พล นิกร กิมหงวน 129 : สังหารเมีย

ไม่มีความเจ็บช้ำน้ำใจครั้งใดที่นันทา, นวลลออ, ประภา, และประไพจะได้รับมากมายเหมือนครั้งนี้

สี่สหายของเราหายหน้าไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นเวลา ๕ วันทั้งวันนี้ เพื่อนของนันทาคนหนึ่งพาลูกๆ ไปเที่ยวบางแสน กลับมาได้มาหาหล่อนที่บ้านและเล่าให้ฟังว่าพบสี่สหายเพลิดเพลินอยู่ที่บังกาโลใหญ่หลังหนึ่ง และมีสาวๆ หน้าแฉล้ม ๔ คนอิงแอบแนบข้าง บางทีก็ลงเล่นน้ำทะเลด้วยกันหรือนั่งรถเก๋งวนเวียนรอบๆ สถานตากอากาศบางแสน แลเห็นหล่อนก็ทำเป็นไม่เห็น นันทาซักไซร้ไล่เลียงเพื่อนอย่างละเอียดก็พอจะรู้ว่าผู้หญิงที่คณะพรรคสี่สหายพาไปเที่ยวบางแสนด้วยนั้นเป็นผู้หญิงอย่างว่า แต่ถึงกระนั้นก็ตามนันทากับเพื่อนๆ ก็เต็มไปด้วยความหึงหวงและความเจ็บใจอย่างยิ่งเท่าที่คุณผัวๆ แลเห็นผู้หญิงอย่างว่าดีกว่าหล่อน

"หย่ากับเขาเสียดีไหมพวกเรา" นันทากล่าวกับเพื่อนๆ อย่างเป็นงานเป็นการ "ดิฉันทนดูความเหลวแหลกของพลต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะคุณนวล เขาไม่เคยซื่อต่อดิฉันเลย เมื่อเขาชอบเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาอย่างนี้ดิฉันก็อยากจะหย่ากับเขา"

นวลลออถอนหายใจเบาๆ

"ความคิดของคุณก็เป็นความคิดของดิฉันเหมือนกันค่ะ คุณนัน แต่ว่าเฮียน่ะถึงจะเลวร้ายอย่างไรความดีของเขาก็มีอยู่ไม่น้อย และโดยเฉพาะความเป็นมหาเศรษฐีของเฮียนี่แหละค่ะทำให้ดิฉันไม่กล้าหย่ากับเฮีย หย่ากันแล้วถึงแม้ดิฉันจะได้แบ่งสินสมรสแต่ดิฉันก็ไม่มีปัญญาที่จะประกอบกิจการงานใดๆ ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นับวันก็จะหมดไป แล้วก็ดิฉันกับเฮียก็อยู่ร่วมชีวิตกันมานานแล้ว ถึงอย่างไรก็อยากจะอดทนจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายจากกันไป"

นันทาหันมาทางน้องสะใภ้ของหล่อน

"ว่ายังไงน้องไพ"

ประไพสะอื้นเบาๆ

"ไพอาจจะมีความคิดรุนแรงหน่อยค่ะในเรื่องนี้"

นันทายิ้มเล็กน้อย

"นั่นน่ะซี น้องไพจะเอายังไงกับเจ้ากร"

ประภาพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เธอฆ่าคุณนิกรเธอก็ต้องติดคุกอย่างน้อย ๒๐ ปี ในฐานฆ่าคนตาย"

ประไพหันขวับมาทางพี่สาวร่วมสายโลหิตของหล่อน

"ทำไมจะต้องติดคุกคะ ตามกฎหมายผัวเมียก็คือบุคคลคนเดียวกัน เรายิงผัวเราก็เท่ากับว่าเรายิงตัวเราเอง"

ประภายกฝ่ามือผลักหน้าน้องสาวที่รักของหล่อนค่อนข้างแรงแล้วหัวเราะชอบใจ

"กฎหมายแพ่งกับกฎหมายอาญามันไม่เหมือนกันหรอกยายไพ ไม่เชื่อก็ลองดูซี ถ้าเธอยิงคุณนิกรตายจะมีอะไรเกิดขึ้น เธออาจจะถูกศาลตัดสินพิพากษาประหารชีวิตก็ได้ หรือในฐานกรุณาก็ตลอดชีวิตหรือ ๒๐ ปี พี่เห็นว่าผู้หญิงที่คิดฆ่าผัวของตัวนั้นเป็นความคิดที่โง่เขลาจริงๆ เพราะไม่ได้ช่วยให้ตัวเราดีขึ้น นอกจากเป็นการแก้แค้นที่ผิดๆ ทำเขาแล้วตัวเองก็ต้องทนทุกข์เวทนาไปตามกัน เมื่อเราไม่ชอบใจในความประพฤติของเขา เราก็ควรหย่ากับเขาเสียซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด"

นันทาถามว่า "หมายความว่าคุณภาคิดจะแยกทางกับหมอหรือคะ"

ประภาสั่นศีรษะและยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ค่ะ การหย่าร้างกันก็คือความอับอายขายหน้าที่จะเกิดขึ้นแก่เราทั้งสองฝ่าย"

นวลลออพูดโพล่งขึ้น

"แล้วเราจะจัดการกับผัวของเราอย่างไร หรือจะปล่อยให้เขาหยามน้ำหน้าดูหมิ่นเราเรื่อยๆ ไปอย่างนี้ดิฉันทนไม่ได้จริงๆ เขาทำอย่างนี้หมายความว่าเราไม่มีความหมายใช่ไหมคะ เขาเห็นว่าเราเป็นรถเก่าๆ คันหนึ่งที่ควรจะรุขายให้เชียงกงแล้วใช่ไหมคะ"

ประภายิ้มอย่างใจเย็น

"ที่จริงมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นแหละค่ะ เราแก่แล้ว ร่วงโรยไปตามกันแล้ว ถ้าหากเราเป็นรถยนต์ก็ต้องเป็นรถยนต์รุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แบบล้าสมัย รูปร่างเทอะทะ กันชนห้อยร่องแร่ง แตรก็บีบไม่ค่อยดังเหมือนแตรรถรุ่นใหม่ เบาะก็ไม่นุ่มนิ่ม แล่นไปไหนได้หน่อยเดียวเครื่องร้อนต้องลงเติมน้ำเหมือนรถยนต์ของพวกตลกรุ่นเก่า ผัวๆ ของเราก็ต้องเบื่อเป็นธรรมดา ดิฉันคิดว่าไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าเราควรจะอดทนอยู่ร่วมกับเขาต่อไป แต่ว่าเราจะต้องรุนแรงกับเขาบ้างในการที่เขาหายไปจากบ้านตั้งหลายๆ วันเช่นนี้"

ทุกคนนิ่งฟังประภาอย่างสนใจ แล้วนันทาก็กล่าวขึ้น

"เราจะทำอย่างไรล่ะคุณภา"

ประภานิ่งคิดสักครู่

"ซ้อมซีคะ เอาให้หัวแตกคนละแผลขนาดเย็บสามสี่เข็มก็พอแล้ว เขาจะได้รู้ว่าพวกเราได้ตอบแทนเขาอย่างสาสม"

นวลลออเห็นพ้องด้วย

"เข้าทีค่ะ เข้าทีเหมือนกัน เอาเลือดหัวออกเสียสักทีก็เข็ดขยาดกันไปเอง"

ประไพว่า "ตีหัวแตกไม่กี่วันก็หาย เอายังงี้ไม่ดีกว่าหรือคะ จิ้มด้วยหลาวทองเหลืองหรือเหล็กขูดช้าพคนละแผล เอาให้ไส้ทะลักรับรองว่าเข็ดแน่"

นันทากลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้ายังงั้นก็มีหวังถึงตาย เราจะสั่งสอนเขาหรือเราจะฆ่าเขาล่ะ ถ้าสั่งสอนเขาก็เพียงแต่ตีหัวเขาคนละแผลเท่านั้น ถ้าจะฆ่าเขาก็ควรจะใช้หลาวทองเหลืองหรือเหล็กขูดช้าพ"

สี่นางต่างประชุมปรึกษาหารือกัน ในที่สุดก็ลงมติเห็นพ้องต้องกันว่าจะตีศีรษะสามีของตนคนละแผล เมื่อลงมติเช่นนี้แล้วความเจ็บช้ำน้ำใจก็ค่อยๆ หายไป อารมณ์หึงเปลี่ยนเป็นอารมณ์ขันเมื่อประภาบอกว่าสี่สหายคงจะกลายเป็นแขกหัวโตไปหลายวัน ต้องใช้ผ้าพันแผลพันศีรษะไม่กล้าออกจากบ้านไปไหน แต่แล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับการตีกบาลผัวรัก

"เราต้องคิดให้รอบคอบ" นันทากล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ "ตีศีรษะน่ะถ้าพลาดพลั้งถูกที่สำคัญก็ถึงตายได้"

นวลลออเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ ถ้าโดนทัดดอกไม้หรือคอต่อที่สำคัญบางแห่งโป้งเดียว เราก็ตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจในฐานเจตนาฆ่าคนตาย เรื่องนี้ขอให้คุณภาช่วยชี้แจงหน่อย เพราะคุณภาเป็นนางพยาบาลย่อมรู้ดีว่าตรงไหนตายคาที่หรือตีตรงไหนพอท้วมๆ ขนาดหลาบจำไม่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ เพียงแต่ให้คุณหมอดิเรกช่วยเย็บแผลให้"

ประภาหัวเราะเบาๆ

"ตีหน้าผากซีคะ แต่อย่าให้ตรงกับแสกหน้า ตีหน้าผากทางซ้ายหรือขวาก็ได้ ดิฉันรับรองว่าไม่ตายแน่นอน"

ประไพยกมือลูบคลำหน้าผากของหล่อน

"สูงจากคิ้วไปนิดหน่อยใช่ไหมคะพี่ภา"

"นั่นแหละ อย่าตีกลางศีรษะหรือที่ท้ายทอยเป็นอันขาด หากตีกลางศีรษะมันสมองไหลทะลักออกมาก็มีหวังตายแน่ๆ ส่วนท้ายทอยนั้นเป็นที่รวมของประสาท"

นันทาหายใจหนักๆ

"เราควรจะเอาอะไรตีดีล่ะคุณภา"

"ก็แล้วแต่คุณนันซีคะ ไม้ตะพดก็ได้ ขวดน้ำอัดลมหรือวัตถุแข็งๆ อะไรก็ได้ ศีรษะของคนเราน่ะไม่แข็งจนเกินไปหรอกค่ะ ฟาดโครมเดียวเท่านั้นก็แตก"

ประไพพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ใช้ศอกดีไหมคะพี่ภา ใช้ศอกกระแทกหน้าให้เหมาะๆ เพราะถ้าเกิดตายขึ้นเราจะได้ติดคุกน้อยหน่อย"

ประภามองดูน้องสาวของหล่อนอย่างขบขัน

"ศอกของเธอมันจะมีพิษสงอย่างไรน้องไพ เธอเป็นผู้หญิง นักมวยด้วยกันยังตีศอกกันไม่ใคร่เป็นผลเว้นแต่ถูกจังๆ "

ประไพนิ่งคิดสักครู่

"่ใช้บีบแทนตีได้ไหมคะพี่ภา"

ประภาเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"บีบตรงไหน"

"ก็บีบคอน่ะซีคะ แล้วเอาศีรษะกระแทกกับผนังตึก โป๊กเดียวหัวแตกเลือดแดงแจ๋เลย"

นวลลออพูดเสริมขึ้นอย่างขบขัน

"คุณไม่ใช่แซมซั่นจะได้ทำอย่างนั้น พอคุณไพบีบคอเขา คุณนิกรแกตบคุณเบาๆ ฉาดเดียวเท่านั้นคุณก็หมอบไปแล้ว"

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๑.๐๐ น. เศษ บ้าน "พัชราภรณ์" เงียบสงัด ขณะที่สี่นางกำลังนั่งปรึกษาหารือกันอยู่ในห้องนอนของนันทาเสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน และตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯกับคุณหญิงวาดกำลังสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับกิจการค้าต่างๆ

เทวดาทั้งสี่คนกลับมายังวิมานแล้ว หลังจากหายหัวไป ๔ คืน คาดิลแล็คเก๋งคันนั้นเปรอะเปื้อนโคลนมอมแมมจนแทบจะจำไม่ได้ เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่มากับนิกร ซึ่งสัปหงกมาตลอดทาง พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ ทั้งสามคนต่างใจเต้นระทึกไปตามกันเพราะหวั่นเกรงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากพวกเมียๆ ของตน ถึงแม้ว่าเตรียมข้อแก้ตัวไว้แล้วก็ตาม ส่วนเจ้าแห้วพอขับรถแล่นเข้ามาในบ้านเขาก็ร้องไห้ ทั้งนี้ก็เพราะความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขาจะต้องรับเคราะห์กรรมไปด้วย

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก เสี่ยหงวนชะโงกมาข้างหน้ารถ ยกมือขวาเขกกบาลนิกรค่อนข้างแรงจนกระทั่งนิกรสะดุ้งเฮือกตกใจตื่น แล้วหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"มันจะมากไปอ้ายแห้ว ถึงกับเขกกบาลข้าเชียวหรือ"

เจ้าแห้วสะดุ้งสุดตัวแล้วพูดเสียงสะอื้น

"รับประทานอาเสี่ยเขกครับไม่ใช่ผม"

นิกรทำตาปริบๆ

"แล้วแกร้องไห้ทำไม ใครตายวะ"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานยังไม่มีใครตายหรอกครับ แต่ในชั่วโมงนี้รับประทานถ้าไม่ตายก็ต้องถึงกับหยอดน้ำข้าวต้ม"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แกรู้ได้ยังไง"

เจ้าแห้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"รับประทานผมจับยามดูแล้วนี่ครับ รับประทานบอกให้กลับวานนี้เป็นยามปลอดก็ไม่เชื่อผม วันนี้รับประทานเป็นยามกาลกิณีชะตาขาดไปตามกัน รับประทานถ้าไม่ถึงกับเลือดตกยางออกให้กระทืบเลย"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ออไร๋ อาจจะจริงอย่างที่เจ้าแห้วว่า ไอเขม่นกบาลตั้งแต่ออกจากบางแสนแล้ว เส้นโลหิตในสมองตุ๊บๆ ผิดปกติ"

พลว่า "ใจดีสู้เสือน่าพวกเรา เราก็รู้จิตใจของเมียเราดีแล้ว เราแก้ตัวตามที่เราเตี๊ยมเรื่องกันไว้ก็แล้วกัน ถ้าเมียเขาจะด่าว่าอะไรเราก็เฉยเสีย สวดเราหนักๆ เข้าก็หายโมโหไปเอง ไป-ขึ้นไปบนตึกโว้ย"

นิกรกล่าวขึ้นอย่างปอดลอย

"รู้สึกว่าบ้านเรามันเงียบเหงาเหมือนป่าช้าว่ะ อ้ายแห้วน่ะมันเป็นนักพยากรณ์สมัครเล่นที่ไม่เคยทายอะไรผิดพลาดเลย สงสัยว่าพวกเราคนใดคนหนึ่งคงถูกเมียซ้อมม่องเท่งเป็นแน่ และคนนั้นคงเป็นอ้ายเสี่ย"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"อย่าพูดให้ร้ายกันซีโว้ย อ้ายเรายิ่งกำลังปอดลอยอยู่"

คณะพรรคสี่สหายต่างพากันลงจากรถเว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียวซึ่งนั่งร้องไห้ไม่ยอมลงจากรถ พลเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสามขึ้นบันไดไปบนตึก แต่ละคนเสื้อกางเกงยับยู่ยี่และสกปรก เพราะไม่ได้เปลี่ยนมาสี่วันแล้ว โดยเฉพาะเสื้อผ้าของนิกรสกปรกกว่าเพื่อน เปื้อนกาแฟ เปื้อนอาหารและขนมจนแทบจะจำไม่ได้

เจ้าคุณปัจจนึกฯกับคุณหญิงวาดต่างมองดูสี่สหายอย่างชิงชัง คุณหญิงวาดเปิดฉากโจมตีทันที

"ฉันนึกว่าพวกผู้ร้ายมันฆ่าพวกแกตายหมดแล้ว คอยอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ก็ไม่พบ ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาวะ แล้วเสือกกลับมาทำไม"

ดร. ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง หันมาทางกิมหงวน

"ยูอธิบายหน่อยซีว่าเราได้ทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี"

สี่สหายต่างทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ก่อนที่กิมหงวนจะพูดว่ากระไร สี่นางก็วิ่งแข่งกันลงบันไดมาจากชั้นบน แต่ว่าทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ประไพกล่าวทักสามีของหล่อนอย่างไม่น่าจะเป็นได้ หรือไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

"กร....กรขา กลับมาแล้วหรือคะทูนหัว"

นิกรเป็นนกรู้ เขาฝืนยิ้มให้หล่อน

"แฮ่ะ แฮ่ะ" แล้วเขาก็เผลอตัวยกมือไหว้หล่อน "สบายดีหรือจ๊ะ"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯตวาดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "มีอย่างหรือวะผัวไหว้เมีย"

นิกรมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ไม่เป็นไรครับคุณพ่อผมไม่ถือ เมียดีก็เหมือนแม่ ผัวดีก็เหมือนลูก"

สี่นางเดินมานั่งรวมกันบนโซฟาใหญ่อีกตัวหนึ่งตรงข้ามกับคณะพรรคสี่สหาย คุณหญิงวาดพยักหน้ากับอาเสี่ยกิมหงวน

"เมื่อกี้นี้ว่ายังไงนะ พวกแกทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี"

"ครับ ใช่ครับ เราสี่คนไปเที่ยวบางแสนกันเมื่อตอนเช้าวันอาทิตย์ เราได้ช่วยชายหนุ่มชาวอีสานไว้คนหนึ่ง ซึ่งหนีมาจากค่ายนรกในป่าเมืองชล เราพาเขาไปหาตำรวจครับ แล้วเราก็ร่วมมือกับตำรวจบุกป่าเมืองชลไปจนถึงค่ายนรก โอ้โฮยิงกันสะบั้นหั่นแหลกเลยครับ พวกเราสี่คนร่วมมือกับตำรวจอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งทลายค่ายนรกได้ จับหลงจู๊และพรรคพวกได้ถึง ๑๐ คน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะหึๆ

"เป็นวีรกรรมที่น่าสรรเสริญมาก" แล้วท่านก็หันมาถามนิกร "หลงจู๊ชื่ออะไรวะ"

นิกรไม่มีเวลาคิดก็พูดโพล่งออกมา

"ชื่อกิมเบ๊ครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"นั่นเตี่ยกันโว้ย หลงจู๊ชื่อกิมซัว"

นิกรได้ทีก็ผสมโรงกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯอย่างแคล่วคล่อง

"ครับ ชื่อกิมซัวครับผมจำผิดไป ผู้กำกับการตำรวจภูธรเมืองชล ท่านขอร้องให้พวกเราพักอยู่ที่โรงพักเพื่อให้การเป็นพยานในคดีนี้ ท่านใจดีมากครับ ต้อนรับขับสู้อย่างแข็งแรง และบอกว่าจะทำรายงานเสนอมาทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาความดีความชอบของพวกเรา"

นวลลออกล่าวขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

"หายไปตั้งสี่วันทำให้นวลและทุกคนเป็นห่วงมาก ทำไมไม่โทรเลขมาบอกให้รู้ล่ะคะ ดีใจจังค่ะที่เฮียกับเพื่อนๆ เป็นวีรบุรุษ เหตุเกิดขึ้นเมื่อไรคะนี่"

กิมหงวนหันมายิ้มกับหล่อน

"ตอนเย็นวันอาทิตย์จ้ะนวล"

คุณหญิงวาดยกมือชี้หน้ากับสี่สหายแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายโกหก อ้ายตอแหล เมืองชลอยู่ห่างจากกรุงเทพฯแค่นี้เอง ถ้าเป็นจริงหนังสือพิมพ์ก็คงลงเรื่องนี้แล้ว"

นิกรแกล้งเอะอะขึ้นบ้าง

"เรื่องจริงนะครับคุณอาไม่ใช่เรื่องโกหก นายพันตำรวจตรีมานิตผู้กำกับเมืองชลคุณอาก็รู้จัก ไม่เชื่อจดหมายไปถามดูซีครับ ที่หนังสือพิมพ์ไม่ได้ลงข่าวนี้ก็เพราะทางราชการเขาปิดข่าว เพราะหลงจู๊กิมซัวเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์คนสำคัญ ตอนเย็นวันอาทิตย์พวกผมกับผู้กำกับต้องฝ่าอันตรายกับกระสุนปืน รบกันอย่างหูดับตับไหม้"

คุณหญิงวาดเค้นหัวเราะ

"ประเดี๋ยวแม่ขว้างด้วยถ้วยแก้วหน้าตาแหกเลย พวกแกรู้ไหมว่า ตอนเย็นวันอาทิตย์ คุณมานิตได้มาขอเช่าพระเครื่องรางของเจ้าคุณปัจจนึกฯและอยู่คุยกันจนค่ำ ถามเมียแกซิว่า ผู้กำกับเขามาที่นี่หรือเปล่า"

สี่สหายเย็นวาบไปตามกัน ดร. ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"จบกันที ไอบอกแล้วว่าเรื่องโกหกน่ะถึงอย่างไรก็ไปไม่รอด"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สี่สหายต่างประหวั่นพรั่นใจไปตามกัน พลลุกขึ้นยืนแล้วผิวปากแก้เก้อ นันทาโปรยยิ้มให้เขา

"จะบอกเสียตามตรงก็ไม่ได้ว่าไปเที่ยวซุกซนมา นันจะไปว่าอะไรคะ" พูดจบหล่อนก็ลุกขึ้น "ไปข้างบนเถอะค่ะ เปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำเสียที"

นิกรร้องเพลงขึ้นเบาๆ เป็นปริศนาให้พลคิด

"อย่าไปเลยข้างบนจะโดนดี...."

พลทำใจดีสู้เสือเดินเข้ามาหานันทา แล้วยกมือจับแขนหล่อน พานันทาเดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มให้นิกร

"นั่งอยู่ทำไมล่ะ แต่ละคนมอมแมมเหมือนกับไปฟัดกับหมามา เสื้อกางเกงสกปรกไปตามกัน"

ประไพลุกขึ้นเดินเข้ามาหาสามีที่รักของหล่อน

"ขึ้นไปข้างบนเถอะค่ะกร รับรองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"พี่น่ะไม่อยากไปค้างที่อื่นหรอก แต่ขัดอ้ายหงวนมันไม่ได้"

"อ้าว" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "อย่าเล่นซัดกันซีโว้ย"

นิกรยกมือทั้งสองลูบคลำรอบๆ ขอบกระโปรงของประไพ เมื่อไม่พบอาวุธซ่อนอยู่เขาก็ยิ้มออกมาได้

"อย่าทำพี่นะจ๊ะไพ"

ประไพหัวเราะ

"โถ-ผัวรักทั้งคนใครจะทำได้ลงคอคะ"

"ว้า-พูดอย่างงี้พี่ยิ่งปอดใหญ่ แฮ่ะ แฮ่ะ จะทุบตีพี่ก็ไม่ว่าแต่อย่าให้ถึงกับหยอดน้ำข้าวต้มหรือต้องส่งโรงพยาบาลก็แล้วกัน ทีหลังพี่เข็ดแล้วไม่ไปค้างที่อื่นอีกแล้ว"

ประไพยิ้มน่ารัก

"ไปข้างบนเถอะค่ะกรขา ไพเตรียมขนมไว้ให้ทานตั้งหลายอย่าง โถ-ทูนหัวหายไปตั้งหลายวัน ช่างไม่นึกบ้างเลยว่าเมียคิดถึงใจจะขาด"

นิกรทำตาปริบๆ หันมามองดูกิมหงวนแล้วพูดเสียงอ่อย

"หงวนโว้ย ถ้ากันมีอันล้มหายตายจากไปละก้อ อโหสิให้กันด้วยนะ เท่าที่กันล่วงเกินแกมาด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ลาละเพื่อน ลาก่อนหมอ ชาติหน้าเราคงจะได้เป็นเพื่อนกันอีก"

ประไพฉุดกระชากลากนิกรเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที ถึงแม้ใบหน้าของหล่อนจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แววตาของหล่อนก็ดุดันแข็งกร้าวผิดปกติ นวลลออพยักหน้ากับผัวรักของหล่อนแล้วกล่าวว่า

"ขึ้นไปข้างบนเถอะค่ะเฮีย"

กิมหงวนหน้าจ๋อย

"นวลขึ้นไปก่อนได้ไหม ขอให้เวลาตายของเฮียยืดออกไปอีกสักหน่อยเถิด"

นวลลออหัวเราะอย่างขบขัน

"นวลไม่ทำหรอกค่ะ นวลอยากไปทานขนมจีบซาละเปา ใกล้จะเที่ยงแล้ว ขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอาบน้ำเสียเถอะค่ะ"

เสี่ยหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯและคุณหญิงวาดด้วยแววตาเศร้าๆ

"คุณอาครับ ศพผมเอาไปไว้วัดมงกุฎนะครับ แล้วก็ให้ครบร้อยวันเสียก่อนค่อยเผาผม วันเผามีงิ้วฉลองด้วยนะครับ โขนกรมศิลปากรอีกหนึ่งโรง ต้องให้คุณอาคม สายาคม เป็นตัวพระราม"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ

"เอาเถอะ อาจะจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ของแก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสริมขึ้นอย่างขบขัน

"ฉันรับรองว่ายายนวลไม่ฆ่าแกหรอก อย่างมากก็เพียงตุ้บตั้บแกเท่านั้น เมื่อแกผิดแกก็ยอมรับผิดเสียโดยดี ไป....ขึ้นไปข้างบน"

กิมหงวนร้องไห้ ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วลุกขึ้นยืน นวลลออรีบลุกขึ้นทันที เดินนำหน้าพาอาเสี่ยกิมหงวนผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ เขากล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"เมียผมเข้าใจผมดีครับ ตั้งแต่อยู่ร่วมชีวิตกันมาประภาไม่เคยซ้อมผมหรือรุนแรงต่อผมเลย ประภาคือนางแก้วของผม คือสุดที่รักหรือดวงใจของผม"

ประภาอมยิ้ม

"ขอบคุณค่ะดิเรก แต่ว่าภามีธุระอยากจะพูดอะไรกับดิเรกสองต่อสองสักหน่อย"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่นและเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ว็อท อะเบ๊าท์" เขาถามเบาๆ

"เรื่องส่วนตัวของเราค่ะ"

ดร. ดิเรกหน้าถอดสีทันที

"พูดกันที่นี่ไม่ได้หรือยู"

"เอ๊ะ" ประภาดุ "ก็บอกแล้วว่าเรื่องส่วนตัว"

คุณหญิงวาดมองดูหน้า ดร. ดิเรกแล้วพูดยิ้มๆ

"ไม่มีอะไรน่าพ่อดิเรก ยายภาแกคงอยากจะปรึกษาหารืออะไรด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับลูกสาวคนโตของท่าน

"อย่าให้รุนแรงจนเกินไปนักโว้ยยายภา ดิเรกน่ะมันเสียเพราะเพื่อนๆ ลากเอาไป ตามธรรมดาก็เป็นคนดี"

ประภาว่า "คุณพ่อเข้าใจว่าภาจะซ้อมดิเรกหรือ ภาไม่ทำหรอกค่ะ ดิเรกของภาน่ารักออกจะตายไป"

ดร. ดิเรกยิ้มออกมาได้แล้วลุกขึ้นยืน

"ไปสิจ๊ะดาลิ่ง จะพูดกับไอที่ไหนล่ะ"

ประภารีบลุกขึ้น

"ในห้องทดลองก็ได้ค่ะ"

"ออไร๋ ออไร๋"

ครั้นแล้วสองสามีภรรยาก็พากันเดินออกไปทางหลังตึก ประภาเดินควงแขนกับนายแพทย์หนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่จิตใจของหล่อนนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เมื่อมาถึงห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ดร. ดิเรกก็หมุนลูกบิดเปิดประตูกระจกฝ้าออกและพาประภาเข้าไปในห้อง พอประภาหันมาปิดประตู นายแพทย์หนุ่มก็เสียขวัญ

"ที่รักไอไม่ใช่คนหัวดื้อเลย เพียงแต่ยูว่ากล่าวสั่งสอนไอไอก็หลาบจำ ไม่ยอมทำในสิ่งที่ยูไม่ชอบอีกแล้ว"

ประภาจับตัว ดร. ดิเรกให้นั่งลงบนม้ายาวริมห้อง

"ทำใจให้เป็นปรกติเถอะค่ะดิเรก ไม่มีอะไรที่ดิเรกจะต้องวิตกเป็นทุกข์เลย"

"ออไร๋ แต่ไอหวาดๆ อย่างไรชอบกล"

ประภายิ้มให้ผัวรักของหล่อน แล้วเดินไปที่ตู้เย็นขนาด ๘ คิวบิคฟิต หล่อนเปิดบานประตูตู้ออก ภายในตู้มีผลไม้เหล้าและเครื่องดื่มแช่ไว้มากมาย และชั้นล่างมียาฉีดหลายชนิดซึ่งเป็นยาที่ต้องเก็บไว้ในที่เย็น ประภาหยิบน้ำผลส้มออกมาหนึ่งขวดจัดแจงเปิดฝาจุกออกหยิบหลอดกระดาษใส่ลงไปในขวดถือมาส่งให้สามีของหล่อนแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

"ดื่มน้ำส้มเสียซิคะดิเรกกำลังเย็นเจี๊ยบทีเดียว"

"แซ้งค์" แล้วดิเรกก็ยกหลอดขึ้นดูดอย่างเอร็ดอร่อยเพราะกำลังคอแห้ง ต้องการดื่มน้ำ เขาดื่มรวดเดียวเกลี้ยงขวด ส่งขวดเปล่าให้เมียรักของเขา "ขอบคุณมากที่รัก น้ำส้มขวดนี้ชื่นใจเหลือเกิน แต่ความเอื้ออารีของยูชื่นใจมากกว่า"

ประภายิ้มอ่อนหวาน

"ชื่นใจมากเชียวหรือคะ"

"จ้ะ"

ประภาเอียงแก้มขวาให้เขา

"จูบภาหน่อยซีคะ"

นายแพทย์หนุ่มหลงกลก็ก้มจูบแก้มหล่อนเบาๆ

"ชื่นใจเหลือเกินมายดาลิ่ง ไอ เลิฟ ยู เวอรี่มัช" แล้ว ดร. ดิเรกก็ยื่นหน้าให้หล่อน "จูบไอสักทีได้ไหมจ๊ะ"

ประภากลั้นหัวเราะแทบแย่

"แหม....อายจังค่ะ ดิเรกต้องหลับตาเสียก่อนซีคะ"

นายแพทย์หนุ่มรีบหลับตาทันที

"จูบซีทูนหัว ไอหลับตาแล้ว"

"แหงนหน้าอีกนิดซีคะจะได้จูบถนัดๆ "

ดร. ดิเรกปฏิบัติตามคำขอร้องหล่อนโดยดี

"ออไร๋ จูบไอให้ดังฟอดเลยนะที่รัก"

ประภายกขวดน้ำผลส้มฟาดกบาล ดร. ดิเรก ถูกตรงหน้าผากอย่างถนัดใจเสียงสนั่น

"โพละ"

เท่านี้เองนายแพทย์หนุ่มก็ส่งเสียงร้องเอ็ดตะโรลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา เขายกมือขวาขึ้นป้ายหน้าผากตอนเหนือคิ้วข้างซ้าย พอแลเห็นเลือดก็เสียขวัญทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"โอย....มายก็อด....ยูตีกบาลไอ ป่าเถื่อนมาก"

ประภาหัวเราะชอบใจ

"ป่าเถื่อนหรือคะ ภาคิดว่ายังน้อยเกินไป ภาไม่เอาปืนยิงดิเรกทิ้งก็เป็นบุญนักหนาแล้ว ความเลวร้ายของตัวน่ะมีมากแค่ไหนรู้ไหม ชอบเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาชอบคบกับผู้หญิงพรรณนั้น หายไปจากบ้านตั้งสี่วันแล้วยังมีหน้ามาโกหกว่าช่วยตำรวจทลายค่ายนรก"

ดร. ดิเรกป้ายเลือดที่หน้าผากมาดูอีกแล้วร้องไห้โฮ

"ยูทำราวกับว่าไอเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ ฮือ....ฮือ....ไอจะฟ้องหย่ายู เตรียมรับหมายศาลเถอะ"

ประภาหัวเราะอย่างขบขันแล้วลุกขึ้นยืน

"ดิเรกพูดแล้วต้องทำจริงนะจะบอกให้ ถ้าไม่ฟ้องภา ภาจะฟ้องดิเรก แยกกันเสียได้ก็ดีภาจะได้มีความสุข ผัวอย่างนี้มีแต่ก่อความเจ็บช้ำน้ำใจให้ไม่มีวันสิ้นสุด ภาไม่ใช่พระอิฐพระปูนเข้าใจไหม ภามีชีวิตจิตใจและมีความรู้สึก คิดบ้างซีว่าชาวบ้านเขาจะนึกอย่างไร ภาคงจะมีแต่ความเลวร้ายผัวถึงเบื่อหน่ายเอาแต่เที่ยวและเพลิดเพลินกับผู้หญิงอย่างนั้น" พูดจบประภาก็เดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างร้อนรน

ดร. ดิเรกสะอื้นไห้ นั่งร้องไห้อยู่สักครู่ก็ลุกขึ้นเดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่ พอแลเห็นบาดแผลที่หน้าผากนายแพทย์หนุ่มก็ปล่อยออกมาโฮใหญ่

"มายก็อด....เสียโฉมแล้วกู เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เพิ่งเจอนักเลงดีตีกบาลวันนี้เอง โอย....รักสนุกก็ต้องทุกข์ถนัดอย่างนี้"

ดร.ดิเรกเดินไปที่ตู้ยาและเครื่องเวชภัณฑ์ของเขา จัดแจงเปิดตู้ออกหยิบกล่องนิคเกิลใส่เข็มและเอ็นสำหรับแผลออกมาวางบนโต๊ะเล็กๆ พร้อมด้วยแอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผล สำลีผ้าพันแผลและยาใส่แผลสด นายแพทย์หนุ่มจำเป็นต้องช่วยตัวเองคือเช็ดเลือดและทำความสะอาดบาดแผล ต่อจากนั้นก็เตรียมเย็บแผลโดยอาศัยกระจกบานใหญ่ แต่แล้วก็นึกเสียวไส้ไม่กล้าเย็บแผลให้ตัวเอง

จนกระทั่งเจ้าแห้วเดินยิ้มแห้งๆ เข้ามาในห้อง นายแพทย์หนุ่มหันไปมองดู เจ้าแห้วหยุดชะงักอ้าปากหวอนัยน์ตาเหลือกลาน

"โอ๊ย....รับประทานคุณหมอเป็นอะไรไปครับ"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น

"เมียเขาเอาขวดน้ำส้มตีกบาลไอว่ะ"

เจ้าแห้วพยักหน้ารับทราบ

"อ๋อ รับประทานเสียงดังโพละเมื่อกี้นี้เอง รับประทานผมนึกว่าคุณหมอทดลองวิทยาศาสตร์ทำหลอดแก้วแตกเสียอีก" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินเข้ามาหา "รับประทานเจ็บไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มฝืนยิ้ม

"ไม่เจ็บโว้ย แต่มันมึนๆ และรู้สึกชาไปหมดทั้งกระบาล แกช่วยข้าหน่อยซีอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานช่วยยังไงล่ะครับ"

"ช่วยเย็บแผลให้หน่อยเถอะวะ ข้าไม่กล้าทำเอง เสียวไส้ว่ะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง ร้องเอ็ดตะโรลั่น

"รับประทานผมก็ไม่กล้าครับ ว้า....รับประทานใช้อย่างอื่นเถอะครับ รับประทานต้องขอตัว"

ดร. ดิเรกจุ๊ปาก

"เถอะน่า ไม่ยากเย็นอะไรหรอกวะ ฉันจะคอยแนะนำให้แก แกนึกว่าฉันเป็นไก่ก็แล้วกัน เอาเข็มแทงเข้าไปที่หนังกำพร้าใต้แผลและรอยเหนือบาดแผลผูกเป็นปมเรียกว่าเข็มหนึ่ง บาดแผลที่หน้าฉันเย็บเพียงสามเข็มเท่านั้น"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่รับประทานละครับหวาดเสียวเหลือเกิน รับประทานแผลออกเบ้อเริ่ม เห็นมันจุกอย่างนี้"

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"ทำไม่ได้แล้วยังจะวิจารณ์ทำลายขวัญอีก เฮ้อแย่โว้ยกู"

"รับประทานผมบอกแล้วนี่ครับว่าวันนี้เป็นวันกาลกิณี ถ้ากลับมาบ้านจะต้องถึงกับเลือดตกยางออก รับประทานเชื่อผมกลับมาเมื่อวานนี้ก็คงไม่มีอะไร"

"ออไร๋ ออไร๋ ทีหลังฉันจะเชื่อแก อ้ายสามคนนั่นเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ สำหรับอ้ายหงวนอย่างน้อยที่สุดก็คงขนาดหยอดน้ำข้าวต้ม"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ คุณนวลเวลาโมโหรับประทานเห็นช้างตัวเท่ามดเอาตายเลย"

ทันใดนั้นเอง นิกรก็เดินตุปัดตุเป๋เข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ที่หน้าผากข้างซ้ายมีโลหิตไหลชุ่มโชก นิกรหยุดยืนกลางห้องในท่าสะลึมสะลือ มองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยแววตาโหยละห้อยแล้วพูดเสียงเครือน่าสงสาร

"หมอ....หมอจ๋า....ช่วยด้วย กบาลแบะแล้ว"

ดร. ดิเรกทั้งขันทั้งเศร้าใจ แต่หน้าที่ของนายแพทย์ทำให้เขาลืมนึกถึงบาดแผลของตัวเองรีบวิ่งเข้าไปหานิกร

"ยูโดนอะไร ตะพดหรือ...."

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่ตะพดหรอก เจอสนับมือทองเหลืองว่ะ แม่โขกโป๊กเดียวเท่านั้นเลือดพุ่งเลย กันโมโหจนลืมตัวเลยเตะโครมเข้าให้"

ดร. ดิเรกอ้าปากหวอ

"เตะคุณไพน่ะเรอะ"

"เปล่า เตะเก้าอี้"

"แล้วกัน นึกว่าเตะคุณไพชักไปแล้ว"

นิกรฝืนหัวเราะ

"เตะกะหอกอะไรล่ะ แม่เอา ๙ มม. เหน็บไว้ที่ขอบกระโปรง ขืนเตะแกก็มีหวังได้รดน้ำศพกันเย็นวันนี้ โอย ใส่ยาเย็บแผลให้ทีหมอ แกเจออะไรล่ะแผลเบ้อเริ่มเหมือนกัน"

ดร. ดิเรกทำหน้าชอบกล

"กันโดนขวดน้ำอัดลม อ้า....ไปที่โต๊ะนั่นเถอะกันจะทำความสะอาดบาดแผลใส่ยาให้ และเย็บแผลให้แกขนาด ๔ เข็มเท่านั้นไม่นักหนาอะไรหรอก" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ประคองนิกรพาเดินไปที่ตู้ยาริมผนังตึก แล้วบอกให้นิกรนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง

ไม่ถึง ๕ นาที นิกรก็ได้รับการเย็บบาดแผลเสร็จเรียบร้อยด้วยความชำนาญของ ดร. ดิเรก แต่ตอนเย็บนิกรได้แหกปากร้องโอดโอยลั่นบ้าน ทำให้เจ้าแห้วหัวเราะงอหายและหวุดหวิดจะถูกนิกรเตะปาก

"ออไร๋ ออไร๋ เรียบร้อยแล้ว อีกในราว ๑๐ วันแผลของแกก็จะหายเป็นปกติและไม่ต้องตัดไหมเพราะไหมอย่างนี้ละลายได้ในตัวของมันเอง"

นิกรยกมือไหว้ ดร. ดิเรกอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณมากครับคุณหมอ เมียผมมันร้ายเหลือเกิน" พูดจบก็สะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะ "ลืมไปโว้ยนึกว่าหมอคนอื่น แฮ่ะ แฮ่ะ"

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"กันเย็บแผลให้แกแล้ว คราวนี้แกช่วยเย็บให้กันบ้าง แผลที่หน้ากันเย็บเพียง ๓ เข็มเท่านั้น"

นายจอมทะเล้นทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"แกจะให้กันเย็บแผลให้แก"

"ออไร๋"

"ไม่ไหวโว้ย" นิกรตะโกนลั่น "กันเสียวไส้ทำไม่ได้ ให้อ้ายแห้วมันช่วยเถอะ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานผมก็ไม่กล้าเหมือนกันครับ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่รับประทานไม่เคยเย็บแผลให้ใครเลย"

มีเสียงมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งร้องครวญครางขึ้นแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯหิ้วปีกอาเสี่ยกิมหงวนพาเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ศีรษะของเสี่ยหงวนแตกถึงสองแห่ง กลางศีรษะแห่งหนึ่งหน้าผากขวาอีกแห่งหนึ่งล้วนแต่เป็นแผลฉกรรจ์โลหิตไหลชุ่มโชกใบหน้า

"มายก็อด...." ดร. ดิเรกครางและวิ่งเข้าไปหา "เป็นยังไงบ้าง อ้ายหงวน"

กิมหงวนขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"กันไม่รอดแล้วหมอ โอย....พอมีทางช่วยกันไหม"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"หัวแตกตายมีอย่างที่ไหนวะ กันก็กบาลแบะเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูบาดแผลที่หน้าผาก ดร. ดิเรกแล้วบ่นพึมพำ

"ประภานี่ใช้ไม่ได้ รุนแรงกับผัวจนเกินไป"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ลูกสาวคนเล็กของคุณพ่อยิ่งร้ายใหญ่ ชกหน้าผมด้วยสนับมือทองเหลืองโป๊กเดียว หน้าผมแตกเลย"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"สมควรแล้ว สำหรับแกประไพไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ เพราะก่อนที่พวกแกจะไปเที่ยวบางแสน แกขโมยเงินฉันไปสี่พัน เผลอวางไว้แผล็บเดียวแกคาบเอาไปกินเสียแล้ว ไวยิ่งกว่าจิ้งจก" แล้วท่านก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ช่วยอ้ายหงวนมันหน่อยซี ทำแผลแล้วก็รีบเย็บแผลให้มัน"

นายแพทย์หนุ่มพาเสี่ยหงวนไปที่ตู้ยาและให้นั่งเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรและเจ้าแห้วยืนดูอยู่ข้างๆ

"โอย....แสบโว้ยหมอ" เสี่ยหงวนตะโกนลั่นเมื่อ ดร. ดิเรกทำความสะอาดแผลให้

นิกรว่า "อย่าแหกปากไปหน่อยเลยวะ ลูกผู้ชายต้องอดทน อื้อฮือ....เหม็นเขียวเลือดแกเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยกมะเหงกข้างขวาเขกกบาลนิกรเต็มแรงเกิด

"เลือดน่ะเหม็นคาวโว้ย ไม่ใช่เหม็นเขียว"

นายจอมทะเล้นสูดปากลั่น ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ เขาทำแผลให้กิมหงวนอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วก็เย็บแผลให้ กลางศีรษะเย็บ ๓ เข็ม ที่หน้าผาก ๓ เข็มเท่ากัน เสร็จแล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ออไร๋ ออไร๋ แกปลอดภัยแล้ว ทีนี้แกช่วยฉันบ้าง เย็บแผลให้กันหน่อยเถอะนะไหว้ละ อ้ายกรใจมันไม่ป้ำ กันคิดว่าแกอาจช่วยกันได้"

เสี่ยมองดูบาดแผลที่หน้าผากนายแพทย์หนุ่มอย่างเสียวไส้

"เห็นจะไม่ไหวโว้ย มันจุกออกมาน่ากลัวเหลือเกิน ปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ต้องเย็บไม่ได้หรือ"

ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ถ้าปล่อยไว้เห็นจะต้องเสียเวลาตั้งเดือน กว่าแผลจะหายสนิท เอาหน่อยน่าไม่ยากเย็นอะไรหรอกวะ"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ถูกละมันไม่ยาก แต่มันเสียวไส้ว่ะ"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมาทางพ่อตาของเขาแล้วยกมือไหว้

"คุณพ่อช่วยเย็บแผลให้ผมหน่อยเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำหน้าชอบกล

"พ่อเคยเย็บแต่ไก่ชน ไม่เคยเย็บบาดแผลให้คนเลย"

"ก็เหมือนๆ กันแหละครับคุณพ่อ จะเย็บยังไงก็ได้ให้แผลมันติดกันก็แล้วกัน"

ท่านเจ้าคุณรู้สึกสงสารและเห็นใจนายแพทย์หนุ่มอย่างยิ่ง

"เอา....ลองดูก็ได้"

ดร. ดิเรกส่งเข็มที่ร้อยเส้นไหมให้พ่อตาของเขาทันที ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯก็พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เย็บบาดแผลให้ ดร. ดิเรกตามคำแนะนำของเขา นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือกและร้องลั่นเมื่อท่านเจ้าคุณแทงเข็มทะลุหนังเข้าไป กิมหงวนกับนิกรทำหน้าเบ้ไปตามกัน ส่วนเจ้าแห้วไม่กล้าดูเพราะเสียวไส้ต้องเบือนหน้าไปทางอื่น อย่างไรก็ตามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สามารถเย็บแผลให้ ดร. ดิเรกจนได้ รวม ๓ เข็มด้วยกัน

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจโล่งอก

"เอาละ เรียบร้อยแล้ว พวกแกจำไว้ให้ดี อย่าทำความผิดให้เมียๆ ของแกตีกบาลได้อีก หัวแตกอย่างนี้แล้วมันเสียโฉมรู้ไหม"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ถ้าประไพตีหัวผมแตกอีก ผมจะให้ดิเรกมันติดซิปให้ที่หัวผมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเย็บ คุณพ่อทำหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์ได้ดีนี่ครับ เย็บแผลได้แนบเนียนดีมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อ พล พัชราภรณ์ก็พาตัวเดินสะลึมสะลือเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทุกคนต่างพากันมองดูพลเป็นตาเดียว พลถูกนันทาซ้อมสะบักสะบอม แต่ไม่มีบาดแผลที่ศีรษะเพียงแต่มีรอยปูดโนขนาดลูกมะพร้าวที่หน้าผากข้างขวาเท่านั้น เพื่อนๆ แปลกใจไปตามกัน

"เฮ้ย" กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น "ทำไมหัวแกไม่แตก"

พลฝืนหัวเราะเสียงกร่อย

"หลวงพ่อสมเด็จวัดระฆังท่านช่วยคุ้มกันกบาลกันว่ะ กันถูกนันทาตีด้วยขวดน้ำอัดลมอย่างจังทีเดียว ขวดแตกแต่กันเพียงหน้าโปเท่านั้น" แล้วเขาก็เดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม "เป็นไงหมอ แกก็กบาลแบะเหมือนกันหรือ"

"ออไร๋ เย็บสามเข็ม คุณพ่อช่วยเย็บให้กัน"

"ดีแล้ว นึกว่าฟาดเคราะห์ มียาอะไรใส่ให้กันบ้างไหมล่ะ"

"โน....ไม่ต้องใส่โว้ย อีกสองสามวันก็หาย แกโชคดีกว่าพวกเรา"

สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างร้อนรนและตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ท่านคะ เจ้าคุณรณภพฯจะพูดโทรศัพท์กับท่านค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพยักหน้ารับทราบ รีบออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สาวใช้ตามออกไปด้วย กิมหงวนสั่งเจ้าแห้วให้ปิดประตูใส่กลอน ใบหน้าของอาเสี่ยเคร่งเครียดผิดปกติ นัยน์ตาวาวโรจน์ดุดัน

สี่สหายนั่งรวมกันที่โต๊ะเหล็กริมห้อง ทุกคนรู้สึกเจ็บปวดบาดแผลที่หน้า นิกรขบกรามกรอดๆ ตลอดเวลา ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์สงบเงียบไปนาน ในที่สุดกิมหงวนก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เกิดมาเป็นลูกผู้ชายถูกเมียตีหัวแตกก็เสียชาติเกิด หรือยังไงพรรคพวก"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เป็นความจริงอ้ายหงวน เราควรจะเป็นหมามากกว่าลูกผู้ชาย เมื่อเขาดูหมิ่นเหยียดหยามเรามากเกินไป กันโกรธมากบอกตามตรง"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"เราจะปล่อยให้หล่อนข่มเหงเราตามอำเภอน้ำใจอย่างนี้หรืออ้ายกร"

นายจอมทะเล้นขบกรามกร้วมๆ

"ใครจะยอมวะ กันตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว กันจะฆ่าประไพเสีย เพื่อโลกจะได้รู้ว่าเราเป็นลูกผู้ชายไม่ใช่ลูกหมา"

กิมหงวนยื่นมือให้นิกรจับ

"ตกลงกันก็จะฆ่านวลลออเช่นเดียวกัน" แล้วเขาก็หันมาพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม "แกล่ะหมอ แกจะคิดแก้แค้นเมียของแกไหม"

ดร. ดิเรกยิ้มแค่นๆ

"ออไร๋ ต้องแก้แค้นแน่ๆ ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าฆ่าหล่อนเสีย ทีหลังหล่อนจะได้ไม่กล้าข่มเหงเราอีก"

นิกรมองดูหน้าพลเพื่อนเกลอของเขา

"ว่ายังไงอ้ายพล ฆ่าพี่นันเสียเถอะวะ ขืนปล่อยไว้เมียๆ ของพวกเราจะกำแหงมากเกินไป"

พลนิ่งคิดสักครู่แล้วสั่นศีรษะ

"กันทำไม่ลง นันทาตีกบาลกันก็จริง แต่หัวกันไม่แตกนี่หว่า แล้วก็ความดีของนันก็มีอยู่ไม่น้อย"

นิกรทำตาเขียวกับพลแล้วพูดช้าๆ เสียงหนักแน่น

"ฆ่าพี่นันเสีย แล้วพวกเราจะได้เที่ยวเตร่กันอย่างสุขสบาย เมียคือมารชีวิตของพวกเราเข้าใจไหม ไม่มีอะไรที่จะดีกว่าฆ่าหล่อนเสีย เอายาพิษให้กิน....แทงด้วยมีด....หรือยิงทิ้ง หรือด้วยกรรมวิธีอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย"

พลหัวเราะหึๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"เชิญแกสามคนฆ่าเมียของแกเถอะ สำหรับกันทำไม่ลง กลัวติดตะรางด้วย ความผิดฐานฆ่าคนตายน่ะอย่างน้อยก็ติดคุก ๒๐ ปี"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เรื่องเล็กว่ะ ๒๐ ปีไม่นานอะไรนัก เราอยู่นอกคุกมานานแล้วควรย้ายเข้าไปอยู่ในคุกบ้าง"

นายพัชราภรณ์สั่นศีรษะแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"กันยังรักเมียของกันอยู่ เรื่องนี้กันไม่ร่วมมือด้วย"

ดร. ดิเรกชักฉิว

"ถ้ายังงั้น....เก็ทเอ๊าท์ เชิญออกไปจากห้องทดลองได้ เราสามคนจะได้ปรึกษาหารือกันต่อไป และถ้าแกเปิดเผยความลับในเรื่องนี้กันจะฆ่าแกเสีย เข้าใจ๋ กันเป็นนักวิทยาศาสตร์ กันมีวิธีฆ่าแกอย่างแนบเนียน โดยที่กฎหมายเอาผิดกันไม่ได้ เก็ทเอ๊าท์"

พลหัวเราะหึๆ

"แปลว่าแกสามคนจะฆ่าเมียของแก"

"ออไร๋ ลงตีกบาลกันแล้วจะเอาไว้ให้หนักแผ่นดินทำไม เก็ทเอ๊าท์"

นายพัชราภรณ์มองดูเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างขบขัน

"กันจะเฝ้าดูผลงานของพวกแก ถ้าแกสามคนฆ่าเมียของแกได้อย่างสะดวกดาย กันอาจจะฆ่านันทาบ้าง" พูดจบพลก็พาตัวเดินไปที่ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์

กิมหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ไปปิดประตูใส่กลอนให้เรียบร้อย เราจะปรึกษากันเป็นความลับเฉพาะ แต่ว่าแกมีส่วนรู้เห็นด้วย ถ้าแกแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้กันจะส่งแกไปนรกทันที"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานรับรองครับ ความลับของเจ้านายเกี่ยวกับเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ รับประทานผมจะเปิดเผยได้อย่างไรกัน"

แล้วเจ้าแห้วก็เดินไปปิดประตูใส่กลอน ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกต่างมองดูหน้ากันและใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ ในที่สุดนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

"เราไม่ใช่คนโง่ เราเป็นคนฉลาด ถ้าเราจะฆ่าเมียของเรา เราก็ต้องหาวิธีฆ่าที่กฎหมายทำไมเราไม่ได้"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ขอให้แกเป็นผู้คิดหรือวางแผนเถอะ กันกับอ้ายกรควรเป็นช้างเท้าหลัง แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมของโลกนี้ ส่งหุ่นยนต์ร็อบบี้หรือบิลลี่ของแกตัวใดตัวหนึ่งไปฆ่าเมียๆ ของเราดีไหม ปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวทีเดียวก็ม่องเท่ง ตำรวจจะเอาผิดแกก็ไม่ได้เพราะหุ่นมันเคลื่อนไหวไปได้เอง"

ดร. ดิเรกฮัมเพลงฝรั่งเบาๆ ในลำคอ

"ก็ดีเหมือนกันแต่ต้องคิดให้รอบคอบ วิธีอื่นนอกจากใช้หุ่นยนต์ยังมีอีก กันมีปืนเงียบซึ่งเป็นประดิษฐกรรมของกัน เป็นปืนพกขนาดเล็ก"

นิกรถามว่า "ไม่มีเสียงดังเลยยังงั้นหรือ"

"ออไร๋"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"แม้แต่เสียงปู้ดป้าดเบาๆ ก็ไม่ได้ยิน"

"ออไร๋ ได้ยินเสียงนกปืนดังแชะเท่านั้น"

นิกรยิ้มแป้น

"ตกลงโว้ยหมอ ฆ่าหล่อนด้วยปืนเงียบก็แล้วกัน"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือ

"ยังก่อน อย่าเพิ่งตัดสินใจง่ายๆ วิธีอื่นๆ ของกันยังมีอีกมาก ซึ่งเราจะต้องใช้เวลาปรึกษาหารือกันในราวสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เราจะฆ่าเมียของเราด้วยวิธีใดก็ตาม วิธีนั้นต้องแนบเนียนไม่ทำให้เราต้องตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจในคดีฆ่าคนตาย"

เสี่ยหงวนพยักหน้าช้าๆ

"ถูกละ เราจะต้องทำงานอย่างรอบคอบที่สุด ใช้เวลานานหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ว่าเราจะต้องส่งเมียของเราไปอยู่กับยมบาลให้ได้"

หนึ่งสัปดาห์ ผ่านพ้นไปบาดแผลที่ศีรษะนิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกก็หายเป็นปกติโดยไม่ต้องตัดไหม เพราะไหมที่เย็บเป็นไหมพิเศษละลายไปเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้สามสหายของเราต่างกระทำตนเป็นคนดี ไม่ยอมเที่ยวเตร่เหมือนแต่ก่อน จะออกจากบ้านก็ในเมื่อมีความจำเป็นเกี่ยวกับธุรกิจของตนเท่านั้น นอกจากนี้ นิกร, กิมหงวนและนายแพทย์หนุ่มยังพยายามดีต่อเมียของตน เอาอกเอาใจประจบประแจงหล่อน ส่วนใจจริงนั้นคิดสังหารหล่อนตลอดเวลา สามสหายต่างวางแผนการสังหารเมียไว้หลายอย่างด้วยกัน แต่ละแผนล้วนแต่แนบเนียนน่ากลัวน่าสยดสยองมาก

จนกระทั่งตอนหัวค่ำคืนวันหนึ่ง

ขณะที่กิมหงวน, นิกร และ ดร. ดิเรกชุมนุมกันอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ในเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. เจ้าแห้วก็บุกเข้ามาในห้อง แล้วรายงานให้ทราบตามหน้าที่ของเจ้าแห้วที่ได้รับมอบหมายไว้

"รับประทานได้การแล้วครับ คุณนวลลออลงไปจากหลังตึกไปนั่งเงียบๆ อยู่บนม้าหินอ่อนในสวนดอกไม้ริมคูตามลำพัง รับประทานจัดการตามแผนสามได้เลยครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น ตื่นเต้นดีใจที่สุดที่เขาจะได้สังหารเมียรักของเขา อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"เอาเลยหมอเป็นโอกาสของเราแล้ว ใช้แผนสามเป็นสำเร็จแน่ นวลลออจะช็อคตายเพราะความกลัว เท่านี้กันก็ได้ฆ่าเมียของกันสมปรารถนา ฮ่ะ ฮ่ะ ถึงเวลาแล้วที่กันจะต้อง....จำสังหารเมียรักให้ตักษัย"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ ออไร๋ ลงมือปลอมตัวเป็นผีได้ ยูจะต้องทำตามแผนของไอที่วางไว้ รับรองว่าคุณนวลต้องตกใจตายแหงๆ แล้วกันจะลงความเห็นว่าหล่อนตายเพราะหัวใจวาย แต่ว่าเมื่อแกหลอกหล่อนแล้ว แกจะต้องรีบวิ่งหนีมานี่อย่าให้ใครเห็นเป็นอันขาด ปีนหน้าต่างข้างตึกขึ้นมาบนห้องทดลอง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เข้าทีโว้ยหมอ คืนนี้ฆ่าคุณนวล พรุ่งนี้กันจะฆ่าประไพ แล้วอีกสองสามวันแกค่อยฆ่าคุณประภา เท่านี้พวกเราก็จะหายแค้น ส่องกระจกเห็นรอยแผลเป็นที่หน้าทีไรความแค้นมันเดือดพล่านขึ้นมาในหัวใจกันทุกที พ่อแม่กันเลี้ยงกันมายังไม่เคยตีกบาลกันแตกนี่หว่า ลูกผู้ชายยอมให้เมียตีหัวแตกก็เสียเชิงชาย" แล้วนิกรก็ตะโกนขึ้นสุดเสียง "กูต้องฆ่าประไพให้ได้"

ดร. ดิเรกทำตาเขียว

"เฮ้-อย่าแหกปากให้ดังนัก เรื่องพรรณนี้ต้องกระซิบกระซาบกันโว้ย"

กิมหงวนว่า "อย่างนี้มันเข้าทำนองปลาหมอตายเพราะปาก แกขืนพูดมากปากพล่อยถ้าเมียของเรารู้เข้านำความไปบอกโปลิศเราก็จะถูกจับ เพราะเพียงแต่พยายามฆ่าคนยังไม่ทันฆ่าก็มีความผิดแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กันเป็นคนเลือดร้อนโมโหร้ายว่ะ เมื่อคืนที่แล้วมาตอนดึกกันเกือบจะเอามีดโกนเฉือนคอประไพเสียแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะ

"แล้วทำไมไม่ทำล่ะ"

"ทำไม่ลงน่ะซี" นิกรพูดเสียงอ่อย "เพียงแต่ไก่กันยังเชือดไม่ได้นี่หว่า แต่กันอาจจะฆ่าเมียกันด้วยวิธีอื่นได้ เป็นต้นว่าบีบคอให้ตาย หรือเอายาสลบอุดปากม่ายก็เอาเหล็กงัดยางฟาดกบาล แทงด้วยมีดพกหรือยิงกรอกปาก"

ดร.ิ ดิเรกลุกขึ้นยืนพาตัวเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าใบหนึ่งแล้วหันมาร้องเรียกกิมหงวน

"เฮ้-มานี่ ไอจะช่วยทำให้ยูกลายเป็นผีที่หลุดมาจากขุมนรก"

อาเสี่ยสะดุ้งเล็กน้อย

"ไม่ต้องอธิบายหรอกหมอว่าเป็นผีมาจากไหน"

ตามเวลาที่กล่าวนี้ นวลลออเมียรักของอาเสี่ยกิมหงวนกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในสวนดอกไม้ตามลำพัง หล่อนปลีกตัวลงมานั่งเงียบๆ เช่นนี้เพื่อต้องการใช้ความคิดในเรื่องที่เพื่อนของหล่อนคนหนึ่งมาชวนหล่อนเข้าหุ้นตั้งบริษัทจำหน่ายเครื่องสำอาง และจะมาฟังคำตอบอันเด็ดขาดของนวลลออในวันพรุ่งนี้ นวลลออยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจอย่างยากเย็น หล่อนเห็นว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย ถ้าลงทุนไปแล้วเกิดขาดทุน อาเสี่ยกิมหงวนก็จะตำหนิติเตียนหล่อนได้ แต่นวลลออก็คิดว่าการค้าสินค้าเครื่องสำอางนั้นย่อมมีกำไรหลายเท่าตัว

กำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ หล่อนก็ได้ยินเสียงเหมือนกับคนครางเบาๆ ดังขึ้นในซุ้มนมแมวเบื้องหน้าของหล่อนจึงเงยหน้าขึ้นมองดู และแล้วหล่อนก็แลเห็นปีศาจโครงกระดูกตนหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้นั้น ร่างของมันเหมือนกับลอยได้ ความจริงมันสวมเสื้อกางเกงยืดสีดำและใช้วัตถุเคมีชนิดหนึ่งซึ่งผสมกับฟอสฟอรัสทาทาบตามตัวให้มองเห็นแลเห็นเป็นส่วนต่างๆ ของโครงกระดูก มันสวมถุงสีดำคลุมหน้าแนบสนิทเนื้อ เขียนหน้าตาเหมือนหัวกะโหลกผีน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง

ปีศาจกิมหงวนร้องคำรามในลำคอ ค่อยๆ เดินรี่เข้ามาหาหล่อน

"ฮึ่ม---แฮ่---แฮ่---ฮึ่ม.."

นวลลออซ่อนยิ้มไว้ในหน้า แกล้งทำเป็นตกอกตกใจลุกขึ้นประนมมือไหว้ปีศาจกิมหงวน ซึ่งหล่อนจำเสียงฮึ่มแฮ่ของเขาได้ดี

"อย่าหลอกดิฉันเลยค่ะ" หล่อนพูดพลางถอยหลังไปทางกอเยอบีร่า "ไปสู่ที่ชอบๆ เถิดเตี่ยขา ความจริงเตี่ยก็ตายไปนานแล้วควรจะไปผุดไปเกิดเสียที ดิฉันกับเฮียก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เตี่ยเสมอ"

ปีศาจสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อนวลลออเข้าใจว่าเป็นปีศาจเจ้าสัวกิมเบ๊ กิมหงวนก็ต้องสวมรอยทำเป็นว่าเขาคือปีศาจเตี่ยของเขาจริงๆ อาเสี่ยเดินรี่เข้ามาหาหล่อน แกล้งดัดเสียงพูดให้ห้าวๆ จนตัวเองก็รู้สึกแสบคอหอย

"อีหลู เอ็งเป็นคนไม่ลี เอ็งตีกิบังผัวเอ็งจนหัวแตกใช้ม่ายล่าย เตี่ยจะมาเอาตัวเอ็งไปมวงผี"

นวลลออแกล้งทำเป็นตัวสั่นงันงกถอยหลังต่อไป และหยุดยืนข้างไม้รวกอันหนึ่ง ซึ่งปักอยู่ข้างกอเยอบีร่า และยาวประมาณหนึ่งเมตร

"เตี่ยขา เฮียเอาแต่เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาดิฉันก็ต้องสั่งสอนเฮียบ้างซีคะ เตี่ยอย่าหลอกดิฉันเลยค่ะ ดิฉันกลัวแล้ว"

ปีศาจทำท่าเหมือนกับจะตะครุบคอหล่อน

"ไม่ล่าย เตี่ยต้องเอาตัวเอ็งไปมวงผี เตี่ยต้องบีบคอเอ็ง"

นวลลออกระชากไม้รวกลำนั้นขึ้นมาจากพื้นดิน และยกขึ้นฟาดกบาลปีศาจโครงกระดูกเต็มเหนี่ยวเสียงดังโพละ

"ไอ๊ย่า" ปีศาจร้องลั่นสวนดอกไม้ ยกมือขวากุมศีรษะแล้วหมุนตัวกลับวิ่งหนีไปโดยเร็ว

นวลลออหัวเราะงอหาย หล่อนเดินกลับไปนั่งบนม้าหินอ่อนตามเดิม รู้ดีว่ากิมหงวนทำเป็นผีหลอกหล่อนก็เพื่อให้หล่อนตกใจช็อคตาย หรืออย่างน้อยก็ให้จับไข้หัวโกร๋นอันเป็นการแก้แค้นที่หล่อนตีกบาลเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมา

ในที่สุดปีศาจโครงกระดูกก็ปีนหน้าต่างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอย่างกระหืดกระหอบ ดร. ดิเรกกำลังนั่งสนทนากับนิกรและเจ้าแห้ว พออาเสี่ยกระโดดเข้ามาในห้องเจ้าแห้วก็ตกใจร้องขึ้นดังๆ จนแทบไม่เป็นภาษามนุษย์เพราะคิดว่าผีหลอก ทำให้นิกรอกสั่นขวัญแขวนไปด้วย แต่แล้วนิกรกับเจ้าแห้วก็ถอนหายใจโล่งอกเมื่อรู้ว่าปีศาจปลอม

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอลืมตาโพลงเมื่อแลเห็นศีรษะของกิมหงวนมีเลือดไหลแดงเถือก

"เฮ้-ว็อท แฮ็ปเปน"

ปีศาจปลอมเดินเข้ามาหาแล้วร้องไห้โฮ

"หัวแตกว่ะ ยายนวลไม่กลัวผี เอาไม้แพ่นกบาลกันอย่างถนัด อูย-กันแย่แล้วหมอ ดูเหมือนมันสมองไหลออกมา"

ดร. ดิเรกกับนิกรและเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นยืน นายแพทย์หนุ่มยกมือจับศีรษะเสี่ยหงวนแล้วพิจารณาดูบาดแผลที่ถูกตี

"มากไหมหมอ" นิกรถามเสียงสั่นๆ

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"แย่หน่อย คราวนี้เห็นจะต้องใช้ด้ายเย็บไม่น้อยกว่าหนึ่งกลุ่ม"

"อ๋อย" เสี่ยหงวนคราง "ถึงยังงั้นเชียวหรือหมอ อย่าพูดให้กันใจเสียหน่อยเลยวะ โอย-เลือดมันออกใหญ่แล้ว แผนสามใช้ไม่ได้ผลเลย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ จูงมือกิมหงวนพาไปนั่งที่เก้าอี้เหล็กข้างตู้ยา ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มต้นปฐมพยาบาลทำความสะอาดบาดแผลและเช็ดเลือดและใส่ยาให้ แล้วเย็บแผลที่ศีรษะเสี่ยหงวนซึ่ง ดร. ดิเรกทำหน้าที่ของเขาอย่างแคล่วคล่องว่องไว

แล้วเขาก็ยกมือตบศีรษะกิมหงวน

"สี่เข็มเท่านั้นไม่หนักหนาอะไรหรอก อีกในราว ๗ วันบาดแผลก็หายสนิท แกอย่าเพิ่งท้อถอย จงใช้ความพยายามต่อไป แผนของเรายังมีอีกตั้งเยอะแยะ อย่างไรเราก็จะต้องฆ่าเมียของเราให้ได้"

มีเสียงประตูห้องถูกเคาะติดๆ กันสามสี่ครั้ง นิกรมองไปที่ประตูแล้วร้องถามด้วยเสียงหนักแน่น

"ใคร"

"ข้าเอง" เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯตอบ

"ข้าน่ะใครล่ะ พูดจาให้เพราะหูหน่อยซี"

"พ่อตาแกโว้ย"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"พระยาปัจจนึกฯใช่ไหม"

"แล้วกัน ประเดี๋ยวพ่อพังประตูเข้าไปเลย"

เจ้าแห้วกลัวประตูพัง ก็รีบวิ่งมาที่ประตูถอดกลอนเปิดประตูออกรับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง พอแลเห็นกิมหงวนท่านก็หัวเราะงอไปงอมา อาเสี่ยยังอยู่ในเครื่องแต่งกายของปีศาจโครงกระดูก แต่ถอดถุงคลุมหน้าออกแล้ว กลางศีรษะปิดผ้าก็อชแผ่นใหญ่และพลาสเต้อร์

"อ้ายหงวน หัวแกแตกอีกหรือ"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก

"เห็นอยู่แล้วยังจะถามอีก"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"นวลลออเล่าให้อาฟังว่ามีผีโครงกระดูกหลุดมาจากขุมนรกและหลอกยายนวลในสวนหลังบ้าน ยายนวลเลยเอาไม้แพ่นกบาลเสียเต็มเหนี่ยว นึกอะไรไม่ผิดว่าผีตัวนั้นต้องเป็นแก นึกยังไงขึ้นมาวะถึงทำเป็นผีหลอกเมีย"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"เรื่องของผมน่าไม่ใช่เรื่องของคุณอา"

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้ หันมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"แกอย่าอุตริทำเป็นผีหลอกประไพนะจะบอกให้ ประไพน่ะมันกลัวผีก็จริง แต่ถ้ากลัวถึงขีดสุดก็กล้าอย่างบ้าบิ่น แกก็รู้แล้วว่าเมียของแกชอบพกหลาวทองเหลือง มีดพก หรือเหล็กขูดช้าพติดตัวเสมอ ขืนทำผีหลอกประไพแกจะกลายเป็นผีไปจริงๆ "

นิกรนั่งนิ่งเฉยไม่ยอมพูดกับพ่อตาของเขา ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ กล่าวกับสามสหายต่อไป

"ฉันพอจะรู้ว่า แกสามคนต้องการแก้แค้นเมียของแก ความจริงเรื่องมันแล้วมาแล้วไม่น่าจะผูกใจเจ็บ เขาตีหัวพวกแกแตกบาดแผลที่หัวก็หายไปแล้ว เราผัวเมียกันควรอภัยให้กันเสีย"

ดร. ดิเรกขบกรามกรอด ชี้มือไปที่ประตูแล้วไล่พ่อตาของเขา

"เก๊ทเอาท์"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแหยๆ เมื่อเห็นนายแพทย์หนุ่มแสดงกิริยาโมโหโทโสกับท่าน

"แฮ่ะ แฮ่ะ กำลังหัวเสียหรือดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มตะโกนลั่นห้อง

"เก๊ทเอาท์"

เจ้าแห้วเดินเข้ามากระซิบกระซาบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานรีบออกไปเสียเถอะครับ รับประทานในกระเป๋ากางเกงของคุณหมอมีระเบิดมืออยู่สองลูก คุณหมอบ่นตั้งแต่เช้าแล้วว่า รับประทานวันนี้ต้องฆ่าคนให้ได้อย่างน้อยคนหนึ่ง"

ท่านเจ้าคุณเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบหมุนตัวกลับเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทันที เจ้าแห้วตามไปปิดประตูใส่กลอนตามเดิม

นิกรกับเสี่ยหงวนและ ดร. ดิเรกต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน สามสหายทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้รอบโต๊ะเหล็กแล้วปรึกษาหารือกันเงียบๆ โดยมีเจ้าแห้วร่วมประชุมด้วย นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกทำงานผิดพลาดไปแล้ว แกจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก ๑๐ วัน จึงค่อยคิดฆ่านวลต่อไป ตอนนี้เธอคงจะระมัดระวังตัว ต้องทำให้ตายใจเสียก่อน"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน ต่อไปกันจะใช้แผนหนึ่ง"

นิกรพูดขัดขึ้นทันที

"แผนหนึ่งขอให้กันทำเถอะ กันจะจัดการส่งประไพไปทัศนาจรเมืองผีคืนนี้แหละ ฆ่าประไพเสร็จแล้วกันจะหนีไปเมืองลาว ขณะนี้เมืองลาวกำลังชุลมุนวุ่นวายเพราะการปฏิวัติ ไปอยู่เวียงจันทร์กันคงปลอดภัย สักสองสามปีค่อยกลับมากรุงเทพฯ ตำรวจคงลืมเรื่องที่กันฆ่าเมียกันแล้ว เพราะตำรวจมีงานมากมายที่ต้องทำ หรือมิฉะนั้นกันก็จะหนีไปฮ่องกงเหมือนกับเสี่ยใหญ่คนหนึ่งที่ยิงเมียทิ้งแล้วหนีไปฮ่องกง"

เจ้าแห้วยิ้มให้นิกร

"รับประทานอย่าใช้แผนหนึ่งเลยครับ รับประทานการยิงทิ้งทารุณเหลือเกิน รับประทานผมสงสารคุณประไพครับ ใช้แผนสองให้แกรับประทานยาพิษดีกว่า"

นายจอมทะเล้นเค้นหัวเราะ

"ผู้หญิงใจร้ายตีกบาลผัวแกจะสงสารทำไมวะ กันอยากเชือดคอหล่อนเอาลูกกระเดือกออกมาดูเล่นด้วยซ้ำไปจะได้สมแค้น คืนนี้กันเอาแน่อ้ายแห้ว ถ้าแกได้ยินเสียงปืนในตอนดึกก็หมายความว่ากันฆ่าประไพแล้ว"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ยูไม่ใช้ปืนเงียบของกันหรือ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ปืนเงียบของแกกระสุนเท่าปืนลูกกรดเท่านั้น ยิงไปแล้วอาจจะไม่ตายก็ได้ สู้ซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. ของกันไม่ได้ ตูมเดียวไปเมืองผีทันที"

กิมหงวนว่า "เวลายิงเมียแกอย่าลืมใส่ลูกนะโว้ย แกมันคนขี้หลงขี้ลืม พอหยิบปืนก็ตรวจดูกระสุนเสียให้เรียบร้อย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"รับประทานคืนนี้ลงมือแน่หรือครับคุณนิกร"

"เออ คืนนี้แหละ"

"รับประทานถ้ายังงั้น ผมไปติดต่อกับสัปเหร่อไว้ก่อนดีไหมครับ พรุ่งนี้ให้เขามารับศพคุณประไพแต่เช้า"

นิกรหัวเราะแล้วตวาดแว้ด

"ไม่ต้องโว้ย ถ้าประไพถูกข้ายิงตายตำรวจเขาจะต้องมาชันสูตรพลิกศพตามระเบียบ แล้วใครจะจัดการกับศพประไพอย่างไรก็ช่างเขา ส่วนข้าต้องหนีแน่นอน อ้า-กูเอาแน่อ้ายแห้ว ความเจ็บช้ำน้ำใจของข้ามันมีมากนัก ข้าเปิดดูอนุทินสีเลือดของข้าแล้ว ตั้งแต่อยู่ร่วมชีวิตกันมาประไพซ้อมข้าเป็นครั้งที่ ๖๕๒ คิดดูซีวะมันน่าเจ็บใจไหม ลูกเขามีพ่อมีแม่นี่หว่า ผิดถูกอย่างไรก็พูดกันได้ ทำไมจะต้องปากว่ามือถึงทารุณโหดร้ายกับผัวอย่างนี้ ผู้หญิงอย่างนี้เอาไว้ทำไมให้หนักแผ่นดิน" พูดจบนิกรก็ตะโกนสุดเสียง "กูฆ่าประไพแน่ คืนนี้กูจะกลายเป็นเสือกรผู้ยิ่งใหญ่"

"ปู้โธ่" กิมหงวนคราง "ฆ่าเมียน่ะเรอะผู้ยิ่งใหญ่"

นิกรฝืนหัวเราะ

"นอกจากเมีย ก็ไม่รู้ว่าจะไปฆ่าลิงที่ไหนนี่หว่า เพราะเมียนอนร่วมห้องกับเราได้อยู่ใกล้ชิดกับเรามากกว่าคนอื่น"

ดร. ดิเรกยิ้มให้นิกร

"ออไร๋....ออไร๋ ยูฆ่าคุณประไพก่อน แล้วพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้กันจะฆ่าประภาเอง ไม่ยากอะไรหรอก ใช้กระแสคลื่นวิทยุบังคับหัวใจหล่อนไม่ให้ทำงาน ประภาก็จะต้องสิ้นใจตาย เจ้าหน้าที่มาตรวจศพก็ต้องลงความเห็นว่าหัวใจวายตามความเห็นของกัน"

ดึกสงัดคืนวันนั้นฝนตกพรำ

บ้าน "พัชราภรณ์" สงบเงียบ คนในบ้านกำลังหลับนอนกันอย่างสุขสบาย แต่นิกรหาหลับไม่ เขานอนร่วมเตียงกับประไพตั้งแต่ ๒๓.๓๐ น. และแกล้งทำเป็นนอนหลับกรนคร่อกๆ จิตใจเดือดพล่านเต็มไปด้วยความแค้นสุดแสนแค้น

ฟ้าแลบและคะนองตลอดเวลา ประไพสวมเสื้อนอนสีฟ้านอนหลับอยู่เคียงเขา อากาศในตอนดึกค่อนข้างเยือกเย็น เมื่อนาฬิกาปลุกบนโต๊ะข้างเตียงนอนบอกเวลา ๒.๐๐ น. ตรง นิกรก็ค่อยๆ ลุกขึ้น ร่างของเขาสวมกางเกงชั้นในและเสื้อกล้าม แสงไฟฟ้าสีเขียวในห้องส่องสลัวลาง นิกรจ้องดูเมียรักของเขาแล้วก็นึกสงสารหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาคลี่ออกคลุมหน้าอกให้หล่อนกลัวว่าประไพจะเป็นหวัด แต่แล้วก็รีบกระชากผ้าขนหนูผืนนั้นออกเมื่อคิดได้ว่าเขาไม่ควรจะให้ความเมตตาสงสารเมียของเขาแม้แต่น้อย

"ฮึ่ม ตายเสียเถิดประไพ ฉันจำเป็นต้องสังหารเธอ" นิกรพูดกับตัวเองแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงนอน

นายจอมทะเล้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าลงมือแต่งตัวเพื่อจะหลบหนีไปจากบ้านหลังจากเขาสังหารโหดเมียของเขาแล้ว นิกรสวมกางเกงขายาวสีน้ำตาลแก่ เชิ้ทแขนยาวสีขาวเสร็จแล้วก็เดินไปหวีผมหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ดึงลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งออก หยิบซองธนบัตรซึ่งมีเงินอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ บาทออกมาใส่กระเป๋ากางเกงข้างขวา ต่อจากนั้นก็เดินไปนั่งบนโซฟาจัดแจงสวมถุงเท้าและรองเท้าหนังสีน้ำตาลพื้นยาง นิกรรู้สึกแปลกใจตนเองเป็นอย่างยิ่งที่เขามีจิตใจแข็งแกร่งผิดปรกติ ไม่ได้นึกสะทกสะท้านหวั่นเกรงในการที่เขาจะสังหารภรรยายอดรักของเขาเลย เพียงแต่รู้สึกละอายใจบ้างที่เขาจะฆ่าหล่อน ในขณะที่ประไพกำลังนอนหลับสนิทโดยไม่รู้ตัว หรือไม่มีโอกาสต่อสู้ป้องกันตัว

นายจอมทะเล้นผุดลุกขึ้นจากโซฟาเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง และหยุดส่องกระจกอีกครั้งหนึ่ง พยายามเก๊กหน้าให้ดุๆ สมกับเป็นฆาตกรโหด ทำปากเบี้ยวหรี่นัยน์ตาขวางเล็กน้อย สักครู่เขาก็เดินมาที่เตียงนอนทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนั้น สอดมือเข้าไปใต้หมอนหยิบวัตถุดำมะเมื่อมชิ้นหนึ่งออกมา มันคือปืนพกขนาดใหญ่ซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. ซึ่งนิกรได้บรรจุกระสุนไว้เต็มแม็กกาซิน

เขาควงปืนพกคู่มือเล่นอย่างคล่องแคล่ว แล้วก็มองดูประไพซึ่งนอนอยู่ในท่านอนหงาย นิกรเม้มปากแน่นกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง หยาดน้ำตาของเขาไหลซึมเบ้าตาทั้งสองข้าง ความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจได้บังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นพ้น

"ที่รัก อโหสิให้พี่เถิด" เขารำพึงในใจ "ด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติของลูกผู้ชาย พี่จำเป็นต้องฆ่าไพตามที่ได้ให้สัตย์ปฏิญาณไว้ ฮึ่ม-พี่ยอมให้โลกตราหน้าพี่ว่าเป็นฆาตกรโหด พี่ต้องฆ่าไพอย่างไม่มีปัญหา ชาติหน้าฟ้าใหม่เราค่อยพบกันอีก และชาติหน้าไพเป็นเมียพี่ถ้าไพตีกบาลพี่อีกพี่ก็ต้องฆ่าไพอีก เราคงจะจองเวรจองกรรมกันไปทุกชาติๆ "

นิกรเลื่อนตัวมานั่งแนบชิดหล่อนแล้วยกปากกระบอกปืนพกจ่อลงที่หน้าผากของประไพ นายจอมทะเล้นขบกรามแน่นแต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่กล้ายิง

"เอ-ยิงหน้าผากถ้าประไพไม่ตายคาที่แม่ลุกขึ้นมาคว้าปืนพกใต้หมอนขึ้นมายิงเรา เราก็คงม่องเท่ง ยิงหัวใจดีกว่าวะ"

แล้วนิกรก็เปลี่ยนเป้าหมายยกปากกระบอกปืนพกจี้หน้าอกด้านซ้ายของประไพเบาๆ เกรงว่าหล่อนจะตกใจตื่น นิกรนั่งจ้องปืนอยู่เกือบ ๑๐ นาทีก็ไม่กล้ากระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืน เขาพูดกับตัวเองว่า

"ยิงหัวใจถ้าพลาดหล่อนไม่ตาย หล่อนก็ต้องสู้เราแน่ ว้า-ไม่รู้ว่าจะยิงตรงไหนดีโว้ย หรือยิงขมับ...ไม่ดีอีก ยิงกรอกรูจมูก ทารุณไปหน่อยประเดี๋ยวเมียเราเป็นหวัดสั่งขี้มูกไม่ออก"

ในที่สุดนิกรก็นั่งควงปืนพกเล่น คิดไม่ตกว่าเขาควรจะยิงประไพตรงไหนดี ฟ้าแลบและคะนองครื้นครั่นอยู่ตลอดเวลา นิกรฮัมเพลงเบาๆ ปลอบใจตนเอง เอื้อมมือหยิบกระป๋องบุหรี่และไม้ขีดเบ็นซินบนโต๊ะข้างเตียงมาเปิดจุดสูบมวนหนึ่ง นายจอมทะเล้นอัดควันบุหรี่เข้าปอดค่อนข้างแรง สมองของเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

นิกรตัดสินใจเด็ดขาดยกปากกระบอกปืนพกขึ้นจ่อปากเมียรักของเขาทันที ปากกระบอกปืนอยู่ห่างจากริมฝีปากอันจิ้มลิ้มของประไพเพียงเซ็นติเมตรเดียวเท่านั้น นิกรรู้สึกว่ามือขวาของเขาที่ถือปืนพกนั้นสั่นผิดปรกติ เขายกมือซ้ายเขกมือขวาของเขาค่อนข้างแรงแล้วนึกดุในใจ

"มึงจะสั่นทำไมวะ รักจะฆ่าคนก็ต้องเข้มแข็งซีโว้ย"

แล้วนิกรก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อแลเห็นประไพอ้าปากขึ้นและจับข้อมือขวาของนิกรกดปากกระบอกปืนพกเข้าไปในปากหล่อน เป็นการช่วยเหลือนิกรให้สังหารหล่อนสมความปรารถนา นิกรตกใจรีบกระชากปากกระบอกปืนพกออกมาจากปากหล่อนแล้วเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ประไพลืมตาขึ้นมองเขาและยิ้มให้เขา

"มานี่ซีคะกร มานั่งใกล้ๆ ไพ และพยายามยิงกรอกปากไพให้ได้ ถ้ามือสั่นไพจะช่วยจับมือกรไว้ค่ะ"

นายจอมทะเล้นอ้าปากหวอใจเต้นระทึกผิดปรกติ

"ไพไม่ได้หลับหรอกหรือ"

"เปล่าค่ะ เห็นกรกระสับกระส่ายตั้งแต่ก่อนสองยามก็เลยเดาเอาว่าคืนนี้กรคงฆ่าเมีย มาซิคะรีบยิงไพเสียเร็วๆ ไพจะได้นอนหลับให้สบายใจเสียทีคือหลับโดยไม่มีวันตื่น"

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย เดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนอนตามเดิม เขามองดูหล่อนด้วยความอดสูละอายใจยิ่ง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไพไม่กลัวตายหรอกหรือ"

ประไพสั่นศีรษะ แล้วลุกขึ้นนั่ง ทำให้นิกรอกสั่นขวัญแขวน

"กลัวตายหรือคะ ทำไมจะต้องกลัวในเมื่อความตายมันเป็นของธรรมดาโลก คนเราเกิดมาแล้วทุกคนก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น เอาซีคะเลือกยิงเอาเถอะค่ะ จะยิงหน้าอก ยิงขมับ หรือยิงกรอกปากก็แล้วแต่กร อย่าร่ำไรเลยค่ะเสียเวลาเปล่าๆ "

"ว้า" นิกรคราง "ทำไมใจแข็งอย่างนี้ล่ะไพ"

ประไพหัวเราะ

"ไม่ใช่ใจแข็งค่ะ ไพอยากจะให้กรฆ่าไพต่างหาก แล้วกรจะได้รู้ความจริงว่ากรเป็นคนโง่อย่างบัดซบ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"โง่บัดซบ....ไพหมายความว่ากระไร"

ประไพแย่งบุหรี่ในมือเขามาสูบ

"ยังไม่รู้อีกหรือคะว่าตัวโง่ กรจะฆ่าไพก็เพราะความเจ็บใจใช่ไหมคะ ที่ไพตีหัวกรแตกอันเป็นเหตุให้กรอาฆาตพยาบาทมาหลายวันแล้ว"

"ใช่" นิกรตอบเสียงหนักแน่น "ไพโหดร้ายกับผัวมากเกินไป"

"แต่ถ้าไพเป็นกร ไพจะไม่ฆ่าเมียของตัวเป็นอันขาด เพราะผู้ชายน่ะเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยประการทั้งปวง การฆ่าคือทำให้ตายที่ผู้ถูกฆ่าไม่ได้รับความทุกข์ทรมานอะไรเลย ถูกยิงโป้งเดียวก็ตาย และความตายคือความสงบสุขอันแท้จริง พ้นจากความทุกข์ทรมานด้วยประการทั้งปวง ถ้าไพเป็นผู้ชายและถูกเมียข่มเหงรังแก ไพจะหาทางแก้แค้นด้วยการทรมานจิตใจให้สาสม ทำให้ได้รับความทุกข์รันทดใจอย่างแสนสาหัส ทำให้หมดความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดีกว่าฆ่าให้ตายเป็นไหนๆ "

นิกรนิ่งคิดและเงียบไปนาน ประไพได้โอกาสก็พูดต่อไป

"กรขา ถ้ากรฆ่าไพกรจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง กรจะต้องติดคุกตลอดชีวิตหรือถูกประหารชีวิตให้ตายไปตามกัน อยู่นอกคุกสบายดีแล้วไม่ชอบอยากจะย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกหรือคะ ที่ไพพูดให้ฟังอย่างนี้ไม่ใช่ไพกลัวตายหรอกนะคะกร เอาซีคะจะยิงไพก็ยิงเสียเดี๋ยวนี้ เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กสำหรับไพค่ะ ตายเสียได้ก็ดีจะได้พ้นจากกรรมเวร มีผัวอย่างกรน่ะอย่าคิดว่าไพมีความสุข ต้องกินน้ำตาต่างโอเลี้ยงตลอดมา" พูดจบหล่อนก็ร้องไห้ "ยิงซีคะ นั่งเซ่ออยู่ทำไม"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อยากจะยิงเหมือนกัน" เขาพูดเสียงอ่อย

"แล้วทำไมไม่ยิง"

"มันยิงไม่ลงน่ะซี" แล้วเขาก็ส่งปืนพก ๑๑ มม. ให้หล่อน "เอ้า-เก็บปืนไว้ พี่ฆ่าไพไม่ได้ สายสวาทยังไม่ขาด ยังเหลืออีกตั้งหลายเส้น เราอยู่ร่วมชีวิตกันร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานแล้ว เป็นอันว่าพี่อโหสิให้"

ประไพยกปืนพกขึ้นจ้องหน้าอกนิกรทันที ท่าทางของหล่อนดุดันผิดปรกติ

"กรไม่กล้าฆ่าไพก็ดีแล้ว ไพจะฆ่าพี่เอง"

นายจอมทะเล้นเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"เอ๊ะ อย่าล้อเล่นน่าไพ เก็บปืนเสียเถอะประเดี๋ยวมันลั่นปู๊ดป๊าดออกมากรก็ม่องเท่งเท่านั้น"

ประไพเค้นหัวเราะ

"ตายเสียเถอะกรอย่าอยู่เลย หน็อย-ใจร้ายจะฆ่าเมียทั้งๆ ที่กำลังนอนหลับ ลูกผู้ชายใครเขาทำอย่างนี้บ้าง ผู้หญิงน่ะไม่ต้องถึงกับยิงทิ้งหรอก ตบทีเดียวก็แย่แล้ว นี่ใจคอจะฆ่าเมีย"

นิกรประนมมือไหว้หล่อน ตัวสั่นงันงกเพราะความรักตัวกลัวตาย

"ไพจ๋าอย่ายิงพี่เลย นึกว่าปล่อยลูกหมาเอาบุญเถอะ"

ประไพอดหัวเราะไม่ได้

"ทีหลังจะคิดฆ่าเมียอีกไหม"

"ไม่จ้ะ กลัวแล้วเมียจ๋า อ๋อย....หันปากกระบอกปืนไปทางอื่นเถอะเสียวไส้เหลือเกิน วันนี้วันพระนะจ๊ะไพ วันอุโบสถวันศีลวันทานอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย โดยเฉพาะฆ่าผัวเขาว่าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด"

ประไพยิ้มน่ารัก

"ก้มหัวลงมานี่" หล่อนออกคำสั่งเสียงกร้าว

"จะทำไมพี่ล่ะ"

"บอกให้ก้มหัวลงมา ถ้าขัดคำสั่งไพจะยิงกรทิ้งทันที"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ก้มศีรษะให้หล่อนโดยดี ประไพยกด้ามปืนพก ๑๑ มม. ฟาดกบาลนายจอมทะเล้นดังโป๊ก

"นี่แน่ะจำไว้ ทีหลังอย่าคิดฆ่าเมียเป็นอันขาด"

นิกรทำคอย่นและสูดปากลั่น ยกฝ่ามือข้างขวาขึ้นคลำศีรษะของเขา พอรู้สึกว่ามือเปื้อนเลือดเขาก็ร้องไห้โฮแล้วเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนพาตัวเดินออกไปจากห้องนอนทันที

นิกรวิ่งเหยาะๆ ตรงมาที่ห้องนอนของ ดร. ดิเรก หยุดยืนหน้าห้อง ยกมือเคาะประตู แล้วร้องเรียกนายแพทย์หนุ่มเสียงลั่นบ้าน

"หมอ หมอโว้ย"

ดร. ดิเรกเป็นคนนอนไว ได้ยินเสียงนิกรร้องเรียกก็ตกใจตื่น ใจหายวาบเข้าใจว่านิกรยิงประไพแล้วและกำลังจะหลบหนีไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ดร. ดิเรกรีบพรวดพราดลุกขึ้นจากเตียงนอน ส่วนประภาเมียรักของเขากำลังนอนหลับสนิท นายแพทย์หนุ่มวิ่งมาถอดกลอนเปิดประตูออก

"เฮ้-ยูฆ่าคุณไพเรียบร้อยแล้วหรือ" ดร. ดิเรกถามเร็วปรื๋อ

นิกรสะอื้น

"ไม่เรียบร้อยน่ะซี กบาลกันแบะอีกแล้ว ประไพเอาด้ามปืนพกเคาะกบาลกันดังเหมือนเสียงแขกยามเคาะแผ่นเหล็กว่ะ พากันลงไปข้างล่างเย็บแผลให้กันหน่อยเถอะ ไหว้ละวะ"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"มายก็อด ทำไมยูเสียท่าคุณไพ"

นิกรฝืนยิ้ม

"อย่าเพิ่งซักรายละเอียดเลย เลือดมันไหลออกมาใหญ่แล้ว คราวนี้น่ากลัวไม่ต่ำกว่า ๑๐ เข็ม โอย แย่โว้ยหมอ"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะช้าๆ บ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษแล้วยกมือจับแขนนิกรพาเดินไปตามเฉลียงหลังตึก

เป็นอันว่า ดร. ดิเรกต้องเย็บศีรษะให้นิกรอีก ๔ เข็ม แผนสังหารเมียรักให้ตักษัยคือแผนหนึ่งและแผนสามล้มเหลวไปแล้ว ทั้งกิมหงวนและนิกรต่างผิดพลาดหวังไปตามกัน มิหนำซ้ำยังถูกเมียตีกบาลแบะอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อนิกร, กิมหงวน, และ ดร. ดิเรกได้พบกันในวันต่อมา สามสหายก็ได้มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้

"ยูสองคนจะเลิกล้มความคิดที่จะฆ่าเมียหรืออย่างไร" นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"ยังไม่เลิก แต่ว่าระงับความคิดนี้ไว้ก่อน"

ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ

"หมายความว่า ในระยะนี้แกยังไม่กล้าพอที่จะฆ่าเมียของแก"

"ฮื่อ เมื่อคืนกันนอนคุยกับนวลจนดึก นวลพูดกับกันเพราะหูน่าฟังมาก เฮียยังงั้น เฮียยังงี้ เจ้าคะเจ้าขาหวานฉ่ำเหมือนน้ำตาลเมืองเพชรว่ะ จะฆ่าเสียให้ตายรึก็คงจะหาเมียที่สวยและน่ารักอย่างนี้อีกไม่ได้"

ดร. ดิเรกมองดูกิมหงวนอย่างดูหมิ่น

"ยูเป็นคนอ่อนแอไม่มีความเข้มแข็ง ความสวยของคุณนวลทำให้ยูสิ้นสุดความอาฆาตพยาบาท แสดงให้เห็นว่ายูรักและหลงหล่อนมากใช่ไหมล่ะ"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ไม่ใช่ยังงั้นหรอกหมอ บอกตามตรงกันสงสารหล่อนน่ะ แล้วกันก็พยายามเอาทางพระเข้าข่ม การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมันเป็นบาปกรรมทั้งชาตินี้และชาติหน้า ถึงอย่างไรกบาลกันก็แบะไปแล้ว ฆ่านวลตายก็ไม่มีประโยชน์อะไร"

ดร. ดิเรกขบกรามกรอด เปลี่ยนสายตามาที่นายจอมทะเล้น

"ยูล่ะว่ายังไง จะเลิกล้มความคิดหรืออย่างไร? "

"โน" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "คนอย่างกันลงตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำจนสำเร็จ กันต้องฆ่าประไพให้ได้ ขอเวลาให้กันสักหน่อยเถอะ ไม่ได้เล่ห์ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้มนต์ก็ต้องใช้คาถา"

นายแพทย์หนุ่มยื่นมือให้นิกรจับ

"ออไร๋ ออไร๋ อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าลูกผู้ชาย สำหรับไอต้องฆ่าประภาแน่ๆ และไอจะลงมือในวันนี้ เริ่มต้นด้วยแผนสอง ถ้าไม่ได้ผลก็จะใช้แผนสี่ แผนห้า แผนหก จนกระทั่งแผน ๕๐ ตามที่เราคิดกันไว้"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ความจริงคุณประภาเป็นเมียที่ดีของแก สุภาพอ่อนหวานมาก มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อแกเป็นที่สุด สวยเรียบๆ น่ารัก ลักษณะท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุล แกไม่เสียดายหรือถ้าแกฆ่าหล่อน"

ดร. ดิเรกทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"โน--อย่ามาพูดชักใบให้เรือเสียหน่อยเลยวะ ในชีวิตของไอไม่เคยมีใครเอาเลือดหัวของไอออกได้เลย มีประภาเป็นคนแรก ฉะนั้นไอต้องฆ่าหล่อน และไอจะฆ่าหล่อนอย่างแนบเนียนที่สุด"

"พนันกันสักหมื่นบาทเอาไม้ล่ะ กันว่าแกฆ่าคุณประภาไม่ได้หรอก"

"หมื่นบาท....ออไร๋...." แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยื่นมือให้กิมหงวนจับ "ตกลงอ้ายหงวน ถ้าภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้กันฆ่าประภาไม่ได้ หรือประภายังมีชีวิตอยู่กันจะจ่ายเงินหมื่นบาทให้แกทันที แต่ถ้าประภาต้องตายด้วยน้ำมือของกันแกก็ต้องจ่ายให้กันหมื่นบาท ลูกผู้ชายต้องรักษาวาจาสัตย์นะโว้ย"

กิมหงวนหัวเราะ

"ตกลง อ้ายกรเป็นพยาน" แล้วเขาก็หันมาพูดกับนายจอมทะเล้น "แกจะพนันกับกันด้วยไหมล่ะ เอากันหมื่นบาท กันว่าแกไม่กล้าฆ่าคุณประไพ"

นิกรหัวเราะเสียงกร่อย

"เรื่องพนันกันไม่ชอบ แต่กันจะฆ่าประไพแน่ๆ "

เสียงประตูกระจกฝ้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกเคาะติดๆ กันสามสี่ครั้ง ดร. ดิเรกมองไปที่ประตูห้องแล้วกล่าวคำอนุญาต

"ขมิ้น"

บานประตูถูกเปิดออก เจ้าแห้วเดินเข้ามาอย่างร้อนรนและตรงเข้ามาหาสามสหาย ซึ่งนั่งสนทนากันอยู่รอบๆ โต๊ะเหล็กตัวนั้น เจ้าแห้วกระซิบกระซาบกับนายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานเตรียมตัวฆ่าคุณประภาได้แล้วครับ"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"ประภาอยู่ที่ไหน"

"รับประทานอยู่ในห้องพักอาหารครับ รับประทานกำลังทำแซนวิชและชงกาแฟให้คุณหมอ อีกสักครู่ก็จะยกมาให้คุณหมอที่นี่"

นายแพทย์หนุ่มตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เขากล่าวกับกิมหงวนและนิกรทันที

"ยูสองคนออกไปได้แล้ว ไอจะเริ่มต้นวางแผนฆ่าเมียของไอ ฮ่ะ ฮ่ะ วันนี้แหละคือวาระสุดท้ายของประภาแล้ว"

กิมหงวนพยักหน้ากับนายจอมทะเล้น

"ไปโว้ย ปล่อยดิเรกมันเถอะ เราไปร้านดอกไม้ดีกว่า จ้างเขาทำหรีดดอกไม้สดเตรียมไว้คำนับศพคุณประภาคืนวันนี้"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน กันจะไปหาซื้อเน็คไทดำด้วย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"รับประทานซื้อผ้าแขนทุกข์มาฝากผมสักอันนะครับ"

กิมหงวนกับนิกรพากันเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ดร. ดิเรกลุกขึ้นเดินวนเวียนไปมา สมองของเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ สักครู่หนึ่งเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้ว

"เก๊ทเอ๊าท์"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่นทำหน้าตื่นๆ หันไปมองดูข้างหลังแล้วถาม ดร. ดิเรกอย่างนอบน้อม

"รับประทานคุณหมอไล่ใครครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำปากจู๋

"มึงนั่นแหละ เก๊ทเอ๊าท์"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ พาตัวเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์แต่โดยดี ดร. ดิเรกเริ่มเตรียมการสังหารเมียรักของเขาตามแผนสอง คือใช้ยาพิษอย่างรุนแรงที่สุดฆ่าหล่อน

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งนาฬิกาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์บอกเวลา ๑๕.๐๐ น. ดร. ดิเรกใจเต้นระทึกเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องทดลองถูกเคาะเบาๆ เขารู้ดีว่าเมียของเขานำอาหารว่างมาให้เขาเหมือนเช่นเคย

"ขมิ้น" เขากล่าวคำอนุญาตและทำเป็นนั่งเขียนแบบแปลนดาวเทียมของเขาต่อไป

ประตูห้องทดลองถูกเปิดออก ประภาแบกถาดอาหารว่างเดินเข้ามา แล้วหันไปปิดประตูให้เรียบร้อย หล่อนเดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่มที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาว ซึ่งเป็นโต๊ะใช้เขียนแบบแปลน ประภาวางถาดลงบนโต๊ะเล็กๆ ริมหน้าต่างใกล้กับโต๊ะเขียนแปลนนั้น แล้วหล่อนก็นั่งลงบนเก้าอี้กลมตัวหนึ่งข้าง ดร. ดิเรก

"กำลังเขียนแปลนอะไรคะ"

ดร. ดิเรกเงยหน้าขึ้นมองดูเมียของเขา และยิ้มให้หล่อน

"แปลนดาวเทียมที่รัก ในไม่ช้านี้ไอจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ และดาวเทียมของไอจะไล่ยิงดาวเทียมทุกๆ ดวงในอวกาศให้พังพินาศไป ในที่สุดก็เหลือแต่เพียงดาวเทียมของไอดวงเดียวโคจรอยู่รอบๆ โลก ต่อไปใครส่งดาวเทียมขึ้นไปก็จะถูกดาวเทียมของไอทำลายหมด"

ประภายิ้มน่ารัก

"ดิเรกจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างคะที่ทำเช่นนี้"

"ประโยชน์ก็คือสันติภาพของโลกเราอย่างไรล่ะ ถ้าไอไม่คิดทำลายดาวเทียมที่นักวิทยาศาสตร์ของชาติต่างๆ ส่งขึ้นไป ไม่ช้าสงครามโลกก็จะเกิดขึ้น ในเมื่อการสร้างดาวเทียมเจริญขึ้นจนถึงขีดสุด ขณะนี้ก็มีข่าวว่าดาวเทียมบางดวงที่ส่งขึ้นไปสู่อวกาศมีมนุษย์ขึ้นไปด้วยแล้ว"

ประภาว่า "หยุดพักทานกาแฟและแซนวิชเสียก่อนเถอะค่ะ ถึงเวลาน้ำชาแล้ว"

ดร. ดิเรกยิ้มให้เมียรักของเขา แต่แววตานั้นแข็งกร้าวดุดันน่ากลัว

"ขอบคุณมากที่รัก ยูเอาใจใส่กับผัวน่ารักเหลือเกิน" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินมานั่งเก้าอี้เหล็กหน้าโต๊ะนั้น แล้วชี้มือให้ประภานั่งลงข้างๆ เขา "ซิท ดาวน์"

ประภาทรุดตัวลงนั่งข้าง ดร. ดิเรก

"ทานสิคะกาแฟกำลังร้อนๆ "

ดร. ดิเรกจัดแรงรินกาแฟใส่ถ้วย และเทนมสดใส่ลงไปในถ้วยกาแฟเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกใจเต้นระทึกผิดปกติในการที่เขาจะสังหารหล่อนด้วยยาพิษ

"ยูเป็นอะไรไปหรือประภา หมู่นี้หน้าตาร่วงโรยไป"

ประภาว่า "คงจะเป็นเพราะนอนไม่ค่อยหลับค่ะ จิตใจหวาดหวั่นคอยนึกว่ามีคนปองร้ายอยู่เสมอ บางทีภาอาจจะต้องตายจากดิเรกไปในไม่ช้านี้ก็ได้"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วฝืนหัวเราะ

"โน-ไม่มีใครทำอะไรภาหรอก อย่าคิดอะไรฟุ้งซ่าน ควรนอนกลางวันเสียบ้าง อย่างน้อยวันละชั่วโมงก็ยังดี" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เย็นขนาด ๘ คิวบิคฟิต แล้วเปิดตู้ออกถือขวดนมสดขวดหนึ่งกลับมาที่โต๊ะ นั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตามเดิม ส่งขวดนมสดให้หล่อน "ดื่มนมสดเสียหน่อยที่รักแล้วขึ้นไปนอน สุขภาพของยูจะได้ดีขึ้น คนที่นอนน้อยร่างกายจะผ่ายผอมซูบซีดร่วงโรย ดื่มสิจ๊ะ นมสดยี่ห้อนี้เป็นนมบริสุทธิ์ที่มีนายแพทย์ประจำฟาร์มควบคุม"

ประภาวางขวดนมสดลงข้างหน้าหล่อนแล้วสั่นศีรษะ

"ม่ายละค่ะ"

ดร. ดิเรกยิ้มให้หล่อน

"ดื่มเสียเถอะคนดี แล้วยูจะนอนหลับอย่างสบาย"

ประภามองดูเขาอย่างรู้เท่าทัน

"หลับโดยไม่มีวันตื่นยังงั้นหรือคะ ภายังไม่อยากตายหรอกค่ะ"

ดร. ดิเรกสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"ยูหมายความว่ากระไร"

"ก็หมายความว่านมสดในขวดนี้จะทำให้ภาต้องตายจากดิเรกน่ะซีคะ ไม่น่าจะถามเลยเพราะดิเรกย่อมรู้แก่ใจดีแล้ว"

"โน" ดร. ดิเรกแกล้งส่งเสียงเอ็ดตะโร "ยูเข้าใจผิดและคิดมากไปเอง นมในขวดนี้ไม่มีอะไร ไอเพิ่งเปิดฝาจุกขวดเดี๋ยวนี้เอง"

ประภาเค้นหัวเราะหยิบขวดนมวางลงข้างหน้านายแพทย์หนุ่ม

"ถ้านมนี้บริสุทธิ์จริง ดิเรกต้องดื่มให้ภาดูก่อน ยกขวดขึ้นดื่มสิคะ ดื่มนิดเดียวเท่านั้น"

ดร. ดิเรกทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ยูก็รู้ดีแล้วว่าไอเกลียดนมสดไม่เคยกินนมสดเลย ใช้ผสมกาแฟก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

ประภาล้วงกระเป๋ากางเกงสามส่วนของหล่อนหยิบวัตถุที่น่ากลัวชิ้นหนึ่งออกมา มันคือปืนพกขนาดกระทัดรัดซึ่งเป็นปืนพกประจำตัวของหล่อน ประภายกปืนขึ้นจ้องหมายระดับหน้าอกผัวรักแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ดิเรก ถ้ารักจะมีชีวิตอยู่ต่อไปดิเรกต้องยกขวดนมขึ้นดื่มเดี๋ยวนี้"

นายแพทย์หนุ่มอกสั่นขวัญแขวนทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"โนๆๆๆ ขืนดื่มเข้าไปไอก็ม่องเท่ง"

ประภาหัวเราะ

"นั่นปะไร เท่านี้ก็เป็นการสารภาพในตัวแล้วว่าในขวดนมสดขวดนี้มียาพิษอย่างร้ายแรง ฮึ-ใจคอจะฆ่าเมียอย่างทารุณ แต่คนอย่างภาน่ะไม่โง่หรอกค่ะ เร็ว-ยกขวดนมขึ้นดื่ม ถ้าขัดคำสั่งภาจะระเบิดสมองดิเรกเดี๋ยวนี้"

"เวท เอ มินิต" ดร. ดิเรกร้องเสียงหลง "ไอเป็นนายแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติของเรามากมาย อย่าฆ่าไอเลยที่รัก ไอยอมรับสารภาพผิด ในขวดนมนี้มียาพิษจริงๆ ไอจะฆ่ายูก็เพราะยูตีกบาลไอแตกทำให้ไอเจ็บใจมาก เลยคิดอาฆาตพยาบาทเรื่อยมา ยกโทษให้ไอเถอะภาจ๋า ไอจะไม่คิดร้ายต่อยูอีกแล้ว"

ประภากลั้นหัวเราะแทบแย่

"สมมุติว่าถ้าภาหลงกลดิเรกยกแก้วนมขึ้นดื่ม ภามิตายหรือคะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเจื่อนๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ หากยูจะดื่มจริงๆ ไอก็คงปัดขวดแตก เมียที่สวยและน่ารักอย่างนี้ใครจะฆ่าได้ลงคอ"

ประภาอดหัวเราะไม่ได้ หล่อนรู้ดีว่าถึงอย่างไร นายแพทย์หนุ่มก็ไม่กล้าฆ่าหล่อนหรือฆ่าหล่อนไม่ลง

"บอกภาตามตรง ดิเรกเอายาอะไรใส่ลงไปในนม"

ดร. ดิเรกมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น

"สลอดจ้ะประภา ไอไม่ตั้งใจจะฆ่ายูหรอก แต่จะแกล้งให้ยูขายหน้าเขาและคลานออกมาจากห้องน้ำเท่านั้น"

คราวนี้ประภาหัวเราะงอหาย

"วิธีแก้แค้นแบบนี้เข้าทีดีเหมือนกัน" แล้วหล่อนก็ยกปืนพกขึ้นจ้องเขาอีกพลางออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด "ยกขวดนมขึ้นดื่มให้หมดขวดเดี๋ยวนี้"

"โน" ดิเรกร้องสุดเสียง

ประภาผุดลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม ยกปากกระบอกปืนจ่อขมับขวาของเขา

"ถ้าไม่ทำตามคำสั่งของภาดิเรกต้องตายแน่ๆ ภาให้เวลา ๓ วินาที ถ้านับถึง ๓ ดิเรกยังนั่งเฉยไม่ยอมดื่มนมในขวดนี้ภาจะเหนี่ยวไกปืนทันที"

ดร. ดิเรกตัดสินใจเด็ดขาดหยิบขวดนมสดยกขึ้น

"ไม่ต้องนับดาลิ่ง ไอยอมกินนมแล้ว อย่างมากก็เพียงแต่นอนแบบสักสองสามวัน โอ-ยูโหดร้ายมาก" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ยกขวดนมสดขึ้นดื่ม

ประภาบังคับให้เขาดื่มจนหมดขวดแล้ว หล่อนก็เก็บปืนพกใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กข้างๆ ดร. ดิเรก

"อร่อยไหมคะ" ประภาถามยิ้มๆ

"ไม่รู้โว้ย" ดร. ดิเรกตวาดแว้ด

"อุ๊ยตาย หยาบคายจริงเชียว เป็นนายแพทย์เป็นด๊อคเต้อร์ เป็นศาสตราจารย์พูดเฮ้ยโว้ยกับเมีย"

"ก็ยูบังคับให้ไอกินสลอด"

ประภาหัวเราะคิก

"แล้วใครเป็นคนเอาสลอดใส่ลงไปในขวดนมล่ะคะ นี่แหละค่ะทุกขโตทุกขถานัง ดิเรกคิดร้ายต่อภาก่อนจึงได้รับกรรมตอบสนองทันตาเห็น"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น

"เก๊ทเอ๊าท์ ไอเกลียดหน้ายู ออกไปให้พ้น"

ประภาหัวเราะลั่นห้องแล้วลุกขึ้นยืน

"ไม่น่าจะโมโหโทโสเลย ตามปกติใครๆ ก็รู้ว่าดิเรกเป็นคนใจเย็น โกรธภาหรือคะ"

"โกรธซีวะ"

"แน่ะ ดูพูดเข้าซี ชักจะหยาบคายใหญ่แล้ว" พูดจบหล่อนก็พาตัวเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์

ดร. ดิเรกนั่งดื่มกาแฟและกินแซนวิชอย่างสงบเงียบด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เขาบอกตัวเองว่าภายในครึ่งชั่วโมงภัยพิบัติจะเกิดขึ้นแก่เขา ข้าศึกจะโจมตีประตูหลังบ้านของเขาอย่างดุเดือดทารุณที่สุด และจะทำให้เขาอ่อนเพลียขนาดต้องนอนซมทีเดียว

เสียงประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกเปิดออก เมื่อ ดร. ดิเรกหันไปมองดูเขาก็แลเห็นนิกรเดินเข้ามาในห้องตามลำพัง นายจอมทะเล้นจัดแจงปิดประตูกระจกฝ้าตามเดิมแล้วเดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม

"ว่ายังไงหมอ" นิกรถาม ดร. ดิเรกเบาๆ "แกให้คุณประภากินยาพิษหรือเปล่า กันเห็นคุณประภาเดินหัวเราะผ่านห้องโถงขึ้นไปข้างบน"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะช้าๆ

"โอกาสยังไม่เปิดให้กัน แต่กันจะต้องฆ่าประภาให้ได้ภายในสองสามวันนี้ นั่งซีกร"

นิกรทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง เอื้อมมือหยิบแซนวิชในจานชิ้นหนึ่งมาใส่ปากกัด

"กาแฟหมดแล้วรึ ขอถ้วยซีหมอ"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"หมดแล้ว ประภาเขาชงใส่กามาให้เพียงสองถ้วยเท่านั้นกันกินหมดแล้ว"

นิกรมองไปทางตู้เย็น

"นมสดมีไหม"

นายแพทย์หนุ่มคิดในใจว่า เขาจะต้องให้นิกรเป็นเพื่อนร่วมรับเคราะห์กรรมกับเขา คือเอาสลอดใส่ลงไปในขวดนมสดแล้วให้นิกรกิน ดร. ดิเรกยิ้มแป้นแล้วลุกขึ้นยืน

"แกจะเอานมสดหรือน้ำอัดลมล่ะ กันจะไปเอามาให้"

นิกรอมยิ้ม

"นมสดดีกว่า ไปเอานมสดมากินคนละขวดเถอะหมอ"

"ออไร๋ ออไร๋"

ดร. ดิเรกเดินไปที่ตู้เย็นใบนั้น นิกรกินแซนวิชและขนมปังจิ้มเนยอย่างเอร็ดอร่อย สักครู่ ดร. ดิเรกก็ถือขวดนมสดสองขวดเดินกลับมาที่โต๊ะและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กตามเดิม วางขวดนมขวดหนึ่งไว้ข้างหน้าเพื่อนเกลอของเขา ซึ่ง ดร. ดิเรกได้เอาสลอดผสมลงไปในขวดนี้เพื่อให้นิกรกิน จะได้มีอันเป็นเช่นเดียวกับเขา

"เอาซีกร นมกำลังเย็นเจี๊ยบทีเดียว"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"เดี๋ยวก็ได้ กินแซนวิชและขนมปังเสียก่อน อ้าบุหรี่มีไหมขอให้กันสักมวนเถอะวะ"

ดร. ดิเรกลุกขึ้นเลื่อนตัวไปที่โต๊ะเขียนแบบ เอื้อมมือหยิบกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดบนโต๊ะนั้น ซึ่งตอนนี้เองนายจอมทะเล้นได้ใช้ความว่องไวสับเปลี่ยนขวดนมของเขากับของ ดร. ดิเรก โดยที่นายแพทย์หนุ่มไม่ทันแลเห็น ที่สับเปลี่ยนก็เพราะนิกรได้ทราบความจริงจากประภาแล้วว่า ดร. ดิเรกเสียเชิงหล่อนถูกหล่อนบังคับให้กินนมสดที่ผสมสลอด และ ดร. ดิเรกจำเป็นต้องกินจนหมดขวดเพราะกลัวถูกยิงทิ้ง

แต่ ดร. ดิเรกเป็นคนฉลาด ช่างสังเกตและละเอียดถี่ถ้วนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อเขาทรุดตัวลงนั่งวางกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟลงบนโต๊ะนายแพทย์หนุ่มก็รู้ทันทีว่านิกรสับเปลี่ยนขวดนมเสียแล้ว เพราะตอนแรกมันหันตราเข้าหาตัวเขาแต่บัดนี้มันหันตราออกข้างนอก ดร. ดิเรกทำเป็นไม่รู้เท่าทันยิ้มให้นิกร

"สูบบุหรี่ซีเพื่อน กันยังคิดไม่ตกว่ากันจะจัดการกับประภาอย่างไรดี รู้สึกว่าหล่อนมีไหวพริบและระมัดระวังตัวตลอดเวลา ช่วยเปิดเครื่องทำความเย็นให้แรงหน่อยเถอะวะ วันนี้อากาศร้อนอ้าวเหลือเกิน"

นิกรพาซื่อหันหลังไปที่เครื่องปรับอากาศ ซึ่งวางอยู่บนหน้าต่างข้างหลังเขา และปรับเครื่องให้แรงขึ้น ดร. ดิเรกอาศัยความว่องไวสับเปลี่ยนขวดนมสดทันที เมื่อนิกรหันมานายแพทย์หนุ่มก็ยกขวดนมสดยกขึ้นดื่ม

นายจอมทะเล้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เข้าใจว่านมสดในขวดที่ตั้งอยู่ข้างหน้าเขาไม่มีสลอดเจือปน เขายกขวดนมสดขึ้นดื่มบ้างและดื่มรวดเดียวหมดขวด ดร. ดิเรกดีใจอย่างยิ่งแต่ไม่ยอมปริปากพูดถึงเรื่องนมสดเลย

"ดื่มนมสดบ่อยๆ ดีไม่ใช่หรือหมอ" นิกรถามยิ้มๆ

"ออไร๋ นมสดมีประโยชน์แก่ร่างกายมาก กันล่อเข้าไปสองขวดแล้ว"

นิกรหัวเราะงอหาย

"น่าสงสารแก คุณประภาได้เล่าให้กันฟังแล้วถึงแผนการของแกที่เอาสลอดใส่ลงไปในขวดนมสด แกพยายามหลอกลวงหล่อนให้ดื่มนมสด แต่คุณประภาไหวทันเลยเอาปืนจี้แก บังคับให้แกดื่มจนหมดขวดใช่ไหมล่ะ"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ออไร๋ ไอยอมรับว่าไอเสียทีเมียของไออีกครั้งหนึ่ง"

นายจอมทะเล้นหัวเราะก้าก

"แต่แล้วแกก็มาออกตัวกับกัน เอาสลอดใส่ขวดนมหลอกให้กันดื่ม เพื่อให้กันมีอันเป็นเช่นเดียวกับแก"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ถูกแล้ว ไอเสียใจจริงๆ ที่แกดื่มนมสดใส่สลอดเข้าไปจนเกลี้ยงขวด"

คราวนี้นิกรหัวเราะจนน้ำตาไหล

"หมอ....หมอโว้ย" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง "คนอย่างกันไม่มีวันเสียทีใครง่ายๆ หรอกเพื่อน แกรู้ไหมว่าตอนที่แกลุกขึ้นหยิบกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟบนโต๊ะเขียนแปลนกันได้ถือโอกาสเปลี่ยนขวดนมสดกับแกโดยที่แกกำลังเผลอตัว"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ออไร๋ กันเป็นหมอและนักวิทยาศาสตร์ กันต้องรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนเสมอ พอกันนั่งลงกันก็รู้ว่าขวดนมถูกสับเปลี่ยน กันจึงแกล้งบอกให้แกช่วยเร่งเครื่องปรับอากาศ แล้วกันก็รีบเปลี่ยนขวดนมระหว่างที่แกหันหลังให้กัน อย่าสงสัยอะไรเลย อ้ายกร แกได้กินนมสดผสมสลอดเข้าไปจนเกลี้ยงขวดแล้ว ถึงแกจะเฉลียวฉลาดสักเพียงใดแต่แกก็ฉลาดน้อยกว่ากันใช่ไหมล่ะ"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ เขาค่อยๆ ก้มหน้ามองดูขวดนมสดที่วางอยู่ข้างหน้าเขาแล้วเงยหน้ามองดูนายแพทย์หนุ่ม

"จริงๆ หรือวะหมอ"

"ออไร๋ เป็นอันว่าแกกับกันต่างหัวอกอันเดียวกัน และในครึ่งชั่วโมงเราจะถูกข้าศึกโจมตีประตูหลังบ้านของเราเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปตามกัน เตรียมพร้อมไว้รับสถานการณ์อันคับขันเถิด"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขาเคยโดนสลอดมาหลายครั้งแล้ว เขารู้ดีว่าพิษสงของสลอดนั้นไม่แตกต่างกว่าเป็นอหิวาตกโรคเท่าใดเลย

"หมอ"

"หือ"

"ช่วยล้างกระเพาะหรือทำให้อาเจียนออกมาได้ไหม"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน-สลอดที่ผสมลงไปเป็นสลอดที่กันกลั่นจนเป็นน้ำ แก้ไขอะไรไม่ได้นอกจากรอคอยความพินาศที่จะเกิดขึ้นแก่เราและขณะนี้มหาภัยได้ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว"

สองสหายต่างมองดูหน้ากันอย่างเศร้าใจ ดร. ดิเรกกับนิกรหมดความสุขแล้ว ท้องไส้ลั่นโครกครากด้วยอำนาจสลอด เมื่อเสียงประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกเคาะติดๆ กันสามสี่ครั้งนายแพทย์หนุ่มก็ฝืนใจร้องกล่าวคำอนุญาต

ประตูห้องทดลองถูกเปิดออก เจ้าคุณปัจจนึกฯเดินนำหน้าพาคุณหญิงวาด กับพล, กิมหงวนและสี่นางเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนเข้ามายืนรวมกลุ่มข้างโต๊ะเหล็ก คุณหญิงวาดกล่าวกับ ดร. ดิเรกและนิกรทันที

"ว่าไง แกสองคนจะคิดอาฆาตพยาบาทเมียของแกอยู่หรืออย่างไรว่ามาซิ มีอะไรก็พูดกันให้แตกหักวันนี้แหละ อาอยากให้ปรองดองกันรักใคร่กันเหมือนเช่นเดิม ความจริงเมียตีกบาลแบะไปหน่อยเดียวไม่น่าจะโกรธเคืองเลย"

นายแพทย์หนุ่มร้องไห้เหมือนเด็กๆ

"ผมเสียใจครับคุณอา ผมมีพ่อมีแม่ไม่ใช่ลูกข้างถนน ผิดถูกอย่างไรก็พูดกันดีๆ ซีครับ รุนแรงกับผมอย่างนี้ใช้ได้หรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะหึๆ

"ลืมมันเสียเถอะวะดิเรก ผัวเมียย่อมเปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน อยู่ใกล้กันมันก็ต้องกระทบกันบ้าง พวกเมียๆ ของพวกแกต่างก็ยอมรับผิดแล้วและให้สัญญาว่าต่อไปจะไม่ตีกบาลพวกแกอีก ถ้าพวกแกเหลวแหลกจนเขาทนไม่ได้เขาก็จะหย่ากับพวกแก อากับคุณหญิงเห็นว่าควรจะเป็นอย่างนี้ เราก็รับอาสาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ปรองดองกัน"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วนิ่วหน้านั่งทรงตัวตรงนิ่งเฉยสักครู่ก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เพราะข้าศึกกำลังจะบุกทะลวงแนวต้านทานออกมา พลกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มอย่างแปลกใจ

"แกเป็นอะไรไปวะหมอ"

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ ค่อยๆ หันมามองดูนิกร ซึ่งนายจอมทะเล้นก็กำลังมีความรู้สึกเช่นเดียวกับนายแพทย์หนุ่ม ประไพเดินเข้ามายกมือกอดคอผัวรักของหล่อน แล้วพูดกับนิกรอย่างอ่อนหวาน

"กรขา ยกโทษให้ไพสักครั้งเถอะนะคะ ต่อไปไพจะไม่ตีกบาลกรอีก ถ้าเหลืออดจริงๆ ก็จะใช้วิธียิงทิ้ง"

นิกรขนลุกซู่หูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว เขานั่งทำตาปริบๆ สักครู่ก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน ทำท่าจะวิ่งออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แต่แล้วก็หยุดยืนนิ่งเฉยบีบขาทั้งสองแนบชิดกัน

"แกเป็นอะไรนิกร" คุณหญิงวาดกล่าวถามอย่างแปลกใจ

นิกรฝืนหัวเราะ

"ปละ-เปล่าครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมกราบลาละครับทุกๆ คน" พูดจบนิกรก็วิ่งอ้าวไปที่ประตูห้อง รีบเปิดประตูออกแล้วโกยอ้าวออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างไม่คิดชีวิต ที่มีอาการรุนแรงมากก็เพราะ ดร. ดิเรกผสมสลอดเข้าไปมากนั่นเอง

กิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่นแล้วกล่าวถามนายแพทย์หนุ่ม

"อ้ายกรมันเป็นอะไรหมอ"

ดร. ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไอ ด๊อนท์โน อาจจะเป็นอย่างเดียวกับกันก็ได้" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากยากเย็น

เสียงหัวเราะของใครต่อใครดังขึ้นอย่างครื้นเครง นวลลออกล่าวกับประภาอย่างขบขัน

"คุณภาไม่ควรบังคับให้คุณหมอแกทานสลอดเลย โถ-น่าสงสาร ดูซีคะหน้าซีดเหงื่อไหลโทรม"

ดร. ดิเรกหลับตาขบกรามกรอดขนลุกซู่ไปทั่วสรรพางค์กาย ท้องไส้ปั่นป่วนเหมือนทะเลถูกมรสุม กิมหงวนเดินอมยิ้มเข้ามาหานายแพทย์หนุ่มแล้วหยุดยืนมองดูในระยะใกล้ชิด

"หมอพยายามวิ่งออกไปห้องน้ำซีโว้ย"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะแล้วพูดเสียงเครือเหมือนเสียงร้องไห้

"โน-ไอก้าวขาไม่ได้แล้ว ข้าศึกตั้งหลายกองพลกำลังจะบุกกัน อ๋อย-ประตูหลังบ้านเผยแล้ว ทำยังไงดีล่ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไป-ไปให้พ้นพ่อดิเรก รีบไปให้ทันเวลา กางเกงสวยๆ อย่างนี้น่าเสียดาย"

กิมหงวนยกมือขวาตบบ่านายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วไว้หมอ"

ดร. ดิเรกสะอื้น

"แกช่วยอุ้มกันออกไปจากห้องทดลองหน่อยได้ไหม กันขยับขาให้ห่างจากกันไม่ได้"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทฮาไวหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมา ม้วนมุมผ้าเช็ดหน้าข้างหนึ่งให้เป็นรูปแหลมเหมือนพลูจีบแล้วส่งให้ ดร. ดิเรก

"เอ้า-เอาผ้าเช็ดหน้าแยงเข้าไปในรูจมูกข้างใดข้างหนึ่งแล้วเดินไปเถอะ รับรองว่าพอประทังไว้ได้จนกว่าแกจะไปถึงห้องน้ำ"

ดร. ดิเรกยิ้มออกมาได้ ยกปลายผ้าเช็ดหน้ายัดเข้าไปในรูจมูกข้างขวาและแยงเข้าไปจนลึก ทันใดนั้นเองนายแพทย์หนุ่มก็ทำจมูกฟุดฟิดแล้วจามเสียงลั่น

"ฮ้าด-ชะเอ๊ย"

เท่านี้เอง ข้าศึกก็ประดังหลั่งไหลออกมาเสียงสนั่นหวั่นไหว ดร. ดิเรกร้องไห้โฮท่ามกลางเสียงหัวเราะของท่านผู้ใหญ่และคณะพรรคสี่สหายซึ่งหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวกับลูกสาวคนโตของท่าน

"เร็ว-พาดิเรกไปห้องน้ำซีโว้ย โอ้ย-กองพลยานเกราะเสียงให้ลั่นห้อง ฮ่ะ ฮ่ะ"

ประภาหัวเราะจนหน้าแดง เดินเข้าไปหาผัวรักของหล่อนแล้วประคองนายแพทย์หนุ่มพาออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พลกับนันทายืนประคองกันอยู่ข้างหน้าต่าง ประไพกับนิกร และกิมหงวนกับนวลลออต่างปรองดองกันแล้ว แผนการประหารเมียของสามสหายได้สิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้.

จบตอน