พล นิกร กิมหงวน 033 : เหยี่ยวดง

เช้าวันนั้น เวลาประมาณ ๘.๓๐ น. อาเสี่ยกิมหงวน ประธานกรรมการหรือผู้อำนวยการ "ธนาคารสามสหาย จำกัด" ได้ต้อนรับชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นเสมียนแผนกสารบรรณของธนาคาร ชายผู้นี้รูปร่างอัปลักษณ์ ไว้หนวดและเครา ท่าทางเหมือนพวกอันธพาลทั้งหลาย เพิ่งเข้าทำงานได้เดือนเศษ ถูกผู้จัดการธนาคารรายงานกล่าวโทษหลายครั้ง และทุกครั้งผู้จัดการขอให้เสี่ยหงวนเซ็นคำสั่งไล่ออกจากงาน แต่กิมหงวนเป็นมหาเศรษฐีที่เห็นใจคนจนและผู้น้อย เขาเห็นว่าสมัยนี้งานหาทำได้ยาก การไล่คนออกจากงานนั้นเป็นการลงโทษที่ทารุณเกินไป เพราะผู้ที่ถูกไล่ออกจะไม่ได้รับคืนประกาศนียบัตรหรือใบสุทธิแสดงพื้นความรู้ของเขา ซึ่งเขาจะไปสมัครงานที่ไหนอีกก็ไม่ได้ เมื่อผู้จัดการรายงานกล่าวโทษเสนอเขาเป็นลายลักษณ์อักษรหลายต่อหลายครั้ง กิมหงวนจึงโทรศัพท์ไปที่ธนาคารเมื่อเย็นวานนี้สั่งให้นายสาย คชลักษณ์ มาพบกับเขาที่บ้าน "พัชราภรณ์" เช้าวันนี้เพื่อหวังที่จะตักเตือนว่ากล่าวหรือลงโทษตามสมควร

เสี่ยหงวนต้อนรับคนของเขาในห้องรับแขกตามลำพัง นายสายนั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่พ่นควันอย่างสบายใจไม่ได้แสดงท่าทีเคารพนบนอบหรือให้เกียรติอาเสี่ยกิมหงวนผู้เป็นนายของเขาแม้แต่น้อย แต่อาเสี่ยไม่ถือเพราะเห็นว่าสมัยนี้เป็นสมัยประชาธิปไตย ความสุภาพอ่อนน้อมนับวันก็จะหมดไป

"ผู้อำนวยการเรียกผมมาทำไม" นายสายถามเรื่อยๆ เหมือนกับว่าเขาเป็นเพื่อนกับเสี่ยหงวน

อาเสี่ยทำตาปริบๆ มองดูคนของเขาอย่างเศร้าใจ

"เรียกมาก็เพื่อจะชี้แจงถึงความเหลวไหลของคุณ คุณก็รู้ดีแล้วซินะว่า คุณถูกผู้จัดการแบ็งค์เขารายงานผมมาหลายเรื่องแล้ว"

นายสายหัวเราะ

"ครับ ทราบแล้ว ผมบอกกับผู้จัดการเมื่อวานนี้เองว่าฟ้องไปผมไม่แคร์ แต่ถ้าผมถูกท่านไล่ออกจากงาน เมียผู้จัดการก็เป็นหม้าย และลูกๆ ของผู้จัดการก็ต้องกำพร้าพ่อ"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"พูดยังงี้ไม่นักเลงเกินไปหน่อยหรือน้องชาย นักเลงหรือคนเก่งสมัยนี้ไม่มีแล้วนะครับคุณสาย ตำรวจเขากวาดล้างเอาไปเก็บไว้ในคุกหมดแล้ว คุณพูดราวกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปเชียวนะ"

นายสายเค้นหัวเราะ

"โธ่-ท่านผู้อำนวยการก็เมื่อผู้จัดการแกคิดตัดอาชีพผมๆ จะเอาแกไว้ให้หนักแผ่นดินทำไมล่ะครับ อย่างมากผมก็ถูกประหารชีวิต แต่มือชั้นผมตำรวจคงจับผมไม่ได้หรือถ้าจับได้ก็ต้องจับตาย"

กิมหงวนยิ้มเล็กน้อย

"คุณสาย"

"ครับผม"

"เออ-พูดเพราะหูอย่างนี้ก็น่าฟังดีเหมือนกันนี่นา คุณตอบผมซิว่าทำไมคุณถึงไปทำงานสายทุกๆ วัน"

นายสายโคลงศีรษะแล้วหัวเราะ

"ท่านครับ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของผมเลย ผู้จัดการแกไปทำงานก่อนผม ผมไปทีหลังแกๆ ก็หาว่าผมไปสาย ถ้าแกไปทีหลังผมๆ จะไปสายได้อย่างไร"

"แหม" เสี่ยหงวนคราง "ลื้อพูดยวนดีว่ะให้ดิ้นตาย ที่ว่าสายย่ะหมายความว่าเวลาทำงานเขาเริ่มทำกัน ๙.๐๐ น. แต่ลื้อไปแบงค์ในราว ๑๐.๐๐ น.ทุกวัน"

นายสายทำตาเขียวเข้าใส่กิมหงวน

"อ้าว ผมไม่ได้มีรถเก๋งนั่งเหมือนอย่างผู้จัดการหรือสมุห์บัญชีนี่ครับ ผมไปรถเมล์ครับ ยืนคอยไปเถอะคันไหนก็คันนั้นคนแน่นเหมือนปลากระป๋อง เด็กนักเรียนยั้วเยี้ยเต็มรถ คนขับไม่ยอมหยุดรถรับที่ป้าย ผมรอคอยถึงหยุดก็ขึ้นไม่ได้ต้องรอจนคันหลังๆ จะผ่านมา"

อาเสี่ยชักฉิว

"นั่นเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น ถ้าทุกคนไปทำงานสายและแก้ตัวเหมือนกับคุณ งานก็เสียหายหมด ต่อไปคุณจะต้องไปถึงแบงค์ก่อน ๙.๐๐ น.ทุกวัน เข้าใจไหม"

"ผมจะพยายาม" เขาตอบห้วนๆ

เสี่ยหงวนชักเกลียดหน้านายสายเต็มทนเพราะนายสายแสดงท่าทางโอหังกับเขา ทำท่าเหมือนกับว่าเป็นน้องหรือเป็นลูกหลานผู้ยิ่งใหญ่สักคนหนึ่ง

"อย่าเบ่งกับผม ผมเป็นนายคุณ ความผิดของคุณยังมีอีกหลายข้อ คุณขัดคำสั่งผู้จัดการหลายครั้ง สั่งให้ทำงานอะไรก็ไม่ทำตามคำสั่ง บางทีนึกจะร้องเพลงคุณก็แหกปากร้องเพลงในเวลาทำงาน คุณชอบท้าคนโน้นคนนี้ต่อย เสมียนพักงานที่ธนาคารน่ะล้วนแต่สุภาพบุรุษทั้งนั้น ไม่มีใครเขาสู้รบตบมือกับคุณหรอก เมื่อสองสามวันนี้คุณเอาวิทยุกระเป๋าไปเปิดฟังที่โต๊ะทำงานของคุณ สมุห์บัญชีเขาห้ามคุณก็ไม่เชื่อเขามิหนำซ้ำยังท้าให้เขาฟ้องผม พอเขาบอกว่าเขาจะรายงานผู้อำนวยการ คุณกลับว่าต่อให้รายงานพ่อผู้อำนวยการคุณก็ไม่กลัว ความจริงพ่อผมน่ะตายไปนมนานแล้ว คุณไม่น่าจะกล่าวขวัญถึงท่านเลย"

คราวนี้นายสายยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษเถอะครับ ผมเวลาโมโหก็พูดไปอย่างนั้นเอง ผมไม่มีเจตนาล่วงเกินผู้อำนวยการหรอกครับ"

กิมหงวนพยักหน้าช้าๆ

"คุณสายความผิดของคุณเท่าที่ผู้จัดการเขารายงานมา ถ้าผมเป็นคนใจร้ายสักหน่อยผมก็จะเซ็นคำสั่งให้ไล่คุณออกจากงานทันที แต่นี่ผมยังสงสารคุณอยู่และคิดว่าคุณคงจะกลับเนื้อกลับตัวได้ คุณสัญญากับผมได้ไหมว่าต่อไปนี้คุณจะไม่ไปทำงานสาย คุณจะเชื่อฟังปฎิบัติตามคำสั่งของผู้จัดการ คุณจะไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของธนาคารแม้แต่ข้อเดียว"

นายสายสั่นศีรษะ

"ผมสัญญาไม่ได้ ท่านผู้อำนวยการ การมาสายก็ต้องเป็นบ้างบางครั้งบางคราว การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับโดยไม่เจตนาก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน"

เสี่ยหงวนเดือดขึ้นมาทันที เมื่อได้ฟังคำพูดอันทรนงเช่นนี้

"คุณสัญญาไม่ได้"

"ครับ"

"ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นคุณก็ไม่ต้องไปทำงานอีก แต่ไปรับเงินเดือนเดือนนี้ได้ ประเดี๋ยวผมจะโทรศัพท์ไปบอกผู้จัดการให้ไล่คุณออกจากงานและสมุห์บัญชีจ่ายเงินเดือนเดือนนี้ให้คุณ นิสัยของคุณอย่างนี้ไม่เหมาะที่จะทำงานกับผม"

นายสายเลิกคิ้วมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"ท่านผู้อำนวยการไล่ผมออก"

"ถูกแล้ว คุณหัวแข็งและองอาจมากเกินไป ไปหางานที่อื่นทำเถอะนะ"

นายสายผุดลุกขึ้นยืน เขาถอยหลังออกมาพ้นจากเก้าอี้นวม แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนพกออกมาทันที อาเสี่ยใจหายวาบ นายสายยกปืนขึ้นจ้องหมายระดับหน้าอกกิมหงวน ใบหน้าของเขาถมึงทึงน่ากลัวนัยน์ตาวาวโรจน์ผิดปกติ

"ผมจะบอกความจริงให้คุณรู้ ผมเป็นอาชญากรชั้นเสือร้ายที่หลบหนีเข้ามาในกรุงเทพฯ และหวังจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี แต่อ้ายผู้จัดการแบ็งค์มันดูหมิ่นเหยียดหยามผมและคอยจับผิดผม ผมจะกลับไปเป็นเสือตามเดิม และผมจะฆ่าคุณเสียก่อนในฐานที่คุณหูเบาเชื่อถืออ้ายผู้จัดการและไล่ผมออกจากงาน"

"คุณสาย" เสี่ยหงวนร้องขึ้นสุดเสียง

แต่แล้วกระสุนปืนพกก็แผดคำรามขึ้นหนึ่งนัด อาเสี่ยรู้สึกเสียวปลาบที่ต้นแขนซ้ายของเขา ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขาถูกยิงที่ต้นแขนซ้าย เสี่ยหงวนแกล้งทำเป็นยกมือขวากุมหน้าอกด้านซ้ายของเขาแล้วสะดุ้งเฮือกสุดตัว หลอกให้นายสายหรือเสือสายเข้าใจผิดคิดว่าเขาถูกตรงหัวใจพอดี เสี่ยหงวนแกล้งทำเป็นพลัดตกจากโซฟาลงมานอนคว่ำหน้านิ่งเฉยอยู่บนพื้นห้องเหมือนกับว่าเขาตายแล้ว

โดยไม่รอช้า ชายร่างใหญ่วิ่งออกไปจากห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" ทันที กิมหงวนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งรู้สึกเจ็บปวดที่ต้นแขนซ้ายอย่างยิ่ง เพราะกระสุนฝังในกระดูกโคนแขนซ้ายต่ำกว่าหัวไหล่เล็กน้อย ทันใดนั้นเอง พล พัชราภรณ์ กับ นิกร การุณวงศ์ก็วิ่งเข้ามาในห้องรับแขกอย่างร้อนรน แล้วสองสหายก็หยุดชะงักมองดูกิมหงวนอย่างตื่นๆ

"นึกครึ้มอะไรขึ้นมาวะถึงได้จุดประทัดเล่น" นิกรพูดยิ้มๆ

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ รวบรวมกำลังลุกขึ้นยืนเดินโซเซเข้ามาหาสองสหาย แล้วยกมือขวาชี้ที่ต้นแขนซ้าย

"กันถูกยิงโว้ยไม่ได้จุดประทัด"

สองสหายตกตะลึงไปตามกัน ดร.ดิเรกพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และสี่นางเข้ามาในห้องรับแขกในท่าทางตระหนกตกใจ

"อะไรกันพล" คุณหญิงวาดถามละล่ำละลัก "เสียงปืนดังขึ้นในห้องนี้ใช่ไหม"

พลกล่าวกับคุณหญิงวาดทันที

"อ้ายหงวนถูกยิงครับ"

"ใครยิง" หลายๆ คนถามขึ้นพร้อมๆ กัน

อาเสี่ยขมวดคิ้วนิ่วหน้าแสดงความเจ็บปวดรวดร้าว

"มันเป็นเสมียนที่ธนาคารของเราครับ" กิมหงวนกล่าวกับคุณหญิงวาด "ผู้จัดการเขาฟ้องผมว่ามันทำความผิดหลายอย่าง ผมโทรศัพท์เรียกมาตักเตือน แทนที่จะสำนึกผิดกลับโอหัง ผมโมโหขึ้นมาก็สั่งไล่ออก มันก็ควักปืนออกมายิงผมแล้ววิ่งหนีไป"

พลหันขวับมาทางนิกร

"เร็ว อ้ายกร ไปตามมัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่เอาโว้ย มันมีปืน"

พลหมุนตัวกลับวิ่งออกไปจากห้องรับแขกและลงบันไดตึกไป คุณหญิงวาดร้องตะโกนเรียกให้กลับมา พลก็ไม่กลับ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เป็นห่วงลูกชายก็ชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามพลไป

กิมหงวนหมดแรงล้มลงกลางห้อง นวลลออร้องสุดเสียง ปราดเข้ามาทรุดตัวนั่งประคองผัวรักของหล่อน ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าแห้วก็พาคนใช้สองคนเข้ามาในห้องรับแขก ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยกิมหงวน นันทาได้สติก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"หมอ-ยืนเฉยอยู่ทำไมล่ะคะ ช่วยอาเสี่ยหน่อยซี"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ไม่เป็นไรครับ ห่างหัวใจไม่ต่ำกว่า ๖ นิ้ว" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้-ช่วยกันหามอ้ายหงวนไปห้องทดลองวิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นอย่างฟังไม่ได้ศัพท์ คุณหญิงวาดสั่งให้ประไพโทรศัพท์บอกตำรวจและให้โทรศัพท์ไปที่ธนาคารด้วย เพื่อให้ผู้จัดการระวังตัวเพราะท่านเกรงว่านายสายหรือเสือสายจะไปฆ่าผู้จัดการอีกคนหนึ่ง

ข่าวเสี่ยหงวนถูกคนร้ายอุกอาจเข้ามายิงถึงในบ้านกลางวันแสกๆ แพร่ไปทั่วบ้านอย่างรวดเร็ว บรรดาคนใช้ชายหญิงต่างวิตกทุกข์ร้อนไปตามกัน พลกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามคนร้ายไปจนถึงประตูใหญ่นอกถนน ก็ได้ความจากแม่ค้ากล้วยแขกซึ่งตั้งร้านแผงลอยอยู่ริมถนนหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ว่าเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้นั้นขึ้นรถออสตินแวนเข้าไปในเมืองแล้ว แต่เมื่อถามถึงเบอร์รถ หญิงชราก็บอกว่าไม่ได้สังเกต พลรีบวิ่งกลับเข้ามาในบ้านเอารถคาดิลแล็คเก๋งออกติดตาม แต่อย่างไรก็คงไม่ทันเพราะถนนสุขุมวิทในตอนนี้มียวดยานสับสนการจราจรคับคั่งมาก เพียงแต่พลนำรถออกมาพ้นประตูบ้านและจะเลี้ยวขวาเข้ามาในเมืองก็ต้องเสียเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๐ นาที กว่าจะเลี้ยวไปได้ ซึ่งเสือสายได้หลบหนีไปไกลลิบแล้ว ในที่สุดพลก็ต้องย้อนกลับมาบ้าน "พัชราภรณ์"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง รองสารวัตรเจ้าของท้องที่ซึ่งเป็นนายร้อยตำรวจเอกก็พาตำรวจคนหนึ่งมาสอบสวนปากคำกิมหงวนตามระเบียบ ร.ต.อ.พิพัฒน์ได้โทรศัพท์ติดต่อกองปราบขอให้ส่งกำลังตำรวจไปคุ้มครองผู้จัดการ "ธนาคารสามสหาย จำกัด" เพราะเกรงว่านายสาย คชลักษณ์ จะไปสังหารผู้จัดการธนาคารอีกคนหนึ่ง

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไปแล้ว ดร.ดิเรกก็เริ่มลงมือช่วยเหลือกิมหงวนด้วยการผ่าตัดเอากระสุนปืนออกต่อหน้าคณะพรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและสี่นาง เขาฉีดยาห้ามเลือดและยาชาให้กิมหงวนสามสี่เข็ม แล้วก็กรีดบาดแผลออก ประภาทำหน้าที่เป็นพยาบาลคอยส่งเครื่องมือให้ ด้วยอำนาจยาชาและยาห้ามเลือดทำให้เสี่ยหงวนไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย เขานั่งอยู่บนเตียงผ่าตัดกลางห้องและคุยจ้อ

"เจ็บไหมคะอาเสี่ย" ประภาถามขณะที่ ดร.ดิเรกใช้คีมคีบกระสุนปืนนัดหนึ่งซึ่งฝังอยู่ในกระดูกและโยกไปมา

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ไม่เจ็บเลยครับ ดิเรกมันแน่มาก ผมเคยถอนฟัน หมอเขาฉีดยาชาให้แต่เวลาถอนยังรู้สึกเจ็บ"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"ยาชาของกันเป็นยาที่กันคิดขึ้นมาเอง มีประสิทธิภาพดีกว่ายาชาที่ใช้กันทั่วไปหลายเท่า ใช้ยาชาอย่างนี้ดีกว่าให้ยาสลบเพราะคนไข้ไม่เพลีย กันจำได้ว่ามหาดเล็กของมหาราชาองค์หนึ่ง "

พลพูดขัดขึ้นเบาๆ

"อย่าเพิ่งเล่าเลยโว้ยหมอ เอาลูกปืนออกเสียก่อนเถอะ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ เขาจ้องมองดูกระสุนปืนซึ่งฝังอยู่ในกระดูกแล้วบ่นพึมพำ

"บา อยู่ลึกเสียด้วย กันสงสัยเสียแล้วแกถูกยิงนัดเดียว ทำไมถึงมีหัวกระสุนฝังอยู่ในกระดูกต้นแขนแกถึงสองนัด"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"ฮ้า"

"จริงว่ะ" ดร.ดิเรกตอบ

เสี่ยหงวนนิ่งนึกอยู่สักครู่หนึ่งแล้วเขาก็ร้องเอ็ดตะโร

"นึกได้แล้วหมอ เมื่อ ๘ ปีที่แล้วมากันยิงต่อสู้กับพวกนักเลงบางรัก กันถูกยิงกระสุนฝังในกันให้แกช่วยผ่าเอาหัวกระสุนออก แกจำได้ไหม หลังจากแกเอ๊กซเรย์ให้กันแล้ว แกบอกว่าไม่ต้องผ่าเพราะหัวกระสุนฝังอยู่ในกระดูก"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ ออไร๋ กันจำได้ เวลา ๘ ปี กระสุนนัดนั้นมันคงค่อยๆ โผล่ออกมานอกกระดูก แกจะเก็บเอาไว้หรือจะให้กันเอาออก"

กิมหงวนชักฉิว

"เก็บไว้หาหอกอะไรล่ะ"

เสียหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกก้มหน้าลงจ้องมองดูกระสุนปืนทั้งสองนัดแล้วใช้คีมคีบนัดหนึ่ง เขาพยายามดึงออกมาเสียงดังหนึบ ชูอวดทุกๆ คนอย่างภาคภูมิ นวลลออมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกล่าวกับประไพเบาๆ

"คุณหมอทำงานได้แคล่วคล่องนะคะคุณไพ"

"ค่ะ เรื่องผ่าตัดละก้อไพยอมยกให้ เสียอย่างเดียวค่ะแกขี้ลืม ถ้าผ่าตัดใหญ่เช่นผ่าตัดหน้าท้อง แกมักจะลืมอะไรต่ออะไรไว้ในท้องคนไข้เสมอ บางทีก็มีด, บางทีก็ตะไกร หรือมิฉะนั้นก็กล้องยาเส้น"

ดร.ดิเรกพยายามใช้คีมคีบลูกปืนนัดที่สองที่ตกค้างอยู่ในตัวกิมหงวนเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว แต่มันฝังแน่นอยู่ในกระดูกครึ่งหนึ่งดึงเท่าไรก็ไม่ยอมหลุดออกมา นายแพทย์หนุ่มจุ๊ปากจิ๊กจั๊ก ถอยหลังออกห่างเสี่ยหงวนเล็กน้อย ยกเท้าขวาขึ้นยันสีข้างกิมหงวน มือขวาที่จับคีมคีบดึงลูกปืนเต็มแรง

"เฮ้ยๆๆ " เสี่ยหงวนอุทาน "แกกำลังจะเอาลูกปืนออกจากตัวกันหรือว่าแกจะกระทืบกันแน่"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"เอาลูกปืนออกโว้ย"

"ไหงต้องเอาตีนยันสีข้างกันด้วยล่ะ ถ้าคนไข้ใจเสาะหน่อยเห็นจะช็อคตายแน่ๆ ลูกปืนนัดนี้ใช่ไหมที่มันตกค้างอยู่ในตัวกัน ๘ ปีแล้ว"

"ออไร๋"

อาเสี่ยว่า "ถ้ามันลำบากนักก็ปล่อยมันไว้ตามเดิมเถอะวะ ความจริงกันก็ไม่ได้เดือดร้อนและไม่เคยได้รับความเจ็บปวดจากกระสุนปืนนัดนี้เลย"

"โน หมอชั้นกันต้องพยายามเอาออกให้ได้"

แล้วดร.ดิเรกก็ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ทุกคนเงียบกริบจ้องตาเขม็งมองดูนายแพทย์หนุ่มเป็นตาเดียว สักครู่ ดร.ดิเรกก็คีบหัวกระสุน ๙ มม.นัดหนึ่งออกมาชูอวดคณะพรรคของเขา

"นี่ไง เห็นไหมล่ะ อ้ายเสี่ยบ่นว่าเสียวแขนซ้ายบ่อยๆ ลูกปืนนัดนี้แหละที่ทำให้เสียงแขนซ้าย" แล้วเขาก็ยิ้มให้กิมหงวน "กันดึงเสียเต็มแรงมันถึงหลุดออกมา เจ็บไหมวะ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ตอนที่แกใช้คีมคีบโยกไปโยกมาสบายดีว่ะ เหมือนเอาขนไก่ยอนหู ยาชาของแกวิเศษแท้ แกช่วยผ่าตามตัวกันตรวจดูกระสุนปืนให้ทั่วได้ไหม ถ้ามันมีตกค้างอยู่นัดสองนัดก็ช่วยคีบเอามันออกมาเสียด้วย ชีวิตของกันผ่านการต่อสู้ดวลปืนมามากต่อมาก นับตั้งแต่กรณีพิพาทอินโดจีน สงครามเอเซียบูรพา"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ถ้าจะตรวจดูให้แน่ต้องเอ๊กซเรย์" แล้วเขาก็กล่าวกับเมียรักของเขา "งานของไอเสร็จแล้ว ยูช่วยทำความสะอาดล้างแผลใส่ยาและพันผ้าให้เรียบร้อย แล้วฉีดยาป้องกันบาดทะยักให้หนึ่งเข็ม"

"ค่ะ ดิเรกไปล้างมือพักผ่อนเถอะค่ะ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นอีก ทุกคนดีใจไปตามกันที่กิมหงวนปลอดภัยแล้ว คุณหญิงวาดถึงกับกล่าวว่า

"มีพ่อดิเรกอยู่ในบ้านก็เหมือนกับมีหมอ ๑๐ คนอยู่ในบ้านเรา ตามธรรมดาหมอน่ะเขาเก่งเฉพาะโรค หมอบางคนเก่งทางยาคือโอสถกรรมหรืออายุรกรรม, บางคนเก่งทางผ่าตัด, เก่งทางโรคเฉพาะสตรี, โรคตา, โรคหูคอจมูก, โรคผิวหนัง, โรคเด็ก แต่ดิเรกเชี่ยวชาญทุกชนิด"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น ยกมือขวาชี้หน้าอกตัวเองแล้วพูดอย่างภาคภูมิ

"ผมหัวนอกครับ ไม่ใช่หัวใน ปริญญากิตติมศักดิ์แพทย์บัณฑิตและวิทยาศาสตร์แห่งประเทศอังกฤษ เก่งจริงๆ ครับไม่ใช่เก่งเล่นๆ "

"ถุย"

นายแพทย์หนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ

"ใครถุยวะ"

นิกรพยักหน้า

"กันเอง"

"ที่ถุยนี่หมายความว่ากระไร" ดร.ดิเรกถามอย่างโมโห

"เปล่า ไม่มีความหมาย เสลดมันติดคอก็ต้องถุยออกมากลืนเข้าไปก็เหลือฝืน ไม่ได้ตั้งใจถุยรดหัวแกหรอก กันยอมรับนับถือว่าแกเป็นหมอที่แน่ที่สุดในเมืองไทย ให้ดิ้นตายเถอะวะ แกรักษาโรคและทำการผ่าตัดได้เก่งมาก ยาของแกที่คิดขึ้นก็ล้วนแต่เด็ดขาดเสียอย่างเดียวแกไม่สามารถที่จะทำยาปลูกผมให้คุณพ่อและคุณอาได้"

"อ้าวๆๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที "ข้าไม่เกี่ยวนะโว้ยอ้ายกร"

นิกรยกมือไหว้พ่อตาของเขา

"ผมพูดจริงๆ ครับ ดิเรกมันควรจะช่วยคุณพ่อและคุณอาได้ในเรื่องนี้ มันคิดยาดีๆ ได้สารพัดดีกว่ายาต่างประเทศ ราคาก็ถูกกว่า เช่น ยาแก้โรคเบาหวาน, ยารักษาความดันโลหิตสูง, ยารักษาวัณโรค ขณะนี้โรงงานผลิตยาของดิเรกผลิตแทบไม่ทัน แต่ยาปลูกผมช่วยคนหัวล้านให้มีผมมันคิดไม่ได้"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น มองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ยูพูดเพราะยูไม่เข้าใจอะไรเลย ยูรู้ไหมว่าคนหัวล้านกบาลเหน่งน่ะรากผมมันตายไปหมดแล้ว ต้นไม้ที่รากแก้วขาดมันจะแตกกิ่งใบอีกไม่ได้ ลำต้นของมันจะตายแห้ง คนหัวล้านก็เช่นเดียวกัน ไอพยายามค้นคว้าและทดลองมาแล้ว แต่ไม่เป็นผล"

สี่นางกลั้นหัวเราะแทบแย่ คุณหญิงวาดกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงหัวเราะ

"วิธีปลูกผมต้องใช้ยาแผนโบราณ ยาฝรั่งน่ะมันใช้ไม่ได้ ยาไทยเรามีอยู่ขนานหนึ่งเด็ดขาดจริงๆ บอกให้ท่านเจ้าคุณท่านลองใช้ ท่านก็ไม่เชื่อหาว่าอาโกหก ตำรับนี้พระยาแพทยาพิเศษแพทย์หลวงในรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้คิดได้ ช่วยให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่หัวล้านมีผมดก หวีผมแปร้ไปตามกัน"

ดร.ดิเรกนิ่งฟังอย่างสนใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็สนใจมาก แต่แกล้งทำเป็นไม่สนใจ

"คุณอาทราบหรือครับว่ายาปลูกผมขนานนี้เข้าอะไรบ้าง"

"อ๋อ ทำไมอาจะไม่รู้ จะบอกเจ้าคุณหลายครั้งแล้ว พอเอ่ยปากพูดเรื่องนี้ท่านก็โมโหหาว่าอาล้อเลียนท่าน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้ง

"ฉันรู้น่าคุณหญิง ยาของคุณหญิงก็คือน้ำมันขี้ไก่แห้งทาๆ "

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"ใครบอกล่ะคะ ยาบ้าๆ นั่นเขาพูดล้อคนหัวล้านกันต่างหาก ยาตำรับนี้ไม่ใช่น้ำมันขี้ไก่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอายๆ

"เข้าอะไรบ้างครับ ถ้ามันเข้าทีผมจะลองดู แฮ่ะ แฮ่ะ"

"ก็สมุนไพรสองสามอย่างเท่านั้นแหละค่ะ ราคาก็ไม่กี่สตางค์ เจ้าคุณทั้งสองรับฟังดิฉันป่านนี้ก็หายหัวล้านไปนานแล้ว ดิฉันจะบอกให้ก็ได้ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ ฟังนะคะ เปราะหนึ่งบาท, หญ้าแห้วหมูหนึ่งบาท, ใบบัวบกหนึ่งบาท, พิมเสนอย่างดีพอสมควร แล้วก็ขี้แมวแห้งเผาไฟหนักหนี่งบาท ทั้งหมดนี้เอามาตำให้ละเอียดพอกศีรษะก่อนนอน ครึ่งเดือนเท่านั้น รากผมที่ตายแล้วจะกลับฟื้นขึ้นมาอีก" พูดจบคุณหญิงวาดก็หันมาทางเจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างหลังท่าน "หัวเราะอะไรวะอ้ายแห้ว ประเดี๋ยวแม่เตะกระโดงคางหักเลย"

นันทาถามขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ขี้แมวแห้งมีประโยชน์อะไรคะคุณอา"

คุณหญิงวาดเปลี่ยนสายตามาที่หลานสาวหรือสะใภ้ของท่าน

"อาก็ไม่รู้เหมือนกัน ตำราเขาว่าอย่างนี้ เข้าใจว่าขี้แมวคงมีวัตถุธาตุหรือปุ๋ยที่เป็นประโยชน์ เขาปลูกต้นไม้เขาก็ใช้ขี้เป็ดขี้ไก่ผสมเป็นปุ๋ยต้นไม้งอกงาม ขี้แมวก็คงจะเป็นปุ๋ยช่วยให้รากผมที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมา ยาโบราณของเราน่ะเขาดีจริงๆ นะแม่นัน"

ประไพหัวเราะหึๆ

"ใช้ขี้แมวพอกศีรษะไม่เหม็นแย่หรือคะคุณอา"

คุณหญิงวาดหันขวับมาทางหลานสะใภ้ของท่าน

"มันจะเหม็นอะไร ขี้แมวแห้งไม่ใช่ขี้แมวสดๆ เอาตากแดดไว้สัก ๕ วัน มันก็หมดกลิ่นเมือนก้อนดินธรรมดา"

สองเจ้าคุณค่อยๆ มองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน แต่พอรู้สึกตัวว่าสี่สหายกำลังมองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็รีบทำหน้าตายทันที

ประภาทำแผลใส่ยาให้เสี่ยหงวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้น หล่อนก็ฉีดยาป้องกันบาดทะยักให้อาเสี่ยกิมหงวนหนึ่งเข็ม ดร.ดิเรกกล่าวกับอาเสี่ยว่า

"รู้สึกอ่อนเพลียบ้างไหม"

"เป็นบ้าง เพราะกันเสียเลือดไปมากเหมือนกัน แต่ก็เป็นบุญแล้วที่กันรอดตายได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินเข้ามาหยุดยืนข้างเตียงผ่าตัด แล้วยกมือตบศีรษะกิมหงวน

"พวกเราทุกคนขอแสดงความยินดีด้วยที่แกปลอดภัยแล้ว"

"ขอบคุณครับ คนเราถ้าไม่ถึงที่อย่างไรมันก็ไม่ตาย ถ้าถึงที่นอนอยู่ในเรือจ้างรถยนต์ยังกระโจนลงไปในคลองทับเรือจ้างและทับคนในเรือจ้างตาย เรื่องความตายผมเชื่อเหลือเกินครับ คนเราจะตายเมื่อถึงกำหนดพรหมลิขิตบัญชาเอาไว้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มเล็กน้อย

"นึกเจ็บใจไหมที่ถูกอ้ายสายมันยิงแก"

"โธ่-เจ็บใจซีครับ มันยิงผมโดยที่ผมไม่มีทางต่อสู้ป้องกันตัวเลย ถ้าหากว่าตำรวจจับตัวมันไม่ได้ผมจะพยายามสืบหาอ้ายสายทุกมุมโลก ไม่ว่ามันจะไปอยู่แห่งหนตำบลใด ผมจะต้องติดตามไปฆ่ามันให้ได้ แต่ผมเชื่อว่าตำรวจคงจับมันได้ในเร็ววันนี้เพราะมีรูปถ่ายของมันติดกับใบสมัครอยู่ที่ธนาคารและมีประวัติสังเขปพอที่ตำรวจจะสืบรู้ได้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"อย่าไปคิดผูกเวรจองสนองกรรมเขาเลยพ่อหงวนเอ๊ย เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เขาก่อกรรมไว้เขาก็ต้องได้รับกรรมตามสนอง ถ้าเธอติดตามไปฆ่านายสายตาย ญาติพี่น้องหรือลูกหลานของนายสายก็จะอาฆาตพยาบาทเธอมาฆ่าเธอบ้าง วงศาคณาญาติของเธอก็จะตามไปฆ่าอ้ายพวกนั้นอีก ฆ่ากันไปฆ่ากันมาจองเวรกันไม่รู้จักหมดสิ้น"

"ก็มันยิงผมก่อนนี่ครับคุณอา"

ดร.ดิเรกโบกมือห้ามกิมหงวนให้สงบปากเสียง

"ยูนอนพักผ่อนเถอะ พยายามนอนหลับเสียจะได้หายอ่อนเพลีย นอนบนเตียงผ่าตัดนี่แหละ อ้า-ขอเชิญทุกคนออกไปจากห้องนี้ได้แล้วครับ คนไข้ของผมจะพักผ่อน"

เหมือนกับเด็กว่าง่าย เสี่ยหงวนค่อยๆ เอนตัวลงนอนหงายบนเตียงนั้น ประภาหยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งคลี่ออกคลุมหน้าอกเสี่ยหงวน ดร.ดิเรกชี้บอกให้นวลลออนั่งลงบนม้ายาวริมห้อง ต่อจากนั้นท่านผู้ใหญ่ก็พา พล, นิกร, นันทากับประไพ และเจ้าแห้วออกไปจากห้องวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกระซาบบอกให้เจ้าแห้วไปพบท่านทางหน้าตึกใหญ่ตามลำพัง

"อ้ายแห้ว" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหนักๆ แต่แผ่วเบา "เอ็งช่วยข้าสักหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานใต้เท้าจะใช้ให้ผมทำอะไรหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ แล้วกระซิบบอกเจ้าแห้วเบาๆ

"หาขี้แมวให้ข้าสัก ๕ ก้อนได้ไหม"

เจ้าแห้วรู้ทันทีว่าท่านเจ้าคุณจะทดลองยาของคุณหญิงวาด จึงเต็มใจรับใช้

"รับประทานเอาเปียกหรือแห้งครับ"

"เปียกเอามาทำไมล่ะเหม็นตายโหง เอาแห้งๆ ซิ นังทรัพย์มันแอบไปขี้ข้างหลังครัวเสมอ เอ็งลองไปหาดูเถอะแล้วอย่าบอกใครนะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานถ้าไม่จำเป็น รับประทานผมไม่พูดให้ใครฟังหรอกครับ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลงแล้วตวาดแว๊ด

"ถึงจำเป็นก็พูดไม่ได้ ไป-พยายามหามาให้ได้และห่อกระดาษให้มิดชิดเอาขึ้นไปให้ข้างบน"

"รับประทานถ้าแห้งๆ หาไม่ได้ เอาเปียกๆ ได้ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด

"ได้เหมือนกัน แต่ว่าถ้าได้เปียกๆ เอ็งต้องเอาไปตากไว้ก่อนอย่าเพิ่งเอาขึ้นไปให้ข้า พยายามหาแห้งๆ เถอะวะ บนหลังคาครัวก็คงจะมี นังทรัพย์กับอ้ายขอดไล่ปล้ำกันบนหลังคาครัวแทบทุกคืน"

เจ้าแห้วเดินหัวเราะหึๆ ลงบันไดหน้าตึกอ้อมไปทางหลังตึก ท่านเจ้าคุณย้อนเข้ามาในห้องโถง

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างเสนอข่าวนายกิมหงวน ไทยแท้ หรืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งแห่งประเทศไทยถูกคนร้ายอุกอาจบุกเข้าไปยิงในบ้านตอนสายของวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นข่าวที่ประชาชนสนใจมาก ข่าวรายละเอียดของหนังสือพิมพ์เหล่านั้นมีความว่า

อาเสี่ยกิมหงวนประธานกรรมการและผู้อำนวยการ "ธนาคารสามสหาย จำกัด" ได้เรียกตัวนายสาย คชลักษณ์ พนักงานของธนาคารมาพบเพื่อว่ากล่าวตักเตือนในข้อบกพร่องต่างๆ ที่นายสายได้กระทำผิดกฏข้อบังคับและคำสั่งของธนาคาร แทนที่นายสายจะสำนึกผิดกลับแสดงกิริยาโอหังขาดความเคารพยำเกรงผู้เป็นนายจ้าง อาเสี่ยกิมหงวนจึงสั่งไล่ออกจากงานทันที นายสายมีความโกรธก็ลุกขึ้นใช้ปืนพกยิงอาเสี่ยกิมหงวนในระยะประมาณ ๒ เมตร แต่กระสุนถูกไหล่ซ้าย อาเสี่ยกิมหงวนนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่จึงรอดตายอย่างหวุดหวิด

ผลของการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ความว่านายสาย คชลักษณ์ มือปืนกำแหงผู้นี้ความจริงคืออาชญากรชั้นเสือร้ายที่หลบหนีมาจากจังหวัดเพชรบุรี เขาคือเสือสอนสมุนคนสนิทของเสือเดช ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่แห่งจังหวัดเพชรบุรีและราชบุรี ผู้มีสมญานามว่าอ้ายเสือปืนคู่ มีประวัติโหดเหี้ยมและทารุณผิดมนุษย์ ปล้นและฆ่าเจ้าทรัพย์มาหลายราย ฆ่านายอำเภอ ฆ่าสายลับตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรมาหลายคน ทางราชการได้ประกาศให้รางวัล ๑๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้ที่จับเป็นหรือจับตายเสือเดชมาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว

จากโครงการปราบโจรผู้ร้ายในฤดูแล้งของกระทรวงมหาดไทย กำลังกองปราบจากกรุงเทพฯ ได้ถูกส่งไปยังจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด เพื่อทำการปราบโจร กองปราบจำนวนหนึ่งได้ปะทะกับพวกโจรของเสือเดชที่หมู่บ้านเขาย้อย ห่างจากเขาย้อยประมาณสองกิโลเมตร ในตอนใกล้จะพลบค่ำคืนวันหนึ่งเจ้าพนักงานกับพวกโจรได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่แล้วเสือเดชกับเสือสอนก็ตีฝ่าวงล้อมของพวกตำรวจกองปราบหนีไปได้โดยอาศัยความมืดเป็นฉากกำบังตัว สมุนโจรเสียชีวิต ๔ คน บาดเจ็บสาหัส ๓ คน และถูกจับเป็น ๒ คน ฝ่ายเจ้าพนักงานเสียชีวิต ๒ คน บาดเจ็บไม่สาหัส ๒ คน การสูญเสียบริวารและอาวุธในการต่อสู้รบกับตำรวจครั้งนี้ทำให้เสือเดชกับเสือสอนต้องแยกจากกัน ต่างคนต่างหลบหนีเอาตัวรอด เสือสอนหนีเข้ามากรุงเทพฯ เพราะเชื่อว่าความแออัดของพลเมืองจะช่วยให้มันปลอดภัย เสือสอนได้ไว้หนวดเคราปิดบังโฉมหน้าอันแท้จริงและอาศัยเกลอเก่าคนหนึ่งซึ่งเช่าบ้านอยู่ทางสามเสน จวง-เป็นชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสือสอน มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี เคยเรียนหนังสือร่วมโรงเรียนเดียวกับเสือสอน คือโรงเรียนประจำจังหวัดเพชรบุรี แต่จวงจบชั้นมัธยมบริบูรณ์ ส่วนเสือสอนมีความรู้แค่มัธยมปีที่ ๔ เท่านั้น

เมื่อเพื่อนเก่าหนีร้อนมาพึ่งเย็น จวงก็ให้ความช่วยเหลืออย่างดีที่สุด คือให้ที่อยู่อาศัย ให้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มิหนำซ้ำยังใจดีแบ่งเมียของเราให้ใช้บ้างเป็นครั้งคราว เสือสอนใช้ชื่อใหม่ว่า สาย คชลักษณ์ เขาตั้งใจจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่นิสัยกักขฬะหยาบช้าแก้ไม่หาย เสือสอนพยายามวิ่งเต้นหาซื้อประกาศนียบัตรชั้นมัธยมบริบูรณ์นี้มาได้เจอครูโรงเรียนราษฏร์คนหนึ่ง ซึ่งคิดรวยทางลัดทำประกาศนียบัตรและใบสุทธิปลอมขาย เมื่อซื้อมาได้แล้ว เขาก็เดินเตะฝุ่นหางานทำอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดโชคก็ช่วยให้เขาได้ทำงานใน "ธนาคารสามสหาย จำกัด" ซึ่งบังเอิญเสมียนแผนกสารบรรณคนเก่ามีธุระต้องไปติดตะรางเสีย ๒ ปี ในฐานปลอมลายมือผู้จัดการเพื่อผลประโยชน์ของตน

จากแบบฟอร์มในใบสมัคร เสือสอนได้ลงตำบลที่อยู่และประวัติสังเขปไว้เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้ขอประวัติของเสือสอนจากผู้จัดการธนาคารแล้วก็รีบยกกำลังไปล้อมจับเสือสอนที่บ้านเช่าของนายจวงหลังตลาดศรีย่าน ถนนนครไชยศรี ซึ่งบังเอิญวันนั้นนายจวงพนักงานเทศบาลนครกรุงเทพฯ ป่วยเป็นไข้ไม่ได้ไปทำงาน

เสือสอนเหมือนกับนกรู้ ไม่ยอมหวนกลับมาบ้าน ตำรวจได้เชิญนายจวงและภรรยาไปสอบสวนที่กองปราบ สองสามีภรรยายอมรับสารภาพโดยดีนี่เอง เจ้าพนักงานจึงได้รู้ความจริงว่า นายสาย คชลักษณ์ ก็คือเสือสอนสมุนคนสนิทของเสือเดช นายจวงได้เล่ารายละเอียดของเสือสอนให้ตำรวจฟัง และสารภาพว่าเขาเป็นเพื่อนนักเรียนของเสือสอน ที่ยอมให้เสือสอนอาศัยอยู่ด้วยและถึงกับแบ่งภรรยาให้ใช้บ้างบางโอกาสก็เพราะเขาเกรงกลัวเสือสอนนั่นเอง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายจวงไว้ในข้อหาให้ที่อยู่อาศัยแก่โจร แต่แล้วตำรวจก็ปล่อยตัวนายจวงพ้นข้อหาไปเพราะนายจวงให้การเป็นประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานมาก เขาบอกว่าเสือสอนคงจะหลบหนีไปหาเสือเดชผู้เป็นลูกพี่ เท่าที่เขาทราบจากเสือสอนนั้น เสือเดชนัดแนะกับเสือสอนในระหว่างที่ถูกกองปราบโอบล้อมที่เขาย้อยว่า ให้ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด เสือเดชจะหนีไปดงกระเหรี่ยงที่เขาลายในเขตจังหวัดเพชรบุรี ถ้าเสือสอนตีฝ่าวงล้อมหนีไปได้ก็ให้ไปพบกับเสือเดชที่นั่น นายจวงยืนยันว่าหมู่บ้านเขาลายในดงกระเหรี่ยงซึ่งอยู่ในดงลึก ไกลออกไปจากตัวจังหวัดเพชรบุรีประมาณ ๓๐ กิโลเมตร พวกดาวน้อยในถิ่นต่างๆ ได้ไปชุมนุมกันอยู่ที่นั่น สร้างเมืองเล็กๆ ขึ้น อันเป็นเมืองที่ไม่มีกฏหมายคุ้มครอง ใครชักปืนได้เร็วกว่าก็มีชีวิตอยู่ได้นาน ที่นั่นมีอาชญากรประมาณ ๑๐๐ คน ล้วนแต่เป็นเสือร้ายจากสุพรรณบุรี, เพชรบุรี, ราชบุรีและกาญจนบุรี

สองสัปดาห์ผ่านพ้นไปแล้ว

อาเสี่ยกิมหงวนของเราหายเป็นปกติแล้ว เขาคอยฟังข่าวในเรื่องตำรวจจับเสือสอน แต่ก็ไม่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่จับกุมเสือสอนได้ ในที่สุดกิมหงวนก็ปักใจเชื่อว่าเสือสอนได้หลบหนีไปอยู่ในดงกระเหรี่ยงแล้ว

อาเสี่ยจำได้ว่า เขาได้เรียกเจ้าแห้วมาพบกับเขาในตอนสายวันหนึ่งภายในห้องนอนของเขา และเขาได้เปิดการเจรจากับเจ้าแห้วในเรื่องที่เกี่ยวกับเสือสอน

"อ้ายแห้ว บอกข้าอย่างเปิดอกซิ เอ็งอยากได้เงินใช้ไหมวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"ปู้โธ่-รับประทานทำไมถึงถามอย่างนี้ล่ะครับ ยอดปรารถนาของมนุษย์เราถ้าไม่ใช่เงินแล้วจะอะไรอีก"

"ดีแล้ว ข้าจะใช้ให้เอ็งทำงานสำคัญสักอย่างหนึ่งและจะตอบแทนเอ็งด้วยจำนวนเงินสองหมื่นบาท"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื้อก เขาคิดว่าหูของเขาแว่วไป

"รับประทานเท่าไหร่นะครับ"

"สองหมื่นบาท" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องเหมือนกับถูกยิง "สองหมื่นเชียวหรือครับ โอย-ถ้าสองหมื่นละก้อรับประทานอาเสี่ยจะใช้ให้ผมไปฆ่าใครผมก็จะไปเดี๋ยวนี้"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"แกก็เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายเป็นส่วนมากที่บูชาเงินเป็นพระเจ้า"

"จริงครับ" เจ้าแห้วสารภาพอย่างอาจหาญ "รับประทานเงินมันแก้วสารพัดนึกนี่ครับ รับประทานโบราณท่านพูดไว้ไม่ผิด มีเป็นคนจนเป็นหมา รับประทานบัญชามาเถอะครับอาเสี่ย จะใช้ให้ผมทำอะไร"

เสี่ยหงวนนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ฉันจะใช้ให้แกเดินทางไปเขาลายดงกระเหรี่ยง เพชรบุรี เพื่อสืบหาตัวอ้ายสอนที่นั่น"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื้อก

"รับประทานอาเสี่ยจะให้ผมไปที่ดงกระเหรี่ยง"

"เออ" กิมหงวนพูดเสียงหนักๆ "ถ้าแกกลับมาพร้อมข่าว รางวัลเงินสดสองหมื่นบาทให้แกทันที"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

"รับประทานดงกระเหรี่ยงมันอยู่ในป่าลึกห่างไกลจากตัวเมืองเพชรบุรีมาก รับประทานเสือมันคงรับประทานผมแน่ๆ "

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"แกหาเพื่อนร่วมใจไปกับแกสักสองสามคนซีวะ พวกออร์เหลนเพื่อนฝูงของแกมีตั้งเยอะแยะไม่ใช่หรือ เอาเถอะสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางฉันจะให้ ๕,๐๐๐ บาท แกมีกำไรถมเถไป"

"ขอบคุณครับอาเสี่ย เป็นอันว่าผมพร้อมแล้วที่จะรับใช้อาเสี่ยด้วยความเต็มใจ อาเสี่ยจะให้ผมไปเมื่อไหร่ล่ะครับ"

"เร็วที่สุดที่แกจะไปได้ อยากให้ไปพรุ่งนี้เช้า ฉันน่ะเจ็บใจอ้ายสอนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ถ้าแกสืบทราบมาแน่นอนว่าอ้ายสอนหนีไปอยุ่เขาลายจริงๆ ฉันจะติดตามไปฆ่ามันให้สมแค้น ฉันได้ตั้งปณิธานไว้เสมอใครทำให้ฉันเลือดตกยางออกผู้นั้นจะอยู่ร่วมโลกกับฉันไม่ได้ แกต้องทำงานที่ฉันมอบหมายให้นี้ให้สำเร็จ และจำไว้ถ้าแกต้มฉันไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหนแล้วโกหกฉันว่าแกไปดงกระเหรี่ยงกลับมา ฉันจับได้ว่าแกโกหกฉันจะฆ่าแกเสีย"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมสาบานให้เลยครับ ถ้าผมไม่ซื่อสัตย์ต่ออาเสี่ยแล้วขอให้ฟ้าผ่าลากเลือดออกเป็นปี๊บๆ เลย ลงได้รางวัลตั้งสองหมื่น รับประทานเหนื่อยยากอย่างไร รับประทานผมก็ต้องทำงานให้อาเสี่ยจนสำเร็จ ผมจะเอากล้องถ่ายรูปไปด้วยครับ รับประทานรูปเสือสอนมาให้อาเสี่ยดูเป็นหลักฐาน"

"เออ-ถ้ายังงี้ใช้ได้ แกกลับมาถึงบ้านเมื่อไหร่ฉันจะเซ็นเช็คสั่งจ่ายเงินสองหมื่นบาทให้แกทันที"

เจ้าแห้วทำท่าอิดเอื้อนและพูดอ้อมแอ้ม

"รับประทานวางมัดจำสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ดีหรือครับ"

"ไม่ต้องโว้ย" อาเสี่ยตวาดแว๊ด "ฉันจ่ายค่าพาหนะ ค่ากินอยู่ให้แกพิเศษครึ่งหมื่นแล้ว อย่าพยายามสูบข้าให้มากนักเลยอ้ายแห้ว เอาละ แกไปเตรียมตัวได้แล้ว"

พูดจบกิมหงวนก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ร์ทหยิบเช็คฉบับหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าแห้ว "เอ้า-นี่เช็ค ๕,๐๐๐ บาท รีบไปเบิกเงินเสีย และไปติดต่อกับเพื่อนแกให้เรียบร้อย"

เจ้าแห้วก้มลงกราบเสี่ยหงวนเสียก่อนจึงรับเช็คมาถือไว้

"เจ้าประคู้ณ รับประทานขอให้อาเสี่ยอายุมั่นขวัญยืน อยู่กับพ่อแม่จนแก่จนเฒ่า ถือไม้เท้ายอดทอง "

"เฮ้ย" กิมหงวนตวาดลั่น "พ่อแม่กูม่องเท่งไปตั้งนานแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมเคยได้ยินตาแก่ขอทานแกให้พรอย่างนี้ก็จำเอามาครับ อ้า-รับประทานผมจะเริ่มวิ่งเต้นทำธุระให้อาเสี่ยตั้งแต่บัดนี้นะครับ แต่ว่า รับประทานถ้าเจ้าคุณหรือคุณหญิงและพวกเจ้านายเรียกใช้ รับประทานผมจะทำอย่างไร"

"เอาเถอะ นั่นเป็นเรื่องของข้า"

เจ้าแห้วดีใจอย่างยิ่งที่จะได้ไปเที่ยวป่ากระเหรี่ยงและมีหวังได้หยุดพักผ่อนงานหลายวัน เขารีบลุกขึ้นเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องส่วนตัวของอาเสี่ยกิมหงวนเพื่อรีบไปถอนเงินที่ธนาคารและไปติดต่อกับเพื่อนฝูงของเขาที่จะชวนไปเขาลายด้วยกัน ซึ่งเจ้าแห้วตั้งใจจะพาเพื่อนฝีมือดีไปกับเขาสักสองคน

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ

เจ้าแห้วหายไป ๗ วันแล้ว คุณหญิงวาดบ่นถึงเจ้าแห้วไม่เว้นวันเกรงว่าเจ้าแห้วจะถูกฆ่าตาย หรือได้รับอันตรายจากสัตว์ร้ายในป่า ตามปกติคุณหญิงไม่เคยแสดงกิริยาท่าทางว่าท่านรักและสงสารเจ้าแห้ว แต่พอเจ้าแห้วจากไปทุกคนก็รู้ว่าคุณหญิงวาดรักและกรุณาเจ้าแห้วมาก ทั้งนี้เพราะเจ้าแห้วเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงมาแต่เยาว์วัยนั่นเอง แม้กระทั่งพ่อของเจ้าแห้วก็เป็นบ่าวไพร่ของท่าน

เย็นวันนั้นเอง

ขณะที่คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก ทุกคนก็ได้ยินเสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน เสี่ยหงวนนึกเฉลียวใจว่าเจ้าแห้วคงจะกลับมาบ้าน จึงรีบลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินออกไปทางหน้าตึก

พอแลเห็นเจ้าแห้วนั่งอยู่ในมอริสเก๋งป้ายเหลือง อาเสี่ยก็หันมาบอกคณะพรรคของเขาด้วยความดีใจ

"ได้เรื่องแล้วโว้ยพวกเรา อ้ายแห้วกลับมาแล้ว"

มอริสเก๋งแล่นมาหยุดหน้าตึก เจ้าแห้วส่งเงินค่าโดยสารให้คนขับแล้วถือกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดกลางก้าวลงจากรถ เจ้าแห้วสวมกางเกงบลูยีนเชิ้ร์ทตาหมากรุกดำขาวแขนยาวพับแขน ใบหน้าของเจ้าแห้วซูบซีดร่วงโรย

เจ้าแห้วถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินขึ้นบันไดมาในเวลาเดียวกับที่รถแท๊กซี่คันนั้นเคลื่อนที่ออกจากที่

"ว่าไงอ้ายแห้ว สำเร็จไหม"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานคำว่าไม่สำเร็จไม่มีในปทานุกรมของผมครับ โอย-รับประทานผมเกือบจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าอาเสี่ย"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ไป-ไปคุยกันในห้องโถงเถอะ พวกเราอยู่กันพร้อมหน้า"

เจ้าแห้วเดินตามกิมหงวนเข้าไปในห้องโถง พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว เจ้าแห้ววางกระเป๋าใบนั้น เขาประณมมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"เอ้อ-รับประทานผมรอดตายมาได้อย่างปฏิหาริย์เชียวครับ เพื่อนของผมทั้งสองคนที่ไปด้วยเน่าไปแล้ว"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ทำไมถึงตาย"

"ก็ไม่หายใจน่ะซีครับ"

นิกรทำคอย่น

"เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เลย รู้แล้วโว้ยว่าตายเพราะไม่หายใจ แต่อยากจะรู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนแกทั้งสองคนไม่ยอมหายใจ"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานกระสุน ๙ มม.น่ะซีครับ พอไปถึงเขาลายได้ไม่ถึงชั่วโมง อ้ายหวัดเพื่อนผมก็ถูกยิงตายและพอรุ่งขึ้นอ้ายชดก็ถูกยิงตายไปอีกคน รับประทานผมเองถ้าไม่ได้สติปัญญาอันเฉียบแหลมก็คงตายแล้ว อาศัยนะผมดีครับ"

ดร.ดิเรกกล่าวถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ที่เรียกว่านะดีน่ะเป็นยังไง"

"รับประทานไหว้ซีครับ ไหว้ตะพืดไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม เห็นใครก็ไหว้ก่อน รับประทานไหว้ตะบันแม้แต่เด็กสามสี่ขวบผมก็ยอมไหว้มัน นี่แหละครับทำให้พวกนั้นฆ่าผมไม่ลง รับประทานคนเราลงประณมมือไหว้ใครๆ ก็ใจอ่อนครับ"

คณะพรรคสี่สหายหัวเราะขึ้นอย่างครื้นเครง

พลว่า "แกไปยังไงมายังไงวะอ้ายแห้ว เล่าให้ฟังย่อๆ ซิ เอาแต่ใจความสำคัญ ฝอยไม่ต้องเล่า"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานผมกับเจ้าหวัดและอ้ายชิดได้ออกเดินทางไปเมืองเพชรเมื่อตอนเช้าวันพุธครับ เราไปรถเร็วธนบุรี-ชุมพร รับประทานไปถึงเมืองเพชรอ้ายหวัดกพาไปหาพรรคพวกของเขาซึ่งเป็นออร์เหลนอยู่แถวหน้าโรงหนัง เราได้คนนำทางหนึ่งคนครับเป็นคนชาวพื้นเมือง เราพักอยู่ที่โรงแรมในตลาดเมืองเพชรหนึ่งคืน พอเช้าวันพฤหัสฯ รับประทานคนนำทางก็พาเราออกจากเมืองเพชรเดินลัดตัดทุ่งบ่ายหน้าไปทางดงกระเหรี่ยงครับ ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งในตอนเที่ยงก็เช่าม้าเขา ๔ ตัวขี่ไป รับประทานม้ามันวิ่งบ้างเดินบ้าง ผ่านป่าเขาลำเนาไพรธรรมชาติสวยสดงดงามทำให้อารมณ์เพลิดเพลิน"

พลขยับเท้า

"บอกว่าฝอยไม่ต้อง เดี๋ยวเตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานเรา ๔ คนไปถึงเขาลายในราว ๕ โมงเย็นครับ ที่นั่นเต็มไปด้วยขุนเขาน้อยใหญ่หลายสิบลูก มีป่าโปร่งดงทึบและทุ่งหญ้า บนเขามีชาวกระเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นพวกๆ รับประทานโดยมากทำไร่ครับ หมู่บ้านเขาลายอยู่ในระหว่างหุบเขาแห่งหนึ่งคือมีภูเขาล้อมรอบ และมีช่องเขาเป็นบางแห่ง รับประทานที่นั่นมีบ้านเล็กเรือนน้อยราว ๕๐ หลังคาเรือน สภาพของมันก็เหมือนกับในหนังคาวบอยที่เราเคยดูแหละครับ มีธนาคาร, ร้านตัดผม, โรงแรม, บาร์, บ่อนการพนัน แต่ไม่มีที่ทำการอำเภอครับ รับประทานอ้ายพวกนั้นต่างคุ้มครองรักษาตนเอง แต่งเคาบอยพกปืนเหมือนในหนัง แต่ละคนหน้าตาเหี้ยมเกรียมเป็นอาชญากรที่หลบหนีคดีไปอยู่ที่นั่น รับประทานมันยิงกันเป็นว่าเล่นเชียวครับ มองหน้ากันก็ยิงทิ้ง ไม่มองมันก็ยิง อ้ายพวกนั้นมันสงสัยว่าผมกับเพื่อนๆ และคนนำทางเป็นตำรวจหรือพวกอำเภอครับ มันล้อมรอบเราในโรงเตี้ยม รับประทานผมใช้วิธีประณมมือ ๑๐ ทิศ ชี้แจงให้มันฟังว่าอ้ายหวัดกับอ้ายชิดเป็นนักเผชิญโชค ส่วนผมเป็นช่างถ่ายรูปอาชีพ ถ่ายปั๊บได้ปุ๊บแบบเขาดินอ๊าร์ต แล้วผมก็นำกล้องถ่ายรูปแบบเขาดินให้มันดู อ้ายพวกนั้นเลยเชื่อ แต่อ้ายหวัดเสือกไปจ้องหน้าอ้ายยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นพี่เบิ้มในถิ่นนั้นเข้า อ้ายหวัดก็เลยถูกยิงทิ้งล้มลงชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากต่อหน้าผม"

"อ้ายยักษ์ใหญ่นั่นชื่ออะไร" เสี่ยหงวนถาม

"ชื่อเทียนครับ ทุกคนเกรงกลัวมันแม้กระทั่งคนแก่ที่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นก็เรียกว่าพี่เทียน"

นิกรกล่าวถามเรื่อยๆ

"เทียนไขหรือเทียนสีผึ้ง"

"รับประทานเทียนเฉยๆ ครับ เสือเทียนเป็นจอมโจร ๕ จังหวัดที่ตำรวจกำลังล่าตัวอยู่ รับประทานมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในจังหวัดอ่างทอง, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, และเพชรบุรี ฆ่าคนตายมานับร้อยแล้วครับ เสือเทียนกับสมุนของมันปะทะกับหน่วยคอมมานโดในบังคับบัญชาของอัศวินแหวนเพชรสมัยสามสี่ปีแล้ว พวกโจรถูกตำรวจโจมตีแตกยับ เสือเทียนหนีไปอยู่เขาลายและตั้งตัวเป็นเจ้าถิ่นที่นั่น รูปร่างมันใหญ่โตน่ากลัวมากครับ รับประทานสูงกว่าอาเสี่ยนิดหน่อย แต่ใหญ่กว่ามาก เสียงดังราวกับช้างเพียงมันหัวเราะกระจกหน้าต่างโรงเตี้ยมก็แตกร้าว"

พลจุ๊ปากและชี้หน้าเจ้าแห้ว

"ฝอยอีกแล้ว บอกให้เล่าแต่เนื้อๆ "

เจ้าแห้วทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย ก่อนที่จะพูดว่าอะไรอาเสี่ยก็กล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าแกพบเสือสอนหรือเปล่า"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานพบซีครับ รับประทานพบที่โรงเตี๊ยมโรงแรกที่ผมกับพรรคพวกไปถึงนั่นแหละครับ อ้า-ผมจำได้จากรูปถ่ายของมันที่อาเสี่ยไปขอมาจากสันติบาล และผมได้ยินใครๆ เรียกมันว่าเสือสอนและพี่สอน มันเป็นลูกน้องของเสือเทียนครับ เสือเดชลูกพี่ของเสือสอนก็อยู่ที่นั่นและเป็นลูกน้องของเสือเทียนเหมือนกัน"

พลกล่าวขึ้นทันที

"จอมโจรอย่างเสือเดชน่ะรึยอมเป็นลูกน้องเสือเทียน จริงหรือวะอ้ายแห้ว"

"โธ่-รับประทานให้ผมก้าวออกไปนี่ธรณีสูบซีครับ ให้ใหญ่ยิ่งใหญ่สักเพียงไหน เมื่อไปอยู่เขาลายก็ต้องเป็นลูกน้องของเสือเทียนถึงจะอยู่ได้ เว้นแต่พวกการพนันหรือผู้ที่ผ่านไปชั่วคราว พวกนี้แหละครับที่มีเรื่องยิงกับลูกน้องของเสือเทียน คนที่นั่นบอกผมว่าวันหนึ่งๆ ที่เขาลายยิงกันตายอย่างน้อย ๒๐ ศพ ส่วนชกปากกันนั้นมีตลอดเวลา อย่างไรก็ตามเสือเทียนได้คอยระงับเหตุและไกล่เกลี่ยให้ปรองดองกันเสมอ รับประทานเสือเทียนมีกิจการค้าที่นั่นหลายอย่างครับ จำหน่ายปืนและกระสุนปืนเถื่อน, ลูกระเบิดมือ, ฝิ่นเถื่อน, มอฟีน, เป็นเจ้าของร้านตัดผม เป็นนายธนาคาร เป็นเจ้าของโรงแรมหรือโรงเตี๊ยมซึ่งชั้นล่างของโรงแรมเป็นบ่อนการพนัน"

ทุกคนนิ่งฟังเจ้าแห้วด้วยความสนใจยิ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปรี้ยวปากมานานแล้วจึงถามขึ้นว่า

"ตำรวจหรือนายอำเภอไม่เคยกล้ำกรายไปที่เขาลายบ้างหรือ"

เจ้าแห้วยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ตาแก่คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า รับประทานไม่เคยปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ไปรบกวนเพราะไม่มีทางหลวงผ่านไปทางนั้น รับประทานแม่น้ำก็ไม่มี การเดินทางไปดงกระเหรี่ยงเขาลายก็ต้องเดินเท้าบุกไปตามป่าทึบและดงดิบหรือมิฉะนั้นก็ขี่ม้าไปและถ้าเจ้าหน้าที่ยกไปจริงๆ พวกกระเหรี่ยงก็จะส่งสัญญาณให้อ้ายพวกวายร้ายเหล่านั้นรู้ตัวล่วงหน้า"

ดร.ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"ถ้าเช่นนั้นที่นั่น ก็คือ บ้านป่าเมืองเถื่อนที่กฏหมายเอื้อมมือไม่ถึง"

"ครับ รับประทานเป็นความจริงครับ อ้ายหวัดเพื่อนผมถูกยิงตายอย่างไร้เหตุผล พอรุ่งขึ้นอ้ายชิดก็ถูกยิงตายอีก"

"ทำไมล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"อ้ายชิดซดกาแฟดังไปหน่อยครับ เสือเดชมันนั่งอยู่ใกล้ๆ มันบอกว่าซดกาแฟดังดูถูกมันๆ ก็ควักปืนออกมายิงอ้ายชิด นายผึ้งคนนำทางของผมเห็นความป่าเถื่อนเช่นนั้นก็ฮึดสู้ พอกระชากมีดพกออกมาพวกเคาบอยไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ซึ่งเป็นพรรคพวกของเสือเดชก็ระดมยิงมาที่นายผึ้ง ทำให้นายผึ้งล้มลงตายอีกคนหนึ่ง"

"แล้วแกทำยังไง" พลถามยิ้มๆ

"รับประทานผมก็ประณมมือน่ะซีครับ ไหว้มันทุกๆ คน ไหว้จนอ้ายพวกนั้นเก็บปืนพวกใส่ซองปืน แล้วผมก็รับจ้างถ่ายรูปให้พวกมันคิดรูปละ ๕ บาท ถ่ายปุ๊บได้ปั๊บ มีคนมาถ่ายกันตลอดวันเชียวครับ เสือเทียนกีบเสือเดชรวมทั้งเสือสอนก็มาถ่าย ผมหลอกถ่ายรูปเสือสอนไว้สองรูปโดยไม่ให้มันรู้" พูดจบเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรของเขาออกมาเปิดออก ดึงรูปถ่ายขนาด ๓ นิ้วรูปหนึ่งออกมาส่งให้เสี่ยหงวน เป็นรูปถ่ายเต็มตัวของเสือสอนซึ่งกำลังจ้องปืน แบ็คกราวด์แลเห็นโต๊ะเก้าอี้และพวกเดนมนุษย์นั่งอยู่ใกล้ๆ เจ้าแห้วถ่ายภาพได้ชัดเจนมาก ถึงแม้ภาพนี้จะเล็กไปหน่อยเสี่ยหงวนก็จำเสือสอนได้ดี

"ดีมากอ้ายแห้ว" กิมหงวนกล่าวชมเจ้าแห้วด้วยความจริงใจ แล้วส่งรูปให้คณะพรรคของเขา "แกเก่งมากที่ทำงานได้ผลสมความมุ่งหมาย"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เรื่องคำชมเชยรับประทานผมไม่ใคร่ชอบเท่าใดนักหรอกครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"อ๋อ เงินสองหมื่นฉันให้แกแน่นอน พรุ่งนี้ฉันจะเอาไปเปิดบัญชีให้ที่ธนาคารของเรา แกต้องการใช้ก็ไปถอนเอามาได้"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานผมขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียก่อนนะครับ เหม็นสาบตัวเองเต็มทนแล้ว ท่านทั้งสองคน คุณผู้หญิงไม่อยู่หรือครับ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"คุณผู้หญิงของแกไปดูหนัง คุณอาทั้งสองไปเยี่ยมเพื่อนเก่าของท่านที่สนามบินน้ำปากเกร็ด ไปซิ ไปพักผ่อนเถอะ"

เจ้าแห้วคว้ากระเป๋าเสื้อผ้า ลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหลังตึกตรงไปยังเรือนพักของพวกคนใช้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสนใจกับรูปถ่ายของเสือสอนอย่างยิ่ง ทุกคนพากันชมความสามารถของเจ้าแห้วซึ่งไม่น่าจะเดินทางไปจนถึงดงกระเหรี่ยง แต่เจ้าแห้วก็เดินทางไปแล้ว และทำงานให้เสี่ยหงวนสมความมุ่งหมาย

"แกจะจัดการกับเสือสอนอย่างไรต่อไป" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"ผมหรือครับ เมื่อรู้ที่อยู่ของอ้ายสอนแน่นอนอย่างนี้แล้ว ผมก็จะชวนคุณอาและพวกเราเดินทางไปเขาลายในเร็ววันนี้โดยจะให้อ้ายแห้วเป็นผู้นำทาง แต่ว่าถ้าใครกลัวตายก็ไม่ต้องไป ผมไปกับอ้ายแห้วก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"แกคิดหรือว่าอาจะปล่อยให้แกไปตามลำพัง แกเป็นหลานของฉัน เมื่อแกจะไปเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตฉันก็ต้องไปกับแกด้วย"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"โอ้โฮ คุณอาพูดยังงี้ชื่นใจจังเลยครับ ฮ่ะ ฮ่ะ" แล้วกิมหงวนก็เลื่อนตัวจากโซฟาลงนั่งบนพื้นคลานเข้ามากราบลงบนเท้าทั้งสองของเจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงความเคารพอย่างสูงสุด "ชื่นใจบอกไม่ถูกครับ ผมไม่มีพ่อมีคุณอาก็เหมือนพ่อของผม"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแก้มแทบแตก

"อาก็เหมือนกัน อารักแกเหมือนกับลูกคนหนึ่ง"

กิมหงวนลุกขึ้นนั่งบนโซฟาตามเดิม มองดูหน้าคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวว่า

"ว่าไงโว้ย จะไปเขาลายกับกันหรือไม่ไป"

พลว่า "เราไม่เคยแยกกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ขี่ควายดีกว่าขี่ม้า เลี้ยงหมาดีกว่าเลี้ยงคนอกตัญญู กินหมูดีกว่ากินผัก คนรักอย่าไว้ใจ เห็นรำไร ๘๒๖ "

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรก กับพลและอาเสี่ยต่างร้องขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นลั่นห้องโถง สาวใช้สองคนถือถาดใส่ขวดวิสกี้โซดาถ้วยแก้วและกับแกล้มเดินเข้ามาในห้องโถงจัดวางลงบนโต๊ะ แล้วเดินก้มตัวออกไปจากห้อง ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ดื่มเหล้าและสนทนากัน ถึงเรื่องที่จะเดินทางไปล้างแค้นเสือสอนที่เขาลายแห่งดงกระเหรี่ยง เพชรบุรี

ในที่สุด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็บุกบั่นเข้ามาจนถึงดงกระเหรี่ยงในตอนเย็นวันหนึ่ง โดยเจ้าแห้วเป็นผู้นำทาง

ทุกคนแต่งกายแบบเคาบอยตะวันตกในภาพยนตร์ พล, นิกร, กิมหงวนคาดเข็มขัดหย่อนยานลงไปข้างขวาและมีเชือกหนังรัดใต้หัวเข่าแบบมือปืน โดยเฉพาะเสี่ยหงวนแต่งชุดสีดำสวมหมวกสักหลาดสีดำผ้าพันคอสีดำ เขาพยายามคิดว่าเขาเป็นแจ็ค พาเร็นท์มือปืนในหนังเรื่อง "เชน" ดร.ดิเรกแต่งกายแบบง่ายๆ สวมกางเกงบลูยีนสีน้ำตาลไหม้ เชิ้ร์ทแขนยาวตาหมากรุกสีเทาสลับขาว คาดเข็มขัดกระสุนปืนพกและมีปืนพกสองกระบอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกจะรุ่มร่ามกว่าเพื่อน เพราะท่านสวมกางเกงหลวมโพลกเพลก มิหนำซ้ำยังสวมเสื้อกั๊กทั้งๆ ที่อากาศร้อนแทบชัก เจ้าแห้วแต่งตัวรัดกุมขี่ม้านำหน้า และดีดกีต้าครวญเพลงลูกทุ่งแบบยีน ออทรี ดาราคาวบอย

ถึงแม้เพลงของเจ้าแห้วฟังไม่เป็นสับประรด ทุกคนก็จำต้องแข็งใจฟังและรู้สึกเวทนาเจ้าแห้วเป็นอย่างยิ่ง

ไร่นาป่าเขาที่เราผ่าน

ห้วยละหานและธารน้ำใส

ธรรมชาติเพลินตาพาเพลินใจ

จักจั่นเรไรร้อง ระงม

โด่รีเฮ รี้เห่รี้เห่ รีเฮ้_

โดรีเฮ-หรีเห่รี้เฮ-โอ้โฮ

แล้วเจ้าแห้วก็หันมายิ้มให้เจ้านายของเขา

"รับประทานเพราะไหมครับ"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ เพราะเหมือนกัน แต่ถ้าแกไม่ร้องคงจะเพราะกว่านี้มาก"

เจ้าแห้วค้อนปะหลับปะเหลือก ดีดกีต้า แล้วครวญเพลงต่อไป แต่พอขึ้นต้นพลก็เอ็ดตะโรลั่น

"พอโว้ย เดี๋ยวพ่อยิงตกม้าตายห่าเลย เสียงยังกะกะละมังร้าวยังจะสะเออะร้องอีก"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย ยกสายกีต้าขึ้นสะพายบ่า เขาแต่งเคาบอยแบบแม็กสิกัน ดูแปลกกว่าเพื่อน สวมหมวกฟางปีกใหญ่ตรงกลางสูง มีผ้าห่มผืนหนึ่งพาดอยู่บนบ่าขวามองดูคล้ายๆ คนบ้า

ม้าทั้ง ๖ ตัว ผ่านหมู่บ้านกระเหรี่ยงไปหลายแห่งแล้ว หมู่บ้านบางแห่งอยู่ที่เชิงเขา บางแห่งก็อยู่บนเนินเขาหรือตามไหล่เขา เมื่อผ่านหมู่บ้านตำบลสุดท้ายก่อนที่จะเข้าเขตเขาลาย ชาวกระเหรี่ยงก็ออกมายืนจับกลุ่มที่หน้าหมู่บ้านมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ

นิกรโบกมือให้สาวน้อยชาวกระเหรี่ยงคนหนึ่ง

"ฮัลโล ขอจูบทีได้ไหมน้องสาว"

"อ้ายบ้า" หล่อนตะโกนตอบ

นิกรอ้าปากหวอ

"ขอโทษทีหนู นึกว่าพูดไทยไม่เป็น"

"ทำไมจะพูดไม่เป็น ฉันเพิ่งสำเร็จเตรียมอักษรศาสตร์มาจากกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายนนี่เอง คนอะไรหน้าด้าน อยู่ๆ ก็มาขอจูบเค้า หน้าตาดีๆ แต่ทะลึ่งบัดซบ"

"พอแล้ว" นิกรหันมาตวาดลั่น "ด่าทีเดียวก็พอซี ด่าเอาๆ มีอย่างที่ไหน"

พวกกระเหรี่ยงหัวเราะคิกคักไปตามกัน หญิงชราคนหนึ่งตะโกนถามมา

"ไปถ่ายหนังที่ไหนกันพ่อคุณ แต่งตัวเหมือนกับหนังเคาบอย ฮ่ะ ฮ่ะ ไม่ร้อนหรือพ่อเอ๊ย"

คณะพรรคสี่สหายผ่านหมู่บ้านไปแล้ว สุนัขหลายตัวเห่าขรม ม้าทั้ง ๖ ตัว เดินเรื่อยเปื่อยเลียบเชิงเขาลูกหนึ่งไปตามทางธรรมชาติ ภูมิประเทศเต็มไปด้วยขุนเขาสลับซับซ้อน เมื่อเลยหมู่บ้านไปในราว ๓ กิโลเมตร เจ้าแห้วก็ชี้มือไปยังเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่งซึ่งยอดของมันเสียดแทงเข้าไปในกลุ่มเมฆ

"รับประทานเขาลูกนั้นแหละครับคือเขาลาย อีกสักครู่เราก็จะผ่านช่องเขาเข้าไปในบริเวณหุบเขาอันกว้างขวาง รับประทานมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ไร่ หมู่บ้านของอ้ายพวกเดนมนุษย์อยู่ในหุบเขานั้นแหละครับ รับประทานผมคิดว่าเราควรจะตกลงกันเสียก่อนไม่ดีหรือครับ"

ม้าทั้ง ๖ ตัว หยุดยืนรวมกลุ่มกัน

"ตกลงตะหวักตะบวยอะไรล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"อ้าว-รับประทานก็เรื่องศพของพวกเราน่ะซีครับ ถ้าหากว่าใครถูกฆ่าตายจะให้คนที่เหลืออยู่ช่วยฝังศพไว้ที่นี่หรือจะเอาศพไปกรุงเทพฯ รับประทานเรื่องนี้มันสำคัญนี่ครับ"

พลยิ้มให้เจ้าแห้ว

"จริงของแกโว้ย แกนี่รอบคอบพอใช้ เอายังงี้ก็แล้วกัน ถ้าพวกเรามีใครล้มตายไปคนที่อยู่ก็ต้องช่วยกันฝัง การเอาศพไปกรุงเทพฯ น่ะ เอาไปไม่ได้หรอก"

"นั่นน่ะซีครับ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ "รับประทานถ้าขืนเอาศพไปก็ต้องเอาพาดหลังม้าไป กว่าจะถึงเมืองเพชรศพขึ้นอึ่ดทึ่ดแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ยิ่งเป็นศพคุณอาด้วยละก้อเหม็นแย่"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"อย่าแช่งซีโว้ยอ้ายเปรต อ้ายเรายิ่งกำลังใจเสียอยู่"

ดร.ดิเรกมองดูหน้านิกรแล้วกล่าวว่า

"เฮ้-ยูไม่สบายหรือ ทำไมหน้าซีดเผือดอย่างนี้"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เปล่า กันไม่ได้เป็นอะไรหรอก กันกลัวตายน่ะ สงสารเมียว่ะ ถ้ากันตายเมียจะไม่ได้มีโอกาสเผาศพกัน"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ทำใจให้เข้มแข็งอ้ายกร เรามาถึงแดนศัตรูแล้ว มันยิงเราก็ยิงมัน ใครชักปืนไวกว่าก็มีโอกาสได้ยิงก่อน รูปร่างของแกเหมือนบิลลี่เดอะคิดไม่มีผิด กลัวมันทำไม เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กว่ะ สุนทรภู่กล่าวไว้ว่า ไม่ถึงที่ตายก็ไม่วายชีวาวาตย์ ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ ถึงที่ตายม้วยมรณ์นอนยิงฟัน ใครไม่ทันทุบถองม่องเท่งแล้ว"

นิกรคึกคักเข้มแข็งขึ้นมาทันที เขายิ้มให้คณะพรรคของเขาแล้วกล่าวเป็นคำกลอนว่า

"อันพวกเราล้วนทะนงและองอาจ ไม่หวั่นหวาดเหล่าร้ายสู้ตายแน่"

ดร.ดิเรกช่วยต่อกลอนให้นิกร

"เรื่องยิงฟันถึงเดือดร้อนไอด๊อนแคร์ ถ้าเพลแฟร์ก็สนุกบุกให้ยับ" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็พยักหน้าให้พลต่อกลอนบ้าง

นายพัชราภรณ์กระแอมเสียก่อนจึงต่อกลอนสดด้วยปฏิภาณของเขาเท่าที่คิดได้

"หมัดต่อหมัดฟัดกันอุตลุด ปืนต่อปืนต่อยุทธพลาดก็ดับ" แล้วพลก็ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋ นิ่งคิดกลอนสักครู่ก็ต่อกลอนกระท่อนกระแท่น

"มีดต่อมีดไม้ต่อไม้ใส่ให้ยับ ทั้งตั้งรับและรุกบุกกับมัน" แล้วท่านเจ้าคุณก็หันมายักคิ้วให้เสี่ยหงวน "ต่อซีอ้ายหงวน"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล เขาไม่สู้จะมีความรู้นักในเรื่องกวีนิพนธ์หรือบทร้อยกรอง เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ นิ่งคิดแล้วก็ว่ากลอนส่งเดช

"เราจะเหยียบเขาลายให้ราบเรียบ เหมือนข้าวเกรียบเมืองเพชรระเห็จหัน" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เอ็งต่อคำสุดท้ายทีวะอ้ายแห้ว ลงจบเอย กลอนข้ามันกระโดกระเดกหน่อย"

เจ้าแห้ววางท่าอย่างภาคภูมิ เขาต่อกลอนโดยไม่ต้องคิด

"เมื่อ ๖ เสือเรียงหน้ากล้าประจัญ บุกที่ไหนที่นั่นแหลกไปเอย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ม้าทั้ง ๖ ตัว ออกเดินทางต่อไป บ่ายโฉมหน้าตรงไปยังช่องเขาเบื้องหน้าโน้น จนกระทั่งถึงเชิงเขาลายและหลังจากนั้นสักครู่ก็ถึงช่องเขามีทางธรรมชาติผ่านเข้าไปในหุบเขาอันกว้างขวาง เจ้าแห้วยังจำทางได้ พอพ้นช่องเขาเจ้าแห้วก็ชี้มือไปยังหมู่บ้านเบื้องหน้าโน้น

"รับประทานนั่นแหละครับ หมู่บ้านเขาลายซึ่งเสือเทียนเป็นเจ้าถิ่น รับประทานอย่าลืมครับว่าเสือเทียนคือบิลลี่ เดอะคิดคนที่สอง มันยิงปืนมือซ้ายและยิงแม่นราวกับจับวาง รับประทานใครๆ เกรงกลัวมันก็เพราะมันยิงปืนแม่นและฝีมือหมัดมวยของมันแน่มากครับ"

ม้าทั้ง ๖ หยุดยืนรวมกลุ่มกันใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๐๐ น.แดดอ่อนจางลงแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนล้วงกระเป๋าหยิบวิสกี้ขวดกลางออกมาชูอวดพรรคพวกของเขา

"ต้องดื่มเหล้าย้อมใจเสียก่อน คนอย่างกันถ้าได้กินเหล้าล่ะก้ออย่าว่าแต่มนุษย์เดินดินเลย เสือช้างในป่ากันก็ไม่กลัว" พูดจบอาเสี่ยก็เปิดจุกออกแล้วยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอั๊กๆ

เขาแบ่งเหล้าในขวดนั้นให้ทุกคนดื่มคนละเล็กละน้อย ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็ควบขับม้าวิ่งสะบัดย่างเข้าไปยังหมู่บ้านนั้น

สภาพของหมู่บ้านคล้ายคลึงกับตำบลเล็กๆ ในภาพยนตร์เคาบอย แต่มีเกวียนหลายเล่มจอดอยู่ริมถนนดินแทนรถม้า โรงแรมหรือโรงเตี๊ยมเป็นเรือนไม้สองชั้นขนาดใหญ่ด้านตรงข้ามเป็นธนาคาร ร้านขายของ ร้านตัดผม ร้านบิลเลียด ร้านอาหาร มีม้าหลายตัวผูกอยู่ตามหน้าร้านค้าเหล่านั้น

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถือโอกาสอ่านป้ายร้านค้าต่างๆ อย่างขบขันทั้งสองฟากถนนซึ่งปรากฎข้อความดังต่อไปนี้

"กัลบกจำเป็น" ตัดผมโดยปัตตาเลี่ยนไม่มีตะไกร ค่าบริการ ๓ บาท แถมแคะขี้หูและนวดหน้า

"ธนาคารเขาลาย" รับฝากเงินแต่ไม่มีดอกเบี้ยให้ ให้กู้ยืมเงินคิดดอกเบี้ยย่อมเยาเพียงร้อยละ ๔๐ ต่อเดือน

"ประหารภัณฑ์" จำหน่ายอาวุธปืน, กระสุนปืน, ดาบ, หลาว, มีดพก, และอาวุธอื่นๆ....

"โลงทอง" หีบศพทุกขนาดฝีมือประณีต ซื้อสองแถมหนึ่ง รับเหมาทำศพทั่วไป

"อุปกรณ์อาชา" จำหน่ายเครื่องอาน, บังเหียนม้าพร้อมชุดรับเปลี่ยนเกือกม้า และรักษาม้าที่เจ็บป่วย

"วนาโอสถ" จำหน่ายและรักษาโรค, รับแก้ตะเกียงลานและตะเกียงเจ้าพายุด้วย

"เสือเทียน" ***เสือปืนซ้าย*** รับจ้างฆ่าคนในราคาเยา ท่านต้องการมือปืนประจำตัวติดต่อได้ที่นี่ มีมือปืนชั้นเสือให้เลือกหลายคน

"สัพเพเหระพานิช" จำหน่ายสินค้าสารพัด เครื่องชำ, เครื่องครัว, เครื่องเขียน, เครื่องก่อสร้าง, กะปิ น้ำปลา ฯลฯ

"เขาลายเธียเตอร์" เปิดแสดงยี่เกเป็นครั้งคราว มีการชนไก่และกัดปลาทุกวัน

และแหล่งสุดท้ายที่มีความสำคัญก็คือ

"เหยี่ยวดง" บาร์และโรงแรมที่โอ่โถงที่สุด ดีที่สุดในถิ่นเขาลายแห่งดงกระเหรี่ยง อาคันตุกะของเขาลายซึ่งเป็นนักการพนัน หรือนักเผชิญโชคที่เดินทางมานี่จะต้องมาพักที่ "เหยี่ยวดง" นี้ เพราะ "เหยี่ยวดง" มีห้องพักกว้างขวางพอใช้รวม ๘ ห้อง มีน้ำอาบกินฟุ่มเฟือย มีตะเกียงลานใช้ประจำทุกห้อง ส่วนชั้นล่างเป็นบาร์ บ่อนการพนัน เล่นกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า "เหยี่ยวดง" เปิดบริการลูกค้าไม่มีวันปิด จำหน่ายอาหารไทยในราคาถูก ส่วนเครื่องดื่มและเหล้าแพงลิบ โดยเฉพาะน้ำอัดลมขวดละ ๑๐ บาท วิสกี้ไทยขวดละ ๘๐ บาท โซดาขวดละ ๑๐ บาท ทั้งนี้ก็เพราะการขนส่งจะทำได้ทางเดียวคือบรรทุกเกวียนบุกป่าฝ่าดงมาเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า ๓๐ กิโลเมตร

ม้าทั้ง ๖ ตัวถูกบังคับให้หยุดที่หน้า "เหยี่ยวดง" เมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก้าวลงจากหลังม้า นิกรก็ร้องตะโกนขึ้นอย่างไร้เหตุผล

"หลั่งเลือดตะวันรอนโว้ย"

พลหันมาทำตาเขียวกับเพื่อนของเขา

"อะไรวะอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"เปล่า"

"เปล่า แล้วแหกปากร้องขึ้นมาทำไม เราสัญญากันแล้วว่าเราจะอยู่ในบทบาทของสุภาพบุรุษ เราจะต่อสู้ ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัว"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"เท่านี้ก็ต้องดุด้วย ชิบหาย"

ต่างคนต่างผูกม้าไว้ยังที่ผูกม้า ชายฉกรรจ์หลายคนซึ่งปรากฎตัวอยู่ที่หน้า "เหยี่ยวดง" และตามที่ต่างๆ ทั้งสองฟากถนน ต่างพากันมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ ใครคนหนึ่งกระซิบบอกใครคนหนึ่งว่า

"มือปืนว่ะ อ้ายโย่งโก๊ะแต่งชุดดำต้องเป็นเสือปืนเร็วแน่ๆ พี่เทียนอาจจะพบคู่ปรับที่น่ากลัวคราวนี้"

เจ้าหนุ่มร่างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียวคนหนึ่ง ไม่ยอมเชื่อว่าเสี่ยหงวนของเราเป็นมือปืน เขาเลื่อมใสศรัทธาเสือเทียนคนเดียวเท่านั้น เขามั่นใจว่าไม่มีมือปืนคนใดในโลกที่จะชักปืนได้ไวกว่าและยิงได้แม่นกว่าอ้ายเสือปืนซ้ายลูกพี่ของเขา

"ท่าทางของมันเหมือนพวกยี่เกนี่หว่า อย่างนี้น่ะเรอะมือปืน กูว่ามันแกล้งแต่งตัวแบบมือปืนทำลายขวัญคนโง่ๆ เล่นยังงั้นเอง"

อีกคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

"ลองลูบคมมันเล่นหน่อยเถอวะ มึงก็หนึ่งในตองอูเหมือนกัน เดินเข้าไปผ่ากลุ่มอ้ายพวกนั้นแล้วกระแทกไหล่อ้ายโย่งโก๊ะนั่นให้ข้าดูเป็นขวัญตาได้ไหมวะ พอมันขยับจะชักปืน มึงก็ส่งมันไปนรกเสียก่อน"

เสือหนอมแห่งสุพรรณบุรีพยักหน้าหงึกๆ

"ได้ ข้าจะแสดงให้ดู"

ครั้นแล้วเสือหนอมอ้ายหนุ่มร่างเตี้ยแต่ล่ำสัน ก็เดินข้ามฟากถนนเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายซึ่งกำลังยืนจับกลุ่มสนทนากันอยู่ที่หน้าบาร์ "เหยี่ยวดง" เสือหนอมแสดงความเป็นอันธพาลเดินผ่าเข้ามากลางกลุ่มชนเจ้าคุณปัจจนึกฯ เซไปปะทะเจ้าแห้ว แล้วชนไหล่เสี่ยหงวนอย่างเจตนา เสือหนอมทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินผิวปากส่ายอาดๆ เหมือนว่าวจุฬาไปกลางถนน แล้วหยุดชะงักหมุนตัวกลับมามองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างทะนง

อาเสี่ยรีบบอกคณะพรรคของเขาทันที

"หลีกไปให้พ้นทางปืน กันจะส่งอ้ายหมอนี่ไปเที่ยวเมืองนรก"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ดีแล้ว เกิดเป็นชายอย่าให้ใครลบเหลี่ยมลูบคมได้"

คณะพรรคสี่สหายต่างกระจายกันออกไปให้ห่างเสี่ยหงวน เสือหนอมยืนเผชิญหน้าอาเสี่ยในระยะห่างประมาณ ๖ เมตร ท่าทีของเสือหนอมแสดงความดูหมิ่นในฝีมือของอาเสี่ย เขาพยักหน้าให้กิมหงวนแล้วพูดเสียงกร้าว

"ชักปืนออกมาซี่พี่ชาย"

เสี่ยหงวนทำมือขยุกขยิกและขบกรามกรอด ต่างฝ่ายต่างจ้องมองดูหน้ากันและแล้วต่างก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาพร้อมๆ กัน

เสียงกระสุนปืนพกของกิมหงวนดังขึ้นก่อน กระสุนรีวอลเวอร์ ๙ มม.ถากนิ้วมือของเสือหนอมไป ทำให้เสือหนอมปล่อยปืนพกหลุดจากมือทันที อาเสี่ยยกปลายกระบอกปืนขึ้นเป่าควันปืน แล้วทำปากแบะยืนกลอกนัยน์ตาไปมาเพื่อให้น่ากลัว

"ไง-อ้ายน้องชาย แกรู้ดีแล้วสินะว่าถ้ากันจะส่งแกไปนรกแกก็ตายแล้ว แต่กันไม่ฆ่าแกหรอกเพื่อน ฝีมือของแกขนาดฝีตีนกันเท่านั้น กันนี่แหละเว้ยเสือปืนเร็วที่ชักปืนได้เร็วกว่าเสือปืนเร็วทั้งหลาย"

เสือหนอมหน้าถอดสี ค่อยๆ ก้มตัวลงเก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองตามเดิมแล้วรีบเดินข้ามฟากถนนเข้าไปหาพรรคพวกของเขา

"มันแน่โว้ย" เสือหนอมกล่าวกับพวกเคาบอยกลุ่มนั้น ซึ่งล้วนเป็นบริวารของเสือเทียน "กูหวิดได้ไปคุยกับยมบาลแล้ว มันยิงแม่นฉิบหายเลย"

พรรคพวกต่างเห็นด้วย เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องคนหนึ่งกล่าวขึ้นเบาๆ

"กูว่าไอ้พวกมือปืนเหล่านี้คงมาร้ายไม่ใช่มาดี น่ากลัวจะนองเลือดว่ะ กูสงสัยอ้ายหนุ่มรูปหล่อหน้าตาคล้ายๆ โรเบิท เทเล่อร์คนนั้นคงเป็นหัวหน้าหรือลูกพี่ ท่าทางมันสมาร์ทไม่ใช่เล่น"

นิกรมองมาทางกลุ่มพวกเสือหนอมแล้วร้องตวาดลั่น

"ซุบซิบอะไรวะ อยากตายเรอะ"

เสือหนอมกับพรรคพวกล่าถอยทันที พลหัวเราะชอบใจ เขากล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ก่อนจะมาถึงเขาลายกันรู้สึกว่าเขาลายค่อนข้างน่ากลัว ชีวิตของพวกเราคงจะเหมือนกับแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่พอมาถึงเข้าจริงๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวสักนิด อ้ายหงวนเราไม่เลวเลย ชักปืนได้รวดเร็วดีมาก"

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง เขาหันมาพูดกับเจ้าแห้วทันที

"พากันไปพบเสือเทียนหน่อยเถอะวะ กันจะดวลปืนกับมันตัวต่อตัว ฆ่าอ้ายเทียนเสียคนอื่นๆ มันก็ยอมศิโรราบเรา แล้วกันจะฆ่าอ้ายสอนทีหลัง เปิดโอกาสให้มันดวลปืนกับกัน"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานเสือเทียนไม่ใช่ย่อยนะครับอาเสี่ย มันยิงปืนเร็วมาก แมลงวันบินผ่านหน้ามันยังยิงร่วง"

"ฮ้า" ดิเรกร้องลั่น

"เป็นความจริงครับคุณหมอ รับประทานมันซ้อมยิงปืนพกวันหนึ่งตั้งร้อยนัด เห็นอะไรกีดหน้าขวางตายิงทั้งนั้นแหละครับ บางทีนั่งอยู่เฉยๆ ก็ยิงปืนขึ้นฟ้า รับประทานอ้ายหมอนี่เกิดมายิงปืนจริง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บุ้ยใบ้ให้สี่สหายมองดูเจ้าหนุ่มเคาบอยท่าทางโกโรโกโสคนหนึ่ง ซึ่งเดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆ คณะพรรคสี่สหาย

"ว่าไงน้องชาย" นิกรถามเสียงกร้าว

ชายผู้นั้นถอดหมวก

"เจ้านายเดินทางมาเป็นระยะทางไม่ใช่น้อย ม้าทั้ง ๖ คงต้องการกินน้ำ กินข้าวเปลือกและกินหญ้า จะอนุญาตให้ผมรับใช้เจ้านายไหมล่ะครับ ผมคิดค่าบริการ ๕๐ บาทเท่านั้นรับรองว่าม้าทุกตัวจะได้กินอิ่ม"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ เอาซีน้องชาย แกช่วยเฝ้าม้าให้เราด้วยนะ"

"เฝ้าได้ครับแต่หายไม่รับรอง"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล เขาล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาหนึ่งฉบับ ส่งให้กระทาชายผู้นั้น

"เอ้า-กันจ่ายค่าบริการม้าให้แก ต้องดูแลให้เรียบร้อยนะ ม้าของเราเดินทางมาไกลเหนื่อยและหิวมาก"

เจ้าหมอนั่นดีใจเหลือที่จะกล่าว เอื้อมมือรับธนบัตรสีแดงมาพับเก็บใส่กระเป๋า

"ผมบริการอย่างดีที่สุดเชียวครับ เชิญเจ้านายไปหาความสุขสำราญในโรงเตี๊ยมเถอะครับ"

กิมหงวนเลื่อนตัวเข้ามายืนเบื้องหน้าชายผู้นั้นแล้วถามว่า

"เสือเทียนเป็นเจ้าของ "เหยี่ยวดง" ใช่ไหม"

"ใช่ครับ โรงเตี๊ยมและร้านรวงแถวนี้โดยมากเป็นของพี่เทียนทั้งนั้นแหละครับ"

"เสือเทียนอยู่มในโรงเตี๊ยมหรือเปล่า" อาเสี่ยถามต่อไป

"ไม่อยู่หรอกครับ พี่เทียนพาพี่เดชไปเขากิ่วครับ ไปเมื่อเที่ยงกว่าๆ นี่เอง"

"แล้วเมื่อไหร่จะกลับ" พลถามยิ้มๆ

เจ้าหนุ่มนักเผชิญโชคนิ่งคิดสักครู่

"ผมเข้าใจว่าคงกลับพรุ่งนี้ หนทางมันไกลนี่ครับจากเขาลายไปเขากิ่วระยะทางไม่ต่ำกว่า ๒๐ กิโลครับ ถึงพี่เทียนกับพี่เดชขี่ม้าไปก็คงจะกลับไม่ทันวันนี้ อย่างไรก็คงไปค้างที่โน่น ไปสนุกสนานกับพรรคพวกที่นั่น ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี"

กิมหงวนกล่าวถามถึงศัตรูของเขาทันที

"เสือสอนอยู่ในโรงเตี๊ยมหรือเปล่า"

"อ๋อ พี่สอนหรือครับ อยู่ครับ พี่สอนต้องคุมบ่อนและโรงเตี๊ยมแทนพี่เทียน จนกว่าพี่เทียนจะกลับมา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เข้าไปข้างในเถอะโว้ย หิวข้าวเต็มทนแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันเดินเข้าไปในโรงแรม "เหยี่ยวดง" พอเข้ามาในโรงเตี๊ยมอันกว้างขวาง ซึ่งมีสภาพเหมือนกับโรงเตี๊ยมในภาพยนตร์เคาบอยตะวันตกของฮอลลี่วู๊ด บรรดาดาวร้ายทั้งหลายไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน ซึ่งกำลังส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจนั่งสนทนากันหรือนั่งเล่นไพ่เล่นการพนันตามโต๊ะต่างๆ ก็เงียบกริบทันที สายตาทั้งหมดจ้องมองมาที่อาคันตุกะทั้ง ๖ คนนี้ ทุกคนหยุดยืนรวมกลุ่มกันอย่างระมัดระวังตัว แล้วนิกรก็กระโจนขึ้นไปยืนบนโต๊ะโต๊ะหนึ่ง กระชากปืนพกทั้งสองกระบอกออกมาถือในท่าเตรียมยิง พลางหมุนตัวไปรอบๆ

"ใครวะแน่" นิกรร้องถาม

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราว ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นดังๆ

"เออดี้ เมอฟี่ หลุดออกมาจากจอโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรยิงปืนขึ้นไปบนเพดานสองนัด แล้วกระโดดลงจากโต๊ะในท่าทางอาจหาญ ทันใดนั้นเองนักเลงดีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมุนของเสือเทียนก็ยกปืนขึ้นยิงมาที่นิกรหนึ่งนัด

"ปัง"

หมวกสักหลาดของนิกรหลุดออกจากศีรษะทันที นายจอมทะเล้นใจหายวาบ วิ่งเข้ามายืนกลางกลุ่มคณะพรรคของเขา มือปืนที่ลองเชิงนิกรแหกปากหัวเราะลั่น เขาเป็นชายร่างใหญ่ท่าทางต่ำช้า

"กูนึกว่าแน่แค่ไหน ถูกยิงหมวกหลุดเท่านั้นขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวขมอง ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าแห้วก้มลงหยิบหมวกส่งให้นิกร

"รับประทานสู้มันซีครับ ทำใจเย็นๆ ไว้ แหมรับประทานโมโหจนตัวสั่นหน้าซีดเชียวหรือครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ใช่โมโหโว้ย ที่ตัวสั่นและหน้าซีดน่ะเพราะข้ากลัวตาย"

"อ้าว-ไหงยังงั้นล่ะครับ"

ทันใดนั้นเองเสือสอนก็ปรากฏตัวขึ้น เขายืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตูห้องเล็กๆ ข้างบาร์ เสียงกระสุนปืนพกที่ดังขึ้นทำให้เสือสอนซึ่งนอนพักผ่อนอยู่ในห้องนั้นต้องรีบลุกออกมาดูเหตุการณ์ ในฐานะที่เขาเป็นผู้คุ้มครอง "เหยี่ยวดง" แทนเสือเทียนลูกพี่ของเขา เสือสอนแต่งกายแบบเคาบอยคาดเข็มขัดปืนแบบมือปืนทั้งหลาย เขาจ้องตาเขม็งมองดูคณะพรรคสี่สหาย เสี่ยหงวนแลเห็นเข้าก็ร้องอุทานออกมาดังๆ

"อ้ายสอน พระกาฬติดตามมึงมาแล้ว"

เสือสอนจำอาเสี่ยได้ เขาแปลกใจไม่น้อยที่เสี่ยหงวนติดตามเขามาในลักษณะนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะอาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐี เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อกิมหงวนเข้ามาหยุดยืนห่างจากเขาราว ๗ เมตร เสือสอนก็ยิ้มให้และกล่าวทักอย่างใจเย็น

"ผู้อำนวยการหรอกหรือครับ ไม่น่าจะบุกป่าฝ่าดงมาเลย ท่านต้องการอะไรหรือครับ"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา เขาถอดแว่นตาขอบกระออกเก็บไว้ในกระเป๋า แล้วมองดูเสือสอนด้วยความอาฆาตมาดร้าย

"สิ่งที่ต้องการก็คือชีวิตของแก"

เสือสอนหัวเราะ ขณะนี้พวกอันธพาลและนักการพนัน นักเผชิญโชคที่อยู่ในโรงเตี๊ยมต่างค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเลี่ยงหลบออกไปให้พ้นทางปืน เพราะเกรงจะถูกลูกหลงเข้า

"ผู้อำนวยการจะเอาพิมเสนมาแลกกับเกลือหรือครับ ที่นี่ไม่กฏหมายไม่มีตำรวจหรือนายอำเภอ ผู้อำนวยการดูซิครับพวกผมทั้งนั้น อย่าพยายามคิดฆ่าผมเลยแล้วไปแล้วก็อภัยให้ผมเสีย ผมยิงท่านก็เพราะท่านไล่ผมออกจากงาน"

"อย่าพูดมากเสือสอน ชักปืนออกมาซี เร็ว-กันให้โอกาสแกชักปืนก่อน แกกับกันต้องตายจากกันไปข้างหนึ่งในนาทีนี้"

สอนหัวเราะอย่างขบขัน

"ผมน่ะยิงปืนแม่นราวกับจับวางเชียวนะครับ"

"อย่าคุยหน่อยเลยวะ ยิงแม่นทำไมวันนั้นแกยิงกันพลาด กระสุนถูกที่หัวไหล่ซ้ายกันเท่านั้นแทนที่จะถูกหน้าอกกัน"

เสือสอนยิ้มเล็กน้อย

"ปืนกระบอกนั้นลำกล้องมันคดครับ ไม่ใช่ปืนคู่มือของผม"

"ถุย ปืนคดมีอย่างที่ไหนวะ มีแต่ไม้ซางคด ชักปืนออกมาเสือสอนแกจะได้รู้ว่ามหาเศรษฐีอย่างกันก็เป็นนักสู้ยอดนักบู๊เหมือนกัน"

ต่างฝ่ายต่างมองดูหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างทำมือขะยุกขะยิก พอเสือสอนตะครุบด้ามปืนพกในซองปืนข้างขวา เสี่ยหงวนก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เขายิงเสือสอนได้ก่อน

"ปัง"

เสือสอนถือปืนพกยืนนิ่งเฉย และยิ้มให้อาเสี่ยแต่แล้วเสือสอนก็ปล่อยปืนพกหลุดจากมือ ล้มลงคว่ำหน้าสิ้นใจตาย

พรรคพวกของเสือสอนคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ทางของบาร์แลเห็นเสือสอนถูกฆ่าตายก็โกรธ มันกระชากปืนพกออกมาจะยิงเสี่ยหงวน แต่นิกรตาไวแลเห็นเสียก่อน นายจอมทะเล้นเสือปืนไวชั้นเลวรีบกระตุกปืนพกออกมาจากซองปืนและยิงไปที่เจ้าหมอนั่นทันที

"ปัง"

สมุนของเสือสอนยิงตอบแต่ยิงไม่ออก เมื่อเจ้าหมอนั่นยกปากกระบอกปืนของมันขึ้น ดูมันก็ใจหายวาบ กระสุนปืนของนิกรเข้าไปจุกอยู่ในกระบอกปืนของมัน และความร้อนทำให้หัวกระสุนขยายตัวออกปิดปลายลำกล้องปืนจนสนิท เป็นการยิงที่แม่นยำกว่านักเลงปืนทั้งหลายในโลกนี้

เจ้าหนุ่มเคาบอยหน้าซีดเผือด มองดูนายจอมทะเล้นอย่างเกรงกลัว มันหันไปทางกลุ่มเพื่อนๆ แล้วยกปืนพกของมันให้พรรคพวกดู

"ดูนี่ มึงเคยเห็นนักเลงปืนที่ยิงปืนแม่นกว่านี้ไหมวะ เขายิงเข้ามาในปากกระบอกปืนของกู อุดรูเสียแน่นแล้วกูจะสู้กับเขาได้อย่างไร"

เคาบอยกลุ่มนั้นเสียขวัญแล้ว ต่างเชื่อว่าคณะพรรคสี่สหายเป็นมือปืนชั้นเยี่ยมที่เดินทางมาจากถิ่นอื่น นิกรได้ทีขี่แพะไล่ เขาเดินเข้ามาหาพวกเคาบอยกลุ่มแล้วยกมือชี้หน้าเจ้าหนุ่มที่ลอบยิงเสี่ยหงวน

"อย่าใช้วิธีลอบกัดอ้ายน้องชาย นักเลงต้องสู้กันซึ่งหน้า กันเสียใจที่กันทำให้ปืนพกของแกชำรุดไปหนึ่งกระบอก แต่กันต้องการเตือนแกให้สำนึกว่าพวกเราเสือปืนเร็วเหล่านี้ ยิงปืนได้แม่นยำราวกับจับวาง"

แล้วนิกรก็พูดเสียงลั่น

"กันจะแสดงให้ดูอีกที นั่น-พ่อตากันตาแก่อ้วนพุงพลุ้ยคนนั้น กำลังคาบซิการ์อยู่ กันจะยิงซิการ์ให้หลุดออกจากปากทันที"

แล้วนิกรก็ดึงปืนพกในซองข้างขวาออกมา ยกขึ้นยิงซิการ์ในปากเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ปัง"

เสียงกระสุนรีวอลเล่อร์ ๙ มม.ระเบิดลั่น ท่านเจ้าคุณเกรงว่าลูกเขยของท่านจะเสียเหลี่ยม ก็รีบใช้ลิ้นดุนซิการ์ให้หลุดออกไปจากปากท่านโดยเร็ว พวกดาวร้ายอ้าปากหวอไปตามกัน ทุกคนต่างมองดูนิกรอย่างเกรงกลัว

ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหากิมหงวนและยกมือไหว้อาเสี่ยอย่างนอบน้อม

"จะให้ผมจัดการกับศพเสือสอนไหมครับนาย"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ลุงเป็นสัปเหร่อหรือ"

"ครับ ผมเป็นเจ้าของและผู้จัดการร้านโลงทองครับ"

"งั้นเรอะ ดีแล้วลุง ลุงช่วยจัดการเอาโลงมาใส่ศพเสือสอนแล้วเอาไปฝังให้เรียบร้อย ลุงคิดค่าบริการเท่าไรล่ะ"

"โลงไม้ยางคิด ๔๐๐ บาทครับ ถ้าโลงไม้สักคิด ๑,๐๐๐ บาท"

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมา ใครต่อใครพากันมองดูเงินในมือเสี่ยหงวนอย่างตื่นเต้น อาเสี่ยส่งเงินให้ชายชรา ๔๐๐ แล้วกล่าวว่า

"เอาโลงไม้ยางก็แล้วกัน คนเราตายแล้วถึงจะใส่โลงทองคำหรือโลงไม้ยางมันก็มีความหมายเหมือนๆ กันนั่นแหละ"

"ครับ ครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อย"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง บรรดาพวกดาวร้าย พวกนักการพนันและนักเผชิญโชคค่อยๆ แยกย้ายกันไปและเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น การดื่มเหล้ารับประทานอาหารได้ดำเนินไปอย่างปกติ พวกนักการพนันก็เล่นลูกเต๋ากันต่อไป ชายชราสัปเหร่อแห่งเขาลายกับหลานชายของแกซึ่งเป็นเด็กรุ่นหนุ่มได้ช่วยลากศพเสือสอนออกไป สมุนของเสือเทียนคนหนึ่งได้ปลดเข็มขัดและปืนพกอกจากศพ เสือแช่มเจ็บช้ำน้ำใจมากที่เสือสอนถูกเสี่ยหงวนฆ่าตาย เขาถือเข็มขัดปืนพกของเสือสอนเดินเข้าไปทางหลังบาร์ และพยักเพยิดเรียกเจ้าหนุ่มคนหนึ่งให้ไปพบกับเขาในห้องแคบ"

"อ้ายหวิง พวกเรากำลังคับขันแล้ว มึงรีบขี่ม้าไปเขากิ่วเดี๋ยวนี้ ไปตามพี่เทียนกับพี่เดชกลับมาฆ่าอ้ายพวกมือปืน ๖ คนนี่ ขืนปล่อยมันไว้กว่าพี่เทียนจะกลับมามันอาจจะยึดอำนาจพวกเราไว้ได้"

เจ้าหวิงทำหน้าเบ้

"ไปยังไงล่ะพี่แช่ม นี่มันใกล้จะค่ำแล้วแล้ว ขืนเดินทางไปในตอนกลางคืนเสือมันก็แดกฉันเท่านั้น ป่าทางเขากิ่วเสือชุมจะตายไป"

เสือแช่มขบกรามกรอด

"มึงเป็นเสือกลัวเสือมีอย่างหรือวะ"

"ปู้โธ่ เสือคนกับเสือจริงๆ มันสู้กันได้เมื่อไรล่ะ"

"มึงมีปืน"

"ถูกแล้ว มีปืนถ้าเสือมันแอบอยู่บนต้นไม้และกระโดดลงมาตะปบฉัน ฉันจะไปสู้รบตบมือกับมันได้อย่างไร"

เสือแช่มค่อยๆ ดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมายกปากกระบอกปืนขึ้นจี้ระหว่างสะดือเจ้าหวิงหรือเสือหวิง

"จะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไปกูจะยิงมึงทิ้ง"

เสือหวิงค่อยๆ ยกมือปัดปากกระบอกปืนให้เฉไป

"พูดกันดีๆ ก็ได้น่าพี่แช่ม ฉันไปคนเดียวไม่ดีหรอก ต้องหาเพื่อนร่วมใจไปสักคนหนึ่ง"

"ตามใจ เอ็งจะไปกับใครก็ได้ แต่ต้องไปให้ถึงเขากิ่วในคืนวันนี้ เมื่อไปพบพี่เทียนก็เล่าถึงความกำแหงของมือปืนทั้ง ๖ คนให้เขาฟังและบอกพี่เทียนด้วยว่าพวกเราขาดผู้นำไม่กล้าปะทะกับมัน ขอให้พี่เทียนกับพี่เดชรีบกลับมาโดยเร็ว กูรู้สึกว่าอ้ายมือปืนกลุ่มนี้ไม่ใช่ย่อยโว้ย มีอยู่สองคนค่อนข้างจะบ้าๆ บอๆ สักหน่อย แต่อ้ายคนอย่างนั้นแหละมันมักจะมีฝีมือและไม่กลัวตาย"

เจ้าหวิงพยักหน้า

"ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละพี่แช่ม ฉันจะชวนอ้ายหนอมไปด้วย พี่แช่มรู้หรือเปล่าเมื่อตอนที่อ้ายมือปืน ๖ คนมาถึง "เหยี่ยวดง" อ้ายหนอมได้ลองดีกับมัน"

"งั้นเรอะ อ้ายหนอมทำยังไง"

"อ้ายหนอมเดินบุกเข้าไปในกลุ่มมัน แล้วหันมาท้ายิงกับอ้ายโย่งโก๊ะคนที่สวมแว่นตาขอบกระจก แต่แล้วอ้ายหนอมก็ถูกยิงมือเลือดโชก ฝีมืออ้ายหนอมขนาดฝีตีนมันเท่านั้น มันเก่งจริงๆ พี่แช่ม ชักปืนไวกว่า เกลน ฟอร์ด เป็นไหนๆ "

"นั่นน่ะซี อ้ายสอนว่าแน่แล้วยังถูกยิงเสียม่องเท่งไป อย่าเพิ่งคุยกันเลยวะมึงรีบไปเถอะ กูกลุ้มใจเต็มทนแล้ว กูจำเป็นต้องรับรองมัน ขายอาหารขายเหล้าให้มันและถ้ามันจะขอเช่าห้องพักก็ต้องให้มันเช่า ขืนแอนตี้มัน มันก็คงอาละวาดสุดเหวี่ยงก่อนที่พี่เทียนจะกลับมาจากเขากิ่ว"

เสือหวิงพาตัวเดินออกไปจากห้องนั้น ขณะนี้คณะพรรคสี่สหายของเราได้สนทนากันอย่างครื้นเครง พวกดาวร้ายบางคนซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่

เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องซึ่งรับจ้างบริการม้าของมือปืนทั้ง ๖ ได้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในบาร์ "เหยี่ยวดง" เขาตรงเข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย ใบหน้าของเขาฟกช้ำดำเขียวปากแตกและปลิ้นออกมาเหมือนครุฑในธนบัตร นัยน์ตาเขียวปั้ดทั้งสองข้าง โหนกแก้มขวาบวมปริแสดงว่าถูกแจกหมากแจกแว่นมาอย่างยับเยิน

"นายครับ มีคนพยายามขโมยข้าวของที่อานม้าของพวกนาย แต่ผมพยายามป้องกันขัดขวางไว้ รีบออกไปดูซิครับ"

พลผุดลุกขึ้นยืน เขาวิ่งเหยาะๆ ออกไปจาก "เหยี่ยวดง" ทันที เมื่อออกมานอกโรงเตี๊ยมพลก็แลเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังขนถุงเสื้อผ้าและข้าวของต่างๆ ของพวกเขาลงมาจากหลังม้าทั้ง ๖ ตัวและกองรวมกันไว้บนพื้นดิน

"เฮ้" พลร้องตะโกนลั่น กระโจนลงบันไดวิ่งตรงเข้ามา "หมายความว่าอะไรพรรคพวก ของเหล่านี้ของกันโว้ย"

เจ้าหนุ่มทั้งสองแสยะยิ้ม มองดูนายพัชราภรณ์อย่างไม่หวาดหวั่น ในเวลาเดียวกันนี้เองคณะพรรคสี่สหายก็พาเจ้าหนุ่มผอมกะหร่องผู้รับอาสาเฝ้าม้าออกมาสังเกตการณ์หน้าโรงเตี๊ยม เจ้าหัวขโมยคนหนึ่งกล่าวกับพลอย่างกวนๆ

"ธรรมเนียมของเขาลาย ทรัพย์ของใครที่ทิ้งไว้ถือว่าเป็นของกลางทั้งนั้น ใครอยากได้ก็ขนเอาไป เฮ้-ขนไปโว้ยพวกเรา ใครมีเสียงกูเตะมันเอง"

พลหัวเราะและเดินเข้าไปหา พอเจ้าหนุ่มคนหนึ่งก้มลงจะยกถุงเสื้อผ้า พลก็ยกเท้าขวาถีบปังเข้าให้ ถึงไม่แรงนักเจ้าหมอนั่นก็ซวนเซออกไป เจ้าหนุ่มอีกคนหนึ่งปราดเข้ามาชกพลทันที

แต่หมอนั่นชกแบบมวยวัด มีหมัดเหวี่ยงแหหมัดเดียวเท่านั้น เพียงแต่พลอัปเปอร์คัทซ้ายก็ตัวงอทำหลังโค้งเหมือนเบ็ดตกปลา และแล้วฮุคขวาของพลก็ลั่นตูมออกไปยังผลให้นักเผชิญโชคขี้ขโมยผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาว

เพื่อนของมันกระชากมีดพกออกมา เสี่ยหงวนรีบดึงปืนออกมาจะยิงเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ แต่ท่านเจ้าคุณคว้าข้อมือเอาไว้

"อย่า-ยืนดูเฉยๆ เถอะ อ้ายพลมันสู้ได้"

เจ้าแห้วเป็นห่วงพลก็ร้องตะโกนบอก

"รับประทานระวังหน่อยนะครับ"

ชายร่างใหญ่ขยับมีดจดๆ จ้องๆ หลอกล่อ พอได้โอกาสก็กระโจนเข้ามาแทงพลทันที แต่พลระวังตัวอยู่แล้วเขายกมือซ้ายจับข้อมือขุนมีดไว้แล้วลั่นหมัดขวาชกท้องเต็มเหนี่ยวถูกลิ้นปี่พอดี เจ้าหมอนั่นสะดุ้งสุดตัวปล่อยมีดหลุดจากมือ เท่านี้เองเขาก็ถูกหมัดขวาของพลอีกหมัดหนึ่งเซไปปะทะม้าตัวหนึ่งใน ๖ ตัวนั้น ทันใดนั้นเองม้าตัวนั้นก็ยกขาหลังข้างซ้ายเตะเต็มเหนี่ยว เจ้าหัวขโมยล้มลงสิ้นสติสมประดี

คณะพรรคสี่สหายพากันเดินลงบันได ๓ ชั้นหน้าโรงเตี๊ยมตรงเข้ามาหาพล เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องมองดูนายพัชราภรณ์อย่างชื่นชมแล้วกล่าวว่า

"นายแน่เหลือเกินครับ อ้ายสองคนนี่มันทนอย่างร้ายกาจ ผมชกมันถูกหน้ามันอย่างจังๆ หลายที แต่มันไม่เป็นอะไร มันโดนหมัดนายเข้าคนละทีสองทีเท่านั้นก็ง่อยกระรอก อ้า-ผมสงสัยเสียแล้ว"

พลยิ้มให้หยองกรอด

"สงสัยว่ายังไงน้องชาย"

เขามองดูหน้าพลอย่างชื่นชม

"นายชื่อโรเบิท เทเล่อร์ใช่ไหมครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

"เปล่า-กันเป็นคนไทยน้องชาย กันชื่อพล โรเบิท เทเล่อร์น่ะดาราหนังฮอลลีวู้ด"

"ยังงั้นหรือครับ ผมนึกว่าคุณคือนายพระเอกคนนั้นเสียอีก ผมเคยดูบ่อยๆ ครับ หมอเล่นแน่เหลือเกิน หน้าตาก็คล้ายๆ กับคุณนี่แหละครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ เดินมาหาเจ้าหนุ่มผอมกะหร่อง

"พวกเราขอบใจแกมากน้องชาย เท่าที่แกช่วยดูแลม้าและป้องกันเสื้อผ้าข้าวของของเรา จนกระทั่งแกถูกชกต่อยหน้าตาฟกช้ำดำเขียว" พูดจบกิมหงวนก็ส่งธนบัตรใบละร้อยให้ปึกหนึ่ง "เอ้า เอาเงินนี่ไปใช้หรือจะเอาไปผูกคอหมาเล่นก็ตามใจแก"

เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องยืนตะลึง

"อ๋อย-อย่าล้อเล่นน่ะครับ ล้อยังงี้ใจผมเสีย ใบละร้อยตั้งปึกนายจะให้ผมมีอย่างหรือครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ไม่ได้ล้อ กันให้แกจริงๆ คนเราทำดีย่อมได้รับความดีตอบสนอง เอาไว้ซี อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ บาท"

นักเผชิญโชคผู้อยู่ในฐานะเสือหิวรีบยกมือไหว้เสี่ยหงวน แล้วรับธนบัตรใบละร้อยปึกนั้นมาถือไว้ด้วยความตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว

"ความกรุณาของเจ้านายในครั้งนี้ผมจะไม่ลืมเลยครับ คืนนี้เจ้านายจะพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมนี้หรืออย่างไรครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถูกแล้ว เราจะพักอยู่ที่นี่"

"ดีแล้วครับ ถ้ายังงั้นผมจะพาม้าของเจ้านายไปไว้ที่บ้านพักของผม โน่นครับ กระท่อมใหญ่ข้างร้าน "กัลบกจำเป็น" นั่นแหละครับคฤหาสน์ของผม ผมจะเลี้ยงดูม้าทั้ง ๖ ของเจ้านายให้ดีที่สุด ข้าวเปลือก, หญ้าและน้ำมีพร้อมครับ หลังกระท่อมของผมก็มีโรงม้าพักพร้อม"

นิกรยกมือขวาตบบ่าเจ้าหนุ่มผอมกะหร่อง

"ดีแล้วน้องชาย เอาม้าของเราไปเถอะ อ้า-แกยังไม่ได้บอกกันเลยว่าแกชื่ออะไร"

"ผมหรือครับ ผมชื่อยิ้มครับ"

"อ้อ" นิกรคราง "ชื่อยิ้มแต่ไม่เห็นแกยิ้มเลย"

"ไม่ใคร่มีกินเลยยิ้มไม่ออกครับ"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะชอบใจไปต่างๆ กัน ขณะเจ้าหนุ่มหัวขโมยทั้งสองคนฟื้นแล้ว ต่างลุกขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ดร.ดิเรกเดินเข้าไปหาแล้วถาม

"บาดเจ็บมากไหมน้องชาย กันเป็นหมอ กันยินดีจะช่วยเหลือแกตามหน้าที่ของแพทย์"

หัวขโมยทั้งสองไม่ยอมพูดกับนายแพทย์หนุ่ม เจ้าคนหนึ่งถ่มน้ำลายปรี๊ดแล้วพาเพื่อนเดินไปจากที่นั้น ดร.ดิเรกชักฉิวก็ควักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าสองนัดซ้อน อ้ายหนุ่มสองคนต่างตกใจวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

มือปืนทั้ง ๖ คนย้อนกลับไปใน "เหยี่ยวดง" อีก ต่างแบกถุงเสื้อผ้าเข้าไปด้วย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกลงพักแรมอยู่ที่นี่ โดยจะเช่าห้องพักรวม ๓ ห้องด้วยกัน

คืนวันนั้นเอง

เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น.เศษ ท่ามกลางแสงเดือนอันแจ่มกระจ่าง ม้าสองตัวถูกควบขับมาตามเชิงเขาอย่างรวดเร็ว เสือหนอมกับเสือหวิงนั่งอยู่บนหลังม้ากันคนละตัว การเดินทางไม่อาจจะทำได้รวดเร็วนักเพราะภูมิประเทศส่วนมากเป็นป่าโปร่ง บางแห่งก็มีลำธารขวางหน้า ระยะทางจากเขาลายมาเขากิ่วไม่เกิน ๒๕ กิโลเมตร แต่สองสหายต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓ ชั่วโมงเศษ

บัดนี้เข้าเขตเขากิ่วแล้ว พอพ้นเชิงเขาก็แลเห็นแสงไฟวาบวับจากหมู่บ้านเล็กๆ เบื้องหน้า ม้าทั้งสองตัวลดความเร็วลงเปลี่ยนเป็นวิ่งสะบัดย่าง หมู่บ้านเขากิ่งมีสภาพคล้ายๆ กับหมู่บ้านเขาลายแต่มีความเจริญน้อยกว่า ที่นี่เป็นชุมทางพวกดาวร้ายอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานปกครองไม่สามารถจะเดินทางมาตรวจได้ เพราะต้องผ่านป่าดงพงไพร อย่างไรก็ตามทางราชการกระทรวงมหาดไทยก็เตรียมโครงการปราบโจรตามป่าลึกไว้แล้ว ซึ่งจะใช้หน่วยตำรวจพลร่มแห่งค่ายนเรศวรปฏิบัติการ เพราะทางราชการสืบทราบว่ามีแดนโจรอยู่หลายแห่งในป่าสูงของจังหวัดเพชรบุรี, ราชบุรีและกาญจนบุรี ซึ่งตำรวจจะต้องปราบปรามให้ราบคาบ

เสือหวิงกับเสือหนอมขับม้าเข้ามาในหมู่บ้าน ทั้งสองรู้ดีว่าเสือเทียนกับเสือเดชคงอยู่ที่โรงเตี๊ยม "แมวป่า" ซึ่งเจ้าของโรงเตี๊ยมคือเสือแก้วเพื่อนรักเกลอเก่าของเสือเทียน

ม้าทั้งสองถูกบังคับให้หยุดหน้าโรงเตี๊ยมนั้น สองเสือพากันก้าวลงจากหลังม้า ขณะที่กำลังผูกสายบังเหียนม้ากับเสาสำหรับผูกม้า ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก็ปราดเข้ามาห้อมล้อมเสือหวิงกับเสือหนอม ทุกคนจ้องปืนพกมาที่สองเสือ

"แกสองคนเป็นใคร" มีเสียงห้าวกล่าวถาม

เสือหวิงกล่าวขึ้นทันที

"กูเองอ้ายจันทร์"

"อ้ายหวิง โธ่ นึกว่าตำรวจหรือพวกอำเภอเสียอีก" แล้วเขาก็บอกพรรคพวกของเขา "พวกเดียวกันโว้ย"

เคาบอยกลุ่มนั้นต่างก็เก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืนแล้วแยกย้ายกันไป เสือหนอมกำหมัดชกคางเจ้าหนุ่มร่างใหญ่สมุนของเสือแก้วเบาๆ

"มึงจะยิงกูกับอ้ายหวิงหรืออ้ายจันทร์ กูมาตามพี่เทียนว่ะ พี่เทียนอยู่ในบาร์ใช่ไหม"

"อยู่ เข้าไปซี พี่เทียนกำลังเล่นไพ่กับพวกเศรษฐีนักเลงการพนันราชบุรี มีขาใหญ่ๆ ทั้งนั้น"

เสือหวิงหันมาพยักหน้ากับเสือหนอม พากันเข้าไปในบาร์และโรงแรม "แมวป่า" ภายในบาร์มีพวกดาวร้ายพวกนักเลงเหล้านักเลงการพนันและนักเผชิญโชคมากมายหลายตา แสงตะเกียงเจ้าพายุส่องสว่างจ้าท่ามกลางเสียงเฮฮา เสียงตบมือกระทืบเท้าเสียงหัวเราะเสียงสบถสาบาน ควันบุหรี่หยาบๆ กระจายไปทั่วห้องระคนกับกลิ่นเหล้าเลวๆ ซึ่งส่วนมากเป็นเหล้าเถื่อน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสือเทียนอ้ายเสือปืนซ้ายเจ้าพ่อแห่งเขาลายผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่น และมีใบหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม มีอายุในวัย ๓๐ เศษ กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะๆ หนึ่ง โดยมีเสือเดชสมุนคนสนิทนั่งตรงกันข้ามกับเขา ชายกลางคนสองคนที่นั่งอยู่ทางซ้ายและทางขวาของเสือเทียนคือนักการพนันนักเลงผู้มีอิทธิพลในจังหวัดราชบุรี เสือเทียนกับเสือเดชกำลังต้มหมูนักเลงการพนันทั้งสองด้วยชั้นเชิงของการเล่นไพ่โกงไพ่ เสือเดชหรือเสือปืนคู่เป็นชายหนุ่มรูปร่างล่ำสันไว้หนวดเคราผิวเนื้อดำสนิท ทั้งเสือเทียนและเสือเดชแต่งกายแบบนักเลงปืนตะวันตกและสวมหมวกหงายปีกหมวกขึ้น

เมื่อเจ้าหวิงกับเจ้าหนอมเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เสือเดชก็กินไพ่พอดี เสือเทียนเงยหน้าขึ้นมองดูสมุนของเขาอย่างแปลกใจ

"มาทำไมอ้ายหวิง มีอะไรเกิดขึ้น"

เสือหวิงพยักหน้า

"ครับ มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นที่เขาลาย มือปืนแปลกหน้า ๖ คนมาอาละวาดครับพี่ อ้ายสอนถูกยิงเป็นศพ"

เสือเทียนไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นตกใจอะไรเลย เขาเพียงแต่โบกมือห้ามไม่ให้แจกไพ่และกล่าวกับนักพนันทั้งสองว่า

"ผมจำเป็นจะต้องกลับเขาลายเสียแล้วละครับ กำลังสนุกทีเดียวน่าเสียดายเหลือเกิน"

นักพนันคนหนึ่งยิ้มให้เขาและกล่าวว่า

"โอกาสหลังเราคงจะได้พบกันอีกนะเสือเทียน ในราวเดือนหน้าผมกับนายฟุ้งจะมาที่นี่อีก และจะขอร้องเสือแก้วให้ใช้คนไปตามคุณมาเล่นไพ่กับเรา"

"ครับ ครับ ได้ครับ อย่าหาว่าผมเล่นได้แล้วเลิกนะครับ ความจริงก็ได้ไม่กี่ร้อย มันจำเป็นที่ผมจะต้องรีบไปปราบอ้ายพวกนั้น ที่เขาลายใครจะใหญ่กว่าผมไม่ได้และที่เขากิ่วใครจะใหญ่กว่าเสือแก้วเพื่อนผมก็ไม่ได้เหมือนกัน" พูดจบเขาก็กล่าวกับเสือเดช "ไป อ้ายเดช กูอยากรู้นักว่านักเลงปืน ๖ คนนั้นมันจะแน่สักแค่ไหน อ้ายสอนถูกยิงตายก็คงจะเป็นเพราะประมาทฝีมือ กูจะปราบมือปืนพวกนั้นเอง"

สองเสือต่างลุกขึ้นล่ำลาเพื่อนนักพนันทั้งสองแล้วชวนเสือหวิงกับเสือหนอมออกไปจากบาร์ "แมวป่า" พาออกมาพ้นประตู ทุกคนก็ได้เผชิญหน้ากับเสือแก้วเจ้าถิ่นเขากิ่ว

"อ้าว จะไปไหนล่ะอ้ายเทียน" เสือแก้วกล่าวทักอย่างแปลกใจ

เสือเทียนยื่นมือให้เพื่อนจับ

"มีเรื่องเสียแล้วโว้ย ลูกน้องมาตามกันบอกว่ามีมือปืน ๖ คนบุกมาอาละวาดที่เขาลายและฆ่าอ้ายสอนตายไปหนึ่งศพแล้ว"

"หา อ้ายสอนถูกยิงตาย"

เสือหวิงกล่าวขึ้นทันที

"ถูกแล้วพี่แก้ว พี่สอนชักปืนช้ากว่าเขาเลยถูกมือปืนคนหนึ่งยิงตายในบาร์"

เสือแก้วยกมือจับแขนเสือเทียนบีบแน่น

"กูไปด้วยอ้ายเทียน ถ้าอย่างไรก็ตายด้วยกัน"

เสือเทียนซาบซึ้งใจเหลือที่จะกล่าว

"ขอบใจมากอ้ายแก้ว แต่ว่า กูกับพรรคพวกของกูก็พอที่จะปราบมันได้"

เสือแก้วฝืนหัวเราะ

"อย่างไรก็ตามกูอดเป็นห่วงมึงไม่ได้อ้ายเทียน กูต้องไปกับมึง สงสัยเหลือเกินว่าอ้าย ๖ คนนั่นอาจจะเป็นตำรวจหรือพวกอำเภอ"

เสือหวิงพูดเสริมขึ้น

"ไม่ใช่หรอกครับ พวกมันเป็นเศรษฐีครับ พกเงินมาคนละมากๆ อ้ายคนที่ยิงพี่สอนตายเคยเป็นนายจ้างพี่สอนมาแต่ก่อน ผมได้ยินโต้เถียงกันครับ พวกมันมาเขาลายมีเจตนาฆ่าพี่สอนเท่านั้น"

เสือเดชพูดโพล่งขึ้นทันที

"รีบไปเถอะพี่เทียน ผมจะฆ่าอ้ายพวกนั้นเอง พี่เทียนกับพี่แก้วไม่ต้องลงมือหรอก อ้ายสอนน่ะมันประมาทเขาอย่างที่พี่เทียนว่าถูกแล้ว ต่างคนต่างมีปืนย่อมประมาทกันไม่ได้"

เสือเทียนบีบมือเสือแก้วแน่น

"มึงจะไปร่วมตายกับกูจริงๆ หรืออ้ายแก้ว"

"เออ-กูพร้อมแล้ว เรื่องตายเรื่องเล็กโว้ย ยิงกันกูชอบ ตัวต่อตัว หรือยิงกันเป็นหมู่ได้ทั้งนั้น"

"ถ้ายังงั้นไปเขาลายเดี๋ยวนี้ กูขอบใจและเห็นใจมึงมาก อ้ายแก้ว วันหลังกูคงได้ช่วยมึงบ้างอ้ายเพื่อน เราคงจะไปถึงเขาลายในราว ๓ ยามและคงได้ยิงกันอุตลุด"

ทุกคนต่างเดินไปยังที่ผูกม้าแก้สายบังเหียนออกแล้วก้าวขึ้นนั่งบนหลังม้า เสือเทียนเดือดดาลมือปืนทั้ง ๖ คนมาก เขาควบขับม้านำหน้าพาเพื่อนร่วมใจและสมุนของเขาออกจากเขากิ่ว ลัดตัดตรงไปยังเขาลาย ท่ามกลางแสงจันทร์อันสุกสกาว

แน่นอนละ การปะทะกันอย่างนองเลือดจะต้องเกิดขึ้นในคืนวันนี้อย่างไม่มีปัญหาในระหว่างมือปืนทั้ง ๖ คนกับฝ่ายเสือเทียน

โปรดติดตามอ่านตอน "มือปืนผยอง" เป็นตอนอวสานของ "เหยี่ยวดง"