พล นิกร กิมหงวน 178 : แม่เล้าบอลล์

ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการของโรงแรม "สี่สหาย" ตอนบ่ายวันนั้น

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่พร้อมหน้าซึ่งต่างก็นั่งประจำทำงานตามโต๊ะของตน และช่วยกันทำงานในหน้าที่ฝ่ายบริหาร กิจการของโรงแรม "สี่สหาย" นับวันก็เจริญรุ่งเรืองเป็นที่นิยมแก่ชาวยุโรปและอเมริกาทั้งหลายปรากฎว่าห้องพัก ของโรงแรมทั้งตึกเก่า และตึก ๖ ชั้นที่สร้างใหม่หาห้องว่างได้ยาก นักธุรกิจหรือนักทัศนาจรชาวต่างประเทศต่างโทรเลขมาสั่งจองห้องล่วงหน้า ก่อนที่เขาจะเดินทางมาถึงบางกอก เมื่อมีผู้มาพักมากขึ้นรายได้ของโรงแรมก็สูงขึ้น และเมื่อมีรายได้มากขึ้นก็มีกำไรมากขึ้นเป็นธรรมดา

กำลังทำงานอย่างเคร่งเครียด เสียงประตูห้อง ก็ถูกเคาะเบาๆ สามสี่ครั้ง อาเสี่ยกิมหงวนเงยหน้ามองไปทางประตูแล้วร้องอนุญาต

"เชิญ"

ประตูกระจกฝ้าขนาดหนาซึ่งมีเครื่องผ่อนแรงในการปิดเปิดค่อยๆ เผยออก พนักงานโรงแรมวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ของโรงแรมพาตัวเดินเข้ามาในท่าทางสงบเสงี่ยม เขาแต่งกายครึ่งสากลคือผูกโบว์หูกระต่ายแต่ไม่ได้สวมเสื้อนอก

"ว่ายังไงพิชิต" เสี่ยหงวนกล่าวถามลูกน้องของเขา

นายพิชิตก้มศีรษะโค้งคำนับเสียก่อนจึงรายงานให้ทราบ

"มีสุภาพสตรีคนหนึ่งต้องการพบท่านครับ"

"สุภาพสตรี...สาวหรือแก่"

"แก่แล้วครับ"

"ว้า...ออกไปบอกเขาเถอะว่าผมไม่ว่าง คุยกับผู้หญิงแก่ๆ เสียเวลาไม่ได้ความ"

เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของโรงแรมยิ้มเล็กน้อย

"เขาบอกว่าเขาจะมาติดต่อขอเช่าห้องรับประทานอาหารที่ตึกใหม่เพื่อจัดงานขึ้นครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นไปเชิญเข้ามาพบได้ คงจะเป็นคุณหญิงคุณนายหรือสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์แน่นอน เร็ว-ไปเชิญเข้ามาได้ ท่าทางภูมิฐานดีรึ"

"ครับ แต่งชุดผ้าไหมไทยสวมแหวนเพชรวงเบ้อเริ่มถึงแม้อายุ ๕๐ กว่าแล้วก็ยังสวยสง่ามาก ยังแต่งหน้าทาปากเขียนคิ้วครบถือกระเป๋าใบใหญ่มารถเชฟโรเล็ทใหม่เอี่ยม"

นิกร พูดกับกิมหงวน เมื่อนายพิชิตเดินออกไป จากห้องทำงาน

"คุณนายหงอนกระมังโว้ย"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล

"คุณนายหงอนที่ไหนวะ"

"แล้วกัน คุณนายหงอนไก่นายกสมาคมเมียหลวงแห่งประเทศไทยยังไงล่ะ"

"อ๋อ เขาชื่อหงอนไก่แกเรียกคุณนายหงอนฉันก็ชักสงสัย เรียกเขาให้เต็มชื่อซิ เรียกคุณนายหงอนฟังแล้วยังไงชอบกล"

ประตูห้องทำงาน ผู้อำนวยการโรงแรม ถูกเปิด ออกอีกครั้งเมื่อ นายพิชิตช่วยเปิดประตูให้แขกของเสี่ยหงวนคือผู้หญิงเจ้าของร่างอ้วนใหญ่อายุในวัย ๕๓ ปี แต่งกายโก้เก๋แบบผู้ดีมีเงิน ในเสื้อกระโปรง ผ้าไหมไทย แบบทันสมัย ชุดสีกลีบบัวใส่น้ำหอมฝรั่งเศษยี่ห้อชั้นดีหอมฟุ้ง สวมแหวนเพชรลูกขนาด ๑๐ กระรัดที่นิ้วนางมือซ้าย และมีจี้เพชรราคาหลายหมื่นห้อยคอ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างจ้องมองดูสุภาพสตรีผู้นี้อย่างตื่นตะลึงไปตามกันจนกระทั่งหล่อนประณมมือไหว้ และยิ้มให้ทุกๆ คน

"จำดิฉันไม่ได้หรือคะ"

พลร้องขึ้นดังๆ

"เจ๊หนอม เจ๊หนอมหรือนี่"

นิกรเผ่นพรวดขึ้นยืนด้วยความดีใจ

"เจ๊หนอม...ฮ่ะ ฮ่ะ เจ๊หนอมที่เคยเป็นแฟนเก่าของฉัน" พูดจบนิกรก็วิ่งเข้ามาเพื่อจะกอดรับขวัญหล่อน

แต่ถนอม หรือเจ๊หนอม อดีตแม่เล้าผู้ยิ่งใหญ่ยกมือซ้ายยันหน้าอกนิกรไว้ไม่ยอมให้นิกรกอด

"อย่าค่ะคุณนิกร เดี๋ยวนี้ดิฉันมีผัวเป็นตัวตนแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ จ้องตาเขม็งมองดูเจ๊หนอมด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"โอ้โฮ เราไม่ได้พบกันนานทีเดียวนะเจ๊ ตั้งแต่สามล้อเขาไม่ให้ขี่ กะหรี่ไม่ให้หากิน ยาฝินเขาไม่ให้สูบ เจ๊ก็หายหน้าไปเหมือนกับคนสาบสูญ แหม-ดีใจจนบอกไม่ถูกแล้วเท่าที่เจ๊มาหาเราให้ดิ้นตายซิเอ้า"

พล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเจ๊หนอมผู้มีอดีตเป็นนักต่อสู้นักเผชิญชีวิต แบบตีนถีบปากกัดมาแล้ว จนกระทั่งได้รับความสุขสบายในตอนปลายของชีวิต กิมหงวนพยักพเยิดบอกให้นายพิชิตกลับไปได้และสั่งบ๋อย นำเครื่องดื่มมา ต้อนรับแขกของเขาโดยเร็ว

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสนทนาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขจากถนอมอย่างสนิทสนมเหมือนเมื่อก่อน ถนอมหรือเจ๊หนอมกระพุ่มมือ กราบลงที่หน้าอก ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจ

"ดิฉันกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ ที่ท่านชื่นใจเมื่อได้เห็นสภาพของดิฉันในขณะนี้ ดิฉันยังระลึกถึงพระคุณของท่านและพวกคุณๆ ทั้งสี่คนนี้แหละเจ้าค่ะ เพราะเคยเป็นลูกค้าขาประจำที่ดีที่สุดน่าเคารพรักที่สุดของดิฉัน เด็กเล็กของดิฉันได้รับแจกเงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่เดี๋ยวนี้ดิฉันเลิกแล้วเจ้าค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้

"เลิกเป็นเอเย่นต์ยังงั้นหรือ"

"เจ้าค่ะ จบเกมกันทีเจ้าค่ะสำหรับชีวิตแม่เล้า ดิฉันบุกบั่นไปตามหัวบ้านหัวเมือง ตั้งหลายแห่งตั้งแต่ตำรวจเขา ให้เลิกโสเภณี ดิฉันไปตั้งซ่องอยู่ที่เมืองไหนก็ถูกตำรวจจับ โอ๊ย....ไม่ไหวค่ะ สมัยนี้ต้องเป็นกะหรี่เอกเทศถึงจะหากินได้"

พล พัชราภรณ์ ประคองถนอมไปทางโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขก ทุกคนตามมาด้วยแล้วนั่งสนทนาซึ่งพลกับถนอมนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันในท่าทางสนิทสนมต่อกันเหมือนเมื่อก่อน

เสี่ยหงวนกล่าวถามอดีตแม่เล้าผู้ยิ่งใหญ่ทันที

"คำว่ากะหรี่เอกเทศหมายความว่าอย่างไรเจ๊ ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยเถอะ"

หล่อนทำหวานให้อาเสี่ย ถึงแก่แล้วก็ยังกระตุ้งกระติ้งกระชดกระช้อย

"เอกเทศแปลว่าภาคหนึ่ง, ส่วนหนึ่ง, โดยเฉพาะหรือเฉพาะอย่างที่ดิฉันว่ากะหรี่เอกเทศก็คือเป็นกะหรี่ลับๆ มีบ้านของตัวอยู่ตามลำพังหากินเงียบๆ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ให้รู้ไม่ได้แล้วแอบรับผู้ชายไปนอนที่บ้าน อย่างนี้ก็พอหาเงินได้ค่ะ แต่ถ้าเคราะห์หามยามร้ายรับเอานายโปลิศนอกฟอร์มไปบ้านเรื่องมันก็ต้องไปอยู่นิคมปากเกร็ดเท่านั้นเอง สมัยนี้หากินอย่างว่าลำบากจริงๆ ค่ะ เด็กๆ ของดิฉันร้องโอ๊กไปตามกัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"เป็นอันว่าเด็กๆ ของเจ๊ต้องเลิกอาชีพนี้"

"โอ๊ย ไม่มีวันเลิกหรอกค่ะ จะเลิกก็ต่อเมื่อแก่ตัวลงไม่มีใครเขารับประทาน โถ-อาเสี่ยขา อาชีพอะไรมันจะซื้อง่ายขายคล่องเหมือนกับพวกเด็กๆ ของดิฉัน เป็นการค้าที่เกือบจะเรียกว่าไม่มีการลงทุนเลย ภาษีป้าย ภาษีค้า ภาษีสะสมอาหาร ภาษีเงินได้ไม่ต้องเสียทั้งนั้น คิดแล้วหักค่าเครื่องแต่งตัวออกเสียบ้างก็มีกำไรตก ๘๒ เปรอเซ็นต์หรือในราวนั้นแหละค่ะ ตั้งร้านค้าอะไรมันก็ไม่ไหว สมัยนี้เงินฝืดพวกพ่อค้าหน้าแห้งไปตามกันเว้นแต่พอค้าใหญ่อย่างอาเสี่ยหรือพวกคุณๆ เท่านั้น พวกเด็กๆ รุ่นนี้เขาก็เก่งพอตัวค่ะ รู้เท็คนิคของการหากิน บางคนก็เป็นหมอนวดขยำเส้นหรือบีบคอคนถูกนวดซักนัยน์ตาตั้งไปก็มีเพราะนวดไม่เป็นแต่เอาอาชีพ หมอนวดเป็นโล่บังหน้า บางคนก็ทำงานบาร์หรือไนท์คลับ บ้างก็เป็นนางทางโทรศัพท์หรือมีตัวแทนรับติดต่อ ให้ ตัวแทนนี่แหละค่ะมันร้ายกาจเหลือเกิน เอาเงินเด็กตั้ง ๕๐ เปอรเซ็น ดิฉันตั้งซ่องเลี้ยงเด็กให้ที่อยู่อาศัยมีข้าวให้กินวันละสามเวลา มีคนซักรีดเสื้อผ้าให้ ยังแถมมีวิทยุให้ฟังมี ทีวี. ให้ดู ดิฉันยังหักเพียง ๒๕ เปอรเซ็น เท่านั้น เด็กที่เคยอยู่กับดิฉันทุกคนล้วนแต่เคารพรักดิฉันเหมือนแม่ ใครๆ ก็เรียกแม่ทั้งนั้น ไม่เคยมีใครลืมดิฉันเลยค่ะ ไปอยู่ซ่องไหนก็ด่าเจ้าของซ่องให้ดิฉันฟัง"

นิกรโบกมือแล้วพูดเสริมขึ้น

"เดี๋ยว เจ๊หนอม ให้โอกาสฉันและเพื่อนๆ คุยกับเจ๊หนอมบ้างซิ โอ้โฮ พูดเสียคนเดียว"

ถนอมหัวเราะชอบใจ

"นานๆ พบกันทีนี่คะ มีอะไรก็อยากจะพูดคุยให้พวกคุณฟัง"

ดร. ดิเรกถามอดีตแม่เล้าอย่างเป็นการเป็นงาน

"ขอโทษนะเจ๊ เจ๊น่ะเป็นเมียใครล่ะ"

หล่อนยิ้มอ้ายๆ

"คุณหมอหมายถึงขณะนี้ใช่ไหมคะ"

"จ๊ะ"

"ดิฉันเป็นเมียนายทหารอเมริกันค่ะ"

"แม่โว้ย" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "กำเริบเสิบสานมีผัวฝรั่งหรือนี่"

อดีตแม่เล้าหัวเราะ

"จะเป็นฝรั่งเป็นแขกเป็นคนชาติไหนก็ตามค่ะอาเสี่ยเมื่อเขารักดิฉัน ด้วยความจริงใจของเขาแล้ว ดิฉันก็ยินดีเป็นคู่ชีวิตของเขา อ้า-พอดิฉันเลิกเป็นแม่เล้าดิฉันก็ได้กับพ่อค้าแขกคนหนึ่งค่ะ เขาเชื่อนายทวารากฤษณวดีศรีหริต เป็นพ่อค้าขายผ้าอยู่ที่พิษณุโลก อยู่กันได้สามปีเขาก็ทิ้งดิฉันหาว่าดิฉันมีชู้"

พลพูดเสริมขึ้น

"ความจริงเธอไม่ได้มีชู้"

"มีสิคะ เขาจับได้ดิฉันเป็นชู้กับพวกรถไฟค่ะ อ้ายเปรตนั่นอายุคราวลูกดิฉันเท่านั้นแต่เสือกมาติดดิฉัน ดิฉันก็เป็นคนใจอ่อนขี้สงสารเสียด้วยเลยรักเด็กหนุ่มคนนั้น ดิฉันเลิกกับนายทวาราก็ไปอยู่กับพ่อเทพบุตรของดิฉัน อยู่กันได้ไม่กี่วันมันซ้อมดิฉันจนหน้าตาบวมหาว่าดิฉันพูดถึงบรรพบุรุษของมันที่ล้มหายตายจากไปนานแล้วดิฉันก็เลยเลิกกับมันเดินทางมากรุงเทพฯ "

"ได้ผัวอีก" นิกรพูดเสียงหนักๆ

"ค่ะ ดิฉันรู้ตัวว่าวัยของดิฉันร่วงโรยไปทุกทีไม่รีบมีผัวตอนนั้นใครเขาจะมารับประทานดิฉันล่ะคะ คราวนี้ดิฉันได้กับคนจีนค่ะเขามีลูกมีเมียแล้ว เขาเป็นนักธุรกิจการค้าทางภาพยนตร์ค่ะ ฐานะก็คอนข้างมีอัฐเหมือนกัน เขาเช่าบ้านให้ดิฉันอยู่ในซอยสองพระถนนสี่พระยาให้เงินใช้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาทหลายๆ วันก็ไปหาครั้งหนึ่ง บังเอิญวันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งมันแอบเข้าไปนอนใต้เตียงดิฉันค่ะ เสี่ยเอี๋ยวเขาพรวดพราดไปหาดิฉันในตอนดึกคืนวันนั้นพบอ้ายเวนตะไลนั้นนอนคู้ตัวอยู่ใต้เตียงเขาก็หาว่าดิฉันเป็นหมูอดกินอะไรๆ ไม่ได้แล้วเขาก็เซย์กู๊ดบาย ดิฉันแต่ก็ยังดีที่เขาอุตสาห์โยนเงินให้ดิฉันอีกครึ่งหมื่น"

"โอ้โฮ" นิกรอุทาน "เรื่องของเจ๊หนอมเป็นเรื่องรักรันทดใจ หรือเรื่องชีวิตที่คลุกเคล้าน้ำตาผสมน้ำลายทีเดียว มีทุกรสนี่นะ แล้วยังไงถึงไปได้กับนายทหารอเมริกัน"

คราวนี้เจ๊หนอมยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ดิฉันบุกไปอีสานค่ะ ท่องเที่ยวอยู่แถวอุดรและหนองคายพักหนึ่งในที่สุดก็ได้รู้จักกับพันเอกสมิต เกร์สันค่ะ เขาเป็นนายทหารจัสแม็คมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการทหารช่าง ดิฉันพูดภาษาอังกฤษได้คล่องตั้งแต่ตอนที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม และทหารอังกฤษอเมริกันทหารดัชต์หลั่งไหลเข้ามาในกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นดิฉันกับเด็กๆ ของดิฉันร่ำรวยไปตามกันถึงแม้รายได้ตกต่ำกว่าตอนที่ญี่ปุ่นยืดครองเราก็ตาม พันเอกเกร์สันเกิดเสน่หาดิฉันค่ะ เขาชวนดิฉันไปกินข้าว ไปเต้นรำที่บาร์ในอุดร ในที่สุดเราก็ได้เสียกัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ใครได้ใครเสียล่ะ"

"ดิฉันน่ะซิคะเป็นฝ่ายได้ ก่อนที่ดิฉันจะตกลงเป็นเมียเขาเขาก็จ่ายดอลลาใบละร้อยให้ดิฉัน ๑๐ ใบแล้ว คิดเป็นเงินไทยสองหมื่นกว่านะคะอาเสี่ย เราอยู่รวมกันที่อุดรราวครึ่งปีพันเอกสมิต เกร์สันก็ถูกย้ายมากรุงเทพฯ เกี่ยวกับการสร้างทางสายใหม่ แต่เขาจะไม่ต้องออกต่างจังหวัดอีกแล้วเพียงแต่ดูงานและสั่งงานอยู่ในกรุงเทพฯ เขากับดิฉันเช่าบ้านอยู่ในซอยอารีถนนพหลโยธินคะ ตึกใหญ่มีเฟอรนิเจอร์มีโทรศัพท์พร้อม ค่าเช่าเดือนหนึ่งตั้ง ๕,๐๐๐ บาท แต่พันเอกเกร์สันมีเงินเดือนคิดเป็นเงินไทยรวมทั้งเบี้ยเลี้ยงและค่าเช่าบ้านแล้วเดือนหนึ่งก็เห็นจะไม่หนีสามหมื่นบาทค่ะ ดิฉันโชคดีได้ผัวฝรั่งก็สบายแฮไปเลย"

ทุกคนพากันยิ้มให้อดีตแม่เล้า พลกล่าวกับถนอมด้วยความจริงใจว่า

"ฉันขอแสดงความยินดีในโชควาสนาของเจ๊ที่ได้ผัวดีมีหลักฐานเช่นนี้ พันเอกเกร์สันมีเมียอยู่ที่เมืองนอกหรือเปล่า"

"เปล่าค่ะคุณพล เขาเป็นพ่อม่าย เมียของเขาได้รับอุบัติเหตุรถยนตร์ชนกันถึงแก่กรรมตั้งแต่เขาเป็นพันตรีอยู่ในมลรัฐฟลอริด้า พันเอกเกร์สันเป็นคนดีจริงๆ นะคะ เขาอายุ ๕๔ ปีค่ะแก่กว่าดิฉันเพียงปีเดียวแต่ยังหนุ่มและสม้าทมาก เขาว่าอีกสองปีเขาจะได้กลับบ้าน และเขาจะพาดิฉันไปวอชิงตันแน่นอนเราจะไปอยู่ร่วมชีวิตกันที่โน่นจนกว่าเราจะตายจากกันไป"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "โชคดีจริงๆ พี่สาวที่รักของฉัน เท่าที่เจ๊บุกบั่นมานี่มีเจตนามาเยี่ยมพวกเราเท่านั้นหรือว่ามีธุระอะไรด้วย"

เสียงประตูห้องถูเคาะเบาๆ เมื่อพลร้องอนุญาตพนักงานรับใช้ของโรงแรมคนหนึ่ง ก็นำเครื่องดื่มใส่ถาดเงินใบใหญ่เดินเข้ามาเสิฟให้เจ๊หนอมกับคณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทั่วหน้า เสร็จแล้วก็ถือถาดเปล่าเดินออกไปจากห้องทำงานของผู้นวยการอย่างสงบเสงี่ยม

เจ็หนอมกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรก ด้วยใบหน้ายิ้มละไม แสดงความสมบูรณ์พูนสูข

"ดิฉันตั้งใจมาเยี่ยมท่านเจ้าคุณและพวกคุณค่ะ แล้วก็มีธุระที่จะติดต่อขอเช่าห้องรับประทานอาหารที่ตึกสร้างใหม่เพื่อจัดงานวันแม่เล้าบอลล์ขึ้น"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"แม่เล้าบอลล์..." เสี่ยหงวนร้องขึ้นเกือบเป็นเสียงตะโกน "เขามีแต่งาน เอ.ซี.บอลล์ อีสานบอลล์หรือเทพศิริทร์บอลล์อะไรเหล่านี้"

หล่อนเอียงคออมยิ้ม

"ทำไมค่ะ อาเสี่ยแปลกใจหรือคะที่ดิฉันจะจัดงานแม่เล้าบอลล์ขึ้น ถ้าหากว่าโรงแรม "สี่สหาย" จะเสื่อมเสียเกียรติเพราะพวกเรา ก็ขอได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่บรรดาแม่เล้าหรือเอเย่นต์ทั้งหลายบ้าง เราเคยให้บริการอย่างดีเยี่ยมแก่พวกผู้ชายมามากต่อมาก นับตั้งแต่คนชั้นรัฐมนตรี, อธิบดีจนกระทั้งคนเดินถนนชั้นเสมียนอันดับจัตวาข้ามโขง พนักงานตามบริษัทห้างร้านตลอดจนกรรมกรทั้งหลาย ผู้ชายคนไหนไม่เคยคบหาสมาคมกับพวกเราก็เกิดมาเสียชาติเกิด แต่ว่าส่วนมากพวกผู้ชายนี่แหละค่ะดูหมิ่นเหยียดหยามพวกเรา ช่างไม่คิดถึงความหลังบ้างเลย บางคนหลงเด็กๆ ของเราจนลืมเมียลืมลูก ดิฉันยินดีที่จะจ่ายเงินค่าเช่าสถานที่ ค่าเหล้าค่าอาหารและค่าป่วยการต่างๆ เท่าที่ทางโรงแรมจะเรียกร้อง ขอได้โปรดให้พวกแม่เล้า หรือเอเย่นต์ทั้งหลายมาสังสรรค์กันพบปะสนทนากันสักครั้งเถอะค่ะ ดิฉันขอให้ชื่องานนี้ว่าแม่เล้าบอลล์ ทีแรกคิดจะให้ชื่อเอเย่นต์บอลล์ก็รู้สึกว่าฟังแปร่งๆ หูสักหน่อย เราจะเลี้ยงกันอย่างมโหฬาร บัตรอาหารและเหล้าบัตรละ ๒๐๐ บาท เด็กๆ ของเราทั้งชั้นสูง หรือชั้นต่ำนางบังเงานางโทรศัพท์พ้าตเน่อรหรือหมอนวดก็จะมาประชุมในงานแม่เล้าบอลล์อย่างคับคั่ง คุณผู้ชายทั้งหลายใครอยากร่วมสนุกกับเราก็ซื้อบัตร ๒๐๐ บาท จากเราได้ เราจะเปิดลีสาศและฟอร์โซว์ขนาดล่อนจ้อนเชียวค่ะโดยเฉพาะดิฉันนักจ้ำบ๊ะอาวุโสกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน จะแสดงระบำแบบศิลปะประเภทปลุกใจเสือป่าให้หยดย้อยทีเดียว ตกลงนะคะ"

อาเสี่ยโบกมือขอร้องให้อดีตเอเย่นต์ใหญ่หยุดพูด

"เดี๋ยวก่อนเจ๊ ขอเวลาให้ฉันปรึกษาหารือกันก่อน" พูดจบกิมหงวนก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาเห็นเป็นยังไงครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ก็น่าจะให้แม่ถนอมเขาเช่าห้องกินข้าวที่ตึกใหม่จัดงานตามความประสงค์ของเขา ความจริงไม่เสียหายอะไรเลยเพราะแม่เล้าทั้งหลายก็เป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ และมีความเป็นคนเหมือนกัน เมื่องานบอลล์ ต่างๆ เขาจัดกันขึ้นได้ แม่เล้าบอลล์ก็ควรจะจัดขึ้นได้"

นิกรว่า "ถูกแล้วครับคุณพ่อ ถ้าพูดถึงการค้าเราก็ต้องเปิดโอกาศให้ทุกคนเช่าสถานที่ของเราจัดงานตามความพอใจของเขา ดีเหมือนกันครับพวกเราจะได้ร่วมสนุกกับพวกแม่เล้าและกะหรี่ทุกรุ่นทุกวัย ถ้างานแม่เล้าบอลล์ถูกจัดขึ้นไม่ช้าก็คงมี อ้า...เมียน้อยบอลล์, เมียหลวงบอลล์, นักแซ้งบอลล์, อันธพาลบอลล์"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"ตำรวจบอลล์ก็คงจัดวันเดียว และที่เดียวกับนักแซ้งบอลล์และอันธพาลบอลล์แน่นอน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง และเสี่ยหงวนก็กล่าวกับถนอมอย่างเป็นงานเป็นการ

"ตกลงเจ๊หนอม นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่โรงแรม "สี่สหาย" ซึ่งเป็นโรงแรมยอดเยี่ยมทันสมัยที่สุดในประเทศไทยให้เช่าห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นห้องรับประทานอาหาร พวกเรายินดีร่วมมือและให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้"

อดีตแม่เล้าซาบซึ้งใจเหลือที่จะกล่าว หล่อนกระพุ่มมือไหว้อาเสี่ยทันที

"ดิฉันกราบขอบพระคุณค่ะอาเสี่ย นึกมาจากบ้านแล้วว่าอย่างไรเสียท่านเจ้าคุณและคุณๆ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมนี้คงจะกรุณาให้ดิฉันเช่าห้องรับประทานอาหารตึกใหม่จัดงานแม่เล้าบอลล์ขึ้น ดิฉันเคยมาทานอาหารกับพันเอกเกร์สันหลายครั้งแล้วค่ะ แต่มาตอนหัวค่ำจึงไม่ได้พบกับพวกคุณ ถามบ๋อยเขาก็บอกว่าราว ๑๖.๐๐ น. พวกคุณๆ และท่านเจ้าคุณกลับบ้าน" แล้วหล่อนก็ทำท่าอิดเอื้อนมองดูเสี่ยหงวนอย่างเกรงใจ "อาเสี่ยจะคิดค่าเช่าห้องรับประทานอาหารและค่าป่วยการอื่นๆ สักเท่าไรคะ ดิฉันอยากทราบราคาอาหารด้วย ดิฉันจะจัดงานแม่เล้าบอลล์ในวันเสาร์ที่ ๖ มีนาคมเดือนหน้านี้แหละค่ะ"

เสี่ยหงวนนิ่งอึ่งไปสักครู่

"เจ๊ต้องการอาหารแบบโต๊ะจีนใช่ไหมล่ะ"

"ค่ะ งานอย่างนี้ก็ต้องรับประทานแบบโต๊ะจีนน่ะซิค่ะ"

กิมหงวนลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะทำงานของเขา หยิบลูกคิดรางหนึ่งกลับมานั่งบนเก้าอี้นวมข้างนิกรตามเดิม เขาดีดลูกคิดอย่างคล่องแคล่วแสดงความชำนาญในการคิดลูกคิด

"โต๊ะละ ๑๐ คน อาหารชั้นหนึ่งรวม ๘ อย่างมีของหวานพร้อมวิสกี้ไทยโต๊ะละ ๒ ขวดโซดาไม่จำกัด อ้า-คิดโต๊ะละสิบสลึงก็แล้วกัน"

แม่เล้าถนอมอ้าปากหวอ ทุกคนหันมามองดูหน้าเสี่ยหงวนเป็นตาเดียว

"อาเสี่ยขา" ถนอมร้องขึ้นดังๆ "พูดใหม่ซิคะ อาเสี่ยคิดโต๊ะละเท่าไร"

กิมหงวนยักคิ้วให้

"ก็สิบสลึงยังไงล่ะ จะขูดเลือดขูดเนื้ออะไรกันอย่างน้อยเจ็หนอมก็เคย โอ.เค. ซิกาแร๊ตกับฉันมาแต่ก่อน อ้ายกรหรืออ้ายพลหรืออ้ายหมอก็ล้วนแต่เซ็นสัญญาร่วมรบร่วมป้องกันกับเจ๊หนอมมาแล้ว ที่ว่าสิบสลึงน่ะฉันพูดเล่น ฉันไม่คิดอะไรหรอกเจ๊ ทุกอย่างฟรี ค่าเช่าสถานที่ก็ฟรี ฉิบหายช่างมันโรงแรมของเรา อย่างมากก็หมดเปลืองเงินราวสองสามหมื่นเท่านั้น"

น้ำตาของอดีตเอเย่นต์ไหลรินออกมานอกเบ้า

"ดิฉัน....อ้า...ดิฉันไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร จึงจะสมกับที่อาเสี่ยและพวกคุณๆ กรุณาดิฉันค่ะ แต่ขอได้โปรดคิดเงินเถอะค่ะ ดิฉันมีงบประมาณไว้แล้ว พันเอกเกร์สันเขาให้เงินดิฉันหมื่นห้าพันบาทค่ะ แล้วดิฉันยังจะได้เงินจากการขายบัตรแม่เล้าบอลล์อีก เงินเหลือจะส่งไปบำรุงการกุศลเช่นโรงเรียนสอนคนตาบอด ชาติหน้าดิฉันจะได้ไม่ต้องเป็นกะหรี่ หรือเอเย่นต์เหมือนชาตินี้"

พลกล่าวกับหล่อนเบาๆ

"เราช่วยเจ๊หนอมเต็มที่ เงินงบประมาณที่มีอยู่และเงินค่าขายบัตรส่งไปบำรุงการกุศลเถอะ ฉันกับกับเพื่อนๆ และคุณอายินดีให้ขอยืมห้องรับประทานอาหารที่ตึกใหม่ และช่วยเหล้าอาหารและเครื่องดื่มฟรี แต่อย่าไปคุยอวดใครนะ เมียๆ ของพวกเรารู้เข้าเป็นบรรลัยแน่"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"จริงๆ เจ๊หนอม เรื่องนี้ต้องซ้อมโกหกกันไว้ก่อนเจ๊น่ะโกหกเป็นหรือเปล่า"

"ปู้โธ่" หล่อนอุทานแล้วหัวเราะ "ขนาดขึ้นต้นไม้สุดยอดอย่างดิฉันโกหกไม่เป็นมีหรือคะ"

อาเสี่ยยิ้มให้หล่อน

"ดีแล้ว ถ้าใครถามเจ๊ต้องบอกว่าเราคิดค่าเช่าห้องรับประทานอาหารพันบาทรวมทั้งค่าไฟค่าพนักงานรับใช้ ค่าอาหารและเหล้าโต๊ะละ ๖๐๐ บาทต้องบอกอย่างนี้นะ"

"ค่ะ" แล้วหล่อนก็ประณมมือไหว้อาเสี่ยอีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณนะคะอาเสี่ยและพวกคุณๆ มีอะไรจะใช้สอยดิฉันละก้อกรุณาเรียกตัวมาใช้เถอะค่ะ บ้านพักของพันเอกเกร์สันอยู่ในซอยอารีซอย ๒ หาไม่ยากหรอกค่ะ หมายเลขโทรศัพท์ ๙๙๙๕๕๕ ค่ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เรียกมานวดได้ไหมเจ๊"

"อุ๊ย แหม-คุณนิกรนี่แหละ ดิฉันน่ะเหลาเหย่แล้วอะไรๆ ที่ดึงดูดใจผู้ชายก็ไม่มีเหลืออีกแล้ว"

"พูดยังงี้ก็ไม่ถูกเจ๊" นิกรพูดเสริมยิ้มๆ "พวกคุณหญิงคุณนายสมัยนี้น่ะอายุตั้ง ๖๐ ยังสาวพริ้งมีจริตกิริยาเหมือนสาววัยรุ่นยิ่งเป็นคนมีชื่อเสียงในวงสังคมด้วยแล้วก็ดูเหมือนกับสาวๆ เราดีๆ นี่เอง หนุ่มๆ เห็นแล้วน้ำลายไหลยืด เจ๊หนอมก็เหมือนกัน ๕๐ กว่ายังตึงเต่งไม่ใช่บวมฉุ หรือผอมแห้งพุงโรแบบตานขโมย มะพร้าวยิ่งแก่ก็ยิ่งมัน กระดังงาถ้าไม่ลนไฟก็ไม่หอมเด็กหนุ่มๆ สมัยนี้ถึงชอบรักคนแก่คราวแม่หรือคราวป้า"

ถนอมหรือเจ๊หนอมหัวเราะคิ๊ก

"จริงค่ะ ดิฉันเองพูดแล้วจะหาว่าคุย พวกเด็กหนุ่มคราวลูกคราวหลานหมักจะทำก้อร่อกอติดกับดิฉัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ แต่สมัยคุณแม่ของฉันพอมีลูกคนหนึ่งก็แก้นมเดินโชว์หน้าอกรอบบ้านถือเสียว่ามีลูกมีผัวแล้ว ผู้หญิงที่มีลูกล้วนแต่เปลือยอกอยู่กับบ้านถึงแม้ว่าจะมีอายุในวัย ๑๘ ปีหรือ ๒๐ ปีก็ตาม สมัยนั้นเขาถือเป็นธรรมดา มีลูกก็ต้องแต่งชุดท๊อปเลส ใครทำเป็นอายหน้าอกเขาก็หาว่าดัดจริตมีลูกมีผัวแล้วยังจะปกปิดของสงวน แต่สมัยนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้วอายุ ๗๐ ยังนุ่งผ้ากระโจมอกไม่อยากให้ใครเห็นขี้แพะหรือสตางค์สิบที่หน้าอก"

เสี่ยหงวนแหกปากหัวเราะลั่น

"จริงว่ะ กันจำได้ว่าคุณแม่กันนุ่งผ้าโจงกระเบนเปลือยอกอยู่กับบ้านพอแขกไปใครมาก็วิ่งหาผ้าแถบมาคาดหน้าอก หาไม่ได้ผ้าขาวม้าก็ยังดี คนโบราณถือว่าถ้ามีผัวแล้วก็ต้องปล่อยตัวและการเปลือยอกก็เป็นสัญญาลักษณ์ให้ใครๆ รู้ว่ามีลูกมีผัวแล้ว ผู้ชายยุคนั้นรู้ว่าผู้หญิงมีลูกมีผัวก็ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างเด็ดขาด" แล้วอาเสี่ยก็หันมายิ้มให้อดีตแม่เล้า "ตกลงแม่หนอมจะจัดงานกะหรี่บอลล์ในคืนวันเสาร์ที่ ๖ มีนาคมแน่นอนนะ"

เจ๊หนอมหยุดยิ้มทันที

"แม่เล้าบอลล์นะคะอาเสี่ยไม่ใช่กะหรี่บอลล์ค่ะ"

"อ้อ-ใช้ ขอโทษทีพูดผิดไป ๖ มีนาคมก็อีก ๒ สัปดาห์ข้างหน้า"

"ค่ะ ดิฉันดีใจเหลือเกินที่ท่านเจ้าคุณและพวกคุณๆ กรุณาดิฉันมากมายเช่นนี้ดิฉันจะได้เริ่มเตรียมงานตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ดีแล้ว ฉันจะสั่งผู้จัดการเขาไว้ให้เตรียมสถานที่ไว้ให้เรียบร้อย ในเรื่องอาหารรับรองว่าอาหารจีนที่นี่ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดเพราะเรามีพ่อครัวชั้นดีมาจากฮ่องกง ส่วนการบริการนั้นเจ๊ก็รู้แล้วว่าบ๋อยที่นี่มีความสุภาพนอบน้อม มือไวใจเร็วทุกคน"

ถนอมหน้าตื่น

"มือไวใจเร็วหรือคะ"

"จ๊ะ ทำงานแคล่วคล่องว่องไวมาก การตัดสินใจรวดเร็วฉับพลันไม่ยืดยาดโอ้เอ้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเสี่ยหงวนอย่างขบขัน

"เขาเรียกว่าแคล่วคล่องชำนาญงาน และสุภาพนอบน้อม มือไวใจเร็วน่ะจำพวกอ้ายกร เผลอเป็นหยิบ"

นิกรพ่อก้อ...ผมเลิกนานแล้วครับ"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียว

"เลิกกะลิงอะไรวะ เมื่อเช้านี้แกเข้าไปคุยกับฉันในห้องเดี๋ยวเดียว พอแกออกมาจากห้องเงินฉันหายไป ๒,๐๐๐ บาทวางไว้ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงนอน"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"งั้นหรือครับ" นิกรพูดยานคาง "ผมคิดว่าไม่มีเจ้าของใครทำตกไว้ก็เลยถือติดมือเอามา อย่าไปคิดอะไรเลยครับคุณพ่อเราไม่ใช่คนอื่นเป็นพ่อลูกเขยกันแท้ๆ คุณพ่อก็เปรียบเหมือนกับพ่อบังเกิดเกล้าของผม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สนทนากับเจ๊หนอมอีกสักครู่อดีตแม่เล้าก็ลากลับซึ่งหล่อนจะมาติดต่อกับคณะพรรคสี่สหายอีก เกี่ยวกับงานแม่เล้าบอลล์

เมื่อถนอมกลับไปแล้ว สี่สหายก็ลุกขึ้นกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนตามเดิม พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ความจริงเราน่าชมเจ๊หนอมแกนะ แกเผชิญชีวิตมาอย่างโชกโชนทีเดียว เมื่อตอนสงครามก็ต้อนรับญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นแพ้ก็ต้องรับทหารพันธมิตรทั้งอังกฤษ, อเมริกัน, ดัทช์, ออสเตรเลีย, แกเป็นกะหรี่ตั้งแต่รุ่นสาว พอแก่ตัวเข้าก็เป็นเอเย่นต์ลูกสาวของแกได้ดิบได้ดีไปหลายคน บางคนได้เป็นคุณหญิงไปก็มี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ดวงหรือบุญวาสนา"

เสี่ยหงวนยกหูโทรศัพท์เครื่องภายใน ขึ้นหมุนหมายเลขต่อตรงไปที่แผนกประชาพันธ์ สั่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ว่าเขากับหุ้นส่วนของโรงแรมไม่มีเวลาว่างพอที่จะรับแขก ถ้าใครมาหาก็ให้ติดต่อกับผู้จัดการคืนนายทวน ทยาพงศ์

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานเสียงประตูห้องก็ถูกเคาะขึ้น

"ใคร" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ

"ผมเองครับ"

"เข้ามา"

ประตูห้องทำงานถูกผลักออก ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาคมคายคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบพนักงานรับใช้ พาตัวเข้ามาในห้องในท่าทางสงบเสงี่ยม ชายหนุ่มผู้นี้พึงมาเข้าทำงานเมื่อสองสามวันนี้เอง

"ว่ายังไง" เสี่ยหงวนตะคอก "นายพิชิตเขาไม่ได้บอกเธอหรอกหรือว่าเราไม่รับแขก"

"ได้โปรดเถอะครับท่านผู้อำนวยการ สุภาพสตรีในวัยชราคนหนึ่งจะเข้ามาพบท่านครับ ผมเรียนให้ทราบว่าท่านไม่รับแขกก็ให้ผมมาเรียนว่ามีธุระด่วนขอพบครู่เดียวเท่านั้น"

"ว้า" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "น่ากลัวจะพวกเอเย่นต์มาอีกแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อาจจะเป็น นายยกสมาคมยายแก่ แห่งประเทศไทยก็ได้หรือม่ายก็นายสมาคมแม่ยาย"

"เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ เขากล่าวกับพนักงานรับใช้หมายเลข ๘๔

"ไปเชิญเข้ามาพบเราได้ คุณป้าคนนั้นตั้งใจมาพบฉันหรือพวกเราทุกคน"

"ตั้งใจมาพบท่านขอรับ" พูดจบเขาก็หมุนตัวกลับเดินออกไปจากห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงแรม "สี่สหาย"

ในนาทีนั้นเองประตูกระจกฝ้าก็ถูกเปิดออก โดยบ๋อยหนุ่มคนนั้น คุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์ในชุดสีเขียวก้านมะลิพาตัวเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าบึ่งตึง สี่สหายแลเห็นเข้าก็ทำหน้าตื่นไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้

"คุณหญิงหรอกหรือครับ ปู้โธ่-นึกว่าใครเสียอีก"

คุณหญิงวาดหันไปมองดูเด็กรับใช้

"ขอบใจย่ะเธออกไปได้แล้ว แหม-อ้ายโรงแรมเฮงซวยนี่ฉันไม่อยากมาเหยียบมันเลยพับผ่า พบรัฐมนตรียังง่ายกว่าพบผู้อำนวยการไม่วางไม่รับแขก ประเดี๋ยวแม่ยัวขึ้นมาก๊อเรียกคนมารื้อโรงแรมทิ้งเสียเท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นเดินเข้ามากระพุ่มมือ กราบลงต้นแขนซ้ายคุณวาด

"อย่าโกรธอย่าเคืองเลยครับคุณอา ผมสั่งเขาไว้เองครับว่าเราไม่รับแขก เพราะมีคนมารบกวนเวลาตลอดวัน บ๋อยคนนี้มันพึ่งมาเข้าทำงานครับเลยไม่รู้ว่าคุณอาเป็นใคร คุณอาไม่ได้ขึ้นทางหน้าตึกหรือครับ"

"ย่ะ อามารถคุณหญิงพลอยเขา ออกจากบ้านตั้งแต่ตอนสาย ให้แม่นวลขับรถไปส่งบ้านแม่พลอยแล้วไล่ยายนวลกลับบ้าน อ้า-แม่พลอยเขาให้คนรถของเขาเอารถมาส่งผ่านมาทางนี้ก็เลยแวะมานี่ เห็นฝรั่งมันอยู่ที่หน้าตึกหลายคนก็ให้คนรถเขาอ้อมมาทางหลังตึก"

เสี่ยหงวนประคองคุณหญิงวาดพาไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเขา พลกล่าวถามคุณหญิงวาดทันที

"คุณแม่จะทานไอสครีมหรือเครื่องดื่มเย็นๆ ล่ะครับผมจะโทรศัพท์บอกให้เขาบอกเขาเอามาให้"

คุณหญิงวาดยิ้มให้ลูกชายของท่าน

"ขอเย็นตาโฟให้แม่สักชามดีกว่า วันนี้นึกอยากกินเย็นตาโฟจังเลย"

พลกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โรงแรมของเราไม่ได้ขายเย็นตาโฟหรอกครับคุณแม่มีแต่อาหารจีนและอาหารว่างเช่นแซนวิช, ฮ็อดด๊อคอะไรเหล่านี้"

"รู้แล้ว" คุณหญิงวาดตวาดแว็ด "แกคิดว่าแม่โง่เง่าไม่รู้ประสาอะไรเลยยังงั้นเรอะ เย็นตาโฟน่ะมันตั้งหาบอยู่ในซอยข้างโรงแรมแม่เลยแลเห็น แกบอกให้คนของแกเอาชามไปซื้อมาให้แม่ซิโว้ย เข้าใจไหมล่ะ"

พลกลั่นหัวเราะแทบแย่ เขายกหูโทรศัพท์เครื่องภายในขึ้นหมุนเลขต่อตรงไปที่บาร์

"ฮัลโหล นี่พลพูด หัวหน้าบาร์เรอะ ให้บ๋อยเอาชามออกไปซื้อเย็นตาโฟที่หาบในซอยข้างโรงแรมมาให้คุณแม่ผมหน่อยเถอะ เร็วๆ นะ ชามละ ๕ บาท เลือดหมูไม่เอา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เอา ๒ ชามโว้ยพล ของกันเต้าหูไม่เอาเอาปลาหมึกและลูกชิ้นมากๆ เปรี้ยวเค็มหวานปรุงให้รสจัดหน่อย"

พลสั่งเย็นตาโฟรวม ๒ ชามและสั่งกาแฟกับผลไม้ด้วยเสร็จแล้วก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม นายพลดิเรกสบตากับคุณหญิงวาดเขาก็ยิ้มให้ท่านแล้วกล่าวถาม

"คุณอาไปคุยกับคุณหญิงพลอยหรือครับ"

"จ๊ะ" คุณหญิงตอบยิ้มๆ เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานช่วยให้อารมณ์ของท่านดีขึ้น "นานแล้วไม่ได้พบกันวันนี้รู้สึกคิดถึงก็เลยไปคุยกับเขา แม่พลอยแก่ไปมาก แต่ลูกเต้าเขาก็มากินข้าวกลางวันที่นี่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ"

"ออไร๋ บางทีก็มานั่งคุยกับเราในห้องนี้ครับ"

คุณหญิงวาดเปิดกระเป๋าเงินของท่านหยิบห่อหมากพลูออกมาวางบนโต๊ะแล้วแก้ออก

"อ้ายแห้วมันหายหัวไหนล่ะพ่อหงวน รถคาดิลแล็คก็ไม่เห็นจอดอยู่ในโรงแรมทางหลังตึก"

"ผมสั่งให้มันเอารถไปอัดฉีดล้างครับ ปั๊มน้ำมันข้างโรงแรมนี่เองอีกสักครู่ก็คงกลับมาหรอกครับ มันไปตั้งแต่เที่ยง"

คุณหญิงวาดหยิบหมากพลูใส่ปากเคี้ยว นิกรรีบลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะไปหยิบกระโถนปากแตรใบหนึ่ง เอามาวางแทบเท้าคุณหญิงวาด

"บ้วนน้ำหมากลงกระโถนนะครับอย่าบ้วนบนพื้น"

"โธ่-ประเดี๋ยวฉันบ้วนรถกบาลแกเลย แกเห็นฉันเป็นพี่เชยหรือยังไงวะต้องบอกด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจแล้วกล่าวกับคุณหญิงวาด

"คุณหญิงออกเที่ยวเตร่เยี่ยมเยือนเพื่อนฝูง หรือไปไหนๆ บ้างก็ดีครับ ดิกว่านั่งเล่นไพ่หลังขดหลังแข็งอยู่ที่บ้าน"

"นั่นน่ะซิคะ แม่พลอยเขาก็สวดดิฉันที่ชอบเล่นไพ่แม่พลอยเขาไม่ชอบหรอกค่ะ แต่ดิฉันเห็นว่าการเล่นไพ่เป็นการบริหารสายตาและนิ้วมือให้คล่องแคล่วอยู่เสมอ" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่อาเสี่ยกิมหงวน "อามีเรื่องจะต้องใช้สถานที่ห้องรับประทานอาหารที่ตึกใหม่ของโรงแรมนี้พ่อหงวน"

อาเสี่ยยิ้มละไม

"คุณอาจะทำอะไรล่ะครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ยายแก่บอลล์"

คุณหญิงวาด หันขวับมาทางหลานชายจอมทะเล้นของท่าน

"โธ่-เดี๋ยวแม่ด่ายับไปเลยอ้ายนี่ ยายแก่บอลล์มีที่ไหนวะ"

"แล้วคุณอาจะจัดงานอะไรล่ะครับ" นิกรถามพลางหัวเราะพลาง

"เปล่า ไม่ได้จัดงานอะไรหรอก แต่อากับคุณหญิงพลอยจะเชิญเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันมากินอาหารค่ำกันที่นี่เพื่อพบปะสังสรรค์ซึ่งบาวคนไม่ได้พบกันนมนานแล้ว เพราะต่างคนต่างอยู่และต่างก็มีภาระของตน"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

"ไม่มีอะไรขัดข้องครับ โรงแรมนี้ก็เท่ากับโรงแรมของคุณอาเอง จะต้องการโต๊ะอาการสักกี่โต๊ะล่ะค่ะ"

คุณหญิงวาดตอบโดยไม่ต้องคิด

"อาหารจีน ๑๐ โต๊ะๆ ละ ๑๐ คนก็ก็พอแล้ว เพื่อนสนิทของอาที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ในราว ๓๐ คนเท่านั้น แต่เขาอาจจะพาลูกผัวเขามาด้วยก็ต้องเตรียมสำรองไว้ให้เพียงพอ"

อาเสี่ยรับคำทะทันที

"ได้ครับ ผมจะสั่งผู้จัดการให้เขาจัดอาหารจีนชั้นที่หนึ่งคุณอาจะเลี้ยงเพื่อนเมื่อไรล่ะครับ"

"ตอนแรกตั้งใจจะเลี้ยงในคืนวันเสาร์ที่ ๒๗ ปลายเดือนนี้ แต่วันนั้นตรงกับวันแต่งงานหลานชายแม่เพ็ญเขา" คุณหญิงวาดหมายถึงเพื่อนเก่าของท่านคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นนางข้าหลวงของสมเด็จพระศรีวัชรินทราบรมราชนนีนาถรุ่นเดียวกัน เมื่อครั้งยังรุ่นสาว "วันนั้นใครๆ ก็ต้องไปงานหลานชายแม่เพ็ญ จะต้องเลี้ยงก็ขลุกขลักเลยต้องเลื่อนไปวันเสาร์ที่ ๖ มีนาคม"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันเพราะเสาร์ที่ ๖ มีนาคมตรงกับวันแม่เล้าบอลล์ของเจ๊หนอม ผู้อำนวยการโรงแรม "สี่สหาย" ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย คุณหญิงวาดกล่าวต่อไป

"ตกลงตามนี้นะพ่อหงวน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เดี๋ยวก่อนครับคุณอา คุณอากรุณาเลื่อนวันเข้ามาหรือถอยออกไปไม่ได้หรือครับ"

"เลื่อนไม่ได้ เท่าที่ติดต่อไว้ในหมู่เพื่อนฝูงของอาวันเสาร์ที่ ๖ มีนาคมทุกคนว่าง วันอื่นๆ หลายคนติดธุระที่โน่นที่นี่ คนรุ่นอาแล้วก็มักจะได้รับเชิญแทบทุกวัน อาตกลงกับคุณหญิงพลอยเรียบร้อยแล้ว โทรศัพท์ไปบอกเพื่อนๆ อีกหลายคนเขาก็ตกลงตามนี้"

คุณหญิงวาดหันมาทางหลานชายของท่าน

"แกร้องว้าทำไม กลัวว่าฉันและเพื่อนๆ จะกินฟรียังงั้นเรอะ ไม่ต้องกลัวโว้ย โรงแรม "สี่สหาย" เป็นบริษัทจำกัดฉันจะจ่ายเงินค่าอาหารค่าสถานที่ และค่าป่วยการให้เรียบร้อยแกรู้หรือเปล่าว่าฉันมีเงินไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้าน"

"ปู้โธ่ ทำไมจะไม่รู้ล่ะครับ ผมไม่ยอมไปจากคุณอาก็เพราะเรื่องนี้ ที่ผมร้องว้าไม่ได้หมายความว่าผมกลัวว่าเราจะไม่ได้เงินจากคุณอา แต่ว่า"

"แต่ว่าตวักตะบวยอะไร"

นิกรพยักหน้ากับพล

"แกบอกคุณอาซิ อย่าให้กันพูดเลยวะดีไม่ดีกันจะถูกด่าขาดทุนเปล่าๆ "

พล พัชราภรณ์ มีท่าทีกระสับกระส่ายเล็กน้อย เขามองดูหน้าคุณหญิงวาดและยิ้มเจื่อนๆ

"คืนอย่างงี้ครับแม่ คืนวันที่ ๖ มีนาคมคนเขามาจองสถานที่ห้องรับประทานอาหารที่ตึกใหม่ไว้แล้ว เอายังงี้ได้ไหมครับ คุณแม่กับเพื่อนๆ เลี้ยงกันในห้องรับประทานอาหารที่ตึกหลังนี้"

"ไม่เอา" คุณหญิงวาดพูดเสียงกร้าวและทำท่าเหมือนกับจะยัวะ "อะไรกันวะ ฉันเป็นแม่ของแกฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ห้องรับประทานอาหารอันหรูหราของตึกสร้างใหม่ยังงั้นรึ ห้องอาหารที่ตึกนี้เครื่องตกแต่งห้องมันไม่สวย และห้องก็แคบไม่โอ่โถงเหมือนตึกใหม่ ห้องนั้นมันใหญ่โตมโหฬารสวยงามมาก" แล้วท่านก็หันมามองดูเสี่ยหงวน "ใครจะจัดงานอะไรในคืนวันเสาร์ที่ ๖ มีนาคมบอกอาซิ"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"อ้า-งานวันแม่เล้าบอลล์ครับ"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก

"หา พูดใหม่ซิ พูดเป็นภาษาไทยซิ อะไรเล้าอาฟังไม่ออก"

คราวนี้เสี่ยหงวนพูดยานคาง

"แม่เล้าบอลล์ครับ เป็นภาษาไทยไม่ใช่ภาษาอังกฤษแม่เล้าก็คือเอเย่นต์ ผู้หญิงอย่างว่านั่นเอง"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"อ์อ อาเพิ่งรู้เดียวนี้ว่าพวกเอเย่นต์ทั้งหลายเขาก็สามารถจัดงานรื่นเริงกันขึ้นได้ เขามาตกลงกับเธอเรียบร้อยแล้วหรือพ่อหงวน"

อาเสี่ยโล่งใจที่คุณหญิงวาดไม่ได้ตำหนิติเตียนเขา

"ครับ เอเย่นต์รุ่นลายครามคนหนึ่งเขามาตกลงกับเราขอเช่าห้องรับประทานอาหารที่ตึกสร้างใหม่ เพื่อเปิดงานแม่เล้าบอลล์ในคืนวันเสาร์ที่ ๖ มีนาคมเดือนหน้าครับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ

"อย่างไรก็ตามอากับเพื่อนๆ ก็จะเลี้ยงกันที่นี่คือที่ห้องรับประทานอาหารตึกสร้างใหม่เช่นเดียวกัน เธอบอกงดกับเขาไม่ได้หรือ หรือขอร้องให้เขาเลื่อนวันไป"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเบาๆ

"ไม่ได้หรอกครับคุณอา เขาวางมัดจำไว้แล้วหมื่นบาทครับ มัดจำล่วงหน้าแล้วคิดเงินอื่นๆ กันทีหลัง"

ผู้อำนวยการโรงแรมค่อยๆ หันหน้าไปทางศาสตราจารย์ดิเรก

"แก้ไขยังไงดีล่ะ กะหรี่บอลล์กับยายแก่บอลล์เกิดมาจ๊ะกันขึ้นแล้ว"

นายพลดิเรกยักไหล่แล้วแบมือ

"ไอจนปัญญาว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เรื่องมันต้องแบ่งกันคนละครึ่งห้องเสียแล้วละโว้ยอ้ายหงวน"

อาเสี่ยหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"แบ่งยังไงครับ"

"ถ้าคุณหญิงท่านไม่ขัดข้องก็ไม่ยากอะไร"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ไม่ขัดข้องค่ะขอให้ดิฉันกับเพื่อนๆ ได้ร่วมรับประทานอาหารพบปะสนทนากันที่ห้องรับประทานอาหารตึกใหม่เป็นใช่ได้ เรื่องแม่เล้าหรือเอเย่นต์ดิฉันไม่เคยรังเกียจหรือดูถูกดูหมิ่นเขา ดิฉันเองถ้าดวงไม่ดีไม่ได้แต่งงานกับพ่อเจ้าพลดิฉันอาจจะเป็นกะหรี่หรือแม่เล้าก็ได้เหมือนกัน มนุษย์เราไม่มีใครอยากเป็นคนเลวหรอกค่ะ กะหรี่หรือแม่เล้าทั้งหลายก็อยากจะเป็นคุณหญิงคุณนายนั่งชูคอเต๊ะท่าอยู่ในรถเก๋งด้วยกันทั้งนั้น แต่พรหมลิขิตกำหนดไว้อย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างเจ้าคุณก็เหมือนกัน เจ้าคุณอยากมีผมดกเหมือนคนอื่นเขา..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"พอแล้วครับ อย่าเอาผมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย" แล้วท่านก็หันมากล่าวกับผู้อำนวยการโรงแรม "สี่สหาย" ห้องกินข้าวตึกใหม่มันกว้างขวางมาก ตั้งโต๊ะอาหารแบบโต๊ะจีนได้ในราว ๔๐ โต๊ะ คุณหญิงท่านต้องการเพียง ๑๐ โต๊ะเท่านั้น พวกแม่เล้าบอลล์เขาตกลงกับเรา ๓๐ โต๊ะ เหลือที่สำหรับลีลาศ และวงดนตรี ห้องกิมมีข้าวทางเข้าสองทางคือหน้าตึกและหลังตึกเราจัดให้คุณหญิงกับเพื่อนๆ ของท่านเข้าทางหลัง แล้วจัดที่ในห้องกินข้าวแบ่งแยกออกเป็นสองพวก เอาต้นไม้กระถางจำพวกไม้ประดับกั้นกลางเป็นเขตก็ได้ ตบแต่งต้นไม้ด้วยไฟฟ้าเล็กๆ สีต่างๆ ก็จะทำให้บรรยากาศห้องกินข้าวในคืนวันนั้นสวยงานขึ้นอีก"

พล พัชราภรณ์ เห็นพ้องด้วย

"ดีแล้วครับ แขกของแม่เล้าบอลล์เขามีบัตรร่วมงานซึ่งต้องเสียเงินค่าบัตร ๒๐๐ บาท ใครมางานแม่เล้าบอลล์ก็ต้องแสดงบัตรแล้วเจ้าหน้าที่ของโรงแรม ก็จะพาไปนั่งโต๊ะตามบัตร ส่วนแขกของคุณแม่คุณแม่ท่านเป็นเจ้าภาพไม่มีบัตรเราจะเชิญให้เข้าทางหลังตึกไม่ปะปนกัน เท่านี้งานทั้งสองงานก็จะผ่านไปเรียบร้อย แล้วก็แขกของคุณแม่พวกเราก็รู้จักทั้งนั้น คงจะไม่มีเพื่อนของคุณแม่คนใดหลงเข้าไปนั่งรวมกับพวกแม่เล้าเป็นแน่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คุณหญิงวาดกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

""จะแบ่งครึ่งห้องกันก็ได้ แต่อย่าทำให้เห็นว่าทางฝ่ายอาขาดความสำคัญหรือให้ความเอาใจใสน้อยกว่าพวกเอเย่นต์ทั้งหลาย"

อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมรับรองครับ เจ้าหน้าที่ของโรงแรมจะต้องสนใจกับคุณอาและเพื่อนๆ มากกว่านางฝ่ายแม่เล้าเพราะคุณอาเท่ากับเป็นเจ้าของโรงแรมนี้"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"ถ้าเช่นนั้นพาอาไปตรวจดูสถานที่ห้องกินข้าวเสียเดี๋ยวนี้แหละ จะแบ่งที่ทางกันอย่างไรก็ต้องให้อาเห็นชอบด้วย อย่าลืมว่าเพื่อนฝูงของอาล้วนแต่เป็นคุณหญิงคุณนายทั้งนั้น ไม่มีใครเป็นเอเย่นต์หรือแม่เล้า"

"ไปซิครับประเดี๋ยวค่อยกลับมากินเย็นตาโฟ จะเอายังไงก็สุดแล้วแต่คุณอาเถอะครับ พวกเราจะให้ความสะดวกทุกอย่างและให้เป็นไปตามความประสงค์ของคุณอา"

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนแล้วพาคุณหญิงวาดออกไปจากห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงแรม "สี่สหาย" ลงไปทางหลังตึกตรงไปยังตึกสร้างใหม่ซึ่งเป็นอาคาร ๖ ชั้นทันสมัยสูงตระหง่าน

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างลงประกาศแจ้งความของถนอม คณิกากุล อดีตแม่เล้าผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้วงสังคมทั้งหลายตื่นเต้นแปลกใจไม่น้อย

แม่เล้าบอลล์

ชุมนุมแม่เล้า และโสเภณีทั้งหลายทุกรุ่น

ทุกวัยทั้งอดีตและปัจจุบันทั่วประเทศเพื่อพบปะสัง

สรรค์รื่นเริงกันที่โรงแรม "สี่สหาย" พระขโนง

ในคืนวันเสาร์ ที่ ๖ มีนาคมนี้ ท่านสุภาพชน

ผู้ใดจะร่วมงานนี้ด้วยก็ยินดี

บัตรรับประทานอาหารคนละ ๒๐๐ บาท

ซื้อได้ที่ที่แผนกประชาสัมพันธ์โรงแรม "สี่สหาย"

เงินรายได้จากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดมอบให้เด็กอนาถา

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ถนอมคณิกากุล (เจ๊หนอม)

๘๗๖๙ ซอยอารี ๒ ถนนพหลโยธิน โทรศัพท์ ๙๙๙๕๕๕

เพราะแจ้งความของ เจ๊หนอม ทำให้คุณหญิงวาดปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่งเพื่อนๆ ของท่านที่ท่านเชิญไว้ต่างโทรศัพท์มาถามข้องใจในเรื่องวันเวลา และสถานที่นัดกินเลี้ยงซึ่งตรงกับวันแม่เล้าบอลล์ คุณหญิงต้องชี้แจงให้ฟังว่าทางโรงแรมได้แบ่งเขตออกเป็นสองเขต เขตของท่านเขตเข้าทางบันไดหลังอีกเขตหนึ่งเป็นพวกกะหรี่และเอเย่นต์ทั้งหลาย งานพ้องกันก็เพราะทางโรงแรมไม่มีวันว่างให้

"เอ-จะดีรื้อแม่วาด" เพื่อนของคุณหญิงวาดคนหนึ่งได้กล่าวกับท่านทางโทรศัพท์เช่นนี้ "งานมันพ้องกันและแบ่งเขตกันอย่างนี้ใครเขาอาจจะเข้าใจว่าพวกเราเคยเป็นเอเย่นต์ก็ได้นา"

"โฮ้ย ช่างเขาเถอะน่า ใครเขาจะเข้าใจยังไงก็ช่างเขาเถอะแม่อวบเรื่องความเข้าใจของคนเราหรือการนินทาว่าร้ายมันห้ามกันไม่ได้ เธอไม่เคยเป็นกะหรี่หรือแม่เล้าจะต้องวิตกวิจารณ์อะไร วันที่ ๖ เธอต้องไปนะบอกเสียก่อน"

"จ๊ะ ไปแน่ แต่ฉันเลิกล้มความคิดที่จะพาหลานสาวฉันไปด้วยแล้ว กลัวคนจะเข้าใจผิดคิดว่ายายนิดาของฉันเป็นกะหรี่ หน้าตามันก็ให้เสียด้วยซิ ชอบนุ่งกางเกงฟิตเปรี๊ยะแบบเย้ยฟ้าท้าดิน เดินเคี้ยวหมากฝรั่งจั๊บๆ ใส่เสื้อคอกว้างลงมาเกือบถึงสะดือ ถ้าเป็นสมัยเราคงถูกคุณแม่หรือคุณยายตบตายห่า"

"ก็เธอเป็นย่าของวนิดาทำไมไม่ปล่อยเข้าสักฉาด"

"ป่วยการแม่วาด สันดานมันชอบเป็นจิ๊กกี๋เสียแล้วเฆี่ยนตีลงโทษมันอย่างไรมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น แต่ฉันก็อดรักมันไม่ได้เพราะมันเกิดมาเป็นหลานฉันกรรมเวรแม่วาดเอ๊ย มีหลานสาวอยู่คนเดียวก็หากิริยามารยาทไม่ได้ พูดจาโฮกฮากไม่มีความน่ารักแม้แต่นิด สวยแต่รูปเท่านั้น การศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรเลย ดึกดื่นเที่ยงคืนเต้นทวิสต์ สู้หลานสาวแม่อุ่นเขาไม่ได้สุภาพอ่อนหวานน่ารักเหลือเกิน มีคุณสมบัติของผู้หญิงครบถ้วน รู้จักพูดขอบพระคุณคะ หรือกราบประทานโทษนะคะนานๆ ได้ฟังเด็กสาวๆ พูดยังงี้ก็ชื่นใจไปนาน นับวันเราก็จะไม่ได้ยินได้ฟังแล้ว"

"นั่นน่ะซิ ก็ดีที่ฉันไม่มีหลานสาว มีหลานชายมันจะกระโดกกระเดก เป็นลิงเป็นค่างอย่างไรก็ช่างมันเถอะเพราะได้ปริญญาโทแล้ว อีกสองสามวันก็จะกลับมาบ้าน เลิกกันนะแม่อวบ เรียนเจ้าคุณด้วยว่าฉันคิดถึง ถ้าขาท่านหายทันก็ขอให้ท่านไปร่วมรับประทานอาหารกับพวกเรา มีอย่างที่ไหนแก่แล้วอุตริอ่านปีนต้นกล้วยเล่นพลัดตกลงมาขาแพลง"

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ

ในที่สุด วันแม่เล้าบอลล์ และ วันชุมนุมเพื่อนเก่า ซึ่งเป็นงานใหญ่ทั้งสองงานก็ผ่านมาถึง

วันนั้นห้องรับประทานอาหารซึ่งเป็นห้องอโถงอันกว้างใหญ่มีเนื้อที่เกือบเท่าโรงภาพยนตร์โรงหนึ่งก็ได้รับการตกแต่งอย่างงดงาม หนึ่งในสามส่วนของห้องนี้คือด้านในจัดไว้สำหรับคุณหญิงวาดกับ เพื่อนๆ มีแผ่นป้ายติดไว้ที่ผนังตึกเขียนไว้ว่า

คุณหญิงวาด กับ สหาย

ส่วนด้านนอกเป็นที่รื่นเริงของพวกกะหรี่และเอเย่นต์ทั้งหลาย โต๊ะอาหารแบบโต๊ะจีนตั้งเรียงรายเว้นที่ไว้สำหรับลีลาศและรำวง วงดนตรียกพื้นขึ้นสูงจากพื้นห้องราวหนึ่งเมตร หลังวงดนตรีมีม่านกำมะยี่สีดำ ประดับดวงดาวที่ทำจากกระดาษแข็งทากาวโรยกากเพชร

บังเอิญแท้ๆ ที่คุณหญิงวาดและเจ๊หนอมนัดรับประทานอาหารในเวลาเดียวกันคือ ๑๙.๐๐ น. แต่ทางฝ่ายคุณวาดไม่มีบัตรเชิญ ฝ่ายเจ๊หนอมทุกคนจะต้องแสดงบัตรก่อนที่จะผ่านประตูเข้าไปและเจ้าหน้าที่แผนกต้อนรับของของโรงแรมก็จะพาไปนั่งตามโต๊ะที่ปรากฎอยู่ในบัตร

คุณหญิงวาดเกรงว่ามิตรสหายของท่านจะได้รับความขลุกขลักเกี่ยวกับสถานที่เพราะมีงานซ้อนกันในห้องโถงใหญ่ห้องเดียวกันท่านจึงรีบพาสี่นางมาที่โรงแรม "สี่สหาย" ก่อนเวลา

๑๘.๐๐ น. เล็กน้อยเพื่อคอยต้อนรับเพื่อนสนิทของท่านซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังตรวจตราห้องรับประทานอาหารอย่างวุ่นวาย โดยเฉพาะบรรดากระถางไม้ประดับที่กั้นแบ่งครึ่งห้องนั้นมีการตกแต่งสวยงามเป็นพิเศษ

โดยรถโอลสโอลสโมบิลเก๋งซึ่งขับโดยนันทา พัชราภรณ์ คุณหญิงวาดนั่งคู่กับนันทาตอนหน้ารถ ประภากับประไพและนวลลออนั่งอยู่ตอนหลัง คุณหญิงวาดแต่งชุดผ้าไหมไทยสีน้ำทะเล สี่นางอยู่ในชุดสีฟ้าเหมือนกันแม้กระทั่งแบบเสื้อรองเท้าและกระเป๋าถือ ทุกคนแต่งเครื่องเพชรวูบวาบคนละหลายชิ้นแต่ละชิ้นมีค่านับแสน

นันทาขับรถเลี้ยวเข้ามาในเขตโรงแรมอย่างแช่มช้าตัดตรงไปยังตึกสร้างใหม่คืออาคาร ๖ ชั้นขณะพวกแขกทีได้รับเชิญยังไม่มา มีรถเซฟโรเล็ทเก๋งจอดอยู่ที่หน้าตึกเพียงคันเดียวคือรถของ พ.อ. สมิต เกรย์สัน ผู้บังคับการทหารช่างสหรัฐประจำประเทศไทย นันทาบังคับรถหยุดหน้ารถเซฟโรเล็ทเก๋งคันนั้นแล้วถอยหลังเข้าไปจอดใกล้ๆ กัน

คุณหญิงวาดเปิดประตูก้าวลงมาจากรถเป็นคนแรก ทันใดนั้นเองเจ๊หนอมอดีตแม่เล้าผู้ยิ่งใหญ่ก็รีบลงมาจากตึกและตรงเขามาหาคุณหญิงวาดด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแขกของหล่อนในเวลาเดียวกันนี้เองสี่นางก็ทยอยๆ กันลงมาจากรถ

เจ๊หนอมหยุดยืนเผชิญหน้าหน้าคุณหญิงวาดและสี่นางในระยะใกล้ชิด หล่อนจ้องตาเขม็งมองดูคุณหญิงวาดและนึกทบทวนความทรงจำ แล้วเจ็หนอมก็ประนมมือไหว้คุณหญิงวาดในท่าทางตื่นเต้นดีใจ

"น้าอบ น้าอบหรือคะนี่ โอ-ดิฉันแทบจำไม่ได้ น้าอบแก่ไปมากเชียวค่ะ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก สี่นางทำหน้าเหยเกไปตามกัน

"คุณแน่ใจหรือว่าฉันชื่ออบ"

เจ๊หนอมขมวดคิ้วเข้าหากัน หล่อนชักลังเลใจแล้ว

"คุณน้าไม่ใช่น้าอบอดีตเอเย่นต์ผ่านฟ้าหรอกหรือคะ"

"อ้าว" คุณหญิงวาดอุทานเสียงลั่น "เข้าใจผิดเสียแล้ว ฉันไม่ได้ชื่ออบ แล้วก็ไม่เคยหากินทางเอเย่นต์หรือแม่เล้าเลย ฉันคือคุณหญิงวาดประสิทธิ์นิติศาสตร์จ้ะ"

ถนอมหรือเจ๊หนอมใจหายวาบ

"อุ๊ยตาย ตายแล้ว ประทานโทษเถอะเจ้าค่ะดิฉันเข้าใจผิดจริงๆ "

แล้วหล่อนก็กระพุ่มมือไหว้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม "มันบังเอิญที่คุณหญิงกับดิฉันจัดงานพร้อมๆ กันดิฉันกราบขอประทานโทษนะคะ ดิฉันว่าคุณหญิงคือน้าอบเอเย่นต์เก่าซึ่งดิฉันมีความเคารพนับถือมาก แต่ไม่ได้พบปะกันเกือบ ๓๐ ปีแล้ว"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือหรอก ความเขาใจผิดของคนเราอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ คุณชื่อถนอมเป็นผู้จัดงานแม่เล้าบอลล์ใช่ไหมล่ะ"

"เจ้าค่ะ ดิฉันเอง ประเดี๋ยวพรรคพวกของดิฉันก็คงมากันหรอกค่ะ วันนี้จะเป็นวันสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แม่เล้าและกะหรี่ประเทศไทย พวกเอเย่นต์บางคนอยู่แม่ฮ่องสอนหรือนราธิวาสก็ยังอุตส่าห์มาร่วมงานเจ้าค่ะ กะหรี่ทั้งหลายก็มากันพร้อมทั้งชั้นสูงชั้นต่ำหมอนวดพ้าทเน่อรนางบังเงา และนางโทรศัพท์"

"อ้อ คงสนุกกันเต็มที่ ดีเหมือนกันนานๆ พบปะเพื่อนร่วมอาชีพกันที สำหรับฉันพ่อหงวนเขาคงจะบอกคุณแล้วสินะว่าฉันไม่ได้จัดงานอะไรบอลล์หรอก นอกจากเชิญเพื่อนสนิทรุ่นราวคราวเดียวกันมาพบปะและร่วมรับประทานอาหารกัน"

"เจ้าค่ะ อาเสี่ยบอกดิฉันแล้ว ท่านและคุณๆ เหล่านี้อย่ารังเกียจพวกดิฉันเลยนะเจ้าค่ะ เพราะกะหรี่หรือแม่เล้าก็มีหัวใจเหมือนกัน"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"ไม่รังเกียจหรอกคุณถนอม คนที่สัมมาอาชีพฉันยกย่องสรรเสริญทั้งนั้น เพราะไม่ได้ลักขโมยหรือคดโกงเขากินกะหรี่หรือแม่เล้าเป็นอาชีพที่สุจริต การค้าประเภทนี้ความจริงไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มีแต่ช่วยให้หายเดือดร้อน แต่ประเทศเราเจริญรุ่งเรืองเป็นอารยประเทศรัฐบาลเขาก็ไม่ยอมให้พวกคุณประกอบอาชีพ"

"เจ้าค่ะ แย่จริงๆ ท่านเจ้าขา ตีตั๊วเขาก็ไม่ยอม ดิฉันกับเด็กๆ ให้บริการคุณผู้ชายมานานแล้ว เดี๋ยวนี้ต้องแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปเหมือนแพแตก เมื่อก่อนนี้คุณพล, คุณนิกร, อาเสี่ยและคุณหมอไปอุดหนุนดิฉันเสมอแหละเจ้าค่ะ"

ประไพถามขึ้นทันที

"แต่คุณเลิกเป็นเอเย่นต์แล้วไม่ใช่หรือคะ"

"ค่ะ เลิกแล้วค่ะ ไม่เลิกยังไงคะตำรวจคอยจ้องตะครุบตัวพวกเรา ดิฉันได้สามีเป็นหลักฐานแล้วค่ะ สามีของดิฉันเป็นนายทหารอเมริกัน"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทาน

ทันใดนั้นเองอาเสี่ยกิมหงวนผู้อำนวยการโรงแรม "สี่สหาย" ได้เดินออกมาทางหน้าตึก พอแลเห็นคุณหญิงวาดกับสี่นางยืนสนทนากับเจ๊หนอมเขาสะดุ้งโหยง รีบลงบันไดตึกวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา

"เชิญข้างบนเถอะครับคุณอา มานานแล้วหรือครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้

"เพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง คุณถนอมเขาคอยรับแขกอยู่หน้าตึก เขาแลเห็นอาเข้าก็รีบเข้ามาทักทายเข้าใจว่าอาคือน้าอบเอเย่นต์เก่า"

อาเสี่ยแยกเขี้ยวหันขวับมาทางเจ๊หนอม

"คุณอาของฉันไม่มีอะไรเหมือนน้าอบเลย ความจริงท่านเหมือนหม่อมแขต่างหาก"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล

"หา หม่อมแขน่ะใครพ่อหงวน"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด

"เอเย่นต์เก่าแถบบางกะหรี่นี่แหละครับ เข้าใจว่าคืนนี้ก็คงจะมาในงานแม่เล้าบอลล์ครับ คุณอาคล้ายกับหม่อมแขจริงๆ นะครับ

คุณหญิงวาดฝืนยิ้ม

"พยายามเปรียบอากับคนอื่นเถอะพ่อหงวน อาไม่ได้รังเกียจเหยียดหยามพวกเอเย่นต์หรือแม่เล้าหรอก แต่ถ้าอาคล้ายกับหม่อมแขอากลัวว่า จะมีคนทักผิดตัวเหมือน อย่างที่คุณถนอมแกทึกทักว่าอาเป็นน้าอบเอเย่นต์ใหญ่ อาก็เคยได้ยินชื่อน้าอบหรือป้าอบมาเหมือนกัน เป็นเอเย่นต์เก่าที่สุด บริการดีที่สุด ราคาไม่เอาเปรียบลูกค้า สะอาดกว่าและปลอดภัยกว่า..." แล้วท่านก็หันมายิ้มให้เจ๊หนอม "ใช่ไหนจ๊ะ"

"เจ้าค่ะ น้าอบเป็นเอเย่นต์ทีมีความสามารถในการบริหารงานด้านกะหรี่เจ้าค่ะ พัฒนาการตัวเองให้ก้าวหน้าทันสมัยอยู่เสมอ ดิฉันเองก็เคยเป็นเด็กของน้าอบมาแล้ว น้าอบเป็นคนเจ้าระเบียบแบบแผนเจ้าค่ะ ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและแถมบัตรสัมณาคุณครั้งละหนึ่งบัตร เก็บบัตรครบ ๕ บัตรบริการฟรี ถ้าตอนต้นปีแถมกาลันเด้อรปีใหม่ด้วยเจ้าค่ะ

เสี่ยกิมหงวนถูกนวลลออค้อนควักตลอดเวลาก็พูดตัดบท "เชิญข้างบนเถอะครับคุณอา ไปนั่งพักผ่อนในห้องรับประทานอาหารเถอะครับ ผมกับเพื่อนๆ จะต้อนรับแขกของคุณอาเอง"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"คืนนี้คงสนุกแน่ ถ้ามีพวกนักข่าวหนังสือพิมพ์มาสังเกตการณ์เขาก็คงเข้าใจว่าอากับเพื่อนๆ เคยเป็นเย่นต์เก่า"

ผู้อำนวยการโรงแรม "สี่สหาย" พาคุณหญิงวาดกับสี่นางขึ้นไปบนตึกใหญ่ ส่วนเจ็หนอมยืนเตร่อยู่แถวนั้นคอยต้อนรับพรรคพวกของหล่อนด้วยความตื่นเต้นดีใจที่นานๆ ได้พบกันครั้ง

พอได้เวลา ๑๘.๐๐ น. บรรดาแขกผู้มีเกียรติและไร้เกียรติของงานทั้งสองงานก็หลั่งไหลกันมาจนกระทั่งห้องรับประทานอาหารอันกว้างใหญ่ของโรงแรม "สี่สหาย" ดูออกจะคับแคบไปสำหรับคืนวันนี้

คุณหญิงวาดกับมิตรสหายของท่านซึ่งล้วนแต่เป็นคนแก่ในวัยงอมและหง่อมเต็มทน ได้เห็นพวกเอเย่นต์และบรรดากะหรี่ทั้งหลายสรวลเสเฮฮากอดรัดทักทายกันด้วยความรักใคร่สนิทสนมก็ทำให้รู้สึกชื่นใจในมิตรภาพของพวกแม่เล้าและกะหรี่ทั้งหลายในที่สุดคุณหญิงวาดก็เรียกนายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรมมาพบกับท่าน

"คุณทวน การกั้นเขตหรือแบ่งชั้นวรรณะกันเช่นนี้มันทำให้ฉันและเพื่อนๆ รู้สึกคล้ายกับว่าเราอยู่คนละโลกกับพวกแม่เล้าบอลล์"

นายทวนยิ้มละไม่

"คุณหญิงจะโปรดให้ผมทำยังไงบัญชามาเถอะครับ" เขากล่าวกับท่านอย่างนอบน้อมที่สุด

คุณหญิงวาดชี้มือไปที่กระถางต้นไม้ซึ่งกั้นแบ่งเขตกลางห้อง

"เรียกเด็กของคุณมาช่วยกันยกกระถางไม้ประดับเหล่านี้ออกไปให้หมด พวกเราจะร่วมสนุกกับพวกแม่เล้าบอลล์เหล่านี้ เพราะไหนๆ ก็จะต้องกินข้าวร่วมห้องอาหารเดียวกันแล้ว"

ผู้จัดการโรงแรมยิ้มแหยๆ

"ได้ปรดเถอะครับ งานด้านโน้นเฉพาะพวกแม่เล้ากับพวกกะหรี่นี่ครับ ถึงมีสุภาพบุรุษปะปนอยู่มากก็ล้วนแต่ผู้ที่เคยเกี่ยวข้องอยู่ในวงการแม่เล้าทั้งนั้น"

"เอาเถอะน่า ทำตามฉันสั่งก็แล้วกัน ถ้าทำไม่ได้ฉันจะบอกพ่อหงวนให้เปลี่ยนผู้จัดการใหม่ ฉันไม่แคร์ใครทั้งนั้นฉันไม่เคยเป็นแม่เล้าและไม่เคยเป็นกะหรี่ แต่ฉันกับเพื่อนๆ อยากจะร่วมสนุกด้วยใครจะทำไม"

"ครับผม ตกลงครับ ผมเรียกบ๋อยมาขนกระถางต้นไม้ไปเดี๋ยวนี้"

"ดีมาก ประเดี๋ยวหนึ่งทุ่มตรงยกอาหารมาได้เลยนะเอ้อ-ถามหน่อยเถอะคุณหลาว"

"ทวนครับไม่ใช่หลาว"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"มันก็คล้ายกันนั้นแหละ อ้า-ดนตรีวงไหนนะที่จะมาบรรเลงให้พวกเราฟัง"

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ทางคุณถนอมเขาเป็นผู้จัดหามาครับ ทีแรกได้ข่าวว่าเป็นวงดนตรีชาโด้ แต่ทราบว่าต้องไปออก ทีวี. คืนนี้ คุณถนอมว่ากำลังให้คนไปติดต่อ อาจจะใช้แตรวงมาบรรเลงก็ได้ครับเพื่อให้เหมาะสมกับการเต้นระบำจ้ำบ๊ะ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"หา มีฟลอร์โชว์ระบำจ้ำบ๊ะด้วยหรือ" ท่านถามด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"ครับผม คุณถนอมดาราจ้ำบ๊ะ ๗ ชั้นรุ่นแรกกับเพื่อนๆ จะแสดงฟลอร์โชว์พิเศษครับ คืนเต้นจ้ำบ๊ะให้แขกชม"

"ดี สนุกแน่" แล้วท่านก็กระซิบกระซาบถาม "นุ่งน้อยหมน้อยหรือยังไง"

นายทวนยิ้มอายๆ

"คุณถนอมบอกผมว่าชุดวันเกิดขอรับ"

คุณหญิงวาดหันมามองดูเพื่อนร่วมโต๊ะของท่านซึ่งล้วนแต่เป็นยายแก่แต่เป็นคุณหญิงคุณนายทั้งนั้น

"คืนนี้พวกเราคงสนุกกันเต็มที่ ฉันสั่งให้นายทวนเขาเอากระถางต้นไม้ออกแล้วเพื่อให้รวมเป็นเขตเดียวกัน คุณถนอมผู้จัดงานแม่เล้าบอลล์เขาจะเต้นจ้ำบ๊ะให้ดู ฮ่ะ ฮ่ะ"

"อู๊" คุณหญิงอวบอุทาน "ฉันไม่ดูหรอกแม่วาดบัดสีบัดเถลิง ดีไม่ดีนัยน์ตาเป็นกุ้งยิงเปลาๆ "

นายทวนพาตัวเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารขณะนี้แขกทั้งสองงานต่างมากันพร้อมหน้าแล้ว ทางด้านคุณหญิงวาดคุยกันเงียบๆ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่นางนั่งรวมกันโต๊ะหนึ่ง ทางด้านแม่เล้าบอลล์มีแต่เสียงหัวเราะวี้ดว้ายกระตู้วู้ สาวใหญ่วัย ๓๕ ปีคนหนึ่งแตงชุดราตรีสวมเสื้อคอกว้างโชว์ปทุมทิพย์เกือบทั้งหมด พวกดารากะหรี่ทั้งหลายทั้งโป๊ทั้งยัวะทำให้เพื่อนชายที่นั่งร่วมโต๊ะกระซิบกระซาบขอจองตัวกันวุ่นถึงกับมีการประมูลราคากัน บรรดาเสือป่ากระเป๋าหนักต่างยอมซื้อบัตรแม่เล้าบอลล์ราคา ๒๐๐ บาทร่วมสนุกกับพวกแม่เล้าและกะหรี่เหล่านี้

พอได้เวลา ๑๙.๐๐ น. ตรง อาหารจีนรายการแรกคือหูฉลามตุ๋นใส่เนื้อปูก็ยกมาเสิฟตามโต๊ะอาหารต่างๆ รอบห้องเขตกั้นกลางซึ่งแบ่งงานออกเป็นสองงานไม่มีแล้ว เมื่อมองดูจากหน้า ห้องรับประทานอาหาร ก็เหมือนกับว่า คุณหญิงวาด กับเพื่อนฝูงของท่านคืออดีตเอเย่นต์ที่มาในงานแม่เล้าบอลล์

วงดุริยางค์คณะสามแยกเก่ามาแล้วคือแตรวงซึ่งมีผู้บรรเลงเพียง ๔ คนเท่านั้น ปี่คารีแน็ทอันหนึ่ง แตรวงปากบานอันหนึ่ง ขนาดย่อมอีกอันหนึ่ง แล้วก็กลองอเมริกาแกหนึ่งใบนักแตรวง แต่ละคนอายุไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปีรูปร่างผอมโซแต่งกายสกปรกท่าทางเหมือนติดเฮโรอิน พอมาถึงตั้งวงเรียบร้อยบนยกพื้นเตี้ยๆ ก็เริ่มโหมโรงเพลงมาร์ชตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอู่ทองสร้างพระนครศรีอยุธยา เพลงหนังเงียบเก่าแก่ที่เรียกกันว่าเพลง "ตาตี๋ตกต้นตาล" เสียงกลองอเมริกันดังจนแสนแก้วหูถึงกับถนอมต้องไปขอร้องนักกลองสิงห์อมควันให้ตีเบาลงหน่อย

บรรยากาศในห้องรับประทานอาหารครึกครื้นมาก นักข่าวหนังสือพิมพ์และช่างภาพ ที่มาสังเกตการณ์ ได้ทำหน้าที่ของเขาคือบันทึกภาพและสัมภาษณ์อดีตแม่เล้าผู้ยิ่งใหญ่

"ได้ข่าวว่ารับประทานอาหารแล้วเจ๊กับเพื่อนนักจ้ำบ๊ะรุ่นเดียวกันจะแสดงระบำจ้ำบ๊ะให้แขกชมใช่ไหมครับ"

"ค่ะ"

"ขอโทษนะครับ เจ๊กับเพื่อนๆ จะแสดงในนุ่งน้อยห่มน้อยใช่ไหมครับ"

"โน รักจะเต้นจ้ำบ๊ะแล้วจะนุ่งผ้าทำไมคะ มันต้องเปลือยล่อนจ้อน อ้า-ดิฉันอายุ ๕๐ กว่าแล้วก็จริง แต่เซปของดิฉันยังสวยยังบึ้บบั้บ พวกเสือป่าหรือพวกคุณเห็นแล้วก็ต้องวุ่นวายเหมือนกัน"

"จริงครับ เจ๊ยังสาวและสวยพริ้ง"

"อ้าว ไหงมาเกี้ยวดิฉันล่ะ ดิฉันเป็นคนใจอ่อนนะจะบอกให้ ยิ่งนักข่าวหนุ่มรูปหล่ออย่างคุณด้วยแล้วดิฉันไม่รังเกียจเลย"

นักข่าวอายม้วนต้วนแล้วเดินเลี่ยงไปทางแดนคุณหญิงวาด อาหารจีนรายต่อไปถูกยกมาอีกคือไข่ดันไก่ผัดเห็ดสดและแล้วหมูหันก็ติดตามมาในเวลาไล่ๆ กัน วิสกี้ไทยบนโต๊ะพร่องไปทีละขวดสองขวด เมื่อเหล้าเข้าปากความสนุกสนานก็ทวีขึ้นตามลำดับ เสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลา

สาวสวยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักปีนป่ายเรือสินค้าหากินกับกะลาสีเรือต่างประเทศ แถวท่าเรือคลองเตย ถึงกับถอดเสื้อกระโปรงราตรีออก เหลือแต่เสื้อยกทรงสีฟ้าและเป๊ตตี้โค้ตแพรสีดำกระโดดขึ้นไปเต้นระบำบนโต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง พวกแตรวงนึกสนุกขึ้นมาก็บรรเลงเพลงทันที ชีวิตของหล่อนไม่มีค่าและไม่มีความหมายสำหรับใครดารากาจึงสนุกสนานร่าเริงหาความสุขใส่ตัวเต็มที่ หาเงินได้คล่องแต่ก็ใช้เงินแก่ง ชอบเต้นรำและชอบดื่มเหล้า บางทีดึกดื่นเที่ยงคืนก็เมาเปะปะ อยู่ตามถนนไม่ต้องกลัวว่าผู้ชายจะฉุดหล่อนเพราะเต็มใจให้ฉุนดารกาเต้นระบำแบบเสเปญ ได้อ่อนช้อยสวยงามมากพวกกะหรี่และแม่เล้าทั้งหลายต่างตบมือโห่ร้องเกรียวกราว

เจ๊หนอมร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ติ๋มโว้ย แกแน่จริงถอดเป๊ตตี้โค้ตออกซิวะ"

สาวสวยซึ่งเป็นดอกไม้ใกล้ทางหันมายิ้มให้เจ๊หนอม

"ได้ซิป้าหนอม แต่อย่าให้ถอดยกทรงนะเดี๋ยวโปลิศลากคอไปโรงพัก หนูรู้ดีว่ามีโปลิศนอกฟอร์มปนอยู่ในพวกเราหลายคนล้วนแต่ลงทุนซื้อบัตรมาสังเกตการณ์

หล่อนถอดเป๊ตตี้โค้ทออก โยนไปคลุมศีรษะเสือป่าแซ่หลีคนหนึ่งแล้วเต้นระบำเสปญต่อไป ร่างอันสูงโปร่งคงสวมกางเกงยืดสีดำแนบสนิทเนื้อเพียงตัวเดียว ท่อนบนสวมเสื้อยกทรงแพรบางๆ พวกเสือป่าเป่าปากตบมือกระทืบเท้าอย่างถึงใจพระเดชพระคุณ

ระบำโป๊แต่ไม่ใช่ระบำเปลือย ทำให้แขกที่มาในงานซึ่งรวมทั้งแขกของคุณหญิงวาดครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องตาเป๋งมองดูสาวน้อยเจ้าของนามดารกา ถึงแม้หล่อนเป็นหญิงคนชั่วเป็นโสเภณีมืออาชีพที่คนรังเกียจเหยียดหยามแต่หล่อนก็มีศิลปเต้นรำได้สวยงามมากเป็นการเต้นที่ถูกต้องตามแบบฉบับของชาวเสปญ ที่หล่อนได้เรียนมาดารกาอายุ ๒๐ เศษ สวยหยาดเยิ้ม ส่วนเว้าส่วนโค้งจำเริญตาน่าพิศมัย

เสี่ยหงวนนั่งอ้าปากหวอน้ำลายไหลยืด จนกระทั่งนวลลออยกมือตบหน้าอาเสี่ยดังเผียะทำให้เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"ถึงกับน้ำลายไหลเชียวเรอะ" นวลลออพูดเสียงกร้าวแต่ไม่ดังนัก

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"แหม-เด็กคนนี้เต้นระบำได้วิเศษแท้ ดูแล้วเหมือนเห็นของเปรี้ยวน้ำลายไหลออกมาไม่รู้ตัว"

นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยความเคลิบเคลิ้มลืมตัวเหมือนถูกสะกดจิต ประไพมองดูผัวรักของหล่อนอย่างเดือด

"จะไปไหนกร"

นิกรหันมาโบกมือห้ามหล่อน

"อย่าเอ็ดไป กรกำลังสนใจในลีลาของหล่อนขอให้กรเข้าไปดูใกล้ๆ หน่อยนะ อย่างนี้หาดูยากหล่อนเต้นได้เก่งจริงๆ "

"นั่งลง" ประไพตวาด "อยากดูกลับไปบ้านจะเต้นให้ดู"

"โอ้โฮ แร่ดยังงี้แล้วดูไม่ไหว"

"หน่อย ดูถูก แร่ดยังงี้แหละออกจากบ้านไปไหนพวกหนุ่มๆ มองตาเป็นมันเอาไหมล่ะ วันหลังพามาที่บ้านสักคนยังได้"

นิกรทรุดตัวลงนั่งแล้วยิ้มแห้งๆ

"อย่าดีกว่า เดี๋ยวจะเกิดฆาตกรรมยัดใส่กล่องเป็นรายที่สอง หนังสือพิมพ์จะต้องลงข่าวขนาดพาดหัวว่า ผัวฆ่าเมียยัดใส่กล่องผงซักฟอกส่งไปให้พ่อเลี้ยงเชียงใหม่"

ดร. ดิเรก ยิ้มให้พลแล้วกล่าวว่า

"เด็กสวาที่กำลังเต้นระบำอยู่บนโต๊ะรูปร่างหน้าตาสวยมาก ไม่นาจะเป็นกะหรี่เลยน่าเสียดายแท้ๆ "

พลว่า "ก็เพราะหล่อนน่ะสวยซิหล่อนถึงเป็นกะหรี่ หน้ามู่ฮู่ใครเขาจะรับประทาน อ้าว-กระโดดลงมาจากโต๊ะเสียแล้ว รู้สึกว่าหล่อนคล้ายกับ ริตา เฮวิต เมื่อตอนสาวๆ ว่ะ"

"ออไร๋ ไว้ผมยาวเสียด้วย"

ประภาหันมาทำตาเขียวกับนายพลดิเรก

"ชอบเขาก็ไปหาซิ นั่งวิจารณ์อยู่ได้ รับไปซิคะภาอนุญาต"

"แฮะแอ้ ให้ดิ้นตาย"

"อย่ามายั่วนะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปากลูกสาวคนโตของท่าน

"พอโว้ยประภา ตามปรกติแกไม่เคยหึงหวงผัวของแกเลย"

ประภาหันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"แต่ดิเรกแสดงท่าทีสนใจกับนั่งคนนั้นจนออกนอกหน้านี่คะ"

"เป็นบ้า" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "เขาเป็นกะหรี่"

"ก็นั่นน่ะซิคะภาถึงได้หึง เพราะดิเรกสามารถที่จะติดต่อและตกลงกับเขาได้ง่ายๆ ถ้ายังไงๆ กันเข้าก็ขี้คร้านจะหลงอย่างงมงาย เด็กสาวที่สวยอย่างนี้ภาไม่ไว้ใจหรอกค่ะ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"สวยยังไงก็สู้เมียเราไม่ได้"

นวลลออตวาดแว็ด

"อย่ามาทำพูดดีหน่อยเลย ห้ามลุกขึ้นจากโต๊ะเดินไปทางพวกแม่เล้านะจะบอกให้"

อาหารยกมาเสิฟอีกคือเป็ดตุ๋นยัดไส้ ฝีมือพ่อครัวชั้นเยี่ยมจากฮ่องกงซึ่งโรงแรม "สี่สหาย" สั่งมาเป็นพ่อครัวที่นี่แผนกอาหารจีน ในเวลาเดียวกันนี้เอง พนักงานรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดยืนข้างนวลลออ

"คุณครับ"

นวลลออเงยหน้าขึ้นมองดูแล้วยิ้มให้

"ว่าไงจ๊ะ"

"สุภาพบุรุษ แต่งสากลชุดสีเทาเข้มนั่งโต๊ะริมสุดทางด้านแม่เล้าบอลล์ใช้ให้ผมนำนามบัตรของเขามาให้คุณครับ"

นวลลออแสดงท่าทีแปลกใจเล็กน้อย เอื้อมมือรับนามบัตรที่บ๋อยส่งให้หล่อน

"ขอบใจมาก"

บ๋อยหนุ่มก้มศีรษะโค้งคำนับแล้วพาตัวเดินไปจากที่นั้นกิมหงวนจ้องมองดูเมียรักของเขาอย่างหึงหวง นวลลออพลิกดูข้อความด้านหลังนามบัตร แล้วหล่อนก็ส่งนามบัตรฉบับนั้นให้เสี่ยหงวน

"เกิดการเข้าใจผิดแล้วละค่ะ เขาเข้าใจว่านวลเป็นพวกนั้นเพราะแขกทั้งสองฝ่ายอยู่ในห้องเดียวกัน และไม่มีอะไรกั้นแบ่งเขต"

กิมหงวนอ่านข้อความด้านหน้านามบัตรแผ่นนั้นดังๆ

บุญระบือ สิงห์คำรณ

บริษัทเงียบสูญ จำกัด

ราชวงศ์ พระนคร

พลสบตากับเสี่ยหงวนก็ยิ้มให้

"อ่านข้อความที่เขาเขียนมาถึงคุณนวลซิเขาว่ายังไง"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"ยังไม่ทันอ่านเลยเลือดหึงเดือดปุดๆ แล้ว" พูดจบเขาก็พลิกด้านหลังนามบัตรแล้วอ่านดังๆ พอได้ยินกันทั่วโต๊ะ

คนสวยของผม

ถึงคุณแก่กว่าแต่ผมก็อดรักคุณไม่ได้ งานเลิกไป

กับผมนะครับ เรื่องเงินผมจ่ายเท่าที่คุณต้องการ

บ.

"แน่ะ" อาเสี่ยอุทานเสียงหนักๆ "นายบุญกระบือเข้าใจว่าเมียกันเป็นกะหรี่แน่ะ อย่างนี้มันดูหมิ่นเมียมหาเศรษฐีนี่หว่า"

ต่างคนต่างพากันมองดูเจ้าของนามบัตรแผ่นนี้ ซึ่งกำลังทำเป็นไก๋คุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะ เขาเป็นชายหนุ่มในวัย ๒๕ ปีหรือวัยเบญจเพส ท่าทางสุภาพเรียบร้อย และคงจะชอบผู้หญิงมากมายอย่างอื่นถึงกับยอมลงทุน ๒๐๐ บาทซื้อบัตรมาร่วมสนุกในงานแม่เล้าบอลล์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเสี่ยหงวนแสดงท่าทีโกรธแค้นหึงหวงท่านก็หัวเราะๆ แล้วกล่าวกับอาเสี่ยว่า

"อย่าไปโกรธเขาเลยอ้ายหงวน เรามาปะปนกันอย่างนี้เขาก็ต้องเข้าใจผิดเป็นธรรมดาอยู่เอง ยายถนอมยังเข้าใจว่าคุณหญิงเป็นยายอบอดีตแม่เล้านี่หว่า ให้บ๋อยไปบอกเขาเถอะว่ายายนวลเป็นเมียแกไม่ใช่อย่างว่า"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"ผมต้องฆ่า..."

"ฆ่าใคร" ดร. ดิเรกถามทันที

"ฆ่าอ้ายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น หน็อย-ผู้หญิงในห้องนี้มีตั้งร้อยสองร้อยไม่ชอบเสือกมาชอบเมียกัน ชะ ชะ เด็กสมัยนี้สำคัญโว้ยชอบคนแก่ แต่เมียกันยิ่งแก่ก็ยิ่งแก่สวยและมีเสน่ห์มากขึ้น นั่งคุยกันไปก่อนนะกันจะไปหาอ้ายหมอนั่นชวนมันไปที่ห้องเก็บของแล้วเชือดคอมันเสีย ยัดใส่กล่อง ทีวี. ส่งไปให้กองปราบสามยอด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เอาเลยอ้ายหงวน"

อาเสี่ยหันมามองนิกรแล้วยิ้มแห้งๆ

"แกช่วยจัดการแทนกันหน่อยได้ไหมล่ะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ช่างเถอะ ฉันขี้เกียจมีธุระไปติดะราง"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่นเปลี่ยนสายตามา ที่นวลลออแล้วพูดกับหล่อนด้วยเสียงหนักๆ

"นวลโกรธมันไหม"

"ไม่ค่ะ เลิกงานแล้วนวลจะไปกับเขา"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน "เดี๋ยวก็ฆ่ายัดกล่องเท่านั้นเอง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าในบนเสื้อสากล หยิบนามบัตรของเขาออกมาฉบับหนึ่งแล้วดึงปากกาปลอกทองออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาเขียนข้อความลงบนหลังนามบัตรแผ่นนั้น เขียนเสร็จก็เอื้อมมือข้ามโต๊ะส่งให้นิกร

"แกอ่านดูซิอ้านิกร อย่างนี้เข้าทีไหม"

นิกรอ่านข้อความจากลายมือหวัดแกมบรรจงเบาๆ

คุณกระบือ ที่รัก

ผู้หญิงที่คุณเขียนนามบัตรส่งมาคือเมียผมเองถ้าไม่

อยากตายอย่ายุ่ง

ก.ง.

"เขาชื่อบุญระบือไม่ใช่หรือ ไหงแกเขียนชื่อเขาว่ากระบือ"

"เอาเถอะน่า ระบือหรือกระบือก็คล้ายๆ กันนั้นแหละแกช่วยเรียกบ๋อยมอบนามบัตรให้บ๋อยเอาไปให้เขาหน่อยซิ แหมมันมองดูเมียกันเรื่อยเชียวโว้ย น่าเอามีดโกนเชือดลูกกระเดือกเหลือเกิน"

นิกรร้องเรียกพนักงานรับใช้คนหนึ่ง ให้มาหาแล้วมอบนามบัตรให้นำไปให้สุภาพบุรุษ ที่แต่งสากลชุดเทานั่งอยู่ที่โต๊ะริมผนังตึกข้างวงดนตรี

ในนาทีนั้นเอง เจ้าหนุ่มน้อยที่นึกเสน่หานวลลออและเข้าใจผิดว่า หล่อนเป็นอดีต กะหี่ก็ผลุนผลันออกไปจากห้องรับประทานอาหารด้วยความอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้ความจริงว่าหล่อนคือภรรยาของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย

การรับประทานอาหารแบบโต๊ะจีน เป็นไปอย่างสนุกสนาน รายการสุดท้ายคือข้าวผัดปู แล้วก็ของหวานลิ้นจี่กระป๋องใส่น้ำเข็ง ลูกบัวต้มน้ำตาล ระหว่างนี้เสียงเจี๊ยวจ๊าวของพวกอดีตเอเย่นต์และกะหรี่ทั้งหลายก็ดังขึ้นกว่าเก่า แทบทุกคนเมาเหล้าจึงสนุกกันเต็มที่ มีการสัพยอกหยอกล้อกัน ด่าทอกันพอหอมปากหอมคอ ที่ไปอยู่อยู่ปักษ์ใต้ก็ได้ผัวเป็นนักธุรกิจอยู่ทางใต้ ที่ไปอยู่ทางเหนือก็ได้ผัวเป็นไทยเหนือ บางคนมีโชคดีก็ร่ำรวยมีความสุขอย่างไรก็ตามบางคนท่องเที่ยวไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็ยังมีอาชีพเป็นโสเภณีตามเดิมทั้งๆ ที่มีอายุมากแล้วทั้งนี้ทั้งนั้นก็สุดแล้วแต่ดวงหรือพรหมลิขิต ซึ่งทุกคนเกิดมาแล้วอยากสุขสบายอยากเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น

ตอนนี้เองเจ๊หนอมผู้จัดงานวันแม่เล้าบอลล์ ก็ได้กล่าวคำปราศรัยโดยเครื่องขยายเสียง ร่างอันอวบอัดของหล่อนยืนโงนเงนอยู่หน้าไมโครโฟน เสียงที่พูดอ้อมลิ้นไก่พันกันแสดงว่าหล่อนเมามาก

"กราบเรียนบรรดาคุณหญิงคุณนายทางด้านโน้น แล้วก็ เรียนพี่น้องเอเย่นต์ และ กะหรี่ทั้งหลาย ตลอดจนบรรดาเสือป่าผู้มีเกียรติ ดิฉัน...นังถนอมหรือเจ๊หนอมรู้สึกปลื้มใจอย่างยิ่งที่งานแม่เล้าบอลล์ในราตรีนี้ เต็มไปด้วยพวกเราชาวกะหรี่และแม้เล้าอย่างคับคั่ง เป็นการชุมนุมนัดพบเอเย่นต์และกระหรี่ทั่วราชอาณาจักรก็ว่าได้ เพราะบางท่านก็เดินทางมาสุดเหนือสุดใต้ทีเดียว และที่น่าชื่นใจที่สุดก็สุดก็คืองานของเราตรงกับงานวันมิตรภาพของคุณหญิงประสิทธิ์นิติศาสตร์ ซึ่งท่านได้กรุณาให้เกียรติพวกเราด้วย ฉะนั้น ดิฉันถือเสียว่าคืนนี้เป็นคืนสำคัญยิ่งของพวกเราซึ่งดิฉันจะจัดงานวันแม่เล้าบอลล์ขึ้นอีกปีละครั้งคือวันที่ ๖ มีนาคม พี่น้องกะหรี่และเอเย่นต์ทั้งหลายอย่าลืมมาร่วมสนุกพบปะสังสรรค์กันนะคะ พวกเราจะต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเอเย่นต์และกะหรี่ทั้งหลายนั้น ก็ล้วนแต่มีความรัก สามัคคีเช่นเดียวกัน และตราบใดที่โลกนี้ยังมีมนุษย์ผู้ชาย ตราบนั้นเอเย่นต์และกะหรี่ก็ยังมีอยู่เป็นของคู่โลก ดิฉันถือโอกาสนี้กล่าวคำอวยพรขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ จึงมีแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วหน้า ไชโย..."

เสียงไชโยดังขึ้น ลั่นห้องรับประทานอาหารอันกว้างใหญ่ เจ๊หนอมยิ้มละไมใบหน้าแดงก่ำนัยน์ตาปรือ หล่อนพูดไมโครโฟนต่อไป

"ดิฉันมีความสุขจริงๆ ค่ะที่ได้เห็นญาติมิตรมาชุมนุมกันดังเช่นนี้ ทำให้บรรยากาศเก่าๆ กลับคืนมา ณ โอกาสนี้ดิฉันขอเชิญคุณน้าอบหรือคุณป้าอบแม่เล้าอาวุโสกล่าวคำปราศรัยกับท่านค่ะ ขอเชิญคุณน้าอบค่ะ"

เสียงตบมือดังสนั่นหวั่นไหว หญิงชราวัย ๗๕ ปีหนึ่งกายภูมิฐาน เดินกะย่องกะแย่งตรงมาหาเจ๊หนอมที่ไมโครโฟนเจ้าของร่างบอบบางศีรษะขาวโพลนเนื้อหนังเหี่ยวย่น ผู้นี้คือป้าอบนั่นเอง อดีตยอดหญิงผู้ยิ่งใหญ่ในงวการกะหรี่ของไทยเราซึ่งผู้ชายนักเที่ยวทุกคนรู้จักดี ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการฝ่ายทหารหรือพลเรือนพนักงานตามบริษัทห้างร้าน ป้าอบอยู่ในชุดสีเทาคอปกเสื้อเล็กๆ เป็นลูกไม้ สวมสร้อยคอเพชรเป็นประกายวูบวาบ เจ๊หนอมประนมมือไหว้หญิงชราอย่างนอบน้อม

"เชิญค่ะน้าอบ ปราศรัยกับลูกหลานสักหน่อยนะคะ"

ป้าอบเลื่อนตัวเข้ามายืนหน้าไมโครโฟน ในท่าทางสำรวม แล้วหล่อนก็กล่าวคำปราศรัยอันน่าจับใจ

"สวัสดีลูกหลานกะหรี่และแม่เล้าทุกรุ่นทุกวัย วันนี้เราพบกันโดยไม่มีการถือว่ารุ่นอาวุโสหรือรุ่นเด็กรุ่นใหญ่ เราพบกันในฐานที่เราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมอาชีพกัน และมีความสัมพันธ์ต่อกันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ซึ่งกะหรี่กับแม่เล้านั้นทั้งสองฝ่ายย่อมมีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ฉันจำได้ว่าฉันเคยให้คติพจน์แก่พวกเด็กๆ ที่แยกไปจากฉันว่า 'กะหรี่ดีแม่เล้าช่วย แม่เล้ารวยเพราะกะหรี่ดี' แบบเดียวกับ 'เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี'"

เสียงตบมือดังสนั่นหวั่นไหวเพราะพวกกะหรี่และแม่เล้าจับใจในสุนทรพจน์ของป้าอบ หญิงชรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เมื่อเงียบเสียงตบมือหล่อนก็กล่าวต่อไป

"พี่น้องลูกหลาน ขออย่าได้นึกเสียใจน้อยเนื้อต่ำใจอะไรเลยที่เราเป็นกะหรี่หรือแม่เล้า ทั้งนี้ก็เพราะเรายากจนไร้วิชาความรู้ ความจำเป็นทำให้เราต้องทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปากท้อง จนกระทั่งขายตัวของเราเอง เรามีเกียรติดีกว่ามนุษย์ที่สูบเลือดประชาชนทั้งชาติ ใช้ตำแหน่งหน้าที่กอบโกยเงินเข้ากระเป๋าของเขา ล้วนแต่มีคนเกลียดชังสาปแช่ง พวกเราไม่ได้รีดนาทาเร้นคดโกงใคร เราผลิตสินค้าในตัวของเราเอง เราไม่มีการลงทุนสำหรับสินค้าของเรา แต่บางครั้งเคราะห์หามยามร้ายเราก็ต้องจ่ายเงินให้หมอมาเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเราก็สามารถตกลงกับหมอได้ด้วยวิธีชำระสินค้าของเราแทนเงินซึ่งคุณหมอทั้งหลายก็พอใจ ขณะนี้อาชีพของพวกเราได้สลายตัวไปแล้วจากที่สว่างแล้ว แต่มันยังอยู่ตามที่มืด ในที่ที่ตำรวจไม่รู้เราพยายามทำมาหากินด้วยเท็คนิคอันยอดเยี่ยมของเรา มีอาชีพอย่างอื่นบังหน้า ถึงแม้จะเพลี่ยงล้ำเสียทีตำรวจบ้างเรายังก็ประกอบอาชีพกันเรื่อยมา พวกแม้เล้าไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กๆ ได้ก็กระทำตนเป็นนายหน้านายหน้ารวมงานประสานงานกับเด็กๆ มีสถานที่ของเราโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องอาศัยซ่องหรือโรงแรมเหมือนแต่ก่อน ในฐานะที่ฉันได้ผ่านชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชนก็ใครจะขอเตือนว่า หากใครมีชองทางกลับเนื้อกลับตัวได้แล้วก็ขอให้ปีนขึ้นมาจากชุมนุมนรกนี้เสียเถิด แล้วตั้งต้นชีวิตของเราเสียใหม่ แต่ถ้าใครยังไม่มีช่องทางเป็นกะหรี่ไปก่อน แต่จะต้องระมัดระวังตัวให้มาก นายตำรวจนอกฟอร์มมักจะเขียนชื่อไว้หลังธนบัตรใบละร้อย สมัยก่อนอาชีพกะหรี่มีเสรีภาพมากใครอยากเป็นกะหรี่เป็น ใครอยากเป็นแม่เล้าเป็น ใครอยากคุมซ่องคุม แต่ปัจจุบันนี้ตำรวจเขาไม่ยอมให้ทำเช่นนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ลูกหลานทั้งหลายทั้งหลายจะต้องขบคิด ทางที่ดีควรจะหางานอาชีพทำ ถ้าหากว่าเงินเดือนไม่พอใช้จะหาเศษหาเลยบ้างก็ไม่แปลก อย่าลืมว่าคนดีๆ ที่เรียกตังเองว่าผู้ดีมีถมไปที่แอบหาค่ากับข้าวโดยที่ผัวของหล่อนก็ไม่รู้เรื่อง"

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นอีก ป้าอบชู้มือขวาขึ้นโบกต้อนรับเสียงเชียร์ แล้วพูดต่อไป

"ฉันอาจจะพูดมากเกินไปเสียแล้ว ขอจบคำปราศรัยเท่านี้แหละจ๊ะ ขอให้ทุกคนมีความสุขสวัสดีแคล้วคลาดจากตำรวจโดยทั่วหน้ากันเทอญ"

บรรดากะหรี่และแม่เล้าหลายคน ต่างลุกขึ้นวิ่งเฮโลเข้ามาห้อมล้อมหญิงชรากอดจูบป้าอบเป็นพัลวัน บ้างก็จับมือป้าอบวางลงบนศีรษะ ป้าอบน้ำตาไหลพรากชื่นชมลูกหลานของหล่อนซึ่งความจริงไม่ใช่ลูกหลานแต่ก็เคยอยู่กับหล่อน มีความเคารพรักหล่อนเหมือนแม่หรือญาติผู้ใหญ่

"เฮ้อ-ลูกหลานเอ๋ย ถ้าเลิกได้ก็ควรเลิกนะลูกนะลูกอายุเข้าไปตั้งครึ่งคนแล้ว ยังต้องไปปีนป่ายเรือสินค้าทำตัวเป็นนางแมวน้ำเหมือนเด็กสาว นังศรีนี่ก็เหมือนกัน ได้ข่าวว่าได้ผัวที่ไรผัวของเอ็งล้วนแต่เป็นแมงดาเกาะหลัง หาให้มันดีๆ หน่อยซิวะช่วยกันทำช่วยกันกินอย่าให้มันเป็นมังกรนอนเลื้อยอยู่ในบ้าน แม่คิดว่าจะไม่ได้พบกับพวกเอ็งนังหนอมมันก็จัดงานชิ้นช่วยให้เราได้พบปะกัน เห็นหน้าพวกเอ็งแล้วแม่อดร้องไห้ไม่ได้ เมื่อ ๒๐ ปีก่อนเคยเป็นกะหรี่เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่กรรมเวรลูกเอ๋ย"

เจ๊หนอมประกาศไมโครโฟนต่อไป

"ท่านที่เคารพรัก ท่านได้ฟังคำปราศรัยจากป้าอบหรือน้าเอเย่นต์อาวุโสของเราแล้ว อันดับต่อจากนี้ไปดิฉันขอเชิญหม่อนแขอดีตกะหรี่และเอเย่นต์ชั้นอาวุโส กล่าวคำปราศรัยกับท่านเป็นคนสุดท้ายค่ะ ขอเชิญหม่อมแขค่ะ"

ท่ามกลางเสียงตบมือ หญิงชราในวัย ๗๐ ปีได้ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งเดินตรงไปที่ไมโครโฟน หล่อนคืออดีตหม่อมของเจ้าชายพระองค์หนึ่ง แต่อยู่กับเจ้าชายพระองค์นั้นได้สองสามปีก็หย่าร้างกัน หม่อมแขก็ยังเป็นหม่อมแข กระโจนเข้าแพร่งสรรพศาสตร์ในยุคนั้นกลายเป็นตัวเงินตัวทองไป ใครใครก็ต้องการหม่อมแข ใครๆ ก็รู้จักหล่อนในนามของหม่อมแขพออายุได้ ๔๐ เศษก็เลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นแม่เล้าเลี้ยงเด็กสาวไว้บริการผู้ชายมาหลายรุ่น เพิ่งเลิกเป็นแม่เล้าตอนที่ทางการให้เลิกโสเภณี ปัจจุบันนี้อาศัยอยู่กับหลานชายคนหนึ่งหม่อมแขแข็งแรงกว่าป้าอบมาก หน้าตาก็ยังมีประพิมประพายว่าเคยสวยเมื่ออยู่ในวัยกลางคน หม่อมแขแต่งกายทันสมัยชุดราตรีสีตะกั่วตัด ผัดหน้าทาปากเขียวคิ้วทาเล็บ ใบหน้ามีส่วนเหมือนคุณหญิงวาดและรูปร่างก็คล้ายกันทำให้เพื่อนร่วมโต๊ะของคุณหญิงวาดแปลกใจไปตามกัน

"เฮ้-แม่วาด" คุณหญิงพลอยพูดเสียงดังตามนิสัยของท่าน "หม่อมเป็นน้องสาวของเธอหรือยังไง ทำไมฉันเพิ่งเห็นหน้าวันนี้"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื้อก

"เปล่าเลยแม่พลอย ไม่เคยรู้จักมักจี่ด้วยซ้ำ แต่ทำไมคล้ายกันได้ก็ไม่รู้ แปลกจริง"

หม่อมแขหยุดยืนหน้าไมโครโฟรด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแลเห็นฟันปลอมอันสวยงาม หล่อนก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

"ท่านทั้งหลาย คำพังเพยบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า มีน้ำที่ไหนย่อมมีปลาที่นั่น และ...เช่นเดียวกัน มีชุมนุมชนที่ไหนก็ต้องมีกะหรี่ที่นั่น"

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นทันที หม่อมแขยิ้มแก้มแทบแตก หล่อนนึกชมตัวเองว่าหล่อนยังพูดจากคายเหมือนเมื่อก่อน

"ขอให้ท่านเชื่อดิฉันเถอะค่ะว่า กะหรี่เป็นของคู่โลกนานมาแล้ว กะหรี่มีมากว่า ๕,๐๐๐ ปีแล้วไม่ว่าจะเป็นกะหรี่ชั้นสูงชั้นกลางชั้นต่ำหรือกะหรี่ตีตั่วก็ตาม ในสมัยโบราณไทยเราบางครั้งอิทธิพลของกะหรี่ก็ได้เข้าไปแทรกแซงในวงการเมืองหรือในทางราชการก็มี แต่ดิฉันจะไม่ขอเล่าราบละเอียดในที่นี้พวกเราเหล่าแม่เล้า และกะหรี่ได้พัฒนาการ ตัวเรามาทุกยุคทุกสมัย ในสมัย ในสมัย ๕๐ ปีที่แล้วมาผู้คนเรียกเราว่าผู้หญิงคนชั่ว ส่วนทางราชการเรียกโสเภณี สมัยนั้นพวกเราถ้าจะรับแขกอย่างเปิดเผยมีห้องหรือบ้านริมถนนใหญ่เราก็ต้องตีตั่วขออนุญาตจากทางการตำรวจแผนกโสเภณีที่กระทรวงมหาดไทย เสียค่าธรรมเนียมปีละ ๑๒ บาท เจ้าหน้าที่จะออกใบอนุญาตให้ประกอบการค้าได้ แต่เราจะต้องจุดโคมสีเขียวไว้เป็นสัญญาณ แขวนไว้หน้าประตูห้องห้องประตูรั้วบ้าน เพื่อให้นักเที่ยวกลางคืนและโปลิศรู้ว่า บ้านหรือห้องที่มีโคมเขียวคือซ่องของพวกเราละพวกผู้ชายมักจะชวนกันไปเที่ยวโคมเขียว คนไทยก็มีคนจึงก็มีนั่งเสนอหน้าเต็มไปหมด ค่าบริการสมัยนั้นก็เพียง ๖ สลึงหรือบาทห้าสิบสตางค์เท่านั้น"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนพออกพอใจฟังความเป็นมาของกะหรี่ซึ่งหม่อมแขกำลังบรรยายให้ฟัง

"ต่อมา บ้านที่แขวนโคมเขียวก็กลายเป็นสถานที่เที่ยวชั้นต่ำไป จะมีอยู่ก็ในตรอกถั่วงอก, ตรอกโรงโคมสำเพ็ง, ตรอกเต๊า, ตรอกข้างวัดเล่งเน่ยยี่ ที่เรียกกันว่ากุหลาบเหลืองแล้วก็ตรอกโพธิทางเทียนกัวเทียน นอกจากนี้ก็มีอยู่ในตรอกตรงข้ามโรงหนังแค็ปปิตอลและสะพานเหล็กคือสะพานดำรงสถิตตอนนั้นพวกเอเย่นต์รู้จักเช่าบ้านใหญ่ๆ ตกแต่งบ้านให้สวยงามหาเด็กสวยๆ มารับแขก โดยไม่มีการแขวนโคมเขียวคือไม่ตีตั๋วนั่นเอง ตำรวจรู้เข้าก็ไม่จับ โปลิศสมัยก่อนใจดีมาก ผิดกับตำรวจสมัยนี้ซึ่งเอะอะก็มักจะพูดว่า "ไปโรงพัก" เป็นคำพูดที่พวกเราเบื่อหน่ายเต็มทน ไม่เคยปรากฏว่ามีตำรวจคนไหนเลยที่จะพูดว่า "ไปดูหนังกันไหมล่ะ" หรือ "ไปหาอะไรกินกันเถอะ""

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราวแสดงว่าปาฐกพูดถูกใจคนฟัง หม่อมแขก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูในท่าทางอ่อนช้อย

"ในที่สุดโคมเขียวก็สลายตัวไปเอง ถึงแม้จะมีการตีตั๋วบ้าง ก็ไม่ยอมมีใครแขวนโคมเขียวหน้าบ้านหรือหน้าห้องต่อมาถึงยุคโสเภณีเสื่อมในราว พ.ศ. ๒๔๖๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ พวกแม่เล้าหลายคนได้เข้าทุนกันเปิดบาร์หรือไน้ท์คลับขึ้นหลายต่อหลายแห่งทำให้โสเภณีเฟื่องขึ้นอีก แต่มันก็เป้นอยู่อย่างนี้แหละค่ะเหมือนน้ำขึ้นลง ประเดี๋ยวเฟื่องประเดี๋ยวแฟบพวกผู้ชายชักจะกระดูกขึ้นมีลูกมีเมียกันไปหมด จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง พวกเราพยายามจัดบริการแขกให้ดีที่สุดให้ทันสมัย และปลอดภัย แต่มันก็อย่างว่าแหละค่ะ ใหม่ที่เราเก่ามาจากที่อื่น ยาฉีดมันแพงพวกผู้ชายก็เลิกเที่ยวกันไปเองบ้านเมืองของเราเจริญรุ่งเรืองขึ้น กะหรี่ก็พัฒนาการตัวเองให้ดีขึ้น มีกะหรี่ชั้นสูงเกิดขึ้น มีนางนางโทรศัพท์เกิดขึ้น บางทีเอเย่นต์ก็นำอาละบั้มรูปถ่ายไปให้ผู้ชายดูรูปก่อนถ้าพอใจรูปไหนก็นัดหมายกัน นัดวันเวลาสถานที่ การเที่ยวซอง พวกเรานี้แหละค่ะทำให้อาชีพโสเภณีเสื่อมทรามลงจนแก้ไม่ตก ในที่สุดรัฐบาลก็สั่งเลิกพวกเราต้องแตกแยกกันไป ที่ยังเป็นกะหรี่อยู่ก็ต้องหากินอย่างลับๆ ดิฉันขอถือโอกาสนี้อธิบายให้ท่านได้ทราบถึงคำว่ากะหรี่นี้ด้วย ทำไมเขาถึงเรียกพวกเราว่ากะหรี่ซึ่งเป็นชื่อแกงชนิดหนึ่งดิฉันจะเล่าให้ฟังนะคะ สมัยนั้นที่หลังตลาดบำเพ็ญบุญมีกะหรี่ตีตั๋วอยู่หลายห้องค่ะ พวกนักเที่ยวซึ่งเป็นคนชั้นกลางและคนชั้นต่ำได้ไปหาข้าวกินกันในตลาดบำเพ็ญบุญ โดยมากกินข้าวแกกะหรี่แล้วก็เดินออกหลังตลาดแวะเยี่ยมสาวสาธารณะ ต่อมาถ้าใครจะไปเที่ยวผู้หญิงที่นั่นก็มักจะชวนกันไปกินข้าวแกงกะหรี่ตลาดบำเพ็ญบุญ เป็นอันรู้กันว่าไปเที่ยวผู้หญิงในที่สุดนักเที่ยวกลางคืนก็เลยเรียกเราว่ากะหรี่เรื่อยมา อ้า-ขอบคุณค่ะ ดิฉันขอจบคำปราศรัยเพียงเท่านี้ขออวยพรให้แม่เล้าและกะหรี่ทั้งหลาย ตลอดจนพวกเสือป่าสุภาพบุรุษที่มาร่วมงาน จงมีความสุขความเจริญโดยทั่วหน้าสวัสดีค่ะ"

เสียงตบมือดังขึ้นอีก หม่อมแขเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหารของหล่อนท่ามกลางเสียงสัพยอกหยอกล้อของพวกแม่เล้าแก่ๆ ด้วยกัน

เจ๊หนอมพูดไมโครโฟนต่อไป

"ท่านที่เคารพรัก ต่อจากนี้ไปขอเชิญท่านลีลาศหรือรำวงหาความสุขสำราญกันตามอัธยาศัยเถอะนะคะ"

แตรวงขึ้นเพลงทันที เป็นเพลงรำวงที่ฟังผะอืดผะอมอย่างไรชอบกล บรรดาเสือป่าทั้งหลายต่างพากะหรี่และแม่เล้าออกรำวงกันอย่างสนุกสนาน

เสี่ยหงวนกับนิกรถือโอกาสเลี่ยงออกมาจากห้องรับประทานอาหาร ขณะที่สี่นางถูกท่านผู้ใหญ่โต๊ะหนึ่งเรียกไปพบ เพื่อสัมภาษณ์ไต่ถามทุกข์สุข สองสหายอ้อมมาทางด้านหน้าห้องแล้วกวักมือเรียกพนักงานรับใช้คนหนึ่งมาพบ สั่งให้ไปเชิญเจ๊หนอมออกมา

ในนาทีนั้นเอง อดีตแม่เล้าก็เดินตัวปลิวตรงเข้ามาหาสองสหาย

"ขอบคุณเหลือเกินค่ะอาเสี่ยขา การรับประทานอาหารของพวกเราได้รับบริการอย่างดีที่สุด" เจ๊ หนอมพูดยิ้มๆ

อาเสี่ยยิ้มให้หล่อน

"เจ๊ว่าเจ๊กับเพื่อนๆ จะเต้นจ้ำบ๊ะให้ดูยังไงล่ะ เมื่อไรจะเต้นเสียทีอยากดูใจแทบขาดแล้ว"

ถนอมถอยหายใจเฮือกใหญ่

"เต้นไม่ได้หรอกค่ะ มีนายตำรวจนอกฟอร์มปะปนอยู่กับพวกเราตั้ง ๖ คน เขายอมซื้อบัตรมาในงานของดิฉันเพื่อสังเกตการณ์ ขืนแก้ผ้าเต้นจ้ำบ๊ะดิฉันกับเพื่อนๆ ก็ต้องไปนอนห้องขังแน่นอน"

"ว้า" นิกรคราง "เราก๊ออดดูน่ะซิ"

"ทำยังไงได้ล่ะคะ ทางการเขาห้ามเด็ดขาดในการแสดงระบำโป๊ถึงแม้จะเรียกว่าศิลปก็ตาม"

อาเสี่ยพูดโพลงขึ้นด้วยความมืนเมา

"ยังงั้นไปที่ห้องทำงานของฉันเถอะเจ็ แล้วเจ๊เต้นจ้ำบ๊ะให้ฉันดู อยากดูจริงๆ ให้ดิ้นตายซิเอ้า"

"แหม-อย่าเลยค่ะ เอาไว้วันหลังพันเอกเกรย์สันไม่อยู่ดิฉันจะโทรศัพท์มาถึงอาเสี่ยและคุณนิกร เชิญไปทานเหล้าที่บ้านแล้วดิฉันจะเต้นจ้ำบ๊ะให้ดูจริงๆ เรากันเองดิฉันไม่อายหรอกค่ะ แล้วก็เป็นการตอบแทนพระคุณอาเสี่ยด้วย"

เสี่ยหงวนยื่นมือให้หล่อนจับ

"ตกลง แต่ว่าเด็กสาวที่เต้นระบำเสป็ญบนโต๊ะน่ะอยู่ที่ไหน เจ็ช่วยติดต่อหน่อยซิ พรุ่งนี้ตอนบ่ายให้เธอมาหาฉันที่นี่"

"ได้ค่ะ ๕๐๐ นะคะ"

"เอาเถอะน่า เงินเรื่องเล็ก"

"ค่ะ ได้ค่ะ เด็กของเพื่อนดิฉันเอง"

นิกรเอื้อมมือสะกิดแขนอาเสี่ย

"เข้าไปในห้องเถอะโว้ยอ้ายหงวน ประเดี๋ยวเมียออกมาตามเกิดหึงเจ๊หนอมจะยุ่งกันใหญ่" พูดจบก็หันมายิ้มให้ถนอม "แตรวงของเจ๊หนอมฟังไม่เป็นสับปะรดเลย ไปหามาจากไหนนะ"

"พรรคพวกเขามาช่วยค่ะคุณนิกร พวกนี้ชำนาญบรรเลงเพลงจ้ำบ๊ะมาก ดิฉันกับเพื่อนๆ ตั้งใจจะเต้นให้ดูก็หมดโอกาสเสียแล้ว เด็กๆ มันกระซิบบอกว่าโต๊ะริมหน้าต่างด้านนี้นายตำรวจนอกฟอร์มทั้งนั้น มีตำรวจหญิงมาสองคน"

สองสหายพากันเดินอ้อมไปทางหลังตึก และเข้าไปในห้องอาหารซึ่งขณะนี้พวกแม่เล้าและกะหรี่กำลังรำวงกันอย่างสนุกสนาน

งานแม่เล้าบอลล์สิ้นสุดลงในเวลา ๒๔.๐๐ น. ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ คุณหญิงวาดกับเพื่อนของท่านได้กลับไปหมดแล้ว

จบตอน