พล นิกร กิมหงวน 025 : นักสืบนักสู้

ท่ามกลางสายฝนในตอนดึก หน้าต่างห้องนอนของเจ้าประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดทางเฉลียงตึกชั้นบนค่อยๆ เผยอออกทีละน้อย ชายฉกรรจ์คนหนึ่งแต่งกายในชุดสีที่กลืนกับความมืด ปีนข้ามบานหน้าต่าง หย่อนตัวเข้ามาในห้องนอนอย่างระมัดระวัง ใบหน้าของมันสวมถุงคลุมหน้าแบบอ้ายโม่งในภาพยนตร์เจาะนัยน์ตากลมโตไว้สองข้าง มือขวาของมันถือปืนพกมือซ้ายถือไฟฟ้าเดินทางขนาดกระทัดรัด

ภายในห้องนอนอันหรูหรา มีแสงไฟที่ผนังตึกซึ่งอยู่ในโป๊ะกระจกฝ้าเปิดทิ้งไว้ ส่องแสงสลัวลางพอสังเกตเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ อ้ายโมงหรือหัวหน้าโจรกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องและสิ้นสุดที่เตียงนอนอันทันสมัยขนาด ๕ ฟุต ซึ่งประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านกำลังนอนหลับสนิท เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นอนหงายเท้าชิดกัน เหยียดแขนตามสบายกรนเสียงแหลมเล็กคล้ายหวูดรถไฟรุ่นเก่าที่ได้ยินเสียงไกลๆ คุณหญิงวาดนอนหงายในท่าเหมือนกับจะเหาะกรนเสียงลั่นห้อง ไม่มีการระวังตัวในการนอน เพราะถือว่าห้องนี้เป็นส่วนตัวของท่าน และท่านเจ้าคุณก็เป็นสามีของท่าน

หัวหน้าโจรหันไปทางหน้าต่างยกมือขวาที่ถือปืนโบกเป็นสัญญาณ สมุนของมันสองคนปีนข้ามหน้าต่างติดตามกันเข้ามาต่างแต่งกายเช่นเดียวกัน สวมกางเกงขายาวและเชิ้ตแขนยาวสีกรมท่าหรือสีดำ มีถุงคลุมหน้าเจาะนัยน์ตาแบบอ้ายโมงและมีปืนพกเป็นอาวุธคู่มือ เจ้าคนร่างเล็กมีถุงผ้าน้ำมันคล้ายๆ กับกระเป๋าเอกสารหนึ่งถุงถืออยู่ในมือซ้าย ในถุงนั้นล้วนแต่เครื่องมืองัดแงะเกี่ยวกับงานโจรกรรมทั้งสิ้น และเป็นเครื่องมือที่ทันสมัย เพียงแต่การเจาะหน้าต่างห้องนอนก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งนาทีเท่านั้น

ในขณะนี้เป็นเวลา ๒.๐๐ น. เศษ อันเป็นเวลาที่พวกตีนแมวและนักงัดแงะ ตลอดจนพวกโจรทั้งหลายออกหากิน ยิ่งฝนตกพรำอากาศเย็นเช่นนี้ โอกาสก็ยิ่งเป็นของพวกทุจริตมิจฉาชีพเพราะเจ้าทรัพย์มักจะนอนหลับกันอย่างสบาย ตำรวจสายตรวจก็ไม่ใคร่จะออกตรวจ

หัวหน้าโจรรูปร่างสูงโปร่งพยักหน้ากับสมุนทั้งสองเป็นความหมาย ให้เตรียมพร้อม และแล้วมันก็เดินตรงมาที่เตียงนอนของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด มันเปิดประตูมุ้งเตียง ซึ่งเป็นมุ้งผ้าโปร่งตาพริกไทยออก สับขอไว้ทั้งสองด้าน แล้วมันก็ก้มตัวลงยกมือเขย่าร่างเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ค่อนข้างแรงเพื่อปลุกท่านให้ลุกขึ้น

ท่านเจ้าคุณพลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าออกมานอกเตียงเคี้ยวปากจั๊บๆ และบ่นอู้อี้แบบคนละเมอ

หัวหน้าโจรยกนิ้วมือจี้สะเอวเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทันที ท่านเจ้าคุณตกใจตื่นหัวเราะก้ากและลืมตาโพลง ทันใดนั้นเองท่านก็ได้เผชิญหน้ากับพวกโจรกลุ่มนี้ ปืนพกในมือหัวหน้าโจรจ้องมาที่หน้าอกท่าน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งมองดูพวกโจรด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"ประทานโทษนะครับใต้เท้า" นายโจรพูดนอบน้อมแต่ถึงกระนั้นเสียงของมันก็ยักกร้าวแบบอาชญากรอยู่นั่นเอง "พวกเราต้องขอประทานโทษ ที่เข้ามารบกวนเวลานอนของใต้เท้า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หน้าซีดเผือด ท่าทางของท่านเหมือนกับจะเป็นลม

"แกต้องการอะไรจากเรา" ท่านถามเสียงสั่น

"กุญแจตู้เซฟซีครับ"

"อ๋อ คุณหญิงเขาเก็บไว้ อยากได้ก็ปลุกเขาขึ้นซีแล้วอย่าเสือกบอกเขาล่ะว่าฉันบอกแก พวงกุญแจติดอยู่ที่เอวคุณหญิง แกจะต้องการข้าวของเงินทองหรืออะไรก็เอาไปเถอะ อย่าทำร้ายเราหรือฆ่าเราก็แล้วกัน"

หัวหน้าโจรเดินมาทางปลายเตียงก้มตัวลงจับขาคุณหญิงวาดเขย่า

"คุณหญิงครับ คุณหญิงครับ" มันร้องเรียกเบาๆ

คุณหญิงวาดยกเท้าขวาเตะถูกลูกคางเจ้าหมอนั่นค่อนข้างแรง แล้วท่านก็กรนต่อไป หัวหน้าโจรขบกรามกรอด ยกปืนพกขึ้นจ้องหน้าอกคุณหญิงวาด และหันมาพูดกับสมุนทั้งสองของมัน

"ยิงทิ้งเสียดีไหมวะ เรารู้แล้วว่ากุญแจเซฟอยู่ที่เอวท่าน"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง รีบพรวดพราดลุกขึ้นนั่งชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ

"กลัวแล้วจ้านายจ๋า อย่าฆ่าฉันเลย ฉันแก่แล้ว ยิงคนแก่ไม่มีเกียรติหรอก"

อ้ายโม่งที่เป็นนายโจรหัวเราชอบใจ

"ผมเป็นโจรผมไม่มีเกียรติหรอกครับคุณหญิง ถ้าคุณหญิงรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป กรุณาถอดเข็มขัดทองที่คาดเอว และส่งพวงกุญแจมาให้ผมเดี๋ยวนี้"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"กุญแจเซฟอยู่ที่ลูกชายฉันห้องโน้น"

หัวหน้าโจรขยับปืนพก

"ก็ท่านเจ้าคุณบอกผมว่าอยู่ที่เอวคุณหญิง"

คุณหญิงหันขวับมาทางสามีของท่าน

"แล้วไปบอกมันทำไม หา-ไปบอกมันทำไม โธ่-หัวล้านกบาลเหน่งยังไม่มีความคิด"

หัวหน้าโจรจุ๊ย์ปาก

"หยุด อย่าส่งเสียงดังครับ อย่าทำลูกไม้ทะเลาะกับเจ้าคุณเพื่อปลุกคนอื่นให้ลุกขึ้นมาเล่นงานผม ถ้าขืนส่งเสียงดังอีกผมจะยิงทิ้งเสียทั้งสองคน แล้วก็โปรดทำตามคำสั่งผมถ้าไม่อยากตาย ส่งเข็มขัดทองและพวงกุญแจมาให้ผมเดี๋ยวนี้"

ท่าทีของอ้ายโม่งผู้เป็นนายโจรเอาจริง คุณหญิงวาดจึงรีบแก้เข็มขัดทองซึ่งมีพวงกุญแจติดอยู่ออกจากเอวของท่าน แล้วท่านก็ยิ้มแห้งๆ

"เอาแต่พวงกุญแจก็แล้วกัน เข็มขัดนี่เป็นทองชุบ ฉันซื้อมาจากพาหุรัด"

หัวหน้าโจรหัวเราะก้าก

"ถ้าเศรษฐีอย่างคุณหญิงใช้ทองเก๊ ผมก็คงไม่พาพรรคพวกมาปล้นหรอกครับ" พูดจบมันก็หันมามองดูเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "เข็มขัดทองเส้นนี้หนักเท่าไรครับใต้เท้า"

"หนัก ๒๐ บาท" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงดุๆ

จอมโจรดีใจอย่างยิ่ง เปลี่ยนสายตามาที่ลูกน้องทั้งสอง

"เฮ้ย-ค้นดูใต้หมอนที่นอน ถ้าพบปืนพกหรือของมีค่าก็ยึดเอาไว้ แล้วก็เอาเชือกที่เตรียมมามัดเจ้าคุณกับคุณหญิงทั้งสองคน เอาผ้าปิดปากด้วย"

หัวหน้าโจรสิ้นสุดความสนใจกับประมุขบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านแต่เพียงเท่านี้ ปล่อยให้สมุนร่วมใจจัดการกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดตามคำสั่งของมัน

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง พวกโจรทั้งสามคนก็ล่าถอยออกทางหน้าต่างด้านเฉลียงหลังตึก การปล้นเงียบได้ผ่านไปอย่างเรียบร้อย และนั่นหมายความว่าพวกโจรได้รับโชคอย่างมหาศาลเพราะได้เครื่องเพชรไปหลายชิ้น คิดเป็นเงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ เศษ เงินสดไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท เข็มขัดทองคำหนึ่งเส้น ปืนพก ยู.เอส.อาร์มี่ ๑๑ มม. หนึ่งกระบอก กล้องถ่ายรูปราคาหมื่นบาทหนึ่งกล้อง นอกจากนี้ก็มีนาฬิกาข้อมือและปากกาของท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

เวลา ๖.๓๐ น. เศษ ขณะที่นันทากำลังนั่งหวีผมอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอนของหล่อนและพล พัชราภรณ์กำลังอยู่ในห้องน้ำ ละม่อมสาวใช้ในวัยกลางคนซึ่งเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของคุณหญิงวาดก็บุกเข้ามาในห้องนอนของนันทาด้วยสีหน้าตื่นๆ นันทามองแลเห็นสาวใช้ในกระจกเงาก็รีบหันมามองดู ละม่อมทรุดตัวคุกเข่ารายงานให้นายของหล่อนทราบ

"คุณนันคะ ดิ๊กกี้ตายอยู่ข้างเรือนต้นไม้ค่ะ" ละม่อมหมายถึงสุนัขอัลเซเชียลสีดำตัวใหญ่ของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"หา ดิ๊กกี้ตาย"

"ค่ะ ดิฉันสงสัยว่ามันคงถูกยาเบื่อแน่นอน"

นันทาผุดลุกขึ้นยืนมองไปที่ประตูห้องน้ำซึ่งอยู่ในห้องนอนนั้น แล้วหล่อนก็ร้องเรียกสามีของหล่อนด้วยเสียงอันดัง

"พล-พลคะ หมาเราตายแล้ว"

"ทำไมล่ะ" เสียงพลร้องถามออกมา

"ละม่อมสงสัยว่ามันคงถูกยาเบื่อค่ะ"

ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก พลนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เดินออกมาอย่างรีบร้อน

"อ้ายดิ๊กกี้ตายที่ไหนม่อม" เขากล่าวถามสาวใช้ของเขาอย่างร้อนรน

"ข้างเรือนต้นไม้ค่ะ คนสวนพบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งตกอยู่ใกล้ๆ กับคูหลังบ้านค่ะ ดิฉันคิดว่ามันคงถูกยาเบื่อ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"แกไปปลุกคุณพ่อกับคุณแม่เถอะม่อม คุณแม่ท่านรักมันมากคงจะเสียใจไม่น้อย ถ้าดิ๊กกี้ตายเพราะยาเบื่อคืนนี้หรือคืนพรุ่งนี้บ้านเราคงถูกขโมย ตามธรรมดาพวกขโมยที่จะเข้าขโมยตามบ้านที่มีหมาดุอย่างบ้านเรา มันก็ต้องวางยาเบื่อหมาเสียก่อน"

ละม่อมรับคำสั่งลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้อง พลจัดแจงแต่งตัวอย่างรีบร้อน เขาสวมเสื้อเชิ้ตฮาไวตาหมากรุกอ่อนสลับเทาแก่สวมกางเกงขายาวสีเทา เสร็จแล้วก็เดินมาหวีผมหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนนันทายืนเกาะขอบหน้าต่างมองไปที่เรือนต้นไม้ หล่อนแลเห็นคนใช้กับสาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" หลายคนกำลังยืนห้อมล้อมดูศพเจ้าอัลเซเชียล ซึ่งนอนตายอยู่ใต้ต้นขนุน ซึ่งทำให้นันทาเศร้าใจมากเพราะสงสารเจ้าดิ๊กกี้

พอพลหวีผมเสร็จเรียบร้อย ละม่อมก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง

"โอ๊ย-คุณนัน คุณพลขา เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ" สาวใช้พูดละล่ำระลักท่าทีงันงกตกประหม่า "เร็วค่ะ รีบไปที่ห้องท่านเดี๋ยวนี้"

นันทาวิ่งเข้ามาหาละม่อม พลใจหายวาบ เขากล่าวถามสาวใช้ทันที

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือละม่อม"

ละม่อมหน้าซีดเหมือนแผ่นกระดาษ

"ดิฉัน-ดิฉัน ไปเคาะประตูเรียกท่านค่ะ...โอย"

"แล้วยังไง" นันทาถามเสียงดุ

"เรียกเท่าไรท่านก็ไม่ขานรับ ดิฉันเดินมาที่หน้าต่างแล้วดิฉันก็แลเห็นบานหน้าต่างปิดไม่สนิท หน้าต่างบานขวามีรอยถูกเจาะด้วยสว่านค่ะ เศษไม้ตกอยู่เกลื่อนพื้น ดิฉัน...ดิฉัน...เปิดบานหน้าต่างออก ดิฉันตกใจแทบเป็นลมเมื่อแลเห็นท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงถูกมัดมือมัดเท้า มีผ้าปิดปากนอนดิ้นอยู่บนเตียง แล้วดิฉันก็รีบวิ่งหนีมานี่"

พอทราบเรื่องจากสาวใช้ พลก็รีบวิ่งออกไปจากห้องนอนของเขาทันที เขาแลเห็นประภาเดินออกมาจากห้องนอนของหล่อนพอดี จึงร้องบอกหล่อน

"คุณภา ปลุกดิเรกและพวกเราลุกขึ้นให้หมด คุณพ่อกับคุณแม่ถูกโจรปล้นเมื่อคืนนี้"

แล้วพลก็วิ่งตรงไปยังห้องนอนของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด นันทากับละม่อมวิ่งตามมาด้วย นายพัชราภรณ์กระโจนข้ามบานหน้าต่างเข้าไปในห้องนอนของท่านทั้งสองทันที เขาถอดกลอนเปิดประตูออกอย่างร้อนรน แล้ววิ่งไปที่เตียงนอน เขาแลเห็นประตูตู้นิรภัยใบใหญ่ทางหัวนอนเปิดทิ้งไว้ และมีพวงกุญแจคาอยู่ เอกสารต่างๆ ในตู้ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถูกมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา มีผ้าผูกปากและมีลูกมะนาวยัดปากคนละผล ท่านทั้งสองดิ้นกระแด่วๆ อย่างน่าสงสาร พยายามช่วยตัวเองมาเป็นเวลาเกือบ ๕ ชั่วโมงแล้ว

"อือ...อือ...อือ.." คุณหญิงวาดพูดในลำคอ พลางพยักหน้าเป็นความหมายให้ลูกชายช่วยแก้มัดให้ท่าน

พลยิ้มให้ท่านทั้งสอง

"เดี๋ยวนะครับ ขอให้ผมสำรวจเครื่องเพชรของคุณแม่ในตู้เซฟเสียก่อน" พูดจบพลก็เดินไปที่ตู้นิรภัย

นันทากับละม่อมบุกเข้ามาในห้อง และแทนที่จะช่วยแก้มัดเจ้าคุณและคุณหญิงวาด ทั้งสองกลับตรงเข้ามาหานายพัชราภรณ์

"เครื่องเพชรของคุณอายังอยู่ไหมคะ" นันทาถามอย่างร้อนรน

พลหยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมาวางบนหลังตู้นิรภัยแล้วเปิดออก เขากับนันทาใจหายวาบ เครื่องเพชรหลายชิ้นอันตรธานไปหมดแล้ว ตามปกติคุณหญิงวาดได้ใส่เครื่องเพชรของท่านไว้ในกล่องไม้กำมะหยี่กล่องนี้

นายพัชราภรณ์มองดูเมียรักของเขาแล้วพูดเบาๆ

"เกลี้ยงเลย มันกวาดเอาไปหมด สร้อยเพชรเก่าแก่ของคุณแม่ราคาสองแสนกว่าหายไปแล้ว แหวนเพชรแสนกว่าอีกหนึ่งวง นอกนั้นก็ไม่สำคัญอะไรนัก มีเครื่องเพชรอีกในราว ๑๐ ชิ้น"

นันทายกมือทาบอก

"ตายแล้ว อ้ายพวกโจรคงถือโอกาสที่ฝนตกลอบเข้ามาในบ้านวางยาอ้ายดิ๊กกี้เสียก่อน แล้วก็ปีนขึ้นมาทางรางน้ำฝนหลังตึก เจาะหน้าต่างห้องคุณอาเข้ามาในนี้ ช่วยกันจับคุณอามัดไว้ ขู่บังคับท่านให้มอบกุญแจให้มัน"

พลชี้ไปที่พื้นกระดานห้อง

"เห็นไหมนัน รอยเท้าที่ย่ำโคลนของมันสับสน"

เสียงคุณวาดร้องขึ้นอีก

"อือ-อือ-อือ"

ทันใดนั้นเอง เสี่ยหงวนกับนิกร, ดร. ดิเรก, ประภา, ประไพ, นวลลออ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเข้ามาในห้องนอนของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างรีบร้อน คนใช้ชายหญิงหลายคนตามมาด้วยแต่ยืนออกันอยู่นอกประตูเท่านั้น กิมหงวนกับนิกรยังสวมเสื้อนอนอยู่เพราะเพิ่งตื่นนอน หน้าตายู่ยี่และผมยุ่ง

"อ้าว" อาเสี่ยร้องสุดเสียงเมื่อแลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดถูกมัดมือมัดเท้านอนเคียงคู่กันอยู่บนเตียง "ท่านยังไม่ตายเลยใครเสือกไปตราสังข์ท่านวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เงอะๆ เงิ่น

"โจรมันมัดน่ะซี เร็ว-ช่วยกันแก้มัดออก"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรก, เสี่ยหงวน และนิกรก็เดินเข้ามาที่เตียงนอนช่วยกันแก้มัดเจ้าคุณและคุณหญิงให้ได้รับอิสรถาพ ท่านทั้งสองรีบลุกขึ้นนั่งคายมะนาวออกมาจากปากคนละผล คุณหญิงวาดมองดูตู้นิรภัยของท่านแล้วร้องไห้โฮ

"โอย-หมดแล้วกูมันกวาดเอาไปเกลี้ยงเลยเครื่องเพชรตั้งหลายแสน เงินสดอีกราวสองหมื่นไม่มีอะไรเหลือ โฮๆๆๆ "

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องนอน สี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด เจ้าแห้วถือดาบบุกพรวดพราดเข้ามาในห้อง ส่งเสียงเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

"รับประทานพวกโจรอยู่ไหนครับ รับประทานผมฆ่ามันเอง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูเจ้าแห้วอย่างหมั่นไส้

"มันหนีไปหลายชั่วโมงแล้วโว้ย"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านร็สึกเศร้าเสียดายข้าวของเงินทองของท่านอย่างยิ่งที่ถูกพวกโจรปล้นเอาไป เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอน ๒.๐๐ น. ให้ทุกคนฟังนับตั้งแต่โจรโม่งดำสามคนบุกเข้ามาในห้อง และปลุกท่านกับคุณหญิงวาดให้ลุกขึ้น บังคับคุณหญิงวาดด้วยปืนให้ส่งลูกกุญแจตู้นิรภัยให้มัน ต่อจากนั้นพวกโจรสองคนก็จับท่านกับคุณหญิงมัด เอามะนาวยัดปากและเอาผ้าผูกปิดปาก มันไขตู้นิรภัยออกเก็บเครื่องเพชรและเงินสดเอาไป นอกจากนี้ยังยึดปืนพกของท่านที่อยู่ใต้หมอนไปด้วย รวมทั้งกล้องถ่ายรูปชั้นดีในตู้เสื้อผ้า ปากกาและนาฬิกาข้อมือเรือนทองที่วางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ

เมื่อเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เล่าจบคุณหญิงวาดก็ร้องไห้โฮ แล้วท่านก็หงายหลังผลึ่งลงนอนบนเตียงสิ้นสติสมประดี

"เฮ้ย-ดิเรก" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดระล่ำระลัก "ช่วยหน่อยซีเป็นลมไปแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มฝืนหัวเราะ

"ไม่ต้องหรอกครับเป็นลมแบบนี้เกิดจากความเสียดายทรัพย์สมบัติที่ถูกปล้น เดี๋ยวก็ฟื้นเองแหละครับ"

คุณหญิงหลับตาพูดเสียงสะอื้น

"ฟื้นยังไงไหว เครื่องเพชรเข็มขัดทองและอื่นๆ คิดแล้วไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดแสนมันน้อยอยู่หรือ โอย-เป็นลมดีกว่ากู"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่สิ้นสุด สี่สหายกับสี่นางเดินพล่านรอบห้อง บ้างก็ไปดูรอยเจาะที่หน้าต่าง บ้างก็ดูที่ตู้นิรภัย และข้าวของในตู้ซึ่งมีแต่เอกสารสำคัญมากมาย ส่วนเงินสด, เครื่องเพชร และทองรูปพรรณพวกโจรเอาไปหมด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นั่งเซ่อเหมือนถูกสะกดจิต

ในที่สุดนวลลออภรรยาของเสี่ยหงวนก็กล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณพลคะ อย่ามัวร่ำไรอยู่เลยคะ รีบไปโรงพักแจ้งความให้ตำรวจเขาทราบ เขาจะได้มาสืบสวนหาร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้เพื่อจับคนร้ายต่อไป"

พลเห็นพ้องด้วย

"จริงซีครับ ผมจะไปโรงพักเดี๋ยวนี้"

กิมหงวนมองดูพลแล้วพูดขัดขึ้นทันที

"อย่า-พล เรื่องนี้อย่าให้ตำรวจมาเกี่ยวข้องเป็นอันขาด กันจะสืบจับพวกโจรคณะนี้เอง และจะเอาข้าวของของคุณอาที่มันปล้นเอาไปคืนมาให้ครับ"

ทุกคนมองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน ประไพพูดเสริมขึ้นว่า

"ลำบากนักก็ให้ตำรวจเขาจัดการดีกว่าค่ะอาเสี่ย"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับประไพ

"อย่าดูถูกผมหน่อยเลยน่า ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักสืบมามากต่อมาก โดยเฉพาะ เชอรล็อคโฮ่ม, อาแซ่นลูแป้ง, แฟรงค์ดาเรล ผมอ่านทุกเรื่อง หนังเรื่องนักสืบ หรือเกี่ยวกับบันทึกของ เอฟ.บี.ไอ. ผมไม่เคยพลาดเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูเสี่ยหงวนด้วยแววตาละห้อย

"งานสืบสวนตำรวจเขาชำนาญกว่าแก ให้เป็นเรื่องของตำรวจเขาเถอะ ปล่อยให้แกสืบเครื่องเพชรก็จะสูญหมด"

กิมหงวนจุ๊ย์ปาก

"เอายังงี้ก็แล้วกันครับ ผมขอเวลา ๗ วันเท่านั้น ถ้าผมสืบจับพวกโจรแก๊งนี้ไม่ได้ และเอาของมาคืนให้ไม่ได้ผมจะใช้เงินให้"

คุณหญิงวาดพรวดพราดลุกขึ้นนั่งทันที ท่านมองดูเสี่ยหงวนด้วยความพอใจ

"จริงๆ นะพ่อหงวน"

"จริงซีครับ คุณอาตีราคามา เครื่องเพชรและของของคุณอาทั้งหมดที่ถูกโจรปล้นเอาไปเป็นเงินเท่าใด ผมจะเซ็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้าไว้ ๘ วัน เมื่อครบกำหนดผมเอาของมาคืนให้ไม่ได้ คุณอาก็เอาเช็คไปถอนเงินที่ธนาคารได้"

คุณหญิงวาดมีกิริยาสดชื่นรื่นเริงทันที

"ถ้าเช่นนั้นอาให้เธอทำหน้าที่เป็นนักสืบในเรื่องนี้ ถ้าได้ของคืนมาครบ อาจะให้รางวัลเธอสามหมื่นบาท"

กิมหงวนดีดมือแป๊ะ

"ตกลงครับ ประเดี๋ยวผมจะเอาเช็คมามอบให้คุณอาไว้เป็นประกัน เครื่องเพชรและของมีค่าของคุณอาที่ถูกปล้นเอาไปเป็นเงินเท่าไรล่ะครับ"

"ในราวหกแสน"

"ครับ หกแสนก็หกแสน ผมจะเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินหกแสนให้คุณอา แต่ต้องลงวันที่ล่วงหน้า ๘ วันนะครับ ผมจะใช้เวลาเพียง ๗ วัน สืบจับพวกโจรคณะนี้และเอาของมาคืนคุณอาให้ได้" พูดจบกิมหงวนก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "ร่วมมือกันโว้ยอ้ายกร เงินรางวัลสามหมื่นบาทแบ่งกันคนละครึ่ง เที่ยวกันให้หัวราน้ำคราวนี้"

นิกรยิ้มแป้น ยื่นมือให้กิมหงวนจับ

"ตกลง เรื่องที่เกี่ยวกับการสืบสวนกันชอบเหมือนกัน กันคิดว่าโจรกรรมรายนี้พอจะสืบออก ประการแรกคนร้าย ๓ คนต้องเป็นผู้ชาย"

"ถุย" คุณหญิงวาดถุยรดหัวหลานชายของท่าน "โจรเป็นผู้หญิงมีหรือวะ"

นิกรลืมตาโพลง

"ทำไมจะไม่มีครับ สมัยนี้ผู้หญิงเป็นโจรถมเถไป แม้แต่เมียผมก็เกือบจะเป็นโจรแล้ว เอาเงินไว้ในกระเป๋าเท่าไรแม่ขโมยเกลี้ยง"

ประไพหัวเราะ

"พิลึกคนแท้ๆ ผัวเมียกันเรียกว่าขโมยมีอย่างที่ไหน กรน่ะแอบไปถอนเงินมาใช้เสมอ ไพก็ต้องยักยอกไว้น่ะซี ม่ายมีเท่าไรใช้หมด กะลูกกะเมียละก้อขี้เหนียว ทีผู้หญิงพันนั้นแจกคนละร้อยสองร้อยอวดเป็นเศรษฐี อีกหน่อยก็ต้องถือกะลาขอทานเขากินหรอก"

นิกรหันมาพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"เป็นยังไง น้องเมียแกให้พรผัวน่าฟังไหม แทนที่จะบอกว่า คุณพี่เจ้าขา ขอให้คุณพี่ร่ำรวยเงินทองไหลมาเทมาเถอะนะคะ กลับบอกว่า อีกหน่อยก็ต้องถือกะลาขอทานเขากิน"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ออไร๋ คุณประไพพูดถูกแล้ว ถ้าแกใช้เงินมากกว่ารายได้ของแก ในอนาคตอันใกล้นี้แกก็มีหวังเป็นขอทาน"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รายได้ของกัน หักค่าใช้จ่ายแล้วปีหนึ่งประมาณสองล้านกว่า กันใช้เงินปีละสามแสนอย่างมาก ความหวังที่กันจะเป็นขอทานนั้นมันไกลเหลือเกิน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง แล้วกิมหงวนก็กล่าวกับประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน

"ทำใจให้สบายเถอะครับ ผมกับอ้ายกรจะสืบจับพวกโจรแก๊งนี้ให้ได้ ถ้าไม่ได้ของคืน ผมก็รับใช้เงินให้คุณอา"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ขอบใจมากพ่อหงวน เธอจะสืบหรือจะสวนยังไงก็ตามใจ แต่ประเดี๋ยวอย่าลืมจ่ายเช็คหกแสนบาทให้อาก็แล้วกัน แหม-ขัดยอกปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว อ้ายโจรฉิบหายบัลลัยจักรมัดมือมัดตีน แล้วยังเสือกเอามะนาวยัดปาก เอาผ้าผูกปากเสียอีก ทารุณกระทั่งคนแก่ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ต่อสู้มันเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "แต่มันก็เรียบร้อยดีเหมือนกันคุณหญิง ก่อนจะล่าถอย พวกโจรทั้งสามคนได้เข้ามานั่งคุกเข่าหน้าเตียงขอโทษเราและกราบเรา คิดดูก็น่าเห็นใจมันหรอก มันปล้นเราก็เพราะมันยากจนไม่มีจะกิน"

คุณหญิงวาดค้อนปะหลับปะเหลือก

"ก็คนจนอีกตั้งหลายล้านคนที่เขามีอาชีพสุจริต ทำไมเขาไม่ต้องเป็นโจรลักขโมยใครกินล่ะคะ อ้ายพวกนี้มันสันดานผู้ร้าย หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เห็นว่าปล้นเขากินมันได้เงินทีละมากๆ "

เสี่ยหงวนกระซิบกระซาบกับนิกร แล้วพานิกรออกไปจากห้องนอนของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เราต้องร่วมมือกันอ้ายกร"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ ยกมือขวาผลักหน้าอกอาเสี่ยให้ถอยออกห่างจากเขา

"พูดกันห่างๆ หน่อยโว้ย ยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน กลิ่นมันแรงเหลือเกิน อ้า-พวกโจรก๊กนี้ต้องเป็นคนที่เคยอยู่ในบ้านเรามาแต่ก่อน หรือมิฉะนั้นก็มีคนในบ้านเป็นสาย"

"แน่นอนทีเดียว" เสี่ยหงวนก็เห็นพ้องด้วย "พวกโจรมันรู้ดีว่าห้องนี้เป็นห้องคุณอา เอาเถอะ เรื่องนี้กันจะวางแผนการเอง บางทีกันจะขอร้องให้อ้ายแห้วร่วมมือกับเราอีกคนหนึ่ง กันเชื่อว่าข้าวของที่พวกโจรปล้นเอาไปมันคงยังไม่กล้านำออกขาย มันต้องสืบดูให้รู้แน่ว่าคุณอาไปแจ้งความหรือเปล่า ถ้าแจ้งความการนำเครื่องเพชรออกจำหน่ายยิ่งลำบากขึ้นอีก แต่ถ้าพวกโจรรู้ว่าคุณอาไม่แจ้งความ มันก็จะชะล่าใจนำเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆ ออกขายมีหวังติดกับเรา"

นิกรว่า "เอา-กันร่วมมือกับแกให้ถึงที่สุด กันเสียดายสร้อยเพชรเก่าแก่ของคุณอามาก เป็นสมบัติที่คุณย่าของกันให้ไว้ เพชรงามๆ ทั้งนั้น ผู้จัดการร้านขายเพชรของแก เคยตีราคาไว้สองแสนห้าหมื่น แล้วก็แหวนเพชรลูกอีกวงหนึ่งเพชรเม็ดเบ้อเริ่มเกือบเท่าหัวแม่ตีนกัน ราคาเห็นจะสองแสนกว่า คุณอารับจำนำไว้แสนสามหมื่นเจ้าของปล่อยให้หลุด ท่านเคยพูดว่าท่านจะให้พี่นัน แต่คงเกรงใจประไพเลยไม่ให้"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ไปโว้ย กลับไปห้องแปรงขี้ฟันอาบน้ำอาบท่ากันเสียที น่าเจ็บใจมากที่โจรมันปล้นบ้านเรา ต่อไปเห็นจะต้องให้ดิเรก มันทำหุ่นยนต์ไฟฟ้าเฝ้าบ้านสักสองสามตัว ใครบุกเข้ามาก็บีบคอตายห่าเลย"

สองสหายต่างพากันเดินไปตามเฉลียงหลังตึก

คนใช้ชายหญิง ตลอดจนคนขับรถและคนทำสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" ถูกคุณหญิงวาดเรียกมาสอบสวนทีละคน จนหมดสิ้นแต่ไม่มีใครแสดงกิริยาเป็นพิรุธสงสัย ทุกคนได้สบถสาบานว่ามีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อท่านทั้งสองอย่างที่สุด เจ้าแห้วคนเดียวที่ได้รับเกียรติไม่ถูกสอบสวน

แล้วคนในบ้านทุกคนก็รอดพ้นจากถูกสงสัยว่าจะเป็นสายลับของพวกโจร ดร.ดิเรกยืนยันว่า เขาเชื่อว่าคนใช้ชายหญิงทุกคนไม่ได้ทรยศต่อท่าน

แก๊งโจรอ้ายโม่งดำทั้งสามคน ซึ่งเป็นอาชญากรชั้นดาวร้าย และเป็นนักเลงอันธพาลยังลอยนวลอยู่ในกรุงเทพฯ และคอยสะดับตรับฟัง พฤติการอันทะนงองอาจของมันจากหนังสือพิมพ์ แต่ไม่ปรากฏว่ามีหนังสือพิมพ์ฉบับใดเสนอข่าวนี้ อย่างไรก็ตามพวกโจรยังไม่กล้านำเครื่องเพชรและทองรูปพรรณออกจำหน่าย เพียงแต่แบ่งเงินสดกันใช้ จากจำนวนเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท หัวหน้าโจรแบ่งไว้ใช้ส่วนตัว ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ลูกน้องคนละ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งสมุนทั้งสองก็พอใจแล้ว

หนังสือพิมพ์ "เสียงเสรี" อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันชั้นนำ ซึ่งพิมพ์จำหน่ายทุกเวลาเช้าถึงวันละ ๒๐,๐๐๐ ฉบับ ได้เสนอข่าวที่น่าสนใจในฉบับวันพฤหัสบดีที่แล้วมา ปรากฏข้อความดังต่อไปนี้

มหาเศรษฐีอินเดียมาไทย

นายสุราบาลมิดีศรีสุภาส และนายจันทะโครบกุมารพี่น้องมหาเศรษฐีและนักธุระกิจผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศอินเดีย ได้เหิรฟ้ามาถึงกรุงเทพฯ อย่างเงียบๆ เมื่อคำวันอังคารพร้อมเลขานุการส่วนตัวหนึ่งคน และพักอยู่โรงแรมสามมิตร อันเป็นโรงแรมเปิดใหม่หรูหราที่สุด พอๆ กับเอราวัณ

ผู้สืบข่าวของเราได้รุดไปพบสองพี่น้องมหาเศรษฐีชาวภารตที่โรงแรมสามมิตรตอนสายวานนี้ นายสุราบาลและนายจันทะโครพ ได้ให้การต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ทั้งสองพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก

ต่อข้อถามของเรา นายสุราบาลยอมรับว่า เขากับน้องชายมีโรงงานทอผ้าอยู่ที่อินเดียถึง ๑๕๐ แห่ง นอกจากนี้ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมอีกมาก เช่นโรงถลุงเหล็ก, โรงงานทำจักรเย็บผ้ายี่ห้อ "คาณฑี" โรงงานทำรถจักรยาน, โรงงานผลิตหินอ่อนและอื่นๆ ซึ่งเขาแทบจะจำไม่ได้ นายจันทะโครพว่า เขากับพี่ชายของเขาตั้งใจจะสร้างโรงงานทำรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งเขาจะจ้างวิศวกรชาวยุโรปมาดำเนินงาน และเขาจะลงทุนประมาณ ๕๐ ล้านดอลล่าอเมริกา (พันล้านบาท) เขากับพี่ชายของเขาจะเจรจากับรัฐบาลไทยในเรื่องนี้ โดยเสนอหลักการและเงื่อนไข ขึ้นกำแพงภาษีรถยนต์ที่ส่งมาจากต่างประเทศ หากรัฐบาลไทยไม่ขัดข้อง คนไทยจะได้รถยนต์ขนาดเล็กใช้ในราคาคันละ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น เป็นรถขนาด ๑๑ แรงแบบรถเฟียต

นอกจากสร้างรถยนต์ในประเทศไทยแล้ว สองพี่น้องชาวภารตจะสร้างเครื่องอาไหล่รถยนต์ และสร้างยางรถยนต์ หม้อแบ็ตตารี่ขายในราคาถูกด้วย

นายสุราบาลมิดีศรีสุภาสและนายจันทะโครบกุมาร ขอให้เราช่วยประกาศว่า เขาสองคนพี่น้องเป็นนักสะสมอัญมณี โดยเฉพาะเครื่องเพชร ระหว่างที่เขาพักอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อรอการเจรจากับรัฐบาลไทยนี้ หากผู้ใดมีเครื่องเพชรหรือมรกตอันมีค่าไปเสนอขายเขา เขาก็ยินดีรับซื้อไว้โดยจะให้ราคาอย่างงาม ถึงแม้เขาจะนำไปประเทศอินเดียไม่ได้ เพราะรัฐบาลห้ามนำเพชรออกนอกประเทศ เขาก็ฝากธนาคารไว้ จนกว่าเขจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

นอกจากคณะพรรคสี่สหาย ไม่มีใครรู้ความจริงว่า มหาเศรษฐีชาวภารตทั้งสองก็คืออาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรนั่นเอง ส่วนเลขานุการส่วนตัวของสองพี่น้องก็คือ เจ้าแห้ว โหระพา

โรงแรมสามมิตรเป็นตึกสามชั้นแลตระหง่านอยู่ริมถนนสุขุมวิทจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด เจ้าของโรงแรมอันทันสมัยก็คือคณะพรรคสี่สหายของเรานั่นเอง ซึ่งอาเสี่ยกิมหงวนเป็นหุ้นใหญ่ และเป็นประธานกรรมการของบริษัทหรือโรงแรมราคา ๒๒ ล้านนี้ โรงแรมสามมิตรเพิ่งเปิดดำเนินกิจการได้เดือนเศษ แต่การโฆษณาดีจึงมีชาวต่างประเทศมาพักมาก การบริการดีเยี่ยมแบบโรงแรมในสวิตเซอร์แลนด์ อาหารฝรั่งโดยพ่อครัวฝีมือเอก ห้องพักสะอาดสวยงามเฟอร์นิเจอร์ทันสมัย มีเครื่องปรับอากาศ ห้องรับประทานอาหาร, บาร์, ห้องรับแขก, ห้องบิลเลียด และกีฬาในร่มมีพร้อม ด้านหลังมีสระว่ายน้ำ ทุกคืนมีลีลาศ ผู้มาพักจะได้รับความสุขสะดวกสบายทุกประการ ผู้จัดการเป็นชายหนุ่มร่างสม๊าท สำเร็จวิชาการโรงแรมมาจากสวิตเซอร์แลนด์

และนายสุวัฒน์ ผู้จัดการคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า มหาเศรษฐีชาวภารตทั้งสองเป็นแขกปลอม ส่วนพนักงานโรงแรมหารู้ไม่ กิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วต่างไว้หนวดเคราปลอม มีผ้าโพกศีรษะสี่ต่างๆ ส่วนการแต่งกายแต่งแบบสุภาพชนทั่วโลกที่นิยมกัน

หลังจากหนังสือพิมพ์ "เสียงเสรี" เสนอข่าวนี้ บรรดาท่านผู้ดีเก่าที่ไม่ใคร่จะมีสตางค์ใช้ ก็พากันมาหานายสุราบาลและนายจันทะโครพ นำอัญมณีมาเสนอขายล้วนแต่เป็นของเก่าแก่แต่ดั้งเดิม เสี่ยหงวนมีร้านค้าเครื่องเพชรทองรูปพรรณอยู่ที่หัวเม็ด เขาดูเครื่องเพชรชำนาญมาก เมื่อเห็นว่าเจ้าของเสนอราคาพอสมควร เสี่ยหงวนก็รับซื้อไว้ เพื่อส่งไปขายที่ร้านเอากำไรต่อไป

แขกปลอมทังสอง ได้กระทำตนอย่างมหาเศรษฐี มีชีวิตอย่างหรูหราอยู่ที่โรงแรมสามมิตร โดยไม่มีใครระแวงสงสัย ทำให้เจ้าแห้วเลขานุการ ผู้ใช้นามว่าสุกรซิงก์ พลอยมีชีวิตโอ่อ่าสุขสบายไปด้วย เพราะได้กินอยู่อย่างอิ่มหมีพีมันตลอดวัน

บ่ายวันนั้น เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น.

สองสหายนั่งสนทนากันอยู่ในห้องพักตามลำพัง ส่วนเจ้าแห้วพักอยู่ที่ห้องของเขาซึ่งอยู่ติดๆ กัน เสี่ยหงวนกับนิกรแต่งกายแบบสุภาพชนสวมกางเกงขายาว และเชิ้ตแขนยาวผูกเน็คไทเรียบร้อยและมีผ้าโพกศีรษะ อาเสี่ยติดหนวดเคราปลอม ทำให้ใบหน้าของเขาเหมือนกับชาวภารตจริงๆ ส่วนนิกรเก็บหนวดเคราไว้ในลิ้นชักโต๊ะ เขาจะใส่หนวดเคราปลอมก็ต่อเมื่อออกไปนอกห้อง หรือมีผู้มาหาเขา

"ห้าวันแล้วนะโว้ยอ้ายหงวน" นิกรพูดยิ้มๆ "เรายังไม่ได้ร่องรอยในเรื่องโจรกรรมเครื่องเพชรของคุณอาเลย ถ้าครบกำหนด ๗ วันแกก็จะต้องถูกริบเงิน ๖ แสนตามเช็คของแกที่มอบให้คุณอาไว้"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"กันยังหวังเสมอว่า เราคงจับโจรก๊กนี้ได้พร้อมด้วยของกลาง ตลอดห้าวันที่ผ่านมานี้เราได้ติดต่อกับเจ้าพลกับดิเรกเสมอ ซึ่งมันทั้งสองคนก็ออกสืบสวนเหมือนกัน ช่วยกันอย่างเต็มที่ อ้ายพลโทรศัพท์มาเมื่อตอนเที่ยง ก็บอกว่าหว่านเงินไปในหมู่นักเลงและพวกขี้ยาหลายพันแล้ว"

เสียงประตูห้องพักถูกเคาะติดๆ กันสองสามครั้ง นิกรมองไปที่ประตูห้องซึ่งปิดไว้เฉยๆ โดยไม่ได้ล็อคกุญแจกลข้างใน

"คัมอิน"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกรีบร้องตะโกนลั่น

"เฮ้-เวท เอ มินิท" แล้วเขาก็หันมาทำตาเขียวกับนิกรกระซิบบอกนิกรเบาๆ "เสือกบอกให้เขาเข้ามาได้ หนวดและเคราแกยังไม่ได้ติด"

นิกรสะดุ้งโหยงยกมือขึ้นคลำคางของเขา แล้วเผ่นพรวดลุกขึ้นวิ่งไปที่โต๊ะเครื่องแป้งแบบทันสมัยที่สุด ดึงลิ้นชักหยิบหนวดเคราออกมาติดใบหน้าเขาทันที เท่านี้เองนิกรก็กลายเป็นชาว ภารตะที่ภาคภูมิคนหนึ่ง

แล้วนิกรก็ร้องบอกผู้เคาะประตู

"คัมอิน"

ลูกบิดประตูถูกหมุนออก สุภาพบุรุษหนุ่มวัย ๓๐ ปีคนหนึ่ง แต่งกายแบบสากลเรียบร้อยผูกโบว์หูกระต่ายเป็นผู้เปิดประตูเข้ามา เขาคือนายสุวัฒน์ พงศ์สุวรรณ ผู้จัดการโรงแรมนี้ หรือลูกจ้างของคณะพรรคสี่สหายของเรานั่นเอง

"อาเสี่ยครับ" สุวัฒน์พูดกระซิบกระซาบ "มีสุภาพสตรีในวัยสาวคนหนึ่งจะขอเข้ามาพบอาเสี่ยกับคุณนิกรครับ ผมคิดว่าเธอคงเอาเครื่องเพชรมาขาย ขณะนี้นั่งรออยู่บนม้ายาวข้างลิฟท์"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"สวยไหม"

"สวยครับ"

"ถ้ายังงั้นไปเชิญเธอเข้ามาพบเราได้"

สุวัฒน์ยิ้มให้นิกร

"อ้า-ประทานโทษ เคราข้างซ้ายของคุณห้องร่องแร่งหลุดลงมาแล้วครับ กรุณาติดเสียให้เรียบร้อยเถอะครับ"

นิกรตกใจรีบติดหนวดเคราของเขาให้เรียบร้อย แล้วยิ้มให้ผู้จัดการโรงแรม

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอบใจมากสุวัฒน์ คุณรอบคอบดีเสมอ ไปเชิญสุภาพสตรีคนนั้นมาพบเราได้ อ้อ-เคาะประตูห้องเรียกอ้ายแห้วมาหาเราด้วยนะคุณ เจ้าแห้วจะต้องแสดงบทบาทเลขานุการ เพื่อให้สมกับที่เราสองคนเป็นมหาเศรษฐีแขก"

สุวัฒน์มองดูสองสหายแล้วอดหัวเราะไม่ได้

"อาเสี่ยกับคุณนิกรเหมือนแขกจริงๆ ครับ"

นิกรส่งภาษาแขกเสียงลั่นห้อง ซึ่งไม่มีแขกคนใดในโลกนี้ฟังรู้เรื่อง และพูดออกมาแล้วให้พูดอีกก็พูดไม่เหมือน

"โอ-ฮะปะริการิยาการินาฮากินหนา ทะราวะนากิน่า"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นิกรพลางพยักหน้าหงึกๆ

"ซาระพาเฮโลอ้าหา อะไหร่ๆ สิบซะตัง ข่ายไปสิบซะตัง ข่ายหม่าสิบสตัง อะไหร่ๆ สิบซะตัง"

"เฮ้ย" นิกรดุแล้วหัวเราะชอบใจ "ยังงี้มันแขกแบกะดินแถวสนามหลวงโว้ย ไม่ใช่เศรษฐี"

ผู้จัดการโรงแรมสามมิตรหัวเราะงอหาย เขาเดินหัวเราะออกไปจากห้องนอนของเศรษฐีแขกทั้งสองคน หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว แขกเก๊อีกคนหนึ่งก็พาตัวเดินย่องเข้ามาในห้อง เจ้าแห้วของเรานั่นเอง เจ้าแห้วอยู่ในบทบาทของนายสุกรซิงก์เลขานุการส่วนตัวของมหาเศรษฐีสองพี่น้อง เขาสวมกางเกงขายาวสีเทาขาแคบแบบแขกพาหุรัด สวมเสื้อเชิ้ตเอวปล่อยชายเสื้อยาวถึงหัวเข่า ไว้หนวดเคราปลอมโพกศีรษะด้วยแพรสีชมพู ทำให้เจ้าแห้วเหมือนกับแขกจริงๆ มือขวาถือแฟ้มเอกสารตามแบบเลขานุการชั้นดี พอแลเห็นสองสหายเจ้าแห้วก็ยิ้มให้แล้วก้มศีรษะเล็กน้อย พร้อมยกมือขวาแตะหน้าผาก

"โอ-อีนี้สะลามคะร๊าบ"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เลย พอใจดีเล่นหัวด้วยละก้อชักทะลึ่ง"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทานนั่นน่ะซีครับ สันดานขี้ข้ารับประทานผมรู้ตัวเหมือนกัน"

"แกเป็นแขกอะไรวะอ้ายแห้ว ฮินดู, มุสลิม หรือแขกซิก"

เจ้าแห้วทำท่าเอียงอาย

"รับประทานแขกตี้กระมังครับ"

กิมหงวนโบกมือห้าม

"อย่าเพิ่งสัพยอกกันโว้ย ไปนั่งเก้าอี้นวมตัวนั้นอ้ายแห้ว สุภาพสตรีคนหนึ่งกำลังจะเข้ามาพบ แกต้องแสดงบทบาทให้ดี ไม่ต้องพูดอะไรให้มากเพียงแต่ข้าหรืออ้ายกรพูดอะไร แกก็จดยิกๆ ลงไปในสมุดโน้ต แล้วนานๆ ก็ทำเป็นถามอะไรสักหน่อยให้สมเหตุสมผล พูดภาษาแขกนะโว้ยไม่ใช่พูดภาษาไทย สำหรับข้ากับอ้ายกรอาจจะพูดภาษาไทยกับหล่อนก็ได้ถ้าหล่อนพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น"

เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังขึ้นที่หน้าห้อง สองสหายกับเจ้าแห้วเงียบกริบ สุวัฒน์ผู้จัดการโรงแรมสามมิตรพาหญิงสาวเจ้าของร่างอวบอัดในวัย ๒๕ ปีคนหนึ่ง มาหยุดยืนที่หน้าประตูห้อง แล้วเขาก็กล่าวกับหล่อนอย่างสุภาพ

"เชิญข้างในเถอะครับ นายสุราบาล และนายจันทะโครพพร้อมที่จะต้อนรับคุณแล้ว"

ตามธรรมดาผู้หญิงสาวส่วนมากมักจะกลัวแขก ซึ่งกลัวกันอย่างไร้เหตุผล ไม่มีใครชอบเผชิญหน้ากับแขกเท่าใดนัก สุภาพสตรีผู้นี้ก็เช่นเดียวกัน หล่อนสวมกระโปรงฮาไวลายดอกไม้สีเขียวสด เสื้อคอปกสีขาว มือขวาถือกระเป๋าเงินใบกระทัดรัด ลักษณะท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุล ผิวพรรณเปล่งปลั่งเหมือนแตงร่มใบ จัดว่าหล่อนเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมสคราญตาคนหนึ่ง

หล่อนใจเต้นระทึก เมื่อเห็นแขกปลอมทั้งสามคนพากันมองดูหล่อน หล่อนหันมาถามผู้จัดการเบาๆ

"ไม่ทำดิฉันแน่นะคะ"

สองสหายกับเจ้าแห้วสะดุ้งพร้อมๆ กัน สุวัฒน์ยิ้มให้หล่อนแล้วกล่าวว่า

"ท่านเป็นมหาเศรษฐีใจดีมากครับ เป็นสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติเชิญเข้าไปเถอะครับ"

หล่อนถอนหายใจหนักๆ

"ดิฉันเป็นคนขี้ขลาดสักหน่อยค่ะ กลัวคนมีหนวดมีเครามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ทำแน่นะคะ"

สุวัฒน์กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตั้งแต่มาพักอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยทำอะไรใครนี่ครับ มีแต่แจกเงินบ๋อย สำหรับผมเองก็ได้รับรางวัลถึงวันละพันบาท"

"โอ้โฮ รวยจังนะคะ ถ้าแกโกนหนวดโกนเคราออกเสีย ก็คงจะสง่าและน่าดูขึ้นมาก"

ผู้จัดการโรงแรมกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ธรรมเนียมแขกเขาต้องไว้หนวดและเคราครับ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งลูกผู้ชาย เชิญคุณเข้าไปเถอะครับ คุณยืนวิจารณ์เขาอย่างนี้เดี๋ยวเขาจะหาว่าคุณกับผมดูถูกเขา"

หล่อนพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง กล่าวคำขอบคุณผู้จัดการโรงแรมผู้ใจดี แล้วเดินเข้าไปในห้องพักของสองสหาย ซึ่งเป็นห้องพิเศษมีอยู่เพียงห้องเดียว ที่โรงแรมนี้สำหรับต้อนรับเศรษฐีต่างประเทศ ค่าเช่าห้องวันละ ๘๐๐ บาท แต่เป็นห้องนอนที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก เฟอร์นิเจอร์แต่ละชินล้วนแต่มีราคาฝีมือทันสมัย โดยเฉพาะเตียงนอนและที่นอน ทางโรงแรมได้กั้นห้องด้วยตู้ยาวสูงระดับหน้าอกตลอดห้องไว้ครึ่งหนึ่ง ด้านในเป็นเตียงนอน ด้านนอกเป็นที่รับแขก มีโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกสวยงามมาก เครื่องปรับอากาศในห้องนี้ให้ความเย็นสบายตลอดเวลา

หญิงสาวประนมมือไหว้มหาเศรษฐีแขกทั้งสองคนอย่างนอบน้อม เสี่ยหงวนกับนิกรลุกขึ้นยืนสะลามหล่อนตามวิธีทำความเครพของแขกทั้งหลาย

"กู๊ดอาฟเตอร์นูนมิส" เสี่ยหงวนพูดนอบน้อม "แคนยูสปี๊ค อิงลิช"

หล่อนสั่นศีรษะช้าๆ

"โน-ไอแคนน๊อตสปี๊ค แอนด์ แคน ยูสปี๊ค ไทย"

นิกรยิ้มให้หล่อน

"เยส วี แคน สปี๊ค ไทย โอนลี่ สะเน๊กๆ ฟิชๆ "

หล่อนทำท่าทางงงๆ ในคำว่า สะเน๊กๆ ฟิชๆ แต่แล้วหล่อนก็รู้ว่านิกรหมายถึงคำว่า งูๆ ปลาๆ แล้วหล่อนก็เผลอตัวหัวเราะคิ๊ก

"ท่านพูดไทยได้หรือคะ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"อีนี้จั๋นพู่ดได้มั่งน่ะนายจ๋า เมื่อเล็กๆ เมืองไทยมานะสองหนมาน่ะ อยู่อินเดียจั๋นก็หัดพูดไทยคะร๊าบ ภาษาไทยเพราะมั่กม๊าก แต่คนไทยบางคนยังดัดจริตชอบพูดฝรั่ง จริงไม่จริง"

นิกรเผลอตัวพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน

"เชิญนั่งซีครับคุณ มีอะไรที่จะให้ผมกับพี่ชายของผมได้รับใช้คุณบ้าง"

หญิงสาวมองดูนิกรอย่างแปลกใจแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง สองสหายต่างนั่งเคียงคู่กันบนโซฟาร์ตามเดิม ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ หล่อนจึงกล่าวกับนายจันทะโครบซึ่งกำลังทำหน้ากะเรี่ยกะราด เพราะรู้ตัวว่าเขาเผลอพูดไทยออกไปอย่างเผลอตัว

"ท่านพูดไทยได้ชัดมากเชียวค่ะ เสียงเหมือนกับคนไทยคนหนึ่ง" แล้วหล่อนก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว "อุ๊ยตาย เคราข้างซ้ายของท่านหลุดออกมาแล้วค่ะ"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รับติดเคราตามเดิมและนึกแช่งด่า ดร. ดิเรกที่ทำเคราให้เขาหลวมไปหน่อย หญิงสาวนั่งหัวเราะคิกคัก หล่อนได้รู้ความจริงแล้วว่านิกรใช้หนวดปลอม อาเสี่ยกิมหงวนรีบพูดกลบเกลื่อน

"น้องชายจั๋นยังหนุ่มมากคะร๊าบ หนวดเคราขึ้นไม่ทันใจน่ะ อีนี้ต้องซื้อเคราปลอมมาจากอินเดียนายจ๋า คนแขกไม่มีหนวดเคราก็เหมือนไก่ไม่มีขนคะร๊าบ ไปต่างประเทศขายหน้าเขา ประทานโทษคุณธุระอะไรมี นายจ๋า จั๋นคือนายสุราบาล มหาเศรษฐีอินเดีย นี่นายจันทะโครบน้องชายของจั๋น คนนั้นนายสุกรซิงก์ เลขานุการของเรา"

หล่อนไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าทั้งสองคนเป็นแขกปลอม เพียงแต่รู้สึกว่า มหาเศรษฐีสองพี่น้องมีทีท่าบอกว่าใจดีและมีอารมณ์ขัน หล่อนหายกลัวแขกแล้ว หล่อนได้รู้ว่าแขกไม่เห็นมีอะไรที่น่ากลัวตามที่เขาเล่าลือกัน

"ขอบคุณค่ะ ที่ท่านได้กรุณาต้อนรับดิฉันอย่างดีเช่นนี้ ดิฉันขอแนะนำตัวเองให้ท่านรู้จักบ้าง ดิฉันชื่อวันทนีย์ค่ะ"

นิกรเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

"โอ-ชื่อเพราะมากคะร๊าบ ชื่อเหมือนยายจั๋นน่ะ"

หล่อนหัวเราคิ๊ก แต่แล้วก็รีบสำรวมกิริยามารยาทให้สงบเสงี่ยม อาเสี่ยถามหล่อนอย่างยิ้มแย้ม

"คุณมีธุระอะไร๋น่ะ"

คุณแม่ใช้ให้ดิฉันเอาสร้อยเพชรมาเสนอขายท่านค่ะ เราทราบจากหนังสือพิมพ์ว่าท่านทั้งสองรับซื้อเพชรนิลจินดา คุณแม่ดิฉันท่านมีอาชีพเป็นนายหน้าขายเครื่องเพชรค่ะ แต่ท่านป่วยเป็นไข้ไม่สามารถจะมาหาท่านด้วยตนเองได้ จึงใช้ให้ดิฉันมาแทนค่ะ"

เจ้าแห้วทำเป็นจดยิกๆ ลงไปในสมุดโน้ตตลอดเวลา นึกเปรี้ยวปากเต็มทนก็มองดูสองสหายแล้วกล่าวว่า

"มาสะฮัดฉา ทะระวะกินทนา เฮมักกะฮีหนา กาโหน่า"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว แล้วเผลอพูดไทยอย่างชัดแจ๋วอีก

"มึงมีหน้าที่จดก็จดไปเถอะไม่ต้องพูดอะไร"

หญิงสาวมัวแต่เปิดกระเป๋าเงินหยิบสร้อยคอเพชรเส้นหนึ่งออกมา จึงไม่ได้สนใจที่นิกรพูดกับเจ้าแห้ว สาวน้อยผู้มีนามว่าวันทนีย์ส่งสร้อยเพชรเส้นนั้น ให้กิมหงวนอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า

"ความจริง สร้อยเพชรอันมีค่าเส้นนี้ไม่ใช่ของคุณแม่ดิฉันหรอกค่ะ ท่านเป็นแต่เพียงนายหน้ารับขายให้เท่านั้น แต่ว่าราคามันแพงเกินไป ร้านขายเพชรทองรูปพรรณที่สำเพ็งเขาไม่รับซื้อ ถึงซื้อก็กดราคาให้ถูกมาก คุณแม่จึงขอให้ดิฉันช่วยนำมาเสนอขายท่านทั้งสอง"

กิมหงวนกับนิกรลืมตาโพลง สองสหายใจเต้นระทึก เพียงแต่เห็นสร้อยเพชรเส้นนี้แวบเดียว อาเสี่ยกับนิกรก็จำได้ว่ามันเป็นสร้อยเพชรเก่าแก่ของคุณหญิงวาดที่ถูกโจรปล้นเอาไป เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา สองสหายต่างมองดูหน้ากันเป็นความหมาย นิกรดึงหนวดเคราออกทันที โยนมันไปบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

อาเสี่ยทำเป็นพิจารณาสร้อยเพชรเส้นนั้น และชำเลืองมองดูวันทนีย์ แต่หญิงสาวคงนั่งสงบเสงี่ยมไม่มีแสดงท่าทีเป็นพิรุธเลย ขณะนั้นคนรับใช้ในเครื่องแบบอันสวยงามคนหนึ่งได้ถือถาดใส่น้ำผลส้มแช่เย็น ๔ ขวดเดินเข้ามาในห้อง เขาหยิบขวดน้ำอัดลมออกจากถาดวางลงบนโต๊ะแล้วเดินออกไป

"ดื่มน้ำส้มเสียหน่อยสิครับ" กิมหงวนพูดกับหล่อนด้วยภาษาไทยอย่างยิ้มแย้ม

หญิงสาวประนมมือไหว้เขาและยิ้มน่ารัก แปลกใจอย่างยิ่ง ที่มหาเศรษฐีอินเดียพูดไทยได้ชัดแจ๋วเช่นนี้

"ขอบคุณค่ะ"

เสี่ยหงวนกระเดาะสร้อยเพชรที่อยู่ในมือขวาของเขา

"สร้อยเพชรเส้นนี้งามมาก เพชรลูกแต่ละเม็ดเป็นเพชรน้ำหนึ่งและคัดแล้วทั้งนั้น"

"หรือคะ คุณแม่ก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ แต่ดิฉันไม่มีความรู้เรื่องเพชรเลยค่ะ"

เสี่ยหงวนว่า "คุณจะขายให้ผมในราคาเท่าใด"

"คุณแม่สั่งให้เสนอราคาสองแสนบาทค่ะ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ก็เป็นราคาที่สมควรแล้ว คุณมีเครื่องเพชรอื่นๆ มาอีกหรือเปล่า"

"ไม่มีค่ะ มีสร้อยเพชรเส้นนี้สายเดียวเท่านั้น"

อาเสี่ยแกล้งพิจารณาดูสร้อยเพชรอีก สักครู่ก็กล่าวกับหล่อนว่า

"ผมอยากจะรับซื้อไว้เหมือนกัน แต่สร้อยเพชรเส้นนี้เป็นของมีค่า ถ้าหากว่ามันเป็นของโจรผมกับน้องชายจะเดือดร้อนหมดหวังได้กลับอินเดีย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"หมดหวังน่ะไม่หมดหรอกครับ แต่ต้องติดคุกฐานรับซื้อของโจรเสียก่อน พ้นโทษแล้วถึงจะกลับไปอินเดียได้ คุณทราบไหมคุณวันทนีย์ ใครเป็นเจ้าของสร้อยเพชรเส้นนี้"

"ทราบค่ะ เขาอยู่บ้านใกล้ๆ ดิฉันค่ะ"

เสี่ยหงวนถามขึ้นทันที

"นั่นน่ะซีครับ เขาเป็นใคร"

"เขาชื่อคุณยอดค่ะ เป็นหนุ่มสังคมที่มีชื่อเสียงในวงสังคม ใครก็รู้จักเขาค่ะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"นายยอด เรืองยศ อายุในราว ๒๘ ปี รูปร่างสม๊าทอย่างที่เรียกว่ารูปหล่อ เจ้าของรถเชฟโรเล็ท บ็ลแอร์ คูเป้ สีฟ้าตัดเหลือง ชอบขับรถท่องเที่ยวตลอดวัน บรรทุกเพื่อนหนุ่มๆ หรือลูกน้องไปเต็มรถ ชอบเที่ยวตามบาร์และสถานลีลาศใช่ไหมครับ"

วันทนีย์ลืมตาโพลง

"ท่านเพิ่งมาจากอินเดีย ทำไมท่านรู้เรื่องของคุณยอดละเอียดละอออย่างนี้ล่ะคะ"

แขกปลอมแหกปากหัวเราะลั่น

"เปล่า-ผมสามคนเป็นคนไทยไม่ใช่แขก ที่ปลอมตัวเป็นมหาเศรษฐีแขกและกุข่าวขึ้นในหนังสือพิมพ์ก็เพื่อสร้อยเพชรอันมีค่าเส้นนี้ และเครื่องเพชรอื่นๆ อีกหลายชิ้นของอาผมที่ถูกโจรกรรม เมื่อตอนดึกคืนวันอังคารที่แล้วมา ผมคือนายนิกร การุณวงศ์ หลานชายคุณหญิงประสิทธิ์ นิติศาสตร์ ผู้เป็นเจ้าทรัพย์ แขกด๋อคนนี้ที่แท้ก็คือเพื่อนรักของผม อาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย และเจ้านั่นคืออ้ายแห้วคนใช้ของเรา"

ใบหน้าของวันทนีย์ซีดเผือด กิมหงวนดึงหนวดเคราปลอมออกโยนทิ้งและมองดูสาวน้อยอย่างไม่วางตา เจ้าแห้วส่งภาษาฮินดูถามกิมหงวนเบาๆ แต่พูดเร็วปรื๋อ

"เหน่ะ บารัสมาหนากุมภามีนาเมษาพฤษภาน่ะ มัททะร๊าด บอมใบการาจี สิงหากันยาตุลา"

"เฮ้ย" อาเสี่ยตวาดแว๊ด "เลิกแล้วโว้ย เป็นไทยแล้ว"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทานเลิกก็ไม่ยักบอก" พูดจบเจ้าแห้วก็ดึงหนวดเคราออกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง

วันทนีย์ร้องไห้โฮ เต็มไปด้วยความเกรงกลัวเงื้อมมือกฎหมาย หล่อนยกมือไหว้สองสหายแล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"ดิฉันสาบาลได้ค่ะว่า ดิฉันกับคุณแม่มิได้รู้เห็นอะไรในเรื่องสร้อยเพชรอันมีค่าเส้นนี้เลย คุณยอดเขารู้จักคุ้นเคยกับคุณแม่มานานแล้วในฐานะเพื่อนบ้านกัน เขาทราบดีว่าคุณแม่มีอาชีพเป็นนายหน้าซื้อขายเครื่องเพชร เขาไปหาคุณแม่เมื่อเย็นวันศุกร์ขอร้องให้ท่านช่วยนำสร้อยเพชรเส้นนี้มาเสนอขายให้คุณทั้งสองค่ะ ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีอินเดีย เขาบอกว่าสร้อยเพชรเส้นนี้เป็นของเก่าแก่ประจำตระกูลและเป็นมรดกที่เขาได้รับจากบิดาของเขา บังเอิญคุณแม่ท่านป่วยเป็นไข้หวัดท่านมาไม่ได้ วานนี้เขาไปหาคุณแม่อีก และมอบสร้อยเพชรไว้ให้คุณแม่นำมาขายให้คุณ แต่อาการป่วยของคุณแม่ยังไม่ดีขึ้น คุณแม่จึงให้ดิฉันมาแทนท่าน เพื่อหวังที่จะได้เงินค่าขาย ๕ เปอร์เซ็นต์จากคุณยอดเขา ถ้าดิฉันหรือคุณแม่ทราบว่าสร้อยเพชรเส้นนี้เป็นของโจร เราก็คงไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วย เรายากจนก็จริงค่ะ แต่ไม่เคยก่อกรรมทำชั่วเลย ดิฉันเป็นครูโรงเรียนอนุบาลค่ะ" พูดจบหล่อนก็ร้องไห้กระซิกๆ

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้มองดูนิกร

"กันคิดว่าคุณวันทนีย์แกคงไม่รู้จริงๆ "

"นั่นน่ะซี สงสารจังว่ะ โถ-ร้องไห้เสียขี้มูกยืด หัวหน้าโจรปล้นคุณอาไม่ใช่ใครอื่น อ้ายยอดหนุ่มสังคมที่เราเคยเห็นมันตามบาร์บ่อยๆ ทำตัวเป็นเศรษฐี แต่หลังฉากเป็นนักล่าผู้หญิง เป็นนักเลงอันธพาล ต้มหมูขู่กระโชกสารพัด"

วันทนีย์ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นความจริง

"คุณยอดน่ะหรือคะจะเลวร้ายอย่างนี้" หล่อนถามเสียงเครือ

"อย่าสงสัยเลยคุณ ผมรู้จักเขาดีแต่เขาไม่รู้จักผม หนุ่มเจ้าสำราญ สุภาพบุรุษจอมปลอมแบบนี้ในกรุงเทพฯ มีมากเขาเคยมีเงินใช้ มีเวลาเที่ยว ฟุ่มเฟือยโดยไม่ต้องประกอบอาชีพอะไร นายยอดนี่แหละครับพาพวกเข้าปล้นบ้านผม"

"โอ๊ย...ดิฉัน...ดิฉันกับคุณแม่จะพลอยรับบาปไปด้วยไหมคะ"

กิมหงวนว่า "ถ้าว่ากันตามกฎหมาย คุณกับคุณแม่ก็มีความผิดฐานร่วมมือกับพวกโจร แต่ถ้าคุณกับคุณแม่ของคุณบริสุทธิ์จริง คุณกับคุณแม่คุณจะต้องหักหลังนายยอด ช่วยผมวางกับดักนายยอด"

วันทนีย์กลัวจะตกเป็นจำเลยในคดีอาญาจึงรีบรับคำทันที

"ดิฉันยินดีค่ะ คุณจะให้ดิฉันทำยังไงดิฉันยอมทั้งนั้น"

อาเสี่ยนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ผมจะช่วยให้คุณกับคุณแม่คุณเป็นพยานให้อัยการในคดีนี้ สำหรับสร้อยเพชรเส้นนี้ผมจะยึดไว้ แต่ผมจะเขียนเช็คจ่ายเงินสองแสนให้คุณนำไปให้คุณยอด วันนี้ธนาคารหมดเวลาจ่ายเงินแล้ว นายยอดคงจะไปเบิกเงินพรุ่งนี้ แต่ถึงเขาไปเบิกเงินแบ๊งค์ก็ไม่จ่ายให้ เพราะนายสุราบาลมิดีศรีสุภาสเป็นชื่อสมมุติ ไม่มีเงินฝากในธนาคาร แล้วก็เมื่อคุณกลับไปพบนายยอด คุณต้องบอกเขาว่า เราสองคนอยากจะซื้อเครื่องเพชรจากเขาอีก ถ้ามีอะไรจะขายเราก็ให้เขามาพบผมที่นี่ก่อนค่ำวันนี้ คุณอย่ายอมมาแทนเขาเป็นอันขาด เพราะเราจะวางแผนการจับนายยอด"

ใบหน้าของหญิงสาวสดชื่นขึ้น

"ค่ะ ดิฉันจะทำตามความประสงค์ของคุณ กลับไปบ้านดิฉันจะเรียนให้คุณแม่ทราบเป็นความลับ คุณแม่คงจะตกใจมาก"

กิมหงวนหันมาทางเจ้าแห้ว แล้วเผลอพูดภาษาฮินดู

"อัมปะรากานาฮา กาหา จันทราภาทะราวะกินนา"

เจ้าแห้วหัวเราะ แล้วพูดยานคาง

"รับประทานเลิกแล้วครับ พูดไทยเถอะครับ"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก หันมาทางนิกรแล้วถามว่า

"ภาษาฮินดูพูดว่าอย่างไรวะ ถ้ากันจะบอกให้อ้ายแห้วส่งสมุดเช็คมาให้กัน"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พูดไทย พูดไทยโว้ยเลิกเป็นแขกแล้ว"

เจ้าแห้วเลขานุการจอมปลอมหัวเราะชอบใจ เปิดแฟ้มเอกสารออกหยิบสมุดเช็คเล่มหนึ่งออกมา แล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาส่งให้อาเสี่ยอย่างนอบน้อม กิมหงวนโบกมือไล่เจ้าแห้วกลับไปนั่งตามเดิม เขาดึกปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตแขนยาว เซ็นเช็คสั่งจ่ายเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นเช็คของธนาคารสามสหาย แล้วเซ็นชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "สุราบาลมิดีศรีสุภาส" เมื่ออ่านทานดูเรียบร้อยก็ฉีกออกจากเล่ม ส่งให้วันทนีย์สาวน้อย

"นี่ครับ คุณรีบกลับไปบ้านนำเช็คฉบับนี้ไปให้นายยอดเขา และบอกกับเขาตามที่ผมสั่งอย่าลืมนะครับ ผมจะให้เจ้าแห้วคนของผมไปส่งคุณจนถึงบ้าน เพื่อจะได้รู้จักบ้านคุณไว้ คุณอย่าทรยศต่อผมเป็นอันขาด ถ้าคุณไม่ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ผมจะให้ตำรวจจัดการกับคุณและคุณแม่คุณด้วยในฐานที่สมรู้ร่วมคิดกับพวกโจร"

หญิงสาวตัวสั่นงันงก

"ค่ะ ค่ะ ดิฉันกราบลาละค่ะ"

กิมหงวนหันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-เอาผ้าโพกหัวออกแล้วไปส่งคุณวันทนีย์ให้ถึงบ้าน สืบมาด้วยว่า บ้านอ้ายยอดหัวหน้าโจรอยู่ตรงไหน เป็นความจริงหรือเปล่าที่คุณวันทนีย์บอกว่าอ้ายยอดอยู่บ้านใกล้ๆ กับเธอ"

สาวน้อยพูดเสริมขึ้นทันที

"ดิฉันไม่ได้กล่าวเท็จเลยค่ะ คุณยอดเช่าตึกหลังหนึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านพักของดิฉันในซอยงามดูพลี ทุ่งมหาเมฆค่ะ ดิฉันยินดีให้คนของคุณไปส่งดิฉัน กราบลาละค่ะ"

เสี่ยหงวนกับนิกรต่างรับไหว้หล่อน เมื่อวันทนีย์ลุกขึ้นยืน เจ้าแห้ววางแฟ้มเอกสารลงแล้วแก้ผ้าโพกศีรษะออกทิ้ง รีบเดินตามหล่อนออกไปจากห้องอย่างภาคภูมิ

อาเสี่ยมองดูสร้อยเพชรในมือขวาของเขา แล้วยกมือซ้ายตบหลังนิกรค่อนข้างแรง

"ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนการของกัน"

นิกรไอแค๊กๆ

"สัพยอกแรงอย่างนี้อีกหน่อยกันก็เป็นฝีในท้อง แกจะจัดการอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้ก็ว่ามา"

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"กันจะโทรศัพท์ไปถึงอ้ายพลหรือดิเรก เล่าเรื่องนี้ให้มันฟังและให้มันรอเราอยู่ที่บ้าน เพื่อคอยฟังข่าวจากเราต่อไป"

นิกรเห็นพ้องด้วยแล้วพูอย่างเป็นงานเป็นการ

"ดีแล้ว บอกพลให้มันพาคุณอาทั้งสองไปแจ้งความที่โรงพักด้วย ตำรวจเขาจะได้ลงประจำวันเป็นหลักฐาน เราจับอ้ายพวกโจรได้มันจะได้ติดตะรางง่ายขึ้นอีก ถ้าคุณอาไม่ไปแจ้งความไว้ ถึงจับคนร้ายได้เรื่องมันก็ยุ่งยากมาก"

"เออ-แกรอบคอบดีนี่หว่า"

"อ๋อ เป็นมานานแล้ว ขอให้กันนอนพักสักงีบเถอะนะ" พูดจบนิกรก็เอนตัวลงนอนบนโซฟาร์ตัวนั้น

กิมหงวนมองดูนิกรอย่างขบขันแกมสังเวชใจ เขาลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะโทรศัพท์เพื่อพูดโทรศัพท์ไปถึงพล หรือ ดร.ดิเรกคนใดคนหนึ่ง

ก่อนค่ำวันนั้นเอง

อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้ว ก็อยู่ในบทบาทของมหาเศรษฐีชาวภารตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสองสหายต่างมั่นใจว่าอย่างไรเสียเมื่อเจ้ายอดได้เช็ค ๒๐๐,๐๐๐ บาท มันก็คงตื่นเต้นดีใจที่ซื้อง่ายขายคล่อง และคงจะนำแหวนเพชรและเครื่องเพชรอีหหลายชิ้นมาขายอีกตามที่สั่งวันทนีย์ไป

ขณะที่สองสหายกับเจ้าแห้วนั่งปรึกษาหารือกันอยู่ในห้องพัก เสียงประตูห้องก็ถูกเคาะเบาๆ

"คัมอิน" เสี่ยหงวนร้องอนุญาตและหันมากระซิบบอกเพื่อนเกลอของเขา "ระวังเคราจะหลุด"

ประตูห้องถูกเปิดออก พนักงานปฏิคมของโรงแรมยืนเด่นอยู่ที่ประตู ก้มศีรษะโค้งคำนับมหาเศรษฐีชาวอินเดียทั้งสอง แล้วรายงานให้ทราบเป็นภาษาอังกฤษ

"มีสุภาพบุรุษคนหนึ่งต้องการพบท่านครับ"

อาเสี่ยพยักหน้ากล่าวตอบเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน

"ดีแล้ว เชิญเขามาพบฉันได้"

เจ้าหน้าที่ปฏิคมหันไปทางเฉลียงหลังตึก หลังจากนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็พาตัวเดินเข้ามาในห้อง เขาเป็นชายหนุ่มในวัยไม่เกินเบญจเพศ รูปร่างล่ำสัน ถึงแม้แต่งกายสุภาพ ผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี ถือกระเป๋าแบบนักธุรกิจ แต่ลักษณะท่าทางของชายหนุ่มผู้นี้ ก็มีอะไรหลายอย่างที่บอกให้รู้ว่าเป็นนักเลงอันธพาลหรืออาชญากร ใบหน้าสี่เหลี่ยม นัยน์ตาพองโต ริมฝีปากแบะหนา ผมหยิกตามธรรมชาติ

"สายัณห์สวัสดิ์ครับ" เขาพูดภาษาอังกฤษได้อย่างดี และก้มศีรษะคำนับสองสหายอย่างนอบน้อม "ผมชื่อ คล่อง จันทร์แจ่มครับ"

กิมหงวนลุกขึ้นก้มศีรษะให้ และเดินเข้ามายื่นมือให้จับ เขานึกเดาเอาว่าเจ้าหมอนี่ต้องเป็นสมุนคนสนิทของยอด ซึ่งยอดใช้ให้นำเครื่องเพชรมาเสนอขายเขาแน่นอน

"ยินดีมากที่ได้พบกับท่าน ฉันคือ สุราบาลมิดีศรีสุภาส นักธุรกิจคนสำคัญแห่งประเทศอินเดียและปากีสถาน นั่น-น้องชายของฉัน มิสเตอร์จันทะโครบกุมาร คนโน้นสุกรซิงก์ เลขานุการของเรา"

นิกรชูมือขวาโบกให้

"เชิญนั่ง มิสเตอร์กลอง"

เจ้าคล่องอมยิ้ม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้นวม ส่วนอาเสี่ยถอยมานั่งบนโซฟาร์ตามเดิม เจ้าคล่องกล่าวกับนิกรว่า

"ชื่อของผมคล่องครับ ไม่ใช่กลอง"

"โอ-ขอโทษ ฆ้องหรือ"

"คล่องครับ"

"คล่อง" นิกรพูดเสียงหนักๆ

"ถูกต้องครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้รู้จักกับท่านมาเศรษฐีชาวอินเดีย"

"ขอบคุณมาก" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "คุณพูดภาษาอังกฤษได้คล่องมาก ถึงแม้จะไม่ถูกไวยากรณ์ก็ตาม"

"ผมเคยทำงานเป็นคนรถชาวอังกฤษสองสามปีครับ"

"ดีมาก คุณมีธุระอะไร มิสเตอร์คล่อง" อาเสี่ยถามอย่างกันเอง

"ผมนำเครื่องเพชรมาเสนอขายท่านครับ ทราบจากหนังสือพิมพ์ว่าท่านกับน้องชายของท่านรับซื้อเครื่องเพชร ผมมีอยู่ราว ๑๐ กว่าชิ้น ขณะนี้ผมกับภรรยาอยากจะปลูกบ้านสักหลังหนึ่ง ผมนำเครื่องเพชรที่มีอยู่มาขายท่าน ขายไม่แพงหรอกครับ"

"ขอให้เราชมดูก่อน"

"ครับ-ได้ครับ"

มือปืนหรือสมุนแขนขวาของยอดหนุ่มสังคมชื่อดัง ซึ่งเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมเปิดกระเป๋าซิบรูดออก หยิบกล่องกระดาษแข็งกล่องหนึ่ง ซึ่งเป็นกล่องสบู่ออกมาวางลงบนโต๊ะ

"นี่ครับ เครื่องเพชรของผม เชิญท่านชมตามสบายเถอะครับ เราจะไม่ขายท่านเป็นชิ้น แต่เราจะเหมาขายหมดนี่รวม ๑๕ ชิ้นด้วยกัน"

กิมหงวนเปิดกล่องออกทันที พอแลเห็นเครื่องเพชรนับตั้งแต่แหวนเพชร, เข็มกลัดเพชร, นาฬิกาฝังเพชร, ล็อกเก็ตรูปเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ, จี้เพชร, สร้อยข้อมือและต่างหู สองสหายก็จำได้แม่นยำว่าเครื่องเพชรทั้งหมดนี้เป็นของคุณหญิงวาดอย่างไม่มีปัญหา

นิกรตัวสั่นงันงกด้วยความดีใจ เขารีบปิดฝากล่องตามเดิม แล้วยึดกล่องเครื่องเพชรวางไว้บนตัก

เสี่ยหงวนหันมาพูดกับเจ้าแห้วเป็นภาษาฮินดูปนไทยเร็วปรื๋อ

"ฮะยีสะมาราหา"

เจ้าแห้วหน้าตื่น

"อับปะราว่ายังไงน่า"

"ปิดประตูตีวิลาน่ะ"

เจ้าแห้วค่อยๆ ลุกขึ้นเดินอ้อมไปทางหน้าห้องแล้วปิดประตูใส่กุญแจทันที ดึงลูกกุญแจออกเก็บไว้ในกระเป๋า เจ้าคล่องใจหายวาบเมื่อเห็นเจ้าแห้วทำเช่นนี้ พอเหลียวหน้ากลับมาสมุนแขนขวาของยอดก็สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเขาได้เผชิญกับรีวอลเว่อร์ ๙ ม.ม. ในมือกิมหงวน ซึ่งอาเสี่ยกำลังจ้องปากกระบอกของมันตรงมาที่หน้าอกของเขา

คล่องเข้าใจว่ามหาเศรษฐีชาวภารตเล่นไม่ซื่อ

"หมายความว่ากระไรมิสเตอร์สุราบาล" เขาถามเสียงกร้าว

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ ดึงหนวดเคราปลอมออก แล้วกล่าวกับเจ้าคล่องด้วยภาษาไทย

"อ้ายน้องชาย เจอเอาแขกเก๊เข้าแล้วซี แกคนหนึ่งใช่ไหมล่ะที่เข้าปล้นบ้านกันเมื่อวันอังคาร ในที่สุดแกก็พาตัวมาติดกับกันที่นี่ และอุตส่าห์เอาเครื่องเพชรมาคืนให้จนครบ แต่ก็ยังอยู่อีกหลายอย่าง ที่เราจะต้องเอาคืนให้ได้ เงินสด ๑๘,๐๐๐ บาท เข็มขัดทองหนึ่งสาย ปืนพกหนึ่งกระบอก นาฬิกาเรือนทองหนึ่งเรือน ปากกาปลอกทองหนึ่งด้าม แล้วก็กล้องถ่ายรูปอีกหนึ่งกล้อง ฮ่ะ-ฮ่ะ ยังไงอ้ายโม่งดำ เคยกินข้าวกะไข่ คราวนี้จะต้องล่อข้าวแดงแกงกาบกล้วยละนะ ขึ้นศาลทหารซะด้วยเพราะยังไม่เลิกใช้กฎอัยการศึก อย่างขี้หมูขี้หมาก็ ๑๕ ปี ฐานปล้นและทารุณเจ้าทรัพย์"

เจ้าคล่องมีสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของมันมองดูปืนพกในมือกิมหงวนตลอดเวลา

"เครื่องเพชรเหล่านี้ไม่ใช่ของผมหรอกครับคุณ ของผู้หญิงกลางคนคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพเป็นนายหน้าซื้อขายเพชร เมื่อตอน ๓ โมงเย็น หล่อนยังใช้ลูกสาวสวยของหล่อนเอาสร้อยเพชรมาขายให้คุณได้เช็คไปสองแสน นี่หล่อนจ้างผมมาครับ หล่อนสัญญาว่าถ้าขายได้จะให้รางวัลผมหมื่นบาท"

อาเสี่ยยิ้มแบบนักเลง คือยิ้มอย่างกวนๆ อวัยวะเบื้องต่ำ

"แกฉลาดมาก ฉลาดสมชื่อแกทีเดียว นายหน้าขายเพชรและและลูกสาวของหล่อนนั่นแหละจะเป็นพยานให้อัยการเอาแกกับอ้ายยอดและพรรคพวกของแกอีกคนหนึ่งเข้าตะราง"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคล่องจอมนักบู้และมือปืนที่เคยฆ่าคนมาหลายศพแล้ว ก็ยกเท้าซ้ายเตะข้อมือข้างขวาของกิมหงวนเต็มแรง ปืนพก ๙ ม.ม. หลุดกระเด็นหวือไปจากมือ คล่องรีบลุกขึ้นวิ่งไปทางประตู เสี่ยหงวนผลุดลุกขึ้นกระโจนสองสามทีถึงตัวคล่อง ดาวร้ายหมุนตัวกลับชก กิมหงวนด้วยหมัดขวาเต็มเหนี่ยว ถูกปากครึ่งจมูก อาเสี่ยเซไปหลายก้าวแล้วล้มลงก้นจ้ำเบ้า แว่นตาขอบกระหลุดกระเด็น

เจ้าแห้ววิ่งเข้าไปเก็บปืนกิมหงวนยกขึ้นจ้องทำท่าเหมือนกับจะยิงคล่อง แต่นิกรรีบแย่งปืนไว้เก็บใส่กระเป๋ากางเกง

"ปล่อยให้มันฟัดกันตัวต่อตัวด้วยหมัดลุ่นๆ แกยืนดูเฉยๆ ไม่ต้องช่วยอ้ายเสี่ย"

แขกปลอมกับอันธพาลปะทะกันอย่างดุเดือดภายในห้องนอนอันกว้างขวาง แต่พื้นห้องปูพรมหนาจึงไม่ได้ยินเสียงตึงตังโครมคราม เจ้าคล่องสู้ตายถวายชีวิต ชกซ้ายขวาอุตลุด ตีเขาลงศอกตามกลยุทธของมวยไทย แต่เสี่ยหงวนของเราปิดป้องไว้ได้และโต้ตอบไม่ลดละ

ครั้งหนึ่ง ทั้งสอนยืนปักหลักแลกหมัดกันคนละทีสองทีหน้าปั่นไปตามกัน แต่กิมหงวนชกได้เร็วกว่า และแขนยาวกว่าเจ้าคล่องจึงล่าถอย คราวนี้เสี่ยหงวนก็รุกประชิดติดพัน ชกด้วยศอกสั้นข้างขวาถูกหน้าเจ้าคล่องดังฉาด เจ้าคล่องเซออกไปกิมหงวนเตะซ้ำด้วยเท้าขวาถูกขาตะไกรซ้ายดังสนั่น

"กร๊อบ"

เจ้าคล่องยืนโงนเงนนัยน์ตาเหล่ไปมา อาเสี่ยกระโจนเข้าใส่ด้วยเข่าลอยอีกทีหนึ่ง เท่านี้เองสมุนแขนขวาของยอดก็ล้มลงไปนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพรมผืนใหญ่ แล้วบิดตัวไปมา อาเสี่ยยืนหอบแฮ่กๆ เพราะความเหนื่อย นิกรเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือหยิบจานเค๊กถือเดินมาหากิมหงวนแล้วส่งให้

"เอ้า-กินเค๊กแก้เหนื่อยสักชิ้นซีวะ"

เสี่ยหงวนตวาดลั่น เสี่ยที่พูดบอกว่าเหนื่อยแทบขาดใจ

"เหนื่อยจนถ่มน้ำลายไม่ออก เสือกเอาเค๊กมาให้กินจะได้ติดคอตายห่า น้ำซีโว้ย ปู่โธ่...โอย...หมดแรงเลยกู"

เจ้าแห้วรีบนำน้ำเย็นมาให้โดยเร็ว อาเสี่ยยกขึ้นดื่มอั๊กๆ จนหมดแก้ว ส่งแก้วคืนให้เจ้าแห้วแล้วถามนิกร

"ปืนของกันล่ะ"

นายจอมทะเล้นล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีวอลเว่อร์ ๙ ม.ม. ออกมาส่งให้กิมหงวน ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคล่องพยายามพยุงกายจะลุกขึ้น กิมหงวนยกด้ามปืนพกฟาดกลางกะบาลเจ้าคล่องเสียงดังโป๊ก เจ้าคล่องสูดปากลั่นขบกรามกรอดแล้วล้มฮวบลงไปอีก

เจ้าแห้วเดินเข้ามากล่าวชมอาเสี่ย

"เด็ดเลยครับ รับประทานอาเสี่ยของผมยังบู๊ได้ดีมาก"

กิมหงวนโบกมือ

"อย่ายอเลยวะ เหนื่อยแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว" พูดจบก็เขยิบตัวไปที่โซฟาร์แล้วกระแทกตัวลงนั่งในท่าหมดแรง "กรโว้ยโทรศัพท์ไปบ้านเราหน่อยเถอะวะ บอกให้อ้ายพลกับดิเรกรีบมาที่นี่โดยเร็วที่สุด ให้ดิเรกมันเอาเครื่องจับโกหกมาด้วย"

"เอามาทำไม" นิกรถาม

"กันจะสอบสวนอ้ายคล่องให้รู้ความจริงว่า การที่อ้ายยอดปล้นบ้านเรา ใครเป็นสายลับชี้ทางให้มัน ลำพังอ้ายยอดจะรู้ไม่ได้เป็นอันขาดว่าคุณอานอนห้องไหน"

"ก็ถ้าเผื่ออ้ายคล่องมันไม่ซัดทอดสายของมันล่ะ"

"ไม่ซัดกันจะซัดมันเอง ทนตีนทนมือได้ก็ให้มันรู้ไป ถ้าคนในบ้านเป็นสายให้พวกโจร เราก็ต้องเอาเข้าตะราง เพราะมันไม่ซื่อสัตย์กตัญญูต่อคุณอาเลี้ยงไม่ได้"

"อือ-จริงโว้ย เฮ้ย-อ้ายคล่องลุกขึ้นมาอีกแล้ว"

กิมหงวนชะโงกตัวออกไป ยกด้ามปืนฟาดกะบาลเจ้าคล่องสองทีติดๆ กัน คราวนี้เจ้าคล่องนอนคว่ำหน้าเหยียดยาวบนพรมปูพื้น นิกรเดินหัวเราะไปที่โต๊ะโทรศัพท์จัดแจงโทรศัพท์ไปที่บ้าน "พัชราภรณ์"

โดยรถดอดจ์เก๋งคันงาม พล พัชราภรณ์ กับ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ได้มาถึงโรงแรมสามมิตรในเวลาประมาณ ๑๘.๓๐ น. ซึ่งโรงแรมเพิ่งเปิดไฟฟ้าสว่างไสวไปทั่วตึกใหญ่ และรอบบริเวณ นายสุวัฒน์ ผู้จัดการหนุ่มได้ต้อนรับสองสหายผู้เป็นเจ้าของโรงแรมอย่างเคารพนบนอบ และสั่งพนักงานรับใช้คนหนึ่งหิ้วกระเป๋าเครื่องมือจับเท็จของ ดร. ดิเรก ขึ้นลิฟท์ตามไปส่งที่ห้องเดอร์ลุกซ์ชั้นสามของตึก

พลถือวิสาสะเปิดประตูห้องพักออกโดยไม่ต้องเคาะเรียกแล้วเดินเข้าไปในห้อง นายแพทย์หนุ่มรับกระเป๋าเครื่องจับเท็จจากบ๋อยซึ่งมีขนาดเท่าพิมพ์ดีดกระเป๋า อันเป็นประดิษฐ์กรรมของเขา และมีประสิทธิภาพอันมหัศจรรย์ไม่น่าจะเป็นไปได้ หิ้วตามพลเข้าไปในห้อง คนรับใช้ช่วยปิดประตูห้องให้แล้วกลับไป

กิมหงวนกับนิกรนั่งอยู่บนโซฟาร์ชุดรับแขกตัวนั้น สองสหายอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวชุดใหม่แล้ว ส่วนเจ้าคล่องนั่งหน้าตายอยู่บนเก้าอี้นวม มือทั้งสองถูกมัดด้วยเชือกเส้นหนึ่ง โดยมีเจ้าแห้วนั่งอยู่ข้างขวาคอยควบคุมอย่างแข็งแรง ภายในห้องแสงไฟสว่างจ้าราวกับกลางวัน

"ฮัลโหล" นายแพทย์หนุ่มกล่าวทักทายเพื่อนเกลอทั้งสอง "นั่นเรอะเจ้าคล่อง"

อาเสี่ยพยักหน้า

"นี่แหละ ยอมรับแล้วว่าเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่บุกเข้าไปในบ้านเราเมื่อคืนวันอังคาร" แล้วกิมหงวนก็หยิบกล่องเครื่องเพชรส่งให้นายพัชราภรณ์ "เอ้า-แกเก็บไว้ให้คุณอา สร้อยเพชรและเครื่องเพชรทุกชิ้นอยู่เรียบร้อย คุณอาว่าอย่างไรบ้าง"

พลนั่งลงบนโซฟาร์ตัวเดียวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง ส่วน ดร. ดิเรกยุ่งกับเครื่องจับเท็จของเขา เปิดมันออกและเสียบปลั๊กไฟในห้อง

"คุณแม่ดีใจจนบอกไม่ถูก" พลพูดยิ้มๆ "สั่งให้มาบอกแกว่า ท่านจะให้รางวัลแกสักสามหมื่นแน่นอน ต้องเลี้ยงนะโว้ย"

"เออ-เลี้ยงดูปูเสื่อพร้อม เหมากะหรี่เป็นซ่องๆ เลย"

พลหัวเราชอบใจ ล้วงกระเป๋ากางเกงส่งห่อกระดาษห่อหนึ่งให้นิกร

"เอ้า-อ้ายกร"

นายจอมทะเล้นหน้าตื่น

"อะไรวะ"

"ทุเรียนกวนว่ะ ลูกหนี้ของคุณแม่มาจากจันทบุรีเอาเงินมาใช้คุณแม่เมื่อตอนบ่าย มีทุเรียนกวนฝากคุณแม่เยอะแยะ ก่อนจะออกจากบ้านกันเลยเอาใส่กระเป๋ามาฝากแกหนึ่งห่อ"

นิกรยิ้มแป้น

"แหม-เข้าทีโว้ย ยังงี้ซีวะถึงจะเรียกว่าเพื่อน"

"ดร. ดิเรก ถือส่วนประกอบเครื่องมือจับเท็จเดินเข้าไปหาเจ้าคล่องแล้วกล่าวว่า

"น้องชายแกอยากติดตะรางไหม"

เจ้าคล่องเค้นหัวเราะ

"ไม่มีใครอยากติดหรอกครับ เพียงแต่เดินผ่านหน้าคุกก็นึกเสียวแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ถ้ายังงั้นขอให้แกรับสารภาพมาตามตรงว่า ที่แกกับพรรคพวกของแกเข้าปล้นบ้านเรา ใครเป็นสายให้พวกแก"

"ไม่มีครับ เราเข้าปล้นอย่างเสี่ยงโชค"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋ เมื่อยูไม่รับก็ดีแล้ว เครื่องจับเท็จของไอจะทำให้ยูยอมจำนน" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ยกเหล็กแบนๆ ซึ่งทำเป็นรูปครึ่งวงกลมสวมลงไปที่ต้นแขนข้างซ้ายของเจ้าคล่อง เหล็กชิ้นนี้ติดกับสายไฟฟ้าไปยังเครื่องจับเท็จ เมื่อนายแพทย์หนุ่มกลับมาที่เครื่องจับเท็จ และเปิดสวิชไฟเจ้าคล่องก็สะดุ้งสุดตัว

"โอ๊ย-จะฆ่าผมด้วยไฟฟ้าหรือครับนี่"

สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร. ดิเรกหมุนหน้าปัดต่างๆ บนเครื่องจับเท็จแล้วกล่าวกับเจ้าคล่องด้วยเสียงหัวเราะ

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ กันไม่ฆ่าแกหรอก กันต้องการจับโกหกแกเท่านั้น ตอบกันเดี๋ยวนี้ว่าการปล้นครั้งนี้ใครเป็นสายลับของพวกแก"

เจ้าคล่องสั่นศีรษะ

"ไม่มีครับ"

เสียงเครื่องจับเท็จดังกังวานขึ้นทันที

"โกหก แกโกหก"

เจ้าคล่องนัยน์ตาเหลือก มันมองดูเครื่องจับเท็จของนายแพทย์หนุ่มด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจ แล้วมันก็เถียงเครื่องจับเท็จ

"รู้ได้ยังไงว่ะว่าผมโกหก คุณเป็นเครื่องไฟฟ้าเท่านั้น"

เครื่องจับเท็จหัวเราะกังวานลั่นห้อง

"ไม่รู้จะพูดได้หรือวะ กันรู้ดีว่าสาวใช้ในบ้านคนหนึ่งเป็นสายให้พวกแก นังคนนั้นชื่อต้อย เพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้าน "พัชราภรณ์" ได้สองเดือนเป็นคนซักรีดเสื้อผ้า" เครื่องจับเท็จพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ "นังต้อยได้บอกตำแหน่งห้องนอนของเจ้าคุณและคุณหญิงให้พวกแก และเปิดประตูหลังบ้านรับพวกแกในตอนดึกคืนวันนั้น"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ ปิดเครื่องจับเท็จของเขาทันที พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าแห้วนั่งอ้าปากหวอไปตามกัน ส่วนเจ้าคล่องหน้าซีดเผือด มันนึกไม่ถึงว่าเครื่องจับเท็จของ ดร. ดิเรกจะมีความวิเศษถึงเช่นนี้

"โอย-ผมยอมแล้วครับคุณ เครื่องจับโกหกเครื่องนี้มันเหมือนกับคนตาทิพย์ที่มองเห็นอดีตที่แล้วมา" เจ้าคล่องพูดเสียงสั่นเครือ "เป็นความจริงครับ สาวใช้ที่ชื่อต้อยได้เสียเป็นเมียลับของลูกพี่ผม หล่อนได้ร่วมงานกับพวกเรา ช่วยเหลือเราให้ทำการปล้นได้โดยสะดวก"

พลกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"แกไม่ใช่คนเสียแล้วหมอ... ทำไมแกเก่งอย่างนี้... เครื่องจับเท็จของแก นอกจากพูดได้โต้ตอบได้ ลังล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"ก็เพราะไอเป็นจอมนักวิทยาศาสตร์ของโลกนี้นะซี ตื่นเต้นมากเชียวหรือพล"

"อือ ตื่นเต้นแปลกใจมาก"

นิกรโพล่งขึ้น

"ขายให้กันเถอะวะหมอ"

ดร. ดิเรกหันมาทางนายจอมทะเล้น

"แกจะให้กันเท่าไร"

นิกรนิ่งคิดอยู่สักครู่

"๑๕๐ บาทเป็นยังไง"

"๑๕๐ บาท" นายแพทย์หนุ่มทวนคำแล้วหัวเราะงอหาย "นักวิทยาศาสตร์ในอเมริกาขอซื้อกันล้านดอลล่ากันยังไม่ขาย"

"๒๐๐ บาทเอ้า" นิกรออด

"ไม่ขายโว้ย" ดร. ดิเรกตวาดลั่น "เครื่องกระกอบแต่ละชิ้นอย่างน้อยก็ตั้งห้าหกหมื่น นี่ไม่ใช่เครื่องบันทึกเสียงหรือวิทยุกระเป๋าหิ้ว มันเป็นเครื่องจับเท็จที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก" แล้วดิเรกก็หันไปเปิดสวิชไฟเครื่องจับเท็จของเขา "เฮ้ย-ลองด่าอ้ายกรให้ข้าฟังซิ"

เสียงเครื่องจับเท็จดังขึ้นทันที

"อ้ายบ้ากร"

นิกรทำคอย่นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง แม้กระทั่งเจ้าคล่องก็อดหัวเราะไม่ได้ นิกรพรวดพราดลุกขึ้นวิ่งเข้าไปทำท่าจะพังเครื่องจับเท็จ แต่ ดร. ดิเรกขัดขวางไว้

"อย่า-อย่าไปทำมัน" เขาพูดเสียงหัวเราะ

นายจอมทะเล้นกลับมานั่งตามเดิม พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป อย่ามัวสัพยอกหยอกล้อกันเลยวะ กันกับดิเรกยังไม่ได้กินข้าว"

"นั่นน่ะซิ" นิกรพูดเสริมขึ้นทันที "นี่มันก็ใกล้เวลาอาหารค่ำเต็มทนแล้ว จับอ้ายคล่องยัดไว้ในตู้เสื้อผ้าแล้วเราลงไปกินข้าวกันก่อนดีไหม จะเอายังไงกินข้าวเสียให้เรียบร้อยค่อยคิดกัน"

เจ้าคล่องทำตาละห้อยน่าสงสาร

"อย่าทรมานผมจนเกินไปนักเลยครับ ผูกมือผมไว้อย่างนี้ผมก็แย่แล้ว ผมเองก็ยังไม่ได้รับประทานข้าว"

เจ้าแห้วตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องกิน เสียข้าวแกมันคนไม่ดี พูดแล้วเจ็บใจนักประเดี๋ยวพ่อยิงกรอกปากเลย เจ้านายของกันแก่แล้วเสือกมัดมือมัดเท้าเอามะนาวยัดปาก เอาผ้าปิดปากท่านทิ้งให้ท่านดิ้นกระแด่วอยู่ตั้งหลายชั่วโมง ฮึ่ม-ประเดี๋ยวพ่อ"

กิมหงวนว่า "กันจะหลอกให้อ้ายยอดมาที่นี่ เพื่อเราจะได้ตะครุบตัวมันนำส่งตำรวจ จะได้หมดเรื่องหมดราวกันที"

"แกจะทำยังไง" พลถาม

"ก็ใช้เจ้าคล่องโทรศัพท์ไปที่บ้านน่ะซี ขณะนี้เจ้ายอดคงอยู่ที่บ้านเพื่อรอรับเงินค่าขายเครื่องเพชรจากเจ้าคล่องมัน คงไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนเด็ดขาด" พูดจบกิมหงวนก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเจ้าคล่อง "เฮ้-กันและพวกเราจะช่วยแกให้รอดพ้นจากตะรางในครั้งนี้ แต่แกจะต้องเป็นพยานให้อัยการเพื่อเอาอ้ายยอดกับสมุนอีกคนหนึ่ง และนังสาวใช้ที่เป็นสายลับเข้าตะราง แกคงไม่อยากติดตะรางไม่ใช่หรือ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมบอกคุณแล้วนี่ครับว่า เพียงแต่เดินผ่านหน้าคุกก็ชักเสียวเสียแล้ว"

กิมหงวนสั่งให้เจ้าแห้วแก้มัดดาวร้ายออก แล้วกล่าวกับคล่องต่อไป

"โน่น-เดินไปที่เครื่องโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ พูดไปถึงอ้ายยอด บอกมันว่ากันตกลงรับซื้อเครื่องเพชรทั้งหมด เป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท แต่จะจ่ายเงินสดให้ในเวลาทุ่มครึ่ง ซึ่งนายจันทะโครบน้องชายของกันกำลังไปเอาเงินที่พาหุรัดหรือสถานทูตอินเดียก็ได้ แล้วแต่แกจะโกหกบอกมันว่าแกไม่กล้านำเงินสดตั้งสองแสนห้าหมื่นกลับไป เพราะคนที่โรงแรมหลายคนรู้ดีว่าแกนำเครื่องเพชรราคานับแสนมาขายให้กัน แกกลัวว่าจะถูกแย่งชิง จึงขอให้นายยอดรีบมาที่นี่เพื่อช่วยกันนำเงินสดกลับบ้าน และถ้าแกจะหลอกลวงอ้ายยอดให้พาสมุนที่ไปปล้นกันมาด้วยก็จะดีมาก กันจะให้รางวัลแกพันบาทอ้ายน้องชาย และจะขอร้องตำรวจให้กันตัวแกไว้เป็นพยานในคดีปล้น ถึงตำรวจจะควบคุมตัวในตอนแรก พวกเราจะช่วยเหลือแกอย่างเต็มที่ แต่ถ้าแกจะมีเล่ห์เหลี่ยมทรยศหักหลังกัน ก็มีหวังย้ายบ้านจากนอกคุกไปอยู่ในคุก"

ท่าทีของเจ้าคล่องสดชื่นขึ้น เขายกมือไหว้เสี่ยหงวนปะหลกๆ

"ผมสาบานให้ก็ได้ครับ ผมจะยอมทรยศต่อพี่ยอดเพื่อช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากคุกตะราง แต่พวกคุณต้องช่วยผมจริงๆ นะครับ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"แน่นอน กันเป็นสุภาพบุรุษกันย่อมรักษาวาจาสัจเสมอ"

เจ้าคล่องเดินตรงไปที่เครื่องโทรศัพท์ ยกหูฟังขึ้นจากเครื่องหมุนหมายเลขต่อตรงไปบ้านจิ้งจอกสังคม จอมอันธพาลและนักปล้นที่สร้างคดีไว้มาก แต่ตำรวจยังไม่ได้หลักฐาน

"ฮัลโหล ที่ไหน พี่ยอดหรือครับ ผมคล่อง พูดที่โรงแรมสามมิตรครับ พูดที่พิเศษชั้นสามซึ่งเป็นห้องพักของมหาเศรษฐีชาวอินเดียทั้งสอง ไหนครับ ตกลงซีครับ ได้ตั้งสองแสนห้าหมื่น จริงๆ พี่ เขาจะจ่ายเงินสดให้ผม ขณะนี้น้องชายเขาไปเอาเงินที่สถานทูตอินเดีย ทุ่มครึ่งเขาก็จะกลับมาโรงแรมเอาเงินมาให้เรา ที่โรงแรมรู้กันทั่วแล้วว่าผมเอาเครื่องเพชรราคาแสนมาขาย ขืนเอาเงินออกจากโรงแรมอาจจะมีอันตราย พี่ยอดรีบมาที่โรงแรมสามมิตรเถอะครับ มาพบกับผมที่ห้องนายสุราบาลเลย เขาเป็นคนสปอรทและใจดีมากครับ เอากระเป๋าซิบรูดใบใหญ่มาใส่เงินด้วยนะครับ และถ้าจะให้ดีพาอ้ายชิดมาเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง ไม่ต้องมาหลายคนหรอกครับ มหาเศรษฐีแกจะตกใจ มากับอ้ายชิดสองคนพอแล้ว ครับ ได้แน่นอน มาเดี๋ยวนี้นะพี่ ครับ เลิกกันนะครับ"

แล้วเจ้าคล่องก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม กิมหงวนตรงเข้ามา ส่งธนบัตรใบละร้อยให้ปึกหนึ่ง

"เอ้า-กันให้แกพันบาทเป็นรางวัล แกจะได้เห็นว่าคนอย่างกัน เมื่อได้ลั่นวาจาออกไปแล้วต้องทำตามคำพูดเสมอ"

เจ้าคล่องดีใจจนเนื้อเต้นรีบยกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วรับธนบัตรปึกนั้นมาถือไว้

"ขอบคุณครับ ต่อนี้ไปผมจะถือว่าเป็นลูกน้องของคุณๆ ทั้งสี่คน เลิกเป็นโจรและเลิกเป็นลูกน้องพี่ยอดเสียที แต่ว่า ถ้าพี่ยอดพ้นโทษออกจากคุก ก็คงคิดอาฆาตพยาบาทเล่นงานผมแน่"

กิมหงวนหัวเราะ

"อย่าไปกลัวมัน อาชญากร, นักเลงอันธพาลหรือผู้ที่ข่มเหงรังแกคนอื่น นับวันมีแต่จะหมดไป ตำรวจเขาปราบจริงๆ แกก็รู้ดีแล้วว่าตามซ่องกะหรี่เดี๋ยวนี้หาแมงดาทำยาสักตัวเดียวไม่ได้เลย ใครไปเอะอะอาละวาดผู้หญิงก็ต้องขอให้ตำรวจช่วยเหลือ ถ้าเป็นแต่ก่อนก็ถูกแมงดาแทงตายหรือกะบาลแบะ"

"จริงครับ ใครเป็นนักเลงก็ต้องไปอยู่ลาดยาว ผมกับพี่ยอดและพรรคพวกอยู่ได้ก็เพราะทำตัวเป็นผู้ดีมีเงิน ไปไหนก็นั่งรถยนต์ตำรวจไม่ใคร่สนใจ"

กิมหงวนพานายคล่องไปนั่งรวมกลุ่มสนทนากับเพื่อเกลอของเขา พลได้สอบถามคล่องถึงเรื่องข้าวของบางอย่างที่ยังไม่ได้คืนมาก็ได้ความว่า เงินสด ๑๘,๐๐๐ บาท ถูกเฉลี่ยกันไปหมดแล้ว นาฬิกาเรือนทองยอดใช้ผูกข้อมือแทนเรือนเก่าซึ่งไม่สู้จะมีราคานัก ส่วนปากกาปลอกทองก็เหน็บกระเป๋าตลอดเวลา เข็มขัดทองและกล้องถ่ายรูปยอดยังคงเก็บรักษาไว้ที่บ้านรวมทั้งปืนพก ยู.เอส. อาร์มี่ ๑๑ ม.ม. ของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

พลลุกขึ้นเดินไปโทรศัพท์ถึงปฏิคม โดยใช้โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ กัน และเป็นโทรศัพท์ที่ใช้ภายในโรงแรมโดยเฉพาะ เขาสั่งพนักงานต้อนรับว่า ถ้ามีใครมาหาเศรษฐีชาวอินเดียสองพี่น้อง ก็ให้โทรศัพท์ขึ้นมาบอกให้รู้ตัวเสียก่อน ต่อจากนั้นสี่สหายก็ปรึกษาหารือกันเตรียมพร้อใที่จะเล่นงานเจ้ายอดจิ้งจอกสังคมผู้โอ่อ่าตลอดกาล นิกรบ่นหิวข้าวตลอดเวลา

ในที่สุดเสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นเดินไปที่โทรศัพท์ภายในสถานที่ ปฏิคมของโรงแรมได้รายงานให้เขาทราบเป็นภาษาอังกฤษว่ามีสุภาพบุรุษสองคนมาหา อาเสี่ยสั่งให้ขึ้นมาพบได้แล้วก็รีบวางหูโทรศัพท์

"เฮ้-คล่องแกหลบไปซ่อนตัวในห้องน้ำ ลูกพี่ของแกมาแล้ว"

เจ้าคล่องผุดลุกขึ้นยืน มองดูสี่สหายอย่างห่วงใย

"ระวังหน่อยนะครับ พี่ยอดเป็นเสือร้ายคงไม่ยอมให้จับกุมง่ายๆ ตามธรรมดาเขาพกปืนเสมอ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ขอบใจมากคล่อง พวกเราก็มีปืนทุกคน ถ้ายังไงก็ยิงกันยับเรา ๕ คน นายยอดมากับลูกน้องอีกคนหนึ่งไม่น่าวิตกอะไร" แล้วพลก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เตรียมพร้อมอ้ายแห้ว ถ้านายยอดกับลูกน้องเขาเข้ามาในห้องเราและนั่งเรียบร้อย แกปิดประตูใส่กุญแจเลย"

ดร. ดิเรก ล้วงกุญแจมือใหม่เอี่ยมคู่หนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง โยนให้เจ้าแห้ว

"เอามิโด้คู่นี้ไว้สวมข้อมืออ้ายยอดกับสมุนของมัน"

เจ้าคล่องพูดเสริมขึ้น

"ผมยินดีที่จะเรียนให้ทราบว่า เจ้าชิดสมุนของพี่ยอดที่ติดตามมาก็คือผู้ที่เข้าปล้นบ้านคุณในคืนวันนั้นด้วย รวมทั้งผมสามคนด้วยกัน"

พลยิ้มให้เจ้าคล่อง

"ดีมากคล่อง เราจะช่วยแกแน่นอน เร็ว-เข้าไปซ่อนตัวในห้องน้ำ ปิดประตูใส่กลอนเสียด้วย ป่านนี้ยอดคงกำลังขึ้นลิฟท์มาแล้ว"

คล่องเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที ห้องน้ำอยู่หลังที่รับแขกนั่นเอง มีขนาดกว้างขวางราวกับบ้านของคนจนหลังหนึ่ง มีเครื่องสุขภัณฑ์อันทันสมัยเหมือนบ้านเศรษฐีทั้งหลาย กิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วต่างติดหนวดติดเคราให้เรียบร้อย อยู่ในบทบาทของชาวภารต สี่สหายนั่งรวมกลุ่มกันอยู่บนโซฟาร์ ส่วนเจ้าแห้วนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างประตูห้องเตรียมปิดประตูตีแมว

สักครู่หนึ่งเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นหมุนลูกบิดประตูเปิดออก นิกรกระซิบบอกเสี่ยหงวนทันที

"อ้ายยอด"

พนักงานรับใช้พายอดกับสมุนของเขามาส่งหน้าห้องแล้วพูดกับเจ้าแห้วเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าแห้วฟังไม่ออกได้แต่พยักหน้าหงึกๆ เขาก้มศีรษะให้สุภาพบุรุษจอมปลอมซึ่งแต่งสากลชุดสีเทา แล้วแกล้งพูดเป็นภาษาอินเดียซึ่งชาวอินเดียฟังไม่ออก

"อารีปะการาน่า"

ยอดพาเจ้าชิดเข้ามาในห้อง มือขวาของยอดถือกระเป๋าเอกสารขนาดใหญ่เตรียมมาใส่เงิน เขาก้มศีรษะคำนับเสี่ยหงวนกับนิกรแล้วกล่าวทักเป็นภาษาอังกฤษ

"สายัณห์สวัสดิ์มิสเตอร์สุราบาล และมิสเตอร์จันทะโครบ ผมมารับเพื่อนของผมที่นำเครื่องเพชรมาเสนอขายท่าน"

เจ้าแห้วปิดประตูใส่กุญแจทันที และทันใดนั้นเองพลก็กระตุกปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง จ้องไปที่หน้าอกเจ้ายอด

"ยกมือขึ้นยอด ถ้าแกต่อสู้หรือขัดขืนกันยิงทิ้งเด็ดขาด"

ด้วยสัญชาติญาณของเสือร้าย ยอดทุ่มกระเป๋าเอกสารใส่หน้าพลทันที และลุกขึ้นเตะปืนพกหลุดจากมือนายภัชราภรณ์ เจ้าแห้ววิ่งมากระโจนขี่คอเจ้ายอด แต่แล้วจิ้งจอกสังคมก็แสดงวิชายูโดจับเจ้าแห้วทุ่มกระเด็นไป อาเสี่ยกับนิกรและ ดร. ดิเรกลุกขึ้นจากโซฟาร์ตัวนั้น ยอดกับเจ้าชิดรู้ตัวว่าหลงเข้ามาติดกับก็ตัดสินใจสู้ตาย เสี่ยหงวนวิ่งไปยืนขวางประตูไว้ ร้องห้ามนายแพทย์หนุ่ม เมื่อเห็น ดร. ดิเรกก้มลงเก็บปืนพกของพลขึ้นมาจะยิงเจ้ายอด

"อย่า-อย่ายิงมัน ปล่อยให้มันฟัดกับอ้ายพลตัวต่อตัว กันจะฟัดกับสมุนของอ้ายยอดเอง" พูดจบเขาก็ถอดแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋า

พลกับยอดตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด เจ้าชิดกระโจนเข้าใส่กิมหงวนราวว่าพยัคฆ์ร้าย ดร. ดิเรกกับนิกรช่วยกันเลื่อนโต๊ะเก้าอี้ออกไปให้มีที่ว่างสำหรับการต่อสู้ อาเสี่ยถูกชกหนวดเคราหลุดกระเด็นทำให้กิมหงวนเดือดดาล แยกเขี้ยวยิงฟันรัวหมัดเข้าใส่เจ้าชิด

มวยนอกเวทีสองคู่เป็นไปอย่างน่าตื่นเต้น เจ้าแห้วร้องตะโกนหนุนเจ้านายของเขาทั้งสองคนตลอดเวลา ชั้นเชิงมวยของยอดกับพลไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเท่าใดนัก ยอดเป็นนักสู้ที่ผ่านการต่อสู้ด้วยหมัดมวย, มีด, ไม้ และปืนมามากต่อมาก อย่างไรก็ตามพลเฉลียวฉลาดและเยือกเย็นกว่า ดังนั้นเมื่อยอดรุกบุกทะลวงเขา พลก็ชกสะกัดลำตัวและเหวี่ยงฮุกขวากระแทกคางจิ้งจอกสังคมได้ทีหนึ่งอย่างเหมาะเจาะ ยอดเซถลาออกไปปะทะผนังตึก และยังไม่ทันจะตั้งตัวได้ พลก็ปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาถูกขาตะไกรข้างซ้ายของยอดเต็มแรง ซ้ำด้วยหมัดฮุคซ้ายเต็มเหนี่ยว เท่านี้เองจิ้งจอกสังคมก็ลงไปนอนบิดตัวอยู่บนพรมปูพื้น

ในเวลาเดียวกันอาเสี่ยกับเจ้าชิด ก็กำลังปะทะกันอย่างอุตลุด เจ้าชิดมีรูปร่างหนากว่าก็จริงแต่เสี่ยหงวนได้เปรียบในส่วนสูง เขาคว้าคอเของเจ้าชิดโน้มลงมาได้ก็ตีเข่าโดยไม่นับครั้ง จนกระทั่งเจ้าชิดร้องตะโกนลั่น

"โอ๊ย-พอแล้ว หน้าตาแหกหมดแล้ว"

กิมหงวนฟาดท่อนแขนขวาลงไปที่คอต่อเจ้าชิดอีกทีหนึ่ง สมุนของเจ้ายอดร่วงผลอยลงไปกองอยู่บนพรมปูพื้นข้างเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง นิกรวิ่งเข้ามาจับมือขวาของอาเสี่ยชูขึ้น

"แกชนะ ไม่ต้องนับให้เสียเวลา นับถึง ๕๐๐ ก็คงไม่ฟื้น เก่งมาก แกยังชกมวยได้ดี แต่ท่าทางเหมือนอีแร้งกระพือปีก"

อาเสี่ยหอบแฮ่กๆ มองดูเจ้ายอดกับเจ้าชิดแล้วหยิบแว่นตาขอบกระออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ทสวมใส่ตามเดิม เมื่อแลเห็นนัยน์ตาข้างขวาของพลเขียวปั้ด อาเสี่ยก็หัวเราะก้าก

"ปิดไม่อยู่หรือพล ตะเกียงหรี่ไปข้างหนึ่ง"

พลยิ้มแห้งๆ

อือ-อ้ายยอดมันแน่เหมือนกัน"

นิกรพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ลากมันมานอนใกล้ๆ กันซีโว้ย แล้วเอากุญแจสวมมือมันเข้า โทรศัพท์ไปบอกตำรวจให้มารับตัวอ้ายสองคนนี่ได้แล้ว" พูดจบก็หันมาทางพล "คุณอาหญิงไปแจ้งความหรือเปล่า"

พลสั่นศีรษะ

"เปล่า คุณแม่ไม่ยอมแจ้งความ ท่านบอกว่าการเอาคนเข้าตะรางมันบาป ท่านต้องการของท่านคืนเท่านั้น"

"แล้วยังงั้นเราจะทำอย่างไรต่อไป"

พลว่า "กันจะโทรศัพท์ไปถึงคุณแม่เดี๋ยวนี้ เรียนให้ท่านทราบว่าเราจับโจรได้แล้ว"

ดร. ดิเรกเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งข้างเจ้ายอดกับเจ้าชิด แล้วช่วยปฐมพยาบาลตามหน้าที่ของแพทย์ เจ้าคล่องเดินยิ้มแห้งๆ ออกมาจากห้องน้ำ มองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างชื่นชม

พล พัชราภรณ์ ใช้เวลาประมาณ ๓ นาทีพูดโทรศัพท์กับคุณหญิงวาด เสร็จแล้วก็กลับมาหาเพื่อนเกลอของเขา

"คุณอาว่ายังไง" เสี่ยหงวนถาม

"ท่านบอกว่าให้ปล่อยตัวอ้ายยอดกับอ้ายชิดไป ส่วนนายคล่องให้พาเขาไปอยู่ที่บ้านเพื่อความปลอดภัย กันบอกให้คุณแม่ท่านทราบถึงเรื่องที่นังต้อยเป็นสายลับพวกโจรแล้ว คุณแม่ว่าจะไล่มันออกไปจากบ้านเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยยกมือตบบ่านายคล่อง

"ว่าไงน้องชาย แกเต็มใจไปอยู่กับเราไหมล่ะ เราจะหางานให้แกทำ แกจะได้เลิกเป็นโจรเสียที"

เจ้าคล่องยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"เต็มใจครับ ผมรู้สึกเคารพรักเจ้านายทั้งสี่คนมาก ผมจะซื่อสัตย์จงรักภักดีไปจนวันตาย"

"ดีมาก" แล้วอาเสี่ยก็หันมาทางเจ้าแห้ว "พาคล่องไปซ่อนตัวอยู่ที่ห้องแกก่อน"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วพาเจ้าคล่องเดินไปที่ประตูห้อง เขาไขกุญแจเปิดประตูออกเดินนำหน้าพาคล่องไปห้องพักของเขา ซึ่งเป็นห้องชั้นหนึ่งอยู่ติดกับห้องนี้ พลกล่าวกับกิมหงวนและนิกรอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"นาฬิกาข้อมือเรือนทองของคุณพ่อและปากกาปลอกทองอยู่ที่ตัวอ้ายยอดแล้ว แต่ปืนพก, กล้องถ่ายรูป และเข็มขัดทองของคุณแม่อยู่ที่บ้านอ้ายยอด เราทำอย่างไรดีถึงจะได้คืน"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"เรื่องเล็กว่ะ กันจัดการเอง เงินสดอีก ๑๘,๐๐๐ บาทก็ต้องเอาคืนให้ได้ แน่ะ มันฟื้นแล้วทั้งสองคน"

จิ้งจอกสังคมกับเจ้าชิดฟื้นคืนสติแล้ว เมื่อลืมตาขึ้นมองดูโลก ทั้งสองก็มองแลเห็นกุญแจมือคู่หนึ่งถูกสวมข้อมือซ้ายของเจ้ายอดและข้อมือขวาของเจ้าชิดติดกัน ลูกพี่กับลูกน้องค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างมึนงง ดร. ดิเรกกับพลช่วยประคองให้ลุกขึ้น เมื่อเจ้ายอดยกมือซ้ายลูบกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายของเขาก็ปรากฏว่าปืนพกงูเห่าของเขาได้อันตรธานไปเสียแล้ว

"เป็นไงบ้างยอด" พลถามยิ้มๆ

"ไม่เป็นไรครับ เรื่องชกกันมันก็ต้องมีแพ้ชนะเป็นธรรมดา ผมขอชมพวกคุณที่เฉลียวฉลาดลึกซึ้งวางกับดักผมจนสำเร็จ พวกคุณเป็นลูกหลานของเจ้าคุณและคุณหญิงแน่นอน"

"ถูกแล้ว" นิกรพูดกับยอดอย่างกันเอง "น้องชายเดี๋ยวนี้กันก็ได้เครื่องเพชรคืนหมดแล้ว นับตั้งแต่สร้อยเพชรอันมีค่าที่แกให้คุณวันทนีย์มาขายเมื่อตอนบ่าย จนกระทั่งเครื่องเพชรชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่แกปล้นเอาไป คุณพ่อกับคุณแม่ไม่ต้องการเอาแกเข้าตะรางหรอกยอด แต่ว่า...เราต้องการของคืนให้ครบ ปืนพก ยู.เอส.อาร์มี่ ๑๑ ม.ม. หนึ่งกระบอก เข็มขัดทองหนึ่งเส้น แล้วกล้องถ่ายรูปหนึ่งกล้องที่แกปล้นเอาไป นอกจากนี้ก็เงินสด ๑๘,๐๐๐ บาท" พูดจบนิกรก็ถือโอกาสดึงปากกาปลอกทองออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเจ้ายอด อาเสี่ยกิมหงวนกับพลช่วยกันถอดนาฬิกาข้อมือเรือนทองยี่ห้อชั้นดีของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ออกจากมือซ้ายของยอดด้วย

ยอดยิ้มออกมาได้เมื่อนิกรบอกว่าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดไม่ปรารถนาที่จะเอาเขากับพรรคพวกเข้าตะราง

"สำหรับปืนพก, เข็มขัดทอง และกล้องถ่ายรูปผมยินดีคืนให้ครับ ผมจะโทรศัพท์ไปที่บ้านเดี๋ยวนี้ ให้เมียผมเอามาให้ที่นี่ภายในครึ่งชั่วโมงนี้เป็นอย่างช้า แต่เงินสดเราแบ่งเฉลี่ยกันและใช้ไปเกือบหมดแล้ว เหลืออีกเพียงเล็กน้อย"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้ ถ้ายังงั้นอั๊วส่งลื้อกับเจ้าชิดให้ตำรวจจัดการต่อไป"

"โธ่-กรุณาผมเถอะครับ"

"กรุณากะผีอะไรล่ะ แกทารุณกับคุณอาของกัน จับท่านตราสังข์ทั้งๆ ที่ท่านยังไม่ตาย มิหนำซ้ำเอามะนาวยัดปากเอาผ้าปิดปาก แกต้องเองเงินมาคืน ม่ายงั้นก็ติดคุก"

ยอดหน้าจ๋อย ศักดิ์ศรีและความเป็นนักเลงหมดไปแล้ว

"คุณครับ เอายังงี้ก็แล้วกันครับ ผมจะขายรถของผมเอาเงินไปใช้ให้"

นายจอมทะเล้นนิ่งคิดแล้วพยักหน้า

"ได้เหมือนกันแต่ต้องทำสัญญาเป็นหลักฐาน ในสัญญาแกต้องรับสารภาพว่าแกได้พาเจ้าชิดและนายคล่องเข้าปล้นบ้านกันเมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา เอาละ แกจัดการโทรศัพท์ถึงเมียแกได้ ฉันจะลงไปที่ห้องผู้จัดการพิมพ์เอกสารมาให้เซ็นชื่อ ถ้าแกเล่นไม่ซื่อกับกัน กันก็จะเอาหนังสือให้ตำรวจเล่นงานแก ถ้าแกทำตามสัญญาแกก็ไม่ต้องติดคุก" พูดจบนิกรก็พาตัวเดินออกไปจากห้องพักพิเศษ

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง นิกรก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมด้วยเอกสารหนึ่งแผ่น พิมพ์ดีดภาษาไทยเรียบร้อย เจ้ายอดกับเจ้าชิดนั่งอยู่บนโซฟาร์ตัวเดียวกันในท่าทางหงอยเหงา สามสหายนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมคนละตัว นิกรตรงเข้ามานั่งบนโซฟาร์ตัวนั้นแล้วยิ้มให้จิ้งจอกสังคม

"กันจะอ่านสัญญาให้แกฟัง พอใจหรือไม่พอใจแกก็ต้องเซ็นชื่อ"

เจ้ายอดชักฉิว

"ถ้าเช่นนั้นจะอ่านหาหอกทำไมล่ะครับ"

"อ้าว เพื่อความเป็นธรรมก็ต้องอ่านให้แกฟังซี มีเสียงหรือ เดี๋ยวโทรศัพท์เรียกโปลิศเลย แกรู้จักโปลิศไหมล่ะ แล้วกัน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกรคลี่กระดาษ ออกอ่านข้อความที่เขาพิมพ์มาด้วยเสียงแจ๋วๆ

ข้าพเจ้า นายยอด เรืองยศ ตั้งบ้านเรือนอยู่ในซอยงามดูพลีทุ่งมหาเมฆ ขอรับสารภาพด้วยลายลักษณ์อักษรฉบับนี้ว่า เมื่อคืนวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๐๒ เวลา ๒.๐๐ น. เศษ ข้าพเจ้าได้เป็นหัวหน้าโจรพาสมุน ๒ คน คือนายชิดกับนายคล่องเข้าปล้นบ้าน "พัชราภรณ์" ด้วยวิธีปล้นเงียบ เจาะหน้าต่างเข้าไปในห้องนอนของพระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์ และคุณหญิงวาด ข้าพเจ้าจับเจ้าทรัพย์มัดและเปิดเซฟกวาดเครื่องเพชรราคาประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาทเอาไป พร้อมด้วยเข็มขัดทองหนึ่งสาย, ปากกาปลอกทองหนึ่งด้าม, นาฬิกาข้อมือเรือนทองหนึ่งเรือน, ปืนพก ยู.เอส. อาร์มี่ ๑๑ ม.ม. หนึ่งกระบอก กล้องถ่ายรูปราคาหมื่นเศษหนึ่งกล้อง และเงินสด ๑๘,๐๐๐ บาท

ต่อมา ลูกหลานของเจ้าทรัพย์จับข้าพเจ้า และสมุนได้พร้อมด้วยของกลาง แต่ยังขาดเงินสด ๑๘,๐๐๐ บาท ข้าพเจ้าสัญญาว่า ข้าพเจ้าจะขายรถยนต์ส่วนตัวของข้าพเจ้านำเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท ไปคืนคุณหญิงวาดไม่เกินวันที่ ๓ กรกฎาคมนี้ ถ้าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามสัญญา ขอให้เจ้าทรัพย์จัดการกับข้าพเจ้าตามกฎหมาย

อนึ่ง ข้าพเจ้าขอสัญญาว่า ข้าพเจ้าจะไม่อาฆาตพยาบาทนางสาววันทนีย์กับมารดาของหล่อน และนายคล่องซึ่งได้ช่วยเหลือฝ่ายเจ้าทรัพย์

ดร. ดิเรกกล่าวชมนิกรทันที

"เข้าทีว่ะ แกน่าจะหากินเป็นทนายความ"

นิกรหัวเราะแล้วพยักหน้ากับนายยอด

"เข้าใจข้อความในนี้ดีแล้วซินะ"

"ครับ ไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจ ส่งมาให้ผมเซ็นเถอะครับ ช่วยไขกุญแจมือออกให้ผมด้วย อย่าให้เมียผมได้มาเห็นผมถูกใส่กุญแจมืออย่างนี้เลย"

นิกรว่า "แกต้องเซ็นชื่อให้เรียบร้อยเสียก่อน กันถึงจะให้อิสรภาพแก" พูดจบเขาก็ส่งเอกสารชิ้นนั้นให้จิ้งจอกสังคมพร้อมด้วยปากกา

ยอดวางกระดาษพิมพ์ดีดลงบนโซฟาร์แล้วเซ็นชื่อ เสร็จแล้วก็ส่งคืนให้นิกร นายแพทย์หนุ่มเดินเข้ามาหายอด ล้วงกระเป๋ากางเกงค้นหาลูกกุญแจมือ ไขกุญแจมือออก ยอดกับชิดได้รับอิสรภาพแล้ว

"ขอบคุณครับ ผมตกอยู่ในอำนาจของพวกคุณแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าผมจะมีฤทธิ์เดช ถึงอย่างไรผมก็ต้องทำตามสัญญานี้" ยอดพูดยิ้มๆ "กรุณาคืนปืนพกให้ผมเถอะครับ"

ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายหยิบปืนพกของยอดออกมา เขาคืนปืนพกกระบอกนั้นให้แล้วกล่าวว่า

"เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา กันถอดแม๊คกาซินเก็บไว้แล้ว แกหาซื้อเอาใหม่ก็แล้วกัน ไม่กี่สตางค์หรอก"

ยอดเก็บปืนพกไว้ในกระเป๋ากางเกงของเขาตามเดิม ขณะนั้นมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู เขาแลเห็นพนักงานรับใช้ของโรงแรมยืนอยู่ข้างหญิงสาวหน้าแฉล้มคนหนึ่ง ในมือของหญิงสาวถือกล่องกระดาษกล่องหนึ่งคล้ายกับกล่องรองเท้า แต่มีกระดาษสีน้ำตาลห่อหุ้มและผูกเชือกเส้นเล็กๆ อาเสี่ยรู้ทันทีว่าหล่อนคือภรรยาของนายยอด

"เชิญซีครับคุณ คุณเป็นภรรยาของนายยอดใช่ไหมครับ"

"ค่ะ"

แล้วกิมหงวนก็พาหล่อนเข้ามาในห้องพัก มยุรีมีท่าทางตื่นๆ อย่างไรชอบกล พอสบตาสามียอดก็กล่าวกับหล่อนว่า

"นั่งซีน้อง เราเสียท่าเขาเสียแล้ว แต่อย่าเพิ่งซักถามอะไรพี่เลยนะ กลับไปบ้านจะเล่าให้ฟัง เอาของมาครบตามที่พี่โทรศัพท์บอกไปหรือเปล่า"

"ครบค่ะ"

พลเชิญให้หล่อนนั่ง มยุรีอดีตกะหรี่ชื่อดังแห่งซอย ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งแล้วส่งกล่องนั้นให้ยอด จิ้งจอกสังคมเต็มไปด้วยความเศร้าเสียดาย เขากระชากเชือกออกและแก้กระดาษสีน้ำตาลออก เปิดฝากล่องพิจารณาดูของที่อยู่ในกล่อง ซึ่งมีกล้องถ่ายรูป เข็มขัดทองคำ และปืนพก ยู.เอส.อาร์มี่ รวม ๓ สิ่ง เขาส่งกล่องให้พลทันที

"ตรวจดูซีครับ ผมได้ทำตามสัญญาแล้ว"

พลหยิบเข็มขัดทองคำออกมาพิจารณาดู กลัวจะถูกสับเปลี่ยนเป็นของเก๊ แล้วเขาก็เก็บไว้ในกล่องตามเดิม

"เรียบร้อยดีมากยอด เป็นอันว่าแกรอดพ้นจากคดีปล้นแล้ว อย่าลืมว่าเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งคือเงินสด ๑๘,๐๐๐ บาทซึ่งแกจะต้องนำไปให้คุณแม่กันภายในวันที่ ๓ เดือนหน้า"

"ครับ ไม่ลืมหรอกครับ"

"ดีแล้ว ลื้อพาเมียลื้อกับนายชิดกลับได้ เสียใจนะที่โชคร้าย แต่ว่าทรัพย์สมบัติเหล่านี้มันเป็นของคุณพ่อคุณแม่กันโดยชอบธรรม"

เจ้ายอดพยักหน้ากับมยุรีและสมุนของเขา ทั้งสามคนต่างลุกขึ้นหากันเดินออกไปจากห้องพิเศษโดยไม่ได้ร่ำลาคณะพรรคสี่สหาย งานสืบสวนของเสี่ยหงวนกับนิกรสิ้นสุดลงแล้ว อาเสี่ยคงจะได้รับรางวัล ๓๐,๐๐๐ บาท จากคุณหญิงวาดอย่างแน่นอน

ในราว ๒๐.๐๐ น. สี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคล่องก็ได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารค่ำแบบอาหารฝรั่ง ภายในห้องรับประทานอาหารอันหรูหราของโรงแรมสามมิตร ส่วนเครื่องเพชรพลได้ฝากไว้ในตู้นิรภัยของโรงแรม สี่สหายดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างสนุกสนาน เจ้าคล่องกับเจ้าแห้วก็พลอยถูกเส้นกันสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เสี่ยหงวนจะส่งเจ้าคล่องไปอยู่เรือทะเลลำหนึ่ง ซึ่งเดินรับส่งสินค้าและคนโดยสารตามชายฝั่งตะวันตก แต่เจ้าคล่องอยากขับรถยนต์มากกว่า นิกรจึงตกลงส่งเจ้าคล่องไปขับรถประจำทาง ที่บริษัทรถเมล์ของเขาซึ่งคล่องก็พอใจมาก

สี่สหายพาเจ้าแห้วกับนายคล่องมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๒๑.๐๐ น. เศษ ไม่มีใครรู้ว่านิกรได้เม้มจี้เพชรราคาประมาณ ๗,๐๐๐ บาทไว้ให้เมียเขาหนึ่งอัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด ตื่นเต้นดีใจมากที่ได้ของของท่านกลับคืนมาครบถ้วน ด้วยความสามารถของ เสี่ยหงวนและนิกร ท่านได้คืนเช็ค ๖๐๐,๐๐๐ บาทให้เสี่ยหงวน และมอบเช็คของท่านสั่งจ่ายเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้อาเสี่ยเป็นรางวัลตามที่สัญญาไว้.

อวสาน