พล นิกร กิมหงวน 089 : มือปืนตาเหล่

อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ มหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งแห่งประเทศไทย และนักธุรกิจชั้นนำเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งในการค้าข้าวทั้งในและนอกประเทศ ทั้งนี้เพราะนอกจากเสี่ยหงวนของเรามีโรงสีไฟริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดพระนครและธนบุรี ๑๐ โรงแล้ว เขายังมีทุนหมุนเวียนในการค้าข้าวนับ ๑๐๐ ล้าน

แน่นอนละ พ.อ. กิมหงวน นายทหารพิเศษของกองทัพบกไทย นักธุรกิจคนสำคัญย่อมสามารถออกคำสั่งให้ราคาข้าวสารในท้องตลาดขึ้นหรือลดราคาลงได้อย่างไม่มีปัญหา

แต่กิมหงวนเป็นพ่อค้าที่เห็นอกเห็นใจคนจน การประชุมพ่อค้าข้าว ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่มีเงินเป็นถังๆ ได้กระทำการติดต่อกันมาหลายวันแล้ว พ่อค้าข้าวส่วนมากเป็นนักเล็งผลเลิศ ต้องการผลการกอบโกยเงินเข้ากระเป๋า ต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าราคาข้าวสารในประเทศที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดในเวลานี้ต่ำเกินไปควรจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ต้องขายถังละ ๕๐ บาท สำหรับข้าว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถึงอย่างไรประชาชนก็ต้องซื้อ เพราะข้าวสารเป็นเครื่องอุปโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ใครจะเลี่ยงไปกินก๋วยเตี๋ยวหรือก๋วยจั้บ ก็ต้องทำจากแป้งข้าวเจ้าคือข้าวสารอยู่นั่นเอง

เสี่ยหงวนไม่เห็นด้วย เขาแถลงต่อที่ประชุมอย่างเด็ดขาดว่า

"ผมจะไม่ยอมให้ราคาข้าวสารขึ้นราคาไปกว่านี้ ราคาที่ซื้อขายกันตามท้องตลาดทุกวันนี้ก็แพงแย่แล้ว นึกถึงคนจนบ้างซีโว้ย พวกคุณมีเงินเป็นล้านๆ ยังจะโลภโมโทสันไปถึงไหน รู้หรือเปล่าว่าทุกวันนี้ก็มีประชาชนไม่ใช่น้อยที่ต้องซื้อข้าวสารหุงกินมื้อละลิตร แล้วจะเอายังไงอีก จะให้พี่น้องชาวไทยของเรากินหญ้าต่างข้าวยังงั้นรึ คนไม่ใช่ม้านะโว้ย ขอโทษที่ผมพูดไม่เพราะ"

ที่ประชุมต่างชี้แจงแสดงเหตุผลให้เสี่ยหงวนเห็นว่าคนจนไม่ใช่บิดาของตน จะเดือดร้อนอดอยากอย่างไรก็ช่าง ถ้าขึ้นราคาข้าวสาร บรรดาพ่อค้าข้าวก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นอีกคนละหลายล้าน เสี่ยหงวนเดือดดาลขึ้นมาก็ร้องตะโกนลั่นห้องประชุม

"พวกคุณใจดำอำมหิตมุ่งหวังแต่เงินเท่านั้น อั๊วจะไม่ยอมร่วมงานกับพวกลื้ออีกแล้ว เก๋าเจ๊ง ทุกคนคิดบ้างไหมตายไปแล้ว เราเอาอะไรไปได้บ้าง อั๊วทำไม่ได้ มีแต่อั๊วจะหาทางลดราคาข้าวสารให้ถูกลงไป ต่อไปนี้พวกคุณอย่ามายุ่งกับผม ผมทำงานซื้อขายข้าวตามลำพังดีกว่า ถ้าพวกมึงขึ้นราคาข้าวสาร กูจะลดราคาข้าวสู้กับพวกมึง ประทานโทษ ผมโมโหมากเกินไป เลยพูดมึงกูหยาบคายไปหน่อย อย่าถือสาหาความเลยครับ"

แล้วมหาเศรษฐีกิมหงวนก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องประชุม โดยไม่แคร์ว่าพรรคพวกจะโกรธเคืองเขา

อาเสี่ยได้รับบัตรสนเท่ห์ถูกขู่คุกคามจะเอาชีวิต

บัตรสนเท่ห์ตัวอักษรพิมพ์ดีดฉบับหนึ่งถูกส่งมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" โดยทางไปรษณีย์ มีข้อความว่า ถ้าภายใน ๓ วันนี้ กิมหงวนไม่ยอมร่วมมือขึ้นราคาข้าวสาร เขาจะถูกยิงทิ้งอย่างไม่มีปัญหา กิมหงวนอ่านจบก็หัวเราะชอบใจ แล้วเอากระดาษจดหมายบัตรสนเท่ห์แผ่นนั้นใช้เป็นกระดาษชำระด้วยความเจ็บใจ ต่อมาในวันรุ่งขึ้นจากวันที่เขาได้รับบัตรสนเท่ห์ อาเสี่ยของเราก็ถูกขู่ทางโทรศัพท์

"ได้รับจดหมายเตือนของเราแล้วไม่ใช่หรือครับ อาเสี่ย"

"เออ ได้รับแล้ว อั๊วไม่ใช่พ่อลื้อและลื้อไม่ใช่ลูกอั๊วไม่ต้องมาเตือนอั๊วหรอก ยิงก็ยิงกันโว้ย พบกันวันนี้ยังได้เอาไหมล่ะ ๔ โมงเย็นไปพบอั๊วที่กองปราบปรามสามยอดดวลปืนกันที่นั่น"

"ฮั่นแน่ จะหลอกผมไปติดกับตำรวจละซี ตื้นไปครับอาเสี่ย เมื่ออาเสี่ยไม่ยอมร่วมมือกับพวกพ่อค้าข้าวก็ดีแล้ว เราให้เวลาพรุ่งนี้อีกวันเดียว เมื่อครบกำหนดเวลาอาเสี่ยไม่ยอมขึ้นราคาข้าวเราจะส่งมือปืนไปจัดการกับอาเสี่ย"

กิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่นบ้าน

"ส่งมาได้เลยลูกรักของเตี่ย มือปืนหรือตีนปืนก็เรียงหน้าเข้ามาเถอะ คนอย่างเสี่ยหงวนนักสู้และนักบู๊โว้ย เรื่องยิงกันมันเรื่องเล็ก กลัวจะไม่แน่น่ะซีเพื่อน"

"อ๋อ แน่ซีครับเสี่ย อาเสี่ยมีเวลาที่จะได้เห็นโลกจนถึง ๑๘.๐๐ น. ของวันพรุ่งนี้เท่านั้น ควรจัดการทำพินัยกรรมเสียให้เรียบร้อย งานการอะไรที่ยังคั่งค้างอยู่ก็ทำเสียให้เสร็จ"

"ช่างกู" อาเสี่ยตวาดแว๊ด "แกแน่จริงบอกกันหน่อยเถอะวะว่าแกเป็นใคร"

ผู้พูดสายคุกคามกิมหงวนหัวเราะอย่างขบขัน

"ขืนบอกผมก็ติดคุกเท่านั้น"

"อ้าว นั่นแกไม่ได้พูดมาจากในคุกหรือนั่น แกพูดมาจากไหนล่ะ"

"โทรศัพท์สาธารณะแห่งหนึ่งครับ อย่าพยายามหลอกล่อให้ผมตกหลุมพรางของอาเสี่ยหน่อยเลย เลิกกันนะครับ"

เมื่อ พ.อ. กิมหงวนเล่าเรื่องนี้ให้คณะพรรคของเขาฟัง พล,นิกร และนายพลดิเรก ก็เห็นว่าพวกพ่อค้าแกล้งขู่ขวัญอาเสี่ยมากกว่า เพราะการฆ่าคนไม่ใช่เรื่องเล็ก ใครจ้างมือปืนมาฆ่าเสี่ยหงวน ถ้าเกิดพลาดพลั้งมือปืนถูกรวบตัวได้ มันก็คงซัดทอดถึงผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นนักธุรกิจคนสำคัญ ผู้จ้างก็ต้องมีธุระไปติดตะรางแน่ๆ ในฐานจ้างหรือวานคนฆ่าอาเสี่ยกิมหงวน

พล พัชราภรณ์ พันเอกรูปหล่อได้พูดให้กำลังใจกิมหงวนเพื่อนเกลอของเขาอย่างแยบคายว่า

"ทำใจให้สบายอ้ายเสี่ย คนเราถ้ากลัวคำขู่ของใครๆ เราก็ทำอะไรไม่ได้ กลัวอะไรวะ ถึงที่แกก็ตาย ถึงไม่ถูกฆ่าตายก็เป็นลมตายหรือเจ็บตาย ถ้ายังไม่ถึงที่ต่อให้เอาปืนใหญ่มาตั้งยิงแกที่หน้าบ้านเรา แกก็แคล้วคลาด อ้ายพวกนั้นคงจะขู่แกมากกว่า"

"แต่กันก็ชักปอดๆ เหมือนกันว่ะ กันอยากจะแก่ตายมากกว่าถูกยิงตายโว้ย ขอให้กันมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสัก ๑๕๐ ปีเท่านั้น ถึงจะตายก็ไม่ว่า"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อีก ๑๕๐ ปีแกก็จำอะไรไม่ได้แล้วแม้แต่ชื่อของแกเอง แกกินน้ำแกก็ต้องใส่ตะบันตำกินแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูนิกรอย่างหมั่นไส้

"มีเยี่ยงอย่างที่ไหนวะต้องตะบันน้ำกิน"

นิกรอมยิ้ม "ก็น้ำแข็งยังไงล่ะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ อาเสี่ยกิมหงวนมองดูหน้าพลแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ พูดขอความเห็นพลว่า

"กันไปแจ้งความให้ตำรวจเขารับรู้ไว้ดีไหมวะ"

"ตามใจแกซี แต่อย่าลืมว่าแกเป็นทหารผู้ใหญ่มียศเป็นพักเอก มีสิทธิ์พิเศษพกอาวุธติดตัวได้ไม่ว่าจะเป็นปืนพกปืนกลมือหรือระเบิดมือ เพราะพวกเรามีฐานะเป็นผู้ช่วยดิเรกนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทย แกไม่ขายหน้าพวกตำรวจที่โรงพักก็ไปแจ้งความเถอะ พวกตำรวจเขาจะต้องยิ้มเยาะแก หาว่าแกเป็นกระต่ายตื่นตูม หรือเป็นกาตาแววเห็นธนู แกควรจะคุ้มรักษาตัวของแกเองได้ และถ้าหากว่ามือปืนมันบุกเข้ามายิงแกในบ้านเรา หรือต่อหน้าพวกเรา เราก็คงจะจัดการกับมือปืนได้เรียบร้อย คนเรามันอยู่ที่กำลังใจโว้ย ถ้าจิตใจเข็มแข้งก็ยากที่ใครจะมาทำร้ายเราได้ เพราะเรารู้ตัวและระวังตัวอยู่แล้ว"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"จริงของแกอ้ายพล เอาละ ให้มันรู้ไปทีเถอะว่ากันจะถูกฆ่าตาย"

แล้วกิมหงวนก็ค่อยๆ ลืมเรื่องที่เขาถูกคุกคามจากพวกพ่อค้าข้าว จนกระทั่งตอนค่ำวันต่อมา

๑๙.๐๐ น. เศษ คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกันอยู่ในห้องรับประทานอาหารและสนทนากันไปพลาง เรื่องที่พูดคุยกันก็คือเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จประพาสญี่ปุ่น ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิ, พระบรมราชินี และรัฐบาลญี่ปุ่นได้ถวายการต้อนรับพระประมุขแห่งชาติไทยทั้งสองพระองค์อย่างสมพระเกียรติ

อาเสี่ยกิมหงวนนึกขึ้นได้ว่า ขณะนี้เกินเวลาที่เวลาที่เขาถูกขีดเส้นตายมาแล้วหนึ่งชั่วโมง พอคิดได้เช่นนี้อาเสี่ยก็เริ่มเสียขวัญอีก เขาก็เหมือนกับเศรษฐีทั้งหลายที่มีความรักตัวกลัวตาย เสี่ยหงวนรวบช้อนส้อมไว้แล้วหันไปทางเจ้าแห้วซึ่งนั่งจ๋องคอยรับใช้อยู่มุมห้อง

"แห้วโว้ย แกออกไปดูซิ ประตูรั้วหน้าบ้านบานเล็กปิดหรือยัง ถ้ายังก็ปิดใส่กลอนเสีย"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นยืนพาตัวเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร นวลลออมองดูสามีของหล่อนอย่างขบขัน

"กลัวอ้ายพวกพวกพ่อค้าข้าวจะส่งคนมาฆ่าเฮียหรือคะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่าจ๊ะ"

"แล้วทำไมทานข้าวได้เพียงสองสามคำเท่านั้นล่ะคะหน้าตาก็ซูบซีดผิดปกติ เฮียคิดว่าเฮียจะอยู่ค้ำฟ้าหรืออย่างไร"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นทันที

"กินเถอะน่าพ่อหงวน กับข้าวดีๆ ทั้งนั้น เห็นอ้ายกรไหมล่ะ ก้มหน้าก้มตากินเอาๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"เมื่อตอนเย็นเราคุยกัน อาก็บอกแกแล้วว่าชีวิตคนไม่ใช่ผักปลาโว้ย จะมาฆ่ากันง่ายๆ ได้อย่างไร บ้านเมืองยังมีขื่อมีแป"

กิมหงวนฝืนยิ้ม

"ถูกละครับ บ้านเมืองมีขื่อมีแป แต่ถ้าคนเรามันยอมติดคุกแล้วมันทำได้ทั้งนั้นไม่ใช่หรือครับ สมมติว่าพ่อค้าข้าวมันเต๊ยเงินสักแสนบาทจ้างมือปืนมาฆ่าผม อ้ายหมอนั่นมันยอมติดคุกเพื่อให้ลูกเมียมันมีความสุข ผมก็เท่งทึงเท่านั้นเอง"

นันทาว่า "อาเสี่ยรักตัวกลัวตายอย่างนี้แล้วจะไปทำอะไรได้ค่ะ"

"ก็ผมจะต้องไปทำอะไรล่ะ นอนอยู่กับบ้านกินเงินดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารและคอยแบบมือรับเงินปันผลตามบริษัทต่างๆ ผมก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว" แล้วเขาก็หันมาทางนิกรซึ่งกำลังสนในกับการบรรจุกระเพาะ "กรเว้ย"

"หือ"

"ขอยืมหลวงพ่อที่คอแกหน่อยเถอะวะ สวมไว้แล้วค่อยอุ่นใจหน่อย"

"ของแกไปไหนล่ะ" นิกรถามเสียงคับปากเพราะปลาหมึกผัดเข้าไปอยู่ในปากจนหาที่ว่างไม่ได้

"อยู่ แต่กันมีหลวงพ่อสมเด็จวัดระฆังองค์เดียว ขอยืมของแกมาให้กันคล้องคอพออุ่นใจสักสามสี่วันเถอะวะ"

นิกรปลดดุมเสื้อเชิ้ตฮาวายเม็ดบนออก ๒ เม็ด แล้วปลดสร้อยคอทองคำหนัก ๕ บาท มีพระเครื่องรางชั้นดี ติดกับสายสร้อยประมาณ ๑๐ องค์ออกมาจากคอของเขาส่งให้กิมหงวน

"อย่าให้หลวงพ่อของกันชำรุดเสียหายนะโว้ย"

กิมหงวนพยักหน้า ยกมือที่กำสายสร้อยและพระขึ้นไหว้แล้วสวมใส่คอของเขา รวมกับสร้อยคอทองคำหนัก ๑๐ บาท เส้นเกือบเท่าหัวแม่มือที่อาเสี่ยสวมอยู่เป็น ๒ เส้นด้วยกัน เมื่อมีหลวงพ่อคุ้มกันตั้งหลายองค์ ขวัญและกำลังใจของเสี่ยหงวนก็ดีขึ้น

"ค่อยยังชั่วหน่อย มีทั้งสมเด็จวัดระฆัง, ท่ากระดาน, ขุนแผน, นางพญา, พลูจีบ, หลวงพ่อแก้ว, หลวงพ่อทวด, ท้ายย่าน, คลองตะเคียน, ปิดทวาร และหลวงพ่อรอด อย่างนี้ปืนก็ปืนเถอะวะ" กิมหงวนพูดยิ้มๆ

ประไพหัวเราะคิ๊กแล้วแกล้งกระเซ้าอาเสี่ย

"แต่ว่าตอนหัวค่ำอย่างนี้หลวงพ่อท่านมักจะจำวัดนะคะอาเสี่ย แล้วก็ท่านอยู่รวมกันหลายองค์ ท่านมักจะเกรงใจกัน ต่างองค์ต่างก็เกี่ยงให้อีกองค์คอยรับลูกปืน"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"อย่าพูดให้ใจเสียน่าคุณไพ"

ประภาเลื่อนจานใส่ผลไม้ขนาดใหญ่มาให้กิมหงวน

"ทานผลไม้เสียซีคะอาเสี่ย"

"ขอบคุณครับ ผมกินอะไรไม่ลงแล้ว มันเหมือนกับมีใครกระซิบข้างหูผมว่าอ้ายพ่อค้าข้าวมันส่งมือปืนมาที่นี่แล้ว"

"โถ" ภรรยาของ ดร.ดิเรกคราง "บ้านของเราแท้ๆ ยังจะกลัวมันอีก"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง และตรงเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"รับประทานประตูหน้าบ้านทั้งบานใหญ่และบานเล็กปิดเรียบร้อยแล้วครับแต่ว่า...หน้าประตูรับประทานมีคนแต่งชุดดำยืนอยู่คนหนึ่ง"

กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รูปร่างหน้าตาเป็นยังไงวะ" เขาถามโดยเร็ว

"รับประทานหน้าตาก็เหมือนผู้ชายแหละครับ อ้า-รูปร่างผอมกะหร่องเหมือนขี้ยาครับ ผมเห็นมันมองเข้ามาในบ้านเราครับ"

"มันถืออะไรหรือเปล่า"

"รับประทานถือปืนพกครับ"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"ฮ้า"

"จริงๆ ครับ รับประทานมันควงปืนเล่นเสียด้วย แต่ว่าท่าทางมันไม่เหมาะที่จะเป็นมือปืนหรอกครับ รับประทานผมคิดว่ามันควรเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลโรคปอดที่นนทบุรีมากกว่า"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อกหันมามองดูพล พัชราภรณ์

"แย่ละโว้ยพล ชีวิตของกันไม่ปลอดภัยเสียแล้ว ขอยืมหลวงพ่อที่ห้อยคอแกหน่อยซีวะ"

"พอแล้ว" พลตวาดลั่น "ตั้งสองพวงก็มากมายแล้ว"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ขึ้นไปเอาหลวงพ่อใบขนุนที่ห้องอาลงมาคล้องคอซีพ่อหงวน องค์ยาวตั้งศอกกว้างเกือบคืบ รับรองว่ากันปืนได้แน่ๆ แขวนไว้ที่หน้าอกก็เหมือนกับมีเกราะคุ้มกันตัว อย่าไปเชื่ออ้ายแห้วมันนักเลย คนที่ยืนอยู่หน้าบ้านเราก็คงเป็นคนแถวนี้ เขาอาจจะถือไม้ตีพริกหรืออะไรสั้นๆ สักอย่างหนึ่ง มันมืดแล้วอ้ายแห้วก็เลยทึกทักเอาว่าหมอนั่นถือปืนพก"

พลพูดสนับสนุนมารดาของเขา

"เชื่ออ้ายแห้วแกก็ออกลูกเป็นลิง อ้ายแห้วน่ะมันกะล่อนแล้วก็ขี้ขลาดตาขาว ทำใจให้สบายเถอะวะ"

ทันใดนั้นเอง นันทาเมียรักของพลก็หวีดร้องขึ้นสุดเสียง นัยน์ตาที่จ้องมองไปที่หน้าต่างด้านข้างตึกลืมโพลง ทุกคนต่างมองตามสายตานันทา กระทาชายนายหนึ่งปรากฏร่างอยู่นอกหน้าต่างมองแลเห็นครึ่งตัว ใบหน้าเหี้ยมหน้ากระดูกนัยน์ตาโปนหน้าผากเถิกกว้าง อายุประมาณ ๓๐ ปี เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นในสีที่กลืนกับความมืดถ้าไม่ใช่สีดำก็ต้องสีกรมท่า

ทุกคนตกตะลึงไปชั่วขณะ แขกที่เข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" โดยไม่ได้รับเชิญยกปืนพกจ้องมาทางเสี่ยหงวนแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ปัง"

แล้วมือปืนก็กระโจนลงไปจากหน้าต่างตึก กระสุนสังหารนัดนั้นถากซอกคออาเสี่ยไปเพียงนิดเดียว กระทบผนังตึกทำให้อิฐและปูนแตกเป็นรูกระสุนปืน พล พัชราภรณ์ผุดลุกขึ้นยืน กระชากปืนพกในกระเป๋ากางเกงข้างขวาออกมา แล้ววิ่งไปที่หน้าต่าง ปีนขอบหน้าต่างกระโจนลงสู่พื้นดินอย่างแคล่วคล่องว่องไว โดยไม่ยอมฟังเสียงใครต่อใครที่ร้องตะโกนเรียกเขาไม่ให้ติดตามคนร้าย

พลใช้เวลา ๑๕ นาที ค้นหามือปืนผู้บังอาจยิงเสี่ยหงวนพื่อนร่วมชีวิตของเขาจนทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" แต่ก็ไม่พบ เขาไล่คนใช้ชายหญิงให้ขึ้นไปรวมกันบนเรือนพักคนใช้ ไม่มีร่องรอยอะไรที่คนร้ายทิ้งไว้ให้เลยแม้กระทั่งปลอกกระสุนปืน เพราะคนร้ายหรือมือปืนใช้ปืนพกรีวอลเว่อร์ ปลอกกระสุนที่ยิงแล้วจะค้างอยู่ในลูกโม่

ในที่สุด พลก็กลับเข้ามาในห้องรับประทานอาหารท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนี้ เสี่ยหงวนนั่งหน้าซีดตัวสั่นตลอดเวลา หน้าต่างห้องรับประทานอาหารทั้งสองบานปิดใส่กลอนแล้ว เจ้าแห้วได้รับคำสั่งจากคุณหญิงวาดให้ปิดหน้าต่าง

เมื่อพลเดินเข้ามาในห้องเสียงพูดคุยกันก็ยุติลง

"ว่าไงโว้ยพล" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามโดยเร็ว

พลตรงเข้ามานั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมที่เขานั่งอยู่

"มันเร็วกว่าผมครับคุณอา ผมเชื่อว่ามันหลบหนีออกไปจากบ้านเราแล้ว และคงจะปีนรั้วด้านข้างหนีไป ผมค้นรอบบ้าน" พูดจบเขาก็พยักหน้าให้กิมหงวน "เป็นยังไงเพื่อน ตกใจไหม"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"ตกใจน่ะไม่ตกใจหรอก แต่มันจะช็อคว่ะ นึกว่าเน่าเสียแล้วซีตอนที่มันยกปืนจ้องมาที่กัน เห็นไหมล่ะ อ้ายพวกนั้นมันเล่นงานกันจริงๆ "

นิกรว่า "ปลอดภัยแล้ว กินข้าวต่อไปเถอะโว้ย"

"ปู้โธ่" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโร "มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างนี้แกยังกินได้ลงคออีกหรือวะอ้ายกร" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่กิมหงวน "ไปแจ้งความเถอะพ่อหงวน ตำรวจเขาจะได้สืบสวนหาตัวมือปืนรายนี้"

อาเสี่ยสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่ได้ครับคุณอา ผมอายเขาครับ"

"แล้วเธอจะคิดอ่านอย่างไร ถ้าไม่ไปแจ้งความวันหลังมือปืนมันก็ต้องบุกเข้ายิงเธอจนได้"

กิมหงวนขบกรามกรอด เลือดผู้ชายเดือดปุดๆ เขาฮึดสู้ขึ้นมาแล้ว จิตใจของกิมหงวนไม่เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อขี้ขลาดก็ขี้ขลาดสิ้นดี บทกล้าขึ้นมาก็กล้าอย่างบ้าบิ่น

"ผมจะคอยดักสังหารมือปืนคนนี้ให้ได้ครับคุณอา มาดูหมิ่นเชิงชายกันอย่างนี้ก็ต้องฆ่ากัน" แล้วกิมหงวนก็ตะโกนลั่น "มันต้องใช้วิธีเลือดละเลงเลือด"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ใช่ เลือดละเลงเลือด หรือโมโหเดือดสู้ตาย เอามันอ้ายหงวน" แล้วนิกรก็เอื้อมมือหยิบทุเรียนในจานมาเม็ดหนึ่งใส่ปากกัด

นันทาค้อนน้องชายของหล่อน

"พูดด้วยกินด้วย ตะกละอะไรยังงี้ก็ไม่รู้ไม่เคยพบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเสี่ยด้วยความห่วงใยยิ่ง แสงไฟฟ้าในห้องรับประทานอาหารส่องต้องศีรษะของท่านเป็นมันแผล็บและเป็นเงาวาบวับ

"อ้ายหงวน"

"ครับ"

"ต่อไปนี้แกต้องระวังตัวทุกฝีก้าวประมาทไม่ได้ ออกจากบ้านไปไหนมาไหนก็ควรจะสวมเกราะอ่อนและพกปืนติดตัวไปด้วยเสมอ อ้ายพวกนั้นมันจะต้องพยายามฆ่าแกจนถึงที่สุด หรือจนกว่าแกจะยอมร่วมมือกับมันขึ้นราคาค่าข้าวสาร"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ พอหันมาเห็นนิกรกินทุเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจก็ชักฉิว ยกฝ่ามือผลักหน้าผาก พ.อ. นิกรค่อนข้างแรง

"ช่วยกันคิดบ้างซีอ้ายกร นั่งยัดทุเรียนเสียคนเดียวเกือบหมดจานแล้ว แกไม่ได้แสดงท่าทีเป็นห่วงฉันซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชีวิตของแกเลย"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"เรื่องมันไม่น่าจะวุ่นวายอะไรเลยนี่หว่า มือปืนหรืออ้ายตีนปืนคนนั้นมันเปิดไปลิบลับแล้ว ฝีมือของมันเป็นมือปืนชั้นสวะ ถ้าเป็นมือปืนชั้นดีในระยะห่างเพียงสี่เมตรมันยิงแกไม่ผิดหรอก วิธีแก้ไขไม่ยากเย็นอะไรอ้ายหงวน กันจะหาจ้างมือปืนให้แกสักคนหนึ่ง จะไปไหนก็ให้ติดตามแกเป็นเงาตามตัว แกอยู่ไหนมือปืนจะต้องอยู่ที่นั่นยกเว้นในห้องน้ำ เอาไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"แกหาจ้างได้หรือ"

"ได้ จ้างมือแน่ๆ ให้แกด้วย ยิงคนระยะ ๒๐ เมตรรับรองไม่มีพลาด แต่เงินเดือนแพงหน่อยนะ ให้มันมาอยู่ที่นี่กินอยู่กับเราก็คงในราวเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท"

กิมหงวนนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วกันใช้ให้ยิงใครได้ไหม"

"อ้าว ได้ซีวะ ไม่ยังงั้นจะเรียกมือปืนประจำตัวแกได้อย่างไร ไม่ชอบใจใครแกพยักหน้าทีเดียวมันก็จะจัดการส่งคนที่แกเกลียดไปนรก แล้วถ้าใครบุกเข้ามายิงแกมันก็จะป้องกันชีวิตแกไว้ได้ทันท่วงที กันรู้จักกับมือปืนหลายคนทั้งมือปืนสมัครเล่น"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวถามขึ้นทันที

"มือปืนสมัครเล่นเป็นยังไงวะ อ้ายกร เพิ่งเคยได้ยิน"

นายจอมทะเล้นยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ก็พวกที่ชอบพกปืนแต่ไม่กล้าควักออกมายิงใครนั่นแหละ เพราะใจมันยังไม่กล้า อีกหน่อยพอได้ยิงคนสักคนก็นึกสนุกเที่ยวไล่ยิงคนทั้งวัน" แล้วเขาก็หันมาพยักหน้าให้เสี่ยหงวน "ตกลงพรุ่งนี้กันจะไปติดต่อหาให้แก"

"เออ เลือกเอาคนที่มีนิสัยดีๆ หน่อย"

นันทาพูดเสริมขึ้น

"อ้ายคนมือไวใจเร็วอย่าเอามานะจะบอกให้ บ้านเรามีข้าวของเงินทองวางเกลื่อนกลาด"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"พี่นัน ไม่เข้าใจในเรื่องมือปืน พวกมือปืนน่ะไม่ใช่พวกนักแซ้งหรือหัวขโมยหรือพวกอ้ายตีนแมวหน่วยงัดแงะตัดช่องย่องเบาเที่ยวจี้เที่ยวไชเขา พวกนี้มีอาชีพรับจ้างยิงคนเท่านั้น ใครจะจ้างเป็นมือปืนประจำตัวก็ได้ถ้ามีเงินเดือนให้เขา ทุกคนซื่อสัตย์ต่อนายจ้างเพราะเขาทำงานเพื่อชื่อเสียงของเขาเหมือนกัน คนไหนมือแน่และมีความประพฤติดีมีความซื่อสัตย์ต่อนายจ้างก็มีคนจ้างเสมอ ถ้าเป็นคนไม่ดีก็ไม่มีใครจ้าง"

กิมหงวนว่า "เลือกมือปืนที่แข็งแรงหน่อยนะโว้ยอ้ายกร"

"เออน่า ไม่ดีจริงกันไม่เอามาให้แกหรอก เพราะเท่ากับว่าเขาจะมาคุ้มกันพวกเราและบ้านเราด้วย อ้า-กันมองไว้สองคนแล้ว คนหนึ่งชื่อ พจน์ อายุ ๒๕ ปี รูปร่างสูงใหญ่ ไม่ชอบพูด แต่ชอบยิง ฆ่าคนมาในราว ๘๐ ศพแล้ว"

"แล้วอีกคน" เสี่ยหงวนถาม

"อีกคนชื่อ เล็ก แต่ตัวใหญ่ เสียงดังฟังชัดแบบเสียงไฮไฟ"

อาเสี่ยโบกมือ

"ไม่เอา กันเกลียดคนเสียงดัง เอาคนที่ชื่อพจน์ดีกว่าคนสงบเสงี่ยมไม่พูดมากกันชอบ คนเสียงดังจะใช้ได้หรือวะ เมื่อมันมาเป็นลูกน้องเรากินเงินเดือนเรา แต่พูดเสียงดังเท่าเราหรือดังกว่าเรา เอาคนที่ชื่อพจน์ก็แล้วกัน หรืออย่างไรแล้วแต่แกจะพิจารณาดู เพราะกันไม่รู้จักนิสัยใจคอเขา แต่ว่า...แกรับรองได้ไหมว่ามือปืนของกันมันจะไม่ยิงกัน"

"อ๋อ รับรองแน่นอน ไม่มีมือปืนคนไหนหรอกแกที่จะยิงนายจ้าง ขืนทำอย่างนั้นก็เท่ากับตัดอาชีพตัวเอง อ้า-กินทุเรียนซี ทำใจให้สบายเถอะวะ มีมือปืนคุ้มกันแก ใครก็ฆ่าแกไม่ได้"

ทุกคนเห็นพ้องด้วยเท่าที่อาเสี่ยจะจ้างมือปืนไว้ป้องกันชีวิตเขา และหมายความว่าป้องกันคนในบ้าน "พัชราภรณ์" ด้วย

วันรุ่งขึ้นตรงกับวันที่อาทิตย์ที่ ๒ มิถุนายน

ถึงแม้ย่างเข้าฤดูฝนและมีฝนตกบ้างแล้ว อากาศในตอนกลางวันก็ยังร้อนอบอ้าว พล, กิมหงวน,ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนอยู่ในศาลาท่าน้ำริมสระใหญ่หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ทุกคนนั่งห้อมล้อมโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวแบบโต๊ะรับประทานอาหารขนาด ๖ คน บนโต๊ะมีเบียร์แช่เย็น ๓ ขวด ข้าวตังหน้าตั้งและขนมปั้นสิบไส้ปลาอันเป็นของว่างในเวลาบ่าย ขณะนี้เป็นเวลา ๑๕.๐๐ น. เศษ ท้องฟ้ามืดครึ้มและลมเงียบสงัด เจ้าแห้วผู้เชี่ยวชาญในการรับใช้ นั่งฝันหวานอยู่ตามลำพังที่บันไดท่าน้ำ กำลังถามตัวเองว่าทำอย่างไรเขาถึงจะมีเงินเหมือนอย่างอาเสี่ยกิมหงวน เพราะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งตั้ง ๑๐๐ ครั้งก็ยังมีเงินสู้กิมหงวนไม่ได้ เขาบอกตัวเองว่าถ้าเขามีเงินเขาจะซื้อที่ดินชานเมืองสัก ๑๐ ไร่ แล้วสร้างฮาเร็มขึ้นไว้ให้สวยงามที่สุด

เสียงนิกร การุณวงศ์ ร้องตะโกนเรียกเสี่ยหงวนโหวกๆ ดังมาจากหลังตึกใหญ่ทำให้เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นยืน ยกมือขวาขึ้นป้องหน้าผากดู พ.อ.นิกรเจ้านายของเขาซึ่งกำลังเดินนำหน้าพาชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งตรงเข้ามาที่ศาลาท่าน้ำ

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาอาเสี่ยที่โต๊ะแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทานคุณนิกรพามือปืนมาแล้วครับ"

"รู้แล้ว" กิมหงวนตวาดแว๊ด "ฉันและพวกเราก็กำลังดูอยู่แล้ว"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ไม่เลวโว้ยอ้ายหงวน รูปร่างสูงใหญ่เข้าทีดีนี่หว่า อ้ายคนที่ปีนหน้าต่างห้องรับแขกยิงแกเมื่อคืนนี้ มันผอมกะหร่องคล้ายกับมือปืนขึ้ยา อ้ายกรเข้าใจเลือกแฮะ ท่าทางมันคมคล้ายๆ ลอรี่ แคนฮูน"

นิกรพาเจ้าหนุ่มร่างใหญ่เดินเข้ามาในศาลาท่าน้ำ สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างจ้องมองดูมือปืนอาชีพเป็นตาเดียว เขาสวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดคอกลมริ้วดำสลับขาวแขนสั้นแลเห็นกล้ามเป็นกล้ามเนื้อเป็นมัด ลักษณะท่าทางล่ำสันแข็งแรง ใบหน้ารูปไข่จะละเม็ด คิ้วดกหนาโก่งเหมือนคันศรอินเดียแดง ปากกว้างคล้ายกับกินมะพร้าวได้ทั้งลูก สวมแว่นตาสีดำตามแบบฉบับมือปืนหรือพวกอาชญกร

นิกรโบกมือให้คณะพรรคของเขาแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวน

"นี่ยังไงเจ้าพจน์มือปืนชั้นยอด กันพามาให้แกแล้วจะตกลงกันอย่างไรก็แล้วแต่ กันเพียงเป็นคนไปพามาหาแกเพื่อช่วยเหลือแกซึ่งเป็นเพื่อนรักของกัน" แล้วนิกรก็หันมาพยักหน้ากับมือปืน "รู้จักกับพรรคพวกของกันเสียหน่อยซีพจน์ นั่นพันเอกพล พัชราภรณ์ เจ้าของบ้านนี้ คนนั้นพลตรีศาสตราจารย์ดิเรกเป็นทั้งหมอและนักวิทยาศาสตร์ ตรงกันข้ามนั่นพ่อตามของกันเอง ถึงอัตคัดผมท่านก็เป็นพระยาพานทองและเป็นพลเอกมีราชทินนามว่าพระยาปัจจนึกพินาศ"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่เจ้าของนามพจน์ยกมือไหว้สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมยำเกรง

"สวัสดีครับ ผมชื่อพจน์ พันธุ์พิฆาต ครับ"

ดร. ดิเรกสะดุ้งโหยง

"ว๊อท...พูดใหม่ซิพจน์ นามสกุลของยูว่ายังไงนะ"

พจน์ยิ้มแห้งๆ

"พันธุ์พิฆาตครับคุณหมอ"

"มายก็อด ไง๋นามสกุลดุเดือดอย่างนี้ พันธุ์พิฆาตก็หมายความว่าตระกูลของลื้อเป็นตระกูลที่ชอบฆ่าคนน่ะซี"

"ถูกแล้วครับ ทวดและปู่ของผมเป็นมือปืนอาชีพครับ พ่อผมก็เป็นมือปืน ทางมารดาผม ตาทวดและตาของผมก็ล้วนเป็นมือปืนทั้งนั้น"

"ออไร๋ ออไร๋ ยังงี้ซิถึงจะแน่จริง ซิทดาวน์ พลีส"

พจน์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างสงบเสงี่ยม พล พัชราภรณ์รินเบียร์ส่งให้เขาหนึ่งแก้ว พจน์ยกมือไหว้แล้วปฏิเสธอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณครับ เหล้ายาผมไม่แตะต้องหรอกครับ บุหรี่ผมก็ไม่สูบ"

"แต่ชอบสูบเฮโรอีน" นิกรพูดเสริมขึ้นและนั่งลงข้างพล

มือปืนสะดุ้งโหยง

"เปล่าครับ" เขาพูดเสียงหัวเราะ "คุณนิกรพูดยังงี้ผมก็แย่ คนเราถึงขั้นสูบเฮโรอีนแล้วก็เท่ากับว่าเขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างหมดแล้ว ผมไม่ใช่พวกสิงห์อมควันหรอกครับ ลงสูบฝิ่นหรือเฮโรอีนจะไปสู้ลิงที่ไหน ผมเล่นกล้ามทุกวันครับ"

กิมหงวนรู้สึกพอใจมือปืนร่างใหญ่ผู้นี้ที่นิกรพามา

"ถามจริงๆ เถอะอ้ายน้องชาย แกฆ่าคนมาแล้วรวมกันทั้งหมดกี่คน แกจำได้ไหม"

"ได้ครับ มือปืนทุกคนย่อมจำเหยื่อของตัวได้เสมอ ผมยิงคนทิ้งมา ๙๕ คนแล้วครับ เหยื่อรายสุดท้ายของผมเป็นพ่อค้าฝิ่นเกิดหักหลังเพื่อน เพื่อนของเขาก็เลยจ้างผมเก็บเสีย"

พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรกต่างหันมามองหน้ากัน

"๙๕ คน" พลคราง "เป็นสถิติที่น่ากลัวทีเดียว" แล้วเขาก็กล่าวกับมือปืนผยอง "แล้วทำไมแกแคล้วคลาดมาได้ทั้งๆ ที่แกฆ่าคนมาเกือบร้อย"

มือปืนยิ้มเล็กน้อย

"ก็ผมยิงเหยื่อของผมโดยไม่มีพยานรู้เห็น และไม่ได้ทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้ให้ตำรวจ ผมก็ปลอดภัยนะซีครับ"

อาเสี่ยกล่าวถามมือปืนทันที

"อ้ายกรบอกแกแล้วใช่ไหมว่า ถ้ากันตกลงรับแกไว้เป็นมือปืนประจำตัวของกัน แกจะต้องมาอยู่กับกันที่บ้าน "พัชราภรณ์"

"บอกแล้วครับ ผมเข้าใจดีครับ เมื่อจ้างผมเป็นมือปืน ผมก็ต้องอยู่กับอาเสี่ยและติดสอยห้อยตามไปไหนมาไหนด้วย"

กิมหงวนอมยิ้ม

"ติดสอยเฉยๆ ก็พอแล้ว อย่าถึงกับห้อยตามเลย แกว่งตุ๊กติ๊กกันรำคาญว่ะ"

มือปืนยกมือไหว้กิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง

"อาเสี่ยลองเอาตัวผมไว้ใช้ดูเถอะครับ ผมรับรองว่าผมจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายอาเสี่ยได้เลย ใครยิงอาเสี่ยผมยิงมันก่อน อย่าหาว่าผมคุยโม้โอ้อวดเลยครับ นักแม่นปืนโอลิมปิคของเรายังยอมรับนับถือผมว่าฝีมือยิงปืนพกของผมแม่นราวกับจับวาง ถ้าผมถูกส่งไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิคแผนกยิงปืนพก ผมต้องได้เหรียญทองชนะเลิศแน่ๆ "

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"กันจะพยายามเชื่อแก แกจะเอาเงินเดือนสักเท่าไหร่ล่ะ พจน์พูดมาเลยอย่าเกรงใจ เงินทองมันเป็นของบาดใจโว้ย ต้องตกลงกันให้เรียบร้อย"

มือปืนนิ่งคิด

"ผมขอความกรุณาเดือนละ ๔,๐๐๐ บาทครับ"

"อือ" กิมหงวนคราง "ไม่แพงไปรึ"

"แพงครับ แพงมากทีเดียว แต่ถ้าผมถูกจับผมจะไม่ซัดอาเสี่ยเป็นอันขาด ผมจะยอมให้ศาลพิพากษาจำคุกผมตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ที่เรียกเงินเดือนแพงก็เพราะเหตุนี้แหละครับ"

อาเสี่ยยื่นมือให้พจน์จับ

"ตกลงอ้ายน้องชาย กันจะลองจ้างแกสักเดือนหนึ่ง ถ้ากันเห็นว่าแกเหมาะสมที่จะเป็นตีนปืน...เอ๊ย...มือปืนประจำตัวกันได้ กันจะจ้างแกตลอดไป"

"ขอบพระคุณครับเสี่ย ผมจะรับใช้อาเสี่ยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อาเสี่ยไม่ชอบใจใคร มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับใครสั่งผม ยิงมันทิ้งเลย การฆ่าคนไม่ยากสำหรับผมหรอกครับ"

กิมหงวนยิ้มให้มือปืนของเขา

"แกเอาปืนของแกมาด้วยหรือเปล่า"

"อ๋อ เอามาครับ มือปืนทุกคนก็ต้องพกปืนติดตัวตลอดเวลา แม้กระทั่งเข้าห้องส้วมหรือห้องน้ำ" พูดจบก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนรีวอลเวอร์กระบอกหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ "นี่แหละครับปืนพกคู่ของผม"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่นไปตามกัน เมื่อแลเห็นปืนพกของมือปืนมีรูปร่างผิดแผกกว่าปืนพกทั่วๆ ไป

"เฮ้" ศาสตราจารย์ร้องลั่น "ปืนของแกมันร้อนมากหรืออย่างไรวะ ลำกล้องถึงคดเกือบเป็นครึ่งวงกลม ปากกระบอกปืนทำไมถึงคดได้กันไม่เคยเห็น หรือแกเป็นเสือปืนคด"

นิกรหัวเราะก้าก หยิบปืนพกกระบอกนั้นขึ้นมาถือแล้วอธิบายให้นายพลดิเรกฟัง

"แกอย่าวิตกเลยหมอ ปืนกระบอกนี้เป็นปืนพกพิเศษสำหรับพจน์เขา ถ้าคนอืนเอาไปใช้ยิงในระยะวาเดียว กันโก่งตูดให้ยิงก็ยิงไม่ถูก เพราะลำกล้องมันคด แต่สำหรับเจ้าพจน์ในระยะ ๒๐ เมตร ตูมเดียวคว่ำ พจน์ยิงปืนแม่นจริงๆ ว่ะ แมลงวันบินผ่านหน้าตั้งสามสี่วาหมอยิงโป้งเดียวหัวเละเลย ในวงการของพวกมือปืนใครๆ ก็ยอมรับว่าพจน์ยิงปืนแม่นที่สุด"

เสี่ยหงวนมองดูมือปืนของเขาอย่างตื่นๆ

"ปืนของแกกระบอกนี้เป็นมาแต่เดิมหรืออย่างไรพจน์" กิมหงวนถามเสียงหัวเราะ

"เปล่าครับ แต่เดิมลำกล้องมันตรงเหมือนกับปืนทั่วๆ ไปแหละครับเจ้านาย เป็นปืนเถื่อนที่ผมซื้อมาจากนักเลงคนหนึ่งในราคา ๒,๐๐๐ บาทแล้วผมเอามาเผาไฟ ใช้เครื่องมือดัดเหล็กดัดให้มันคดครับ"

อาเสี่ยเอื้อมมือรับปืนพกมาจากพ.อ. นิกร แล้วพิจารณาดูอย่างขบขัน เมื่อแลเห็นลำกล้องปืนกระบอกนี้คดจนสังเกตเห็นถนัด

"ฮือ-คดซ้ายเสียด้วยซี กันไม่เข้าใจเลยพจน์ที่แกใช้ปืนแหวกแนวเช่นนี้"

"ผมกำลังจะเรียนให้อาเสี่ยและพวกเจ้านายทราบเดี๋ยวนี้แหละครับ อ้า! ผมเป็นคนอาภัพและมีกรรมครับอาเสี่ย นัยน์ตาของผมทั้งสองข้างเหล่ครับ"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"แกตาเหล่..."

มือปืนรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่ง

"ครับ แม่ผมเล่าให้ฟังว่าพอเกิดมาผมก็ตาเหล่เลยครับ และเหล่เอามากเสียด้วย"

"มายก็อด..." ดิเรกคราง "ตาแกเหล่แล้วแกจะไปยิงถูกวะอ้ายน้องชาย คนตาเหล่มักจะมองเป้าหมายคลาดเคลื่อนเสมอ"

"ใช่ครับคุณหมอ ที่ผมดัดลำกล้องปืนของผมให้คดก็เพราะเหตุนี้ ผมต้องเล็งปืนตามแบบฉบับของคนตาเหล่ครับ แต่รับรองผมยิงได้แม่นยำจริงๆ ผมเคยดวลปืนมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ครั้ง คู่ต่อสู้ของผมคว่ำข้าวเม่าเพราะผมเล็งปืนไปทางหนึ่ง แต่พอเหนี่ยวไกยิง ลำกล้องปืนที่คดก็ส่งกระสุนออกไปถูกคู่ต่อสู้อย่างจัง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"กันรู้จักกับแกมาปีกว่าแล้วเพิ่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้เองว่าแกตาเหล่ เพราะแกสวมแว่นตาดำอยู่เสมอกันก็นึกไม่ถึง ถอดแว่นขอกันดูลูกนัยน์ตาแกหน่อยเถอะวะ ว่ามันเหล่ยังไง"

"แหม-ผมอายจังครับ เรื่องตาเหล่ของผมมันเป็นปมด้อยสำคัญทีเดียว ผมต้องใส่แว่นดำตลอดเวลา ผมทะเลาะกับเมียผมบ่อยๆ จนกระทั่งเมียผมเลิกกับผมก็เพราะเรื่องตาเหล่นี่แหละครับ หล่อนยืนอยู่ข้างๆ น้องสาวของหล่อน ผมตั้งใจจะจูบหล่อนแต่ผ่าไปจูบเอาน้องเมียเข้า บางทีง่วงนอนเต็มทนเข้ามุ้งผิดเพราะนัยน์ตาเหล่ผ่าไปเข้ามุ้งแม่ยายนึกว่ามุ้งผม เมียเขาเลยเลิกกับผมครับ" พูดจบพจน์ก็ยกมือขวาขึ้นดึงแว่นดำออก แล้วยื่นหน้าให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พิจารณาใบหน้ารูปไข่จะละเม็ดของเขา

ท่านเจ้าคุณกลั้นหัวเราะแทบแย่

"แกตาเหล่ขนาดหนักทีเดียวตาพจน์ ตาดำมารวมกันที่หัวตาทั้งสองข้างเห็นนิดเดียว มองเห็นแต่ตาขาวเท่านั้น"

มือปืนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ทำอย่างไรได้ล่ะครับใต้เท้า มันเป็นกรรมของผม"

กิมหงวนกล่าวปลอบใจมือปืนร่างใหญ่

"ไม่น่าเสียใจอ้ายน้องชาย ของพรรณนี้รูปธรรมนามธรรมเกี่ยวกับกรรมเก่าที่เราทำไว้ในชาติก่อน เหมือนอย่างคำพระที่ว่า...สูคานิกกะธรรม"

พล พัชราภรณ์ หวัเราะหึๆ "แปลว่าอะไรวะ"

อาเสี่ยอมยิ้ม "สาคูน้ำกระทิยังไงล่ะ" แล้วเขาก็หันมาพูดกับมือปืนของเขา "กันเห็นใจแกมาก คนเราใครบ้างที่อยากตาเหล่ รำคาญตายห่า เราจะพูดกับใครเราก็ต้องมองดูเสาไฟฟ้าหรือมองอะไรต่ออะไรจึงจะเห็นหน้าเขา ไหนลื้อลองมองหน้าอั๊วซิ"

นายเหล่จ้องมองหน้านิกรแล้วฝืนยิ้ม "มองแล้วครับอาเสี่ย"

นิกรสะดุ้งโหยง "โน่นโว้ย อ้ายหงวนนั่งตรงข้ามกับกัน"

"นั่นแหละครับ ผมกำลังเห็นหน้าอาเสี่ยอย่างถนัดทีเดียว"

นิกรทำหน้าชอบกล "ถ้ายังงั้นแกลองมองดูหน้ากันซิพจน์"

มือปืนเปลี่ยนสายตามาที่ใบหน้าเสี่ยหงวน "มองแล้วครับ"

อาเสี่ยทำคอย่น "ว้า...แกมองหน้าฉันแต่แกเห็นหน้าอ้ายกร เล็นซ์ลูกนัยน์ตาของแกมันสับสนเต็มทน ว่างๆ ให้หมอเขาควักลูกตาออกซ่อมแซมเสียใหม่ไม่ดีหรือ หรือไม่ก็เอาลูกนัยน์ตาคนตายมาใส่ จะได้มองเห็นเหมือนอย่างใครๆ เขามองกัน"

มือปืนฝืนหัวเราะ "มันเหล่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันครับอาเสี่ย ผมเป็นมือปืนอาชีพที่ทำงานได้ดีคือยิงปืนแม่นก็เพราะผมตาเหล่นั่นเอง แต่ผมมีปมด้อยถอดแว่นไม่ได้อายเขาครับ บางทีคิดๆ ผมก็อยากตาย"

นิกรว่า "ไม่เห็นจะน่าคิดเลยโว้ย พจน์ ตาเหล่ยังดีกว่าหัวล้านวะ"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณร้องขึ้นดังๆ "เดี๋ยวก็ถึงรายการเตะปากกันเท่านั้นเอง พูดไปพูดมาเสือกมาแว้งเอาฉันเข้า หัวล้านก็ล้านพระยานะโว้ยจะบอกให้ ฉันซื้อวิกปลอมมาใส่ใครจะเห็น แต่ฉันไม่อยากหลอกลองเขา"

ดร.ดิเรกมองดูมือปืนอย่างขบขัน และไม่สู้จะเลื่อมใสในความสามารถของเจ้าหนุ่มร่างใหญ่เท่าใดนัก

"น้องชาย แกแสดงฝีมือแม่นปืนให้พวกเราดูสักนิดได้ไหม"

"ลองที่นี่หรือครับ คุณหมอ"

"ออไร๋"

"จะดีหรือครับ นี่มันอยู่ในเขตเทศบาล แล้วขณะนี้ก็ยังใช้กฎอัยการศึก เสียงปืนดังขึ้นชาวบ้านก็จะตกอกตกใจแล้วตำรวจก็จะแห่กันมาจับผมเอาไปโรงพัก"

"โน" นายพลดิเรกเอ็ดตะโร "กันเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาวิทยาศาสตร์และสรรพาวุธของกองทัพไทยทั้งสามทัพ แล้วก็ของกรมตำรวจด้วย เรามีสิทธิ์ที่จะยิงปืนหรือทดลองวัตถุระเบิดต่างๆ ในบ้านเราได้ เสียงระเบิดหรือเสียงปืนที่นี่เกิดขึ้นเสมอ พวกชาวบ้านและตำรวจเขาไม่สนใจหรอก เอาซีพจน์ กันและพวกเราอยากจะเห็นฝีมือของแก"

เสี่ยหงวนส่งรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ลำกล้องคดให้มือปืนของเขา

"แสดงหน่อยน้องชาย แกบรรจุกระสุนไว้ ๖ นัดใช่ไหม"

"ครับ"

"ดีแล้ว ถ้าแกยิงถูกเป้าหมายทั้ง ๖ นัดกันจะจ่ายรางวัลให้แก เงินสดหมื่นบาท ผงซักฟอกยี่ห้อฟุบกล่องขนาดยักษ์หนึ่งโหล วิทยุทรานซิสเตอร์หนึ่งเครื่อง แล้วก็กระดาษชำระอย่างดีหนึ่งม้วน"

มือปืนตาเหล่พับแว่นดำเก็บใส่กระเป๋าเสื้อยืดแล้วลุกขึ้นยืน สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้น พจน์ถอยหลังออกไปสองสามก้าวแล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

"พี่ชาย ช่วยหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะไปตั้งบนขอบลูกกรงข้างบันไดท่าน้ำให้หน่อยซีนะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ "ยิงขวดเบียร์ในระยะห้าหกเมตรมันก็ถูกน่ะซีพจน์ เป้าออกเบ้อเริ่มและยิงใกล้ๆ "

"เถอะน่า กันจะยิงในท่าที่แกหรือใครๆ ยิงไม่ถูก ช่วยกันหน่อย ถ้ากันได้รางวัลจากอาเสี่ยหมื่นบาท กันจะให้แกพันบาท"

เจ้าแห้วยกมือท้าวสะเอวเต๊ะท่าเป็นลูกท่านหลานเธอ

"ลื้อพูดกับอั๊วยังงี้ ลื้อรู้หรือเปล่าอั๊วเป็นใคร"

พจน์ขมวดคิ้วเข้าหากัน

"แกน่ะเรอะ มองดูแว่บเดียวก็รู้ว่าแกเป็นขี้ข้าพวกเจ้านายเหล่านี้"

"เออ-ใช่ นัยน์ตาแกเหล่ก็จริงแต่ยังมีแววโว้ย ถึงแม้กันนุ่งกางเกงสักหลาดอ่อน สวมเชิ้ตฮาวายแม็คกรีเกอร์ แกก็ดูออกว่ากันเป็นขี้ข้าของเจ้านาย แฮ่ะ แฮ่ะ"

พจน์ยิ้มเล็กน้อย

"ก็หุ่นแกมันไม่ให้นี่หว่า เหมือนกับหมาเอาหนังเสือมาคลุมตัว ท่าทางมันก็บอกอยู่ชัดๆ ว่าหมาไม่ใช่เสือ อย่างเจ้านายเหล่านี้ถึงท่านนุ่งผ้าขาวม้าคนละผืน หน่วยก้านหรือบุคลิกของท่านก็บอกว่าท่านเจ้านายเป็นเศรษฐี"

เจ้าแห้วแทนที่จะโกรธกลับหัวเราะชอบใจ เขาเดินเข้ามาหยิบขวดเบียร์เปล่าขวดหนึ่งไปตั้งบนขอบลูกกรงด้านนอกสระน้ำซึ่งกว้างใหญ่เหมือนสระในสวนลุมพินี มือปืนตาเหล่ควงปืนพกคู่มือของเขาอย่างคล่องแคล่ว แล้วยกปืนขึ้นเล็งยิงเสาศาลาต้นหนึ่งซึ่งห่างจากขวดเบียร์เกือบ ๒ เมตร

"ปัง! เพล้ง"

เสียงกระสุน ๙ มม. ระเบิดลั่นพร้อมกับขวดเบียร์แตกกระจาย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนตะลึงไปตามกัน มือปืนยิ้มให้เสี่ยหงวนแต่มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ อาเสี่ย

"เห็นหรือยังครับอาเสี่ย เพราะปืนของผมลำกล้องมันคดจึงต้องยิงเสาต้นนั้น แต่นัยน์ตาของผมดูขวดเบียร์ พอเหนี่ยวไกกระสุนก็เลี้ยวออกไปจากลำกล้องถูกขวดเบียร์พอดี"

กิมหงวนมองดูหน้าพจน์อย่างเลื่อมใส

"แกแน่จริงๆ พจน์ ตานี้ลองยิงอ้ายแห้วซิ ฉันจะให้อ้ายแห้วไปยืนที่บันไดน้ำ"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทานหาอย่างอื่นเป็นเป้าเถอะครับ แล้วกันรับประทานอยู่ดีๆ จะให้ผมเท่งทึงเสียแล้ว"

พลเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวเปิดกระป๋องบุหรี่การิคออก เทบุหรี่สองสามมวนลงบนโต๊ะ เหลือแต่กระป๋องเปล่าแล้วปิดฝาไว้ เขากล่าวกับมือปืนว่า

"กันจะโยนกระป๋องบุหรี่ออกนอกศาลา แกยิงให้ถูกนะ"

มือปืนตาเหล่หัวเราะเบาๆ

"ถ้าผมยิงผิดคุณเตะผมได้เลยครับ ผมจะยิงให้ถูกทั้งสามนัดติดๆ กัน อาเสี่ยจะได้มั่นใจว่าผมมีฝีมือพอที่จะคุ้มกันอาเสี่ยได้"

พล พัชราภรณ์ พามือปืนเดินไปที่บันไดท่าน้ำ และแล้วเขาก็โยนกระป๋องบุหรี่ลอยขึ้นไปสูงกว่าหลังคาศาลาน้ำสองสามเมตร และห่างจากศาลาราว ๓ เมตร กระป๋องบุหรี่การิคใบนั้นหมุนคว้างอยู่ในอากาศ มือปืนตาเหล่ยกปืนขึ้นยิงทันที แต่ไม่ได้เล็งกระป๋อง เขาเล็งอากาศห่างจากกระป๋องมาก พจน์กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงติดๆ กันรวม ๓ นัด

"ปัง ปัง ปัง"

นัดแรกถูกกระป๋องกระเด็นหวือ พอลอยต่ำลงมาก็ถูกนัดที่สองทำให้กระป๋องลอยขึ้นไปอีก แล้วก็ถูกนัดที่สามลอยละลิ่วหล่นลงมาในน้ำท่ามกลางเสียงตบมือของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

"แกแม่นจริงๆ โว้ยพจน์" นิกรชม "นายอำเภอแดน ทรู๊ปหรือบิล ลองลี่ ยังยิงไม่ได้แม่นอย่างนี้ กันภูมิใจมากที่กันเลือกมือปืนชั้นเยี่ยมให้เพื่อนของกัน ถึงตาเหล่ก็น่าดูว่ะ"

กิมหงวนพยักหน้ากับมือปืนของเขา

"ลองอีกทีวะพจน์ อีกนัดเดียวเท่านั้นไม่ต้องถึง ๑๐ ทีหรอก หมื่นบาทกันจ่ายให้แกแน่ๆ คนอย่างกันพูดแล้วไม่คืนคำ"

พจน์มองดูหน้าพล พัชราภรณ์ แต่ความจริงเขามองหน้ากิมหวงน

"อาเสี่ยถอยไปยืมริมลูกกรงด้านเหนือนั่นซีครับ แล้วคาบบุหรี่ไว้ ศาลานี้ยาวประมาณ ๖ เมตร ผมจะแสดงความสามารถของผมให้ดู รับรองว่าผมจะยิงบุหรี่ในปากอาเสี่ยให้กระจายเชียวครับ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้าเผื่อมันพลาดไปโดนปากหรือหน้าอั๊วทะลุล่ะ"

"โธ่-เดี๋ยวนี้อาเสี่ยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของผมแล้ว ผมจะกล้าทำลายร่มโพธิ์ร่มไทรของผมเชียวหรือครับ อย่ากลัวไปเลยครับอย่างมากก็ตายเท่านั้น"

"อ้าว ไง๋พูดยังงี้ล่ะ" พูดจบเขาก็ถอยหลังไปยืนริมราวลูกกรงทางด้านเหนือ ยกบุหรี่ขึ้นคาบไว้ในปาก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักเป็นห่วงอาเสี่ย ก็เลี่ยงไปยืนที่ราวลูกกรงด้านเดียวกันห่างจากเสี่ยหงวนราว ๒ เมตร

"อ้ายหงวน แกเชื่อมือเจ้าพจน์หรือ" เจ้าคุณถามยิ้มๆ

กิมหงวนยืนหันหน้าไปทางเจ้าคุณคือหันข้างให้มือปืน

"เชื่อครับ เห็นเขายิงกระป๋องผมเชื่อเลย กระป๋องมันลอยอยู่ในอากาศพจน์ยังยิงถูกตั้งสามนัดติดๆ กัน ผมยืนคาบบุหรี่นิ่งเฉยอย่างนี้ต้องยิงถูกบุหรี่แน่ๆ "

"แต่ถึงอย่างนั้นแกก็ควรสั่งอาไว้เสียก่อน ถ้าบังเอิญพลาดพลั้งกระสุนปืนถูกแกเข้า แกจะให้อาเอาศพแกไปไว้วัดไหน"

"ว้า" กิมหงวนเอ็ดตะโร "คุณอาอย่าพูดยังงี้น่า"

แล้วอาเสี่ยก็ยืนคาบบุหรี่นิ่งเฉย มือปืนตาเหล่ยกปืนพกคู่ของเขาขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือกใจหายวาบเมื่อเห็นพจน์จ้องกระบอกปืนมาที่ท่น

"เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อนพจน์ แกกำลังจะยิงอะไร" ท่านเจ้าคุณถามละล่ำละลัก

"ก็ยิงบุหรี่ในปากอาเสี่ยน่ะซีครับ"

"แล้วทำไมแกจ้องปืนมาที่ฉันล่ะ"

มือปืนถอนหายใจอย่างหนักๆ

"ก็ผมตาเหล่ แล้วก็กระบอกปืนของผมมันคดนี่ครับเล็งตรงๆ เป้ามันก็ไม่ถูกเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาพล, นิกร และศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่ข้างๆ มือปืน ต่อจากนั้นพจน์ก็ยกปืนขึ้นเล็งไปทางซ้ายของอาเสี่ยห่างจากตัวอาเสี่ยเกือบ ๒ เมตร แล้วเขาก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ปัง"

บุหรี่การิคครึ่งมวนที่กิมหงวนคาบไว้ในปากแตกกระจายเป็นฝอยด้วยการยิงอันแม่นยำของมือปืนตาเหล่ ทุกคนต่างตบมือให้เกียรติมือปืนพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหามือปืนของเขาแล้วยื่นมือให้จับ

"วิเศษมากอ้ายน้องชาย แกยิงแม่นเหมือนกับจับวางทีเดียว ไม่มีปัญหาอะไรอีก กันตกลงจ้างแกเป็นมือปืนประจำตัวกันแล้ว และกำหนดเวลาจ้างหนึ่งปีซึ่งเราตกลงกันด้วยปาก ไม่ต้องทำสัญญากันละ แกจะมาอยู่กับกันได้เมื่อไรล่ะ"

"ก่อนค่ำวันนี้แหละครับ เสี่ย"

"ดีมาก กันจะเตรียมห้องพักไว้ให้แก คืนนี้มือปืนของฝ่ายศัตรูอาจจะลอบเข้ามายิงกันอีก แกจะได้ฟาดกับมัน อ้ายกรเล่าเรื่องของกันให้ฟังแล้วไม่ใช่หรือ"

"เล่าแล้วครับ อ้า-ผมจะรีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้แหละครับ ไปเอาเสื้อผ้าและไปเอาปืนมาอีกกระบอกพร้อมด้วยเข็มขัดและซองปืน"

"งั้นเรอะ รีบมานะน้องชาย" พูดจบกิมหงวนก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย-พาพจน์ขึ้นไปบนตึกแนะนำให้รู้จักกับคุณหญิงและพวกเมียๆ ของเราโว้ย แล้วบอกนวลลออให้จ่ายเงินสดให้พจน์หมื่นสี่พันบาท บอกนวลให้เข้าใจด้วยว่ากันจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้พจน์หนึ่งเดือนสี่พันบาท ส่วนหมื่นบาทกันให้รางวัลเขาที่ยิงปืนได้แม่นยำถูกใจกัน"

มือปืนตาเหล่ยกมือไว้กิมหงวนปะหลกๆ

"ผมกราบขอบคุณอาเสี่ย อาเสี่ยสปอร์ทและใจดีอย่างนี้ผมตายแทนได้เลย"

กิมหงวนยกมือตบหลังมือปืนเบาๆ

"มาอยู่กับกันเถอะน้องชาย กันและพวกเราจะอุปการะแกให้ดีที่สุด พวกเราแต่ละคนเป็นเศรษฐีมีสตางค์เยอะแยะ แกไม่ต้องกลัว เรื่องเงินแล้วที่นี่จ่ายคล่อง ขอแต่ว่าแกจะต้องซื่อสัตย์กตัญญูต่อพวกเราเท่านั้นเอง"

"ผมรับรองครับอาเสี่ย ผมเป็นคนชั่วคนเลวหากินในทางรับจ้างฆ่าคนก็จริง แต่ผมซื่อสัตย์กตัญญูขนาดหมาเชียวครับ"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"ไง๋เอาตัวไปเปรียบเทียบกับหมาล่ะ น้องชาย"

"ควรเปรียบอย่างยิ่งครับคุณหมอ ในด้านความกตัญญูหมามันกตัญญูดีกว่าคนบางคนเสียอีก คนที่คุณหมอเลี้ยงมันมาถ้าคุณหมอโกรธมันทุบตีด่าว่ามันบางทีมันก็เล่นงานคุณหมอหน้าตาแหกหรือถึงกับหยอดน้ำข้าวต้มไปเหมือนกัน ส่วนหมาถ้าจะเลี้ยงมันเราตีมันจนแข้งขาหักหรือจนตายมันก็ไม่กัดหรือแม้แต่เพียงฮื่อแสดงท่าทีโกรธเคือง จริงไหมล่ะครับ"

นิกรจุ๊ย์ปากลั่น มองดูหน้ามือปืนด้วยความพอใจยิ่ง เขาล้วงกระเป๋าเชิ้ตฮางายหยิบธนบัตรใบละร้อยมาปึกหนึ่งแล้วดึงออกมาหนึ่งฉบับส่งให้พจน์

"กันให้รางวัลแกพจน์ ให้รางวัลที่แกพูดจับใจกันอย่างที่สุด และจำไว้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตกันให้รางวัลใครถึง ๑๐๐ บาท ให้ดิ้นตายเถอะวะ เคยทิปอย่างมากบาทเดียว แกพูดน่าฟังจริงๆ หมามันกตัญญูน่ารักมาก หมาไม่เคยกัดเจ้าของ แต่คนเราแม้แต่พ่อแม่ของมันยังสู้หรือฆ่าตาย ไป-รีบกลับไปบ้านไปขนของมาอยู่ที่นี่เถอะ พวกเราชอบแกโว้ย ถึงตาเหล่ก็น่ารัก ว่างๆ สอนให้กันทำตาเหล่บ้างซิ"

มือปืนยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"ผมไม่ได้แกล้งทำนะครับคุณนิกร มันเป็นมาแต่กำเนิด" พูดจบเขาก็ยกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ผมลาละครับ ผมจะรีบทำหน้าที่มือปืนโดยเร็วที่สุด"

เจ้าแห้วพามือปืนตาเหล่เดินออกไปจากศาลาท่าน้ำสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูเจ้าหนุ่มตาเหล่ด้วยความพอใจ

พจน์ พันธุ์พิฆาต มือปืนตาเหล่ขนกระเป๋าเสื้อผ้ามาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๗.๐๐ น. เศษตอนเย็นวันนั้น เจ้าแห้วกับคนใช้สามสี่คนได้ช่วยกันจัดห้องพักไว้ให้มือปืนเสร็จเรียบร้อยตามคำสั่งของคุณหญิงวาด คือห้องชั้นล่างห้องหนึ่งบนตึกใหญ่อยู่ใกล้กับห้องรับประทานอาหาร ซึ่งแต่เดิมเป็นห้องบิลเลียด คณะพรรคสี่สหายเคยเล่นบิลเลียดกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งมีเรื่องบิลเลียดแพ้คนไม่แพ้เกิดขึ้น นิกรกับกิมหงวนตะลุมบอลกันด้วยคิวบิลเลียด เจ้าปัจจนึกฯ กับพล และศาสตราจารย์ดิเรกช่วยกันห้ามปรามไว้ คุณหญิงวาดก็เห็นว่าถ้าขืนเอาโต๊ะบิลเลียดไว้ที่บ้านกีฬาในร่มก็จะกลายเป็นคดีฆาตกรรมไป ท่านจึงเรียกบริษัทเลหลังแห่งหนึ่งมาขนโต๊ะบิลเลียดไปเลหลังให้ท่าน

เมื่อมีมือปืนมาอยู่ในบ้าน "พัชราภรณ์" คนในบ้านก็รู้สึกอุ่นใจขึ้น เหตุการณ์เมื่อคืนที่แล้วมายังสั่นสะเทือนขวัญพวกคนใช้ชายหญิงเสมอ แม้กระทั่งสี่นาง และคุณหญิงวาดก็ยังไม่วายอกสั่นขวัญแขวน เพราะภาพที่มือปืนผมกะหร่องโผล่หน้าต่างห้องรับประทานอาหารยกปืนพกขึ้นเล็งยิงกิมหงวนในระยะเผาขนเป็นภาพที่ติดตาอยู่ตลอดเวลา

มือปืนตาเหล่เป็นคนสุภาพนอบน้อมไม่ใคร่จะช่างพูด ท่าทางของเขาสงบเสงี่ยมเจียมตัว คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างก็พึงพอใจเขา และถือว่าบัดนี้เขาเป็นคนในบ้าน "พัชราภรณ์" คนหนึ่ง

พจน์แต่งกายแบบมือปืนตะวันตกในหนังเคาบอย เสื้อกางเกงชุดสีดำสวมท็อปบู๊ทสั้นครึ่งแข้ง คาดเข็มขัดปืนมีปืนพกอยู่ในซองข้างละกระบอก ซองปืนข้างขวายานเกือบถึงเข่า มีหนังเส้นเล็กๆ รัดติดกับขา เข็มขัดปืนมีกระสุนอยู่เต็มและสีของเข็มขัดเป็นสีขาว ปืนพกคู่มือของมือปืนตาเหล่ทั้งสองกระบอก ลำกล้องปืนคดเหมือนกัน คือคดเกือบเป็นรูปครึ่งวงกลมและคดซ้าย

เขาติดตามกิมหงวนอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และเขาเกือบจะยิงเจ้าแห้วเสียแล้ว เพียงแต่อาเสี่ยดุเจ้าแห้วว่าประเดี๋ยวพ่อเก็บเสียนี่

เวลาอาหารค่ำผ่านมาถึงอีก

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างเข้ามาในห้องรับประทานอาหารพร้อมๆ กันท่าม กลางแสงไฟฟ้าอันสว่างไสว เมื่อทุกคนนั่งประจำเรียบร้อยแล้วเจ้าแห้วผู้เชี่ยวชาญการรับใช้ก็เริ่มตักข้าวใส่จานให้พวกเจ้านายของเขา, ส่วนพจน์ มือปืนตาเหล่ นั่งอยู่บนม้ากลมที่ผนังตึกข้างหลังกิมหงวน เขารับประทานอาหารค่ำมาจากโรงครัวเรียบร้อยแล้ว เขานั่งเคร่งขรึมอยู่ข้างหลังเสี่ยหงวนทำหน้าที่เป็นมือปืนที่ดี เขาสวมแว่นดำตามเคย พจน์รู้สึกดีใจมากที่เขาได้มาเป็นมือปืนของอาเสี่ย ทั้งนี้ก็เพราะเสี่ยหงวนและทุกคนแสดงความรักใคร่พอใจเขา

สี่สหายและสี่นางกินข้าวพลางสนทนากันไปพลางเรื่องที่คุยกันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจการค้าทั้งนั้น เพราะทุกคนได้เข้ากันตั้งบริษัทการค้าหลายแห่ง มีทั้งอาคารและโรงแรมสี่สหาย คู่แข่งของโรงแรมเอราวัณ

ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังชักชวนใครต่อใครให้เข้าหุ้นกับท่านตั้งบริษัทจำหน่ายสินค้าไทยขึ้นที่หน้าโรงแรมสี่สหาย ศาสตราจารย์ดิเรกก็โบกมือให้ใครคนหนึ่งซึ่งค่อยๆ โผล่หน้าต่างด้านข้างตึก

"ฮัลโหล ปีนเข้ามาซีเพื่อน ไม่ต้องเกรงใจ กันนึกว่าคืนนี้แกจะไม่มาเสียอีก"

คนที่นายพลดิเรกทักคือ สิงห์อมควันหรือมือปืนขี้ยานั่นเอง เขาแต่งชุดดำคล้ายๆ กับมือปืนตาเหล่ เขายืนอยู่ด้านนอกหน้าต่างแลเห็นแต่เพียงท่อนบนครึ่งตัว แสงไฟฟ้าในห้องรับประทานอาหารส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน ทำให้เห็นรูปร่างหน้าตาของมือปืนขี้ยาอย่างถนัด ใบหน้ายาวแก้มตอบหน้าผากเถิกและกว้าง ปากเผยอบานตลอดเวลาเพราะอมกล้องฝิ่นจนเคยตัวและเคยปาก ดวงหน้าซีดเซียวนัยน์ตาปรือ เรือนร่างของเขาผอมบางเต็มทนขนาดลมพัดแรงๆ ก็คงจะหกล้ม

เขาคือมือปืนคนเดียวกันกับที่ยิงกิมหงวนเมื่อคืนวานนี้

ทุกคนที่อยู่ห้องโถงเว้นแต่พจน์ พันธุ์พิฆาต ต่างตกตะลึงนั่งตัวแข็งจ้องมองดูมือปืนขี้ยาไปตามกัน เจ้าหมอนั่นอาจจะอดฝิ่นมาหลายวันก็ได้ เขายืนหอบแฮ่กๆ อยู่นอกหน้าต่าง เท้าทั้งสองเหยียบขอบพาไลตึก เขายกปืนพกจ้องจะยิงกิมหงวน แต่แล้วเขาก็ร้องโอยพร้อมกับไอแค็กๆ

คุณหญิงวาดหันไปมองดูมือปืนของเสี่ยหงวน แล้วท่านก็พูดเร็วปรื๋อ

"ยิงมันซี นายพจน์"

มือปืนตาเหล่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"เชื่อมือกระผมเถอะครับ ถ้ามันจะยิงอาเสี่ยจริงๆ กระผมจะยิงมันเสียก่อน มือปืนขี้ยาพรรค์นี้ผมต่อให้สิบคนครับ มันมีแต่ความงุ่มง่ามอืดอาดล่าช้าเหมือนพวกขี้ยาทั้งหลาย"

ทุกคนนั่งตัวแข็งไปตามกัน เมื่อสิงห์อมควันปีนข้ามหน้าต่างเข้ามาในห้องรับประทานด้วยความลำบากยากเย็น เขาไอโขลกๆ ตามแบบฉบับของสิงห์อมควันทั้งหลาย ซึ่งเสียงไอของเขาบอกให้รู้ว่าเขาอยากสูบฝิ่นหรือเฮโรอีนเต็มทน เขาแต่งกายในชุดสีดำ มือขวาถือปืนพกแบบรีวอลเว่อร์ ๙ ม.ม. เช่นเดียวกับมือปืนตาเหล่ แต่ลำกล้องปืนของเขาไม่คด

เขาจ้องมองดูอาเสี่ยกิมหงวนด้วยแววตาเศร้าๆ น่าสงสาร แล้วเขาก็กล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนด้วยเสียงแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยิน

"ทันโทษครับอาเสี่ย แอ๊ะ แอ๊ะ...โอย...เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ผมรับจ้างฆ่าคน เมื่อคืนวานนี้ผมบุกเข้ามาในบ้านนี้และยิงอาเสี่ยหนหนึ่งแล้ว แต่กระสุนผิดพลาดเป้าหมายไป ผมจำเป็นต้องใช้ความพยายามเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตบุกเข้ามายิงอาเสี่ยอีกเพราะต้องการเงินสดแสนบาทให้ลูกเมียผม แอ๊ะ แอ๊ะ โอย...สำหรับตัวของผมจะติดคุกติดตะรางหรือตายก็ช่างมันเถอะครับ คนที่เสพติดเฮโรอีนอย่างผมเท่ากับเป็นคนรกโลก ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่าคิดอะไรให้มากเลยนะครับ นึกว่าอาเสี่ยช่วยลูกเมียของผมให้ตั้งตัวสุขสบายกันเสียที อ้ายเปี๊ยกกับอ้ายจ้อยมันจะได้เรียนหนังสือ เมียของผมก็จะได้เลิกหาบข้าวแกงขาย แอ๊ะ แอ๊ะ โอย...โปรดนั่งเฉยๆ ขอให้ผมยิงอาเสี่ยเถอะครับ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่า อย่านะโว้ยน้องชาย มือปืนของฉันยืนอยู่ข้างหลัง ถ้าแกยิงฉันแกก็ต้องต้องตาย"

มือปืนขี้ยาเค้นหัวเราะ

"เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กสำหรับผมครับอาเสี่ย แอ๊ะ แอ๊ะ โอย...โธ่-ไม่รู้จะไอหาตวักตะบวยอะไร ไอจนแสบคอเจ็บเส้นหน้าท้องไปหมดแล้ว"

กิมหงวนหันขวับมาทางมือปืนตาเหล่ซึ่งกำลังยืนจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"ยังไงกันวะพจน์ กันไม่ได้จ้างแกมาให้ยืนดูกันถูกฆ่านะโว้ย เขากำลังจะยิงกัน เสือกมองดูอ้ายแห้วทำเป็นทองไม่รู้ร้อน"

มือปืนตาเหล่ยิ้มเล็กน้อย

"ผมไม่ได้มองนายแห้วหรอกครับอาเสี่ย ผมมองดูหน้าอ้ายขี้ยานั่น และผมพร้อมแล้วที่จะส่งมันไปนรก ถ้ามันยกปืนขึ้นจ้องจะยิงอาเสี่ยหรือใครก็ตาม ผมก็จะยิงมันทันที"

"ก็แล้วทำไมแกไม่ชักปืนออกมา" กิมหงวนดุ

มือปืนพจน์หัวเราะ

"ไม่จำเป็นครับ ผมไวยิ่งกว่าจิ้งเหลนหรือจิ้งจกเสียอีก"

มือปืนขี้ยาค่อยๆ หันหน้ามามองดูพจน์แล้วเอียงคอมองดูอย่างแปลกใจ

"ชะ ชะ นึกว่าใครที่ไหน อ้ายบิล ลองลี่ นี่เองหลุดออกมากจากจอ ทีวี. เมื่อไหร่วะ แอ๊ะ แอ๊ะ"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"โอย"

สิงห์อมควันหันมาทำตาเขียวกับ พ.อ.นิกร แล้วพูดเสียงหนักแน่น แต่แหบแห้งเหมือนคนเป็นวัณโรค

"คุณอย่าสู้รู้หน่อยเลยน่า คราวนี้ผมไม่ร้องโอยหรอก แต่อ้ายเรื่องไอห้ามไม่ได้ เพราะมันคันคอพยาธิเฮโรอีนมันรบกวน" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่มือปืนของกิมหงวน" หันหน้ามาให้กันดูหน้าแกหน่อยเถอะเพื่อน"

มือปืนพจน์สั่นศีรษะ

"หันยังไง ฉันกำลังมองหน้า"

"อ้าว แกมองหน้าฉันก็หันหน้าแกมาทางนี้ซี นั่นแกกำลังมองดูสิ่งอื่นไม่ใช่หน้าฉัน"

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน มือปืนพจน์ขบกรามกรอด สายตาของเขามองดูผนังตึกเพราะเจ้าแห้วเดินไปยืนริมหน้าต่างห้องเสียแล้ว

"มึงเป็นใคร" มือปืนตาเหล่ตะคอกถาม

"อ๋อ กูก็มือปืนรับจ้างเช่นเดียวกับมึงนั่นแหละ แอ๊ะ แอ๊ะ โอย..."

มือปืนตาเหล่ยืนถ่างขา เตรียมพร้อมที่จะกระตุกปืนพกในซองปืนออกมาสังหารสิงห์อมควัน

"ถ้าแกรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็โยนปืนพกของแกลงบนพื้น"

สิงห์อมควันยิ้มแค่นๆ

"มึงขู่ใคร อ้ายเหล่ มึงยืนอย่างนี้กูก็รู้แล้วว่ามึงเป็นมือปืนตาเหล่ แล้วมึงจะไปยิงกับหมาที่ไหนวะ ถึงกูไม่มีเรี่ยวแรงผอมแห้งแรงน้อยอยู่ไฟไม่ได้ จิตใจของกูก็เข้มแข็งแกร่งเปรียบเหมือนเสือที่ผอมโซตัวหนึ่ง"

มือปืนตาเหล่โกรธจนตัวสั่น

"ถ้ายังงั้นมึงตายแน่ อ้ายสิงห์อมควัน"

มือปืนขี้ยาร้องเสียงหลง แต่เป็นเสียงที่แหบแห้งน่าสงสาร

"กูไม่ได้อม กูกลืนลงควันลงไปต่างหาก ระวังอ้ายเหล่ ถ้ากูนับหนึ่ง-สอง-สาม กูจะยิงมึงทันที ระวัง หนึ่ง-สอง-สาม" แล้วสิงห์อมควันก็ยกปืนพกขึ้นจะยิงมือปืนของอาเสี่ยหงวน

มือปืนพจน์ได้แสดงความแคล่วคล่องว่องไวของเสือปืนเร็วให้คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้เห็นความสามารถของเขาเป็นครั้งแรก พจน์กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา ปล่อยกระสุนออกจากลำกล้องปืนที่คดของเขาได้ก่อน ขณะที่สิงห์อมควันมันแต่เล็งหน้าอกเขา

"ปัง"

กระสุน ๙ ม.ม. ของมือปืนตาเหล่หรือเสือปืนคดถูกหลังมือขวาของมือปืนขี้ยาถากไปเพียงทำให้สิงห์อมควันสะดุ้งโหยง แล้วปล่อยปืนพกหลุดจากมือเมื่อรู้สึกเจ็บและเสียวปลาบ มือปืนพจน์ยิ้มเล็กน้อยเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ามือปืนเฮโรอีน แล้วจ้องมองดูผนังตึก ซึ่งความจริงเขามองดูหน้าของสิงห์อมควันนั่นเอง

"บอกกันเดี๋ยวนี้ว่าแกเป็นใคร พี่ชาย"

มือปืนขี้ยายิ้มแห้งๆ

"แกถามใคร"

"ถามแกน่ะซี" พจน์ตวาด

"ถามกันไง๋มองดูผนังห้องล่ะ"

มือปืนตาเหล่ขบกรามกรอด

"ก็กูตาเหล่รู้อยู่แล้ว ประเดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียเลย บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าแกชื่ออะไร" พูดจบเขาก็ยกเท้าขวาเตะปืนของสิงห์อมควันไปทางโต๊ะรับประทานอาหาร กิมหงวนรีบก้มตัวลงหยิบมันขึ้นมา

สิงห์อมควันยืนนิ่งเฉยไม่ตอบ แต่แล้วเมื่อพจน์กระแทกปากกระบอกปืนจี้หน้าอกมือปืนขี้ยา ชายหนุ่มเจ้าของร่างผอมกระหร่องในวัย ๓๐ ปี ก็จำต้องสารภาพตามตรง

"กันชื่อชุบ"

"นามสกุลล่ะ"

"นามสกุลไม่มี"

พจน์เค้นหัวเราะ

"มีอย่างเหรอวะไม่มีนามสกุล ไม่บอกกูยิงทิ้ง ไม่ต้องกลัวว่าเกียรติของตระกูลแกจะเสื่อมเสียหรอก เร็ว-บอกมาเดี๋ยวนี้ แกใช้นามสกลุว่าอย่างไร"

ชุบขมวดคิ้วเข้าหากัน มองดูมือปืนตาเหล่อย่างเคืองๆ

"ก็บอกแล้วว่านามสกุลไม่มี แล้วจะมาซักถามอะไรอีก แอ๊ะ แอ๊ะ โอย...กันชื่อชุบ ไม่มี คำว่าไม่มีเป็นนามสกุลของกัน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง ไม่มีใครเกรงกลัวสิงห์อมควันแล้ว เพราะเขาไม่มีปืนและท่าทางของเขาหมดเรี่ยวแรงแทบจะยืนไม่ไหว เนื่องจากอยากสูบเฮโรอีนนั่นเอง อาเสี่ยกิมหงวนร้องบอกมือปืนของเขา

"พจน์โว้ย พาอ้ายชุบมานั่งนี่ กันจะสอบสวนมันเอง"

มือปืนตาเหล่ยกมือจับแขนสิงห์อมควันลากตัวมาที่โต๊ะรับประทานอาหาร บังคับให้นั่งลงบนเก้าอี้ว่างที่หัวโต๊ะชุบไอแค็กๆ น่าสงสาร แล้วทำคอขย้อนเหมือนกับจะอาเจียน

"โอย..อย่าสอบสวนผมเลยครับอาเสี่ย ช่วยส่งผมไปนรกดีกว่า ผมอยากเฮโรอีนใจจะขาดแล้ว ผมอยากตาย...ชีวิตผมอยู่ได้เพราะเฮโรอีน...ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าเฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่บั่นทอนทำลายสุขภาพและชีวิต ผมก็ตกเป็นทาสของมัน ช่วยเอาปืนยิงผมทีครับ"

เขาแสดงท่าทีทุรนทุรายเหมือนกับคนลงแดงทั้งหลาย ชุบยกมือทั้งสองกดท้องตัวเอง หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เหงื่อของเขาไหลโทรม คุณหญิงวาดรู้สึกสมเพชเวทนา ท่านก็กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"ช่วยกันหน่อยซีพ่อดิเรก เฮโรอีนของเธอมีอยู่บ้างไหม ให้เขาสูบบ้างพอประทังชีวิต"

นายพลดิเรกทำหน้าชอบกล

"ผมไม่ได้ค้าเฮโรอีนนี่ครับคุณอา แล้วก็เฮโรอีนไม่ใช่ยาที่หมอจำเป็นต้องมีไว้" พูดจบเขาก็พยักหน้าให้เมียของเขา อดีตพยาบาลและผดุงครรภ์ประกาศนียบัตรของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แห่งสภากาชาดไทย "ที่รัก ยูไปที่ห้องแล็ป เอามอร์ฟีนมาฉีดให้นายชุบสักเข็ม สลิ๊งค์และเข็มนึ่งไว้เรียบร้อยแล้ว ฉีดให้เขาเถอะ ไม่เขาจะลงแดงตายไปเพราะความอยากเฮโรอีนจนทนไม่ไหว มอร์ฟีนจะช่วยให้เขาสบายขึ้นสักสามสี่ชั่วโมง เพราะส่วนผสมสำคัญของเฮโรอีนก็ใช้มอร์ฟีนเป็นหลัก ไม่มียาเสพติดชนิดใดที่จะร้ายแรงเหมือนเฮโรอีนเลย ใครตกเป็นทาสมันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกสามปีเท่านั้น"

ประภาลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารสิงห์อมควันมีอาการทุรนทุรายเพิ่มขึ้น เจ้าแห้วทำหน้าเหยเกกล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกเบาๆ

"คุณหมอครับ รับประทานกัญชาร้ายแรงเหมือนเฮโรอีนไหมครับ"

"ร้ายแรงไม่เท่าเฮโรอีน แกยังแอบสูบอยู่อีกหรือเปล่าวะ"

"รับประทานเปล่าครับ แต่ว่าปีหนึ่งรับประทานผมสูบครั้งเดียว คือวันเกิดของผม"

คุณหญิงวาดหันมาทำตามเขียวกับเจ้าแห้วข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่าน

"ยังจะมาพูดให้ฟังอีกประเดี๋ยวแม่เตะคางหัก คอยดูนะ ถ้าฉันจับได้ว่าแกสูบกัญชาเมื่อไร ฉันจะไล่แกออกไปจากบ้านฉันทันที อุ๊ยตาย...พ่อนั่นแกแหวะแล้ว เอากระโถนไปให้เขาหน่อยซีเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วรีบคว้ากระโถนปากแตรไปตั้งไว้บนพื้นข้างมือปืนขี้ยาซึ่งกำลังทำคอขย้อนพิพักพิพ่วน และแล้วเขาก็ร้องโอ้กอ้ากตามประสาคนที่กำลังลงแดง นิกรช่วยยกมือลูบหลังให้ มือปืนขี้ยาปัดมือนิกรแล้วเอ็ดตะโรด้วยเสียงแหบเครือน่าสงสาร

"โธ่-ลูบหลังย้อนขึ้นยังงี้ผมก็แย่ซีครับเจ้านาย มีแต่เขาลูบลง แอ๊ะ แอ๊ะ โอย"

ทุกคนต้องอิ่มข้าวเพราะกินไม่ลง มือปืนตาเหล่เดินไปมารอบๆ ห้องทำหน้าที่คุ้มกันเสี่ยหงวนอย่างแข็งแรง ต่อจากนั้นสักครู่ประภาก็เดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารอย่างรีบร้อน มือขวาของหล่อนถือหลอดฉีดยาเรียบร้อย หล่อนตรงเข้ามาหยุดยืนข้างสิงห์อมควัน จัดแจงฉีดมอร์ฟีนให้เขาตามคำสั่งของดร. ดิเรก เมื่อดึงเข็มออกมาจากต้นแขน หล่อนก็ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอยเข็มป้องกันเชื้อโรค

อำนาจของมอร์ฟีนช่วยให้สิงห์อมควันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ความสดชื่นแข็งแรงของเขาเกิดขึ้นตามลำดับ นัยน์ตาที่ปรืออยู่ตลอดเวลาค่อยๆ เบิกกว้างมีประกายแจ่มใจขึ้น

กิมหงวนกล่าวกับมือปืนขี้ยาทันที

"ชุบ ถ้าแกรักตัวกลัวติดตะรางก็ขอให้แกสารภาพมาตามตรงว่า ใครเป็นคนจ้างให้แกมายิงกัน และแกได้ค่าจ้างเท่าใด"

เป็นธรรมดาอยู่เอง มนุษย์เราทุกคนต่างก็กลัวมีธุระไปติดตะรางด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้เจ้าชุบเป็นคนที่ไร้ค่าและไม่มีความหมายแก่ใครนอกจากบุตรภรรยาของเขา ชุบก็กลัวติดคุกและรู้ดีว่าความผิดในฐานบุกรุกเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" ในยามวิกาล พยายามฆ่า พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ นายทหารผู้ใหญ่ของกองทัพบก จะทำให้เขาต้องย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกไม่ต่ำกว่าห้าหกปี

สิงห์อมควันยกมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อม

"กรุณาผม อย่าให้ผมติดคุกเลยนะครับ ผมยินดีสารภาพความจริงเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เออ กันจะขอร้องตำรวจให้เขากันแกไว้เป็นพยานในคดีนี้ แต่คนที่จ้างแกต้องเข้าตะรางแน่ๆ บอกมาเดี๋ยวนี้ ใครเป็นคนจ้างแก"

"เสี่ยหมงครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"อ้ายหมง...เสี่ยหมง มังกรแก้ว น่ะเรอะ"

"ครับ"

กิมหงวนเค้นหัวเราะ พล พัชราภรณ์กล่าวขึ้นทันที

"นายกสมาคมเจี๊ยะแต๋ไล้จ๋อใช่ไหม"

"ถูกแล้ว นักธุรกิจและเศรษฐีใหญ่คนหนึ่ง กันเคยแนะนำให้พวกแกและคุณอารู้จักกับเขาที่บาร์แห่งหนึ่ง จะเป็นบาร์อะไรหรือบาร์เดี่ยวบาร์คู่จำไม่ได้เสียแล้ว คู่แข่งของกับกันตลอดมาในด้านการค้า แต่ว่ามีเงินราว ๓๐ ล้านเท่านั้น ครั้งหนึ่งเสี่ยหมงเมาเหล้าเคยฉีกเงินเล่นร้อยบาทกันเลยควักออกมาฉีกหักหน้าอ้ายหมงเสียหมื่นบาท ฮ่ะ ฮ่ะ นึกว่าใครที่ไหนที่จ้างคนฆ่ากัน ที่แท้ก็เสี่ยหมงนี่เองซึ่งขณะนี้มันกำลังเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะขึ้นราคาข้าวสารทั่วประเทศ แต่กันไม่เล่นด้วย"

นวลลออกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"รู้อย่างนี้ก็ให้ตำรวจจัดการกับเสี่ยหมงเสียเถอะค่ะเฮีย"

เขายิ้มให้เมียรักของเขา

"เดี๋ยว ขอให้เฮียสัมภาษณ์นายชุบเสียให้เรียบร้อยก่อน" แล้วเขาก็หันมาทางสิงห์อมควัน "เขาตกลงจ้างแกเป็นเงินเท่าใด"

"เขาไม่ได้จำเพาะเจาะจงจ้างผมคนเดียวหรอกครับ เขาจ้างมือปืนรวม ๔ คนด้วยกันทั้งผม เขาสัญญาว่าใครฆ่าอาเสี่ยได้เขาจะจ่ายเงินสดให้แสนบาททันที"

"อีกสามคนเป็นใครแกรู้จักไหม"

"รู้จักซีครับอาเสี่ย พวกขี้ยาหรือสิงห์อมควันด้วยกันทั้งนั้น ล้วนแต่เป็นเพื่อนเกลอของผม แต่มันยังไม่กล้ามาฆ่าอาเสี่ยครับ ผมเองที่กล้าบุกเข้ายิงอาเสี่ยสองคืนติดๆ กันก็เพราะอยากได้เงินให้ลูกเมียและแม่ยายของผมเท่านั้น"

"ไง๋เอาแม่ยายเข้ามาเกี่ยวด้วยล่ะ"

"ก็แกเป็นเมียน้อยผมนี่ครับ มีลูกกับผมสองคนแล้วของเมียผมก็มีสองคนเหมือนกัน คืออ้ายเปี๊ยกกับอ้ายจ้อย ตัวของผมเป็นคนที่ไร้ความสามารถแล้วครับ อย่างไรผมก็คงตายด้วยเฮโรอีนในไม่ช้านี้ ผมจึงต้องทำงานเสี่ยงภัยเพื่อให้ลูกเมียและแม่ยายกับลูกของแม่ยายที่เกิดจากผมมีความสุข"

กิมหงวนหันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"ไปหาอ้ายหมงกันเถอะวะ ขณะนี้มันคงอยู่ที่สมาคมเจี๊ยะแต๋ไล้จ๋อแน่ๆ เพราะตอนเย็นจนถึงสี่ทุ่มเสี่ยหมงอยู่ที่นั่นเสมอในฐานะที่เป็นนายกของสมาคม กันจะไปตกลงกับมันอย่างลูกผู้ชาย คือท้าดวลปืนกับมัน"

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"อาว่าไปโรงพักบอกตำรวจให้เขาจัดการกับเสี่ยหมงตามกฎหมายดีกว่า อย่าไปยิงกับมันเลย พลาดพลั้งแกอาจจะถูกมันยิงตายได้"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"ผมเชื่อว่าฝีมือของผมเหนือว่าอ้ายหมงครับ ผมต้องการให้มันรู้ว่าผมก็เป็นชายชาตรีคนหนึ่ง"

มือปืนตาเหล่พูดเสริมขึ้น

"ปล่อยให้ผมเก็บเสี่ยหมงดีกว่าครับ อาเสี่ยกับเจ้านายอย่าวุ่นวายเลยครับ บอกที่อยู่ที่แน่นอนของเสี่ยหมงให้ผมทราบอย่างช้าอีกสองสามชั่วโมงผมก็จะส่งเสี่ยหมงไปนรกแล้วผมก็จะกลับมานี่ การยิงคนไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไรนี่ครับ ผมยิงใครต่อใครมามากต่อมากแล้ว วิ่งหนีขึ้นไปบนโรงพักผมยังบุกขึ้นไปยิง"

กิมหงวนโบกมือแล้วพูดตัดบท

"ไม่ได้พจน์ กันต้องแสดงเอง กันจะดวลปืนกับอ้ายหมงตัวต่อตัว และกันจะให้แกติดตามกันไปด้วย" พูดจบเขาก็พยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขา "ไปโว้ย กันเจ็บใจอ้ายหมงมาก กันจะต้องฆ่าเสี่ยหมงให้ได้"

ในราว ๑๙.๓๐ น. คาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และมือปืนตาเหล่บุกเข้ามาในสมาคมเจี๊ยะแต๋ไล้จ๋อซึ่งเป็นสมาคมของนักธุรกิจชาวไทยและชาวจีน สมาชิกของสมาคมนี้แต่ละคนล้วนแต่เป็นเศรษฐีเป็นพ่อค้าใหญ่ สมาคมนี้ตั้งอยู่ที่ถนนสาธรเหนือ เป็นตึกใหญ่แบบล้าสมัยแต่แบบยุโรป มีบริเวณกว้างขวางมาก มีที่จอดรถได้ไม่ต่ำกว่า ๕๐ คัน

คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและเสือปืนคดต่างพากันลงมาจากรถคาดิลแล็คเก๋งอย่างเงียบๆ มือปืนตาเหล่เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ถอดเครื่องแบบมือปืนตะวันตกไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" และแต่งกายแบบสุภาพชนมีปืนพกคู่มืออยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างละกระบอก ตามเวลาที่กล่าวนี้สิงห์อมควันถูกคนใช้ของคุณหญิงวาดหลายคนควบคุมตัวไว้อย่างแข็งแรง แต่เขาสบถสาบานว่าเขาจะไม่หลบหนีแน่นอน เพราะประภาสัญญาว่าจะฉีดมอร์ฟีนให้เขาอีกเมื่อครบหนึ่งชั่วโมง

ชั้นล่างของตัวตึกใหญ่เป็นห้องโถงตลอด มีโต๊ะอาหารตั้งเรียงรายและมีเคาน์เตอร์สวยงามมาก เสี่ยหงวนเป็นกรรมการคนหนึ่งของสมาคมนี้เขาจึงมีสิทธิ์พาคณะพรรคของเขาซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกมาเที่ยวที่นี่ได้ เมื่ออาเสี่ยปรากฏตัวขึ้นในห้องโถง บรรดานักธุรกิจหลายต่อหลายคนก็ทักทายกิมหงวนเกรียวกราว หัวหน้าคนรับใช้ของสมาคมรีบเข้ามาต้อนรับกิมหงวนทันที

"เฮ้ย เสี่ยหมงอยู่ไหนวะน้องชาย" อาเสี่ยถามและยัดธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตหัวหน้าคนรับใช้

"เสี่ยหมงหรือครับ อยู่ในห้องโถงข้างบนครับ"

"อ้าว ไง๋ขึ้นไปนั่งซุ่มอยู่เงียบๆ บนนั้น"

"คุยกับเด็กๆ ของเขาครับ"

"แกหมายถึงลูกน้องของเขาใช่ไหม"

"ครับ นั่งกินเหล้ากับเสี่ยหมง มีอยู่สามคนด้วยกันครับ"

กิมหงวนหันมาพยักหน้ากับคณะพรรคของเขาแล้วพาทุกคนเดินผ่านห้องโถงใหญ่ขึ้นบันไดไปชั้นบน ตามธรรมดาชั้นบนเป็นสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่มีห้องโถงใหญ่อยู่ห้องหนึ่ง และมีโต๊ะรับประทานอาหารอยู่สองโต๊ะสำหรับกรรมการของสมาคม

ขณะนี้ ชายกลางคนลูกจีนเจ้าของร่างค่อนข้างอ้วนใหญ่อายุวัยเดียวกับเสี่ยหงวน ท่าทางภูมิฐานตัดผมเกรียนใบหน้าอูมลักษณะบอกว่ามีเงินถัง กำลังนั่งดื่มเหล้าและสนทนากับมือปืนขี้ยาหรือสิงห์อมควันทั้งสาม เขาคือเสี่ยหมงมังกรแก้ว หรือนายวันชัย มังกรแก้ว นั่นเอง

เขาพามือปืนขี้ยาทั้งสามคนมาเลี้ยงก็เพื่อเอาอกเอาใจและยั่วยุให้กล้าฆ่ากิมหงวน ถ้าหากว่าคืนนี้ชุบทำงานไม่สำเร็จฆ่าอาเสี่ยไม่ได้ นับแต่พรุ่งนี้ไปเขาจะใช้ให้สิงห์อมควันคนใดคนหนึ่งใน ๓ คนนี้รับทำงานแทนชุบต่อไป ซึ่งเขาจะมอบปืนพกและกระสุนปืนให้เรียบร้อย

เมื่อกิมหงวนพาพรรคพวกบุกขึ้นมาเสี่ยหมงก็ตกใจผุดลุกขึ้นยืนทันที สิงห์อมควันทั้งสามก็ลุกขึ้นเช่นเดียวกัน กิมหงวนยกมือชี้หน้าเพื่อนนักธุรกิจของเขา

"เสี่ยหมง คุณส่งมือปืนไปฆ่ากู กูเจ็บใจมึงมากอ้ายหมง อ้า-ประทานโทษที่ผมพูดหยาบคายไปหน่อยเพราะผมกำลังโกรธ มึงรู้หรือเปล่าว่าอ้ายชุบมือปืนของมึงถูกผมจับได้โดยละม่อม และได้สารภาพกับผมว่ามึงเป็นคนจ้างมันไปยิงผม"

เสี่ยหมงหน้าซีดเผือด

"อะไรกันเสี่ยหงวน ผมไม่รู้เรื่องเลย ไง๋ใส่ไฟผมอย่างนี้"

ความโมโหทำให้อาเสี่ยปราดเข้ามาลั่นหมัดขวากระแทกหน้าเสี่ยหมงทันที นายกสมาคมเจี๊ยะแต๋ไล้จ๋อเซถลาร่อนออกไปราวกับนกปีกหักถึงกับล้มลงก้นกระแทกพื้นพอลุกขึ้นมาได้เสี่ยหมงก็ร้องบอกสิงห์อมควันทั้งสาม

"เอามันพวกเรา อั๊วจ่ายค่าป่วยการให้คนละพันบาท"

สามสิงห์ซึ่งแต่ละคนผอมกะหร่องปากบานนัยน์ตาปรือแบบนักสูบเฮโรอีน อยากได้เงินคนละ ๑,๐๐๐ บาท ก็เฮโลกันเข้าตะลุมบอนอาเสี่ยของเราทันที พลเห็นเช่นนั้นก็กระโดดเข้าไปช่วยเสี่ยหงวน มวยหมู่นอกเวทีระหว่างสองต่อสองเป็นไปอย่างดุเดือด เสียงตึงตังโครมครามล่อกันชุลมุนแทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

กิมหงวนฟัดกับเสี่ยหมงตัวต่อตัว พลปะทะกับสิงห์อมควันทั้ง ๓ คนซึ่งรุมล้อมเขา แต่บรรดามือปืนขี้ยาเหล่านี้แต่ละคนผอมโซไม่มีเรี่ยวแรงมีแต่จิตใจอันทรหด ดังนั้น เมื่อถูกหมัดหรือเท้าของพลเข้าก็หัวซุกหัวซุนหรือผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า พลยืนหลังพิงเสาคอนกรีตต้นหนึ่งแจกจ่ายหมัดให้สิงห์ทั้งสามอย่างอุตลบุด นิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนมองอย่างสนุกสนาน ต่างคนต่างเอาใจช่วยอาเสี่ยกับพล

สิงห์อมควันคนหนึ่งเจอเท้าขวาของพลเตะถูกใบหน้าซีกซ้ายอย่างจัง แรงเหวี่ยงของเท้าทำให้เจ้ารวดล้มฮวบลงทันที เจ้ารอดไม่ยอดเป็นสิงห์อีกต่อไปแล้ว เขากระชากมีดพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา เงื้อมีดพกยาวประมาณหนึ่งคืบขึ้นเหนือศีรษะ ตั้งใจจะวิ่งเข้าไปแทงพลซึ่งกำลังปะทะกับเพื่อนทั้งสองของเขา

"ปัง"

เสียงกระสุน ๙ ม.ม. ของมือปืนตาเหล่ดังกังวานขึ้นมีดพกในมือเจ้ารอดหลุดกระเด็นไปทันที มือปืนจ้องมองดูเสาต้นหนึ่งซึ่งความจริงเขามองดูหน้าเจ้ารอด แล้วพจน์ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ถ้าแกใช้อาวุธอีกฉันจะส่งแกไปนรก เจ้านายของกันสองคน พวกแกตั้งสี่ตัวก็ได้เปรียบอยู่แล้ว ลูกผู้ชายสู้กันมือเปล่าซีโว้ย"

การตะลุมบอนเป็นไปอย่างดุเดือด ฮุคขวาของพลส่งสิงห์อมควันคนหนึ่งลงไปนอนโก้งโค้ง เพื่อนของมันอีกคนหนึ่งถูกเข่าพลกระทุ้งลิ้นปี่ลงไปนอนบิดตัวไปมา เจ้ารอดเสียขวัญยืนนิ่งเฉยจนกระทั่งพลพยักหน้าเรียก

"มา-เข้ามาซีเพื่อน"

มือปืนขี้ยาสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย สู้กันพอหอมปากหอมคอดีแล้ว หมัดแกหนักเหมือนช้างถีบ ตีนก็หนักเหมือนลาเตะ"

กิมหงวนกับเสี่ยหมงยังกอดรัดฟัดกันอย่างถึงพริกถึงขิง ต่างคนต่างถูกหมัดของอีกฝ่ายหนึ่งหน้าตายับเยินไปตามกัน เมื่อนิกรกับเจ้าแห้วร้องเพลงเชิด อาเสี่ยก็ย่ามใจชกซ้ายป่ายขวาอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเสี่ยหมงถอยกรูด แล้วหมัดตรงขวาของกิมหงวนก็ลั่นโครมออกไปถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของนายกสมาคมเจี๊ยะแต๋ไล้จ๋ออย่างจัง

เสี่ยหมงผงะหงายลงไปนอนเหยียดยาววัดพื้น นิกรวิ่งเข้ามากันอาเสี่ยไว้แล้วยกมือขึ้นนับดังๆ ทำหน้าที่เป็นกรรมการห้ามมวย

เสี่ยหมงโงหัวขึ้นร้องบอกนิกรเมื่อนิกรนับได้ ๕

"อย่านับเลยคุณ คุณนับอีก ๕๐๐ ผมก็ลุกไม่ไหว"

ศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเข้าประคองเสี่ยหมงลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็นแล้วพาไปนั่งเก้าอี้ที่โต๊ะตามเดิม นิกรกับเจ้าแห้วช่วยกันหิ้วปีกสิงห์อมควันทั้งสองไปนั่งร่วมโต๊ะ มือปืนตาเหล่ใช้ปืนขู่บังคับเจ้ารอดให้ไปนั่งที่โต๊ะอย่างง่ายดาย

ในที่สุด คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ยืนกลุ่มกันข้างโต๊ะนั้น ส่วนมือปืนของเสี่ยหงวนยืนคุมเชิงอยู่ข้างบันไดขึ้นลง เมื่อมีคนหลายคนวิ่งขึ้นมาดูเหตุการณ์ กิมหงวนก็ร้องบอก

"ไม่มีอะไรครับ ผมกับเสี่ยหมงหยอกกันเล่นสนุกๆ น่ะครับ"

เสี่ยหมงโบกมือให้พวกสมาชิกแล้วฝืนยิ้ม

"ลงไปสนุกกันเถอะครับ ผมไม่ได้ปะทะกันหรอก"

บรรดาสมาชิกของสมาคมต่างพากันกลับลงไป กิมหงวนพยักหน้ากับเสี่ยหมงแล้วกล่าวว่า

"กันจะให้ตำรวจจัดการกับแกและลูกน้องของแกสามคนนี้ ส่วนอ้ายชุบกันจะให้ตำรวจกันไว้เป็นพยาน"

เสี่ยหมงหน้าซีดเผือดยกมือไหว้เสี่ยหงวนปะหลกๆ

"ผมผิดไปแล้วครับเสี่ยหงวน อย่าให้ผมมีธุระต้องไปติดตะรางเลยครับ ผมยินดีจ่ายเงินทำขวัญให้เสี่ยแสนบาท และขอให้เรื่องนี้เลิกแล้วต่อกันไป"

กิมหงวนนิ่งคิด

"หน็อยแน่ พอกูจับได้มึงกลัวติดตะราง มึงจะให้เงินผมแสนบาทเป็นค่าทำขวัญ ไม่สำเร็จอ้ายหมง มึงฆ่ากูเพราะกูไม่ยอดลดราคาค่าข้าวสาร กูเอามึงเข้าคุกดีกว่า ประทานโทษนะครับ ผมกำลังโมโหไม่ตั้งใจจะพูดหยาบคายกับคุณเลย ว่ายังไงอ้ายสัตว์"

เสี่ยหมงสะดุ้ง

"ถ้ายังงั้นผมจ่ายให้สองแสนครับ ผมเซ็นเช็คให้อาเสี่ยเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยสั่นศีรษะแล้วพูดเสียงหนักแน่น

"ตกลง"

พลหัวเราะเบาๆ

"สั่นหน้า ไง๋ตกลงล่ะโว้ย"

กิมหงวนยักคิ้วให้เสี่ยหมงผู้ตกเป็นเบี้ยล่างของเขา

"เร็ว-เขียนเช็คจ่ายเงินสองแสนให้เสียโดยดี แล้วเขียนหนังสือรับรองด้วยว่าต่อไปนี้คุณจะไม่คิดมุ่งร้ายหมายขวัญผมอีก คุณยินดีจ่ายเงินค่าทำขวัญให้ผมสองแสน ถ้าไม่มีหนังสือรับรองคุณอาจจะเล่นงานผมทางอาญาก็ได้"

เสี่ยหมงลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะทำงานขนาดเล็กโต๊ะหนึ่ง ทางหน้าประตูห้องทำงานของเลขานุการสมาคม เขานั่งลงที่โต๊ะนั้นล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบสมุดเช็คออกมา คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันยืนมองดูสิงห์อมควันทั้งสามอย่างเศร้าใจ ทุกคนผอมกะหร่องและไอโขลกๆ ตลอดเวลา

ในนาที ๕ นาทีนั้นเองเสี่ยหมงก็นำเช็คและหนังสือรับรองมามอบให้กิมหงวน เมื่ออาเสี่ยตรวจดูถูกต้องเรียบร้อยดีแล้วเขาก็ยื่นมือให้เสี่ยหมงจับ

"คุณกับผมเป็นมิตรกันต่อไปได้ ถ้าส่งคนไปยิงผมอีกผมจะเอาค่าทำขวัญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า ลาละครับเสี่ยหมง สวัสดีจนกว่าจะได้พบกันใหม่"

แล้วกิมหงวนก็พาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและมือปืนตาเหล่ลงไปชั้นล่างด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะของเขา...

จบบริบูรณ์