พล นิกร กิมหงวน 174 : ดัดสันดาน

วงเหล้าที่เรือนต้นไม้มีการ "เย็นแฮ" เป็นประจำ เลิกล้มไปแล้ว

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างปิติยินดีไปตามๆกัน เมื่อ พล,นิกร,กิมหงวน และดร.ดิเรก เลิกดื่มเหล้าได้อย่างเด็ดขาด คณะพรรคสี่สหายเป็นคนดีอย่างไม่น่าเชื่อ พอตกเย็นก็กลับมาบ้านใช้เวลาสรวลเสเฮฮากันโดยไม่มีเหล้าและกลับแกล้ม แต่ก็มีอาหารว่างที่สี่นางจัดทำให้เป็นพิเศษไว้ต้อนรับ

เพราะสี่สหายเลิกกินเหล้าทำให้นายโกหย่วน เจ้าของภัตตาคาร "หย่วนเฮง" ริมถนนสุขุมวิท ตรงข้ามบ้าน 'พัชราภรณ์' ขาดรายได้ไปวันหนึ่งร่วม ๑๐๐ บาท คือกลับแกล้มเหล้านั่นเอง ตามปรกติ เจ้าแห้วหรือสาวใช้คนใดคนหนึ่งจะต้องออกไปซื้อแกล้มเหล้าที่ภัตตาคารนายหย่วนเป็นประจำทุกเวลาเย็น เป็ดย่าง,ไก่ตอน,หมี่กรอบ หรืออาหารจีน อาหารฝรั่งเป็นจานๆใส่ปิ่นโตมาวันละเถา ส่วนโซดาลูกจ้างของนายหย่วนนำมาส่งให้แทบทุกวัน แต่เมื่อคณะพรรคสี่สหายให้สัตยาบันกับเมียรักของเขาเลิกกินเหล้า รายได้ของนายหย่วนก็ตกไปทันที

นายหย่วนมาหาคณะพรรคสี่สหาย ในตอนเย็นวันนั้นพร้อมด้วยของกำนันคือไก่ตอนตัวเท่าห่านอีกหนึ่งตัว สุภาพบุรุษชาวไหหลำในวัย ๕๐ เศษ ได้ทราบจากคนสวนว่า คณะพรรคสี่สหายอยู่ที่ศาลาพักร้อนหรือศาลาไทยหลังตึกใหญ่เขาก็เดินอ้อมตึกตรงไปหาแล้วก็แลเห็น พล,นิกร,กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวในศาลาพักร้อนหลังนั้น

เสี่ยหงวนโบกมือให้แล้วกล่าวทักทายเป็นภาษาไหหลำ ซึ่งเขาพอพูดได้อยู่บ้างอย่างงูๆปลาๆ

"โอ้ เบี้ยนนั่งดิไก๊หุ่ย โกหย่วน"

นายหย่วนถือตะกร้าสานแบบชาวจีนนิยมเดินเข้ามาในศาลาพักร้อน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นิกรกล่าวทักทายหย่วนบ้าง

"ตุ๊ย ตุ่ย มีโซ้งห่าง ตกกุ้ง ไส้เดือนเกี่ยวบ๊อโบ๊ดตีย้งก้ง"

โกหย่วนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ลำบากนักก็พวดไทยเถอะครับ พวดไหหลำอย่างเนี่ย ผมฟังไม่โอก"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ฉันพูดไปแล้ว ฉันก็ฟังไม่ออกเหมือนกัน นั่งซีโกหย่วน ตั้งแต่โกหย่วนมุดเข้าไปในมุ้งสาวใช้รู้สึกว่าหน้าตาสดใสขึ้นอีกเป็นกอง"

เจ้าของภัตตาคาร "หย่วนเฮง" สะดุ้งเฮือก

"เลี้ยวกัน พวดยังงี้เมียผมได้ยินเข้าผมก็เดือดร้อน ไม่เคยม้วดเข้าไปในมุ้งสาวใช้เลย โอ้-หาเรื่องผม"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน ท่านเจ้าคุณกล่าวถามนายหย่วนด้วยเสียงหัวเราะ

"เอาอะไรใส่ตะกร้ามาให้เราน่ะนายหย่วน"

โกหย่วนหันไปยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไก่ตวนครับ ตัวมันใหญ่น่าเกี๊ยน ควนหมอไม่อยู่หรือครับ"

นิกรตอบแทนพ่อตาของเขา

"หมอเขาออกไปเยี่ยมคนไข้ทางหลังบ้าน ขอบใจนะโกหย่วนที่มีแก่ใจเอาไก่ตอนมาให้เรา"

"ไม่เป็นไรครับ พวกควนก็อวดหนวนผมเสมอ นายเหี้ยวเขาบอกว่าพวกควนเลิกกินเหล้าจริงๆเหรอครับ"

พลยิ้มให้นายโกหย่วน

"ถูกแล้วอาโก พวกเราเลิกดื่มอย่างเด็ดขาด"

"โอ้ เลิกทำไมครับ เกี๊ยนเหล้าเลี้ยวสบายใจ อย่าเพิ่งเลิกเลยครับ นึกว่าช่วยผม ตอนนี้ขายกั๊บข้าวไม่ใคร่ดีเลยครับ"

"แล้วกัน" นิกรอุทาน "เราช่วยอาโก เราก็ต้องกินเหล้ากันอีกน่ะซี ไม่ได้หรอกอาโก เราสัญญากันแล้วว่าเราจะไม่กินเหล้าอีก อีกไม่กี่วันลูกๆของเราก็สึกแล้ว เราจะต้องทำตัวให้เป็นพ่อที่ดีของลูก"

โกหย่วนยิ้มเล็กน้อย

"พวกควนเลิกมาหลายครั้งเลี้ยว ถ้าเกี๊ยนเหล้าอีก ซื้อกลับแกล้มที่ร้านผมนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะชอบใจ

"เออ ตกลง ถ้าเรากินเหล้าอีกเราจะซื้อกลับแกล้มที่ร้านนายหย่วน"

"เกี๊ยนเสียวันนี้ไม่ได้หรือครับ"

"บะแล้ว" อาเสี่ยเอ็ดตะโรแล้วส่งภาษาไหหลำซึ่งชาวไหหลำฟังไม่รู้เรื่อง "โด๊หุ้ยมิกังกุ๊เด่ โด้ตะมี้กังตามีตู๊ดด่าง"

"นายโกหย่วนทำคอย่นหัวเราะชอบใจ เขายกมือไหว้สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ผมลาละครับ บอกควนหมอด้วยว่าผมคิดถึง ตะกร้าใส่ไก่นี่ให้นายเหี้ยวเอาไปให้ผมด้วยนะครับ"

"สวัสดีนายโกหย่วน" พลพูดยิ้มๆ "ขอบใจมากนะอาโก"

เจ้าของภัตตาคาร "หย่วนเฮง" ลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากศาลาพักร้อน นิกรมองดูไก่ตอนในตะกร้าด้วยความกระหาย

"แหม-ยังงี้ให้แม่ครัวเขาเราะกระดูกออกหั่นเป็นชิ้นๆ ทำน้ำจิ้มมาให้เรากินกับเบียร์วิเศษไปเลย เอาไหมล่ะอ้ายหงวน ให้อ้ายแห้วแอบไปซื้อเบียร์ที่ตลาดเล็กหลังบ้านเรามาสักสองสามขวด"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เรื่องเหล้าเบียร์ เครื่องดองของเมา เลิกกันที แกอยากกินก็กินเถอะแต่กันเลิกเด็ดขาด แม้แต่ฝรั่งดองยังไม่ยอมกินนี่หว่า"

"อือ แกแน่โว้ยอ้ายหงวน กำลังใจแกเข้มแข็งมาก แต่ก็ดีแล้วที่พวกเราเลิกยัด...เอ๊ย...เลิกรับประทานเหล้าได้เดือนหนึ่ง ประหยัดเงินได้ไม่ใช่น้อย เพียงแต่ตราขาววันละสองขวดก็ไม่ใช่ย่อย แล้วยังโซดากับแกล้มอีก แต่ว่าเหล้าน่ะกินแล้วมันสบายใจครึกครื้นดีนะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยจุปาก

"พูดเรื่องอื่นเถอะวะอ้ายกร พยาธิเหล้าที่อยู่ในท้องกันยังตายไม่หมดบางตัวมันหลบซ่อนตามกระดูกกระเดี้ยว ตอนที่กันถ่ายยารุพยาธิเหล้า แกคุยเรื่องเหล้าประเดี๋ยวพยาธิมันได้ยิน ก็จะทำความรบกวนกัน ทำให้กันอดใจไม่ได้ต้องยัดเหล้าอีกขัดใจกับเมียเปล่าๆ คนเราโตเป็นควายสุนัขเลียก้นไม่ถึงแล้ว พูดอะไรก็ควรจะรักษาวาจาสัจ"

พลมองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน

"พยาธิเหล้ามันเป็นยังไงวะ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ก็ตัวยาวๆ หน้ากลมๆเหมือนอ้ายกรนั่นแหละ มองด้วยกล้องจุลทรรศน์เห็นถนัด ไว้หนวดเสียด้วยซี ตัวเมียนุ่งกางเกงฟิตเปรียะ"

เจ้าคุณปัจจนึกพูดเสริมขึ้น

"แกเคยเห็นที่ไหนวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เปล่าครับ ผมเดาเอา"

ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าแห้วก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองเดินผ่านหน้าเรือนพักคนใช้ตรงมาที่ศาลาพักร้อน เจ้าแห้วเดินตามหลัง ถือกระเป๋าล่วมยา ดร.ดิเรกได้ไปตรวจรักษาไข้รายหนึ่งซึ่งเป็นหญิงชราและมีฐานะยากจนมาก เช่าที่ดินของคุณหญิงวาดปลูกบ้านเล็กๆอาศัยอยู่กับหลานสาวคนหนึ่งเป็นแม่หม้ายผัวทิ้ง ป้าเข็มป่วยเป็นไข้หวัด ความจริงอาการไม่มากมายอะไรนักแต่คนแก่มีความต้านทานน้อยจึงถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ ป้าเข็มใช้ให้หลานสาวมาขอยาจากประภา ดร.ดิเรกทราบเข้าก็ไปตรวจรักษาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และเพื่อนบ้านของเขา

เมื่อมาถึงศาลาพักร้อน เจ้าแห้วก็แยกไปที่ตึกใหญ่เพื่อนำกระเป๋าล่วมยาไปเก็บตามคำสั่งของศาสตราจารย์ดิเรก และแล้ว ดร.ดิเรกก็พาตัวเดินขึ้นมาตามขั้นบันไดหิน พล,นิกร,กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯต่างสังเกตเห็นใบหน้าของดร.ดิเรก เคร่งเครียดผิดปรกติเหมือนกับว่าเขาไม่พอใจอะไรบางอย่าง

"เฮ้" เสี่ยหงวนกล่าวทัก "ไหงทำหน้าเป็นก้นไก่อย่างนั้น ป้าเข็มมีอาการหนักหรือ"

นายพลดิเรกตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง

"โน ป้าเข็มไม่ได้เจ็บป่วยอะไรนักหรอก แต่กันโมโหนายโกวิทที่มันด่าใส่หน้ากัน"

พลมองดูศาสตราจารย์ดิเรกด้วยความสนใจ

"นายโกวิทเอาอีกหรือ"

"อือ กันเดินออกมากับเจ้าแห้วยืนอยู่หน้าร้านกาแฟ พอแลเห็นกันเข้า เขาก็พูดกับเพื่อนของเขาว่า อ้ายพวกเศรษฐีบ้านใหญ่นี่น่าเตะ"

"เอ๊ะ" พลอุทาน "อย่างนี้มันก็โตไปมากซีโว้ย คนดีๆ แท้ๆ ไหงกลายเป็นอันธพาล เมื่อสองสามวันกันกับอ้ายกรออกไปเดินเล่นตอนเย็นแวะคุยกับลุงพ่วงหน้าร้านน้ากลอย นายโกวิทเดินมากับเพื่อนถุยน้ำลายรดหัวกัน แล้วพูดเปรยๆว่า หมั่นไส้ อ้ายกรเกือบจะเอาเรื่องแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นิกร

"ทำไมไม่กระแทกหน้ามันสักที"

นิกรเค้นหัวเราะ

"กระแทกยังไงไหว ตัวมันโตกว่ากันเป็นกอง เป็นนักมวยสมัครเล่นรุ่นมิดเดิลเวทด้วย"

"ยังงั้นต้องใช้ปืนซีวะ"

"ไม่กล้ายิงวะ กลัวติดคุก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มให้พลแล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"นายโกวิทน่ะเป็นใคร"

"พึ่งมาอยู่ใหม่ครับคุณอา เช่าบ้านคุณเรืองอยู่ในซอยหลังบ้านเราครับ ดูเหมือนเพิ่งมาได้ห้าหกวันนี่เอง เท่าที่ผมทราบเขาเป็นชายโสด ทำงาน เป็นคนหาประกันชีวิต ให้บริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ไปประจำทำงานอยู่ที่บริษัท"

"อ้อ แปลว่าได้เงินเปอร์เซ็นจากเบี้ยประกันที่เก็บได้หรือหาได้"

"ครับ แล้วเขาก็เป็นนายหน้าซื้อขายรถเซ็คกันด์แฮนด์ด้วยครับ ถิ่นหากินอยู่ในตรอกข้างโรงหนังควีนส์ตัดออกถนนเจริญกรุง ผมไม่เข้าใจเลยที่อ้ายหมอนี่จงเกลียดจงชังพวกเรา อ้ายแห้วบอกผมว่าเขาเกลียดอ้ายหงวนมากกว่าเพื่อน"

ดร.ดิเรกว่า เมื่อกี้นี้ ตอนที่เขาว่ากันเกือบมีเรื่องกับอ้ายแห้ว อ้ายแห้วชักมีดออกมาแล้ว"

พลหัวเราะเบาๆ

"แกก็เลยห้ามไว้"

"โน ไม่ได้ห้ามหรอก มีดอ้ายแห้วมีแต่ด้ามเท่านั้นแทงหมาก็ไม่เข้ามันบอกว่าตัวมีดคงจะตกหายเหลือแต่ด้าม นายโกวิทเกิดโต้เถียงกับเจ้าแห้วสองสามคำ อ้ายแห้วท้าชกตัวต่อตัว นายโกวิทไม่สู้ อ้างว่าไม่ต้องการเอาพิมเสนแลกกับเกลือ"

"หนอย แน่" นิกรร้องขึ้นดังๆ "หมายความว่าอ้ายแห้วเป็นเกลือและอ้ายท่อกนั่นเป็นพิมเสนยังงั้นเรอะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกอมยิ้ม

"ก็นายโกวิทเขาว่าอย่างนั้น แล้วเขาก็บอกว่า ถ้ากันจะฉายเดี่ยวกับเขาเขาก็ไม่ขัดข้องกันบอกเขาว่ากันเป็นศาสตราจารย์และด๊อกเต้อร เป็นนายพลโทแห่งกองทัพบกกันไม่ใช่กุ๊ยจะได้ชกกับเขา แล้วก็ถามเขาว่าเพราะอะไรเขาจึงไม่ชอบพวกเราทั้งๆที่คนในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' ทุกคน ล้วนแต่รักใคร่ชอบพอกับพวกเราทั้งนั้น"

"นายวิทมันว่ายังไง" อาเสี่ยถาม

"เขาว่าไม่มีเหตุผล เขาไม่ชอบก็แล้วกันเป็นเรื่องของจิตใจเขา ขึ้นชื่อคนมีเงินหรือพวกเศรษฐีแล้ว เขาเกลียดทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ใช่อะไรหรอก เขามีจิตใจหนาไปด้วยกิเลส เขาอิจฉาริษยาพวกเรานั่นเอง คนอย่างนี้มักขาดความสุข เพราะมัวอิจฉาคนอื่น อาเคยเห็นมาหลายคนแล้วจำพวกอิจฉาตาร้อน"

นิกรว่า "ความอิจฉาทำให้ตนเองเศร้าหมอง เหมือนอย่างคำพระที่กล่าวไว้ว่า...ริสยานัง มะอึกาโร"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"เดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้เท่านั้นเอง"

สี่สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วอาเสี่ยก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"หน้าตาเป็นยังไงวะพล ได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยเห็นหน้า วันนี้แกมาเล่าให้ฟังว่า นายวิทมันด่าแก กับอ้ายกรชักยัวะแล้วแต่ไม่ใช่ว่าจะบู๊กับมันหรอก เพียงแต่คิดว่ากันอยากจะโทรศัพท์คุยกับสารวัตรใหญ่ให้มาเรียกตัวนายโกวิทไปอบรมเสียบ้าง ไม่ใช่ว่านึกจะด่าใครก็ด่าพล่อยๆอย่างนี้มันเข้าข่ายหมิ่นประมาท หรือถ้าจะเถียงว่าด่าลอยๆไม่ออกชื่อก็เข้าข่ายอันธพาล คนดีทำไมจะต้องเที่ยวด่าเขา ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรให้เราเดือดร้อน"

พลว่า "นายโกวิทเป็นคนหนุ่มวัย ๓๒ ปีเห็นจะได้ ท่าทางสม้าท รูปหล่อ แต่งตัวสะอาดทันสมัย หน้าตากวนๆอยู่หน่อยหรอก ชอบนั่งที่ร้านกาแฟเจ้าฮั้วตอนเย็นๆอย่างนี้ สั่งเบียร์มาหนึ่งขวดแล้วนั่งคาบกล้องเต๊ะท่าคอยดูพวกสาวๆที่เดินผ่านไปมา รูปร่างสูงใหญ่ ล่ำสัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้วกันจะต้องดัดสันดานโกวิทคนนี้สักหน่อย"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"หมายความว่าอย่างไรวะ"

อาเสี่ยหันมาทางดร.ดิเรก

"ก็สั่งสอนให้รู้จักพวกเราน่ะซี คนดีๆอย่างพวกเราเขาไม่ชอบแล้วเขาจะไปคบหมาที่ไหนวะ แถวนี้ไม่มีใครเขาเกลียดเราเลย ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเดือดเนื้อร้อนใจอย่างไรเราก็ช่วย ไม่มีเงินทองใช้ เห็นเราเป็นท้องนา เราก็ยอมให้ไถโดยดี บางคนมือซ้ายถือเตารีด มือขวาถือคันไถเราก็ยอม แล้วจะเอายังไงอีก ใครติดค้างค่าเช่าที่ดินคุณอาท่านก็ไม่ว่าไม่ทวง ถามแล้วยังแถมให้ยืมอัฐใช้ พวกเราไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครเลย ไม่เข้าใจจริงๆที่นายโกศลเกลียดหน้าเรา"

ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"โกวิทโว้ยไม่ใช่โกศล"

เสี่ยหงวนผุดลุกขึ้นยืนและฉุดนิกรลุกขึ้น

"ออกไปเดินเที่ยวในซอยหลังบ้านด้วยกันอ้ายกร กันอยากรู้จักกับนายโกวิทคนนี้เพื่อดัดสันดานเขากันจะฆ่าเขาอย่างเลือดเย็น ทำให้มันเสียคนไปเลย มันจะได้รู้ว่าคนอย่างเราจะมาด่าว่ากันเล่นๆไม่ได้ เราเป็นคนมีเกียรติ ไม่ใช่คนที่น่ารังเกียจ"

"นั่นน่ะซี แล้วเราก็ไม่ใช่เขียดถึงแม้เราจะขี้เกียจเราก็ชอบเบียดหรือเดินเฉียด จะมาส่อเสียดให้เรารังเกียจกบเขียด"

"พอแล้ว" อาเสี่ยตวาดลั่น "แกพูดอะไรวะ ไม่รู้เรื่อง เอากบเอาเขียดอะไรมาพูด แกนี่พูดพล่ามทั้งวัน"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"พูดทั้งวัน พูดเรื่องขันๆไม่สู้จะอัศจรรย์ เพราะมันพัลวันกันหันไม่ทัน รีบแปลงฟัน กลัวจะเหม็นขี้ฟัน"

"ปู้โธ่โว้ย" เสี่ยหงวนตะโกน "มึงจะบ้าหรือดีวะอ้ายกร ถ้าบ้าฉันจะได้ส่งแกไปอยู่ปากคลองสาน"

"ไปอยู่ปากคลองสานนานนักก็เสียการเสียงาน คิดถึงบ้านเลยพาลระรานกับคนงานที่หน้าด้าน พวกพยาบาลเขาสงสารเลยไหว้วานเขาให้ซื้อลูกตาลมากินกับแตงล้าน"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน

นิกรรีบเดินตามเสี่ยหงวนออกไปจากศาลาพักร้อนทันที ถึงแม้ว่าคณะพรรคสี่สหายเลิกดื่มเหล้าแล้ว ทุกคนก็ยังสนุกสนาน ครึกครื้นรื่นเริงกันตามประสาของคนที่มีเงินและมีความสุข

สองสหายเดินผ่านสวนดอกไม้ และเรือนพักคนใช้ตรงไปทางริมรั้วหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' ซึ่งประตูหลังบ้านเปิดทิ้งไว้ตลอดวันสำหรับให้พวกคนใช้ไปซื้ออาหารว่างเครื่องดื่มหรือของใช้ในตลาดเล็กของซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' นับวันก็มีบ้านเรือนแน่นหนาขึ้น ทั้งห้องแถวและบ้านเรือนเหล่านี้ ล้วนแต่ปลูกในที่ดินของคุณหญิงวาดซึ่งท่านไม่คิดที่จะขับไล่หรือเอาคืน การต่อสัญญา ก็ไม่มีการเรียกแป๊ะเจี๊ยะ ผู้คนในซอยนี้ล้วนแต่เคารพรักคุณหญิงวาดและลูกหลานของท่านทั้งนั้น เห็นจะมีเจ้าหนุ่มเจ้าของนาม โกวิท กุมภายน คนนี้เท่านั้นที่เกลียดชังคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยใจจิตคิดอิจฉาริษยาตามนิสัยของตนที่ชิงชังพวกเศรษฐีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

พอออกพ้นรั้วบ้านนิกรก็ยกมือจับแขนอาเสี่ยแล้วกล่าวถาม

"เอายังไงกันพูดกันให้รู้เรื่องก่อนโว้ย แกพากันออกมาจากบ้าน เพื่อจะเปิดฉากบู๊กับนายวิทใช่ไหม"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ยังงั้นค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าถ้าจะบู๊กันล่ะก้อ กันจะได้รีบกลับเข้าไปคอยฟังข่าวแกในบ้าน อ้ายเปรตนั่น ตัวมันใหญ่กว่าแกมาก ส่วนสูงก็เห็นจะพอๆกับแกหรอก มันชกกับเบาะๆก็กรามยุบ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ทำไมแกขี้ขลาดนักวะอ้ายกร"

"ไม่ได้ขี้ขลาดหรอกโว้ยแต่กลัวเจ็บ ฟาดปากกันน่ะ คนที่มันใหญ่กว่าและหนุ่มกว่ามันต้องได้เปรียบวันยังค่ำ ปีนี้กันแก่และร่วงโรยไปมาก เมื่อเช้าลองซ้อมเตะปี๊บเปล่าได้ไกลเพียง ๑๒ เมตร เท่านั้น สงสัยว่าปีหน้ากันคงจะต้องตะบันน้ำกินแล้ว"

"มากไปอ้ายกร ถึงกับตะบันน้ำกินมีที่ไหนวะ"

"ก็น้ำแข็งอย่างไรล่ะเฮีย"

"หน็อย เรียกเฮียเชียวเรอะ"

"กันนับถือแกนี่หว่า แล้วเย็นนี้พาไปเลี้ยงข้าวนะ"

สองสหายพากันเดินไปตามถนนคอนกรีต ซึ่งคุณหญิงวาดเป็นผู้สร้างให้ชาวบ้านซอยนี้ ได้รับความสะดวกสบาย ขนาดของซอยรถยนต์หลีกกันได้พอดี ผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนแต่รู้จักกับเสี่ยหงวนทั้งนั้น ใครเห็นก็ยกมือไหว้ทักทายด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ในฐานะที่เป็นลูกหลานของคุณหญิงวาด

ห้องแถวสองชั้นในซอยนี้คือตลาดย่อย และขณะนี้กำลังก่อสร้างตึกแถวสองชั้นตอนลึกเข้าไป ซอย "ประสิทธ์นิติศาสตร์" มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งขายเหล้าและอาหารบางอย่างด้วย นอกจากนี้ก็มีร้านขายของชำ ร้านอาหารสด ผักปลาเนื้อหมูเนื้อวัวตลอดจนร้านตัดผม และร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดช่วยให้ชาวบ้านในซอยนี้ไม่ต้องไปจ่ายไกลๆ

ร้านสองคูหาร้านนั้นเป็นร้านของเถ้าแก่เส็ง ตอนแรกมีห้องเดียวพอร้านค้าเจริญขึ้นก็ทะลุเป็นสองห้อง เขาขายก๋วยเตี๋ยวต้ม ขายเหล้า ขายกาแฟและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ก็มีขนมและเครื่องอุปโภคต่างๆ ของใช้ในเรือนและในครัว ขายกระทั่งข้าวสารและถ่าน

ตามเวลาที่กล่าวนี้มีนักเลงเหล้านั่งสรวลเสเฮฮากันอยู่ตามโต๊ะอาหารสามสี่โต๊ะ โต๊ะด้านนอกใกล้ถนนซอยมีชายหนุ่มร่างใหญ่ลักษณะท่าทางเป็นคนทันสมัยคนหนึ่งนั่งจิบเบียร์อยู่ตามลำพัง เขาคือ นายโกวิท กุมภายน นั่นเอง เขาสวมกางเกงสีน้ำตาลสวมเชิ้ทแขนยาวสีฟ้าอ่อน พับแขน สวมแว่นตาสีชาอ่อนแบบนำสมัย เมื่อเสี่ยหงวนกับนิกร หยุดยืนหน้าร้านห่างจากเขาเพียงหนึ่งเมตร นายโกวิทก็แกล้งถุยน้ำลายออกมาดังๆ

"ถุย"

นิกรสะดุ้งโหยง รีบยกมือขวากุมนัยน์ตาข้างขวาของเขา แล้วมองดูนายโกวิทอย่างเคืองๆ

"ไหงถุยน้ำลายรดลูกนัยน์ตาผมล่ะคุณ"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ยิ้มแค่นๆ

"ผมถุยลงที่พื้น น้ำลายก็ไม่มี มีแต่เสียงเท่านั้นทำไมจะไปถูกหน้าคุณ"

เสี่ยหงวนพานิกรบุกเข้ามาในร้าน สองสหายต่างรับไหว้พวกนักเลงเหล้าเหล่านั้น แม้กระทั่งนายเส็งเจ้าของร้านก็ยังไหว้นิกรกับอาเสี่ย โกวิทแสดงท่าทีไม่พอใจเมื่อสองสหายถือวิสาสะนั่งร่วมโต๊ะกับเขา

"โต๊ะว่างมีอีกถมไป คุณสองคนไปนั่งโต๊ะอื่นดีกว่าครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้

"รังเกียจหรือคุณโกวิท"

"ครับ คนมีเงิน หรือพวกเศรษฐีผมไม่ชอบ"

"แต่ผมกับเพื่อนผมจะทำตัวเป็นมิตรที่ดี ของคุณครับ เราเป็นเพื่อนบ้านกันคุณวิทผูกมิตรไว้ดีกว่าครับ

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้าคุณรู้จักพวกเราดี รับรองว่าคุณจะไม่เกลียดชังเราเลย เรามีเงินไม่ได้ หมายความว่าเราดูถูกเหยียดหยามคนจนนี่ครับ เราให้ความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือคนจนอยู่เสมอ ชาวบ้านในซอยนี้ย่อมรู้ดี แล้วก็ความมั่งมีของเราเกิดขึ้นจากธุรกิจการค้า ไม่ใช่ว่าเรามั่งมีเพราะเราสูบเอามาจากเลือดเนื้อของประชาชน วันนั้นคุณด่าใส่หน้าผมกับเพื่อนผมทีหนึ่งแล้ว แต่ว่าผมไม่โกรธคุณหรอก"

"ทำไมถึงไม่โกรธ" โกวิทถามห้วนๆ

"ก็ถือคนบ้าว่าคนเมาจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ลืมตาโพลง

"ผมไม่ได้บ้าและผมไม่เคยเมาเหล้า ผมกินแต่เบียร์นิดหน่อยเท่านั้น"

"อ้าว-ผมนึกว่าคุณไม่สบายเสียอีก ผมกับพลเดินผ่านหน้าคุณ คุณด่าใส่หน้าเราโดยที่เราไม่เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจอะไรกับคุณมาก่อนเลย จะว่าผมเดินลุยน้ำทำให้น้ำขุ่น คุณก็อยู่เหนือน้ำ เมื่อปีกลายนี้ผมก็ไม่ได้ด่าคุณและพ่อผมก็เท่งทึงไปนมนานแล้ว"

อารมณ์ขันของนิกรทำให้โกวิทคลายความชิงชังสองสหายลงบ้าง

"นิสัยของผมไม่ใคร่ดี ผมยอมรับว่าผมเกลียดพวกเศรษฐีมีเงินล้านอยู่ตึกใหญ่ๆ เหมือนอย่างพวกคุณ ส่วนเหตุผล ผมบอกไม่ได้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจผมนานแล้ว"

อาเสี่ยว่า "คุณเคยถูกคนมีเงินข่มเหงรังแกคุณด้วยอิทธิพลในทางการเงินของเขากระมังครับ"

"เปล่าครับ"

"ถ้าเช่นนั้นคุณก็ควรให้ความเป็นธรรมแก่เราบ้าง จะมาเกลียดชังเราอย่างไร้เหตุผลถูกหรือครับ ไหนๆเราก็อยู่บ้านใกล้กัน เราคบกันเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันดีกว่า"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซีครับ มีอะไรก็จะได้ช่วยเหลือเจือจานเจือชามกัน ใครจะทำบุญบวชนาค ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า รื้อโบสถ์รื้อช่อฟ้าก็ช่วยกันเท่าที่จะช่วยได้"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้นายโกวิทอย่างนอบน้อม

"อย่าเกลียดชังเราเลยครับคุณโกวิท คบกับเราเถอะคุณ"

โกวิทรีบรับไหว้อาเสี่ย ความภาคภูมิใจบังเกิดขึ้นแก่เขาทันทีเมื่อมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยซึ่งมียศทหารเป็นพันเอกพิเศษไหว้เขาก่อน และพูดคุยกับเขาโดยไม่มีการเย่อหยิ่งจองหองถือเนื้อถือตัวเช่นนี้"

"ขอบคุณครับที่ให้เกียรติผม ผมรู้จักอาเสี่ยและคุณนิกรกับพวกคุณๆในบ้านมานานแล้ว รวมทั้งคุณหญิงและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผมก็เคยเห็นหน้ามาหลายครั้งก่อนที่ผมจะมาเช่าบ้านอยู่ที่นี่"

นิกรยื่นมือให้โกวิทจับ

"ขอให้ผมและเสี่ยหงวนได้เป็นเพื่อนที่ดีของคุณเถอะ ถ้าคุณคิดว่าคนมีเงินเย่อหยิ่งจองหองก็ขอให้ยกเว้นพวกผม ผมและเพื่อนๆเป็นคนธรรมดาครับ ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนวิเศษวิโสกว่าเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ผมเองอยากจะเป็นคนจนจะตายไป ยิ่งเป็นขอทานได้ยิ่งดี แต่พ่อผมบังเอิญทิ้งมรดกไว้ให้ผมตั้งมากมายหลายล้าน อ้ายผมจะไม่เอาหรือก็น่าเกลียดคล้ายเป็นลูกอกตัญญู"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก

"ผมก็เหมือนกันครับ เตี่ยผมดันทิ้งมรดกไว้ให้นับร้อยล้าน ผมก็เลยร่ำรวยอย่างมหาศาล อ้า-อนุญาตให้ผมสั่งเบียร์มาเลี้ยงคุณนะ"

"ไม่ครับอาเสี่ย ถ้ารักจะคบกัน อย่าเลี้ยงผม ผมเป็นคนจองหองครับ ผมไม่ชอบให้คนมีเงินเลี้ยงผม ถ้าผมจะกินเบียร์หรือขึ้นเหล้าผมก็เลี้ยงตัวเอง"

"แหม" อาเสี่ยคราง "คุณนี่จองหองน่าเตะเหลือเกิน" แล้วเขาก็สะดุ้งโหยง "โอ๊ะ ขอโทษครับ ผมพูดล่วงเกินคุณไปหน่อย ไม่ได้เจตนาเลยคุณโกศล"

โกวิทยิ้มแห้งๆ

"ผมชื่อโกวิทครับ โกวิท กุมภายน"

นิกรว่า "กุมภายนก็เพิ่มขึ้นอีก ๒ วัน เป็น ๓๐ วัน ผมชื่อนิกร การุณวงศ์ครับ มีอะไรคุณใช้ผมได้ ว่างๆเชิญเข้าไปเที่ยวในบ้านเราซีครับ แล้วคุณจะได้รู้ว่า พวกเราทุกคน ไม่มีใครเย่อหยิ่งจองหองมองเห็นคนจนเป็นไส้เดือนกิ้งกือเลย คนเราจะมั่งมีแค่ไหนมันก็ตายด้วยกันทั้งนั้น ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ ลูกเมียเอาเหรียญบาทใส่ไว้ในปากเพื่อให้ไปซื้อกินที่เมืองผีสัปเหร่อถ่ายโลงตอนจะเผาเรายังล้วงออกจากปากเอาไปกินเสียฉิบ ไปถึงเมืองนรกเลยหน้าเซียว ไม่มีเงินจะซื้ออะไรกินแม้แต่โอเลี้ยงสักแก้ว"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่หัวเราะเบาๆ อย่างไรก็ตามเขาก็ยังไม่ชอบหน้าเสี่ยหงวนกับนิกรอยู่นั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะจิตใจของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เขาพูดคุยกับสองสหายอย่างทระนง คืออวดดี แสดงความจองหอง หยิ่งในศักดิ์ศรีของเขา

"คุณมาเช่าบ้านคุณเรืองอยู่ตามลำพังหรือครับ" อาเสี่ยถามเพื่อสร้างความสนิทสนม

"ครับแต่มีเด็กคนใช้คนหนึ่งซึ่งเป็นหลานห่างๆของผม ถ้าไม่นับก็ไม่ใช่ญาติ เพราะเป็นหลานของลุงเขยผม อาของพี่สะใภ้ผมเลี้ยงมันมาตั้งแต่เด็กๆ พออายุได้ ๑๒ ขวบ พี่เมียของหลานเขยลุงผมส่งมันมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ อาของพี่สะใภ้ผมโกรธมาก ใช้ให้น้องเขยมารับตัวมันกลับแต่อ้ายอ้นไม่ยอมกลับ สมัครใจอยู่กับผม"

"พอแล้วครับ"นิกรพูดขึ้นอย่างอึดอัดใจ "การลำดับญาติของคุณผมฟังแล้วปวดกบาล เป็นอันว่าเด็กอ้นหลานของคุณอาศัยอยู่กับคุณก็แล้วกัน แฮ่ะ แฮ่ะ ผมทราบว่าคุณเป็นตัวแทนบริษัทประกันชีวิต..."

"ครับ ใช่ ผมหาประกันชีวิตให้บริษัทฌาปนกิจสงเคราะห์ครับ"

"อ้อ" เสี่ยหงวนอุทาน "เพิ่งตั้งใหม่เมื่อปีกลายนี้"

"ครับ แต่บริการของเราดีมาก ผู้เอาประกันชีวิต ถ้าตายปุ๊บ จ่ายปั๊บทันที เพียงแต่เอาใบมรณบัตรของอำเภอไปแสดงเท่านั้น ไม่มีการอิดเอื้อน โอ้เอ้ หน่วงเหนี่ยวโยกโย้ เหมือนบริษัทอื่น น่าเสียดายที่อาเสี่ยกับคุณนิกรมีอายุเกิน ๔๐ ปีเสียแล้ว ม่ายผมก็จะชวนประกันชีวิตในบริษัทนี้ แต่ว่าเข้าเป็นสมาชิก ฌาปนกิจศพก็ได้นี่ครับ ส่งเงินครั้งแรก หมื่นบาท ถ้าตายใน ๖ เดือนที่เป็นสมาชิกเราจ่ายให้ห้าหมื่นบาท ถ้าหลังจากหกเดือนแล้วจ่ายให้แสนบาท แต่ระหว่างที่เป็นสมาชิก บริษัทจะเรียกเงินอีกครั้งละ ๒,๐๐๐ บาท เพื่อให้เงินหมื่นบาทของสมาชิกมีอยู่ครบเสมอ"

นิกรยิ้มให้นายหน้าประกันชีวิต

"ขอบคุณครับ เรื่องตายผมถือว่าเป็นเรื่องเล็ก การมีชีวิตอยู่สำคัญกว่า ถ้าผมตายเมียผมจะเอาเสื่อห่อศพผมมอบให้ปอเต็กตึ๊งไปหรือเอาศพผมไปเลี้ยงพวกอีแร้งก็สุดแล้วแต่เขา คุณคงไม่รู้ว่าพวกเรามีบริษัทประกันภัย และประกันชีวิตเหมือนกัน แต่ไม่มีแผนกฌาปนกิจศพ" เสี่ยหงวนมองดูหน้านายโกวิทแล้วแกล้งให้ยาหอมเขา เพื่อวางแผนดัดสันดานเจ้าหนุ่มร่างใหญ่จอมทระนงคนนี้ให้หลาบจำ

"คุณเป็นคนที่มีบุคลิกลักษณะดีมาก ท่าทางสม้าท พูดคล่องและพูดด้วยเหตุผล ไม่ใช่พูดแบบน้ำท่วมทุ่ง บุคลิกของคุณดีจริงๆ เหมาะที่คุณเป็นตัวแทนบริษัทประกันชีวิต แต่งกายก็สะอาดเรียบร้อย" ขอบคุณครับอาเสี่ยที่ชื่นชมผม การแต่งตัวดีและบุคลิกดีช่วยให้ผมหาคนประกันชีวิตได้บ่อยๆ ผมก็มีกินมีใช้ แต่ยังไม่ถึงกับมีเงินปลูกบ้านได้หรอกครับ"

อาเสี่ยซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ก็ลองคบกับเราซีคุณโกวิท ที่ดินสัก ๑๐๐ ตารางวาในซอยนี้ผมให้คุณฟรีๆยังได้นะคุณ ผมพูดกับคุณหญิงของผมคำเดียวเท่านั้น สำหรับเงินที่จะปลูกบ้านน่ะไม่กี่สตางค์หรอก โรงขายไม้กระดานและเครื่องอุปกรณ์ในการก่อสร้างของผมมีตั้งหลายโรงถ้าหากว่าคุณมีความรักใคร่ผม คบกับผมด้วยความจริงใจผมจะขนไม้สำหรับปลูกบ้านมาให้ ไม้เสาไม้พื้น ไม้ฝารอด ตงแป กระเบื้องลอนคู่มุงหลังคา หน้าต่างประตู ผมมีพร้อม คุณเสียค่าจ้างให้ช่างปลูกบ้านไม่กี่พัน คุณก็จะมีบ้านสวยๆ และมีที่ดินของตัวเองเป็นกรรมสิทธิ์"

แน่ละ นายโกวิท ก็มีความรู้เหมือนมนุษย์ทั้งหลายที่อยากมีบ้านและที่ดินของตัวเอง เขาตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเสี่ยหงวนพูดเช่นนี้

"อาเสี่ยครับ อาเสี่ยจะกรุณาผมถึงเพียงนี้เชียวหรือครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"เรื่องเล็กคุณโกวิท ผมเคยช่วยเพื่อนมาเยอะแยะ ถ้าคุณเลิกชิงชังผมและเพื่อนๆ คบพวกเราไว้เป็นมิตรก็จะให้ความช่วยเหลือคุณ"

นายโกวิทหายหยิ่งผยองแล้ว เขากระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนทันที

"ขอบพระคุณครับอาเสี่ย ผมนึกไม่ถึงจริงๆว่าอาเสี่ยจะเป็นสุภาพบุรุษที่เต็มไปด้วยคุณงามความดีเช่นนี้ แทนที่จะเกลียดชัง ดูถูกดูหมิ่นผม กลับดีต่อผม ยกย่องให้เกียรติผมถึงกับลดเกียรติลงมาเป็นเพื่อน ถ้าพวกเศรษฐีทั้งหลายมีน้ำใจเช่นนี้เหมือนๆกันแล้ว คนจนที่จองหองอย่างผมก็คงจะเลิกเกลียดชังคนมีเงินได้แน่นอน อ้า-อย่าให้ผมเป็นเพื่อนอาเสี่ยเลยครับให้ผมเป็นลูกน้องดีกว่า"

อาเสี่ยซ่อนยิ้มไว้ในหน้า "เราเป็นเพื่อนกันเถอะคุณโกวิท คุณจะได้รู้ว่าผมกับเพื่อนๆ มีเพื่อนทุกชั้นทุกวัย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นคนยากดีมีจนอย่างไร คนเราเกิดมาแล้วมันก็เท่งทึงด้วยกันทั้งนั้น" พูดจบอาเสี่ยก็ยื่นมือให้เจ้าหนุ่มร่างใหญ่จับ "ผมกับนิกรจะเป็นเพื่อนที่ดีของคุณนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

"ขอบคุณครับ" แล้วเขาก็หันมายกมือไหว้นายจอมทะเล้น "ยกโทษให้ผมเถอะครับเท่าที่ผมได้ล่วงเกินคุณ ผมปลื้มใจจริงๆที่อาเสี่ยกับคุณยกย่องผมเป็นเพื่อน"

นิกรยื่นมือขวาให้จับแล้วกล่าวเป็นคำกลอนอย่างคล่องแคล่ว

"ข้างหนึ่งโกรธ ข้างหนึ่งนิ่งเสียนั้นไซร้ เป็นบุญได้ดับร้อนช่วยผ่อนผัน เหมือนตบมือด้านเดียวไม่ดังครัน เตะปากกันเจ็บตัวชั่วจริงๆ"

นายโกวิทหัวเราะลั่น

"วรรคหลังดูเหมือนคุณแต่งเอาเองใช่ไหมครับ"

"ครับ ใช่ ผมนึกไม่ออกก็เลยว่ากลอนสด แต่ก็ใช้ได้ดีเหมือนกัน เท่าที่คุณด่ากราดผมถ้าไม่นับหนึ่งถึงพัน เราก็คงได้ฟาดปากกันแล้ว"

"ขอบคุณครับที่คุณเยือกเย็นเอาทางพระเข้าข่ม ม่ายก็คงมีเรื่องกัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เปล่าครับ ผมไม่ได้เอาทางพระเข้าข่ม ที่นับหนึ่งถึงพันก็เพราะเห็นว่าคุณใหญ่กว่าผมมาก ผมเตะคุณได้อย่างสูงก็แค่ชายโครงหรือสะดือเท่านั้นก็เลยต้องนับหนึ่งถึงพันถ้ายังไม่หายโมโหก็นับหนึ่งถึงแสนหรือล้าน ผมสบายใจแล้วที่เราทำความเข้าใจกันและเป็นมิตรที่ดีต่อกัน มีอะไรบอกผมเถอะคุณวิท เงินทองขาดมือไม่มีใช้ไปหาผมผมจะให้คนของผมเอาของของคุณไปจำนำให้ เรื่องที่ดินที่คุณจะปลูกบ้าน ให้เราคบกันไปอีกสักหน่อยผมจะช่วยคุณ คุณจะปลูกที่ไหนก็เลือกเอา กลางสนามหลวงก็ได้"

นายโกวิทหัวเราะชอบใจ เสี่ยหงวนร้องตะโกนสั่งน้ำอัดลม ๒ ขวด สำหรับเขากับนิกร

"อาเสี่ยไม่ดื่มเหล้าหรือครับ" โกวิทถาม "คนแถวนี้เขาบอกผมว่าอาเสี่ยกับเพื่อนๆดื่มเหล้ากันเหมือนกับดื่มน้ำ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"เราเลิกแล้ว แม้แต่เบียร์ เราก็ไม่ดื่ม เครื่องดองของเมา ไม่แตะต้องไม่ว่าจะเป็นข้าวหมาก ขิงดอง มะยมดอง หรือกระเทียมดอง"

"หรือครับ เลิกเสียได้ก็ดีครับ สำหรับผมดื่มเบียร์นิดหน่อยครับแต่ไม่ถึงกับเสพติด"

อาเสี่ยยิ้มให้โกวิทซึ่งเขาวางแผนจะสั่งสอนเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้นี้ด้วยการฆ่าให้ตายทั้งเป็น แต่ไม่ได้ทำลายชีวิต เป็นการฆ่าให้เสียคนเท่านั้น

"ขอโทษนะครับคุณโกวิท คุณน่ะนอกจากเป็นนายหน้าหาประกันชีวิตให้บริษัทของคุณแล้ว คุณทำงานอะไรอีกบ้างหรือเปล่า"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ตอบทันที

"ผมเป็นนายหน้าซื้อขายรถเซ็คกันด์แฮนด์ครับ"

"งั้นเรอะ คุณหารถให้ผมสักคันได้ไหมล่ะ อยากจะได้รถอเมริกันที่ค่อนข้างจะใหม่สักหน่อยสำหรับให้ฝรั่งเขาใช้ คุณคงทราบแล้วว่าผมเป็นผู้อำนวยการโรงแรม 'สี่สหาย'

นายโกวิทใจเต้นแรงผิดปกติ โชคเป็นของเขาแล้ว การซื้อขายรถคันหนึ่ง ถ้าเป็นรถใหญ่เขาก็จะได้ค่านายหน้าจากเจ้าของรถอย่างน้อย ๑,๐๐๐ บาท หรือมากกว่านั้นแล้วแต่จะตกลงกัน แต่เขาเบ่งราคาขึ้นไปมากกว่าที่เจ้าของกำหนดไว้ เขาก็ได้เงินอย่างหวานๆ เขาเชื่อว่ามหาเศรษฐีอย่างอาเสี่ยกิมหงวน คงจะไม่จู้จี้หรือเสียดายเงินเกี่ยงเงินที่ต่อรองเพียงพันสองพัน

แต่เขาก็ต้องไว้เหลี่ยมบ้างคือซ่อนความตื่นเต้นดีใจไว้

"ทำไมอาเสี่ยไม่ซื้อรถใหม่ๆล่ะครับ"

"มันแพงเกินไปและไม่จำเป็นครับ รถใช้แล้วที่ค่อนข้างใหม่ก็มีคุณภาพไม่แตกต่างจากรถนิวแฮนด์เท่าใดนัก ในด้านธุรกิจการค้า ผมก็จำต้องประหยัดเงิน เพราะโรงแรมของเราเป็นบริษัทจำกัด"

"อาเสี่ยต้องการเมื่อไหร่ล่ะครับ"

"ได้เร็วก็ดี" แล้วเขาก็หันมาทางนิกร "เอาเสียสองคันเป็นยังไงกร เชฟโรเลต เบลแอร์ และเดอโซโต้ ของโรงแรมก็เก่าเต็มทนแล้ว รุเสียทีก็ดีให้คุณโกวิทซื้อให้เรา และช่วยขายรถเชฟและเดอโซโต้ให้ด้วย"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่พูดโพล่งขึ้นด้วยความหิวเงิน

"ได้ครับอาเสี่ย ผมยินดีรับใช้อาเสี่ยและจะจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ของอาเสี่ยกับคุณนิกรครับ

เสี่ยหงวนหัวเราะ นายโกวิทก้าวเท้าเข้ามาในกับที่เขาดักไว้แล้ว

"อย่าพูดว่ารับใช้เลยครับ ไหนๆเราเป็นเพื่อนกันแล้วเรียกว่าคุณช่วยเหลือผมดีกว่า เรื่องเงินค่านายหน้าที่คุณจะได้จากเจ้าของรถผมไม่เกี่ยวเพราะเป็นเรื่องของคุณ และเป็นผลประโยชน์ของคุณโดยตรง แต่สำหรับรถเก๋งของโรงแรมสองคันที่ผมพูดถึงถ้าคุณช่วยขายให้เราได้บริษัทโรงแรม 'สี่สหาย' ไม่ใช่ผมนะจะจ่ายเงินนายหน้าค่าขายให้คุณ ๕ เปอร์เซ็นต์ตามระเบียบของเรา ที่โรงแรมเคยซื้อขายรถบ่อยๆครับ เรามีรถอยู่เกือบ ๒๐ คัน ทั้งรถจี๊ป รถโดยสาร เก๋งและตรวจการ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"รถบดถนนก็มีอยู่คันหนึ่งครับสำหรับบดทับถนนในโรงแรมที่ยังไม่ได้สร้างเป็นถนนคอนกรีต ถ้ามันเก่าและเราจะซื้อใหม่ ผมจะให้คุณช่วยขายให้"

นายโกวิทยิ้มเจื่อนๆ

"สำหรับรถบดถนนผมไม่มีความชำนาญในเรื่องซื้อขายหรอกครับ แต่รถยนต์นั่ง ผมซื้อขายมาหลายปีแล้ว"

"สำนักงานของคุณอยู่ไหน" อาเสี่ยถาม

"ร้านกาแฟ หรือหน้าร้านกาแฟ ในซอยข้างโรงหนังควีนส์ที่ทะลุออกถนนเจริญกรุงนั่นแหละครับ พรรคพวกผมนักซื้อขายรถชุมนุมกันอยู่ที่นั่น อ้า-อาเสี่ยต้องการรถเก๋งอเมริกันสองคันนะครับ"

"ครับ ยี่ห้ออะไรก็ได้แต่ขอให้ใหม่หน่อย สำหรับราคาคุณก็ช่วยผมเจรจากับเจ้าของรถเขาบ้างอย่าให้เขาเอาแพงนัก"

"อ๋อ ผมรับรองครับอาเสี่ย ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนกัน ผมจะพยายามหาให้อาเสี่ยในราคาพอสมควรครับ"

"ขอบคุณมากคุณโกวิท ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ราวสิบเอ็ดโมงครึ่ง คุณเอารถไปให้ผมดูที่โรงแรม 'สี่สหาย' นะครับ คุณจะได้รู้จักเพื่อนผมอีกสองคน และคุณอาของผมด้วยคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ"

"ครับ ได้ครับ" เขารีบรับคำทันที "พรุ่งนี้ ๕ โมงครึ่ง ผมกับเพื่อนผมจะเอารถไปให้อาเสี่ยและเพื่อนๆ ดูที่โรงแรม แต่ว่าอาเสี่ยไม่ได้ไปประจำทำงานที่ธนาคารหรือที่อื่นหรือครับ"

"สำหรับพรุ่งนี้พวกเราจะทำงานอยู่ที่โรงแรมตลอดวันครับ ตอนนี้งานทางโรงแรมยุ่งมากเนื่องจากเรากำลังขยายกิจการ รายได้ดีมากครับ ชั่วเวลาครึ่งปีนี้โรงแรม 'สี่สหาย' มีรายได้ถึง ๔๘ ล้านแล้ว ครึ่งปีหลังนี่ยังไม่ได้คิดห้องพักของเราทั้งตึกเก่า ตึกใหม่เต็มเสมอ อาหารก็ขายดีมาก เราจึงต้องบริการพวกฝรั่งอย่างดีที่สุดเรื่องรถนี่สำคัญหน่อยครับ เขาเช่าไปเที่ยวชมพระนคร รถแท็กซี่เขาก็ไม่ชอบเขาชอบรถของโรงแรมอย่าลืมนะคุณ พรุ่งนี้ต้องได้รถเก๋งสองคัน"

"ได้แน่ครับอาเสี่ย อาเสี่ยกรุณาอย่าสั่งคนอื่นให้หารถให้นะครับ ผมรับรองว่าผมจะหารถเก๋งที่ถูกใจให้อาเสี่ยมีโอลสโมบิลอยู่คันหนึ่งแล้วนะครับ สภาพรถยังใหม่มากถึงแม้เจ้าของใช้มาแล้วเกือบสามปี"

ก่อนที่เสี่ยหงวนจะพูดอะไรอีก เจ้าแห้วก็รีบปรากฏตัวขึ้นที่หน้าร้านกาแฟของเถ้าแก่เส็ง เขายืนเท้าสะเอวมองดูนายโกวิทอย่างชิงชัง เจ้าแห้วสวมกางเกงขาสั้น สวมเสื้อกล้ามสีขาวเพียงตัวเดียว มือขวาถือดาบแบบดาบไทยเล่มเบ้อเริ่มที่อยู่ในฝักของมัน

นิกรมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"มึงจะมาฟันใครวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยกดาบชี้ไปที่นายโกวิท

"รับประทานฟันนายคนนั้นครับ รับประทานเห็นอาเสี่ยกับคุณนิกรหายออกมาจากบ้านตั้งนานผมเป็นห่วงนึกว่าเกิดฟันกันขึ้นก็เลยตามมาสังเกตการณ์"

นายโกวิทยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ไม่มีอะไรหรอกพี่ชาย ฉันกับอาเสี่ยและคุณนิกรเป็นเพื่อนกันแล้ว"

"อ้าว" เจ้าแห้วอุทานแล้วมองดูหน้าเสี่ยหงวน "ไหงยังงั้นล่ะครับ รับประทานเขาด่ากราดคุณพล คุณนิกร และคุณหมอ อาเสี่ยไม่เจ็บใจแทนเพื่อนหรือครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"คนเราที่ยังไม่เข้าใจกันก็อาจจะเกลียดหน้ากัน หรือตั้งตัวเป็นศัตรูต่อกันได้ แต่ศัตรูที่เป็นมิตรย่อมดีกว่ามิตรที่เป็นศัตรูไม่ใช่หรือ"

"แหม-รับประทานคำคมเสียด้วย" เจ้าแห้วพูดอย่างเคืองๆ "ดีละครับ รับประทานอาเสี่ยอยากคบกับคนพรรณนี้ก็ตามใจ" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินตุปัดตุป่องไปจากที่นั่นด้วยความโกรธแค้นแทนเจ้านายของเขาที่ถูกนายโกวิทด่าระราน

ที่โรงแรม 'สี่สหาย' วันต่อมา

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้วได้มาถึงโรงแรมก่อนเวลา ๙.๐๐ น. ทุกคนเดินตรวจสถานที่ต่างๆ รอบโรงแรมทั้งตึกเก่าตึกใหม่ เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจึงเข้าทำงานเกี่ยวกับการบริหารงาน ถึงแม้เสื่ยหงวนเป็นผู้อำนวยการเขาก็ไม่ได้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่ผู้เดี่ยว มีอะไรก็ปรึกษาหารือกันโดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญก็จะปรึกษากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก่อนเสมอ

เสี่ยหงวนไม่ยอมเปิดเผยความจริงให้เพื่อนๆของเขาทราบว่าเขามีแผนดัดสันดานนายโกวิทอย่างไร เพียงแต่บอกว่าเขาจะดัดนิสัยนายโกวิท และทำให้นายโกวิทเสียคนไปตลอดชาติ

"แล้วแกจะซื้อรถมาหาหอกอะไรวะ" พลโจมตีอาเสี่ยตอน ๑๑.๓๐ น. ขณะที่เสี่ยหงวนพูดถึงเรื่องนายโกวิท "รถของโรงแรมเรา มีพอแก่ความต้องการแล้ว พวกฝรั่งน่ะ ถึงมันจะเช่าห้องเดอลุกซ์ อยู่มีฐานะเป็นเศรษฐีมันก็กระดูกอย่างหมาไม่กิน จะไปไหนก็เช่าแท็กซี่ในอาณัติของโรงแรม ซึ่งมีจอดอยู่ในโรงแรมเราเยอะแยะ รถเก๋งของโรงแรมตั้งอัตราไว้สูงชั่วโมงละ ๑๐๐ บาท ถึงเป็นรถอเมริกันฝรั่งมันก็ไม่เอา บางคนนั่งแท็กซี่เป็นระยะๆ ด้วยซ้ำไป"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ เรื่องการใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายก็เห็นจะมีแต่พวกดาราภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ดเท่านั้น พวกนักทัศนาจรที่มาพักอยู่กับเราล้วนแต่กระดูก อย่างนี้สู้เศรษฐีคนไทยไม่ได้"

ผู้อำนวยการโรงเรียนยิ้มให้คณะของเขา

"กันไม่ซื้อหรอกอย่าโวยวายไปเลย มันเป็นแผนของกันที่กันจะสั่งสอนหรือดัดสันดานนายโกวิทเท่านั้น ถ้าเขาเอารถมาให้ดูกันก็จะติโน่นตินี่บอกไม่ชอบใจให้เขาเอารถไปคืนแล้วกันจะให้เงินเขาใช้ฟรีๆ เขาจะได้ดีใจ ขอให้กันเล่นสนุกๆกับนายโกวิทสักหน่อยเถอะวะ กันจะให้เขาได้รับบทเรียนด้วยของ ได้ความรู้จริงว่า เงินคือแก้วสารพัดนึก มนุษย์เราน่ะล้วนต้องการเงินด้วยกันทั้งนั้นเว้นแต่จะแกล้งทำปากแข็งว่า เงินไม่มีความหมายสำหรับเขา เขาไม่ได้บูชาเงินเป็นพระเจ้า นายโกวิทก็เหมือนกัน ป้าอ่วมเล่าให้กันฟังเมื่อเช้านี้เองตอนที่แกมานวดให้คุณอาว่าก่อนที่กันจะญาติดีกับนายโกวิท หมอนั่นมันด่ากันเสียเอากระบุงโกยไม่ไหวทั้งๆที่กันไม่เคยไปทำอะไรให้มันเดือดร้อนเลย คุยกับพวกเพื่อนบ้านก็มีแต่เรื่องด่าพวกเรา หาว่าเป็นเศรษฐีอยู่ตึกใหญ่เลี้ยงหมาฝรั่งไม่เห็นหัวคนจน ปู้โธ่-อ้ายเรามีแต่ช่วยเหลือเพื่อนบ้านใครๆก็รู้ มีอ้ายเบื๊อกนี่คนเดียวเท่านั้นที่เกลียดพวกเราและด่าเรา เมื่อเป็นเช่นนี้กันก็ต้องดัดสันดานมัน"

พลกล่าวถามขึ้นทันที

"แกจะทำอะไรขยายให้ฟังหน่อยซี"

"ยัง ยังไม่ตื่นสายแล้ววันหลังจะบอก กันบอกได้แต่เพียงว่ากันจะทำนายโกวิทคนนี้ให้ตายทั้งเป็น"

เสียงประตูห้องทำงานถูกเคาะเบาๆสองสามครั้ง เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องกล่าวคำอนุญาตเจ้าหน้าที่แผนกต้อนรับของโรงแรมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงสาวแต่มีลูกมีผัวแล้วก็ค่อยๆผลักประตูเบียดออกมา

"ว่ายังไงจ๊ะปุ๊ก" เสี่ยหงวนสัพยอก

"อุ๊ยตาย" สาวสวยในเครื่องแบบพนักงานหญิงของโรงแรมร้องลั่น "ผู้อำนวยการมาเรียกหนูว่าปุ๊ก"

"อ้าว ก็หนูปุ๊กลุกดีนี่นะ ลูกคนเล็กยังกินนมอยู่หรือเปล่า"

หล่อนอายจนหน้าแดง

"ทานค่ะ แต่ทานนมวัว"

"จะอร่อยหรือนมวัวสู้นมมารดาไม่ได้ อ้า-มีธุระอะไรล่ะ"

หล่อนยิ้มเล็กน้อยทำตัวอ่อนไปมาเหมือนเด็กสาวทั้งๆที่มีลูก ๓ คน มีอายุ ๓๐ ขวบแล้ว แต่มีความรู้ดีทำงานเก่งมาก

"สุภาพบุรุษคนหนึ่งจะขอพบผู้อำนวยการค่ะ เขานำรถเก๋งมาให้ดูค่ะ ขณะนี้เขารออยู่ที่หน้าตึก"

"ดีแล้ว หนูช่วยไปพาเขามาที่นี่เถอะ เย็นนี้หนูไปกินข้าวกับฉันไหมล่ะ"

"ขอบคุณค่ะ ลูกคนเล็กของหนูกำลังไม่สบายนี่คะแล้วก็ผัวหนูเขาขี้หึงค่ะ กลับบ้านผิดเวลาเป็นต้องมีเรื่อง" พูดจบหล่อนก็พาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของคณะพรรคสี่สหาย

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน

"เหล้าก็เลิกแล้ว แต่เจ้าชู้ยังไม่เลิก เด็กมันมีลูกมีผัวแล้วแกยังจีบทุกวัน"

"ก็เด็กมันสวยนี่หว่า ถึงเป็นรถใช้แล้วก็เท่ากับรถฟอร์ดลินคอร์นหรือโรลสรอยราคาแพง กันล้อเล่นสนุกๆหรอกโว้ย คนอย่างกันไม่ใช่อ้ายตาลยอดด้วน ผู้หญิงที่มีเจ้าของแล้วกันไม่เคยล่วงละเมิด ขี้เกียจขึ้นต้นงิ้วว่ะ" แล้วเขาก็หยิบไม้บรรทัดขนาดใหญ่ยกขึ้นตีหัวนิกรเสียงดังเพี๊ยะ "เฮ้-งานไม่ทำนั่งสัปหงกอยู่ตั้งชั่วโมงแล้ว"

นิกรลืมตาขึ้นมองดูโลกแล้วยิ้มหวาน

"เครื่องปรับอากาศเย็นสบายเหมือนในโรงหนังว่ะ อย่างนี้ให้กันนอนจนค่ำก็ได้" แล้วเขาก็ยกแขนบิดขี้เกียจอ้าปากหาวเสียงสนั่นหวั่นไหว

เจ้าคุณปัจจนึกฯจุปาก

"อ้ายเวรนี่ไม่มีมารยาทเสียเลยดันหาวออกมาดังๆ"

"โธ่-คุณพ่อก็ หาวเงียบๆยกมือปิดปากมันจะมีรสชาติอะไรครับ การหาวที่ออกรสก็ต้องออกเสียง เฮิ้วเดียวหายง่วงราวกับปลิดทิ้ง" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้อาเสี่ย "เฮ้ย-โทรศัพท์ไปที่บาร์บอกให้เขาเอากาแฟกับแซนวิชมาให้เขากินหน่อยเถอะวะ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"ประเดี๋ยวก็เที่ยงโว้ยอดใจอีกครึ่งชั่วโมงไม่ได้เรอะ"

"ได้เหมือนกันแต่มันหิว" นิกรพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ประเดี๋ยวไปกินด้วยกัน กันจะพานายโกวิทไปเลี้ยงขนมจีบ ซาละเปาที่กินรีนาวาตามแผนของกัน"

พลกล่าวขึ้นทันที

"กันไม่ไปนะ แกจะจัดการกับเขาอย่างไรก็ตามใจกันไม่เกี่ยว นายโกวิทคนนี้กันไม่คบเด็ดขาด ที่ไม่คบไม่ใช่เพราะเขามีฐานะยากจน แต่เขาเป็นคนเลวมีจิตใจริษยาอยู่ๆก็ด่าใส่หน้ากันโดยไม่มีเหตุผลแล้วยังด่าพวกเราให้ชาวบ้านฟังอีก"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย "ออไร๋ คนเราจะเกลียดจะชังใครก็หมายความว่าผู้นั้นเขาทำเราเดือดร้อนเจ็บช้ำน้ำใจ อย่างนี้ใช้ไม่ได้กันก็ไม่คบเหมือนกัน"

อาเสี่ยพูดตัดบท

"เถอะน่ากันจะจัดการดัดสันดานนายคนนี้เองแต่จะขอให้อ้ายกรร่วมมือด้วย" แล้วเขาก็หันมาทางนิกร "ประเดี๋ยวไปกินข้าวด้วยกันนะอ้ายกรอย่าปฏิเสธเลยวะ"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "แกก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องกินกันไม่เคยปฏิเสธใครเลย แต่ถ้าแกจะชวนกันไปตีกับใคร กันไม่เอานะบอกเสียก่อน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นหน้าห้องทำงาน จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯเงยหน้ามองดูคณะพรรคสี่สหาย

"เบาๆหน่อยโว้ย ฉันกำลังทำงาน"

เสียงประตูห้องต้องถูกเคาะอีก เมื่อเสี่ยหงวนกล่าวคำอนุญาตพนักงานสาวเจ้าหน้าที่ต้อนรับของโรงแรม 'สี่สหาย' ก็พาเจ้าหนุ่มร่างใหญ่เจ้าของเจ้าของ นายโกวิท กุมภายน เข้ามาในห้องโกวิทแต่งกายภูมิฐานตามเคย ทั้งๆที่ฐานะเขาอยู่ข้างจะง่อนแง่น เพราะมีรายได้ไม่มากมายอะไรนักจากการบริหารเงินประกันชีวิตให้บริษัทและซื้อขายรถยนต์เซ็คคันแฮนด์ เขาสวมกางเกงเทา เชิ้ตแขนยาวสีขาวผูกเนคไทเงื่อนกะลาสี มือขวาถือกระเป๋าเอกสาร ทั้งๆที่คนอย่างเขาไม่น่าจะถือกระเป๋าให้มันรุ่มร่าม

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืนต้อนรับ

"สวัสดีครับ" อาเสี่ยกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม "ผมกำลังรอคุณอยู่ทีเดียว"

นายโกวิทเดินเข้ามาที่โต๊ะอาเสี่ยวางกระเป๋าลงบนโต๊ะยกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วหันไปไหว้นิกร

"คุณเอารถมาให้เราดูด้วยใช่ไหม" นิกรถาม

"ครับ รถโอลสโมบิลที่ผมว่าเมื่อวานนี้แหละครับ เจ้าของรถอยู่ซอยทองหล่อนี่เอง สภาพของรถยังดีมากครับ"

อาเสี่ยแนะนำให้โกวิทรู้จักกับพลและศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คราวนี้เจ้าหนุ่มร่างใหญ่แสดงกิริยานอบน้อมพินอบพิเทาเป็นอย่างดี ต่างฝ่ายต่างทักทายกันตามสมควร เสี่ยหงวนเชิญให้เขานั่งบนเก้าอี้ว่างหน้าโต๊ะ พลเห็นหน้าเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็มีความรู้สึกอยากเตะปากนายโกวิทเต็มทน

"ความจริงคุณกับผมก็เพิ่งรู้จักกันเดี๋ยวนี้เอง ซึ่งอ้ายหงวนเป็นผู้แนะนำเรา" พลกล่าวกับโกวิทด้วยสีหน้าเคร่งขรึม"

"คุณช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยได้ไหมครับว่า เท่าที่คุณด่าใส่หน้าผมกับอ้ายกรวันนั้นและคุณด่า หมอดิเรกเมื่อวานนี้น่ะเพราะอะไร พวกเราเคยทำให้คุณเดือดร้อนหรือเป็นศัตรูกับคุณมาแต่ก่อนอย่างงั้นหรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซี มีคนบอกฉันเมื่อเช้านี้เองว่าคุณเกลียดหน้าฉันอยากจะเอาขี้หมาละเลงหัวฉัน"

นิกรเผลอตัวหัวเราะก๊าก

"ก๊อเหม็นแย่ ฮ่ะ ฮ่ะ ฟอกสบู่ตั้งสิบก้อนก็ยังไม่หมดกลิ่น"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียวกับนิกร

"ทะลึ่งละ เดี๋ยวก็โดนแก้วทับกระดาษหน้าตาแหกเท่านั้นเอง"

นายโกวิทมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯและพลกับดร.ดิเรก ในท่าทีสิ้นทระนงยอมอ่อนน้อม เพราะหวังที่จะได้ประโยชน์จากเสี่ยหงวนและทุกๆคนซึ่งล้วนแต่เป็นเศรษฐีมีเงินล้าน เขาบอกตัวเองว่าถ้าเขาเข้ากับพลและศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯได้ เขาก็คงมีฐานะดีขึ้น และอาจจะได้ที่ดินฟรีๆ ปลูกบ้านเหมือนอย่างที่เสี่ยหงวนพูดกับเขาไว้เมื่อวานนี้ นายโกวิทประนมมือไหว้ท่านเจ้าคุณกับสองสหายอย่างนอบน้อม

"ผมผิดไปแล้วครับ ผมยอมรับว่าผมเกลียดชังพวกคุณ เพราะผมอิจฉาริษยาที่พวกคุณมั่งมีศรีสุข มีฐานะเป็นปึกแผ่นมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย แต่เดี๋ยวนี้ผมได้รู้ความจริงแล้วพวกคุณทั้งสี่คนและท่านเจ้าคุณล้วนแต่เป็นคนมีจิตใจกว้างขวางมีเมตตาจิตมีศีลธรรม เมื่อคืนนี้ผมคุยกับท่านขุนสันทัดฯ นายทหารเรือนอกราชการซึ่งอยู่บ้านใกล้ๆกัน ท่านขุนว่าคนมีเงินที่ดีอย่างพวกคุณและท่านเจ้าคุณตลอดจนคุณหญิงวาดหาได้ยาก ชาวบ้านในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' ล้วนแต่เคารพนับถือทั้งนั้นกรุณาอภัยให้ผมเถอะครับ"

นายพลดิเรกยิ้มให้โกวิท

"ถ้าเราเป็นคนมีเงินที่ใจร้ายเหี้ยมโหดป่าเถื่อน คุณด่าใส่หน้าเราอย่างนี้ เราก็อาจจะใช้ให้มือปืนของเรา หรือจ้างวานให้ใครจัดการให้คุณไปเที่ยวเมืองนรกเสียแล้ว สมมติว่าเราจะฆ่าคุณที่บ้านของคุณรับรองว่าถึงแม้จะมีคนรู้เห็น เขาก็ไม่ยอมเป็นพยานให้ตำรวจเพราะทุกคนเขารักเรานั่นเอง คุณรู้หรือเปล่าว่าเด็กคนใช้ในบ้านผมมันคบคิดกันจะเล่นงานคุณด้วยคอลท์ตราควาย แต่บังเอิญเรารู้แผนเสียก่อนจึงห้ามปรามไว้"

นายโกวิทหน้าเสีย

ถึงอย่างนั้นเชียวหรือครับ"

"ออไร๋ พูดแล้วเหมือนโกหก แต่อย่างผมโกหกไม่เป็นเว้นแต่มีความจำเป็นเกิดขึ้น"

นิกรกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"ไปกินข้าวกันเถอะ เราจะต้องเสียเวลานั่งรถไปอีก"

"ว้า" อาเสี่ยร้องลั่น "ไปๆๆๆ " แล้วเขาก็หันมาทางโกวิท "พาเราไปเอารถที่คุณเอามาให้เราดูหน่อยซีครับ"

"ครับ เชิญครับ"

เสี่ยหงวนกับนายนิกรและนายโกวิท ต่างลุกขึ้นยืนพร้อมๆกัน เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณกับพลและศาสตราจารย์ดิเรกอีกครั้งหนึ่ง

"ผมลาละครับ ถ้ามีอะไรที่จะใช้ผมละก็ กรุณาให้นายแห้วหรือคนใช้ไปตามผมที่บ้านนะครับ"

"ขอบใจ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "บางทีฉันอาจจะตัดสินใจประกันชีวิตกับบริษัทคุณก็ได้"

โกวิทยิ้มแห้ง

"อ้า-ใต้เท้างอมเต็มทนแล้ว อายุเกิน ๔๐ ปี บริษัทเขาไม่รับหรอกครับ"

"ยังงั้นก็แล้วไป ฉันประกันที่บริษัท 'สี่สหายประกันชีวิต' ก็ได้"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทผมไม่รับประกันคุณพ่อหรอกครับ คนแก่ในวัยนี้นึกจะตายก็เท่งทึงกันง่ายๆ ประกันกับผมเป็นส่วนตัวก็แล้วกัน จ่ายเบี้ยประกันให้ผมเดือนละหมื่นบาท คุณพ่อเท่งทึงผมจ่ายให้ล้านบาทแต่จ่ายจริงเพียงห้าแสน เพราะทรัพย์สมบัติของคุณพ่อจะตกเป็นของผมและดิเรกคนละครึ่ง"

ท่านเจ้าคุณตะโกนลั่นห้อง

"ไปให้พ้นอ้ายกร"

นิกรกับกิมหงวนเดินหัวเราะหึๆ พาโกวิทเดินออกไปจากห้องทำงานของพวกเจ้าของโรงแรม 'สี่สหาย'

พลออกมานอกห้องโกวิทก็กล่าวกับอาเสี่ยว่า

"ผมรู้สึกว่าคุณพลกับคุณหมอและท่านเจ้าคุณไม่ใคร่จะชอบหน้าผมนะครับ"

"อ๋อ คงไม่มีอะไรหรอก อีกไม่ช้าก็ชอบคุณเอง คุณไปด่าเขานี่ เขาก็เคืองคุณน่ะซี แต่ผมชอบคุณมากคุณโกวิท คุณเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ ท่าทางสม้าท บุคลิกดีจริงๆ ขนาด มิตรชัยบัญชาเห็นเข้าก็คงจะรีบหลบซ่อนหน้า หุ่นคุณเท่เหลือเกิน ให้ดิ้นตายเถอะครับผมชอบคบกับชายหนุ่มรูปหล่อครับ แล้วคุณอย่าไปบอกใครนะ ต่อไปนี้ผมจะให้ความอุปการะคุณอย่างเต็มที่ เหมือนกับว่าคุณเป็นภรรยาผมคนหนึ่ง"

นายโกวิทหยุดชะงักลืมตาโพลง ใบหน้าซีดเผือด

"อาเสี่ย..."

เสี่ยหงวนแกล้งทำท่าเจ้าชู้กับเขา

"ที่รัก ถ้าคุณให้ความสนิทกับผมไปไหนกับผม อยู่ใกล้ชิดผม คุณจะมีเงินหมื่นเงินแสนใช้โดยไม่ต้องตอบปัญหาหรือส่งชิ้นส่วนใดๆเลย"

นายโกวิททำท่าเหมือนจะเป็นลม นิกรยกมือ จับแขนเจ้าหนุ่มรูปหล่อร่างใหญ่แล้วดึงตัวไปให้ห่างเสี่ยหงวน ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของโรงแรมคนหนึ่งเดินผ่านมาและหยุดทักทายกับอาเสี่ย

"ผมจะบอกความจริงให้คุณรู้" นิกรกระซิบกระซาบ "อ้ายหงวนมันชอบผู้ชายรูปหล่ออย่างคุณครับ แต่ผมรับรองว่ามันไม่ทำอะไรคุณหรอกนอกจากอยากให้คุณอยู่ใกล้ชิดมัน คุณพยายามจับเส้นอ้ายหงวนให้ถูกแล้วคุณจะได้ทุกอย่างนับตั้งแต่ ที่ดิน บ้าน และรถเก๋งสำหรับใช้ส่วนตัว"

นายโกวิทกลืนน้ำลายเอื๊อก

"หมายความว่าอาเสี่ยรักผมเหมือนกับว่าผมเป็นผู้หญิง"

"ครับ"

"ว้า-ถ้าเผื่อผมเพลี่ยงพล้ำไปล่ะครับคุณนิกร เข้าทำนองน้ำตาลใกล้มดหรือแมวใกล้ปลาย่าง"

"เถอะว่า ผิดนักคุณก็ยอมเป็นเมียน้อยอ้ายหงวนเสีย คุณจะได้สบาย"

"โอ้โฮ ผมเป็นผู้ชายนะครับไม่ใช่ผู้หญิง"

"ฮื้อ แนะนำให้ด้วยความหวังดี คุณไม่เชื่อผมก็ตามใจ"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหานิกรและนายโกวิททำให้การสนทนาต้องยุติลง อาเสี่ยยกมือจับแก้มเจ้าหนุ่มรูปหล่อแล้วพูดยิ้มๆ

"ผมไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนที่หล่อและถูกใจผมอย่างนี้เลยคุณไปหาข้าวกลางวันกินกันเถอะครับ คุณขับรถ โอลสโมบิลตามเราไปเอารถไปคืนเจ้าของเขาที่ซอยทองหล่อ แล้วนั่งรถไปกับผม"

นายโกวิททำตาปริบๆ

"อาเสี่ยไม่ซื้อรถที่ผมเอามาให้ดูหรือครับนี่"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่หรอกคุณ ผมหลอกให้คุณมาหาผมน่ะ แต่คุณไม่ต้องกลัวว่าคุณเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ กินข้าวแล้ว ผมจะพาคุณไปตามอู่รถยนต์ซื้อรถเก๋งให้คุณใช้ส่วนตัวสักคันหนึ่ง และผมจะให้เงินคุณไว้ใช้สักหมื่นบาท ต่อไปผมจะจ่ายให้วันละ ๕๐๐ บาท ซึ่งคุณไม่ต้องวิ่งเต้นหาประกันชีวิตหรือซื้อขายรถยนต์ผมจะทำให้คุณมีเกียรติ มีหน้ามีตาในวงสังคมและธุระกิจการค้า ไปไหนผมจะพาคุณไปด้วย สำหรับบ้านของคุณอีกอย่างช้าหนึ่งเดือนผมจะปลูกให้ แต่ผมจะขอให้คุณอาหญิงแบ่งโฉนดให้คุณสัก ๒๐๐ ตารางวา ให้เรียบร้อยเสียก่อน ส่วนบ้านผมจะปลูกให้แบบครึ่งตึกครึ่งไม้ รับรองว่าจะเป็นบ้านที่สวยที่สุดในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์'"

นายโกวิทตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เขามองดูหน้ากิมหงวนด้วยความซาบซึ้งใจ

"อาเสี่ยครับ อาเสี่ยกรุณาผมถึงเพียงนี้เชียวหรือครับนี่ อาเสี่ยจะให้เงินผมหมื่นบาทแล้วเอาผมไปอู่รถยนต์ซื้อรถยนต์ให้ผม นอกจากนี้ยังจะให้เงินผมใช้อีกวันละ ๕๐๐ บาท ถ้าอย่างนี้ชีวิตผมก็จะพุ่งขึ้นสูงเต็มไปด้วยความสุขสบายอย่างไม่มีปัญหา"

เสี่ยหงวนเริ่มทำท่าทางเหมือนกับว่าเขาเป็นโรคจิตประเภทหนึ่งที่รักใคร่เพศเดียวกัน

"ทูนหัว เป็นบุพเพสันนิวาสของเราครับ แล้วก็เป็นโชควาสนาของเราด้วยพรหมลิขิตจึงดลบันดาลให้คุณมาพบผม"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พอแล้วโว้ย อ้วกจะแตกแล้ว" แล้วเขาก็มายิ้มให้นายโกวิท "เสร็จคุณเสร็จแน่"

นายโกวิททำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"นั่นน่ะซีครับ"

ใน ๕ นาทีต่อมา โอลสโมบิลเก๋งสีเทารุ่น ๑๙๖๑ ซึ่งขับโดยเจ้าหนุ่มรูปหล่อร่างใหญ่ได้แล่นนำหน้าพาคาดิลแล็คเก๋งคันงามออกไปจากโรงแรม 'สี่สหาย' อาเสี่ยทำหน้าที่ขับรถของเขาด้วยตัวเอง ซึ่งมีนิกรนั่งเคียงคู่กับเขา

"แกจะเอายังไงแน่อ้ายหงวน" นิกรถามอย่างเป็นงานเป็นการ "แผนตวักตะบวยบ้าบออะไรของแกวะ ที่แกจะต้องให้เงินเจ้าโกวิทหมื่นบาท และจะต้องจ่ายให้มันเป็นรายวันอีกวันละ ๕๐๐ บาท แล้วแกยังจะซื้อรถเก๋งให้มันขี่อีก แผนอย่างนี้แกมีทางล่มจมนี่หว่า"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"แกเล่นหมากรุกไม่เป็น แกไม่รู้ชั้นเชิงที่ดีของนักหมากรุกที่ดีนั้นจะเดินแต้มคูลึกซึ้งขนาดไหน แน่พูดแล้วจะว่าคุย ไม่คุยหรอกแต่ขออวดตัวนิดหน่อย"

"ถุย"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ถุยรดหัวแกน่ะซี คนอย่างกันเป็นนักธุรกิจชั้นยอดไว้ กันจะทำอะไรกันก็ต้องดีดลูกคิดรางแก้วเสมอ บางทีดีดทั้งตีนทั้งมือเพื่อให้แน่ใจว่าเลขลับที่ออกมาจะไม่ผิดพลาด แกรู้หรือเปล่าว่ากันจะทำให้นายโกวิทหรูตัวขนาดจมไม่ลง เมื่อเขามีรถเก๋งดีๆ นั่งมีเงินใช้ฟุ่มเฟือย เขาก็ต้องปรับตัวเขาให้เป็นคนชั้นสูงเต๊ะท่าเป็นผู้ดีมีเงิน แต่ชั่วเวลาไม่กี่วันกันเอารถคืนและเลิกจ่ายเงินให้เขา นายวิทก็ต้องตายทั้งเป็น ความอับอายขายหน้าจะทำให้เขาวิ่งเต้นหาเงินซื้อรถอีกคันหนึ่งและเขาจะต้องพยายามทำตัวให้เหมือนเดิม แกคอยดูก็แล้วกันว่า นายคนนี้จะเป็นอย่างไรที่เขาถูกกันฆ่าทั้งเป็น"

นิกรนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แกซื้อรถให้เขาแล้วแกจะไปเอาคืนได้อย่างไร"

"โธ่-อ้ายบ้องตื้น ซื้อให้จริงโว้ย แต่ทะเบียนเป็นของกันและอยู่กับกันที่บ้านเขาก็ไม่มีโรงเก็บรถ กันจะซื้อรถเก๋งให้เขาใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วให้เขาเอารถมาเก็บไว้ที่บ้านเรา รถยนต์คันนั้นมันก็จะต้องเป็นของกันวันยันค่ำ ทะเบียนรถเป็นของกัน เขาจะเอาไปจำนำหรือขายฝากหรือขายให้ใครก็ไม่ได้ แกพอจะเข้าใจแผนดัดสันดานของกันหรือยังล่ะ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"เข้าใจแล้วละ เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันแต่แกก็ต้องลงทุนไม่น้อย คนจนที่มีเศรษฐีอุปการะเขาไม่ช่วยเหลือก็จมไม่ลงเพราะได้รับความสุขสบายและใช้เงินฟุ่มเฟือยและกระทำตนเป็นคนเจ้าสำราญมาแล้ว ในที่สุดก็เสียคนเพราะเรื่องจมไม่ลงนี่เอง เหมือนกับคนที่เคยมีรถยนต์ใช้ส่วนตัว เมื่อฐานะตกต่ำ ต้องขายรถยนต์ต้องย่ำต๊อกหรือขึ้นรถเมล์ขึ้นแท็กซี่ก็แทบจะต้องเอาปี๊บคลุมหัว แผนการณ์ของแกไม่เลวนี่หว่า"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ยังงั้นหรือลูก"

"อ้าว" นิกรอุทาน "เดี๋ยวก็ลงไปนอนกลิ้งอยู่กลางถนนเท่านั้นเอง อ้า-แกรู้สึกอย่างไรบ้างวะสำหรับนายโกวิทคนนี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"ก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากเป็นคนพื้นๆ มีการศึกษาไม่มากนัก คล่องแคล่วและกะล่อน พยายามวางมาตรเป็นสุภาพบุรุษหรือคนชั้นสูง แต่ที่แท้เป็นหลักลอยไม่มีหัวนอนปลายตีนมีจิตใจเลวไม่น่าคบ"

"กันก็ว่าอย่างนั้นแหละ มันอวดกับคุณเรืองเจ้าของบ้านว่ามีรายได้จากการหาประกันชีวิตและซื้อขายรถยนต์เดือนหนึ่งอย่างน้อยหมื่นบาทแต่ป้าอ่วมว่าบ้านนายโกวิทไม่มีข้าวของอะไรนอกจากกระเบื้องถ้วยกะลาแตก หลานชายอยู่ด้วยแล้วก็ไม่ได้เรียนหนังสือ ขณะนี้เริ่มต้นเซ็นเบียร์และบุหรี่เจ้าเส็งแล้ว อีกหน่อยแอบย้ายไปอยู่ที่อื่น อ้ายเส็งก็หงิกรับประทานต้องเสียเวลาเอาจอบเสียมขุดบรรพบุรุษของนายโกวิทมาเรียงลำดับเล่น นึกๆก็น่าสงสารหรือเลิกล้มความคิดอย่าไปทำมันเลยวะ"

"ไม่ได้" อาเสี่ยพูดเสียงหนักแน่น อ้ายวิทด่าพวกเราก็พอจะให้อภัยมันได้ แต่นี่มันด่าคุณอาหญิงและเจ้าคุณอาด้วยท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครเลยมันประณามกับเพื่อนบ้านด่าว่าคุณอาทั้งสองอย่างมากมาย พวกเมียๆของเราก็ถูกมันด่าจมไปเลย หาว่าดัดจริตทำเป็นผู้ดีแปดสาแหรกถือว่าผัวมีเงิน แก่แล้วยังนุ่งสะแล็คทำเป็นสาวๆ"

"อ้าว" นิกรคราง "มันจะให้เมียเราแก้ผ้าอยู่กับบ้านหรือยังไง หมาจะได้ฟัดตายห่า"

"ไม่ใช่ยังงั้น" อาเสี่ยพูดยานคาง " หมายความว่าเมียเราควรจะนุ่งกระโปรงหรือนุ่งผ้าถุงอยู่กับบ้าน"

"คนไม่มีความคิดอย่างนายโกวิทมันก็พูดพล่อยๆ เพราะผีเจาะปากให้พูด นุ่งกระโปรงหรือผ้าซิ่นน่ะ จะนั่งจะลุกมันต้องระวังตัว จะวิ่งก็ไม่สะดวก ดูมวยสนุกนั่งลุกไม่ต้องระวังก็คือนุ่งกางเกงดู ไม่ใช่นุ่งกระโปรง นุ่งผ้าซิ่นหรือนุ่งโสร่ง ผู้หญิงสมัยนี้เขาก็นุ่งสะแล็คกันทั้งนั้นนอกจากเวลานอน"

"เออ จริงของแก ผู้หญิงที่ชอบนุ่งโสร่งก็เห็นจะมีแต่พม่าหรือมาเลเซียเท่านั้น"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ผู้ชายพม่าเขาก็นุ่งโสร่งเสมอแม้กระทั่งนักกีฬาหรือนักฟุตบอล เมื่อเร็วๆนี้กันพบข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งนักฟุตบอลทีมชาติพม่าไปตระเวนแข่งขันในยุโรป สามารถเอาชนะทีมชาติเยอรมันตะวันตกถึง ๘ ประตูต่อ ๐ ที่ชนะก็เพราะนักฟุตบอลพม่านุ่งโสร่งกองหน้าเอาลูกซ่อนไว้ในโสร่งทีมเยอรมันหาไม่พบ แต่พอถึงหน้าประตูก็ปล่อยลูกออกจากโสร่งแล้วชู้ตเปรี้ยงในระยะเผาขน นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันปวดกบาลไปตามกันเพราะต้องปราชัยอย่างยับเยิน"

เสี่ยหงวนแหกปากหัวเราะลั่นรถ

"อ้ายเวรนี่โกหกแล้ว"

"ก็โกหกน่ะซี นักฟุตบอลนุ่งโสร่งใครเขาจะให้ลงสนามวะ" รถเก๋งทั้งสองคันแล่นมาถึงซอยทองหล่อแล้ว นายโกวิทบังคับรถให้แล่นช้าลงแล้วเลี้ยวขวาข้ามถนนเข้ไปในซอยทองหล่อ อาเสี่ยขับคาดิลแล็คเก๋งตามไปด้วย

ตอนเที่ยงวันนั้นเองเสี่ยหงวนกับนิกรก็พาโกวิทไปรับประทานขนมจีบ ซาลาเปาและอาหารสำหรับกินกับน้ำชาจีนที่ภัตตาคารประตูทองมุมถนนสุรวงศ์ด้านโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และตอนบ่ายประมาณ ๑๓.๓๐ น. อาเสี่ยกับนิกรได้พานายโกวิทไปซื้อรถโฮลเด็นเก๋งคันหนึ่งซึ่งคนของบริษัทได้พาไปจดทะเบียนให้ที่กองทะเบียนยานพาหนะของกรมตำรวจอย่างเรียบร้อยในบ่ายวันนั้นแต่จดทะเบียนในนามของเสี่ยหงวนเป็นเจ้าของรถซึ่งนายโกวิทก็ไม่ได้นึกเฉลียวใจอะไร

ก่อนจะจากกันที่กองทะเบียน อาเสี่ยได้มอบเงินสดหมื่นบาทให้โกวิทต่อหน้านิกรแล้วกล่าวว่า

"เอาเงินนี่ไว้ใช้สุดที่รักของผม คุณน่ะมีหวังเป็นเมียน้อยผมถึง ๙๐ เปอร์เซนต์แล้ว อย่าคิดอะไรเลยนะ คุณนึกเสียว่า ชาติก่อนเราเคยทำบุญร่วมกันมา คุณจะไปเที่ยวไหนก็ไปเถอะ พอกลับบ้านก็เอารถไปเก็บไว้ในบ้านเราจนกว่าผมจะปลูกบ้านปลูกโรงรถให้คุณ แล้วก็ต่อไปนี้ทุกเวลาเช้าผมจะจ่ายเงินให้คุณไว้ใช้เล่นวันละ ๕๐๐ บาท เป็นอันว่าคุณสบายแฮแล้ว รายได้ของคุณขนาดเงินเดือนรัฐมนตรีทีเดียว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้าไม่พอใช้มาเอาที่ผม ผมจะจ่ายให้คุณวันละ ๒ บาท ผมจนหน่อยก็จ่ายน้อยหน่อย"

นายโกวิทจากกับสองสหายด้วยความปลาบปลื้ม และภูมิใจอย่างที่สุด เขาขับโฮลเด็นสีเขียวสดใหม่เอี่ยมสะดุดตาท่องเที่ยวไปตามลำพัง ไปแวะเยี่ยมเพื่อนฝูงของเขาเพื่ออวดความมั่งมีของเขาซึ่งเกิดจากโชคอย่างมหาศาล เขาบอกกับตัวเองว่าต่อไปนี้เขาไม่จำเป็นจะต้องวิ่งเต้นซื้อขายรถเซ็คกันแฮนด์อีกแล้ว โชควาสนาของเขาช่วยให้เขาได้พบและรู้จักกับอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐี แห่งประเทศไทยซึ่งบังเอิญเสี่ยหงวนเสน่หาในตัวเขา นายโกวิทโม้ให้เพื่อนฝูงฟังว่าอาเสี่ยให้เขาเป็นเลขานุการส่วนตัวของอาเสี่ย ให้เงินเดือนเดือนละหมื่นบาท ซื้อรถเก๋งโฮลเด็นคันนั้นให้เขาใช้ นอกจากนี้ก็จะปลูกบ้านให้เขาและให้ที่ดินเขาแปลงหนึ่งในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' โกวิทพาเพื่อนสามสี่คนซึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายรถไปเที่ยวกับเขา พาไปเลี้ยงอาหารค่ำที่ภัตตาคารชั้นเยี่ยมแห่งหนึ่งแล้วพาไปเที่ยวที่ไนท์คลับในตอนดึก โฮลเด็นคันใหม่เอี่ยมวิ่งนุ่มนวล เขาใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่เสียดายเพราะเขามีเงินอยู่ตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท และอาเสี่ยยังสัญญาว่าจะจ่าสดให้เขาอีกวันละ ๕๐๐ บาท

"โชคของแกโว้ยอ้ายวิท" สหายหนุ่มคนเก่าคนหนึ่งได้กล่าวกับเขาเช่นนี้ "คนเราถ้าได้ผู้อุปการะเป็นมหาเศรษฐีกับอาเสี่ยกิมหงวนก็สุขสบายไปตลอดชาติ ถ้ามีโอกาสแกช่วยพากันไปหาอาเสี่ยบ้างซีวะ เขาลือกันว่าเสี่ยหงวนคนนี้สปอรทและใจดีมากเป็นมหาเศรษฐีคนเดียวที่กล้าฉีกเงินเล่นอย่างหน้าตาเฉยทีละหมื่นสองหมื่น กลุ่มเพื่อนของเสี่ยหงวนสามสี่คนก็ล้วนแต่เศรษฐีใหญ่มีเงินหนาทั้งนั้น"

"ใช่ แต่คนที่ชื่อนิกรกระดูกว่ะ เอาเถอะ กันจะพยายามหาทางช่วยเหลือพวกเราเป็นต้นว่าฝากให้เข้าทำงานบริษัท ห้างร้านของอาเสี่ยดีกว่าที่พวกเราจะวิ่งเต้นซื้อขายรถยนต์ซึ่งนับวันนายหน้าซื้อขายรถมันเพิ่มจำนวนขึ้น"

โกวิท เจ้าหนุ่มที่เคยย่ำต๊อกนั่งยองๆจับกลุ่มกับเพื่อนๆอยู่ที่หน้าร้านกาแฟในซอยข้างโรงภาพยนตร์ควีนส์ กลายเป็นคนสำคัญในหมู่เพื่อนฝูงไปแล้ว เขานึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เขาได้เป็นเจ้าของรถเก๋งคันนี้และมีเงินสดติดกระเป๋ามากมายซึ่งตามปกติเขาพอมีกินมีใช้เท่านั้น บางทีตั้งเดือนขายรถไม่ได้แม้แต่คันเดียว ส่วนเงินประกันชีวิตนั้นจะได้รับเปอรเซนต์ส่วนแบ่งก็เมื่อถึงงวดที่เขาไปเก็บเงินจากผู้เอาประกันที่เขาเป็นตัวแทนของบริษัทติดต่อทำกรมธรรมไว้

ชั่วเวลาเพียง ๑๐ วันเท่านั้น นายโกวิท กุมภายนก็กลายเป็นเทพบุตรที่หอมหวนทวนลมมีเพื่อนฝูงห้อมล้อมพร้อมพรูมีสาวสวยหลายต่อหลายคนหวังปองเขา อยากจะเป็นแฟนของเขา

ตอนเย็นหลังจากเลิกงานแล้วเสี่ยหงวนกับนิกรนั่งรถโฮลเด็นคันใหม่ไปเที่ยวกับโกวิทซึ่งโกวิททำหน้าที่เป็นคนขับอาเสี่ยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ทุกวันวันละ ๕๐๐ บาท เขาพาโกวิทกับนิกรไปรับประทานอาหารค่ำตามภัตตาคารชั้นสูงหลายแห่งพาไปเที่ยวตามสโมสรบางแห่งแนะนำใครต่อใครให้รู้จักกับนายโกวิทเพื่อนใหม่ของเขา ในชีวิตของนายโกวิทก็เพิ่งจะได้รู้จักกับคนชั้นสูงและได้พบเห็นชีวิตของพวกเศรษฐีทั้งหลาย เมื่อได้รับความสุขสบายมีความเป็นอยู่อย่างหรูหราเช่นนี้โกวิทก็หรูตัวและลืมตัว ลืมสัญชาติเดิมของเขา เขาหารู้ตัวไม่ว่า เขากำลังถูกเสี่ยหงวนฆ่าให้ตายทั้งเป็นด้วยแผนการอันลึกซึ้งแต่ก็ต้องหว่านโปรยเงินมากเหมือนกัน

เสี่ยหงวนยอมเสียเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์พานายโกิทท่องเที่ยวในสังคมชั้นสูง ซึ่งทุกแห่งล้วนแต่ยกย่องให้เกียรติอาเสี่ยกับนิกร เพราะนอกจากเป็นนักธุรกิจชั้นนำแล้วยังเป็นเศรษฐีมียศทหารเป็นพันเอกพิเศษทั้งสองคน ความภาคภูมิใจและความลืมตัวได้เกิดขึ้นแก่นายโกวิทตามลำดับ เขาแต่งกายอย่างโก้เก๋แบบเศรษฐี ซื้อเครื่องแต่งบ้านและเครื่องบำรุงความสุขหลายอย่าง นับตั้งแต่เก้าอี้ชุดรับแขก พัดลมตั้ง ตู้เย็น โทรทัศน์ วิทยุและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เตาแก๊สใช้หุงต้ม ซื้อเตียงนอน ที่นอนหมอนมุ้งใหม่เอี่ยม เสื้อผ้าอีกมากมายหลายชุด รวมทั้งรองเท้าและเน็คไทสีต่างๆ กล้องยาเส้นราคาแพงสำหรับคาบซึ่งเขาเข้าใจว่าการคาบกล้องช่วยให้เขาสง่าน่าเกรงขามขึ้นอีก เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนชั้นสูง

อย่างไรก็ตาม บ้านที่เขาอยู่ก็คงเป็นเรือนสองชั้นหลังเล็กๆนั่นเอง เสี่ยหงวนหลอกเขาว่าจะปลูกบ้านให้เขาในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเขาจะให้ที่ดินนายโกวิทครึ่งไร่คือ ๒๐๐ ตารางวา

บัดนี้เสี่ยหงวนทำให้เจ้าหนุ่มรูปหล่อรายใหญ่ผู้นี้ กลายเป็นเทวดาไปแล้วมีฐานะคล้ายกับเศรษฐีใหญ่คนหนึ่ง เช้าขึ้นก็แต่งตัวโก้ไปเอารถที่บ้าน 'พัชราภรณ์' รับเบี้ยเลี้ยงจากอาเสี่ยเป็นจำนวนเงิน ๕๐๐ บาทแล้วขับรถโฮลเด็นท่องเที่ยวไปทั่วพระนคร กระทำตนเป็นหนุ่มเจ้าสำราญเป็นที่ยกย่องในหมู่เพื่อนฝูง หลายคนเริ่มเรียกเขาว่าคุณวิทหรือเสี่ยวิท ทั้งๆที่เมื่อก่อนนี้เคยเรียกนายวิท หรืออ้ายวิท

คืนวันนั้นเสี่ยหงวนกับนิกรพานายโกวิทไปเที่ยวงานราตรีสโมสรแห่งหนึ่งและกลับมาบ้านในราว ๑.๐๐ น. ของวันใหม่ พอเช้าวันรุ่งขึ้น อาเสี่ยก็เป็นปากเสียงกับนวลลออเมียรักของเขาภายในห้องโถงชั้นล่างก่อนเวลารับประทานอาหารซึ่งคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและผู้ใหญ่ทั้งสองอยู่กันพร้อมหน้า

"นวลทนดูแผนการบ้าๆของเฮียต่อไปไม่ไหวแล้ว"

นวลลออกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ "เฮียเกลียดหน้านายโกวิท เฮียวางแผนการลงโทษเขาต้องการให้เขาตายทั้งเป็นคือทำให้เขามีความเป็นอยู่แบบเศรษฐีแล้วจมไม่ลงแต่เฮียนึกบ้างไหมว่า เฮียจ่ายเงินไปตามแผนของเฮียเท่าไรแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ทูนหัว อย่ายัวะแต่เช้าเลยคนดี"

"ฮื้อ" ศาสตราจารย์ดิเรกคราง "ฉันได้ยินแกพูดคำว่าทูนหัวทีไร ฉันอยากจะอ้วกทุกที"

เสี่ยหงวนหันมามองดูหน้านายพลดิเรก

"แกน่าจะรู้ คำว่า ทูนหัวน่ะใช้สำหรับเมียที่ดีของเราเท่านั้น" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นวลลออ "อาตกลงกับอ้ายกรเรียบร้อยแล้วเมื่อคืนนี้เอง"

"ตกลงว่ายังไงคะ" ประไพกล่าวถามขึ้น

นิกรอธิบายให้เมียของเขาฟัง

"แผนการของเราสิ้นสุดลงแล้ว ต่อนี้ไปคือนับตั้งแต่วันนี้เราจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับนายโกวิทอย่างเด็ดขาด"

ประไพยิ้มออกมาได้

"แล้วเรื่องรถโฮลเด็นล่ะคะ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ก็เห็นจะไม่มีปัญหาอะไรนี่ครับ รถจอดอยู่ที่โรงรถของเราและทะเบียนรถก็เป็นของผม กุญแจรถอยู่ที่รถเรียบร้อยแล้วคุณไพ ผมสั่งอ้ายแห้วให้ออกไปคอยเฝ้าอยู่ที่ประตูรั้งนอกถนนแล้ว ประเดี๋ยวนายโกวิทก็จะมาเอารถไปใช้ ผมสั่งเจ้าแห้วไว้ห้ามไม่ให้นายโกวิทเข้ามาในบ้านเราอย่างเด็ดขาดและให้บอกเขาด้วยว่าผมกับอ้ายกรเลิกยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว ต่อนี้ไป ห้ามเข้ามาในบ้านเราเท่านี้ก็หมดเรื่อง" แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับทุกๆคน "คอยดูก็แล้วกัน นายโกวิทจะต้องเชือดคอตายเพราะจมไม่ลง หรือมิฉะนั้น เขาจะต้องเดินเอาปี๊บคลุมหัว"

พลกล่าวกับอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

"แผนการของแกก็เพื่อทรมานจิตใจนายโกวิท"

"ใช่ เมื่อกันดึงเขามาสูงลิบแล้วถีบเขาตกต่ำไปตามเดิมมันก็ยากที่เขาจะมองดูหน้าใครได้ เป็นเรื่องที่เขาจะถูกนินทาหมาดูถูก จิตใจของเขาจะว้าวุ่นหมดความสุขเพราะความสุขที่เกิดขึ้นชั่วระยะเวลาอันสั้นมันเหมือนกับความฝัน คนที่ไม่ได้รับความสุข เมื่อได้รับความสุขถึงขีดสุด ก็อยากจะให้ชีวิตของตนเป็นอย่างนั้น กันลงโทษคือดัดสันดานนายโกวิทได้เรียบร้อยแล้ว เขาคงจะนอนร้องไห้ เอามือและเท้าก่ายหน้าผากเมื่อเขาต้องการความสุขแต่มันก็เกิดขึ้นไม่ได้อีกเว้นแต่เขาจะบังเอิญฟลุคถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง"

คุณหญิงวาดไม่ได้เห็นพ้องด้วยเลยในการกระทำของเสี่ยหงวน

"อย่างนี้ก็หมายความว่าเธอกับอ้ายกรร่วมมือกันด้วยความอาฆาตพยาบาท เขาโกรธเคืองเขาที่ด่าเธอ อาเห็นว่าไม่น่าจะทำกับเขาอย่างนี้หรอกมันเท่ากับว่าเธอกับอ้ายกรฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น"

นิกรว่า "ก็นายโกวิทคนนี้น่ะมันเลวแสนเลวนี่ครับคุณอา ปากคอเราะร้าย นึกจะด่าว่าใครเล่นก็ด่า แม้แต่คุณอาและคุณพ่อก็ถูกมันด่า"

คุณหญิงวาดยิ้มเล็กน้อย

"ไม่เจ็บเหมือนไม้ขว้างหรอกโว้ย อยากด่าก็ด่าไปเราไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยและเราไม่สนใจมัน เมื่อยปากเข้าก็หยุดด่าเราไปเอง"

เสี่ยหงวนว่า "ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูนนี่ครับคุณอา ผมไม่เตะนายโกวิทเล่นงานเขาแบบนี้ก็ดีแล้ว อ้ายหมอนี่เป็นคนเลวจริงๆครับ เพื่อนฝูงไม่มีใครชอบหน้า แนะนำให้รู้จักใครก็วางท่าเบ่งทับเขาเย่อหยิ่งจองหองตลอดเวลา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"แล้วรถโฮลเด็นน่ะจะเอาไว้ใช้หรืออย่างไร"

เสี่ยหงวนหันไปยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ครับ ซื้อมาแล้วก็เอาไว้ใช้ ขายรถดอดจ์ไปเสีย ทีแรกผมคิดว่าจะให้โฮลเด็นคันนี้แก่ลูกๆของเราแต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะ เพราะนายโกวิทเอาไปใช้ตั้งหลายวันถึงแม้ว่าไม่มีอะไรชำรุดเสียหายก็ตาม"

สาวใช้คนหนึ่งเดินออกมาจากห้องโถงตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าคุณหญิงวาดแล้วรายงานให้ท่านทราบ

"อาหารจัดตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ ท่านกล่าวกับทุกๆคนว่า

"กินข้าวกันทีพวกเรา เรื่องนายโกวิทโล่งใจแล้วเท่าที่พ่อหงวนกับอ้ายกรจะไม่ยุ่งอีก เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาทำงาน"

ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันเดินรวมกลุ่มเข้าไปในห้องรับประทานอาหารซึ่งนิกรเดินนำหน้าเพื่อน

ตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าแห้วกำลังสนทนาอยู่กับคนยามของบ้าน 'พัชราภรณ์' ที่หน้าเรือนพักของคนยามซึ่งเป็นเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆ นายผ่อนคนยามมีหน้าที่เฝ้ายามในตอนกลางคืนเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของคุณหญิงวาดอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าแห้ว ประตูรั้วเหล็กยังไม่ได้เปิดแต่ประตูเล็กซึ่งเป็นประตูสำหรับคนในบ้านผ่านเข้าออก เปิดทิ้งไว้ เจ้าแห้วได้รับคำสั่งจากเสี่ยหงวนให้มาคอยขัดขวางห้ามปรามไม่ให้นายโกวิท กุมภายน เจ้าหนุ่มรูปหล่อร่างใหญ่เข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' ซึ่งตามธรรมดานายโกวิทได้เข้ามาเอารถโฮลเด็นในระหว่าง ๘.๐๐ น. ถึง ๘.๓๐ น. เสมอก่อนหน้าคณะพรรคสี่สหายออกจากบ้านไปทำงานและอาเสี่ยจะจ่ายเงินสดให้วันละ ๕๐๐ บาททุกเวลาเช้า เพื่อให้เจ้าหนุ่มรูปหล่อมีกินมีใช้ และมีเที่ยวเตร่อย่างฟุ่มเฟือยตลอดวัน

ขณะที่เจ้าแห้วกำลังคุยให้นายผ่อนฟังว่า เขากำลังติดพันแม่หม้ายคนหนึ่งซึ่งมีอายุคราวยายของเขานายโกวิทก็ปรากฏตัวขึ้น

เขาแต่งสากลอย่างภาคภูมิชุดทราย ผูกเน็คไท หูกระต่ายคาบกล้องยาเส้นใส่น้ำหอมหอมฟุ้ง เจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนแล้วปราดออกไปยืนขวางถนนคอนกรีต

"เฮ้-สวัสดีโว้ย แห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแสยะ

"เออ สวัสดีโว้ย"

นายโกวิทสะดุ้งโหยงแล้วหยุดชะงัก เขามองดูเจ้าแห้วด้วยความไม่พอใจ

"ไหงแกพูดกับฉันอย่างนี้ล่ะ ถ้าฉันบอกอาเสี่ยจะเจ็บตัวรู้ไหม หรือแกเมาเหล้าแต่เช้า"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะแบบเยาะเย้ย เขามองดูนายโกวิทจากศีรษะจรดปลายเท้าแล้วยักคิ้วให้

"อั๊วไม่จำเป็นจะต้องเคารพนบนอบลื้ออีกแล้วนายโกวิท"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ปราดเข้ามาเหมือนกับจะกระแทกหน้าเจ้าแห้วแต่เจ้าแห้วกระชากมีดพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา

"อย่า-นายวิท ถ้าลื้อเตะอั๊วหรือชกหน้าอั๊วละก็ ไส้ลื้อจะออกมาปลิ้นอยู่นอกสะดือลื้อถึงตายเชียวนะโว้ย ลื้อตัวใหญ่กว่าอั๊ว อั๊วต้องใช้มีดหรือลื้อมีพระดีจะลองดูก็ได้"

นายโกวิทโกรธจนหน้าเขียว เขายกมือชี้หน้าเจ้าแห้วแล้วพูดเสียงกร้าว

"แกคิดว่าแกมีมีดอยู่ในมือ แกจะสู้ฉันได้หรือนายแห้ว ฉันเคยเป็นนักมวยสมัครเล่น และนักยูโดเข็มขัดดำมาแล้วนะโว้ย"

เจ้าแห้วผิวปากหวือ

"แต่ถ้าลื้อเอาชนะอั๊วได้ ลื้อก็คงเจอดีจากเพื่อนอั๊ว หันไปดูหน่อยซีนายโกวิท"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่หันไปทางเรือนพักคนยาม พอแลเห็นนายผ่อนถือปืนลูกซองอยู่ในท่าเตรียมยิงเขาก็ใจหายหมดความคึกคักเข้มแข็งทันที เขาเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว แล้วถามว่า

"ที่ทำเช่นนี้หมายความว่ายังไงนายแห้ว"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"เรียกคุณแห้วซีโว้ย อย่าเรียกนาย เดี๋ยวนี้อั๊วกับลื้อเท่ากันแล้วน้องชาย อั๊วยินดีที่จะบอกลื้อว่าอาเสี่ยกิมหงวนเจ้านายของอั๊วตรวจน้ำคว่ำกะลากับลื้อแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปลื้ออย่ามาที่นี่หรือพยายามติดต่อกับอาเสี่ยอีก"

นายโกวิทยืนนิ่งอึ้ง

"อาเสี่ยสั่งให้แกบอกฉันเช่นนี้"

"ถูกแล้ว"

"แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรให้อาเสี่ยผิดพ้องหมองใจอะไรเลย"

"ใช่ ฉันจะบอกแกให้เอาบุญนายโกวิท แกนึกเฉลียวใจบ้างไหมว่าอาเสี่ยของกันมีแผนการเชือดคอแกให้ตายทั้งเป็นเพื่อลงโทษแกในฐานที่แกดูหมิ่นก้าวร้าวด่าท่านกับเพื่อนๆของท่าน ตลอดจนท่านเจ้าคุณและคุณหญิงกับคุณผู้หญิงทั้งสี่คน แกเป็นคนมีนิสัยชั่วอย่างช่วยไม่ได้หรืออย่างที่ฝรั่งเขาว่า... เฮลพ์ น็อต แคน"

"แปลว่าอะไร"

"ก็แปลตามตัวและแปลตรงตามตัวของมันซีวะ เฮลพ์ น็อต แคน ก็คือช่วยไม่ได้นั่นเอง"

"ถุย" นายโกวิทร้องลั่น

แทนที่จะโกรธเจ้าแห้วหลับหัวเราะ

"นิสัยของแกเป็นเสียอย่างนี้ ชอบถุยน้ำลายรดกบาลคน มีจิตใจอิจฉาริษยาเกลียดชังคนโดยไม่มีเหตุผล นึกจะด่าจะว่าใคร แกก็ด่า ทั้งๆที่ผู้ถูกด่าไม่เคยทำอะไรให้แกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย อาเสี่ยได้ดัดสันดานแก ลงโทษแกอย่างสาสมแกคือดึงตัวแกขึ้นมาอยู่ในระดับเศรษฐีแล้วก็ถีบหัวแกลงไปในสภาพเดิมของแก ต่อนี้ไปแกจะไม่ได้พบความสุขอีกแล้วเพราะแกจะไม่ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงวันละครึ่งพันจากอาเสี่ย ซึ่งเงินเบี้ยเลี้ยงแกนี่แหละเป็นหนามยอกอกกันมาหลายวันแล้ว แกเข้าใจหรือยังล่ะนายโกวิท จงกลับไปซื้อขายรถยนต์ของแกและก้มหน้าก้มตาหาประกันชีวิตให้บริษัทของแกต่อไป หรือถ้าแกอับอายขายหน้าเพื่อนฝูงเขาเพราะแกจมไม่ลงก็กินยาตายหรือผูกคอตายเสีย"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่เม้มปากแน่น สมองของเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงนัยน์ตาของเขาสว่างแล้ว

"ฉันเข้าใจแล้วแห้ว" เขาพูดเสียงเครือพลางทอดสายตามองไปที่ตึกใหญ่ "แกช่วยให้ฉันเข้าไปพบอาเสี่ยสักหน่อยได้ไหม ฉันจะไปกราบขอโทษเขาตลอดจนทุกท่านที่ฉันเคยก้าวร้าวมาแล้ว"

"ซอรี่ แอน ซออู้ เข้าไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ออกไปเถอะนายโกวิท จำไว้ด้วยว่าต่อไปถ้าหากแกดื้อดึงเข้ามาในบ้านนี้จะถูกกล่าวหาในฐานบุกรุก แกก็รู้ดีแล้วซีนะ ความผิดฐานบุกรุกในบ้านคนอื่นเขาน่ะ จะต้องย้ายบ้านไปติดตะรางชั่วระยะเวลาหนนึ่ง อย่างขี้หมูขี้หมาก็หนึ่งเดือนถ้ารับสารภาพ" แล้วเจ้าแห้วก็ยักคิ้วให้ "เก็ท เอ๊าท์"

นายโกวิททำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เอาละแห้ว กันเข้าใจเจตนาของอาเสี่ยเจ้านายของแกดีแล้ว เป็นอันว่ากันจะไม่มาให้อาเสี่ยเห็นหน้าอีก แต่ว่ากันต้องการรถ โฮลเด็นที่อาเสี่ยซื้อให้กัน ขอให้กันเข้าไปเอารถหน่อยนะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ซอรี่ อีกครั้งหนึ่ง อาเสี่ยซื้อให้แกใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นไม่ได้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของแก ทะเบียนรถเป็นของอาเสี่ยและเช็คที่เซ็นจ่ายให้อู่รถก็เป็นเช็คของอาเสี่ยหาขี่ใหม่เถอะวะน้องชาย รถคันนี้กันได้ข่าวว่าอาเสี่ยจะส่งไปให้โรงแรมใช้รับฝรั่งไปเที่ยว"

นายโกวิทหน้าซีดเผือดมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"อาเสี่ยทำกับกันอย่างนี้กันจะมองหน้าใครเขาได้"

"ก็เอาปี๊บคลุมหัวเดินสักพักหนึ่งซีเพื่อน ลื้อออกไปจากบ้านได้แล้วขืนชักช้าเจ้านายโผล่ออกมาเห็นเข้าอั๊วจะโดนด่า"

นายโกวิทร้องไห้โฮ

"อาเสี่ยฆ่ากันอย่างเลือดเย็น"

"อ้าว เลยหัวเราะเลย"

"ร้องไห้โว้ยไม่ได้หัวเราะ" นายโกวิทเอ็ดตะโรลั่น "แกช่วยบอกอาเสี่ยด้วย ทำกับกันอย่างนี้ เอาปืนยิงกันให้ตายเสียรู้แล้วรู้รอดก็ยังจะดีกว่า"

"ไปเถอะ แกจะไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์อย่างไรก็ตามใจแกอั๊วไม่เกี่ยว แต่อย่าเข้ามาในบ้านอีกก็แล้วกัน"

นายโกวิทยกหลังมือเช็ดน้ำตาแล้วหมุนตัวกลับเดินก้มหน้าออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' ด้วยความเสียใจและเสียดายความสุขของเขาอย่างยิ่ง

ข่าวแพร่ไปทั่วซอย 'ประสิทธ์นิติศาสตร์' อย่างรวดเร็ว

ชะตาของนายโกวิทหนุ่มรูปหล่อร่างใหญ่ที่เต๊ะท่าว่า เขาเป็นเทวดาเหนือคนอื่นนั้นฟูอยู่ชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนก็แฟบ

เสียงลือกันไปทั่วซอย เสี่ยหงวนเฉดหัวนายโกวิท และยึดรถเก๋งคันงามไปแล้ว อาเสี่ยเคยให้เงินทองใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยก็งดจ่ายและเลิกติดต่อคบหาสมาคมกับเขา ชาวบ้านในซอยนี้ไม่มีใครชอบหน้าโกวิทเลย ดังนั้นเมื่อเขากลับสู่สภาพเดิม ใครๆจึงยิ้มเยาะดูหมิ่นเขา อย่างไรก็ตามโกวิทบอกตัวเองว่าเขาจะมีความเป็นอยู่อย่างไรนั้นไม่แปลก แต่เขาจะต้องแต่งตัวโก้และมีรถเก๋งส่วนตัวใช้ เขาขายโทรทัศน์ ตู้เย็น วิทยุและของมีค่าไปจนเกลี้ยงบ้าน รวบรวมเงินเอาไว้แล้ววิ่งเต้นหาเงินซื้อรถเก๋งได้คันหนึ่ง

เขาเดินย่ำต๊อกเพียงไม่กี่วัน ชาวบ้านก็แลเห็นเขาขับรถโอเปิล เร็คคอทสีเขียวที่ค่อนข้างใหม่คันหนึ่งถึงแม้จะเป็นรถเซ็คกันด์แฮนด์ก็ตาม เขาขับโอเปิลเข้าออกซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์'วันละหลายเที่ยว เขาไม่กล้าหากินเป็นนายหน้าซื้อรถยนต์เหมือนแต่ก่อนเพราะเขาก้าวหน้าขึ้นมาเกินเพื่อนฝูงแล้วก็ไม่ยอมลดชั้นลง

จนกระทั่งวันอาทิตย์ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง

ตอนสายวันนั้นเอง ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯนั่งพักผ่อนสนทนากัน เจ้าแห้วก็พาเด็กชายหน้าตาดีแต่งตัวเรียบร้อยอายุในราว ๑๔ ขวบคนหนึ่งเข้ามาในห้องโถง

"รับประทานเด็กอ้นหลานชายของนายโกวิทมาร้องไห้กับผม อ้อนวอนให้ผมพามาหาอาเสี่ยครับ" เจ้าแห้วรายงานให้เสี่ยหงวนทราบ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูเด็กชายเกียรติซึ่งมีชื่อเล่นๆว่าอ้น ด้วยสนใจ อ้นคลานเข้ามากราบลงแทบเท้าเสี่ยหงวนในท่าทางนอบน้อมเจียมตัวตรงข้ามกับนายโกวิทผู้เป็นน้าชายของเขา

"ว่าไงอ้ายหนู มาถึงก็หัวเราะ"

เจ้าหนูน้อยสะอื้นน้ำตาไหลพราก

"น้าวิทใช้ให้ผมมากราบเท้าอาเสี่ยครับ"

"งั้นเรอะ มีเรื่องอะไรล่ะ"

"น้าวิทถูกตำรวจจับเมื่อตอนสามโมงนี่เองแหละครับ"

"อ้าว" นิกรอุทาน "หาเรื่องติดคุกล่ะซี คนเราถ้าถูกตำรวจจับก็ล้วนมีแต่เรื่องเกี่ยวกับคุกตะรางทั้งนั้น"

เจ้าหนูน้อยค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงานด้วยสายตาที่แสดงอาการวิงวอน

"มีคนเขาพาตำรวจมาจับน้าวิทที่บ้านครับ ผมตามไปโรงพักด้วย น้าวิทถูกข้อหายักยอกเงินของบริษัทประกันชีวิตครับแล้วก็จ่ายเช็คไม่มีเงิน"

สี่สหายต่างหันมามองดูหน้ากัน พลกล่าวขึ้นว่า

"นายโกวิทคงเอาเงินมาซื้อรถโอเปิลนั่นแหละ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวถามเจ้าหนูน้อยด้วยความสนใจในเรื่องนี้

"เขาจะให้เสี่ยหงวนช่วยเหลือเขายังงั้นหรือ"

"ครับ น้าวิทใช้ให้ผมมากราบเท้าอาเสี่ยและเรียนอาเสี่ยขอให้กรุณาช่วยเขาเอาบุญเป็นครั้งสุดท้ายครับ ถ้าไม่ช่วยเขาเขาก็ต้องติดตะรางแน่ๆ"

อาเสี่ยหัวเราะก๊าก

"ดี-น้าชายของเธออยู่นอกคุกมานานแล้วให้เขาย้ายบ้านเขาไปอยู่ในคุกเสียบ้าง ไปบอกเขาเถอะว่าฉันช่วยอะไรไม่ได้ ใครก่อกรรมทำไว้อย่างไรก็ต้องรับกรรมตามสนอง รู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่เงินของตัวเอง เอาของเขามาใช้เรื่องมันก็ติดคุก เช็คเด้งหรือเช็คสปริงก็เช่นเดียวกัน ไม่มีเงินไหงไปเซ็นจ่ายเช็คให้เขา ฉันเองจ่ายเช็คให้ใครเขาไปเบิกเงินได้ทุกที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มให้เสี่ยหงวน

"แกพูดแบบนี้เพราะแกเป็นเศรษฐี อาชักสงสารนายโกวิทเสียแล้วซี"

อาเสี่ยโบกมือ

"คนอย่างนี้อย่าไปสงสารมันเลยครับ"

เด็กอ้นโผเข้ากอดข้อเท้าเสี่ยหงวนทั้งสองข้างแล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"อาเสี่ยกรุณาช่วยน้าผมสักครั้งเถอะครับ ผมรับปากกับน้าแล้วว่าผมจะพยายามกราบเท้าอ้อนวอนอาเสี่ยให้ช่วยเขาซึ่งถ้าช่วยได้ก็เท่ากับว่าผมได้ตอบแทนพระคุณน้าวิทเหมือนกัน ถึงน้าจะเลี้ยงดูผมอย่างเลวๆ เหมือนกับว่าผมเป็นคนใช้ของเขา น้าวิทก็มีพระคุณต่อผมมาก"

กิมหงวนยกมือตบศีรษะเจ้าหนูน้อย

"นิ่งเสียอ้ายหนู เอาเถอะฉันจะช่วยน้าชายของหนูเอง ฉันไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรหรอก ที่พูดว่าไม่ช่วยน่ะ ฉันพูดเล่นๆ เขาถูกจับอยู่ที่โรงพักไหนล่ะและตำรวจกับเจ้าทุกข์เขาว่าอย่างไร"

"น้าบอกผมว่าเจ้าทุกข์คือผู้จัดการบริษัทประกันชีวิตมีความเคารพนับถืออาเสี่ยมากครับตำรวจจับไปโรงพักพระโขนง ถ้าอาเสี่ยไปพูดประนีประนอม ใช้เงิน ห้าหมื่นบาท ให้เขา เรื่องก็เลิกแล้วต่อกันไป น้าวิทเอาเงินเบี้ยประกันไปใช้ครับ เมื่อเป็นเรื่องขึ้นก็เซ็นเช็คล่วงหน้าให้ผู้จัดการเขาไว้ แต่พอถึงกำหนด ผู้จัดการบริษัทประกันชีวิตเขาไปเบิกเงินไม่ได้ เขาก็พาตำรวจมาจับน้าวิท"

"ห้าหมื่นบาท" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักๆ "เอามาซื้อรถยนต์ขี่ใช่ไหมล่ะ"

"ใช่ครับ น้าวิทสั่งผมให้มาเรียนอาเสี่ยว่าขอให้อาเสี่ยช่วยสัตว์ผู้ยาก เพื่อเอาบุญสักครั้งเถอะครับ เขาจะไม่ลืมพระเดชพระคุณของอาเสี่ยเลย"

พลกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"ช่วยเขาเถอะวะนายโกวิทจะได้รู้จักพวกเราดีขึ้น แล้วก็หางานหาการให้เขาทำ อย่าไปคิดอาฆาตพยาบาทเขาเลย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี พระท่านว่า...สับปะรังเค อชิเน โกรธัง พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านด้วยความเศร้าใจ

"ลำบากนัก แกจะอ้างภาษิตภาษาบาลีทำไมวะ พูดไม่ถูกแล้วยังจะชอบพูดอีก" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่อาเสี่ยกิมหงวน "เป็นอันว่าแกจะยอมเสียเงินครึ่งแสนช่วยนายโกวิทให้รอดพ้นจากคุกตะราง"

"ครับ เขาจะได้รู้ดีว่าคนมีเงินอย่างพวกเราได้ให้ความช่วยเหลือคนจนและประกอบการบุญกุศลอยู่ตลอดเวลา"

"ถ้ายังงั้นแกก็ไปซี พาหลานชายนายโกวิทเข้าไปด้วย ไปจัดการเสียให้เรียบร้อย อาขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของแก คราวนี้นายโกวิทคงจะไม่ด่าเราพล่อยๆอีก เพราะอย่างน้อยแกก็ช่วยเขาให้รอดพ้นจากคุกตะราง"

นิกรว่า "ไปด้วยคนโว้ย ไปคุยกับสารวัตรใหญ่สักหน่อยไม่ได้พบกันนานแล้วตั้งแต่วันบวชลูกชายของพวกเราแล้วก็ถ้ากันมีคดีอะไรติดตัวกันจะได้มอบตัวให้ตำรวจอยู่ในห้องขังที่โรงพักก็สบายดีเหมือนกันกินแล้วก็นอนไม่ต้องทำอะไร"

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง เสี่ยหงวนกับนิกรก็พาหลานชายของนายโกวิทออกจากบ้าน 'พัชราภรณ์' มุ่งตรงไปยังสถานีตำรวจนครบาลพระโขนงซึ่งนายโกวิทถูกขังอยู่ที่นั่น

สองสหายกับเด็กชายเกียรติหรือเด็กชายอ้นมาถึงสถานีตำรวจในเวลา ๑๐.๓๐ น. ต่างลงจากรถเดินขึ้นไปบนสถานีตำรวจ เสี่ยหงวนกับนิกรได้ทักทายกับนายร้อยเวรอย่างสนิทสนม

"ผมมาติดต่อขอประกันตัวนายโกวิท กุมภายนครับผู้หมวด สารวัตรใหญ่ไม่อยู่หรือครับ"

นิกรตอบแทนเสี่ยหงวน

"ครับ สบายดี"

เมื่อได้รับอนุญาตให้เยี่ยมผู้ต้องหาพลตำรวจคนหนึ่งก็พาสองสหายกับเด็กชายอ้นตรงไปยังห้องขังผู้ต้องหาชาย ตามเวลาที่กล่าวนี้นายโกวิทนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นห้องขังในท่าทางโศกเศร้าเหงาหงอยใจ ตรงกันข้ามกับผู้ต้องหาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน เพราะความเคยชินกับห้องขังและเคยเข้าห้องขังตามโรงพักต่างๆ จนทั่วพระนครแล้ว

"น้าวิท น้าวิทครับ" เด็กชายอ้นร้องเรียกน้าชายของเขา "ผมพาอาเสี่ยกิมหงวนมาหาน้าแล้วครับ"

นายโกวิทสะดุ้งโหยง เขาเงยหน้ามองผ่านลูกกรงเหล็กสี่เหลี่ยมออกมา พอและเห็นนิกรกับกิมหงวนเขาก็ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว

"อาเสี่ยกรุณามาช่วยผมหรือครับ"

"ใช่ เป็นยังไงบ้างล่ะคุณโกวิท ไหงเข้ามาอยู่ในกรงล่ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ผมมองดูคุณคล้ายๆกับหมีที่ถูกขังอยู่ในกรง ตอนนี้หน้าตาคุณเหมือนหมีจริงๆ จมูกปากหูตาเหมือนหมีไม่มีผิด"

เขายิ้มแห้งๆน่าสงสาร

"สุดแล้วแต่คุณจะเข้าใจเถอะครับ เหมือนหมีหรือเหมือนหมาได้ทั้งนั้น" พูดจบเขาก็เปลี่ยนท่านั่งเป็นพับเพียบเรียบร้อยแล้วก้มลงกราบสองสหาย "ผมจะไม่ลืมความเมตตากรุณาของอาเสี่ยในครั้งนี้เลยครับ ถ้าไม่ช่วยผมผมต้องติดคุกอย่างไม่มีปัญหา"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"ลุกขึ้นคุยกันเถอะคุณโกวิท คุณยศเขาว่าอย่างไรบ้าง" อาเสี่ยหมายถึงผู้จัดการบริษัทประกันชีวิต

"ผมบอกเขาว่าผมเป็นเด็กของอาเสี่ยครับ เขาว่าเขาเคารพนับถืออาเสี่ยมากในฐานะที่อาเสี่ยเป็นนักธุรกิจรุ่นพี่และเคยให้คำแนะนำเขามากมายเกี่ยวกับเรื่องกิจการค้าต่างๆ

"เพียงแต่อาเสี่ยรับรองกับเขาว่าจะใช้เงินห้าหมื่นบาทที่ผมจ่ายเช็คเด้งให้เขา เขาก็จะถอนแจ้งความทันที"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เอาเถอะผมจะช่วยคุณให้ได้รับอิสรภาพในครั้งนี้ เพื่อให้คุณได้รู้ว่า มหาเศรษฐีอย่างผมและพรรคพวกของผมเป็นคนดีมีศีลธรรมมีจิตใจเมตตากรุณา"

นายโกวิทก้มลงกราบอีกครั้งหนึ่งแล้วลุกขึ้นยืนเกาะลูกกรง

"ผมจะสำนึกในพระคุณของอาเสี่ยจนวันตายเชียวครับ อาเสี่ยทำให้ผมได้รู้ความจริงว่าพวกเศรษฐีที่ดีนั้นก็มีอยู่มาก แต่เท่าที่ผมเคยเห็นมาบรรดาเศรษฐีทั้งหลายล้วนแต่ดูหมิ่นเหยียดหยามคนจนเท่านั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นั่นเป็นนิสัยสันดานของแต่ละคนนี่คุณ ผมน่ะสร้างตัวเองตั้งแต่แซะขนมครกและปิ้งกล้วยขาย ได้กำไรวันละสองสามร้อยบาทก็เก็บหอมรอมริบไว้จนกระทั่งมีเงินหมื่นเงินแสนแล้วก็ประกอบกิจการค้าใหญ่โตกว้างขวางขึ้น"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"อย่าไปโกหกเขาเลยวะอ้ายกร หน้าอย่างแกน่ะรึจะแซะขนมครกขายขืนให้แกขายขนมครกหรือปิ้งกล้วยขายแกก็กินหมด

"นั่นน่ะซี ขนมครกน่ะถ้าใส่กะทิมันๆหน่อยก็อร่อยไม่ใช่เล่น เป็นขนมชั้นยอดของคนไทยตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายเรา กล้วยปิ้งก็เหมือนกัน"

"เสี่ยหงวนยกมือตบศีรษะเด็กชายเกียรติหรือเจ้าซึ่งยืนอยู่ข้างๆเขาแล้วเขาก็กล่าวกับนายโกวิทต่อไป

"เมื่อกี้นี้ผมพบกับนายร้อยเวรเขาที่หน้าโรงพัก"

นายโกวิทมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น

"หรือครับ อาเสี่ยพูดกับเขาเรื่องที่จะประกันตัวผมแล้วหรือยังครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นายโกวิท

"เรียบร้อยแล้วคุณโกวิท"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ลืมตาโพลง ใบหน้าของเขาชุ่มชื่นขึ้นทันที

"หมายความว่าผมจะไดออกจากห้องขังในชั่วโมงนี้ใช่ไหมครับ"

"ออกพรุ่งนี้ ไม่ใช่วันนี้"

นายโกวิทหน้าจ๋อยทันที

"เขาไม่ยอมให้อาเสี่ยประกันผม..." พูดเสียงเครือน่าสงสาร

"เขาให้ประกันครับ แต่ว่าวันนี้เป็นวันหยุดงานสารวัตรใหญ่ท่านหยุดทำงาน นายร้อยเวรไม่มีอำนาจให้ประกันได้ ทนนอนตากยุงสักคืนหนึ่งไม่เป็นอะไรหรอกน่า ผมมาหาคุณก็เพื่อเยี่ยมคุณ และเพื่อจะบอกว่าผมจะให้ความช่วยเหลือคุณใช้เงินที่คุณจ่ายเช็คเด้งให้เจ้าทุกข์เขาห้าหมี่นบาทใช่ไหมล่ะ"

"ครับ ครึ่งแสนพอดี อ้า-ผมขายหน้าเพื่อนบ้านและเพื่อนฝูงเขาครับ เมื่อผมไม่มีรถยนต์ใช้ผมก็เลยขอยืมเงินส่วนตัวผู้จัดการบริษัทประกันชีวิตสามหมื่นบาท แล้วเอาเงินเบี้ยประกันที่ผมเก็บได้อีกสองหมื่นรวมกันเข้าห้าหมื่น ไปซื้อรถโอเปิล ผมจ่ายเช็คล่วงหน้า ๕ วันให้ผู้จัดการบริษัทเขาเข้าใจว่าคงวิ่งเต้นหาเงินมาให้เขาได้ แต่ครั้งถึงกำหนดเข้าจริงๆ ผมก็ไม่ทราบว่าจะเอาเงินที่ไหนมาให้เขา เขาก็บอกให้ตำรวจจับผมในข้อหา ๒ ข้อคือ จ่ายเช็คไม่มีเงินและยักยอกเงินของบริษัท"

นิกรยิ้มให้ผู้ต้องหา

"หรือคุณจะยอมติดคุกอย่างมากก็ในราวสามปีเท่านั้น"

นายโกวิทสะดุ้งโหยง

"โธ่-คุณนิกรครับ ในชีวิตของผมผมไม่เคยติดคุกเลย"

"ก็ลองติดดูสักทีเป็นยังไง"

"อย่าเลยครับ นึกว่าช่วยสัตว์ผู้ยากเอาบุญเถอะครับ ถ้าผมพ้นคดีนี้ ผมจะกลับเนื้อกลับตัวใหม่ เลิกเป็นหนุ่มเจ้าสำราญเสียที ผมจะขอมอบตัวเป็นลูกน้องของอาเสี่ยและพวกคุณๆ เพื่อนของอาเสี่ยครับ จะใช้สอยผมให้ทำอะไรผมจะทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์กตัญญู"

เสี่ยหงวนมองดูด้วยความสงสาร

"ถ้ายังงั้นผมจะหางานให้คุณทำ เอาไหมล่ะ"

"ตกลงครับอาเสี่ย งานหนักงานเบาผมทำได้ทั้งนั้นแหละครับขอให้ผมได้เป็นคนของอาเสี่ยแล้วกัน"

อาเสี่ยหันมาปรึกษากับนิกร

"ให้คุณวิทไปทำงานที่โรงแรมเราดีไหม อยู่แผนกนำเที่ยวคงเหมาะมาก"

นิกรว่า "นั่นน่ะซี สงสารแกโว้ย ไหนๆจะช่วยเขาทั้งทีให้เขาเป็นผู้อำนวยการโรงแรมก็แล้วกัน"

อาเสี่ยทำคอยย่น

"แล้วฉันก็ไม่มีงานทำน่ะซี"

"แกก็ย้ายหน้าที่ไปเป็นภารโรง"

นายสิบตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเสี่ยหงวนกับนิกรแล้วรายงานให้ทราบ

"ท่านครับ รองผู้บัญชาการมาตรวจโรงพักครับ"

"งั้นเรอะ ดีทีเดียวน้องชาย อั๊วชอบพอกับท่านมากจะได้ขอประกันตัวเอาผู้ต้องหาออกจากห้องขังเสียเลย"

นายโกวิทยกมือไหว้ปะหลกๆ

"กรุณาผมเถอะครับอาเสี่ย"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆหันมาทางนิกร

"ไปโว้ยไปหาท่านรอง"

สองสหายพากันออกไปทางด้านหน้าสถานีตำรวจ คงปล่อยให้เด็กชายอ้นยืนสนทนาอยู่กับน้าชายของเขา ในเวลาเดียวกันนี้เอง สุภาพบุรุษในวัยใกล้เคียงกับเสี่ยหงวนคนหนึ่ง กำลังก้าวลงจากรถเก๋งคันใหญ่ซึ่งมีนายสิบตำรวจเป็นคนขับ ท่านผู้นี้คือรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ท่านรองแต่งสากลชุดสีน้ำตาลแก่ นายร้อยเวรได้ลงไปต้อนรับท่านที่รถ ตำรวจบนโรงพักวิ่งพล่านเตรียมตัวต้อนรับเจ้านาย

เมื่อท่านรองแลเห็นสองสหายยืนอยู่บนบันไดหน้าโรงพัก ท่านก็ยิ้มและรับไหว้สองสหาย

"ถูกจับมาเรื่องอะไรล่ะครับอาเสี่ย"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ผมมาประกันผู้ต้องหาครับท่านรองไม่ได้ถูกจับ แล้วกัน"

ท่านนายตำรวจหัวเราะเสียงกังวานเดินขึ้นมาบนสถานีตำรวจแล้ว สัมผัสมือกับเสี่ยหงวนและนิกรด้วยความสนิทสนม เนื่องจากรักใคร่ชอบพอกันมานานแล้วต่างฝ่ายต่างถามทุกข์สุขกัน และสัพยอกกันบ้าง แล้วท่านนายพลก็กล่าวถามเสี่ยหงวน

"ประกันใครล่ะครับ"

"เด็กของผมครับ จ่ายเช็คเด้งและเอาเงินของบริษัทไปใช้ แต่ว่าผมจะรับใช้เงินให้เอง ขอให้ผมประกันตัวเถอะนะครับท่านรอง"

"เอ-ผมยังไม่รู้ว่ารูปคดีมันเป็นอย่างไร"

นิกรพูดตัดบท

"น่า-ไม่ต้องรู้หรอกครับ ถ้ายังไงก็ให้ตำรวจไปจับผมกับเสี่ยหงวนมาขังก็แล้วกัน"

ท่านรองหัวเราะลั่นแล้วพาสองสหายเข้าไปในห้องทำงานของนายร้อยเวร เพื่อให้เสี่ยหงวนประกันตัวนายโกวิทตามความประสงค์

ในชั่วโมงนั้นเอง สองสหายก็พานายโกวิทกับเด็กอ้นออกจากสถานีตำรวจโดยรถคาดิลแล็คเก๋ง นายโกวิทซาบซึ้งพระคุณของอาเสี่ยเป็นล้นพ้น

จบตอน