พล นิกร กิมหงวน 125 : มารผจญ

บทนำ

สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามนิยายชุดสามเกลอตลอดมา ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้เรียนให้ทราบว่าลูกชายของคณะพรรคสี่สหาย ซึ่งได้ไปศึกษาวิชาการ ณ.สหรัฐอเมริกานั้นได้เรียนสำเร็จปริญญาโทคนละสาขาวิชา และได้___ทางกลับมาประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม_____เครื่องบินของบริษัทโยกูซีวะแอร์ไลน์ ทายาท____จากสหรัฐอเมริกาได้แวะเที่ยวญี่ปุ่นก่อน ตามธรรมเนียมของเศรษฐี

พนัสได้ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ นพได้ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ดำรงได้ปริญญาวิทยาศาสตร์ในวงการนักวิทยาศาสตร์อเมริกันยกย่องนับถือในคุณวุฒิของลูกชายศาสตร์จารย์ดิเรกของเราอย่างยิ่ง ส่วนสมนึกหรือเสี่ยตี๋ทายาทของกิมหงวนได้รับปริญญาโทพาณิชยศาสตร์

เมื่อกลับมาเมืองไทย หนุ่มน้อยรูปหล่อทั้งสี่คนก็กลายเป็นเทพบุตรในวงสังคม มีชื่อเสียงหอมหวนทวนลม และตามลมบรรดาสาววัยรุ่นหรือสาวแก่แม่ม่ายต่างก็พยายามหาทางติดต่อรู้จักกับทายาทของคณะพรรคสี่สหาย หวังจะเป็นแฟนหวังเป็นคู่ครองของเขาเพื่อหวังจะได้รับความสุขอันล้นเหลือ ปรากฏว่า___วัยทีนเอดหลายต่อหลายคน ถึงกับบุกรุกเข้ามาในบ้าน"พัชราภรณ์" บ่อยๆ ทำให้คุณพ่อคุณแม่คุณย่าคุณปู่ หรือคุณ___เนื้อหอมทั้งสี่คนปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามกัน

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายกับท่านผู้ใหญ่ก็จับให้ พนัส นพ สมนึกและดำรงบวชเมื่อปลายเดือนมิถุนายนระหว่างที่ตึกใหม่ ซึ่งเป็นคฤหาสน์ของหนุ่มเนื้อหอมกำลังเร่งมือก่อสร้างในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ทายาทของสี่สหายได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจำพรรษาอยู่ที่วัดธาตุทองพระโขนงซึ่งไม่ห่างไกลจากบ้าน"พัชราภรณ์" เท่าใดนัก และอยู่ใกล้กับโรงแรม"สี่สหาย" โรงแรมชั้นเยี่ยมที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในกรุงเทพฯ ของสี่สหายนั่นเองผู้จัดการโรงแรมได้รับคำสั่งให้เป็นธุระจัดภัตตาหารไปภวายพระภิกษุทั้งสี่องค์ทุกเวลาเช้า และเพลทำให้ทางบ้านไม่ต้องเป็นห่วงกังวลในเรื่องขบฉัน

พระคุณเจ้าทั้งสี่องค์ต่างคร่ำเคร่งกับพระธรรมวินัยตั้งอกตั้งใจศึกษาความรู้ในพระปริยัติธรรม เมื่อรับกฐินเรียบร้อยตอนออกพรรษาแล้วก็จะลาสิกขาบทละเพศบรรพชิตเป็นฆราวาสประกอบอาชีพกันต่อไป

ขอเชิญท่านผู้อ่านหาความสำราญจากนิยายชุดสามเกลอในตอน"มารผจญ" ได้ต่อไป ซึ่งเป็นตอนที่พระคุณเจ้าทั้งสี่องค์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญใจจากพวกสีกาทีนเอดทั้งหลายถึงกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องรวมมือกันขัดขวางป้องกันเพื่อให้พระภิกษุทั้งสี่องค์ได้รับความสงบสุขในฐานะผู้ทรงศีล

วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์

คุณหญิงวาดได้ติดต่อนิมนต์พระภิกษุผู้เป็นหลานทั้ง ๔ องค์ให้มาฉันเพลที่บ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งท่านได้นิมนต์พระอุปัชฌาย์ด้วยอีกองค์หนึ่งรวมเป็น ๕ องค์ด้วยกัน คุณหญิงวาดกับสี่นางได้ลงตึกโรงครัวในตอนสาย หลังจากรับประทานอาหารเช้า และช่วยกันประกอบอาหารคาวหวานหลายอย่างซึ่งล้วนแต่เป็นอาหารแบบไทยทั้งสิ้น

พอได้เวลา ๑๐.๐๐ น.เศษเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สั่งให้เจ้าแห้วนำรถคาดิลแล็คเก๋งไปรับพระคุณเจ้าทั้ง ๕ องค์ที่วัดธาติทอง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกันเท่าที่พระภิกษุผู้เป็นบุตรพร้อมด้วยพระอุปัชฌาย์จะมาฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน "พัชราภรณ์" ต่างช่วยกันตระเตรียมที่ทางในห้องรับประทานอาหารให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดรู้สึกพอใจเมื่อแลเห็นนิกรกับเสี่ยหงวนทำงานตัวเป็นเกลียว

"แจ๋วโว้ย" อาเสี่ยกล่าวถามสาวใช้"แช่น้ำอัดลมไว้ให้พระแล้วหรือยัง"

"เรียบร้อยแล้วค่ะอาเสี่ย"

"ดีมาก คุณสมนึกท่านชอบน้ำส้มเย็นๆ แล้วเบียร์ล่ะแช่ไว้บ้างหรือเปล่า"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือกมองดูเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"นี่แกจะให้พระท่านฉันเบียร์หรือพ่อหงวน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ปู้โธ่ อยู่ดีๆ หาเรื่องให้ผมตกนรก เบียร์น่ะผมจะกินเองครับ สำหรับพระเรามีแต่โซดาและน้ำอัดลมแช่เย็นเตรียมไว้ถวายท่านเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นนิกรยื่นเมียงมองอยู่ทางโต๊ะพักอาหารท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"มานี่อ้ายกรไปยื่นตรงนั้นเดี๋ยวก็หยิบอะไรใส่ปาก ตายไปจะต้องเป็นเปรตเท่านั้นเอง"

นิกรมองดูพ่อตาของเขาอย่างเคืองๆ

"เห็นผมเป็นคนตะกละไปได้ ของสำหรับถวายพระกินเข้าไปได้หรือครับ แต่ว่า...เป็ดทอดยัดไส้ตัวนี้มันส่งกลิ่นหอมยียวนดีเหลือเกินฟับผ่า นี่ถ้าไม่ใช่ของถวายพระผมล่อแล้ว"

นันทาทำตาเขียวกับน้องชายจอมทะเล้นของหล่อน

"มาอยู่ทางนี้เถอะย่ะ อย่ากินนะบอกก่อนนั่นแกเคี้ยวอะไรน่ะนิกร"

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "เคี้ยวขี้ฟัน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง โต๊ะรับประทานอาหารริมหน้าต่างซึ่งเป็นโต๊ะขนาด ๖ คนปูผ้าขาวสะอาดเรียบร้อย มีแจกันประดับดอกไม้สดวางกลางโต๊ะแต่ยังไม่มีถ้วยชามหรือของใช้ใดๆ ทั้งสิ้นเพราะของทุกอย่างจะต้องประเคนพระเสียก่อนตามระเบียบ ในเวลาเดียวกันนี้เองนายพลดิเรกก็หี้วกระเป๋าเครื่องเล่นจานเสียงขยายเสียง ซึ่งเขาสร้างขึ้นเองเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร

"เฮ้ เอามาทำไมวะหมอ" พลกล่าวถามด้วยเสียงหัวเราะ

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เปิดเพลงร็อคให้พระท่านฟังท่านจะได้ฉันอาหารได้มากๆ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอี๊อก

"เอาไปเก็บ แล้วกัน...มีอย่างที่ไหนจะให้พระท่านฟังเพลงร็อค พระของเราท่านยังหนุ่มยังแน่น ได้ยินเสียงเพลงจังหวะเร่าร้อนท่านเกิดลืมตัวลุกขึ้นเต้นร็อคแกจะว่าอย่างไร"

ดร.ดิเรกทำตาปริบ

"โอ-ออไร๋ๆ ผมลืมคิดไปครับ" พูดจบเขาก็เหวี่ยงกระเป๋าเครื่องเล่นแผ่นเสียงออกไปนอกประตูห้องรับประทานอาหารเสียงดังโครม

"ตายแล้ว" คุณหญิงวาดร้องลั่น "บรรลัยหมดแล้วพ่อดิเรก พังหมด"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ไม่เป็นไรครับผมทำใหม่ได้ เครื่องเล่นแผ่นเสียงขยายเสียงแบบทรานซิสเต้อรผมหลับตาข้างหนึ่งทำยังได้"

"แต่เธอก็ต้องซื้อแผ่นเสียง แผ่นเสียงที่อยู่ในหีบคงแตกหมด"

"โน ผมไม่เคยซื้อแผ่นเสียงใช้เลยครับ พวกลูกศิษย์ของผมเขาซื้อหามาให้ ใครมาเยี่ยมผมก็เอาติดมือติดตีนมาฝากผมคนละแผ่นสองแผ่น"

ประภาค้อนสามีของหล่อน

"เป็นนายทหารผู้ใหญ่มียศถึงพลโท แล้วก็เป็นศาสตราจารย์และด๊อคเต้อรพูดจาก็ต้องระมัดระวังคำพูดบ้างซีคะ มีอย่างที่ไหนพูดกับคุณอาใช้คำว่าติดมือติดตีน"

ศาสตราจารย์ดิเรกสะดุ้งโหยง

"โอ-ซอรี่ ไอลืมไปจริงๆ ไม่มีเจตนาที่จะพูดหยาบคายหรอก แต่อ้ายหงวนมันพูดบ่อยๆ เลยเผลอพูดตามมัน คนเราอยู่ใกล้จิ้งจกมันก็ต้องเป็นจิ้งจก"

แทนที่จะโกรธอาเสี่ยกลับหัวเราะชอบใจ

"แต่กันอยู่ใกล้ปราชญ์กันก็ได้กลิ่นไอปราชญ์คือตัวแก ทำให้กันเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องขึ้นไม่น้อย"

คราวนี้นายพลดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก ทันใดนั้นเองเสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งก็ดังขึ้นซึ่งทุกคนจำได้ว่าเป็นเสียงแตรรถคาดิลแล็คเก๋งของอาเสี่ยกิมหงวน คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"เร็ว ออกไปรับพระที่หน้าตึกเถอะพวกเรา"

ทุกคนต่างพากันออกไปจากห้องรับประทานอาหารทางประตูที่ติดต่อกับห้องโถงใหญ่แล้วออกมาที่เฉลียงตึก ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็ขับรถเก๋งคันงามเข้ามาจอดเทียบหน้าบันไดตึกแต่พระภิกษุสงฆ์ทั้ง ๔ องค์และพระอุปัชฌาย์ไม่ได้มาด้วยทำให้ทุกคนแปลกใจไปตามกัน

เจ้าแห้วเปิดประตูก้าวลงมาจากตอนหน้ารถอย่างร้อนรนแล้วขึ้นบันไดมาบนตึกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแสดงความไม่พอใจหรือหงุดหงิดใจ

"ว่ายังไงวะอ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดถามเสียงกร้าว "ทำไมพระท่านไม่มา มีอะไรเกิดขึ้นหรือ"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานแย่ละครับ เกิดมิคสัญญีขึ้นที่วัดธาตุทองครับ รับประทานพวกสาวๆวัยรุ่น วัยกลางคนและวัยทึนทึกเกือบ ๒๐๐ คน นัดกันเอาอาหารเพลไปถวายทานทั้งสี่องค์ที่วัดส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวลั่นไปหมด ท่านปิดประตูหน้ากุฏิไม่ยอมต้อนรับใครทั้งนั้นแหละครับ"

คุณหญิงวาดทำท่าเหมือนกับจะเป็นลมท่านหันมามองดูสี่นางแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"ตายแน่ คุณพนัสคุณนพคุณสมนึกคุณดำรงถูกมารผจญอย่างไม่ต้องสงสัย แม่พวกสาวๆเป็นมารแหงๆ"

นันทากล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกร้องเรียกท่านหรือเปล่า"

"รับประทานเรียกครับ ผมขึ้นไปบนบันไดเคาะประตูเรียก แล้วปีนประตูมองดู คุณพนัส, คุณนพ, คุณสมนึก และคุณดำรงท่านซ่อนตัวอยู่ในห้องของท่านครับ ผมเห็นประตูห้องที่กุฏิปิดทั้งสี่ห้อง ลูกศิษย์ก็ไม่มีสักคนเหมือนกุฏิร้าง รับประทานผมพบหลวงพ่อองค์หนึ่งไต่ถามท่านดูท่านบอกว่าคุณทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากพวกสาวๆ เหล่านี้มาหลายวันแล้ว แต่วันนี้เหมือนนัดกันมา รถเก๋งหลายคันจอดเรียงรายอยู่ทางเมรุเผาศพเต็มไปหมด สาวๆทีนเอดหลายคนล้วนแต่เป็นลูกผู้ดีมีเงินขอรับ"

เสียงจ๊อกแจ้กจอแจดังขึ้นที่ระเบียงหน้าตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายทันที

"เด็กสาวๆ พวกนั้นช่างไม่กลัวบาปกรรมบ้างเลย มีอย่างที่ไหนมายุ่งกับพระเจ้าด้วยเจตนาจะเป็นแฟนของท่าน รอให้ท่านรับกฐินสึกเสียก่อนก็ไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าเราไม่รีบแก้ไขมันจะยุ่งนะโว้ย ดีไม่ดีพระเราท่านอาจจะใจอ่อนแหกพรรษาสึกออกมาก็ได้ อย่าลึมว่าพระท่านก็มีหัวใจเหมือนกัน เคยมีตัวอย่างมามากต่อมากสีกาไปยั่วยวนท่านจนกระทั่งท่านลืมตัวเป็นปาราชุดกับสีกาถึงกับถูกจับสึกเพราะต้องอาบัติอย่างร้ายแรง"

นวลลออกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ

"นี่ถ้าพระสี่องค์นี้เป็นพระจนๆ ไม่ได้เป็นลูกเศรษฐีสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาโทมาจากอเมริกาก็คงจะไม่มีแม่พวกสาวๆ ไปวุ่นวายกันอย่างนี้แน่นอน ถ้ารักจะทำบุญด้วยศรัทธาของตัวแล้วนำอาหารไปถวายพระองค์ไหนก็ได้"

ประไพเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ ประเดี๋ยวไพยัวะขึ้นมาไปไล่ตบให้อุตลุดไม่เลือกว่าลูกใครหลานใคร ขืนมารบกวนวุ่นวายอย่างนี้พระของเราท่านก็หมดความสุขต้องซ่อนตัวอยู่แต่ในกุฏิไม่เป็นอันขบฉันหรือเล่าเรียน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะนิกรจึงกล่าวกับคุณหญิงวาด

"เป็นอันว่าพระท่านมาฉันเพลไม่ได้เสียแล้ว อาหารที่ทำไว้ถวายพระมีตั้งมากมายก่ายกองพวกเรากินกันเถอะนะครับ"

คุณหญิงวาดมองดูนิกรราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"มึงอยากเป็นเปรตเรอะ"

นิกรทำหน้าตื่นๆ หันไปมองดูข้างหลังแล้วกล่าวถามคุณหญิงวาดเบาๆ

"คุณอาว่าใครครับ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลงแล้วตะโกนลั่น

"ว่าแก่นั่นแหละ"

นิกรอมยิ้ม

"ก็เพราะพระท่านมาฉันไม่ได้ผมฉันแทน ผมจะเป็นเปรตอย่างไรกันครับ"

"เอาละ ฉันจะเอาไปถวายที่วัด" พูดจบท่านก็หันมาทางสี่นาง "จัดแจงเอาอาหารคาวหวานใส่ปิ่นโตใหญ่ไปสักสองเถาแล้วพวกเธอทั้งสี่คนไปวัดกับอาเดี๋ยวนี้ ไปดูหน้าพวกแม่ทีนเอดเหล่านั้นเสียหน่อย ผิดนักก็ต้องไล่ตะเพิดกันบ้างละแสดงตัวให้เขารู้บ้างว่าเราเป็นอะไรกับพระสี่องค์นี้ เฮ้อ-เกิดมาไม่เคยพบ ความจริงไม่น่าจะวุ่นวายร้อนรนในเรื่องหาผัวเลย ผู้หญิงน่ะถ้าเป็นคนดีรักนวลสงวนตัวแล้วอย่างไรเสียก็ต้องมีผู้ชายดีมารักมาชอบ ทำก๋ากั่นกล้าผู้ชายกล้าได้กล้าเสียเพื่อจะจับผู้ชายให้ได้ก็รังแต่จะเสียคนเท่านั้น"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"โลกมันเจริญขึ้นครับคุณอา อารยธรรมแผนใหม่จากอเมริกาทำให้หนุ่มสาวของเรายุคนี้เลียนแบบอย่างหนุ่มสาวชาวอเมริกัน"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะช้าๆ แล้วถอนหายใจเบาๆ เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว

"ไปที่โรงครัวเอาปิ่นโตใหญ่มาสองเถา"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานเปียนโนหรือครับ"

"เปียนโน" คุณหญิงวาดตะโกนลั่น " เอามาครอบกบาลมึงน่ะซี ปิ่นโตโว้ยไม่ใช่เปียนโนที่บ้านเอาไปให้พระดีดเล่นแก้เหงายังงั้นเรอะ ไปเอาปิ่นโตเถาใหญ่ที่โรงครับมาสองเถาเข้าใจไหม"

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ เข้าไปในห้องโถงทันที ต่อจากนั้นทุกคนก็พากันเข้ามาในห้องโถงและเลยเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร

โดยรถคาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้ว คุณหญิงวาดกับสี่นางได้พากันมาถึงวัดธาตุทองในเวลา ๑๑.๐๐ น.พอดีเจ้าแห้ว นำรถเก๋งขันงามแล่นเข้าไปจอดในบริเวณลานวัด อันกว้างขวางใกล้ๆ กับเมรุเผาศพซึ่งมีรถเก๋งจอดอยู่เรียงรายไม่ต่ำกว่า ๒๐ คัน ต่อจากนั้นคุณหญิงวาดก็พาสี่นางเดินตรงไปยังที่อยู่ของพระคุณเจ้าทั้งหลายคือกุฏิหลายหลังลึกเข้าไปจากด้านหน้าของวัด เจ้าแห้วถือปิ่นโต ๒ เถาติดตามมา

พระภิกษุทายาทของคณะพรรคสี่สหายทั้งสี่องค์ อยู่รวมกันที่กุฏิแบบโบราณรวมสองหลังมีนอกชานติดต่อถึงกันและมีประตูรั้วนอกชาน กุฏิหลังหนึ่งมีห้องนอน ๒ ห้องซึ่งตอนหน้ามีระเบียงกว้างสำหรับนั่งพักผ่อนหรือฉันอาหาร พระภิกษุพนัสและพระภิกษุนพอยู่กุฏิหลังซ้าย และพระภิกษุสมนึกกับภิกษุดำรงอยู่กุฏิหลังขวา

เมื่อคุณหญิงวาดกับสี่นางและเจ้าแห้วโผล่มุมเลี้ยวริมกุฏิใหญ่หลังหนึ่งทุกคนก็แลเห็นหญิงสาววัยทีนเอดตลอดจนสาวแก่แม่ม่ายร่วม ๑๐๐ คนยืนรวมกลุ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเอะอะเฮ-ฮาลั่นวัดคล้ายกับเป็นคนนอกศาสนา อาหารต่างๆ ที่พวกหล่อนนำมาถวายพระวางอยู่เกลื่อนกลาดตามม้านั่งใต้ต้นไม้ ตามแคร่และแม้กระทั่งบันไดกุฏิของพระคุณเจ้าทั้งสี่องค์ จิ๊กกี๋หลายคนที่มีวิทยุทรานซิสเต้อรกระเป๋าหิ้วสะพายบ่าได้เปิดรับวิทยุเพลงร็อคและเต้นร็อคกันอย่างสนุกสนาน

ไม่มีพระภิกษุองค์ใดมาห้ามปรามขอร้องให้พวกผู้หญิงเหล่านี้สงบเงียบ ทั้งนี้เพราะพระคุณเจ้าทั้งหลายมีความเกรงกลัวในความเก่งกล้าก๋ากั่นของพวกหล่อนนั่นเอง และทราบดีว่าสาวสวยวัยรุ่นและสาวแก่แม่ม่ายเหล่านี้ล้วนแต่พึงพอใจพระภิกษุหมุ่นทั้ง ๔ องค์ กระทำตนเป็นมารมาผจญท่านแต่คงไม่เกิดผลอะไรเพราะพระภิกษุพนัส, พระภิกษุนพ,พระภิกษุดำรง และพระภิกษุสมนึก ล้วนแต่เคร่งครัดอยู่ในศีลมีใจเป็นอุเบกขาไม่สนใจในรูปรสกลิ่นเสียงที่มายั่วยวนท่าน ทั้ง ๔ องค์ซ่อนตัวอยู่ในกุฏิไม่ยอมเปิดประตูนอกชานหน้ากุฏิต้อนรับสีกาเหล่านี้

คุณหญิงวาดกับสี่นางและเจ้าแห้วต่างหยุดชะงักมองดูพวกผู้หญิงอันมากมายก่ายกองด้วยความหมันไส้ชิงชัง สาวน้อยในเครื่องแต่งกายแบบจิ๊กกี๋คนหนึ่งร้องตะโกนเสียงแจ๋วๆ ได้ยินถนัด

"หลวงพี่เจ้าขา หลวงพี่ทั้งสี่องค์เจ้าคะ เปิดประตูหน้ากุฏิหน่อยซิคะ พวกเราเอาอาหารเพลมาถวายค่ะ ไม่เปิดพังประตูนะคะ"

"โถ" คุณหญิงวาดคราง "ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้น่าสงสารเหลือเกิน อย่างนี้นะเรอะจะมาเป็นหลานสะใภ้ของฉันแม่ไม่จับหักคอแช่น้ำปลาเสียก็อย่านับถือ หากิริยามารยาทสักนิดก็ไม่มี"

ประไพมองดูสามนางด้วยแววตาแข็งกร้าว

"บุกหรือคะ เราสามคนเปิดฉากตะลุมบอนเลย ไพเอาเหล็กขูดช้าฟติดกระเป๋ามาด้วย"

นันทายิ้มให้น้องสะไภ้ของหล่อน

"อย่าบ้าหน่อยเลยน่าน้องไพ เราไม่ใช่เด็กสาววัยรุ่นเราเป็นแม่ของพระทั้งสี่องค์นี้เราจะต้องทำตนให้สมกับที่เราเป็นผู้ใหญ่"

ประไพขบกรามกรอด

"เห็นยังงี้แล้วมันยัวะค่ะพี่นัน มีอย่างหรือคะลูกเราแทนที่จะท่องบ่นสวดมนตร์เล่าเรียนพระธรรมกลับต้องวุ่นวายใจเดือดร้อนรำคาญเพราะแม่พวกจ๊อกกะร็อคเหล่านี้ หนุ่มๆลูกเศรษฐีที่ไม่ได้บวชเป็นพระยังมีอีกถมเถไปทำไมไม่ไปยุ่งกับเขา"

นวลลออยกมือตบหลังประไพเบาๆ

"ใจเย็นๆ เถอะค่ะคุณไพ แม่พวกสาวๆเหล่านี้คราวลูกหลานเราทั้งนั้น"

ประไพเค้นหัวเราะ

"แต่คราวเราหรืออ่อนกว่าเราไม่กี่ปีก็มีน่ะ นั่นยังไงมีคนใช้ถือถาดใส่อาหารอยู่ข้างหลัง"

นวลลออว่า " นั่นเขาอาจจะตั้งใจมาทำบุญจริงๆ ก็ได้"

"โอ๊ย ก็พระอื่นมีอยู่ทั้งวัดทำไมไม่ถวายจำเพราะเจาะจงจะถวายพระสี่องค์นี่ แก่แล้วยังจะทำกระติ๊กๆๆๆอีกแหมไพอยากต่อยหน้าซักที เห็นจะต้องบอกหมอให้ส่งหุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคมาเฝ้ากุฏิสักสองตัว ใครขึ้นไปบนกุฏิให้อ้ายบ๊อบบี้หรือบิลลี่ปีบคอเลยจะได้เข็ด"

ประภาจุปากดุน้องสาวของหล่อน

"สำรวมกิริยามารยาทหน่อยนะจ๊ะน้องไพ เธอเป็นเมียพันเอกพิเศษต้องทำตัวให้เหมาะสม พี่ไม่เห็นด้วยถ้าเธอจะมีปากเสียงกับแม่พวกเหล่านั้น เขาก็ไม่ได้ทำอะไรลูกเรา มีของมาถวายก็ขึ้นไปบนกุฏิไม่ได้ประเดี๋ยวเขาก็กลับกันไปเอง พวกเราไปที่กุฏิเถอะ ร้องเรียกท่านให้เปิดประตูรับเรา"

คุณหญิงเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี นี่มันถึงเวลาฉันเพลแล้ว พระคงยังไม่ได้ฉันเพราะกลัวแม่พวกสาวๆเหล่านี้ ไปเถอะประเดี่ยวเลยเที่ยงไปแล้วท่านก็ฉันไม่ได้จะเป็นลมเป็นแล้งไปเพราะความหิว"

"เดี๋ยวค่ะคุณอา" นันทาพูดขัดขึ้น "มีเด็กสาวๆวัยรุ่นหลายคนนั่งอยู่บนบันไดหน้ากุฏิ นันคิดว่าแม่สาวๆเหล่านั้นคงจะไม่ยอมให้เราผ่านขึ้นไปเคาะประตูเรียกพระของเราเป็นแน่อย่ามีเรื่องเป็นปลากเสียงกับเด็กๆคราวลูกหลานของเราเลยนะคะให้เจ้าแห้วจัดการดีกว่า" พูดจบเมียรักของพล พัชราภรณ์ซึ่งเป็นทั้งหลานสาวและลูกสะใภ้ของคุณหญิงวาดก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกแสดงหน่อยซีแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานคุณนันจะให้ผมไปไล่เด็กสาวๆที่นั่งขวางบันไดหน้ากุฏินั่นใช่ไหมครับ"

"ถูกแล้ว แกทำได้ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วตอบอย่างภาคภูมิ

"รับประทานเรื่องเล็กครับ ถ้าไม่เชื่อก็เห็นจะต้องใช้กำลังกันนิดหน่อย รับประทานสาวๆวัยรุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เล่นเมื่อสองสามวันลูกชายคุณพระศรีฯข้างบ้านเราก็ถูกสาวๆหลายคนฉุดขึ้นรถเก๋งไปจนป่านนี้ยังไม่กลับมาบ้าน รับประทานคงป่นปี้ยับเยนแน่นอน"

ประไพพูดตัดบท

"ไปเถอะอย่าพูดพล่ามอยู่เลย"

เจ้าแห้วถือปิ่นโต ๒ เถาพาตัวเดินตรงไปที่กุฏิพระภิกษุทายาทของคณะพรรคสี่สหายทั้งสี่องค์ บรรดาสีกาสาวๆทั้งหลายที่นำภัตตาหารมาถวายพระยังคงส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่หน้ากุฏิ สาววัยรุ่นตลอดจนสาวแก่สาวทึนทึกแม่ม่ายผัวตายผัวหย่าหรือผัวเผลอเหล่านี้ล้วนแต่มุ่งหวังที่จะเป็นแฟนเป็นคู่ครองของพระภิกษุหนุ่มทั้ง ๔ องค์ เจ้าแห้วเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าบันไดกุฏิมองดูบรรดาจิ๊กกี๋ทั้งหลายอย่างเศร้าใจ

"มองอะไรคะคุณน้า" เด็กสาวคนหนึ่งซึ่งสวมกางเกงฟิตเปรียะเจ้าของร่างอวบอัดถามเจ้าแห้วอย่างทระนง "มองหนูด้วยสายตาเช่นนี้หมายความว่ากระไร"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอี๊อก

"พวกคุณน่ะไปนั่งหรือไปยืนที่อื่นได้ไหม บันไดกุฏินี่เป็นทางขึ้นลง ผมนำอาหารมาถวายพระ ลุกไปให้พ้นจากบันไดนี่เถอะครับ"

พวกเด็กสาวมองดูหน้ากันแล้วพากันหัวเราะคิกคัก เด็กสาวในวัย ๑๕ หยกๆ ๑๖ หย่อนๆ คนหนึ่งยักคิ้วให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"เสียใจค่ะคุณน้า พวกเราจะยึดบันไดนี้จนกว่าหลวงพี่จะเปิดประตูรั้วนอกชานออกมาต้อนรับพวกเรา ถ้าเอาอาหารมาถวายก็วางไว้นี่เถอะค่ะ เราจะช่วยจัดการถวายให้ท่านเอง"

เจ้าแห้วชักฉิว

"พวกคุณจะลุกไปจากบันไดหรือไม่ไป"

หญิงสาวหน้าแฉล้มพูดโพล่งขึ้น

"ถ้าไม่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นคะ"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"ผมก็ต้องใช้กำลังจัดการกับพวกคุณเท่านั้น เห็นไหมโน่น....โยมของพระท่านจะมาหาพระถ้าพวกคุณนั่งขวางบันไดอยู่อย่างนี้พระท่านก็คงไม่กล้าเปิดประตูรับพวกโยมของท่านกรุณาลุกไปให้พ้นบันไดเถอะครับอย่าให้ผมต้องใช้กำลังเลย"

สาวน้อยคนหนึ่งกล่าวขึ้นดังๆ

"ก็ลองดู"

เจ้าแห้ววางปิ่นโตทั้ง ๒ เถาลงใต้ต้นไม้เล็กๆหน้ากุฏิแล้วปราดเข้ามากระชากแขนจิ๊กกี๋สาวคนแรกที่เจรจาโต้ตอบกับเขาให้ลุกขึ้นจากขั้นบันได เด็กสาวทุบตีหยิกข่วนเจ้าแห้วอย่างอุตลุด มิหนำซ้ำยังร้องตะโกนเรียกพรรคพวกของหล่อน

"ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วยซี ผู้ชายคนนี้ปลุกปล้ำทำอนาจารฉัน ช่วยด้วย"

บรรดาจิ๊กกี๋ต่างลุกขึ้นวิ่งเข้ามารุมเจ้าแห้วทันที่พวกผู้หญิงอีกหลายสิบคน ก็ถือโอกาสเข้ามากลุ้มรุมกินโต๊ะเจ้าแห้วด้วย เจ้าแห้วตกอยู่กลางกลุ่มหญิงสาวเหล่านี้ เขาถูกทุบตีถูกหยิกข่วน ถูกตบ และถูกรวบผมกระชากผมจนหน้าหงายและเจ้าแห้วก็เสียหลักล้มลงไปบนพื้นดิน

การต่อสู้ระหว่างผู้ชายคนหนึ่งและผู้หญิงเกือบ ๕๐ คนเป็นไปอย่างน่าสงสารมากกว่าตื่นเต้นน่าดู ชั่วเวลาเพียงนาทีเดียวเท่านั้นเจ้าแห้ว ก็ถูกสกรัมยับเยินหน้าตาฟกช้ำดำเขียวปากปลิ้นเหมือนครุฑ พระภิกษุในวัยกลางคนองค์หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันโผล่หน้าต่างกุฏิออกมาเห็นเข้าท่านก็ร้องบอกและตะโกนเรียกลูกศิษย์ของท่านให้ไปตามตำรวจ

เจ้าแห้วรอดตายเพราะพระคุณเจ้าและลูกศิษย์วัดแห่กันมายังที่เกิดเหตุ พวกผู้หญิงที่กลุ้มรุมเล่นงานเจ้าแห้วแตกหนีไปคนละทาง และเมื่อปนกับกลุ่มผู้หญิงอีกมากมายก็ยากที่จะรู้ว่าใครบ้างที่กลุ้มรุมกินโต๊ะเจ้าแห้ว

ความเป็นห่วงเจ้าแห้วทำให้สี่นาง และคุณหญิงวาดรีบพากันเข้ามาดูเจ้าแห้วอย่างร้อนรน ลูกศิษย์วัด ๒ คนกำลังช่วยกันประคองเจ้าแห้วลุกขึ้นยืน หน้าตาของเจ้าแห้วปูดโปแทบจะจำไม่ได้ เด็กสาวหลายคนได้ใช่หมัดลุ่นๆ ชกหน้าเจ้าแห้วแทนที่จะตบหรือข่วนจึงทำให้เจ้าแห้วบอบซ้ำไม่น้อย

เจ้าแห้วยืนสะลึมสะลือหายใจถี่เร็ว เสื้อกางเกงยับยู่ยี่เปรอะเปื้อนโคลนเป็นรอยรองเท้าผู้หญิงประทับตราไปทั่วเนื่องจากเมื่อวานฝนตกพื้นดินข้างถนนซีเมนต์ริมกุฏิยังไม่แห้ง

"เป็นยังไงบ้างอ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดกล่าวถามอย่างเดือดดาลพวกสาวๆ เหล่านี้

เจ้าแห้วผืนยิ้ม

"รับประทานแย่หน่อยครับ ตั้งหลายสิบคนกลุ้มรุมผมรับประทานผมเห็นว่าเป็นผู้หญิงผมไม่ได้ต่อสู้เลยเพียงแต่ป้องปิดเท่านั้น รับประทานล้มลงไปแล้วยังกระทืบซ้ำอีก"

ทันใดนั้นเองประตูหน้ากุฏิก็ถูกเปิดออก พระภิกษุพนัสยืนอยู่ที่ประตูนั้น ท่านมองดูกลุ่มโยมของท่านและพวกหญิงสาวทั้งหลายด้วยใบหน้าเคร่งขรึมสะเทือนใจอย่างยิ่งเท่าที่ผู้หญิงเหล่านี้กระทำตนเป็นมารผจญท่านกับเพื่อนๆประภาแลเห็นเข้าก็ยกมือจับแขนคุณหญิงวาดแล้วกล่าวว่า

"คุณอาคะ คุณพนัสเปิดประตูรั้วนอกชานหน้ากุฏิแล้วค่ะ"

ก่อนที่คุณหญิงวาดจะพูดอะไรหญิงสาวคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"หลวงพี่ท่านเปิดประตูรับพวกเราแล้ว เอาอาหราขึ้นไปถวายท่านเถอะพวกเรา บุกขึ้นไป เอ้า...เฮ้...."

ท่านพนัสตกใจรีบปิดประตูกุฏิและลั่นดาลทันที พวกสาวๆต่างส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรบอกให้พระคุณเจ้าได้ทราบว่า หล่อนนำภัตตาหารเพลมาถวายขอให้เปิดประตูรับแต่พระภิกษุทั้ง ๔ องค์ไม่กล้าเปิดประตูหน้ากุฏิ เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าหากว่าสาวๆเหล่านี้แห่กันขึ้นไปบนกุฏิของท่าน

ชายกลางคนคนหนึ่งแต่งกายภูมิฐานพาตัวเดินเข้ามาหาเจ้าแห้ว สุภาพบุรุษผู้นี้เป็นมรรคทายกคนหนึ่งซึ่งป้วนเปี้ยนอยู่ในวัดนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระคุณเจ้าทั้งหลายด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา เขาไต่ถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเจ้าแห้วและแล้วเขาก็ปรี่เข้าไปหาหญิงสาวกลุ่มหนึ่งประมาณ ๓๐ คน

"พวกคุณทุกคนก็เป็นพุทธศาสนิกขนไม่น่าจะทำอย่างนี้เลยนี่ครับ ที่นี่เป็นวัดไม่ใช่เขาดินหรือสวนลุม แล้วก็ไม่ใช่ไน้ท์คลับหรือบาร์ คุณควรจะเคารพสถานที่และสำรวมกิริยาวาจาเมื่อเข้ามาอยู่ในเขตวัดเช่นนี้"

"ก็พวกเรานำอาหารมาถวายพระบวชใหม่สี่องค์ที่อยู่กุฏินี้นี่คะ ไม่ใช่กงการอะไรของคุณนะจะบอกให้" สาวน้อยคนหนึ่งพูดฉาดฉาน

สาวสวยอีกคนหนึ่งพูดโพล่งขึ้น

"หรือคุณอยากจะเจ็บตัวเหมือนคุณคนนั้น ขอเสียทีเถอะค่ะอย่ามายุ่งเกี่ยวกับพวกเราหน่อย"

สุภาพบุรุษวัย ๔๐ เศษ มองดูเหล่าหญิงสาวทั้งหลายอย่างเศร้าใจ

"ผมคือนายพันตำรวจโทลิขิต บุรีรัตน์แห่งกองปราบปรามสามยอด ผมเพิ่มกลับมาจากปราบโจรปล้นรถยนต์ทางอีสานเมื่อสองสามวันนี่เองและได้รับอนุญาตให้หยุดพักผ่อน ๓ วันบ้านผมอยู่ใกล้ๆวัดนี้ แล้วก็ผมมีส่วนช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรในวัดนี้ตลอดมา เมื่อผมประกาศตัวให้พวกคุณทราบเช่นนี้คุณจะใช้วิธีกลุ้มรุมผมก็ลองดูผมจะได้จับพวกคุณไปขังและตั้งข้อหาจลาจล"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่าสีกาทั้งหลายเงียบกริบทุกคนหน้าถอดสีไปตามกัน ผู้กำกับกองปราบปรามสามยอดกล่าวต่อไปว่า

"ผมขอร้องให้ผมคุณเลิกรบกวนพระบวชใหม่ทั้งสี่องค์นี้ ถ้าคุณมีเจตนาจะทำบุญถวายเครื่องขบฉันแด่ท่านผมและใครๆก็ขออนุโมทนา แต่พวกคุณไม่ควรแห่กันมานับร้อยและส่งเสียงเอะอะเฮฮาอย่างนี้ การใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นย่อมผิดกฎหมายและถ้าร่วมมือกันหลายๆคนก่อการเอะอะวุ่นวายก็จะมีความผิดฐานจลาจลเพราะขณะนี้ประเทศเรายังอยู่ในระหว่างใช้กฎอัยการศึก อ้า-ผมไม่อยากรุนแรงกับพวกคุณก็เพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงและยังเป็นเด็กอยู่ กรุณานำอาหารที่จัดมาแยกย้ายกันไปถวายพระตามกุฏิต่างๆเถอะครับ ถ้าหากว่าจะเอามาถวายพระบวชใหม่สี่องค์ที่กุฏินี้ก็ขอให้มาวันหลังและย่อยๆกันมา"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ตำรวจในเครื่องแบบ ๓ คนซึ่งคนหนึ่งมียศเป็นนายสิบตำรวจโทได้พากันเดินตรงมายังหมู่กุฏิพระซึ่งลูกศิษย์วัดคนหนึ่งได้วิ่งออกไปตามที่ถนนใหญ่ขณะที่เจ้าแห้วถูกกลุ้มรุมทำร้าย พ.ต.ท.ลิขิตเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง ๓ คนแล้วแสดงตัวให้ทราบว่าเขาเป็นใคร ต่อจากนั้นเขาก็สั่งให้ตำรวจที่มาระงับเหตุให้คอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย

บรรดาสาววัยรุ่น และวัยดึกทั้งหลายต่างแยกย้ายกันนำอาหารไปถวายพระภิกษุสามเณรตามกุฏิต่างๆ แต่ก็มีเสียงตะโกนโหวกๆ ว่าพรุ่งนี้เพลจะนำของมาถวายพระบวชใหม่ทั้ง ๔ องค์นี้อีก

คุณหญิงวาดชวนสี่นางและเจ้าแห้วเดินขึ้นบันไดไปบนกุฏิแล้วร้องเรียกพระภิกษุพนัสให้มาเปิดประตูรับท่าน

"คุณพนัสคะ เปิดประตูรับโยมเถอะค่ะ แม่พวกอูลี่จูไปหมดแล้ว ที่หน้ากุฏิของคุณมีตำรวจอยู่สองสามคนค่ะ"

ประตูรั้วนอกชานถูกถอดกลอนเปิดออก พระภิกษุพนัสเป็นผู้เปิดประตู คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างประนมมือไหว้ด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

"เชิญซิโยม ฉันกับคุณนพคุณดำรงและคุณสมนึกกลุ้มใจเต็มทนแล้ว ถ้าโยมให้ฉันไปบวชตามวัดบ้านนอกหรือในเรือกในสวนพวกเราก็คงมีจิตใจสงบได้เล่าเรียนพระธรรมอย่างเต็มที่"

คุณหญิงวาดมองดูหลานชายของท่านด้วยความชื่นชม

"ท่านคงยังไม่ได้ฉันอาหารเพลแน่"

คุณพนัสยิ้มเศร้าๆ

"เขามาก่อกวนพวกเราอย่างนี้จะฉันได้อย่างไร ทางโรงแรม"สี่สหาย" ก็ส่งอาหารให้เราไม่ได้สำหรับเพลวันนี้สีกาเขาไม่ยอมให้คนของโรงแรมขึ้นมา แล้วก็ถึงขึ้นมาเราก็ไม่กล้าเปิดประตูรับ"

"โถ-ถ้ายังงั้นก็รีบฉันเพลเสียเถอะค่ะ ป่านนี้คุณนพคงหิวแย่แล้ว" พูดจบคุณหญิงวาดก็หันมาถามประไพ "กี่โมงแล้วแม่ไพ"

"สิบเอ็ดโมยี่สิบนาทีค่ะคุณอา"

คุณพนัสพาโยมทั้ง ๕ คนและเจ้าแห้วเข้ามาในกุฏิ ในเวลาเดียวกันนั้นเองคุณนพคุณดำรงและคุณสมนึกฯ ก็เดินออกมาจากห้องซ้ายมือ สี่นางและคุณหญิงวาดปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นท่านทั้งสี่องค์สำรวมตัวหรือเคร่งผิดกว่าเมื่อก่อนบวชเป็นคนละคน พระภิกษุทั้งสี่องค์ต่างทรุดตัวลงนั่งบนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่ที่ปูอยู่หน้าระเบียงห้องต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็รีบจัดหาช้อนส้อมถ้วยชามมาเพื่อจัดอาหารเพลถวายพระ

ใน ๕ นาทีนั้นเองพระภิกษุทายาทของสี่สหายก็เริ่มต้นฉันเพลร่วมกันอย่างเงียบๆเจ้าแห้วทำหน้าที่ปรนนิบัติพระอย่างคล่องแคล่ว นวลลออยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองดูพระสมนึกลูกชายสุดที่รักคนเดียวของหล่อนตลอดเวลา

เมื่อสบตากับลูกชายของหล่อนนวลลออก็กล่าวว่า

"ในราวปลายเดือนกรกฎาคมคุณจะไปโปรดสัตว์เทศน์ให้พวกเราฟังที่บ้านได้ไหมคะ"

คุณสมนึกฯ ตอบเบาๆด้วยใบหน้าเคร่งขรึมตามเดิม

"อย่าเพิ่งเลยจ้ะโยม ขอให้เป็นปลายเดือนสิงหาคมเถอะเมื่อฉันเทศน์ก็ต้องเทศน์ให้ถูกต้อง"

ประไพถามคุณนพบ้าง

"แล้วคุณนพละค่ะพอจะเทศน์ได้หรือยัง"

"ยังจ้ะโยม"

คุณหญิงวาดกระซิบกับประไพเบาๆ

"ท่านเคร่งจังนะ โดยเฉพาะคุณสมนึกไม่น่าจะเคร่งอย่างนี้" แล้วคุณหญิงวาดก็กล่าวกับคุณดำรงทายาทของนายพลดิเรก "คุณอิ่มแล้วหรือคะคุณดำรง"

"จ้ะ ตั้งแต่บวชก็รู้สึกอิ่มใจภาคภูมิใจฉันจังหันและเพลนิดหน่อยเท่านั้น"

นันทามองดูนพหลานชายของหล่อนซึ่งเป็นทายาทของนิกร

"คุณนพไม่ได้ฉันเป็ดทอดเลย ดิฉันกับคุณนวลช่วยกันทำนะคะไม่ได้ซื้อหามา"

"อิ่แล้วโยม พวกเราฉันอาหารกันคนละนิดหน่อยเท่านั้น โดยมากก็ดื่มกาแฟและน้ำอัดลม"

พระคุณเจ้าทั้ง ๔ องค์ให้เวลาฉันอาหารคาวหวานไม่ถึง ๑๐ นาทีก็เสร็จเรียบร้อย หลังจากสัพพีแล้วเจ้าแห้วก็ยกถ้วยชามและปิ่นโตไปทำความสะอาดข้างโอ่งน้ำบนนอกชาน

คุณพนัสกล่าวกับพวกโยมผู้ใหญ่ว่า

"เอี่ยมมันลาไปเยี่ยมพ่อของมันเมื่อเช้านี้" ท่านหมายถึงลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งพระอุปัชฌาย์ได้กรุณาส่งมาให้ ปรนนิบัติรับใช้ท่านกับเพื่อนๆเป็นเด็กรุ่นหนุ่มที่กำลังแคล่วคล่องว่องไว "พี่ชายมาตามบอกว่าพ่อถูกรถยนตร์ชนแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บมกมายอะไรนัก มันบอกว่ามันจะกลับมาวัดราวบ่ายสองโมงเป็นอย่างช้าตอนนี้ฉันกับเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครใช้อยู่กันตามลำพัง"

นันทาว่า "ถ้ายังงั้นให้เจ้าแห้วอยู่รับใช้พวกคุณไปจนกว่าเอี่ยมจะกลับมาก็ได้ค่ะ นี่ถ้าพวกเราไม่มาพวกคุณอาจจะอดฉันเพลก็ได้"

คุณนพพูดเสริมขึ้น

"อดเพลมื้อเดียวไม่เป็นไรหรอกโยม ดูหนังสือสวดมนตร์หรือหนังสือที่ใช้เรียนนักธรรมตรีก็เพลินไปหายหิว"

"โถ" คุณหญิงวาดคราง "ก่อนบวชคุณไม่ยังงี้เลยอ้า-พวกสาวๆน่ะเขามารบกวนพวกคุณกี่วันแล้วคะ"

คุณสมนึกตอบแทนเพื่อนๆของท่าน

"หลายวันแล้วโยมเอาของมาถวายแน่นกุฏิแล้วมาชวนเราพูดคุยกับเขาซึ่งเราแสนที่จะอึดอัด แต่ว่าวันนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรถึงแห่กันมามากมายก่ายกองเช่นนี้"

คุณพนัสพูดเสริมขึ้น

"เด็กสาวๆพวกนี้กล้ามาก พ่อแม่หรือผู้ปกครองก็ปล่อยปละละเลยให้เสรีภาพจนเกินไปจนกลายเป็นเด็กสาวอเมริกันไปหมดแล้ว บางครั้งฉันก็เกือบจะพูดถ้อยคำรุนแรงออกมาแต่ก็หักใจได้เมื่อคิดว่าฉันเป็นบรรพชิต กลางคืนยังมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวกุฏิ บางคนก็เต้นร็อคและร้องเพลงเหมือนจะเจตนาที่จะให้เราโผล่หน้าต่างกุฏิมองดูเขา"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"กลางคืนก็มารบกวนคุณหรือคะ"

"จ้ะ แต่ก็ไม่ได้ขึ้นมาบนกุฏิหรอก พอค่ำฉันก็ปิดประตูกุฏิหรือม่ายพวกเราก็ไปอยู่ที่กุฏิท่านอุปัชฌาย์"

ประไพพูดโพล่งขึ้น

"พวกนี้เป็นมารมาผจญอย่างไม่ต้องสงสัย ขอให้คุณทั้งสี่องค์ทำใจให้หนักแน่นนะคะอย่าไปสนใจกับแม่พวกเหล่านั้นเลย ดิฉันเห็นจะต้องให้โยมพ่อของพวกคุณจัดการหาทางปรามพวกเด็กสาวเหล่านี้"

คุณดำรงว่า "ไม่เพียงแต่เด็กสาวหรอกโยม สาวแก่อายุตั้ง ๔๐ ปีแล้วก็มี ผู้ชายทั้งเมืองไม่ยุ่งชอบมายุ่งกับพระบาปกรรมแท้ๆแต่พวกเราไม่หวั่นไหวหรอกโยม เมื่ออยู่ในเพศบรรพชิตเราก็ต้องทำตัวของเราให้เหมาะสมกับที่เราเป็นสงฆ์"

คุณหญิงวาดยกมือไหว้ท่วมหัว

"สาธุ ดิฉันดีใจเหลือเกินที่คุณพูดเช่นนี้ แต่นั่นแหละค่ะ พวกมารน่ะมันต้องพยายามเอาชนะพวกคุณให้ได้ ไม่ได้เล่ห์ก็ต้องใช้กล ไม่ได้มนตร์ก็ต้องใช้คาถา พระทั้งวัดก็คงจะเฝ้ามองดูพวกคุณๆ ทั้งสี่องค์ อย่าหวั่นไหวเชียวนะคะชั่วเวลาอีกไม่ถึง ๔ เดือนก็ปลดกองหนุน....เอ๊ย ก็ลาสิกขาบทแล้ว ดิฉันวิ่งเต้นหาเซ้งเครื่องโทรศัพท์แถวนี้ให้คุณก็ไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์ใช้การติดต่อก็ลำบากหน่อย"

คุณนพยิ้มเล็กน้อย

"อย่าวุ่นวายเลยโยม พวกเราไม่เดือดร้อนอะไรหรอก พวกผู้หญิงสาวๆ ที่มารบกวนเราไม่ช้าเขาก็จะหายหน้าไปเอง อาหารหรือเครื่องขบฉันทางโรงแรมก็ส่งมาให้เหลือเฟื่อแล้ว"

คุณหญิงวาดกับสี่นางสนทนากับพระคุณเจ้าทั้ง ๔ องค์จนกระทั่ง ๑๓.๐๐ น. ก็ลากลับคุณหญิงวาดสั่งให้เจ้าแห้วอยู่ปรนนิบัติรับใช้พระจนกว่าเด็กเอี่ยมจะกลับมาวัด

ตอนพลบค่ำวันนั้นเอง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันมาที่วัดธาตุทอง เพื่อมาสังเกตการณ์และขจัดขัดขวางหรือปราบปรามพวกสาวๆ วัยรุ่นที่มาก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่พระภิกษุสงฆ์บวชใหม่ทั้ง ๔ องค์

เจ้าแห้วขับคาดิลแล็คเก๋งคันงามแล่นมาจอดในบริเวณลานกว้างที่หน้าวัด พล พัชราภรณ์ กล่าวกับคนใช้เก่าแก่ของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเอารถกลับไปบ้านเถอะอ้ายแห้ว ไม่จำเป็นที่แก่จะต้องเสียเวลามาขลุกอยู่กับพวกเราที่กุฏิพระหรอก"

"รับประทานจะให้ผมมารับกี่ทุ่มครับ"

พลสั่นศีรษะ

"ไม่ต้อง พวกเราอาจจะนอนค้างอยู่ที่วัดนี้ หรือถ้าหากว่าเราจะกลับบ้านเรากลับแท็กซี่ก็ได้"

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างพากันก้าวลงจากรถคาดิลแล็คเก๋ง ทุกคนมีกระเป๋าผ้าใบมาคนละใบ ในกระเป๋าคือเสื้อนอนหนึ่งชุดและข้าวของเครื่องใช้อีกบางอย่าง เจ้าแห้วนำรถคาดิลแล็คเก๋งออกแล่นเลี้ยวกลับและออกไปนอกวัด สี่สหายกับเจ้าคุณหยุดยืนรวมกลุ่มกันบนลานกว้าง ขณะนี้เป็นเวลา ๑๘.๓๐ น. แต่ยังไม่มืดทีเดียวพอมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเลือนราง

นิกรมองดูหน้าคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวขึ้น

"อย่าลืมว่าเรายังไม่ได้กินข้าวเย็นนะจะบอกให้ ถึงเวลาอาหารค่ำตอนทุ่มหรึ่งเราจะกินที่ไหน"

"ฮี้" อาเสี่ยร้องดังราวกับม้า "รู้สึกว่าเรื่องกินเป็นปัญหาสำคัญเหลือเกินสำหรับแก ก็บอกแล้วว่าเรายิงนกเสียลูกปืนลูกเดียวได้นกหลายตัว ที่ว่าเราจะนอนค้างกุฏิพระเราหลอกอ้ายแห้วมันต่างหากเพื่อให้มันบอกพวกเมียๆ ของเราจะอยู่ที่วัดในราวสองทุ่มเป็นอย่างมากแล้วเราก็ไปเที่ยวหาความสุขสำราญกันตามไน้ท์คลับปิดรายการด้วยการนวดตัวอาบน้ำ"

นิกรยิ้มออกมาได้

"อ๋อ ยังงี้ก๊อเรี่ยม วิเศษมากเฮียหงวน"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"แต่ว่าเราก็ต้องปราบปรามพวกเด็กสาวๆ ที่มารบกวนลูกๆ ของเราให้ราบคาบตามแผนของเราเสียก่อนถึงจะไปเที่ยวกัน"

นิกรพยักหน้า

"ตกลง ไปโว้ยพวกเราหลายวันแล้วไม่ได้มาเยี่ยมพระคิดถึงท่านมากฟังคุณอาเล่าแล้วก็น่าชื่นใจ ลูกๆของเราล้วนแต่เคร่งในพระธรรมวินัยกระทำตนให้สมกับที่ผู้คนเขาสักการะเคารพ บางที่ปีหน้ากันจะบวชสักสองสามวัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"สองสามวันบวชทำไมวะ"

"อดข้าวเย็นไม่ไหวบวชนานนักไม่ได้เพียงสามวันก็ใจแทบขาดแล้วมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันไม่สู้จะสำคัญนักแต่มื้อเย็นกันอดไม่ได้เด็ดขาด"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปทางขวาของท่านซึ่งเป็นทางเข้าหมู่กุฏิพระในวัดนี้

"เห็นไหม เด็กสาวๆวัยรุ่นสามสี่คนกำลังพากันเดินเข้าไปในวัด"

ทุกคนมองตามสายตาเจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยจุปากเบาๆ

"แต่ละคนนุ่งกางเกงฟิตเปรี๊ยะน่าเกลียดจัง"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"น่าเกลียดหรือน่าดู"

"น่าดูว่ะ ความจริงวิธีปราบเด็กสาวพวกนี้ก็ไม่ยากลำบากอะไร เอาไปเป็นอนุเราให้หมดจ่ายเงินเดือนให้หาบ้านให้อยู่ก็หมดเรื่อง"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดขัดขึ้น

"มันจะไม่หมดเรื่องน่ะซี ถ้าเมียรู้เข้ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงกับพวกเราหัวร้างข้างแตกไปตามกัน ไปโว้ย ไปคุยกับลูกๆเราดีกว่า ท่านเห็นหน้าพวกเราท่านจะได้ดีใจและอุ่นใจ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินมุ่งตรงไปทางที่อยู่ของพระภิกษุสามเณรวัดนี้ นิกรมองไปทางเมรุเผาศพอย่างหวาดๆ แล้วเขาก็ร้องเพลงผู้ใหญ่ลีเนื้อใหม่เบาๆ

ทางการเขาสั่งมาว่าให้พวกชาวนาปลูกผักฟักแฟง

ฝ่ายตาสีหัวแดงถามว่าฟักแฟงนั้นคืออะไร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังป้าบแล้วร้องต่อด้วยกลอนสดที่ท่านคิดขึ้นแบบเดียวกับนิกร

ผู้ใหญ่เตะตาสีทันใดฟักแฟงนั้นไซร้คือเท้าธรรมดา คือเท้าๆ ธรรมดา

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินบุกเข้าไปตามถนนซีเมนต์ลัดเลี้ยวไปมาสักครู่หนึ่งก็มาถึงกุฏิพระอันเป็นที่อยู่ของพระคุณเจ้าที่สี่องค์

สาวน้อยและสาวใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๒๐ คนยืนจับกลุ่มหรือเตร่ไปมาอยู่แถวนั้น พล พัชราภรณ์แลเห็นเข้าก็รู้สึกเกลียดชังทันที เขากล่าวขึ้นเปรยๆว่า

"อารยธรรมของยุโรปและอเมริกันบางอย่างทำให้เด็กไทยวัยรุ่นเสียไปมากต่อมาก เพราะเอาแบบอย่างเขามาใช้ซึ่งไม่เหมาะสำหรับขนบธรรมเนียมประเพณีของเราคนไทยจะต้องสุภาพนอบน้อมอ่อนหวานมีกิริยามารยาทดีไม่ใช้กระโดดกระเดกอย่างนี้"

นายพลดิเรกยิ้มให้พล

"แต่ถ้าขืนเป็นผ้าพับไว้อยู่กับบ้านเด็กสาวก็แก่ตายเพราะหาแฟนหรือคู่ครองไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้น

"ไม่จริงโว้ยดิเรก ช้างเผือกน่ะมันอยู่ในป่าดงนะ ผู้หญิงที่ดีก็เช่นกัน ถึงจะอยู่ที่ไหนเป็นเพชรตกอยู่ในตมก็ต้องมีผู้ชายดีไปพบเห็น และต้องการจี๊กกี๋เหล่านี้แกเอาเป็นลูกสะใภ้ของแกไหมล่ะ"

"โน" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องลั่น "ไม่รับประทานละครับ ผมรีบให้คุณดำรงบวชก็เพราะกลัวว่าท่านจะเป็นจิ๊กโก๋ เพราะกำลังหนุ่มคะนองและมีเงินใช่ฟุ่มเฟือยถ้าคุณดำรงจะแต่งงานเจ้าสาวของท่านก็ต้องเป็นกุลสตรีคนหนึ่ง แต่ผมไม่ได้หมายถึงศักดิ์ตระกูลสูง ผมหมายถึงกิริยามารยาทเท่านั้น"

ทุกคนหยุดชะงักห่างจากกุฏิของภิกษุทั้ง ๔ องค์ขณะนี้อากาศเริ่มมืดขมุกขมัวแล้ว เด็กสาววัยรุ่นกลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐ คนเฮโลเข้ามาห้อมล้อมสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สาวน้อยคนหนึ่งประนมมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อมแล้วทักอย่างยิ้มแย้ม

"สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณพ่อมาเยี่ยมท่านสมนึกหรือคะ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"หนูเป็นลูกสาวฉันตั้งแต่เมื่อไรแม่คุณ"

"ก็เป็นตั้งแต่เดี๋ยวนี้ยังไงล่ะคะ หนูอยู่ในซอยประสิทธิ์นิติศาสตร์หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ค่ะ เมื่อก่อนคุณสมนึกบวชท่านเคยพูดคุยกับหนูสองสามครั้ง สายตาของท่านบอกว่าท่านชอบหนูค่ะคุณพ่อ สำหรับหนูพร้อมที่จะเป็นแฟนของคุณสมนึกเสมอ แต่ว่าท่านสึกเสียก่อนนะคะ ตอนนี้หนูเพียงแต่จองท่านไว้เท่านั้น"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"หนูคงจะผิดหวังแน่นอน ฉันและพวกเราเตรียมหาผู้หญิงที่คู่ควรกับลูกๆ ของเราไว้ให้ลูกเราแล้วหลังจากท่านลาสิขาบท"

สาวสวยอีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นคุณพ่อก็หัวโบราณเกินไปน่ะซีคะ สมัยนี้หนุ่มสาวย่อมมีสิทธิ์อิสรภาพที่จะเลือกแฟนหรือคู่ครองของตัวเอง ปล่อยให้พระท่านเลือกเองซีคะ"

นิกรยกมือจับแขนเด็กสาวพาเดินไปให้ห่างจากใครต่อใครแล้วกระซิบกระซาบกับหล่อน

"เอายังงี้ดีกว่าหนู"

"เอายังไงคะ"

พระสมนึกน่ะท่านไม่ชอบผู้หญิงอย่างหนูหรอกอาจะบอกให้"

"ทำไมคะ หนูไม่สายหรือคะคุณอา หนูเคยเป็นเทพีสงกรานต์มาแล้ว ใครๆก็ชมว่าหนูสาย หนูเต้นรำเก่งร้องเพลงฝรั่งได้ดี ทวิสต์หรือร็อคหนูชำนาญมากหนูเป็นเด็กสาวที่ทันสมัยและนำสมัยคนหนึ่งนะคะคุณอา"

"ถ้ายังงั้นเป็นเมียน้อยอาดีกว่า"

"อุ้ยตาย" หล่อนร้องเสียงลั่น แล้วกระซิบกระซาบถามนิกร "อาเลี้ยงหนูจริงๆหรือคะ"

"จ้ะ อย่าวุ่นกับพระเลยบาปกรรมเปล่าๆ เป็นอนุอาดีกว่า"

หล่อนยิ้มเอียงอาย

"ไม่อยากแล้วละ อาแกล้งพูดให้หนูดีใจน่ะซี"

"อาพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ตกลงนะ หนูคงรู้ดีแล้วไม่ใช่หรือว่าอาเป็นใคร"

"ทราบค่ะ อาคือคุณนิกร การุณวงศ์"

ถ้ายังงั้นหนูก็คงตกลง"

"ตกลงง่ายๆไม่ได้หรอกค่ะ อาจะให้เงินเดือนหนูเดือนละเท่าไรล่ะคะ หนูเป็นอนุของอาหนูก็ต้องออกจากโรงเรียน"

"ก็เรียนไปด้วยเป็นอนุไปด้วยจะแปลกอะไรล่ะ เราอย่าบอกให้ใครเขารู้"

"ไม่ได้หรอกค่ะคุณอาขา ถ้าเผื่อหนูเกิดท้องไส้ขึ้นมา"

"ท้องก็ไปเรียนทั้งท้องๆ ท้องสาวหรือท้องแรกดูไม่ออกหรอก เชื่ออาเถอะน่าจะได้มีความสุขความเจริญ พอออกลูกก็ลาหยุดโรงเรียนสักครึ่งเดือน แล้วก็เอาลูกไปเรียนหนังสือด้วย หาผ้าไปผูกเปลที่โต๊ะเรียน เรียนไปเลี้ยงลูกไป"

หล่อนหัวเราะคี้ก

"อาพูดอะไรก็ไม่รู้ ทีเรื่องเงินไม่ยอมพูด ทำไมไม่บอกหนูล่ะคะว่าจะจ่ายให้หนูเดือนละเท่าใด"

นิกรนิ่งคิด สายตาที่มองดูเด็กสาวนั้นแสดงความปรารถนาเช่นเดียวกับอ้ายตาลยอดด้วนทั้งหลาย

"หนูคิดว่าเดือนหนึ่งจะต้องใช้เงินสักเท่าใดล่ะ"

"ราว ๒,๐๐๐ บาทค่ะ ไม่คิดค่าเช่าบ้านและค่าคนใช้นะคะ"

นิกรผืนยิ้ม

"ต่อสักคำได้ไหม"

"ได้ค่ะ อาจุใจจะให้หนูสักเท่าไรล่ะคะ"

"๔๕๐ เป็นยังไงหลานสาว"

"อุ๊ยตาย ถ้ายังงั้นหนูเข้าทำงานตามบริษัทห้างร้านหนูก็ได้เงินขั้นต่ำ ๔๕๐ บาท เป็นอนุน่ะอย่างขี้หมูขี้หมาก็ต้องเดือนละ ๒,๐๐๐ ค่ะ"

"ไม่ไหว ฉันเองยังใช้ส่วนตัวเดือนละร้อยกว่าบาทเท่านั้น เดือนละ ๒,๐๐๐ ไม่ตกลงแน่ ความจริงฉันก็ไม่เดือดร้อนอะไรเพราะฉันมีเมียอยู่แล้ว"

เด็กสาวค้อนปะหลับปะเหลือกแล้วพาตัวเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนๆ ของหล่อนซึ่งขณะนี้เสี่ยหงวนกำลังเจรจากับเด็กสาวๆ ขอร้องให้ทุกคนกลับบ้าน

"นี่มันก็ค่ำมืดแล้ว" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "ขอให้พสกหนูทั้งหลาย ทั้งหนูเล็กหนูใหญ่หนูหริ่งหนูผีหนูพุกหรือหนูตะเภากลับบ้านเสียที่ เป็นผู้หญิงยิงเรือเข้ามาป้วนเปี้ยนในวัดในเวลากลางค่ำกลางคืนจะดีหรือ อย่าทำให้พระศาสนาของเรามัวหมองเลย"

พล พัชราภรณ์ กล่าวขึ้นบ้าง

"ถ้าอยากจะมีความสัมพันธ์กับพระสี่องค์นี้ก็รอให้ท่านสึกเสียก่อน ตอนนี้ท่านเป็นสงฆ์พวกเธอเป็นสีกาที่ยังสาว มามั่วสุมมาพัวพันกับท่านอย่างนี้ไม่เหมาะแน่ขอให้เชื่อฉันเถอะ"

เด็กสาวคนหนึ่งกล่าวขึ้นทันที

"เราจำเป็นต้องอดทน และใช้ความมานะพยายามค่ะอย่างน้อยก็ต้องมาให้พระท่านเห็นบ่อยๆ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯชักฉิว

"ถ้ายังงั้นก็เท่ากับเป็นมารผจญพระ"

สาวสวยวัยทีนเอดเจ้าของร่างอวดอัด กล่าวกับท่านเจ้าคุณโดยไม่พรั่นพรึง

"เราไม่ใช้เด็กสาวสมัยก่อนนี่คะคุณตา สงบเสงี่ยมอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเห็นผู้ชายก็อายเหนียม เต้นรำก็ไม่เป็นร้องเพลงฝรั่งก็ไม่เป็น ดีแต่แต่งตัวรุงรังเหมือนงิ้ว อะไรนิดอะไรหน่อยก็อายม้วนต้วน นั่นมันยุคคุณปู่และคุณตาค่ะ นี่ยุคนิวเคลียร์หรือยุคอวกาศ ทุกอย่างต้องรวดเร็วฉับพลันผู้ที่จะได้รับความสำเร็จผลหรือชัยชนะก็ต้องเป็นนักฉวยโอกาสเท่านั้น"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯเห็นพ้องด้วย

"อือ จริงซีนะหลานสาว ฉันเป็นคนแก่ที่โง่เขลาเบาปัญญาจึงไม่ยอมรับอารยธรรมแผนใหม่ เอายังงี้เถอะ รอให้พระท่านสึกเสียก่อน ใครรักใคร่ชอบพระองค์ไหนก็จัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามประเพณีเรียกว่าเข้าตามตรอกออกตามประตู สำหรับหลานๆของฉันฉันไม่เรียกร้องอะไรหรอก ใครมีฐานะพอจะเลี้ยงดูให้มีความสุขได้เราก็จะยกให้เป็นคู่ครองแต่บอกให้รู้ก่อนว่าพระสมนึกท่านใช้เงินเดือนหนึ่งราวสองสามแสน พระดำรง พระพนัสและพระนพองค์ละสองหมื่นต่อเดือน" พูดจบท่านก็หันมาทางสี่สหาย "ไปโว้ย ขึ้นไปบนกุฏิเถอะ แม่พวกสาวๆเหล่านี้เขาไม่กลับบ้านก็ตามใจเขาเราห้ามเขาไม่ได้"

เสี่ยหงวนถือวิสาสะยกมือจับคางเด็กสาวหน้ามนคนหนึ่ง

"หนูสวยและน่ารักมาก หนูอายุเท่าไรบอกอาซิ"

"๑๒ ขวบครึ่งค่ะ แต่หนูตัวโตกว่าอายุมากนะคะ"

อาเสี่ยทำคอย่น

"กลับไปบ้านก่อนเถอะหลานสาว รอให้ครบ ๑๓ ขวบก่อนค่อยหาแฟนตอนนี้ใครขืนยุ่งกับหนูก็เดือดร้อน"

"ก็ถ้าเป็นความสมัครใจของหนูใครจะมาว่ากระไรคะ"

"รู้แล้ว แต่กฎหมายเขาไม่ยอมนี่นะ แหม-นี่ถ้าอาไม่ถามอายุก่อนขืนชวนหนูไปเที่ยวอาอาจจะถูกตำรวจกี๊บกั๊บก็ได้อายุ ๑๒ ไหงโอ่โถงยังงี้ ยังกะสาวอายุ ๒๐ ทีหลังนุ่งกางเกงอย่าให้ฟิตยังงี้ซีหนูไม่ดีหรอก"

หล่อนยิ้มน่ารัก

"หนูก็ไม่ใคร่ชอบนุ่งฟิตๆ อย่างนี้หรอกค่ะ นั่งลงไปแล้วลุกไม่ขึ้นแข้งขาตึงไปหมด แต่คุณแม่หนูขอร้องให้หนูตัดกางเกงรัดรูปอย่างนี้ค่ะ ท่านบอกว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผู้ชายสนใจ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯเดินนำหน้าพาสี่สหายตรงมาที่กุฏิพระคุณเจ้าทั้งสี่แล้วขึ้นไปบนกุฏิท่านเจ้าคุณยกมือเคาะประตูรั้วนอกชาน พลางร้องเรียกพระภิกษุนพเป็นหลานตาของท่าน

"คุณนพ คุณนพครับ ผมกับโยมที่บ้านมาหา"

มีเสียงถอดดาลประตู แล้วประตูบานซ้ายก็เปิดออกผู้เปิดประตูคือคุณนพนั่นเอง สี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม

"เจริญพร เชิญข้างในเถอะโยม ฉันจะรีบปิดประตูใส่ดาล ประเดี๋ยวพวกผู้หญิงเฮโลกันขึ้นมาฉันจะได้รับความเสียหายถึงแม้ว่าฉันกับเพื่อนๆมีจิตใจบริสุทธิ์ก็ตาม"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองดูลูกชายของเขาอย่างชื่นชมแล้วเผลอตัวพูดออกมาว่า

"ไม่เลวแฮะ ท่าทางของคุณราวกับเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดหลวง"

พลยกมือขวาเขกกบาลนิกรเต็มเหนี่ยว

"พูดกับพระอย่างนี้ได้หรือวะอ้ายกร"

นิกรยิ้มแหยๆรีบยกมือไหว้พระลูกชายของเขา

"ประทานโทษเถอะครับผมเผลอไป"

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯกับคณะพรรคสี่สหายเข้ามาพ้นประตูท่านนพก็รีบปิดประตูลันดาลทันที ภายในบริเวณกุฏิทั้งสองหลังมีแสงไฟสว่างจ้า พระภิกษุพนัสพร้อมด้วยท่านสมนึกและท่านดำรงนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่ระเบียงหน้ากุฏิหลังซ้าย เด็กหนุ่มคนหนึ่งต้มน้ำชาอยู่ทางหอพัก ซึ่งเป็นเรือนขวางแบบบ้านโบราน กุฏิเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปีที่แล้ว แต่ปลูกแบบโบรานตามความประสงค์ของท่านเจ้าของผู้บริจาคเงินสร้างกุฏิ ซึ่งเป็นเศรษฐีในวัยชราและมีรสนิยมแบบเก่า

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างทรุดตัวนั่งถอดรองเท้าออกแล้วคลานเข้ามายกมือไหว้พระคุณเจ้าทั้งสามองค์ด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

เสี่ยหงวนยิ้มให้พระลูกชายของเขา

"ได้เห็นพวกคุณแล้วผมปลาบปลื้มใจมากเชียวครับ"

"เช่นเดียวกันจ้ะโยม เราก็ปลื้มใจไม่น้อย เท่าที่พวกโยมกรุณาให้เราได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา อ้า-นี่ก็เข้าปุริมพรรษาแล้ว ฉันอยากจะขอร้องพวกโยมทั้งหลายให้กรุณางดดื่มเหล้าในระยะเวลาเข้าพรรษานี้หวังว่าโยมคงจะงดได้"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ครับ ผมและพวกเราจะดื่มเฉพาะตอนเย็นมื้อเดียวเท่านั้น ก่อนเข้าพรรษาผมเคยดื่มทั้งวันและดื่มได้ทุกเวลา ตอนนี้งดแล้วแต่ว่าตอนเย็นไม่ดื่มไม่ได้ครับคุณ พยาธิในท้องมันกวนมาก"

นายพลดิเรกกล่าวกับพระคุณเจ้าทั้งสี่องค์อย่างนอบน้อม

"เราได้ทราบข่าวว่าพวกคุณถูกสีกาสาวๆวัยรุ่นและวัยแก่มารบกวนทั้งกลางวันกลางคืนทำให้พวกคุณไม่สบายใจถึงกับต้องปิดประตูหน้ากุฏิตลอดวัน วันนี้พวกเราจะมาจัดการกับเด็กสาวๆเหล่านั้นครับ ผมได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ขืนเจี๊ยวจ๊าวก่อกวนความสงบสุขของพวกคุณเป็นได้เห็นดีกัน"

คุณพนัสยิ้มเศร้าๆ

"อย่าไปทำอะไรให้เขาเดือดร้อนหรืออับอายเลยจ้ะโยมเขาเป็นมารผจญเราเมื่อเราไม่หวั่นไหวไม่สนใจกับเขา เขาก็เลิกราไปเอง"

นายพลดิเรกหันมากระซิบกับพลเบาๆ

"คุณพนัสของแกมีจิตใจเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณาสมกับที่ม่านเป็นสงฆ์ ท่านไม่ได้โกรธเคืองเด็กสาวๆพวกนั้นเลย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พูดคุยไต่ถามถึงทุกข์สุขของท่านทั้ง ๔ องค์ ซึ่งตอนแรกที่อุปสมบทคุณดำรงปวดท้องบ่อยๆ เนื่องจากงดอาหารเย็นแต่ท่านบอกว่าเดี๋ยวนี้เคยชินแล้วการฉันอาหารมากเกินไปเป็นโทษ เพราะเมื่ออิ่มมากจิตใจก็ว้าวุ่น

สักครู่หนึ่งเด็กหนุ่มวัยรุ่นเจ้าของร่างล่ำสันหรือเจ้าเอี่ยมลูกศิษย์พระทั้ง ๔ องค์ก็นำน้ำชาแบบชาจีนใส่ถาดมาประเคนพระ

"เอาน้ำอัดลมในตู้เย็นมาต้อนรับโยมของฉันด้วยซี" คุณสมนึกกล่าวกับลูกศิษย์ของท่าน

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามเด็กเอี่ยมแล้วพูดอย่างกระดากๆ

"เอาเบียร์ดีกว่าอ้ายหนู ขอเบียร์เย็นๆให้เราสักสามขวดไส้กรอกสักกระป๋อง"

"ปู้โธ่โว้ย" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรและทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน "แกคิดว่าพระท่านมีเบียร์แช่เย็นไว้ในตู้เย็นยังงั้นเรอะ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว

"อุ๊ยตาย เผลอไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"อดเหล้าหรือเบียร์สักมื้อดูซิว่าแกจะตายไหม ในเขตวัดเราไม่ควรกินเหล้าอย่างเด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นงานศพก็ตามโดยมากตามวัดเขาก็มีกฎห้ามอยู่แล้วไม่ให้เจ้าภาพเลี้ยงเหล้าแขกหรือพวกคนงาน"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นผมออกไปเดินเตร่หน้าวัดสักครึ่งชั่วโมงได้ไหมครับ หาซื้อบุหรี่กาแฟผงและเครื่องดื่มตลอดจนนมสดข้นมาถวายพระ"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว็ด

"ไม่ต้องไป ทางโรงแรมเขาส่งมาให้เสมอมีอยู่ในห้องครัวโน่นตลอดเวลา เมื่อวานอาก็สั่งให้ผู้จัดการเขาส่งบุหรี่เครื่องดื่มและอะไรต่ออะไรมาถวายพระตั้ง ๓ ลัง แกจะหาเรื่องออกไปกินเหล้าน่ะซี"

"นั่นน่ะซีครับ" เสี่ยหงวนพูดหน้าตาย

เด็กเอี่ยมลูกศิษย์พระนำน้ำอัดลมแช่เย็นรวม ๕ ขวดบรรจุถาดไม้มาเสิฟให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทั่วหน้ากัน นิกรกระซิบกระซาบถามเด็กหนุ่มเบาๆ

"อ้ายหนู บิสกิทของพระในห้องครัวมีบ้างไหมวะ"

เจ้าเอี่ยมทำหน้าตื่น

"ก้อนอิฐหรือครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ก้อนอิฐยัดเข้าไปได้หรือ"

ท่านตี๋หรือคุณสมนึกหัวเราะหึๆ ทั้งๆ ที่ท่านเคร่งและสำรวมก็อดขันโยมนิกรรไม่ได้ ท่านกล่าวกับลูกศิษย์ของท่านด้วยเสียงหัวเราะ

"ขนมปังเป็นกล่องๆน่ะเอี่ยม ไปเอามาให้โยมของฉันสักกล่องเถอะ"

เจ้าเอี่ยมรับคำแล้วลุกขึ้นเดินก้มตัวผ่านนอกชานไปทางห้องครัวซึ่งห้องนั้นเป็นห้องพักของเจ้าเอี่ยมด้วย

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

จนกระทั่ง ๒๐.๐๐ น. เศษ ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯกำลังสนทนากับพระภิกษุทั้งสี่องค์ทุกคนก็ได้ยินเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวของผู้หญิงหลายคนดังขึ้นข้างล่างกุฏิและมีเสียงฝีเท้าคนขึ้นมาชุมนุมกันบทขั้นบันได ประตูรั้วนอกชานหน้ากุฏิถูกเคาะด้วยของแข็งหลายครั้ง

"หลวงพี่คะ กรุณาเปิดประตูรับพวกเราด้วยคะ เปิดประตูหน่อยซีคะ"

แล้วจิ๊กกี๋แก่นแก้วคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ถ้าไม่เปิดประตูพวกเราพังเข้าไปนะคะ พวกเราไม่ได้มารบกวนอะไรต้องกราบนมัสการหลวงพี่ทั้งสี่องค์เท่านั้นเตรียมตัวพังประตูกุฏิโว้ยพวกเรา"

พระคุณเจ้าทั้งสี่องค์ต่างมองดูหน้ากันอย่างหวาดๆท่านดำรงกล่าวกับเพื่อนเกลอของท่านทันที

"เข้าไปอยู่ในห้องคุณมนัสก่อนเถอะครับ ปิดประตูใส่กลอนให้แน่นหนาปลอดภัยไว้ก่อน ปล่อยให้โยมจัดการกับพวกสีกาเหล่านี้ เราเป็นสงฆ์ไม่ใช่เรื่องของเรา"

ทั้งสี่องค์ต่างผลุนผลันลุกขึ้น และพากันเข้าไปในห้องนอนของพระภิกษุพนัสด้วยความเกลงกลัวพวกสีกาทั้งหลาย เสี่ยหงวนมองดูพระทั้งสี่แล้วร้องขึ้นดังๆ

"ไม่ต้องหนีครับ ทำไมพวกคุณจะต้องวุ่นวายเกรงกลัวเด็กสาวๆเหล่านี้ขืนพังประตูเข้ามาผมยอมติดคุก"

แต่คุณดำรงปิดประตูใส่กลอน โดยไม่ยอมฟังเสียง พระภิกษุทายาทของคณะพรรคสี่สหายต่างซ่อนตัวอยู่ในห้องนั้น

เสียงทุบหรือเคาะประตูรั้วดังโครมครามแสดงความแก่นแก้วก๋ากั่นของพวกเด็กสาวเหล่านี้ซึ่งกระทำตัวทันสมัย ไม่มีการรักนวลสงวนตัวและไม่หวั่นเกรงต่อคำครหานินทาของใคร

"เราให้เวลาหลวงพี่หนึ่งนาที ถ้าไม่เปิดประตูเราจะพังเข้าไป" เสียงแจ๋วๆของเด็กสาวคนหนึ่งตะโกนลั่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แย่โว้ย ประเทศไทยเราเจริญรวดเร็วเกินไป อีกไม่ช้าผู้หญิงคงจะเป็นฝ่ายสู่ขอผู้ชายแน่นอน เอายังไงดีล่ะ ขืนปล่อยให้แม่พังประตูเข้ามา พวกเราก็คงจะถูกสกัมเหมือนอ้ายแห้วเมื่อตอนกลางวันนี้"

นายพลดิเรกโบกมือให้พ่อตาของเขาสงบเงียบ

"เฉยๆดถอะครับผมจัดการเอง ผมเตรียมเครื่องมือปราบเด็กสาวเหล่านี้มาเรียบร้อยแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ก็จัดการเสียซีหมอ ถ้าแม่พวกนั้นพังประตูเข้ามาก็คงแย่งบิสกิทกันกินหมด ยังเหลืออีกตั้งครึ่งหีบ"

พลสบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯเขาก็พูดยิ้มๆว่า

"ถ้าผมมีลูกสาวหรือหลายสาว และประพฤติตัวอย่างนี้ ผมจะเฆี่ยนให้หลังลายที่เดียว เป็นสาวเป็นนางทำตัวก๋ากั่นไม่น่ารักเลย"

ศาสตราจารย์ดิเรกดึงกระเป๋าผ้าใบของเขามาเปิดซิบรูดออก เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋าแล้วหยิบวัตถุก้อนกลมๆลูกหนึ่งออกมา มันคือระเบิดมือที่ทำด้วยพลาสติคและบรรจุดินระเบิดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้มันระเบิดออกจากเปลือกของมันเท่านั้นเอง

"เฮ้" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ระเบิดมือจริงๆหรืออย่างไร"

"โน ระเบิดมือจริงๆ กุฏิพระแถวนี้ก็พังราบหมด นี่คือระเบิดพิเศษของกัน ควันของมันที่ระเหยออกมาใครสูดเข้าไปจะหัวเราะงอหาย หัวเราะอย่างที่เรียกว่าน้ำหูน้ำตาไหลแทบจะขาดใจตายไปเลย ในราว ๑๐ นาทีจึงจะหมดฤทธิ์แต่แล้วก็จะทำให้ผู้ที่สูดควันเข้าไปล่องระโหยโรยแรง เนื่องจากหัวเราะมากเกินไป"

พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯต่างยิ้มแป้นไปตามกัน

"เข้าที่โว้ยดิเรก" ท่านเจ้าคุณพูดกับเขยใหญ่ของท่าน "เอาซีเขาเคาะประตูกันอีกแล้ว ดูเหมือนเอาไม้กระทุ้ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกลุกขึ้นเดินจรดปลายเท้าไปที่ประตูรั้วนอกชานด้านหน้าเขาแอบมองดูตามรอยไม้รั้วนอกชานแล้วเขาก็สะดุ้งโหยงเมื่อแลเห็นเด็กสาวในวัยรุ่นยืนออกันอยู่บนบันไดกุฏิราว ๑๐ คนและจับกลุ่มอยู่ข้างล่างอีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน แสงไฟฟ้าบนถนนริมกุฏิช่วยให้ ดร.ดิเรกมองเห็นถนัด

นายพลดิเรกยกระเบิดแก๊สหัวเราะซึ่งอยู่ในมือขวาของเขาขึ้นมองดูแล้วหัวเราะคิกคักดีใจที่จะได้เห็นเด็กสาวเหล่านี้หัวเราะงอไปงอมา เขาใช้มือซ้ายของเขาดึงสลักนิรภัยออก วิธีใช้ระเบิดแบบนี้ก็เช่นเดียวกับระเบิดมือทั่วๆไปนั่นเอง ศาสตราจารย์ดิเรกโยนระเบิดแก็สหัวเราะข้ามประตูรั้วนอกชานลอยละลิ่วไปตกบนพื้นดินในกลุ่มเด็กสาวห่างจากบันไดกุฏิเพียงเล็กน้อยแล้วเขาก็หมุนตัวลงนั่งบนระเบียงหน้าห้องตามเดิม

ทันใดนั้นเองระเบิดแก็สหัวเราะลูกนั้น ก็ถูกขว้างมาในกุฏิและหล่นลงระหว่างคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียงดังตุ้บกลิ้งขลุกๆไปทางฝาห้องแล้วระเบิดเสียงดังฟุบท่ามกลางความตกตะลึงของสี่สหายกับท่านเจ้าคุณ

กลุ่มควันสีเทาในลูกระเบิดพลาสติคกระจายไปทั่วบริเวณนั้น ถึงแม้ว่ามีลมพัดระเหยไปนอกกุฏิอย่างรวดเร็วแต่คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สูดควันแก็สหัวเราะเข้าไปพอแรง จิ๊กกี๋คนหนึ่งเป็นผู้หยิบระเบิดลูกนี้ขว้างกลับเข้ามาในกุฏิซึ่งหล่อนรู้ดีว่าโยมของพระได้โจมตีพวกหล่อนด้วยระเบิดลูกนี้ อย่างไรก็ตามพวกเด็กสาวเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลูกระเบิดมือจึงร้องเอะอะบอกกล่าวกันแล้วพากันวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทาง

"อ้ายหมอ" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "หอกของเรากลับมาทิ่มตัวเราเข้าให้แล้ว ทำยังไงดีล่ะ"

นายพลดิเรกยิ้มเจื่อนๆ

"ไม่ต้องทำอะไรหรอกนอกจากพวกเราจะได้หัวเราะกันอย่างสนุกสนานที่สุดในนาทีนี้ กันเข้าใจว่าทุกคนได้สูดแก็สหัวเราะเข้าไปเต็มเปา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"พ่อแก่แล้วหัวเราะมากๆอาจจะขาดใจตายก็ได้"

"โน ไม่ตายหรอกครับ อย่างมากก็นอนแผ่เพราะหมดแรง แก็สหัวเราะนี้ผมทำให้ตำรวจเขาปราบผู้ร้ายที่เป็นฆาตกรเหี้ยมไม่ยอมให้จับเป็น ถ้าตำรวจขว้างระเบิดแก็สเข้าไปในบ้าน หรือที่อยู่อาศัยของมันเส้นหัวเราะของมันก็จะทำงานอย่างหนักทำให้มันสิ้นสุดความโหดร้ายนั่งหัวเราะงอไปงอมายอมให้ตำรวจจับโดยดี ใช้ปราบจลาจลก็ได้ครับ"

เสี่ยหงวนว่า "กันรู้สึกว่ากันสูดควันเข้าไปเพียงนิดเดียวกันคงหัวเราะนิดหน่อยเท่านั้นไม่ใช่หรือหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกอมยิ้ม

"น้อยหรือมากก็หัวเราะเท่าๆกัน ประเดี๋ยวก็รู้"

นิกรเริ่มต้นหัวเราะทันที เขาจ้องมองดูศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯแล้วหัวเราะหึๆ ความจริงก็ไม่น่าจะขบขันอะไรเพราะเคยเห็นอยู่ทุกวันแล้ว แต่อำนาจแก็สหัวเราะทำให้นิกรรู้สึกขบขันยิ่ง เขาเริ่มต้นด้วยการหัวเราะเบาๆก่อนแล้วว่าเสียงอหาย หันมามองดูกิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง

"แกดูซีวะอ้ายหงวน ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ๊ก หัวคุณพ่อเหมือนลูกมะอึกว่ะ ฮ้า ฮะๆๆๆ"

อาเสี่ยปล่อยออกมาก้ากใหญ่

"เหมือนขุนช้างก็เหมือน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ"

แทนที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะโกรธเคืองท่านกลับหัวเราะลั่น

"จริงว่ะ กบาลอาล้านเลี่ยนเตียนโล่งเหมือนขุนช้างไม่มีผิด ฮ่ะ ฮ่ะ"

เท่านี้เอง พลกับศาสตราจารย์ดิเรกก็หัวเราะงอไปงอมาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะลงลูกคอเอิ้กอ้าก นิกรรู้สึกตัวว่าเขาหัวเราะน้อยเกินไปก็เอานิ้วชี้ทั้งสองข้างช่วยจี้บั้นเอวตัวเองทำให้เขาดิ้นกระแด่วๆ แล้วหัวเราะเสียงลั่นกุฏิถึงกับลงนอนชักดิ้นชักงอ

มันไม่ผิดอะไรกับว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สูบกัญชาเข้าไปคนละหลายบ้อง ต่างคนต่างหัวเราะงอหาย ยิ่งมองหน้ากันก็ยิ่งหัวเราะจนแทบจะขาดใจตาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือกดท้องทำท่าเหมือนกับจะสิ้นใจตายเนื่องจากท่านหัวเราะมากเกินไปน้ำตาของท่านไหลพราก นายพลดิเรกหัวเราะเสียงแหลมเล็กชอบกล อาเสี่ยลงลูกคอเอิ๊กทำเสียงสูงต่ำ ส่วนพลถึงกับงอไปงอมา

พวกสาวๆ วัยรุ่นหลบหนีออกไปทางหน้าวัดหมดแล้วเพราะหวั่นเกรงระเบิดมือนั่นเอง ที่กุฏิพระคุณเจ้าทั้งสี่องค์มีแต่เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงระคนกับเสียงเป่าปากตบมือกระทืบเท้า

ประตูห้องนอนของคุณพนัสถูกถอดกลอนเปิดออก คุณสมนึกเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของท่านทั้งสามองค์ก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ทั้งสี่องค์หยุดยืนรวมกลุ่มมองดูพวกโยมของท่านอย่างตื่นๆในเวลาเดียวกันนี้เองเด็กเอี่ยมซึ่งนั่งอยู่หน้าห้องครัวก็กำลังหัวเราะงอไปงอมาเพราะได้กลิ่นควันแก็สหัวเราะ ที่สูดเข้าไปเพียงเล็กน้อย

ท่านตี๋หรือท่านสมนึกมองดูหน้าเพื่อนๆ ของท่านแล้วถอนหายใจเบาๆ

"โยมของเราเป็นอะไรไปแล้ว"

ท่านนพทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"นั่นน่ะซีครับ อยู่ๆก็หัวเราะงอไปงอมาเช่นนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูพระภิกษุหนุ่มทั้งสี่องค์แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"เราไม่ได้บ้าหรอกครับคุณ พวกเราสบายดี ฮ่ะ ฮ่ะ แต่ว่าผมเอาระเบิดแก็สหัวเราะโยนลงไปข้างล่าง เพื่อจะให้พวกสาวๆหัวเราะกันจนหมดเรี่ยวหมดแรงแล้วจะได้ซมซานกลับบ้านพอโยนลงไปใครคนหนึ่งก็โยนกลับขึ้นมาบนกุฏิเกิดระเบิดขึ้นกลางกลุ่มพวกเรา ฮิ ฮิ เราก็เลยหัวเราะกัน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ"

ท่านดำรงมองดูนายพลดิเรกอย่างขบขัน

"โยมไม่ควรคิดร้ายต่อผู้อื่น สมดังพุทธภาษิตที่ว่า ทุกขโตทุกถานัง"

"อ้าว" นายพลดิเรกอุทาน "คุณก็เลยเทศน์ผมเข้าให้ ก็ผมทำเช่นนั้นเพื่อให้พวกคุณได้รับความสงบสุขนี่ครับพวกคุณจะได้สวดมนตร์ภาวนาท่องตำรับตำรานักธรรมตรีโดยไม่ต้องกังวลใจในพวกผู้หญิงที่มารบกวน"

คุณพนัสพูดเสริมขึ้น

"อย่าไปทำอะไรให้เขาเดือดร้อนเลยโยม ปล่อยเขาเถอะ ถึงเขาจะก่อกวนความสงบของพวกฉันเขาก็พังประตูรั้วกุฏิขึ้นมาไม่ได้นอกจากจะขู่เล่นเท่านั้นเอง เขาย่อมรู้ดีว่าการทำเช่นนั้นย่อมมีความผิดตามกฎหมาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯประนมมือไหว้พระลูกหลานของท่านแล้วพูดยิ้มๆ

"พวกคุณเข้าไปนั่งดูหนังสืออยู่ในห้องเถอะครับอย่าสนใจกับเราเลย เราจะหาทางขับไล่เด็กสาวๆ เหล่านี้ให้ออกไปจากวัดด้วยวิธีการที่แยบคายที่สุด"

พระคุณเจ้าทั้งสี่องค์มองดูหน้ากันแล้วพากันกลับเข้าไปในห้องนั้นแต่คราวนี้ไม่ได้ปิดประตูใส่กลอนเพราะเสียง เอะอะเจี๊ยวจ๊าวของพวกผู้หญิงเงียบไปแล้ว อย่างไรก็ตามสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯก็ยังหัวเราะร่วนด้วยอำนาจของแก็สหัวเราะจนกระทั่ง ๑๐ นาทีต่อมาการหัวเราะก็ค่อยๆสิ้นสุดลง ทุกคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียไปตามกัน

"โอย แย่โว้ย" ท่านเจ้าคุณคราง "เกิดมาเป็นตัวเป็นตนก็พึ่งหัวเราะมากที่สุดในวันนี้"

พล พัชราภรณ์ ยังหัวเราะตกค้างอยู่นิดหน่อย

"นั่นน่ะซีครับ ฮ๋ะ ฮ่ะ ผมก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าอ้ายหมอมันทำอย่างไร อำนาจของควันในลูกระเบิดถึงทำให้เราหัวเราะกันแทบเป็นแทบตายอย่างนี้"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"ก็ไม่เห็นจะยากอะไร แก็สที่กันบรรจุไว้มีอำนาจกระตุ้นเตือนเส้นหัวเราะให้ทำงานอย่างหนักที่สุด แม้แต่คนเส้นลึกหน้าตายตลอดปีไม่เคยยิ้มหรือหัวเราะสูดควันเข้าไปเพียงนิดเดียวก็หัวเราะงอไปงอมาเหมือนอย่างพวกเรา"

ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียไปตามกัน แม้กระทั่งเจ้าเอี่ยมลูกศิษย์ของพระทั้งสี่คน ก็นั่งเหยียดเท้าพิงฝาห้องในท่าที่หมดเรี่ยวหมดแรง พลมองดูเจ้าเอี่ยมอย่างขบขันแล้วร้องเรียก

"เอี่ยม เอี่ยมโว้ย มานี่ซิ"

เจ้าเอี่ยมรวบรวมกำลังลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซเข้ามาหาแล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพื้นนอกชานกุฏิ ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเซียวน่าสงสาร

"เป็นอะไรไปวะ" พลแกล้งถาม

เอี่ยมสั่นศีรษะช้าๆ

"แย่ครับ ผมเห็นพวกคุณหัวเราะผมก็รู้สึกขบขันเลยหัวเราะบ้าง หัวเราะเสียแทบขาดใจตากเชียวครับนึกไม่ออกว่าอะไรทำให้ผมขบขันอย่างนั้น"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แกเปิดประตูรั้วลงไปสังเกตการณ์หน่อยซีนะ พวกสาวๆที่มาเจี๊ยวจ๊าวแถวกุฏินี่ทำไมถึงเงียบไป ออกไปจากวัดกันหมดแล้วหรืออย่างไร"

เด็กหนุ่มรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นเดินผ่านนอกชานตรงไปที่ประตูรั้วถอดดาลเปิดประตูออกเพียงบานเดียวพาตัวลงบันไดไปข้างล่างท่ามกลางความสงบเงียบ นิกรหยุดหัวเราะก็กินบิสกิทต่อไป ขณะนี้พระคุณเจ้าทั้งสี่องค์ดูหนังสืออยู่ในห้องพักของพระภิกษุพนัส ปล่อยให้โยมผู้ใหญ่สนทนากันอยู่ที่ระเบียงหน้าห้อง

ในที่สุดนิกรก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ออกไปหาข้าวกินกันก่อนเถอะวะ นี่มันก็ถึงเวลาอาหารค่ำแล้วไปหาอะไรกินรองท้องเสียก่อนค่อยกลับเข้ามาอีก"

พลทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"ยัดขนมปังแผล็บๆจนเกือบจะหมดกล่องแล้วยังจะหิวอีก"

"โธ่-บิสกิทนี่มันหวาน ยิ่งกินก็ยิ่งหิวอยากกินข้าว ถ้าได้ไก่ตอนสักครึ่งตัว ข้าวมันสามจานแกงจืดสักชามโอเลี้ยงสักแก้วก็ค่อยยังชั่วหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูนิกรอย่างหมั่นไส้

"ให้มันรู้แน่นอนเสียก่อนว่าพวกเด็กสาวๆ ที่มาก่อกวนพระกลับออกไปจากวัดหมดแล้วค่อยไปกินข้าวกัน อดข้าวสักมื้อจะตายเชียวหรืออ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ตายน่ะไม่ตายหรอกครับแต่มันทรมาน แล้วก็ถ้าผมหิวมากๆ มักจะโมโหลืมตัวฆ่าคนง่ายๆพูดผิดหูนิดเดียวผมยิงคว่ำ เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ก่อนทีหนึ่งแล้ว กำลังโมโหหิวผมก็เลยเชือดคอเสียเลย"

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้น

"เชือดคอไก่ใช่ไหมล่ะ"

นิกรค้อนขวับ

"ยังงี้ตลกด้านหมด"

"อ้าว ก็ไม่บอกเสียก่อนนี่หว่าว่าแกจะพูดตลก"

ศาสตราจารย์ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะต้องขับไล่เด็กสาวๆ เหล่านี้ออกไปให้พ้นจากเขตวัดให้ได้ถ้าหากว่ายังป้วนเปี้ยนอยู่ในวัด กันเศร้าใจจริงๆ ที่เด็กพวกนี้ไม่รู้จักบาปกรรมและไม่นึกละอายใจบ้างเลย ต่อไปเห็นจะต้องจ้างพวกจิ๊กโก๋มาเฝ้าหน้ากุฏิกลางวัน ๕ คนกลางคืน ๕ คน ถ้าแม่พวกวัยรุ่นมายุ่งกับพระก็ให้พวกโก๋เขาจัดการตามระเบียบ"

พลเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงโว้ยความจริงเราไม่ควรจะเสียเวลามายุ่งกับเด็กสาวๆเหล่านี้เลย จิ๊กโก๋ในศอยหลังบ้านและในซอยใหญ่ข้างบ้านเรามีเยอะแยะล้วนแต่กำลังหนุ่มคะนองไม่มีงานทำ จ้างเขามาเฝ้ากุฏิคนละ ๒๐ บาทต่อวันก็มีคนรับจ้างถมเถไป พวกสาวทีนเอดมายุ่งกับพระก็คงจะถูกจิ๊กโก๋ไล่ปล้ำอุตลุดวิ่งไม่รู้ทางไป"

นิกรพูดสนับสนุนทันที

"นั่นน่ะซี ไปหาข้าวกินกันเถอะวะแล้วกลับบ้านกันจะติดต่อหาจ้างพวกเด็กหนุ่มๆเอง นะ กันหิวเต็มทนแล้ว"

พลทำตาปริบๆ

"กันอยากเตะแกเหลือเกินวะพับผ่า พูดเรื่องอื่นเสียบ้างซีโว้ย ไม่ว่าแกจะพูดถึงเรื่องอะไรเป็นต้องวกมาพูดถึงเรื่องกินเสมอ"

ใครคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนกุฏิ เด็กเอี่ยมลูกศิษย์พระนั่นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯต่างพากันมองดูและยิ้มให้ เอี่ยมตรงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย รายงานให้คณะพรรคสี่สหายทราบ

"พวกผู้หญิงราว ๒๐ คนไปชุมนุมกันอยู่ข้างโบสถ์ครับยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆ ผมเดินเฉียดเข้าไปได้ยินเขาพูดว่าเขาจะรอให้พวกคุณกลับไปบ้านเสียก่อน เขาจะมาร้องเรียกหลวงพี่อีก"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นเราก็ต้องทำตามแผนของเราคือทำผีหลอกแม่พวกวัยรุ่นเหล่านั้นซึ่งกันได้เตรียมเครื่องปลอมแปลงเป็นผีมาเรียบร้อยแล้ว" พูดจบเขาก็ถามเด็กเอี่ยมอย่างสัพยอก "แกกลัวผีไหมวะเอี่ยม"

เอี่ยมฝืนหัวเราะ

"กลัวนิดหน่อยครับ"

"หลัวนิดหน่อยน่ะขนาดไหน"

เด็กหนุ่มนิ่งคิดแล้วตอบตามตรง

"ขนาดได้ยินเสียงหมาหอนผมก็รีบคลุมโปงแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะก้าก

"ยังงั้นไม่ใช่นิดหน่อยเสียแล้วละโว้ยเอี่ยม เรียกว่ากลัวขนาดหนักทีเดียว กลัวนิดหน่อยน่ะหมายความว่าถ้าไม่เห็นจังหน้าก็ไม่กลัวเพียงแต่รู้สึกหวาดๆเท่านั้น"

ศาสตราจารย์ดิเรก ยกหน้ากากผีอันหนึ่งออกมาส่งให้นิกร ซึ่งเป็นหน้ากากหัวกะโหลกทำด้วยแนบสนิทกับใบหน้าแล้วเขาก็หยิบเสื้อกางเกงสีขาวติดกันแต่ขากางเกงยาวสองเท่าของกางเกงธรรมดาออกมาจากกระเป๋าผ้าใบโยนให้เสี่ยหงวน

"แกสองคนเริ่มต้นเป็นผีได้ คือเป็นผีที่มีส่วนสูง ๑๑ ฟุต ซึ่งเสื้อกางเกงติดกันสีดำชุดนี้และหน้ากากอันนั้นจะช่วยให้แกสองคนมีสภาพเป็นผีเปรต หรืออสุรกายรับรองว่าใครเห็นเข้าก็ต้องเผ่น โดยเฉพาะแม่พวกวัยรุ่นเหล่านั้นเห็นเข้าเป็นต้องวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน ถ้าขวัญอ่อนอาจจะถึงกับจับไข้หัวโกร๋นก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯจุปาก

"จับไข้ทำไมจะต้องหัวโกร๋นด้วยวะ จับไข้ธรรมดาไม่ได้เรอะ"

เสี่ยหงวนแก้แทนดิเรก

"เป็นไข้ธรรมดาหัวไม่โกร๋นหรอกครับนอกจากไข้รากสาด แต่ว่าถ้าถูกผีหลอกล้มเจ็บด้วยความตกใจไม่ว่ารายไหนรายนั้นพอหายเจ็บเป็นต้องผมร่วงหัวโกร๋นทุกคน ก็คุณอาน่ะ เมื่อเป็นหนุ่มเคยถูกผีหลอกไม่ใช่หรือครับ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"ใครบอกมึงล่ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นนิกรกับกิมหงวนก็เตรียมตัวจำแลงแปลงกายเป็นเปรตอสุรกายซึ่งนิกรจะสวมหน้ากากหัวกะโหลกผีแล้วขึ้นไปยืนบนบ่าอาเสี่ย สองสหายจะสวมเสื้อกางเกงตัวเดียวกันคือเสื้อกางเกงสีดำติดกันที่ตัดเย็บใหญ่กว่าตัวจริงมากโดยเฉพาะกางเกงนั้นยาวกว่ากางเกงธรรรมดาถึง ๒ เท่า

ท่ามกลางความมืดและสงบเงียบ เปรตอสุรกายซึ่งท่อนบนเป็นนิกร และท่อนล่างเป็นกิมหงวนได้พากันเดินลงบันไดกุฏิลงมาด้วยความลำบากยากเย็น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพล ดร.ดิเรก จ้าคุณปัจจนึกฯ และเด็กเอี่ยมซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่ข้างประตูรั้วนอกชานกุฏิ

เสี่ยหงวนต้องทรุดตัวลงนั่งยองๆและนิกรก็ต้องก้มตัวลงไปขณะที่ลอดประตูรั้ว ทั้งนี้เพราะขอบประตูสูงประมาณ ๖ ฟิตครึ่งเท่านั้นจึงทำให้ทุกลักทุเลกว่าจะผ่านออกมาได้ และแล้วเสี่ยหงวนก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนคราวนี้สองสหายก็กลายเป็นเปรตอสุรกายสูงโย่งโก๊ะคือเท่ากับความสูงของอาเสี่ยบวกกับความสูงของนิกรแต่ลดส่วนศีรษะของกิมหงวนออกเพราะนิกรยืนอยู่บนบ่าทั้งสองข้างของกิมหงวน

เมื่อเปรตยืนหันรีหันขวางอยู่ที่เชิงบันได เจ้าคุณปัจจนึกฯก็ร้องบอกเปรตเบาๆ

"ร้องหน่อยซีโว้ยอ้ายกรจะได้เหมือนเปรต"

นิกรอมยิ้มในหน้ากากหัวกะโหลกผี

"เปรตมันร้องยังไงล่ะครับ"

"ร้องเป๋งๆ" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหัวเราะ

"ว้า" นิกรคราง "นั่นมันเก๊านี่ครับไม่ใช่เปรต ร้องเป๋งๆ ก็คือตอนที่มันถูกพนักงานจับหมาของเทศบาลจับขาหลังแล้วเหวี่ยงหมุนไปรอบๆตัว ก่อนจะโยนขึ้นรถส่งไปเอาไฟฟ้าจี้ตูด"

พลมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างขบขัน

"เปรตมันร้องกรี๊ดๆโว้ย แกลองร้องซิอ้ายกรพยายามบีบเสียงให้มันเล็กๆหน่อย"

นิกรกะแอมเบาๆแล้วส่งเสียงร้องลั่นวัด

"กรี๊ดๆ กรี๊ดๆๆ "

ท่ามเจ้าคุณกับพลและศาสตราจารย์ดิเรก ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน นายพลดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง

"ออไร๋ ออไร๋ เดินไปทางโบสถ์โน่นได้แล้ว อ้า-อ้ายหงวนเป็นยังไงบ้าง"

อาเสี่ยมองดูตามช่องเล็กๆ ที่เจาะไว้ระหว่างใบหน้าของเขาสามสี่แห่ง

"แย่โว้ย กันต้องแบกน้ำหนัก ๕๐ กว่ากิโล" แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูนิกร "เฮ้ย-อย่าเหยียบตรงไหปลาร้าซีโว้ย เดี๋ยวไหปลาห้าแตกเหม็นคลุ้งไปทั้งวัด ยืนเฉยๆยุกยิกๆเป็นลิงไปได้"

อสุรกายหรือเปรตเดินตุ่มๆเคลื่อนที่ไปอย่างแช่มช้านิกรยกมือทั้งสองข้างรำป้อและเอียงคอไปมาคล้ายๆกับหัวโตงานบวชนาค อาเสี่ยชักรำคาญก็ยกมือขวาเขกตาตุ่มนิกรเต็มแรงเกิด

"ไม่ต้องรำโว้ย แกยืนเฉยๆฉันก็แย่อยู่แล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ ก้มลงมองดูอาเสี่ย

"พาเดินไปที่หน้าต่างข้างกุฏิหน่อยเถอะวะ กันจะแอบดูพระลูกๆ ของเราซิว่าท่านกำลังท่องหนังสือหรือเล่นไพ่ป๊อกกัน"

เสี่ยหงวนพานิกรเดินอ้อมไปข้างกุฏิและหยุดริมหน้าต่าง นิกรค่อยๆโผล่หน้ามองเข้าไปในห้องนั้น เขาแลเห็นพระภิกษุทั้งสี่องค์นั่งอยู่บนพรมปูพื้นผืนใหญ่ และต่างก็กำลังดูหนังสือที่ใช้ศึกษาในหลักสูตรของนักธรรมตรี พระคุณเจ้าทั้งสี่องค์นี้มีความเฉลียวฉลาดมาก ต่างก็สนใจเรียนพระธรรมซึ่งท่านอุปัชฌาย์และท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้อบรมสั่งสอน

คุณตี๋ หรือคุณสมนึกแลเห็นเงาวูบวาบที่บานหน้าต่างก็เงยหน้ามองดู แทนที่ท่านจะตกใจเมื่อแลเห็นใบหน้าของปีศาจหัวกะโหลกซึ่งอยู่ในเรือนร่างของเปรตอสุรกาย ท่านกับยกมือตบบ่าพระภิกษุลูกชายของนิกรเบาๆ

"คุณนพ ผีมันโผล่หน้าอยู่ที่หน้าต่างนั้นน่ะ"

คุณนพละสายตาจากหนังสือหันไปมองดูแล้วท่านก็ยิ้มเศร้าๆ

"น่าสงสาร เจ้าหลุดขึ้นมาจากนรกได้อย่างไร ไปที่ชอบๆ เถอะแล้วข้าจะแบ่งบุญกุศลไปให้เจ้า"

นิกรทำคอย่น

"ไม่ใช่ผีครับคุณนพ ผมเอง"

คุณพนัสกับคุณดำรงมองดูอสุรกายอย่างแปลกใจ คุณดำรงโบกมือไล่

"เฮ้-เก็ท อเวย์"

นิกรแกล้งทำเสียงขู่คำรามแล้วพูดช้าๆ

"เราคือจอมอสุรกายนายป่าช้าที่นี่ ฮือๆๆๆ ท่านไม่กลัวเราหรอกหรือ"

ท่านตี๋หยิบกระป๋องบุหรี่ขว้างหน้าอสุรกายทันที กระป๋องบุหรี่ควันละเอียด กระทบหน้ากากกะโหลกผีอย่างจังเสียงดังโป๊ก นิกรร้องลั่นและรีบหลบหน้าไปให้พ้นบานหน้าต่างก้มลงบอกเสี่ยหงวน

"ไปโว้ยอ้ายหงวน พระท่านไม่กลัวผีว่ะ"

อาเสี่ยพานิกรเดินไปจากที่นั้น สักครู่หนึ่งก็มาถึงข้างโบสถ์ซึ่งขณะนี้เด็กสาวประมาณ ๒๐ คนยังจับกลุ่มสนทนากันอยู่ สาววัยรุ่นเหล่านี้พากันเข้ามาในวัดเวลาค่ำคืนก็เพื่อหวังจะได้เห็นหน้าพระคุณเจ้าทั้งสี่องค์ ซึ่งเป็นลูกชายและทายาทของเศรษฐี โดยเฉพาะท่านสมนึกมีสาวๆหลายคนอยากจะรู้จักและอยู่ใกล้ชิด

อาเสี่ยหยุดชะงักและยกมือตบขานิกร

"เอาเลยอ้ายกร กันจะพาแกบุกเข้าไปหาแม่พวกสาวๆที่กำลังคลั่งลูกชายเรา แกอยู่ข้างบนต้องแอ๊คท่าให้สมกับเป็นเปรตนะ แล้วก็ร้องกรี๊ดด้วยเปิดไฟฟ้าที่นัยน์ตาได้"

"โอ. เค." นิกรพูดยิ้มๆ

อสุรกายเกินทื่อเข้าไปหาเด็กสาวกลุ่มนั้น นัยน์ตาของมันปรากฏแสงสีแดงระเรื่อซึ่งเกิดจากไฟฟ้าที่ใช้ถ่านไฟฉาย นิกรส่งเสียงร้องลั่นวัด เสียงกรี๊ดๆเหมือนกับเสียงเปรตที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้เราฟังนั่นเอง

แน่ละ อย่าว่าแต่เด็กสาวเลย ต่อให้ชายฉกรรจ์ที่มีจิตใจเข้มแข็งถ้าได้พบเห็นอสุรกายตัวนี้ก็ต้องตกใจเป็นธรรมดาอยู่เอง ทั้งนี้ก็เพราะรูปร่างของมันสูงผิดมนุษย์และดำทะมื่น ใบหน้าเป็นหัวกะโหลกมิหนำซ้ำนัยน์ตาอันกลวงโบ๋ยังมีสีแดง เสื้อกางเกงสีดำที่ใช้ทาด้วยฟอสฟอรัสปรากฏเป็นร่างโครงกระดูกแลเห็นชัดเมื่ออยู่ในที่มืดสนิท ถึงแม้ว่าข้างโบสถ์มีแสงไฟฟ้าสลัวลางก็ยังมองเห็นอยู่นั่นเอง

ใครคนหนึ่งหวีดร้องสุดเสียงตามธรรมดาของผู้หญิงเมื่อได้ประสบเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นตกใจจนถึงขีดสุด และแล้วสาวสวยอีกคนหนึ่งก็ร้องลั่น

"ผีหลอก"

เท่านี้เอง เด็กสาววัยรุ่นทั้งจิ๊กกี๋และไม่ใช่จิ๊กกี๋ก็แตกฮือวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง ต่างคนต่างวิ่งออกไปทางหน้าวัดและพยายามออกไปให้พ้นจากวัดธาตุทองโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ บางคนกลัวผียืนตัวสั่นงันงกก้าวขาไม่ออกเพื่อนต้องช่วยฉุดกระชากลากตัวพาวิ่งไป

สองสหายซึ่งอยู่ในเรื่อนร่างของอสุรกายต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน อาเสี่ยพานิกรเข้าไปหยุดยืนในมุมมืดแห่งหนึ่ง ต่างคนต่างกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วนิกรก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ผู้หญิงก็คงเป็นผู้หญิงอยู่นั่นเอง ถึงจะก๋ากั่นอย่างไรพอเห็นผีหรือเปรตก็ต้องวิ่งไม่คิดชีวิต แผนของอ้ายหมอมันแน่โว้ย อย่าเพิ่งกลับกุฏินะเดินลาดตระเวนรอบๆโบสถ์อีกสักสองสามชั่วโมงสนุกดีโว้ย"

"แกสนุกฉันไม่สนุกโว้ย แกขึ้นไปยืนอยู่บนบ่าฉันทั้งคนผลัดกันบ้างซี แกอยู่ข้างล่างแล้วให้กันอยู่ข้างบน"

"หา ไม่ดีแน่ น้ำหนักตัวแกมากกว่ากันตั้งเป็นกอง แกอยู่ข้างล่างดีแล้ว ไม่เป็นไรน่ากันไม่รังเกียจหรอก"

อาเสี่ยจุปากแล้วชี้มือไปข้างหน้า

"เฮ้ย มีผู้ชายเดินตรงมาที่เราคนหนึ่งโว้ย ถือโอกาสหลอกเล่นดีไหม อย่างน้อยเราจะได้ดูว่านายคนนั้นแกวิ่งทำเวลาขนาดไหนเมื่อถูกเราหลอก"

นิกรหัวเราะหึๆ

"อย่าเลยวะ ถ้าเขาไม่กลัวผีและมีปืนติดตัวมากันกับแกก็จะต้องเท่งทึงไปคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย คนที่ทำเป็นผีหลอกเขาน่ะ ถูกยิงตายหรือถูกฟันถูกแทงตายมาเยอะแยะแล้ว" พูดจบนิกรก็ยกมือขวาขึ้นป้องหน้าผาก แล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยความดีใจ "เฮ้ย-อ้ายแห้วน่ะโว้ย อ้ายแห้วจริงๆกันจำท่าเดินของมันได้ ฮ่ะ ฮ่ะ เตรียมตัวอ้ายหงวน หลอกให้__หัวโกร๋นเลย"

ความเข้าใจของนิกรถูกต้องแล้ว ผู้ที่เดินเลาะข้างโบสถ์ตรงมาทางนี้คือเจ้าแห้วนั่นเอง คุณหญิงวาดใช้ให้เจ้าแห้วเอารถมารับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับบ้านเพราะท่านเกรงว่าจะมาทำให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งสี่องค์วุ่นวายรำคาญใจ

เจ้าแห้วแต่งกายแบบสุภาพกางเกงขายาวสีกากีเสื้อเชิ้ทคอปกแขนสั้นสีฟ้าอ่อนแบบทันสมัย บริเวณโบสถ์อันเงียบกริบและไม่มีผู้คนสัญจรไปมาทำให้เจ้าแห้วนึกหวาดเกรงผีปีศาจซึ่งตามปรกติเจ้าแห้วกลัวผีขนาดหนักพอฟัดพอเหวี่ยงกับนิกร เจ้าแห้วรู้สึกสะบัดหนาวสะบัดร้อนนับแต่เดินผ่านโบสถ์เข้ามาแล้วถึงกับนึกว่าคาถากันผีในใจและภาวนาขออย่าให้เขาพบเห็นผีปิศาจซึ่งเจ้าแห้วเชื่อว่าวัดนี้คงมีผีสางชุกชุมเพราะมีการเผาศพและตั้งศพบำเพ็ญกุศลบ่อยๆ

เมื่อเจ้าแห้วได้กลิ่นเหม็นไหม้ของเศษขยะที่ลูกศิษย์วัดเผาเอาไว้ก็ทึกทักเอาว่าเป็นกลิ่นเหม็นของซากศพ คราวนี้เจ้าแห้วก็ขนลุกซู่รีบสาวเท้าเดิน ทันใดนั้นเองปิศาจอสุรกายก็ปราดออกมาจากมุมมืดยืนจังก้าขวางทางเจ้าแห้ว

นิกรยกมือทั้งสองยื่นออกไปเหมือนตำรวจจราจรห้ามรถแล้วส่งเสียงคำรามฮื่อแฮอยู่ในลำคอ พูดเสียงห้าวๆให้เหมือนกับเสียงผี

"ฮือๆๆๆตูข้าต้องการชีวิตของเจ้ารู้ไหม"

เจ้าแห้วห้ามล้อพรืดหยุดชะงักอกสั่นขวัญแขวนใบหน้าซีดเผือกเหมือนแผ่นกระดาษ เส้นผมบนศีรษะตั้งชันด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด เมื่ออสุรกายเลื่อนตัวเข้ามาเจ้าแห้วก็ร้องเสียงสั่น

"อ๋อย ไปที่ชอบๆเถอะครับคุณเปรต อย่ามาหลอกหลอนผมเลยครับ แล้วผมจะทำบุญอุทิษส่วนกุศลไปให้"

นิกรยกมือชี้หน้าเจ้าแห้วแล้วพูดคุกคามต่อไป

"กูไม่ต้องการบุญกุศล กูเป็นเปรต กูต้องโทษตกนรกร้อยกัปแสนกัลป์อนันตชาติไม่ได้ผุดได้เกิด แฮ่...วันนี้กูขึ้นมาจากนรก กูพบมึงกูต้องเอามึงไปเมืองผี"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก เมื่ออสุรกายเดินเข้ามาเจ้าแห้วก็ตัดสินใจวิ่งเอาดื้อๆ เป็นการวิ่งอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิตของเจ้าแห้ว ทำเวลา ๑๐๐ เมตรเพียง ๑๐ วินาทีเท่านั้น เท่ากับเจสสี โอเวล อดีตนักวิ่งเร็วแช็มเปี้ยนโลก

ลัดนิ้วมือเดียวเจ้าแห้วก็มาถึงกุฏิพระคุณเจ้าทั้งสี่องค์ประตูรั้วนอกชานเปิดทิ้งไว้บานหนึ่ง เจ้าแห้วเผ่นพรวดเดียวขึ้นมาบนกุฏิทำให้พลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งกำลังนั่งสนทนากันหันไปมองดูเจ้าแห้วอย่างตกใจ

"อ้าว อ้ายแห้วเรอะ" ท่านเจ้าคุณอุทานขึ้นดังๆ

เจ้าแห้วปราดเข้ามาทรุดตัวนั่งลงพับเพียบหายใจถี่เร็วผิดปรกติ ใบหน้าและท่าทางอันตื่นเต้นหวาดกลัวของเจ้าแห้วบอกให้ทุกคนรู้ดีว่าเจ้าแห้วคงถูกอสุรกายกิมหงวนและนิกร หลอกหลอนแน่นอน พลแกล้งถามเจ้าแห้วว่า

"แกวิ่งหนีใครมาวะ แล้วก็แกมาที่นี่ทำไม"

"เดี๋ยวครับ รับประทานยังตื่นเต้นพูดไม่ออก ขอให้ผมพักเหนื่อยสักครู่"

นายพลดิเรกหัวเราะเสียงกังวาน

"แกเจอเปรตที่ข้างโบสถ์ใช่ไหมล่ะ"

"ครับ รับประทานสูงชะลูดเลยครับ ตัวดำทะมื่นหน้าหัวกะโหลกผีเสียงห้าวและแหบแห้ง รับประทานมันออกมาขวางหน้าผมและขู่จะเอาชีวิตผมครับ โอ๊ย...ที่นี้ผมไม่กล้ามาที่วัดนี้ในตอนกลางคืนอีกแล้ว พรรคพวกผมเขาก็เคยบอกผมว่าผีวัดธาตุทองดุ โอย...เคราะห์ดีจริงๆที่วิ่งหนีมาได้"

"แล้วแกมาทำไม"

"รับประทานคุณหญิงท่านใช้ให้ผมเอารถมารับท่านเจ้าคุณและพวกคุณๆกลับบ้านครับ รับประทานท่านบอกว่าถ้ามานอนค้างกันที่นี่ก็จะทำให้พระท่านเดือดร้อนแล้วก็คุณผู้หญิงไม่ใคร่เชื่อว่าพวกเจ้านายจะนอนค้างที่วัดครับ กลัวจะไปนอน....ซ่องแล้วหลอกว่านอนที่วัด"

พลมองดูหน้านายพลดิเรกแล้วหัวเราะเบาๆ

"เมียเรารู้ไต๋พวกเราเสียแล้ว"

เจ้าแห้วกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวถามท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

รับประทานอาเสี่ยกับคุณนิกรคุยกับพระอยู่ในห้องหรือครับ"

"เปล่า มันออกไปเดินเล่นหน้าวัดเมื่อสักครู่นี้เอง"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"รับประทานประเดี๋ยวก็คงเจอเปรตตัวนั้นเข้าคุณนิกรคงวิ่งตับแตก อ้า-พวกสาวๆที่มาวุ่นวายอยู่ในวัดไม่มีแล้วนี่ครับ ถ้าจะเบื่อเข้าเลยกลับไปบ้านหมด"

ทันใดนั้นเอง อสุรกายสองสหายก็ปรากฏตัวขึ้นมาที่นอกประตูรั้วนอกชานกุฏิ เสี่ยหงวนค่อยๆทรุดตัวลงนั่งยองๆ___นิกรก็ลงนั่งยองๆบนบ่าอาเสี่ยปล่อยให้อาเสี่ยเลื่อนตัวผ่าน___ประตูเข้ามา เมื่อสองสหายลุกขึ้นยืนก็กลายเป็นเปรตตัวหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯกับพลและศาสตราจารย์ดิเรกแลเห็นแล้ว ส่วนเจ้าแห้วนั่งหันหลังให้จึงไม่เห็น

นายพลดิเรกแกล้งทำตกใจร้องเสียงหลง

"มายก๊อด "

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกหันขวับไปทางประตูรั้วทันที และแล้วเจ้าแห้วก็ตกใจตัวเนื้อสั่นเหมือนเจ้าเข้า ยกมือขึ้นประนมระหว่างหน้าอกพูดเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ผมกลัวแล้วครับ อย่าหลอกหลอนผมหรือทำร้ายผมเลยครับ"

นิกรนึกสงสารเจ้าแห้วก็โบกมือแล้วกล่าวขึ้น

"เลิกแล้วอ้ายแห้ว เลิกแล้วโว้ย กันกับอ้ายหงวนคือเปรตตัวนี้ ไม่ได้หลุดมาจากนรกหรอก เราปลอมตัวเป็นเปรตก็เพื่อหลอกหลอนแม่พวกสาวๆ ที่มาวุ่นวายกับพระลูกๆของเรา"

อาเสี่ยทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วกล่าวกับนิกร

"ลงมาจากบ่าเสียทีซีอ้ายเวร เมื่อยจะตายแล้ว"

นิกรถอดหน้ากากหัวกะโหลกผีออกโยนมาให้เจ้าแห้วแล้วก้าวลงจากบ่าเสี่ยหงวนท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงเสื้อกางเกงตัวนั้นหลุดออกจากร่างของสองสหายแล้ว เพราะเย็บไว้แต่เพียงด้านหน้า ด้านหลังปล่อยไว้ว่างๆ

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก เขามองดูสองสหายอย่างเคืองๆ

"แหม-รับประทานทำให้ผมใจหายใจคว่ำ รับประทานนี่ถ้าเป็นคนอื่นรับประทานผมเตะแล้ว"

นิกรกับกิมหงวนหัวเราะลั่น สองสหายเดินมานั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา อาเสี่ยยิ้มให้พลและกล่าวว่า

"กันกับอ้ายกรหลอกเด็กสาวๆเหล่านั้นวิ่งแจ้นไปคนละทางสองทางสนุกจังว่ะ อ้ายแห้วเดินดุ่มๆมาข้างโบสถ์พอเห็นเราเข้าก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าวห้อแน่บตรงมานี่"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"คุณแม่ใช้ให้อ้ายแห้วเอารถมารับพวกเรากลับบ้านเตรียมตัวกลับบ้านกันเถอะ แต่ไปแวะกินข้าวที่โรงแรมเราเสียก่อน กันชักจะหิวแล้วเหมือนกัน" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เก็บเสื้อกางเกงเก็บหน้ากากใส่กระเป๋าใบนั้นโว้ย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างนมัสการลาพระคุณเจ้าทั้งสี่องค์กลับใน ๑๐ นาทีนั้นเอง พลสัญญากับพระว่านับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะส่งจิ๊กโก๋มาเฝ้ากุฏิทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อไม่ให้พวกสาวๆก่อกวนความสงบ