พล นิกร กิมหงวน 078 : เชน

พ.ศ.๒๔๙๖

เมื่อวันจันทร์ที่แล้วมานี้ เจ้าแห้วได้พากระทาชายคนหนึ่งมาที่บ้าน 'พัชราภรณ์' และเรียนขออนุญาตคุณหญิงวาด ขอให้ชายผู้นั้นอาศัยอยู่ในบ้านสักสองสามวัน เจ้าแห้วอ้างว่ากระทาชายเจ้าของร่างผอมกะหร่องลักษณะท่าทางเหมือนคนสูบฝิ่นทั้งหลายคนนั้น เป็นผู้ดีตกยากและเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของเขา

"รับประทาน กระผมขอความกรุณาให้นายคล้อยอาศัยอยู่ที่ห้องกระผมสักสามวันเถอะขอรับ"

คุณหญิงวาดกำลังมีอารมณ์ดี ท่านจึงไม่ขัดข้อง

"ได้-เพียงมาอาศัยอยู่ชั่วระยะเวลา ข้าไม่ขัดข้องอะไรหร็อก แต่อย่าให้นายคนนี้มาตั้งกล้องตะเกียงในบ้านข้าเป็นอันขาด ข้าขี้เกียจไปโรงพัก สารวัตรใหญ่คนนี้ไม่ใคร่คุ้นเคยกันนัก"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานนายคล้อยเลิกสูบมานานแล้วครับ ตั้งแต่ลงแดงครั้งใหญ่เมื่อปีปลายนี้เขาเลยเลิกสูบ"

คุณหญิงวาดศอกกลับเจ้าแห้ว

"แล้วเอ็งล่ะ เมื่อไรจะเลิกสูบกันชาเสียที"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"แฮ่ะ แฮ่ะ คุณหญิงถามนอกประเด็นนี่ครับ"

เป็นอันว่านายคล้อย ผู้มีบุคลิกลักษณะคล้ายพระอภัยได้เข้ามาอยู่ในร่มไม้ชายคาของบ้าน 'พัชราภรณ์' แล้ว และขลุกอยู่แต่ในห้องนอนของเจ้าแห้วที่เรือนคนใช้ตลอดวัน

จนกระทั่งตอนบ่ายวันศุกร์ คุณหญิงวาดได้ใช้สาวใช้ของท่านคนหนึ่งไปตามเจ้าแห้วมาพบกับท่านในห้องโถงชั้นล่าง ขณะที่คุณหญิงวาดกำลังสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรและเสี่ยหงวน

เจ้าแห้วพาตัวเดินเข้ามาในห้อง ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น แล้วกระพุ่มมือไหว้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"รับประทานคุณหญิงให้หากระผมหรือครับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้า

"ถูกแล้ว ข้าอยากจะถามเอ็งสักหน่อย ในเรื่องตาคล้อยเพื่อนของเอ็ง เอ็งบอกข้าว่า ตาคล้อยจะมาอยู่กับเราเพียง ๓ วัน นี่ผ่าเข้าไปตั้ง ๕ วันแล้ว จัดการให้เขาไปเสียทีซี ข้าไม่ชอบหร็อกเรื่องคนจรหมอนหมิ่น เมื่อวานนี้เองสาวใช้คนใหม่ของคุณหญิงทิพย์ กวาดเครื่องเพชรเอาไปเกือบสามหมื่น กองปราบเขาจับได้ที่สถานีธนบุรี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เพื่อนของเจ้าคนนี้ท่าทางมันไม่น่าไว้ใจเลย ดูคล้ายๆ ผีปอบ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานข้างนอกขรุขละ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่งครับ รับประทานนายคล้อยเป็นคนดีมาก เขาเป็นผู้ดีตกยากครับ"

เสี่ยหงวนว่า "ถ้าจะเป็นลูกเจ้าคุณ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่ถึงเจ้าคุณหร็อกครับ แค่คุณพระเท่านั้น"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

""พระอะไรวะ"

"รับประทานพระเศวตครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"เฮ้ย! พระเศวตน่ะมันช้างโว้ย ไม่ใช่คน"

เจ้าแห้วทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"รับประทานไหงเป็นยังงั้นไปล่ะครับ นายคล้อยเขาบอกกระผมว่าเขาเป็นลูกชายโทนของคุณพระเศวตฯ "

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก

"พระเศวตคชดิลกใช่ไหมล่ะ" ท่านพูดพลางหัวเราะพลาง

เจ้าแห้วนิ่งนึกอยู่สักครู่

"รับประทานดูเหมือนใช่ครับ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้องโถง เจ้าแห้วทำหน้าบ้องแบ๊วชอบกล เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหัวเราะ

"แกอย่าสงสัยอะไรเลย ตาคล้อยเพื่อนของแกคนนี้เป็นลูกช้างแน่ๆ พระเศวตคชดิลกคือช้างเผือกคู่บุญบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานกระผมนึกได้แล้วครับ รับประทานคุณพ่อของคล้อยมีราชทินนามว่า พระเศวตฉัตรรักษา ข้าราชสำนักในหลวงรัชกาลที่ ๖"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นไม่ใช่ช้างแน่ แต่อย่างไรก็ตามข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อีตาคล้อยขี้ยาเพื่อนของแกจะเป็นลูกคุณพระ ผิวพรรณมันไม่บอกสักนิดว่าเป็นลูกผู้ดีมีสกุล"

เจ้าแห้วชักฉิว

"รับประทานผู้ดีตกยาก จะให้ผิวพรรณผุดผ่องอย่างไรกันครับ"

คุณหญิงวาดพูดโพล่ง

"เอาเถอะ จะเป็นผู้ดีตกยากหรือจะเป็นขี้ข้าม้าครอก เอ็งก็ต้องจัดการให้เขาไปจากบ้านเราโดยเร็วที่สุด บอกตามตรงดีกว่าข้าไม่ไว้ใจคนคนนี้ ดีไม่ดีเดี๋ยวจะเกิดชักศึกเข้าบ้าน ชักหัวล้านเข้าเมือง"

"แล้วกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรคุณหญิงวาด "จะพูดอะไรก็เกรงใจผมบ้างซีครับ"

คุณหญิงวาดกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ประทานโทษเถอะค่ะเจ้าคุณ ดิฉันไม่มีเจตนาเลย ดิฉันพูดส่งเดชไปยังงั้นเอง พูดเพื่อให้มันคล้องจองกันเท่านั้น" แล้วท่านก็กล่าวกับเจ้าแห้ว "บอกให้ตาคล้อยไปเสียจากบ้านเราเถอะ ข้าจะได้สบายใจ"

เจ้าแห้วคลานเข้ามานั่งใกล้เก้าอี้คุณหญิงวาด

"รับประทานพรุ่งนี้เช้าคล้อยเขาจะไปแน่นอนขอรับ แล้วก็กระผมจะไปกับเขาด้วย"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"หา? เจ้าหมายความว่ากระไร"

เจ้าแห้วยิ้มอย่างทรนง

"รับประทานจะลาออกจากงานไปกับคล้อยขอรับ"

"ออกจากงาน" คุณหญิงวาดพูดเสียงดัง "เจ้าจะออกจากงาน....เจ้าจะไปจากบ้านนี้"

"รับประทาน กระผมขอลาออกเพียงเดือนเดียวเท่านั้นแหละขอรับ ถ้ากระผมร่ำรวยกลับมา กระผมก็จะเป็นพ่อค้าอย่างอาเสี่ย จะได้มีโอกาสฉีกแบ๊งค์เล่นโก้ๆ บ้าง แต่ถ้ากระผมผิดพลาดหวังรับประทานไม่ได้รับโชคลาภ รับประทานกระผมก็จะกลับมาให้คุณหญิงจิกหัวใช้อีก"

เสี่ยหงวนถามขึ้นทันที

"แกจะไปไหนวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานกระผมจะไปค้นหาบ่อทอง บ่อเพชร ในป่ากาญจนบุรีครับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"มันมีหรือวะ"

"รับประทานมีครับ นายคล้อยเขาได้ลายแทงมาจากพระธุดงค์ฉบับหนึ่ง เขายืนยันว่า ในแผนที่ลายแทงนั้นมีบ่อทองครับ รับประทานเราจะบุกป่าฝ่าดงไปด้วยกัน แล้วจะออกเดินทางเช้าวันพรุ่งนี้ รับประทานผมอาจจะได้เป็นมหาเศรษฐีเหมือนกับอาเสี่ยในคราวนี้ก็ได้"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยความไม่พอใจ

"เป็นอันว่าแกจะลาออกจากงาน ไปกับตาคล้อยยังงั้นหรือ"

"ครับผม"

"ตามใจแก แต่ไปแล้วอย่ากลับมาหาข้าเป็นอันขาด ข้าคิดว่าสติสัมปชัญญะของแกไม่ดีเสียแล้ว อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีไปหาลาภทางไกล เชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"เรื่องลายแทงน่ะ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระหรอกนะครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดอมยิ้ม

"ถูกละค่ะ แต่น้อยรายนักที่ได้ค้นหาทรัพย์สมบัติได้ตามหนังสือลายแทง ดิฉันเกรงว่าอ้ายแห้วมันจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียในป่าดงพงไพรเปล่าๆ " แล้วท่านก็กล่าวถามเจ้าแห้ว "เฮ้ย-เจ้าแห้ว เอ็งน่ะรู้จักมักจี่กับคล้อยตั้งแต่เมื่อไรวะ แล้วรู้จักกันได้อย่างไร"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน จะให้ผมกราบเรียนตามความจริงหรือครับ"

"อ้าว" คุณหญิงอุทาน "แกจะมาโกหกพกลมกับข้าได้หรือ พูดความจริงซี ฉันอยากจะรู้ว่าแกรู้จักกับตาคล้อยได้อย่างไร และรู้จักกันนานแล้วหรือ"

"รับประทานรู้จักกันมาได้ในราวสิบวันขอรับ รับประทานเย็นวันนั้นกระผมได้เข้าไปในโรงยาฝิ่นถนนพาดสาย"

"อ้ายเวร" คุณหญิงเอ็ดตะโรลั่น "นี่มึงริอ่านสูบฝิ่นยังงั้นหรืออ้ายแห้ว"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทานเปล่าครับ"

"แล้วแกเสือกเข้าไปในโรงยาทำไม"

"รับประทานกระผมเข้าไปสืบหาเช่าพระเครื่องลางจากพวกพระอภัยขอรับ นายคล้อยเขาเสนอขายพระสมเด็จวัดระฆังให้กับผม ๑,๕๐๐ บาท คุยกันไปคุยกันมารับประทานเกิดถูกเส้นกันขึ้น นายคล้อยเลยให้กระผมเปล่าๆ รับประทานกระผมก็สปอร์ทพอ เลยสั่งฝิ่นมาเลี้ยงนายคล้อยสี่ห้าหลอด รับประทานนายคล้อยก็ประกาศอิสรภาพในโรงยาว่า เขาจะขอสูบฝิ่นเป็นครั้งสุดท้าย เพราะอนาคตของเขาจะเป็นเศรษฐีขนาดมหาเศรษฐี จากทรัพย์สมบัติในลายแทงของเขา รับประทานนายคล้อยเขาไม่มีที่อยู่ครับ เขาอาศัยโรงยาเป็นโรงแรมในตัว นายคล้อยมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ผมรักใคร่เขา และพอใจเขา รับประทานนายคล้อยได้ชวนผมเดินทางไปเสี่ยงโชคค้นหาลายแทง กระผมก็ตกลง และพานายคล้อยมาอาศัยอยู่ที่นี่ในระหว่างที่เราจะออกเดินทางไปกาญจนบุรี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณหญิงครับ อ้ายแห้วน่ะมันไม่ใช่คนโง่ เท่าที่ผมสังเกตดู รู้สึกว่าอ้ายแห้วเป็นคนเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง การที่มันตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อเดินทางไปค้นหาสมบัติลายแทงในคราวนี้ ผมคิดว่าอ้ายแห้วต้องเต็มไปด้วยความหวัง ม่ายมันก็คงไม่กล้าลาออกจากงาน มันอยู่ที่นี่มันได้เงินเดือน ๓๕๐ บาทก็จริง แต่เดือนหนึ่งๆ ได้รางวัลจากเจ้าพวกนี้ และแม่พวกสาวๆ สี่คนนั่นไม่ต่ำกว่าพันบาท นับว่าเป็นรายได้อย่างงาม ผมคิดว่าเรื่องลายแทงนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระเสียแล้วละคุณหญิง"

เสี่ยหงวนพูดสนับสนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"นั่นน่ะซีครับคุณอา เท่าที่เรารู้กันก็ปรากฏว่าในป่ากาญจนบุรีที่มีอณาเขตติดต่อกับพรมแดนพม่านั้นมีทองคำอยู่ไม่ใช่น้อย ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอเจ้าแห้วก็คงไม่กล้าลาออกจากงานเป็นแน่"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นายจอมทะเล้นร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"โกลด์...อิท อิส โกลด์"

คุณหญิงวาดทำตาขุ่นๆ

"อะไรของแกวะ อ้ายกร"

"ทองยังไงล่ะครับ ผมเห็นบ่อทองอันเหลืองอร่ามในป่ากาญจนบุรีตั้งหลายแห่ง เต็มไปด้วยก้อนทองคำทั้งก้อนเล็กก้อนใหญ่ บางก้อนก็แข็งเป๊ก บางก้อนก็ยังหมาดๆ อยู่ บางก้อนก็เหลว ก้อนสั้นก้อนยาว มีทุกขนาด อ้ายแห้วโว้ย เอายังงี้เถอะวะ เราช่วยกันสังหารนายคล้อยเสีย แล้วยึดลายแทงฉบับนั้นเป็นสมบัติของเรา พวกเราจะได้เดินทางไปค้นหาบ่อเพชรบ่อทองในป่าเมืองกาญจน์ฯ เราะจะได้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีไปตามกัน โดยไม่ให้นายคล้อยมายุ่งเกี่ยว"

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรหลานชายของท่าน

"ทำยังงี้ใช้ได้หรือ ความโลภโมโทสันของแกทำให้แกจะคิดฆ่าเขา แกนี่มีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณมาก ใจคอของแกจะฆ่าเขาได้ลงคอเชียวหรือ"

นิกรหัวเราะ

"ปู้โธ่ ผมพูดเล่นๆ แท้ๆ คนอย่างผมอย่าว่าแต่ฆ่าคนเลยครับ เพียงแต่เชือดคอไก่ผมก็ทำไม่ได้เสียแล้ว คุณอาก็ทราบดีแล้วว่าผมเป็นคนธรรมะธรรมโม ใจบุญสุนทาน มุ่งหน้าแต่สร้างบุญกุศล วันพระก็รีบไปวัดแต่เช้า"

"ไปฟังเทศน์หรือ" เสี่ยหงวนถาม

"เปล่า ไปชวนพระเล่นหมากรุก" นิกรพูดหน้าตาเฉย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"อ้ายแห้ว เรื่องลายแทงของอีตาคล้อยนี่น่ะ ข้าชักสนใจเสียแล้วให้ข้ามีเอี่ยวด้วยคนได้ไหมวะ"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานหมายความว่าใต้เท้าจะเดินทางไปเมืองกาญจน์ฯ ด้วยยังงั้นหรือขอรับ"

"เออ-ข้าจะชวนเจ้าพล เจ้ากร อ้ายหงวนและดิเรกมันไปด้วย ได้ทองคำหรือเพชรมาเท่าไร ก็เอามาแบ่งกันให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม"

เจ้าแห้วดีใจอย่างยิ่ง

"รับประทานถ้าใต้เท้ากับคุณทั้งสี่ร่วมทางไปด้วยมันก็หมายถึงความสำเร็จผลอันน่าภาคภูมิน่ะซีครับ ผมกับคล้อยได้ปรึกษากันเมื่อตอนเช้านี้เองว่า ถ้าเราไปกันตามลำพังสองคน ไม่มีเครื่องใช้ไม้สอยในการเดินป่าไม่มีทุนรอนในการเดินทาง เราอาจจะตกเป็นเหยื่อเสือก็ได้ รับประทานหรือไม่ก็เป็นไข้ป่าตาย นายคล้อยเขาแนะให้กระผมชวนคุณทั้งสี่เหมือนกันแหละครับ แต่กระผมกลัวจะโดนเตะ เลยไม่กล้าออกปากชวน"

เสี่ยหงวนมีท่าทางกระสับกระส่ายตลอดเวลา เขาสนใจในเรื่องสมบัติลายแทงรายนี้มาก จิตใจของอาเสี่ยเต็มไปด้วยความโลภ ทั้งๆ ที่เสี่ยหงวนร่ำรวยเหลือ แต่เศรษฐีทั้งหลายมักจะเป็นเช่นนี้แหละ ยิ่งร่ำรวยก็ยิ่งโลภ อยากกอบโกยเงินทองเอาไว้อีก

อาเสี่ยกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เอ็งไปเรียกตาคล้อยมาพบข้าหน่อยซีเจ้าแห้ว ข้าจะลองสัมภาษณ์นายคล้อยดูถึงเรื่องลายแทงของเขา"

เจ้าแห้วอมยิ้ม แล้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้องโถงตรงไปยังเรือนพักคนใช้ที่ท้ายสวนหลังบ้าน

เมื่อเจ้าแห้วเข้ามาในห้องพักของเขา เจ้าแห้วก็แลเห็นชายกลางคนรูปร่างผอมกะหร่อง สวมกางเกงชั้นในเก่าคร่ำคร่าเพียงตัวเดียว กำลังนอนไขว่ห้างอยู่บนเตียงเจ้าแห้ว ลักษณะท่าทางของชายผู้นี้บอกให้รู้ว่าติดฝิ่นอย่างงอมแงม

"พี่คล้อย" เจ้าแห้วร้องเรียกเสียงหนักๆ แต่ไม่ดังนัก

นายคล้อยพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"เออ-ว่ายังไงวะแห้ว เจ้านายท่านเรียกเอ็งไปด่าเรื่องข้าใช่ไหม?"

เจ้าแห้วพยักหน้า เดินมานั่งบนเตียงนอน

"ถูกแล้วพี่คล้อย คุณหญิงท่านสั่งให้ฉันไล่พี่คล้อยไปจากบ้าน ฉันก็เลยเรียนท่านว่าพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปเมืองกาญจน์ฯ ด้วยกัน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับอาเสี่ยและคุณนิกรเกิดเลื่อมใสในเรื่องลายแทงของเรา และอยากจะติดตามเราไปด้วย ความหวังของพี่คล้อยสมปรารถนาแน่"

นายคล้อยจอมขี้ยายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขามีแผนการณ์อันลึกซึ้งที่จะต้มคณะพรรค ๔ สหาย โดยที่เจ้าแห้วเองก็ไม่ทราบ นายคล้อยเป็นอาชญากรที่มีสมญาว่า อ้ายตีนแมว ชอบลักเล็กขโมยน้อย และติดฝิ่นอย่างงอมแงม เขาได้รู้จักชอบพอกับเจ้าแห้วในโรงยา เนื่องจากเจ้าแห้วเป็นนักสะสมพระเครื่องลาง มักจะชอบหาซื้อพระราคาถูกๆ ตามโรงยาฝิ่นหรือตามก๊วนกัญชา นิสัยของเจ้าแห้วเป็นคนชอบคุยโอ้อวด ถึงเรื่องเจ้านายของตนที่ใจดีต่อเขาตลอดจนเล่านิสัยใจคอของสี่สหายให้ใครๆ ฟัง นายคล้อยจึงวางแผนการณ์ที่จะต้มคณะพรรค ๔ สหาย แล้วก็มาอาศัยอยู่บ้าน 'พัชราภรณ์' แกล้งชวนเจ้าแห้วให้ไปค้นหาลายแทงกับเขาที่ป่ากาญจนบุรี คล้อยคนนี้นอกจากเชียวชาญในการลักเล็กขโมยน้อย แล้วยังโกหกเป็นไฟแลบพูดจาเรื่องอะไรเชื่อถือไม่ได้เลย แต่มีวาทะศิลป์ในการพูดยากที่จะหาใครเปรียบเหมือนและมีจิตวิทยาอย่างสูง สามารถทำให้ใครๆ รักใคร่เมตตาเขา ด้วยการพูดยกยอปอปั้น

"ยังงั้นก็ดีน่ะซีแห้ว ถ้าหากว่าเจ้านายของเอ็งจะเดินทางไปค้นหาลายแทงฉบับนี้จริงๆ แล้ว เอ็งพาข้าไปพบกับท่านเถิด"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"ท่านให้ฉันมาตามตัวพี่คล้อยไปเดี๋ยวนี้แหละ"

"ไปซี ผิดนักข้าจะขายลิขสิทธิ์ลายแทงฉบับนี้ให้เจ้านายของเอ็งเสียเลย เอ็งก็รู้ดีอยู่แล้วว่าข้าน่ะ ถ้าไม่ได้สูบฝิ่นแล้วเรี่ยวแรงไม่มีเลย ขืนเดินไปก็คงจะตายเสียกลางป่าก่อนที่จะพบบ่อเพชร หรือบ่อทองในลายแทง ครั้นจะเอากล้องตะเกียงไปด้วย ก็กลัวตำรวจจับเสียกลางทาง ขืนไม่มีฝิ่นสูบ มันก็คงลงแดงตาย"

เจ้าแห้วกระพริบตาถี่เร็ว

"ลงแดงตายเป็นยังไงพี่คล้อย"

"หือ-มันพูดไม่ถูกโว้ย มันคลื่นเหียนวิงเวียน บางทีก็ชักกระตุกน้ำลายฟูมปาก เหมือนอย่างที่เขาเรียกว่าสันนิบาตลูกหมา ที่ลงแดงขนาดหนักถึงกับนอนหายใจแขม็บๆ ได้สูบฝิ่นเมื่อไรก็หายเมื่อนั้น"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"ลุกขึ้นแต่งตัวสวมกางเกงให้เรียบร้อย แล้วไปหาเจ้านายของฉันที่ตึกใหญ่เถิดพี่คล้อย"

นายคล้อยลุกขึ้นยืน ก้มลงมองดูตัวเองซึ่งสวมกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียวเท่านั้น

"ข้าไปอย่างนี้ไม่ได้หรือแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"ขืนเพรียวลมอย่างนี้ขึ้นไปบนตึกก็ถูกท่านถีบลงมาเท่านั้นเอง อย่าให้มันทุเรศนักเลยน่าพี่คล้อย สวมเสื้อกางเกงเสียหน่อยเถิด ที่นี่บ้านผู้ดีไม่ใช่โรงยาฝิ่น เจ้านายของฉันน่ะท่านไม่ถือตัวหรอก แต่พี่คล้อยก็ควรจะแต่งเนื้อแต่งตัวให้มันน่าเอ็นดูสักหน่อย"

นายคล้อยบ่นพึมพำ เดินไปหยิบเสื้อกางเกงของเขาที่แขวนอยู่กับฝาห้อง จัดแจงสวมเสื้อกางเกงให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็พาจอมขี้ยาออกจากห้องพักของเขาตรงไปยังตึกใหญ่

เมื่อเข้ามาในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก เจ้าแห้วก็แลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดและอาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรกำลังนั่งสนทนากันเงียบๆ เจ้าแห้วกับนายคล้อยตรงเข้ามานั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น แล้วนายคล้อยก็คลานเข้ามากราบแทบเท้าคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันไปยกมือไหว้อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรอย่างนอบน้อม

อาเสี่ยกล่าวถามจอมขี้ยาทันที

"เจ้าแห้วบอกกับฉันว่า พรุ่งนี้แกจะพาเจ้าแห้วเดินทางไปกาญจนบุรีเพื่อค้นหาสมบัติลายแทง"

"ครับผม ถูกแล้วครับ" นายคล้อยพูดยิ้มๆ

เสี่ยหงวนว่า "พวกเราอยากจะติดตามแกกับเจ้าแห้วไปด้วย แกจะเห็นเป็นยังไง"

"เจ้าแห้วเขาบอกผมแล้วครับว่า พวกเจ้านายจะเดินทางไปป่ากาญจนบุรีกับเราด้วย แต่ผมมาคิดๆ ดูผมเห็นว่าร่างกายของผมไม่สู้จะแข็งแรงนัก ถ้าขืนบุกป่าฝ่าดงไปก็อาจจะเอาชีวิตไปทิ้งในป่าดงในคราวนี้ เอายังงี้ดีไหมครับ กระผมขอเสนอขายลิขสิทธิ์แผนที่ลายแทงของกระผมให้กับคุณในราคาพอสมควร แล้วกระผมก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเดินทางไปค้นหาลายแทงฉบับนี้"

"ฮ้า" อาเสี่ยอุทาน "ถ้าเผื่อลายแทงของแกเป็นลายแทงเก๊ล่ะ ฉันมิเสียเงินเปล่าหรือ"

นายคล้อยหัวเราะชอบใจ ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบผ้าสีขาวเก่าคร่ำคร่าผืนหนึ่งออกมา แล้วส่งให้อาเสี่ยกิมหงวนอย่างนอบน้อม

"ขอให้คุณพิจารณาดูลายแทงฉบับนี้ให้รอบคอบเสียก่อนเถอะครับ แล้วคุณจะเห็นว่าแผนที่สังเขปบนลายแทงฉบับนี้มีเหตุผลเพียงพอทีเดียว"

ก่อนที่กิมหงวนจะคลี่ผ้าผืนนั้นออก นิกรก็เอื้อมมือกระตุกเอามา แล้วคลี่ออกวางบนตักของเขา เสี่ยหงวนบ่นพึมพำ เขยิบเก้าอี้เข้ามานั่งข้างนิกร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นเดินมายืนข้างหลังสองสหาย ต่างพิจารณาดูลายแทงฉบับนี้ด้วยความสนใจยิ่ง นิกรกล่าวถามนายคล้อย

"แกได้ลายแทงฉบับนี้มาโดยวิธีใด"

"ได้มาจากพระธุดงค์องค์หนึ่งขอรับ พระธุดงค์องค์นี้เป็นพระภิกษุที่มีอายุชราภาพแล้ว ได้ใช้เวลาเกือบ ๔๐ ปีธุดงค์ไปทั่วประเทศ ท่านมาปักกลดอยู่ที่หน้าบ้านของผมเมื่อเร็วๆ นี้เอง หลวงพ่อท่านอาพาธครับ ท่านป่วยเป็นไข้มาเลเรียอย่างร้ายแรง ผมได้ช่วยเหลือรักษาพยาบาลท่านจนหาย เมื่อหลวงพ่อท่านจะจากไปท่านก็มอบลายแทงฉบับนี้ให้ผม และเล่าให้ผมฟังว่า ท่านได้พบเห็นบ่อทองและบ่อเพชรตามที่ปรากฏอยู่ในลายแทงฉบับนี้ ท่านได้รับรองด้วยเกียรติยศของพระภิกษุว่าลายแทงฉบับนี้ท่านได้เขียนขึ้นเองจากความเป็นจริงตามที่ท่านได้พบเห็นกับตา"

สองสหายหันมามองดูหน้ากัน อาเสี่ยกล่าวถามนิกรเบาๆ

"เท่าที่นายคล้อยเขาเล่าให้ฟังนี้ เราควรจะเชื่อดีหรือไม่"

นิกรพยักหน้าช้าๆ

"ลองเชื่อเขาหน่อย"

เสี่ยหงวนหัวเราะ แล้วกล่าวกับนายคล้อยต่อไป

"เอาละ เป็นอันว่าแกจะขายลายแทงฉบับนี้ให้แก่เรา เพื่อให้เราไปค้นหาทรัพย์สมบัติเอาเอง"

"ยังงั้นซีครับ ผมขอเสนอขายในราคาย่อมเยาว์เพียง ๕๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ตั้ง ๕๐,๐๐๐ เชียวหรือนายคล้อย"

จอมขี้ยากระพุ่มมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างพินอบพิเทา

"กระผมคิดว่า ๕๐,๐๐๐ น่ะถูกเกินไปนะครับ ถ้าพระเดชพระคุณกับพวกเจ้านายที่นี่พากันไปค้นหาบ่อทองและบ่อเพชรในป่าเมืองกาญจน์ฯ ได้พบแล้วก็จะได้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีไปตามๆ กัน กระผมรับรองว่าลายแทงฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล พระเดชพระคุณซื้อไว้เถอะครับ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ถ้า ๕๐,๐๐๐ ละก็ฉันคิดว่าแพงเกินไป เป็นราคาขาดตัวยังงั้นหรือนายคล้อย ขอต่อหน่อยได้ไหม"

นายคล้อยยิ้มแห้งๆ

"ได้ซีครับคุณหญิง ธรรมดาของซื้อของขายก็ต้องต่อรองกันได้ คุณหญิงตั้งใจจะให้กระผมสักเท่าใดล่ะครับ"

คุณหญิงวาดนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ขอต่อสักคำเถอะนะนายคล้อย สักห้าบาทเป็นยังไง"

นายคล้อยสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง แล้วก็หัวเราะเสียงกร่อย

"แฮ่ะ-แฮ่ะ นี่เป็นแผนที่ลายแทงขุมทรัพย์อันมหาศาลนะครับคุณหญิง ไม่ใช่ตั๋วจำนำนะครับ จะได้ขายกันเพียงห้าบาทสิบบาท"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้นสิบบาทก็แล้วกัน"

"โอ๊ย-ไม่ได้หรอกครับ ผมเก็บเอาไว้ใช้แทนกระดาษชำระบางโอกาสยังดีกว่า"

คุณหญิงค้อนขวับ

"ก็ตามใจแกซี แกจะเก็บเอาไว้ทำกระดาษชำระ หรือเอาไว้สุมกบาลแกเล่นแก้กลุ้มมันเป็นเรื่องของแกต่างหาก"

อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มให้นายคล้อย

"เอายังงี้ก็แล้วกันนายคล้อย ลายแทงฉบับนี้ของแกฉันให้ ๑๐๐ บาท ถ้าแกไม่ตกลงขายก็แล้วแต่แกเถอะ เรื่องลาภทางไกลฉันก็ไม่อยากจะสนใจกับมันนัก"

นายคล้อยถอนหายใจหนักๆ

"ต่ออีกสักคำเถอะครับคุณ ให้ผมในราคาพอสมควรผมก็ยินดีจะขายให้"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"๑๐๐ บาทก็ดีแล้ว ถ้าแกไม่ให้แกไปกับเจ้าแห้วสองคนก็แล้วกัน เผื่อแกกับเจ้าแห้วจะมีโชคเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง"

นายคล้อยนิ่งคิดอยู่สักครู่

"เอาครับ ในฐานที่เจ้านายเหล่านี้ได้กรุณาให้กระผมอาศัยอยู่ที่นี่ กระผมตัดใจขายให้ ๑๐๐ บาท"

อาเสี่ยกิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ต หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมา แล้วส่งให้นายคล้อยหนึ่งฉบับ

"เอ้า-เอาเงินของแกไป สำหรับแก ถ้าจะพักอยู่ที่นี่ ไม่มีช่องทางที่จะไปที่ไหนได้ก็ขออย่าได้คิดทุจริตต่อเราเป็นอันขาด อย่าลืมว่าพวกฉันทุกคนล้วนแต่ยิงปืนแม่นราวกับจับวาง เป็นอันว่าลายแทงฉบับนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของฉันแล้ว ฉันจะออกเดินทางไปค้นหาสมบัติในลายแทงนี้ต่อไปกับเพื่อนเกลอของฉัน"

นายคล้อยดีใจอย่างยิ่ง เงิน ๑๐๐ บาทสำหรับเขามากมายพอใจแล้ว อย่างน้อยเขาก็มีเงินสูบฝิ่นในราวห้าหกวัน

อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรได้ชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและดิเรกเดินทางไปกาญจนบุรี เพื่อล่องป่าเมืองกาญน์ฯ ค้นหาบ่อทองและบ่อเพชรตามแผนที่ลายแทงฉบับนั้น ในตอนแรกพลกับนายแพทย์หนุ่มได้ปฏิเสธไม่อยากจะไปด้วย เพราะไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แต่เมื่อเสี่ยหงวนกับนิกรช่วยกันอ้อนวอนพลกับนายแพทย์หนุ่มก็ต้องยอมร่วมทางไปด้วย

"กันอยากเที่ยวหาความสุขสำราญในป่าดงพงไพรมากกว่าที่จะค้นหาบ่อทองหรือบ่อเพชร" นิกรกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "นึกว่าเที่ยวป่ากันสักพักเถอะวะพวกเรา ในเมืองหลวงนอกจากแถวบางกะปิแล้วไม่เห็นจะมีอะไรน่าเที่ยว ไปทางไหนล้วนแต่มีเสียงอึกกระทึกหนวกหูจ้อกแจ้กจอแจ นานแล้วเราไม่ได้เที่ยวป่าก็ควรจะหาโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ้าง"

ดร.ดิเรกพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ยูพูดเช่นนี้พอฟังได้ ถ้าหากว่าเราตั้งใจจะไปค้นหาบ่อเพชรหรือบ่อทองในป่าเมืองกาญจน์ แล้วละก้ออย่าไปดีกว่า เว้นแต่ว่าเราจะไปเที่ยวหาความสุขสำราญกัน"

หลังจากนั้น ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงไปยังจังหวัดกาญจนบุรีโดยทางรถไฟ คณะพรรค ๔ สหายได้พักอยู่ที่โรงแรมในตลาดเป็นเวลาสองวัน แล้วก็หาเช่าม้าได้คนละตัวออกเดินทางเข้าป่าใหญ่

แต่แล้วความจริงก็ปรากฏว่า แผนที่ลายแทงฉบับนั้นเป็นแผนที่ที่เขียนขึ้นเองอย่างส่งเดช ตำบลต่างๆ ที่ปรากฏในแผนที่นั้นไม่มีเลย คณะพรรค ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างแต่งกายคาวบอยเหมือนอย่างภาพยนตร์เรื่องคาวบอยทั้งหลาย คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก บนหลังม้านอกจากเครื่องอานแล้วยังมีปืนเล็กยาวอยู่ในซอง และมีเชือกบ่วงบาศก์ประจำตัวม้า ม้าทั้ง ๖ ตัวนี้เจ้าของคิกค่าเช่าวันละ ๕๐ บาท เป็นม้าลูกผสมมีรูปร่างเกือบเท้ามาเทศ และมีฝีเท้าดีสามารถใช้เป็นพาหนะบุกป่าฝ่าดงได้เป็นอย่างดี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทอดสายตามองไปยังหมู่บ้านซึ่งมีอยู่ประมาณ ๒๐๐ หลังคาเรือน แล้วท่านก็กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"เราจำเป็นจะต้องพักอยู่ที่หมู่บ้านที่แลเห็นนี้แหละ อย่าพยายามบุกป่าฝ่าดงต่อไปเลย การเดินทางของเราในคราวนี้ไม่ได้มีเครื่องเดินป่ามาด้วย ขณะนี้ก็เป็นฤดูฝน ขืนเดินทางต่อไปพวกเราก็จะได้รับความลำบาก อาจจะป่วยไข้ไม่สบายได้ พักอยู่ที่หมู่บ้านนี้สักคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นค่อยเดินทางกลับกาญจนบุรี"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขี่ม้านำหน้าพา ๔ สหายกับเจ้าแห้วตรงเข้าไปยังหมู่บ้านนั้น พวกชาวบ้านป่าต่างพากันมองดูด้วยความแปลกใจ หมู่บ้านที่กล่าวนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของพวกดาวร้ายทั้งหลาย ส่วนมากล้วนแต่เป็นพวกอาชญากรที่หลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงาน มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ หมู่บ้านนี้ห่างไกลจากความเจริญและไม่มีเส้นทางคมนาคม นานๆ จึงจะมีเจ้าพนักงานมาตรวจตราสักครั้ง แต่พวกดาวร้ายก็รู้ตัวล่วงหน้า และหลบหนีไปเสียก่อนที่เจ้าพนักงานจะมาถึง อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีบ่อนการพนันขนาดใหญ่ มีโรงเหล้าและร้านขายอาหาร มีสภาพคล้ายหมู่บ้านในหนังคาวบอย ผู้หญิงหาทำยาได้ยาก มีแต่ชายฉกรรจ์อกสามศอก ไว้หนวกเครารุงรัง แต่งกายคล้ายๆ กับพวกคาวบอย และพกปืนอย่างเปิดเผย

ม้าทั้ง ๖ ตัวหยุดรวมกลุ่มที่หน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่ง แล้วคณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันลงจากหลังม้า จัดแจงผูกสายบังเหียนม้าไว้กับที่ผูกม้าหน้าร้านอาหารดังกล่าวนี้

นิกรถามชายชราคนหนึ่ง ซึ่งยืนพิงเสามองดูคณะพรรค ๔ สหายอย่างชื่นชม

"ลุงจ๋า ที่นี่เขาเรียกว่าตำบลอะไร"

ชายชรายิ้มเล็กน้อย

"เขาเรียกว่าตำบลแจกหมากอ้ายหลานชาย"

นิกรสะดุ้งเฮือกแล้วหัวเราะ

"ฟังชื่อน่ากลัวมากที่เดียวลุง ที่นี่มีการปกครองกันอย่างไร ลุงช่วยอธิบายให้ฉันทราบหน่อยเถอะ พวกเราเป็นนักเผชิญโชค เดินทางมาจากเมืองหลวง"

ชายชราหัวเราะเบาๆ แล้วอธิบายให้ทราบด้วยอัธยาศัยไมตรี

"ที่ตำบลแจกหมากนี้ไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน และไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองควบคุมดูแล ทุกคนอยู่ที่นี่จะต้องคุ้มครองรักษาตัวเอง พวกหลานๆ มาเที่ยวที่นี่พยายามอย่าให้มีเรื่องราวอะไรเลย เพราะที่นี่มีดาวร้ายขนาดหนักอาศัยอยู่มากหน้าหลายตา เราตัดสินกันด้วยปืน ใครชักปืนได้เร็วและยิงแม่นกว่าผู้นั้นก็เป็นฝ่ายชนะ ที่นี่มีการปกครองด้วยการใช้อำนาจเป็นธรรม ใครอยากจะยิงใครก็ยิงตามใจชอบ ใครไม่อยากถูกยิงตายก็อย่ามีเรื่องราวกับใคร"

กิมหงวนจุ๊ย์ปาก แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ถ้ายังงั้นก๊อดีน่ะซีลุง เรื่องการยิงฟันกันฉันชอบมาก ฉันก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน ถ้าไม่ดีจริงก็คงไม่กล้าเดินทางมาเที่ยวที่นี่ ที่หมู่บ้านนี้มีโรงแรมดีๆ พอที่จะให้เราพักบ้างไหมลุง"

ชายชราสั่นศีรษะ

"โรงแรมน่ะไม่มีหรอกหลานชาย พวกเจ้าจะพักอยู่ที่บ้านไหนก็ได้ คิดค่าป่วยการให้เขาบ้างก็แล้วกัน หรือเจ้าจะพักนอนในบ่อนการพนันก็ได้ ร้านนี้เป็นร้านขายเหล้าและอาหารและบ่อนการพนันอีกด้วย เจ้าจะลองเสี่ยงโชคการพนันหรืออยากจะดื่มเหล้าเถื่อนที่มีดีกรีแรงๆ ก็เชิญเข้าไปหาความสุขสำราญเถิด มีข้อข้องใจสงสัยอะไรเกี่ยวกับตำบลแจกหมากนี้ถามลุงได้"

พลยิ้มให้ชายชราแล้วกล่าวถามเบาๆ

"ลุงมีถูมิลำเนาอยู่ที่นี่หรือ"

"ถูกแล้วอ้ายหลานชาย ลุงเกิดที่นี่และอยู่ที่นี่ ไม่เคยอพยพไปอยู่ที่อื่นเลย"

พลถามต่อไป

"ขอโทษเถอะ ลุงประกอบอาชีพในทางค้าขายใช่ไหม"

ชายชราสั่นศีรษะ

"เปล่าหรอกพ่อมหาจำเริญ ลุงเป็นสัปปะเหร่อหากินกับผี หมู่นี้รายได้ของลุงแย่หน่อย ไม่ใคร่จะมีใครฆ่ากันตาย มีแต่ทำท่าป้อไปป้อมาเหมือนจะยิงกันแต่แล้วก็ไม่มีใครกล้าชักปืนออกมา หรือม่ายก็มีคนห้ามปรามเสียก่อน"

ดร.ดิเรกกล่าวถามชายชราอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลุงจ๋า ที่ตำบลนี้ใครเป็นนักเลงใหญ่หรือเป็นเจ้าพ่อประจำถิ่น"

ชายชรานิ่งอึ้งไปสักครู่

"เออ-ไม่มีใครใหญ่กว่าใครหรอก ใครขืนตั้งตัวเป็นนักเลงใหญ่เป็นถูกมือมืดยิงทิ้ง ลุงได้บอกแล้วว่าที่นี่ทุกคนต้องคุ้มครองรักษาตัวเอง"

ครั้นแล้วอาเสี่ยกิมหงวน ก็เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้าไปในร้านเหล้าขนาดใหญ่ ซึ่งปลูกเป็นเรือนโรงคล้ายกับโรงนาใหญ่ๆ ภายในร้านอาหารกว้างขวางมาก มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่เรียงรายและมีบาร์จำหน่ายเหล้า ด้านหลังของร้านอาหารยกพื้นขึ้นสูงแค่เอว เป็นที่เล่นการพนัน ซึ่งมีน้ำเต้าปูปลา ถั่วโป สารพัด

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกดาวร้ายเงียบกริบ เมื่อคณะพรรค ๔ สหายปรากฏตัวขึ้น สายตาทั้งหมดจ้องมองมาที่คณะพรรค ๔ สหายเป็นตาเดียว เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย-พวกนายอำเภอมาโว้ย เอาเลยพวกเรา ยิงทิ้งให้เรียบ"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ เดินส่ายเข้าไปหาชายร่างใหญ่ผู้นั้น ซึ่งยืนอยู่ข้างบาร์ในท่าทางที่เป็นนักเลงเต็มตัว แล้วกิมหงวนก็ยักคิ้วให้

"อ้ายน้องชาย อย่าเข้าใจผิด พวกเราไม่ใช่พวกกรรมการอำเภอหรอก พวกเราเป็นนักเผชิญโชค เรามาดีไม่ได้มาร้าย"

คราวนี้เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ยิ้มออกมาได้

"ถ้าอย่างนั้น เชิญเพื่อนหาความสำราญตามบายเถิด ท่าทางของแกไม่เลวเลย ลักษณะท่าทางอาจหาญ บุคลิกลักษณะบอกความเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว"

คราวนี้อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วยกมือตบบ่าเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้นั้น

"กันชอบใช้ชีวิตของกันให้หมดไปกับการท่องเที่ยวและเผชิญภัย ขอให้เราได้เป็นมิตรกันเถอะนะ แกชื่ออะไรน้องชาย"

เจ้าหมอนั่นยกมือให้เสี่ยหงวนจับโดยดี

"กันชื่อทุ้ย หรือแกจะเรียกกันว่าทิดทุ้ย หรืออ้ายทุ้ยก็ได้ แล้วก็แกล่ะ แกเป็นใคร"

เสี่ยหงวนยิ้มอย่างภาคภูมิ

"เชน" เขาพูดเสียงหนักๆ "กันชื่อเชน"

เจ้าทุ้ยขมวดคิ้วย่น

"เชน...ชื่อชอบกลโว้ย"

อาสี่ยหัวเราะ

"เถอะน่า แกเรียกกันว่าเชนก็แล้วกัน และพึงรู้ไว้ด้วยว่าเชนเป็นนักสู้ที่รักความยุติธรรมเป็นชีวิตจิตใจ มีจิตใจที่เพียบพร้อมด้วยความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เกลียดความอยุติธรรมและการข่มเหงรังแกกัน อดีตของกันเคยเป็นดาวร้ายมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้กันเลิกพยศเหล่านั้นแล้ว กันได้กลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดี เพราะกันได้คิดว่าการบำเพ็ญชีวิตอย่างเสือร้ายนั้นรังแต่จะถูกเจ้าพนักงานยิงตาย หรือม่ายก็พบจุดจบที่คุกหรือตะราง"

เจ้าทุ้ยนิ่งฟังเสี่ยหงวนอย่างสนใจ

"ถ้ายังงั้นแกก็เหมือนอแลนแลดในเรื่องเชนน่ะซี"

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถูกแล้ว กันนี้แหละคือเชนที่เล่นหนังเรื่องนั้น"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วกัน อ้ายเสี่ยเป็นเอามากทีเดียว"

เสี่ยหงวนหันขวับมาทางนายแพทย์หนุ่ม แล้วกระชากปืนพกในซองปืนทั้งสองกระบอก ออกมาจ้อง ดร.ดิเรกด้วยท่าทางขึงขัง

"ถอนคำพูดของแกเสียเดี๋ยวนี้ แกกำลังดูหมิ่นเชนอดีตดาวร้ายแห่งเท็กซัส"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะงอหาย แล้วพูดกับนายพัชราภรณ์

"ยังไงพล กันไม่สามารถจะช่วยอะไรอ้ายเสี่ยได้แล้ว ความร้อนอบอ้าวของอากาศทำให้เสี่ยหงวนเพ้อฝันไปว่ามันคืออแลนแลดในเรื่องเชน

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"ฮึ่ม ถ้าไม่คิดว่าเป็นเพื่อนกันแล้ว พ่อจะยิงทิ้งเสียเดี๋ยวนี้แหละ"

บรรดาดาวร้ายทั้งหลายต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว แล้วหัวเราะกันอย่างขบขัน อาเสี่ยหันขวับไปทางกลุ่มพวกดาวร้าย เก็บปืนพกใส่ในซองตามเดิมเดินรี่เข้าไปหาเจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง รูปร่างราวกับยักษ์วัดแจ้ง เสี่ยหงวนหยุดเผชิญหน้าชายผู้นั้น แล้วกล่าวถามด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"เฮ้ย-แกหัวเราะเยาะกันใช่ไหม"

เจ้าหมอนั่นแสยะยิ้ม และมองดูกิมหงวนอย่างไม่สะทกสะท้าน

"ถูกแล้ว กันหัวเราะเยาะแก มันขันนี่หว่า แกเล่นหนังอยู่ในจอโอเดียนทำไมถึงหลุดออกมานอกจอ บุกบั่นมาจนถึงนี่ ฮ่ะๆ แต่งคาวบอยเสียด้วย"

กิมหงวนยกมือชี้หน้าเจ้าหนุ่มร่างใหญ่

"หยุด-หยุดพูดเดี๋ยวนี้"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะก้าก

"ไม่หยุด ปากกูมี กูจะพูด ใครจะเป็นเจ้า"

เสี่ยหงวนค้อนขวับ

"ตามใจมึง" แล้วเขาก็หมุนตัวกลับ เดินเข้ามาหาพรรคพวกของเขา

บรรดาพวกดาวร้ายทั้งหลายต่างตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว บางคนชักปืนยิงขึ้นฟ้าหลายนัด เป็นการทำลายขวัญคณะพรรค ๔ สหาย พลเห็นท่าไม่ดีก็ชวนเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเลี่ยงไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง สั่งเหล้าและอาหารมากินกัน

"อย่าให้มีเรื่องมีราวอะไรกันเลยวะ" พลกล่าวกับเพื่อนๆ "เราเป็นคนแปลกหน้าของตำบลนี้ หนักนิดเบาหน่อยก็เงียบๆ เสียเถอะ ม่ายเราจะไม่ได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมียของเรา"

กิมหงวนยกมือทุบโต๊ะดังปัง แล้วกล่าวขึ้น

"กลัวมันด้วยหรืออ้ายพล คนอย่างเชนไม่เคยกลัวใคร กันได้เผชิญชีวิตมาแล้วทุกด้านทุกมุม นักเลงอย่างกันต้องมีชีวิตอย่างเสือร้าย และตายอย่างชายชาติเสือ"

นิกรถอนหายใจหนักๆ ยกมือตบหลังอาเสี่ยแล้วพูดปลอบโยน

"อย่าคิดอะไรให้มากนักเลยวะอ้ายเสี่ย ความจริงกันยอมรับว่าอากาศวันนี้มันร้อนจัดมาก แต่ถ้าเราพยายามระงับจิตใจอันฟุ้งซ่านไว้ได้ก็จะเป็นผลดีสำหรับเรา"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"เอ๊ะนี่แกเข้าใจว่ากันเป็นบ้าหรือนี่"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ได้เข้าใจหรอก แต่กันมั่นใจเอาทีเดียว"

"อือ-" อาเสี่ยคราง "ถ้าคนอย่างกันเป็นบ้าละก็ ในโลกนี้ก็คงจะหาคนดีไม่ได้อีกแล้ว โลกจะต้องเต็มไปด้วยคนบ้าอย่างไม่ต้องสงสัย กันไม่บ้านะโว้ย แต่จิตใจของกันกำลังคึกคักเข้มแข็ง ขณะนี้กันอยากจะยิงใครสักคนหนึ่งให้ชักดิ้นชักงอไปต่อหน้ากัน หรือม่ายก็อยากจะกระแทกหน้าใครที่มันกำแหงกับกัน"

พวกคาวบอยฮาครืน ต่างส่งเสียงกระเซ้าเสี่ยหงวนต่างๆ นานา กิมหงวนฉุดแขนนิกรให้ลุกขึ้น พาเดินตรงเข้าไปยังบ่อนการพนัน สองสหายหยุดยืนหน้าโต๊ะไฮโลซึ่งพวกดาวร้ายทั้งหลายกำลังหน้าดำคร่ำเครียด เสี่ยงโชคการพนันกัน

เจ้ามือเป็นชายกลางคนรูปร่างล่ำสันไว้หนวดเครารุงรัง เขายิ้มให้สองสหายแล้วกล่าวว่า

"แทงซีอ้ายน้องชาย"

"หา" นิกรอุทาน "กันไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับแกนี่หว่า อยู่ดีๆ ทำไมถึงมาท้าให้กันแทงแก"

เจ้ามือไฮโลกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่แทงกันโว้ย กันให้แทงไฮโลของกัน"

"อ๋อ" นิกรพูดยานคาง ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยออกมาปึกหนึ่ง แล้วกล่าวถามเจ้ามือ

"อั้นเท่าไรล่ะพี่ชาย"

เจ้ามือลืมตาโพลงเมื่อแลเห็นธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มในมือของนิกร

"บ่อนการพนันที่นี่ไม่มีอั้น แกจะแทงเท่าไรก็ได้และรับรองว่าจะมีเงินจ่ายให้แกเมื่อแกแทงถูก"

นายจอมทะเล้นวางธนบัตรใบละร้อยปึกนั้นลงบนช่องสี่แต้มและพูดกับเจ้ามือไฮโล

"กันแทงสี่ ๒,๐๐๐ บาท เปิดได้แล้วพี่ชาย"

เจ้ามือไฮโลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ค่อยๆ เอื้อมมือเปิดฝาครอบ ทันใดนั้นเองเจ้ามือก็หน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ ลูกค้าคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

"สี่สามต่อ"

นิกรกระโดดตัวลอย

"ไชโย โชคของกันแล้ว จ่ายมา ๖,๐๐๐ เถอะพี่ชาย"

เจ้ามือไฮโลเริ่มแสดงเล่ห์เหลี่ยมในการโกงทันที เจ้ามือมองดูเงินของเขา ที่วางอยู่หน้าตักแล้วก็ยิ้มแห้งๆ กล่าวกับนิกรด้วยเสียงอ้อมแอ้มว่า

"กันเสียใจมากน้องชาย กันไม่มีเงินพอที่จะจ่ายให้แก มีอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทเท่านั้น แกเอาไปก่อนได้ไหม แล้วพรุ่งนี้กันจะหาเงินมาใช้ให้แก"

นายจอมทะเล้นหัวเราะอย่างขบขัน

"ถ้ายังงี้ละก็แกเล่นสกปรกกับกันแน่นอน จ่ายให้กันเสียดีๆ เถอะพี่ชาย ม่ายยังงั้นเป็นเกิดเรื่องแน่"

คราวนี้ใบหน้าของเจ้ามือไฮโลก็เปลี่ยนเป็นถมึงทึงน่ากลัว เขาผลุดลุกขึ้นยืนแล้วกระโจนลงมาจากร้าน

"ที่แกว่าเกิดเรื่องแน่ๆ น่ะ หมายความว่ากระไรวะอ้ายน้องชาย แกกล้าพูดถ้อยคำเช่นนี้กับเสือสอนเชียวหรือนี่ กันนี่แหละเสือสอน ดาวร้ายแห่งกาญจนบุรี มีอิทธิพลและชื่อเสียงยิ่งกว่าเสือดำหลายเท่า"

นิกรมองดูเสือสอนอย่างไม่สะทกสะท้าน

"ดีแล้วที่แกบอกกันว่าแกเป็นเสือ ธรรมดาเสือร้ายทั้งหลายจะต้องมีศีลมีสัตย์ เราเล่นกันอย่างเสี่ยโชคเมื่อกันแทงถูกแกก็ต้องใช้เงินกันซีวะ"

เสือสอนสั่นศีรษะ

"กันไม่มีเงินจะใช้ให้แกเข้าใจไหม มันเป็นความผิดของแกที่แทงถูก อย่าพยายามต่อล้อต่อเถียงกับกันเลย ถ้าขืนเอะอะเอาเรื่องกับกันแกจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งมาทิ้งไว้ที่นี่"

เสี่ยหงวนเดือดดาลแทนนิกร เขาถลกแขนเสื้อเชิ้ตทั้งสองข้างขึ้น แล้วกันนิกรออกห่าง ยกมือเท้าสะเอวมองดูหน้าเสือสอน

"นี่แน่ะ เสือสาย.."

เสือสอนสะดุ้งโหยง

"สายน่ะ พ่อกันโว้ย กันชื่อสอนเรียกกันเสียให้ถูกต้อง พาเพื่อนแกกลับไปนั่งกินเหล้าเถอะอ้ายน้องชาย"

อาเสี่ยว่า "แกอย่าใช้วิธีโกงเราอย่างหน้าด้านๆ เช่นนี้เลยน่า จ่ายมาเถอะ ๖,๐๐๐ บาท ถ้าไม่จ่ายกันจะกระแทกหน้าแกเดี๋ยวนี้

เสือสอนลืมตาโพลง แล้วหัวเราะลั่น

"อ้ายหนู มึงจะกระแทกหน้าเสือสอนเชียวหรือ ฮ่ะ ฮ้า" พูดจบเสือสอนก็ลั่นหมัดขวาชกหน้าอาเสี่ยเต็มแรง

กิมหงวนไม่ทันระวังตัวก็เซถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหัก ล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นห้อง ท่ามกลางเสียงตบมือและเสียงหัวเราะของพวกดาวร้ายทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นพรรคพวกของเสือสอนทั้งสิ้น

อาเสี่ยยกมือขึ้นลูบคลำคางของเขา และผุดลุกขึ้นยืนกล่าวกับเสือสอนอย่างทะนงองอาจ

"เสือสอน ถ้าแกรู้ว่ากันคือเชนเสือเก่า แกก็คงไม่กล้าชกหน้ากันหรอก อ้ายเพื่อนเกลอ เสือสองตัวย่อมอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่อีกตัวหนึ่งจะเป็นเสือตัวเมีย บัดนี้เสือต่อเสือได้พบกันแล้ว มา-แกกับกันมาชกกันตัวต่อตัว ให้สมกับศักดิ์ศรีของชายชาติเสือ ผู้ที่อยู่ในร้านอาหารนี้จะได้รู้ว่า ในระหว่างเชนกับเสือสอนใครจะแน่กว่ากัน"

"อ้ายเชน" เสือสอนร้องลั่น "มึงอาละวาดอยู่ในจอไม่พอ ริอ่านออกมาอาละวาดนอกจอ ได้ซีอ้ายน้องชาย" พูดจบเสือสอนก็ปราดเข้ามายกเท้าขวาเตะเสี่ยหงวนเต็มแรง

อาเสี่ยยกแขนขึ้นป้องปัดไว้ได้ แล้วปล่อยหมัดซ้ายขวาไปยังใบหน้าของเสือสอน สองเสือปะทะกันอย่างดุเดือด เสือสอนร้องตะโกนห้ามไม่ให้ใครช่วยเขา มวยนอกเวทีเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่สู้จะหวาดเสียวอะไรนัก เพราะทั้งสองชกกันอย่างมวยวัดมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หมัดขวาของเสือสอนก็ได้กระแทกถูกปลายคางเสี่ยหงวนอย่างถนัดใจ เชนของเราล้มฮวบลงอีกครั้งหนึ่ง นัยน์ตาเหล่ และหน้าซีดเผือด มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

นิกรร้องเอ็ดตะโรลั่น

"เชน ลุกขึ้นมาสู้มันซีวะ เชนไม่เคยแพ้ใครนี่นา ลุกขึ้นเชน อย่าให้เสือสอนมันลบเหลี่ยมลูบคมแกได้"

อาเสี่ยรวบรวมกำลังลุกขึ้นยืน แล้วปราดเข้ามาปะทะคู่ต่อสู้ของเขาอย่างดุเดือด ทั้งสองชกกันและกอดรัดฟัดกันล้มกลิ้งไปตามพื้นห้อง โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด การต่อสู้ผ่านพ้นไปประมาณ ๕ นาที ก็ปรากฏว่าเสี่ยหงวนของเราตกเป็นรองเสือสอน

ดร.ดิเรกยกมือเขย่าแขนพล แล้วพูดระล่ำระลัก

"เฮ้-อ้ายหงวนแย่แล้ว ถูกอ้ายหมอนั่นชกอย่างถนัดใจตั้งหลายครั้ง"

พลหัวเราะชอบใจ

"ช่างมันเถอะ ปล่อยมันเถอะหมอ กันเชื่อว่าอย่างไรเสียอ้ายเสี่ยของเราต้องชนะจนได้ คนอย่างอ้ายหงวนไม่เคยแพ้ใคร เว้นแต่เมียของมันคนเดียวเท่านั้น" พูดจบพลก็ร้องตะโกนลั่น "อย่าถอยอ้ายเสี่ย บุกเข้าไปซีวะมันไม่ได้กินเหล็กต่างข้าว มีสิบนิ้วเหมือนกันกลัวอะไรกับมัน"

กิมหงวนหันมาร้องบอกพล

"นิ้วมันโตกว่ากันโว้ย อ้ายเปรตนี่หมัดหนักชิบหายเลย"

พูดขาดคำ กิมหงวนก็ถูกชกกระเด็นไปติดฝาห้อง เสือสอนไม่ยอมให้อาเสี่ยตั้งตัวติด ปราดเข้าเตะซ้ำด้วยเท้าซ้าย กิมหงวนกัดฟันยกแขนขวาขึ้นปิดป้อง แล้วชกสวนด้วยหมัดตรงซ้ายเต็มแรง

หมัดของเชนหมัดนี้เป็นหมัดฟลุ๊ก และมีพิษสงที่สุดถูกปลายคางเสือสอนอย่างเต็มรัก เสียงดังกร๊อบราวกับทุบกระบอกไม้ไผ่ผุๆ

ร่างของจอมโจรผงะหงาย ล้มครืนลงกลางห้องทันทีเสือสอนบิดตัวไปมา พยายามคลานคืบไปที่โต๊ะโต๊ะหนึ่งแล้วก็ล้มลงอีก

เสี่ยหงวนปราดเข้าไปหาเสือสอน ก้มลงกระชากตัวเสือสอนลุกขึ้น แล้วลั่นหมัดขวาชกตูมเต็มเหนี่ยว เสือสอนเซถลาไปชนเก้าอี้ตัวหนึ่งล้มลงด้วยกัน คราวนี้จอมโจรก็สิ้นสติสมประดี

พวกดาวร้ายยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ทุกคนมองดูกิมหงวนอย่างเสียขวัญ อาเสี่ยได้ทีขี่แพะไล่ ทำนัยน์ตาดุๆ กรอกไปมา และทำปากเบี้ยวมองดูคนโน้นคนนี้ เขากล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิ

"ใครจะลองดีกับเชนอีกก็เรียงหน้าเข้ามา ถ้าเป็นการต่อสู้อย่างลูกผู้ชายตัวต่อตัวแล้วกันไม่หนีเลย อย่าเล่นลอบกัดหรือใช้วิธีหมาหมู่ก็แล้วกัน"

เจ้าหนุ่มร่างผอมกะหร่องคนหนึ่งยิ้มให้เสี่ยหงวนอย่างประจบประแจง

"หมัดของพี่เชนแน่มาก ให้ดิ้นตายเถอะพี่ ฉันดูหนังเรื่องเชนตั้ง ๓ ครั้ง ยังไม่สนุกสนานตื่นเต้นเหมือนกับที่พี่ชกกับเสือสอนเลย อย่างนี้แหละเขาเรียกว่าหมัดดินระเบิด"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"อ้ายน้องชาย ถ้าพวกแกมีใจเป็นธรรมแล้วแกก็คงจะเห็นว่าเสือสอนโกงเราอย่างหน้าด้านๆ และแสดงอำนาจบาตรใหญ่กับเราก่อน คนเราเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่องมันก็ต้องแจกหมากกันเป็นของธรรมดาอยู่เอง แกดูซิ เสือสอนกินหมากปากคอแดงเถือกไปหมด ใครเป็นพรรคพวกก็ช่วยกันแก้ไขหน่อยเถอะ"

แล้วกิมหงวนก็เดินส่ายอาดๆ กลับไปนั่งที่โต๊ะของเขา กล่าวกับพลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ยังไงวะพล แกได้เห็นฝีมือของเชนแล้วไม่ใช่หรือ"

พลพยักหน้าแล้วหัวเราะหึๆ

"เด็ดขาดเลยอ้ายเสี่ย ที่แรกกันนึกว่าแกถูกเสือสอนน๊อคเสียแล้ว เห็นแกหลับหูหลับตาต่อยแบบมวยวัด"

อาเสี่ยว่า "คนอย่างกันเป็นอย่างนั้นแหละ เวลาต่อสู้กัน ถ้าถูกเขาชกเจ็บสักหน่อยเลือดเดือดของกันมันก็เกิดขึ้น ทำให้กันเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ทุกครั้งไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนเรียกนิกรให้กลับมานั่งที่โต๊ะ แต่นิกรปฏิเสธ เขาช่วยพวกบรรดาดาวร้ายประคองเสือสอนให้ลุกขึ้น แล้วยืนมองดูพรรคพวกของเสือสอนหลายคนที่ช่วยกันพาจอมโจรออกไปจากร้านเหล้าด้วยความบอบช้ำแสนสาหัส"

หลังจากดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันออกไปจากร้านเหล้า และได้พบกับชายชราคนนั้นซึ่งนั่งอยู่บนม้าสี่เหลี่ยมหน้าร้านเหล้าตามลำพัง

สัปปะเหร่อผู้สูงอายุยิ้มให้คณะพรรค ๔ สหาย

"อิ่มหน่ำสำราญกันดีแล้วหรือหลานชาย"

นิกรว่า "เรียบร้อยแล้วลุง"

ชายชรามองดูหน้าอาเสี่ย แล้วอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อได้แลเห็นนัยน์ตาข้างขวาของกิมหงวนเขียวปั้ด เป็นรูปวงกลมขนาดขนมครก

"อ้ายหลานชายคงจะปะทะกับใครเมื่อสักครู่นี้ ลุงได้ยินเสียงตึงตังโครมครามแล้ว แต่ขี้เกียจเข้าไปดู"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"ไม่มีอะไรหรอกลุง พวกเราเข้าไปเสี่ยงโชคเล่นการพนัน เสือสอนเจ้ามือไฮโลมันโกงเรา เลยเกิดแจกหมัดกันขึ้นพอหอมปากหอมคอ"

"ไม่เลวเลยอ้ายหลานชาย เสือสอนอยู่ที่นี่นานแล้ว ไม่เคยปรากฏว่ามีใครลบเหลี่ยมลูบคมเขาได้ ขอให้พวกหลานระวังตัวให้มาก คงจะได้รับภัยอันตรายจากเสือสอนกับพรรคพวกมันอย่างแน่นอน"

พลเอื้อมมือขวากอดเอวชายชราแล้วพูดยิ้มๆ

"ขอบใจมากที่ลุงช่วยเตือนพวกเรา เรามีความจำเป็นที่จะต้องพักแรมอยู่ที่นี่หนึ่งคืน ลุงช่วยหาที่พักให้เราหน่อยได้ไหม พักอยู่ที่บ้านใครก็ได้ แล้วเราจะคิดค่าป่วยการให้เขาตามแต่เขาจะเรียกร้อง"

ชายชรานิ่งคิดอยู่สักครู่

"ถ้ายังงั้นเชิญพวกหลานๆ ไปพักอยู่กับลุงเถอะ บ้านของลุงถึงแม้จะคับแคบสักหน่อย แต่ถ้าถือว่าคับที่อยู่ได้แล้ว คงจะอยู่กันได้อย่างสบาย ข้าวปลาอาหารลุงจะจัดทำให้อย่างเรียบร้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"ดีทีเดียวพี่ชาย ฉันรู้สึกว่าพี่ชายเป็นคนดีมาก แต่อาชีพของพี่ชายน่ากลัวสักหน่อยนะ"

ลุงเกลื่อนหัวเราะ ต่อจากนั้นแกก็พาคณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางไปยังบ้านพักของแก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านเหล้านี้เท่าใดนัก

คืนวันนั้นเอง

ขณะที่ ๔ สหาย พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วนั่งสนทนากันอยู่หน้าระเบียงเรือนของลุงเกลื่อน ซึ่งเป็นเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆ เสียงกระสุนปืนพกนัดหนึ่งก็ดังกังวานขึ้น

"ปัง"

กระสุนปืนเฉียดซอกคอเสี่ยหงวนไปเล็กน้อย และถูกฝาห้องทะลุ ทุกคนผุดลุกขึ้นยืน ต่างได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งหนี ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ ชายชราก็วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากห้องนอนของแก

"มีอะไรเกิดขึ้นหรืออ้ายหลานชาย"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด แล้วพูดกับชายชราด้วยเสียงหนักๆ

"ฉันถูกลอบยิงจ้ะลุง อ้ายสอนหรือพรรคพวกของมันลอบเข้ามายิงฉันที่หน้าบันไดเรือนในระยะเผาขน แต่เดชะบุญคุณพระช่วย กระสุนปืนของมันจึงผิดพลาดตัวฉันไปเพียงเล็กน้อย ม่ายฉันก็ม่องเท่งแล้ว"

ลุงเกลื่อนยืนนิ่งอึ้งไปนาน

"อ้ายสอนแน่ๆ อ้ายสอนคงใช้สมุนร่วมใจของมันมายิงหลาน เพื่อตอบแทนในการที่หลานลบเหลี่ยมลูบคมมัน"

พล พัชราภรณ์ไม่สามารถจะนิ่งดูดายได้ต่อไปแล้ว เขากล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที

"ไปที่ร้านเหล้าเดี๋ยวนี้พวกเรา เราจะต้องเอาตัวคนร้ายให้ได้ อ้ายสอนเล่นสกปรกมาก ไม่น่าจะเป็นเสือร้ายเลยที่ใช้วิธีลอบกัดเราเช่นนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดสนับสนุนพล

"ต้องปราบมัน เราต้องช่วยกันถอดเขี้ยวเล็บเสือตัวนี้ออกให้ได้ ผิดนักยิงทิ้งเสียเลย ป่าดงพงไพรเช่นนี้ การฆ่าคนตายย่อมไม่มีความหมายอะไร ไปโว้ยพวกเรา ไปช่วยกันเก็บอ้ายสอนเถิด ขืนปล่อยไว้มันจะอาละวาดหนักมือขึ้นอีก"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"โอ.เค. เราต้องจัดการกับเสือสอนให้ได้ก่อนที่เราจะจากตำบลนี้ เสือสอนมันจะได้รู้ว่าพวกเราก็เป็นคนจริงเหมือนกัน"

ชายชราพูดเสริมขึ้นด้วยความหวังดี

"ความจริงลุงก็ไม่อยากจะให้พวกหลาน เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือหรอก โดยเฉพาะท่านเจ้าคุณด้วยแล้วไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวกับอ้ายสอนเลย มันเป็นอาชญากรชั้นดาวร้ายเหี้ยมโหดและทารุณป่าเถื่อนที่สุด ลุงคิดว่าถ้าจะให้ดีแล้ว ใช้อ้ายแห้วไปยิงเสือสอนทิ้งเสียดีกว่า เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง เสียววาบไปทั่วสันหลัง

"แฮ่ะๆ ลุงพูดเช่นนี้ก็น่าฟังดีเหมือนกัน แต่อ้ายฉันน่ะไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรอกลุง การฆ่าคนมันบาปมาก"

พลเอื้อมมือเขกศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง เสียงดังโป๊ก

"แกจะบอกเสียตามตรงไม่ได้หรือวะว่าแกขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเสือสอน"

"โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานพูดอย่างเปิดอกเช่นนั้น ผมก็เสียเหลี่ยมแย่น่ะซีครับ"

๔ สหายหัวเราะครืน แล้วพลก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไป-อ้ายหงวน ไปที่โรงเหล้ากับกันเดี๋ยวนี้ อ้ายสอนคงอยู่ที่นั่น กันจะยิงกับมันเอง ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าในระหว่างกันกับอ้ายสอน ใครจะอยู่หรือใครจะตาย เล่นลอบกัดกันเช่นนี้ใช้ไม่ได้"

กิมหงวนพยักหน้า แล้วหันมาทางนิกร

"แกไปด้วยอ้ายกร ปล่อยให้คุณอากับดิเรกอยู่ที่นี่แหละ ไปกันหลายคนมันจะหาว่าขี้ขลาดตาขาว"

นิกรทำหน้าละห้อย ยกมือกุมท้องของเขาแล้วพูดเสียงละห้อย

"แหม-กันปวดท้องเหลือเกิน คล้ายกับจะเป็นบิดยังงั้นแหละ แกไปกับอ้ายพลสองคนก็แล้วกัน ถ้าเห็นว่าเหลือบ่ากว่าแรงแล้วก็ค่อยมาตามกัน"

เสี่ยหงวนกระชากผมนิกรค่อนข้างแรง แล้วฉุดกระชากลากตัว พานิกรลงไปจากบ้านลุงเกลื่อน

ความคาดคะเนของลุงเกลื่อน และคณะพรรค ๔ สหายได้เป็นไปโดยถูกต้อง เสือสอนได้ใช้ให้เจ้าแก้วสมุนคนสนิทของเขา มาลอบยิงเสี่ยหงวนที่บ้านลุงเกลื่อน ทั้งนี้ก็ด้วยความอาฆาตมาตรร้ายที่เสี่ยหงวนได้ลบเหลี่ยมลูบคมเขา

ขณะนี้ เจ้าแก้วแอบซุ่มอยู่ในที่มือริมถนนดินห่างจากบ้านของลุงเกลื่อนเล็กน้อย เจ้าแก้วนึกฉิวตัวเองที่เขายิงผิดเป้าหมาย และเชื่อว่าอย่างไรเสียเสี่ยหงวนกับพรรคพวกคงจะติดตามมา เจ้าแก้วจึงดักยิงอีก เพราะถ้าเจ้าแก้วกลับไปรายงานให้เสือสอนทราบว่ายิงไม่ถูกเสี่ยหงวนแล้ว บางทีเจ้าแก้วอาจจะถูกเสือสอนยิงทิ้งเสียก็ได้ ดังนั้นเจ้าแก้วจึงต้องใช้ความพยายามอีกครั้งหนึ่ง โดยมั่นใจว่าอย่างไรเสีย เสี่ยหงวนก็ต้องพาพรรคพวกติดตามมา และถึงแม้เจ้าแก้วแอบอยู่ในที่มืด เจ้าแก้วก็พอจะสังเกตอาเสี่ยกิมหงวนได้ เนื่องจากเสี่ยหงวนของเรามีรูปร่างสูงชลูดกว่าใครๆ

เมื่อพล นิกร กิมหงวนเดินตรงเข้ามายังที่เจ้าแก้วแอบซุ่มซ่อนตัวอยู่และเข้ามาในระยะใกล้ชิด เจ้าแก้วก็ยกซุปเปอรคอลท์ขึ้นจ้องหมายระดับหน้าอกกิมหงวน แล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่อาเสี่ยสะดุดตอไม้อันหนึ่งเสียหลักเกือบจะหกล้ม

"ปัง" เสียงกระสุนปืนพกระเบิดขึ้นท่ามกลางความมืดและเงียบสงัด จนกระทั่งแลเห็นประกายไฟแลบออกมาจากปากกระบอกปืนกระบอกนั้น

กระสุนนัดนั้นผิดพลาดที่หมายอีก เจ้าแก้วลุกขึ้นวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต พล พัชราภรณ์ไล่กวดสมุนคนสนิทของเสือสอนทันทีเจ้าแก้วหันมายิงพลอีกสองนัดก็พอดีหมดกระสุน สมุนคนสนิทไม่เคยเป็นนักวิ่งจึงวิ่งได้เร็วตามธรรมดา ดังนั้นชั่วเวลาเพียงครู่เดียวพลก็ไล่ตามทัน ใช้เท้าขวาเตะเท้าเจ้าแก้ว ทำให้แก้วเสียหลักหกล้มป้าบ

เท่านี้เอง เจ้าแก้วก็ถูกซ้อมอย่างสะบักสะบอม พลกระชากตัวเจ้าแก้วลุกขึ้น ลั่นหมัดขวาตูมเข้าให้ถูกปากครึ่งจมูกครึ่ง และยกด้ามปืนพกขึ้นตีกบาลเจ้าแก้วเต็มเหนี่ยว

เสี่ยหงวนกับนิกรตามมาทัน สามสหายช่วยกันบริการหมัดและเท้าศอกเข่าให้เจ้าแก้วจนหนำใจ อาเสี่ยกระชากตัวเจ้าแก้วลุกขึ้นและจะยิงทิ้ง แต่พลห้ามไว้

"อย่า-อย่าไปทำมัน ถ้าแกยิงมันทิ้ง แกก็จะไม่ได้รู้ความจริงว่า ใครเป็นคนใช้ให้อ้ายหมอนี่ให้มายิงเรา"

เสี่ยหงวนได้คิดก็กล่าวคุกคามเจ้าแก้ว ด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"เฮ้ย-มึงเป็นใคร บอกกูเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่บอกพ่อยิงกรอกรูหูเลย"

"อ๋อย-อย่าทำผมเลยครับ เมียผมกำลังท้องแก่ครับ และแม่ผมก็ตาบอด พ่อตาของผมก็เป็นคนง่อย"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"อ้ายเปรต ข้าไม่ได้ถามอย่างนั้น ข้าถามว่าแกเป็นใคร เร็วๆ พูดมาเดี๋ยวนี้"

"ผมชื่อแก้วครับ"

นิกรยกมือดีดหูเจ้าแก้วดังแป๊ะ แล้วกล่าวคุกคาม

"แกเป็นลูกน้องเสือสอนใช่ไหม"

"ถูกแล้วครับ" เจ้าแก้วพูดอ้อมแอ้มด้วยความรักตัวกลัวตาย

เสี่ยหงวนยกมือซ้ายกระชากผมเจ้าแก้วหน้าหงาย

"รับสารภาพมาตามตรงเดี๋ยวนี้ อ้ายสอนใช้ให้แกมายิงกันใช่ไหม"

"ครับ พี่สอนเขาโกรธแค้นคุณที่ลบเหลี่ยมลูบคมเขาก็เลยใช้ให้ผมมายิงคุณ แต่นับว่าคุณเคราะห์ดีมากที่แคล้วคลาดอันตรายอย่างหวุดหวิด กรุณาอย่าเอาเรื่องราวกับผมเลยครับ นึกว่าปล่อยลูกนกลูกกาเอาบุญเถอะครับ วันนี้ก็เป็นวันพระวันศีลวันทาน เมตตาลูกน้องเถอะคะร๊าบ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แหม-แกพูดเสียงอ่อนยังกะเสียงขอทานไม่มีผิด ฉันอยากจะยิงแกทิ้งเสียเหลือเกิน พับผ่าเถอะ"

เจ้าแก้วอกสั่นขวัญแขวน

"อย่าเลยครับ กระสุนปืนเดี๋ยวนี้ราคามันก็ไม่ใช่ถูก คุณฆ่าผมก็เหมือนกับยองหมาตายตัวหนึ่ง ผมอยู่ใต้อิทธิพลของพี่สอนเขานี่ครับ เขาใช้ผมทำอะไร ผมก็ต้องทำตามคำสั่งของเขา"

พล พัชราภรณ์ ยกมือตบบ่าเจ้าแก้ว แล้วพูดกับเจ้าแก้วด้วยเสียงหนักแน่น

"เอาเถอะ กันจะไว้ชีวิตแก แต่แกต้องตอบคำถามกันเดี๋ยวนี้ว่าขณะนี้อ้ายสอนอยู่ที่ไหน และอ้ายสอนมีแผนการณ์จะจัดการกับพวกเราอย่างไรอีกต่อไป"

เจ้าแก้วมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น

"พี่สอนเขาอยู่ที่โรงเหล้าครับ พี่สอนจะมีแผนการณ์อะไรอีกบ้าง ผมไม่ทราบหรอกครับ พี่สอนเพียงแต่สั่งให้ผมมายิงคุณที่ชื่อเชนเท่านั้น"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ดีแล้วแก้ว แกรีบไปที่โรงเหล้าเดี๋ยวนี้ บอกอ้ายสอนว่าแกได้ลอบยิงเจ้าหงวนเพื่อนของกันแล้ว แต่ยิงไม่ถูก และแกถูกพวกเราจับได้ ให้อ้ายสอนเตรียมตัวปะทะกับพวกเราคนใดคนหนึ่งตัวต่อตัว เราต้องการดวลปืนพกกับอ้ายสอน ถ้าอ้ายสอนเป็นลูกผู้ชายจริงแล้ว คงจะไม่หลบหนีเรา และคงจะไม่ใช้วิธีหมาหมู่เล่นงานเราเป็นแน่ จำได้ไหมที่กันสั่งให้แกไปบอกอ้ายสอนเช่นนี้"

"ครับ-จำได้ครับ ผมจะไปบอกพี่สอนเดี๋ยวนี้"

"เออ-ดีแล้วรีบไปเถอะ กันจะตามไปที่โรงเหล้าเดี๋ยวนี้แหละ"

เจ้าแก้วดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ รีบวิ่งไปจากที่นั้นทันที เพื่อรายงานให้ขุนโจรทราบ

ขณะนี้เสือสอนกำลังทำหน้าที่เป็นเจ้ามือไฮโล มีพวกดาวร้ายไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา และเสี่ยงโชคการพนันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด เมื่อเสือสอนแลเห็นเจ้าแก้วลูกน้องคนสนิท เสือสอนก็หันมาทางหัวเบี้ยของเขา บอกให้ทำงานแทน แล้วลุกขึ้นก้าวลงมาจากร้านเดินเข้าไปหาเจ้าแก้ว กระซิบกระซาบถามเจ้าแก้วด้วยความอยากรู้ผลงานที่เขาใช้ให้เจ้าแก้วไปทำ

"ว่ายังไง เรียบร้อยแล้วหรืออ้ายน้องชาย"

เจ้าแก้วยิ้มแห้งแล้ง

"เรียบร้อยกะผีอะไรล่ะพี่สอน ผมยิงผิดครับ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรมือไม้มันสั่นไปหมด อ้ายพวกนั้นมันไล่กวดผม ผมแอบอยู่ในที่มืดดักยิงมันอีก"

"แล้วยังไง"

"ผิดอีกครับพี่สอน อ้ายพวกนั้นมันจับผมได้ ช่วยกันซ้อมผมจนสะบักสะบอม พี่สอนดูหน้าผมซีครับฟกช้ำดำเขียวราวกับถูกหมาฟัด แต่แล้วมันก็ปล่อยผมกลับมาหาพี่ สั่งให้บอกพี่สอนว่ามันสามคนจะมาที่โรงเหล้าเดี๋ยวนี้แหละ และต้องการยิงกับพี่สอนตัวต่อตัวอย่างลูกผู้ชาย ซึ่งพี่สอนจะเลือกยิงกับใครก็ได้ ซึ่งถ้าพี่สอนเป็นลูกผู้ชายจริงแล้ว มันสั่งให้บอกว่าพี่สอนคงจะไม่ใช้วิธีหมาหมู่กลุ้มรุมทำร้ายมัน และคงยินดีดวลปืนพกกับมัน ตามที่มันท้าทายมาอย่างองอาจเช่นนี้"

ขุนโจรนิ่งอึ้งไปสักครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะก้าก

"ฮ่ะๆ อ้ายหนุ่มชาวกรุงสามสี่คนนั่นมันคิดจะหักโค่นกู อ้ายแก้วเอ๋ย คนอย่างกูไม่ดีจริงก็คงไม่มีชีวิตอยู่มาได้จนทุกวันนี้"

เจ้าแก้วเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ขึ้นชื่อพี่สอนแล้วอย่าว่าแต่คนเลย หมาที่ดุๆ เห็นพี่เข้ายังกระดิกหางให้"

เสือสอนสะดุ้งเล็กน้อย

"มากไปอ้ายแก้ว มึงขึ้นไปนั่งข้างหัวเบี้ยคอยดูอย่าให้อ้ายพวกนักพนันมันเล่นตุกติกกับกู กูจะคอยรับมือกับอ้ายหนุ่มสามคนนั่นเอง กูจะยิงกับมันตัวต่อตัวและจะสังหารมันให้หมด โดยเปิดโอกาสให้คนที่เหลืออยู่แก้มือแทนเพื่อนมัน"

พูดจบเสือสอนก็เดินไปที่บาร์ เจ้าแก้วประกาศให้ใครต่อใครทราบว่า เสือสอนจะดวลปืนพกกับเจ้าหนุ่มชาวกรุงคนใดคนหนึ่งในจำนวนสามคน ซึ่งกำลังเดินทางมาที่นี่ พวกดาวร้ายทั้งหลายต่างตื่นเต้นไปตามกัน ทุกคนรู้ดีว่าเสือสอนยิงปืนแม่นราวกับจับวาง ขุนโจรผู้นี้เคยฆ่าคนมาหลายสิบศพแล้ว เขาพยายามตั้งตนเป็นใหญ่ในตำบลแจกหมาก ซึ่งขณะนี้พวกดาวร้ายเป็นส่วนมากได้ยอมเป็นพรรคพวกของเสือสอน ที่ไม่ได้เป็นพรรคพวกก็ล้วนแต่เกรงกลัวในฝีไม้ลายมือของขุนโจร

เวลาผ่านพ้นไปอีกสักครู่ พล พัชราภรณ์ก็เดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนกับนิกรเข้ามาในโรงเหล้าอย่างสง่าผ่าเผย พอแลเห็นเสือสอนยืนจังก้าอยู่หน้าบาร์สามสหายก็หยุดชะงัก

แล้วพลกับเสือสอนก็จ้องมองดูหน้ากัน ด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรต่อกัน

"อ้ายเพื่อนเกลอ" เสือสอนพูดเสียงกร้าว "ใครคนไหนล่ะที่จะขอดวลปืนพกกับกัน เรียงหน้าเข้ามาเถอะเพื่อน"

พลยิ้มแค่นๆ

"เราสามคนนี้แหละเสือสอน แกเลือกเอาเถอะ แกจะยิงกับใครได้ทั้งนั้น"

นิกรพูดโพล่งขึ้นอย่างอาจหาญแกมขี้ขลาด

"แกจะเลือกกันก็ได้ แต่ควรจะเลือกเป็นคนสุดท้าย คนอย่างกันก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน"

เสือสอนหัวเราะก้าก

"กันไม่อยากยิงกับแกหรอก ตัวแกโตกว่าลูกหมาหน่อยเดียวเท่านั้น ถึงกันชนะแกกันก็ไม่ได้ชื่อเสียงอะไร" แล้วเขาก็ยกมือชี้หน้านายพัชราภรณ์ "กันอยากยิงกับแกมากกว่าอ้ายน้องชาย"

พลพยักหน้า

"ตกลงเสือสอน กันพร้อมแล้วที่จะดวลปืนพกกับแกอย่างลูกผู้ชาย แต่ว่าถ้าเรายิงกันในนี้ ผู้ที่อยู่ในโรงเหล้าอาจจะถูกลูกหลงเข้าก็ได้ ซึ่งเขาไม่ควรจะเจ็บตัวหรือต้องเสียชีวิตจากการวิวาทของเรา ออกไปข้างนอกเถอะเพื่อน"

เสือสอนพยักหน้า นึกชมความองอาจของพล พัชราภรณ์ ครั้นแล้วสามสหายกับเสือสอนก็พากันออกไปจากโรงเหล้า พวกดาวร้ายส่งเสียงเอะอะเฮฮาตามออกไปดูการดวลปืนพก ซึ่งทั้งสองได้ใช้ชีวิตของตนเป็นเดิมพัน ผู้จัดการโรงเหล้าได้หิ้วตะเกียงเจ้าพายุสองดวงออกมาตั้งไว้บนม้ายาว ทำให้เกิดแสงสว่างไปทั่วบริเวณหน้าโรงเหล้า

พลขอร้องให้ชายกลางคนคนหนึ่งเป็นสกันด์ให้ หลังจากนั้นก็มีการตกลงกันในระหว่างพลกับเสือสอน จนกระทั่งเข้าใจกันดีแล้ว ต่างคนต่างก็ออกไปยืนเด่นบนลานกว้างหน้าร้านเหล้า ยืนหันหน้าให้กันห่างจากกันประมาณ ๑๐ เมตร และยืนในท่ากอดอกตามที่ตกลงกันไว้

เสือยงซึ่งเป็นสกันด์ ได้ร้องตะโกนให้สัญญาณด้วยเสียงหนักแน่น

"ระวัง เตรียมยิง"

พวกดาวร้ายที่ยืนอยู่หน้าร้านเหล้าไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คนต่างยืนนิ่งเฉยแทบไม่หายใจ แต่เสี่ยหงวนกับนิกรเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย เกรงว่านายพัชราภรณ์จะถูกยิงตาย

เสียงสกันด์ตะโกนให้สัญญาณดังทำลายความเงียบขึ้น

"หนึ่ง....สอง สาม"

เสือสอนกับพลต่างคลายมือที่กอดอกออก และกระชากปืนพกในซองปืนทั้งสองกระบอกออกมา

เสียงกระสุนปืนรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ในมือพลทั้งสองกระบอกระเบิดขึ้นก่อน ทั้งนี้เพราะพลสามารถชักปืนได้ไวกว่า

"ปัง-ปัง"

กระสุนทั้งสองนัดทะลุอกดาวร้าย ออกทางเบื้องหลัง ร่างของเสือสอนยืนโงนเงนเหมือนต้นไม้ต้องลม แล้วก็ล้มฮวบลงสิ้นใจตาย ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของบรรดาผู้ที่แลเห็นเหตุการณ์ เสี่ยหงวนกับนิกรร้องไชโยโห่ร้อง วิ่งเข้ามาสวมกอดนายพัชราภรณ์ ด้วยความตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว

"เชน" กิมหงวนร้องลั่น "แกคือเชน ทีแรกกันเข้าใจว่ากันคือเชน แต่เดี๋ยวนี้กันรู้แล้วว่ากันไม่สามารถที่จะเป็นเชนได้"

พลหัวเราะหึๆ เก็บปืนพกไว้ในซองตามเดิม แล้วยกมือตบศีรษะเสี่ยหงวนอย่างสัพยอก

"กันได้สังหารเสือสอนให้แกแล้ว อ้ายสอนมีสมญาว่าเป็นเสือ แต่การกระทำของมันเป็นหมา คือลอบกัดเรา มันตายเสียได้ก็ดีแล้ว"

นิกรนึกคึกขึ้นมาก็หมุนตัวไปรอบๆ แล้วร้องตะโกนลั่น

"ใครเป็นพวกเสือสอนจะยิงกับกันก็เรียงหน้าเข้ามาโว้ย ลูกร้องของกันได้สังหารเสือสอนไปแล้ว ต่อไปนี้กันผู้เป็นลูกพี่จะได้แสดงฝีมือบ้าง"

เงียบกริบ ไม่มีใครกล้ารับคำท้าของนิกรเลย ต่อจากนั้น สามสหายก็พากันเดินกลับไปยังบ้านพักของลุงเกลื่อน บรรดาพวกดาวร้ายทั้งหลายต่างเข้าไปยืนห้อมล้อมดูศพเสือสอน แล้วนึกชมเชยฝีมือของนายพัชราภรณ์

ตอนสายวันรุ่งขึ้น คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้พากันมาปรากฏตัวขึ้นที่ร้านขายอาหารอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งลุงเกลื่อนตามมาด้วย ศพของเสือสอนนั้น ปรากฏว่าลุงเกลื่อนได้นำไปฝังเรียบร้อยแล้ว โดยพรรคพวกของเสือสอนได้เรี่ยรายเงินกันให้ลุงเกลื่อนเป็นค่าป่วยการ ๕๐ บาท

หลังจากคณะพรรค ๔ สหายของเราได้รับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พากันเดินทางด้วยพาหนะม้า บ่ายโฉมหน้ากลับไปยังเมืองกาญจนบุรี เสี่ยหงวนให้รางวัลลุงเกลื่อน ๒๐๐ บาท บรรดาดาวร้ายทั้งหลายได้ออกมาส่งคณะพรรค ๔ สหายที่หน้าร้านเหล้า และยืนมองดูจนลับตา.

จบบริบูรณ์