พล นิกร กิมหงวน 029 : ตำรวจตำบล

คิดเฉลี่ยแล้วรัฐบาลจะต้องจ่ายเงินให้ข้าราชการชั้นพลตำรวจคนหนึ่งปีละประมาณ ๖,๐๐๐ บาท ดังนั้นถ้ากรมตำรวจเพิ่มตำรวจ ๑,๐๐๐ คน ก็จะหมดเปลืองเงินอีกปีละหกล้าน คือต้องเพิ่มงบประมาณอีกปีละหกล้าน

ปัญหาจำนวนพลเมืองมากขึ้นและความเจริญของบ้านเมืองทำให้ท่านผู้ใหญ่ในวงราชการกรมตำรวจได้พยายามทุกประการ ที่จะเพิ่มจำนวนเจ้าพนักงานตำรวจขึ้นเพื่อปราบปรามโจรผู้ร้ายควบคุมการจราจร และงานด้านอื่นๆ เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนหรือพิทักษ์สันติราษฎร์นั่นเอง

ในที่สุดกรมตำรวจก็จัดตั้งตำรวจตำบลขึ้น อันเป็นงานใหม่และเป็นก้าวสำคัญของกรมตำรวจที่ทำให้อาชญากรทั้งหลายหวั่นไหวไปตามกัน

ตำรวจยุคนี้จำเป็นต้องรู้จักประชาชนในเขตท้องที่ของตน รู้ว่าใครเป็นพลเมืองดีหรือพลเมืองเสีย ใครมีอาชีพอะไรมีฐานะและความประพฤติอย่างไร แล้วบันทึกไว้เป็นความลับ บรรดาดาวร้ายหรือดาวไถ พวกอันธพาลทั้งหลายมีอยู่ในท้องที่ใครสารวัตรใหญ่ก็สั่งเก็บตัว คือส่งไปไว้ลาดยาวตามระเบียบเพราะเป็นภัยต่อสังคม พลเมืองดีทั้งหลายต่างประกอบอาชีพอย่างปกติสุขไม่มีใครข่มเหงรังแกเหมือนแต่ก่อน หมอตามโรงพยาบาลบ่นพึมพำไปตามกัน เพราะไม่มีคนไปทำแผลเย็บแผล บรรดาจิ้งเหลนกรุงและนักแซ้งทั้งหลายหายหน้าหายตาไปหมด เป็นยุคที่คนดีมีความสุข ส่วนคนเลวร้ายก็ต้องเข้ารับการอบรมที่วิทยาลัยลาดยาว

กรมตำรวจได้มีหนังสือราชการเชิญพลเมืองดีหรือสุภาพชนผู้มีเกียรติ มีฐานะดี เป็นตำรวจประจำตำบลมีหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย และควบคุมการจราจรช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจ สุภาพบุรุษเกือบ ๑,๐๐๐ คนที่ถูกเชิญ แทบจะไม่มีใครปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ตำรวจตำบลมียศเป็นพลตำรวจเท่านั้น เครื่องแบบต้องตัดเอง ไม่มีเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง ขึ้นตรงต่อสารวัตรใหญ่ในท้องที่ของตน การปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้นสุดแล้วแต่จะมีเวลาว่าง บรรดาตำรวจประจำตำบลส่วนมากเป็นผู้มีเกียรติแต่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ กรมตำรวจได้เชิญตำรวจตำบลไปอบรมที่กรมตำรวจในตอนบ่ายวันละ ๒ ชั่วโมง เรียนกฎหมายอาญาโดยย่อ เรียนการใช้อาวุธปืน กฎข้อบังคับของตำรวจและฝึกแถวบ้างตามสมควร พอครบ ๒ เดือนกรมตำรวจก็ออกบัตรประจำตัวให้ ซึ่งมีรูปถ่ายเรียบร้อย มีลายเซ็นต์ของอธิบดีกรมตำรวจ นอกจากนี้กรมตำรวจยังจ่ายปืนพกประจำตัวให้คนละกระบอก กระสุนอีก ๒๔ นัด ตำรวจตำบลเหล่านี้ได้ทำพิธีสาบานตนแล้ว ทุกคนจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทุกคนจะรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตำรวจยิ่งชีวิต

ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศว่า ตำรวจตำบลคือเจ้าพนักงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชนต่างเคารพยำเกรงตำรวจตำบลโดยทั่วหน้ากัน เพราะตำรวจตำบลโดยมากเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวแล้ว มีวิชาความรู้สูง บางคนเป็นนายแพทย์ ทนายความ ส่วนมากเป็นนักธุรกิจ ตำรวจตำบลแต่งเครื่องแบบสีกากี แต่ประดับสายยงยศสีเหลืองแทนที่จะเป็นสีแดง

พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก ของเรากลายเป็นตำรวจประจำตำบลไปแล้ว สี่สหายตัดเครื่องแบบหรูหราขนาดนายร้อยเห็นแล้วอายไปเลย นอกจากนี้ยังซื้อจักรยานยนต์แบบสะกู๊ตเต้อร์คนละคัน สำหรับปราบนักเลงขับรถและควบคุมการจราจร

ปรากฏว่าตำรวจตำบลทำงานได้ผลดีมาก หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวสดุดียกย่อง นักงัดแงะ อ้ายตีนแมว อ้ายตีนหมา อ้ายตาเดียว อ้ายนิ้วด้วนถูกตำรวจตำบลตะครุบตัวได้ขณะทำงานโจรกรรม นักขับรถยนต์ชนิดขับเย้ยมฤตยูถูกจับวันละหลายร้อยคน ในตอนกลางคืนประชาชนต่างนอนตาหลับ ตำรวจตำบลต่างพากันออกตรวจท้องที่ทุกตรอกทุกซอกทุกมุม บางทีก็หวุดหวิดจะปะทะกับตำรวจท้องที่ เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่แต่งเครื่องแบบ ทำให้เกิดการเข้าใจผิด

บ่ายวันนั้น

สี่สหายของเราปรากฏตัวอยู่ที่ถนนพลโยธินตอนสนามเป้า หน้าสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ คอยดักจับนักขับรถยนต์ที่ขับรถเร็วกว่ากำหนด หรือฝ่าฝืนกฎจราจร เป็นต้นว่าแซงซ้าย หรือใช้เสียงแตรมากเกิดควรไม่มีความจำเป็น

พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก สวมเครื่องแบบสีกากีและสวมหมวกแก๊ป สวมกางเกงขี่ม้าอย่างสง่า ท้อปบู๊ตสีน้ำตาลเข้ม พกปืนคนละกระบอก สี่สหายยืนจับกลุ่มอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ของตน ซึ่งจอดอยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรี

อาเสี่ยกิมหงวนยกมือท้าวสะเอวเล็กน้อยยืดหน้าอกในท่าเบ่ง ริมฝีปากของเขาแสยะและเบี้ยวเล็กน้อย เขายืนเคร่งขรึมไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย สายตาของเขามองดูรถยนต์ที่แล่นผ่านไปมา

นิกรบุ้ยใบ้บอกให้พลกับ ดร.ดิเรก มองดูเสี่ยหงวน แล้วนิกรก็เอื้อมมือเขี่ยแขนอาเสี่ยเบาๆ

"เฮ้ย ทำหน้าเฉยๆ เสียบ้างเถอะ แกเก๊กหน้าเคร่งเครียดอย่างนี้กันรู้สึกเมื่อยหน้าแทนแกเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"กันก็เมื่อยเหมือนกัน แต่ก็ต้องทนเอาว่ะ ตำรวจที่ดีต้องวางท่าให้ผึ่งผาย โน่น-รถเก๋งคันนั้นวิ่งมาจากอนุสาวรีย์ราวกับเหาะ กันต้องจับ"

ครั้นแล้วกิมหงวนก็รีบก้าวขึ้นนั่งบนรถสะกู๊ตเต้อร์ของเขา เปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์สต๊าร์ทเครื่องทันที รถเก๋งสีเขียวองุ่นคันใหม่เอี่ยมคันนั้นแล่นผ่านหน้าสี่สหายไปอย่างรวดเร็ว อาเสี่ยไล่กวดติดตามไปเร่งเครื่องยนต์เต็มที่

เก๋งสีเขียวผ่านซอยราชครูตรงไปทางซอยอารี กิมหงวนสามารถไล่ทันและแซงขึ้นหน้าได้ เขายกมือขวาโบกเป็นสัญญาณแล้วร้องตะโกนบอกหญิงสาวซึ่งทำหน้าที่ขับรถเก๋งคันนั้น

"หยุด-หยุดก่อน"

เชฟโลเล็ทเก๋งกับจักรยานยนต์สะกู๊ตเต้อร์ต่างลดความเร็วและหยุดชิดขอบทาง กิมหงวนก้าวลงจากรถจักรยานยนต์คันใหม่เอี่ยมของเขา ตั้งสะแตนด์รถให้เรียบร้อย ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบปากกากับสมุดใบสั่งออกมา เขายืดหน้าอกขึ้นจนอกตั้ง ทำปากเบี้ยวเดินส่ายอาดๆ ไปที่รถเก๋งคันนั้น

แล้วโปลิศตำบลก็ได้เผชิญหน้ากับสาวสวยผู้มีใบหน้าเป็นเสน่ห์ตราตรึงใจยิ่ง ขนาดนางสาวไทยแพ้หลุดลุ่ย หล่อนมีอายุไม่เกิน ๒๐ ปี สวมเสื้อกระโปรงสีฟ้าดอกขาวแบบเสื้อเวลาเย็น คอของหล่อนสวมสร้อยเพชรวูบวาบ นิ้วนางมือซ้ายสวมแหวนเพชรเม็ดเบ้อเร่อ ลักษณะท่าทางของหล่อนบอกความเป็นผู้ดีมีตระกูล

ตำรวจและสาวสวยต่างมองดูหน้ากัน หล่อนมองเสี่ยหงวนด้วยความสงสารและเศร้าใจ

"โถ คุณตำรวจ คุณเป็นอัมพาตหรือคะ?"

อาเสี่ยสะดุ้งเล็กน้อย

"ใครบอกคุณล่ะ?"

หล่อนยิ้มแห้งๆ แต่ถึงกระนั้นก็น่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง

"ก็แล้วทำไมถึงปากเบี้ยวล่ะคะ?"

เสี่ยหงวนรีบวางหน้าเป็นปกติ

"ผมเป็นตำรวจ ก็ต้องเก๊กหน้าให้ภาคภูมิหน่อย เอาใบขับขี่มาให้ผมดูซิ ทำไมคุณถึงขับรถเร็วเป็นบ้าอย่างนี้?"

สาวสวยเอียงคออมยิ้ม

"ดิฉันไม่ได้ซื้อรถมาขับย่องเล่นนี่คะ จะรีบไปงานวันเกิดเพื่อนค่ะ เลยขับเร็วไปหน่อย"

กิมหงวนตวาดแว้ด

"อย่าพูดมาก เอาใบอนุญาตมาดู"

ใบหน้าของหล่อนซีดเผือด น้ำตาคลอหน่วย

"ทำไมต้องดุดิฉันด้วยล่ะคะ?" หล่อนพูดเสียงเครือน่าสงสาร "เพียงแต่เห็นเครื่องแบบของคุณ ดิฉันก็อกสั่นขวัญแขวนแล้ว"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมดุจริงครับ แต่รับรองว่าไม่ทำ คุณส่งใบขับขี่ของคุณมาให้ผมเถอะ อ้าว-ร้องไห้ทำไมล่ะ?"

หล่อนสะอื้นเบาๆ

"ดิฉันไม่มีใบขับขี่หรอกค่ะ คุณโปลิศคะ ดิฉันขับรถมานานแล้วไม่เคยมีใบขับขี่เลย เพิ่งถูกตำรวจเรียกวันนี้"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล เขานึกชมในใจว่าหล่อนสวยและน่ารักมาก ปากแก้มคิ้วคางทุกสัดส่วนงามพร้อมไม่มีที่ติ

"แล้วกัน คุณไม่มีใบอนุญาตแล้วคุณขับรถได้อย่างไร?"

สาวสวยหน้าจ๋อย

"ก็ไม่เห็นยากอะไรนี่คะ สต๊าร์ทเครื่องเหยียบคลัชเข้าเกียร์รถมันก็แล่นไปได้ คอยถือพวงมาลัยหลบหลีกอย่าให้ชนกับรถหรือคนเดินถนนเท่านั้น"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับหล่อน

"คุณไม่มีใบขับขี่ก็เชิญไปโรงพักกับผม โน่นโรงพักบางซื่ออยู่แค่นี้เอง เสียใจที่ผมต้องทำงานตามหน้าที่"

สาวสวยร้องไห้โฮ

"คุณตำรวจขา อย่าจับดิฉันเลยค่ะ กรุณาปล่อยดิฉันเถอะนะคะ หน้าตาของคุณก็บอกว่าเป็นคนใจดี แล้วก็รูปหล่อเสียด้วย"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"แฮ่ะ-แฮ่ะ ไปเถอะครับ วันนี้ผมจับผู้หญิงสาวสวยที่ขับรถเร็วหรือทำผิดกฎจราจรได้ ๑๕ คนแล้ว คุณเป็นคนที่ ๑๖ ผมตั้งใจเขียนใบสั่ง ไม่ได้เขียนสักที เชิญเถอะครับ"

หล่อนยิ้มออกมาได้ ประนมมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณนะคะคุณตำรวจ ดิฉันจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย" พูดจบหล่อนก็สะต๊าร์ทเครื่องเข้าเกียร์บังคับรถเก๋งของหล่อนแล่นออกจากที่อย่างรวดเร็ว "สวัสดีค่ะ คุณจราจร"

กิมหงวนมองดูหล่อนอย่างชื่นชม แล้วบ่นพึมพำ

"ใครจะไปจับลงวะ สวยยังกะหยาดฟ้ามาดิน"

เขาเดินกลับไปยังรถจักรยานยนต์ของเขา ผลักรถลงจากสะแตนด์แล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนอานของมัน เปิดสวิตช์สต๊าร์ทเครื่องนำรถย้อนกลับมาหาเพื่อนเกลอ

ในชั่วโมงนั้นเอง ตำรวจตำบลทั้งสี่คนก็มาซุ่มดักจับนักขับรถยนต์อยู่ทางถนนศรีอยุธยาตอนข้างสนามม้าราชตฤณมัยสมาคม ซึ่งถนนระหว่างพระราชวังจิตรลดาและสนามม้าตอนนี้มีนักขับรถมักจะใช้เป็นที่ประลองความเร็วเสมอ ตำรวจตำบลจับนักขับรถเร็วได้วันละหลายสิบราย เซ็นต์ใบสั่งให้ไปเสียค่าปรับทุกรายไป

สี่สหายนั่งสนทนากันอยู่บนรถจนกระทั่งพลบค่ำ นิกรรู้สึกหิวข้าวก็กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามว่า

"กลับบ้านกันเสียทีเถอะหรือเรา ทำงานช่วยราชการมาสามสี่ชั่วโมงแล้ว กลับไปกินข้าวกินเหล้ากันเสียที"

พูดถึงเหล้าอาเสี่ยก็แลบลิ้นเลียริมฝีปาก

"จริงโว้ย หกโมงครึ่งแล้ว เลยเวลากินเหล้าแล้ว"

ทันใดนั้นเองรถเก๋งคันหนึ่งแล่นมาทางวัดเบญจมบพิตรด้วยความเร็วสูงไม่ต่ำกว่า ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง เปิดไฟหน้ารถสว่างจ้า พลร้องบอกเพื่อนของเขาทันที

"จับรถคันนี้โว้ย"

สี่สหายสต๊าร์ทเครื่องยนต์เตรียมพร้อม และขับรถตามกันไปเป็นแถวเรียงเดี่ยวชิดข้างถนน เมื่อรถเก๋งคันนั้นผ่านขึ้นหน้าไป ตำรวจตำบลทั้งสี่คนก็เร่งเครื่องยนต์ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด พลขับแซงขึ้นหน้าดอด์จเก๋งด้วยความเร็วสูง แล้วร้องตะโกนให้คนขับหยุดรถ

ดอด์จเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลดความเร็วลงอย่างกระทันหัน นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก ขับจักรยานยนต์ผ่านรถดอด์จแล้วหยุดรถชิดขอบถนนข้างรถของพล สี่สหายต่างก้าวลงจากรถตั้งสะแตนด์ไว้แล้วพากันเดินรวมกลุ่มมาที่รถดอดจ์เก๋ง พอเข้ามาใกล้ ตำรวจตำบลทั้งสี่คนก็หยุดชะงัก

"คุณอาน่ะโว้ย" พลพูดเสียงหัวเราะ

นิกรว่า "จะเป็นใครก็ตามถ้าทำผิดกฎหมายเราก็ต้องจับกุมตามหน้าที่ ดังที่เราให้สัตย์ปฏิญาณสาบานไว้" แล้วนิกรก็ร้องเพลงมาร์ชตำรวจเบาๆ "ชาติชายต้องไว้ลายตำรวจไทย ไม่ว่าประชาชนอยู่หนไหน"

"เฮ้!" ดร.ดิเรกตวาด "ลำบากนักก็อย่าร้องเลยวะ"

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนิกรเป็นความหมาย สองสหายพากันเดินเข้าไปหยุดยืนทางด้านขวาของรถดอด์จเก๋งคันนั้น ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งชุดสากลสีขาวผูกเน็คไทดำติดแขนทุกข์นั่งอมยิ้มประจำที่นั่งคนขับตามลำพัง ท่านเพิ่งกลับมาจากงานพระราชทานเพลิงศพนายพลผู้เฒ่าคนหนึ่งที่วัดมกุฎกษัตริยาราม และที่กลับผิดเวลาก็เพราะมัวสนทนากับบุตรภรรยาของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

"ไง-ตำรวจ เข้มแข็งดีจริงนะโปลิศ" เจ้าคุณกล่าวสัพยอกสองสหาย ซึ่งในเวลาเดียวกันพลกับดร.ดิเรกก็เข้ามายืนรวมกลุ่มด้วย

นิกรยกมือวันทยาหัตถ์พ่อตาของเขาแต่ทำหน้าตาย

"ขอโทษครับ ท่านขับรถเร็วเกินกำหนดกฎจราจร ขอดูใบขับขี่หน่อยครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"หน็อยแน่ มันจะมากไปแล้วอ้ายกร แกตรวจใบขับขี่กระทั่งฉันซึ่งเป็นพ่อตาแกเชียวหรือ"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"อย่าว่าแต่พ่อตาเลยครับ พ่อผมจริงๆ ผมก็จับ และแม้กระทั่งตัวผมเอง ถ้าทำผิดกฎหมายผมก็จับตัวผมเหมือนกัน ตำรวจอย่างผมคือตำรวจตัวอย่าง เคร่งครัดในหน้าที่ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"แกพูดจริงๆ หรือ อ้ายกร"

"จริงๆ ครับ อย่ามาเรียกผมว่าอ้ายกรนะครับ การดูหมิ่นเจ้าพนักงานย่อมผิดกฎหมายอาญามาตรา ๖๔๕๐ ถ้าหาไม่พบพลิกดูทีละเล่มจนกว่าจะพบ"

กิมหงวนพยักหน้าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขณะนี้เรากำลังปฏิบัติหน้าที่ราชการ โปรดส่งใบขับขี่ให้ผม เราจำเป็นต้องเขียนใบสั่งให้ท่านไปแก้คดีที่โรงพักภายใน ๒๔ ชั่วโมง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"เป็นบ้าไปได้ อ้ายหงวน"

"อ้าว-ว่าผมบ้า ประเดี๋ยวผมเอาตัวไปโรงพักนะครับ" แล้วกิมหงวนก็ตวาดแว้ด "เอาใบขับขี่มาดู"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"อ้ายหงวน ตำรวจยุคนี้น่ะเขาไม่พูดกระโชกโฮกฮากอย่างแกหรอก นายร้อยนายพันหรือนายพลเขาพูดสุภาพเพราะหูทั้งนั้น เมื่อใครทำผิดก็นำตัวไปโรงพัก แกเป็นเพียงพลตำรวจเท่านั้น ชักจะเบ่งมากไปแล้วโว้ย"

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจมือใหม่เอี่ยมคู่หนึ่งออกมาส่งให้นิกรเพื่อนเกลอของเขา

"ใส่กุญแจมือเอาตัวไปโรงพัก ฐานขัดขืนและหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานผู้ทำงานตามหน้าที่"

นิกรสั่นศีรษะ "ไม่กล้าโว้ย"

"ทำไมล่ะ?"

"เดี๋ยวโดนถีบ แกดูซีวะ นัยน์ตาเขียวปั้ดเหมือนเสือดุๆ "

"แล้วกัน" กิมหงวนเอ็ดตะโร "เราเป็นตำรวจกลัวคนทำผิดกฎหมายมีอย่างหรือวะ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ก็แกจับเองซี กุญแจมืออยู่ในมือของแก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด ยื่นมือทั้งสองข้างให้กิมหงวน

"เอ้า-ใส่ซีวะ ถือไว้ทำไม?"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ฮึ่ม! เดี๋ยวยิงทิ้งเสียหรอก เอาใบขับขี่มาดู"

ท่านเจ้าคุณโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เอื้อมมือหยิบใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ในช่องหน้ารถส่งให้กิมหงวนอย่างเดือดดาล

"เชิญแหกตาดูตามสบาย พ่อตำรวจผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่"

กิมหงวนเปิดดูใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเขาก็หัวเราะก้าก มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน

"ประทานโทษ นี่ไม่ใช่ใบขับขี่ของท่านนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณโกรธจนตัวสั่น

"ทำไมจะไม่ใช่ แกอ่านหนังสือไม่ออกหรือ?"

"ก็ท่านมีหนวดนิดเดียว แต่รูปถ่ายในใบขับขี่หนวดเครารุงรัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระชากใบขับขี่มาจากมือกิมหงวน พอแลเห็นรูปของท่าน ท่านก็โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง เงยหน้าขึ้นมองดูนายจอมทะเล้นลูกเขยของท่าน

"อ้ายกร! แกเขียนหนวดเครารูปถ่ายของฉัน"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"แน้ ผมปล่าวนะครับ หาเรื่องผม"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"เมื่อตอนเช้าฉันดูใบขับขี่ของฉัน ยังเรียบร้อยดีอยู่ พอตอนบ่ายแกเอารถไปใช้ ถ้าแกไม่เขียนหนวดเคราที่รูปของฉัน อ้ายหมาตัวไหนมันเขียนวะ เล่นระยำอัปรีย์อะไรอย่างนี้"

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกกล่าวถามพ่อตาของเขาอย่างยิ้มแย้ม

"คุณพ่อกำลังจะกลับบ้านหรือครับ?"

"เออ-เพิ่งมาจากวัดมกุฎ"

พลพูดเสริมขึ้น

"เชิญคุณอาเถอะครับ พวกผมจะขี่รถตามไป เราก็จะกลับเหมือนกัน ทีหลังอย่าขับรถเร็วอย่างนี้นะครับ ตำรวจกำลังปราบนักขับรถเร็ว เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนคนเดินถนน และยวดยานพาหนะด้วยกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"อาชอบขับรถเร็วกับเขาเมื่อไหร่เล่า แต่เกิดท้องเสียขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน ขนมจีนน้ำพริกเมื่อตอนกลางวันมันทำพิษจึงต้องเฆี่ยนเต็มที่เพื่อรีบกลับบ้าน"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ถ้ายังงั้นก็รีบไปซีครับ ประเดี๋ยวจะเลอะเทอะรถ"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก

"ฉันโมโหแกกับอ้ายกรจนหายปวดท้องไปเอง ตอนออกจากวัดขนลุกซู่ไปทั้งตัวนึกว่าแย่เสียแล้ว ไปซี กลับบ้านพร้อมๆ กัน พวกแกแต่งเครื่องแบบตำรวจอย่างนี้น่าชื่นชมมาก"

นิกรยิ้มแก้มแทบแตก

"ผมหล่อไหมครับคุณพ่อ?"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"หล่อมากทีเดียว มองดูคล้ายๆ ตำรวจไหหลำ"

นิกรสะดุ้ง แล้วพูดสำเนียงจีนไหหลำพูดไทย

"เจ้าควนพ่วดยังงี้ดูถูกผมนี่นา ไหหลำก็มีหัวใจเหมือนกัน หิวข้าวเตียมทนแล้วครับ กลับบ้านไปเกี๊ยนข้าวกันดีกว่า"

อาเสี่ยหมั่นไส้เต็มทน ก็ยกมือขวาเขกกบาลนิกรดังโป๊ก เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ จัดแจงสต๊าร์ทรถดอด์จของท่าน พอสี่สหายเดินไปที่รถจักรยานยนต์ติดตามไปเป็นแถวเรียงสอง

บ้านไหนที่มีตำรวจประจำตำบล กรมตำรวจได้จ่ายป้ายให้ติดไว้ที่รั้วหรือหน้าบ้าน เพื่อบอกให้ประชาชนทราบดังนั้นตำรวจตำบลจึงมีส่วนช่วยเหลือราษฎรโดยเฉพาะพลเมืองดีมากมาย นับตั้งแต่ให้คำแนะนำต่างๆ เกี่ยวกับภาษีอากร ส่งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บไปโรงพยาบาล และดับเพลิงที่เริ่มเกิดขึ้น

เย็นวันนั้น

ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งดื่มเหล้าสนทนากันอยู่ในเรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่ เจ้าแห้วก็พาผู้หญิงในวัย ๓๐ เศษแต่งกายขะมุกขะมอมตามสภาพของคนจนคนหนึ่งบุกเข้ามาในเรือนต้นไม้อย่างร้อนรน

"รับประทาน เกิดเรื่องในซอยข้างบ้านเราครับ" เจ้าแห้วรายงานให้สี่สหายทราบ "รับประทาน รีบไปปราบพวกอันธพาลเถอะครับ"

ทุกคนพากันมองดูเจ้าแห้วและผู้หญิงคนนั้น

"มีอะไรที่จะให้เราช่วยเหลือหรือคุณ?" พลถามหล่อนอย่างเป็นงานเป็นการ

"สามีของดิฉันกำลังอยู่ในระหว่างอันตรายค่ะ" หล่อนพูดอย่างละล่ำละลัก "พวกนักเลงพระโขนงห้าหกคนได้ยกกำลังมาล้อมบ้านดิฉันด้วยเจตนาที่จะฆ่าสามีของดิฉันค่ะ"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้

"ประทานโทษ สามีน่ะผัวใช่ไหมครับ?"

"ใช่ค่ะ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ผัวคุณเป็นใคร? และคุณคือใคร? บอกให้เรารู้ก่อน"

"ดิฉันชื่อเอิบค่ะ สามีของดิฉันชื่อลอย"

นิกรว่า "เรื่องราวมันยังไงกัน พวกนักเลงพระโขนงจึงคิดมุ่งร้ายหมายขวัญนายลอย เล่าให้ฟังย่อๆ ซีครับ"

เอิบมีท่าทีเต็มไปด้วยความห่วงใยผัวรักของหล่อน

"พี่ลอยเล่าให้ฉันฟังว่า นายเล็กนักเลงโตพระโขนงเขาเข้าใจผิดหาว่าพี่ลอยฟ้องเจ้านายว่า นายเล็กขโมยน้ำมันรถของบริษัทขาย นายเล็กจึงถูกขับไล่ออกจากงานค่ะ อันเป็นเหตุให้เขาอาฆาตมาตรหมายพี่ลอย กรุณารีบไปช่วยเถอะค่ะ ถ้าพี่ลอยถูกฆ่าตายดิฉันคงลำบากมาก เวลานี้โลงใส่ศพก็แพงเหลือเกิน ทางวัดก็คิดค่าตั้งศพบำเพ็ญกุศลแพงมาก ดิฉันเป็นคนยากจนค่ะ"

สี่สหายอมยิ้มไปตามๆ กัน ดร.ดิเรกกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา ทำงานของเราตามหน้าที่ คือจับกุมหรือปราบปรามผู้ที่ทำผิดกฎหมาย" แล้วเขาก็หันมาทางพ่อตาของเขา "คุณพ่อไปกับพวกผมด้วยซีครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"พ่อไม่ใช่ตำรวจตำบล ขืนไปด้วยดีไม่ดีถูกลูกหลงตายเปล่าๆ แกไปกันเถอะ พ่อจะคอยฟังข่าวอยู่ที่บ้าน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน ผมไม่ไปด้วยนะครับ"

กิมหงวนแยกเขี้ยว ขยับจะเตะเจ้าแห้ว

"ยังไม่มีใครเอ่ยปากชวนแกเลย เสือกปฏิเสธเสียแล้ว"

พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก ต่างลุกขึ้นยืนพาเอิบผู้เป็นภรรยาของนายลอยออกไปจากเรือนต้นไม้ สี่สหายต่างแต่งกายแบบสุภาพชน และมีปืนพกอยู่ในกระเป๋ากางเกงคนละกระบอก

ลึกเข้าไปในซอยข้างบ้าน 'พัชราภรณ์' ราว ๒๐๐ เมตร มีบ้านเล็กเรือนน้อยอยู่หลายหลัง เรือนชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งปลูกอยู่โดดเดี่ยวคือบ้านพักของนายลอยคนขับรถประจำทางสายหนึ่ง เมื่อเอิบพาตำรวจตำบลทั้งสี่คนมาถึงบ้านของหล่อน สี่สหายก็แลเห็นอันธพาลกลุ่มหนึ่งรวม ๕ คนกำลังยืนจับกลุ่มอยู่หน้าเรือนหลังนั้น แล้วตะโกนด่าท้าทายด้วยถ้อยคำกักขฬะสามหาว

"ลงมาอ้ายลอย ถ้ามึงเป็นคนลงมา ถ้ามึงเป็นหมาก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย ลงมาซี เกิดมาเป็นลูกผู้ชายปล่อยให้เขาด่าท้าทายอย่างนี้มีหรือวะ ถุย! อ้ายหน้าตัวเมีย ปิดประตูเงียบกริบทำไม?"

เสียงนายลอยร้องตะโกนลงมาจากเรือนพักของเขา

"กูไม่ต้องการเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือโว้ย แล้วกูก็ไม่อยากไปอยู่ในคุกลาดยาว เกิดมาเป็นคนมีสิบนิ้วเหมือนกัน ใครจะกลัวใครวะ"

สี่สหายหยุดยืนหน้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พลกล่าวถามเอิบเบาๆ

"อ้ายคนไหนที่เป็นนักเลงใหญ่? บอกผมมาซิคุณ"

เอิบชี้มือไปที่ร้านเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง

"โน่นค่ะ เจ้าเล็กนั่งอยู่นั่น"

พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก มองตามสายตาหล่อน พอเห็นจอมนักเลงชื่อดังในถิ่นพระโขนงทุกคนก็ทำหน้าตื่นไปตามกัน นิกรหัวเราะหึๆ

"คุณเอิบ นั่นมันคนหรือคิงคองครับ?"

"นั่นแหละค่ะนายเล็ก รูปร่างใหญ่โตผิดมนุษย์ เขาเป็นนักมวยปล้ำด้วยค่ะ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก หันมาพูดกับกิมหงวนด้วยเสียงหนักๆ "ชื่อเล็กนึกว่าตัวนิดเดียว ที่แท้ตัวเกือบเท่ายักษ์วัดแจ้ง น้ำหนักตัวคงไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ กิโล"

พลว่า "อย่ามัววิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เลย บุกเข้าไปจับนายเล็กและพรรคพวกเดี๋ยวนี้แหละ ในข้อหาอันธพาลและพยายามทำร้ายร่างกาย เราเป็นตำรวจต้องจับพวกนี้"

ดร.ดิเรกยิ้ม

"เดี๋ยวก่อนพล สำหรับลูกน้องนายเล็ก ๕ คนพวกเราคงจับได้โดยไม่ยากลำบากอะไร แต่นายเล็กถ้าเขาต่อสู้เรา เราจะทำอย่างไร?"

"สู้ก็ต้องสู้กัน" พลพูดเสียงหนักๆ "ถึงตัวใหญ่ก็คงไม่มีพิษสงอะไรนัก เพียงอ้ายกรคนเดียวก็ปราบได้"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่ไหวโว้ยพล ถ้ากันฟัดกับมันตัวต่อตัวมันคงหักคอกันเป็นแน่ รูปร่างมันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน"

ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าท้าทาย ตำรวจตำบลทั้งสี่คนต่างพากันเดินเข้าไปหาพวกอันธพาลกลุ่มนั้น สมุนของเล็กคนหนึ่งแลเห็นสี่สหายก็นึกเดาเอาว่าเป็นตำรวจจึงร้องบอกเพื่อนๆ

"เฮ้ย! ตำรวจโว้ย!"

ขาดคำว่าตำรวจ ชายฉกรรจ์ทั้ง ๕ คนก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าว วิ่งหนีไปคนละทางเข้าทำนองตัวใครตัวมัน สมัยนี้บรรดานักเลงอันธพาลต่างเกรงกลัวตำรวจอย่างยิ่ง เพราะกลัวข้อหาอันธพาลนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นายเล็กเจ้าถิ่นพระโขนงคงนั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่บนร้านเตี้ยๆ ใต้ต้นไม้ต้นนั้นอย่างสบายใจ ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายลอยเจ้าของบ้านผู้ถูกท้าทายก็เปิดประตูรั้วนอกชานเดินลงบันไดมา เขาเป็นชายกลางคนอายุประมาณ ๔๐ ปีรูปร่างสันทัด นายลอยวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาสี่สหายหยุดยืนเบื้องหน้าแล้วชี้มือไปที่จอมนักเลง

"จับมันซีครับคุณ มันคือหัวหน้าอันธพาลพระโขนง พาพรรคพวกมาเพื่อพยายามทำร้ายผม ตะโกนด่าท้าทายผม แล้วเอาก้อนอิฐขว้างบ้านผมด้วยครับ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ผมต้องจับนายเล็กแน่นอน ส่วนสมุนของเขาที่หลบหนีไป เราจะติดตามจับในวันหลัง"

ครั้นแล้วพลก็พาเพื่อนเกลอของเขา ตรงเข้ามาหานักเลงใหญ่ซึ่งใหญ่จริงๆ เพราะเขาเป็นนักมวยปล้ำที่มีน้ำหนักตัวร้อยกว่ากิโลกรัม รูปร่างเหมือนฮิปโปโปเตมัส หน้ามู่ทู่ ตัดผมเกรียน นัยน์ตาโปน จมูกรั้นและบี้ ริมฝีปากหนา เขาสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นริ้วน้ำเงินขาว แขนเขาใหญ่เท่าขาคน กล้ามเนื้อที่ต้นแขนเบ่งแล้ว ๑๘ นิ้ว เพื่อนๆ เรียกเขาว่าแซมซั่น มนุษย์ผู้ทรงพลัง รถยนต์โดยสารที่เขาขับ ถ้ายางแตก นายเล็กใช้กำลังแขนยกแทนแม่แรง แล้วให้เด็กกระเป๋าช่วยเปลี่ยนล้อให้ เรี่ยวแรงของเขาผิดมนุษย์ เพียงแต่ใช้ฝ่ามือตบเบาๆ คู่ต่อสู้ก็ม่อยกระรอก เขาเป็นนักเลงใหญ่ก็เพราะกำลังอันมหาศาลของเขา นายเล็กปราบอันธพาลชั้นดีมามากต่อมากแล้ว ถึงแม้ฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธก็สู้เขาไม่ได้

สี่สหายเข้ามาเผชิญหน้านายเล็กในระยะใกล้ชิด แล้วพลก็กล่าวกับพี่เบิ้มอย่างสุภาพว่า

"เชิญไปโรงพักเถอะคุณ"

นายเล็กแสยะยิ้ม

"คุณเป็นใคร?" เขาถามเสียงห้าวและดังผิดธรรมดา ทำให้นิกรกับกิมหงวนถอยกรูดเพราะเสียขวัญ

"เราเป็นตำรวจน่ะซีคุณ"

จอมอันธพาลหัวเราะก้าก

"ข้อหาล่ะ?"

"ข้อหาก็คือ คุณเป็นนักเลงอันธพาล หมิ่นประมาทคุณลอย พยายามทำร้ายและขว้างบ้าน ขู่กรรโชกข่มเหงรังแก เมื่อทราบข้อหาแล้วเชิญไปโรงพักได้"

ยักษ์ใหญ่ยิ้มอย่างใจเย็น

"ถ้าผมไม่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้น?"

พลว่า "เราก็ต้องใช้กำลังจับกุมตามหน้าที่ของเรา แต่คนฉลาดอย่างคุณคงรู้ดีว่าการขัดขืนเจ้าพนักงานนั้นมันผิดกฎหมาย และคุณมีโอกาสที่จะแก้ข้อหาได้ตามรูปคดี"

นายเล็กลุกขึ้นยืน สี่สหายถอยหลังกรูด จอมอันธพาลมีรูปร่างใหญ่โตเหมือนภูเขาเคลื่อนที่ สูงประมาณ ๖ ฟุต ๑ นิ้ว ซึ่งสูงกว่าอาเสี่ยกิมหงวนของเราราว ๒ นิ้ว

"เรื่องโรงพักผมไม่เคยไป และตั้งใจไว้ว่าหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมขึ้นโรงพัก คุณต้องการตัวผมขึ้นโรงพักก็จับไปซี แต่ถ้าคุณถูกผมจับฟาดกับต้นไม้ตายผมไม่รู้นะ จะบอกให้"

พลกลืนน้ำลายเอื๊อก หันขวับมาทานนิกร

"จับนายเล็ก อ้ายกร"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว หันมาทางกิมหงวน

"จับ-อ้ายหงวน"

อาเสี่ยฝืนยิ้มอย่างยากเย็น พยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"จับนายเล็ก ดิเรก"

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน-แขนเขาใหญ่เกือบเท่าหัวกัน ข้อตีนกันเท่าข้อมือเขาเท่านั้น ตัวยังกะช้างอย่างนี้ใครจะไปจับได้"

พลล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม. ออกมาจ้องยักษ์ใหญ่ในท่าทางขึงขัง แล้วกล่าวว่า

"ไปโรงพักคุณเล็ก ถ้าคุณขัดคำสั่ง ผมจะยิงคุณ"

จอมอันธพาลหัวเราะอย่างขบขัน

"ยิงซีครับ ผมไม่ใช่คนร้ายชั้นเสือที่ทางการสั่งให้จับตาย ข้อหาเพียงพยายามทำร้ายร่างกาย ขว้างบ้าน และหมิ่นประมาทไม่ร้ายแรงอะไร ผมรู้ดีว่าคุณไม่กล้ายิงผมหรอก ถ้ายิงผม คุณก็ติดตะราง"

พลเก็บปืนพกใส่กระเป๋า เขาถอนหายใจลึกๆ เดินไปทางบ่อน้ำเล็กๆ แล้วกวักมือเรียกเพื่อนเกลอทั้งสามมาพบกับเขา

"เอายังไงดีพวกเรา?" ดร.ดิเรกกระซิบถามพล

"เห็นจะต้องใช้กำลังว่ะ หมอนี่มันฉลาดโว้ย มันรู้ดีว่าเราไม่กล้ายิงมัน"

นิกรพูดตัดบท

"อย่าพยายามจับมันเลยวะ ดีไม่ดีมันกระทืบเราตายเปล่าๆ "

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ออกไปตามตำรวจที่ป้อมมาจัดการกับอ้ายยักษ์นี่ก็แล้วกัน ท่าทางมันเอาเรื่องว่ะ"

พลหันไปมองดูยักษ์ใหญ่ซึ่งกำลังยืนเบ่งกล้ามเล่นอย่างทะนง คอของเขาเหมือนกับงูเห่าตอนแผ่แม่เบี้ย

"เราเป็นตำรวจต้องจับนายเล็กให้ได้ เอายังงี้ก็แล้วกัน เราสี่คนเข้าโอบล้อมมัน พอกันให้สัญญาณก็ช่วยกันปล้ำใส่กุญแจมือ และถ้าเขาต่อสู้เราก็ช่วยกันคนละทีสองที"

ดร.ดิเรกไม่เห็นพ้องด้วย

"การซ้อมผู้ต้องหาเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน ไร้ศีลธรรม น่าละอายมาก"

พลขมวดคิ้วย่น

"ไม่ใช่ซ้อมโว้ยหมอ กันหมายความว่า ถ้าเขาต่อสู้เราก็ต้องใช้กำลังตามที่เราได้รับการอบรมมาแล้ว ซ้อมน่ะหมายความว่าเราทำร้ายผู้ต้องหาฝ่ายเดียวเพื่อให้เขายอมรับสารภาพ หรือเพราะเราหมั่นไส้เขา"

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้ายังงั้น โอ.เค."

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"เอาก็เอา ชาติชายต้องไว้ลายตำรวจไทยว่ะ เพื่อศักดิ์ศรีของตำรวจ เราต้องจับคิงคองตัวนี้ให้ได้"

"ตกลง" นิกรพูดขึ้นดังๆ "ถ้าเราถูกอ้ายยักษ์ใหญ่ฆ่าตาย กรมตำรวจก็คงเลื่อนยศเราให้เป็นนายตำรวจสัญญาบัตร และสร้างอนุสาวรีย์ของเราขึ้น เอามันพวกเรา"

ครั้นแล้วสี่สหายก็พากันเดินเข้าไปหาจอมนักเลงพระโขนง นายลอยกับเอิบยืนอยู่ข้างเรือนและเฝ้ามองดูตำรวจตำบลทั้งสี่คนด้วยความห่วงใย เมื่อสี่สหายเดินเข้ามาหา นายเล็กก็เดินเรื่อยเปื่อยไปหยุดยืนข้างกองฟืนซึ่งนายลอยกับภรรยาของเขาสะสมไว้สำหรับหุงข้าวต้มแกง อันธพาลร่างยักษ์ก้มลงหยิบกิ่งไม้ขนาดใหญ่เท่าแขนกิ่งหนึ่ง ยาวประมาณหนึ่งเมตรขึ้นมาถือกระชับมั่นไว้ในมือ

ตำรวจตำบลทั้งสี่คนหยุดชะงัก กิมหงวนล้วงปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกงจ้องไปที่ร่างของนายเล็ก

"ถ้าแกต่อสู้เรา กันยิงแกทิ้งเด็ดขาด"

นักเลงใหญ่หัวเราะก้าก

"ใครบอกว่าผมจะสู้คุณ?"

"แล้วแกหยิบไม้ขึ้นมาทำไม?" อาเสี่ยตวาดแว้ด

"ผมถือเล่นโก้ๆ คุณเป็นเจ้าผมรึ?" พูดจบนายเล็กก็ใช้กำลังข้อมือทั้งสองข้างหักไม้ท่อนนั้นออกจากกันเสียงดังกร๊อบ

สี่สหายนัยน์ตาเหลือกไปตามกัน ดูท่าทางของนายเล็กไม่ได้ออกแรงอะไรเลย ไม้ท่อนนั้นไม่มีมนุษย์ธรรมดาที่จะหักมันออกได้ง่ายๆ เช่นนี้เพราะมันไม่ใช่ไม้ผุ อย่างไรก็ตามถึงแม้นายเล็กแสดงการข่มขู่ขวัญเจ้าพนักงานก็ไม่ทำให้สี่สหายเลิกล้มความคิด พลพาเพื่อนเกลอทั้งสามบุกเข้าไป ในที่สุดสี่สหายก็ยืนโอบล้อมนายเล็กไว้ กิมหงวนเก็บปืนพกไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม

ดร.ดิเรกยิ้มให้นักเลงใหญ่

"น้องชาย ยอมไปโรงพักกับเราเสียดีๆ เถอะ"

นายเล็กสั่นศีรษะ

"เสียใจครับ ผมบอกคุณแล้วว่าเป็นตายอย่างไรผมก็ไม่ยอมไปโรงพัก ถ้าต้องการให้ผมไปก็เชิญจับเอาไป"

นิกรซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนายเล็กได้ดึงกุญแจมือออกจากกระเป๋ากางเกง แล้วชูให้พลดูเป็นความหมายว่าเขาพร้อมแล้ว

พลกล่าวกับนายยักษ์ใหญ่ว่า

"คุณจะไปโรงพักหรือไม่ไป?"

"ผมไม่ไป" นายเล็กพูดแบบนักเลงโต

พลร้องขึ้นทันที

"จับมัน พวกเรา!"

สิ้นเสียงพล สี่สหายก็ช่วยกันกอดปล้ำยักษ์ใหญ่ทันที จึงเกิดการตะลุมบอนกันอย่างอุตลุด นายเล็กเหวี่ยงดร.ดิเรกกระเด็นหวือไปไกล ลงไปนอนแผ่เหยียดยาวอยู่บนพื้นดิน แต่พล นิกร กิมหงวน กอดยักษ์ใหญ่แน่นทำให้นายเล็กล้มลงนอนหงาย สามสหายคร่อมอยู่ข้างบนช่วยกันตุ๊ยคนละทีสองที ดร.ดิเรกลุกขึ้นวิ่งเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่ง พุ่งหลาวลงมาในระหว่างกลางเพื่อนๆ พลร้องบอกให้ทุกคนช่วยกันจับมือยักษ์ใหญ่ไว้เพื่อให้นิกรใส่กุญแจมือ

การต่อสู้แบบมวยปล้ำแกมมวยวัดระหว่างสี่ต่อหนึ่งเป็นไปอย่างดุเดือดมองดูเหมือนกลุ่มไส้เดือน ในที่สุดนิกรก็ร้องขึ้นดังๆ

"เสร็จแล้วโว้ย ใส่กุญแจมือได้แล้ว"

สี่สหายต่างผละจากยักษ์ใหญ่ อาเสี่ยกิมหงวนทำปากแบะยื่นนัยน์ตาถลนชูมือทั้งสองข้างที่ถูกสวมกุญแจมือให้นิกรดูแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"มือกู! ไม่ใช่มือนายเล็ก! ปู้โธ่!"

นายเล็กจอมนักเลงนอนหัวเราะชอบอกชอบใจอยู่บนพื้นดิน เขาหัวเราะอย่างขบขันที่สุดในชีวิตของเขา

"ผมไม่ได้ต่อสู้พวกคุณครับ พวกคุณนั่นแหละที่ช่วยกันซ้อมผม แต่ผมไม่เจ็บหรอกครับ นักมวยปล้ำด้วยกันกระทืบผมยังไม่รู้สึก" เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

นิกรมองดูกิมหงวนอย่างเศร้าใจ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบลูกกุญแจออกมาไขกุญแจออกจากข้อมืออาเสี่ย ดร.ดิเรกมองดูหน้ายักษ์ใหญ่แล้วกล่าวกับเพื่อนของเขาด้วยเสียงอันดัง

"ช่วยกันจับโว้ย อ้ายเสี่ยคอยใส่กุญแจมือ"

สี่สหายโถมเข้ากอดปล้ำนายเล็กอีก จอมอันธพาลหัวเราะคิกคัก เขาเพียงแต่ยกมือปัดป้องเท่านั้นตำรวจตำบลทั้งสี่คนก็ไม่มีทางจับเขาได้ นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกคู่มือออกมา เขายกด้ามปืนรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม.ฟาดกบาลนายเล็กสามสี่ครั้งติดๆ กัน เสียงดังเหมือนแขกยามเคาะแผ่นเหล็กบอกชั่วโมงในตอนกลางคืน

"เป๊งๆ เป๊งๆ "

จอมอันธพาลไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย เพียงแต่ร้องห้ามนิกรเท่านั้น

"อย่าเล่นเขกกบาลซีครับ ประเดี๋ยวผมเยี่ยวรดที่นอน"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก เขาเหน็บปืนพกไว้ใต้เข็มขัด แล้วร้องบอกเพื่อนเกลอของเขา

"เอามันให้อยู่ พวกเรา"

การปลุกปล้ำระหว่างตำรวจกับผู้ต้องหาดำเนินต่อไป นายเล็กคอยหดมือหนีไม่ยอมให้กิมหงวนใส่กุญแจมือ สี่สหายเหน็ดเหนื่อยหอบแฮ่กๆ ไปตามกัน ไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ พลชกหน้านายเล็กได้จังๆ หลายที แต่นายเล็กไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ส่วนพลข้อมือซ้นไปแล้ว

ในที่สุดปฏิภาณอันเฉียบแหลมก็บังเกิดขึ้นแก่นิกร นายจอมทะเล้นขึ้นไปนั่งคร่อมท้องยักษ์ใหญ่แล้วเอามือจี้สีข้างทั้งสองข้าง เท่านี้เอง คิงคองก็หมดฤทธิ์ นายเล็กเป็นคนขี้จั๊กจี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอถูกจี้เขาก็หัวร่องอไปงอมาดิ้นกระแด่วน่าสงสาร

"โอ๊ย-ฮ่ะ-ฮ่ะ-อย่าเล่น-กลัวครับ-ปล่อยผม"

นิกรจี้ต่อไป คิงคองมีกิริยาเหมือนกับคนที่กำลังจมน้ำตาย เขาหัวเราะลงลูกคอเอิ๊กอ๊าก อาเสี่ยกิมหงวนถือโอกาสใส่กุญแจมือจอมอันธพาลได้อย่างสบาย เพราะยักษ์ใหญ่หมดแรงกำลังจะขาดใจตายอยู่แล้ว

สี่สหายต่างผละจากนายเล็ก จอมนักเลงนอนสงบเงียบหายใจรวยรินน้ำตาของเขาไหลพราก พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก ช่วยกันฉุดนักเลงใหญ่ให้ลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากยากเย็น นายจอมทะเล้นยิ้มให้ผู้ต้องหา

"ไง-เพื่อน นึกว่าแกจะมีฤทธิ์เดชสักแค่ไหน?"

นายเล็กร้องไห้โฮ

"ก็คุณเล่นจี้ผมนี่ครับ ผมจะสู้คุณได้อย่างไร โอย ผมนึกว่าผมสิ้นใจเสียแล้ว ผมเคยเตะเมียดิ้นพราดๆ ก็เพราะเรื่องจี้นี่แหละครับ เพื่อนฝูงผมหลายคนถูกผมเตะกลิ้งเป็นลูกขนุนก็เพราะเล่นจี้ผม"

พลยกมือตบหลังยักษ์ใหญ่อย่างสัพยอก

"ไปโรงพักเถอะน้องชาย เป็นอันว่าแกมีหวังได้ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกแน่ๆ ฐานพยายามทำร้ายร่างกาย หมิ่นประมาท ขว้างบ้าน เป็นอันธพาล และต่อสู้ขัดขืนเจ้าพนักงาน"

ยักษ์ใหญ่พยักหน้ารับทราบข้อหา

"ดีเหมือนกันครับ ผมกำลังว่างงาน ติดคุกจะได้ไม่เดือดร้อน ถึงเวลามีข้าวกิน เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่าในคุกอาหารการกินดีมาก อาหารเช้าไข่ดาวหมูแฮมกาแฟ กลางวันขนมจีบซาละเปา บ่ายกินน้ำชา เย็นอาหารจีน ตอนดึกยังมีซัปเป้อร์อีก"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ช้ากรุงเทพก็คงเงียบเหงาเหมือนป่าช้า เพราะผู้คนมีธุระไปติดตะรางกันหมด ข่าวที่แกทราบมาสงสัยว่าเป็นอาหารของผู้บัญชาการเรือนจำมากกว่า ไข่ดาวหมูแฮมน่ะจะคงมีกินแต่ในคุกอเมริกาเท่านั้น"

ยักษ์ใหญ่ขมวดคิ้วย่น

"คุณเคยติดเหรอครับ?"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เปล่าโว้ย กันสันนิษฐานเอา เพราะอเมริกาเป็นเมืองเศรษฐี"

พลกวักมือเรียกนายลอยกับเอิบเข้ามาหาเขา แล้วกล่าวว่า

"จัดแจงปิดบ้านใส่กุญแจให้เรียบร้อย แล้วตามไปโรงพัก"

ครั้นแล้วสี่สหายตำรวจตำบลผู้สามารถ ก็ควบคุมตัวนายเล็กจอมอันธพาลไปสถานีตำรวจ นายเล็กบ่นพึมพำเท่าที่เขาเสียท่านิกรเพราะถูกจี้จนหมดแรงเลยถูกจับกุมเสียอิสรภาพ

พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก ต่างก็ได้รับหนังสือราชการจากอธิบดีกรมตำรวจชมเชยเขาเท่าที่สามารถจับกุมนักเลงใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเข้มแข็ง ออกตรวจท้องที่บ่อยๆ และช่วยงานทางด้านจราจร

คำชมเชยของท่านผู้ใหญ่ทำให้สี่สหายของเราปลาบปลื้มใจยิ่ง ต่างคนต่างภาคภูมิในเกียรติของตำรวจตำบลถึงกับแต่งเครื่องแบบตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลานอนหรือเข้าส้วม

ตอนหัวค่ำคืนวันหนึ่ง

หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้วสี่สหายก็นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องโถงรอคอยเวลาให้ถึง ๒๐.๐๐ น. เสียก่อนจึงจะออกจากบ้านเพื่อตรวจท้องที่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ สี่สหายแต่งเครื่องแบบประดับสายยงยศสีเหลืองเรียบร้อย พกปืนอยู่ในซองปืนคนละกระบอกเตรียมต่อสู้กับพวกเหล่าร้าย

"เราจะไปตรวจซอยไหนกันบ้าง?" ดร.ดิเรกกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ซอยกลางซีวะ ตรวจบ้านเจ๊หนอมบ้านแรก แล้วก็บ้านเจ๊อื่นตามระเบียบ ถ้าพบพวกแมงดาหรือนักเลงคุมซ่องเราก็ต้องจับตามคำสั่งของท่านผู้บังคับการ ที่สั่งให้ตำรวจตำบลกวาดล้างอันธพาลหรือพวกแมงดาให้หมดสิ้น"

ทันใดนั้น เจ้าแห้วก็เดินลงบันไดมาจากชั้นบน พลแลเห็นเข้าก็กล่าวถามเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-พวกเมียๆ ของเรากำลังทำอะไรอยู่วะ?"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน แฮ่ะ-แฮ่ะ กำลังประชุมญาติมิตรกันครับ"

นิกรลืมตาโพลง

"เล่นไพ่หรือ?"

"ครับ รับประทานเพิ่งเริ่มลงมือครับ ปี๋ละ ๒๐ บาท"

"กี่ขาวะ?" นิกรถาม

"รับประทาน ๑๒ ขาครับ คุณหญิงแล้วก็ท่านเจ้าคุณประสิทธิ์, คุณนันทา, คุณประไพ, คุณนวล และคุณประภาครับ"

นายจอมทะเล้นจุ๊ปาก

"๖ ขาเท่านั้น เสือกบอกว่า ๑๒ ขา"

เจ้าแห้วชักฉิว

"รับประทาน ๖ คนไม่ใช่ ๑๒ ขาหรอกหรือครับ รับประทานคนหนึ่งมี ๒ ขา เอา ๖ คูณก็รวมเป็น ๑๒ ขาพอดี"

นิกรแยกเขี้ยว

"กูหมายถึงขาไพ่โว้ย ไม่ใช่ขาคน ภาษาไพ่ ๖ คนเขาเรียกว่า ๖ ขา" พูดจบนิกรก็หันมาดูเพื่อนเกลอทั้งสาม "เราได้ขอร้องคุณอาและพวกเมียๆ ของเราแล้วว่าอย่าเล่นไพ่เพราะมันผิดกฎหมายยังขืนเล่นอีก ยังงี้เท่ากับเหยียบจมูกเรานี่หว่า เราเป็นตำรวจอยู่ในบ้านน่าจะเกรงใจเราบ้าง ไปโว้ย พวกเราขึ้นไปข้างบนจับไปโรงพัก"

ดร.ดิเรกทำตาปริบๆ

"จะดีหรืออ้ายกร ขืนจับกบาลเราอาจจะแบะก็ได้ กันเคยเย็บหัวให้คนอื่น แต่ถ้าจับไพ่รายนี้กันจะต้องเย็บกบาลตัวเอง"

นิกรเค้นหัวเราะ

"เราเป็นโปลิศ" เขาพูดเสียงหนักแน่น "เราอยู่ในเครื่องแบบของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ใครทำผิดกฎหมายเราต้องจับ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่ป้าน้าอาหรือลูกเมียของเรา บ้านเมืองจะร่มเย็นเป็นสุขก็เพราะมีตำรวจดี"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"ถูกทีเดียวอ้ายกร ถ้าเราจับไพ่รายนี้ได้ หนังสือพิมพ์ก็จะลงชมเชยพวกเรา เพราะนานๆ จึงจะปรากฏว่าตำรวจกล้าจับเมียและญาติผู้ใหญ่ของตน"

พลว่า "แกสองคนอยากจับก็ขึ้นไปจับเถอะ กันจะเป็นแต่เพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กันก็เหมือนกัน สำหรับไพ่วงนี้กันต้องขอตัว"

กิมหงวนกับนิกรมองดูหน้ากันแล้วพยักหน้าให้กัน สองสหายต่างลุกขึ้นจากโซฟา เจ้าแห้วกล่าวขึ้นทันที

"รับประทาน ผมจะไปเอารถออกจากโรงเตรียมไว้นะครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เตรียมไว้ทำไม?"

"รับประทาน เตรียมไว้ส่งคุณหรืออาเสี่ยไปโรงพยาบาลน่ะซีครับ ผมว่ามีหวังหยอดน้ำข้าวต้มทั้งสองคน"

กิมหงวนหัวเราะอย่างขบขัน

"ใครต่อสู้หรือทำร้ายเจ้าพนักงานก็ต้องมีความผิดตามกฎหมาย ไป-อ้ายกร เราจะต้องทำตัวให้เป็นตำรวจตัวอย่าง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันเสียใจที่คุณพ่อของกันตายเสียแล้ว ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่และกำลังเล่นไพ่กับเมียๆ ของเรา กันก็ต้องจับท่าน"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"แกมีหวังถูกท่านไล่เตะ"

"เตะเป็นเตะ" นิกรเอ็ดตะโรแล้วหันมาทางกิมหงวน "ไป-แกกับกันแสดงสมรรถภาพของตำรวจไทยหน่อยเถอะวะ ร้องเพลงมาร์ชตรวจปลุกใจเสียหน่อยเป็นยังไง?"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"ถ้ามันลำบากนัก ก็อย่าร้องดีกว่า"

ครั้นแล้วสองสหายก็เดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน ตามเวลาที่กล่าวนี้วงไพ่บรรดาศักดิ์กำลังสนุกสนานครื้นเครงกันอย่างเต็มที่ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดพร้อมด้วยสี่นางนั่งล้อมวงบนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่โต โดยมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งดูอยู่ข้างหลังเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

ตำรวจตำบลบุกเข้ามาอย่างจู่โจม

"จับ-จับโว้ย! อ้ายกร!" อาเสี่ยร้องขึ้นดังๆ

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แกพูดว่ายังไงนะ จับหรือกลับ?"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"กันบอกให้แกจับ ไม่ใช่บอกให้กลับ"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เพื่อความปลอดภัยของชีวิต เรากลับไปอย่างสง่าผ่าเผยดีกว่า"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ ต่างคนต่างมองดูประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งสองท่านและสี่นางซึ่งกำลังเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนานโดยไม่มีใครสนใจกับตำรวจตำบลทั้งสองคนเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักเพยิดบุ้ยใบ้ให้นิกรกับกิมหงวนจับ แต่สองสหายยืนนิ่งเฉย ทังนี้เพราะบนตักของนันทา, นวลละออ และประไพมีปืนพกวางอยู่คนละกระบอก

"จับซี-จับซีโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหัวเราะ "เอาเลย เราเป็นตำรวจต้องเข้มแข็ง ของกลางอยู่ครบถ้วนอย่างนี้เป็นหลักฐานดีแล้ว"

"ผ่อง!" คุณหญิงวาดร้องขึ้นดังๆ แล้วทิ้งสามนกเตี้ย ๒ ใบลงบนเสื่อ

นันทาบ่นพึมพำเมื่อคุณหญิงทิ้งเจ็ดพัดให้หล่อน

"แหม-คุณอาไล่นันเสียจริงๆ "

การเล่นไพ่ผ่องไทยดำเนินต่อไป ประไพมองดูหน้าผัวรักของหล่อนแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ถ้าไม่อยากให้ไพและคุณนวลเป็นแม่ม่ายละก้อ พาอาเสี่ยออกไปเสียเถอะค่ะ"

นิกรทำตาปริบๆ

"ไพหมายความว่ากระไร?"

ประไพจุ๊ปาก

"พูดภาษาไทยง่ายๆ ยังจะต้องให้ไพอธิบายอีกหรือ ผู้หญิงที่เป็นม่ายก็หมายความว่าผัวตายน่ะซีคะ"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง เอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรทันที

"ไปเถอะ ตำรวจที่รู้จักรักษาตัวรอด บางขณะก็ควรจะทำหูหนวกตาบอดเสีย ไพ่วงนี้มีอาวุธครบมือ ขืนจับกันกับแกก็คงม่องเท่ง อย่าเพิ่งตายเลยวะ คนมีเงินอย่างพวกเราควรจะอยู่ดูโลกและเป็นโรคต่อไป"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มให้ตำรวจตำบลทั้งสอง

"คิดได้อย่างนี้ก็ดีแล้ว รีบออกไปเสียเถอะ"

อาเสี่ยกับนิกรพากันเดินยิ้มแหยๆ ออกไปจากห้องนั้นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพวกขาไพ่บรรดาศักดิ์ พอลงบันไดมาในห้องโถง พล กับ ดร.ดิเรก ซึ่งนั่งสนทนากันอยู่บนโซฟาก็ลุกขึ้นยืน นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามเสี่ยหงวนทันที

"ว่าไง จับได้ไหม?"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ไม่กล้าจับว่ะ ขาไพ่มีปืนวางอยู่บนตัก ใครจะกล้าจับ"

พลกับดร.ดิเรกต่างหัวเราะลั่น พลพูดพลางหัวเราะพลาง

"กันนึกอะไรไม่มีผิด ถึงอย่างไรแกกับอ้ายกรก็จับไพ่วงนี้ไม่ได้ ไปเถอะ-ออกตรวจท้องที่กันเสียที"

ตำรวจทั้งสี่คนต่างพากันเดินออกไปจากห้องโถง ต่างเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด คือตรวจตามตรอกซอยต่างๆ ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้พวกตำรวจตำบลทั้งหลายกำลังออกทำงานกัน การจี้ไชจึงไม่ใคร่ปรากฏเพราะพวกผู้ร้ายกลัวถูกจับ

ซอยนั้นมืดและสงบเงียบ

เวลาประมาณ ๒๑ น. เศษ คณะพรรคสี่สหายเดินรวมกลุ่มสนทนากันออกมาจากส่วนลึกของซอยเพื่อจะออกไปนอกถนนใหญ่ เมื่อแลเห็นรถเก๋งคันหนึ่งจอดอยู่ตรงที่รกร้างแห่งหนึ่ง ดร.ดิเรกก็เปิดไฟฉายสองท่อนส่องไปที่รถคันนั้น

มันเป็นรถแท๊กซี่เรโนลท์รุ่นเก่า ประตูบานขวาตอนหน้ารถเปิดกว้าง ชายฉกรรจ์ซึ่งเป็นคนขับรถนอนตะแคงอยู่บนถนนใกล้ๆ กับรถของเขา สี่สหายหยุดชะงักทันที นิกรร้องขึ้นด้วยความตกใจ

"เกิดฆ่ากันตายขึ้นแล้ว! เปิดโว้ยพวกเรา!"

พลหันมามองดูนิกร

"ตำรวจพูดอย่างนี้หรือ?"

นิกรก้มลงมองดูตัวเองแล้วยิ้มแห้งๆ

"อ้อ-ลืมไปโว้ย เพิ่งนึกได้ว่าเราเป็นตำรวจ"

พลเดินหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาไปยังรถแท๊กซี่เรโนลท์คันนั้น ต่างคนต่างเปิดไฟฉายส่องดูนักขับแท๊กซี่ซึ่งขณะนี้มีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เขาพยายามจะลุกขึ้นนั่งเอง แต่แล้วก็ฟุบลงไปอีก ตำรวจสี่คนเข้าไปห้อมล้อมแล้วทรุดตัวลงนั่ง ดร.ดิเรกรีบประคองเหยื่อของอาชญากรรมทันที เขาเป็นชายในวัยเบญจเพส รูปร่างค่อนข้างบอบบาง สวมเสื้อกางเกงชุดสีกรมท่า เขาถูกแทงด้วยของมีคม บาดแผลที่มองเห็นคือที่หน้าอกสองแห่ง ที่ท้องหนึ่งแห่ง โลหิตไหลชุ่มโชกส่งกลิ่นคาวคลุ้ง อาการของคนเจ็บร่อแร่ เขากอดดร.ดิเรกแน่นแล้วร้องครางเบาๆ

"คุณเป็นใคร? น้องชาย" พลถาม

คนเจ็บบิดตัวขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"ผมชื่อ ย้ง แซ่คูครับ" เขาตอบเสียงแผ่วเบา

"ย้ง แซ่คู" เสี่ยหงวนทวนคำ "คุณเป็นคนจีนใช่ไหม?"

"โอย-เห็นจะใช่กระมังครับ เตี่ยผมเป็นจีน แม่ผมเป็นไทย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่นแหละคุณเขาเรียกว่าลูกจีน บอกเราซิใครทำร้ายคุณ แล้วก็ผู้ร้ายมันหลบหนีไปทางไหน?"

นายย้งร้องครวญคราง แสดงความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง

"ผมไม่ทราบหรอกครับว่าคนร้ายเป็นใคร ผมไม่เคยเห็นหน้ามันเลย มันสองคนขึ้นรถผมหน้าแพร่งสรรพศาสตร์ ตกลงราคากัน ๘ บาทให้ผมมาส่งซอยนี้" พูดจบเขาก็บิดตัวแล้วสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาเหล่ไปเหล่มายกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศ อันเป็นอาการของคนที่กำลังจะดับจิต

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"เดี๋ยว-คุณย้ง อย่าเพิ่งตายครับ อดทนหน่อย เล่าเรื่องให้เราฟังก่อน พวกเราจะได้สืบจับคนร้ายที่ทำร้ายคุณ"

"โอ๊ย ผมทนไม่ไหว ผมจะขาดใจตายเดี๋ยวนี้"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"เราลูกผู้ชายอดทนซีครับ อีก ๕ นาทีค่อยตาย เล่าต่อไปเถอะครับ แล้วยังไง?"

คนเจ็บหายใจถี่เร็ว มานะกัดฟันเล่าให้สี่สหายฟัง

"ผมไม่นึกว่ามันจะทำร้ายผมหรอกครับ คนร้ายสองคนนั่งคุยกันมาตลอดทาง คุยเรื่องผู้หญิงซ่องเจ๊ศรีในแพร่งสรรพศาสตร์ ผู้ร้ายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ อีกคนตัวเล็กขนาดผม แต่หน้าตาของมันผมจำไม่ได้ ผมขับรถถึงที่มันก็บอกให้หยุด อ้ายคนร่างใหญ่เอามีดจี้ผม บังคับให้ผมควักเงินในกระเป๋าและถอดนาฬิกาให้มัน อีกคนหนึ่งถือมีดโกนครับ"

พลกล่าวกับคนเจ็บทันที

"แล้วคุณทำยังไง?"

"ผมไม่ยอมให้มันครับ หากินอาบเหงื่อต่างน้ำใครจะไปยอมให้ ผมมีเงินอยู่ในกระเป๋า ๒๐๐ กว่าบาท เมื่อผมอิดเอื้อนนั่งนิ่งเฉย อ้ายคนที่ถือมีดโกนก็จิกผมจนหน้าหงาย แล้วอ้ายคนร่างใหญ่ก็จ้วงแทงผมหวังจะฆ่าผมให้ตาย ผมฟุบอยู่ในรถ คนร้ายช่วยกันค้นกระเป๋าผมเอาเงินผมไปได้ และถอดเอานาฬิกาข้อมือไป โอย-โอย-พระอรหัง"

เสี่ยหงวนยิ้มให้โชเฟอร์ผู้น่าสงสาร

"เดี๋ยวๆ คุณย้ง ขอเวลาให้ผมอีกสักนิด อย่าเพิ่งตาย คุณเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับใครบ้างหรือเปล่า?"

นายย้งขบกรามกรอดบิดตัวไปมา

"ผม-ผมจะสิ้นใจเดี๋ยวนี้แล้ว อยากรู้เรื่องละเอียดกว่านี้ตามไปสัมภาษณ์ผมที่เมืองผีเถอะครับ ผมลาก่อน"

สิ้นเสียงนักขับแท็กซี่ก็สิ้นใจตายอยู่ในวงแขนของดร.ดิเรก นัยน์ตาของเขาค่อยๆ หรี่ลงจนปิดสนิท นิกรเปิดไฟฉายส่องหน้านายย้งตลอดเวลา พอแลเห็นนายย้งสิ้นใจเขาก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มว่า

"ม่องเท่งเสียแล้ว ความจริงเราควรจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้ อย่างนี้มันมืดแปดด้าน เรารู้แต่เพียงว่า คนร้ายมีจำนวนสองคน คนหนึ่งร่างสูงใหญ่และคนหนึ่งรูปร่างผอมบางขนาดคนตาย"

ดร.ดิเรกปล่อยศพให้นอนราบบนพื้นดิน แล้วพูดกับเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลุกขึ้นช่วยกันตรวจค้นหาหลักฐานในรถเถอะ คนร้ายอาจจะทิ้งร่องรอยไว้บ้าง ถ้าเราสืบจับคนร้ายรายนี้ได้ เราจะสร้างชื่อเสียงให้ตำรวจตำบลนี้ไม่น้อย มาร่วมมือกันเถอะพวกเรา"

สี่สหายต่างลุกขึ้น ต่อจากนั้นก็ทยอยกันตรวจค้นหาหลักฐานในรถ พลหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้นรถตอนหลังรถขึ้นมา เมื่อคลี่ผ้าผืนนั้นออกและเอาไฟส่องดู ทุกคนก็แลเห็นมุมผ้าเช็ดหน้ามุมหนึ่งปักตัวอักษรสีแดงตัว และปักดอกไม้เล็กๆ หนึ่งกิ่งไว้ข้างล่าง เมื่อเขายกขึ้นดมพลก็ได้กลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศสอันร้อนแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีราคาไม่แพงและพวกคนชั้นกลางนิยมใช้

"ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ขนาดเล็กสำหรับผู้หญิงใช้ คนร้ายคนหนึ่งคงขอมาจากกะหรี่ซึ่งเป็นแฟนของเขาที่ซ่องในแพร่งสรรพศาสตร์แน่ๆ ตามที่ผู้ตายเล่าให้เราฟัง ซ่องนั้นคือซ่องเจ๊ศรี ซึ่งพวกเราเคยไปรับบริการจากลูกน้องเจ๊ศรีมาบ้างเหมือนกัน ถ้าคนร้ายไม่ได้ขอมา ก็คงถือวิสาสะยื้อแย่งหรือหยิบเอามาโดยที่เจ้าของไม่รู้ ผ้าผืนนี้อาจช่วยให้เราสืบหาตัวคนร้ายได้โดยไม่ยากนัก"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ช่วยกันค้นหาหลักฐานอื่นๆ ต่อไปเถอะ"

ไพฉายทั้งสี่ดวงฉายกราดไปที่รถเรโนลท์คันนั้น กิมหงวนหยิบกล่องหมากฝรั่งกล่องหนึ่งขึ้นมา

"เฮ้-ได้หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งว่ะ หมากฝรั่ง-เหลืออีกสองอันโว้ย" พูดจบก็ส่งให้พล "แกเก็บไว้"

นิกรส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโร ชูมือให้เพื่อนดูหลักฐาน

"อันนี้สำคัญโว้ย ถึงเป็นชิ้นเล็กๆ ก็จะเป็นหลักฐานมัดตัวคนร้าย ดูซีวะ ขนจั๊กกะแร้เส้นนี้คงหลุดจากจั๊กกะแร้คนร้ายรูปร่างใหญ่ขณะที่มันเงื้อมีดสุดแขนจะจ้วงแทงนายย้ง ถ้าเราจับคนร้ายได้และถ้ามันไม่ยอมรับสารภาพ เราก็นับขนจั๊กกะแร้ของมันดู เราก็จะรู้ว่าขนจั๊กกะแร้ทางขวาน้อยกว่าทางซ้ายหนึ่งเส้น"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"แกรู้ได้อย่างไรว่าขนจั๊กกะแร้ของคนเราทั้งสองข้างจะต้องมีจำนวนเท่าๆ กัน อาจจะมากกว่ากันหรือน้อยกว่ากันตั้งครึ่งหนึ่งก็ได้"

"ไม่รู้นี่หว่า" นิกรพูดยิ้มๆ

สี่สหายช่วยกันค้นหาหลักฐานหรือร่องรอยต่างๆ ที่คนร้ายทิ้งเอาไว้ คงพบแต่ส่วนประกอบรถบางชิ้น หรือส่วนประกอบเครื่องยนต์ที่ชำรุดแล้ว เช่น หัวเทียนหรือสกรูน้อตใต้เบาะที่นั่ง เป็นอันว่าตำรวจตำบลทั้งสี่คนได้หลักฐานเพียงสองชิ้นคือผ้าเช็ดหน้าปักไหมหนึ่งผืนและหมากฝรั่งหนึ่งกล่องซึ่งมีเหลืออยู่สองอัน

พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"แกสามคนอยู่เฝ้าศพนะ กันจะไปที่ตู้ยามนอกถนนโทรศัพท์ไปที่โรงพักแจ้งให้นายร้อยเวรเขาทราบเรื่องนี้ เขาจะได้มาสอบสวนชันสูตรศพและตรวจดูสถานที่เกิดเหตุตามระเบียบ ส่วนหลักฐานที่เรายึดได้เราจะไม่เปิดเผยให้ตำรวจรู้ เพราะเราสี่คนจะทำงานแข่งกับตำรวจท้องที่สืบจับฆาตกรสองคนนี้ มันเป็นงานชิ้นโบว์แดงทีเดียวถ้าเราทำสำเร็จ"

นิกรว่า "แกขับรถเรโนลท์ไปซิ"

"ไม่ได้หรอกกร รถจะเคลื่อนที่ไม่ได้จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จเรียบร้อย และศพนายย้งก็ให้เขานอนอยู่อย่างนั้น"

นิกรยิ้มให้พล

"ไปเร็วๆ โว้ย ศพส่งกลิ่นตุๆ แล้ว"

กิมหงวนยกมือผลักหน้านิกรเต็มแรง แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"มีอย่างที่ไหนวะ คนเพิ่งสิ้นใจตายราว ๑๐ นาทีเท่านั้น ศพน่ะต้อง ๓ วันถึงจะมีกลิ่นโว้ย"

พลพาตัวเดินออกไปจากที่นั่นอย่างร้อนรน ทิ้งให้เพื่อนเกลอทั้งสามอยู่เฝ้าศพและรถยนต์ผู้ตาย

คืนนั้นเอง

ในราว ๒๓.๐๐ น. สี่สหายของเราพร้อมด้วยเจ้าแห้วได้พากันมาปรากฏตัวขึ้นในแพร่งสรรพศาสตร์ ซึ่งในซอยนี้มีสำนักนางโลมอยู่สามสี่แห่ง แต่ไม่มีแมงดาหรือนักเลงคุมซ่อง ทั้งนี้เพราะอันธพาลทั้งหลายถูกส่งตัวไปอญุ่ในคุกลาดยาวเกลี้ยงเมืองแล้ว ที่ยังเหลืออยู่บ้างก็หลบหนีไปอยู่ตามเรือกสวนหรืออยู่ตามต่างจังหวัด ซ่องนางโลมทุกแห่งแม่เล้าจึงควบคุมกิจการของหล่อนเอง

คาดิแล็คเก๋งจอดใกล้ซอยซอยหนึ่ง พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก ต่างพากันลงมาจากตอนหลังรถ สี่สหายแต่งกายแบบสุภาพชน มีปืนพกอยู่ในกระเป๋าคนละกระบอก

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"แกรอพวกเราสักชั่วโมงนะ อ้ายแห้ว โน่น-ร้านกาแฟยังไม่ปิด แกไปนั่งกินกาแฟรอพวกเราอยู่ในร้านนั้นก็ได้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน การกินข้าวแฝ่ ก็ต้องมีเงินจ่ายให้เขาไม่ใช่หรือครับ?"

กิมหงวนหัวเราะหันมาทางนิกร

"แกมีแบ๊งค์ย่อยก็ให้อ้ายแห้วมันซัก ๒๐ เถอะวะ"

นิกรล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบเหรียญสองสลึงอันหนึ่งส่งให้เจ้าแห้วซึ่งนั่งอยู่ในรถ

"เอ้า-ประหยัดหน่อยอ้ายแห้ว กินโอยั๊วะก็แก้วละ ๔๐ สตางค์เท่านั้น"

ครั้นแล้ว สี่สหายก็พากันเดินเข้าไปในตรอกแคบๆ ตรงไปยังสำนักนางโลมของชูศรีหรือเจ๊ศรี ผู้หญิงกลางคนที่เคยเผชิญชีวิตมาแล้วทุกด้านทุกมุม

บ้านนั้นเป็นเรือนสองชั้นทาสีเขียวซึ่งปลูกมานานแล้ว แบบเก่าล้าสมัยเป็นเรือนไม้สัก ปลุกอยู่ในเนื้อที่ดินประมาณ ๑๕๐ ตารางวา กั้นรั้วสังกะสีทั้งสี่ด้าน บ้านนี้รอดพ้นจากอัคคีภัยอย่างหวุดหวิด เมื่อครั้งพระเพลิงเยี่ยมแพร่งสรรพศาสตร์ เจ๊ศรีมีหลวงพ่อใบขนุนและนกเขาไฟ พระเพลิงเกรงอกเกรงใจหลวงพ่อจึงเลี่ยงไปเผาบ้านข้างเคียง

ตำรวจตำบลนอกเครื่องแบบหยุดอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน บานประตูมีไฟฟ้าหนึ่งดวง พลเอื้อมมือกดกริ่งเรียก เสียงกริ่งดังกังวานได้ยินถนัดเพราะตัวเรือนอยู่ห่างรั้วบ้านเพียงเล็กน้อย

สิ้นเสียงกริ่งสักครู่ ช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กบนบานประตูซึ่งมีลวดตาข่ายเหล็กกั้นก็ถูกเปิดออก หญิงชราคนหนึ่งโผล่หน้ามองดูสี่สหายแล้วกล่าวถาม

"มาหาใครคะคุณ? ถ้าต้องการผู้หญิง ไม่ใช่บ้านนี้หรอกนะคะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบกล

"ดูหน้าฉันเสียก่อนน้าแจ่ม ฉัน-อาเสี่ยกิมหงวนกับเพื่อนๆ แล้วกันมาตั้งหลายหนแล้ว น้าไม่พยายามจำพวกเราเสียบ้างเลย"

"อุ๊ยตาย! อาเสี่ยหรอกหรือคะ จำได้แล้วค่ะ"

หญิงชราหลบหน้าเข้าไป หลังจากนั้นประตูช่องเล็กก็ถูกเปิดออก กิมหงวนเดินนำหน้า พล นิกร และดร.ดิเรกเข้าไปในสำนักนางโลมของชูศรีอดีตภรรยาของรองแม่ทัพเมื่อครั้งสงครามเอเซียบูรพา

"เดี๋ยวนี้การเข้ามาในบ้านเจ๊ศรีเข้มงวดนักหรือน้า?" พลถามยิ้มๆ

หญิงชราหัวเราะ

"ค่ะ ไม่กล้ารับสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก และต้องอยู่กันเงียบๆ ใช้แสงไฟสว่างนักก็ไม่ได้ ตำรวจมาด้อมๆ มองๆ เสมอ พวกคุณไม่ได้มาที่นี่สองสามเดือนแล้วกระมังคะ เชิญบนเรือนสิคะ แล้วคุณจะแปลกใจเมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลง"

"เปลี่ยนแปลงยังไง?" นิกรถาม

"ก็เปลี่ยนแปลงให้ผิดแผกไปจากซ่องซิคะ จัดบ้านให้เหมือนบ้านที่อยู่อาศัยค่ะ ไม่มีการขายเหล้าเบียร์อีกแล้ว เด็กๆ ก็มีเพียงสามสี่คน มีห้องอยู่คนละห้อง ทุกห้องมีข้างของเครื่องใช้"

"เจ๊ศรีอยู่หรือเปล่า?" ดร.ดิเรกตัดบท

"ไม่อยู่หรอกค่ะ ไปเชียงใหม่ยังไม่กลับค่ะ ดิฉันดูแลบ้านและพวกเด็กๆ แทน"

พลถามว่า "รายได้ของเจ๊ศรีคงไม่ดีเหมือนแต่ก่อนใช่ไหมน้าแจ่ม?"

"โอ๊ย! จะดีอะไรล่ะคะคุณ เราต้องหากินแบบใต้ดิน รับแขกก็เฉพาะแขกที่รู้จักคุ้นเคยหน้ากันจริงๆ กลัวตำรวจนอกฟอร์มจะเคาะประตูเรียก ต้องระวังค่ะ แล้วขาประจำก็หายหน้าไปหมด ใครๆ ก็บ่นว่าเงินหายาก เชิญบนเรือนเถอะค่ะ อย่ายืนคุยกันที่นี่เลย"

หญิงชราพาสี่สหายขึ้นบันไดไปบนเรือนสองชั้นหลังนั้น แต่แทนที่จะขึ้นทางหน้าเรือนกลับอ้อมไปทางหลังเรือน ป้าแจ่มอธิบายว่าถ้าเปิดประตูด้านหน้าตำรวจแอบมองดูตามรั้วสังกะสีอาจจะสังเกตความเคลื่อนไหวในบ้านได้ จึงต้องปิดประตูหน้าต่างบ้านตบตาตำรวจให้เข้าใจว่าชูศรีเช่าอยู่อาศัยโดยไม่ได้ตั้งเป็นซ่องโสเภณี

ภายในห้องกลางชั้นล่างมีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง มีโต๊ะเก้าอี้รับแขกพร้อมด้วยโซฟาราคาปานกลางหนึ่งชุด ป้าแจ่มเชิญให้สี่สหายนั่ง พล นิกร ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ส่วนดร.ดิเรก กับเสี่ยหงวนนั่งบนเก้าอี้หวายบุนวมคนละตัว

"เด็กของฉันมีอยู่ ๓ คนเท่านั้น ทำอย่างไรดีล่ะคะ?"

ดร.ดิเรกยิ้มแหยๆ

"ไม่เป็นไรน่าแจ่ม ฉันมาในฐานะผู้สังเกตการณ์เท่านั้น เด็กของน้าเคยรู้จักกับพวกเรามาแล้วไม่ใช่หรือ?"

"ยังไม่รู้จักหรอกค่ะ เพราะเพิ่งมาอยู่ใหม่ๆ รุ่นเก่าแยกย้ายกันไปหมดแล้วค่ะ หลังจากตำรวจกองปราบเขาทำการกวาดล้างครั้งใหญ่ จับแม่ศรีและเด็กๆ ไปฟ้องศาลปรับกันเป็นระนาว เด็กๆ ไม่กล้ากลับมาอยู่ที่นี่ บางคนก็ไปอยู่ท่าเรือหากินกับพวกฝรั่งเรือ บางคนไปอยู่ซ่องอื่นหรือหากินตามโรงแรม"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เอ๊ะ! เพื่อนฉันเป็นนายตำรวจชั้นผู้กำกับเขาบอกว่ากะหรี่ตามโรงแรมหาทำยาไม่ได้อีกแล้ว เพราะตำรวจเขากวาดเสียเกลี้ยง"

ป้าแจ่มหัวเราะชอบใจ

"คุณขา มีน้ำที่ไหนก็มีปลาที่นั่น มีโรงแรมที่ไหนก็ต้องมีผู้หญิงอย่างว่าที่นั่น ทางโรงแรมเขาฉลาดกว่าตำรวจค่ะ เขากักผู้หญิงไว้ในห้องแล้วใส่กุญแจห้อง ตำรวจไปตรวจ พวกผู้หญิงดับไฟเงียบกริบ ตำรวจก็เข้าใจว่าเป็นห้องว่างไม่มีคนพักเพราะเห็นใส่กุญแจ บางทีผู้จัดการโรงแรมเขาก็ซ่อนผู้หญิงไว้ที่บ้านพักของเขาในโรงแรมนั่นเอง หากินตามโรงแรมมันปลอดภัยกว่าอยู่ตามซ่องค่ะ เด็กๆ เขาชอบ"

พลว่า "แต่เงียบๆ อย่างนี้ก็ดีนะน้า เที่ยวซ่องเดี๋ยวนี้ค่อยสบายใจ ไม่ต้องมีเรื่องกับพวกนักเลงคุมซ่องเหมือนเมื่อก่อน"

"โอ๊ย-นักเลงหรือคะ หายหัวไปหมดแล้วค่ะ รัฐบาลท่านเก็บเสียไม่มีเหลือ อ้า-ขอโทษนะคะ ดิฉันจะไปบอกเด็กๆ ให้ลงมารู้จักกับพวกคุณ พวกคุณจะนอนค้างที่นี่ก็ได้นะคะ ระยะปลายเดือนตั้งแต่วันที่ ๒๐ ถึงวันก่อนวันสุดท้ายของวันสิ้นเดือนหนึ่งวัน บริการของเราลดให้ลูกค้า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่ต้องจ่ายเงินสด"

แล้วป้าแจ่มผู้เป็นน้าสาวของเจ้าของสำนักก็วิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดไปชั้นบน ป้าแจ่มมีวัยชราแล้วแต่ยังคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงเป็นผุ้เชี่ยวชาญในสาขาโสเภณีคนหนึ่ง พวกแม่เล้าทั้งหลายโดยมารู้จักดี และเคารพนับถือป้าแจ่มโสเภณีชื่อดังในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

สักครู่ป้าแจ่มก็พานกราตรีในวัยรุ่นรวม ๓ คนเดินลงบันไดมา แต่ละคนอายุไม่เกิน ๒๐ ปีรูปร่างหน้าตาอยู่ในเกณฑ์สวย สามนางแต่งกายหรูหราราวกับจะไปงานลีลาศ สวมเสื้อกระโปรงราตรีทันสมัยทาปากเขียนคิ้วแต่งหน้าแบบเต็มยศใหญ่

ป้าแจ่มแนะนำเด็กๆ ของเจ๊ศรีให้รู้จักกับสี่สหายและบอกให้รู้ว่าทุกคนเป็นเสี่ยใหญ่ หัวเราะง่ายจ่ายเงินคล่อง ต่างฝ่ายต่างทักทายกัน สี่สหายได้รู้ว่านางโลมทั้งสามมีชื่อว่า อนงค์, พริ้มเพรา และสมถวิล ป้าแจ่มพาพริ้มเพรากับสมถวิลไปนั่งร่วมโซฟากับพล นิกร และอธิบายให้ทราบว่าแกจัดคู่ให้เหมาะสมแล้ว คือ พลกับสมถวิล นิกรกับพริ้มเพรา ส่วนอนงค์ ป้าแจ่มเป็นเจ้ากี้เจ้าการพานั่งบนเก้าอี้นวมข้างกิมหงวน

"หมดหน้าที่ของดิฉันแล้วค่ะ เชิญคุยกันตามสบายเถอะนะคะ สำหรับค่าบริการกรุณามอบให้เด็กๆ ของดิฉันก็แล้วกัน"

ป้าแจ่มเดินยิ้มกริ่มออกไปทางหลังเรือน พล นิกร กิมหงวน ต่างสนทนากับนางโลมทั้งสามอย่างสนิทสนมราวกับว่ารู้จกคุ้นเคยกันมานานแล้ว ดร.ดิเรกนั่งคาบกล้องสูบยาเส้นอย่างสบายใจ อาเสี่ยกิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยปึกเบ้อเริ่มออกมา นับเงินส่งให้สามสาวคนละ ๕๐๐ บาทอย่างหน้าตาเฉยแล้วกล่าวว่า

"ให้หนูไว้กินขนม เป็นอันว่าฉันจ่ายค่าบริการให้แล้ว ซึ่งเป็นการชำระเงินล่วงหน้า และจ่ายเกินกว่าค่าธรรมเนียมมากมายนัก หนูทั้งสามคงดีใจและพอใจสินะ"

แน่นอนละ สมถวิล พริ้มเพรา และอนงค์ตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว ไม่มีใครคาดหมายว่าจะมีโชคได้พบกับเศรษฐีผู้ใจดีเช่นนี้ สามนางต่างเริ่มบทบาทออเซาะฉอเลาะหวังจะยึดเป็นแฟนประจำ เพราะอาเสี่ยทีมีเงินจริงสมัยนี้หายากเต็มทน โดยมากมีแต่อาเสี่ยจอมปลอมทั้งนั้น

ตลอดเวลาที่นั่งสนทนากัน พลได้กลิ่นน้ำหอมจากศีรษะของสมถวิล ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่กับผ้าเช็ดหน้าปักไหมอันเป็นหลักฐานสำคัญที่คนร้ายทิ้งไว้ในรถแท๊กซี่เรโนลท์ และผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นขณะนี้อยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขา พลมั่นใจว่าคนร้ายหนึ่งในสองคนนั้น จะต้องร่วมรักกับสมถวิลแน่นอน การสืบสวนคดีฆาตกรรมรายนี้คงไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก

พลบุ้ยใบ้ให้นิกรชวนพริ้มเพราขึ้นไปข้างบน นิกรสั่นศีรษะทำหน้าเบ้ เกรงว่าความวัวยังไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก! แต่แล้วก็อ่านสายตาพลออก ดังนั้นนิกรจึงแกล้งชวนพริ้มเพราออกไปคุยกับเขาทางหลังเรือน ทันใดนั้นเองเสี่ยหงวนก็ฉุดแขนอนงค์ลุกขึ้นอย่างรีบร้อน

"ไปข้างบนเถอะหนู หนูช่วยนวดให้ฉันหน่อยนะ เมื่อยขบเหลือเกิน"

ก่อนที่สาวสวยจะพูดว่ากระไร อาเสี่ยก็จูงมือหล่อนเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที ดร.ดิเรกผลุนผลันลุกขึ้นบ้าง เดินอมยิ้มเข้าไปในห้องขวามือซึ่งเป็นห้องรับประทานอาหาร และในห้องนั้นนายแพทย์หนุ่มแลเห็นเก้าอี้นวมแบบทันสมัยอยู่หนึ่งตัว จึงไปนอนพักผ่อนดับโมโหเนื่องจากเขาไม่มีคู่

พลเริ่มงานสืบสวนของเขาทันที เขายกมือขวาประคองกอดสมถวิลแล้วยิ้มให้หล่อน

"หนูสวยและน่ารักมาก ฉันมาหาหนูบ่อยๆ ได้ไหมจ๊ะ?"

หล่อนยิ้มยียวน

"อย่าพูดให้หนูปลื้มใจหน่อยเลยค่ะ หนูเป็นดอกไม้ใกล้ทาง คุณได้เด็ดดมแล้วคุณก็คงไม่สนใจหนูอีก"

พลจุ๊ปาก

"ช่างพูดเสียด้วย หนูอายุเท่าไรจ๊ะ?"

"สิบเก้าค่ะ"

"หนูมาอยู่บ้านเจ๊ศรีเมื่อเร็วๆ นี้ใช่ไหม?"

"ค่ะ เพิ่งมาอยู่ได้เดือนเดียว"

"อ้อ-ที่นี่เป็นยังไง?"

สมถวิลสั่นศีรษะช้าๆ

"แย่ค่ะ หนูคงอยู่ไม่ได้นาน รายได้ของหนูน้อยเต็มทนค่ะ ได้ ๓๐ บาทเจ๊หักถึง ๑๐ บาทเป็นค่าอาหารค่าน้ำค่าไฟ เป็นอันว่าคืนหนึ่งหนูมีรายได้ ๔๐ ถึง ๖๐ บาทเท่านั้น แล้วจะพอใช้หรือคะ ค่าเสื้อกระโปรงค่าเครื่องสำอางค์เอาไปกินหมด แล้วยังต้องเสียเงินเซทผมทุกวัน"

พลทำเป็นสนใจกับหล่อน

"วันนี้หนูรับแขกบ้างหรือยัง?"

หล่อนยิ้มอายๆ

"รับขาประจำคนหนึ่งค่ะ"

พลใจเต้นแรงผิดปกติ

"คงเป็นเสี่ยใหญ่รูปหล่อและใจดีมาก?"

หล่อนหัวเราะเบาๆ

"ตรงกันข้ามค่ะ เขาทำงานเป็นช่างฟิตรถยนต์ของอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งทางวรจักรค่ะ"

"เขาเป็นแฟนของหนูหรือจ๊ะ?"

"ไม่ค่ะ" หล่อนปฏิเสธทันที "พี่วงศ์แกรักหนูค่ะ มาเที่ยวหนเดียวก็ติดอกติดใจหนู แต่หนูเกลียดค่ะ"

"อ้าว-ทำไมล่ะหนู?"

"แกหยาบคายค่ะ มีนิสัยกักขฬะท่าทางเป็นนักเลงพูดจาโฮกฮากไม่เข้าหูคน หนูเป็นผู้หญิงคนชั่วก็จริงแต่หนูรู้จักความสุภาพอ่อนหวาน และชอบผู้ชายทุกคนที่เป็นสุภาพบุรุษ"

"เป็นธรรมดาหนู คนเราทุกคนก็ต้องพอใจผู้ที่มีจรรยามารยาท นายวงศ์แกคงจะมีฐานะดีกระมังจ๊ะ?"

สมถวิลสั่นศีรษะ

"คนที่เป็นช่างฟิตจะมีฐานะดียังไงคะ แต่ก็น่าประหลาดที่พี่วงศ์มาหาหนูแทบทุกคืน และมีเงินจ่ายให้หนู"

พลใช้จิตวิทยาหลอกถามสมถวิลถึงเรื่องช่างฟิตคนนี้โดยไม่ให้ระแวงสงสัย ในที่สุดเขาก็ทราบความจริงว่า นายวงศ์มีอายุในราว ๓๐ ปีรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาอัปลักษณ์เป็นช่างฟิตอู่ซ่อมรถของชาวจีนกวางตุ้งคนหนึ่งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลกลาง พลได้ทราบอย่างละเอียดว่าวงศ์มาเที่ยวกับเพื่อนหนุ่มของเขาคนหนึ่งชื่อสินเป็นเพื่อนร่วมงานกับวงศ์ รูปร่างบอบบางแต่แข็งแรงแบบช่างฟิต สินเป็นขาประจำของพริ้มเพราแต่ไม่ใคร่จะได้มาที่สำนักนี้บ่อยๆ โดยมากวงศ์มาคนเดียว

"หนูคงจะได้เงินพิเศษจากนายวงศ์เสมอ?" พลแกล้งถาม

"โอ-ไม่เคยเลยค่ะ อย่างดีก็เพียงซื้อขนมนิดๆ หน่อยๆ มาฝากหนู เมื่อตอนสองทุ่มแกกับพี่สินมาที่นี่ พี่วงศ์เกิดเป็นปากเป็นเสียงกับป้าแจ่มค่ะ"

"ทำไมล่ะ?"

"แกส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรน่ะซีคะ พูดคุยเสียงดังมาก ป้าขอร้องก็ไม่เชื่อ เขากับพี่สินทานเหล้ามาจากที่อื่นค่ะ เขากับพี่สินนั่งร้องเพลงอยู่ในห้องนี้ หนูต้องชี้แจงให้เขาฟังว่าถ้าขืนเอะอะ ชาวบ้านใกล้เคียงเขาหนวกหูโทรศัพท์ไปบอกตำรวจหนูจะเดือดร้อน แล้วหนูก็ไล่เขากลับบ้าน แต่ก็ต้องยอมเสียสละผ้าเช็ดหน้าให้เขาผืนหนึ่ง"

"เขาขอหนู?" พลพูดยิ้มๆ

"ค่ะ เขาขอแกมบังคับ หนูเลยให้เขาไป หนูเกลียดเขาเหลือเกินค่ะ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อเขามีเงินจ่ายให้หนู หนูก็ต้องขายตัวให้เขา หนูรู้สึกว่าคุณสนใจกับพี่วงศ์มาก คุยกับหนูแต่เรื่องพี่วงศ์เท่านั้น"

พลหัวเราะแล้วก้มลงจูบหล่อน

"ฉันกลัวว่าหนูจะเป็นแฟนของเขาน่ะซีสมถวิล เมื่อรู้ว่าเขารักหนูข้างเดียวก็โล่งใจ หนูน่ารักถูกใจฉันมาก ฉันจะพยายามมาหาหนูบ่อยๆ แต่ถ้ารู้ว่าหนูมีแฟนอยู่แล้วฉันก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับหนู อยากเห็นห้องนอนของหนูจัง พาฉันขึ้นไปดูหน่อยได้ไหม?"

"เชิญซิคะ"

พลประคองหล่อนลุกขึ้น เขาย่องไปที่ประตูห้องรับประทานอาหาร พอแลเห็น ดร.ดิเรก นอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนเก้าอี้นวม พลก็ถอยออกมาแล้วพาสาวสวยผู้ให้ความสว่างแก่เขาในคดีฆาตกรรมนักขับรถแท๊กซี่หนุ่มขึ้นบันไดไปชั้นบน

แพร่งสรรพศาสตร์อยู่ในความสงบเงียบ พล นิกร กิมหงวน ต่างได้รับความสุขสำราญจากเด็กๆ ของเจ๊ศรีอย่างดีที่สุด จนกระทั่งเสียงแผ่นเหล็กดังแว่วมาตามลมบอกเวลา ๒๔.๐๐ น.

พล พัชราภรณ์ พาตัวเดินออกไปจากห้องนอนของสมถวิล ซึ่งสาวน้อยเจ้าของห้องตามออกมาด้วย พลดึงสมถวิลเข้ามากอดแล้วก้มลงจูบเบาๆ

"ฉันจะไม่ลืมความอ่อนหวานละมุนละมัยของหนูเลย พรุ่งนี้ฉันจะมาหาหนูนะคนดี"

หล่อนประนมมือกราบลงบนหน้าอกของพล

"หนูกราบขอบคุณค่ะ"

พลจูบหล่อนอีกครั้งหนึ่ง

"น่ารักเหลือเกิน พาฉันไปที่ห้องพริ้มเพราซิ เพื่อนฉันคงจะนอนหลับไปแล้วทั้งสองคน"

สมถวิลจูงมือพลเดินไปหยุดยืนหน้าห้องนอนห้องหนึ่ง

"ห้องนี้ละค่ะ ห้องพริ้มเพรา"

พลพยักหน้ารับทราบแล้วยกมือเคาะประตูห้อง

"อ้ายกร กรโว้ย กลับบ้านโว้ย สองยามแล้ว"

เสียงนิกรร้องขึ้นดังๆ

"ไม่กลับโว้ย แกไปกันเถอะ บอกประไพด้วยว่ากันเป็นอหิวาต์ตายแล้ว หรือไม่ก็ถูกรถไฟทับตัวขาดสองสามท่อน แล้วแต่แกจะโกหก"

พลหัวเราะหึๆ

"อย่าบ้าไปหน่อยเลยวะ พรุ่งนี้เช้าเรามีงานสำคัญต้องทำ เปิดประตูซิ"

เสียงประตูห้องถูกถอดกลอน แล้วบานประตูก็เปิด นิกรนุ่งผ้าซิ่นสั้นจู๋สวมเสื้อชั้นในคอกระเช้าคับติ้ว ทั้งผ้าซิ่นและชั้นในเป็นของพริ้มเพรานั่นเอง นายจอมทะเล้นยิ้มอายๆ เมื่อแลเห็นพลและสมถวิลมองดูเขา แล้วนิกรก็ยกมือตีแขนพลดังเพียะ

"เค้าอายไม่ใช่เหรอ"

พลหัวเราะหึๆ

"แกกลายเป็นลูกน้องเจ๊ศรีไปแล้วหรือนี่?"

นิกรพยักหน้า

"ฮื่อ-แกพาอ้ายหงวนกับดิเรกกลับบ้านเถอะ กันมีเรื่องจะต้องปรึกษาหารือกับพริ้มเพรามากมาย"

"แล้วเมื่อไหร่แกจะกลับ?"

"กันจะกลับตอนฟ้าสาง ไม่มีอะไรที่จะต้องห่วงกันหรอก โน่น-ดวงใจของกันหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงเห็นไหม พริ้มเพราสวยที่สุด บางทีกันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ในเร็ววันนี้ ไปเถอะพล อย่าทำลายความสุขของกันเลย"

พลมองดูนิกรอย่างเห็นใจแกมขบขัน

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นกันจะกลับละ"

นิกรยิ้มแป้น เอื้อมือปิดประตูห้องทันที สมถวิลพาพลเดินไปที่ห้องนอนของอนงค์เพื่อนร่วมอาชีพของหล่อน เมื่อพลเคาะประตูเรียก อาเสี่ยกิมหงวนก็เปิดประตูรับ เสี่ยหงวนแต่งกายเรียบร้อยไม่รุ่มร่ามเหมือนนิกร

"เรียบร้อย?" พลพูดเสียงสูง

"เรียบร้อย" อาเสี่ยตอบเสียงต่ำ "อ้ายกรไม่ยอมกลับบ้านหรือ?"

"ฮื่อ ปล่อยมันตามเรื่องเถอะ"

"แล้วอ้ายหมอล่ะ?"

"นอนหลับอยู่ข้างล่าง กลับบ้านเถอะโว้ย ดึกแล้ว"

"เดี๋ยว ลาแฟนก่อน แฟนของกันไม่เลวเลยโว้ย กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักมาก" แล้วอาเสี่ยก็ย้อนกลับเข้าไปในห้อง สักครู่จึงเดินยิ้มกริ่มออกมา

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

ท่ามกลางการจราจรอันสับสน คาดิแล็คเก๋งคันใหม่เอี่ยมของอาเสี่ยกิมหงวนได้พาสี่สหายมาหยุดหน้าร้าน 'ฉินโหม่ว' ซึ่งเป็นร้านหรืออู่ซ่อมรถยนต์ขนาดสองคูหาฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลกลาง เจ้าแห้วทำหน้าที่ขับรถคันนี้นั่งคู่กับ ดร.ดิเรก ส่วนสามสหายนั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ

ตำรวจตำบลทั้งสี่คนได้วางแผนจับกุมนายวงศ์กับนายสินไว้เรียบร้อยแล้ว พอรถหยุดพลก็ชะโงกหน้าพูดกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปซีอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วเก๊กหน้าให้เหมือนนักสืบตำรวจลับ เขาเปิดประตูก้าวลงจากรถคาดิแล็ค ทันใดนั้นเองชาวจีนผู้สูงอายุรูปร่างค่อนข้างอ้วนตัดผมเกรียนซึ่งเป็นเจ้าของอู่ ก็เดินออกมาจากร้านของเขาอย่างรีบร้อน เขาดีใจมากที่รถเก๋งชั้นเยี่ยมยี่ห้อนี้มาซ่อมที่อู่เขาจึงอยากได้เป็นขาประจำ

นายก๊อง ช่างฟิตฝีมือเยี่ยมยิ้มให้เจ้าแห้วและกล่าวถามอย่างนอบน้อม ซึ่งเขาพูดภาษาไทยได้ชัดเจน

"สวัสดีครับ มีอะไรที่จะให้ผมได้รับใช้คุณบ้างครับ?"

เจ้าแห้วอ่านลักษณะของคนออก เขารู้ว่านายก๊องต้องเป็นเจ้าของอู่อย่างแน่นอน

"มีช่างฟิตว่างไหม เถ้าแก่?"

"ว่างครับ อะไรเสียครับ?"

"เราต้องการเปลี่ยนหัวเทียนหนึ่งชุด"

"ครับได้ แล้วอะไรอีกครับ?"

"ล้างคาบูเรเต้อร์ แล้วก็ตั้งเบรคให้ใหม่"

"ครับ-ครับ อย่างช้าครึ่งชั่วโมงเสร็จเรียบร้อยครับ คุณไม่เคยมาซ่อมที่ผม ผมจะบริการเป็นพิเศษให้รวดเร็วทันใจ และสำหรับคราวนี้จะไม่มีการคิดค่าแรงแม้แต่บาทเดียว" พูดจบเขาก็ร้องตะโกนพูดกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นภาษากวางตุ้ง "ไห่ละวา มุกต๊กไห เหากินโห เรียกนายสินมาหาอั๊วหน่อยโว้ย"

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางแต่งกายขะมุกขะมอมด้วยเสื้อผ้าชุดสีน้ำเงินที่เปรอะเปื้อนน้ำมันเครื่องคนหนึ่งก็ออกเดินมาจากอู่อย่างรีบร้อน มือขวาถือสายไฟสั้นๆ สำหรับตรวจเครื่องยนต์ นายสินตรงเข้ามาหยุดยืนข้างนายจ้างของเขา เจ้าของอู่เริ่มสั่งงานทันทีและสั่งให้ซ่อมเร็วที่สุดสำหรับคาดิแล็คเก๋งคันนี้ ตลอดเวลาที่นายก๊องบอกรายการซ่อมให้นายสินฟัง นายสินได้มองดูสี่สหายอย่างหวั่นใจ

สินเดินเข้าไปในอู่ จิตใจของเขาหวาดหวั่น เขาตรงเข้าไปหาชายร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งยองๆ ซ่อมเครื่องยนต์เครื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นการซ่อมแบบยกเครื่อง ชายผู้นี้คือมือมีดผู้สังหารนักขับแท๊กซี่หนุ่มนั่นเอง นายวงศ์เป็นหัวหน้าช่างฟิตของอู่นี้ และเป็นอันธพาลคนหนึ่งในย่านวรจักร เจ้าสินปราดเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างนายวงศ์แล้วจุ๊ปาก

"พี่วงศ์"

ฆาตกรร่างใหญ่หันมาทางเจ้าสิน ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและลูกน้องของเขา

"ว่าไงวะ?"

เจ้าสินมองออกไปนอกถนนอย่างประหวั่นพรั่นใจ

"มีคนแปลกหน้าสี่คนเอาคาดิแล็คมาซ่อม เถ้าแก่เขาเรียกฉันออกไปสั่งให้เปลี่ยนหัวเทียนทั้งชุด ตั้งเบรคและล้างคาบูเรเต้อร์"

"ก็ทำให้เขาซีวะ แกกำลังว่างไม่ใช่หรือ?"

สินกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ฟังฉันก่อนพี่วงศ์ ฉันสงสัยว่าสี่คนนั่นเป็นนายตำรวจนอกเครื่องแบบ"

ฆาตกรร่างใหญ่สะดุ้งเฮือก

"ฮ้า!"

"จริงพี่ ฉันดูคนไม่ผิดหรอก โอ๊ะ! ตายห่า! เขาพากันเข้ามาในอู่แล้ว"

เจ้าวงศ์มองไปทางหน้าอู่ ใจหายวาบเมื่อแลเห็นนายก๊องเจ้าของอู่พาสี่สหายเดินเข้ามา เขามั่นใจว่า พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก เป็นนายตำรวจที่มาจับกุมตัวเขากับสิน

"อ้ายสิน หลบเข้าไปในครัว อย่าแสดงกิริยาให้เป็นพิรุธ กูเข้าไปก่อนแล้วมึงตามไป ถ้าอย่างไรก็หนีออกทางหลังคาครัว"

ครั้นแล้ว ฆาตกรร่างใหญ่ก็ถือเหล็กขูดช้าฟลุกขึ้นเดินเลี่ยงเข้าไปในครัวหลังห้อง ต่อจากนั้นสินก็ลุกขึ้นติดตามไป ภายในห้องหลังบ้านค่อนข้างมืด สองสหายหยุดยืนข้างประตูด้านใน เจ้าวงศ์ค่อยๆ โผล่หน้ามองดูแล้วสะดุ้งสุดตัว

"ฉิบหายแล้ว! อ้ายสิน! ตำรวจจริงๆ เขาบุกเข้ามาหาเราแล้ว เร็ว! หนีเข้าห้องน้ำและพังกระเบื้องหลังคาหนีออกไป"

วงศ์กับสินวิ่งตรงมาที่ห้องน้ำ เมื่อแลเห็นประตูห้องน้ำปิด เจ้าวงศ์ก็ดึงบานประตูเต็มแรงจนขอสับประตูข้างในหลุด แต่คนที่อยู่ในห้องน้ำดึงประตูไว้ และส่งเสียงเอ็ดตะโร ภรรยาของเถ้าแก่ซึ่งมีรูปร่างอ้วนใหญ่ขนาดผีเสื้อสมุทรนั่นเอง

"เฮ้! ฉันกำลังอาบน้ำ" หล่อนร้องลั่น "อย่าดึงประตูซี ฉันไม่ได้นุ่งผ้า"

ความรักตัวกลัวตำรวจ ทำให้เจ้าวงศ์กระชากบานประตูเปิดผลัวะออกทันที ทั้งสองถลันเข้าไปในห้องน้ำและปิดประตูใส่กลอน หงหยก ภรรยาของนายก๊องซึ่งกำลังอยู่ในชุดแรกเกิดยืนตัวสั่นงันงก ร่างของหล่อนเปลือยเปล่า แต่มีแต่ส่วนพลุ้ยและส่วนยานหาเชปไม่ได้

"อ้ายระยำ! แกสองคนเข้ามาทำไม? ออกไป! ฉันกำลังแก้ผ้าเห็นไหม?"

นายวงศ์โบกมือห้าม และยกมือไหว้ภรรยาเจ้าของอู่

"อย่าเอะอะไปเจ๊ ตำรวจกำลังต้องการตัวฉันกับอ้ายสิน ขอให้ฉันซ่อนอยู่ในห้องสักครู่เถอะนะ เจ๊จะอาบน้ำก็อาบไปเถอะ ฉันสาบานได้ว่าจะไม่มองเจ๊หรอก"

หงหยกกระทืบเท้าเต้นเร่าๆ

"ออกไป-ออกไปเดี๋ยวนี้!"

เจ้าวงศ์ชักฉิว เงื้อมือขวาที่ถือเหล็กขูดช้าฟขยับจะแทงภรรยาเจ้าของอู่ ท่าทางของเจ้าวงศ์ดุร้ายผิดมนุษย์

"หยุด! ถ้าเจ๊พูดอะไรอีกคำเดียวฉันแทงตายห่าเลย"

สาวใหญ่ในวัย ๔๐ อกสั่นขวัญแขวน หล่อนเอื้อมมือจะหยิบเสื้อกางเกงที่พาดไว้บนราวในห้องน้ำ แต่เจ้าวงศ์ตวาดแว้ด

"อย่าเพิ่งนุ่งผ้า! ยืนแก้ผ้าอยู่อย่างนี้ก่อน ถ้าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็อย่าขัดคำสั่ง" พูดจบฆาตกรโหดก็หันมาทางเจ้าสิน "ปีนโอ่งแหวกกระเบื้องมุงหลังคาออกแล้วหนีออกไป อ้ายสิน เร็ว! อย่าชักช้า ความผิดของเราประหารชีวิตนะโว้ย!"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ตำรวจตำบลทั้งสี่คนก็บุกเข้ามาทางหลังครัว นายก๊องเจ้าของอู่ตามเข้ามาด้วย เขาตกใจมากเมื่อพลแสดงตัวว่าเขากับเพื่อนๆ เป็นตำรวจ และแจ้งให้ทราบว่านายวงศ์กับนายสินเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย

พลบุ้ยใบ้บอกให้เพื่อนสงบเงียบ และชี้มือไปที่ห้องน้ำ

"ไอ๊ย่า! " นายก๊องอุทานเสียงกระซิบ "เมียผมกำลังอาบน้ำอยู่ ตายแน่ อ้ายสองคนเห็นตับไตไส้พุงเมียผมหมดคราวนี้เอง"

กิมหงวนยิ้มให้เจ้าของอู่

"ดูมันเงียบๆ ยังไงชอบกลนะ เถ้าแก่"

"ว้า คุณอย่าพูดอย่างนี้ซีครับ ผมใจไม่ดี" นายก๊องพูดเสียงกระซิบ

พลกระซิบบอกนิกรกับ ดร.ดิเรก

"แกสองคนรีบออกไปนอกร้านเดี๋ยวนี้ อ้อมไปทางหลังร้านโดยเร็ว ถ้าอ้ายวงศ์และอ้ายสินปีนหลังคาครัวหนีออกไป เอาปืนขู่มันและจับมันให้ได้"

ดร.ดิเรกคว้ามือนิกรพาออกไปจากครัวหลังห้องโดยเร็ว

ขณะนี้เจ้าสินได้ทำลายกระเบื้องหลังคาครัวออกหลายแผ่น กระเบื้องแผ่นหนึ่งหล่นลงมาในห้องน้ำแตกกระจาย พลถือปืนพกพากิมหงวนปราดไปที่ห้องน้ำ พลเอื้อมมือจะกระชากบานประตู นายก๊องร้องเสียงหลง

"อย่าเปิดครับ เมียผมแก้ผ้าอาบน้ำ"

พลหันมาดูนายก๊อง

"อั๊วจะจับคนร้าย เราสองคนขอรับรองว่าจะไม่ดูเมียลื้อเป็นอันขาด เราทำตามหน้าที่เท่านั้น"

แล้วพลกับกิมหงวนก็ช่วยกันพังประตูห้องน้ำนั้น ประตูสังกะสีถูกอาเสี่ยถีบพังกลอนข้างในหักสะบั้น เจ้าสินปีนหลังคาครัวออกไปแล้ว หงหยกยืนตัวสั่นอยู่ข้างโอ่งน้ำใบหนึ่ง ส่วนเจ้าวงศ์ถือเหล็กขูดช้าฟยืนจังก้า ท่าทางของมันดุร้ายแววตาแข็งกร้าว

พลกับอาเสี่ยจ้องปืนพกหมายระดับหน้าอกเจ้าวงศ์ และพร้อมที่จะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง นายพัชราภรณ์พยักหน้าให้อาชญากรร่างใหญ่แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ทิ้งเหล็กขูดช้าฟเสียวงศ์ ไม่งั้นกันยิงแกแน่"

เจ้าวงศ์สิ้นเขี้ยวเล็บเพียงเท่านี้ เขาปล่อยเหล็กขูดช้าฟจากมือของเขาหล่นลงบนพื้นซีเมนต์ นายก๊องร้องบอกเมียรักของเขาทันที

"นุ่งผ้าเสียซีโว้ย ยืนเฉยอยู่ทำไม"

หงหยกได้สติก็รีบคว้ากางเกงแพรสีดำมานุ่งอย่างร้อนรน อาเสี่ยกิมหงวนช่วยหยิบผ้าเช็ดตัวและเสื้อชั้นในส่งให้หล่อน แล้วอาเสี่ยก็ยัดปืนพกไว้ใต้เข็มขัด ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจมือออกมา

ในที่สุด เจ้าวงศ์ก็ถูกใส่กุญแจมือเรียบร้อย กิมหงวนกับพลช่วยกันค้นกระเป๋าเสื้อกางเกงผู้ต้องหาได้เงินสด ๑๐๐ บาท ตั๋วจำนำนาฬิกาข้อมือหนึ่งฉบับและมีดพกพร้อมด้วยปลอกหนังเล่มหนึ่ง พลมั่นใจว่ามีดพกเล่มนี้คงเป็นอาวุธที่วงศ์ใช้สังหารนายโชเฟอร์ หนุ่มลูกจีนผู้น่าสงสาร

อาเสี่ยยกมือตบบ่าวงศ์เบาๆ

"เรามีพยานหลักฐานครบครันว่า แกกับสินสมคบกันฆ่าคนขับแท๊กซี่เมื่อคืนนี้"

"โธ่ ผมไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยครับ" เจ้าวงศ์พูดเหมือนกับอาชญากรทั้งหลายที่ถูกจับได้

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไปโรงพักเถอะเพื่อน อย่างน้อยแกก็ต้องมีธุระไปติดคุกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ส่วนเพื่อนของแกก็ในราว ๑๐ ปี"

พลหันมาทางนายก๊อง

"ขอบใจมากนะเถ้าแก่ที่ไม่ได้ขัดขวางเรา ฉันจะเอาตัวนายวงศ์ไปโรงพักเดี๋ยวนี้ สำหรับเถ้าแกก็คงจะถูกเรียกไปสอบสวนปากคำบ้าง ลาก่อนเถ้าแก่" แล้วพลก็เปลี่ยนสายตาไปที่ภรรยาของนายก๊อง "สวัสดีพี่สาว ขอรับรองด้วยเกียรติของฉันว่า ตอนที่พี่สาวเปลือยกายล่อนจ้อนฉันไม่ได้มองดูพี่สาวเลย"

หงหยกเต็มไปด้วยความกระดากอายอย่างยิ่ง

"ค่ะ คุณไม่ได้มอง แต่คุณคนนี้มองดิฉันตาเป๋ง"

อาเสี่ยทำคอย่น

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่ได้ตั้งใจหรอกพี่สาว บังเอิญไปมองเห็นเข้าก็นึกว่าจ้ำบ๊ะหลงโรงก็ดูไปยังงั้นเอง"

ครั้นแล้ว พลกับกิมหงวนก็พาฆาตกรร่างใหญ่ออกไปจากห้องครัวหลังอู่ซ่อมรถ พวกช่างฟิตต่างพากันมองดูอย่างตื่นตะลึง ไม่มีใครคิดว่านายวงศ์หัวหน้าช่างฟิตจะกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย เมื่อออกมานอกถนนบรรดาจีนมุงและไทยมุงทั้งหลายก็เฮโลเข้ามาห้อมล้อม

เสี่ยหงวนกล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"แกเอาตัวนายวงศ์ขึ้นไปบนรถเถอะ กันจะรีบไปด้านหลังตึกแถวนี้ช่วยดิเรกกับอ้ายกรจับเจ้าสิน"

พลพยักหน้าและยิ้มให้

"จับให้ได้นะ ไปเถอะ อ้ายแห้วก็คงไปช่วยอ้ายสองคนนั่นจับอ้ายสิน อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้เป็นอันขาด"

อาเสี่ยวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในตรอกแคบๆ ห่างจากอู่นายก๊องไม่กี่มากน้อย ขณะที่ผู้คนทางด้านหลังตึกแถวกำลังแตกตื่นมองดูการเล่นโปลิศจับขโมยอย่างสนุกสนาน นิกร กับ ดร.ดิเรก ยืนอยู่บนหลังคาด้านหลังของอาคารติดตามจับเจ้าสิน ซึ่งพยายามหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

เจ้าสินไม่ใช่นักยิมนาสติก และไม่มีความชำนาญในการปีนป่ายมาแต่ก่อนเลย แต่ความกลัวคุกตะรางทำให้สินไต่หลังคาคล่องแคล่วเหมือนกับแมว ส่วน ดร.ดิเรก กับนิกรแข้งขาสั่นพั่บๆ เต็มไปด้วยความระมัดระวังตัว ดังนั้นการแสดงโปลิศจับขโมยจึงเป็นไปอย่างเงียบเหงาจืดชืดคนดูบ่นพึมพำไปตามกัน เจ้าแห้วร้องตะโกนโหวกๆ หนุนเจ้านายของเขาจนกระทั่งกิมหงวนวิ่งเข้ามาหาเจ้าแห้ว

"เฮ้ย!" อาเสี่ยตะโกน "มันจนมุมแล้ว ตามมันไปซีโว้ย"

นิกรมองดูเสี่ยหงวนแล้วยิ้มแห้งๆ

"เสียวไส้ว่ะ กลัวหลังคามันยุบ เมื่อกี้ผลุบลงไปครึ่งตัวแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ เขาหันมาทางเจ้าแห้ว

"นั่งลงอ้ายแห้ว ให้ข้าเหยียบบ่าแกปีนขึ้นหลังคาครัว ข้าจะจับอ้ายสินเอง เราจับอ้ายวงศ์ได้แล้ว"

เจ้าแห้วลอบค้อนกิมหงวนแล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ อาเสี่ยปีนขึ้นไปเหยียบบ่าเจ้าแห้ว ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กิมหงวนพยายามปีนขึ้นไปบนหลังคาครัวด้วยความลำบากยากเย็น เขาดึงปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา คลานสี่ตีนตรงไปหาเจ้าสิน คราวนี้บรรดาจีนมุงทั้งหลายก็เริ่มรู้สึกว่ามีรสชาติขึ้น ต่างตบมือเป่าปากโห่ร้องเกรียวกราว ชาวจีนคนหนึ่งนำบันไดไม้ไผ่มารับนิกรกับนายแพทย์หนุ่ม สองสหายต่างพากันลงจากหลังคาครัวสู่พื้นดิน

กิมหงวนคลานเข้าไปเกือบถึงตัวผู้ต้องหาแล้ว เขาเอาปืนพกจ้องยิงเจ้าสินซึ่งนั่งหน้าซีดอยู่ตอนสุดของตึกไม่มีทางจะไปไหนได้อีก

"เฮ้-ยกมือขึ้น ยอมให้จับเสียดีๆ "

เจ้าสินยิ้มแค่นๆ

"ก็เข้ามาจับซีครับ ผมยอมแล้วครับ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"แกเดินมาหากันหน่อยซี หลังคามันยวบๆ ทำท่าจะยุบแล้วว่ะ"

"นั่นน่ะซีครับ ผมว่ามันพังแน่"

เสี่ยหงวนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขานึกขึ้นได้ว่าเขาไม่มีกุญแจมือขึ้นมา เขาให้นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมิโด้ใหม่เอี่ยมคู่หนึ่งออกมา แล้วโยนขึ้นมาให้อาเสี่ยกิมหงวน ซึ่งก็ใช้มือซ้ายตะครุบเอาไว้ได้ เขาพยายามเขยิบตัวเข้าไปจนถึงตัวผู้ต้องหา

"ลุกขึ้นสิน พูดกันดีๆ โว้ย วันนี้วันพระกันไม่อยากฆ่าคนหรอก"

เจ้าสินหน้าจ๋อย ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กิมหงวนจัดแจงสวมกุญแจมือผู้ต้องหาทั้งสองข้าง แล้วพาผู้ต้องหาเดินไปทางบันไดไม้ไผ่ ทันใดนั้นหลังคาครัวซึ่งเก่าคร่ำคร่าก็ยุบพังลงมา

"โครม!"

คนดูใจหายไปตามๆ กัน กิมหงวนกับผู้ต้องหาหล่นลงไปในครัวหลังบ้านของร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดหลังหนึ่ง ร่างของคนทั้งสองฟาดกับพื้นซีเมนต์เต็มแรง ทั้งตำรวจและผู้ร้ายต่างสลบเหมือดสิ้นสติสมประดี

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ดร.ดิเรกก็ส่งกิมหงวนกับสินไปแก้ไขที่โรงพยาบาล ส่วนพล, นิกร และเจ้าแห้วต่างควบคุมตัวนายวงศ์ฆาตกรร่างใหญ่ไปสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง ทั้งนี้เพราะการฆาตกรรมเกิดขึ้นในท้องที่นั้น

หนังสือพิมพ์รายวันในวันต่อมาต่างเสนอข่าวฆาตกรรมแท๊กซี่หนุ่มและพฤติการณ์ของสี่สหายตำรวจตำบลผู้สามารถอย่างละเอียดถี่ถ้วน คณะพรรคสี่สหายจะปฏิบัติหน้าที่ของเขาต่อไป "พิทักษ์สันติราษฎร์"

จบบริบูรณ์