พล นิกร กิมหงวน 070 : บาบูสุริยา

นายผ่อน สีเผือก ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของคุณหญิงวาดรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าแห้วได้ทำหน้าที่เป็นยามประจำบ้าน "พัชราภรณ์" มานานแล้ว แต่ในระยะ ๓ เดือน ที่ผ่านมานี้สุขภาพของผ่อนเลวลงมากมีอาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียซูบผอมลง หน้ามืดวิงเวียนเป็นลมบ่อยๆ ดื่มน้ำมากปัสสาวะมากผิดปกติ ศาสตราจารย์ดิเรกได้ตรวจเลือดและปัสสวะของผ่อนก็ทราบว่าผ่อนป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรงเรื้อรังเกี่ยวกับความชำรุดของตับและไม่มีทางที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่มียาฉีดคืออินซูลินฉีดเข้าสู่ร่างกายเพียงวันละหนึ่ง ซี.ซี เพื่อใช้ทำหน้าที่แทนตับและมียาสำเร็จรูปของอเมริกาชนิดหนึ่งกินแทนฉีดอินซูลินวันละเม็ด คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานก็จะประทังชีวิตอยู่ได้

"แกเป็นคนไร้ความสามารถเสียแล้วผ่อน โรคของแกจะอดหลับอดนอนตลอดคืนได้อย่างไร ถึงแม้พ่อดิเรกเขาจะช่วยรักษาพยาบาลแก แกก็ทำหน้าที่เป็นยามอีกไม่ได้ ฉันจะย้ายหน้าที่แกให้แกขึ้นมารับใช้งานเบ็ดเตล็ดบนตึกใหญ่ ทำงานตั้งแต่เช้าพอค่ำก็หมดหน้าที่ของแก แกจะว่ายังไงผ่อน"

ผ่อนก้มหน้ากราบแทบเท้าคุณหญิงวาดต่อหน้าคณะพรรคสี่สหายและสี่นางกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สุดแล้วแต่ท่านจะเมตตากระผมเถอะครับ ความจริงกระผมก็พอสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่เป็นยามได้ เพราะกระผมอยู่ยามบ้างหลับบ้างไม่ได้อยู่ทั้งคืนหรอกขอรับ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื้อก

"เป็นยังงั้นไป ถ้ายังงั้นสันดานมึงก็ไม่ดีเหมือนอ้ายแห้วนั่นแหละ"

เสียงคุณหญิงวาดกร้าวขึ้นทันที

"วิสัยของคนดีแล้วต้องปฏิบัติหน้าที่ของตัวให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าเป็นยามแต่อยู่ยามบ้าง"

สี่สหายและสี่นางอมยิ้มไปตามกัน ต่างรู้ดีว่าคุณหญิงวาดเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวปากร้ายใจดี นายพลดิเรกกล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"ผ่อนมันเป็นยามอีกไม่ได้แล้วครับคุณอา โรคเบาหวานต้องการพักผ่อนอดนอนมากเกินไปอาการจะกำเริบ"

เสี่ยหงวนมองดูหน้า ดร.ดิเรกแล้วยิ้มให้

"แต่กันเป็นโรคเบาเค็มถึงจะอดนอนก็ไม่เป็นไรไม่ใช่หรือหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"หมอที่ไหตรวจแกวะที่ว่าแกเป็นโรคเบาเค็ม"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เปล่า กันตรวจตัวกันเองน่ะ กลัวว่าจะเป็นเบาหวานลองแอบชิมเยี่ยวดูนิดหนึ่ง โอ-โฮ-เค็มยังกะน้ำเกลือ"

ดร.ดิเรก ทำหน้าชอบกล ก่อนที่เขาตะพูดอะไรนิกรก็เสริมขึ้น

"กันเป็นโรคเบาเปรี้ยวโว้ย ลองชิมเยี่ยวดูสักครึ่งแก้วเห็นจะได้เปรี้ยวจี๊ดยังกะน้ำส้ม เลยสบายใจไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นเบาหวาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเสี่ยกับนิกรด้วยความหมั่นไส้

"แกสองคนพูดอะไรมักจะนอกลู่นอกทางเสมอ"

นิกรหัวเราะ

"เห็นจะใช่ครับเพราะผมเป็นคนนอกครู"

"อ้าว เดี๋ยวก็เกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง"

สี่นางและคุณหญิงวาดต่างหัวเราะคิกคักไปตามกันแล้วประไพก็กล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"ผ่องมันซูบผอมร่วงโรยไปมากจริงๆ แหละค่ะคุณอาไพคิดว่า สำหรับหน้าที่ยามในตอนกลางคืนให้เจ้าแห้วเป็นยามแทนผ่อนเถอะค่ะ"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้างประตูด้านหลังตึกร้องออกมาราวกับถูกยิง

"รับประทานตอนกลางวันผมต้องทำหน้าที่ขับรถและรับใช้เจ้านายจิปาถะไม่มีเวลาว่างเลย แล้วยังจะให้ผมอยู่ยามตอนกลางคืนอีกหรือครับ"

ประภาว่า

"หนักหนามากเชียวเรอะเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานผมอยู่ยามสักสามคืนเท่านั้น ผมก็คงเท่งทึง"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวกับสี่นาง

"จริงของมัน งานเจ้าแห้วตามธรรมดาก็ล้นมือแล้วถ้าอยู่บ้านก็ถูกคนโน้นคนนี้เรียกใช้ทั้งวัน พ่อหลานชายทั้งสี่คนใช้ใครไม่ได้ดังใจเหมือนเจ้าแห้ว พ่อนัสถึงกับบอกว่าเจ้าแห้วคล่องแคล่วมากเสียอย่างเดียวใช้ไปซื้ออะไรไม่ใคร่จะคืนเงินเหลือมักจะทำไม่รู้ไม่ชี้ต้องเตือน"

พูดจบท่านก็หันมาทางลูกชายสุดที่รักของท่าน

"แกหาคนยามมาแทนเจ้าผ่อนสักคนได้ไหมล่ะลูก เลือกดูคนที่พอจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ เพราะยามน่ะถ้ามันรู้เห็นเป็นใจกับพวกขโมยพวกโจรเราก็แย่"

พลหัวเราะเบาๆ

"ผมไม่ทราบว่าจะไปหาที่ไหนนี่ครับคุณแม่ แต่ผมคิดว่าเราควรจะหาแขกมาเป็นยามดีกว่า แขกยามซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และนายจ้างดีมาก นอกจากนี้ยังชำนาญในการเฝ้ายามเพราะเป็นอาชีพของพวกเขา"

นิกรว่า

"แขกนะมีหลายชนิดจะเอาแขกอย่างไหนล่ะ ฮินดู ซิกค์ ปาทาน หรือจะเอาแขกตี้ แขกตามดอย"

นันทาทำตาเขียวกับน้องชายร่วมสายโลหิตของหล่อน

"บ้า แกมี่ซีแขกตามดอย พูดหยาบคายอะไรก็ไม่รู้"

นิกรหัวเราะก้ากแล้วดัดเสียงพูดให้แหลมเล็กอย่างกวนโทโส

"แหม แม่ผู้ดีแปดสาแหรกเก้าทั้งไม้คาน"

นันทาค้อนขวับ

"ผู้ดีหรือไม่ใช่ผู้ดีฉันก็เป็นลูกเจ้าคุณล่ะจ๊ะ"

"อ้าว-เราก็พ่อเดียวแม่เดียวกันนี่นะ ฉันก็ลูกเจ้าคุณเหมือนกัน คุณพ่อฉันคือเจ้าคุณวิจิตรฯ ไม่ใคร่จะยิ้มกับใครหน้าตาเหมือนคิงคองดุบรรลัยเลย"

"อ้ายบ้า" คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง

"พ่อแกน่ะพี่ชายฉันนะโว้ยจะบอกให้"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เอ๊ะ ถ้ายังงั้นผมก็เป็นหลานแท้ๆ ของคุณอาน่ะซีครับ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"แกพึ่งรู้หรือ "

"รู้มานานแล้วครับแต่ไม่แน่ใจ"

ประไพสบตากับนิกรหล่อนก็เอ็ดตะโรขึ้นทันที

"หุบปากเสียทีเถอะน่าคุณ พูดน้ำท่วมทุ่งตลอดมันมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ"

นิกรหัวเราะ

"ก็ท้องมันเสียจะเอาเนื้อที่ไหนล่ะ"

คุณหญิงวาดตวาดแว็ด

"ประเดี๋ยวกูไล่ออกไปนอกห้องเลยอ้ายนี่" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้ ดร. ดิเรก

"เธอช่วยหาแขกยามมาเฝ้าบ้านเราสักคนซีนะพ่อดิเรก"

"ได้ครับ" นายพลดิเรกรับคำทันที

"ผมไปที่วัดแขกสีลมไปคุยกับท่านโยคี และ บอกความประสงค์ให้ทราบท่านก็หาให้เอง แขกว่างงานที่อาศัยในวัดถมเถไปครับเงินเดือนก็ไม่แพง เดือนละ ๕๐๐ บาท กินอยู่ของเขาเองก็พอจะจ้างได้"

"เออ-ดีแล้วพ่อดิเรก ให้เขา ๖๐๐ ก็แล้วกัน ๕๐๐ บาท คงไม่พอกินพอใช้ เลือกหาคนที่แข็งแรงและดูท่าทางซื่อสัตย์หน่อยก่อนจะตกลงกับเขา บอกด้วยว่าห้ามนำกลองหรือออร์แกนมือมาเล่นที่บ้านเรา เสียงดนตรีน่ะอาชอบแต่พวกแขกยามชอบเล่นดนตรีดึกๆ ดื่นๆ ทำให้เรานอนไม่หลับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"แขกยามถ้าไม่ได้ร้องเพลง หรือตีกลองก็คงอยู่ยามไม่ได้ตลอดคืน ให้เขาเอาล่อโก๊มาตีแทนกลองได้ไหมครับคุณอา"

คุณหญิงวาดทำคอย่น

"อาก๊อเป็นโรคประสาทน่ะซีล่อโก๊น่ะมันเบาอยู่เรอะได้ยินเสียงผ่างๆ สามสี่ทีอาก็แทบจะเป็นบ้าแล้ว"

ตอนสายวันต่อมาซึ่งตรงกับวันอาทิตย์

ดร.ดิเรก ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ตามลำพังเพื่อไปตรวจดูคนไข้ และความเรียบร้อยที่สถานคลีนิคของเขาและบอกกับคุณหญิงวาดว่าเขาจะเลยไปวัดแขกที่สีลมเพื่อหาจ้างยามประจำบ้าน "พัชราภรณ์" สักคนหนึ่งถ้าได้ตัวมาก็จะรับตัวมาเลยเพื่อจะได้ทำหน้าที่นับตั้งแต่คืนวันนี้เป็นต้นไป

นายผ่อนคนยามได้อพยพขนข้าวของเตียงนอนตู้เสื้อผ้าจากบ้านพักคนยามริมประตูรั้วหน้าบ้านไปอาศัยอยู่ที่เรือนพักคนใช้ทางหลังบ้าน เขารู้สึกซาบซึ้งในพระคถุณของคุณหญิงวาดอย่างยิ่งเท่าที่ท่านได้เมตตากรุณาเขา

อากาศต้นฤดูฝนหายร้อนอบอ้าวแล้วแต่พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจนึกฯ ก็พอใจลงมาพักผ่อนที่ศาลาแบบไทยบนเนินดินสูงหลังตึกใหญ่ ซึ่งศาลาหลังนี้คนในบ้านเรียกกันจนติดปากว่าศาลาไทย หลังจากอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้วคุณหญิงวาดก็พาสี่นางไปเที่ยวตลาดนัดสนามหลวงเพื่อจ่ายของหรือซื้อต้นไม้เท่าที่พอใจ สามสหายกับท่านเจ้าคุณต่างนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ที่ศาลาไทย โดยมีเจ้าผ่อนคอยปรนนิบัติรับใช้ส่วนเจ้าแห้วทำหน้าที่ขับรถพาสี่นางและคุณหญิงวาดไปตลาดนัดสนามหลวง แต่รายการอาจเปลี่ยนแปลงได้ บางทีอาจจะแวะแค่ประตูน้ำปทุมวันหรือย่านการค้าราชประสงค์ ซึ่งห้างร้านหลายแห่งไม่ได้ปิดในวันเสาร์อาทิตย์

ขณะที่สามสหายกับท่านเจ้าคุณกำลังปรึกษาหารือกันเข้าหุ้นกันเปิดบริษัทจำหน่ายเครื่องเกมกีฬาทุกชนิด นิกรก็แลเห็น ดร. ดิเรก ในเครื่องแต่งกายสากลชุดสีน้ำตาลแก่เดินนำหน้าชาวภารตะรูปร่างสูงใหญ่ผิดมนุษย์คนหนึ่งเดินออกมาจากมุมตึกใหญ่ทางซ้าย

"โอ๊ย" นิกรร้องลั่น

"อ้ายหมอพายักษ์ใหญ่ในเรื่องโจรแบกแดดมาบ้านเราโว้ย โอ้โฮ โตกว่าหมีควายในบ่อเขาดินเสียอีก"

ทุกคนต่างมองตามสายตานิกร อาเสี่ยกิมหงวนอ้าปากหวอและร้องเอ็ดตะโร

"คนหรือช้างโว้ยกร แขกทำไมตัวใหญ่ยังงี้พันธ์ฮินดูหรือยังไง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ก็ไม่เห็นแปลกอะไร แขกฮินดูรูปร่างเหมือนยักษ์ขนาดนี้มีถมไป นี่แหละคนยามคนใหม่ของเรา"

พลโบกมือให้นายพลดิเรก

"ขึ้นมาโว้ยหมอ แขกยามคนใหม่ของเราใช่ไหม"

"ออไร๋ ออไร๋"

ดร.ดิเรก พาชาวภารตะรูปร่างขนาดน้องๆ ยักษ์วัดแจ้งเดินขึ้นบันไดมาตามเนินดินสูงและเข้ามาในศาลาพักร้อน ชาวภารตะในวัย ๔๐ เศษ ผู้นี้นอกจากจะสูงใหญ่แล้วยังอ้วนจนท้องพลุ้ยพุงยื่นออกมา เขานุ่งผ้าขาวโจงกระเบนตามประเพณีของเขา สวมเสื้อคล้ายกับเสื้อกุยเฮง ลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นผู้มีกำลังแข็งแรงผิดปกติ ใบหน้าสี่เหลี่ยมไว้หนวดแหลมเปี๊ยบแต่ไม่มีเครา ผิวกายของเขาค่อนข้างคล้ำ ตัดผมเกรียนกลางกระหม่อมหรือกลางกบาล ไว้หางหนูยาวประมาณหนึ่งคืบ

นายพลดิเรก ยกกำปั้นขวาทุบหลังชาวภารตะร่างยักษ์เต็มแรงเกิดเสียงดังราวกับกลองเพล แต่ชาวภารตะหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่เพียงแต่หันมายิ้มให้ ดร.ดิเรก

"บังโว้ย รู้จักกับพวกเราเสียซี คนนี้ชื่อพลลูกชายเจ้าของบ้าน คนนั้นชื่อนิกรหลานชายเจ้าของบ้าน ตาแก่หัวล้านคนนี้ชื่อ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาฉัน และ พ่อตานิกรด้วย โน่น....อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย เราสี่คนเป็นเพื่อนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างโมโห

"ทำไมแกจะต้องบอกอ้ายบังด้วยว่าตาแก่หัวล้าน พูดตาแก่คำเดียวก็สะเทือนใจฉันพอแล้ว"

นายพลดิเรกยกมือไหว้พ่อตาของเขา แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ขอโทษครับ ผมไม่มีเจตนาอะไร"

ชาวภารตะประนมมือไหว้สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมเป็นการไหว้ที่สวยงามกว่าคนไทยบางคนที่ยืนถ่างขายกมือไหว้เหนือศีรษะเหมือนกับเปรตของส่วนบุญ ซึ่งเป็นการไหว้หรือรับไหว้อย่างเสียไม่ได้

นายพลดิเรก ยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"เขาชื่อบาบูสุริยา"

พลมองดูแขกยามคนใหม่ด้วยความสนใจแล้วถามว่า

"ดิเรกตกลงกับบังเรียบร้อยแล้วหรือ"

"เรียบร้อยคะรับ อีนี้จั่นขนเสื้อผ้าของใช้เอามาแล้วนายจ๋า เอาไว้ที่บ้านพักคนยามแล้วมานี่"

"ดีมากบัง รู้สึกว่าบังแข็งแรงมาก"

"โอ-แข็งขอรับแต่แรงไม่มีใคร่มี"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"พูดยังไงวะบาบู แข็งแต่แรงไม่มี"

บาบูสุริยายิ้มแห้งๆ

"อีนี่จั่นไม่ใคร่มีกินนายจ๋า อยู่อินเดียกินโรตีวันละ ๕๐ แผ่นอินเดียมาอยู่เมืองไทยกันวันละครึ่งแผ่นคะรับ"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขารู้สึกสนใจและพอใจรูปร่างอันใหญ่โตของนายบาบูสุริยาอย่างยิ่ง นึกดีดลูกคิดรางแก้วในใจ มองหาทางที่จะได้เงินหมื่นแสนใช้อย่างหวานๆ โดยอาศัยบาบูสุริยาเป็นเครื่องมือหากิน

"นั่งซีบัง" นิกรพูดยิ้มๆ

"นั่งคุยกันเถอะ รูปร่างของบังถูกใจฉันมาก บังเคยเล่นมวยปล้ำบ้างหรือเปล่า"

บาบูสุริยาหัวเราะเห็นฟันขาว

"อยู่อินเดียจั่นปล้ำเก่งมั่กม๊ากน่ะนายจ๋า เดี๋ยวนี้แรงไม่มีปล้ำไม่ไหวคะรับ"

"ก็ถ้าเผื่อฉันปรนปรือบังให้บังกินถั่วกินนมเนยและโรตีวันละมากๆ ตามความพอใจของบัง บังจะขึ้นเวทีสู้กับเขาแบบมวยปล้ำได้ไหมล่ะ"

"โอ-แรงมีทำมะไร๋ไม่สู้ อยู่อินเดียจั่นเคยปล้ำกับช้างมาแล้วนายจ๋า จั่นได้ถ้วยมวยปล้ำมาหลายใบแล้วครับ จั่นเคยไปปล้ำที่ปากีสถานตะวันตกและเนปาลจั่นก็เคยไปน่ะ อีนี้จั่นไม่เคยแพ้ใคร"

นิกรลืมตาโพลง

"จริงๆ หรือบัง"

"จริงคะรับโกหกทำมะไร๋ คนแขกไม่ชอบโกหกนายจ๋า"

นิกรดีดมือแป๊ะแล้วหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"กันรวยแน่ กันจะเช่าสนามมวยเทวีราชดำเนินเปิดรายการศึกเฮอคิวลิสขึ้น เชิญนักมวยปล้ำต่างประเทศมาปล้ำกันเก็บเงินคนดูบำรุงกระเป๋าไม่ใช่บำรุงการกุศล"

พลหัวเราะหึๆ

"อย่าเลยวะอ้ายกรเสียเวลาเปล่าๆ คนดูมวยปล้ำน่ะเขาถูกต้มมาเข็ดแล้ว มวยปล้ำก็คือมวยสมยอมแต่แสดงบทบาทให้เป็นจริงเป็นจังหลอกคนดูให้หลงเชื่อ ตอนปล้ำกันเหมือนกับว่ามันจะฆ่ากันตายบนเวที แต่พอมวยเลิกแล้วมันแอบไปกินข้าวกันและเตี๊ยมกันไว้ว่าคืนต่อไปใครจะปล้ำกับใคร จะแสดงละครต้มคนดูอย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ใช่มวยปล้ำที่ปล้ำกันน่ะล้วนแต่ต้มคนดูทั้งนั้น ถ้าปล้ำกันจริงๆ ก็คงจะต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ม่ายก็แขนหักขาหักหรือคอหัก เพราะปล้ำแบบฟรีสไตล์ทำได้ทุกอย่าง ศอกเข่าได้ทั้งนั้น ล้มลงไปแล้วยังกระทืบซ้ำได้"

นิกรว่า

"แต่รายการมวยปล้ำของผมรับรองว่าปล้ำกันจริงๆ ครับ ผมจะจ้างนักมวยปล้ำชาติต่างๆ มาปล้ำกันโดยไม่มีการต้มคนดูอย่างเด็ดขาด การปล้ำในรายการของผมจะต้องมีนักมวยปล้ำเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ผมจะเตรียมโล่งใส่ศพและสัปเหร่อรอไว้ให้พร้อม และผมจะสนับสนุนให้บาบูสุริยาได้เป็นผู้ชนะเลิศหรือแช็มเปี้ยนโลก"

บาบูยิ้มแป้น

"โอ-ดีคะรับ ปล้ำกันถึงตายสนุกแน่จั่นชอบครับ"

นายพลดิเรกยิ้มให้นิกร

"แกจะสนับสนุนบาบูสุริยาด้วยการให้อาหารดีๆ เขากินอย่างนั้นหรือ"

"ใช่ แต่กันจะต้องขอให้แกช่วยเขาด้วย"

"ช่วยยังไง"

"ก็ทำให้เขากลายเป็นซุปเปอร์แมนด้วยอำนาจยาฉีดมหากำลังของแกน่ะซีวะ ซึ่งแกเคยทำมาแล้ว กันยังจำได้ไม่มีลืมพวกเรากลายเป็นซิยินกุ้ย หรือ เฮอคิวลิสด้วยอำนาจยาฉีดของแก ช่วยหน่อยนะหมอผลกำไรจากรายการมวยปล้ำกันจะพาพวกเราและคุณพ่อบินไปเที่ยวฮ่องกง กันจะลงทุนในเรื่องนี้เองส่งเงินและตั๋วเครื่องบินไปให้นักมวยปล้ำ ปล้ำกันสัก ๔ คู่พอแล้วผู้ชนะกับผู้ชนะพบกันแล้วชิงชนะเลิศซึ่งกันจะมอบถ้วยทองขนาดใหญ่ให้เป็นรางวัล เอาใบเท่านี้"

และนิกรก็ทำมือให้ดู

"พอๆ กับถ้วยชนะเลิศฟุตบอล ถ้วย ก."

พลอดขัดคอไม่ได้

"ถ้วยขนาดนั้นน้ำหนักไม่ต่ำกว่า ๕๐ บาท ราคาคงในราว ๒๓,๐๐๐ บาท ทั้งค่าทองและค่ากำเหน็จ"

"ไม่ถึง" นิกรพูดเสียงลั่น

"อย่างมากก็ ๘๐๐ บาท ซื้อถ้วยเงินมาจ้างเขาชุบทองซีวะ นักมวยปล้ำมันเคยต้มเขาคราวนี้ให้มันโดนกันต้มบ้าง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นศาลาพักร้อน พลพยักหน้าเรียกเจ้าผ่อนให้เข้ามาหาแล้วออกคำสั่ง

"แกพาบาบูไปที่เรือนพักเถอะแล้วมอบหมายหน้าที่ให้เขาเข้าใจ หาไม้พลองใหญ่ๆ ให้เขาด้วย แขกยามน่ะเขาชอบไม่พลองไม่ชอบดาบเหมือนอย่างแกหรอก"

ผ่อนรับคำสั่งแล้วกล่าวกับชาวภารตะร่างยักษ์

"ไปซีบัง รูปร่างของบังขโมยเห็นเข้าก็คงหัวหด ไม่กล้าลอบเข้ามาในบ้านเรา"

บาบูสุริยาประนมมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาเดินตามนายผ่อนออกไปจากศาลาพักร้อนอย่างสบายใจเท่าที่เขามีงานทำมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง นอกจากนี้นิกรยังจะสนับสนุนเขาให้เป็นแช็มเปี้ยนมวยปล้ำอีก

ข่าวแพร่ไปทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างรวดเร็วว่า คนยามคนใหม่ที่นายพลดิเรกพามาเป็นชาวฮินดูรูปร่างเล็กกว่ายักษ์วัดพระแก้วหน่อยเดียว บรรดาคนใช้ชายหญิงต่างผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาที่เรือนพักคนยามเพื่อชมโฉมบยาบูสุริยายักษ์ใหญ่ ต่างร้องโอ้โฮไปตามกัน สาวใช้หลายคนร้องหวีดว้ายวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานเมื่อบาบูยักคิ้วให้และทำท่ากรุ้มกริ่มแบบเจ้าชู้ยักษ์

คุณหญิงวาดกับสี่นางกลับมาบ้านราว ๑๖.๓๐ น. พลให้คนไปตามตัวบาบูสุริยามารู้จักกับคุณหญิงวาดและสี่นางในห้องโถง

"แม่โว้ย นี่มันคิงคองหรือคนแน่โว้ย ดิเรก" คุณหญิงวาดพูดเสียงหัวเราะ

"คนครับคุณอา บาบูสุริยามีรูปร่างใหญ่โตเช่นนี้เพราะบิดามารดาของเขาอยู่เทือกเขาหิมา ลัยแข็งแรงมาก เขาบอกผมว่าเขาอยู่ในท้องแม่เขาถึง ๒๐ เดือนถึงได้คลอดออกมาวันแรกโตเท่าเด็กขวบกว่าๆ แล้ว"

คุณหญิงวาดนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วกินนมแม่หรือกินนมวัว"

"เปล่าครับ ไม่ได้กินทั้งสองอย่างแต่เขากินนมช้างที่พ่อเขาเลี้ยงไว้"

"อ้อ มิน่าละถึงได้ใหญ่โตอย่างนี้"

นวลละออยิ้มให้ยักษ์ใหญ่แห่งพาราณสีแล้วถามว่า

"ได้ข่าวว่าบังเป็นนักมวยปล้ำใช่ไหม"

"ใช่คะรับ"

"ลองปล้ำกับฉันดูไหมล่ะ"

"อ้าวๆๆ " เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"ตายนะนวลน้ำหนักตัวของเธอ ๑๐๐ กว่าปอนด์เท่านั้น บาบูสุริยาน่ะอย่างขี้หมูขี้หมาก็ ๒๖๐ ปอนด์ตัวยังกะกระสอบข้าวสาร จับแขนนวลบิดเบาๆ ก็แขนหัก"

บาบูประนมมือไว้ระหว่างอก

"อีนี้เป็นเจ้านายถึงเป็นผู้หญิงจั่นก็ไม่สู้น่ะนายจ๋า สู้ทำมะไร๋เกิดเป็นคนต้องมีความกตัญญูใช่ไม่ใช่"

ประภาหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"รู้สึกว่าบาบูแกแข็งแรงมากนะค่ะ แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ท่าทางซื่อๆ ถ้าหากว่าแกขึ้นปล้ำบนเวทีเมื่อไรพวกเราก็ควรจะไปเชียร์แก"

ประไพเห็นพ้องด้วย

"นั้นน่ะซีคะ ตอนนี้เท่ากับว่าบาบูสุริยาเป็นคนของเราแล้ว ไพสนับสนุนกรเต็มที่ค่ะที่เขาจะจัดรายการมวยปล้ำครั้งสำคัญขึ้น มวยปล้ำตื่นเต้นดีเหมือนกันค่ะถ้าหากว่าสู้กันจริงๆ ไม่ใช่สมยอม"

คุณหญิงวาดได้ซักถามประวัติและความเป็นมาของแขกยามคนใหม่ สักครู่ท่านก็อนุญาตให้ไปพักผ่อนได้"

"ศึกเฮอคิวลิส" ซึ่งนิกรเป็นผู้จัดขึ้นนั้นได้รับความสนับสนุนจากเพื่อนเกลอของเขาตลอดจนสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นอย่างดี นอกจากนี้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนซึ่งเป็นลูกชายของคณะพรรคสี่สหายก็ให้ความร่วมมือด้วย

"ใช้ผมเถอะครับอากร" พนัสเจ้าหนุ่มรูปหล่อลูกชายของพลได้กล่าวกับนิกรเช่นนี้ "จะให้ผมทำอะไรบ้างว่ามา"

นิกรส่งรายชื่อและตำบลที่อยู่ของนักมวยต่างประเทศให้

"แกติดต่อกับนักมวยยักษ์ตามนี้ รีบโทรเลขไปถึงเขาตามตำบลที่อาได้มา"

"แล้วผมล่ะครับพ่อ" นพถาม "ผมกำลังตื่นเต้นอยากจะรับใช้พ่อเป็นที่สุด เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีของผม"

"ดีมากลูกรักของพ่อ แกวิ่งเต้นในเรื่องขอเช่าสนาม รีบไปหาลุงเผ่าชัยที่สนามมวยราชดำเนิน บอกเขาให้รู้ว่าพ่อจะจัดมวยปล้ำนัดสำคัญในเดือนมิถุนายนนี้ พ่อจะเช่าสนามมวยและขอวันว่างจากเขา มวยปล้ำรายการ "ศึกเฮอคิวลิส" จะเริ่มต่อสู้กันในเวลา ๑๗.๐๐ น. ระหว่างต้นเดือนมิถุนายนสนามว่างวันไหนให้เขาบอกแกมาแล้วพ่อจะไปพบเขาเพื่อทำสัญญาขอเช่าสนาม" นิกรหมายถึงนายทหารคนหนึ่งซึ่งมียศเป็นพันโทและเป็นที่ปรึกษาของสนามมวยเวทีราชดำเนิน "ขอวันเขามาให้ได้ บอกลุงเผ่าชัยเขาด้วยว่าพ่อและลุงพลลุงกิมหงวนตลอดจนน้าหมอของแกยังคิดถึงเขาอยู่เสมอ จัดการตามที่พ่อสั่งวันนี้แหละลูก"

"ครับ เรื่องเล็กครับพ่อ โธ่-ไปพบกับลุงเผ่าชัยไม่ยากเย็นอะไรนี่ครับ แต่ว่าจ่ายค่าวิ่งเต้นให้ผมสักสองสามพันเถอะครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ต้องโว้ยกูไปเองดีกว่า"

โทรเลขด่วนของ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ ถูกส่งไปยังนักมวยปล้ำรุ่นเฮฟวี่เวทชั้นเยี่ยมหลายต่อหลายคนซึ่งแต่ละคนล้วนแต่กำลังมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ บรรดานักมวยปล้ำเหล่านี้ได้ไปเที่ยวปล้ำต้มคนดูในยุโรปและอเมริกาตลอดจนเอเซีย อัฟริกา หรือออสเตรเลียก็เคยไปมาแล้ว คนดูมวยปล้ำหรือนักนิยมดูมวยปล้ำถูกต้มบ่อยๆ เข้าก็เอือมระอาเนื่องจากพวกขุนยักษ์เหล่านี้ปล้ำกัน

เล่นๆ แต่แอ็คท่าราวกับว่าเอาเป็นเอาตาย แม้กระทั่งเมืองไทยเราแฟนมวยปล้ำก็ถูกต้มมาแล้ว ดังนั้นในระยะปี พ.ศ. ๒๕๐๙ นี้อาชีพมวยปล้ำของนักมวยปล้ำทั้งหลายจึงฝืดเคืองลงมากถึงกับตกรถตกเรือไปตามกัน ที่เปลี่ยนอาชีพไปก็มาก

นักมวยปล้ำชั้นดีหรือชั้นสวะล้วนแต่กำลังหิวอยากได้เงิน เมื่อได้รับโทรเลขด่วนจากนิกรโปรโมเต้อรมวยปล้ำซึ่งจะจัดการแข่งขันมวยปล้ำแบบเอาเป็นเอาตาย โดยไม่มีการสมยอมหรือล้มให้กัน บรรดานักมวยปล้ำที่ได้รับโทรเลขของนิกรก็รีบโทรเลขตอบทันที แจ้งจำนวนเงินค่าต่อสู้มาให้ทราบพร้อมด้วยรายละเอียดเช่น ตั๋วเครื่องบินชั้นทัศนาจร ๒ ที่นั่งสำหรับเขากับพี่เลี้ยงหรือผู้จัดการ และเงินล่วงหน้าตามสมควร

การวิ่งเต้นการเช่าสนามมวยเวทีราชดำเนินได้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ทางสนามมวยตกลงให้ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ เช่าสนามทำการแข่งขันมวยปล้ำศึกเฮอคิวลิสในวันเสาร์ที่ ๑๑ มิถุนายนศกนี้ เมื่อเซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้วนิกรก็รีบส่งเงินและตั๋วเครื่องบินไปกับไปให้นักมวยปล้ำขนาดยักษ์ที่กำลังมีชื่อเสียงทั้งโด่งและทั้งดังรวม ๗ คน ดังนี้รายนามต่อไปนี้

๑. เจฟ แฮนเดอรสัน ชาวอังกฤษ มีสมญาว่า "ไดโนเสา" น้ำหนักตัว ๒๖๐ ปอนด์

๒. บิลลี่ ลอตัน ชาวคานาเดียน น้ำหนักตัว ๒๔๘ ปอนด์ แช็มเปี้ยนมวยปล้ำคานาดาปี ๑๙๖๕ และ ๑๙๖๖

๓. ยูซุป อักบา ชาวตุรกี "สิงห์ร้ายอิสตันบูล" เคยไปราวีทั่วสหภาพโซเวียตแล้ว ปราบนักมวยปล้ำชั้นยอดของรัสเซียได้หลายคน เคยสังหารคู่ต่อสู้ตายคาเวทีถึง ๙ คน น้ำหนักตัว ๒๕๐ ปอนด์

๔. แบนโต มักกะโรนี ชาวอิตาเลี่ยน น้ำหนักตัว ๒๕๔ ปอนด์ ขึ้นชกมวย ๖๒ ครั้ง ชนะทุกครั้ง โดยมากทุ่มคู่ต่อสู้ลงมาจากเวที หลังหักขาหักหรือคอหัก

๕. ดร. เวจ ชาวอเมริกัน ใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่กว่า ดร.เดช ที่เคยเข้ามาปล้ำที่เวทีราชดำเนิน ชื่อก็คล้ายๆ กัน แต่เคยปราบนักมวยปล้ำชั้นเยี่ยมมาแล้วเกือบทั่วโลก และไม่ได้กระทำตัวเป็นบุรุษลึกลับคือไม่คลุมหน้า น้ำหนักตัว ๒๕๘ ปอนด์

๖. อาดูกาตีงู ชาวญี่ปุ่น น้ำหนักตัว ๒๔๒ ปอนด์เป็นแช็มเปี้ยนมวยปล้ำขึ้นคานมา ๕ ปีแล้ว ใช้กลยุทธ์แบบคาราเต้ปราบคู่ต่อสู้มามากต่อมากไม่เคยแพ้หรือเสมอใครมีฉายาว่า "ขุนยักษ์เกี่ยวโต"

๗. สิงหลรามจันทร์ ชาวปากีสถาน น้ำหนักตัว ๒๖๒ ปอนด์ มีสมญาว่า "คชสีห์" หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างเป็นเสือโคร่ง แต่มีงวงเหมือนช้าง มีพลังมากกว่าช้าง ว่องไวปราดเปรียวกว่าเสือ

นิกรได้ทุ่มการโฆษณาอย่างมากมาย ทั้งทางหนังสือพิมพ์ ทางโทรทัศน์ ทางวิทยุกระจายเสียงและโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่ง เขาต้องเสียเงินค่าโทรเลขติดต่อกับทั้งมวยปล้ำทั้ง ๗ คนนี้ เป็นเงินหมื่น ในที่สุดเขาก็สามารถประกบคู่ได้เรียบร้อยก่อนที่นักมวยปล้ำขนาดยักษ์จะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ

นิกรได้โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า มวยปล้ำในรายการ "ศึกเฮอคิวลิส" ที่เขาจัดขึ้นนี้เขาขอรับรองโดยเอาเกียรติของเขาเป็นประกันว่า ไม่ใช่มวยรู้กันที่เคยต้มแฟนมวยมาแล้ว ทั้ง ๔ คู่จะสู้กันแบบยอมตายถวายชีวิต ใครพลาดก็ต้องตายหรือทุพพลภาพ ฝ่ายจัดรายการจะเตรียมโลงใส่ศพพร้อมด้วยสัปเหร่อและรถบรรทุกศพไว้หน้าสนามมวย ในวันนั้นถ้านักมวยปล้ำสู้กันไม่จริงยินดีคืนเงินค่าดูและแถมค่ารถให้ การแข่งขันจะแข่งทีละคู่จนครบ ๔ คู่ คนแพ้จะถูกคัดออกตกรอบไป เหลือผู้ชนะ ๔ คนจัดให้จับฉลากสู้กันอีก ๒ คู่ ผู้ใดชนะในรอบสุดท้ายคือรอบสองจะชิงตำแหน่งชนะเลิศกัน ซึ่งผู้ชนะจะได้รับถ้วยทองหนัก ๕๐ บาทจาก พ.อ. นิกร การุณวงศ์ เป็น เกียรติยศ เงินสดอีก ๕๐,๐๐๐ บาท นักมวยปล้ำที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพ ผู้จัดรายการแข่งขันจะช่วยส่งกลับบ้านโดยทางเครื่องบินส่วนผู้ที่เสียชีวิตก็จะได้นำศพไปบำเพ็ญกุศล ณ วัดโสมนัสวิหาร มีสวดอภิธรรมครบ ๗ ราตรี แล้วฌาปนกิจศพให้สมเกียรติ

คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯได้ร่วมงานกันอย่างแข็งแรง ทั้งนี้ก็เพื่อจะสร้างบาบูสุริยาให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในกีฬามวยปล้ำนั่นเอง ชาวภารตะร่างยักษ์ผู้นี้ ถึงจะมีรูปร่างใหญ่โตมโหฬารราวกับขุนเขา ก็ยังเล็กกว่าสิงหลรามจันทร์ "คชสีห์" แห่งปากีสถาน และเล็กกว่า เจฟ แฮนเดอรสัน "ไดโนเสา" ชาวอังกฤษ บาบู สุริยา มีน้ำหนักตัว ๒๔๘ ปอนด์ เท่ากับ บิลลี่ ลอตัน ชาวคานาเดียน

เพราะการโฆษณาที่ยืนยันว่า มวยปล้ำ 'ศึกเฮอคิวลิส' สู้กันถึงตายไม่ได้สู้กันแบบต้มคนดู แฟนมวยทั้งหลายจึงอดที่จะสนใจไม่ได้ หนักเข้าความสนใจก็กลายเป็นความตื่นเต้นเร้าใจอยากจะชมนักมวยปล้ำสู้กันจริงๆ สักครั้ง

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ ปรากฎรายชื่อนักมวยปล้ำที่ได้ประกบคู่ไว้ดังต่อไปนี้

คู่ที่ ๑ ยูซุป อักบา (ตุรกี) น้ำหนักตัว ๒๕๐ ปอนด์

กับ ดร. เวจ (อเมริกา) น้ำหนักตัว ๒๕๘ ปอนด์

คู่ที่ ๒ แบนโต มักกะโรนี (อิตาลี) น้ำหนักตัว ๒๕๔ ปอนด์

กับ อาดูกาตีงู (ญี่ปุ่น) น้ำหนักตัว ๒๔๒ ปอนด์

คู่ที่ ๓เจฟ แฮนเดอรสัน (อังกฤษ) น้ำหนักตัว ๒๖๐ ปอนด์

กับ บิลลี่ ลอตัน (คานาดา) น้ำหนักตัว ๒๔๘ ปอนด์

คู่ที่ ๔สิงหลรามจันทร์(ปากีสถาน) น้ำหนักตัว ๒๖๒ ปอนด์

กับ บาบู สุริยา (อินเดีย) น้ำหนักตัว 248 ปอนด์

กำหนดแข่งขันที่สนามเวทีราชดำเนินในวันเสาร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. ตรง อัตราค่าดู ๒๕ บาท ๕๐ บาท และ ๑๐๐ บาท เฉพาะบัตร ๑๐๐ บาท มีจำหน่ายล่วงหน้าที่ ธนาคาร "สี่สหาย" โรงแรม "สี่สหาย" ห้างขายทอง "กิมหงวน" ถนนเยาวราช บริษัท "สี่สหายบรรจุขวด"

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งได้ลงข่าวว่า การแข่งขันมวยปล้ำครั้งนี้จะไม่มีการหลอก ลวงประชาชนคนดูเป็นอันขาด นักมวยไม่ได้ร่วมคณะเดินทางมาด้วยกันและไม่เคยรู้จักกันมาแต่ก่อน นักมวยยักษ์บางคนได้มาถึงกรุงเทพฯ แล้ว และพักอยู่ก่อนที่โรงแรม "สี่สหาย"

นักมวยปล้ำคนสุดท้ายที่มาถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๗ มิถุนายน คือ ดร. เวจ แห่งสหรัฐอเมริกา และวันรุ่งขึ้นหลังจากวันนั้นหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ หนังสือหมัดมวยรายสัปดาห์ ผู้แทนสถานีโทรทัศน์และวิทยุก็ได้รับเชิญจากนิกรให้ไปพบ คณะผู้จัดรายการแข่งขันมวยปล้ำซึ่งเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์นักมวยปล้ำทั้ง ๘ คนด้วย ดังนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันที่ ๙ มิถุนายน จึงปรากฏรูปถ่ายของนักมวยปล้ำที่จะขึ้นเข่นฆ่ากันในตอนเย็นวันเสาร์ที่ ๑๑ นี้ พร้อมด้วยคำสัมภาษณ์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ช่วยสนับสนุนรายการ "ศึกเฮอคิวลิส" เพราะมั่นใจว่านักมวยปล้ำเหล่านี้จะสู้กันจริงๆ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ละคนรูปร่างใหญ่โตมโหฬารผิดมนุษย์ แต่ทุกคนพูดจากันอย่างสุภาพตรงข้ามกับนักมวยปล้ำที่ต้มคนดู ซึ่งแกล้งทำเป็นทะเลาะกัน ถ่มน้ำลายรดหน้ากันหรือผลักกันแกล้งทำข่าวให้แฟนมวยปล้ำเชื่อถือ

บัตรริงก์ไซด์ ๑๐๐ บาท จำหน่ายล่วงหน้าหมดแล้วในวันที่ ๑๐ มิถุนายน พนัส, นพ, สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงได้นำบัตรไปขายเพื่อนฝูงของเขาคนละ ๕๐ ฉบับ แต่แล้วจนกระทั่งเช้าวันที่ ๑๑ นพก็ยังไม่มอบเงินค่าขายบัตรล่วงหน้ารวม ๕,๐๐๐ บาทให้บิดาของเขา คุณพ่อจึงทวงเงินลูกชาย

"เฮ้ย-เงินค่าขายบัตรริงก์ไซด์ ๕๐ ฉบับ เอามาให้พ่อเสียทีซีโว้ย อ้ายนัส อ้ายตี๋และดำรงมันให้พ่อตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว"

นพมองดูพ่อของเขาอย่างงงๆ

"เงินอะไรครับพ่อ"

"อ้าว-ยังจะทำไก๋เดี๋ยวก็โดนเตะเจ็บตัวเท่านั้นเอง เงินค่าบัตรโว้ย"

ร.ต. นพ ขมวดคิ้วย่น

"พ่อพูดเรื่องอะไรผมไม่เข้าใจเลยครับ"

นิกรทำตาปริบๆ

"เดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้ แกเอาบัตรริงก์ไซด์ไปขาย ๕๐ ฉบับรวมเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท"

"แล้วเป็นยังไง ผมขายไปหมดแล้ว"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาเงินกูมาซีโว้ย"

นพหัวเราะ

"ปู้โธ่....เรื่องเล็ก พ่อไม่น่าจะเอะอะเลย อ้า-ติ๋งต่างว่าผมไม่จ่ายเงิน ๕,๐๐๐ บาทให้พ่อจะเป็นยังไงไหมครับ"

"อ๋อ-ก็โดนเตะน่ะซี อย่าๆๆ อ้ายนพ อย่ามาทำพูดทีเล่นทีจริงพ่อลงทุนไปมากแล้ว เอาเงินมาให้พ่อเสียดีๆ วันนี้กว่าจะถึงเวลามวยปล้ำสู้กันพ่อจะต้องจ่ายเงินสดอีกเยอะแยะเร็ว-เอามาดีๆ อย่าให้โมโหนะโว้ย"

นพล้วงกระเป๋าเสื้อยืดสีนวลของเขาหยิบเหรียญบาทอันหนึ่งออกมาส่งให้นิกรแล้วพูดยิ้มๆ

"เหลือเท่านี้ครับ"

"หา" นิกรแหกปากร้องตะโกนลั่นบ้าน "เงินของกูตั้งครึ่งหมื่นเหลือเท่านี้"

"ก็มันเหลือเท่านี้พ่อจะเอายังไงกับผม ผมเหลือมาคืนให้พ่อตั้งบาท"

นิกรขบกรามกรอด

"ถ้ายังงั้นแกกับฉันขาดพ่อขาดลูกกันที แกขืนเป็นพ่อ....เอ้ย....เป็นลูกฉันอีกต่อไปฉันต้องขอทานเขากินแน่ๆ "

นพยักไหล่แล้วแบมือ

"ผมช่วยอะไรไม่ได้ครับถ้าพ่ออยากเป็นขอทาน ผมไปละครับ จะไปดูน้าหมอฉีดยามหากำลังทำให้บาบูสุริยา กลายเป็นซุปเป้อร์แมนและลุงกิมหงวนกรรมการห้ามมวยปล้ำเย็นวันนี้ ก็จะกลายเป็นเฮอคิวลิสผู้ทรงพลัง"

"เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งไปอ้ายนพ เงินค่าขายบัตรจะว่ายังไง"

นพโบกมือแล้วพูดเสียงหนักแน่น

"เราพ่อลูกกันอย่าพูดเรื่องเงินกันเลยครับ ใครเขาได้ยินเข้าจะหาว่าพ่อกระดูกขัดมัน"

นิกรลืมตาโพลง

"กระดูกก็กระดูกซีวะ เงินของข้าตั้งห้าพัน"

นพจุปาก

"อย่าเอ็ดตะโรไปน่าพ่อ อายเขาครับ"

นิกรแผดเสียงลั่น

"อายใครวะนี่บ้านกู"

"นั่นน่ะซีครับ" นพพูดเสียงอ่อยแล้วยกมือไหว้บิดาของเขา "ผมลาละครับพ่อสวัสดีครับจนกว่าเราจะพบกันใหม่" พูดจบ ร.ต. นพก็หมุนตัวกลับแล้วรีบเดินไปจากที่นั้นทำให้นิกรโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง

อีกครั้งหนึ่งที่ศาสตราจารย์ พล ท. ดิเรก ได้ใช้ความรู้ความสามารถของเขา ผสมยาฉีดที่เขาให้ชื่อมันว่ายามหากำลังและผสมอย่างแรง ผู้ที่ได้รับการฉีดยานี้ด้วยวิธีฉีดเข้ากล้าม ๕ ซีซี. จะมีพลังกำลังขนาดเฮอคิวลิสหรือซุปเป้อรแมนหรือมีกำลังเท่ากับ ๒๐ แรงช้าง คือเท่ากับกำลังของช้างสารขนาดใหญ่ ๒๐ ตัวรวมกัน นอกจากนี้รางกายของผู้นั้นจะแข็งแกร่งคงทนอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกสัดทุกส่วนของร่างกายจะไม่รู้สึกเจ็บปวดชอกช้ำเลยเมื่อถูกชกต่อยหรือทุบตี

ในราว ๑๐.๓๐ น.

นายพลดิเรกได้ฉีดยามหากำลังให้บาบูสุริยา และอาเสี่ยกิมหงวนคนละเข็มหรือคนละ ๕ ซีซี. เสี่ยหงวนรับหน้าที่เป็นกรรมการห้ามมวยปล้ำในเย็นวันนี้ นักมวยปล้ำมักจะดื้อดึงบางทีก็ใช้กำลังกายชกต่อยกรรมการ ดร. ดิเรกจึงต้องทำให้อาเสี่ยเป็นบุรุษผู้ทรงพลังเช่นเดียวกับบาบูสุริยา

ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สี่สหายกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วอยู่กันพร้อมหน้า หลังจากศาสตราจารย์ดิเรกฉีดยาให้กิมหงวน และบาบูสุริยาเรียบร้อยแล้ว เขาก็ให้อาเสี่ยและชาวภารตะนั่งพักผ่อนบนม้ายาวริมห้อง พล, นิกร, พนัส, นพ, สมนึก, ดำรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรวมกลุ่มมองดูด้วยความสนใจ ส่วนเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์เก็บเข็มฉีดยา และข้าวของบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะให้เรียบร้อย

ร.ต. สมนึกแลเห็นใบหน้าของกิมหงวนซีดเผือดจนปากเขียวก็เผลอตัวร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เตี่ย..."

ศาสตราจารย์ดำรงยกกำปั้นขวาทุบหลังเสี่ยตี๋ดังตุ้บ

"แหกปากออกมาได้"

สมนึกสูดปากเบาๆ หันไปทางนายพลดิเรก

"ทำไมเตี่ยผมหน้าซีดอย่างนี้ละครับอาหมอ บาบูก็หน้าซีดเหมือนกัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้เสี่ยตี๋ ซึ่งเปรียบเหมือนหลานแท้ๆ ของเขา

"อย่าตกใจอ้ายหลานชาย"

สมนึกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ก็ถ้าเผื่อเตี่ยผมตายละครับ" พูดจบเขาก็ตะโกนขึ้นอีก

"เตี่ย..."

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"มือชั้นอาฉีดยาให้เตี่ยแกตายอาไม่ใช่ด๊อคเต้อรดิเรกซีโว้ย ที่เตี่ยแกกับบาบูหน้าซีดก็เพราะฤทธิ์ยากระจายไปทั่วตัวแล้ว อาผสมยาแรงมาก อาต้องการให้ยาออกฤทธิ์ ๒๐ ชั่วโมง มวยปล้ำเริ่มแข่งขัน ๑๗.๐๐ น. คู่หนึ่งกว่าจะแพ้ชนะกันอาจจะใช้เวลาตั้งหนึ่งชั่วโมงก็ได้ เพราะเราปล้ำกันโดยไม่มียก ไม่มีนับคะแนน ล้มลงไปแล้วกระทืบซ้ำหรือเตะซ้ำหรือโถมตัวลงไปใช้เข่าหรือศอก กระแทกคู่ต่อสู้ที่ล้มลงไปได้แต่ซ้ำได้ทีเดียว กรรมการจะแยกออกและนับหนึ่งถึงสิบตามที่ทำสัญญาตกลงกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"มวยปล้ำวันนี้เผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิงสนุกแน่ ใครถูกน็อค ถูกนับสิบหรือตายคาเวทีก็แพ้ไป เราไม่ได้ใช้กติกามวยปล้ำสากล"

พลกล่าวขึ้นบ้าง

"เราห้ามชกด้วยหมัดอย่างเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรือ อ้ายกร"

"สองอย่างโว้ย ห้ามกัดด้วย แต่ไม่ห้ามเอานิ้วแทงลูกตาเอามือฉีกปากหรือเอานิ้วยัดเข้าไปในรูจมูก ซึ่งเราได้โฆษณากติกาการแข่งขันในหนังสือพิมพ์แล้วรับรองว่าวันนี้คนแน่นเป็นปลากระป๋องทีเดียว"

เสี่ยตี๋จ้องมองดูเตี่ยของเขาตลอดเวลา เมื่อแลเห็นอาเสี่ยมีอาการชักกระตุกนัยน์ตาเหล่ปากคอบูดเบี้ยวเหมือนคนเป็นอัมมะพาต สมนึกก็ร้องเอ็ดตะโรลั่น

"โอ้ย-เตี่ยเป็นอะไรไป"

เสี่ยหงวนทำหน้าเป็นปรกติ

"มึงจะบ้ารึวะอ้ายตี๋ แกล้งทำปากเบี้ยวเล่นหน่อยเดียวตกใจด้วยเรอะ"

สมนึกถอนหายใจโล่งอก เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมนึกว่าเตี่ยชักเสียอีก เล่นยังงี้ไม่ดีครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องทดลอง ศาสตราจารย์ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวถามนักมวยยักษ์ของเขา ซึ่งเขาจะทำให้เป็นซุปเป้อร์แมน

"หายเวียนหัวหรือยังบาบู"

"หายแล้วคะรับ อีนี้ใจจั๋นเต้นแรงนะนายจ๋า"

"ออไร๋ ในนาทีนี้บังกับอ้ายหงวนเพื่อนฉันจะเป็นมนุษย์อภินิหาร มีกำลังแข็งแรงที่สุดในโลก สามารถที่จะแบกช้างขึ้นทุ่มได้อย่างสบาย ยกน้ำหนักได้ราว ๑๐ ตัน"

"โอ-ดีมากคะรับ ใจคอจั๋นสบายมาก ปล้ำกับผู้หญิงหรือผู้ชายจั๋นสู้ทั้งนั้นคุณหมอจ๋า ฮ่ะ ฮ่ะ อีนี้จั๋นจะหักคอสิงหลรามจันทร์น่า พ่วนจั๋นอินเดียนะต้องไปดูแยะๆ อินเดียสู้ตายคะรับ กลัวทำมะไร๋"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"รู้สึกว่ายามหากำลังของแกออกฤทธิ์แล้วว่ะ จิตใจกันชื่นบานแจ่มใสผิดปรกติเป็นคนละคน"

นายพลดิเรก พยักหน้ารับทราบแล้วหันไปทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-ไปหยิบเหล็กท่อนที่วางอยู่ข้างไดนาโมตัวใหญ่มาให้ที"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง วิ่งเหยาะๆ ไปทางแท่นไดนาโมขนาดใหญ่ตัวหนึ่งแล้วหยิบเหล็กยาวประมาณหนึ่งเมตร หนาครึ่งนิ้ว กว้าง 2 นิ้ว เอามาส่งให้นายพลดิเรกตามคำสั่ง ศาสตราจารย์ดิเรกก้มลงตรวจดูม่านตาของอาเสี่ยกับบาบูสุริยา เมื่อแน่ใจว่ายาฉีดมหากำลังของเขาออกฤทธิ์แล้วเขาก็ยกเหล็กท่อนนั้นซึ่งคล้ายกับเหล็กงัดยางฟาดกบาลกิมหงวนกับบาบูคนละที

"โป๊ก โป๊ก"

ทุกคนใจหายวาบไปตามกันเพราะเสียงเหล็กฟาดศีรษะนั้นแรงมาก แต่เสี่ยหงวนกับบาบูสุริยานั่งอมยิ้มนิ่งเฉย นายพลดิเรกยิ้มให้เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้ง ๔ คน

"เห็นไหม ยามหากำลังทำให้อ้ายหงวนกับบาบูอยู่ยงคงทนถ้าเป็นคนธรรมดาไม่ได้ฉีดยามหากำลังถูกตีแรงๆ อย่างนี้กะบาลแบะแล้ว แต่ว่ายามหากำลังกันลูกปืนไม่ได้" พูดจบเขาก็หันมาทางอาเสี่ย "เจ็บไหมอ้ายหงวน"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"เหมือนมดกัดว่ะ แกตีหัวอ้ายกรให้กันดูสักทีสิ"

นิกรสะดุ้งโหยงร้องเอ็ดตะโร

"กันไม่ได้ฉีดยามหากำลังนะโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกส่งเหล็กท่อนนั้นให้บาบูสุริยา

"แสดงหน่อยบาบู หักเหล็กท่อนนี้ให้เป็นรูปกล้องยานัตถุ์ ไม่ต้องออกแรงมากนะบัง เบาๆก็ได้"

ชาวภารตะทำหน้าตื่น มือทั้งสองของเขาจับปลายท่อนเหล็กและแล้วบาบูสุริยาก็ออกแรงเบาๆ บังคับเหล็กท่อนนั้นให้โค้งลงมาเป็นรูปตัวยูอย่างง่ายดาย คล้ายกับว่ามันเป็นยางไม่ใช่เหล็ก

"โอ-อีนี้จั๋นไม่ใช่คนแล้วคะรับ" บาบูพูดด้วยความตื่นเต้น "เหล็กอันโตจั๋นออกแรงนิดเดียวงอได้"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนตกตะลึงไปตามกัน แต่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้ตื่นเต้นแปลกใจอะไร เพราะเคยเห็นอำนาจของยามหากำลังมาแล้ว นายพลดิเรกขอท่อนเหล็กมาจากบาบูสุริยาแล้วกล่าวว่า

"แกเป็นซุปเป้อร์แมนแล้วบัง แกกับอ้ายหงวนแข็งแรงที่สุดในโลก" พูดจบก็ส่งเหล็กให้อาเสี่ย "แสดงหน่อยอ้ายหงวน"

เสี่ยหงวนผิวปากหวือ ใช้กำลังอันมหาศาลของเขาง้างเหล็กออกให้เหยียดยาวตามเดิม ต่อจากนั้นเขาก็บิดเหล็กเป็นเกลียวตลอดอันอย่างง่ายดาย แล้วโยนท่อนเหล็กลงบนพื้นห้องดังโครม

"เป็นไงอ้ายแห้ว" อาเสี่ยถามยิ้มๆ

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานยอดครับ ถ้านักมวยปล้ำมันต่อยอาเสี่ย ผมคิดว่าอาเสี่ยตบมันเบาๆฉาดเดียวก็ชักตาตั้งหรืออาจจะตายได้"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น

"ผมยอมรับว่าความรู้ของผมสู้พ่อไม่ได้ เพราะพ่อเป็นหมอด้วยรู้วิธีผสมยาที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ผมชำนาญในด้านวิทยาศาสตร์อย่างเดียวเท่านั้น"

ดร.ดิเรกยกมือตบศีรษะลุกชายสุดที่รักของเขา

"แต่ความรู้ใหม่ๆ ในทางวิทยาศาสตร์แกเก่งกว่าพ่อนะดำรง พ่อน่ะแก่แล้ว อ้า-ขอให้พวกเราทุกคนมั่นใจเถอะ มวยปล้ำในรายการเย็นวันนี้ บาบูสุริยาของเราจะต้องชนะคู่ต่อสู้ในเวลาไม่ถึงนาที เพียงแต่เขาใช้แขนฟาดคู่ต่อสู้อาจจะตายคาที่ เพราะกำลังแขนที่เหวี่ยงลงไปนั้นไม่ผิดอะไรกับลูกตุ้มยักษ์ตอกเสาเข็มสร้างอาคารใหญ่ๆ

นพยิ้มให้คุณพ่อของเขา

"พ่อคงมีกำไรแยะนะครับ"

นิกรโบกมือ

"อย่าพูดเลยวะอ้ายนพ ขายบัตรล่วงหน้าได้เงินตั้ง ๕,๐๐๐ บาท แกโกงฉันอย่างหน้าด้าน"

"เอาอีกแล้ว พูดไม่รู้จักจบ" นพขึ้นเสียงบ้าง "ผมขอร้องพ่อแล้วยังไง เราพ่อลูกกันพูดเรื่องเงินขายหน้าเขา ไหนๆผมก็ใช้ไปหมดแล้ว เลิกด่าผมเสียทีเถอะครับ"

เสียงหัวเราะของใครต่อใครดังขึ้นพร้อมๆกัน

อีกครั้งหนึ่ง ที่สนามมวยชั้นเยี่ยมของเมืองไทยได้ต้อนรับแฟนมวยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ในรายการพิเศษ "ศึกเฮอคิวลิส" มวยปล้ำครั้งพิเศษสู้กันแบบสู้ตายโดยไม่มีการออมชอม ใครเพลี่ยงพล้ำก็จะต้องถูกหามลงเวทีไปอย่างไม่มีปัญหา ผลของการต่อสู้ แต่ละคู่จะไม่มีการเสมอกันหรือแพ้ชนะกันด้วยคะแนน ผู้ชนะคือผู้ที่สามารถน็อคเอาท์หรือฆ่าคู่ต่อสู้ให้ตายคาเวที ต่อสู้โดยไม่มีกำหนดยกไม่มีการหยุดพักให้น้ำ

ระเบียบกติกาการต่อสู้ครั้งนี้ คณะฝ่ายจัดรายการมวยปล้ำนัดมโหฬารได้โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ทำให้แฟนมวยตื่นเต้นสนใจมาก และต่างก็หวังว่าคงจะได้ชมนักมวยปล้ำฆ่ากันตายบนเวทีอย่างไม่ต้องสงสัย นักมวยปล้ำทุกคนให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขาจะต่อสู้เพื่อเกียรติของเขาและของประเทศชาติ

แฟนมวยหลั่งไหลมาสนามมวยตั้งแต่ ๑๔.๐๐ น. แย่งกันซื้อบัตรที่นั่ง ๒๕ บาทและ ๕๐ บาท ตอนแรกก็เข้าคิวมีระเบียบเรียบร้อย หนักเข้าก็เกิดการตะลุมบอนกันเพราะนักฉวยโอกาสซื้อไปขายขึ้นราคา ๒๕ บาทต่อ ๓๐ บาทและ ๕๐ บาทต่อ ๖๐ บาท โดยไม่ต้องเบียดเสียดเสี่ยงภัยต่อการถูกล้วงกระเป๋าส่วนบัตรชั้นพิเศษริงก์ไซด์ราคา ๑๐๐ บาท จำหน่ายล่วงหน้าหมดแล้ว นักธุรกิจชาวอินเดียและชาวปากีสถานต่างจองบัตรล่วงหน้า เพื่อมาเอาใจช่วยเพื่อนร่วมชาติของเขา

บริเวณหน้าสนามมวยคึกคักผิดปรกติ รถบรรทุกศพ ๒ คันจอดอยู่ริมถนน พร้อมด้วยโลงผีคันละหนึ่งโลง เตรียมรับนักมวยปล้ำที่พลาดพลั้งเสียชีวิตเอาไปวัด หีบศพเหล่านี้สั่งทำพิเศษ กว้างยาวผิดธรรมดา เพราะนักมวยปล้ำทั้ง ๘ คนรูปร่างเหมือนยักษ์ ใส่โลงที่มีขายทั่วไปไม่ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่ารายการนี้ มีชาวภารตะมาชมประมาณ ๕๐๐ คน ซึ่งแต่ละคนที่เป็นผู้ชายไว้หนวดไว้เคราหน้าตาคล้ายๆ กันราวกับพี่น้องฝาแฝด ชาวอินเดียหลายชาติเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ชาวฮินดูกลุ่มหนึ่งเอาวงดนตรีมาด้วยซึ่งเครื่องบรรเลงก็มีเพียงกลองและฉิ่งฉาบ อย่างไรก็ตามชาวปากีสถานราว ๑๕๐ คน ก็พากันมาเชียร์เพื่อนร่วมชาติของเขา

มวยปล้ำนัดนี้นอกจากมีแฟนมวยชาวภารตะ และปากีสถานแล้ว ก็มีแขกชาวตุรกี ชาวอังกฤษอเมริกัน ชาวอิตาเลี่ยน ชาวญี่ปุ่น ชาวคานาเดียนอีกไม่น้อยแต่ชาวไทยมากที่สุด ส่วนชาวเขมรไม่ปรากฏ นักดูมวยเหล่านี้ต่างหลั่งไหลเข้าไปในสนามมวยเลือกหาที่นั่งดูให้เหมาะ แต่ที่นั่งชั้นพิเศษมีหมายเลขปรากฏอยู่ในบัตร ถึงจะมาล่าไปบ้างก็มีที่นั่ง

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูกชายทั้งสี่คน พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด บาบูสุริยา และเจ้าแห้วได้มาถึงสนามมวยในเวลา ๑๖.๐๐ น. เศษ ทุกคนมีที่นั่งทางมุมแดงแต่อยู่แถวหลังๆ ทั้งนี้เพราะการดูแถวหน้าหรือถัดมาไม่ปลอดภัย เนื่องจากการต่อสู้วันนี้ สู้กันจริงๆ นักมวยอาจจะถูกคู่ต่อสู้จับทุ่มหรือโยนลงมาจากเวทีก็ได้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงบาบูสุริยาแต่ไม่ต้องขึ้นให้น้ำ เพียงแต่คอยช่วยเหลือให้ความสะดวกก่อนขึ้นต่อสู้เท่านั้น ภายในชามอ่างยักษ์มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจตลอดเวลา นักพนันทางมุมพนันยังไม่มีการต่อรองกัน จนกว่าจะได้เห็นตัวนักมวยปล้ำและได้เปรียบเทียบส่วนสัดกันเสียก่อน แต่บรรดานักพนันเหล่านี้ได้ตกลงกันไว้แล้ว ถ้ามวยปล้ำต่อสู้กันแบบออมชอมหรือรู้กันนักพนันก็พร้อมที่จะช่วยกันใช้ขวดน้ำอัดลม และรองเท้าขว้างขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้สมกับที่ถูกหลอกลวง

๑๖.๑๐ น. ดนตรีแขกสมัครเล่นก็เริ่มบรรเลงเพลงอย่างครื้นเครง เสียงกลองเสียงฉิ่งฉาบดังสนั่นหวั่นไหวจนพูดกันไม่รู้เรื่อง นักร้องชายชาวภารตะ ๓ คนร้องเพลงในจังหวะเร็วยิก แฟนมวยตบมือโห่ร้องเกรียวกราว แต่ชาวปากีสถานเงียบกริบ เมื่อดนตรีแขกจบลง ชาวปากีสถานก็ร้องตะโกนขึ้นพรอ้มๆ กันราวกับนัดกันไว้

"สิงหลรามจันทร์ สิงหลรามจันทร์ สิงหลรามจันทร์"

พนัส นพ สมนึก และดำรงร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"ซุปเป้อรแมนบาบูสุริยา"

แล้วเสี่ยตี่ก็ร้องเสียงแหลมเล็ก เหมือนกับเสียงม้า ทำให้แฟนมวยหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน

คนดูกลุ่มหนึ่งที่ดูอยู่ข้างบนชามอ่างยักษ์ชั้น ๒๕ บาท ต่างพากันมองดูคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขา ตลอดจนสี่นางและคุณหญิงวาดซึ่งแต่ละคนแต่งกายภูมิฐาน ใครคนหนึ่งบอกกับเพื่อนๆ ของเขาว่า

"กลุ่มนั้นแหละโว้ยที่จัดการแข่งขันมวยปล้ำวันนี้ ทุกคนเป็นเศรษฐีทั้งนั้น ผูกโบว์หูกระต่ายไม่สวมเสื้อนอกคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีกรรมการห้ามมวย สากลชุดสีน้ำตาลสามคนนั่นคือศาสตราจารย์พลโทดิเรก พันเอกพล พันเอกนิกร คุณนายสี่คนนั่นแหละเมียเขา เครื่องเพชรวูบวาบนั่นน่ะเพชรของจริงนะโว้ย ไม่ใช่เครื่องเพชรแบกะดินตลาดนัดสนามหลวง ผู้หญิงแก่ๆ เป็นคุณหญิงญาติผู้ใหญ่ของท่านเหล่านั้น"

ดนตรีแขกบรรเลงเพลงอีกผู้ที่อยู่ใกล้วงดนตรีชั้น ๕๐ บาท ถึงกับต้องยกมืออุดหู เพราะเสียงกลองดังจนขี้หูร่วงกราวไปตามกัน พอจบเพลงโฆษกประจำสนามมวยก็กล่าวปราศรัยขอบคุณแฟนมวยที่มาอุดหนุน จนกระทั่งเบียดเสียดเยียดยัดกันถึงกับต้องยืนดู และแล้วโฆษกก็ชี้แจงระเบียบกติกา ของมวยปล้ำเฉพาะของการแข่งขันในครั้งนี้ให้แฟนมวยได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นก็ประกาศรายนามนักมวยปล้ำทั้ง ๘ คน ตลอดจนประวัติการต่อสู้และฉายาของเขาโดยเฉพาะบาบูสุริยา ซึ่งโฆษกประกาศว่าเป็นนักมวยอินเดียที่อยู่ในความอุปการะคุณของคณะพรรคสี่สหาย และเป็นมนุษย์ที่มีกำลังเข้มแข็งขนาดซุปเป้อรแมนสามารถจับช้างตัวใหญ่ๆ ยกชูเหนือศีรษะได้อย่างสบายๆ

ตอนสุดท้ายโฆษกได้กล่าวว่า

"ท่านที่รักถ้า หากว่ามวยปล้ำในรายการนี้คู่ใดคู่หนึ่ง ต่อสู้กันแบบสมยอมหรือรู้กันหลอกลวงท่าน เรายินดีให้ท่านผู้ดูตะโกนด่าหรือขว้างปาได้ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหรือขวดน้ำอัดลม ระเบิดขวดหรือระเบิดมือ ยิ่งไปกว่านี้ทางสนามยังพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าดูคืนให้ท่านตามหางตั๋วที่ท่านได้เก็บไว้ และจะแถมค่ารถให้ท่านด้วยบัตรละ ๕๐ บาททุกรายไป"

แฟนมวยได้ยินคำมั่นสัญญาเช่นนี้ ก็โห่ร้องเกรียวกราว ดนตรีแขกฮินดูขึ้นเพลงใหม่ทันที บรรยากาศในสนามมวยเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันเนยปนกับกลิ่นถั่ว ขณะนี้นักมวยปล้ำทั้ง ๘ คนเตรียมตัวพร้อมแล้วอยู่ในที่พักของตน

พอถึงเวลา ๑๗.๐๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ออกมาจากที่พักนักมวยฝ่ายแดงเข้านั่งประจำที่กรรมการรักษาเวลา หน้าที่ของท่านก็คือตีบอกเวลาเริ่มการแข่งขันเท่านั้น ไม่มีการตีหยุดพักยกหรือเริ่มยกใหม่ นักมวยปล้ำจะต่อสู้กันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปราชัย อาจจะสู้กันจนสว่างก็ได้ ก่อนที่จะเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะรัวระฆังเริ่มการแข่งขัน อาเสี่ยกิมหงวนของเราก็ขึ้นไปปรากฏตัวบนเวทีในฐานะกรรมการห้ามมวย เสี่ยหงวนมีจิตใจคึกคักเข้มแข็งผิดปรกติ ส่วนกำลังวังชาของเขานั้นเปรียบได้กับช้างสาร ๒๐ ตัวหรือเรียกว่า ๒๐ แรงช้าง ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจยาฉีดมหากำลังของศาสตราจารย์ดิเรกนั่นเอง

อาเสี่ยก้มตัวลงรับไมโครโฟนจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพยักเพยิดให้ท่านรัวระฆัง ต่อจากนั้นเสี่ยหงวนก็พูดไมโครโฟนด้วยเสียงฉาดฉาน

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาการแข่งขันมวยปล้ำในศึก "เฮอคิวลิส" แล้ว ท่านเห็นนักมวยปล้ำของเราอย่าคิดว่าเป็นคิงคองหรือหมีควาย เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างเรานี่เองแต่รูปร่างของเขาใหญ่โตกว่าพวกเรา คู่แรกคือยูซุปอักบาฝ่ายแดงน้ำหนักตัวนิดหน่อยครับเพียง ๒๕๐ ปอนด์เท่านั้น นักมวยปล้ำผู้นี้มีสมญาว่า "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" เคยปราบนักมวยปล้ำชาวรัสเซียมาหลายคนแล้ว เขาจะต่อสู้กับด๊อคเต้อรเวจแห่งสหรัฐอเมริกาฝ่ายน้ำเงิน น้ำหนักตัว ๒๕๘ ปอนด์ ด๊อคเต้อรเวจ คนนี้ ไม่ใช่ด๊อคเต้อรเดธ ที่เคยมาปล้ำให้ท่านดูเมื่อเร็วๆ นี้ และไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันด้วย ด๊อคเต้อรเวจไม่ได้แปลว่าส้วมหรือที่ถ่ายอุจจาระนะครับ ชื่อของเขาอย่างนั้นเอง เป็นนักมวยปล้ำที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอเมริกาตลอดจนกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาใต้ ที่ไม่ได้คลุมหน้าเหมือนด๊อคเต้อรเดธเพราะไม่เคยมีหนี้สิน จึงไม่จำเป็นจะต้องกังวลวิตกว่าเจ้าหนี้จะจำหน้าได้ ท่านเตรียมชมได้แล้วครับ"

แฟนมวยส่งเสียงอื้ออึงรอบชามอ่างยักษ์เมื่อ ดร. เวจ ปรากฏตัวขึ้น เขานุ่งกางเกงยืดแนบเนื้อสีน้ำเงิน รูปร่างของเขาสูงใหญ่เหมือนกับยักษ์ปักหลั่น บรรดาชาวอเมริกันที่มาเชียร์เขาต่างตบมือโห่ร้องร้องเรียกชื่อ ดร. เวจ ลั่น เจ้าหนุ่มอเมริกันร่างยักษ์ค่อนข้างจะเงียบขรึม เขาเดินตามพี่เลี้ยงของเขาผ่านมุมซ้ายของเวทีตรงไปทางมุมน้ำเงิน

ในเวลาไล่ๆ กัน "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ก็ปรากฏตัวขึ้น ยูซุบแอกบาสวมกางเกงยืดสีแดงสด เขาเดินออกมาขึ้นเวทีทางมุมแดงตามลำพัง แฟนมวยประมาณพันคนได้ตบมือให้เขา แต่อีก ๗,๐๐๐ คนวิพากษ์วิจารณ์เขาเสียงแซ่ดไปหมด

กรรมการกิมหงวนเรียกคู่ต่อสู้มาพบกันกลางเวที แล้วเตือนคู่ต่อสู้ด้วยภาษาอังกฤษ ห้ามมิให้ใช้หมัดชกอีกฝ่ายหนึ่งเพราะมวยปล้ำไม่ใช่มวยชก และการซ้ำเติมคู่ต่อสู้ที่ล้มลงไปให้ซ้ำเพียงครั้งเดียวหรือทีเดียว อนึ่ง ถ้าใครถูกคู่ต่อสู้ควักลูกตาข้างหนึ่งข้างใดออก กรรมการจะตัดสินให้คนที่ถูกควักลูกตาแพ้เท็คนิเกิลน็อคเอาท์ กรรมการจะใช้วิธีนับหนึ่งถึงสิบเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มลงไป

เมื่อตักเตือนนักมวยปล้ำทั้งสองคนแล้ว เสี่ยหงวนก็ชี้มือให้ยักษ์ใหญ่ทั้งสองไปเข้ามุมของตน แฟนมวยทั้งสนามต่างเป็นห่วงกรรมการห้ามมวยเป็นอย่างยิ่งเพราะเสี่ยหงวนตัวเล็กกว่านักมวยมากขนาดบังกันมิด ถึงกับใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"กรรมการครับ ก่อนจะมาจากบ้านลาลูกเมียมาแล้วหรือยัง ระวังนะครับนักมวยมันล้มทับก็ขี้โครงยุบ"

อาเสี่ยเงยหน้ามองไปทางกลุ่มนักพนันแล้วยิ้มให้แต่ไม่พูดอะไร แน่ล่ะไม่มีใครรู้ว่าขณะนี้เขาคือเฮอคิวลิสผู้ทรงพลังและอีก ๑๒ ชั่วโมงข้างหน้าฤทธิ์ยาของศาสตราจารย์ดิเรกจึงจะเสื่อม ซึ่งจะทำให้เขาอ่อนเพลียและนอนหลับไปไม่ต่ำกว่า ๑๕ ชั่วโมงแต่ไม่เป็นอันตรายอะไร

ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มต้นประชาชนคนดูประมาณ ๘,๐๐๐ คนต่างตกตะลึงไปตามกัน เมื่อแลเห็นคณะสัปเหร่อวัดโสมนัสวิหารห้าหกคน ช่วยกันยกโลงผีขนาดใหญ่ผ่านคนดูตรงเข้ามาวางข้างๆ เวทีเตรียมใส่ศพนักมวยปล้ำที่เพลี่ยงพล้ำต้องเสียชีวิตในการแข่งขัน

ดร.เวจใจหายวาบ เดินเข้ามาหาเสี่ยหงวน แล้วส่งเสียงเอ็ดตะโร

"โปรดให้เขาหามหีบศพออกไปก่อนเถอะครับ ผมเห็นโลงผีแล้วใจไม่ดีครับกรรมการ"

อาเสี่ยยิ้มให้

"เป็นเรื่องที่ทางสนามเขาเตรียมพร้อมเพื่อไม่ให้มีอะไรขลุกขลัก ถ้าคุณเชื่อในฝีมือของคุณก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ผมไม่มีสิทธิที่จะสั่งให้เขานำโลงผีออกไปจากสนามได้"

ดร.เวจชักยัวะขึ้นมาทันที

"ถ้าอย่างนั้นเอาครับผมสู้แค่ตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ระตุกสายระฆังเริ่มการต่อสู้ของมวยปล้ำคู่ที่หนึ่งทันที

"แก๊ง"

พวกทหารอเมริกันและนักทัศนาจรชาวอเมริกันต่างตะโกนหนุน ดร.เวจเสียงลั่น แต่ชาวตุรกีกลุ่มหนึ่งก็ร้องเชียร์ "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ยักษ์ใหญ่ทั้งสองต่างเดินเข้าหากัน และแสดงท่าทีหวาดหวั่นซึ่งกันและกัน เพราะการต่อสู้ครั้งนี้สู้กันจริงๆไม่ใช่มวยรู้กัน ใครพลาดก็ต้องเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ

คนดูรู้แล้วว่ามวยปล้ำคู่นี้ไม่ใช่มวยสมยอม ยูซุบอักบา กับ ดร.เวจ ต่างตะครุบแขนกันและเกาะแน่นตามแบบฉบับมวยปล้ำ ดร.เวจ พยายามเหวี่ยงยูซุบแต่ไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำตัวเองกลับถูก "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" เหวี่ยงกระเด็นไปติดเชือก

คราวนี้ ดร. เวจวิ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้และกระโจนถีบด้วยเท้าขวา ยูซุบเอี้ยวตัวหลบทำให้ ดร.เวจ เสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นเวทีดังโครม ยูซุบกระโดดเข้ากระทืบหมายยอดอก ดร.เวจทันที เท้าทั้งสองของยูซุบที่กระทืบลงกลางหน้าอกทำให้ ดร.เวจร้องโอ้กและรีบตะลีตะลานลุกขึ้น คราวนี้ยูซุบเปิดฉากตะลุมบอนอย่างดุเดือด ยักษ์ใหญ่กอดรัดฟัดกันพยายามใช้เข่ากระแทกท้องอีกฝ่ายหนึ่งแต่ไม่เป็นผล เมื่อ ดร.เวจ รวบรวมกำลังจับเจ้าหนุ่มตุรกีเหวี่ยงทุ่ม ยูซุบก็แข็งตัวไว้ และล็อคคอคู่ต่อสู้ได้ในตอนนี้เอง

ท่อนแขนอันใหญ่โต และแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กทำให้ ดร.เวจ หายใจไม่ออก เขาพยายามแก้ไขหลายวิธี เช่นเอาศอกกระทุ้งหน้าอกยูซุบ หรือวัดลูกซ่นให้โดนหลังยุซุบ แต่ "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ก็ยังคงล็อคคอแน่น ในที่สุด ดร.เวจ ก็ฝ่าฝืนกติกาใช้ปากกัดท่อนแขนของยูซุบเต็มแรง

เจ้าหนุ่มตุรกีร้องเสียงหลง แต่ไม่ยอมคลายท่อนแขนที่ล็อคคอ ดร.เวจออก คนดูตบมือโห่ร้องลั่น คุณหญิงวาดร้องตะโกนบอกเสี่ยหงวนทันที

"พ่อหงวน กัดกันแล้วช่วยแยกออกหน่อยซี"

อาเสี่ยวิ่งเข้ามายกมือตบหลัง ดร.เวจแล้วร้องบอก

"แยก"

เจ้าหนุ่มอเมริกันไม่ยอมฟังเสียง พยายามกัดยูซุบจนกระทั่งท่อนแขนซ้ายเป็นบาดแผลเหวอะหวะ เสี่ยหงวนยกมือรวบผม ดร.เวจกระชากจนหน้าหงายด้วยกำลังอันเข้มแข็ง ขนาดเฮอคิวลิส ทำให้ ดร.เวจ ต้องอ้าปากปล่อยฟันที่งับท่อนแขนของคู่ต่อสู้ออกทันที ความโมโหทำให้เขาปรี่เข้าชกหน้ากิมหงวนด้วยหมัดตรงขวาเต็มเหนี่ยว แฟนมวยทั้งสนามต่างใจหายวาบไปตามกัน กลัวว่าคางหรือขาตะไกรของอาเสี่ยจะแหลกละเอียด

แต่ไม่ผิดอะไรกับว่า ดร.เวจชกเสาหินที่ปักแน่นอยู่ในพื้นดินโผล่ขึ้นมากลางเวที อำนาจยามหากำลังไม่ได้ทำให้เสี่ยหงวนเจ็บปวดหรือสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย อาเสี่ยแย็ปซ้ายปังแล้วตามด้วยฮุคขวาเบาะๆ ซึ่งคนดูเห็นว่าเสี่ยหงวนชกเบาๆ เท่านั้น

ร่างอันสูงใหญ่ของ ดร.เวจ เซถลาล้มฮวบลงทันที แฟนมวยเกือบหมื่นคนตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ไม่มีใครคาดหมายว่าอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเป็นกรรมการห้ามมวยปล้ำจะมีความแข็งแกร่งผิดมนุษย์เช่นนี้

ยักษ์ใหญ่ ดร.เวจมึนงงสะบัดหน้าเร่าๆ เขาจ้องมองดูกิมหงวนด้วยแววตาอันวาวโรจน์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาผุดลุกขึ้นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเดินรี่เข้าไปหาเสี่ยหงวนอาเสี่ยชี้มือบอกให้ยูซุบ ไปเข้ามุม และยืนจังก้าเตรียมพร้อมที่จะสั่งสอนนักมวยปล้ำที่ขาดความเป็นนักกีฬา ทำร้ายผู้ตัดสิน

ดร.เวจ ถือว่าเขาเป็นนักมวยปล้ำชั้นดี มีรูปร่างใหญ่โตกว่าเสี่ยหงวนมากมาย จึงกระโจนเข้าประชิดตัว ยกท่อนแขนซ้ายตีหน้าอาเสี่ยเต็มแรงเกิด อาเสี่ยยืนนิ่งเฉยไม่ปิดป้อง และแล้วเมื่อ ดร.เวจคว้าคออาเสี่ยบีบ กิมหงวนก็ยกมือขวาตบแขนทั้งสองข้างของ ดร.เวจหลุดจากคอเขาอย่างง่ายดาย เขาก้มลงจับตัว ดร.เวจ ซึ่งมีน้ำหนักถึง ๒๕๘ ปอนด์ ยกชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วหมุนไปรอบๆ ช่างภาพหนังสือพิมพ์วิ่งเข้ามาเกาะขอบเวทีถ่ายรูปกันพึ่บพั่บ แฟนมวยทั้งสนามตบมือโห่ร้องกึกก้องราวกับสนามมวยจะถล่มทลาย อาเสี่ยย่อแขนทั้งสองข้างลงมาแล้วดันยักษ์ใหญ่ลอยขึ้นไปบนอากาศเกือบถึงโคมไฟกลางเวที และแล้วเขาก็ปล่อยให้ ดร.เวจหล่นลงมาบนผืนผ้าใบเสียงสนั่นหวั่นไหว

"ตุ้บ"

เสียงตบมือเสียงโห่ร้องของคนดูดังติดต่อกันอยู่นานเกือบสองนาที จนกระทั่ง ดร.เวจหายมึนงงและลุกขึ้นคนดูจึงสงบเสียง อาเสี่ยยกมือชี้หน้า ดร.เวจแล้วกล่าวขึ้นเป็นภาษาไทยด้วยเสียงกังวานลั่นได้ยินทั่วชามอ่างยักษ์ โดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง

"อ้ายเวจขี้ ถ้าแกต่อยฉันอีกฉันจะฉีกขาแกออกจากตัวแกแล้วโยนไปบนที่ดูชั้น ๒๕ บาทโน่น อย่างแกต่อให้อีก ๒๐ คน ไม่แน่จริงไม่มาเป็นกรรมการห้ามพวกแกหรอกโว้ย"

คนดูชอบอกชอบใจ และเลื่อมใสศรัทธาในตัวกิมหงวน ดร.เวจลุกขึ้นเดินตุปัดตุเป๋ยิ้มแห้งๆ เข้ามาขอจับมือกับเสี่ยหงวนแล้วกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ

"คุณทำให้ผมรู้สึกว่าคุณคือเฮอคิวลิสกลับชาติมาเกิด"

อาเสี่ยยิ้มแสยะ

"อาจจะเป็นได้ด๊อกเตอร์เวจ ผมมีกำลังเท่ากับช้าง ๒๐ ตัวเข้าใจไหม ช้างที่เขาดินเห็นผมเข้ายังยกมือไหว้ผม เสือในป่าผมไล่จับหางกระตุกเหมือนแมว"

ดร.เวจมองดูอาเสี่ยอย่างแปลกใจ

"ถ้าคุณเป็นนักมวยปล้ำ คุณต้องได้ครองตำแหน่งแช็มเปี้ยนโลกแน่ๆ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ผมขี้เกียจต้มคนดู อ้า-ต่อสู้กันต่อไปได้แล้ว ถ้าคุณฟาวล์อีกครั้งเดียวผมจะตัดสินให้ยูซุบอักบาชนะคุณ ตามสัญญาที่เราทำกันไว้"

กรรมการกิมหงวนเรียกยูซุบมากลางเวที แล้วบอกให้ปล้ำกันต่อไป คราวนี้ ดร.เวจหงอยเหงาไปบ้างเพราะขัดยอกไปทั่วตัวเนื่องจากอาเสี่ยโยนเขาขึ้นไปบนอากาศ และหล่นลงมากระแทกพื้นเวทีอย่างจัง

ยูซุบยืนตั้งหลักมั่น พอ ดร.เวจโถมตัวเข้ามากอดปล้ำเขา "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ก็ยกนิ้วชี้มือขวาแทงพรวดเข้าไปในนัยน์ตาข้างซ้ายของ ดร.เวจจนมิดนิ้วอย่างรวดเร็วแล้วควักลูกนัยน์ตาออกมา

ผู้หญิงที่นั่งดูรอบริงก์ไซ้ด์ส่งเสียงหวีดร้องด้วยความหวาดเสียวสยดสยอง แต่พวกผู้ชายตบมือชอบอกชอบใจไปตามกัน เพราะเสียเงิน ๑๐๐ บาทแล้วก็อยากจะให้นักมวยฆ่ากันตายทุกๆคู่ไม่ว่าจะเป็นมวยปล้ำหรือมวยชก ดร.เวจร้องครวญครางลั่นเวทียกมือซ้ายขึ้นปิดนัยน์ตาซ้ายของเขา ซึ่งกลวงโบ๋มีเลือดสีแดงสดไหลโกรกออกมา เขาโบกมือขวาห้ามคู่ต่อสู้โดยขอยอมจำนน

แฟนมวยทั้งสนามตื่นเต้นไปตามกันที่ได้เห็นมวยปล้ำต่อสู้กันจริงๆ จังๆ เช่นนี้ คุณหญิงวาดเป็นลมคอพับคออ่อนอยู่ที่เก้าอี้ของท่าน ทำให้ศาสตราจารย์ดิเรกและประภาต้องช่วยกันปฐมพยาบาล เสี่ยหงวนจับมือขวาของยูซุบอักบาขึ้นประกาศชัยชนะของเขาท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของคนดู แฟนมวยหลายพันคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ดูมวยปล้ำดุเดือดแบบนี้นับว่าคุ้มค่าของเงินที่เสียไป

อาเสี่ยกิมหงวนเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ หลังจากนักมวยทั้งสองถูกพี่เลี้ยงประคองลงไปจากเวที

"เป็นยังไงบ้างครับคุณอา ดุเดือดดีไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าเบ้

"ไม่ไหวโว้ย เล่นควักลูกนัยน์ตากันอย่างนี้หวาดเสียวเหลือเกิน แต่อ้ายด๊อคเต้อรเวจมันชกตุกติกมากไปหน่อย แพ้เขาก็สมควรแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ช่วยส่งไมโครโฟนให้ผมหน่อยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบไมโครโฟนส่งให้แล้วกล่าวชมเขยเล็กของท่าน

"อ้ายกรหัวมันแหลมว่ะ ดีดลูกคิดรางแก้วจัดรายการพิเศษ "ศึกเฮอคิวลิส" ขึ้น หักค่าใช้จ่ายแล้วคงมีกำไรหลายหมื่น คนแน่นเหลือเกิน"

"ครับ อย่างน้อยก็ตั้งล้านคน"

"หา ว่าไงนะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยไม่ยอมพูดอะไรอีกถือไมโครโฟนลากสายเดินไปกลางเวทีแล้วประกาศให้แฟนมวยทราบ

"ท่านที่เคารพรัก ท่านเห็นแล้วไม่ใช่หรือครับว่านักมวยของเราได้ปล้ำกันจริงๆ ขนาดควักลูกนัยน์ตาคู่ต่อสู้ออกมาซึ่งทำให้ด็อคเต้อรเวจกลายเป็นคนพิการนัยน์ตาเหล่....เอ๊ย....นัยน์ตาบอดข้างหนึ่งไปตลอดชีวิต อ้า-เป็นอันว่าการต่อสู้ของคู่แรกปรากฏว่ายูซุบอักบา "สิงห์ร้ายอิสตันบูล" ชาวตุรกีได้ชัยชนะอย่างงดงาม และเขาต่อสู้ให้ท่านชมเป็นขวัญตาในรอบที่สอง ต่อไปนี้เป็นการต่อสู้ของคู่ที่สองระหว่าง แบนโต มักกะโรนี ฝ่ายแดง น้ำหนัก ๒๕๔ ปอนด์ กับนักมวยปล้ำยอดเยี่ยมชาวอาทิตย์อุทัย อาดูกาตีงูผู้มีสมญาว่า "ขุนยักษ์เกียวโต" ซึ่งเป็นฝ่ายน้ำเงินน้ำหนักตัว ๒๔๒ ตัน"

แฟนมวยหัวเราะกันครืน ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"๒๔๒ ตันน่ะมันเรือรบขนาดเล็กนะครับ"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"๒๔๒ ปอนด์ครับ ประทานโทษ" แล้วเขาก็ถือไมโครโฟนเอามาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

นักมวยทั้งสองตามพี่เลี้ยงผ่านใต้อัฒจันทน์ ๕๐ บาทและริงก์ไซ้ด์ออกมาแล้ว แบนโต มักกะโรนี ขึ้นไปบนเวทีก่อนเพราะอยู่มุมแดง ส่วนนักมวยปล้ำชาวญี่ปุ่นอ้อมไปขึ้นทางมุมน้ำเงินด้านตรงกันข้าม นักมวยญี่ปุ่นมีรูปร่างเล็กกว่าคู่ต่อสู้เล็กน้อยแต่ก็เป็นยักษ์ใหญ่นั่นเอง กลุ่มนักพนันต่ออาดูกาตีงูสองเอาหนึ่ง ทั้งนี้เพราะทราบว่าอาดูกาตีงูเชี่ยวชาญในวิชายูโดและคาราเต้ นอกเหนือจากมวยปล้ำ ฟันก้อนอิฐซ้อนกัน ๑๐ แผ่นทีเดียวแหลกละเอียด

ระหว่างที่กรรมการกิมหงวนเรียกนักมวยทั้งสองมาพบกันกลางเวที แฟนมวยต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจตลอดเวลา ยักษ์ใหญ่อิตาเลียนนุ่งกางเกงแนบเนื้อสีดำ ขุนยักษ์โตเกียวสีกรมท่า สีของกางเกงนั้นไม่สำคัญเพราะไม่ใช่มวยไทย

"ต่อญี่ปุ่นสองเอาหนึ่งเอ้า ใครรองว่ามา....สามเอาหนึ่งซีพี่ฉันรอง ๓๐๐....พูดภาษาส้นมือสามเอาหนึ่งมีที่ไหนวะ มวยไม่เคยปล้ำฝีมือเป็นอย่างไรก็ไม่รู้"

กรรมการกิมหงวนให้นักมวยปล้ำทั้งสองแยกไปเข้ามุมต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ตีระฆังเป็นสัญญาณเริ่มการต่อสู้

โดยไม่มีการจดจ้องหรือพูดพล่ามทำเพลง นักมวยญี่ปุ่นวิ่งเข้าไปกระโจนถีบยักษ์อิตาเลียนด้วยชั้นเชิงของคาราเต้ถูกหน้าอกเข้าอย่างจัง แบนโต มักกะโรนีเซถลาไปติดเชือก "ขุนยักษ์เกียวโต" วิ่งก้มตัวเข้าไปหาอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ศีรษะชนท้อง แต่แบนโต มักกะโรนีไม่ใช่ซูกียากีหรือหมูทอดกรอบที่จะเคี้ยวกลืนง่ายๆ เขายกแขนทั้งสองปิดลิ้นปี่ของเขาและยกเข่าขวากระแทกหน้านักมวยปล้ำญี่ปุ่นอย่างจัง

อาดูกาตีงูผงะหน้าและถอยหลังออกห่าง สบถสาบานออกมาดังๆ เป็นภาษาของเขา พี่เลี้ยงตะโกนให้ใจเย็น "ขุนยักษ์เกียวโต" ปราดเข้าฟันคอต่อแบนโต มักกะโรนีด้วยสันมือขวาของเขา แบนโต มักกะโรนีถอยออกไปตั้งท่าเหมือนลิงกอลิล่า และแล้วตอนนี้เองนักมวยปล้ำทั้งสองก็เข้ากอดรัดกันและปล้ำกันล้มลงไปบนเวทีด้วยกัน

เป็นครั้งแรกที่แฟนมวยดูมวยปล้ำขนานแท้คือไม่มีการหลอกลวงหรือรู้กันระหว่างนักมวย แน่นอนล่ะการต่อสู้ต้องดุเดือดเผ็ดร้อนเป็นธรรมดา อาดูกาตีงูพยายามจะควักลูกนัยน์ตาคู่ต่อสู้ทำให้แบนโต มักกะโรนีต้องส่ายหน้าหลบหลีกนิ้วมือของนักมวยปล้ำชาวอาทิตย์อุทัย ทั้งสองผลัดกันอยู่ล่างอยู่บนผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบในราว ๕ นาที "ขุนยักษ์เกียวโต" ก็ใช้วิชายูโดถีบท้องนักมวยปล้ำชาวอิตาเลียน ทำให้ตีลังกากลับหลังกระเด็นไปห่างจากตัวเขา

ทั้งสองรีบลุกพรวดพราดขึ้น อาดูกาตีงูปราดเข้าเตะแบบคาราเต้อีก แบนโต มักกะโรนีจับเท้าไว้ได้ผลักนักมวยญี่ปุ่นล้มลงกลางเวทีแล้ววิ่งเข้าเตะปลายคางอาดูกาตีงูเสียงดังได้ยินทั่วชามอ่างยักษ์

"พล็อก"

นักมวยญี่ปุ่นผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาว แบนโต มักกะโรนีกระโดดเข้ากระทืบซ้ำที่ยอดอกพอดี กรรมการกิมหงวนปราดเข้ากันนักมวยปล้ำชาวอิตาเลียนไว้แล้วชี้ให้ไปเข้ามุมต่อจากนั้นเขาก็เริ่มต้นนับหนึ่งถึงสิบ อาดูกาตีงูนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงเพราะถูกเตะคางด้วยแข้งอย่างจัง และถูกกระทืบซ้ำ เมื่อเสี่ยหงวนเดินเข้าไปจับมือแบนโต มักกะโรนีชูขึ้นเหนือศีรษะ แฟนมวยเกือบหมื่นคนก็ตบมือให้เกียรติเสือร้ายผู้มาจากกรุงโรม

เจ้าหน้าที่ประจำสนามมวยได้นำเปลมาหามนักมวยปล้ำชาวอาทิตย์อุทัยลงไปจากเวที ซึ่งเป็นไปอย่างทุลักทุเลใช้เจ้าหน้าที่ถึง ๖ คน กว่าจะนำลงมาจากเวทีได้ "ขุนยักษ์เกียวโต" สิ้นชื่อแล้ว เป็นครั้งแรกที่เขาปราชัยคู่ต่อสู้อย่างยับเยินและง่ายดายเช่นนี้ ผู้จัดการของเขาเดินตามเปลร้องไห้สะอึกสะอื้นตามสันดานของชาวญี่ปุ่นที่ร้องไห้ง่าย

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นรอบชามอ่างยักษ์ แฟนมวยต่างยกย่องสรรเสริญคณะผู้จัดรายการมวยปล้ำนัดนี้ เพราะมวยปล้ำทั้งสองคู่ที่ผ่านมา ต่อสู้กันอย่างดุเดือด อาเสี่ยกิมหงวนประกาศไมโครโฟนต่อไป

"ท่านที่เคารพ เป็นยังไงบ้างครับ ท่านเชื่อแล้วสินะว่ามวยปล้ำที่เราจัดขึ้นไม่ได้ต้มหรือหลอกลวงท่าน คู่ต่อๆไปเด็ดกว่านี่ครับ คู่ที่สองนักมวยญี่ปุ่นต้องปราชัยไปอย่างน่าเสียดายก็เพราะถูกเตะคาง เป็นอันว่า แบนโต มักกะโรนี ได้ผ่านรอบแรกแล้วซึ่งท่านจะได้ชมเขาต่อสู้รอบสองกับผู้ชนะรอบแรก และถ้าใครชนะรอบสองก็จะได้ชิงชนะกันในคืนวันนี้ ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับถ้วยทองคำเกียรติยศของ พันเอก นิกร การุณวงศ์ ทองหนัก ๕๐ บาทและเงินสดอีก ๕๐,๐๐๐ บาท มวยปล้ำคู่ต่อไปก็คือ เจฟ แฮนเดอรสัน นักมวยปล้ำชาวอังกฤษผู้มีสมญาว่า "ไดโนเสา" น้ำหนักตัว ๒๖๐ ปอนด์เป็นฝ่ายแดง กับบิลลี่ ลอตัน ชาวคานาเดียน ฝ่ายน้ำเงิน น้ำหนักตัว ๒๔๘ ปอนด์ครับ คู่นี้ฝรั่งกับฝรั่งคงจะตื่นเต้นน่าดูมาก"

เมื่อนักมวยปล้ำทั้งสองปรากฏตัวขึ้นแฟนมวยต่างก็ตบมือให้เกียรติเขา เจฟ แฮนเดอรสันก้าวขึ้นไปทางมุมแดงอย่างสงบเงียบ บิลลี่ ลอตัน อ้อมไปขึ้นเวทีทางมุมน้ำเงิน พวกฝรั่งตาน้ำข้าวต่างร้องเชียร์พวกของตน บิลลี่ ลอตันขึ้นไปกระโดดโลดเต้นบนเวทีอย่างคึกคะนอง กรรมการกิมหงวนได้สัมผัสมือกับนักมวยทั้งสองคนและเรียกตัวมาพบกันกลางเวทีมีการอบรมตามระเบียบ

"ไดโนเสา" แห่งอังกฤษมีรูปร่างได้เปรียบ บิลลี่ ลอตันบ้าง พวกนักพนันจึงต่อสามสอง เมื่อกรรมการรักษาเวลาคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตีระฆังเป็นสัญญาณเริ่มการต่อสู้ นักมวยปล้ำทั้งสองก็เดินเข้าไปหากันไม่ผิดอะไรกับหมีควายขนาดใหญ่

เจฟ แฮนเดอรสัน ใช้ท่อนแขนฟาดคู่ต่อสู้และตบด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง แต่บิลลี่ ลอตัน ป้องปิดไว้ได้ พอได้โอกาส บิลลี่ ลอตันก็เหวี่ยง เจฟ แฮนเดอรสันล้มลงไปทางมุมแดง และกระโดดเข้ากระทืบซ้ำ แต่เจฟ แฮนเดอรสันเอี้ยวตัวหลบทัน และลุกขึ้นวิ่งหนีไปตั้งหลักทางมุมระฆังเอาดื้อๆ

แฟนมวยโห่ร้องเกรียวกราว ใครชอบใครก็เอาใจช่วยคนนั้น ซึ่งการดูมวยปล้ำหรือมวยชกนั้นถ้าดูด้วยใจเป็นกลางแล้วก็ขาดรสชาติ เจฟ แฮนเดอรสัน กับ บิลลี่ ลอตันกอดปล้ำกันแล้ว ต่างคนต่างไม่ยอมล้มลงไป ดังนั้นทั้งสองจึงพยายามใช้ชั้นเชิงของตนเพื่อจะจับคู่ต่อสู้ทุ่มหรือฟาด

ครั้งหนึ่ง บิลลี่ ลอตันอาศัยความรวดเร็วฉับพลันที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้ก้มลงจับขาทั้งสองข่างของ เจฟ แฮนเดอรสันแล้วยกตัวขึ้น ตอนนี้เองนักมวยปล้ำชาวคานาเดียนก็กระแทกร่างของนักมวยปล้ำอังกฤษลงกับพื้นเวทีทำให้ศีรษะของ เจฟ แฮนเดอรสัน กระแทกกับพื้นเวทีเต็มเหนี่ยว บิลลี่ ลอตันกระแทกศีรษะ เจฟ แฮนเดอรสัน ลงไปกับพื้นเวทีสามสี่ที่ติดๆกัน พอเขาปล่อยร่างคู่ต่อสู้ออก นักมวยปล้ำชาวอังกฤษก็นอนหงายเหยียดยาวนิ่งเฉย กรรมการกิมหงวนกระโดดเข้ามาผลักบิลลี่ ลอตันกระเด็นไปขณะที่นักมวยชาวคานาเดียนจะกระทืบ เจฟ แฮนเดอรสัน

เสี่ยหงวนเริ่มต้นนับหนึ่งถึงสิบ แล้วเขาก็เดินเข้าไปจับมือบิลลี่ ลอตัน ชูขึ้นประกาศชัยชนะ ต่อจากนั้นอาเสี่ยก็กวักมือเรียก ดร.ดิเรก ขึ้นมาบนเวที

"เฮ้-ช่วยตรวจดูหน่อยโว้ยหมอ กันสงสัยว่าเจฟ แฮนเดอรสันเท่งทึงเสียแล้ว หน้าเขียวเป็นพระอินทร์เห็นไหมล่ะ"

นายพลดิเรกลอดเชือกเข้ามาในเวทีท่ามกลางเสียงเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคนดู เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆและตรวจดูเจฟ แฮนเดอรสัน นักมวยปล้ำผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศอังกฤษ ชีพจรไม่เต้นและหัวใจก็หยุดทำงาน เขาตรวจสักครู่ก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวกับกิมหงวน

"ตายแน่ ถูกจับขาเอาหัวกระแทกพื้นตั้งหลายทีประสาทส่วนสมองได้รับความกระเทือนมากเกินไป จะอยู่ได้อย่างไร คอต่อของเขาก็หัก"

เสี่ยหงวนหันมาบอกพี่เลี้ยงของ เจฟ แฮนเดอรสันให้ทราบ แล้วเดินไปทางมุมระฆังรับไมโครโฟนมาจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประกาศให้แฟนมวยทราบ

"ท่านที่รัก เราเสียใจที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า เจฟ แฮนเดอรสัน นักมวยปล้ำชาวอังกฤษตายเสียแล้วจากการตรวจของ ศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายแพทย์เฉพาะรายการ "ศึกเฮอคิวลิส" นี้ ขอเชิญคณะสัปเหร่อขึ้นมานำศพ เจฟ แฮนเดอรสันลงไปใส่โลงได้แล้วครับ"

สัปเหร่อรวม ๖ คนต่างรีบขึ้นมาบนเวที และช่วยกันหามศพออกไปจากสนามมวย ท่ามกลางความตื่นเต้นของประชาชนคนดูนับหมื่น

กรรมการกิมหงวนประกาศต่อไป

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ต่อไปนี้ถึงการแข่งขันมวยปล้ำคู่สุดท้ายของรอบแรกระหว่าง บาบู สุริยา แห่งอินเดียผู้มีฉายาว่า "ซุปเป้อรแมน" เป็นฝ่ายแดงครับน้ำหนักตัว ๒๔๘ ปอนด์ กับ สิงหลรามจันทร์ แห่งปากีสถานผู้มีสมญานามว่า "คชสีห์" เป็นฝ่ายน้ำเงิน น้ำหนักตัวนิดหน่อย ๒๖๒ ปอนด์เท่านั้น มวยปล้ำคู่นี้เท่าที่คณะกรรมการตกลงกับหัวหน้าคณะหรือพี่เลี้ยงของเขาและได้ประกาศไปปรากฏว่า สิงหลรามจันทร์จะขึ้นต่อสู้ทางมุมแดง และ บาบูสุริยาจะเป็นฝ่ายน้ำเงิน แต่สิงหลรามจันทร์ได้ ขอเปลี่ยนเป็นมุมน้ำเงินโดยให้เหตุผลว่า สีน้ำเงินเป็นเครื่องหมายชัยชนะ ของเขากรรมการ จึงอนุโลมตามความประสงค์ ขอท่านได้โปรดทราบว่า บาบูสุริยาเป็นฝ่ายแดง และสิงหลรามจันทร์แห่งปากีสถานผู้มีสมญานามว่า "คชสีห์" เป็นฝ่ายน้ำเงินนะครับ"

เสียงดนตรีแขกดังสนั่นหวั่นไหว บรรดาชาวอินเดียต่างตะโกนเรียก บาบูสุริยาเสียงลั่นเมื่อแขกยามคนใหม่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ปรากฏตัวขึ้นโดยมีเจ้าแห้วเดินนำหน้าพาออกมายังเวที พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรก คุณหญิงวาดและสี่นางกับลูกชายของสี่สหายต่างตบมือให้บาบูสุริยาเมื่อเขาเดินผ่านมา และเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

ในเวลาเดียวกันชาวปากีสถานก็โห่ร้องกันเกรียวกราวเมื่อสิงหลรามจันทร์ปรากฏตัวขึ้น ยักษ์ใหญ่ปากีสถานนุ่งกางเกงยืดแนบเนื้อสีน้ำเงิน เขาโบกมือให้แฟนมวยด้วยท่าทีที่มั่นใจในชัยชนะ พี่เลี้ยงชาติเดียวกันพาเขาขึ้นไปบนเวทีทางมุมน้ำเงิน และแล้วเขาก็ยกมือไหว้คนดูมั้งสีทิศตลอดจนกรรมการห้ามมวยคืออาเสี่ยกิมหงวน

สิงหลรามจันทร์ยื่นมือให้กิมหงวนจับและแกล้งบีบมืออาเสี่ยเต็มแรง แต่เสี่ยหงวนหารู้สึกเจ็บปวดไม่ด้วยอำนาจยาฉีดมหากำลังนั่นเอง เมื่อเขาบีบมือสิงหลรามจันทร์บ้างนักมวยปล้ำชาวปากีสถานทำหลังโกงอ้าปากร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ราวกับกระดูกนิ้วมือของเขาแหลกละเอียด ทั้งๆ ที่อาเสี่ยบีบเพียงเบาๆ

"โอ๊ย อีนี้ทำไมมูแข็งอย่างนี้คุณจ๋า" สิงหลรามจันทร์พูดเสียงเครือพลางสะบัดมือเร่าๆ ท่ามกลางความประหลาดใจของคนดู

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"เปล่า ฉันออกแรงนิดเดียวเท่านั้น ถ้าฉันบีบจริงๆ นิ้วมือของบังก็แหลกละเอียดไปแล้ว"

"โอ-อีนี้กรรมการมูเหล็กคะรับ"

อาเสี่ยเรียกนักมวยทั้งสองมาพบกันและตักเตือนให้ต่อสู้กันตามระเบียบกติกา เนื่องจากบาบูสุริยาและสิงหลรามจันทร์พูดไทยได้เสี่ยหงวนจึงพูดกับนักมวยปล้ำทั้งสองด้วยภาษาไทย เสร็จแล้วเขาก็ชี้มือให้ยักษ์ใหญ่ทั้งสองไปเข้ามุม

เสียงระฆังสัญญาณดังขึ้นแล้ว

"แก๊ง"

บาบูสุริยากับสิงหลรามจันทร์ต่างก็ปราดเข้าหากันทันที บาบูสุริยาน้ำหนักตัวน้อยกว่าคู่ต่อสู้ ๑๔ ปอนด์ รูปรางเล็กกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตามกลุ่มนักพนันอาจจะรู้ระแคะระคายว่าบาบูสุริยามีกำลังผิดมนุษย์จึงต่อบาบูสุริยาถึงสิบเอาหนึ่ง เสียงร้องตะโกนต่อรองกันดังลั่นไปหมด

"ต่อแดงสิบเอาหนึ่งเอ้า ใครรอง....เอาไม่ตลอด ๕ นาที"

สิงหลยกเท้าขวาเตะบาบูสุริยาดังฉาดถูกใบหน้าซีกซ้ายเต็มรัก แต่บาบูสุริยายืนอมยิ้มนิ่งเฉยราวกับว่าร่างของเขาทำด้วยเหล็กทำให้สิงหลรามจันทร์ผู้มีสมญาว่า "คชสีห์" แปลกใจมาก สิงหลรามจันทร์กระโดเข้าล๊อคคอบาบูสุริยา เพื่อจะจับคู่ต่อสู้ฟาด และใช้ศอกเข้าชกเมื่อเข้าคลุกวงในกัน ตอนนี้เองบาบูสุริยาก็ยกร่างของขุนยักษ์ปากีสถานขึ้นเหนือศีรษะและทุ่มออกไปนอกเวที

"โครม"

ร่างอันสูงใหญ่ของ "คชสีห์" ลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นเวทีเบื้องหน้าคนดูทำให้ฝรั่งและแหม่มหลายคนตกใจลุกขึ้นล่าถอยอลม่าน พี่เลี้ยงของสิงหลรามจันทร์วิ่งเข้ามาประคองเขาลุกขึ้นท่ามกลางความตื่นเต้นคนดูที่ประหลาดมหัศจรรย์ใจในความแข็งแรงของบาบูสุริยาไม่ผิดอะไรกับว่าเขาเป็นซุปเป้อรแมนจริงๆ

"เฮ้-ลุกขึ้นโว้ยสิงหล อีนี้กรรมการนับมึงแล้วน่ะ"

สิงหลรามจันทร์รีบลุกขึ้นทั้งๆ ที่ขัดยอกไปทั้งตัว และแล้วเขาก็รีบปีนป่ายขึ้นไปบนเวทีโดยได้รับความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยง ประคองร่างอันใหญ่โตปานขุนเขาของ แต่พี่เลี้ยงของเขาก็ตัวใหญ่มากเพราะเคยเป็นนักมวยปล้ำมาแล้ว

กรรมการกิมหงวนนับหนึ่งถึง ๘ พอดี เมื่อสิงหลรามจันทร์ขึ้นมาบนเวทีได้แล้วอาเสี่ยก็ให้สู้กันต่อไป

สิงหลกระโดดตัวลอยกระโจนถีบหน้าคู่ต่อสู้ แต่บาบูสุริยายืนระวังตัวอยู่แล้วจึงยกมือทั้งสองรวบขาขวาของสิงหลรามจันทร์ไว้ได้และจับแกว่งหมุนไปรอบๆ ตัวของเขาด้วยพลัง ๒๐ แรงช้างซึ่งเกิดจากอำนาจยามหากำลังของศาสตราจารย์ดิเรก

คนดูเกือบหมื่นคนตื่นเต้นไปตามกันถึงกับลุกขึ้นยืนทั้งสนามจ้องตาเขม็งมองดูบาบูสุริยาจับคู่ต่อสู้เหวี่ยงหมุนไปรอบๆ ตัวหลายต่อหลายรอบ และแล้วเขาก็ฟาดร่างอันสูงใหญ่ของสิงหลรามจันทร์ลงกับพื้นเวทีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว กะโหลกศีรษะของนักมวยปล้ำชาวปากีสถานแหลกยุบด้วยแรงอันมหาศาลของซุปเป้อรแมนบาบูสุริยา

แหม่มและสุภาพสตรีชาวไทยหลายสิบคนที่นั่งดูอยู่ตามริงก์ไซ้ด์เป็นลมคอพับคออ่อนไปตามกัน เมื่อแลเห็นศีรษะของสิงหลรามจันทร์แหลกละเอียด มันสมองแตกกระจายเลือดไหลนองพื้นผ้าใบเวที มันเป็นการต่อสู้ที่น่าหวาดเสียวดุเดือดที่สุด และบาบูสุริยาได้แสดงให้แฟนมวยได้เห็นว่าเขามีกำลังเช่นเดียวกับเฮอคิวลิสหรือซุปเป้อรแมน

บรรดาชาวภารตะคือชาวอินเดียทั้งหมดต่างกระโดดโลดเต้นตบมือกระทืบเท้าโห่ร้องกันลั่นแสดงความดีอกดีใจในชัยชนะของเพื่อนร่วมชาติที่สามารถปราบ "คชสีห์" อย่างง่ายดาย เสี่ยหงวนยกมือบาบูสุริยาชูขึ้นประกาศชัยชนะท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้อง

สัปเหร่อกลุ่มหนึ่งแบกโลงศพผ่านประตูด้านริงก์ไซด์ตรงเข้ามาอย่างรีบร้อน ต่อจากนั้นพวกสัปเหร่อก็ขึ้นไปบนเวทีช่วยกันหามศพสิงหลรามจันทร์ลงมาจากเวทีนำใส่โลงแล้ว หามออกไปจากสนามมวยซึ่งเป็นการกระทำอย่างรวดเร็วฉับพลัน เจ้าหน้าที่คนงานของสนามมวยหลายคนขึ้นมาเช็ด และล้างเลือดบนเวทีเก็บเศษมันสมองให้เรียบร้อย ชาวต่างประเทศส่วนมากไม่สามารถจะทนดูมวยปล้ำได้ต่อไปอีกจึงพากันกลับบ้าน แต่แฟนมวยที่เป็นคนไทยสนุกสนานอย่างที่เรียกว่าถึงใจพระเดชพระคุณ

การที่สิงหลรามจันทร์ ถูกบาบูสุริยาฆ่าตายบนเวทีทำให้เสียเวลาไปเกือบ ๑๕ นาที ต่อจากนั้นเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย กรรมการกิมหงวนก็ประกาศกระจายเสียงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ท่านที่เคารพรัก มวยปล้ำนัดพิเศษของเราคือ "ศึกเฮอคิวลิส" นับว่าตื่นเต้นและน่าหวาดเสียวที่สุด บาบูสุริยาไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าคู่ต่อสู้ของเขาหรอกครับ แต่เขามีกำลังเท่ากับช้าง ๒๐ ตัวรวมกันเขาจึงยั้งมือไม่ได้ ต่อจากนี้ไปท่านผู้ชมก็จะได้ชมมวยปล้ำรอบที่สอง คือผู้ชนะจะต่อสู้กับผู้ชนะรวมสองคู่ คู่แรกคือยูซุบอักบา ชาวตุรกีผู้มีสมญาว่า "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" กับแบนโต มักกะโรนี นักมวยปล้ำชาวอิตาเลียนผู้พิชิตนักมวยญี่ปุ่น คู่ที่สองคือบิลลี่ ลอตัน ชาวคานาเดียนกับบาบูสุริยา ผู้มีฉายาว่าซุปเป้อรแมน อ้า....ประทานโทษครับ ผมได้ทราบข่าวจากนายสนามเดี๋ยวนี้เองว่าบิลลี่ ลอตัน ที่จะขึ้นต่อสู้กับบาบูสุริยาได้หลบหนีออกไปทางหลังสนามมวยแล้ว และบอกกับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของสนามมวยคนหนึ่งว่า เขาจะไม่ยอมต่อสู้กับบาบูสุริยาเป็นอันขาดเพราะเขากลัวเมียของเขาจะเป็นม่าย และลูกชายวัยสองขวบของเขาจะเป็นกำพร้า จึงเป็นว่าบาบูสุริยาได้ผ่านไปรอชิงชนะเลิศกับยูซุบอักบาหรือแบนโต มักกะโรนี คนใดคนหนึ่ง"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราว แฟนมวยหลายคนตะโกนเรียกบาบูสุริยาแซ่ดไปหมด เขาลงมานั่งเก้าอี้เหล็กแถวริงก์ไซด์ใกล้ๆ กับพลและนิกร ช่างภาพของหนังสือพิมพ์รายวันหลายคนได้เข้ามาถ่ายภาพของเขาในระยะใกล้ชิด เจ้าแห้วอยากให้มีภาพของตัวปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดเนื้อตัวแขน ขาให้บาบูสุริยาในฐานะที่เขาเป็นพี่เลี้ยง

ยูซุบอักบาและแบนโต มักกะโรนี เดินมาขึ้นเวทีแล้วแฟนมวยต่างตบมือให้นักมวยปล้ำทั้งสองนี้ซึ่งผู้ชนะจะได้ชิงชนะเลิศประจำรายการ "ศึกเฮอคิวลิส" ชิงถ้วยทองคำ และเงินสด ๕๐,๐๐๐ บาท นอกเหนือจากเงินรางวัลกลุ่มนักพนันต่อแบนโตสองหนึ่งเพราะมั่นใจว่าชั้นเชิงของแบนโตเหนือกว่า และมีกำลังดีกว่า"

กรรมการกิมหงวนได้เรียกยักษ์ใหญ่ทั้งสองมาพบกันกลางเวทีและให้สัมผัสมือด้วยคนทั้งสอง ต่อจากนั้นก็ตักเตือนถึงระเบียบกติกาบางข้อแล้วไล่กลับเข้ามุม พี่เลี้ยงทั้งสองฝ่ายรีบลงไปจากเวที

เมื่อเสียงระฆังสัญญาณต่อสู้ดังขึ้น "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" กับแบนโต มักกะโรนี เข้าหากันตั้งท่าจะหักโค่นอีกฝ่ายหนึ่งให้ย่อยยับไป ทั้งสองไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปแม้แต่น้อยต่างเข้ากันกอดรัดกันด้วยชั้นเชิงของมวยปล้ำ แบนโตทุ่มยูซุบอักบาล้มลงไปแล้วกระโดดเข้ากระทืบซ้ำแต่ "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" พลิกตัวหลบได้ทันคว้าขากระชากตัวหนุ่มอิตาเลียนล้มลง

คราวนี้ต่างฝ่ายต่างปลุกปล้ำกันอย่างดุเดือด ฝีมือของยูซุบอักบาและแบนโตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เมื่อยูซุบอักบาถูกล็อคคอ เขาก็สามารถแก้ตกด้วยวิธีตีลังกากลับหลังและใช้ขาทั้งสองข้างหนีบเอวของแบนโต แต่แล้วแบนโตก็กระแทกเข้าทั้งสองข้างลงบนหน้าขาของ "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" เต็มเหนี่ยว ทำให้ยูซุบอักบาต้องคลายขาที่หนีบเอวแบนโตออกทันที

คนดูร้องตะโกนหนุนตลอดเวลา มวยปล้ำคู่นี้ดุเดือดรวดเร็วพลัดกันได้เปรียบและเสียเปรียบ เวลาผ่านพ้นไป ๑๐ นาทีแล้วยังทายไม่ได้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ

ครั้งหนึ่งทั้งสองต่างลุกขึ้นยืน ยูซุบอักบากระโจนเข้าตีเข่าลอยหวังจะเผด็จศึก แบนโตกันเข่าลอยไว้ได้ใช้ท่อนแขนซ้ายตีหน้าผากยูซุบเต็มแรงทำให้เจ้าหนุ่มตุรกีเข่าอ่อน และซวนเซไปมองเห็นถนัด พวกฝรั่งชาวยุโรปและอเมริกันต่างโห่ร้องเกรียวกราวเอาใจช่วยแบนโต มักกะโรนี

แบนโตปราดเข้าปล้ำคู่ต่อสู้อีก ขัดขายูซุบจับฟาดในท่าญูโด ทำให้ยูซุบอักบาล้มลงกลางเวทีหลังฟาดพื้นเวทีดังโครม แบนโตกระโดดเข้าไปกระทืบซ้ำแต่ยูซุบใช้ความว่องไวหลบหลีกและกระชากขาแบนโตล้มลง

ทั้งสองกอดปล้ำกันอีก พอได้โอกาสนิ้วชี้มือขวาของยูซุบอักบาก็ทิ่มพรวดเข้าไปในนัยน์ตาข้างขวาของแบนโตและดึงเอาลูกนัยน์ตาออกมา เท่านี้เองแบนโตก็ร้องโอดครวญโหยหวน เสี่ยหงวนวิ่งเข้ามายกมือตบบ่ายูซุบอักบาแล้วกระชาก "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ให้ลุกขึ้น เขาจับมือขวาของยูซุบอักบาชูขึ้นเหนือศีรษะประกาศชัยชนะทันที

อีกครั้งหนึ่งที่คนดูตื่นเต้นหวาดเสียวอย่างที่สุด นักมวยปล้ำชาวตุรกีควักนัยน์ตาคู่ต่อสู้ได้อีกคนหนึ่ง เขาอาจจะโหดเหี้ยมทารุณเกินไป แต่การต่อสู้แบบมวยปล้ำก็หมายความว่าพยายามฆ่าคู่ต่อสู้ของตนให้ได้หรือมิฉะนั้นก็ทำให้ทุพพลภาพไป เช่นหักแขนหักขาหรือควักลูกนัยน์ตาเช่นนี้

แบนโต มักกะโรนีร้องโอดครวญโหยหวนน่าสงสารมือขวากุมนัยน์ตาซ้ายโลหิตสีแดงสดไหลโกรกออกมาจากช่องนัยน์ตาขวาของเขา พี่เลี้ยงของยูซุบพา "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ไปนั่งพักที่มุมแดงรอคอยต่อสู้กับบาบูสุริยา เพื่อชิงชนะเลิศในรายการ "ศึกเฮอคิวลิส" ส่วนพี่เลี้ยงของแบนโต มักกะโรนีประคองนักมวยปล้ำของเขาลงจากเวทีไป รีบไปห้องปฐมพยาบาล

แฟนมวยส่งเสียงอื้ออึงรอบชามอ่างยักษ์ตลอดเวลาเมื่อบาบูสุริยาขึ้นไปบนเวทีทางมุมน้ำเงิน เสี่ยหงวนประกาศทางไมโครโฟนทันที

"ท่านทั้งหลาย ต่อไปนี้เป็นการแข่งขันคู่สุดเพื่อชิงชนะเลิศและชิงถ้วยรางวัลกับเงินสด ๕๐,๐๐๐ บาท ฝ่ายน้ำเงินคือบาบูสุริยาหรือซุบเปอร์แมน ฝ่ายแดงคือนักควักนัยน์ตาผู้ยิ่งใหญ่ ยูซุบอักบาแห่งตุรกีหรือ "สิงห์รายอีสตันบูล"

เสียงตบมือเสียงเป่าปากดังไปทั่วสนามมวย นักพนันร้องตะโกนโหวกๆ ต่อบาบูสุริยา ๒๐ เอา ๑ แต่ไม่ปรากฏว่ามีคนรอง ประชาชนคนดูต่างวิตกเป็นทุกข์แทนยูซุบอักบาที่อาจจะต้องเสียชีวิตเช่นเดียวกับสิงหลรามจันทร์คู่ต่อสู้ของบาบูสุริยา ซึ่งต้องถูกจับฟาดพื้นกับเวทีศีรษะแหลกเหลว

คุณหญิงวาดหันมาทางสี่นางแล้วกล่าวว่า

"เราจะดูอ้ายบาบูของเราฆ่าคู่ต่อสู้ของเขาอีกคนยังงั้นหรือจ๊ะ"

นวลลออยิ้มให้

"ดูซีคะคุณอา บาบูมันคนของเราเราก็ต้องเชียร์มันจนขาดใจตาย ตื่นเต้นดีค่ะ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตื่นเต้นอะไรไหว บาบูมันจับสิงหลฟาดกับพื้นเวทีหัวสมองแหลกเหลว น่าหวาดเสียวออกจะตายไป"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"แต่ประไพชอบค่ะคุณอา ยิ่งตายทุกคู่ยิ่งสนุก มวยปล้ำก็ต้องเป็นอย่างนี้ซีคะ ปล้ำกันแบบรู้กันไม่ได้ความเลย ประเดี๋ยวคอยดูนะคะ บาบูของเรามันจะต้องจับคู่ต่อสู้ฟาดกับพื้นเวทีอีกคนหนึ่ง"

ขณะนี้คู่ต่อสู้ทั้งสองได้รับคำตักเตือนของกรรมการกิมหงวน และกลับไปยืนทางมุมของตนอยู่แล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังคุยกับข้าราชการบำนาญชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาเช่นเดียวกัน นิกรอยากจะดูมวยปล้ำก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปหาพ่อตาของเขาแล้วเอื้อมมือกระตุกระฆังเป็นสัญญาณเริ่มการต่อสู้ของคู่ชิงชนะเลิศ

"แก๊ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยงหันขวับมามองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน แต่นิกรวิ่งกลับไปที่นั่งของเขาแล้ว บาบูสุริยากับยูซุบอักบาเดินรี่เข้ามาหากัน "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ยอมรับนับถือว่าคู่ต่อสู้ของเขามีกำลังพอๆกับเฮอคิวลิสแต่เขาคงจะเอาชนะได้เมื่อเข้ากอดปล้ำประชิดตัวกัน ซึ่งเขาจะใช้นิ้วทิ่มนัยน์ตาของบาบูสุริยาออกมาตามวิธีการต่อสู้ที่เขาเคยเอาชนะมามากต่อมาก

ยูซุบยกเท้าถีบบาบูเต็มแรง แต่เหมือนกับว่าเขาถีบก้อนหินขนาดใหญ่ ร่างของบาบูสุริยาไม่ได้สั่นสะเทือนแม้แต่น้อย คราวนี้ยูซุบร้องตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วกระโดดเข้าประชิดตัวบาบูสุริยายกท่อนแขนขวาฟาดหน้าคู่ต่อสู้เต็มแรงเกิด

ซุปเป้อรแมนบาบูสุริยายิ้มแสยะปราดเข้าตบคู่ต่อสู้ด้วยฝ่ามือข้างซ้ายเพียงเบาะๆ แต่แรงเหวี่ยงอันมากมายเพราะฤทธิ์ยามหากำลังก็ทำให้ยูซุบอักบาซวนเซไปไกล และล้มลงนั่งพับเพียบ

"สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ผุดลุกขึ้นอย่างเสียขวัญ เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาบาบูสุริยาและกระโดดเข้ากอดปล้ำทันที ซุปเป้อรแมนจับแขนขวายูซุบเหวี่ยงกระเด็นไปติดเชือกแล้วกระเด้งกลับมาล้มลงนอนหงายเหยียดยาวอย่างไม่เป็นท่า แฟนมวยร้อง "โอ้โฮ" ขึ้นพร้อมๆ กัน ประหลาดมหัศจรรย์ใจเท่าที่บาบูสุริยามีกำลังมากมายผิดมนุษย์เช่นนี้

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนลั่น

"ป๊อปอายโว้ย แข็งแรงเหมือนกับป๊อปอายในหนังการ์ตูนว่ะ"

ยูซุบอักบาหน้าถอดสีแล้ว เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีมนุษย์แข็งแรงเช่นนี้อยู่ในโลก ถึงแม้เฮอร์คิวลิสหรือซุปเป้อรแมนมีจริงก็มีกำลังน้อยกว่าบาบูสุริยานักมวยปล้ำชาวอินเดียผู้นี้ ไม่เคยปรากฏว่ามีนักมวยปล้ำคนใดจับเขาเหวี่ยงเบาๆ แล้วปลิวไปเช่นนี้

อย่างไรก็ตามยูซุบอักบาตัดสินใจสู้ตาย เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของเขา ยูซุบปรี่เข้าปะทะบาบูสุริยาอีกด้วยการเตะนำไปก่อนแล้วปราดเข้าประชิดตัว คราวนี้ชะตากรรมก็เกิดขึ้นแก่ "สิงห์ร้ายอีสตันบูล"

บาบูยืนนิ่งเฉยปล่อยให้ยูซุบกอดปล้ำเขา ซึ่งเขาไม่ได้เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ถึงแม้ยูซุบเอาแขนฟาดถูกหน้าบาบูสุริยาอย่างจังๆ ตั้งสองสามทีนักมวยปล้ำของคณะพรรคสี่สหายก็ยืนนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนและแล้วบาบูสุริยาก็คว้าเอวยูซุบ ยกตัวชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วทุ่มคู่ต่อสู่ลอยละลิ่วไปตกทางช่องทางเข้าห้องน้ำที่นั่งชั้น ๕๐ บาทเสียงดังโครม ทางเข้าห้องน้ำอยู่ห่างจากเวทีเกือบ ๒๐ เมตร แฟนมวยรอบชามอ่างยักษ์ต่างลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กันส่งเสียงอื้ออึงด้วยความตื่นเต้นในกำลังวังชาอันมหาศาลของนักมวยปล้ำชาวอินเดีย

ไม่มีปัญหาอะไรอีก ยูซุบอักบาตายแน่ ซี่โครงข้างขวายุบไปทั้งแถบเพราะกระแทกกับพื้นคอนกรีต ตับแตกม้ามแตกด้วยแรงกระแทกไม่มีใครตบมือให้บาบูสุริยาจนกระทั่งกรรมการกิมหงวนจับมือขวาของนักมวยปล้ำชาวอินเดียชูขึ้น ประกาศชัยชนะเสียงตบมือเสียงโห่ร้องจึงดังขึ้น ชาวอินเดียต่างกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน ช่างภาพหนังสือพิมพ์หลายคนต่างถ่ายรูปจอมพลังซุปเป้อรแมนไว้ ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็นำถ้วยทองและเช็คเงินสด ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งบรรจุไว้ในซองเดินขึ้นมาบนเวที

เสี่ยหงวนพยักพเยิดบอกนักมวยปล้ำผู้ยิ่งใหญ่

"ไปรับถ้วยซีโว้ย"

"ยังคะรับ จั๋นต้องปล้ำอีกคุณจ๋า"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ปล้ำกับลิงที่ไหนล่ะ ไม่มีใครเขาสู้แกอีกแล้ว ไปซีไปรับถ้วย"

บาบูสุริยายิ้มละไม การต่อสู้กับยูซุบอักบาเขายังไม่ทันจะเหน็ดเหนื่อยหรือออกรส เขามองดูเจ้าหน้าที่ของสนามมวยราชดำเนินหลายคนที่นำเปลไปรับศพ "สิงห์ร้ายอีสตันบูล" ผู้น่าสงสาร แล้วเขาก็เดินมาทางบันไดมุมแดงประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณมอบถ้วยทองและเช็คเงินสดให้เขา และยื่นมือให้บาบูสุริยาจับ เมื่อบาบูออกแรงบีบมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ ท่านเจ้าคุณก็ร้องสุดเสียง

"โอ๊ยๆๆ มือกูพังแล้วอ้ายบ้า"

บาบูสุริยาตกใจรีบคลายมือออก

"อีนี้บีบเบาๆ เจ็บหรือขอรับ"

"ก็เจ็บน่ะซียังจะถามอีก มือแกแข็งยังกะคีมเหล็ก"

"โอ-ขอโทษคะรับเจ้าคุณ"

มวยปล้ำ "เฮอคิวลิส" สิ้นสุดลงแล้ว ประชาชนคนดูเกือบหมื่นคนต่างลุกขึ้นยืนถวายคำนับ เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น เมื่อจบเพลงแฟนมวยก็ยังไม่มีใครยอมออกจากสนามมวยเพราะตื่นเต้นในพลังกำลังอันมากมายของบาบูสุริยา

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวาลมวยปล้ำถือถ้วยทอง และเช็คเงินสดลงมาจากเวทีแล้ว เขาตรงเข้ามาหานิกรและส่งถ้วยทองให้

"อีนี้จั๋นไม่เอาถ้วยน่ะนายจ๋า"

"อ้าว ทำไมล่ะ เก็บไว้เป็นที่ระลึกในการต่อสู้ของแกซีโว้ย เพื่อเป็นเกียรติของแกด้วย"

"เก็บทำมะไร๋" บาบูสุริยาพูดเสียงค่อนข้างดัง "ถ้วยเงินทองชุบทองคะรับไม่ใช่ทองจริงๆ เก็บไว้เดือนเดียวก็ต้องเอาไปจ้างให้เขาชุบอีก"

นิกรยิ้มแหยๆ

"ไม่เอาก็ตามใจ ฉันจะได้ไปขายคืนร้านที่ฉันซื้อมา อ้า-แกเก่งมากบาบู ฉันและพวกเราทุกคนขอแสดงความยินดีในชัยชนะของแกในครั้งนี้ นักมวยปล้ำทั่วโลกจะต้องเกรงกลัวแกและไม่มีใครกล้าปล้ำกับแกอีก"

บาบูหัวเราะเห็นฟันขาว

"แต่ถ้าคุณหมอไม่ช่วยจั๋น อีนี้จั๋นคงถูกกระทืบตายบนเวทีแล้วนายจ๋า"

พลมองดูบาบูสุริยาด้วยความพอใจ

"ไปห้องพักเถอะอ้ายบัง ลูกๆ ของเราจะพาแกกลับบ้าน พวกฉันยังมีงานต้องทำอีกมากเกี่ยวกับการจ่ายเงินรางวัลให้พวกนักมวยปล้ำและรายจ่ายอื่นๆ ทางสนามสารพัด อ้า-หรือแกจะไปหาชาวอินเดียเพื่อนร่วมชาติของแกก่อนก็ตามใจ โน่น-เขาจับกลุ่มกันอยู่ทางชั้น ๕๐ บาทเยอะแยะเห็นไหม"

บาบูสุริยาหันมายกมือไหว้คุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"แกอยู่ยามที่บ้านแกอย่าจับฉันฟาดเหมือนอย่างนักมวยปล้ำที่สู้กับแกไม่ได้นะโว้ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง บาบูสุริยาโบกมือให้พวกชาวภารตะแล้วเดินเข้าไปหา ดนตรีแขกเริ่มบรรเลงเพลงทันที ขณะนี้แฟนมวยได้พากันหลั่งไหลออกไปจากสนามแล้ว ทุกคนกล่าวขวัญชมเชยบาบูสุริยาและเสี่ยหงวนกรรมการห้ามมวยที่มีกำลังยิ่งกว่าช้างสาร

อย่างไรก็ตามหลายต่อหลายคนเชื่อว่าศาสตราจารย์ดิเรกเป็นผู้ทำให้บาบูสุริยา และอาเสี่ยกิมหงวนกลายเป็นซุปเป้อรแมนอย่างไม่ต้องสงสัย

อวสาน