้าคุณ อะฮั้นจะเอามือยืดเท้าแขนเก้าอี้ไว้"

สิ้น เขาต้องตรวจดูเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยเรียบร้อย สักครู่หนึ่งเครื่องยนตร์พลังงานแสงอาทิตย์ของจานผีก็เริ่มทำงานอีก เขากับพลช่วยกันบังคับเครื่องนำยานอวกาศออกแล่นไปท่านกลางอวกาศอันเวิ้งว้าง โดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัดหรือเปรียบเทียบ รอบๆ ตัวมีแต่ความมืดและดวงดาวระยิบระยับ และเห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อย่างถนัดขนาดของดวงจันทร์โตขั้นมาก นักทัศนาจรทั้ง ๒๐ คนต่างรู้สึกใจเต้นระทึกไปตามกัน

นิตยาสาวแก่วัยชรา เอื้อมมือซ้ายจับมือขวาของนักประพันธ์หนุ่มบีบเบาๆ

"นิพนธ์ขา ให้ดิฉันจับมือคุณหน่อยนะคะ ตอนนี้ดิฉันรู้สึกหวาดหวั่นยังไงบอกไม่ถูกค่ะ"

นักเขียนหนุ่มยิ้มละไม

"ถ้าจะได้ดีนั่งตักผมดีไหมครับ ผมจะได้กอดคุณไว้เพื่อให้คุณอบอุ่นและสบายใจ"

"อุ๊ยตาย อยู่กันแยะๆ อย่างนี้น่าเกลียดค่ะ"

นายตงหน่ำพูดเสริมขึ้น

"ม่ายโต้งอายครับ เราพวกเดียวกันทั้งนั้น ผมเองก็ว้าดเสี่ยวเหมือนกันกลัวจานผีเครื่องมันเสียหยุดแล่นครับ"

ดร. ดิเรก เร่งความเร็วของจานผีถึง ๓๐,๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แต่แล้วมันก็หยุดชะงักเสียการทรงตัวเหมือนกับมีมือยักษ์เหนี่ยวรั้งมันไว้ พวกผู้หญิงร้องหวีดว้ายไปตามกัน ยานอวกาศตะแคงไปมาเหมือนกับจะพลิกค่ำ นายพลดิเรกกับพลช่วยกันบังคับมันจนสุดความสามารถ เข็มวัดระยะความเร็วลดลงอย่างฮวบฮาบ จาก ๓๐,๐๐๐ ไมล์ลดลงจนกระทั่ง ๕๐๐ ไมล์ต่อชั่งโมง ทั้งนี้เพราะโลกเราดึงดูดเอาไว้

ตอนนี้เองทุกคนก็ลอยจากเก้าอี้ที่นั่ง แต่เข้มขัดรัดตัวช่วยยืดไว้ อย่างไรก็ตามน้าเยื้อนเอเย่นต์ใหญ่หลุดลอยขึ้นมาจากที่นั่งแล้ว ร่างอันอวบอ้วนของหล่อนคล้ายกับลูกโป่งอัดแก๊สลอยอยู่ในห้องโดยสารพลิกหัวกลับไปมา กระโปร่งถลกขึ้นไปคลุมศีรษะ แลเห็นกางเกงในซึ่งเป็นกางเกงยืดสีดำนายภวนารามซิงก์ร้องโกนสั่น

"เฮ้-อีนี้โป๊คะรับคุณจ๋า ผู้ชายแหงหน้าดูทำมะไร๋ตาเป็นกุ้งยิงครับ"

เมื่อน้าเยื้อนลอยผ่านมานายสีสุกก์คว้าแขนไว้ และจับตัวเอเย่นต์พลิกกลับ น้ำหนักตัวของน้าเยื้อนไม่มีเหลืออยู่เลยแม้แต่กรัมเดียว นักหนังสือพิมพ์ดึงตัวหล่อนเบาๆ หล่อนก็ลงมานั่งบนที่นั่งของหล่อนตามเดิม

"เร็ว-เอาเข็มขัดรัดตัวไว้ซิครับคุณนาย แหม-ขึ้นไปลอยพลิกคว่ำพลิกหงายอยู่ได้"

เอเย่นต์ใหญ่รีบค้วาเข็มขัดรัดตัวทันที จานผีดิ้นขลุกขลักอยู่ในอวกาศสักครู่ ก็หลุดพันออกไปจากความดึงดูดของโลกคราวนี้เครื่องดึงดูดที่ ดร. ดิเรกสร้างขึ้นก็ใช้การได้ตามเดิม ยานอวกาศวิ่งไปด้วยความเร็วสูง เข็มวัดระยะความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็ประกาศให้ทราบทางเครื่องกระจายเสียง

"ท่านที่รัก บัดนี้เราหลุดพ้นจากความดึงดูดของโลกมาได้แล้วครับ ยานอวกาศของเรากำลังบินเข้าหาโลกพระจันทร์ที่มองเห็นถนัดตอนหัวของเรา ขณะนี้เราเห็นพระจันทร์โตกว่าที่เรามองเห็นในโลกตั้ง ๑๐ เท่าแล้ว เชิญชมจันทร์ครับสงสัยอะไรไต่ถามผมได้ หรือจะเรียนถามอาจารย์วีระนักดาราศาสตร์ก็ได้ครับ ท่านคงไม่รังเกียจที่จะอธิบายให้ฟัง ทุกท่านคงแปลกใจถ้าผมจะเรียนให้ทราบว่าจานผีของเรามีความเร็ว ๔๐,๐๐๐ ไมล์แล้วและจะเร็วขึ้นจนถึง ๕๐,๐๐๐ ไมล์อย่างช้าครับ จานผีของเราจะร่อนลงทางซีกของดวงจันทร์ที่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์คือซิกที่มองเห็นจากโลกเราไ

น้าเยื้อนพูดเสริมข้นด้วยความสนใจ

"คุณหมอขา พระจันทร์มีสองซีกหรือคะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกสะดุ้งเล็กน้อยหันมาทางเอเย่นต์ใหญ่

"ก็เปรียบเทียบเอาอย่างนั้น ความจริงพระจันทร์มีลักษณะกลมเหมือนผลส้มแต่พระจันทร์ลอยนิ่งเฉยไม่หมัน ด้านที่ไม่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์จึงมีแต่ความมืดตลอดเวลา"

"โถ-ไม่ยอมหมุนเอาเสียเลย"

"ออไร๋ ดวงจันทร์เป็นโลกที่ตายแล้ว อีกในราวสองชั่วโมงพวกเราก็จะไปลงที่นั้น และฉันจะขับยานอวกาศของเราบินวนเวียนให้ทั่วพิภพพระจันทร์ทั้งด้านสว่างและด้านที่มืด

ผู้ใหญ่มาชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"อาจารย์ตรับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ว่ายังไงครับผู้ใหญ่"

ตามโปรแกร้มของเราที่แจกให้ผ่มพิมพ์บอกไว้ว่า คณะของอาจารย์จะออกไปนอกจานผีหกคะเมนตีลังกาในยานอวกาศสองสามวันนี้ใช่ไหมครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ถูกแล้วครับผู้ใหญ่ เราจะแสดงเมื่อเราผ่านความดึงดูดของดวงจันทร์เข้าไปแล้ว และเราอยู่เหนือโลกพระจันทร์ราว ๑๕๐ ไมล์ ผู้ใหญ่และทุกๆ ท่านจะได้ชมการแสดงของพวกเราอย่างแน่นอนครับ"

ผู้ใหญ่มายิ้มเล็กน้อย

"อนุญาติให้ผ่มออกไปด้วยได้ไหมครับ"

นายเขียวหัวเราะก้าก

"ขืนออกไปแม่อีหนูไม่ได้เห็นหน้าผู้ใหญ่แน่นอน ฮ่ะ ฮ่ะ คุณหมอกับคณะล้วนแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความชำนาญในเรื่องอวกาศเป็นอย่างดีแล้ว"

ผู้ใหญ่หันมาทำตาเขียวกับทนายปากกล้า

""ความจริงผมจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ได้หนักศีรษะคุณเลยคุณเขียว ผ่มขอบอกอย่างลูกผู้ชายหรือพูดกันอย่างแหกอกพูด ผ่มอยากเตะคุณเหลือเกินพับผ่า อย่างคุณอยู่เมืองสุพรรณถูกยิงตายโห่งแน่ๆ "

นายเขียวหัวเราะเสียวแหลม

"ตายโหงก็ตายโหงทำไมต้องพูดว่าตายโห่ง ใส่ไม้เอกเข้าไปทำไม"

"ฮึ่ม-กูฝากไว้ก่อน ถึ่งโลกพระจันทร์แล้วคุณกับกูชกปากกันให้มันเห่นดำเห่นแดงสักทีเถอะวะ พวกนักทัศนาจรจะได้รู้ว่าใหญ่บ้านกับทนายใครมันจะแน่กว่าใคร"

นักประพันธ์หนุ่มโบกมือห้ามผู้ใหญ่มา และนายเขียวแล้วพูดเสริมขึ้น

"สหายเอ๋ย กรุณาฟังผมหน่อยเถอะครับ การใช้กำลังเข้าต่อสู้กันนั้นหาใช่วิสัยของอารยชนไม่ เราไม่ใช่อนารยชาติหรือคนป่า เรามาเที่ยวร่วมทางกันหนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กันเถอะครับ ถ้าผู้ใหญ่และคุณเขียวมีอารมณ์ขันเข้าหากันมิคสัญญีหรือวิกฤติการณ์แห่งความยุ่งยาก ก็จะคลี่คลายสลายตัวไปเอง"

ผู้ใหญ่มายิ้มเล็กน้อย

"คุณพูดคำ หล่วงอย่างนี้ ผมฟังแล้วต้องเสียเวลาแปลทั้งๆ ที่คุณพูดภาษาไทยของเรา พูดกับผมง่ายๆ อย่างที่คนเขาพูดกันเถอะครับ"

นายนพนธ์ทำคกย่นท่ามกลางเสียงหัวเราะของนักทัศนาจร ขณะนี้นิกรกับกิมหงวนต่างลุกขึ้นพาตัวเข้าไปในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องแต่งตัวเก็บเสื้อผ้าสัมภาระของผู้โดยสารในราว ๑๐ นาที สองสหายก็แต่งกายในชุดอวกาศเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย มีครอบหน้าทำด้วยวัตถุโปร่งแสง มีท่ออ๊อกสิเจ็นสองท่อผูกติดอยู่ข้างหลัง ท่อหนึ่งใช้หายใจเมื่ออยู่นอกยานผี อีกท่อหนึ่งใช้ขับดันตัวให้แล่นไปมาแบบเดียวกับที่ พ.ต.เอ็ดเวิด ไว้ท์ ออกไปว่ายอวกาศ แต่ประดิษฐ์กรรมของศาสตราจารย์ดิเรกมีคุณภาพเหนือกว่า

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโดยสาร ตอนนี้เองความเร็วของจานผีก็ทวีขึ้น นิกรกับเสี่ยหงวนต่างเข้านั่งประจำที่ของตนและพูดคุยกันตามธรรมดาโดยไม่ได้ใช้เครื่องรับส่งขนาดจิ๋วที่ติดอยู่ในหมวกครอบหน้า

เมื่อใกล้จะเข้าสู่ความดึงดูดของดวงจันทร์นายพลดิเรกก็ออกคำสั่งให้ผู้ดดยสารทุกคนใช้เข็มขัดรัดตัวติดกับที่นั่งอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ยานอวกาศ "สี่สหาย" ไม่ได้หยุดเตรียมตัวในการผ่านเข้าเขตความดึงดูดของดวงจันทร์เพราะดวงจันทร์เป้นบริวารของโลกมีขนาดเล็กกว่าโลกหลายเท่า มีความดึงดูดไม่มากนัก

ศาสตราจารย์ดิเรกบังคับจานผีบินไปด้วยความเร็วสูงสุดและแล้วต่อจานนั้นเพียวครู่เดียวอาการสั่นสะเทือนเสียการทรงตัวก็เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง แล้วยานอวกาศก็เข้าสู้ความดึงดูด ของดวงจันทร์พิภพที่ตายแล้วไม่มีบรรยากาศหุ้มห่อ เป็นโลกที่ลอยนั่งเฉยหรือลอยตุ๊บป่องๆ อยู่ในอวกาศ ยานอวกาศบินเข้าหาดวงจันทร์อย่างรวดเร็ว

"ท่านทั้งหลายโปรดแก้เข็มขัดรัดตัวออกได้แล้วครับ"

เสียงนายพลดิเรกบอกผู้โดยสาร "อีกประมาณ ๑๐ นาทีนักบินอวกาศของเราซึ่งแต่งชุดอวกาศเรียบร้อยแล้ว จะออกไปแสดงนอกจานผีให้ท่านชม ทั้งนี้จะอยู่ในความควบคุมของท่านพลเอกพระยาปัจจนึกพินาศ"

เสียงตบมือดังขึ้นอย่างเกรียวกราม เจ้าแห้วชะโงกหน้ามาพูดกับเสี่ยหงวนและนิกรด้วยความห่วงใย

"รับประทานอาเสี่ยกับคุณนิกรไปให้ไกลจากจานผีของเรานักนะครับ รับประทานอ๊อกสิเจ็นหมดกลับไม่ได้เป็นเท่งทึงแน่"

นิกรยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกวะ กันกับอ้ายหงวนจะต้องแสดงการหกคะเมนตีลังกาในอวกาศให้เหมือกว่า พันตรีเอ็ดเวิดไว้ท์ นักบินอวกาศของอเมริกา กล้องอัตโนมัติของเราทั้ง ๔ กล้องจะถ่ายหนังการแสดงของเราไว้ เพื่อนำไปเผยแพร่ให้ชาวโลกได้เห็นความสามารถอันยอดเยี่ยมของคนไทย"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถ้ามีอุบัติเหตุฉันต้องเสียชีวิต แกอย่าลืมซื้อเหล้าใส่บาตรไปให้ฉันวันละขวดก็แล้วกัน"

"ว้า-รับประทานอาเสี่ยพูดอย่างนี้ผมใจไม่ดีเลย"

ยานอวกาศบินเข้าใกล้พิภพพระจันทร์ตามลำดับ ผู้โดยสารทุกคนแก้เข็มขัดสายรัดตัวออกแล้ว ดวงจันทร์ที่มองเห็นใหญ่ชื้อเป็นวงกลมโตปิดบังดวงดาวที่อยู่ทางด้านหลังจนหมดสิ้นพื้อนพิภพพระจันทร์มองเห็นขุนเขาและเหวใหญ่น้อยหรือหลุมอุกกาบาตถนัดชัดเจนสีเขียวของพืชไม่ปรากฎ ไม่มีแม่น้ำหรือทะเลถูกละ ดวงจันทร์เป็นโลกที่ตายแล้วปราศจากพืชหรือสิ่งที่มีชีวิตไม่มีอ๊อกสิเจ็น มีแต่ความเงียบเชียบวังเวงไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

ในที่สุดจานผีก็ถูกลดความเร็วลง นายพลดิเรกบังคับยานอวกาศให้จอดลอยลำอยู่สูงจากพิภพพระจันทร์เพียง ๒๐๐ ไมล์เท่านั้น แต่สูงกว่ายานอวกาศของอเมริกาที่บินวนรอบโลกเมื่อจานผี จอดนิ่งเฉยทุกคนก็รู้สึกว่ามันมีอาการโคลงเคลงเพียงเล็กน้อยซึ่งแทบจะไม่รู้สึก

เครื่องยนตร์พลังงานแสงอาทิตย์หยุดทำงานแล้ว ประตูจานผีค่อยๆ เลื่อนออกไปทีละน้อยด้วยกลไกอัตโนมัติ

"ท่านทั้งหลาย" ดร. ดิเรกประกาศบอกผู้โดยสาร "โปรดนั่งประจำที่ของท่านนะครับ ขณะนี้เราต้องใช้อ๊อกสิเจ็นมากกว่าปรกติเพราะประตูจานผีเปิดออก กำลังลมที่พ่นออกมาแรงมาก ถ้าท่านลุกขึ้นจากที่นั่งท่านอาจจะถูกลมพัดหลุดลอยออกไปนอกอวกาศถึงแก่ความตายทันที กรุณาดูการแสดงตามช่องหน้าต่างได้ครับรับรองว่าท่านจะมองเห็นอย่างถนัดชัดเจนถึงแม้ภายนอกมือสนิทแต่เมื่อกิมหงวนกับนิกรหลุดออกไป แสงอาทิตย์จะกระทบร่างของคนทั้งสอง"

ทุกคนยืดพนักเก้าอี้แน่นเมื่อรู้สึกว่าเครื่องเป่าลมพัดมาถูกตัวอย่างแรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานิกรกับกิมหงวนลุกขึ้นเดินมายืนรวมกลุ่มข้างประตูจานผีแล้วท่านเจ้าคุณก็ยิ้มให้สองสหาย

"เอาละ แกสองคนออกไปได้แล้ว แสดงท่าผาดโผนเพียง ๑๐ นาทีพอแล้ว ทำท่าต่างๆ ตามที่ได้ฝึกซ้อมกันไว้อย่าลืมว่าคอยดูเครื่องวัดอ๊อกสิเจ็นในหม้อและอย่าไปให้ห่างจากยานอวกาศของเราเกิน ๕๐ เมตร"

เสี่ยหงวนคว้าข้อมืดข้างซ้ายของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้

"ออกไปเล่นด้วยกันนะครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณใจหายวาบ

"อย่า" ท่านร้องเสียงหลง "อาไม่ได้แต่งเครื่องอวกาศและไม่มีอากาศหายใจ"

"เถอะน่า ไม่เป็นไรหรอกครับอย่างมากก็แค่ตายเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สลัดมือเต็มแรงแล้วผลักเสี่ยหงวนลอยละลิ่วออกไปนอกยานอวกาศ ท่ามกลางความตื่นเต้นสนใจของนักทัศนาจรทั้ง ๒๐ คน นิกรรำป้อในท่ายี่เกเหาะตามไป

ผู้โดยสาร ต่างแลเห็นสองสหาย แหวกว่ายอวกาศไปมาด้วยการผลักดันตัวของอ๊อกสิเจ็น มันเป็นภาพที่ตื่นเต้นน่าดูที่สุดอ๊อกสิเจ็นเป็นทางขาวเห็นถนัด แสงอาทิตย์ส่องต้องร่างของนิกรและกิมหงวนเหมือนกับอยู่ในที่มืดและถูกส่องด้วยไฟฉายทั้งสองแสดงลวดลายหกคะเมนตีลังกาในท่าต่างๆ ทั้งนิกรและกิมหงวนอยู่ในสภาพที่ไร้น้ำหนัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่ที่ประตูมองดูสองสหายด้วยความเป็นห่วง

นักทัศนาจรเหมือนกับต้องมันต์สะกด มีความรู้สึกคล้ายกับอยู่ในแดนสนธยา ดวงอาทิตย์และดวงดาวเกิดขึ้นได้อย่างไรและเกิดเมื่อไร อวกาศอันเวิ้งว้างกว้างขวางนี้มีที่สิ้นสุดหรือเปล่า พระอาทิตย์และดวงดาวที่เป็นบริวารยังจะมีอีกไหมปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแกนักทัศนาจรทั่วหน้ากัน

ระหว่างที่นิกรกับเสี่ยหงวนแสดงการแหวกว่ายอวกาศสองสหายได้พูดวิทยุติดต่อกับนายพลดิเรกตลอดเวลา

"รู้สึกอย่างไรบ้าง" ศาสตราจารย์ดิเรกถามเพื่อความรู้ด้านอวกาศ "เฮ้-อย่าเพิ่งพูดคุยหยอกล้อกัน ตอบคำถามกันก่อนรู้สึกยังไงบ้าง"

มีเสียงนิกรตอบได้ยินถนัด

"ชุกหิวโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกจุปาก

"ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันถามความรู้สึกของแกขณะที่แกกำลังอยู่ในอวกาศ"

"วะ ก็บอกว่าหิวแล้วยังจะซักหาตวักตะบวยอะไรอีกความรู้สึกในขณะนี้ก็คืออยากกินอะไรให้มันหนักๆ ท้อง"

"แล้วอ้ายหงวนล่ะรู้สึกยังไง"

"อยากกินเหล้าโว้ย นี่มันได้เวลากินเหล้าของพวกเราแล้วนี่หว่า"

จอมนักวิทยาศาสตร์ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ

"ถ้ายังงั้นไม่ต้องพูดอะไรกันอีก แกจะเล่นหัวกันยังไงก็เชิญ"

นักทัศนาจรทั้ง ๒๐ คน ต่างจ้องตาเขม็งมองดูมนุษย์อวกาศทั้งสองซึ่งแสดงท่าหกคะเมนตีลังกากันอย่างคล่องแคล่วบางทีก็ไล่จับกันเหมือนกับว่ายน้ำ อ๊อกสิเจ็นช่วยให้เคลื่อนที่ไปได้ตามความประสงค์ด้วยเครื่องมือพิเศษ

ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งสัญญาณประจำเครื่องเรด้าก็ดังขึ้น

"ออด ออด...."

ภาพในจอเรด้าเบื้องหน้าศาสตราจารย์ดิเรกบอกให้เรารู้ว่าฝูงอุกกาบาตกลุ่มหนึ่งกำลังผ่านมาทางนี้ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง นายพลดิเรกใจหายวาบรีบวิทยุบอกสหายทันที

"ฮัลโหล กลับเข้ามาในจานผีเร็ว ฮัลโหลได้ยินไหม"

"ได้ยินแล้ว" เสียงเสี่ยหงวนพูด "มีอะไรเกิดขึ้นหรือ"

"ลูกอุกกาบาตกลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาจากดาวฤกษ์หรือดาวพระเคราะห์กำลังวิ่งเข้ามาหาและจะมาถึงเราในสองสามนาทีนี้เร็วโว้ย ถ้ามันชนจานผีพวกเราก็จะตายหมด" พูดจบเขาก็หันมาทางพล "เตรียมยิงอุกกาบาตด้วยปืนสายฟ้า"

พลพยักหน้ารับทราบ

"พร้อม"

สองสหายต่างตาลีตาเหลือกรีบว่ายมาที่ยานอวกาศ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยดึงตัวเข้ามาทีละคน นายพลดิเรกจัดแจงปิดประตูจานผีและติดเครื่องยนตร์ทันทีเพื่อหลบหนีกลุ่มอุกกาบาตซึ่งกำลังจะพุ่งเข้าสู่ดวงจันทร์

เครื่องยนตร์พลังงานแสงอาทิตย์เริ่มทำงานแล้ว จานผีเคลื่อนออกจากที่ทันที นักทัศนาจรทั้ง ๒๐ คนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ปลายแถวของอุกกาบาตกลุ่มนี้วิ่งผ่านขึ้นหน้ายานอวกาศไปในระยะห่างไม่เกิน ๑๐๐ เมตร แลเห็นเป็นก้อนหินขนาดมหึมาแดงโรประมาณ ๑๐ ก้อน ศาสตราจารย์ดิเรกบังคับจานผีเปลี่ยนทิศทางหลบฝูงอุกกาบาตกลุ่มนี้ แล้วเขาก็พูดกระจายเสียง

"ไม่ต้องตกใจครับ เราพ้นจากทิศทางของอุกกาบาตแล้ว นายอวกาศของเราจะบินรอบดวงจันทร์ในระยะสูงจากพิภพพระจันทร์เพียง ๑๒๐ ไมล์ เพื่อให้ท่านได้ชมพระจันทร์ทางด้านที่ไม่ได้รับแสงสว่าง จากดวงอาทิตย์ และชาวโลกมนุษย์ไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นมัน ขณะนี้โปรดของเราไปก่อนครับ โน่นคือพิภพหรือจักรวาลของเรา แลเห็นเป็นวงกลมโตกว่าโอ่งน้ำขนาดใหญ่ แต่ที่เห็นแสงสว่างเพียงครึ่งเดียวก็เพราะซีกที่มืดไม่ได้รับแสงของดวงอาทิตย์"

ผู้ใหญ่มาร้องขึ้นดังๆ

"อย่าอธิบายเลยครับอาจารย์ ผ่มจะเป็นบ้าตายอยู่แล้วผ่มแปลกใจตัวเองมากที่ผ่มระเห็นขึ้นมาถึงพระจันทร์มันใหญ่โตมโห่ฬารเต็มฟ้า อาจารย์วีระท่านบอกผ่มแล้ว บนฟ้าไม่มีสะหวั่น ไม่มีเทวดาหรือนางฟ้า อ้ายผ่มหลงเชื่อมาแต่เล็กแต่น้อยเพราะไม่ได้เล่าเรียน"

นายเขียวทนายความแหกปากหัวเราะลั่น

"นี่แหละเขาเรียกว่าไก่นา"

ผู้ใหญ่มาโกรธจนหน้าเขียว จ้องมองดูทนายปากตะไกรอย่างเดือดดาล

"มึง-อ้ายปากหมา"

"อ้าว" นายเขียวเอ็ดตะโรลั่น ผมฟ้องอีกระทงในฐานหมิ่นประมาทผม ทุกคนเป็นพยานผมด้วย"

ผู้ใหญ่มาขบหรามกรอด

"แก่ฟ้องนัก ไปถึงพระจันทร์แล้วมึงกับผ่มชกกันตัวต่อตัวเป็นยังไง ใครตายก็ฝังไว้ที่โลกพระจันทร์เลย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวห้ามทั้งสองฝ่ายด้วยเสียงหัวเราะ

"อภัยให้กันเสียเถอะครับทั้งท่านผู้ใหญ่และคุณเขียวพวกเราร่วมทางมาเที่ยวโลกพระจันทร์ด้วยกันคราวนี้เหมือนกับว่าเราร่วมตายด้วยกันนะครับ"

ผู้ใหญ่มาหันไปมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเคารพนบนอบ

"ผ่มไม่อภัยละครับ ถือว่าเป็นทนายความกระเซ้าผ่มดูถูกผ่มเห่นผ่มเป็นคนบ้านนอกคอกนา อย่างนี้มันต้องยิงทิ้งดูถูกผ่มนี่"

นายเขียวหัวเราะคิ้ก

ผมก็ผมไหนต้องใส่ไม้เอกเป็นผ่ม"

"เออ ช่างผ่ม" ผู้ใหญ่มาตะโกน "เรื่องของผ่มไม่ใช่เรื่องของมึง"

พลเปิดเพลงจากแผ่นเสียงเพื่อช่วยให้บรรยากาศแจ่มใสคลายความตึงเครียด มันเป็นเพลงรำวงของ "สุนทรภรณ์" เจ้าสุวรรณรัตน์กับหม่อมแจ่มจันทร์รีบลุกขึ้นยืนเดินออกมาโค้งกันแล้วรำวงทันที คราวนี้ใครต่อใครก็ออกมาเล่นรำวงกันอย่างสนุกสนาน จิ๊กโก๋วัลลภรำคู่กับจิ๊กกี๋วีณา มหายิ้มกับน้าเยื้อน เสี่ยหงวนกับชมนาด นิกรกับจรัสศรี ผู้ใหญ่มากับนิตยาสาวแก่นายเขียวนั่งตบมือกระเซ้าผู้ใหญ่ตลอดเวลา

จนกระทั่งนายพลดิเรกประกาศทางเครื่องขยายเสียง

"ท่านที่รัก กรุณากลับไปนั่งที่เถอะครับ ขณะนี้เราอยู่สูงจากพิภพพระจันทร์เพียง ๑๙๐ ไมล์เท่านั้น ผมจะนำยานอวกาศ "สี่สหาย" บินรอบดวงจันทร์ด้วยการเวียนขวาซึ่งเราทุกคนจะได้เห็นดวงจันทร์ในด้านที่ไม่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์และเราจะใช้เวลาบินเพียง ๓๕ นาทีเท่านั้นก็จะรอบดวงจันทร์ แล้วผมก็จะนำจานผีของเราร่อนลงยังพิภพพระจันทร์ในที่ๆ ปลอดภัย"

จานผีหรือจานบินเริ่มต้นบินรอบดวงจันทร์ทันที เช่นเดียวกับนายอวกาศที่โครจรรอบโลก นักทัศนาจรทุกคนต่างยอมรับนักถือว่าศาสตราจารย์ดิเรกเป็นยอดนักวิทยายศาสตร์ที่ยากจะหาใครเปรียบได้ ทุกคนต่างมองดูทิวทัศน์เบื้องล่างของพิภพพระจันทร์ด้วยความตื่นเต้นสนใจ

ในที่สุดจานผีก็บินเข้าสู่ด้านมืดของดวงจันทร์ คราวนี้เบื้องล่างก็ค่อยๆ มืดสลัวลง และแล้วก็มองแลเห็นด้านสว่างเป็นรูปคล้ายกับวงเล็บเปิดดวงเล็บปิด มีแสงสว่างสะท้อนออกมาส่วนโลกของเรานั้นอยู่เหนือศีรษะของนักทัศนาจรมองเห็นถนัดผู้ใหญ่มากล่าวถามอาจารย์วีระเบาๆ

"อาจารย์ครับ ผ่มแปลกใจจนบอกไม่ถูก เราอยู่ที่โลกเราๆ เห่นพระจันทร์บนหั่วเรา พอมาถึงนี่โลกกลับอยู่บนหัวเรา มันอย่างไรกันแน่ครับ"

อาจารย์วีระยิ้มเล็กน้อย

"ความจริง โลกกับพระจันทร์หรือดวงดาวทั้งหลายอยู่ระดับเดียวกันครับ ต่างกันก็คือว่าต่างกอยู่คนละจุด เมื่อเราอยู่ใกล้ดาวดวงไหนเราเห็นดาวดวงอื่นอยู่บนหัวของเรา เป็นธรรมดา"

ผู้ใหญ่มาจุปาก

"ตื่นเต้นดีครับ ผ่มไม่เสียดายเงินค่าโดยส่านเลยที่ผมมาเที่ยวโลกพระจันทร์ครั้งนี้"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้โดยสาร ยานอวกาศบินอยู่เหนือความมืดของดวงจันทร์ซีกนั้นสักครู่ใหญ่ๆ ก็กลับมายังด้านที่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ต่อจากนั้นศาสตราจารย์ดิเรกก็ลดความเร็วของจานผีลง และบังคับมันให้บินต่ำลงมายังพิภพพระจันทร์

จานผี หรือ นายวิเศษบินวนเวียนไปมาผ่านขุนเขาหลายลูก เมื่อมาถึงที่ราบแห่งหนึ่งก็จอดลอยลำอยู่กลางหาวสูงจากพื้นดินประมาณ ๕๐๐ ฟุต และแล้ว ดร. ดิเรกก็บังคับมันให้ลอยลงจนกระทั่งแปะกับพื้นดินของโลกพระจันทร์

เสียงไชยาโห่ร้องดังขึ้นทันที ทุกคนได้มาถึงพิภพพระจันทร์แล้ว นายพลดิเรกได้กล่าวปราศรัยกับผู้โดยสารอีครั้งหนึ่ง

"ท่านที่เคารพ บัดนี้เราได้มาถึงดวงจันทร์แล้ว เราจะหยุดพักรับประทานอาหารค่ำเสียก่อน ขณะนี้เวลาโลกเราคือเวลาในประเทศไทย ๑๗ นาฬิกา ๒๕ นาที ตรงตามนาฬิกาไฟฟ้าในจานผีนี้ เมื่อรับประทานอาหารแล้ว ผมกับคณะของผมจะผลัดเปลี่ยนกันพาท่านลงไปเที่ยวชมภูมิประเทศ ซึ่งเราได้เตรียมเครื่องแต่งกายชุดอวกาศ สำหรับนักทัศนาจรมา ๕ ชุด พร้อมอ๊อกสิเจ็นเพื่อใช้หายใจ ท่านคงเห็นแล้วว่าพิภพพระจันทร์เป็นโลกที่ตายแล้ว มีแต่เขาหินและพื้นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยเหลวลึกหรือหลุมใหญ่น้อย พระจันทร์ไม่มีกลางวันและไม่มีกลางคืน คงได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เพียงเครื่องดวงอย่างนี้ตลอดเวลา กรุณาอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวครับ ผมจะขับยานอวกาศเข้าไปจอดในชะง่อนผาที่ยื่นชะงุ้มออกมาโน่น เพื่ออาศัยชะงุ้มผาเป็นหลังคาป้องกันลูกอุกกาบาตขนาดเล็กที่หล่นลงมาจากฟ้าท่านมองดูให้ดี ท่านคงจะเห็นดาวตกที่โลกพระจันทร์ ตลอดเวลาโน่น-สองสามดวงมองห็นถนัดสะเก็ดดาวเหล่านี้ไม่ถูกเผาไหม้เหมือนที่ตกลงไปในโลกเรา ก็เพราะพระจันทร์ไม่มีอากาศนั่นเอง เห็นไหมครับนั่นกำลังพุ่งลงมาอีก"

เสียงเสี่ยหงวนเอ็ดตะโร

"อย่าทักซิโวกยเดี๋ยว ข้าท้องหมา"

ยานอวกาศ "สี่สหาย" เดินทางกลับพิภพของเราตามกำหนดคือวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๑๖.๑๕ น. และร่อนลงสนามบินดอนเมืองของกองทัพอากาศโดยวสวัสดิภาพ มีประชาชนและนักหนังสือพิมพ์มาคอยต้อนรับหลายพันคน นักทัศนาจรทุกคนต่างได้รับความสนุกสนานเบิกบานใจ โดยทั่วหน้ากัน