พล นิกร กิมหงวน 193 : สี่ใบเถา

คุณหญิงวาดออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อตอนสาย เจ้าแห้วขับรถดอดจ์เก๋งไปส่งท่าน ที่บ้านสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์คนหนึ่งคือคุณหญิงแววเพื่อนรักเกลอเก่าของคุณหญิงวาดที่บางเขนแล้ว เจ้าแห้วก็นำรถกลับมาบ้าน

ในราว ๑๗.๐๐ น. เศษ คุณหญิงวาดก็นั่งรถเชฟโลเล็ทเก๋งคันใหญ่ของคุณหญิงแววกลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" แต่คุณหญิงแววไม่ได้ตามมาส่งท่าน

รถเก๋งคันนั้นคลานมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก คนขับรถในวัยกลางคนรีบลงมาเปิดประตูหลังรถให้ท่าน คุณหญิงวาดถือกระเป๋าเงินใบใหญ่ก้าวลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแล้วท่านก็ส่งธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับให้คนขับรถของคุณหญิงแวว

"เอ้า เอาไปกินกาแฟ"

คนขับรถก้มตัวลงกระพุ่มมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณครับผม" แล้วเขาก็รับธนบัตรมาใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ท "มีอะไรที่ท่านจะให้กระผมรับใช้ท่านอีกหรือไม่ขอรับ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้

"หมดหน้าที่ของแกแล้วนายเจิม กลับไปบ้านเถอะเผื่อเด็กๆ เขาจะใช้รถ ฉันได้ยินหลานๆ เขาปรึกษากันว่าเขาจะไปดูเสอกัดหรือเซ่อกั๊ดอะไรนี่แหละดูเหมือนเขาเล่นที่สวนลุมพินี"

"ครับผม"

คุณหญิงวาดพาตัวเดินขึ้นบันไดไปบนตึก แต่ภายในห้องโถงและห้องรับแขกไม่มีใครเลย คุณหญิงวาดเดินเลยออกไปทางหลังตึก คราวนี้ท่านก็แลเห็นสมาชิกในครอบครัวของท่านนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่บนศาลาพักร้อนหรือศาลาไทยอย่างพร้อมหน้า ขณะนี้ลมว่าวกำลังพัดโชย

เฉื่อยเย็นสบาย

เสียงสมนึกตะโกนลั่น

"คุณย่าครับ พวกเราอยู่นี่เชิญทางนี้ครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มละไม ลูกหลานของท่านทำให้ท่านมีความสุขกายสบายใจอย่างยิ่ง ข่าวที่น่าชื่นใจก็คือว่า พ.อ. พล พัชราภรณ์จะได้เป็นนายพลในไม่ช้านี้และหลานชายของท่านทั้งสี่คนก็จะได้เลื่อนยศเป็นร้อยโท เป็นเรืออากาศโท และเรือโท คุณหญิงวาดก้าวลงบันไดหลังตึกตรงมาที่

ศาลาไทยเดินขึ้นบันไดเนินดินสูงตรงมายังศาลาพักร้อนหลังใหญ่ซึ่งสร้างแบบศิลปของไทยเรา

นิกรกระซิบบอกเสี่ยหงวนเบาๆ

"แกดูคุณอาซีวะ แต่งผ้าไทยชุดสีกลีบบัวชุดนี้มองดูคล้ายๆ กับนางพญาแม้ว"

เสี่ยหงวนเผลอตัวหัวเราะก้ากแล้วฟ้องคุณหญิงวาดทันที

"คุณอาครับ อ้ายกรมันว่าคุณอาแต่งผ้าไหมไทยชุดนี้มองดูเหมือนนางพญาแม้ว"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยงแล้วหันมาทางนิกร

"ฉันจะเป็นนางพญาแม้วหรือนางพญามูเซอนางพญากะเหรี่ยงหรืออะไรก็ตาม แต่แกก็เติบโตมาได้เพราะฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่แม่แกเท่งทึงไปเมืองผี"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"แล้วผมไปว่าอะไรล่ะ นางพญาน่ะหมายความว่าผู้หญิงที่เป็นใหญ่ในกลุ่มชน ผมไม่ได้ดูหมิ่น คุณอานี่ครับ ใจเย็นๆ น่า วันนี้แฟนขอร้องให้งดด่าสักวันไม่ได้หรือครับ"

คุณหญิงวาดกำลังมีอารมณ์ดีจึงหัวเราะแล้วเลื่อนตัวไปนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทุกคนไม่ได้นั่งโต๊ะแต่นั่งห้อมล้อมเรือนต้นไม้มีโต๊ะเล็กๆ สำหรับตั้งเครื่องดื่มกระป๋องบุหรี่ที่เขี่ยบุหรี่หลายตัว แต่โต๊ะข้างนิกรกับลูกชายของเขามีเต้าหู้ทอดจานใหญ่หนึ่งจานพร้อมด้วยน้ำจิ้ม

สองพ่อลูกมีนิสัยเหมือนๆ กันคือชอบกิน

"ไปเล่นไพ่บ้านคุณหญิงแววมาหรือครับคุณหญิง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"เปล่าค่ะ หมู่นี้ดิฉันเมื่อยหลังนั่งเล่นไพ่ไม่ใคร่ไหว ไปคุยกันปรึกษาหารือกันที่จะสร้างอนาคตให้เจ้าหลานชายทั้งสี่คนนี่แหละค่ะ" คุณหญิงวาดหมายถึง พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างจ้องตาเขม็งมองดูคุณหญิงวาด เสี่ยตี๋กล่าวขึ้นทันที

"คุณย่าจะหาเมียให้พวกเราหรือครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ใช่ พวกเจ้าบวชเรียนแล้วสมควรจะมีลูกมีเมียได้แล้ว ปีนี้ต่างก็มีอายุย่างเข้าเบญจเพศเว้นแต่พ่อดำรงพึ่งย่างเข้าปีที่ ๒๔ เพราะอ่อนกว่าเจ้าทั้งสามคนหนึ่งปีแต่ก็เหมือนกับว่าอายุเท่ากัน ย่าได้เจรจาสู่ขอหลานสาวของคุณหญิงแววให้เจ้าทั้งสี่คนเรียบร้อยแล้ว"

"โอ๊ย" พนัสร้องลั่น "หลานสาวคุณย่าแววหรือครับ ผมตายแน่คุณย่า"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับพนัส

"ทำไมถึงจะตาย"

"ผมไม่ชอบครับ ดัดจริตเป็นผู้ดีแปดสาแหรกเย่อหยิ่งจองหองเต๊ะท่าถือว่าเป็นลูกสาวเอกอัครราชทูต สวยน่ะผมไม่เถียง แต่ผู้หญิงสวยไม่สุภาพอ่อนหวานผมไม่รับประทานครับคุณย่า"

"ก็ให้มันรู้ไปว่าแกจะวิเศษกว่าฉัน สำหรับแกจะต้องแต่งงานกับแม่ใหญ่ เจ้านพแต่งงานกับแม่กลาง"

"ตายแล้ว" ลูกชายของนิกรร้องลั่น "หน้าตาเหมือนลิงถีบ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พูดบ้าๆ อะไรวะเจ้านพ ลูกเขามีพ่อมีแม่มีสกุลรุนชาติดันพูดออกมาได้ว่าหน้าตาเหมือนลิงถีบ"

"ปู้โธ่ คุณย่าก็ ผมว่าตัวผมต่างหากหน้าตาเหมือนลิงถีบแล้วเขาจะแต่งงานกับผมหรือครับ"

"ไปได้น้ำขุ่นๆ เหมือนพ่อแกไม่มีผิด" แล้วท่านก็หันมาทางเสี่ยตี๋ "สำหรับเจ้าแต่งกับแม่เล็ก แล้วก็ดำรงแต่งกับแม่จิ๋ว ย่าได้ตกลงกับคุณหญิงแววและแม่ศรีไว้เรียบร้อยแล้ว พิธีหมั้นอันมีเกียรติจะได้กระทำในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เวลาสี่โมงเช้าที่บ้านคุณหญิงแวว"

"โน" นายพลดิเรกร้องลั่น

คุณหญิงวาดยกมือชี้หน้าศาสตราจารย์ดิเรก

"ถ้าโนหัวแกก็ต้องบวมหรือแตก ฉันเป็นย่าของเจ้าสี่คนนี่ใครจะใหญ่กว่าฉันก็ให้รู้ไป พ่อแม่หรือ ใครๆ จะขัดขวางไม่ได้ทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลอบค้อนคุณหญิงวาดแล้วพูดโพล่งขึ้น

"แต่ผมเป็นตาเจ้านพและดำรงนะครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด

"ตาหัวล้านไม่สำคัญ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นศาลาพักร้อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋แล้วค้อนปะหลับปะเหลือก พล พัชราภรณ์ลุกขึ้นเดินมานั่งบนเก้าอี้ว่างข้างคุณหญิงวาด

"คุณแม่ไม่ได้พูดเล่นหรือครับที่ว่าคุณแม่ได้ไปสู่ขอสี่ใบเถาหลานคุณน้าแววให้เจ้าสี่คนนี่"

"พูดจริงๆ ลูก แม่ศรีกับคุณหญิงแววเขาเต็มใจที่จะเป็นทองแผ่นเดียวกับเรา แม่ตกลงกับเขาแล้ว เขาเรียกเงินสดคนละแสน สี่คนก็สี่แสน แหวนเพชรคนละวงไม่จำกัดกะรัต เพราะเขาแน่ใจว่าเจ้าสี่คนนี่คงไม่ซื้อแหวนเพชรราคาพันสองพันไปหมั้นลูกสาวเขา สำหรับเงินที่เขา

เรียกร้องแม่จะจ่ายให้เองคนอื่นไม่ต้องเดือดร้อนวุ่นวาย ค่าแหวนเพชรแม่ก็จะจ่ายเงินให้ไปซื้อคนละแสน เงินแปดแสนเพื่อให้หลานๆ ของแม่มีเมียไม่มากมายอะไรหรอก"

"แล้วจะแต่งงานกันเมื่อไรครับ" พลถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"ก็คงเป็นต้นไป ๒๕๐๑ ให้พ้นเดือน ๑๒ ไปก่อน แต่งตอนนั้นโบราณเขาถือ"

สมนึกร้องขึ้นดังๆ

"เตี่ย หนูไม่แต่ง หนูไม่ชอบลูกสาวน้าศรี"

กิมหงวนมองดูลูกชายโทนของเขาอย่างขบขัน

"เอา-แหกปากเข้าไปนั่งอยู่ใกล้ๆ กันแค่นี้"

สมนึกยกเท้าทั้งสองกระทืบพื้นถี่เร็ว

"ก็หนูไม่รักนี่นะ ตอนที่น้าศรีพาลูกกลับเมืองไทยพวกเราไปรับที่ดอนเมืองคุณย่าแนะนำให้รู้จักสี่ใบเถานั่นผมก็เกลียดขี้หน้าเต็มทนแล้ว วางท่าหยิ่งยโสยังกะนางพญากาแร็ต พูดกับคนหือหาพูดกับคนใช้เอ็งข้า จะเป็นฝรั่งก็ไม่ใช่จะเป็นไทยก็ไม่เชิง"

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"อย่าไปติเขาเลยเจ้านึก เขาเป็นผู้ดีแท้ๆ เขาก็ต้องทำตัวเช่นนั้นถึงพ่อของยายหนูสี่คนนั่นตัดช่องน้อยหนีไปเพราะอุบัติเหตุรถยนต์คว่ำที่เมืองนอก ตระกูลทางฝ่ายคุณชัชวาลก็เป็นผู้ดีชั้นสูง"

นพพูดเสริมขึ้น

"ตระกูลนี้ทำน้ำตาลสดขายหรือครับคุณย่า"

คุณหญิงวาดทำหน้าฉงน

"แกหมายความว่ากระไรวะ ผู้ดีชั้นสูงไหงทำน้ำตาลสดขาย"

"ก็ขึ้นไปทำบนยอดตาลยังไงล่ะครับ"

"แหม-ประเดี๋ยวแม่ด่าเปิงเลยอ้ายนี่ ย่ากำลังพูดเป็นงานเป็นการโว้ย พวกแกทั้งสี่คนจะต้องเข้าพิธีหมั้นในวันอาทิตย์นี้ แล้วก็จำไว้ให้ดี พนัสหมั้นกับจันทิมาหรือแม่ใหญ่ แกหมั้นกับจันทนาหรือแม่กลาง เจ้าตี๋หมั้นกับแม่เล็กหรือ อ้า "

สมนึกพูดต่อด้วยเสียงหัวเราะ

"จันทร์ขี้เฟียะ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือก

"แกน่ะซีจันทร์ขี้เฟียะ จันทน์กะพ้อโว้ย" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่ศาสตราจารย์ดำรงซึ่งนั่งหน้าตูมอยู่ข้างนายพลดิเรก "สำหรับเจ้าหมั้นกับแม่จิ๋วหรือจันทร์จรัส"

ดำรงทำปากแบะร้องไห้

"ไม่ไหวครับคุณย่า แบบนี้เรียกว่าคลุมถุงชนนี่ครับ ยายแซ่จันทร์สี่ใบเถานั่นมีแต่ความสวยเท่านั้น รสนิยมไม่ถูกกับพวกเราแน่ๆ กิริยามารยาทก็ไม่ถูกใจเรา คุณย่าน่าจะคิดบ้างว่าปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ กินขี้หมูอย่าให้ใครเห็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"สุภาษิตตวักตะบวยอะไรของแกวะดำรง"

คุณหญิงวาดโบกมือห้ามเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนให้สงบปากเสียงแล้วท่านก็กล่าวว่า

"ย่าเป็นย่าของพวกเจ้า ย่าเป็นผู้ใหญ่และแก่จนปูนนี้แล้ว จะทำอะไรก็ต้องคิดต้องตรองให้รอบคอบไม่ได้ทำชุ่ยๆ เหมือนอย่างพ่อๆ ของพวกเจ้า ย่าจะไม่ยอมให้เจ้าหาคู่ครองกันเอาเองเป็นอันขาด หนุ่มๆ อย่างพวกเจ้าก็รังแต่จะคว้าเอาพวกจิ๊กกี๋มาเป็นเมียเท่านั้นเอง สำหรับแม่สี่

ใบเถาหลานสาวคุณหญิงแววย่ารับรองว่าแต่ละคนเป็นเด็กดีมีตระกูลสูง มารศรีแม่ของยายสี่ใบเถานั่นก็เป็นลูกเจ้าคุณ พานทอง คุณชัชวาลผัวของแม่ศรีก็ลูกเจ้าคุณมิหนำซ้ำยังได้ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต พ่อๆ ของพวกเจ้าก็รู้จักคุ้นเคยกับพ่อชัชและรู้ดีว่าพ่อชัชเป็นคนดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พูดถึงชัชวาลน่าสงสารมาก อายุอ่อนกว่าดิเรกปีเดียว ถ้าไม่ตายด้วยอุบัติเหตุรถคว่ำอนาคตคงจะไปได้ไกล อย่างน้อยก็ได้เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ"

คุณหญิงวาดนิ่งอึ้งไปสักครู่ก็เปลี่ยนสายตามาที่สี่นางซึ่งนั่งเรียงกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน"

"พวกคุณแม่สี่คนนี่จะว่ายังไงยะ แต่ถ้าคัดค้านก็เป็นขัดใจกันละ เพราะฉันได้ตกลงกับคุณหญิงแววและแม่ศรีเขาเรียบร้อยแล้ว"

ทั้งสี่นางหน้าจ๋อยไปตามกัน นวลลออกล่าวขึ้นด้วยเสียงอ้อมแอ้มว่า

"สุดแล้วแต่คุณอาเถอะค่ะ"

"เออ-พูดยังงี้ก็ชื่นใจหน่อย แม่ภาล่ะว่ายังไง"

ประภายิ้มเล็กน้อย

"คุณอาว่าถ้าใครคัดค้านละก้อเป็นขัดใจกัน ภาก็ไม่กล้าคัดค้านค่ะ"

"แล้วแม่ไพล่ะ"

"ไพอยากจะขอให้ที่ประชุมใหญ่เปิดอภิปรายในเรื่องนี้เพื่อลงมติกันเป็นเอกฉันท์ค่ะ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อกท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหาย

"นี่บ้าน "พัชราภรณ์" ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรโว้ย เรามีการปกครองแบบเผด็จการคืออำนาจสูงสุดในบ้านนี้เป็นของอา เมื่ออาตัดสินใจทำอะไรลงไปอาจะไม่ยอมให้ใครคัดค้านเป็นอันขาดไม่ว่าจะเป็นหัวล้านหรือหัวดีก็ตาม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"เล่นงานผมอีกแล้ว ผมยังไม่ได้คัดค้านอะไรสักหน่อย แต่ผมเกรงว่าหลานๆ ของเรามันจะไม่มีความสุขถ้าหากว่ามันจะแต่งงานกับผู้หญิงที่มันไม่รัก"

"โอ๊ย-อย่าไปคิดเช่นนั้นเลยค่ะเจ้าคุณ ดูแต่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ของดิฉันก็แล้วกัน ก่อนแต่งงานกันเราไม่เคยรักกันเลย เจ้าคุณท่านเกลียดดิฉันเสียด้วยซ้ำพอแต่งงานกันเราก็รักกันอยู่ร่วมชีวิตกันจนกระทั่งท่านมีอันเป็นเท่งทึงไป"

พนัสลูกชายของพลกล่าวขึ้นบ้าง

"สมัยโน้นกับสมัยนี้ไม่เหมือนกันนะครับคุณย่า เดี๋ยวนี้โลกเราเจริญแล้วหนุ่มสาวต่างมีสิทธิ์ที่จะเลือกคู่ครองของตัวเอง"

"แกอย่ามาพูดดีหน่อยเลยวะอ้ายนัส ฉันชักยัวะขึ้นมาแล้วซิ ถ้าให้พวกแกเลือกเอาเองแต่งงานกันไม่กี่วันก็ทุบตีกันหน้าตาปูดโปแล้วก็หย่าร้างกัน หนุ่มๆ ก็ต้องเลือกผู้หญิงสาวสวยจะเหลวแหลกอย่างไรขอให้สวยเป็นใช้ได้ แม่สาวๆ ก็เลือกหนุ่มรูปหล่อ มีหางซ่อนไว้ก็ไม่สังเกตหรือ

ไม่พยายามสังเกต พออยู่กันไม่กี่วันหางงอกออกมา ทางผู้หญิงความเลวร้ายหรือนิสัยอันแท้จริงก็จะเกิดขึ้น ในที่สุดก็ต้องแยกทางกันอันเป็นเรื่องที่ต้องอับอายขายหน้าเขา ย่าเลือกให้พวกแกย่ารับรองโว้ย ลูกหลานเขาแม่สี่ใบเถานั่นน่ะเป็นเด็กดีจริงๆ ด้วงแมงไม่เคยไชริ้นไม่ไต่

ไรไม่ตอม สกุลรุนชาติดีมีวิชาความรู้พอตัว ฐานะก็อยู่ในระดับเศรษฐีถึงแม้ว่าจะเทียบกับเราไม่ได้ก็ตาม"

นพร้องขึ้นดังๆ

"ตกลงครับคุณย่า ตกลงวันอาทิตย์หมั้นวันจันทร์แต่งงานกันเลยนะครับ"

"อ้ายนพ" คุณหญิงวาดพูดเสียงกร้าว "อย่าพูดประชดประชันแดกดันย่าอย่างนี้ อ้ายระยำ พ่อแม่ไม่สั่งสอน มึงเกิดมาเป็นหลานกูทำไม"

นพยักไหล่แล้วแบมือ

"ผมช่วยไม่ได้ คุณย่าเกิดก่อนผม คุณย่าอยากเกิดมาเป็นย่าผมเอง ฮาป่าคุณย่าโว้ยพวกเรา หนึ่ง....สอง "

"ลองดู" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโร "ใครกล้าดีก็ลองฮาป่ากูซี หัวไม่แตกก็อย่านับถือ"

ประไพทำตาเขียวกับลูกชายของหล่อน

"อย่าทะลึ่งให้มากนักตานพ คุณย่าไม่ใช่เพื่อนเล่นของแกนะ"

คุณหญิงวาดลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวสรุป

"เป็นอันว่าทุกคนเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเพื่อไปประกอบพิธีหมั้นเจ้าสี่คนกับหลานสาวคุณหญิงแววในวันอาทิตย์นี้ พรุ่งนี้ฉันจะจ่ายเงินให้พ่อนัส พ่อนพ พ่อสมนึก และดำรงคนละแสนบาทให้ไปหาซื้อแหวนหมั้นตามใจชอบ"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้เพื่อนๆ ของเขา

"ไปซื้อมะรืนนี้ดีกว่าโว้ยตรงกับวันเสาร์สนามหลวงมีตลาดนัด แถวป้ายรถเมล์ทางด้านตรงข้ามปั๊มน้ำมันสามทหารมีร้านขายเครื่องเพชรทองรูปพรรณหลายร้าน แหวนเพชรขนาด ๑๐ กะรัตอย่างแพงก็ ๒๐ บาท แถมสร้อยคออีกหนึ่งเส้น แต่ต้องหมั่นชุบหน่อย"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับลูกชายเสี่ยหงวน

"แกไม่รักหน้าของแก ไม่รักหน้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายจะทำยังงั้นก็ตามใจย่าบอกเสียก่อนนะ ถ้าใครหลีกเลี่ยงการหมั้นครั้งนี้เป็นตัดเป็นตัดตายกันละ คิดดูก็แล้วกันว่าย่าจะเอาหน้าไปไว้ไหน คุณหญิงแววกับแม่ศรีเขาจะต้องถอนหงอกย่าแน่ๆ แกสี่คนเตรียมตัวได้แล้ว หาเพื่อนสนิท

ไปด้วยเพราะหลังจากพิธีหมั้นคุณหญิงแววเขาจะเลี้ยงอาหารกลางวัน สำหรับเพื่อนเอาไปคนละ ๕ คน เป็นอย่างมากเพื่อจะได้เป็นพยานรู้เห็นในพิธีหมั้นพวกคุณพ่อคุณแม่ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ให้พร้อม ฉันไม่อยากจะพูดอะไรให้มากกว่านี้ เพราะรู้ว่าถ้าขืนนั่งอยู่ที่นี่จะมีคนคัดค้าน

ฉัน"

แล้วคุณหญิงวาดก็พาตัวเดินออกไปจากศาลาพักร้อน สี่สหายกับสี่นางต่างมองดูหน้ากัน เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนมีสีหน้าหม่นหมองเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มใจ ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะเสี่ยหงวนจึงกล่าวขึ้นว่า

"เท่าที่เรารู้มา คุณน้าแววมีฐานะไม่สู้จะดีนัก คุณนันนั่นแหละเคยเล่าให้ผมฟังว่าคุณน้าแววเอาตึกแถวที่ถนนดินแดงจำนองคุณอาไว้สองแสน"

นันทารีบกล่าวห้ามอาเสี่ยทันที

"อย่าพูดดังไปค่ะ เรื่องนี้คุณอาท่านปิดพวกเราที่สุดเพราะไม่อยากให้เพื่อนของท่านขายหน้าพวกเรา"

อาเสี่ยยิ่งแหกปากพูดดังขึ้นอีก

"ไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอายขายหน้าอะไรนี่ครับ คนเราดวงดีก็มีบุญวาสนา มีโชคลาภเงินทองไหลมาเทมา ถ้าดวงไม่ดีพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกพระอาทิตย์ไล่เตะพระราหู พระอังคารชกหน้าพระพุธอะไรเหล่านี้ที่ฟูก็แฟบที่รวยก็จน คุณน้าแววก็เหมือนกัน เมื่อเงินขาดมือท่านก็ต้องเอา

ตึกแถวของท่านมาจำนองคุณอา"

นิกรกล่าวขึ้นบ้าง

"ถ้ายังงั้นคุณน้าแววคงจะมีแผนยกหลานสาวของท่านให้ลูกหลานของเราด้วยวิธีหักกลบลบหนี้สิน แล้วก็ยังมีเงินเหลืออีกสองแสนเพราะคุณอาบอกว่าทางคุณน้าแววเรียกเงินสินสอดสำหรับยายสี่ใบเถานั่นคนละแสนบาท เราจะคิดอ่านแก้ไขกันอย่างไรดีล่ะในเมื่อคุณอาตกลงกับคุณ

น้าแววเขาไว้เรียบร้อยแล้ว"

พลว่า "ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้"

ดำรงลูกชายของนายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"แต่ผมมีทางแก้ไขครับคุณลุง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันมามองดูศาสตราจารย์ดำรงเป็นตาเดียว

"แกจะแก้ไขอย่างไรบอกตาซิ"

ดำรงหัวเราะเบาๆ

"ขอเวลาให้ผมกับเพื่อนๆ ปรึกษากันก่อนครับแต่ทางแก้ไขนั้นมีแน่"

ประภาพูดเสริมขึ้น

"แต่เจ้าจะใช้วิธีดื้อแพ่งไม่ยอมเข้าพิธีหมั้นน่ะไม่ได้นะลูกนะ"

ศาสตราจารย์ดำรงอมยิ้ม

"ไม่ครับแม่ วิธีนั้นโง่เต็มทน ผมคิดว่าผมกับเพื่อนๆ จะต้องเข้าพิธีหมั้นกับแม่สี่ใบเถานั่น เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของคุณย่า แต่ผมจะวางแผนทำให้แม่สี่ใบเถาหรือคุณน้าศรีและคุณย่าแวว อิดหนาระอาใจพวกผมถึงกับคืนหมั้นเพราะไม่ประสงค์ที่จะให้พวกผมเป็นทอง

แผ่นเดียวกับเขา ไม่ยากเย็นอะไรหรอกครับ ระเบิดนิวเคลียร์หรืออาวุธจรวดยากกว่านี่ผมยังใช้สมองของผมสร้างมันได้"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วศาลาพักร้อน พนัสถึงกับลงทุนยกมือไหว้ศาสตราจารย์ดำรงผู้เฉลียวฉลาด

"ช่วยให้กันรอดพ้นจากการแต่งงานกับยายจันทิมาทีเถอะวะ ผู้หญิงอย่างนั้นกันไม่ชอบ สวยน่ะสวยละแต่กิริยามารยาทไม่นุ่มนวลขาดความอ่อนหวานอันเป็นคุณสมบัติอันแท้จริงของลูกผู้หญิง ทรรศนะของกันเรื่องผู้หญิงนั้นสวยหรือไม่สวยไม่สำคัญขอให้มีความสุภาพอ่อนหวานเป็น

ใช้ได้ ยากดีมีจนก็ไม่แปลก"

นพพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงแหลมเล็กเหมือนคนจมูกบี้

"ใช่ พี่พนัสพูดเหมือนใจให้ดิ้นตาย น้องก็ชอบผู้หญิงอ่อนหวาน"

นิกรมองดูลูกชายของเขาด้วยความหมั่นไส้

"เดี๋ยวก็ยันโครมเดียวหงายหลังลงไปจากเก้าอี้เท่านั้นเอง พูดลิ้นแบๆ บีบเสียงเล็กๆ อย่างนี้มันกวนดีพิลึก"

นายพลดิเรกพูดโพล่งขึ้น

"กลุ้มใจโว้ย คุณอาดำเนินแผนการแบบรวบรัดตัดความเช่นนี้เป็นเรื่องที่พวกเราพูดไม่ออกได้แต่กลอกหน้า อยากจะคัดค้านก็กลัวถูกด่า ตามแต่เรื่องเถอะวะ ท่านหาเมียให้อ้ายสี่คนนี่ท่านก็ต้องรับผิดชอบ ถ้าหากว่าวิวาห์กลายเป็นวิวาทอยู่ร่วมกันแบบขมิ้นกับปูน เด็กสาวสี่ใบเถา

นั่นน่ะรสนิยมไม่เหมือนกันลูกหลานของเราเลย ล้วนแต่เย่อหยิ่งจองหองไว้ตัวเห็นคนจนหรือคนชั้นต่ำเป็นสัตว์เลื้อยคลานทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนัก"

ดำรงยิ้มให้บิดาของเขา

"เอาเถอะครับ ผมจะวางแผนการยุทธให้ดีที่สุด พ่อแม่น้าอาและลุง ตลอดจนคุณตาจะต้องเลื่อมใสในมันสมองอันเฉียบแหลมของผม"

"ออไร๋ ถ้ายังงั้นก็เป็นเรื่องของแกและเพื่อนๆ ที่จะคิดแก้ไขในเรื่องนี้ พวกเราทุกคนเห็นใจแกทั้งสี่คนโว้ย แต่เราก็ไม่กล้าคัดค้านคุณย่าแก" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เสี่ยตี๋มองดูเสี่ยหงวนแล้วทำปากแบะร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เตี่ย หนูยังไม่อยากมีเมีย"

เสี่ยหงวนจุ๊ปากจิ๊กจั๊ก

"ตามใจแกเถอะวะ แกขึ้นไปพูดกับคุณย่าซี"

"ไม่เอา หนูกลัวคุณย่าด่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"คราวนี้คุณหญิงทำเจ็บมาก ท่านไม่ยอมปรึกษาหารือหรือขอความเห็นจากพวกเราเลย อ้ายเราเป็นตาก็เหมือนตาตุ่มไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวเจ้านพและดำรงแม้แต่น้อย แกสี่คนแต่งงานเสียทีก็ดีวะจะได้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้ปู่ตาได้ชื่นชมเหลน"

นพยิ้มให้ตาของเขา

"เหลนหรือจิ้งเหลนครับคุณตา"

"เหลนโว้ย ลูกของหลานเรียกว่าเหลน"

"แล้วลูกของเหลนล่ะครับ"

สมนึกตอบแทนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ลูกของเหลนก็เรียกว่าโล้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยงหันขวับมาทางลูกชายของเสี่ยหงวน

"ใครบอกแกล่ะ"

สมนึกหัวเราะ

"เตี่ยบอกครับ"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "หาเรื่องให้กูถูกเตะแล้วไหมล่ะ ลูกของเหลนน่ะเขาไม่นับเป็นลูกหลานหว่านเครือแล้วโว้ย เหมือนอย่างเตี่ยเป็นหลานของเหลนของหลานสุนทรภู่แต่ก็ไม่ได้นับว่าเตี่ยเป็นลูกหลานของท่าน"

"ถุย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "อย่ามาแอบอ้างหน่อยเลยวะ เหลนของหลานสุนทรภู่คือกันโว้ย ปู่ทวดของกันเป็นชาวเมืองแกลงเป็นหลานท่านสุนทรภู่ ถ้าคิดตามลำดับญาติกันก็เป็นวงศ์วานของท่านสุนทรภู่เหมือนกัน" แล้วนิกรก็กล่าวเป็นกลอนตลาดอย่างคล่องแคล่ว

อันวัวควายตายแล้วเหลือเขาหนัง

มนุษย์เราชื่อยังปรากฏอยู่

จอมกวีศรีสยามนามท่านครู

สุนทรภู่ยิ่งใหญ่ในเชิงกลอน

นันทาลอบค้อนน้องชายของหล่อนแล้วกล่าวกับสามนาง

"คงไปจำขี้ปากใครเขามา"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่ได้จำขี้ปาก จำที่ใครเขาแต่งไว้ในหนังสืออะไรก็ไม่รู้" แล้วนิกรก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "กลุ้มใจโว้ยทำคึกคักไปยังงั้นเอง คุณอาเล่นใช้ไม้ตายแบบนี้ลูกหลานเรามันคงย่ำแย่ไปตามกัน แต่งงานกับคนที่ไม่รักจะมีความสุขได้อย่างไร อยู่กันหม้อข้าวยังไม่ทันจะบวมก็หย่ากันแล้ว

หรือม่ายก็มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันถึงกับลงมือลงตีนกัน"

ดำรงยิ้มให้นิกรแล้วพูดตัดบท

"ใจเย็นๆ เถอะครับน้ากร ผมจะใช้ความคิดของผมทำให้แม่สี่ใบเถานั่นยอมคืนหมั้นเราในไม่ช้า ส่วนการหมั้นเราก็จะต้องยอมเข้าพิธีหมั้นตามกำหนดเวลาที่คุณย่าได้ตกลงกับฝ่ายผู้หญิงเขาไว้แล้ว"

ในที่สุดวันประกาศพิธีหมั้นก็ผ่านมาถึง

หนังสือรายวันหลายฉบับลงข่าวกันเกรียวกราวซึ่งวงศาคณาญาติทางฝ่ายผู้หญิงเป็นผู้นำข่าวไปลงพิมพ์

เราจะได้นำท่านผู้อ่านไปที่บ้านของคุณหญิงแวว หรือคุณหญิงพิบูลย์ราชเดชริมถนนพหลโยธินบางเขน บ้าน "ทับเทวัญ" เป็นตึกสองชั้นขนาดกลางปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินหนึ่งไร่ซึ่งที่ดินนี้เป็นสมบัติดั้งเดิมของคุณหญิงแววตั้งแต่ราคาไร่ละ ๒๐๐ บาทก่อนสร้างถนนพหลโยธิน คุณหญิง

แววอพยพจากบ้านฝั่งธนมาปลูกตึกอยู่ที่นี่หลังจากเจ้าคุณพิบูลย์ฯ ถึงแก่อนิจกรรมได้ ๒ ปี ท่านได้ดำเนินกิจการโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้ามาได้เพียงปีเศษก็ประสบการขาดทุนอย่างย่อยยับ เพราะผ้าญี่ปุ่นที่มีราคาถูกได้โจมตีผ้าไทย หรือผ้าที่ผลิตในประเทศไทยย่อยยับไปตามกัน

หลังจากเลิกล้มโรงงานทอผ้าลูกเขยของท่านซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตไทยอยู่ในประเทศหนึ่งในยุโรป ก็ได้รับชะตากรรมต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำเพราะยางแตก มารศรีลูกสาวสุดที่รักคนเดียวคุณหญิงแววได้ปลงศพสามีของหล่อนเรียบร้อยแล้ว ก็พาลูกสาวสี่ใบเถา

เดินทางกลับกรุงเทพฯ และมาอยู่กับคุณหญิงแววที่บ้านนี้

อาเสี่ยกิมหงวนของเราพูดถูกแล้ว คุณหญิงแววกำลังเผชิญกับปัญหาสำคัญยิ่งคือเรื่องการเงิน รายได้ที่มีอยู่จากการให้เช่าอาคารที่ถนนดินแดง ซึ่งมีอยู่เพียง ๑๐ ห้องนั้นน้อยเกินไป นอกจากนี้ก็มีรายได้จากบ้านเช่าให้ฝรั่งเช่าอีก ๒ หลัง อย่างไรก็ตามคุณหญิงแววเป็นผู้ดีเก่าเป็น

สุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ การใช้จ่ายของท่านและลูกหลานของท่าน เดือนหนึ่งจะต้องใช้เงินอย่างต่ำถึง ๑๐,๐๐๐ บาท จึงจะเพียงพอแก่การครองชีพที่เหมาะสมกับสภาพและเกียรติ

เมื่อคุณหญิงวาดมาพูดสู่ขอสี่ใบเถาหลานสาวของท่านคุณหญิงแววก็รีบตกลงทันที ทั้งคุณหญิงแววและมารศรีตลอดจนสาวสวยสี่ใบเถาต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ทั้งนี้ก็เพราะทุกคนรู้ดีว่า พล, นิกร, กิมหงวน และศาสตราจารย์ดิเรกผู้เป็นบิดาของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนนั้นมีฐานะร่ำ

รวยเพียงใด

ถ้าหากว่า พนัส นพ สมนึก และดำรงได้แต่งงานกับสี่ใบเถา คุณหญิงแววและมารศรีก็จะได้รับความสุขสบายไปตลอดชีวิตคือมีเงินทองใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือยนั่นเอง ส่วนจันทิมา จันทนา จันทน์กะพ้อ และจันทร์จรัสก็จะนั่งอยู่บนกองเงินกองทอง โดยเฉพาะจันทน์กะพ้อ ลูกสะใภ้ใน

อนาคตของเสี่ยหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย

วันนี้คุณหญิงแววกับมารศรีและสี่ใบเถาตื่นนอนแต่เช้าตรู่ผิดปกติ บ้าน "ทับเทวัญ" ได้รับการตกแต่งสะอาดเรียบร้อยตั้งแต่วานนี้เอง ห้องโถงใหญ่ชั้นล่างของตัวตึกคือห้องประกอบพิธีหมั้น ส่วนการเลี้ยงอาหารกลางวันนั้นได้ตั้งโต๊ะที่เรือนต้นไม้หลังตึกคนใช้ชายหญิงของคุณหญิง

แววต่างแต่งกายสะอาดเรียบร้อยยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน หลังจาก ๘.๐๐ น. ล่วงแล้วพวกญาติสนิทมิตรรักของคุณหญิงแววก็ทยอยๆ กันมาที่บ้านรวมทั้งญาติผู้ใหญ่ฝ่ายสามีมารศรี และมิตรสหายของสี่ใบเถาด้วย "ทับเทวัญ" มีผู้คนพลุกพล่านผิดปกติ รถยนต์หลายคันจอดอยู่ริม

ถนนพหลโยธินนอกรั้วบ้าน ทั้งนี้ก็เพราะในบ้านมีที่ว่างพอจอดรถได้เพียงสามสี่คันเท่านั้นและคุณหญิงแววได้สงวนไว้เป็นที่จอดรถของฝ่ายเจ้าหนุ่มทั้งสี่คน และพวกญาติคือคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ในราว ๙.๓๐ น. คุณหญิงวาดพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายกับสี่นางก็มาถึงบ้าน "ทับเทวัญ" โดยรถคาดิลแล็คและบูอิคเก๋ง ซึ่งเจ้าแห้วทำหน้าที่ขับรถคาดิลแล็คและประภาขับรถบูอิคเก๋งของหล่อนด้วยตนเอง

เมื่อรถยนต์ทั้งสองคันแล่นผ่านประตูรั้วเข้ามาในเขตบ้านคุณหญิงแววก็รีบพามารศรีลูกสาวคนเดียวของท่านผู้เป็นมารดาของสี่ใบเถาออกมาคอยต้อนรับที่หน้าตึก คุณหญิงแววรูปร่างผอมบางแต่ท่วงท่าสง่างามไว้ตัว อายุของท่านอ่อนกว่าคุณหญิงวาด ๕ ปี ลักษณะท่าทางเย่อหยิ่ง

แต่งกายหรูหรานุ่งซิ่นไหมสีเขียวยกทอง สวมเสื้อแขนสามส่วนสีเขียวอ่อน ผ้าลูกไม้ราคาแพงแต่มีเครื่องเพชรตกแต่งเพียงสองสามชิ้น ส่วนมารศรีอยู่ในชุดวันพีชสีชมพู สวมสร้อยคอเพชรแต่เป็นเพชรลูกเม็ดขนาดเล็กราคาคงไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท

ทั้งแม่ลูกหน้าเสียไปตามกันเมื่อไม่เห็น พนัส นพ สมนึกและดำรง แต่ก็เข้าใจว่าคงจะติดตามมาภายในสองสามนาทีนี้ เมื่อสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก้าวลงมาจากรถ คุณหญิงแววก็พาลูกสาวของท่านลงบันไดไปต้อนรับทันที มีการไหว้กันโอภาปราศรัยกันอย่างสนิทสนม

เหมือนเครือญาติ อย่างไรก็ตามคุณหญิงแววและมารศรีรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่น้อยเมื่อแลเห็นคุณหญิงวาดและสี่นางประดับเครื่องเพชรแพรวพราวแวววาวตา โดยเฉพาะนวลลออฟัดสร้อยคอเพชรราคาเกือบห้าแสนบอกให้รู้ว่าหล่อนเป็นเมียมหาเศรษฐี สี่นางแต่งชุดสีฟ้าเหมือน

กันแบบเดียวกัน แม้กระทั่งรองเท้าสีขาวหัวแหลมก็ตัดจากร้านเดียวกัน คุณหญิงวาดแต่งชุดไหมไทยสีน้ำตาล สี่สหายแต่งสากลชุดสีกรมท่าผูกโบว์หูกระต่าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชุดสีเทา ส่วนเจ้าแห้วผูกเน็คไทแต่ไม่สวมเสื้อนอก กลิ่นน้ำหอมจากสี่นางหอมฟุ้ง

"เป็นยังไงคะคุณพี่" คุณหญิงแววถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ้มแย้ม "ไม่ได้พบคุณพี่เกือบครึ่งปีแล้วค่ะ สบายดีหรือคะ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ขอบคุณครับคุณหญิง สบายดีครับ แต่ว่าปีนี้รู้สึกว่าแก่เฒ่าร่วงโรยไปมาก"

"ยังค่ะ คุณพี่ยังกระชุ่มกระชวยดีนี่คะ เห็นจะเป็นเพราะไม่ทานเหล้านั่นเอง"

มารศรีพูดคุยกับสี่นางอยู่ทางหนึ่ง

"อย่าหาว่าศรีใจดำเลยนะคะที่ศรีไม่ได้พาลูกไปเยี่ยมพี่ๆ ทั้งๆ ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก พูดก็เหมือนแก้ตัวค่ะพี่นัน ศรีมีแต่เรื่องวุ่นวายไปทั้งนั้นเกี่ยวกับลูกๆ แหละค่ะ ยายจิ๋วสำเร็จ มศ. ๕ ก็อยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร"

นันทาบีบมือมารศรีแน่น

"เราต่างก็มีภารกิจที่ต้องทำนี่คะคุณศรี พี่กับเพื่อนๆ ก็เหมือนกัน ตั้งแต่ไปรับคุณที่ดอนเมืองก็เคยมาเยี่ยมคุณเพียงสองครั้งเท่านั้น"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"สามครั้งค่ะพี่นัน พาลูกๆ เรามาทานข้าวกับคุณน้ายังไงล่ะคะ"

"อ้อ จริงซีนะพี่ลืมไป"

นวลลออยิ้มให้มารศรีแล้วกล่าวว่า

"ยินดีมากค่ะที่เราจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างคุณอาท่านจัดทำไปตามความเห็นชอบของท่านค่ะ"

"ค่ะ คุณป้าบอกแล้วว่าสำหรับพ่อหลานชายทั้งสี่คนน่ะสิทธิ์ขาดอยู่กับท่านคนเดียวเท่านั้น" แล้วหล่อนก็เลื่อนตัวเข้ามายกมือจับแขนประภา "พี่ภาคงจะพอใจลูกจิ๋วของศรีนะคะ"

"ค้า" ประภาพูดยานคาง "พี่ยังบอกดำรงเลยว่าคุณย่าเลือกให้เหมาะแล้ว หลานจิ๋วสมกับดำรงของพี่มาก"

"หรือคะ แหม-ชื่นใจจังค่ะที่พี่ภาพูดอย่างนี้ อ้า-แล้วพี่ไพล่ะคะรู้สึกอย่างไรบ้าง"

ประภาทำหน้าเหยเก

"แล้วแต่คุณย่าของนพค่ะ พี่ไม่มีสิทธิ์อะไรหรอก ท่านจะเอายังไงก็สุดแล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร"

คุณหญิงแววเดินเข้ามาหาสี่นางและลูกสาวของท่าน

"ขึ้นไปคุยกันบนตึกกันเถอะ พี่วาดบอกว่าพ่อสี่คนนั่นเขากำลังไปรับเพื่อนสนิทของเขา แต่รับรองว่าจะมาถึงนี่ก่อนเวลาฤกษ์คือก่อน ๑๐.๐๐ นาฬิกา"

มารศรียิ้มให้สี่นาง

"เชิญค่ะ เชิญพี่ๆ ขึ้นไปบนตึกเถอะค่ะ" แล้วหล่อนก็เดินเข้าไปหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "พี่พลคะ พี่กร พี่หมอและเฮียเชิญข้างบนค่ะ อ้า-คุณลุงแต่งสากลชุดนี้สง่าจังค่ะ"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"ลุงแก่แล้วอย่ามายอลุงเลย พวกญาติๆ มากันพร้อมแล้วหรือ"

"ค่ะ อยู่ในห้องโถงค่ะ เชิญสิคะ"

คุณหญิงแววกับมารศรี ต่างพาคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นบันไดไปบนตึกเลยเข้าไปในห้องโถงซึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องพิธีหมั้น ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกญาติมิตรของคุณหญิงแวว และญาติทางฝ่ายชัชวาลสามีของมารศรีได้มาชุมนุมกันอยู่

อย่างคับคั่งแล้ว

ก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. เล็กน้อย

รถเบ็นซ์คันหนึ่งได้แล่นผ่านประตูรั้วบ้าน "ทับเทวัญ" เข้ามาด้วยความลำบากยากเย็น ทั้งนี้เพราะว่าเบ็นซ์คันนี้ไม่ใช่รถเก๋ง มันเป็นรถเมล์หรือรถประจำทางขนาดใหญ่ของบริษัท "การุณวงศ์" หรือของนิกรนั่นเอง เพราะหุ้นส่วนทั้งหลายของบริษัทรถยนต์ประจำทางนี้ก็คือคณะ

พรรคสี่สหาย และสี่นางกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน แต่นิกรถือหุ้นถึง ๗๕ เปอรเซนต์ จึงเป็นประธานอำนวยการหรือผู้อำนวยการบริษัท มีกิจการเดินรถในพระนครและธนบุรีถึง ๕ สาย มีรถรับส่งผู้โดยสารเกือบ ๒๐๐ คัน

รถบัสยี่ห้อเบ็นซ์แล่นตรงมาหยุดต่อท้ายรถบูอิคเก๋งของพล พัชราภรณ์ ท่ามกลางเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวของพวกจิ๊กโก๋ไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน ซึ่งล้วนแต่เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนจ้างหรือวานมาเป็นเพื่อนในการประกอบพิธีหมั้น ตามแผนการก่อกวนของศาสตราจารย์ดำรงผู้เฉลียวฉลาด

พนัส นพ สมนึกและดำรง ต่างพากันลงมาจากรถประจำทางคันนั้น ทั้งสี่คนแต่งกายแบบจิ๊กโก๋นิยม สวมวิคปลอมไว้ผมยาวเฟื้อยและดัดเป็นลอน สวมกางเกงทรงทรมานขาแคบสีเดียวกันคือสีน้ำตาลไหม้และสวมเสื้อยืดแขนสั้น คอปกสีแดงเพลิง สวมรองเท้าบู๊ทผ้าใบพื้นยางสี

กรมท่าแลเห็นถุงสั้นสีแดงแปร๊ดสะดุดตา ทั้งสี่คนอยู่ในบทบาทของจอมจิ๊กโก๋ ทั้งเครื่องแต่งกายและกิริยาท่าทาง

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คุณหญิงแววและคุณหญิงวาดและมารศรีมารดาของสี่ใบเถาก็พากันออกมาจากห้องโถง

สมนึกหรือเสี่ยตี๋มองขึ้นไปบนรถแล้ว ยกมือใส่ปากเป่าเปี๊ยว

"ลงมาซีโว้ยพรรคพวก นี่แหละบ้านเจ้าสาวในอนาคตของพวกเรา" แล้วเสี่ยตี๋ก็ตะโกนลั่น "ยิปปี้ วันนี้เป็นวันประกาศหมั้นอั๊วมีความสุขที่สุดในโลก ฮ่ะ ฮ่ะ ประเดี๋ยวกันจะจูบคู่หมั้นของกันให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตา ลงมาโว้ย"

คุณหญิงแววทำหน้าอย่างที่ไม่มีใครอธิบายได้ด้วย นึกไม่ถึงว่า เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนจะมาเข้าพิธีหมั้นในสภาพจิ๊กโก๋เช่นนี้ แทนที่จะแต่งเครื่องแบบสีขาวนายทหารสัญญาบัตรเพื่อให้เกียรติแก่ตัวเอง และเจ้าสาว ตลอดจนบรรดาแขกผู้มีเกียรติอีกหลายท่าน

บรรดาจิ๊กโก๋ทั้งหลายต่างไชโยโห่ร้องเสียงลั่นบ้าน และพากันลงมาจากรถทางด้านหน้าและท้ายรถ บางคนมีกีต้าลูกแซ็ดหรือแอ็คคอเดียนถือติดมือลงมาด้วย แต่ละคนเอะอะเอ็ดตะโรตามวิสัยจิ๊กโก๋ที่ไม่เคยสนใจในเรื่องกิริยามารยาท

แล้วดนตรีที่คล้ายๆ กับวงชาโด้ก็เริ่มบรรเลงเพลงข้างรถบัสคันนั้นจิ๊กโก๋หลายคนต่างรำป้อร้องเพลงรำวงกันอย่างสนุกสนาน

" หล่อจริงนะดารา งามตาจริงแม่สาวเอย วันนี้เรามีความสุข สนุกรื่นเริงหัวใจ ที่นี่คือแดนสวรรค์ เธอกับฉันมาเต้นวาตูซี่ เธอกับฉันมาเต้นวาตูซี่"

พนัสรำคู่กับนพ สมนึกรำคู่กับดำรง พวกจิ๊กโก๋ครึกครื้นรื่นเริงกันสุดเหวี่ยง คณะพรรคสี่สหายกับ สี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบออกมาดู ส่วนญาติทางฝ่ายคุณหญิงแวว และเพื่อนๆ ของสี่ใบเถาแอบมองอยู่ตามหน้าต่างประตู และต่างก็งวยงงไปตามกันที่เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนมาทำ

พิธีหมั้นในสภาพเช่นนี้

คุณหญิงแววทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ยกมือขวาจับแขนซ้ายของคุณหญิง

"พี่วาด หลานของพี่วาดพาพวกโจรห้าร้อยมาปล้นดิฉันหรือคะนี่"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"เปล่าๆ เพื่อนหลานๆ ของพี่น่ะเธอ"

มารศรียกมือขวาตบอก

"ตายแล้วคุณป้า ทำไมพ่อนัส พ่อนพ พ่อสมนึก และพ่อดำรงถึงคบกับจิ๊กโก๋ล่ะคะ อุ๊ยตาย นั่นเขาเต้นรำแบบไหนคะ แอ่นหลังเหมือนเป็นสันนิบาต"

คุณหญิงวาดฝืนหัวเราะ

"ป้าก็ไม่มีความรู้ในเรื่องเต้นรำหรอกแม่ศรี วาตูซี่หรือทวิสต์อะไรเทือกนั้นละกรามั้ง ป้ารู้จักแต่ระบำจ้ำบ๊ะปุ๊บชึ่งๆ "

คุณหญิงแววจูงมือลูกสาวของท่านเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหายและสี่นางกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วคุณหญิงแววก็เล่นงานสี่สหายเมื่อเห็น พล, นิกร, กิมหงวน และศาสตราจารย์ดิเรกยืนหัวเราะงอไปงอมา

"หมายความว่ายังไงกันยะพ่อหลานชาย ที่ลูกๆ ของพวกเธอมาเข้าพิธีหมั้นอย่างนี้น่ะมีเจตนา ดูถูกน้าหรืออย่างไรกัน พาพวกกุ๊ยยกโขยงกันมาเต็มรถมีการร้องรำทำเพลงกันด้วย พ่อนัส พ่อนพ พ่อดำรง และพ่อสมนึกก็แต่งตัวไม่เรียบร้อยเหมือนกันตั้งใจจะมาดูหมิ่นกัน"

สี่สหายทำหน้าตายไปตามกัน พลกล่าวกับคุณหญิงแววอย่างนอบน้อม

"คุณน้าเข้าใจผิดเอามากเชียวครับ เจ้าสี่คนมันตื่นเต้นดีใจที่จะได้หมั้นกับหลานสาวของคุณน้าทั้งสี่คน จนกระทั่งเมื่อคืนนี้มันนอนไม่หลับตลอดคืน"

มารศรีพูดเสริมขึ้น

"ตื่นเต้นดีใจหรือคะพี่พล"

"ครับ ทุกคนต่างพึงพอใจคู่หมั้นของตนที่คุณย่าจัดหาให้"

คุณหญิงแววทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"แล้วทำไมถึงมาบ้านน้าแบบนี้ล่ะพ่อหงวน ไม่ผิดอะไรกับพวกโจรที่ปล้นตลาดท่าเรือเมื่อเร็วๆ นี้ ดูซี ตาสมนึกส่ายฮาไวควงตะโพกเสียด้วย ตานพก็เต้นแอ่นหน้าแอ่นหลังน่าเกลียดจะตายไป"

เสี่ยหงวนซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"คุณน้าน่าจะทราบดีแล้วว่า เจ้าสี่คนมันสำเร็จมาจากอเมริกา นิสัยใจคอมันก็คล้ายๆ กับหนุ่มอเมริกันนั่นแหละครับ รักอิสระ ชอบทำอะไรง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองเต๊ะท่าแบบผู้ดีอังกฤษ อย่าถือมันเลยครับ ที่ร้องรำทำเพลงกระโดดโลดเต้นกันอย่างนี้ก็แสดงว่าเจ้านัส เจ้านพ เจ้าตี๋และ

ดำรงมันกำลังตื่นเต้นดีใจที่จะได้หมั้นกับหลานสาวของคุณน้า"

คุณหญิงแววยิ้มออกมาได้

"เออ-จริงซีนะ น้าพึ่งนึกได้เดี๋ยวนี้ว่าคนอเมริกันน่ะเขารักอิสระชอบทำอะไรตามความพอใจของตน ใครจะติฉินนินทาว่าร้ายอะไรเขาก็ไม่แคร์เพราะเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายของบ้านเมืองหรือศีลธรรม แต่นั่นแหละนะ ในทรรศนะของพวกเราซึ่งเป็นคนไทยได้เห็นอย่างนี้แล้วมันก็

รู้สึกยังไงชอบกล"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นบ้าง

"ไม่มีอะไรครับคุณน้า พิธีหมั้นจะต้องผ่านไปโดยเรียบร้อย ขอให้เด็กๆ ของผมมันเต้นแร้งเต้นกาสนุกสนานกันสักสองสามนาทีเถอะครับ"

คุณหญิงแววถอนหายใจเฮือกใหญ่ คุณหญิงวาดเดินเข้าไปหาสี่นางแล้วกระซิบพูด

"ทำไมอ้ายสี่คนมันมากันอย่างนี้"

นันทายิ้มแห้งๆ

"ยังไงก็ไม่ทราบคะ นันคิดว่าคงแต่งเครื่องแบบสีขาวมาเพราะได้ข่าวจากแจ๋วว่า ทุกคนเตรียมเครื่องแบบสีขาวไว้ตั้งแต่วานนี้แล้ว"

คุณหญิงวาดขบกรามพูด

"ขายหน้าเขาตายห่า ดูได้รึ เหมือนกับอ้ายกุ๊ยที่ไหนก็ไม่รู้ ดันใส่ผมปลอมดัดผมเสียด้วย แต่ละคนนุ่งกางเกงคับติ้วถ้าลงนั่งกับพื้นกระดานก็ลุกไม่ขึ้น เพื่อนฝูงที่พามาหน้าตาไม่เป็นสับปะรดสักคน เหมือนกับอ้ายพวกโจรห้าร้อย"

สี่นางและสี่สหายต่างดีใจไปตามกัน เท่าที่เจ้าหนุ่มทั้งสี่คนทำให้คุณหญิงแวว และมารศรีแสดงความอิดหนาระอาใจจนออกนอกหน้า ทั้งนี้ก็เพราะสองแม่ลูกต่างก็เป็นผู้ดีเก่าไว้ยศไว้ตัวตรงกันข้ามกับคณะพรรคสี่สหายของเราซึ่งเป็นประชาธิปไตยอันแท้จริง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนเรียกพวกหลานๆ ของท่าน

"เฮ้ย-พอทีโว้ย เหลือเวลาอีก ๑๐ นาทีเท่านั้น ขึ้นมาบนตึกได้แล้วโว้ย"

เสียงดนตรียุติลงทันที เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมท่าทางเป็นจิ๊กโก๋ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน แล้วถามนพดังๆ ว่า

"ตาแก่หัวล้านอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยคนนี้น่ะใครครับ"

นพยกเท้าขวาเตะเด็กกระเป๋ารถเมล์ของพ่อเต็มเหนี่ยว แล้วพูดเสียงหนักแน่น

"ตากู"

พนัสชูมือขวาเป็นสัญญาณให้ทุกคนสงบปากเสียงแล้วกล่าวว่า

"ขอเชิญเพื่อนทุกคนขึ้นไปบนตึก และโปรดทำตัวให้สุภาพหน่อย ที่นี่เป็นบ้านของคุณหญิงแวว ซึ่งมีศักดิ์เหมือนกับย่าข้าพเจ้า ไม่ใช่บาร์ผีหรือร้านกาแฟ กรุณาเรียบร้อยมีสัมมาคารวะให้สมกับที่เกิดมาเป็นลูกคนหน่อยนะครับ อย่าให้เจ้าภาพท่านว่าได้ว่าเป็นลูกลิงลูกค่างหรือลูก

จิ้งจก"

พวกจิ๊กโก๋ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กกระเป๋า และนายตรวจรถเมล์ของนิกรต่างยิ้มแป้นไปตามกัน พนัส นพ สมนึก และดำรง เดินนำหน้าพากลุ่มจิ๊กโก๋ตรงมาที่ตึกใหญ่ เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างประนมมือไหว้คุณหญิงแววและมารศรีอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับคุณย่าแพรก" เสี่ยตี๋กล่าวทักอย่างยิ้มแย้ม

คุณหญิงแววสะดุ้งโหยง

"ฉันชื่อแววย่ะไม่ได้ชื่อแพรก"

สมนึกตรงเข้ามาก้มลงกอดท่าน

"อภัยให้ผมเถอะครับ วันนี้ผมเบิกบานสำราญใจ ดีใจ ปลื้มใจ ภูมิใจ กระหยิ่มใจ อิ่มใจ และชื่นใจ อย่างที่สุดเชียวครับที่พวกเราจะได้หมั้นกับน้องๆ ทั้งสี่คน"

คุณหญิงแววยิ้มออกมาได้

"แต่พวกเธอมาหมั้นผู้หญิงทำราวกับว่ามาช่วยงานบวชนาคหรือมาทอดผ้าป่า"

นพพูดเสริมขึ้น

"เราหัวอเมริกันครับ เราไม่ชอบพิธีรีตองที่เคร่งเครียดครึกครื้นรื่นเริงกันอย่างนี้แหละครับดี ทีแรกผมตั้งใจจะหาหัวโตและเถิดเทิงมาด้วยแต่หาไม่ทันก็เลยได้ดนตรีชาโด้เฮงซวยมาวงหนึ่ง อ้า-คุณย่าฟังเดี่ยวกีต้าสักเพลงไหมล่ะครับ ผมจะให้แฟนต้าโชติดีดให้ฟัง"

คุณหญิงแววกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ต้องๆ เชิญทุกคนเข้าไปในห้องโถงเถอะ พิธีหมั้นจะเริ่มต้นในเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาตรงตามฤกษ์ เหลือเวลาอีกเล็กน้อยเท่านั้น"

ดำรงร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย-แหวนหมั้นของกันหายเสียแล้ว "

นพมหาบัณฑิตสถาปัตยกรรมศาสตร์ ส่งกล่องกำมะหยี่อันสวยงามให้ศาสตราจารย์ดำรงแต่โดยดี

"เอ้า-กันเก็บได้เมื่อกี้นี้"

ดำรงลืมตาโพลง

"เก็บได้บนรถหรือ"

"เปล่า เก็บได้ในกระเป๋ากางเกงของแก"

นิกรเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"เสียนิสัยอ้ายนพ ริอ่านมือไวใจเร็วเหมือนพ่อ ฉันไม่เคยสั่งสอนแกเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะครุบมือนิกรซึ่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อสากลข้างซ้ายของท่านแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"แกด่าลูกแต่แกล้วงกระเป๋าฉัน"

นิกรหัวเราะ

"ผมหาไฟแช็คจุดบุหรี่ครับ"

"ก็ไหงเสือกมาหาในกระเป๋าฉันล่ะ"

"ผมนึกว่ากระเป๋าผมครับ ยืนเบียดกันผมไม่ทันสังเกต"

คุณหญิงแววกับมารศรีต่างจำใจทักทายเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทั้งๆ ที่ไม่พอใจที่ พนัส นพ สมนึกและดำรงสวมใส่วิคปลอมและแต่งกายแบบจิ๊กโก๋นิยม ต่อจากนั้นสองแม่ลูกก็พาทุกคนเข้าไปในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก ซึ่งบัดนี้ได้จัดเป็นห้องประกอบพิธี

หมั้น บรรดาแขกผู้มีเกียรตินั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้เหล็กประมาณ ๓๐ คน พวกจิ๊กโก๋ทั้งหลายต่างเฮโลนั่งรวมกลุ่มกันบนพรมปูพื้น

จันทิมา จันทนา จันทน์กะพ้อ และจันทร์จรัส สี่ใบเถาของมารศรีซึ่งเป็นหลานยายของคุณหญิงแวว นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนตั่งเท้าสิงห์ขนาดใหญ่ด้านสุดของห้องโถง สี่สาวแต่งวันพีชชุดสีตองอ่อนเหมือนกัน สวมสร้อยคอไข่มุกแบบเดียวกัน ข้อมือข้างขวาสวมสร้อยเพชรแต่ราคา

ไม่เกินหมื่นบาทเหมือนๆ กัน แต่ละคนแฉล้มแช่มช้อยหน้าตาคล้ายกัน จันทิมาหรือใหญ่อายุ ๒๓ ปีจะหมั้นกับพนัส จันทนาหรือกลางอายุ ๒๒ ปีจะหมั้นกับนพ จันทน์กะพ้อหรือเล็กอายุ ๒๑ ปี จะหมั้นกับสมนึกและจันทร์จรัสหรือจิ๋วอายุ ๒๐ ปี จะหมั้นกับศาสตราจารย์ดำรง

คุณหญิงวาดพาเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้ง ๔ คน ไปนั่งรวมกลุ่มกับสี่ใบเถาบนตั่งนั้น คุณหญิงแววตามมาด้วยและจัดให้นั่งคู่ใครคู่มัน สี่สาวต่างประนมมือไหว้สี่หนุ่มอย่างนอบน้อม ถึงแม้จะรังเกียจที่คู่หมั้นแต่งกายแบบจิ๊กโก๋นิยม และพาเพื่อนจิ๊กโก๋มาเต็มบ้านแต่สี่สาวต่างก็ซ่อนความไม่

พอใจไว้เพราะหวังผลคือความสุขอันล้นพ้นในวันข้างหน้า

เสี่ยตี๋มองดูหน้าคู่หมั้นของเขา แล้วกล่าวถามคุณหญิงวาด

"คนนี้หรือครับของผม"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ใช่ จันทน์กะพ้อหรือแม่เล็ก"

"อ้าว ไหนว่าชื่อจันทร์ขี้เฟียะ"

คุณหญิงวาดยกมือขวาเขกกบาลเสี่ยตี๋ค่อนข้างแรง

"นี่แน่ะ คนตวักตะบวยที่ไหนวะชื่อจันทร์ขี้เฟียะ"

นพร้องขึ้นดังๆ

"คุณย่า ของผมหน้าเต้าหู้ยี้คนนี้ชื่ออะไรครับ จันทร์ลั่นป้อใช่ไหม"

คุณหญิงวาดหันมาทำตาเขียวกับลูกชายนิกร

"เขาสวยยังกะอาภัสราดันพูดออกมาได้ว่าหน้าเต้าหู้ยี้ แกน่ะซีหน้าเต้าหู้ยี้ คู่หมั้นของแกชื่อจันทนาหรือแม่กลาง"

นพยักคิ้วให้สาวสวย

"หมั้นกันแล้วพี่จะพาเธอไปไหว้พระบาทเดือนสาม"

จันทนาเริ่มเกลียดขี้หน้านพแล้ว หล่อนนั่งนิ่งเฉยไม่ยอมพูดอะไร ตอนนี้เองพนัสได้กระซิบถาม คู่หมั้นของเขา

"ส่วนสัดของเธอเท่าไหร่จ๊ะใหญ่"

จันทิมาตอบห้วนๆ

"สามสิบห้า ยี่สิบสอง สามสิบสี่"

"ถ้ายังงั้นพี่จะส่งเธอเข้าประกวดนางสาวไทยปีนี้เสียก่อนที่งานวชิราวุธานุสรณ์ แล้วหลังจากนั้นเราค่อยแต่งงานกัน"

ดำรงกล่าวถามคู่หมั้นของเขาบ้าง

"เป็นอะไรไปจ๊ะจิ๋วไม่ใคร่จะยิ้มแย้มเลย"

"เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ"

"ท้องผูกหรือเปล่า"

"ไม่ค่ะ"

"เมื่อเช้าส้วมแล้ว "

จันทร์จรัสอายม้วนต้วน คุณหญิงวาดกับคุณหญิงแววช่วยกันจัดให้หนุ่มสาวนั่งคู่กันรวม ๔ คู่ ต่อจากนั้นคุณหญิงแววก็เดินเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วประนมมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"คุณพี่ช่วยกรุณาประกาศหมั้นหน่อยซีคะ ไมโครโฟนอยู่ริมประตูนั่นแหละค่ะ ประกาศให้แขกทราบโดยทั่วกันก่อนที่จะสวมแหวนหมั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินผ่านห้องโถงตรงไปหยุดยืนเบื้องหน้าไมโครโฟน ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดเครื่องและเปิดสวิทช์ไมโครโฟนติดต่อกับลำโพงกระจายเสียงไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าคุณก้มศีรษะอันล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บโค้งคำนับบรรดาแขกผู้มีเกียรติแล้วท่านก็พูดไมโครโฟนเสียงกังวาน

"สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติและไร้เกียรติทั้งหลาย พิธีหมั้นอันมีเกียรติของเราจะได้เริ่มต้น ณ บัดนี้ คู่ที่หนึ่งฝ่ายแดง เอ๊ย ขอโทษครับ คู่ที่หนึ่งฝ่ายชายคือร้อยตรีพนัส พัชราภรณ์ ฝ่ายหญิงคือนางสาว จันทิมา จุลภาค คู่ที่สองร้อยตรีนพ การุณวงศ์ กับนางสาวจันทนา จุลภาค"

ลูกชายของนิกรชูมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะ พวกจิ๊กโก๋ต่างตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว พวกญาติมิตรของเจ้าสาวทำหน้าเหยเกไปตามกัน คุณหญิงวาดปราดเข้ามายกมือเท้าสะเอวเล่นงานนพ

"นี่พิธีหมั้นนะโว้ยไม่ใช่การชกมวยที่ราชดำเนินหรือลุมพินี ชูมือชูไม้ขึ้นมาทำไม"

"โธ่-คุณย่าก็ ยัวะซะเรื่อยเชียว เมื่อคุณตาประกาศชื่อผมผมก็ต้องชูมือบอกให้แขกเขารู้ซีครับว่าผมคือร้อยตรีนพ หลานชายสุดที่รักของคุณย่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประกาศต่อไป

"คู่ที่สามเป็นมวยแก้มือระหว่าง เอ๊ย ประทานโทษ แหม-อ้ายนพทำเละหมด คู่ที่สามฝ่ายชายคือร้อยตรีสมนึก ไทยแท้ และฝ่ายหญิงคือนางสาวจันทน์กะพ้อ จุลภาค"

เสี่ยตี๋ร้องตะโกนไปทางกลุ่มจิ๊กโก๋

"ตบมือให้กันหน่อยโว้ยพวกเรา"

เสียงตบมือกระทืบเท้าและเสียงเป่าปากดังขึ้นลั่นห้องโถง ญาติผู้ใหญ่ทางสามีของมารศรีบางคนทนนั่งอยู่ต่อไปไม่ได้ก็พรวดพราดลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องโถงเพื่อกลับบ้านด้วยความเกลียดชังบรรดาโก๋ทั้งหลายซึ่งแต่ละคนหน้าตาแสยะนั่งเหยียดเท้าหรือนั่งขัดสมาธิอยู่เต็มห้อง

บางคนก็นอนคว่ำใช้มือยันคางไว้ ที่มีบุหรี่ก็แย่งกันสูบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประกาศต่อไป

"คู่สุดท้ายคือศาสตราจารย์ร้อยตรีดำรง ณรงค์ฤทธิ์ ส่วนฝ่ายหญิงคือนางสาวจันทร์จรัส จุลภาค พิธีหมั้นอันมีเกียรติจะได้เริ่มต้น ณ บัดนี้ ซึ่งฝ่ายชายจะสวมแหวนหมั้นให้คู่หมั้นของตนต่อหน้าท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย กรุณาแข็งใจอดทนดูพิธีหมั้นให้ตลอดหน่อยนะครับ เพื่อนๆ ของ

ฝ่ายผู้ชายโปรดมีกิริยามารยาทสักนิดอย่าให้พวกแขกคิดว่าเป็นพวกปล้นหรือพวกโจรห้าร้อย"

พนัสล้วงกระเป๋าหยิบกล่องแหวนเพชรออกมาเปิดออกแล้วหยิบแหวนเพชร ๘ กะรัตซึ่งเป็นเพชรลูกเม็ดเดียวราคาร่วมแสนออกมาสวมนิ้วนางมือซ้ายจันทิมาคู่หมั้นของเขาด้วยการกระทำอย่างกระแทกกระทั้น บอกให้รู้ว่าเขาไม่เต็มใจหมั้นกับหล่อน ต่อจากนั้นนพก็ยื่นแหวน

เพชรลูกวงหนึ่งให้จันทนา

"เอ้า-สวมเอาเอง"

จันทนาค้อนขวับ

"มีอย่างหรือคะจะให้กลางสวมแหวนหมั้นเอง พี่นพต้องสวมให้ซีคะ"

ลูกชายของนิกรคว้ามือซ้ายของหล่อนชูขึ้นแล้วสวมแหวนหมั้นลงบนนิ้วหัวแม่มือของหล่อนจึงสวมไม่เข้า เขาเงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาดซึ่งยืนคู่อยู่กับคุณหญิงแววเบื้องหน้าของเขาแล้วยิ้มแห้งๆ

"นิ้วเจ้าสาวโตไปครับ คุณย่าเป็นคนมาวัดนิ้วไหงวัดผิดขนาด"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โธ่-อ้ายจ๊อกกระร็อก แกกับพ่อแกไม่ผิดกันเลยยั่วเย้ากระเซ้าปอดเก่งที่สุด แหวนหมั้นน่ะเขาสวมนิ้วนางโว้ยไม่ได้สวมนิ้วหัวแม่มือ"

"อ้าว-ก็ผมไม่รู้นี่ครับเกิดมาจากท้องแม่ก็พึ่งเคยหมั้นผู้หญิงวันนี้ อย่าถือโทษโกรธเคืองพี่เลยนะจันทร์กระเทาะ"

จันทนาทำหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

"จันทนาค่ะพี่นพไม่ใช่จันทร์กระเทาะ"

นพยิ้มละไมจัดแจงสวมแหวนหมั้นให้จันทนาซึ่งตอนนี้ช่างภาพซึ่งเป็นพรรคพวกของมารศรีได้บันทึกภาพไว้ด้วยกล้องถ่ายรูปยี่ห้อชั้นดี ต่อจากนั้นคุณหญิงวาดก็หันมาพยักหน้ากับสมนึก

"เอาซีพ่อนึก สวมแหวนหมั้นให้คู่หมั้นของเจ้า"

"สวมเสร็จแล้วจูบนะครับ"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงแววร้องลั่น "เราเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่งทำแบบฝรั่งจะดีหรือจ๊ะพ่อนึก"

"ดีครับคุณย่า แขกที่มาในงานนี้จะได้เป็นพยานว่าผมรักจันทน์กะพ้อมาก และการหมั้นนี้ผมเต็มใจและพอใจที่สุด"

คุณหญิงแววมองดูหลานสาวคนที่สามของท่าน

"ว่ายังไงแม่เล็ก พ่อนึกเขาจะจูบเจ้าเมื่อสวมแหวนแล้ว"

จันทน์กะพ้อมีท่าทางสะเทิ้นอาย

"ถ้าหน้าด้านจูบเล็กต่อหน้าใครๆ ได้ก็ตามใจเถอะค่ะ"

สมนึกจัดแจงสวมแหวนหมั้นให้หล่อนทันทีแล้วดึงตัวจันทน์กะพ้อเข้ามากอด ก้มลงจูบริมฝีปากจันทน์กะพ้ออย่างดูดดื่ม ช่างภาพรีบบันทึกภาพไว้ทันที เสี่ยตี๋จูบหล่อนได้เพียงสองสามวินาทีก็เงยหน้าขึ้นแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ฮี้ เมื่อเช้าคงกินต้นหอมละซี เหม็นให้หึ่ง"

จันทน์กะพ้อโกรธจนตัวสั่น

"บ้า-คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ไม่มีมารยาท"

"อ้าว ว่าบ้าเดี๋ยวจูบเสียอีกหรอก เธอเป็นคู่หมั้นของพี่แล้วนะจะบอกให้ เราอาจจะแต่งงานกันในเร็ววันนี้ก็ได้"

ศาสตราจารย์ดำรงคว้ามือจันทร์จรัสมากุมไว้แล้วสวมแหวนหมั้นให้หล่อนซึ่งเป็นแหวนเพชรลูกขนาด ๘ กะรัตเช่นเดียวกับของเพื่อนๆ ต่อจากนั้นเขาก็ก้มลงจูบหล่อนเบาๆ

"อือ เวอรี่เวล ปากเธอหอมเหมือนข้าวคั่ว ออไร๋"

การหมั้นสิ้นสุดลงด้วยความไม่พอใจของญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายคุณหญิงแววและฝ่ายสามีของชัชวาล แต่คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างพอใจอย่างยิ่ง นพร้องบอกพวกจิ๊กโก๋ที่นั่งเรียงรายอยู่บนพื้น

"เฮ้-ลุกขึ้นบรรเลงเพลงมหาฤกษ์หรือมหาชัยสักหน่อยเถอะวะ"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ไว้ผมเป็นกระเซิงเจ้าของนามแฟนต้าโชติ ซึ่งเป็นหัวหน้าวงดนตรีชาโด้กล่าวกับนพว่า

"เอาเพลงผู้ใหญ่ลีจังหวะวาตูซี่แทนเถอะครับ มหาฤกษ์กับมหาชัยมีผมเล่นได้คนเดียวเท่านั้น เอาโว้ยพวกเราลุกขึ้นบรรเลงเพลงหน่อย"

นักดนตรีจิ๊กโก๋รวม ๖ คนต่างลุกขึ้นยืนแล้วบรรเลงเพลงทันที จิ๊กโก๋โชติเป็นคนร้องและดีดกีต้าแบบกีต้าฮาไวคลอไปด้วย พวกญาติของฝ่ายหญิงหลายคนต่างรู้สึกผะอืดผะอมค่อยๆ ลุกขึ้นเลี่ยงออกไปจากห้องโถง มารดาของชัชวาลคือแม่ผัวของมารศรีถึงกับพยักพเยิดเรียกคุณ

หญิงแววออกไปพูดทางหลังตึกขณะที่ดนตรีวงชาโด้เฮงซวยกำลังบรรเลงเพลงอันน่าอิดหนาระอาใจเพราะนักดนตรีเล่นไม่เป็นมิหนำซ้ำยังทำแอ่นหน้าแอ่นหลังอีกด้วยโดยนึกว่าเก๋

"ดิฉันรู้สึกยังไงเสียแล้วละค่ะ คุณหญิง" คุณหญิงเนื่องกล่าวกับคุณหญิงแววด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "หลานๆ ของคุณหญิงวาดน่ะแต่ละคนท่าทางมันจิ๊กโก๋เรานี่เอง เหมือนลูกลิงลูกค่างที่ไหนก็ไม่รู้ ขืนแต่งงานกับแม่สี่คนนี่จะอยู่กันยืดหรือคะ"

"ไม่เป็นไรค่ะ พี่เนื่อง พี่วาดแกเป็นเพื่อนรักกับดิฉัน แกคงไม่ยอมให้พ่อสี่คนนั่นทิ้งขว้างหลานของเราหรอก"

"โอย ฉันคาดผิดถนัด นึกว่าคงจะสุภาพเรียบร้อยสงบเสงี่ยมขี้อายตามแบบลูกผู้ดี ที่แท้ยังกะลิงทโมนยังไงยังงั้น ตานพกับตาสมนึกน่ะรู้สึกว่าลิงเราดีๆ นี่เอง คุณหญิงต้องพูดกำชับคุณหญิงวาดเขาไว้บ้างนะคะ"

"ค่ะ ค่ะ พี่เนื่องไม่ต้องวิตก"

คุณหญิงเนื่องยิ้มออกมาได้

"แล้วเรื่องเงินทองเรียบร้อยแล้วหรือคะ"

"ค่ะ พี่วาดเขามอบให้ดิฉันเรียบร้อยแล้ว เขาจ่ายเช็คเงินสดให้สองแสนค่ะ แล้วก็ใบสัญญาจำนองบ้านและที่ดินที่ดิฉันจำนองเขาไว้เป็นเงินสองแสน พี่วาดเขาไม่คิดดอกเบี้ยหรอกค่ะถึงแม้ว่าในหนังสือสัญญาทำไว้คิดดอกเบี้ยร้อยละหนึ่ง ดิฉันมอบเงินสดให้แม่ศรีแล้วนะคะบอกพี่

เนื่องให้ทราบเสียด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่เราตกลงกัน แม่ศรีบอกว่าจะให้เงินพี่เนื่องสองแสนบาท"

คุณหญิงเนื่องยิ้มเศร้าๆ

"ก็พูดกันไว้อย่างนั้น ตอนนี้ดิฉันแย่เหมือนคุณหญิงแหละค่ะ ถ้าแม่พวกหลานๆ ได้แต่งงานกับหลานชายของคุณหญิงวาดเมื่อไรเราก็คงจะสบายขึ้น"

"ค่ะ เข้าไปข้างในเถอะค่ะพี่เนื่อง ออกมาคุยกันอย่างนี้พวกพี่วาดเขาจะสงสัย แต่ละคนรู้สึกว่าเค็มไม่ใช่เล่นนะคะ แต่พี่วาดน่ะแกสนับสนุนเต็มที่ที่จะให้หลานชายของแกแต่งงานกับหลานสาวของเรา"

ดนตรีวงชาโด้จบเพลงแล้ว คุณหญิงแววพาคุณหญิงเนื่องผู้เป็นย่าของสี่ใบเถากลับเข้ามาในห้องโถง ต่อจากนั้นบรรดาแขกผู้มีเกียรติต่างก็พากันแสดงความยินดีต่อคู่หมั้นทั้งสี่คู่และแล้วก็ย่อยๆ กันลา กลับ ไม่มีแขกคนใดทางฝ่ายผู้หญิงยอมรับประทานอาหารกลางวันตามที่คุณ

หญิงแววและมารศรีเชิญไว้ทั้งนี้ก็เพราะเกลียดพวกจิ๊กโก๋ที่เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนพามานั่นเอง โดยเฉพาะสี่ใบเถาหรือสี่สาวได้แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามจนออกนอกหน้า

ตอนเที่ยงวันนั้นเอง

การรับประทานอาหารกลางวันแบบอาหารไทยที่เรือนต้นไม้ก็เป็นไปอย่างเอะอะเอ็ดตะโรของพวกจิ๊กโก๋ โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวรวม ๒ โต๊ะพวกจิ๊กโก๋นั่งรวมกันและกินกันอยู่อย่างมูมมาม พนัส นพ สมนึก และดำรง นั่งร่วมโต๊ะกับคู่หมั้นของเขา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่โต๊ะหนึ่ง

คุณหญิงวาดกับคุณหญิงแวว คุณหญิงเนื่องและมารศรีกับสุภาพบุรุษผู้สูงอายุอีก ๒ คนซึ่งเป็นญาติของคุณหญิงแววนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง

เมื่อพวกจิ๊กโก๋ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวมากเกินไปนพก็ยกมือเป่าปากเปี๋ยวและร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"เงียบๆ หน่อยโว้ย โอ้โฮ....คุยกันยังกะแขก ๕๐๐ คนทะเลาะกัน เกรงใจผู้ใหญ่ท่านบ้างซี"

คราวนี้พวกจิ๊กโก๋ต่างเงียบกริบแต่ก็มีการมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน คุณหญิงแววมองดูเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและหลานสาวของท่านซึ่งนั่งอยู่โต๊ะห่างจากท่านเพียงเล็กน้อยแล้วท่านก็กล่าวว่า

"ทำไมไม่คุยกับน้องๆ บ้างล่ะจ๊ะ"

พนัสตอบแทนเพื่อนๆ ของเขา

"เรากำลังปลื้มใจครับคุณย่าที่เรามีโชคดีได้หมั้นกับสาวสวยหลานของคุณย่า ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณน้าศรีเปรียบเหมือนกับญาติของเรา"

มารศรีพูดเสริมขึ้นทันที

"เธอพูดอย่างนี้น้าชื่นใจมาก คุณย่าของเธอกับคุณแม่ของน้าน่ะท่านเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อของพวกเธอก็รักใคร่ชอบพอกับคุณพ่อของแม่สี่คนนั่นมานานแล้ว เราเหมือนกับญาติกันจริงๆ ถึงแม้ว่าไม่ใคร่จะมีการไปมาหาสู่กันก็ตาม"

เสี่ยตี๋ยกมือขวาชูขึ้น

"ขออนุญาตครับคุณน้า"

มารศรีหัวเราะ

"เธอจะพูดอะไรก็พูดสิจ๊ะสมนึกทำไมจะต้องขออนุญาตด้วยหรือติดนิสัยทหาร"

"ครับ ทหารก่อนพูดต้องขออนุญาตก่อน อ้า-คุณน้าครับ เดี๋ยวนี้ลูกสาวของคุณน้าทั้งสี่คนก็เป็น คู่หมั้นของเราโดยถูกต้องตามประเพณีนิยมแล้ว"

"ก็ยังงั้นน่ะซีจ๊ะ แล้วยังไง"

เสี่ยตี๋ยิ้มอายๆ ยกนิ้วชี้มือซ้ายใส่ปากกัดแล้วแกว่งแขนซ้ายไปมา

"ผมอยากจะเรียนถามคุณน้าว่าถ้าพวกผมจะมาหาคู่หมั้นของผมบ้าง คุณน้าและคุณย่าจะขัดข้องไหมครับ"

คุณหญิงแววหัวเราะเสียงกังวาน

"ถามในเรื่องที่ไม่ควรถาม ตามปรกติก่อนจะหมั้นกัน "ทับเทวัญ" ก็เปิดประตูต้อนรับพวกเธออยู่เสมอแล้วแต่พวกเธอไม่มาเอง ขณะนี้พวกเธอเป็นคู่หมั้นกับหลานสาวของย่าแล้วจะไปมาหาสู่กันเมื่อไร ก็ได้ไม่มีใครหวงห้ามหรอก หรือจะมารับไปเที่ยวไหนก็ได้เป็นคู่หมั้นกันใครเขา

จะนินทาว่าร้าย"

เสี่ยตี๋หันมายิ้มให้คู่หมั้นของเขา

"ได้ยินไหมเล็ก คุณย่ากับคุณน้าศรีไม่ขัดข้องอะไร พี่กับเพื่อนๆ จะมารับพวกเธอไปเที่ยวนะจ๊ะ"

"ขอบคุณค่ะ แต่ว่าโปรดอย่าให้เพื่อนๆ จิ๊กโก๋ของพี่นึกติดตามไปหรือร่วมเที่ยวกับเราเลยนะคะ"

"เธอไม่ชอบจิ๊กโก๋หรือจ๊ะ" สมนึกถามและทำเสียงแหลมเล็กขึ้นนาสิก

"ค่ะ กุ๊ยออกจะตายไป ดูซีคะ รับประทานกันมูมมามไม่มีกิริยามารยาท"

นพพูดเสริมขึ้น

"แต่มันไม่ใช่ความผิดของเขาหรอกเล็ก เพราะเขาเกิดมาในท่ามกลางความยากจน เขาไม่ได้รับการศึกษาหรือเคยเล่าเรียนมาเพียงเล็กน้อย ไม่มีใครอบรมสั่งสอนเขามารยาทของเขาจึงเป็นอย่างนี้"

จันทนากล่าวกับลูกชายของนิกรทันที

"แล้วพี่นพคบกับคนพวกนี้ทำไมคะ"

"อ้าว" นพอุทาน "จำเรื่องหนูกับราชสีห์ไม่ได้หรือกลาง กลางเป็นเด็กชั้นประถมก็เคยเรียนนิทานอีสปมาแล้ว หนูเป็นสัตว์เล็กๆ ไม่มีความหมายอะไรยังช่วยชีวิตราชสีห์ไว้ได้ พวกจิ๊กโก๋เหล่านี้เป็นเพื่อนที่ดีของพี่ทั้งนั้น ใช้ให้ชกหน้าใครตีกบาลใครหรือใช้ให้เอาระเบิดขวดขว้างใส่

ใครก็ได้ ใช้ให้เอามีดหรือเหล็กขูดช้าปจิ้มสะดือใครเขาก็ทำให้ทันที คบพวกผู้ดีแปดสาแหรกได้ประโยชน์อะไรเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ กรีดกรายสำรวยหนักไม่เอาเบาไม่สู้อย่างที่เรียกว่าเจี๊ยะอ่ายบู๊ถ่ายยา"

พนัสมองดูนพอย่างขบขัน

"อะไรของแกวะเจี๊ยะอ่ายบู๊ถ่ายยา"

นพหันไปยิ้มให้ลูกชายของพลซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและญาติสนิทของเขา

"ภาษาจีนปนไทยโว้ย เจี๊ยะแปลว่ากิน อ่ายแปลว่าเอา ถ้าเชิญเจี๊ยะละก้ออ่ายคือตกลง ถ้ามาตามไปบู๊คือตีกับใครก็บอกเพื่อนว่าไม่มีแรงพึ่งถ่ายยา เรื่องมันเป็นอย่างนี้เขาถึงว่าเจี๊ยะอ่ายบู๊ถ่ายยาจำไว้เถอะเพื่อนอย่างนี้คบไม่ได้ มันต้องเจี๊ยะอ่ายบู๊ฮ้อ หรือยังไงอ้ายตี๋"

สี่สาวต่างอึดอัดใจไปตามกัน หล่อนรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่ได้ยินคู่หมั้นของหล่อนพูดคุยกันแบบมึงมาพาโวยเช่นนี้ เพราะหล่อนเป็นผู้ดีมากเกินไปนั่นเอง ได้ยินคำพูดที่ไม่เพราะหูสักนิดก็เข้าใจว่าหยาบคายหรือเป็นคำพูดของคนชั้นต่ำ อย่างไรก็ตามเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างก็หวัง

กันว่าจะต้องทำตัวให้สี่ใบเถามีความชิงชังในตนจนกระทั่งขอคืนหมั้นจะได้หมดพันธะที่จะต้องแต่งงานกับหล่อน

ตอนสายวันอังคารต่อมา คือหลังจากที่หมั้นกันได้สองวันและหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวการหมั้นนี้อย่างครึกโครม

พนัส นพ สมนึก และดำรง ในเครื่องแต่งกายแบบจิ๊กโก๋นิยมแต่ไม่ได้ใส่ผมปลอมได้พากันมาที่บ้าน "ทับเทวัญ" โดยรถแท็กซี่คันหนึ่งด้วยแผนการที่จะทำให้สี่ใบเถาเกลียดชังพวกเขานั่นเอง

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนมาถึงบ้าน "ทับเทวัญ" ในเวลา ๑๐.๓๐ น. ซึ่งคุณหญิงแววกับมารศรีและสี่ใบเถาได้ให้การต้อนรับอย่างดีที่สุด

"ไม่ได้เอารถมาหรอกหรือหลานชาย" คุณหญิงแววกล่าวทักเหมือนอย่างลูกหลานของท่าน

พนัสตอบแทนเพื่อนๆ

"รถไม่ว่างครับ พ่อกับอาเอาไปใช้คันหนึ่ง คุณย่าไปซื้อของเอาไปอีกคัน แม่กับน้านวลเอาไปอีกคันไปจ่ายของที่ประตูน้ำ น้าไพไปเยี่ยมเพื่อนที่ศิริราชเอาไปอีกคัน รถปอนเตี๊ยคของพวกเราห้ามล้อมันไม่ดีครับส่งไปให้อู่เขาตั้งให้ใหม่เลยต้องมารถแท็กซี่"

นพว่า "เราจะมารับน้องๆ ไปทานอาหารกลางวันและไปดูหนังรอบบ่ายสองโมงครับคุณย่า"

"งั้นเรอะ ก็ไปซี ที่จริงน่าจะโทรมาบอกให้แม่สี่คนนี่เขารู้ตัวเสียก่อน"

มารศรีกล่าวกับลูกสาวของหล่อนทันที

"ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวซีลูก แม่กับคุณยายจะคุยกับพ่อนัสพ่อนพพ่อนึกและพ่อดำรงไปพลางๆ ดีเหมือนกัน นานแล้วไม่ได้คุยกัน"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนซึ่งอยู่ในบทบาทจิ๊กโก๋ ได้นั่งสนทนาอยู่กับคุณหญิงแววและมารศรีเกือบ ชั่วโมงภายในห้องรับแขกสี่ใบเถาก็ปรากฏตัวขึ้น จันทิมา จันทนา จันทน์กะพ้อ และจันทร์จรัส ต่างอยู่ในชุดเสื้อกระโปรงวันพีชตาหมากรุกสีฟ้าสลับชมพูเสื้อคอปกแบบกลางวัน ทำผมผัด

หน้าทาปากเขียนคิ้วงามแฉล้มใส่น้ำหอมฝรั่งเศสราคาแพงหอมฟุ้ง สวมรองเท้าซ่นสูงหัวแหลมเปี๊ยบสีน้ำตาล ถือกระเป๋าเงินแบบทันสมัยใบกะทัดรัดสีฟ้าและสวมแหวนเพชรที่นิ้วนางมือซ้ายเหมือนๆ กัน คือแหวนหมั้นนั่นเอง

"ว้า" เสี่ยตี๋ร้องเอ็ดตะโรลั่นห้อง "แต่งตัวกันสวยอย่างนี้เชียวหรือแม่คุณ ไปดูหนังนุ่งสะแล็คใส่เสื้อธรรมดาก็ได้"

"ตายแล้วพ่อนึก" มารศรีร้องขึ้น "ไปดูหนังนั่นแหละควรจะแต่งตัวให้สวยงาม เพราะคนที่ดูหนังชั้นบน ๒๐ บาทน่ะล้วนแต่พวกผู้ดีชั้นสูงทั้งนั้น"

"วู้" นพอุทาน "คุณน้าน่ะเอะอะก็ผู้ดีชั้นสูงซะเรื่อย ผู้ดีชั้นสูงน่ะมันเป็นยังไงครับ พวกทำปล่องโรงสีหรือซ่อมพระเจดีย์ซ่อมยอดภูเขาทองใช่ไหมครับ"

"เด็กคนนี้นี่ชอบกลจริงเชียว" คุณหญิงแววพูดขัดขึ้น "ตัวเป็นลูกผู้ดีมีสกุล ทั้งคุณปู่และคุณตาก็เป็นเจ้าคุณพานทอง ย่าเล็กคือคุณหญิงวาด ก็เป็นคุณหญิงรู้สึกว่าเธออยากเป็นจิ๊กโก๋มากกว่าเป็นผู้ดี"

นพยิ้มให้และพูดเสียงลิ้นแบๆ

"ใช่ครับ"

คุณหญิงแววสะดุ้งโหยง

"ทำเสียงประหลาดดี จะไปไหนกันก็ไปซีจ๊ะ แล้วพาน้องมาส่งบ้านก่อนค่ำนะเธอ มากินข้าวที่บ้านย่า ย่ากับน้าศรีจะทำอาหารค่ำเลี้ยงพวกเธอเป็นพิเศษ"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนพาสาวสวยสี่ใบเถาออกมานอกตึกลงบันไดไป จันทิมาพี่สาวคนโตกล่าวกับพนัสคู่หมั้นของหล่อนว่า

"เอารถเชฟของคุณยายไปใช้ก่อนก็แล้วกันนะคะพี่นัส วันนี้คุณยายกับคุณแม่ไม่มีธุระไปไหนหรอกค่ะ เรานั่งรวมกันไปแปดคนก็คงจะเบียดกันหน่อยแต่ก็ไปได้"

พนัสซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"อย่าเลยใหญ่ พวกเราชอบเที่ยวกันอย่างสบายๆ เอารถไปหาที่จอดรถก็ลำบาก"

จันทนาพูดเสริมขึ้น

"ไปแท็กซี่ก็ต้องไปสองคันซีคะ"

นพพูดเสริมขึ้น

"ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปแท็กซี่ให้หมดเปลืองเงินหรอกจ้ะกลาง ไปรถเมล์ดีกว่า"

สี่สาวหยุดชะงักพร้อมๆ กัน

"ไปรถเมล์หรือคะนี่" จันทน์กะพ้อร้องเสียงลั่น

นพหันมายิ้มให้หล่อน

"จ้ะ ขึ้นรถเมล์ราคาเยาเบาสมองถึงชอบจอดก็ปลอดภัยไร้โรคาพาให้สุขสมบูรณ์"

"แหม" จันทร์จรัสของดำรงอุทาน "รถเมล์เบียดเสียดเยียดยัดกันเต็มไปด้วยพวกคนชั้นต่ำ จิ๋วและพี่ๆ ไม่เคยนั่งรถเมล์หรอกค่ะ ไปแท็กซี่เถอะนะคะพี่รง"

"โน" ศาสตราจารย์ดำรงตวาด "หัดเป็นขี้ข้าเสียบ้างซีจ๊ะ อีกหน่อยเราก็จะแต่งงานกันแล้ว พวกพี่ถึงมีเงินก็จริงแต่ก็ทำตัวง่ายเหมือนมนุษย์เดินดินธรรมดา ผู้ดีขี้ข้าม้าครอกเท่งทึงแล้วก็เน่าเหม็นเหมือนกันทั้งนั้น"

นพกล่าวกับสี่สาวด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น

"ไปรถเมล์เถอะน้องจ๋า สายที่ผ่านหน้าบ้านเธอเป็นรถของพี่สายหนึ่ง ประเดี๋ยวเราขึ้นไปลงสี่แยกราชเทวี แล้วต่อรถเมล์ที่นั่นขึ้นไปลงพาหุรัดหาข้าวอร่อยๆ กินกันเสียก่อนค่อยดูหนังรอบบ่ายสองโมง"

จันทน์กะพ้อพูดโพล่งขึ้น

"เล็กไม่ไปได้ไหมคะพี่นึก ขืนให้เล็กโหนรถเมล์เล็กคงเป็นลมแน่เหม็นสาปพวกคนจนในรถเมล์ค่ะ"

เสี่ยตี๋แกล้งมองดูหล่อนอย่างเคืองๆ

"หมายความว่าเล็กรังเกียจที่จะร่วมทางกับพี่ ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเล็กยังงั้นหรือ อย่าลืมว่าถ้าเราแต่งงานกันเราร่วมชีวิตกันเราจะต้องเผชิญชีวิตกันแบบที่เรียกว่า หนักเอาเบาสู้นะจ๊ะ แล้วกัน โตเป็นควายแล้วหัดขึ้นรถเมล์เสียบ้างซี ไพร่ผู้ดีน่ะมันอยู่ที่ความประพฤติของคนไม่ได้

อยู่ที่ฐานะศักดิ์ตระกูล"

"แล้วทำไมจะต้องมาว่าเล็กด้วย"

"ไม่ได้ว่า ชี้แจงให้ฟัง ไปน่า เที่ยวกับพวกพี่หนเดียวรับรองว่าเข็ดจนตาย"

"ว่ายังไงนะคะ" จันทร์จรัสถาม

เสี่ยตี๋หันมายิ้มให้เถาเล็ก

"พี่ว่าเที่ยวกับพวกเราหนเดียวจะติดใจไปจนตาย"

"เมื่อกี้พี่นึกไม่ได้พูดอย่างนี้"

"ก็ฟังให้มันเป็นอย่างนี้ซี หัดขึ้นรถเมล์เสียบ้าง คนเราไม่พ้นชวด ฉลู ขาล เถาะ หรอกจิ๋ว ยากดีมีจนมันเป็นของไม่แน่นอน อย่างพี่เป็นลูกมหาเศรษฐี อ้ายนัส อ้ายนพและดำรงก็เป็นลูกเศรษฐี แต่วันข้างหน้าอาจจะสิ้นเนื้อประดาตัวต้องขอทานเขากินก็ได้"

นพร้องเพลงขอทานขึ้นทันที

"พญาฉัททันตร์ท่านมากลั่นมาแกล้ง หักเอารังมดแดง....มายื่นให้ ไม่โป้ไม่ปดมดมันกัดลิ้น ไม่โป้ไม่ปดเออเอ๊อเอิงเงยมดมันกัดลิ้น ใครเขาจะกินเอ๋ยได้....เจ้าประคู้น คุณพ่อคุณแม่ทำทานเถอะคะร้าบ ลูกหูหนวกตาบอดง่อยเปลี้ยเสียขาเดินไม่ได้ท่านใจศีลใจทานเมตตาลูกเถอะคะ

ร้าบ ธนบัตรเก่าๆ ที่ไม่ใช้ให้ทานลูกเถอะคะร้าบ"

สี่สาวต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน จันทิมาเถาใหญ่พูดพลางหัวเราะพลาง

"พี่นพสุ้มเสียงเหมือนขอทานไม่มีผิดเลยค่ะ"

นพสะดุ้งเฮือก

"เป็นยังงั้นไป"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนพาสี่สาวคู่หมั้นของเขาเดินผ่านถนนคอนกรีตออกไปจากบ้าน "ทับเทวัญ"ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงในเวลา ๑๑.๓๐ น. ทุกคนข้ามฟากถนนเดินไปหยุดยืนรวมกลุ่มกันที่ป้าย รถเมล์ซึ่งเป็นเส้นทางของรถเมล์หลายสายแล่นมาจากมีนบุรีหรือดอนเมือง

รถประจำทางคันหนึ่ง แล่นมาหยุดที่ป้ายรับส่งคนโดยสารแล้วแล่นไป จันทนามองดูนพอย่าง เคืองๆ แล้วถามว่า

"รถว่างพอมีที่นั่งผ่านไปคันหนึ่งแล้วทำไมไม่ไปล่ะคะ"

ลูกชายของนิกรยิ้มให้หล่อน

"รอรถของพี่ดีกว่าไม่ต้องเสียสตางค์ แปดคนทุ่นเงินได้ตั้งสี่บาท"

สี่ใบเถาต่างมองดูหน้ากัน และนึกในใจว่า นพกับพนัส สมนึกและดำรงคงจะขี้เหนียวอย่างร้ายกาจแม้กระทั่งค่ารถเมล์ ๔ บาทก็ยังเสียดาย คนเราเมื่อเป็นเพื่อนเป็นญาติร่วมกินร่วมเที่ยวกันก็ต้องมีนิสัยคล้ายๆ กัน"

รถประจำทางผ่านมาอีกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถของบริษัทขนส่ง แต่เมื่อไม่มีใครยกมือเป็นสัญญาณให้หยุด คนขับรถก็ขับรถเลยไป หลังจากนั้นอีกสักครู่รถเมล์ของบริษัท "การุณวงศ์" ซึ่งเดินทางมาจาก สนามบินดอนเมืองก็ผ่านมา รถเมล์สีดำเหลืองที่วิ่งตามถนนก็คือรถเมล์ของนิกรนั่น

เอง นพยิ้มให้สี่นางแล้วกล่าวว่า

"รถของพี่มาแล้วนั่นยังไง สีเข้าทีไหมล่ะ ดำตัดเหลือง มองเห็นแต่ไกล ยี่ห้อเบ็นซ์ซะด้วย"

สี่ใบเถาหน้างอไปตามกัน พนัสโบกมือเป็นสัญญาณให้คนขับเบารถ พอรถหยุดสี่ใบเถากับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็ขึ้นไปบนรถอย่างรีบร้อน นพก้าวขึ้นมาบนรถเป็นคนสุดท้ายและหวุดหวิดจะตกรถ

ลูกชายของนิกรเอ็ดตะโรเด็กกระเป๋าทันที

"ทีหลังแหกตาดูคนโดยสารเสียก่อนซีโว้ย ค่อยเป่านกหวีด ผู้โดยสารขึ้นรถยังไม่เรียบร้อยเลยเสือกเป่านกหวีดแล้ว"

เด็กกระเป๋าซึ่งเป็นเด็กเข้าใหม่ท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัวมองดูนพอย่างเคืองๆ

"นี่มันรถเมล์นะครับไม่ใช่แท็กซี่ ว่องไวหน่อยซีครับ อ้า-ขอค่าโดยสาร"

นพสั่นศีรษะ

"ไม่ต้องเก็บหรอก แปดคนรวมทั้งอั๊วไม่ต้องเก็บ"

"อ้าว เบ่งอวดแฟนกับผมยังงี้ก๊อเจอกระบอกตั๋วซีครับ"

คนขับรถมองแลเห็นเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนในกระจกมองหลังแล้ว เขาจำนพลูกชายของผู้อำนวยการหรือเจ้าของบริษัทรถเมล์ "การุณวงศ์" ได้ดี และจำ พนัส สมนึกและดำรงได้ด้วยเพราะเคยไปที่บริษัทหลายครั้งแล้ว

"อ้ายผิว มานี่ซิ"

รถเมล์คันนี้ไม่มีคนยืนโหน และยังมีที่ว่างพอนั่งได้อีกสองสามคน เด็กกระเป๋าวัยรุ่นได้ยินเสียงลูกพี่เรียกก็รีบเดินปราดไปทางหน้ารถ

"ว่ายังไงครับลูกพี่ ถ้าผมถูกจับช่วยประกันนะ ผมจะใส่กับอ้ายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น ขึ้นรถตั้งแปดคนจะขึ้นฟรีบอกผมว่าไม่ต้องเก็บค่าโดยสาร"

"มึงก้มหัวลงมานี่กูจะบอกลาภให้"

เจ้าผิวก้มหน้าลงไปชิดหน้าคนรถวัยกลางคน

"พี่จะให้ผมตีกบาลด้วยเหล็กงัดยางหรือยังไง"

"เอาซีถ้ามึงอยากเป็นกรรมกรว่างงาน นั่นแหละคุณนพลูกผู้อำนวยการ"

เจ้าผิวเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ยังงั้นหรือครับ"

"เออ หน้าตาก็คล้ายกัน อีกสามคนลูกเจ้านายเพื่อนคุณนิกร มึงนี่จะให้กูพลอยฉิบหายด้วยแล้วไหมล่ะ ลูกตั้งสี่คนนะโว้ย เมียอีกสองแม่ยายสองพ่อตาหนึ่งไปขอโทษท่านเสีย"

เจ้าผิวใจเต้นระทึกหน้าถอดสีทันที เขาเดินกลับมาหานพซึ่งนั่งคู่กับพนัสแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ผมขอโทษครับคุณ"

นพยิ้มให้

"ไม่เป็นไรน้องชาย เคราะห์ดีที่ลื้อยังไม่ทันเอากระบอกตั๋วแพ่นกบาลอั๊ว เงิน ๔ บาทน่ะอั๊วไม่ เสียดายหรอก แต่นี่มันรถของอั๊วอั๊วจะจ่ายให้ก็ดูยังไงอยู่"

ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ต่างพากันมองดูนพเป็นตาเดียว อย่างไรก็ตามสี่ใบเถาถึงแม้ว่าจะนั่งแยกกันแต่ก็ค่อยโล่งใจที่รถคันนี้ไม่ถึงกับเบียดเสียดเยียดยัดกัน เพราะเป็นเวลาใกล้เที่ยง แต่ถ้าเป็นตอนเช้าหรือหลังจากโรงเรียนเลิกงานเลิกแล้วรถเมล์ทุกคันก็เหมือนกับปลากระป๋อง

ห้อยโหนกันจนหายใจไม่ออกเต็มไปด้วยกลิ่นต่างๆ ปราศจากกลิ่นสะอาด

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็พาคู่หมั้นของเขามาลงรถประจำทางคือรถเมล์ขาวที่หน้าตึก ๗ ชั้นและข้ามฟากไปทางโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมบุรี และเดินเรื่อยเปื่อยไปทางถนนซอยหน้าโรงภาพยนตร์เท็กซัส

พอถึงหน้าร้านข้าวต้มกุ๊ยร้านหนึ่งพนัสก็หยุดชะงักแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"เที่ยงครึ่งแล้ว แวะกินข้าวกันที่ร้านข้าวต้มนี้เถอะวะ"

สี่ใบเถาสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"พี่นัส" จันทิมากล่าวกับลูกชายของพลซึ่งเป็นคู่หมั้นของหล่อนด้วยสีหน้าที่แสดงความไม่พอใจ "ร้านข้าวต้มกุ๊ยอย่างนี้สกปรกออกจะตายไป ดูซีคะ อาหารสำเร็จรูปที่ใส่ถาดหรือใส่จานไว้ไม่มีอะไรปกปิด คนที่นั่งกินอยู่ในร้านก็ล้วนแต่พวกกรรมกรหรือคนชั้นต่ำทั้งนั้น"

พนัสว่า "แต่วันหนึ่งๆ มีคนกินข้าวที่ร้านนี้หลายร้อยคนก็ไม่ปรากฏว่า เป็นอหิวาต์หรือเป็นโรคอะไรตายเพราะกินอาหารเหล่านี้ ถ้าใหญ่ตั้งรังเกียจคนจนทรรศนะของเราก็แตกต่างกันแล้วเราจะแต่งงานอยู่ร่วมชีวิตกันได้อย่างไร"

เสี่ยตี๋กล่าวกับคู่หมั้นของเขา

"ชาติที่จะเจริญเพราะประชาชนประหยัด กินข้าวต้มกุ๊ยดีกว่าไปกินขนมจีบซาละเปาตามเหลา แปดคนอย่างมากก็ห้าหกบาทเท่านั้น พวกพี่เที่ยวกันแบบคนจนและกินกันง่ายๆ บางทีก๋วยเตี๋ยวชามเดียวแบ่งกันกินสี่คน"

นพกล่าวกับคู่หมั้นของเขาบ้าง

"ประเทศชาติของเราจะเจริญก้าวหน้าไปไม่ได้ก็เพราะพวกคนมีเงินที่เรียกตัวว่าผู้ดีหรือคนชั้นสูงเหยียดหยามคนจนว่าเป็นคนชั้นต่ำ ทำไมไม่นึกบ้างว่ามนุษย์เราที่เกิดมาต่างก็มีความเป็นคนเท่าๆ กัน ฝึกตัวเสียใหม่เถอะพวกน้องๆ ทั้งสี่คน หัดกินข้าวต้มกุ๊ยเสียบ้างจะได้มีชีวิต

ชีวาขึ้น"

จันทนาค้อนลูกชายของนิกร

"พวกพี่ๆ ทานกันก็แล้วกัน กลางกับพี่ใหญ่น้องเล็กและน้องจิ๋วจะเข้าไปนั่งเป็นเพื่อน"

"แล้วกัน" ดำรงแกล้งพูดขึ้นดังๆ "อย่างนี้จะเป็นคู่หมั้นกันได้อย่างไร แม้แต่เพียงอาหารกลางวันก็ไม่ยอมรับประทานด้วยกัน"

จันทร์จรัสชักยัวะขึ้นมาบ้าง

"ก็นี่มันร้านข้าวต้มกุ๊ย"

"นึกว่า "ห้อยเทียนเหลา" ก็แล้วกัน เรากินข้าวที่ภัตตาคารชั้นดี เรายังสั่งข้าวต้มมากินกับปลากุเลาทอดและผักกาน้าผัด น่า กินน่า เพื่อพี่เถอะจะได้มีความสุขความเจริญ"

สี่สาวจำใจต้องติดตามเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนเข้าไปในร้านข้าวต้มกุ๊ยสองคูหาร้านนั้นท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของบรรดานักเลงกินข้าวต้มกุ๊ยทั้งหลาย ส่วนมากเป็นกรรมกรชาวจีน ถ้าเป็นคนไทยก็เป็นพวกที่ไม่ใคร่มีสตางค์แต่งกายซอมซ่อ จีนลูกจ้างในร้านปราดเข้ามาต้อน

รับอย่างพินอบพิเทา พาไปนั่งโต๊ะกลมตัวใหญ่ซึ่งนั่งได้ถึง ๑๐ คน

"ต้องการอะไรบ้างครับเสี่ย" ลูกจ้างหนุ่มพูดภาษาไทยกล่าวถามสมนึกอย่างชัดเจน "แกงจืดผัดยอดผักสั่งได้นะครับ"

เสี่ยตี๋พยักหน้าให้นพ

"แกสั่งดีกว่า"

ลูกชายของนิกรยิ้มแป้น

"สั่งมาให้เต็มโต๊ะกินกันให้เต็มที่เลยนะ วันนี้เลี้ยงคู่หมั้นเราเสียทีเถอะวะ อาหารกลางวันมื้อนี้ควรจะสั่งเป็นพิเศษ"

ลูกจ้างร้านข้าวต้มพูดเสริมขึ้นอย่างนอบน้อม

"หัวปลาต้มยำดีไหมครับ ปลาเฉาฮื้อสดๆ "

"ฮื้อ" นพอุทาน "มือชั้นอั๊วกินหัวปลาต้มยำก็แย่ซีโว้ยน้องชาย เอายังงี้ดีกว่า อ้า-ฟังนะ เต้าหู้ต้มเค็มหนึ่งบาท หมูพะโล้หนึ่งบาท ก๊งไฉ่หนึ่งบาท กุ้งแห้งยำหนึ่งบาท แล้วก็จั้บไฉ่อีกบาท ข้าวต้ม ๖ ชาม น้ำแข็งไม่ต้องขอน้ำเปล่า"

ลูกจ้างร้านข้าวต้มเปลี่ยนสีหน้าและท่าทีทันที เขาเดินออกไปทางหน้าร้านและบ่นพึมพำ

"แต่งตัวโก้ๆ นึกว่าเสี่ยที่แท้ก็พวกจิ้งเหลนหางกุดทั้งนั้น แปดคนสั่งกับข้าว ๕ บาท ถุย "

สี่ใบเถาซังกะตายร่วมรับประทานอาหารกลางวัน คือข้าวต้มกุ๊ยกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน แต่ก็หารู้ไม่ว่า พนัส นพ สมนึกและดำรงก็กินอย่างฝืดคอเต็มทน เพราะเกิดมาก็เพิ่งกินอาหารเลวๆ อย่างนี้ มิหนำซ้ำเอาตะเกียบคีบคนละคำสองคำก็หมดแล้ว พนัสแกล้งสั่งถั่วลิสงคั่วมากินอีก

หนึ่งบาท แต่สี่สาวไม่ยอมกิน เพราะเกรงว่าจะทำให้ท้องขึ้นหรือไล่ลมในท้องออกมาขณะที่ดูหนัง

ออกจากร้านข้าวต้มกุ๊ย เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็พาคู่หมั้นของเขาขึ้นรถยนต์ประจำทางที่ถนนเยาวราชไปลงที่พาหุรัดแล้วเดินไปวังบูรพาเพื่อดูภาพยนตร์รอบ ๑๔.๐๐ น. ที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในย่านวังบูรพานั้น

จันทน์กะพ้อร้องอุธรณ์กับเสี่ยตี๋เบาๆ

"เล็กหิวน้ำจังค่ะ น้ำที่ร้านข้าวต้มแก้วมันสกปรกเลยไม่กล้าทาน มีเวลาอีก ๑๐ นาทีกว่าหนังจะฉาย แวะทานไอสครีมกันคนละถ้วยดีไหมค่ะ"

สมนึกสั่นศีรษะ

"อย่าดีกว่า แก้วละ ๓ บาทแปดคนก็ ๒๔ บาทแล้ว เตี่ยเคยสอนพี่ว่าเซฟไว้หนึ่งบาทเท่ากับว่าหาได้หนึ่งบาท"

"ถ้ายังงั้นเล็กเลี้ยงพวกพี่ๆ ก็ได้ค่ะ" จันทน์กะพ้อพูดอย่างโมโห

"อ้าว อย่ากำแหงซี" เสี่ยตี๋ดุ "พี่เป็นพี่และเป็นคู่หมั้นจะมาเลี้ยงพี่อย่างไรกัน อย่ากินเลยน่าเข้าไปนั่งในโรงหนังอากาศมันเย็นก็หายหิวน้ำไปเอง"

มาถึงหน้าโรงภาพยนตร์ซึ่งรอบเที่ยงพึ่งหมดรอบไปเมื่อสักครู่นี้ พนัสล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบธนบัตรย่อยออกมาปึกหนึ่งนับธนบัตรใบละ ๒๐ บาทส่งให้นพรวม ๓ ฉบับแล้วพูดยิ้มๆ

"แปดคนคนละ ๗ บาทรวม ๕๖ บาท เหลือ ๔ บาท ซื้อบุหรี่มาซองโว้ยแบ่งกันสูบในโรงหนัง"

"แล้วไม่ซื้อของขบเคี้ยวไปกินเล่นบ้างรึ" นพแกล้งถาม

พนัสทำตาเขียว

"ขบเคี้ยวอะไรกันล่ะ พึ่งกินข้าวต้มมาหยกๆ กินไม่รู้จักเวล่ำเวลาท้องเสียรู้ไหม"

นพกลั้นหัวเราะแทบแย่ เขาเดินข้ามถนนตรงไปยังโรงภาพยนตร์เพื่อซื้อบัตรที่นั่งราคา ๗ บาท สี่ใบเถามองดูหน้ากันในท่าทีอิดหนาระอาใจหมดความสุข แล้วจันทิมาก็กล่าวถามพนัสเบาๆ ว่า

"พี่นัสจะให้ใหญ่กับน้องๆ ดูหนังชั้นละ ๗ บาทหรือคะ"

พนัสยิ้มแห้งๆ

"แล้วเป็นไง"

"ใหญ่กับน้องไม่เคยดูหรอกค่ะ เคยดู ๒๐ บาทชั้นบน ๗ บาทนั่งหน้าจอต้องแหงนหน้าดู แล้วก็นั่งปะปนกับพวกกุ๊ยหรือคนชั้นต่ำ"

"ว้า" พนัสคราง "อย่าฟุ่มเฟือยนักซีเธอจ๋า คนเราถ้าอยากเป็นเศรษฐีก็ต้องประหยัด เก็บเล็กผสมน้อยไม่ควรใช้ก็อย่าใช้"

จันทนาพูดเสริมขึ้น

"แต่ประหยัดแบบนี้ไม่ไหวค่ะ กลางอยากจะพูดเหลือเกินว่าพวกพี่ทุกคนล้วนแต่ขี้เหนียวกระดูกขัดมัน นึกไม่ถึงจริงๆ ค่ะ ข่าวที่เขาลือกันแม้แต่คุณยายและคุณแม่ก็บอกว่าพวกพี่ล้วนแต่สุรุ่ยสุร่ายใช้เงินอย่างไม่เสียดาย"

พนัสว่า "แต่ก่อนนี้จริงเดี๋ยวนี้ไม่แล้ว"

ดำรงเอียงหน้ากระซิบกระซาบกับสมนึกเบาๆ

"ตี๋โว้ย ดูหนัง ๗ บาทมันออกจะทารุณหน่อยนะ กว่าหนังเลิกก็ตาเหล่ดีไม่ดีก็คอเคล็ดเพราะต้องนั่งแหงนหน้าตั้งสองชั่วโมง"

"นั่นน่ะซี กันไปตีตั๋วเอง ดูข้างบนดีกว่า ขึ้นรถเมล์ยัดข้าวต้มกุ๊ยก็แสนที่จะทารุณแล้ว"

ดำรงจุ๊ปากห้าม

"อย่า-อย่าทำลายแผนของเรา เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้สี่ใบเถาเห็นว่าหล่อนควรจะแต่งงานกับอ้ายบ้าที่ไหนหรือแต่งกับลิงยังดีกว่าที่จะแต่งงานกับเศรษฐีมหากระดูกอย่างพวกเรา"

"เออ-จริง ยังงั้นก็ต้องทนดูหนังหน้าจอ ดีเหมือนกันเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็พึ่งเคยดูวันนี้แหละ"

จันทน์กะพ้อเดินเข้ามาหาสมนึกและดำรง

"พี่นึกคะ ถ้าหากว่าเพื่อนฝูงหรือพี่น้องของเล็กแลเห็นเล็กกับพี่น้องดูหนังชั้น ๗ บาทพวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ ลูกสาวเอกอัครราชทูตมีใครบ้างที่เขาดูหนังชั้นล่าง"

เสี่ยตี๋ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"แต่เมื่อลูกชายมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยดูได้ ลูกสาวเอกอัครราชทูตซึ่งเป็นคู่หมั้นของเขาก็ควรจะดูได้ พวกเราแต่ละคนไม่ใช่ย่อยนะเล็ก อ้ายนัสลูกชายพันเอกพิเศษหลานคุณหญิง อ้ายนพก็ลูกพันเอกพิเศษคงจะได้เป็นจอมพลใน ๕๐ ปีข้างหน้า ดำรงก็เป็นลูกนาย

พลโท ศาสตราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก แล้วจะเอายังไงดูชั้นล่างชั้นบนมันก็มองเห็นหนังเหมือนกัน"

พนัสพูดตัดบท

"อ้ายนพมาโน่นแล้ว ไปเถอะ เข้าไปนั่งในโรงได้แล้ว"

สี่สาวทำหน้างอไปตามกัน แต่เพราะเกรงใจคู่หมั้นและไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็จำใจต้องดูหนังชั้น ๗ บาทกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

ชั่วเวลาไม่ถึง ๑๐ วัน จันทิมา จันทนา จันทน์กะพ้อ และจันทร์จรัสสี่ใบเถาธิดาเอกอัครราชทูตก็ตัดสินใจคืนหมั้นเพราะหมดอาลัยใยดีกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

คุณหญิงแววพามารศรีผู้เป็นมารดาของสี่ใบเถามาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนสายวันอาทิตย์ และคุณหญิงแววได้โทรศัพท์แจ้งมาให้คุณหญิงวาดทราบล่วงหน้าที่ท่านจะพามารศรีมาพบเพื่อคืนหมั้น

พอทราบข่าวทางโทรศัพท์คุณหญิงวาดถึงกับตบอกผาง ท่านไม่อาจจะเข้าใจได้ที่เพื่อนเก่าของท่านขอคืนหมั้นหลานสาวโดยไม่ยอมบอกเหตุผลอะไร คุณหญิงวาดเกิดอารมณ์ยัวะขึ้นมาทันที ท่านสั่งคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนไม่ให้ไปไหน และขอร้องเจ้าคุณ

ปัจจนึกฯ ให้รอคอยต้อนรับคุณหญิงกับมารศรีด้วย คุณหญิงวาดด่าหลานชายทั้งสี่คนเอะอะเอ็ดตะโรหาว่าทำตัวไม่เหมาะไม่ควรฝ่ายหญิงจึงขอคืนหมั้น

อย่างไรก็ตามสี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพอใจและดีใจไปตามกันเท่าที่ฝ่ายหญิงขอคืนหมั้น ทั้งนี้ก็เพราะทุกคนรังเกียจสี่ใบเถาที่เย่อหยิ่งถือตัวจนเกินไป นอกจากนี้ทุกคนรู้ดีว่าการที่มารศรีและคุณหญิงแววรับหมั้นเจ้าหนุ่มสี่คนก็เพราะมองเห็นทางไกลนั่นเองซึ่ง

ฐานะของคุณหญิงแววกำลังแย่เต็มทน

โดยรถเชฟโรเล็ทเก๋ง คุณหญิงแววกับมารศรีได้มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๙.๓๐ น. เศษ

คุณหญิงวาดได้ต้อนรับขับสู้เพื่อนเก่าของท่านเป็นอย่างดี ท่านออกมารับที่หน้าตึกใหญ่เชิญสองแม่ลูกขึ้นมาบนตึกเลยเข้าไปในห้องโถงซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูกๆ ของหล่อนพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งเรียงรายอยู่รอบห้องแล้ว

ต่างฝ่ายต่างยกมือไหว้กันและทักทายกันด้วยสันถวไมตรีแต่ใบหน้าของคุณหญิงแววและมารศรีอยู่ข้างจะเคร่งเครียดผิดปรกติ คุณหญิงวาดเชิญสองแม่ลูกให้นั่งบนโซฟาตัวหนึ่งแล้วก็เริ่มสนทนากัน

"ยังไงกันจ๊ะแม่แวว" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "เรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันเธอกับแม่ศรีถึงตัดสินใจคืนหมั้นแม่หลานสาวสี่คนนั่น หรือว่าหลานชายของพี่เป็นลิงไม่ใช่คน"

เสี่ยตี๋ร้องขึ้นดังๆ

"คนครับคุณย่า"

คุณหญิงวาดทำตาเขียว

"เจ้าเป็นเด็กไม่ต้องสอดให้ผู้ใหญ่เขาพูดกัน นั่งฟังเฉยๆ เข้าใจไหม"

นพพูดโพล่งขึ้นทันที

ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำคุณย่ามาด่าผมฉอดๆ "

คุณหญิงวาดแยกเขี้ยว

"กูว่าอ้ายตี๋โว้ยไม่ได้ว่ามึง กำลังหัวเสียอย่านะ แม่แพ่นกบาลแตกนะจะบอกให้"

เสี่ยตี๋กล่าวขึ้นด้วยเสียงยานคาง

"โบราณว่าเสือดุหมีดุอย่ายั่วเย้า สิงโตดุอย่าเอาไม้เข้าไปแหย่ มังกรดุอย่าแลบลิ้นหลอก"

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนดุลูกชายโทนของเขา "อย่าพยายามทะลึ่งเหมือนอย่างเตี่ยหน่อยเลยวะอ้ายตี๋"

เจ้าแห้วกับสาวใช้คนหนึ่งถือถาดใส่แก้วน้ำอัดลมแช่เย็นนำมาเสิฟให้ทุกคนโดยทั่วหน้ากันแล้วกลับออกไป ภายในห้องโถงเงียบสงัดไปชั่วขณะ คุณหญิงแววจึงกล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างเป็นงานเป็นการ

"พี่วาดคะ ความตั้งใจของเราคือพี่วาดกับดิฉันที่คิดจะให้หลานของเราเป็นทองแผ่นเดียวกันนั้นเป็นไปไม่ได้เสียแล้วค่ะ"

"เพราะอะไรจ๊ะแม่แวว พูดกันอย่างแหกอกเลย แม่แววกับพี่น่ะเป็นเพื่อนรักกันคบกันมาแต่เล็กแต่น้อย ตื้นลึกหนาบางอย่าอำพรางไว้ พูดเถอะน้อง"

"ค่ะ ดิฉันกำลังจะเรียนพี่วาดเดี๋ยวนี้ เรื่องมันก็คือว่า แม่สี่ใบเถาของดิฉันของรังเกียจพ่อหลานชายของพี่วาดค่ะ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง พอได้ยินคำว่า "รังเกียจ" อารมณ์ร้ายของท่านก็เกิดขึ้นทันทีเพราะท่านรักเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนเป็นชีวิตจิตใจของท่านนั่นเอง

"รังเกียจหลานของพี่ ฮะ ฮะ ด้วยเหตุผลกลใด เพราะอะไรและทำไมถึงรังเกียจ"

คุณหญิงแววหันมาทางธิดาของท่าน

"เจ้าเรียนคุณป้าของเจ้าหน่อยซีมารศรี"

มารศรียิ้มให้คุณหญิงวาด

"แล้วแต่จะโปรดเถอะค่ะคุณป้า แม่ใหญ่ แม่กลาง แม่เล็กและแม่จิ๋วเคยหวังว่าการหมั้นกับพ่อหลานชายทั้งสี่คนนี้จะช่วยให้มีเกียรติมีหน้ามีตาแต่แล้วตรงกันข้าม พ่อนัส พ่อนพ พ่อสมนึกและพ่อดำรง ไปที่บ้านรับแกไปเที่ยว หลานๆ ของคุณป้าไม่ได้ให้เกียรติลูกๆ ของศรีเลยค่ะ

แต่ละคนแต่งกายแบบจิ๊กโก๋นิยม พาไปเที่ยวก็ขึ้นรถเมล์เบียดเสียดเยียดยัดปะปนกับคนชั้นต่ำ แล้วพาไปทานข้าวต้มกุ๊ยตามร้านสกปรก พาไปดูหนังที่ละ ๗ บาทนั่งดูหน้าจอแหงนคอตั้งบ่า หนังเลิกแล้วก้มหน้าไม่ลงต้องจำใจขึ้นรถเมล์กลับบ้านกับหลานๆ ของคุณป้า ป่านนี้ลูกๆ

ของศรีก็ยังแหงนหน้าอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ เพราะนั่งดูหนังหน้าจอเป็นการทรมานร่างกายและสุขภาพอย่างแสนสาหัส ลูกๆ ของศรีอาจจะต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่าไปตลอดชาติก็ได้ แม่ใหญ่ แม่กลาง แม่เล็ก และแม่จิ๋วได้ร้องไห้ร้องห่มอ้อนวอนศรีกับคุณแม่ให้จัดการคืนหมั้นค่ะคุณป้า

ควรมิควรสุดแล้วแต่จะโปรดเถอะนะคะ"

คุณหญิงวาดหันมาทางเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้นห้อง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"อย่าเสียใจเลยลูก เมื่อน้องๆ เขาไม่ต้องการพวกเจ้าก็ต้องยอมให้เขาคืนหมั้นตามความประสงค์ของเขา แผ่นดินไม่ไร้เหมือนใบมะอึกนะลูกนะ"

นพร้องไห้โฮ

"คุณย่าครับ ฮือ ฮือ "

"อ้าว ร้องไห้ทำไมพ่อนพ นิ่งเสียลูก" คุณหญิงวาดปลอบ "เสียใจที่เขาถอนหมั้นหรือ"

ลูกชายของนิกรสะอื้น

"ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ"

"แล้วร้องไห้ทำไม"

คราวนี้นพปล่อยเสียโฮใหญ่

"กลัวจะไม่ถอนจริงน่ะซีครับ ฮือ ฮือ "

คุณหญิงแววค้อนปะหลับปะเหลือก ท่านเปิดกระเป๋าเงินใบใหญ่ของท่านหยิบกล่องกำมะหยี่ใส่แหวนเพชรรวม ๔ กล่องออกมาพร้อมด้วยเอกสารชิ้นหนึ่ง แล้วชะโงกตัวส่งให้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"นี่ค่ะแหวนเพชรสี่วงคือแหวนหมั้น แล้วก็เช็คเงินสดสี่แสนบาท คุณลุงของพ่อชัชวาลได้ช่วยเหลือในเรื่องเงินค่ะ คุณพระท่านมีความเห็นด้วยที่หลานสาวของท่านควรจะคืนหมั้น ท่านก็มอบเช็คสั่งจ่ายเงินสดสี่แสนให้ดิฉัน เป็นอันว่าดิฉันคืนเงินและแหวนหมั้นให้พี่วาดต่อหน้าพ่อ

แม่ของพ่อหลานชายทั้งสี่คนและญาติผู้ใหญ่แล้วนะคะ"

คุณหญิงวาดส่งเช็คเงินสดให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกระซิบบอก

"ช่วยดูหน่อยซิคะ เช็คใบนี้เด้งเชือกหรือมีสปริงติดอยู่หรือเปล่า"

ท่านเจ้าคุณพิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วคืนให้คุณหญิงวาด

"ปลอดภัยคุณหญิง พระประมวลราชกิจผมรู้จัก ท่านมีหุ้นส่วนในบริษัทปูนสิเมนต์ตั้งสองล้าน ฐานะดีมาก"

"ค่อยยังชั่วหน่อย" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ แล้วเปิดกล่องแหวนเพชรตรวจดูแหวนหมั้นทีละวง "อ้า-ถูกต้องดีแล้วแม่แวว พี่เสียใจมากที่ความหวังของเราทั้งสองต้องพินาศลง ถูกละ หลานๆ ของพี่อาจจะตระกูลต่ำไปไม่เหมาะสมกับหลานๆ ของเธอ"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"ผมก็แค่ลูกชายนักธุรกิจที่มีเงินประมาณพันล้านเท่านั้นครับ ที่ตระกูลต่ำเพราะบรรพบุรุษของผมไม่เคยเป็นช่างก่อพระเจดีย์ หรือทำปล่องโรงสี ซ่อมแซมยอดภูเขาทอง หรือพระปฐม ไม่เคยมีใครหากินบนต้นตาลทำน้ำตาลสดขายด้วย"

คุณหญิงแววเค้นหัวเราะ

"ไม่ต้องมาพูดแดกดันย่าหรอกพ่อนึก"

มารศรีเอื้อมมือสะกิดแขนมารดาของหล่อน

"เรากลับบ้านกันเสียทีหรือคะคุณแม่ เสร็จธุระแล้ว"

"จ้ะ กลับก็กลับ"

สองแม่ลูกต่างล่ำลาสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง คุณหญิงวาดตามออกไปส่งคุณหญิงแววและมารศรีที่หน้าตึก พนัส นพ สมนึก และดำรงต่างตื่นเต้นดีใจถึงกับลงนอนชักดิ้นชักงอหัวเราะเอิ้กอ้ากตบมือกระทืบเท้าไปตามกัน แต่พอคุณหญิงวาดเดินกลับเข้ามาในห้องโถงเจ้า

หนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็นอนกอดกันนิ่งเฉยทำให้สี่นางหัวเราะงอหายไปตามกัน

"หมดเรื่องกันที" คุณหญิงวาดพูดเสียงหนักแน่น "ไม่ต้องการที่จะเป็นทองแผ่นเดียวกับเราเราก็ไม่ง้อ สาวๆ สวยๆ ลูกผู้ดีมีสกุลถมเถไป อ้า-อ้ายสี่คนนี่ลุกขึ้นเสียทีซี ผู้ชายอะไรไม่เคยพบ พาคู่หมั้น ลูกสาวเอกอัครราชทูตขึ้นรถเมล์กินข้าวต้มกุ๊ยดูหนัง ๗ บาท จนลูกสาวเขาก้มหน้า

ไม่ลงเพราะนั่งดูหนังหน้าจอ"

ทั้งสี่คนต่างลุกขึ้นนั่งยิ้มหวานไปตามกัน

"เราแกล้งทำน่ะครับคุณย่า" พนัสพูดเสียงหัวเราะ "แกล้งให้หล่อนเกลียดขี้หน้าพวกเราครับ"

"หา แกล้งทำเรอะ"

"ครับ"

คุณหญิงวาดเม้มปากแน่น

"โธ่-อ้ายเวรตะไล ประเดี๋ยวแม่เตะคนละทีสองทีวิ่งไม่รู้ทางไปเท่านั้น นี่พวกคุณพ่อคุณแม่ก็คงจะรู้เห็นเป็นใจด้วยซีนะ นั่งอมยิ้มแก้มตุ่ยไปตามกัน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้อง

จบตอน