พล นิกร กิมหงวน 133 : ธิดาพระสมุทร์

คนไข้ของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นชายในวัยกลางคนอายุ ๔๐ เศษ และเป็นชาวอินโดนีเซียหรือที่เราเรียกกันว่าแขกชวาแขกย่าวา แขกย่าหวาหรือแขกย่อวา สุดแล้วแต่จะเรียกกัน คนไข้รายนี้ชื่อนายกิดาหยันซึ่งภาษาชวาแปลว่ามหาดเล็ก กิดาหยันเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ๑๕ ปีแล้วตั้งแต่เขายังหนุ่ม ประกอบอาชีพตามแบบชาวชวาโดยมากคือขายเนื้อสะเต๊ะ กิดาหยันเช่าที่ดินของคหบดีคนหนึ่งปลูกบ้านชั้นเดียวโกโรโกโสหลังเล็กๆอยู่ในซอยหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' เขาเป็นชาวชวาที่มีอัธยาศัยดีมาก สุภาพนอบน้อมเจียมตัว เคยหาบเนื้อสะเต๊ะเข้ามาขายในบ้าน 'พัชราภรณ์' เสมอ บางวันก็ไม่ต้องไปขายในที่อื่น คณะพรรคสี่สหายของเราเหมาหมด นายกิดาหยันมีภรรยาคู่ชีวิตเป็นคนไทยอายุอ่อนกว่าเขาไม่กี่ปี ชื่อจริงของหล่อนชื่ออะไรไม่มีใครรู้จัก ใครๆเรียกหล่อนว่าแม่ตุ่ม รูปร่างขนาดโอ่งน้ำ แต่ใบหน้าสวยมาก นายกิดาหยันกลัวเมียของเขาเหมือนกับลูกที่อยู่ในโอวาทของแม่ หาเงินมาได้เท่าใดก็ปล่อยให้แม่ตุ่มเล่นไพ่อย่างสบาย

ชีวิตของนายกิดาหยันชาวชวาผู้นี้เป็นไปอย่างซ้ำซากจำเจน่าเบื่อหน่าย คือหาบเนื้อสะเต๊ะเร่ขายตลอดวัน ถ้าวันเสาร์ก็ไปขายที่สนามม้าสระปทุม ตอนเย็นไปขายหน้าสนามมวยลุมพินี รสมือของเขาในการทำเนื้อสะเต๊ะดีมาก สะเต๊ะของเขาจึงขายดีกว่าเนื้อสะเต๊ะเจ้าอื่นๆ

แต่แล้วนายกิดาหยันก็หลีกเลี่ยงกฎธรรมดาของโลกไปไม่พ้น

เขาล้มเจ็บมาตั้งแต่ต้นปี เริ่มต้นด้วยวัณโรคที่ปอดข้างขวา ต่อมาเป็นโลกลำไส้เรื้อรังถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ เขาขายสะเต๊ะไม่ได้ นอนเจ็บอยู่ที่บ้านเล็กๆของเขา มีทองหยองของมีค่าก็ให้เมียนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตามโรงจำนำต่างๆ แต่ก็ต้องถูกหักค่ารักษาตามสมควร ในตอนแรกแม่ตุ่มก็ช่วยรักษาพยาบาลอิเหนาของหล่อนอย่างดีที่สุด แต่พอรู้ว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคหล่อนก็เริ่มรังเกียจสามีของหล่อนทันทีไม่ยอมเข้าใกล้เขา เวลากินก็ตักอาหารใส่จานแล้ววางจานอาหารลงหน้าประตูห้อง ยกเท้าเขี่ยจานอาหารให้เข้าไปหากิดาหยัน ต่อมาไม่ช้าแม่ตุ่มซึ่งชอบไปดูยี่เกที่วิกพระโขนงบ่อยๆก็หนีตามตัวยี่เกโรงนั้นไป ตามข่าวที่ไม่มีการยืนยันโจษกันว่าแม่ตุ่มเป็นเมียคนที่ ๖ ของนายก้อนทองตัวโกงที่มีชื่อโด่งดัง แต่หล่อนก็พอใจแล้ว เพราะหล่อนได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดนายก้อนทองหลังโรงยี่เกทุกคืน

กิดาหยันทราบข่าวเมียทรยศก็เสียใจถึงกับพยายามฆ่าตัวตายด้วยยานอนหลับขนานหนึ่ง เขากินเข้าไปถึง ๒๐ เม็ด เพื่อนบ้านผู้อารีคนหนึ่งทราบเหตุเข้าก็มาตามตัวดร.ดิเรกไปช่วยชีวิตเขาไว้ได้ หลังจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็ยื่นมือเข้าช่วยรักษาพยาบาลอิเหนาด้วยความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์โดยไม่หวังการตอบแทนใดๆ นอกจากนี้ พล นิกร กิมหงวนยังได้ไปเยี่ยมเยียนให้เงินกิดาหยันใช้ตามสมควร พูดปลอบใจให้กำลังใจจนกระทั่งกิดาหยันรู้สึกซาบซึ้งใจในบุญคุณของสี่สหายเหลือที่จะกล่าว

ชั่วเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้นอาการป่วยจากวัณโรคที่ปอดและโรคลำไส้เรื้อรังก็หายขาด อย่างไรก็ตามกิดาหยันมีความเป็นอยู่อย่างหงอยเหงาหม่นหมอง เขาพร่ำรำพันถึงแม่ตุ่มทุกวันคืน

"ฉันจะหาให้บังใหม่" ดร.ดิเรกปลอบใจชาวอินโดนีเซียผู้น่าสงสาร "ผู้หญิงเขาไม่รักบัง ไม่สมัครใจอยู่กับบังแล้ว บังจะไปอาลัยอาวรณ์เขาทำไม"

กิดาหยันร้องไห้เหมือนเด็กๆ

"ผมไม่ได้อาลัยอาวรณ์หรอกครับคุณหมอ แต่ผมอยากให้เขากลับมาเป็นเมียผมอีกเท่านั้น ที่เสียไปแล้วผมไม่ว่า นึกว่าแบ่งกันกินกันใช้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทราหรอกน่าบัง พวกเราจะหาให้ใหม่ ทีนี้เอาให้อ้วนกว่ายายตุ่มสักสองเท่า เอาแบบตุ๊กตาล้มลุกเลย"

กิดาหยันสั่นศีรษะ

"อ้วนเกินไปก็ช่วยผมทำงานบ้านไม่ได้ ผู้หญิงคนอื่นผมก็ไม่นึกรักเสียด้วยครับอาเสี่ย ผมเสน่หาตุ่มของผมคนเดียวเท่านั้น โธ่....ตุ่มทำผมได้ เอาเกี๊ยะฟาดกบาลผม ผมก็ไม่ว่า ด่าป๊ะผมมะผม ผมก็ไม่ว่า เอามีดหั่นขนมปังไล่ฟันผม ผมก็ไม่ว่า อุ้มผมใส่เอวราวกับผมเป็นลูกแดง ผมก็ไม่ว่า แล้วจะเอายังไงกับผมอีก ผมล้มเจ็บเป็นฝีในท้องไม่ทันไรรังเกียจผมหนีไปอยู่กับอ้ายก้อน ฮึ่ม....คอยดูนะครับ รอให้แข็งแรงกว่านี้สักหน่อยผมจะบุกโรงยี่เกให้ราบ ผมจะเอามีดโกนปากลูกกระเดือกอ้ายก้อนให้ได้ ป่านนี้ตุ่มของผมคงย่อยยับไปหมดแล้ว"

หลังจากนั้นไม่กี่วันกิดาหยันก็ได้ข่าวจากเพื่อนชาวชวาคนหนึ่งยืนยันว่าแม่ตุ่มของเขาตั้งครรภ์อ่อนๆกับนายทองก้อนตัวโกงยี่เกที่เป็นเด็กหนุ่มคราวลูกหลานของหล่อนแล้ว

ความรักความเสียดายเมีย ความเจ็บช้ำน้ำใจบวกกับความอับอายขายหน้าทำให้กิดาหยันตัดสินใจฆ่าตัวตาย เขาเอามีดโกนเชือดคอของเขาในตอนหัวค่ำคืนวันหนึ่ง เขานอนดิ้นตึงตังโครมครามอยู่บนเรือน บังเอิญเพื่อนบ้านติดๆกันซึ่งเป็นชาวชวาผู้สูงอายุมาเยี่ยมเขา พอแลเห็นกิดาหยันนอนดิ้นอยู่บนเตียงเลือดไหลโชกคอและเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้น นายอามัดก็ร้องเอะอะโวยวายบอกกล่าวให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงทราบ เด็กหนุ่มชาวชวาคนหนึ่งวิ่งไปตามดร.ดิเรกที่บ้าน 'พัชราภรณ์' พล นิกร กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงรีบพากันมาช่วยเหลือนายกิดาหยัน

"มีทางไหมหมอ" พลถามเบาๆขณะที่ทุกคนยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหลังดร.ดิเรก และนายแพทย์หนุ่มนั่งอยู่บนเตียงนอนกำลังตรวจดูบาดแผลที่คอหอยนายกิดาหยัน

ดร.ดิเรกหันมายิ้มให้พล

"มีทาง"

"มีทางรอดหรือ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเพื่อให้แน่ใจ

"โน"

"แล้วมีทางอะไรวะ"

"มีทางลงหลุมครับ เชือดเสียเหวอะหวะเกือบรอบคออย่างนี้ต่อให้หมอเทวดาก็ช่วยไม่ได้"

นิกรกล่าวกับดร.ดิเรกด้วยความสงสารกิดาหยัน

"แกพยายามช่วยเขาหน่อยซี ให้อ้ายแห้วไปเอาด้ายกับเข็มเย็บกระสอบมาเย็บหนังที่คอให้ติดกันก่อนได้ไหม หรือจะใช้จักรเย็บได้ก็ควรทำเสีย บังแกอายุ ๔๖ ปีเท่านั้นยังไม่ควรตายหรอก"

ดร.ดิเรกยิ้มแค่นๆ

"ความตายไม่จำกัดวัย เกิดวันเดียวตายยังมี บางทีอายุตั้ง ๑๕๐ ยังเต้นร็อคได้ยังไม่ตาย ถึงคราวของบังแล้ว เขาทำตัวของเขาเอง กันได้ช่วยรักษาเขาจนหายจากวัณโรคและโรคลำไส้แล้ว"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ กิดาหยันนอนนิ่งเฉยอยู่ในราว ๑๕ นาทีก็ดิ้นพราดเหมือนไก่ถูกเชือดคอ เลือดที่คอกระเด็นทั่วห้อง เจ้าแห้วทำหน้าเบ้เหมือนกับจะร้องไห้

"บัง บังจ๋า นึกถึงพระอรหังไว้" เจ้าแห้วเตือนสติ

กิดาหยันหยุดดิ้นและช้อนตาดูคณะพรรคสี่สหาย

"เปล่า ฉันไม่นึกถึงพระอรหังหรอกนายแห้ว" เขาพูดแผ่วเบา "ฉันนึกถึงพระอัลลาของฉันต่างหาก แล้วก็นึกถึงบุญคุณของคุณหมอกับพวกเจ้านายของนายแห้วด้วย ท่านเหล่านี้เมตตากรุณาฉันมาก แต่ฉันไม่ต้องการที่จะมีชีวิตต่อไป เกียรติและศักดิ์ศรีของฉันทำให้ฉันต้องฆ่าตัวตาย โอย....คุณหมอครับ ผม....ผมไม่รอดแล้ว ก่อนที่ผมจะตาย ผมขอตอบแทนพระคุณของหมอ...." พูดจบเขาก็ล้วงมือเข้าไปใต้หมอนแล้วหยิบซองสีน้ำตาลเก่าๆซองหนึ่งมาส่งให้ดร.ดิเรก "คุณหมอครับ ผมขอมอบสมบัติอัมหาศาลของผมที่จมอยู่ในทะเลหน้าเกาะมัสซูลาให้คุณหมอกับเพื่อนๆครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างตื่นเต้นไปตามกัน นายแพทย์หนุ่มดึงกระดาษผ้าเก่าๆที่อยู่ในซองออกมาคลี่ออกแล้วลุกขึ้นยืน พล, นิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้ามาล้อมมองดูแผนที่บนกระดาษผ้าซึ่งเขียนขึ้นอย่างหยาบๆด้วยฝีมือของกิดาหยันเอง แต่ก็บอกชื่อเกาะและทิศทางไว้เรียบร้อย ตัวอักษรในแผนที่ทั้งหมดเขียนเป็นภาษาไทย

ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกำลังสนใจกับแผนที่ฉบับนี้ กิดาหยันก็ดิ้นพราดๆ นิกรมองดูกิดาหยันแล้วโบกมือห้ามพลางขอร้อง

"อย่าเพิ่งตายนะบัง พูดกันให้รู้เรื่องเสียก่อน หยุดดิ้นสักประเดี๋ยว บอกพวกเราซิเกาะมัสซูลาอยู่ในประเทศอะไร และเล่าเรื่องย่อๆของสมบัตินี้ให้พวกเราฟังด้วย ถ้ามันมีมากพอเราก็จะเดินทางไปค้นหา ถ้ามีสักสี่ซ้าห้าบาทก็เห็นจะไม่ไป"

คนเจ็บพยุงกายลุกขึ้นนั่งทั้งๆที่คอของเขาเหวอะหวะเลือดไหลรินออกมาตลอดเวลา กิดาหยันเงยหน้าขึ้นมองดูเพดานแล้วพึมพำว่า

"โอ....อัลลา....ขอพระองค์จงกรุณาให้ข้ามีชีวิตอยู่สัก ๑๐ นาทีเถิด ข้าพระองค์ต้องการตอบแทนบุญคุณท่านผู้มีพระคุณต่อข้า พระองค์เคยสั่งสอนไว้ให้มุสลิมทั้งหลายจงกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีคุณ....จงประทานโอกาสให้ข้าพระองค์เถิด" พูดจบเขาก็มองดูหน้าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ผมเสียใจที่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"ไม่เป็นไรกิดาหยัน เรายืนได้ เล่าให้เราฟังเถอะ เกาะมัสซูลาอยู่ในอินโดนีเซียใช่ไหม"

"ครับ ถูกแล้ว เป็นเกาะเล็กๆเกาะหนึ่งที่ไม่ปรากฏในแผนที่และห่างไกลจากเส้นทางคมนาคม เจ้าคุณครับ ไหนๆผมก็จะตายแล้ว ผมขอเปิดเผยความจริงให้ทุกคนทราบว่า ผมคือเจ้าเกาะมัสซูลาที่ปรากฏในแผนที่นี้ เมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ ผมกำลังเป็นหนุ่มใหญ่และได้เป็นหัวหน้าเกาะแทนบิดาของผมซึ่งถึงแก่กรรมเพราะชราภาพ ตำแหน่งหัวหน้าเกาะก็เหมือนกับกษัตริย์เหนือกฎหมาย อำนาจสูงสุดย่อมเป็นของผม ผมเป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเกาะ ผมมีอำนาจที่จะลงโทษชาวเกาะได้ทุกประการ แม้กระทั่งประหารชีวิต คือบูชายัญถวายองค์พระสมุทรเทพเจ้าของเรา"

พูดได้เท่านี้กิดาหยันก็ทำท่าจะชักอีก ร่างของเขาเกร็งไปหมด เสี่ยหงวนรีบยกมือไหว้กิดาหยันแล้วขอร้อง

"อย่าเพิ่งบัง อย่าเพิ่งตาย อดใจอีกสักครู่เถิดนะ ให้พวกเรารู้ละเอียดกว่านี้สักหน่อย"

คนเจ็บถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ครับ ครับ ผมยังไม่ตายหรอกครับ แต่จวนเต็มทนแล้ว ผมได้ยินเสียงพระอัลลาผู้เป็นเจ้า บัญชาให้ผมรีบพูดเสียให้เสร็จเรื่อง อ้า....สมัยนั้นชวาเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์ครับ แต่เกาะมัสซูลาพวกดัชท์ไม่เคยสนใจ ปล่อยให้ปกครองกันเอง บิดาผมเป็นเจ้าเกาะได้ส่งผมไปเรียนหนังสือที่ปัตตาเวียซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นยายกะตา"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยาการ์ตา เรียกเสียให้ถูกต้องบัง ไม่ใช่ยายกะตา"

"ครับ ถูกแล้วครับคุณหมอ ผมไปเรียนที่ปัตตาเวียจนสำเร็จไฮสกูลแล้วกลับไปอยู่เกาะมัสซูลา พอพ่อตายผมก็ได้เป็นเจ้าเกาะ แต่ผมไม่ชอบขนบธรรมเนียมประเพณีล้าสมัย นับถือผีนับถือเจ้า การบูชายัญฆ่าหญิงสาวสังเวยพระสมุทรปีละคนก็ป่าเถื่อนทารุณไม่ได้ประโยชน์อะไร ในที่สุดผมก็คิดหนี"

"หนีมาเมืองไทย" พลพูดเสริม

"เปล่าครับ ผมจะหนีไปอยู่เกาะที่เจริญ ผมจะไปอยู่เกาะมาดูราครับ ที่นั่นเป็นเกาะใหญ่เกาะหนึ่งอยู่ใกล้บาหลีแต่อยู่ห่างจากเกาะมัสซูลาราวร้อยไมล์ ตามประเพณีผู้ที่เป็นหัวหน้าชาวเกาะก็เปรียบเหมือนกษัตริย์ จะลาออกไม่ได้ ใครจะถอนออกก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนคนใหม่ได้ก็เมื่อคนเก่าตายหรือวิกลจริตทุพพลภาพ ผมได้คบคิดกับคนสนิทของผมขนสมบัติอันมีค่าของพระสมุทรซึ่งเป็นสมบัติดั้งเดิมหลายพันปีมาแล้ว อยู่ในความครอบครองของหัวหน้าเกาะ ลงบรรทุกเรือใบขนาดเล็กลำหนึ่งในตอนคืนเดือนหงาย คนเรือสามคนได้ร่วมคิดกับเราด้วย สมบัติของพระสมุทรนั้นมีเพชรและอัญมณีต่างๆ ทองคำแท่งคิดเป็นน้ำหนักประมาณครึ่งตันบรรจุไว้ในหีบรวม ๑๐ หีบ หีบหนึ่งหนัก ๕๐ กิโลกรัม มีทอง ๑๐ แท่ง โปรดฟังให้ดีนะครับ ทองคำแท่งครึ่งตัน เพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ขนาด ๑๐ กะรัตถึง ๒๐ กะรัต ทั้งเป็นรูปพรรณและเป็นเม็ดๆ ๓ หีบ ผมประมาณว่าคิดเป็นเงินไทยไม่ต่ำกว่า ๓๐ ล้าน นอกจากนี้ก็มีทับทิม มรกต และไข่มุกที่ทำเป็นสร้อยสังวาล กำไลต่างๆ จี้และอื่นๆอีก ๕ หีบ ผมกะไม่ถูกหรอกครับว่าเป็นเงินเท่าใด สมบัติของพระสมุทรเทพเจ้าของชาวเกาะมัสซูลาถูกลำเลียงลงเรือเรียบร้อย พอดีเกิดพายุมรสุมและฝนตกหนัก แต่เราก็จำต้องออกเรือเพราะใกล้สว่างเต็มทนแล้ว เรือของเราพ้นจากเกาะไปได้ร้อยเมตรก็ถูกพายุพัดเข้าไปในหมู่หินโสโครกซึ่งด้านนั้นมีอยู่มากมาย เรือของเราปะทะหินโสโครกอับปางลงทันที ทรัพย์สมบัติอันมหาศาลจมอยู่ในหมู่หินโสโครกเหล่านั้น ส่วนเรือแตกออกเป็นหลายเสี่ยงถูกน้ำทะเลพัดลอยไป ผมกับคนของผมทั้งสี่คนเกาะเรือเล็กประจำเรือใบลำนั้นซึ่งคว่ำอยู่ในน้ำ คลื่นซัดเราไปทางส่วนท้ายของเกาะมัสซูลาและห่างไกลไปจากเกาะทุกที พอรุ่งเช้าพระอาทิตย์ขึ้น ฉลามฝูงหนึ่งก็เข้ากลุ้มรุมเล่นงานพวกเราขณะที่เรากำลังช่วยกันกู้เรือเล็กลำนั้น คนของผมสองคนถูกฉลามกัดกินไปต่อหน้าต่อตา อีกคนหนึ่งจมหายไปในน้ำแต่ก็คงตายแน่นอน ผมกับคนสนิทของผมพยายามกู้เรือเล็กจนได้และขึ้นไปนั่งบนเรือเล็กลำนั้น ปล่อยให้ล่องลอยไปตามยถากรรม เราอยู่ในทะเลประมาณ ๓๐ ชั่วโมงครับ คนสนิทของผมหมดแรงด้วยความอ่อนเพลียฟุบตัวอยู่ในเรือหย่อนมือลงไปในน้ำ แล้วเขาก็ถูกฉลามตัวหนึ่งกัดเอาแขนข้างซ้ายไปกิน เขาได้รับความเจ็บปวดร้องครวญครางน่าสงสาร ในที่สุดเขาก็สิ้นใจตาย ผมก็เลยทิ้งศพเขาลงไปในทะเล ต่อจากนั้นผมก็สิ้นสติไป มารู้สึกตัวก็ต่อเมื่อผมอยู่บนเรือพิฆาตของกองทัพเรือเนเธอร์แลนด์ลำหนึ่ง พวกทหารฝรั่งได้ให้ความช่วยเหลือผมเป็นอย่างดี ผมโกหกเขาว่าผมเป็นชาวประมงเกาะบาหลี เรือหาปลาของผมถูกพายุอับปาง เขาพาผมไปส่งที่เกาะบาหลีครับ"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"เขาว่าที่นั่นผู้หญิงสาวๆถอดเสื้อโชว์หน้าอกจริงหรือบัง"

"จริงครับ ชาวบาหลีเห็นเป็นของธรรมชาติครับ การเปิดหน้าอกไม่น่าอับอายอะไร แต่ถ้าทำชั่วซีครับเป็นเรื่องที่อับอายขายหน้ากัน"

ดร.ดิเรกใจไม่ดีเมื่อแลเห็นกิดาหยันทำท่าจะชักดิ้นชักงออีก

"เฮ้ อย่าเพิ่งชักบัง เล่าเรื่องของบังให้จบเถอะ แล้วยังไงอีก"

กิดาหยันพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขาขบกรามกรอดแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวจากพิษบาดแผล

"ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วนี่ครับ ผมตกอยู่ที่เกาะบาหลีผมก็ทำมาหากินไปตามเรื่อง คิดว่าถ้าชีวิตยังอยู่ วันหนึ่งผมจะกลับไปเอาสมบัติที่เกาะมัสซูลา ถ้าได้ผมก็เป็นมหาเศรษฐี ผมอยู่บาหลีได้ปีกว่าก็ลงเรือข้ามฟากมาเกาะใหญ่ขึ้นรถไฟไปสุราบายา ช่วยตัวเองด้วยการทำงานทุกชนิด อยู่ได้พักหนึ่งก็ไปปัตตาเวียหรือเดี๋ยวนี้เขาเรียกว่ายาการ์ตา อยู่ที่นั่นผมก็ได้ทำงานเรือสินค้าเดินระหว่างปัตตาเวียสิงคโปร์ ผมเป็นกะลาสีเรืออยู่ไม่กี่เที่ยวก็ขึ้นเกาะสิงคโปร์ เข้ามลายูบุกบั่นมาจนถึงกรุงเทพฯ หากินด้วยการขายเนื้อสะเต๊ะตามที่คุณหมอและคุณๆได้กรุณาอุดหนุนผมเสมอมา โอย....ผมเล่าต่อไปไม่ไหวแล้วครับ อาการของผมเข้าตรีทูตแล้ว ผมจะสิ้นใจตายประเดี๋ยวนี้ โปรดเดินทางไปเอาทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของพระสมุทรที่เกาะมัสซูลาตามแผนที่ของผมเถิดครับ ไปเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปยาการ์ตา แล้วขึ้นรถไฟจากยาการ์ตาไปลงที่สะมารัง หาเช่าเรือยนต์เดินทะเลสักลำหนึ่ง เดินทางไปเกาะมัสซูลา ซื้อเครื่องมนุษย์กบและเครื่องมือที่จำเป็นที่ยาการ์ตาด้วยนะครับ ผมสาบานได้ว่าเรื่องที่ผมเล่าให้คุณฟังนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าไม่จริงขอให้อัลลานำวิญญาณของผมไปสู่นรก โอย....ผมลานายละครับ"

นิกรยิ้มให้นายกิดาหยันแล้วพยักหน้า

"เอา....ตายก็ตายบัง พวกเราจะช่วยจัดการเรื่องศพของบังเอง"

ชาวชวาล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วดิ้นทุรนทุรายน่าสงสาร ชักตาตั้งยกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศ แต่แล้วสักครู่หนึ่งเขาก็พยุงกายลุกขึ้นนั่งกล่าวกับคณะสี่สหายว่า

"ศพผมต้องฝังนะครับไม่ใช่เผา ผมเป็นมุสลิมเผาไม่ได้ ช่วยเอาศพผมไปฝังที่สุเหร่าไหนก็ได้นะครับ"

นิกรรับคำทันที

"ได้บัง ฉันจะโทรศัพท์เรียกปอเต๊กตึ๊งมาจัดการกับศพบังให้เรียบร้อยยังกับบังสั่ง"

กิดาหยันสะดุ้งเฮือก

"โอย....อย่าเชียวนะครับ ปอเต๊กตึ๊งเขาต้องส่งผมไปเผาแบบผีไม่มีญาติที่วัดดอนแน่นอน กรุณาติดต่อทางสุเหร่าเถอะครับ โอย....ผมลาก่อน ลาทุกๆคน อย่าลืมไปเอาสมบัติพระสมุทรที่เกาะมัสซูลานะครับ"

ครั้นแล้วคนเจ็บก็หงายผลึ่งลงบนเตียงนอนของเขา เขาชักพราดๆดิ้นรนทุรนทุรายน่าสงสาร สักครู่ก็หยุดชักและค่อยๆประนมมือประสานกันไว้ระหว่างหน้าอก เขาพึมพำออกมาเบาๆว่า

"พระอรหัง...เอ๊ย...พระอัลลา โอย...พระอรหัง พระเยซูคริสต์ด้วยก็ได้เหมือนกัน กรุณารับดวงวิญญาณของข้าไปสูที่ชอบด้วยเถิด"

ร่างของชาวชวานอนสงบนิ่งไม่ไหวติง แต่นัยน์ตาลืมโพลงทั้งสองข้าง ดร.ดิเรกเอื้อมมือจับข้อเท้าข้างขวาของนายกิดาหยัน เจ้าคุณปัจจนึกฯสงสัยก็กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มทันที

"แกทำอะไรน่ะดิเรก"

ดร.ดิเรกปล่อยมือที่จับข้อเท้ากิดาหยันออกแล้วพูดเสียงหนักๆ

"ตรวจชีพจรครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตรวจชีพจรทำไมถึงจับข้อตีนล่ะ มีแต่เขาตรวจที่ข้อมือ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"หมอชั้นดีอย่างผมตรวจที่ข้อเท้าก็ได้เหมือนกันแหละครับ"

เจ้าแห้วเปรี้ยวปากเต็มทนอดรนทนไม่ได้ก็ถามขึ้นเบาๆว่า

"รับประทานเท้าของคนมีชีพจรด้วยหรือครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรกทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"ทำไมจะไม่มีวะ ก็ที่เขาพูดกันว่าชีพจรลงตีนยังไงล่ะ"

คราวนี้เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"อ้อ รับประทานจริงแหละครับ บังแกตายแล้วไม่ใช่หรือครับคุณหมอ"

"ตายแล้ว น่าสงสารแกมาก แกตายเพราะแกเสียเกียรติเท่าที่เมียแกหนีตามชู้ไป เราเพิ่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ นายกิดาหยันเคยมีอดีตรุ่งเรืองมาแล้ว อย่างน้อยก็เป็นราชาแห่งเกาะน้อยๆคือเกาะมัสซูลา"

พลกล่าวกับ ดร.ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกคิดว่าเรื่องที่บังกิดาหยันเล่าให้ฟังเป็นเรื่องจริงไหม"

นายแพทย์หนุ่มคลี่แผนที่ออกดูอีก

"แน่นอนทีเดียว มันต้องเป็นเรื่องจริงแน่ๆ บังแกจะหลอกลวงกันและพวกเราเพื่อประโยชน์อะไร ตามปกติเท่าที่เรารู้จักก็รู้สึกว่าแกเป็นคนดีพูดจาเชื่อถือได้ไม่กะล่อนหรือมะกอกสามตะกร้าอย่างอ้ายกร"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้าเช่นนั้นเราต้องบุกชวาโว้ย กันจะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปค้นหาสมบัติพระสมุทรเอง บังแกก็แนะนำไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ขึ้นเครื่องบินไปลงยาการ์ตา ขึ้นรถไฟไปสะมารังหาเช่าเรือที่นั่นเดินทางไปเกาะมัสซูลา นึกว่าทัศนาจรอินโดนีเซียกันสักทีเถอะวะ พาสปอร์ทของเราก็ใช้ได้รอบโลก เพียงแต่ไปขอวีซ่าที่สถานทูตอินโดนีเซียเราก็เดินทางไปได้อย่างสบาย ถ้าเราได้สมบัติเหล่านั้นเราก็หาเช่าเรือทะเลขนาดใหญ่เดินทางจากอินโดนีเซียกลับกรุงเทพฯ แบ่งสันปันส่วนกันให้เป็นไปอย่างยุติธรรม"

เจ้าแห้วพูดสอดขึ้นทันที

"รับประทานผมไปด้วยคนนะครับ"

ทุกคนต่างมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว เสี่ยหงวนยกมือขวาตบบ่าเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"แกเป็นคนสนิทของพวกเรา พูดง่ายๆก็คือว่าเป็นขี้ข้าที่น่ารักของพวกเรานั่นเอง ไปไหนเราก็ต้องเอาแกไปด้วย"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานฟังแล้วชื่นใจไปหลายวัน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่นแล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

"รีบไปโรงพักเถอะวะไอ้แห้ว เข้าไปในบ้านเราเอารถไปแจ้งความให้ตำรวจเขาทราบว่านายกิดาหยันเชือดคอตาย แล้วรับตำรวจเขามาที่นี่ด้วย เราจะต้องร่วมมือกันจัดการในเรื่องศพนายกิดาหยันให้เรียบร้อย แต่ต้องให้ตำรวจเขาชันสูตรพลิกศพเสียก่อน ความจริงถ้ากันเป็นนายกิดาหยัน เมียหนีตามชู้ไป แทนที่จะฆ่าตัวตายกันกลับดีใจกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน เพราะกันจะได้มีอิสรภาพหาเมียสวยๆได้อีก"

นิกรมองดูศพอิเหนาอย่างปอดๆ

"ว้า...ลืมตาโพลงเชียวโว้ย เอ๊ะ...ชักออกกลิ่นแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"มีอย่างที่ไหนวะ คนเพิ่งตายมีกลิ่น"

นายจอมทะเล้นทำหน้าตาขึงขัง

"จริงๆครับ ผมได้กลิ่นเหม็นตุๆจริงๆ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง กลิ่นตุๆน่ะมันกลิ่นกบาลข้าโว้ย ไม่ใช่กลิ่นคนตาย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร.ดิเรกหันมาทางเจ้าแห้วแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"รีบไปโรงพักซีโว้ย ยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอย่าเพิ่งหนีไปชวานะครับ รับประทานต้องรอผมด้วย"

"เออ" ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น

เจ้าแห้วพาตัวออกไปจากห้องทันที หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวเพื่อนบ้านของนายกิดาหยันก็ทราบข่าวจากเจ้าแห้วว่าดร.ดิเรกไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือชาวอินโดนีเซียผู้น่าสงสารคนนี้ได้ นายกิดาหยันได้ถึงแก่ความตายเสียแล้ว เพื่อนบ้านต่างพากันมาเยี่ยมศพจนแน่นบ้าน ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนจนเช่าที่เขาปลูกบ้านอยู่ ทุกคนรู้จักคณะพรรคสี่สหายมานานแล้ว ต่างทราบว่าดร.ดิเรกกับพล นิกร กิมหงวนได้ให้ความเมตตากรุณาแก่นายกิดาหยันอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะนายแพทย์หนุ่มช่วยรักษาพยาบาลจนกระทั่งพ่อค้าเนื้อสะเต๊ะผู้นี้หายป่วยจากวัณโรคและโรคลำไส้ แต่แล้วชาวชวาผู้รักเกียรติและศักดิ์ศรีของเราก็เชือดคอตาย

ในที่สุด สี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็เดินทางจากประเทศไทยมุ่งตรงมายังยาการ์ตานครหลวงแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียโดยเครื่องบินของบริษัทการบินที่มีชื่อเสียงบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีสายการบินกรุงเทพฯ อินโดนีเซีย

ทั้ง ๖ คนมีกระเป๋าเสื้อผ้าแบบกระเป๋าโดยสารเครื่องบินมาคนละกระเป๋าเท่านั้น แผนที่มหาสมบัติของพระสมุทรอยู่ที่กิมหงวน ซึ่งอาเสี่ยเป็นนายทุนออกเงินค่าใช้จ่ายในการนี้โดยมีเงื่อนไขตกลงกันว่า กิมหงวนจะได้รับส่วนแบ่งจากสมบัติพระสมุทร ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นได้คนละ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่าๆกัน รวมทั้งเจ้าแห้วด้วย

ที่ยาการ์ตา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พักอยู่เพียงวันเดียว กิมหงวนได้เบิกเงินจากธนาคารแห่งหนึ่งห้าแสนบาทซึ่งเขาส่งดราฟต์มา อาเสี่ยพาคณะพรรคออกหาซื้อเครื่องมนุษย์กบพร้อมท่อออกซิเจนรวม ๔ ชุด คณะพรรคสี่สหายจากนครหลวงอินโดนีเซียขึ้นรถไฟไปลงที่เมืองสะมารังเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่ง ใช้เวลาวิ่งเต้นหาเช่าเรือเพื่อเดินทางไปยังเกาะมัสซูลา ระหว่างนั้นทุกคนได้ซื้อเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเสบียงกรังเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆอีกมากมายคล้ายกับจะมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองอิเหนานี้

คณะพรรคสี่สหายพักอยู่ที่โรงแรมชายทะเลแห่งหนึ่ง ด้วยความสามารถของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ การเช่าเรือจึงสำเร็จเรียบร้อยหลังจากที่พักอยู่ที่สะมารังได้สองวัน เรือยนต์ลำนี้ชื่อ 'ซาลามัดปาไก' เป็นเรือปิคนิคขนาดใหญ่แต่ล้าสมัย รูปร่างเทอะทะอุ้ยอ้าย แต่เป็นเรือที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในเมืองสะมารัง มีลูกเรือทั้งหมดรวม ๖ คน ช่างเครื่องยนต์ ๒ คน เจ้าของเรือคือกัปตันเรือลำนี้ เขาคิดค่าเช่าเรือวันละ ๓,๐๐๐ บาท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องชำระเงินล่วงหน้าให้เขา ๓๐,๐๐๐ บาท

พอเช่าเรือ 'ซาลามัดปาไก' ได้เรียบร้อย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ย้ายจากโรงแรมไปอยู่เรือ กัปตันเรือเป็นชาวอินโดนีเซียชื่อสุหรง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคณะพรรคสี่สหาย พูดจาโผงผางเป็นนักเลงเต็มตัว ดื่มเหล้าต่างน้ำ กัปตันสุหรงได้ร่วมดื่มเหล้ากับสี่สหายของเราเพียงวันเดียว เขาก็แสดงน้ำใจนักเลงของเขา ลดค่าเช่าเรือให้เหลือวันละ ๒,๐๐๐ บาท พอร่วมดื่มเหล้ากันในวันที่สอง เขาลดค่าเช่าเรือให้เหลืออีกวันละ ๑,๐๐๐ บาท พอวันที่สามเขาบอกว่าค่าเช่าเรือเป็นเรื่องเล็กเสียแล้ว ให้ก็เอาไม่ให้ก็ไม่เอา เขาชอบอกชอบใจในความสปอร์ทของคณะพรรคสี่สหายมาก กัปตันสบถสาบานว่า ในชีวิตของเขาเขาเจอแต่คนที่เรียกว่ากระดูกขัดมัน บางคนไม่ต้องขัดก็มันเสียแล้ว แต่สี่สหายมีน้ำใจกว้างขวางราวกับทะเลชวา เลี้ยงวิสกี้ตราขาวเขา ซึ่งเหล้าราคาแพงอย่างนี้ไม่มีใครเขาเลี้ยงกัน นอกจากนี้กิมหงวนยังซื้อกล้องยาสูบดันฮิลราคาแพงให้เขาอีก เสบียงอาหารก็ซื้อมาให้เขากับพวกลูกเรืออย่างล้นเหลือ รวมทั้งบุหรี่และขนม ผลไม้ต่างๆ

เมื่อกิมหงวนออกปากขอร้องให้กัปตันช่วยหาซื้อปืนเถื่อนให้ กัปตันสุหรงก็ให้ความช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ เขาพาพ่อค้าอาวุธเถื่อนชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งมาพบกับคณะพรรคสี่สหายที่เรือ ในที่สุดก็ซื้อได้ทั้งปืนพกปืนเล็กยาวพร้อมด้วยกระสุนอีกพอสมควร

ตอนสายวันนั้นเอง 'ซาลามัดปาไก' ก็เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางจากท่าเรือสะมารังมุ่งตรงไปยังเกาะมัสซูลา ลูกเรือและช่างกลได้รับคำสั่งให้เตรียมตัวตั้งแต่รุ่งอรุณของวันใหม่ กำหนดออกเรือ ๙.๐๐ น.ตรง แต่ก่อนที่เรือจะออกจากท่ากัปตันสุหรงก็มึนเมาแทบจะครองสติไม่ได้

พอได้เวลา ๙.๐๐ น.ตรง 'ซาลามัดปาไก' ก็แล่นเอื่อยๆ บ่ายโฉมหน้าออกสู่ทะเลลึก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มอยู่ในห้องกัปตัน นิกรบริการวิสกี้ให้กัปตันสุหรงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่พออกพอใจกัปตันอย่างยิ่ง กัปตันสุหรงบอกว่าความจำเป็นของชีวิตเขาคือเหล้า เขาเป็นคริสตังมิใช่มุสลิม ดังนั้นการกินเหล้าจึงไม่บาป เขาถือท้ายเรืออย่างทะมัดทะแมง ใบหน้าของกัปตันแดงก่ำ กลิ่นเหล้าจากปากของเขาพอๆกับโรงต้มกลั่นสุราบางยี่ขัน อาเสี่ยกิมหงวนนักดื่มเหล้าตัวฉกาจถึงกับยอมรับนับถือว่ากัปตันสุหรงดื่มเหล้าเก่งกว่าเขามาก

การสนทนาโต้ตอบกันนั้นใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง กัปตันพูดอังกฤษได้ดีมาก เขาเคยเป็นกัปตันเรือสินค้าจากชวาไปสุมาตราและสิงคโปร์อยู่หลายปี แต่เมาเหล้ามากเกินไป บริษัทเดินเรือจึงปลดเขาออก เขาก็ซื้อเรือยอชท์ลำนี้ไว้ให้นักท่องเที่ยวเช่าชมทะเลหรือไปเที่ยวเกาะต่างๆ เขายืนยันว่าเขามีเชื้อสายเป็นวงศ์อสัญแดหวา ปู่ของเขาเป็นเจ้า เขาเล่าว่าเมืองอิเหนานั้นคือเมืองสุราบายา ที่นั่นมีเมืองเก่าๆและสถานโบราณวัตถุมาก

ตอนเที่ยงวันนั้นเอง กัปตันสุหรงซึ่งสร่างเมาไปบ้างได้ใช้ให้กะลาสีไปตามสี่สหายมาพบเขาที่ห้องถือท้ายโดยด่วน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรีบมาพบกัปตันทันที ส่วนเจ้าแห้วกำลังเตรียมอาหารกลางวันให้เจ้านายของเขา

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือกัปตัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องถาม

กัปตันสุหรงยิ้มแห้งๆ ชี้มือไปที่ผืนแผ่นดินที่มองแลเห็นลิบๆข้างหน้า

"ผมเสียใจมากเจ้าคุณ เรือของเรากำลังแล่นย้อนกลับมาที่สะมารังโดยที่ผมเพิ่งรู้สึกตัวเดี๋ยวนี้เอง"

สี่สหายกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆกัน ดร.ดิเรกยกมือเกาศีรษะแล้วเดินเข้ามาหา

"กัปตันดื่มเหล้ามากเกินไปก็เป็นอย่างนี้ เลี้ยวเรือกลับไปซี"

กัปตันสุหรงหัวเราะ ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่ม

"ไปแวะที่ท่าสะมารังก่อนคุณหมอ ผมลืมเข็มทิศเดินเรือไว้ที่บ้าน" เขาพูดเสียงอ้อแอ้ "เมื่อเช้าสั่งเมียแล้วให้คอยเตือน แต่เขาไม่ยักเตือนผม ถ้าเราไม่มีเข็มทิศ เราก็ไปเกาะมัสซูลาไม่ถูก แผนที่ผมก็ไม่ได้เอามา แล้วก็ช่างกลมาบอกผมเมื่อกี้นี้เองว่าน้ำมันเชื้อเพลิงมีมาปี๊บเดียวเท่านั้น"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ

"เมื่อเช้าผมถามกัปตันว่าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้วหรือ กัปตันว่าพร้อมแล้ว"

"ครับ พร้อมแล้ว แต่ลืมแผนที่กับเข็มทิศ และลืมซื้อน้ำมัน"

"ยังงั้นเขาเรียกยังไม่พร้อม" อาเสี่ยดุ "ว้า เสียเวลาจริงแฮะกัปตัน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่เป็นไรครับ อย่างไรก็ต้องไปถึงเกาะมัสซูลา"

อาเสี่ยหันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"เราคบคนผิดเสียแล้วละโว้ย แกบอกเราว่าเป็นเสือทะเลที่เผชิญชีวิตมา ๗ คาบสมุทรแล้ว แต่แล่นเรือมาสามชั่วโมงเรือหวนกลับมาที่เก่าโดยแกก็เพิ่งรู้สึกตัว มิหนำซ้ำยังมีหน้ามาบอกว่าลืมเข็มทิศประจำเรือลืมแผนที่ลืมน้ำมันเชื้อเพลิง"

นิกรว่า "ยังงี้ควรเป็นกัปตันเรือจ้างมากกว่า"

กัปตันสุหรงฟังภาษาไทยไม่ออกแต่ก็พอจะรู้ว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังตำหนิเขา เขาไม่ปริปากพูดอะไรอีกบังคับเรือ 'ซาลามัดปาไก' มุ่งเข้าสู่ท่าเรือสะมารังซึ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ

บ่ายวันนั้นเอง 'ซาลามัดปาไก' ได้ออกจากท่าอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพวกชาวเรือที่จอดอยู่ใกล้ๆทำให้กัปตันเดือดดาลมากที่ถูกหัวเราะเยาะ คราวนี้เรือ 'ซาลามัดปาไก' มีแผนที่เดินเรือ เข็มทิศประจำเรือเรียบร้อย มีน้ำมันเชื้อเพลิงคือน้ำมันโซล่ามาเพียงพอสำหรับเดินทางไปกลับ

กัปตันสุหรงอับอายขายหน้าคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ่งที่เขาถูกพวกชาวเรือด้วยกันหัวเราะเยาะเขา เขายืนหน้าเครียดถือพังงาเรือและบังคับเรือของเขาวิ่งไปเต็มฝีจักร สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างๆกัปตัน

นิกรรินวิสกี้ตราขาวเพียวๆประมาณครึ่งแก้วส่งให้กัปตันแล้วพูดยิ้มๆ

"เอาเสียหน่อยกัปตัน"

กัปตันสุหรงมองดูแล้วสั่นศีรษะ

"ขอบคุณครับ ผมจะไม่ดื่มเหล้าอีกแล้ว เลิกอย่างเด็ดขาด เหล้าไม่ได้ให้คุณแก่ผมเลย ถ้าผมไม่ดื่มเหล่า ป่านนี้ผมก็ได้เป็นกัปตันเรือเดินสมุทรรับคนโดยสารจากยาการ์ตาไปออสเตรเลียแล้ว"

"เอาน่ากัปตัน ผมจำได้ว่ากัปตันบอกผมว่าลูกผู้ชายที่แท้จริงต้องกินเหล้า"

"ไม่ครับ สิ้นสุดกันทีสำหรับเหล้า"

"โธ่...กัปตันก้อ..." นิกรออด "เอาหน่อยน่ากัปตัน"

กัปตันสุหรงขบกรามกรอด มองดูนิกรด้วยแววตาแข็งกร้าว กระชากแก้วน้ำสีเหลืองมาจากมือนายจอมทะเล้นแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ผมไม่ดื่ม คุณก็พยายามของร้องให้ผมเสียสัจจะ ฮึ่ม...ดื่มก็ดื่ม" แล้วเขาก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ส่งแก้วเปล่าคืนให้นิกร "อีกแก้วซีครับ"

สี่สหายหัวเราะครืน ทุกคนต่างพออกพอใจในความเป็นกันเองของกัปตัน เมื่อพลขอถือท้ายเรือ 'ซาลามัดปาไก' กัปตันสุหรงก็ยอมให้ถือท้ายและแนะนำให้พลถือไปตามเข็มทิศที่เขาตั้งไว้ เขาอธิบายให้ทราบว่าเรือจะถึงเกาะมัสซูลาในตอนบ่ายวันพรุ่งนี้อย่างช้า ๑๖.๐๐ น.

การรอนแรมในทะเลชวาทำให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมีความสนุกสนานเพลิดเพลินมาก เรือผ่านเกาะเล็กๆหลายแห่ง บางเกาะก็แลเห็นใกล้ บางเกาะก็อยู่ไกลลิบ กัปตันอธิบายให้ฟังว่าอินโดนีเซียนั้นมีเกาะเล็กเกาะน้อยหลายร้อยเกาะ เขาเคยไปเกาะมัสซูลามาครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ที่นั่นความเจริญยังไปไม่ถึง ชาวเกาะประมาณพันคนไร้การศึกษาและไม่ยอมต้อนรับอารยะธรรมแผนใหม่ นับถือเทพยดาปีศาจนางไม้ โดยเฉพาะองค์พระสมุทรซึ่งชาวเกาะเชื่อว่าพระองค์เป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งท้องทะเลหลวง สามารถคุ้มครองป้องกันภัยและประทานความร่มเย็นเป็นสุขให้พวกเขา และอาจโกรธกริ้วบันดาลให้เกิดภัยพิบัติขึ้นได้ เช่น ให้ภูเขาไฟพ่นพิษ ทำให้แผ่นดินไหว หรือทำให้เกิดลมสลาตันพัดบ้านเรือนของชาวเกาะพังพินาศ กัปตันสุหรงเห็นว่าเรื่องทรัพย์สมบัติอันมหาศาลตามแผนที่ของนายกิดาหยันนั้นไม่มีมูลแห่งความจริง

ทะเลเรียบปราศจากคลื่นลม ตอนพลบค่ำวันนั้นเอง กัปตันได้ร่วมดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกครั้งหนึ่ง อาหารเหล่านี้เป็นอาหารสดที่แช่ไว้ในตู้เย็นมากมาย และเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นพ่อครัวฝีมือเอกทำอาหารแบบฝรั่ง

ด้วยน้ำใจอันกว้างขวางของคณะพรรคสี่สหาย ทำให้กัปตันคืนเงินสด ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายล่วงหน้าค่าเช่าเรือให้อาเสี่ยกิมหงวน

"เอาเงินของอาเสี่ยคืนไป" กัปตันสุหรงพูดหน้าตาเฉย

เสี่ยหงวนมองดูอย่างแปลกใจ

"อ้าว ก็กัปตันเรียกล่วงหน้า ผมก็จ่ายให้แล้ว มาคืนผมทำไม"

กัปตันสั่นศีรษะ

"พวกคุณสปอร์ทเกินกว่าที่ผมจะเอาเงินค่าเช่าเรือได้ ผมขอคิดแต่เพียงค่าน้ำมันและค่าเงินเดือนคนเรือ ซึ่งผมจะเรียกจากอาเสี่ยตามสมควรเมื่อกลับไปถึงสะมารังแล้ว แต่ว่าอาเสี่ยจะจ่ายให้ผมก็ได้ไม่จ่ายก็ได้ ผม...กัปตันสุหรง ตามปกติเป็นคนหน้าเลือดที่สุดสำหรับคนที่หน้าเลือดรู้ฉลาดหรือเอาเปรียบผม แต่คนที่มีน้ำใจกว้างขวางต่อผมแล้ว ผมถลกหนังหัวให้ได้ ผมไม่เคยพบใครที่ใจดีเหมือนอาเสี่ยกับเพื่อนๆเลย"

กิมหงวนไม่ยอมรับเงินที่กัปตันยื่นให้เขา

"กัปตันเก็บเอาไว้ก่อนเถอะครับ อย่างน้อยก็เป็นค่าสึกหรอของเรือลำนี้ ผมขอบคุณมากที่กัปตันให้ความเป็นกันเองกับพวกเรา ไปอยู่เมืองไทยกับผมไหมล่ะ"

"โน" กัปตันปฏิเสธพลางหัวเราะ "พวกแขกชวาไปอยู่ในเมืองไทย ผมได้ข่าวว่ามีอาชีพแต่เพียงขับรถหรือขายเนื้อสะเต๊ะ ขายก๋วยเตี๋ยวแขก ผมสมัครใจตายที่บ้านผมดีกว่า ปีหน้าผมก็ตายแล้ว"

พลยิ้มให้เขา

"กัปตันรู้ได้อย่างไร"

"ทำไมผมจะไม่รู้ ผมมีโรคประจำตัวตั้งหลายอย่าง เป็นทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูง อัมพาตก็ยังไม่หายดี สังเกตดูซีครับ ปากผมเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ผมต้องไปนอนที่โรงพยาบาลในสะมารังเกือบสองเดือนเพื่อให้หมอรักษาอัมพาตให้ผมด้วยการนวดด้วยไฟฟ้า"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"กัปตันเป็นความดันทำไมถึงกินเหล้า"

กัปตันเค้นหัวเราะ

"ผมกินเพื่อให้ความดันมันลด"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ

"เป็นไปไม่ได้ เหล้านั่นแหละจะทำให้ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงตายเพราะเส้นโลหิตแตก และเหล้าเป็นอันตรายต่อโรคเบาหวานอย่างยิ่ง"

กัปตันสุหรงยักไหล่แล้วแบมือ

"ผมไม่แคร์ ตายเสียก็ดี เมียผมกับชู้รักของเขาจะได้อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย ไม่ต้องลักลอบเป็นชู้กันอย่างทุกวันนี้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากัน กัปตันสุหรงก็หัวอกอันเดียวกับนายกิดาหยันแขกขายเนื้อสะเต๊ะซึ่งนอนตายอยู่ในหลุมศพที่สุเหร่ามหานาค

คืนนั้นทุกคนนอนหลับอย่างสบาย และในวันรุ่งขึ้นเรือ 'ซาลามัดปาไก' ได้แล่นใกล้จุดหมายไปตามลำดับ กัปตันสุหรงขีดเส้นเดินทางของเรือลำนี้บนแผนที่ให้สี่สหายดู แล้วอธิบายให้ทราบว่า เครื่องยนต์ของเรือลำนี้ชรามากไป เรือแล่นได้เร็วเพียง ๑๕ น้อตเท่านั้น เขากะว่า 'ซาลามัดปาไก' จะถึงเกาะมัสซูลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.

"มันเคยวิ่งได้ถึง ๑๘ น้อตครับ" กัปตันอธิบายให้ทราบ "แต่เดี๋ยวนี้กำลังมันตกไปมาก นับตั้งแต่นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันพวกหนึ่งเช่าเรือของผมไปเที่ยวเกาะมาดูราเมื่อเร็วๆนี้"

นิกรยิ้มให้กัปตัน

"น้อตน่ะหมายถึงไมล์ใช่ไหม กัปตัน"

"ครับ ถูกแล้ว แต่เป็นไมล์ทะเล"

"ไมล์ทะเล" เสี่ยหงวนทวนคำ "ไมล์ทะเลกับไมล์ธรรมดาไม่เหมือนกันหรือ กัปตัน"

"โน...ไมล์ทะเลยาว ๑,๘๕๓ เมตร ไมล์ธรรมดายาว ๑,๖๐๐ เมตรครับ"

ตลอดวันนั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ใช้เวลาว่างเล่นยี่อิดหรือไพ่ป๊อก ๒๑ กันโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำรวจจับและเล่นเอาเงินกันจริงๆ นิกรเป็นเจ้ามือ ปรากฏว่าได้กำไรเกือบ ๕,๐๐๐ บาท

ในราว ๑๗.๐๐ น. เย็นวันนั้นเอง กัปตันก็ใช้ให้กะลาสีมาตามคณะพรรคสี่สหายไปพบที่ห้องถือท้ายอีกครั้งหนึ่ง กัปตันสุหรงชี้มือไปเบื้องหน้าแล้วอธิบายให้ทราบ

"ดูโน่น เกาะเล็กๆมองเห็นเป็นสีเทาแก่อยู่ลิบๆเบื้องหน้าโน้นติดกันสองเกาะนั่นแหละครับคือมัสซูลา"

ทุกคนตื่นเต้นดีใจไปตามกัน กิมหงวนยกมือตบหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆเข้าใจผิดว่าเป็นนิกร

"มีหวังแน่ๆอ้ายเพื่อนเกลอ"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"ใครเป็นเพื่อนแกวะ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"อ้าว นึกว่าอ้ายกร ขอโทษทีเถอะครับ" แล้วอาเสี่ยก็เลื่อนตัวเข้าไปยืนข้างกัปตัน "เกาะมัสซูลาแน่นะครับกัปตัน กลายเป็นเกาะสีชังละก้อตายห่าเลย"

กัปตันสุหรงหัวเราะชอบใจ

"ผมเดินเรือมาหัวจะผุแล้ว ถึงแม้เกาะมัสซูลาจะอยู่นอกเส้นทางเดินเรือ และเรือไม่แวะไปที่นั่น เรือก็ผ่านเกาะในระยะห่างเช่นนี้เสมอ ที่เรือไม่แวะก็เพราะบริเวณนั้นมีหินโสโครกเต็มไปหมด แต่ไม่เป็นไรครับ ผมจะแล่นเรืออย่างช้าที่สุดและระวังที่สุด อย่างมากเราก็ลอยคอในทะเล เรือของผมเองไม่ได้ขอยืมหรือเช่าใครมา จมเป็นจม"

นิกรทำคอย่น

"แต่อย่าพยายามให้จมดีกว่ากัปตัน การทำเรือจมน่ะย่อมเสียเกียรติไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"เป็นอันว่าคืนนี้เราจะจอดนอนที่หน้าเกาะตามจุดในแผนที่ของเราที่ทรัพย์สมบัติจมอยู่ในทะเล พรุ่งนี้เราจะเริ่มงานของเราทันที เครื่องมนุษย์กบของเราก็มีมาพร้อมแล้ว ว้า...รวยกันละวะเรา เราจะต้องเฉลี่ยทรัพย์สมบัติให้กัปตันอีกส่วนหนึ่ง เพราะกัปตันดีต่อเรามาก"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ต้องให้เขาแน่นอน ส่วนลูกเรือ ถ้าเราได้สมบัติอันมหาศาลเหล่านี้เราก็จะให้รางวัลเขาเป็นเงินก้อน"

"ก้อนเล็กหรือก้อนใหญ่" นิกรถามเบาๆ

"ก้อนใหญ่โว้ย"

"ก้อนใหญ่ก็เหม็นหน่อย"

'ซาลามัดปาไก' ใกล้เกาะมัสซูลาเข้าไปตามลำดับ ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๓๐ น. กัปตันยืนยันว่าเรือจะถึงเกาะก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. เล็กน้อย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกัน

พอตะวันลับฟ้า ทุกคนก็รับประทานอาหารเย็นเรียบร้อย กัปตันสุหรงได้รับประทานอาหารค่ำกับสี่สหายเหมือนเช่นเคย แต่เขาไม่ยอมดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด เขาอ้างว่าเรือกำลังจะเข้าเขตหมู่หินโสโครกใต้น้ำซึ่งมีอยู่มากมาย ถ้าเขาเมาเหล้า ทุกคนก็จะต้องลอยคอในน้ำ และอาจจะต้องตกเป็นเหยื่อฉลามร้าย เพราะเท่าที่เขาทราบ เกาะมัสซูลามีฉลามชุกชุมมากเนื่องจากหินโสโครกเหล่านั้นแหว่งเว้าเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาฉลาม

เรือเข้าเขตหินโสโครกราว ๑๙.๐๐ น. เศษ ดวงจันทร์คืน ๑๔ ค่ำส่องแสงนวลอร่ามไปทั่วท้องทะเลหลวง ท้องฟ้าว่างเปล่าปราศจากเมฆ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรวมกันอยู่ในห้องถือท้าย ทุกคนเพิ่งได้เห็นกัปตันสุหรงทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยในการบังคับเรือ กะลาสีคนหนึ่งยืนอยู่ที่หัวเรือถือดิ่งคอยวัดระดับน้ำ เรือแล่นช้าที่สุดบางทีก็หยุดและถอยหลัง อย่างไรก็ตาม กัปตันสุหรงก็สามารถนำเรือ 'ซาลามัดปาไก' แล่นมาถึงที่ที่ทรัพย์สมบัติมหาศาลจมอยู่ใต้ทะเลตามที่ปรากฏในแผนที่ของกิดาหยัน

เขาส่งสัญญาณไปที่ห้องเครื่องสั่งหยุดเครื่องยนต์ทันที สั่งเดินเครื่องถอยหลังและสั่งให้หยุด หลังจากนั้นกัปตันก็ร้องตะโกนบอกกะลาสีให้ทิ้งสมอลงน้ำเสียงดังตูม คณะพรรคสี่สหายถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ต่างพากันเข้ามาห้อมล้อมกัปตันและขอสัมผัสมือด้วยเพื่อแสดงความยินดีในความสามารถของเขา

"เก่งมากครับ กัปตัน" พลกล่าวชมด้วยความจริงใจ "ตอนที่ท้องเรือของเราครูดกับหินก้อนหนึ่งผมนึกว่าเสร็จเสียแล้ว"

กัปตันยิ้มแป้น

"หินก้อนนั้นอยู่ลึกเท่าท้องเรือเราพอดี แต่ถ้าเรือเราแล่นเร็วเราก็จมเหมือนกัน ผมถึงบังคับเรือให้แล่นช้าที่สุด โน่น...มองไปบนเกาะมัสซูลาซีครับ อยู่ห่างจากเราไม่ถึง ๒๐๐ เมตร ดวงไฟวาบวับคือหมู่บ้านของพวกชาวเกาะ และฟังให้ดีเราจะได้ยินเสียงกลองเบาๆ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ท่าจะซ้อมสิงโตกันกระมัง กัปตัน"

"โน เขาเล่นสนุกกันน่ะครับ บางทีก็เป็นการบูชาเทพเจ้าของเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามกัปตันว่า

"ถ้าหากว่าพวกเราเอาเรือเล็กพายไปขึ้นที่เกาะ พวกชาวเกาะเขาจะทำร้ายเราไหมครับ กัปตัน"

กัปตันยิ้มเล็กน้อย

"คงไม่ทำอันตรายอะไรหรอกครับ เจ้าคุณ แต่พวกชาวเกาะไม่ชอบคนแปลกหน้า พวกนี้มันคนโง่ครับ มีความคิดอย่างโง่ๆ เห็นว่าคนต่างถิ่นเป็นศัตรูของตน ไม่ยอมรับอารยะธรรมแผนใหม่ มีอยู่หลายเกาะครับในแผ่นดินชวาที่มีพวกชาวเกาะแบบนี้ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวด้วย ปล่อยให้ปกครองกันเอาเอง พวกนี้แม้กระทั่งไม้ขีดไฟก็ไม่เคยเห็น ใช้อาวุธหอกและธนู แต่รู้จักกินอาหารสุก และรู้จักปลูกกระท่อมอยู่ มีการทอผ้าใช้กันเองด้วยฝีมือหยาบๆ ถ้าเรามีของแปลกๆไปให้หัวหน้า ชาวเกาะพวกนี้ก็อาจจะยอมเป็นมิตรกับเราก็ได้ หัวหน้าชาวเกาะก็คือกษัตริย์ที่อยู่เหนือกฎหมายนั่นเอง"

พลหันมายิ้มให้เสี่ยหงวน

"ถ้าเรางมสมบัติพระสมุทรได้เรียบร้อยแล้ว เราต้องขึ้นเที่ยวเกาะมัสซูลาแน่นอน สาวชาวเกาะคงไม่เลว ผิดนักก็เอาไปกรุงเทพฯ คนละคน อยากกินเนื้อสะเต๊ะหรือก๋วยเตี๋ยวแขกจะได้ให้หล่อนทำให้เรากิน"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"เข้าทีดีเหมือนกัน แต่หล่อนไม่กินหมูนี่หว่า"

พลหันมาถามกัปตัน

"ชาวเกาะนับถือศาสนาอิสลามหรือ กัปตัน"

"โน...ศาสนาอิสลามเผยแพร่มาไม่ถึงหรอกคุณ ถึงมาชาวเกาะก็ไม่ต้อนรับ เท่าที่ผมทราบ ชาวเกาะพวกนี้มีสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าคนป่าเล็กน้อย เฉลียวฉลาดกว่าคนป่าเพราะอยู่ใกล้ทะเล พวกนี้นับถือปีศาจและเทพยดาครับ ที่เขานับถือที่สุดคือพระสมุทร พระผู้เป็นใหญ่หรือเทพเจ้าแห่งทะเล เกาะมัสซูลาพวกชาวเรือส่วนมากเรียกกันว่าเกาะนมสาว มองดูในระยะไกลเหมือนกับหน้าอกผู้หญิงสาวครับ มัสซูลาเป็นชื่อโบราณเหมือนปัตตาเวียกับยาการ์ตา เท่าที่ผมทราบ บนเกาะมัสซูลามีภูเขาไฟ ยอดของมันทั้งสองนั่นแหละครับคือปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว"

นิกรชี้มือไปที่เกาะเล็กๆเกาะหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเกาะมัสซูลาเพียงเล็กน้อยและปราศจากต้นไม้ มีแต่หินโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ

"นั่นเกาะอะไรล่ะครับ กัปตัน"

กัปตันมองตามสายตานิกร

"อ๋อ ไม่ใช่เกาะหรอกครับ เป็นส่วนหนึ่งของหินโสโครกที่โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ แต่รูปลักษณะของมันคล้ายๆกับเกาะมัสซูลาเหมือนกัน ไม่มีชื่อหรอกครับ"

นิกรว่า "ถ้าเช่นนั้นผมจะให้ชื่อมันว่าเกาะนมยายแก่ เพราะรู้สึกว่ามันแบนแป๊ดแป๋ไปหน่อย"

ดร.ดิเรกยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วสนทนากับกัปตันสุหรงสักครู่ก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องนอนอันกว้างขวางและอยู่ทางท้ายเรือยอชท์ลำนี้

ดึกสงัดคืนวันนั้นเอง

แสงจันทร์ยังแจ่มกระจ่าง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังนอนหลับสนิทกรนแข่งกันเสียงลั่น

เตียงนอน ๖ เตียงซึ่งเป็นเตียงขนาด ๓ ฟุตตั้งเป็นสองแถว แถวละ ๓ เตียงหันปลายเท้าชนกัน ด้านซ้ายเป็นประตูห้อง ด้านขวาเป็นฝาห้อง มีหน้าต่างบานเกล็ดถึง ๔ บานเปิดรับลมทะเลโกรกเข้ามาตลอดเวลา พล นิกร กิมหงวนนอนรวมกันอยู่ด้านหนึ่ง ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนอนอยู่อีกด้านหนึ่ง ขณะนี้คนเรือได้หลับนอนกันหมดแล้ว เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็หยุดทำงานแล้ว ภายในห้องนอนจุดตะเกียงรั้วไว้ดวงหนึ่งส่องแสงสลัวลาง นาฬิกาปลุกบนโต๊ะเครื่องแป้งบอกเวลา ๒๓.๔๐ น. อากาศค่อนข้างเย็น

นิกรกรนเสียงแหลมเล็กเหมือนหวูดรถไฟรุ่นเก่า เสี่ยหงวนกรนเสียงต่ำสลับกันตลอดเวลา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กรนเสียงพรืด ดร.ดิเรกกรนดังฟี้ เจ้าแห้วนอนไขว่ห้างอมยิ้มกำลังฝันหวานไม่มีเสียงกรน ส่วนพลนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นจึงไม่ได้ออกเสียงกรนเช่นเดียวกัน

"โคร่ก...ฟี้ด...พรืด...ฟี้" แล้วนิกรก็เคี้ยวปากเบาๆ "จั๊บๆๆๆ"

ลูกบิดประตูห้องนอนค่อยๆถูกหมุนออก ประตูห้องเผยออกทีละน้อย จากแสงตะเกียงรั้วช่วยให้เห็นร่างของสาวน้อยผู้เลอโฉมคนหนึ่งโผล่ส่วนใบหน้าของหล่อนเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง ใบหน้านั้นงามแฉล้มแช่มช้อย ปากแก้มคิ้วคางงามพร้อมทุกสัดทุกส่วน ผมอันดำขลับของหล่อนสยายยาวประบ่า ที่หูซ้ายเสียบแซมผมด้วยดอกไม้สีขาวชนิดหนึ่ง ท่อนบนของหล่อนเปลือยเปล่าขาวผ่องเป็นที่น่าพิสมัย แต่มีมาลัยดอกไม้สดคล้องคอปกปิดส่วนปทุมทิพย์พอมองเห็นรำไร หล่อนค่อยๆเปิดบานประตูออกกว้างเต็มที่แล้วเดินจรดปลายเท้าเข้ามาในห้องนอนของคณะพรรคสี่สหายอย่างระมัดระวังตัว ท่อนล่างของหล่อนสวมกางเกงยืดแนบเนื้อมีลวดลายเป็นเกล็ดปลา ส่วนหลังของหล่อนระหว่างก้นมีหางเป็นปลายื่นออกไป หล่อนเหมือนกับนางเงือกในเทพนิยาย แต่หล่อนมีเท้าเหมือนมนุษย์ รูปร่างของหล่อนสูงโปร่งอย่างที่พวกจิ้งเหลนชอบพูดกันว่าไฉไลเป็นบ้า ความงามของหล่อนแม้กระทั่งนางสาวไทยก็ไม่อาจจะเปรียบเทียบได้ ร่างของสาวน้อยเปียกน้ำชุ่มโชกตั้งแต่ศีรษะตลอดปลายเท้า

สาวน้อยหยุดยืนมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ เมื่อแลเห็นศีรษะของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯปราศจากเส้นผมหล่อนก็แสดงท่าทีประหลาดใจ หล่อนกวาดสายตามองไปรอบๆห้อง พอแลเห็นกีตาร์ฮาไวของดร.ดิเรกวางอยู่บนชั้นริมห้องหล่อนก็เดินเข้าไปและหยิบมันลงมา

เพียงแต่หล่อนลองเสียงกีตาร์เบาๆพลก็ตกใจตื่น เมื่อนายพัชราภรณ์ลืมตาขึ้นแลเห็นเงือกสาวเขาก็ตกตะลึงว่าเขาฝันไป พลนอนนิ่งเฉยจ้องตาเขม็งมองดูหล่อนด้วยความตะลึงลานในรูปโฉมอันสะคราญตาของหล่อน แล้วเขาก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

เงือกสาวตกใจปล่อยกีตาร์หลุดจากมือกระทบพื้นห้องดังโครม ดร.ดิเรก อาเสี่ยกิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกใจตื่นรีบลุกขึ้นนั่ง ท่านเจ้าคุณคว้าปืนพกออกมาจากใต้หมอน ส่วนนิกรกับเจ้าแห้วยังคงหลับสบาย

เงือกสาวค่อยๆถอยไปทางประตูห้อง มือทั้งสองยกขึ้นปิดหน้าอก ใบหน้าของหล่อนแสดงความหวาดหวั่น พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว

ในที่สุด พลก็ค่อยๆลุกขึ้น

"น้องสาว เราเป็นมิตรของเธอ มานี่เถอะ อย่ากลัวเราเลย"

เงือกสาวยืนนิ่งเฉย เมื่อพลเดินเข้าไปหาหล่อน หล่อนก็หมุนตัวกลับแล้ววิ่งออกไปจากห้องนอนอย่างรวดเร็ว พลกับเสี่ยหงวนและนายแพทย์หนุ่มวิ่งตามไปด้วย

ท่ามกลางแสงจันทร์อันสุขสะกาว สาวน้อยได้พุ่งตัวลงสู่ท้องทะเลอย่างคล่องแคล่วว่องไว พลก้มลงมองดูตัวเองซึ่งสวมกางเกงขาสั้นสีกรมท่าและเสื้อยืดคอกลมบางๆเท่านั้น เขาพุ่งตัวลงไปในทะเลว่ายน้ำติดตามหล่อน เสี่ยหงวนร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่นด้วยความเป็นห่วงเพื่อน ดร.ดิเรกวิ่งไปที่ระฆังเป็นสัญญาณบอกเหตุอันตราย ทำให้กัปตันและลูกเรือตระหนกตกใจรีบลุกขึ้นออกมาจากห้องนอน

"อ้ายพล กลับมา" เสี่ยหงวนตะโกนสุดเสียง "กลับมาโว้ย"

พลอยากจะพิสูจน์ความจริงว่าหล่อนเป็นเงือกหรือมนุษย์ธรรมดา จึงว่ายน้ำไล่ตามหล่อน แต่หล่อนว่ายน้ำเร็วกว่าเขามาก หล่อนว่ายห่างพลออกไปทุกทีแล้วดำน้ำหายไป

"อะไรกันครับ" กัปตันกล่าวถามละล่ำละลัก "นั่นใครโดดลงไปในน้ำ"

ดร.ดิเรกยิ้มให้กัปตันสุหรง

"พลเพื่อนของเรา พวกเราได้เผชิญกับเงือกสาวตัวหนึ่ง หล่อนเป็นผู้หญิงสาวสวย แต่ท่อนหางเป็นปลา"

กัปตันสุหรงอ้าปากหวอ

"เป็นไปได้หรือครับคุณหมอ"

"แต่มันเป็นไปแล้วกัปตัน เราสี่คนแลเห็นจริงๆนางเงือกเข้าไปในห้องเราหยิบกีตาร์ของผมลงมาดีดเล่นแล้วปล่อยกีตาร์ตกแตกทำให้พวกเราตกใจตื่น เว้นแต่นิกรกับคนใช้ของเรา เราเห็นถนัดว่าหล่อนมีหางเป็นปลา"

กัปตันสุหรงทำหน้าฉงน ในเวลาเดียวกันนี้เอง พลก็ว่ายน้ำกลับมาที่เรือ กัปตันร้องบอกลูกเรือให้หย่อนบันไดเชือกลงไปรับพลขึ้นมาบนเรือ พวกลูกเรือต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซดไปหมด เมื่อพลขึ้นมาบนเรือได้แล้ว พวกลูกเรือก็รุมกันถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากพล ทุกคนรู้ภาษาอังกฤษ พอทราบจากพลถึงเรื่องนางเงือกบุกขึ้นมาบนเรือและพลไล่จับนางเงือกถึงกับกระโดดลงน้ำตามไป บรรดาลูกเรือชาวอินโดนีเซียซึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องภูติผีปีศาจก็เริ่มเสียขวัญไปตามกัน บางคนก็แสดงความหวาดกลัวจนออกนอกหน้า เอ็นจิเนียร์หรือช่างเครื่องได้กล่าวกับพลอย่างละล่ำละลักว่า

"คุณได้เผชิญกับธิดาพระสมุทรเข้าแล้ว จำไว้เถอะครับ ถ้าพระธิดาปรากฏตัวบนเรือลำไหน ความพินาศของเรือลำนั้นจะเกิดขึ้นในไม่ช้า พวกชาวทะเลเชื่อถือกันมานานแล้ว ธิดาพระสมุทรเป็นนางเงือกที่สาวและสวยมาก"

พลยิ้มให้ช่างกลประจำเรือ 'ซาลามัดปาไก'

"แต่ฉันไม่กลัว ถ้าหากว่าธิดาพระสมุทรขึ้นมาบนเรือเราอีก ฉันจะต้องจับตัวไว้ให้ได้ หล่อนเป็นหญิงสาวที่น่ารัก น่ากอด และน่าจูบมาก"

ช่างกลซึ่งเป็นชายกลางคนนัยน์ตาเหลือก

"คุณพูดดูหมิ่นพระสมุทร "

พลหัวเราะ

"พระสมุทรท่านฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องหรอก ช่างกล"

กัปตันพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดิเรกกับเสี่ยหงวนเข้ามาหานายพัชราภรณ์ ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกรกับเจ้าแห้วก็พากันเดินออกมาจากห้องอย่างร้อนรน กะลาสีเรือคนหนึ่งที่กัปตันใช้ให้เข้าไปปลุกเดินตามออกมาด้วย นิกรพาเจ้าแห้วเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มกับพรรคพวกของเขา อ้าปากหาวเสียก่อนแล้วถามพลว่า

"ละเมอยังไงวะถึงได้โดดลงไปในทะเลเปียกปอนไปทั้งตัวอย่างนี้"

พลหัวเราะเบาๆ

"ไม่ได้ละเมอโว้ย กันกระโดดน้ำไล่จับเงือกสาวตัวหนึ่ง"

"เงือก" เจ้าแห้วร้องเสียงหลงหายงัวเงียทันที "รับประทานเงือกจริงๆหรือครับ"

"เออ...สาวและสวยเสียด้วย หล่อนบุกเข้ามาในห้องนอนของเราเอากีตาร์มาดีดเล่น พอกันตกใจตื่นแลเห็นเข้า หล่อนก็ตกใจปล่อยกีตาร์ตกแตก คุณอากับดิเรกและอ้ายหงวนก็เลยตื่นขึ้นมา หล่อนวิ่งหนีออกไปจากห้อง กันและพวกเราไล่กวดออกไป หล่อนกระโดดน้ำกันกระโดดตาม แต่หล่อนว่ายเร็วเหมือนปลา กันว่ายไม่ทันก็กลับมาเรือ"

นิกรอ้าปากหาวเสียงลั่น

"นี่มันเรื่องในนิยายการ์ตูนหลอกขายเอาอัฐเด็กนี่หว่า"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เรื่องจริงโว้ย ไม่ใช่เรื่องโกหก กันกับคุณพ่อและอ้ายพลกับอ้ายหงวนเห็นนางเงือกจริงๆ"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ดีว่ะ ขึ้นมาบนเรืออีกต้องปล้ำจูบเสียให้เข็ด ผิดนักเอาไปกรุงเทพฯ เช่าบ้านเล็กๆให้อยู่เป็นเมียน้อยกันเลย"

พลว่า "แต่พวกลูกเรือเขากลัวเงือก เขาว่าหล่อนเป็นธิดาพระสมุทร ถ้าหล่อนปรากฏตัวขึ้นบนเรือลำไหน เรือลำนั้นจะต้องพินาศคืออับปาง สำหรับกันก็มีความคิดอย่างแก หล่อนเป็นมนุษย์ธรรมดานี่แหละ ทั้งสวยทั้งน่ารัก ถ้ากันจับได้กันจูบให้ตายเลย หล่อนผิดแผกกว่ามนุษย์ธรรมดาก็คือมีหางเป็นปลาและว่ายน้ำเร็วมาก ขนาด เอสเธอร์ วิลเลียม สู้ไม่ได้แน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"แกโดดลงไปไม่กลัวฉลามรึ กัปตันสุหรงว่าแถวนี้ฉลามชุมมาก"

"ตอนนั้นไม่กลัวหรอกครับ แต่ตอนว่ายน้ำกลับมาเรือนึกเสียวเหมือนกัน"

กัปตันสุหรงพูดเสริมขึ้น

"คุณพูดคุยกันเป็นภาษาไทยผมฟังไม่รู้เรื่อง คุยกันเป็นภาษาอังกฤษซีครับ ผมคิดว่าเราเลิกสนใจกับเรื่องนางเงือกได้แล้ว นอนหลับพักผ่อนกันเสียที พรุ่งนี้เราจะได้ทำงานสำคัญของเราต่อไป"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างราตรีสวัสดิ์กับกัปตันแล้วพากันกลับไปห้องนอน ทุกคนหายง่วงแล้ว ต่างปรึกษาหารือกันที่จะจับนางเงือกคือแกล้งทำเป็นนอนหลับ ถ้านางเงือกขึ้นมาบนเรือและบุกเข้ามาในห้องนอนก็จะช่วยกันจับตัวไว้ให้ได้ คงจะได้รับประโยชน์มากมายในเรื่องมนุษย์วิทยา

ตอนหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ออกความเห็นตามทัศนะของท่านว่า

"หรือนางเงือกตัวนี้เป็นสาวชาวเกาะมัสซูลาคนใดคนหนึ่งว่ายน้ำขึ้นมาบนเรือเราเพื่อขโมยของในเรือ ส่วนหางที่เป็นปลาน่ะอาจทำขึ้นเพื่อหลอกพวกเราให้เข้าใจว่าหล่อนเป็นเงือก"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ตอนแรกผมก็คิดอย่างนี้เหมือนกันแหละครับ แต่เมื่อคิดถึงเหตุผล หล่อนเป็นผู้หญิง จะกล้าว่ายน้ำมาตอนดึกๆตามลำพังเช่นนี้ล่ะหรือ จากเกาะมาเรือเราไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ เมตร แล้วหล่อนก็ว่ายน้ำได้เร็วอย่างน่าประหลาด หล่อนดำน้ำหายไปเลยครับตอนที่ผมว่ายกวดหล่อนติดๆไป"

ทันใดนั้นเอง กัปตันสุหรงก็เดินเข้ามาในห้องนอนของคณะพรรคสี่สหายอย่างร้อนรน สีหน้าของกัปตันเคร่งเครียด เขาหันไปปิดประตูห้องแล้วตรงเข้ามานั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

"ว่ายังไงครับกัปตัน มีอะไรเกิดขึ้นหรือ" ดร.ดิเรกถามยิ้มๆ

กัปตันนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ผมกำลังเข้าตาร้าย" เขาพูดเสียงหนักๆ "แต่กัปตันสุหรงไม่เคยเกรงกลัวคำขู่เข็ญของใครเลย"

"หมายความว่ากระไรครับกัปตัน" พลถามทันที

"หมายความว่าลูกเรือและช่างกลมีความเกรงกลัวพระสมุทรตารมความเขลาขลาดของเขาซึ่งไร้การศึกษา เขาเชื่อว่านางเงือกที่ขึ้นมาบนเรือเราเป็นธิดาพระสมุทร ที่มาแสดงร่างให้เราเห็นก็คือสัญลักษณ์ของความพินาศแห่งเรือ 'ซาลามัดปาไก' ลำนี้"

"แล้วยังไงกัปตัน" อาเสี่ยถาม

"พวกลูกเรือและช่างกลทั้ง ๘ คนได้เข้าไปพบผมในห้องนอนและยื่นคำขาดกับผม ให้ออกเรือพรุ่งนี้เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อเดินทางกลับสะมารัง มันขู่ผมว่าถ้าผมไม่ยอมออกเรือมันจะยึดอำนาจและยึดเรือผม"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"อ้าว ถ้ายังงั้นก็หมายถึงการนองเลือดอย่างไม่มีปัญหา ทะเลชวาจะกลายเป็นสีเลือดแน่ๆ ผมกับเพื่อนๆจะร่วมมือกับกัปตันปราบพวกลูกเรือเอง"

กัปตันสุหรงยื่นมือให้เสี่ยหงวนสัมผัส

"ขอบคุณมากอาเสี่ยที่รัก ผมเองก็มั่นใจอยู่แล้วว่าพวกคุณต้องช่วยผม ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่ยอมออกเรือเป็นอันขาด พรุ่งนี้เช้าอาจจะต้องปะทะกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ก็ไม่แปลกอะไร พวกเรามีปืนทุกคน"

"แต่พวกลูกเรือก็มีปืนพกนะครับ เป็นปืนเถื่อนที่พวกนี้ซื้อไว้ใช้ป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม ด้วยศักดิ์ศรีของกัปตัน ผมจะไม่ยอมจำนนมันเป็นอันขาด ผมสู้แค่ตายเท่านั้น"

พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"พวกเราก็พร้อมแล้วที่จะช่วยรักษาเรือและตำแหน่งกัปตันไว้ให้คุณ"

กัปตันสุหรงชื่นใจอย่างยิ่ง เขาลุกขึ้นยืนและก้มศีรษะให้คณะพรรคสี่สหาย

"ราตรีสวัสดิ์ครับทุกคน ผมจะกลับไปนอนพักผ่อน" ครั้นแล้วเขาก็พาตัวเดินไปที่ประตูห้อง เปิดประตูเดินออกไป

ตอนใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่ การปฏิวัติได้เกิดขึ้นแบบจู่โจม กะลาสีเรือ 'ซาลามัดปาไก' คนหนึ่งถือปืนพกปีนเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอนของคณะพรรคสี่สหายในเวลา ๕.๓๐ น. ขณะนี้ฟ้ายังไม่สาง ชายหนุ่มชาวอินโดนีเซียผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ สวมกางเกงขายาวสีดำ สวมเสื้อคอกลมสีขาวขลิบคอแบบกะลาสี สวมหมวกไม่มีแก๊ปเช่นเดียวกับหมวกทหารเรือ เขาค่อยๆหย่อนตัวเข้ามาในห้องนอนอย่างสงบเงียบแล้วเดินไปที่ประตูห้อง ถอดกลอนเปิดออก

กะลาสีอีก ๓ คนบุกเข้ามา คนหนึ่งมีปืนพก อีก ๒ คนถือดาบใหญ่โค้งงอน่ากลัวคนละเล่ม

"เฮ้ ลุกขึ้น" ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ปีนหน้าต่างเข้ามาร้องตวาดเป็นภาษาอังกฤษด้วยเสียงอันดัง "ลุกขึ้น...ลุกขึ้นทุกคน"

พล กิมหงวน ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างตกใจตื่นรีบลนลานลุกขึ้นนั่ง ส่วนนิกรคงนอนโก้งโค้งหลับอย่างสบาย กะลาสีที่ถือดาบใช้เท้าปลุกนิกร คือใช้เท้าขวาถีบเบาๆ คราวนี้นายจอมทะเล้นก็รีบลุกขึ้น

"หมายความว่ากระไรกัน" พลแกล้งถามทั้งๆที่รู้ดีแล้วว่าพวกกะลาสีเริ่มยึดอำนาจ

ชายกลางคนซึ่งเป็นช่างกลหรือเอ็นจิเนียร์เรือ 'ซาลามัดปาไก' และเป็นหัวหน้าปฏิวัติจ้องปืนพกมาที่ร่างของพลแล้วพูดยิ้มๆว่า

"โปรดอภัยให้ผม พวกเรามีความจำเป็นที่ต้องทำเช่นนี้ เราจะต้องนำเรือกลับสะมารังใน ๑๐ นาทีนี้ เราจับกัปตันขังไว้แล้ว สำหรับพวกท่าน เราก็จะต้องนำไปขังรวมไว้กับกัปตันก่อน เราจะให้อิสรภาพพวกท่านเมื่อเรือใกล้จะถึงสะมารัง รับรองว่าเราจะไม่ทำร้ายพวกท่าน ประทานโทษ กุญแจหีบอาวุธปืนและกระสุนปืนขอองพวกท่านอยู่ที่ใครโปรดมอบให้ผมเดี๋ยวนี้ เราจำเป็นจะต้องขอยืมปืนของท่านใช้ก่อน และถ้าไม่มีความจำเป็น เราก็จะไม่ยิงแม้แต่นัดเดียว"

พลค่อยๆลุกขึ้น ล้วงมือซ้ายลงไปในกระเป๋ากางเกงเหมือนกับจะค้นหาลูกกุญแจ แต่แล้วหมัดขวาของพลก็เหวี่ยงตูมออกไปถูกปลายคางเอ็นจิเนียร์เต็มรัก ชายกลางคนถลาร่อนออกไปปะทะฝาห้อง พลกระโดดเข้าประชิดตัว เตะด้วยเท้าขวาถูกข้อมือขวาของช่างกล ทำให้ปืนพกหลุดกระเด็นไปจากมือทันที

เสี่ยหงวน นิกร ดิเรก และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นกระโจนเข้าใส่พวกลูกเรืออย่างรวดเร็วฉับพลัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงมือเข้าไปใต้หมอนหยิบรีวอลเวอร์ ๙ มม.ของท่านออกมา

เจ้าหนุ่มที่บุกเข้ามาในห้องยกปืนพกขึ้นจะยิงนายแพทย์หนุ่มซึ่งกำลังปลุกปล้ำแย่งมีดดาบจากเพื่อนของมัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสือปืนไวสมัย ๔๐ ปีก่อนรีบยิงเจ้าหมอนั่นเสียก่อน ลูกเรือทรยศถูกยิงทะลุอกปล่อยปืนพกหลุดจากมือล้มลงสิ้นใจตาย

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พลก็ปล่อยหมัดฮุคขวาเหวี่ยงต้นกลลงไปนอนเหยียดยาวอยู่กลางห้อง เหลือกะลาสีเพียงสองคนที่มีดาบเป็นอาวุธ แต่คนหนึ่งกำลังถูกดร.ดิเรกแย่งดาบ และอีกคนหนึ่งกำลังถูกเสี่ยหงวนบิดข้อมือแย่งดาบ

พลกับนิกรยึดปืนพกของลูกเรือไว้ได้แล้ว ทุกคนมองดู ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนต่อสู้กับลูกเรืออย่างสนุกสนาน แต่แล้วเจ้าแห้วก็ทนดูอยู่ไม่ได้ เจ้าแห้วเดินไปหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะถือย่องเข้าหาคู่ต่อสู้ทั้งสอง เขาเงื้อขวดเหล้าขึ้นสุดแขน ประเคนลงกลางกบาลขุนดาบชาวชวาสุดแรงเกิด เจ้าหมอนั่นสะดุ้งเฮือกปล่อยดาบหลุดจากมือยืนโงนเงนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่สักครู่ก็ล้มลงบนพื้นสิ้นสติสมประดี

ดร.ดิเรกร้องให้เจ้าแห้วช่วยเสียงหลง

"ช่วยข้าหน่อยโว้ยอ้ายแห้ว มันแข็งแรงกว่าข้า ขืนปล่อยมือมันฟันข้าคอขาดแน่"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ เดินย่องเข้ามาหยุดยืนข้างหลังขุนดาบ แล้วพยักพเยิดกับนายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานปล่อยมือมันเถอะครับ"

ดร.ดิเรกปล่อยมือซ้ายที่จับข้อมือขวาขุนดาบชวาออกทันที เจ้าแห้วยกมือซ้ายตบศีรษะกะลาสีหนุ่มเบาๆ พอเจ้าหมอนั่นหันมามองเจ้าแห้ว ขวดวิสกี้ขวดนั้นก็ถูกฟาดลงกลางกบาลเสียงดังเหมือนทุบมะพร้าว

"โพละ"

ขุนดาบร่วงผลอยลงไปกองบนพื้นห้อง ทั้งสี่คนนอนเรียงรายกัน พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาทันที

"ไขกุญแจหีบเอาปืนออกมาหมอ เพียงแต่ปืนพกก็พอแล้ว เราจะต้องรีบไปช่วยกัปตันสุหรงและปราบลูกเรืออีก ๔ คนให้ราบคาบ อ้ายกรออกไปดูต้นทางหน้าห้อง เอาปืนของมันนั่นแหละใช้ยิงพวกมัน ถ้าอย่างไรก็ยิงทิ้งเลย อ้ายแห้วเฝ้าลูกเรือไว้นี่อย่าให้มันฟื้นได้ ถ้าฟื้นมาพยายามทำให้มันสลบต่อไป"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานทำให้สลบไม่ยากหรอกครับ แต่สลบแล้วทำให้ฟื้นยากหน่อย" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินไปที่ชั้นวางของ วางขวดวิสกี้ซึ่งมีเหล้าอยู่ครึ่งขวดไว้ตามเดิม แล้วหยิบไม้สี่เหลี่ยมดุ้นหนึ่งซึ่งวางพิงอยู่ที่มุมห้อง ยาวประมาณ ๑ ฟุตขึ้นมาถือกระชับมั่นไว้ในมือพลางพึมพำว่า "ทีนี้ละมึง พ่อตีดับไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นช่างกลกำลังโงเงลุกขึ้นมาก็จุ๊ปากเรียกเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ลุกแล้ว"

เจ้าแห้วเดินส่ายร็อคเข้ามา เงื้อไม้ขึ้นหวดลงกลางกบาลเบาะๆ เอ็นจิเนียร์หัวหน้าปฏิวัติสะดุ้งโหยง ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยแล้วล้มตัวลงนอนหงายเหยียดยาวตามเดิม ขณะนี้ดร.ดิเรกได้ไขกุญแจหีบไม้ฉำฉาซึ่งบรรจุปืนพกปืนเล็กยาวและกระสุนปืนออกแล้ว เขาหยิบปืนพกและกล่องกระสุนปืนพกออกมา พลพาเสี่ยหงวนเดินเข้ามาเลือกปืนพกได้คนละกระบอก จัดแจงบรรจุกระสุนเรียบร้อย นายแพทย์หนุ่มเลือกได้กระบอกหนึ่ง ร้องเรียกนิกรกับเจ้าแห้วให้มาเอาไปคนละกระบอก ส่วนปืนของกะลาสีที่ยึดไว้ได้ทั้งสองกระบอกเป็นปืนเลวๆไม่มีคุณภาพ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงโยนออกไปนอกหน้าต่างทิ้งทะเลไป

ครั้นแล้ว พลก็เดินนำหน้าพานิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปนอกห้องนอน ทุกคนถือปืนพกเตรียมพร้อมและระมัดระวังตัวเต็มที่

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนพกก็ดังขึ้นนัดหนึ่ง ทุกคนหมอบราบลงทันทีและแยกย้ายกันเข้าหาที่กำบัง ลูกเรือคนหนึ่งแอบอยู่ข้างกองเชือก ใช้ปืนพกคู่มือยิงมาที่คณะพรรคสี่สหาย ซึ่งเขารู้แล้วว่าแผนการปฏิวัติไม่สำเร็จแน่นอน

อาเสี่ยกิมหงวนได้แสดงความกล้าหาญอย่างน่าประหลาด เขาผลุดลุกขึ้นยืนถือปืนเดินรี่เข้าไปยังกองเชือกนั้น ลูกเรือยกปืนพกยิงยิงเสี่ยหงวนติดๆกันสามนัดซ้อนๆ กิมหงวนก้มศีรษะหลบหลีกกระสุนปืนแล้ววิ่งปราดเข้าใส่แบบตะลุมบอน ความกล้าหาญอย่างผิดมนุษย์ของเสี่ยหงวนทำให้หนุ่มชวาทิ้งปืนพกลุกขึ้นยืนชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ อาเสี่ยหยุดเผชิญหน้าแล้วแสยะยิ้ม

เขาเหวี่ยงฮุคขวาเต็มเหนี่ยว ถูกขากรรไกรข้างซ้ายของเจ้าหมอนั่นดังกร๊อบ ลูกเรือผู้นั้นผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาว อาเสี่ยกลอกนัยน์ตาไปมาทำหน้าให้น่ากลัวก้มลงหยิบปืนพกโยนลงไปในทะเลแล้วยกเท้าขวาเหยียบอกกะลาสีเรือไว้ หันไปเรียกพรรคพวก

"มาโว้ย กันปราบเรียบร้อยแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพาสามสหายเดินเข้ามาหากิมหงวนอย่างแปลกใจ นิกรกล่าวถามอาเสี่ยทันที

"อ้ายหงวน แกมีอะไรดีวะ แกเดินเข้าหาลูกปืนเหมือนกับว่าลูกปืนทำด้วยดินเหนียวแบบไม้ซางที่เด็กๆเป่าเล่น"

กิมหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้ายวางท่าให้ดุๆทั้งๆที่ไม่ดุ

"เปล่า ไม่มีอะไร นอกจากมันเกิดบ้าขึ้นมา คนเราถ้าลงมันบ้าแล้วมันก็ไม่กลัวตาย กันทำหลบลูกปืนไปยังงั้นเอง ความจริงแม้แต่เทวดาก็หลบลูกปืนไม่พ้น ไอ้เปรตนั่นคงนึกว่ากันเป็นมนุษย์อภินิหารหลบลูกปืนได้จริงๆ เลยยอมแพ้เอาดื้อๆ ที่แท้มันยิงกันผิดเพราะมันยิงไม่แม่น"

ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน พลมองไปทางหัวเรือแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"โน่น...พวกมันอีกสองคนอยู่ที่ห้องถือท้ายนั่น เตรียมตัวพวกเรา มันเห็นเราแล้ว"

ลูกเรือทั้งสองถือดาบยืนจังก้า นิกรหันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"กันแสดงเอง" พูดจบนิกรก็ถือปืนพกคู่มือเดินเข้าไปหาลูกเรือชาวชวาสองคนนั้น แต่แล้วพอเจ้าคนหนึ่งขยับดาบทำท่าจะวิ่งเข้ามาฟันนิกร นายจอมทะเล้นก็ห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับโกยอ้าวกลับมาหาพรรคพวกของเขา

พลหัวเราะลั่น เขาเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปหากะลาสีทั้งสองซึ่งเปรียบเหมือนสุนัขจนตรอก แล้วพลก็ตะโกนบอก

"เฮ้...โยนดาบทิ้งทะเลไป ถ้าแกสองคนรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป"

กะลาสีทั้งสองยืนนิ่งเฉย พลยกปืนขึ้นยิงเปรี้ยงทันที กระสุนเฉียดร่างเจ้าหนุ่มคนหนึ่งไปอย่างหวุดหวิด กะลาสีทั้งสองคนเห็นพลเอาจริงก็รีบโยนดาบทิ้งทะเลแล้วชูมือขึ้นเหนือศีรษะยอมจำนนโดยดี

พลพาพรรคพวกไปที่ห้องนอนของกัปตันซึ่งอยู่ชั้นล่างของเรือลำนี้ ไม่มีใครเอาใจใส่กับกะลาสีสองคนนั้นเพราะมันไม่มีอาวุธแล้ว เมื่อพลลงบันไดมาใต้ท้องเรือ เขาก็แลเห็นกะลาสีคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กหน้าประตูห้องนอนของกัปตัน เจ้าหมอนั่นแลเห็นพลเข้าก็ผลุดลุกขึ้นยืนกระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา แต่พลไวกว่าจึงยิงได้ก่อน กระสุนปืนพกของพลทะลุอกกะลาสีหนุ่มล้มลงสิ้นใจตายทันที

สี่สหายช่วยกันพังประตูห้องนอนของกัปตันสุหรงออก อาเสี่ยกิมหงวนมีกำลังคล้ายกับซุปเปอร์แมน เขาดึงบานประตูหลุดติดมือออกมา แล้วทุกคนก็พากันเข้าไปในห้อง กัปตันสุหรงถูกมัดมือมัดเท้านอนดิ้นกระแด่วๆอยู่บนเตียงนอน ปากของเขามีผ้าปิด พลกับเสี่ยหงวนต่างช่วยกันแก้เชือกที่ผูกมัดออก พอได้รับอิสระภาพ กัปตันสุหรงก็ดึงผ้าปิดปากออกแล้วลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าของกัปตันเคร่งเครียด นัยน์ตาวาวโรจน์แสดงความเจ็บช้ำน้ำใจที่ลูกน้องทรยศต่อเขา

"ผมคิดว่าพวกคุณคงปราบไอ้พวกลูกเรือของผมราบคาบไปแล้ว" กัปตันพูดเสียงกร้าวและยิ้มแค่นๆ

พลพยักหน้ารับรอง

"ครับ เรายิงมันตายไปสองคน ที่ห้องเราตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด คุณอายิงตายไปคนหนึ่ง ผู้ช่วยช่างกลครับ นอกนั้นถูกเราบ้อมเสียหมอบไปตามกัน และที่หน้าห้องกัปตันผมส่งมันลงนรกไปอีกคนหนึ่ง ลูกเรือสามคนเราปลดอาวุธแล้วแต่ไม่ได้ควบคุมตัวมัน เพราะมันไม่มีทางที่จะสู้เราได้"

กัปตันสุหรงยกมือไหว้แบบคนไทย

"ผมจะไม่ลืมบุญคุณของพวกคุณเลย ไอ้พวกนี้บุกเข้าเล่นงานขณะที่ผมกำลังนอนหลับสนิทจึงเสียทีมัน ถูกมันเอาปืนขู่จับมัดไว้ นับว่าพวกคุณกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมากทีเดียว ดีแล้วครับ ไอ้ลูกเรือที่เหลืออยู่ ๖ คน ผมจะจัดการเลี้ยงฉลามให้หมด บังคับให้มันโดดลงไปในทะเล และผมจะเอาเนื้อสดทิ้งลงไปก่อนสักก้อนหนึ่ง พอฉลามได้กลิ่นคาวเลือดก็จะแห่กันมา"

ดร.ดิเรกไม่เห็นพ้องด้วย

"โนๆๆๆกัปตัน อย่าทำอย่างนี้เลยครับ มันโหดร้ายป่าเถื่อนเกินไป"

กัปตันขบกรามกรอด

"แต่ผมจะให้ไอ้พวกนี้อยู่ร่วมเรือลำเดียวกับผมอย่างไร เอาไว้มันก็ต้องคิดร้ายต่อผมและพวกคุณอีก เพราะมันกลัวว่าเมื่อเรือกลับไปถึงสะมารังแล้วผมจะให้ตำรวจจัดการกับมัน กฎหมายอินโดนีเซียลงโทษแรงมากสำหรับลูกเรือที่ยึดอำนาจนายเรือ อย่างน้อยติดคุก ๑๕ ปี ถ้านายเรือมีบาดเจ็บก็จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต"

พลว่า "ถ้ายังงั้นปล่อยมันไปกัปตัน ให้มัน ๖ คนลงเรือเล็กไปตามยถากรรม ให้น้ำจืดและเสบียงแก่มันตามสมควร เรือเล็กของเรามีสองลำสละให้มันลำหนึ่ง"

กัปตันสุหรงยิ้มออกมาได้

"ก็ดีเหมือนกันครับ ความคิดของคุณแยบคายดี แต่ว่าพวกคุณต้องช่วยทำงานให้ผมในตำแหน่งช่างกลและกะลาสีเมื่อเรือเดินทางกลับสะมารัง สำหรับคุณหมอคงทำหน้าที่ช่างกลหรือต้นกลได้ดี"

"ออไร๋ ผมทำได้แน่นอน เครื่องยนต์ดีเซลไม่ยากอะไร"

"ขอบคุณมากครับ ถ้ายังงั้นออกไปจัดการกับไอ้พวกทรยศเสียก่อนผมจะได้สบายใจ ศพของมันสองคนก็ทิ้งทะเลไปตามประเพณีของชาวเรือ แต่ไม่ต้องทำพิธี เพียงแต่จับเหวี่ยงมันลงไปเท่านั้น ผมเจ็บใจมากครับ เป็นกัปตันเรือใหญ่เรือเล็กมานานแล้ว ไม่เคยถูกลูกน้องปฏิวัติเลย"

ในชั่วโมงนั้นเองดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นทะเลหลวงสาดแสงสีแดงอ่อนไปทั่ว ศพลูกเรือสองคนถูกทิ้งทะเลไปแล้ว ขณะนี้เอนจิเนียร์กับลูกเรืออีก ๕ คนได้ยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างเรือบตหรือเรือเล็กประจำเรือลำหนึ่ง ภายในเรือมีน้ำจืดหนึ่งถัง เครื่องกระป๋องและขนมปังจืดอีกตามสมควร นอกจากนี้ยังมีใบเล็กๆสำหรับใช้ใบได้ด้วย

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนดูอยู่ห่างๆ กัปตันสุหรงถือปืนเล็กยาวในท่าทางเอาเป็นเอาตาย เมื่อได้เวลา ๗.๐๐ น. ตรง เขาก็ออกคำสั่งให้ลูกเรือสองคนหย่อนเรือเล็กลงสู่ทะเลและสั่งให้ทุกคนลงเรือเล็กโดยปีนบันไดเชือกลงไป

ช่างกลซึ่งเป็นชายกลางคนเดินหน้าเศร้าเข้ามาหากัปตันเพื่อร้องขอความกรุณาอีกครั้งหนึ่ง กัปตันสุหรงยกปืนขึ้นประทับในท่าเตรียมยิงแล้วตวาดลั่น

"หยุด อย่าเข้ามานะ"

ช่างกลหยุดชะงัก ใบหน้าของเขาซีดเซียว แววตาที่มองดูกัปตันนั้นแสดงการวิงวอน เขากล่าวกับกัปตันขี้เมาด้วยภาษาของเขาเสียงสั่นเครือ

"กัปตันครับ ผมกับพรรคพวกผิดไปแล้ว การลงโทษเนรเทศพวกเราไปกันอย่างนี้เท่ากับให้เราไปตายเท่านั้น ทะเลแถบนี้ไม่ใช่เส้นทางเดินเรือ เมื่อน้ำหมดและเสบียงหมดและพวกเราไม่พบเรือใหญ่ เราก็ต้องตายเพราะความอดอยาก เพราะถูกแดดเผา กรุณายกโทษให้เราเถอะครับ เท่าที่เราทรยศต่อกัปตันก็เพราะพวกเรากลัวภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจากอิทธิฤทธิ์ของพระสมุทร และพวกเราก็ถูกยิงตายไปสองคนเป็นการตอบแทนอย่างสาสมแล้ว พวกผมได้ร่วมงานกับกัปตันมาเป็นเวลาเกือบ ๓ ปี แล้วเท่าที่เรารู้ก็เห็นว่ากัปตันไม่ได้เป็นคนโหดร้ายทารุณอะไร มีความเมตตากรุณาต่อพวกเราเสมอ นึกว่าช่วยชีวิตพวกเราไว้เอาบุญเถอะครับ"

กัปตันสุหรงใจอ่อนทันที มือที่ถือปืนในท่าเตรียมยิงค่อยๆลดลง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินเข้ามาหา แล้วพลก็กล่าวถามกัปตันเรือ 'ซาลามัดปาไก'

"ช่างกลเขาว่าอย่างไรครับกัปตัน"

กัปตันสุหรงถอนหายใจหนักๆ

"เขาวิงวอนขอโทษผม เขาบอกว่าถ้าปล่อยให้พวกเขาลงเรือเล็กไปเท่ากับให้ไปตาย เพราะทะเลแถบนี้ไม่ใช่เส้นทางเดินเรือ เมื่อหมดเสบียงและน้ำจืด พวกเขาก็ตายหมด"

พลมองดูช่างกลกับพวกลูกเรืออีก ๕ คนด้วยความสงสาร ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ออไร๋กัปตัน เมื่อเขาสำนึกในความผิดและสารภาพผิดแต่โดยดีเช่นนี้ก็น่าจะยกโทษให้เขา เขาจะได้เห็นน้ำใจอันกว้างขวางของกัปตัน"

นิกรกล่าวขึ้นบ้าง

"ปล่อยเขาเถอะครับกัปตัน ผมคิดว่าไอ้พวกนี้คงไม่กล้าคิดร้ายต่อกัปตันอีก"

กัปตันสุหรงพยักหน้าช้าๆ เขาหันมามองดูช่างกลประจำเรือ 'ซาลามัดปาไก' แล้วกล่าวว่า

"ฉันจะอภัยโทษให้พวกแกก็ได้ แต่ทุกคนจะต้องให้สัตย์สาบานต่อพระสมุทรว่า พวกแกจะไม่คิดคดทรยศต่อฉันและสุภาพบุรุษคนไทยสหายของฉันเหล่านี้ ถ้าพวกแกฝืนคำสาบาน ขอให้พระสมุทรจงลงโทษให้มีอันเป็นไปถึงแก่ชีวิตทันที"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าช่างกลจะปิติยินดีสักเพียงใด ลูกเรือทั้ง ๕ คนก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต่างมีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ ช่างกลมีใบหน้าชุ่มชื่นขึ้น เขารีบรับคำทันที

"ตกลงครับกัปตัน พวกเรายินดีสาบานต่อพระสมุทร"

"ดีแล้ว ถอยไปยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวแล้วกล่าวคำสาบานพร้อมๆกันตามคำของฉัน เมื่อสาบานจบแล้วก็เป็นอันว่าเราญาติดีกัน ความผิดของพวกแกฉันจะลืมมันเสีย"

ช่างกลรีบกลับไปหาลูกเรือทั้ง ๕ คน ต่างเข้าแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวริมกราบซ้ายของเรือ ต่อจากนั้นกัปตันสุหรงก็กล่าวคำสาบานให้ทุกคนว่าตาม ซึ่งเป็นคำสาปแช่งที่น่ากลัวมาก เมื่อช่างกลและลูกเรือสาบานตัวเสร็จแล้ว กัปตันก็ยกปืนเล็กยาวขึ้นสะพายบ่าแล้วเดินเข้าไปหา เขายื่นมือให้สัมผัสทีละคน คณะพรรคสี่สหายไม่มีใครรู้ว่ากัปตันได้พูดอะไรกับคนของเขาบ้าง แต่ก็พอจะเดาได้ว่ากัปตันได้ยกโทษให้แล้ว ช่างกลและลูกเรือต่างยิ้มแย้มแจ่มใสกอดหน้ากอดหลังกัปตันไปตามกัน แล้วช่างกลก็พาลูกเรือเข้ามาขอโทษคณะพรรคสี่สหายของเรา

อาเสี่ยยกมือตบบ่าช่างกลค่อนข้างแรง

"ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเสียเถิดช่างกล ขอให้ทุกคนร่วมงานกับพวกเราค้นหาสมบัติอันมหาศาลของพระสมุทร ไม่ต้องกลัวว่าพระองค์จะกริ้วโกรธ เพราะเราได้ทำพิธีบวงสรวงพระองค์เรียบร้อยแล้ว"

นิกรว่า "เราได้เข้าทรงพระสมุทรก่อนที่จะเดินทางมานี่ พระองค์ทรงอนุญาตแล้ว ขอให้คิดดูเถอะ ถ้าพระองค์ไม่อนุญาต พวกเราจะกล้าเดินทางมาเอาสมบัติของท่านหรือ ดีไม่ดีหักคอตายห่า"

นิกรโกหกแบบหน้าตาย ช่างกลกับพวกลูกเรือจึงเชื่อว่าเป็นความจริง ต่างพากันขอโทษขอโพยสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว บรรยากาศอบอุ่นขึ้นแล้วเมื่อสิ่งที่ร้ายกลายเป็นดี กัปตันสั่งให้กว้านเรือบตขึ้นและสั่งให้รีบหุงหาอาหารสู่กันกิน น้ำใจอันดีงามของกัปตันสุหรงทำให้ช่างกลและพวกลูกเรือสำนึกในบุญคุณของเขาอย่างยิ่ง

น้ำทะเลเริ่มลงตั้งแต่รุ่งอรุณของวันใหม่ พอตะวันสายก็แลเห็นส่วนบนของหินโสโครกปรากฏไปทั่ว บ้างก็ปริ่มขึ้นมาพ้นน้ำรำไรมองดูคล้ายๆกับหลังปลาวาฬ บ้างก็ขึ้นมาพ้นระดับน้ำราวสามสี่เมตร กัปตันสุหรงแปลกใจในความสามารถของตัวเองอย่างยิ่งที่เขาสามารถนำเรือผ่านหมู่หินโสโครกเหล่านี้เข้ามาได้

การค้นหาสมบัติพระสมุทรได้เริ่มต้นในเวลา ๑๐.๐๐ น.ตรง ซึ่ง ดร.ดิเรกเป็นหัวหน้าในงานนี้ กัปตันสุหรงได้วัดความลึกของทะเลตอนนี้ด้วยตัวเองปรากฏว่าที่ที่เรือจอดน้ำลึก ๕๒ ฟุต

ณ บัดนี้ พล นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรกของเราอยู่ในเครื่องแบบมนุษย์กบชุมนุมกันอยู่ทางกราบซ้ายใกล้ๆกับบันไดเชือก เตรียมตัวที่จะลงไปสำรวจใต้ท้องทะเล สี่สหายมีท่อออกซิเจนผูกอยู่ข้างหลังคนละสองท่อ ซึ่งเป็นท่อขนาดเล็กใช้หายใจได้เพียงหนึ่งชั่วโมง แต่ยังมีสำรองไว้อีกอย่างเพียงพอ ขณะที่สี่สหายกำลังสนทนาสัพยอกหยอกล้อกันอยู่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาเจ้าแห้วเดินมาทางหัวเรือ กัปตันสุหรงตามมาด้วย

"น้ำลึกเท่าไรครับกัปตัน" พลร้องถาม

"๕๒ ฟุตครับ"

"มายก๊อด..." ดร.ดิเรกคราง "ลึกขนาดนี้แก้วหูลั่นเปรี๊ยะทีเดียว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ขอให้พบสมบัติพระสมุทรเถอะวะ ได้ทองและเพชรถึงแก้วหูแตกก็ช่างมัน อ้า...ลงมือโว้ยพวกเรา ต้องทำงานตามเวลาที่กำหนดไว้ อย่ามัวงุ่มง่ามเสียเวลา"

ทันใดนั้นเองฉลามเสือตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเห็นแต่ส่วนกระโดงของมันโผล่พ้นน้ำ มันว่ายรี่ตรงมาที่เรือ 'ซาลามัดปาไก' อย่างรวดเร็ว แล้วเลี้ยวขวาเป็นวงกว้างดำหายไป นิกรหน้าถอดสีรีบกระซิบถามเสี่ยหงวนทันที

"คาถากันปลาฉลามแกมีไม่ใช่รึ"

"มี" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "แต่พอว่าจบฉลามคาบเอาไปแดกเลย"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"ถ้ายังงั้นไม่ต้องบอกกัน ว้า...ชักเสียวแล้วโว้ย ฉมวกขี้ปะติ๋วนี่จะสู้มันได้หรือ ถ้าแทงมันไม่เข้าหรือฉมวกหลุดมือจะทำยังไง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ลงไปตั้ง ๔ คนกลัวอะไรวะไอ้กร มีทั้งฉมวกและมีดพก"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานเอาสนับมือติดตัวไปสักอันดีไหมครับ รับประทานผมมีอยู่ในกระเป๋ากางเกงนี่แล้ว"

นิกรทำตาเขียวกับไอ้แห้ว

"แกคิดว่าปลาฉลามมันจะชกกับพวกเรายังงั้นหรือไอ้แห้ว มันงับโว้ย งับถูกตรงไหนขาดตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเอว หรือคอ หรือแขนขา"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานเครื่องมนุษย์กบก็ซื้อมาเพียง ๔ ชุดเท่านั้น ถ้ามีอีกรับประทานผมก็จะลงไปด้วย ปลาฉลามไม่น่ากลัวอะไรหรอกครับ เราถลึงตาเข้าใส่มันมันก็ไม่กล้าเข้าใกล้เรา พรรคพวกผมเป็นชาวประมงเขาเล่าให้ฟังครับ ฉลามมันกลัวนัยน์ตาคน แต่ถ้าเรากระพริบตามันจะพุ่งเข้างับเราทันที"

พลทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ฝอยมากไปแล้วไอ้แห้ว ถอยไปให้พ้นรัศมีเท้าหน่อย เดี๋ยวจะเจ็บตัว"

เจ้าแห้วถอยกรูด สี่สหายต่างตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเอง โดยเฉพาะสายหายใจที่ติดกับท่อออกซิเจน เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย พลก็เหยียบบันไดเชือกปล่อยตัวลงไปในทะเลเป็นคนแรก ดร.ดิเรกเป็นคนที่สอง กิมหงวนเป็นคนที่สาม นิกรเป็นคนสุดท้าย สี่สหายต่างถือฉมวกกระชับมั่นเตรียมสู้กับสัตว์ร้าย นอกจากฉมวกทุกคนยังมีมีดพกคาดอยู่ที่เอวคนละเล่ม สี่มนุษย์กบดำหายลงไปในน้ำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและกัปตันสุหรงกับพวกลูกเรือต่างยืนจับกลุ่มมองดูด้วยความห่วงใย

มนุษย์กบว่ายตามกันไปเป็นแถวเรียงเดี่ยว พล ดร.ดิเรก เสี่ยหงวนและนิกรต่างดำลึกลงไปตามลำดับ ยิ่งลึกความกดดันของน้ำก็ทวีขึ้นจนรู้สึกปวดแก้วหู และยิ่งลึกมากความมืดสลัวลางก็เกิดขึ้นตามลำดับแต่ก็ยังมองเห็นสิ่งต่างๆใต้ท้องทะเล เป็นต้นว่าหินปะการัง สาหร่ายทะเลและฝูงปลาต่างๆที่ว่ายไปมา

สี่มนุษย์กบต่างสอดส่ายสายตามองหาหีบสมบัติของพระสมุทรแต่ก็มองไม่เห็น ทั้งสี่คนย้ายที่ค้นหาไปเรื่อยๆ ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็แลเห็นหีบเหล็กขนาดกลางหลายต่อหลายหีบปรากฏอยู่ที่ก้นทะเลระหว่างหมู่ก้อนหินใหญ่หลายก้อน

พลชี้มือบอกและรีบว่ายน้ำตรงไปยังหีบสมบัติเหล่านั้นทันที สามสหายติดตามไปด้วย ทุกคนตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว นายกิดาหยันพ่อค้าเนื้อสะเต๊ะชาวชวาไม่ได้โกหก และแผนที่ของเขาที่ทำไว้ก็เป็นไปโดยถูกต้อง พล นิกร กิมหงวนและดร.ดิเรกบังเกิดความโลภขึ้นอย่างล้นพ้น

แต่แล้วทันใดนั้นเอง สี่สหายก็ได้ประสพเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน เงือกสาวหรือธิดาพระสมุทรว่ายปราดออกมาจากซอกหินและกวักมือเรียกสี่สหายในระยะห่างเพียง ๑๐ เมตรเท่านั้น พลกับนิกรว่ายน้ำติดตามหล่อนทันที เขาแลเห็นส่วนหางที่เป็นปลาของเงือกสาวอย่างถนัด เท้าทั้งสองของหล่อนพุ้ยน้ำเร็วเหมือนใบพัดเรือยนต์ แขนทั้งสองแหวกว่ายน้ำพาตัวหลบหนีพลกับเสี่ยหงวน นิกรกับนายแพทย์หนุ่มติดตามมาห่างๆ พลกับเสี่ยหงวนและดร.ดิเรกจำแม่นยำว่าเงือกสาวคนนี้แหละที่ขึ้นไปบนเรือเมื่อคืนนี้

หล่อนว่ายน้ำวกวนเวียนไปมาตามหมู่ก้อนหินใต้น้ำ หลอกล่อให้สี่สหายไล่จับหล่อน ท่อนบนของหล่อนเปลือยเปล่าล่อนจ้อนแลเห็นปทุมทิพย์รำไร แต่ในสภาพของนางเงือกเช่นนี้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ หล่อนว่ายน้ำแคล่วคล่องรวดเร็วมาก ในที่สุดเงือกสาวก็หายไป สี่สหายแยกย้ายกันค้นหาเท่าไรก็ไม่พบ แล้วก็มารวมกำลังกัน ต่างพูดภาษาใบ้กันในน้ำแสดงความตื่นเต้นประหลาดใจชมหล่อนว่าสวยและว่ายน้ำเก่ง นิกรทำใบ้บอกว่าเขาอยากได้หล่อนเป็นเมียเพราะหล่อนสวยมาก ส่วนกิมหงวนทำใบ้บอกว่าถ้าจับได้เขาจะนำหล่อนไปออกงานภูเขาทองปีนี้ คงเก็บเงินได้มากทีเดียว

ดร.ดิเรกส่งภาษาใบ้ชวนเพื่อนย้อนกลับไปทางหีบสมบัติอีกครั้งหนึ่ง สี่สหายเลิกสนใจกับนางเงือกไปชั่วขณะ ทุกคนอยากจะเห็นทองแท่งและเครื่องเพชรนิลจินดาในหีบเหล่านั้น อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยกันนำหีบใบหนึ่งขึ้นไปบนเรือเพื่อเปิดมันออกดู ถ้าหากว่ามีทองแท่งหรืออัญมณีอันมีค่าจริงๆแล้ว ก็จะได้นำหีบทุกหีบที่อยู่ก้นทะเลขึ้นมาบนเรือให้หมด หลังจากนั้นจึงจะคิดจับนางเงือกหรือธิดาพระสมุทรต่อไป

หีบเหล็กเหล่านั้นเรี่ยรายอยู่บนพื้นทรายก้นทะเล บางหีบก็ตะแคงปะทะกับก้อนหิน บางหีบก็พลิกคว่ำ คณะพรรคสี่สหายบังคับตัวเองลงมายืนรวมกลุ่มกันอยู่ในระหว่างหีบสมบัติเหล่านี้ แล้วช่วยกันนับได้รวมทั้งหมด ๑๘ หีบ

เสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งยองๆวางฉมวกลงบนพื้น เอาเท้าขวาเหยียบด้ามฉมวกไว้เพื่อไม่ให้ฉมวกลอยไปจากตัวเขา กิมหงวนพิจารณาดูหีบใบหนึ่งซึ่งมีขนาดเท่าลังใส่นมแต่ลึกกว่า น้ำทะเลกัดกินเหล็กที่ทำหีบสึกกร่อนไปมาก เสี่ยหงวนพยายามเปิดหีบเท่าใดก็เปิดไม่ออกเพราะหีบนี้ใส่กุญแจ เป็นกุญแจชนิดที่ติดกับหีบ แต่กุญแจคงเป็นสนิมชำรุดไปแล้ว จะเปิดหีบนี้ได้ก็ต้องใช้วิธีทำลาย

ทันใดนั้นเอง นิกรก็แลเห็นวัตถุสิ่งหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายๆกับงวงช้างค่อยๆยื่นออกมาจากซอกหินด้านหลังอาเสี่ยทีละน้อย ตอนกลางงวงมีปุ่มกลมๆยื่นออกมาขนาดเท่าฝาหอยโข่ง นายจอมทะเล้นเย็นวาบไปทั้งตัว เขาเอื้อมมือเขี่ยแขนนายแพทย์หนุ่มแล้วทำภาษาใบ้บอกให้ทราบ แต่ดร.ดิเรกก็ไม่เข้าใจ นิกรจูงมือดร.ดิเรกไปที่ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เขาใช้นิ้วมือขวาของเขาเขียนลงที่ก้อนหินทั้งๆที่เขียนไม่ติดเพราะอยู่ใต้น้ำ นิกรเขียนคำว่า 'ปลาหมึก' ซึ่งดร.ดิเรกก็อ่านรู้เรื่อง นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้นิกรคล้ายกับจะบอกว่าเขาชอบกินปลาหมึก นายจอมทะเล้นยกมือเขกศีรษะตัวเองเบาๆแล้วเขียนบนก้อนหินนั้นว่า 'ปลาหมึกยักษ์'

คราวนี้ดร.ดิเรกก็ใจหายสะดุ้งเฮือกสุดตัว นิกรชี้มือไปที่งวงอันมหึมาของมัน ความรักตัวกลัวตายทำให้ดร.ดิเรกกับนิกรรีบว่ายน้ำหนีไปจากที่นั้นทันที สองสหายพยายามโผล่ขึ้นบนผิวน้ำโดยเร็วที่สุด

พอโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ ดร.ดิเรกกับนิกรก็ว่ายแข่งกันตรงมายังเรือ 'ซาลามัดปาไก' กัปตันสุหรงตกใจร้องบอกให้พวกลูกเรือช่วยเหลือสองสหายทันที ในที่สุดดร.ดิเรกกับนิกรก็ขึ้นมาบนเรือยอชท์ในลักษณะของคนที่ขวัญหนีดีฝ่อ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือดิเรก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามละล่ำละลัก

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"เรื่องใหญ่ครับคุณพ่อไม่ใช่เรื่องเล็ก แล้วก็ตัวใหญ่ด้วย เพียงแต่งวงของมันก็เท่าแขนผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"ปลาหมึกยักษ์ใช่ไหม"

"ออไร๋ ป่านนี้มันคงกินอ้ายเสี่ยกับอ้ายพลแล้ว"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทานทำไมคุณหมอกับคุณนิกรไม่ช่วยอาเสี่ยกับคุณพลล่ะครับ"

นิกรถลึงตามองดูเจ้าแห้ว

"ช่วยยังไงไหววะ หนวดมันยุ่มย่ามไม่รู้ว่ากี่เส้น ขืนเข้าไปช่วย มันก็รัดม่องเท่งไปตามกันเท่านั้น"

กัปตันถามเรื่องราวจากดร.ดิเรก เมื่อทราบจากนายแพทย์หนุ่มว่าดร.ดิเรกกับนิกรหนีปลาหมึกยักษ์ขึ้นมาและปล่อยให้เสี่ยหงวนกับพลผจญกับมัน กัปตันสุหรงก็ตกใจเต็มไปด้วยความเป็นห่วงสองสหาย

"เร็ว...หมอ ถอดเครื่องมนุษย์กบและท่อออกซิเจนให้ผมเดี๋ยวนี้ ผมจะลงไปช่วยอาเสี่ยกับคุณพลเอง มันอยู่ห่างจากเรือเราไม่เท่าไหร่หรอก สู้กับปลาหมึกยักษ์ไม่ยากถ้ารู้วิธี"

ดร.ดิเรกรีบถอดรองเท้ากบและแว่นตาออกทันที เจ้าแห้วช่วยถอดสายหายใจและท่อออกซิเจนออก กัปตันสุหรงรีบถอดรองเท้าถุงเท้าถอดเสื้อกางเกงออกโดยเร็ว คงเหลือแต่กางเกงยืดชั้นในเพียงตัวเดียวเท่านั้น ใน ๒ นาทีนั้นเองกัปตันเรือ 'ซาลามัดปาไก' ก็อยู่ในเครื่องแต่งตัวมนุษย์กบคาดเข็มขัดมีดพกมือขวาถือฉมวก

กัปตันสุหรงปีนบันไดเชือกลงไปจากเรือและหย่อนตัวลงบนพื้นน้ำปล่อยตัวลงไป เท่าที่เขาแสดงความกล้าหาญเช่นนี้ก็เพราะเขาสำนึกในบุญคุณของพลและเสี่ยหงวนที่ได้เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตช่วยเขาปราบลูกเรือจนราบคาบ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พลกับเสี่ยหงวนกำลังถูกปลาหมึกยักษ์ใช้หนวดของมันรัดแขนขาไว้ทั้งสองคน สองสหายต่างพยายามดิ้นรนต่อสู้จนสุดความสามารถ ฉมวกคู่มือหลุดหายไปแล้ว เสี่ยหงวนถูกรัดขาข้างขวาแน่น เขาใช้กลยุทธแบบมวยไทยต่อสู้กับปลาหมึกยักษ์ คือชกด้วยศอกสั้นติดๆกันหลายที แต่ปลาหมึกยักษ์หาเจ็บปวดไม่ ส่วนพลพยายามดึงมีดพกออกมาจนได้ เขาเอามีดกรีดเฉือนงวงของมัน แต่แล้วหนวดของมันอีกเส้นหนึ่งก็รัดข้อมือขวาของพลไว้ได้

กัปตันสุหรงว่ายน้ำตรงรี่เข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาไม่ใช่คนอืดอาดล่าช้าเลย ท่าทางของเขาปราดเปรียวว่องไวไม่น้อย พลกับอาเสี่ยแลเห็นกัปตันสุหรงก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น กัปตันสุหรงปราดเข้ามายกฉมวกแทงปลาหมึกยักษ์เต็มเหนี่ยวและถูกมันอย่างจัง และแล้วปลาหมึกยักษ์ก็ปล่อยงวงออกมารัดเอวกัปตันสุหรงไว้ได้

มันเป็นปลาหมึกยักษ์ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดในทะเลชวา พลกับเสี่ยหงวนและกัปตันเรือ 'ซาลามัดปาไก' ต่างดิ้นรนช่วยตัวเองจนสุดฤทธิ์ เสี่ยหงวนใช้นิ้วมือเลียะนัยน์ตาปลาหมึกยักษ์ได้ทีหนึ่งแต่มันก็ไม่ยอมคลายหนวดออก มีแต่รัดหนวดให้แน่นเข้า

ก่อนที่คนทั้งสามจะสิ้นใจตายและตกเป็นเหยื่อของปลาหมึกยักษ์ ก็มีเหตุสุดวิสัยมาขัดขวางช่วยให้พลกับอาเสี่ยและกัปตันสุหรงรอดตายได้อย่างน่าประหลาด

ธิดาพระสมุทรหรือนางเงือกว่ายน้ำตรงรี่เข้ามาอย่างรวดเร็ว พอผ่านหน้าปลาหมึกยักษ์ มันก็ตกใจคลายงวงออกและล่าถอยเข้าไปในโพรงหินใต้น้ำ ปล่อยหมึกสีดำเป็นฉากกำบังตัว ทั้งสามคนต่างมองดูธิดาพระสมุทรด้วยความตื่นเต้น หล่อนว่ายน้ำหนีไปแล้ว แต่ก็หันมากวักมือและยิ้มให้ ซึ่งยิ้มของหล่อนบริสุทธิ์ผุดผ่องน่ารักยิ่ง กัปตันสุหรงยืนตะลึงมีความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน ทั้งสามคนยังพอมีแรงอยู่บ้างแต่ไม่สามารถที่จะลำเลียงหีบสมบัติขึ้นไปบนเรือได้ พลบุ้ยใบ้บอกให้เสี่ยหงวนและกัปตันขึ้นไปบนผิวน้ำ ครั้นแล้วทั้งสามคนก็บังคับตัวให้ลอยขึ้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรก นิกรกับเจ้าแห้วและพวกลูกเรือต่างถอนหายใจโล่งอกเมื่อแลเห็นคนทั้งสามโผล่ขึ้นมาห่างจากเรือประมาณ ๕๐ เมตร ต่างว่ายน้ำพยุงกายตรงเข้ามายังเรือใหญ่ พวกลูกเรือให้ความช่วยเหลือพลกับอาเสี่ยและกัปตันเป็นอย่างดี พอขึ้นมาบนเรือทั้งสามคนก็ทรุดตัวลงนั่งด้วยความอ่อนระโหยโรยแรงและมองดูหน้ากัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานิกร ดร.ดิเรก เจ้าแห้วและพวกลูกเรือเข้ามายืนห้อมล้อมมองดูพลกับอาเสี่ยและกัปตันสุหรง

"เป็นยังไงโว้ยพล" นิกรถามยิ้มๆ "ไอ้เปรตนั่นมันเอางวงรัดคอแกหรือเปล่า"

พลเงยหน้าขึ้นมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างเคืองๆ

"ยังจะมีหน้ามาถามอีก แกกับดิเรกใช้ไม่ได้ พอเห็นปลาหมึกยักษ์ก็รีบหนีเอาตัวรอดปล่อยให้กันกับอ้ายหงวนถูกมันรัดแทบตาย"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ไอยอมรับว่าไอไม่มีกำลังใจที่คิดจะสู้กับมัน หนวดมันแต่ละเส้นโตเท่างวงช้าง มันอาจจะเป็นปลาหมึกยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในทะเลนี้ พอเห็นมันเข้ากันก็ปอดลอยลืมนึกถึงแกกับอ้ายหงวน อ้า แกสองคนรอดตายเพราะกัปตันลงไปช่วยใช่ไหม"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ได้รอดเพราะกัปตัน กัปตันแกลงไปช่วยเราจริง แต่แล้วแกก็ถูกปลาหมึกยักษ์เอางวงรัดไว้อีกคนหนึ่ง เราสามคนต่างดิ้นรนพยายามช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากหนวดของมัน ยิ่งดิ้นก็ยิ่งถูกมันรัดแน่น เราแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว พอดีนางเงือกหรือธิดาพระสมุทรมาช่วยเรา"

ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเจ้าแห้วหน้าตื่นไปตามกัน ท่านเจ้าคุณกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

"ธิดาพระสมุทรมาช่วย "

"ครับ" กิมหงวนพูดเสียงหนักๆ "หล่อนว่ายน้ำเข้ามาใกล้ๆเท่านั้น ปลาหมึกยักษ์ก็กลัวลานรีบคลายหนวดที่รัดเราสามคนออกและล่าถอยเข้าไปในโพรงหินหรือถ้ำใต้น้ำปล่อยหมึกสีดำเป็นฉากกำบังตัวเป็นการล่าถอยตามหลักยุทธศาสตร์ เพราะความกรุณาของนางเงือกเราสามคนจึงรอดตายขึ้นมาได้"

พลหันมายกมือตบบ่ากัปตันสุหรงแล้วกล่าวว่า

"เป็นยังไงครับกัปตัน ดีใจไหมครับที่รอดตายจากปลาหมึกยักษ์"

กัปตันสุหรงสั่นศีรษะ

"ผมไม่ได้สนใจเรื่องปลาหมึกยักษ์เลย ผมกำลังสนใจกับธิดาพระสมุทรมากกว่าเรื่องอื่น ผมสงสัยเหลือเกิน หล่อนเป็นพรายน้ำ เป็นนางเงือก เป็นปีศาจ หรือเป็นมนุษย์แน่ ทำไมสัตว์ร้ายจึงกลัวหล่อน ทำไมหล่อนจึงว่ายน้ำได้รวดเร็วเหมือนปลา เรื่องธิดาพระสมุทรที่ชาวเรืออินโดนีเซียเชื่อถือกันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเสียแล้ว ถ้าผมไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองผมจะไม่ยอมเชื่อถือเรื่องนางเงือกนี้เป็นอันขาด"

พลยื่นมือให้กัปตันสัมผัส

"อย่างไรก็ตามผมกับกิมหงวนขอขอบคุณกัปตันอย่างยิ่ง เท่าที่กัปตันได้เสี่ยภัยเสี่ยชีวิตลงไปช่วยเราในขณะที่เรากำลังถูกปลาหมึกยักษ์รัดเพื่อจะกินเรา"

กัปตันสุหรงหัวเราะ

"ผมถือว่าคุณทุกคนเป็นเพื่อนรักของผม เมื่อมีภัยอันตรายก็ต้องช่วยกัน เข้าไปพักผ่อนที่ห้องพักสักชั่วโมงเถอะครับจนกว่าพวกคุณจะแข็งแรงพอจึงค่อยลงทะเลอีก ผมได้เห็นหีบมหาสมบัติของพระสมุทรแล้ว พวกคุณมีโชคดีแน่ๆ คงจะได้เป็นมหาเศรษฐีไปตามกัน"

เสี่ยหงวนว่า "ตามธรรมดาผมก็เป็นมหาเศรษฐีอยู่แล้วกัปตัน แต่ความโลภของคนนั้นย่อมไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งรวยก็ยิ่งโลภ ผมก็เช่นเดียวกัน เราจะช่วยกันลำเลียงหีบสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาบนเรือให้หมดในวันนี้ เราจะแบ่งสมบัติให้กัปตันและลูกเรือตามสมควร ผมตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกเมื่อผมได้เห็นหีบสมบัติเหล่านั้น"

ขณะนั้นกะลาสีเรือคนหนึ่งได้ร้องเอะอะขึ้นและชี้มือไปข้างหน้า ทุกคนต่างแลเห็นธิดาพระสมุทรโผล่ขึ้นมาห่างจากเรือไม่กี่มากน้อย หล่อนโบกมือให้ทุกๆคนแล้วดำน้ำหายไป กัปตันสุหรงนั่งตะลึงพรึงเพริด พวกลูกเรือหน้าเสียไปตามกัน ต่างนึกประหวั่นพรั่นใจเกรงว่าจะได้รับภัยอันตรายจากพระสมุทร คนเหล่านี้มีความเชื่อถือในเรื่องภูติผีปีศาจอย่างฝังจิตฝังใจ

นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามนิกรเบาๆ

"ทำอย่างไรเราจึงจะจับนางเงือกได้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เห็นจะหวังยาก หล่อนว่ายน้ำและดำน้ำได้คล่องแคล่วกว่าเรา สัตว์ร้ายก็ไม่ทำอันตรายหล่อน หล่อนอาจจะเป็นครึ่งคนครึ่งปีศาจแบบผีดิบก็ได้"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่นและถอนหายใจหนักๆ

"ถ้าที่นี่เป็นเมืองใหญ่พอหาซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ในทางวิทยาศาสตร์ได้ กันก็สามารถที่จะจับหล่อนได้โดยไม่ยากนัก อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าคืนนี้หล่อนขึ้นมาบนเรือเราอีก กันรับรองว่ากันจะจับเงือกสาวตัวนี้ให้ได้ด้วยความสามารถของกัน"

ตอน ๑๑.๐๐ น.วันนั้นเอง สี่สหายซึ่งอยู่ในสภาพมนุษย์กบก็เตรียมลงทะเลอีก กัปตันสั่งลูกเรือสองคนช่วยกันโยนเชือกมนิลาเส้นหนึ่งขนาดนิ้วมือและยาวประมาณ ๘๐ ฟุตลงไปก้นทะเลก่อน

สี่สหายยืนจับกลุ่มกันอยู่ข้างบันไดเชือก ทุกคนสนทนากันอย่างร่าเริงด้วยความหวังที่จะได้เป็นเจ้าของสมบัติอันมหาศาลของพระสมุทร เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เตือนให้ลงทะเล พลก็กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างเป็นงานเป็นการ

"ฟังทางนี้โว้ยพวกเรา ดิเรกเป็นหัวหน้างมสมบัติใช้ไม่ได้เพราะมันขี้ขลาดกลัวตาย เอะอะก็หนีเอาตัวรอด ความสามารถของหมอเหมาะสำหรับเป็นหัวหน้านักงมสมบัติตามคลองผดุงหรือคลองโอ่งอ่างมากกว่า ฉะนั้นกันจะเป็นหัวหน้าเอง"

แทนที่จะโกรธ นายแพทย์หนุ่มกลับหัวเราะชอบใจ

"ออไร๋ ออไร๋ ไอยอมรับว่าไอขี้ขลาดกลัวตายจริงๆ แกเป็นหัวหน้าดีแล้ว งานจะได้ลุล่วงไปด้วยดีและรวดเร็ว"

นายพัชราภรณ์ยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสาม

"ก่อนจะลงไปก้นทะเลกันขอสั่งงานให้เรียบร้อย แกสามคนไม่ต้องทำอะไรนอกจากคอยคุ้มกันกันเมื่อฉลามหรือปลาหมึกยักษ์เข้าจู่โจม กันจะเอาเชือกผูกหีบสมบัติให้มั่นคง แล้วเราทั้งสี่คนก็จะขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อให้ลูกเรือดึงหีบสมบัติใบแรกขึ้นมาบนเรือ ซึ่งเราจะสำรวจสมบัติในหีบเหล็กเสียก่อนจึงจะลงไปเอาอีก ตกลงกันยังงี้นะ เข้าใจไหมอ้ายกร ยืนสัปหงกเสียแล้วไอ้เปรต

นิกรลืมตาโพลง

"เข้าใจน่า กันหลับตาก็จริงแต่หูกันฟัง ลงน้ำหรือยังล่ะ ฝอยมากไปแล้วหัวหน้า"

สี่สหายจัดแจงสวมแว่นตาและยกครอบออกซิเจนขึ้นปิดปากจมูก ต่อจากนั้น พล นิกร กิมหวนและนายแพทย์หนุ่มก็ลงสู่ท้องทะเลโดยทางบันไดเชือกซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกกับเจ้าแห้วได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี กัปตันสุหรงกับพวกลูกเรือของเขายืนจับกลุ่มอยู่ข้างๆเรือบต

ทันใดนั้นเองฉลามร้ายสองตัวก็ปรากฏตัวขึ้น มันว่ายรี่เข้ามาหาสี่สหายซึ่งกำลังดำลึกลงไปใต้น้ำตามลำดับ นิกรแลเห็นเข้าก็รีบชี้มือบอกให้เพื่อนๆดูปลาฉลามสองตัวผัวเมียนั้นซึ่งเพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆและพากันท่องเที่ยวหาเหยื่อ

สี่สหายต่างยืนทรงตัวตรงอยู่ในน้ำลึกจากผิวน้ำราว ๒๐ ฟุต ทุกคนถือฉมวกกระชับมั่น ฉลามสองตัวผัวเมียว่ายเฉียดไปในระยะใกล้ชิด แต่แล้วมันก็หวนกลับมาอีกตามวิธีการของปลาฉลามซึ่งจะต้องว่ายผ่านเหยื่อของมันไปก่อนเสมอ

พลแทงด้วยฉมวกถูกเจ้าฉลามหนุ่มอย่างจัง มันดิ้นโผงผางผละออกไปเลือดไหลทะลักมองเห็นถนัด กิมหงวนแทงนางตัวเมียได้อย่างเหมาะเจาะทีหนึ่ง ฉลามร้ายสองตัวผัวเมียล่าถอยออกไปด้วยความเจ็บปวด นิกรขยับฉมวกและกวักมือท้าทายเรียกปลาฉลาม

เลือดฉลามส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปไกล ฉลามฝูงหนึ่งซึ่งชุมนุมกันอยู่ในระหว่าโพรงหินประมาณ ๑๐ ตัวได้กลิ่นคาวเลือดก็บังเกิดความหิวกระหายแห่กันออกมาทันที มันว่ายน้ำแปรแถวเป็นหน้ากระดานตรงเข้ามาหาสี่สหาย พล นิกร กิมหงวนและดร.ดิเรกยืนหันหลังชนกันเตรียมสู้เต็มที่

ฝูงฉลามว่ายวนเวียนไปมารอบๆเหมือนพวกอินเดียนแดงปล้นกองเกวียนในสมัยโน้น เมื่อฉลามตัวใดปราดเข้ามาก็ถูกสี่สหายแทงด้วยฉมวกอย่างจังทำให้มันผละออกไปทันที อย่างไรก็ตามฉลามขนาดใหญ่ตัวหนึ่งได้พุ่งตัวเข้ามาระหว่างกลางสี่สหายและชนคณะพรรคสี่สหายกระเด็นไปคนละทางด้วยความเฉลียวฉลาดของมัน ฉมวกในมือพลหลุดจากมือหายไป นายพัชราภรณ์กระชากมีดพกคู่มือออกมาถือเตรียมพร้อม เมื่อฉลามตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาจะงับเขา พลก็จ้วงแทงสองทีติดๆกัน และในเวลาเดียวกันนั้นเอง นิกรกับอาเสี่ยและดร.ดิเรกก็ใช้ฉมวกตะลุมบอนกับฝูงปลาฉลามร้ายอย่างดุเดือดจนฉลามเข้าไม่ติดได้แต่ว่ายวนเวียนไปมา

สี่สหายค่อยๆลอยตัวขึ้นมาข้างบนจนถึงผิวน้ำ ฉลามกลุ่มหนึ่งเกิดกัดกันเอง รุมกัดกินฉลามที่ได้รับบาดเจ็บจากคมมีดของพล เมื่อสี่สหายโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำฉลามสามสี่ตัวก็ติดตามขึ้นมาด้วย

กัปตันสุหรงกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่ายิงฉลามเหล่านั้นทันที เสียงปืนเล็กยาวดังกึกก้อง ฉลาม ๓ ตัวถูกยิงตายหงายท้องขาว อีกตัวหนึ่งดำน้ำหนีไป

พลโบกมือให้พรรคพวกที่อยู่บนเรือแล้วพาเพื่อนร่วมชีวิตทั้งสามคนดำลงสู่ก้นทะเลอีกครั้งหนึ่ง ลึกลงไปและลึกลงไปตามลำดับ ทั้งสี่คนรู้สึกว่าแก้วหูลั่นเปรี๊ยะเพราะความกดดันของน้ำจนแทบจะทนไม่ไหว อย่างไรก็ตาม พล นิกร กิมหงวนและดร.ดิเรกก็มาถึงหีบสมบัติของพระสมุทรอีกครั้งหนึ่ง เชือกมนิลาที่หย่อนลงมาจากเรือ 'ซาลามัดปาไก' อยู่ห่างจากหีบสมบัติเหล่านั้นประมาณ ๒๐ เมตร

กิมหงวนว่ายน้ำตรงไปยังเชือกเส้นนั้น สักครู่เขาก็กลับมาพร้อมด้วยเชือก พลเอื้อมมือรับเชือกจากเสี่ยหงวน ส่งภาษาใบ้ให้อาเสี่ยกับนิกรและดร.ดิเรกยืนห้อมล้อมเขาห่างๆเพื่อทำหน้าที่คุ้มกันเขา

นายพัชราภรณ์เริ่มทำงานอย่างรวดเร็วฉับพลัน เขาทรุดตัวลงนั่งข้างหีบเหล็กใบใหญ่ ใช้ปลายเชือกมนิลาผูกมัดหีบสองสามรอบและผูกเป็นเงื่อนให้มั่นคงแข็งแรง

ทันใดนั้นเองนางเงือกหรือธิดาพระสมุทรก็ว่ายน้ำออกมาจากโพรงหินห่างจากสี่สหายไม่กี่มากน้อย พลค่อยๆลุกขึ้นยืนจ้องมองดูหล่อนอย่างตื่นตะลึง นิกรกับอาเสี่ยและดร.ดิเรกยืนนิ่งเฉย เงือกสาวว่ายน้ำตรงเข้ามาหยุดยืนบนพื้นทรายเผชิญหน้าสี่สหายในระยะห่างประมาณ ๑๐ เมตร

สี่สหายพิศวงงงงวยในความงามของธิดาพระสมุทรเหลือที่จะกล่าว หล่อนคือยอดกัลยาผู้เลอโฉมประโลมใจ หล่อนชี้มือไปที่หีบสมบัติของพระสมุทรเหล่านั้น แล้วหล่อนก็ยิ้มให้สี่สหายพร้อมกับยกมือขวาขึ้นโบกเป็นความหมายขอร้องหรือห้ามไม่ให้นำสมบัติเหล่านี้ขึ้นไปบนเรือ

นิกรขนลุกซู่ ทั้งกลัวทั้งพิศวาสหล่อน ดร.ดิเรกจ้องเขม็งมองดูหล่อนไม่วางตา และแล้วเขาก็ว่ายน้ำเข้าไปหาเงือกสาวอย่างรวดเร็วด้วยความหวังที่จะจับหล่อน

แต่เงือกสาวว่องไวเหมือนปลา หล่อนผละหนีทันที พลส่งภาษาใบ้บอกเพื่อนให้ช่วยกันไล่จับหล่อน สี่สหายต่างว่ายน้ำไล่ตามหล่อนไปทางหมู่หินโสโครกซึ่งระเกะระกะไปทั่วเหมือนภูเขาใต้น้ำ เงือกสาวหลอกล่อให้สี่สหายติดตามหล่อน พอใกล้จะทันหล่อนก็ว่ายเร็วขึ้นอีก ผ่านไปตามซอกหินด้วยความชำนาญ สักครู่หนึ่งหล่อนก็หายไปเหมือนกับล่องหนหายตัวได้

พล นิกร กิมหงวนและนายแพทย์หนุ่มพยายามค้นหาหล่อนในราว ๑๕ นาทีก็พากันกลับไปยังหีบมหาสมบัติ พอโผล่ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง สี่สหายก็ถูกปลาฉลามขนาดใหญ่ยาวประมาณสองเมตรรวมสองตัวปราดเข้าโจมตีทันที ปลาชนิดนี้รูปร่างคล้ายปลากระทุงเหว แต่ปากยาวเป็นฟันเลื่อยและเป็นอาวุธที่ร้ายกาจของมัน เสี่ยหงวนกับนิกรใช้ฉมวกต่อสู้กับปลาฉลามแบบดวลกัน สักครู่หนึ่งสองสหายก็ช่วยกันสังหารปลาฉลามสองตัวนั้นได้ทำให้พลกับดร.ดิเรกพออกพอใจมาก

เมื่อว่ายมาถึงหีบมหาสมบัติ คณะพรรคสี่สหายก็แลเห็นปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่งกำลังหมอบนิ่งคุมเชิงอยู่บนพื้นทรายระหว่างหีบมหาสมบัติเหล่านั้น พลส่งภาษาใบ้บอกให้ทุกคนขึ้นไปบนผิวน้ำทันที

สี่สหายโผล่ขึ้นมาบนพื้นน้ำหรือผิวน้ำในเวลาไล่ๆกันท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกลูกเรือ ต่างคนต่างว่ายน้ำเข้ามาหาเรือ 'ซาลามัดปาไก' และขึ้นมาบนเรือโดยทางบันไดเชือก เจ้าคุณปัจจนึกฯ พากัปตันและเจ้าแห้วเข้ามาหาในท่าทีอันร้อนรน

"ว่าไงพล"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผจญกับฉลามนิดหน่อยครับ แล้วก็ได้พบนางเงือกอีก หล่อนโบกมือห้ามพวกเราไม่ให้ขนสมบัติพระสมุทร แต่พวกเราไล่จับตัวหล่อน ว่ายน้ำจนหอบไปตามกันก็ไล่ไม่ทัน ขณะนี้มีปลาหมึกยักษ์นอนขวางอยู่ในระหว่างหีบสมบัติหนึ่งตัวครับ ผมเอาเชือกผูกหีบได้หีบหนึ่งแล้ว"

ดร.ดิเรกกล่าวกับกัปตันสุหรงทันที

"กัปตันที่รัก บอกลูกเรือสาวเชือกขึ้นมาเถอะครับ เราเอาเชือกผูกหีบเหล็กไว้ใบหนึ่ง เอามันขึ้นมาพิสูจน์ดูให้รู้แน่ว่าในหีบมีอะไรบ้าง แล้วเราค่อยลำเลียงหีบอื่นๆขึ้นมาบนเรือเราให้หมด อย่างช้าภายในสามชั่วโมงนี้เราคงทำงานเสร็จเรียบร้อย พรุ่งนี้คงเดินทางกลับสะมารังได้"

กัปตันสุหรงพลอยตื่นเต้นดีใจไปด้วย เขาหันไปสั่งกะลาสีเรือให้ช่วยกันสาวเชือกขึ้นมา แต่แล้วกะลาสีคนหนึ่งก็ร้องบอกกัปตันสุหรง

"กัปตันครับ รู้สึกว่าเชือกไม่มีน้ำหนักเลย"

กัปตันโบกมือ

"สาวขึ้นมา ของที่อยู่ในน้ำมันไม่มีน้ำหนักหรอก"

ลูกเรือสองคนช่วยกันสาวเชือกมนิลาขดนั้นขึ้นมาบนเรือตามลำดับ แต่แล้วก็มีแต่ปลายเชือกไม่มีหีบเหล็กที่พลผูกมัดไว้อย่างแน่นหนา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยกัปตันต่างวิ่งไปดูเชือกเส้นนั้น แล้วทุกคนก็แลเห็นปลายเชือกมีรอยถูกตัดด้วยคมมีด

"มายก๊อด..." ดร.ดิเรกคราง "ธิดาพระสมุทรตัดเชือกเส้นนี้แน่นอน"

พวกลูกเรือฟังภาษาไทยไม่ออกแต่ก็พอเดาได้ว่าดร.ดิเรกพูดว่ากระไร ต่างคนต่างหน้าซีดเผือดนึกเกรงกลัวเทพเจ้าองค์พระสมุทรไปตามกัน พลก้มลงหยิบปลายเชือกขึ้นพิจารณาดูแล้วเขาก็ทิ้งปลายเชือกลงบนพื้น แล้วกล่าวกับกัปตัน

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก นางเงือกตัดเชือกของเราเสียแล้วเพราะหวงแหนทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ผมจะลงไปก้นทะเลเดี๋ยวนี้"

กัปตันสุหรงเอื้อมมือจับแขนพล

"ผมมีลวดสลิงขนาดเล็กยาวไม่ต่ำกว่าร้อยฟุต ใช้ลวดสลิงดีกว่าครับ ถึงนางเงือกเอามีดตัดก็ตัดไม่ขาด และก่อนที่จะลงไปตกลงกันเสียให้เรียบร้อยก่อน คุณต้องชวนอาเสี่ยลงไปเป็นเพื่อน เมื่อเอาลวดสลิงผูกสมบัติได้แล้วก็ให้อาเสี่ยขึ้นมาบอกให้พวกเราดึงหีบสมบัติขึ้นมา ส่วนคุณก็ต้องคอยดูเหตุการณ์อยู่ที่ก้นทะเลและตามหีบขึ้นมาด้วย เท่านี้ก็สำเร็จ นางเงือกเห็นคุณก็คงไม่กล้าเข้าใกล้คุณ"

พลยิ้มออกมาได้

"ดีมากกัปตัน ความคิดของกัปตันแยบคายดีครับ" พูดจบเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ลงทะเลอีกครั้งโว้ยอ้ายหงวน เราต้องเอาหีบขึ้นมาให้ได้"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ตกลง กันร่วมมือกับแกเต็มที่"

กัปตันสั่งให้ลูกเรือคนหนึ่งโยนลวดสลิงเส้นเล็กๆลงไปสู่ก้นทะเลทันที หลังจากนั้นมนุษย์กบทั้งสองคือพลกับกิมหงวนก็ลงสู่ท้องทะเลอีกครั้งหนึ่งด้วยความหวังที่จะนำหีบสมบัติขึ้นมาบนเรือให้ได้

แสงอาทิตย์ส่องลงมาถึงก้นทะเลช่วยให้พลกับกิมหงวนมนุษย์กบสองเกลอมองแลเห็นหีบมหาสมบัติเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณหมู่ก้อนหินเหล่านั้น แต่เจ้ายักษ์ใหญ่ผู้มีหนวดรุ่มร่ามและนัยน์ตาวาวโรจน์หมอบอยู่ในระหว่างหีบเหล็กขนาดใหญ่สามสี่หีบ มันคือปลาหมึกยักษ์ตัวเดียวกันกับที่พลและอาเสี่ยได้ต่อสู้กับมันมาแล้วอย่างดุเดือด

สองสหายหยุดชะงักยืนนิ่งเฉยอยู่บนพื้นทรายเคียงคู่กัน มือขวาถือฉมวกกระชับมั่นเตรียมพร้อม พลหันมามองดูเพื่อนร่วมชีวิตของเขาแล้วพยักพเยิดพูดภาษาใบ้กับเสี่ยหงวน บอกให้อาเสี่ยสังหารปลาหมึกยักษ์ตัวนี้ กิมหงวนทำคอย่นสั่นศีรษะปฏิเสธทำใบ้บอกว่างงวงมันใหญ่ยาวน่ากลัวมาก ถ้ารัดคอเข้าแล้วมีหวังหายใจไม่ออก

มนุษย์กับปลาหมึกยักษ์ต่างคุมเชิงกัน สักครู่พลก็บุ้ยใบ้บอกอาเสี่ยให้ว่ายน้ำไปนำลวดสลิงมาให้เขาเตรียมผูกมัดหีบสมบัติหีบใดหีบหนึ่งเพื่อนำขึ้นไปบนเรือ 'ซาลามัดปาไก'

มนุษย์กบกิมหงวนว่ายน้ำไปอย่างคล่องแคล่วสักครู่ก็ถือลวดสลิงขนาดเล็กว่ายกลับมา พลตัดสินใจเด็ดขาดต่อสู้กับปลาหมึกยักษ์ตัวนี้ และเจตนาของเขาก็ต้องการขับไล่มันไปมากว่าที่จะทำลายชีวิตมัน อ้ายเสือรูปหล่อถือฉมวกเดินเข้าไปหาปลาหมึกยักษ์อย่างระมัดระวังตัว กิมหงวนมองดูด้วยความห่วงใย เมื่อปลาหมึกยื่นงวงออกมาเพื่อจะรัดร่างของพล พลก็พุ่งฉมวกใส่มันเต็มเหนี่ยว ฉมวกปักแน่นเข้าไปในตาข้างขวาของมันประมาณหนึ่งฟุต พลรวบรวมกำลังกระชากฉมวกออกมาแล้วแทงไปที่ร่างของมันอีกหลายที ปลาหมึกดิ้นทุรนทุรายปล่อยน้ำสีดำหรือหมึกของมันกระจายไปทั่ว พยายามยื่นงวงเข้ามาจะรัดพลอีก

อาเสี่ยกิมหงวนตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เท่าที่เพื่อนของเขามีความกล้าหาญผิดมนุษย์ พลปราดเข้าประชิดตัวแทงกระหน่ำไปไม่นับครั้ง ปลาหมึกยักษ์ได้รับความเจ็บปวดก็ล่าถอยผละหนีว่ายน้ำขึ้นสู่เบื้องบน

เสี่ยหงวนถือปลายลวดสลิงเดินเข้ามาหาพลด้วยความดีใจ แสดงกิริยาบุ้ยใบ้ชมเชยความกล้าหาญของพล ต่อจากนั้นสองสหายก็ไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วยเกรงจะมีสัตว์ร้ายหรืออุปสรรคอื่นๆเกิดขึ้น กิมหงวนกับพลต่างช่วยกันผูกมัดหีบเหล็กขนาดใหญ่ใบหนึ่งอย่างแน่นหนา พอเสร็จเรียบร้อยพลก็ส่งภาษาใบ้บอกให้อาเสี่ยขึ้นไปบนเรือ 'ซาลามัดปาไก'

อาเสี่ยบังคับตัวลอยขึ้นสู่ผิวน้ำทันที พลนั่งพักผ่อนอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง ท่อออกซิเจนซึ่งผูกติดอยู่ข้างหลังช่วยให้พลหายใจสะดวกสบาย แต่เขารู้สึกแก้วหูลั่นเปรี๊ยะตลอดเวลาเพราะความกดดันของน้ำทะเลมีมาก ฝูงปลาต่างๆว่ายวนเวียนไปมารอบๆตัวเขา พลได้มีโอกาสได้ชมธรรมชาติใต้ท้องทะเลลึกซึ่งงดงามไม่แพ้ธรรมชาติป่าดงพงไพร ใต้ทะเลมีภูเขาเล็กๆ มีถ้ำหรือโพรงหินมากมายเป็นหลืบซอกสวยงามมาก หินปะการังและสาหร่ายทะเลปรากฏไปทั่ว บางแห่งก็เป็นเหวลึกซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ระหว่างที่รอคอยลูกเรือดึงหีบมหาสมบัติขึ้นไปบนเรือ นายพัชราภรณ์ได้เผชิญหน้ากับธิดาพระสมุทรอีกครั้งหนึ่ง หล่อนว่ายน้ำออกมาจากซอกหินใกล้ๆกับพลนั่นเอง พลสะดุ้งสุดตัวเมื่อแลเห็นเงือกสาว เขาผุดลุกขึ้นยืนทันที ความตื่นเต้นยินดีระคนกับความแปลกใจได้บังเกิดแก่เขาเหลือที่จะกล่าว

เงือกสาวว่ายน้ำเข้ามาหยุดยืนห่างจากพลราว ๖ เมตรซึ่งเป็นระยะใกล้ชิดมองเห็นกันอย่างถนัด ใบหน้าของหล่อนงามแฉล้มแช่มช้อยยากยิ่งที่จะหาหญิงใดเปรียบเหมือน และเป็นใบหน้าผู้หญิงแบบไทยหรือชาวเอเซียนั่นเอง หล่อนสวยมีเสน่ห์จนกระทั่งพลมีใจปฏิพัทธ์หล่อน

เขาเคยคิดว่าเรื่องนางเงือกหรือผีสางนางไม้เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่บัดนี้เขาได้พบเห็นนางเงือกจริงๆ เงือกสาวที่สวยสะคราญตายิ่ง ว่ายน้ำได้เร็วเหมือนปลา อาศัยอยู่ใต้ทะเลอย่างสุขสบายเหมือนมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนบก

นางเงือกจ้องมองดูพลอย่างตื่นๆ แล้วหล่อนก็ยิ้มให้เขา ยิ้มของหล่อนอ่อนหวานน่ารักเป็นที่สุด หล่อนชี้มือไปที่หีบมหาสมบัติเหล่านั้น แล้วโบกมือเป็นความหมายห้ามไม่ให้เขาขนเอาไป พลค่อยๆเดินเข้าไปหาหล่อนและยิ้มให้หล่อนเช่นเดียวกัน เขาตั้งใจจะจับหล่อนให้ได้ แต่พอพลเข้ามาในระยะใกล้ชิด เงือกสาวก็ว่ายน้ำหนีไป

นายพัชราภรณ์ว่าน้ำติดตามไปโดยเร็ว อย่างไรก็ตามหล่อนว่ายน้ำได้คล่องแคล่วและรวดเร็วกว่าพลมาก เงือกสาวว่ายเข้าไปในถ้ำใต้น้ำแห่งหนึ่งซึ่งทะลุออกอีกทางหนึ่ง เมื่อพลติดตามไปและทะลุออกมาก็ปรากฎว่าธิดาพระสมุทรหายตัวไปเสียแล้วเหมือนกับว่าหล่อนล่องหนหายตัวได้ เขาสอดส่ายตามองหาตามหมู่ก้อนหินเหล่านั้นสักครู่เขาก็ว่าน้ำกลับไปยังที่เดิม

เขาครุ่นคิดถึงนางเงือกตลอดเวลา หล่อนสวยและน่าพิศวาสอย่างยิ่ง อายุของหล่อนคงไม่เกิน ๒๐ ปี ทุกสัดส่วนงามพร้อม ผิวพรรณผุดผ่องราวกับแตงร่มใบ

หีบสมบัติถูกดึงขึ้นไปบนเรือแล้ว พลว่ายน้ำเข้าไปเกาะหีบ ปล่อยให้พวกลูกเรือ 'ซาลามัดปาไก' ช่วยกันดึงหีบและตัวเขาขึ้นมาจากก้นทะเล จนกระทั่งโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำท่ามกลางเสียงโห่ร้องของพรรคพวกซึ่งดีใจไปตามกัน ขณะนี้มนุษย์กบกิมหงวนขึ้นมาอยู่บนเรือแล้ว กัปตันสุหรงพร้อมด้วยลูกเรือของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรกและนิกรกับเจ้าแห้วต่างยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางกราบขวาของเรือ 'ซาลามัดปาไก' ลูกเรือสามคนกำลังดึงหีบสมบัติและพลมาที่ข้างเรือ และแล้วหีบเหล็กเก่าคร่ำคร่าใบนั้นก็ถูกนำขึ้นมาบนเรือด้วยแรงดึงของพวกลูกเรือทั้งสามคนนั้น ส่วนพลปีนป่ายขึ้นมาตามบันใดเชือก เจ้าแห้ววิ่งไปช่วยเหลือเจ้านายของเขาทันที

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ ต่างห้อมล้อมมองดูหีบเหล็กใบนั้นด้วยความตื่นเต้นสนใจยิ่ง พล พัชราภรณ์ เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วตรงเข้ามา ทุกคนต่างพากันมองดูอ้ายเสือรูปหล่อของเราเป็นตาเดียว

"ผมพบนางเงือกอีกครับกัปตัน" พลกล่าวกับกัปตันสุหรง "ขณะที่ผมนั่งอยู่บนก้อนหินใต้น้ำและให้กิมหงวนขึ้นมาบนเรือก่อน นางเงือกได้ว่ายน้ำเข้ามาใกล้ๆผม"

พวกลูกเรือทุกคนพูดและฟังภาษาอังกฤษได้ เมื่อพลบอกกัปตันเช่นนี้ เขาก็ทำหน้าตื่นไปตามกัน

"นางเงือก...ธิดาพระสมุทร..." กัปตันสุหรงคราง

"ครับ ถูกแล้ว หล่อนโบกมือห้ามไม่ให้ผมนำหีบสมบัติขึ้นมาบนเรือ แต่ผมกับกิมหงวนได้ช่วยกันเอาลวดสลิงผูกมัดหีบเหล็กใบนี้เรียบร้อยแล้ว ผมปราดเข้าไปจะจับหล่อน"

กัปตันสุหรงขมวดคิ้วย่น

"จับตรงไหนครับ"

พลทำหน้าชอบกล

"จับตัวหล่อนน่ะซีครับ แต่หล่อนว่ายน้ำหนีผมไปเสียก่อน ผมพยายามว่ายตามหล่อนไปจนเหนื่อย ในที่สุดหล่อนก็หายไปในระหว่างหมู่ก้อนหินใต้ทะเลคล้ายกับว่าหล่อนเป็นภูติผีปีศาจ"

กัปตันสุหรงหันไปมองดูหน้าลูกน้องของเขา แล้วกล่าวขึ้นเป็นภาษาชวาว่า

"กันเคยเข้าใจว่าเรื่องธิดาพระสมุทรหรือนางเงือกที่พวกชาวเรือเราเคารพนับถือกันและเชื่อว่ามีตัวตนจริงๆนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่เดี๋ยวนี้กันเชื่อแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง"

ลูกเรือคนหนึ่งทำท่าขนพองสยองเกล้าแล้วพูดขึ้นเบาๆ

"น่ากลัวว่าพวกเราจะได้รับภัยอันตรายนะครับกัปตัน สมบัติเหล่านี้เป็นของพระสมุทร พระองค์ใช้ให้พระธิดามาปรากฏตัวให้เห็นอย่างนี้ก็ต้องหมายความว่าพระองค์หวงแหนราชทรัพย์ของพระองค์ โอ ข้าแต่พระสมุทร ข้าพระองค์เป็นแต่เพียงลูกเรือเท่านั้น"

นิกรยกมือขวาตบบ่ากัปตันสุหรงเบาๆแล้วกล่าวว่า

"คุยกันภาษาแขกพวกผมฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับกัปตัน"

กัปตันสุหรงยิ้มให้นิกร

"พวกลูกเรือของผมชักจะเสียขวัญกันอีกแล้วละครับ ผมเองก็พลอยปอดลอยไปด้วย หีบสมบัติใบนี้และที่อยู่ใต้ทะเลอีกหลายหีบเป็นสมบัติของพระสมุทร ผมคิดว่าเราแก้ลวดสลิงออกแล้วโยนหีบลงไปก้นทะเลตามเดิมไม่ดีหรือครับ ขืนแตะต้องกับเพชรนิลจินดาในหีบนี้พวกเราอาจจะเป็นอันตรายก็ได้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันมามองดูหน้ากันและทำหน้าตื่นไปตามกัน ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ในที่สุดกัปตันก็ยอมตัวเป็นคนโง่เขลาเหมือนกับพวกลูกเรือของแก ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งเห็นเป็นขันว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าเพิ่งขบขันดิเรก ถ้ากัปตันเกิดกลัวขึ้นมาไม่ยอมร่วมมือกับพวกเรา เราจะลำบาก"

เจ้าแห้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวิสกี้ตราขาวขวดกลางออกมาส่งให้เสี่ยหงวนทันที แล้วกระซิบกระซาบบอกอาเสี่ย

"รับประทานให้แกดื่มไอ้นี่เสียหน่อยซีครับ แกจะได้ใจป้ำ"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"เออ...จริงโว้ย ตั้งแต่เช้าแกยังไม่ได้ก๊งเลย" พูดจบอาเสี่ยก็เปิดจุกออกแล้วยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอั้กๆ

"ว้า" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "ให้กัปตันซีครับ"

เสี่ยหงวนดึงขวดเหล้าออกจากปาก ยกแขนซ้ายเช็ดริมฝีปากเขา ยักคิ้วให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ข้าต้องดื่มก่อน ยั่วพยาธิในลำไส้กัปตัน แกดูซี กัปตันยืนน้ำลายไหลยืดไปเลย"

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้

"รับประทานส่งขวดเหล้าให้แกซีครับ"

อาเสี่ยหันไปทางกัปตันสุหรง

"ดื่มเสียนิดดีไหมครับกัปตัน"

กัปตันทำตาละห้อย

"ปู้โธ่...ไม่น่าจะถามผมเลย แฮ่ะ แฮ่ะ เห็นอาเสี่ยดื่มผมก็ตัวสั่นไปหมดแล้ว"

กิมหงวนส่งขวดเหล้าให้กัปตันสุหรง

"เอาให้หมดขวดเลยนะครับกัปตัน"

โดยไม่รอช้า กัปตันเลือดอินโดนีเซียยกขวดวิสกี้ตราขาวขึ้นดื่มอั้กๆรวดเดียวหมดขวด เป็นการดื่มที่ดุเดือดน่ากลัวที่สุด แล้วเขาก็โยนขวดวิสกี้ลงไปในทะเลชวา

"ทุกคนฟังทางนี้ การลำเลียงสมบัติพระสมุทรจะต้องดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของข้าพเจ้าอย่างเคร่งครัด ไม่มีอะไรจะต้องวิตก อย่างมากพวกท่านก็ถูกพระสมุทรหักคอ"

ช่างกลและพวกลูกเรือทำหน้าเหยเกไปตามกัน กัปตันสั่งให้ลูกเรือคนหนึ่งแก้ลวดสลิงที่ผูกมัดหีบเหล็กออก คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างทรุดตัวลงนั่งรอบหีบเหล็กใบนั้น การเปิดหีบจะทำได้ทางเดียวคือพังมันออก ดังนั้น กัปตันสุหรงจึงใช้ให้ลูกเรือนำชะแลงเหล็ก ค้อนและขวานมาให้คณะพรรคสี่สหาย

พลกับกิมหงวนช่วยกันทำลายหีบเหล็กใบนั้นออกจนได้ เมื่ออาเสี่ยเปิดฝาหีบออก ทุกคนก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ภายในหีบเหล็กใบนั้นเต็มไปด้วยอัญมณีที่ทำเป็นรูปพรรณต่างๆแบบโบราณ มีสร้อยสังวาลบานพับสารพัด เพียงแต่สร้อยไข่มุกก็มีอยู่ไม่ต่ำกว่า ๒๐ สาย

"โชคของเรา" นิกรร้องขึ้นด้วยความดีใจเหลือที่จะกล่าว "โชคของเราอย่างมหาศาล เพียงแต่ของในหีบนี้ก็มีราคาไม่ต่ำกว่าห้าหกล้าน เราจะต้องลำเลียงขึ้นมาให้หมด"

ท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจของทุกๆคน กิมหงวนก้มลงหยิบทับทรวงประดับเพชรอันหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู ดร.ดิเรกเขยิบเข้ามายืนชิดอาเสี่ย มองดูทับทรวงเพชรลูกล้วนแล้วกล่าวถามกิมหงวนเบาๆ

"แกเป็นเจ้าของร้านค้าเพชรทองรูปพรรณมีความชำนาญในการดูเครื่องเพชร แกลองบอกกันซิว่าทับทรวงอันนี้มีราคาประมาณเท่าใด"

กิมหงวนเม้มปากแน่นในท่าทีตรึกตรอง สักครู่ก็บอกดร.ดิเรกอย่างหน้าตาเฉย

"ในราว ๕๐ บาทถึง ๗๕ บาท"

ดร.ดิเรกอ้าปากหวอ พลกับนิกรสะดุ้งเฮือกพร้อมๆกัน นายแพทย์หนุ่มกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ

"แกตีราคาราวกับของเก๊"

"ก็มันของเก๊ กันก็ตีราคาอย่างของเก๊น่ะซีโว้ย ทับทรวงน่ะฝังแก้วเจียรไนไม่ใช่เพชร เพชรแบบนี้ตามร้านแผงลอยสนามหลวงวันตลาดนัดมีขายถมไป เม็ดละสองสามบาทเท่านั้น" แล้วกิมหงวนก็โยนทับทรวงลงไปในหีบเหล็กเสียงดังโครม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงหยิบสร้อยไข่มุกสายหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ถึงแม้ว่าท่านไม่เชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องเพชรทองรูปพรรณเหมือนเสี่ยหงวน ท่านก็พอจะรู้ว่าไข่มุกที่ทำสร้อยนี้เป็นไข่มุกปลอมราคาถูกๆ ท่านเจ้าคุณทำหน้าละห้อยโยนไข่มุกลงไปในหีบเหล็ก แล้วกล่าวกับสี่สหายด้วยเสียงสั่นเครือ

"ของเก๊ทั้งนั้น เราอุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองไทยลงทุนลงแรงไปไม่น้อย แต่แล้วเราก็ได้พบสมบัติกำมะลอของพระสมุทร"

เจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เขาก้มลงหยิบสร้อยคอมรกตเม็ดขนาดใหญ่สายหนึ่งขึ้นมาดูแล้วถามกิมหงวน

"มรกตนี้อาจจะเป็นของดีกระมังครับอาเสี่ย รับประทานช่วยดูหน่อยซีครับ"

กิมหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"เห็นแวบเดียวก็รู้ว่ามันคือแก้วสีเขียวที่คล้ายกับแก้วมรกต แต่เนื้อของมันห่างกันไกลราวฟ้ากับดิน"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ มองดูอัญมณีจอมปลอมในหีบเหล็กซึ่งทำเป็นรูปพรรณนานาชนิด แล้วนายจอมทะเล้นก็ก้มลงหยิบสร้อยพระศอเส้นหนึ่งขึ้นมา ซึ่งสร้อยพระศอเส้นนี้มีเพชรขนาด ๓๐ กะรัตอยู่หนึ่งเม็ด แสงอาทิตย์ทำให้เกิดประกายละเลื่อม นิกรยิ้มออกมาได้ เขาชูสร้อยพระศออวดกิมหงวนแล้วกล่าวว่า

"อันนี้ดีแน่ เพชรเม็ดนี้อย่างขี้หมูขี้หมาก็ในราวสี่แสน"

อาเสี่ยหัวเราะอย่างขบขัน

"เหวี่ยงทิ้งไปเถอะอ้ายกร มันคือแก้วขวดน้ำมะเน็ดรุ่นเก่าแล้วเอามาเจียระไน กันหากินในทางหาเครื่องเพชรทองรูปพรรณมานานแล้ว กันมองดูนิดเดียวก็รู้ว่ามันเป็นของจริงหรือของเก๊"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก เขาเหวี่ยงสร้อยพระศอเส้นนั้นลงไปในทะเลอย่างหัวเสีย

"ถุย น่าเสียดายเวลาเหลือเกิน จะลงโทษนายกิดาหยันว่าโกหกเราก็ไม่ถูก แกอาจจะไม่รู้เหมือนกันว่าสมบัติพระสมุทรเหล่านี้เป็นของเก๊ แกถึงทำแผนที่บอกไว้อย่างละเอียดละออ กันสงสัยเหลือเกิน พระสมุทรคงเป็นตั้วโผยี่เกที่มีกิจการยี่เกใหญ่โตในยุคก่อนก็ได้ เครื่องกษัตริย์เหล่านี้ถึงได้เป็นของเก๊ทั้งนั้น"

กัปตันสุหรงกล่าวถามพลทันที

"พวกคุณวิจารณ์กันว่าอย่างไรครับ ท่าทีของพวกคุณผมรู้สึกเหมือนกับว่าเพชรนิลจินดาเหล่านี้เป็นของเก๊"

พลยิ้มให้กัปตันเสือทะเลผู้ชอบเหล้ามากกว่าอาหาร

"ถูกแล้วครับกัปตัน อัญมณีเหล่านี้เป็นของเก๊ทั้งสิ้น"

"โอ๊ะ" กัปตันสุหรงร้องสุดเสียง "ของเก๊...พระเจ้าช่วย"

"เก๊เด็ดขาด" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "เป็นอันว่าเครื่องเพชรนิลจินดาในหีบนี้ผมยกให้กัปตันและลูกเรือ"

กัปตันกลืนน้ำลายเอื๊อก เขายักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"มันไม่มีค่าและมันไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับผมเลย"

นิกรหัวเราะหึๆแล้วพูดเสริมขึ้น

"แต่ถ้ากัปตันเลิกหากินทางเรือ ตั้งยี่เกขึ้นสักคณะหนึ่ง เครื่องเพชรนิลจินดาในหีบนี้ก็เหลือใช้แล้ว"

"โน...ผมถนัดแต่การเดินเรืออย่างเดียวเท่านั้น" พูดจบก็หันไปบอกพวกลูกเรือให้ทราบทั่วกันว่าสมบัติพระสมุทรในหีบนี้ล้วนแต่เป็นของเก๊ทั้งสิ้น

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของช่างกลและลูกเรือดังขึ้นอีก ลูกเรือบางคนได้ก้มลงหยิบเครื่องรูปพรรณในหีบขึ้นมาพิจารณาดูแล้วก็เศร้าเสียดายไปตามกัน เมื่อแลเห็นชัดๆว่าทุกสิ่งเป็นของกำมะลอที่ทำขึ้นเหมือนเครื่องยี่เกไม่มีผิด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลองงมหีบอื่นๆขึ้นมาตรวจดูหรือ บางทีในหีบใบอื่นอาจจะบรรจุของแท้ก็ได้"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ อาจจะเป็นลูกไม้ของธิดาพระสมุทรเอาหีบของเก๊ใบนี้มาล่อลวงพวกเราเพื่อให้เลิกล้มความคิดที่จะยึดสมบัติใต้ทะเลมาครอบครอง เอ...ความเห็นของคุณอาเข้าทีมาก คนหัวล้านมักฉลาดรอบคอบกว่าคนหัวดีอย่างนี้"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็ถีบหงายท้องตกทะเลไปเท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่ในเครื่องมนุษย์กบ ถีบผมจกน้ำผมก็ไม่เป็นไร" พูดจบกิมหงวนก็หันมาทางพล "ลงทะเลโว้ยพล ช่วยกันเอาขึ้นมาดูสักสองสามหีบ ถ้ามีแต่ของเก๊ก็เลิกกัน แต่ถ้ามีของดีมันก็เป็นโชคอันมหาศาลของเรา"

พลยืนนิ่งคิดสักครู่ก็เดินเข้ามาหากัปตันแล้วกล่าวว่า

"กัปตันที่รัก ผมกับกิมหงวนจะลงสู่ก้นทะเลอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เราจะเอาลวดสลิงผูกติดกับหีบในราวห้าหรือหกหีบ ทุกคนต้องช่วยกันดึงขึ้นมานะครับ เพราะมันคงมีน้ำหนักไม่ใช่น้อย บางทีของที่อยู่ในหีบใบอื่นๆอาจจะเป็นเพชรนิลจินดาที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้กัปตันก็จะพลอยได้รับส่วนแบ่งอย่างงดงามจากพวกเรา"

กัปตันสุหรงไม่ขัดข้อง

"โอ.เค.คุณพล ลงมือได้เลยครับ ผมกับลูกเรือจะให้ความร่วมมือกับพวกคุณอย่างเต็มที่ ผมกำลังคิดว่าพระสมุทรอาจจะใช้ให้พระธิดาของพระองค์นำหีบอัญมณีกำมะลอหีบนี้มาหลอกลวงเราก็ได้ เราจะได้เลิกล้มความคิดที่จะงมหีบสมบัติขึ้นมาบนเรืออีกเพราะเชื่อว่ามันมีแต่ของเก๊"

"ครับพวกเราก็คิดอย่างนั้น"

ใน ๕ นาทีนั้นเองพลกับเสี่ยหงวนสองมนุษย์กบก็ลงสู่ก้นทะเลอีกวาระหนึ่งพร้อมด้วยฉมวกคู่มือ ลวดสลิงถูกหย่อนตามลงไปในเวลาไล่ๆกัน พลถือปลายลวดสลิงว่ายนำหน้าพากิมหงวนลงมายืนในหมู่หีบมหาสมบัติเหล่านั้น ฝูงปลาคลาคล่ำไปทั่ว

ฉลามร้ายตัวหนึ่งโผล่มาจากโพรงหินใต้น้ำ ลำตัวของมันยาวประมาณ ๓ เมตร เมื่อมันแลเห็นมนุษย์กบทั้งสอง มันก็ปราดเข้าใส่ด้วยความหิวโหย พลกับกิมหงวนต่างยืนตั้งหลักมั่น พลปล่อยลวดสลิงออกถือฉมวกเตรียมพร้อม เสือทะเลว่ายเฉียดสองสหายผ่านหน้าไปในระยะใกล้ชิดแล้วเลี้ยวกลับอย่างรวดเร็ว ซึ่งคราวนี้มันต้องเปิดฉากโจมตีแน่นอนตามสัญชาติญาณของมัน

เมื่อฉลามพุ่งเข้าใส่ ฉมวกทั้งสองก็แทงออกไปพร้อมๆกันถูกฉลามร้ายอย่างจัง เลือดของมันไหลทะลักปนกับน้ำทะเล ฉลามดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดผละจากมนุษย์กบแล้วว่ายเข้ามาอีก

ไม่ผิดอะไรกับลูกตอร์ปิโดที่พุ่งเข้าชนเรือสินค้า มันว่ายน้ำรวดเร็วที่สุด แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวพลกับกิมหงวน สองสหายก็พุ่งฉมวกเข้าใส่มันเสียก่อน อาเสี่ยแทงเข้าไปในปากมันพอดี คราวนี้เสือทะเลร้องโอดโอยน่าสงสาร มันถูกพลแทงซ้ำสองทีติดๆกัน มันผละออกไปและนอนหงายท้องลอยกระเพื่อมๆเลือดไหลออกมาตามบาดแผลหลายแห่ง

เสี่ยหงวนกับพลหันมามองดูหน้ากันและจับมือกัน ต่อจากนั้นสองสหายก็ช่วยกันผูกมัดหีบสมบัติของพระสมุทรด้วยลวดสลิงเส้นนั้น ชั่วเวลาประมาณ ๑๐ นาที หีบสมบัติขนาดกลางรวม ๖ หีบก็ถูกมัดรวมกันอย่างแน่นหนามั่นคง พลฉุดแขนกิมหงวนให้ลุกขึ้น ทำสัญญาณบุ้ยใบ้ชวนอาเสี่ยขึ้นไปบนผิวน้ำทันที

เมื่อสองสหายโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ พลก็โบกมือบอกให้กัปตันดึงลวดสลิงขึ้นได้ สองสหายว่ายน้ำมาที่เรือ 'ซาลามัดปาไก' ดร.ดิเรกกับนิกรเดินมาที่บันไดเชือกช่วยเหลือพลกับกิมหงวน และเมื่อสองสหายขึ้นมาบนเรือได้แล้วก็ขอร้องให้พรรคพวกช่วยปลดท่อออกซิเจนที่อยู่ข้างหลังออก ในเวลาเดียวกันนี้เอง พวกลูกเรือกับช่างกลก็รวบรวมกำลังช่วยกันดึงหีบเหล็กทั้ง ๖ หีบซึ่งมีน้ำหนักทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ กิโลกรัมขึ้นมาบนเรือด้วยความลำบากยากเย็น จนกระทั่งกัปตันและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องเข้าช่วยอีกสองแรง

ในที่สุดหีบมหาสมบัติของพระสมุทรอันเก่าคร่ำคราเป็นสนิมทั้ง ๖ หีบก็ถูกนำขึ้นมาบนเรือ 'ซาลามัดปาไก' สี่สหายกับเจ้าแห้วเข้ามายืนห้อมล้อม เมื่อลูกเรือช่วยกันแก้มัดลวดสลิงที่ผูกมัดหีบออกแล้ว นิกรก็ใช้ชะแลงเหล็กทำลายกุญแจเปิดฝาหีบออก

"ทองแท่ง" สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นพร้อมๆกันราวกับนัดกันไว้

ทองแท่งขนาดกระบอกข้าวหลามเล็กๆวางซ้อนกันอยู่เรียงรายเต็มหีบใบนั้นรวมทั้งหมด ๒๐ แท่ง กัปตันสุรงกับพวกลูกเรือนัยน์ตาเหลือกน้ำลายไหลยืดไปตามกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงหยิบขึ้นมาแท่งหนึ่งแล้วท่านก็ขมวดคิ้วย่น

"เอ๊ะ...ทำไมถึงเบามือยังงี้โว้ย"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"น่ากลัวเจ้าพ่อปล่อยทีเด็ดอีกแล้วละครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งทองแท่งนั้นให้เสี่ยหงวน

"แกช่วยดูซิ สีของมันน่ะบอกว่าทองจริงๆ บางทีข้างในอาจจะกลวงก็ได้"

กิมหงวนพิจารณาดูสักครู่เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเม้มปากแน่นขว้างทองแท่งนั้นลงบนพื้นเรือดังโครม

"ทองเก๊รึ" นิกรถามเสียงละห้อย

อาเสี่ยทำตาปริบๆและเม้มปากแน่น

"มันคือกระบอกทองเหลืองข้างในกลวงแล้วก็ลงรักปิดทองไว้ สีมันถึงเป็นทองคำ ราคาของมันกระบอกหนึ่งคงไม่เกิน ๕ บาทสองสลึง แกอยากได้ก็เอาไปซีอ้ายกร"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาไปทำหอกอะไรล่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ ส่งกระบอกทองเหลืองหรือทองคำแท่งให้กัปตันสุหรง

"เอาไว้ดูเล่นซีครับกัปตัน นี่แหละทองแท่งของพระสมุทรละ ใช้รักทาทองเหลืองแล้วปิดทองไว้ อย่างนี้ขายเป็นกรัมไม่ได้ต้องขายเป็นตัน ราคาของมันก็ตกตันละ ๒๐๐ บาทเป็นอย่างมาก"

กัปตันสุหรงทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยพิจารณาดูทองแท่งกำมะลอแล้วส่งให้ลูกเรือของเขาคนหนึ่ง เขากล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมหาสมบัติของพระสมุทรเหล่านี้จึงมีแต่ของเก๊"

นิกรตอบด้วยเสียงหัวเราะ

"อย่าสงสัยเลยกัปตัน เชื่อผมเถอะ พระสมุทรต้องเป็นตั้วโผยี่เกที่ใหญ่ที่สุดเมื่อครั้งอดีต บรรดาหัวหน้าเกาะเก็บรักษาสมบัติเหล่านี้ไว้ก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นเพชรนิลจินดาอันมีค่า จนกระทั่งนายกิดาหยันแกลักลอบขโมยสมบัติหนีมาจากเกาะมัสซูลานั่น แล้วบังเอิญเรือถูกพายุล่มลงที่หน้าเกาะนี้ ซึ่งนายกิดาหยันเจ้าของแผนที่ก็หารู้ไม่ว่ามันเป็นของปลอม"

"เป็นอันว่าพวกเราเสียเวลาเปล่าๆ ลองเปิดดูอีกสักหีบซีครับ"

กิมหงวนสั่งให้เจ้าแห้วทำลายกุญแจหีบและเปิดหีบอีกใบหนึ่งออก ภายในหีบเต็มไปด้วยเพชรที่เจียระไนแล้ว เป็นเพชรลูกขนาดใหญ่ทั้งสิ้น แต่เมื่อกิมหงวนหยิบมันขึ้นมาพิจารณาดูก็รู้ว่ามันเป็นกระจกหรือแก้วเจียระไนไม่ใช่เพชร หีบเหล็กที่เหลืออีก ๔ หีบถูกเปิดออกสำรวจทีละหีบ แต่ก็บรรจุของเก๊ทั้งสิ้น ในที่สุดอาเสี่ยกิมหงวนก็สั่งให้กัปตันบอกพวกลูกเรือช่วยกันขนหีบโยนทิ้งทะเลไปจนหมด

เจ้าแห้วกล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"รับประทานอาเสี่ยไม่ลองงมหีบอื่นๆขึ้นมาดูอีกหรือครับ"

"พอแล้ว" กิมหงวนตวาดแว้ด "งมหาตวักตะบวยอะไรอีกเล่า เอาขึ้นมาตั้ง ๗ หีบมีแต่ของเก๊ทั้งนั้น"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานเป็นอันว่าเสียเวลาเปล่า"

อาเสี่ยสั่นศีรษะช้าๆหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนเกลอของเขา แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"สิ้นสุดกันทีสำหรับสมบัติพระสมุทร อย่าไปสนใจกับเรื่องเหลวไหลเหล่านี้อีกเลย พักผ่อนกันเถอะพวกเรา ตอนเย็นขึ้นไปเที่ยวบนเกาะมัสซูลาดีกว่า การเดินทางมานี่ นึกว่าเรามาทัศนาจรท่องเที่ยวหาความรู้และความเพลิดเพลิน" แล้วเขาก็กล่าวกับกัปตันสุหรง "พอกันทีกัปตัน เราเหน็ดเหนื่อยมาพอแล้ว และหวุดหวิดจะตกเป็นเหยื่อปลาหมึกยักษ์และปลาฉลาม บอกลูกเรือให้พักผ่อนกันเถอะครับ เย็นนี้เราจะขึ้นเที่ยวเกาะมัสซูลาเพื่อดูธรรมชาติอันสวยงามและขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนความเป็นอยู่ของพวกชาวเกาะ"

กัปตันสุหรงถอนหายใจหนักๆ

"ผมเห็นใจอาเสี่ยกับเพื่อนๆมากที่เสียเวลาเดินทางมางมของเก๊ถึงนี่ เราจะเดินทางกลับเมื่อไรล่ะครับ"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"ผมอยากจะพักอยู่ที่นี่สักสองสามวัน บนเกาะอาจมีกวางหรืออีเก้งหรือหมูป่าพอที่เราจะล่ากันเล่น หรือม่ายก็มีเสือหรือแรดที่มันจะล่าเรา พวกเราจะขึ้นไปหาความสุขสำราญบนเกาะนั้น ผิดนักก็หาเมียคนละคน"

กัปตันสุหรงหัวเราะชอบใจ

"เรื่องเมียเห็นจะไม่สำเร็จครับ พวกชาวเกาะนี้ถือขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด ชาวเกาะไม่ยอมได้เสียกับคนต่างถิ่นเป็นอันขาด และการขึ้นไปเที่ยวบนเกาะก็ไม่แน่ใจว่าพวกเราจะปลอดภัย เพราะชาวเกาะเห็นว่าคนต่างถิ่นเป็นศัตรูของเขา"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แต่เรามีของกระจุกกระจิกมาหลายอย่างสำหรับแจกชาวเกาะเพื่อให้เขามีไมตรีจิตเป็นมิตรกับเรา แต่อย่างไรก็ตาม เราจะเอาปืนติดตัวไปด้วยเพื่อความปลอดภัย ถ้าเขาทำร้ายเราก่อนก็ต้องยิงกัน"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันกลับไปยังห้องพัก ทุกคนบ่นพึมพำไปตามกันเท่าที่สมบัติของพระสมุทรเป็นของเก๊

เย็นวันนั้นเอง

พอแดดอ่อนจางแสง เรือบตประจำเรือ 'ซาลามัดปาไก' ก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยกัปตันสุหรงรวม ๗ คนมาถึงชายหาดด้านตะวันตกของเกาะมัสซูลา มันเป็นเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. พวกชาวเกาะทั้งชายหญิงประมาณ ๑๐๐ คน ยืนจับกลุ่มกันอยู่ตามบริเวณโคนต้นมะพร้าวที่ชายหาด เขาพากันมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันในท่าทีที่ไม่ดีนัก ชายฉกรรจ์เหล่านี้ถือธนูและหอกเป็นอาวุธ เขานุ่งโสร่งสั้นๆ ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้ากระโจมอก แต่ละคนปล่อยผมสยายยาวมีมาลัยกระดาษสีต่างๆคล้องคอ มีดอกไม้เสียบแซมผม นวลน้องชาวเกาะเหล่านี้แต่ละนางล้วนผุดผ่องโศภิต พวกสาวๆส่วนมากยิ้มแย้มแจ่มใส แต่บรรดาชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยม

เรือบตแล่นมาเกยหาดแล้ว กัปตันพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นจากเรือ ลุยน้ำตื้นๆขึ้นมาบนชายหาดทรายอันขาวสะอาด พวกชาวเกาะเดินรวมกลุ่มกันเข้ามาหาและกระจายกำลังกันเข้าโอบล้อม

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งถือหอกเดินรี่เข้ามาเผชิญหน้าสี่สหายแล้วกล่าวขึ้นด้วยภาษาของเขาซึ่งกัปตันสุหรงพอฟังรู้เรื่องและพูดได้บ้างเพราะป็นภาษาที่คล้ายคลึงกับภาษาชวา

"ปุเราปิกาน่าสะตูมีรัง"

กัปตันสุหรงก้มศีรษะและยิ้มให้

"สะตูมีรังเลิกใช้นานแล้วน่ะ ตวน อาลีบาบาซะยามาเล"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่สั่นศีรษะ

"มาเลมลายูชวาอินโดเนเซียสะฮารา"

"แล้วกัน" กิมหงวนร้องขึ้นดังๆ "สะฮารากับอินโดนีเซียน่ะมันอยู่กันคนละทิศละทาง"

เจ้าหนุ่มชาวเกาะหันมาทำตาเขียวกับกิมหงวนแล้วขยับหอก แต่เสี่ยหงวนยกมือจับด้ามปืนพกในซองปืนในท่าเตรียมพร้อม

"มากันโกปี" เจ้าหมอนั่นขบกรามพูด "ซายอมาลากา"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ลำบากนักก็พูดไทยเถอะวะน้องชาย ภาษาชาวเกาะที่ลื้อพูดอั๊วฟังดูแล้วมันทะแม่งๆยังไงชอบกล มากันโกปีน่ะเขาแปลว่ากินกาแฟนี่หว่า"

เจ้าหมอนั่นแสยะยิ้ม

"โอรัง...โอรังเซียม"

"เออ...พวกเราเป็นคนไทย" อาเสี่ยตอบ

เจ้าหมอนั่นมองดูกัปตันและคณะพรรคสี่สหายทีละคน แล้วเขากล่าวกับกัปตันสุหรงด้วยภาษาชาวเกาะ กัปตันเจรจาโต้ตอบกับเจ้าหนุ่มชาวเกาะสักครู่ก็หันมาบอกคณะพรรคสี่สหายว่า

"เจ้าพวกนี้ขอร้องแกมบังคับให้พวกเรากลับไปลงเรือของเราครับ"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ

"กัปตันลองถามมันดูซิว่า ถ้าเราไม่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้น"

"อ๋อ ไม่ต้องถามมันหรอกครับ ผมพอจะตอบแทนได้ว่าถ้าเราไม่ยอมกลับลงเรือเราก็ถูกฆ่าตายหมด ถึงแม้ว่าพวกเรามีปืน พวกเราก็มีเพียง ๗ คนเท่านั้น ชาวเกาะมัสซูลาตั้งหลายร้อยมันต้องฆ่าเราด้วยธนูหรือหอกอย่างแน่นอน"

เสี่ยหงวนเก๊กหน้าให้เคร่งเครียดกลอกนัยน์ตาไปมาแล้วหันมาทางนิกร

"ว่าไง เราจะบุกหรือเราจะถอย"

นิกรหัวเราะ

"ถอยโว้ย กันยังไม่อยากตายหรอก"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เมื่อเจ้าของแผ่นดินเขาไม่ยอมต้อนรับเรา เราก็กลับไปกินเหล้าที่เรือเราดีกว่า"

พลเดินเข้ามาหากัปตันสุหรงแล้วถามว่า

"กัปตันบอกพวกนี้หรือเปล่าว่าเรามาในฐานมิตร และเรามีข้าวของบางอย่างมาแจกเขาและหัวหน้าของเขา"

"บอกแล้วครับ แต่อ้ายหนุ่มร่างใหญ่มันบอกว่าขอให้พวกเรามาพรุ่งนี้ มันจะให้การต้อนรับเราตามสมควร คืนนี้บนเกาะนี้จะมีพิธีบวงสรวงบูชายัญองค์เทพเจ้าพระสมุทรอันเป็นพิธีใหญ่ยิ่งของเขา พิธีนี้บุคคลภายนอกจะยุ่งเกี่ยวรู้เห็นด้วยไม่ได้ เพราะเป็นความเร้นลับมหัศจรรย์ของเขา ฉะนั้นเขาจึงขอร้องแกมบังคับให้พวกเรากลับไปเรือก่อน และพรุ่งนี้นับแต่แสงอาทิตย์ของวันใหม่ปรากฏขึ้น พวกเราจะมาเที่ยวสนุกสนานบนเกาะนี้ได้ตามสบาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าหนุ่มร่างใหญ่แล้วกล่าวถามกัปตันสุหรง

"ชายหนุ่มผู้นี้เป็นหัวหน้าเกาะมัสซูลาหรือกัปตัน"

กัปตันสุหรงยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"เข้าใจว่าอย่างนั้นครับ แต่ว่า...เพื่อให้แน่ใจผมจะถามเขาดูก่อน" พูดจบกัปตันสุหรงก็หันมาทางเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งมีท่าทางอาจหาญราวกับขุนพลแห่งเกาะมัสซูลา แล้วกัปตันก็ส่งภาษาถามด้วยภาษาของชาวเกาะ "ซาโยนาราตวน ยาลันยาลันสะมาลันดาหลัง"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่สั่นศีรษะ

"ปากีอาต้าดาหลัง โลตีกะหรี่ปั๊บดีน่า"

กัปตันสุหรงหันมาทางคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวกับท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"เขาบอกว่าเขาไม่ใช่หัวหน้าเกาะหรอกครับเจ้าคุณ เขาเป็นแต่เพียงคนสนิทหรือทหารเอกของหัวหน้าเกาะ แหมผมก็พูดไม่ใคร่ได้เสียด้วยซีครับ เพราะพวกนี้ไม่ได้พูดภาษาชวาปัจจุบัน เขาใช้ภาษาชวาหลายพันปีมาแล้ว ฟังลำบากเหลือเกินและพูดยากเสียด้วย"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"เราขึ้นมาบนเกาะนี้แล้วก็อยากจะเดินเที่ยวชมเกาะนี้บ้าง กัปตันลองสัมภาษณ์เขาหน่อยเถอะครับว่า หัวหน้าเกาะชื่ออะไรอยู่ที่ไหน เขาจะพาเราไปพบได้ไหม เรามีของบางอย่างที่จะนำไปให้เป็นของขวัญด้วยไมตรีจิตของพวกเรา"

"โอ้โฮ" กัปตันคราง "ประโยคอย่างนี้มันยากเหลือเกินครับ เป็นประโยคยาวๆผมพูดไม่ได้"

นิกรเสริมขึ้นทันที

"ผมเองคุณพ่อ ให้ผมเจรจากับอ้ายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้ดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"แกพูดภาษาชาวเกาะได้หรืออ้ายกร"

"ปู้โธ่...ของกล้วยๆครับ ภาษาในโลกนี้ผมพูดได้ถึง ๒๒ ภาษา ไม่คิดภาษาสัตว์นะครับ คิดเฉพาะภาษามนุษย์"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"ออไร๋ ออไร๋ ยูคืออัจฉริยะบุคคล ยูมักจะทำอะไรได้ในสิ่งที่พวกเราทำไม่ได้เสมอ ลองดูอ้ายกร ลองเจรจาภาษาชาวเกาะให้ไอฟังหน่อยเถอะวะ"

นิกรเดินยิ้มกริ่มเข้าไปหาขุนพลแห่งเกาะมัสซูลา เมื่อเขายื่นมือขวาให้จับเจ้าหมอนั่นก็ยืนนิ่งเฉย มิหนำซ้ำยังทำตาเขียวกับนิกร นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆเริ่มแสดงความสามารถในภาษาชาวเกาะทันที"

"อิโป อิโป"

ขุนพลหนุ่มขมวดคิ้วย่น ใบหน้าอันเคร่งเครียดบึ้งตึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส เขาโผเข้ามายกมือทั้งสองจับแขนนิกรเขย่าแสดงความเป็นมิตรอันสนิทสนม แล้วกล่าวถ้อยคำเช่นเดียวกับที่นิกรพูดกับเขา

"อิโป อิโป"

ต่างคนต่างจับมือกันและยิ้มให้กัน นิกรยกมือซ้ายตบบ่าขุนพลหนุ่มแล้วกล่าวต่อไป

"สะเร็มบัน โยโฮบารู"

ขุนพลเกาะมัสซูลาพยักหน้าหงึกๆและยิ้มระรื่นตลอดเวลา

"โกตาบารู ดังกา...กัวลาลัมเปอร์ปาหัง"

นิกรลืมตาโพลงแล้วหัวเราะชอบใจ

"อะลอร์สตาร์ ตรังกานู ฮ่ะ ฮ่ะ"

ทั้งนิกรกับเจ้าหนุ่มชาวเกาะต่างแสดงกิริยารักใคร่กันจนออกนอกหน้า กัปตันสุหรงยืนทำตาปริบๆ สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูหน้ากัน ดร.ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือออกไป

"อ้ายกรกับอ้ายหนุ่มร่างใหญ่นั่นมันไล่ชื่อเมืองหลวงในรัฐต่างๆของมาลายาอย่างคล่องแคล่ว สงสัยว่าอ้ายสองคนนี่เตรียมจะไปตอบปัญหาโทรทัศน์ว่ะ"

อาเสี่ยหัวเราะลั่น

"ปล่อยมันตามเรื่องเถอะ มันเจรจากันรู้เรื่องก็ใช้ได้ บางทีชื่อต่างๆที่เหมือนกับชื่อเมืองหลวงในรัฐต่างๆของมาลายาอาจจะเป็นภาษาพูดของชาวเกาะนี้ก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ภาษาคนละชาติจะเหมือนกันได้อย่างไร"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน "ทำไมจะไม่เหมือนครับ อย่างคำว่าไฟเป็นต้น ฝรั่งชาติไหนๆก็ว่าไฟ จีนก็ว่าฮ้วยหรือไฟนั่นเอง คนไทยหรือเขมรหรือลาวล้วนแต่ใช้คำว่าไฟทั้งนั้น"

ทุกคนต่างพากันมองดูนิกรสนทนากับขุนพลแห่งเกาะมัสซูลาอย่างสนิทสนม นิกรพูดภาษาชาวเกาะอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องคิดเหมือนกับเขาพูดภาษาไทย ทั้งสองเจรจาโต้ตอบกันสักครู่นิกรก็เดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา

"คุยกันตั้งนานถ้าแกบอกว่าไม่รู้เรื่องละก็เป็นโดนเตะแน่ๆ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"มีหรือวะไม่รู้เรื่อง ที่ไล่ชื่อเมืองหลวงของรัฐต่างๆในมาลายาน่ะเพราะกันหลอกหมอนั่นว่ากันเป็นชาวมาลายาซึ่งเหมือนกับพี่น้องกับชาวชวาหรือชาวเกาะเหล่านี้ แล้วมันก็ลองภูมิกันไล่ชื่อเมืองต่างๆ ได้ความแล้วโว้ย เจ้าหมอนี่เป็นทหารเอกที่มีฝีมือยอดเยี่ยมในการต่อสู้ เคยปล้ำกับช้างมาแล้ว"

"มันบอกยังงั้นหรือ"

นิกรสั่นศีรษะ

"เปล่า ตอนนี้กันฝอย ช่วยพูดสร้างบารมีให้มันใหญ่ยิ่งขึ้นอีก มันชื่อมาลาโว้ย แต่ไม่ได้แปลว่าหมวกหรือดอกไม้นะ มาลาเป็นภาษาชาวเกาะนี้ มาลาเขาชอบอกชอบใจมากที่กันพูดภาษาของเขาได้ เขาบอกว่าขอให้เรากลับไปที่เรือเสียก่อน พรุ่งนี้ค่อยขึ้นมาเที่ยวใหม่ พวกเขาจะเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเราให้ถึงขนาด"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"พูดจริงๆอย่าโกหกนะอ้ายกร"

"โธ่...ให้รากเลือดลงแดงตายซีวะ มาลาเขาบอกกันอย่างนี้จริงๆ เขาบอกว่าคืนนี้นับตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินเกาะมัสซูลาทั้งเกาะจะอยู่ในปริมณฑลของพิธีบวงสรวงองค์พระสมุทร ประ

หงันหัวหน้าชาวเกาะจะนำสาวงามชาวเกาะมัสซูลาหลายคนรำถวายตัวเทพเจ้าพระสมุทร หลังจากนั้นหญิงสาวคนหนึ่งก็จะถูกบูชายัญสังเวยองค์เทพเจ้า พิธีนี้เป็นพิธีใหญ่ยิ่งที่สุด ปีหนึ่งมีครั้งเดียว บุคคลภายนอกจะมีส่วนรู้เห็นไม่ได้ ฉะนั้นมาลาจึงขอร้องให้พวกเรากลับไปเสียก่อน"

"เดี๋ยวโว้ย" พลขัดขึ้น "หัวหน้าชาวเกาะมัสซูลานี่น่ะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

"ผู้หญิงว่ะ"

"สาวหรือแก่" พลถามยิ้มๆ

"ปู้โธ่ ไม่น่าจะถามเลยอ้ายเวร คนขนาดหัวหน้าก็ต้องเป็นผู้มีอายุน่ะซีโว้ย แต่กันก็ไม่ได้ถามมาลาเหมือนกัน เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องถาม กลับเรือกันเถอะพวกเรา พรุ่งนี้ค่อยมาเที่ยวเกาะนี้ มาลารับรองว่าเขาจะพาเราเข้าพบกับหัวหน้าของเขา และเขากับพวกชาวเกาะจะเลี้ยงดูพวกเราอย่างเต็มที่"

ดร.ดิเรกเดินเข้าไปหากัปตันสุหรงแล้วกล่าวว่า

"กลับเรือเราเถอะครับกัปตัน เมื่อเขายังไม่ต้อนรับพวกเรา เราก็กลับเสียก่อน พรุ่งนี้พวกเราจะขึ้นมาเที่ยวเกาะนี้ให้ได้"

กัปตันพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้วครับ เราควรพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวกชาวเกาะนี้ให้มาก ถ้าเกิดเรื่องปะทะกันขึ้น พวกชาวเกาะจะสู้ตาย เรือเราจะถูกเผาด้วยธนูเพลิง และพวกเราจะถูกฆ่าตายหมด ถึงมีปืนก็ยิงไม่ไหวเพราะชาวเกาะมีจำนวนหลายร้อยหรืออาจจะถึงพันก็ได้ พวกนี้จะเอาเรือเล็กพายไปยังเรือเราและเอาธนูเพลิงเผาเรือเราก่อนที่เราจะนำเรือหนีไปถ้าหากว่าเรามีเรื่องกับพวกชาวเกาะนี้ ผมท่องทะเลมานานแล้ว ผมเข้าใจดีครับ"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กัปตันสุหรงและเจ้าแห้วก็พากันกลับลงเรือบต พวกชาวเกาะต่างพากันจับกลุ่มมองดูและวิพากษ์วิจารณ์กันแซดไปหมด จนกระทั่งเรือบตลำนั้นแล่นออกไปพ้นจากชายหาดของเกาะมัสซูลา

พอดวงอาทิตย์ตกทะเล ดวงจันทร์ก็ทอแสงนวลอร่ามไปทั่ว คืนนั้นตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ ทะเลเรียบปราศจากคลื่นลม 'ซาลามัดปาไก' จอดสงบเงียบอยู่หน้าเกาะ ห่างจากเกาะไม่เกิน ๒๐๐ เมตร

ท่ามกลางแสงจันทร์อันสุกสกาว เรือบตลำหนึ่งเคลื่อนออกจากเรือ 'ซาลามัดปาไก' อย่างแช่มช้า สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอยู่ในเรือลำนี้ ทุกคนแต่งกายในชุดสีที่กลืนกับความมืด และทุกคนคาดเข็มขัดกระสุนปืนพกมีปืนพกคู่มือคนละสองกระบอก นอกจากนี้ยังมีมีดพกขนาดใหญ่เท่าดาบปลายปืนติดตัวมาด้วย

พลรู้สึกตื่นเต้นสนใจในพิธีบวงสรวงและบูชายัญพระสมุทรเทพเจ้าของชาวเกาะอย่างยิ่ง นิสัยของนายพัชราภรณ์รักการเผชิญภัยมาแต่เล็กแต่น้อย เขาคิดว่าเขาควรจะเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเล็ดลอดขึ้นมาบนเกาะมัสซูลาเพื่อแอบดูพิธีสำคัญ ซึ่งพิธีนี้สาวงามคนใดคนหนึ่งจะถูกบูชายัญหรือถูกฆ่าตายอันเป็นพิธีที่ป่าเถื่อนทารุณยิ่ง แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีของมนุษย์ทั้งหลายนั้น ย่อมมีศรัทธาแตกต่างกัน ดังนั้นพลจึงชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเพื่อนร่วมชีวิตและเจ้าแห้วลงเรือมาโดยไม่ยอมฟังคำคัดค้านของกัปตันสุหรง

พอเรือบตเคลื่อนจากเรือ 'ซาลามัดปาไก' กัปตันซึ่งยืนอยู่ที่กราบเรือก็ร้องบอกคณะพรรคสี่สหายด้วยความหวังดี

"ขอพระเจ้าคุ้มครองพวกคุณเถิดครับ ผมและลูกเรืออยู่ทางนี้จะสวดมนต์วิงวอนพระเจ้า พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะนะครับ"

ทุกคนโบกมือให้กัปตัน เจ้าแห้วกับกิมหงวนช่วยกันตีกรรเชียงนำเรือแล่นไปอย่างแช่มช้า ดร.ดิเรกนั่งถือท้าย นิกรร้องยี่เกเบาๆจนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุ

"แกจะร้องหาอะไรวะ ประเดี๋ยวอ้ายพวกบนเกาะได้ยินเข้าเราก็ถูกฆ่าตายหมดเท่านั้นเอง"

นิกรอมยิ้ม

"ยังอยู่อีกไกลครับกว่าจะถึงเกาะ ผมร้องในลำคอเบาๆมันไม่ได้ยินหรอกครับ ว่าแต่คุณพ่อเถอะ"

"ทำไมวะ"

"เอาผ้าเช็ดหน้าโพกศีรษะเสียหน่อยครับ เดือนมันหงาย แสงพระจันทร์ส่องศีรษะคุณพ่อเป็นประกายวูบวาบสังเกตเห็นง่ายเหลือเกิน ให้ดิ้นตายเถอะครับ ไม่เชื่อถามอ้ายพลหรืออ้าย

หงวนดูก็ได้"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"จริงของอ้ายกรมันครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากขมุบขมิบแล้วล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนหนึ่งออกมาคลี่ออกคลุมศีรษะท่าน ผูกเงื่อนไว้ทางท้ายทอย สี่สหายกับเจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ เรือบตลำนั้นแล่นใกล้เกาะเข้ามาตามลำดับ สักครู่หนึ่งก็มาถึงชายหาดด้านตะวันตก ท่ามกลางความสงบเงียบได้ยินแต่เสียงระลอกคลื่นน้อยๆกระทบหมู่หินก้อนเล็กๆที่ชายหาดดังซาดซ่าเบาๆ เสียงกลองดังแว่วมาตามสายลมในจังหวะคองก้า นานๆก็มีเสียงโห่ร้อง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันขึ้นจากเรือแล้วหยุดยืนรวมกลุ่มกัน

"ทางนี้แน่" พลพูดเบาๆ "เสียงกลองดังมาจากด้านนี้ ไปเถอะพวกเรา พวกชาวเกาะคงจะทำพิธีสำคัญนอกหมู่บ้านของเขา สังเกตดูให้ดี หมู่บ้านข้างหน้าเราเงียบกริบไม่มีแสงไฟแม้แต่ดวงเดียว แสดงว่าผู้คนพากันไปในงานพิธีบวงสรวงพระสมุทรกันหมด ระวังตัวหน่อยพวกเราและอย่าสูบบุหรี่ แถวนี้อาจจะมียามรักษาการก็ได้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นพยายามล่าถอยมาที่เรือของเราและถ้าไม่สามารถลงเรือเราได้ก็ว่ายน้ำไปขึ้นเรือใหญ่"

นิกรอ้าปากหาวดังๆ

"ว้า...ไม่รู้จะตามเขามาเอาพระแสงหอกอะไร ดีไม่ดีถูกฆ่าตายเปล่าๆ นอนอยู่ที่เรือก็คงสบายกว่านี้"

พล พัชราภรณ์ เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วผ่านด้านซ้ายของหมู่บ้านตรงไปยังเสียงกลองและเสียงโห่ร้องเบื้องหน้าโน่น ภูมิประเทศเป็นป่าละเมาะและเต็มไปด้วยต้นมะพร้าว บางแห่งก็เป็นที่ราบดินทราย แสงจันทร์ส่องสว่างราวกับกลางวันมองแลเห็นภูเขากลางเกาะสูงตระหง่าน มันคือภูเขาไฟลูกเล็กๆลูกหนึ่งที่ดับไปในราวสามสี่ร้อยปีมาแล้ว

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็บุกบั่นมาจนถึงบริเวณที่ราบแห่งหนึ่งที่เชิงเขาลูกนั้นมีละเมาะเล็กๆล้อมรอบ กองไฟที่ชาวเกาะจุดไว้หลายกองส่องแสงสว่างไปทั่ว ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆถนัดชัดเจนขึ้นอีก

กลางลานกว้างนั้นมีต้นไม้อยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียว ลำต้นของมันคล้ายกับพวกไม้เถามีกิ่งก้านสาขาแตกแยกออกไป ใบของมันคล้ายใบบอนใหญ่มาก ที่โคนต้นไม้มีเทวรูปของพระสมุทรเทพเจ้าของชาวเกาะสร้างจากตอไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง แกะสลักนัยน์ตาปากจมูกใช้สีทา มองดูคล้ายๆกับดวงหน้าของปีศาจมากกว่าเทพเจ้า แต่ชาวเกาะมัสซูลาทุกคนมีความเคารพนับถือเทวรูปนี้อย่างยิ่ง เชื่อกันว่าความร่มเย็นเป็นสุขหรือภัยพิบัติจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยพระองค์บันดาลให้เป็นไป หรือเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของพระองค์นั่นเอง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ มองดูชาวเกาะหญิงชายซึ่งกำลังสวดมนต์พึมพำเบาๆ ระหว่างนี้กลองใบใหญ่ได้ตีกังวานเป็นระยะๆ และนานๆชาวเกาะทั้งหลายก็โห่ร้องกันขึ้นครั้งหนึ่ง เครื่องเซ่นสังเวยอันมากมายวางอยู่บนแคร่ใหญ่จนไม่มีที่จะวาง ผู้หญิงชาวเกาะประมาณ ๒๐๐ คนนั่งรวมกันอยู่ทางด้านซ้ายขององค์เทวรูปด้วยการนั่งขัดสมาธิ พวกผู้ชายไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ คนนั่งอยู่ทางด้านขวา ทุกคนอยู่ในระเบียบวินัย ห่างจากเทวรูปเล็กน้อยมีชายฉกรรจ์ ๒๐ คนยืนแถวเรียงเดี่ยวถือหอกเป็นอาวุธ

เสียงสวดมนต์สงบเงียบลงแล้ว เสียงกลองที่หนวกหูน่ารำคาญก็สิ้นสุดลงด้วย ภายในบริเวณนั้นเงียบกริบได้ยินแต่เสียงกองไฟปะทุและเสียงลมทะเลครางเบาๆ

ใครคนหนึ่งกระโดดออกมาจากกระท่อมหลังเล็กๆหลังหนึ่งซึ่งปลูกไว้ใกล้ๆกับองค์เทวรูปคล้ายโรงพิธี จากแสงจันทร์และแสงเพลิงทำให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมองแลเห็นถนัด เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่กระซิบกระซาบบอกพรรคพวกของเขาว่า

"แม่มดว่ะ เจอแม่มดเข้าอีกแล้วเรา"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"เรื่องอย่างนี้มันก็ต้องมีแม่มดบ้างละ เฉยๆโว้ย อย่าเพิ่งพูดอะไร กันกำลังตื่นเต้น"

หญิงชราอายุประมาณไม่ได้ แต่ยังว่องไวแข็งแรงเนื้อหนังเหี่ยวย่นเหมือนคางคกตายซากกระโดดโลดเต้นในท่าระบำปลายเท้าโดยไม่มีดนตรีบรรเลง แกหมุนตัวไปมาอย่างแคล่วคล่อง หลังของแกงอคุ้มเหมือนเบ็ดตกปลา ใบหน้าแสยะน่าเกลียด จมูกงุ้มเป็นขอ นัยน์ตาวาวโรจน์ สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นปิดบังเฉพาะร่างกายท่อนล่าง แกเต้นอยู่สักครู่ก็วิ่งเข้าไปทรุดตัวลงที่หน้าแท่นองค์เทวรูป แล้วกล่าวขึ้นด้วยภาษาของแก

"ข้าแต่พระสมุทรเอย ข้าทั้งหลายย่อมซาบซึ้งในพระกรุณา พระองค์ทรงเมตตาปกป้องเหล่าข้าให้ร่มเย็นเป็นสุขทุกวันคืน ข้าแต่พระสมุทรเอย บัดนี้ ข้าทั้งหลายขอเชิญองค์เทวราชมาเสวยโภชนาหารอันเอมโอชนานาสารพันทั้งคาวหวานเหล่านี้นั้นพวกข้านำมาบวงสรวงด้วยความกตัญญูกตเวที อ้าองค์พระสมุทรแห่งเราเอย ถึงเวลาแล้วที่พระราชธิดาจะฟ้อนรำถวายพระองค์ ขอพระองค์จงเสวย...จงทอดพระเนตรประมุขแห่งเราซึ่งเปรียบเหมือนราชธิดาของพระองค์เริงระบำถวายพระองค์เถิด"

ยายแม่มดเฒ่าก้มลงกราบสามครั้งแล้วลุกขึ้นชูไม้เท้าขึ้นเหนือศีรษะ ทันใดนั้นเองเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ เสียงกลองหลายใบครางกระหึ่มขึ้นทันทีในจังหวะรุมบ้า ยายเฒ่าแม่มดกระโดดโลดเต้นวิ่งเข้าไปในกระท่อมนั้นตามเดิม

และแล้วหญิงสาวคนหนึ่งก็ร่ายรำออกมาจากกระท่อมหลังนั้นในท่าทางอันอ่อนช้อย เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีก สาวงามผู้นี้คือประหงันหรือธิดาพระสมุทรผู้เป็นราชินีแห่งเกาะมัสซูลานั่นเอง

หล่อนไม่ได้เต้นระบำตามแบบชาวเกาะ แต่หล่อนเต้นรำแบบอารยะ และเต้นได้สวยงามมาก หล่อนนุ่งโสร่งกระโจมอกปล่อยผมสยายยาว คอของหล่อนสวมไข่มุกดำอันมีค่านับแสน หูซ้ายของหล่อนเสียบดอกไม้สีขาว ข้อมือทั้งสองข้างสวมมาลัยดอกไม้สีขาวพวงเล็กๆ

ประหงันยอดนารีผู้เลอโฉมเต้นรำอยู่เบื้องหน้าแท่นหินหน้าองค์เทวรูปพระสมุทร สักครู่ก็เยื้องกรายไปรอบๆบริเวณลานกว้าง เมื่อผ่านมาทางที่ที่สี่สหายซ่อนตัวอยู่ พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนตะลึงไปตามกัน

"อ้ายเสี่ย" พลกระซิบละล่ำละลัก "หล่อนคือนางเงือก หล่อนคือธิดาพระสมุทรที่เราพบหล่อนบนเรือและใต้ทะเล"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใช่...ใช่แน่ๆ แต่หางของหล่อนไม่มีนี่หว่า"

พลหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมจำได้เด็ดขาดครับคุณอา หล่อนคือนางเงือกที่ผมเห็นหล่อนใต้ทะเล"

นิกรยกมือขวาตบบ่าพลแล้วกระซิบเบาๆ

"ดูซีวะ ขนจั๊กกะแร้ไม่มีเลยแม้แต่เส้นเดียว ผิวพรรณเกลี้ยงเกลานุ่มนวลอะไรอย่างนี้ โอ้โฮ...เชฟแน่ไปเลยว่ะ เอวคอดก้นใหญ่และแบนอย่างนี้หายากมาก หน้าอกขนาดที่เรียกว่าปทุมทิพย์ เจน รัสเซล เห็นเข้าร้องไห้โฮไปเลย"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ออกไปสนุกกับหล่อนเถอะวะ"

"อ้าว" เจ้าแห้วอุทานดังๆ "รับประทานขืนออกไปพวกเราก็ถูกฆ่าตายหมดเท่านั้นเอง"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"เออ จริงโว้ย อ้ายพวกทหารหอกเหล่านั้นมันคงฆ่าเราแน่ๆ"

พลแปลกใจมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เขาบอกตัวเองว่าหล่อนเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผีปีศาจ แต่ทำไมหล่อนถึงอาศัยอยู่ในน้ำได้เช่นเดียวกับปลา ไม่มีปัญหาอะไรอีก หญิงสาวผู้นี้ต้องมีคุณลักษณะพิเศษในการว่ายน้ำและดำน้ำได้นับชั่วโมง พวกชาวเกาะจึงยกย่องให้เป็นหัวหน้าและสมมุติให้เป็นธิดาพระสมุทรเทพเจ้าของพวกเขา ในเรื่องหางที่เป็นปลาของหล่อนนั้นพลเข้าใจว่าหล่อนคงทำขึ้นเองเพื่อประโยชน์อะไรบางอย่าง

ประหงันร่ายรำถวายเทพเจ้าอยู่ในราว ๑๐ นาที หล่อนก็วิ่งเข้าไปที่หน้าแท่นเบื้องหน้าองค์เทวรูปแล้วทรุดตัวลงมอบกราบ ต่อจากนั้นหญิงสาวชาวเกาะอีก ๕ คนก็ร่ายรำออกมาจากกระท่อมพิธี ยายแม่มดเฒ่าตามออกมาด้วย สาวน้อยเหล่านี้ล้วนแต่มีรูปโฉมสะคราญตาน่าพิศมัย ระบำหมู่แบบชาวเกาะมีการส่ายสะโพกสวยงามมาก เรียกเสียงโห่ร้องของพวกชาวเกาะมัสซูลาตลอดเวลา

นิกรยืนน้ำลายไหลยืดกระซิบบอกพลเบาๆ

"เฮ้ยๆ แม่คนนั้นโสร่งที่กระโจมอกหลุดลงไปแล้วละว่ะ โอ๊ยโย่ ยังกะระบำแถวเยาวราชเชียวโว้ย อ้าว...นุ่งซะแล้ว ขอดูอีกนิดก็ไม่ได้"

อาเสี่ยนึกสนุกขึ้นมาก็ยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะแล้วส่ายสะโพกไปมาเข้าจังหวะกับกลอง ดร.ดิเรกหมั่นไส้เต็มทนก็ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นอาเสี่ยกิมหงวนดังป้าบ

"ดูเฉยๆไม่ต้องทำท่า"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"แหม...อยากออกไปเต้นด้วยจังโว้ย"

"ออไร๋ ถ้าอยากตายก็ออกไปซี" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเพลิดเพลินกับการเริงระบำของพวกชาวเกาะเป็นอย่างยิ่ง แต่แล้วสักครู่หนึ่งสาวน้อยทั้ง ๕ นางก็หยุดเต้นระบำ ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวบนลานกว้างเบื้องหน้าองค์เทวรูปพระสมุทร ในเวลาเดียวกันนั้นเองยายแม่มดเฒ่าก็วิ่งกะโผลกกะเผลกเข้าไปหาประหงันแล้วประคองประหงันลุกขึ้น

"ข้าแต่มหาเทวี ข้าไม่เข้าใจเลยที่พระองค์กรรแสง พระองค์ได้ทรงทำพิธีบูชายัญนี้เป็นครั้งแรก พระองค์ควรที่จะดีพระทัยไม่ใช่หรือ" ยายแม่มดเฒ่าพูดเสียงสั่นยานคางตามธรรมดาของคนแก่ที่ป่านนี้ควรจะเข้าโลงแล้วแต่แกยังไม่ยอมเข้า

ประหงันธิดาของพระสมุทรสะอื้นเบาๆ

"ข้าเห็นว่าการบูชายัญด้วยการฆ่าคนเช่นนี้มันทารุณเกินไป"

ยายแม่มดหัวเราะเสียงแหลมเล็ก

"มหาเทวีเอ๋ย ชีวิตสาวพรหมจารีเพียงปีละคนจะช่วยให้ชาวเกาะมัสซูลาทั้งหลายมีความร่มเย็นเป็นสุขโดนทั่วหน้ากัน น้ำจะไม่ท่วมเกาะ ภูเขาไฟจะไม่พ่นพิษ สลาตันจะไม่พังบ้านเรือนของเรา โรคระบาดจะไม่เกิด พืชต่างๆและสัตว์เลี้ยงตลอดจนการจับปลาจะได้ผลเพราะความเมตตาของพระสมุทร"

ประหงันสะอื้น

"ข้าสงสารหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายเหลือเกิน"

นางเฒ่าแม่มดผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรยิ้มแสยะแล้วประคองประหงันประมุขแห่งชาวเกาะมัสซูลาเดินตรงไปที่แถวสาวน้อยทั้ง ๕ นาง ซึ่งทุกคนยืนนิ่งเฉยเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

เฒ่าสุริยานางแม่มดผู้สามารถบอกได้ว่าภูเขาไฟบนเกาะนี้ดับไปเมื่อปีอะไรทอดสายตาอันคมวาวเหมือนตาเหยี่ยวมองดูสาวพรหมจารีทั้ง ๕ นาง แล้วกล่าวกับประหงันด้วยเสียงแหบเครือว่า

"โปรดรับสั่งเถิดมหาเทวี พระองค์จะบัญชาให้ข้านำนางผู้ใดไปบูชาองค์พระสมุทร"

ประหงันสั่นศีรษะ

"ข้าเป็นพุทธศาสนิกชน การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตข้าทำไม่ได้"

ยายเฒ่าหัวเราะงอหายคล้ายกับเป็นเรื่องขบขัน

"พระนางเอ๋ย ตามกฎของเรามีอยู่ว่า ถ้าหัวหน้าเกาะไม่ออกคำสั่งแล้ว ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะออกคำสั่งแทนในฐานะที่ข้าเป็นที่ปรึกษาของหัวหน้าและเป็นผู้รอบรู้เวทย์มนต์" พูดจบยายเฒ่าแร้งทึ้งก็ยกไม้เท้าของแกชี้หน้าหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ริมซ้ายสุดแล้วร้องขึ้นดังๆ "บุหรง ข้ามองไม่เห็นเงาหัวของเจ้า ชะตาของเจ้าขาดเสียแล้ว จงยอมตัวเป็นเครื่องบวงสรวงองค์เทพเจ้าของเราเสียเถิด"

ชายฉกรรจ์ ๔ คนซึ่งยืนอยู่ในแถว พากันเดินเข้ามาอย่างองอาจ สาวน้อยผู้มีนามว่าบุหรงอกสั่นขวัญแขวน หล่อนถูกมัดมือไขว้หลังและถูกมัดเท้าทั้งสองข้างติดกัน ท่ามกลางเสียงกลองเสียงไชโยโห่ร้องของพวกชาวเกาะ แม้กระทั่งบิดามารดาญาติมิตรของบุหรงก็ตื่นเต้นดีใจเท่าที่บุหรงถูกบูชายัญ ทั้งนี้เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของชาวเกาะเหล่านี้ซึ่งอารยะธรรมยังมาไม่ถึงและไม่ยอมต้อนรับอารยะธรรม

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน เหตุการณ์ที่ปรากฏในสายตาเช่นนี้ย่อมบอกให้รู้ว่าหญิงสาวที่กำลังถูกมัดและถูกชายหนุ่มสองคนอุ้มไปยังเทวรูป จะถูกบูชายัญหรือจะถูกฆ่าตายด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอย่างไม่มีปัญหา เสียงกลองและเสียงโห่ร้องเปิดโอกาสให้สี่สหายพูดคุยกันอย่างสบาย

ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆว่า

"เราจะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาพวกเรายังงั้นหรือ"

กิมหงวนขบกรามกรอด

"กันยอมไม่ได้ พิธีอย่างนี้ป่าเถื่อนทารุณมาก บุกเลยพวกเรา บุกเข้าไปช่วยหล่อน กันจะยิงยายเฒ่าแร้งทึ้งคนนั้นก่อนอื่น ท่าทางน่าหมั่นไส้เหลือเกิน แล้วก็เหม็นสาบด้วย อยู่ห่างตั้ง ๓๐ เมตรยังได้กลิ่นเหม็นสาบ สารรูปดูไม่ได้เลย ยั้งงี้ต้องยกให้เป็นแฟนอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกแล้วหัวเราะ

"แก่ขนาดยายทวดผมพอดี รับประทานแกคงเกิดราวๆต้นรัชกาลที่หนึ่งนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากห้าม

"อย่าเพิ่งพูดอะไร ดูไปก่อน"

ทุกคนเงียบกริบ แต่พวกชาวเกาะยังโห่ร้องอื้ออึงตลอดเวลา เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ทั้งสองคนช่วยกันอุ้มสาวน้อยผู้มีนามว่าบุหรงมาที่แท่นเทวรูปซึ่งเป็นแท่นหินอยู่ใต้ต้นไม้ประหลาดต้นนั้น แล้ววางหล่อนลงบนแท่นหิน เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสองถอยออกมา กิ่งไม้และใบนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างน่าประหลาด กิ่งของมันหลายกิ่งค่อยๆโน้มลงมาที่แท่นนั้น หญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อมัจจุราชร้องหวีดสุดเสียงพยายามดิ้นรนช่วยตัวเอง แต่เชือกที่มัดมือมัดเท้าแทบจะทำให้หล่อนเคลื่อนไหวไม่ได้เลย

ดร.ดิเรกร้องตะโกนออกมาดังๆ

"ต้นไม้กินคน หล่อนกำลังจะตกเป็นเหยื่อของต้นไม้กินคนต้นนั้น ซึ่งพวกชาวเกาะเข้าใจว่าเป็นอภินิหารของพระสมุทร"

พลมองดูคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ช่วยกันพวกเรา วิ่งอ้อมไปข้างหลังต้นไม้และเอามีดตัดกิ่งก้านมันออก ก่อนที่มันจะสูบเลือดผู้หญิงคนนั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างผละจากที่มั่นทันที ทุกคนวิ่งอ้อมไปทางข้างหลังเทวรูปอันศักดิ์สิทธิ์ บุกเข้าไปตามดงหญ้าอันหนาทึบ ต่างคนต่างกระชากมีดพกขนาดใหญ่ออกมา พลนำหน้าพาพรรคพวกตรงเข้าไปยังต้นไม้ต้นนั้น ขณะนี้มันกำลังโอบรัดบุหรงสาวพรหมจารีชาวเกาะมัสซูลาท่ามกลางความตื่นเต้นดีอกดีใจของพวกชาวเกาะ แต่เมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้ามา กิ่งอันยาวเหยียดของมันสองสามกิ่งซึ่งคล้ายกับงวงปลาหมึกยักษ์ก็ทำท่าจะตวัดรัดคนใดคนหนึ่ง

มีดพกในมือของพลฟาดฟันฉาดฉับตัดกิ่งของมันขาดกระจุย ในเวลาไล่ๆกัน นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วก็ใช้มีดพกตัดกิ่งและเฉือนเถาลำต้นของต้นไม้กินคนออกอย่างรวดเร็ว ในที่สุดต้นไม้กินคนก็พังครืนลงมาต่อหน้าต่อตาพวกชาวเกาะหลายร้อย

เสียงกลองและเสียงโห่ร้องสงบเงียบลงทันที มาลายกมือชี้ไปทางคณะพรรคสี่สหายแล้วร้องตะโกนลั่น

"โอรังเซียม ซาโยนาร่า ฆ่ามันโว้ย"

บรรดาชายฉกรรจ์ชาวเกาะมัสซูลาต่างลุกขึ้นยืน ทุกคนมีดาบและธนูเป็นอาวุธมาลาขุนพลผู้ยิ่งใหญ่หรืออัศวินฝีมือเยี่ยมแห่งเกาะมัสซูลาสั่งไพร่พลของเขาบุกสังหารคนไทยทั้ง ๖ คนทันที และสั่งให้แยกย้ายกระจายกำลังกันโอบล้อม

เสียงปืนพกดังขึ้นแล้วสามสี่นัดติดๆกัน ชาวเกาะกลุ่มหนึ่งซึ่งบุกเข้าไปเกือบถึงตัวคณะพรรคสี่สหายต่างล่าถอยอย่างไม่คิดชีวิต แต่กระสุนปืนพกที่ดังขึ้นนั้นเป็นการยิงขู่มากกว่า สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยึดบริเวณเทวรูปพระสมุทรเป็นที่มั่น ดร.ดิเรกช่วยแก้มัดบุหรงออกแล้วประคองหล่อนลุกขึ้น หลังจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็พากันล่าถอยกลับไปยังชายหาดและนำบุหรงสาวน้อยผู้รอดพ้นความตายอย่างหวุดหวิดหนีไปด้วย

ขณะที่ล่าถอยมาทางหมู่บ้าน ชาวเกาะประมาณ ๓๐ คนก็ปรากฏตัวขึ้น ชายฉกรรจ์เหล่านี้ส่งเสียงโห่ร้องวิ่งเข้ามาเป็นกลุ่ม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วใช้ปืนพกยิงขู่ไปคนละสองสามนัด เท่านี้เองชาวเกาะมัสซูลาก็หยุดชะงัก แล้วล่าถอยหลบเข้าป่าละเมาะไป ทุกคนเกรงกลัวเสียงปืนมาก

พิธีบวงสรวงและบูชายัญเทพเจ้าพระสมุทรต้องเลิกล้มลงกลางคัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพาบุหรงลงเรือหนีกลับไปยังเรือ 'ซาลามัดปาไก' ได้แล้ว นิกรนั่งเคียงคู่กับบุหรงบนกระทงเรือและสนทนากับหล่อนด้วยภาษาชาวเกาะอย่างคล่องแคล่วอันเป็นความรู้ความสามารถพิเศษของเขา

"ปากีนามาก้า ซายอมาตาฮีนา"

"ปากีนามาบุหรงค่ะ"

นิกรสนทนากับหล่อนสักครู่ก็เล่าให้พรรคพวกฟังว่าบุหรงเป็นสาวพรหมจารีในจำนวน ๕ คนที่ต้องร่ายรำถวายพระสมุทร และหล่อนเคราะห์ร้ายกว่าเพื่อนที่ถูกแม่มดหรือยายเฒ่าสุริยาเลือกหล่อนสังเวยพระสมุทรด้วยการบูชายัญ หล่อนบอกว่าประหงันหัวหน้าชาวเกาะผู้ถูกสมมุติว่าเป็นธิดาพระสมุทรนั้นเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุด มีจิตใจเมตตากรุณาไม่นิยมประเพณีที่ล้าสมัยเช่นนี้ ประหงันมีคุณลักษณะพิเศษคือว่ายน้ำได้ดีเหมือนปลาและดำน้ำได้เกือบครึ่งชั่วโมง โดยไม่ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจ ทั้งนี้เพราะได้รับการฝึกฝนมาแต่เล็กแต่น้อย ส่วยรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับประหงันธิดาพระสมุทรบุหรงได้ปฏิเสธว่าไม่ทราบ

เมื่อเรือบตลำนั้นมาถึงเรือ 'ซาลามัดปาไก' กัปตันสุหรงและพวกลูกเรือต่างก็โล่งใจไปตามกัน ทุกคนต่างขึ้นมาบนเรือใหญ่โดยสวัสดิภาพรวมทั้งบุหรงด้วย สาวน้อยมีท่าทางประหม่าและตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่หล่อนได้ขึ้นมาบนเรือยอชท์อันกว้างใหญ่สวยงามเช่นนี้

กัปตันพาลูกเรือทั้ง ๔ คนเข้ามาต้อนรับ

"ผมเป็นห่วงพวกคุณเหลือเกิน" เสือทะเลกล่าวด้วยความจริงใจ "พอได้ยินเสียงปืนพกดังขึ้นผมก็สั่งลูกเรือเตรียมพร้อมที่จะไปช่วยคุณ แต่รออยู่สักครู่ก็แลเห็นพวกคุณลงเรือบตกลับมาเลยโล่งใจ เป็นยังไงบ้างครับ"

พลยิ้มให้กัปตันชาวชวาผู้ใจดีต่อพวกเขา

"ขอบคุณมากกัปตัน พวกเราทุกคนปลอดภัยครับ เสียงปืนที่ดังขึ้นเรายิงขู่ชาวเกาะเท่านั้น และเราได้ช่วยชีวิตหญิงสาวผู้นี้ให้รอดพ้นจาการบูชายัญอย่างหวุดหวิด"

กัปตันซักถามรายละเอียดในเรื่องนี้ ดร.ดิเรกจึงเล่าให้ฟัง เมื่อเขาเล่าจบกัปตันสุหรงก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"เราไม่ปลอดภัยเสียแล้วละครับ ผมขอร้องให้เรารีบออกเรือเดี๋ยวนี้ พวกชาวเกาะจะต้องติดตามมาเล่นงานพวกเราแน่นอน พวกคุณได้ทำลายพิธีสำคัญยิ่งของเขา มิหนำซ้ำยังแย่งชิงสาวพรหมจารีผู้นี้มาด้วย ถ้าขืนอยู่ชักช้าพวกชาวเกาะก็จะใช้ธนูเพลิงเผาเรือเราอย่างไม่ต้องสงสัย มันลงเรือยกโขยงกันมาห้อมล้อมเราถึงเรามีปืนก็สู้มันไม่ได้ พวกนี้ความตายไม่มีความหมายสำหรับเขาเลย ถ้าหากว่าหัวหน้าสั่งให้สู้ตาย"

กิมหงวนมองไปทางเกาะมัสซูลา ครั้นแล้วเขาก็ร้องเอะอะขึ้น

"เฮ้ย...มันตามเรามาแล้วโว้ย ดูโน่น คบเพลิงปรากฏไปทั่วชายหาด มันกำลังเข็นเรือลงทะเลเต็มไปหมด"

นิกรขบกรามกรอด

"สู้ตายพวกเรา" แล้วก็หันมาทางกัปตัน "สั่งลูกเรือถอนสมอออกเรือเถอะครับ ขืนอยู่ช้าเป็นเสร็จแน่"

พลยกมือเขกกบาลนิกรค่อนข้างแรง

"แกพูดฟังลำบากเหลือเกิน สู้ตายแต่ให้กัปตันออกเรือ"

นิกรหัวเราะ

"ก็ให้มันตามออกไปสู้กลางทะเลลึกซีวะ อยู่ใกล้ๆเกาะยังงี้สู้มันไม่ไหวหรอก"

กัปตันสุหรงมองไปที่ชายหาดของเกาะมัสซูลาด้านตะวันตก เขาแลเห็นพวกชาวเกาะกำลังเข็นเรือเล็กๆลงสู่ทะเล เรือเหล่านี้เป็นเรือแบบแคนู มีไม้ทอดออกไปด้านหนึ่งกันโคลง เรือบางลำเริ่มออกจากเกาะแล้ว พวกชาวเกาะโห่ร้องกันลั่นไปหมด กัปตันหันมาพูดกับคณะพรรคสี่สหาย

"ไม่ต้องวิตกครับ เรามีเวลาออกเรือทัน เรือของเราใช้เครื่องยนต์ที่ไม่ต้องเผาหัว สต๊ารท์ทีเดียวติด ถอนสมอก็ออกเรือได้ กว่ามันจะมาถึงนี่เราก็ไปไกลแล้ว" พูดจบเขาก็สั่งให้ช่างกลรีบลงไปประจำห้องเครื่องและสั่งให้กะลาสีเตรียมการออกเรืออย่างรวดเร็วฉับพลัน

กัปตันสุหรงเดินไปที่ห้องถือท้ายอย่างรีบร้อน ส่งสัญญาณไปที่ห้องเครื่องให้ช่างกลติดเครื่องยนต์ทันที ขบวนเรือของพวกชาวเกาะมัสซูลาใกล้เข้ามาตามลำดับ แสงคบเพลิงสว่างจ้า ฝูงปลานกกระจอกแลเห็นไฟก็บินขึ้นเหนือน้ำฉวัดเฉวียนไปมา ขบวนเรือของชาวเกาะไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ลำมองดูลานตาไปหมด ลำหนึ่งมีชายฉกรรจ์ไม่น้อยกว่า ๒ คนและไม่เกิน ๔ คน แสงจันทร์และแสงคบเพลิงส่องต้องคมหอกเป็นประกายวูบวาบ นักรบเหล่านี้อยู่ในบังคับบัญชาของมาลา แต่ทุกคนรวมทั้งมาลาด้วยขึ้นตรงต่อธิดาพระสมุทรผู้เป็นประมุขแห่งชาวเกาะซึ่งนั่งอยู่ในเรือลำเดียวกับมาลา หล่อนคือประหงันเงือกสาวนั่นเอง

กัปตันแปลกใจที่เขาออกคำสั่งด้วยสัญญาณนานแล้วแต่เครื่องยนต์ไม่ทำงาน จึงพูดติดต่อกับช่างกลทางท่อพูด

"ว่ายังไงโว้ยช่างกล เมื่อไรจะติดเครื่องยนต์เสียทีโว้ย"

เสียงช่างกลร้องบอกมา

"เครื่องยนต์เกิดชำรุดอย่างกะทันหันครับกัปตัน สตาร์ตเท่าไรก็ไม่ติด"

กัปตันสุหรงลืมตาโพลง

"ตายละวา พยายามหน่อยซี ชีวิตของพวกเรากำลังอยู่ในระหว่างอันตรายรู้ไหม"

กัปตันสุหรงหยิบขวดวิสกี้ที่วางอยู่ข้างพังงาเรือขึ้นมาเปิดจุกแล้วยกขึ้นดื่มอั๊กๆเกือบครึ่งขวดเพื่อปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง เขาวางขวดเหล้าไว้ตามเดิม วิ่งออกไปจากห้องถือท้ายตรงเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย

"เตรียมต่อสู้ได้แล้วครับ" กัปตันกล่าวกับทุกๆคน "เครื่องยนต์ของเรือเราเกิดขัดข้องสตาร์ตไม่ติด ช่างกลกำลังพยายามแก้ไขอยู่"

"อ้าว" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ถ้ายังงั้นก็มีหวังเน่าน่ะซี เร็วโว้ยพวกเรา ไปเอาปืนยาวในห้องพักของเรา เอาปืนพกของเราให้พวกกะลาสี ถ้ายังไงก็สู้จนกระสุนนัดสุดท้าย"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างพากันวิ่งไปยังห้องพักเตรียมการต่อสู้กับพวกชาวเกาะ ขณะนี้ขบวนเรือของชาวเกาะได้ใกล้เข้ามาตามลำดับและกระจายกำลังกันห้อมล้อมเรือ 'ซาลามัดปาไก' ตามคำสั่งของขุนพลมาลา เสียงปืนเล็กยาวดังขึ้นประมาณ ๑๐ นัดซึ่งเป็นการยิงขู่ แต่คราวนี้พวกชาวเกาะไม่มีใครกลัวเสียงปืนแล้ว ทุกคนต้องการตอบแทนการกระทำของคนแปลกหน้าที่ทำลายพิธีบวงสรวงเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา และขโมยสาวพรหมจารีที่กำลังถูกบูชายัญเอามา

เครื่องเรือ 'ซาลามัดปาไก' ยังไม่ติดทั้งๆที่ไม่มีอะไรชำรุดเสียหาย ช่างกลและลูกเรือเสียขวัญไปตามกัน เข้าใจว่าเกิดขึ้นหรือเป็นไปด้วยอำนาจเทพเจ้าพระสมุทร ขบวนเรือของชาวเกาะมัสซูลาเข้าโอบล้อมไว้อย่างหนาแน่น ธนูเพลิงเตรียมพร้อมที่จะระดมยิงขึ้นมาบนเรือ และหอกทุกเล่มก็เตรียมพร้อมที่จะสังหารทุกคนบนเรือในเมื่อมาลาออกคำสั่งให้รบ

มาลาขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ยืนเด่นอยู่ในเรือลำนั้นซึ่งมีฝีพาย ๒ คนและนางพญาของเขานั่งอยู่กลางลำเรือ มือขวาของมาลาถือหอกคู่มือ เขาเป็นขุนศึกที่พุ่งหอกได้แม่นยำที่สุด ในระยะใกล้ชิดเช่นนี้หอกของเขาจะไม่ผิดเป้าหมายเลย

"กัปตัน" มาลาร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง "ปะกันปีรากา ปะกันปีรากา"

กัปตันกับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนเล็กยาวคนละกระบอกยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในห้องถือท้ายตอนหัวเรือ 'ซาลามัดปาไก' เมื่อได้ยินเสียงมาลาตะโกนเช่นนั้น กัปตันสุหรงก็หันมายิ้มให้คณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"มันต้องการเจรจากับพวกเราครับ"

พลกล่าวกับนิกรทันที

"ออกไปอ้ายกร ออกไปเจรจากับมัน"

นิกรเอียงคออมยิ้มแล้วสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละโว้ย ออกไปคนเดียวเดี๋ยวเจอหอกอาฆาตหรือม่ายก็ธนูเพลิง เดินทางมาชวาเที่ยวนี้กันไม่ได้เอาพระมาเสียด้วย ออกไปด้วยกันซี ปล่อยกัปตันไว้ในห้องนี้แล้วพวกเราตามกันออกไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยกันได้"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ไป อ้ายกร พวกเราจะตามออกไปคุ้มกันแก ธนูหรือหอกน่ะมันสู้ปืนเล็กยาวไม่ได้หรอก"

นิกรเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกมาจากห้องกัปตันสุหรง เสียงมาลาตะโกนขึ้นอีกทางกราบขวาของเรือ 'ซาลามัดปาไก'

"ปะกันปีรากา ปะกันปีรากา"

นิกรหัวเราะแล้วร้องตอบ

"ระกาจอกุนชวดฉลูขาลเถาะ ออกมาแล้วโว้ยพรรคพวก ถ้าจะเปิดการเจรจากันก็ต้องพูดภาษาไทย พูดภาษาชาวเกาะฟังลำบากไม่ใคร่รู้เรื่อง"

ทันใดนั้นเองพวกนักรบชาวเกาะมัสซูลาก็ชูหอกขึ้นพร้อมๆกัน และร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกันด้วยภาษาไทย

"ฆ่ามัน ฆ่ามัน"

นิกรยิ้มแป้นกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ไหมล่ะ เท่านี้เราก็รู้ว่าอ้ายพวกนี้มันพูดไทยได้"

"อือ มันเป็นแปลก" ดร.ดิเรกคราง "ไม่น่าจะพูดภาษาของเราได้เลย"

"เถอะน่า" นิกรดุ "อย่าคิดอะไรเลยวะ เขาพูดได้ก็ดีแล้ว จะได้พูดกันรู้เรื่อง ไม่จำเป็นที่แกจะต้องรู้ว่าเขาพูดภาษาไทยได้อย่างไรเล่าเรียนมาจากไหน กันเองยังพูดภาษาชาวเกาะได้นี่หว่า"

ทุกคนเดินมาหยุดยืนรวมกลุ่มที่กราบขวาของเรือ 'ซาลามัดปาไก' พอแลเห็นเงือกสาวหรือประหงันประมุขแห่งชาวเกาะ คณะพรรคสี่สหายก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

หล่อนสวยราวกับมาแต่กระยาหงัน แสงคบเพลิงช่วยให้เห็นใบหน้าอันงามแฉล้มและเรือนร่างอันโศภิตของหล่อนอย่างถนัด ประหงันนุ่งโสร่งกระโจมอกตามแบบชาวเกาะ ปล่อยผมอันดำขลับสยายยาวประบ่า ที่คอของหล่อนสวมสร้อยไข่มุกดำอันมีค่ายิ่ง และที่หูซ้ายเสียบดอกไม้สีขาวทำให้ใบหน้าของหล่อนสวยเก๋ขึ้นอีก

จอมใจแห่งมัสซูลาส่งภาษาชาวเกาะกับขุนพลของหล่อน

"มาลา ข้าจะขึ้นไปบนเรือลำนี้เพื่อเจรจากับเขาขอตัวบุหรงเอาไปบูชายัญ"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ไม่เห็นด้วย

"ข้าแต่มหาเทวี ข้าพระองค์ไม่เห็นด้วยที่พระองค์จะให้เกียรติคนต่างถิ่นถึงเช่นนี้ ข้าพระองค์ควรจะเจรจากับเขาเอง"

ประหงันทำตาเขียวเข้าใส่ขุนพลของหล่อน

"ไม่มีใครขัดคำสั่งหรือคัดค้านความประสงค์ของข้า จงนำเรือเข้าไปเทียบเรือใหญ่เดี๋ยวนี้ พระสมุทรพระบิดาแห่งข้าย่อมคุ้มครองป้องกันข้า คนพวกนี้คงไม่กล้าทำร้ายข้าหรอก นำเรือเข้าไป"

เหมือนกับพระราชเสาวนีย์ของกษัตริย์ มาลาสั่งฝีพายทั้งสองคนให้นำเรือเข้าไปเทียบกราบขวาเรือ 'ซาลามัดปาไก' ทันที ประหงันผุดลุกขึ้นยืนปีนขึ้นบันไดเชือกอย่างคล่องแคล่ว หล่อนเดินเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วท่ามกลางความตื่นเต้นของคณะพรรคสี่สหาย แล้วหล่อนก็หยุดยืนเผชิญหน้าในระยะใกล้ชิด

นิกรก้มศีรษะให้หล่อนแล้วกล่าวเป็นภาษาชาวเกาะ

"บิกูมาน่าสาระพาเฮโล"

หล่อนยิ้มน่ารักแล้วกล่าวกับนิกรด้วยภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำ

"ลำบากนักคุณพูดภาษาไทยกับหนูก็ได้ค่ะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างสะดุ้งเฮือกอ้าปากหวอไปตามกัน พลกันนิกรออกห่างแล้วเดินเข้ามาหาหล่อน

"หนูพูดไทยได้ดีนี่จ๊ะประหงัน"

"ค่ะ หนูอาจจะพูดได้ดีเท่าๆพวกคุณ ทำไมถึงทราบว่าหนูชื่อประหงันล่ะคะ"

"มาลาเขาบอกเราเมื่อตอนที่พวกเราขึ้นไปเที่ยวเกาะเมื่อตอนเย็นจ้ะ หนูชื่อประหงันใช่ไหม"

"ค่ะ ประหงันเป็นชื่อของหนู แปลเป็นภาษาไทยว่าดอกพุทธชาดค่ะ"

กิมหงวนเดินเข้ามาหาหล่อน

"พวกเราตื่นเต้นดีใจมากที่ได้พบตัวนางเงือกซึ่งเป็นหัวหน้าชาวเกาะ และพฤติการณ์ของหนูเป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์มากทีเดียว ไปคุยกันที่ห้องพักของเราเถอะหลานสาว น้ามีเครื่องดื่มต้อนรับหนู อ้ายคนนี้หนูอย่าไปเชื่อมัน มันรูปหล่อก็จริงแต่มันชอบหลอกเด็กหลอกเล็ก ทำให้ผู้หญิงขี้มูกโป่งมามากต่อมากแล้ว ไปซีหนู ไปคุยกันที่ห้องพักของพวกเรา"

หล่อนสั่นศีรษะ

"ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ พรรคพวกของหนูกำลังจับตามองดูอยู่ ถ้าจะคุยกับหนูก็ขอให้ขึ้นไปหาหนูที่เกาะพรุ่งนี้เช้า และตอนนี้เราอย่าเพิ่งพูดอะไรกันค่ะ โปรดมอบตัวบุหรงสาวพรหมจารีให้หนูก่อน หนูจะได้นำบุหรงกลับไปเกาะ"

ดร.ดิเรกกับนิกรเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มด้วย พลกล่าวกับหล่อนว่า

"หนูจะเอาไปบูชายัญยังงั้นหรือ"

"ค่ะพิธีบูชายัญจะต้องดำเนินต่อไปจนกระทั่งสองยาม แต่หนูรับรองว่าหนูจะช่วยบุหรงไว้ เมื่อต้นไม้กินคนต้นนั้นถูกทำลายไปแล้ว หนูก็มีทางที่จะเจรจากับยายเฒ่าแม่มดเพื่อปล่อยบุหรงให้เป็นอิสระรอดพ้นจากความตาย ถ้าหากว่าพวกคุณน้าไม่มอบตัวบุหรงให้หนูละก้อ สันติภาพก็เกิดขึ้นไม่ได้ และหนูก็จำเป็นต้องสั่งให้คนของหนูรบเพื่อรักษาขนบธรรมมเนียมประเพณีของเรา คุณน้าอยากรู้เรื่องของหนูพรุ่งนี้ไปคุยกันที่เกาะซีคะ หนูจะต้อนรับอย่างเต็มที่และจะเล่าเรื่องความพิสดารในชีวิตของหนูให้ฟัง ทำไมหนูถึงพูดภาษาไทยได้ ทำไมหนูถึงว่ายน้ำได้คล่องแคล่วเหมือนปลา และสามารถดำน้ำได้ถึง ๒๐ นาทีเป็นอย่างน้อย"

พลหันมามองดูพรรคพวกของเขา

"ประหงันรับรองว่าจะไม่ฆ่าบุหรง เราก็ควรจะมอบตัวบุหรงให้ไป"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว มอบให้เขาไปเถอะ เราจะได้เป็นมิตรกับพวกชาวเกาะ"

อาเสี่ยกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เฮ้ย...ไปที่ห้องพักของเราและพาบุหรงมานี่"

"รับประทานถ้าไม่ยอมมาล่ะครับ"

"ไม่ยอมมาก็ใช้กำลังนิดหน่อย แต่ห้ามแต๊ะอั๋งหาเศษหาเลยหรือค้ากำไรเกินควร"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันไปรับบุหรงมาดีกว่า กันพูดภาษาชาวเกาะได้ กันจะได้อธิบายให้บุหรงเข้าใจ ใช้อ้ายแห้วไปรับ บุหรงคงไม่ยอมมาสู้หน้าประหงันเป็นแน่ ว้า...พวกนี้เรียกชื่อลำบากจังโว้ย" พูดจบนิกรก็เดินตรงไปยังห้องพักทางท้ายเรือ

อาเสี่ยกิมหงวนทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยชมโฉมหล่อนตลอดเวลา

"หนูสวยมากประหงัน"

หล่อนยิ้มเล็กน้อย

"กับเมียคุณน้าใครจะสวยกว่ากันคะ"

เสี่ยหงวนทำคอย่นแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ น้ายังไม่ได้แต่งงานหรอกหนู น้ายังเป็นโสด"

ประหงันกระซิบกระซาบกับสามสหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"เราอย่าเพิ่งคุยกันเลยนะคะ คนของหนูกำลังจับตามองดูอยู่ พวกชาวเกาะมีความเคารพนับถือหนูมาก"

สักครู่หนึ่งนิกรก็นำบุหรงสาวน้อยพรหมจารีเดินเข้ามารวมกลุ่ม ท่าทางของบุหรงเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจแต่ประหงันไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าบุหรงเลย หล่อนเพียงแต่สั่งให้บุหรงไปลงเรือเล็กเท่านั้น หลังจากนั้นเทวีแห่งมัสซูลาก็ลากลับ

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เสียงกลองและเสียงโห่ร้องของพวกชาวเกาะก็ดังแว่วมาตามสายลม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกัปตันนั่งดื่มเหล้ากันอยู่ในห้องพักและสนทนากันถึงเรื่องธิดาพระสมุทรด้วยความประหลาดใจยิ่ง ขณะนี้เครื่องยนต์ของเรือ 'ซาลามัดปาไก' ใช้การได้แล้ว ช่างกลยอมรับสารภาพว่าเขาแปลกใจอย่างยิ่งที่เป็นไปเช่นนี้ ในตอนแรกสตาร์ตอย่างไรก็ไม่ติด ครั้นเมื่อพวกชาวเกาะล่าถอยไป สตาร์ตทีเดียวเครื่องยนต์ก็ทำงานอย่างง่ายดาย

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

ในราว ๘.๓๐ น. เรือบตประจำเรือ 'ซาลามัดปาไก' ลำหนึ่งก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาที่เกาะมัสซูลา

ยังไม่ทันที่เรือจะถึงชายหาด พวกชาวเกาะหญิงชายประมาณ ๒๐๐ คนได้พากันมาคอยต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าประหงันได้ออกคำสั่งห้ามทำร้ายคนต่างถิ่นหรืออาคันตุกะผู้มาจากเรือยอชท์ แต่ชายฉกรรจ์ชาวเกาะส่วนมากก็ยังแสดงท่าทางเป็นศัตรูอยู่นั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกชาวเกาะมัสซูลายึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกเขาอย่างเคร่งครัดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างขึ้นจากเรือเล็กที่ชายหาด ทุกคนแต่งกายแบบนักท่องเที่ยวคล้ายคลึงกัน สวมกางเกงขาสั้น เชิ้ตตรวจการแขนสั้น คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก เจ้าแห้วแบกถุงมาหนึ่งถุง ภายในถุงมีข้าวของสารพัดสำหรับแจกพวกชาวเกาะ

สาวน้อยร่างอวบอัดคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายในท่าที่ดีอกดีใจ ทุกคนจำหล่อนได้ หล่อนก็คือบุหรงนั่นเอง บุหรงรอดตายจากการถูกบูชายัญแล้ว หล่อนหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าสี่สหายแล้วประนมมือไหว้ในท่าทางอ่อนช้อยน่ารัก

"อากีปารานา ซายังซายังมาลาลอ"

นิกรยิ้มแป้น

"ปุเลาปูเลปูทะเลปูนา ปูแสมปูม้าปูนาปูดำ"

หล่อนหัวเราะคิกแล้วบุ้ยใบ้บอกให้ทุกคนติดตามหล่อนไป อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เฮ้ย เอาของออกแจกจ่ายพวกชาวเกาะให้ทั่วหน้ากันโว้ยอ้ายแห้ว แล้วติดตามพวกเราไปที่หมู่บ้าน การแจกขอให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม คือแจกคนละสิ่งเดียว ผู้หญิงสาวสวยแจกดีหน่อย ยายแก่และผู้ชายไม่ต้องแจกก็ได้"

บุหรงพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตรงไปยังหมู่บ้าน พอเข้ามาในเขตหมู่บ้านอันหนาแน่น พวกชาวเกาะมัสซูลาก็พากันมองดูอย่างตื่นๆ บุหรงเดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายไปยังกระท่อมใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งสภาพของกระท่อมหลังนี้โอ่โถงและดีที่สุด มันคือบ้านพักของผู้เป็นประมุขแห่งชาวเกาะมัสซูลานั่นเอง

เมื่อเข้ามาในกระท่อม ทุกคนก็แลเห็นธิดาพระสมุทรนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งในท่าทางที่สวยเก๋สง่างามราวกับนางพญา หล่อนนุ่งโสร่งกระโจมอกพื้นสีดำดอกสีแดงแปลกตามาก คอของหล่อนสวมสร้อยไข่มุกดำอันมีค่า ภายในกระท่อมมีเก้าอี้ฝีมือหยาบๆซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริมฝาห้องทั้งสองด้านรวม ๘ ตัว และมีโซฟาไม้ไผ่ตัวหนึ่ง มีโต๊ะเล็กๆซึ่งเป็นโต๊ะรับแขกอันเป็นประดิษฐกรรมไม้ไผ่อยู่สองโต๊ะ ห้องนี้เป็นห้องพักผ่อนและห้องรับแขก ส่วนห้องนอนอยู่ด้านในมีประตูและม่านกั้น ภายนอกกระท่อมใหญ่หลังนี้มองดูแล้วไม่มีความสวยงามอะไร แต่ภายในตกแต่งเรียบร้อยสะอาดตา มีดอกไม้ประดับแจกันตั้งโต๊ะสวยงามมาก ซึ่งดอกไม้เหล่านี้ล้วนแต่เป็นดอกไม้ป่า ตามฝาห้องมีตู้และชั้นประดับหอยและของทะเลต่างๆมากมาย

ประหงัน พุทธชาดแรกแย้มแห่งเกาะมัสซูลายิ้มให้อาคันตุกะทั้ง ๕ คน แล้วกล่าวปฏิสันถารด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจน

"นั่งซีคะ คุณน้าและคุณตามากันเพียง ๕ คนเท่านั้นหรือคะ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"หกคนจ้ะประหงัน แต่คนใช้ของเรากำลังแจกของขวัญที่เรานำมาจากเรือให้พวกชาวเกาะ"

ทุกคนต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้คนละตัว เงือกสาวหรือธิดาพระสมุทรรู้สึกกระดากอายไม่น้อยเมื่อสี่สหายจ้องมองดูหล่อนอย่างไม่วางตา บุหรงหายเข้าไปในห้องรับแขกสักครู่ก็นำน้ำฝนใส่กระบอกไม่ไผ่ซึ่งทำเป็นรูปถ้วยแก้วใส่ถาดไม้ไผ่มาต้อนรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหล่อนก็เลี่ยงไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่เบื้องหลังธิดาพระสมุทร

นิกรนึกพอใจในความงามของหล่อนจนน้ำลายไหลยืดออกมาโดยไม่รู้สึกตัว แล้วเขาก็กล่าวกับหล่อนด้วยภาษาชาวเกาะ

"มาลาตีปุเราบินากา"

ประหงันหัวเราะเบาๆ

"พูดไทยเถอะค่ะคุณน้า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี น้าก็ว่าพูดไทยสะดวกกว่าและพูดง่ายกว่า ก่อนอื่นขอแนะนำให้หนูรู้จักชื่อและแซ่ของพวกเราให้รู้จักไว้เสียก่อนตามธรรมเนียม น้าชื่อ นิกร การุณวงศ์ ถัดไปนี่ชื่อ กิมหงวน ไทยแท้ หรืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีของเมืองไทย ทางขวาของน้าชื่อ พล พัชราภรณ์ บนโซฟาสองคนนั่น คนหนุ่มใส่แว่นสายตาสั้นเป็นหมอและนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ดอกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เขาสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างแม้กระทั่งแบงก์ปลอม ขณะนี้กำลังทดลองทำฝิ่นเทียม ถ้าทำสำเร็จก็จะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีไปเลย เพราะเมืองไทยเขาห้ามสูบฝิ่น พวกขี้ยาจะได้พึ่งฝิ่นเทียมของดิเรก อ้า...ตาแก่หัวล้านพุงพลุ้ยนั่นเป็นญาติของเราชื่อ พระยาปัจจนึกพินาศ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"แล้วทำไมต้องเสือกบอกเขาด้วยว่าตาแก่หัวล้านพุงพลุ้ย"

นิกรยิ้มเจื่อนๆ

"ก็ผมใช้ภาษาไทยง่ายๆนี่ครับ ถ้าพูดว่าสุภาพบุรุษในวัยชราเจ้าของเรือนร่างอันสมบูรณ์และศีรษะอัตคัดผม บางทีประหงันจะฟังไม่รู้เรื่อง"

เงือกสาวยิ้มให้ทุกๆคน

"ขอบคุณค่ะ ขอบคุณทุกๆคน หนูขอต้อนรับคุณน้าและคุณตาด้วยไมตรีจิต ก่อนอื่นหนูขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะที่พวกคุณน้าได้เสียเวลาเดินทางมาจากประเทศไทยเพื่อมางมของเก๊ที่หน้าเกาะนี้ จำได้ไหมคะ หนูได้ว่ายน้ำไปหาและโบกมือห้ามเป็นความหมายไม่ให้ขนหีบสมบัติเก๊ๆขึ้นไปบนเรือ แต่พวกคุณน้าก็ไม่เชื่อหนู"

สี่สหายต่างมองดูหน้ากันและทำหน้าแหยไปตามกัน พล พัชราภรณ์ ค่อยๆหันไปมองดูหล่อนแล้วกล่าวถามสาวน้อยทันที

"ประหงัน น้าไม่เสียใจหรอกในเรื่องสมบัติเก๊เหล่านั้น แต่พวกน้าสนใจในเรื่องของหนูมากกว่า ก่อนอื่นหนูช่วยตอบน้าหน่อยซิว่าทำไมหนูถึงว่ายน้ำได้รวดเร็วเหมือนปลาและดำอยู่ในน้ำตั้งนาน ขณะนี้หางที่เป็นปลาของหนูหายไปไหน แล้วก็ทำไมหนูถึงพูดภาษาไทยได้ดีเหมือนกับคนไทยคนหนึ่ง"

หล่อนนิ่งอึ้งไปสักครู่จึงกล่าวว่า

"หนูยินดีจะเล่าเรื่องของหนูให้พวกคุณน้าฟังแต่ย่อๆ อ้า...หนูเป็นลูกสาวของอดีตหัวหน้าชาวเกาะนี้ พ่อของหนูมีความสามารถพิเศษในการว่ายน้ำและดำน้ำ จึงฝึกหัดให้หนูตั้งแต่เล็กๆ เมื่อหนูมีอายุได้ ๑๒ ขวบ หนูก็ว่าน้ำได้คล่องแคล่วเหมือนปลาและดำน้ำได้ทนไม่ต่ำกว่า ๒๐ นาทีจึงจะโผล่ขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่ง พ่อได้สร้างหางปลาให้หนู หางปลานั้นทำด้วยไม้ในป่าบนเกาะนี้ชนิดหนึ่งซึ่งมีกลิ่นเหม็นสำหรับสัตว์น้ำทุกชนิด ปลาฉลามหรือปลาหมึกยักษ์ตลอดจนพวกงูทะเลเมื่อเข้าใกล้หนูก็หนีไปหมด"

"อ้อ" สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นพร้อมๆกัน แล้วกิมหงวนก็กล่าวขึ้นว่า "นึกว่าหนูเป็นนางเงือกเสียอีก เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าส่วนหางที่เป็นปลานั้นเป็นของที่ทำขึ้นเพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์น้ำ"

"ค่ะ ถูกแล้วค่ะ พ่อสร้างให้หนูเป็นอันแรกแล้วต่อจากนั้นหนูก็ทำขึ้นเอง แต่พวกชาวเกาะไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้ เมื่อหนูมีอายุได้ ๑๔ ปี คือเมื่อ ๖ ปีที่แล้วมานี้ มีเรือสินค้าขนาดเล็กลำหนึ่งหลบมรสุมมาจอดที่เกาะมัสซูลานี่ หนูอยากจะเห็นความเจริญของถิ่นอื่นๆ หนูก็ว่ายน้ำไปขึ้นเรือใหญ่ในตอนกลางคืนหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บของ แล้วเรือลำนั้นก็เดินทางไปสุราบายาค่ะ"

"เก่งมากแม่หนู" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวชม "ไม่เป็นห่วงพ่อหรือ"

"ไม่ห่วงหรอกค่ะเพราะพ่อหนูเป็นเจ้าเกาะอยู่ที่นี่ มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายนี่คะ ระหว่างที่อยู่ในเรือพวกลูกเรือเขาแลเห็นหนูก็จับไปให้กัปตันค่ะ กัปตันเป็นชาวฮอลันดาใจดีมาก เขาให้หนูอาศัยอยู่ในเรือไปถึงสุราบายา หนูซัดเซอยู่ที่สุราบายาจนกระทั่งได้พบกับผู้หญิงไทยคนหนึ่งค่ะ"

"ผู้หญิงไทย" ดร.ดิเรกคราง

"ค่ะ เธอชื่อสุณีเป็นภรรยาชาวฮอลันดาคนหนึ่ง สามีของเธอเป็นนายทหารกองหนุน เมื่อตอนสงครามเคยไปเมืองไทย พอสงครามสงบก็พาน้าสุณีมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สุราบายา น้าสุณีพบหนูนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้สาธารณะก็ปลุกหนูลุกขึ้นแล้วพาหนูไปบ้านของเขา หนูก็เลยได้อยู่กับน้าสุณีเรื่อยมาเป็นเวลา ๔ ปีกว่า ซึ่งนับว่าน้าคุณสุณีมีพระคุณต่อหนูมาก ได้สอนหนูให้พูดและเขียนอ่านหนังสือไทยจนอ่านออกเขียนได้และพูดได้ดี ต่อมาหนูทราบว่ามีเรือสินค้าลำหนึ่งจะเดินทางมาเกาะมัสซูลาเพื่อนำสินค้าไปขาย หนูก็ไปหากัปตันเรือและขออาศัยเรือมากับเขาด้วย หนูเหมือนกับคนเนรคุณค่ะ หนูจากน้าสุณีมาโดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลา ในที่สุดหนูก็กลับมาเกาะมัสซูลาตามเดิม พอมาอยู่เกาะนี้ได้สองเดือนพ่อของหนูก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ชาวเกาะมัสซูลาก็ยกหนูขึ้นเป็นหัวหน้าของพวกเขา และเพราะหนูว่ายน้ำดำน้ำเก่งผิดมนุษย์ เขาก็สมมุติเอาว่าหนูเป็นธิดาพระสมุทรค่ะ ชาวเกาะทุกคนมีความเคารพนับถือหนูมาก เรื่องของหนูเป็นมาอย่างนี้แหละค่ะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างฟังเรื่องราวของเงือกสาวด้วยความสนใจยิ่ง ในที่สุดพลก็กล่าวถามหล่อนถึงเรื่องสมบัติพระสมุทร

"แล้วทำไมหนูถึงรู้ว่าสมบัติของพระสมุทรเหล่านั้นเป็นของเก๊ล่ะจ๊ประหงัน"

สาวน้อยหัวเราะชอบใจ

"ก็เพราะหนูชอบเล่นน้ำน่ะซีคะคุณน้า หนูดำน้ำไปพบเข้าในวันหนึ่ง จึงกลับมาตามพวกชาวเกาะให้นำเรือไป หนูลำเลียงหีบสมบัติมาที่เกาะนี้หลายหีบ พอเปิดออกดูก็พบของเก๊ทั้งนั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้ากันแล้วยิ้มแห้งๆไปตามกัน ต่อจากนั้นการสนทนาก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นๆจนกระทั่งหญิงสาวชาวเกาะคนหนึ่งพาเจ้าแห้วเข้ามาในกระท่อม ถุงผ้าใบในมือเจ้าแห้วซึ่งบรรจุของมาจากเรือจนแทบจะแบกไม่ไหวแฟบไปหมดแล้ว

เจ้าแห้วก้มศีรษะโค้งคำนับธิดาพระสมุทรอย่างงดงาม

"สวัสดีครับคุณแม่"

"อุ๊ยตาย" ประหงันอุทานขึ้นด้วยความอาย "ทำไมมาเรียกฉันอย่างนี้"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ" แล้วเขาก็ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นกระท่อม ส่วนหญิงสาวที่พาเจ้าแห้วมาเลี่ยงไปนั่งข้างๆบุหรง

เสี่ยหงวนกล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"แจกทั่วหน้ากันหรือเปล่า"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานไม่ทั่วหรอกครับ ชาวเกาะเข้ามารับแจกตั้งห้าหกร้อยคน รับประทานของแจกมีเพียงร้อยชิ้นเท่านั้น แล้วก็คนรับแจกก็เลือกของเสียด้วย"

"เลือกยังไง" ดร.ดิเรกถามยิ้มๆ

"โอ๊ย...ให้อย่างนี้ไม่เอา รับประทานจะเอาอย่างนั้น พวกผู้ชายอยากได้ลิปสติก บางคนก็อ้อนวอนขอเสื้อยกทรง พวกผู้หญิงรับประทานขอมีดโกนหนวด กล้องยาเส้น รับประทานเล่นเอาผมปวดกบาล"

ดร.ดิเรกลุกขึ้นล้วงกระเป๋าหยิบเครื่องรับวิทยุขนาดจิ๋วเท่าซองบุหรี่ออกมา แล้วเดินเข้าไปหาประหงัน ส่งเครื่องรับวิทยุอันเป็นประดิษฐกรรมพิเศษของเขาให้ธิดาพระสมุทร

"นี่คือของขวัญที่เรานำมาฝากหนู หวังว่าหนูคงไม่รังเกียจที่จะรับของขวัญจากเรา"

ประหงันประนมมือไหว้นายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม แล้วรับเครื่องรับวิทยุมาถือไว้อย่างชื่นชม

"ขอบคุณค่ะคุณน้าหมอ"

ดร.ดิเรกทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"แฮ่ะ แฮ่ะ เรียกคุณน้าหรือน้าหมอเฉยๆเถอะหลานสาว เรียกคุณน้าหมอรู้สึกว่าฉันแก่คร่ำครึเป็นหมอโบราณไปเลย" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็กลับไปนั่งที่เดิม

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเกาะมัสซูลาอย่างรวดเร็ว มหาเทวีประมุขแห่งชาวเกาะได้ต้อนรับคนไทยทั้ง ๖ คนซึ่งเป็นคนต่างถิ่นอย่างดีที่สุดซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ มีการเลี้ยงอาหารกลางวันในตอนเที่ยง ประหงันให้ความสนิทสนมแก่คนไทยทั้ง ๖ คนถึงกับพาไปเที่ยวชมเถื่อนถ้ำต่างๆ ซึ่งข่าวนี้ทำให้มาลาและนักรบชาวเกาะมัสซูลาตลอดจนยายแม่มดเฒ่าไม่พอใจถึงกับจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน

"ข้าแต่คุณย่าทวด" มาลากล่าวกับยายแม่มดต่อหน้าเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ประมาณ ๑๐ คนซึ่งนั่งห้อมล้อมยายแม่มดอยู่หน้ากระท่อมของแก "ตามบทบัญญัติของเรานั้น ประมุขแห่งชาวเกาะจะให้การเลี้ยงดูคนต่างถิ่นไม่ได้ไม่ใช่หรือ"

ยายเฒ่าสุริยาแสยะยิ้มเห็นแต่เหงือก แกเอียงคอไปมาแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ สูเจ้าเอย ตูข้าเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ตูข้าย่อมมองเห็นอดีต ปัจจุบันและอนาคต ข้ารู้...ข้าเห็น...ข้ากำลังมองเห็นธิดาพระสมุทรมหาเทวีของเรากำลังลงเล่นน้ำในลำห้วยอยู่กับอ้ายหนุ่มรูปงามผู้มาจากแคว้นแดนไกล สูเจ้าจงติดตามไปที่ลำห้วยเดี๋ยวนี้ และฆ่าอ้ายหนุ่มแปลกหน้านั้นเสีย ถ้าเห็นมันกำลังปฏิบัติต่อองค์พระธิดาอย่างชู้สาว สูเจ้าจงรีบพากันไปเถิด"

มาลามองดูสมุนร่วมใจของเขาซึ่งล้วนแต่เป็นนักรบฝีมือดี แล้วเขาก็กล่าวกับยายเฒ่าแม่มด

"ข้าจะไปเดี๋ยวนี้คุณย่าทวด ข้าจะสังหารมันเสียหากมันล่วงละเมิดมหาเทวีของเรา"

"ดีแล้ว จงฆ่ามันและจับมหาเทวีไว้ ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ ข้ารู้ดี...ข้าเข้าใจในขนบธรรมเนียมของเราดี หัวหน้าเกาะที่เป็นหญิงจะรักใคร่หรือแต่งงานกับใครไม่ได้ หาดล่วงละเมิด ผู้ชายจะถูกฆ่าตาย และหัวหน้าเกาะจะถูกบูชายัญด้วยการเผาทั้งเป็นเบื้องหน้าองค์เทวรูป สูเจ้าเป็นยอดขุนพลผู้มีฝีมือ จงรีบพาคนสนิทของสูเจ้าไปที่ลำห้วยเดี๋ยวนี้ จงฟังข้า สูเจ้าเอย...ข้ามองเห็นแล้ว มหาเทวีผู้เจตนาผ่าฝืนประเพณีจะต้องถึงกาลแตกดับแห่งอายุตามบัญชาแห่งพระสมุทร ฮ้าๆๆๆๆ ข้ารู้...ข้าเห็น...ฮิๆๆๆๆ มัสซูลาจะต้องเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ และสูเจ้านี่จะได้เป็นประมุขแห่งชาวเกาะ จงเชื่อตูข้าเถิดมาลา ไม่มีใครฝืนโองการของพระผู้เป็นเจ้าได้ พระองค์บอกข้าแล้ว"

มาลาหันขวับมาทางพรรคพวกของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา ไปฆ่าอ้ายหนุ่มต่างถิ่นผู้บังอาจ และไปจับมหาเทวีมาบูชายัญตามบทบัญญัติของเรา"

ครั้นแล้วมาลาก็พานักรบแห่งเกาะมัสซูลากลุ่มนั้นออกเดินทางไปจากหมู่บ้านทันทีมุ่งตรงไปยังลำห้วยเบื้องหน้าโน้น มาลากับพรรคพวกมีหอกเป็นอาวุธ ทุกคนพุ่งหอกได้แม่นยำ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วกำลังเลือกเก็บสมุนไพรอันมีค่าบางอย่างอยู่บนขุนเขากลางเกาะ ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนกำลังเก็บกล้วยไม้ป่าซึ่งมีอยู่มากมาย นิกรนอนหลับอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

พล พัชราภรณ์ กับธิดาพระสมุทรหรือประหงันกำลังเล่นน้ำอยู่ในลำห้วย ซึ่งเบื้องบนของห้วยนี้มีธารน้ำตกขนาดเล็กเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก น้ำตกกระทบกระแทกหินเป็นหลั่นๆลงมาและสิ้นสุดที่ลำห้วย พลสวมกางเกงอาบน้ำแนบเนื้อสีน้ำเงิน ประหงันคงนุ่งโสร่งกระโจมอกตัวนั้น น้ำในห้วยลึกประมาณ ๕ เมตร สาวน้อยว่ายน้ำหนีพลอย่างสนุกสนาน บางทีก็ว่ายวนเวียนอยู่ตามซอกหินกลางห้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประหงันจะว่ายน้ำได้คล่องแคล่วเหมือนปลา หล่อนก็เสียท่าถูกพลจับได้ และแล้วพลก็ถือโอกาสจูบหล่อนทั้งๆที่เขากับหล่อนอยู่ใต้น้ำ

พอถูกจูบประหงันก็อ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว สักครู่หล่อนก็ดิ้นรนผลักไสจนกระทั่งหลุดจากวงแขนของเขา เงือกสาวรีบว่ายน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ พลตามติดขึ้นมาด้วย หล่อนว่ายน้ำเข้าหาฝั่งแล้วขึ้นมานั่งอยู่บนตลิ่ง พอพลว่ายน้ำเข้ามาหล่อนก็ค้อนเขาและรีบหมุนตัวกลับหันหลังให้เขาทันที

พลคลานขึ้นมาบนตลิ่ง

"ประหงัน...ประหงันจ๋า"

สาวน้อยนั่งนิ่งเฉยใบหน้าบึ้งตึง พลเข้ามานั่งแนบชิดแล้วกอดหล่อน ยกมือขวาเชยคางหล่อนขึ้น

"ประหงัน หนูสวยและน่ารักอะไรอย่างนี้" พูดจบพลก็ก้มลงจูบหล่อนอย่างหนักหน่วง ริมฝีปากของเขากับหล่อนแนบสนิทแน่นกัน

เหมือนกับต้องมนต์สะกด ธิดาพระสมุทรอ่อนระทวยอยู่ในวงแขนของนายพัชราภรณ์ สาวน้อยยกมือทั้งสองโอบรอบคอเขา ปล่อยให้เขาเรียกร้องความหวานชื่นจากริมฝีปากของหล่อน และแล้วเมื่อพลเงยหน้าขึ้นประหงันก็สะท้อนถอนใจ

"คุณน้าจูบหนูทำไม" หล่อนถามเสียงสั่นเครือ

"น้ารักหนูน่ะสิจ๊ะ"

ประหงันสั่นศีรษะช้าๆ

"จะมีประโยชน์อะไรคะที่คุณน้ารักหนู ไม่ช้าคุณน้าก็จะจากหนูไปแล้ว"

พลกอดหล่อนแน่น ทันใดนั้นเองประหงันก็หวีดร้องสุดเสียงและผลักพลนอนหงายลงไปเมื่อหล่อนแลเห็นมาลากำลังเงื้อหอกพุ่งมาที่พลกับหล่อน ขุนพลแห่งเกาะมัสซูลาตั้งใจจะสังหารนายพัชราภรณ์ด้วยหอกคู่มือของเขา เขายืนอยู่บนเนินเขาอยู่ห่างจากพื้นดินประมาณ ๔ เมตรและห่างจากพลราว ๒๐ เมตรเท่านั้นเอง หอกเล่มนั้นแทนที่จะปักหลังพล กลับเสียบกลางหลังประหงันขณะที่หล่อนก้มตัวลงนอนคร่อมพลไว้

ประหงันสะดุ้งเฮือกสุดตัวล้มลงข้างๆพลนั่นเอง มาลากับสมุนของเขาซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณนั้นตกตะลึงไปตามกัน พล พัชราภรณ์ รีบลุกขึ้นวิ่งไปที่กองเสื้อผ้าของเขาและพุ่งตัวนอนราบข้างก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เอื้อมมือหยิบเข็มขัดปืนพกในซองปืนออกมากระบอกหนึ่ง

มาลาสั่งสมุนของเขาสังหารพลด้วยหอกทันที หอกหลายเล่มถูกพุ่งมาที่พลอย่างน่าหวาดเสียว พลยกปืนขึ้นยิงกราดไปทางมาลากับพรรคพวก กระสุนรีวอลเวอร์ ๙ มม.ระเบิดกึกก้องป่า สมุนของมาลา ๔ คนล้มกลิ้งไปตามกัน มาลากระโดดเข้าไปในพุ่มไม้

เสียงปืนทำให้นิกรตกใจตื่น ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับกิมหงวนก็วิ่งมายังที่เกิดเหตุและช่วยกันระดมยิงมาลากับสมุนที่ยังเหลืออยู่อีก ๖ คน ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้ววิ่งเข้ามาสมทบและยิงสมุนของมาลาตายไปอีก ๓ คน มาลาบุกป่าฝ่าดงหนีเอาตัวรอด สมุนของเขาคนหนึ่งวิ่งมาทางนิกร พอแลเห็นนิกรก็หยุดชะงัก นายจอมทะเล้นกระชากปืนพกออกมาปล่อยกระสุนออกไป ๒ นัด เจ้าหมอนั่นล้มลงสิ้นใจตายทันที

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็มารวมกันที่ริมลำห้วย พลนั่งประคองประหงันด้วยความวิตกเป็นทุกข์ หอกที่ปักอยู่กลางหลังหล่อนนั้นเขากระชากออกแล้ว แต่โลหิตจากบาดแผลไหลชุ่มโชก ดร.ดิเรกปราดเข้ามาทรุดตัวลงนั่ง

"ประหงันเป็นอย่างไรบ้าง"

"ถูกพุ่งด้วยหอกกลางหลังพอดี ช่วยหน่อยซีหมอ"

นายแพทย์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาได้ตรวจดูบาดแผลเบื้องหลังหล่อนแล้วมองดูหน้าพลพลางสั่นศีรษะช้าๆคล้ายกับจะบอกว่าหมดหวังเสียแล้ว นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างนั่งห้อมล้อมมองดูประหงันด้วยความสงสารและเศร้าใจ

เงือกสาวขมวดคิ้วนิ่วหน้าบิดตัวไปมาแสดงความเจ็บปวดรวดร้าว สายตาที่มองดูพลนั้นแสดงความรักอันซาบซึ้งใจ หล่อนรวบรวมกำลังถอดสร้อยไข่มุกดำส่งออกให้เขา และแล้วหล่อนก็ร้องครางออกมา

"โอย...คุณน้าขา คุณน้าสอนให้หนูรู้จักความรัก แล้วหนูก็ต้องตายเพราะความรัก หนูได้กระทำผิดประเพณีของเราอย่างร้ายแรงคือลอบรักกับคนต่างถิ่น โอย...หนูขอมอบสร้อยมุกดำให้คุณน้าไว้ดูต่างหน้า หนูขอลาก่อน...ขอลาทุกๆคน รีบพากันหนีกลับไปที่เรือเถอะนะคะ ขืนอยู่ช้ามาลาจะพาพรรคพวกมาฆ่าตายหมด"

หล่อนสะดุ้งสุดตัวและยกมือไขว่คว้าอากาศ สักครู่ประหงันก็สิ้นใจตายในวงแขนของพล ยังความเศร้าสลดใจให้แก่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเหลือที่จะกล่าว

"ประหงัน" พลคราง "ไปสู่สุคติเถิดหนู หนูได้เสียสละชีวิตป้องกันชีวิตของน้าไว้ ถ้าหนูไม่ผลักน้าล้มลงและอุทิศตัวเป็นเป้าคมหอก น้าก็คงจบชีวิตไปแล้ว ประหงันเอ๋ย ตราบใดที่น้ายังมีชีวิตอยู่ น้าจะไม่ลืมเกาะมัสซูลาของหนูเลย"

เสี่ยหงวนร้องไห้โฮ ยกมือชี้หน้าพลและด่าลั่น

"อ้ายระยำ บอกแล้วว่าอย่าหลอกเด็กหลอกเล็ก เด็กมันเป็นสาวแรกรุ่นแล้วแกมันช่างจีบ ทำให้เด็กมันหลงรัก ในที่สุดประหงันก็ต้องตายเพราะแก" พูดจบกิมหงวนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น "ฮือ ฮือ ฮือ อ้ายเราพยายามจีบแทบตายไม่เล่นกับเรา เสือกรักอ้ายพลเลยตาย ดี...สมน้ำหน้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะจัดการกับศพประหงันอย่างไรต่อไปดีล่ะพล"

พลนิ่งคิดสักครู่

"ก็ต้องปล่อยไว้อย่างนี้แหละครับ เราไม่มีเครื่องมือที่จะขุดหลุมฝังศพ แล้วประหงันก็เป็นหัวหน้าชาวเกาะ เจ้ามาลาคงจะมารับศพไปจัดการตามประเพณีของพวกเขา พวกเราควรจะรีบกลับไปเรือ 'ซาลามัดปาไก' ได้แล้วครับ เรายิงชาวเกาะตายไปห้าหกคนเมื่อกี้นี้ มันจะต้องเป็นชนวนเหตุที่ทำให้พวกชาวเกาะโกรธแค้นยกพวกมาฆ่าเรา ถึงเรามีปืนก็คงสู้มันไม่ไหว"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เพื่อความปลอดภัยและจะได้มีหวังกลับไปเห็นหน้าลูกเมียของเรา ควรล่าถอยโดยเร็วที่สุด" แล้วนิกรก็แหกปากตะโกนลั่น "อ้ายเสือถอย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่พวกโจรโว้ย ดันร้องออกมาได้"

พลอุ้มศพเงือกสาวลุกขึ้นด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขาพาร่างที่ปราศจากวิญญาณของสาวน้อยเดินไปที่ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งคล้ายกับแท่นขนาดใหญ่อันเกิดจากธรรมชาติ นายพัชราภรณ์ก้มลงจูบแก้มอันเย็นชืดของหล่อนเบาๆ เขามองดูหล่อนด้วยความสงสารจับใจแล้วก็ยกมือไหว้หล่อน

บริเวณลำห้วยได้ยินแต่เสียงน้ำตกซาดซ่าตลอดเวลา พลลุกขึ้นยืนเดินกลับมาหาพรรคพวกของเขาและรีบแต่งตัวโดยเร็ว เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันล่าถอยมุ่งตรงไปยังชายหาด

เสียงกลองดังขึ้นแล้วระคนกับเสียงโห่ร้องอื้ออึงดังแว่วมาตามลม เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทานแย่ละครับ มันเอาเราแน่"

ดร.ดิเรกแหงนหน้ามองดูดวงอาทิตย์แล้วชี้มือไปทางทิศใต้

"ไปทางนี้พวกเรา ตัดออกทะเล ถ้าจนมุมก็สู้ตาย"

ทุกคนต่างวิ่งเหยาะๆโดยมีพลวิ่งนำหน้า แต่ก่อนที่จะถึงดงมะพร้าวใกล้ชายหาด นักรบชาวเกาะมัสซูลาประมาณ ๓๐ คนก็ปรากฏตัวขึ้น ทุกคนวิ่งประดาหน้ากันเข้ามาเป็นแถวหน้ากระดาน มีหอกและธนูเป็นอาวุธ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถือปืนพกกระชับมั่น เมื่อได้ระยะอันแม่นยำของปืนพกต่างก็หลบกำบังตามต้นไม้ใช้ปืนยิงพวกชาวเกาะทันที

เสียงปืนดังกึกก้อง นักรบชาวเกาะมัสซูลาหยุดชะงักแอบแฝงตัวตามสุมทุมพุ่มไม้ใช้หอกพุ่งเข้ามายังคณะพรรคสี่สหาย บ้างก็ยิงด้วยธนูอาบยาพิษ หอกเล่มหนึ่งถูกกลางศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดี แต่ความล้านเลี่ยนของศีรษะทำให้คมหอกไถลไป ช่วยให้เจ้าคุณรอดตายอย่างหวุดหวิด

เจ้าหนุ่มคนหนึ่งถือหอกเข้ามาจนเกือบจะถึงที่มั่นของคณะพรรคสี่สหาย เจ้าหมอนั่นผุดลุกขึ้นเงื้อหอกขึ้นมุ่งหมายจะสังหารกิมหงวน แต่พลตาไวแลเห็นเข้าก่อน จึงยิงนักรบมัสซูลาผงะหงายปล่อยหอกหลุดจากมือล้มลงสิ้นใจตาย ในเวลาไล่ๆกัน ดร.ดิเรกก็สังหารเจ้าหนุ่มชาวเกาะคนหนึ่งด้วยปืนพกคู่มือของเขา

พลร้องบอกพรรคพวกด้วยเสียงอันดัง

"ถอย...พวกเรา"

ทุกคนล่าถอยทันที เสียงปืนทำให้นักรบมัสซูลาอีกหลายคนพากันมาสมทบกำลังกับพวกแรกติดตามสังหารคนไทยทั้ง ๖ คน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง ครั้งหนึ่งนิกรยืนหยัดต่อสู้อย่างดุเดือด เมื่อชาวเกาะวิ่งเข้ามาเขาก็ยกปืนพกทั้งสองกระบอกยิงจนหมดกระสุน แล้วนิกรก็ใช้ปากร้องต่างเสียงปืน

"ปังๆๆๆๆๆ"

เสียงของนิกรดังมาก พวกชาวเกาะเข้าใจว่าเป็นเสียงปืนแบบใหม่ก็หยุดชะงัก นายจอมทะเล้นล่าถอยติดตามเพื่อนไปทันที วิ่งพลางปลดกระสุนปืนออกมาจากเข็มขัด บรรจุกระสุนปืนไปด้วย

ในที่สุดสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ผ่านดงมะพร้าวออกมาสู่ชายหาดมองแลเห็เรือบตจอดอยู่ข้างหน้าห่างออกไปราว ๓๐๐ เมตร พวกชาวเกาะกลุ่มหนึ่งติดตามมา พลบอกให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งไปก่อน เขากับเพื่อนๆและเจ้าแห้วช่วยกันยิงกราดไว้ การยิงในที่แจ้งซึ่งไม่มีอะไรกำบังได้ผลดีมาก กระสุนนัดหนึ่งก็ถูกนักรบชาวเกาะมัสซูลาล้มคว่ำไปคนหนึ่ง ธนูที่ยิงมาและหอกที่พุ่งมาไม่เกิดผล สี่สหายกับเจ้าแห้วล่าถอยมาจนถึงเรือบตซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังเข็นมันลงน้ำทั้งที่ท่านหอบแฮ่กๆเหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย

"เร็วโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนเสียงลั่น

ในเวลาเดียวกันนี้เองเรือ 'ซาลามัดปาไก' กำลังแล่นเอื่อยๆตรงมายังเกาะมัสซูลา กัปตันกับลูกเรืออีกสองคนถือปืนเล็กยาวยืนอยู่ที่หัวเรือ กะลาสีคนหนึ่งทำหน้าที่ถือท้าย กัปตันแลเห็นพวกนักรบชาวเกาะไล่ติดตามสี่สหายมาเป็นหมู่ๆก็สั่งยิงทันที ปืนเล็กยาวย่อมมีความแม่นยำและยิงได้ไกลกว่าปืนพก ชายฉกรรจ์ชาวเกาะมัสซูลาถูกยิงล้มกลิ้งไปหลายคน

มาลาร้องตะโกนบอกพรรคพวกของเขา

"มากันโกปีตาสีปูนา เปิดโว้ยพวกเรา"

เท่านี้เองนักรบชาวเกาะมัสซูลาก็ล่าถอยเข้าสู่ละเมาะหลังชายหาดระหว่างดงมะพร้าวเหล่านั้น เปิดโอกาสให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วลงเรือเล็กหนีไปได้

เรือยอชท์ 'ซาลามัดปาไก' ลอยลำนิ่งเฉยอยู่ห่างจากเกาะราว ๕๐ เมตร แต่เครื่องยนต์ของเรือทำงานตลอดเวลา คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างขึ้นมาบนเรือใหญ่โดยปลอดภัยทุกๆคน กัปตันตะโกนลั่งกะลาสีที่ทำหน้าที่ถือท้ายแทนเขาให้ถอยหลังเรือออกไปและกลับลำแล่นออกสู่ทะเลลึก ในเวลาเดียวกัน พวกนักรบชาวเกาะมัสซูลาก็รวบรวมกำลังบุกออกมาจากป่าละเมาะและดงมะพร้าวอีก มาลาสั่งให้คนของเขาใช้ธนูไฟยิงไปที่เรือ 'ซาลามัดปาไก' ฝ่ายเรือยอชท์โต้ตอบด้วยปืนเล็กยาวและปืนพก ธนูเพลิงหลายดอกตกลงบนพื้นเรือแต่ก็สามารถดับได้ทัน 'ซาลามัดปาไก' เดินเครื่องแล่นถอยหลังห่างจากเกาะออกไปทุกที นักรบแห่งเกาะมัสซูลาต่างชูกำปั้นและร้องตะโกนด่าเสียงลั่นไปหมด

สักครู่เรือยอชท์ก็กลับลำอย่างสง่าและผละจากมัสซูลาแล่นออกสู่ทะเลลึก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางกราบซ้ายของเรือ ใบหน้าของพลหม่นหมองตลอดเวลา สร้อยไข่มุกดำที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงเขาย่อมเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้เขาระลึกถึงธิดาพระสมุทรหรือเงือกสาวไปจนวันตาย

นิกรยกมือขวาตบบ่าพลเบาๆแล้วกล่าว่า

"ไปไหนกับแกมักจะมีเรื่องรักเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเสมอ"

พลยิ้มแห้งๆ

"โธ่...ก็กันเป็นพระเอกนี่โว้ย"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"น่าสงสารประหงันมาก หล่อนมีแต่ความสวยและความน่ารักน่าเอ็นดู เป็นพุทธชาดดอกงามที่บานอยู่บนเกาะนี้ห่างไกลจากผึ้งภมร แต่แล้วอ้ายผึ้งระยำก็ตามมาตอมจนได้"

พลสะดุ้งเฮือก

"เออ...ด่ากันเถอะหมอ กันยอมรับว่าประหงันตายเพราะกันแท้ๆ" แล้วพลก็เดินเลี่ยงไปทางท้ายเรือ 'ซาลามัดปาไก'

"ลาก่อนประหงัน ลาก่อนมัสซูลา ในชีวิตนี้ฉันคงจะไม่ได้มามัสซูลาอีกแล้ว แต่เหตุการณ์ระหว่างฉันกับประหงันฉันจะลืมไม่ได้ มันจะเป็นภาพประทับใจฉันไปจนวันตาย ไปสู่ที่ชอบเถิดประหงันเอ๋ย"

การเดินทางกลับสะมารังเป็นไปอย่างเงียบเหงา ทุกคนรู้สึกสงสารประหงันอย่างยิ่ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเกาะมัสซูลานั้นคล้ายกับนวนิยายที่นักประพันธ์คนหนึ่งได้เขียนขึ้น แต่มันเป็นเรื่องจริงที่สี่สหายของเราได้ผจญกับเหตุการณ์เหล่านั้นมาแล้ว

เป็นอันว่าการเดินทางมาค้นหาสมบัติพระสมุทร อาเสี่ยกิมหงวนของเราได้ใช้จ่ายเงินไปประมาณแสนบาท โดยได้รับสิ่งตอบแทนแต่เพียงได้ทัศนาจรหมู่เกาะอินโดนีเซียไม่กี่เกาะ