พล นิกร กิมหงวน 093 : ศึกแม้ว (ขุนทัพเวียงดอย ตอนจบ)

ตลอดคืนวันนั้น นิกรของเราไม่ได้กลับมายังบ้านพักของสุดาวดี คณะพรรคสี่สหายเศร้าใจไปตามกันที่นิกรเพลิดเพลินความสุขกับยายแร้งทึ้งคนนั้น

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

หลังจากเวลาอาหารเช้าผ่านไปแล้ว สุดาวดีหรือพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอย ก็ได้ทราบข่าวร้ายจากคนของหล่อนคนหนึ่งแจ้งให้ทราบว่า สุริยันขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ได้พานักรบฝีมือดีไม่น้อยกว่า ๑๐ คนไปสวามิภักดิ์กับเจ้าชายสุบินที่ผาม่วน และตอนรุ่งอรุณของวันใหม่นี้ เจ้าชายหนุ่มหัวหน้าแม้วแห่งผาม่วน จะกระทำศึกใหญ่กับเวียงดอยแน่นอน พระองค์ได้สั่งระดมพลรบแม้วแล้ว ทั้งนี้เพราะอาณาจักรน้อยๆของเวียงดอยกับผาม่วนนั้นอยู่ใกล้ๆกัน เจ้าชายสุบินทรงปรารถนาที่จะยึดครองเวียงดอยมานานแล้ว ทั้งๆที่ราชินีแห่งเวียงดอยนั้นมีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาของพระองค์

เมื่อสุดาวดีได้ทราบข่าวที่ควรเชื่อถือได้เช่นนี้ หล่อนก็วิตกทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง หล่อนเล่าเรื่องให้ พล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วฟัง แล้วก็ชวนสามสหายพร้อมด้วยท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วไปหายายแม่มดเฒ่าทันที ในฐานะที่คุณย่าทวดแห่งเวียงดอยเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร มองเห็นอดีต, ปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยเวทย์มนต์คาถา เป็นที่ปรึกษาของหล่อน อาจจะให้ความช่วยเหลือหล่อนได้ทุกวิถีทาง

บ้านพักของยายเฒ่ากองคำ ผู้มีเนื้อหนังเหี่ยวย่นเหมือนคางคกตายซาก อยู่ในถ้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ถ้ำที่กล่าวนี้เป็นทางคดเคี้ยวมีซอกหลืบหลายแห่ง มีหินย้อยคล้ายกับรากไทรเกิดขึ้นตามธรรมชาติสวยงามมาก เบื้องบนถ้ำมีปล่องหรือช่องลมรับอากาศและแสงสว่างได้หลายแห่ง แต่อากาศในถ้ำหนาวเย็นกว่าข้างนอก อุณหภูมิราว ๒ องศาเซนติเกรด อาเสี่ยกิมหงวนกับเจ้าแห้วถึงกับคางสั่นกระทบกันเพราะความหนาว ถึงแม้มีแจ๊คเก็ตสวมใส่ป้องกันความหนาวแล้วก็ตาม

สิ้นสุดของถ้ำกว้างใหญ่มีสภาพคล้ายกับปราสาทเก่าแก่หลังหนึ่ง เพดานถ้ำสูงไม่น้อยกว่า ๖ เมตร มีปล่องหรือช่องของภูเขาอยู่เบื้องบน ช่วยให้แสงสว่างส่องลอดมายังพื้นถ้ำ

ทุกคนเข้ามายืนรวมกลุ่มกันในบริเวณลานกว้างนั้น พล, กิมหงวน, นายพลดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างกวาดสายตามองไปรอบๆด้วยความรู้สึกหวาดๆ เจ้าแห้วกล่าวขึ้นเบาๆว่า

"รับประทานคล้ายๆกับปราสาท เคาต์ แดร็กคูล่า นะครับ รับประทานมองดูทั้งวันไม่มีอะไรน่ารักหรือน่าดูเลย รับประทานมีแต่ความเสียวไส้"

พ.อ.กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี อีแร้งหลายตัวเกาะอยู่ตามชะง่อนหินกำลังจ้องมองดูเรา อีกาและเหยี่ยวก็มี แมงมุมตัวโตเกือบเท่าหม้อแกงชักใยยั้วเยี้ยเต็มไปหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามสุดาวดีอย่างเป็นงานเป็นการ

"แม่เฒ่ากองคำอยู่ไหนล่ะ อ้ายกรก็ไม่เห็น หรือพากันออกไปนอกถ้ำแล้ว?"

สุดาวดียิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"อยู่ค่ะ แต่อยู่ในห้องนอน ผนังถ้ำทางซ้ายมือของเรามีประตูกลค่ะคุณอา คุณย่าทวดนอนอยู่ในห้องนั้นและคุณนิกรก็คงอยู่ด้วย"

"หนูเรียกคุณย่าทวดของหนูหน่อยซีหลาน"

หล่อนยิ้มน่ารัก

"ไม่ทราบว่าจะเรียกยังไงนี่คะ ประตูกลอยู่ตรงไหนหนูก็ไม่ทราบ"

ทันใดนั้นเอง อีกาของยายแม่มดกองคำตัวหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆด้วยเสียงห้าวๆแต่เป็นเสียงมนุษย์

"คุณย่าทวดเจ้าขา พระแม่เจ้าเสด็จมากับคนแปลกหน้าค่ะ มีตาแก่หัวล้านอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยมาด้วยค่ะคุณย่าทวด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น กระชากปืนพกออกมาจากซองปืนข้างขวาด้วยความโมโห แต่สุดาวดีรีบดึงข้อมือท่านไว้

"อย่าค่ะคุณตา อีกาตัวนี้คุณย่าทวดรักมันเปรียบได้กับชีวิตของท่าน เพราะมันรู้ภาษาคนและภาษาไทยได้ดี ถ้าคุณตายิงมันตาย คุณย่าทวดอาจจะสาปให้คุณตากลายเป็นหินยืนอยู่ในถ้ำนี้ชั่วกัลป์ก็ได้"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด มองดูอีกาตัวนั้นแล้วบ่นพึมพำ

"ทะลึ่งมาก เหมือนกับอ้ายกรมาสอนให้พูดอย่างนี้ ทำไมจะต้องเสือกบอกด้วยว่ามีตาแก่หัวล้านอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยมาด้วย จะไม่พูดเสียไม่ได้หรือ มันน่าจับถอนขนเอาพริกไทยกับเกลือทาทอดกินเหลือเกินพับผ่า"

ประตูกลหลังถ้ำเผยออกทีละน้อย แผ่นหินอันมหึมาทั้งแผ่นเปิดออกอย่างง่ายดายเหมือนกับว่ามันไม่มีน้ำหนัก ทั้งนี้ก็ด้วยความเฉลียวฉลาดและความสามารถของยายแม่มดเฒ่ากองคำนั่นเองที่นางสร้างประตูกลนี้ขึ้น และเบื้องหลังประตูกลนี้คือห้องนอนอันสุขสบายของนาง

นิกรเดินยิ้มกริ่มออกมาจากประตูนั้น เขานุ่งโสร่งไหมตาหมากรุกเหลืองสลับแดง สวมเสื้อสีดำคล้ายเสื้อกุยเฮง จะว่าพม่าก็ไม่ใช่ จะว่าแม้วหรือฮ่อก็ไม่เชิง ใบหน้าของ พ.อ.นิกรยิ้มแย้มแจ่มใส หวีผมเรียบใส่น้ำมันหอมฟุ้งแสดงว่าเขาล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว

"อ้ายกร" พลร้องอุทานขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "แกกับคุณย่าทวด โอ.เค. ซิกาแรต กันแล้วหรือ?"

นายจอมทะเล้นยักคิ้วแผล็บ

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก กองคำเป็นเมียกันแล้ว กันอาจจะไม่กลับกรุงเทพฯ เพราะถ้ำนี้เปรียบเหมือนกับถ้ำทองของกัน"

ดร.ดิเรกทำท่าผะอืดผะอม

"แล้วแกไม่อ้วกแตกหรือ?"

นิกรยิ้มละไม

"ทำไมจะอ้วก ในเมื่อกันได้รับความสุขอันดูดดื่มซาบซึ้งใจที่สุดในชีวิตของกัน องค์เทพเจ้าอสูรย่อมทรงทราบดีว่ากันรักและบูชากองคำของกันเป็นที่สุด เธอคือยอดพิศมัยของกันว่ะ"

เสี่ยหงวนทำท่าเหมือนกับจะคายอาหารเช้าออกมา แต่เมื่อนึกเสียดายก็พยายามกลั้นเอาไว้ เขาไม่อาจจะเข้าใจได้ที่นิกรได้ยายแก่อายุตั้งเกือบ ๔๐๐ ปีเป็นเมีย เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้านายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"เรียกเมียของแกออกมาพบสุดาวดีหน่อยซี ขณะนี้มีเหตุการณ์ไม่สู้ดีเกิดขึ้นแล้ว กองทัพผาม่วนจะยกมาโจมตีเวียงดอย"

นิกรทำตัวอ่อนยกมือทั้งสองขึ้นรำ แล้วเจรจาแบบยี่เกด้วยเสียงหวานแต่ยานคาง

"อ๋อ เรื่องเล็กคะรับพระราชบิดา ต่อให้ข้าศึกยกมาตั้งล้านเกล้ากระผมก็จะโจมตีให้แตกพ่ายไป ไม่ให้มีเหลือแม้แต่เพียงหร็อมแหร็มหรือกระหย่อมเดียว"

"อ้าวๆ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหาย แม้กระทั่งสุดาวดีและเจ้าแห้วก็อดหัวเราะไม่ได้ "อย่าให้ฉันเป็นจำเลยในคดีฆ่าหมกส้วมเลยโว้ยอ้ายกร ทะลึ่งกับฉันบ่อยๆตายไม่รู้ตัวนะจะบอกให้"

นิกรรำป้อ แล้วร้องยี่เกเรียกยายแม่มดเฒ่า

ยอดเอ๋ยยอดสร้อย

เชิญออกมาหาพี่หน่อยนะแม่ร้อยหวี

โฉมไฉไลงามใดจะหาเทียบ

สาวโลกไม่เปรียบยอดยาหยี

แม่เอื้องไพรหอมชื่นแสนรื่นฤดี....

"อ้วก" อาเสี่ยร้องขึ้นดังๆแล้วหัวเราะก้าก "แกจูบลงหรือวะอ้ายกร แก้มเหี่ยวมีแต่หนังหุ้มกระดูก ฟันสักซีกก็ไม่มี มีแต่เหงือกล้วนๆ ว้า....พูดแล้วอยากอ้วกโว้ย"

ทันใดนั้นเองสาวสวยในวัยรุ่นร่างอวบอัดคนหนึ่งก็เยื้องกรายออกมาจากช่องประตูกลนั้น คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

หล่อนสวยราวกับเทพธิดาที่เหาะลงมาจากสวรรค์ ทั้งสวยทั้งน่ารักจนกระทั่งสุดาวดีผู้เลอโฉมกลายเป็นหญิงสาวที่ขี้ริ้วขี้เหร่ไป ผิวพรรณของหล่อนเปล่งปลั่งขาวผ่องปราศจากไฝฝ้าราคี ดวงหน้าอันแสนหวานมีเสน่ห์ติดตาเตือนใจให้ทุกคนที่พบเห็นหล่อนต้องมองดูอย่างตะลึงลาน สาวน้อยผู้นี่นุ่งห่มแบบไทยเดิม ซิ่นยกสีเขียวเชิงทองเป็นลวดลายกนก ห่มสไบแพรจีบสีเหลืองอ่อน ปล่อยผมสยายยาวประบ่า เส้นผมของหล่อนดำสนิทเหมือนขนกาน้ำ มีดอกกุหลาบสีแดงเสียบแซมผมอยู่เหนือจอนหูข้างขวา หล่อนแต่งหน้าทาปากเหมือนหญิงสาวทั้งหลาย ร่างของหล่อนหอมกรุ่นด้วยกระแจะจันทน์ หล่อนยืนเอียงอายอยู่เบื้องหลังนิกรโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย

กิมหงวนยืนอ้าปากหวอตกตะลึงในความงามของหล่อนจนกระทั่งน้ำลายไหลยืดออกมานอกปากโดยไม่รู้ตัว พล พัชราภรณ์ กับ ศาสตราจารย์ดิเรกต่างกระสันปั่นป่วนใจไปตามกัน ส่วนเจ้าแห้วได้แต่จุ๊ปากและร้องอื้อฮือตลอดเวลา

แต่สุดาวดีหาได้ตื่นเต้นสนใจอะไรไม่ เพราะหล่อนรู้จักสาวสวยผู้นี้เป็นอย่างดี หล่อนกล่าวกับ ดร.ดิเรกด้วยเสียงหัวเราะว่า

"คุณหมอคงจะแปลกใจไม่น้อย ถ้าดิฉันจะบอกว่าสาวน้อยผู้นี้มิใช่ใครอื่นหรอกค่ะ ท่านคือคุณย่าทวดกองคำของดิฉันนั่นเอง"

พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าสะดุ้งเฮือกขึ้นพร้อมๆกัน ต่างมองดูสุดาวดีพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอยเป็นตาเดียว

"คุณสุดา!" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "เป็นความจริงหรือครับนี่?"

สุดาวดียิ้มอ่อนหวาน เปลี่ยนสายตามาที่อาเสี่ย

"อย่าสงสัยอะไรเลยค่ะอาเสี่ย เมื่อคุณย่าทวดอยู่ในถ้ำนี้ท่านอาจจะแปลงตัวเป็นอะไรได้ทั้งนั้น ดิฉันเคยเห็นจนเป็นของธรรมดาเสียแล้ว บางทีคุณย่าทวดก็กลายร่างเป็นเสือโคร่ง เป็นงูจงอาง เป็นตะขาบยักษ์ แต่เมื่อท่านออกไปพ้นจากถ้ำนี้แล้วท่านแปลงตัวไม่ได้ ถ้ำนี้มีอาถรรพ์ค่ะ"

นายจอมทะเล้นยกมือขวาโอบกอดสาวสวย ซึ่งความจริงคือยายแก่แร้งทึ้งมีอายุถึง ๓๕๐ ขวบ ท่าทางของนิกรแสดงว่าเขาหลงรักหล่อนมาก

"กองคำจ๋า ทักทายพรรคพวกของฉันเสียหน่อยสิจ๊ะ ให้เขาแน่ใจว่าเธอคือคุณย่าทวดแห่งเวียงดอยนี้ ไม่ใช่สาวแส้หรือทีนเอจที่ไหน"

ยายเฒ่ากองคำซึ่งกลายร่างเป็นสาวสวยยิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย เพียงแต่ยิ้มของนางก็ทำให้ พล, กิมหงวนและนายพลดิเรกต้องสะท้อนถอนใจ

"อย่าแปลกใจเลยค่ะ ดิฉันคือยายเฒ่ากองคำที่พวกคุณเกลียดชังขยะแขยง และให้สมญาดิฉันว่าคางคกตายซากหรือยายแร้งทึ้ง ต๊ายตาย ทุกคนจ้องมองดิฉันจนตาเป็นมันทีเดียว ผู้ชายละก้อเป็นอย่างนี้แหละ สนใจแต่หญิงสาวที่ยังเปล่งปลั่งเต่งตึง มีส่วนเว้าส่วนโค้งจำเริญตาเท่านั้น พอเหี่ยวย่นท่อกแท่กมีแต่ส่วนยานและส่วนแฟบก็เมินหน้า ช่างไม่นึกบ้างเลยว่า สังขารของคนเรานั้นมันก็ต้องร่วงโรยไปตามวัย ไม่มีใครสามารถเหนี่ยวรั้งความสวยงามเอาไว้ได้ ทุกคนต้องแก่เฒ่าด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่เหลือไว้ก็คือคุณงามความดีของเรา"

เสียงของยายแม่มดเฒ่าหวานฉ่ำราวกับระฆังเงิน พล พัชราภรณ์ จ้องมองดูยายแม่มดจำแลงแทบไม่กระพริบตา เขาอยากคิดว่าเขาตกอยู่ในความฝัน มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ยายเฒ่ากองคำสามารถปลอมแปลงตัวหรือกลายร่างเป็นสาวสวยเช่นนี้

พลหันมามองดูนิกรแล้วพยักหน้าเรียก นายจอมทะเล้นเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา พลยกมือจับแขนนิกรพาเดินไปทางหน้าถ้ำ เสี่ยหงวนวิ่งเหยาะๆติดตามมาด้วย สามเกลอยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในซอกหินแห่งหนึ่ง แล้วพลก็กระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ

"ยายแม่มดเป็นสาวสวยตลอดเวลาที่แกอยู่ร่วมกับหล่อนยังงั้นหรือ?"

"อือ หล่อนฉุดกระชากลากตัวกันมาจากบ้านพักเมื่อคืนนี้ พอเข้ามาในถ้ำคุณย่าทวดก็กลายร่างของเขาเป็นสาวน้อยวัยทีนเอจที่แกเห็นอยู่นี่แหละ เป็นยังไงเพื่อน นางงามโลกที่ลองบีชแพ้หลุดลุ่ยใช่ไหมล่ะ?"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย ไม่มีสาวสวยคนไหนอีกแล้วในโลกนี้ที่จะสวยเท่ากับยายแม่มดกองคำ อ้า....อย่าว่ายังโง้นยังงี้เลยนะอ้ายกร แกกับกันก็เป็นเพื่อนกันมานานแล้ว ยกให้กันเถอะวะ กันนึกรักหล่อนเสียแล้วละซี"

นิกรทำตาเขียวแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ยกให้ยังไงวะ ไม่ใช่โทรทัศน์ รถยนต์ หรือวิทยุ หล่อนเป็นเมียกันแล้ว หล่อนรักกันและกันก็รักหล่อน"

กิมหงวนยกมือตบหลังนายจอมทะเล้นเบาๆ

"ถ้ายังงั้นเซ้งให้กันได้ไหมล่ะ แกจะต้องการเงินสักเท่าใดว่ามา กันจะพากองคำไปกรุงเทพฯ หาบ้านเล็กๆให้อยู่"

นิกรหันมามองดูเสี่ยหงวนแล้วยิ้มให้

"แกเข้าใจว่าเมียกันเป็นตึกแถวยังงั้นเรอะ จะได้มีการเซ้งกัน แกจะเอาเงินมากองให้กันสูงเท่าภูเขาลูกนี้ กันก็เซ้งให้ไม่ได้ กำลังข้าวใหม่ปลามันโว้ย กองคำสามารถให้ความสุขสดชื่นแก่กันได้ดีที่สุด กันกับหล่อนตกลงกันไว้ว่าเราจะมีลูกชายด้วยกันในไม่ช้านี้ กันไม่กลับไปกรุงเทพฯแล้ว กันจะอยู่กับกองคำในถ้ำนี้แหละ ถ้าหล่อนออกไปพ้นปากถ้ำ หล่อนก็จะกลายร่างเหี่ยวย่นเป็นคางคกตายซากตามวัย ๓๕๐ ปีของหล่อนเหมือนเช่นเดิม"

กิมหงวนมองดูนิกรอย่างน้อยใจ

"ดีละน่า เซ้งให้กันก็ไม่ได้"

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "มีใครที่ไหนวะที่เขาเซ้งเมียให้เพื่อน ถ้าแกอยากได้เมียกันเอาประไพไหมล่ะ กันเซ้งให้ ๒,๕๐๐ บาทเท่านั้น แกกลับไปกรุงเทพฯ ก็ทำหน้าที่เป็นผัวประไพแทนกันเลย แล้วก็บอกหล่อนด้วยว่าประไพแก่แล้ว ขอบตาย่นแล้ว ถึงจะเม้คอัปอย่างไรมองดูใกล้ๆก็รู้ว่าไม่ได้ความ โดยเฉพาะตอนตื่นนอนก่อนล้างหน้ามองดูคล้ายผีกระสือมาก แกเอาไปเถอะกันยกให้ กันจะอยู่กับกองคำของกัน"

กิมหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก ชวนพลเดินกลับไปหาสุดาวดีซึ่งกำลังเล่าเรื่องสุริยันขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ให้ยายเฒ่าแม่มดฟัง นิกรเดินตามมาด้วย เขาภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เขามีเมียสาวและสวยที่สุดในโลก

นายพลดิเรกกับคณะของเขาต่างยืนจับกลุ่มอยู่เบื้องหลังพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอยและนิ่งฟังสุดาวดีกับยายแม่มดเฒ่าสนทนากันอย่างเป็นงานเป็นการ ในที่สุดแม่เฒ่ากองคำซึ่งอยู่ในร่างของสาวน้อยก็ถอยหลังออกไปยืนพิงผนังถ้ำ แล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะของนาง

"อ้าองค์เทพเจ้าอสูรจอมภูผาเอย ข้าพระองค์มองเห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว ศึกนองเลือดจะเกิดขึ้นในวันนี้ เพราะเจ้าชายสุบินทรงถือโอกาสที่สุริยันไปสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ ยกทัพมาย่ำยีเวียงดอยด้วยทรงหวังที่จะได้เวียงดอยเป็นอาณาจักรของพระองค์ ข้ารู้....ข้าเห็น....ข้าได้กลิ่นคาวเลือด ข้าได้ยินเสียงทวยหาญแม้วทั้งสองฝ่ายโห่ร้องถืออาวุธบุกเข้าตะลุมบอนกันบนดอยนี้ อา....สงคราม....สงครามโหดร้ายทารุณ สงครามย่อมสร้างความพินาศฉิบหายให้แก่ชีวิตมนุษย์และทรัพย์สมบัติ แต่สงครามนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเขาต้องการรบ ขอองค์เทพเจ้าอสูรจงคุ้มครองพระแม่เจ้าแห่งข้าและชาวเวียงดอยทั้งหลายเถิด"

แล้วกองคำสาวสวยก็ก้มลงกราบเทพเจ้าอสูรคือรูปแกะสลักด้วยหินอ่อนขนาดยักษ์วัดพระแก้วประดิษฐานอยู่ในบริเวณลานกว้างหน้าเมืองเวียงดอย

นิกรทำปากเบี้ยวปากบูดกระโดดโหยงๆเหมือนกบเต้นไปรอบๆถ้ำโดยไม่มีเหตุผล สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายจอมทะเล้นอย่างเศร้าใจ นิกรแสดงบทบาทยายเฒ่ากองคำได้ดีพอใช้ เขาทำเสียงยายแก่พูดขึ้นดังๆว่า

"แฮะ แฮะ แฮะ ข้ารู้....ข้าเห็น....ข้าได้กลิ่นคาวเลือดปนกับกลิ่นถั่วลิสง....แฮะ แฮะ น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว สาวๆจะมีผัว....ตะกั่วจะเป็นทองคำ....ข้ามองเห็นแล้ว โอ....สงคราม....เลือดจะท่วมท้องช้าง ตูข้าจะว่ายไปในทะเลเลือด ขุนเขานี้จะพินาศ ถ้าไม่พินาศ ตูข้าก็พินาศเอง ฮิ ฮิ ฮิ โอย-แสบคอหอยโว้ย"

สาวสวยลุกขึ้นแล้วมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"เธออย่าทำเป็นเล่นนะคะนิกร ขณะนี้พวกเราและชาวเวียงดอยตกอยู่ในความคับขันแล้ว กองคำมองเห็นกองทัพผาม่วนกำลังชุมนุมไพร่พลกันอย่างคับคั่ง เจ้าชายสุบินทรงแต่งตั้งให้สุริยันเป็นขุนทัพผาม่วน ทัพผาม่วนจะเคลื่อนพลมาโจมตีเราหลังจากเที่ยงวันนี้"

นิกรยิ้มให้เมียแก่ของเขาซึ่งมีอายุมากกว่าย่าทวดของเขาเสียอีก

"ที่รัก เธอต้องใช้ความรู้ความสามารถของเธอปราบปรามกองทัพผาม่วนให้แตกพ่ายไป"

"เสียใจค่ะนิกร การป้องกันรักษาบ้านเมืองนั้นก็ต้องเป็นไปตามแบบอย่างสงคราม คือใช้ทหารป้องกันและสู้รบกับข้าศึก กองคำเป็นแต่เพียงที่ปรึกษา เป็นแว่นแก้วของพระแม่เจ้าเท่านั้น" พูดจบสาวสวยก็หันมาทางสุดาวดี "ขอเดชะ มหาเทวีแห่งข้า เท่าที่พระแม่เจ้าทรงแต่งตั้งให้คุณพลเป็นขุนทัพเวียงดอยแทนสุริยันนั้น ข้าเห็นด้วย แต่พระแม่เจ้ายังไม่ได้ทรงแต่งตั้งขุนศึกคู่บัลลังก์หรือทหารเอกแห่งเวียงดอย ขอได้โปรดแต่งตั้งเสียเดี๋ยวนี้เถิดเพคะ"

สุดาวดีพยักหน้ารับทราบ แล้วมองดูคณะพรรคสี่สหาย นิ่งเงียบไปสักครู่ หล่อนก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"ในฐานะที่ดิฉันเป็นราชินีหรือพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอย ดิฉันขอแต่งตั้งให้คุณนิกร, อาเสี่ยกิมหงวนเป็นขุนพลอาวุโส คือเป็นขุนศึกคู่บัลลังก์ของดิฉัน และเป็นนายกองใหญ่ควบคุมบังคับบัญชาทหาร"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"นายกองใหญ่เชียวหรือครับ?"

"ค่ะ อาเสี่ยจะมีพลรบอยู่ในบังคับบัญชา ๒๐๐ คน" แล้วก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "คุณนิกรก็เป็นนายกองใหญ่เช่นเดียวกัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กองขนาดไหนครับที่เรียกว่ากองใหญ่ ทำมือให้ผมดูหน่อยซิครับ"

เสี่ยหงวนทำมือให้นิกรดู

"นี่ยังไงล่ะอ้ายกร กองขนาดนี้"

"แหม ทำไมใหญ่นักล่ะ เหมือนกับท้องผูกมาตั้งหลายอาทิตย์"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สุดาวดีกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายต่อไป

"สำหรับคุณตา ดิฉันขอแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการของเราค่ะ เพราะคุณตามีความรู้ในวิชายุทธวิธีเป็นอย่างดี เป็นนายทหารที่ผ่านโรงเรียนนายร้อย จปร. มาแล้ว ตกลงนะคะคุณตา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแก้มแทบแตก

"ตกลงหลานสาว"

"แล้วผมล่ะครับ?" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"คุณหมอหรือคะ เป็นนายแพทย์ใหญ่แห่งกองทัพเราค่ะ"

"ออไร๋ ออไร๋ หน้าที่นี้ผมชอบมาก ถ้าคุณจะให้ผมเป็นอัศวินออกสู้รบกับข้าศึกผมคงปฏิเสธ เรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผมไม่ชอบ ผมชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตามหน้าที่ของหมอ"

"ขอบคุณค่ะ ดิฉันเชื่อว่ากองทัพของเราจะต้องแข็งแกร่งแน่นอน และยากที่กองทัพผาม่วนจะตีเวียงดอยแตกได้ อ้า-สำหรับนายแห้ว "

เจ้าแห้วชิงพูดขึ้นก่อนที่สุดาวดีจะพูดจบ

"ผมเป็นแม่ทัพหน้านะครับ"

สุดาวดีหัวเราะหึๆ

"ตกลง ฉันขอตั้งแกเป็นแม่ทัพหน้าของเวียงดอย เมื่อกองทัพผาม่วนเคลื่อนเข้ามาล้อมเมืองเรา แกจะต้องออกไปสู้รบกับข้าศึก และออกไปตามลำพังให้สมกับที่แกเป็นแม่ทัพหน้า"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานถ้ายังงั้นผมขอเป็นทหารรับใช้ดีกว่า แฮ่ะ แฮ่ะ ออกไปคนเดียวผมก็ม่องเท่งเท่านั้น"

สุดาวดีมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นเพราะมั่นใจว่าคณะพรรคสี่สหายคงจะช่วยป้องกันเวียงดอยและโจมตีทัพผาม่วนแตกพ่ายไปโดยไม่ยากลำบากอะไรนัก หล่อนหันมาทางคุณย่าทวดที่กลายเป็นสาวทีนเอจและสวยพริ้ง

"คุณย่าทวดขา ไปที่บ้านหลานเถอะค่ะ เรามีงานจะต้องปรึกษาหารือกัน และต้องรีบจัดการป้องกันเวียงดอยโดยเร็วที่สุด หลานเสียใจเหลือเกินที่แม้วต่อแม้วรบพุ่งกันเอง นับว่าเป็นครั้งแรกที่เราจะต้องทำสงครามกัน แต่ว่ากำลังของผาม่วนเหนือกว่ามาก"

กองคำยิ้มละไม

"ข้าแต่มหาเทวี ไม่ต้องวิตกหรอกหลานเอ๋ย ตูข้ามองเห็นแล้ว ศึกครั้งนี้เกิดขึ้นตามบัญชาของเทพเจ้าอสูรจอมภูผาหรือตามพรหมลิขิต แต่เวียงดอยของเราจะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะข้าศึก เพราะธัมมะย่อมชนะฝ่ายอธรรมเสมอ ตูข้าย่อมมองเห็นอนาคต....เจ้าพี่ของมหาเทวีจะต้องเสียพระชนม์ในการสู้รบ ข้าพร้อมแล้วที่จะร่วมมือกับพระแม่เจ้าทุกสิ่งทุกประการ ขอได้โปรดให้ข้ากลับไปเอาไม้เท้ากายสิทธิ์และแส้หางวัวของข้าก่อน"

สาวสวยกองคำซึ่งมีอายุ ๓๕๐ ปีพาตัวเดินผ่านช่องประตูกลเข้าไปในห้องนอนของนาง คณะพรรคสี่สหายต่างถือโอกาสปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการสู้รบกับข้าศึก

"เราชนะแหงๆ" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดอย่างมั่นใจ "เรามีปืนกลมือ ปืนเล็กยาว ปืนพกและระเบิดมือ ดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ของเราก็มี ฝังระเบิดไว้นอกหมู่บ้าน ทัพผาม่วนยกมากดสวิตช์ฉับเดียวตายหมดไม่มีเหลือ"

สุดาวดีไม่เห็นด้วย หล่อนพูดขัดขึ้นทันที

"คุณหมอขา ดิฉันขอร้องค่ะ โปรดอย่าใช้อาวุธสมัยใหม่สู้รบกับแม้วผาม่วนเลยนะคะ เว้นแต่ว่าทัพผาม่วนใช้ปืนหรือระเบิด แต่ดิฉันเชื่อว่าอย่างไรฝ่ายข้าศึกก็ไม่มีอาวุธทันสมัยใช้ นอกจากจะใช้ธนูและหอกดาบตามความถนัดของพวกเรา"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ พวกผมถือว่าเราศิวิลัยซ์กว่าพวกแม้วที่นี่ ฉะนั้นในการทำสงครามเราจะไม่เอาเปรียบพวกแมวผาม่วน"

สุดาวดีหัวเราะคิก

"แม้วนะคะคุณหมอ ไม่ใช่แมวหรอกค่ะ"

"แม้ว!" นายแพทย์หนุ่มอุทานออกมาดังๆ "ไม่ใช่แมวหรอกหรือครับ?"

"ค่ะ แม้วก็คือคนไทยนั่นเอง"

"ออไร๋ ถ้าหากว่าพวกแม้วผาม่วนข้าศึกของเราไม่มีปืนหรือลูกระเบิดใช้ เราก็จะใช้อาวุธตามแบบฉบับของพวกชาวเขา คือใช้ มีด, ดาบ, หอกและธนู อย่างไรก็ตามสงครามก็คือการยกพวกฆ่าฟันกัน ฝ่ายใดฆ่าฝ่ายหนึ่งได้มาก ฝ่ายนั้นก็ชนะ ไปเถอะครับ ไปเตรียมรบได้แล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วถ้ำใหญ่ คุณย่าทวดแห่งเวียงดอยเดินออกมาจากผนังถ้ำหรือช่องประตูกลนั้น คราวนี้นางเฒ่าผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรก็อยู่ในสภาพคางคกตายซาก มีรูปร่างผอมแห้ง ใบหน้าเหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง

"ว้าย!" นิกรร้องสุดเสียง "ที่รัก....ที่รักจ๋า กลับเข้าไปปลอมตัวเป็นสาวสวยเถิดกองคำ"

ยายแม่มดเงยหน้ามองดูนายจอมทะเล้นแล้วหัวเราะเสียงแหลมเล็กเหมือนเสียงนกชนิดหนึ่ง มือขวาของนางถือไม้หงิกงอซึ่งเป็นไม้เท้ากายสิทธิ์ มือซ้ายถือแส้หางวัว ท่อนบนสวมเสือยกทรงที่ขาดกะรุ่งกะริ่งผมเผ้ารุงรัง กลิ่นหอมจากกระแจะจันทน์กลายเป็นกลิ่นเหม็นสาบพอๆกับกลิ่นอีแร้ง

"พ่อหนุ่มเอ๋ย พ่อยอดดวงใจแห่งข้า ตูข้าจะออกไปจากถ้ำ ตูข้าก็ต้องอยู่ในสภาพเดิม มา-มาจูบกันอีกทีเถิดทูนหัว"

"อ้วก" นิกรร้องลั่นแล้วถอยหลังกรูด "อย่าเข้ามานะ อ๋อย....นี่น่ะเรอะเมียรักของฉัน"

นางแม่มดหัวเราะชอบใจ

"สังขารย่อมไม่เที่ยงแท้ อีกไม่ช้าเจ้าก็จะแก่เฒ่า มีร่างกายเหี่ยวย่นเช่นเดียวกัน ฟันของเจ้าจะหักไปทีละซีก หนักเข้าก็เหลือแต่เหงือก เนื้อของเจ้าจะตกกระไม่น่าดู ร่างของเจ้าจะเหมือนกับคางคกตายซาก มนุษย์ทั้งหลายเป็นอย่างนี้ เจ้ารังเกียจขยะแขยงคนแก่ เจ้าหัวเราะเยาะคนแก่ อีกหน่อยเจ้าก็ได้กับตัวเอง ชีวิตทุกชีวิตเกิดมาต่อสู้ เกิดมารับกรรม ตายเสียเมื่อไหร่นั่นแหละจึงจะผ่านกรรม ได้รับความสุขอันแท้จริง" พูดจบเฒ่ากองคำก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น "ข้าอยากตายเพื่อหนีความชราภาพแห่งข้า แต่เมื่อมันยังไม่ถึงที่ตาย ข้าก็ต้องมีชีวิตอยู่ชดใช้กรรมต่อไป ข้าเพิ่งมีผัวเมื่อข้าอายุ ๓๕๐ ปี และผัวของข้ามีอายุน้อยกว่าเหลนของเหลนข้าเสียอีก"

สุดาวดียกมือขวาประคองกอดยายแม่เฒ่า

"คุณย่าทวดขา คุณย่าทวดไม่เคยอ่อนแอเหมือนวันนี้เลย หลานเพิ่งได้เห็นน้ำตาของคุณย่าทวดในครั้งนี้"

"ก็เพราะตูข้าเสียตัวให้กับอ้ายหนุ่มหน้าทะเล้นผู้นี้นั่นเอง ข้าเคยคิดว่าข้าจะไม่ยอมให้ชายใดมาแตะต้องข้าในชาตินี้ แต่แล้วข้าก็หนีกรรมไม่พ้น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เลิกแล้วต่อกันนะครับคุณย่าทวด ผมไม่รับประทานอีกแล้ว เห็นคุณย่าทวดอยู่ในสภาพอย่างนี้คลื่นไส้เต็มทน"

"หน็อย คลื่นไส้ เมื่อคืนนี้หมาที่ไหนวะที่มันนอนกอดกู ออดออเซาะกูจนสว่าง พูดกะกูเสียไพเราะเพราะพริ้ง หนูยังงั้น หนูยังงี้ พี่รักหนู พี่จูบหนูแล้วพี่ชื่นใจจริงๆ"

"พอแล้ว!" นิกรตวาดแว้ด "ประเดี๋ยวอ้วกแตก ก็เมื่อคืนคุณย่าทวดเป็นสาวทีนเอจนี่นามาหลอกลวงทำลายความบริสุทธิ์ของผมแล้วยังจะมาพูดดีอีก"

สุดาวดีกลั้นหัวเราะแทบแย่ จูงมือยายเฒ่ากองคำพาเดินออกไปจากที่นั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามไปด้วย

คำพยากรณ์ของยายแม่มดเฒ่าเป็นไปโดยถูกต้อง

ในราว ๑๓.๐๐ น. เสียงกลองศึกก็ดังกระหึ่มขึ้นทั่วอาณาจักรน้อยๆของเวียงดอย ซึ่งที่ถูกควรจะเรียกว่าหมู่บ้านมากกว่า กองคอยเหตุได้กลับมารายงานให้สุดาวดีทราบว่ากองทัพผาม่วนซึ่งมีรี้พลประมาณ ๘๐๐ คน ได้เคลื่อนที่เข้ามาแล้ว และแบ่งแยกกำลังกันออกไปหลายพวกเพื่อทำการโอบล้อมเวียงดอย พระแม่เจ้าสั่งให้ พล พัชราภรณ์ ขุนทัพเวียงดอยเตรียมปะทะกับข้าศึกทันที

พลรบเวียงดอยเพียง ๔๕๐ คนต่างกระจายกำลังกันออกไปนอกหมู่บ้าน เข้าที่กำบังตามชะง่อนหินหรือสุมทุมพุ่มไม้ เตรียมยิงข้าศึกด้วยธนูอาบยาพิษ การป้องกันเวียงดอยเป็นไปตามแผนของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แนวต้านทานของเวียงดอยทุกแห่งอยู่ในที่กำบังอันมิดชิด และมีการติดต่อประสานงานกันเป็นอย่างดี

ทัพผาม่วนเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ตามลำดับ แต่เป็นไปอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้เพราะสุริยันขุนทัพผาม่วนรู้ดีว่าฝ่ายเวียงดอยจะมีคณะพรรคสี่สหายเป็นกำลังสำคัญ หากทัพผาม่วนประมาทข้าศึกแล้วก็อาจจะถูกโจมตีแตกพ่ายยับเยิน

โดยคำสั่งของ พล พัชราภรณ์ นิกรของเราอยู่ประจำแนวต้านทานด้านเหนือ คุมพลรบ ๗๕ คน เสี่ยหงวนอยู่ด้านใต้ มีทหารแม้วอยู่ในบังคับบัญชา ๗๕ คนเท่ากัน พลอยู่ด้านตะวันออกซึ่งเป็นด้านที่ติดต่อกับอาณาจักรผาม่วน จึงมีทหารถึง ๒๐๐ คน เจ้าแห้วอยู่ด้านตะวันตก มีทหารแม้ว ๗๕ คน พลแม้วที่เหลือประมาณ ๑๐๐ เศษ สำรองไว้เป็นกองหนุน ส่วนพวกผู้หญิง, เด็กและคนชราก็ต้องทำหน้าที่ช่วยรบ คือช่วยป้องกันเวียงดอยนั่นเอง

แนวต้านทานทั้ง ๔ ด้านอยู่ในความสงบ พล พัชราภรณ์ ติดต่อกับนิกร, กิมหงวนและเจ้าแห้วทางวิทยุสนามซึ่งนำมาจากกรุงเทพฯ นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถติดต่อกับท่านเสนาธิการใหญ่คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทางวิทยุสนามได้ด้วย การติดต่อจึงกระทำได้รวดเร็วได้เปรียบพวกข้าศึกซึ่งใช้วิธีการติดต่อด้วยการส่งคนวิ่งไปตามจุดต่างๆจนลิ้นห้อยไปตามกัน อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะของเขาไม่ได่นำอาวุธทันสมัยมาใช้ในการรบเลย ปืนกลมือ ปืนเล็กยาว และปืนพก ตลอดจนลูกระเบิดและดินระเบิดอย่างร้ายแรงคงเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักของสุดาวดี มีทหารรักษาอย่างแข็งแรง ซึ่งหมายถึงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ที่จอดอยู่ในที่ว่างหลังบ้านพักหรือวังของพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอยด้วย

๑๓.๓๐ น.

พล ผู้เป็นขุนทัพเวียงดอย ได้รับแจ้งทางวิทยุสนามจากนายจอมทะเล้นว่า พลรบผาม่วนประมาณ ๑๕๐ คน กำลังทำท่าจะบุกแนวต้านทางด้านเหนือ แล้วนิกรก็ขอคำสั่งจากพล

"จะให้กันทำยังไงว่ามาโว้ย?" เสียงนิกรพูดแจ๋วๆดังออกมาจากเครื่องรับส่งวิทยุสนามที่แนบอยู่กับหูพล "จะให้สู้หรือหนี บอกมาเร็ว"

"สู้ตายอ้ายกร"

"ว้า-กันยังไม่อยากตายนี่หว่า สับเปลี่ยนหน้าที่ให้กันหน่อยได้ไหม แกมาแทนกันทางด้านเหนือ แล้วกันจะไปบัญชาการรบทางด้านตะวันออก"

"อย่าแกล้งทำเป็นขี้ขลาดหน่อยเลยวะ พวกเราทุกคนรู้ดีว่าแกเป็นคนกล้าหาญ มีจิตใจเป็นนักสู้"

นิกรหัวเราะ

"ไม่สำเร็จ ให้แกยอกันอีกห้าวันห้าคืนใจกันก็ไม่สู้ เฮ้ยๆๆ! ข้าศึกบุกแล้วโว้ย! ส่งกำลังมาช่วยเร็ว"

พลไม่สามารถติดต่อทางวิทยุสนามกับนิกรได้อีกเพราะกองทหารผาม่วนทางด้านเหนือเปิดฉากโจมตีแล้ว นิกรจึงสั่งแม้วเวียงดอยในบังคับบัญชาของเขาสู้ตาย

เสียงโห่ร้องดังขึ้นบนไหล่เขาทางทิศเหนืออื้ออึงไปทั่ว พลรบผาม่วนแต่งชุดดำล้วนวิ่งประดาหน้ากันเข้ามา แต่แล้วทหารเวียงดอยก็พร้อมใจกันยิงด้วยธนูอาบยาพิษถูกไพร่พลของเจ้าชายสุบินล้มตายไปหลายคน ที่เหลือตายร้องตะโกนบอกกล่าวกันเป็นภาษาแม้วให้ล่าถอย ต่อจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ยิงกันด้วยลูกธนูในระยะห่างกันราว ๕๐ เมตร

เจ้าแม้วหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนสนิทของนิกรถือลูกตุ้มเหล็กสองอันวิ่งเข้ามาหานายจอมทะเล้น แล้วส่งลูกตุ้มเหล็กให้

"ใช้นี่เป็นอาวุธซีครับนาย แล้วนำพวกเราเข้าประจัญบาน ลูกตุ้มเหล็กนี่เหมาะที่สุดครับ ตีเบาะๆก็คอหัก"

นิกรมองดูลูกตุ้มเหล็กแล้วยิ้มแห้งๆ

"หนักข้างละเท่าไรน้องชาย?"

"ข้างละ ๓๐ กิโลเท่านั้นเองแหละครับ"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น

"แกคิดว่ากันเป็นหลีง่วนป่าหรืออย่างไร ไปหามาใหม่โว้ย เอาข้างละหนึ่งกิโลพอแล้ว อย่างนี้ไม่ต้องสู้กับข้าศึก พอยกขึ้นจะตีข้าศึกก็หลังหักหรือม่ายก็หกล้ม ถูกข้าศึกกระทืบสบายแฮไปเท่านั้น หาอาวุธให้มันเข้าท่ากว่านี้หน่อยซีเพื่อน กันอยากได้อาวุธยาวๆ"

เจ้าแม้วหนุ่มอมยิ้ม

"ยาวสักแค่ไหนล่ะครับ?"

"ได้สักร้อยเมตรก็ดี อาวุธยาวกันมีโอกาสเล่นงานข้าศึกได้ก่อนหรือม่ายก็ใช้กวาดข้าศึก หาไม่ไผ่ยาวๆเสี้ยมปลายให้แหลมมาให้กันสักลำก็ใช้ได้"

คนสนิทของนิกรหัวเราะหึๆ

"อย่างนี้ไม่เรียกว่ารบหรอกครับ ลงใช้ไม่ไผ่ทั้งลำเป็นอาวุธ ข้าศึกมันก็เพียงแต่คว้าปลายไม้ไผ่ไว้ แล้วพวกมันก็วิ่งเข้ามาฟันคอคุณขาดหรือตัวขาดสองท่อน เอาลูกตุ้มนี่แหละครับ ชาวแม้วกลัวนักรบที่ถือลูกตุ้มเหล็กเป็นอาวุธ เพราะเชื่อว่ามีกำลังเหมือนช้างสาร ถ้าคุณถือลูกตุ้มคู่นี้วิ่งนำหน้าพวกเราบุกเข้าไป พวกแม้วผาม่วนก็จะเสียขวัญแตกพ่ายยับเยิน โดยไม่ยอมตะลุมบอนกัน ถือไว้ซีครับ"

"ว้า" นิกรคราง "ถือลูกตุ้มเหล็กหนักข้างละ ๓๐ กิโลอย่างนี้ กันจะไปรบกับลิงที่ไหนเล่า ลูกตุ้มนี้แกเอามาจากไหนวะ?"

"อ๋อ ของพอผมครับ พ่อผมเคยเป็นยอดขุนพลแห่งขุนเขาตะนาวศรีมาแล้ว ตัวใหญ่กว่าผมมากครับ เสียงดังเหมือนฟ้าร้อง กระแอมทีเดียวยายแก่ตกใจช็อกตาย"

นิกรนิ่งคิดระหว่างที่ไพร่พลทั้งสองฝ่ายระดมยิงกันด้วยลูกธนูแต่ไม่ปรากฏว่าถูกใคร เพราะต่างฝ่ายหลบอยู่ในที่กำบังอันมิดชิด นายจอมจะเล้นมองดูลูกตุ้มเหล็กทั้งสองอันที่เจ้าหนุ่มแม้วผู้มีนามว่าหลินยื่นมาให้เขา แล้วนิกรก็ตัดใจเอื้อมมือรับลูกตุ้มเหล็กคู่นั้น เมื่อเจ้าหลินปล่อยมือที่จับลูกตุ้มออก นิกรก็ยืนตุปัดตุเป๋ เพราะน้ำหนักของลูกตุ้มทั้งสองข้างถ่วงตัวเขานั่นเอง เจ้าหนุ่มแม้วช่วยประคองนิกรไว้

"เข้มแข็งหน่อยซีครับเจ้านาย สั่งประจัญบานเถอะครับ พวกผมอยากจะเข้าตะลุมบอนกับพวกข้าศึกเต็มทนแล้ว"

นิกรแข็งใจมานะกัดฟันชูลูกตุ้มเหล็กข้างขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ประจัญบานโว้ยพวกเรา เอามันพวกเรา เอ้าเฮ"

ทหารเวียงดอยประมาณ ๗๕ คน ต่างลุกขึ้นจากที่มั่นวิ่งตรงเข้าไปหาข้าศึก ซึ่งในเวลาเดียวกันทหารผาม่วนก็วิ่งประดาหน้ากันเข้ามา แน่นอนละ การนองเลือดเนื่องจากตะลุมบอนกันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเพณีของชาวเขานั้น เมื่อมีการต่อสู้เกิดขึ้นแบบรบกัน หัวหน้าจะต้องนำหน้า พวกแม้วเวียงดอยทุกคนวิ่งเร็วมาก แต่เมื่อนิกรต้องแบกน้ำหนักลูกตุ้มเหล็กถึงสองอัน เขาจึงวิ่งอืดอาดล่าช้าเต็มทน พลพรรคทั้งหลายก็ไม่มีใครวิ่งออกหน้า

ในที่สุด ไพร่พลทั้งสองฝ่ายก็เข้าถึงตัวกันและสู้กันอย่างดุเดือดด้วยอาวุธดาบ ขุนพลแม้วผาม่วนร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่นควงดาบปรี่เข้ามาหานิกรและจ้วงฟันนายจอมทะเล้นของเราทันที

นิกรก้มศีรษะหลบคมดาบอย่างหวุดหวิด ขุนพลผาม่วนซึ่งเป็นเพื่อนเกลอของสุริยันฟันถูกอากาศดังวืดก็เสียหลักหัวคะมำวิ่งเข้ามาหานิกร นายจอมทะเล้นยื่นขาขวาออกไปข้างหน้า เจ้าหมอนั่นสะดุดเท้านิกรก็เสียหลักหกล้มป้าบ ดาบใหญ่ที่ถืออยู่ในมือหลุดกระเด็น นิกรปล่อยลูกตุ้มเหล็กในมือซ้ายหล่นลงบนพื้น แล้วใช้มือทั้งสองจับก้านลูกตุ้ม ยกลูกตุ้มที่มีอยู่ข้างเดียวกระแทกลงกลางศีรษะขุนพลผาม่วนเต็มรักไม่ผิดอะไรกับตำข้าว

"โพละ!"

นักรบฝีมือดีของผาม่วนศีรษะแหลกเหลว มันสมองไหลทะลักออกมาปนกับเลือด นิกรทำท่าจะเป็นลมเพราะความหวาดเสียวสยดสยองใจ แต่แล้วเขาก็ฝืนใจเต๊ะท่าทำเป็นวีรบุรุษแห่งดอยแม้ว เขายกเท้าขวาวางลงบนศพของนักรบหนุ่มแล้วชูลูกตุ้มในมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"แม้วผาม่วนจงดูนี่ นายของเจ้าถูกเราฆ่าตายแล้ว"

พลรบของเวียงดอยโห่ร้องเกรียวกราว ส่วนทหารผาม่วนพอเห็นนายตายก็เสียขวัญ ทิ้งอาวุธใส่ตีนหมาห้อแนบไปตามกัน ทหารเวียงดอยได้ทีก็บุกรุกไล่ฆ่าฟันพวกผาม่วนล้มตายเกลื่อนกลาด ที่รู้จักกันเป็นเพื่อนหรือเป็นญาติกันก็ทำเป็นรบกันอย่างส่งเดชเหมือนกับมวยล้ม แต่ที่โกรธเคืองกันมาแต่ก่อนหรือยืมสตางค์ไปแล้วไม่ใช้ก็สู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง

ในที่สุด เสียงเป่าเขาควายเป็นสัญญาณหยุดรบทางแนวรบด้านเหนือก็ดังขึ้น พลรบเวียงดอยต่างย่อยๆกันกลับมารวมพวกตามเดิม ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดีในความสามารถอาจหาญของนิกรที่เอาชนะนายกองผาม่วนได้ เจ้าแม้วหนุ่มคนหนึ่งโปรยยาหอมให้นิกรทันที

"เจ้านายแน่จริงๆครับ ควงลูกตุ้มแคล่วคล่องว่องไวอย่างไม่น่าเชื่อ"

"ปู้โธ่" นิกรร้องลั่น "ควงกะหอกอะไรเล่า เพียงแต่ยกมันขึ้นก็แทบจะยกไม่ไหวอยู่แล้ว"

"แน่ะ เจ้านายท่านถ่อมตัวโว้ยพวกเรา" ใครคนหนึ่งร้องขึ้น "นี่แหละโว้ย หลีง่วนป่าจอมลูกตุ้มสมัยแผ่นดินถังกลับชาติมาเกิดละ ดูให้ดีเถอะพวกเรา หน้าตาของเจ้านายคล้ายกับหลีง่วนป่ามาก"

คราวนี้นิกรยิ้มแก้มแทบแตก เขาภาคภูมิใจที่ถูกชมว่าเขาคล้ายกับหลีง่วนป่า ยอดทหารเสือของจีนในสมัยโน้น เขากวักมือเรียกเจ้าแม้วหนุ่มคนสนิทของเขาให้เข้ามาหา แล้วขอเครื่องรับส่งวิทยุโทรศัพท์สนามที่สะพายอยู่บนบ่า เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ที่มีนามว่าหลินรีบปลดลงมาส่งให้นิกรทันที นายกองใหญ่แห่งแนวต้านทานด้านเหนือของเวียงดอยจัดแจงพูดวิทยุแจ้งข่าวชัยชนะไปให้ พล พัชราภรณ์ ขุนทัพเวียงดอยทราบ

"ฮัลโหล กรเรอะ ว่ายังไงเพื่อน"

"มีข่าวดีโว้ยพล ทหารผาม่วนร้อยคนได้ประจัญบานกับพวกเราอย่างดุเดือด กันได้สู้รบกับนายทหารข้าศึกคนหนึ่งตัวต่อตัว อ้ายหมอนั่นมีดาบใหญ่เป็นอาวุธว่ะ"

"แล้วแกล่ะ?"

"กันใช้ลูกตุ้มเหล็ก"

"ฮ้า! แกน่ะเรอะใช้ลูกตุ้มเหล็ก?" พลถามอย่างสงสัย

"เออ กันรบกับนายกองผาม่วนได้ในราว ๕,๐๐๐ เพลง อ้ายหมอนั่นเสียท่า เลยถูกกันฟาดด้วยลูกตุ้มเหล็กกบาลแบะม่องเท่งไปแล้ว พวกทหารผาม่วนเห็นนายตายก็หนีเตลิดเปิดเปิงไปหมด ทิ้งศพพวกมันไว้ประมาณ ๒๐ คนเห็นจะได้"

"ไม่อยากเชื่อข่าวของแกเลยโว้ย แกสาบานได้ไหมว่าที่แกบอกกันนี้เป็นความจริง ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่แกจะพูดเล่นสนุกๆนะจะบอกให้ เรากำลังทำศึกกับพวกผาม่วน ถ้าแกส่งข่าวเท็จทัพเวียงดอยก็อาจจะแตกพ่ายได้"

"โธ่-ให้ดิ้นตายเถอะวะ กันชนะจริงๆ กันกำลังเป็นวีรบุรุษของพวกแม้วเวียงดอยทางด้านนี้ พลรบในบังคับบัญชาของกันตื่นเต้นในฝีมือและฝีตีนของกันมาก"

เสียง พล พัชราภรณ์ หัวเราะเบาๆ

"ดีมาก คนของแกมีใครบาดเจ็บบ้างไหม?"

"มีคนเดียว ถูกยิงที่สะดือพอดี ลูกธนูเสียบสะดือทะลุออกทางข้างหลัง"

"ถ้ายังงั้นแกรีบจัดการส่งตัวเขามาให้ดิเรกเดี๋ยวนี้"

"ไม่ต้องหรอก เขาตายเสียแล้ว ตอนแรกเขาก็กระโดดโลดเต้นไชโยโห่ร้องดีใจที่พวกข้าศึกแตกพ่ายไป แต่พอเขาก้มลงมองดูท้องของเขา แลเห็นลูกธนูเสียบอยู่ที่สะดือ เขาก็ล้มลงชักดิ้นชักงอร้องครวญครางสักครู่ก็ม่องเท่ง"

"แกพูดอะไรเป็นเล่นเสมอ" พลดุ "รักษาแนวที่มั่นของแกไว้ให้ดีนะ ถ้าถูกโจมตีอีก แกกับพลพรรคของแกจะต้องสู้แบบยอมตายถวายชีวิตเข้าใจไหม?"

"เข้าใจ ส่งเสบียงมาให้บ้างซีโว้ย ข้าวเหนียวนึ่งกับเนื้อย่างก็ยังดี ทหารจะทำการรบได้ดีก็ต่อเมื่อท้องอิ่ม แนวอื่นๆเป็นยังไงบ้าง?"

พลว่า "กันได้รับรายงานจากอ้ายหงวนว่า ขณะนี้ทหารผาม่วนหนึ่งกองร้อย กำลังชุมนุมพลกันอย่างหนาแน่นเพื่อจะบุกด้านนั้น แต่อ้ายเสี่ยรับรองว่ามันกับทหารเวียงดอย ๗๕ คนพร้อมที่จะสู้ตาย เลิกกันโว้ยอ้ายกร กันจะติดต่อกับอ้ายเสี่ยและด้านอื่นๆ และต้องรายงานการเคลื่อนไหวของข้าศึกไปให้คุณอาทราบทุกระยะไป ขอให้แกโชคดีนะ"

เราจะได้พาท่านผู้อ่านไปยังแนวต้านทานทางด้านใต้ของเวียงดอย ณ บัดนี้

ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันอบอุ่นในตอนบ่าย นายกองกิมหงวนของเรากำลังเตรียมรับข้าศึกอย่างเต็มที่ อาเสี่ยแต่งกายแบบนักรบแม้ว ที่คอสวมห่วงเหล็กเงินถึง ๓ ห่วง เขานั่งอยู่บนหลังม้าแกลบตัวหนึ่ง ม้าศึกตัวนี้ตัวโตกว่าหมาฝรั่งขนาดใหญ่เพียงเล็กน้อย ดังนั้นเท้าทั้งสองข้างของเสี่ยหงวนจึงลากดิน อาเสี่ยถือขวานรูปพระจันทร์ครึ่งซีกซึ่งเป็นขวานหน้าใหญ่ด้ามยาวราวสองเมตรเป็นอาวุธ เขาขี่ม้าเดินตรวจพลรบในบังคับบัญชาของเขา ซึ่งซุ่มซ่อนตัวอยู่ตามระหว่างซอกหินหรือสุมทุมพุ่มไม้ ในเวลาเดียวกันนี้เอง พลรบผาม่วนหนึ่งกองร้อยในบังคับบัญชาของเลาจงเจ้าแม้วหนุ่มซึ่งเป็นนักรบฝีมือดีคนหนึ่ง กำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างเงียบๆเพื่อทำการจู่โจมโดยไม่ให้พวกเวียงดอยรู้ตัว เลาจงแต่งเครื่องรบครบครัน สะพายธนูและกระบอกใส่ธนูไว้บนบ่า มือขวาถือตะบองเหล็กหนักถึง ๑๐๐ ชั่ง นักรบผาม่วนผู้นี้มีกำลังวังชาผิดมนุษย์ เคยต่อสู้กับเสือโคร่งด้วยมือเปล่ามาแล้ว และเคยชักเย่อกับช้างตัวต่อตัว ซึ่งปรากฏว่าช้างแพ้เลาจง บรรดาแม้วทั้งหลายนั้นส่วนมากมักจะมีชื่อคำเดียว ผู้ชายมีคำว่าเลาหรือเล่านำหน้า ชื่อเพราะๆเป็นต้นว่า วีระศักดิ์, เฉลิมชัย หรือวิบูลย์วงศ์ ไม่ปรากฏ

เมื่อนักรบผาม่วนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในระหว่างสุมทุมพุ่มไม้ พลพรรคเวียงดอยแลเห็นเข้าก็ร้องเอะอะบอกกล่าวกัน ครั้นแล้วลูกธนูอาบยาพิษก็ถูกระดมยิงไปยังจุดนั้น เลาจงรู้ทันทีว่าทหารของเขาเคลื่อนที่เข้ามาถึงแนวถึงแนวต้านทานของเวียงดอยแล้ว เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ผู้ทรงพลังปานเฮอร์คิวลิสร้องตะโกนสั่งให้พลรบของเขาตะลุมบอนทันที

นักรบผาม่วนต่างโห่ร้องถืออาวุธคู่มือวิ่งประดาหน้ากันเข้ามาอย่างกล้าหาญ เสี่ยหงวนกวัดแกว่งขวานคู่มือร้องออกคำสั่งด้วยเสียงเด็ดขาด

"ตะลุมบอนโว้ย เอาโว้ย สู้มันพวกเรา ถ้าสู้ไม่ไหววิ่งหนีโว้ย ตัวใครตัวมัน"

พลพรรคเวียงดอยต่างวิ่งเข้าหาข้าศึก กิมหงวนขี่ม้าแกลบนำหน้า แต่แล้วเจ้าม้าหนุ่มผู้น่าสงสารก็หมดแรงล้มลง ทำให้นายกองกิมหงวนพลัดตกจากหลังม้ากลิ้งไปหลายทอด อย่างไรก็ตาม อาเสี่ยรีบลุกขึ้นมาได้ ควงขวานเข้าฟาดฟันทหารของตัวเองเพราะความมึนงงที่ตกม้านั่นเอง

ทหารเวียงดอยต่างยกอาวุธปิดป้องคมขวานของกิมหงวน แล้วใครคนหนึ่งก็รีบร้องบอก

"ฟันข้าศึกซีครับนาย โน่น-ข้าศึกอยู่ทางโน้น"

เสี่ยหงวนหายงงแล้ว เขานำทหารบุกเข้าประจัญบานกับพลพรรคผาม่วนทันที แม้วต่อแม้วรบกันอย่างดุเดือด เสียงดาบต่อดาบกระทบกันดังฉาดฉับตลอดเวลา ใครพลาดนิดเดียวก็ถูกฟันแขนขาดหรือคอขาด กำลังรบทั้งสองฝ่ายมีจำนวนพอๆกัน เสี่ยหงวนมีความกล้าอย่างบ้าบิ่นก็เพราะเขาดื่มเหล้าเสียจนเมา และเมื่ออาเสี่ยเมาเหล้าแล้ว เขาก็กลายเป็นนักสู้ที่เห็นว่าความตายเป็นเรื่องเล็ก

ขวานของอาเสี่ยตัดคอทหารข้าศึกขาดกระเด็นไปสามสี่คนแล้ว แม้วผาม่วนเสียขวัญล่าถอยกรูด กิมหงวนฟาดฟันซ้ายขวาอย่างแคล่วคล่อง พวกแม้วเวียงดอยเห็นนายกองของตนกล้าหาญชาญชัยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ก็ย่ามใจ รุกไล่ข้าศึกอย่างสนุกสนาน

เลาจงแลเห็นพลรบของเขาถอยร่นลงเช่นนั้นก็เดือดดาลอย่างยิ่ง อัศวินผาม่วนควงตะบองเหล็กร้องสั่งทหารไม่ให้ถอย แต่พวกทหารพากันโต้เถียงว่า นายกองเวียงดอยใช้ขวานฟันพวกเขาตายหลายคนแล้ว เขาจึงต้องใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง

ในที่สุดเลาจงกับเสี่ยหงวนก็ได้เผชิญหน้ากัน ขุนพลทั้งสองวิ่งเข้ามาหากันแล้วหยุดชะงัก ต่างฝ่ายต่างนึกเกรงกลัวฝีไม้ลายมือของอีกฝ่ายหนึ่ง

"ว้าก...." กิมหงวนตวาดเสียงดังราวกับฟ้าร้อง "ท่านแซ่ใด ชื่อใด?"

เลาจงหัวเราะหึๆ

"เราไม่ได้เล่นงิ้วโว้ย เรารบกันจริงๆ ข้าชื่อเลาจงเป็นทหารเอกคนหนึ่งของเจ้าชาย"

"เจ้าชายกระเบนหรือยังไง"

"เจ้าชายสุบินโว้ย ไม่ใช่เจ้าชายกระเบน เจ้าเป็นใครวะ?"

"พูดให้น่าฟังหน่อยซีอ้ายน้องชาย เดี๋ยวนี้เขาพูดคุณผมและพูดขอรับกันทั้งนั้น"

"อ๋อ นี่มันเมืองแม้วบ้านป่าเมืองเถื่อนโว้ย คนในกรุงเทพฯแท้ๆยังพูดจาโฮกฮากไม่น่าฟัง ยิ่งมีเงินหรือเป็นใหญ่เป็นโตยิ่งพูดห้วนๆกระโชกโฮกฮาก"

"เออ จริงของแกว่ะ กันชื่อกิมหงวน อ้ายน้องชาย"

"แซ่อะไร?"

"แส้ปัดยุง" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "กระบองที่แกถือน่ะ กระบองเหล็กใช่ไหม?"

"ใช่ หนักร้อยชั่งพอดี รบกันหรือยังล่ะพี่ชาย กันไม่ได้ฆ่าคนมาหลายเดือนแล้ว วันนี้กันต้องฆ่าแก"

กิมหงวนโกรธจนตัวสั่น เขาร้องขึ้นสุดเสียง

"ว้าก...."

เลาจงทำหน้าชอบกล

"แกจะร้องทำไมวะ ต่อให้แกแผดเสียงจนคอหอยแตกกันก็ไม่กลัวแก พวกแม้วไม่กลัวคนเสียงดังหรอก"

"แล้วแกกลัวอะไร?"

"กลัวโปลิศน่ะซี มา-มารบกันโว้ยอย่าร่ำไร อย่างมากแกสู้กันได้เพียง ๑๐ เพลงเท่านั้น ถึงแกยกขวานรับ ด้ามขวานของแกก็ต้องหัก เพราะทานตะบองเหล็กของกันไม่ได้"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ

"ถ้ายังงั้น ขอทดสอบฝีมือแกหน่อย ให้มันรู้ไปทีเถอะว่า ตะบองมันจะแน่กว่าขวาน เข้ามา อ้ายน้องชาย ถ้าแกถูกกันฆ่าตาย แกเป็นผีอย่าหลอกกันนะโว้ย บอกไว้เสียก่อน ไม่ต้องจองเวรจองกรรมกัน เราสู้รบกันอย่างลูกผู้ชาย"

พลรบทั้งสองฝ่ายหยุดรบกันแล้วหลังจากใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นว่า ควรจะดูนายกองกับนายกองสู้รบกันดีกว่า แม้วเวียงดอยกับแม้วผาม่วนต่างเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมรอบกิมหงวนและเลาจง พวกแม้วเหล่านี้รู้จักกันทั้งนั้น บ้างก็เป็นเพื่อนหรือเป็นญาติกันด้วยซ้ำไปจึงพูดคุยกันอย่างสนิทสนม มีการเล่นพนันต่อรองกันด้วยขณะที่อาเสี่ยกับเลาจงรำอาวุธเข้าหากัน

"ต่อเลาจงสิบเอาหนึ่งโว้ย เสมอเป็นแพ้" พลรบซึ่งเป็นลูกน้องของกิมหงวนคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่แม้วทั้งหลาย เลาจงควงตะบองเหล็กแคล่วคล่องว่องไว ส่วนเสี่ยหงวนก็รำขวานได้ดีพอใช้ ทั้งสองฝ่ายร่ายรำทำท่าจดๆจ้องๆกันอยู่นาน ใครคนหนึ่งรำคาญเต็มทนก็ตะโกนขึ้น

"รบกันเสียทีซีครับเจ้านาย รำอยู่หลายนาทีแล้ว"

กิมหงวนกระโดดเข้าจ้วงฟันเลาจงทันที เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ยกตะบองเหล็กขึ้นรับขวานแล้วตีตอบเต็มแรง ถึงแม้เสี่ยหงวนรับไว้ได้ แรงเหวี่ยงและน้ำหนักของตะบองก็ทำให้กิมหงวนเซถลาออกไปหลายก้าวถึงกับเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้น อย่างไรก็ตาม นายกองกิมหงวนก็รีบลุกขึ้นตั้งหลักมั่น

เลาจงเดินย่างสามขุมเข้ามาหา

"อ้ายเพื่อนเกลอ ศีรษะของเจ้าจะต้องแหลกเหลวด้วยตะบองคู่มือของข้า ถ้ารักตัวกลัวตายก็วางขวานทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าคำนับเราเสียโดยดี"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"แก่เรื่องจีนไปหน่อยแล้วอ้ายเวร คนอย่างกันเรื่องตายเป็นเรื่องขี้ผงโว้ย อย่าบุ่มบ่ามเข้ามานะ ถูกของวิเศษของกันเข้าจะว่าไม่บอก"

เลาจงหยุดชะงัก แต่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งร้องตะโกนบอก

"อย่าเสียขวัญซีครับนาย ของวิเศษน่ะมันมีแต่ในเรื่องจีน เอาเลยครับ รีบตีเมืองเวียงดอยให้ได้เร็วๆ ผมหิวฝิ่นเต็มทนแล้ว"

เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ถือตะบองเหล็กคู่มือเต้นเท้าเข้ามาหา กิมหงวนยืนถ่างขาเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าแล้วยกมือซ้ายขึ้นทำท่าเหมือนจะปล่อยของวิเศษ เลาจงเห็นเช่นนั้นก็ถอยหลังกรูด อาเสี่ยลดมือลงแล้วหัวเราะชอบใจ

"ล้อล่นโว้ยอ้ายน้องชาย สมัยนี้มันสมัยจรวดและนิวเคลียร์ ของวิเศษที่ออกมาตามมือหรือตามช่องสะดือน่ะมันเสื่อมไปนานแล้ว"

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ลำบากนักก็อย่ารบกันเลยโว้ย มวยล้มหรือยังไง ท่านเลาจงไม่สู้เขาก็วางอาวุธยกมือไหว้เขาเสียเถอะ"

เลาจงถูกลูกน้องประณามเช่นนี้ก็เดือดดาล ควงตะบองเข้าฟาดฟันกิมหงวนทันที อาเสี่ยยกขวานขึ้นป้องปิดอุตลุดและล่าถอย เนื่องจากสู้แรงปะทะของเลาจงไม่ได้ แล้วกิมหงวนก็บอกตัวเองว่า ถ้าหากว่าเขาขืนต่อสู้กับเลาจงโดยอาศัยขวานคู่มือเพียงอย่างเดียว ก็คงปราชัยเลาจงอย่างไม่มีปัญหา ทุกครั้งที่เลาจงตีเขาและเขารับไว้ได้ ข้อมืออาเสี่ยก็สั่นสะเทือนแทบจะปล่อยขวานหน้าใหญ่หลุดจากมือ เขาจำเป็นจะต้องใช้กลยุทธของมวยไทยเข้าช่วย ซึ่งมวยไทยนั้นเป็นวิชาการต่อสู้กันที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

อาเสี่ยเต้นเท้าแบบมวยไทยทันที มือทั้งสองกำด้ามขวานยื่นออกไปข้างหน้า เมื่อเลาจงปรี่เข้ามาเงื้อตะบองขึ้นจะตีเขา กิมหงวนก็สืบเท้าเข้าไปหาแล้วยกเท้าขวาเตะใต้บานพับขาซ้ายของเลาจงเสียงดังฉาด

ขุนพลร่างใหญ่ถูกเตะอย่างจังก็เสียหลังล้มลงก้นกระแทกพื้น แทนที่กิมหงวนจะถือโอกาสเข้าซ้ำเติม เขากลับยืนอมยิ้มนิ่งเฉย

"ลุกขึ้นมาอ้ายน้องชาย ระวังตัวหน่อยซี"

เลาจงคว้าตะบองเหล็กลุกขึ้น แต่ขาข้างซ้ายของเขาขัดยอกไปแล้ว เขาเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาหาคู่ต่อสู้และยกตะบองเหล็กขึ้นหวดแบบเสือลากหาง กิมหงวนกระโดดถอยหลังหลบตะบองได้อย่างหวุดหวิด เมื่อเลาจงปราดเข้ามา อาเสี่ยก็เตะด้วยเท้าขวาอีกทีหนึ่งถูกใต้บานพับขาซ้ายของเลาจงอย่างเหมาะเจาะ เลาจงตัวลอยแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้น ตะบองเหล็กกระเด็นไปทางหนึ่ง กิมหงวนปราดเข้ามายกขวานจี้คอหอยคู่ต่อสู้พลางพูดเสียงกร้าว

"แกไม่มีทางสู้กันแล้วเลาจง กันขยับแขนทีเดียวคอแกก็ขาด ว่ายังไงน้องชาย"

ขุนพลผาม่วนหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย เขายกมือไหว้กิมหงวนยอมจำนนโดยดี

"กันยอมแพ้แกแล้วอ้ายเพื่อนเกลอ ให้ดิ้นตายเถอะวะ แกเป็นนักรบที่มีฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ แกใช้ตีนได้รวดเร็วและหนักแน่นมาก เตะกันเสียลุกไม่ขึ้นแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"เขาเรียกเท้าโว้ยอ้ายน้องชาย ตีนน่ะมันคำหยาบ ไม่สุภาพ"

"แต่ปู่ย่าตายายของกันก็เรียกตีนกันทั้งนั้น พวกเราใช้ภาษาไทยแท้หรือคำง่ายๆ กินข้าวไม่เรียกรับประทานข้าว ขี้มูกไม่เรียกอุจจาระมูก หัวลำโพงไม่เรียกศีรษะลำโพง อ้า-แกจะจัดการกับกันอย่างไรต่อไปบอกกันหน่อยซี"

อาเสี่ยหันไปดูพรรคพวกของเขาแล้วกล่าวถาม

"เอายังไงดี ปล่อยมันไปหรือ?"

เจ้าแม้วหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาอาเสี่ยแล้วส่งเครื่องรับส่งวิทยุสนามให้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"ถามคุณพลซีครับ พูดวิทยุถามไป"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย เขาเปิดเครื่องรับส่งวิทยุโทรศัพท์ แล้วยกขึ้นพูดติดต่อกับขุนทัพเวียงดอยทันที

"ฮัลโหล กิมหงวนพูดโว้ย"

"ดีแล้ว กำลังรอฟังข่าวจากแกทีเดียว เมื่อสักครู่กันได้ยินเสียงโห่ร้องทางด้านใต้ ข้าศึกเข้าโจมตีแนวต้านทานของแกใช่ไหม?"

"ใช่ กันกับพลรบของกันได้ประจัญบานกับข้าศึกอย่างน่าตื่นเต้นหวาดเสียวแต่ไม่ดุเดือดโว้ย ทั้งสองฝ่ายตายไม่กี่คน มันรบกันเหยาะๆแหยะๆเหมือนมวยล้มว่ะ"

"แล้วยังไง ด้านนั้นเลาจงเป็นหัวหน้าทหารผาม่วน"

"ถูกแล้ว กันได้รบกับเลาจงตัวต่อตัว และขณะนี้กันจับตัวเลาจงไว้ได้ บอกมาเร็วโว้ย จะให้กันจัดการกับนายทหารผาม่วนคนนี้ต่อไปอย่างไร?"

"ตัดคอมันเสียด้วยขวานของแก"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"ไม่ไหวโว้ย เสียวไส้ทำไม่ลง"

"ถ้ายังงั้นก็จับมันมัดมือไขว้หลังแล้วให้ทหารของแกเอามาส่งกัน ส่วนทหารเลวปล่อยมันไปเถอะ ความจริงก็ล้วนแต่ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงกับพวกแม้วเวียงดอยทั้งนั้น ศึกครั้งนี้เกิดขึ้นก็เพราะสุริยันคนเดียว มันกำลังจะยกทหารเข้าตีทางด้านของกันโว้ย พลรบผาม่วนประมาณ ๕๐๐ คนชุมนุมกันอย่างคับคั่ง ขณะนี้ทางด้านตะวันตกก็กำลังจะถูกบุก"

"อ้ายแห้วสู้ไหวหรือ?"

"มันรับรองว่าสู้ได้ เพราะอ้ายแห้วกับทหารเวียงดอยอยู่ในที่สูง พลรบผาม่วนจะต้องบุกขึ้นมาตามความลาดชันของภูเขา ภูมิประเทศตอนนั้นก็เป็นที่โล่ง อ้ายแห้วกับพลรบเวียงดอยคงใช้ธนูเลือกยิงพวกข้าศึกอย่างสบาย กันขอชมเชยความสามารถของแกอ้ายเสี่ย อย่างนี้ซีวะถึงจะเรียกว่านายกองใหญ่ ระวังรักษาแนวของแกไว้ ข้าศึกอาจจะยกกำลังเข้าตีอีกเพราะเรายังไม่รู้ว่าเจ้าชายสุบินจะเข้าตีทางด้านไหน ส่งคนไปลาดตระเวนแล้ว เลิกกันนะ"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

การป้องกันรักษาเมืองเวียงดอยตามแผนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสุดาวดีและยายเฒ่าแม่มดอยู่ที่กองบัญชาการรบคือที่บ้านพักของพระแม่เจ้านั่นเอง วิทยุสนามช่วยให้การติดต่อเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วทันใจดีกว่าโทรศัพท์เสียอีก

ขณะนี้นักรบผาม่วนหนึ่งกองร้อยกำลังเตรียมการเข้าตีด้านตะวันตก ซึ่งเจ้าแห้วทำหน้าที่ป้องกันด้านนี้ มีทหารเวียงดอยอยู่ในบังคับบัญชา ๗๕ คน เจ้าแห้วมีวิธีการต่อสู้ข้าศึกอย่างน่าประหลาดและแหวกแนว คือใช้โอ่งดินขนาดย่อมมีฝาปิดรวม ๖ ใบตั้งเรียงรายบนปลายสันเขาตอนนั้น เตรียมไว้ทำลายข้าศึก โอ่งดินทั้ง ๖ ใบมีผึ้งทั้งรังบรรจุอยู่ ซึ่งเจ้าแห้วใช้ให้พวกแม้วไปหาผึ้งมาให้สำหรับใช้เป็นอาวุธลับ ผึ้งรังใหญ่ทั้ง ๖ รังกำลังโมโหโกรธาอย่างยิ่งที่พวกมันถูกจับมาขังอยู่ในโอ่งดินซึ่งมีแต่ความมืดและเนื้อที่ก็จำกัด

ขณะนั้นเป็นเวลา ๑๔.๓๐ น. เศษ

เจ้าแห้วแต่งกายแบบนักรบแม้ว ถือปังตอขนาดใหญ่เป็นอาวุธคู่มือยืนสังเกตุการณ์อยู่เบื้องหลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง พลรบเวียงดอยในบังคับบัญชาของเจ้าแห้วซุ่มซ่อนอยู่เรียงราย

ความเงียบปกคลุมไปทั่วขุนเขา ได้ยินแต่เสียงลมพัดและนกร้อง เมื่อทหารผาม่วนปรากฏตัวออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้เบื้องล่าง เจ้าแห้วก็ใจหายวาบหน้าถอดสีทันที เขารีบหยิบวิทยุสนามที่วางอยู่บนก้อนหินลงมาพูดติดต่อกับพล

"ฮัลโหล รับประทานผมนายกองแห้วพูดครับ"

"เออ ว่ายังไง"

"รับประทานข้าศึกกำลังจะโจมตีแนวของผมเดี๋ยวนี้แหละครับ รับประทานขอคำสั่งล่าถอยด่วนครับ"

"ถ้าแกถอยกลับมาฉันจะยิงเป้าแก ทหารเวียงดอยต้องสู้ตายถอยไม่ได้เข้าใจไหม ปฏิบัติหน้าที่ของแกต่อไป"

เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน วางเครื่องรับส่งวิทยุสนามลงบนก้อนหินใหญ่ก้อนนั้นตามเดิม ทันใดนั้นเองพลรบผาม่วนก็โห่ร้องขึ้นพร้อมๆกันแล้ววิ่งประดาหน้ากันขึ้นมาบนสันเขาซึ่งมีความลาดชันราว ๔๕ องศา แต่มีต้นไม้และก้อนหินเกลื่อนกลาดพอยึดเหนี่ยวตัวหรือพักอาศัยกำบังตัว อย่างไรก็ตามแม้วผาม่วนชำนาญในการขึ้นเขามาก เขาวิ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

"ทหาร ทุ่มโอ่งลงไป"

โอ่งดินขนาดกลางรวม ๖ โอ่งถูกทิ้งลงไปสู่เบื้องล่างทันที มันกลิ้งขลุกๆหมุนติ้ว ฝาโอ่งหลุดกระเด็นไปแล้ว พวกผึ้งที่อยู่ในโอ่งเวียนหัวไปตามกัน โอ่งเหล่านี้กระทบก้อนหินหรือกระทบต้นไม้แตกกระจาย ผึ้งป่าแตกฮือออกมาจากโอ่ง และแล้วฝูงผึ้งก็แยกย้ายกระจายกำลังกันเข้าโจมตีพลรบผาม่วนอย่างดุเดือดที่สุด

นักรบผาม่วนกองร้อยกล้าตายกองร้อยนี้ถูกผึ้งต่อยกระโดดโลดเต้นไปตามกัน ต่างยกมือขึ้นป้องปัดพัลวัน บ้างก็ร้องโอดโอยวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ฝูงผึ้งติดตามโจมตีไม่ลดละ ผึ้งบางตัวใช้วิธีดำทิ้งระเบิดคือหุบปีกทิ้งตัวลงมาแล้วต่อยศีรษะทหารผาม่วน ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นทั่วทั้งกองร้อย ข้าศึกหลบหนีเข้าป่าถูกผึ้งต่อยหน้าปูดโปไปตามกัน

เจ้าแห้วยืนหัวเราะงอไปงอมาชอบใจที่พวกข้าศึกกระโดดโลดเต้นเกาโน่นเกานี่เหมือนลิง เจ้าแห้วหัวเราะจนน้ำตาไหลพราก จนกระทั่งเจ้าแม้วหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาสะกิดเขา

"นาย นายครับ"

"หือ ว่ายังไงน้องชาย"

เจ้าหมอนั่นชี้มือลงไปข้างล่างแล้วพูดละล่ำละลัก

"ผึ้งฝูงหนึ่งกำลังบินมารวมกลุ่มตรงมาทางพวกเราครับ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"บรรลัยแน่ ทุกขโตทุกขถานัง เปิดโว้ยพวกเรา ตัวใครตัวมัน มันมาถึงแล้ว"

ฝูงผึ้งนับพันตัวบินรี่เข้ามาโจมตีทหารเวียงดอยซึ่งรักษาที่มั่นอยู่ทางด้านตะวันตกทันที ทั้งเจ้าแห้วและพลรบเหล่านั้นถูกผึ้งต่อยอุตลุด ต่างคนต่างวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง ฝูงผึ้งติดตามโจมตีไม่ลดละ มันเป็นสัตว์ที่มีความรักสามัคคีต่อกันอย่างยิ่งและกล้าหาญที่สุด กล้าหาญยิ่งกว่ามนุษย์เป็นไหนๆ เพราะผึ้งนั้นถ้ามันต่อยศัตรูของมันปล่อยเหล็กในฝังอยู่ในตัวศัตรูแล้ว มันก็ต้องสิ้นชีวิตในชั่วโมงนั้นเอง ซึ่งเหล็กในก็เปรียบได้กับหัวใจของผึ้ง อย่างไรก็ตามผึ้งทุกตัวจะต่อสู้กับศัตรูทุกโอกาสโดยไม่คำนึงถึงความตาย

บัดนี้ สุริยัน ขุนทัพผาม่วนได้รู้ความจริงแล้วว่า กองทัพน้อยๆของเวียงดอยที่มีศาสตราจารย์ดิเรกและคณะเป็นกำลังสำคัญนั้นมีความเข้มแข็งมาก ทหารผาม่วนได้เข้าตีด้านเหนือ ด้านใต้ และด้านตะวันตกถึง ๓ ด้าน เพื่อหยั่งกำลังและหวังจะบุกทะลวงเข้าไปในเมือง แต่แล้วก็ได้รับการต้านทานอย่างเหนียวแน่น ถูกตีโต้แตกพ่ายยับเยิน มิหนำซ้ำยังเสียทหารเอกไป ๒ คน ซึ่งคนหนึ่งถูกจับเป็นเชลยคือเลาจงที่ได้สู้รบกับอาเสี่ยกิมหงวน

สุริยันรุดเข้าเฝ้าเจ้าชายหนุ่มประมุขแห่งแม้วผาม่วน ซึ่งพระองค์ได้ชุมนุมไพร่พลอยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองเวียงดอย

"กองทหารของเราทางด้านตะวันตกแตกพ่ายอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทหารของพระองค์ทั้งกองร้อยวิ่งหนีป่าราบจนคุมกันไม่ติด"

เจ้าชายหนุ่มวัยเบญจเพสรูปร่างผอมบางและพระวรกายเหลือง พระโอษฐ์แบะบานเนื่องจากอมกล้องยาฝิ่นเสียเคยชิน ทรงฟังสุริยันกราบทูลอย่างหวั่นพระทัย

"ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าหน่วยคอมมานโดของข้าต้องปราชัยข้าศึกที่มีกำลังเพียงไม่กี่คน เป็นความจริงหรือสุริยัน?"

"พ่ะย่ะค่ะ เป็นความจริงที่ไม่มีความเท็จแฝงอยู่เลย ข้าศึกใช้วิธีต่อสู้แบบแหวกแนวพ่ะย่ะค่ะ"

"หา! มันทำยังไง?"

"เอาผึ้งทั้งรังจับใส่โอ่งน้ำใบเล็กๆไว้พ่ะย่ะค่ะ พอพวกเราบุกขึ้นไป ข้าศึกก็ทุ่มโอ่งลงมาข้างล่าง เมื่อโอ่งแตกผึ้งก็ออกมาไล่ต่อย หน่วยกล้าตายกลายเป็นนักวิ่งเร็วไปตามกัน ทุกคนต้องวิ่งหนีเข้าป่าพ่ะย่ะค่ะ"

เจ้าชายสุบินทรงนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ถ้ายังงั้นข้าจะทุ่มกำลังทั้งหมดบุกเข้าตีทางด้านตะวันออกนี้ เจ้าส่งคนไปติดต่อกับพวกเราทางด้านต่างๆให้ถอนกำลังมาทางนี้ให้หมด แต่การถอนตัวอย่าให้ข้าศึกสังเกตเห็นได้ ข้าจะนำทัพผาม่วนบุกเข้าตีเมืองเวียงดอยในราวห้าโมงเย็นนี้เป็นอย่างช้า เพราะเราจะต้องยึดเมืองให้ได้ก่อนสิ้นแสงตะวัน มิฉะนั้นพวกเราอาจจะเกิดสู้รบกันเองในเวลากลางคืน ซึ่งสังเกตได้ยากว่าพวกเราหรือฝ่ายข้าศึก"

"พ่ะย่ะค่ะ เชิญพระองค์ทรงสูบฝิ่นให้สำราญพระทัยเสียก่อน ข้าพระองค์จะส่งคนของเราไปเรียกทหารตามด้านต่างๆให้มารวมพลกันที่นี่เดี๋ยวนี้ และก่อนที่พระองค์จะโจมตีเมือง ข้าพระองค์จะลองใช้อาวุธวิเศษดู"

เจ้าชายสุบินทรงขมวดพระขนงย่น

"ผงเคมีของเจ้าจะทำลายชีวิตพวกข้าศึกของเราใช่ไหมสุริยัน?"

ขุนทัพผาม่วนยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ถึงกับตายหรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าศึกจะได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ได้รับทุกขเวทนาไปตามกัน" พูดจบสุริยันก็ผละไปจากเจ้าชายหนุ่ม ขุนทัพผาม่วนแต่งเครื่องรบครบครันสวมเสื้อกางเกงชุดสีแดงเพลิง มือขวาถือดาบใหญ่เป็นอาวุธ และมีธนูสะพายอยู่บนบ่า

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ทหารผาม่วนตามด้านต่างๆซึ่งชุมนุมกำลังกันอยู่นอกเมืองเวียงดอย ก็ถอนกำลังมารวมกับกองทัพใหญ่ทางด้านตะวันออก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการถอนกำลังเป็นไปอย่างเงียบเชียบ หน่วยลาดตระเวนของเวียงดอยก็สังเกตเห็น

นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วรีบรายงานให้พลทราบโดยทางวิทยุสนาม พลเรียกตัวเพื่อนเกลอทั้งสองกับเจ้าแห้วให้มาหาเขาทันที แต่ให้ทิ้งทหารไว้และให้มอบหมายให้ใครเป็นผู้บังคับบัญชา

แนวรบทุกด้านสงบเงียบ แต่พลรบของทั้งสองฝ่ายทางด้านตะวันออกหนาแน่นมาก พล พัชราภรณ์ มั่นใจว่าสุริยันจะต้องเข้าตีเมืองทางด้านนี้แน่นอนเขาพูดวิทยุติดต่อกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เรียนให้ทราบว่าทหารข้าศึกทำท่าเหมือนกับจะบุกตะลุยเข้ามาทางประตูป่าแล้ว ท่านเจ้าคุณรีบพาสุดาวดีและยายเฒ่าแม่มดกองคำมาที่แนวต้านทานของเวียงดอยทันที

บัดนี้ทหารเวียงดอยทางด้านตะวันออกซึ่งมีจำนวนเพียง ๒๐๐ คนพร้อมแล้ว ทหารเหล่านี้มีขวัญและกำลังใจดีมากเมื่อได้เห็นพระแม่เจ้าสุดาวดีพร้อมด้วยคุณย่าทวดและคณะพรรคสี่สหาย ถึงแม้ว่าข้าศึกจะมีกำลังมากกว่า ทหารเวียงดอยก็มิได้หวั่นไหวเกรงกลัว ทุกคนพร้อมที่จะสู้ตายเพื่อสุดาวดีพระแม่เจ้าของเขา

เข็มนาฬิกาที่ข้อมือของพลบอกเวลา ๑๖.๑๐ น.

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยสุดาวดีและนางแม่มดเฒ่ากองคำยืนรวมกลุ่มกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งเบื้องหลังเทวรูปอสูรจอมภูผา ทุกคนทอดสายตามองไปข้างหน้า ทหารของผาม่วนเกลื่อนกลาดไปทั่วและอยู่ห่างจากประตูป่าประมาณ ๒ เส้น ขณะนี้ลมกำลังพัดแรง พัดจากทิศตะวันตกมาตะวันออก หรือพัดจากพวกข้าศึกมาทางกองทหารของเวียงดอยทางด้านนี้นั่นเอง

นิกรขอยืมกล้องส่องทางไกลของนายพลดิเรกมาส่องมองดูทหารข้าศึกอย่างตั้งอกตั้งใจ ยายเฒ่ากองคำค่อยๆเลี่ยงเข้ามายืนเคียงข้างนายจอมทะเล้นยกมือขวาโอบกอดหลังเขาด้วยความรักและหลงใหลตามธรรมดาคนแก่ที่มีผัวหนุ่ม

"เห็นข้าศึกถนัดไหมคะเธอขา?" ยายแม่มดกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นและแหบเครือแบบเดียวกับคนแก่หง่อมทั้งหลาย

นิกรลดกล้องลงและหันมาดูยายแม่มด เขารีบเขยิบออกห่างยายแม่เฒ่ากองคำทันที

"อย่าเข้ามาใกล้ๆน่า โธ่โว้ย เหม็นสาบยังกะอีแร้ง"

คุณย่าทวดค้อนปะหลับปะเหลือก

"ทีตอนเป็นสาวสวยอยู่ในถ้ำเธอไม่ได้พูดอย่างนี้เลย นิกรขา....ชื่นใจของเมีย"

"อย่าๆๆ" นิกรห้าม "ถอยออกไปห่างๆดีกว่าคุณย่า ดีไม่ดีเจ็บตัวเปล่าๆ ถ้ารักจะออเซาะฉัน ก็ต้องแปลงตัวเป็นสาวสวยเสียก่อน สารรูปยังงี้เหมือนผีตายซาก"

ทันใดนั้นสุดาวดีก็ยกมือชี้ไปในอากาศแล้วร้องขึ้นดังๆ

"นั่นผงอะไรคะ! ปลิวว่อนเต็มไปหมดและกำลังลอยมาทางพวกเรา คุณย่าทวดช่วยบอกหลานหน่อยซีคะ หรือข้าศึกปล่อยของวิเศษมา"

ยายแม่มดยกมือขวาป้องหน้าผากมองดูละอองเล็กๆที่ปลิวอยู่ในอากาศ แล้วนางก็ทราบด้วยวิถีญาณของนาง

"ขอเดชะมหาเทวี จงรีบเสด็จไปให้พ้นทิศทางนี้เถิด แฮ่ะ แฮ่ะ ข้ารู้....ข้าเห็น....มันคือผงวิเศษของข้าศึกที่จะทำให้พวกเราได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส สูเจ้าทั้งหลายและมหาเทวีจงหลบหนีไปทางโน้นให้ละอองเหล่านี้มันผ่านไปเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูยายแม่มดเฒ่าแล้วพูดยิ้มๆ

"ยายพูดเลอะเทอะไม่ได้ความ ของวิเศษสมัยนี้ที่มันลอยมาก็คงเป็นพวกเกสรพืชจำพวกฝ้ายหรืออะไรอย่างหนึ่ง"

ยายแม่มดชักโมโห

"ไม่เชื่อข้าก็ตามใจ แต่ตูข้าต้องขอหลบก่อน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ไปเสียทีก็ดี ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอและอยู่ใกล้เธอหรอก"

"อ๋อ-แล้วใครล่ะคะที่ชมอะฮั้นว่าทั้งสวยทั้งน่ารักน่าบูชา"

นายจอมทะเล้นทำตาเขียวเข้าใส่

"พูดมากประเดี๋ยวตุ้บตั้บเข้าให้หรอก"

"ชะ ช้า สูเจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะมาตุ้บตั้บข้า"

"มีสิทธิ์ที่เป็นผัวแกน่ะซี ไปให้พ้น หมั่นไส้ มีแต่เหงือกแล้วยังจะดัดจริต"

ยายแม่มดยกมือชี้หน้านิกร

"แล้วคืนนี้เค้าแปลงตัวเป็นสาวสวยเธออย่าไปยุ่งกะเค้านะจะบอกให้ ฮึ่ม-ประเดี๋ยวแม่ประจานให้อายเขาเลย เมื่อคืนนี้เธอพูดอะไรกะเขาบ้างเขายังจำได้นะ"

นิกรหันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย แกช่วยลากตัวยายเฒ่าชักโครกนี่ไปให้พ้นหน้าฉันหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วสั่นหน้า

"รับประทานไม่กล้าครับ ดีไม่ดีรับประทานแกสาปผมให้กลายเป็นหมาผมก็แย่เท่านั้น ไม่ต้องฉุดหรอกครับแกเดินไปแล้ว ความจริงถึงแก่ป่านนี้แล้วเชฟก็ยังงามนะครับ มองดูคล้ายๆกับมัมมี่เดินได้"

แม่มดกองคำถือไม้เท้าและแส้หางวัวเดินกะโผลกกะเผลกหายเข้าไปในถ้ำถ้ำหนึ่งเพื่อหลบซ่อนของวิเศษของข้าศึกซึ่งสุริยันเรียกมันเสียโก้เก๋ว่าผงเคมี ความจริงไม่เกี่ยวกับเคมีสักนิด มันคือพืชผักชนิดหนึ่งที่เราเรียกกันว่าหมามุ้ยพืชจำพวกต้นไม้ล้มลุก ฝักของมันมีขนเล็กๆเต็มไปหมดซึ่งขนของมันทำให้ระคายเคืองผิวหนังและปวดแสบปวดร้อนมากถ้าหากใครไปโดนมันเข้า

สุริยันใช้ทหารหลายสิบคนแยกย้ายกันเก็บหมามุ้ยในป่า แล้วนำมารวบรวมไว้ ค่อยๆแกะขนออกจากฝักอย่างระมัดระวัง ในที่สุดขุนทัพผาม่วนก็ปล่อยของวิเศษคือหมามุ้ยให้ปลิวมาทางทหารเวียงดอย ซึ่งตั้งมั่นอยู่ทางด้านตะวันออกคือด้านหน้าเมือง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและสุดาวดีกับพวกทหารประมาณ ๒๐๐ คน ต่างจ้องมองดูขนหมามุ้ยนับจำนวนล้านที่ปลิวฟุ้งไปทั่วอากาศและลอยเข้ามาจนจะถึงตัวแล้ว ขนหมามุ้ยต่างเกาะตามหน้าตาเนื้อตัวทุกๆคน ใครโชคร้ายก็ถูกขนหมามุ้ยมากหน่อย ใครโชคดีก็น้อยหน่อย ขนหมามุ้ยเหล่านี้ฝังหรือตำลงไปใต้ผิวหนังทำให้เกิดระคายเคือง มีอาการคัน บวมเป็นผื่นแดงและปวดแสบปวดร้อน แต่ค่อยเป็นค่อยไป วิธีแก้พิษหมามุ้ยก็มีอยู่ทางเดียว คือใช้เทียนขี้ผึ้งคลึงตามร่างกายที่ถูกขนหมามุ้ย ขนของมันก็จะติดเทียนออกมา

อาวุธวิเศษของสุริยันได้ผลเกินคาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเกาศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่าน ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน นิกรเกาก้นแกร็กๆ ดร.ดิเรกเการักแร้ทั้งสองข้าง พลเกาซอกคอและที่เอวข้างขวาของเขา อาเสี่ยกิมหงวนเกาเกือบทั่วตัว เจ้าแห้วถูกขนหมามุ้ยมากที่สุดเกาเร็วยิกเหมือนลิง ส่วนสุดาวดีพระแม่เจ้ายกมือเกาท้องและหน้าอกทั้งสองข้าง ในเวลาเดียวกันนี้เองทหารเวียงดอยประมาณ ๒๐๐ เศษต่างก็เกายิกๆบ่นพึมพำไปตามกัน หลายต่อหลายคนถึงกับกระโดดโลดเต้นร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"เฮ้" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องออกมาอย่างหัวเสียพลางเการักแร้แควกๆ "เราเสียท่าข้าศึกแล้ว ผงหรือละอองที่ปลิวมาตามลมคือหมามุ้ย โอ๊ย....ฝรั่งคันโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ท่านเกาคะเยอจนศีรษะของท่านมีเลือดไหลซิบๆ ถึงกระนั้นก็ไม่หายคัน

"ช่วยหน่อยซีดิเรก พ่อคันจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว"

ทันใดนั้นเองเสียงทหารข้าศึกก็โห่ร้องขึ้น เจ้าชายสุบินสั่งสุริยันนำพลรบผาม่วนบุกเข้าโจมตีเวียงดอย โดยถือโอกาสที่ทหารเวียงดอยกำลังเกาแกร็กๆ แม้วผาม่วนไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ คนวิ่งประดาหน้ากันเข้ามาเป็นแถวหน้ากระดาน พล พัชราภรณ์ ร้องตะโกนออกคำสั่งให้ทหารเวียงดอยตะลุมบอนข้าศึกทันที

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ววิ่งนำหน้านักรบเวียงดอยอย่างองอาจกล้าหาญ พลถือดาบใหญ่เป็นอาวุธ นิกรถือลูกตุ้มเหล็ก กิมหงวนถือขวานหน้าใหญ่รูปพระจันทร์ครึ่งซีก นายพลดิเรกถือดาบสองมือแบบดาบไทย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือง้าว ส่วนเจ้าแห้วถือมีดปังตอเล่มมหึมาคมขาวเป็นเงาวาววับน่ากลัว

ไพร่พลทั้งสองฝ่ายประจัญบานกันในบริเวณลานกว้างเบื้องหน้าองค์เทวรูปอสูรจอมภูผา สุดาวดีขึ้นไปดูการสู้รบบนชะง่อนผา คนสนิทของหล่อนหลายคนติดตามหล่อนไปอย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่คุ้มครองพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอย ส่วนยายเฒ่าแม่มดยืนดูอยู่หน้าถ้ำและหัวเราะชอบใจเมื่อได้เห็นการตะลุมบอนอย่างดุเดือด

"แฮะ แฮะ แฮะ แฮ้" คุณย่าทวดหัวเราะเสียงแหลมเล็กวิ่งกะโผลกกะเผลกมาที่ชะง่อนผาแล้วปีนขึ้นไปหาสุดาวดี นางยกไม้เท้าชี้ไปทางบริเวณลานกว้างซึ่งทหารทั้งสองฝ่ายกำลังสู้รบกัน "ข้าแต่มหาเทวี ตูข้าย่อมมองเห็นผลกรรมที่จะสิ้นสุดลง ทัพเวียงดอยจะได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ขุนทัพของเราจะสู้รบกับสุริยัน และอาเสี่ยกิมหงวนจอมขวานผู้ยิ่งใหญ่ อินทะโกสีขุนขวานผู้กลับชาติมาเกิด จะรบกับเจ้าชายสุบินพระเชษฐาของพระแม่เจ้า แฮ่ะๆ ดาวประจำชีพของสุริยันและเจ้าชายหนุ่มจะสิ้นแสงในวันนี้ ข้ามองเห็นแล้วพระแม่เจ้า ข้าเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น มหาเทวีเอย ชาวนครหลวงมิตรที่ดีของพระแม่เจ้าจะปราบศึกได้ราบคาบ ผาม่วนนั้นจะเป็นราชอาณาจักรของพระองค์ แล้วสันติภาพก็จะเกิดขึ้น พระองค์จะได้เป็นราชินีแม้วไปชั่วชีวิตดับ ปกครองชาวแม้วให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป"

บริเวณลานกว้างเบื้องหน้าหมู่บ้านและองค์เทวรูปอสูรจอมภูผากลายเป็นสมรภูมิไปแล้ว ทัพเวียงดอยมีไพร่พลน้อยกว่าถึงสองเท่า แต่ก็สามารถยันทัพผาม่วนไว้อยู่ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกระจายกำลังกันออกไปบุกตะลุยรุกไล่ข้าศึกจนถอยร่นไปทีละน้อย เจ้าแห้วควงปังตอเล่มมหึมาฟันถูกทหารข้าศึกคอขาดไปสองสามคน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ง้าวฟันแบบเหวี่ยงแห ในเวลาเดียวกันพลก็ถูกข้าศึกหลายสิบคนรุมล้อม พลยกดาบใหญ่ปิดป้องอาวุธและฟันโต้ตอบอย่างแคล่วคล่องว่องไว นิกรเห็นเพื่อนถูกล้อมก็เกิดบ้าบิ่นมุทะลุ ควงลูกตุ้มทั้งสองข้างบุกเข้าไปช่วยนายพัชราภรณ์

ศาสตราจารย์ดิเรกฟันดาบอย่างเก้งก้าง แต่ทหารข้าศึกก็ถูกฟันล่าถอยไปตามกัน ไพร่พลผาม่วนถูกฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด เจ้าชายสุบินกับสุริยันต่างร้องตะโกนสั่งทหารไม่ให้ถอย แต่ทหารผาม่วนก็ยังล่าถอยเรื่อยๆ ในวิธีสู้พลางถอยพลาง

ในที่สุดสุริยันขุนทัพร่างใหญ่ใบหน้าเหี้ยม ไว้หนวดเครารุงรังก็ควงดาบใหญ่ตีฝ่าทหารเวียงดอยบุกเข้ามาตามลำพัง ดาบของเขาสังหารพลรบเวียงดอยล้มตายไปหลายคน พล พัชราภรณ์ แลเห็นสุริยันทะนงองอาจเช่นนั้นก็ปราดเข้าปะทะขุนทัพผาม่วนทันที ขณะที่การสู้รบของทหารทั้งสองฝ่ายทวีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ

สมใจสุริยันแล้ว เขาต้องการรบกับพลมากกว่าคนอื่น ทั้งนี้เพราะเจ็บใจที่เขาได้ชกกับพลเมื่อคืนนี้ และถูกพลชกเขาจนสะบักสะบอมไม่มีทางที่จะสู้ได้ สุริยันรู้จักพลดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องถามชื่อและแซ่ให้เสียเวลา ขุนทัพผาม่วนปรี่เข้าฟันพลด้วยดาบใหญ่คู่มือเขา ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับด้วยชั้นเชิงคนละแบบ

เสียงดาบต่อดาบกระทบกันดังฉาดฉาน บางครั้งก็เป็นประกายไฟ ไพร่พลทั้งสองฝ่ายยังคงตะลุมบอนกันอย่างสับสน ผงคลีมืดคลุ้มไปหมด ต่างฝ่ายต่างเสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มจำนวนมากขึ้น ที่ขี้ขลาดตาขาวรักตัวกลัวตายก็วิ่งหนีเข้าป่าหรือเข้าไปแอบซ่อนตัวตามถ้ำต่างๆ ที่หนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันก็ทำการรบอย่างสนุกสนาน

พลกับสุริยันรบกันได้ประมาณ ๒๐ เพลง พลก็แกล้งทำเป็นอ่อนแรงล่าถอย สุริยันย่ามใจบุกรุกไล่ทันที ครั้งหนึ่งเขากระโจนเข้าฟันพลเต็มเหนี่ยว พลก้มศีรษะหลบคมดาบอย่างหวุดหวิดพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบฉาก สุริยันฟันอากาศดังวืดก็เสียหลักวิ่งหัวซุกหัวซุนไปข้างหน้า ขุนทัพเวียงดอยถือโอกาสนี้ยกดาบฟันก้านคอตอนท้ายทอยของเจ้าหนุ่มร่างยักษ์สุดแรงเกิด

"ฉับ"

ศีรษะของขุนทัพผาม่วนขาดกระเด็น แต่ตัวของสุริยันวิ่งไปได้อีกหลายก้าวทั้งๆที่ไม่มีศีรษะและเลือดที่ช่องคอพุ่งฉูด ร่างที่ไม่มีศีรษะวิ่งตรงเข้ามาหาเสี่ยหงวน ทำให้เสี่ยหงวนยืนตะลึงด้วยความตกใจ แต่แล้วร่างของขุนทัพผาม่วนซึ่งปราศจากชีวิตก็ล้มลงแทบเท้ากิมหงวน

พลใช้ปลายดาบจิ้มศีรษะสุริยันชูขึ้นประกาศชัยชนะของเขา ทหารผาม่วนต่างเสียขวัญทำท่าจะแตกทัพ เจ้าชายสุบินควบม้าศึกสีดำควงขวานดำบุกเข้ามาพลางร้องตะโกนบอกทหารให้สู้ตาย

นักรบเวียงดอยถูกเจ้าชายหนุ่มฆ่าตายหลายคน ขวานของพระองค์คมกริบ ประมุขแห่งผาม่วนทรงมีผีมือในการรบบนหลังม้าอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอาวุธขวานของพระองค์ถนัดที่สุด เมื่อเจ้าชายหนุ่มต้อนพลบุกเข้ามาอย่างทะนงองอาจเช่นนี้ กิมหงวนก็เดือดดาลและบอกตัวเองว่าเขาจะต้องสังหารเจ้าชายสุบินให้ได้ เพื่อชัยชนะอันเด็ดขาดของกองทัพเวียงดอย

อาเสี่ยถือขวานหน้าใหญ่วิ่งเข้ามาหาเจ้าแห้ว

"เฮ้ย....ช่วยเป็นม้าศึกให้กันขี่หลังแกหน่อยเถอะวะ กันจะรบกับเจ้าชายสุบิน"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานว่ายังไงนะครับ?"

กิมหงวนจุ๊ปาก

"ฉันขอร้องให้แกสมมุติตัวเป็นม้าให้ฉันขี่ เร็ว อย่าร่ำไร ก้มลงซีโว้ย"

"ว้า รับประทานเห็นผมเป็นม้าไปแล้ว"

"เถอะน่า แล้วกันจะจ่ายเงินค่าป่วยการให้แกพันบาท"

เจ้าแห้วนิ่งคิดสักครู่

"เอา....รับประทานตกลงครับ เงินทองเดี๋ยวนี้มันหายาก พันบาทก็ไม่ใช่เงินนิดหน่อย" พูดจบเจ้าแห้วก็ก้มหลังลงในท่ายืนโก้งโค้ง มือขวาถือมีดปังตอเล่มใหญ่กระชับมั่น เตรียมตะลุมบอนข้าศึกเต็มที่

อาเสี่ยก้าวขึ้นไปนั่งบนหลังเจ้าแห้วอย่างภาคภูมิ เท้าทั้งสองข้างลากดิน เพราะเจ้าแห้วตัวโตกว่าม้าแกลบเล็กน้อย ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็พากิมหงวนวิ่งสะบัดย่างตรงเข้าไปหาเจ้าชายสุบินซึ่งกำลังตะลุมบอนกับพวกทหารเวียงดอย

กิมหงวนควงขวานคู่มือแล้วร้องตวาดลั่น

"ทหารหลีกทางโว้ย! หลีกทางให้นายกองหน่อย"

เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นม้าศึกได้ดีพอใช้ เขาส่งเสียงร้องเหมือนม้าและมีการเต้นผยอง ไพร่พลทั้งสองฝ่ายซึ่งกำลังสู้รบกันแลเห็นกิมหงวนขี่เจ้าแห้วต่างม้าก็หยุดรบกันทันที พวกแม้วต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน โดยเฉพาะพล นิกร ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนหัวเราะงอไปงอมา แม้กระทั่งเจ้าชายสุบินก็ทรงพระสรวลจนน้ำพระเนตรไหล พระองค์ยกดาบขึ้นชี้หน้ากิมหงวนซึ่งขับเจ้าแห้วมาหยุดยืนเผชิญหน้ากับพระองค์ในระยะใกล้ชิด แล้วรับสั่งอย่างขบขัน

"ท่านผู้กล้าหาญ ท่านนึกยังไงขึ้นมาล่ะถึงได้ขี่คนต่างม้า"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ไม่ได้นึกยังไงหรอกฝ่าบาท ม้าในเวียงดอยหายากก็ต้องใช้แบบนี้ ฝ่าบาทคือเจ้าชายสุบินใช่ไหม?"

"ถูกแล้ว เราคือเจ้าชายสุบินแห่งผาม่วน ก็ท่านล่ะเป็นใคร?"

"กระหม่อมชื่อกิมหงวน มีตำแหน่งเป็นนายกองใหญ่แห่งกองทัพเวียงดอย ความจริงเราไม่น่าจะรบกันเลย เพราะเวียงดอยกับผาม่วนก็เป็นชาวแม้วด้วยกัน ขอให้ฝ่าบาทถอยทัพไปนอนสูบฝิ่นให้ทรงพระสำราญดีกว่า"

"ขอบใจที่ช่วยแนะแนวทางสันติให้ข้า แต่ว่าเราได้รบกันแล้ว ไพร่พลของข้าบาดเจ็บล้มตายไปมากแล้ว ข้าจะต้องทำศึกต่อไป ถึงแม้ว่าสุริยันขุนทัพของข้าต้องเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ฝ่าบาทไม่มีทางที่จะชนะเราได้"

"ว้า" เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่นแล้วเงยหน้าขึ้นมองดูกิมหงวน "รับประทานหลังผมจะหักอยู่แล้วมัวแต่โต้คารมกันอยู่ได้ รบก็รบกันซีครับ รับประทานผมเป็นคนนะครับไม่ใช่ม้า"

อาเสี่ยยกมือซ้ายตบศีรษะเจ้าแห้ว

"ขอโทษทีโว้ย หลังของแกนุ่มมากทำให้กันเผลอไปคิดว่านั่งอยู่บนหลังม้าศึก อดทนหน่อยเพื่อน กันจะรบกับเจ้าชายเดี๋ยวนี้" พูดจบเขาก็มองดูหน้าเจ้าชายขี้ยา "กระหม่อมพร้อมแล้วฝ่าบาท เรามาสู้รบกันให้พวกทหารของเราได้ชมเป็นขวัญตาเถิด"

เจ้าชายหนุ่มควงขวานเล่น

"ท่านสู้รบกับข้าก็ไม่มีทางรอดชีวิต"

"อ๋อ ความตายเป็นเรื่องเล็กกระหม่อม"

เจ้าแห้วตวาดแว้ด

"ปู้โธ่ รับประทานมัวแต่ท้อคโกท้อคคัมเมื่อไรจะฟอลดาวน์เสียทีล่ะครับ"

อาเสี่ยมองดูเจ้าแห้วแล้วหัวเราะหึๆ

"แปลว่ากระไรวะ ฉันไม่เคยได้ยินภาษาอังกฤษประโยคนี้เลย"

"รับประทานก็แปลทีละคำซีครับ ท้อคโกท้อคคัม พูดไปพูดมา ฟอลดาวน์ก็แปลว่าตกลง"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าชายผอมกะหร่องผิวเหลืองสะโอดสะองตามแบบของนักนิยมควันทั้งหลาย

"มา....ฝ่าบาท เราสู้รบกันได้แล้ว ขวานต่อขวาน พบกันประเดี๋ยวก็คงรู้ว่าใครจะอยู่หรือใครจะคอขาด"

เจ้าชายสุบินขยับขวานทองแดงคู่พระหัตถ์ กระตุ้นเตือนม้าศึกสีดำโผนเข้าใส่กิมหงวนทันที เจ้าแห้วยกปังตออันมหึมาเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเพราะกลัวม้าเตะขา ประมุขแห่งผาม่วนฟาดฟันอาเสี่ยติดๆกันหลายต่อหลายครั้ง ถึงแม้พระองค์ติดฝิ่นอย่างงอมแงมแต่เจ้าชายพระองค์นี้ก็ทำการรบได้ดีมาก การขี่ม้าบังคับม้าก็แคล่วคล่องว่องไว กิมหงวนยกขวานขึ้นปิดป้อง เจ้าแห้วล่าถอยกรูดหลังแอ้เพราะทนรับน้ำหนักตัวกิมหงวนมาเกือบ ๑๐ นาทีแล้ว

อาเสี่ยฟันตอบบ้าง แรงปะทะของกิมหงวนเหนือกว่า เนื่องจากอาเสี่ยของเราไม่ได้สูบฝิ่นเพียงแต่กินเหล้าเท่านั้น เจ้าชายหนุ่มแห่งผาม่วนชักม้าหันเหียนวกกเวียนไปมาด้วยชั้นเชิงของพระองค์ เมื่อม้าศึกหันหลังให้กิมหงวนมันก็ยกขาหลังขึ้นดีดหวุดหวิดจะถูกหน้าเจ้าแห้วตั้งหลายครั้ง เจ้าแห้วถือปังตอกระชับมั่น พอม้าดีดลูกหลังเขาอีกทีหนึ่ง เจ้าแห้วก็ฟันฉับเต็มเหนี่ยวถูกข้อเท้าข้างขวาขาดกระเด็น

ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้ม้าศึกล้มลงทันที เจ้าชายสุบินกระเด็นตกจากหลังของมันอย่างไม่มีท่า เจ้าแห้วรีบบอกเสี่ยหงวนโดยเร็ว

"รับประทานลงจากหลังผมได้แล้วครับ เร็ว ลงเถอะครับ ก้นอาเสี่ยรับประทานแหลมยังกะเข็ม รบกันบนพื้นดินเถอะครับ รับประทานผมช่วยจัดการกับม้าศึกของเจ้าชายได้แล้ว ฟันเสียขาขาดเลย"

อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ไม่อยากลงจากหลังแกเลยโว้ยให้ดิ้นตาย นั่งอยู่บนหลังแกสบายกว่านั่งบนหลังม้าเป็นไหนๆ"

"ว้า" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "รับประทานหลังผมจะหักอยู่แล้ว ลงเสียทีสิครับ ปู้โธ่"

กิมหงวนแลเห็นเจ้าชายขี้ยาถือขวานทองแดงผุดลุกขึ้น เขาก็ก้าวลงจากหลังม้าทันที ถือขวานหน้าใหญ่รูปพระจันทร์ครึ่งซีกกระชับมั่นเตรียมพร้อมที่จะปะทะกับเจ้าชายหนุ่มอีก เจ้าแห้วยกมือขวากุมสันหลังแล้งเดินลากขาเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหายซึ่งยืนรวมกลุ่มอยู่ในพวกแม้วเวียงดอย

เจ้าชายสุบินถือขวานเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"ตาย!" พระองค์ตวาดลั่น

"ใครตาย" กิมหงวนถามยิ้มๆ

"อั๊วน่ะซี วันนี้อั๊วสู้ตายโว้ย แต่ก็ไม่แน่ ถ้าลื้อประมาทอั๊วหรือพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวขวานของอั๊วก็จะตัดคอลื้อออกจากบ่าทันที"

กิมหงวนแหย่ขวานออกไปข้างหน้า เจ้าชายทรงฟันเต็มเหนี่ยว อาเสี่ยยกขวานขึ้นรับแล้วสปริงตัวถอยออกมาห่างยักคิ้วหลิ่วตาเพื่อยั่วโทสะคู่ต่อสู้ เมื่อเจ้าชายติดตามเข้ามา กิมหงวนก็กระโจนข้ามม้าศึกของเจ้าชายซึ่งนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นดินเพราะถูกฟันขาหลังข้างขวาขาด ทำให้มันเจ็บปวดได้รับความทุกข์ทรมานอย่างที่สุด

อาเสี่ยเอียงคอซ้ายขวาหลอกล้อเจ้าชายสุบิน

"มาซีฝ่าบาท คราวนี้พระเศียรขาดแน่ ชั้นเชิงของฝ่าบาทอ่อนหัดนัก กระหม่อมนี่แหละคือขุนขวานผู้ยิ่งใหญ่"

ประมุขแห่งผาม่วนขบพระทนต์กรอด พระองค์ปราดเข้าปะทะกิมหงวนอีก อาเสี่ยเต้นเท้าสลับไปมาแบบนักมวย ลอยหน้าเฉิบๆขยับขวานหลอกล้อ พอเจ้าชายเงื้อขวานขึ้นจะฟัน เท้าขวาของกิมหงวนก็เหวี่ยงโครมถูกพระพักตร์เจ้าชายอย่างถนัดถนี่ ร่างอันผอมบางแบบนักนิยมควันเซถลาออกไปหลายก้าวเหมือนกับนกปีกหัก แล้วเจ้าชายก็เอ็ดตะโรลั่น

"มึงเตะกู"

"ถูกแล้วกระหม่อม การสู้รบกันก็ต้องอาศัยกลยุทธรอบตัว กระหม่อมต้องขอประทานโทษที่เอาพระบาทไปฟาดพระโอษฐ์ฝ่าบาท"

เจ้าชายทรงโมโหจนลืมตัว พระองค์ปรี่เข้าจ้วงฟันอาเสี่ยติดๆกันหลายครั้ง คราวนี้เสี่ยหงวนล่าถอยกรูดๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเช่นนั้นก็ร้องตะโกนลั่น

"ถอยทำไมโว้ยอ้ายหงวน อย่าถอย สู้ตายซีโว้ย"

โทสะของเจ้าชายสุบินทำให้พระองค์มีกำลังวังชาเกิดขึ้นอีกหลายเท่าตัว พระองค์ทรงบุกรุกไล่หมายที่จะสังหารกิมหงวนด้วยขวานทองแดงอันเป็นอาวุธคู่มือของพระองค์ อาเสี่ยล่าถอยไปรอบๆ พวกแม้วผาม่วนต่างร้องตะโกนหนุนเจ้านายของเขา ส่วนแม้วเวียงดอยเงียบกริบ ทุกคนหวั่นวิตกไปตามกัน เกรงว่ากิมหงวนจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีเจ้าชายหนุ่มพระองค์นี้ซึ่งเป็นนักรบผู้มีฝีมือเยี่ยมคนหนึ่งในหมู่แม้วทั้งหลาย

กิมหงวนใช้กลยุทธมวยไทยอีก

เขายกเท้าซ้ายถีบพระอุระเจ้าชายสุบินเต็มแรงทำให้พระองค์เซออกไป คราวนี้เจ้าชายหนุ่มโกรธจนหน้าเขียว เงื้อขวานวิ่งเจ้ามาจะฟันอาเสี่ย แต่แล้วกิมหงวนก็เตะด้วยเท้าขวาถูกใต้ขาพับข้างซ้ายของเจ้าชายขี้ยาเสียงดังฉาด พระองค์ตัวลอยแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้นแบบเดียวกับเลาจงที่ปราชัยกิมหงวนด้วยชั้นเชิงของมวยไทย

อาเสี่ยปราดเข้าไปเงื้อขวานรูปครึ่งวงเดือนขึ้นสุดแขนจะตัดคอเจ้าชายหนุ่ม แต่ดร.ดิเรกวิ่งเข้าไปกระโจนเข้าคว้าด้ามขวานไว้ได้

"เฮ้-อย่าฆ่าคนที่ไม่มีโอกาสต่อสู้แกซีเว้ย แกเป็นสุภาพบุรุษและเป็นลูกหมา....เอ๊ย....ลูกผู้ชาย ให้โอกาสเขาลุกขึ้นสู้กับแกใหม่"

กิมหงวนหันมายิ้มให้นายพลดิเรก

"เปล่า กันทำเงื้อง่าไปยังงั้นเอง กันไม่เคยฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธหรือไม่มีทางสู้กันหรอก" แล้วกิมหงวนก็พยักหน้ากับเจ้าชายนักนิยมควัน "ลุกขึ้นมาฝ่าบาท หรือถ้ารักตัวกลัวตายก็ยอมแพ้เสียโดยดี"

เจ้าชายสุบินคว้าขวานคู่มือลุกขึ้น พระเนตรวาวโรจน์ สิงห์อมควันจอมแม้วแห่งผาม่วนวิ่งเข้ามาหาเสี่ยหงวน แต่แล้วก็หยุดชะงักเพราะขาขวาของพระองค์ขัดยอกเนื่องจากถูกเตะใต้บานพับอย่างแรง พระองค์มานะกัดฟันเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาหาเสี่ยหงวน

นิกรป้องปากตะโกนบอกเจ้าชายสุบินด้วยเสียงอันดัง

"ฝ่าบาท ระวังอ้ายหงวนเตะบานพับ คอยยกเข่าขึ้นรับไว้พ่ะย่ะค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันขวับมาทางนายจอมทะเล้น

"แล้วกันโว้ย ไหงเสือกไปหนุนฝ่ายข้าศึกล่ะ"

นิกรอมยิ้ม

"ผมรองเจ้าชายไว้นี่ครับ เจ้าแม้วหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างผมนี่เขาต่ออ้ายหงวนถึงสิบเอาหนึ่ง เสมอเป็นแพ้ ผมเลยรองไว้ ๑๐๐ บาท ผิดนักผมก็ได้เงินใช้ ๑,๐๐๐ บาท เพียงแต่เจ้าชายตีเสมออ้ายหงวนได้"

อาเสี่ยกับสิงห์อมควันต่อสู้กันด้วยเพลงขวานต่อไป ซึ่งการต่อสู้ขาดรสตื่นเต้นหรือหวาดเสียว คู่ต่อสู้มัดจดๆจ้องๆกัน นานๆจึงฟันกันสักฉึกและฟันห่างกันตั้งโยชน์

ครั้งหนึ่งเจ้าชายสุบินตัดสินใจบุกเข้ามา เสี่ยหงวนใช้กลยุทธมวยไทยยกเท้าขวาเตะหมายบานพับซ้ายของเจ้าชายอีก ครานี้จอมแม้วก็ยกขาซ้ายขึ้นตั้งเข่ารับ กิมหงวนจึงเตะถูกเข่าของพระองค์เต็มแรงทำให้เขาร้องเสียงลั่น

"โอ๊ยๆๆ เจ็บโว้ย"

เสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหายและพลรบทั้งสองฝ่ายดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าชายหนุ่มยิ้มออกมาได้ปราดเข้ามายกขวานฟันเสี่ยหงวนเต็มเหนี่ยว กิมหงวนตกใจเอี้ยวตัวหลบ แต่ถึงกระนั้นคมขวานก็เฉี่ยวไหล่ซ้ายของอาเสี่ยเป็นแผลยาวเกือบ ๒ นิ้ว ถึงแม้แผลจะไม่ลึกก็ตาม อาเสี่ยถอยออกห่าง พอรู้ตัวว่าเสียเลือดให้เจ้าชายสุบิน เขาก็เดือดดาลอย่างยิ่ง อาเสี่ยของเราบ้าเลือดแล้ว ควงขวานบุกเข้าตะลุมบอนอย่างแคล่วคล่องว่องไว

ดูเหมือนว่าการสู้รบระหว่างจอมแม้วกับเสี่ยหงวนเพิ่งจะจริงจังและออกรสเผ็ดร้อนในตอนนี้ ทั้งสองเหวี่ยงขวานเข้าใส่กันเสียงฉาดฉับ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ พลรบทั้งสองฝ่ายต่างโห่ร้องเอาใจช่วยนายของตน นิกรเลี่ยงเข้ามาหาเจ้าแม้วหนุ่มคู่พนันของเขา

"เฮ้....เมื่อกี้แกต่ออ้ายหงวนสิบเอาหนึ่งกันรองไว้ร้อยบาทใช่ไหม?"

"ครับ"

"อ้า กันต่ออ้ายหงวนร้อยเอาหนึ่งแกรองไหม?"

เจ้าแม้วหนุ่มขมวดคิ้วย่น การต่อถึงร้อยเอาหนึ่ง ถึงแม้อาเสี่ยมีฝีมือดีกว่า แต่ถ้าเพลี่ยงพล้ำเพียงนิดเดียวก็อาจจะถูกเจ้าชายขี้ยาตัดคอได้ง่ายๆเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงเสี่ยงโชครองไว้ เจ้าแม้วหนุ่มยื่นมือให้นายจอมทะเล้นจับ

"ผมรอง ๒๐๐ ครับ จ่ายเงินสดให้ผมนะครับ ไม่ใช่เช็ค"

"เออ เงินสดซีวะ ถ้าอ้ายหงวนแพ้กันจะจ่ายเงินสดให้แก ๒๐,๐๐๐ บาท"

สิงห์อมควันบอกตัวเองว่าพระองค์สู้ตายเพื่อศักดิ์ศรีของพระองค์ แต่ฝีมือและชั้นเชิงของพระองค์ด้อยกว่ากิมหงวน และกำลังของขี้ยาทั้งหลายนั้นก็มีอยู่เพียงเล็กน้อย พระองค์รบกับอาเสี่ยได้ประมาณ ๓๐ เพลงก็ทรงไอแค้กๆ ถูกเสี่ยหงวนบุกทะลวงรุกไล่จนตั้งตัวไม่ติด

ครั้งหนึ่งเจ้าชายสุบินทรงเสียหลักถอยลงไปในหลุมตื้นๆ พระองค์จึงซวนเซไป อาเสี่ยกระโจนเข้าประชิดตัว ยกขวานหน้าใหญ่ขึ้นฟันเต็มเหนี่ยว ถูกพระศอของจอมแม้วเสียงดังฉัวะขาดกระเด็นหวือ แล้วกิมหงวนก็สะดุ้งสุดตัวใจหายวาบเมื่อแลเห็นร่างอันปราศจากศีรษะของเจ้าชายยืนจังก้า โลหิตสีแดงเข้มพุ่งออกมาจากซอกคอเป็นไฟพะเนียง กิมหงวนทิ้งขวานคู่มือแล้วหมุนตัวกลับร้องเอะอะโวยวายวิ่งเข้าไปหาคณะพรรคของเขาด้วยความหวาดเสียงสยดสยองใจ

ชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของกองทัพเวียงดอยแล้ว ร่างของเจ้าชายสุบินยืนนิ่งเฉยอยู่ในราว ๑๐ วินาทีก็ล้มลงนอนคว่ำหน้าบนพื้นดิน พลรบเวียงดอยต่างโห่ร้องกระโดดโลดเต้นไปตามกัน ส่วนแม้วผาม่วนประมาณ ๕๐๐ คนต่างทิ้งอาวุธทรุดตัวลงนั่งพับเพียบยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

พลยื่นมือให้กิมหงวนจับ

"ไม่เลวโว้ยเพื่อนยาก แกเก่งมาก"

เสี่ยหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เก่งกะลิงอะไรเล่า กันเหวี่ยงขวานไปอย่างส่งเดช บังเอิญไปถูกคอเจ้าชายขี้ยาเข้าพอดี วุ้ย-น่าเสียวไส้โว้ย"

ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเข้ามารุมล้อมแสดงความยินดีกับเสี่ยหงวน ส่วนนิกรมองหาตัวเจ้าแม้วร่างสูงใหญ่คู่พนันของเขา แล้วนิกรก็วิ่งเข้าไปคว้าแขนเจ้าแม้วคนหนึ่งซึ่งไว้หนวดโง้ง

"เฮ้ย! เอาหนวดออกอ้ายระยำ หน็อยแน่ ทำเป็นสนามว่าวสนามหลวงไปได้ พอแพ้พนันควักหนวดออกมาติด" แล้วนิกรก็หัวเราะ

เจ้าแม้วหนุ่มทำหน้าเหมือนกับจะร้องๆไห้ ยกมือขวาดึงหนวดปลอมซึ่งยาวและโง้งเหมือนเขาควายออกมาเก็บใส่กระเป๋าตามเดิม

"แฮ่ะ แฮ่ะ เป็นอันว่านายได้ผม ๑๐๐ บาทนะครับ เพราะตอนแรกนายรองผมไว้ ๑๐๐ บาท ตอนหลังผมรองนายไว้ ๒๐๐ บาท"

"เออ จ่ายมาเสียดีๆ"

หนุ่มแม้วล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรย่อยออกมาปึกหนึ่ง นับส่งให้นิกรรวม ๕๐ บาท แล้วยกมือไหว้นายจอมทะเล้น

"กรุณาผมเถอะครับ นายเอาไป ๕๐ บาทก่อน แล้วเดือนหน้าขี่เรือบินมาเอาเงินที่ผมอีก ๕๐ บาท สาบานต่อหน้าเจ้าพ่ออสูรก็ได้ครับว่าผมจ่ายให้แน่-โดยไม่มีการเหลวไหล ยอมเสียเวลาขี่เรือบินมาอีกหนนะครับ"

นิกรเม้มปากแน่น

"ค่าน้ำมันเรือบินมาจากดอนเมืองมานี่ก็นับพันแล้ว"

"โธ่-น้ำมันหลวงนี่ครับไม่ใช่น้ำมันของคุณ"

"เออ จริงของแกโว้ย" แล้วนิกรก็คืนเงินให้ "เอ้า เอาไป กันกินเงินของแกไม่ลงหรอก ล้อแกเล่นสนุกๆเท่านั้นเอง แต่ถ้าอ้ายหงวนแพ้ กันก็ต้องจ่ายเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทให้แกจริงๆ"

มหาเทวีแห่งเวียงดอยเสด็จแล้ว สุดาวดีเดินนำหน้าพายายแม่มดเฒ่ากองคำตรงเข้ามาในยุทธบริเวณ พวกแม้วเวียงดอยต่างทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบถวายบังคมโดยทั่วหน้ากัน และเช่นเดียวกัน แม้วผาม่วนก็กราบถวายบังคมพระแม่เจ้าผู้เป็นราชินีแม้วด้วย

สุดาวดีมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใสผิดปรกติ หล่อนปราดเข้ามากอด พล พัชราภรณ์ ผู้เป็นขุนทัพของหล่อนแล้วเอียงแก้มขวาให้พลจูบโดยดี

พลยิ้มแห้งๆและกอดหล่อน

"ขอจูบแก้มคุณอีกทีซีครับ เมื่อกี้ผมตกใจสูดลมเข้าปอดเบาไปหน่อย เพราะนึกไม่ถึงว่าคุณจะเอียงแก้มให้ผมจูบ"

สุดาวดีเอียงแก้มซ้ายให้พลโดยดี พลก้มลงจูบแก้มหล่อนอย่างรุนแรงแล้วกระซิบเบาๆ

"ผมอยากจูบปากของคุณมากกว่าแก้มครับ"

หล่อนคลายมือที่โอบรอบคอพลออกทันที ท่าทางของหล่อนกระดากอายเล็กน้อย ในเวลาเดียวกันนี้เองยายเฒ่าแม่มดก็ค่อยๆย่องเข้ามายืนเบื้องหน้านิกร คุณย่าทวดแห่งเวียงดอยเงยหน้าอันเหี่ยวย่นตกกระของนางขึ้นมองนิกรด้วยความพิศวาส

"กรขา จูบเมียให้ชื่นใจสักทีซีคะ"

นิกรสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ปู้โธ่โว้ย จะตามล้างตามผลาญฉันไปถึงไหนนะคุณย่าทวด"

"โธ่-อะฮั้นรักคุณแท้ๆ คุณยังว่าอะฮั้นตามล้างตามผลาญ ช่างไม่เห็นใจอะฮั้นเลย คนแก่ก็มีหัวใจเหมือนกันนะคะ"

"พอแล้ว" นิกรพูดตัดบท "เดี๋ยวอ้วกแตก กรุณาออกไปห่างๆฉันหน่อย ตราบใดที่อยู่ในรูปยายแก่แร้งทึ้งอย่างนี้ อย่าพยายามเข้ามาใกล้ฉันเลย"

คุณย่าทวดร้องไห้กระซิกๆ เดินกระทืบเท้าป่องๆสะบัดก้นไปมาตรงไปยังองค์เทวรูปอสูรจอมภูผาเพื่อกราบไหว้อ้อนวอนเทพเจ้าอสูรให้ช่วยดลบันดาลจิตใจของนิกรให้ปฏิพัทธ์นาง

ในเวลาเดียวกันนี้เอง สุดาวดีพระแม่เจ้าก็เสด็จเข้าไปประทับยืนเด่นเบื้องหน้าพวกแม้วผาม่วน พระองค์รับสั่งขึ้นด้วยเสียงแจ่มใสว่า

"พี่น้องทั้งหลาย เท่าที่เรารบราฆ่าฟันกันทำให้พลรบทั้งสองฝ่ายต้องบาดเจ็บล้มตายไปตามกัน ก็เพราะเจ้าพี่ของข้ามีเจตนาที่จะได้เวียงดอยเป็นอาณาจักรของพระองค์ เจ้าพี่ทรงเชื่อถือฝีมือสุริยันมากเกินไป แต่แล้วในที่สุด ทั้งสุริยันและเจ้าพี่ของข้าก็ต้องเสียชีวิตในการรบ บัดนี้พวกเจ้าชาวแม้วผาม่วนต้องตกเป็นเชลยของข้าแล้ว แต่ข้ายินดีอภัยโทษให้ จะไม่ถือว่าพวกเจ้าเป็นเชลยศึก ขอให้ช่วยกันนำศพเจ้าพี่ของข้ากับสุริยันและไพร่พลผาม่วนที่เสียชีวิตกลับไปฝังตามประเพณีของเราเถิด ต่อจากนี้ไปข้าจะปกครองผาม่วนและขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่าผาม่วนกับเวียงดอยได้รวมเป็นอาณาจักรเดียวกันแล้ว ขอให้ทุกคนจงประกอบอาชีพกันต่อไป อย่าเบียดเบียนข่มเหงกันและอย่าทำการทุจริตคิดมิชอบ ข้าจะปกครองพวกเจ้าอย่างดีที่สุด จะไม่ให้ใครมีเรื่องเดือดร้อนเลย"

กิมหงวนแหกปากร้องขึ้นดังๆ

"ขอให้พระแม่เจ้าสุดาวดีจงเจริญ ไช-โย"

เสียงไชโยดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว สันติภาพกลับคืนมาแล้ว

ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะของเขาพักอยู่ที่เวียงดอยอีก ๓ วัน ซึ่งสุดาวดีได้ให้การต้อนรับอย่างดีที่สุด นิกรของเราเกลียดชังยายเฒ่าแม่มดอย่างที่สุด แต่แล้วพอตกค่ำเขาก็ไปหาคุณย่าทวดในถ้ำที่พัก และนอนอยู่ในถ้ำนั้นจนรุ่งอรุณของวันใหม่ ซึ่งแม่มดเฒ่าอยู่ในสภาพของสาวสวยตลอดเวลาที่นางอยู่ในถ้ำนั้น

ในที่สุด คณะพรรคสี่สหายก็เดินทางกลับในตอนสายวันนั้น สุดาวดีและพวกชาวแม้วทั้งหลายต่างแสดงความอาลัยรักนายพลดิเรกกับคณะของเขาอย่างยิ่ง ดร.ดิเรกมอบเครื่องกระป๋องและยารักษาโรคอันมากมายให้สุดาวดีไว้ใช้ นอกจากนี้ยังมอบเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์อย่างดีให้พระแม่เจ้าอีกเครื่องหนึ่ง

๙.๓๐ น.

สุดาวดีกับชาวแม้วหญิงชายประมาณ ๑๐๐ คนต่างยืนห้อมล้อมเฮลิคอปเตอร์หมายเลข ๑๓ ของกองทัพอากาศไทยในระยะห่างๆ เมื่อคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเดินเข้ามาในบริเวณที่ว่างหลังบ้านพักของสุดาวดีและตรงไปที่เครื่องบิน เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้น สุดาวดีวิ่งเหยาะๆเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยช่อกล้วยไม้ป่าหนึ่งหอบ

สุดาวดียื่นช่อกล้วยไม้ให้ พล.ต.ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ แล้วพูดยิ้มๆ

"ดิฉันขอมอบกล้วยไม้ป่าให้คุณหมอเป็นที่ระลึกค่ะ ขอให้ทุกคนเดินทางกลับด้วยความสวัสดีนะคะ"

นายพลดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณมากครับคุณสุดา ลาก่อนครับ วันหนึ่งเราคงจะมีโอกาสได้มาเยี่ยมคุณและพวกแม้วอีก ถ้าไปกรุงเทพฯเมื่อไรต้องแวะไปหาเรานะครับ"

พล, นิกร, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างอำลาพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอยโดยทั่วหน้ากันต่อจากนั้นทุกคนก็ขึ้นไปบนเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ แต่ประตูเครื่องบินยังเปิดทิ้งไว้ พ.อ.กิมหงวนได้ติดเครื่องยนต์แล้ว มีการเร่งเครื่องและผ่อนเครื่องให้เบาลง ใบพัดใหญ่เหนือลำตัวของมันและใบพัดที่หางหมุนช้าๆ ทันใดนั้นเองยายแม่มดเฒ่าก็วิ่งตรงมายังเฮลิคอปเตอร์ นิกรแลเห็นเข้าก็ใจหายวาบ

"เฮ้ย อ้ายหงวน เปิดเถอะเว้ย ยายแร้งทึ้งเมียกันตามมาแล้ว"

อาเสี่ยบังคับเฮลิคอปเตอร์ลอยขึ้นจากพื้นดินทันที ยายเฒ่ากองคำกระโดดเกาะขอบประตูเครื่องบินแน่น ร้องเอะอะเอ็ดตะโรเมื่อเครื่องบินลอยตัวขึ้นเกือบถึงยอดไม้ นิกรผุดลุกขึ้นจากที่นั่งวิ่งมาที่ขอบประตูแกะมือยายแม่มดออก

ร่างอันเหี่ยวย่นเหมือนคางคกตายซากลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินทันที นายจอมทะเล้นถอนใจโล่งอก เสี่ยหงวนบังคับเฮลิคอปเตอร์เดินทางไปจากเวียงดอยแล้ว คณะพรรคสี่สหายไม่อาจจะทราบได้ว่าคุณย่าทวดเป็นตายร้ายดีประการใด แต่แกหล่นลงไปจากเครื่องบินอย่างแน่นอน.

จบบริบูรณ์