พล นิกร กิมหงวน 197 : จอมอภินิหาร

"ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ทำไม่ได้" นี่คือคติพจน์ประจำใจของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ไทยที่ทั่วโลกรู้จักเขาดี ชายหนุ่มผู้นี้ใช้เวลาที่มีอยู่ให้หมดไปกับการค้นคว้า ทดลองเกี่ยวกับทางแพทย์ และทางวิทยาศาสตร์ในอันที่จะสร้างชื่อเสียงให้เขาและเพื่อเป็น

ประโยชน์แก่ประเทศชาติ

จากเมฆหมอกของสงครามโลก ซึ่งมีทีท่าว่าจะเคลื่อนมายังประเทศไทย ทางรัฐบาลได้ตระหนักดีจึงเตรียมการรับสงครามไว้อย่างเข้มแข็ง เร่งสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ ฝึกทหารรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง เรียกระดมทหารที่ลาพักให้กลับมาประจำหน่วยที่ตั้งของตนตามเดิม นอกจากนี้ก็วางแผน

การต่อสู้ป้องกันภัยและบรรเทาภัยทางอากาศ เตรียมแผนการอพยพประชาชนทั้งในจังหวัดพระนครและธนบุรีให้ไปอยู่ยังที่ปลอดภัย ถ้าหากว่าอสูรสงครามเหยียบย่างเข้ามาในประเทศไทย

ดร.ดิเรก ห่างกับเพื่อนเกลอทั้งสามไปชั่วขณะ เขาหมกอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทั้งกลางวันและกลางคืน ง่วนอยู่กับการค้นคว้าของเขา บางทีค้นพบแต่คว้าไม่ทัน บางทีคว้าถูกแล้วแต่ค้นไม่พบ เขากำลังวางโครงการที่จะสร้างนักรบไทย คือทหารไทยทุกคนให้กลายเป็นมนุษย์

วิเศษ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ยิงฟันไม่เข้า ถ้าหากว่าความคิดของนายแพทย์หนุ่มเป็นผล กองทัพไทยทั้งสามทัพก็จะกลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

แล้ว ดร.ดิเรกก็ใช้ให้เจ้าแห้วเรียกตัวเพื่อนเกลอทั้งสามมาพบกับเขาในตอนเย็นวันหนึ่ง ขณะที่นายแพทย์หนุ่มกำลังง่วนอยู่กับงานของเขาภายในห้องทดลองอันกว้างใหญ่ ประตูห้องวิทยาศาสตร์ก็ถูกเคาะขึ้น เบาๆ ดร.ดิเรกหันไปมองดูที่ประตูแล้วกล่าวคำอนุญาตเป็นภาษาอังกฤษ

"คัมอิน"

ประตูกระจกฝ้าถูกหมุนลูกบิดเปิดออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพล กิมหงวนและเจ้าแห้วเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"กู๊ดอิเวนนิ่ง หมอ" อาเสี่ยกล่าวทัก

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"กู๊ดวิเวนนิ่ง อ้ายกรล่ะ"

พูดขาดคำนิกรก็เดินกินกล้วยหอม เข้ามาในห้องพอเห็นหน้าดิเรกนายจอมทะเล้นก็ยักคิ้วแผล็บ

"มีการประชุมเรื่องอะไรกันอีกล่ะ"

ดิเรกเชิญให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนเกลอของเขานั่ง หลังจากโอภาปราศรัยกันเล็กน้อย ดร.ดิเรกก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เท่าที่กันเชิญคุณพ่อและพวกแกมาพบกัน ก็เพื่อจะแถลงสาระสำคัญให้ทราบว่า บัดนี้กันได้ใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติของเรา คือให้คนธรรมดากลายเป็นมนุษย์วิเศษ เหาะเหินเดินอากาศได้ยิงฟันไม่เข้า"

นิกรหัวเราะหึๆ โยนเปลือกกล้วยหอมไปบนพื้น

"นักวิทยาศาสตร์อย่างแกน่านับถือมาก โดยมากนักวิทยาศาสตร์ที่ไปเรียนนอก กลับมาถึงเมืองไทยก็สมัครใจรับแต่ราชการกินเงินเดือนเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนแกได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมามากต่อมากแล้ว

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแก้มแทบแตก ยกมือกอดอกเดินวนเวียนไปมาอย่างสง่าผ่าเผย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ กันไม่เคยรักอะไรยิ่งไปกว่าประเทศชาติของกัน" พูดจบดิเรกก็เหยียบเปลือกกล้วยหอมของนิกรถลาลื่นล้มลงก้นกระแทกพื้นดังโครม

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น นายแพทย์หนุ่มสูดปากและทำตาปริบๆ เอื้อมมือหยิบเปลือกกล้วยหอม ขว้างออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเดือดดาล เปลือกกล้วยปะทะขอบหน้าต่าง แคนนอนมาแปะกลางกระบานเจ้าคุณปัจจนึกฯพอดี

นิกรทำคอย่นหัวเราะก๊าก

"คุณพ่อ... ฮ่อ ฮ่ะ เปลือกกล้วยหอมปิดหัวคุณพ่อไว้หร็อมแหร็มน่าเกลียดเหลือเกินครับ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด ค่อยๆ เอื้อมมือหยิบเปลือกกล้วยหอมขว้างหน้านายแพทย์หนุ่มทันที

"อ้ายเปรต ประเดี๋ยวพ่อเตะหงายท้องเลย"

เสียงหัวเราะ ดังขึ้นลั่นห้องวิทยาศาสตร์ นายแพทย์หนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้น ปราดเข้ามายกมือเขกศีรษะนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ แก่กินเสียจริงเชียว กินแล้วยังโยนเปลือกทิ้งไว้อีก อูย...ก้นกบแทบหัก"

กิมหงวนหัวเราะงอหายหันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ไปเอาเหล้ามากินกันเถอะวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานผมกำลังเปรี้ยวปากอยู่ทีเดียว"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"เปล่าๆๆ คำว่าเอาเหล้ามากินน่ะข้าหมายความถึงข้าสี่คน นี่แล้วก็คุณอาอีกหนึ่งคน มึงไม่เกี่ยว"

"อ้าว แล้วกัน" แล้วเจ้าแห้วก็พาตัวเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ต่อจากนั้น ดร.ดิเรกก็พูดกับเพื่อนเกลอและพ่อตาของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ เขาอธิบายให้ฟังว่า บัดนี้ เขาได้ประดิษฐ์คิดยาฉีดขึ้นขนานหนึ่งแล้ว ยาฉีดของเขาเมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายของใครผู้นั้น จะมี

กำลังพลังอันมหาศาลยิ่งกว่าคิงคองเสียอีก นอกจากนี้เขายังคิดเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดจิ๋วใช้สวมต่างเสื้อผูกติดกับร่างกาย เครื่องไอพ่นนี้จะทำให้ผู้ที่สวมใส่ติดกับตัวเหาะเหิรเดินอากาศได้ในอัตราความเร็วถึงชั่วโมงละ ๔๐๐ ไมล์

แล้ว ดร.ดิเรกก็นำประดิษฐกรรมของเขาออกมาจากตู้ไม้ใบใหญ่ เอามาวางบนโต๊ะอธิบายให้คณะพรรคของเขาทราบ มันเป็นเสื้อคล้ายเสื้อเกราะข้างหลังมีท่อเหล็ก คล้ายแป๊บน้ำหลายอัน และมีเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็ก แบบเดียวกับในภาพยนตร์ของบริษัทรีพับลิค

ในระหว่างที่ดิเรกกำลังอธิบายอยู่นั้น เจ้าแห้วกับสาวใช้อีกคนหนึ่งก็ถือถาดใส่ขวดเหล้า โซดาถ้วยแก้วและจานกับแกล้มเดินเข้ามา ต่างวางถาดลงบนโต๊ะแล้วเจ้าแห้วก็หันมายิ้มกับสาวใช้เก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์"

"ไปได้ เจ๊ม่อม เสร็จธุระแล้ว ผู้ใหญ่เขากำลังประชุมกัน รีบออกไปเสีย"

ละม่อมค้อนควับ

"โอ้ย ฉันไม่อยากฟังหร็อกย่ะไม่ต้องไล่ฉันก็ไป งานของฉัน ยังมีอยู่อีกตั้งมากมายก่ายกองสุมกบาล" แล้วละม่อมก็เดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ กิมหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนเกลอของเขา แล้วก็ฟัง ดร.ดิเรกอธิบายต่อไป นิกรฟังพลาง

กินพลาง เผลอแว่บเดียวแหนมหมดเกลี้ยงจานโดยที่คนอื่นยังไม่ได้กินแม้แต่คำเดียว พลเอื้อมมือคว้าข้อมือนิกรไว้

"เฮ้ยๆ พอทีซีโว้ย แหมเรียบไป ๑ จานแล้วยังจะบุกรุกเนื้อยำอีก เอาไว้ให้คนอื่นเขากินบ้าง"

นิกรยิ้มแห้งๆ พยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"เจี๊ยะ เจี๊ยะ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เจี๊ยะหอกอะไรล่ะ เหลือแต่ต้นหอมและถั่วลิสง แกนี่จะกินจะอยู่ ไม่ได้นึกถึงพรรคพวกบ้างเลย" แล้วอาเสี่ยก็ยกแก้วเหล้าของเขาขึ้นจะดื่ม แต่พอแลเห็นแมลงวันตัวหนึ่งกำลังลอยคออยู่ในน้ำสีเหลืองในถ้วยแก้วเสี่ยหงวนก็สะดุ้งเฮือก หันควับมาทางเจ้าแห้วส่งแก้วให้ทันที

"เฮ้..เอาไปเททิ้ง หยิบแก้วเปล่าบนขอบหน้าต่างนั่นมาให้อีกใบซิ"

"รับประทานไม่ต้องเทหรอกครับ รับประทานผมจัดการเอง" แล้วเจ้าแห้วก็ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นมาดื่มทั้งแมลงวัน และเหล้าผ่านลำคอเจ้าแห้วลงไปอย่างง่ายดาย

ดร.ดิเรกแลเห็นเข้าก็นัยน์ตาเหลือก

"อ้ายแห้ว" นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโรลั่น "กินเข้าไปได้ยังไงวะ แกรู้หรือเปล่าว่าที่ขาของแมลงวันน่ะเต็มไปด้วยเชื้อโรคสารพัด ไข้รากสาด ไทด์ฟอย อหิวาตกโรค"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่เป็นไรครับ รับประทานคุณนิกรเคยสอนผมว่าแมลงวันเป็นยาโป๊"

ดิเรกหันควับมาทางนายจอมทะเล้นทันที

"ใครบอกแกวะ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแหยๆ

"ไม่รู้เรอะ ก็เห็นเขาพูดกันว่าแมลงวันสเปญกินแล้ว จิตใจคึกคักเข้มแข็งดี กันก็ลองกินแมลงวันไทยดูบ้าง"

"แล้วผลของมันเป็นไง"

นิกรยักไหล่แล้วแบมือ

"สบาย เป็นยาถ่ายในตัว ไม่เชื่อแกลองดูสักตัวก็ได้ อ้ายชนิดหัวเขียวตัวเบิ้มๆ ด้วยละก้อวิเศษนัก ตัวหนึ่งเท่ากับกินบรุ๊คแล็ค ๔ ก้อน โกร๊กเป็นน้ำไปเลย"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าปั้นยากที่สุด

"ยูตะกละที่สุดในโลก กินกระทั่งแมลงวัน ว้า พูดกันนอกเรื่องนอกราวเสียแล้ว มาคุยกันถึงเรื่องประดิษฐกรรมอันวิเศษของกันเถอะ"

พลผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายให้เพื่อนเกลอของเขาอีก ทุกคนนั่งนิ่งเฉย ตั้งอกตั้งใจฟังนายแพทย์หนุ่มบรรยายถึงคุณภาพเสื้อวิเศษของเขา ดร.ดิเรกบอกว่าถ้าสงครามเกิดขึ้นในประเทศไทย เขาจะสร้างเสื้อวิเศษนี้ให้ทหารไทยทุกๆ คน ซึ่งจะทำให้กองทัพไพทั้งสามทัพ เข้มแข็ง

เหมือนกองทัพมัจจุราช คือเอาชนะความตายได้ ปืนใหญ่ปืนกลไม่สามารถจะทำอันตรายนักรบไทยได้เลย

"กันได้ติดต่อไปทางกองทัพบกแล้ว ท่านประธานสภาการป้องกันพระราชอาณาจักรขอร้องให้กันนำประดิษฐกรรมวิเศษนี้ ไปทดลองให้ท่านกับคณะนายทหารเสนาธิการชมเป็นขวัญตา เพื่อให้เห็นเท็จจริงในเสาร์ที่จะถึงนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม เลื่อมใสในแนวความคิดของดิเรก ซึ่งไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ

"แล้วแกตอบท่านประธานสภาการสงครามไปว่าอย่างไรหรือยัง"

"ออไร๋น์ ตอบไปแล้วครับ วันเสาร์นี้เวลา ๑๓.๐๐ น. ผมจะทดลองให้ท่านชมที่บริเวณเขตทหารแห่งหนึ่งทางบางซื่อ"

พลถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกจะทดลองเองหรือ"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โน กันจะให้อ้ายกรหรืออ้ายหงวน คนใดคนหนึ่งทดลองสวมเสื้อไอพ่นตัวนี้ ซึ่งหมายความว่ากันจะฉีดยามหากำลังให้ก่อน อำนาจยาฉีดของกันจะทำให้ร่างกาย คงทนยิ่งกว่าเหล็กกล้า ปืนผาอาวุธทุกชนิดไม่สามารถจะทำอันตรายได้"

เสี่ยหงวนยักคิ้วให้นิกร

"ว่าไง แกช่วยเป็นคนทดลองให้ดิเรกมันหน่อยซีนะ กันขี้เกียจเหาะโว้ย อยู่บนดินเหมือนมนุษย์ธรรมดาสามัญชนดีกว่า"

นิกรสั่นศีรษะ พูดเสียงคับปากเพราะมีเนื้อยำอยู่เต็มปาก

"ไม่เอาละโว้ย เหาะไปเหาะมาเกิดเครื่องยนต์มันเสีย ก็ตกลงมาคอหักตายห่าเท่านั้นเอง อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องเดือดร้อน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ฉันไม่เคยเห็นใครขี้ขลาดตาขาวเหมือนอย่างแกเลย"

นิกรพยักหน้า

"ก็อาจจะเป็นได้ คนที่รู้รักษาตัวรอดอย่างกันบางขณะก็ขี้ขลาดอย่าหมาไม่กิน แต่บางขณะก็กล้าอย่างไม่น่าเชื่อ ให้อ้ายพลเป็นคนทดลองดีกว่า เพราะในจำนวนพวกเราก็รู้สึกว่า อ้ายพลนี่แหละกล้าหาญมากกว่าเพื่อน"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย เปลี่ยนสายตามาที่นายพัชราภรณ์

"ดีทีเดียว ขอให้แกช่วยกันกันหน่อยเถอะวะ เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติของเรา กันมั่นใจว่า เราอาจจะถูกคอมมิวนิสต์รุกรานได้ทุกเมื่อ ลำพังอาศัยพวกยี่เกอย่างเดียวปราบมันไม่ไหว มันต้องใช้กำลังทหารอันเข็มแข็งทั้งสามทัพ"

พลหัวเราะ

"แกจะให้กันทำอย่างไรบ้าง บอกมาซิ"

"ไม่ต้องทำอะไรมากมาย เพียงแต่วันเสาร์นี้ตอนเช้ากันจะฉีดยามหากำลังให้แกชุบตัวแก ด้วยไฟฟ้าให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า พอเที่ยงก็จะพาแกไปพบกับคณะกรรมการสภาการป้องกันพระราชอาณาจักร กันจะสวมเสื้อไอพ่นนี้ให้แก ต่อจากนั้น ก็จะให้แกเหาะเหินเดินอากาศ

ให้คณะกรรมการได้เห็นประจักษ์กับตาและกันจะให้ทหารระดมยิงแกด้วยปืนพกปืนกล"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ถ้าเผื่อกันเกิดตายขึ้นล่ะแกจะว่ายังไง"

นายแพทย์หนุ่มตวาดลั่น

"ตายก็รู้วะ เป็นบ้าไปได้ เชื่อภูมิรู้ด๊อกเตอร์ดิเรกบ้างซีโว้ย เพื่อนรักทั้งคนใครจะปล่อยให้ตายแกกลัวว่ากระสุนปืนของทหารจะยิงแกเข้ายังงั้นหรือ ไม่ต้องวิตก กันขอรับรองว่า ไม่มีอาวุธสิ่งใดที่จะทำอันตรายแกได้เลย หลังจากแกได้อาบไฟฟ้า และได้รับการฉีดยาวิเศษจากกันแล้ว"

นายพัชราภรณ์มองดูเสื้อวิเศษ ซึ่งวางกองอยู่บนโต๊ะ

"แล้วกัน จะบังคับเครื่องยนต์ไอพ่นที่เสื้อนี้ได้อย่างไร กันไม่มีวิชาความรู้ในเรื่องไอพ่นเลย"

ดิเรกว่า "ไม่ยากเย็นอะไรหรอก เพียงแต่แกกดปุ่มอันนี้" แล้วดิเรกก็ชี้ให้ดู "เครื่องไอพ่นก็จะเริ่มทำงานเบาๆ ปุ่มนี้หมุนเร่งหรือผ่อนเครื่องให้เร็วหรือช้า เวลาจะเหาะขึ้นจากพื้นโลก อาศัยความเร็วของเครื่องไอพ่น จะเลี้ยวไปทางขวาก็ยกมือขวา เลี้ยวซ้ายก็ยกมือซ้าย เอาเถอะ

แล้วกันจะสอนวิธีใช้เครื่องไอพ่นให้ แกได้เรียนรู้อย่างดีทีเดียวช่วยกันหน่อยเถอะวะพล"

นายพัชราภรณ์นั่งคิด

"ความจริงกันอยากช่วยเหลือแกเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อคิดดูแล้วก็เห็นว่า การทดลองต่อหน้าคณะกรรมการสภาป้องกันพระราชอาณาจักร และนายทหารฝ่ายเสนาธิการทั้งสามทัพ ซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เราควรจะเลือกหาคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางสง่าผ่าเผยให้เป็นผู้ทำการ

ทดลองในการนี้ สำหรับกันบุคลิกลักษณะไม่เหมาะสมเลย แต่ถ้าได้อ้ายหงวนแล้วเป็นเหมาะที่สุด เพราะอ้ายเสี่ยท่าทางองอาจผึ่งผายมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ในจำนวนพวกแกทั้งสี่นี้ก็ให้อ้ายหงวนนี่แหละที่องอาจผึ่งผาย สมเป็นชายชาตรี"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาไม่เคยอิ่มผลยอที่ใครมอบให้เขาเลย อาเสี่ยผุดลุกขึ้นยืนก้มศีรษะเล็กน้อย แล้วกล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"ข้าพเจ้าอาเสี่ยรูปหล่อแห่งประเทศไทย ขอเสนอตัวเป็นคนทดลองเสื้อไอพ่นนี้ ตลอดจนการอยู่ยงคงทานด้วย อำนาจยาฉีดและไฟฟ้า"

เสียงตบมือดังลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ นิกรชูแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นเหนือศีรษะ แล้วร้องตะโกนขึ้น ดังๆ

"ขอให้คุณนิกร จงประสพความสุขความเจริญไชโย"

เงียบกริบ ไม่มีใครร้องไชโย สายตาทังหมดจ้องมองมาที่นายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย พูดขึ้นเปรยๆ

"อยากมองหน้ากินให้หมดเลย"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น"แกนี่มันตลกบริโภคจริงโว้ย ให้โอกาสคนอื่นเขากินบ้างซี"

นิกรหัวเราะ ต่อจากนั้น ดร.ดิเรกก็ปรึกษาหารือกับเพื่อนเกลอและพ่อตาของเขา ในเรื่องที่เกี่ยวกับประดิษฐกรรมวิเศษของเขา ซึ่งจะทำให้กองทัพไทยเป็นแสนยานุภาพที่มีความเข้มแข็งที่สุดในโลกนี้ คณะพรรคสี่สหายต่างพากันเลื่อมใส และสนับสนุนในแนวความคิดของนาย

แพทย์หนุ่ม

"ถ้าหากว่านักวิทยาศาสตร์ไทยมีความรักประเทศชาติและยอมสละทุนทรัพย์สละเวลาให้หมดไปกับการค้นคว้าทดลองเหมือนอย่างแกแล้ว ประเทศเราคงจะเจริญก้าวหน้าขึ้นอีกมากทีเดียว"เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ

ดร.ดิเรกพยักหน้าหงึกๆ

"ผมทุ่มเทเงินในการทดลองเสื้อไอพ่นนี้ จนสิ้นเนื้อประดาตัวเชียวนะครับคุณพ่อ เวลานี้ผมเป็นหนี้อ้ายหงวนเกือบห้าแสนแล้ว"

"ห้าแสน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "แล้วแกจะเอาที่ไหนไปใช้มัน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ไม่ต้องใช้หรอกครับ ไม่มีสัญญงสัญญาอะไร ขอยืมกันด้วยปาก พยานหลักฐานอะไรไม่มีทั้งนั้น"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"วิเศษจริงนะ คุณหมอ ฉันน่ะเกือบจะสาบานแล้วว่า จะไม่ให้ใครขอยืมเงินอีก แต่สันดานฉันมั่นชั่ว ถูกเขายอตูดกระดกเข้าหน่อยเท่าไรเท่ากัน เช่นอ้ายแห้วเป็นต้น"

แล้วกิมหงวนก็หันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"แกลองบอกข้าซิ อ้ายแห้ว แกเป็นหนี้ข้าเท่าไรแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานคิดไปคิดมานับไม่ถ้วนแล้วครับ แต่ว่ารับประทานมหาเศรษฐีอย่างอาเสี่ยผมรู้ดีขอรับว่าเงินไม่มีค่า และไม่มีความหมายอะไรสำหรับอาเสี่ยเลย อาเสี่ยอาจจะหยิบเงินออกมาให้ผมเดี๋ยวนี้อีกสักสองพันยังได้"

กิมหงวนโบกมือ

"ไม่สำเร็จ อย่าพยายามยกยอปอปั้นเลย เราจะยอเขาละก้ออย่าให้เขารู้ตัวซีโว้ย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก ดร.ดิเรกชวนให้เพื่อนๆ ของเขาดื่มเหล้า แล้วสนทนากันต่อไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

"อาวิตกเหลือเกินว่า ในแล้งนี้สงครามอาจจะย้ายจากประเทศเกาหลีมาเปิดฉากแถวบ้านเรา ซึ่งจะทำให้เราพลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วย"

นิกรถามขึ้นว่า

"มันจะรบกันหาหอกอะไรกันครับคุณพ่อ ต่างคนต่างอยู่เฉยๆ ทำมาหากินกันไปไม่มีความสุขหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"เรื่องนี้พูดยากโว้ย เราเป็นประเทศเล็กๆ เปรียบเราเหมือนกับหญ้าแพรก หมากัดกันหญ้าแพรกก็ต้องราบ"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ราบและลื่นไปหมด"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "เดี๋ยวก็ถูกเตะเท่านั้นเอง เสืออยู่ดีๆ เอาไม้เข้ามาแหย่เสือ"

นิกรพูดขึ้นดังๆ

"เสือหัวล้านไม่ดุหรอกครับคุณพ่อ" พูดจบนายจอมทะเล้นก็ลุกขึ้นวิ่งจู๊ดออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นไล่กวดติดๆ ออกไป กิมหงวนกับเจ้าแห้วหัวเราะงอหาย

ในฉากเดิม คือในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

ในตอนสายของวันเสาร์ ในราว ๙.๐๐ น.เศษ คณะพรรคสี่สหายรวมทั้งท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของเขาต่างเข้ามาชุมนุมกันพร้อมญาติ ดู ดร.ดิเรกชุบตัวกิมหงวนด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อให้อาเสี่ยมีความอยู่ยงคงทน มีเนื้อหนังแข็งแกร่งยิ่งกว่าแผ่นเหล็กกล้าหลายเท่า

กิมหงวนนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนเตียงกลางห้อง เบื้องบนอาเสี่ยเต็มไปด้วยเครื่องไฟฟ้ายุ่งไปหมด มองไม่รู้ว่าเรื่องว่าอะไรเป็นอะไร เว้นแต่ ดร.ดิเรกคนเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าแห้วได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์อย่างแข็งแรง ช่วยหยิบอ้ายโน่นอ้ายนี่ให้นายแพทย์หนุ่ม

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น จนฟังไม่ได้ศัพท์ตลอดเวลาที่ ดร.ดิเรกปล่อยกระแสไฟฟ้าชุบกายกิมหงวนให้แข็งแกร่งเป็นเพชร คุณหญิงวาดคอยเตือนนายแพทย์หนุ่มบ่อยๆ เกรงว่าเสี่ยหงวนจะถึงแก่ความตาย เพาะทนกระแสไฟฟ้าไม่ไหว

"คอยดูเข็มมันไว้บ้างนะพ่อดิเรก อย่ามัวแต่คุยอยู่ ดีไม่ดียายนวลแกจะเป็นหม้ายเท่านั้นเอง"

นวลลออหันมายิ้มให้คุณหญิงวาด

"เป็นหม้ายซิคะดี หนูจะได้หาผัวใหม่"

อาเสี่ยลืมตาขึ้นมองดูโลกแล้วหัวเราะหึๆ

"ลองดูหน่อยเถอะน่า ฉันไม่มาหักคอเธอเสียค่อยว่าซี"

นิกรพูดกับนวลลออ

"ไม่ต้องกลัวครับ ถ้าอ้ายหงวนตายผมจะทำพิธีเรียกวิญญาณใส่หม้อเอาไปทิ้งน้ำ เป็นไม่ต้องได้ผุดได้เกิดกันอีกละ"

อาเสี่ยค้อนควับ แต่แล้วก็ดิ้นทุรนทุรายบอก ดร.ดิเรก

"หมอ-หมอโว้ย ทนไม่ไหวแล้ว ร้อนเหลือเกิน"

นายแพทย์หนุ่มเอื้อมมือปิดเปิดสวิทยุ่งไปหมด หันมาสั่งเจ้าแห้ว

"ไป ต้มเข็มฉีดยาเตรียมไว้ได้แล้ว"

เจ้าแห้วรีบปฏิบัติตามคำสั่ง ดิเรกปลดสายไฟออกจากเครื่อง ทุกๆ คนมองดูนายแพทย์หนุ่ม และนึกชมเชยเขาที่ทำงานด้วยความชำนิชำนาญยิ่ง เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ในห้องวิทยาศาสตร์นี้รุงรังเต็มไปหมด ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แม้กระทั่งดิเรกเองบางครั้งก็ไม่รู้เหมือน

กันว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อมันเป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองวิทยาศาตร์ ตลอดจนเครื่องไฟฟ้าให้มากที่สุดที่จะมากได้

"เป็นยังไง" ดิเรกถามอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"รู้สึกอ่อนเพลียมาก"

"ออไร๋น์ กระแสไฟฟ้าที่กำลังบังคับเซ็ลต่างๆ ในร่างกายของแกนั่นเองทำให้แกอ่อนเพลีย แต่ประเดี๋ยวก็คงหาย และหลังจากนั้นเนื้อหนังของแกจะแข็งแก่งยิ่งกว่าเหล็กหลายพันเท่า"

ภายในห้องเงียบสงัดไปชั่วขณะ ดร.ดิเรกเดินมาที่ตู้ใส่เครื่องเวชภัณฑ์ของเขา หยิบหีบนิคเกิลออกมาเปิดออกหยิบยาฉีดหลอดหนึ่งออกมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินเข้ามาดูใกล้ๆ แล้ว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็กล่าวถามขึ้น

"นี่น่ะเรอะ ยากำลัง"

"ถูกแล้วครับ ผมให้ชื่อมันว่า เดอะ เพาเดอเร่อ โน นิโอซาน คิงคอง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"อือ ไง๋ชื่อชอบกลยั้งงี้ล่ะ"

"ชื่อไม่สำคัญครับ คุณภาพของยาสำคัญกว่า ผมเคยทดลองได้ผลมาแล้วเมื่อครั้งผมอยู่อินเดีย"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"มหาราชามาอีกแล้วโว้ย"

ดิเรกหันมาตวาด

"ก็มันอดไม่ได้นี่หว่า" แล้วเขาก็ยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "ผมจะเล่าให้คุณอาฟัง ท่านมหาราชาจันทกุมารพระสหายของผมทรงมีพระเมียถึง ๕๐ คน"

คุณหญิงวาดหัวเราะจนน้ำหมากไหล

"เขาไม่เรียกพระเมียหรอกพ่อดิเรก เขาเรียกชายา หรือจะเรียกว่าสนมก็ได้"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ถูกละครับ ท่านมหาราชาจันทกุมารมซิงก์ ทรงมีนางสนมอยู่ประมาณ ๕๐ คน ด้วยเหตุนี้เองทำให้พระองค์ทรงซูบผอมจนแทบจะทรงเดินเหินไม่ไหว"

นิกรพูดขัดขึ้น

"ลำบากนักก็อย่าพูดราชาศัพท์เลยวะหมอ พูดอย่างคนธรรมดาเขาพูดกันก็แล้วกัน"

"เออ ดีเหมือนกัน ง่า-พระองค์หมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องอย่างว่า ร่างกายก็ชำรุดทรุดโทรม ในที่สุดก็ขอร้องให้กันช่วยเหลือทำให้พระองค์แข็งแรง กันก็คิดยาฉีดขนานนี้ฉีดให้พระองค์ ๓ เข็ม ฉีดวันเว้นวัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามด้วยความสนใจ

"แล้วผลของมันยังไง"

"ผลของมันหรือครับ ท่านมหาราชากลายเป็นซิยิ่นกุ้ยขึ้นมาทันที พระองค์แข็งแรงอย่างผิดมนุษย์ หลังจากฉีดยาเข็มแรกเข้าไปเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ทรงกระโดดโลดเต้นหกคะเมนตีลังกาได้อย่างคล่องแคล่ว และสามารถเล่นปล้ำกันช้างพระที่นั่งของพระองค์ได้อย่างสบาย

พระองค์ดึงหางช้างไว้เท่านั้น เจ้าช้างก็หกล้มก้นกระแทกหมดเรี่ยวแรง ประชาราษฎรต่างแซ่ซร้องในพละกำลังอันมหาศาลของพระองค์ ถึงกับตั้งฉายาให้พระองค์ว่าคิงคอง"

พลหัวเราะหึๆ อดขัดคอดิเรกไม่ได้

"ยาของแกเข้าอะไรบ้างละ"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โน กันบอกไม่ได้ เพราะมันเป็นความลับยิ่ง แต่รับรองว่าไม่มียาดำ กระดูกควายเผือก หรือข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องวิทยาศาสตร์ นายแพทย์หนุ่มจัดแจงบรรจุยาฉีดเข้าในหลอดฉีดด้วยความระมัดระวัง เจ้าแห้วเดินเข้ามาส่งเข็มฉีดยาที่ต้มแล้วให้เขา ดร.ดิเรกติดเข็มกับหลอดฉีดเรียบร้อยเดินเข้ามาหาอาเสี่ยกิมหงวน

ในนาทีนั้นเองเขาก็ฉีดยาให้อาเสี่ย แล้วอธิบายให้ทุกๆ คนทราบว่ากิมหงวนมีกำลังยิ่งกว่าช้างสารหลังจากครึ่งชั่วโมงนี้

"นอน-ยูนอนหลับตานิ่งๆอยู่บนเตียงนี่แหละ ถ้านอนหลับได้ยิ่งดี ยาจะได้ซึมซานไปทั่วตัวยู"

กิมหงวนทำตนเป็นเด็กว่าง่าย เขาหลับตาพริ้มนอนนิ่งเฉย คณะพรรคสี่สหายวิพากย์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งเข็มนาฬิกาล่วงไปครึ่งชั่วโมงเศษ เสียงกิมหงวนกรนสนั่นหวั่นไหวลั่นห้อง เขากำลังนอนหลับสนิท และบัดนี้เขากลายเป็นมนุษย์ที่แข็งแรงที่สุดแล้ว แข็งแรงยิ่งกว่าแซมซั่น หรือคิงคองหลายเท่า ดร.ดิเรกมีกิริยากระสับกระส่ายตลอดเวลา ในที่

สุดเขาก็เดินเข้ามาหยุดยืนข้างเตียง แล้วหันไปบอกกับคณะพรรคของเขา

"ใครอยากจะทดลองดูบ้างก็เอา ข้าพเจ้ากล้ารับรองว่า บัดนี้อาเสี่ยกิมหงวนไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว ร่างกายของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ยิงฟันไม่มีเข้า อาวุธทุกชนิดทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจไฟฟ้าและยาฉีดที่อยู่ในตัว นอกจากนี้กิมหงวนของเรายังมีกำลังแข็งแรงยิ่ง

กว่าช้างสาร"

คุณหญิงวาดร้องขึ้นดังๆ

"ขอให้อาทดลองดูหน่อยเถอะ อยากจะเห็นเท็จจริงนัก"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"เอาซีครับ ลองเอาไม้ตะพดแพ่นกบาลอ้ายหงวนดูก็ได้"

คุณหญิงวาดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ท่านเดินเข้าไปในทางซอกตู้ หยิบไม้สี่เหลี่ยมดุ้นหนึ่งยาวประมาณ ๑ หลา ถือเดินเข้ามาหากิมหงวน และเงื้อขึ้นสุดแขน

"เฮ้ คุณหญิง" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องตะโกนลั่น "อ้ายหงวนมันกำลังนอนหลับนะ นักเลงน่ะเขาไม่ทำคนที่กำลังนอนหลับหรอก"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"ใครบอกเจ้าคุณล่ะคะ ว่าดิฉันเป็นนักเลง" แล้วท่านก็มองดูหน้าดิเรก "ถ้าพ่อหงวนหัวแตกหรือเป็นอันตรายไป เธอต้องรับรองนะ"

ดิเรกจุ๊ย์ปากและยกมือเกาศีรษะ

"เอาเถอะครับ ถ้าอ้ายหงวนเป็นอันตรายไป ผมยอมติดคุกเอง ปู้โธ่ ช่างไม่เชื่อภูมิรู้ผมบ้างเลย อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอกเมืองนามาไม่ใช่เวลาเล็กน้อย ผมทำอะไรผมต้องผ่านการทดลองมาแล้วทั้งนั้นแหละครับ"

คุณหญิงวาดเม้มปากแน่น ขยับไม้เล็งหมายตีแสกหน้ากิมหงวน แต่พอนึกถึงคำของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงก็ถอนหายใจดังๆ ลดไม้ลงมาอีก เอื้อมมือเขย่าร่างอาเสี่ย

"พ่อหงวน พ่อหงวนจ๋า เฮ้ย อ้ายหงวนโว้ย ลุกขึ้นซิ"

เสี่ยหงวนลืมตาขึ้นมองดูโลก แล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง มองดูหน้าคุณหญิงวาดอย่างงงๆ

"เรียกผมหรือครับ"

คุณหญิงยักคิ้ว

"อือ ขอให้อาตีกบาลแกเล่นแก้เหงาสักทีเถอะนะ" พูดจบท่านก็เงื้อไม้ขึ้นประเคนลงกลางกระหม่อมเสี่ยหงวนดังสนั่นหวั่นไหว

"โป๊ก!" อาเสี่ยหัวเราะก้าก มองดูคุณหญิงวาดอย่างขบขัน

"แหม ยังกะมดกัดแน่ะครับ คุณอา"

คณะพรรคสี่สหายตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน คุณหญิงวาดท่านตีเต็มเหนี่ยว ถ้าเป็นคนธรรมดาแล้วอย่างไรเสียก็ต้องกบาลแบะ แต่ด้วยอำนาจยาฉีดและการอาบไฟฟ้าทำให้กิมหงวนอยู่ยงคงทนผิดมนุษย์ คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"โอ พ่อหงวน เธอไม่ใช่คนเสียแล้วละ ไม่รู้สึกเจ็บบ้างเลย จริงๆ น่ะเรอะ นี่อาฝันไปหรืออย่างไร"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ไม่ใช่ความฝันครับ มันเป็นความจริง ยาของผมและการอาบไฟออกฤทธิ์แล้ว ขณะนี้อ้ายหงวนคือมนุษย์กายสิทธิ์ อยู่ยงคงกระพัน เนื้อหนังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็ก ใครไม่เชื่อเชิญทดลองได้"

พลอยากจะทดลองให้เห็นประจักษ์กับตาก็เดินไปที่ชั้นไม้หยิบค้อนเหล็กอันหนึ่ง เดินกลับมาหยุดยืนข้างเตียงผ่าตัด กิมหงวนแลเห็นเข้าก็สะดุ้งเฮือก

"เฮ้ยๆ ถึงกับเอาค้อนเชียวหรือนี่ ดีไม่ดีหัวกะโหลกแตกม่องเท่งเชียวนะโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือ

"ไอรับรองหงวน อย่าว่าแต่ค้อนเลยปืนยังได้ ถ้าอาวุธต่างๆ ทำให้แกได้รับความเจ็บปวดแม้แต่น้อย กันยอมให้แกกระทืบเลย อ้า-ให้อ้ายพลมันลองดู ไม่ต้องกลัว อย่างมากก็กบาลแบะตายเท่านั้นแหละวะ"

กิมหงวนก้มศีรษะให้นายพัชราภรณ์โดยดี

"เชิญเถอะเพื่อน ถ้ายังไงละก้อช่วยเอาศพกันไปไว้วัดมงกุฎฯ ก็แล้วกัน"

อ้ายเสือรูปหล่อฟาดค้อนโครมลงไปกลางศีรษะกิมหงวนพอดี

"เป๊ง"

เสียงดังราวกับเคาะแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ คณะพรรคสี่สหายพิศวงงงงวยไปตามกัน สิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เป็นไปได้แล้ว

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบอกชอบใจ

"เว้ล-เวล-เหว่ล เห็นความสามารถของไอหรือยัง ใครอยากทดลองอีกก็เอา มือขั้นด๊อกเตอร์ดิเรกแล้วเชิญเถอะน่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ แล้ววิ่งไปทางขวามือของห้อง หยิบท่อนเหล็กแบนๆ คล้ายกับเหล็กงัดยางรถยนต์ขึ้นมาถือ เดินย่างสามขุมเข้ามาหาเสี่ยหงวน ใครต่อใครรีบหลีกทางให้ท่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"แกต้องรับรองนา ถ้าอ้ายหงวนขมองเละ เจอเหล็กท่อนนี้เข้า มันจะทนได้ก็ให้รู้ไป"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม

"เชิญครับ ความจริงเหล็กท่อนนี้มันยังเล็กไปด้วยซ้ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผิวปากเบาๆ หันมามองดูหน้าเจ้าแห้ว แล้วค่อยๆ เงื้อท่อนเหล็กขึ้นเหนือศีรษะเจ้าแห้ว เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานตีอาเสี่ยครับ ไม่ใช่ตีผม"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก

"อ้าว-เผลอไปโว้ย นึกว่าให้ตีกบาลแกเสียอีก"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานผมโดนเข้าโป๊กเดียวเท่านั้น รับประทานม่องเท่งแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางกิมหงวน คณะพรรคสี่สหายต่างอกใจเต้นระทึกไปตามกัน ท่านเจ้าคุณเงื้อท่อนเหล็กขึ้นฟาดโครมๆ ลงกลางกบาลอาเสี่ยสี่ทีซ้อนๆ

"เป๊ง! เป๊ง! โป๊ก! ป๊อก!"

กิมหงวนนั่งอมยิ้มนิ่งเฉย ไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย แต่ท่อนเหล็กในมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ โค้งงอผิดปกติ ท่านเจ้าคุณส่งท่อนเหล็กให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เพื่อนเกลอของเขาทันที

"ดิเรกมันแน่มาก ทำอ้ายหงวนให้กลายเป็นกายเพชรไปแล้ว เจ้าคุณลองดูบ้างซีครับ นึกเสียว่าตีกบาลคนเล่นแก้กลุ้ม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูท่อนเหล็กที่รับมาจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วก็มองดูหน้าเสี่ยหงวน

"ตายนาอ้ายหงวน"

อาเสี่ยหัวเราะเผ่นพรวดลงมาจากเตียงนอน

"เชิญตามสบายครับ วันนี้ผมอนุญาตให้ทุกคนตีผมฟรี"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"อาตีคอต่อแกนะโว้ย เปรี้ยงเดียวคอหักเลย" กิมหงวนพยักหน้า

"ก็เลือกเอาซีครับ จะตีตรงไหนก็ได้ ผมคิดว่าเอาซุงตีผมดีกว่าท่อนเหล็ก ขนาดนี้ไม่ระคายผิวหนังผม หร็อกครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เม้มปากแน่นเงื้อท่อนเหล็กขึ้นกระหน่ำลงบนต้นคอกิมหงวนเต็มแรงเกิด

"พั่บ"

เสี่ยหงวนยืนอมยิ้มนิ่งเฉยไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคณะพรรคสี่สหายทุกคนแปลกใจเหลือที่จะกล่าว ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ประไพก็ดึงมีดพกทีเหน็บไว้ใต้ขอบกระโปรงออกมาถือ กระชับมั่นไว้ในมือ แล้วเดินรี่เข้ามาหาอาเสี่ย

"ขอดิฉันลองแทงดูสักทีนะคะ ถ้าแทงไม่เข้าซูฮกเลย"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"แกเอามีดมาจากไหน ประไพ"

เมียรักของนิกรอมยิ้ม

"มีดของหนูค่ะ หนูซื้อมาจากเวิ้งนครเขษมนานแล้ว ตั้งแต่นิกรเมาสุราอาละวาดไล่เตะหนู คุณพ่อท่านก็แนะนำให้หนูหามีดพกเหน็บติดตัวไว้แทงนิกรค่ะ ถ้าขืนเล่นงานหนูก่อน เป็นกระซวกให้ไส้ทะลักเลย"

คุณหญิงวาดหันควับมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณทำไมถึงยุยายไพให้พกมีดพร้าล่ะคะ ทำเป็นผู้หญิงจั๊บโป๊ยไม่เหมาะสมเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนลูกสาวคนเล็กของท่าน

"แล้วเสือกไปบอกคุณหญิงท่านทำไมก็ไม่รู้ ทำให้เราพลอยเสียผู้ใหญ่ไปด้วย"

นิกรพูดเสริมขึ้นดังๆ

"เสียมานานแล้วนี่ครับ"

"อ้าว...ทำไมพูดยังงี้ล่ะอ้ายกร ตัวต่อตัวยังได้นะโว้ย เดี๋ยวเตะเปรี้ยงเข้าให้เลย"

ดร.ดิเรกโบกมือให้ลูกเขยและพ่อตาสงบปากเสียงแล้วเขาก็พูดกับประไพ

"เชิญทดลองให้คุณไพแทงเลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าอ้ายหงวนถูกคุณแทงตายผมยอมติดตาราง"

ประไพยิ้มให้เสี่ยหงวน

"แหงนหน้าขึ้นหน่อยสิคะ ขอให้ดิฉันแทงคอหอยให้งามๆ สักหน่อย"

อาเสี่ยหัวเราะ ขึ้นไปนั่งบนเตียงตามเดิมแล้วแหงนหน้ามองดูเพดาน

"เอา..จะแทงลูกกระเดือกหรือจะเอามีดเชือดหลอดลมก็เชิญครับคุณไพ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ เรากันเองไม่ใช่คนอื่น"

เมียรักของนายจอมทะเล้น จ้วงแทงคอหอยกิมหงวนทันที

"ฉึก"

เปล่า...ปลายมีดพกคดมองเห็นถนัด ไม่ได้ระคายเคืองผิวหนังกิมหงวนแม้แต่นิดประไพทำปากห่อร้องเอ็ดตะโร

"อู้ฮู...หนังเหนียวยิ่งกว่าหนังแรดเสียอีก โอย ดิฉันยอมซูฮกเลย ไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้แล้วที่จะอยู่ยงคงทนเหมือนอาเสี่ย"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"ส่งมีดของคุณให้นวลลออ หรือคุณประภาทดลองดูบ้างสิครับ"

นวลลออเดินเข้ามาหาประไพทันที

"ขอยืมมีดพกให้ดิฉันทดลองหน่อยเถอะค่ะ อยากจะรู้ให้เห็นเท็จจริงนัก ถ้าหากว่ายิงฟันไม่เข้าจริงๆ แล้วดิฉันก็เห็นจะแย่ เพราะไม่ได้ซ้อมเฮียอีก ขืนซ้อมก็คงจะสู้เขาไม่ได้" แล้วนวลลออรับมีดพกมาจากประไพ

อาเสี่ยยิ้มให้เมียของเขา

"โอ.เค. นวลลออแทงเฮียให้เต็มรักเถอะ ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ เอา.. เฮียจะช่วยนับให้ หนึ่ง-สอง-สาม"

นวลลออกระหน่ำมีดพกลงที่หน้าอกกิมหงวนสี่ทีติดๆ กันเสียงดังฉึก ฉึก ฉึก ถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงจะม่องเท่งไปแล้ว คณะพรรคสี่สหาย ตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน กิมหงวนนั่งอมยิ้มนิ่งเฉยเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แม่เสือลืมตาโพลง

"เฮ้อ เฮอ เนื้อหนังของเฮียเหมือนแผ่นเหล็กกล้าไม่แตกต่างกันเลย ไม่รู้สึกเจ็บบ้างเลยหรือคะ"

กิมหงวนอมยิ้ม

"เจ็บเหมือนกันขนาดเท่ามดกัดเท่านั้น ให้คุณภาลองเฮียบ้างซีจ๊ะ"

ประภาพูดเสริมขึ้น

"ช่างเถอะค่ะ ขอบคุณมาก ดิฉันเชื่อแล้วว่าอาเสี่ยอยู่ยงคงกระพันจริงๆ "

ดร.ดิเรกกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแล้วร้องประกาศขึ้นดังๆ

"ใครจะทดลองอีกก็เชิญ มีใครจะทดลองบ้างไหม"

นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"อั๊วโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"เชิญ แกจะทดลองยังไงก็เอา"

นายจอมทะเล้นเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเตียงผ่าตัด ยักคิ้วให้กิมหงวนเพื่อนเกลอของเขาแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบหลาวทองเหลืองอันหนึ่งออกมา

"มีดและไม้ทำอะไรแกไม่ได้ แต่หลาวทองเหลืองอันนี้อาจจะส่งแกไปอยู่เมืองนรกได้อย่างง่ายดาย"

เสี่ยหงวนหัวเราะอย่างขบขัน

"หลาวขี้ประติ๋วอันเท่านี้จะมาทำอะไรกันวะ กันคิดว่าแกขึ้นไปข้างบนเอาปืนหรือดาบมาทดลองดีกว่า ดิเรกมันแน่โว้ย กันรู้สึกว่าร่างกายของกัน ขณะนี้มันแข็งยิ่งกว่าเพชรเสียอีก ใจคอคึกคักเข้มแข็งอย่างไรชอบกล"

นิกรอมยิ้ม

"เถอะน่าไม่ต้องปืนหรือดาบหร็อก เพียงแต่หลาวทองเหลืองนี่แหละ เอ้า..นอนลงซี นอนคว่ำแล้วโก้งโค้งเข้า"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง

"แกจะทำไมกันวะ"

"เอาหลาวมาแทงตูดแก"

"ไอ๊ย่าไ อาเสี่ยร้องลั่น "ไม่ได้ เล่นสวนทวารกันก็ม่องเท่งซีโว้ยแทงที่อื่นซี"

นิกรเอียงคอ

"ไม่รู้เรอะ แกอยู่ยงคงทนแทงตรงไหนก็ต้องไม่เข้าซีวะ ฮะฮะ อย่าหน่อยเลยว้า คนโบราณที่มีคาถาอาคมยิงฟันไม่เข้า เอาหลาวแทงตูดทีเดียวม่องเท่งเลย มา..ขอลองหน่อยเถอะวะ"

กิมหงวนหน้าเสีย

"ไม่เอาโว้ย จั๊กกะจี้หายห่า"

เสียหัวเราะของคณะพรรคสี่สหาย ดังขึ้นลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ กิมหงวนกระโดดลงมาจากเตียงผ่าตัด กำหมัดชกลมดังฟืดฟาด แล้วหมั่นหมัดขวาชกผนังตึกเบาะๆ

"โพล๊ะ"

ผนังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทะลุเป็นรูโหว่ทันที อิฐและปูนร่วงกราว ทุกคนตกตะลึงมองดูกิมหงวนด้วยความตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว อาเสี่ยไม่ได้ออกแรงมากมายอะไรเลย เขาชกเพียงเบาะๆเท่านั้น

"โอ้โฮ" คุณหญิงวาดร้องเสียงหลง "ตายละพ่อหงวน ทำไมเรี่ยวแรงถึงมากมายอะไรอย่างนี้ แข็งแรงยิ่งกว่าเหี้ยโบราณเป็นไหนๆ "

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แหม..เอาผมไปเปรียบกับตัวไดโนเสาร์เชียวหรือครับ เปรียบกับสัตว์ที่น่าเอ็นดูกว่านี้ก็ไม่ได้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้อง ใครต่อใครต่างกล่าวขวัญชมเชยความรู้ความสามารถของนายแพทย์หนุ่มที่เขาทำให้กิมหงวนกลายเป็นมนุษย์เหล็กมีพละกำลังยิ่งกว่าช้างสาร ดร.ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เดินเข้ามายกมือตบบ่ากิมหงวน

"อ้ายเสี่ย แสดงกำลังให้ดูอีกนิดหน่อย จะแสดงยังไงก็ตามใจแก"

เสี่ยหงวนมองซ้ายมองขวาแล้วคว้าเอวคุณหญิงวาดชูขึ้นเหนือศีรษะของเขา เบาหวิวราวกับสำลีก้อนหนึ่งทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจยาฉีดนั่นเอง คุณหญิงวาดดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนหัวกิมหงวนร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่น

"โอ๊ย ตายแล้ว เอาลง ประเดี๋ยวเยี่ยวราดรดหัวไม่รู้นะ ว้ายๆๆ "

กิมหงวนรีบวางท่านลงทันที แล้วเขาก็หัวเราะ

"ตกใจหรือครับ"

คุณหญิงวาดอกสั่นขวัญแขวน

"ทำไมจะไม่ตกใจล่ะ เล่นตะหวักตะบวยอะไรไม่รู้ โอย..เยี่ยวเกือบราด แหม..เรี่ยวแรงทำไมถึงมากมายอย่างนี้นะ ไหนลองยกเจ้าคุณทั้งสองคนขึ้น คนละมือได้ไหม แล้วเอาหัวล้านชนกัน ฮิ ฮิ"

สองเจ้าคุณต่างค้อนคุณหญิงวาดพร้อมๆ กัน พลถือหนังสือปกแข็งเล่มเบ้อเริ่มเล่มหนึ่งเอามาส่งให้กิมหงวน

"เฮ้ย ซิยินกุ้ย ลองฉีกหนังสือเล่มนี้ให้ดูหน่อยเถอะวะ"

เสี่ยหงวนรับหนังสือเล่มนั้นมาพิจารณาดูแล้วหัวเราะ

"ยังงี้มันจะไปครณาอะไรวะ เอ้า...อ้ายกรแสดงให้ดูหน่อยซิ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอายังงี้ดีกว่า จะหักก้านไม้ขีดไฟให้ดูเป็นยังไง หน๊อย จะให้ฉีกหนังสือปกแข็งเล่มเบ้อเริ่มใครจะไปฉีกไหววะ"

กิมหงวนอมยิ้ม ชูหนังสือปกแข็งซึ่งมีความหนาประมาณ ๓ นิ้ว แล้วเขาก็ใช้มือทั้งสองข้างฉีกมันออกอย่างง่ายดาย ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคณะพรรคสี่สหาย

"แคว่ก"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"ออไร๋น์ ออไรน์ ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าพเจ้าด๊อกเตอร์ดิเรกขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า บัดนี้อาเสี่ยกิมหงวนของเรา กลายเป็นมนุษย์ที่มีความแข็งแรงที่สุดในโลกนี้ และสามารถอยู่ยงคงกระพันยิงฟันไม่เข้า ฉะนั้น ขอเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายโปรดตบมือให้เกียรติแก่ข้าพเจ้าหน่อย"

เสียงตบมือดังขึ้นทันที โดยเฉพาะนิกร มีการกระทืบเท้าเป่าปากอีกด้วย

"ขอให้ด๊อกเตอร์ดิเรกจงเจริญ ไชโย" นิกรร้องลั่น

เงียบกริบ ไม่มีใครร้องไชโยต่อเขา นันทาหัวเราะหึๆ มองดูน้องชายจอมทะเล้นของหล่อนด้วยความหมั่นไส้

"หมื่นอะไรก็ไม่รู้"

นิกรแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย พูดลิ้นแบๆ

"หมื่นอะไรก็ไม่รู้"

นันทาทำตาเขียวปราดเข้ามาจะเล่นงาน นิกรเผ่นพรวดเข้าไปยืนแยกเขี้ยวอยู่ข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับกิมหงวน

"เฮ้ย เตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าเสียให้สบายใจ ๑๑.๓๐ น. เราจะออกจากบ้านไปกรมทหารบางซื่อ เพื่อทดลองเสื้อไอพ่นและการอยู่ยงคงทนของแก มีอะไรที่แกข้ดข้องหรือสงสัยละก้อ ขอให้ถามกันเสียเดี๋ยวนี้แหละ"

กิมหงวนพยักหน้า

"กันเข้าใจดีแล้ว แต่แกต้องรับรองนาว่า เครื่องไอพ่นของแกจะไม่ทำพิษกัน เรื่องมันตายนะโว้ย กำลังเหาะอยู่ในอากาศ ถ้าเครื่องเสียก็หมายความว่าเป็นศพ"

"ไอรับรอง ขอให้เชื่อความสามารถของไอเถอะวะ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นอีก เสี่ยหงวนคว้าตัวนิกรและเจ้าแห้วชูขึ้นเหนือศีรษะข้างละคน ทั้งสองดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร อาเสี่ยหัวเราะลั่น

"อ้ายกร ฉันจะขว้างแกกับอ้ายแห้วออกไปนอกหน้าต่างนะ"

"เฮ้ยๆๆ " นิกรเอ็ดตะโร "อย่าเล่นน่า เอาลงโว้ย เสียวท้องน้อยเหลือเกิน"

กิมหงวนโยนนิกรกับเจ้าแห้วลอยขึ้นไปเกือบติดเพดานห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วคว้าไว้ทัน ค่อยๆ วางลงบนพื้น คณะพรรคสี่สหายตบมือกราว อาเสี่ยยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อ เดินนำหน้าพาพรรคพวกของเขาออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมตัวไป

พบกับคณะกรรมการสภาป้องกันพระราชอาณาจักรตามที่นัดกันไว้

มันเป็นเวลา ๑๒.๐๐ น. ตรง

บูอิคเก๋งสีฟ้าคลานเอื่อยๆ ตรงมาทางประตูหน้ากองพันทหารแห่งหนึ่งทางบางซื่อ ทหารยามแลเห็นเข้าก็ออกมายืนขวางทางทันที

สี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอยู่ในรถคันนี้ เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับ ทุกคนนอกจากเจ้าแห้วแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย เจ้าแห้วแลเห็นทหารยามก็รีบเหยียบเบรคทันที

"มาหาใครครับ" ทหารยามถามอย่างนอบน้อม

ดร.ดิเรกชะโงกหน้าออกมาพูดกับทหารยาม

"ด๊อกเตอร์ดิเรกกับคณะมาทดลองอาวุธ"

ทหารยามเปิดทางให้ทันที เพราะได้รับคำสั่งจากเจ้านายไว้แล้ว

"เชิญครับ"

บูอิคเก๋งเคลื่อนเข้ามาในกองพันอย่างสง่าผ่าเผย แล่นตรงไปยังตึกกองบัญชาการกลางสภาการป้องกันพระราชอาณาจักร ซึ่งคณะพรรคสี่สหายคุ้นเคยกับสถานที่ดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี

ตัวตึก 2 ชั้นสูงตระหง่าน ด้านหน้าตึกเป็นสนามกว้างใหญ่โตกว่าสนามฟุตบอลหลายเท่า อันเป็นที่ฝึกทหาร รถเก๋งคันงามแล่นมาบนถนนคอนกรีตและหยุดนิ่งหน้าตึก พอดีนายทหารเวร ซึ่งเตรียมคอยต้อนรับคณะพรรคสี่สหาย รีบวิ่งลงมาจากบันไดตรงเข้ามาที่รถบูอิคเก๋ง ชิดเท้า

ตรงกระทำความเคารพคณะพรรคสี่สหาย แล้วพูดกับนายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"คณะกรรมการบัญชาให้ผมคอยต้อนรับท่านอาจารย์ครับ"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์" แล้วดิเรกก็พาสามสหายกับพ่อตาของเขาลงจากรถ

นายทหารเวรนำขึ้นไปบนตึก ตรงเข้าไปในห้องโถงชั้นล่าง ทันใดนั้นเองทุกคนก็แลเห็นทหารบก เรือ และอากาศชั้นผู้ใหญ่ ประมาณ ๒๐ คน นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกลางห้อง บนโต๊ะ มีตะเกียบ ถ้วยน้ำปลา ถ้วยมัสตาด ต้นหอมและกระดาษเช็ดมือ ถ้วยเล็กๆ สำหรับแบ่งอาหาร

นิกรเผลอพูดออกมาดังๆ

"อื้อฮือ เลี้ยงโต๊ะจีนซะด้วย"

ดร.ดิเรกใจหายวาบ รีบหันหน้ามาทางนายจอมทะเล้น ทำตาเขียวยกนิ้วมือขวาแตะริมฝีปากร้องซี๊ด ห้ามไม่ให้นิกรพูดอะไรอีก

คณะกรรมการสภาป้องกันพระราชอาณาจักร ต่างลุกขึ้นยืนต้อนรับคณะ ดร.ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ บรรดาคณะกรรมการโดยมากเคยเป็นลูกศิษย์ หรือเคยอยู่ในบังคับบัญชาของท่านมาแล้ว ใครๆ จึงพากันทักทายท่านอย่างนอบน้อม และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ของเราก็เริ่มเบ่งทันที ประธานสภาป้องกันพระราชอาณาจักร คือพระยาตลุมบอนรานณรงค์ ปราดเข้ามายื่นมือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ สัมผัสในฐานที่เป็นเพื่อนเก่า และเป็นนายทหารรุ่นเดียวกัน

"ไม่ได้พบกันเกือบปีแล้วสินะเจ้าคุณ สบายดีหรือครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวทักเกลอเก่าของท่าน

"ครับ สบายดี" เจ้าคุณตลุมบอนฯ พูดยิ้ม "ผมได้ข่าว่าเจ้าคุณได้เมียเด็กๆ ไว้คนหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"แล้วกัน ผมแก่จวนจะเข้าโลงอยู่แล้ว มีเมียเด็กไหวรึเจ้าคุณ สังขารของผมมันพ้นวัยคึกคักเข้มแข็งเสียแล้ว"

ท่านประธานหัวเราะหันมาทางสี่สหาย

"เชิญครับ เชิญเข้านั่งโต๊ะเลย รับประทานอาหารกันไปพลาง วันนี้คุณนิกรแต่งตัวหล่อมาก"

นิกรอมยิ้ม

"กระผมยังหนุ่มอยู่นี่ครับใต้เท้า"

"เออจริงซีนะ คุณยังมีตัวอ่อนๆ ได้อีก ยังไงครับอาเสี่ย หมู่นี้ฉีกแบ๊งค์เล่นอีกหรือเปล่าครับ"

กิมหงวนหัวเราะ

"ฝนมันตกกระดาษแบ๊งค์มันเหนียว เลยขี้เกียจฉีกครับ ตั้งใจว่าหน้าร้อนปีหน้าผมจะแกเล่นอีกสัก ๕-๖ ล้านบาท"

พวกกรรมการหัวเราะคิกคักไปตามกัน ท่านประธานพาคณะสี่สหายเข้าไปนั่งโต๊ะ และแนะนำให้รู้จักกับคณะกรรมการบางคนที่สี่สหายยังไม่รู้จัก เพราะเพิ่งมาจากต่างประเทศ และเพิ่งเข้ามารับหน้าที่เป็นกรรมการเมื่อเร็วๆ นี้ ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี

นิกรเอียงหน้าเข้ามากระซิบถาม ดร.ดิเรก

"เฮ้ย นี่มันเที่ยงแล้วนี่หว่า บอกเจ้าคุณประธานท่านหน่อยซี หิวเต็มแย่แล้ว"

ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"สุภาพบุรุษไทยอังกฤษเขาต้องซ่อนความรู้สึกไว้"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"แต่สุภาพบุรุษไทย ซ่อนความรู้สึกกับใครไม่เป็นโว้ย อั๊วเล่นต้นหอมเปล่าๆ รองท้องไปก่อนนะ"

นายแพทย์หนุ่มโมโหจนขัน ทันใดนั้นเอง เจ๊กหนุ่ม ๓-๔ คน แต่งกายเรียบร้อยในเครื่องแบบของภัตตาคารแห่งหนึ่ง ก็นำอาหารยกเดินตามกันเข้ามาเปิดฉากด้วยหูฉลามตุ๋นน้ำแดง

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง หูอื้อนัยน์ตาพร่าพรายเพราะความหิว เขาจ้องมองดูหูฉลามข้างหน้าเขา ซึ่งกำลังร้อนควันฉุย ส่งกลิ่นเตะจมูกเป็นที่ยวนยาเหลยิ่งนัก"

"ท่านอาจารย์ เตรียมเสื้อไอพ่นมาเรียบร้อยแล้วหรือครับ" พลอากาศตรีไว้หนวดจิ๋มคนหนึ่งกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างผมเตรียมมาพร้อมแล้ว"

นายทหารเรือชั้นนาวาเอก ซึ่งนั่งตรงกันข้ามกับ ดร.ดิเรกล่าวถามขึ้น

"แล้วท่านอาจารย์จะให้ใครเป็นผู้ทดลองครับ"

ดิเรกผายมือมาทางกิมหงวน

"เสี่ยหงวนครับ ในราว ๑๓.๐๐ น. ผมจะทดลองให้ชมเป็นขวัญตา ขณะนี้กิมหงวนได้รับการชุบตัวด้วยไฟฟ้าและฉีดยามหากลังเรียบร้อยแล้ว คุณพระคงจะแปลกใจ ถ้าผมเรียนให้ทราบว่า เสี่ยหงวนของผมมีกำลังเท่ากับช้างสาร ๓๐ ตัวรวมกัน"

"โอ้โฮ" คณะกรรมการอุทานขึ้น และหันมามองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว

"ไม่น่าเชื่อเลย" เจ้าคุณตลุมบอนฯ พูดยิ้มๆ "อยากจะดูสักนิดได้ไหมครับอาเสี่ย"

กิมหงวนยิ้มแป้นและลุกขึ้นยืน

"ได้ครับ ผมจะแสดงให้ดูนิดหน่อยก่อนที่เราจะรับประทานอาหารกัน" พูดจบอาเสี่ยก็ลุกขึ้นมองดูผนังตึก แล้วเขาก็ยกฝ่ามือขวาดันผนังตึกเบาๆ

"เพละ! " ผนังตึกทะลุเป็นรูโหว่ อิฐและปูนร่วงกราว

คณะกรรมการสภาป้องกันพระราชอาณาจักร อ้าปากหวอไปตามกัน แล้วทุกคนก็ตบมือให้เกียรติยศเสียงดังสนั่นหวั่นไหวลั่นห้อง เสี่ยหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ถูมือทั้งสองข้างไปมา แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ วิพากย์วิจารณ์กันถึง

ความสามารถอันยอดเยี่ยมของ ดร.ดิเรก ที่ทำให้กิมหงวนมีพละกำลังผิดมนุษย์

"ให้ดิ้นตาย" ท่านนายพลคนหนึ่งสาบานขึ้น "ถ้าท่านอาจารย์ฉีดยาขนานนี้ให้ทหารไทยทุกๆ คนละก้อ ผมเชื่อว่ากองทัพของเรา จะเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก"

ดิเรกหัวเราะ

"นอกจากนี้ผมขอเรียนให้ทราบว่า เสี่ยหงวนของผมยังมีร่างกายแข็งแกร่ง.ยิ่งกว่าเหล็กกล้าหลายเท่า ไม่มีอาวุธใดๆ ที่จะทำอันตรายให้ได้ ประเดี๋ยวผมจะให้ทดลองครับ ใช้ปืนพกยิงดูก่อน แล้วปืนเล็กยาวปืนกลกระทั่งปืนใหญ่ยังได้"

อาหารจีนถูกยกมาอีก วิสกี้ตราขาวตั้งอยู่บนโต๊ะอย่างสง่าผ่าเผยสมศักดิ์สมตระกูลของมัน คณะกรรมการไม่มีใครสนใจเรื่องอาหาร ต่างพูดคุยซักถามอะไรต่ออะไรกับนายแพทย์หนุ่มมากมาย ส่วนท่านประธานคุยจ้อกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เกลอเก่าของท่าน

นิกรสูดปากและบิดตัวไปมาด้วยความหิว จนกระทั่งรู้สึกว่าน้ำลายในปากเหนียว กลิ่นหูฉลามตุ๋นน้ำแดงยั่วยวนยิ่งนัก นกพิราบทอดอบแซอิ๊วหั่นเป็นตัวๆ น่ากินไม่น้อย

ในที่สุด นิกรก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน กล่าวถามท่านนายพันเอกคนหนึ่ง

"ประทานโทษครับท่าน แถวนี้มีก๊วยเตี๋ยวขายบ้างไหมครับ"

การสนทนาหยุดชะงักทันที ทุกคนหันมามองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว ท่านประธานกรรมการขมวดคิ้วย่น

"ถามถึงเจ๊กก๋วยเตี๋ยวทำไม คุณนิกร"

นายการุณวงศ์กลืนน้ำลายอีกครั้งหนึ่ง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมหิวข้าวจะเป็นลมตายอยู่แล้วครับ ยังไม่ทราบว่าจะสวดกันอีกสักกี่ชั่วโมง ถึงจะลงมือรับประทานอาหารกัน ขอให้ผมลงไปล่อก๊วยเตี๋ยวลองท้องสัก ๓-๔ ชามก่อนเถอะครับ ม่ายยังงั้นเดี๋ยวลมจับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกขายหน้าเขาอย่างยิ่ง จึงแกล้งหัวเราะและพูดกลบเกลื่อนกับพวกกรรมการ

"เจ้าลูกเขยผมคนนี้มันติดจะตลกสักหน่อย ชอบพูดเล่นตลกคะนองเสมอ"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "ให้รากเลือดเถอะครับ พูดจริงๆ หาว่าพูดเล่นแล้วไหมล่ะ"

คณะกรรมการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ท่านประธานกรรมการหัวเราะหึๆ

"ถ้าเช่นนั้นเชิญรับประทานอาหารกันเถอะครับ พวกเรา เดี๋ยวคุณนิกรแกจะเป็นลมตายเสีย เชิญครับขอให้นึกว่าเป็นกันเอง ดื่มเหล้าคนละนิดหน่อยก่อนนะครับ"

ครั้นแล้วการรับประทานอาหารกลางวันก็เริ่มต้น นิกรหยิบตะเกียบตักแฮ่กึ้นใส่ปากอย่างฉับพลัน แต่แล้วความรู้สึกก็บอกตัวเองว่า เขากำลังอมถ่านไฟแดงๆ อยู่ในปาก จะกายทิ้งก็ไม่กล้า จำใจต้องเคี้ยวแยกเขี้ยวยิงฟันช่วยบรรเทาความร้อน เมื่อเห็นใครๆ มองดูเขา นายจอม

ทะเล้นก็ฝืนหัวเราะ แหงนหน้ามองดูเพดาน

"แหม พัดลมอันนี้สวยมาก ซื้อมาจากห้างไหนครับ"

นายทหารคนหนึ่งพูดขึ้นเบาๆ

"บริษัทปากคอพองจำกัดครับ"

นิกรกลื่นแฮ่กึ๋นลงไปด้วยความลำบากยากเย็น แล้วฝืนหัวเราะกลบเกลื่อนทำตลก หยิบช้อนตักหูฉลามใส่ถ้วยยกขึ้นซด ดร.ดิเรกรู้สึกอับอายพวกกรรมการ จนกระทั่งแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แล้วเขาก็เอียงหน้าเข้ากระซิบกระซาบกับนายจอมทะเล้น

"ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา นิกรจ๋า เห็นแก่หน้าฉันบ้างอย่าตะกละตะกรามให้มันมากนัก จะกินจะอยู่ให้มันมีมารยาทและมองดูคนอื่นเขาบ้าง"

นิกรหน้าจ๋อย

"มันหิวว่ะ"

พลยกศอกกระทุ้งสีข้างเสี่ยหงวนแล้วพูดเบาๆ

"กินซีหงวน นั่งเฉยอยู่ทำไม"

อาเสี่ยสั่นศีรษะช้าๆ สายตามองข้ามบ่าดิเรกจ้องดูนิกรอย่างอนาถใจ

"กินไม่ลงโว้ย เห็นอ้ายกรมันกินเลยอิ่ม ดูซิหูฉลามหม้อเบ้อเริ่ม มันล่อเสียคนเดียวเกือบหมดหม้อแล้ว"

นายพัชราภรณ์ถอนหายใจหนักๆ

"ไปไหนกับอ้ายกรรังแต่จะขายหน้าเขา กินเถอะนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี ผู้ใหญ่ท่านจะว่าเอา"

เพราะนิกรตะกละเกินไป สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงต้องแกล้งคุยอะไรต่ออะไรกับคณะกรรมการ เพื่อไม่ให้มีใครสนใจกับนิกร ในราว ๑๒.๓๐ น. การรับประทานอาหารกลางวันด้วยอาหารจีนชั้นดี ก็เสร็จเรียบร้อย นิกรนั่งคอพับคออ่อนสับปะหงกงึกๆ ด้วยความอิ่มและอึดอัดแทบ

จะทนไม่ได้

"เฮ้ย อ้ายกร" ดร.ดิเรกใช้ศอกเขี่ยสีข้างนายจอมทะเล้น

นิกรลืมตามองดูโลก จัดแจงขยายเข็มขัดออกอีกสองรู แล้วถอนหายใจหนักๆ พูดขึ้นดังๆ

"แหม อิ่มเหลือเกินโว้ย ได้กินยังงี้ทุกวันเดือนเดียวเท่านั้นอ้วนเป็นหมูตอนเลย จุ๊ย์ๆๆปลากะพงเจี๋ยนน้ำแดงไม่เลวเลย"

คณะกรรมการหัวเราะลั่น ท่านเจ้าคุณตลุมบอนฯผู้เป็นประธานกรรมการค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับทุกๆ คน

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้เราได้รับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าขอเชิญชวนทุกๆท่านลงไปที่สนามใหญ่หน้าตึกอำนวยการนี้ เพื่อชมการทดลองความอยู่ยงคงทานจากอำนาจวิทยาศาสตร์ และการทดลองเสื้อไอพ่นของศาสตราจารย์ดิเรก กรรรมการผู้มีเกียรติ

แห่งสภาป้องกันพระราชอาณาจักร"

เสียบตบมือดังขึ้นทันที แล้วทุกคนก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร เจ้าคุณประธานฯ เดินนำหน้าพาออกไปทางหน้าตึก บรรดากรรมการต่างรู้สึกตื่นเต้นอยากจะชมการทดลองในครั้งนี้ เพราะถ้าหากว่าการทดลองได้ผล ก็หมายความว่ากองทัพไทยของเราจะเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก"

ที่สนามหน้าตึก มีทหารยามถือปืนเรียงรายรอบสนามในระยะห่างประมาณ ๒๐ ก้าวต่อคน การทดลองนี้กระทำเป็นความลับยิ่ง แม้แต่ทหารในกองทัพนี้ก็ต้องดูห่างๆ ฉะนั้น โดยรอบสนามจึงมีนายทหารนายสิบและพลทหารหลายร้อยคน ยืนจับกลุ่มคอยชมการทดลองด้วยความ

ตื่นเต้นสนใจ

เจ้าแห้วลำเลียงเสื้อไอพ่น ออกมาจากหลังรถบูอิคเก๋ง น้ำหนักของเสื้อตัวนี้ประมาณ ๘๐ ปอนด์เท่านั้นเอง เสื้อวิเศษซึ่งอยู่ในหีบถูกวางไว้บนโต๊ะสี่เหลี่ยมยาว มีทหารถือปืนสวมดาบ คุ้มกันรักษาประดิษฐกรรมอันมีค่านี้ตลอดเวลา ดร.ดิเรกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของคณะกรรมการ

สภาการป้องกันพระราชอาณาจักร

"เราจะทดลองความอยู่ยงคงทนกันก่อนหรือคุณหมอ" เจ้าคุณตลุมบอนฯ กล่าวถาม ดร.ดิเรกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ออไร๋น์ เจ้าคุณเตรียมทหารไว้หนึ่งหมู่ได้แล้วครับ ผมจะให้ใช้ดาบปลายปืนแทงกิมหงวนก่อน ต่อจากนั้นก็จะให้ยิงด้วยปืนยาวปืนกลมือ และให้ขว้างด้วยลูกระเบิด จนกระทั่งให้รถถังแล่นทับ"

ท่านเจ้าคุณตลุมบอน เรียกนายทหารชั้นนายพันโทคนหนึ่งมาสั่งงานตามความประสงค์ของ ดร.ดิเรกทันที

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง การทดลองอันน่าตื่นเต้นก็เริ่มต้น อาเสี่ยกิมหงวน แต่งกายแบบมนุษย์จรวดในภาพยนตร์ยืนเด่นอยู่เบื้องหน้ากำแพงกระสอบทราย ซึ่งวางรองซ้อนกันเป็นแนวยาวไม่ต่ำกว่า ๒๐ ฟิต

เสียงนกหวีดดังขึ้นเป็นสัญญาณ

"ปรี๊ด! "

พลทหารร่างใหญ่คนหนึ่ง แต่งเครื่องสนามครบครัน ถือปืนสวมดาบวิ่งออกมาจากแถวในท่าเฉียงอาวุธ ร้องไชโยลั่นตรงเข้าไปหากิมหงวน เพื่อจะแทงอาเสี่ยด้วยดาบปลายปืน

"ไชโย! ไชโย! ไชโย! "

เสี่ยหงวนกำลังยกมือกอดอกยิ้มอย่างสง่าผ่าเผย พอเห็นทหารคนนั้นวิ่งใกล้เข้ามาก็ตกใจ รีบยกมือห้าม

"เฮ้ยๆ หยุดก่อน อ้ายน้องชาย"

พลทหารร่างใหญ่ห้ามล้อพรืด

"ผมทำตามคำสั่งผู้พันครับ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"รู้แล้ว ลื้อวิ่งเข้ามาเฉยๆ ซี ไม่ต้องร้องไชโย อั๊วไม่ใช่ข้าศึกนี่หว่า เราทดลองกันต่างหาก"

"อ้อ-ยังงั้นเอาใหม่นะครับ อ้อ-คุณครับ ถ้าหากว่าหอกปลายปืนของผมเสียบทะลุอกคุณละก้อ ขออภัยนะครับ ผมเป็นทหาร ผมต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา"

กิมหงวนอมยิ้ม

"เชิญ อ้ายน้องชาย แล้วแกจะต้องแปลกใจที่ดาบปลายปืนของแกไม่ระคายผิวหนังของกันเลย"

เสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งร้องตะโกนมา

"พลทหารจุ่น แทงซีโว้ย"

พลทหารจุ่น ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ หันไปทางหมู่นายทหารแล้วยกปืนขั้นวันทยาวุธ รายงานเจ้านายของเขาด้วยเสียงอันดัง

"ท่านผู้นี้ไม่ยอมให้ผมร้องไชโยครับ"

เสียงผู้บังคับกองพันตวาดลั่น

"เอาใหม่ ฟังคำสั่งฉัน เตรียมแทง ที่หมายสะดือข้าศึก... แทง"

พลทหารจุ่นยกปืนขึ้นในท่าเตรียมแทง โถมเข้าแทงเสี่ยหงวนทันที มันไม่ผิดอะไรกับแทงต้นซุงอำนาจยามหากำลังและไฟฟ้าที่ชุบตัวกิมหงวน ทำให้กิมหงวนไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดสะดุ้งสะเทือนอะไร ส่วนพลทหารจุ่นหัวคะมำไปทางหนึ่ง ปืนหลุดกระเด็นไปทางหนึ่ง

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ ในเวลาเดียวกันที่ทุกๆ คนตกตะลึงพรึงเพริด ในความอยู่ยงคงกระพันของเสี่ยหงวน

"ไงครับ ใต้เท้า" นายแพทย์หนุ่มพูดกับเจ้าคุณตลุมบอนฯ "ใต้เท้าได้เห็นกับตาแล้วไม่ใช่หรือครับ ว่าอาเสี่ยกิมหงวนของผมมีร่างกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าหลายเท่า"

เจ้าคุณตลุมบอนฯ ขมวดคิ้วย่น

"แน่เหลือเกิน ท่านอาจารย์ ผมตื่นเต้นแปลกใจจนพูดไม่ถูกแล้ว เกือบจะคิดว่าผมกำลังฝันไป"

ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ลองอีกทีสิครับ ใต้เท้า ทีนี้ใช้ให้ทหารทั้งหมู่วิ่งเข้าไปแทงพร้อมๆ กัน และอนุญาตให้ทหารช่วยกันซ้อมกิมหงวนได้เลย"

ท่านประธานฯ สั่งช่างภาพของกองทัพบกเตรียมถ่ายภาพยนตร์ไว้เป็นหลักฐาน แล้วเรียกผู้บังคับกองพันเข้ามาตกลงกับท่าน ดร.ดิเรกเข้ามายืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล นิกร และเจ้าแห้ว

เสียงผู้บังคับกองพันออกคำสั่งเด็ดขาด

"แถว-ตรง ที่หมายอาเสี่ยกิมหงวน ตลุมบอนและซ้อมให้อยู่หมัด"

คำสั่งเปรียบเหมือนคำประกาศิต พลทหารทั้งแปดคน ถือปืนในท่าเฉียงอาวุธ วิ่งประดาหน้ากันเข้าไปหาเสี่ยหงวนทันที มันเป็นภาพที่ตื่นเต้นอย่างยิ่ง บรรดาทหารที่ยืนดูการทดลองรอบๆ สนาม ต่างยืนนิ่งเฉย แทบจะไม่กระดุกกระดิก

ทหารหมู่นั้นโถมเข้าแทงกิมหงวน ตามแบบท่าอาวุธที่ฝึกมา แทงใกล้ แทงไกล แทงเสย อาเสี่ยยืนอมยิ้มนิ่งเฉย เขาถูกแทง ถูกประเคนด้วยพานท้ายปืน ถูกชก ถูกเตะ ถูกถีบ แต่ร่างกายของกิมหงวนเหมือนกับขุนเขา ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร พวกทหาร

ช่วยกันแทงจนดาบปลายปืนคด และพานท้ายปืนที่ฟาดกระบาลกิมหงวนหักสะบั้นไปหลายกระบอก

พวกทหารทั้งกองพันตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราวดีใจที่ต่อไปทหารทุกคนจะมีความคงทนอย่างนี้ เพราะความสามารถของ ดร.ดิเรก คณะกรรมการสภาการป้องกันพระราชอาณาจักรมีความตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว เจ้าคุณตลุมบอนฯ ปราดเข้ามาจับมือ ดร.ดิเรกบีบแน่น

"วิเศษอะไรอย่างนี้ คุณหมอ ผมคิดว่าคุณหมอไม่ใช่คนเสียแล้ว เด็ดขาดแน่ กองทัพไทยของเราจะต้องเข้มแข็งที่สุด ลงยิงไม่เข้าใครจะมาสู้เราได้ต่อไปนี้ทดลองยิงได้เลยนะครับ หรือจะเอารถถังแล่นทับก่อน ผมจะได้สั่งทหารรถถังให้เตรียมตัวเดี๋ยวนี้"

นิกรถามขึ้นอย่างนอบน้อม

"ถังใหญ่หรือถังเล็กครับ ใต้เท้า"

เจ้าคุณตลุมบอนฯ ชี้มือไปทางมุมสนาม

"จอดอยู่โน่นครับ คันหน้าถังเล็ก คือรถถังทหารม้า"

"อ้อ" นิกรคราง "ถังเล็กก็เต็มเร็วหน่อย แล้วคันหลังล่ะครับ"

"คันหลังรถถังขนาดกลางครับ เป็นรถถังทหารราบรุ่นเก่า ที่สั่งซื้อจากบริษัทวิคเก้อรอาร์มสตรองในอังกฤษ"

พอนิกรจะพูดต่อไป พลก็จุ๊ย์ปาก และกระซิบห้าม

"อย่าพูดมากปากพล่อยหน่อยเลยวะ ยืนอยู่เฉยๆ เถอะ"

"อ้าว สงสัยก็ต้องเรียนถามท่านบ้างซิ" แล้วนิกรก็หันมายักคิ้วกับพ่อตาของเขา "ไงครับคุณพ่อ ถ้าจะร้อนมากนะครับ เหงื่อไหลเต็มศีรษะเชียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียว

"เอ ไม่ได้หนักกบาลแกสักนิดเดียว อย่ายุ่งกับฉันหน่อยเลยวะ"

การทดลองในอันดับที่สองเริ่มต้นต่อไป รถทั้งสองคันได้รับคำสั่งให้แล่นทับอาเสี่ยกิมหงวน เสียงเครื่องยนต์ของรถถังดังขึ้น คนดูใจเต้นระทึกไปตามกัน ไม่อยากเชื่อว่ากิมหงวนจะไม่เป็นอันตราย หลังจากถูกรถถังทับร่างของเขา

พอรถถังแล่นปราดเข้าไปกลางสนาม กิมหงวนก็ผิวปากเพลงขันจอหว่อเสียงลั่น แล้วล้มตัวลงนอนคว่ำเงยหน้าขึ้นตะโกนบอกพลประจำรถ

"มา เข้ามาน้องชาย จะทับหัวสมองหรือทับตรงไหน ก็ได้เลือกเอาเถอะคุณ

รถถังอ้ายแอ้ดแล่นนำหน้า พารถถังทหารราบบุกทะลวงเข้ามา แล้วทับกลางตัวกิมหงวนแล่นเลยไป รถถังทหาราบเข้าทับซ้ำ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ในตอนนี้ต่างอ้าปากหวอไปตามกัน

กิมหงวนลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน ก้มลงปัดฝุ่นลออตามเสื้อผ้า ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องสดุดีเขา อาเสี่ยยกมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะ หมุนตัวไปรอบๆ แล้ววิ่งไล่กวดรถถังทหารราบไป ความมีพลังอันมหาศาลทำให้กิมหงวนวิ่งรวดเร็วราวกับลมพัด

เสี่ยหงวนเอื้อมมือจับขอเหล็กท้ายรถถังดึงไว้และออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย รถถังทหารราบไม่สามารถจะแล่นต่อไปได้ คนขับเร่งเครื่องเต็มแรงตีนตะขาบหมุนคว้าง แต่รถไม่เขยื้อน กิมหงวนหัวเราะชอบใจ ลากรถถังคันนั้นเดินมาที่เต็นท์กรรมการ มันเหมือนกับว่ารถถังทหารราบ

มีน้ำหนักเพียง ๒-๓ ปอนด์เท่านั้นเอง

เสียงตบมือเสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอีก ความตื่นเต้นมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแก่ผู้ดูตามลำดับ กิมหงวนปล่อยมือจับรถถังไว้ พลประจำรถทั้งสองคนรีบเปิดประตูลงมาดูกิมหงวนด้วยความตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

เจ้าแห้วเผลอตัวเอ็ดตะโร

"เอ้อเฮอ รับประทานเรี่ยวแรงยิ่งกว่าควายหลายเท่า รับประทานอาเสี่ยของผมเก่งอะไรอย่างนี้"

นายแพทย์หนุ่มหันมาพูดกับเจ้าแห้วทันที

"ไม่ใช่อ้ายหงวนเก่งโว้ย มันเป็นความสามารถของข้าต่างหาก อ้ายเสี่ยเพียงแต่ยอมตัวเป็นคนทดลองเท่านั้น"

ท่านประธานฯ พาคณะกรรมการเข้ามาห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหาย ทุกคนมองดู ดร.ดิเรกและ กิมหงวนอย่างชื่นชม

"คุณหมอทำให้พวกผมตื่นเต้นที่สุด" เจ้าคุณตลุมบอนฯ กล่าวด้วยน้ำใสใจจริง "ผมเชื่อความสามารถของคุณหมอแล้วครับ ทหารไทยจะต้องอยู่ยงคงทนเหมือนอาเสี่ยกิมหงวนอย่างแน่นอน"

ดร.ดิเรกยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ออไร๋น์ ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมจะฉีดยามหากำลังและชุบตัวด้วยไฟฟ้าให้ทหารทีละกองทัพ ส่วนเสื้อไอพ่นผมก็จะรีบตั้งโรงงานสร้างขึ้นโดยด่วน เพื่อแจกจ่ายให้ทหารไทยทั้งสามทัพ นักบินของเราถูกชิ้นระเบิด ปตอ.ถูกยิงด้วยปืนกลอากาศก็ไม่เป็นไร ถึงเครื่องบินตกแหลก

ละเอียดก็ไม่ตาย ส่วนทหารเรือก็เหมือนกัน โดยเฉพาะทหารราบ ถ้าเข้าสนามรบก็จะบุกไล่ข้าศึกอย่างอาจหาญ วิ่งเข้าตลุมบอนได้เลยไม่ต้องยิงกันให้เมื่อย"

เจ้าแห้วส่งแก้วน้ำเข็งหยดยาอุทัยให้นายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานดื่มน้ำแก้คอแห้งเสียหน่อยครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรกยกมือเท้าสะเอวเม้มปากแน่น เจ้าแห้วถอยหลังกรูด เพราะกลัวถูกเตะ นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าหงึกๆ หันมาทางกรรมการสภาป้องกันพระราชอาณาจักร

"ต่อจากนี้ไป ผมจะให้ทดลองยิงเสี่ยหงวนด้วยปืนทุกชนิด และใช้ใช้ลูกระเบิดมือขว้างด้วย ลงมือได้แล้วครับ ประเดี๋ยวผมจะได้ทดลองเสื้อไอพ่นให้ชมเป็นขวัญตา"

คณะกรรมการปรึกษาหารือกันสักครู่ ก็ตกลงทดลองใช้อาวุธปืนยิงกิมหงวน แต่เจ้าคุณตลุมบอนฯ ให้ความเห็นว่า นัดแรกควรจะยิงแขนหรือขาอาเสี่ยก่อน เพราะถ้ากระสุนปืนเข้าจะได้ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต"

"คุณณรงค์" ท่านประธานฯ พูดกับผู้บังคับกองพันทหารราบ "คุณเอาปืนพกของคุณลองยิงขาเสี่ย กิมหงวนดูก่อนสักหนึ่งนัด"

ผู้บังคับกองพันชิดเท้าวันทยาหัตถ์

"ครับผม"

พ.ท.ณรงค์ ชัยฤทธิ์ ดึงปืนพกออกมาจากซองปืนของเขา แล้วเข้ามาหาอาเสี่ย

"อนุญาตให้ผมทดลองยิงขาคุณด้วยปืนพกตามบัญชาของท่านประธานฯ เถอะนะครับ"

"ยิงขา" กิมหงวนพูดเสียงวหัวเราะ "ยิงขาจะดีรื้อ ยิงขมับผมดีกว่า เถอะน่า ผมไม่ตายหรอกคุณ"

"ผมคิดว่ายิงขาสักนัดก่อนดีกว่าครับ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เอา...ตามใจคุณเถอะครับ" พูดจบก็ยกขาข้างขวาขึ้นมาวางบนเก้าอี้ แล้วถลกขากางเกงแลเห็นน่องอันเรียวเล็กเหมือนตะเกียบ "เชิญครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมอนุญาตเต็มที่ สองนัดยังได้"

ผู้บังคับกองพันหัวเราะ เขาพอใจอาเสี่ยกิมหงวนมาก เพราะอาเสี่ยยอมตัวเป็นเครื่องทดลองเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ นอกจากนี้ยังมีนิสัยตลกคะนองถูกใจเขา ซึ่งมีนิสัยคล้ายๆ กัน

"เอาละนะ ผมยิงละครับ"

กิมหงวนอมยิ้ม

"โอเค ไม่ต้องวิตกว่าแข้งขาจะหัก ขาของผมไม่ใช่ขาของคุณ"

พ.ท.ณรงค์ จ้องมองดูหน้าแข้งเสี่ยหงวน "เอ๊ะ..นี่เม็ดผื่นแดงๆ อะไรครับนี่ คล้ายกับดอกซากุระ"

"บ๊ะแล้ว" อาเสี่ยดุ "เห็นแล้วก็นิ่งเฉยๆ ซีครับ ทีคนอื่นเขาไม่รู้เลย ของมันเป็นกันได้ นี่ยอดยกมาตั้งแต่หน้าหนาวปีก่อนนี้"

ผู้บังคับกองพันหัวเราะหึๆ ยกปืนพกแบบยู.เอส.อาร์มี่ ๑๑ มม. ขึ้นจ้องหมายหน้าแข้งกิมหงวนคณะกรรมการต่างจ้องตาเป๋ง มองดูด้วยความตื่นเต้น พ.ท.ณรงค์ กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที

"ปัง! "

กระสุน ๑๑ มม. ถูกหน้าแข้งกิมหงวนอย่างจัง แล้วกระเด็นหวือหายไป อาเสี่ยยกมือลูบคลำหน้าแข้งอย่างตลก

"แหม..คันจังครับผู้บังคับกองพัน ยังกะมดกัด ผมว่าเอาปืนใหญ่มายิงผมดีกว่าค่อยออกรสหน่อย ปืนพกอย่างนี้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมเลย"

คณะกรรมการถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กันเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นเต๊นท์ นายททหารเรือชั้นนายนาวาเออกคนหนึ่ง ปราดเข้ามาขอสัมผัสมือกับ ดร.ดิเรก

"ผมคิดว่านักวิทยาศาสตร์ในโลกนี้ ไม่มีใครเก่งเกินหน้าอาจารย์ไปได้เลยครับ ถ้าผมไม่ได้เห็นด้วยตาเอง ผมจะไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าการชุบตัวด้วยไฟฟ้าทำให้ร่างกายอยู่ยงคงกะพัน"

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"คุณพระพูดเหมือนกับท่านมหาราชาสิงห์อวตาลพระองค์รับสั่งอย่างนี้แหละครับ รับสั่งว่าผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก"

พระตระเวนวารี หันมาทางเจ้าคุณตลุมบอนฯ

"ใต้เท้าครับ การทดลองยิงด้วยปืนพกได้ผลตามความมุ่งหมายแล้ว โปรดทดลองด้วยปืนเล็กยาวและปืนกลเถอะครับ"

ท่านประธานฯ พยักหน้า

"ครับ ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้ แต่อาเสี่ยคงจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย ผมอยากจะให้นั่งพักผ่อนสักประเดี๋ยว"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่เหนื่อยเลยใต้เท้า ขณะนี้ผมยังเต็มไปด้วยความแข็งแรงคงทน ทดลองเสียให้เสร็จๆ เถอะครับ ผมจะได้แสดงการพังตึกกองบัญชาการหลังนี้ ให้คณะกรรมการชมต่อไป"

เจ้าคุณตลุมบอนฯ ยิ้มแห้งๆ

"อย่าเลยครับ ราคาตึกหลายแสนไม่ใช่ถูกๆ ผมเชื่อแล้วว่า อาเสี่ยสามารถพังตึกหลังนี้ได้อย่างง่ายดายเพียงแต่ใช้มือข้างเดียวผลักเบาๆ เท่านั้น ง่าเอาละครับผมขอรบกวนอาเสี่ยสักหน่อย โปรดไปยืนที่หน้ากระสอบทรายกลางสนามนั่น ผมจะสั่งทหารยิงด้วยปืนเล็กยาว ปืนกล และ

ขว้างระเบิดมือไปที่อาเสี่ย"

อาเสี่ยหัวเราะ "ได้ครับ ถ้ายังไงใช้ปืนใหญ่ยิงด้วยก็ดี ผมอนุญาตครับ" พูดจบกิมหงวนก็ออกจากเต็นท์เดินไปกลางสนามอย่างสง่าผ่าเผย

พล พัชราภรณ์ สนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ดิเรกมันเก่งเหลือเกินครับคุณอา ผมยอมนับถือความรู้ของมัน ไม่เสียแรงที่ไปเรียนเมืองนอกกลับมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ถ้านักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยมีอย่างดิเรกสักสิบคน ประเทศเราก็คงจะเจริญก้าวหน้าอีกมาก" พูดจบท่านก็ยกฝ่ามือผลักหน้านิกรเต็มแรง "เฮ้ย ปู้โธ่ ยืนสัปหงกอยู่ได้"

นิกรลืมตาโพลง พูดอย่างงัวเงีย

"นี่มันที่ไหนครับ คุณพ่อ อ้อ.. กรมทหาร"

พลหัวเราะหึๆ

"ล่อเข้าไปจนล้นกระเพาะ แล้วก็ง่วงเหงาหาวนอนเพราะอิ่มเกินไป"

คณะกรรมการค่อยๆ พากันออกมาจากเต็นท์แถวทหารหนึ่งหมวด กำลังจัดแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว ซึ่ง พ.ท.ณรงค์ ท่านผุ้บังคับกองพันหนุ่มรูปหล่อ ได้แสดงการบอกแถวด้วยตนเอง เสียงท่านผู้บังคับกองพันดังลั่น

"ยืน เตรียมยิง.. เตรียมยิง..ระวัง"

ปืนเล็กยาว ๒๓ กระบอกถูกประทับแนบบ่าทหารทุกคนเล็งศูนย์ปืนหมายไปยังหน้าอกกิมหงวน คนดูยืนนิ่งแทบจะไม่หายใจ

"ยิง" เสียงปืนเล็กยาวดังขึ้นพร้อมๆ กัน ราวกับเสียงปืนใหญ่กระสุนปืนแบบ ๖๖ ออกจากลำกล้องกระทบหน้าอก และศีรษะเสี่ยหงวน แล้วหล่นลงบนพื้นดิน บางลูกก็กระเด็นหวือข้ามกระสอบทรายไป กิมหงวนยกมือขึ้นปัดป้องตามร่างกายของเขา ตะโกนบอกท่านประธานสภาการ

ป้องกันพระราชอาณาจักร

"ใต้เท้าครับ เสียกระสุนของหลวงเปล่าๆ อย่ายิงครับ ใช้ลูกระเบิดมือขว้างผมดีกว่า"

เจ้าคุณตลุมบอน เห็นพ้องด้วย ท่านสั่งผู้บังคับกองพันให้ใช้ทหารคนใดคนหนึ่งขว้าระเบิดมือหมายไปที่ร่างเสี่ยหงวนทันที พลทหารร่างสูงใหญ่คนหนึ่งได้รับคำสั่งจากผู้บังคับกองพันให้ใช้ลูกระเบิดมือขว้างเสี่ย หงวน

ลูกระเบิดมือลอยละลิ่วหล่นุปุ๊กกลิ้งอยู่แทบเท้ากิมหงวน แต่เนื่องจากอยู่ในระยะใกล้เกินไป ลูกระเบิดมือจึงยังไม่ทันระเบิด อาเสี่ยก้มลงหยิบขึ้นมากระเดาะเล่นนึกสนุกขึ้นมาก็คว้างกลับมายังคณะกรรมการ และเพื่อนเกลอของเขา

พวกกรรมการตกใจส่งเสียงร้องเอะอะ นัยน์ตาเหลือกลานมองดูลูกระเบิดที่ลอยใกล้เข้มาทุกที นิกรผิวปากหวือยกมือขวาขึ้นรับไว้ได้ คล้ายกับมีปาฏิหาริย์แล้วเขาก็เก็บใส่กระเป๋ากางเกงทั้งๆ ที่ชนวนระเบิดกำลังทำงาน แลเห็นควันระเหยออกมาจากลูกระเบิด

เจ้าคุณปัจจนึกฯอกสั่นขวัญแขวน

"อ้ายกร.. โอ๊ย...ลูกระเบิดมือ"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"กูลูกระเบิดน่ะซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยากจะพูดอีกก็พูดไม่ออกเพราะความตะหนกตกใจมากเกินไป เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวนรีบยกมือเขี่ยแขนนิกร

"รับประทานมันกำลังจะระเบิดครับ รับประทานล้วงออกมาขว้างไปให้อาเสี่ยเถอะครับ รับประทานม่ายยังงั้นรับประทานตัวเละเป็นหมูบะช่อแน่"

พลพูดขึ้นดังๆ

"เอาออกมาทิ้งซีโว้ย ทหารเขาดึงสลักนิรภัยออกแล้ว แกรู้ไหม"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ฮ้า"

ดร.ดิเรกงันงกตกประหม่า

"ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบออกมาซี ประเดี๋ยวก็ตายไปตามกันหรอก เร็วๆ...ควักออกมาเหวี่ยงไปทางอ้ายหงวน"

นิกรมือไม้สั่นไปหมด ล้วงกระเป๋ากางเกงผิดๆ ถูกๆ แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้วคนใช้แก่นแก้วของเขา

"ล้วงเอาออกมาทีโว้ย อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทาน มะ..มัน..จะ...จะ...ระเบิดอยู่แล้ว โอย...ตัวใครตัวมันครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็รีบวิ่งออกไปให้ห่างที่สุดจากคณะพรรคของเขา

นิกรถอนหายใจหนักๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบระเบิดออกมา แล้วส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พวกกรรมการโกยอ้าวไปคนละทาง

"เอ้า...คุณพ่อ ถือไว้ซีครับ"

ท่านเจ้าคุณตกใจจนหน้าซีด

"ไม่เอา" ท่านเอ็ดตะโรลั่น "เอาขว้างทิ้งไปซี"

"โธ่..น่าเสียดายครับ เอาเก็บไปบ้านเรายังดี" แล้วนิกรก็ทำคอย่น รีบขว้างลูกระเบิดลอยละลิ่วไปที่เสี่ยหงวน อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วกระโดดโหม่งลูกระเบิดแบบโหม่งลูกฟุตบอล แต่ไม่ถูก ลูกระเบิดก็หล่นตุ้บลงข้างๆ กิมหงวน ทันใดนั้นเองเสียงลูกระเบิดมือก็ดังขึ้นอย่างสนั่น

หวั่นไหว

"ตูม"

ฝุ่นละอองปลิวว่อนไปหมด ชิ้นระเบิดถูกร่างกิมหงวนอย่างจัง กระสอบทรายพังราบไปหมด บางกระสอบก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก กิมหงวนยืนผิวปากทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ทันใดนั้นเองพวกทหารที่ยืนดูอยู่รอบนอกของสนาม ก็ตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว

เจ้าคุณตลุมบอนฯ เผลอตัวร้องเอ็ดตะโร

"แน่ไปเลย เด็ดขาดอะไรอย่างนี้ อาจารย์ดิเรกครับ การทดลองได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เออแน่ะ อาจารย์เก่งอะไรอย่างนี้ ลูกระเบิดมือไม่สามารถจะทำให้อาเสี่ยบาดเจ็บได้แม้แต่น้อย"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"การทดลองภาคพื้นดิน พอกันเสียทีนะครับ ใต้เท้าถ้าจะเอาปืนกลลองยิงดูอีก ก็คงจะเสียลูกปืนของหลวงเปล่าๆ "

เจ้าคุณประธานฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงครับ ลูกระเบิดมือรุนแรงกว่ากระสุนปืนกลมากมาย ยังไม่ระคายเคืองผิวหนังอาเสี่ย แล้วปืนกลจะทำอะไรได้"

ดร.ดิเรกร้องตะโกนเรียกกิมหงวนให้กลับมา แล้วเขาก็หันมาพูดกับคณะกรรมการสภาการป้องกัน พระราชอาณาจักร

"อันดับต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะแสดงเสื้อไอพ่นอันเป็นประดิษฐกรรมชั้นเยี่ยมของข้าพเจ้า ขอเชิญท่านคอยชม ณ บัดนี้"

นิกรบรรเลงเพลงเบาๆ ใช้ปากต่างดนตรี

"ทรัม..ทะแร้...แรแร้แร..ตะแร่แต่แต"

พลจุ๊ย์ปาก แลหันมาทางนายจอมทะเล้น

"อะไรของแกวะ"

"อ้าว แบ๊คกราวน์ยังไงเล่า ตอนสำคัญหมดบทเจรจาแล้วก็ควรจะมีเพลงแบ๊คกราวน์นิดหน่อย"

ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ไม่ต้องโว้ย ลำบากนักก็ยืนดูเฉยๆเถอะ"

ต่อจากนั้น นายแพทย์หนุ่มกับเจ้าแห้วก็ช่วยกันสวมเสื้อไอพ่นให้เสี่ยหงวน มีสายรัดติดกับหน้าอกและเอว พวกกรรมการต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด อาเสี่ยกิมหงวนของเราคล้ายกับเฟรดกอร์ดอน แห่งเมืองกลางหาว ภาพยนต์ของบริษัทรีปับลิค

ดร.ดิเรกอธิบายให้คณะกรรมการฟังต่อไป

"ประดิษฐกรรมชิ้นนี้ ผมคิดขึ้นเพื่อจะสร้างให้ทหารไทยทุกหน่วยทุกเหล่า และทุกคนได้สวมใส่สำหรับเหาะเหินเดินอากาศ ต่อไปกองทัพบกไทยจะเคลื่อนที่ด้วยการเหาะ เสื้อไอพ่นของข้าพเจ้าสามารถแล่นไปในอากาศ โดยมีอัตราความเร็วสูงชั่วโมงละ ๔๐๐ ไมล์และความเร็วต่ำกว่า

๕ ไมล์ต่อชั่วโมง ผมจะให้อาเสี่ยกิมหงวนเหาะให้ท่านชม ณ บัดนี้"

เสียงตบมือดังขึ้นพร้อมๆ กัน ท่านประธานกรรมการตะโกนสั่งช่างภาพของกองทัพบก ให้เริ่มถ่ายภาพยนตร์ตอนสำคัญนี้ต่อไป คณะพรรคสี่สหายพากิมหงวนออกไปยืนกลางสนาม พวกกรรมการนายทหารเสนาธิการติดตามออกมากด้วย

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบบ่าเสี่ยหงวน

"เพื่อนรัก การแสดงตอนนี้สำคัญมาก ขอให้พยายามจนสุดฝีมือ แสดงท่าผาดโผนต่างๆ เช่น ทำเหาะเข้ายิ่งข้าศึก ทำเหาะหนีข้าศึก และท่าจิกหัวกราดปืนกลมือ"

เจ้าแห้วส่งปืนกลมือแบบเมตเสนให้ ซึ่งบรรจุกระสุนซ้อมยิงไว้พร้อมแล้ว

"รับประทานเหาะท่าเก๋ๆ ให้ผมดูบ้างนะครับ"

กิมหงวนหัวเราะ

"ท่านั่งยองๆ เป็นยังไงวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้ง

"รับประทานท่านี้น่าเกลียดครับ"

อาเสี่ยกวาดสายตามองไปรอบๆ สนาม ยืนนิ่งเฉยอยู่สักครูก็ยกมือขึ้นกดปุ่มสต๊าร์ท เครื่องไอพ่นขนาดจิ๋ว ซึ่งติดอยู่ข้างหลังกิมหงวนเริ่มทำงานทันที กิมหงวนเร่งความเร็วขึ้นทีละน้อย แล้วผ่อนลง ลองเครื่องจนแน่ใจว่าเครื่องไอพ่นทำงานได้สะดวกไม่มีอะไรชำรุดเสียหาย

แล้วอาเสี่ยก็เร่งเครื่องเต็มที่ ทันใดนั้นเอง ความตื่นเต้นประหลาดใจก็เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ได้เห็น จอมอภินิหารกิมหงวนเหาะปรู๊ดขึ้นสู่ห้วงเวลา แล้วร่างอันสูงชลูดก็แล่นไปในอากาศรวดเร็วราวกับเครื่องบินขับไล่

อีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมการป้องกันพระราชอาณาจักรพากันตกตะลึง และตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าวมันเป็นไปได้หรือนี่ นักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถทำให้คนเหาะได้อย่างรวดเร็ว เท่าเครื่องบินชั้นดี ด้วยเครื่องไอพ่นขนาดจิ๋วประจำตัว

แต่อาเสี่ยกิมหงวน กำลังเหาะโชว์ลดลายให้เห็นประจักษ์แก่ตาอยู่ในขณะนี้ พวกทหารทั้งกองพันโห่ร้องกันเกรียวกราว และวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด

"คนเหาะโว้ย ไชโย้ คนไทยเหาะได้แล้ว"

เสี่ยหงวนบินแบบนกกระยาง คือเหยียดเท้าทั้งสองข้างไปข้างหลัง มือถือปืนกลมือในท่าเตรียมยิง เขาบินเป็นวงกลมรอบบริเวณกรมทหาร และไม่ยอมออกไปนอกเขตกองพันทหาร ทั้งนี้เพราะต้องการปกปิดการทดลองนี้เป็นความลับที่สุด

อาเสี่ยจิกหัวลงมาในท่าดำทิ้งระเบิด ยิงกราดปืนกลด้วยกระสุนซ้อมยิง เสียงปืนกลมือดังลั่น แล้วกิมหงวนก็บินท่าผาดโผน บินสูงบินต่ำคว่ำบินตะแคงบินเอาหัวลง บินเอาตูดขึ้น ทำความสนุกสนานให้แก่คนดูยิ่งนัก พวกทหารทั้งกองพันโห่ร้องกันเกรียวกราวตลอดเวลา

ท่านเจ้าคุณประธานกรรมการ เดินเข้ามาหยุดยืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ เกลอเก่าของท่านซึ่งกำลังคุยกับ ดร.ดิเรก

"วิเศษสุดเลยครับ เจ้าคุณ ผมบอกไม่ถูกว่าผมตื่นเต้นเพียงไร" ท่านพูดพลางมองดูกิมหงวนซึ่งกำลังบินหงายท้องอย่างสนุกสนาน "ถ้าทหารไทยมีเสื้อไอพ่นอย่างนี้สวมทุกคนละก้อ เราก็เลิกกองทัพอากาศได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"แล้วกัน เจ้าคุณประธาน ไม่น่าพูดอย่างนี้เลย กองทัพอากาศเลิกได้หรือครับ เพราะสำคัญที่สุดดูแต่คราวเกิดกบฏซี กองทัพอากาศของเราได้แสดงความสามารถอาจหาญอย่างน่าชม เรือรบลำเบ้อเริ่มยังจมได้ง่ายๆ น่านับถือเหลือเกิน จิกหัวยิงกราดปืนกลยังงี้เด็ดขาดเลย พวกกบฏ

ล้มตายเป็นใบไม้ร่วงเก่งมากทีเดียว ประชาชนชมเชยสดุดีทั่วประเทศ"

"จริงครับ" เจ้าคุณตลุมบอนฯ เห็นด้วย "ทหารอากาศของเราทิ้งระเบิดแม่นมาก ตูมๆๆ คลังน้ำมันไฟไหม้ เรือรบจม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ ต่างมองดูเสี่ยหงวนบินผาดโผนอย่างคล่องแคล่วว่องไว ในราวสิบนาที อาเสี่ยก็เบาเครื่องร่อนลงสู่พื้นดินโดยสวัสดิภาพ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของพวกทาหารที่ยืนดูอยู่รอบสนาม ตลอดจนคณะกรรมการ

กิมหงวนเดินเบ่งเข้ามาหาคณะพรรคของเขาและกรรมการ เจ้าคุณตลุมบอนฯ ปราดเข้าไปขอจับมือกับอาเสี่ย

"เก่งมากครับอาเสี่ย อาเสี่ยบินได้คล่องเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"ความจริงผมมีท่าสวยๆ ที่จะแสดงให้ดูอีกมากแต่สำหรับวันนี้ แสดงให้ดูนิดหน่อยก่อน พอหอมปากหอมคอ เป็นไงครับ ใต้เท้าเห็นคุณภาพของเสื้อไอพ่นตัวนี้แล้วไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณประธานพยักหน้า

"ครับ...ต่อนี้ท่านอาจารย์จะต้องรีบเร่งสร้างเสื้อไอพ่นให้กองทัพไทยเป็นงานใหญ่"

คณะพรรคสี่สหายเดินเข้ามารวมกลุ่ม พลกับนิกรช่วยกันถอดเสื้อวิเศษให้กิมหงวน คณะกรรมการและนายทหารเสนาธิการเข้ามาห้อมล้อมกล่าวขวัญชมเชย ดร.ดิเรกกับอาเสี่ยเสียงแซ่ดไปหมด

เจ้าคุณประธานฯ ว่า "เชิญไปพักผ่อนบนตึกเถอะครับ เรามีเรื่องที่จะต้องสนทนากันอีกมาก"

นิกรกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"ตอนบ่ายมีเลี้ยงน้ำชาไหมครับ ใต้เท้า"

"อ๋อ..มีครับ"

นายจอมทะเล้นยิ้มออกมาได้

"เอ้อ..ค่อยยังชั่วหน่อย ผมเป็นโรคขึ้หิวครับ แก่กินมากเกินไป ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ใครไม่รู้ก็หาว่าผมตะกละความจริงผมเป็นคนกินเก่ง ไม่ใช่ตะกละ"

ครั้นแล้ว คณะกรรมการก็ชวนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นไปประชุมบนตึกกองบัญชาการสภาการป้องกันพระราชอาณาจักร

การทดลองได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ และเป็นอันหวังได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ นักรบไทยจะมีร่างกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็ก อยู่ยงคงทน แข็งแรงเหมือนซิยิ่นกุ้ย และเหาะเหินเดินอากาศได้

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้....

จบตอน