พล นิกร กิมหงวน 097 : ยาผีบอก

เม.ย. ๒๕๐๘

อากาศปลายเดือนเมษายนร้อนอบอ้าว ถึงแม้จะมีฝนตกบ้างบางวันก็ไม่ได้ช่วยให้ความร้อนบรรเทาลง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ย้ายวงเหล้าจากเรือนต้นไม้ใหญ่หน้าตึกมาที่ศาลาพักร้อนหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' ซึ่งปลูกบนเนินดินสูงตามแบบไทยและคนในบ้านเรียกศาลาหลังนี้ว่าศาลาไทย อยู่ในที่โล่งแจ้งลมพัดเย็นสบายแลเห็นสวนหลังบ้านเกือบทั่วบริเวณ

เมื่อถึงเวลาเย็นอันเป็นเวลาพักผ่อนการงาน สี่สหายกับท่านเจ้าคุณก็ต้องร่วมกันก๊งเหล้าสรวลเสเฮฮากันหรือปรึกษาหารือกันถึงธุรกิจการค้าที่ได้เข้าหุ้นกันหรือเป็นหุ้นส่วนกัน สำหรับเย็นวันนี้คุณหญิงวาดกับสี่นางได้มาร่วมวงสนทนาด้วย ที่ศาลาไทยหลังตึกใหญ่จึงครึกครื้นผิดปรกติ สาวใช้ ๒ คนคอยปรนนิบัติรับใช้ โต๊ะสี่เหลี่ยมสองโต๊ะถูกเลื่อนมาติดต่อเป็นโต๊ะเดียวกัน นันทากับนวลละออจัดเนื้อกระทะแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าซูกี้ยากี้มาเลี้ยง ตั้งเตาเล็กๆบนโต๊ะ แล้วสี่นางก็ช่วยกันต้มผักและเนื้อแจกจ่ายให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนละจาน

นอกจากซูกี้ยากี้ยังมีกับแกล้มอีกหลายอย่าง เป็ดย่าง, หมี่กรอบ, แหนม, ข้าวเกรียบกุ้งทอด, ไก่สามอย่างแบบเครื่องแกล้มคือถั่วลิสงทอด, ขิง และหัวหอม กุ้งแห้ง และมะนาวชิ้นเล็กๆ นอกจากนี้ก็มีไก่ย่างอีกหนึ่งจานเปลซึ่งคุณหญิงวาดซื้อมาจากตลาดนัดสนามหลวง

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ คนในบ้าน 'พัชราภรณ์' ต่างหยุดงานไปเที่ยวเตร่พักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนที่ไม่ชอบเที่ยวหรือตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องก็ขลุกอยู่แต่ในบ้านคอยรับใช้คุณหญิงวาดและพวกเจ้านายด้วยความจงรักภักดี ซึ่งก็ได้รับรางวัลพิเศษคือได้ทิปอย่างงดงาม คุณหญิงวาดเป็นผู้ใหญ่ที่ใจบุญสุนทานมีเมตตาจิต ท่านปกครองคนของท่านอย่างลูกหลาน ถึงแม้ว่าปากของท่านจะร้าย แต่ท่านก็เพียบพร้อมด้วยความเมตตากรุณายากที่จะหาใครเปรียบเหมือน คนใช้ชายหญิงทุกคนตลอดจนคนสวนล้วนแต่เป็นคนเก่าแก่อยู่ในบ้านหลังนี้คนละหลายๆปี และไม่มีใครเคยคิดที่จะลาออกจากงานไปหางานทำที่อื่น

ขณะนี้ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงตึกหลังใหม่ซึ่งกำลังก่อสร้างในที่ว่างหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' การก่อสร้างกำลังดำเนินไปอย่างรีบเร่งตามแบบแปลนของ นพ การุณวงศ์ ลูกชายโทนของนิกร ซึ่งสำเร็จปริญญาโทแห่งวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาและส่งแบบแปลนมาให้ ค่าก่อสร้างตึกหลังนี้สำหรับทายาทของสี่สหายเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ แน่ละ มันจะต้องเป็นตึกที่สวยงามทันสมัยอย่างยิ่งเมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

คุณหญิงวาดกล่าวกับทุกๆคน

"ฉันรอคอยเจ้าสี่คนนั่นเหมือนกับต้นข้าวคอยฝน มันว่าจะกลับบ้านสิ้นเดือนนี้ แล้วก็ส่งข่าวมาเลื่อนวันกลับต่อไปอีก"

พลว่า "ปล่อยมันตามเรื่องเถอะครับคุณแม่ เจ้าสี่คนเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อมันเรียนสำเร็จ มันก็อยากจะเที่ยวเตร่ให้ทั่วผืนแผ่นดินอเมริกาตลอดจนอเมริกาใต้ ขากลับก็จะแวะเที่ยวญี่ปุ่น"

"เที่ยวญี่ปุ่น" คุณหญิงวาดคราง "กลัวว่ามันจะเอาดอกซากุระติดตัวมาบ้านน่ะซี" แล้วท่านก็มองไปทางตึกสร้างใหม่ ซึ่งวันนี้เป็นวันหยุดของพวกกรรมกรก่อสร้าง "ตึกหลังนี้สัญญาสร้างนานเกินไป ตั้ง ๖ เดือนกว่าจะสร้างเสร็จ"

"โน" ศาสตราจารย์ดิเรกขัดขึ้น "การสร้างตึกขนาดใหญ่ราคารสามล้านขึ้นไปเช่นนี้ไม่ใช่สร้างได้ง่ายๆนะครับ เพราะมีห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของดำรงและมีห้องใต้ดินด้วย"

นวลละออพูดเสริมขึ้น

"ก็เรากะกันไว้ว่าเราจะบวชพ่อนัส, พ่อนพ, พ่อสมนึกและพ่อดำรงก่อนนี่คะคุณอา พอลาสิกขาบทในเดือนตุลาคมหลังจากรับกฐินแล้วก็ขึ้นบ้านใหม่ได้เลย ตอนกลับมาก็ให้อยู่ที่ตึกใหญ่ไปก่อน"

คุณหญิงวาดถอนหายใจเฮือกใหญ่

"คิดถึงใจจะขาดแล้ว อยากเห็นหน้าหลานเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนกล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหัวเราะ

"ก็บินไปคอยรับที่โตเกียวซีครับ เจ้าสี่คนบอกมาในจดหมายว่าขากลับออกจากอเมริกาจะตรงมาโตเกียว"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"เห็นจะไม่รับประทานละพ่อหงวน อาไม่กล้าขี่เรือบินหรอก กลัวถูกย่างสดหรือตายหมู่ แล้วมันก็หวาดเสียวยังไงชอบกล นั่งรถยนต์แล่นเร็วหน่อยยังหายใจไม่ทั่วท้อง เรื่องนี้อ้ายแห้วเคยถูกอาแพ่นกบาลด้วยร่มบ่อยๆ ขับเกิน ๓๐ ไมล์เป็นถูกร่มฟาดหัว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ในเวลาเดียวกันเจ้าแห้วก็ปรากฏตัวขึ้นที่ศาลาพักร้อน ประภาแลเห็นเข้าก็กล่าวกับคุณหญิงวาด

"เจ้าแห้วอายุยืนค่ะคุณอา พอพูดถึงก็มาพอดี"

ทุกคนหันมามองเจ้าแห้วเป็นตาเดียว เขาแต่งกายภูมิฐานราวกับว่าเขาเป็นลูกชายหรือหลานชายคุณหญิงวาด สวมเสื้อกางเกงเสิร์ทสีเทาแก่ เชิ้ตฮาไวยี่ห้อ 'แมคชีกอ' ของอเมริกาตัวละร้อยกว่าบาท หวีผมเรียบเป็นมันระยับแมลงวันเกาะไม่ติด ใส่น้ำหอมหอมฟุ้ง เสื้อของเจ้าแห้วตัดเย็บด้วยแพรพิเศษลายตาหมากรุกสีฟ้ามองเห็นธนบัตรใบละร้อยในกระเป๋าเสื้อปึกเบ้อเริ่ม

"เฮ้ย ไปเที่ยวไหนมาวะ" นิกรกล่าวทัก

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบริมศาลาข้างบันใดขึ้นลงแล้วยิ้มให้นิกร

"รับประทานไปคุยกับพรรคพวกทางหลังบ้านครับ ตั้งใจจะมารับใช้เจ้านายให้ทันเวลารับประทานเหล้า แต่พบพระธุดงค์ห้าหกองค์กางกลดอยู่ในที่ว่างตรงข้ามกับประตูรั้วหลังบ้านเรา รับประทานผมก็แวะนมัสการท่าน"

พูดถึงพระ คุณหญิงวาดซึ่งศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงก็แสดงความสนใจทันที

"พระธุดงค์หรือ?"

เจ้าแห้วเปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด

"ครับผม ท่านเดินทางมาจากแม่สะเรียงครับ"

"อ้อ มาเรือบินหรืออย่างไร?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"พระธุดงค์น่ะท่านมาเรือบินหรือรถยนต์รถไฟไม่ได้หรอกครับคุณหญิง ท่านจาริกไปทางไหนก็ต้องเดินทางด้วยเท้า"

"หมายความว่าท่านต้องบุกป่าฝ่าดงมายังงั้นหรือคะเจ้าคุณ?"

"ใช่ครับ บางทีก็ธุดงค์ไปองค์เดียว บางทีก็ไปเป็นหมู่ หมู่ละสามสี่องค์เที่ยวโปรดสัตว์ตามป่าดงพงไพร"

ประไพถามขึ้นทันที

"เทศนาให้เสือช้างและสัตว์ป่าฟังหรือคะ?"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เทศน์ให้คนฟังโว้ย"

"ก็คุณพ่อบอกว่าท่านโปรดสัตว์ตามป่าดงพงไพร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"สัตว์ในที่นี้หมายถึงสัตว์มนุษย์คือคนเรานี่เอง เทศน์ให้เสือฟังมันจะได้คาบท่านเอาไปกินเสียปะไร"

เจ้าแห้วพูดโพล่งขึ้น

"แต่พระธุดงค์ที่เก่งๆมีเวทย์มนต์คาถา สัตว์ป่าที่ดุร้ายไม่ว่าจะเป็นเสือช้างหมีป่าหรือควายป่า รับประทานไม่กล้าทำร้ายหรือขบกัดท่านหรอกครับ"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"ถูกละ พระธุดงค์ที่ไปองค์เดียวท่านย่อมมีวิชาอาคมพอตัวของท่าน แต่ก็เคยปรากฏบ่อยๆเหมือนกันว่าพระธุดงค์ประพฤติผิดพระธรรมวินัย เป็นต้นว่าฉันข้าวเย็น หรือเป็นปาราชุดกับพวกผู้หญิงชาวบ้านป่า มักจะถูกเสือกัดกินหรือถูกช้างป่าฆ่าตาย บางทีก็ถูกงูพิษกัดตาย"

เจ้าแห้วหันมาทางคุณหญิงวาด

"รับประทานหัวหน้าพระธุดงค์ที่มาปักกลดอยู่หลังบ้านเรา รับประทานท่านเคร่งมากและน่าเลื่อมใสมากขอรับ"

"งั้นเรอะ ท่านคงแก่มากแล้วซีนะ"

"ไม่ครับ รับประทานยังหนุ่มฟ้อเลยครับ อายุอย่างมากคงไม่เกิน ๒๕ ปี แต่พระที่ติดตามมาอายุห้าหกสิบทั้งนั้น แล้วก็ทุกองค์เป็นลูกศิษย์พระหนุ่ม แสดงท่าทีเคารพเกรงกลัวพระหนุ่มมากเชียวครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มเล็กน้อย

"เอ-ถ้ายังงั้นพระหนุ่มองค์นั้นท่านต้องเก่งแน่ๆ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ไม่มีปัญหาละครับ เพียงแต่ชกกัน พระแก่ก็สู้พระหนุ่มไม่ได้แล้ว พระหนุ่มย่อมแข็งแรงกว่าพระแก่เป็นธรรมดา"

คุณหญิงวาดหันมาทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"พูดภาษาอหิวาต์อะไรวะ ท่านเป็นพระเป็นสงฆ์ท่านจะผิดใจกันถึงกับชกปากกันมีอย่างที่ไหน"

"อ้าว คุณอาก็....เวลาเมาเหล้าคนเราก็มักจะลืมตัวมีอารมณ์ฉุนเฉียว ใครพูดผิดหูนิดหน่อยก็ไม่ได้"

คุณหญิงวาดจุปากแล้วตะโกนลั่น

"พระกินเหล้าได้เรอะ"

"อ้อ จริงครับผมลืมไป"

คุณหญิงค้อนปะหลับปะเหลือก

"ทะลึ่งสุนัขไม่รับประทาน" แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าแห้ว "มีคนไปนมัสการท่านแยะหรือ?"

"รับประทานหลายคนครับ เอาน้ำชาและน้ำแข็งหยดยาอุทัย เอาหมากพลูไปถวายท่านทั้งหกองค์ แต่ว่าองค์หนุ่มที่เป็นหัวหน้าท่านนั่งเข้าฌานประนมมือนิ่งเฉย ไม่ยอมพูดอะไรกับใครเลยครับ รับประทานผิวพรรณท่านสวยเหลือเกินครับ ใบหน้าอิ่มเอิบมีสง่าราศี ผิดกว่าพระสงฆ์ทั้งหลาย แต่จีวรของท่านสีคล้ำและเก่ามาก ท่านนั่งอยู่ในกลดตลอดเวลาครับ"

คุณหญิงวาดนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"พวกชาวบ้านเขาคงเลื่อมใสท่านมาก"

"ครับ รับประทานต่างก็ตั้งใจจะขอเลขท้ายท่านครับ แต่ท่านไม่ยอมพูดด้วย ส่วนพระแก่ๆที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน ก็ไม่ยอมให้เลขท้ายแก่ใคร ท่านบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะรู้ก่อนเกิด ถ้าใครอวดรู้คนนั้นก็หลอกลวงผู้คนให้หลงเชื่อ"

คุณหญิงวาดหันขวับมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ออกไปนมัสการพระธุดงค์กลุ่มนี้เถอะค่ะเจ้าคุณ ไปเยี่ยมเยียนแนะนำตัวให้ท่านรู้จักไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าเราจะได้นำอาหารไปถวายท่าน ดิฉันชอบคุยกับพระธุดงค์ค่ะ อย่างน้อยก็ช่วยให้จิตใจสบาย ได้พบพระพบเจ้าและถ้าได้ทำบุญด้วยแล้ว ดิฉันยิ่งสบายใจมาก"

"ไปซีครับ" แล้วท่านก็มองดูสี่สหาย "พวกแกจะออกไปคุยกับท่านก็ไปซี พยายามใกล้พระเสียบ้างซีโว้ย"

นิกรยิ้มแป้น

"ตกลงครับ ผมอยากได้เลขท้ายงวดวันอังคารมะรืนนี้"

คุณหญิงวาดกล่าวกับสี่นาง

"แม่พวกนี้จะไปไหมล่ะ?"

นันทายิ้มให้แม่ผัวและอาของหล่อน

"ไม่ละค่ะคุณอา เอาไว้พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกไปเอาอาหารไปถวายท่านค่ะ"

"ยังงั้นก็ตามใจ"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกับสี่สหายต่างลุกขึ้นจากโต๊ะ ในเวลาเดียวกันเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นด้วย พลมองดูคนใช้แก่นแก้วของเขาตั้งแต่หัวตลอดศีรษะ

"หล่อมากนะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานก็เป็นบางวันครับ วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนการงาน แฮะๆ กางเกงนี่รับประทานคุณนิกรตัดมาแล้วไม่ถูกใจ ขามันใหญ่ไปหน่อยเลยให้ผม แล้วเสื้อตัวนี้รับประทานก็เสื้อของคุณ แต่คุณว่าลายมันสะดุดตาไม่ใคร่สุภาพคุณก็ให้ผม"

พลมองทะลุกระเป๋าเสื้อฮาไวเข้าไป

"แต่แกพกใบละร้อยเป็นปึกๆ รู้สึกเดี๋ยวนี้การเงินแกดีมาก"

"ปู้โธ่-รับประทานผมจำนำนาฬิกาไว้สองเดือนกว่าแล้ว ยังไม่ได้ถ่ายออกมาเลยครับ รับประทานใบละร้อยที่คุณว่า แบ๊งค์หลวงพ่อทวดน่ะครับ ผมพกติดกระเป๋าเล่นโก้ๆยังงั้นเอง ใครไม่รู้นึกว่าใบละร้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดเดินนำหน้าสี่สหายกับเจ้าแห้วออกไปจากศาลาพักร้อนลงไปตามขั้นบันไดระหว่างเนินดินผ่านสนามหญ้าและสวนดอกไม้ตรงไปประตูรั้วหลังบ้าน 'พัชราภรณ์'

พอผ่านประตูรั้วหลังบ้านออกมา ทุกคนก็แลเห็นกลดพระธุดงค์รวม ๖ คันปักอยู่เรียงรายในบริเวณที่ดินอันว่างเปล่าประมาณครึ่งไร่ซึ่งเป็นที่ดินของคุณหญิงวาด ที่ดินในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' แยกจากซอยใหญ่ข้างบ้าน 'พัชราภรณ์' นี้มีไม่น้อยกว่า ๑๕ ไร่ ส่วนมากมีผู้เช่าปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัย เป็นห้องแถวสองชั้นแบบตลาดย่อยก็มี ผู้คนในซอยนี้มีอยู่ไม่น้อย

พระคุณเจ้าต่างนั่งอยู่หน้ากลดของท่าน มีชาวบ้านนมัสการพูดคุยไต่ถามทุกข์สุขของท่าน บ้างก็นำน้ำชากาแฟหรือน้ำอัดลมมาถวาย แต่พระภิกษุซึ่งเป็นหัวหน้าพระธุดงค์คณะนี้นั่งขัดสมาธิหลับตาประนมมืออยู่ในกลดของท่านโดยไม่สนใจกับใคร เมื่อคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วตรงเข้ามา พวกชาวบ้านที่อยู่ในซอยนี้ต่างก็ยกมือไหว้คุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกล่าวทักทายอย่างนอบน้อมยำเกรง คุณหญิงวาดและท่านเจ้าคุณได้ทักทายกับชาวบ้านเหล่านี้ด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต แล้วคุณหญิงวาดก็ก้มตัวลงกระซิบถามหญิงชราในวัย ๖๐ เศษคนหนึ่ง

"ท่านให้หรือเปล่าแม่จีบ?"

ป้าจีบขมวดคิ้วนิ่วหน้าแล้วสั่นศีรษะกระซิบตอบเช่นเดียวกัน

"ไม่ให้หรอกเจ้าค่ะ ดิฉันมานั่งคุยกับท่านเกือบสองชั่วโมงแล้ว เพียรขอเท่าไรท่านก็ไม่ให้เจ้าค่ะ ท่านบอกว่าถ้าอยากได้ให้ไปขออาจารย์ของท่านที่กลดโน้นเจ้าค่ะ"

"งั้นเรอะ กลดใต้ต้นแคฝรั่งใช่ไหม?"

"เจ้าค่ะ"

"ดีแล้ว ฉันจะพาลูกๆหลานๆของฉันไปกราบนมัสการท่าน"

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายและเจ้าแห้วตรงไปที่กลดทางขวาสุดหรือหัวแถว ทุกคนมองเห็นพระคุณเจ้าหัวหน้าพระธุดงค์กลุ่มนี้กำลังนั่งสวดมนต์ภาวนา ต่างทรุดตัวลงนั่งรวมกลุ่มกันเบื้องหน้ากลดนั้น อาเสี่ยแกล้งกระแอมเบาๆ

"ท่านครับ พวกเรามานมัสการขอรับ" อาเสี่ยพูดนอบน้อมและประสานมือไว้ระหว่างอก

พระภิกษุสงฆ์ผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง มีใบหน้าอิ่มเอิบแบบผู้มีบุญค่อยๆลืมตาขึ้น ทุกคนต่างก้มลงกราบนมัสการท่านทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยความชำนาญในการพูดคุยกับพระ

"พวกเราเป็นเจ้าบ้านหลังใหญ่นั่นและเจ้าของที่ดินแถวนี้ครับ พวกเราดีใจอย่างยิ่งที่ทราบว่าท่านพาพระภิกษุของท่านมาพักอยู่ที่นี่ เราจะปรนนิบัติท่าน ถวายเครื่องขบฉันทุกเวลาเช้า พร้อมด้วยเครื่องดื่มน้ำท่าหมากพลูบุหรี่โดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องนับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ท่านผู้นี้คือคุณหญิงวาดญาติของผมซึ่งเป็นเจ้าของบ้านใหญ่และเจ้าของที่ดินที่นี่ นั่นลูกชายคุณหญิง พันเอกพล พัชราภรณ์ ครับ คนนั้นหลานชายชื่อ พันเอกนิกร การุณวงศ์ เป็นลูกเขยของผมด้วย คนนี้ พลโทดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ หลานชายคุณหญิงและเป็นเขยใหญ่ของผม ทางขวาข้างพันเอกนิกรเป็นหลานคุณหญิงชื่อพันเอกกิมหงวนครับ ผมคือพระยาปัจจนึกฯ"

พระภิกษุหัวหน้าพระธุดงค์คณะนี้ยิ้มเล็กน้อย รู้สึกว่าท่านเคร่งและสำรวมมาก

"เจริญพร อาตมายินดีมากที่ได้รู้จักกับพวกโยม และอาตมาขอขอบคุณ เท่าที่อาตมากับลูกศิษย์ของอาตมาได้มาปักกลดพักผ่อนอยู่ในที่ดินของโยม"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นทันที

"ไม่เป็นไรมิได้เจ้าค่ะ เคยมีพระธุดงค์มาพักที่นี่เหมือนกันแหละค่ะ ดิฉันกับเด็กๆรับอุปการะท่านเสมอจนกว่าท่านจากเราไป บ้างก็มาจากปักษ์ใต้ บ้างก็มาจากภาคอีสาน ประทานโทษเถอะค่ะ ท่านมาจากไหนคะ เด็กของดิฉันมันบอกว่าท่านมาจากแม่สะเรียง"

"ถูกแล้วโยม อาตมากับคณะจำพรรษาอยู่ที่แม่ฮ่องสอนในเขตอำเภอแม่สะเรียง ทุกปีเมื่อออกพรรษา อาตมาก็พาลูกศิษย์ออกธุดงค์และจะกลับไปวัดให้ทันเข้าปุริมพรรษา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามด้วยความสนใจ

"ท่านกับคณะเดินทางข้ามเขามาทางเชียงใหม่หรืออย่างไรครับ?"

"มิได้โยม เที่ยวนี้เราไม่ได้ผ่านเชียงใหม่ อาตมากับลูกศิษย์บุกบั่นมาตามเขาถนนธงชัย เรื่อยลงมาจนถึงเมืองตาก แวะโปรดสัตว์ตามหมู่บ้านของพวกชาวเขา จนกระทั่งมาถึงกาญจนบุรีแล้วก็เดินทางเรื่อยมาจนถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเกือบครึ่งปีแล้ว"

เสี่ยหงวนหันไปกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย วิ่งไปที่ศาลาพักร้อนเอาเบียร์เย็นๆรินใส่แก้วเบียร์มาถวายท่านสักแก้วเถอะวะ รู้สึกว่าท่านอ่อนเพลียอย่างไรชอบกล"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "ท่านฉันได้เมื่อไหร่ล่ะครับ"

"หา! เที่ยงแล้วท่านฉันเบียร์ไม่ได้เรอะ?"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานเวลาไหนก็ฉันไม่ได้ครับ"

"เอ๊ะ เบียร์ไม่ใช่สุรานี่หว่า"

พลกระซิบดุเสี่ยหงวน

"นั่งเฉยๆเถอะ อย่าหาเรื่องตกนรกเลยอ้ายหงวน ขืนเอาเบียร์มาถวายท่านแกก็ต้องตกนรก" แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้ว "ไปเอาน้ำอัดลมใส่ถาดมาถวายพระธุดงค์เหล่านี้ แล้วก็บอกนันทาด้วยว่า ฉันขอหมากพลูและบุหรี่ถวายพระ จัดเสร็จแล้วให้คนใช้รีบเอามาให้ที่นี่"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"น้ำอัดลมไม่ดีหรอกลูก ขอน้ำชาถวายท่านดีกว่า"

"ครับ ดีเหมือนกัน" พลพูดยิ้มๆ

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินข้ามถนนซอยผ่านประตูรั้วหลังบ้านเข้าไปในบ้าน 'พัชราภรณ์' ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายพลดิเรกได้คลานเข้ามาจนใกล้จะถึงตัวท่านแล้วกราบท่านด้วยจิตใจเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา

"ท่านครับ ผมกำลังสงสัยว่าท่านอาพาธแน่ๆ ผมเป็นหมอครับ ผมพร้อมแล้วที่จะตรวจรักษาท่าน ให้ความช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่"

พระคุณเจ้าถอนหายใจลึกๆ

"ถูกแล้วคุณ อาตมาอาพาธด้วยไข้ป่า ยาแก้ไข้ป่าที่ใช้สมุนไพรในบ้านเราทางป่ากาญจนบุรีไม่มีเลย อาตมามีติดตัวมาจากแม่สะเรียง ก็ใช้รักษาพระลูกศิษย์ของอาตมาจนหมดแล้ว ขณะนี้อาตมากำลังมีไข้สูง อาตมาใช้วิธีรักษาตัวด้วยกำลังภายใน ไม่อยากจะรบกวนผู้ใดให้เดือดร้อนหรอก"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"โอ-ไม่ได้หรอกครับท่าน ไข้จับสั่นท่านก็ทราบดีแล้วว่ามันร้ายแรงมาก ถ้าเชื้อของมันขึ้นสมองก็ไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้ นิมนต์ท่านเข้าไปในบ้านเราสักครึ่งชั่วโมงเถอะครับ ผมจะตรวจรักษาท่านเอง รับรองว่าฉีดยาเข็มเดียวท่านก็สบายครับ"

"เจริญพร อาตมาขอบใจคุณมากที่ให้ความกรุณาอาตมา อันความเมตตากรุณานี้จะทำให้สัตว์โลกร่มเย็นเป็นสุข มีแต่การเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันไม่เบียดเบียนกัน"

นิกรประนมมือทั้งสองข้างชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"สาธุ"

พระคุณเจ้าสะดุ้งเล็กน้อย มองดูนิกรอย่างสนใจ

"เจริญพร คุณไหว้พระเหมือนกับพวกผีป่าหรือพวกเปรตที่อาตมาเคยเทศน์ให้มันฟัง ขณะที่อาตมากับพระลูกศิษย์พักอยู่ในป่าทึบหรือดงดิบ ตอนกลางคืนผีป่าหรืออสุรกายทั้งหลายได้พากันมานั่งห้อมล้อมอาตมา อาตมาก็เทศน์ให้มันฟังถึงกฏแห่งกรรมคือกรรมดีกรรมชั่วซึ่งสัตว์โลกจำต้องได้รับผลกรรมสนอง มันร้องสาธุแล้วยกมือไหว้สูงท่วมหัวเหมือนอย่างคุณนี่แหละ"

นิกรยิ้มแห้งๆท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง พลกล่าวกับพระคุณเจ้าทันที

"เชิญท่านเข้าไปในบ้านเราสักครู่เถอะขอรับ เพื่อให้หมอดิเรกญาติของเราตรวจรักษา"

"ขอบคุณมาก เจริญพร ขอให้พวกคุณอายุวรรโณสุขังพลังเถิด"

นิกรเผลอตัวประนมมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องขึ้นอีก

"สาธุ"

คุณหญิงวาดตวาดแว้ด

"ท่านบอกว่าเหมือนเปรตแล้วยังจะทำอีก ยกมือขึ้นแค่ระดับหน้าของเราก็พอ นี่ยกสูงกว่าหัวตั้งศอก ทีหลังพยายามฟังเทศน์หัดฟังธรรมเข้าวัดเข้าวาเสียบ้าง"

หัวหน้าพระธุดงค์ร้องเรียกพระลูกศิษย์ของท่านซึ่งกางกลดอยู่ห่างจากท่านราว ๕ เมตร

"คุณคำปัน มานี่ซิ"

พระภิกษุในวัย ๕๐ เศษรูปหนึ่ง ลุกออกมาจากกลดของท่าน เดินตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยยกมือทั้งสองประสานกันที่หน้าอก มองดูอาจารย์ของท่านด้วยความเคารพเกรงกลัว แล้วกล่าวถามความประสงค์

"หลวงปู่ต้องการอะไรหรือครับ?"

หลวงปู่ซึ่งเป็นหัวหน้าและอาจารย์พระธุดงค์คณะนี้ยิ้มเล็กน้อย

"ผมจะเข้าไปในบ้านใหญ่นี้สักครู่ ท่านผู้นี้ท่านเป็นหมอ ท่านทราบว่าผมไม่สบายด้วยไข้ป่า ท่านก็จะช่วยตรวจรักษาให้"

พระภิกษุรูปนั้นแสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง

"โอ-ดีทีเดียวครับหลวงปู่ พวกเรากำลังกลุ้มใจมาก เท่าที่หลวงปู่ไม่สบายเป็นไข้มาหลายวันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพระภิกษุคำปันทันที

"ขอโทษเถอะครับท่าน ผมงงไปหมดแล้วที่ท่านเรียกอาจารย์ของท่านว่าหลวงปู่ พระที่จะเป็นหลวงตาหรือหลวงปู่ก็ควรจะเป็นพระที่แก่หง่อมไม่ใช่หรือครับ?"

พระภิกษุคำปันตอบท่านเจ้าคุณทันที

"อาจารย์ของอาตมาอายุ ๑๕๑ ปีแล้ว ไม่สมควรที่จะเป็นหลวงปู่ของอาตมาและเพื่อนพระภิกษุเหล่านี้หรอกหรือ?"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดหน้าตื่นไปตามกัน ทุกคนจ้องมองดูหน้าพระภิกษุคำปันอย่างแปลกใจ คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"ท่านว่าอย่างไรกรุณาพูดอีกครั้งสิคะ ท่านว่าอาจารย์ของท่านอายุ ๑๕๑ ปีใช่ไหมคะ?"

"เจริญพร เป็นความจริง"

คณะพรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองค่อยๆหันหน้ามาทางหลวงปู่หรือพระครูบาส่าน พระภิกษุผู้พิชิตสังขารคือไม่แก่เฒ่าร่วงโรยตามวัย

"ท่านอาจารย์ครับ" พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "ผมงงไปหมดแล้ว ท่านอาจารย์ยังหนุ่มแน่นเหมือนกับชายหนุ่มที่มีวัย ๓๐ เศษเท่านั้น เนื้อหนังไม่ได้เหี่ยวย่นบอกให้รู้ว่าเป็นคนชราเลย ฟันฟางก็ยังอยู่เต็มปาก แล้วทำไมลูกศิษย์ของท่านถึงได้ยืนยันว่าอาจารย์มีอายุ ๑๕๑ ปีแล้ว"

พระครูบาส่านหัวเราะเบาๆ

"อาตมายินดีเปิดเผยให้ทราบว่า เท่าที่อาตมาไม่แก่เฒ่าไปตามวัยหรืออายุ ก็เพราะเมื่อตอนอาตมามีอายุได้ ๓๕ ปี ไปธุดงค์กับอาจารย์ ได้ไปพบยาอายุวัฒนะเข้า ก็เลยเอามาต้มกินและกินเป็นประจำเกือบปี อาตมาจึงไม่แก่และไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลาร้อยกว่าปีมาแล้ว"

ทุกคนตื่นเต้นสนใจอย่างยิ่ง

"ยาอะไรครับหลวงปู่?" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างร้อนรนและเรียกพระครูบาส่านว่าหลวงปู่อย่างเต็มปาก

"อาตมาภาพเสียใจจริงๆที่บอกให้ทราบไม่ได้ เพราะเป็นยาผีบอก ผีป่าหรือเจ้าป่าตนหนึ่งได้มาเข้าฝันอาตมา บอกยาอายุวัฒนะให้ เพราะเขารู้ว่าอาตมาจะยึดมั่นอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ไปจนวันตาย เครื่องยาก็คือสมุนไพรที่มีอยู่ในป่าทึบหรือบนยอดเขาสูง หาได้ยากมาก เข้าอวัยวะสัตว์บางชนิด แต่ผีมันกำชับอาตมาไว้ห้ามไม่ให้บอกใคร ถ้าอาตมาไม่ทำตามคำสั่งของมัน มันจะสาบแช่งอาตมา"

"โอ้โฮ" คุณหญิงวาดอุทาน "หลวงปู่เจ้าขา ดิฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลวงปู่มีอายุตั้ง ๑๕๑ ปี หลวงพ่อยังหนุ่มแน่นอยู่แท้ๆ"

"ก็ด้วยยาอายุวัฒนะนั่นแหละโยม"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"น่าประหลาดมหัศจรรย์ใจมากเชียวครับหลวงปู่ หลวงปู่บอกเครื่องยาให้เราทราบตามตรงไม่ได้ จะบอกใบ้ให้เราได้ไหมครับ?"

พระครูบาส่านสั่นศีรษะ

"อาตมาบอกไม่ได้จริงๆ"

กิมหงวนกล่าวถามขึ้นบ้าง

"แล้วทุกวันนี้ หลวงปู่ยังกินยาอายุวัฒนะอยู่อีกหรือเปล่าครับ?"

"หลายๆปีอาตมาพบเครื่องยาตามป่าตามยอดเขาก็เก็บมาต้มกินสักครั้ง แต่ว่าเครื่องยาบางอย่างหาได้ยากเหลือเกิน นักพฤกษศาสตร์หรือหมอโบราณเห็นแล้วยังไม่รู้จักชื่อของมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ถ้าหากว่าผมทราบว่าเครื่องยามีอะไรบ้าง ผมจะออกบุกป่าฝ่าดงค้นหาเอามาต้มกินให้ได้ สมมุติว่าผมได้รับประทานยาอายุวัฒนะของหลวงปู่ ผมจะมีอายุยืนยาวต่อไปอีกใช่ไหมครับ?"

"ถูกแล้ว ยิ่งกว่านี้สังขารของเจ้าคุณก็จะเปลี่ยนแปลงกลับเป็นหนุ่มขึ้น อย่างน้อยก็เป็นหนุ่มขึ้นกว่านี้อีก ๓๐ ปี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีสีหน้าสดชื่นตื่นเต้นผิดปรกติ

"หลวงปู่กรุณาจดชื่อยาให้ผมเถอะครับ"

"อาตมาเป็นพระก็ต้องมีศีลมีสัตย์ ในฝันนั้นอาตมาก็ได้สัญญากับผีแล้วว่า อาตมาจะไม่บอกใคร ซึ่งอาตมาก็ได้รักษาสัตย์มาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว"

"หลวงปู่ก้อ...." นิกรพูดขัดขึ้น "ป่านนี้ผีที่มันมาเข้าฝันหลวงปู่มันคงจะไปผุดไปเกิดนานแล้วละครับ กรุณาบอกให้พวกเราจดตัวยาไว้เถอะครับ เราจะได้ไม่แก่ กลับเป็นหนุ่มแล้วมีอายุยืนเหมือนหลวงปู่"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ผมเป็นหมอและเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับหลวงปู่ ถ้าหลวงปู่บอกตัวยาให้เรา ผมก็จะพาพรรคพวกบุกป่าฝ่าดงค้นหาสมุนไพรอันมีคุณค่านี้เป็นการใหญ่ เพื่อนำมาผลิตจำหน่ายแก่ประชาชน คนไทยเราจะได้มีอายุยืน ทั้งประเทศมีแต่คนหนุ่มสาว ผมขายเม็ดละแสนบาทก็ต้องมีคนซื้อ โดยเฉพาะพวกคุณหญิงคุณนายแก่ๆจะต้องแย่งกันซื้อทีเดียว"

"อาตมาบอกใครไม่ได้" หลวงปู่พูดตัดบท

"ว้า" นายพลดิเรกคราง "ถ้ายังงั้นเชิญหลวงปู่เข้าไปในบ้านผมเถอะครับ ผมจะได้ตรวจรักษาหลวงปู่"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพระครูบาส่านเข้าไปในบ้าน 'พัชราภรณ์' บรรดาพระภิกษุที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่และชาวบ้านที่นั่งสนทนาอยู่ด้วยต่างพากันมองดูอย่างชื่นชม

เพราะได้รับการรักษาพยาบาลจากศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ อาการไข้ของหลวงปู่หรือพระครูบาส่านก็ดีขึ้นตามลำดับ ท่านกลับมาที่กลดของท่านในเวลาพลบค่ำพอดี บรรดาพระธุดงค์ทั้ง ๖ รูปต่างได้รับความสุขสะดวกสะบายตามสมควร คุณหญิงวาดสั่งคนใช้ให้แบกโอ่งน้ำ ๒ ลูกออกมาจากบ้าน และระดมพวกคนสวนรองน้ำประปาหาบไปใส่โอ่งถวายพระเพื่อใช้สรง นอกจากนี้ยังจัดหมากพลูน้ำร้อนน้ำชาและบุหรี่มาถวายโดยทั่วหน้าทุกรูป ปรากฏว่าพระครูบาส่านไม่ต้องนั่งสวดมนต์ภาวนาใช้กำลังภายในรักษาตัวของท่านอีกแล้ว เมื่อไข้ลดท่านก็สดชื่นแข็งแรงและจำวัดอย่างสบายตลอดคืน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดตื่นเต้นสนใจกับยาอายุวัฒนะอย่างยิ่ง ท่านทั้งสองก็เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนทั้งหลายคือเกลียดความชราและอยากจะกลับเป็นหนุ่มสาว เมื่อคืนนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดนั่งเฝ้าปรนนิบัติหลวงปู่จนกระทั่ง ๒๒.๐๐ น.จึงลาท่านกลับเข้ามาในบ้าน

เช้าวันนี้คุณหญิงวาดตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ลงตึกโรงครัวประกอบอาหารด้วยตนเอง แต่แล้วสี่นางก็ออกมาช่วยเหลือท่านทำอาหารถวายพระคุณเจ้าทั้ง ๖ รูปจากอาหารสดคาวและผักต่างๆที่มีสำรองอยู่เต็มตู้แช่อย่างมากมายเต็มทั้ง ๒ ตู้ ถึงแม้ไม่ต้องไปจ่ายตลาดสัก ๑๐ วันบ้าน 'พัชราภรณ์' ก็มีอาหารเพียงพอ นันทาพาแม่ครัวไปจ่ายตลาดแต่ละครั้ง ต้องนำรถตรวจการไปบรรทุกของและหมดเงินไปนับพัน ทั้งอาหารและเครื่องกระป๋อง

ในราว ๗.๐๐ น. เศษ เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดพร้อมด้วยสี่นางและสี่สหายกับเจ้าแห้ว ก็ช่วยกันยกสำรับกับข้าวออกไปทางประตูหลังบ้าน นำไปถวายพระธุดงค์กลุ่มนี้ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ชาวบ้านในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' หลายคนก็นำอาหารมาถวายพระแล้วคนละสิ่งสองสิ่งตามศรัทธา บ้างก็มีดอกไม้ธูปเทียน, บุหรี่, ไม้ขีด ใบชาและยารักษาโรคมาถวายด้วย

การสร้างบุญกุศลก็คือการสะสมเสบียงไว้ให้แก่ตัวเองในภพหน้า คุณหญิงวาดได้ประกอบบุญกุศลปีหนึ่งๆคิดเป็นเงินหลายหมื่น นอกจากนี้ยังทอดกฐินเป็นประจำทุกปีปีละวัด แต่โดยมากเป็นวัดที่อยู่จังหวัดใกล้เคียงกับพระนครและเป็นวัดเล็กๆมีทางรถยนต์ผ่านไปถึง

พระภิกษุทั้ง ๖ รูปต่างได้รับของถวาย คืออาหารเช้าทั้งคาวหวานโดยทั่วหน้ากัน แต่อาหารของพระครูบาส่านจัดทำเป็นพิเศษและมีหลายอย่างมากกว่ารูปอื่นๆ คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกับเจ้าแห้วต่างนั่งรวมกลุ่มกันอยู่เบื้องหน้ากลดของหลวงปู่ ซึ่งความจริงควรจะเป็นหลวงพี่มากกว่า

พระคุณเจ้าผู้พิชิตสังขารฉันอาหารเช้าเพียงสองสามคำเท่านั้น ส่วนของหวานก็เพียงเงาะอีกสองผล น้ำดื่มก็คือน้ำชาจีน

"หลวงปู่ทำไมฉันน้อยนักล่ะครับ?" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพระครูบาส่านอย่างนอบน้อม

"เจริญพร อาตมาภาพฉันอาหารวันหนึ่งๆเท่านี้เอง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วตอนเพลหลวงปู่ไม่ฉันหรือครับ?"

"ไม่หรอกคุณ อาตมาและพวกพระธุดงค์ล้วนแต่ฉันเอ้กาทั้งนั้น คือฉันเฉพาะตอนเช้ามื้อเดียว"

"โอ้โฮ!" นิกรคราง "ถ้าเป็นผมฉันเอ้กาละก้อ ผมคงเป็นลมตายแน่เชียวครับหลวงปู่ ผมฉันวันละห้าหกครั้งยังหิวเสมอ"

หลวงปู่ยิ้มให้นิกร

"ความหิวคือตัณหา ถ้าเรารู้จักห้ามใจเราก็รู้สึกหิวเพียงเล็กน้อยพอทนได้หรืออาจจะไม่หิวเลย อาตมากับพวกลูกศิษย์เดินมาตามป่าเขา บางวันยังไม่พบหมู่บ้าน และไม่มีผลไม้ป่า ก็ต้องอดอาหารซึ่งตอนแรกๆก็ทรมานเหมือนกัน ต่อมาเราก็เคยชินไปเอง"

นิกรว่า "หลวงปู่น่าจะมีปืนล่าสัตว์ติดตัวไปองค์ละกระบอกนะครับ นอกจากเอาไว้ป้องกันสัตว์ร้ายแล้วยังจะได้ล่าสัตว์กินอีก อีเก้งสักตัวก็พอแล้วสำหรับหลวงปู่กับลูกศิษย์ ๕ องค์"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับนิกร

"หลวงปู่ท่านเป็นพระโว้ย ไม่ใช่พรานป่าหรือนักล่าสัตว์"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พระครูบาส่านรินน้ำชาดื่มอีกถ้วยหนึ่ง และแล้วท่านก็สวดสัพพีให้พรผู้ที่นำภัตตาหารและเครื่องดื่มมาถวายท่าน ขณะนี้พระภิกษุสงฆ์ตามกลดต่างๆยังคงฉันอาหารเช้าอยู่ คุณหญิงวาดมองไปทางประตูรั้วหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' ท่านกวักมือเรียกคนใช้ชายหญิงของท่านที่ยืนออรวมกลุ่มกันอยู่นอกประตูให้มาหา แล้วสั่งให้ยกสำรับกับข้าวเข้าไปเก็บในบ้าน

หลวงปู่จุดบุหรี่ยาฉุนสูบมวนหนึ่ง กลิ่นและควันของมันทำให้สี่นางสำลักหรือไอแค็กๆไปตามกัน นวลละออกระซิบถามสามีของหล่อน

"หลวงปู่ท่านสูบบุหรี่อะไรคะ ฉุนจัง?"

"บุหรี่ยาฉุนน่ะซี"

"เฮียอย่าพยายามสูบบุหรี่อย่างนี้เชียวนะคะ"

"โอ๊ย ไม่ไหวหรอกนวล สูบมวนเดียวเมาไปตั้งห้าหกปี อัดทีเดียวก็ตาเหล่แล้ว หลวงปู่ท่านเป็นคนโบราณ ท่านชอบสูบบุหรี่ไทยแบบนี้ คุณอาหญิงใช้ให้แม่ครัวออกไปซื้อที่ร้านขายธูปเทียนเมื่อเช้านี้เอง"

ประไพคลานเข้ามากราบลงเบื้องหน้าพระครูบาส่าน แล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับท่านแบบเว้ากันซื่อๆ

"หลวงปู่เจ้าขา พรุ่งนี้ตอนพลบค่ำล็อตเตอรี่ออกแล้ว หลวงปู่กรุณาบอกเลขท้ายสามตัวให้หนูหน่อยซีคะ หนูจะได้แก้จนสักที"

หลวงปู่หัวเราะในลำคอ

"อยู่ตึกเบ้อเร่อใส่แหวนเพชรเม็ดใหญ่ยังจะบอกว่าจนอีกหรือคุณ บ้านของคุณน่ะใหญ่โตราวกับวังเจ้าสมัยก่อน เพียงแค่เก้าอี้นวมตัวเดียวคนจนก็ไม่มีปัญญาซื้อ อาตมาไม่ใช่อาจารย์ผู้วิเศษเที่ยวบอกเลขท้ายให้ใครต่อใครหรอก บอกน่ะบอกได้แต่มันไม่ถูก"

ประไพประนมมือไว้หว่างอก

"เอาเถอะค่ะ หนูอยากได้เลขที่หลวงปู่บอก ถึงแทงผิดก็ไม่เป็นไร"

หลวงปู่ว่า "เล่นสลากกินรวบมันผิดกฎหมายนะคุณ"

"ไม่ค่ะ หนูจะเอาไปซื้อสลากกินแบ่งของรัฐบาล"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ซีครับ หลวงปู่บอกหน่อยซีครับ เลขอะไรถึงจะสวย"

"อาตมาบอกไม่ได้หรอกคุณ เพราะอาตมาไม่รู้" หลวงปู่พูดยิ้มๆแล้วเปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด "เจริญพร อาตมาจะไม่ลืมความเอื้อเฟื้อของคุณหญิงกับท่านเจ้าคุณและพวกลูกหลานของคุณหญิงเลย ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญเถิด ประเดี๋ยวอาตมากับลูกศิษย์ก็จะขอลาแล้ว"

"อ้าว!" คุณหญิงวาดอุทานขึ้นดังๆ "อะไรกันคะหลวงปู่ หลาวปู่กับพวกลูกศิษย์มาปักกลดพักอยู่ที่นี่เพียงคืนเดียวเท่านั้น พักอยู่อีกสักสองสามวันเถอะค่ะ หลวงปู่จะรีบร้อนไปไหนคะ?"

"อาตมากับลูกศิษย์จะต้องเดินทางบุกป่าฝ่าดงอีกเกือบ ๑,๐๐๐ กิโลเมตรกว่าจะถึงแม่สะเรียง เราจะกลับทางเชียงใหม่ตามเส้นทางสายพหลโยธิน และจากเชียงใหม่ไปแม่สะเรียงซึ่งเราจะต้องกลับไปให้ถึงวัดก่อนเข้าพรรษา"

เสี่ยหงวนว่า "อย่ารีบร้อนเลยครับหลวงปู่ ผมกำลังคิดจะเชิญหลวงปู่กับสานุศิษย์ของหลวงปู่ไปพักที่โรงแรมของเราทีเดียว โรงแรมที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในกรุงเทพฯครับ ห้องเดอลุกซ์มีที่นอนยาง มีเครื่องปรับอากาศ หลวงพ่อกับพระเหล่านี้จะได้สุขสบายไม่ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายอย่างนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"พักเที่ยวกรุงเทพฯ สักเดือนเถอะครับ แล้วพวกผมจะเอารถไปส่งหลวงปู่กับคณะให้ถึงแม่สะเรียง ไม่ต้องเดินให้เมื่อยขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเสี่ยหงวนกับนิกรอย่างขบขัน

"พระธุดงค์ท่านต้องเดินทางด้วยเท้าของท่านโว้ย แบกกลดสะพายบาตรและย่ามบุกป่าฝ่าดงไป ค่ำที่ไหนก็ปักกลดนอนที่นั่น แกสองคนเข้าใจว่าท่านเป็นนักทัศนาจรหรืออย่างไร"

คุณหญิงวาดประนมมือไหว้พระคุณเจ้าแล้วถามว่า

"หลวงปู่จากไปแล้วจะมากรุงเทพฯ อีกไหมคะ?"

"มาแน่นอนคุณหญิง ราวสี่ห้าปีเราจะผ่านมาทางกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง อาตมากับพระลูกศิษย์เหล่านี้ออกธุดงค์ทุกปี และอาตมามีลูกศิษย์หลายรุ่นแล้ว สำหรับปีนี้เราจะไปภาคอีสาน ออกจากแม่สะเรียงก็ไปเชียงราย ข้ามเขาบุกป่าไปเมืองน่าน ย้อนลงมาเมืองแพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ เข้าชัยภูมิขึ้นไปทางขอนแก่น อุดร หนองคาย ลงมานครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบล ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ โคราช สระบุรี ลพบุรี กลับขึ้นเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน"

"หลวงปู่กับคณะคงลำบากยากเย็นมากนะคะ ในการเที่ยวธุดงค์โปรดสัตว์เช่นนี้"

"ใช่ แต่เป็นงานที่อาตมาพอใจมาก เพราะชาวป่าชาวเขาอีกมากมายนักที่ไม่เคยเห็นพระ หรือนานๆจึงจะเห็นพระสักองค์"

อาเสี่ยถามขึ้นเบาๆ

"หลวงปู่วางโครงการณ์บุกอีสานไว้เรียบร้อยแล้วหรือครับ?"

พระครูบาส่านหัวเราะเบาๆ

"ไม่มีโครงการณ์หรือแผนการณ์อะไรหรอกคุณ"

"แล้วหลวงปู่ใช้รถอะไรล่ะครับ จี๊ปวิลลี่หรือแลนด์โรเวอร์?"

"ปู้โธ่โว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุเสี่ยหงวน "แกคิดว่าพระธุดงค์น่ะท่านใช้รถจี๊ปบุกป่ายังงั้นเรอะ โตเป็นควายแล้วยังไม่รู้ภาษาอีก เคยบวชเรียนมาแล้วน่าจะรู้ดี"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เคยบวชจริงครับ แต่ผมไม่เคยออกธุดงค์ ตอนนั้นมีพระท่านเคยชวนผมออกธุดงค์เหมือนกันครับ แต่ผมกลัวเสือมุดเข้ามานอนในกลดตอนกลางคืนเลยไม่กล้าไป"

สี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างพูดคุยกับหลวงปู่อย่างสนิทสนม เมื่อทราบแน่นอนว่าพระครูบาส่านกับสานุศิษย์ของท่านจะออกเดินป่าไปจากนี่ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ ศาสตราจารย์ดิเรกก็บอกกับท่านว่า เขาจะเข้าไปเอายาแก้ไข้มาเลเรียและยาที่จำเป็นต้องใช้ในป่าอีกบางอย่าง เช่น ยาแก้บิด ยาแก้ท้องเสีย ยาแผลสดมาให้ท่าน ครั้นแล้วนายพลดิเรกก็ลุกขึ้นรีบกลับเข้าไปในบ้าน 'พัชราภรณ์'

ไม่ถึง ๑๐ นาที ดร.ดิเรกก็ออกมาทางประตูหลังบ้านพร้อมด้วยห่อยาหลายขนานซึ่งเขาห่อไว้ให้เรียบร้อย ขณะนี่คนใช้ชายหญิงของบ้าน 'พัชราภรณ์' กำลังช่วยกันเก็บสำรับกับข้าวที่นำมาถวายพระตามกลดต่างๆ พระคุณเจ้าเหล่านี้แยกกันฉันอยู่ในกลดของท่านไม่ได้ฉันรวมกัน ทุกรูปฉันอาหารทั้งคาวหวานได้มากกว่าปรกติ เว้นแต่หลวงปู่รูปเดียวที่ฉันเพียงเล็กน้อย

จอมนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ทรุดตัวนั่งพับเพียบเบื้องหน้ากลดพระครูบาส่าน แล้วประเคนห่อยาให้ท่าน

"นี่ครับหลวงปู่ ผมจัดยามาให้หลวงปู่ในราว ๑๐ อย่างครับ มีวิธีใช้บอกเสร็จ โดยเฉพาะยาแก้ไข้จับสั่นและยาแก้บิดของผม รับรองว่าดีเด็ดขาดครับ ถึงแม้ว่าเป็นยาเม็ดก็ตาม ผมคิดผสมขึ้นเองครับ ไม่ใช่ยาที่มีขายตามท้องตลาด หลวงปู่ต้องการยาอีกจดหมายบอกมาเถอะครับ นามบัตรของผมอยู่ในห่อนี้แล้ว"

"เจริญพร อาตมาขอขอบคุณอย่างยิ่ง ยาของคุณต้องเป็นประโยชน์แก่อาตมาและลูกศิษย์ของอาตมาแน่นอน อาตมาขอถือโอกาสนี้ลาทุกๆคน อาตมาไม่มีอะไรจะตอบแทนนอกจากพรอันประเสริฐที่ได้มอบให้แล้ว อ้อ-อาตมาเกือบจะลืมไป อาตมามียาไทยอยู่ขนานหนึ่งซึ่งเป็นยาให้เลือดลมเดินได้โดยสะดวก หายเมื่อยขบหย่อนคลายเส้นสายในตัว เหมาะสำหรับคนแก่" พูดจบหลวงปู่ก็หยิบย่ามของท่านขึ้นมา แล้วล้วงมือลงไปในย่าม หยิบห่อผ้าลงเลขยันต์ซึ่งเป็นห่อเล็กๆและเก่าคร่ำคร่าห่อหนึ่งออกมาวางลงบนพื้นดินเบื้องหน้าคุณหญิงวาด "เจริญพร อาตมาขอมอบให้คุณหญิงและเจ้าคุณไว้ต้มกิน"

คุณหญิงวาดก้มลงกราบ

"ขอบพระคุณค่ะหลวงปู่ ต้มผ้ายันต์ผืนนี้กินหรือคะ?"

หลวงปู่ยิ้มเล็กน้อย

"ต้มทั้งห่อนี่แหละโยม ในห่อคือตัวยาซึ่งล้วนแต่เป็นสมุนไพรในบ้านเรา ใช้หม้อดินต้มแล้วกินน้ำยา ไม่ใช่กินผ้ายันต์"

"ค่ะ ดิฉันจะต้มรับประทานตามคำสั่งของหลวงปู่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"หลวงปู่มียาชนิดขุดรากไหมครับ คือกินแล้วหายเด็ดขาด ถึงแม้จะกินของแสลง เช่น สาเกเชื่อม ปลาไหล หรือหูฉลาม ปลากระเบนก็ไม่เป็นไร"

พระครูบาส่านหัวเราะหึๆ

"คุณเลื่อมใสยาไทยโบราณเหมือนกันหรือ?"

"เลื่อมใสครับหลวงปู่ ยาฝรั่งผมทั้งฉีดทั้งรับประทานตั้งหลายปีแล้ว มันเพียงแต่ทุเลาลงชั่วขณะ มันแอบซ่อนอยู่ตามกระดูกครับ พอถึงหน้าหนาวมันทรมานเหลือเกินครับหลวงปู่"

"ถ้ายังงั้นอาตมาจะบอกให้ หม้อหนึ่งไม่กี่สตางค์หรอก ร้านขายยาหมอโบราณที่ไหนก็มี"

"เดี๋ยวครับ เดี๋ยวครับหลวงปู่" อาเสี่ยร้องเสียงหลง หยิบสมุดโน้ตและปากกาปลอกทองที่เหน็บกระเป๋าออกมาเตรียมจด "เอาละครับหลวงปู่ เครื่องยามีอะไรบ้างครับ?"

"เครื่องยาหนักอย่างละบาทรวด"

"ครับ หนักอย่างละบาท อะไรบ้างครับ ฮิ ฮิ คราวนี้ถอนรากถอนโคนทิ้งเสียที"

"ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้" หลวงปู่พูดยิ้มๆ "ยาดำ แล้วก็รากไทร, คำฝอย, แกแล, ใบมะขามแขก, กระดูกควายเผือก, ใบมะกา, ดีปลี เท่านั้นแหละ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น ก้มกราบหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสูง

"ขอบคุณครับหลวงพ่อ หลวงพ่อจำพรรษาอยู่วัดไหนครับ บางทีเข้าพรรษาแล้วพวกเราจะเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อที่แม่สะเรียง"

"ขอบคุณมากคุณกิมหงวน อาตมาอยู่วัดพระงาม แต่อยู่ในป่า เป็นวัดเล็กๆห่างไกลจากอำเภอและเส้นทางคมนาคม พวกคุณขับรถยนต์ไปก็ไปได้แค่อำเภอแม่สะเรียงเท่านั้น ถ้าจะไปหาอาตมาก็ต้องเดินไปอีกครึ่งวัน อย่าไปให้ลำบากเลย รอไว้อีกสองสามปีอาตมาจะมาเยี่ยมพวกคุณอีก"

นิกรยกมือไหว้ปลกๆ

"หลวงปู่พบช้างแดงตามยอดเขาหรือในป่าสูง ก็เอามันมาฝากผมบ้างนะครับ"

"ช้างแดง...."

"ครับ กล้วยไม้น่ะครับ ที่กรุงเทพฯราคาแพงมาก ต้นย่อมๆตั้งพันบาทแล้ว ถ้าไม่ได้ช้างแดง ช้างเผือกก็ได้นะครับ"

คุณหญิงวาดยกมือขวาจับหูนิกรบิดเต็มแรง

"พูดเป็นบ้า แกจะให้หลวงปู่หอบกล้วยไม้มาฝากแกยังงั้นเรอะ เดี๋ยวแม่ตบลูกตาพลัดเท่านั้นเอง คุยกับท่านยังกะเพื่อนเล่นมีอย่างที่ไหน"

พระครูบาส่านขอตัวลุกขึ้นไปจากกลดของท่านเดินไปดูพระลูกศิษย์ทั้ง ๕ รูป ซึ่งทุกรูปฉันอาหารเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่สั่งให้เตรียมตัวออกเดินทางต่อไป

ในราว ๘.๓๐ น. ขบวนพระธุดงค์ ๖ รูป ซึ่งมีพระครูบาส่านเป็นหัวหน้าก็พากันออกเดินทางไปจากซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกับเจ้าแห้วและชาวบ้านในซอยนี้อีกประมาณ ๒๐ คนต่างยืนจับกลุ่มมองดูพระคุณเจ้าด้วยความศรัทธาเลื่อมใสและห่วงใย พระธุดงค์ทุกรูปต่างยอมทนทุกข์ทรมานจาริกไปโปรดสัตว์ในท้องถิ่นอันทุรกันดาร เผชิญกับสัตว์ร้ายและภัยธรรมชาติตามป่าดงพงไพร บ้างก็เป็นไข้ป่ามรณะภาพ เต็มไปด้วยความลำบากยากเย็น ถ้าไม่มีพระธุดงค์ พวกชาวป่าชาวเขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำบุญตักบาตรหรือได้ฟังพระธรรมเทศนา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดพาสี่สหายกับสี่นางและเจ้าแห้วกลับเข้าบ้านอย่างเงียบเหงา ทุกคนต่างระลึกถึงหลวงปู่ผู้พิชิตสังขาร ยาอายุวัฒนะทำให้ท่านไม่แก่เฒ่าร่วงโรยไปตามกาลเวลา

ก่อนจะขึ้นไปบนตึก คุณหญิงวาดได้ส่งห่อยาเล็กๆให้ศรีสะใภ้ของท่านแล้วกล่าวว่า

"จัดการหน่อยซิแม่นัน หาหม้อดินเล็กๆต้มให้อาและเจ้าคุณกินสักสองสามมื้อพอยาจืดก็พอแล้ว ยาของหลวงปู่คงจะช่วยให้อาและเจ้าคุณอาของแกหายปวดเมื่อยขัดยอก"

"ค่ะ รับประทานตอนเย็นและตอนเช้าใช่ไหมคะ?"

"ถูกแล้ว ยาไทยก็ต้องกินเช้าเย็นวันละสองมื้อ เสียดายเหลือเกินที่อาไม่ได้ยาอายุวัฒนะ"

นันทายิ้มให้แม่ผัวซึ่งเป็นอาสาวของหล่อนด้วย

"นั่นน่ะซีคะคุณอา ถ้าได้ยาอายุวัฒนะคุณอาก็คงกลายเป็นสาวใหญ่ไม่ใช่คนแก่ รูปร่างหน้าตาขนาดผู้หญิงวัย ๔๐ กว่าก๊อดีนะคะ"

"โอ้โฮ อาก็เต้นร็อคสนุกไปเท่านั้นเอง ทุกวันนี้อามีชีวิตอย่างเบื่อหน่ายก็เพราะเซลล์ต่างๆในร่างกายมันเสื่อมคุณภาพเสียแล้ว ฮอร์โมนก็ไม่มีเหลืออยู่เลย คุณหญิงคุณนายบางคนเขาแก่ขนาดอา เขายังดัดจริตทำหูทำตากระชดกระช้อยกับพวกเด็กหนุ่ม นั่นก็เพราะเขายังมีฮอร์โมนนั่นเอง อย่างอาหมดทุกอย่างไม่มีอะไรเหลือ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"เหลืออีกอย่างหนึ่งยังไงล่ะคะ"

"เหลืออะไรยะแม่ไพ?"

"คุณอายังสวดเก่งเหมือนแต่ก่อนค่ะ พอตื่นเช้าก็เริ่มต้นสวดเสียงลั่นบ้านฟังเพลินดีเหมือนกันค่ะ"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"เดี๋ยวแม่เขกกบาลเสียหรอก อ้า-ได้ถวายอาหารพระธุดงค์แล้วรู้สึกจิตใจสดชื่นผิดปรกติ แล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ที่หลวงปู่ท่านมีอายุถึง ๑๕๑ ปี ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย"

เย็นวันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดก็ได้ดื่มยาของหลวงปู่คนละถ้วย ซึ่งหลวงปู่บอกว่าเป็นยาแก้ปวดเมื่อยทำให้เส้นสายยืดเหมาะสำหรับคนแก่ ความจริงมันเป็นยาอายุวัฒนะ หลวงปู่ยอมศีลขาดก็เพราะท่านมีติดตัวมาเพียงนิดเดียว กินได้ ๒ มื้อเป็นอย่างมาก จึงตัดใจมอบให้คุณหญิงวาดและสั่งให้แบ่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กินด้วย ตัวยาบางอย่างทำให้วิงเวียงศีรษะคล้ายกับดื่มเหล้า แต่แล้วหลังจากอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น มีชีวิตชีวา....ชีวิตชีวา โดยไม่ต้องใช้น้ำมันแต่งผมช่วยแม้แต่น้อย ท่านทั้งสองคุยกันจ้อพูดเสียงดังหัวเราะร่วน สัพยอกหยอกล้อสี่สหายและสี่นางโดยไม่ได้เฉลียวใจว่ายาที่ท่านกินเข้าไปนั้นเป็นยาอายุวัฒนะหรือยาวิเศษ

เพราะนอนดึกมาเกินไปแลแะอำนาจของยาวิเศษช่วยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯและคุณหญิงวาดนอนหลับสบาย ท่านทั้งสองจึงตื่นสายผิดปรกติแต่ก็ไม่มีใครรบกวนท่าน

คุณหญิงวาดรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมองดูโลกในเวลาประมาณ ๗.๓๐ น.

ท่านพบตัวเองนอนอยู่บนเตียงนอนอันหรูหรา ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของท่านตามลำพัง ท่านเริ่มรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจของท่านคึกคักเข้มแข็งผิดปรกติ เสียงเพลงร็อคที่ดังมาจากห้องโถงชั้นล่างคุณหญิงเคยเกลียดเข้าไส้ แต่บัดนี้ท่านชอบฟัง แล้วท่านมองเห็นภาพ เอลวิส เพรสลี่ย์ ราชาโยกและคลึงกำลังยืนดีดกีตาร์แอ่นหน้าแอ่นหลังร้องเพลงซึ่งอาเสี่ยกิมหงวนของเราเป็นผู้เปิดจานเสียงด้วยเครื่องขยายเสียง

คุณหญิงวาดผลุนผลันลุกขึ้นนั่งและยิ้มละไม ท่านยกมือขึ้นดีดเป๊าะแป๊ะเหมือนพวกจิ๊กโก๋หรือจิ๊กกี๋ทั้งหลายที่ได้ยินเสียงเพลงจังหวะยั่วอารมณ์เช่นนี้ ตอนนี้เองคุณหญงวาดก็ลืมตาโพลงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อท่านแลเห็นมือและแขนที่เคยเหี่ยวย่นแบบคนแก่ของท่าน เต่งตึงเปล่งปลั่งราวกับสาวใหญ่ในวัย ๔๐ ปี

"เอ๊ะ เราฝันไปหรือว่าเราอยู่ในแดนสนธยาโว้ย" คุณหญิงวาดพูดกับตัวเองแล้วมองดูแขนซ้ายของท่านซึ่งมันก็เปล่งปลั่งผิดธรรมดาผิดสภาพของหญิงชราในวัยนี้

คุณหญิงวาดนิ่งอึ้งไปสักครู่ พอนึกถึงยาที่พระครูบาส่านให้มาและนันทาต้มให้ท่านกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รับประทานคนละถ้วยเย็นวานนี้ ความรู้สึกก็บอกตัวเองว่ายาห่อเล็กๆที่ห่อด้วยผ้ายันต์นั้นต้องเป็นยาวิเศษอย่างไม่มีปัญหา

แน่นอนละ คุณหญิงวาดได้รับความตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว ท่านเผลอตัวร้องตะโกนออกมาดังๆ

"ไชโย้ เราได้กินยาอายุวัฒนะ ร่างกายของฉันกลับเป็นสาวแล้ว ถึงไม่ใช่สาวทีนเอจ ขนาดสี่สิบขวบฉันก็พอใจแล้ว ดีกว่าที่ฉันจะเป็นยายแก่หงำเหงอะ ฮ่ะ ฮ่ะ หลวงปู่ท่านเมตตาฉันกับเจ้าคุณ บุญของฉันแน่ๆ ต่อไปนี้ฉันคงมีความสุขสนุกสนานเหมือนกับผู้ที่มีวัยกลางคน โลกนี้จะเป็นของฉันและฉันคงจะไม่เป็นโรค เพราะฉันมีร่างกายและสุขภาพแข็งแรง ฮ่ะ ฮ่ะ ทีนี้แม่จะหาแฟนบ้างละ เลือกดูที่มันคู่ควรสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย ผิดนักก็แต่งงานอยู่กินกันเลย"

คุณหญิงวาดเปิดประตูมุ้งเตียงลุกขึ้น รูดมุ้งตลบขึ้นไว้ แล้วท่านก็เต้นร็อคตามเสียงเพลงที่ดังขึ้นมาจากห้องโถงชั้นล่าง

"โอ้โฮ อ้ายร็อคนี่มันสนุกยังงี้เอง ตอนที่เราเป็นยายแก่ไม่มีฮอร์โมน เห็นหนุ่มสาวเต้นร็อคเราก็หมั่นไส้มองดูแล้วทุเรศนัยน์ตา ฉันได้รู้ความจริงแล้วว่า คนแก่มีแต่ความรู้สึกที่จะติเตียนหรือด่าว่าคนอื่น ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจ ที่แท้เพลงร็อคหรือการเต้นร็อคจะทำให้ประเทศชาติของเราเจริญรุ่งเรืองเป็นมหาอำนาจ คนไทยควรเต้นร็อคหรือเต้นทวิสต์ พูดภาษาอังกฤษแทนภาษาไทยจะสม้าร์ทและทันสมัย"

คุณหญิงวาดคึกคะนองผิดปรกติ และแล้วเมื่อท่านนึกถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้เปรียบเหมือนพี่น้องร่วมสายโลหิตของท่าน คุณหญิงวาดก็ปราดมาที่หน้าเตียงนอน ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ยกหูโทรศัพท์เครื่องภายในที่ใช้พูดภายในบ้าน 'พัชราภรณ์' โดยเฉพาะขึ้นมา แล้วท่านก็หมุนหมายเลขต่อตรงไปยังที่ห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

มีเสียงห้าวๆพูดมาตามสายได้ยินถนัด

"ฮัลโหล นั่นใครน่ะ?"

"ดั๊นฮ่ะ คุณหญิงวาดยังไงล่ะคะ กู๊ดมอร์นิ่งค่ะเจ้าคุณ"

เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะกังวาน

"กู๊ดมอร์นิ่ง คุณหญิง ฮ่ะ ฮ่ะ ผมกำลังจะออกไปหาอยู่เดี๋ยวนี้เชียวแหละครับ"

"อ๊ะ อย่าเพิ่งค่ะ ดั๊นยังไม่ได้ซักหน้าแปรงฟัน มีอะไรเกิดขึ้นแก่เจ้าคุณบ้างหรือเปล่าคะ ดั๊น ดั๊นหมายถึงสรรพคุณยาของหลวงปู่ที่เรารับประทานเมื่อเย็นวานนี้"

"มีซีครับ มันทำให้ผมตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดอย่างละล่ำละลัก "ผมตื่นนอนตอนโมงกว่าๆ ผมกลายเป็นหนุ่มใหญ่วัยเดียวกับอ้ายลิงสี่ตัวนั่นครับ ผมงงไปหมดเกือบจะคิดว่าผมฝันไป"

"จริงๆหรือคะเจ้าคุณ?"

"ครับ ผมรีบลุกจากเตียงไปยืนมองดูตัวเองที่กระจกบานใหญ่ โอ้โฮ....มหัศจรรย์จริงๆครับ ผมกลับกลายเป็นหนุ่มไปแล้ว ถึงแม้ไม่ใช่หนุ่มในวัยยี่สิบสามสิบปี ก็เรียกว่าไม่แก่ สังขารของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าจะเป็นได้ หน้าตาอิ่มเอิบมีเลือดฝาดพอๆกับผู้ชายในวัย ๔๕ ปี"

"แล้วศีรษะของเจ้าคุณมีผมงอกออกมาหรือเปล่าคะ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งเงียบไปสักครู่แล้วพูดเสียงอ่อย

"ศีรษะของผมตามเคยครับ ความจริงมันควรจะมีเส้นผมงอกออกมา แต่ว่า....ช่างมันเถอะครับ ผมกลับเป็นหนุ่มพ้นสภาพคนแก่หรือชายชราผมก็พอใจและภูมิใจแล้ว ขณะนี้ผมกำลังมีปัญหาสำคัญเกิดขึ้น ใครๆคงไม่ยอมเชื่อว่าผมคือพระยาปัจจนึกฯ ยาของหลวงปู่คือยาอายุวัฒนะอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ว่าท่านให้เราห่อเล็กนิดเดียวเท่านั้น กินได้มื้อเช้าอีกคนละถ้วย ยาก็คงหมดคุณภาพแล้ว"

"นั่นน่ะซีคะ แล้วเมื่อไรเราจึงจะได้พบกับหลวงปู่ท่านอีก?"

"ก็ต้องเดินทางไปแม่สะเรียงตอนเข้าพรรษา ไปสืบหาท่านที่วัดพระงามในป่าตามที่ท่านบอกไว้ อ้า-ว่าแต่คุณหญิงเถอะครับ มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า?"

"ดั๊นหรือคะ ดั๊นกำลังจะเรียนให้เจ้าคุณทราบเดี๋ยวนี้ ฮิ ฮิ ดั๊นกลับเป็นสาวใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อเชียวค่ะ เนื้อตัวที่เหี่ยวย่นหย่อนยานตึงไปหมด แก้มดั๊นก็ตึงค่ะ แต่ดั๊นยังไม่ได้ส่องกระจกนะคะ พอตื่นขึ้นเห็นแขนแมนเปล่งปลั่งเหมือนแขนผู้หญิงในวัยกลางคน ดั๊นก็ทราบว่าดั๊นได้ทานยาอายุวัฒนะของหลวงปู่เข้าไปแน่นอน เลยรีบโทรศัพท์มาคุยกับเจ้าคุณ"

"ถ้ายังงั้นรีบอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเถอะครับ อีกห้านาทีผมจะไปหาที่ห้อง"

"โอ๊ย-ห้านาทีอาบน้ำไม่เสร็จหรอกค่ะ ดั๊นเป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายนี่คะจะได้อาบน้ำซู่ๆฟอกสบู่รดน้ำแล้วก็เสร็จ"

"อ้อ-จริงครับ ยังงั้นอีก ๑๕ นาทีผมจะไปหาที่ห้อง แล้วเราลงไปห้องอาหารพร้อมๆกัน พวกเด็กๆมันจะได้ตื่นเต้นแปลกใจที่แลเห็นเรากลายเป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็....ผมขอร้องนะครับ คุณหญิงพูดดิฉันเพราะกว่า พูดดั๊นฟังแล้วผมรู้สึกผะอืดผะอมอย่างไรชอบกล"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิก

"พูดอะฮั้นดีไหมคะ?"

"ก็ไม่ไหวอีกแหละครับ"

"ค่ะ เลิกกันนะคะ ดิฉันจะรีบทำธุระในห้องน้ำทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยภายใน ๑๐ นาที แต่งตัว ๕ นาที อีก ๑๕ นาทีเจ้าคุณมาหาดั๊นนะคะ"

"ดั๊นอีกแล้ว"

"อุ๊ย เผลอไปค่ะ พอกลับเป็นสาว ดิฉันก็ชักดัดจริต คราวนี้ดิฉันอาจจะมีผัวก็ได้ค่ะ"

"อ้าว-ไหงยังงั้นล่ะ อย่านะคุณหญิง ขายหน้าลูกหลานมัน"

"ไม่ขายละค่ะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของดิฉัน เลิกกันนะคะเจ้าคุณ ดิฉันจะเข้าห้องน้ำเสียที"

คุณหญิงวาดวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม แล้วลุกขึ้นเต้นระบำปลายเท้าในท่าหงส์เหินไปรอบๆห้อง ถลาเข้าไปในห้องน้ำพลางฮัมเพลงวอลซ์ 'บลูดานูบ' เบาๆ

"แต่แหร่แทนแต๊แร้ แท้นๆ แต่แหร่แทนแต๊แร้....แท้นๆ....แต่แหร่แตตี๊ๆ...."

นาฬิกาเรือนใหญ่ในห้องโถงของบ้าน 'พัชราภรณ์' บอกเวลา ๗.๕๐ น.

ตามเวลาที่กล่าวนี้สี่สหายกับสี่นางได้นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องโถง รอคอยเวลารับประทานอาหารเช้าคือ ๘.๐๐ น. ตรง คณะพรรคสี่สหายแต่งกายเรียบร้อยผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี ส่วนเสื้อสากลแขวนไว้ที่ผนังตึกเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานหลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับวันนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะไปตรวจงานที่ธนาคาร 'สี่สหาย' ก่อน ต่อจากนั้นก็จะไปดูงานที่บริษัท 'สี่สหายบรรจุขวด' ไปตรวจบริษัท 'สี่สหายพาณิชย์' ตอนเที่ยงไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม 'สี่สหาย' และจะประจำทำงานอยู่ที่นั่นจนเย็น ถึงแม้ว่าคณะพรรคสี่สหายของเราจะร่ำรวยอย่างล้นเหลือ ใช้เงินโดยไม่คำนึงถึงความหมดเปลือง แต่ทุกคนก็ต้องตรากตรำทำงานหนักในธุรกิจการค้าอันมากมาย

กำลังสนทนากันถึงเรื่องหลวงปู่หรือพระครูบาส่านกับสานุศิษย์ของท่านที่จากไปเมื่อตอนสายวานนี้ เจ้าแห้วก็เดินยิ้มกริ่มออกมาจากห้องรับประทานอาหารแล้วรายงานให้คณะพรรคสี่สหายทราบ

"รับประทานอาหารเช้าจัดตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"มีอะไรบ้างวะ?"

"รับประทาน สะเต๊กเนื้อกับไข่ดาวครับ"

"อือ เข้าที"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดก็พาตัวเดินเคียงคู่กันลงบันใดมาจากชั้นบน ท่านเจ้าคุณแต่งสากลแต่ไม่ได้สวมเสื้อนอก เอาเสื้อคล้องแขนซ้ายของท่านไว้ คุณหญิงวาดสวมสะแล็กสีน้ำตาลเสื้อคอปกสีเขียวอ่อนแบบเรียบๆอย่างอยู่กับบ้าน สี่สหายกับสี่นางและเจ้าแห้วต่างพากันจ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดอย่างตื่นตะลึง โดยเฉพาะศาสตราจารย์ พล.ท. ดิเรกถึงกับอ้าปากหวอ

"มายก็อด...." ศาสตราจารย์ดิเรกร้องขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ "นั่นคุณพ่อกับคุณอาหญิงใช่ไหม?"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้นแล้วโบกมือให้ทุกๆคน

"สวัสดีลูกหลายทั้งหลาย นี่คืออำนาจของยาอายุวัฒนะที่หลวงปู่ให้มาต้มกินเมื่อเย็นวานนี้ ทำให้ฉันกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสภาพจากคนแก่เป็นวัยกลางคน ดูซี....เนื้อหนังของอายังเต่งตึงเหมือนกับเมียๆของพวกเธอนั่นแหละพ่อหงวน"

อาเสี่ยจ้องตาเขม็งมองดูท่านทั้งสองจนไม่ยอมกระพริบตา จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดเดินมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน

"เป็นไปได้หรือครับนี่?" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักๆ

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"แต่มันเป็นไปแล้ว อาดีใจจนบอกไม่ถูกที่อามีสังขารไล่เลี่ยกับพวกแก จิตใจและร่างกายก็คึกคักเข้มแข็งเป็นคนละคน อารับรองว่าอาสามารถเตะปี๊บเปล่าไปได้ไกลอย่างน้อย ๑๐ เมตร"

"ถ้าปี๊บใส่น้ำเต็มๆล่ะครับ?" เสี่ยหงวนถาม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตอบเสียงหัวเราะ

"ปี๊บใส่น้ำก๊อตีนหักน่ะซีโว้ย ไม่น่าจะถามเลย ยังไง....ทุกคนตื่นเต้นไปตามกันซีนะ"

คุณหญิงวาดกล่าวกับศรีสะใภ้ของท่าน

"อุ่นยาหรือยังแม่นัน?"

"อุ่นแล้วค่ะ แต่ว่ายามันจางมากแล้วนะคะคุณอา เมื่อวานตอนรินให้คุณอามันเป็นสีน้ำตาลอมดำค่ะ เช้าวันนี้กลายเป็นสีชาอ่อนๆ"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"ก็ถูกแล้ว ยาห่อนิดเดียวเท่านั้นเอง อากะไว้ว่าอากับเจ้าคุณกินคนละสองมื้อก็พอแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ ท่านบอกว่าเป็นยาแก้ปวดเมื่อย ที่แท้ก็ยาอายุวัฒนะ ไปรินมาให้อาและเจ้าคุณเถอะ"

นันทาลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหารด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงเท่าที่ยาวิเศษของหลวงปู่ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดกลับเป็นหนุ่มเป็นสาวในวัยกลางคน

ความแปลกใจทำให้นิกรลืมเรื่องอาหารเช้า เขาจ้องมองดูพ่อตาและอาสาวของเขาตลอดเวลา

"ตื่นเต้นมากเชียวหรืออ้ายกร?"

"ครับ ทั้งตื่นทั้งเต้นเชียวครับ ขณะนี้คุณพ่อควรจะเป็นน้องชายของผมมากกว่า"

"อ้าว ไหงยังงั้นล่ะ ก็ฉันเป็นพ่อประไพเมียแก"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมหมายถึงรูปร่างหน้าตาผิวพรรณของคุณพ่อครับ ถ้าให้ใครทายอายุคุณพ่อ เขาก็คงทายว่าคุณพ่อมีอายุราว ๔๐ เศษเท่านั้น คุณอาก็เหมือนกัน ไปไหนกับผมใครๆก็คงเข้าใจว่าเป็นน้องสาวหรือเป็นแฟนผม"

"มะเหงกนี่น่ะ" แล้วท่านหันมาทางนวลละออ ประภา และประไพ "นี่ถ้าพวกเธอได้กินยาวิเศษของหลวงปู่ ทุกคนก็คงจะกลายเป็นสาววัยรุ่นแน่ๆ"

ประไพทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"นั่นน่ะซีคะ หลวงปู่ท่านน่าจะแจกยาพวกเราคนละห่อ"

ประภาพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พี่คิดว่าท่านคงมีห่อเดียวเท่านั้นที่ท่านมอบให้คุณอา และท่านเกรงใจพวกเรา กลัวว่าฝนจะตกไม่ทั่วฟ้า ท่านก็เลยบอกว่าเป็นยาแก้ปวดเมื่อยสำหรับคนแก่ ท่านให้คุณอาแบ่งให้คุณพ่อกินบ้าง"

นวลละออสบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวว่า

"คุณอาโชคดีจังค่ะ สรรพคุณของยาขนานนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"นี่แหละ เชื่อหรือยังล่ะ ว่าสมุนไพรในบ้านเรามีคุณค่าอันมากมายเช่นนี้"

พล พัชราภรณ์ พูดเสริมขึ้น

"ประทานโทษครับ คุณอาเป็นหนุ่มขึ้นก็จริง แต่น่าเสียดายที่เส้นผมบนศีรษะของคุณอาไม่ได้งอกขึ้นมา ม่ายคุณอาคงจะหล่อมากทีเดียว"

ท่านเจ้าคุณหยุดยิ้มทันที

"ถึงว่าน่ะซี เรื่องกบาลของอาเห็นจะเป็นเวรกรรมแต่ชาติก่อนโว้ย แต่ช่างมันเถอะ อากลับเป็นหนุ่มขึ้นมา ได้เป็นคนรุ่นเดียวกับพวกแก อาก็ดีใจจนแทบจะพูดอะไรไม่ถูกแล้ว อาอาจจะแต่งงานในไม่ช้านี้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ศาสตราจารย์ดิเรกสนับสนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"เอาเลยครับ เลือกดูเด็กสาววัยรุ่น แล้วก็ตรวจดูทะเบียนสำมะโนครัวให้แน่ใจเสียก่อนว่าอายุเกิน ๑๓ ขวบ แล้วอย่าให้มีเรื่องไปโรงพักหรือขึ้นโรงขึ้นศาลทีหลัง ขายหน้าเขา อ้า-ผมยอมรับว่าผมตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจในอำนาจยาอายุวัฒนะของหลวงปู่มาก เพราะมันน่าจะเป็นความฝันมากกว่าความจริง"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"แต่ยาฝรั่งหรือยาที่เธอคิดขึ้น บางอย่างมันก็เหลือเชื่อเหมือนกัน เป็นต้นว่ายาฉีดมหากำลัง ฉีดเข้าไปเข็มเดียวปล้ำกับช้างช้างสู้ไม่ได้ แม้แต่เสือในป่ายังไล่กระตุกหางเล่นเพราะด้วยกำลังอันมหาศาล"

"ออไร๋ ออไร๋ คุณอาของผมสาวและสวยขึ้นมากเชียวครับ หน่วยก้านท่าทางไม่เลวครับ ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าขณะนี้คุณอาสวยและมีเสน่ห์กว่าคุณนวลเสียอีก"

คุณหญิงวาดทำท่ากระดากอาย

"พูดอะไรก็ไม่รู้ เค้าอายไม่ใช่เหรอ นี่เธอเกี้ยวอาหรืออย่างไร"

เจ้าแห้วยกมือไหว้คุณหญิงวาดแล้วพูดเสริมขึ้นด้วยความปลื้มปิติ

"รับประทานคุณหญิงสวยและสง่าจริงๆขอรับ โอ้โฮ รับประทาน เมื่อวานมองดูคล้ายแม่มด เช้าวันนี้รับประทานยังกะนางสาวไทยรุ่นแรกๆ รุ่น วณี เลาหเกียรติ นั่นแหละครับ"

แทนที่คุณหญิงจะโกรธท่านกลับหัวเราะชอบใจ ขณะนั้นนันทาเมียรักของพลได้พาตัวเดินออกมาจากห้องรับประทานอาหาร ถือถาดเงินขนาดเล็กใส่แก้วยารวม ๒ แก้วตรงเข้ามาหาคุณหญิงและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แม่บ้านของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ายื่นถาดให้ท่านทั้งสอง

"รับประทานเสียสิคะ น้ำยาในหม้อยาหมดพอดีค่ะ ถ้าเติมน้ำลงไปอีกก็เห็นจะหมดคุณภาพแล้ว"

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหยิบแก้วยาคนละใบยกดื่มรวดเดียหมดแก้วโดยไม่ยอมให้เหลือติดแก้วแม้แต่หยดเดียว ทั้งนี้เพราะท่านทั้งสองรู้ดีว่ายาอายุวัฒนะหรือยาวิเศษแต่ละหยดอาจจะมีค่าหยดละพันตำลึงทองหรือมากกว่านั้น

ทั้งเจ้าคุณและคุณหญิงต่างวางแก้วลงในถาดเงินใบนั้นตามเดิม คุณหญิงยิ้มให้ศรีสะใภ้ของท่านซึ่งเป็นหลานอาของท่านด้วย

"ขอบใจมากแม่นัน ที่เอาใจใส่เรื่องยาต้มหม้อนี้ เมื่อมันหมดคุณภาพแล้วก็จำเริญเสียเถอะหลาน"

นายพลดิเรกกล่าวถามคุณหญิงวาดทันที

"จำเริญ....หมายความว่าอย่างไรครับ?"

คุณหญิงหัวเราะเบาๆ

"เป็นหมอหัวนอกทำไมไม่รู้คำว่าจำเริญ เขาแปลว่าให้เทยาทิ้ง"

"โอ-ออไร๋ๆ" แล้วนายพลดิเรกก็มองดูหน้านันทาเมียรักของเพื่อน "อย่าเททิ้งครับคุณนัน โปรดนำกากยาในหม้อเอามาให้ผม ผมจะแยกธาตุวิจัยดูว่าสมุนไพรที่ใช้ทำเครื่องยาอายุวัฒนะนั้นมีอะไรบ้าง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนหันมามองดูนายแพทย์หนุ่มเป็นตาเดียว

"หมอแยกธาตุออกหรือคะ?" นวลละออถามด้วยความสนใจเพราะอยากกลับเป็นสาว

"ออไร๋ ยาทุกชนิดเราสามารถแยกออกทั้งนั้นว่าเข้าเครื่องยาอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาไทยหรือยาฝรั่ง"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ดีโว้ยหมอ แกจะหมดเปลืองค่าใช้จ่ายสักเท่าไรในการแยกธาตุยาอายุวัฒนะ กันยินดีออกเงินให้แกทำยาอายุวัฒนะตำรับยาผีบอกของหลวงปู่ให้พวกเรากิน"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"โน-การแยกธาตุเพื่อพิสูจน์ตัวยาไม่ต้องเสียอะไร เพราะกันมีเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อแยกธาตุรู้แน่แล้ว เราจะต้องใช้เงินงบประมาณก้อนหนึ่งในการจ้างคนราว ๓๐ คนหรือมากกว่านั้นบุกป่าฝ่าดงไปค้นหาตัวยานี้"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"กันให้ล้านบาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปาก

"แล้วเสือกมองหน้าฉันทำไม ล่องป่าตวักตะบวยอะไรวะใช้เงินตั้งล้านบาท"

อาเสี่ยซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ทำไมจะไม่ถึงครับ ซื้อจี๊ปใหญ่และจี๊ปกลางใหม่ๆสักสองคันก็แสนกว่าแล้ว เครื่องใช้ในการเดินป่าอีก ผมให้ล้านบาทจริงๆ ผมอยากกลับเป็นหนุ่มครับ ผมจะได้ใช้ชีวิตให้สนุกสนานเหมือนกับคนหนุ่มในวัย ๒๐ ถึง ๒๕ ปี ซึ่งคนหนุ่มในวัยนี้มีความสนุกสนานเบิกบานใจที่สุด เรื่องเตะปี๊บไม่ต้องพูดถึง เสือป่าหนุ่มๆสู้ขาดใจตายคาเวทีเลย จะเล่นกีฬาจะทำอะไรมันไม่ใคร่เหนื่อย วัยของพวกผมมันจะเข้าเขตเหลาเหยแล้ว เพราะเซลล์ต่างๆในร่างกายมันเสื่อมคุณภาพนั่นเอง จิตใจเหี่ยวแห้งหดหู่ไม่อยากจะสู้ใคร"

นวลละออว่า "ดิฉันก็อยากเป็นสาววัยรุ่นเหมือนกันแหละค่ะหมอ จะได้เลิกกับเฮียหาผัวใหม่ เลือกดูผัวที่ไม่เจ้าชู้และมีสติครบถ้วน ไม่บ้าๆบอๆเหมือนอย่างเฮีย"

"อ้าว" เสี่ยหงวนคราง "ไหงยังงั้นล่ะจ๊ะที่รัก"

นายพลดิเรกกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เฮ้-ยูไปเอาหม้อยามาให้ไอหน่อยเถอะวะ"

นันทาพยักพเยิดกับเจ้าแห้ว

"วางอยู่บนชั้นข้างเตาอุ่นอาหารในห้องกินข้าวนั่นแหละ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นี่มันเลยเวลาอาหารเช้าแล้วนะหมอ แกอยากดูหม้อยาก็เข้าไปดูในห้องกินข้าวดีกว่า สำหรับกันจะหนุ่มหรือจะแก่กันไม่ใคร่สนใจเท่าใดนัก ขอให้กันมีเงินใช้และได้กินอิ่มนอนหลับเหมือนอย่างทุกวันนี้เป็นใช้ได้"

คุณหญิงวาดค้อนหลานชายของท่านแล้วกล่าวกับทุกๆคน

"เอา-ไปกินข้าวกันเสียที ประเดี๋ยวอ้ายกรจะเป็นลมตายเสียหรอก อย่าเพิ่งให้มันตายเลย ให้มันอยู่หนักแผ่นดินเล่น"

ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร สี่สหายกับสี่นางต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณภาพอันวิเศษยิ่งของยาอายุวัฒนะซึ่งทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดกลับเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างเหลือเชื่อ

นายพลดิเรกเลิกล้มความคิดที่จะไปทำงานเพื่อต้องการใช้เวลาแยกธาตุค้นคว้าหาตัวยาวิเศษในหม้อดินใบเล็กๆใบนั้น

ถูกละ เมื่อศาสตราจารย์ดิเรก นายแพทย์และจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกทำอะไรแล้ว เขาจะต้องทำให้สำเร็จเสมอ เขาได้ทุ่มเทเงินทองสติปัญญาความคิดและเวลาของเขาเท่าที่มีอยู่เพื่องานค้นคว้าทดลองของเขาตลอดมา บางทีค้นไม่พบแต่คว้าได้ บางทีค้นพบแต่คว้าไม่ถูก เขาก็ต้องพยายามค้นคว้าจนได้ไม่ว่าจะเป็นงานในด้านวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์

นับเป็นเวลา ๘ ชั่วโมงตลอดวันนั้น ที่นายพลดิเรกขลุกอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา จาก ๙.๐๐ น. จนกระทั่ง ๑๗.๐๐ น. สี่นางมักจะมารบกวนไต่ถามเขาบ่อยๆ จนกระทั่งศาสตราจารย์ดิเรกต้องเปิดไฟแดงที่ห้องเหนือแผ่นป้ายที่เขียนไว้ว่า

"โปรดอย่ารบกวนเวลา"

ภายในห้องแล็บสงบเงียบได้ยินแต่เสียงไดนาโมไฟฟ้าครางกระหึ่มตลอดวัน เครื่องปรับอากาศช่วยให้ดร.ดิเรกเย็นสบายเหมือนกับว่าเขานั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่ง การแยกธาตุวิจัยสมุนไพรต่างๆในหม้อยาเสร็จเรียบร้อยในเวลา ๑๗.๓๐ น. ซึ่งทำให้เขารู้สึกลำบากใจไม่น้อยในการค้นหาตัวยาบางอย่าง ส่วนสมุนไพรนั้นพอจะหาได้ตามเขาสูงที่มีอากาศหนาว เช่น บนยอดเขาถนนธงชัย ยอดดอยอินทนนเป็นต้น

เขารู้ดีว่าเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาจากทำงานแล้ว เพราะได้ยินเสียงแตรรถคาดิแล็คเก๋งดังแว่วเข้ามาในห้องทดลองเมื่อเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เศษ ศาสตราจารย์ดิเรกจัดแจงเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองให้เรียบร้อยตามเดิม แล้วก็ล้างมือฟอกสบู่เตรียมออกไปร่วมวงไพบูลย์ดื่มเหล้าเบียร์สรวลเสเฮฮากับคณะพรรคของเขา ต่อจากนั้นเขาก็ปิดไฟแดงหน้าห้อง ซึ่งหมายความว่าเขาพร้อมที่จะต้อนรับทุกคนที่จะมาหาเขาในห้องทดลอง

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะสี่เหลี่ยมริมหน้าต่างดังกังวานขึ้น เป็นเสียงกริ่งของเครื่องโทรศัพท์ภายในสถานที่ ศาสตราจารย์ดิเรกพาตัวเดินมารับโทรศัพท์

"ฮัลโหล นั่นใครพูด?"

"พลโว้ย เสร็จงานหรือยังหมอ?"

"ออไร๋ กันแยกธาตุยาผีบอกของหลวงปู่เรียบร้อยแล้ว"

"ยังงั้นเรอะ" พลพูดเร็วปรื๋อ "พวกเราและเมียๆของเราจะไปหาแกที่ห้องแล็บเดี๋ยวนี้"

เมื่อรู้สึกว่าพลวางหูโทรศัพท์ ศาสตราจารย์ดิเรกก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม แล้วเดินไปเปิดประตูห้องต้อนรับคณะพรรคของเขา ในนาทีนั้นเอง พล, นิกร, กิมหงวน พร้อมด้วยสี่นางก็บุกเข้ามาในห้องทดลอง เพราะอยากจะทราบผลการแยกธาตุเครื่องยาอายุวัฒนะ

ทุกคนยิ้มให้นายแพทย์หนุ่มและไต่ถามเขาเสียงจ้อกแจ้กจอแจในประโยคที่คล้ายคลึงกันว่า การแยกธาตุตัวยาวิเศษนั้นได้ผลประการใด ศาสตราจารย์ดิเรกมีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย เขากล่าวถามนิกรว่า

"คุณพ่อล่ะ?"

นิกรยิ้มให้

"ท่านไปเที่ยวโว้ย เอารถที่โรงแรมไปเที่ยว ขี้เกียจกลับมาเอารถที่บ้าน ปล่อยให้ท่านสดชื่นสักวันเถอะวะ ท่านคึกคะนองตลอดวันทีเดียว"

"งั้นเรอะ คนที่แบงก์และที่โรงแรมของเราตื่นเต้นมากไหมเมื่อแลเห็นคุณพ่อ?"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ทุกคนเข้าใจว่าท่านเป็นลูกชายของท่านว่ะ ท่านอธิบายให้ฟังอย่างไรว่าท่านคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ไม่มีใครเชื่อ พวกเราต้องช่วยกันชี้แจงให้ฟังว่าท่านกินยาวิเศษเข้าไป พวกนั้นตื่นเต้นกันใหญ่"

"ออไร๋ๆ" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้นันทา "คุณอาล่ะครับ?"

"คุณอาไม่อยู่หรอกค่ะ ท่านไปเที่ยวทั้งวัน"

"อ้าว แล้วใครขับรถให้ท่าน?"

"ท่านไปแท็กซี่ค่ะ สั่งไว้ว่าบางทีวันนี้ท่านอาจจะกลับบ้านค่ำ ถ้าถึงเวลาอาหารเย็นท่านยังไม่มา ก็ให้พวกเรารับประทานกันไปไม่ต้องคอยท่าน"

นิกรว่า "สงสัยว่าท่านไปเที่ยวตามบ้านเพื่อนฝูงของท่านว่ะ หรือม่ายก็ไปยืนเตร่แถวหน้าโรงหนัง ตอนนี้ท่านกำลังฟิตเต็มที่ด้วยอำนาจยาวิเศษ เมื่อเช้าไม่ได้ยินเรอะ กินข้าวอิ่มแล้วท่านร้องเพลงทั้งเพลงฝรั่งและเพลงไทยตั้งหลายเพลง"

พลกล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกแยกธาตุยาวิเศษเสร็จแล้วหรือยังหมอ?"

"ออไร๋ เพิ่งเสร็จเมื่อสักครู่นี้เอง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนต่างมองดูนายพลดิเรกเป็นตาเดียว

"มีอะไรบ้างวะหมอ?"

ศาสตราจารย์ดิเรกล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมสีขาวแบบเสื้อหมอ หยิบเอกสารชิ้นหนึ่งออกมาคลี่ออกแล้วกล่าวกับทุกๆคน

"ฟังนะ การแยกธาตุไม่ยากลำบากอะไรเลย แต่เครื่องยาบางอย่างหายากมาก ถึงมีเงินซื้อก็คงจะหาซื้อไม่ได้ง่ายนัก นอกจากจะไปขอซื้อจากพวกชาวป่าชาวเขา อ้า-สมุนไพรที่แยกออกมี ดอกชะลูด, ดอกมะกรูด, ดอกมะนาว, ดอกคัดเค้า, ดอกสำเหร่, มหาหงส์, ทุมราช, ราชพฤกษ์"

นิกรพูดสอดขึ้นทันที

"ตามร้านเครื่องยาไทยหน้าวัดจักรวรรดิมีถมเถไป"

"ออไร๋ ฟังให้จบก่อน อ้า-ราชพฤกษ์ แล้วก็เถาวัลย์เปรียง, เลือดแรด, ดีหมี, ดีงู, ว่านทีฆายุ, ว่านจักรนารายณ์, ว่านปราบสรรพโรค สมุนไพรเหล่านี้เราพอจะหาได้ตามป่าสูง แต่เครื่องยาที่นำมาผสมกับสมุนไพรเราจะได้ที่ไหน?"

นันทากล่าวถามขึ้น

"อะไรบ้างคะหมอ?"

"หนวดเต่า, เขากระต่าย, ไส้แมลงหวี่, ดีแมลงวัน, ตับมดง่าม"

ทุกคนถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆกัน

"ไม่ต้องทำแล้ว" นิกรพูดเสียงแหลมเล็ก "เพียงแต่หนวดเต่ากับเขากระต่ายหาจนพลิกแผ่นดินก็ไม่มี"

ประไพว่า "มีซีคะ ถ้าไม่มีหลวงปู่ท่านจะเอามาจากไหน กระต่ายที่อยู่ในป่าทึบหรือดงดิบบางแห่งอาจจะเป็นกระต่ายพันธุ์มีเขาก็ได้ และเต่าตามห้วยหนองคลองบึงในป่าสูงก็อาจจะมีหนวด"

นิกรมองดูเมียรักของเขาอย่างหมั่นไส้

"เต่าบ้าที่ไหนกันมีหนวด"

ประไพค้อนขวับ

"ก็คนเราบางคนทำไมถึงมีหนวดล่ะคะ เต่าหลายพันหลายหมื่นตัว ก็ต้องมีสักตัวหนึ่งที่มันอุตริไว้หนวดแหยมเล่นโก้ๆ กระต่ายก็เช่นเดียวกันค่ะ เมียมันไม่ซื่อผัวมันก็มีเขา"

ประภามองดูน้องสาวของหล่อน

"เละแล้วประไพ ตอนแรกก็พูดเป็นงานเป็นการหรอก แล้วก็ลงเอยที่คนมีเขา"

ประไพหัวเราะเบาๆ

"ก็ไม่จริงหรือคะพี่ภา ดูแต่คุณเกษมชิปปิ้งบริษัทขายเครื่องยนต์หลังบ้านเราซีคะ เขางอกมาสามสี่ปีแล้วแกรู้ตัวเมื่อไร ปล่อยให้เขาโง้งยาวเฟื้อยเพราะเมียของแกชอบเด็กหนุ่มคราวลูกแล้วก็เปลี่ยนหน้าบ่อยๆ"

นันทายกมือตบหลังน้องสะใภ้ของหล่อนเบาๆ

"เรื่องของคนอื่นน่ะเราอย่าไปสนใจเลยน่าน้องไพ ว่าแต่ยาอายุวัฒนะของหลวงปู่เถอะ หมอแยกธาตุออกแล้วมีอะไรบ้าง ปัญหาสำคัญไม่ใช่สมุนไพร มันอยู่ที่หนวดเต่าเขากระต่าย ไส้แมลงหวี่ดีแมลงวัน ตับมดง่าม อ้า-แล้วมีอะไรอีกคะหมอ?"

"มีอีกอย่างเดียวครับคือน้ำผึ้งบริสุทธิ์"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"อ้ายผีที่มาเข้าฝันบอกยาให้หลวงปู่น่าเตะเหลือเกิน เครื่องยาของมันไม่รู้จะไปเนรมิตเอามาจากไหน หรือลองประกาศหนังสือพิมพ์ขอซื้อจากคนที่เขามีขาย"

"โน-ถ้ายังงั้นเราอาจจะถูกต้มได้ เป็นต้นว่ามันเอาเขาแพะขนาดเล็กมาขายให้เราแล้วบอกว่าเขากระต่าย หรือเอาหนวดปลาดุกมาขายเราบอกว่าหนวดเต่า ขืนซื้อไว้เอามาทำยาอายุวัฒนะก็ไม่เป็นผล ส่วนไส้แมลงหวี่ดีแมลงวันและตับมดง่ามไม่มีทางที่จะได้มันหรอกเพื่อน เลิกล้มความคิดในเรื่องยาวิเศษดีกว่า"

ทุกคนหน้าเศร้าไปตามกัน นวลละออยิ้มแห้งๆน่าสงสาร

"แล้วหมอมีทางที่จะช่วยให้เรากลับกลายเป็นสาวได้ไหมล่ะคะ จะลงทุนสักเท่าใดดิฉันยินดีจ่ายให้ ทุกวันนี้พวกเราร่วงโรยลงไปทุกวัน ใช้เครื่องสำอางคนหนึ่งตั้งร้อยกระปุก นับตั้งแต่ครีมล้างหน้า ครีมรองพื้น แป้งผัดหน้าใยไหม กลางคืนก็ทาครีมเรียกเนื้อให้ตึงให้ใบหน้าผุดผ่อง แต่ก็ไม่วายหนังตาย่น ถึงกับไปไหนต้องใส่แว่นไม่อยากให้ใครรู้ว่าแก่เฒ่าหรือกำลังจะเข้าสู่วัยชรา ฟันฟางก็เริ่มปวดและสั่นคลอนยื่นออกมาจากเหงือก โอ๊ย-คิดแล้วอยากจะฆ่าตัวตายค่ะ"

เสี่ยหงวนมองดูเมียรักของเขาอย่างขบขัน แล้วหัวเราะหึๆ

"อดีตของนวลนั้นนางสาวไทยสู้ไม่ได้เด็ดขาด แต่ปัจจุบันนี้ถึงมีอายุกลางคนแล้วก็ยังสวยนี้นะ เวลาทำหูตากระชดกระช้อยน่าดูเหมือนกัน ยิ้มและหัวเราะก็ยังมีเสน่ห์ ผู้หญิงขนาดนวลและคุณๆเหล่านี้สมัยนี้ไม่แก่หรอก รู้ไหมว่าโลกมันกำลังกลับ เด็กหนุ่มชอบมีแฟนที่อายุมากกว่าตัวตั้ง ๑๕ หรือ ๒๐ ปี บางคนใจเติบควงยายแก่คราวยายที่มีเงินหนาหน่อย ไปไหนด้วยกันนึกว่ายายหลาน แต่พอพูดหนูยังงั้นหนูยังงี้ทำออเซาะฉอเลาะเลยรู้ว่าอ้ายหนูนั่นเป็นผัวไม่ใช่เป็นหลาน มันก็ดีเหมือนกัน เหมือนกับหนูตัวเล็กๆตกลงไปในยุ้งข้าวสาร"

ประไพเลื่อนตัวเข้ามายืนเบื้องหน้าพี่เขยของหล่อน

"หมอช่วยทำให้พวกเรากลับเป็นสาวหน่อยซีคะ"

นายพลดิเรกนิ่งคิด

"ใช้ศัลยกรรมเข้าช่วยเอาไหมล่ะคุณไพ ผมจะผ่าตัดรอยย่นที่หางตาและใต้คางให้พวกคุณ ใบหน้าจะได้ตึงเต่งเปล่งปลั่งขึ้น แล้วฉายรังสีให้สิวฝ้าหายไป"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"กลายเป็นขี้กลาก"

นันทายกมือขวาเขกกบาลน้องชายจอมทะเล้นของหล่อนดังโป๊ก

"แกน่ะซีเป็นขี้กลาก"

นิกรหัวเราะ

"ดี-เกาสบาย เจ็บๆคันๆ"

สี่นางต่างขอร้องให้ศาสตราจารย์ดิเรกช่วยชุบตัวให้หล่อน ทุกคนยอมรับว่ากลัวแก่ ไม่อยากส่องกระจกในตอนเช้าก่อนที่จะเสริมสวยแต่งหน้าทำผมเสร็จ นายพลดิเรกต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง ในที่สุดเขาก็กล่าวกับสี่นางว่า

"ให้เวลาผมหน่อย ผมจะใช้ความรู้ของผมในทางแพทย์และวิทยาศาสตร์ช่วยพวกคุณ บางทีผมอาจจะให้พวกคุณอาบไฟวิเศษของผมเหมือนอย่างสาวสองพันปีที่อาบไฟอมตะ เป็นสาวสวยสดชื่นอยู่ได้นับพันปี"

นวลละออยิ้มแป้น

"อาบแล้วกลายเป็นสาวหรือคะ?"

"ออไร๋ ผมจะทำให้เป็นอย่างนั้น เนื้อหนังของพวกคุณจะเต่งตึงเปล่งปลั่งขึ้น ในที่สุดก็จะกลายเป็นสาววัยรุ่น"

นิกรอดพูดไม่ได้

"ม่ายก็กลายเป็นคางคกเหี่ยวย่นอยู่ในกองไฟ เหมือนสาวสองพันปีตอนอาบไฟแล้วไม่เป็นผล"

ประไพทำตาเขียวกับผัวของหล่อน

"อย่าขัดคอหน่อยเลยน่า ตัวน่ะเป็นผู้ชายไม่แปลกอะไรหรอก ถึงจะแก่คราวไหนถ้ามีเงินล้านก็จะหนุ่มและสม้าร์ทอยู่เสมอ ส่วนผู้หญิงถึงมีเงินสักเท่าใดถ้าเนื้อหนังเหี่ยวย่นแล้วอย่าว่าแต่คนจะมองเลย เดินเฉียดใครหรือผ่านหน้าใครเขาก็แสดงความรังเกียจ ยายแก่น่ะไปติดต่ออะไรกับใครที่ไหนไม่มีใครเขาอยากช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นสาวหรืออยู่ในวัยที่ยังสวย ขอความช่วยเหลือจากใคร ทำตาหวานๆหน่อยเดียวก็สำเร็จ"

นวลละออหัวเราะชอบใจ

"จริงค่ะคุณไพ ถึงเขาไม่รักไม่ชอบเรา แต่ถ้าเรายังไม่แก่แต่งตัวดี พูดกับเขาอย่างอ่อนหวาน เขาก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ"

นายพลดิเรกยกมือทั้งสองชูขึ้นระดับบ่าของเขาแล้วพูดตัดบท

"ออไร๋ ออไร๋ ผมจะพยายามช่วยเหลือพวกคุณให้กลับเป็นสาว อย่างน้อยพวกเราจะได้มีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อเราเห็นเมียของเรากลายเป็นสาววัยรุ่นเนื้อหนังตึงเปรี๊ยะไปหมดทั้งตัว เอาละครับ ต่อไปนี้เป็นเวลาที่ผมกับเพื่อนๆพักผ่อนกินเหล้ากันแล้ว"

นิกรยิ้มแป้น

"นั่นน่ะซี ฉันกำลังจะบอกแกอยู่ทีเดียวว่า อ้ายแห้วกำลังจัดเหล้าและกับแกล้มอยู่ที่เรือนต้นไม้หน้าตึก"

ทุกคนพากันเดินรวมกลุ่มออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สี่นางแยกไปห้องโถง สี่สหายลงบันไดหลังตึกเดินตากลมอ้อมไปทางหน้าตึก แล้ววิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องยาอายุวัฒนะของพระครูบาส่านหรือหลวงปู่ซึ่งเป็นยาวิเศษจริงๆ แม้กระทั่งนายพลดิเรกก็ยอมรับนับถือว่าไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนายแพทย์คนใดในโลกนี้ที่จะคิดโอสถวิเศษ ทำให้คนชรากลายเป็นหนุ่มสาวขึ้นมาได้

ที่เรือนต้นไม้หลังเล็กหน้าตึกใหญ่ สี่สหายได้ร่วมประชุมโต๊ะแบนดื่มเหล้าเบียร์สนุกสนานเหมือนเช่นเคย มีเจ้าแห้วทำหน้าที่รับใช้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหน้าที่ของเจ้าแห้วนั้น คือรับใช้จิปาถะ แต่เจ้าแห้วก็ได้ทิปอย่างงดงาม โดยเฉพาะค่าทิปเดือนหนึ่งนับ ๑,๐๐๐ บาทเป็นอย่างน้อย

เสี่ยหงวนดื่มเหล้าราวกับน้ำประปา เขาผสมโซดาลงไปพอไม่ให้บาดคอ แล้วก็ยกแก้วขึ้นซดโฮกๆ พลกับนายพลดิเรกชอบเบียร์แช่เย็นมากกว่าเหล้า ส่วนนิกรเป็นนักกินกับแกล้มไม่ใช่นักกินเหล้า บนโต๊ะมีกับแกล้มหลายอย่างซึ่งมักจะซ้ำๆซากๆแต่ก็เหมาะสมกับคอสุราทั้งหลาย มีหอยแครงยำหนึ่งจาน ไก่ย่างหนึ่งจานราว ๒ ตัว หมูย่างอีกหนึ่งจาน และแหนมอีกจานหนึ่ง

กำลังพูดคุยกันเสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน พลพยักหน้าเป็นความหมายให้เจ้าแห้วออกไปดู เจ้าแห้ววิ่งไปที่บันไดหน้าเรือนต้นไม้ โผล่หน้าออกจ้องมองดูรถฟอร์ดคอนซุลคันหนึ่งซึ่งเป็นรถของโรงแรม 'สี่สหาย'

และแล้วเจ้าแห้วก็หมุนตัวกลับหัวเราะคิก

"รับประทานท่านเจ้าคุณมาแล้วครับ ท่านพาแฟนสาวมาด้วย"

"ฮ้า!" สี่สหายร้องขึ้นพร้อมๆกัน

"จริงครับ รับประทานนั่งคู่กันตอนหน้ารถ"

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"ตาแก่ปล่อยแก่แล้วโว้ย" นิกรพูดเบาๆ "ไปคว้าเอาหมอนวดที่ไหนมากระมัง รู้สึกว่ายาวิเศษของหลวงปู่คงจะทำให้คุณพ่อแต่งงานในไม่ช้านี้"

เจ้าแห้วย่องออกไปที่หน้าเรือนต้นไม้อีกแล้วหันมากระซิบกระซาบบอกคณะพรรคสี่สหาย

"รับประทานจอดรถหน้าโรงรถครับ เจ้าคุณลงมาแล้ว แต่นางเอกยังอิดเอื้อนไม่ยอมลง"

พลหัวเราะหึๆ

"แฟนของคุณอาหน้าตาเป็นยังไงวะ?"

"รับประทานก็ยังงั้นแหละครับ หน้าตาเหมือนผู้หญิง"

พลหยุดยิ้มทันที

"ว่ายังไงนะ เข้ามาบอกใกล้ๆซิ ว่าแฟนคุณอาหน้าตาเป็นยังไง เอ-ไม่ได้โดนเตะเพียงสองสามวันชักทะลึ่ง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ต่อจากนั้นสักครู่เจ้าคุณปัจจนึกฯ หนุ่มใหญ่ซึ่งคล้ายกับว่าท่านมีอายุในวัย ๔๐ เศษ ก็เดินตัวปลิวเข้ามาในเรือนต้นไม้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ท่านแต่งสากลชุดสีเทาเข้ม ท่าทางกระฉับกระเฉงเหมือนคนหนุ่ม ท่านเจ้าคุณรีบกระซิบบอกคณะพรรคสี่สหายทันที

"เฮ้ย-ฉันพาแฟนมารู้จักบ้าน พวกแกต้องสมมุติตัวว่าเป็นพี่ชายของฉันนะ ฉันโกหกแฟนไว้ว่าฉันอยู่กับพี่ๆน้องๆ"

"โน" นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ "ผมเป็นลูกเขยคุณพ่อ แล้วจะให้ผมเป็นพี่ชายคุณพ่ออย่างไรกัน?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เออน่า พอแฟนกลับไปแล้วเป็นพ่อตาลูกเขยกันตามเดิม" พูดจบท่านก็หมุนตัวกลับรีบเดินออกไปจากเรือนต้นไม้เพื่อไปรับแฟนของท่าน

ในนาทีนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสาวใหญ่ในวัย ๓๐ ปีคนหนึ่งเดินคลอคู่กับท่านเข้ามาในเรือนต้นไม้ หญิงสาวเจ้าของร่างสูงโปร่งผู้นี้หน้าตาไม่เลวนัก แต่ผิวไม่สวยเป็นเม็ดเป็นผื่นตามแขนและใบหน้า นอกจากนี้ผิวยังคล้ำและกร้าน หล่อนสวมเสื้อกระโปรงวันพีซสีชมพูลายดอกไม้เล็กๆสีฟ้าอ่อน สวมรองเท้าหนังสีน้ำตาลซ่นสูงปรี๊ดหัวแหลมเปี๊ยบ

"อ้า-รู้จักกับพี่ๆของผมหน่อยนะคุณรัตนา คนนี้ชื่อดิเรก นั่นกิมหงวน ทางซ้ายชื่อนิกร และคนนั้นชื่อพล" ท่านเจ้าคุณกล่าวแนะนำแฟนของท่าน

รัตนายืนตะลึงหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม สายตาของหล่อนที่มองดูอาเสี่ยนั้นเต็มไปด้วยความเกรงกลัว แทนที่หล่อนจะยกมือไหว้หรือกล่าวทักทายกลับยืนนิ่งเฉย จนกระทั่งอาเสี่ยลุกขึ้นยืนแล้วแหกปากหัวเราะลั่น ปรี่เข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าแฟนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาจับข้อมือซ้ายของหล่อนไว้

"อ้าว! พี่หงวน" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงสั่นๆ "ไหงทำกับเพื่อนหญิงของผมอย่างนี้ล่ะครับ"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"เลิกเป็นพี่เป็นน้องกันดีกว่า เป็นอาหลานกันตามเดิมเถอะครับ คุณอาไปคว้านางคนนี้มาจากไหน?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"เห็นเดินอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย อาก็เลยหยุดรับขึ้นรถพาไปกินข้าวกลางวันที่บางปูแล้วก็กลับมาที่นี่"

เสี่ยหงวนถอนหายใจลึกๆ

"คุณอาคงไม่ทราบว่าหล่อนไปเตร่แถวท่าเรือคลองเตยก็เพื่อเสี่ยงโชคดักจับพวกฝรั่งเรือ แม่รัตนานี่มีชื่อตั้งเยอะแยะ เป็นนางโทรศัพท์บ้านอยู่คลองประปา ผมเคยรับไปแล้วมอมเหล้าผมเสียหมอบเอาเงินไปหมื่นกว่า นาฬิกาข้อมือและสร้อยคอปากกาปลอกทองของผมอีก"

"ไม่จริง" เจ้าคุณเถียง "รัตนาเป็นสุภาพสตรีผู้มีเกียรติ"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนคราง "นี่หรือครับสุภาพสตรีผู้มีเกียรติ หล่อนไปกับผมชื่อรสสุคนธ์ ไปกับอ้ายพลชื่อขนิษฐา ไปกับอ้ายกรชื่ออรุณี มากับคุณอาชื่อรัตนา นี่แหละครับคือนางมารร้ายที่เล่นงานใครต่อใครมากันมากต่อมากแล้ว คุณอามองดูซี ยังไม่ทันหน้าหนาวซากูระบานพรึบไปทั้งตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบ มองดูแฟนของท่านแล้วถามอ้อมแอ้มว่า

"เธอเป็นอย่างที่ว่าหรือรัตนา?"

"ปละ-เปล่าค่ะ คุณคนนี้เป็นใครดิฉันไม่รู้จัก หาเรื่องใส่ร้ายดิฉัน"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"ประเดี๋ยวตายทั้งกลมเลยพับผ่า ถ้าเธอไม่ยอมรับสารภาพว่าเธอเป็นออหรี่ ฉันจะมอบตัวเธอให้ตำรวจในฐานที่เธอมอมเหล้าฉันที่โรงแรมบังกาโลในทุ่งมหาเมฆ แล้วขโมยเงินฉันไปหมื่นกว่าบาท พร้อมด้วยข้าวของในตัวฉันอีกหลายอย่าง"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ปล่อยเธอไปเถอะวะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มแสยะจ้องมองดูสาวน้อยอย่างชิงชัง

"ไป ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้"

หล่อนหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"เอารถไปส่งฉันหน่อยซีคะ"

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้นทันที

"กลับไปเองไม่ต้องส่ง"

รัตนากล่าวอย่างเดือดดาล

"ดิฉันไม่มีค่ารถ บ้านดิฉันอยู่ถึงตลาดพลู"

อาเสี่ยซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ไม่มีค่ารถก็ย่ำต๊อกไป ฉันไม่เอาเธอเข้าตะรางก็เป็นบุญแล้ว ไป-ไปให้พ้น"

รัตนาหมุนตัวกลับบ่นพึมพำออกไปจากเรือนต้นไม้ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้คนละตัว แล้วท่านเจ้าคุณก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เป็นยังไงครับ?" นายพลดิเรกถามยิ้มๆ

"แย่โว้ย จิตใจมันวุ่นวายร้อนรนอยากมีเมียตลอดวัน ก่อนกินยาวิเศษของหลวงปู่จิตใจสงบดีมาก ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนตอนนี้ พ่อผ่านไปทางไหนเห็นผู้หญิงสวยๆนึกชอบทั้งนั้น"

พลพูดเสริมขึ้น

"แต่อย่าไปคว้าเอาผู้หญิงพรรค์นี้มาซีครับ ถ้าคุณอาจะมีแฟนก็ควรหาให้ดีๆหน่อย แม่คนนี้ร้ายกาจมาก ผมเคยรับไปเที่ยว เผลอหน่อยเดียวขโมยเงินผมไปหมดกระเป๋าแล้วหนีไปเลย"

นิกรว่า "ผมก็โดนเหมือนกัน แต่เงินของผมอยู่ในกระเป๋ากางเกงใน ผมเอาใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตไว้เพียงสองบาทเท่านั้น แล้วก็ปากกาลูกลื่นด้ามละบาทอีกด้ามหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"คืนนี้ไปเที่ยวไนต์คลับกันเถอะวะพล อาเลี้ยงเอง อาอยากเห็นบรรยากาศในบาร์ว่ะ อยากฟังเสียงเพลง อยากเห็นนักร้องสวยๆ และพ้าร์ทเน่อร์หน้าแฉล้ม"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ไปซีครับ บางทีพวกเราจะช่วยกันหาแฟนให้คุณอาสักคนหนึ่ง"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"แล้วไปนวดตัวอาบน้ำด้วยนะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ชักยุ่งแล้ว พอคุณพ่อกลับเป็นหนุ่มก็เริ่มวุ่นวายทีเดียว"

"ก็ไม่หนักศีรษะแกไม่ใช่หรือ"

"ไม่ได้หนักหรอกครับ หัวผมลื่น"

"อ้าว เดี๋ยวก็โดนเตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนจัดแจงรินเบียร์ใส่แก้วเบียร์จนเต็ม แล้วส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณก็สนทนากันอย่างครึกครื้นรื่นเริง เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกถึงยาอายุวัฒนะขึ้นมาได้ก็กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มเขยใหญ่ของท่าน

"แกแยกธาตุยาหลวงปู่ในหม้อนั้นเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือดิเรก?"

"ออไร๋ เรียบร้อยแล้ว"

"งั้นเรอะ" ท่านเจ้าคุณกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ "มีตัวยาอะไรบ้างล่ะ?"

"มีสมุนไพรจำพวกดอกไม้หลายชนิด แล้วก็ว่านต่างๆครับ แต่ว่าเครื่องยาบางอย่างหายากครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ทำไมจะหายากในเมื่อเรามีเงินซื้อ จะถูกแพงเท่าไรก็เอา หรือถ้ามันมีอยู่ในป่าดงอยู่ภูเขา เราก็ไปแสวงหาเอามา ไหนลองบอกพ่อซิมีอะไรบ้างที่ว่าหายาก"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"หนวดเต่า, เขากระต่าย แล้วก็ไส้แมลงหวี่, ดีแมลงวัน...."

"โอ๊ย!" เจ้าคุณคราง "เต่าตวักตะบวยที่ไหนวะมีหนวด แล้วก็กระต่ายที่มีเขาก็ไม่เคยปรากฏ นอกจากสัตว์จำพวกวัวควายหรือแพะแกะ"

เสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' ทำให้การสนทนาสิ้นสุดลงทันที เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆออกไปที่หน้าเรือนต้นไม้แล้วหันมาบอกคณะพรรคสี่สหาย

"รับประทาน คุณหญิงกลับมาแล้วครับ ท่านมารถแท็กซี่ดัทสัน"

พลหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับเพื่อนๆของเขา

"คุณแม่ท่านกลับเป็นสาว ได้ข่าวว่าวันนี้ท่านออกเที่ยวทั้งวัน"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ก็ดีแล้ว ท่านจะได้เพลิดเพลินมีความสุข ปล่อยท่านเถอะ อย่าไปขัดขวางความสำราญของท่านเลย"

รถแท๊กซี่ดัทสันบลูเบิร์ดค่อนข้างใหม่คันหนึ่งคลานเข้ามาหยุดหน้าเรือนต้นไม้พอดี เจ้าแห้วรีบเข้าไปรับคุณหญิงวาดที่รถ คุณหญิงวาดพาตัวลงจากตอนหลังรถ ในท่าทางสดชื่นรื่นเริงเหมือนกับสุภาพสตรีในวัยกลางคน ใบหน้าของท่านอิ่มเอิบผุดผ่องปราศจากรอยย่นหรือรอยตีนกา นัยน์ตาที่เป็นฝ้ากลับแจ่มใสด้วยอำนาจยาวิเศษของหลวงปู่ เนื้อหนังเต่งตึงมีส่วนเว้าส่วนโค้งแทนส่วนหย่อนยาน คุณหญิงวาดสวมกระโปรงสีเขียว เสื้อแพรคอเชิ้ตแขนสามส่วนสีเขียวอ่อนแบบทันสมัย ถือกระเป๋าเงินสีเดียวกับกระโปรงของท่าน

"เอาห่อของบนรถนี่ขึ้นไปบนตึกโว้ย" ท่านกล่าวกับเจ้าแห้วแล้วเปิดกระเป๋าเงินออก หยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มออกมา เงยหน้าขึ้นมองดูคนขับรถ "เธอจะคิดค่ารถเท่าไรก็ว่ามา ฉันใช้รถเธอในราว ๙ ชั่วโมง"

คนรถแท็กซี่ผู้สูงอายุยิ้มแห้งๆ

"สุดแล้วแต่คุณนายจะกรุณาเถอะครับ"

"อุ๊ยตาย มาเรียกฉันว่าคุณนาย ฉันเป็นคุณหญิงนะจ๊ะ แล้วก็เป็นคุณหญิงที่ได้รับพระราชทานตราตั้ง ไม่ใช่คุณหญิงที่ตั้งตัวเอง อ้า-ตามธรรมดาเธอเรียกค่าเช่ารถชั่วโมงละเท่าไรจ๊ะ?"

"ถ้าจอดคอยบ้างก็คิด ๒๕ บาทขอรับ"

คุณหญิงวาดส่งธนบัตรใบละร้อยบาทรวม ๓ ฉบับให้นักขับแท็กซี่รุ่นอาวุโส

"เอ้า-ฉันให้เธอ ๓๐๐ บาท"

นักขับแท็กซี่กระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับผม" แล้วเขาก็รับเงินมาเก็บไว้ในกระเป๋าด้วยความดีใจที่วันนี้เขามีโชค รับผู้โดยสารเพียงรายเดียวตลอดวัน แต่ได้เงินถึง ๓๐๐ บาท ใช้น้ำมันประมาณ ๑๐ ลิตรเท่านั้น

คุณหญิงวาดพาตัวเดินเข้าไปในเรือนต้นไม้ ปล่อยให้เจ้าแห้วหอบห่อของหลายห่อลงจากรถ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยิ้มให้ท่านและกล่าวทักทายท่าน

"คุณแม่สวยจังครับ" พลพูดอย่างจริงใจ "คุณแม่ไปไหนมาบ้างครับ?"

"เที่ยวเสียรอบเมือง ไปเยี่ยมเพื่อนเก่าๆตั้งหลายแห่ง ทุกคนตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน และสั่งให้มาบอกพ่อดิเรกว่า ถ้าแยกธาตุยาอายุวัฒนะของหลวงปู่ และสามารถค้นหาตัวยามาทำได้ จะขอซื้อไปกิน ถึงจะขายแพงเท่าไรก็ไม่ว่า"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"หมดหวังเสียแล้วครับคุณอา"

คุณหญิงวาดหน้าตื่น

"หา! แยกตัวยาไม่ได้หรือ?"

"แยกได้ครับ แต่ตัวยาบางอย่างผมจนด้วยเกล้า ไม่ทราบว่าจะไปหาได้ที่ไหน ถ้าหากว่าคุณอาหามาให้ผมได้ละก้อ ผมทำยาอายุวัฒนะได้เด็ดขาดเลยครับ"

"งั้นเรอะ อะไรบ้างล่ะที่หายาก?"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"หนวดเต่า, เขากระต่าย. ไส้แมลงหวี่, ดีแมลงวัน, ตับมดง่ามครับ"

"ตายแล้ว จะไปสรรหาได้ที่ไหน"

"ก็นั่นน่ะซีครับ เป็นอันว่าผมหมดหวังที่จะทำยาอายุวัฒนะขนานเดียวกับหลวงพ่อปู่ แต่ผมจะคิดค้นทำมันขึ้นด้วยวิชาการแพทย์และวิชาวิทยาศาสตร์ของผม พวกเราทุกคนจะได้กลับเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่แก่เฒ่า บางทีผมจะใช้วิธีอาบไฟครับ"

"อาบเข้าไปยังไง ร้อนตายชัก"

"โน-ไฟของผมไม่ร้อนครับ เป็นรังสีชนิดหนึ่งที่จะทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายกลับคืนดีเหมือนหนุ่มสาว การไหลวนของโลหิตก็จะเป็นไปอย่างหนุ่มสาว แล้วฮอร์โมนก็จะเพิ่มพูนขึ้น"

"อ้อ ดีเหมือนกันพ่อดิเรก พยายามคิดให้สำเร็จนะหลานนะ" พูดจบท่านก็ลุกขึ้นยืน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"จะไปไหนล่ะครับ?"

"ดั๊นอยากฟังเพลงร็อคใจจะขาดแล้วค่ะ อยากเต้นร็อคด้วย ไปอยู่ตามบ้านเพื่อนให้เขาเปิดแผ่นเสียงให้ฟัง มีแต่เพลงไทยเดิมฟังยืดยาดน่ารำคาญ เป็นต้นว่าตับพระลอ, ลาวดวงเดือน หรือเขมรไทยโยค"

พลว่า "เมื่อก่อนคุณแม่ชอบฟังไม่ใช่หรือครับ?"

"ใช่ แต่วันนี้แม่เป็นสาว ไม่ใช่ยายแก่แร้งทึ้งเหมือนเมื่อวานนี้ จิตใจมันคึกคักเปลี่ยนแปลงไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"มีใครจีบคุณหญิงบ้างหรือเปล่า?"

"มีซีคะ เข้าไปซื้อผ้าซื้อของที่ห้างญี่ปุ่น พวกเด็กคราวหลานมันเคาะแคะดั๊นค่ะ แต่ศักดิ์ศรีและความละอายใจทำให้ดั๊นรักไม่ลง ถ้าจะแต่งงานก็ต้องเลือกผู้ชายที่มีอายุและเป็นคนดีมีหลักฐาน ผัวเด็กไม่รับประทานละค่ะ อยู่ด้วยกันทะเลาะกันมันก็จะเตะเอาเท่านั้น"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ขืนเตะคุณอา ผมก็ยิงทิ้ง จะแก่หรือหนุ่มก็ตาม"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ วิ่งเหยาะๆออกจากเรือนต้นไม้ สดชื่นเหมือนนกน้อย

ตอนเช้าวันต่อมา

ถึงแม้ว่าเมื่อคืนนี้เจ้าคุณปัจนึกฯ พาสี่สหายไปรับประทานอาหารค่ำที่ไนต์คลับและกลับมาบ้านราว ๑.๐๐ น. ของวันใหม่ คณะพรรคสี่สหายก็ตื่นนอนแต่เช้าเหมือนเช่นเคย พล, นิกร, กิมหงวน และศาสตราจารย์ดิเรกชวนเมียๆของเขาลงไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้หลังตึกและรอบๆบริเวณหลังบ้าน ชมดอกไม้และไม้ประดับฟังเสียงนกเขาชวาเกือบ ๕๐ ตัวที่กำลังขันแข่งกันในเรือนกระจกอันเป็นที่เลี้ยงนกเขา นกคีรีบูนและหงส์หยก มีป้ายเขียนไว้ที่หน้าประตูเข้าออกปรากฏว่า

"ห้ามแมวเข้าอย่างเด็ดขาด"

ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางกำลังชมไร่องุ่นทดลองซึ่งกำลังออกลูกเป็นพวงห้อยระย้า เจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาในท่าทางตื่นเต้นตกใจ

"รับประทานเกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ เร็วครับ รับประทานรีบขึ้นไปบนตึกเดี๋ยวนี้"

พลชักฉิวเจ้าแห้ว

"มีอะไรก็พูดมาซี"

เจ้าแห้วหายใจถี่เร็ว

"รับประทานคุณหญิงท่านคืนร่างเป็นยายแก่ตามเดิมแล้วครับ รับประทานท่านนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้องท่าน ถือปืนพกด้วยครับ"

พลใจหายวาบ

"แล้วคุณอาล่ะ?"

"รับประทานยังไม่ทราบครับ ผมไม่ทันดู ผมกลัวว่าคุณหญิงท่านจะยิงตัวตายก็รีบวิ่งมาเรียนให้ทราบ"

ทุกคนต่างวิ่งแข่งกันตรงมาที่ตึกใหญ่ ต่างคนต่างเป็นห่วงคุณหญิงวาดอย่างยิ่ง พล พัชราภรณ์ วิ่งนำหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามขึ้นมาทางบันไดหลังตึก ส่วนสี่นางกับเจ้าแห้วตามมาห่างๆ

ในที่สุดสี่สหายก็บุกเข้ามาในห้องนอนของคุณหญิงวาด ต่างแลเห็นคุณหญิงวาดกลับคืนเข้าสู่สภาพเดิม คือเป็นหญิงชราเหมือนเมื่อก่อนกินยาอายุวัฒนะของหลวงปู่ คุณหญิงกำลังยกปากกระบอกปืนพกขึ้นจี้ขมับขวา แต่ก่อนที่ท่านจะเหนี่ยวไกปืน เสี่ยหงวนก็ร้องห้ามเสียงลั่น

"อย่าครับคุณอา"

คุณหญิงวาดลดปืนลงแล้วร้องไห้โฮ ในเวลาเดียวกันสี่นางกับเจ้าแห้วก็พากันเข้ามาในห้องนอนของคุณหญิงวาด

"ยาของหลวงปู่มีน้อยเกินไป" คุณหญิงพูดพลางร้องไห้พลาง "อำนาจยาช่วยให้อาเป็นสาวได้วันเดียวเท่านั้นพ่อหงวน ฮือ ฮือ อาอยากตาย"

"โนๆๆๆ" นายพลดิเรกกล่าวห้าม "อยู่ผจญโลกและเป็นโรคต่อไปเถอะครับ จนกว่าผมจะคิดยาอายุวัฒนะได้ แล้วผมจะช่วยคุณอากลับเป็นสาว"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถือเชือกมนิลาขดหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าหม่นหมอง ท่านกลับสภาพเป็นชายชราเหมือนเดิม

"คุณพ่อ" ประไพร้องลั่น "โถ-คุณพ่อกลายเป็นตาแก่หัวล้านอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยตามเดิมแล้ว เอาเชือกมาทำไมคะ?"

"พ่อจะผูกคอตาย ยังหาที่เหมาะๆไม่ได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ลงไปในสวนหลังบ้านซีครับ ปีนขึ้นไปบนต้นนกยูงใหญ่รับรองว่าคุณพ่อตายแน่ เอาเงื่อนไว้ข้างหลังนะครับ"

เจ้าคุณตวาดแว้ด

"ไม่เอาโว้ย ต้นนกยูงมันทั้งสูงทั้งใหญ่ ปีนขึ้นไปตกลงมาคอหักตายจะว่าอย่างไร"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินมานั่งบนเตียงนอนข้างคุณหญิงวาด คุณหญิงโผเข้ากอดแล้วร้องไห้โฮ

"ดิฉันกลายเป็นแม่มดตามเดิมแล้วค่ะเจ้าคุณขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะอื้น

"ผมกลายเป็นอ้ายเฒ่าหัวงูตามเดิมเช่นเดียวกัน ผมกับคุณหญิงกลับเป็นหนุ่มเป็นสาวได้วันเดียวเท่านั้น หลวงปู่ท่านล้อเราเสียแล้ว"

สี่สหายกับสี่นางต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

จบบริบูรณ์