พล นิกร กิมหงวน 121 : วายร้ายอีสตันบูล

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงโรงแรม 'สี่สหาย' ในเวลา ๙.๓๐ น.ตามปรกติ ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ธุรกิจการค้าในด้านโรงแรมหนักมาก เนื่องจากมีนักทัศนาจรชาวยุโรป อเมริกันหลั่งไหลเข้ามาเมืองไทยมากมาย นอกจากนี้ ทหารอเมริกันทางภาคอีสานยังได้ลาพักผ่อนมาเที่ยวหาความสำราญในกรุงเทพฯ โรงแรม 'สี่สหาย' เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งที่บริการทันสมัยแบบสวิสเซอร์แลนด์

ชาวต่างประเทศจึงนิยมพากันมาพักอยู่ที่โรงแรมนี้ นอกจากนี้พวกฝรั่งในกรุงเทพฯ ยังได้รับประทานอาหารมื้อเช้า มื้อกลางวัน น้ำชาเวลาบ่ายและอาหารค่ำที่โรงแรม 'สี่สหาย' วันหนึ่งหลายร้อยคน รวมทั้งคนไทยที่ยกย่องตัวเองว่าเป็นคนชั้นสูงกินข้าวน้ำพริกไม่เป็น ต้องกินขนมปังและอาหารแบบยุโรป

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันบริหารงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อมาถึงโรงแรมก็เริ่มทำงานกัน แม้กระทั่งนิกรซึ่งอยู่ข้างจะขี้เกียจก็ขยันขันแข็ง เพราะกิจการของโรงแรมมีรายได้ดีมีผลกำไรมากดีกว่าธนาคาร 'สี่สหาย' หรือธุรกิจอื่นๆ ที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นหุ้นส่วนกัน

ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งทำงานอย่างเคร่งเครียดภายในห้องทำงานอันกว้างขวางหรูหรามีเครื่องปรับอากาศ เสียงประตูห้องก็ถูกเคาะเบาๆ

นายพลดิเรกละสายตาจากเครื่องคิดเลขมองไปที่ประตู

"คัมอิน"

บานประตูที่มีลูกปืนช่วยผ่อนแรงถูกผลักออกเบาๆ นายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการหนุ่มของโรงแรมสำเร็จวิชาการโรงแรมมาจากสวิสเซอร์แลนด์พาตัวเดินเข้ามา แล้วก้มศีรษะคำนับเจ้านายของเขา

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ ท่าน"

นิกรพูดขึ้นทันที

"คุณช่วยบอกบ๋อยให้เอาข้าวผัดใส่ไข่ดาวและสะเต๊กมาให้ผมหน่อยซีคุณทวน"

"เฮ้ย" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโร "พึ่งกินข้าวเช้ามาจากบ้านเมื่อกี้นี้เอง หิวอีกแล้วหรือ"

นิกรอมยิ้ม

"ไส้ผมมันตรงครับ กระเพาะอาหารของผมก็ย่อยเร็วผิดปรกติ"

ผู้จัดการหนุ่มหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนผู้อำนวยการโรงแรมอย่างนอบน้อม

"ชาวเติ๊คคนหนึ่ง เขาจะขอพบกับอาเสี่ยครับ เขาเป็นนักธรกิจแห่งอีสตันบูล มาพักอยู่ที่นี่ ๕ วันทั้งวันนี้"

"งั้นเรอะ เขาเป็นใครล่ะคุณ"

ผู้จัดการนิ่งคิด แล้วยกมือเกาท้ายทอย

"ชื่อเรียกยากหน่อยครับ อ้า อิสไมมารัสครับ รู้สึกว่าเขามีท่าทางหวาดหวั่นอย่างไรชอบกล นัยน์ตาของเขาล่อกแล่กมองซ้ายมองขวาตลอดเวลา เขาบอกว่าเขามีความจำเป็นบางอย่างที่จะขอร้องให้อาเสี่ยช่วยเขาในฐานะที่เขามาพักอยู่ที่โรงแรมนี้ เขาพูดไทยได้ดีครับ เมื่อหนุ่มๆ เขาเคยมาอยู่เมืองไทยเกือบ ๑๐ ปี"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"เขารออยู่ข้างนอกหรือคุณหอก"

นายทวนหยุดยิ้มทันที

"ครับ รออยู่นอกห้อง"

"ถ้าเช่นนั้นไปเชิญเขาเข้ามาพบผมได้"

ผู้จัดการโรงแรมก้มศีรษะโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง แล้วพาตัวเดินไปที่ประตูห้อง ดึงบานประตูเปิดออกพยักเพยิดกับใครคนหนึ่ง ใครคนนั้นก็คือชาวเติ๊ควัยเดียวกับคณะพรรคสี่สหาย ร่างสูงใหญ่ ผิวขาว ไว้หนวดเคราตามแบบฉบับของแขก นิยมแต่งกายสะอาดเรียบร้อยสวมกางเกงขายาวสีเทาเข้ม เชิ้ร์ทแขนยาวสีขาว แต่ไม่ได้ผูกเน็คไท

นายทวนพาเขาเข้ามาหาเสี่ยหงวนแล้วแนะนำให้นายอิสไมมารัสรู้จัก อาเสี่ยลุกขึ้นยืนต้อนรับยื่นมือให้จับ แล้วแนะนำให้รู้จักคณะพรรคของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทีละคน ต่างฝ่ายต่างทักทายกันตามสมควร

"เชิญนั่งครับคุณอิสไม" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "ผมและพวกเรากรรมการบริหารงานของโรงแรมนี้พร้อมแล้วที่จะให้ความช่วยเหลือคุณ"

"ขอบคุณครับ" เขาพูดเสียงหนักๆ แต่ไม่ดังนัก แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการโรงแรม "ขอให้ผมเริ่มเรื่องของผมเถอะนะครับ ขณะนี้ชีวิตของผมกำลังอยู่ในระหว่างเงื้อมมือของมัจจุราช ท่านผู้อำนวยการและเพื่อนๆ ของท่านกรุณาช่วยคุ้มครองผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"เล่าให้ละเอียดกว่านี้คุณอิสไม"

ชาวเติ๊คถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ศัตรูของผมเขากำลังเดินทางมาฆ่าผมครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"คุณก็ฆ่าเขาเสียก่อนซีครับ จะยากอะไร เมื่อรู้ว่าเขาจะฆ่าคุณ คุณก็เล่นงานเขาเสียก่อน หรือไม่มีปืนผมจะให้ขอยืม เรื่องบู๊ผมชอบครับ แต่ชอบดูนะครับไม่ใช่ชอบบู๊กับเขา"

อิสไมหันไปมองดูนิกรแล้วส่ายหน้า

"เขาไม่ใช่คนธรรมดาอย่างเราครับคุณ เขาเป็นฆาตกรที่มีจิตใจโหดเหี้ยมป่าเถื่อนที่สุด การฆ่าคนเป็นเรื่องเล็กสำหรับเขา ที่ตุรกีเขาฆ่าคนมาหลายร้อยคนแล้ว"

นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก กล่าวถามอิสไมทันที

"ฆ่าคนตั้งหลายร้อยคน ทำไมตำรวจรตุรกีไม่จัดการกับเขา"

"ไม่ละครับ เขาเป็นเพชรฆาตประจำเรือนจำมีหน้าที่ประหารชีวิตนักโทษตามคำพิพากษาของศาลครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ถ้ายังงั้น เขาก็ทำตามหน้าที่ของเขา"

อิสไมเปลี่ยนสายตาไปที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แต่เขาเหี้ยมโหดทารุณมากครับ เพราะเขาฆ่าคนตายบ่อยๆ นั่นเอง ชาวอีสตันบูลเรียกเขาว่าวายร้ายอีสตันบูลครับ เขาเป็นอันธพาลชื่อดัง ชอบรีดไถประชาชน ใครมีเรื่องผิดใจกับเขาหรือขัดต่อประโยชน์ของเขา เขาก็ยิงทิ้งโดยไม่มีพยานหลักฐาน แม้แต่พ่อของเขาเองเขายังยิงทิ้ง เพราะพ่อเขาตั้งสถานนวดตัวอาบน้ำแข่งกับเขา"

พลสบตานายอิสไมก็ยิ้มให้และถามว่า

"คุณมีเรื่องอะไรกับเขาล่ะครับ"

"ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอกครับ ผมเพียงแต่เป็นชู้กับเมียของเขา แล้วก็โกงเงินเขาห้าหกแสนที่เราเข้าหุ้นกันตั้งบ่อนการพนันเถื่อน"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เรื่องนิดหน่อยไม่น่าจะคิดฆ่าแกงกันเลย คุณกับเขาคงเป็นเพื่อนรักกันมาก"

"ครับ เพื่อนร่วมสาบานกันแท้ๆ น่าจะอภัยให้ผม แต่ชาลีฮำเหม็ดกับโกรธแค้นผม ติดตามล่าตัวผมทั่งตุรกี ผมหนีไปอังการา เขาก็ตามไป แต่ผมรู้ตัวเสียก่อนรีบจับเครื่องบินมาแบกแดดผ่านบัสรามา การาจี"

เสี่ยหงวนพูดต่อ

"ชาลีตามคุณมาอีก "

"ครับ เหมือนกับมีผีปีศาจไปกระซิบบอกเขา ผมเผชิญหน้าเขาที่การาจีแต่มีเหตุสุดวิสัยมาขัดขวางทำให้เขาห่าผมไม่ได้ ผมโดยสารรถทหารคันหนึ่งหนีไป ผมหนีกระเซอะกระเซิงไปจนพ้นเขตปากีสถานก็ขึ้นเครื่องบินที่เดลฮีมากรุงเทพฯ "

นายพลดิเรกถามว่า "เขาตามมาอีกยังงั้นหรือ"

"ยังครับ เขายังไม่ได้ตามมา แต่เขาโทรเลขถึงผมส่งมาที่โรงแรมนี้ มีความว่า เขาจะมาพบผมในวันสองวันนี้ ถ้าผมกลัวจะพบหน้าเขาให้หนีไปอยู่โลกพระจันทร์หรือดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง"

อิสไมล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ร์ทหยิบกระดาษโทรเลขต่างประเทศฉบับหนึ่งออกมาส่งให้อาเสี่ยกิมหงวน อาเสี่ยอ่านจบก็ส่งให้พลซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เขา ข้อความในโทรเลขนั้นเป็นไปตามที่อิสไมเล่าให้ฟัง แล้วเสี่ยหงวนก็ถามว่า

"คุณมั่นใจว่าชาลีจะตามคุณมากรุงเทพฯ เพื่อสังหารคุณยังงั้นหรือครับ"

"ครับ ผมมั่นใจ ผมรู้จักชาลีฮำเหม็ดดีครับ เขาเป็นคนพูดจริงทำจริง ถ้าลั่นวาจาว่า เขาจะฆ่าใครแล้ว ต่อให้หนีไปสุดขั้วโลกเขาก็ตามฆ่าจนได้ กรุณาช่วยคุ้มครองชีวิตผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ผมคิดว่าคุณไปขอความช่วยเหลือกับตำรวจไม่ดีหรือ พวกผมเป็นนักธุรกิจไม่ใช่พวกพยัคฆ์ร้ายหรือวายร้าย"

"ถูกละครับ ผมควรจะไปหาตำรวจไทยซึ่งผมทราบว่ามีความสมรรถภาพเข้มแข็งมาก แต่ในโรงแรมนี้ท่านกับเพื่อนๆ ของท่านคงจะให้ความคุ้มครองผมได้ดีกว่าตำรวจเพราะพนักงานโรงแรมทุกคนอยู่ในบังคับบัญชาของท่าน ผมกลัวว่าจะมีใครคนหนึ่งยอมร่วมมือกับชาลีฮำเหม็ดฆ่าผม"

คราวนี้อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"จริงซีนะ เอาละคุณอิสไม ผมขอบคุณคุณมากที่ให้เกียรติพวกเราคุ้มครองคุณ เราจะให้ความอารักขาคุณอย่างดีที่สุด อ้า-ไปนั่งคุยกันที่โต๊ะรับแขกนั่นเถอะครับ ผมกับเพื่อนๆ ของผมจะได้ปรึกษาหารือกับคุณในเรื่องนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ถ้าฮอสท์บุชฮอลซ์บุกมาถึงกรุงเทพฯ และมาที่นี่ ผมแสดงเองคุณอิสไม"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"เละแล้วอ้ายกร นั่นมันหนังเรื่อง 'จอมเพชรฆาตอีสตันบูล'"

"เออ-จริงโว้ย ดูตั้ง ๕ หนแล้วยังไม่เบื่อ ไม่เคยมีหนังบู๊เรื่องไหนที่กันชอบและติดอกติดใจยิ่งไปกว่าเรื่องนี้เลย นางเอกก็สวยหยดย้อย พระเอกหนุ่มหล่อน่ารักไวเหมือนจิ้งจก"

"จิ้งเหลนโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้น

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"มันก็ไวพอๆ กันแหละครับ เป็นสัตว์เลื้อยคลานเช่นเดียวกัน"

ทุกคนต่างลุกเดินรวมกลุ่มตรงมายังโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขก คณะพรรคสี่สหายนั่งรวมกันบนโซฟาร์ตัวใหญ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายอิสไมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว

ด้วยพาสปอร์ทและวีซ่าปลอม ชาลีฮำเหม็ดในนามของยัฟฟาซาอิดได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานดอนเมืองอย่างเงียบเชียบพร้อมด้วยสมุนแขนขวาของเขาซึ่งใช้หนังสือเดินทางปลอมเช่นเดียวกัน

ทั้งสองมาพักอยู่ที่โรงแรม 'สี่สหาย' ในตอนบ่ายวันนั้น

ชาลีฮำเหม็ดลงทุกโกนหนวดเคราของเขาออกทำให้ใบหน้าเปลี่ยนแปลงไป ส่วนสมุนคนสนิทของเขาใช้หนวดเคราปลอม พนักงานต้อนรับของโรงแรมได้ตรวจดูหนังสือเดินทางของคนทั้งสอง ซึ่งปรากฏว่าเป็นชาวอินเดีย มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงนิวเดลฮีเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อทัศนาจร หนังสือเดินทางทั้งสองฉบับและตราวีซ่าของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงนิวเดลฮีนั้นทำปลอมได้แนบเนียนมาก เจ้าหน้าที่ต้อนรับของโรงแรม 'สี่สหาย' ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรจึงจัดห้องพักให้เขาตามความประสงค์ คือห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓๐ ซึ่งอยู่ชั้น ๔ ของอาคารและอยู่แถวเดียวกับห้องพักของอิสไม

เสี่ยหงวนผู้อำนวยการโรงแรมได้รับโทรศัพท์จากเสมียนโรงแรม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ต้อนรับแขกผู้มาพัก

"ฮัลโหล นั่นใครพูด"

"วิทยาครับผม"

"เออ ว่ายังไง"

"มีชาวอินเดียสองคนมาพักที่ห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓๐ ครับท่าน พาสปร์ทของเขาปรากฏว่าเป็นนักทัศนาจร คนหนึ่งชื่อยัฟฟาซาอิดดูราวัลลีศรีคงคามหานที "

"พอแล้ว" เสี่ยหงวนตวาดลั่น "ชื่อยาวตั้งไมล์ ถึงเธอบอกฉัน ฉันก็จำไม่ได้"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ครับ ผมเองก็ต้องโน๊ตไว้ ม่ายก็จำไม่ได้เหมือนกัน ผมเรียนให้ผู้อำนวยการทราบตามคำสั่งครับ เพราะผู้มาพักเป็นแขก แต่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนอย่างที่ผู้อำนวยการสั่งไว้หรอกครับ เขาไม่มีหนวดเครา"

"งั้นเรอะ ขอบใจมากน้องชาย อย่าลืมนะว่าถ้ามีชาวอินเดียหรือคนแขกกลุ่มประเทศอาเซียตะวันตกเฉียงใต้มาพัก เธอจะต้องบอกให้ฉันรู้ทุกรายไป ถ้าพวกเรากลับบ้านแล้ว ก็บอกผู้จัดการ อย่าให้ศัตรูของนายอิสไมลอบเข้ามาสังหารเขาได้ จะเสียชื่อโรงแรมของเรา เราจะต้องร่วมมือกันช่วยป้องกันชีวิตเขา อีกสามวัน อิสไมก็จะเดินทางไปโตเกียวแล้ว"

"ครับ ครับ ผมจะพยายามสังเกตผู้มาพักและตรวจดูหนังสือเดินทางให้ละเอียดถี่ถ้วน"

"ดีมาก ขณะนี้นายอิสไมพักผ่อนอยู่ที่ห้องของเขาหรือ"

"ไม่ครับ เขาลงไปอาบน้ำในสระหลังโรงแรมครับ"

"อือ-เลิกกันนะ บอกบ๋อยให้เอาน้ำชากับแซนวิชมาให้อ้ายกรด้วย"

"ยังไม่ถึงเวลาน้ำชานี่ครับ"

"เอาเถอะน่า อย่ารู้ดีหน่อยเลย อ้ายกรมันกินได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง" พูดจบกิมหงวนก็วางหูโทรศัพท์ซึ่งเป็นเครื่องภายในสถานที่ลงบนเครื่องของมันตามเดิม

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งทำงานเงียบๆ ภายในห้องทำงานที่เย็นสบายด้วยแอร์คอนดิชั่น ขณะนี้เป็นเวลา ๑๔.๐๐ น.แล้ว อากาศภายนอกร้อนระงม อุณหภูมิ ๓๐ องศาเซนติเกรด พวกผู้ดีมีเงินในกรุงเทพฯ เผ่นไปตากอากาศหมดแล้ว เพราะขืนอยู่ในกรุงเทพฯ ก็คงร้อนตาย

ประตูห้องทำงานถูกผลักออกเต็มแรงร่างสูงใหญ่ของนายอิสไมเข้ามาในห้องทั้งๆ ที่เขานุ่งกางเกงอาบน้ำเพียงตัวเดียวและมีผ้าขนหนูขนาดกลางคลุมไหล่

"ช่วยผมด้วยครับผู้อำนายการ ช่วยผมด้วยครับ" นายอิสไมพูดละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ "ชาลีมาพักอยู่ที่โรงแรมนี้ มันต้องฆ่าผมแน่ๆ "

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกตะลึงไปตามกัน ต่างจ้องมองดูหน้านายอิสไมเป็นตาเดียว

"ชาลี แช็ปปลิ้นหรือคุณ" นิกรร้องขึ้นดังๆ

อิสไมกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ชาลี แช็ปปลิ้นผมจะต้องไปกลัวเขาทำไมครับ ผมหมายถึงชาลีฮำเหม็ด"

"เหม็ดหรือเม็ด" นิกรถาม

"เหมือนกันแหละครับ เหม็ดหรือเม็ดก็ได้ ผมลงไปว่ายน้ำเล่นในสระหลังโรงแรมพอกลับขึ้นไปบนห้องพักผมก็แลเห็นเขายืนอยู่ที่ระเบียงหน้าตึก แต่ก่อนที่เขาจะเห็นผม ผมก็รีบหลบลงมาเสียก่อน ชาลีโกนหนวดเคราออกแล้วครับแต่ผมจำเขาได้ดี เพราะเราเป็นเพื่อนกันเคยร่วมเที่ยวร่วมกินมาด้วยกัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"นั่งลงก่อนคุณอิสไม กลางวันแสกๆ และพวกผมอยู่กันพร้อมหน้ากันอย่างนี้เขาทำไมคุณไม่ได้หรอก" พูดจบก็หันมาทางนิกร "เฮ้ย-แกช่วยจัดการหน่อยเถอะวะอ้ายกร"

นิกรยิ้มแป้น

"ว่ามาหัวหน้า จะให้กันทำยังไง"

"ขึ้นไปพบชาลีและยิงเขาทิ้งเสียด้วยปืนเงียบในตู้เหล็กเก็บเอกสารชั้นบนนั่น งานง่ายอย่างนี้ทำได้ไหมล่ะ"

นิกรหัวเราะ

"ได้น่ะได้แต่ขี้เกียจติดตะราง ฆ่าคนตายโดยเจตนาน่ะอย่างท้วมๆ รับสารภาพก็ ๒๐ ปี แกแสดงเองดีกว่า"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ไม่กล้าโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้านายอิสไมแล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณแน่ใจหรือว่าเขาคือนายชาลีฮำเหม็ด"

"แน่ขอรับเจ้าคุณ ผมจำได้กระทั่งกลิ่นตัวของเขา เมื่อลมพัดมาต้องจมูกผมเป็นกลิ่นน้ำมันเนยปนกับกลิ่นเครื่องเทศ ถึงแม้เขาโกนหนวดเคราออกแล้วผมก็จำได้"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ากับพล

"โทรศัพท์เรียกตำรวจดีไหม"

เสี่ยหงวนขัดขึ้นทันที

"อย่าเลยครับเราจะร่วมมือกันจัดการกับชาลีเอง ถ้าเราเรียกตำราจมาและบังเอิญคนที่คุณอิสไมเข้าใจว่าเป็นชาลีฮำเหม็ดเป็นคนอื่นซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน เราก็ขายหน้าตำรวจเขาเปล่าๆ หนังสือพิมพ์รู้เข้าก็จะลงข่าวเกรียวกราว ในที่สุดพวกเราก็จะกลายเป็นลูกตาลตื่นตูม หล่นลงมาจากต้นใกล้ๆ กับกระต่าย พอแลเห็นกระต่ายลูกตาลก็ตกใจกลิ้งหนีกระต่ายไปอย่างไม่คิดชีวิต"

นายพลดิเรกหัวเระหึๆ

"เละแบบอ้ายกรแล้วอ้ายหงวน ทีแรกก็พูดเป็นงานเป็นการ เดี๋ยวเดียวเละ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม ก่อนที่เขาจะพูดอะไรเสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น แต่เป็นเครื่องภายในสถานที่ซึ่งวางคู่กับเครื่องโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์

"ฮัลโหล นั่นใครพูด"

"ยัฟฟาซาดิดแห่งนิวเดลฮีครับ"

"ยัฟฟา "

"ครับ ผมพักอยู่ห้องเดอร์ลุกซ์หมายเลข ๓๐ กับเพื่อนของผมครับ ผมพึ่งมาถึงเมื่อ ๑๓.๐๐ น.นี่เอง" เขาพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน "ผมอยากจะลงมาพบท่านเพื่อปรึกษากับท่านเกี่ยวกับการแลกเงินไทยครับ ผมอยากจะแลกสักสามมื่นดอลลาร์อเมริกันเพื่อเอาเงินไปลงทุนค้าขายกับญาติของผมที่ย่านการค้าสำเพ็ง ที่โรงแรมเขามีให้แลกไม่เกินพันดอลลาร์ครับ ถ้าจะกรุณาให้ผมแลกเปลี่ยนเป็นเช็คของท่าน ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ผมทราบดีครับว่าผู้อำนวยการโรงแรม 'สี่สหาย' คือตัวท่านเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"ดอลลาร์อเมริกาน่ะคุณพิมพ์มาจากอินเดียหรืออย่างไร"

"อัลลา " เขาอุทานเรียกพระเจ้าของเขา "ผมเป็นนักธุรกิจชั้นนำคนหนึ่งของอินเดียนะครับ ที่เมืองไทยชาวภารตโดยมากก็รู้จักคุ้นเคยมาอยู่เมืองไทยแล้ว"

"ถ้ายังงั้นเชิญครับ เชิญลงมาพบกับผมได้ โรงแรมของเราจะให้ความสะดวกสบายแก่ท่านผู้มาพักเสมอ ทุกสิ่งทุกประการเท่าที่จะช่วยได้"

"ขอบคุณครับ ผมจะลงไปพบเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิมแล้วเขาก็ยิ้มให้อิสไม

"ชาวภารตคนหนึ่งพึ่งมาพักอยู่ที่นี่และพักอยู่ห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓ เขาจะลงมาพบผม เพื่อเอาดอลลาร์สามหมื่นเหรียญอเมริกันมาแลกเช็คผมเอาไปขึ้นเงิน"

อิสไมนัยน์ตาเหลือก

"ทำไมเขาไม่ไปแลกที่ธนาคารละครับ เขาบอกชื่อคุณหรือเปล่าครับว่าเขาเป็นใคร"

"เขาบอกว่าเขาชื่อยัฟฟาซาปูนหรือซาอิดอะไรผมก็ลืมเสียแล้ว"

อิสไมอุทานออกมาคำหนึ่งด้วยความรักตัวกลัวตาย

"ใช่แล้วครับ เขาคือชาลีฮำเหม็ดวายร้ายอีสตันบูล เมื่อเขาไปนอกประเทศเขาจะต้องใช้หนังสือเดินทางปลอมและชื่อปลอมว่ายัฟฟาซาอิด โอย กรุณาช่วยผม ถ้าเขาเห็นผมในห้องนี้เขาต้องยิงผมแน่ๆ และพวกคุณก็จะพลอยรับเคราะห์กรรมไปด้วย"

นายพลดิเรกมองดูหน้านายอิสไมอย่างเห็นใจแล้วกล่าวขึ้น

"อาจจะเป็นได้ ยัฟฟาคือชาลีที่กำลังล่าตัวคุณ ถ้าคุณออกไปจากห้องเราก็คงเผชิญหน้ากับเขาและถูกยิงตาย รีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บเอกสารของเราเถอะครับ มันแคบหน่อยแต่ก็มีเครื่องปรับอากาศ เร็ว-ห้องอยู่นั่น"

อิสไมผลุนผลันลุกขึ้นด้วยความรักตัวกลัวตาย เขาวิ่งไปที่ประตูห้องเก็บเอกสารซึ่งอยู่ด้านสุดของห้องทำงานแล้วเขาก็เปิดประตูพาตัวเดินเข้าไปในห้องนั้นรีบปิดประตูทันที

ในนาทีนั้นเองประตูหน้าห้องทำงานก็ถูกเคาะสามสี่ครั้ง

"เชิญ" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ

บานประตูเผยออกทีละน้อย ชาวเติ๊ควัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่แต่งกายแบบสุภาพชนคนหนึ่งพาตัวเดินเข้ามาในห้องในท่าทางสงบเสงี่ยม ถึงแม้ใบหน้าของเขาปราศจากหนวดเครา แต่ก็เป็นใบหน้าที่โหดเหี้ยม เขายกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม นิกรรีบลุกขึ้นยืนทักเขาอย่างสนิทสนม

"สวัสดีครับชาลีฮำเหม็ด โอ้โฮไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเราจะได้พบกันอีก ไปยังไงมายังไงครับ"

ก่อนที่ยัฟฟาหรือวายร้ายอีสตันบูลผู้มีนามว่าชาลีฮำเหม็ดจะพูดว่ากระไร นิกรก็ปราดเข้าไปหาเขาและยื่นมือให้จับ ชาลียิ้มแห้งๆ

"คุณแน่ใจหรือครับว่าคุณเคยรู้จักกับผม"

"ปู้โธ่ จำเพื่อนของคุณไม่ได้หรือนี่ ก่อนที่คุณจะกลับไปตุรกีคุณเคยร่วมกินร่วมเที่ยวกับผมไนกรุงเทพฯ สงกรานต์เชียงใหม่เราก็เคยไปเที่ยวงานรดน้ำดำหัวด้วยกัน ผม นิกรยังไงล่ะครับ สบายดีหรือชาลี"

ชาลีฮำเหม็ดทำหน้าชอบกล

"แฮ่ะ แฮ่ะ สบายดีครับ แล้วคุณล่ะ"

"ผมสบายเสมอ และไม่ลืมคุณเลย ผมมาทำงานเป็นสมุหบัญชีใหญ่ของโรงแรมนี้ได้ปีกว่าครับ นั่น ผู้อำนวยการเจ้านายของผมครับ คนแก่หัวล้านคือกรรมการอำนวยการ โต๊ะนั้นนายพลดิเรก ทางขวาพันเอกพลล้วนแต่เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของโรงแรมนี้ เชิญนั่งชาลี แม่โวย ไม่ได้พบกันหลายปีแล้วดีใจจัง คุณใช้ชื่อในหนังสือเดินทางว่ายัฟฟาซาอิดใช่ไหม"

วายร้ายอีสตันบูลยอมรับตามตรง

"ใช่ครับ"

นิกรพาไปนั่'ที่โต๊ะรับแขก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล เสี่ยหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกต่างลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานเดินเข้ามานั่งรวมกลุ่มด้วย ทุกคนต่างนึกชมเชยปฏิภาณอันเฉียบแหลมของนิกรที่ใช้วิธีทึกทักเป็นเกลอเก่าของวายร้ายอีสตันบูล จนกระทั่งนายชาลียอมรับว่า เขาคือชาลีฮำเหม็ดและใช้นามในหนังสือเดินทางว่ายัฟฟาซาอิด

เสี่ยหงวนกล่าวถามชาลีทันที

"คุณว่าจะขอแลกดอลลาร์เป็นเช็ค คุณจะแลกเท่าใดเอาเงินมาซีครับ"

วายร้ายหัวเราะเสียงกร้าว

"ไม่หรอกครับ นั่นไม่ใช่ความประสงค์ของผม ที่ผมเข้ามาพบคุณ อ้า ผมทราบจากบ๋อยคนหนึ่งว่า นายอิสไมมารัสเพื่อนของผมมาหาคุณในห้องนี้เมื่อกี้นี้ทั้งๆ ที่เขานุ่งกางเกงอาบน้ำ ผมขอเรียนให้ทราบว่าอิสไมหนีผมมา เขารู้ดีว่าผมกำลังต้องการชีวิตเขา เขาแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องนั้นใช่ไหมครับ"

กิมหงวนทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ใช่ก็ได้ไม่แปลก"

"แปลว่าอิสไมแอบอยู่ในห้องนั้น"

อาเสี่ยชักฉิว

"ไม่ต้องแปล ผมพูดภาษาไทยชัดดีแล้ว ขณะนี้คุณอิสไมเป็นแขกของโรงแรมนี้ ซึ่งเราจะต้องใช้ความสะดวกสบายและความปลอดภัยแก่เขาเช่นเดียวกับแขกผู้มาพักทุกๆ คน คุณต้องการตัวเขาเพื่อฆ่าเขาใช่ไหม"

"ใช่ครับ"

นายพลดิเรกพูดโพล่งขึ้น

"ซอรี่ เราจะไม่ยอมให้มีการประทุษร้ายหรือฆ่ากันในโรงแรมของเราเป็นอันขาด ที่นี่เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งของกรุงเทพฯ ไม่ใช่โรงแรมแถวสะพานเหล็กหรือหน้าโรงหวยที่เลิกล้มกิจการไปแล้ว"

ชาลีมองดูหน้าศาสตราจารย์ดิเรกแล้วยิ้มแสยะ

"ท่านนายพลที่รัก ไม่มีใครที่จะเลิกล้มความตั้งใจของผมได้ ผมติดตามล่าตัวอิสไมมาจากประเทศของผมด้วยความยากลำบาก และหมดเงินไปไม่น้อยในการจ้างคนสะกดรอยตามอิสไมตลอดจนค่าเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผม ผมจะต้องฆ่าอิสไมให้ได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"นี่มันเมืองไทยไม่ใช่อิสตันบูล"

"อย่างไรก็ตามผมก็ต้องฆ่าอิสไมผู้ทรยศ"

วายร้ายอิสตันบูลเค้นหัวเราะ

"มันเป็นเรื่องที่อภัยให้กันไม่ได้เชียวครับเจ้าคุณ เขาเป็นเพื่อนร่วมสาบานของผม แต่อิสไมเป็นชู้กับเมียผม"

นิกรว่า "ก็น่าจะอภัยให้กันได้ เพื่อนเป็นชู้กับเมียเราไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรเลย อิสไมอาจจะถือภาษิตที่ว่า เมียเพื่อนก็เหมือนเมียเราและเมียเราก็เหมือนเมียเรา"

"อ้าว ยังงั้นถ้าผมถือว่าเมียคุณเป็นเมียผมบ้าง คุณจะว่ายังไง"

นิกรยิ้มด้วยริมฝีปากข้างขวา

"ก๊อยิงกันเท่านั้น"

ชาลีหัวเราะก้าก แล้วกล่าวว่า

"อิสไมทำกับผมเจ็บแสบมากครับ เขาเป็นเพื่อนรักของผม ผมรักใคร่ไว้วางใจเขามาก นอกจากเขาเป็นชู้กับเมียผมซึ่งเป็นการหยามเกียรติผมและทรยศต่อเพื่อน เขายังยักยอกเงินของผมมาอีกตั้งห้าหกแสนแล้วหนีมากรุงเทพฯ อ้า-กรุณามอบตัวอิสไมให้ผมเถิดครับ เพื่อให้ผมได้ล้างแค้นตามที่ผมได้สาบานไว้"

พลกล่าวขึ้นทันที

"เรามอบคุณอิสไมให้คุณไม่ได้อย่างเด็ดขาด ถ้าคุณจะฆ่าเขาก็ขอให้หาโอกาสสังหารเขาเมื่ออิสไมออกไปพ้นจากโรงแรมนี้ ตราบใดที่เขายังอยู่ในเขตโรงแรมพวกผมจะต้องให้ความอารักขาเขาคุ้มครองเขาอย่างดีที่สุด"

วายร้ายอิสตันบูลลุกขึ้นยืน

"ถ้ายังงั้นพวกคุณก็รู้จักผมน้อยเกินไป เอาละครับ ผมจะต้องหาทางฆ่าอิสไมให้ได้ ผมจะพักอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าโอกาสจะเป็นของผม ทางโรงแรมไม่มีสิทธิ์ที่จะขับไล่ผมออกไปจากที่นี่ เพราะผมมีเงินจ่ายค่าเช่าห้องพักและอาหารให้โดยไม่ติดค้าง ผมเสียใจที่ผมจำเป็นจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างวึ่งบางทีอาจจะทำให้พวกคุณเดือดร้อนบ้าง"

พูดจบชาลีฮำเหม็ดก็พาตัวเดินตรงไปที่ประตูห้องในท่าทีเดือดดาล นิกรร้องเรียกเขาไว้

"คุณชาลี กลับมาก่อน ใจเย็นๆ น่า"

วายร้ายอีสตันบูลไม่ยอมฟังเสียงนิกร เขาเปิดประตูห้องพาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรกต่างหันมามองดูหน้ากัน

กิมหงวนว่า "ไม่น่ากลัวอะไรหรอก วิธีแก้ไขที่จะทำให้อิสไมรอดพ้นจากความตายง่ายนิดเดียว คือให้อิสไมไปพักอยู่ที่โรงแรมอื่นหรือรีบเดินทางออกนอกประเทศซึ่งเราจะให้ความช่วยเหลือเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นตรงไปยังห้องเก็บเอกสาร เอื้อมมือหมุนลูกบิดดึงบานประตูออก ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้เมื่อแลเห็นอิสไมยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างตู้เก็บเอกสารขนาดใหญ่

"ออกมาเถอะคุณอิสไม ชาลีไปแล้ว"

อิสไมหน้าซีดเผือด

"แต่เขาอาจจะย้อนกลับมาในห้องนี้ก็ได้นะครับ"

"ทำใจให้สบายคุณอิสไม พวกเราทุกคนต่างก็มีปืนพกติดตัวด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเขาจะฆ่าคุณเราก็จะยิงเขาเสียก่อน"

อิสไมถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินออกมาจากห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเขามานั่งที่โต๊ะรับแขกร่วมวงกับคณะพรรคสี่สหาย พลกล่าวกับอิสไมทันที

"ผมจะช่วยให้คุณไปพักอยู่ที่โรงแรมอื่น หรือหนีออกนอกประเทศ คุณจะเอาอย่างไหน"

อิสไมตอบโดยไม่ต้องคิด

"ผมอยากหนีไปต่างจังหวัดชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนครับ หนีไปทางใต้ก็ได้ แล้วผมจะออกจากประเทศไทยทางมาเลย์เซีย"

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"ถ้ายังงั้นผมจะให้คนรถของผมพาคุณไปส่งสถานีรถไฟกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ รถด่วนสายใต้ออกจากสถานีกรุงเทพฯ ๑๖.๑๕ น. คุณมีเวลาทันถมเถไป เสื้อผ้าข้าวของของคุณผมจะติดต่อกับบ๋อยให้นำลงมาให้ที่นี่และการหลบหนีออกจากโรงแรม เราจะให้คุณหนีออกทางประตูหลังติดกับถนนซอยข้างโรงแรม ถึงอย่างไรชาลีก็คงไม่เห็นคุณและไม่มีทางที่จะทราบว่าคุณหนีไปทางไหน"

อิสไมยิ้มออกมาได้ เขากระพุ่มมือไหว้พลและกล่าวกับพลด้วยความดีใจ

"ตกลงครับ ผมขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ทุกคนกรุณาช่วยชีวิตผม ผมพร้อมแล้วที่จะไปจากโรงแรมนี้ กระเป๋าเสื้อผ้าของผมอยู่ในห้องนอนและกระเป๋าเงินสดของผม ผมยัดไว้ใต้หมอนบนเตียงนอนครับ"

พลหันมาทางเสี่ยหงวน

"แกโทรศัพท์บอกบ๋อยหัวหน้าห้องเดอรลุกซ์ให้จัดการเปิดห้องคุณอิสไมขนกระเป๋าและเอาเงินสดของคุณอิสไมลงมาที่ห้องเราเถอะ ประเดี๋ยวจะให้อ้ายแห้วเอารถไปส่งที่หัวลำโพง"

อาเสี่ยพยักหน้าและลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเองเสียงกริ่งโทรศัพท์บนโตีะเสี่ยหงวนซึ่งเป็นโทรศัพท์ภายในสถานที่ก็ดังขึ้น กิมหงวนรีบเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของเขา นั่งลงที่มุมโต๊ะหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาพูด

"ฮัลโหล"

มีเสียงนายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรมพูดมา

"อาเสี่ยหรือครับ ผม ทวนพูดครับ"

"อ้อ ว่ายังไงคุณหอก"

"ผม...อ้า....ผมกับนายแห้วถูกนายยัฟฟาซาอิดผู้มาพักอยู่ที่ห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓๐ หลอกเอาตัวเรามาที่ห้องพักและควบคุมตัวเราไว้ด้วยปืนกลมือครับ"

"อ้าว-ไหงยังงั้นล่ะ คุณรู้ไหมว่ายัฟฟาคือชาลีฮำเหม็ด"

"ทราบครับ เขาบอกผมกับนายแห้วแล้ว ชีวิตของผมกับนายแห้วกำลังอยู่ในระหว่างอันตรายครับ"

อาเสี่ยลดหูโทรศัพท์ลงมาแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขาด้วยเสียงอันดัง

"บรรลัยแล้วโว้ยพวกเรา ชาลีหลอกคุณทวนกับอ้ายแห้วขึ้นไปบนห้องพักของเขาแล้วควบคุมตัวไว้ทั้งสองคน"

พล พัชราภรณ์ ลืมตาโพลง

"ยุ่งละโว้ย คุณทวนกับอ้ายแห้วคงจะตกอยู่ในอำนาจปืนพกของมัน"

เสี่ยหงวนว่า "ปืนกลมือไม่ใช่ปืนพก" แล้วเขาก็พูดโทรศัพท์กับผู้จัดการโรงแรม "ฮัลโหลคุณหอก คุณถูกบังคับให้โทรศัพท์ถึงผมใช่ไหม"

"ครับ สมุนคนสนิทของชาลีถือปืนกลมือเตรียมพร้อมที่จะสังหารผมกับนายแห้ว ชาลีให้ผมเรียนอาเสี่ยว่า ขอให้ส่งตัวนายอิสไมขึ้นไปให้เขาแล้วเขาจะปล่อยผมกับนายแห้วให้เป็นอิสระเป้นการแลกเปลี่ยนกัน"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"ถ้าผมไม่ยอมส่งอิสไมขึ้นไปจะมีอะไรเกิดขึ้น"

ไม่มีคำตอบจากนายทวนแต่แล้วสักครู่ก็มีเสียงชาลีฮำเหม็ดพูด

"ฮัลโหลนี่ชาลีพูดครับ ผมเสียใจที่ผมทำให้คุณเดือดร้อน กรุณาส่งตัวอิสไมขึ้นมาให้ผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอดแล้วตะโกนลั่น

"อ้ายวายร้าย แกคืออ้ายมหาวายร้าย อ้ายฉิบหายบรรลัยจักรห้าร้อยละลาย แกเสือกมาทำความยุ่งยากเดือดร้อนในประเทสไทย"

"แต่เรื่องของผมเพียงแต่ติดตามมาฆ่าอิสไมเพื่อนทรยศเท่านั้น"

อาเสี่ยโกรธจนตัวสั่น

"ฉันจะโทรศัพท์เรียกตำรวจกองปราบมาลากคอแกไปเดี๋ยวนี้ แกจะได้รู้ว่าเลือดตำรวจของไทยเกียรติวินัยกล้าหาญ"

เสียงชาลีหัวเราะชอบใจ

"อย่านะครับ ท่านผู้อำนวยการโปรดฟังผมก่อน ถ้าใช้ตำรวจเล่นงานผม ผมกับสีหนาทปานเดคนของผมสู้ตาย แต่เราจะฆ่าผู้จัดการโรงแรมและคนรถของท่านเสียก่อน ซึ่งผมรู้ดีว่าคนสองคนนี้มีค่าและมีความหมายสำหรับท่าน ผมมีปืนกลมือแบบทันสมัยที่ถอดได้เป็นชิ้นๆ สองกระบอก กระสุนอีกหลายแม็คกาซีนผ่านการตรวจค้นของศุลการักษ์ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองมาได้อย่างสบาย นอกจากนี้ผมมีระเบิดมือที่ใช้ดินระเบิดแรงสูงทำจากรัสเซียด้วย เป็นระเบิดเวลาขนาดเล็กก็จริงแต่อำนาจของมันจะทำให้อาคารหกชั้นของโรงแรมนี้พังพินาศ ที่พูดนี่ไม่ใช่ขู่นะครับ"

"แล้วยังไง" เสี่ยหงวนพูดอย่างยัวะ

"ผมให้เวลาท่านผู้อำนวยการ ๑๐ นาที ขณะนี้เป็นเวลา ๑๕.๑๕ นาฬิกา ถ้า ๑๕.๒๕ นาฬิกา ท่านไม่ส่งตัวอิสไมมาให้ผม กระสุนปืนกลมือของผมก็จะดังขึ้นและนั่นหมายความว่าผู้จัดการโรงแรมและคนรถของท่านจะต้องเสียชีวิต เอาละครับผมพูดกับท่านแค่นี้ ท่านพูดกับคนรถของท่านหน่อยซีครับ"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่นถือโทรศัพท์นิ่งเฉย แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเจ้าแห้วพูดกับเขา

"รับประทานผมกับคุณทวนหงิกรับประทานแน่ละครับ อาเสี่ยส่งตัวนายอิสไมขึ้นมาให้เขาเถอะครับ เขาจะฆ่าแกงกันมันเรื่องของเขา"

"กูไม่ส่ง" อาเสี่ยร้องลั่น

"อ้าว-รับประทานผมกับคุณทวนก็เท่งทึงน่ะซีครับ รับประทานอย่าบอกตำรวจนะครับ รับประทานอย่างไรนึกว่าเลี้ยงผมไว้ดูเล่นอย่าพึ่งให้ผมเน่าเลยครับ ท่าทางมือปืนของยัฟฟาหรือชาลีดุร้ายมากครับ นัยน์ตาโตเกือบเท่าไข่แมว รูปร่างยังกะยักษ์วัดพระแก้ว"

เสี่ยหงวนวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องอย่างกระแทกกระทั้นก้าวลงจากโต๊ะเดินตัวปลิวเข้ามาหาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายอิสไม อาเสี่ยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมด้วยใบหน้าเคร่งขรึมแล้วเล่าเรื่องให้ฟังเท่าที่เขาพูดโทรศัพท์โต้ตอบกับนายทวนและชาลีกับเจ้าแห้ว

อิสไมตัวสั่นงันงก

"กรุณาอย่าส่งผมไปให้มันนะครับ ชาลีมันต้องยิงผมทิ้งแน่ๆ " เขาวิงวอนอย่างน่าสงสาร

พลกล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"เราตกที่นั่งลำบากเสียแล้วครับคุณอา ถ้าเราไม่ส่งอิสไมไปให้มันใน ๑๐ นาทีนี้คุณทวนกับอ้ายแห้วคงถูกยิงทิ้งด้วยปืนกลมือแน่ๆ แล้วก็โรงแรมของเราคงถูกระเบิดพังพินาศ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"เอายังงี้ก็แล้วกัน"

ทุกคนหันมามองดูนิกรเป็นตาเดียว

"เอายังไง" นายพลดิเรกถามอย่างเป็นงานเป็นการ

นิกรว่า "ส่งตัวคุณอิสไมขึ้นไปให้ชาลีเพื่อความปลอดภัยของคุณทวนกับอ้ายแห้วเรา ธู่ระไม่ใช่อย่าไปยุ่งกับเขา"

"โอ๊ย" อิสไมร้องลั่น "กรุณาผมเถอะครับคุณนิกร ผมยังไม่อยากตายครับ"

"แต่คุณทำให้พวกเรายุ่งยากลำบากใจไปตามกัน ไปๆๆ ผมจะนำตัวคุณขึ้นไปพบกับวายร้ายอิสตันบูลจะได้หมดเรื่องหมาดราวกันที อย่านึกยังโง้นยังงี้เลยครับ ยอมให้เขาฆ่าคุณดีกว่า เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของพวกเรา"

"ผมก็ตายน่ะซีครับ" อิสไมร้องลั่น

พลมองดูหน้านิกรแล้วพูดตัดบท

"อย่าพูดเล่นอ้ายกร เรามีเวลาอีก ๙ นาทีเท่านั้น ถึงโทรศัพท์บอกตำรวจ ตำรวจก็มาไม่ทัน เราต้องร่วมมือกันเล่นงานชาลีเอง ใช้ความสามารถของเราจัดการกับเขาด้วยวิธีจับเป็นหรือจับตายก็แล้วแต่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"ให้อ้ายกรบุกขึ้นไปจัดการกับชาลีและมือปืนของเขาก็ได้นี่นา"

นิกรฝืนหัวเราะ

"อย่าเลยครับ วันนี้ผมถ่ายยาไม่มีแรง มาทำงานอยู่นี่เข้าห้องน้ำ ๑๔ ครั้งแล้ว"

พลกล่าวถามเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายหงวน ห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓๐ ติดแอร์หรือเปล่ากันลืมไปแล้ว"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่ได้ติดหรอก ห้อง ๒๕ ถึงห้อง ๓๐ ไม่มีแอร์คอนดิชั่น แต่มีพัดลมเพดานและพัดลมตั้งเหลือเฟือ ชาวต่างประเทศบางคนโดยเฉพาะพวกแหม่มเขาชอบอากาศบริสุทธิ์ที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างและต้องการชมวิวจากที่สูงจึงชอบห้องที่มีพัดลมมากกว่าห้องแอร์"

พลยิ้มออกมาได้

"ดีแล้ว กันกับแกและอ้ายกรขึ้นไปบนห้องกันเถอะ ร่วมมือกันจัดการปราบวายร้ายอีสตันบูลก่อนที่คนของเราจะถูกยิงทิ้ง คือก่อนเวลา ๑๕.๒๕ น.ให้คุณอากับอ้ายหมอเฝ้าคุณอิสไมอยู่ที่นี่ เราสามคนจะทำงานอย่างเงียบเชียบไม่ให้ใครรู้ว่าเราจะปะทะกับดาวร้าย"

นิกรชูมือขวาขึ้น

"เอาเลยพวกเรา อ้ายพลนำหน้ากันอยู่หลัง"

พล นิกร กิมหงวนต่างลุกขึ้นยืน สามสหายล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกรีวอลเว่อร์ออกมาตรวจดูกระสุนเพื่อให้แน่ใจว่าบรรจุไว้ในลูกโม่เต็มที่แล้วพากันออกไปจากห้องทำงานอย่างรีบร้อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดเป็นห่วงไม่ได้ท่านกล่าวกับนายพลดิเรกว่า

"พ่อจะไปช่วยอ้ายสามคนนั่น อย่างน้อยก็คงจะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง แกอยู่เป็นเพื่อนคุณอิสไมนะ แต่อ้ายวายร้ายอีสตันบูลคงไม่บุกเข้ามาในห้องนี้หรอก"

นายพลดิเรกยิ้มให้

"ออไร๋ คุณพ่อเอาปืนเงียบของผมในตู้เอกสารนั่นติดตัวไปซีครับ แล้วก็ระวังตัวให้มาก ชาลีฮำเหม็ดมีปืนกลมือ"

ท่านเจ้าคุณลุกขึ้นเดินปราดไปที่ตู้เหล็ก ซึ่งตู้เก็บแฟ้มเอกสารมีอยู่สามแถวแถวละ ๔ ชั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึงลิ้นชักบนซ้ายออกหยิบปืนเงียบกระบอกหนึ่งออกมา มันเป็นประดิษฐ์กรรมของศาสตราจารย์ดิเรกบรรจุกระสุนไว้พร้อม ท่านเจ้าคุณเก็บปืนเงียบไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วรีบพาตัวออกไปจากห้อง

บริเวณชั้นสองและชั้นสามของอาคารใหญ่คือห้องพิเศษหรือห้องเดอรลุกซ์ มีชาวยุโรปและอเมริกันเดินพลุกพล่านตลอดเวลา บ้างก็ลงไปข้างล่าง บ้างก็ขึ้นมาข้างบน บางคนขึ้นลงทางบันได แต่ส่วนมากใช้ลิฟท์ของโรงแรม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำลิฟท์คอยให้ความสะดวกแก่แขกผู้มาพัก

เมื่อ พล นิกร กิมหงวน ขึ้นมาบนชั้นสามของอาคารใหญ่ หัวหน้าบ๋อยประจำห้องเดอรลุกซ์ก็ปราดเข้ามาห้าเจ้านายของเขา พลโบกมือแล้วกล่าวว่า

"ไม่มีอะไรที่จะใช้เธอหรอก ไปอยู่ที่ห้องเธอคอยฟังเสียงกริ่งและโทรศัพท์เถอะ"

เสี่ยหงวนคว้าแขนหัวหน้าบ๋อยไว้

"เดี๋ยว ฉันมีงานให้เธอทำนิดหน่อย"

"ครับผม"

"ไปไขกุญแจห้อง ๓๘ ออกแล้วเข้าไปเก็บเสื้อผ้าของเจ้าของห้องตลอดจนของใช้ของเขาใส่กระเป๋าเดินทางให้หมดเอาลงไปให้เจ้าของห้องที่ทำงานของฉันข้างล่าง กระเป๋าเงินของเขาอยู่ใต้หมอน อย่าลืม"

นิกรพูดสอดขึ้น

"อย่าโอโมเงินของเขาล่ะ เสียชื่อโรงแรมเรา"

หัวหน้าบ๋อยยิ้มให้นิกร

"ถ้าไม่จำเป็นกระผมไม่ทำหรอกครับ" แล้วเขาเดินไปตามระเบียงตึกตรงไปที่ห้องหมายเลข ๓๘ คือห้องพักของนายอิสไม มารัส

สามสหายยืนปรึกษาหารือกันเงียบๆ พอดีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินขึ้นบันไดมา อาเสี่ยแลเห็นเข้าก็กระซิบบอกนิกร

"ขุนช้างมาโว้ย"

นิกรขมวดคิ้วย่นแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ไหนวะขุนช้าง ปู้โธ่-คุณพ่อแท้ๆ เสือกบอกได้ว่าขุนช้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินขบกรามเข้ามาหา

"ใครว่าข้าขุนช้างวะ"

นิกรผายมือไปทางอาเสี่ย

"อ้ายหงวนน่ะซีครับ มันเห็นคุณพ่อโผล่หัวขึ้นมาตามขั้นบันได มันบอกผมว่าขุนช้าง ทะลึ่งไม่รู้จักเด็กผู้ใหญ่ รู้อยู่แล้วว่าคุณพ่อหัวล้านยังจะล้อเลียนอีก"

"ฮึ่ม ประเดี๋ยวโนเตะทั้งคู่ พับผ่า" แล้วท่านก็หันมาทางพล "เอายังไงดีโว้ยพล อาเป็นห่วงพวกแกก็เลยขึ้นมาดู มีอะไรให้อาช่วยก็ว่ามา"

"ไม่ต้องหรอกครับคุณอา คุณอาเป็นแต่เพียงผู้สังเกตการหรือเป็นกำลังหนุนให้เราเท่านั้น ผมกำลังปรึกษากับอ้ายกรและอ้ายหงวนว่าเราควรเล่นงานอ้ายชาลีฮำเหม็ดโดยวิธีใด ขืนไปเคาะประตูห้องหรือพังประตูห้องเข้าไป มันก็ต้องเอาปืนกลกราดพวกเราเท่านั้น คุณทวนกับอ้ายแห้วก็จะถูกยิงทิ้ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปที่ช่องทางข้างบันไดขึ้นลง

"ให้อ้ายกรบุกทางนี้ดีไหม ปีนออกนอกหน้าต่าง ไต่ไปตามพาไลตึกและปีนเข้าห้องน้ำหมายเลข ๓๘"

นิกรกล่าวขึ้นทันที

"ดีน่ะดีครับแต่ผมไม่กล้าปีน แค่ชั้นสามก็จริงแต่ถ้าพลาดพลั้งตกลงไปก็มีหวังคอย่นรวมกับตาตุ่ม"

พลหัวเราะหึๆ

"กันปีนเองก็ได้ แกกับอ้ายหงวนและคุณอาคุมเชิงอยู่หน้าห้อง เรียกกุญแจห้องมาจากหัวหน้าบ๋อยไว้ก่อน ถ้าได้ยินเสียงปืนหรือเสียงต่อสู้กันก็เอากุญแจไขประตูห้องบุกเข้าไปช่วยกัน"

กิมหงวนกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ดีแล้วพล กันกับอ้ายกรและคุณอาจะอยู่ทางระเบียงหน้าห้องเตรียมบุกอ้ายชาลีลงมือได้แล้วโว้ย ไต่ขอบพาไลตึกระวังหน่อยพลาดพลั้งนิดเดียวคุณนันจะเป็นม่ายและพวกเราก็จะต้องเสียเวลาไปนั่งฟังพระสวดศพแกอย่างน้อยก็ ๗ คืน"

พลหัวเราะหึๆ

"พูดให้มันเป็นลางดีหน่อยเถอะวะอ้ายหงวน"

นิกรเกิดความกล้าขึ้นมาก็คว้าแขนพลไว้แล้วกล่าวว่า

"กันปีนขอบตึกไปกับแกดีกว่าพล โบราณว่าคนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตายสามคนขี่ควายสี่คนนอนหงายห้าคน "

"พอแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "พูดพล่ามเสียจริงเชียวอ้ายเวร ถ้าแกคิดว่าแกกล้าพอที่จะไต่ขอบตึกไปกับอ้ายพล ก็เอาซีอย่ามัวร่ำไร ครบ ๑๐ นาทีที่ชาลีมันให้เวลาเรา นายทวนกับอ้ายแห้วจะถูกยิงทิ้ง ปืนกลมือของมันอาจจะเป็นปืนเงียบแบบใหม่ก็ได้"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ใจเย็นๆ ครับคุณพ่อตา"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเล็กน้อย

"แกจะเรียกฉันว่าคุณพ่อเฉยๆ ไม่ได้หรือต้องเรียกว่าคุณพ่อตาด้วย ถ้าเมียฉันยังมีชีวิตอยู่แกมิเรียกเมียฉันว่าคุณแม่ยายหรือ"

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ ที่เรียกกันน่ะไม่ถูก พ่อกับพ่อตาไม่เหมือนกันเรียกพ่อตาใครได้ยินเข้าเขาก็รู้ว่าไม่ใช่พ่อแต่เป็นพ่อของเมียคือพ่อตา"

"อธิบายอีกแล้ว อ้ายนี่ชักจะบ้าน้ำลายหนักขึ้นทุกวัน"

"ใช่ครับ สุนทรภู่ว่าปากเป็นเอกเลขเป็นโท ผีเจาะปากมาให้พูดก็ควรพูด เพราะคำพูดของเราไม่ได้ซื้อหามาจากใคร ซ้อมพูดไว้ให้เก่งๆ รัฐธรรมนูญประกาศออกใช้เมื่อไรผมสมัครเป็นผู้แทนมีหวังแหงๆ "

พลยกมือจับหูขวาดึงตัวเพื่อนเกลอของเขาผ่านช่องบันไดตรงไปยังหน้าต่างด้านหลังอาคาร ๖ ชั้น แล้วเขาก็ยกมือตบบ่านิกร

"อย่าร่ำไรปีนออกไปเดี๋ยวนี้อ้ายกรแกนำหน้า"

นิกรมองลงไปยังพื้นดินก็ใจหายวาบ อาคารชั้นสามไม่ใช่เตี้ยจนเกินไปนัก

"โอ้โฮ เห็นรถยนต์เท่าซองบุหรี่เท่านั้น"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ไหนวะรถยนต์เท่าซองบุหรี่"

"โน่นยังไงล่ะ รถไขลานที่ลูกฝรั่งสองคนมันนั่งเล่นกันอยู่ริมถนนนั่นไง ส่วนรถยนต์ธรรมดาก็มองเห็นเท่ารถยนต์ธรรมดา" พูดจบเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังแล้วกล่าวกับอาเสี่ยว่า "แกปีนไปกับอ้ายพลเถอะวะ กันชักปอดเสียแล้วซี"

"ถุย" เสี่ยหงวนแกล้งร้องขึ้นดังๆ "นึกว่าจะแน่แค่ไหนที่แท้ก็ปอดแหก"

"นั่นน่ะซี"

พลพูดเสริมขึ้น

"ลำบากนักกันไต่ขอบตึกไปคนเดียวดีกว่า" และแล้วพลก็ผลุนผลันปีนข้ามหน้าต่างตึกช่องบันไดพาตัวออกไปข้างนอก

นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างชะโงกหน้ามองดูพลด้วยความเป็นห่วง พาไลตึกยื่นออกมาเพียง ๖ นิ้วฟุตเท่านั้น พลต้องใช้ความระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง เขาหันหน้าเข้าตึกค่อยๆ พาตัวเดินไปทีละก้าวซึ่งเป็นก้าวสั้นๆ และตอนหนึ่งขอบตึกขาดหายไปในราวหนึ่งเมตร พลต้องยื่นเท้าก้าวข้ามไปและคว้าส่วนประกอบของอาคารตอนบนไว้ทำให้นิกรร้องลั่น

"โอ๊ย หวาดเสียวโว้ย ดูไม่ได้ตื่นเต้นหวาดเสียว ไต่กลับมาอ้ายพล ระวังกระดูกออกนอกเนื้อ"

พลชักเสียขวัญก็หดเท้ากลับมาและหันมาดุนิกร

"ดูเฉยๆ ซีโว้ยทำไมจะต้องร้องเอะอะทำให้กันเสียขวัญด้วย พลาดพลั้งตกลงไปจะว่ายังไง"

ท่านเจ้าคุณร้องบอกพล

"ยืนพักเสียก่อนอ้ายหลานชาย อย่ามองลงไปข้างล่าง ทำใจให้สบายสักครู่ค่อยปีนข้ามไป"

ขณะนี้ใกล้จะถึงเวลา ๑๕.๒๕ น.แล้ว

ภายในห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓๐ ชาลีฮำเหม็ดกับมือปืนประจำตัวของเขาผู้มีนามว่าสีหนาทปานเดชาชาวอินเดียที่ไปหากินอยู่ในตุรกีกำลังเตรียมตัวสังหารผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' และเจ้าแห้ว วายร้ายอีสตันบูลยืนระหว่างเตียงนอนทั้งสอง ส่วนสีหนาทชายหนุ่มวัยกลางคนผู้ไว้หนวดเคราปลอมยืนหันหลังให้หน้าต่างด้านหลังอาคาร มือขวาถือปืนยิงเร็วและเป็นปืนเงียบแบบทันสมัยบรรจุแม็คกาซีน ๑๕ นัด ซึ่งปืนกระบอกนี้ทำในประเทศรัสเซีย และชาลีฮำเหม็ดสั่งซื้อมาใช้ประจำตัวในราคาแพงลิบแบบอาวุธเถื่อน รูปลักษณะของปืนคล้ายปืนเมาเซอร์ต่อด้าม แต่ปากกระบอกของมันมีกรวยบังคับเสียงปืน ปืนยิงเร็วกระบอกนี้ถอดออกได้หลายชิ้นและมีช่องพิเศษซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้า จึงรอดพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ศุลการักษ์ทุกแห่ง

ชาลียกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วมองดูเชลยทั้งสอง คือนายทวนกับเจ้าแห้วซึ่งนั่งเคียงข้างกันอยู่บนเก้าอี้คนละตัว และถูกมัดมือมัดเท้าติดกับเก้าอี้อย่างมั่นคงแข็งแรงด้วยเชือกไนล่อนเส้นเล็กๆ แต่มีความเหนียวแน่นมาก

"อีกหนึ่งนาทีเท่านั้น" ชาลีพูดเสียงกร้าว "ผมเสียใจที่ผมจะต้องสั่งให้คนของผมยิงคุณทั้งสองคนตามที่ผมได้ให้คำมั่งสัญญาไว้กับเจ้านายของคุณ"

เจ้าแห้วกล่าวขึ้นทันที

"ก็ผมกับผู้จัดการไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณนี่นา มันเรื่องอะไรที่คุณทำกับเราอย่างนี้"

ชาลีเค้นหัวเราะ

"อย่าโกรธเคืองผมเลยครับ นายของคุณได้ช่วยคุ้มกันศัตรูสำคัญของผม เมื่อผมขอร้องให้ส่งตัวอิสไมให้ผมโดยดีเขาก็ไม่ยอม ผมจึงต้องรุนแรงกับเขาบ้างคือฆ่าคุณและผู้จัดการโรงแรมเสีย"

นายทวนพูดเสริมขึ้น

"ขอเวลาอีก ๕ นาทีเถอะคุณชาลี ขณะนี้เจ้านายของผมคงกำลังปรึกษากันในการตัดสินใจมอบตัวคุณอิสไมให้กับคุณ อย่างไรเสียภายใน ๕ นาทีนี้ท่านจะต้องโทรศัพท์มาบอกคุณว่าท่านตกลงตามเงื่อนไข คือส่งตัวนายอิสไมมาแลกเปลี่ยนกับผมและคนรถของท่าน"

วายร้ายอีสตันบูลมองดูหน้ามือปืนของเขา

"ว่ายังไงสีหนาถ ผู้จัดการโรงแรมเขาขอยืดเวลาออกไปอีก ๕ นาที"

มือปืนยิ้มแสยะ

"ยืดทำมะไร๋ ห้านาทีมากไปนายจ๋า อีนี้ให้เพียงสี่นาทีเท่านั้น"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"สี่นาทีครึ่งก็แล้วกัน"

ชาลีนิ่งคิดแล้วพยักหน้า เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลาอีกครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวกับเชลยทั้งสอง

"ตกลง ผมให้เวลาคุณทั้งสองอีกสี่นาทีครึ่ง ถ้าหากว่านาฬิกาของผมถึงเวลา ๑๕ นาฬิกากับ ๒๙ นาทีครึ่ง ไม่มีการติดต่อในเรื่องอิสไม ผมจะสั่งให้คนของผมยิงคุณทั้งสองคนทันที"

นายทวนหันมาทางเจ้าแห้ว

"เราคงไม่รอดแน่นะแห้ว"

เจ้าแห้วว่า "ไม่แน่ครับ อาเสี่ยอาจจะโทรศัพท์ถึงชาลีก่อนหมดเวลาก็ได้ ความจริงผมเองไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวกับพวกเจ้านายเลยเป็นแต่เพียงขับรถแท้ๆ "

ผู้จัดการโรงแรมฝืนหัวเราะ

"กันก็เหมือนกัน ทำใจให้สบายเถอะวะแห้ว คนเราถึงที่ตายมันก็ต้องตายตามกาลกำหนด"

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็ไม่อยากคิดอะไรนอกจากเอาทางพระเข้าข่ม คิดเสียว่าเมื่อชาติก่อนผมเคยฆ่าพ่อและแม่นายชาลีตาย"

ชาลีสะดุ้งโหยง

"ไม่ต้องอธิบายโว้ย ถ้าถึงเวลาที่กันยืดให้อีกสี่นาทีครึ่ง เจ้านายของแกไม่ติดต่อกับกัน เพื่อยอมมอบตัวอิสไม แกกับผู้จัดการโรงแรมก็ต้องตายอย่างไม่มีปัญหา"

เจ้าแห้วแสยะยิ้ม

"เออ-คุณฆ่าผม ผมตายเป็นผีจะมาหักคอคุณกับมือปืนของคุณ คุณก็รู้ดีแล้วว่าผีตายโหงน่ะดุร้ายขนาดไหน กลางวันแสกๆ ยังหลอก"

นายทวนพูดเสริมขึ้น

"คุณลองโทรลงไปที่ห้องผู้อำนวยการอีกซีครับ"

วายร้ายอีสตันบูลสั่นศีรษะ

"เสียใจ ตอนนี้แต้มคูผมกำลังเป็นต่อเจ้านายของคุณนั่นแหละควรจะโทรมาถึงผม ทำไมผมจะต้องโทรไปถึงเขาในเมื่อผมได้ตัวคุณกับคนรถของเขามาเป็นตัวประกัน"

เจ้าแห้วว่า "เอายังงี้ก็แล้วกันครับ คุณปล่อยผมลงไปเจรจากับเจ้านายเถอะ ผมจะพยายามเอาตัวคุณอิสไมขึ้นมาให้คุณ"

ชาลีหัวเราะเบาๆ

"ตื้นไปนายแห้ว"

"นั่นน่ะซีผมก็ว่าอย่างนั้น"

ชาลีล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่และเครื่องขีดไฟออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง แล้วเดินวนเวียนไปมารอบห้องนอนอันกว้างขวางสมกับที่เป็นห้องพิเศษ พัดลมบนเพดานหมุนติ้วครางเบาๆ ตลอดเวลาช่วยให้อากาศในห้องเย็นสบาย วายร้ายอีสตันบูลเป็นคนเมืองร้อนและเคยกับอากาศร้อน จึงไม่ชอบห้องที่มีเครื่องทำความเย็นขอบใช้พัดลมมากกว่า

เจ้าแห้วกับนายทวนหันหน้าออกไปทางหน้าต่างด้านหลังอาคาร เมื่อลมพัดเข้ามาวูบหนึ่ง เจ้าแห้วก็ลืมตาโพลงมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใสขึ้นทันที เขาเอียงหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบกับนายทวนเบาๆ

"เรารอดตายแล้วละครับ"

"หา แกหมายความว่ากระไร" นายทวนกระซิบพูดเช่นเดียวกัน

"ผมได้กลิ่นโอดิโคโลญของคุณพลครับ ขณะนี้คุณพลกำลังมาช่วยเรา"

ผู้จัดการโรงแรมจุปาก

"เงียบ-ไม่ต้องพูดอะไรอีก"

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะระหว่างเตียงนอนทั้งสองเตียงซึ่งเป็นเครื่องภายในสถานที่ดังกังวานขึ้น ชาลีฮำเหม็ดผวาเข้าไปรับโทรศัพท์ทันที มั่นใจว่าคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงตกลงยอมแลกเปลี่ยนตัวอิสไมกับนายทวนและเจ้าแห้ว

"ฮัลโหล ชาลีฮำเหม็ดพูดครับ"

"โอ-เวอรี่กู๊ด นี่ผมศาสตราจารย์ดิเรกพูด"

ชาลียิ้มละไม

"ว่ายังไงครับท่านศาสตราจารย์"

"พวกเรากำลังประชุมด่วนเกี่ยวกับคุณอิสไมครับ ขณะนี้ถึงเวลาที่คุณกำหนดให้เราแล้ว ขอเวลาอีกนิดหน่อยได้ไหมเพราะเรากำลังอภิปรายกันอยู่"

ใบหน้าของวายร้ายอีสตันบูลเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที

"ท่านศาสตราจารย์ต้องการยืดเวลาไปอีกเท่าใด"

"สักห้าหกชั่วโมงเท่านั้นแหละครับ"

ชาลีทำคอย่น

"พอดีตำรวจมาลากคอผมกับคนของผม ผมยืดเวลาให้ได้แค่ ๑๕.๓๐ เท่านั้น โปรดดูนาฬิกาของท่านไว้"

"อีก ๕ นาทีเท่านั้น เรามีเวลาน้อยเกินไป ไหนๆ คุณก็เป็นฆาตกรชั้นเสือร้าย เป็นวายร้ายผู้ยิ่งใหญ่แห่งอีสตันบูล เงินล้านดอลล่าร์ก็อยู่ในกำมือของคุณแล้ว คุณน่าจะแสดงน้ำใจกว้างขวางผ่อนผันให้เราบ้าง"

"ท่านหมายความว่ากระไรครับเงินล้านดอลล่าร์อะไรกัน ผมรู้สึกว่าท่านชักจะเละแล้ว"

"ออไร๋ ออไร๋ ขอโทษที ผมกำลังนึกถึงหนังเรื่อง 'จอมเพชรฆาตอีสตันบูล' ซึ่งนั่นมันคนละเรื่อง ขอเวลาให้เราอีกสักชั่วโมงเป็นยังไง"

"ไม่ตกลงครับ"

"ไม่ตกลงก็ตามใจมึง ถ้าคุณฆ่าคนของผม คุณกับคนสนิทของคุณก็ไม่มีทางที่จะหลบหนีไปจากโรงแรมนี้ได้"

"แต่ผมไม่แคร์ ผมจะระเบิดโรงแรมนี้ทำลายตัวของผมเองและมือปืนของผมด้วย ฝรั่งที่มาพักที่นี่และพนักงานโรงแรมคงต้องตายหลายคน ซึ่งบางทีตึกอาจจะพังลงไปทับพวกคุณตายด้วย"

เสือร้ายชาลีวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม แล้วเขาก็มองดูเชลยทั้งสองของเขาซึ่งถูกมัดตรึงติดอยู่กับเก้าอี้

"ไม่มีปัญหาอะไร คุณสองคนตายแน่ ก่อนที่คนของผมจะส่งคุณไปนรก คุณมีอะไรจะพูดกับผมก็ว่ามา"

เจ้าแห้วว่า "ผมอยากจะขอร้องคุณสักหน่อยได้ไหม"

"ได้ซีนายแห้ว คุณต้องการอะไร จะทำพินัยกรรมไว้ให้ลูกเมียของคุณยังงั้นหรือ"

"ไม่ใช่หรอกครับ"

"ถ้าเช่นนั้นต้องการอะไรว่ามา"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"ก่อนจะตาย ผมอยากจะขอเตะปากคุณให้สมรักสักที คุณจะขัดข้องไหมครับ"

วายร้ายอีสตันบูลทำคอย่น

"เสียใจ ผมอนุญาตให้ไม่ได้"

ชาลีฮำเหม็ดเริ่มมีอารมณ์ร้ายเพราะรู้ว่าคณะพรรคสี่สหายไม่ยอมมอบตัวอิสไมให้เขา และเขาจำเป็นจะต้องสังหารโหดนายทวนผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' กับเจ้าแห้ว เพื่อรักษาวาจาสัจของเขา

วายร้ายอีสตันบูลพาตัวเดินไปที่หน้าต่างตึกและชะโงกหน้ามองลงไปข้างล่างโดยไม่มีความหมายอะไร เมื่อเขามองมาทางขวาต่ำกว่าระดับสายตาของเขาเพียงเล็กน้อย เขาก็แลเห็นพล พัชราภรณ์ กำลังพาตัวมาตามพาไลตึกอย่างแช่มช้าและเต็มไปด้วยความระมัดระวัง พอแลเห็นพล ชาลีก็สะดุ้งเล็กน้อย หันขวับมาทางมือปืนของเขาทันที แล้วพูดภาษาตุรกี

"เร็ว-สีหนาท พรรคพวกของผู้อำนวยการโรงแรมกำลังปีนมาทางห้องเรา ยิงมันทิ้งเสีย"

เจ้าหนุ่มชาวอินเดียผู้ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายถือปืนยิงเร็ววิ่งมาที่หน้าต่าง เมื่อเขาชะโงกหน้าออกไป พลก็รีบปีนหน้าต่างห้องเผ่นแผล็วเข้าไปในห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓๒ ซึ่งอยู่ห่างจากห้องพักของชาลีเพียง ๒ ห้อง

สุภาพสตรีชาวอเมริกันคนหนึ่งสวมกางเกงยืดสีดำและยกทรงสีฟ้าเพียงตัวเดียวนอนพักผ่อนตากพัดลมอยู่บนเก้าอี้โยกทางหลังห้อง เมื่อพลกระโดดเข้ามาในห้องหล่อนก็ตกใจ หวีดร้องสุดเสียงและรีบลุกขึ้นนั่ง

"ช่วยด้วย ช่วยด้วย" หล่อนร้องตะโกนเป็นภาษาอังกฤษเสียงหลง

พลใจหายวาบรีบโบกมือห้ามหล่อน

"เดี๋ยวก่อนครับคุณนาย ผมเป็นกรรมการดำเนินงานคนหนึ่งของโรงแรมนี้ ผมไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกเข้ามาในห้องของคุณนายเลย"

หล่อนรีบลุกขึ้นยืนคว้าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษบนโต๊ะปิดร่างของหล่อน

"แล้วคุณปีนป่ายเข้ามาในห้องฉันทำไม"

พลอดจ้องมองดูเรือนร่างอันอวบอัดขาวผ่องของหล่อนไม่ได้

"ผมกำลังจะจับคนร้ายครับ มันคือวายร้ายอีสตันบูล ผมจำเป็นต้องปีนขอบตึกไปห้องของมัน แต่มันโผล่หน้าออกมาเห็นผมเสียก่อน มันมีปืนกลมือครับผมก็เลยต้องรีบปีนเข้ามาในห้องคุณนาย นี่ครับบัตรประจำตัวของผม ผมเป็นสุภาพบุรุษ เป็นเจ้าของโรงแรมนี้และเป็นนายทหารบก มียศเป็นพันเอก"

หล่อนมองดูรูปถ่ายในเครื่องแบบนายทหารสวมหมวกแก๊ปทรงหม้อตาลปรากฎอยู่กับบัตรประจำตัวนายทหารที่พลแบยื่นให้หล่อนดูแล้ว หล่อนก็ถอนหายใจโล่งอก

"คุณจะเป็นใครก็ตาม โปรดออกไปจากห้องพักของดิฉันโดยเร็ว สามีของดิฉันเขาลงไปดื่มเบียร์ที่บาร์ข้างล่าง เขารักและหึงดิฉันมาก และเขาเป็นนักแม่นปืนด้วยค่ะ พกปืนติดตัวตลอดเวลา ถ้าเขาขึ้นมาพบคุณอยู่ในห้องนี้ เขาคงยิงเราทั้งสองคนเพราะความเข้าใจผิด"

พลยิ้มให้หล่อน

"ขอบคุณครับที่คุณนายเข้าใจผม ผมขออนุญาตออกทางประตูหน้าห้องนะครับ"

"ได้ค่ะ แต่ว่า เดี๋ยวก่อน ให้ดิฉันนุ่งกางเกงก่อน ดิฉันกำลังโป๊"

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกเคาะติดๆ กันสาม-สี่ครั้ง สุภาพสตรีวัยกลางคนอกสั่นขวัญแขวนมองไปที่ประตูห้อง

"สามีของดิฉัน สามีของดิฉันมาแล้ว"

พลกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ทำยังไงดีล่ะครับ"

"คุณปีนกลับออกไปทางหน้าต่างซีคะ"

"ไม่ได้หรอกครับ อ้ายพวกนั้นมันกำลังจะเล่นงานผมด้วยปืนยิงเร็ว คุณไปเปิดประตูเถอะครับ ผมจะยืนแอบอยู่ข้างบานประตู"

หล่อนวิ่งไปที่เตียงนอนคว้าสะแล้คสีดำขึ้นสวมอย่างร้อนรน แล้วร้องบอกผู้ที่เคาะประตูให้รอประเดี๋ยว เสร็จแล้วก็หยิบเสื้อฮาไวขึ้นสวมทับกางเกง ต่อจากนั้นหล่อนก็พยักหน้าเรียกพล แล้วเดินตรงไปที่ประตูห้อง

สุภาพสตรีผู้นั้นหมุนลูกบิดเปิดประตูออก ประตูห้องทุกห้องใช้กุญแจอัตโนมัติ เมื่อประตูปิดมันก็ล็อคได้ในตัวของมันเอง ผู้ที่อยู่ข้างในเปิดออกไปได้ แต่ผู้ที่อยู่ข้างนอกจะต้องเคาะประตูเรียกให้เปิดรับหรือไขกุญแจเข้ามา

พลยืนแอบอยู่ข้างบานประตูที่ถูกดึงเข้ามาในห้อง ภรรยาของเขาถอยหลังออกห่างสองสามก้าวและแกล้งพูดว่า

"ฉันเหม็นเหล้า ฉันเกลียดคนกินเหล้า"

นักแม่นปืนชาวเท็กซัสปราดเข้ามากอดหล่อน

"ที่รัก ฉันดื่มเบียร์เพียงขวดเดียวเท่านั้น" แล้วเขาก็ก้มลงจูบหล่อนด้วยความรักและหวงแหน

ตอนนี้เอง พลถือโอกาสรีบออกไปจากห้องพักพิเศษหมายเลข ๓๒ พอออกมานอกห้อง เขาก็แลเห็นนิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรวมกลุ่มอยู่ระหว่างห้องหมายเลข ๓๐ และ ๓๑ สองสหายกับท่านเจ้าคุณต่างพากันมองดูพลอย่างแปลกใจ

"เฮ้ย-แกทะลึ่งเข้าไปทำไมในห้องนั้น ฝรั่งเจ้าของห้องพึ่งเข้าไป"

พลหัวเราะหึๆ เดินอมยิ้มเข้ามาหาเพื่อนเกลอทั้งสองและท่านเจ้าคุณ

"ชาลีมันโผล่หน้าต่างหลังห้องมองเห็นกันขณะที่กันพยายามไต่ไปที่ห้องมันว่ะ มันเรียกคนของมันเสียงเอ็ดตะโร อ้ายหอกนั่นมีปืนกลมือ กันก็เลยต้องเผ่นเข้ามาในห้องนั้น เจอแหม่มเจ้าของห้องนอนจ้ำบ๊ะอยู่บนเก้าอี้นอน"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โป๊ไหม"

"ก็โป๊น่ะซี นุ่งกางเกงลิงตัวเดียวและสวมยกทรงแพรบางๆ กันได้อธิบายให้หล่อนทราบความจริงเกี่ยวกับเจ้าวายร้ายอีสตันบูล พอดีผัวของหล่อนมาเคาะประตูเรียกกันก็แอบข้างบานประตูแล้วหนีออกมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้ายังงั้นเราจะทำอย่างไรดี นายทวนกับอ้ายแห้วเห็นจะไม่แคล้วถูกยิงทิ้งแน่หรือยอมมอบตัวอิสไมให้มัน"

เสี่ยหงวนคัดค้านทันที

"ไม่ได้หรอกครับคุณอา เราได้ให้คำมั่นสัญญากับอิสไมแล้วว่า เราจะให้ความคุ้มครองเขา ผมคิดว่าเราบุกเข้าไปในห้องชาลีเถอะครับ กุญแจไขห้องเราก็มีแล้ว ค่อยๆ ไขกุญแจเปิดล็อคแล้วผลักประตูกันเข้าไป คงจะมีการบู๊กันอย่างหอมปากหอมคอ ถึงเรื่องนี้อ่อนบู๊ไปหน่อย แต่ก็ตื่นเต้นหวาดเสียว" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่ฝังเพชรและเครื่องขีดไฟใช้แก๊สออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง แล้วยื่นซองบุหรี่ให้พล นิกรหยิบไปสูบคนละมวน

พลอัดควันบุหรี่เข้าปอดเต็มแรงแล้วยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ใจเย็นๆ เถอะครับคุณอา ชาลีเสร็จเราแน่ ไปทางหน้าห้องมันเถอะครับ ขอให้ผมสูบบุหรี่ให้สบายใจเสียหน่อย ผมคิดว่ามันไม่กล้ายิงทิ้งคนของเราง่ายๆ หรอกครับ"

นิกรดูดบุหรี่ติดๆ กันหลายทีถ่วงเวลาเดินล้าหลังตามไป ทุกคนหยุดยืนหน้าห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๓๐ เสี่ยหงวนชูกุญแจห้องที่เขาเรียกมาจากบ๋อยหัวหน้าห้องเดอรลุกซ์ แล้วเขาก็กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองว่า

"เพื่อความายุติธรรมให้คุณอาเป็นผู้ตัดสินว่าเราสามคนนี้ใครจะสมควรเป็นคนไขกุญแจห้องและบุกเข้าไป"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน คนที่บุกเข้าไปเป็นคนแรกมีหวังถูกยิงทิ้งง่ายหน่อย คนที่ติดตามเข้าไปมีหวังยิงต่อสู้กับมัน" แล้วพลก็กล่าวกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เอาซีครับคุณอา คุณอาระบุชื่อใครคนนั้นจะต้องไขกุญแจห้องพาพวกเราบุกเข้าไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้านิกร

"แกนั่นแหละอ้ายกร"

นิกรคาบบุหรี่ไว้ในปาก และทำปากเบี้ยว

"ผมนึกอะไรไม่มีผิด อย่างไรคุณพ่อก็ต้องเลือกผม เพราะอยากจะให้ผมเท่งทึงรู้แล้วรู้รอด"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันน่ะเห็นว่าแกกล้าหาญเด็ดเดี่ยวกว่าคนอื่น"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"อย่าหน่อยเลยน่าผมรู้หรอก" แล้วเขาก็ล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกคู่มือออกมาและหันมาทางอาเสี่ย "ส่งกุญแจห้องมาโว้ย"

อาเสี่ยส่งลูกกุญแจประจำห้องนอนพิเศษหมายเลข ๓๐ ให้นิกรโดยดี

"อย่าโมโหอ้ายกร คนเราใกล้จะตายหรือเผชิญกับความตายต้องเยือกเย็นสุขุม ลูกปืนกลมือน่ะมันไม่เข้าใครออกใคร"

นิกรว่า "ให้มันรู้ไปซีวะ ว่าวายร้ายอีสตันบูลมันจะเก่งกว่าพยัคฆ์ร้ายบางกอกอย่างมากก็แค่ตาย เรื่องยิงฟันกันผจญมาแล้วอย่างโชกโชน บางทีล่อกันจนเหงือกแห้ง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ"

พลพูดตัดบท

"พอแล้ว ฝอยมากไปแล้ว ทำงานของแกได้"

นิกรถือปืนพกไว้ในมือซ้าย ปากคาบบุหรี่และแกล้งทำปากเบี้ยวนัยน์ตากว้างเพื่อให้ดูน่ากลัวทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรน่ากลัว เขายกมือขวาสอดกุญแจเข้าไปในรูของมันอย่างแผ่วเบา เมื่อเขาบิดลูกกุญแจไปทางขวาล็อคข้างในก็หลุดออก นิกรเปิดประตูผลัวะแล้วปราดเข้าไปในห้อง

สีหนาถยกปืนยิงเร็วขึ้นจะยิงนิกร แต่นิกรไวกว่า เขาหยิบก้นบุหรี่ในปากดีดใส่หน้าสีหนาททันทีและถูกนัยน์ตาขวาอย่างเหมาะเจาะ เสี่ยหงวนปราดเข้าประชิดตัวสีหนาถยกเท้าขวาเตะถูกใบหน้ามือปืนของชาลีอย่างจัง ทำให้มือปืนของชาลีปล่อยปืนกลมือร่วงลงพื้นห้อง ในเวลาเดียวกันพลกับชาลีก็ยิงกันด้วยปืนพกคู่มือในระยะเผาขน

เสียงกระสุนปืนพกทั้งสองนัดระเบิดขึ้นเกือบเป็นเสียงเดียวกัน แต่กระสุนของชาลีฮำเหม็ดผิดพลาดเป้าหมาย ส่วนกระสุนรีวอลเว่อร์ ๙ มม.ของพลทะลุอกวายร้ายอีสตันบูลออกทางเบื้องหลัง ชาลียืนนิ่งเฉยโลหิตจากรอยกระสุนปืนไหลทะลัก

เสี่ยหงวนกับสีหนาถปะทะกันด้วยหมัดลุ่นๆ ตัวต่อตัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลช่วยกันแก้มัดเจ้าแห้วกับนายทวนออก นิกรยืนควงปืนพกในท่าทางของมือปืนตะวันตก แล้วเดินรี่เข้ามาหาวายร้ายอีสตันบูล

"เฮ้ย" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "ถูกปืนทะลุอกแล้วยังยืนเซ่ออยู่ทำไมอีกวะ ตายเสียทีซีโว้ย"

ชาลียิ้มแสยะ

"ตายหรือครับ เอา-ตายก็ตาย" พูดจบเขาก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวบนพื้นห้อง

เจ้าแห้วกับนายทวนผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' ได้รับอิสรภาพแล้ว ทั้งสองรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้และจะเข้าช่วยเสี่ยหงวนเล่นงานมือปืนของชาลี แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ห้ามไว้

"อย่า-ปล่อยมันตัวต่อตัว อ้ายหงวนคงเอาชนะได้โดยไม่ยาก แกยึดปืนกลมือไว้อ้ายแห้ว นายทวนยึดปืนพกของอ้ายชาลีไว้"

มวยนอกเวทีระหว่างสีหนาถกับกิมหงวนเป็นไปอย่างเนือยๆ พอๆ กับมวยตู้ ทีวี.วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ สีหนาถถือว่ามีกำลังแข็งแกร่งกว่าก็พยายามเข้าเกาะกอดเพื่อจะจับอาเสี่ยทุ่ม แต่เสี่ยหงวนใช้ลวดลายมวยไทยเอาศอกกระแทกหน้าสีหนาถ คิ้วซ้ายแตกเป็นแผลเลือดไหลโกรก พอรู้ตัวว่าหน้าแตกและเอามือป้ายเลือดมาดู สีหนาถก็ร้องไห้โฮ

"โอ-อีนี้จั๋นตายแล้วนายจ๋า เอามีดฟันหน้าจั๋นทำมะไร๋"

การต่อสู้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สีหนาถทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกฝ่ามือข้างขวาปิดแผลและร้องไห้เสียงลั่นห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสามสหายเข้าไปยืนดูศพวายร้ายอีสตันบูล ซึ่งจบชีวิตด้วยกระสุนปืนของ พ.อ.พล อาเสี่ยยกมือตบหลังพลแล้วชมว่า

"ไม่เลวโว้ย แกยิงปืนได้แม่นยำดีกว่ากันและอ้ายกร"

พลหัวเราะเบาๆ

"คงจะฟลุ๊คมากกว่า แต่ถ้ากันยิงผิด ชาลีก็คงจะฆ่ากันด้วยปืนพกคู่มือของมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายทวนซึ่งพาเจ้าแห้วมายืนข้างๆ

"ลงไปข้างล่างเถอะนายทวน โทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของท้องที่เขาทราบ และบอกให้ ดิเรกพานายอิสไมขึ้นมาบนนี้ เรื่องนี้เราคงยุ่งยากนิดหน่อย แต่ก็คงไม่มีอะไร"

ผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' ถอนหายใจโล่งอก

"ขอบคุณมากครับที่เจ้านายกรุณามาช่วยผมกับนายแห้วทันเวลา ก่อนที่ชาลีมันจะยิงผมกับนายแห้ว อ้า มือปืนของอ้ายชาลีใจเสาะเหลือเกิน โดนศอกอาเสี่ยเข้าทีเดียวเท่านั้น ยอมแพ้เอาดื้อๆ นั่งร้องไห้เหมือนเด็กๆ ไม่มีศักดิ์ศรีเลย" พูดจบนายทวนก็พาตัวเดินออกไปจากห้องพักหมายเลข ๓๐

พล นิกร กิมหงวนและเจ้าแห้วช่วยกันตรวจค้นกระเป๋าเสื้อผ้าของชาลีฮำเหม็ดและมือปืนของเขา ต่างพบระเบิดเวลาหนึ่งลูกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าของชาลี ระเบิดเวลาลูกนี้เหมือนกับเครื่องรับวิทยุทรานซิสเต้อร์ สร้างจากประเทศในเครือคอมมิวนิสต์ประเทศหนึ่ง

ที่หน้าห้องพักหมายเลข ๓๐ ชาวต่างประเทศไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ทั้งหญิงชายต่างยืนจับกลุ่มมองดูเหตุการณ์อยู่ด้วยความตื่นเต้น กระสุนปืนพกที่ระเบิดขึ้น ๒ นัด ทำให้ผู้ที่พักอยู่ตามห้องเดอรลุกซ์ตกใจไปตามกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกระซาบกับลูกเขยของท่าน

"แกออกไปเจรจากับพวกฝรั่งมุงทีเถอะวะ ไปซี พูดให้เขาเข้าใจว่าไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงอะไร"

นิกรเดินออกไปยืนเด่นที่ประตูหน้าห้องแล้วกล่าวกับพวกฝรั่งมุงเป็นภาษาอังกฤษ

"ไม่มีอะไรครับ เราฆ่ากันตายสนุกๆ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคนอื่น โปรดกลับไปห้องของท่านเถอะครับ ขืนมุงอยู่หน้าห้อง ผมเดือดขึ้นมา ผมก็จะยิงดะไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม"

เท่านี้เอง ชาวยุโรปและอเมริกันก็แตกฮือรีบกลับไปยังห้องพักของเขา

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง ตำรวจนครบาล สถานีตำรวจนครบาลพระโขนงเจ้าของท้องที่ ก็รุดมายังโรงแรม 'สี่สหาย' พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน มีการชันสูตรพลิกศพชาลีฮำเหม็ดตามระเบียบ คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายทวนและเจ้าแห้วและนายอิสไมถูกเชิญตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ แต่ไม่ได้ไปฐานะผู้ต้องหา.

จบ