พล นิกร กิมหงวน 170 : วันทัพฟ้า

เพราะว่าบังกาโลและห้องพักของโรงแรมรถไฟ ที่หัวหินมีคนพักเต็มไปหมด คณะพรรค ๔ สหายของเราจึงไม่ได้ไปหัวหินเหมือนทุกปี เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยากจะไปเที่ยวสงขลา แต่คุณหญิงวาดคัดค้านว่าทางใต้มีโจรจีนมากมาย อาจจะถูกปล้นหรือถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ได้ ดังนั้นท่านเจ้าคุณกับคณะพรรค ๔ สหายจึงระงับความคิดนี้

อากาศในเดือนมีนาคมร้อนอบอ้าว จนกระทั่งคนมีเงินทนอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ไหว ขืนอยู่ก็คงตายเพราะความร้อน แสงอาทิตย์ร้อนแรงกล้าเหมือนกันจะเผาพื้นโลกให้ละลายไป

ดร. ดิเรกมีความคิดอันแยบคายเกิดขึ้น เขาลงทุนสร้างฉากชายทะเลหัวหินหมดเงินไปเพียง ๔,๐๐๐ บาทเท่านั้น เขาทำบริเวณสระน้ำหลังบ้าน "พัชราภรณ์" มีสภาพไม่แตกต่างกว่าทะเลหัวหินเลย

นายแพทย์หนุ่มเรียกช่างไม้มาต่อฉากแบบฉากละครขึ้น บุผ้าดิบทาสีกาวเขียวเป็นทะเลและท้องฟ้าสีเขียวคราม ฉากแผงผืนนี้ถูกนำไปตั้งในสระน้ำห่างจากขอบสระราว ๘ เมตร ดร. ดิเรกสั่งซื้อทรายมาโรยริมสระหลายคันรถ ซื้อก้อนหินขนาดใหญ่มาตั้งไว้ เท่านี้สภาพของสระนี้ก็มองดูคล้ายๆ กับชายหาดหัวหิน

คณะพรรค ๔ สหายกับท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของเขาต่างพากันลงมานั่งพักผ่อน ตากลมเล่นริมสระนี้ คุณหญิงวาดพออกพอใจมาก ชมว่าดิเรกมีปฏิภาณเฉียบแหลมทีสามารถแต่งสระน้ำให้กลายเป็นชายทะเล

ดังนั้น ทุกเวลาเย็น คณะพรรค ๔ สหายของเราจึงมารวมกลุ่มกันที่สระน้ำ บ้างก็ลงเล่นน้ำดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน บ้างก็นั่งโต๊ะใต้ร่มไม้เล่นบริดจ์หรือเล่นกีฬาในร่มกันตามอัธยาศัย บ้างก็กินเหล้ากินกับแกล้ม

เย็นวันนั้น ขณะที่คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งล้อมวงกินเหล้าและสนทนากันอย่างสนุกสนาน เจ้าแห้วก็เดินตรงเข้ามาหา หยุดยืนสำรวมกิริยามรรยาทให้เรียบร้อยแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทานมีแขกมาหาครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบแล้วดุเจ้าแห้ว

"บอกให้ละเอียดซีวะว่าใคร สั่งแล้วว่าถ้าแขกมาหาให้ถามชื่อหรือขอนามบัตรเขา"

เจ้าแห้วชักฉิว

"โธ่-รับประทานกระผมพูดยังไม่ทันหมดเปลือกใต้เท้าก็ด่าผมแล้ว รับประทานแขกที่มาหาเป็น พลอากาศโทขอรับ แต่งเครื่องแบบนักบินโก้ไปเลย หน้าตารับประทานค่อนข้างเฮี้ยบสักหน่อยครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ส่งนามบัตรสีขาวฉบับหนึ่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม "รับประทานกระผมเชิญขึ้นไปนั่งในห้องรับแขกแล้วขอรับ ท่านบอกว่าท่านต้องการพบใต้เท้าและคุณผู้ชายทั้ง ๔"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนามบัตรในมือของท่าน แต่ยังไม่ทันอ่านนิกรก็เอื้อมมือกระตุกนามบัตรเอาไป แล้วอ่านดังๆ

"พลอากาศโท หลวงอึกกระทึกเวหา ผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานป้องกันพระนคร กองทัพอากาศ"

"หลวงอึกกระทึก" ๔ สหายอุทานขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"นึกว่าใครที่ไหนอีก นายเก่าของเรานั่นเอง ถ้าท่านคงจะมาเยี่ยมพวกเรา"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ไปโว้ย รีบไปต้อนรับท่าน กันยังนึกถึงบุญคุณของท่านเสมอ เราเป็นเสืออากาศที่ยิ่งใหญ่ก็เพราะท่านได้กรุณาฝึกหัดสั่งสอนเราทั้ง ๓ คน"

นิกรทำหน้าเบ้

"เห็นหน้าท่านทีไร ท่านเป็นต้องเทศนาราเสมอเพราะท่านว่าเราน่ะเหมือนลูกหลานของท่าน อือ-นึกว่าท่านตายไปนานแล้วที่แท้ยังอยู่"

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันลุกขึ้น เจ้าคุณกล่าวเตือนนิกรกับเสี่ยหงวน

"แก ๒ คน สังวรในเรื่องมรรยาทหน่อย หลวงอึกกระทึกเขาเป็นผู้ใหญ่ จะพูดคุยกับเขาก็ต้องคิดเสียก่อนพูด"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนคราง "คนอย่างผมคุณอาก็ทราบดีแล้วว่า สุภาพเรียบร้อยน่าเอ็นดูที่สุด ผู้ใหญ่น่ะหรือครับคุยกับผมแพล็บเดียวรักผมแล้ว"

ท่านเจ้าคุณเดินนำหน้าพา ๔ สหายตรงไปที่ตึกใหญ่

ท่านผู้อ่านที่ติดตามนิยายชุดสามเกลอของเรามาตั้งแต่ต้นคงจะทราบดีแล้วว่า สามเกลอของเราเคยเป็นนักบินชั้นเสืออากาศเมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีน และครั้งมหาสงครามอาเชียบูรพาที่แล้วมานี้ แต่บางท่านอาจจะไม่ทราบ จึงขอเรียนให้ทราบไว้ด้วยว่า พล, นิกร, กิมหงวน เคยเป็นนายทหารอากาศมียศเป็นเรืออากาศเอกทั้ง ๓ คน โดยเฉพาะกิมหงวนเป็นนักบินขับไล่ที่กล้าหาญมาก ถึงกับประชาชนทั้งประเทศให้สมญาเขาว่า "เปรตเวหา" ส่วน ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เมื่อตอนสงครามมียศเป็นร้อยเอก นายแพทย์ทหารบก

พล.อ.ท.หลวงอึกกระทึกเวหา เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของ ๓ เกลอในตอนที่เป็นนายทหารอากาศประจำแนวรบเคยขับเคี่ยวกันมามากต่อมาก เพราะหลวงอึกกระทึกฯ เป็นคนเจ้าระเบียบ มีวินัยเคร่งครัด ขึ้นชื่อหลวงอึกกระทึกฯ แล้ว พวกทหารอากาศกลัวลานไปตามกัน

ณ บัดนี้ ท่านนายพลอากาศผู้มีความสำคัญยิ่งคนหนึ่งแห่งกองทัพอากาศในเวลานี้ กำลังนั่งเคร่งขรึมอยู่ในห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" ตามลำพัง ท่านนายพลแต่งเครื่องแบบสง่าผ่าเผยรูปร่างสูงใหญ่ อายุเข้าเขตชราภาพแล้ว อีก ๒ ปีก็จะถูกปลดเกษียณอายุ แต่ทางราชการอาจจะต่อเวลาราชการให้ เพราะท่านยังแข็งแรง และยังไม่ยอมออกจากราชการ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะพรรค ๔ สหายเดินเข้ามาในห้องรับแขก หลวงอึกกระทึกฯ รีบยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที ในฐานที่ท่านเจ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็รับไหว้ ๔ สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"สวัสดีครับใต้เท้า เราไม่ได้พบกันนานทีเดียว" ท่านนายพลอากาศพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามายื่นมือให้จับ

"ดูเหมือนเกือบ ๒ ปีแล้วสินะคุณหลวง สบายดีหรือครับ ผมทราบข่าวว่าคุณหลวงไปดูกิจการของกองทัพอเมริกันมาไม่ใช่หรือ" แล้วท่านก็นั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"ครับ ผมไปดูงานราว ๘ เดือน เพิ่งกลับมาเมื่อเร็วๆ นี้เองแหละครับ"

"เอ๊ะ" เสี่ยหงวนอุทานขึ้นดังๆ "เมื่อในราว ๒ เดือนที่แล้วมานี้มีคนเขาเห็นใต้เท้าที่บ้านเจ๊หนอมนี่ครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ สะดุ้งเฮือก

"เหลวละ กิมหงวน เมื่อ ๒ เดือนอั๊วยังอยู่อเมริกา"

"แฮะแอ้"

คุณหลวงทำหน้าชอบกล

"อือ นึกว่าแกจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้น ที่แท้แกก็ยังทะลึ่งเหมือนเมื่อก่อน"

อาเสี่ยยกมือไหว้แล้วหัวเราะ

"ใต้เท้าอย่าถือสาหาความผมเลยครับ ผมมันทะลึ่งจนติดนิสัยเสียแล้ว เขาเรียกว่าสันดานครับ"

คุณหลวงอึกกระทึกฯ หัวเราะชอบใจ ยอมือชี้หน้าเสี่ยหงวนแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"อย่างนี้ไม่เรียกว่าสันดานหรอก เขาเรียกว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน"

กิมหงวนทำคอย่น เย็นวาบไปหมดทั้งตัว เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้องรับแขก

"ใต้เท้าทิ้งบอมบ์ผมเข้าให้แล้ว" อาเสี่ยพูดและยิ้มแห้งๆ "เจอเอาระเบิดนาปาล์มเสียด้วย ความจริงเตี่ยผมแกเคยอบรมสั่งสอนผมเสมอแหละครับ แต่ผมมันลูกทรยศสอนเท่าไรไม่รู้จักจดจำ"

หลวงอึกกระทึกฯ หัวเราะลั่น หันมาทางนายพัชราภรณ์

"ไง พล สบายดีหรือ"

"ขอบคุณครับ สบายดี ผมยังระลึกถึงใต้เท้าเสมอ"

คุณหลวงหัวเราะ

"งั้นเรอะ ฉันก็เหมือนกัน ภาพถ่ายของเธอที่บ้านฉันและที่สโมสรนายทหารอากาศ ยังเป็นที่ระลึกเตือนใจฉันและพวกนักบินทุกคน ให้นึกถึงความกล้าหาญของเธอเมื่อครั้งอดีต" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่นิกร "อ้าว-นั่งสัปหงกเสียแล้ว เฮ้-เมื่อคืนนี้เธออดนอนหรือ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้อดหรอกครับ ผมได้นอนเพียง ๑๒ ชั่วโมงเท่านั้นเลยชักง่วง"

หลวงอึกกระทึกฯ สบตากับนายแพทย์หนุ่ม ท่านก็ยิ้มให้

"ไม่เจอหน้ากันเลยนะหมอ เดี๋ยวนี้กำลังคิดประดิษฐ์อะไรอีกล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มตอบนอบน้อม

"ยังครับ อากาศมันร้อนเหลือเกิน คิดอะไรไม่ใคร่ออก ง่า-ผมได้วางโครงการสำคัญของผมไว้แล้ว ผมจะคิดเครื่องเล็งปืนประจำเครื่องบินให้กองทัพอากาศของเราในไม่ช้านี้ รับรองว่า นักบินของเราที่ใช้เครื่องมือพิเศษของผมจะยิงเครื่องบินข้าศึกได้ถูกทุกนัด"

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานลืมตาโพลง

"ก๊อวิเศษน่ะซีหมอ ฉันเชื่อเหลือเกินว่าเธอต้องทำได้สำเร็จ เพราะว่าเท่าที่ฉันรู้จักเธอ ฉันรู้ดีว่าคนอย่างด้อกเต้อร์ดิเรกไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จเลย"

ดร. ดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ท่านมหาราชาจันทรกุมารก็ได้รับสั่งกับผมอย่างนี้แหละครับ"

เจ้าแห้วถือถาดใส่น้ำอัดลมชนิดหนึ่ง (ไม่ยอมบอกยี่ห้อเพราะไม่ได้เงินค่าโฆษณา) เดินเข้ามาในห้องรับแขกและสาวใช้อีกคนหนึ่งถือถาดใส่กระป๋องบุหรี่และหีบซิการ์ตามเข้ามาด้วย ทั้งสองนั่งคุกเข่าวางของลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้อง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับหลวงอึกกระทึกฯ ได้โอภาปราศรัยต่อกันเป็นอย่างดี ซึ่ง ๔ สหายได้ร่วมการสนทนาด้วย

แล้วท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบาน ก็เริ่มวัตถุประสงค์ของท่าน ท่านมองดูพล, นิกร, กิมหงวน ด้วยสายตาแสดงความปรานี

"เธอทั้ง ๓ เท่าที่ฉันมาหาเธอวันนี้ ฉันยินดีที่จะบอกให้ทราบว่าฉันมาในหน้าที่ราชการ ไม่ใช่มาเป็นส่วนตัว"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ใต้เท้ามาราชการ "

"ถูกแล้ว ฉันมีเรื่องราชการเกี่ยวข้องกับพวกเธอ"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"ตรง"

๓ เกลอลุกขึ้นยืนตรง ก้มศีรษะโค้งคำนับท่านผู้บัญชาการตามแบบทหาร หลวงอึกกระทึกฯ ยิ้มแป้น ก้มศีรษะตอบเช่นเดียวกัน

"เชิญนั่ง"

สามสหายต่างทรุดตัวลงนั่งอย่างสงบเสงี่ยม หลวงอึกกระทึกฯ กล่าวต่อไปหลังจากยกขวดน้ำอัดลมที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งให้ท่านขึ้นดูดหลอด

"พล, นิกร และกิมหงวน" คุณหลวงพูดยิ้มๆ "ทางราชการกองทัพอากาศ ยังถือว่าเธอเป็นนายทหารอากาศกองหนุนมีเบี้ยหวัด ตามพระราชบัญญัติข้าราชการทหาร ง่า-ในวันที่ ๒๙ เดือนนี้ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์กองทัพอากาศของเราจะมีงานอย่างมโหฬาร ซึ่งเป็นวันกองทัพอากาศหรือวันทัพฟ้า ทั้งนี้ คณะกรรมการดำเนินงานได้ปรึกษาหารือกันแล้วและมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า เราจะเชิญเธอทั้ง ๓ คนเข้าร่วมงานของกองทัพอากาศในครั้งนี้ด้วย"

นิกรยิ้มแป้น

"ตกลงครับ ผมยินดีสละเงินหมื่นบาทบำรุงกองทัพอากาศของเรา แต่ว่าใครเป็นคู่เอกล่ะครับ สมเดชกับชูชัยหรือยังไง"

หลวงอึกกระทึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เปล่า ไม่เกี่ยวกับการชกมวยเลย"

"อ้าว ผมเห็นตำรวจหรือทหารบกเขาจัดมวยการกุศลกันบ่อยๆ ก็นึกว่ากองทัพอากาศจัดขึ้นบ้าง"

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานทำหน้าชอบกล

"ไม่ใช่อย่างนั้น งานของเราที่จะจัดขึ้นเป็นงานที่เกี่ยวกับกิจการของกองทัพอากาศโดยตรง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ก็คงจะเหมือนกับปีที่แล้วๆ มา"

"ครับ แต่ว่าปีนี้เราจัดงานดีกว่าปีที่แล้วครับใต้เท้า" หลวงอึกกระทึกฯ พูดยิ้มๆ "เราจะแสดงตำนาน หรือประวัติโดยย่อของกองทัพอากาศ มีการแสดงการบินของเครื่องบินแบบต่างๆ บินเดี่ยว, บินหมู่, บินแผดแผลง และการยุทธทางอากาศ ซึ่งใช้อาวุธจริงทีเดียวครับ เช่นโจมตีด้วยจรวดขนาดเบา, ทิ้งระเบิดนาปาล์ เผาหมู่บ้านจำลองที่เราสร้างขึ้น ในงานนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้เสด็จไปทอดพระเนตรด้วย"

พล พัชราภรณ์ เรียนถามท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานอย่างเป็นงานเป็นการ

"ทางกองทัพอากาศจะให้เรา ๓ คนช่วยอะไรบ้างครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ หันมายิ้มให้อดีตเสืออากาศ

"สำหรับเธอ ๓ คนเราจะให้แสดงการขับขี่เครื่องบินให้ประชาชนชม"

กิมหงวนดีดนิ้วแป๊ะ

"ตกลงครับ ใต้เท้า ผมน่ะอยากขับเครื่องบินมานานแล้ว แหม-วิเศษเลยครับ ถึงผมจากคันบังคับมาหลายปีผมก็ยังเชื่อความสามารถของตัวเอง รับรองครับใต้เท้า บินสูง, บินต่ำ, บินคว่ำ, บินตะแคง, หงายท้อง, ควงสว่าน, จิกหัวชนพื้นดิน ผมทำได้ทั้งนั้น"

หลวงอึกกระทึกฯ โบกมือ

"อย่าเพิ่งคุย เธอยังไม่เคยขับเครื่องบินแบบใหม่"

นิกรพูดขึ้นทันที

"ไม่ยากหรอกครับใต้เท้า ใหม่หรือเก่าผมก็ขับได้ ขอให้เครื่องยนต์มันทำงานก็บินขึ้นสู่อากาศได้"

"หนอย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "แล้วขาลงล่ะ"

นิกรหัวเราะ

"ตอนบินขึ้นซีครับสำคัญ อ้ายลงน่ะมันต้องลงวันยังค่ำละครับ เครื่องเสียมันก็ลง น้ำมันหมดมันก็ลง"

"แกก๊อตายน่ะซี"

นิกรทำตาปริบๆ พูดเสียงอ่อย

"นั่นน่ะซีครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ กล่าวกับ ๓ สหายต่อไป

"เป็นอันว่าเธอ ๓ คนตกลงร่วมงานกับกองทัพอากาศในครั้งนี้"

นายพัชราภรณ์ตอบแทนเพื่อนของเขา

"ครับ ผมยินดีช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ผมจะช่วยได้ ง่า-พวกเรายังถือว่าเราเป็นเลือดสีเทาอยู่เสมอแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "อ้ายเรื่องสีนี่แหละสำคัญนะคุณหลวง ผิดสีผิดกลิ่นละก้อลำบากหน่อย"

หลวงอึกกระทึกฯ หัวเราะชอบใจ เปิดกระป๋องบุหรี่หยิบขึ้นมาจุดสูบมวนหนึ่ง แล้วกล่าวกับสามสหายต่อไป

"ในนามแห่งกองทัพอากาศ ฉันขอขอบใจเธอทั้งสามคนมากที่ยินดีร่วมมือกับเรา แต่ว่า ฉันยังบอกรายละเอียดให้ทราบไม่ได้ว่าจะให้เธอ ๓ คนแสดงอะไรบ้างในงานนี้ ขอให้รู้แต่เพียงว่าเธอจะต้องขับขี่เครื่องบินขับไล่แบบใหม่ของเราก็แล้วกัน"

"แบบแบร์แค็ตหรือครับ" นิกรถาม

"ถูกแล้ว แบบแบร์แค็ตที่นั่งเดี่ยว"

"กี่ปีกครับ" อาเสี่ยถาม

"ปีกเดียว"

"ว้า-น้อยไปครับ ผมอยากขับชนิด ๒ ปีกหรือ ๔ ปีกครับ"

"นั่นมันแมลงปอไม่ใช่เครื่องบิน" หลวงอึกกระทึกฯ พูดเสียงหัวเราะ "ง่า-มีเวลาอีก ๒ อาทิตย์กว่าจะถึงงานวันทัพฟ้าของเรา เธอทั้งสามคนจะต้องสละเวลาไปฝึกบินแบร์แค็ตที่กองทัพอากาศทุกวัน วันหนึ่งในราว ๒ ชั่วโมงซึ่งฉันจะจัดการให้ความสะดวกเธอทุกประการ ฉันเชื่อว่านักบินที่ฉลาดอย่างพวกเธอหัดสองสามวันก็บินได้ดี"

นิกรยิ้มแป้น

"สำหรับผมไม่จำเป็นต้องฝึกบินหรอกครับ มือชั้นนี้แล้ว"

หลวงอึกกระทึกฯ ว่า "หัดเสียหน่อยดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เมียของเธอเป็นหม้ายโดยไม่จำเป็น"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ถ้ายังงั้นต้องหัดแน่ ง่า-เครื่องบินแบบเบรเก้ต์หรือครับ"

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานทำคอย่น

"แบร์แค็ตจ้ะคุณนิกร เบรเก้ต์น่ะมันเครื่องบินปีกสองชั้นสมัยคุณปู่ของเธอยังเป็นเด็กนักเรียน แล่นเร็วกว่าเรือจ้างหน่อยเดียวเท่านั้น"

๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่างให้คำมั่นสัญญากับหลวงอึกกระทึกฯ ว่า จะไปฝึกบินที่ดอนเมืองนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป คุณหลวงได้นัดเวลาไว้เรียบร้อยแล้วท่านก็หันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สำหรับใต้เท้าซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงแม้ใต้เท้าเป็นข้าราชการบำนาญ ทางกองทัพอากาศก็จะเชิญไปชมงานของเราเพื่อเป็นเกียรติยศ แล้วผมจะส่งบัตรมาให้ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ขอบคุณมาก คุณหลวง ถ้าเชิญละก้อผมต้องไปแน่นอน"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น "ไม่เชิญก็ไปครับ นานๆ ถึงจะมีงานของทหาร คุณอาท่านจะได้แต่งเครื่องแบบ พลโทโก้ไปเลย ติดสายราชองครักษ์เสียด้วย"

เสียงหัวเราะอย่างครึ้นเครงดังลั่นห้อง หลวงอึกกระทึกฯ กล่าวกับ ๓ เกลอต่อไป

"เธอ ๓ คน เคยเป็นเสืออากาศชั้นเยี่ยมมาแล้วเราจะโฆษณาอย่างครึกโครม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้เห็นหน้าของพวกเธอ และได้ชมความสามารถของพวกเธอด้วย"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"ผมจะสร้างเกียรติให้กองทัพอากาศของเราครับใต้เท้า ขอให้ผมได้แสดงการบินผาดแผลงเถอะครับ ผมรับรองว่า นักบินทั้งกองทัพอากาศจะไม่มีใครบินได้อย่างผมเลย"

หลวงอึกกระทึกฯ หัวเราะ

"เดี๋ยวนี้เขาบินกันเก่งๆ ทั้งนั้น"

"ก็ลองมาบินแข่งกับผมซีครับ ผมบินควงสว่านพุ่งลงชนโลก ใครจะกล้าบินอย่างผมก็เอา" นายจอมทะเล้นพูดหน้าตาเฉย

ดร. ดิเรกทำตาละห้อยมองดูหลวงอึกกระทึกฯ

"ใต้เท้าไม่เชิญผมหรือครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ ลืมตาโพลง

"เชิญ-เชิญซีหมอ สำหรับเธอเป็นผู้ที่มีอุปการะคุณต่อกองทัพอากาศมาก การถ่ายรูปและทำแผนที่อากาศซึ่งเธอเคยไปสอนพวกเราไว้ ทำให้กิจการนั้นก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ เราต้องเชิญเธอแน่นอน"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจโล่งอก

"ถ้ายังงั้นผมต้องเตรียมประดิษฐ์เครื่องบินเล็กไว้ครับ ทำเป็นเครื่องบินขับไล่หนึ่งเครื่อง และเครื่องบิน ๔ เครื่องยนต์ทิ้งระเบิดหนักอีกหนึ่งเครื่อง ผมจะย่อส่วนต่างๆ ให้เหมือนกับของจริง แล้วผมจะแสดงให้ ประชาชนชมเป็นขวัญตา เครื่องบินเล็กของผมจะพันตูกันกลางหาว ซึ่งผมจะใช้วิทยุบังคับให้ต่อสู้กัน

หลวงอึกกระทึกฯ ทำหน้าตื่นๆ

"วิเศษเลยหมอ ถ้ายังงี้ละก้องานวันทัพฟ้าของเราในวันที่ ๒๙ เดือนนี้คงครึกครื้นขึ้นอีกมากทีเดียว" พูดจบหลวงอึกกระทึกฯ ก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"เย็นมากแล้วครับใต้เท้า ผมเห็นจะต้องลา..."

กิมหงวนพูดขึ้นทันที

"ถองเหล้ากับพวกผมเสียก่อนซีครับ ใต้เท้า นานๆ พบกันที"

หลวงอึกกระทึกฯ สั่นศีรษะ

"เรื่องเหล้าฉันเลิกมานานแล้ว"

"เปลี่ยนเป็นฝิ่นหรือครับ" นิกรถาม

คุณหลวงทำคอย่น

"ใครบอกเธอล่ะ เป็นนายทหารสูบฝิ่นมีอย่างหรือ" พูดจบก็หันมายกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม "ผมกราบลาละครับ ใต้เท้า"

เจ้าคุณรีบรับไหว้

"สวัสดี คุณหลวง เราคงจะได้พบกันอีกในวันงานทัพฟ้าของเรา"

หลวงอึกกระทึกฯ เปลี่ยนสายตามาที่คณะพรรค ๔ สหาย

"ลาละนะ ลาก่อนทุกคน"

๔ สหายต่างยกมือไหว้ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานทันที ต่อจากนั้นก็พากันลุกขึ้นเดินตามออกไปส่งหลวงอึกกระทึกฯ ที่หน้าตึก รถเก๋งคันใหญ่สีเขียวสดซึ่งมีทหารอากาศชั้นจ่าเป็นคนขับจอดรออยู่หน้าตึกนั้นแล้ว

อาเสี่ยกิมหงวนยกมือจับแขนหลวงอึกกระทึกฯ พาเดินไปทางเสาใหญ่ที่เฉลียงแล้วกระซิบถามเบาๆ

"ใต้เท้าครับ ใต้เท้าคงยังไม่ลืมความหลังระหว่างผมกับใต้เท้า"

คราวนี้หลวงอึกกระทึกฯ หน้าจ๋อย

"ไม่ลืม ยังนึกอยู่เสมอ แต่ว่า...แฮ่ะ....แฮ่ะ ฉันยังไม่มีจริงๆ "

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ผมพูดเล่นน่ะครับ เงินเพียง ๓๐,๐๐๐ เท่านั้นไม่มากมายอะไร ผมยกให้ครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราด ยื่นมือให้กิมหงวนจับ

"ขอบใจเธอมาก กิมหงวน ฉันจะไม่ลืมบุญคุณของเธอเลย ลาละนะ อย่าบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ล่ะ ว่าฉันเคยขอยืมเงินเธอปลูกบ้าน"

ต่อจากนั้น ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานก็พาตัวเดินลงบันไดตึกก้าวขึ้นรถของท่าน "เดอร์โซโต้" เก๋งถูกสตาร์ทเครื่องแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" คณะพรรค ๔ สหายมองจนลับตา

๒๙ มีนาคม ๒๔๙๖

วันทัพฟ้าของกองทัพอากาศไทย ทางการทหารอากาศได้จัดเป็นงานมโหฬารยิ่ง มีการแสดงกิจการต่างๆ ของทัพฟ้าทั้งภาคพื้นดินและอากาศ เพื่อให้ประชาชนได้ชมความเจริญรุ่งเรืองของกองทัพอากาศที่มีความก้าวหน้าอย่างรีบรุด สามารถป้องกันประเทศชาติของเราได้เป็นอย่างดี

แน่นอนละ ตลอดวันนี้ ทหารอากาศทุกคน ทุกหน่วยและทุกเหล่า จะต้องเหน็ดเหนื่อยไปตามๆ กันในการต้อนรับประชาชนทั้งชาวไทยและคนต่างชาติ ซึ่งหลั่งไหลไปสู่สนามบินดอนเมือง ราวกับกระแสคลื่นในท้องทะเลนับตั้งแต่ ๗.๐๐ น. ล่วงแล้ว

รถเก๋งแบบต่างๆ รถโดยสารของเอกชนและของบริษัทแล่นตามกันเป็นทิวแถว จากถนนพหลโยธินมุ่งไปยังดอนเมืองอันเป็นจุดหมายปลายทาง ทางการรถไฟได้ร่วมมือกับกองทัพอากาศ จัดเดินขบวนรถไฟพิเศษในวันนี้ตลอดวันจากกรุงเทพฯ-ดอนเมืองเพื่อให้ความสะดวกแก่ประชาชนผู้สนใจในวันทัพฟ้า

อีกครั้งหนึ่งที่เสืออากาศทั้งสามของเราคือ พล พัชราภรณ์ นิกร การุณวงศ์ และกิมหงวน ไทยแท้ ได้มีโอกาสแต่งเครื่องแบบเรืออากาศเอกประดับปีกบิน และติดแถบเหรียญกล้าหาญอย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าสามเกลอของเราจะรู้สึกหยิ่ง และภาคภูมิใจสักเพียงใด เครื่องแบบของนักรบทั้ง ๓ ทัพย่อมเป็นเครื่องแบบอันมีเกียรติยศยิ่ง เพราะผู้ที่สวมเครื่องแบบเป็นผู้ที่มีหน้าที่ป้องกันประเทศชาติของเราโดยตรง

สามเกลอได้ใช้เวลาประมาณ ๒ สัปดาห์มาฝึกเครื่องบินประจัญบานแบบใหม่จนมีความชำนิชำนาญเท่ากับเสืออากาศทั้งหลาย โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวน แสดงลวดลายในการบินเด็ดขาดกว่าเพื่อน

ที่ดอนเมือง พล, นิกร, กิมหงวน จะเป็นคนหน้าใหม่ก็สำหรับนักบินรุ่นน้อง ส่วนนายทหารอากาศชั้นนาวาอากาศตรีขึ้นไปโดยมากรู้จักคุ้นเคยกับสามเกลอของเราทั้งสิ้น และหลายต่อหลายคนเคยมีการติดต่อ พบปะกับสามสหายของเราอยู่เสมอ

สามเกลอของเรา ทำให้กองทัพอากาศครึกครื้นขึ้นอีก โดยเฉพาะสโมสรนายทหารอากาศครื้นเครงผิดปกติทุกเวลาเย็น เสี่ยหงวนเลี้ยงเหล้ามิตรสหายและท่านผู้ใหญ่ทุกเย็น กินกันอย่างไม่ต้องอั้น เปิดตราขาววันละ ๒ โหล ตราดำอีก ๒ โหล เบียร์เป็นลังๆ นายทหารอากาศบางคนไม่เคยกินเหล้า เมื่อถูกสามสหายรั้งตัวมากินเหล้าติดๆ กันหลายวันก็กลายเป็นนักกินเหล้าไป

คณะกรรมการจัดงานวันทัพฟ้าได้มอบหมายหน้าที่สำคัญยิ่งให้เสืออากาศทั้งสามไว้แล้ว พวกนักบินรุ่นน้องทุกๆ คนอยากจะดูความสามารถของ พล, นิกร, กิมหงวน มาก เพราะเคยทราบกิติศัพท์ว่าเป็นนักบินมือหนึ่งของกองทัพอากาศทั้ง ๓ คน

งานวันที่ระลึกของกองทัพอากาศได้เริ่มต้นในเวลา ๙.๐๐ น. ฝูงเครื่องบินประจัญบานได้บินในระยะสูงแปรขบวนเป็นอักษร ทอ. คือทัพอากาศอย่างสง่าผ่าเผย ประชาชนนับหมื่นเกลื่อนกลาดไปทั่วสนามบิน ตอนหน้าท่าอากาศยานและสโมสรนายทหารอากาศ มีประชาชนเบียดเสียดเยียดยัดกันมากกว่าที่อื่น เจ้าหน้าที่ทหารอากาศได้ต้อนรับให้ความสะดวกแก่ประชาชนอย่างสุภาพนอบน้อมสมกับเครื่องแบบอันมีเกียรติของเขา ถึงแม้แสงอาทิตย์จะร้อนแรงกล้า ประชาชนก็คงหลั่งไหลเข้ามาในบริเวณสนามบินดอนเมืองตามลำดับ ไม่มีใครสนใจกับความร้อน ทุกคนสนใจกับการแสดงอันน่าชมของกองทัพอากาศเท่านั้น

เครื่องบิน ๔ เครื่องยนต์ ๒ เครื่องยนต์ และเครื่องยนต์เดียวแบบต่างๆ จอดอยู่บนทางวิ่งด้านในให้ประชาชนได้ชมอย่างใกล้ชิด และเครื่องบินยักษ์ของกองทัพอากาศอเมริกันเครื่องหนึ่งจอดอยู่เด่นเป็นสง่า มันคือเครื่องบินยักษ์จริงๆ ตอนหัวเปิดออกและมีสะพานทอดลงมา เครื่องบินยักษ์แบบนี้ นายทหารอากาศได้อธิบายให้ประชาชนฟังทางเครื่องกระจายเสียงว่า สามารถบรรทุกคนได้ ๓๐๐ คนอาวุธหนักเบาอีกมาก และรถถังขนาดเบาอย่างน้อย ๒ คันซึ่งหมายความว่าเครื่องบินยักษ์เครื่องนี้ จะลำเลียงทหารได้หนึ่งกองทัพพร้อมทั้งยุทโธปกรณ์ต่างๆ ด้านหน้าของเครื่องบินยักษ์มีเครื่องบินของกองทัพอากาศอีกหลายแบบ เช่น เครื่องบินตรวจการ เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบก และเครื่องบินรบแบบแบร์แค็ตซึ่งประชาชนสนใจมากกว่าเพื่อน เพราะเจ้าหน้าที่ทหารอากาศได้ทำสะพานสูงขึ้นพ้นตัวเครื่องบิน ผู้ที่ยืนอยู่บนสะพานนั้นจะแลเห็นภายในลำตัวของเครื่องบินอย่างถนัด มีจ่าอากาศทำหน้าที่อธิบายให้ประชาชนทราบถึงสมรรถภาพของเครื่องบินตลอดเวลา

ชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี กองทัพอากาศของเราได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างแทบไม่น่าจะเป็นไปได้ บัดนี้ แสนยานุภาพทางอากาศของไทยเรา มีความเข้มแข็งสามารถต่อสู้กับราชศัตรูผู้รุกรานได้เป็นอย่างดี

ไกลออกไปเบื้องหน้าโน้น กลางสนามบินอันมีอาณาเขตเวิ้งว้างกว้างขวาง เครื่องบินฝึกแบบ เอ. ที. ๖ และเครื่องบินประจัญบานอันมากมายจอดอยู่เป็นทิวแถวสุดสายตา ประชาชนชาวไทยต่างปลาบปลื้มเมื่อได้เห็นทัพฟ้าอันมาหาศาลของเรา เสียงเครื่องบินครางกระหึ่มอยู่เหนือน่านฟ้าดอนเมืองตลอดเวลา

ด้านขวาของท่าอากาศยานดอนเมือง ทางการได้จัดเป็นที่ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติของกองทัพอากาศ คือผู้ที่ทางการได้ออกบัตรเชิญให้มาชมงานวันทัพฟ้า

ท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของ ๔ สหายปรากฏตัวขึ้นแล้วมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เจ้าสัวกิมไซ, คุณหญิงวาด, ดร. ดิเรก, นันทา, ประภา, นวลลออ, และประไพกับเจ้าแห้วรวม ๑๐ คนด้วยกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบพลโททหารบกผูกเน็คไทสีกากีแกมเขียว สวมหมวกแก๊ปผ้าพันแดงมีเส้นดำอันเป็นเครื่องหมายหมวกนายพล ท่าทางของท่านดูสง่าผ่าเผยขึ้นอีกมาก ดร. ดิเรกแต่งเครื่องแบบร้อยเอกทหารบก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าสัวกิมไซและเจ้าแห้วแต่งกายแบบสากล โดยเฉพาะเจ้าแห้วช๊ากสกินสีไข่ไก่ใหม่เอี่ยมทั้งชุดสวมรองเท้านอกราคา ๒๕๐ บาท ลักษณะท่าทางราวกับหนุ่มสังคม หรือนักเรียนนอกที่เพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ

คุณหญิงวาด สวมเสื้อกระโปรงชุดสีทหารอากาศ ๔ นางแต่งชุดสีเขียวแก่แบบเดียวกัน และผ้าชนิดเดียวกันราวกับลูกฝาแฝด ถือกระเป๋าเงินและสวมรองเท้าแบบเดียวกันอีก นวลลออยังพราวพริ้งเต็มไปด้วยความงามยากที่จะหาใครเหมือน นันทาสวยเก๋แบบสาวใหญ่ ประภายิ่งพิศก็ยิ่งงาม ส่วนประไพสวยกระจุ๋มกระจิ๋ม สดชื่นรื่นเริงเหมือนนกน้อย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือวันทยาหัตถ์คำนับพวกทหารอากาศที่เดินผ่านไปมาตลอดเวลา เจ้าสัวกิมไซ รู้สึกลำพองอย่างไรชอบกล ที่มีโอกาสเดินเคียงกับท่านพลโทพระยาปัจจนึกฯ เจ้าสัวกิมไซได้สละเงินหมื่นบาทบำรุงโรงพยาบาลทหารอากาศเมื่อต้นสัปดาห์นี่เอง เขาจึงได้รับเชิญมาในงานนี้ด้วยในฐานะแขกผู้มีเกียรติ

ที่ประตูทางเข้าไปนั่งชมการแสดงกิจการของกองทัพอากาศสำหรับแขกที่ได้รับเชิญ มีนายทหารอากาศกลุ่มหนึ่งคอยต้อนรับแขกของกองทัพ เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะของท่านเดินตรงเข้ามา นายทหารอากาศกลุ่มนี้ก็ชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับความเคารพด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วหันมาบอกพรรคพวกของท่าน

"แสดงบัตรให้เขาดูตามระเบียบพวกเรา"

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง นายทหารอากาศชั้นนายพลคนหนึ่ง ได้เดินตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างรีบร้อน ท่านผู้นี้แต่งเครื่องแบบพลอากาศตรี รูปร่างค่อนข้างอ้วนมีอายุเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว แต่ยังแข็งแรงดี

"สวัสดีครับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเลิ่กลั่ก มองดูจ่าอากาศเอกร่างเล็กคนหนึ่งซึ่งอยู่ข้างหน้าท่าน แล้วเจ้าคุณก็ขมวดคิ้วย่น

"รู้จักอั๊วด้วยเรอะ ไอ้น้องชาย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

จ่าอากาศเอกร่างเล็กคนนั้นตีหน้างงๆ

"กระผมเองขอรับใต้เท้า หลวงดำทิ้งระเบิด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงหันไปทางเสียงนั้น "อ้าว-เรอะ แหม ไม่ได้พบกันเสียนาน เป็นไงสบายดีรึคุณหลวง เอ๊ะนั่นไปเอาบ่าใครมาติดเข้าน่ะ ไม่กลัวตรางเรอะ"

หลวงดำทิ้งระเบิดยืดอกยิ้มแป้น "กระผมได้เลื่อนยศเป็นนายพลอากาศตรีมาหลายปีแล้วขอรับ"

เจ้าคุณหัวเราะ ยื่นมือไปโอบไหล่นายพลอากาศตรีหลวงดำทิ้งระเบิด "ขอโทษที-ผมนึกว่าคุณดอดไปเอาบ่านายพลมาติดเอาเอง"

คุณหญิงวาดถามขึ้นว่า "คุณหลวงคะ กองทัพอากาศนี่รับสมัครนักบินหญิงไหมคะ ดิฉันอยากสมัครเป็นนักบินหญิง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ หันมาทางคุณหญิงของท่าน

"ชะ ชะ จะเป็นนักบินหญิง"

คุณหญิงวาดหันมาทำตาเขียว

"ทำไมคะ ผู้หญิงน่ะเป็นนักบินไม่ได้งั้นหรือคะ ดูถูก-ยังงั้นคำโบราณเขาจะว่าหรือคะว่า---แรงเหมือนมด อดเหมือนกา กล้าเหมือนหญิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกรงว่าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดจะเกิดแจกในสิ่งที่ไม่ควรแจกกันขึ้น ก็พูดกลบเกลื่อน

"ผู้หญิงสมัยนี้มีความสามารถเท่าเทียมกับผู้ชายแหละครับ แต่ว่าสำหรับกองทัพอากาศของเรายังไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้นักบินหญิง อดใจรอไว้อีกหน่อยเถอะครับคุณหญิง ผมเชื่อว่าอีก ๕๐ ปีข้างหน้าเมืองไทยเราคงมีกองบินหญิงแน่นอน"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ดิฉันจะสมัครเป็นคนแรก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ขัดขึ้น

"อีก ๕๐ ปีคุณหญิงก็เหลือแต่กระดูกแล้ว"

เจ้าสัวกิมไซพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"นักบินหญิงมวงจีนมีแยะอ้า คุงหญิง อีบิงสูงบิงต่ำบิงตะแคง ควงสิหว่าน ล่ายเหมือนนักบินผู้ชายเลย บางคนอีเหยียบปีกลำนี้กิโดดไปอีกลำยังล่าย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที หลวงดำทิ้งระเบิดกล่าวกับทุกๆ คน

"เชิญครับ เชิญเข้าไปข้างในเถอะครับ" แล้วก็ชี้มือไปที่เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ๓ เครื่อง ซึ่งแต่งหัวของมันเป็นรูปสัตว์ มีช้าง, เสือ และหนู กำลังบินแสดงลวดลายต่างๆ "รีบไปชมละครสัตว์ทางอากาศดีกว่าครับ"

ท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของ ๔ สหาย พร้อมด้วย ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วต่างพากันเข้าประตูเข้าไป การแสดงละครสัตว์ทางอากาศ เรียกร้องความสนใจและความขบขันให้ประชาชนมาก นักบินผู้บังคับเครื่องบินที่แต่งเป็นหัวช้างบังคับเครื่องบินได้คล่องแคล่วน่าชม คนดูตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราวตลอดเวลา

หลังจากการแสดงละครสัตว์ทางอากาศหมดชุดแล้ว โฆษกของกองทัพอากาศก็ประกาศทางกระจายเสียงแจ้งให้มหาชนทราบ

"ท่านทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้เรายินดีที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า อดีตเสืออากาศของไทยเราทั้งสามคือ เรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ และเรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ ได้มาร่วมแสดงของกองทัพอากาศด้วย ซึ่งการแสดงของสามเสืออากาศ เป็นการแสดงนอกเหนือรายการ สูจิบัตรที่ระบุไว้ ขณะนี้เป็นการแสดงบินหมู่ของเครื่องบินแบร์แค็ตดังปรากฏในสายตาของท่าน หมู่สุดท้าย ๓ เครื่องกำลังแปรขบวนร่อนลงสนาม ต่อจากนี้เป็นรายการพิเศษของเราเรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ และเรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ เสืออากาศทั้ง ๓ ได้รับเหรียญกล้าหาญ นักบินนอกประจำการของกองทัพอากาศ จะมาปรากฏให้ท่านได้ชมเขา รถจี๊ปของกองทัพอากาศที่กำลังแล่นมาทางขวามือของท่าน ได้พาเสืออากาศทั้ง ๓ คนของท่านมาแล้ว รถจะหยุดหน้าท่าอากาศยานและสามเสือจะร้องเพลง "มาร์ชกองทัพอากาศ" ให้ท่านฟัง คลอดนตรีของกองทัพอากาศ ซึ่งอยู่ในกระโจมหน้าสโมสรทหารอากาศ"

ประชาชนต่างเฮโลกันออกมาที่ทางวิ่งของเครื่องบินอย่างแออัดยัดเยียด สารวัตรทหารอากาศซึ่งสวมหมวกเหล็กสีขาวได้ขอร้องประชาชนให้ถอยออกไปด้วยถ้อยคำอันสุภาพ

เสียงประชาชนทางด้านใต้ของสนามบินไชโยโห่ร้องต้อนรับสามทหารเสืออึงมี่ ทุกคนยังไม่ลืมว่า เมื่อครั้งสงครามมหาอาเซียบูรพา พล, นิกร, กิมหงวนของเราเป็นนักบินฝีมือเยี่ยมปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างกล้าหาญ วีรกรรมของเขายังเป็นที่เล่าลือกันอยู่จนทุกวันนี้

สามเสืออากาศนั่งอยู่ตอนหลังรถจี๊ปอย่างสง่าผ่าเผย ต่างแต่งกายแบบนักบินสวมเสื้อและหมวกบิน ส่วนแว่นตาเลิกไว้บนหน้าผาก สามเสือได้โบกมือต้อนรับเสียงไชโยโห่ร้องของประชาชนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

ดนตรีของกองทัพอากาศเริ่มบรรเลงเพลง "มาร์ชกองทัพอากาศ" ทันที เข้าไมโครโฟนออกลำโพงใหญ่ดังไปทั่วบริเวณงาน

ประชาชนสนใจกับอาเสี่ยกิมหงวน เสืออากาศผู้มีสมญาว่า "เปรตเวหา" มากกว่าเพื่อน เมื่อรถจี๊ปของกองทัพอากาศผ่านด้านหลังเครื่องบินลำเลียงขนาดยักษ์ของอเมริกันเลยไปสักครู่ก็เบาเครื่องเลี้ยวซ้ายมือหันรถมาทางท่าอากาศยาน ประชาชนเฮโลบุกเข้าไปดูเสืออากาศในระยะใกล้ชิด ช่างภาพหนังสือพิมพ์ล้มลุกคลุกคลาน

พล, นิกร, กิมหงวนลุกขึ้นยืนเด่นเป็นสง่าข้างหลังรถ สามเสืออากาศชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์ กระทำความเคารพท่านแม่ทัพอากาศ ซึ่งยืนชมการแสดงอยู่กับคณะทูตานุทูตอยู่บนท่าอากาศยานดอนเมืองทางซ้ายมือของที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เสียงเพลง "มาร์ชกองทัพอากาศ" จากวงดนตรีวงใหญ่ในกระโจมเร้าใจคนดูให้คึกคักเข้มแข็งไปด้วย นายทหารอากาศคนหนึ่ง ถือไมโครโฟนลากสายตรงไปยังรถจี๊ปของเสืออากาศทั้งสาม นายทหารอากาศชั้นเรืออากาศตรี ซึ่งเป็นคนขับรถจี๊ปให้สามเกลอของเรารีบรับไมโครโฟนตั้งไว้บนรถจี๊ป ครั้นแล้วเสียงดนตรีก็เบาลงทอดท้ายให้สามเสือร้องเพลง "มาร์ชกองทัพอากาศ" ประชาชนคนดูเงียบกริบตั้งอกตั้งใจฟังอดีตเสืออากาศทั้งสาม พลกับนิกรร้องได้นุ่มนวลมาก ส่วนเสี่ยหงวนร้องปะล่อมปะแล่มไม่ใคร่เต็มเสียงถ้าตอนไหนเขาจำได้เขาก็ร้องเสียจนเส้นคอขึ้น

ชาติ-เกียรติ-วินัย-กล้าหาญ ในดวงหทัยมั่นคง

เบื้องบนฟ้าสีเทา เราครองผยองทนง

พลีชีวิตเพื่อหน้าที่ อันชาญฉกาจอาจอง

ยิ่งยงศักดิ์เสืออากาศ สามารถอาจินต์

สมญาปีกทองป้องหมายปราบริปู

รักไทยเชิดชีวิตมอบไว้จนสิ้น

เกิดแล้วกลัวไยท้องฟ้าแดนใดไปทุกถิ่น

เรานี้นักบินไทย

เบื้องบนนภา เราดำรงความเป็นไทยอยู่ชั่วฟ้า

สงครามคร้ามใคร

หมายนำเอาโชคชัยกลับมา

แข็งแกร่งอดทนผจญหาญกล้า

ฟันฝ่าสมหน้าที่ทหาร

ทั่วดินแดนในภาคพื้นนภากาศ

ฝากกายไว้เพื่อชาติจวบจนสิ้นชีพวายปราณ

เทิดเกียรติประวัติงามสมนาม

กองทัพอากาศชาญ

เรานั้นนักรบไทย

พอจบเพลง ดนตรีซึ่งคลออยู่ตลอดเวลาก็ครางกระหึ่มในเพลง "มาร์ชกองทัพอากาศ" ประชาชนทั่วทั้งสนามบินตลอดจนทหารอากาศทุกคนต่างตบมือเสียงสนั่นหวั่นไหว สามทหารเสือยกมือวันทยาหัตถ์พร้อมกัน พลทหารอากาศคนหนึ่งเดินมาที่รถยกไมโครโฟนลงไปจากรถ ต่อจากนั้นรถจี๊ปคันนั้นก็แล่นเลี้ยวขวาไปด้านเหนือของสนามบิน เสียงประชาชนโห่ร้องตลอดเวลา จนกระทั่งรถจี๊ปของสามเสืออากาศแล่นบุกเข้าไปกลางสนามบินด้านตะวันออก

เสียงเพลง "มาร์ชกองทัพอากาศ" จบลงแล้ว โฆษกได้ประกาศกระจายเสียงให้ประชาชนทราบต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ท่านได้เห็นโฉมหน้าของอดีตสามเสืออากาศของเราเป็นขวัญตาของท่าน และท่านได้ฟังเขาครวญเพลง "มาร์ชกองทัพอากาศ" ให้ท่านฟังแล้ว อันดับต่อนี้ไปเป็นการแสดงตามรายการในสูจิบัตร คือ บินดับเครื่องยนต์ เครื่องบินลำเลียง ๒ เครื่องยนต์ที่ปรากฏอยู่นอกสนามบินทางทิศเหนือกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ประเดี๋ยวนักบินจะดับเครื่องยนต์ข้างซ้ายเสียข้างหนึ่งและจะนำเครื่องบินร่อนลงสนาม ทั้งนี้พี่น้องทั้งหลายจะได้เห็นว่าการโดยสารเครื่องบินย่อมปลอดภัยและสะดวกสบายที่สุดในสมัยนี้ ถึงเครื่องยนต์จะขัดข้องชำรุดเสียหาย นักบินก็สามารถที่จะนำเครื่องบินร่อนลงได้ทั้งๆ ที่เหลือเครื่องยนต์อยู่อีกเครื่องหนึ่ง โปรดดูให้ดี เครื่องบินลำเลียง ๒ เครื่องยนต์แบบนี้ไม่ใช่เล็ก"

ประชาชนคนดูโห่ร้องเกรียวกราวลั่นสนาม

"ไม่อาว....ดับเครื่องยนต์ข้างเดียวไม่ดู ต้องดับ ๒ข้างจิกหัวลงทิ่มดินถึงจะแน่ เราอยากดูเสืออากาศทั้งสามแสดงการขับเครื่องบิน"

เสียงเรียกร้องเสืออากาศทั้งสามดังเซ็งแซ่ โฆษกของกองทัพอากาศจึงประกาศให้ประชาชนทราบ

"พี่น้องทั้งหลายโปรดทราบ ขอให้ท่านมั่นใจเถิดว่าท่านจะได้ชมเสืออากาศทั้งสามขับขี่เครื่องบินอย่างแน่นอนหลังจากการแสดงบินดับเครื่องแล้ว เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์จะแสดงการบินผาดแผลงในระยะต่ำด้วยเครื่องบินแบร์แค็ตให้ท่านชมเป็นขวัญตา และต่อจากนั้น เรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ ผู้มีสมญาว่าเปรตเวหา จะขับเครื่องบินขับไล่แบบสปิตไฟร์ บินต่อสู้กับเรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ กลางอากาศ ทั้งสองจะยิงกันด้วยกระสุนซ้อมยิง ท่านจะได้เห็นเครื่องบินสปิตไฟร์ กับเครื่องบินแบร์แค็ตรณรงค์กันกลางหาวคล้ายกับการรบจริงๆ รับรองว่าท่านต้องพอใจแน่ๆ "

ประชาชนโห่ร้องตบมือกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน ขณะนี้ ทางที่ดูของผู้ที่ได้รับบัตรเชิญ เกิดแจกจ่ายอะไรกันขึ้นบ้างแล้ว ประไพกับสาวสังคมคนหนึ่งกอดรัดฟัดกันนัว หยิกข่วนทุบและตบกันอย่างดุเดือด เรื่องเกิดขึ้นเพราะแม่สาวงามคนนั้นสนใจกับเรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ มากเกินไปจนกระทั่งประไพหมั่นไส้ เลยแสดงตัวให้ทราบว่า หล่อนเป็นเมียของนิกร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายทหารอากาศหลายคนช่วยกันห้ามคู่พิพาทและไกล่เกลี่ยให้สงบเรื่องราว เรื่องจึงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ประไพถูกข่วนหน้าตาเป็นริ้วเป็นรอยสองสามแห่ง ส่วนแม่สาวสังคมนั้น ประไพได้ให้แว่นไปหนึ่งข้างเป็นที่ระลึก นัยน์ตาเขียวปั้ด

ประไพเต้นก๋าทั้งๆ ที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล็อคคอไว้

"ไปเปรียบชกที่ราชดำเนินอาทิตย์หน้ายังได้นะเธอ ฮะฮ้า ให้มันแน่หน่อยเถอะน่า รู้บ้างซีว่าของเขามีเจ้าของ"

แม่สาวสังคมเถียงไม่ลดละ

"มีเจ้าของทำไมไม่เอาปลอกคอผูกไว้ล่ะ หรือม่ายก็เขียนป้ายปิดไว้ซี ฉันพูดว่าเรืออากาศเอกนิกรน่ารักเท่านั้นแหละเป็นอะไรไปเชียว"

ประไพฮึดฮัดดิ้นรน

"ปล่อยหนูคุณพ่อ เอาแว่นให้ยายคนนี้อีกสักข้างเถอะค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"เบา-ห้ามล้อไว้บ้างอีหนู ใครต่อใครเขากำลังพากันมองดูเจ้า ขายหน้าเขาบ้างซี ทีหลังซื้อเข็มขัดเล็กๆ คล้องคอเจ้ากรไว้ ใครๆ เขาจะได้รู้ว่ามีเจ้าของแล้ว"

คุณหญิงวาดซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"มานี่แม่ไพ มานั่งนี่ เออแน่ะ งานกองทัพอากาศมีมวยผู้หญิงแถมเสียด้วย ประเดี๋ยวตำรวจเขาก็ตะครุบเอาตัวไปหรอก"

พวกนายทหารอากาศช่วยกันพูดไกล่เกลี่ยคู่พิพาท ทั้งสองฝ่ายจึงเลิกรากันไป ประไพเดินกลับไปนั่งข้างคุณหญิงวาด แต่แล้วก็หันไปยกมือชี้หน้าคู่อริของหล่อน

"ประเดี๋ยวผัวฉันบินผาดแผลง เธอตบมือไม่ได้นะจะบอกให้"

"เอ๊ะ เป็นเจ้าฉันเรอะ" แม่สาวงามที่เคยมีรูปในหน้าปกหนังสือพิมพ์พูดขึ้นอย่างเดือดดาล "ฉันตบมือให้เสืออากาศใครจะทำไม ฉันไม่ใช่คนบ้าหรือคนหูป่าตาเถื่อน เขาแสดงให้ดูแล้วก็นั่งนิ่งเฉยไม่รู้จักตบมือให้เกียรติเขา"

คุณหญิงวาดยกมืออุดปากประไพ

"พอทีโว้ย มากไปแล้ว นิ่งนะ ไม่ต้องพูดอะไรอีก"

เจ้าสัวกิมไซสั่นศีรษะช้าๆ พูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เบาๆ

"ไม่ไหว หึงยังงี้แย่ทีเดียว เหมือนกับแมวป่า ข่วงกังหญ่ายเลย ฮิ ฮิ ลูไปลูมาเกิกเลียะพะกังขึ้ง"

นวลลออกระซิบบอกเจ้าสัวกิมไซเบาๆ

"อาแป๊ะคะ อย่าเอาเท้าขึ้นวางบนเก้าอี้ซีคะ"

เจ้าสัวสะดุ้งเฮือก รีบเอาเท้าลงจากเก้าอี้ทันที

"ลืมปาย อีหลู อั๊วนึกว่าอยู่ข้างล่าง แฮะ แฮะ"

การแสดงบินดับเครื่องยนต์สิ้นสุดลงแล้ว โฆษกประกาศให้ทราบว่า การแสดงต่อไปเป็นรายการพิเศษเรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ อดีตเสืออากาศจะแสดงการขับเครื่องบินผาดแผลงด้วยเครื่องบินแบบแบร์แค็ตในระยะต่ำ ประชาชนต่างตบมือโห่ร้องลั่นสนาม

แบร์แค็ตหมายเลข ๑,๖๗๐ เครื่องหนึ่ง วิ่งปราดมาตามทางวิ่งของมันจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ด้วยความเร็วสูง นักบินผู้ขับขี่คือเสืออากาศนิกรของเรานั่นเอง เสียงเครื่องยนต์ดังลั่นสนาม ท่ามกลางเสียงเชียร์ของประชาชนพอเครื่องยนต์ถูกเร่งเต็มที่ แบร์แค็ตก็ทะยานขึ้นสู่อากาศและพอล้อพ้นดินไม่ถึงเมตร เสืออากาศก็บังคับลูกล้อหดเข้ามาหาลำตัวของมันเก็บลูกล้อไว้ใต้ฐาน

แบร์แค็ตเชิดหัวขึ้นหาความสูงอย่างรวดเร็ว แล้วพลิกท้องกลับดำดิ่งลงมาในระยะต่ำ พอเงยขึ้นลำตัวของเครื่องบินก็อยู่สูงจากประชาชนคนดูไม่ถึง ๒ เมตร ทำให้กลุ่มประชาชนแตกฮือด้วยความหวาดเสียว

มันเป็นการแสดงที่ตื่นเต้นน่าดูที่สุด เสืออากาศนิกรแสดงการบินผาดแผลงในท่าต่างๆ ที่น่าดูที่สุดก็คือบินหงายท้องรอบสนามเป็นเวลานานเกือบ ๑๐ นาที แล้วก็เชิดหัวขึ้นดำลงมาในท่าควงสว่าน เรียกร้องเสียงตบมือได้ตลอดเวลา บรรดาเสืออากาศ คือนักบินประจำการต่างพากันมองดูด้วยความตื่นเต้นสนใจยิ่ง

เสียงเครื่องยนต์สำลักผิดปกติ ทำให้พวกช่างอากาศใจไม่ดีไปตามกัน ไม่มีใครรู้ว่า เสืออากาศนิกรนั่งหลับอยู่ในที่นั่งนักบินอย่างสบาย กรนเสียงแข่งกับเครื่องยนต์เมื่อเครื่องบินไม่มีใครบังคับมันก็บินไปตามเรื่อง พลิกท้องบ้าง หกหน้าหกหลังบ้าง แล้วก็แฉลบเอียงกระเท่เร่จนกระทั่งปีกข้างหนึ่งห่างพื้นสนามบินเพียงคืบเดียว พวกผู้หญิงร้องหวีดว้ายไปตามกัน นายทหารอากาศที่นั่งชมอยู่ต่างผลุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ และเข้าใจว่าเรืออากาศเอกนิกรบินอย่างบ้าบิ่น

พล.อ.ท. หลวงอึกกระทึกเวหา สั่งให้พนักงานวิทยุเรียกนิกรให้นำเครื่องบินลงสนามทันที เสียงเรียกทางวิทยุ ทำให้นิกรสะดุ้งตกใจ เมื่อรู้ตัวว่าเขากำลังอยู่ในเครื่องบินขับไล่ซึ่งมีความเร็วสูง นายจอมทะเล้นก็ ตกใจร้องเสียงลั่น รีบจับคันบังคับและมองไปข้างหน้า อกสั่นขวัญแขวน เมื่อแลเห็นเครื่องบินของเขากำลังปักหัวลงสู่พื้นโลก เครื่องบินที่จอดอยู่บนพื้นดินและสิ่งต่างๆ ใหญ่ขึ้นตามลำดับ นิกรรีบบังคับเครื่องให้กลับคืน พอเครื่องบินเชิดหัวขึ้น แพนหางของเครื่องบินก็ห่างจากสนามบินเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น นิกรถอนใจโล่งอก มีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ เขาลดความเร็วลงทันที เสียงสัญญาณให้ปลดลูกล้อดังขึ้นด้วยเครื่องอัตโนมัติ เสืออากาศผู้ง่วงเหงาหาวนอนตลอดศก ปลดฐานลูกล้อกางออกแล้วก็นำเครื่องบินร่อนลงสู่สนามบินโดยสวัสดิภาพ

บรรดาคณะทูตานุทูตชาวต่างประเทศ ต่างพากันตื่นเต้นในความสามารถของนักบินไทยเหลือที่จะกล่าวแล้ว ทูตทหารอากาศของประเทศต่างๆ หลายคนเข้ามารุมล้อมหลวงอึกกระทึกเวหา ผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานป้องกันพระนคร และถามถึงชื่อของนักบินผู้แสดงการบินผาดแผลงอย่างน่ากลัวคอหักตาย บ้างก็ขอดูตัว ดังนั้นหลวงอึกกระทึกฯ จึงสั่งให้นายทหารติดต่อรีบไปรับตัวเรืออากาศเอกนิกรมาที่ท่าอากาศยานชั้นบนของตัวตึก ทางด้านตะวันออก

โฆษกของกองทัพอากาศประกาศให้ประชาชนทราบต่อไป

"พี่น้องทั้งหลาย ท่านได้ชมเรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ เสืออากาศของเราแสดงการบินผาดแผลงอย่างที่ไม่มีนักบินคนใดในโลกแสดงได้แล้ว อันดับต่อไปนี้เป็นการแสดงพิเศษนอกเหนือจากสูจิบัตร เรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ จะสมมุติตัวเองเป็นข้าศึกนำเครื่องบินขับไล่ประจัญบานแบบสปิตไฟร์บินมาโจมตีสนามบินดอนเมือง เรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ จะนำเครื่องบินแบร์แค็ตขึ้นต่อสู้สกัดกั้นขัดขวาง เครื่องบินทั้งสองจะพันตูกันกลางหาวเหนือสนามบินดอนเมืองนี้ และเสืออากาศทั้งสองจะใช้ปืนกลอากาศโดยกระสุนซ้อมยิง ยิ่งต่อสู้กันด้วย เพื่อให้ท่านได้เห็นจริงจังคล้ายกับการรบจริงๆ เราหวังว่ารายการนี้คงสบอารมณ์ท่านแน่นอน"

เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกทั่วสนามบิน ประชาชนเพิ่งทราบว่าเครื่องบินสปิตไฟร์หัวแดงหมายเลข ๑๓๐ ที่บินขึ้นสู่อากาศเมื่อครู่นี้และลับไปทางพระนคร คือเครื่องบินขับไล่ซึ่งขับโดย "เปรตเวหา" หรือเรืออากาศเอก กิมหงวน ไทยแท้

คนดูต่างแหงนหน้าคอยชมการต่อสู้กลางหาวระหว่างเสืออากาศทั้งสอง ขณะนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว แสงแดดทวีความร้อนแรงขึ้นตามลำดับ แต่ประชาชนส่วนมากไม่มีใครกลัวแดด ทุกคนอยากจะชมการแสดงของเสืออากาศทั้งสองเท่านั้น

สมมุติว่า มีเครื่องบินข้าศึกมาโจมตีสนามบินดอนเมือง...โฆษกได้ประกาศให้ทราบด้วยคำสมมุติที่ น่าฟัง

แล้วหวูดสัญญาณภัยทางอากาศก็ดังครวญครางขึ้นก้องสนามบิน

พอได้ยินสัญญาณภัยทางอากาศ คุณหญิงวาดก็ใจหายวาบอกสั่นขวัญแขวน ใบหน้าของท่านซีดเผือด มีท่าทางเหมือนกับจะเป็นลม ท่านรีบยกมือเขย่าแขนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โดยเร็วแล้วพูดละล่ำละลัก

"เจ้าคุณ--เจ้าคุณขา ตายแล้วเรา โอ้ย-ทำยังไงดีล่ะคะ หวอแล้ว--ข้าศึกมันคงสวมรอยที่เรามีงานกองทัพอากาศ ส่งเรือบินเข้ามาทิ้งบอมบ์ หนีไปทางไหนกันดีล่ะคะ เร้ว-เปิดเถอะค่ะ"

บรรดาท่านผู้มีเกียรติซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ คุณหญิงวาดต่างหัวเราะครืน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าปั้นยากที่สุด

"อย่าทำเป็นกระต่ายตื่นตูมหน่อยเลยน่า คุณหญิงเขาประกาศแล้วว่าจะมีการเปิดสัญญาณภัยทางอากาศไม่ได้ยินหรือ เขาสมมุติว่าเจ้าหงวนเป็นนักบินข้าศึกนำเครื่องบินมาโจมตีสนามบินนี้ แล้วเจ้าพลลูกเราจะนำเครื่องบินขึ้นต่อสู้"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"ไม่ใช่มีข้าศึกเอาเครื่องบินมาจริงๆ หรือคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"นั่งดูเถอะครับไม่มีอะไรหรอก"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก ใบหน้าของท่านชุ่มชื่นขึ้นผิดปกติ

"เฮ้อ สิ้นเคราะห์ไปที เล่นกันแท้ๆ ไม่น่าจะเปิดหวงเปิดหวอเลย ดิฉันน่ะเจ้าคุณก็รู้แล้ว เมื่อตอนสงครามหวอขึ้นทีไรเป็นต้องจับไข้ แน่ะ แน่ะ เจ้าหงวนบินมาลิบๆ โน่นแล้ว หนอย-นั่งไขว่ห้างขับเรือบินเสียด้วยนะ"

ดร. ดิเรก ทำคอย่น

"คุณอาเห็นหรือครับ"

คุณหญิงสั่นศีรษะ

"ไม่เห็นหรอก อาเดาเอาน่ะ เพราะพ่อหงวนแกชอบนั่งไขว่ห้าง"

เจ้าสัวกิมไซผลุดลุกขึ้นยืน ยกมือป้องหน้าผากมองดูเครื่องบินสปิตไฟร์อย่างภาคภูมิ เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มปิติที่หลานชายของเขาเป็นเสืออากาศชั้นเยี่ยมของประเทศไทยที่ประชาชนนับหมื่นกำลังสนใจยกย่องให้เกียรติ

"แม่โว้ย" เจ้าสัวส่งเสียงเอ็ดตะโร "หลางชายอั๊วมังสำคังโว้ย แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่เสียทีที่เกิกมาเป็งหลานอั๊ว บิงเสียเร็วยิกเชียวโว้ย ไอ๊หยา-จิกหัวลงเลี้ยว"

เสียงหัวเราะของใครต่อใครดังขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอื้อมมือดึงชายเสื้อสากลเจ้าสัว

"นั่งลงน่าเจ้าสัว อย่าเอ็ดตะโรไปขายหน้าเขา"

เจ้าสัวยิ้มแห้งๆ ทรุดตัวลงนั่งตามเดิม หันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"อีบิงเก่งน่อ เต้ยเลย"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"ครับรับประทานอาเสี่ยของผมนี่แหละครับคือริชโธเฟนคนที่สอง ดูซีครับรับประทานกราดปืนกลแล้ว"

เสียงปืนกลอากาศจากเครื่องบินสปิตไฟร์ดังสนั่นหวั่นไหว "เปรตเวหา" บังคับเครื่องบินจิกหัวต่ำลงมาแล้วยิงปืนกลด้วยกระสุนซ้อมยิง สมมุติว่าทำการโจมตีสนามบินดอนเมือง เรืออากาศเอกกิมหงวนบังคับเครื่องบินสปิตไฟร์ลงมาต่ำที่สุดแล้วเงยขึ้นหาระยะสูง ประชาชนทั่วทั้งสนามบินพากันตื่นเต้น จ้องตาเขม็งมองดูชั้นเชิงบินของ "เปรตเวหา" อย่างสนใจ

ทันใดนั้นเอง แบร์แค็ตเครื่องหนึ่งก็วิ่งปราดจากทางวิ่งทิศเหนือไปทางทิศใต้ของสนามบินด้วยความเร็วสูง เสียงโฆษกของกองทัพอากาศได้ประกาศให้ประชาชนทราบ

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายโปรดทราบ เครื่องบินแบร์แค็ตที่กำลังวิ่งขึ้นสู่อากาศนี้ขับโดยเรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ อดีตเสืออากาศของเรา สมมุติว่าเรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้นำเครื่องบินขึ้นต่อสู้ขัดขวางการกระทำของนักบินฝ่ายข้าศึก"

ประชาชนตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว แบร์แค็ตทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว พอเก็บฐานลูกล้อ สปิตไฟร์ก็จิกหัวลงมากราดด้วยปืนกลอากาศทันที แบร์แค็ตเชิดหัวขึ้นยิงโต้ตอบอย่างไม่ลดละ

การประจัญบานกลางหาวระหว่างเสือต่อเสือเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นสนุกสนาน เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มระคนกับเสียงปืนกลอากาศ สองเสือได้แสดงท่าผาดแผลงพิสดารต่างๆ และพูดติดต่อกันทางวิทยุตลอดเวลา

"เฮ้ย-แกคอยหลบไปทางซ้ายนะพล กันจะทำเป็นว่ากันพุ่งเข้าชนแก" อาเสี่ยพูดกับเรืออากาศเอกพลทางวิทยุ "ระวังให้ดีโว้ย ถ้าเกิดชนกันขึ้นจริงๆ เราคงม่องเท่งไปด้วยกัน"

พลหัวเราะเบาๆ

"เออ เข้ามาเถอะ กันจะหลบไปทางซ้าย และลงต่ำกว่าแก แกคอยตามยิงให้ดี แล้วกันจะอยู่ข้างหลังแกยิงแกบ้าง"

เปรตเวหาเร่งเครื่องยนต์เต็มที่ นำเครื่องบินของเขาตรงเข้าไปหาแบร์แค็ตในบังคับของเรืออากาศเอกพล ต่างฝ่ายต่างยิงกันคนละ ๒ ชุด แล้วพลก็บังคับเครื่องหลบไปทางซ้าย เอียงซ้ายดำดิ่งลงมาข้างล่าง เปรตเวหาไล่กวดกระชั้นชิด มันเป็นภาพที่ไม่ผิดกับอะไรกับการรบเหนือน่านฟ้าจริงๆ

ด้วยความสามารถในการบินผาดแผลงของพล เสืออากาศรูปหล่อใช้วิธีการบินผาดแผลงบังคับเครื่องบินของเขาซึ่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในตอนแรก ให้กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบ โดยอยู่ข้างหลังข้าศึก และอยู่ในระยะสูงกว่า

เสียงโฆษกประกาศทางกระจายเสียงให้ประชาชนทราบอีก

"ท่านเห็นหรือยังว่า การรบในทางอากาศนั้น ความสามารถและปฏิภาณของนักบินย่อมสำคัญมาก เมื่อสักครู่นี้นักบินข้าศึกได้ไล่ยิงเครื่องบินฝ่ายเราข้างเดียว แต่ด้วยการบินอันเฉลียวฉลาดและคล่องแคล่วของเรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ เครื่องบินของเปรตเวหาจึงกลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ"

แบร์แค็ตไล่ยิงสปิตไฟร์อย่างดุเดือด

"ท่านทั้งหลาย สมมุติว่าเครื่องบินข้าศึกถูกยิงตกแล้ว เรืออากาศเอกกิมหงวนจะแสดงให้ท่านชมอย่างเห็นจริงเห็นจัง"

สปิตไฟร์ควงสว่าง และพลิกกลับไปมาในท่าต่างๆ จากระยะสูงลงสู่ระยะต่ำ เป็นการบินที่ทำให้ประชาชนคนดูเงียบกริบแทบจะไม่หายใจ พอใกล้จะถึงพื้นดินเสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นเล็กน้อย แบร์แค็ตติดตามกระชั้นชิดลงมาด้วย สปิตไฟร์ปลดฐานลูกล้อออกแล้ว เสียงเครื่องยนต์เบาลงอีก แล้วสปิตไฟร์กับแบร์แค็ตก็ลงสู่สนามบินโดยสวัสดิภาพ

เสียงตบมือโห่ร้องของประชาชนคนดูดังสนั่นหวั่นไหว การแสดงชุดพิเศษนอกรายการในสูจิบัตรของเสืออากาศทั้งสองได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ต่อจากนั้นก็ถึงรายการประกวดเครื่องบินเล็กและเครื่องร่อนต่างๆ ซึ่งมีการชิงรางวัลชนะเลิศ

ร.อ. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายแพทย์หนุ่มได้นำเครื่องบินเล็กของเขาสองเครื่องมาแสดง

เสียงโฆษกประกาศให้คนดูทราบ

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก่อนที่เราจะเริ่มต้นประกอบเครื่องบินเล็กและเครื่องร่อน เรายินดีที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า ดอกเต้อร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ลือนามของโลก ได้ให้เกียรติมาร่วมงานของเรานี้ด้วย ดอกเต้อร์ดิเรกจะนำเครื่องบินของเขา ซึ่งบังคับด้วยกระแสคลื่นวิทยุออกบินให้ท่านชม ณ บัดนี้ การแสดงของดอกเต้อร์ดิเรก ท่านจะได้ชมเครื่องบินขับไล่ประจัญบานต่อสู้กับเครื่องบินขนาดหนัก คือป้อมบิน ๔ เครื่องยนต์ ขอรับรองว่าท่านจะได้รับความสนุกสนานและความตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว"

ทันใดนั้นเองประชาชนหลายพันคนก็เฮโลกันเข้ามายังบริเวณหน้าท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับประกวดเครื่องบินเล็กและเครื่องร่อน

หลังจากนั้น เครื่องบินขนาดจิ๋ว ๔ เครื่องยนต์ก็วิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความตื่นเต้นของประชาชนคนดู ในเวลาไล่ๆ กันเครื่องบินขับไล่อีกเครื่องหนึ่งก็บินติดตามขึ้นไป เครื่องบินทั้งสองเครื่องย่อส่วนเหมือนกับของจริง เฉพาะเครื่องบิน ๔ เครื่องยนต์ เป็นเครื่องบินแบบ บี. ๒๙ ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาดจิ๋วและมี ๔ เครื่องยนต์จริงๆ ส่วนเครื่องบินขับไล่เป็นเครื่องบินแบบมาสแตงอันลือชื่อของกองทัพอากาศอเมริกันเมื่อครั้งมหาสงครามที่แล้วมา

ดร. ดิเรกนั่งอยู่ในสโมสรนายทหารอากาศ พวกนายทหารอากาศหลายสิบคนต่างยืนห้อมล้อมเขา มองดูนายแพทย์หนุ่มบังคับเครื่องบินจิ๋วทั้ง ๒ เครื่องด้วยอำนาจกระแสคลื่นวิทยุ

เขาเป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ชั้นอาจารย์ เขามีความรู้ความสามารถเกินมนุษย์ธรรมดา เขาสามารถทำให้เครื่องบินจำลองของเขาบินไปมารอบสนามบินในระยะสูงไม่เกินกว่า ๕๐๐ ฟิต ซึ่งเครื่องบินของเขามีความเร็วไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๓๐ ไมล์

ประชาชนคนดูส่งเสียงเฮฮากันเกรียวกราว เมื่อแลเห็นมาสแตงทะยานเข้าพันตูกับบี. ๒๙ มาสแตงบินผาดแผลงในท่าต่างๆ เหมือนกับเครื่องบินจริงๆ การต่อสู้กลางหาวเป็นไปอย่างน่าดู

เสียงโฆษกประกาศให้ทราบอีก

"ท่านทั้งหลาย การต่อสู้ของเครื่องบินขนาดจิ๋ว ซึ่งบังคับโดยเครื่องวิทยุคงจะเป็นที่สบอารมณ์ท่านมาก เท่าที่ดอกเต้อร์ดิเรกแสดงให้ท่านชมก็เพื่อให้ท่านเห็นว่า เครื่องบินขับไล่นั้น มีหน้าที่ต่อสู้ขัดขวางเครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึก แต่เพื่อให้สมจริงท่านผู้ดูจะแลเห็นว่าเครื่องบินขับไล่เพียงเครื่องเดียวนั้น ย่อมไม่สามารถจะยิงป้อมบินยักษ์ให้ตกได้ เพราะป้อมบินย่อมมีอาวุธปืนขนาดใหญ่รอบตัว ดังนั้นท่านจะเห็นว่า มาสแตงเครื่องนี้ไม่อาจจะเข้าใกล้ชิดป้อมบิน บี. ๒๙ ได้นอกจากยิงกราดด้วยปืนกลในระยะห่างและผละออกไปเมื่อเข้ามาในระยะใกล้ ต่อจากนั้นสมมุติว่านักบินประจำเครื่องบินขับไล่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อป้องกันประเทศชาติ ขอให้ท่านตั้งใจดูให้ดี มาสแตงจะพุ่งเข้าชนป้อมบินยักษ์กลางอากาศบัดนี้"

คนดูแหงนหน้ามองดูอย่างสนใจและตื่นเต้น มาสแตงเครื่องจิ๋วบินขึ้นหาระยะสูงในท่าผาดแผลง จนกระทั่งอยู่เหนือป้อมบินยักษ์และอยู่ข้างหลัง เสียงเครื่องยนต์ถูกเร่งเร็วจนถึงขีดสุด มาสแตงลำน้อยพุ่งเข้าชนกลางลำตัว บี. ๒๙ ทันที

"โครม"

เครื่องบินทั้งสองแหลกละเอียดพังยับหล่นลงมาสู่พื้นดินในท่าต่างๆ ท่ามกลางเสียงตบมือของ ประชาชนคนดูหลายพันคน การแสดงของ ดร. ดิเรกสิ้นสุดลงแล้ว ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาประกวดเครื่องบินเล็ก และเครื่องร่อนต่างๆ หลังจากนั้นก็หยุดพักกลางวันหนึ่งชั่วโมง

ที่สโมสรนายทหารอากาศ

พล.อ.ท. หลวงอึกกระทึกเวหา ผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานป้องกันพระนคร ได้จัดการเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เสืออากาศทั้ง ๓ กับท่านผู้ใหญ่และภรรยาของเขา มีนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะด้วยหลายคน เช่นพล.อ.ท. พระควงสว่านเวหน พล.อ.ต. หลวงดำทิ้งระเบิด พล.อ.ต. ขุนอุตลุดนภาพร

อาหารกลางวัน เป็นอาหารฝรั่งของราชธานีโฮเต็ล พล, นิกร, กิมหงวนนั่งคู่อยู่กับภรรยาของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเจ้าสัวกิมไซนั่งเรียงถัดไป ต่อจากนั้นก็นายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีหลวงอึกกระทึกฯ เป็นประธาน

หลวงอึกกระทึกฯ ได้กล่าวชมนิกรด้วยน้ำใสใจจริง

"เธอบินเก่งมากนิกร ลวดลายของเธอนักบินในกองทัพอากาศไม่มีใครสู้เธอได้ ตอนที่เธอบินผาดแผลงนำเครื่องบินลงนั้นฉันนึกว่าเธอตายเสียแล้ว ใจหายใจคว่ำเลย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ใช่เก่งหรอกครับ ใต้เท้า แฮ่ะ แฮ่ะ อีตอนนั้นผมนั่งหลับไปครับ ตกใจตื่นเมื่อเครื่องบินเกือบถึงสนามแล้ว ปลดฐานลูกล้อออกแทบไม่ทัน"

หลวงอึกกระทึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"งั้นเรอะ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า

"พอกันทีนะครับใต้เท้า ตอนบ่ายอย่าให้ผมบินอีกเลย ขืนบินผมคงคอหักตายแน่ ขึ้นไปนั่งข้างบนลมมันพัดเย็นสบายน่านอนเหลือเกิน"

"เธอไม่ต้องบินอีกหรอก เท่านี้ทางกองทัพอากาศก็ขอบใจเธอทั้งสามคนแล้วที่ได้มาร่วมงานกับเรา ทำให้งานครึกครื้นขึ้นอีกมาก ประชาชนคนดูเขาสนใจกับเธอทั้ง ๓ คนมากทีเดียว"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ผมกำลังมันมือเชียวครับใต้เท้า ขอให้ผมได้แสดงในตอนบ่ายอีกสักชุดได้ไหมครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ ยิ้มให้อาเสี่ย

"เธอจะแสดงอะไรล่ะ"

"ยิงต่อสู้กันโดยใช้กระสุนจริงครับ"

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานสะดุ้งเฮือก

"เธอจะยิงกับใคร? "

"ยิงกับนาวาอากาศตรีโต้ง คู่ปรับเก่าของผมครับ เมื่อกี้นี้ผมเดินผ่านมา มันบอกได้ว่าผมเป็นนักบินเฮงซวย น่าเจ็บใจไหมล่ะ"

หลวงดำทิ้งระเบิดพูดเสริมขึ้น

"เพื่อนฝูงกัน สีเดียวกันหยอกล้อกันนิดหน่อยเป็นอะไรไปเล่า วันนี้เป็นวันของทหารอากาศ หนักนิดเบาหน่อยก็ควรจะอภัยให้กัน"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"จริงครับ ถึงอย่างไรเราก็สีเดียวกัน"

นิกรถอนหายใจดังๆ แล้วพูดโพล่งขึ้น

"เที่ยง ๑๕ นาทีแล้วครับคุณหลวงครับ เมื่อไรจะลงมือรับประทานกันเสียทีล่ะครับ"

ทุกคนหันมามองดูเสืออากาศจอมตะกละเป็นตาเดียว คุณพระควงสว่านฯ หัวเราะชอบอกชอบใจ หันไปตะโกนเรียกทหารรับใช้คนหนึ่ง

"เฮ้-เธอไปเร่งอาหารหน่อยซี บอกว่าเรืออากาศเอกนิกรหิวจะตายอยู่แล้ว"

ทันใดนั้นเอง พนักงานรับใช้ของราชธานีก็เริ่มเสิฟอาหารกลางวันเดินตามกันมาเป็นแถว เริ่มต้นด้วยซุบตามธรรมเนียมอาหารฝรั่ง การรับประทานอาหารกลางวันเริ่มต้นแล้ว คุณหญิงวาดสนทนากับคุณหลวง อึกกระทึกเวหาเบาๆ

"คุณหลวงคะ สมมุติว่าดิฉันจะสละเงินบำรุงกองทัพอากาศของเราสักแสนบาท ทางนี้จะจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ของดิฉันไหมคะ"

หลวงอึกกระทึกฯ ลืมตาโพลง

"ไม่ต้องสมมุติหรอกครับคุณหญิง กรุณาจ่ายเงินได้เลยครับ กองทัพอากาศคงจะซาบซึ้งในพระคุณของคุณหญิงอย่างยิ่ง ถ้าคุณหญิงจะกรุณาบริจาคเงินบำรุงตามที่พูด"

คุณหญิงวาดหัวเราะ เปิดกระเป๋าหนังจระเข้ออกหยิบเช็คฉบับหนึ่งซึ่งเซ็นจ่ายเงินแสนบาทไว้เรียบร้อยส่งให้ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานทันที

"นี่ค่ะ ดิฉันช่วยค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่หมดไปในการแสดงการบินให้ประชาชนชมในวันนี้ ดิฉันปลื้มใจเหลือเกินเมื่อได้มาเห็นกองทัพอากาศของเราเข้มแข็งเช่นนี้ ดิฉันไม่ได้มาดอนเมืองนานแล้วค่ะ คงเข้าใจอย่างโง่ๆ ว่าเราคงมีเครื่องบินรบแบบใหม่เพียงสองสามเครื่อง แล้วก็เราคงใช้เครื่องบินรุ่นเก่าแบบสองปีกกันอยู่ ที่ไหนได้เครื่องบินรบของเรามีมากมายเต็มท้องฟ้า ได้เห็นแล้วปลื้มใจจนบอกไม่ถูก รั้วทางอากาศของเราแข็งแกร่งอย่างนี้เกิดศึกเสือเหนือใต้ก็พอจะเบาใจ"

หลวงอึกกระทึกฯ มองดูเช็คฉบับนั้น เมื่อเห็นถูกต้องดีแล้วก็พับเก็บใส่กระเป๋า คุณหญิงวาดพูดขึ้นอย่างเกรงใจ

. "ประทานโทษ เงินแสนบาทนี่น่ะ ดิฉันให้กองทัพอากาศนะคะ ไม่ใช่ให้คุณหลวง"

หลวงอึกกระทึกฯ สะดุ้งเฮือกสุดตัว

"แล้วกัน คุณหญิงพูดยังงี้ก็เท่ากับดูถูกผมน่ะซีครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"อุ๊ย ดิฉันจะกล้าดูถูกคุณหลวงหรือคะ ดิฉันชี้แจงให้ฟังต่างหาก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดือดดาลภรรยาของท่านมาก ท่านมองดูหน้าหลวงอึกกระทึกฯ แล้วรีบพูดกลบเกลื่อน

"คุณหญิงของผมแกเป็นคนพูดพล่อยๆ อย่าถือเลยครับ"

ใบหน้าของหลวงอึกกระทึกฯ แดงระเรื่อ ท่านล้วงกระเป๋าหยิบเช็คออกมาส่งให้พระสว่านเวหน

"คุณพระช่วยจัดการในเรื่องเงินแสนบาทให้คุณหญิงท่านหน่อยสิครับ" แล้วหลวงอึกกระทึกฯ ก็ยกมือชี้หน้ากิมหงวน "ฉันขอร้องเธอแล้วว่าอย่าบอกใครว่าฉันเป็นลูกหนี้ของเธอ เธอคงเล่าให้คุณหญิงฟังแน่ๆ ว่าฉันกู้เงินเธอปลูกบ้าน คุณหญิงท่านถึงไม่ไว้ใจฉัน กลัวว่าฉันจะอมเงินแสนบาทนี้"

เปรตเวหาอ้าปากหวอ

"ปู้โธ่...ให้ผมดิ้นตายซีครับคุณหลวง ผมยังไม่เคยเล่าอะไรให้คุณอาหญิงฟังเลย"

"อ้าว" หลวงอึกกระทึกฯ อุทาน "งั้นเรอะ"

ใครต่อใครต่างอมยิ้มไปตามกัน พระควงสว่านฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"ประเดี๋ยวผมจะนำเช็คของคุณหญิงไปมอบให้เจ้าหน้าที่การเงินของกองทัพให้เรียบร้อย ซึ่งกองทัพอากาศก็จะได้ตอบรับอนุโมทนาคุณหญิงตามระเบียบ ง่า-การแสดงตอนบ่ายเจ้าหน้าที่คงจะประกาศกระจายเสียงแจ้งให้ประชาชนทราบ ว่าคุณหญิงได้สละเงินแสนบาทบำรุงกองทัพอากาศของเรา"

คุณหญิงวาดยิ้มแก้มแทบแตก

"คุณพระจะจัดการให้ดิฉันได้ขึ้นเครื่องบินสักหน่อยได้ไหมคะ"

"เมื่อไรครับ"

"ตอนบ่ายนี้แหละค่ะ"

ขุนอุตลุดนภาพร ผู้บัญชาการขนส่งแห่งกองทัพอากาศพูดขึ้นทันที

"ในฐานะที่คุณหญิงเป็นผู้มีอุปการะคุณต่อกองทัพอากาศ เรายินดีที่จะจัดให้เป็นไปตามความประสงค์ของคุณหญิงขอรับ ประเดี๋ยวรับประทานอาหารแล้ว ผมจะจัดเครื่องบินพลเรือนที่ปลอดภัยแบบโบนันซาไว้ให้คุณหญิงหนึ่งเครื่อง เพื่อให้คุณหญิงขึ้นนั่งชมสนามบินดอนเมืองหรือจะเลยไปเที่ยวกรุงเทพฯ ชมพระนครทางอากาศด้วยก็ได้"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"หรือคะ ขอบคุณค่ะ แต่ว่า ดิฉันอยากขึ้นเครื่องบินรบมากกว่าค่ะ"

พวกนายทหารอากาศต่างมองดูหน้ากัน แล้วคุณพระควงสว่านฯ ก็พูดขึ้นว่า

"เครื่องบินรบนั่งไม่สบายหรอกครับคุณหญิง"

"ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันชอบ"

พระควงสว่านฯ กล่าวต่อไป

"ถ้ายังงั้นผมจะจัดเครื่องบินฝึกแบบ เอ.ที. ๖ ไว้ให้คุณหญิงดีไหมครับ เพราะเป็นเครื่องบินที่มีที่นั่งคู่ นักบินหนึ่งคนกับคุณหญิงอีกหนึ่งคน"

คุณวาดเอียงคออมยิ้ม

"ดิฉันอยากขึ้นเครื่องบินไอพ่นค่ะ แล้วก็อยากจะลองขับเอง"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที พล พัชราภรณ์กล่าวขึ้นเบาๆ

"นั่ง เอ.ที. ๖ เถอะครับคุณแม่ ค่อยปลอดภัยหน่อยผมจะเป็นนักบินให้เองครับ"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"แกเป็นนักบินแม่ไม่เอาหรอก เราแม่ลูกกันเกิดเอ๊กสิเด็นท์ขึ้นก็อาจจะต้องเสียชีวิตด้วยกัน อย่างไรก็ตายคนหนึ่งอยู่คนหนึ่งดีกว่า"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ผมขับเองครับคุณอา"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะอีก

"ไม่รับประทานละจ้ะ นักบินต้องธรณีสารอย่างแกฉันไม่ต้องการหรอก ประเดี๋ยวแกนั่งหลับฉันก็แย่เท่านั้น สำหรับแกขับรถยนต์ให้ฉันนั่งฉันยังไม่เอา" แล้วท่านก็หันมาทางเปรตเวหา "พ่อหงวนขับเรือบินให้อานั่งดีกว่า อารู้สึกว่าเธอขับได้ดีกว่าเจ้าพลและเจ้ากรมาก"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"เอาซีครับ ผมรับรองว่าผมจะขับให้นุ่มนวลที่สุด นิดเดียวไม่ให้โคลงเลยครับ เอาน้ำตักใส่ขันให้เต็มวางไว้บนปีก แล้วบินขึ้นไปกลับลงมาน้ำหกออกนอกขันนิดเดียวผมยอมให้คุณอาปรับหมื่นบาท แน่-เอากันยังงี้เลย"

หลวงอึกกระทึกฯ กล่าวกับเรืออากาศเอกกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"ดีแล้วกิมหงวน เธอขับ เอ.ที. ซิกส์ ให้คุณหญิงท่านนั่งก็แล้วกัน คุณหญิงท่านอยากนั่งเครื่องบินรบก็ ให้ท่านลองดู ถึงแม้ว่า เอ.ที. ซิกส์ เป็นเครื่องบินฝึกก็จัดอยู่ในจำพวกเครื่องบินรบเหมือนกันเพราะใช้การรบได้"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ได้ครับ ผมจะพาคุณอาหญิงขึ้นชมสนามบินดอนเมืองสักสองสามรอบ"

หลวงอึกกระทึกฯ พยักหน้า

''ประเดี๋ยวฉันจะสั่งให้เขาเตรียม เอ.ที. ซิกส์ไว้ให้เรียบร้อย" แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "ใต้เท้าไม่เห็นคัดค้านอะไร ถ้าจะเต็มใจให้คุณหญิงท่านขึ้นเครื่องบิน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"ไม่คัดค้านหรอกครับ คุณหญิงแกประกันชีวิตไว้แสนบาทและอุปัทวเหตุอีกแสนบาท ถ้าอย่างไรผมก็ได้เงินสองแสน อย่างจะเสียค่าทำศพก็คงไม่เกินสองหมื่น ยังมีกำไรอีกมาก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร อาหารตามรายการอื่นๆ ถูกยกทยอยมาตามลำดับ ท่านผู้ใหญ่และเจ้าสัวกิมไซ สนทนากับนายทหารอากาศอย่างกันเอง นิกรพูดน้อยที่สุดเขาตั้งหน้าตั้งตากินอาหารโดยไม่สนใจกับใครทั้งนั้น

ก่อนเวลา ๑๓.๐๐ น. เล็กน้อย

รถจี๊ปของกองทัพอากาศคันหนึ่งได้แล่นออกจากหน้าสโมสรนายทหารอากาศ นำหน้าพาคาดิลแล็คเก๋งคันงามผ่านกลุ่มประชาชนคนดูนับจำนวนหมื่นตัดเข้าสนามบินและตรงไปทางด้านตะวันออกท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง

ภายในรถจี๊ป มีคนขับซึ่งเป็นจ่าอากาศตรีนั่งคู่กับเรืออากาศเอกกิมหงวน เสืออากาศผู้มีสมญาว่า เปรตเวหา ส่วนตอนหลังรถคือพระควงสว่านเวหากับหลวงอึกกระทึกเวหา คาดิลแล็คเก๋งขับโดยเจ้าแห้ว มี คุณหญิงวาดนั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพัง คุณหญิงกำลังเดินขึ้นเครื่องบิน เอ.ที. ๖ ซึ่งพระควงสว่านฯ ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วกองทัพอากาศอย่างรวดเร็ว คุณหญิงวาดได้สละเงินส่วนตัวแสนบาทบำรุงกองทัพอากาศของเรา บรรดานายและพลทหารอากาศทุกคนต่างพากันนิยมนับถือคุณหญิงวาด และยกย่องให้เกียรติท่านในฐานะที่เป็นผู้มีอุปการะคุณต่อกองทัพอากาศคนหนึ่ง

บนทางวิ่งด้านนอกมีเครื่องบินฝึก เอ.ที. ๖ เครื่องหนึ่งจอดเตรียมพร้อมอยู่ใต้ทางลม เจ้าหน้าที่ทหารอากาศสามสี่คนยืนจับกลุ่มกันอยู่ข้างๆ เมื่อรถจี๊ปกับคาดิลแล็คเก๋งแล่นมาถึง เรืออากาศตรีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นช่างอากาศก็วิ่งเข้ามาที่รถจี๊ป ชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์ท่านนายพลอากาศทั้งสอง

"เครื่องบิน เอ.ที. ๖ หมายเลข ๑๕๖๐ พร้อมที่จะบินได้ขอรับ" เขารายงานอย่างฉาดฉาน

พระควงสว่านฯ วันทยาหัตถ์รับความเคารพ

"ดีมาก"

ครั้นแล้วทุกคนที่อยู่ในรถทั้งสองคันก็พากันลงจากรถตรงมาที่เครื่องบินฝึก คุณหญิงวาดชักใจไม่ดี ท่านมองดูเครื่องบินลำนั้นด้วยความตื่นเต้น

"นี่หรือคะคุณพระ ที่คุณพระจัดให้ดิฉัน"

พระควงสว่านฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ครับ คุณหญิงจะบินไปเที่ยวไหนบ้างก็สุดแล้วแต่เถอะครับ"

"ดิฉันคงไม่ไปไกลนักหรอกค่ะ อยากจะขอขึ้นชมรอบๆ สนามบินนี่เท่านั้น"

หลวงอึกกระทึกฯ หันมาพูดกับเสี่ยหงวน

"ระวังหน่อยนะกิมหงวน คุณหญิงท่านไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลย เธออย่าบินผาดแผลงเป็นอันขาด"

เปรตเวหาหัวเราะ

"ผมสัญญากับคุณอาหญิงท่านไว้แล้วครับว่าผมจะบินอย่างสุภาพที่สุด" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด "เชิญครับ คุณอา"

คุณหญิงวาดทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยชอบกล ท่านกล่าวถามหลวงอึกกระทึกฯ เบาๆ

"เครื่องบินลำนี้เครื่องเครามันเรียบร้อยดีหรือค่ะ"

หลวงอึกกระทึกฯ เกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ

"ครับ ช่างเครื่องเขาฟิตไว้อย่างที่หนึ่งเลยครับ รับรองว่าคุณหญิงจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์"

คุณหญิงวาดทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกมือขึ้นประณมระหว่างหน้าของท่านแล้วทำปากหมุบหมิบ อาเสี่ยแลเห็นแล้วหัวเราะก้าก พอคุณหญิงลุกขึ้นมาเขาก็กล่าวถาม

"คุณอาทำอะไรครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"อาไหว้พระภูมิเจ้าที่ที่นี่เพื่อให้ท่านคุ้มครองอา"

เสียงหัวเราะของท่านนายพลทั้งสองและทหารอากาศซึ่งยืนอยู่ข้างหลังดังขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นเรืออากาศเอกกิมหงวนก็พาคุณหญิงวาดขึ้นไปนั่งบนเครื่อง เอ.ที. ๖ หมายเลข ๑๕๖๐

ในฐานะเป็นผู้โดยสาร คุณหญิงวาดจึงนั่งอยู่ข้างกับเปรตเวหา และเนื่องจากเครื่องบินแบบนี้เป็นเครื่องบินเล็ก คุณหญิงวาดจึงผูกตัวของท่านติดกับที่นั่งเช่นเดียวกับกิมหงวน

พระควงสว่านฯ ส่งหมวกหนังและแว่นตาให้คุณหญิงวาด คุณหญิงเอื้อมมือรับแล้วพูดยิ้มๆ

"มีการแจกแว่นกันด้วยหรือค่ะ คุณหลวง"

"ครับ เพื่อป้องกันลม คุณหญิงโปรดสวมแว่นเสียด้วย"

คุณหญิงวาดพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ยกหมวกหนังขึ้นสวมศีรษะและยกแว่นตากันลมขึ้นสวมใส่ให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นท่านนายพลทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ช่างอากาศก็ถอยออกมา

เสียงเครื่องยนต์ เอ.ที. ๖ ถูกสตาร์ทขึ้นแล้ว คุณหญิงวาดใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ไม้กั้นลูกล้อถูกดึงออก ธงสีเขียวในมือของทหารอากาศคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ทางใต้ของทางวิ่งโบกสะบัดไปมาเป็นสัญญาณทางสะดวก

เปรตเวหาเร่งเครื่องยนต์เต็มแรง เอ.ที. ๖ วิ่งปราดไปตามทางวิ่งของมันด้วยความเร็วสูง เพียงครู่เดียวก็ขึ้นสู่อากาศ ฐานลูกล้อถูกหดเข้ามาเก็บ

ไม่มีใครอธิบายถูกว่าคุณหญิงวาดมีความรู้สึกอย่างไร นั่งตัวแข็งทื่อหลับตาปี่ และเมื่อท่านลืมตาขึ้นมองดูโลกท่านก็ใจหายวาบ เพราะเครื่องบินกำลังลอยอยู่เหนือสนามบินในระยะสูงไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ เมตร

เรืออากาศเอกกิมหงวน นำเครื่องบินเลี้ยวขวาบินมาทางบริเวณงาน เอ.ที. ๖ สูงขึ้นจากระดับพื้นดินตามลำดับ เปรตเวหานึกคะนองขึ้นมาก็ลืมไปว่าเครื่องบินที่เขากำลังขับอยู่นี้มีคุณหญิงวาดโดยสารอยู่ด้วย ดังนั้นเขาจึงเริ่มแสดงท่าผาดแผลงทันที

ในท่าแรกก็คือ เชิดหัวขึ้นหาระดับสูงจนเป็นเส้นตั้งฉากแล้วพลิกท้องควงสว่านสามสี่ดอกติดๆ กัน คุณหญิงวาดร้องวี๊ดว้ายอกสั่นขวัญแขวน แต่เสียงของเครื่องบินดังกลบเสียงของคุณหญิงเสียหมด

"พ่อหงวน-ว้าย-อย่าเล่นยังงี้ ว้ายๆๆๆ ตายแน่ โอ๊ย-เยี่ยวราดแล้ว อิติปิโส ภควา--ถึงดินแล้วโว้ย"

เอ.ที. ๖ เชิดหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากหวุดหวิดจะโหม่งโลก ประชาชนคนดูนับหมื่นต่างพากันจ้องมองเครื่องบินเครื่องนี้ เสี่ยหงวนบังคับเครื่องเลี้ยวขวาเป็นวงแคบแล้วหงายท้องพลิกกลับดำดิ่งลงมาอีก

คุณหญิงวาดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าวท่านร้องตะโกนด่าเปรตเวหาเสียงลั่น แต่กิม หงวนไม่ได้หันหลังมามองดูท่านเลย คุณหญิงวาดไม่รู้จะทำอย่างไรก็ถุยน้ำลายรดอาเสี่ย แต่แล้วลมก็พัด น้ำลายมาถูกหน้าท่านทำให้คุณหญิงวาดเดือดดาลขึ้นอีก

"โว้ย-ลงโว้ย ไม่เอาแล้ว เยี่ยวราดแล้ว"

เปรตเวหามองลงมาข้างล่าง แลเห็นประชาชนแน่นขนัดราวกับฝูงมด เขาก็แสดงท่าผาดแผลงอีก คราวนี้เป็นการบินที่น่าหวาดเสียวที่สุด คือเลี้ยวในระยะต่ำจนกระทั่งปีกข้างหนึ่งของเครื่องบินหวุดหวิดจะสัมผัสสนามบิน แล้วอาเสี่ยก็เชิดหัวขึ้นเร่งเครื่องยนต์เต็มที่ แสดงท่าพลิกใบไม้ โดยดับเครื่องยนต์ปล่อยให้ เอ.ที. ๖ พลิกไปมาเหมือนใบไม้ร่วง

คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ

"อ้ายหงวน---อ๋อย---ตายแล้วกู"

กิมหงวนยิ่งบินก็ยิ่งมันมือ เขาเผลอไปเข้าใจว่าเขากำลังแสดงการบินผาดแผลงให้ประชาชนชม อาเสี่ยจิกหัวลงมาสู่พื้นโลกอย่างรวดเร็ว ต่ำลงมาและต่ำลงมาตามลำดับ คุณหญิงวาดกลับตาปี๋ ประณมมือสวดมนต์ ภาวนาด้วยความรักตัวกลัวตาย บริเวณเบื้องล่างของสนามบินใหญ่โตขึ้นตามลำดับ แต่แล้วเมื่อเหลือระยะอีกไม่ถึง ๕๐ เมตร เปรตเวหาก็ดึงคันบังคับนำเครื่องบินไต่ขึ้นไปหาระยะสูง

ประชาชนต่างตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว กิมหงวนแสดงท่าผาดแผลงอย่าน่าหวาดเสียว เขาหารู้ไม่ว่าผู้โดยสารของเขาสิ้นสติสมประดีไปแล้ว เปรตเวหาจึงนำเครื่องบินเลี้ยวไปมาใหม่ท่าต่างๆ บางทีก็บินหงายท้องเป็นเวลาหลายนาที

เวลาผ่านไปราว ๑๐ นาฬิกาเศษ อาเสี่ยก็ได้ยินเสียงวิทยุดังขึ้น

"ฮัลโหล--กิมหงวน ฮัลโหล--กิมหงวน รีบนำเครื่องบินลงสนามเดี๋ยวนี้ ถ้าขืนชักช้าคุณหญิงวาดอาจจะช็อคตายก็ได้"

เปรตเวหาสะดุ้งเฮือกสุดตัว หันขวับมาทางข้างหลังแล้วก็เย็นวาบเมื่อแลเห็นคุณหญิงวาดนั่งคอพับคออ่อนอยู่กับที่นั่ง อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก เขาเพิ่งนึกขึ้นได้เดี๋ยวนี้ว่าคุณหญิงวาดได้โดยสารมาด้วย

เรืออากาศเอกกิมหงวน นำเครื่องบินเลี้ยวมาทางทิศเหนือของทางวิ่ง ผ่อนเครื่องยนต์และปลดฐาน ลูกล้อออกบังคับเครื่องให้บินต่ำลงมาทุกที พอแลเห็นเจ้าหน้าที่ประจำสนามโบกธงสีเขียวให้ อาเสี่ยก็นำเครื่องบิน เอ.ที. ๖ ร่อนลงสู่สนามบินด้านนอกโดยสวัสดิภาพ เอ.ที. ๖ วิ่งไปตามทางวิ่งของมันตรงมาหยุดที่รถจี๊ปและรถคาดิลแล็คเก๋ง

หลวงอึกกระทึกฯ กับพระควงสว่านฯ และเจ้าหน้าที่ทหารอากาศต่างเดินเข้ามาที่เครื่องบิน เอ.ที. ๖ เรืออากาศเอกกิมหงวนปีนออกมาจากที่นั่ง เหยียบปีกเครื่องบินกระโดดลงมาข้างล่าง พระควงสว่านฯ เอ็ด ตะโรอาเสี่ยทันที

"ทำไมเธอแกล้งบินโลดโผนยังงี้หา ดูซิ คุณหญิงสลบไปแล้ว"

เปรตเวหาทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล

"ผมลืมไปครับใต้เท้า ลืมไปจริงๆ ว่าคุณอาหญิงนั่งอยู่ข้างหลังผม ต่อเมื่อได้ยินเสียงวิทยุที่รถจี๊ปนี่จึงนึกขึ้นได้" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับเจ้าแห้ว "เป็นไงแห้วฝีมือของข้ายังดีอยู่มิใช่หรือ"

เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"รับประทานแน่เลยครับ อีตอนจิกหัวลงมารับประทานผมนึกว่าโหม่งโลกเสียแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เร็วโว้ย ช่วยกันพาคุณอาหญิงลงมาจากที่นั่งเถอะที่ท่านเป็นลมก็คงจะเป็นเพราะตกใจจนเกินควร"

ครั้นแล้วเสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วและจ่าอากาศอีก ๒ คนก็นำคุณหญิงวาดออกมาจากที่นั่งด้วยความลำบากยากเย็น

คุณหญิงวาดรู้สึกตัวตื่นขึ้น ก็พบตัวเองอยู่ตอนหลังรถคาดิลแล็คเก๋ง และมีอาเสี่ยกิมหงวนนั่งประคองท่าน เจ้าแห้วกำลังขับรถเก๋งคันงามพาคุณหญิงและเปรตเวหาตรงมายังสนามบินฝั่งตะวันตก

พอฟื้นขึ้นมา คุณหญิงวาดก็ยกกำปั้นทั้งสองข้างกระหน่ำลงตามหน้าตาและเนื้อตัวเสี่ยหงวนโดยไม่ต้องนับครั้ง ปากก็ร้องด่าเรียงลำดับบรรพบุรุษของเปรตเวหา อาเสี่ยร้องเอ็ดตะโรลั่นรถ

"โอ๊ย กลัวแล้ว กลัวแล้วครับ กลัวแล้ว"

คุณหญิงวาดซ้อมเสี่ยหงวนจนหอบแฮ่กๆ แล้วท่านก็เรียงลำดับญาติโยมของเสี่ยหงวนต่อไป

"อ้ายระยำ มีอย่างรึพอขึ้นพ้นดินยังไม่ทันไรก็หกคะเมนตีลังกาในท่าต่างๆ รู้อยู่แล้วว่าเราเกิดมาไม่เคยขึ้นเรือบินยังจะแกล้งเราอีก เฮอ-นึกว่าตายเสียแล้ว เล่นไม่รู้จักเล่น อ้ายเราตะโกนเรียกจนแสบคอหอยไม่เหลียวหน้ามาดูเลย บินหกหน้าหกหลังเหมือนม้าพยศ"

อาเสี่ยกราบลงบนตักคุณหญิงวาด

"ยกโทษให้ผมเถอะครับ ผมไม่ได้เจตนาแกล้งคุณอาเลย ผมลืมไปจริงๆ ครับว่าคุณอานั่งขึ้นไปด้วย"

คุณหญิงวาดถอนหายใจหนักๆ

"ขายหน้าพวกช่างอากาศเขาเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ขายหน้าเขาที่คุณอาเป็นลมน่ะหรือครับ"

"ใครบอกล่ะ"

"แล้วขายหน้าเขาทำไมล่ะครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มอายๆ "อาฉี่ออกมารดที่นั่งน่ะซิ ล่อเสียโชกไปเลย แล้วนี่กระโปรงเปียกหมดลงจากรถไม่ได้แล้ว รีบพาอากลับบ้านเถอะ ลงจากรถไม่ได้แล้ว หรือแกยังจะต้องแสดงอะไรอีกแกก็อยู่ ส่วนอาต้องกลับบ้าน"

เปรตเวหาหัวเราะงอหงาย รถแล่นมาหยุดริมสนามบินด้านตะวันตก กิมหงวนเปิดประตูก้าวลงจากรถแล้วบอกให้เจ้าแห้วรีบพาท่านกลับกรุงเทพฯ ต่อจากนั้นอาเสี่ยก็ตรงไปยังสโมสรนายทหารอากาศ

การแสดงของกองทัพอากาศในตอนบ่ายคงดำเนินต่อไป เมื่อ ๑๓.๐๐ น. ล่วงแล้ว กิจการได้เป็นไปโดยเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีได้เสด็จมาถึงสนามบินในเวลา ๑๕.๐๐ น.

คณะพรรค ๔ สหาย คงร่วมสนุกอยู่ที่ดอนเมืองจนกระทั่งพลบค่ำ

จบตอน