พล นิกร กิมหงวน 074 : ปราบโจรกะเหรี่ยง

เสียงประตูห้องนอนของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ถูกเคาะติดๆ กันสามสี่ครั้งในตอนรุ่งอรุณของวันใหม่ ทำให้นายแพทย์หนุ่มกับประภาเมียรักของเขาซึ่งนอนอยู่คนละเตียงใกล้ๆ กัน ตกใจตื่นพร้อมๆ กัน

"คุณหมอ คุณหมอคะ"

ดร.ดิเรกกับประภาต่างลุกขึ้นนั่งมองไปที่ประตูห้อง

"ปลุกฉันทำไมโว้ย ม่อม" นายแพทย์หนุ่มร้องถามด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"ท่านผู้บัญชาการทหารบกมีราชการด่วนจะพูดโทรศัพท์กับคุณหมอค่ะ"

ดร.ดิเรกเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับเมียรักของเขา

"คงจะได้ข่าวไม่สู้ดีนัก บางทีสงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเริ่มต้นแล้วก็ได้"

ประภาว่า "รีบลงไปพูดโทรศัพท์กับท่านซีคะ"

นายแพทย์หนุ่มมองดูปฏิทินที่ผนังตึก วันนี้เป็นวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๓ เขาพาตัวเดินไปที่ประตูห้องอย่างร้อนรน ถอดกลอนเปิดประตูออกและรีบออกไปจากห้อง แต่ไม่ลืมจับแก้มละม่อมในทำนองหมาหยอกห่าน ถึงแม้ละม่อมจะเป็นสาวแก่มีอายุมากแล้ว หล่อนก้ยังอวบอัดมีส่วนเว้าส่วนโค้งจำเริญตาดีกว่าสาวสวยที่ปราศจากความโอ่โถง

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง ดร.ดิเรกก็กลับมายังชั้นบนของตัวตึก เขาปราดมาที่ห้องของพล พัชราภรณ์แล้วเคาะประตูเรียก

"พล พลโว้ย"

ประตูห้องถูกถอดกลอนเปิดออกทันที นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้นันทา เมียรักของพลซึ่งแต่งกายเรียบร้อยเตรียมตัวจะลงไปใส่บาตรแทนคุณหญิงวาดตามที่ท่านสั่งไว้เมื่อตอนหัวค่ำ เพราะคุณหญิงไม่ใคร่สบายเนื่องจากถูกละอองฝน

"มีอะไรเกิดขึ้นคะหมอ" นันทาถามยิ้มๆ

"มีซีครับ เรื่องใหญ่ซะด้วย ท่านผู้บัญชาการทหารบกโทรศัพท์มาถึงผม สั่งให้พวกเราเดินทางไปแม่สอดโดยเร็วที่สุด"

นันทาแสดงท่าสนใจทันที

"ทำไมคะ คอมมิวนิสต์บุกหรือคะ"

"โน ไม่ใช่คอมมิวนิสต์หรอกคุณ แต่เป็นโจรกะเหรี่ยงที่มีกำลังหนึ่งกองพลน้อย" แล้ว ดร.ดิเรกก็บุกเข้ามาในห้องนอนของพลอย่างร้อนรน นันทาติดตามเข้ามาด้วย

บนเตียงนอนแบบทันสมัยขนาด ๕ ฟุต ภายในห้องนอนอันหรูหรา พล พัชราภรณ์ พันตรีพิเศษแห่งกองทัพบกกำลังนอนก่ายหมอนข้างหลับสนิท นาฬิกาปลุกบนโต๊ะเล็กๆ ข้างเตียงนอนบอกเวลา ๖.๐๕ น. เมื่อ ดร.ดิเรกร้องเรียกเพียงคำเดียว พลก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นและรีบลุกขึ้นนั่งมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างตื่นๆ

"เกิดเรื่องที่ชายแดนแล้วโว้ยพล" ดร.ดิเรกพูดอย่างเป็นงานเป็นการและทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนั้น "ท่านผู้บัญชาการทหารบกโทรศัพท์มาถึงกันเดี๋ยวนี้เอง เล่าให้ฟังว่า โจรกะเหรี่ยงประมาณ ๓ กองพันข้ามแม่น้ำเมยบุกเข้ามาในแดนเราทางจังหวัดตาก ปล้นแม่ระมาดและแม่สอด ที่ว่าการอำเภอ โรงพัก ไปรษณีย์และค่ายตำรวจตระเวนชายแดนของเราถูกยึดและถูกทำลายหมดแล้ว อำเภอแม่ระมาดและแม่สอดตกอยู่ในความยึดครองของมันแล้ว"

พลแสดงสีหน้าตื่นเต้นไม่น้อย

"งั้นเรอะ พวกกะเหรี่ยงกำแหงถึงอย่างนี้เชียวหรือ"

"ออไร๋ ตำรวจของเรามีอยู่ราว ๕๐ คน สู้มันไม่ได้ ทัพกะเหรี่ยงเข้ามาบุกในเวลา ๒ นาฬิกา ขณะนี้ท่านผู้บัญชาการก็ยังไม่ทราบรายละเอียดดีนักเพราะเครื่องรับส่งวิทยุที่แม่สอดและเครื่องรับส่งโทรเลขถูกพวกโจรทำลายหมด รายงานต่างๆ ที่ทางเรารับส่งโทรเลขถูกพวกโจรทำลายหมด รายงานต่างๆ ที่ทางเราได้รับส่งมาจากจังหวัดตาก ท่านสั่งให้กันและพวกเรารีบเดินทางไปเมืองตากในวันนี้โดยทางรถยนต์ และให้พยายามไปให้ถึงที่นั่นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ให้พวกเราไปนอนค้างที่จังหวัดตากในคืนนี้ กันขอจี๊ปวิลลี่ใหม่ๆ ไว้แล้ว ท่านรับรองว่าจะให้ทหารเอารถมามอบให้เราก่อนโมงเช้า"

พลนิ่งฟังอย่างสนใจยิ่ง

"ทำไมท่านไม่ให้เราไปเครื่องบินละ จะได้ไม่เสียเวลา"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"กันไม่ได้เรียนถามท่าน และท่านก็ไม่ได้ชี้แจงให้ฟัง"

พลพยักหน้ารับทราบ

"แล้วหน้าที่ของพวกเราล่ะหมอ ท่านผู้บัญชาการสั่งว่าอย่างไร"

"ท่านสั่งด้วยวาจาว่า ในฐานะที่กันเป็นผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพบก ให้กันกับพวกเรารีบเดินทางไปเมืองตากโดยด่วนและให้นำอาวุธส่วนตัวของเราติดตัวไปด้วย บางทีเราคงจะร่วมมือกับทหารและตำรวจชายแดนปราบโจรกะเหรี่ยงก็ได้ เตรียมตัวเถอะเพื่อน รีบอาบน้ำแต่งเครื่องแบบฝึกและใช้หมวกแก็ป ทหารเอารถจี๊ปมาให้เมื่อไรเราจะออกเดินทางทันที" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน "กันจะไปปลุกอ้ายกรกับอ้ายหงวนและคุณพ่อกับอ้ายแห้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เกี่ยวกับความปลอดภัยของชาติ อย่าชักช้านะพล"

ดร.ดิเรกผลุนผลันไปจากห้องนอนของพลอย่างรีบร้อน หยุดยืนหน้าห้องเสี่ยหงวนแล้วเคาะประตูเรียก สักครู่ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกโดยนวลลออ

"กู๊ดมอนิ่ง คุณนวล"

"สวัสดีค่ะ เรียกเฮียทำไมคะ"

ดร.ดิเรกรำคาญเต็มทนที่เขาจะต้องพูดซ้ำๆ ซากๆ ในเรื่องเดียวกัน

"คุณช่วยบอกอ้ายหงวนด้วยครับ ท่านผู้บัญชาการทหารโทรศัพท์มาถึงผม สั่งให้ผมพาพวกเราไปเมืองตากโดยเร็วที่สุด โจรกะเหรี่ยงหนึ่งกองพลข้ามพรมแดนเข้ามาปล้นแม่สอดและแม่ระมาด บอกอ้ายหงวนให้รีบอาบน้ำแต่งเครื่องฝึก ถ้าอยากรู้รายละเอียดให้ไปถามผมที่ห้อง"

ก่อนที่นวลลออจะพูดว่ากระไร ดร.ดิเรกก็รีบเดินไปจากที่นั้น พอแลเห็นสาวใช้คนหนึ่งเขาก็ร้องตะโกนเรียก

"แจ๋ว-เฮ้-มานี่"

สาวใช้รีบมาหาเขา

"คุรหมอต้องการอะไรหรือคะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้สาวใช้

"เธอไปเรือนคนใช้โดยเร็ว ปลุกเจ้าแห้วให้ลุกขึ้นและบอกว่าฉันสั่งให้รีบอาบน้ำแต่งเครื่องแบบทหาร โมงเช้าเราจะเดินทางไปจังหวัดตาก"

สาวใช้รับคำสั่งและรีบเดินไปตามเฉลียงหลังตึก นายแพทย์หนุ่มยกมือเกาศีรษะแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยืนหันรีหันขวางอยู่สักครู่ก็เดินไปที่ห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยืนหน้าห้องยกมือเคาะประตูสองสามครั้ง

"คุณพ่อ คุณพ่อครับ"

เงียบกริบไม่มีเสียงขานรับ ดร.ดิเรกกำลังคิดถึงภัยพิบัติที่ชาวแม่สอดได้รับจากพวกโจรกะเหรี่ยง จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าบานประตูห้องเปิดออกแล้ว เมื่อเขายกมือขึ้นเคาะประตูอีก มะเหงกข้างขวาของเขาแทนที่จะถูกบานประตูกลับเคาะลงกลางศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดีและทั้งสามสี่ครั้ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียงแล้วทำคอย่น ดร.ดิเรกหันมาเห็นเข้าก็ใจหาย

"โอ-ซอรี่-ซอรี่ครับ ผมไม่ได้เจตนาเลย นึกว่าบานประตูครับ"

ท่านเจ้าคุณยกมือคลำศีรษะป้อยๆ พลางบ่นพึมพำ

"มาเรียกพ่อทำไมแต่เช้า"

นายแพทย์หนุ่มกลั้นหัวเราะแทบแย่

"เตรียมตัวไปเมืองตากเถอะครับ เมื่อคืนนี้ตอนตีสองกองทัพโจรกะเหรี่ยงบุกเข้ามาปล้นแม่สอดและแม่ระมาด แล้วยึดไว้ได้ทั้งสองอำเภอ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"ฮ้า...ถึงยังงั้นเชียวหรือ"

"ออไร๋ คุณพ่อรีบแต่งเครื่องแบบฝึกเถอะครับ ท่านผู้บัญชาการทหารบกโทรศัพท์มาถึงผม สั่งให้พวกเรารีบเดินทางไปเมืองตากโดยเร็วที่สุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจเต้นระทึก

"ชะ ชะ กะเหรี่ยงบังอาจมาก ต้องฟาดกับมันให้แหลก ดีแล้ว พ่อจะอาบน้ำแต่งตัวเดี๋ยวนี้"

ดร.ดิเรกพาตัวเองไปยังห้องนอนของนิกรเป็นคนสุดท้าย ทันใดนั้นเองประตูห้องนอนของนิกรก็ถูกเปิดออก ประไพแต่งกายเรียบร้อยเดินออกมาจากห้องเพื่อจะลงไปใส่บาตรกับนันทาพี่ผัวของหล่อนตามที่นัดกันไว้

"ฮัลโหล คุณไพ"

"สวัสดีค่ะหมอ" ประไพทักยิ้มๆ "วันนี้ทำไมถึงตื่นเช้าล่ะคะ"

ดร.ดิเรกรู้ว่าประไพพูดมากและช่างซักก็เลยพูดตัดบท

"มีธุระสำคัญบางอย่างครับ" แล้วเขาก็เดินเลยเข้าไปในห้องหล่อน ประไพไม่สนใจอะไร รีบเดินไปหานันทา

นายแพทย์หนุ่มหยุดยืนหน้าเตียงนอน มองดูนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขาซึ่งนอนหลับสนิทในท่าโก้งโค้ง ดร.ดิเรกทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอน

"กร-กรโว้ย"

เขาพยายามร้องเรียกอยู่ตั้งนาน นิกรก็ไม่รู้สึกตัวตื่น ดร.ดิเรกชักฉิวก็เอื้อมมือหยิบขันเงินบนโต๊ะขึ้นมา ในขันเงินมีน้ำเต็มขันโรยดอกมะลิซึ่งประไพเตรียมไว้ให้นิกรล้างหน้า นายแพทย์หนุ่มราดน้ำทั้งขันลงบนศีรษะนิกรโครม

"เฮ้ย-ลุกขึ้นโว้ย ถ้าแกไม่ตื่นฉันจะไปเอาน้ำมาราดแกอีกสักสองสามขัน"

นิกรลืมตาโพลง แล้วยิ้มให้ ดร.ดิเรก

"กันกำลังฝันว่า กันกับพวกเราไปเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันที่เชียงใหม่ สนุกจังว่ะ"

นายแพทย์หนุ่มมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างเศร้าใจ

"ลุกขึ้นโว้ย เตรียมตัวไปเมืองตากเดี๋ยวนี้แหละ"

นิกรลุกขึ้นมองดู ดร.ดิเรกอย่างแปลกใจ

"ไปไหนนะ พูดใหม่ซิ"

"ไปเมืองตาก พวกโจรกะเหรี่ยงก่อการกำเริบ ยึดอำเภอแม่สอดและแม่ระมาดไว้ได้แล้ว ท่านผู้บัญชาการทหารบกโทรศัพท์มาถึงกัน สั่งให้พวกเรารีบเดินทางไปเมืองตากโดยเร็วที่สุด"

นิกรหายงัวเงียทันที

"โจรกะเหรี่ยงปล้นแม่สอด"

"ออไร๋ มันปล้นเมื่อตอนตีสองนี้เอง"

นิกรเม้มปากแน่น

"กะเหรี่ยงกำเริบ ต้องกำราบปราบให้เรียบ ตามธรรมดาพวกกะเหรี่ยงชอบกินกะหล่ำกับแกกะหรี่ นุ่งผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งท่าทางกะเล่อกะล่า ดูกะร่องกะแร่งแต่ละคนกะล่อนแต่ชอบกะลิ้มกะเหลี่ยและชอบของกะไหล่"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วลุกขึ้นยืน

"พอตื่นนอนก็บ้าน้ำลายทีเดียว"

นิกรหัวเราะ

"คนที่มีอารมณ์มองเห็นโลกร่าเริงแจ่มใสอย่างกันเป็นคนที่มีความสุขอย่างยิ่งยวด แกบอกพวกเราทุกคนแล้วหรือ"

"ออไร๋" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ลุกขึ้นยืน

"อาบน้ำแต่งตัวได้แล้วโว้ยกร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แต่งเป็นกะเหรี่ยงหรือ"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ

"แต่งไปให้ทหารและตำรวจยิงแกน่ะซี แต่งเครื่องแบบนายทหารสัญญาบัตรโว้ย"

"ติดยศนายพลได้ไหม เป็นพันตรีรู้สึกว่ายศมันน้อยเหลือเกิน แต่งนายพลค่อยโก้หน่อย"

"ออไร๋ ถ้ายูคิดว่าอยู่ในคุกสบายกว่าอยู่ข้างนอกก็ลองดู" พูดจบ ดร.ดิเรกก็พาตัวเดินออกไปจากห้องนอนของนิกร

ในชั่วโมงเดียวกันนั้น สิบตรีแห่งกรมการขนส่งทหารบกคนหนึ่งก็นำวิลลี่จี๊ปป้ายเลขทะเบียนตรากลจักรใหม่เอี่ยมคันหนึ่งมามอบให้ ดร.ดิเรกที่บ้าน "พัชราภรณ์" ตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารบก และ ดร.ดิเรกเป็นผู้เซ็นรับมอบรถยนต์คันนี้ซึ่งมียางอาหลั่ยหนึ่งเส้น เครื่องมือต่างๆ หนึ่งถุงพร้อมด้วยแม่แรงยกรถหนึ่งชุด

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้รับประทานอาหารเช้ากันอย่างรีบร้อน ครั้นเวลา ๗.๒๐ น. พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วก็ลงมาจากตึกใหญ่ ขึ้นนั่งบนรถจี๊ปวิลลี่คันนั้น โดยเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับตามเคย ตามเวลาดังกล่าวนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯกำลังสนทนากับคุณหญิงวาดและสี่นางอยู่บนระเบียงหน้าตึก

พล นิกร กิมหงวน แต่งเครื่องแบบพันตรีสวมหมวกแก๊ปอันเป็นเครื่องแบบฝึก ดร.ดิเรกแต่งเป็นพันเอก เจ้าแห้วแต่งสิบโท วางท่าอย่างสง่าผ่าเผย เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งพลโท ทุกคนมีปืนพาคาดอยู่ที่เอวคนละกระบอกและสะพายปืนกลมือคนละกระบอก ภายในรถมีย่ามใส่สัมภาระหลายใบ สี่สหายนั่งเบียดเสียดอยู่ตอนหลังรถ

พวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ยืนจับกลุ่มกันอยู่ในสนามคอยส่งเจ้านายของเขา เมื่อได้เวลา ๗.๓๐ น. ดร.ดิเรกก็บอกให้เจ้าแห้วกดแตรเรียกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าคุณร้องตะโกนบอก

"เดี๋ยวโว้ย กำลังพูดธุระสำคัญกับคุณหญิง ขอเวลาอีกสองสามนาทีเท่านั้น"

ดร.ดิเรกบ่นพึมพำ

"คนหัวล้านทำอะไรงุ่มง่ามเสมอ" แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ "รถคันนี้เพิ่งวิ่งร้อยกว่าไมล์เท่านั้น ในสองสามชั่วโมงอย่าขับเร็วกว่า ๔๐ ไมล์ ถนอมรถหลวงหน่อย วันนี้แกคงเหนื่อยพอดูในการขับรถทางไกล"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานเหนื่อยเพื่อประเทศชาติ ไม่เป็นไรครับ แล้วผมก็ชำนาญทางดีแล้ว ออกจากนี่โมงครึ่งถึงเมืองชลสามโมงครึ่ง ถึงศรีราชาราวสี่โมงเช้า หลังจากนั้นผมเฆี่ยนใหญ่จะให้ถึงสัตหีบเที่ยง บ่ายสองโมงถึงระยองอย่างช้าห้าโมงเย็นถึงจันทบุรี แหละ พอค่ำก็ถึงจังหวัดตราด"

ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือก แล้วร้องเอ็ดตะโร

"ไปเมืองตากโว้ย ไม่ใช่เมืองตราด กะเหรี่ยงเมืองตราดมันมีที่ไหนกันล่ะ มีแต่เขมรและญวน"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"อ้าว รับประทานไปเมืองตากหรือครับ"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"เลยทุ่งสงไปไม่ไกลครับ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสามสหาย

"ไม่น่าเป็นนายสิบเลยวะ พลทหารยังฉลาดกว่าแกเป็นไหนๆ เมืองตากน่ะไปทางเหนือตามเส้นทางพหลโยธิน โน่น-ไปทางนครสวรรค์โว้ย แกก็เคยพาพวกเราไปแล้ว ไม่พยายามจดจำเสียบ้าง"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วนิกรก็กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างเป็นงานเป็นการ

"โห่เอาฤกษ์เอาชัยเสียหน่อยเถอะวะ แล้วก็ร้องเพลงกราวนอก พวกเราจะได้มีใจคึกคักเข้มแข็ง"

พลหัวเราะหึๆ

"ดีเหมือนกัน เอาเนื้อเพลงอะไรร้องวะ"

นิกร "ร้องกลอนสดก็แล้วกัน กันร้องเอง"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เดินนำหน้าพาคุณหญิงวาดและนันทา นวลลออ ประภาและประไพลงบันไดมา เมื่อท่านเจ้าคุณก้าวขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปตอนหน้ารถเคียงคู่กับหจ้าแห้ว นิกรก็โห่ขึ้นด้วยเสียงวิเวกวังเวงดังกังวานไปทั่งบ้าน ทำให้สี่นางและคุณหญิงวาดหัวเราะคิกคักไปตามกัน

"โห่....ฮี้โห่....โอ๊ะโห่....โอโห่ โห่ "

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรับพร้อมๆ กัน "ฮิ้ว"

นิกรโห่อีกเพื่อให้ครบสามครั้ง คุณหญิงวาดกล่าวกับประไพอย่างขบขัน

"พวกผัวๆ ของพวกแกเขาจะไปรบหรือจะไปงานบวชนาคกันแน่"

เมื่อนิกรโห่ครบสามครั้งแล้ว เขาก็ร้องเพลงกราวนอกทันที โดยคิดแต่งเนื้อเพลงเอาอย่างกะทันหัน

เราจะไปปราบกะเหรี่ยงผู้บังอาจ

ให้พินาศย่อยยับสับให้ป่น

เหล่าทหารทั่วหน้ากล้าผจญ

ไม่ย่อย่นศัตรูสู้กับมัน

ตุม-ตุม ตุ่ม ตุม

ตุม-ตุมมะ ตุ่ม ตุม

ทัพโจรหรือจะต้านทานทัพไทย

กะเหรี่ยงไพรคงจะวิ่งทิ้งที่มั่น

ตำรวจทหารรบรุกบุกประจัญ

ฟาดฟันมันให้สิ้นแผ่นดินเรา

ตุม-ตุม ตุ่ม ตุม

ตุม-ตุมมะ ตุ่ม ตุม

ทหารไทยตั้งล้านมิใช่ย่อย

กระเหรี่ยงดอย

"พอ-โว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น ทำให้หยุดร้องเพลงทันที แล้วท่านเจ้าคุณก็ทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น "ทีแรกก็น่าฟังดีหรอก แต่พอทหารไทยมีตั้งล้าน มันก็ต้องเตะปากกันเท่านั้น"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็ร่ำลาคุณหญิงวาดและสี่นาง

"ลาก่อนดวงใจของเฮีย" เสี่ยหงวนพูดแบบพากย์ "เฮียกำลังไปปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชาติ กวาดล้างกะเหรี่ยงและกะหรี่ที่แม่สอดให้สิ้นทราก แล้วเฮียจะกลับมารับขวัญนวล มีอะไรที่จะสั่งเสียบ้างไหม"

นวลลออยิ้มให้ พ.ต.กิมหงวน

"ไม่มีอะไรจะสั่งหรอกค่ะ นอกจากว่าถ้าเฮียถูกกะเหรี่ยงยิงตายก็อย่าพยายามหลอกนวลนะคะ"

นิกรยกมือวันทยาหัตถ์เมียรักของเขา

"ลาก่อนประไพ อย่างช้าอีก ๑๐ วันคงกลับมานอนกอดกันอีก อยู่บ้านอย่าเล่นไพ่ให้มากนักนะจะเสียสุขภาพ ดีไม่ดีจะถูกโปลิศจับไปนอนกรง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดเป็นคนสุดท้าย

"ลาละครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยิ้มเศร้าๆ

"ค่ะ ขอให้ปลอดภัยและโชคดีทุกๆ คน อย่าลืมนะคะ ดิฉันฝากพ่อพลของดิฉันด้วย เรื่องกะเหรี่ยงดิฉันไม่ใคร่เป็นห่วง ดิฉันเป็นห่วงแต่เรื่องกะหรี่เท่านั้น"

จี๊ปวิลลี่ถูกสต๊าร์ทเครื่องตามคำสั่งของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วเพิ่งขับรถคันนี้เป็นครั้งแรก แต่เครื่องยนต์และเกียร์ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ก็เหมือนกับรถจี๊ปทั้งหลายนั่นเอง เจ้าแห้วลองเร่งเครื่องยนต์และเบาเครื่องดู สักครู่ก็เหยียบครัชเข้าเกียร์ บังคับวิลลี่จี๊ปคันใหม่เอี่ยมตรากงจักรแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งรถคันนี้เจ้าหน้าที่ทหารกรมการขนส่งได้เติมน้ำมันไว้เต็มถังและในถังอะหลั่ยรถก็มีน้ำมันอยู่เต็ม นอกจากนี้ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรคและน้ำมันกันกระเทือนตลอดจนน้ำกลั่นก็เติมไว้เรียบร้อย ตามรายการรับมอบรถที่ ดร.ดิเรกเซ็นรับให้นายสิบผู้นั้นไป

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้เดินทางมาถึงจังหวัดตากในเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.วันเดียวกันนั้นเองและได้พักอยู่ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทหารอยู่ประมาณหนึ่งกองร้อย นอกนั้นกำลังทหารทั้งหมดได้ถูกส่งไปแม่สอดและแม่ระมาดแต่เช้า พร้อมด้วยกำลังตำรวจภูธร นอกจากนี้กองทหารพิษณุโลกหนึ่งกองพันซึ่งเดินทางมาช่วยได้ไปถึงแม่สอดแล้ว

ร.อ.ทำนุ ทองปลิว ผู้บังคับกองร้อยที่ ๓ แห่งกองพันทหารราบจังหวัดตาก ซึ่งเป็นผู้ต้อนรับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว เป็นผู้บรรยายการกำเริบเสิบสานของพวกโจรกะเหรี่ยงให้ฟังโดยละเอียดที่บ้านพักหรือเรือนรับรองหลังหนึ่ง

"เราถูกมันบุกโดยเราไม่รู้ตัวครับ ท่านอาจารย์" นายทหารหนุ่มเริ่มต้นเล่าเรื่อง "ขณะนั้นเป็นเวลา ๒.๐๐ น.ของคืนวันที่ ๑๔ คือคืนวานนี้และหมายความว่าเพิ่งเริ่มต้นวันใหม่ได้เพียง ๒ ชั่วโมง แม่สอดกับแม่ระมาดเป็นอำเภอเล็กๆ มีอาณาเขตติดต่อกัน โดยเฉพาะแม่ระมาดมีหมู่บ้านเพียงเล็กน้อย ผู้คนก็ไม่มากแต่แม่สอดเป็นชุมนุมชนหนาแน่น มีตลาดร้านค้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจภูธรตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเมย ซึ่งแม่น้ำสายนี้เป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างไทย พม่า"

เมื่อ ร.อ.ทำนุหยุดเล่าและนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เสี่ยหงวนก็กล่าวขึ้น

"เล่าต่อไปซิครับผู้กอง ทำไมถึงหยุดเสียล่ะครับ"

นายทหารหนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ผมหยุดให้ซักผมยังไงล่ะครับ การคุยที่สนุกก็ต้องมีการซักถามข้อปลีกย่อย ข้อสงสัยหรือรายละเอียด พวกผู้กองพันซักผมบ้างซีครับ เรื่องที่ผมทราบดีเพราะผมได้อ่านรายงานละเอียดแล้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกพอใจนายทหารหนุ่มผู้นี้อย่างยิ่ง

"เอาละ ฉันจะซักถามเธอเองหลานชาย ตอบฉันอย่างทหาร โจรกะเหรี่ยงมีจำนวนเท่าใดและใช้ยุทธวิธีเข้าตีอำเภอแม่สอดและแม่ระมาดแบบไหน ฝ่ายเราคือตำรวจตระเวรชายแดนและตำรวจภูธรได้สู้รบกับมันหรือเปล่า"

ร.อ.ทำนุยิ้มอย่างภาคภูมิ

"โจรกะเหรี่ยงหรือครับ ตามรายงานที่ได้รับบ่ายวันนี้ยืนยันว่า โจรกะเหรี่ยงมีกำลังหนึ่งกองพลน้อยและแบ่งออกเป็น ๓ กองพัน กองพันละ ๕๐๐ คน"

"แต่งกายแบบทหารหรือครับ" พลถาม

"เปล่าครับ แต่งตามสะดวก นุ่งโสร่งสวมเสื้อยืดก็มี แต่ส่วนมากนุ่งกางเกงขายาวและสวมเสื้อเท่าที่จะหาได้ พวกโจรกะเหรี่ยงเคลื่อนที่ข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาอย่างสงบเงียบ ขณะที่ผู้คนกำลังหลับสนิทและเริ่มโจมตีพร้อมกันทั้ง ๓ จุดในเวลา ๒.๐๐ น.ตรง จุดหนึ่งเข้าโจมตีที่ว่าการอำเภอแม่สอดและเข้ายึดสนามบิน ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีตำรวจภูธร กระจายกำลังกันไปทั่วตลาด ปล้นอย่างทารุณโหดร้ายที่สุด อีกจุดหนึ่งบุกเข้ายึดอำเภอแม่ระมาด สถานีตำรวจและหมู่บ้าน จุดที่สามบุกเข้าปล้นกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต ๖ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอแม่สอด ๒ กิโลเมตร"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากัน

"มันทะนงองอาจมาก" พลพูดเสียงกร้าวและหันมาทางนายทหารหนุ่ม "ตำรวจตระเวนชายแดนของเราได้ปะทะกับมันอย่างดุเดือดหรือครับ"

ร.อ.ทำนุ ถอนหายใจหนักๆ

"ครับ ก็เรียกว่าดุเดือดทีเดียว แต่ตำรวจของเรามีอยู่เพียงหมวดเดียวคือหมวด ๔๒ ส่วนมากกำลังนอนหลับ พวกโจรกะเหรี่ยงบุกเข้าโจมตีกองกำกับการตั้ง ๕๐๐ คน ตำรวจยามและหน่วยรักษาการณ์ต่อสู้อย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรีอย่างที่เรียกว่า ชาติชายต้องไว้ลายตำรวจไทยนั่นแหล่ะครับ แต่แล้วเราก็สู้มันไม่ได้ ตำรวจของเราต้องเสียชีวิตไปรวมทั้งหมด ๗ คน"

"๗ คนเชียวหรือคุณ" อาเสี่ยกิมหงวนพูดขึ้นอย่างเศร้าใจ

"ครับ เรามีกำลังเพียงหมวดเดียว พวกโจรตั้งหนึ่งกองพัน จะสู้มันได้อย่างไรล่ะครับ ส่วนตำรวจภูธรก็มีไม่กี่คน"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ผู้กองทราบไหมว่า ตำรวจของเราที่เสียชีวิตจากการสู้รบกับพวกโจรนั้นคือใครบ้าง"

ร.อ.ทำนุนิ่งคิด แล้วล้วงกระเป๋าเสื้อฟอร์มหยิบเอกสารชิ้นหนึ่งออกมา

"บังเอิญผมจดไว้ ผมจะอ่านให้ท่านอาจารย์ฟังนะครับ ตำรวจที่ตายคือนายร้อยตำรวจโทกมล อัจฉริยกุล พลตำรวจแจ่ม เลยกระโทก พลตำรวจแพง มายิงเพชร พลตำรวจพร พักตร์พิสุทธิ์ ทั้ง ๔ คนนี้เป็นตำรวจแม่สอด อีก ๓ คนเป็นตำรวจชายแดนหมวด ๔๒ คือ สิบตำรวจเอกวีระ วงศ์ลักษณ์ พลตำรวจชลิต บุญเฉลิม และพลตำรวจจำรัส พิมพ์พรรณ รวมทั้งหมด ๗ คนด้วยกันครับ"

"น่าสรรเสริญในวีรกรรมของท่านเหล่านี้มาก" พลพูดขึ้นเปรยๆ "ตามปรกติไม่ใคร่จะมีใครรู้หรอกว่าตำรวจชายแดนนั้นต้องลำบากกรากกรำเพียงใด เขาต้องตระเวนไปตามป่าดงนอนกลางดินกินกลางทราย คอยระวังภัยจากพวกโจรและศัตรูนอกประเทศ เมื่อถูกกองโจรหรือข้าศึกบุก ตำรวจชายแดนก็ต้องปะทะหรือต้านทานไว้ก่อน"

นิกรยิ้มให้ผู้บังคับกองทหารราบ

"แล้วยังไงครับผู้กอง"

"อ๋อ หลังจากนั้นพวกโจรกะเหรี่ยงก็ยึดแม่สอดได้น่ะซีครับ มันแยกย้ายกันปล้นตลาดและบ้านราษฎร ตัดสายโทรศัพท์ โทรเลข แล้วเผาที่ว่าการอำเภอแม่สอด ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีตำรวจภูธร ผู้คนถูกยิงตายไปหลายคนแม้กระทั่งเด็กทารก พวกโจรได้ยึดอาวุธของตำรวจชายแดนไปได้มาก มีปืนเล็กยาวแบบ ๘๗ แบบสปริงฟิลด์ ปืน ค. ๖๐ ปืนต่อสู้ถัง ปืนกลเบาและปืนพกพร้อมด้วยกระสุน ปืนระเบิดมือและเครื่องสนามอีกมากมาย รู้สึกว่าเจตนาของพวกโจรต้องการอาวุธมากกว่าอย่างอื่นครับ ส่วนที่อำเภอแม่ระมาด พวกโจรเก็บกวาดทรัพย์สมบัติของราษฎรไปตามความพอใจ กองโจรกะเหรี่ยงยึดแม่สอดไว้ ๕ ชั่วโมงและยึดแม่ระมาด ๗ ชั่วโมง ต่อจากนั้นกำลังส่วนใหญ่ของพวกโจรก็ล่าถอยไปทางวังตะเคียน พวกหนึ่งล่าถอยไปทางเขาลิ้นจี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามว่า

"เธอบอกฉันซิ จากเมืองตากไปแม่สอดเป็นระยะทางเท่าใด และจากแม่ระสอดไปแม่ระมาด"

ร.อ.ทำนุยิ้มอ่อนโยน

"จากนี่ไปแม่สอดระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตรครับ จากแม่สอดไปแม่ระมาดราว ๓๐ กิโลเมตร แม่สอดอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองตากครับและแม่ระมาด"

"ขณะนี้เหตุการณ์ที่แม่สอดและแม่ระมาดสงบเงียบดีแล้วไม่ใช่หรือครับ" ดร.ดิเรกถาม

"ครับ แต่ประชาชนกำลังเดือดร้อนมากเพราะบ้านช่องถูกไฟไหม้ อย่างไรก็ตามทางราชการก็ได้ให้ความช่วยเหลือเต็มที่ กำลังทหารและตำรวจของเรามีอยู่มากครับ ตำรวจพลร่มที่ค่ายนเรศวรและค่ายดารารัศมีก็มาถึงแม่สอดแล้ว อ้า-ท่านอาจารย์จะไปแม่สอดพรุ่งนี้เช้าหรือครับ"

"ออไร๋ ทางไปแม่สอดเป็นยังไง"

"แย่มากครับ เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทางแต่รถจี๊ปค่อยยังชั่ว หนทางผ่านป่าและขึ้นเขาหลายแห่ง ตามปรกติถ้าฝนชุกรถยนต์เดินไม่ได้ การคมนาคมต้องอาศัยเครื่องบิน แม่สอดเป็นอำเภอเล็กๆ และกันดารมากครับ คนที่เขาอยู่ที่นั่นล้วนเคยชินกับสภาพความเป็นอยู่ของท้องถิ่น ถ้าไม่เคยไปอยู่ สัก ๓ วันก็คงกลุ้มใจตาย ขณะนี้ตลาดแม่สอดและที่ทำงานรัฐบาลที่นั่นถูกไฟไหม้หมดแล้ว อาหารการกินและเครื่องอุปโภคคงจะหาได้ยาก"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"เรื่องความลำบากพวกผมไม่กลัว พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปแม่สอดแต่เช้า รถวิ่งประมาณสองชั่วโมงได้ไหมผู้กอง"

"ไม่ไหวหรอกครับท่านอาจารย์ ทางมันไม่ดี บางแห่งต้องลงเข็น อย่างน้อยก็ต้อง ๓ ชั่วโมงครึ่งครับ"

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างผลัดกันซักถามเรื่องโจรกะเหรี่ยงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่ง ร.อ.ทำนุก็เล่าให้ฟังตามที่เขาทราบจากรายงานของทางราชการ

ตอนเช้าวันต่อมา

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วได้ออกจากค่ายทหารในเวลา ๖.๓๐ น.เดินทางมุ่งตรงไปแม่สอดโดยรถจี๊ปวิลลี่คันนั้น ซึ่งเติมน้ำมันเต็มถัง ตรวจเครื่องยนต์และยางทั้ง ๔ ล้อเรียบร้อย คณะพรรคสี่สหายตั้งใจจะไปให้ถึงแม่สอดก่อน ๑๑.๐๐ น.ทั้งนี้ก็เพราะได้ทราบข่าวแน่นอนว่าฯ พณฯ นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รองผู้บัญชาการทหารบก เสนาธิการทหารบก ผู้บังคับบัญชาการทหารอากาศและรองอธิบดีกรมตำรวจ จะได้เดินทางไปแม่สอดในวันนี้โดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากสนามบินดอนเมืองเวลา ๙.๐๐ น. คณะพรรคสี่สหายจึงจำเป็นต้องรีบไปคอยต้อนรับฯ พณฯ ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด

ก่อนออกเดินทางมาจากค่ายทหาร มีข่าวจากศูนย์รวมข่าวแจ้งว่าตอนใกล้รุ่งสางวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มจำนวนหนึ่งได้ปะทะกับหน่วยกองโจรกะเหรี่ยงอย่างดุเดือด แต่รายละเอียดเขายังไม่ได้ส่งมา

เมื่อจี๊ปวิลลี่ออกมานอกเขตเทศบาล ทางหลวงสายตาก-แม่สอดก็เริ่มขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ภูมิประเทศสองข้างทางเป็นไร่นา หลังจากนั้น ทางหลวงก็ตัดเข้าป่าทึบและดงดิบ ผ่านไปตามไหล่เขาหลายแห่ง ซึ่งบางแห่งก็อยู่ข้างจะหวาดเสียวไม่น้อย อาเสี่ยกิมหงวนเกิดรักตัวกลัวตายขึ้นมาไม่เชื่อมือเจ้าแห้วจึงสั่งให้เจ้าแห้วหยุดรถและแลกที่นั่งกัน แล้วกิมหงวนก็ควบรถจี๊ปตรากงจักรไปอย่างระมัดระวัง ถึงกระนั้นครั้งหนึ่งก็หวุดหวิดจะตกเหวด้วยความไม่ชำนาญทาง เคราะห์ดีที่เสี่ยกิมหงวนเลี้ยวยกล้อเสียทัน แต่ก็ทำให้ทุกคนใจหายใจคว่ำถึงกับนิกรร้องอุทธรณ์ว่า

"อ้ายเสี่ย ถ้ายังไงก็เอ็นดูกันให้กันกลับไปตายที่บ้านเถอะว่าอย่าให้กันต้องเป็นผีเฝ้าเหวแถวนี้เลย เมื่อกี้นี้ล้อข้างขวาทั้งสองล้อมันยื่นออกไปบนเหวว่ะ ถ้าแกไม่หักเลี้ยวอีกทีพวกเราก็เน่าหมด"

พ.ต.กิมหงวนฝืนหัวเราะ ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ตายน่ะช่างมันเถอะ แต่ถ้ารถหลวงเสียหายกันจะเสียชื่อ ขับระวังหน่อยโว้ยอ้ายเสี่ย เพราะแกไม่เคยทางการขับรถไปตามไหล่เขา กันจะช่วยแนะนำให้ เมื่อทางมันเลี้ยวขวาแล้วต่อไปมันก็ต้องเลี้ยวซ้าย แล้วก็เลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายสลับกันไป"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"สมมุติว่าพลาดพลั้งหล่นลงไปในเหวพวกเราจะเป็นอะไรหมด"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"คงไม่เป็นอะไรนอกจากตายหมด ระวังรถสวนบ้างนะ ใกล้จะถึงทางเลี้ยวควรกดแตรและคอยฟังเสียงแตรรถที่จะสวนมา ถ้าปะทะกับรถบรรทุกทหารขนาดใหญ่คงไม่สนุกแน่"

เมื่อรถจี๊ปวิลลี่ลงจากเขาก็วิ่งผ่านป่าทึบอันสงบเงียบวังเวง น่ากลัว ได้ยินเสียงจักจั่นกล่อมไพเราะระงมไปทั่วป่าอากาศค่อนข้างเยือกเย็นและมืดครึ้ม นานๆ มีรถทหารแล่นสวนมาคันหนึ่งแต่รถของเอกชนไม่มี เพราะทางราชการได้ปิดถนนนี้ชั่วคราวเพื่อความสะดวกในการลำเลียงทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

จี๊ปวิลลี่โคลงเคลงไปมากระดอนขึ้นกระดอนลงเหมือนม้าพยศ อันเนื่องจากทางเป็นหลุมเป็นบ่อ บางตอนรถแล่นได้เร็วเพียง ๑๐ ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น บางแห่งถนนก็เป็นหล่มลึกเพราะระหว่างนี้ทางภาคเหนือมีฝนตกชุก ครั้งหนึ่งจี๊ปวิลลี่ตกลงไปในร่องลึก จนกระทั่งล้อหน้าทั้งสองข้างจมหายลงไปในร่อง ทำให้ท้ายรถโด่ง

เสี่ยหงวนเหงื่อแตก พยามยามเข้าเกียร์ถอยหลังและเดินหน้าโดยใช้เกียร์ช่วยแต่ไม่สำเร็จ ล้อท้ายทั้งสองข้างหมุนติ้วอยู่ในโคลนจนเหม็นไหม้ยางที่เสียดสีกับพื้นดินอย่างเร็วและนานเกินควร ในที่สุดกิมหงวนก็ร้องบอกทุกคน

"ลงโว้ย ทุกคนช่วยกันดันหน้าหม้อรถ กันจะแล่นถอยหลังให้หลุดจากร่องนี้ แล้วเปลี่ยนทางใหม่แล่นออกไปนอกถนน ตัดออกทางโน้น"

พล นิกร ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยิ้มแหยๆ ไปตามกัน ทุกคนก้าวลงจากรถย่ำลงไปบนโคลนแล้วเดินไปทางหน้ารถ นิกรเริ่มบ่นพึมพำ กิมหงวนนั่งประจำที่คนขับและทำหน้าที่กำกับการแสดงด้วย เขาสั่งให้ทุกคนดันหน้ารถจี๊ปวิลลี่ไว้ขณะที่เครื่องยนต์ยังทำงานอยู่

"เอาละนะ เตรียมตัวโว้ย พอกันเร่งเครื่องก็ช่วยกันดันรถไปข้างหลังพร้อมๆ กัน ขณะนี้กันเข้าเกียร์ถอยหลังไว้แล้ว"

ทุกคนเตรียมพร้อม พอเสี่ยหงวนเร่งเครื่องและร้องบอกให้ดัน ทุกคนก็ออกกำลังเต็มที่ดันรถจี๊ปเพื่อให้ล้อหน้าทั้งสองหลุดจากร่องลึก เสียงเครื่องยนต์ของรถจี๊ปดังลั่น ล้อหน้าหมุนติ้วแต่ไม่ยอมเคลื่อนที่มิหนำซ้ำยังพ่นโคลนเข้าใส่สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ทำให้เสื้อฟอร์มเครื่องแบบนายทหารเปื้อนเปรอะโคลนไปตามกัน โดยเฉพาะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกล้อรถพ่นโคลนใส่ทั่วใบหน้าของท่าน

กิมหงวนหมดศรัทธาแล้วเอื้อมมือปิดสวิทช์ไฟเครื่องยนต์ทันที ทุกคนมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน ท่านเจ้าคุณยกมือท้าวสะเอวทำตาปริบๆ

"หมด-หน้าตาข้ายังกะหมาฟัด" ท่านกล่าวขึ้นอย่างหัวเสีย "ชาวบ้านเขาเห็นเข้า เขาคงเข้าใจว่าข้าแตกทัพหนีกะเหรี่ยงมา"

สี่สหายกับเจ้าแห้วหัวเราะขึ้นพร้อมกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดโคลนที่หน้าของท่าน ทันใดนั้นเองกิมหงวนก็ลุกขึ้นก้าวลงมาจากรถ

"ไม่มีทางหรือ" พลถาม

"อือ ดินมันอ่อนมากเกินไป ต้องรอจนกว่าจะมีรถบรรทุกทหารผ่านมา จะได้ให้เขาช่วยเอาเชือกผูกรถเราแล้วก็ลากออกไปให้พ้นบริเวณหล่มนี้ แต่สงสัยว่าเราจะต้องเสียเวลารอคอยเป็นชั่วโมง"

ดร.ดิเรกตาไวแลเห็นช้างพลายงายาวตัวหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ไกลออกไปประมาณร้อยเมตร เขากล่าวกับเจ้าแห้วด้วยความดีใจ

"มีหวังแล้วอ้ายแห้ว แกไปหาเจ้าของช้างตัวนั้นหน่อยเถอะวะ บ้านเขาคงอยู่แถวนั้นหรือม่ายคนเลี้ยงหรือควาญก็คงอยู่แถวนั้นไปบอกเขาว่าเราจ้าง ๑๐๐ บาทให้เขาเอาช้างมาดึงรถเราออกจากร่องลึกนี้"

เจ้าแห้วและทุกคนมองไปที่ช้างตัวนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ อกสั่นขวัญแขวน ปลดปืนกลลงจากบ่าของท่านทันทีแล้วหันมาบอกเสี่ยหงวนอย่างละล่ำละลัก

"นั่นช้างป่านะโว้ยอ้ายหงวน"

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ช้างป่า "

"เออ"

"ช้างป่าทำไมถึงมีงวงล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ช้างไม่มีงวงมันก็กลายเป็นหมูไปน่ะซีโว้ย เฮ้ยๆๆ มันเดินรี่เข้ามาหาเราแล้ว"

เจ้าแห้วยกปืนกลมือขึ้นในท่าเตรียมยิง

"รับประทานใส่มันด้วยปืนกลเลย"

"โน" ดร.ดิเรกเอ็ดตะโร "การยิงช้างป่าผิดกฎหมายเว้นแต่มันจะกระทืบเรา ช้างตัวนี้รู้สึกว่าเป็นสุภาพช้าง ท่าทางไม่ดุร้าย มันอาจจะนัดพบกับแฟนแถวนี้ก็ได้"

ต่างคนต่างพากันเดินเลี่ยงออกไปยืนริมถนน ที่ไม่มีใครวิ่งหนีก็เพราะมีอาวุธร้ายอยู่ในมือคือปืนกลมือนั่นเอง เจ้าพลายงายาวเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ทุกคนค่อยๆ ล่าถอยเข้าป่าข้างทาง ในที่สุดนิกรก็เกิดความกล้าอย่างบ้าบิ่นขึ้นมา เขากล่าวกับพรรคพวกของเขาว่า

"ได้การแล้ว กันจะออกไปเล่นเอาเถิดกับช้างตัวนี้ ยั่วให้มันดึงหรือผลักรถออกจากหล่ม"

พลจุ๊ปากแล้วจับแขนนิกร

"อย่าเลยวะอ้ายกร คนที่ถูกช้างกระทืบตายน่ะร่างกายแหลกเหลวน่าทุเรศเหลือเกิน"

"อ้าว พูดยังงี้ก็ดูหมิ่นเชิงชายกันเกินไปน่ะซีเพื่อน ช้างน่ะเป็นสัตว์ใหญ่ก็จริงแต่มันโง่เพราะมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน ส่วนกันเป็นสัตว์มนุษย์ย่อมเฉลียวฉลาดกว่า แกคอยดูลูกไม้และชั้นเชิงของกันบ้าง รับรองว่ารถของเราจะขึ้นจากหลุมได้เพราะช้างตัวนี้"

เสี่ยหงวนกล่าวกับพลอย่างยิ้มแย้ม

"ปล่อยมันอ้ายพล อ้ายกรน่ะ มันมักจะทำอะไรได้ในสิ่งที่ใครๆ ทำไม่ได้ ซึ่งพวกเราก็เคยเห็นความสามารถของมันมามากแล้ว"

นิกรพาตัวเดินออกไปยืนกลางถนน ห่างจากวิลลี่จี๊ปหกเมตร นายจอมทะเล้นกระโดดโลดเต้นร้องตะโกนเรียกช้างป่าตัวนั้น

"ช้าง ช้างโว้ย ช้างจ๋า มานี่แน่ะ"

เจ้าพลายแลเห็นนิกร มันก็เริ่มแสดงกิริยาท่าทางดุร้ายทันที มันม้วนงวงขึ้นแล้วส่งเสียงร้องแปร๋แปร้น นิกรขยับจะวิ่งหนีแต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเขามีปืนกลอยู่ในมือ จึงยืนเต้นร็อคอยู่กลางถนนยั่วโทสะช้างโทนตัวนั้น ซึ่งทำให้ช้างเกิดการหมั่นไส้นิกรอย่างสุดเหวี่ยง มันวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักใจไม่ดีก็ร้องตะโกนบอกนิกรด้วยความเป็นห่วง

"ระวังนะโว้ยอ้ายกร"

นิกรหันมาโบกมือให้พ่อตาของเขา

"เรื่องเล็กครับ ผมจะปล้ำกับมันให้ดู"

เมื่อช้างป่าวิ่งเข้ามาใกล้จะถึงตัว นิกรก็วิ่งหนีอ้อมไปยืนทางหลังรถจี๊ป ถนนตอนนี้เป็นโคลนตมทำให้ช้างต้องหยุดวิ่งและก้าวขาไม่ใคร่ออกเพราะเท้าของมันจมลงไปในโคลน ประกอบทั้งน้ำหนักของตัวมันมาก

นิกรแลบลิ้นปลิ้นตายั่วโทสะช้างอยู่ข้างหลังรถ

"เอ้-มาซีวะ อ้ายหน้าด้าน ตัวโตยังกะช้าง ผ้าผ่อนไม่นุ่ง แก้ผ้าโทงๆ ไม่รู้จักอาย เอ็งชื่ออะไรมีเมียหรือยัง"

ช้างป่ายืนส่ายหัวไปมาด้วยความโกรธ สักครู่มันก็เดินบุกโคลนมาทางท้ายรถแต่นิกรอ้อมไปทางหน้ารถ ยักคิ้วหลิ่วตายั่วช้าง

"ไงเพื่อน แกมันอุ้ยอ้ายนักนี่หว่า"

เจ้าพลายงายาวอยากกระทืบนิกรเต็มทน หรือม่ายก็อยากแทงด้วยงาคู่ของมัน หรือเอางวงจับนิกรฟาดกับต้นไม้ แต่สภาพของถนนที่เป็นหล่มเป็นโคลนทำให้มันเคลื่อนไหวอย่างล่าช้า มันส่งเสียงร้องแปร๋แปร้นด้วยความโกรธ แล้วยื่นงวงจับท้ายรถจี๊ปกระชากเข้ามาหาตัวมัน

ด้วยกำลังหนึ่งแรงช้าง วิลลี่จี๊ปหลุดจากร่องโคลนนั้นแล้ว ช้างลากรถถอยหลังออกไปเกือบ ๒ เมตร จึงปล่อยงวงออก ไม่ต้องสงสัยว่าคณะพรรคสี่สหายจะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด นิกรยิงปืนกลมือขึ้นไปบนอากาศหนึ่งชุด กระสุนออกจากลำกล้องราวกับคนที่เป็นอหิวาต์ถ่ายท้อง เจ้าพลายงายาวได้ยินเสียงปืนก็เสียขวัญ เพราะมันรู้ดีว่าเสียงชนิดนี้เคยฆ่าพวกมันและสัตว์ป่าทั้งหลายมามากต่อมากแล้ว มันวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปอย่างไม่คิดชีวิต

นิกรกวักมือเรียกพรรคพวกของเขา

"มาโว้ย รถเราไปได้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วตรงเข้ามาหานิกร ทุกคนต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน

"แน่โว้ยอ้ายกร" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "แกนี่ยอดมนุษย์จริงๆ ตามธรรมดาแกเป็นคนขี้ขลาดตาขาวที่สุด แต่บทกล้าขึ้นมาแกก็กล้าหยอกล้อกับช้างป่า"

นิกรยิ้มแป้น

"เรื่องเล็กว่ะ อย่าว่าแต่ช้างเลย เสือลายพาดกลอนก็ยังเคยจับกระตุกหางเล่น"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"เสือลายพาดกลอน "

"เออ"

"ขนาดกี่ศอกวะ ที่แกว่าเคยกระตุกหางมันเล่น"

"ขนาดคืบกว่าๆ ลูกมันน่ะ"

ครั้งแล้วทุกคนก็ขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปวิลลี่นั้น อาเสี่ยกิมหงวนทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับเจ้าแห้วนอกนั้นนั่งข้างหลัง กิมหงวนจัดแจง

สต๊าร์ทเครื่องยนต์ เข้าเกียร์บังคับรถแล่นถอยหลังออกไปจนพ้นเขตโคลน แล้วเดินหน้าแล่นชิดขอบขวาของทางนำรถแล่นไปได้อย่างสบาย อย่างไรก็ตามถนนซึ่งเป็นหลุมเป็นบ่อทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถูกรถฟัดสะบักสะบอมไปตามกัน

ในที่สุด จี๊ปวิลลี่ก็มาถึงแม่สอดในเวลา ๑๑.๐๐ น.เศษ ซึ่งตามเวลาดังกล่าวนี้ฯ พณฯ นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีบางท่านและคณะผู้ติดตามได้เดินทางมาถึงสนามบินแม่สอดแล้ว มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนไปต้อนรับมากมาย สี่สหายของเรานายทหารพิเศษผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธแห่งกองทัพบกได้มีโอกาสต้อนรับฯ พณฯ นายกรัฐมนตรีด้วยและได้ติดตามท่านเยี่ยมราษฏรผู้ประสพภัยจากโจรกะเหรี่ยง

บ่ายวันนั้นเอง หลังจากฯ พณฯ นายกรัฐมนตรีกับคณะของท่านได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว พ.อ.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ก็เริ่มปฏิบัติงานตามหน้าที่ของเขาคือสำรวจอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของพวกโจรกะเหรี่ยงที่ฝ่ายเรายึดไว้ได้ เพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่ว่าโจรกะเหรี่ยงได้อาวุธมาจากไหน ผลของการสำรวจถือว่าเป็นความลับในทางราชการ นายแพทย์หนุ่มได้ติดต่อกับท่านผู้บัญชาการทหารบกที่กรุงเทพฯ โดยทางวิทยุติดต่อตลอดเวลา เขารายงานให้ท่านผู้บัญชาการทราบว่าเท่าที่เขาวิเคราะห์ดูแล้ว พวกโจรกะเหรี่ยงมีกำลังไม่มากมายนักและมีอาวุธล้าสมัย จึงไม่จำเป็นที่ฝ่ายเราจะต้องใช้อาวุธอันร้ายแรงทำการปราบปรามโจรกะเหรี่ยง เพียงแต่ใช้อาวุธของทหารและตำรวจที่มีอยู่ก็เพียงพอแก่การปราบปรามแล้ว

ดร.ดิเรกถือโอกาสช่วยซ่อมแซมเครื่องรับส่งวิทยุให้ทหารและตำรวจของเราด้วย คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ป้วนเปี้ยนอยู่ในระหว่างพวกตำรวจและทหารตลอดเวลา ยามนี้ที่แม่ระมาดและแม่สอดเต็มไปด้วยตำรวจและทหาร ประชาราษฎรมีขวัญดีขึ้นแล้ว แต่ตลาดแม่สอดกลายเป็นทะเลเพลิงเหลือแต่ทรากเถ้าถ่าน บ้านเรือนที่อยู่ห่างจากตลาดเท่านั้นที่รอดพ้นจากอัคคีภัยอันเกิดจากการกระทำของพวกโจรกะเหรี่ยง

โรงเรียนแห่งหนึ่งกลายเป็นที่ว่าการอำเภอชั่วคราว เป็นสถานีตำรวจภูธรชั่วคราวและเป็นที่ตั้งของกองบังคับการกองทหารพันราบด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายการปกครอง ตำรวจและทหารได้ทำงานประสานกันเป็นอย่างดี การสื่อสารทางโทรเลขและวิทยุได้กระทำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพนักงานสื่อสารทั้งทหารและพลเรือนต้องทำงานอย่างหนัก เครื่องบินจากกรุงเทพฯ บินมาลงที่สนามบินแม่สอดหลายเครื่อง และบ้างก็บินกลับไปกรมประชาสงเคราะห์ได้ทำการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสพภัยอย่างดีที่สุด รัฐบาลได้รีบเร่งดำเนินงานทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือชาวแม่สอดและแม่ระมาด

๑๗.๐๐ น.เศษ

ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องพักชั้นบนซึ่งทางการจัดไว้ให้ นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมียศเป็นนายร้อยตำรวจโทก็พาตัวเดินเข้ามาในห้อง ร.ต.ท.บุญช่วยหยุดยืนชิดเท้าตรงก้มศีรษะคำนับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งทุกคนก้มศีรษะคำนับตอบ

"อยากจะขอความกรุณารบกวนอาจารย์สักหน่อยครับ" ผู้บังคับหมวดกล่าวกับ ดร.ดิเรกอย่างนอบน้อม

"เอาซีครับ นั่งซีคุณ มีอะไรว่ามา"

ร.ต.ท.บุญช่วยกล่าวคำขอบคุณและทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง ระหว่างสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ.ต.กิมหงวนรีบผสมวิสกี้โซดาส่งให้นายตำรวจหนุ่ม

"แก้เหนื่อยเสียนิดผู้หมวด"

ร.ต.ท.บุญช่วยยกมือไหว้นอบน้อม

"ขอบคุณครับผู้กองพัน ผมกำลังปฏิบัติหน้าที่ดื่มไม่ได้หรอกครับ แล้วก็ผู้กองก็อยู่ข้างล่าง"

"ถ้ายังงั้นคุณลงไปเชิญผู้กองขึ้นมาดื่มกับพวกเราอีกคนก็สิ้นเรื่อง เอาน่าแก้วเดียวไม่มีกลิ่นหรอกครับ คุณทำงานมาตลอดวันดื่มเสียนิดจะได้ชื่นใจ"

ผู้บังคับหมวดตำรวจภูธรยิ้มอายๆ แล้วรับแก้วเหล้ามาจากเสี่ยหงวนยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอบคุณมากครับผู้กองพัน"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เอาละครับ คุณมีอะไรก็ว่ามา"

ร.ต.ท.บุญช่วยยกหลังมือซ้ายเช็ดริมฝีปาก แล้วกล่าวกับ ดร.ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"อาจารย์ครับ เมื่อตอนเที่ยงพวกโจรกะเหรี่ยงปล้นเราก่อนล่าถอยไป มันได้เขียนข้อความไว้ในกระดาษแผ่นหนึ่งแสดงความกำแหงของมัน ข้อความที่เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษแต่บางคำไม่มีคำแปลหรือหาคำแปลไม่ได้นอกจากจะแปลเดาๆ เอา ผู้กองสั่งให้ผมขึ้นมาหาอาจารย์เพื่อขอให้อาจารย์ช่วยกรุณาแปลให้ครับ" พูดจบนายตำรวจหนุ่มก็ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบเอกสารชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ ดร.ดิเรก "นี่ครับหนังสือที่พวกโจรเขียนทิ้งไว้ที่กองกำกับตำรวจชายแดน ดูเหมือนผูกติดไว้กับปืนบาซูก้าซึ่งมันเอาไปไม่ได้"

นายแพทย์หนุ่มคลี่กระดาษสมุดเอ๊กส์ไซส์แผ่นนั้นออก พอแลเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ เขาก็ทำหน้าเบ้

"มายก๊อด ผมสงสัยว่ามันเอาเท้าเขียนมากกว่า ลายมือของมันแย่เต็มทน"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดขัดขึ้น

"อ่านให้ฟังซิหมอ"

ดร.ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ไม่กล้าอ่านโว้ย กระดากปากเพราะคำบางคำไม่มีคำแปลในภาษาอังกฤษ" แล้วเขาก็ส่งเอกสารชิ้นนั้นให้นายจอมทะเล้น "แกอ่านหน่อยซีกร อ่านไปตามตัวของมัน เท่าที่แกสามารถอ่านได้"

นิกรขมวดคิ้วเข้าหากัน มองดูตัวอักษรลายมือไก่เขี่ยโย้หน้าโย้หลังแล้วก็อ่านเสียงแจ๋วๆ

"รีแบล แฮสโน ลอ-วี อินไว้ท์ ยูคิง ทู เอาเวอร์ รีเบล คันทรี่ อิน-วิซิท ไทย สปอรททีม เซ็นชื่อไส้เดือนกิ้งกือรวม ๓ ชื่ออ่านไม่ออก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ร.ต.ท.บุญช่วยกล่าวชมนิกรด้วยความจริงใจ

"ผู้กองพันนิกรอ่านได้เก่งมากครับ มันเขียนอ่านลำบากเต็มทนแล้วก็แปลไม่ได้เสียด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ พยักหน้ากับ ดร.ดิเรก

"แกแปลให้พวกเราฟังซิดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มรับกระดาษชิ้นนั้นมาจากนิกร พยายามแปลสักครู่ก็ไม่สำเร็จ จึงส่งเอกสารให้อาเสี่ยกิมหงวน

"กันเรียนภาษาอังกฤษมาไม่น้อย แต่กะเหรี่ยงที่เขียนหนังสือนี้มีความรู้สูงกว่ากันมาก ยอมรับสารภาพตามตรงว่ากันแปลไม่ออก"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"กันมีความรู้ขนาดสำเร็จแผนกภาษาอังกฤษจากโรงเรียบอัสสัมชัญเท่านั้น จะลองแปลดู มันเขียนส่งเดชเราก็ต้องแปลอย่างเฮงซวย คือแปลให้ได้ความและให้ใกล้เคียงกับข้อความที่มันเขียนไว้ อ้า-เอกสารนี้ผู้เขียนมีความรู้ภาษาอังกฤษขนาดมัธยมหนึ่งอย่างมาก หรือม่ายก็เขียนในขณะเมาเหล้า แปลไปตามตัวก็น่าจะแปลว่า พวกเรากบฏไม่มีกฎหมาย เราขอเชิญ กันไม่อยากจะแปลว่าในหลวง จึงขอแปลเลี่ยงไปว่าหัวหน้าใหญ่ เราขอเชิญหัวหน้าใหญ่ของท่านไปเยี่ยมเมืองกบฏของเราที่นครออสโล"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"พอแล้วโว้ย ลำบากนักก็อย่าแปลเลย"

พลโบกมือห้ามนายแพทย์หนุ่ม

"ให้มันแปลให้จบเถอะวะ อ้ายหงวนมันแปลเข้าทีดีเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนมองดูเอกสาร แล้วแปลพลางหัวเราะพลาง

"และขอเชิญนักกีฬาไทยไปด้วยหนึ่งทีม"

กิมหงวนคืนเอกสารชิ้นนั้นให้ ร.ต.ท.บุญช่วยอย่างขบขัน

"ผมว่า ไม่มีนักอักษรศาสตร์คนใดที่จะแปลได้ เว้นแต่คนเขียนเท่านั้น คำบางคำอ่านได้หลายอย่าง-อ้าพวกคุณแปลได้ความว่าอย่างไรล่ะครับ"

ผู้บังคับหมวดหัวเราะ

"ก็แปลเดาๆ กันอย่างนี้แหละครับ คือโจรกะเหรี่ยงท้าทายให้เราติดตามมันไป ถ้าหากว่าไม่ขี้ขลาดตาขาว"

นิกรว่า "หรือมันต้องการให้เราส่งทีมฟุตบอลไปแข่งขันกับมันในดงกะเหรี่ยง ถ้าเช่นนั้นเราจะได้รีบติดต่อแจ้งให้สมาคมฟุตบอลทราบ"

ต่างคนต่างหัวเราะกันอย่างขบขัน ดร.ดิเรกกล่าวกับ ร.ต.ท.บุญช่วยว่า

"คุณบอกผู้บังคับกองคุณเถอะว่า ผมจนด้วยเกล้าไม่สามารถแปลข้อความในเอกสารนี้ได้ เพราะคนเขียนไม่มีความรู้ในภาษาอังกฤษ เขียนขึ้นอย่างส่งเดช ตามความรู้งูๆ ปลาๆ ของมัน"

"ครับ ผู้กองท่านก็พูดไว้แล้วว่าอาจารย์เห็นเอกสารนี้คงปวดศีรษะ"

พันตรีร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง แต่งเครื่องฝึกคาดปืนพกพาตัวเดินเข้ามาในห้อง เขาหยุดยืนชิดเท้าตรงและก้มศีรษะคำนับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สวัสดีครับ"

ทุกคนก้มศีรษะรับคำนับ ร.ต.ท.บุญช่วยรีบลุกขึ้นลากลับ นายตำรวจและผู้บังคับกองพันทหารราบต่างกระทำความเคารพและยิ้มให้กัน เมื่อผู้บังคับหมวดตำรวจภูธรเดินไปจากห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เชิญให้ พ.ต.ชาติ เชวงศักดิ์นั่ง

"นั่งซีคุณชาติ มีงานอะไรเกี่ยวกับพวกเราหรือ"

ผู้บังคับกองพันทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เดียวกับที่ ร.ต.ท.บุญช่วยนั่งและปฏิเสธเมื่อ พ.ต.นิกรส่งแก้ววิสกี้โซดาให้เขา พ.ต.ชาติยิ้มให้ ดร.ดิเรกแล้วกล่าวว่า

"อาจารย์ครับ ผมได้รับคำสั่งให้นำทหารเข้าโจมตีพวกโจรกะเหรี่ยงที่เขาลิ่นจี่ในคืนวันนี้ ซึ่งเราจะร่วมรบกับตำรวจพลร่มและตำรวจชายแดนตามแผนการของเสนาธิการ ผมเพิ่งกลับมาจากการประชุมเดี๋ยวนี้เอง ท่านรองผู้บังคับบัญชาการตำรวจชายแดนได้เป็นประธานในการประชุมนี้ เราจะลายล้างกองโจรกะเหรี่ยงให้ราบคาบ มันมีกำลังอยู่ในราว ๗๐๐ คนครับ หน่วยลาดตระเวนของเราได้ปฏิบัติการอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งในการเล็ดลอดเข้าไปสังเกตการณ์จนถึงค่ายโจรกะเหรี่ยงบนเขาลิ้นจี่"

"แล้วเขาจะให้ผมช่วยอะไรได้บ้าง" ดร.ดิเรกถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"สำหรับอาจารย์หรือครับ ท่านรองผู้บัญชาการทหารบกสั่งผมด้วยวาจาก่อนที่ท่านจะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ เมื่อตอนบ่ายว่า ในการสู้รบกับกะเหรี่ยง ถ้าจะใช้เครื่องพ่นไฟของอาจารย์และระเบิดมือแบบใหม่ของอาจารย์ ก็ให้ผมขอร้องให้อาจารย์กับคณะติดตามกองทหารไปด้วยเพื่อสังเกตการณ์ ผมจึงรีบมาเรียนให้ทราบ กองพันของผมจะเคลื่อนที่จากที่ตั้งชั่วคราวที่นี่ในเวลา ๑๘.๓๐ น. ผมกับนายตำรวจต่างทราบแผนการเข้าโจมตีโจรกะเหรี่ยงดีแล้ว"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋ พวกเราจะติดตามไปด้วยแน่นอนและจะถือโอกาสร่วมรบกับทหารและตำรวจด้วย"

"ดีแล้วครับ ถ้าเช่นนั้นขอให้อาจารย์กับคณะไปที่ค่ายก่อนเวลา ๑๘.๓๐ น.นะครับ และผมใคร่จะขอร้องให้ถอดเครื่องหมายยศอินทรธนูออกเสียด้วย"

"ว้า" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "ไม่มีเครื่องหมายยศ ทหารก็ไม่คำนับผมน่ะซีครับ"

พ.ต.ชาติหัวเราะ

"ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจอาเสี่ยเถอะครับ แต่สำหรับผมกับนายทหารทุกคนในกองพันผมจะไม่มีใครติดเครื่องหมายยศเลย ทั้งนี้เพราะการสู้รบตามภูเขากะเหรี่ยงชำนาญพื้นที่และภูมิประเทศมากกว่าเรา เราอาจเพลี่ยงพล้ำเสียทีได้ กะเหรี่ยงชาวบ้านเตือนเราว่า พวกกบฎกะเหรี่ยงหรือโจรกะเหรี่ยงนี้ป่าเถื่อนโหดร้ายทารุณมาก สู้รบกับทหารพม่ามานานแล้ว ถ้ามันจับพลทหารพม่าได้มันจะเกลี้ยกล่อมให้เป็นพรรคพวกของมัน แต่ถ้าเป็นนายทหารมันจะเอาขวานผ่าอกควักเอาตับและหัวใจมาต้มกินแกล้มเหล้า"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"ถ้ายังงั้น ผมก็ปลดดาวมงกุฎครอบออกซิครับ ถึงเพลี่ยงพล้ำก็พอโกหกมันได้ว่า ผมเป็นพลทหาร"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พ.ต.ชาติ เชวงศักดิ์ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นจิบ สนทนากับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในราว ๑๐ นาที ก็ลากลับเพื่อไปเตรียมตัวนำทหารในกองพันของเขาบุกค่ายกะเหรี่ยงที่เขาลิ้นจี่ในคืนวันนี้

คืนวันนั้นไม่มีเมฆฝน แผ่นฟ้าประดับดาวระยิบระยับ อากาศค่อนข้างเยือกเย็น กองพันทหารราบที่ ๑๖๕ ในบังคับบัญชาของ พ.ต.ชาติ เชวงศักดิ์ ซึ่งเดินทางมาเขาลิ้นจี่เมื่อเวลา ๒๒.๐๐ น. กำลังเคลื่อนที่มุ่งตรงไปยังค่ายกะเหรี่ยงอย่างสงบเงียบโดยส่งหน่วยลาดตระเวนล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งหน่วยลาดตระเวนของเรามีกะเหรี่ยงแม่สอด ๒ คนเป็นผู้นำทางและเป็นผู้ชำนาญทางเป็นอย่างดี

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ตำรวจชายแดนกับตำรวจพลร่มค่ายดารารัศมีที่เชียงใหม่และตำรวจพลร่มค่ายนเรศวรที่หัวหินก็กำลังเคลื่อนที่เข้าตีอีกด้านหนึ่ง ทหารและตำรวจมีการติดต่อกันโดยทางวิทยุสนามตลอดเวลา

ในเครื่องแบบสนาม สวมหมวกเหล็กโดยไม่มีเครื่องหมายยศ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ประจำอยู่ในกองบังคับการกองพัน ในฐานะผู้สังเกตการรบและวิจัยอาวุธใหม่สองชนิด อันเป็นประดิษฐกรรมของนายแพทย์หนุ่มที่สร้างให้กองทัพบกคือ เครื่องพ่นไฟและระเบิดมือซึ่งมีอานุภาพอย่างร้ายแรง

พระจันทร์แรม ๕ ค่ำโผล่พ้นขอบฟ้าก่อนเวลา ๒๔.๐๐ น.เล็กน้อย ทหารไทยหยุดการเคลื่อนที่เพื่อรวมกำลังกัน ผู้บังคับกองพันเรียกประชุมผู้บังคับกองพันเรียกประชุมผู้บังคับกองร้อยทั้ง ๔ คน เพื่อซักซ้อมการโจมตีตามแผนอีกครั้งหนึ่ง เรื่องที่จะต้องระมัดระวังที่สุดก็คือยิงกันเองด้วยความเข้าใจผิด ฉะนั้นกองร้อยใดรุกไล่ข้าศึกไปทางทิศทางใด ก็ให้รายงานทางวิทยุมาให้กองบังคับการกองพันทราบ

ขณะนี้ทหารไทยและตำรวจ อยู่ห่างจากค่ายกะเหรี่ยงเพียงหนึ่งกิโลเมตร บริเวณขุนเขาใหญ่สงบเงียบ ภูมิประเทศเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย คนนำทางชาวกะเหรี่ยง ๒ คนกับหน่วยลาดตระเวนหนึ่งหมู่ได้เคลื่อนที่ล่วงหน้าไปแล้ว ทางตำรวจวิทยุบอกมาว่าตำรวจทุกคนพร้อมที่จะทำการรบในเวลา ๒๓.๓๐ น.ตามแผน ทหารไทยและตำรวจทุกคนรู้สึกตื่นเต้นกระหายที่จะทำการรบอย่างยิ่ง ไม่มีใครเกรงกลัวข้าศึกเลย

กองพันทหารและตำรวจเคลื่อนที่ต่อไปในเวลา ๒๓.๑๐ น. ผู้บังคับหมวดสั่งให้ทหารติดดาบปลายปืน ปืนทุกกระบอกบรรจุกระสุนพร้อม ทหารกองพันนี้ไม่มีปืนกลหนักแต่มีปืนครกหรือเครื่องยิงระเบิดปืนเล็กยาว ปืนกลมือ ระเบิดมือหรือเครื่องพ่นไฟประมาณ ๑๐ เครื่อง

ค่ายกระเหรี่ยงอยู่ในบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง พวกโจรนอนกลางดินกินกลางทราย มีความเป็นอยู่อย่างเลว ตัวนายเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ อย่างไรก็ตามโจรกะเหรี่ยงได้จัดวางยามไว้รอบๆ ทุกด้านอย่างแข็งแรง ป้องกันการจู่โจมของตำรวจและทหารไทย

ในที่สุดก็ได้เวลาโจมตีตามแผนคือ ๒๓.๓๐ น.

"กองพันทหารราบพร้อมแล้ว กองพันทหารราบพร้อมแล้ว ทราบแล้ว ตำรวจชายแดนและพลร่มพร้อมแล้วโปรดให้สัญญาณโจมตี"

พ.ต.ชาติ เชวงศักดิ์ ยิงพลุไฟขึ้นไปบนอากาศทันที เสียงปืนพลุไฟดังทำลายความเงียบขึ้น แล้วพลุส่องสว่างก็สว่างจ้าอยู่ในอากาศเป็นสัญญาณโจมตี ซึ่งตำรวจแลเห็นถนัด ทันใดนั้นเอง ทหารไหยและตำรวจก็วิ่งประดาหน้ากันมุ่งตรงเข้าไปหาข้าศึก และร้องไชโยโห่ร้องเซ็งแซ่ รัวปืนกระหน่ำเข้าไปทางพวกโจรกะเหรี่ยง

แสงพลุดับไปแล้ว แต่แสงจันทร์ช่วยให้แลเห็นตัวข้าศึก พวกโจรประมาณ ๖๐๐ คน ซึ่งกำลังนอนหลับอย่างสบายต่างตกใจตื่น นายโจรตะโกนสั่งให้สมุนของมันต่อสู้แบบจนตรอก

ทหารและตำรวจบุกทะลวงเข้ามาทั้งสองด้าน พวกโจรกะเหรี่ยงทิ้งที่มั่นล่าถอยไปทางทิศตะวันตก ในวิธีสู้พลางถอยพลาง ส่วนมากแตกตื่นเสียขวัญหลบหนีเอาตัวรอด หัวหน้าโจรตะโกนบอกให้ลูกน้องของมันหนีลงจากภูเขา และให้พยายามข้ามพรมแดนไปให้ได้

ไม่มีปัญหาอะไร ทหารและตำรวจมียุทธวิธีและอาวุธเหนือกว่าการเข้าโจมตีแบบจู่โจมเช่นนี้ ทำให้กองโจรกะเหรี่ยงต้องสูญเสียไพล่พลไปเกือบครึ่ง ถูกปืนทหารและตำรวจล้มคว่ำไปตามกัน กองร้อยที่ ๒ ของกองพันทหารที่ ๑๖๕ บุกเข้าถึงรังโจรแล้ว ระเบิดมือแบบใหม่อันเป็นประดิษฐ์กรรมของ ดร.ดิเรก ได้ทำลายชีวิตโจรกะเหรี่ยงมากมาย อำนาจของมันร้ายแรงกว่าระเบิดธรรมดาถึง ๒ เท่า ส่วนเครื่องพ่นไฟก็ฉีดธารเพลิงออกจากท่อของมัน เผาผลาญกระท่อมของพวกโจรหลายหลังวอดวายไป กระท่อมหลังหนึ่งเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง กระสุนปืนและวัตถุระเบิดของพวกโจรในกระท่อมนั้นพินาศไปแล้ว

กองพันทหารราบและตำรวจติดตามสังหารพวกโจรอย่างไม่ลดละโดยไม่ยอมให้มันรวมกำลังกันได้ ทหารหนึ่งหมวดได้ปะทะกับพวกโจรแบบตะลุมบอน แต่แล้วโจรกะเหรี่ยงก็ถูกฆ่าตายยับ การติดตามกวาดล้างพวกโจรได้กระทำตามแผนทุกประการ เสียงปืนดังกึกก้องตลอดเวลา พวกโจรที่ยึดมั่นแห่งละสามสี่คนตามที่ต่างๆ ดักยิงทหารและตำรวจ แต่ปืนครกหรือเครื่องยิงระเบิดได้ทำลายรังปืนหรือที่มั่นของพวกโจรได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก

ณ บัดนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ร่วมรบกับกองพันทหารราบที่ ๑๖๕ อย่างดุเดือด ต่างติดตามรุกไล่พวกโจรกะเหรี่ยงซึ่งกำลังล่าถอยกระจัดกระจายกันไปจนกระทั่งมาถึงเชิงเขา

ความมืดและการเคลื่อนไหวอย่างสับสนของทหาร ทำให้คณะพรรคสี่สหายพลัดกันโดยไม่รู้ตัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วติดตามสังหารโจรกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่ง นิกรกับกิมหงวนตามล่ากะเหรี่ยงอีกกลุ่มหนึ่ง ในที่สุดอาเสี่ยกับนิกรก็พบตัวเองอยู่ในป่าทึบที่เชิงเขาลิ้นจี่

เสียงปืนที่ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันยังคงมีอยู่ประปราย แต่โจรกะเหรี่ยงทั้งกองทัพตีฝ่าวงล้อมหนีไปได้ในราว ๒๐๐ คน นอกนั้นถูกยิงตายหรือถูกจับเป็นเชลยบ้างก็บาดเจ็บสาหัส นอนร้องครวญครางรอคอยความตาย ทหารและตำรวจยึดได้อาวุธของพวกโจรมากมาย

เมื่อรู้ตัวว่าพลัดกับพรรคพวกและกองทหาร นิกรกับกิมหงวนก็เริ่มเสียขวัญทันที

"แย่ละโว้ย ไงทะลึ่งมาถึงนี่" อาเสี่ยพูดเบาๆ

"ไปทางไหนดีล่ะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่าไปเลย หลบซ่อนตัวอยู่แถวนี้แหละ ขืนเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไป พวกโจรมันแอบอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ถูกมันยิงตายเปล่า อ้ายเรื่องตายกันไม่ชอบเสียด้วย ถ้าตายก็ควรจะแก่ตายดีกว่า"

"นั่นน่ะซีโว้ย กันว่าอย่างนั้นแหละ ขณะนี้กระสุนปืนกลมือของเราก็หมดแล้ว ยิงกับโจรกะเหรี่ยงที่เชิงเขากันกับแกล่อเสียหมดกระสุน ระเบิดมือที่มีอยู่คนละสองหน่วยก็ขว้างไปแล้ว เหลือปืนพกอีกคนละกระบอก แต่มีกระสุนอยู่เพียงกระบอกละ ๖ นัด

นิกรกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณป่าทึบด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"อ้ายหงวน"

"หือ"

"แถวนี้มีเสือไหมวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ขึ้นชื่อว่าป่าแล้ว มันก็ต้องมีเสือทั้งนั้นแหละ"

นิกรชักปอดลอย

"เอ-กันสงสัยว่ากันได้กลิ่นมันว่ะ อยู่ใกล้ๆ เราแถวนี้"

เสี่ยหงวนยกปืนกลมือซึ่งปราศจากกระสุนขึ้นสะพายบ่า แล้วดึงปืนพกออกมาเตรียมต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์

"แกได้กลิ่นสาปมันหรือ"

"เปล่า"

"แล้วกลิ่นอะไร"

"กลิ่นอึมันน่ะ กันไปดูเสือที่เขาดินบ่อยๆ จำกลิ่นมันได้ดี เหม็นทะแม่งๆ ยังงี้แหละ"

ทันใดนั้นเองเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งได้ร้องคำรามขึ้นสนั่นป่า

"ฮึ่ม"

ความจริงเสียงนี้อยู่ห่างไกลต่ำกว่า ๓๐๐ เมตร แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้สองสหายตัวสั่นงันงกไปตามกัน โดยเฉพาะนิกรมีท่าทางเหมือนจะเป็นลม

"ปะ-ปะ-เปิด-เถอะ-เถอะโว้ยเรา" นายจอมทะเล้นพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "ถะ-ถะ-ถูกเสือตะปบเอาไปกิน มัน-ทะ-ทะ-ทารุณเหลือเกิน"

เท่านั้นเอง นิกรกับกิมหงวนก็พากันโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต ต่างพากันวิ่งไปโดยไม่รู้ทิศทาง สะดุดเถาวัลย์และรากไม้ล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน หนามเกี่ยวเสื้อกางเกงขาดวิ่น หน้าตาเป็นริ้วเป็นรอยถลอกปอกเปิก

ในที่สุดก็มาถึงด้านตะวันออกของเชิงเขาลิ้นจี่ ภูมิประเทศเป็นที่ราบและป่าโปร่ง ขณะนี้การต่อสู้ระหว่างกองทหารกับตำรวจและโจรกะเหรี่ยงได้สิ้นสุดลงแล้ว โจรกระเหรี่ยงเดนตายประมาณ ๒๐๐ เศษหนีข้ามพรมแดนไปได้ แต่พวกโจรอีกหลายสิบคนยังซุ่มซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ทหารและตำรวจจับโจรกะเหรี่ยงได้เกือบ ๑๐๐ คน นอกนั้นถูกยิงตายหมดในการสู้รบกัน ทหารของเราเสียชีวิตไปเพียง ๒ คน บาดเจ็บ ๒ คน ส่วนตำรวจถูกกระสุนปืนบาดเจ็บสาหัสหนึ่งคน นอกนั้นปลอดภัย

"ย้อนขึ้นไปบนเขาดีไหมอ้ายกร" กิมหงวนออกความเห็น

"เหตุผลล่ะ"

"เหตุผลก็คือว่า เราอาจจะได้พบกับทหารและตำรวจของเรา ซึ่งกำลังแยกย้ายกระจายกำลังกันกวาดล้างพวกโจร แล้วบนเขาไม่มีเสือหรือช้าง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เหตุผลอันหลังน่าฟัง ไปโว้ย แหม-รำคาญปืนกลบนบ่าจริงว่ะ เมื่อมันไม่มีกระสุนมันก็มีค่าไม่แตกต่างกว่าดุ้นแสมหรือไม่ตีพริก"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"เถอะน่า ไม่หนักหนาอะไรหรอก สะพายมันไปเถอะ" พูดจบก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้หน้าปัดพรายน้ำจึงมองเห็นเข็มของมันอย่างชัดเจน "โอ้โฮ ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้ว ไปเถอะโว้ย มัวแต่โอ้เอ้ เคราะห์หามยามร้ายถูกพวกโจรกะเหรี่ยงมันจับไปก็แย่เท่านั้น"

สองสหายพากันขึ้นไปบนเขาลิ้นจี่อย่างระมัดระวังตัว แสงจันทร์ส่องสลัวลางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง บนเขามีแต่ความเงียบ นิกรร้องลิเกเบาๆ ชมธรรมชาติบนเขาลำเนาไม้ปลอบใจตัวเอง

ดึกเอ๋ยดึกสงัด

น้ำค้างย้อยหยดหยัดดังแปะ

หนาวสั่นสะท้านทรวงให้ง่วงเหงา

เที่ยวตามหาพวกเราจนตาแฉะ

ไม่รู้หายไปไหนใจละเหี่ย

สองคนกับอ้ายเสี่ยเดินเตาะแตะ

ขุนเขาสูงตระหง่านตระการตา

มวลหมู่พฤกษามองดูเยอะแยะ

มืดครึ้มและทมึนฝืนใจชม

โอ้ว่าอกทรามชมเหมือนขี้แพะ

กระดิ่งทองหมองอุราเลยทำหน้าแสยะ

เสี่ยหงวนหันมามองดูนิกรอย่างรำคาญใจ

"แกจะร้องหาตวักตะบวยอะไรวะ"

นิกรฝืนยิ้ม

"เพื่อความครึกครื้นรื่นเริง แก้เหงายังไงล่ะ ไม่ชอบยี่เกยังงั้นร้องเพลงสากลเอาไหมล่ะ เอาเพลง "บางซื่อ" กำลังฮิตทีเดียว"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"ตามใจเถอะว่ะ ระวังตัวก็แล้วกัน "บางซื่อ" ยังไม่ทันจบ "บางกะเหรี่ยง" มันกรูกันออกมาก็มีหวังไปร้องเพลงให้ยมบาลฟัง"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"จริงโว้ย ลืมนึกไป ยังงั้นเราสองคนเงียบไม่ต้องพูดอะไรอีก"

สองสหายพากันเดินทางต่อไปอย่างเดาสุ่ม จนกระทั่งเข้ามาในถิ่นที่พวกโจรกะเหรี่ยงประมาณ ๑๐ คน ซุ่มซ่อนอยู่ข้างซอกเขาระหว่างสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบ นิกรทำจมูกฟุตฟิตแล้วฉุดแขนอาเสี่ยไว้

"อะไรวะ" เสี่ยหงวนกระซิบถาม

"มันได้กลิ่นไม่ใคร่ดีว่ะ" นิกรกระซิบตอบเช่นเดียวกัน

"กลิ่นอะไร"

"กลิ่นเหงื่อไคลเสื้อผ้าและกลิ่นจั๊กกะแร้อันแสนทารุณ สงสัยว่าพวกโจรกะเหรี่ยงอาจจะซุ่มซ่อนตัวอยู่แถวนี้ก็ได้"

ทันใดนั้นเอง นายโจรชั้นผู้บังคับหมวดก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ขี่จิ่นปี่ มาหมุซา อึดตะปืดโว้ย"

เท่านั้นเอง พวกโจรก็กรูกันเข้ามาหานิกรและเสี่ยหงวน สองสหายปล่อยกระสุนปืนพกออกไปคนละนัด แต่ความตื่นเต้นตกใจจนเกินควรทำให้กระสุนผิดพลาดเป้าหมาย และก่อนที่กิมหงวนและนิกรจะใช้ปืนให้เป็นประโยชน์ พวกโจรกะเหรี่ยงก็เข้าถึงตัวแล้ว

การตะลุมบอนระหว่าง ๒ ต่อ ๑๐ เป็นไปอย่างดุเดือด ความจริงพวกโจรมีปืนเล็กยาวเป็นอาวุธประจำตัว แต่นายโจรชั้นผู้บังคับหมวดสั่งให้จับเป็น ทั้งนี้ก็เพราะหัวหน้าใหญ่สั่งไว้เช่นนั้น พวกโจรจึงวางอาวุธและเฮโลกันเข้ามาเล่นงานสองสหายของเราแบบจู่โจมในระยะใกล้ชิด

ด้วยกลยุทธของมวยไทย นิกรกับกิมหงวนใช้หมัด ศอก เข่า และเท้าต่อสู้พวกโจรกะเหรี่ยงอย่างอุตลุด แต่แล้วเพียงครู่เดียวกะเหรี่ยงดงทั้ง ๑๐ คนก็ช่วยกันซ้อมสองสหายของเราหน้าตาแหกไปตามกัน เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนเพียงสองคนย่อมสู้คน ๑๐ คนไม่ได้ โดยเฉพาะโจรกะเหรี่ยงแต่ละคนล้วนแต่มีรูปร่างล่ำสันแข็งแรง พวกโจรใช้เชือกหนังมัดมือนิกรกับเสี่ยหงวนไพล่หลังไว้ สองสหายยืนสะลึมสะลือเพราะเมาหมัด แต่ถึงกระนั้นก็หันมามองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"แย่มันโว้ย" นิกรบอกเสี่ยหงวน "กันจำได้ว่า ตอนที่แกเตะอ้ายกะเหรี่ยงคนหนึ่งด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว อ้ายหมอนั่นมันลงต่ำหลบเท้าแก"

กิมหงวนพยักหน้า

"แล้วยังไง"

"แล้วตีนของแกก็ประเคนเอาก้านคอกันเข้าน่ะซี"

"ว้า-กันไม่ได้ตั้งใจเลย"

นายโจรชั้นผู้บังคับหมวด สั่งให้ลูกน้องของมันกลับไปเอาอาวุธปืนมา ขณะนี้สองสหายถูกปลดอาวุธแล้ว และถูกค้นตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ไม่ได้อะไรไปแม้กระทั่งบัตรประจำตัวนายทหาร ตลอดจนเงินซึ่งนิกรกับกิมหงวนฝากนายทหารที่ค่ายไม่ได้นำติดตัวมา

ในที่สุดนายโจรก็กล่าวกับสองสหายเป็นภาษากะเหรี่ยง

"ช้าเหล่งโม่ โมซิมาหว่า"

อาเสี่ยหัวเราะ หันมาพูดกับนิกร

"ภาษามันชอบกลว่ะ แกลองเจรจากับมันหน่อยซี"

นิกรกล่าวกับหัวหน้าโจรทันที

"ม้ากินหย่าเหว ชะลั่กเหลชะลั่กอุยหน่า"

หัวหน้ากะเหรี่ยงทำตาปริบๆ แล้วกล่าวกับนิกรด้วยภาษาไทยเสียงแปร่งๆ

"ลำบ๊ากหนักพู๊ดไทยดีกว่า"

นิกรหัวเราะ

"ก็ดีน่ะซีเพื่อน เรื่องภาษาไทยกันถนัดกว่าภาษาอื่นๆ ไปไหนกันมาล่ะพรรคพวก เราสองคนหลงกับกองทัพว่ะ อ้า-วันหลังคุยกันใหม่นะ อ้ายน้องชาย สวัสดี พรรคพวกเราจะรีบติดตามกองทัพของเรา" พูดจบก็หันมาทางกิมหงวน "ไปโว้ย เขาให้เราไปแล้ว"

"เฮ้ย" นายโจรชั้นผู้บังคับหมวดเอ็ดตะโรลั่น "ไป๊ไม่ได้ แกสองคนเป๊นเชลยฉั่นแล้ว"

กิมหงวนอมยิ้ม แล้วพูดล้อนายโจรด้วยการทำเสียงแปร่งๆ

"ไป๊ไม่ได้ ฉั่นก็ไม่ไป๊ พวกแกจะเอาฉั่นไป่ไหน่"

นายโจรโมโหจนตัวสั่น ความโมโหทำให้มันพูดภาษาไทยชัดเจน

"ไปค่ายใหญ่กลางดงลึกในเขตพม่า ไม่ต้องล้อโว้ย ฉันเป็นกะเหรี่ยงจะให้ฉันพูดชัดถ้อยชัดคำยังไง" แล้วเขาก็ออกคำสั่งกับสมุนของเขา

"ซินหน้าเหยพูพะม่า กลับค่ายโว้ยพวกเรา"

พวกโจรผลักไสนิกรกับกิมหงวน พาเดินลงไปสู่เชิงเขาทันที อาเสี่ยหน้าจ๋อยชักใจไม่ดี เขากล่าวกับนิกรด้วยเสียงละห้อยว่า

"เห็นจะตายแน่เรา"

นิกรสั่นศีรษะ

"ทำใจดีๆ ไว้ ก่อนจะมาจากค่ายกันตรวจดูดวงพวกเราแล้ว ทุกคนชะตาแจ่มใส แต่แกกับกันมีเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย รับรองว่าอย่างไรเราก็ไม่ตายเพราะคนอย่างเราดวงดีเสมอ ถ้าตายเราคงตายมานานแล้ว บางครั้งเราเผชิญกับภัยอันตรายยิ่งกว่านี้"

คำปลอบใจของนิกรทำให้เสี่ยหงวนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นบ้าง พวกโจรพาเชลยทั้งสองบุกป่าฝ่าดงเรื่อยไป ในที่สุดก็ลุยข้ามแม่น้ำเมยเข้าดินแดนพม่า ซึ่งโจรกะเหรี่ยงตั้งค่ายอยู่ในป่าทึบ มีกองบัญชาการอยู่ที่นั่น มีกำลังรบหลายพันคน

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วแม่สอดในวันรุ่งขึ้น รายงานทางวิทยุและโทรเลขจากแม่สอดถูกส่งเข้ากรุงเทพฯ โดยด่วนและที่จังหวัดตาก ประชาชนต่างตื่นเต้นดีใจไปตามๆ กัน

กองโจรกะเหรี่ยงหนึ่งกองพันบนเขาลิ้นจี่ ถูกกองทัพทหารราบที่ ๑๖๕ และตำรวจพลร่มกับตำรวจชายแดนโจมตีย่อยยับแหลกไปแล้ว พวกโจรถูกยิงตายประมาณ ๒๐๐ เศษ จับเป็นได้เกือบ ๑๐๐ คน และถูกปืนบาดเจ็บอีกมากมาย นอกนั้นหลบหนีไปได้

อย่างไรก็ตาม ทางราชการและตำรวจต่างปกปิดเป็นความลับ ไม่ยอมให้ประชาชนพลเรือนได้ทราบว่า นายทหารพิเศษของกองทัพบก ๒ คน คือ พ.ต.นิกร การุณวงศ์ และ พ.ต.กิมหงวน ไทยแท้ หายไปโดยไม่ได้ร่องรอย ซึ่งทางทหารและตำรวจสงสัยว่าถูกโจรกะเหรี่ยงจับตัวไป

เรื่องนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและ ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้ว มีความห่วงใยสองสหายอย่างยิ่ง นายแพทย์หนุ่มได้วิทยุรายงานไปทางกองบัญชาการทหารสูงสุดที่กรุงเทพฯ และขออนุญาตปลอมแปลงตัวเป็นกะเหรี่ยงบุกเข้าไปในดินแดนพม่าเพื่อติดตามช่วยเหลือกิมหงวนกับนิกร ซึ่งทางกองบัญชาการทหารสูงสุดก็ได้อนุมัติให้เป็นไปตามประสงค์ แต่สั่งให้ระมัดระวังตัวที่สุด

ดร.ดิเรกกับ พลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วได้ใช้เวลา ๔ ชั่วโมงของวันรุ่งขึ้น เตรียมตัวข้ามแดนไทยเข้าสู่ประเทศพม่า และด้วยความช่วยเหลือของผู้บังคับกองตำรวจภูธร นายแพทย์หนุ่มก็ได้ชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งร่วมสมทบไปด้วยในฐานะผู้นำทาง กะเหรี่ยงทมิฬคนนี่เกือบจะเรียกว่าเป็นคนไทยแล้วเพราะประกอบอาชีพการค้าอยู่ที่แม่สอด มีภรรยาเป็นคนไทย เขามีนามว่า ซุนยา อายุประมาณ ๓๐ ปี ซุนยารับอาสานำทางก็เพราะโกรธแค้นที่โจรกะเหรี่ยงเผาร้านค้าของเขาในตลาด ทำให้เขาหมดเนื้อหมดตัว นอกจากนี้ลูกชายคนเดียวของเขาซึ่งมีอายุได้ ๔ ขวบ ก็ถูกโจรกะเหรี่ยงยิงตายเพราะเจ้าหนูร้องไห้จ้า เกรงกลัวพวกโจร ขณะที่บุกเข้าเก็บกวาดข้าวของเงินทองในร้านของเขา ซึ่งเป็นร้านขายของชำเล็กๆ น้อยๆ ซุนยาผู้นี้มีอาชีพเป็นพรานป่าด้วย ในฤดูแล้งเขาเคยให้ภรรยาดูแลร้านค้าของเขา แล้วเขากับเพื่อนพรานก็ข้ามแม่น้ำเมยบุกเข้าไปในแดนพม่า ทำการล่าสัตว์ในดงดิบหรือหาสมุนไพรอันมีค่ามาขาย เขาจึงรู้ลู่ทางเพราะชำนาญการเดินป่าเป็นอย่างดี

ตอนใกล้เที่ยงวันนั้นเอง กะเหรี่ยงปลอม ๔ คนและกะเหรี่ยงจริงๆ หนึ่งคน ก็พากันข้ามแม่น้ำเมยมาทางเขตพม่า ทุกคนแต่งกายแบบกะเหรี่ยงนิยม นุ่งโสร่งตาหมากรุกหน้ากว้าง สวมเสื้อยืดและสวมหมวกเก่าๆ ซึ่งเครื่องแต่งกายเหล่านี้นายตำรวจชายแดนคนหนึ่งเอื้อเฟื้อหามาให้ มีย่ามสะพายบ่าคนละใบ มีดดาบคนละเล่ม ส่วนปืนนั้นมีปืนพกคนละกระบอก กระสุนอาหลั่ยอีกคนละกล่อง นอกจากนี้มีระเบิดมืออยู่ในย่ามคนละหลายลูก ส่วนซุนยามีอาวุธแต่เพียงมีดดาบและมีดพก เสื้อผ้าก็เป็นเสื้อผ้าของเขาเอง ซุนยาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แม่สอดมานานแล้ว จึงพูดภาษาไทยได้ดี รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเท่าคนไทยคนหนึ่ง แต่ก่อนนี้เขาเป็นคนสดชื่นรื่นเริงมาก ครั้นหลังจากถูกโจรกะเหรี่ยงปล้น เผาบ้านและสังหารลูกชายของเขา ซุนยาก็เคร่งขรึมไปเป็นคนละคน เขาได้ประกาศตนเป็นศัตรูกับพวกโจร และสาบานว่าเขาจะล้างแค้นให้ได้

ภูมิประเทศฝั่งขวาของแม่น้ำเมยเป็นป่าทึบแทบจะมองไม่เห็นแสงตะวัน นานๆ จึงจะพบที่โล่งสักแห่งหนึ่ง มองมาทางตะวันออกแลเห็นขุนเขาสลับซับซ้อน และเทือกเขาตะนาวศรีอันมีอาณาเขตแผ่ไปจนถึงภาคใต้ของประเทศไทย ขบวนการขนฝิ่นเคยใช้สันเขาตะนาวศรีลำเลียงฝิ่นจากภาคเหนือไปจนถึงเพชรบุรีหรือประจวบคีรีขันธ์ แล้วนำฝิ่นลงเรือออกทะเลไป นายตำรวจชายแดนคนหนึ่งได้เล่าให้ฟังเช่นนี้

ลึกเข้าไป และลึกเข้าไปในดงดิบ ซุนยาพา พล ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเจ้าแห้วเดินไปตามริมลำธารนี้ ถึงแม้เป็นทางอ้อมแต่ก็สะดวกสบาย

"แกแน่ใจหรือน้องชาย ว่าแกจะพาเราไปพบค่ายใหญ่ของพวกโจรกะเหรี่ยง"

พลกล่าวถามคนนำทางของเขา

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่สูงชะลูดพอๆ กับกิมหงวนหันมามองดูพลแล้วตอบว่า

"ไว้ใจผมเถอะครับ บริเวณป่าแถบนี้ผมชำนาญมาก อีกสักครู่เราจะผ่านช่องเขาแห่งหนึ่ง และต่อจากนั้นไม่กี่มากน้อยเราก็จะเข้าเขตของพวกโจร ซึ่งมันได้วางยามไว้รอบๆ ตามเนินเขาและทั่วไป ยามอยู่ห่างจากค่ายใหญ่ประมาณ ๒ กิโลเมตร เราจะต้องใช้ความสามารถของเราหลบหลีกยามเข้าไป"

พลพยักหน้ารับทราบและถอนหายใจลึกๆ หันมาพูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"ไม่มีปัญหาอะไรหมอ เราต้องยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตช่วยเพื่อนเรา อ้ายกรกับอ้ายหงวนถูกจับไปแน่ ม่ายมันก็ต้องกลับไปแม่สอดแล้ว จะว่าถูกยิงตาย ทหารและตำรวจก็ค้นหาศพไม่พบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กะเหรี่ยงแก่พูดเสริมขึ้น

"อ้ายสองคนมันรบอย่างบ้าบิ่นจนเกินไป ถ้าไม่พลัดกับพวกเราก็คงไม่ถูกจับ ผ่านนี้โจรกะเหรี่ยงมันยิงทิ้งเสียแล้วก็ไม่รู้"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานยังครับ"

ท่านเจ้าคุณหันควับมาทางเจ้าแห้ว

"ทำไมมึงรู้ล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมเดาเอาครับ เจ้านายของผม รับประทานก็ต้องเดาเอาข้างดีไว้ก่อน"

ในชั่วโมงนั้นเอง ซุนยาก็พาสองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ผ่านช่องเขาแห่งหนึ่งบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เขาบอกให้ทุกคนสงบเงียบเสียงและเริ่มระวังตัว

ทุกคนเดินตามซุนยาไปเป็นแถวเรียงเดี่ยว เจ้าแห้วอยู่รั้งท้าย ซุนยาหูตาไวมาก กิริยาท่าทางของเขาปราดเปรียว ครั้งหนึ่งเขาก็วิ่งออกนอกทาง ก้มลงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งขึ้นมา พลปราดเข้าไปแย่งผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาจากมือผู้นำทางของเขา แล้วเขาก็ร้องขึ้นดังๆ

"ผ้าเช็ดหน้าอ้ายกร หมอ กันจำได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"รีบเดินทางต่อไปเถอะ เป็นอันว่าอ้ายหงวนกับอ้ายกรถูกจับแน่ ปัญหามันมีอยู่ว่าขณะนี้ตายหรือยังเท่านั้น"

ซุนยาบอกให้ทุกคนช่วยกันค้นหายามของฝ่ายโจรซึ่งอาจจะซุ่มซ่อนอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ บนต้นไม้หรือบนเขา ภูมิประเทศแถบนี้มีเขาเล็กๆ หลายลูก การเดินทางเป็นไปอย่างระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว พลสั่ง ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แล้วก็อย่าใช้ปืนเป็นอันขาด เพราะความสงบเงียบในป่า เสียงปืนย่อมดังไปไกลมาก

ในที่สุดซุนยาก็หยุดชะงัก และหมุนตัวกลับชูมือซ้ายขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดเคลื่อนที่ และบุ้ยใบ้ให้สงบปากเสียง พล ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้ามายืนรวมกลุ่มกัน

"ผมได้กลิ่นควันไฟครับ" กะเหรี่ยงพูดเบาๆ "ห่างจากเราไม่กี่มากน้อย ต้องมีโจรอย่างน้อยหนึ่งคนค่อยๆ บุกเข้าไปหามันเถอะครับ เราจะได้ฆ่ามันเสีย และเล็ดลอดเข้าไปทางด้านนี้"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ พาพวกเราไปเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเจ้าแห้วประนมมือทำปากหมุบหมิบก็กล่าวถาม

"ทำอะไรวะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานปลุกหลวงพ่อครับ ตอนนี้หลวงพ่อท่านมักจะชอบจำวัดเสียด้วย ต้องอาราธนาบอกให้ท่านรู้ตัวเสียก่อน"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แกมีกี่องค์"

"รับประทานไม่ได้นับครับ อย่างน้อยก็ ๕๐ องค์ รับประทานคล้องคอไว้หนึ่งพวง ผูกแขนไว้และอยู่ในกระเป๋าเสื้อก็มี เมื่อคืนผมถูกกะเหรี่ยงยิงจังๆ ตั้ง ๒ นัด แต่ไม่เป็นอะไร เพียงแต่หกล้มก้นกระแทกเท่านั้น"

"อ้ายโกหก ฝอยมากไปแล้ว" พลพูดยิ้มๆ

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานถ้าเป็นคนอื่นว่าผมอย่างนี้ ผมต่อยหน้าแล้ว ผมถูกจริงๆ ครับให้ดิ้นตายซิ เอ้า รับประทานลูกปืนโดนหลวงพ่อใบขนุนองค์ใหญ่ที่หน้าอกผมทั้งสองนัด ม่ายผมก็ม่องเท่งแล้ว"

ซุนยาเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ ต่อจากนั้นเขาก็พาสองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วมุ่งตรงไปยังที่มาของควันไฟนั้น ซุนยามีประสาทหูตาและจมูกดีมาก เพราะเขาเป็นพรานป่านั่นเอง สักครู่หนึ่งทุกคนก็แลเห็นกลุ่มควันไฟปรากฎขึ้นในระหว่างป่าไผ่แห่งหนึ่ง ซุนยาพาทุกคนเคลื่อนที่เข้าไปอย่างแช่มช้า กะเหรี่ยงบ้านแลเห็นโจรกะเหรี่ยงคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นยามด้านนี้ กำลังนั่งยองๆ ย่างไก่ป่าตัวหนึ่งซึ่งมันดักได้ด้วยแร้ว ข้างตัวโจรมีปืนเล็กยาววางอยู่หนึ่งกระบอก ย่ามหนึ่งใบ โจรหนุ่มมัวแต่สนใจกับการย่างไก่ หารู้ไม่ว่ากาลอวสานของมันได้มาถึงแล้ว

ซุนยาเดินจรดปลายเท้าแฝงตัวมาตามพุ่มไม้ใบบัง แล้วแกล้งร้องกะต๊ากเหมือนเสียงไก่ป่าไม่มีผิด โจรหนุ่มรีบวางไก่ย่างลงบนใบตองใบหนึ่ง แล้วคว้าแร้วลุกขึ้นด้วยความหวังที่จะดักให้ได้อีกสักหนึ่งตัว มันล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบห่อกระดาษออกมา ซึ่งในห่อก็คือข้าวสารสำหรับล่อไก่ป่าให้ติดแร้ว โจรหนุ่มเดินบุกเข้าไปหาซุนยาโดยไม่ได้ระมัดระวังตัว ซุนยาพยายามอ้อมมาข้างหลัง แล้วกระโดดเข้าตวัดรัดคอโจรด้วยมือซ้ายมือขวาจ่อมีดพกลงแนบหน้าอกโจร

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พล ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วก็ถือปืนพกวิ่งเข้ามาห้อมล้อมโจรหนุ่มในท่าทีคุกคาม ซุนยาตะคอกถามโจรด้วยภาษาของเขา ไต่ถามเรื่องนิกร กิมหงวน โจรหนุ่มรักตัวกลัวตายก็รับสารภาพตามตรง ซุนยาซักถามอยู่ในราว ๕ นาที เขาก็เงื้อมมีดพกคู่มือจ้วงแทงลงที่ท้องโจรหนุ่มไม่ต่ำกว่าห้าหกครั้ง ท่าทางของซุนยามุทะลุดุดันยิ่ง เมื่อเขาคลายท่อนแขนซ้ายที่ล็อคคอโจรออก โจรหนุ่มก็ล้มลงสิ้นใจตาย มันถูกซุนยาแทงไส้ทะลักและมีบาดแผลเหวอะหวะหลายแห่ง เลือดไหลชุ่มโชก

กะเหรี่ยงบ้านถอนหายใจหนักๆ เขากล่าวกับพลและนายแพทย์หนุ่มว่า

"ในชีวิตของผม ผมเคยแต่ฆ่าสัตว์ไม่เคยฆ่าคน แต่ต่อนี้ไป ผมจะเริ่มฆ่าคนแล้ว คือฆ่าโจรกะเหรี่ยงทุกคนเท่าที่ผมจะทำได้ อ้ายหมอนี่บอกกับผมว่าพวกโจรจับทหารไทยได้ ๒ คนเมื่อคืนนี้ คนหนึ่งสูงชะลูดสวมแว่นตาขอบกระ อีกคนรูปร่างค่อนข้างเล็กครับ"

พลลืมตาโพลง

"ใช่แล้ว ซุนยา ๒ คนนั่นแหละ คือนิกรกับกิมหงวนเพื่อนรักของเรา แล้วมันว่ายังไงอีก"

ซุนยายิ้มแค่นๆ

"มันบอกว่า ทั้งสองคนถูกขังอยู่ในค่ายครับหัวหน้าของมันชื่อโปหั่นกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมให้เป็นพวกของมัน ถ้าไม่ยอมบ่าย ๓ โมงมันจะยิงเป้า"

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วสะดุ้งโหยง

"แย่โว้ยพล อีก ๑๐ นาทีบ่าย ๓ โมง รีบไปช่วยมันเถอะ"

ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยนิกรกับกิมหงวน ซุนยาเก็บมีดพกไว้ในซองของมันตามเดิมแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปที่ซุ้มไม้ไผ่ทรุดตัวลงนั่งค้นย่ามโจรหนุ่มได้กระสุนปืนเล็กยาว ๔ ตับๆ ละ ๕ นัด ซุนยาคว้าปืนเล็กยาวของโจรหนุ่มขึ้นมาแล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาหาสองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้ว

"ผมมีปืนและกระสุนปืนแล้วครับ ไปเถอะครับ ถ้าเราสามารถฆ่ายามที่มีปืนกลมือได้ก็จะดีมาก ผมเข้าใจว่าต่อไปเราจะพยายามที่ใช้ปืนกลมือทั้งนั้น เพราะเกือบจะถึงค่ายใหญ่ของมันแล้ว"

ในเวลาเดียงกันนั้นเอง นิกรกับกิมหงวนของเราได้ถูกขังอยู่ในกระท่อมใหญ่หลังหนึ่งภายในค่ายกะเหรี่ยงซึ่งมีการควบคุมอย่างแข็งแรง แต่สองสหายมิได้วิตกเป็นทุกข์อะไรเลย ต่างร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ทั้งนี้ปลงตกแล้วว่าความตายเป็นของธรรมดาโลก แม้แต่สมเด็จพระบรมศาสดาก็ยังหนีความตายไม่พ้น

ขณะนั้นเป็นเวลา ๑๕.๐๐ น.ตรง

ประตูกระท่อมถูกเปิดออก หัวหน้าโจรกะเหรี่ยงผู้มีนามว่าโปหั่น ซึ่งเป็นชายกลางคนอายุ ๔๐ พานายโจร ๓ คนเดินเข้มาในห้องขัง ที่หน้าห้องมีสมุนโจรอีกหลายคน นิกรกับเสี่ยหงวนนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่และกำวิจารณ์กันว่าใครจะตกนรกนานกว่ากันเมื่อตายไปเมืองนรก สองสหายมองดูขุนโจรอย่างเกลียดชังแล้วเสี่ยหงวนก็กล่าวขึ้นอย่างทรนง

"เฮ้ย-จะเอาไปยิงเป้าหรือเอาไปตัดคอก็เอาซีโว้ย เราสองคนอยากตายเต็มทนแล้ว"

โปหั่นเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสองสหายในระยะใกล้ชิด แล้วพูดภาษาไทยเสียงแปร่งเล็กน้อย

"เป็นอันว่าท่านไม่ยอมเป็นพวกเรา"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"แกเป็นโจรเป็นกบฎ แล้วจะให้เราเป็นพวกแกได้อย่างไร เอาอย่างงี้ไหมล่ะโปปั่น"

โปหั่นสะดุ้งเล็กน้อย

"โปหั่นโว้ยไม่ใช่โปปั่น แกจะเอายังไงว่ามาซิ"

นิกรยักคิ้วให้นายโจร

"เราสองคนจะพาแกไปพบพวกเราที่แม่สอด เพื่อเจรจาในปัญหาต่างๆ ถ้าไปก็เตรียมตัวไปเดี๋ยวนี้ กันทราบว่าทางเราเตรียมเงินไว้ ๑๐ ล้านสำหรับจ่ายให้แกเป็นรางวัลในฐานที่แกปล้นแม่สอดและแม่ระมาดได้สำเร็จ"

โปหั่นนิ่งคิดแล้วหัวเราะ

"ไม่สำเร็จโว้ย อย่ามาหลอกนายโจรชั้นดีอย่างกันหน่อยเลย นี่แน่อ้ายเพื่อนเกลอ เราไม่มีเวลาให้แกต่อไปอีกแล้ว ขอให้พูดกับกันอย่างเด็ดขาดเดี๋ยวนี้ แกสองคนจะยอมเป็นพวกเราไหม"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"โน.เค."

"ดีแล้ว เป็นอันว่ากันยิงเป้าแกสองคน"

นิกรแหกปากหัวเราะลั่น

"เรื่องเล็กว่ะ ยิงเป้าตายสบายดีเราไม่กลัว"

นายโจรขมวดคิ้วย่น

"แล้วแกกลัวอะไร"

"กลัวเมียซีวะ" อาเสี่ยตอบอย่างภาคภูมิ

โปหั่นหัวเราะชอบใจ

"แกสองคนเป็นคนครึกครื้นรื่นเริง กันไม่อยากฆ่าแกเลยแต่จำเป็นต้องฆ่า" พูดจบเขาก็มองออกไปนอกห้องและให้คุมตัวนิกรกับกิมหงวนไปยิงเป้า โดยมอบหมายให้นายโจรชั้นผู้บังคับกองร้อยคนหนึ่งเป็นผู้ควบคุมการยิงเป้าเชลยทั้งสอง

บริเวณป่าโปร่งหลังค่ายพักของพวกโจรกะเหรี่ยงนั้นติดต่อกับป่าทึบและขุนเขา พวกโจรกะเหรี่ยงรวม ๑๐ คน ซึ่งมีนายโจรคนหนึ่งควบคุม ต่างนำตัวนิกรกับกิมหงวนมาที่นี่ บรรดาสมุนโจรมีปืนเล็กยาวคนละกระบอก การแต่งกายของพวกโจรไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย นุ่งโสร่งก็มี บางคนก็กางเกงขายาวหรือกางเกงขาสั้น ทุกคนเดินเท้าเปล่าแม้กระทั่งนายโจร

พวกโจรช่วยกันจับนิกรกับกิมหงวนมัดติดกับต้นไม้คนละต้น ซึ่งต้นไม้ทั้งสองอยู่ติดๆ กัน หลังจากนั้นสมุนโจรก็ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว นายโจรสั่งให้สมุนโจรคนที่หนึ่งถึงห้ายิงกิมหงวนและคนที่หกถึงที่สิบยิงนิกร เมื่อสั่งงานเรียบร้อยแล้วนายโจรร่างใหญ่ก็เดินเข้ามาหาเชลยทั้งสอง

"มีอะไรที่จะพูดกับกันบ้างไหม" มันถามอย่างยิ้มเยาะ

"มี" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "อยากเตะมึง"

นายโจรทำคอย่นแล้วหัวเราะชอบใจ

"เตรียมตัวตายเถอะเพื่อน เอาผ้าเช็ดหน้าผูกตาเสียหน่อยนะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ต้องโว้ย กันจะมองดูลูกปืนที่มันออกจากปากกระบอกของมันวิ่งมาถูกหน้าอกกัน เพื่อวิจัยเรื่องความเร็วของกระสุนปืนเล็กยาว"

นายโจรอมยิ้ม

"วิจัยหาหอกอะไรกัน ในเมื่อแกต้องตาย"

นิกรหัวเราะก้าก

"รับรองว่ากันสองคนไม่ตายหรอก แกและพวกแกนั่นแหละตาย"

นายโจรหมุนตัวกลับ เดินไปยืนหัวแถวแล้วออกคำสั่งเป็นภาษากะเหรี่ยงซึ่งควรจะแปลเป็นไทยได้ดังนี้

"ที่หมายเชลยทั้งสอง ยืนเตรียมยิง เตรียมยิง ระวัง "

"เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนโว้ย" กิมหงวนร้องลั่น "ขอน้ำกินหน่อยอ้ายน้องชาย"

นายโจรตะวาดแว๊ด

"ไปกินที่เมืองผี"

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนกลมือในราวสองหรือสามกระบอกก็ดังกังวานขึ้นเป็นการยิงอย่างดุเดือดในระยะเผาขน นายโจรถูกยิงผงะหงายล้มลงเป็นคนแรก แล้วสมุนโจรทั้ง ๑๐ คนก็ล้มกลิ้งไปตามกัน

พล กับ ดร.ดิเรกถือปืนกลมือที่ยึดได้จากยามพวกโจรกะเหรี่ยง วิ่งนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและซุนยากะเหรี่ยงชาวบ้านแม่สอดตรงเข้ามาหาเพื่อนเกลอทั้งสองไม่ต้องสงสัยว่า นิกรกับกิมหงวนจะปิติยินดีสักเพียงใด ซุนยาใช้มีดพกตัดเชือกที่มัดมือและมัดร่างของสองสหายออกอย่างรวดเร็ว ฉับพลันเจ้าแห้วร้องบอกเจ้านายด้วยเสียงอันดัง

"รับประทานพวกมันแห่กันมาแล้วครับ"

"สู้มันพวกเรา" พลตะโกน "กระจายกำลังกันออกไปโว้ย"

นิกรกับกิมหงวนวิ่งไปที่ศพพวกโจร คว้าปืนเล็กยาวขึ้นมาคนละกระบอก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและซุนยาต่างกระจายกำลังกันออกไปแล้วหมอบลงตามที่กำบังเท่าที่จะหาได้ กราดกระสุนปืนไปยังพวกโจรกะเหรี่ยงทันที

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว พวกโจรถูกปืนกลมือของพลและ ดร.ดิเรกล้มคว่ำไปหลายคน แต่กำลังหนุนของพวกโจรได้เพิ่มขึ้นอีกตามลำดับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกรงว่าจะถูกโอบล้อมจึงตะโกนให้ล่าถอยเข้าป่า โดยให้พลกับนายแพทย์หนุ่มยิงตรึงไว้ก่อน

นิกรไม่ยอมถอย เขาหมอบอยู่ข้างพลยิงกับกะเหรี่ยงอย่างองอาจ พลล้วงมือลงไปในย่ามหยิบระเบิดมือออกมาสองลูกส่งให้เพื่อนเกลอของเขา

"ถอยไปอ้ายกร ประเดี๋ยวกันกับดิเรกจะตามไป"

นิกรวางปืนเล็กยาวลงข้างๆ เก็บลูกระเบิดไว้ในกระเป๋ากางเกงหนึ่งลูก และแล้วเขาก็ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาพวกโจรอย่างกล้าหาญผิดมนุษย์ มือขวาถือลูกระเบิด พวกโจรกะเหรี่ยงช่วยกันระดมยิงนิกรราวกับห่าฝน นิกรส่ายศีรษะแล้วเอี่ยวตัวหลบกระสุนปืนอย่างคล่องแคล่ว เขาวิ่งเข้าไปอีกแล้วหยุดยืนกระชากสลักนิรภัยลูกระเบิดมือออก ขว้างระเบิดไปทางพวกโจรกะเหรี่ยงเต็มแรง แล้วล้มตัวลงนอนราบกับพื้นดิน

เสียงระเบิดมือดังกระเทือนเลื่อนลั่น โจรกะเหรี่ยงถูกชิ้นระเบิดเสียชีวิตไปหลายคน นิกรรีบลุกขึ้นนั่งคุกเข่า ล้วงกระเป๋าหยิบระเบิดมือออกมาอีกหนึ่งลูกกระชากสลักนิรภัยออกขว้างไปทางพวกโจรเป็นลูกที่สอง

"ตูม"

นายโจรชั้นผู้บังคับกองร้อยและสุมนโจรอีก ๔ คนตายคาที่ นิกรผลุดลุกขึ้นยืนวิ่งถลันกลับมาหาพลและ ดร.ดิเรก ซึ่งสองสหายได้ช่วยกันยิงกราดพวกโจรไว้ นิกรจึงล่าถอยกลับมาได้ ขณะนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับกิมหงวน เจ้าแห้วและซุนยาล่าถอยเข้าไปตั้งแนวอยู่ในเขตป่าทึบแล้ว พลบอกให้นายแพทย์หนุ่มและนิกรล่าถอย ทั้งสามคนลุกขึ้นวิ่งก้มตัวไปทางป่าทึบอย่างรวดเร็ว

โปหั่นตะโกนสั่งบริวารบุกรุกไล่

"ฆ่ามัน ฆ่ามันให้หมด รุกเข้าไปและล้อมมันไว้"

พวกโจรนับจำนวนร้อยเคลื่อนที่เข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายอย่างรวดเร็ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งยิงพร้อมๆ กันเมื่อโจรกะเหรี่ยงเข้ามาใกล้จะถึงตัว แล้วใช้ระเบิดมือขว้างทำให้พวกโจรต้องหมอบราบลงกับพื้นดิน เปิดโอกาสให้คณะพรรคสี่สหายล่าถอยต่อไป

ซุนยาพาทุกคนหลบหนีพวกโจรไปได้ด้วยความชำนาญทาง ทุกคนวิ่งบ้างเดินบ้างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามกันมีการปะทะกับยามของพวกโจรอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วซุนยาก็สังหารโจรหนุ่มคนนั้นด้วยปืนเล็กยาวที่เขายึดมาได้จากพวกโจรนั่นเอง

ในที่สุด ซุนยาก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาถึงแม่น้ำเมยด้านแม่สอดอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนไทยพม่า ทุกคนลุยข้ามแม่น้ำบุกข้ามมาฝั่งไทยด้วยความตื่นเต้นยินดีแต่พอเหยียบผืนแผ่นดินไทย เสียงปืนกลของตำรวจชายแดนกระบอกหนึ่งก็แผดเสียงคำรามขึ้น

"ปังๆๆๆๆๆ "

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและซุนยาพุ่งตัวลงนอนราบกับพื้นดินทันที ตำรวจชายแดนใช้ปืนกลระดมยิงก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่าพวกโจรกะเหรี่ยง ถึงแม้นิกรกับกิมหงวนจะแต่งเครื่องแบบทหารก็ไม่ได้สวมหมวกและพวกโจรกะเหรี่ยงแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหารก็มี

ก้อนหินขนาดใหญ่ช่วยกำบังตัวคณะพรรคสี่สหายไว้ ตำรวจชายแดนหนึ่งหมวดวิ่งเฮโลเข้ามา และปราดเข้าล้อมบรรดากะเหรี่ยงปลอมทั้งหลาย คราวนี้พวกตำรวจชายแดนก็จำคณะพรรคสี่สหายได้

"โอ๊ะ" ผู้บังคับหมวดซึ่งมียศเป็นนายร้อยตำรวจโทร้องลั่น

"อาจารย์กับคณะหรอกหรือครับ โอ ผู้กองพันกิมหงวนกับผู้กองพันนิกรกลับมาได้แล้ว"

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและซุนยาต่างลุกขึ้นยิ้มแหยๆ ไปตามกัน พวกตำรวจพากันมองดูด้วยความชื่นชมยินดี ดร.ดิเรกต่อว่านายตำรวจหนุ่มอย่างเคืองๆ

"ก่อนยิงคุณไม่พิจารณาเสียให้ดี ยิงกันเองยังงี้ก๊อแย่ซิครับ พวกผมหวิดเน่าแล้วไหมล่ะ"

นายตำรวจหนุ่มยอมรับผิด

"ขอโทษเถอะครับอาจารย์ ริมแม่น้ำตอนนี้มันมีต้นไม้มากมองไม่ถนัด ผมเห็นลุยน้ำข้ามมาและทุกคนก็มีปืนก็เข้าใจว่าเป็นกองระวังหน้าของพวกโจรกะเหรี่ยง ผมดีใจเหลือเกินครับที่ผู้กองพันทั้งสองรอดตายกลับมาได้"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นายตำรวจหนุ่ม

"ผมกับนิกรกำลังจะถูกพวกโจรยิงเป้าอยู่แล้ว พอดีพรรคพวกไปช่วยกัน เกิดยิงกันหูดับตับไหม้สนุกดีครับ เรารอดตายมาได้เหมือนปาฏิหาริย์ ขณะนี้พวกโจรกำลังติดตามเรามาแต่คงไม่กล้าข้ามมาทางฝั่งเรา"

ในชั่วโมงเดียงกันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและซุนยาก็มาปรากฎตัวขึ้นที่ค่ายทหารชั่วคราว ที่แม่สอดพวกทหารและตำรวจตื่นเต้นแปลกใจไปตามกันเท่าที่นิกรกับกิมหงวนกลับมาได้อย่างปลอดภัยเพราะได้รับความช่วยเหลือจาก พล ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

กำลังทหารและตำรวจของเรายังคุมเชิงพวกโจรกะเหรี่ยงอยู่ทีแม่สอดและแม่ระมาด เครื่องบินประจัญบานหมู่หนึ่งจอดอยู่ทีสนามบินแม่สอด เตรียมพร้อมที่จะโจมตีพวกโจรให้ย่อยยับไป ชาวแม่สอดและแม่ระมาดต่างประกอบอาชีพของตนต่อไปตามเดิม และอบอุ่นใจเมื่อได้เห็นตำรวจทหารคอยคุ้มครองพวกเขา.

จบบริบูรณ์